35 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จงเขียนเสียงประสานสี่แนวตามโจทย์ที่กำหนดให้ 2. จงเขียนประสานเสียงสี่แนวตามโน้ตที่กำหนดมาให้ โดยกำหนดให้โน้ตดังกล่าวอยู่แนวโซปราโน และให้ ใช้ในคอร์ดตรัยแอ็ดโทนิคในรูปพื้นต้นเท่านั้น (สำหรับการเขียนในรูปตำแหน่งปิดหรือเปิดนั้นให้พิจารณา ตามความเหมาะสมตามระยะแนวเสียงแนวโซปราโน) พร้อมเขียนสัญลักษณ์คอร์ดเลขโรมันกำกับคอร์ด ด้านล่าง 3. จงเขียนเสียงประสานสี่แนวโดยใช้คอร์ดI – V ,i – V ,V – I, V – i ตามโจทย์ที่กำหนดให้ในแนว โซปราโน
36 4. จงเติมพาสซิ่งโทน และออกซิลลารี่โทนระหว่างโน้ตในคอร์ดที่กำหนดให้ 5. จงเกลาคอร์ด V7 ตามวิธีการเกลาที่กำหนดให้ต่อไปนี้ 6. จากโจทย์ที่กำหนดมาให้เป็นการดำเนินคอร์ดแบบ I – V 7 จงเติมแนวเสียงที่หายไปของคอร์ด V 7 ตาม รูปแบบของคอร์ด V7 สมบูรณ์ (Complete) หรือคอร์ด V7 ไม่สมบูรณ์ (Incomplete) ตามที่โจทย์ กำหนดให้
37 7. จงเขียนเสียงประสานสี่แนวโดยใช้ตรัยแอ็ดคอร์ดโทนิคและตรัยแอ็ดคอร์ดซับดอมินันท์ โดยใช้วิธีการ เชื่อมคอร์ดแบบต่างๆที่ได้ศึกษามาแล้วตามโจทย์ที่กำหนดให้ในแนวโซปราโน 8. จงเขียนเสียงประสานสี่แนวตามแนวโซปราโนที่กำหนดมาให้ ด้วยการใช้ตรัยแอ็ดคอร์ด IV (iv) และ V รวมถึง V 7 โดยใช้วิธีการวางแนวเสียง (Voicing) และการเกลา (Resolution) ตามที่ได้ศึกษามา ทั้งหมด 9. จงเขียนจุดพักดังต่อไปนี้ P.A.C. in E Major P.C. in A minor I.A.C. in F# Major H.C. in Bb minor 10. จากแนวเบสที่กำหนดให้ จงเติมโน้ตในแนวโซปราโน อัลโต และเทเนอร์
38 11. จากโจทย์ที่กำหนดให้ จงเติมโน้ตเอสเคพโทนบนตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายดอกจัน (*) 12. จากโจทย์ที่กำหนดให้ จงเติมโน้ตฟรีเนบอริ่งโทนบนตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายดอกจัน (*) 13. จากโจทย์ที่กำหนดให้ จงเติมโน้ตแอนติสิเพชั่นบนตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายดอกจัน (*)
39 14. จากทางเดินคอร์ด (Progressions) ที่กำหนดให้จงเติมโน้ตนอกคอร์ดชนิดโน้ตพิง (app.) ตาม เครื่องหมายดอกจัน (*) ที่กำหนดให้ 15.จากทางเดินคอร์ด (Progressions) ที่กำหนดให้จงเติมโน้ตนอกคอร์ดชนิดโน้ตแขวน (susp.) ตาม เครื่องหมายดอกจัน (*) ที่กำหนดให้
40 เอกสารอ้างอิง ณัชชา โสคติญานุรักษ์. (2548). พจนานุกรมศัพท์ดุริยางคศิลป์.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. _______.(2548). การเขียนเสียงประสานสี่แนว.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น.(2564). การประสานเสียงไดอาทอนิค.กรุงเทพฯ : อนันตนาค. Benjamin, T., Horvit, M. & Nelson, R. (2008). Technique and Material of Music (7 th ed.). Califonia: Thomson Schirmer. Kostka, S., & Payne, D.(1995). Tonal Harmony With an Introduction to Twentieth-Century Music(3th ed.). United State of America: R.R. Donnelley & Sons. Powell, D. (2013). Four-Part Harmony Volume1.Vancouver: David Powell. Roig-Francoli, M.A. (2011). Harmony in Context. (2nd ed.).New York: McGraw-Hill.
41 แผนการสอนประจำบทที่ 2 เนื้อหา 1. ตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิค เป็นการใช้ตรัยแอ็ดไดอาโทนิคที่มีบทบาทในการเตรียมเข้าสู่คอร์ดดอมินันท์ (Pre – Dominant) เพื่อให้เกิดสำนวนทางดนตรีแบบอิงกุญแจเสียงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้แก่ 1.1 การทำหน้าที่ของตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิค 1.2 การทบโน้ตของตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิค 1.3 การประสานเสียง 4 แนวสำหรับตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิค 2. ตรัยแอ็ดซับมีเดียนและมีเดียน เป็นการใช้ตรัยแอ็ดเพื่อตบแต่งในบทเพลงนอกเหนือจากคอร์ดหลัก เพื่อให้บทเพลงดำเนินไป อย่างน่าสนใจและมีสีสันทางเสียงประสานมากขึ้น ได้แก่ 2.1 การทำหน้าที่ของตรัยแอ็ดสับมีเดียนและตรัยแอ็ดมีเดียน 2.2 การใช้วิธีประสานเสียงตรัยแอ็ดสับมีเดียนและตรัยแอ็ดมีเดียน แบบแนวนอน 3. ตรัยแอ็ดลีดดิ้งโทน เป็นตรัยแอ็ดที่มีบทบาทที่หลากหลายทั้งการตบแต่งเสียงประสานและบางครั้งมีบทบาทคล้ายกัน กับคอร์ดดอมินันท์จึงสามารถนำมาใช้แทนกันได้ได้แก่ 3.1 การทำหน้าที่ของตรัยแอ็ดลีดดิ้งโทน 3.2 การทบโน้ตตรัยแอ็ดลีดดิ้งโทน 3.3 การจัดวางแนวเสียง 4. ซุปเปอร์โทนิคเซเว่นท์คอร์ด เป็นคอร์ดที่ทำหน้าที่คล้ายตรัยแอ็ดซุเปอร์โทนิคแต่เป็นการเพิ่มโน้ตขั้นที่เจ็ดเพื่อให้เสียงประสาน ที่น่าสนใจมากขึ้นและมีข้อบ่งใช้ของคอร์ดทบเจ็ดที่จะนำมาใช้สำหรับกุญแจเสียงชนิดเมเจอร์และไมเนอร์อีกด้วย 5. ลีดดิ้งโทนเซเว่นท์คอร์ด เป็นคอร์ดชนิดดิมินิชด์ทบเจ็ดที่ทำหน้าที่คล้ายตรัยแอ็ดลีดด้งโทนแต่เป็นการเพิ่มโน้ตขั้นที่เจ็ด เพื่อให้เสียงประสานที่น่าสนใจมากขึ้นและยังเกิดข้อบ่งใช้ของคอร์ดทบเจ็ดที่จะนำมาใช้สำหรับกุญแจเสียงชนิด เมเจอร์และไมเนอร์อีกด้วย สรุป แบบฝึกหัดท้ายบท เอกสารอ้างอิง
42 วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. เมื่อผู้สอนกำหนดแนวทำนองหรือแนวเบสให้ นักศึกษาสามารถเขียนเสียงประสานสี่แนวโดยใช้คอร์ด รองในการตบแต่งเสียงประสานให้สมบูรณ์ทั้งประโยคเพลงได้ 2. นักศึกษาสามารถเลือกใช้คอร์ดรองในการประสานเสียงสี่แนว ถูกต้องตามหลักการประสานเสียงโดย เกิดข้อผิดพลาดไม่เกิน 3 รายการ วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจำบท 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียนโดยการเปิดตัวอย่างเพลงทั้งดนตรีคลาสสิกและดนตรีสมัยนิยมที่ใช้เสียงประสาน ด้วยคอร์ดไดอาโทนิกที่ใช้คอร์ดรอง (Secondary Chords) ได้แก่ II , III ,VIและ VII ทั้งกุญแจเสียงเมเจอร์และ ไมเนอร์ เพื่อให้นักศึกษาฟังและสังเกตถึงการเคลื่อนที่ของคอร์ดดังกล่าว 2. ผู้สอนบรรยายและสาธิตเกี่ยวกับโครงสร้างของคอร์ดรอง (ทั้งโครงสร้างตรัยแอ็ดและคอร์ดทบเจ็ด) ใน การสาธิตนั้นผู้สอนจะกดเปียโนให้นักศึกษาฟังเสียงของโครงสร้างตรัยแอ็ดและคอร์ด ทั้งในรูปแบบการกระจาย สมาชิกคอร์ด (Arpeggio) และการบล็อกคอร์ด (Blocked Chord) เพื่อให้นักศึกษาคุ้นเคยในบริบทของเสียงแบบ ต่าง ๆ 3. ผู้สอนบรรยายและยกตัวอย่างทำนองเพลงและแนวเบสที่เหมาะสมในการใช้คอร์ดรองสำหรับการ ดำเนินคอร์ดแต่ละประโยคเพลง 4. ผู้สอนบรรยายและสาธิตวิธีการวางแนวเสียงคอร์ดรองสำหรับการประสานเสียงสี่แนวให้สมบูรณ์ทั้ง ประโยคเพลง 5. ผู้สอนแบ่งกลุ่มนักศึกษา มอบหมายเพลงตัวอย่างให้แต่ละกลุ่มวิเคราะห์ทำนองเพลงและแนวเบสที่ เหมาะแก่การใช้คอร์ดรอง พร้อมทั้งร่วมกันเติมแนวประสานเสียงให้สมบูรณ์และถูกต้อง จากนั้นร่วมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่สมาชิกร่วมกันลงมือทำ โดยผู้สอนจะสำรวจแต่ละกลุ่มและให้คำแนะนำเพิ่มเติม จากนั้นให้แต่ละกลุ่มสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากเพลงตัวอย่างที่กลุ่มตนได้รับและออกมานำเสนอ 7. ผู้สอนสรุปสาระสำคัญของวิธีการประสานเสียงสี่แนวสำหรับคอร์ดรอง 8. ผู้สอนมอบหมายให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2 สื่อการเรียนการสอน 1. สื่อประเภทเอกสาร ผู้สอนใช้เอกสารประกอบการสอนวิชาทฤษฎีดนตรีตะวันตก 2 ที่ได้จัดทำขึ้นในการสอน 2. สื่อประเภทเครื่องดนตรี ผู้สอนใช้เครื่องดนตรีที่สามารถสาธิตได้ทั้งเสียงประสานและทำนองพร้อม ๆ กันได้ โดยใช้เปียโน เป็นเครื่องดนตรีหลักในการประกอบการสอน
