วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่าน STATUS AND ROLES OF THE ROYAL GUARDIAN SPIRITS OF NAKHON NAN พระมหาวีรพล วีรพโล (สิงสาร)
วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่าน พระมหาวีรพล วีรพโล (สิงสาร)
A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Arts (Buddhist Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2023 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University) Status and Roles of the Royal Guardian Spirits of Nakhon Nan Phramaha Weeraphon Virabalo (Singsan)
ก ชื่อวิทยานิพนธ์ : สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่าน ผู้วิจัย : พระมหาวีรพล วีรพโล (สิงสาร) ปริญญา : พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ : ดร.ชํานาญ เกิดช่อ, ป.ธ. ๙, พธ.บ. (ภาษาอังกฤษ), ศศ.ม. (ภาษาสันสกฤต), พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) : ผศ. ดร.ฐิติพร สะสม, วท.บ. (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร), พธ.ม. (พระพุทธศาสนา), พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) วันส าเร็จการศึกษา : ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖ บทคัดย่อ วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาความเป็นมาและความสําคัญของอารักษ์หลวง นครน่าน ๒) เพื่อศึกษาประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๓) เพื่อศึกษาสถานะ และบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน เป็นงานวิจัยเชิงเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการพรรณนาเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ความเชื่อเรื่องผีของคนน่านมีมาก่อนจะนับถือพระพุทธศาสนา โดยผีนั้นมีทั้งผีดีและผีร้าย ที่สถิตอยู่ในทุกหนทุกแห่ง แต่ผีสําคัญที่ถูกยกย่องให้เป็นอารักษ์หลวง คือ ผีเจ้าที่และผีบรรพบุรุษ โดย เชื่อว่าผีเหล่านี้มีความศักดิ์สิทธิ์และคอยคุ้มครองปกป๎กรักษาให้เกิดสันติสุข อารักษ์หลวงเมืองน่านมี จํานวน ๑๔ องค์กระจายอยู่ในแต่ละท้องที่ขึ้นอยู่กับว่าท้องที่นั้นๆ จะนับถือองค์ใดเป็นพิเศษ เช่น อารักษ์หลวงเจ้าพญาป๎ว พญาครานเมือง และท้าวขาก่าน ที่อดีตเคยเป็นเจ้าเมืองปกครองนครน่านมา ก่อน ด้านประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน พบว่า มีประเพณี ๒ อย่าง คือ ๑) ประเพณีถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงนครน่านซึ่งจัดให้มีในช่วงเหตุการณ์สําคัญ เช่น เวลา บ้านเมืองเกิดภัยพิบัติหรืออาเพศ และ ๒) ประเพณีบวงสรวงอารักษ์หลวงนครน่าน ซึ่งมีการจัดขึ้น ทุกปีอย่างยิ่งใหญ่ ส่วนพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่านมี ๒ พิธีกรรม คือ ๑) พิธีกรรมที่ เกี่ยวกับการบูชาบวงสรวงดวงวิญญาณอารักษ์หลวง และ ๒) พิธีสงฆ์ที่มีการนิมนต์พระสงฆ์มาทําพิธี เจริญพระพุทธมนต์และทําบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ดวงวิญญาณของอารักษ์หลวง สถานะอารักษ์หลวงคือ การยกจากสถานะเดิมที่เป็นผีเจ้าที่ เช่น อารักษ์หลวงบ่อเหล็ก จากเดิมที่เป็นบ่อที่มีแร่เหล็กและได้รับการนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์จนได้ยกฐานะเป็นอารักษ์หลวง และส่วน ที่เป็นผีบรรพบุรุษและได้รับยกฐานะขึ้นเป็นอารักษ์หลวง เช่น พญาป๎วซึ่งเป็นอดีตเจ้าผู้ครองวรนคร (ป๎จจุบันคืออําเภอป๎ว) ได้รับยกสถานะเป็นอารักษ์หลวงพญาป๎ว ส่วนบทบาทของอารักษ์หลวงนคร น่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน คือ ๑) บทบาทเป็นที่พึ่งทางใจ คือช่วยให้ผู้นับถือในแต่ละแห่ง รู้สึกมีที่พึ่งและปลอดภัย ๒) บทบาททางด้านสังคม ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์หลวงนคร น่านเป็นจุดเด่นของแต่ละท้องที่ในจังหวัดน่าน และมีบทบาทด้านการจัดระเบียบทางสังคมโดยเชื่อกัน ว่าหากใครทําผิดก็จะถูกอารักษ์ลงโทษ และ ๓) บทบาทในการสืบสานวัฒนธรรมประเพณี ทําให้ความ
ข เชื่อและประเพณีของชาวน่านที่มีต่ออารักษ์หลวงเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นและมีการสืบสานอย่าง ต่อเนื่องมาจนถึงป๎จจุบัน
ค Thesis Title : Status and Roles of the Royal Guardian Spirits of Nakhon Nan Researcher : Phramaha Weeraphon Virabalo (Singsan) Degree : Master of Arts (Buddhist Studies) Thesis Supervisory Committee : Dr.Chamnarn Kerdchor, B.A. (English), M.A. (Sanskrit), Ph.D. (Buddhist studies) : Asst.Prof. Dr.Thitiporn Sasom, B.Sc. (Food Science and Technology), M.A. (Buddhist studies), Ph.D. (Buddhist studies) Date of Graduation : July 16, 2023 Abstract The objectives of this thesis were: 1) to study the history and importance of the Royal Guardian Spirits of Nakhon Nan, 2) to study the traditions and rituals related to the Royal Guardian Spirits of Nakhon Nan, and 3) to study the status and roles of the Royal Guardian Spirits of Nakhon Nan on the way of life of the people of Nan Province. This was a qualitative research based on documentary study and carried out by means of content analysis. The study revealed that: Primitively Nan people believed in ‘Phi’ or animism before embracing Buddhism. The so called Phi both the good and bad ones reside everywhere. However, the most important Phis who had been highly regarded as the royal guardian spirits, were those kinds of local guardians and ancestors. They had been regarded in highly sacredness and leading to peaceful livelihood of people. There were 14 royal guardian spirits residing over each places according to respects given by the relating places. For example, the royal guardian spirits, namely Chaophaya Pua, Phayakranmuang, and Thaokhakan, were the rulers of Nakhon Nan. Regarding the traditions and rituals related to the royal guardian spirits in Nakhon Nan, there were two traditions: 1) the tradition of offering the sacrifices to the royal guardian spirits which were held in a specific cases such as in the time of diaster or turmoils in the city, and 2) the ritual of worshiping the spirits of royal guardians which were annually held. For the rituals related, they were divided into 2 rituals: 1) rituals of worshiping the spirits of those royal guardians, and 2) rituals relating to Buddhist chantings performed by monks and dedicating fruits of making merits to the those spirits.
ง The status of the royal guardian spirits was uplifting from the local spirits such as the guardian spirit at Bolek, in the past was an iron lake where there were irons and later were regarded the royal guardian. For the ancestors who were regarded the royal guardian, such as Phaya Pua who was a ruler in Voranakhon and later to be higer spirits as Phaya Pua, the royal guardian. The roles of those guardian spirits on the way of life of the people in Nan province could be devided into 3 aspects: 1) role of being mental refuge, they were respected and held in mental refuge and safety; 2) role of socialization, the beliefs and rituals relating to them become the remarkable points in each locals and they were believed to maintain the social order, and 3) role of preserving tradition, the beliefs and traditions in them created identity and sustain the tradition until the present.
จ กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์เล่มนี้สําเร็จลุล่วงไปด้วยดีด้วยความเมตตาและการกํากับดูแลของ พระชยานันทมุนี, รศ.ดร. ผู้อํานวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่านเฉลิมพระเกียรติฯ ดร.ชํานาญ เกิดช่อ ผู้อํานวยการหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์นครน่านเฉลิม พระเกียรติฯ ประธานกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ ผศ.ดร.ฐิติพร สะสม ประธานหลักสูตรพุทธ ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์นครน่านเฉลิมพระเกียรติฯ กรรมการควบคุม วิทยานิพนธ์ ซึ่งได้กรุณาให้คําแนะนําการเขียนวิทยานิพนธ์ให้สมบูรณ์ที่สุด ผู้วิจัยขอขอบคุณคณาจารย์ เจ้าหน้าที่บัณฑิตศึกษาและเพื่อนร่วมชั้นเรียนหลักสูตรพุทธ ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา รุ่นที่ ๑ วิทยาลัยสงฆ์นครน่านเฉลิมพระเกียรติฯ ทุกรูป/คน ที่กรุณาให้คําแนะนํา ตรวจรูปแบบวิทยานิพนธ์ และให้กําลังใจในการศึกษาตลอดหลักสูตร ด้วยดีเสมอมา ขอขอบคุณครอบครัวและเพื่อนสนิทที่ให้กําลังใจในการศึกษาและการทําวิทยานิพนธ์จน ประสบความสําเร็จ พระมหาวีรพล วีรพโล (สิงสาร) ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖
ฉ สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค กิตติกรรมประกาศ จ สารบัญ ฉ สารบัญภาพ ซ ค าอธิบายสัญลักษณ์และค าย่อ ฌ บทที่ ๑ บทน า ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความสําคัญของป๎ญหา ๑ ๑.๒ คําถามวิจัย ๔ ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๔ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๔ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๔ ๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๕ ๑.๗ วิธีดําเนินการวิจัย ๑๒ ๑.๘ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๑๒ บทที่ ๒ ความเป็นมาและความส าคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน ๑๓ ๒.๑ ความเป็นมาของจังหวัดน่าน ๑๓ ๒.๒ ความเชื่อเกี่ยวกับผีของชาวล้านนา ๒๔ ๒.๓ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๓๐ ๒.๔ ความเป็นมาของอารักษ์หลวงนครน่าน ๑๔ พระองค์ ๓๒ ๒.๕ ความสําคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน ๓๘ บทที่ ๓ ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๔๑ ๓.๑ ประเพณีที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๔๑ ๓.๒ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๔๘ ๓.๓ ประเพณีและพิธีกรรมอารักษ์หลวงนครน่านที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ๖๓ บทที่ ๔ สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่าน ที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน ๖๙ ๔.๑ สถานะของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน ๖๙ ๔.๒ บทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน ๗๓ ๔.๓ คุณค่าของประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๗๗
ช บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ๗๙ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๗๙ ๕.๒ อภิปรายผล ๘๕ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๘๖ บรรณานุกรม ๘๘ ประวัติผู้วิจัย ๙๒
ซ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ภาพที่ ๑ พิธีทําบุญตักบาตร ๔๒ ภาพที่ ๒ พิธีทําบุญตักบาตร ๔๒ ภาพที่ ๓ พราหมณ์เริ่มประกอบพิธี ๔๓ ภาพที่ ๔ อัญเชิญเครื่องบวงสรวงอารักษ์สู่ปะรําพิธี ๔๓ ภาพที่ ๕ อัญเชิญเครื่องบวงสรวงอารักษ์สู่ปะรําพิธี ๔๓ ภาพที่ ๖ อัญเชิญเครื่องบวงสรวงอารักษ์สู่ปะรําพิธี ๔๔ ภาพที่ ๗ นําเครื่องบวงสรวงขึ้นสู่อาสนะของอารักษ์หลวงแต่ละองค์ตามลําดับ ๔๕ ภาพที่ ๘ การพรรณนาถึงเครื่องสังเวยทุกอย่างที่ได้ขึ้นอาสนะเพื่อให้อารักษ์หลวงเกิดความพอใจ ในเครื่องบวงสรวง ๔๕ ภาพที่ ๙ ฟูอนรํา บรรเลงดนตรีพื้นเมืองเพื่อเป็นการถวายให้เจ้าอารักษ์ ๔๖ ภาพที่ ๑๐ ฟูอนรํา บรรเลงดนตรีพื้นเมืองเพื่อเป็นการถวายให้เจ้าอารักษ์ ๔๖ ภาพที่ ๑๑ ฟูอนรํา บรรเลงดนตรีพื้นเมืองเพื่อเป็นการถวายให้เจ้าอารักษ์ ๔๖ ภาพที่ ๑๒ พระสงฆ์จะทําการกรวดน้ําอุทิศส่วนกุศลให้กับอารักษ์หลวงทุกองค์ ๔๗ ภาพที่ ๑๓ จํายาม(ไก่) และหัวหมู ๖๑ ภาพที่ ๑๔ เหล้าออม เนื้อสด ไข่เป็ดจีน ขิง หัวเทียม(กระเทียม วางบนสะโตกหาง(ขันโตกมีขา) ๖๑ ภาพที่ ๑๕ อูบข้าวและภาชนะใส่เครื่องสังเวย ๖๑ ภาพที่ ๑๖ อูบเงิน อูบคํา (ผอบเงิน ผอบทอง) หมอนผา(หมอนพิง) สลอบเงิน(ขันเงิน) ๖๒
ฌ ค าอธิบายสัญลักษณ์และค าย่อ อักษรย่อในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ใช้อ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ การอ้างอิงระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังอักษรย่อชื่อคัมภีร์ โดยใช้อักษรย่อ เช่น องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๓๓-๓๔/๗๗-๗๘. หมายถึง สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ภาษาไทย เล่ม ที่ ๒๐ ข้อ ๓๓-๓๔ หน้า ๗๗-๗๘ ค าย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก ค าย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา องฺ.ทุก. (ไทย) องฺ.สตฺตก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต สัตตกนิบาต (ภาษาไทย) (ภาษาไทย) ขุ.ขุ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (ภาษาไทย)
บทที่ ๑ บทน า ๑.๑ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา การดํารงอยู่ของสังคมหรือชุมชนหนึ่งๆ นอกเหนือจากองค์ประกอบหลัก คือ มนุษย์แล้ว ยังคงมีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อที่ถูกกําหนดขึ้นมาด้วยเหตุป๎จจัยบางประการร่วมอยู่ ด้วย บางอย่างเป็นไปเพื่อการสร้างบุญกุศล ทางศาสนา บางอย่างเพื่อแสดงความเป็นชาติพันธุ์หรือ ความเป็นพวกพ้องเดียวกัน และบางอย่างก็เพื่อควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคม วิถีต่างๆ เหล่านี้ถูก กําหนดขึ้นเพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและมีความสุข ในอดีตมนุษย์มีความเชื่อว่า ความสุขหรือความทุกข์ที่ได้รับเกิดจากการกระทําของวิญญาณ วิญญาณหรือผีที่นับถือของคนในแต่ ละท้องที่นั้น อาจแตกต่างกันออกไปตามชาติพันธุ์และความเชื่อ เช่นการนับถือผีเจ้านาย ผีปุา ผีบ้าน หรือผีบรรพบุรุษ ซึ่งผู้ที่นับถือผีเชื่อว่า ดวงวิญญาณบรรพบุรุษสามารถให้คุณหรือให้โทษแก่ลูกหลาน ได้ จึงก่อให้เกิดธรรมเนียมในการแสดงออกต่อผีหรือ วิธีการบวงสรวงเซ่นไหว้เพื่อให้ผีพอใจและช่วย ปกป๎กรักษาลูกหลานให้มีความสุข เช่น พิธีเลี้ยงผีเมืองของชาวไต หมู่บ้านไม้ฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่อําเภอเชียงคํา จังหวัดพะเยา ก็จะมีการเลี้ยงผีเสื้อบ้านเสื้อเมือง ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษของชาวไทลื้อ พอหลังจากนี้อีกไม่นานก็จะมีการเลี้ยงผีลัวะ หรือ ประเพณีบูชาเสาอินทขิล ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ ของคนเมือง และยังไม่นับรวมถึงการเลี้ยงผีมด ผีเม็ง และการเลี้ยงผีปูุแสะย่าแสะของ ชาวลัวะ คนล้านนามีความผูกพันเกี่ยวเนื่องอยู่กับการนับถือผี สามารถพบเห็นได้จากการดําเนิน ชีวิตประจําวันของคนเมืองเอง เช่น เมื่อเวลาที่ต้องเข้าปุาไปหาอาหารหรือต้องค้างพักแรมอยู่ในปุา มักจะต้องบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางเสมอ และเมื่อเวลาที่กินข้าวในปุาก็มักจะแบ่งอาหารให้เจ้าที่ด้วย เช่นกัน นอกจากนั้นเมื่อเวลาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือในปุา เมื่อเวลาที่ต้องถ่าย ป๎สสาวะก็มักจะต้องขออนุญาตจากเจ้าที่ก่อนอยู่เสมอ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวิถีชีวิตของคนเมือง ผูกผันอยู่กับการนับถือผี ความเชื่อในการเลี้ยงผี ถือได้ว่าเป็นพิธีกรรมที่สําคัญของชาวล้านนา แม้ว่า การดําเนินชีวิตของพวกเขาจะราบรื่นไม่ประสบป๎ญหาใด แต่ภายใต้จิตสํานึกที่แท้จริงแล้ว คนล้านนา เหล่านี้ไม่อาจลืมเลือนวิญญาณของผีบรรพบุรุษ ที่เคยช่วยเหลือให้พวกเขามีชีวิตที่ปกติสุขมาตั้งแต่รุ่น ปูุย่า แม้กาลเวลาจะแปร เปลี่ยนไปอย่างไร ภาพที่เรายังคงพบเห็นได้เสมอเมื่อเวลาเดินทางไปยัง หมู่บ้านต่างๆ ในชนบท ก็คือ เรือนเล็กๆ หลังเก่าตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน นั่นก็คือ “หอเจ้าที่ประจํา หมู่บ้าน” ที่ยังย้ําเตือนให้พวกเขาไม่ให้หลงใหลไปกับกระแสสังคมนั่นเอง วิถีชีวิตและความเชื่อของคนน่านจะยึดโยงกับหลักทางพระพุทธศาสนาและความเชื่อ เกี่ยวกับผีอย่างแยกกันไม่ออก ประเพณีเลี้ยงผีเจ้าหลวง เป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาหลายร้อย ปี นับตั้งแต่การสถาปนาเมืองน่าน ซึ่งมีหลักฐานปรากฏเด่นชัดในยุคเจ้าหลวงเมืองน่านที่ได้ระบุถึงการ ประกอบพิธีกรรมการบูชาเจ้าหลวง โดยมีนัยที่สื่อถึงการแสดงความเคารพต่อผู้ปกครองบ้านเมืองใน
๒ อดีตและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองรักษาเมืองน่าน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่คนน่านเคารพและยําเกรงบวงสรวง สังเวยเทวดาเมืองอันมีที่มาจากความเชื่อดังเดิมของชาวล้านนาว่าชนชั้นปกครองระดับผู้นําชุมชน หรือกษัตริย์เมื่อสิ้นพระชนม์ หรือสวรรคตแล้ว จะได้จุติเป็นอารักษ์หลวง คือเทวดารักษาเมือง การ ถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงดําเนินการโดยกษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่านเป็นผู้ที่รับเป็นงานราชพิธี อารักษ์หลวงเมืองนครน่านมี ๒ กลุ่มใหญ่ คือ อารักษ์หลวงที่เป็นผีที่สถาปนาขึ้นจาก ธรรมชาติ กับอารักษ์ที่เป็นผีสถาปนาขึ้นจากกษัตริย์หรือเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองนครน่าน (รวมถึง เมืองที่สร้างขึ้นก่อนเมืองน่านคือเมืองป๎วและเมืองย่าง) จากที่ปรากฏในตํานานพื้นเมืองต่างๆ ของเมืองน่าน ได้กล่าวถึงการแกล้มเลี้ยงผีอารักษ์ หลวงเมืองน่านที่ถือว่าเป็น “มิ่งเมือง” ไว้อย่างละเอียด แสดงถึงความสําคัญของพิธีกรรมนี้ที่มีต่อ กษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่านตลอดจนถึงขุนนางไพร่บ้านพลเมือง รวมถึงเมื่อกษัตริย์หรือเจ้าเมืองทุก พระองค์เมื่อขึ้นเสวยเมืองน่านจะต้องทําพิธีแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงเมืองน่านก่อนเข้าภายในเวียง (กําแพงล้อม) มีการกัลปนา “ข้าผี” ให้กับ “โรงไชย” ไว้เหมือน “ข้าวัด” ที่ให้ไว้กับวัดหลวงของเมือง โรงไชย (ศาล) เหล่านี้จะมีตั้งอยู่ดั้งเดิมตามหัวเมืองต่างๆ และที่สร้างขึ้นไว้ภายในเวียงหรือบริเวณราย รอบเวียงน่าน ส่วนข้าผีอารักษ์เหล่านี้จะงดเว้นจากการเกณฑ์ต่างๆ ไม่ต้องเสียส่วยเสียค่านาภาษี การ แกล้มเลี้ยงจะมีการแกล้มเลี้ยงประจําปีเรียกว่า “ปางปี” กับการแกล้มเลี้ยงยามมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ภายในบ้านเมือง อารักษ์หลวงเมืองน่านที่เป็นผีอารักษ์หลวงประจําเมือง ซึ่งการแกล้มเลี้ยงประจําปี จะใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเมื่อชะตาเมืองขาด ดังแกล้มเลี้ยงชะตาเมืองขาดใช้เงิน ๓๐๐ เงิน หากแกล้ม เลี้ยงประจําปีใช้เงิน ๘๐ เงิน๑ อารักษ์หลวงแต่ละแห่งก็มีวันที่แกล้มเลี้ยงต่างกันไป แต่ด้วยในเอกสาร ตํานานพื้นเมืองน่านไม่ได้ระบุวันเดือนที่แกล้มเลี้ยง จึงต้องเก็บข้อมูลจากบางแห่งที่ยังคงปฏิบัติสืบมา จนถึงป๎จจุบัน อารักษ์หลวงเมืองน่านที่ปรากฏหลักฐานในตํานานพื้นเมืองน่าน และมีการแกล้มเลี้ยง มาแต่โบราณกาลมีจํานวน ๑๔ โรงไชยดังนี้ คือ ๑) อารักษ์หลวงเจ้าพญาป๎ว ๒) อารักษ์หลวงเจ้า พญาแพน ๓) อารักษ์หลวงหอหลวง ๔) อารักษ์พระญาครานเมือง ๕) อารักษ์หลวงเจ้าพญาแก้ว ๖) อารักษ์หลวงช้างเผือก ๗) อารักษ์หลวงมิ่งเมือง ๘) อารักษ์หลวงท้าวขาก่าน ๙) อารักษ์หลวงแสน หาญ ๑๐) อารักษ์หลวงปุาเหมี้ยง ๑๑) อารักษ์หลวงบ่อมาง ๑๒) อารักษ์หลวงบ่อเหล็ก ๑๓) อารักษ์หลวงแก่งสะม้าเก้าบั้ง ๑๔) อารักษ์หลวงหลักพะโคน๒ กษัตริย์หรือเจ้าหลวงองค์ใหม่จะเข้าเสวยเมืองน่าน มีจารีตต้องให้แกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวง เจ้าพญาป๎วก่อนจะเข้าเวียงไปประทับในคุ้มหลวงหอคํา เมื่อเสวยเมืองครบ ๓ ปีให้ “แกล้มประตูมิ่ง เมือง” ตั้งเครื่องแกล้มเลี้ยงใหม่ทุกอัน และเมื่อเสวยเมืองครบอีก ๓ ปี ให้แกล้มอ่ายเมือง ถึงเดือน ๑ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และศรีธน คําแปง (ปริวรรต), พื้นนาเมืองน่านและค่าวทางเมืองน่าน ต้นฉบับวัดหัวข่วง ต าบลในเวียง อ าเภอเมือง จังหวัดน่าน, (ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ๒๕๒๘), หน้า ๗. (เอกสารอัด สําเนา). ๒ กลุ่มคนฮักตัวเมือง, พื้นเมืองน่าน พงศาวดารเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (น่าน: ร้านแจ๊คซ็อปเอ็กซเพรส, ๒๕๕๔), หน้า ๓๖.
