หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นวดั นางบวช กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 147
ประจำปีการศกึ ษา 2565
ฉันทะ ๑. ความพอใจ ความชอบใจ ความยินดี ความต้องการ ความรักใคร่ในสิ่งนั้น ๆ ๒. ความยินยอม
ความยอมใหท้ ี่ประชุมทำกิจนน้ั ๆ ในเม่อื ตนมไิ ดร้ ่วมอยู่ด้วย เปน็ ธรรมเนยี มของภิกษุท่ีอยู่ในวัดซึ่ง
มสี ีมารวมกัน มีสทิ ธทิ จ่ี ะเข้าประชุมทำกจิ ของสงฆ์ เวน้ แต่ภกิ ษุนั้นอาพาธ จะเข้าร่วมประชุมด้วย
ไมไ่ ด้ ก็มอบฉันทะคือ แสดงความยนิ ยอมใหส้ งฆ์ทำกจิ น้นั ๆ ได้
ตัณหา (๑) ความทะยานอยาก ความดินรน ความปรารถนา ความแส่หา มี ๓ คือ ๑. กามตัณหา ความ
ทะยานอยากในกาม อยากได้อารมณ์อันน่ารักน่าใคร่ ๒. ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ
อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ๓. วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ อยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ อยาก
พรากพ้นดับสญู ไปเสยี
ตันหา (๒) ธดิ ามารนางหนงึ่ ใน ๓ นาง ท่ีอาสาพระยามารผู้เปน็ บิดา เขา้ ไปประโลมพระพุทธเจ้าด้วยอาการ
ต่าง ๆ ในสมัยที่พระองค์ประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ ภายหลังตรัสรูใ้ หม่ ๆ (อีก ๒ นางคือ อรดี
กบั ราคา)
ไตรลักษณ์ ลักษณะสาม คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน ๑. อนิจจตา (ความ
เป็นของไมเ่ ทยี่ ง) ๒. ทุกขตา (ความเปน็ ทกุ ข)์ ๓. อนัตตา (ความเปน็ ของไม่ใชต่ น)
ไตรสิกขา สิกขาสาม ข้อปฏิบัตทิ ีต่ ้องศึกษา ๓ อย่าง คือ ๑. อธิศีลสิกขา หมายถึง สิกขา คือ ศีลอัน
ย่ิ ง
๒. อธิจิตตสิกขา หมายถึง สิกขา คือ จิตอันยิ่ง ๓. อธิปัญญาสิกขา หมายถึง สิกขา คือ
ปัญญาอันยิ่ง เรยี กกนั งา่ ย ๆ วา่ ศีล สมาธิ ปญั ญา
ทศพิธราชธรรม ๑๐ ธรรม สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน คุณสมบัติของนักปกครองที่ดี สามารถปกครอง
แผ่นดินโดยธรรม และยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชน จนเกิดความชื่นชมยินดี มี ๑๐
ประการ คื อ
๑. ทาน การให้ทรัพย์สินสิ่งของ ๒. ศีล ประพฤติดีงาม ๓. ปริจจาคะ ความเสียสละ ๔.
อาชชวะ ความซ่ือตรง ๕. มัททวะ ความออ่ นโยน ๖. ตบะ ความทรงเดช เผากิเลสตัณหา ไม่
หมกมุ่นในความสุขสำราญ ๗. อักโกธะความไม่กริ้วโกรธ ๘. อวิหิงสา ความไม่ข่มเหง
เบยี ดเบยี น ๙. ขันติ ความอดทนเขม้ แข็ง ไมท่ อ้ ถอย ๑๐. อวโิ รธนะ ความไมค่ ลาดธรรม
ทุกข์ ๑. สภาพที่ทนอยู่ได้ยาก สภาพที่คงทนอยู่ไม่ได้ เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิดขึ้นและดับสลาย
เนอ่ื งจากต้องไปตามเหตปุ ัจจัยท่ไี มข่ ึ้นต่อตวั มันเอง ๒. สภาพทที่ นได้ยาก ความรู้สกึ ไม่สบาย ได้แก่
ทุกขเวทนา
ทุกรกิริยา กิริยาที่ทำได้ยาก การทำความเพียรอันยากที่ใคร ๆ จะทำได้ เช่น การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุ
ธรรมวิเศษ ด้วยวิธีทรมานตนต่าง ๆ เช่น กลั้นลมอัสสาสะ (ลมหายใจเข้า) ปัสสาสะ (ลมหายใจ
ออก) และอดอาหาร เป็นตน้
ทุจริต ๓ ความประพฤติไม่ดี ประพฤติชั่ว ๓ ทาง ได้แก่ ๑. กายทุจริต ประพฤติชั่วทางกาย ๒. วจีทุจริต
ประพฤติชั่วทางวาจา ๓. มโนทุจริต ประพฤติชั่วทางใจ
เทวทูต ๔ ทูตของยมเทพ สื่อแจ้งข่าวของมฤตยู สัญญาณที่เตือนให้ระลึกถึงคติธรรมดาของชีวิต มีให้มี
ความประมาท ได้แก่ คนแก่ คนเจบ็ คนตาย และสมณะ ๓ อยา่ งแรกเรยี กเทวทูต ส่วนสมณะเรียก
รวมเป็นเทวทูตไปด้วยโดยปริยายเพราะมาในหมวดเดียวกัน แต่ในบาลีท่านเรียกว่านิมิต ๔ ไม่ได้
เรียกเทวทตู
นิวรณ์ ๕ สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ธรรมที่กั้นจิตไม่ใหบ้ รรลุคณุ ความดี อกุศลธรรมที่ทำจิตให้
เศรา้ หมองและทำปญั ญาให้อ่อนกำลงั ๑. กามฉนั ทะ (ความพอใจในกาม ความตอ้ งการกามคุณ)
๒. พยาบาท (ความคิดร้าย ความขัดเคืองแค้นใจ) ๓. ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซ่ืองซึม) ๔.
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรับปรุง ๒๕๖๐
ปรับปรงุ ๒๕๖๐
หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นวดั นางบวช กลุม่ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม 148
ประจำปกี ารศึกษา 2565
อุทธัจจกุกกุจจะ (คามฟุ้งซ่านและร้อนใจ ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล) ๕. วิจิกิจฉา (ความ
ลงั เลสงสัย)
นิโรธ ความดับทุกข์ คือดับตัณหาได้สิ้นเชิง ภาวะปลอดทุกข์ เพราะไม่มีทุกข์ที่จะเกิดขึ้นได้ หมายถึงพระ
นพิ พาน
บุญกิริยาวัตถุ ๓ ที่ตั้งแห่งการทำบุญ เรื่องที่จัดเป็นการทำความดี หลักการทำความดี ทางความดีมี ๓
ประการ คือ ๑. ทานมัย คือทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ ๒. ศีลมัย คือ ทำบุญด้วยการรักษาศีล
หรอื ประพฤตดิ ีมรี ะเบียบวนิ ยั ๓. ภาวนมัย คอื ทำบุญด้วยการเจรญิ ภาวนา คือฝกึ อบรมจิตใจ
เบญจธรรม ธรรม ๕ ประการ ความดี ๕ อย่าง ท่คี วรประพฤตคิ ู่กนั ไปกบั การรักษาเบญจศีลตามลำดบั ข้อ
ดังนี้ ๑. เมตตากรณุ า ๒. สมั มาอาชวี ะ ๓. กามสงั วร (สำรวมในกาม) ๔. สัจจะ ๕. สตสิ มั ปชัญญะ
เบญจศีล ศีล ๕ เวน้ ฆา่ สตั ว์ เวน้ ลกั ทรัพย์ เว้นประพฤติผดิ ในกาม เวน้ พดู ปด เวน้ ของเมา
ปฐมเทศนา เทศนาคร้ังแรก หมายถึง ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ใน
วนั ขึ้น ๑๕ คำ่ เดือน ๘ หลังจากวันตรสั รู้สองเดอื น ที่ปา่ อิสิปตนมฤคทายวนั เมืองพาราณสี
ปัญญา ๓ ความรอบรู้ เข้าใจ รู้ซึ้ง มี ๓ อย่าง คือ ๑. สุตมยปัญญา (ปัญญาเกิดแต่การสดับการเล่า
เรอ่ื ง) ๒. จนิ ตามนปัญญา (ปญั ญาเกดิ แต่การคดิ การพิจารณาหาเหตผุ ล) ๓. ภาวนามยปัญญา (ปญั ญา
เกดิ แตก่ ารฝึกอบรมลงมอื ปฏบิ ตั ิ)
พระธรรม คำสัง่ สอนของพระพุทธเจ้าท้ังหลักความจริงและหลักความประพฤติ
พระอนพุ ทุ ธะ ผู้ตรัสรู้ตาม คือ ตรัสร้ดู ว้ ยไดส้ ดับเล่าเรยี นและปฏิบตั ิตามท่ีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน
พระปัจเจกพทุ ธะ พระพทุ ธเจ้าประเภทหนึ่ง ซ่งึ ตรสั ร้เู ฉพาะตวั มิได้สัง่ สอนผ้อู ืน่
พระพุทธคุณ ๙ คุณของพระพุทธเจ้า ๙ ประการ ได้แก่ อรหํ เป็นผู้ไกลจากกิเลส ๒. สมฺมาสัมฺพุทฺโธ
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ๓. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและ จรณะ
๔. สุคโต เป็นผู้เสด็จไปแล้วด้วยดี ๕. โลกวิทู เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง ๖. อนุตฺตโร ปุริสทมฺ
มสารถิ เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า ๗. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็น
ครูผู้สอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ๘. พุทฺโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ๙. ภควา เป็นผู้มีโชค มี
ความเจริญ จำแนกธรรมสงั่ สอนสตั ว์
พระพุทธเจ้า ผูต้ รัสรูโ้ ดยชอบแล้วสอนผู้อ่ืนใหร้ ู้ตาม ท่านผรู้ ู้ดี รชู้ อบด้วยตนเองก่อนแล้ว สอนประชุมชนให้
ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ
พระภิกษุ ชายผู้ได้อุปสมบทแล้ว ชายที่บวชเป็นพระ พระผู้ชาย แปลตามรูปศัพท์ว่า ผู้ขอหรือผู้มองเห็น
ภัยในสังขารหรือผู้ทำลายกิเลส ดูบริษัท ๔ สหธรรมิก บรรพชิต อุปสัมบัน ภิกษุสาวกรูปแรก
ได้แก่ พระอัญญาโกณฑญั ญะ
พระรตั นตรัย รัตนะ ๓ แก้วอันประเสริฐ หรือสิ่งล้ำค่า ๓ ประการ หลักที่เคารพบูชาสูงสุดของ
พุทธศาสนิกชน ๓ อย่าง คือ ๑ พระพุทธเจ้า (พระผู้ตรัสรู้เอง และสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม) ๒.พระ
ธรรม (คำส่งั สอนของพระพุทธเจ้า ทงั้ หลกั ความจริงและหลักความประพฤต)ิ ๓. พระสงฆ์ (หมู่
สาวกผปู้ ฏบิ ตั ิตามคำส่งั สอนของพระพุทธเจ้า)
พระสงฆ์ หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย หมู่สาวกของ
พระพทุ ธเจา้
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ หมายถงึ ทา่ นผ้ตู รสั รู้เอง และสอนผูอ้ ่ืนใหร้ ู้ตาม
พราหมณ์ หมายถึง คนวรรณะหนึ่งใน ๔ วรรณะ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ; พราหมณ์เป็น