43 3. สื่อออนไลน์ ผู้สอนใช้ตัวอย่างบทเพลงที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจผ่านการรับชมและรับ ฟังเสียงประสานชนิดต่าง ๆ ผ่านสื่อออนไลน์ ได้แก่ ยูทูป และสปอตทิฟาย 4. สื่อประเภทโปรแกรมโน้ตดนตรี ผู้สอนได้นำโปรแกรมบันทึกโน้ตเพลงมาใช้เพื่อสาธิตตัวอย่างบทเพลงและการประสานเสียงที่ ซับซ้อนและผู้เรียนสามารถฟังผ่านโปรแกรมได้ทันที การวัดผลและประเมินผล 1. การวัดผลและกิจกรรมในชั้นเรียนประจำบทที่ 2 1.1 แบบทดสอบการเลือกใช้คอร์ดรองในการประสานเสียงสี่แนว ถูกต้องตามหลักการประสาน เสียงโดยเกิดข้อผิดพลาดไม่เกิน 3 รายการ 2 คะแนน 1.2 แบบสังเกตการทำกิจกรรมกลุ่ม 2 คะแนน 1.3 แบบฝึกหัดท้ายบท 2 คะแนน รวมคะแนนประจำบทที่ 2 จำนวน 6 คะแนน 2. การวัดผล 2.1 คะแนนระหว่างภาคเรียน 70 คะแนน 2.1.1 เข้าชั้นเรียน 5 คะแนน 2.1.2 งานรายบุคคล / รายกลุ่ม 45 คะแนน 2.1.3 ทดสอบกลางภาค 20 คะแนน 2.2 คะแนนปลายภาคเรียน 30 คะแนน รวม 100 คะแนน 3. การประเมินผล ระดับ ได้คะแนนร้อยละ A 80 - 100 B+ 75 - 79 B 70 - 74 C+ 65 - 69 C 60 - 64 D+ 55 - 59 D 50 - 54 F 0 - 49
44
44 บทที่ 2 การประสานเสียงไดอาโทนิคด้วยคอร์ดรอง ในการประสานเสียงดนตรีตะวันตกนั้น นอกจากจะให้ความสำคัญกับคอร์ดหลักที่บอกความ เป็นดนตรีอิงกุญแจเสียงแล้ว ยังต้องอาศัยคอร์ดรองที่ทำหน้าที่เติมเต็มเสียงประสานให้มีความน่าสนใจ เกิดความหลากหลายของบทเพลง ทำให้นักประพันธ์เพลงหรือนักเรียบเรียงเสียงประสานมีทางเลือกที่ หลากหลายในการแต่งเติมรายละเอียดของบทเพลงให้มีความวิจิตรซับซ้อนมากขึ้น นักศึกษาจึงควรให้ ความใส่ใจเรียนรู้คอร์ดรองไม่น้อยไปกว่าคอร์ดหลักของกุญแจเสียง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดได้ โดย การประสานเสียงคอร์ดรองมีรายละเอียดที่จะนำเสนอ ดังต่อไปนี้ ความหมายของคอร์ดรอง ณัชชา โสคติยานุรักษ์ (2547 : 277) ได้ให้ความหมายของคอร์ดรองหมายถึงคอร์ดหรือ ตรัยแอ็ดลำดับที่ II III VI และ VII ของกุญแจเสียง และยังได้กล่าวถึงประเด็นในการประสานเสียงสี่ แนวอีกว่าคอร์ดรองเป็นกลุ่มคอร์ดที่ให้น้ำหนักเสียงที่เบาบางกว่าคอร์ดหลักเหมาะแก่การแต่งเติมสีสัน ให้กับบทเพลง (ณัชชา โสคติยานุรักษ์, 2548 : 181) นอกจากนี้ Gauldin (1997 : 239) ยังได้เสนอว่า คอร์ดหรือตรัยแอ็ดมีเดียนและสับมีเดียนมีความสัมพันธ์หรือเป็นหมวดหมู่ย่อยของโทนิคตรัยแอ็ดเนื่อง จากมีโน้ตสมาชิกร่วมกันหลายตัว ด้วยเหตุนี้จึงสามารถนำมาใช้แทนกันหรือตบแต่งให้กับโทนิคตรัยแอ็ดได้ เช่นเดียวกันกับ Benjamin,Horvit & Nelson (2008: 82,100,106) กล่าวว่าคอร์ดรอง II ทำ หน้าที่เตรียมเข้าสู่ดอมินันท์และบางครั้งใช้แทนที่ IV ส่วน III และ VI ทำหน้าที่ตบแต่งและแทนที่เสียง ประสานให้กับคอร์ดหลักโดยมีบทบาทรองลงมาจากคอร์ดหลัก สำหรับคอร์ด VII นั้นทำหน้าที่แทน V ในช่วงจุดพัก จากนิยามความหมายดังกล่าวพอสรุปได้ว่าการประสานเสียงไดอาโทนิคด้วยคอร์ดรองหมายถึง การใช้ตรัยแอ็ด II III VIและ VII ของกุญแจเสียงในการประสานเสียงโดยมีบทบาทเพื่อใช้ตบแต่ง แทนที่ให้กับคอร์ดหลัก ตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิค ตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิค (หรือคอร์ดลำดับที่ 2 ของบันไดเสียง) โดยในบันไดเสียงชนิดเมเจอร์จะ เป็นตรัยแอ็ดชนิดไมเนอร์และในบันไดเสียงไมเนอร์จะเป็นตรัยแอ็ดชนิดดิมินิชด์ส่วนใหญ่จะนำมาใช้อยู่ ในรูปคอร์ดพลิกกลับครั้งที่ 1 (First Inversion) มากกว่ารูปพื้นต้น (Root Position) โดยเฉพาะบันได เสียงไมเนอร์ ดังรูปภาพต่อไปนี้
45 รูปภาพที่ 2.1 แสดงโครงสร้างตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิคทั้งกุญแจเสียงเมเจอร์และไมเนอร์ 1. การทำหน้าที่ของตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิค โดยทั่วไปทำหน้าที่เป็นตัวที่จะนำไปสู่คอร์ดดอมินันท์ เช่นเดียวกับการดำเนินคอร์ดแบบ IV – V ตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิคอาจทำหน้าที่คล้ายกับการดำเนินคอร์ดจากดอมินันท์ไปสู่คอร์ดดอมินันท์ โดยการเคลื่อนที่ลงแบบคู่ 5 สัมพันธ์ (Descending Fifth Relationship) ก่อนที่จะไปจบที่คอร์ดโทนิค 2. การทบโน้ตของตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิค 1) ตรัยแอ็ด ii ในรูปพื้นต้น ให้ทบโน้ตรูทจะเป็นการดีที่สุด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ สามารถทบคู่ 3 หรือ 5 ได้ 2) ตรัยแอ็ด ii ในรูปพลิกกลับครั้งที่ 1 นิยมทบโน้ตคู่ 3 จะเป็นการดีที่สุด แต่หาก หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็สามารถทบโน้ตรูทหรือ 5 ได้ 3) ตรัยแอ็ด ii ๐ หรือ ii ๐ 6 สามารถทบโน้ตคู่ 3 ได้ส่วนโน้ตรูทสามารถนำมาทบได้ใน บางครั้ง สำหรับโน้ตคู่ 5 ไม่นิยมนำมาทบ 3. การประสานเสียง 4 แนวสำหรับตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิค ตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิค อาจตามหลังคอร์ดโทนิคหรือคอร์ดสับดอมินันท์โดยมี รายละเอียดดังนี้ 1. เมื่อต้องการเคลื่อนจากคอร์ดI ไปสู่ ii หรือ i ไปสู่ ii ๐ โดยคอร์ดทั้งสองนั้น อยู่ในรูปพื้นต้น แนวบนสุดมักจะเคลื่อนที่สวนทาง (Contrary Motion) กับแนวเบส แต่บางครั้งก็นิยมให้ โน้ตคู่ 3 ของคอร์ด I หรือ i เคลื่อนเข้าหาโน้ตขั้นคู่ 3 ของคอร์ด ii หรือ ii ๐ ภาพที่ 2.2 แสดงการดำเนินเสียงประสานจาก I – ii หรือ i - ii ๐
46 2. เมื่อต้องการเคลื่อนจากคอร์ด IV – ii หรือ iv – ii ๐ โดยทั้งสองคอร์ดอยู่ใน รูปพื้นต้น ให้ยึดโน้ตร่วม (Common Note) ของทั้งสองคอร์ดให้อยู่แนวเดียวกัน ภาพที่2.3 แสดงการดำเนินเสียงประสาน IV – ii หรือ iv – ii ๐ 3. เมื่อคอร์ดใดคอร์ดหนึ่ง (หรือทั้งสองคอร์ด) เป็นคอร์ดพลิกกลับครั้งที่ 1 ให้ แต่ละแนวเคลื่อนที่หากันในระยะใกล้กันมากที่สุด ภาพที่ 2.4 แสดงการเขียนเสียงประสาน 4 แนวสำหรับการพลิกกลับครั้งที่ 1 ของตรัยแอ็ดซุปเปอร์ โทนิคพลิกกลับครั้งที่ 1 4. การเชื่อมตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิคกับคอร์ด V และ V 7 โดยใช้ตรัยแอ็ด ซุปเปอร์โทนิคในรูปพื้นต้น 4.1) แนวเบสเคลื่อนจากโน้ตรูท ของ ii ไปหาโน้ตรูทของคอร์ด V 4.2) สามแนวที่เหลือเคลื่อนที่สวนทางกับแนวเบสในระยะชิดที่สุด 4.3) โน้ตคู่3 ของ ii ให้อยู่ในแนวเสียงเดียวกันหรือลากเสียงให้ ต่อเนื่องกันกับโน้ตคู่ 7 ของ V 7 4.4) โน้ตคู่ 5 ของ ii ๐ ในบันไดเสียงไมเนอร์ ซึ่งเป็นโน้ตที่มีแนวโน้ม จะต้องเกลา (Tendency Tone) มักจะเคลื่อนลงหา โน้ตรูทของ V