๓ เจี๋ยงเดือนยี่ก็ให้จัดแต่งแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงเจี๋ยง (แกล้มเจี๋ยง) ทุกปี๓ และยึดถือตามแบบแผนที่ บันทึกไว้ในเอกสารโบราณและลําดับพิธีตามจารีตประเพณีของนครน่าน ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๒ เป็นต้นมานครน่านกลายเป็นหัวเมือง(จังหวัด) ส่วนหัวเมืองขึ้น ทั้งหลายที่เคยขึ้นตรงต่อเจ้าผู้ครองนครได้ถูกยุบรวมหรือแบ่งแยกกลาย เป็นแขวง(อําเภอ)หรือแคว้น (ตําบล) กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสยามไม่มีอํานาจปกครองตนเองอีกต่อไป แต่ตําแหน่งเจ้าผู้ครอง นครเนื่องจากยังมีอิทธิพลสูงภายในบ้านเมืองรัฐบาลจึงไม่สามารถปลดออกได้อย่างทันที จึงรับรอง แต่งตั้งไว้ในฐานะเป็น “สัญลักษณ์” ของบ้านเมือง ส่วนเจ้านายชั้นสัญญาบัตรก็ยังคงแต่งตั้งในบาง ตําแหน่ง มีการสถาปนาระบบข้าราชการอันแป็นกลไกของรัฐสยามสมัยใหม่ ที่มีศูนย์กลางอํานาจรวม ไว้ที่พระมหากษัตริย์สยาม มีข้าราชการหน่วยต่างๆ มีสายบังคับบัญชามาจากส่วนกลาง มีการวาง กฎเกณฑ์เกี่ยวกับระบบราชการไว้มากมาย เช่น สถานที่ทําราชการ แบบแผนการรายงานข้อราชการ รูปแบบการเขียนหนังสือราชการ การตั้งตําแหน่ง และกําหนดวันเวลาทําราชการ ซึ่งข้าราชการเหล่านี้ โดยเฉพาะนายแขวงมีการกําหนดคุณสมบัติว่าต้องเป็นข้าราชการ “คนไทย” ที่ส่งมาจากสยาม ถึงแม้ว่าไม่มียศตําแหน่งหรือไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ทางด้านการปกครองมาก่อน ส่วนข้าราชการชั้นผู้น้อย ระดับนายแคว้น(กํานัน)และแก่บ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน) หลัง พ.ศ.๒๔๔๒ มีการปฏิรูปการปกครองขึ้นใหม่ เจ้าหลวงน่านปกครองร่วมกับข้าหลวง (ผู้ว่าราชการ) ประจําเมืองนครน่าน จนกระทั่งเจ้าหลวง มหาพรหมสุรธาดา (เจ้าน้อยมหาพรหม ณ น่าน) เจ้าหลวงน่านองค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ จึงเหลือเพียงผู้ว่าราชการจังหวัดน่านมาจนถึงป๎จจุบัน เมื่อสภาพบ้านเมืองที่มีลักษณะสภาพทางสังคมเปลี่ยนแปลงไป ทําให้พลวัตทางความเชื่อ และพิธีกรรม และประเพณีเกี่ยวกับพิธีถวายเลี้ยงแกล้มอารักษ์หลวงนครน่าน มีทั้งการปรับเลี่ยน อิทธิพลจากโลกภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งลักษณะทางกายภาพพื้นที่ ในจังหวัดน่านอยู่ในพื้นที่ของเมืองที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด ทําให้บทบาทของผี อารักษ์น้อยลงจึงทําให้พิธีกรรมดังกล่าวลดบทบาทน้อยลงและทําให้พิธีการบางอย่างสูญหายไป ใน ขณะเดียวกันในป๎จจุบันมีกลุ่มอนุรักษ์และผู้มีความรู้หลายๆ ท่าน ได้เล็งเห็นความสําคัญในพิธีถวาย เลี้ยงแกล้มอารักษ์หลวงนครน่าน ซึ่งเป็นกลไกทางวัฒนธรรมที่มีบทบาทสร้างความมั่นคงทางจิตใจ และสังคมซึ่งเป็นพระเพณีที่ปฎิบัติกันมาอย่างยาวนานเพื่อสร้างขวัญและกําลังใจและมิให้พิธีกรรมนี้ สูญหายไปจากเมืองน่าน ดังนั้น ด้วยเหตุผลความเป็นมาและความสําคัญดังกล่าวแล้ว ผู้วิจัยจึงทําการศึกษาวิจัย เรื่อง “สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่าน” เพื่อที่จะนําเอาองค์ความรู้เหล่านั้นไปปรับใช้ ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูคุณค่าบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านและอัตลักษณ์ของประเพณีถวายเครื่อง แกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงนครน่านจังหวัดน่านให้กลับมามีบทบาทในวิถีชีวิตของชาวน่านในป๎จจุบัน สืบไป ๓ สรัสวดี อ๋องสกุล (ปริวรรต), พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์, ๒๕๓๙), หน้า ๖๖-๖๗.
๔ ๑.๒ ค าถามวิจัย ๑.๒.๑ ความเป็นมาและความสําคัญของอารักษ์หลวงนครน่านเป็นอย่างไร ๑.๒.๒ ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงล้านนาเป็นอย่างไร ๑.๒.๓ สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน เป็นอย่างไร ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑.๓.๑ เพื่อศึกษาความเป็นมาและความสําคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน ๑.๓.๒ เพื่อศึกษาประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๑.๓.๓ เพื่อศึกษาสถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาว จังหวัดน่าน ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Ducumentary Research) โดยผู้วิจัยรวบรวม ข้อมูลจากพระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อรรถกถา คัมภีร์ใบลาน รวมทั้ง หนังสือ ตํารา เอกสาร บทความ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้ โดยผู้วิจัยกําหนดขอบเขตการวิจัยดังนี้ ๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา แบ่งเป็น ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านความเป็นมาและความสําคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน แบ่งเป็น ๕ ประเด็น คือ (๑) ความเป็นมาของจังหวัดน่าน (๒) ความเชื่อเกี่ยวกับผีของชาวล้านนา (๓) ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ อารักษ์หลวงนครน่าน (๔) ความเป็นมาของอารักษ์หลวงนครน่าน ๑๔ องค์และ (๕) ความสําคัญของ อารักษ์หลวงนครน่าน ๒) ด้านประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน แบ่งเป็น ๒ ประเด็น คือ (๑) ประเพณีที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน (๒) พิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน และ (๓) ประเพณีและพิธีกรรมอารักษ์หลวงนครน่านที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ๓) ด้านสถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน แบ่งเป็น ๓ ประเด็น คือ (๑) สถานะของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน (๒) บทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และ (๓) คุณค่าของประเพณีและ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่าน ๑.๔.๒ ขอบเขตด้านพื้นที่ ได้แก่ ตําราเอกสารป๎๊บสาแปลเป็นภาษาไทย ฉบับวัดหัวข่วง และฉบับวัดพระเกิด ๑.๔.๓ ขอบเขตด้านเวลา ได้แก่ เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๔ – เมษายน ๒๕๖๕ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๑.๕.๑ สถานะ หมายถึง การยอมรับความมีอยู่ของอารักษ์หลวงนครน่านของชาวน่าน ๑.๕.๒ บทบาท หมายถึง บทบาทของอารักษ์หลวงนครน่าน ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านการเป็น ที่พึ่งทางใจ ๒) ด้านสังคม และ ๓) ด้านการสืบสานวัฒนธรรมประเพณี
๕ ๑.๕.๓ อารักษ์หลวงนครน่าน หมายถึง ผีบรรพบุรุษของบางสายตระกูลที่เป็นผู้นําทาง สังคม เช่น หัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าเมือง หรือกษัตริย์ ซึ่งได้รับการนับถือในกลุ่มวงศ์ตระกูลและชาวบ้าน ชาวเมือง ๑๔ องค์ คือ ๑) อารักษ์หลวงเจ้าพญาป๎ว ๒) อารักษ์หลวงเจ้าพญาแพน ๓) อารักษ์หลวงหอ หลวง ๔) อารักษ์พระญาครานเมือง ๕) อารักษ์หลวงเจ้าพญาแก้ว ๖) อารักษ์หลวงช้างเผือก ๗) อารักษ์หลวงมิ่งเมือง ๘) อารักษ์หลวงท้าวขาก่าน ๙) อารักษ์หลวงแสนหาญ ๑๐) อารักษ์หลวงปุา เหมี้ยง ๑๑) อารักษ์หลวงบ่อมาง ๑๒) อารักษ์หลวงบ่อเหล็ก ๑๓) อารักษ์หลวงแก่งสะม้าเก้าบั้ง และ ๑๔) อารักษ์หลวงหลักพะโคน ๑.๕.๔ เครื่องแกล้มเลี้ยง หมายถึง อาหารคาวหวานที่นําไปเซ่นสังเวยดวงวิญญาณเทวดา รักษาเมือง, อาหารคาวประกอบด้วย หัวหมู เป็ด ไก่ ปลาช่อน กุ้งนึ่ง ปู และไข่ต้ม, อาหารหวาน ประกอบด้วย กระยาบวช ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ต้มขาว ต้มแดง คันหลาว(คันหอก) เมี่ยงส้ม และขนมชั้น หมาก พลู พร้อมกับผลไม้ เป็นต้น ๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอารักษ์หลวง ดังนี้ ศิริพร ณ ถลาง ได้ศึกษาเรื่อง อารักษ์บ้าน- อารักษ์เมือง การดํารงอยู่ของความเชื่อและ พิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์ ในวิถีชีวิตไทย-ไทในป๎จจุบัน ความเชื่อเกี่ยวกับผีอารักษ์เป็นความเชื่อ ดั้งเดิมของชนชาติไทและชาติพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ ๒ ประการ คือ ประการแรก เพื่อนําเสนอบทสังเคราะห์ลักษณะการดํารงอยู่และบทบาทของความเชื่อและพิธีกรรม เกี่ยวกับผีอารักษ์ในสังคมไทยป๎จจุบันจากกรณีศึกษา ๒ กรณี คือ กรณีศึกษาความเชื่อ และพิธีกรรม เกี่ยวกับผีอารักษ์บ้านของชาวไทลื้อที่บ้านไม้ลุงขน อําเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และ กรณีศึกษา ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์เมือง เชียงใหม่ ผลจากการสังเคราะห์ข้อค้นพบที่สอดคล้องกัน จากทั้งสองกรณีศึกษาเป็นประเด็นเรื่องพลวัตและการผสมผสานทางความเชื่อและพิธีกรรมระหว่าง ความเชื่อ เรื่องผีอารักษ์ของชาวไทลื้อกับชาวไทยวนล้านนา และระหว่างความเชื่อเรื่องผีอารักษ์ กับ พุทธศาสนา นอกจากนั้น ทั้งสองกรณีศึกษายืนยันว่าความเชื่อและพิธีกรรม เกี่ยวกับผีอารักษ์ยังคงมี บทบาททางจิตใจและบทบาททางสังคม ประการที่ ๒ บทความนี้นําเสนอบทอภิปรายอันเป็นข้อสังเกตจากภาคสนามของผู้เขียนที่ ได้เห็นปรากฏการณ์ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์ในดินแดนชนชาติไทกลุ่มต่างๆ ในหลาย แง่มุม ทั้งในฐานะความเชื่อดั้งเดิม ทั้งปรากฏการณ์ทางความเชื่อเรื่องผีอารักษ์ที่มีการผนวกรวมกับ ความเชื่อเรื่องผีบรรพ บุรุษและผีวีรบุรุษ และปรากฏการณ์การใช้ผีอารักษ์ในฐานะเป็นสื่อแสดง อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ในบริบททางสังคมไทยในป๎จจุบัน๔ อัมพิกา ยะค าป้อ ได้ทําการศึกษาเรื่อง ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์ บ้านใน ชุมชนไทลื้อ บ้านไม้ลุงขน อําเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย: การสืบทอดและพลวัตภายใต้บริบทใหม่ ๔ ศิริพร ณ ถลาง, “อารักษ์บ้าน- อารักษ์เมือง การดํารงอยู่ของความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผี อารักษ์ ในวิถีชีวิตไทย-ไทในป๎จจุบัน”, วารสารไทยศึกษา, ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑ (กุมภาพันธ์ – กรกฎาคม ๒๕๕๕): ๔๑- ๔๒.
๖ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตและบทบาทของความเชื่อ และพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์บ้านที่บ้านไม้ ลุงขน อําาเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ผลการศึกษาพบว่า พิธีที่สําคัญที่เกี่ยวกับผีอารักษ์บ้านใน ชุมชนไทลื้อมี ๓ พิธี คือ พิธีเลี้ยงเจหรืองานประจําปีศาลเจ้าพ่อคําแดง พิธีส่งเคราะห์บ้านและสืบ ชะตาบ้าน และพิธีเลี้ยงเมือง พิธีกรรมทั้ง ๓ พิธีนี้แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดความเชื่อเรื่อง ผีอารักษ์ บ้านของชาวไทลื้อ ขณะเดียวกันความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์บ้าน ก็มีพลวัต คือ การย้าย ศาลอารักษ์บ้านตามธรรมเนียมการตั้งศาลแต่เดิมที่เอาไว้ท้าย หมู่บ้านมาตั้งใหม่ใจกลางหมู่บ้านเพื่อให้ อยู่ในที่ที่สะดวกต่อการเซ่นสรวงบูชา การยอมรับเอาชื่อผีอารักษ์เมืองเชียงใหม่และผีอารักษ์เมืองจาก สิบสองป๎นนาเป็น ผีอารักษ์บ้าน การเซ่นสรวงบูชาอารักษ์บ้านด้วยอาหารมังสวิรัติ และธรรมเนียม การปฏิบัติตนของผู้เข้าร่วมพิธีกรรม ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นพลวัตของความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับ ผีอารักษ์บ้านของชาวไทลื้อ เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริบทใหม่ คือ ที่ อําาเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย ก็มีการยอมรับ และปรับ วัฒนธรรมของชาวไทยวนเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม ของชาวไทลื้อ๕ ฉลาดชาย รมิตานนท์ได้ศึกษาเรื่องผีเจ้านายซึ่งเป็นการศึกษาประเพณีการทรงผีเจ้านาย และบทบาททางสังคมของประเพณีดังกล่าว โดยใช้กรณีศึกษาจาก ม้าขี่สามคนของผีเจ้านาย ดังต่อไปนี้คือ เจ้าข้อมือเหล็ก เจ้าที่แสนแสบ และ ผีปูุแสะย่าแสะ ผลการศึกษาพบว่า การนับถือผี เจ้านายได้ดํารงอยู่ ควบคู่กับความเชื่อแบบพราหมณ์และพุทธศาสนาได้โครงสร้างอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างเหมาะเจาะ เนื่องจากต่างก็มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการของคนในสังคมในลักษณะที่ต่างกัน ไปงานวิจัยได้ชี้ให้เห็นถึง ลักษณะการดํารงอยู่ของผีเจ้านายว่ามีลักษณะการจัดการฐานสภาพสูงต่ํา มีการบังคับบัญชาและการแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างมีระบบ ความสัมพันธ์ระหว่างผีเจ้านายด้วยกัน มีลักษณะเป็นองค์กร ผู้วิจัยชี้ให้เห็นว่า ระบบความเชื่อทางศาสนาในสังคมไทยมีความสัมพันธ์กับ ระบบเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อมีการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง โครงสร้างทางความ เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ในกรณีของผีเจ้านายจะเห็นว่าเมื่อล้านนาได้เข้าเป็นส่วน หนึ่งของรัฐไทย ศูนย์รวมอํานาจของรัฐอยู่ที่กรุงเทพฯทําให้ระบบโครงสร้างของผีเจ้านายเป็นระบบที่ รวมศูนย์และเชื่อมโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเขตกรุงเทพฯ ประการสุดท้ายผู้วิจัยได้ชี้ให้เห็นถึงความสําเร็จ และความมีชื่อเสียงของผีเจ้านายแต่ละองค์ พบว่าขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพและความสามารถของม้าที่ขี่ ที่จะสามารถปรับตัวได้กับโลกและให้บริการในด้านที่ลูกค้ามาขอคําปรึกษาได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งลูกค้าที่มาขอรับบริการจากผีเจ้านาย มีทุกระดับการศึกษาและทุกระดับเศรษฐกิจ งานวิจัยเรื่องนี้ ช่วยให้เห็นความเชื่อและการจัดองค์อย่างเป็นระบบของผีเจ้านายซึ่งช่วยให้เห็นภาพของผีอารักษ์ ในระบบสังคมได้ชัดเจนขึ้น แม้ผีเจ้านายจะมีการนําผีอารักษ์อย่างปูุแสะย่าแสะเข้ามาอยู่ในระบบ จน ดูเหมือนความเป็นผีเจ้านายและผีอารักษ์จะมีพื้นที่ที่ซ้อนทับกันอยู่ แต่กระนั้นเมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งจะ พบว่าหน้าที่หลักของผีอารักษ์และผีเจ้านายแตกต่างกัน กล่าวคือผีอารักษ์มีหน้าที่ในการปกปูองอาณา ๕ อัมพิกา ยะคําปูอ, “ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์ บ้านในชุมชนไทลื้อ บ้านไม้ลุงขน อําเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย: การสืบทอดและพลวัตภายใต้บริบทใหม่”, วารสารไทยศึกษา, ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑ (กุมภาพันธ์ – กรกฎาคม ๒๕๕๕): ๑.
๗ เขตและประชาชนเป็นหลักส่วนผีเจ้านายเป็นผีที่เน้นช่วยเหลือผู้คนที่เข้ามาหาด้วยป๎ญหาที่ หลากหลายทั้งป๎ญหาสุขภาพ ครอบครัว การงานและการเงิน๖ อาสา ค าภา ศึกษาเรื่องราวปูุแสะย่าแสะ กับประเพณีเลี้ยงผีเมืองเชียงใหม่ ทําการศึกษา จากตํานาน เอกสารประวัติศาสตร์ การสัมภาษณ์เชิงลึก และสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม ผลการศึกษาพบว่า ปูุแสะย่าแสะ ถือเป็นหนึ่งในอารักษ์ ผีเมือง เจนบ้านเจนเมืองที่เก่าแก่และสําคัญ ของเมืองเชียงใหม่ พิธีเลี้ยงผีปูุแสะย่าแสะมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับชาวลัวะ กลุ่มชนเก่าแก่ของ อุษาคเนย์ และสะท้อนถึง การปะทะประสานทางวัฒนธรรมระหว่างคติความเชื่อดั้งเดิมกับพุทธ ศาสนา ระหว่างกลุ่มชนพื้นเมือง เก่า กับกลุ่มชนที่สมาทานในวัฒนธรรมที่สูงกว่าผสมผสาน จน กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวเมือง เชียงใหม่มาแต่โบราณ ในอดีตการเลี้ยงผีปูุแสะย่าแสะ เป็น ส่วนหนึ่งพิธีเลี้ยงผีเมืองที่จะกระทําอย่าง พร้อมเพรียงกันหลายจุดทั่วทั้งเมืองเชียงใหม่ในช่วงเดือน ๘ ถึง เดือน ๙ (เหนือ) หากแต่ผลพวงจากกระบวนการรวมศูนย์อํานาจนับแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ มีผลให้ พิธีกรรมเลี้ยงผีในระดับเมืองค่อยๆ สูญหายไป อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงผีปูุแสะย่าแสะกลับยังคงดํารง สืบต่อมาโดยองค์กรชาวบ้าน และ ถูกเรียกในชื่ออย่างสามัญว่า “เลี้ยงดง” ขณะที่ปูุแสะย่าแสะได้ กลายเป็น ผี/สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจําท้อง ที่แถบตําบลแม่เหียะ บริเวณดอยคํา นอกตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่ง ทุกปีชาวบ้านยังทําการเลี้ยงจนถึง ป๎จจุบัน๗ พูนชัย ปันธิยะ ได้ศึกษาเรื่อง วิเคราะห์คติความเชื่อเชิงปรัชญาในประเพณีการเลี้ยงผีดง การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาประเพณีการเลี้ยงผีดง ๒) เพื่อศึกษาคติความเชื่อใน ประเพณีการเลี้ยงผีดง ๓) เพื่อวิเคราะห์คติความเชื่อเชิงปรัชญาในประเพณีการเลี้ยงผีดงที่มีต่อ ชาวเมืองเชียงใหม่ เป็นการวิจัยเชิงเอกสารพบว่า ๑) ประเพณีการเลี้ยงผีดงของคนเชียงใหม่มีปรากฏ อยู่ทั้งในเอกสารโบราณและมุขปาฐะของชาวบ้าน ผีดงเป็นยักษ์ชอบกินเนื้อคนตํานานเล่าว่าวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จมากับสาวก ยักษ์ก็จะจับพระพุทธเจ้ากินแต่ท่านทรงแสดงอภินิหาริย์ ทรมาน แผ่ เมตตาทําให้ยักษ์กลัวเกรง และยอมรับศีลห้า แต่ด้วยวิสัยยักษ์ จึงขอเปลี่ยนจากการกินคนเป็นกิน ควายแทน เป็นที่มาของประเพณีเลี้ยงผีดง ๒) ด้านคติความเชื่อในประเพณีการเลี้ยงผีดง พบว่าการ เลี้ยงผีดงช่วยให้ชาวบ้านในเขตหรือบริเวณนั้นอยู่เย็นเป็นสุขด้วยความเชื่อว่ายักษ์สองผัวเมียจะได้ปก ป๎กรักษาประชาชนให้ปลอดภัยจากการไปหาของปุาและทําให้ฟูาฝนก็ตกตามฤดูกาล ถ้าปีไหนไม่เลี้ยง ผีดง จะทําให้เกิดภัยพิบัติ เช่น โรคระบาดและการเกิดทุกข์ภัยต่างๆ จึงมีประเพณีการเลี้ยงผีดงสืบมา ๓) ในด้านการวิเคราะห์คติความเชื่อเชิงปรัชญาในประเพณีการเลี้ยงผีดงที่มีต่อชาวเชียงใหม่ พบว่า พิธีเลี้ยงผีดง สะท้อนถึงการประสานทางวัฒนธรรมระหว่างคติความเชื่อดั้งเดิมกับพุทธศาสนา ๖ ฉลาดชาย รมิตานนท์, ผีเจ้านาย, (เชียงใหม่: โครงการตํารามหาวิทยาลัย, ๒๕๒๗), หน้า ๗๙. ๗ อาสา คําภา, “ปูุแสะย่าแสะ กับประเพณีเลี้ยงผีเมืองเชียงใหม่”, วารสารวิชาการ, ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๒ (ธันวาคม ๒๕๕๕): ๙๙.
