รายงานการวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ์
เร่อื ง
การพัฒนาการอ่านออกเสยี งคำทมี่ อี กั ษรนำ โดยใช้แบบฝึกทกั ษะการอ่านคำ
อกั ษรนำ ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๒
โรงเรยี นชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวดั นา่ น
the development of reading aloud words with leading letters by
using the reading skills exercises of students in grade 2
Chon Ban Thung Chang School Thung Chang District, Nan
Province
โดย
นางสาวลกั ษมณ มง่ั คล้าย รหสั นกั ศึกษา 63031010185
นางสาวเมตตา บรู พา รหสั นักศึกษา 63031010192
นางสาวชญาณี เลกิ การ รหสั นักศึกษา 63031010193
นางสาวสุภาพร อภยั รุณ รหสั นกั ศกึ ษา 63031010194
สาขาวชิ าภาษาไทย กล่มุ เรียน 03
วจิ ัยฉบับนเ้ี ปน็ สว่ นหนึ่งของรายวิชาการวจิ ยั และพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้
รหัสวิชา 1043412
คณะครุศาสตร์ มหาลยั วทิ ยาราชภัฏอุตรดติ ถ์
ภาคเรียนที่ ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕
รายงานการวจิ ยั
การพฒั นาการอ่านออกเสียงคำทีม่ ีอกั ษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำ
อกั ษรนำ ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๒
โรงเรยี นชนบ้านท่งุ ชา้ ง อำเภอทงุ่ ชา้ ง จงั หวดั นา่ น
the development of reading aloud words with leading letters by
using the reading skills exercises of students in grade 2
Chon Ban Thung Chang School Thung Chang District, Nan
Province
โดย
นางสาวลกั ษมณ ม่ังคล้าย รหสั นักศกึ ษา 63031010185
นางสาวเมตตา บูรพา รหสั นักศึกษา 63031010192
นางสาวชญาณี เลิกการ รหสั นักศกึ ษา 63031010193
นางสาวสภุ าพร อภยั รุณ รหสั นักศกึ ษา 63031010194
สาขาวิชาภาษาไทย กลมุ่ เรยี น 03
วิจยั ฉบับนี้เปน็ สว่ นหนึ่งของรายวชิ าการวจิ ยั และพฒั นานวัตกรรมการเรียนรู้
รหัสวิชา 1043412
คณะครศุ าสตร์ มหาลยั วทิ ยาราชภัฏอุตรดติ ถ์
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๕
ก
กิตติกรรมประกาศ
วิจัยการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ
ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน สำเร็จ
ลุล่วงไปด้วยดี เนื่องจาก ได้รับความอนุเคราะห์และสนบั สนุนเป็นอย่างดียิ่งจาก อาจารย์อิสระ ทับสีสด
อาจารย์ประจำวิชา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษา ความรู้ ข้อคิด
ข้อแนะนำ และปรับปรงุ แก้ไขข้อบกพร่องตา่ ง ๆ จนกระทง่ั การวิจยั ครั้งนสี้ ำเรจ็ เรยี บร้อยดว้ ยดี ผวู้ จิ ยั ขอ
กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสงู ไว้ ณ โอกาสนี้
ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ธีร์กัญญา อินทอง อาจารย์ ดร.สุมิตรา โรจนนิติ และอาจารย์
ดร.สุภัคกาญจน์ จิวาลักษณ์ ผู้เชี่ยวชาญ ที่กรุณาตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น
อย่างดียง่ิ ตลอดจนได้ปรกึ ษาแนะนำการจัดทำรายงานจนประสบผลสำเรจ็
ขอขอบพระคุณบดิ า มารดาที่ใหก้ ำลังใจในการศึกษาเล่าเรียน ขอขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคนท่ี
อำนวยความสะดวกและชว่ ยเหลือในการทำวิจยั ครั้งนี้
ผู้วิจัยมีความซาบซึ้งในความกรุณาของทุกทา่ นท่ีได้กล่าวถงึ และผู้ที่ไมไ่ ด้เอย่ นามในทีน่ ี้ ได้มีส่วน
ช่วยเหลือในการสนับสนุนให้กำลังใจด้วยดีตลอดมา จึงขอกราบขอบพระคุณทุกท่าน ด้วยความจริงใจ
สุดท้ายนี้ผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้คงเป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจศึกษา
ต่อไป
คณะผวู้ จิ ัย
ข
การพัฒนาการอ่านออกเสยี งคำที่มอี กั ษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอา่ นคำอักษรนำ
ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๒
โรงเรยี นชนบา้ นทุง่ ช้าง อำเภอท่งุ ชา้ ง จงั หวดั นา่ น
ลกั ษมณ มง่ั คลา้ ย*
เมตตา บูรพา*
ชญาณี เลิกการ*
สุภาพร อภัยรุณ*
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้กระทำกับกลุ่มเป้าหมายที่ถูกคัดเลือกโดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจงของนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน วัตถุประสงค์ของการ
วิจัยเพื่อ ๑) เพื่อสร้างพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ สำหรับพัฒนาการเรียนรู้เรื่องการอ่าน
เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียน
ชุมชนบ้านทุ่งช้าง ๒) เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำที่มี
อักษรนำจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ กับ
นักเรียนระดับชั้นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง ๓) เพื่อศึกษาระดับความพึง
พอใจของนักเรียนระดับช้ันระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง ทีม่ ีตอ่ การทดลองใช้
แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่านออก
เสียงคำที่มีอักษรนำ ระเบียบวิธีการวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง เครื่องมือการวิจัยซึ่งผ่านการหา
ประสิทธิภาพแล้วประกอบดว้ ย แบบประเมนิ ความเหมาะสมของ แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำที่มี
อักษรนำ แบบวดั ความพงึ พอใจของนักเรียนที่มตี ่อการทดลองใช้นวัตกรรม แบบประเมนิ ความเหมาะสม
ของแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบเพื่อวัดและประเมินผลการทดลองใช้นวัตกรรม วิเคราะห์
ข้อมูลด้วยค่าเฉลีย่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ One - Sample t Test ผลการวจิ ัยพบว่า
แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ สร้างขึ้นตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการ
ของจรสั กร เลก็ ตระกูล (2553) น้นั ภายหลงั ทดลองใชจ้ ัดกจิ กรรมการเรียนรู้เรื่องการอา่ นออกเสียงคำท่ี
มอี กั ษรนำ สำหรบั พัฒนาการเรียนรู้เร่ืองการอ่าน เรือ่ งการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำท่ีมีอักษรนำ แล้ว
นำผลมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ของ สพฐ. จากการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำที่มี
อักษรนำ อยู่ทรี่ ะดับดมี าก และมคี วามพึงพอใจต่อเฉพาะการทดลองใชก้ ารพฒั นาแบบฝึกทักษะการอ่าน
ออกเสยี งคำท่มี ีอกั ษรนำ ท่ีระดับดีมาก
___________________________________________________________________________
* นกั ศกึ ษาวิชาเอกสาขาภาษาไทย ลกั ษมณ มง่ั คลา้ ย* เมตตา บูรพา* ชญาณี เลกิ การ* และสภุ าพร อภยั รุณ*
คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุตรดิตถ์
ค
the development of reading aloud words with leading letters by using
the reading skills exercises of students in grade 2
Chon Ban Thung Chang School Thung Chang District, Nan Province
Laksamon Mungklay*
Chayanee Laekkan*
Meatta Boorapa*
Supaporn Apairoon*
ABTRACT
This research was done with a target group that was selected using a specific
selection method of Prathomsuksa 2 students at Ban Thung Chang Community School.
Thung Chang District, Nan Province Objectives of this research were 1 ) to develop the
pronunciation of prefixed words. for the development of learning about reading on the
development of reading aloud words with leading letters of students in grade 2 at Ban
Thung Chang Community School. 2) To experiment and study the results of the practice
form of reading aloud words with leading letters to organize reading learning activities.
on the development of reading aloud words with leading letters 3 ) To study the
satisfaction level of elementary grade 2 students at Ban Thung Chang Community School.
towards the trial of the preamble reading skills organize activities for learning about
reading on the development of reading aloud words with leading letters The research
methodology was quasi-experimental. Research tools that have been evaluated include:
Appropriateness assessment form.
Practice exercises for reading aloud words with leading letters Created according
to the concept, theory, principle, and method of Jarasakorn Lektrakul (2 0 1 0 ) , after
experimenting with activities for learning about reading aloud words with leading letters.
For the development of learning about reading. The results were then compared with
the criteria of OBEC from using the exercise of reading aloud skills of prefixed words. at
a very good level They were satisfied only with the experimental development of the
reading aloud skills exercises with leading words. at a very good level
___________________________________________________________________________
* students majoring in Thai language Laksamon Mungklay* Chayanee Laekkan* Meatta Boorapa*
And Supaporn Apairoon Faculty of Education, Uttaradit Rajabhat University
ง
สารบญั
บทท่ี หนา้
กติ ติกรรมประกาศ …………………………………………………………………………………………. ก
บทคัดย่อภาษาไทย ………………………………………………………………………………………… ข
บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ……………………………………………………………………………… ค
สารบัญ ………………………………………………………………………………………………………… ง
สารบญั ตาราง ………………………………………………………………………………………………. ฉ
1 บทนำ ..................................................................................................... 1
ท่ีมาและความสำคญั ของปัญหา ……………………………………………………… 1
คำถามการวิจยั …………………………………………………………………………….. 4
วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั …………………………………………………………………….. 4
ผลและประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะได้รับ ………………………………………………….. 4
ขอบเขตการวิจยั …………………………………………………………………………… 5
คำนยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ ……………………………………………………………………… 6
สมมติฐานการวิจยั ………………………………………………………………………… 7
2 การทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กี่ยวข้อง ............................................. 10
การวิจยั ในชัน้ เรียน ………………………………………….…………………………….. 10
ความจำเป็นทค่ี รตู อ้ งทำวิจยั ในชน้ั เรียน …………………………………………… 11
นวตั กรรมทางการศึกษา …………………………………………………………………. 12
เครอ่ื งมอื การวจิ ัย …………………………………………………….……………………. 21
ความพึงพอใจ ……………………………………………………………………………… 23
ผลสัมฤทธ์กิ ารเรยี นรู้ …………………………………………………………….……….. 24
งานวจิ ัยท่เี กีย่ วขอ้ ง ……………………………………………………………….……….. 25
3 วิธีดำเนินการวจิ ยั ……………………………………………………………………..…….. 27
ระเบยี บวิธีวิจยั ……………………………………………………………………..………. 27
แหล่งข้อมลู การวิจัย ………………………………………………………………….…… 27
เครือ่ งมอื การวิจยั …………………………………………………………….…………… 27
จ
บทท่ี หน้า
การดำเนินการรวบรวมขอ้ มูล ................................................................. 32
การวเิ คราะหข์ ้อมลู …………………………………………………………………….… 32
การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล …………………………………………...……. 33
4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู …………………………………..………….………………..… 34
ผลการพัฒนา ………………………………………………………………………..……. 34
การพฒั นาผลสัมฤทธ์กิ ารเรียนรู้ ………………………………….…………………. 41
ระดับความพงึ พอใจ …………………………………………………….………………. 42
5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะผลการวิจยั .......................................... 45
สรปุ ผลการวจิ ัย …………………………………….………………..…..……….……… 45
อภิปรายผลการวิจัย ………………………………………………….……………….. 46
ข้อเสนอแนะผลการวจิ ัย …………………………………………..………………….. 48
บรรณานกุ รม …………………………………………………………………………………………….….. 49
ภาคผนวก …………………………………………………………………………..……..……………..…. 50
ภาคผนวก ก แบบฝึกทักษะประกอบภาพ …………………………...……..……… 51
ภาคผนวก ข แผนการจดั การเรียนรู้ ............................................................. 55
ภาคผนวก ค แบบทดสอบ …………………………………………………..……………… 107
ภาคผนวก ง แบบวัดระดับความพึงใจ .......................................................... 109
ภาคผนวก จ หนังสือขอความอนเุ คราะห์ ................................................... 112
ภาคผนวก ฉ เครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย ....................................................... 125
ประวัตยิ อ่ ของผ้วู ิจัย ................................................................................................. 175
ฉ
สารบญั ตาราง
ตาราง หนา้
1 แสดงผลการประเมนิ ความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการอา่ นคำอักษรนำจากผเู้ ชย่ี วชาญ 35
2 แสดงผลการประเมนิ ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 จากผเู้ ชีย่ วชาญ …………. 36
3 แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 2 จากผูเ้ ชย่ี วชาญ …………. 37
3 แสดงผลการประเมนิ ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 3 จากผู้เชี่ยวชาญ …………. 38
4 แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของแบบทดสอบจากผเู้ ชี่ยวชาญ ……………………………………. 40
5 แสดงคะแนนผลสมั ฤทธิ์การเรยี นรเู้ รื่องการอ่านออกเสยี งคำที่มอี ักษรนำ............... ……….…… 41
6 แสดงระดบั ความพึงพอใจของนกั เรยี น ……………………………………………………………………………………….. 43
๑
บทท่ี ๑
บทนำ
ท่ีมาและความสำคญั ของปัญหา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา ๒๒ ว่า การจัดการ
ศึกษาต้องยึดหลักว่า นักเรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนทุกคนมี
ความสำคัญทีส่ ดุ กระบวนการจัดการศกึ ษาตอ้ งส่งเสริมให้นกั เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็ม
ตามศักยภาพความตามมาตรา ๒๔ (๑) บัญญัติว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและ
หน่วยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ งจัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของนักเรียน
โดยคำนึงถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล และความตอนหน่งึ (๕) ของมาตราเดยี วกนั บญั ญัตวิ ่า ให้ผู้สอน
สามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และความตามมาตรา ๓๐ บัญญัติว่า ให้
สถานศกึ ษาพฒั นากระบวนการเรียนการสอนท่ีมีประสิทธภิ าพ รวมท้งั ส่งเสริมใหผ้ ู้สอนสามารถวิจัยเพ่ือ
พัฒนาการเรียนรูท้ ่ีเหมาะสมกบั นักเรียนในแต่ละสถานศึกษา จากความตามมาตราดงั กล่าวถึงตีความว่า
ภายหลังท่ีผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ใด ๆ ด้วยวธิ ีและเทคนิคการสอนวิธีการใดวิธีการ