47 ภาพที่ 2.5 แสดงตัวอย่างการเชื่อมตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิคกับคอร์ดดอมินันท์ และคอร์ดดอมินันท์เซเว่นท์ 5. การเชื่อมคอร์ดโดยใช้โน้ตร่วม (Common Connection) สามารถทำได้ใน กรณีที่เป็นซุปเปอร์โทนิค ชนิดไมเนอร์เท่านั้น การทบโน้ตรูท อนุญาตให้เสียงใดเสียงหนึ่งกระโดด (Leap) ข้ามขั้นไปหาโน้ตคู่ 7 ของ V 7 หรืออาจใช้วิธีให้อยู่ในแนวเสียงเดียวกันหรือลากเสียงให้ต่อเนื่องกันกับโน้ต คู่ 7 ของ V 7 ภาพที่ 2.6 แสดงตัวอย่างการเชื่อมตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิคกับคอร์ดดอมินันท์ด้วยโน้ตร่วมในกุญแจเสียง ไมเนอร์ 6. ตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิคในรูปพลิกกลับครั้งที่ 1 มีหลักการคล้ายการดำเนิน คอร์ด IV – V สังเกตุการทบโน้ต จะมีการทบที่โน้ตรูท โดยมีการเคลื่อนที่แบบกระโดดหรืออาจใช้วิธีให้ อยู่ในแนวเสียงเดียวกันหรือลากเสียงให้ต่อเนื่องกัน ภาพที่2.7 การประสานเสียงตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิคในรูปพลิกกลับครั้งที่ 1
48 7. การเชื่อมคอร์ดด้วยโน้ตร่วมในบันไดเสียงเมเจอร์ ภาพที่2.8 การประสานเสียงตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิคกับคอร์ดดอมินันท์โดยใช้โน้ตร่วมในกุญแจเสียง เมเจอร์ 8. ในการเชื่อมโน้ตร่วมในบันไดเสียงไมเนอร์นั้น โน้ตคู่ 5 ของซุปเปอร์โทนิค ตรัยแอ็ดจะต้องเคลื่อนลงและหลีกเลี่ยงการเคลื่อนที่ในขั้นคู่ออกเมนเต็ท ภาพที่ 2.9 การหลีกเลี่ยงการเคลื่อนที่ของทำนองในขั้นคู่เสียงออกเมนเต็ท ตรัยแอ็ดสับมีเดียนและตรัยแอ็ดมีเดียน เลขโรมัน VI และ vi หมายถึงตรัยแอ็ดเมเจอร์และไมเนอร์ ซึ่งเป็นตรัยแอ็ดลำดับที่ 6 ของ บันไดเสียง เลขโรมัน III และ iii หมายถึงตรัยแอ็ดเมเจอร์และไมเนอร์ ซึ่งเป็นตรัยแอ็ดลำดับที่ 3 ของ บันไดเสียง ภาพที่ 2.10 แสดงโครงสร้างตรัยแอ็ดสับมีเดียนและตรัยแอ็ดมีเดียน
49 1. การทำหน้าที่ของตรัยแอ็ดสับมีเดียนและตรัยแอ็ดมีเดียน จัดว่าเป็นคอร์ดรอง (Secondary Chord ) มีความสำคัญรองลงมาจากคอร์ดหลัก (Primary Chord) ซึ่งได้แก่ I, IV และ V โดยคอร์ดรองสามารถนำมาใช้เป็นคอร์ดประดับ(Embellishing Chords) หรือเป็นคอร์ดแทน (Substitution Chords) 1.1 การดำเนินคอร์ด (Chord Progression) 1) ตรัยแอ็ด VI มักจะนำหน้า III , Iและ V และมักจะตามหลัง II,V หรือ IV ภาพที่ 2.11 ตัวอย่างการดำเนินคอร์ดด้วยตรัยแอ็ดสับมีเดียนและตรัยแอ็ดมีเดียน 2) การดำเนินคอร์ด V – VI หรือ V 7 – VI เป็นการเกลาที่เรียกว่า “การเกลา แบบดีเซพทีฟ” (Deceptive Resolution) เมื่อการดำเนินคอร์ดดังกล่าวถูกใช้เป็นจุดพัก (Cadence) เรียกว่า “จุดพักแบบดีเซพทีฟ” (Deceptive Cadence) สังเกตว่าโดยปกติแล้วการเกลาโน้ตลีดดิ้ง และ โน้ตคู่ 7 ของคอร์ดดอมินันท์เซเว่นท์จะทำให้คอร์ด VI ที่ตามมาจำเป็นต้องทบคู่ 3 ไปด้วย ภาพที่ 2.12 ตัวอย่างการเกลาดีเซพทีฟที่ใช้V – VI หรือ V 7 – VI 3) ตรัยแอ็ด III โดยปกติจะถูกนำหน้าคอร์ด I หรือ VI และมักจะมีตรัยแอ็ด IV หรือ VI ตามหลังเสมอ
50 ภาพที่ 2.13 แสดงรูปแบบการดำเนินคอร์ดที่ใช้ตรัยแอ็ดสับมีเดียนและตรัยแอ็ดมีเดียน 2. การใช้วิธีประสานเสียงตรัยแอ็ดสับมีเดียนและตรัยแอ็ดมีเดียน แบบแนวนอน (Linear Uses) 1) ตรัยแอ็ด VI ในรูปพื้นต้นสามารถนำมาใช้ประดับคอร์ด I โดยใช้ที่จังหวะเบาของ ห้องเพลง ภาพที่ 2.14 แสดงการใช้คอร์ด VI ประดับคอร์ด I 2) ทั้งตรัยแอ็ด VI6 และ III6 ให้เสียงที่มีน้ำหนักเบา บางครั้งสามารถใช้บนจังหวะ หนัก (Strong Beat) ได้
51 ภาพที่ 2.15 แสดงการใช้คอร์ด VI6 และ III6 สำหรับบนจังหวะหนักของห้องเพลง จากตัวอย่างดังกล่าวช่วยให้เราเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการประสานเสียงในมิติแนวนอน (Linear Chord) โดยพิจารณาตรัยแอ็ดลำดับที่ 3 และ 6 ของบันไดเสียงและการใช้โน้ตนอกคอร์ด ตรัยแอ็ดลีดดิ้งโทน ลีดดิ้งโทนตรัยแอ็ด หรือดิมินิชด์ ตรัยแอ็ด ซึ่งพบได้ทั้งในกุญแจเสียงแบบเมเจอร์และแบบ ไมเนอร์ ซึ่งประกอบไปด้วยขั้นคู่สามเสียง (Tritone) ภาพที่ 2.16 แสดงโครงสร้างตรัยแอ็ดลิดดิ้งโทนทั้งกุญแจเสียงเมเจอร์และไมเนอร์ 1. การทำหน้าที่ของตรัยแอ็ดลีดดิ้งโทน คล้ายคอร์ดดอมินันท์ ยกเว้นกรณีที่เป็นจุดพัก (Cadence) ซึ่งจะต้องใช้คอร์ด V บางครั้งอาจใช้เป็นคอร์ดประดับในแนวนอน (Linear Embellishing) ก็ได้ ส่วนใหญ่มักจะใช้ในรูปพลิก กลับครั้งที่ 1 ในรูปพื้นพบไม่บ่อยนัก ส่วนการพลิกกลับครั้งที่ 2 แทบไม่ปรากฏเลย 2. การทบโน้ตตรัยแอ็ดลีดดิ้งโทน ในการประสานเสียงลีดดิ้งคอร์ดนั้นส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการทบโน้ตคู่ 3 และไม่ นิยมทบโน้ตรูท เพราะจะทำให้เกิดโน้ตที่ไม่มั่นคงของกุญแจเสียงมากถึง 2 ตัว 3. การจัดวางแนวเสียง 1) โน้ตรูทของลีดดิ้งโทนตรัยแอ็ด (หรือโน้ตลำดับที่ 7 ของบันไดเสียง) ต้องเกลาขึ้นแบบ ตามขั้น (Step) 2) โน้ตขั้นคู่ 3 ของคอร์ดโดยทั่วไปจะเคลื่อนลงแบบตามขั้นขณะที่แนวใดแนวหนึ่ง จะต้องเคลื่อนขึ้นเพื่อให้สวนทางกัน
52 3) โน้ตคู่ 5 ของคอร์ดซึ่งเป็นโน้ตที่มีแนวโน้มจะต้องเกลา (Tendency Note) จะใช้ วิธีการเกลาแบบอิสระ โดยเคลื่อนขึ้นแบบตามขั้นไปหาโน้ตคู่ 5 ของคอร์ดโทนิค สังเกตตัวอย่างการเกลา ข้อที่ 3 ซึ่งแนวนอก (Outer Voice) เป็นขั้นคู่ 3 เสียง (Tritone) ภาพที่ 2.17 แสดงการประสานเสียงตรัยแอ็ดลีดดิ้งโทน ซุปเปอร์โทนิคเซเว่นคอร์ด ในกุญแจเสียงเมเจอร์ ซุปเปอร์โทนิคคอร์ด เกิดจากตรัยแอ็ดชนิดไมเนอร์บวกกับโน้ตขั้นคู่ 7 ไมเนอร์ (Minor triad + m7) เรียกว่า “ไมเนอร์เซเว่นท์ คอร์ด” (Minor Seventh Chord) (ตัวอย่าง 2.18 ก.) สำหรับกุญแจเสียงไมเนอร์ ซุปเปอร์โทนิคคอร์ด เกิดจากดิมินิชด์ตรัยแอ็ดบวกกับโน้ตขั้นคู่ 7 ไม เนอร์ (Diminished Triad + m7) เรียกว่า “ฮาร์ฟดิมินิชด์ เซเว่นท์ คอร์ด” (Half Diminished Seventh Chord) ใช้สัญลักษณ์ “ ” ซึ่ง ii (ตัวอย่าง 2.18 ข.) มักจะถูกใช้เป็นคอร์ดยืมมาจากกุญแจเสียงไม เนอร์มาใช้ในกุญแจเสียงเมเจอร์ ภาพที่ 2.18 แสดงโครงสร้างซุปเปอร์โทนิคเซเว่นคอร์ด ในบางครั้งกุญแจเสียงไมเนอร์อาจารย์มีการปรับชนิดของ ii 7 ให้กลายเป็น ได้เช่นกันแต่ นำมาใช้ค่อนข้างน้อยเนื่องจากคอร์ด ที่ตามมาอาจมีปัญหาในการทบโน้ตลีดดิ้งซึ่งทำให้เสียงคอร์ดมี ความไม่มั่นคง (Kosta & Penny,1995 : 228) (ตัวอย่าง 2.18 ค.) 1. การทำหน้าที่คอร์ดและการจัดวางแนวเสียงซุปเปอร์โทนิคเซเว่นท์คอร์ด โดยปกติซุปเปอร์โทนิค เซเว่นท์คอร์ดจะนิยมใช้นำหน้าคอร์ด V หรือ V 7 1.1 การจัดวางแนวเสียง (Voice Leading) 1) ซุปเปอร์โทนิคไปหาดอมินันท์