๘ ระหว่างกลุ่มชนพื้นเมืองกับกลุ่มชนที่เข้ามาอยู่ใหม่ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวเมือง เชียงใหม่มาแต่โบราณ ซึ่งทุกปีชาวบ้านยังทําการเลี้ยงจนถึงป๎จจุบัน๘ พิมพ์นภัส จินดาวงค์ได้ทําการศึกษาเรื่อง การดํารงอยู่และบทบาทของความเชื่อและ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับผีอารักษ์เมืองเชียงใหม่ในป๎จจุบัน วิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งศึกษาลักษณะการดํารงอยู่ และบทบาทของความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์เมืองเชียงใหม่ในป๎จจุบัน โดยมีขอบเขตการ วิจัยคือ พิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์เมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จํานวน ๓ พิธี ได้แก่ พิธี บูชาเสาอินทขีล พิธีทําบุญเมืองและสืบชะตาเมืองเชียงใหม่ และพิธีบูชาผีปูุแสะย่าแสะ ผู้วิจัยใช้ ระเบียบวิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพภาคสนามทางคติชนวิทยาโดยการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องและ สังเกตอย่างมีส่วนร่วมในพิธีกรรมดังกล่าวในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๕๔ ผลการศึกษาพบว่า พิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์เมืองเชียงใหม่ทั้ง ๓ พิธีมีลักษณะการดํารง อยู่โดยมีการผสมผสานความเชื่อพุทธ พราหมณ์ ผี โดยพิธีทําบุญเมืองและสืบชะตาเมืองเชียงใหม่และ พิธีบูชาเสาอินทขีลมีการนําความเชื่อทางพุทธศาสนามาผสมผสานอย่างเข้มข้น ในขณะที่พิธีบูชาผีปูุ แสะย่าแสะนั้นมีความเชื่อดั้งเดิมเป็นจุดเด่นของพิธี นอกจากนี้ยังพบลักษณะการดํารงอยู่ของความ เชื่อและพิธีกรรมที่มีการปรับให้เข้ากับสภาพสังคมป๎จจุบัน อันได้แก่ การปรับองค์ประกอบบางส่วนใน พิธีเพื่อตอบสนองต่อนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด การนําเสนออัตลักษณ์เมืองเชียงใหม่ และนําเสนอความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในจังหวัดเชียงใหม่ผ่านพิธีกรรม ส่วนผลการวิเคราะห์บทบาทของพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์เมืองเชียงใหม่ในป๎จจุบันพบว่า ยังคงมีบทบาทในการตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจ ตอบสนองความต้องการทางด้านสังคม และตอบสนองนโยบายของรัฐในการสืบสานประเพณีของจังหวัดเชียงใหม่๙ ศิราพร ณ ถลาง ได้ทําการศึกษาเรื่อง อารักษ์บ้าน-อารักษ์เมืองในวัฒนธรรมชนชาติไท : พลัง และ พลวัต มีวัตถุประสงค์ ๒ ประการ คือ ประการแรก เพื่อนําเสนอบทสังเคราะห์ลักษณะการ ดํารงอยู่และบทบาทของความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์ในสังคมไทยป๎จจุบันจากกรณีศึกษา ๒ กรณี คือ กรณีศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์บ้านของชาวไทลื้อที่บ้านไม้ลุงขน อําเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และ กรณีศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์เมืองเชียงใหม่ ผลจากการสังเคราะห์ข้อค้นพบที่สอดคล้องกันจากทั้งสองกรณีศึกษาเป็นประเด็นเรื่องพลวัตและการ ผสมผสานทางความเชื่อและพิธีกรรมระหว่างความเชื่อเรื่องผีอารักษ์ของชาวไทลื้อกับชาวไทยวน ล้านนา และระหว่างความเชื่อเรื่องผีอารักษ์กับพุทธศาสนา นอกจากนั้นทั้งสองกรณีศึกษายืนยันว่า ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์ยังคงมีบทบาททางจิตใจและบทบาททางสังคม และประการ ที่ ๒ บทความนี้นําเสนอบทอภิปรายเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผีอารักษ์ของชนชาติไทกลุ่มต่างๆ ในฐานะ ความเชื่อดั้งเดิม ปรากฏการณ์ทางความเชื่อเรื่องผีอารักษ์ที่มีการผนวกรวมกับความเชื่อเรื่องผีบรรพ ๘ พูนชัย ป๎นธิยะ, “วิเคราะห์คติความเชื่อเชิงปรัชญาในประเพณีการเลี้ยงผีดง”, วารสาร มมร วิชาการล้านนา, ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม-ธันวาคม): ๒๙. ๙ พิมพ์นภัส จินดาวงค์, “การดํารงอยู่และบทบาทของความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับผีอารักษ์เมือง เชียงใหม่ในป๎จจุบัน”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย, (คณะอักษรศาสตร์: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๔), บทคัดย่อ.
๙ บุรุษและผีวีรบุรุษ และการใช้ผีอารักษ์ในฐานะเป็นสื่อแสดงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในบริบททางสังคมไทย ในป๎จจุบัน๑๐ นิตยา วรรณกิตร์ได้ทําการศึกษาเรื่อง พลวัตของลัทธิพิธีการนับถือเจ้าหลวงคําแดงของ กลุ่มไทยวนและ ไทลื้อในภาคเหนือ วิทยานิพนธ์เล่มนี้นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตและการ ผสมผสานความเชื่อและตํานานเกี่ยวกับเจ้าหลวงคําแดงของไทยวนและไทลื้อ รวมทั้งองค์ประกอบ และพลวัตของลัทธพิธีการนับถือเจ้าหลวงคําแดงของไทยวนและไทลื้อในภาคเหนือตอนบนในป๎จจุบัน ข้อมูลที่ใช้ศึกษาวิเคราะห์ได้แก่ข้อมูลคติชนประเภทตํานาน ความเชื่อ และพิธีกรรมเกี่ยวกับการนับ ถือเจ้าหลวงคําแดงของกลุ่มไท ยวนและไทลื้อที่ปรากฏในเขตจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลําปาง และน่าน โดยมีทั้งข้อมูลเอกสารและข้อมูลภาคสนามจากพื้นที่ศึกษาในช่วง พ.ศ. ๒๕๕๑- ๒๕๕๓ ผลการศึกษาพบว่าปรากฏการณ์ความเชื่อเรื่องเจ้าหลวงคําแดงที่แพร่หลายอยู่ในเขต ภาคเหนือตอนบน สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของความเชื่อที่สัมพันธ์กับการ เปลี่ยนแปลงสภาพสังคมตั้งแต่สมัยก่อนตั้งอาณาจักรล้านนาจนถึงป๎จจุบัน เริ่มต้นจากความเชื่อดั้งเดิม เรื่องผีหลวงแห่งดอยหลวงเชียงดาว ก่อนจะกลายสถานะมาเป็นเทพหรืออารักษ์เทวดาตามคติพุทธ ศาสนา ในกลุ่มชาวไทยวน ความเชื่อและตํานานเจ้าหลวงคําแดงน่าจะแพร่หลายและได้รับความนิยม ในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะแพร่หลายไปสู่ชาวไทยวนในจังหวัดอื่น ส่วนชาวไทลื้อในสิบสองป๎นนาเดิม มีความเชื่อเรื่องพญาคําแดง วีรบุรุษผู้กลายเป็นผีเมืองหรือเทวดาเมืองตามคติดั้งเดิม เมื่อไทลื้อบาง กลุ่มอพยพเข้ามาในล้านนาได้นําผีอารักษ์ดั้งเดิมของตนมาด้วย ต่อมาชาวไทลื้อในล้านนาจึงรับตํานาน เจ้าหลวงคําแดงของชาวไทยวนมาผสมผสานกับความเชื่อเรื่องพญาคําแดงของตน ทําให้โครงเรื่อง หลักของตํานานเจ้าหลวงคําแดงทั้งของไทยวนและไทลื้อมีความคล้ายคลึงกัน ด้านการศึกษาพิธี กรรมการบูชาเจ้าหลวงคําแดง พบว่าการประกอบพิธีกรรมของชาวไทยวนและไทลื้อมีข้อแตกต่างกัน ในด้านจารีตเกี่ยวกับการเข้าร่วมพิธีกรรม ช่วงเวลาการประกอบพิธีกรรม รูปแบบการประกอบ พิธีกรรม และความหมายของพิธีกรรม สะท้อนให้เห็นว่าแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงธํารงอัตลักษณ์ด้าน การประกอบพิธีกรรมของตนเอง พิธีกรรมการบูชาเจ้าหลวงคําแดงในป๎จจุบันมีบทบาทในการเป็นสื่อ ให้ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมบรรลุถึงการรวมตัวกับอํานาจศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ บทบาทในการสร้างสํานึก ร่วม สร้างความสามัคคี และเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกลุ่มสังคม รวมไปถึงบทบาทในฐานะพื้นที่ เพื่อใช้ต่อรองกับอํานาจรัฐและอํานาจทุน นอกจากนี้ยังพบว่าการประกอบพิธีกรรมในป๎จจุบันมีการ เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ป๎จจัยสําคัญที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพ สังคมและวัฒนธรรมที่มุ่งไปสู่ความทันสมัย รวมทั้งอํานาจและบทบาทของกลุ่มผู้นําทางการเมืองที่ เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย๑๑ ๑๐ ศิราพร ณ ถลาง, “อารักษ์บ้าน-อารักษ์เมืองในวัฒนธรรมชนชาติไท: พลัง และ พลวัต”, รายงาน วิจัย, (สถาบันไทยศึกษา: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๘), บทคัดย่อ. ๑๑ นิตยา วรรณกิตร์, “พลวัตของลัทธิพิธีการนับถือเจ้าหลวงคําแดงของกลุ่มไทยวนและไทลื้อใน ภาคเหนือ”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย, (คณะอักษรศาสตร์: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๔), หน้า ๓๕๑.
๑๐ สาริด คะนิท ได้ศึกษาเรื่อง การดํารงอยู่และบทบาทของความเชื่อดั้งเดิมและพิธีกรรมใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย : กรณีศึกษาที่หมู่บ้านวัดหลวง อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงศ์เพื่อศึกษาการดํารงอยู่และบทบาทของความเชื่อดั้งเดิมและพิธีกรรม ในหมู่บ้านวัดหลวง อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย วิทยานิพนธ์นี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยเก็บข้อมูลภาคสนามตั้งแต่เดือน มิถุนายน ๒๕๕๕ - มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลในงานวิจัยได้จากทั้งเอกสาร การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์ผู้ประกอบ พิธีกรรม บุคคลสําคัญในชุมชน และชาวบ้าน ผลของการวิจัยได้จําแนกประเภทของความเชื่อดั้งเดิม และพิธีกรรมที่พบในหมู่บ้านวัดหลวง ๔ ประเภท ได้แก่ ประการแรก ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับ นาคดังปรากฏในงานลอยกระทง งานบั้งไฟพญานาคในวันที่ ๑๕ ค่ํา เดือนสิบเอ็ด และบุญบั้งไฟใน เดือน ๖, ประการที่สอง ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษของ เจ้าแม่สองนาง เจ้าแม่ทอง ทิพย์ และเจ้าพ่อหนองเรือคําในเทศกาลแข่งเรือ, ประการที่สาม ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผี อารักษ์ พระภูมิเจ้าที่ และ ประการที่สี่ ความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับขวัญ ความเชื่อดั้งเดิม และพิธีกรรมเหล่านี้มีบทบาทสําคัญในหมู่บ้าน ประการแรก บทบาทในการอธิบายปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติต่างๆ ว่ามีที่มาจากอํานาจเหนือธรมชาติ, ประการที่สอง บทบาททางด้านจิตใจที่ทําให้คนใน หมู่บ้านมีความสงบสุขทางจิตใจและเพิ่มความมั่นใจในชีวิต, ประการที่สาม บทบาททางด้านสังคม ทั้ง การเป็นศูนย์รวมพลังของชาวบ้าน สึบสานประเพณีของชุมชน สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน และมีอิทธิพล ต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ นอกจากนี้ ผู้ประกอบพิธีกรรมยังมีบทบาทในการเป็นผู้นําชุมชนและมี ส่วนในการอนุมัติและสนับสนุนโครงการต่างๆ ของชุมชน ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าความเชื่อดั้งเดิมและ พิธีกรรมยังคงดํารงอยู่และมีบทบาทสําคัญในหมู่บ้านวัดหลวง อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายใน ป๎จจุบัน ข้อค้นพบในลักษณะดังกล่าวนี้น่าจะพบได้ในหมู่บ้านอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศไทยด้วยเช่นกัน๑๒ ทศพร โสดาบรรลุได้ศึกษาคติการสร้างเมืองเชียงใหม่ในวัฒนธรรมล้านนาโดยมุ่งศึกษา ป๎จจัยต่าง ๆ ของสังคมล้านนาและก่อนหน้าอันนําไปสู่แนวคิดการสร้างเมืองเชียงใหม่แต่ละช่วงเวลา อันได้แก่สภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพทางสังคม กลุ่มชน วัฒนธรรม คติความเชื่อทางศาสนา ระบบ การเมืองการปกครองและความเกี่ยวเนื่องกับอารยธรรมภายนอก ผู้วิจัยศึกษา การจัดระเบียบ รูปแบบและพัฒนาการของเมืองเชียงใหม่ ศึกษา โลกทัศน์ บทบาทหน้าที่และระบบสัญลักษณ์ การ สร้างเมืองเชียงใหม่ในแต่ละช่วงเวลา พบว่าน่าจะใช้องค์ตามความรู้ทางดาราศาสตร์ร่วมกับ โหราศาสตร์ตามระบบทักษา คือ ดาวเคราะห์สําคัญ ๙ ดวง ในกระบวนการออกแบบ รูปลักษณะของ พื้นที่กําแพงเวียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสล้อมรอบด้วย ครูน้ําสื่อถึง ภาพจําลองเขตจักรวาลอันศักดิ์สิทธิ์อัน ๑๒ สาริด คะนิท, “การดํารงอยู่และบทบาทของความเชื่อดั้งเดิมและพิธีกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย: กรณีศึกษาที่หมู่บ้านวัดหลวง อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย, (คณะอักษรศาสตร์: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หน้า ๑๑๙.
๑๑ เป็นที่สถิตของพรหม ส่วนพื้นที่เวียงรูปพวงโค้งเป็นส่วนหนึ่งของรูปหอยสังข์สัญลักษณ์ ความเป็นสิริ มงคลและความอุดมสมบูรณ์สําหรับคติการสร้างเมืองเชียงใหม่สมัยพระยามังรายได้ประสานความเชื่อ ของกลุ่มชนสําคัญที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ให้กลมกลืนกันกล่าวคือทั้งกลุ่มชนไทย ลั๊วะ และเม็งต่างมีพื้นฐาน ความเชื่อดั้งเดิมคือการนับถือผีเหมือนกันแต่มีลักษณะเฉพาะบางประการที่แตกต่างกัน กล่าวคือการ นับถือภูเขาที่เป็นที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษและไม้สีเมืองของกลุ่มชนไทยการให้ความสําคัญของเสาอิน ทขิลของกลุ่มชนลั๊วะและความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาประจําทิศทั้ง ๘ รวมถึงเทวดา นพเคราะห์ตาม โหราศาสตร์ มาของชาวเม็ง ทั้งหมดนี้ได้ผสมผสานและกลายเป็นพื้นฐานความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ของพื้นที่และพิธีกรรมที่ปรากฏในท้องถิ่นในเวลาต่อมา งานวิจัยชิ้นนี้เกี่ยวข้องกับความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับผีอารักษ์เมืองเชียงใหม่ใน แง่ของคติความเชื่อเนื่องจากมีอารักษ์เมืองถือเป็นคติหนึ่งในการสร้างเมืองเพราะถือเป็น ส่วนจิต วิญญาณของเมืองและผีอารักษ์เมืองก็เกิดขึ้นพร้อมกับเมือง เมื่อใช้อํานาจศักดิ์สิทธิ์ทําหน้าที่คุ้มครอง รักษาการศึกษาคติความเชื่อในการสร้างเมืองเชียงใหม่ในวัฒนธรรมล้านนาจึงมีความสําคัญในการจะ ช่วยอธิบายความคิดเบื้องหลังความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์เมืองให้กระจ่างขึ้น๑๓ กรกนก รัตนวราภรณ์เรื่อง "จักรวาลคติในการวางผังวัดหลวงล้านนา: สัญลักษณ์สะท้อน อํานาจรัฐในอนุภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ (๒๕๔๕) กล่าวถึงการวางผัง แบบจักรวาลคติในวัดหลวงล้านนาอันเป็นการกําหนดพื้นที่ส่วนกลางจักรวาลให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สําคัญใช้ในการประกอบพิธีกรรมและเป็นศูนย์รวมความเชื่อมั่นของคนในชุมชน จักรวาลคตินี้เป็นสิ่งที่ รับมาจากขอมทอดหนึ่งแล้วจึงนํามาผสมผสานกับความเชื่อเดิมของท้องถิ่นกลายเป็นรูปแบบเฉพาะ ของตนเองในล้านนาตั้งแต่การเริ่มสร้างเมืองพบว่าสมัยพระยามังรายไม่ได้ใช้ ความเชื่อทางพุทธ ศาสนาในการสร้าง เอกภาพในการปกครองเพราะทรงเน้นในความสามารถด้านการทหารและการ ปกครองชุมชนในสมัยพระยามังรายจึงมีการนับถือผีเสื้อบ้าน ผีเสื้อเมือง ที่หลากหลายระดับและเป็น อิสระ ในความเชื่อต่อกัน เมื่อล้านนารับพุทธศาสนามากขึ้นในสมัยต่อ ๆ มาก็นําความเชื่อทางพุทธ ศาสนาผสมผสานกับความเชื่อทางผีเพื่อควบคุมการดําเนินชีวิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในจักรวาล คติการ แปลคติให้ออกมาเป็นรูปกระทํานั้น ต้องการสัญลักษณ์สําคัญคือศูนย์กลางจักรวาลนั้นคือ เขา พระเมรุ ในเชียงใหม่ได้สร้างพระเจดีย์หลวงขึ้นบริเวณกลางเมืองเพื่อเป็นไม้เมืองและแสดงถึงพระราช อํานาจและความพร้อมทางด้านกําลังทรัพย์ของกษัตริย์นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้จักรวาลคติในการ วางผัง พุทธาวาสหลวงวัดหลวงสําคัญในเมืองเชียงใหม่และชุมชนสําคัญใกล้เคียง จากการศึกษาวิจัย ๑๓ ทศพร โสดาบรรลุ, “คติการสร้างเมืองเชียงใหม่ในวัฒนธรรมล้านนาคนไทย”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖), บท นํา.
๑๒ พบว่าผังพุทธาวาส ดังกล่าวมีการวางตําแหน่งสถาป๎ตยกรรมสอดคล้องกับเรื่องทิศโดยมีองค์เจดีย์เป็น ศูนย์กลางและมีวิหารตามที่สําคัญซึ่งเป็นลักษณะที่พบในเขตที่มีความเข้มข้นในทางวัฒนธรรมคือที่ เมืองศูนย์กลางและขยายตัวเข้าครอบคลุมเมืองใกล้เคียงเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้เกิดขึ้น นอกจากงานวิจัยชิ้นนี้จะทําให้ความรู้เกี่ยวกับการวางผังวัดในล้านนาแล้วยังให้ รายละเอียดการนับถือผีเสื้อบ้านผีเสื้อเมือง ในสมัยพระยามังรายจนกระทั่งการนับถือพุทธศาสนาใน สมัยต่อๆมาอันแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของระบบ ความเชื่อทางศาสนาและจักรวาลทัศน์แบบ ล้านนา อันมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์ในป๎จจุบัน๑๔ ๑.๗ วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) มีวิธีดําเนินการวิจัยดังนี้ ๑.๗.๑ ศึกษาข้อมูลชั้นปฐมภูมิ (Primary Source) ได้แก่ พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ และข้อมูลชั้นทุติยภูมิ (Secondary source) ได้แก่ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ หนังสือ ตํารา บทความ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อค้นหาข้อมูล เกี่ยวกับความเชิ่อ ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องในเรื่องผีในล้านนา และมูลเกี่ยวกับความเป็นมา และความสําคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน ๑.๗.๒ วิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการและผลงานวิจัยและบทสัมภาษณ์ที่ เกี่ยวข้องกับสถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านแล้วนํามาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการ พรรณนาเนื้อหา แยกประเด็นศึกษาตามวัตถุประสงค์ในการวิจัย ๓ ข้อ คือ ๑) ศึกษาความเป็นมาและ ความสําคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน ๒) ศึกษาประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนคร น่าน และ ๓) ศึกษาสถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน ๑.๗.๓ สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะเพื่อการทําวิจัยในครั้งต่อไป ๑.๘ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๑.๘.๑. ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาและความสําคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน ๑.๘.๒. ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๑.๘.๓. ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับสถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิต ของชาวจังหวัดน่าน ๑.๘.๔ นําองค์ความรู้ที่ได้ไปเสนอต่อวัฒนธรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออนุรักษ์ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับคติความเชื่อเรื่องอารักษ์หลวงยังคงอยู่ และสืบทอด ความรู้ให้กับเยาวชนเพื่อไม่ให้ประเพณีหรือพิธีกรรมเหล่านี้หายไปจากวิถีชีวิตคนน่าน ๑๔ กรกนก รัตนวราภรณ์, “จักรวาลคติในการวางผังวัดหลวงล้านนา: สัญลักษณ์สะท้อนอํานาจรัฐใน อนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ภูมิภาคศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๕), บทนํา.
บทที่ ๒ ความเป็นมาและความส าคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน การศึกษาวิจัยเรื่อง “สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่าน” มีความเชื่อและ พิธีกรรมของพิธีไหว้ผีเสื้อเมืองที่เกี่ยวข้องกับอํานาจรัฐตั้งแต่อดีต ซึ่งทําให้ผู้วิจัยเห็นถึงพัฒนาการของ ความเชื่อและพิธีกรรมที่ประเพณีถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงนครน่าน ได้ชัดเจนขึ้นและเข้าใจ สาเหตุการปรับเปลี่ยนรูปแบบพิธีไหว้ผีอารักษ์เมืองให้มีความเป็นพุทธศาสนามากขึ้นจึงเป็นที่มาของ การศึกษาความเป็นมาและความสําคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน ดังนี้ ๒.๑ ความเป็นมาของจังหวัดน่าน ๒.๒ ความเชื่อเกี่ยวกับผีของชาวล้านนา ๒.๓ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๒.๔ ความเป็นมาของอารักษ์หลวงนครน่าน ๑๔ องค์ ๒.๕ ความสําคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน ๒.๑ ความเป็นมาของจังหวัดน่าน ๒.๑.๑ ต านานเมืองน่าน ตํานานเมืองน่านเริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ. ๑๘๒๕ ภายใต้การนําของพญาภูคา ศูนย์การ ปกครองอยู่ที่เมืองย่าง (เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝ๎่งด้านใต้ ของแม่น้ําย่างใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขต บ้านเสี้ยว ตําบลยม อําเภอท่าวังผา) เพราะปรากฏร่องรอย ชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ํา คันดิน กําแพง เมืองซ้อนกันอยู่ ต่อมาพระยาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดย ส่งราชบุตรบุญธรรม ๒ คน ไปสร้างเมืองใหม่ โดย ขุนนุ่น ผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี (เมืองพระบาง) และ ขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครหรือเมืองป๎ว ดังปรากฏในพงศาวดารพื้นเมืองน่าน วัดพระเกิด “สรีสุพภะโบราณกถาจักจยังอุบัตินิทาน อันเกิดมาแห่งสองเจ้าพี่น้องกุมารซื้อปรากฏดังนี้ ยังมีพราน ปุาผู้หนึ่ง อยู่เมืองภูคา ยังมีในวันหนึ่งพรานปุาจรเดินไปล่าปุาขึ้นเมื่อดอยภูคามันไปตามรอยเนื้อขึ้นไป มันหลงปุา ขึ้นเมื่อเถิงจอมดอยภูคา มันหันร่มไม้ต้นหนึ่งงามจึงเข้าไปสู่ร่มไม้ต้นหนึ่งนั้น พรานปุาผู้นั้น ก็หันไข่ ๒ ลูก ที่จ่มใกล้เค้าไม้ต้นนั้นใหญ่ประมาณเท่าลูกหมากพร้าว พรานปุาก็เอาเมื่อถวายพระยา ภูคา ซื้อรักษาไว้ บ่นานเท่าใด ไข่ลูกนั้นก็ออกมาเป็นผู้ชายทั้ง ๒ พระยาเลี้ยงไว้เอาเป็นลูกตน” ๑ ภายหลังขุนฟองถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนราชบุตรจึงได้ขึ้นครองเมืองป๎วแทน ด้านพญาภูคา ครอง เมืองย่างมานานและมีอายุมากขึ้น มีความประสงค์จะให้เจ้าเก้าเถื่อนผู้หลานมาครองเมืองย่างแทน ๑ กลุ่มคนฮักตัวเมือง, “พื้นเมืองน่าน พงศาวดารเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด”, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (น่าน: ร้านแจ๊คซ็อปเอ็กซเพรส, ๒๕๕๔), หน้า ๑๘-๓๐.