วรรณะนักบวชและเป็นเจา้ พิธี ถอื ตนว่าเป็นวรรณะสูงสดุ เกดิ จากปากพระพรหม
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรับปรุง ๒๕๖๐
ปรับปรุง ๒๕๖๐
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนวดั นางบวช กลุ่มสาระการเรยี นรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม 149
ประจำปกี ารศึกษา 2565
พละ ๔ กำลัง พละ ๔ คือ ธรรมอันเป็นพลงั ทำให้ดำเนินชีวิตด้วยความม่ันใจ ไม่ต้องหวาดหวัน่ ภยั ตา่ ง ๆ
ได้แก่ ๑. ปญั ญาพละ กำลังคอื ปัญญา ๒. วิริยพละ กำลังคอื ความเพียร ๓. อนวัชชพละ กำลังคือ
การกระทำที่ไม่มีโทษ ๔. สังคหพละ กำลังการสังเคราะห์ คือ เกื้อกูลอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดี พละ ๕
พละ กำลัง พละ ๕ คือ ธรรมอันเป็นกำลัง ซึ่งเป็นเครื่องเกื้อหนุนแก่อริยมรรค จัดอยู่ในจำพวก
โพธิปกั ขยิ ธรรม มี ๕ คือ สทั ธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
พุทธกิจ ๕ พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ๕ ประการ คือ ๑. ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ ตอนเช้าเสด็จ
ออกบิณฑบาต เพื่อโปรดสัตว์ โดยการสนทนาธรรมหรือการแสดงหลักธรรมให้เข้าใจ ๒. สายณฺ
เห ธมฺมเทสนํ ตอนเย็น แสดงธรรมแกป่ ระชาชนที่มาเฝา้ บริเวณที่ประทบั ๓. ปโทเส ภกิ ขฺ ุโอวาทํ
ตอนค่ำ แสดงโอวาทแก่พระสงฆ์ ๔. อฑฒฺ รตฺเต เทวปญหฺ นํ ตอนเทย่ี งคนื ทรงตอบปัญหาแก่พวก
เทวดา ๕. ปจฺจูเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ ตอนเช้ามืด จวนสว่าง ทรงตรวจพิจารณา
สตั วโ์ ลกวา่ ผู้ใดมีอปุ นสิ ยั ทจี่ ะบรรลธุ รรมได้
พุทธคุณ คุณของพระพุทธเจ้า คือ ๑. ปํญญาคณุ (พระคณุ คือ ปัญญา) ๒. วสิ ทุ ธิคุณ (พระคณุ คอื ความ
บรสิ ทุ ธ)ิ์ ๓. กรณุ าคุณ (พระคุณ คอื พระมหากรุณา)
ภาวนา ๔ การเจรญิ การทำใหม้ ขี ึ้น การฝกึ อบรม การพฒั นา แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท ไดแ้ ก่ ๑. กายภาวนา
๒. สีลภาวนา ๓. จิตตภาวนา ๔. ปญั ญาภาวนา
มงคล สิ่งที่ทำให้มีโชคดีตามหลักพระพุทธศาสนา หมายถึง ธรรมที่นำมาซึ่งความสุข ความเจริญ
มงคล ๓๘ ประการ หรอื เรียกเต็มวา่ อุดมมงคล (มงคลอันสงู สุด) ๓๘ ประการ (ดรู ายละเอียด
มงคลสตู ร)
มรรคมอี งค์ ๘ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกเต็มว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” ได้แก่ ๑. สัมมาทิฎฐิ
เห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ ทำการ
ชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ ๗.สัมมาสติ ระลึกชอบ
๘. สมั มาสมาธิ ตงั้ จิตมัน่ ชอบ
สตปิ ฏั ฐาน ๔ ท่ตี งั้ ของสติ การต้งั สติกำหนดพิจารณาส่ิงท้ังหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจรงิ คือ ตามสิ่งน้ัน
ๆ มันเปน็ ของมันเอง มี ๔ ประการ คือ
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณากายให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่
เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา) ท่านจำแนกวิธีปฏิบัติได้หลายอย่าง คือ อานาปานสติ
กำหนดลมหายใจ ๑ อิริยาบถ กำหนดรู้ทันอิริยาบถ ๑) สัมปชัญญะ สร้างสัมปชัญญะในการ
กระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง ๑) ปฏิกูลมนสิการ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาด
ทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายน้ี ๑) ธาตมุ นสกิ าร พจิ ารณาเหน็ รา่ งกายของตน โดยสักว่าเป็น
ธาตแุ ตล่ ะอยา่ งๆ
๒. เวทนานุปัสสาสติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนาให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่
เพยี งเวทนา ไมใ่ ชส่ ตั ว์บุคคลตวั ตนเราเขา) คอื มีสตริ ูช้ ดั เวทนาอนั เป็นสขุ กด็ ี ทกุ ข์ก็ดี เฉย ๆ ก็ดี
ทั้งที่เปน็ สามสิ และเปน็ นิรามิสตามท่ีเปน็ ไปอยู่ขณะนนั้ ๆ
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่
เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บคุ คลตวั ตนเราเขา) คือ มีสติรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มี
โทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไร ๆ
ตามทเ่ี ป็นไปอย่ใู นขณะนน้ั ๆ
๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่
เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนของเรา) คือ มีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรับปรุง ๒๕๖๐
ปรบั ปรุง ๒๕๖๐
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรยี นวดั นางบวช กล่มุ สาระการเรียนรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม 150
ประจำปกี ารศึกษา 2565
อายตนะ ๑๒ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น
เจริญบรบิ ูรณแ์ ละดบั ไดอ้ ย่างไร เปน็ ตน้ ตามท่ีเป็นจริงของมนั อย่างนนั้ ๆ
สมณะ หมายถึง ผู้สงบ หมายถึงนักบวชทั่วไป แต่ในพระพุทธศาสนา ท่านให้ความหมายจำเพาะ
หมายถึงผู้ระดับบาป ได้แก่ พระอริยบุคคล และผู้ปฏิบัติเพื่อระงับบาป ได้แก่ ผู้ปฏิบัติธรรมเพอื่
เป็นพระอรยิ บุคคล
สมบัติ ๔ คือ ความเพียบพร้อมสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งช่วยเสริมส่งอำนวยโอกาสให้กรรมดี
ปรากฏผล และไม่เปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล มี ๔ อย่าง คือ ๑. คติสมบัติ สมบัติแห่งคติ ถึง
พรอ้ มดว้ ยคติ หรือคติให้ คอื เกดิ อยู่ในภพ ภมู ิ ถิ่น ประเทศทเ่ี จริญ เหมาะหรอื เกื้อกูล ตลอดจน
ในระยะสั้นคือ ดำเนินชีวิตหรือไปในถิ่นที่อำนวย ๒. อุปธิสมบัติ สมบัติแห่งร่างกาย ถึงพร้อม
ด้วยร่างกาย คือมีรูปร่างสวย ร่างกายสง่างาม หน้าตาท่าทางดี น่ารัก น่านิยมเลื่อมใส สุขภาพดี
แข็งแรง ๓. กาลสมบัติ สมบัติแห่งกาล ถึงพร้อมด้วยกาลหรือกาลให้ คือ เกิดอยู่ในสมัยที่
บ้านเมืองมีความสงบสุข ผู้ปกครองดี ผู้คนมีคุณธรรมยกย่องคนดี ไม่ส่งเสริมคนชั่ว ตลอดจนใน
ระยะเวลาสั้น คือ ทำอะไรถูกกาลเวลา ถูกจังหวะ ๔. ปโยคสมบัติ สมบัติแห่งการประกอบ ถึง
พร้อมด้วยการประกอบกิจ หรือกิจการให้ เช่น ทำเรื่องตรงกับที่เขาต้องการ ทำกิจตรงกับความ
ถนัดความสามารถของตน ทำการถึงขนาดถูกหลักครบถ้วน ตามเกณฑ์หรือเต็มอัตรา ไม่ใช่ทำ
คร่ึง ๆ กลาง ๆ หรอื เหยาะแหยะ หรอื ไม่ถูกเรื่องกนั รูจ้ กั จัดทำ รู้จกั ดำเนนิ การ
สติ ความระลึกได้ นึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจได้กับกิจ หรือคุมจิตใจไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง จำ
การทที ำและคำพูดแม้นานได้
สงั เวชนยี สถาน สถานทตี่ งั้ แหง่ ความสงั เวช ทท่ี ่ใี ห้เกดิ ความสงั เวช มี ๔ คือ ๑. ท่พี ระพุทธเจา้ ประสตู ิ คือ
อุทยานลุมพินี ปัจจุบันเรียกลุมพินีหรือรุมมินเด (Lumbini หรือ Rummindei) ๒. ที่
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ควงโพธิ์ ที่ตำบลพุทธคยา (Buddha Gaya หรือ Bodh – Gaya) ๓. ที่
พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา คือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปัจจุบันเรียกสาร
นาถ ๔. ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน คือที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา หรือกุสินคร บัดน้ีเรียกกา
เซีย (Kasia หรอื Kusinagara)
สันโดษ ความยินดี ความพอใจ ยินดีด้วยปัจจัย ๔ คือ ผ้านุ่งห่ม อาหารที่นอนที่นั่ง และยาตามมีตามได้
ยินดีของของตน การมีความสุข ความพอใจด้วยเครื่องเลี้ยงชีพที่หามาได้ด้วยเพียรพยายามอัน
ชอบธรรมของตน ไม่โลภ ไม่รษิ ยาใคร
สันโดษ ๓ ๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ คือ ได้สิ่งใดมาด้วยความเพียรของตน ก็พอใจด้วยสิ่งน้ัน
ไม่ได้เดือดร้อนเพราะของที่ไม่ได้ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่นไม่ริษยาเขา ๒. ยถาพลสันโดษ
คือ ยินดีตามกำลัง คือ พอใจเพียงแค่พอแก่กำลังร่างกาย สุขภาพ และขอบเขตการใช้สอยของ
ตน ของที่เกินกำลังก็ไม่หวงแหนเสียดายไม่เก็บไว้ให้เสียเปล่า หรือฝืนใช้ให้เป็นโทษแก่ตน ๓.
ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร คือ พอใจตามที่สมควร คือ พอใจตามที่สมควรแก่ภาวะ
ฐานะแนวทางชีวิต และจุดหมายแห่งการบำเพ็ญกิจของตน เช่น ภิกษุพอใจแต่องอันเหมาะกับ
สมณภาวะ หรอื ได้ของใชท้ ่ไี ม่เหมาะสมกับตนแต่จะมีประโยชน์แก่ผู้อนื่ ก็นำไปมอบให้แก่เขา เป็น
ต้น
สัปปุริสธรรม ๗ ธรรมของสัตบุรุษ ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี ธรรมของผู้ดี
๑. ธัมมัญญุตา คือ ความรู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง ๒. อัตถัญญุตา คือ ความรู้จักผล คือรู้
ความมุ่งหมาย ๓. อัตตัญญุตา คือ ความรู้จักตน คือ รู้ว่าเรานั้นว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง
ความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต้น ๔. มตั ตัญญตุ า คือ ความรู้จักประมาณ
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕1 ฉบับปรบั ปรุง ๒๕๖๐
ปรับปรุง ๒๕๖๐
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนวดั นางบวช กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 151
ประจำปกี ารศกึ ษา 2565
คือ ความพอดี ๕. กาลัญญุตา คือ ความรู้จักกาล คือ รู้จักกาลเวลาอันเหมาะสม ๖.
ปริสญั ญตุ า คอื ความรจู้ กั บริษัทคือรู้จักชมุ ชนและร้จู ักทปี่ ระชุม ๗. ปคุ คลญั ญตุ า หรือ ปุคคลป
โรปรัญญุตา คือ ความรู้จักบคุ คล คอื ความแตกต่างแห่งบคุ คล
สัมปชัญญะ ความร้ตู วั ท่วั พรอ้ ม ความรู้ตระหนกั ความรูช้ ัดเขา้ ใจชดั ซึ่งสง่ิ นึกได้ มักมาค่กู บั สติ
สาราณียธรรม ๖ ธรรมเป็นท่ีตั้งแห่งความใหร้ ะลึกถึง ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน หลักการอยู่ร่วมกัน
เรียกอกี อย่างวา่ “สาราณยี ธรรม” ๑. เมตตากายกรรม มีเมตตากายกรรมทง้ั ต่อหน้าและลับหลัง
๒. เมตตาวจีกรรม มีเมตตาวจีกรรมทั้งต่อหน้าและลับหลัง ๓. เมตตา มโนกรรม มีเมตตา
มโนกรรมทั้งต่อหน้าและลับหลัง ๔. สาธารณโภคี แบ่งปันสิง่ ของที่ไดม้ าไม่หวง แหน ใช้ผู้เดยี ว
๕. สีลสามัญญตา มีความประพฤติร่วมกันในข้อที่เป็นหลักการสำคัญที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น
สน้ิ ทุกข์หรอื ขจัดปญั หา ๖.ทฏิ ฐสิ ามญั ญตา มีความเห็นชอบดีงาม เชน่ เดียวกบั หมคู่ ณะ
ศรทั ธา ความเชือ่ ความเชือ่ ถอื ความเชื่อมั่นในสิ่งทดี่ งี าม
ศรัทธา ๔ ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ๔ ประการคือ ๑. กัมมสัทธา (เชื่อกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่
จรงิ คอื เชื่อวา่ เมือ่ ทำอะไรโดยมีเจตนา คอื จงใจทำทั้งทรี่ ู้ ย่อมเปน็ กรรม คอื เป็นความชวั่ ความ
ดี มขี ึ้นในตน เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกดิ ผลดีผลร้ายสืบเน่ืองต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่า และเช่ือ
ว่าผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น ๒. วิ
ปากสัทธา (เชื่อวิบาก เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง คือ เชื่อว่ากรรมที่สำเร็จต้องมี
ผล และผลต้อง มีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี และผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว ๓.
กัมมัสสกตาสัทธา (ความเชื่อที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของจะต้อง
รับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน ๔. ตถาคตโพธิสัทธา (เชื่อความตรัสรู้ของ
พระพุทธเจ้า มัน่ ใจในองค์พระตถาคตว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพทุ ธะ ทรงพระคณุ ท้งั ๙ ประการ
ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้ดว้ ยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เหน็ ว่ามนุษย์ คือเราทุกคนนี้ หากฝึก
ตนด้วยดกี ็สามารถเข้าถงึ ภมู ธิ รรมสงู สุด บริสทุ ธ์หิ ลดุ พ้นได้ดงั ท่พี ระองคไ์ ด้ทรงบำเพ็ญไว้
สงั คหวตั ถุ ๔ เรื่องสงเคราะห์กัน คุณธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจของผู้อื่นไว้ได้ หลักการสงเคราะห์
คือ ช่วยเหลือกันยึดเหนี่ยวใจกันไว้ และเป็นเครื่องเกาะกุมประสานโลก ได้แก่ สังคมแห่งหมู่
สัตว์ไว้ ดุจสลักเกาะยึดรถที่กำลังแล่นไปให้คงเป็นรถ และวิ่งแล่นไปได้มี ๔ อย่างคือ ๑. ทาน
การแบ่งปันเอื้อเฟือ้ เผื่อแผ่กัน ๒. ปิยวาจา พูดจาน่ารัก น่านิยมนบั ถือ ๓. อัตถจริยา บำเพ็ญ
ประโยชน์ ๔.สมานัตตนา ความมีตนเสมอ คือ ทำตัวให้เข้ากันได้ เช่น ไม่ถือตัว ร่วมสุข ร่วม
ทุกข์กนั เป็นต้น
สุจริต ๓ ความประพฤติดี ประพฤติชอบตามคลองธรรม มี ๓ คือ ๑. กายสุจริต ประพฤติชอบทางกาย
๒. วจสี จุ ริต ประพฤติชอบทางวาจา ๓. มโนสจุ ริต ประพฤติชอบทางใจ
อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งอกศุ ลกรรม ทางความชว่ั กรรมช่วั อนั เปน็ ทางนำไปสูค่ วามเส่ือม ความทุกข์
หรือทุคติ ๑. ปาณาติบาต การทำชีวิตให้ตกล่วง ๒. อทินนาทาน การถือเอาของที่เขามิได้ให้
โดยอาการขโมย ลักทรัพย์ ๓. กาเมสุมจิ ฉาจาร ความประพฤติผดิ ทางกาม ๔. มสุ าวาท การพูด
เท็จ ๕. ปิสุณวาจา วาจาส่อเสียด ๖. ผรุสวาจา วาจาหยาบ ๗. สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ ๘.
อภชิ ฌา เพง่ เลง็ อยากได้ของเขา ๙. พยาบาท คดิ ร้ายผู้อื่น ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรร
อกุศลมูล ๓ รากเหง้าของอกุศล ต้นตอของความชั่ว มี ๓ คือ ๑. โลภะ (ความอยากได้) ๒. โทสะ
(ความคิดประทษุ รา้ ย) ๓. โมหะ (ความหลง) ๘
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรับปรุง ๒๕๖๐
ปรับปรุง ๒๕๖๐
หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรยี นวดั นางบวช กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม 152
ประจำปีการศกึ ษา 2565
อคติ ๔ ฐานะอันไม่พึงถึง ทางความประพฤติที่ผิด ความไม่เที่ยงธรรม ความลำเอียง มี ๔ อย่างคือ
๑. ฉนั ทาคติ (ลำเอียงเพราะชอบ) ๒. โทสาคติ (ลำเอียงเพราะชงั ) ๓. โมหาคติ (ลำเอียงเพราะ
หลง พลาดผิดเพราะเขลา) ๔. ภยาคติ (ลำเอยี งเพราะกลวั )
อนัตตา ไมใ่ ชอ่ ตั ตา ไม่ใชต่ ัวตน
อบายมขุ ชอ่ งทางของความเสอื่ ม เหตเุ ครื่องฉิบหาย เหตยุ อ่ ยยบั แหง่ โภคทรัพย์ ทางแหง่ ความพินาศ
อบายมุข ๔ ๑. อิตถีธุตตะ (เป็นนักเลงหญิง นักเที่ยวผู้หญิง) ๒. สุราธุตตะ (เป็นนักเลงสุรา นักดื่ม)
๓. อักขธตุ ตะ (เปน็ นกั การพนัน) ๔. ปาปมติ ตะ (คบคนชั่ว)
อบายมุข ๖ ๑. ติดสุราและของมึนเมา ๑.๑ ทรัพย์หมดไป ๆ เห็นชัด ๆ ๑.๒ ก่อการทะเลาะวิวาท
๑.๓ เป็นบ่อเกิดแห่งโรค ๑.๔ เสียเกียรติ เสียชื่อเสียง ๑.๕ ทำให้ไม่รู้อาย ๑.๖ ทอนกำลัง
ปัญญา ๒. ชอบเท่ียวกลางคืน มโี ทษ ๖ อย่างคอื ๒.๑ ชื่อวา่ ไมร่ ักษาตน ๒.๒ ชื่อว่าไม่รักษาลูก
เมีย ๒.๓ ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ ๒.๔ เป็นที่ระแวงสงสัย ๒.๕ เป็นเป้าให้เขาใส่ความหรือ
ขา่ วลือ ๒.๖ เป็นทม่ี าของเร่ืองเดือดร้อนเปน็ อันมาก ๓. ชอบเทย่ี วดูการละเล่น มีโทษ โดยการ
งานเสือ่ มเสียเพราะมีใจกังวลคอยคิดจ้อง กับเสียเวลาเมอ่ื ไปดูส่ิงนั้น ๆ ท้ัง ๖ กรณี คอื ๓.๑ รำ
ท่ีไหนไปท่ีนั่น ๓.๒ – ๓.๓ ขบั ร้อง ดนตรี เสภา เพลงเถดิ เทิงท่ไี หนไปทีน่ ่ัน ๔. ติดการ
พนัน มีโทษ ๖ คือ ๔.๑ เมื่อชนะย่อมก่อเวร ๔.๒ เมื่อแพ้ก็เสียดายทรัพย์ที่เสียไป ๔.๓ ทรัพย์
หมดไป ๆ เหน็ ชัด ๆ ๔.๔ เข้าท่ีประชมุ เขาไม่เชื่อถือถ้อยคำ ๔.๕ เปน็ ทหี่ ม่นิ ประมาทของเพื่อน
ฝูง ๔.๖ ไม่เป็นท่ีพึงประสงค์ของผ้ทู ี่จะหาคู่ครองให้ลูกของเขา เพราะเหน็ ว่าจะเลย้ี งลกู เมียไม่ได้
๕. คบคนชั่วมโี ทษโดยนำให้กลายเป็นคนชัว่ อย่างที่ตนคบทั้ง ๖ ประเภท คือ ได้เพื่อน
ที่จะนำให้กลายเป็น ๕.๑ นักการพนัน ๕.๒ นักเลงหญิง ๕.๓ นักเลงเหล้า ๕.๔ นักลวงของ
ปลอม ๕.๕ นักหลอกลวง ๕.๖ นักเลงหัวไม้ ๖. เกียจคร้านการงาน มีโทษโดยทำให้ยกเหตุ
ต่าง ๆ เป็นข้ออ้างผิดเพีย้ น ไม่ทำการงานโภคะใหม่ก็ไม่เกิด โภคะที่มีอยู่ก็หมดสิ้นไป คือ ให้อ้าง
ไปทั้ง ๖ กรณีว่า ๖.๑ – ๖.๖ หนาวนัก ร้อนนัก เย็นไปแล้ว ยังเช้านัก หิวนัก อิ่มนัก แล้วไม่ทำ
การงาน
อริยสจั ๔ ความจรงิ อันประเสริฐ ความจรงิ ของพระอริยะ ความจรงิ ที่ทำใหผ้ ู้เข้าถึงกลายเป็นอรยิ ะมี ๔ คือ
๑. ทกุ ข์ (ความทุกข์ สภาพทีท่ นไดย้ าก สภาวะทบ่ี ีบคัน้ ขัดแยง้ บกพรอ่ ง ขาดแกน่ สารและความ
เที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จรงิ ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิง่ อันไมเ่ ปน็ ที่รัก
การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ๒.
ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา
และ วภิ วตณั หา) กำจัดอวชิ ชา สำรอกตณั หา สนิ้ แลว้ ไม่ถกู ยอ้ ม ไมต่ ิดขดั หลุดพ้น สงบ ปลอด
โปร่ง เปน็ อิสระ คอื นพิ พาน) ๓. ทกุ ขนโิ รธ (ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับส้นิ ไป ภาวะ
ท่ีเข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตณั หาส้นิ แลว้ ไม่ถูกยอ้ ม ไมต่ ิดข้อง หลดุ พ้น สงบ เป็นอิสระ คือ
นิพพาน) ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความ
ดับทุกข์ ได้แก่ อรยิ อัฏฐงั คกิ มรรค หรือเรียกอีกอย่างหนง่ึ วา่ มัชฌิมปฏปิ ทา แปลว่า ทางสาย
กลาง มรรคมอี งค์ ๘ น้ี สรุปลงในไตรสกิ ขา คอื ศีล สมาธิ ปญั ญา)
อัตตา ตัวตน อาตมัน ปุถุชนย่อมยึดมั่นมองเห็นขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดเป็นอัตตา หรือ
ยดึ ถือวา่ มีอตั ตา เน่ืองด้วยขันธ์
อายตนะ ทีต่ อ่ เครอ่ื งตดิ ต่อ แดนตอ่ ความรู้ เครื่องรู้ และส่งิ ท่ีถูกรู้ เช่น ตาเป็นเครอื่ งรู้ รปู เป็น สิ่งที่
รู้
หูเปน็ เครอ่ื งรู้ เสียงเป็นสง่ ที่รู้ เปน็ ต้น จัดเป็น ๒ ประเภท ไดแ้ ก่
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรับปรุง ๒๕๖๐
ปรับปรงุ ๒๕๖๐
หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนวดั นางบวช กล่มุ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 153
ประจำปกี ารศึกษา 2565
๑. อาตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖
๒. อายตนะภายนอก หมายถึง เครอ่ื งต่อภายนอก สิ่งท่ถี กู รู้ มี ๖ คือ ๒.๑ รปู คอื รูป ๒.๒ สัท
ทะ คือ เสียง ๒.๓ คันธะ คือ กลิ่น ๒.๔ รส คือ รส ๒.๕ โผฏฐัพพะ คือ สิ่งต้องกาย
๒.๖ ธัมมะ หมายถงึ ธรรมารมย์ คอื อารมณท์ เ่ี กดิ กับใจ หรือส่งิ ทใ่ี จรู้ อารมณ์ ๖ กเ็ รยี ก
อายตนะภายใน เคร่อื งต่อภายใน เคร่ืองรบั รู้ มี ๖ คอื ๑. จักขุ คือ ตา ๒. โสตะ คอื หู ๓. ฆา
นะ คอื จมูก ๔. ชิวหา คือ ลน้ิ ๕. กาย คอื กาย ๖. มโน คือ อนิ ทรยี ์ ๖ กเ็ รียก
อิทธบิ าท ๔ คณุ เคร่ืองให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมท่นี ำไปสู่ความสำเรจ็ แห่งผลท่ีมงุ่ หมาย มี ๔ ประการ
คื อ
๑. ฉันทะ ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอแล้วปรารถนาจะ
ทำ ใหไ้ ด้ผลดยี ิง่ ๆ ขึน้ ไป
๒. วิริยะ ความเพียร คอื ขยนั หมน่ั ประกอบสง่ิ น้นั ดว้ ยความพยายาม เขม้ แขง็ อดทน เอาธุระไม่
ท้อถอย
๓. จิตตะ ความคิด คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจ
ให้ฟุ้งซ่านเลอื่ นลอย
๔. วิมังสา ความไตร่ตรอง หรือทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณา ใคร่ครวญ ตรวจตราหา
เหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผลคิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง
ตัวอย่างเช่น ผู้ทำงานท่ัว ๆ ไปอาจจำสัน้ ๆ ว่า รักงาน สู้งาน ใส่ใจงาน และทำงานด้วยปัญญา
เปน็ ต้น
อุเบกขา มี ๒ ความหมายคือ ๑. ความวางใจเป็นกลาง ไม่เองเอียงด้วยชอบหรือชัง ความวางใจเฉยได้
ไม่ยินดยี ินร้าย เมอ่ื ใช้ปัญญาพิจารณาเหน็ ผลอันเกิดขนึ้ โดยสมควรแกเ่ หตแุ ละรู้วา่ พึงปฏิบัติต่อไป
ตามธรรม หรือตามควรแก่เหตนุ ้นั ๒. ความรูส้ ึกเฉย ๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ เรียกเต็มวา่ อเุ บกขาเวทนา
(อทุกขมสุข)
โอตตัปปะ ความเกรงกลัวตอ่ ความชั่ว
โอวาท คำกล่าวสอน คำแนะนำ คำตักเตือน โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ คือ ๑. เว้นจากทุจริต คือ
ประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ (ไม่ทำชั่วทั้งปวง) ๒.ประกอบสุจริต คือ ประพฤติชอบด้วยกาย
วาจา ใจ (ทำแตค่ วามดี) ๓. ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศรา้ หมอง โลภ โกรธ หลง เป็น
ต้น (ทำจิตของตนใหส้ ะอาดบรสิ ุทธิ์)
สังคมศึกษา การเรียนรู้เพอื่ พัฒนาตนใหอ้ ยรู่ ว่ มในสงั คมได้อยา่ งมคี ุณภาพ
คุณธรรม(virtue) และจริยธรรรม(moral or morality or ethics) คุณธรรม หมายถึง สภาพคุณงาม
ความดี จริยธรรมมีความหมายเช่นเดียวกับศีลธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติกรรม
ปฏิบัติความประพฤติหรือหน้าที่ที่ชอบ ที่ควรปฏิบัติในการครองชีวิต ดังนั้นคุณธรรมจริยธรรม
จึงหมายถึง สภาพคุณงามความดีที่ประพฤติปฏิบัตหิ รือหน้าท่ีท่ีควรปฏบิ ตั ิในการครองชีวิต หรือ
คุณธรรมตามกรอบจริยธรรม ส่วนศลี ธรรมและจรยิ ธรรม มีความหมายใกลเ้ คยี งกนั คุณธรรมจะ
มีความหมายที่เน้นสภาพ ลักษณะ หรือคุณสมบัติที่แสดงออกถึงความดีงาม ส่วนจริยธรรม มี
ความหมายเน้นที่ ความประพฤติหรือการปฏิบัตทิ ีด่ ีงาม เป็นที่ยอมรับของสงั คม นักวิชาการมกั
ใช้คำทั้งสองคำนี้ในความหมายนัยเดียวกันและมักใช้คำสองคำดังกล่าวควบคู่กันไป เป็นคำว่า
คุณธรรมจริยธรรม ซึ่งรวมความหมายของคุณธรรมและจริยธรรม นั่นคือมีความหมายเน้นทั้ง
สภาพ ลักษณะหรือคณุ สมบัติ และความประพฤติอนั ดีงาม เป็นที่ยอมรบั ของสังคม
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕1 ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๐
ปรับปรงุ ๒๕๖๐
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนวดั นางบวช กลุ่มสาระการเรยี นรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 154
ประจำปกี ารศกึ ษา 2565
การเมือง ความรเู้ กีย่ วกับความสัมพันธร์ ะหวา่ งอำนาจในการจัดระเบียบสังคมเพื่อประโยชน์และความ
สงบสุขของสังคม มีความสัมพันธ์ต่อกันโดยรวมทั้งหมดในส่วนหนึ่งของชีวิตในพื้นที่หนึ่งที่
เกย่ี วข้องกับอำนาจ อำนาจชอบธรรม หรืออิทธิพล และมคี วามสามารถในการดำเนินการได้
ข้อมลู ส่งิ ท่ไี ด้รบั รแู้ ละยงั ไมม่ กี ารจัดประมวลให้เปน็ ระบบ เมือ่ จัดระบบแลว้ เรยี กวา่ สารสนเทศ
ค่านิยม การกำหนดคณุ ค่าและพฒั นาจนเป็นบคุ ลกิ ภาพประจำตวั
คุณคา่ ลักษณะที่พึงประสงค์ เช่น ความดี ความงาม ความดีเป็นคุณค่าของจริยธรรม ความงามเป็น
คุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ สิ่งที่ตอบสนองความต้องการได้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า คุณค่าเป็นสิ่ง
เปลี่ยนแปลงได้ คุณค่าเปลี่ยนไปได้ตามเวลา และคุณค่ามักเปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการของ
ความเจริญ
บทบาท การกระทำที่สงั คมคาดหวังตามสถานภาพทบี่ ุคคลครองอยู่
หนา้ ท่ี เป็นความรบั ผดิ ชอบทางศลี ธรรมของปจั เจกชนซง่ึ สงั คมยอมรบั
สถานภาพ ตำแหน่งทแ่ี ตล่ ะคนครองอยู่ในสถานที่หน่ึง ในชว่ งเวลาหนงึ่
บรรทัดฐาน ข้อตกลงของสังคมที่กำหนดให้สมาชิกประพฤติ ปฏิบัติ บางทีเรียกปทัสถาน สามารถใช้
บรรทัดฐานของสังคม (social norms) เป็นมาตรฐานความประพฤติในทางจริยธรรมได้ ซึ่งแยก
ออกเปน็
ก. วิถีประชา (folkways) ได้แก่ แบบแผนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่สังคมยอมรับ และ
ได้ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมา มักเกี่ยวข้องกับเรื่องการดำเนินชีวิต และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ
จรยิ ธรรมจะไมม่ กี ฎเกณฑ์เครง่ ครดั แน่นอนตายตัว
ข. กฎศีลธรรมหรือจารีต (mores) เป็นมาตรฐานความประพฤติของสังคมที่มีการกำหนด
เก่ียวกับจริยธรรมที่เขม้ ขนึ้ ในกรณีมีผูฝ้ ่าฝนื อาจมีการลงโทษ แมว้ า่ ในบางครงั้ จะไม่มีการเขียนไว้
เปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษรกต็ าม เชน่ การลวนลามสตรใี นชนบท ตอ้ งลงโทษด้วยการเสียผี
ค. กฎหมาย (law) เป็นมาตรฐานความประพฤติทร่ี ฐั กำหนดให้สมาชกิ ของรฐั พงึ ปฏิบัติหรือ
ละเวน้ การปฏบิ ตั ิ และกำหนดวิธีการปฏบิ ัตกิ ารลงโทษสำหรับผู้ฝา่ ฝนื
สิทธิ ขอ้ เรยี กรอ้ งของปัจเจกชนซ่ึงสังคมยอมรับ
สิทธิทางศีลธรรม เป็นขอ้ เรยี กร้องทางศีลธรรมของปจั เจกชนซงึ่ สงั คมยอมรับ
ประเพณี เป็นความประพฤติของคนหมู่หนึ่ง อยู่ในที่แห่งหนึ่ง ถือเป็นแบบแผนกันมาอย่างเดียวกันและ
สบื กนั มานาน
ประเพณี คือ กิจกรรมที่มีรูปแบบของชุมชนหรือสังคมหนึ่งที่จัดขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ใด
จุดประสงค์หน่งึ และกำหนดการจัดกิจกรรมในชว่ งเวลาแน่นอนสม่ำเสมอ กิจกรรทเี่ ป็นประเพณี
อาจมองได้อีกประการหนึ่งว่าเปน็ แบบแผนการปฏิบัติของกลุ่มเฉพาะหรือทางศาสนา