หนึ่งแล้ว เมื่อทำการวัดและประเมินผลพบว่ามีผลอย่างใดอย่างหนึ่งคือ จำนวนนักเรียนทั้งชั้นเรียน
จำนวนนักเรยี นสว่ นมากของชน้ั เรยี นหรือนักเรยี นจำนวนสว่ นน้อยของช้นั เรยี นมีผลสมั ฤทธ์ิการเรียนรู้ต่ำ
กว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดขึ้น ผลการประเมินดังกล่าวไม่สามารถลงข้อสรุปว่า ผลสัมฤทธิ์การ
เรยี นรูข้ องนักเรียนไม่ผ่านเกณฑม์ าตรฐานที่ผู้สอนกำหนดและถูกตดั สินให้ “ตก” ในสาระการเรียนรู้น้ัน
แต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการที่นักเรยี นมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด
อาจเป็นเพราะว่า วิธีและเทคนิคการสอนตามที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น อาจไม่
สอดคล้องกบั ความถนัดและความสนใจของนักเรียน ดงั นั้น ผสู้ อนจึงต้องค้นหาวิธแี ละเทคนิคการสอนวิธี
ใหมท่ ่เี หมาะสมกบั ความถนัดและความสนใจของนักเรียน การทำวิจัยของผูส้ อนจะใชเ้ ปน็ หลกั ฐานยืนยัน
ว่า วธิ ีและเทคนคิ การสอนวธิ ีใหม่ทผี่ ้สู อนนำมาใช้จัดกจิ กรรมการเรียนรนู้ ้ันมีผลการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิการ
เรียนรู้ของนักเรียนหรือไม่อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบเปรียบเทียบกับวิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิม ด้วย
เหตุดังกล่าวจงึ ตอบคำถามวา่ ทำไมผูส้ อนจึงตอ้ งทำวจิ ยั ท้งั วจิ ัยเพอื่ พฒั นาและแกป้ ัญหานักเรยี น
ท ๑.๑ ป.๒/๒ กำหนดข้อความเฉพาะตวั ตัวชี้วดั ว่า ท ๑.๑ อธิบายความหมายของคำ ประโยค
และข้อความที่เป็นโวหาร ของหลกั สูตรแกนกลางสถานศึกษา (ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๐) อักษรนำ คือคำที่
มีอกั ษรสงู หรืออกั ษรกลาง นำหนา้ อกั ษรต่ำ หรือคำท่มี ี "ห" หรือ "อ" นำหน้า คำต่างๆทมี่ ีอกั ษรนำเหล่านี้
เราจะต้องผันไปตามอักษรตัวหน้าและต้องออกเสียง อะ กึ่งเสียงที่พยางค์หน้าของคำ เช่น คำว่า สนม
อ่านว่า สะ-หนม คำอักษรนำมีความสำคัญในฐานะที่ช่วยให้ภาษาไทยมีคำสำหรับใช้สื่อสารเพิ่มมากขึ้น
เราจะพบวา่ คำที่มีพยัญชนะต้นเปน็ อักษรต่ำเดยี่ ว (อกั ษรต่ำเด่ียวมี ๑๐ ตวั คือ ม ง ย ญ ล ว น ณ ร ฬ)
๒
เชน่ งา นา มา จะผนั เสียงวรรณยุกต์ได้เพียง ๓ เสียง ถา้ ต้องการใหผ้ ันครบ ๕ เสียง จะตอ้ งนำด้วยอักษร
สูง โดยทั่วไปจะใช้ตัว " ห " นำหน้าคำอักษรต่ำเดี่ยวเหล่านั้น เช่น นา น่า น้า เมื่อนำ "ห" มาประสม
ข้างหน้าให้เปน็ คำอักษรนำ จะผันเสียงได้เปน็ ๕ เสยี ง (ปิยนุช คนฉลาด 2535: 33-40)
โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง ตั้งอยู่เลขที่ 128 หมู่ที่ ๒ ตำบลทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน
เปน็ โรงเรียนขนาดเล็ก เป็นโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษา น่าน
เขต ๒ จัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560)
ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปัจจุบันมีครูจำนวนทั้งสิ้น 21 คน และมีนักเรียนรวม
ทุกระดับชั้นจำนวน 187 คน ผู้วิจัยในฐานะครูทำหน้าที่จัดกิจกรรมการเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทยให้กับ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๒ เป็นระยะเวลา ๓ เดอื น เฉพาะเรื่อง สาระการเรยี นรูท้ ี่ ๑ การอ่าน
เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้วิธีการอ่านนำและให้นักเรียนอ่านตาม ของ
รายวิชาดังกล่าวจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนและเทคนิคการสอนวิธีเดิม การประเมิน
ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ประเมิน ๓ ด้านรวมกันคือ ด้านความรู้ (K) ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) และด้าน
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) และกำหนดระดับผลการประเมินเป็น ๔ ระดับ คือ ดีมาก มีร้อยละ ของ
คะแนนรวมจากคะแนนเตม็ 80 – 100 ดี มรี อ้ ยละของคะแนนรวมจากคะแนนเต็ม 65 – 79 พอใช้ มี
รอ้ ยละของคะแนนรวมจากคะแนนเต็ม 50 – 64 และตอ้ งปรับปรุง มรี อ้ ยละของคะแนนรวมจากคะแนน
เต็ม 49 – 0 สำหรับเกณฑ์การประเมินผ่านเฉพาะรายบุคคลนั้น นักเรียนแต่ละคนต้องมีผลสัมฤทธิ์การ
เรียนรูต้ ั้งแต่ระดับ ดี สว่ นเกณฑ์การประเมินผา่ นรวมท้งั ชนั้ เรยี นนัน้ ตอ้ งมนี ักเรียนอยา่ งนอ้ ยรอ้ ยละ 70
ของจำนวนทั้งหมดมีผลสมั ฤทธกิ์ ารเรยี นรูต้ ้งั แตร่ ะดบั ดี
จากการวดั และประเมนิ ผลรวมท้ังชั้นเรียนเร่ือง สาระท่ี ๑ การอา่ น ตามเกณฑ์ การประเมินผ่าน
ดังกล่าวก่อนหน้าพบว่า นักเรียนที่มีผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ระดับ พอใช้ คิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวน
ทัง้ หมด ซ่ึงต่ำกว่าเกณฑ์ทก่ี ำหนดคือร้อยละ 70 ของจำนวนท้งั หมด สาเหตทุ ท่ี ำให้ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้
ต่ำกว่าเกณฑ์การประเมินผ่านที่กำหนดเป็นเพราะว่า ผู้เรียนมักจะสับสนระหว่างคำอักษรนำและคำ
ควบกล้ำ เน่ืองจากคำท้ัง ๒ ประเภทนี้ มีลกั ษณะใกล้เคียงกนั กล่าวคือ มีพยญั ชนะต้น ๒ ตัว เช่น คำว่า
“หวาน” อ่านว่า [หฺวาน] คำว่า “ความ” อ่านว่า [คฺวาม] จะเห็นได้ว่าทั้งสองคำมีพยัญชนะสองตัว
เหมอื นกนั ออกเสียงหนึ่งพยางค์เหมือนกัน แตม่ หี ลักการอา่ นออกเสยี งต่างกนั เพราะ “หวาน” อ่านออก
เสียงเป็นคำ ห นำ แต่ “ความ” อ่านออกเสียงแบบคำควบกล้ำ และจากหลักการอ่านอักษรนำ บ้างก็
อา่ นแบบประวิสรรชนีย์ บา้ งก็อา่ นแบบ ห นำ ยกตวั อยา่ ง เชน่ คำวา่ “ตลาด” อ่านวา่ [ตะ-หลาด] คำว่า
“ขนม” อา่ นวา่ [ขะ-หนม] คำวา่ “กนก” อ่านว่า[กะ-หนก] แต่ “หรหู รา” อา่ นวา่ [หรู-หรา] ซ่ึงปัญหานี้
ได้สร้างความสับสนให้กบั ผูเ้ รยี นเป็นอย่างมาก และทำให้เกิดปัญหาในการเรียนการสอนหากผู้เรียนไม่ได้
รบั การฝึกฝนการอ่านอยา่ งถูกวิธีและเป็นระบบตงั้ แต่เร่ิมต้นเรียน อาจทำให้ผเู้ รยี นอ่านออกเสยี งผิด เช่น
“จมกู ” ออกเสยี งผิดเป็น [จะ-มูก] “ขนม” ออกเสียงผิดเป็น [ขะ-นม] คำว่า “อร่อย” ออกเสียงผิดเป็น
๓
[อะ-ร่อย] เป็นต้น จากสาเหตุของปัญหาและความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ดังกล่าว
ก่อนหน้า ผู้วิจัยในฐานะผู้สอนจึงต้องทำการวิจัยเพื่อพัฒนา/ปรับปรุงผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องสาระที่ ๑
การอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ จรัสกร เล็กตระกูล (2553 : 22) กล่าวว่า การอ่าน
หมายถึงกระบวนการทางความคิดการทำความเข้าใจภาษาเขียน เพื่อสื่อสารกันระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รบั
สารผู้อ่านจะใช้การสังเกตการจำรูปคำและประสบการณ์เดิมที่สำคัญ จะต้องเข้าใจความหมายของคำ
เพื่อถ่ายทอดเร่ืองราวตา่ ง ๆ จากเรื่องที่อา่ น ผู้อ่านต้องมีความสามารถในการจัดระบบข้อมูลความร้ตู ่าง
ๆ เพ่ือช่วยในการตีความเร่ืองท่อี า่ น ซึ่งทำให้ผู้อา่ นไดร้ ับความร้เู จตคติและทกั ษะ ทงั้ น้ีแล้วแตจ่ ุดประสงค์
ของการอ่านแต่ละคน จิตรลดา ไมตรีจิตต์ (2549 : 8) กล่าวว่าการอ่าน คือกระบวนการของการทำ
ความเข้าใจภาษาเขียนโดยแปลความหมายตัวอักษรหรือสัญลักษณ์เป็นถ้อยคำหรือความคิด โดยอาศัย
ประสบการณ์เดิมแลว้ นำความคิดไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อไป
แบบฝึกทักษะ หมายถึง แบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้น เพื่อให้มีเนื้อหาสาระสอดคล้อง สัมพันธ์กับ
เรื่องราวทีก่ ำหนดไว้ เป็นอุปกรณ์หรือสื่อการเรียนการสอนประเภทหนึง่ ทีใ่ ห้นักเรียนไดใ้ ช้เพือ่ ฝึกทักษะ
หรือเสริมสร้างทักษะในเรือ่ งใดเรื่องหนึ่ง เป็นการทบทวนเนือ้ หาให้ผู้เรียนมีความรู้ความเขา้ ใจในเร่ืองที่
เรียนและเพอ่ื ตรวจสอบความรู้ของนักเรียนในเรื่องนั้น ๆ วา่ มพี ัฒนาการและความสามารถนำความรู้น้ัน
ไปใชไ้ ด้มากน้อยเพียงใด (ถวัลย์ มาศจรัส 2550:19) ได้กลา่ วถึงความสำคญั ของการใชแ้ บบฝึกทักษะไว้
ว่า ๑.) เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมในหนังสือเรียน ๒.) ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ต้อง
อาศัยการส่งเสริม และความเอาใส่ของครูผู้สอนด้วย ๓.) ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ๔.)
การฝกึ ชว่ ยสง่ เสรมิ ให้ทักษะทางภาษาคงทน และ (ธนดิ า เรอื งวิเศษณ์ 2550.32) กล่าวถงึ ความสำคัญ
ของแบบฝึกทักษะไว้ว่า ในการเรียนการสอนถ้าขาดแบบฝึกทักษะที่ใช้ในการฝึกทักษะความรู้ต่าง ๆ
หลังจากเรียนไปแล้วเด็กอาจจะลืมเลือนความรู้ที่เรียนไปได้อันจะส่งผลให้การเรียนการสอนไม่มี
ประสทิ ธภิ าพเท่าท่ีควร แบบฝกึ ทักษะ เปน็ สื่อการเรยี นท่ีมีความสำคัญสำหรบั ครูและนักเรียนคือช่วยให้
การเรียนรู้ของนักเรียนดีขึ้น ช่วยผ่อนแรงและประหยัดเวลาของกระบวนการเรียนการสอนในห้องเรยี น
เพราะแบบฝึกสามารถนำไปฝึกกิจกรรมนอกเวลาเรียนหรือชั่วโมงสอนซ่อมเสริมได้ทำให้นักเรียนเข้าใจ
บทเรียนดีขึ้นสามารถจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน เกิดความสนุกสนานในขณะ
เรียนจึงเป็นเครอื่ งมอื ทบทวนความร้แู ละฝึกใหน้ กั เรียนมีความเชื่อม่ันและประเมินตนเองได้
ด้วยบทบาทหน้าทีข่ องผ้สู อน ตามพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา ท่ี ๒๒ มาตรา
ที่ ๒๔(๕) มาตราที่ ๓๐ และจากสภาพปัญหา ความสำคัญ และหลักการดังกล่าว ควรได้รับการแก้ไข
อย่างเร่งด่วนควรจะมีการศกึ ษาหาวิธีปรับปรุงพัฒนาการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ให้มปี ระสิทธภิ าพ ให้ทั้ง
ความรู้ทักษะการคิด ความสนุกสนานเพลิดเพลินไปพร้อม ๆ กัน มีเทคนิคการสอนที่หลากหลาย ทำให้
เกดิ การเรยี นรู้เกิดความแม่นยำ จดจำงา่ ย และเข้าใจอยา่ งลึกซ้ึง เพือ่ การพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มี
อักษรนำ ผู้วิจัยคิดว่าการใช้วิธีสอนโดยให้นักเรียนใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ซึ่งจะช่วยให้
๔
นักเรียนได้เกิดองค์ความรู้ได้ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองมี ส่วนร่วมในการเรียน เป็นเทคนิค การสอนอีก
รูปแบบหนง่ึ ท่ีผ้วู จิ ยั นำมาประยกุ ต์ใชใ้ นการเรยี นการสอนในคร้ังนี้ และยังเปน็ การจัดการเรยี นการสอนท่ี
ส่งเสรมิ ความรดู้ า้ นทกั ษะความจำและการอา่ น โดยท่ีนักเรยี นเกิดความสนกุ สนานตอ่ การเรยี นรู้ และเกิด
ความจำระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเกิดประโยชน์ในเรื่องการพัฒนาทักษะการสอนท่ี
หลากหลาย กระตุ้นและดึงดูดความสนใจของนักเรียน ผลการวิจัยจะทำให้นักเรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน มีผลการเรียนรู้เรื่อง
พัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับนวัตกรรมเดิมที่ใช้จัดกิจกรรมการ
เรียนรูป้ ีการศึกษากอ่ นหน้าทำการวจิ ัย
คำถามการวจิ ยั
๑. การสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ โดยใช้วิธีการสอนแบบอ่านนำ และให้นักเรียน
อ่านตามสำหรับพัฒนาการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำของ
นักเรียนระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุง่ ชา้ งทำอย่างไร
๒. ผลการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำโดยใช้วิธีการสอนแบบอ่านนำ และให้
นักเรียนอา่ นตามจัดกจิ กรรมการเรยี นร้เู รอื่ งการอ่าน เร่ืองการพฒั นาการอา่ นออกเสียงคำที่มีอักษรนำ
กบั นกั เรียนระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรยี นชมุ ชนบา้ นทงุ่ ช้าง เป็นอย่างไร
๓. ระดับความพงึ พอใจของนกั เรยี นระดับชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรยี นชุมชนบ้านทุ่งช้าง ที่มี
ต่อการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการ
พัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ เป็นอยา่ งไร
วัตถุประสงค์การวจิ ยั
1. เพื่อสร้างพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ สำหรับพัฒนาการเรียนรู้เรื่องการอ่าน
เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียน
ชมุ ชนบ้านทุ่งช้าง
๒. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำจัด
กิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองการอ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มอี ักษรนำ กับนักเรียนระดบั ช้ัน
ระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๒ โรงเรยี นชมุ ชนบ้านทุ่งชา้ ง
๓. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรียน
ชุมชนบ้านทุ่งช้าง ที่มีต่อการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง
การอา่ น เรอื่ งการพัฒนาการอา่ นออกเสยี งคำทม่ี ีอักษรนำ
ผลและประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รบั
๑. นกั เรียนมีพฒั นาการเรยี นรูเ้ ร่ืองการอา่ น เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำทีม่ ีอักษรนำ
๕
๒. นักเรียนได้ความรู้จากการทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำ
ที่มอี กั ษรนำจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เร่ืองการอ่าน เรอ่ื งการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำท่ีมอี ักษรนำ
๓. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้างมีความพึงพอใจในการทดลองใช้
แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำและกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่านออก
เสียงคำท่มี ีอักษรนำ
ขอบเขตการวิจยั
๑. ขอบเขตดา้ นแหลง่ ข้อมลู
ประชากรคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง เทียบเคียง
ประชากรทีม่ จี ำนวนไม่จำกดั (Infinite Population)
๒. ขอบเขตดา้ นตัวแปร
2.1 ตัวแปรอิสระ
๑. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มี
อกั ษรนำ กบั นกั เรียนระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรยี นชุมชนบ้านทุ่งชา้ ง อำเภอทงุ่ ชา้ ง จังหวัดน่าน
โดยใชว้ ิธกี ารสอนแบบอ่านนำ และให้นกั เรยี นอ่านตาม
๒. การทดลองจดั กิจกรรมการเรยี นรู้เร่ืองการอ่าน เรือ่ งการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำ
ที่มีอักษรนำ กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุง่ ช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัด
น่าน โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอา่ นคำอักษรนำ
2.2ตัวแปรตาม
๑. ผลสมั ฤทธกิ์ ารเรยี นรเู้ รื่องการอา่ น เรอื่ งการพัฒนาการอ่านออกเสยี งคำที่มีอักษรนำ
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง
อำเภอ ท่งุ ชา้ ง จังหวัดนา่ น โดยใช้วิธีการสอนแบบอ่านนำ และใหน้ กั เรยี นอ่านตาม
๒. ผลสมั ฤทธิ์การเรยี นรู้เร่ืองการอา่ น เรื่องการพฒั นาการอา่ นออกเสียงคำที่มอี ักษรนำ
จากการทดลองจัดกจิ กรรม การเรียนรูก้ ับนักเรียนระดับชัน้ ระดับชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชน
บา้ นทงุ่ ชา้ ง อำเภอทงุ่ ช้าง จังหวดั นา่ น โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอ่านคำอักษรนำ
๓. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้าน
ทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ที่มีต่อการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการ
พัฒนาการอ่านออกเสยี งคำท่มี อี ักษรนำ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอ่านคำอักษรนำ