๑๔ จึงให้เสนาอํามาตย์ไปเชิญ เจ้าเก้าเถื่อนเกรงใจปูุจึงยอมไปอย ู่เมืองย่างและมอบให้ชายา คือนางพญา แม่ท้าวคําปิน ดูแลรักษาเมืองป๎วแทน เมื่อพญาภูคาถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนจึงครองเมืองย่างแทน ในช่วงที่เมืองป๎วว่างจากผู้นํา เนื่องจากเจ้าเก้าเถื่อนไปครองเมืองย่างแทนปูุคือพญาภูคา พญางําเมือง เจ้าผู้ ครองเมืองพะเยา จึงได้ขยายอิทธิพล เข้าครอบครองบ้านเมืองในเขตเมืองน่านทั้งหมด นางพญา แม่เท้าคําปิน พร้อมด้วยบุตรในครรภ์ ได้หลบหนี ไปอยู่บ้านห้วยแร้ง จนคลอดได้บุตรชายชื่อว่าเจ้าขุน ใส เติบใหญ่ได้เป็นขุนนาง รับใช้พญาคําเมืองจนเป็นที่โปรดปราน พญางําเมืองจึงสถาปนาให้เป็นเจ้า ขุนใสยศ ครองเมืองปราดภายหลังมีกําลังพลมากขึ้นจึงยกทัพ มาต่อสู้ จนหลุดพ้นจากอํานาจเมือง พะเยา และได้รับการสถาปนาเป็นพญาผานอง ขึ้นครองเมือง ป๎วอย่างอิสระระหว่างปี ๑๘๖๕ – ๑๘๙๔ รวม ๓๐ ปี จึงพิราลัย ในสมัยของพญาการเมือง (กรานเมือง) โอรสของพญาผานอง เมืองป๎ว ได้มีการขยายตัว มากขึ้น ตลอดจน มีความสัมพันธ์ กับเมืองสุโขทัยอย่างใกล้ชิด พงศาวดารเมืองน่านกล่าวถึงพญา การเมืองว่า ได้รับเชิญจากเจ้าเมืองสุโขทัย (พระมหาธรรมราชาลิไท) ไปร่วมสร้างวัดหลวงอภัย (วัด อัมพวนาราม) ขากลับเจ้าเมืองสุโขทัย ได้พระราชทานพระธาตุ ๗ องค์ พระพิมพ์ทองคํา ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ ให้กับพญาการเมือง มาบูชา ณ เมืองป๎วด้วย พญาการเมือง ได้ปรึกษาพระ มหาเถรธรรมบาล จึงได้ก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้นที่บนภูเพียงแช่แห้ง พร้อมทั้งได้อพยพผู้คนจาก เมืองป๎ว ลงมาสร้างเมืองใหม่ที่บริเวณพระธาตุแช่แห้ง เรียกว่า ภูเพียงแช่แห้งในปี พ.ศ. ๑๙๐๒ โดยมี พระธาตุแช่แห้งเป็นศูนย์กลางเมือง หลังจากพญาการเมืองถึงแก่พิราลัย โอรสคือ พญาผากองขึ้นครอง แทนอยู่มาเกิดป๎ญหาความแห้งแล้ง จึงย้ายเมืองมาสร้างใหม่ที่ริมแม่น้ําน่านด้านตะวันตกบริเวณบ้าน ห้วยไค้ คือบริเวณที่ตั้งของจังหวัดน่านในป๎จจุบัน เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๑๑ ในสมัยเจ้าปูุเข่งครองเมือง ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๖๐ ได้สร้างวัดพระธาตุช้างค้ํา วรวิหาร วัดพระธาตุเขาน้อย วัดพญาภู แต่สร้างไม่ทันเสร็จก็ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน พญางั่วฬารผาสุมผู้เป็นหลาน ได้สร้างต่อจนแล้วเสร็จและ ได้สร้าง พระพุทธรูปทองคําปางลีลา ป๎จจุบันคือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ประดิษฐานอยู่ในวิหาร วัดพระธาตุช้างค้ําวรวิหาร ในปี พ.ศ. ๑๙๙๓ พระเจ้าติโลกราชกษัตริษ์นครเชียงใหม่ มีความประสงค์จะครอบครอง เมืองน่าน และแหล่งเกลือ บ่อมาง (ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ) ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์และหาได้ยากทาง ภาคเหนือ จึงได้จัดกองทัพ เข้ายึด เมืองน่าน พญาอินต๊ะแก่นท้าว ไม่อาจต้านทาน ได้จึงอพยพหนีไป อาศัยอยู่ ที่เมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) เมืองน่านจึงถูกผนวกเข้าไว้ในอาณาจักรล้านนาตั้งแต่นั้นมา ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๐๐ ปี ที่เมืองน่านอยู่ในครอบครองของ อาณาจักรล้านนา ได้ค่อย ๆ ซึมชับ เอาศิลปวัฒนธรรมของล้านนา มาไว้ในวิถีชีวิต โดยเฉพาะการรับเอาศิลปกรรมทางด้านศาสนา ปรากฏศิลปกรรมแบบล้านนาเข้ามาแทนที่ศิลปกรรมแบบสุโขทัย อย่างชัดเจน ดังเช่น เจดีย์วัดพระ ธาตุแช่แห้ง เจดีย์วัดสวนตาล เจดีย์วัดพระธาตุช้างค้ํา แม้จะเหลือส่วนฐานที่มีช้างล้อมรอบ ซึ่งเป็น ลักษณะศิลปะแบบสุโขทัยอยู่ แต่ส่วนองค์เจดีย์ขึ้นไปถึงส่วนยอด เปลี่ยนเป็นศิลปกรรมแบบล้านนาไป จนหมดสิ้น ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๑๐๓ – ๒๓๒๘ เมืองน่านได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า อยู่หลายครั้ง และต้องเป็นเมืองร้าง ไร้ผู้คนถึง ๒ ครา คือ ครั้งแรก ปี พ.ศ. ๒๒๔๗ – ๒๒๔๙ ครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ ๒๓๒๑ – ๒๓๔๔
๑๕ ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เจ้าอัตถวรป๎ญโญ ได้ลงมาเข้าเฝูาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬา โลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เพื่อขอเป็น ข้าขอบขันทสีมา เจ้าอัตถวรป๎ญโญ หลังจากขึ้นครองเมืองน่าน ยังมิได้เข้าไปอยู่เมืองน่านเสียทีเดียว เนื่องจากเมืองน่าน ยังรกร้างอยู่ ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ คือ บ้านตึ๊ดบุญเรือง เมืองงั้ว (บริเวณอําเภอนาน้อย) เมืองพ้อ (บริเวณอําเภอเวียงสา) หลังจากได้ บูรณะซ่อมแซมเมืองน่านแล้ว พร้อมทั้งได้ขอพระบรมราชานุญาตกลับเข้ามาอยู่ในเมืองน่าน ในปี พ.ศ. ๒๓๔๔ ในยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เมืองน่านมีฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราช เจ้าผู้ครองนคร น่านในชั้นหลังทุกองค์ ต่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ ด้วยความเที่ยงธรรม มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อ พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ได้ช่วยราชการบ้านเมืองสําคัญหลายครั้งหลายคราด้วยกัน นอกจากนี้ เจ้าผู้ครองนครน่าน ต่างได้ทํานุบํารุง กิจการพุทธศาสนาในเมืองน่าน และอุปถัมภ์ค้ําจูนพระพุทธ ศาสนาเป็นสําคัญ ได้สร้างธรรมนิทานชาดก การจารพระไตรปิฎกลงในคัมภีร์ใบลาน นับเป็นคัมภีร์ได้ ๓๓๕ คัมภีร ์นับเป็นผูกได้ ๒,๖๐๖ ผูก ได้นําไปมอบให้ เมืองต่างๆ มีเมืองลําปาง เมืองลําพูน เมือง เชียงใหม่ เมืองเชียงราย และเมืองหลางพระบาง ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระกรุณาโปรด เกล้าฯ สถาปนาให้ เจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดชฯ เลือนยศฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น “พระเจ้านครน่าน” มีพระ นามปรากฏตามสุพรรณป๎ฏว่า “พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงศา ธิ บดี สุริตจารีราชนุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิ์กิติไพศาล ภูบาลบพิตรสถิตย์ ณ นันทราชวงษ์” เป็นพระเจ้า นครน่านองค์แรก และองค์เดียวในประวัติศาสตร์น่าน ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ จึงได้สร้าง หอคํา (คุ้มหลวง) ขึ้นแทนหลังเดิมซึ่งสร้างในสมัยของ เจ้า อนันตวรฤิทธิเดชฯ และด้านหน้าหอคํา มีข่วงไว้ทําหน้าที่คล้ายสนามหลวง สําหรับจัดงานพิธีต่างๆ ตลอดจนเป็นที่จัดขบวนทัพออกสู้ศึก จัดขบวนนําเสด็จหรือขบวนรักแขกเมืองสําคัญ และในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่าน ถึงแก่พิราลัย ตําแหน่งเจ้าผู้ครองนครก็ถูกยุบเลิก ตั้งแต่นั้นมา ส่วนหอคําได้ใช้เป็น ศาลากลางจังหวัดน่าน จนปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จังหวัดน่าน ได้มอบหอคํา ให้กรมศิลปากร ใช้เป็นสถานที่จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน จนกระทั่งป๎จจุบัน๒ ๒.๑.๓ ประวัติศาสตร์เมืองน่าน เมืองนครน่านเป็นเมืองที่มีพัฒนาการมายาวนาน ตั้งแต่สร้างเริ่มก่อเกิดบ้านแปลงเมืองใน ลุ่มน้ําย่างและลุ่มน้ําป๎ว พัฒนาขึ้นเป็นแคว้นน่านในฐานะรัฐอิสระ ต่อมาถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ อาณาจักรล้านนา จนกระทั่งกลายเป็นนครรัฐในฐานะประเทศราชของสยาม และผนวกเข้าเป็นส่วน หนึ่งของประเทศไทยที่เรียกว่า “จังหวัดน่าน” สืบมาถึงป๎จจุบัน สามารถแบ่งจากพัฒนาการทาง การเมืองการปกครองของเมืองนครน่านออกเป็นน ๖ ยุค ได้แก่ ๑) ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก่อนการสร้างบ้านแปลงเมืองน่าน (ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘) พื้นที่จังหวัดน่านในป๎จจุบันมีเทือกเขารายล้อมทําให้เกิดแอ่งที่ราบสําคัญ ๓ แอ่ง ได้แก่ ๒ สํานักงานสภาเกษตรกรจังหวัดน่าน, วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิ ปัญญาจังหวัดน่าน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.nfcnan.com/nan/history-nan-province [๑๐ มกราคม ๒๕๖๕].
๑๖ (๑) แอ่งป๎ว ทางตอนเหนือ มีความยาวประมาณ ๕๕ กิโลเมตร กว้างประมาณ ๒๒.๕ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อําเภอป๎ว อําเภอท่าวังผา อําเภอเชียงกลาง และบางส่วนอําเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน (๒) แอ่งน่าน ทางตอนกลาง มีความยาวประมาณ ๔๐.๕ กิโลเมตร กว้างประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อําเภอเมืองน่านและอําเภอเวียงสา จังหวัดน่าน และ (๓) แอ่งนาน้อย ทางตอนใต้ มีความยาวประมาณ ๑๗.๕ กิโลเมตร กว้างประมาณ ๑๒ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อําเภอนาน้อยและบางส่วนอําเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ๓ ส่วนบริเวณแอ่ง น่านในตอนกลางนั้นปรากฏมีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ปีที่ ผ่านมา จัดแบ่งการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็น ๒ ช่วง คือ ยุคหินและยุคโลหะ ยุคหิน บริเวณพื้นที่ที่ต่อมาสร้างบ้านแปลงเมืองน่านนั้น อดีตปรากฏร่องรอยการตั้งถิ่น ฐานของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ดังปรากฏเครื่องมือหินกะเทาะแบบหยาบในยุคหินเก่า (Palaeolithicperiod) บริเวณเสาดิน บ้านน้ําหก (ตําบลเชียงของ อําเภอนาน้อย จังหวัดน่าน) บ้านดู่ ใต้ บ้านเชียงราย (ตําบลดู่ใต้ อําเภอเมือง จังหวัดน่าน) มีอายุประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ - ๗,๐๐๐ ปีที่ผ่าน มา และพบเครื่องมือหินในยุคหินใหม่ที่ตามแนวเทือกเขาน้อย เขาหินแก้ว เขาชมพู ดอยปูุแก้วดอยภู ทอก มีอายุประมาณ ๔,๐๐๐ ปี๔ พบเครื่องมือหินบริเวณอําเภอเมืองน่าน อําเภอเวียงสา อําเภอแม่จ ริม อําเภอเชียงกลาง และอําเภอนาน้อย มีอายุประมาณ ๑๐,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ ปี๕ ดังนั้นจากหลักฐานที่ ค้นพบเครื่องมือหินกระจายตัวในเขตจังหวัดน่าน แสดงให้เห็นมีการเคลื่อนไหวในการตั้งถิ่นฐานของ มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์บริเวณพื้นที่นี้มาตั้งแต่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ก่อนเข้า สู่ยุคโลหะในเวลาต่อมา ยุคโลหะ ในยุคโลหะปรากฏการพบเครื่องมือสําริดบริเวณเมืองน่านจํานวนน้อย พบเพียง พร้าหรือมีดสําริด (bronze dagger-axe) และเครื่องมือเครื่องใช้โลหะบางส่วนที่ค้นพบบริเวณตอนใต้ ของจังหวัดน่าน มีอายุประมาณ ๒,๙๐๐ - ๒,๗๐๐ ปี๖ ๒) ยุคแว่นแคว้นน่าน (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ - พ.ศ.๑๙๙๒) ศูนย์กลางการปกครองที่ เมืองย่างและเมืองป๎ว ยุคแว่นแคว้นน่านมีการตั้งศูนย์กลางการปกครองอยู่ ๒ แอ่ง ได้แก่ช่วงแรกตั้งใน แอ่งตอนเหนือบริเวณลุ่มน้ําย่างและลุ่มน้ําป๎ว ที่เป็นขุนน้ําน่านโดยมีลําห้วยหลายสายไหลมารวมกัน เป็นต้น แม่น้ําน่านที่เทือกเขากิ่วศาลา และช่วงหลังได้ขยายตัวลงมาตั้งในแอ่งตอนกลางบริเวณลุ่มน้ํา น่าน ที่มีแม่น้ําน่านเป็นน้ําสายหลักไหลผ่านแอ่ง ปรากฏมีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ๓ ห้างหุ้นส่วนจํากัดวุฒิเจริญ, การขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดหนองบัว บ้านหนองบัว หมู่ที่ ๕ ต าบล ป่าคา อ าเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน, (ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ๒๕๓๙), หน้า ๓. (เอกสารอัดสําเนา). ๔ ชาตรี เจริญศิริ และคณะ (บรรณาธิการ), แผนที่ชุมชนเมืองเก่าน่าน, (ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ๒๕๔๘), หน้า ๔. ๕ สายันต์ ไพรชาญจิตร, “ไปเก็บอดีตเมืองน่าน”, วารสาร อสท, ปีที่ ๓๑ ฉบับที่ ๗ (กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔): ๕๕ - ๕๗. ๖ กรมศิลปากร, เมืองน่าน โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์, ๒๕๓๐), หน้า ๒๙.
๑๗ มาตั้งแต่ยุคหินเก่าดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้คนเหล่านี้เกิดการผสมผสานได้กลายมาเป็นชาวบ้าน ชาวเมืองที่เรียกว่า “กาว” ในเวลาต่อมา เมืองป๎วเกิดขึ้นด้วยป๎จจัยความเชื่อภายในจากความเชื่อเรื่อง ผี ส่วนเมืองน่านบริเวณลุ่มน้ําน่านเกิดขึ้นด้วยป๎จจัยความเชื่อทางพุทธศาสนาที่รับผ่านมาจากแคว้น สุโขทัย การมีตัวตนของบ้านเมืองบริเวณนี้ปรากฏร่องรอยในตํานานต่างๆ เช่น ตํานานพื้นเมือง น่านตํานานพื้นเมืองเชียงใหม่ และตํานานพื้นเมืองพะเยา เป็นต้น ที่เป็นภาพสะท้อนว่าอาจมีการสร้าง บ้านแปลงเมืองบริเวณนี้มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ ดังตํานานพื้นเมืองพะเยา กล่าวถึงพญาเจืองราช บุตรพญาศรีจอมธรรม กษัตริย์แคว้นพะเยา ราชวงศ์ลวจังกราช ได้เสด็จมาคล้องช้างที่เมืองน่าน(ป๎ว) เมื่อ พ.ศ.๑๖๑๘ พญาพละเทวะ กษัตริย์แคว้นน่าน (ป๎ว) ได้ยกราชธิดาพระนามว่าพระนางจันทเทวี พร้อมช้าง ๑๐๐ เชือกให้พญาเจือง แสดงถึงการผูกความสัมพันธ์ทางเครือญาติผ่านการเสกสมรส “... ส่วนเจ้าขุนเจืองใหญ่มาได้ ๑๖ ปี ไปคล้องช้างเมืองน่าน พระญาน่านตนชื่อว่าพละเทวะมีฅวามยินดี เอาลูกสาวถวายฅน ๑ ชื่อว่านางจันทเทวี เอาหื้อแก่ขุนเจืองกับช้างแถม ร้อยตัววันนั้นแล...” ๗ หรือใน เวลาต่อมาพญาเจืองได้โปรดให้ท้าวยี่คําหาว ราชบุตรองค์รองเป็นเจ้าเมืองหลวงพระบาง และท้าว ชุมแสง ราชบุตรองค์เล็กเป็นเจ้าเมืองน่าน เป็นไปได้ว่าท้าวชุมแสงคือราชบุตรที่ประสูติกับพระนางจัน ทเทวี ราชธิดาพญาพละเทวะ กษัตริย์แคว้นน่าน (ป๎ว) “เจ้าพระญาเจืองวางเมืองแก่ท้าวผาเรืองผู้เป นลูกอ้ายแห่งตน แต่งแปลงหื้อลูกผู้กลางชื่อยี่ฅําหาว ไพเปนพระญาในเมืองชวาล้านช้าง หื้อลูกผู้ซ้อย ชื่อท้าวชุมแสงไพเปนพระญาในเมือง นันทปุรี คือว่าเมืองน่าน หั้นแล...” ๘ ในยุคพญาเจืองมีหัวเมืองบริวารแคว้นพะเยามาถึงเมืองปง เมืองเชียงม่วน เมืองออยเมือง งิมการมาคล้องช้างของขุนเจืองที่เมืองน่าน พญาพละเทวะ กษัตริย์น่านได้ถวายราชธิดาพร้อมช้าง แสดงให้เห็นถึงการยอมรับอํานาจที่เข้มแข็งกว่าของแคว้นพะเยา และพยามยามสร้างความสัมพันธ์ ตามระบบเครือญาติผ่านการเสกสมรส ส่วนที่เริ่มปรากฏตัวตนอย่างชัดเจนของเมืองน่าน (ป๎ว) พื้นเมืองน่านระบุถึงพญาภูคา ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ภูคา (กาว) ปกครองเมืองย่าง สร้างเวียงศูนย์กลาง การปกครองมีคูน้ําคันดินขึ้นบริเวณบ้านเสี้ยว (หมู่ที่ ๗ อําเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน) ในลุ่มน้ําย่างใกล้ กับดอยภูคา ซึ่งน้ําย่างเป็นลําน้ําสาขาของแม่น้ําน่าน ต่อมาได้สร้างเมืองป๎ว (เมืองวรน คร บริเวณ ตําบลศิลาเพชร อําเภอป๎ว จังหวัดน่านในป๎จจุบัน) ให้ขุนคําฟอง (ขุนฟอง) ราชบุตรบุญธรรมองค์เล็ก เป็นปฐมกษัตริย์ปกครองเมืองป๎ว เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๘๒๕ ส่วนขุนนุ่น ราชบุตรบุญธรรมองค์โตส่งไป เป็นเจ้าเมืองจันทบุรี(หลวงพระบาง) และในสมัยพญาผานอง กษัตริย์เมืองป๎วองค์ที่ ๓ (พ.ศ.๑๘๖๕ – ๑๘๙๔) ราชวงศ์ภูคา ได้เริ่มขยายอาณาเขตมากขึ้น ดังปรากฏมีการสร้างเมืองขวาง (เมืองควาง) ด้าน ทิศเหนือของเมืองป๎ว ๗ ภูเดช แสนสา (ปริวรรต), พื้นเมืองพะเยา ต านานพระเจ้าตนหลวง, (ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ๒๕๕๘), หน้า ๔๓. (เอกสารอัดสําเนา). ๘ ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏเชียงใหม่, ต านานพื้นเมือง เชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี, (เชียงใหม่: มิ่งเมือง, ๒๕๓๘), หน้า ๑๐.
๑๘ ภายหลังจากขุนคําฟองสิ้นพระชนม์ เจ้าเก้าเกลื่อน ผู้เป็นราชบุตรขุนคําฟองขึ้นครอง เมืองป๎วแทน ส่วนพญาภูคาด้วยอยู่ในวัยชราจึงต้องการให้เจ้าเก้าเกลื่อนมาครองเมืองย่างแทน เจ้าเก้า เกลื่อนจึงไปครองเมืองย่าง และมอบให้แม่ท้าวคําปิน ชายา ครองเมืองป๎วแทน ในช่วงที่แม่ท้าว คําปินครองเมืองป๎ว พญางําเมือง กษัตริย์แคว้นพะเยา ทรงเห็นโอกาสจึงยกทัพมายึดเมืองป๎ว แม่ท้าว คําปินที่ขณะทรงครรภ์ได้หลบหนีไปอยู่บ้านห้วยแล้ง ให้ประสูติราชบุตรพระนามว่าขุนใส ได้เป็น ขุนนางรับใช้พญางําเมืองที่เมืองพะเยา สถานะของเมืองป๎วช่วงนี้จึงเป็นหัวเมืองประเทศราชของแคว้น พะเยา จนกระทั่งขุนใสเจริญวัยได้ยกกองทัพปลอดปล่อยเมืองป๎วออกจากอํานาจแคว้นพะเยาขุนใสได้ ขึ้นครองราชย์พระนามว่า “พญาผานอง” กษัตริย์ป๎ว (พ.ศ.๑๘๖๕ - ๑๘๙๔) “...รอดสกราชได้ ๖๒๕ ตัว (พ.ศ.๑๘๐๖) ปีก่าใค้ เจ้าก็ได้ไปชนะข้าเสิก็ยังเมืองพัว พระญาพัวก็กลัวเตชะริทธีแห่งงําเมือง แพ้ข้าเสิก็ทังหลายพ่ายค้านแล้วดั่งอั้น พระญาพัวก็(หื้อ) ราชสัมป๎ตติบ้านเมืองกับลูกสาวแห่งตนแก่ งําเมือง ส่วนงําเมืองก็อยู่(เสวย)ราชสัมป๎ตติในเมืองพัวที่นั้นได้ ๓ ปี เจ้าไว้นางเทวีกับลูกชื่อว่าต้อนต่อ หื้ออยู่เสวยราชสัมป๎ตติในเมืองพัวที่นั้นแล ส่วนงําเมืองก็เอาเสนาโยธาฅืนมาเมืองภยาวดั่งเก่า...” พญางําเมืองกับพ่อขุนรามคําแหงมหาราชเป็นพระสหายร่วมเรียนสํานักเดียวกัน แคว้นพะเยากับ แคว้นสุโขทัยจึงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เมื่อพญางําเมืองตีเมืองป๎ว จึงไม่มีกองทัพจากแคว้นสุโขทัย มาช่วยเมืองป๎ว แต่ที่น่าสังเกตอีกประการคือในช่วงพ่อขุนรามคําแหง กษัตริย์แคว้นสุโขทัยองค์ที่ ๓ (พ.ศ. ๑๘๒๒-๑๘๔๒) ราชวงศ์พระร่วง ทําจารึกหลักที่ ๑ ได้ระบุว่าอาณาเขตแคว้นสุโขทัยมาถึงเมืองน่าน และเมืองป๎ว “...เมืองแพร่ เมืองม่าน เมืองน..(น่าน) เมืองพลัว (ป๎ว)...” ๙ ซึ่งขณะนั้นศูนย์กลางการ ปกครองอยู่ที่เมืองป๎วและเมืองย่าง ส่วนเมืองน่านย้ายลงมาตั้งภายหลังบริเวณลุ่มน้ําน่านใน พ.ศ. ๑๙๐๒ แต่ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ได้ปรากฏชื่อเมืองน่านคู่กับเมืองป๎วอยู่ก่อนแล้วจนกระทั่ง พ.ศ. ๑๙๐๒ สมัยพญาครานเมือง กษัตริย์เมืองป๎วองค์ที่ ๔ และเป็นปฐมกษัตริย์แคว้นน่าน (พ.ศ.๑๙๐๒- ๑๙๐๖) ในราชวงศ์ภูคา ได้เคลื่อนย้ายลงมาสร้างเวียงภูเพียงแช่แห้งใกล้แม่น้ําน่าน ที่เป็นพื้นที่ราบ กว้างขวางมากกว่าตอนบนที่เมืองป๎ว ต่อมา พ.ศ.๑๙๑๑ จึงได้สร้างเวียงน่าน (เวียงใต้) ให้เป็นเวียง ศูนย์กลางทางการปกครองสมัยพญาผากอง กษัตริย์แคว้นน่านองค์ที่ ๒(พ.ศ.๑๘๖๘ - ๑๙๒๙) ราชวงศ์ภูคา๑๐ ส่วนเวียงภูเพียงแช่แห้งเป็นเวียงพระธาตุแช่แห้ง ที่ตั้งศูนย์กลางการปกครองรัฐป๎วและรัฐน่านในแต่ละยุค แคว้นน่านเป็นพันธมิตรกับแคว้น สุโขทัย เพื่อร่วมกันปูองกันการรุกรานจากอาณาจักรใหญ่รอบข้าง คือ อาณาจักรล้านนา กับ อาณาจักรอยุธยา รวมถึงแคว้นพะเยาที่เคยเป็นเจ้าประเทศราชแคว้นป๎วในยุคแม่ท้าวคําปิน การเป็น พันธมิตรกันระหว่างแคว้นน่านกับแคว้นสุโขทัย ปรากฏชัดเจนตั้งแต่ช่วงพญาครานเมืองกับพระยา ลิไทในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นต้นมา ดังปรากฏในพ.ศ.๑๘๙๙ พญาครานเมือง ก่อนลงมาสร้างเมือง ๙ คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมฯ, ประชุมศิลาจารึกสุโขทัย, (ม.ป.ท.: ม. ป.พ., ม.ป.ป.), หน้า ๒๖. ๑๐ ชาตรี เจริญศิริ (บรรณาธิการ), นครน่าน พัฒนาการแห่งนครรัฐ, (ม.ป.ท. : ม.ป.พ., ๒๕๔๙), หน้า ๑๐.