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights sinv UDHR) คือ
การประกาศเจตนารมณ์ ในการร่วมมือระหว่างประเทศที่มีความสำคัญในการวางกรอบเบื้องต้น
เกี่ยวกบั สทิ ธิมนุษยชนและเปน็ เอกสารหลักด้านสิทธิมนุษยชนฉบบั แรก ซ่ึงท่ีประชุมสมัชชาใหญ่
แห่งสหประชาชาติ ให้การรับรองตามข้อมติที่ ๒๑๗ A (III) เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๙๑ โดย
ประเทศไทยออกเสียงสนนั สนนุ
วฒั นธรรม และภมู ิปัญญาไทย เปน็ การศกึ ษา วเิ คราะหเ์ กยี่ วกบั วัฒนธรรมและภมู ปิ ญั ญาในเร่อื งเกี่ยวกับ
ความเป็นมา ปัจจัยพื้นฐานและผลกระทบจากภายนอกที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรม
ไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย รวมทั้งวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของมนุษยชาติโลก
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรับปรุง ๒๕๖๐
ปรับปรงุ ๒๕๖๐
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนวดั นางบวช กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม 155
ประจำปกี ารศึกษา 2565
ความสำคัญ และผลกระทบที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยและมนุษยชาติ ตั้งแต่อดีต
ถึงปัจจบุ นั
สัมมาชพี การประกอบอาชีพสุจรติ และเหมาะสมในสังคม
ประสิทธิภาพ ความสามารถในการทำงานจนสำเร็จ หรือผลการกระทำที่ได้ผลออกมาดีกว่าเดิม รวมท้ัง
การใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างคุ้มค่า โดยไม่ให้เกิดความสูญเปล่าหรือความสูญเสีย ทรัพยาการ
ต่างๆ พิจารณาไดจ้ ากเวลา แรงงาน วัตถดุ ิบ เครอ่ื งจักร ปรมิ าณและคณุ ภาพ ฯลฯ
ประสิทธิผล ระดบั ความสำเร็จของวตั ถุประสงค์ หรือ ผลสำเร็จของงาน
สนิ คา้ หมายความว่าสิ่งของที่สามารถซื้อขาย แลกเปล่ยี น หรือโอนกนั ได้ ไมว่ ่าจะเกดิ โดยธรรมชาติหรือ
เป็นผลติ ผลทางการเกษตร รวมตลอดถึงผลติ ภณั ฑท์ างหัตถกรรมและอตุ สาหกรรม
ภูมิปัญญา ส่วนหนึ่งของประเพณี หรือเป็นกิจกรรมเฉพาะตัวก็ได้ เช่น พิธีถวายสังฆทาน พิธีบวชนาค
พธิ ีบวชลกู แก้ว พิธขี อฝน พธิ ีไหวค้ รู พธิ แี ต่งงาน
มนุษยชาติ การเกดิ เปน็ มนษุ ย์มาจาก มนุษย์ = ผมู้ จี ติ ใจสูง กับชาติ = เกิด โดยปกติหมายถึง มนุษย์ทั่ว ๆ ไป
มรรยาท พฤติกรรมที่สังคมกำหนดว่าควรประพฤติเป็นวัฒนธรรม วัดจากความเหมาะสมและไม่
เหมาะสม
ระบบ การนำส่วนตา่ ง ๆ มาปรบั เรียงต่อให้ทำงานประสานต่อเนอ่ื งกันจนดูเปน็ สิง่ เดียวกนั
กระบวนการ กรรมวิธหี รอื ลำดบั การกระทำซึ่งดำเนินการตอ่ เน่ืองกันไปจนสำเร็จลง ณ ระดบั หน่งึ
วเิ คราะห์ การแยกแยะใหเ้ หน็ คุณลักษณะของแตล่ ะองคป์ ระกอบ
เศรษฐกิจ ความรู้เกี่ยวกับการกิน การอยู่ของมนุษย์ในสังคม ว่าด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดการผลิต
การกระจายผลผลิต และการบริโภค
สหกรณ์ แปลว่าการทำงานร่วมกัน การทำงานรว่ มกันนี้ลึกซ้ึงมาก เพราะวา่ ตอ้ งรว่ มมือกนั ในทุกด้าน ท้ัง
ในด้านงานที่ทำด้วยร่างกาย ทั้งในด้านงานที่ทำด้วยสมอง และงานการที่ทำด้วยใจ ทุกอย่างนี้
ขาดไม่ได้ตอ้ งพรอ้ ม
ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถงึ ผลงานอนั เกิดจากการประดษิ ฐค์ ิดคน้ หรือสร้างสรรคข์ องมนุษย์ ซึ่งเน้น
ที่ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ โดยไม่คำนึงถึงชนิด ของการสร้างสรรค์หรือวิธีในการ
แสดงออก ทรัพย์สินทางปัญญา อาจเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่นสินค้า ต่าง ๆ หรือ เป็นสิ่งที่จับต้อง
ไม่ได้ เช่น บริการ แนวความคิด กรรมวิธีและทฤษฎีต่าง ๆ เป็นต้น ทรัพย์สินทางปัญญามี ๒
ประเภท ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial property) และลิขสิทธิ์ (Copyright)
๑. ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม มีสิทธิบัตร แบบผังภูมิของวงจรรวม เครื่องหมายการค้า
ความลบั ทางการค้า ชอื่ ทางการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภมู ิศาสตร์
๒. ลิขสิทธิ์ คอื งานหรอื ความคิดสร้างสรรค์ในสาขาวรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรกี รรม
งานภาพยนตร์ หรืองานอื่นใดในแผนกวรณคดี หรือแผนกศิลปะ แผนกวิทยาศาสตร์ ลิขสิทธิ์ยัง
รวมทัง้ สทิ ธขิ า้ งเคยี ง (Neighbouring Right)
สง่ิ บ่งช้ที างภูมศิ าสตร์ หมายความวา่ ช่อื สัญลกั ษณ์ หรอื ส่ิงอื่นใดที่ใช้เรยี กหรอื ใช้แทนแหลง่
ภูมิศาสตร์ และทีสามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นเป็น สินค้าที่มีคุณภาพ
ช่ือเสียง หรอื คณุ ลกั ษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตรด์ งั กล่าว
เหตุ ภาวะเงื่อนไขทจี่ ำเป็นทที่ ำใหส้ ิง่ หนึ่งเกดิ ข้นึ ตามมา เรยี กว่า ผล
เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ที่เกดิ ขึน้
อำนาจ ความสามารถในการบบี บังคับให้ส่งิ หนึ่ง (คนหนง่ึ ...) กระทำตามที่ปรารถนา
อทิ ธพิ ล อำนาจบังคับท่กี อ่ ใหเ้ กดิ ความสำเรจ็ ในส่ิงใดสง่ิ หน่งึ
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรบั ปรงุ ๒๕๖๐
ปรับปรุง ๒๕๖๐
หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรยี นวดั นางบวช กล่มุ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม 156
ประจำปกี ารศกึ ษา 2565
เอกลักษณ์ ลักษณะทมี่ คี วามเป็นหนงึ่ เดียว ไม่มที ใี่ ดเหมือน
ตำนาน เป็นเรื่องเลา่ ต่อกันมาและถูกบนั ทึกขึ้นภายหลัง
พงศาวดาร คือ การบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวที่กับ
พระมหากษัตรยิ ์ และราชสำนัก
อดีต คือ เวลาที่ล่วงมาแล้ว ความสำคัญของอดีต คือ อดีตจะครอบงำความคิดและความรู้ของเราอย่าง
กว้างขวางลึกซึ้ง อดีตที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคน/ความสำคัญที่มีต่อเหตุการณ์และกลุ่มคนจะถูก
นำมาเชอ่ื มโยงเข้าดว้ ยกัน
นักประวัติศาสตร์ เป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน ผู้สร้างประวตั ิศาสตร์ขึน้ จากหลักฐานประเภทต่าง ๆ
ตามจุดมุง่ หมายและวิธกี ารคดิ ซ่งึ งานเขียนอาจนำไปสกู่ ารเปน็ วชิ าประวัตศิ าสตรไ์ ด้ในท่ีสดุ
ความม่งุ หมายในการเขยี นประวตั ิศาสตร์
- นกั ประวัติศาสตร์รุน่ เก่า มงุ่ สกู่ ารรวมชาติ/รับใชก้ ารเมือง
- นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ มุ่งที่จะหาความจริง (truth) จากอดีตและตีความโดยปราศจากอคติ
(bias)
หลกั ฐานประเภท ตา่ ง ๆ จะใหข้ อ้ เท็จจริงบางประการ ซึ่งจะนำไปสูค่ วามจริงในทีส่ ดุ โดยมวี ธิ ีการแบ่ง
ประเภทของหลักฐานหลายแบบ เช่น หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์และหลักฐานสมัย
ประวัติศาสตร์แบบหนึ่ง หลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษรและหลักฐานที่ไม่ใช่ลายลักษณ์แบบ
หนึ่ง หรือหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานชั้นรอง (หรือหลักฐานชั้นที่หนึ่ง ชั้นที่สอง ชั้นที่สาม) อีก
แบบหนึง่ หลักฐานทจ่ี ะถูกประเมนิ ว่านา่ เช่อื ถอื ทีส่ ุด คือ หลกั ฐานทเี่ กดิ รว่ มสมยั หรอื เกดิ โดยผู้ท่ีรู้
เห็นเหตุการณ์นั้น ๆ แต่กระนั้นนักประวัติศาสตร์ก็จะต้องวิเคราะห์ทั้งภายในและภายนอกก่อน
ด้วยเช่นกัน เนื่องจากผู้ที่อยู่ร่วมสมัยก็ย่อมมีจุดมุง่ หมายส่วนตวั ในการบนั ทึก ซึ่งอาจทำให้เลือก
บนั ทึกเฉพาะเรอ่ื งบางเร่ืองเทา่ น้ัน
อคติ คือ ความลำเอียง ไม่ตรงตามความเป็นจริง เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ซึ่งผู้ที่เป็นนัก
ประวตั ศิ าสตรจ์ ะตอ้ งตระหนกั และควบคมุ ให้ได้
ความเป็นกลาง คือ การมองด้วยปราศจากความรู้สึกอคตจิ ะเกิดขึน้ ได้หากเข้าใจธรรมชาติของหลักฐาน
แตล่ ะประเภท เข้าใจปรชั ญาและวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ เขา้ ใจจุดม่งุ หมายของผูเ้ รยี น ผ้บู ันทึก
ประวัติศาสตร์ (น่นั คือ เขา้ ใจวา่ บนั ทึกเพอื่ อะไร เพราะเหตใุ ด)
ความจริงแท้ (real truth) คือ ความจริงที่คงอยู่แน่นอนนิรันดร์ เป็นจุดหมายสูงสุดที่นักประวัติศาสตร์
มุ่งแสวงหาซึ่งจะต้องอาศัยความเข้าใจและความจริงที่อยู่เบื้องหลังการ เกิดพฤติกรรมและ
เหตุการณ์ต่าง ๆ (ที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง) ซึ่งการแสวงหาความจริงแท้ ต้องอาศัยความสมบูรณ์ของ
หลักฐานและกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ละเอียด ถี่ถ้วน กินเวลายาวนาน แต่นี้คือ
ภาระหน้าทขี่ องนกั ประวตั ิศาสตร์
ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ คือ ผู้นำความรู้ทางประวัติศาสตร์มาพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ เจตคติและ
ทักษะในการใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความจริงและความจริงแท้จะต้องศึกษา
ผลงานของนกั ประวัตศิ าสตรแ์ ละเลอื กเนือ้ หาประวตั ิศาสตรท์ ่เี หมาะสมกับวัยของผเู้ รียน โดยตอ้ ง
เป็นไปตามจดุ ประสงค์ของหลักสตู รและสอดคล้องธรรมชาติของประวัติศาสตร์
เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ เป็นการศึกษาเรื่องการนับเวลา และการแบ่งช่วงเวลาตามระบบ
ตา่ ง ๆ ทั้งแบบไทย สากล ศกั ราชทสี่ ำคญั ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก และการแบ่งยุคสมัยทาง
ประวัติศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะพื้นฐานสำหรับการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์
สามารถเข้าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตระหนักถึง
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรบั ปรุง ๒๕๖๐
ปรบั ปรงุ ๒๕๖๐
หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นวดั นางบวช กลุ่มสาระการเรยี นรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 157
ประจำปีการศึกษา 2565
ความสำคญั ในความต่อเน่ืองของเวลา อิทธพิ ลและความสำคัญของเวลาที่มีต่อวิถีการดำเนินชีวิต
ของมนษุ ย์
วิธีการทางประวตั ิศาสตร์ หมายถงึ กระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริงทางประวัตศิ าสตร์ ซึ่งเกิดจากวิธี
วิจัยเอกสารและหลักฐานประกอบอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์บน
พื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผล และการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
ประกอบดว้ ยข้ันตอนต่อไปน้ี
หนง่ึ การกำหนดเป้าหมายหรือประเดน็ คำถามที่ต้องการศึกษา แสวงหาคำตอบดว้ ยเหตุ และผล
(ศกึ ษาอะไร ชว่ งเวลาไหน สมยั ใด และเพราะเหตใุ ด)
สอง การคน้ หาและรวบรวมหลักฐานประเภทตา่ ง ๆ ทัง้ ท่เี ป็นลายลกั ษณอ์ ักษร และไม่เป็นลาย
ลกั ษณ์อักษร ซ่ึงไดแ้ ก่ วตั ถุโบราณ ร่องรอยถ่นิ ท่ีอยอู่ าศยั หรอื การดำเนินชวี ิต
สาม การวิเคราะห์หลักฐาน (การตรวจสอบ การประเมินความน่าเชอื่ ถือ การประเมนิ คุณค่าของ
หลกั ฐาน) การตคี วามหลักฐานอยา่ งเป็นเหตุเปน็ ผล มคี วามเปน็ กลาง และปราศจากอคติ
ส่ี การสรุปขอ้ เทจ็ จริงเพื่อตอบคำถาม ด้วยการเลอื กสรรข้อเทจ็ จริงจากหลักฐานอย่างเคร่งครัด
โดยไมใ่ ช้คา่ นยิ มของตนเองไปตัดสินพฤติกรรมของคนในอดตี โดยพยายามเข้าใจความคิดของคน
ในยุคนนั้ หรอื นำตัวเขา้ ไปอยใู่ นยุคสมยั ทีต่ นศกึ ษา
ห้า การนำเสนอเรื่องที่ศึกษาและอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผล โดยใช้ภาษาที่เข้าใจงา่ ย มีความ
ต่อเนื่อง น่าสนใจ ตลอดจนมีการอ้างอิงข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้งานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่า
และมีความหมาย
พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน เป็นการศึกษาเรื่องราวของสังคม มนุษย์ในบริบทของ
เวลาและสถานที่ โดยทั่วไปจะแยกเรื่องศึกษาออกเป็นด้านต่าง ๆ ได้แก่ การเมืองการปกครอง
เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยกำหนดขอบเขต
การศึกษาในกลุ่มสังคม มนุษย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ในท้องถิ่น/ประเทศ/ภูมิภาค/โลก โดยมุ่งศึกษา
ว่าสังคมนั้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตามลำดับเวลาได้อย่างไร เพราะเหตุใด จึงเกิดความ
เปลี่ยนแปลงมีปัจจัยใดบ้าง ทั้งทางด้านภูมิศาสตร์และปัจจัยแวดล้อมทางสังคม ที่มีผลต่อ
พัฒนาการหรอื การสร้างสรรค์วฒั นธรรม และผลกระทบของการสรา้ งสรรค์ของมนุษย์ในด้านต่าง
ๆ เป็นอย่างไร ทง้ั น้ีเพื่อใหเ้ ข้าใจอดีตของสงั คมมนุษย์ในมติ ิของเวลาและความต่อเนื่อง
ภูมิศาสตร์ เป็นคำที่มาจากภาษากรีก (Geography) หมายถึงการพรรณนาลักษณะของโลกเป็นศาสตร์
ทางพืน้ ที่ เป็นความรูท้ ี่วา่ ดว้ ยปฏสิ มั พันธ์ของสิง่ ตา่ ง ๆ ในขอบเขตหน่ึง
ลักษณะทางกายภาพ ของภูมิศาสตร์ หมายถึง ลักษณะที่มองเห็นเป็นรูปร่าง รูปทรง โดยสามารถ
มองเหน็ และวิเคราะหไ์ ปถึงกระบวนการเปล่ียนแปลงต่าง ๆ ท่ีเกิดขน้ึ ในสภาพแวดลอ้ มต่าง ๆ ซึ่ง
เกี่ยวข้องกับลักษณะของธรณีสัณฐานวิทยาภูมิอากาศวิทยา ภูมิศาสตร์ดิน ชีวภูมิศาสตร์พืช
ภมู ศิ าสตรส์ ัตว์ ภมู ศิ าสตรส์ ง่ิ แวดล้อมตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน หมายถึงวิธีการศึกษา หรือวิธีการวิเคราะห์ พิจารณาสำหรับศาสตร์ทาง
ภูมิศาสตร์ได้ใช้สำหรับการศึกษาพิจารณา คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่มีผลต่อกัน
ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับมนุษย์ (Environment) ทางกายภาพ ด้วยวิธีการศึกษา พิจารณาถึง
ความแตกต่าง ความเหมือนระหว่างพื้นที่หนึ่งๆ กับอีกพื้นที่หนึ่ง หรือระหว่างภูมิภาคหนึ่งกับ
ภูมิภาคหนึ่ง โดยพยายามอธิบายถึงความแตกต่าง ความเหมือน รูปแบบของภูมิภาค และ
พยายามขีดเส้นสมมุติ แบ่งภูมิภาคเพื่อพิจารณาวิเคราะห์ ดูสัมพันธภาพของภูมิภาคเหล่าน้ันวา่
เป็นอย่างไร
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรับปรุง ๒๕๖๐
ปรบั ปรุง ๒๕๖๐
หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรยี นวดั นางบวช กลุ่มสาระการเรยี นรู้ สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 158
ประจำปีการศึกษา 2565
ภมู ิศาสตร์ คอื ภาพปฏสิ ัมพนั ธ์ของธรรมชาติ มนษุ ย์ และวัฒนธรรม รูปแบบต่าง ๆ
ถา้ พิจารณาเฉพาะปัจจัยทางธรรมชาติ จะเป็นภมู ศิ าสตรก์ ายภาพ (Physical Geography)
ถ้าพิจารณาเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เช่น ประชากร วิถีชีวิต ศาสนา ความเชื่อ การ
เดินทาง การอพยพจะเปน็ ภมู ศิ าสตรม์ นุษย์ (Human Geography)
ถ้าพิจารณาเฉพาะปัจจัยที่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น การตั้งถิ่นฐาน การคมนามคม การค้า
การเมอื ง จะเป็นภูมศิ าสตร์วฒั นธรรม (Cultural Geography)
ภมู ิอากาศ คือ ภาพปฏิสมั พนั ธข์ ององคป์ ระกอบอุตนุ ิยมวิทยา รปู แบบต่าง ๆ เช่น ภมู ิอากาศ แบบร้อน
ชื้น ภูมิอากาศแบบอบอนุ่ ชืน้ ภมู ิอากาศแบบรอ้ นแห้งแลง้ ฯลฯ
ภูมปิ ระเทศ คือ ภาพปฏสิ มั พนั ธข์ ององค์ประกอบแผน่ ดนิ เชน่ หิน ดนิ ความตา่ งระดบั ทำให้เกิดภาพ
ลักษณะรูปแบบต่าง ๆ เช่น พ้ืนท่ีแบบภูเขา พืน้ ทร่ี ะบบลาดเชิงเขา พื้นทรี่ าบ พืน้ ทล่ี มุ่ ฯลฯ
ภัยพิบัติ เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายและสูญเสียอย่างรุนแรง เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติและ
กระทำของมนุษย์ จนชุมชนหรือสังคมที่เผชิญปัญหาไม่อาจรับมือ เช่น ดินถล่ม สึนามิ ไฟป่า
ฯลฯ
แหล่งภูมิศาสตร์ หมายความว่า พื้นที่ของประเทศ เขต ภูมิภาคและท้องถิ่น และให้หมายความรวมถึง
ทะเล ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำนำ้ เกาะ ภูเขา หรอื พ้นื ท่อี ื่นทำนองเดยี วกนั ดว้ ย
สิ่งแวดล้อม สิ่งที่อยู่รอบ ๆ สิ่งใดสิ่งหนึ่งและมีอิทธิพลต่อสิ่งนั้น อาทิ อากาศ น้ำ ดิน ต้นไม้ สัตว์ ซ่ึง
สามารถถกู ทำลายไดโ้ ดยการขาดความระมดั ระวงั
อนุรักษ์ การรักษา จัดการ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม หรือการรักษาป้องกันบางสิ่งไม่ให้
เปล่ียนแปลง สญู หายหรือถูกทำลาย
ความเป็นไทย
- หมายถึง สิ่งที่บ่งบอกถึงลักษณะของคนไทย ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณี
ของไทย
- ผู้ทร่ี กั ความเปน็ ไทย คอื ผู้ท่ีมคี วามภาคภมู ิใจ เหน็ คณุ ค่า ชืน่ ชม อนุรกั ษด์ ว้ ยการปฏบิ ัติตน สืบ
ทอด และเผยแพร่คุณลักษณะของคนไทย ตลอดจนศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณีที่ดี
งามของไทยให้คงอยู่สบื ไป
ความกตัญญู กตเวที
หมายถึง การรูค้ ุณและตอบแทนคุณผู้มีพระคุณ รวมท้ังทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม ทท่ี ุก
คนได้พงึ่ พาอาศยั ในการดำรงชีวติ