53 1.1) โน้ตขั้นคู่ 7 ที่อยู่ข้างหน้าเกลาลงตามขั้น (Step) 1.2) โน้ตขั้นคู่ 5 เคลื่อนลงตามขั้นหรืออาจเคลื่อนแบบกระโดด (Skip) ไปหาโน้ตขั้นคู่ 7 ของ V 7 1.3) โน้ตขั้นคู่ 3 อาจกระโดดลงหรือคงระดับเสียงเดิมค้างเอาไว้ไว้ซึ่ง จะกลายเป็นโน้ตขั้นคู่ 7 ของคอร์ด V 7 แต่ในกรณีที่เป็นการพลิกกลับคอร์ดครั้งที่ 1 โน้ตขั้นคู่ 3 เคลื่อนขึ้น ตามขั้นไปหาโน้ตรูท ของคอร์ด V 1.4) ใช้โน้ตรูทของ ii7 เคลื่อนหาโน้ตรูทของ V หรือคงระดับเสียงเดิม ค้างเอาไว้ (กรณีที่เป็นการพลิกกลับคอร์ด) ภาพที่ 2.19 แสดงตัวอย่างการดำเนินเสียงประสานและการจัดวางแนวเสียงของซุปเปอร์โทนิค เซเว่นท์คอร์ด
54 2) เมื่อพิจารณาการดำเนินคอร์ดในแนวนอน คอร์ด ii7 อาจทำหน้าที่เป็นเน บอร์ริ่งคอร์ด หรืออาจเป็นพาสซิ่งคอร์ด ตัวอย่างที่ 2 แสดงลักษณะการประสานเสียงสามแนว ส่วนมาก นิยมเขียนให้อยู่ในพื้นผิวแบบคีย์บอร์ด (Keyboard Texture) รูปภาพที่ 2.20 แสดงการใช้ซุปเปอร์โทนิคเซเว่นท์คอร์ดเป็นเนบอร์ริ่งคอร์ด และพาสซิ่งคอร์ดเพื่อประดับ ประดาตรัยแอ็ดโทนิค 3) อาจใช้จุดพักแบบเปลกัล ในทางเดินคอร์ดแบบ ii - I ซึ่งซุปเปอร์โทนิค เซเว่นท์คอร์ดถูกนำมาใช้แทนที่ IV รูปภาพที่ 2.21 แสดงการใช้ซุปเปอร์โทนิคเซเว่นท์คอร์ดพลิกกลับครั้งที่ 1 มาแทนที่ IV บนจุดพักแบบ เปลกัล ลีดดิ้งโทนเซเว่นคอร์ด คอร์ดเซเว่นท์ที่อยู่ในลำดับที่ 7 ของบันไดเสียงคือ “ลีดดิ้งโทนเซเว่นท์คอร์ด” ในบันไดเสียง ไมเนอร์ ลีดดิ้งโทนเซเว่นท์คอร์ด เกิดจากดิมินิชด์ตรัยแอ็ดบวกโน้ตขั้นคู่ 7 ดิมินิชด์ (Diminished+d7) ซึ่ง เรียกว่า ฟูลลี่ ดิมินิชด์ เซเว่นท์ คอร์ด (Fully Diminished Seventh Chord) ใช้สัญลักษณ์“ vii ๐7 ” โดยลีดดิ้งโทนเซเว่นท์คอร์ดในกุญแจเสียงไมเนอร์จะมีโน้ตรูทเป็นขั้นที่ 7 ปรับระดับเสียงขึ้น (ตาม โครงสร้างบันไดเสียงไมเนอร์แบบฮาร์โมนิกส์) และเป็นคอร์ดชนิดฟูลลี่ดิมินิชด์เซเว่นท์คอร์ด ดังรูปภาพที่ 2.22
55 ภาพที่ 2.22 แสดงโครงสร้างลีดดิ้งโทนเซเว่นคอร์ด นอกจากนี้ในบันไดเสียงเมเจอร์ ตรัยแอ็ดดิมินิชด์บวกกับโน้ตขั้นคู่ 7 ไมเนอร์ (Diminished + m7) เรียกว่าฮาร์ฟดิมินิชด์เซเว่นท์คอร์ด (Half Diminished Chord) ใช้สัญลักษณ์“ vii 7 ”แต่บางครั้ง อาจพบว่ามีการใช้คอร์ดทั้ง 2 ชนิดในกุญแจเสียงเดียวกัน โดยสามารถพิจารณาความแตกต่างของคอร์ด ทั้งสองชนิด โดยฟูลลี่ดิมินิชด์เซเว่นท์คอร์ด ที่ใช้ในกุญแจเสียงเมเจอร์นั้น ต้องทำให้โน้ตขั้นที่ ของ บันไดเสียง (ตัวที่ 7 ของคอร์ด) ลดลงครึ่งเสียง ดังรูปภาพที่ 2.23 ภาพที่ 2.23 แสดงลีดดิ้งโทนเซเว่นท์คอร์ดทั้งชนิด vii๐b7 และ vii 7 ที่นำมาใช้ในกุญแจเสียงเมเจอร์ 1. การทำหน้าที่ของลีดดิ้งโทนเซเว่นท์คอร์ด ทำหน้าที่คล้ายดอมินันท์คอร์ด อาจใช้แทนตำแหน่งของดอมินันท์ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของท่อนเพลงหรือตอนจบของเพลงมักจะใช้คอร์ดดอมินันท์มากกว่า โดยปกติจะเกลาเข้าหา โทนิคคอร์ด เนื่องจากโน้ตรูท โน้ตขั้นคู่ 5 และขั้นคู่ 7 เป็นโน้ตที่จะต้องเกลา (Tendency Note) ซึ่งเป็น การเกลาตามแบบแผน (Strict Resolution) 1.1 สำหรับคอร์ดฟูลลี่ดิมินิชด์เซเว่นท์ จะเกลาลงตามขั้นโดยโน้ตขั้นคู่ 5 จะเกลาลงตาม ขั้น โน้ตขั้นคู่ 3 จะเกลาขึ้นหรือเกลาลงก็ได้ ส่วนโน้ตรูทจะเกลาขึ้นตามขั้น การเคลื่อนจากขั้นคู่ d5 ไปหา P5 สามารถทำได้ กรณีที่อยู่ในแนวใน (Inner Voice) เมื่อมีการเกลาโน้ตขั้นคู่ 3 เสียง (Tritone) ต้อง เกลาตามแผน คอร์ดโทนิคที่ตามมา อาจมีการทบโน้ตขั้นคู่ 3 เกิดขึ้น ภาพที่ 2.24 แสดงการจัดวางแนวเสียงลีดดิ้งโทนเซเว่นท์คอร์ด
56 1.2 กรณีที่เป็น ฮาร์ฟดิมินิชด์ เซเว่นท์คอร์ด จะเกลาคล้ายกับฟูลลี่ดิมินิชด์ เซเว่นท์ คอร์ด ยกเว้นกรณีที่ โน้ตขั้นคู่ 3 ของคอร์ดอยู่ในแนวที่สูงกว่าขั้นคู่ 7 จะไม่สามารถเกลาลงตามขั้นได้เลย เพราะจะทำให้เกิดการเคลื่อนที่แบบขนานขั้นคู่ 5 เปอร์เฟคท์ (Parallel Perfect Fifths) ดังนั้นขั้นคู่3 จะต้องเกลาขึ้นตามขั้นเท่านั้น หรือไม่เช่นนั้นก็ควรจัดวางให้ขั้นคู่ 3 อยู่บนแนวที่เหนือกว่าขั้นคู่ 7 ภาพที่ 2.25 ตัวอย่างการเกลาตามแบบแผนในกรณีที่เป็นคอร์ดพลิกกลับ
57 สรุป บทบาทและหน้าที่ของคอร์ดรอง ได้แก่ ตรัยแอ็ดซุปเปอร์โทนิค สับมีเดียนมีเดียน มีบทบาทใน การประดับประดาตบแต่งเสียงประสานคอร์ดหลัก เพื่อให้เสียงประสานของบทเพลงมีความสมบูรณ์ และ เกิดความน่าสนใจมากขึ้น คอร์ดรองดังกล่าวยังสามารถนำมาพิจารณาประสานเสียงได้ทั้งแนวตั้งและ แนวนอน ในรูปแบบเนบอร์ริ่งคอร์ด และพาสซิ่งคอร์ด สิ่งที่ต้องคำนึงและพึงระมัดระวังคือการวางแนว เสียงและการทบโน้ต เพื่อสร้างความสมดุลของแนวเสียง และการเคลื่อนที่อย่างประณีตสำหรับซุปเปอร์ โทนิคเซเว่นท์คอร์ดและลิงดิ้งเซเว่นท์คอร์ดก็เป็นคอร์ดชนิดทบเจ็ดที่ถูกนำมาใช้ในการประดับประดา คอร์ดและถูกนำมาใช้ในจุดพักของเพลงได้เช่นกัน ด้วยความที่มีเสียงประสานต่างกัน 4 แนวเสียงจึงทำให้ สามารถนำวิธีการพลิกกลับมาใช้ได้ค่อนข้างหลากหลาย และให้เสียงที่แตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับความ ต้องการของนักประพันธ์
58 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จงเขียนเสียงประสานสี่แนวตามแนวโซปราโนที่กำหนดให้ โดยใช้ ii6 หรือ ii๐6 บนตำแหน่งที่กำกับ สัญลักษณ์ดอกจัน (*) 2. จงเขียนเสียงประสานสี่แนว ตามแนวเบสและเบสตัวเลขที่กำหนดพร้อมนำโน้ตนอกคอร์ดที่ได้ศึกษา มาแล้วนำมาใช้ 3. จากทำนองที่กำหนดให้จงนำมาเรียบเรียงเสียงประสาน 4 แนว
59 4. จากทำนองที่กำหนดให้แต่ละข้อย่อยจงประสานเสียง 4 แนว โดยพิจารณาใช้ตามความเหมาะสมและ อิงคอร์ดที่โจทย์บังคับใช้ 5. จงเกลาลีดดิ้งโทนเซเว่นท์คอร์ดตามโจทย์ที่กำหนดให้
60 เอกสารอ้างอิง ณัชชา โสคติญานุรักษ์. (2547). พจนานุกรมศัพท์ดุริยางคศิลป์.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. _______.(2548). การเขียนเสียงประสานสี่แนว.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. Benjamin, T., Horvit, M. & Nelson, R. (2003). Technique and Material of Music (6 th ed.). United State of America: Thomson Schirmer. Gauldin,R. (1997). Harmonic Practice in Tonal Music. New York: W. W. Norton & Company. Kostka, S., & Payne, D. (1995). Tonal Harmony with an Introduction to Twentieth-Century Music. (3th ed.). United State of America: R.R. Donnelley & Sons.