๑๙ น่าน พระยาลิไท กษัตริย์แคว้นสุโขทัย ได้ทูลเชิญให้ไปร่วมสร้างวัดหลวงอภัย (วัดอัมพวนาราม) เมื่อเสด็จกลับพระยาลิไททรงพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ ๗ องค์ พระพิมพ์ทองคํา ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ และพระธาตุ ๒องค์ ให้พญาครานเมืองนํามาประดิษฐานที่แคว้นของพระองค์ เมื่อเสด็จกลับถึงเมืองป๎วได้ทรงปรึกษากับพระมหาเถรธรรมปาละถึงสถานที่ก่อสร้างพระธาตุ จึงเห็น สถานที่ทิศตะวันออกของแม่น้ําน่านเหมาะสม จึงได้สร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้น ภายหลังด้วยความ ศรัทธาในพระธาตุแช่แห้ง สันนิษฐานว่าด้วยชาวเมืองบริเวณเมืองป๎วมีจํานวนมากขึ้น ทรงเห็นบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ํา น่านมีที่ราบกว้างขวางมากกว่าลุ่มน้ําย่างและลุ่มน้ําป๎ว ที่เป็นลําน้ําสาขาของแม่น้ําน่าน ประกอบกับ อยู่ศูนย์กลางตอนล่างลงมาจากหุบเขาสูง สะดวกในการคมนาคมกับแว่นแคว้นทางตอนล่างเช่นแคว้น สุโขทัย อีกทั้งเป็นการขยายพระราชอาณาเขตของแคว้นป๎วและหนีให้ไกลจากอิทธิพลของแคว้น พะเยา จึงย้ายศูนย์กลางการปกครองมาตั้งบริเวณทางฝ๎่งทิศตะวันออกแม่น้ําน่าน เมื่อ พ.ศ.๑๙๐๒ พญาครานเมืองปกครองแคว้นน่านถึง พ.ศ.๑๙๐๖ ก็สิ้นพระชนม์จากการลอบปลงพระชนม์ของ กษัตริย์เมืองใต้ ทําให้เห็นว่าอาจเกิดจากความขัดแย้งกันขึ้น ภายหลังจากพญาครานเมืองขยายพระ ราชอาณาเขตลงมาตั้งศูนย์กลางการปกครองบริเวณตอนล่างในลุ่มน้ําน่าน “ท้าวครานเมืองอยู่เวียงแช่ แห้งได้ ๕ ขวบเข้า ขุนอินท์ เมืองใต้ ใช้ผ้ามาถวายหื้อเปนป๎ณณาการเมืองใหญ่ ร่ายมนต์ใส่แถมพิษ ท้าวก็ใส่ใจว่าเปนมหามิตต์ มือลูบหยุบแผ่นผ้า ถูกพิษลวดเจ็บเสียบเสี้ยมตน ท่าวทั้งยืนแล้วก็ลวดจุติ ตายปีก่าเหม้าในเวียงแช่แห้งที่นั้นแล...” ๑๑ การตั้งศูนย์กลางอยู่เวียงพระธาตุแช่แห้งเพียง ๑๐ ปี พญาผากอง (ราชบุตรพญาคราน เมือง) เสด็จมาจากเมืองป๎ว มาขึ้นครองราชย์กษัตริย์แคว้นน่าน จึงได้ทรงย้ายศูนย์กลางการปกครอง มาตั้งแห่งใหม่ทางฝ๎่งตะวันตกของแม่น้ําน่านบริเวณบ้านห้วยไคร้ที่เรียกในป๎จจุบันว่า “เวียงใต้” และ เรียกชื่อบ้านนามเมืองตามแม่น้ําน่านว่า “เมืองน่าน” ใน พ.ศ.๑๙๑๑ สาเหตุการย้ายสันนิษฐานว่า ด้วยฝ๎่งตะวันออกแม่น้ําน่านเป็นที่เนินสูง จึงขัดสนเรื่องน้ําที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค จึงได้ย้าย ศูนย์กลางการปกครองทางฝ๎่งทิศตะวันตก อันมีที่ราบลุ่มและกว้างขวางมากกว่า ช่วงนี้แคว้นน่านยังมี ความสัมพันธ์อันดีกับแคว้นสุโขทัย ดังปรากฏชื่อเมืองน่านและเมืองป๎วในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๘ จารึกขึ้นประมาณ พ.ศ.๑๙๑๕ ว่า “...เบื้องเหนือน้ําน่าน...ถี...เจ้าพญาผากอง เจ้าเมืองน่าน เมืองพลัว ...” หรือศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๔๕ และ ๖๔ (วัดช้างค้ํา) พ.ศ.๑๙๓๕ ได้กล่าวถึงการทําสัตย์สาบาน ร่วมกันระหว่างปูุคือพญาผากอง กษัตริย์แคว้นน่าน กับหลานคือพระมหาธรรมราชาที่ ๒ กษัตริย์ แคว้นสุโขทัย (พ.ศ.๑๙๑๑ - ๑๙๔๓) แต่คําว่าปูุหลานในจารึกอาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ทางสายโลหิต แต่เป็นการนับลําดับศักดิ์ตามความอาวุโสจึงเรียกพญาผากองที่มีพระชนม์พรรษาสูง กว่าว่า “ปูุ” และเรียกพระมหาธรรมราชาที่ ๒ ที่มีพระชนม์พรรษาอ่อนกว่าว่า “หลาน” ซึ่งเป็นปกติที่ จะพบการเรียกตามลําดับศักดิ์อายุในจารึกและเอกสารเก่าในยุคจารีต การเป็นพันธมิตรระหว่างแคว้น น่านกับแคว้นสุโขทัย ที่สําคัญอีกประการหนึ่งคือเพื่อร่วมกันต้านทานอาณาจักรอยุธยา (สถาปนาขึ้น ๑๑ สรัสวดี อ๋องสกุล (ปริวรรต), พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์, ๒๕๓๙), หน้า ๑๑.
๒๐ เมื่อ พ.ศ.๑๘๙๓) ดังใน พ.ศ.๑๙๑๙ พญาผากองได้นํากองทัพแคว้นน่านไปช่วยพระมหาธรรมราชา ที่ ๒ รบกับสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพ่องั่ว) กษัตริย์อยุธยา (พ.ศ.๑๙๑๓ - ๑๙๓๑) เพื่อปูองกันเมืองกําแพงเพชร แต่ไม่สามารถต้านทานกองทัพอยุธยาได้ ส่วนความขัดแย้งกับแว่นแคว้น ทางตอนใต้ภายหลังจากรัชสมัยพญาผากอง ยังคงปรากฏอย่างสืบเนื่อง ดังปรากฏพญาคําตัน กษัตริย์ แคว้นน่าน ราชบุตรองค์โตของพญาผากอง ถูกยาพิษลอบปลงพระชนม์จากคนที่กษัตริย์แคว้นใต้ส่ง ขึ้นมา “...เจ้าราชบุตต์ตนพี่ (คําตัน) เสวยเมืองแทนได้ ๑๑ ปี ขุนหลวงสรี เมืองใต้ ใช้เครื่องราชาใต้มา ถวาย หื้อแปลงหอสรงยังท่าลี่ หื้ออาบองค์สรงเกส แล้วลวดปาดเจ็บตนเพสปิ่นป๎กเจ็บตนนักเหลือ ขนาด ลวดมรณาตายไปเมื่อกลางฅืนนั้นแล...” ๑๒ เหตุการณ์สิ้นพระชนม์ของพญาคําตัน ได้เปิดโอกาสให้กลุ่มเจ้านายแคว้นพลนคร (แพร่) ได้ยกกองทัพมายึดครองแคว้นน่านถึง ๒ องค์คือ พญาเถรและพญาออนโมง (พญาอุ่นเมือง) โดย เจ้านายทั้ง ๒ องค์ได้ยกกองทัพมาตีแคว้นน่านและจับพญาศรีจันทะ (ราชอนุชาพญาคําตัน)หลังจาก ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แคว้นน่านได้เพียง ๑ ปี ที่ขณะก่อนหน้านี้ช่วง พ.ศ.๑๙๓๕ แคว้นน่านก็ได้ มีอิทธิพลเหนือแคว้นพลนคร ภายใต้การสนับสนุนของแคว้นสุโขทัย “...บ้านเมืองเราทั้งหลาย แล เมืองแพล่ เมืองงาว เมืองนาน เมืองพลั่ว ปูุพระยาดูดังเดียว ปูุพระยาเป็นเจ้าเราเห็นว่าในราชสีมา ท่านแล...” ๑๓ ภายหลังจากนี้เกิดการแย่งชิงอํานาจระหว่างกันของราชบุตรพญาผาสุม กษัตริย์แคว้น น่านทั้ง ๓ องค์ คือ ท้าวอินทะแก่นท้าว ท้าวแพง และท้าวเหาะ เมื่อพญาอินทะแก่นท้าวได้เป็น กษัตริย์แคว้นน่าน ขณะนั้นอาณาจักรล้านนาที่ปกครองโดยอันพระเจ้าติโลกราชกําลังขยายราชอาณา เขตอย่างกว้างขวาง พญาอินทะแก่นท้าวจึงได้นําเกลือจากบ่อมางเป็นเครื่องราชบรรณาการถวายพระ เจ้าติโลกราชเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี แต่กลับเป็นการสร้างความสนพระทัยให้พระเจ้าติโลกราชเนื่อง ด้วยพระเจ้าติโลกราชทรงต้องการส่วยเพิ่มมากขึ้นสร้างความมั่งคั่งให้อาณาจักรล้านนา จึงยกกองทัพ มาตียึดแคว้นน่าน เมื่อแคว้นน่านถูกยึดได้ พญาอินทะแก่นท้าวได้เสด็จหนีไปพึ่งพระยาเชลียงผู้เป็นพระ สหายเมื่อยึดแคว้นน่านได้แล้ว พระเจ้าติโลกราชจึงโปรดแต่งตั้งพญาผาแสง ราชบุตรท้าวแพง ให้เป็น กษัตริย์แคว้นน่านองค์สุดท้าย (พ.ศ.๑๙๙๒ – ๒๐๐๔) ในฐานะประเทศราชของอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่ พ.ศ.๑๙๙๒ ขณะที่แคว้นสุโขทัยก็ถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรอยุธยาก่อนหน้านี้เช่นกันใน พ.ศ. ๑๙๘๑ ๑๔ภายหลังจากพญาผาแสงทรงถึงแก่พิราลัย พระเจ้าติโลกราชได้ยกเลิกการสืบสันตติวงศ์ถือว่า เป็นการสิ้นสุดการปกครองระบอบกษัตริย์ในราชวงศ์ภูคา หลังจากนี้จึงมีเจ้าเมืองที่กษัตริย์ล้านนาที่ เมืองเชียงใหม่โปรดแต่งตั้งมาเป็นเจ้าเมือง โดยเจ้าเมืองน่านคนแรกภายใต้อาณาจักรล้านนาคือหมื่น ๑๒ สรัสวดี อ๋องสกุล (ปริวรรต), พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด, หน้า ๑๒. ๑๓ กรมศิลปากร, จารึกสมัยสุโขทัย, (กรุงเทพมหานคร: กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์กรมศิลปากร, ๒๕๒๖), หน้า ๑๗๘ – ๑๗๙. ๑๔ สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์, ๒๕๕๑), หน้า ๑๑๒.
๒๑ แช่หมอ๑๕ “...ท้าวติโลกได้เมืองน่านแล้ว ก็ปลูกลูกท้าวแพงชื่อว่า ผาแสง กินเมือง ปีกัดใส้หั้น แล ส่วน เชื้อกาวไทเมืองน่านค่อมพอสุดเจ้าราชบุตต์ชื่อ ผาแสง หนี้แล กินเมืองได้ ๑๒ ปีแล้วอนิจจะปีกดสี ปีเดือนบ่ดี หื้อหมื่นแช่หมอมารั้งอยู่ ๓ เดือน จิ่งหื้อหมื่นส้อยเชียงของมา กินปีร้วงใส้...” ๑๖ ๓) ยุคอาณาจักรล้านนา (พ.ศ.๑๙๙๒ – ๒๑๐๑) ตั้งแต่แคว้นน่านผนวกเข้าเป็นส่วน หนึ่งของอาณาจักรล้านนาใน พ.ศ.๑๙๙๒ และพญาผาแสง กษัตริย์แคว้นน่านที่ปกครองในฐานะเมือง ประเทศราชได้ถึงแก่พิราลัยใน พ.ศ.๒๐๐๔ แคว้นน่านได้กลายเป็นหัวเมืองหนึ่งของอาณาจักรล้านนา มีเจ้าเมืองขึ้นตรงกับกษัตริย์ล้านนาราชวงศ์มังรายที่เมืองเชียงใหม่ กษัตริย์ล้านนาที่เชียงใหม่ได้จัดส่ง เจ้านายขุนนางผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นเจ้าเมืองน่าน เมืองน่านยุคนี้ผู้ปกครองจึงมีสถานะเป็น “เจ้า เมือง” ขึ้นตรงต่อ “กษัตริย์ล้านนา” ที่เมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองน่านคนแรกในยุคนี้คือหมื่นแช่หมอ ปกครองได้ ๓ เดือน พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์ล้านนาองค์ที่ ๙ โปรดให้หมื่นสร้อย เจ้าเมืองเชียงของ มาเป็นเจ้าเมืองน่านคนที่ ๒ แทน ๑๗ ภายหลังจากหมื่นสร้อย พระเจ้าติโลกราชได้แต่งตั้งหมื่นน้อยใน มาเป็นเจ้าเมืองน่าน ยุคนี้จึงเป็นช่วงสมัยที่เมืองน่านเป็นเพียงหัวเมืองบริวารหัวเมืองหนึ่งที่ขึ้นตรงต่อ อาณาจักรล้านนาที่เมืองเชียงใหม่ มูลเหตุหลักที่พระเจ้าติโลกราชทรงอยากได้เมืองน่านไว้ในอาณาจักร เนื่องจากมีความ ประสงค์จะครอบครองแหล่งเกลือ บ่อมาง (ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน) ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ และหาได้ยากทางภาคเหนือ จึงได้จัดกองทัพ เข้ายึด เมืองน่าน พญาอินทะแก่นท้าว กษัตริย์น่านไม่ อาจต้านทาน ได้จึงหลบหนีไปอาศัยอยู่ที่เมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) เมืองน่านจึงถูกผนวกเข้าไว้ใน อาณาจักรล้านนาตั้งแต่นั้นมา ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๐๐ ปี ที่เมืองน่านเป็นหัวเมืองบริวารของ อาณาจักรล้านนา ได้ค่อยๆ ซึมซับรับเอาศิลปวัฒนธรรมของล้านนามาไว้ในวิถีชีวิต โดยเฉพาะการรับ เอาศิลปกรรมทางด้านศาสนา ปรากฏศิลปกรรมแบบล้านนาเข้ามาแทนที่ศิลปกรรมแบบสุโขทัยอย่าง ชัดเจน ดังเช่น เจดีย์วัดพระธาตุแช่แห้ง เจดีย์วัดสวนตาล เจดีย์วัดพระธาตุช้างค้ํา แม้จะเหลือส่วนฐาน ที่มีช้างล้อมรอบ ซึ่งเป็นลักษณะศิลปะแบบสุโขทัยอยู่ แต่ส่วนองค์เจดีย์ขึ้นไปถึงส่วนยอด เปลี่ยนเป็น ศิลปกรรมแบบล้านนา ๔) ยุคประเทศราชของพม่า (พ.ศ.๒๑๐๑ – ๒๓๓๑) พ.ศ.๒๑๐๑ ล้านนาได้เป็นประเทศ ราชของพม่า เจ้าพญาพลเทพลือไชย เจ้าเมืองน่าน ได้หนีภัยไปเมืองหลวงพระบาง พระเจ้าบุเรงนอง พระมหากษัตริย์พม่า จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพญาหน่อคําเสถียรไชยสงครามขึ้นเป็นเจ้าเมืองน่านแทน ในยุคนี้เจ้าเมืองน่านขึ้นกับกษัตริย์ล้านนาและกษัตริย์ล้านนาขึ้นต่อพระมหากษัตริย์พม่า ในบางช่วง เจ้าเมืองน่านก็รับพระราชบัญชาจากพระมหากษัตริย์พม่าโดยตรง เจ้าเมืองน่านจึงมีที่มาหลากหลาย ทั้งมาจากเจ้าฟูาในรัฐฉานและเจ้านายขุนนางในล้านนา สับเปลี่ยนกันปกครองตามที่กษัตริย์ล้านนา และพระมหากษัตริย์พม่าโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ๑๕ สรัสวดี อ๋องสกุล (ปริวรรต), พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด, หน้า ๑๕. ๑๖ อ้างแล้ว. ๑๗ อ้างแล้ว.
๒๒ ในช่วง พ.ศ.๒๑๐๓-๒๓๒๘ หัวเมืองล้านนาทั้งมวลตกอยู่ในความระส่ําระสายเพราะเกิด ศึกสงครามกับพม่าและอยุธยาอยู่เป็นระยะๆ เมื่อพระนางวิสุทธิเทวี กษัตริย์ล้านนา ถึงแก่พิราลัยพระ เจ้าบุเรงนองได้ส่งเจ้าฟูานรธามังสอ ราชบุตรมาเป็นกษัตริย์ล้านนาแทน ในถานะประเทศราชของพม่า ด้วยเมืองน่านเป็นอีกหนึ่งหัวเมืองสําคัญของล้านนา และอยู่ห่างไกลจากเมืองเชียงใหม่ จึงปรากฏเจ้า เมืองน่านพยายามประกาศอิสระต่อพม่าหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสําเร็จ เช่น พ.ศ.๒๑๔๖ เจ้าเจต บุตรพรหมินทร์ เจ้าเมืองน่าน แข็งเมืองต่อพม่า ถูกจับไปประหารชีวิตที่เมืองเชียงใหม่ และ พ.ศ. ๒๑๖๖ เจ้าอุ่นเมือง เจ้าเมืองน่าน แข็งเมืองต่อพม่าไม่ประสบความสําเร็จ จึงลี้ภัยลงไปพึ่ง พระมหากษัตริย์อยุธยา “...ศกพทได้ ๙๗๗ ตัว ลูกเลี้ยงพระเจ้าเชียงใหม่ตนซ้อยคือ พระญาน่าน ขึ้นมาเปน พระญาเชียงใหม่ สักกพท ๙๘๑ ตัว ปีกัดเม็ด ฟูากาเผือกจุติ หื้อพระญาลูกกินแทน...สกพท ๙๘๗ ตัว เมืองน่านฟื้น ซ้ําไปเอาเมืองน่านได้...” ๑๘ หลายครั้งด้วยความสัมพันธ์กับทางล้านช้าง ปรากฏล้านช้างได้พยายามช่วยผลักดันเจ้า เมืองน่านขึ้นเป็นกษัตริย์ล้านนาที่เมืองเชียงใหม่ แต่ไม่ประสบผลสําเร็จ “...จุลศกพทได้ ๙๔๗ ตัว ปีดับเม็ด เจ้าฟูาล้านช้างมาค้ําพระญาเมืองน่าน จักหื้อได้ เปน เจ้าล้านนาว่าอั้น บ่ได้ก็ลวดพากันพ่ายตกไปล้านช้างดั่งเก่าแล เช่นนี้ลูกเลี้ยงพระเจ้าฟูาสาวัตถี เชียงใหม่ไปกินเมืองน่านเล่าแล...” ๑๙ “...สักกราชได้ ๙๕๗ ตัว ปีดับเม็ด พระเจ้าล้านช้างมาค้ําพระญาน่านหื้อเปนพระเจ้า ล้านนาบ่ได้ พาตนตกล้านช้าง...” ๒๐ พ.ศ.๒๑๖๗ พระเจ้าสุทโธรรมราชา ได้ยกกองทัพมาตีเมืองน่านและกวาดต้อนผู้คนไปไว้ที่ เมืองหงสาวดี จากนั้นได้มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนเจ้าเมืองในล้านนาเข้ามาเป็นเจ้าเมืองน่านอีกครั้ง นอกจากเมืองน่านจะต้องทําศึกสงครามเพราะการแข็เมืองต่อพม่าแล้ว ระยะหลังต้องรับศึกจาก อยุธยาอีกทางหนึ่งด้วย เช่น พ.ศ.๒๒๐๕ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงส่งกองทัพมาตีเมืองน่าน และจับตัวพญาแหล่มุม เจ้าเมืองน่าน ลงไปยังอยุธยา พ.ศ.๒๑๗๙ ล้านนาถูกทางพม่าจัดแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ เมืองเชียงใหม่และเมืองเชียง แสน ส่วนเมืองน่านอยู่ในเขตการปกครองของพระเจ้าฟูาหลวงทิพเนตร เมืองเชียงแสน “...พระเจ้าสรี สุทโธธัมมราชได้ปราบเฟื่องฝุายฅงกล้ําวันออกแล้ว ท่านก็ปลงกรุณณา หื้อพระเจ้าฟูาหลวงทิพพเนตร กับเจ้าฟูาหมอฅํา ทังสองพ่อลูกเปนใหญ่แก่ล้านนาทังมวลคือว่า เชียงราย ภยาว เมืองฝาง หาง สาด ชวาด น้อย ยาง มัน เมืองต่วน ปุ เลง เมืองกกพูเพียง เชียงตุง เมืองกาย สามท้าว เมืองม้า ท่าล้อ เมืองวะ เชียงขาง บ้านยู้ เมืองหลวย เมืองยอง เมืองสิง นาง เมืองหลวง พูฅาแลปุขคทาง แลเชียงชี เชียงของ เทริง เมืองลอ น่าน แพ่ลคอร ทังมวลแล้ว...” ๒๑ ๑๘ สรัสวดี อ๋องสกุล, พื้นเมืองเชียงแสน, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๖๓. ๑๙ สรัสวดี อ๋องสกุล, พื้นเมืองเชียงแสน, หน้า ๑๑๑. ๒๐ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๖๑. ๒๑ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๖ - ๑๑๗.