- เป็นคณุ ธรรมสำคัญอย่างหนงึ่ ของความเป็นมนษุ ย์ เพราะมนุษย์ต้องพึ่งพาซึ่งกนั และกัน รวมท้ัง
ตอ้ งพงึ่ พาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม เพื่อใหส้ ามารถดำรงชีวติ อย่ไู ด้ดว้ ยดี
- การตอบแทนคุณผู้มีพระคุณ ได้แก่ การเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำ สั่งสอน ให้ความ
เคารพยกยอ่ ง ช่วยเหลือและเอาใจใสด่ ูแล
- การตอบแทนคุณของทรัพยากรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การใช้ทรัพยากรธรรมชำติ
อย่างประหยัดและค้มุ ค่า การดแู ลรกั ษาและไมท่ ำลายสิง่ แวดล้อม
วัฒนธรรม
วัฒนธรรม หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม อันเป็นแบบแผน ในการประพฤติ
ปฏิบัติ และการแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมเดียวกัน เป็นสิ่งที่เกิดจากการสั่งสม
เลือกสรร ปรับปรุงแก้ไข จนถือว่าเป็นสิ่งดีงาม เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และมีการสืบทอดเปน็ มรดก
ทางสงั คม
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรับปรงุ ๒๕๖๐
ปรบั ปรงุ ๒๕๖๐
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนวดั นางบวช กล่มุ สาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 159
ประจำปีการศกึ ษา 2565
- ยูเนสโกแบ่งมรดกทางวัฒนธรรมเป็น ๒ ส่วน คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น
โบราณสถาน โบราณวัตถุ และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับภูมปิ ัญญา ระบบ
คุณค่า ความเชื่อ พฤติกรรมและวถิ ีชวี ติ
- วัฒนธรรมในแต่ละสังคมอาจคล้าย หรือแตกต่างกันได้ ก็เนื่องมาจาก ความเชื่อ เชื้อชาติ
ศาสนา และถิ่นที่อยู่ สังคมที่ประกอบด้วยผู้คน อันหลากหลายที่เรียกว่า พหุสังคม ย่อมมีความแตกต่าง
หลากหลาย ทางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลายเช่นนี้จึงต้องมีความ
เข้าใจซึง่ กนั และกนั ให้เกยี รติและเคารพซึง่ กันและกนั ด้วย
ขนบธรรมเนียมประเพณี
เป็นคำที่ใช้เรียกรวมกัน หมายถึง สิ่งที่คนในสังคมหนึ่ง ๆ นิยมประพฤติปฏิบัติต่อเนื่องกันมา
เพราะถือว่ามีคุณค่าที่ก่อให้เกิดความสุข ความเจริญแก่ชีวิตและสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย
เช่น การมีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ ชายไทยต้องเป็นผู้นำครอบครัว หญิงไทยต้องมีกิริยามารยาทเรียบร้อย
หญิงไทยต้อง รักนวลสงวนตัว ไม่ยอมรับการแสดงความรู้สึกทางเพศอย่างเปิดเผยในท่ีสาธารณะ คนไทย
ถอื วา่ ศรี ษะเปน็ ของสูง ส่วนเทา้ เป็นของตำ่ การลงแขกชว่ ยงานต่าง ๆ
- ขนบธรรมเนียมไทยท่ีเกย่ี วกับศลี ธรรม จรรยาเป็นสิง่ ท่มี ีคณุ คา่ ต่อสงั คม ผใู้ ดฝา่ ฝืนถือว่าละเมิด
กฎของสังคม ถือเป็นความผิด ความชั่ว เช่น การที่ ชาวไทยพุทธแสดงกิริยาลบหลู่ดูหมิ่นพระพุทธรูป
ศาสนสถาน และ ศาสนวัตถุ ส่วนขนบธรรมเนียมไทยบางเรื่องอาจไม่เคร่งครัด ผู้ที่ไม่ทำตาม
ขนบธรรมเนียมอาจถูกมองว่าไม่มีการศึกษา ไม่มีสมบัติผู้ดี เช่น แต่งกาย ไม่ถูกกาลเทศะ ปฏิบัติตัวไม่
เหมาะสมกบั กาลเทศะ
ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่
หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถ เทคนิคของผู้คนในแตล่ ะทอ้ งถิน่ ที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา
และพัฒนาการดำเนนิ ชีวติ ได้อย่างเหมาะสม กับยุคสมยั ท่ีสบื ทอดมาอยา่ งตอ่ เน่อื ง
ภูมิปัญญาไทย
- หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถ เทคนิคของคนไทย ที่นามาใช้ ในการแก้ปัญหาและ
พัฒนาการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย ที่สืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นที่ยอมรับในระดับ
ชำติ
- ลักษณะทีส่ ำคญั ของภมู ิปัญญาไทย คือ
๑. เป็นท้งั ความรู้ ทักษะ ความเชอื่ และพฤติกรรม
๒. แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนกับสิ่งเหนือ
ธรรมชาติ
๓. เป็นกจิ กรรมทุกอย่างในวถิ ีชวี ติ ของคนไทย
๔. เปน็ เร่ืองการแก้ปญั หา การจัดการ การปรบั ตัว เพือ่ ความอยู่รอดในการดำเนินชวี ิต
๕. มกี ารเปลยี่ นแปลงให้เหมาะกับยคุ สมัย
ความรกั ชาติ
ความรักชำติ การแสดงออกถงึ ความรกั ชาติ มีดงั นี้
๑. การแสดงความเคารพ และปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อสัญลักษณ์ ที่เกี่ยวกับชาติ เช่น ร้อง
เพลงชาติ ยนื ตรงเคารพธงชาติ ประดบั ธงชาติถูกตอ้ งตามระเบยี บทรี่ าชการกำหนด
๒. การเป็นพลเมืองดี และธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นชาติไทย เช่น เสียภาษี เคารพกฎหมาย
บำรุงรักษาและไม่ทำลายสาธารณสมบัติ ใชส้ ิทธเิ ลอื กตั้ง สอดส่องการกระทำทีจ่ ะทำลายความม่ันคงและ
ความสงบเรยี บร้อยของชาติบ้านเมอื ง
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 ฉบับปรบั ปรุง ๒๕๖๐
ปรบั ปรงุ ๒๕๖๐
หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรยี นวดั นางบวช กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 160
ประจำปีการศึกษา 2565
ยึดมน่ั ในศาสนา
การยึดมั่นในศาสนา คือ การศึกษาหลักธรรมคำสอนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ปฏิบัติตนตาม
หลักธรรมคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ และทำหน้าที่ เป็นศาสนิกชนที่ดีในการทำนุบำรุง และปกป้อง
คมุ้ ครองศาสนา
เทิดทนู สถาบนั พระมหากษัตรยิ ์
การเทิดทูนสถาบนั พระมหากษตั ริย์ คือ
๑. การแสดงความเคารพ และปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์และพระบรม
วงศานวุ งศ์
๒. การแสดงความเคารพ และปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับสถาบัน
พระมหากษัตรยิ ์
๓. ซาบซึ้งในพระราชกรณียกิจ และน้อมนำแบบอย่างของพระราชจริยวัตร พระราชดำรัส
หลักการทรงงาน ตลอดจนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการดำเนินชีวิตและการงาน เพ่ือ
ความสขุ ความเจรญิ ของตนเอง สงั คม และประเทศชาติ ตลอดจนเผยแพร่ให้เปน็ ท่ีปรากฏแก่สงั คม
ความมีวินัยในตนเอง
หมายถึง ระเบียบในการดำเนินชีวิต ในที่นี้จำกัดเฉพาะเรื่อง ความซื่อสัตย์สุจริต ความ
ขยันหมั่นเพียรและอดทน การใฝ่หาความรู้ ความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ และการยอมรับผลที่เกิดจากการ
กระทำของตนเอง อันเป็นคุณลักษณะสำคัญที่ต้องการปลูกฝังให้เกิดขึ้นในคนไทย เพื่อให้เป็นคนดี มี
ความรู้และความสามารถ เพือ่ ความสุข ความเจรญิ ในชีวติ และเปน็ กำลงั สำคญั ในการพัฒนาประเทศชาติ
ความซ่อื สัตยส์ ุจรติ
- หมายถงึ การยึดมนั่ ในความถกู ตอ้ ง การประพฤตติ ามความเปน็ จรงิ และความถกู ตอ้ งตอ่ ตนเอง
ผู้อื่น และประเทศชาติ ทั้งทางกาย วาจาและใจ เช่น ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ต่อตนเองและผู้อื่น พูดความ
จริง ไม่นำสิ่งของ ของผู้อื่น (ที่เจ้าของไม่อนุญาต) หรือของส่วนรวมมาเป็นของตน การหลีกเลี่ยงท่ี จะ
ปฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย
- ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตจะประสบความสำเร็จและความเจริญในชีวิต และการงาน เป็นที่
ไวว้ างใจ อยู่รว่ มกับผู้อืน่ ได้ และเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ
ความขยนั หมั่นเพียรและอดทน
- หมายถึง การทำหน้าที่การงานด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน ไม่ท้อถอย เป็นคุณธรรม
จริยธรรมท่นี ำไปส่คู วามสำเร็จ
ใฝ่หาความรู้
- หมายถึง ความตง้ั ใจแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรตู้ ่าง ๆ ทีเ่ ชอ่ื ถือได้อยา่ งสม่ำเสมอ
- การใฝ่หาความรู้เป็นคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มีความรู้
ความสามารถ รูเ้ ท่าทนั การเปล่ยี นแปลง เพือ่ ปรบั ตวั และพ่ึงตนเองไดใ้ นการดำเนินชวี ิตและการงาน
ความตั้งใจปฏบิ ัติหน้าที่
- หมายถึง ความตง้ั ใจแสวงหาความรู้จากแหล่งเรยี นรู้ตา่ ง ๆ ที่เชอ่ื ถือไดอ้ ย่างสม่ำเสมอ
- การใฝ่หาความรู้เป็นคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มีความรู้
ความสามารถ รู้เท่าทันการเปลย่ี นแปลง เพ่อื ปรบั ตวั และพ่ึงตนเองได้ในการดำเนนิ ชีวิตและการงาน
ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข(Constitutional