61 แผนการสอนประจำบทที่ 3 เนื้อหา 1. คอร์ดเคเดนเชียลหกสี่ เป็นการใช้ตรัยแอ็ดโทนิคพลิกกลับครั้งที่ 2 เพื่อขยายคอร์ดดอมินันท์ที่จุดพักของบทเพลง 2. คอร์ดประดับประดาในแนวนอน เป็นการประสานเสียงด้วยคอร์ดหก - สี่ หรือตรัยแอ็ดพลิกกลับครั้งที่ 2 ลงบนโน้ตนอกคอร์ด ได้แก่ 2.1 เนบอร์ริ่งคอร์ด 2.1 พาสซิ่งคอร์ด 2.3 แอพป็อคเจียทูราคอร์ดและซัสเพนชั่นคอร์ด 3. การแปรคุณคุณลักษณะทางเสียงของตรัยแอ็ด เป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดของตรัยแอ็ดที่สัมพันธ์กับโครงสร้างบันไดเสียงที่ต่างชนิดกัน ได้แก่ 3.1 การแปรคุณลักษณะทางเสียงแบบเมโลดิกไมเนอร์ 3.2 การยืมคอร์ด(การสลับโหมดและการผสมคอร์ดต่างกุญแจเสียง) 4. ไดอาโทนิคเซเว่นท์คอร์ดอื่น ๆ เป็นการใช้ไดอาโทนิคคอร์ดที่ทบโน้ตขั้นที่เจ็ดในการประสานเสียงซึ่งมีวิธีการประสานเสียงที่เป็น ลักษณะเฉพาะ ได้แก่ 4.1 การทบโน้ต 4.2 การดำเนินเสียงประสาน 5. คอร์ดประดับดิมินิชด์เป็นตรัยแอ็ดและคอร์ดทบเจ็ดชนิดดิมินิชด์ที่นำมาใช้ประดับตรัยแอ็ดหรือคอร์ด ชนิดเมเจอร์ ซึ่งประกอบไปด้วย 5.1 คอร์ดประดับดิมินิชด์แบบเนบอร์ริ่งคอร์ด 5.2 คอร์ดประดับดิมินิชด์แบบพาสซิ่งคอร์ด 5.3 คอร์ดประดับดิมินิชด์แบบแอพป็อกเจียทูร่าคอร์ดและซัสเพนชั่นคอร์ด สรุป แบบฝึกหัดท้ายบท เอกสารอ้างอิง วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. เมื่อกำหนดทำนองเพลงให้ นักศึกษาสามารถระบุชนิดของโน้ตนอกคอร์ดเพื่อใช้คอร์ดประดับประดาได้ ถูกต้องทุกข้อ
62 2. เมื่อกำหนดทำนองเพลงให้นักศึกษาสามารถใช้คอร์ดประดับประดามาประสานสียง 4 แนวได้อย่างน้อย 5 ชนิดขึ้นไป วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจำบท 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียนโดยการเปิดตัวอย่างเพลงทั้งดนตรีคลาสสิกและดนตรีสมัยนิยมที่ใช้เสียงประสาน ด้วยคอร์ดประดับประดา คอร์ดที่แปรคุณภาพเสียง คอร์ดไดอาโทนิคเซเว่นท์ และคอร์ดดิมินิชด์ที่นำมาประดับเสียง ประสานทั้งกุญแจเสียงเมเจอร์และไมเนอร์ เพื่อให้นักศึกษาฟังและสังเกตถึงการเคลื่อนที่ของคอร์ดดังกล่าว 2. ผู้สอนบรรยายและสาธิตเกี่ยวกับโครงสร้างของคอร์ดประดับประดา คอร์ดที่แปรคุณภาพเสียง คอร์ดได อาโทนิคเซเว่นท์ และคอร์ดดิมินิชด์ ในการสาธิตนั้นผู้สอนจะกดเปียโนให้นักศึกษาฟัง ทั้งในรูปแบบการกระจาย สมาชิกคอร์ด (Arpeggio) และการบล็อกคอร์ด (Blocked Chord) เพื่อให้นักศึกษาคุ้นเคยในบริบทของเสียงแบบ ต่าง ๆ 3. ผู้สอนบรรยายโดยนำโน้ตทำนองเพลงสั้น ๆ มาเป็นตัวอย่างของการทำหน้าที่คอร์ดประดับประดา สำหรับการดำเนินคอร์ด 4. ผู้สอนบรรยายและสาธิตวิธีการวางแนวเสียงประดับประดาสำหรับการประสานเสียง 4 แนว 5. ผู้สอนแบ่งกลุ่มนักศึกษา มอบหมายเพลงตัวอย่างให้แต่ละกลุ่มวิเคราะห์และอภิปรายแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับการประสานเสียงสี่แนวโดยใช้คอร์ดประดับประดาคอร์ดที่แปรคุณภาพเสียง คอร์ดไดอาโทนิคเซเว่นท์ และคอร์ดดิมินิชด์ โดยผู้สอนจะสำรวจแต่ละกลุ่มและให้คำแนะนำเพิ่มเติม จากนั้นให้แต่ละกลุ่มสรุปประเด็นสำคัญ ที่ได้จากเพลงตัวอย่างที่กลุ่มตนได้รับและออกมานำเสนอ 6. ผู้สอนสรุปสาระสำคัญของวิธีการประสานเสียง 4 แนวสำหรับคอร์ดประดับประดา คอร์ดที่แปรคุณภาพ เสียง คอร์ดไดอาโทนิคเซเว่นท์ และคอร์ดดิมินิชด์ 7. ผู้สอนมอบหมายให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3 สื่อการเรียนการสอน 1. สื่อประเภทเอกสาร ผู้สอนใช้เอกสารประกอบการสอนวิชาทฤษฎีดนตรีตะวันตก 2 ที่ได้จัดทำขึ้นในการสอน และ โน้ตเพลงตัวอย่างที่ผู้สอนกำหนดเองและจากบทเพลงต้นฉบับ 2. สื่อประเภทเครื่องดนตรี ผู้สอนใช้เครื่องดนตรีที่สามารถสาธิตได้ทั้งเสียงประสานและทำนองพร้อม ๆ กันได้ โดยใช้เปียโน เป็นเครื่องดนตรีหลักในการประกอบการสอน 3. สื่อออนไลน์ ผู้สอนใช้ตัวอย่างบทเพลงที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจผ่านการรับชมและรับ ฟังเสียงประสานชนิดต่าง ๆ ผ่านสื่อออนไลน์ ได้แก่ ยูทูป และสปอตทิฟาย
63 4. สื่อประเภทโปรแกรมโน้ตดนตรี ผู้สอนได้นำโปรแกรมบันทึกโน้ตเพลงมาใช้เพื่อสาธิตตัวอย่างบทเพลงและการประสานเสียงที่ ซับซ้อนและผู้เรียนสามารถฟังผ่านโปรแกรมได้ทันที การวัดผลและประเมินผล 1. การวัดผลกิจกรรมในชั้นเรียนประจำบทที่ 3 1.1 แบบทดสอบการใช้คอร์ดประดับประดาในการประสานสียง 4 แนวจากทำนองที่กำหนดให้ 2 คะแนน 1.2 แบบสังเกตการทำกิจกรรมกลุ่ม 2 คะแนน 1.3 แบบฝึกหัดท้ายบท 2 คะแนน รวมคะแนนประจำบทที่ 3 จำนวน 6 คะแนน 2. การวัดผล 2.1 คะแนนระหว่างภาคเรียน 70 คะแนน 2.1.1 เข้าชั้นเรียน 5 คะแนน 2.1.2 งานรายบุคคล / รายกลุ่ม 45 คะแนน 2.1.3 ทดสอบกลางภาค 20 คะแนน 2.2 คะแนนปลายภาคเรียน 30 คะแนน รวม 100 คะแนน 3. การประเมินผล ระดับ ได้คะแนนร้อยละ A 80 - 100 B+ 75 - 79 B 70 - 74 C+ 65 - 69 C 60 - 64 D+ 55 - 59 D 50 - 54 F 0 - 49
64 บทที่ 3 การใช้คอร์ดประดับประดา การประดับประดาเสียงประสานเป็นกลวิธีในการแต่งเติมรายละเอียดของบทเพลงให้มีความ วิจิตรซับซ้อน ช่วยให้บทเพลงมีความน่าสนใจไม่น่าเบื่อหน่าย โดยเฉพาะช่วงที่มีการยืดขยายเสียงประสาน คอร์ดหรือตรัยแอ็ดเสียงลากยาว ในบทนี้จะนำเสนอการใช้คอร์ดและตรัยแอ็ดรูปแบบวิธีการต่าง ในการ ประสานเสียงเพื่อการประดับประดาอันเป็นการเรียนรู้ทางเลือกที่หลากหลายในการนำไปใช้และเพื่อการ วิเคราะห์เสียงประสานดนตรีตะวันตกแบบแผน ความหมายของคอร์ดประดับประดา ณัชชา โสคติยานุรักษ์ (2547 : 95) กล่าวว่าคอร์ดประดับประดาเป็นคอร์ดที่มีบทบาทรองลงมา จากคอร์ดหลักเพื่อตบแต่งจากคอร์ดหนึ่งไปยังคอร์ดที่สำคัญกว่า เช่นเดียวกันกับวิบูลย์ ตระกูลฮุ้น (2564 : 174) ที่กล่าวว่าคอร์ดประดับประดาเป็นคอร์ดที่มาทำหน้าที่รองรับโน้ตนอกคอร์ดที่เป็นแนวทำนองเพื่อ ขยายคอร์ดสำคัญให้มีบทบาทที่ยาวมากขึ้น สอดคล้องกับ Roig – Francoli (2011: 212) ได้กล่าวถึง บทบาทของคอร์ดประดับประดาไว้ว่ามักเป็นคอร์ดหรือตรัยแอ็ดพลิกกลับครั้งที่ 2 ทำหน้าที่ยืดขยายคอร์ด หลักของเพลง จากนิยามดังกล่าวพอสรุปความหมายของคอร์ดประดับประดาได้ว่า เป็นคอร์ดหรือตรัยแอ็ดพลิก กลับส่วนมากเป็นการพลิกกลับครั้งที่ 2 เพื่อใช้ตบแต่งเพื่อยืดขยายคอร์ดสำคัญ โดยคอร์ดประดับประดา มักใช้ประสานเสียงรองรับและสนับสนุนโน้ตนอกคอร์ดที่อยู่บนแนวทำนองเพลง คอร์ดเคเดนเชียลหกสี่ คอร์ดโทนิคชนิดหก-สี่ (Tonic six – four chord) หรือสัญลักษณ์ I คือตรัยแอ็ดที่พลิกกลับ ครั้งที่2 โดยมีโน้ตขั้นคู่ที่ห้าของคอร์ดอยู่ที่แนวเบสโดยมีโน้ตขั้นคู่หกและขั้นคู่สี่อยู่ข้างบนโดยขั้นคู่สี่ ดังกล่าวจัดว่าเป็นขั้นคู่ที่มีเสียงกระด้าง (Dissonant) ภาพที่ 3.1 แสดงโครงสร้างคอร์ดโทนิคชนิดหก – สี่