๓. ขอบเขตดา้ นเน้อื หา
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ
ตัวชี้วัด ป.2/2 อธิบายความหมายของคำ ประโยค และข้อความที่เป็นโวหาร มาตรฐานการเรียนรู้ ท
๖
1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพ่ือนำไปใชต้ ัดสนิ ใจ แกป้ ัญหาในการดำเนินชีวิตและ
มนี สิ ยั รักการอ่าน และสาระที่ ๑ การอ่าน
๕. ขอบเขตด้านระยะเวลาและสถานที่
ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ณ โรงเรียนชุมชน
บ้านทงุ่ ชา้ ง อำเภอทุ่งชา้ ง จงั หวดั นา่ น
นยิ ามคำศัพทเ์ ฉพาะ
๑. นวัตกรรม หมายถึง นวัตกรรมที่สร้างขึ้นตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการของจรัสกร
เล็กตระกูล (2553 : 22) กล่าววา่ การอา่ น หมายถงึ กระบวนการทางความคดิ การทำความเขา้ ใจภาษา
เขียน เพื่อสื่อสารกันระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารผู้อ่านจะใช้การสังเกตการจำรูปคำและประสบการณ์
เดิมที่สำคัญ จะต้องเข้าใจความหมายของคำ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่าน ผู้อ่านต้องมี
ความสามารถในการจัดระบบข้อมูลความรู้ตา่ ง ๆ เพ่อื ชว่ ยในการตีความเร่ืองท่ีอา่ น ซ่ึงทำให้ผู้อ่านได้รับ
ความรู้เจตคติและทักษะ ทง้ั น้แี ล้วแต่จุดประสงคข์ องการอา่ นแต่ละคน
จติ รลดา ไมตรจี ิตต์ (2549 : 8) กลา่ วว่าการอา่ น คอื กระบวนการของการทำความเข้าใจภาษา
เขียนโดยแปลความหมายตวั อักษรหรอื สัญลักษณ์เป็นถ้อยคำหรือความคิด โดยอาศัย ประสบการณ์เดิม
แล้วนำความคดิ ไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนต์ ่อไป
ธนู ทดแทนคุณ และกานต์รวี แพทย์พิทักษ์ (2552 : 53) กล่าวว่าการอ่าน หมายถึงการรับรู้
และแปลความหมายของตัวอักษร เครื่องหมาย สัญลักษณ์ที่สื่อความหมายต่าง ๆ มาเป็นความคิด
ความร้แู ละความเขา้ ใจระหวา่ งผูเ้ รียนและผู้อา่ น เพ่ือท่ผี ู้อ่านสามารถนำความรูจ้ ากสารนน้ั ไปใช้ให้เกดิ
ประโยชน์
๒. ผลสมั ฤทธิก์ ารเรยี นรู้ หมายถึง
2.1 คะแนนเฉลี่ยรวมของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง
อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ทุกคนจากการทำแบบทดสอบก่อนการทดลองใช้แบบฝึกทักษะและสื่อการ
อ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ซึ่งคะแนนดังกล่าวเป็นการวัดและประเมินผลความ
คงทนของความรู้ (Retention) จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่าน
ออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้วิธีการสอนแบบอ่านนำ และให้นักเรียนอ่านตามกับนักเรียนกลุ่ม
เดียวกนั คะแนนส่วนน้คี อื Pre-test
2.2 คะแนนเฉลี่ยรวมจากนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง
อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่านทุกคนที่ทำแบบทดสอบภายหลังการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการ
อ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ท่ีกับ
นกั เรียนดงั กลา่ วชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรยี นชมุ ชนบ้านทงุ่ ชา้ ง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดนา่ น
๗
๓. การพัฒนาผลสมั ฤทธก์ิ ารเรียนรู้ หมายถงึ ผลการเปรยี บเทียบคะแนนผลสัมฤทธก์ิ ารเรียนรู้
ระหว่างก่อนและหลังทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียง
คำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
โรงเรียนชมุ ชนบ้านทุง่ ชา้ ง อำเภอทงุ่ ชา้ ง จังหวดั นา่ น
๔. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียน
ชุมชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่าน เรื่องการ
พัฒนาการอ่านออกเสยี งคำทม่ี ีอักษรนำ โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอกั ษรนำ ประกอบด้วย
ดา้ นผูส้ อน ด้านความรู้ ดา้ นกิจกรรม เป็นต้น
๕. ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจแบบประมาณค่า (Likert Scale) โดย
เรียงลำดบั จากระดบั มากท่ีสุดถึงน้อยท่สี ดุ ๕ ระดบั คือ มีความพงึ พอใจมากทสี่ ุด มีความพงึ พอใจมาก มี
ความพงึ พอใจปานกลาง มีความพงึ พอใจค่อนข้างน้อย และมีความพึงพอใจน้อยทีส่ ุด แต่ละระดบั ดังกล่าว
กำหนดโดยเกณฑช์ ่วงค่าเฉล่ียของบุญชม ศรสี ะอาด ดังนี้
ระดับความพึงพอใจ ระดบั คา่ เฉลย่ี
ความพงึ พอใจทีร่ ะดับมากสุด คะแนนเฉลย่ี 4.51 – 5.00
ความพงึ พอใจที่ระดบั มาก คะแนนเฉล่ยี 3.51 – 4.50
ความพึงพอใจทรี่ ะดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50
ความพึงพอใจทรี่ ะดบั นอ้ ย คะแนนเฉลี่ย 1.51 – 2.50
ความพงึ พอใจที่ระดบั น้อยสดุ คะแนนเฉลีย่ 1.00 – 1.50
สมมติฐานการวจิ ัย
สมมติฐานการวจิ ัยท่ี ๑
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ
โดยใช้วิธีการอ่านนำแล้วให้นักเรียนอ่านตาม กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชน
บ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน พบว่า ร้อยละ ๒๕ ของนักเรียนจำนวนทั้งหมดมีผลสัมฤทธิ์การ
เรียนรู้ที่ระดับ ๗๐ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์การประเมินผ่านคือต้องผ่านอย่างน้อยร้อยละ ๗๕ ของนักเรียน
จำนวนทั้งหมด สาเหตุเป็นเพราะใช้วิธีการสอนโดยใช้วิธีการอ่านนำ และให้นักเรียนอ่านตาม ซึ่งเป็น
วิธกี ารทท่ี ำให้นกั เรยี นบางคนไม่สามารถอ่านคำท่ีมอี ักษรนำได้
จากการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวข้องพบว่าแนวคิดจรสั กร เล็กตระกูล วิธีการที่นำมาใช้
ในการพัฒนา มีสาระสำคัญคือ กระบวนการทางความคิดการทำความเข้าใจภาษาเขียน เพื่อสื่อสารกัน
ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารผู้อ่านจะใช้การสังเกตการจำรูปคำและประสบการณ์เดิมที่สำคัญ จะต้อง
เข้าใจความหมายของคำ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่าน ผู้อ่านต้องมีความสามารถในการ
จัดระบบข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตีความเรื่องที่อ่าน ซึ่งทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้เจตคติและ
๘
ทักษะ ซึ่งสาระสำคัญดังกล่าวสัมพันธ์กับสาเหตุของปัญหาของนักเรียนดังกล่าวก่อนหน้ากล่าวคือ
แนวคิดของจรัสกร เล็กตระกูล เป็นการทำความเข้าใจเพื่อสื่อสารและสังเกต จะทำให้นักเรียนสามารถ
พัฒนาตนเองได้ ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะนำมาใช้ในการพัฒนา/ปรับปรุงผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน
และจากการเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวข้องยังพบอีกว่าจรัสกร เล็กตระกูล (2553 : 22) ทำการวิจัยเรื่อง
การพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ กับนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ี่ 0.05 จิตรลดา
ไมตรีจิตต์ (2549 : 8) ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึก
ทักษะการอ่านคำอักษรนำ กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบา้ นทุ่งช้าง โดยใช้
แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ผลการวิจยั พบว่า นักเรียนมีการพัฒนาผลสมั ฤทธิ์การเรียนรู้อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ธนู ทดแทนคุณ และกานต์รวี แพทย์พิทักษ์ (2552 : 53) ทำการวิจัยเรื่อง
การพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ กับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง โดยใช้แบบฝึกทักษะและสื่อการอ่านออกเสียงคำที่มี
อักษรนำผลการวจิ ยั พบว่า นักเรียนมีการพัฒนาผลสัมฤทธกิ์ ารเรยี นรู้อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติที่ 0.05
โดยการอ้างอิงแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวก่อนหน้า จึง
กำหนดสมมติฐานการวิจยั ข้อที่ ๑ ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองอักษรนำโดยทดลองใช้โดยใช้แบบ
ฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ มีผลต่อการพัฒนา/ปรับปรุงผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศกึ ษาปีท่ี ๒ โรงเรียนชมุ ชนบา้ นทงุ่ ช้าง อำเภอท่งุ ชา้ ง จังหวดั นา่ น
สมมตฐิ านการวจิ ัยที่ ๒
จากการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เกยี่ วข้องพบว่า จรัสกร เลก็ ตระกูล (2553 : 22) ทำการ
วิจัยเรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ กับ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำ
อักษรนำ ผลการวิจยั พบวา่ นักเรยี นมีความพึงพอใจต่อการทดลองจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ด้วยนวัตกรรม
ดังกล่าวที่ระดับดี จิตรลดา ไมตรีจิตต์ (2549 : 8) ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มี
อักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียน
ชุมชนบ้านทุ่งช้าง โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ
ต่อการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมดังกล่าวที่ระดับดี ธนู ทดแทนคุณ และกานต์รวี
แพทย์พทิ ักษ์ (2552 : 53) ทำการวิจยั เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสยี งคำทีม่ ีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึก
ทักษะการอ่านคำอักษรนำ กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง โดยใช้
แบบฝึกทักษะการอ่านคำ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการทดลองจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้ ดว้ ยนวตั กรรมดังกล่าวทร่ี ะดับดี
๙
โดยการอ้างอิงเฉพาะงานวิจยั ท่เี กี่ยวข้องดังกลา่ วมา จะเห็นว่าการจดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้
การพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ มีผลต่อระดับ
ความพึงพอใจของนักเรียน
ดังนน้ั จึงกำหนดสมมติฐานการวจิ ยั ข้อท่ี ๒ วา่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองการพัฒนาการอ่านออกเสียง
คำที่มีอักษรนำ โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ มีผลต่อระดับความพึงพอใจของนักเรียน
ระดับชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ ๒ โรงเรยี นชมุ ชนบ้านทุง่ ชา้ ง อำเภอทุง่ ชา้ ง จังหวดั น่าน
๑๐
บทที่ ๒
การทบทวนเอกสารและงานวิจยั ท่เี กยี่ วข้อง
การทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะ
การอ่านคำอักษรนำ ผู้วิจัยขอเสนอผลการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยหัวข้อ
หลักตามลำดับดังนี้
๑. การวิจัยในช้ันเรียน
๒. ความจำเป็นทคี่ รูตอ้ งทำวจิ ยั ในชน้ั เรียน
๓. นวัตกรรมทางการศึกษา
๔. เคร่อื งมือการวิจัย
๕. ความพงึ พอใจ
๖. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้
๗. งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้อง
แตล่ ะหัวข้อหลักดังกล่าว นำเสนอรายละเอยี ดตามลำดบั ขั้น ดงั นี้
การวจิ ัยในชน้ั เรียน
๑. ความหมายของการวจิ ยั ในช้ันเรยี น
การวิจัยในชั้นเรียน คือการวิจัยที่ทำโดยครูผู้สอนในห้องเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใน
หอ้ งเรยี นและนำผลมาใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนเพื่อประโยชน์สูงสดุ แก่ผู้เรียน เป็นการวิจัยที่ต้องทำ
อย่างรวดเร็ว นำผลไปใช้ทันทีและสะท้อนข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานต่าง ๆ ของตนเองให้ทั้งตนเอง
และกล่มุ เพ่อื นรว่ มงาน (สุวิมล ว่องวานิช 2543)
๒. ประเภทของการวิจัยในชัน้ เรียน
๑. แบง่ ตามแนวคดิ พืน้ ฐานการวจิ ัย
1.1 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มิได้หมายความว่าการวิจัย ประเภทนี้
จะมีแต่ปริมาณ วัดกันด้วยจำนวนหน้าของรายงานการวิจัย หรือมี ความหมายไปในทางที่ไม่มีคุณภาพ
การวิจัยเชิงปริมาณหมายความถึงการวิจัยที่ เน้นการใช้ ข้อมูลที่เป็นตัวเลขเป็นฐานยืนยันความถูกต้อง
ของข้อค้นพบและข้อสรุปต่างๆ ของเรื่องที่ทำการศึกษาและวิจัย ความใช้ได้กว้างขวางทั่วไปของข้อ
คน้ พบการวจิ ัยประเภทนี้สามารถเปน็ งาน วิจยั ทม่ี คี ณุ ภาพดีถา้ สามารถพิสูจน์ไดว้ ่าให้คำาตอบได้ถูกต้อง
จากการใช้ ระเบียบวิธที ี่เหมาะสมและข้อคน้ พบสามารถนำาไปใชก้ ว้างขวางท่ัวไป
1.2 การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การวิจัยประเภทนี้มิได้มีความหมายว่า
เป็นการวิจยั ที่มีคุณภาพดีตาม ความหมายท่ีใช้กนั ในชวี ติ ประจำาวนั แตห่ มายถึงการวจิ ยั ท่ีไม่เน้น ข้อมูล
ที่เป็นตัวเลขเป็นหลัก เป็นการวิจัยที่เน้นการหารายละเอียดต่างๆ ของกลุ่มประชากรท่ีทำาการศึกษา ที่
จะก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องนั้น ๆ ข้อมูลหรือข้อค้นพบอาจได้มาจากการ สังเกต
๑๑
หน่วยที่ต้องการศึกษาเพียงไม่กี่หน่วย หรือเพียงไม่กี่กลุ่มหรือ ชุมชน การวิจัยชนิดนี้มิได้มุง่ เก็บข้อมูลท่ี
เป็นหรอื สามารถทำาให้เปน็ ตวั เลขจากกลุ่มประชากรเป้าหมายท่ีศึกษามาทำาการวเิ คราะห์เชิง ปริมาณ
เพื่อให้ไดค้ ำาตอบใชไ้ ด้กว้างขวางทวั่ ไป
๓. ความจำเป็นทคี่ รตู ้องทำการวจิ ยั ในชั้นเรียน
การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้
และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นสามารถพัฒนาตาม
ธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่
เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความ
ถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (๒) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ
การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มา ใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา (๓) จัดกิจกรรมให้
ผ้เู รยี นได้เรยี นรจู้ ากประสบการณจ์ ริง ฝึกการปฏิบัตใิ ห้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอา่ นและเกิดการใฝ่รู้
อย่างต่อเนื่อง (๔) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ดา้ นต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกนั
รวมทง้ั ปลูกฝังคณุ ธรรมค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ไว้ในทุกวิชา (๕) ส่งเสริมสนับสนุน
ให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผูเ้ รียนเกดิ
การเรียนรแู้ ละมคี วามรอบรู้ รวมทงั้ สามารถใช้การวจิ ยั เปน็ ส่วนหน่ึงของ กระบวนการเรยี นรู้ ทัง้ นี้ ผู้สอน
และผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการ ประเภทต่าง ๆ (๖)
จัดการเรยี นรู้ใหเ้ กิดข้ึนได้ทุกเวลาทุกสถานท่ี มีการประสานความรว่ มมือกับบิดามารดา ผปู้ กครอง และ
บุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ มาตรา ๓๐ ให้สถานศึกษาพัฒนา
กระบวนการเรียนการสอนท่ีมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการ
เรียนรทู้ ่เี หมาะสมกับผู้เรยี นในแตล่ ะระดับการศึกษา
๔. ประโยชน/์ ความสำคัญของการวจิ ยั ในชน้ั เรยี น
การวิจัยในชั้นเรียนมีความสำคัญต่อวงการวิชาชีพครูเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากครูจำเป็นต้อง
พัฒนาหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน การจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเรียน การพัฒนา
พฤตกิ รรมผู้เรียน การเพิม่ สัมฤทธิ์ผลการเรยี น และการสรา้ งบรรยากาศการเรยี นรู้ เพอื่ ให้เกิดการเรียนรู้
ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ การวจิ ยั ในช้นั เรียนเป็นการเปล่ยี นแปลงบทบาทด้งั เดิมของครทู ่ีมีความเชี่ยวชาญ