๒๓ ในปลายยุคนี้ในพ.ศ.๒๒๖๙ พระมหากษัตริย์พม่าได้โปรดให้พญาหลวงตื๋น (เจ้ามหาวงศ์) เชื้อสายเจ้านายเมืองเชียงใหม่ที่ได้เป็นเจ้าเมืองตื๋นมาเป็นเจ้าเมืองน่าน (พ.ศ.๒๒๖๙ – ๒๒๙๔)๒๒ และ เป็นปฐมราชวงศ์มหาวงศ์ (ราชวงศ์หลวงตื๋น) ของเจ้าหลวงเมืองน่าน สืบมาจนถึงเมืองนครน่านเป็น ประเทศราชของสยามในพ.ศ.๒๓๓๑ ยุคนี้การรับรู้ทางสยามยังคงเรียกเจ้าหลวงเมืองนครน่านที่เคย ได้รับการสถาปนาขึ้นครองเมืองน่านจากพระมหากษัตริย์พม่าว่า “เจ้าฟูา” ดังกรณีของเจ้าฟูาอัทธวร ป๎ญโญที่เรียกว่า “เจ้าฟูาเมืองน่าน” เป็นต้น “...สักกราช ๑๐๖๙ เดือน ๘ แรม ๖ ฅ่ํา เมือกินเชียงราย เจ้าหน่อเมืองไปเปนหวาน เมืองน่าน...สักกราช ๑๐๗๔ ตัว ส่างกอละเพียซะแพก ก็ลงไหว้สาพระมหา กระสัตรเจ้า(เมือง อังวะ) ก็ปลงอะมินต่อทานสุกมาหื้อเจ้าอิ่นเมือง หื้อได้ไปกินเมืองน่าน สักกพท ๑๐๗๗ ตัว (เจ้าอิ่นเมือง) ไปกินเมืองน่านตายเสีย เมืองเชียงใหม่แลเมืองเชียงแสนพร้อมเพียงกับ ด้วยกันเอา พระญาตืนมากินเมือง(น่าน) อันเปนเชื้อเจ้าลูกเต้าก็ยังมี ลูนนั้นเมืองฅําอางวะเจ้าจิ่งมี อะมินต่อ ขึ้นมา หื้อน้องเจ้าอิ่นเมือง (ชื่อ) เจ้าขัตติยวงส์ได้เปนนาขวา พุทธวงส์หื้อเปนนาซ้าย อะมิน ต่อ ทานสุกมาฉันนี้...” เจ้าพญาหลวงมหาวงศ์ (เจ้ามหาวงศ์) เจ้านายราชตระกูลเมืองเชียงใหม่ ได้รับ พระราชทานยศกษัตริย์ประเทศราชจากพระมหากษัตริย์พม่าเป็น “เจ้าพญาหลวงมหาวงศ์” หรือ“เจ้า ฟูาหลวงมหาวงศ์” เจ้าฟูาหลวงเมืองน่าน เจ้าพญาหลวงทรงเป็นเจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ ๑ ใน ราชวงศ์มหาวงศ์ หม่อมยอด (บ้านนาป๎ง น่าน) พระนามอรรคราชเทวี ราชเทวี และนางเทวีทรงมีราช บุตรที่ปรากฏพระนาม ๙ องค์ ราชธิดาที่ปรากฏพระนาม ๓ องค์ รวม ๑๒ องค์ ๕) ยุคประเทศราชของสยาม (พ.ศ.๒๓๓๑ - ๒๔๔๒) ยุคนี้มีการย้ายศูนย์กลางการ ปกครองขึ้นไปทางทิศเหนือที่เรียกในป๎จจุบันว่า “เวียงเหนือ”เมื่อพ.ศ.๒๓๖๒ เนื่องจากใน พ.ศ. ๒๓๖๐ แม่น้ําน่านได้ไหลท่วมนครน่านครั้งใหญ่ กระแสน้ําแรงและเชี่ยวพัดบ้านเรือนวัดวาอาราม เสียหายจํานวนมาก รวมถึงกําแพงเมืองน่านด้านทิศตะวันตกพังทลายทั้งแถบ เจ้าหลวงสุมณะเทวราช (เจ้าน้อยสุมณะ) เจ้าหลวงนครน่าน (พ.ศ.๒๓๕๓ - ๒๓๖๘) จึงได้โปรดให้ย้ายศูนย์กลางการปกครอง ขึ้นทางเหนือและสร้างกําแพงเมืองน่านขึ้นใหม่ (ป๎จจุบันอยู่ในเขตบ้านมหาโพธิ์และบ้านหัวเวียงเหนือ ตําบลเวียงเหนือ อําเภอเมือง จังหวัดน่าน) เมืองนครน่านกลายเป็นประเทศราชของสยามตั้งแต่พ.ศ.๒๓๓๑ เป็นต้นมา ถือว่าเป็นการ เปลี่ยนขั้วอํานาจใหม่ พระมหากษัตริย์สยามเป็นผู้มีอํานาจสถาปนารับรองแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครน่าน (เจ้าหลวง) ให้มียศเป็น “พระเจ้าประเทศราช” “เจ้าประเทศราช” หรือ “พระยาประเทศราช”มีพระ สถานะเป็น “กษัตริย์ประเทศราช” ยุคนี้พระมหากษัตริย์สยามจะโปรดเกล้าฯ รับรองสถาปนาเจ้า หลวงเมืองนครน่านแต่ละพระองค์สืบมาจนถึงเจ้าหลวงมหาพรหมสุรธาดา (เจ้าน้อยมหาพรหม ณ น่าน) เป็นเจ้าหลวงเมืองน่านพระองค์สุดท้าย (พ.ศ.๒๔๖๑ - ๒๔๗๔) ซึ่งในยุคพระเจ้าสุริยพงษ์ผริต เดช (เจ้าสุริยะ) ปกครองมีหัวเมืองบริวารมากที่สุดถึง ๔๕ เมือง แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ เจ้าเมืองที่เป็น เจ้านาย ๔ เมือง และเจ้าเมืองที่เป็นขุนนางในระดับพญาและแสนหลวง ๔๑ เมือง ๒๒ ภูเดช แสนสา, คร่าว กฎหมาย จารีต ต านาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ล้านนา, (เชียงใหม่: แม็กซ์พริ้นติ้ง, ๒๕๕๖), หน้า ๘๘.
๒๔ เมืองนครน่านถือเป็นหัวเมืองระดับแรกคือ “เมืองนครประเทศราชล้านนา” ขึ้นตรงต่อ สยาม มี ๕ นคร (ทั้ง ๕ นครศักดิ์เทียบเท่ากับเมืองนครหลวงพระบาง เมืองนครเวียงจันทน์และเมือง นครจําปาศักดิ์ ที่เป็น “เมืองนครประเทศราชล้านช้าง” ขึ้นตรงต่อสยามเช่นกัน) คือ (๑) เมืองนคร เชียงใหม่ (๒) เมืองนครลําปาง (๓) เมืองนครลําพูน (๔) เมืองนครน่าน (๕) เมืองนครแพร่๒๓ ๖) ยุคจังหวัดน่าน ประเทศไทย (พ.ศ.๒๔๔๒ – ปัจจุบัน) เมืองน่านกลายเป็นจังหวัด หนึ่งของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ ๗ หลังจากเจ้ามหาพรหมสุรธาดาเจ้าเมืองน่าน องค์สุดท้ายถึงแก่กรรมในปีพ.ศ. ๒๔๗๔ จึงยกเลิกระบบการปกครองโดยเจ้าผู้ครองนครนับแต่นั้นเป็น ต้นมา ๒.๒ ความเชื่อเกี่ยวกับผีของชาวล้านนา ความเชื่อเรื่องผีของชาวล้านนาเป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากความเชื่อเรื่องผีที่ฝ๎งรากลึกอยู่ใน จิตใจมาช้านาน ผีสําหรับชาวล้านนั้นจะดํารงอยู่ในทุกสภาวะของการมีชีวิต บางครั้งก็กระตุ้นให้เกิด ความสนใจในฐานะผู้พิทักษ์ หรือผู้ช่วยเหลือ บางครั้งก็มุ่งร้ายหมายขวัญ ชาวล้านนาเชื่อว่าผีเป็นสิ่งที่ มีพลังอํานาจ มีฤทธิ์สามารถบันดาลทั้งความทุกข์ความสุข ความสมหวังและความสิ้นหวังให้แก่มนุษย์ ได้การบวงสรวงและการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อจึงเป็นรูปแบบของการสร้างสรรค์โดยผ่าน กระบวนการปลูกฝ๎ง การบอกต่อ การขัดเกลาทางสังคมและผ่านการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผนวกเข้ากับ ความเชื่อดั้งเดิมที่ติดแน่นอยู่กับวิถีชีวิตของชาวล้านนา พิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผีจึงได้รับการ ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู้อีกรุ่นหนึ่ง ด้วยความสานึกว่าเป็นสิ่งสาคัญที่ต้องส่งต่อแก่บุตรหลาน เพื่อจะ ได้ใช้เป็นแนวปฏิบัติที่ถูกต้องตามประเพณีและความเชื่อ๒๔ การสืบทอดความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีที่ปรากฏในล้านนาอีกทั้งยังเป็นที่รู้จักของชาวบ้านใน จังหวัดน่านมีดังนี้ ๑) ประเภทผีร้าย คือวิญญาณที่ทําให้คนตกใจหวาดกลัว ทําร้ายผู้คน ความเชื่อเรื่องผีร้าย มีดังนี้ ๑.๑) ผีเปรต มีความเชื่อว่า เป็นผีที่ในภพชาติที่มีชีวิตอยู่เคยสร้างบาปกรรมอย่างหนักไว้ พอสิ้นชีวิตลงก็ต๎องมารับกรรมกลายเป็นเปรตตามแตํผลของกรรมจะบันดาล ทําให้เปรตต้องมีความ เป็นอยู่อย่างยากลาบากแร้นแค้น ชอบส่งเสียงร้องหรือขึ้นมาขอสํวนบุญจากมนุษย์ ตามความเชื่อ วัฒนธรรมอีสาน มีการบอกเล่าว่าเปรต มีลักษณะทางกายภาพ มีรูปร่างสูงเท่าต้นตาล ผอมโซ ผิวดํา ท้องโต มือเท่าใบตาล แต่มีปากเทํารูเข็ม มีเสียงแหลม มักจะขอสํวนบุญในงานบุญต่างๆ ๑.๒) ผีกะ ผีกะคือผีที่สืบเชื้อสายมาจากจนในตระกูลเดียวกัน เช่นเดียวกับผีปูุย่าและเชื่อ ว่าถ้าเลี้ยงผีกะดีจะทาให้ครอบครัวนั้นมีแต่ความร่ํารวย และถ้าเลี้ยงไม่ดีก็จะทําร้ายคนเลี้ยงกินตับกิน เครื่องในคนเลี้ยงเพื่อประทังความหิวโหย ๒๓ สําราญ จรุงจิตรประชารมย์, บันทึกความทรงจ าส าราญ จรุงจิตรประชารมย์, (น่าน: ม.ป.พ., ๒๕๔๒), หน้า ๑๐-๑๑. ๒๔ สํานักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ศาสนาและความเชื่อของชาวล้านนา, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://art-culture.cmu.ac.th/Lanna/articleDetail/857 [๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๔].
๒๕ ๑.๓) ผีโพง เป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผู้ที่เป็นผีโพงเกิดจากเล่นไสย ศาสตร์แล้วควบคุมวิชาในตัวเองไม่ได้ หรือปลูกว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทําให้เกิดแสงส่องสว่างแบบแมงคาเรือง ในเวลากลางวันจะเป็นเหมือน ผู้คนธรรมดาๆ ทั่วไป แต่ตกกลางคืนจะกลายร่างเป็นผีโพง มีจุดเด่นคือ มีแสงสว่างหรือดวงไฟที่รูจมูก ออกหาของกิน ได้แก่ ของสกปรกคาว เช่น กบ, เขียด, ศพ หรือรกเด็กเกิดใหม่ ๑.๔) ผีตายโหง คือ คนที่เสียชีวิตอย่างป๎จจุบันทันด่วน แบบไม่ธรรมดาตามธรรมชาติ เช่น ถูกยิง จมน้ํา รถชน ฆ่าตัวตาย เป็นต้น สําหรับการตายทั้งกลมก็ถือว่าเป็นการตายแบบตายโหงเช่นกัน ผีตายโหงจะเป็นผีที่จิตตก เนื่องจากจิตสุดท้ายก่อนตายอารมณ์ยังติดอยู่กับความหวาดกลัว ความ ตกใจ ความอาฆาตแค้น ความอาลัยอาวรณ์ ตายทั้งที่ยังทําใจไม่ได้ วิญญาณจึงติดอยู่ในบ่วงแห่ง อารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น ไม่สงบสุข เป็นวิญญาณทรมาน ไม่ยอมรับสภาพป๎จจุบันของตัวเอง เลยยังคง เที่ยวปรากฏกายให้คนได้พบได้เห็น ยิ่งถ้าเป็นผีตายโหงที่ตายขณะยังมีความอาฆาตพยาบาทจะมี ความดุร้ายเป็นพิเศษ ๑.๕) ผีเจ้าตี่ (ผีเจ้าที่) คือผีที่คอยทาให้คนเจ็บปุวย เพราะเวลาคนในชุมชนทาอะไรไม่ เหมาะสมกับสถานที่ตําง ๆ ที่ชาวบ้านเคารพก็จะทาให้เจ็บปุวยได้หรือที่ชาวบ๎านเรียกวํา “ผีทัก” ความเชื่อเรื่องเจ้าที่ มีความเชื่อว่าสถานที่ต่างๆ หรือพื้นที่ต่างๆ ในหมู่บ้านมีผีสิงสถิตอยู่ คือ ถ้ํา อาศัย ในบริเวณจะเรียกว่า ผีเจ้าที่ ซึ่งแต่ละบ้านจะสร้างศาลให้ผีอยู่อาศัย และทาพิธีต่างๆ ถ้าอาศัยอยูํในนา เรียกว่า ผีนา ถ้าอาศัยในยานพาหนะ เรียกว่า ผีแม่ยํานาง เป็นต้น ๒) ประเภทผีดีคือ ผีเจ้าที่ที่คอยคุ้มครองและตักเตือนคน ได้อธิบายถึงประเด็นลักษณะ ของผีผู้วิจัยพบตัวตนของผี เช่น ผีเจ้าที่ หรือ ผีบรรพบุรุษ ยังคงความหมายผีดั้งเดิม เหมือนในอดีตที่ ปรากฏในสังคมไทย บอกถึงการสืบทอดคุณลักษณะบทบาทของผีทาง สังคมในการให้ความคุ้มครอง และดูแลคน ความเชื่อเรื่องผ ีมีดังนี้ ๒.๑) ผีปู่ย่า ผีปูุย่าเป็นผีหรือวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นผีประจําตระกูล ที่มีการนับถืออยู่ในวงศ์ญาติเดียวกัน โดยจะมีบทบาทและหน้าที่เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ในกลุ่ม เครือญาติ ทําให้มีการแก้ไขป๎ญหาหรือยุติข้อขัดแย้งในหมู่เครือญาติได้ การนับถือผีปูุย่านั้นจะมี ความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการสืบเชื้อสายและการนับถือเครือญาติ เรียกว่าเป็นกลุ่มผีเดียวกัน ซึ่งเป็น การสืบทอดทางสายมารดา ดังนั้นการนับถือผีปูุย่าจะมีการถ่ายทอดผ่านทางผู้หญิงเท่านั้น เชื่อกันว่า คติการนับถือผีปูุย่านั้นจะเป็นแบบแผนวัฒนธรรมของชาวล้านนามาแต่โบราณ แต่จากการศึกษา เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ได้พบว่า นอกเหนือจากชาวล้านนาและไทลื้อที่สิบสองพันนาที่มีการนับถือผี ปูุย่าด้วยแล้ว ยังมีชาติพันธุ์เผ่าไทอีก ๗ เผ่า คือ เผ่าไทหย่า ไทยั้ง ไทจุ่ง ไทลาย ไทเหนือ ไทดํา และไท น้ํา ล้วนมีการนับถือผีปูุย่าด้วยกันทั้งสิ้น ตระกูลหรือญาติที่เป็นผีเดียวกันกลุ่มหนึ่งๆ จะมีหอตั้งผีอยู่ที่ บ้านต้นตระกูลหรือบ้านเก๊าผีตั้งอยู่บริเวณหัวนอนหรือที่แจ่งมุมของเขตรั้วบ้าน แต่บางบ้านอาจไม่มี
๒๖ หอผีจะมีแต่หิ้งผีปูุย่าตั้งไว้ภายในบ้านที่หัวนอนในห้องของเจ้าของบ้าน มีเก๊าผีคือ ผู้หญิงที่มีอาวุโสเป็น ผู้สืบทอดประกอบพิธีกรรมบูชาเซ่นสรวงและมักจะเป็น ร่างทรง ด้วย๒๕ ในการนับถือผีปูุย่า นอกจากจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บ้านผีเก๊าดังกล่าวมาแล้ว แต่ในการ ปฏิบัติบูชากลุ่มคนที่อยู่ในสายผีเดียวกันในทุกหลังคาเรือนจะต้องมีหิ้งผีปูุย่าอยู่ในทุกบ้าน หิ้งผีปูุย่านั้น นิยมจัดตั้งไว้บนหัวนอนเจ้าของบ้านโดยสูงจากพื้นบ้านประมาณสองเมตร ถือเป็นของสูง เด็กๆ จะไป เล่นเกะกะใกล้ไม่ได้ ผู้อาวุโสหรือพ่อแม่เท่านั้นที่จะเกี่ยวข้องกับผีปูุย่าได้ ในครอบครัวที่เคร่งครัดจะจัด สํารับกับข้าวด้วยอาหารคาวหวานอย่างละเล็กละน้อย พร้อมกับคนโทน้ําเซ่นไหว้ทุกวัน เพราะเชื่อว่า หากเลี้ยงไม่ดีเท่าที่ควรแล้ว ผีปูุย่าจะอดอยาก อาจจะทําโทษให้ครอบครัวเดือดร้อนต่างๆ นานา เป็นต้นว่าเด็กเล็กจะเจ็บปุวย แต่หากปฏิบัติอย่างสม่ําเสมอจะช่วยคุ้มครองและดลบันดาลให้เกิดโชค ลาภต่างๆได้ ผีปูุย่าที่อยู่ในเรือนเหล่านั้นบางครั้งก็จะถูกเรียกว่าเป็น ผีเรือน หรือ ผีเฮือน เพราะช่วย ให้ความคุ้มครองบ้านเรือนและลูกหลานที่อยู่ในเรือนด้วย แต่บางครั้งความหมายของคําว่าผีเรือนของ ชนบางกลุ่มก็หมายถึงวิญญาณของพ่อแม่ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ล่วงลับไปแล้ว แต่อย่างไรก็ดีจาก การศึกษาของผู้เขียนได้พบว่าความหมายของผีเรือนในบางท้องที่ในภาคเหนือนั้นหมายถึงผีหลายๆ ตัวที่อยู่ในเรือนและทําหน้าที่ต่างๆ กันซึ่งในจํานวนนี้จะมีผีพ่อของเจ้าของเรือนอยู่ด้วย โดยมีผีปูุย่า หรือผีวงศ์ซึ่งเป็นผีประจําตระกูลเป็นหัวหน้าใหญ่สุดอยู่บนเรือน อย่างไรก็ดีผีปูุย่าหรือผีบรรพบุรุษของ บางสายตระกูลที่เป็นผู้นําทางสังคม เช่น หัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าเมือง หรือกษัตริย์ นอกจากจะได้รับการ นับถืออยู่ในกลุ่มวงศ์ตระกูลแล้ว ยังได้รับการนับถือบูชาจากชาวบ้านชาวเมืองอีกด้วย ดังนั้นผีปูุย่า หรือผีบรรพบุรุษของผู้นําทางสังคมจึงมีฐานะเป็นทั้งผีประจําตระกูลและผีของชุมชนด้วย ซึ่งในส่วนที่มี บทบาทต่อชุมชนนั้นจะมีชื่อเรียกว่า ผีเสื้อบ้าน หรือ ผีเสื้อเมือง และจะมีบทบาททางสังคมเพิ่มขึ้น เพราะนอกเหนือจากการที่จะต้องดูแลลูกหลานในวงศ์ตระกูลแล้ว ยังจะต้องดูแลชาวบ้านหรือ ชาวเมืองอีกด้วย ซึ่งบทบาทเช่นนี้มีลักษณะเหมือนบทบาทของหัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าเมือง หรือกษัตริย์ จะเห็นได้ว่าบทบาทของผีปูุย่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในสังคมหลายระดับ นับตั้งแต่ระดับครัวเรือน เครือญาติวงศ์หรือสายผีเดียวกัน และระดับชุมชน ในกรณีที่ผีปูุย่าหรือผีบรรพบุรุษของผู้นําทางสังคม ทําหน้าที่เป็นผีเสื้อบ้านหรือผีเสื้อเมือง จึงทําหน้าที่ที่อาจจัดอยู่ในประเภทเป็นผีอารักษ์หรือผีเจ้านาย ดัง ในด้านประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับผีปูุย่านั้นโดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่นับถือผีปูุย่าจะต้องมีการ เซ่นไหว้หรือที่เรียกว่า เลี้ยงผี ในโอกาสต่างๆ เป็นประจําอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ทั้งนี้เนื่องมาจาก ความเชื่อที่ว่าผีปูุย่าจะช่วยคุ้มครองลูกหลาน ไม่ว่าจะไปทํากิจกรรมใดๆ เช่น เดินทางไกล แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ค้าขาย มีคนมาพักในบ้าน เจ็บปุวยได้ไข้ ฯลฯ จะต้องบอกกล่าวให้ทราบ และบนบาน ขอร้องให้ช่วยคุ้มครอง ดังนั้นจึงต้องมีการเลี้ยงผีเพื่อเป็นการสักการะวิญญาณของบรรพบุรุษ เป็นการ ขอขมา แสดงความขอบคุณที่ได้ช่วยคุ้มครองปกป๎กรักษา และอํานวยอวยผลให้เกิดความสําเร็จในการ ทํามาหากินในช่วงเวลาที่ผ่านมา๒๖ ๒๕ มานพ มานะแซม, ภูษา อาภรณ์ ฟ้อนผี, (เชียงใหม่: สํานักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม, ๒๕๕๔), หน้า ๑๔. ๒๖ ฉลาดชาย รมิตานนท์, ผีเจ้านาย, หน้า ๓๘.