65 1. การทำหน้าที่คอร์ด คอร์ดหลัก ชนิด หก-สี่ โดยปกติจะอยู่หน้าคอร์ด V หรือ V 7 บริเวณที่เป็นจุดพักแบบ ปิด (Authentic Cadence) หรือ จุดพักแบบเปิด (Half Cadence) โดยมีโน้ตที่มีระยะห่างเป็นคู่ 6 และคู่ 4 เหนือแนวเบส ซึ่งช่วยตกแต่งเสียงก่อนที่จะเข้าสู่คอร์ดดอมินันท์หรือคอร์ด V 2. การทบโน้ต โดยปกตินั้น โน้ตตัวที่ 5 ของคอร์ดจะอยู่ในแนวเบส และสามารถทบ (Doubled) แนว เสียงได้ ภาพที่ 3.2 แสดงการทบแนวเสียงของคอร์ดโทนิคหก – สี่ 3. การประสานเสียงคอร์ดโทนิคหก – สี่ 3.1 การเกลาแนวเสียงแบบปกติ (Normal Resolution) 1) แนวเบสคงตำแหน่งเดิมไว้ 2) โน้ตคู่ 6 และคู่ 4 อยู่เหนือแนวเบสเคลื่อนที่ลงตามขั้น 3) โน้ตคู่ 5 ที่เกิดจากการทบแนวเสียงนั้นให้คงตำแหน่งเดิมไว้หรืออาจเคลื่อน หาคู่ 7 ของคอร์ด V 7 4) การเกลาคอร์ดด้วยวิธีนี้ให้น้ำหนักเสียงที่มั่นคงกว่าการเกลาโดยทั่วไป ภาพที่ 3.3 แสดงการประสานเสียงคอร์ดโทนิคหก – สี่ด้วยการเกลาแนวเสียงแบบปกติ
66 3.2 เมื่อเกลาเข้าหาคอร์ด V 7 โน้ตคู่ 6 ที่อยู่เหนือแนวเบสอาจเคลื่อนขึ้นทีละขั้นเข้าหา V 7 ได้ แต่จะอยู่ในแนวเสียงภายใน (Inner Voice) เท่านั้น ภาพที่ 3.4 แสดงการประสานเสียงคอร์ดโทนิคหก – สี่ ที่เกลาเข้าหาคอร์ดดอมินันท์เซเว่นท์ คอร์ดประดับประดาในแนวนอน (Linear Embellishment Chords) คอร์ดหลายๆคอร์ดเราสามารถวิเคราะห์ได้จากโน้ตนอกคอร์ดที่ปรากฏให้เห็นและสามารถระบุ ชนิดของคอร์ดได้ แต่ในการวิเคราะห์ทำนองนั้น เราจำเป็นต้องวิเคราะห์คอร์ดโดยพิจารณาคอร์ดแบบ แนวนอน (Linear Chord) จากตัวอย่างคอร์ดที่ระบุด้วยเลขโรมันที่อยู่ในวงเล็บนั้นคือโน้ตนอกคอร์ด ตัวอย่างเช่น n.c. หมายถึง เนบอร์ริ่งคอร์ดและ p.c. หมายถึง พาสซิ่งคอร์ด ซึ่งเป็นการประดับด้วยคอร์ด หก – สี่ หรือการพลิกกลับครั้งที่ 2 ประกอบไปด้วยชนิดต่างๆ ซึ่งคอร์ดดังกล่าวมีบทบาทคล้ายกันกับโน้ต นอกคอร์ดนั่นเอง 1. เนบอร์ริ่งคอร์ด 1.1 แนวเบสลากเสียงยาวต่อเนื่อง 1.2 สามแนวบนเคลื่อนหาโน้ตเคียงแล้วเคลื่อนที่กลับลงสู่ตำแหน่งเดิม หรือแนวใดแนว หนึ่งอาจยืดขยายเสียงยาวต่อเนื่อง และอีกแนวอาจเคลื่อนที่เป็นโน้ตผ่าน เช่นตัวอย่างด้านล่าง 1.3 ปกติมักจะเกิดขึ้นบนจังหวะเบาหรือจังหวะยก ภาพที่ 3.5 การประดับประดาเสียงประสานด้วยเนบอริ่งคอร์ด
67 2. พาสซิ่งคอร์ด 2.1 แนวเบสเคลื่อนที่แบบตามขั้น ปกติแล้วจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างคอร์ดรูปพื้นต้นกับ คอร์ดพลิกกลับครั้งที่ 1 2.2 ปกติมักจะเกิดขึ้นบนจังหวะเบาหรือจังหวะยก ภาพที่ 3.6 การประดับประดาเสียงประสานด้วยพาสซิ่งคอร์ด 3. แอพป็อคเจียทูราคอร์ดและซัสเพนชั่นคอร์ด การวางแนวเสียงจะคล้ายกันกับ I และมักจะเกิดที่จังหวะหนัก (Strong Beat) หรือ จังหวะตก ภาพที่3.7 การประดับประดาเสียงประสานด้วยแอพป็อคเจียทูราคอร์ดและซัสเพนชั่นคอร์ด 4. การประดับประดาด้วยคอร์ดหก – สี่ อาจปรากฏอยู่ในรูปอาเปจิโอ ในกรณีที่ให้แนวเบส เป็นแนวประกอบ (Accompaniment) หรือกรณีที่ต้องการให้แนวเบสเป็นแนวทำนอง
68 ภาพที่ 3.8 การประดับประดาด้วยคอร์ดหก – สี่ ที่มา (Thom Thomas Benjamin, Michael Horvit & Robert Nelson,2008: 97) ในกรณีที่บางคอร์ดไม่สามารถระบุหน้าที่คอร์ดได้ชัดเจน สามารถวิเคราะห์ได้โดยหา ความสัมพันธ์ของคอร์ดที่อยู่ข้างหน้าและคอร์ดที่ตามหลังโดยวิเคราะห์แบบแนวนอน (Linear Analysis) ภาพที่ 3.9 การประดับประดาด้วยคอร์ดแนวนอนโดยวิเคราะห์จากความต่อเนื่องของแนวเบส การแปรคุณลักษณะทางเสียงของตรัยแอ็ด 1. การแปรคุณลักษณะทางเสียงแบบเมโลดิกไมเนอร์ การแปรบันไดเสียง (Scalar Variant) เป็นกรณีที่เกิดขึ้นบนบันไดเสียงแบบเมโลดิกไม เนอร์ สังเกตจากตัวอย่างโน้ตในบันไดเสียงขั้นที่ ถูกยกขึ้นครึ่งเสียงหรือเรียกว่า “ซับโทนิค” (Subtonic) ส่งผลให้สัญลักษณ์เลขโรมันและสัญลักษณ์เบสตัวเลข (Figure Bass) ถูกเปลี่ยนซึ่งแตกต่าง จากบันไดเสียงไมเนอร์ทั่วไป ภาพที่ 3.10 แสดงตรัยแอ็ดในกุญแจเสียง C เมโลดิกไมเนอร์ที่ถูกแปรคุณลักษณะทางเสียง
69 คอร์ด IV ii และ vi๐ จะเกิดขึ้นบนบันไดเสียงแบบขาขึ้น (Ascending Form) ส่วน คอร์ด v (คอร์ดห้าไมเนอร์) จะเกิดขึ้นบนบันไดเสียงขาลง (Descending Form) ภาพที่ 3.11 แสดงการดำเนินเสียงประสานที่ใช้กุญแจเสียงเมโลดิกไมเนอร์ โน้ตขั้นคู่ 3 ของบันไดเสียงที่ปรากฏอยู่บนคอร์ดดอมินันท์ ซึ่งเป็นโน้ตนอกคอร์ด ทำให้ คอร์ดดอมินันท์ดังกล่าวมีเสียงคล้ายคอร์ด III+ 6 แต่หากพิจารณาเสียงในภาพรวม (Sonorities) แล้ว น่าจะเป็นคอร์ด V มากกว่าโดยมีโน้ตขั้น ของบันไดเสียงเป็นโน้ตนอกคอร์ด ภาพที่ 3.12 แสดงการใช้โน้ตขั้นที่ ของบันไดเสียงเป็นโน้ตนอกคอร์ดบนตรัยแอ็ดดอมินันท์ โอกาสที่ตรัยแอ็ดจะปรากฏอยู่ในรูปสับโทนิคในกุญแจเสียงไมเนอร์นั้น (สับโทนิค คือ คอร์ดลำดับที่ 7 ของบันไดเสียงเนเชอรัลไมเนอร์ที่ไม่ต้องถูกยกระดับเสียงไปอีกครึ่งเสียง) จะอยู่ในรูป ของเมเจอร์ตรัยแอ็ดซึ่งจะตามด้วยคอร์ดIII สังเกตการวางแนวเสียงประสานคอร์ดแบบ VII – III จะ คล้ายกันกับ V – I ของบันไดเสียงเมเจอร์
70 ภาพที่ 3.13 แสดงการใช้คอร์ดสับโทนิคของกุญแจเสียงไมเนอร์ นอกจากนี้การดำเนินคอร์ดแบบ VII – III มักพบในการดำเนินคอร์ดแบบวงจรคู่ 5 (Circle of Fifth) อีกด้วย ภาพที่ 3.14 การใช้การดำเนินคอร์ด VII – III บนวงจรคู่ 5 2. การยืมคอร์ด(การสลับโหมดและการผสมคอร์ดต่างกุญแจเสียง) Modal Borrowing (Interchange of Modes and Modal Mixture) ลำดับบันไดเสียงของโมด (Modal Scale - Degrees) โหมด (Modes) คือ ระดับเสียงที่ นำมาเรียบเรียงทำให้เกิดเป็นชุดของเสียง หรือที่เรียกว่า “บันไดเสียง” โมด (Mode) แต่ละแบบจะสร้าง ความรู้สึกที่แตกต่างทางดนตรี (Musical Perception) ให้กับผู้ฟัง ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกข้อแตกต่างของความ เป็นเมเจอร์และไมเนอร์ ได้แก่ โน้ตลำดับที่ 3 6 และ7 โน้ตเสียงดังกล่าวเป็นตัวบ่งบอกลักษณะและ ความรู้สึก
71 บางครั้งนักประพันธ์เพลงจะใช้วิธีการ “ยืมโหมดเสียง” โดยคอร์ดที่ยืมมานั้นยังคงมี ลำดับและบทบาทหน้าที่เหมือนเดิม (เพียงแต่มีชนิดคอร์ดที่เปลี่ยนไป) ในการยืมคอร์ดมักพบในเพลงที่อยู่ ในกุญแจเสียงแบบเมเจอร์และยืมคอร์ดมาจากกุญแจเสียงไมเนอร์ ซึ่งจะใช้สัญลักษณ์ “M.B.” เพื่อให้ ทราบว่าเป็นคอร์ดที่ยืมมาอยู่เหนือตัวเลขโรมัน (Thomas Benjamin, Michael Horvit & Robert Nelson, 2008 : 113) ภาพที่ 3.15 แสดงโครงสร้างบันไดเสียงที่แตกต่างกันระหว่างโหมดเมเจอร์และโหมดไมเนอร์ ที่มา (Thomas Benjamin, Michael Horvit & Robert Nelson, 2008: 113) ภาพที่ 3.16 แสดงกลุ่มคอร์ดที่สามารถทำการยืมจากโหมดคู่ขนาน ที่มา (Thomas Benjamin, Michael Horvit & Robert Nelson, 2008: 113) สำหรับวิธีการใช้คอร์ดที่ถูกยืมจากโหมดคู่ขนานนั้นสามารถนำมาแทนที่คอร์ดเดิม อาจวางไว้หลัง หรือนำหน้าไดอาโทนิคคอร์ดก็ได้ ภาพที่ 3.17 แสดงวิธีการยืมคอร์ดจากโหมดคู่ขนาน ที่มา (Thomas Benjamin, Michael Horvit & Robert Nelson, 2008: 114)