และสนใจเรอื่ งการสอนโดยเนน้ เนื้อหาสาระของบทเรยี น จงึ ทมุ่ เทการศึกษา ค้นควา้ หาข้อมลู ทฤษฎี ที่
เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร มากกว่าการศึกษาวิธีการพัฒนาหรือปรับปรุงการเรียนรู้ของผู้เรียน ผลงาน
ของอาจารย์สว่ นใหญจ่ งึ เป็นผลงานหนังสือ ตำรา บทความหรอื เอกสารทางวชิ าการมากกว่าผลงานวจิ ัย
๑๒
นวัตกรรมทางการศึกษา
๑. ความหมาย
“นวัตกรรมทางการศึกษา” (Educational Innovation) หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่ง
อาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพ่ือ
มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ผู้เรียน
สามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน
เช่น การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้วิดิทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) สื่อหลายมิติ
(Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เหลา่ นเ้ี ป็นตน้
๒. การจำแนกประเภท
๑. นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร เป็นการใช้วิธีการใหม่ๆในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับ
สภาพแวดล้อมในท้องถิ่น และตอบสนองความต้องการสอนบคุ คลให้มากขึ้น เนือ่ งจากหลักสูตรจะต้องมี
การเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคม
ของประเทศ และของโลกนวัตกรรมทางด้านหลักสูตร ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการ หลักสูตร
รายบคุ คล หลกั สูตรกจิ กรรมและประสบการณ์ และหลักสตู รทอ้ งถนิ่
๒. นวัตกรรมการเรียนการสอน เป็นการใช้วิธีระบบในการปรับปรุงและคิดค้นพัฒนาวิธีสอน
แบบใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองการเรียนรายบุคคล การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนแบบมี
สว่ นร่วมการเรียนรู้แบบแก้ปญั หา การพฒั นาวธิ ีสอนจำเป็นต้องอาศัยวธิ ีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา
จัดการและสนับสนนุ การเรียนการสอน
๓. นวัตกรรมสื่อการสอน เนื่องจากมีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์
เครือข่ายและเทคโนโลยีโทรคมนาคม ทำให้นักการศึกษาพยายามนำศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านี้มา
ใช้ในการผลิตสื่อการ เรียนการสอนใหม่ ๆ จำนวนมากมาย ทั้งการเรียนด้วยตนเอง การเรียนเป็นกลุ่ม
และการเรียนแบบมวลชน ตลอดจนสอ่ื ทีใ่ ช้เพอื่ สนับสนนุ การฝึกอบรมผา่ นเครือข่ายคอมพวิ เตอร์
๔. นวัตกรรมทางด้านการประเมินผล เป็นนวัตกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการวัดผลและ
ประเมินผลได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และทำได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการวิจัยทางการศึกษา การวิจัย
สถาบัน ด้วยการประยุกต์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาสนับสนุนการวัดผล ประเมินผลของสถานศึกษา
ครู อาจารย์
๕. นวตั กรรมการบริหารจัดการ เปน็ การใช้นวตั กรรมที่เกี่ยวข้องกบั การใช้สารสนเทศมาช่วยใน
การบริหาร จัดการ เพื่อการตัดสินใจของผู้บริหารการศึกษา ให้มีความรวดเร็วทันเหตุการณ์ ทันต่อการ
เปลยี่ นแปลงของโลก นวตั กรรมการศกึ ษาทน่ี ำมาใชท้ างด้านการบรหิ ารจะเกีย่ วข้องกับระบบการจัดการ
ฐานขอ้ มูลในหนว่ ยงานสถานศึกษา
๑๓
จำแนกนวัตกรรมตามประเภทของผใู้ ช้
๑. นวตั กรรมทีเ่ ป็นส่อื สำหรบั ผสู้ อน
๒. นวตั กรรมที่เป็นสอ่ื สำหรบั ผเู้ รยี น
จำแนกตามลักษณะของนวัตกรรม
๑. เทคนิควธิ กี าร
๒. สือ่ การเรียนรู้
จำแนกตามจดุ เน้นของนวตั กรรม
๑. นวัตกรรมการเรียนรูท้ เี่ นน้ ผลผลติ
๒. นวตั กรรมการจดั การเรยี นรู้ท่เี นน้ เทคนิค วธิ กี าร และกระบวนการ
๓. นวตั กรรมที่เน้นทง้ั ผลผลิต
๓. ความสำคญั
นวัตกรรมมีความสำคัญต่อการศึกษาหลายประการ ทั้งนี้เนื่องจากในโลกยุคโลกาภิวัตน์ มี
การเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความก้าวหน้าทั้งด้านเทคโนโลยีและ
สารสนเทศ การศึกษาจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากระบบการศึกษาที่มีอยู่เดิม เพื่อให้
ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งเพื่อแก้ไขปัญหา
ทางด้านการศึกษาบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางด้าน
การศึกษาจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับนวัตกรรมการศึกษาที่จะนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาทา งด้าน
การศึกษาในบางเรื่อง เชน่ ปญั หาทเี่ กีย่ วเน่ืองกบั จำนวนผูเ้ รยี นที่มากขึ้น การพฒั นาหลักสูตรให้ทันสมัย
การผลิตและพัฒนาสื่อใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองการเรียนรูข้ องมนุษย์ให้เพิ่มมากขึ้นด้วยระยะเวลาท่ี
สั้นลง การใช้นวัตกรรมมาประยุกต์ในระบบการบริหารจัดการด้านการศึกษาก็มีส่วนช่วยให้การใช้
ทรัพยากรการเรยี นรูเ้ ป็นไปอย่างมปี ระสิทธภิ าพ เชน่ เกดิ การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
นวตั กรรมเฉพาะ
การใชช้ ุดแบบฝึกทักษะ ซ่ึงแบบฝึกทกั ษะการอ่านออกเสียงคำท่ีมีอักษรนำ กลา่ วโดยละเอียด
ดงั น้ี
๑. แนวคิด/ทฤษฎ/ี หลักการ/วิธกี าร
ชุดแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำที่มี
อักษรนำ โดยเกิดการเรียนรู้เสริมสรา้ งทกั ษะการอ่านตามคำที่อยู่ในแบบฝึกทักษะ เพื่อนำไปพัฒนาการ
อ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยอาศัยแนวคิดของ จรัสกร เล็กตระกูล (2553) กล่าวถึง
ความสำคัญของการอ่าน ประกอบไว้โดยสรุป คือ ๑.) กระบวนการทางความคิดการทำความเข้าใจภาษา
๑๔
เขียน ๒.) เพื่อสื่อสารกันระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารผู้อ่านจะใช้การสังเกตการจำรูปคำและประสบการณ์
เดิมที่สำคัญ ๓.) เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่าน ผู้อ่านต้องมีความสามารถในการจัดระบบ
ข้อมูลความรู้ต่าง ๆ ๔.) เพื่อช่วยในการตีความเรื่องที่อ่าน ซึ่งทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้เจตคติและทักษะ
ทัง้ น้แี ลว้ แตจ่ ดุ ประสงค์ของการอ่านแต่ละคน
๒. องค์ประกอบ/โครงสร้าง/ลำดับขั้น การดำเนินกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ
ดงั น้ี
๑. ใหน้ กั เรียนอา่ นคำอักษรนำในแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านออกเสยี งคำที่มอี ักษรนำ
๒. เม่ือนกั เรียนอ่านถกู ตอ้ ง ใหค้ รผู ูส้ อนทำเครือ่ งหมาย ลงในชอ่ งประเมินครงั้ ที่ ๑
เมอื่ นกั เรยี นอา่ นผิด ใหค้ รูผสู้ อนทำเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งประเมินคร้งั ที่ ๑
๓. ใหป้ ฏบิ ตั ิตามขอ้ 1-2 ในทกุ ชุดแบบฝกึ ทักษะประกอบภาพ
๓. ขอ้ ด/ี ข้อเสยี
๑. นักเรยี นสามารถจดจำคำอักษรนำ
๒. นักเรียนสามารถอ่านคำอักษรนำ
๓. ตอบโต้กบั นักเรียนไมไ่ ด้
๔. วิธีการใช้
การใชว้ ตั กรรมแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำท่ีมีอักษรนำ สำหรับการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่
มีอักษรนำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๒ ในการเรียนการสอนในแต่ละคาบผู้สอนไดจ้ ัดทำคู่มือใน
การใชน้ วตั กรรม มาสรา้ งเปน็ ขนั้ ตอนในการจัดกจิ กรรมการเรียนรทู้ ม่ี ี ๔ ขน้ั ตอน ไดแ้ ก่
๑. ขนั้ ตอนสร้างความสัมพันธ์
๒. ขั้นตอนฝกึ อา่ นไปด้วยกัน
๓. ขั้นตอนใหน้ กั เรยี นอา่ นเอง
๔. ขั้นตอนวัดและประเมนิ ผล
เทคนคิ การสอน
๑. ความหมาย
Eric Jensen. (2000) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) หมายถึง ส่ิง
ต่าง ๆ ที่เกิดการเชื่อมต่อไปยังสมอง ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม ถือเป็นการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน โดย
เป็นการรวมสหวิทยาการต่าง ๆ เช่น เคมี ชวี ิวทิ ยา ระบบประสาทวทิ ยา จิตวทิ ยาสังคมวทิ ยา มาอธิบาย
กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ โดยเฉพาะความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรูก้ ับสมอง
เพราะการเรียนรู้บนฐานสมองไม่ได้มุ่งเน้นการออกแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมอง หรือทำอย่างไรให้
สมองเจริญเตบิ โต แตห่ วั ใจสำคญั ของการเรยี นรู้บนฐานสมองอยทู่ ีจ่ ะออกแบบการเรียนการสอนอย่างไร
ให้สมองสามารถเรยี นรไู้ ด้ดที ีส่ ุด
๑๕
๒. แนวคิด/ทฤษฎ/ี หลกั การ/วธิ ีการ
Caine and Caine. (1989) ได้สรุปการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ไว้ ๓
ลกั ษณะ ดังนี้
๑. การเรียนรู้ขน้ั พื้นฐาน เป็นการเรยี นรู้เนอ้ื หา ข้อมลู ข้นั ตอนและวิธีการต่าง ๆ
๒. การเรียนรู้อย่างมีความหมาย เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเรียนรู้โดยมีเป้าหมายสิ่งที่เรียนมี
ประโยชน์และมีคุณค่าสำหรับผูเ้ รียน ผู้เรียนมีแรงบันดาลใจที่กระตุ้นใหผ้ ู้เรียนอยากเรียนรู้และผู้เรียนมี
ความศรัทธาต่อสิง่ ท่ีเรียนรู้
๓. การเรยี นรแู้ บบสัมผสั โดยตรง เป็นการเรียนรู้ท่ผี สมผสานการเรยี นร้ขู นั้ พน้ื ฐานเข้ากับการ
เรียนรู้อย่างมีความหมาย เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับจากประสบการณต์ รงทำให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรู้
อย่างแทจ้ รงิ
๓. องคป์ ระกอบ/โครงสร้าง/ลำดับข้ัน
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑
ขั้นท่ี ๑ ขนั้ เตรียมความพร้อม
๑. ครูและนักเรียนกลา่ วทกั ทายกัน
๒. แจง้ จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ให้นักเรียนทราบ โดยครจู ะชแี้ จงเป้าหมายในการเรียนรู้ให้ผู้เรียน
ทราบทั้ง ๓ ข้อ ดงั น้ี
๒.๑. บอกลักษณะคำที่มอี ักษรนำ
๒.๒. อา่ นสะกดคำที่มีอักษรนำ
๒.๓. เขยี นสะกดคำท่ีมีอักษรนำ
ข้นั ที่ ๒ ข้นั นำเสนอความรู้
๑. ครตู ดิ บัตรคำดังต่อไปนลี้ งบนกระดานโดยแยกออกเป็น ๒ กลมุ่
(เมื่อครตู ิดคำศัพทค์ ำใดลงบนกระดานใหน้ ักเรยี นอ่านคำศัพท์คำน้ันพร้อมปรบมอื เป็นจงั หวะ ๒ ครง้ั )
๒. นักเรยี นรว่ มกันแสดงความคิดเหน็ ในประเด็นทว่ี า่ จากการอ่านคำ นกั เรียนสังเกตหรือไมว่ า่
คำแตล่ ะคำอ่านอย่างไร
๑๖
๓. ครแู จกแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นคำอักษรนำใหน้ ักเรียน
๔. ครูให้นักเรียนออกมาอ่านแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำเพื่อประเมินครั้งที่ ๑ โดยให้
นักเรยี นออกมาตามเลขที่
๕. ครูและนักเรียนอ่านออกเสียงคำอักษรนำ พร้อมกนั อกี ครั้งโดยดบู ัตรคำไปด้วย
ข้ันที่ ๓ ขน้ั ลงมือเรยี นรู้ ฝึกทำ และฝกึ ฝน
๑. ครูให้นกั เรียนฝกึ การอา่ นจากแบบฝกึ ทักษะการอ่านคำอักษรนำ
๒. ครูให้นักเรียนออกมาอ่านแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ เพื่อประเมินครั้งที่ ๒ โดยให้
นักเรยี นออกมาตามเลขท่ี
ขน้ั ท่ี ๔ ขัน้ สรปุ ความรู้
๑. ครูให้นกั เรยี นอ่านคำอักษรนำจากบตั รคำ โดยส่มุ เปิดทั้งใหด้ บู ัตรคำและไม่ดูบตั รคำ
๒. ครแู ละนักเรียนชว่ ยกันสรุปเร่อื งการอ่านคำอักษรนำ
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๒
ข้ันที่ ๑ ขัน้ เตรียมความพรอ้ ม
๑. ครแู ละนกั เรยี นกลา่ วทกั ทายกัน
๒. แจง้ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ให้นกั เรยี นทราบ
๓. ครูเปิดเพลง ห นำ ใหน้ ักเรยี นฟังเพ่ือเตรยี มความพรอ้ มที่จะเข้าสูเ่ น้ือหา จากนั้นให้นักเรียน
ร้องตาม
เนือ้ เพลง ห นำ
เราเด็ก ๆ ไทย จงสนใจคำ ห นำ
นห่ี นา จอกแหน หนุนนำ หมอลำ กำหนด กฎหมาย
ห นำอักษรใด ๆ เสียงจะกลายใหเ้ ป็นจตั วา
หมู หมู่ หรู หรา หวาด หวอื หวา ห ชว่ ยนำเอย
ห ช่วยผนั เสียง เป็นสำเนียงเสยี งต่างกนั
อกั ษร อกั ษรต่ำนน้ั ผันไปให้ได้หา้ เสยี ง
หนา นา หนา่ น่าอกี นา้ แสนเรงิ ร่า ห ช่วยนำควนั
เราไมแ่ ปรผัน คำ ห นำจำให้ดีเลย (ร้อง ๒ รอบ)
๔. ครแู ละนักเรยี นอภปิ รายร่วมกนั เก่ยี วกบั เนื้อเพลง ห นำ
ขน้ั ที่ ๒ ขั้นนำเสนอความรู้
๑. ครแู จกแบบฝกึ ทักษะการอา่ นคำอักษรนำ ห นำ ใหน้ กั เรียน
๑๗
๒. ครูให้นักเรียนออกมาอ่านแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ห นำ เพื่อประเมินครั้งที่ ๑
โดยให้นักเรยี นออกมาตามเลขที่
๓. ครูถามคำถามนักเรียนเพอื่ ให้นักเรียนไดเ้ กดิ การค้นหาความรู้
- นกั เรียนคิดว่าคำคืออะไร
(แนวคำตอบ คำท่เี ราเปล่งเสียงออกมา)
- แล้วนกั เรยี นคิดวา่ คำอักษรนำคืออะไร
(แนวคำตอบ คำท่เี ราควรรู้)
- นักเรียนรจู้ ักคำอกั ษรนำในชวี ิตประจำวันอะไรบ้าง
(แนวคำตอบ ตอบตามความเข้าใจของนกั เรยี น)
๔. ครแู ละนกั เรยี นอ่านออกเสียงคำอักษรนำ พรอ้ มกันอกี ครง้ั
ขน้ั ท่ี ๓ ข้ันลงมือเรยี นรู้ ฝึกทำ และฝกึ ฝน
๑. ครูให้นักเรียนฝกึ การอา่ นจากแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นคำอักษรนำ ห นำ
๒. ครูให้นักเรียนออกมาอ่านแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ห นำ เพื่อประเมินครั้งที่ ๒
โดยใหน้ ักเรียนออกมาตามเลขท่ี
ขั้นที่ ๔ ขั้นสรปุ ความรู้
๑. ครูให้นกั เรยี นอา่ นคำอักษรนำ ห นำ โดยสุ่มเปดิ ทัง้ ใหด้ แู ละไม่ดู
๒. ครูและนกั เรยี นชว่ ยกนั สรุปเร่ืองการอ่านคำอกั ษรนำ ห นำ
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๓
ขั้นท่ี ๑ ขน้ั เตรียมความพร้อม
๑. ครูและนักเรยี นกลา่ วทกั ทายกนั
๒. แจง้ จุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ
๓. ครแู ละนักเรียนทบทวนคำอกั ษรนำ (ห นำ) ในชวั่ โมงเรียนท่แี ล้ว
๔. ครเู ปดิ เพลง อ นำ ให้นกั เรียนฟงั เพอ่ื เตรียมความพร้อมทจี่ ะเข้าสเู่ น้ือหา จากนัน้ ให้นกั เรียนรอ้ งตาม
เนอ้ื เพลง อ นำ
มาพวกเราเร็วไว ไมช่ กั ชา้
สคี่ ำนี้หนา อ นำ จำให้ดี
อยา่ อยู่ ตอ้ งสนใจ อ นัน้ ไซรไ้ มพ่ าที
อย่าง และ อยาก คำนี้มี ฟังดใู ห้ดี อ นำ อ นำ (ร้อง ๒ รอบ)
๕. ครูและนกั เรยี นอภปิ รายร่วมกันเกย่ี วกับเนื้อเพลง (อ นำ ย)
ขั้นท่ี ๒ ขั้นนำเสนอความรู้
๑๘
๑. ครูแจกแบบฝกึ ทักษะการอ่านคำอักษรนำ อ นำ ย ให้นกั เรยี น
๒. ครูให้นักเรียนออกมาอ่านแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ อ นำ ย เพื่อประเมินครั้งที่ ๑ โดยให้
นักเรียนออกมาตามเลขท่ี
๓. ครถู ามคำถามนกั เรยี นเพ่อื ให้นักเรียนไดเ้ กิดการค้นหาความรู้
- นกั เรียนคดิ ว่าคำคอื อะไร
(แนวคำตอบ คำทเ่ี ราเปลง่ เสยี งออกมา)
- แลว้ นกั เรียนคดิ วา่ คำอักษรนำคืออะไร
(แนวคำตอบ คำที่เราควรร)ู้
- นกั เรยี นรู้จักคำอักษรนำในชวี ิตประจำวันอะไรบา้ ง
(แนวคำตอบ ตอบตามความเข้าใจของนักเรยี น)
๔. ครูและนักเรียนอ่านออกเสยี งคำอกั ษรนำ พร้อมกนั อกี ครั้ง
ข้ันที่ ๓ ขั้นลงมอื เรียนรู้ ฝึกทำ และฝกึ ฝน
๑. ครใู หน้ กั เรยี นฝึกการอา่ นจากแบบฝึกทักษะการอา่ นคำอักษรนำ อ นำ ย
๒. ครูให้นักเรียนออกมาอ่านแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ อ นำ ย เพื่อประเมินครั้งที่ ๒ โดยให้
นักเรยี นออกมาตามเลขท่ี
ขนั้ ที่ ๔ ข้นั สรุปความรู้
๑. นักเรียนทำแบบทดสอบเรือ่ งการอา่ นออกเสียงคำอักษรนำชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ ๒
๒. ครูใหน้ กั เรยี นอ่านคำอกั ษรนำ อ นำ ย โดยสุม่ เปดิ ทั้งใหด้ ูและไมด่ ู
๓. ครูและนกั เรยี นชว่ ยกันสรปุ เรอ่ื งการอา่ นคำอกั ษรนำ อ นำ ย
๓. ข้อด/ี ข้อเสยี
๑.นักเรียนสามารถจดจำคำพ้ืนฐานจากรปู ภาพ