๒๗ สรุป ผีปูุย่า คือ วิญญาณที่ดีของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปสถิตอยู่ในเสาเอกบ้านเรือนของ ลูกหลาน คอยคุ้มครองดูแลและช่วยเหลือลูกหลาน รวมไปถึงมีบทบาทในการควบคุมพฤติกรรมของ คนในครอบครัว อีกทั้งต้องมีการบูชาบวงสรวงเซ่นไหว้ เพื่อไม่ให้ผีปูุย่าเกิดความโกรธและลงโทษ ผีปูุย่า แสดงลักษณะทางความหมาย ๔ ประการ ได้แก่ ประการแรก ผีปูุย่าเป็นผีบรรพบุรุษ ประการที่ สอง ผีปูุย่าจะคอยคุ้มครองดูลูกหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข ประการที่สาม ผีปูุย่ามีบทบาทในการควบคุม พฤติกรรมของคนในเรือน และประการสุดท้าย ลูกหลานต้องเซ่นสรวงบูชาตามโอกาสอันควร องค์ประกอบทางความหมายทั้ง ๔ ประการนี้เชื่อมโยงถึงภูมิป๎ญญาชาวบ้านในการปลูกฝ๎งให้เคารพ นับถือบรรพบุรุษ ยึดมั่นในจารีตประเพณีมีจิตสํานึกเรื่องความกตัญํูความสามัคคีส่งผลให้สังคมไทย ในภาคเหนือซึ่งเป็นสังคมแบบเครือญาติมีความรักใคร่ความผูกพัน ปรองดองกลมเกลียวกัน ทําให้การ ดํารงชีวิตมั่นคงปลอดภัย และสงบสุข ๒.๒) ผีขุนน้ํา คือ วิญญาณประจําต้นน้ําแต่ละสายซึ่งสถิตอยู่บนดอยสูงอันเป็นต้นแม่น้ํา ทั้งหลาย มักจะอยู่ตามใต้ต้นไม้ใหญ่ เช่น ไม้ไฮ (ไทร) ไม้มะค่า หรือไม้ยาง เป็นต้น ชาวบ้านก็จะ อัญเชิญมาสถิตอยู่ในหอผีที่ปลูกขึ้นอย่างค่อนข้างถาวรใต้ต้นไม้เหล่านั้น อีกทั้งชาวบ้านโดยเฉพาะใน เขตลุ่มน้ําดังกล่าวจะจัดพิธีเลี้ยงผีขุนน้ํา เพื่อเป็นการขอบคุณเทวดาดังกล่าวที่บันดาลให้มีน้ําใช้ใน การเกษตรกรรมข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่า คําว่า ผีขุนน้ํา แสดงลักษณะทางความหมาย ๔ ประการ ได้แก่ ประการแรก ผีขุนน้ําเป็นผีประจําต้นน้ํา ประการที่สอง ผีขุนน้ําอาศัยอยู่บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ ประการที่สาม ผีขุนน้ํา ชาวบ้านอัญเชิญผีขุนน้ํามาสถิตในหอผีและประการสุดท้าย ชาวบ้านต้องทํา พิธีบวงสรวงเซ่นไหว้องค์ประกอบทางความหมายทั้ง ๔ ประการนี้เชื่อมโยงถึงภูมิป๎ญญาชาวบ้านใน การปลูกฝ๎งให้เคารพยําเกรงต่อปุาไม้และน้ํายึดปฏิบัติในพิธีกรรม มีจิตสํานึกเรื่องการอนุรักษ์ปุาไม้ และมีความกตัญํูสํานึกถึงบุญคุณของปุาต้นน้ําที่เอื้อประโยชน์ต่อชาวบ้าน ส่งผลให้สังคมไทยใน ภาคเหนือซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรมต้องพึ่งพาธรรมชาติโดยเฉพาะน้ําจากต้นน้ําเป็นหลัก เป็นสังคมที่มี ความรัก ความผูกพัน ต่อปุาไม้และแม่น้ําลําธารทําให้เกิดการปกปูองรักษาปุาไม้อันเป็นแหล่งต้นน้ํา ไม่ให้ผู้ใดมารุกราน เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยและความสงบสุขของผู้คนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ํา เดียวกัน๒๗ ๒.๓) เสื้อบ้าน คือ วิญญาณประจําหมู่บ้าน มีหน้าที่ช่วยปกป๎กรักษาคุ้มครองชาวบ้านใน หมู่บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากภยันตราย ชาวบ้านจะสร้างหอเสื้อบ้านไว้ทางทิศตะวันตกของ หมู่บ้าน ทั้งนี้ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนจะต้องทําพิธีบูชาบวงสรวงเซ่นไหว้เลี้ยงเสื้อบ้านเพื่อความเป็น สิริมงคลแก่ชาวบ้านในหมู่บ้านเสื้อบ้าน แสดงลักษณะทางความหมาย ๔ ประการ ได้แก่ประการแรก เสื้อบ้านเป็นผีประจําหมู่บ้าน ประการที่สอง เสื้อบ้านมีหน้าที่คุ้มครองชาวบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข ประการที่สาม เสื้อบ้านจะสถิตอยู่ในหอเสื้อบ้านที่ชาวบ้านสร้างขึ้น และประการสุดท้าย ชาวบ้าน จะต้องทําพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้องค์ประกอบทางความหมายทั้ง ๔ ประการนี้เชื่อมโยงภูมิป๎ญญา ชาวบ้านในการสร้างความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านเดียวกันที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ให้สมาชิก ๒๗ บ้านจอมยุทธ, ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ า [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.baanjomyut. com/library_2/lampoon/07.html [๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๔].
๒๘ ในหมู่บ้านมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และที่สําคัญพิธีกรรมยังเป็นการ สร้างจิตสํานึกในเรื่องความสามัคคีของชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน๒๘ ๓) ความเชื่อเรื่องผีเปรียบเหมือนเทวดาคอยคุ้มครองปกปักรักษา ความเชื่อเรื่องผี มีดังนี้ ๓.๑) อารักษ์เป็นการนับถือผีที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้คนในสังคมจังหวัด น่านและในสังคมล้านนา ซึ่งถือเป็นลักษณะอันสําคัญ เพราะระบบการนับถือผีในสายนี้มิได้เป็นเพียง กิจกรรมตามจารีตเพื่อตอกย้ําอุดมการณ์ หรือเป็นแบบแผนทางวัฒนธรรมเท่านั้น หากแต่เป็นภูมิ ป๎ญญาของชุมชนที่พัฒนาขึ้นมาอย่างหลากหลายและซับซ้อน เพื่อจัดระเบียบหรือสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับอํานาจเหนือธรรมชาติให้อยู่ด้วยกันอย่าง สันติ โดยสะท้อนหลักการร่วมกันที่ว่า เพื่อความอยู่รอดของสภาพแวดล้อมและผู้คนในสังคม ความ เชื่อในพลังอํานาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่ตามธรรมชาติ ปุาไม้ภูเขา และแม่น้ํา ตลอดจนถึงผี บรรพชนของสังคมต่างๆ เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คนชาวจังหวัดน่านกับพลัง อํานาจที่อยู่เหนือธรรมชาติแต่เดิมความเชื่อเหล่านี้ถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ของคําว่า “ผี” คือผู้คุ้มครอง ดูแลเมื่อศาสนาพุทธเผยแผ่มาถึงดินแดนแถบนี้ ได้เกิดการผสมผสานแนวความคิดระหว่างศาสนาพุทธ กับความเชื่อเรื่องผีเข้าด้วยกัน บางครั้งความเชื่อในอํานาจของผีจึงถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นอํานาจของ เทวดาหรือพระอินทร์ ดังมีคําเรียกผีที่คอยดูแลปุาไม้ ภูเขา ว่า “รุกขเทวดา” หรือเรียกผีที่คอย คุ้มครองดูแลบริเวณบ้านเรือนว่า “เทวดาหอ เทวดาเฮือน (เรือน)” ในภาคกลางหมายถึงเจ้าที่ ซึ่งจะมี หอหรือศาลเป็นของตนเอง อยู่มุมใดมุมหนึ่งของบริเวณบ้านโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับหอผีบรรพบุรุษของ ผู้คนในตระกูลแต่อย่างใดนอกจากจะมีผีอารักษ์ที่คอยดูแลบริเวณบ้านแล้ว ในหมู่บ้านหรือในชุมชนก็ จะมีผีอารักษ์คุ้มครองอีกเช่นกัน โดยชาวบ้านจะเรียกว่า “เสื้อบ้าน หรือใจบ้าน” ผีเสื้อบ้านหรือใจ บ้านนี้นับว่ามีความสําคัญกับหมู่บ้านมากพอสมควร เพราะจะเป็นผู้คอยควบคุมดูแลให้ชาวบ้านได้อยู่ ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้กฎระเบียบและข้อกําหนดเดียวกัน เมื่อชุมชนขยายขอบเขตกลายเป็น เมืองที่ใหญ่ขึ้น มีอารักษ์ในระดับนี้ก็จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยทางสังคมที่ใหญ่ขึ้นด้วย เหตุนี้ เองความเชื่อเรื่องผีบรรพชนในระดับเครือญาติจึงพัฒนาขึ้น และมีการยกย่องผีเสื้อบ้านให้กลายเป็น ผีเสื้อเมือง หรืออารักษ์ประจําเมือง อารักษ์หลวงเมืองนครน่านมี ๒ กลุ่มใหญ่ คือ อารักษ์หลวงที่เป็นผีที่สถาปนาขึ้นจาก ธรรมชาติ กับอารักษ์ที่เป็นผีสถาปนาขึ้นจากกษัตริย์หรือเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองนครน่าน (รวมถึง เมืองที่สร้างขึ้นก่อนเมืองน่านคือเมืองป๎ววและเมืองย่าง) เมื่อสิ้นชีวิตไป และผีอารักษ์หลวงเมืองน่าน จะแบ่งเป็นอารักษ์หลวงพระองค์ คือผีปูุย่าประจําราชตระกูลของเจ้านายในราชวงศ์ที่เรียกว่า “ผีหอ หลวง” กับอารักษ์หลวงของคนทั้งเมือง จากที่ปรากฏในตํานานพื้นเมืองต่างๆ ของเมืองน่าน ได้ กล่าวถึงการแกล้มเลี้ยงผีอารักษ์หลวงเมืองน่านที่ถือว่าเป็น “มิ่งเมือง” ไว้อย่างละเอียด แสดงถึง ๒๘ ปฏิญญา บุญมาเลิศ, “คําเรียกผีและความเชื่อเรื่องผีในภาษาไทยถิ่นเหนือในหมู่บ้านปุาเสร้าหลวง ตําบลสันปูเลย อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๔), บทคัดย่อ.
๒๙ ความสําคัญของพิธีกรรมนี้ที่มีต่อกษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่านตลอดจนถึงขุนนางไพร่บ้านพลเมือง รวมถึง เมื่อกษัตริย์หรือเจ้าเมืองทุกพระองค์เมื่อขึ้นเสวยเมืองน่านจะต้องทําพิธีแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงเมือง น่านก่อนเข้าภายในเวียง พิธีกรรมการเลี้ยงบวงสรวงและประพณีเลี้ยงแกล้มผีอารักษ์หลวงประจํา เมือง เป็นตัวอย่างทางรูปธรรมในเรื่องความสัมพันธ์เชิงเกื้อหนุนซึ่งกันและกันระหว่างผู้คนทั่วไป หรือ เจ้าผู้ครองนครกับอํานาจอันศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าผู้ครองนครจะละเลยมิได้ หากละเลยแล้วจะเกิดภัยพิบัติ หรือวิกฤตการณ์ขึ้นในสังคม เจ้าผู้ครองนครอาจถูกประชาชนมองว่าเป็นสาเหตุแห่งวิกฤตการณ์ เหล่านั้น เหตุการณ์เช่นนี้อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้อํานาจปกครองสั่นคลอนหรือตกต่ําลง เห็น ได้ว่าผีมีบทบาทสําคัญอันเกี่ยวพันกับอํานาจรัฐ เพราะหากกษัตริย์ในสมัยโบราณต้องการจะบริหาร กิจการบ้านเมืองให้มีประสิทธิภาพ ก็จําเป็นต้องมีความสามารถในการรวมศูนย์อํานาจทางความเชื่อ หรือระบบศาสนาของผู้คนในอาณาจักรที่อาจแตกต่างกัน ให้เข้ามาอยู่ภายใต้ระบบความเชื่อใหญ่เป็น เอกภาพเดียวกัน โดยมีศูนย์กลางทุกด้านอยู่ในการควบคุมของเมืองเป็นสําคัญด้วยเหตุนี้ “ผี” ของ ชาวจังหวัดน่าน จึงหมายถึงตัวแทนของพลังอํานาจจากภายนอกที่สามารถมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงโลกทัศน์ ชีวทัศน์ ตลอดจนบุคลิกภาพของผู้คนในสังคม อิทธิพล เหล่านี้น่าจะมีอยู่มากพอ ๆ กับอิทธิพลของความเชื่อทางพุทธศาสนาที่มีการประยุกต์และพัฒนาการ ร่วมกันมา เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือผีจึงสามารถดํารงอยู่ในสังคมล้านนาได้อย่าง เหนียวแน่น ทั้งยังสามารถปรับตัวไปตามกระแสแห่งพัฒนาการโดยมิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่อีกด้วย๒๙ ๓.๒) ผีบรรพบุรุษ เนื่องผู้คนในจังหวัดน่านทุกวันนี้สืบทอดมาจากบรรพชนหลายเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ดังนั้นจึงมีผีที่มีชื่อเรียก และประเพณีพิธีกรรมที่อยู่ในประเภทผีบรรพบุรุษอยู่หลายกลุ่ม แต่โดยทั่วไปแล้วชาวบ้านจะรู้จักและยอมรับว่าบรรพบุรุษของตนเองเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจาก ผีปูุผีย่า ทั้งนี้ในโลกทัศน์ของจังหวัดน่านและคนล้านนาเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนนับตั้งแต่ ปูุ ย่า ตา ทวด หรือ บิดามารดาของตนนั้น เวลาตายไปแล้วก็ตายไปเฉพาะร่างกายเท่านั้น ส่วนดวงวิญญาณอันเป็นหลัก ใหญ่ของชีวิตนั้นมิได้หายสาบสูญไปไหน หากแต่มีความอาลัยอาวรณ์ผูกพันอยู่กับพวกเขาตลอดไป คอยติดต่อสัมพันธ์อยู่กับลูกหลาน สิงสถิตอยู่บริเวณที่ที่ลูกหลานอาศัยอยู่ เช่นอยู่ตามบ้านเรือนและ สถานที่ต่างๆ วิญญาณบรรพบุรุษเหล่านี้แสดงบทบาทในฐานะเป็นผู้พิทักษ์รักษาปกปูองคุ้มครอง ลูกหลานภายในครอบครัวและภายในชุมชน คอยสอดส่องความเป็นอยู่และควบคุมความประพฤติของ ลูกหลานอีกด้วย ผีบรรพบุรุษที่เกี่ยวข้องกับชาวล้านนาในทุกวันนี้จะมีชื่อเรียกและระดับของการ ควบคุมดูแลลูกหลานอยู่ในสังคมหลายอย่าง ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการเป็นผีบรรพบุรุษของกลุ่มชนที่ แตกต่างกันทางเชื้อสายเผ่าพันธุ์ดังที่กล่าวมาแล้ว๓๐ ๒๙ มานพ มานะแซม, ภูษา อาภรณ์ ฟ้อนผี, (เชียงใหม่: สํานักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม, ๒๕๕๔), หน้า ๕. ๓๐ ปฏิญญา บุญมาเลิศ, “คําเรียกผีและความเชื่อเรื่องผีในภาษาไทยถิ่นเหนือในหมู่บ้านปุาเสร้าหลวง ตําบลสันปูเลย อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย, บทคัดย่อ.
๓๐ สรุปความเชื่อเกี่ยวกับผีของชาวล้านนา ๑) ผีร้ายคือวิญญาณที่ท าให้คนตกใจหวาดกลัว คือการปรากฏตัวของผี พบในลักษณะทํา ให้คนรู้สึกและรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ที่สัมพันธ์กับความเชื่อผีดั้งเดิมว่า ผีเป็นสิ่งคนไม่ สามารถมองเห็นหรือสัมผัสรับรู้ได้อย่างชัดเจนโดยรายการได้สื่อความหมายผีที่บอกถึงลักษณะเฉพาะ เช่น เงารูปร่างประหลาดหรือเงาคล้ายคน เสียงคนเรียก (แต่ไม่มีคนอยู่จริง) กลิ่นเหม็นในบริเวณที่รก ร้าง (ไม่มีคนอยู่)รวมถึงความรู้สึกว่ามีผีที่สัมผัสหรือปะทะที่ร่างกายของคน นําไปสู่การสร้าง ความหมายว่า “ผีไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตนชัดเจนแต่สามารถทําให้เข้าใจและรับรู้”ทั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็น ลักษณะนิสัยของผี คือ “ผีร้ายจะเข้ามาทําให้คนกลัวและตกใจ” โดยการปรากฏตัวแต่ละครั้งจะ ตรงกันข้ามกับคน เช่น การปรากฏด้วยสายตารูปร่างเงาดํา/ขาว การพยายามเข้าสิง/อําคนให้ขยับ ร่างกายไม่ได้ ฯลฯ ขณะที่ผีดีจะปรากฏตัวเพื่อคุ้มครองและคอยตักเตือนหรือให้การช่วยเหลือซึ่ง แสดงออกต่อบุคคลได้แก่ ผีแม่ย่านาง ผีเจ้าที่ ซึ่งแตกต่างจากผีร้ายที่ปรากฏตัวเพื่อหลอกหลอนและ วนเวียนอยู่ในสถานที่ตาย ส่วนนี้ยืนยันด้วยบริเวณที่อยู่ของผีเป็นสถานที่ซึ่งไม่มีคนอยู่จนกลายเป็น แหล่งที่อยู่อาศัยประจําของผี ทําให้ผีเหล่านี้กลายเป็นผีร้ายที่คอยหลอกหลอนเพราะเป็นสถานที่ที่ผี เคยอยู่หรือถูกฆ่า/ฆ่าตัวตายนั้นเอง ด้วยเหตุนี้ ความหมายผีร้ายที่ปรากฏถือเป็นส่วนหนึ่งในการสืบ ทอดความหมายผีดั้งเดิมคงไว้เพราะทําให้คนตกใจหรือหวาดกลัวเช่นเคย ๒) ผีดีคือผีเจ้าที่ที่คอยคุ้มครองและตักเตือนคน ได้อธิบายถึงประเด็นลักษณะของผี ผู้วิจัยพบตัวตนของผี เช่น ผีเจ้าที่ หรือ ผีบรรพบุรุษ ยังคงความหมายผีดั้งเดิมเหมือนในอดีตที่ปรากฏ ในสังคมไทย บอกถึงการสืบทอดคุณลักษณะบทบาทของผีทางสังคมในการให้ความคุ้มครองและดูแล คน ซึ่งในทางตรงกันข้ามตัวตนของผีร้ายจะคอยเข้ามาทําร้ายคนก็ยังปรากฏให้เห็นว่าผีร้ายคือผีที่ไม่ได้ ให้คุณและมาปรากฏตัวมาเพื่อทําร้ายคนด้วยวิธีการต่างๆ ๓) ผีที่มาปรากฏตัวเพื่อต้องการขอส่วนบุญ อธิบายถึงลักษณะของผีเจ้ากรรมนายเวร ที่ มีการสืบทอดความหมายเรื่องของการทําบุญ ซึ่งตัวผีเองก็ยังแสดงความต้องการให้คนแผ่บุญกุศลหรือ ทําบุญให้ เพื่อให้ตัวผีเองได้ไปเกิดและหลุดพ้นจากบ่วงกรรมถัดมาประเด็นเรื่องของผีกับรูปแบบการ ประกอบพิธีกรรม ได้อธิบายถึงการแสดงเคารพบูชาผีที่ผีเป็นที่พึ่งทางใจ โดยมีการร้องขอความ ช่วยเหลือจากผีและการติดต่อสื่อสารกับผีเพื่อแสดงความต้องการบางอย่าง พบลักษณะว่า ผีจะทํา การติดต่อสื่อสารกับคนเฉพาะกลุ่มไม่ต่างจากความหมายผีดั้งเดิมที่ผีจะทําการติดต่อสื่อสารกับพระ คนทรง เท่านั้น และในป๎จจุบันผีก็ยังคงสามารถติดต่อสื่อสารผ่านคนธรรมดา/คนที่มีสัมผัสพิเศษ ด้วยการเข้าสิงหรือเข้าฝ๎นโดยไม่ต้องผ่านพิธีกรรม ๒.๓ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน จากอดีตถึงป๎จจุบันความเชื่อ ความศรัทธาเกี่ยวกับเทพอารักษ์ หรือการเซ่นสรวงบูชาสิ่ง เหนือธรรมชาติ ไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ยังคงคู่ชุมชนท้องถิ่นเฉกเช่นการนับ ถือนัต ผีอารักษ์ในสังคมล้านนา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ อธิบายความหมาย คําว่า อารักษ์ คือการปูองกัน คุ้มครองดูแล หากกล่าวถึง “เทวดาผู้พิทักษ์รักษา” มักใช้ว่า เทพารักษ์ หรือ อารักษเทวดา และถ้าเป็นคํานิยามพื้นถิ่นน่านใช้ว่า “อารักษ์หลวง”เมื่อพระพุทธศาสนา เจริญรุ่งเรืองในแถบอุษาคเนย์ ส่งผลให้บางพื้นที่ ซึ่งก่อเกิดอาณาจักร ได้ผสมผสานรูปแบบความ
๓๑ ศรัทธา ผ่านพิธีกรรมฝุายศาสนจักร ถึงขั้น มีพระบรมราชโองการ ทําลายการเซ่นไหว้ผี สิ่งที่ชาวบ้าน กราบไหว้เสมือนการจัดระเบียบสังคม ด้วยหลักคําสอนที่พึ่งพิงศาสนา ซึ่งมีคําที่ใช้เรียกแทนอารักษ์ เช่น ผีปูย่า เสื้อเมือง ผีหอหลวง ฯลฯ อารักษ์หลวงคือกษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่านเป็นผู้ที่รับแป็นงานราชพิธี ดังปรากฏหลักฐาน กล่าวว่า “สักกราชได้ ๙๘๖ (พ.ศ.๒๑๖๗) ฟูาเมืองฟองแห่งเมืองน่านถามแสนกลางเมืองแสนวัด ปุณณะ ว่าบ้านเมืองที่นี้เปนที่ผีที่ขึดเสมอนัก สูเจ้าเอาสังมาแก้มมาเลี้ยงชา แสนกลางเมืองแสนวัด ปุณณะ ไหว้สาเจ้าฟูาเมืองฟองว่า ตามบุราณเมืองน่านที่นี้เลี้ยงอารักขะแลปูชาเคราะห์เมืองเลี้ยง สนามกว้านจ่านั้น เอาเงินเล้มเลี้ยงเสี้ยงทังมวลแล แสนกลางเมือง แสนวัดปุณณะ ไหว้เจ้าฟูาเมือง ฟองวมีฉันนี้ เจ้าฟูาเมืองฟองจิ่งปลงอาชญาว่าแต่นี้ไพพายหน้าหื้อเอาเงินเล้มเลี้ยงอารักขะปูชา เคราะห์เมืองเลี้ยงสนามกว้านจ่าตามบุราณแต่ก่อนเทอะ กรุณาฉันนี้ แดนแต่นั้นมาค็เอาเงินเล้มเลี้ยง อารักขะปูชาเคราะห์เมืองเลี้ยงสนามกว้านจ่าสืบสืบมาตามบุราณแต่ก่อนมีฉันนี้แล ๓๑ (สักกราชได้ ๙๘๖ (พ.ศ.๒๑๖๗) เจ้าขุนฟองเจ้าผู้ครองเมืองน่าน ได้ถามถามแสนกลางเมืองแสนวัดปุณณะว่า ตอนนี้บ้านเมืองเกิดเหตุแห่งความอัปมงคลขึ้น พวกท่านจะนําสิ่งใดมาเป็นเครื่องแกล้มเลี้งผีบ้านผี เมือง แสนกลางเมืองแสนวัดปุณณะกล่าวตอบเจ้าขุนฟองเจ้าผู้ครองเมืองน่านว่า ตามประเพณีโบราณ เมืองน่านการเลี้ยมแกล้งอารักษ์และทําพิธีสะเดาะห์เมือง) และเป็นสิ่งที่กษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่านต้องปฎิบัติ ดังปรากฏบันทึกไว้ในตํานานพื้นเมือง น่าน ว่าเป็น ๑ ในอัปปริหานิยธรรม ๗ ประการ “อนฺตรพหิรายเจติยานํ อปริยเปนฺติ สัณฐานที่ใดมีต้น ว่าเปนที่พลีกรรมปูชาเลี้ยงดู สืบๆ มาแต่ก่อนแต่โบราณ เปนต้นว่า ไม้เสื้อเมืองนั้นก็ดี มีที่เวียงก็ดี ที่ เขตแดนเมืองก็ดี เปนผู้ใหญ่ ควรไปเลี้ยงดูปูชาสักการะตามรีตตามโบราณ หื้อวุฒิจําเริญบ้านเมือง อัน นี้ก็เปนอัปปริหานิยธรรม อันถ้วน แล” ๓๒ อารักษ์หลวงเมืองนครน่านมี ๒ กลุ่มใหญ่ คือ อารักษ์หลวงที่เป็นผีที่สถาปนาขึ้นจาก ธรรมชาติ กับอารักษ์ที่แป็นผีสถาปนาขึ้นจากกษัตริย์หรือเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองนครน่าน (รวมถึง เมืองที่สร้างขึ้นก่อนเมืองน่านคือเมืองป๎วและเมืองย่าง) เมื่อสิ้นชีวิตไป “...เจ้าน้ําบ่อ (ราชบุตรพญาภูมินทร์) ฟื้นหื้อลูกไพรักสาปะตูหิ้งน้อย ลวดไขปะตูเอา หมู่ มหาธัมมเจ้า หมู่มหาธัมมเจ้าเข้าเอาได้ไม้หนีบอกไว้ ๗ อันจิ่งตาย เอาไพทอดเสียน้ําบ่อข้างวัด ภูมินท์ จิ่งเรียกว่าเจ้าน้ําบ่อมาตราบเถิงกาลบัดนี้ ลวดเปนอารักข์เชนเมืองหั้นแล...” ๓๓ ๓๑ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และศรีธน คําแปง (ปริวรรต), พื้นนาเมืองน่านและค่าวทางเมืองน่าน ต้นฉบับวัดหัวข่วง ตําบลในเวียง อําเภอเมือง จังหวัดน่าน, (ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ๒๕๒๘), หน้า ๖. (เอกสารอัดสําเนา). ๓๒ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๔๓. ๓๓ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และศรีธน คําแปง (ปริวรรต), พื้นนาเมืองน่านและคาวทางเมืองน่าน ต้นฉบับวัดหัว ข่วง ต าบลในเวียง อ าเภอเมือง จังหวัดน่าน, หน้า ๘. (เอกสารอัดสําเนา).