72 เพลงในกุญแจเสียงไมเนอร์บางครั้งอาจลงจบด้วยเมเจอร์คอร์ด โดยการเคลื่อนคอร์ดทั้ง 3 คอร์ด ต่อเนื่องกันจนจบ คือ iv – V – I วิธีการดังกล่าวเรียกว่า “คอร์ดสามปรับ” (Picardy Third) ซึ่งเป็นการ ยืมคอร์ดจากกุญแจเสียงเมเจอร์มาใช้เป็นคอร์ดสุดท้ายของการจบเพลงในกุญแจเสียงไมเนอร์ ภาพที่ 3.18 แสดงการใช้คอร์ดสามปรับในกุญแจเสียงไมเนอร์ ไดอาโทนิคเซเว่นท์คอร์ดอื่น ๆ คอร์ดไดอาโทนิคเซเว่นท์อาจเกิดขึ้นได้เสมอบนคอร์ดลำดับต่าง ๆ ของบันไดเสียง โดยการเติม โน้ตขั้นคู่ 7 เหนือตรัยแอ็ดคอร์ด ซึ่งคอร์ด IV7 และ vi7 เป็นคอร์ดที่มักพบบ่อย ๆ ภาพที่ 3.19 แสดงไดอาโทนิคเซเว่นท์คอร์ดทั้งในกุญแจเสียงเมเจอร์และไมเนอร์ 1. การทบโน้ต ในกรณีคอร์ดคอร์ดไดอาโทนิคเซเว่นท์ดังกล่าวนั้นการทบโน้ตขั้นคู่ 7 ของคอร์ด ไม่ส่งผลใด ๆ ต่อบทบาทหน้าที่ของคอร์ดในการดำเนินเสียงประสาน 2. การดำเนินเสียงประสาน สำหรับพื้นฐานการเกลาคอร์ดจะคล้ายกับ ii7 และ V 7 โดยการให้ ขั้นคู่ 7 เกลาลงตามขั้น ส่วนใหญ่การดำเนินคอร์ด แบบไดอาโทนิคเซเว่นท์คอร์ดนั้น มักจะเคลื่อนใน ลักษณะวงจรคู่ 5 (Circle of Fifths) โดยมีการเคลื่อนของแนวเสียงโดยใช้วิธีการซีเควนซ์ (Sequence) โน้ตขั้นคู่ 7 จะเคลื่อนที่เป็นไปตามกฏเกณฑ์ในทุก ๆ คอร์ด
73 ภาพที่ 3.20 แสดงการดำเนินเสียงประสานไดอาโทนิคเซเว่นท์คอร์ด ในบางครั้งอาจปรากฎว่ามีการจงใจใช้โน้ตนอกคอร์ดลงบนไดอาโทนิคเซเว่นท์คอร์ดซึ่ง ต้องพิจารณาโน้ตที่เป็นบริบทรอบข้าง รวมถึงการเกลาแนวเสียงที่เหมาะสมด้วย ดังตัวอย่างในภาพที่ 3.16 ภาพที่ 3.21 การใช้โน้ตนอกคอร์ดลงบนไดอาโทนิคเซเว่นท์คอร์ด คอร์ดประดับดิมินิชด์ การประสานเสียงคอร์ดประดับดิมินิชด์เซเว่นท์ มีหลักการคล้ายกันกับคอร์ดประดับชนิดอื่นๆ ใน การระบุสัญลักษณ์จะอยู่ในวงเล็บ โดยนิยมนำมาใช้ประดับตรัยแอ็ดชนิดเมเจอร์(Embellished Major Triads) ประกอบด้วยชนิดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. คอร์ดประดับดิมินิชด์แบบเนบอร์ริ่งคอร์ด 1) โน้ตรูทคงเสียงเดิมไว้ 2) โน้ตคู่ 3 เคลื่อนลงหาโน้ตที่ต่ากว่าของเนบอริ่งคอร์ด 3) โน้ตคู่ 5 เคลื่อนขึ้นหาโน้ตที่สูงกว่าของเนบอร์ริ่งคอร์ดและ/หรือเคลื่อนลงหา โน้ตที่ต่ำกว่าของเนบอร์ริ่งคอร์ด
74 ภาพที่ 3.22 แสดงการใช้ดิมินิชด์เซเวนท์คอร์ดในรูปแบบเนบอร์ริ่งคอร์ดเพื่อประดับตรัยแอ็ดเมเจอร์ กรณีที่เป็นไมเนอร์ตรัยแอ็ดมีการนําเนบอริ่งคอร์ดมาใช้ค่อนข้างน้อย แต่หากจําเป็นต้องใช้ควรให้ โน้ตรูทและโน้ตคู่ 3 คงเสียงเดิมไว้ ส่วนคู่ 5 เคลื่อนขึ้นเป็นคู่ 2 เมเจอร์และ/หรือเคลื่อนลงเป็นคู่ 2 ไมเนอร์สําหรับคอร์ดดอมินันท์เซเว่นท์ ให้โน้ตคู่ 7 เคลื่อนลงหาโน้ตของเนบอริ่งคอร์ด และเมื่อมีการพลิก กลับตรัยแอ็ดให้โน้ตหลักคงเสียงเดิมไว้ ภาพที่ 3.23 แสดงการใช้ดิมินิชด์เซเวนท์คอร์ดในรูปแบบเนบอร์ริ่งคอร์ดในรูปพื้นต้นและพลิกกลับ 2. คอร์ดประดับดิมินิชด์แบบพาสซิ่งคอร์ด เมื่อทํานอง 2 แนวเคลื่อนเป็นคู่ขนาน 6 หรือ 10 สามารถนําพาสซิ่งคอร์ด มาใช้เชื่อมระหว่างตรัยแอ็ดได้ จากตัวอย่างภาพที่ 3.19 ก. ที่มีการใช้พาสซิ่งคอร์ดทั้งแบบไดอาโทนิค และแบบโครมาติคในการเชื่อมตรัยแอ็ด
75 ภาพที่ 3.24 แสดงการใช้ดิมินิชด์เซเวนท์คอร์ดในรูปแบบพาสซิ่งคอร์ด * คอร์ดดังกล่าวอาจวิเคราะห์ผิดกลายเป็น vii๐7 /V นอกจากนี้โน้ตนอกคอร์ดที่เคลื่อนที่ตามขั้นต่อเนื่องอาจวิเคราะห์ให้เป็นคอร์ดลีดดิ้งโทน ระดับสอง (Secondary Leading – Tone Chord) หรืออาจวิเคราะห์ให้เป็นกลุ่มคอร์ดผ่าน (Series of Passing Chords) ก็ได้สำหรับคอร์ดลีดดิ้งโทนระดับสองจะได้อธิบายรายละเอียดในบทที่ 4 ต่อไป ภาพที่ 3.25 การใช้คอร์ดลีดดิ้งโทนระดับสองเป็นพาสซิ่งคอร์ดในการประสานเสียงโน้ตนอกคอร์ดที่ ต่อเนื่อง 3. คอร์ดประดับดิมินิชด์แบบแอพป็อกเจียทูร่าคอร์ดและซัสเพนชั่นคอร์ด โน้ตนอกคอร์ดทุกชนิดสามารถประสานเสียงโดยใช้คอร์ดดิมินิชด์เซเว่นท์ในการ ประดับประดาคอร์ด ภาพที่ 3.26 แสดงการใช้ดิมินิชด์เซเวนท์คอร์ดในรูปแบบแอพป็อกเจียทูร่าคอร์ดและซัสเพนชั่นคอร์ด
76 สรุป การประดับประดาเสียงประสานด้วยคอร์ดเป็นการสร้างความซับซ้อนและน่าสนใจให้กับบท เพลง ไม่ว่าจะเป็นการใช้คอร์ดหก – สี่ การใช้เนบอร์ริ่งคอร์ด พาสซิ่งคอร์ด แอพป็อกเจียทูร่าคอร์ด และซัสเพนชั่นคอร์ดและดิมิมนิชด์เซเว่นท์คอร์ด ซึ่งเป็นทางเลือกในการนำมาใช้ นอกจากนี้สิ่งที่ต้องคำนึง และให้ความสำคัญคือการจัดวางแนวเสียงแต่ละแนวให้มีความเหมาะสมกลมกลืนและสมดุล ตามหลักการ ประสานเสียง 4 แนวที่ได้เคยนำเสนอไปในบทก่อนหน้านี้ เนื่องจากความหลากหลายของทำนองเพลงซึ่งมี ทั้งโน้ตสมาชิกคอร์ดและโน้ตนอกคอร์ดเป็นธรรมดา นักศึกษาจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ทำนองโดยพิจารณา ให้โน้ตนอกคอร์ดแต่ละตัวเหมาะสมที่จะใช้เป็นคอร์ดประดับประดาชนิดใดอีกทั้งยังต้องคำนึงถึงทิศ ทางการเกลาของทำนองและเสียงประสานอย่างเหมาะสม อันจะทำให้บทเพลงที่สร้างสรรขึ้นนั้นเป็นไป ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้
77 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จงเขียนเสียงประสานสี่แนวตามทำนองที่กำหนดให้ โดยใช้คอร์ดหลัก หก-สี่ตามโน้ตที่ระบุเครื่องหมาย ดอกจัน (*) ไว้ให้ 2. จากแนวเบสที่กำหนดให้ จงเขียนเสียงประสาน 4 แนว โดยใช้วิธีที่ได้ศึกษามาแล้ว 3. จงเขียนเสียงประสาน 4 แนวตามแนวเบสที่กำหนดให้ 4. จากคอร์ดที่ก าหนดให้จงปรับเปลี่ยนให้เป็นคอร์ดยืม พร้อมระบุเลขโรมันสัญลักษณ์เบสตัวเลข
78 5. จงเขียนเสียงประสาน 4 แนวตามแนวโซปราโนที่กำหนดให้ โดยนำวิธีการยืมคอร์ดมาใช้ 6. จากทำนองที่กำหนดให้จงเติมแนวเสียงที่เหลือโดยใช้คอร์ดเซเว่นท์ตามเครื่องหมายดอกจัน อนุญาตให้ เขียนแบบ 4 แนว หรือ 3 แนวก็ได้ 7. จงเติมคอร์ดประดับชนิดดิมินิชด์เซเว่นท์คอร์ดตามเครื่องหมายดอกจันที่กําหนดให้
79 เอกสารอ้างอิง ณัชชา โสคติญานุรักษ์. (2548). พจนานุกรมศัพท์ดุริยางคศิลป์.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. _______.(2548). การเขียนเสียงประสานสี่แนว.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น.(2564). การประสานเสียงไดอาทอนิค.กรุงเทพฯ : อนันตนาค. Benjamin, T., Horvit, M. & Nelson, R. (2003). Technique and Material of Music (6 th ed.). United State of America: Thomson Schirmer. Kostka, S., & Payne, D.(1995). Tonal Harmony with an Introduction to Twentieth-Century Music (3th ed.). United State of America: R.R. Donnelley & Sons.