๒.นกั เรียนสามารถอา่ นคำพื้นฐานจากรปู ภาพ
๓. ตอบโต้กับนกั เรียนไมไ่ ด้
๔. วธิ ีการใช้
การใช้วัตกรรมการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ในการเรียนการสอนในแต่ละคาบผู้สอนได้จัดทำคู่มือในการใช้
นวัตกรรม มาสรา้ งเป็นขนั้ ตอนในการจดั กิจกรรมการเรยี นร้ทู ่ีมี ๔ ขั้นตอน ไดแ้ ก่
๑. ข้ันตอนสร้างความสมั พนั ธ์
๒. ข้ันตอนฝกึ อ่านไปด้วยกัน
๓. ขั้นตอนใหน้ กั เรยี นอ่านเอง
๔. ขั้นตอนวดั และประเมินผล
๑๙
ทั้งนี้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้ง ๔ ขั้นตอน ผู้ได้ใช้กิจกรรมสำรวจตรวจค้น เอกสารแบบฝึกหัด
ประกอบการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ตามความเหมาะสมของเน้ือหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ของแต่ละ
หัวขอ้ ย่อย ซึ่งแสดงคำอธิบายรายละเอียดในการจัดกิจกรรมตามลำดับขน้ั ตอน ต้งั แต่การเตรียมการ ข้ัน
ดำเนินการสอน(ขั้นนำ ขั้นสอน และขั้นสรุป) และขั้นกิจกรรมหลังการสอน คำแนะนำต่าง ๆ ในการใช้
ชดุ นวัตกรรมทงั้ นผ้ี ้สู อนได้แสดงรายละเอียดในคู่มอื การใชน้ วตั กรรมแบง่ เป็น ๓ แผนการจดั กิจกรรมการ
เรยี นรู้
วิธีการสร้างและหาคุณภาพของนวัตกรรม
๑. วิธกี ารสรา้ ง
เป็นการนำวิธีการวิจัยมาใช้ในกระบวนการ สร้างและตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมทีบ่ ุคคล
หรือหนว่ ยงานน้ันจัดใหม้ ีข้ึน ทั้งนเ้ี พอื่ ใหเ้ กดิ ความม่นั ใจว่า นวตั กรรมที่สร้างขึน้ นั้น สามารถที่จะนำไปใช้
ได้จริงตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมีลักษณะหลากหลาย แนวคิดครุภัณฑ์วิธีการ วัสดุ
ทฤษฎี การแสวงหา ความรใู้ หมโ่ ดยใช้วิธกี ารวิจยั
๒. การหาคณุ ภาพ
2.1 การหาคณุ ภาพเชิงเหตผุ ล
2.1.1 ความหมาย กระบวนการนี้เป็นการหาประสิทธิภาพโดยใช้หลักของความรู้
และเหตุผลในการตดั สนิ คุณค่าของส่ือการเรยี นการสอน โดยอาศยั ผเู้ ช่ยี วชาญ (Panel of Experts) เป็น
ผู้พิจารณาตัดสินคุณค่า ซึ่งเป็นการหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และความ
เหมาะสมในดา้ นความถูกต้องของการนำไปใช้ (Usability) ผลจากการประเมินของผู้เชีย่ วชาญแต่ละคน
จะนำมาหาประสิทธภิ าพ
2.1.2 วิธีการ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผล (Rational
Approach) และเชิงประจกั ษ์ (Empirical Approach) ตามแนวคดิ ของ เผชิญ กิจระการ (2544) ดงั น้ี
การสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพเชิงเหตุผล ใหด้ ำเนินการตามลำดับขั้น
๑. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการท่ี
เกยี่ วขอ้ งกับการสรา้ งนวตั กรรม
๒. สรา้ งฉบับร่างนวตั กรรม
๓. สร้างแบบประเมนิ ความเหมาะสมของนวัตกรรม เพอ่ื ให้ผู้เช่ียวชาญประเมินประสิทธิภาพเชิง
เหตุผล แบบประเมนิ ความเหมาะสมทีส่ ร้าง
๔. สร้างแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item –Objective Congruence:
IOC) ของแบบประเมินความเหมาะสมเพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
(Content Validity) ของแตล่ ะขอ้ คำถาม (Item) ของแต่ละประเดน็ แบบประเมินคา่ IOC
๒๐
๕. นำแบบประเมินค่า IOC ของแบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมประกอบให้
ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีการศึกษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน
ทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็น แต่ละข้อคำถามที่
ประเมินต้องมีผู้เชี่ยวชาญจำนวน ๒ ใน ๓ คน เห็นว่ามีความตรง จึงจะตัดสินว่า ข้อคำถามนั้นมีความ
เทยี่ งตรง
ผลการประเมนิ พบวา่ แต่ละข้อคำถามของแบบประเมนิ ความเหมาะสมของนวัตกรรม
มคี า่ IOC ผู้เชี่ยวชาญจำนวน ๒ ใน ๓ คนเห็นว่า มีความตรงจงึ ลงข้อสรุปมคี วามเทยี่ งตรง
๖. นำนวัตกรรมที่สร้างฉบับร่างแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษา ด้านภาษา และ
ด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ ๑ คน รวมทั้งสิ้นจำนวน ๓ คน ทำการประเมินความ
เหมาะสมด้วยแบบประเมิน แต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นที่ประเมินต้องผ่าน ๒ ใน ๓ คน จึงจะ
ตัดสนิ ว่า ข้อคำถามที่ประเมินมคี วามเหมาะสม
๗. นำนวัตกรรมที่ผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ ๖ มาแก้ไขปรับปรุงตามคำแนะนำของ
ผู้เชีย่ วชาญ
๘. จดั ทำรูปเล่มนวตั กรรมที่ผ่านการสร้างและหาคุณภาพเชิงเหตผุ ลแลว้
2.2 การหาคณุ ภาพเชงิ ประจักษ์
2.2.1 ความหมาย โดยใช้หลักฐานเชิงประจกั ษ์นอกจากนี้ยังเป็นวิธกี ารดึงดูดความรู้
โดยวิธีตรงและทางอ้อมสังเกตหรือประสบการณ์ ประสบการณ์นิยมให้ความสำคัญกับการวิจัยมากกว่า
ประเภทอื่น หลักฐานเชิงประจักษ์ (บันทึกจากการสังเกตหรอื ประสบการณ์โดยตรงของบุคคล) สามารถ
วิเคราะห์ได้ท้ังในเชิงปริมาณหรือเชิงคณุ ภาพ การหาปริมาณหลกั ฐานหรือความสมเหตุสมผลในรูปแบบ
เชิงคุณภาพ ผู้วิจัยสามารถตอบคำถามเชิงประจักษ์ซึ่งควรกำหนดให้ชัดเจนและตอบได้ด้วยหลักฐานที่
รวบรวมมา (ปกติเรียกว่าข้อมูล). การออกแบบการวิจัยแตกต่างกันไปตามสาขาและตามคำถามที่กำลัง
ตรวจสอบ นักวจิ ยั หลายคนผสมผสานรูปแบบการวเิ คราะห์เชิงคณุ ภาพและเชงิ ปรมิ าณเพื่อตอบคำถามที่
ดีขน้ึ ซง่ึ ไมส่ ามารถศกึ ษาในหอ้ งปฏิบตั ิการได้ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในดา้ นสังคมศาสตรแ์ ละในการศกึ ษา
2.2.2 วิธีการ ดำเนนิ การต่อจากผลการหาประสทิ ธิภาพเชงิ เหตผุ ล
๑. นำนวัตกรรม ที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์กับ
นักเรยี น
การหาประสิทธภิ าพจะใช้วิธีการเทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ E /E = 80 เมอื่
12
E หมายถงึ ร้อยละของคะแนนรวมท้งั หมดจากการทำกจิ กรรม และการทดสอบย่อย
1
ระหวา่ งการทดลองใชน้ วัตกรรมแบบฝกึ ทกั ษะประกอบภาพ ซึง่ เกณฑ์ประเมนิ ผ่านคอื รอ้ ยละ 80
E หมายถึง รอ้ ยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบภายหลังสิ้นสุดการ
2
ทดลองใชน้ วัตกรรมแบบฝกึ ทักษะประกอบภาพ ซ่งึ เกณฑ์ประเมนิ ผา่ นคอื รอ้ ยละ 80
๒๑
การตัดสินประสิทธิภาพจากการทดลองใช้นวัตกรรม เมื่อเทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ
ที่กำหนดขึ้นว่า ถ้าค่าร้อยละของคะแนนที่คำนวณของ E = 80 ±2.55 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E
11
เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 80 แต่ถ้ามากกว่า หรือน้อยกว่า 80 ±2.55 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E
1
สูงกวา่ หรือ นอ้ ยกว่าเกณฑท์ ่ีตั้ง ต้องปรับนวตั กรรมให้เท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งคือสว่ นการตัดสินประสิทธิภาพ
ของ E ทำเช่นเดียวกับ E และถ้าร้อยละของคะแนนระหว่าง E และ E ต่างกันมากกว่าร้อยละ 5
21 12
แสดงวา่ ประสทิ ธิภาพของนวัตกรรม มปี ระสทิ ธิภาพไมเ่ ปน็ ไปตามเกณฑ์ ต้องทำการปรับปรุงใหม่
๒. จัดทำรูปเล่มนวัตกรรม พร้อมสำหรบั การนำไปทดลองใช้กับนกั เรยี น
เครอื่ งมือการวจิ ัย
๑. ความหมาย
เครื่องมือการวิจัยที่ใช้เก็บรวบรวบข้อมูลทางสังคมศาสตร์ที่นิยมใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม
(Questionnaire) แบบสัมภาษณ์ (Interview) แบบวัดความรู้หรือแบบทดสอบ (Test) แบบวัดสเกล
(Scale) แบบบนั ทกึ ข้อมลู (Record) แบบบนั ทกึ การสังเกต (Observation) และผู้วจิ ัยเอง
๒. การจำแนกประเภท
แบบทดสอบหรือแบบวัดความรู้ (Test) เป็นชุดคำถามที่ใช้วัดความสามารถ ความถนัด ความรู้เฉพาะ
เร่อื ง เปน็ ตน้ อาจมีลกั ษณะคำถามเปน็ แบบปรนัย หรอื อตั นยั ก็ได้ ผู้ทำการวิจัยตอ้ งทดสอบความถูกต้อง
ของเนื้อหา (Content validity) และหาความน่าเชื่อถือหรือความเที่ยง (Reliability) ก่อนนำไปใช้
เพือ่ ให้ขอ้ มูลมคี วามนา่ เชื่อถอื ดีขึน้ แบบทดสอบหรือแบบวัดความรนู้ ี้ สว่ นใหญน่ ิยมใช้แบบปรนัย
๓. ข้ันตอนการหาคณุ ภาพ
3.1 การหาค่าความเทีย่ งตรงเชงิ เน้ือหา (Content Validity)
3.1.1 ความหมาย การหาค่าความเทยี่ งตรงเชิงเนือ้ หา (Content Validity) เป็นการ
หาค่าความเที่ยงตรงที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาว่าข้อสอบ หรือ ข้อคำถามแต่ละข้อ วัดได้ตรงตามสิ่งท่ี
ตอ้ งการวัดเนอ้ื หาหรือวัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้มากน้อย เพยี งใด โดยใชเ้ กณฑก์ ารประเมนิ
3.1.2 วิธีการหาค่าความเที่ยงตรง การประเมินของแต่ละข้อคำถาม (Item) ของแต่
ละดา้ นมคี ะแนน ๓ ระดบั โดยขอ้ คำถามใดทเี่ ห็นว่าสอดคล้องกับด้านทต่ี ้องการประเมิน มรี ะดับคะแนน
+๑ ข้อคำถามใดท่ีไม่แน่ใจวา่ สอดคล้องกับด้านที่ต้องการประเมิน มรี ะดบั คะแนน ๐ ข้อคำถามใดที่เห็น
ว่าไม่สอดคล้องกับด้านที่ต้องการประเมิน มีระดับคะแนน -๑ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการพิจารณาของ
ผู้เชี่ยวชาญ หาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามแต่ละข้อกับ จุดประสงค์หรือเนื้อหา (Index of
Item-Objective Congruence หรือ IOC) จาก สูตร N ΣR IOC = เมื่อ R แทน ผลรวมของคะแนน
การพิจารณาของผู้เชีย่ วชาญ N แทน จำนวนผู้เช่ียวชาญ เกณฑ์การตัดสินค่า IOC ถ้ามีค่า 0.50 ขึ้นไป
แสดงว่า ข้อคำถามนั้นวัดได้ตรงจดุ ประสงค์ หรือตรงตาม เน้ือหานัน้ แสดงว่า ขอ้ คำถามขอ้ น้นั ใช้ได้ การ
๒๒
หาค่าดชั นคี วามเทยี่ งตรงเชิงเนื้อหา เวลาสง่ ไปใหผ้ ู้เชี่ยวชาญพิจารณา มาตรประเมินความสอดคล้องจะ
มี ๔ ระดับ คือ ๑ – ไม่สอดคล้อง (not relevant ) ๒ – สอดคล้องบางส่วน (somewhat relevant)
๓- ค่อนข้างสอดคล้อง (quite relevant) ๔ – มีความสอดคล้องมาก เวลานำไปคำนวณหาค่าดัชนี
ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ข้อที่ได้รับการประเมิน ๓ หรือ ๔ เท่านั้นจึงจะนับว่ามีความเที่ยงตรงเชิง
เนื้อหา ดังนั้นในลักษณะการคำนวณจริง จึงมีลักษณะเป็นข้อมูลทวิ (dichotomous) คือ ไม่สอดคล้อง
(๑ หรือ ๒) และ สอดคลอ้ ง (๓ หรอื ๔)
3.2 การหาคา่ ความเชอ่ื ม่ัน (Reliability)
3.2.1 ความหมาย ความคงที่ในการวัด กล่าวคือ ไม่ว่าจะวัดกี่ครั้ง ๆ ก็ตามจะได้ผล
คงที่เสมอ อุปมาเหมือนตาชั่งที่สามารถบอกน้าหนักของวัตถุก้อนหนึ่งเท่าเดิม ไม่ว่าจะเอาวัตถุก้อนนั้น
มาชั่งกี่ครั้งก็ตาม ตาชั่งนั้นก็จะมีความเชื่อมั่นสูง โดยค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบใดๆ มีค่าอยู่
ระหว่าง .00 ถึง 1.00
3.2.2 วิธีการหาคา่ ความเช่อื มนั่
๑. วิธีสอบซ้ำ การหาความเชื่อมั่นโดยวิธีสอบซ้ำ เป็นการหาความสัมพันธ์ของคะแนนจากการทำ
แบบทดสอบฉบับ เดียวกันสองครัง้ โดยท้ิงช่วงห่างให้เหมาะสม (ประมาณ ๒ สัปดาห)์ การหาความ
เชื่อมั่น โดยวิธีนี้เป็นการตรวจสอบ ความคงที่ของการแสดงออกของผู้สอบสองครั้งว่า จะมีความ
คงที่หรือไม่ วิธีการนี้มีจดุ อ่อนท่ีความแปรเปลี่ยนภายในตัว ผู้สอบในระหว่างท้ิงชว่ งการสอบ ดังน้ัน
การหาความเชื่อมั่นโดยวิธีนี้ควรนำไปใช้กับแบบทดสอบวัดคุณลักษณะที่ ค่อนข้างจะคงที่ไม่
แปรเปลีย่ นโดยงา่ ย
๒. วิธีใช้แบบทดสอบคู่ขนาน การหาความเชื่อมั่นโดยใช้วิธีแบบทดสอบคู่ขนา น เป็นการหา
ความสัมพันธ์ของคะแนนจากการนำ แบบทดสอบ ๒ ฉบับที่เทียบเท่ากันไปสอบกับบุคคลกลุ่ม
เดียวกัน วิธกี ารนีม้ จี ดุ อ่อนทค่ี วามเปน็ คขู่ นานกันของ แบบทดสอบ ๒ ฉบับซ่ึงสร้างไดย้ าก
๓. วิธีแบ่งครึ่งแบบทดสอบ การหาความเที่ยงโดยวิธีนี้เป็นการหาความสัมพันธ์ของคะแนนจากการใช้
แบบทดสอบฉบับเดยี ว และสอบเพยี งคร้งั เดยี ว โดยนำผลการสอบมาแบ่งเป็นข้อมลู ๒ ชุด โดยอาจ
แบง่ เปน็ ข้อคู่ - ข้อคี่ แบง่ เป็นครงึ่ ฉบับแรก คร่ึงฉบับหลัง จากการหาค่าสมั ประสิทธ์สิ หสัมพันธ์จะได้
สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบครึ่งฉบับ แล้วจึงนำไปปรับขยายเป็นสัมประสิ ทธิ์
สหสัมพันธข์ องแบบทดสอบทั้งฉบบั ๕ จากสูตรของสเปยี รแ์ มน บราวน์ (Spearman Brown) ดังน้ี
Rtt = mm mm r r ๑+ ๒ เมื่อ Rtt แทน ความเที่ยงขแบแบบทดสอบทั้งฉบับ Rmm แทน
สัมประสิทธ์สิ หสัมพันธ์ของแบบทดสอดครง่ึ ฉบบั
๔. วิธีหาจากสูตรของคูเดอร์และริชาร์ดสัน การหาความเที่ยงโดยวิธีนี้ เป็นการหาความสัมพันธ์ของ
คะแนนจากการใช้แบบทดสอบฉบับเดียวและสอบ เพียงครั้งเดียวโดยนำผลการสอบมาคำนวณค่า
๒๓
สัมประสิทธิ์ ใช้สูตรของคูเดอร์และริชาร์ดสันซึ่งเป็นการหาความเที่ยงของ แบบทดสอบที่มีระบบ
การให้คะแนนแบบ 0,1 (ผิด ๐, ถกู ๑) สูตรทีใ่ ชม้ ี ๒ สตู ร คอื สตู ร KR - ๒๐ กบั สูตร KR - ๒๑
สูตร KR -๒๐
๕. วธิ ีหาจากสูตรสัมประสทิ ธิแ์ อลฟา การหาคา่ ความเทยี่ งโดยใชส้ ูตรของครอนบัค (Cronbach) นีป้ รับ
มาจากสตู ร KR – ๒๐ ใช้หาความเที่ยงของเครื่องมือวัดท่ีใหค้ ะแนนแตกต่างกนั ไปในแต่ละข้อได้โดย
ไมจ่ ำเป็นต้องเป็นระบบการให้ คะแนน แบบ 1 กับ 0 สตู รการคำนวณเป็นดังน้ี = k −1
ระดบั ความพึงพอใจ
๑. ความหมาย
ระดับความพึงพอใจ หมายถงึ ระดับความพงึ พอใจของนกั เรยี น ในแต่ละดา้ น
๒. เครอื่ งมือวดั ระดับความพึงพอใจ
แบบวดั ระดับความพึงพอใจของนักเรียน
๓. วิธกี ารสรา้ งเครอื่ งมือวัดระดับความพึงพอใจ
๑. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ
วิธีการที่เกี่ยวขอ้ งกบั การสรา้ ง แบบวัดความพงึ พอใจ
๒. สร้างฉบบั รา่ ง แบบวัดความพึงพอใจของนกั เรยี น
๓. สร้างแบบประเมินค่า IOC เพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิง
เน้ือหา แตล่ ะข้อคำถามของแตล่ ะประเด็นของเครื่องมือ
๔. นำแบบประเมินค่า IOC ของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่สร้างฉบับร่างไป
ให้ผู้เชี่ยวชาญทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นด้วยแบบ
ประเมิน IOC แต่ละข้อคำถามของแต่ละประเดน็ ทีป่ ระเมินต้องมีค่าเฉล่ียผเู้ ชี่ยวชาญจำนวน ๒ ใน ๓ คน
เห็นว่ามีความตรง จึงจะตัดสินว่า ข้อคำถามนั้นมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินพบว่า แต่ละข้อคำถาม
ของแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีค่าดรรชนีความสอดคล้องกับผู้เช่ียวชาญจำนวน ๒ ใน ๓ คน
จึงลงข้อสรุปว่า แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรง
ของแต่ละขอ้ คำถามของแบบถามวัดระดบั ความพงึ พอใจ
๕. นำแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ผ่านการประเมิน
ดงั กลา่ วขอ้ ๔ มาแก้ไขปรับปรงุ ตามคำแนะนำของผเู้ ชย่ี วชาญ
๖. จัดทำแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนข้อมูลแต่ละชนิดที่ทำการแก้ไขแล้วตาม
คำแนะนำของผู้เช่ียวชาญ
๔. การประเมินระดับความพึงพอใจด้วยค่าเฉล่ีย
ระดับความพึงพอใจแต่ละด้าน จะอ้างอิงตามเกณฑ์ระดับคะแนนเฉลี่ยของบุญชม ศรีสะอาด
(2545) ดงั น้ี
๒๔
คะแนนเฉล่ยี 4.51 – 5.00 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจท่รี ะดับมากสดุ
คะแนนเฉลีย่ 3.51 – 4.50 หมายถงึ มีความพึงพอใจที่ระดับมาก
คะแนนเฉลีย่ 2.51 – 3.50 หมายถงึ มีความพงึ พอใจทร่ี ะดับปานกลาง
คะแนนเฉลย่ี 1.51 – 2.50 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจท่ีระดับน้อย
คะแนนเฉลีย่ 1.00 – 1.50 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจทร่ี ะดบั นอ้ ยสุด
ผลสัมฤทธ์กิ ารเรยี นรู้
๑. ความหมาย
ปราณี กองจินดา (2549) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือ
ผลสำเรจ็ ที่ไดร้ ับจากกิจกรรมการเรยี นการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรยี นรู้