Monarchy)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรบั ปรงุ ๒๕๖๐
ปรับปรุง ๒๕๖๐
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรยี นวดั นางบวช กลุ่มสาระการเรยี นรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม 161
ประจำปกี ารศกึ ษา 2565
- ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายถึง
ประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา (Parliamentary System) โดยที่พระมหากษัตริย์ มีพระราชอำนาจในฐานะท่ี
ทรงเป็นประมุขเท่านั้น ส่วนอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารนั้นเป็นของประชาชนที่เลือกและมอบ
อำนาจให้ตัวแทนใช้อำนาจแทน แต่ต้องใช้อำนาจ ในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ เนื่องจาก
ประชาชนเห็นความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะการบัญญัติกฎหมาย การออกคำสั่ง การ
บริหารราชการในนามของประชาชนด้วยกันเอง อาจไม่ได้รับการยอมรับเท่าท่ีควร หรืออาจขาดเอกภาพ
ในการปกครองประเทศได้
หลักอำนาจอธปิ ไตยของปวงชน (Popular Sovereignty)
- ประชาธิปไตยหมายถึงระบอบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ การถือเสียงข้างมาก เป็น
ใหญ่ (พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔) เพราะประชาธิปไตยตั้งอยู่บนหลักปรัชญามนุษย
นิยมที่เชื่อว่ามนุษย์มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพ สามารถที่จะปกครองกันเองได้ ไม่ควรที่จะให้อำนาจ
สูงสุดในการปกครองประเทศไปอยู่กับใครคนเดียว หรือกลุ่มคนส่วนน้อย กลุ่มเดียว หากแต่ควรที่จะให้
ประชาชนทกุ คนมสี ่วนในการกำหนดความเป็นไปของสังคม และประเทศชาติร่วมกัน คงเป็นไปไม่ได้ท่ีจะ
ให้ทุกคนมีความคิดเห็นเหมือนกันหมดทุกคน หากกลุ่มหนึ่งมีความคิดเห็นอย่างหนึ่ง แต่อีกกลุ่มหนึ่งมี
ความคิดเหน็ อีกอย่างหนงึ่ บางครงั้ การกำหนดความเป็นไปของสังคมและประเทศชาติจำเป็นต้องเลือกที่
จะปฏบิ ัติอยา่ งใดอยา่ งหนึ่งเทา่ น้นั ดังน้นั สงั คมและประเทศที่เป็นประชาธปิ ไตยจงึ ต้องให้สมาชิกทุกคนใน
สังคมลงมติ เพื่อให้ทราบความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ และนำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดความ
เปน็ ไป ของสงั คมและประเทศชาติ
คารวธรรม
- เหน็ คุณค่า และเคารพศักดิ์ศรี ความเปน็ มนษุ ย์ และสิทธิมนษุ ยชน
- เดิมมนุษย์กีดกัน รังเกียจเดียดฉันท์ เอารัดเอาเปรียบ ข่มเหงรังแก ทำร้ายประหัตประหารกัน
เมอ่ื มนษุ ย์มีอารยะข้ึนจงึ ไดเ้ ห็นความสำคัญของการปฏิบัตติ ่อกันโดยคำนึงถงึ คุณค่าและศักด์ิศรีความเป็น
มนุษย์และสิทธิมนุษยชน หรือที่ไทยเราเรยี กว่า “เห็นคนเป็นคน” นั่นเอง ในอดีตสังคมตะวันตกมีการทำ
ร้ายกันอย่างป่าเถื่อนมาก จึงตระหนักในเรื่องนี้สงู การเห็นคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรคี วามเป็นมนุษย์และ
สิทธิมนุษยชนหมายถึงการยอมรับว่ามนุษย์ทุกคน ทุกเชื้อชาติล้วนมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และมีสิทธิข้ัน
พื้นฐาน เช่น ความเสมอภาคของบุคคล สิทธิในร่างกายและชีวิต สิทธิในการศึกษา สิทธิทางสาธารณสุข
สิทธิในการยุติธรรม สิทธิในทางศาสนา สิทธิทางการเมือง สิทธิในการแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ประเทศ
สมาชิกองค์การสหประชาชาติ ไดร้ บั รองปฏิญญาสากลว่าด้วยสทิ ธิมนษุ ยชน (Universal Declaration of
Human Right – UDHR) เม่อื วันที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๘
- ใช้สทิ ธิ โดยไม่ละท้งิ หน้าที่
- สทิ ธิ หมายถึง อำนาจอนั ชอบธรรม เช่น บคุ คลมีสิทธแิ ละหน้าที่ตามรฐั ธรรมนูญ เขามีสิทธิ ใน
ที่ดินแปลงนี้ หรืออำนาจที่กฎหมายรับรองให้กระทำการใดๆ โดยสุจริตได้อย่างอิสระ แต่ต้องไม่
กระทบกระเทอื นถึงสิทธิของคนอื่น (พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔)
- ระบอบประชาธิปไตยทมี่ ีหลักการพื้นฐานสำคญั ท่วี า่ มนุษย์มีศักด์ิศรี มคี ณุ คา่ จึงให้ประชาชน มี
สิทธิและเสรีภาพมาก ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและประเทศชาติในฐานะเจ้าของ
อำนาจสงู สุด แทนที่จะมสี ว่ นร่วมได้เพยี งในฐานะผใู้ ต้ปกครองเทา่ ที่ผูป้ กครองจะอนุญาตให้เทา่ นัน้
- หลายครั้งคนส่วนใหญ่มักคิดถึงสิทธิที่จะได้ สิทธิที่จะมีเพียงด้านเดียว แต่สิทธิในระบอบ
ประชาธิปไตยนั้น ประชาชนมีสิทธิที่จะให้สิ่งที่ดี สิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ด้วย ซึ่งก็คือ
หนา้ ท่ี สทิ ธิและหนา้ ท่เี ป็นส่งิ ท่ีตอ้ งอย่คู ู่กันอย่างสมดุลเสมอ บคุ คลย่อมไมอ่ าจ มสี ิทธไิ ด้หากไม่ทำหนา้ ที่
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๐
ปรบั ปรงุ ๒๕๖๐
หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนวดั นางบวช กลุม่ สาระการเรยี นรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม 162
ประจำปีการศกึ ษา 2565
สามคั คธี รรม
- ยดึ หลกั ภราดรภาพ ปรองดอง สมานฉนั ท์
- ภราดรภาพ หมายถงึ ความเปน็ ฉันพน่ี อ้ งกัน
- ปรองดอง หมายถึง ออมชอม ประนีประนอม ยอมกัน ไม่แก่งแย่งกัน ตกลงกันด้วย ความไกล่
เกลยี่ ตกลงกันด้วยไมตรีจิต
- สมานฉันท์ หมายถึง ความพอใจรว่ มกนั ความเหน็ พอ้ งกัน (พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๕๔)
- ความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยนั้นต้องเป็นความเสมอภาคที่ยึดหลักความยึดเหนี่ยว
กนั ในสงั คม (Social Coherence) ไมใ่ ชค่ วามเสมอภาคแบบตัวใครตวั มนั
- เหน็ ความสำคัญ ในประโยชนข์ องส่วนรวม
- ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยต้องรู้จักแยกแยะประโยชน์ของส่วนตัวกับประโยชน์ของ
ส่วนรวม ตามปกติคนส่วนใหญ่มักเห็นประโยชน์ของส่วนตนเป็นสำคัญ แต่ในการอยู่ร่วมกัน ในสังคมทุก
คนต้องเห็นความสำคัญในประโยชน์ของส่วนรวม เชน่ แมว้ า่ ผ้สู มคั รรบั เลือกต้ัง จะหยิบยนื่ ประโยชนใ์ หแ้ ก่
เราเปน็ การส่วนตัว แต่ในการใช้สทิ ธิเลอื กต้ังเราต้องยดึ หลักประโยชน์ของส่วนรวมเปน็ สำคัญ
ปัญญาธรรม
- ยดึ หลกั เหตผุ ล ความจรงิ และความถูกต้อง
- การใช้เสียงข้างมากนั้นอาจบอกได้แต่ความชอบ ความพึงพอใจ ความต้องการ แต่ไม่สามารถ
ตัดสินความจริง ความถูกต้องได้ทั้งหมด ดังนั้น ประชาธิปไตยท่ีดีจำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลัก ความจริง
ความถูกต้อง ความดีงาม หรือหลักธรรมาธิปไตย ด้วยเหตุนี้เสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตยจึง
จำเปน็ ตอ้ งรับฟังเสยี งข้างน้อยดว้ ยเหตผุ ล หากเสยี งขา้ งนอ้ ยมีเหตุผลที่ดีกว่า ฝ่ายเสยี งขา้ งมากก็ควรที่จะ
ยอมรับความคิดเหน็ ของเสียงขา้ งน้อย และความจรงิ ความถูกต้อง การท่จี ะเปน็ สังคมประชาธิปไตยที่ยึด
หลักเหตุผล ความจริง ความถูกต้องได้ คนในสังคม มีสติปัญญา มีความรู้ และมีคุณธรรม ด้วยการได้รับ
การศกึ ษาที่มคี ุณภาพ
- มีสว่ นรว่ มทางการเมอื ง อย่างสรา้ งสรรค์
- ในระบอบเผดจ็ การประชาชนมีส่วนรว่ มทางการเมืองอยา่ งจำกัดเพียงในฐานะผู้ใตป้ กครอง แต่
ประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตยต้องมสี ว่ นร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรคใ์ นฐานะเจ้าของประเทศได้
หลากหลายวิธี แตท่ ้งั น้ีตอ้ งพฒั นาประชาชนใหม้ สี ่วนร่วมทางการเมอื ง อย่างมีคณุ ภาพ
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕1 ฉบบั ปรับปรุง ๒๕๖๐
ปรับปรุง ๒๕๖๐
หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนวดั นางบวช กลุ่มสาระการเรยี นรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 163
ประจำปีการศกึ ษา 2565
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑. โรงพิมพช์ ุมนุม
สหกรณ์
การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกัด. ๒๕๕๑
กระทรวงศึกษาธกิ าร. ตวั ชี้วดั และสาระการเรียนรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ
วฒั นธรรม ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑.โรงพิมพ์ชุมนมุ
สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. ๒๕๕๑
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕1 ฉบับปรบั ปรุง ๒๕๖๐
ปรบั ปรงุ ๒๕๖๐