80 แผนการสอนประจำบทที่ 4 เนื้อหา 1. คอร์ดดอมินันท์ระดับสอง เป็นคอร์ดหรือตรัยแอ็ดชนิดดอมินันท์ที่อยู่นอกกุญแจเสียงหลักและถูกนำมาใช้ในการดำเนิน คอร์ดแบบ V7 – I ในช่วงสั้น ๆ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้ตรัยแอ็ดหรือคอร์ดชนิดดิมินิชด์ vii๐7 – I ได้เช่นกัน โดยมีบทบาทคล้ายคอร์ดดอมินันท์ ได้แก่ 1.1 การทำหน้าที่คอร์ดดอมินันท์ระดับสอง 1.2 หลักการพิจารณาใช้คอร์ดดอมินันท์ระดับสอง 2. นีอาโพลีตันตรัยแอ็ด เป็นคอร์โครมาติคชนิดเมเจอร์ในขั้น b2 ของกุญแจเสียงพบได้ทั้งรูปพื้นต้นและพลิกกลับครั้งที่ 1 มีบทบาทเตรียมเข้าสู่คอร์ดดอมินันท์ ได้แก่ 2.1 การทำหน้าที่และการวางแนวเสียงของนีอาโพลีตันตรัยแอ็ด 2.2 การใช้นีอาโพลิตันตรัยแอ็ดในการย้ายกุญแจเสียง 3. คอร์ดอ๊อกเมนเต็ทซิกท์ เป็นคอร์ดโครมาติคที่มีขั้นคู่ A6 ทำหน้าที่เตรียมเข้าสู่คอร์ดดอมินันท์มีหลายชนิดแตกต่างกันตาม จำนวนขั้นคู่ของสมาชิก 3.1 โครงสร้างคอร์ดอ๊อกเมนเต็ทซิกท์แต่ละชนิด 3.2 บทบาทหน้าที่คอร์ดอ๊อกเมนเต็ทซิกท์ 3.3 การจัดวางแนวเสียงและการเกลาแนวเสียง 3.4 การนําคอร์ดออกเมนเต็ทซิกท์ ไปใช้ในบริบทต่าง ๆ 4. การย้ายกุญแจเสียง เป็นการเปลี่ยนแปลงเสียงหลักของบทเพลงจากเสียงหลักหนึ่งไปสู่อีกเสียงหลักหนึ่งอาจเกิดขึ้น ช่วงสั้น ๆ หรือตลอดทั้งบทเพลงทำให้เกิดโน้ตโครมาติคทั้งแนวทำนองและการประสานเสียง 4.1 การย้ายกุญแจเสียงภายในประโยคเพลง 4.2 การย้ายกุญแจเสียงระหว่างประโยค สรุป แบบฝึกหัดท้ายบท เอกสารอ้างอิง
81 วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. เมื่อกำหนดทำนองเพลงและแนวเบสให้นักศึกษาสามารถกำหนดคอร์ดโครมาติคได้ถูกต้องทั้งหมด 2. นักศึกษาสามารถประสานเสียง 4 แนวตามคอร์ดโครมาติคที่กำหนดในข้อที่ 1 ได้ถูกต้องทั้งหมด 3. นักศึกษาสามารถอธิบายและทำการย้ายกุญแจเสียงด้วยการประสานเสียง 4 แนวได้ถูกต้องทั้งหมด วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจำบท 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียนโดยการนำเพลงที่นักศึกษารู้จักในชีวิตประจำวันมาบรรเลงโดยมีการเรียบเรียง เสียงประสานคอร์ดใหม่ด้วยคอร์ดโครมาติค และบางเพลงมีการใช้วิธีการย้ายกุญแจเสียง เพื่อให้เห็นความแตกต่าง ของเสียงประสาน จากนั้นจึงยกตัวอย่างบทเพลงคลาสสิกมาตรฐานที่ใช้วิธีการเดียวกันนี้ด้วยการเปิดเพลงจากสื่อ ออนไลน์ เช่น Youtube หรือจากไฟล์เสียง Audio เพื่อให้นักศึกษาเชื่อมโยงวิธีการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ต่อไป 2. ผู้สอนบรรยายถึงความหมายและความสำคัญของคอร์โครมาติคชนิดต่าง ๆ และยกตัวอย่างการประสาน เสียงโดยใช้โปรแกรม Sibelius เวอร์ชั่น 8 3. ผู้สอนบรรยายถึงความหมาย สาธิตตัวอย่างสำหรับวิธีการย้ายกุญแจเสียง และยกตัวอย่างการประสาน เสียงโดยใช้โปรแกรม Sibelius เวอร์ชั่น 8 4. ผู้สอนแบ่งกลุ่มนักศึกษา มอบหมายเพลงตัวอย่างให้แต่ละกลุ่มวิเคราะห์และอภิปรายแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับการประสานเสียง 4 แนวโดยใช้คอร์ดโครมาติคหลักและการย้ายกุญแจเสียง โดยผู้สอนจะสำรวจแต่ละกลุ่ม และให้คำแนะนำเพิ่มเติม จากนั้นให้แต่ละกลุ่มสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากเพลงตัวอย่างที่กลุ่มตนได้รับและออกมา นำเสนอ 5. ผู้สอนสรุปสาระสำคัญของการประสานเสียงด้วยคอร์โครมาติคและการย้ายกุญแจเสียง 6. ผู้สอนมอบหมายให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดท้ายบท สื่อการเรียนการสอน 1. สื่อประเภทเอกสาร ผู้สอนใช้เอกสารประกอบการสอนวิชาทฤษฎีดนตรีตะวันตก 2 ที่ได้จัดทำขึ้นในการสอน 2. สื่อประเภทเครื่องดนตรี ผู้สอนใช้เครื่องดนตรีที่สามารถสาธิตได้ทั้งเสียงประสานและทำนองพร้อม ๆ กันได้ โดยใช้เปียโน เป็นเครื่องดนตรีหลักในการประกอบการสอน 3. สื่อออนไลน์ ผู้สอนใช้ตัวอย่างบทเพลงที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจผ่านการรับชมและรับ ฟังเสียงประสานชนิดต่าง ๆ ผ่านสื่อออนไลน์ ได้แก่ ยูทูป และสปอตทิฟาย
82 4. สื่อประเภทโปรแกรมโน้ตดนตรี ผู้สอนได้นำโปรแกรมบันทึกโน้ตเพลงมาใช้เพื่อสาธิตตัวอย่างบทเพลงและการประสานเสียงที่ ซับซ้อนและผู้เรียนสามารถฟังผ่านโปรแกรมได้ทันที การวัดผลและประเมินผล 1. การวัดผลและกิจกรรมในชั้นเรียนประจำบทที่ 4 1.1 แบบทดสอบการวิเคราะห์และประสานเสียงเนื้อหาเกี่ยวกับการย้ายกุญแจเสียง 3 คะแนน 1.2 แบบสังเกตกิจกรรมกลุ่ม 2 คะแนน 1.3 แบบฝึกหัดท้ายบท 2 คะแนน รวมคะแนนประจำบทที่ 4 จำนวน 7 คะแนน 2. การวัดผล 2.1 คะแนนระหว่างภาคเรียน 70 คะแนน 2.1.1 เข้าชั้นเรียน 5 คะแนน 2.1.2 งานรายบุคคล / รายกลุ่ม 45 คะแนน 2.1.3 ทดสอบกลางภาค 20 คะแนน 2.2 คะแนนปลายภาคเรียน 30 คะแนน รวม 100 คะแนน 3. การประเมินผล ระดับ ได้คะแนนร้อยละ A 80 - 100 B+ 75 - 79 B 70 - 74 C+ 65 - 69 C 60 - 64 D+ 55 - 59 D 50 - 54 F 0 - 49
83 บทที่ 4 การประสานเสียงด้วยคอร์ดโครมาติค จากบทที่ผ่านมานักศึกษาได้ศึกษาวิธีการประสานเสียงแบบไดอาโทนิคมาแล้ว ซึ่งเป็นการใช้เสียง ประสานที่อยู่ในกุญแจเสียงทั้งสิ้น ต่อจากนี้ไปจะเป็นเนื้อหาของการประสานเสียงด้วยคอร์ดโครมาติค อัน เป็นการใช้เสียงประสานที่อยู่นอกกุญแจเสียง เป็นวิธีการที่นักประพันธ์นิยมใช้เพื่อสร้างความน่าสนใจ ให้กับบทเพลง ทำให้ไม่เกิดความน่าเบื่อหน่าย อีกทั้งยังเป็นการแสดงถึงความสามารถของนักประพันธ์ หรือนักเรียบเรียงเสียงประสานในการจัดวางคอร์ดให้มีความซับซ้อน ทำให้บทเพลงดูน่าติดตามและมี ความน่าสนใจมากขึ้น โดยการประสานเสียงคอร์ดโครมาติคมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ความหมายของคอร์ดโครมาติค ณัชชา โสคติยานุรักษ์ (2547: 55) ได้นิยามความหมายของคอร์ดโครมาติคไว้ว่าเป็นคอร์ดหรือ การประสานเสียงที่มีการใช้โน้ตนอกกุญแจเสียงหลักของเพลงทำให้เกิดโน้ตโครมาติคบางตัวหรืออาจ ทั้งหมดของคอร์ดโครมาติค โดยปรากฎขึ้นบนช่วงใดช่วงหนึ่งของบทเพลง สอดคล้องกับ Kostka และ Payne (1995: 255) ได้กล่าวว่าเสียงประสานโครมาติคเป็นการใช้ระดับเสียงนอกกุญแจเสียงในบางช่วง ของบทเพลง นอกจากนี้ Roig – Francoli (2011: 400) ได้นิยามการประสานเสียงแบบโครมาติคไว้ว่าเป็นการ ประสานเสียงที่ดัดแปลงโน้ตสมาชิกคอร์ดบางตัวที่ไม่ใช่โน้ตในกุญแจเสียงของเพลง เพื่อสร้างความ น่าสนใจ หรือแม้กระทั่งการย้ายกุญแจเสียงให้แตกต่างออกไป อาจกล่าวได้ว่าการใช้คอร์ดโครมาติคจะเกิด โน้ตนอกบันไดเสียงทำหน้าที่เป็นเสียงประสานส่วนใดส่วนหนึ่งของเพลงนั่นเอง เช่นเดียวกันกับ Ammer (2004: 76) ได้กล่าวว่าคอร์ดโครมาติคคือเสียงประสานที่โน้ตมากกว่า หนึ่งตัวขึ้นไปเป็นโน้ตนอกกุญแจเสียงที่ปรากฎขึ้นในบางช่วงของบทเพลง จากนิยามดังกล่าวพอสรุปได้ว่าการประสานเสียงด้วยคอร์ดโครมาติคเป็นการใช้คอร์ดที่อยู่ นอกเหนือกุญแจเสียงหลักของบทเพลงมาทำการตบแต่งให้เพลงเกิดความน่าสนใจ การใช้คอร์ดโครมาติค ส่งผลให้เกิดโน้ตนอกกุญแจเสียงที่เป็นโน้ตโครมาติคตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปประสานเสียงในบางช่วงบางตอน ของบทเพลง