ทางด้านพุทธิพสิ ยั จิตพสิ ยั และทักษะพสิ ัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของ
วตั ถปุ ระสงค์ของการเรยี นการสอนท่แี ตกต่างกนั
2.2 การจำแนกประเภท
หมายถึง ด้านความรู้ (K) ด้านทักษะกระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(A)
แตล่ ะประเภทต้องทบทวนเกีย่ วกับความหมาย และความสำคญั และการจำแนกประเภทตามพฤติกรรม
การเรียนรู้
2.2.1 ด้านความรู้ (Knowledge: K) แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ
(๑.๑) เนอื้ หาสาระของวิชานกั คดิ คอื สาระวชิ าทผ่ี เู้ รยี นตอ้ งเรียนรู้ ประกอบด้วยเคร่อื งมือช่วยคิด
กระบวนการคดิ ทกั ษะการคิด
(๑.๒) ความรู้บูรณาการ คอื สาระเรื่องราวต่าง ๆ ท่ีเป็นสภาพการณ์ที่กำหนดสภาพแวดล้อม
รอบตัว ปัญหาในชีวิตประจำวัน ทีถ่ กู นำมาคิด ซึ่งเน้ือหาจะเป็นสาระของวิชาใดก็ได้ จงึ เป็นความรูเ้ ชิง
บรู ณาการ
2.2.2 ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (Process/Product: P) คอื กระบวนการจดั การ
เรียนการสอนเพ่ือพัฒนากระบวนการคดิ ที่เน้นการฝึกปฏบิ ัติจรงิ ได้สร้างผู้เรยี นให้เกดิ ทักษะชีวิตพน้ื ฐาน
๗ ประการ ได้แก่
(๑) ทกั ษะการรู้จักตนเอง
(๒) ทักษะการคิด การตัดสินใจและการแก้ปญั หา
(๓) ทักษะการแสวงหาขอ้ มูล ข่าวสาร ความรู้
(๔) ทกั ษะการปรับตัว
(๕) ทกั ษะการส่ือสารและสร้างสมั พันธภาพ
(๖) ทกั ษะการวางแผน และการจดั การ
(๗) ทกั ษะการทำงานเป็นทีม
๒๕
2.2.3 ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (Attribute: A) เจตคติ (Attitude: A)
คือ คุณลักษณะที่ปลูกฝงั ของรายวชิ า ได้แก่ ใจกว้าง ขยัน ใฝ่เรียนใฝ่รู้ มุ่งมั่นในการทำงานกระตอื รอื ร้น
ช่างคิดผสมผสาน ขยัน ต่อสู้ อดทน เป็นธรรม มั่นใจในตนเอง ชา่ งวิเคราะห์ กล้าคดิ กลา้ มนี ้ำใจ เป็นต้น
2.3 วธิ ี/เครือ่ งมือวดั และประเมินผล
2.3.1 ด้านความรู้ (Knowledge: K)
พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความคิด ความสามารถในการคิด
เร่อื งราวต่างๆ อย่างมปี ระสิทธภิ าพซงึ่ พฤติกรรมทางพุทธพิ ิสัย
วธิ วี ดั และประเมินผล การตอบคำถาม
เคร่ืองมือวดั และประเมินผล แบบประเมนิ การตอบคำถาม
2.3.2 ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (Process/Product: P)
พฤติกรรมท่บี ่งถึงความสามารถในการปฏิบตั ิงานได้อย่างคล่องแคลว่ ชำนชิ ำนาญ ซึง่ แสดงออกมาได้
โดยตรงโดยมีเวลาและคณุ ภาพของงานเปน็ ตัวช้ีระดับของทักษะ
วิธวี ดั และประเมนิ ผล อ่านออกเสยี งแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ
เคร่ืองมอื วัดและประเมนิ ผล แบบประเมินการอา่ นออกเสยี งแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ
2.3.3 ดา้ นคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (Attribute: A)
ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่
เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และสอดแทรก
สงิ่ ทดี่ ีงามอยูต่ ลอดเวลา จะทำให้พฤติกรรมของผู้เรยี นเปล่ียนไปในแนวทางทพ่ี ึงประสงค์ได้
วิธวี ัดและประเมินผล สังเกตพฤตกิ รรม
เครื่องมือวดั และประเมินผล แบบสงั เกตพฤติกรรม
งานวิจยั ท่เี กีย่ วข้อง
๑. งานวจิ ัยทีท่ ำการทบทวน
การทำวิจัยในช้ันเรียนเร่ืองการพฒั นาการอ่านออกเสียงคำท่ีมีอักษรนำ โดยใชแ้ บบฝึกทักษะ
การอ่านคำอักษรนำ ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๒ ผวู้ จิ ัยทำการทบทวนงานเฉพาะวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง
หรือสอดคล้องกับการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ พัฒนาการเรียนรู้เรื่องการอ่านคำอักษรนำ
ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง ผลการทบทวนดังกล่าวนำเสนอ
ตามลำดับ ดงั น้ี
1.1 วิภาพร คุปติเกษม (2558) ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่อง อักษรนํา
และทักษะการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยใช้การสอนแนวสมดุลภาษา กับนักเรียน
ระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ โรงเรยี นในกลุ่มโรงเรยี นบ้านไรท่ ่ี 5 โดยมีวตั ถุประสงค์การวจิ ัยเพอ่ื ๑. เพ่ือ
เปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่อง อักษรนํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ก่อนและหลังการจัดการ
๒๖
เรียนการสอนโดยใช้การสอนแนวสมดุลภาษา ๒.เพื่อศึกษาทักษะการสื่อสารของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ ๑ ระหว่างการสอน โดยใช้การสอนแนวสมดุลภาษา ๓. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของ
นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การสอนแนวสมดุลภาษา
ผลการวิจัยพบว่าผลการศึกษาพบว่า หลังจากที่ได้รับการสอนแนวสมดุลภาษานกั เรียนมีทักษะทางภาษ
ไทยโดยรวมอยู่ในระดับดี และเมื่อพิจารณาเป็นรายแผนการจัดการเรียนรู้พบว่าทุกแผนการเรียนรู้
นกั เรียนมที กั ษะทางภาษาไทยอยู่ในระดับดี
1.2 สุรีย์รัตน์ เมธสุทธิ์ (2544) การวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของคำที่มีพยัญชนะต้นเป็น
อักษรนำ โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ ๑. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางค้านรูปเขียนของคำที่มี
พยัญชนะต้นเป็นอักษรนำ ๒. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางด้านเสียงอ่านของคำที่มีพยัญชนะต้นเปน็
อักษรนำ ๓. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางค้านวงศัพท์และความหมายของคำที่มีพยัญชนะต้นเป็น
อกั ษรนำผลการวจิ ัยพบว่า...นักเรียนที่เรียนโดยกจิ กรรมการเรียนรตู้ ามแนวสมดุลภาษาเสริมด้วยแผนผัง
ความคิดมคี วามสามารถและผลสัมฤทธิใ์ นการเขยี นสะกดคําภาษาไทย สงู กวา่ ก่อนเรยี น
๒. การสรปุ ประเด็น
จากงานวิจัยที่ผู้วจิ ัยทำการทบทวนทั้งสิ้นจำนวน ๓ เรื่องขอสรุปประเด็นความรูเ้ กี่ยวกับผล
การทบทวนดงั กล่าวเป็นรายข้อ ดงั นี้
๑. งานวิจยั ทท่ี บทวนมาแตล่ ะเร่อื งมีเทคนิคการจัดการเรียนการสอนทคี่ ล้ายๆกนั
๒. งานวิจัยทีท่ บทวนมาแต่ละเร่ืองใชเ้ กณฑก์ ารประเมินที่แตกต่างกัน
๓. งานวิจยั ทท่ี บทวนมาแต่ละเรอ่ื งนักเรยี นเกิดประสิทธิทางการเรยี นรู้ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน
๓. ประเดน็ ทีท่ ำการวจิ ยั ต่อยอด
จากการสรุปประเดน็ ความรู้เกี่ยวกบั ผลการทบทวนงานวจิ ยั ที่เกย่ี วขอ้ งดังกล่าวเปน็ รายข้อ
ก่อนหน้าแลว้ พบว่า การทำวิจยั ในชัน้ เรียนเร่ืองการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใชแ้ บบ
ฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ มีประเด็นความรู้ที่แตกต่างจากการ
สรุปประเดน็ ดงั กล่าวคือ
๑. เทคนคิ การรว่ มสอนกับกิจกรรมเกม
๒. เทคนิคการใชแ้ บบฝึกทกั ษะตามข้นั ตอน
๓. สามารถพฒั นานกั เรยี นจากการเรียนรแู้ บบเดิม อ่านนำ นกั เรียนอา่ นตาม
๒๗
บทท่ี ๓
วิธดี ำเนินการวจิ ยั
การพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ของ
นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรยี นชนบา้ นทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จงั หวดั น่าน ผู้วิจัยดำเนินการวิจัย
ตามกรอบของหัวขอ้ ตา่ ง ๆ ดังน้ี
ระเบียบวธิ วี จิ ัย
ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) ร่วมกับ
วจิ ัยเชิงปฏบิ ตั ิการ (Action Research) วิเคราะห์ขอ้ มลู จากข้อมลู เชิงปริมาณ (Qualitative Data) ร่วมกับ
ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ (Quantitative Data)
แหล่งขอ้ มูลการวิจยั
กลมุ่ เป้าหมาย
นกั เรยี นระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๒ โรงเรียนชมุ ชนบา้ นทุง่ ช้าง อำเภอทุ่งชา้ ง จงั หวดั น่าน
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๒๒ คน ซ่งึ เปน็ จำนวนนักเรยี นท้งั ช้นั เรียน
เครอ่ื งมือการวจิ ัย
๑. นวตั กรรม
๑.๑ เครอื่ งมือทเ่ี ปน็ นวัตกรรม นวัตกรรมที่พฒั นาต่อยอดจากนวัตกรรมเดิมเพ่ือทดลองใช้จัด
กิจกรรมการเรียนรู้สำหรับการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ สำหรับนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ ๒ คือ การพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำ
อักษรนำ
๑.๒ วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผล
(Rational Approach) และเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) ตามแนวคิดของ เผชิญ กิจระการ
(๒๕๔๔) ดังนี้
การสร้างและหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล ใหด้ ำเนนิ การตามลำดบั ขัน้
๑. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ
วิธีการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ซึ่งการวิจัยนี้จะพัฒนาโดย
อ้างอิงตามแนวคิด ทฤษฎี หลกั การ วธิ กี ารของ จรัสกร เล็กตระกูล (2553 : 22)
๒. สร้างฉบับร่างนวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ โดยอ้างอิงตามแนวคิด
ทฤษฎี หลักการ วิธกี ารของ จรัสกร เล็กตระกูล (2553 : 22)
๒๘
๓. สร้างแบบประเมินความเหมาะสมของนวตั กรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินประสิทธิภาพเชิงเหตุผล แบบประเมินความเหมาะสมที่สร้างแสดงแล้วใน
ภาคผนวกท่ี *
๔. สร้างแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item –Objective
Congruence: IOC) ของแบบประเมินความเหมาะสมเพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินค่าความเที่ยงตรง
เชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแต่ละข้อคำถาม (Item) ของแต่ละประเด็น แบบประเมินค่า IOC
กล่าวแลว้ ในภาคผนวกที่ *
๕. นำแบบประเมนิ คา่ IOC ของแบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมแบบฝึก
ทักษะการอ่านคำอักษรนำ ใหผ้ เู้ ชีย่ วชาญด้านภาษา ดา้ นเทคโนโลยกี ารศึกษา และด้านการวิจัยหรือการ
วัดประเมินผลด้านละ ๑ คน ทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแต่ละข้อคำถามของแต่ละ
ประเดน็ แตล่ ะข้อคำถามที่ประเมินต้องมีผ้เู ชย่ี วชาญจำนวน ๒ ใน ๓ คน เห็นวา่ มีความตรง จงึ จะตัดสิน
ว่า ขอ้ คำถามน้นั มีความเทีย่ งตรง
ผลการประเมนิ พบว่า แตล่ ะข้อคำถามของแบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรม
มีค่า IOC ผู้เชี่ยวชาญจำนวน ๒ ใน ๓ คนเห็นว่ามคี วามตรง จึงลงข้อสรุปว่า แบบสอบถามเพื่อวัดความ
เหมาะสมของนวัตกรรมมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของ
แบบสอบถามวัดความเหมาะสมของนวตั กรรมแสดงแลว้ *
๖. นำนวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ท่ีสร้างฉบับร่างแล้วไปให้
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษา ด้านภาษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ ๑ คน
รวมทั้งสิ้นจำนวน ๓ คน ทำการประเมินความเหมาะสมด้วยแบบประเมิน แต่ละข้อคำถามของแต่ละ
ประเดน็ ทปี่ ระเมนิ ต้องผา่ น ๒ ใน ๓ คน จงึ จะตัดสนิ ว่า ขอ้ คำถามท่ปี ระเมินมีความเหมาะสม
๗. นำนวตั กรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ทผ่ี ่านการประเมินดังกล่าวข้อ ๖ มา
แกไ้ ขปรบั ปรงุ ตามคำแนะนำของผเู้ ชยี่ วชาญ
๘. จัดทำรูปเล่มนวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ที่ผ่านการสร้างและหา
คุณภาพเชิงเหตผุ ลแลว้
การสร้างและหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ ดำเนินการต่อจากผลการหาประสิทธิภาพ
เชิงเหตผุ ล
๑.นำนวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาทดลองใช้
เพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง
อำเภอทงุ่ ช้าง จังหวัดน่าน ซึง่ เปน็ คนละกลุ่มกับกลมุ่ เป้าหมายการวจิ ยั
การหาประสิทธภิ าพจะใช้วธิ กี ารเทยี บกบั เกณฑป์ ระสิทธิภาพ E /E = 80 เม่อื
12
E หมายถึง รอ้ ยละของคะแนนรวมทง้ั หมดจากการทำกจิ กรรม และการทดสอบย่อย
1
๒๙
ระหวา่ งการทดลองใช้นวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอา่ นคำอกั ษรนำ ซ่งึ เกณฑป์ ระเมินผา่ นคือ รอ้ ยละ ๘๐
E หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทงั้ หมดจากการทำแบบทดสอบภายหลังสนิ้ สดุ
2
การทดลองใช้นวัตกรรมแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านคำอกั ษรนำ ซ่ึงเกณฑป์ ระเมินผา่ นคือ ร้อยละ ๘๐
การตดั สินประสิทธิภาพจากการทดลองใช้นวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ
เมื่อเทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดขึ้นว่า ถ้าค่าร้อยละของคะแนนที่คำนวณของ E = 80 ±2.55
1
แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ ๘๐ แต่ถ้ามากกว่า หรือน้อยกว่า 80 ±2.55
1
แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E สูงกว่า หรือ น้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้ง ต้องปรับนวัตกรรมให้เท่ากับเกณฑ์ที่ต้ัง
1
คือส่วนการตัดสินประสิทธิภาพของ E ทำเช่นเดียวกับ E และถ้าร้อยละของคะแนนระหว่าง E และ E
21 12
ต่างกันมากกว่าร้อยละ ๕ แสดงว่าประสิทธิภาพของนวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ มี
ประสิทธภิ าพไมเ่ ปน็ ไปตามเกณฑ์ ตอ้ งทำการปรบั ปรงุ ใหม่
๒. จัดทำรูปเล่มนวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ พร้อมสำหรับการนำไป
ทดลองใชก้ ับนกั เรียนระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๒ ซ่ึงเปน็ กลมุ่ ท่ีเปา้ หมายการวจิ ัย
ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการคือโรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่ง
ช้าง จังหวัดน่าน เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งสำหรับนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ ๒ แล้วเปิดการเรียนการสอนเพียงชั้นเรียนเดียว และมีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น ๒๒ คน
หรือ ดังนั้น ด้วยปัจจัยจำกัดดังกล่าว จึงสร้างข้อตกลงว่า การทำวิจัยครั้งนี้จะขอละเว้นการหา
ประสิทธภิ าพเชงิ ประจักษ์ของนวตั กรรมแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านคำอกั ษรนำ
๒. เคร่อื งมือรวบรวมข้อมลู
2.1 ชนิดของเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบประเมินความ
เหมาะสมของแบบฝึกทกั ษะการอ่านคำอกั ษรนำ แบบวดั ความพงึ พอใจของนักเรยี นที่มีต่อการทดลองใช้
นวัตกรรม แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบเพื่อวัดและ
ประเมินผลการทดลองใช้นวัตกรรมใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นคำอักษรนำ
2.2 วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผล
และเชิงประจักษ์ ดงั นี้
การสร้างและหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล ดำเนินการตามลำดับข้ัน
๑. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ
วิธีการที่เกี่ยวขอ้ งกับการสร้างแบบประเมินความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ แบบ
วัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการทดลองใช้นวัตกรรม แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการ
จดั การเรียนรู้ และแบบทดสอบเพ่อื วัดและประเมนิ ผลการทดลองใช้นวตั กรรม
๓๐
เครอื่ งมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดจะสร้างตามแนวคิด ทฤษฎี หลกั การ วิธกี ารตา่ ง ๆ ดังนี้
แบบประเมนิ ความเหมาะสมของแบบฝึกทกั ษะการอา่ นคำอกั ษรนำ แบบวดั ความพงึ พอใจของนักเรียนท่ี
มีต่อการทดลองใช้นวัตกรรม แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบ
เพือ่ วัดและประเมนิ ผลการทดลองใชน้ วัตกรรม
1.1 แบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรม สร้างตามแนวคดิ ทฤษฎีของ หลักการ
วิธกี ารทางการของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2544)
1.2 แบบวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียน สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ
วธิ กี ารกรมวิชาการ สงา่ (2540)
1.3 แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจดั การเรียนรู้ สรา้ งตามแนวคดิ ทฤษฎี
ของ หลกั การ วธิ ีการกรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2544)
๒. สร้างฉบับร่างแบบประเมินความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ
แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการทดลองใช้นวัตกรรม แบบประเมินความเหมาะสมของ
แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบเพื่อวัดและประเมินผลการทดลองใช้นวัตกรรม โดยอ้างอิงผล
การศึกษาเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กยี่ วข้องดังกลา่ วข้อย่อยขอ้ 1 กอ่ นหน้า
๓. สร้างแบบประเมินค่า IOC เพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
แต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด แบบประเมินค่า IOC ของ
เครอื่ งมอื รวบรวมข้อมลู แต่ละชนิดกลา่ วแลว้ *
๔. นำแบบประเมนิ คา่ IOC ของเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดท่ีสร้างฉบับรา่ งไป
ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีการศึกษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน
ทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นด้วยแบบประเมิน IOC แต่ละ
ข้อคำถามของแต่ละประเด็นที่ประเมินต้องมีค่าเฉล่ียผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็นว่ามีความตรง
จงึ จะตัดสินว่า ข้อคำถามน้นั มคี วามเท่ยี งตรง ผลการประเมนิ พบว่า
4.1 แต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบมีค่าดรรชนีความสอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญ
จำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า แต่ละข้อของแบบทดสอบสอบมีความเที่ยงตรง
ผลการประเมินความเทย่ี งตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบแสดงแลว้ *
4.2 แต่ละข้อคำถามของแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีค่าดรรชนีความ
สอดคล้องกับผเู้ ชย่ี วชาญจำนวน 2 ใน 3 คนจึงลงขอ้ สรุปวา่ แบบสอบถามวดั ระดบั ความพงึ พอใจมีความ
เที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบถามวัดระดับความพึงพอใจแสดงแล้ว
*
5. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 4 มาแก้ไข
ปรับปรุงตามคำแนะนำของผเู้ ชีย่ วชาญ
๓๑
6. จัดทำรูปเลม่ เคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ทำการแก้ไขแล้วตามคำแนะนำของ
ผูเ้ ช่ยี วชาญ
การสร้างและหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ ดำเนินการต่อจากผลการหาประสิทธิภาพ
เชิงเหตผุ ล
๑. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาหาค่าความเชื่อมั่น
(Reliability) โดยทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอ
ทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มที่เป็นเปา้ หมายการวิจัย การหาค่าความเชื่อม่ันใช้วิธีการหา
ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยมีเกณฑ์ประเมินผ่านท้ัง
ฉบบั ท่ี 0.7 ถ้าน้อยกวา่ ต้องทำการปรับปรงุ เครอื่ งมือใหม่
๒. ปรับปรงุ เคร่อื งมอื รวบรวมข้อมลู แตล่ ะชนิดหากพบว่า คา่ สมั ประสทิ ธแิ์ อลฟาต่ำกว่า
0.7
๓. ยกเว้นแบบทดสอบ จัดทำรูปเล่มเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด พร้อมสำหรับ
การนำไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง
จงั หวดั น่าน ซ่ึงเปน็ กลมุ่ เปา้ หมายการวิจยั
สำหรับแบบทดสอบนั้น เมื่อทำการประเมินความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้ว ก่อน
นำไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป้าหมายการวิจัย ต้องดำเนินการ
ตอ่ จากข้อ ๓ เพื่อหาคา่ ความยากงา่ ย และค่าอำนาจ การจำแนกต่อดงั นี้
๔. นำแบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ความยากง่ายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
ข้อคำถามที่ดีของแบบทดสอบประเภท ๔ ตัวเลือกจะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 (สุมาลี
จันทร์ชะลอ. 2542) ถ้าเป็นประเภทแบบถูก-ผิด จะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.60–0.95
(Nunnally.1967; อา้ งถึงใน เยาวดี รางชยั กลุ วบิ ลู ย์ศรี. 2552)
๕. นำแบบทดสอบแตล่ ะข้อมาวเิ คราะหค์ ่าอำนาจการจำแนกโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป
๖. จัดทำรูปเล่มของแบบทดสอบ พร้อมสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรียน
ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรยี นชุมชนบา้ นทงุ่ ช้าง อำเภอทุ่งช้าง จงั หวัดนา่ น ซ่ึงเป็นกลุ่มเป้าหมาย
การวิจยั
ขอ้ ตกลง เนือ่ งด้วยปัจจยั จำกดั บางประการเช่นเดียวกบั ดังกล่าวแลว้ ในหวั ข้อ “วิธีการ
สร้างและหาคุณภาพของนวัตกรรม” จึงสร้างข้อตกลงว่า การวิจัยครั้งนี้จะละเว้นการหาประสิทธิภาพ
เชงิ ประจักษ์ซ่ึงประกอบด้วย การหาค่าความเชอ่ื ม่ันของเครื่องมอื รวบรวมข้อมูลทุกชนดิ การหาค่าความ
ยากงา่ ย และค่าอำนาจการจำแนกซึ่งเฉพาะสำหรบั แบบทดสอบ
๓๒
การดำเนินการรวบรวมขอ้ มูล
๑. ทำหนงั สือถึงคณบดคี ณะบดีคณะครศุ าสตรเ์ พ่อื ร้องขอให้คณะครุศาสตร์ออกหนงั สือราชการ
ถึงผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อขออนุญาตที่จะทดลองใช้
นวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ จัดกิจกรรมการเรียนรูเ้ พ่อื พฒั นาผลสมั ฤทธ์ิการเรยี นรู้เรื่อง
การพัฒนาการอา่ นออกเสยี งคำที่มีอกั ษรนำ ของนกั เรยี นระดับช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๒
๒. ประชุม ชี้แจง และสร้างข้อตกลงกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เกี่ยวการทดลอง
ใช้นวัตกรรมแบบฝึกทักษะและสื่อการเรียนรู้อักษรนำ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการ
เรียนรู้เรื่อง การพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มอี กั ษรนำ กับนักเรียนระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๒
๓. จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง การพัฒนาการอ่านออกเสียงคำ
ที่มีอักษรนำ กับนกั เรยี นระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๒ โดยทดลองใช้นวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคำ
อักษรนำ ๔. ทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ภายหลัง
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง การพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มี
อกั ษรนำ โดยทดลองใช้นวัตกรรมแบบฝึกทกั ษะการอ่านคำอักษรนำ
๕. ให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ตอบแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจจากการ
จดั กิจกรรมการเรยี นรู้เพื่อพฒั นาผลสัมฤทธิ์การเรยี นรู้เรื่อง การพฒั นาการอ่านออกเสียงคำท่ีมีอักษรนำ
โดยทดลองใช้นวตั กรรมแบบฝกึ ทักษะการอ่านคำอกั ษรนำ
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
๑. การวิเคราะห์ข้อมูลเพอื่ หาคณุ ภาพและประสิทธิภาพของเครอื่ งมอื การวิจยั
1.1 ความเหมาะสมของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย และ
ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน วิธกี ารวิเคราะหใ์ ช้โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเรจ็ รปู
1.2 ประสิทธภิ าพเชงิ ประจกั ษ์ของนวัตกรรมท่ีสร้างหรือพฒั นาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยเกณฑ์
ประสทิ ธภิ าพ E /E วธิ กี ารวเิ คราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเร็จรปู
12
1.3 ความเที่ยงตรงเชงิ เน้อื หาของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแตล่ ะชนิด วิเคราะหด์ ้วยค่าดรรชนี
ความสอดคลอ้ งหรอื IOC วธิ กี ารวิเคราะหใ์ ช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรูป
1.4 ความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา
ของครอนบาค วิธีการวเิ คราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเร็จรปู
1.5 ความยากง่ายของแบบทดสอบแตล่ ะข้อ วธิ กี ารวเิ คราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรูป
1.6 คา่ อำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแตล่ ะข้อ วิธกี ารวเิ คราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
สำเรจ็ รูป
๓๓
๒. การวเิ คราะหข์ ้อมูลการวิจัย
2.1 ผลการเรยี นร้ขู องนักเรียน วิเคราะห์ดว้ ยคา่ คะแนนเฉลยี่ และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
2.2 ระดับผลการเรียนรู้ของนักเรียน วิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบร้อยละของค่าคะแนน
เฉลี่ยกบั ระดบั ผลการเรยี นรูต้ ามเกณฑ์ของ สพฐ.
2.3 ผลการทดลองใช้นวตั กรรมแบบฝกึ ทักษะการอ่านคำอักษรนำ วิเคราะหด์ ้วยวธิ ีการทาง
สถิติ One -Sample t Test ที่ระดับนยั สำคัญทางสถติ ิท่ี α 0.05 หรอื ท่ีระดบั ความเชื่อมั่น 95% วิธีการ
วิเคราะหใ์ ช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
2.4 ระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการวิเคราะห์
ใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรปู
2.5 เกณฑ์ประเมินระดับความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ด้วยช่วงระดับค่าเฉลี่ยตาม
เกณฑ์ของเฉลยี่ ของบุญชม ศรสี ะอาด (2545) ดงั น้ี
คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจทีร่ ะดับมากสดุ
คะแนนเฉล่ีย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจทร่ี ะดบั มาก
คะแนนเฉลย่ี 2.51 – 3.50 หมายถึง มีความพงึ พอใจที่ระดบั ปานกลาง
คะแนนเฉลย่ี 1.51 – 2.50 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจทรี่ ะดับน้อย
คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจท่ีระดบั นอ้ ยสดุ
การนำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู
นำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูลดว้ ยตาราง พร้อมท้งั บรรยายเปน็ ความเรยี งประกอบ
๓๔
บทท่ี ๔
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำ
อักษรนำ ผวู้ จิ ัยเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ตามประเด็นของวัตถปุ ระสงค์การวิจยั ดงั นี้
๑. เพื่อสร้างพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ สำหรับพัฒนาการเรียนรู้เรื่องการอ่าน
เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียน
ชุมชนบ้านทุ่งชา้ ง อำเภอทงุ่ ชา้ ง จงั หวัดน่าน
๒. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำจัด
กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสยี งคำที่มีอักษรนำ กับนักเรียนระดบั ช้ัน
ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรยี นชมุ ชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่งชา้ ง จังหวัดนา่ น
๓. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียน
ชมุ ชนบ้านท่งุ ชา้ ง อำเภอทงุ่ ช้าง จังหวัดน่าน ที่มีตอ่ การทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอกั ษรนำ จัด
กจิ กรรมการเรยี นรู้เร่ืองการอ่าน เร่อื งการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ
ผลการพฒั นาแบบฝึกทักษะการอ่านคำอกั ษรนำ
๑. นวตั กรรมทสี่ รา้ ง
การพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๒ นำเสนอใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ จำนวนทั้งสิ้น ๑ เล่ม
ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้จำนวนทั้งสิ้น ๓ แผน แต่ละแผนใช้จัด
กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องอักษรนำ (อ นำ ย) (ห นำ) ซึ่งแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละเร่ืองใช้เวลา
จัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ๓ ช่ัวโมง และแบบทดสอบ จำนวนทัง้ สนิ้ ๑ ชดุ
รายละเอียดของแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ สำหรับการเรื่อง การพัฒนาการอ่านออก
เสียงคำทมี่ อี ักษรนำ
๒. การหาประสิทธภิ าพของนวัตกรรม
2.1 การหาประสิทธิภาพเชิงเหตผุ ล (Rational Approach) เมอื่ ประเมนิ ความเหมาะสม
ของแบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ด้วยแบบประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน ๓ คน
ผลการประเมินแสดงดงั ตารางท่ี ๑
๓๕
ตารางท่ี 1: แสดงผลการประเมนิ ความเหมาะสมของแบบฝกึ ทักษะการอา่ นคำอักษรนำ
จากผูเ้ ช่ยี วชาญจำนวน 3 คน
ประเด็นทีป่ ระเมิน รายการประเมนิ ̅ .
1.00
มีการแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนเข้าใจก่อนการเรียน 4.00
0.58
การสอน 1.16
1.16
การจัดกิจกรรมการ การนำเข้าสบู่ ทเรยี นมีความน่าสนใจ 4.67 0.00
0.58
เรียนรู้ นักเรียนมสี ่วนร่วมกิจกรรมทเี่ หมาะสมกับความสามารถ 4.33 0.58
1.16
การสอนมีความทนั สมัย 4.33 0.58
1.16
มกี ารช่วยกนั สรปุ เนอ้ื หาในเร่อื งที่เรยี นระหวา่ งครกู บั นักเรยี น 5.00 0.58
1.16
ครชู ว่ ยใหเ้ กดิ ความร้คู วามเขา้ ใจเน้อื หาสาระในบทเรยี น 4.67 0.58
เหมาะสมกบั เนอื้ หา เวลา และสถานท่ี 4.67
ไมจ่ ำเจ ไม่น่าเบือ่ มีความสขุ และเพลิดเพลนิ กบั การสอนของครู 4.33
ลักษณะของแบบฝึก สวยงามดึงดดู ความสนใจ 4.67
ท ั ก ษ ะ ก า ร อ ่ า น ค ำ ขนาดตัวอักษรมคี วามถกู ต้องและเหมาะสม 4.33
อกั ษรนำ มคี วามเหมาะสมและสอดคล้องเนื้อหา 4.67
ใช้กระดาษท่มี ีคุณภาพเป็นกระดาษท่ีถนอมสายตา 4.33
แบบฝกึ ทกั ษะมีความยากง่ายเหมาะสมกบั นกั เรยี น 4.67
การลำดบั เน้อื หาง่ายตอ่ การเรยี นรู้ 4.67 0.58
การดำเนินเนือ้ หามีความกระชับ 4.67 0.58
ดา้ นเนือ้ หา คำช้ีแจงในแบบฝึกทกั ษะเขา้ ใจง่าย ปฏบิ ตั ติ ามได้ 4.67 0.58
มีความร้คู วามเข้าใจคำอกั ษรนำมากขึ้น 4.67 0.58
การจดั เนื้อหาเหมาะสมกับเวลาเรียน 4.33 1.16
สามารถนำไปใชใ้ นชีวิตประจำวันได้ 4.67 0.58
บรรยากาศ การเรียนมีความผอ่ นคลาย ครูมคี วามเป็นกันเอง 4.67 0.58
เนน้ ตรวจสอบความเขา้ ใจ 4.67 0.58
สอดคล้องกบั กิจกรรมการเรียนรู้ 4.67 0.58
ครอบคลมุ ดา้ น KPA 4.00 1.00
จากตารางที่ 1 พบว่า แต่ละรายการที่ประเมินของแต่ละประเด็นมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.00 ซึ่งผ่าน
เกณฑป์ ระเมนิ ขนั้ ต่ำคอื 3.50 ดังนนั้ จึงสรุปวา่ แบบฝึกทกั ษะการอา่ นคำอักษรนำ มคี วามเหมาะสม
๓๖
ตารางที่ 2 : แสดงผลการประเมนิ ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 1
จากผู้เช่ยี วชาญจำนวน 3 คน
ประเดน็ ทีป่ ระเมนิ รายการท่ีประเมิน ̅ .
0.58
การเสนอเนอื้ หาชัดเจนเข้าใจง่าย 4.67 0.58
ครอบคลมุ และสอดคล้องหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน 4.67 0.58
0.58
เนอ้ื หา พศ.๒๕๕๑ ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๑ 4.67 1.16
สอดคล้องจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 0.58
0.58
การเรียงลำดับเนอื้ หาชัดเจนตอ่ เน่อื ง เข้าใจงา่ ย 4.67 0.58
0.58
มคี วามเหมาะสมตามมาตรฐานและสาระการเรียนรู้ 4.33 1.00
1.00
สอดคล้องกบั เน้อื หาการเรยี นรู้ 4.67 0.58
1.00
มีความครอบคลุมกบั เนื้อหา 4.33
0.58
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ครอบคลมุ ด้าน KPA 4.33 0.58
1.00
สอดคลอ้ งกบั การจดั การเรียนรู้ 4.33 0.58
1.00
สามารถวัดประเมนิ ผลได้ 4.00 0.58
0.58
ส่งเสรมิ ใหผ้ ูเ้ รียนเกิดความสนใจในการเรียนรเู้ พ่ิมมากขึ้น 4.00 0.58
0.58
ส ื ่ อ ก า ร เ ร ี ย น รู ้แ ละ มคี วามสอดคลอ้ งกบั วัตถปุ ระสงค์ และ ความสามารถของผ้เู รยี น 4.67 0.58
นวตั กรรม มีศักยภาพที่จะนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนใน รายวิชา 4.00
ภาษาไทย
มีความทันสมัยใน ศตวรรษท่ี ๒๑ 4.33
การออกแบบนวัตกรรมสอดคลอ้ งกับเน้ือหา 4.33
รูปแบบทำใหอ้ า่ นงา่ ย ไมส่ บั สน 4.00
การเช่อื มโยงบทเรยี นไปยังส่วนต่างๆ ถกู ต้องและเหมาะสม 4.33
สะดวกต่อการใชง้ าน 4.00
สอดคลอ้ งกับจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ 4.33
การจัดกิจกรรมการ สอดคลอ้ งกับตวั ชว้ี ัดและมาตรฐานการเรยี นรู้ 4.33
เรยี นรู้ เน้นทกั ษะการปฏบิ ตั ิ 4.33
สอดคล้องกบั การวัดและประเมนิ ผล 4.33
เน้นตรวจสอบความเขา้ ใจ 4.33
การวัดและประเมนิ ผล
๓๗
จุดประสงค์การเรียนรสู้ อดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้อง 4.00 1.00
กับตัวชว้ี ัดและมาตรฐาน
ครอบคลมุ ด้าน KPA 4.00 1.00
สอดคลอ้ งกบั กจิ กรรมการเรียนรู้ 4.00 1.00
มคี วามเป็นปรนัย 4.33 0.58
จำแนกผเู้ รยี นตามระดบั ความสามารถ 4.33 0.58
จากตารางที่ 2 พบว่า แต่ละรายการที่ประเมินของแต่ละประเด็นมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.00 ซึ่งผ่านเกณฑ์
ประเมินข้นั ต่ำคอื 3.50 ดังน้นั จึงสรปุ ว่า แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 1 มีความเหมาะสม
ตารางที่ 3 : แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 2
จากผู้เช่ยี วชาญจำนวน 3 คน
ประเด็นทป่ี ระเมนิ รายการท่ปี ระเมนิ ̅ .
0.58
การเสนอเน้ือหาชัดเจนเขา้ ใจง่าย 4.33 0.58
ครอบคลุมและสอดคล้องหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน 4.67 0.58
0.58
เนือ้ หา พศ.๒๕๕๑ ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๑ 4.67 1.16
สอดคล้องจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 0.58
1.00
การเรยี งลำดบั เน้อื หาชดั เจนต่อเนื่อง เข้าใจง่าย 4.67 0.58
0.58
มีความเหมาะสมตามมาตรฐานและสาระการเรียนรู้ 4.33 1.00
1.16
สอดคล้องกบั เนือ้ หาการเรยี นรู้ 4.67 058
0.58
มคี วามครอบคลุมกบั เนือ้ หา 4.00
1.00
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ครอบคลุมด้าน KPA 4.33 0.57
1.00
สอดคล้องกบั การจัดการเรียนรู้ 4.33 0.58
สามารถวัดประเมินผลได้ 4.00
สง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนเกดิ ความสนใจในการเรยี นรูเ้ พมิ่ มากขึ้น 4.33
ส ื ่ อ ก า ร เ ร ี ย น รู ้แ ละ มีความสอดคล้องกับวตั ถปุ ระสงค์ และ ความสามารถของผูเ้ รยี น 4.33
นวตั กรรม มีศักยภาพที่จะนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนใน รายวิชา 4.33
ภาษาไทย
มีความทนั สมัยใน ศตวรรษที่ ๒๑ 4.00
การออกแบบนวัตกรรมสอดคลอ้ งกับเนื้อหา 4.33
รูปแบบทำให้อา่ นงา่ ย ไมส่ ับสน 4.00
การเช่อื มโยงบทเรียนไปยงั สว่ นต่างๆ ถกู ต้องและเหมาะสม 4.33
๓๘
สะดวกต่อการใชง้ าน 4.00 1.00
สอดคลอ้ งกบั จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 4.33 0.58
การจัดกิจกรรมการ สอดคลอ้ งกบั ตัวช้ีวัดและมาตรฐานการเรียนรู้ 4.00 1.00
เรยี นรู้ เน้นทักษะการปฏิบตั ิ 4.33 0.58
สอดคล้องกบั การวดั และประเมินผล 4.00 1.00
เน้นตรวจสอบความเขา้ ใจ 4.33 0.58
การวดั และประเมนิ ผล
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้สอดคล้องกบั กจิ กรรมการเรียนรู้สอดคล้อง 4.33 0.58
กบั ตัวช้ีวดั และมาตรฐาน
ครอบคลุมดา้ น KPA 4.33 0.58
สอดคลอ้ งกบั กิจกรรมการเรยี นรู้ 4.00 1.00
มคี วามเปน็ ปรนัย 4.33 0.58
จำแนกผู้เรยี นตามระดับความสามารถ 4.33 0.58
จากตารางที่ 3 พบว่า แต่ละรายการที่ประเมินของแต่ละประเด็นมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.00 ซึ่งผ่าน
เกณฑป์ ระเมนิ ขัน้ ตำ่ คอื 3.50 ดังนน้ั จงึ สรปุ วา่ แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 มีความเหมาะสม
ตารางที่ 3 : แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 3
จากผู้เชีย่ วชาญจำนวน 3 คน
ประเด็นทีป่ ระเมนิ รายการทป่ี ระเมนิ ̅ .
0.58
การเสนอเน้อื หาชัดเจนเขา้ ใจงา่ ย 4.33 0.58
ครอบคลุมและสอดคลอ้ งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน 4.67 0.58
0.58
เน้อื หา พศ.๒๕๕๑ ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๑ 4.67 1.16
สอดคลอ้ งจุดประสงค์การเรียนรู้ 0.58
1.00
การเรยี งลำดับเนอ้ื หาชัดเจนตอ่ เนอื่ ง เข้าใจงา่ ย 4.67 0.58
0.58
มีความเหมาะสมตามมาตรฐานและสาระการเรยี นรู้ 4.33 1.00
สอดคลอ้ งกับเนื้อหาการเรยี นรู้ 4.67
มคี วามครอบคลุมกับเนื้อหา 4.00
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ครอบคลุมด้าน KPA 4.33
สอดคลอ้ งกบั การจัดการเรยี นรู้ 4.33
สามารถวดั ประเมินผลได้ 4.00
๓๙
สง่ เสริมให้ผู้เรียนเกดิ ความสนใจในการเรยี นรูเ้ พิม่ มากขึ้น 4.33 1.16
058
ส ื ่ อ ก า ร เ ร ี ย น รู ้แ ละ มคี วามสอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์ และ ความสามารถของผเู้ รียน 4.33 0.58
นวตั กรรม มีศักยภาพที่จะนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนใน รายวิชา 4.33 1.00
0.57
ภาษาไทย 1.00
0.58
มคี วามทนั สมัยใน ศตวรรษท่ี ๒๑ 4.00 1.00
0.58
การออกแบบนวัตกรรมสอดคล้องกับเนื้อหา 4.33 1.00
0.58
รปู แบบทำให้อ่านงา่ ย ไม่สบั สน 4.00 1.00
0.58
การเชอ่ื มโยงบทเรียนไปยังส่วนตา่ งๆ ถูกต้องและเหมาะสม 4.33
สะดวกต่อการใชง้ าน 4.00
สอดคล้องกบั จุดประสงค์การเรียนรู้ 4.33
การจัดกิจกรรมการ สอดคลอ้ งกับตวั ช้ีวดั และมาตรฐานการเรยี นรู้ 4.00
เรียนรู้ เน้นทักษะการปฏิบตั ิ 4.33
สอดคลอ้ งกบั การวดั และประเมินผล 4.00
เน้นตรวจสอบความเข้าใจ 4.33
การวดั และประเมินผล
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้อง 4.33 0.58
กบั ตัวช้วี ัดและมาตรฐาน 0.58
1.00
ครอบคลมุ ดา้ น KPA 4.33 0.58
0.58
สอดคลอ้ งกับกจิ กรรมการเรยี นรู้ 4.00
มีความเป็นปรนยั 4.33
จำแนกผู้เรียนตามระดบั ความสามารถ 4.33
จากตารางที่ 3 พบว่า แต่ละรายการที่ประเมินของแต่ละประเด็นมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.00 ซึ่งผ่าน
เกณฑ์ประเมินขนั้ ต่ำคอื 3.50 ดงั นน้ั จึงสรุปวา่ แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 มคี วามเหมาะสม
ตารางที่ 4 : แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของแบบทดสอบจากผเู้ ชี่ยวชาญจำนวน 3 คน
วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้ แบบทดสอบข้อท่ี ̅ .
สามารถอา่ นอักษรนำ ห นำ ง ๑.องุ่น 5.00 0.00
๒.หงอย
สามารถอ่านอักษรนำ ห นำ ญ ๓.หญงิ 4.67 0.58
๔๐
สามารถอ่านอักษรนำ ห นำ น ๔.หญา้ 4.67 0.58
๕.สนกุ
สามารถอ่านอักษรนำ ห นำ ม ๖.ขนุน 4.33 1.16
สามารถอ่านอกั ษรนำ ห นำ ย ๗.ถนน 4.33 1.16
สามารถอา่ นอักษรนำ ห นำ ร ๘.สมิง 4.67 0.58
สามารถอา่ นอกั ษรนำ ห นำ ล ๙.สมอง 4.67 0.58
๑๐.ขยะ
สามารถอา่ นอักษรนำ ห นำ ว ๑๑.ขยำ 4.67 0.58
สามารถอา่ นอกั ษรนำ อ นำ ย ๑๒.ฝร่ัง 4.33 1.16
๑๓.ปรอท
๑๔.ฉลาม
๑๕.ผลติ
๑๖.ตลาด
๑๗.ตล่งิ
๑๘.ถวาย
๑๙.แหวน
๒๐.อยา่
๒๑.อยู่
๒๒.อย่าง
๒๓.อยาก
จากตารางที่ 4 พบว่า แต่ละรายการที่ประเมินของแต่ละประเด็นมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.33 ซึ่งผ่าน
เกณฑป์ ระเมินขน้ั ตำ่ คอื 3.50 ดงั น้ัน จึงสรุปวา่ แบบทดสอบ มคี วามเหมาะสม
2.2 การหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ (Empirical Approach)วิธีการหาประสิทธิภาพเชิง
ประจักษ์ของการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ จะ
ใชว้ ธิ ีการเทยี บกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 = 80/80 โดยนำการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำท่ีมีอักษรนำ
โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ ที่หาประสทิ ธภิ าพเชงิ เหตุผลแลว้ ไปทดลองกับกลุ่มนักเรียนที่เป็น
คนละกลมุ่ กับเปา้ หมายการวิจัย แต่ตามขอ้ ตกลงดังระบใุ นบทท่ี 3 ว่า เน่ืองด้วยปัจจัยจำกัดบางประการ
คือ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่านเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งสำหรับนักเรียน
ระดับชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 2 เปิดการเรยี นการสอนเพียงชั้นเรียนเดยี วและมีนักเรยี นจำนวนท้ังส้ิน 22 คน
การทำวจิ ยั คร้งั นีผ้ ้วู ิจัยขอละเว้นการหาประสิทธภิ าพเชิงประจักษ์ของโดยนำการพัฒนาการอ่านออกเสียง
คำทมี่ อี กั ษรนำ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอา่ นคำอักษรนำ ดังข้อตกลงแลว้ ในบทท่ี 3
๔๑
การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิการเรยี นรู้
1. คะแนนผลสมั ฤทธ์ิการเรยี นรู้
จากการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้เร่ืองการพัฒนาการอา่ นออกเสียงคำท่มี ีอักษรนำในภาษาไทย
ให้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 21 คนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย/กลุ่มตัวอย่างโดยทดลองใช้แบบฝึก
ทักษะการอ่านคำอักษรนำ คะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวแสดงดัง
ตารางที่ 2
ตารางที่ 2 : แสดงคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มี
อักษรนำในภาษาไทยจากการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใชแ้ บบฝกึ ทักษะการอ่านคำอักษรนำกับ
กล่มุ เปา้ หมาย/กลามตวั อยา่ ง เมอื่ คะแนนเต็มเทา่ กบั 20 คะแนน
ที่ คะแนน
1 16
2 17
3 17
4 18
5 18
6 17
7 14
8 15
9 16
10 17
11 17
12 18
13 18
14 17
15 14
16 15
17 16
18 17
19 17
๔๒
20 18
21 18
̅ = 16.66
รวม 21 = 1.278
คน
จากตารางที่ 2 พบว่า ภายหลังการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาการอา่ นออกเสียงคำที่
มีอักษรนำในภาษาไทย โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ กับกลุ่มเป้าหมาย ค่าคะแนน
เฉลีย่ ของผลสัมฤทธ์ิการเรยี นรู้ของกลุ่มเปา้ หมายเทา่ กบั 16.66 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.5 และ ส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐานเทา่ กบั 1.278
2. การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์กิ ารเรียนรู้
เมื่อเปรียบเทยี บระดับผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นรกู้ ับเกณฑ์ของสพฐ. ต้ังแต่ระดับ ดี (รอ้ ยละคา่
คะแนนเฉลยี่ 65-100) พบวา่ การจดั กจิ กรรมการเรียนรูเ้ ร่ืองการพฒั นาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำ
ในภาษาไทย โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำนั้น กลุ่มเป้าหมายมีค่าคะแนนเฉลี่ย
ผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นรู้ดังตารางที่ 2 คดิ เป็นรอ้ ยละ82.5ซึ่งสูงกวา่ เกณฑร์ อ้ ยละ 65 ของ สพฐ. ดังน้ันจึง
สรุปว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำในภาษาไทย โดยการ
ทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ มีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของของนักเรียน
ระดบั ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นชมุ ชนบา้ นทุง่ ช้าง อำเภอทุง่ ช้าง จงั หวดั น่าน ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา
2565 สูงกวา่ ระดบั ผลการเรียนร้ตู ั้งแต่ระดับ ดี ตามเกณฑข์ อง สพฐ.
ระดบั ความพงึ พอใจ
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียงคำที่มีอักษรนำในภาษาไทย โดย
ทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำอักษรนำ กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ปีการศึกษา2565
ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 21 คน เม่ือวเิ คราะหร์ ะดับความพึงพอใจ ผลการวเิ คราะห์แสดงดงั ตารางท่ี 4
ตารางที่ 4: แสดงระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565
จำนวน 21 คน ทมี่ ตี ่อการทดลองใชแ้ บบฝึกทักษะการอา่ นคำอักษรนำ จัดกจิ กรรมการเรียนรู้
เรือ่ ง การพัฒนาการอ่านออกเสยี งคำทีม่ ีอักษรนำในภาษาไทย
ประเดน็ ทปี่ ระเมนิ รายการประเมนิ ̅ . ระดับความพงึ พอใจ
รปู เลม่ สวยงามดงึ ดูดความสนใจ 4.63 0.52 มากทสี่ ุด
ขนาดตวั อกั ษรมคี วามเหมาะสม 4.63 0.52 มากทสี่ ดุ