๓๒ และผีอารักษ์หลวงเมืองน่านจะแบ่งแป็นอารักษ์หลวงพระองค์ คือผีปูุย่าประจําราช ตระกูล ของเจ้านายในราชวงศ์ที่เรียกว่า “ผีหอหลวง” ๓๔ กับอารักษ์หลวงของคนทั้งเมือง บริบทความ เชื่อของชาวบ้าน ที่พึ่งพิงหลักไสยเวทย์ พร้อมๆกับหลักศาสนา ก็ยังปรากฎการสืบสานพิธีกรรม ท้องถิ่นจากอดีตถึงวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการไหว้ เสื้อบ้าน เสื้อเมือง การบูชาเสาหลักเมือง เทพอารักษ์ ประจําเมืองน่าน อ้างอิงจากที่ปรากฏในตํานานพ้นเมืองต่างๆ ของเมืองน่าน ได้กล่าวถึงการแกล้ม เลี้ยงผีอารักษ์หลวงเมืองน่านที่ถือว่าเป็น “มิ่งเมือง” ไว้อย่างละเอียด แสดงถึงความสําคัญของ พิธีกรรมนี้ที่มีต่อกษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่านตลอดจนถึงขุนนางไพร่บ้านพลเมือง รวมถึงเมื่อกษัตริย์หรือ เจ้าเมืองทุกพระองค์เมื่อขึ้นเสวยเมืองน่านจะต้องทําพิธีแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงเมืองน่านก่อนเข้า ภายในเวียงมีการกัลปนา “ข้าผี” ให้กับ “โรงไชย” ไว้เหมือน “ข้าวัด” ที่ให้ไว้กับวัดหลวงของเมือง โรงไชย (ศาล) เหล่านี้จะมีตั้งอยู่ดั้งเดิมตามหัวเมืองต่างๆ และที่สร้างขึ้นไว้ภายในเวียงหรือบริเวณราย รอบเวียงน่าน ส่วนข้าผีอารักษ์เหล่านี้จะงดเว้นจากการเกณฑ์ต่างๆ ไม่ต้องเสียส่วยเสียค่านาภาษี การ แกล้มเลี้ยงจะมีการแกล้มเลี้ยงประจําปีเรียกว่า “ปางปี” กับการแกล้มเลี้ยงยามมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ภายในบ้านเมือง อารักษ์หลวงเมืองน่านที่เป็นผีอารักษ์หลวงประจําเมือง ซึ่งการแกล้มเลี้ยงประจําปี จะใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเมื่อชะตาเมืองขาด ดังแกล้มเลี้ยงชะตาเมืองขาดใช้เงิน ๓๐๐ เงิน หากแกล้ม เลี้ยงประจําปีใช้เงิน ๘๐ เงิน ๓๓ อารักษ์หลวงแต่ละแห่งก็มีวันที่แกล้มเลี้ยงต่างกันไป แต่ด้วยใน เอกสารตํานานพื้นเมืองน่านไม่ได้ระบุวันเดือนที่แกล้มเลี้ยง จึงต้องเก็บข้อมูลจากบางแห่งที่ยังคง ปฏิบัติสืบมาจนถึงป๎จจุบัน เช่น อารักษ์หลวงพญาป๎ว แกล้มเลี้ยงปางหก (เดือน ๖) เป็นต้น อารักษ์ หลวงเมืองน่านที่ปรากฏหลักฐานบันทึกในตํานานพื้นเมืองน่าน และมีการแกล้มเลี้ยงมาแต่โบราณกาล มีจํานวน ๑๔ โรง ๒.๔ ความเป็นมาของอารักษ์หลวงนครน่าน ๑๔ พระองค์ อารักษ์หลวงนครน่าน ๑๔ พระองค์ มีความเป็นมาดังนี้ ๑) อารักษ์หลวงเจ้าพญาปัว เจ้าพญาป๎ว หรือ เจ้าอาชญาป๎ว หมายถึง กษัตริย์และเจ้า เมืองที่ปกครองเมืองป๎วหรือเป็นราชวงศ์ภูคาทุกพระองค์ แต่กลุ่มพญาป๎ววหลักมี ๑๑ องค์ คือกษัตริย์ ป๎ววและน่านในราชวงศ์ภูคาตั้งแต่พระญาไสยศ (ไสยก) มาจนถึงพระญาผาแสง กษัตริย์แคว้นน่าน ราชวงศ์ภูคาองค์สุดท้าย ดังตํานานพื้นเมืองน่านระบุว่า “...ท้าวพระญาอันกินเมืองน่าน ตั้งแต่ พระญาสรีจันท์ตราบเถิงพระญาผาแสง หากเปนปริวารแก่พระญาไสยกชู่ตนแล...” ๓๕ ๒) อารักษ์หลวงพญาแพน ไม่ปรากฏเนื้อหาในพงศาวดารน่านหรือคัมภีร์ต่างๆ ว่ามี ประวัติความเป็นมาว่าชัดเจนอย่างไรบ้าง ๓) อารักษ์หลวงหอหลวง เป็นผีอารักษ์หลวงที่คอยคุ้มครองดูแลสถานที่หอคําหรือหอ หลวงแห่งนี้มีชื่อว่า เจ้าคันธาสามตา เจ้านางเทพมาลา ณ น่าน ธิดาในพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้า ผู้ครองนครน่าน ได้เล่าว่าโบราณสถานวัดน้อยสร้างในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน ๓๔ ภูเดช แสนสา, คร่าว กฎหมาย จารีต ต านาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ล้านนา, หน้า ๔๘. ๓๕ สรัสวดี อ๋องสกุล (ปริวรรต), พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด, หน้า ๖๔.
๓๓ เพื่ออุทิศถวายให้เป็นที่สิงสถิตของเจ้าคันธาสามตาผีร้ายประจําคุ้มหอคํา๓๖ “…………เจ้านางพิมพา ผู้เป็นลูกเจ้านางเทพนั้นเอาเจ้านรินทร์ลูกเจ้าหลวงปูุสิมมีลูกกับกัน ๒ คนแล้วก็ร้างเจ้านรินทร์เสีย ไปเอาผัวใหม่เป็นผีกะพี่น้องตระกูลห้ามบ่ฟ๎งมีบุตรกับกัน ๑ คน ชื่อนายน้อยคันธานั้น เถิงอันขึ้นใหญ่ มาแล้วก็เป็นผู้แข็งแรงกล้าหาญด้วยการสงครามหั้นแล คั้นนว่ามันเสี่ยงกรรมไปแล้วก็มาเป็นผีร้ายอยู่ กับหอหลวงดังปรากฏออกชื่อว่าคันธาสามตา......ว่าอันแล......จากราชวงษปกรณ์กรพงศาวดารเมือง น่านน่าน ๑๑๑ ตอนที่ ๕ ว่าด้วยสกุลเจ้าพระยาหลวงติ๋นต้นวงศ์เจ้านครเมืองน่าน” ตามคําบอกเล่า ของเจ้านางเทพมาลา ผีเจ้าคันธาสามตาเป็นผีหลวงที่คอยปกปูองดูแลคุ้มครองสถิตอยู่ณวัดน้อยใต้ต้น โพธิ์ใหญ่หน้าหอคํา ป๎จจุบันหอหลวงเจ้าคันธาสามตาถูกสร้างขึ้นใหม่ตั้งอยู่บริเวณทิศใต้ของสํานักงาน พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่านชาวน่านให้ความเคารพนับถือถวายเลี้ยงเซ่นไหว้อยู่ประจํา ๔) อารักษ์หลวงพญาครานเมือง พญาการเมือง (ครานเมือง) มีพระนามเดิมว่า เจ้า การเมือง ประสูติ ณ เมืองวรนคร ทรงเป็นพระราชโอรสองค์แรกใน พญาผานอง ประสูติแต่พระนาง วรนครเทวี และทรงมีพระอนุชาร่วมพระมารดา ๖ พระองค์ มีรายพระนามดังนี้ เจ้าการเมือง ภายหลังเป็น กษัตริย์น่าน องค์ที่ ๖ แห่งราชวงศ์ภูคา เจ้าเล่าครองเมืองวรนคร(ป๎ว) – เวียงภูเพียง แช่แห้ง พ.ศ.๑๙๐๑ – ๑๙๐๖ พญาการเมือง ได้ปรึกษาพระมหาเถรธรรมบาลและได้เลือกสถานที่ บรรจุพระบรมธาตุ จึงได้ก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้นที่บนภูเพียงแช่แห้ง ได้ระดมผู้คนก่อสร้างพระธาตุ แช่แห้งขึ้นที่เนินแล้วอัญเชิญพระบรมธาตุมาบรจุไว้ พร้อมทั้งได้อพยพผู้คนจากเมืองป๎ว ลงมาสร้าง เมืองใหม่ที่บริเวณพระธาตุแช่แห้ง เรียกว่า “เวียงภูเพียงแช่แห้ง” เมือปี พ.ศ. ๑๙๐๒ โดยมีพระธาตุ แช่แห้งเป็นศูนย์กลางเมือง๓๗ ๕) อารักษ์หลวงเจ้าพ่อพญาแก้ว เจ้าหลวงพญาแก้ว เดิมชื่อ พ่อพญาแก้ว กําเนิดที่เมือง เชียงแสน เป็นหลานเจ้าพญาลาวคอบซึ่งภายหลังย้ายมาปกครองเมืองเชียงของ พ่อพญาแก้ว สืบเชื้อ สายจากราชวงค์ลวจักรราช แห่งหิรัญนครเงินยางเชียงแสน มีชายาชื่อ แม่นางข่ายคํา มี ราชบุตร ๓ คน คือ ๑.เจ้าลังกา ๒.เจ้าหนานนนท์ ๓.เจ้าแก้วมาเมือง เมื่อปีไก๊ วันเม็ง ศักราชได้ ๑๑๒๘ ตัว (ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐) พ่อพญาแก้ว พร้อมกับแสนหลวงราชสมภาร มีครูบาอินต๊ะวิไชย เป็นสังฆะ แสนหลวง คําเฮือง แสนหลวงป๎ญญาราช แสนหลวงคําแดง แสนหลวงสารใจ แสนหลวงอินน้อย แสนหลวง จันฟุุน ขุนหลวงอินสอน ขุนหลวงผาคํา ขุนหลวงปายสาร นางคําเกี้ยว นางคําผอง นางยอดหล้า นาง ยอดแก้ว เหล่าทหาร เจ้าอริยวงศ์ เจ้าหลวงเมืองน่าน จึงให้มาอยู่ที่เมืองน่าน บริเวณที่ตั้ง เรียกกันว่า "ศรีพรหม " (ชัยพรม) ได้รับสถาปนาเป็นเจ้าหลวงพญาแก้ว ชาวบ้านสร้างหอเจ้าหลวงพญาแก้วแทนที่ เดิมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ บริเวณปากสบสาย ภายหลังถูกน้ําท่วมบ่อยครั้งจึงย้ายมาตั้งบนเนินหลังวัดร้าง ริมน้ําสายในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ จนถึงป๎จจุบัน๓๘ ๓๖ คีรี คริเอชั่น, หอหลวงเจ้าคันธาสามตา ผีอารักษ์หลวงเมืองน่าน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https: //x.facebook.com/kiricreationstudio/photos/a.102603878615641/206174644925230/?type=3&sour ce=48 [๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๔]. ๓๗ เจ้าผู้ครองนครน่าน [ออนไลน์] https://identitynan.com/king-nan [๑๗ มกราคม ๒๕๖๕]. ๓๘ วัดพญาแก้ว, ต านานประวัติเจ้าพ่อพญาแก้ว, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.temple thailand.org/ID55090803-วัดพญาแก้ว.html [๑๗ มกราคม ๒๕๖๕].
๓๔ ๖) อารักษ์หลวงช้างเผือก ไม่ปรากฏเนื้อหาในพงศาวดารน่านหรือคัมภีร์ต่างๆ ว่ามี ประวัติความเป็นมาว่าชัดเจนอย่างไรบ้าง ๗) อารักษ์หลวงมิ่งเมือง สันนิษฐานว่ามีการสถาปนาขึ้นพร้อมกับการตั้งเสามิ่งเมือง สมัย เจ้าฟูาอัตถวรป๎ญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๕๗ ซึ่งได้โปรดให้มีการตั้งเสามิ่งเมืองในปี พ.ศ. ๒๓๓๑ ตรงบริเวณทิศเหนือวัดร้าง ต่อมาวัดร้างแห่งนี้ได้ถูกสถาปนาขึ้นเป็นวัดมิ่งเมือง ในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่๖๒ อารักษ์หลวงมิ่งเมือง เป็นเจ้าที่ หรือ ผีหลวงที่พิทักษ์รักษา เสามิ่งเมือง ตลอดมา และบริเวณพื้นที่รอบๆ รวมถึงวัดมิ่งเมือง และต้นสลีแดน เมือง(ต้นพระศรีมหาโพธิ์) ด้วย ชาวชุมชนบ้านมิ่งเมือง และชุมชนในเมืองน่าน จะประกอบพิธีแกล้ม เลี้ยงอารักษ์หลวงมิ่งเมือง ปีละครั้ง ในวันที่๑๕ เมษายนของทุกปี เพื่อความเป็นสิริมงคล ความสงบ สุขของบ้านเมืองและประชาชน ป๎จจุบันได้ย้ายศาลจากด้านหลังวัดมาไว้ที่หน้าวัดมิ่งเมือง การสร้าง หลักเมืองตามประเพณีโบราณที่นิยมสร้างหลักเมืองไว้ เป็นมิ่งขวัญ เป็นนิมิตมงคล สําหรับให้รู้ว่าหลัก บ้านหลักเมืองมีอยู่ที่ไหน บ้านเมืองนั้นย่อมร่มเย็นเป็นสุข หลักเมืองต้องฝ๎งไว้ในย่านกลางเมือง หรือ ในทําเลที่เป็นชัยภูมิ ตามทิศทางของเมือง และในสมัยโบราณนั้นเมืองเอกหรือเมืองชั้นราชธานี ย่อมมี ฝ๎งหลักเมืองไว้เป็นนิมิตมงคลสําหรับเมืองทุกเมือง๓๙ ๘) อารักษ์หลวงท้าวขาก่าน ในปีพุทธศักราช ๒๐๑๙ พระเจ้าติโลกราชได้ทรงแต่งตั้งให้ เจ้าหลวงท้าวขาก่านมาปกครองนครน่าน ในบันทึกตามพงศาวดารได้บรรยายรูปร่างลักษณะเจ้าหลวง ท้าวขาก่านไว้ว่า มีผิวกายสีดําแดง สักยันต์เป็นรูปพญานาคราชและเถาวัลย์ตั้งแต่ขาจนถึงน่อง ยาม เดินคล่องแคล่ว ว่องไวนัก เจ้าหลวงปกครองนครน่านได้ระยะหนึ่ง จึงได้ใช้ให้หมื่นคําไปถวายเครื่อง บรรณาการแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และไปได้ตํานานพระธาตุแช่แห้งมาจากพระคุณเจ้ามหาเถรว ชิรโพธิ์ที่ได้มาจากเมืองลังกา เมื่อนั้นเจ้าหลวงท้าวขาก่านพร้อมด้วยสังฆเจ้า และชาวเมืองทั้งหลายได้ พากันแผ้วถางบริเวณดอยภูเพียงแช่แห้งซึ่งขณะนั้นถูกปกคลุมด้วยปุาไผ่เครือเถาวัลย์จนเจอจอม ปลวกใหญ่ลูกหนึ่งก็พากันทําการสักการบูชา ครั้นถึงเวลากลางคืนบริเวณจอมปลวกก็ปรากฏดวงพระ ธาตุเจ้าแสดงปาฏิหาริย์เปล่งรัศมีรุ่งเรืองนัก จึงได้พากันขุดบริเวณจอมปลวกดู ขุดได้ลึก ๑ วาก็เจอ ก้อนศิลากลมเกลี้ยงลูกหนึ่งเจ้าหลวงท้าวขาก่านจึงให้ชีปะขาวเชียงโดมวัดใต้ ทุบให้แตกก็พบ ผอบ ทองคํามีฝาปิดสนิท เมื่อเปิดออกดูก็พบ พระธาตุเจ้า ๗ องค์พระพิมพ์คํา ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ที่พญาการเมืองได้มาจากเมืองสุโขทัยและนํามาประดิษฐานไว้ แล้วเจ้าหลวงท้าวขาก่านได้นํา พระธาตุรวมทั้งพระพิมพ์เงิน พระพิมพ์คําที่ขุดได้ทั้งหมดมาเก็บไว้ที่หอคําและได้กราบบังคมทูลให้ พระเจ้าติโลกราชทราบ พระเจ้าติโลกราชทรงมีรับสั่งว่าเมื่อขุดได้ที่ใดก็ให้เก็บไว้ ณ ที่นั้น เมื่อนั้นเจ้า หลวงท้าวขาก่านพร้อมด้วยสังฆเจ้า ท้าวพระยาทั้งหลายก็พร้อมใจกันนํา พระบรมสาริกธาตุเจ้า พระพิมพ์เงิน พระพิมพ์คํามาประดิษฐานไว้ ณ บนดอยภูเพียงแช่แห้งตามเดิม และก่อเจดีย์ สูง ๖ วา คร่อมไว้ ต่อมาจุลศักราช๘๔๒ หรือ พ.ศ.๒๐๒๓ พวกแกว(ในขณะนั้นเรียกว่าแกวต่อมากลายเป็น ๓๙ ภูเดช แสนสา, ประวัติศาสตร์เมืองน่าน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://identitynan.com/wpcontent/uploads/2020/05/academic-info-1.pdf [๑๗ มกราคม ๒๕๖๕].
๓๕ เวียดนามหรือญวน) ขณะนั้นแกวปกครองโดย จักรพรรดิเลทันต์ตอง ยกรี้พลมาตีเมืองน่าน และหลวง พระบาง พระเจ้าติโลกราช ได้มีพระบรมราชโองการให้ ท้าวขาก่าน ยกเอารี้พล ๔ หมื่นคนออกสู้รบ ทําศึกกับพวกแกว ท้าวขาก่านจึงมีชัยชนะฆ่าแกวได้มากมาย ยึดเอาช้างเอาม้า ครอบครัวแกวมาถวาย พระเจ้าติโลกราช แต่พระเจ้าติโลกราชไม่ทรงพอใจ กล่าวว่า “แกวก๋าน (พ่ายแพ้) ก็ดีแล้ว แต่เอา ครอบครัวแกวมามากมายอย่างนี้ ไม่ดี ไม่ควรเอาแกวมาอยู่ให้มากอย่างนี้” ว่าดังนั้น ก็ได้ให้ท้าวขา ก่านไปอยู่เชียงราย ท้าวขาก่านจึงได้ครองเมืองน่านเป็นลําดับองค์ที่ ๒๒ สงครามระหว่างล้านนากับแกว(เวียดนาม, ญวน) ทําให้ท้าวขาก่านมีชื่อเสียงมาก จักรพรรดิเฉิงฮว่า (Chenghua) แห่งราชวงศ์หมิงต้องส่งคนมาวาดภาพท้าวขาก่านเก็บไว้ในหอตํารา หลวง สาเหตุที่จีนชื่นชมล้านนาและท้าวขาก่านก็ไม่มีอะไรมากนั่นก็เพราะล้านนาช่วยแก้แค้นแทนจีน เนื่องจากจีนพ่ายแพ้เวียดนามหลายครั้งและไม่สามารถแผ่อํานาจเข้าไปปกครองเวียดนามได้เลยใน สมัยราชวงศ์หมิง ป๎จจุบันในบริเวณวัดพระธาตุแช่แห้ง อ.ภูเพียง จ.น่านมีศาลของท้าวขาก่านในผู้คน สักการะ โดยท้าวขาก่านเป็นที่รู้จักดีของผู้คนในละแวกนั้นเพราะเคยเป็นถึงเจ้าเมืองน่านมาก่อน อย่างไรก็ตาม ในเมืองเชียงรายซึ่งเป็นอีกเมืองที่ท้าวขาก่านได้มาปกครองกลับพบว่าไม่มีผู้ใด้รู้จักท้าว ขาก่านเลย สาเหตุอาจจะมาจาก มิได้มีการบันทึกผลงานของท้าวขาก่านไว้ในช่วงที่ปกครองเมือง เชียงราย ในสมัยท้าวขาก่านครองเมืองน่านนั้นทําให้พระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง จนทําให้มีความผูกพัน กับชาวน่านและจังหวัดน่าน อันเป็นเมืองพระพุทธศาสนา มีพระธาตุแช่แห้ง ที่ท้าวขาก่านสร้างไว้ให้ ได้เคารพบูชา ประชาชนให้ความเคารพสักการะ โดยได้สร้างรูปป๎้นท่านไว้ในบริเวณวัดพระธาตุแช่แห้ง เพื่อให้คนรุ่นหลังไว้รําลึกสักการบูชาตลอดจนชั่วลูกหลานเพื่อให้เกิดสิริมงคล๔๐ ๙) อารักษ์หลวงแสนหาญ ไม่ปรากฏเนื้อหาในพงศาวดารน่านหรือคัมภีร์ต่างๆ ว่ามี ประวัติความเป็นมาว่ามีชัดเจนอย่างไรบ้าง ๑๐) อารักษ์หลวงป่าเหมี้ยง เจ้าหลวงปุาเหมี้ยง ได้อพยพมาจากเมืองเชียงรุ่ง แล้วมาตั้ง ถิ่นฐานมาอยู่บ้านปุาเมี่ยงโดยการอพยพในครั้งนั้นได้มีการนําต้นเมี่ยงกล้าเมี่ยงมาด้วย จึงทําให้บริเวณ แห่งนี้มีต้นเมี้ยงปลูกอยู่มามาย จากคําบอกเล่าจากพ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย บอกเล่าเรื่องราวครั้งอดีตของบรรพ บุรุษของพวกเขาว่า บ้านศรีนาปุาน – ตาแวน เป็นหมู่บ้านเก่าแก่มีอายุจากการตั้งวัดในปี พ.ศ.๒๐๗๕ (๔๗๔ปี) ก่อตั้งชุมชนโดยการนําของเจ้าคําเครื่อง เจ้าคําเขียว เจ้ายอดชมพูซึ่งหนีทัพมาจากเมืองป๎ว และเมืองล้านช้าง ได้รวบรวมญาติพี่น้อง ประชาชนที่หนีทัพมาตั้งถิ่นฐานทํามาหากินที่ห้วยหลวง (ป๎จจุบันคือน้ําตกห้วยหลวง) ประกอบอาชีพทําสวนเมี่ยง ทําไร่ ทํานา และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านปุา เมี่ยง” ๔๑ ๔๐ บันทึกประวัติศาสตร์-เล่าเรื่องถิ่นเหนือ, เจ้าหลวงท้าวขาก่าน เจ้าหลวงเมืองน่านผู้พิชิตญวน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://historicallanna01.blogspot.com/2011/06/blog-post.html [๑๗ มกราคม ๒๕๖๕]. ๔๑ กรมปุาไม้, ประวัติบ้านศรีนาป่านและบ้านตาแวน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://biodiversity. forest.go.th/TK/index.php?option=com_zoo&task=item&item_id=444 &Itemid=1 1 [๑ ๐ ธั น ว า ค ม ๒๕๖๔].
๓๖ ต่อมาหมู่บ้านถูกน้ําปุาและน้ําจากห้วยหลวงท่วม ทั้งยังถูกพวกข้าศึกโจมตีบ่อยครั้ง ชาวบ้านจึงพากันหลบหนี ไปซ่อนตัวอยู่ในปุา จนเหตุการณ์บ้านเมือง สงบท้ายปูุอินทร์ เครือญาติของ เจ้าคําเครื่องเจ้าคําเขียว เจ้ายอดชมพู ได้พาชาวบ้านที่เหลือจากปุามาปลูกบ้านเรือนที่หนองหญ้านา ปุาน และได้ร่วมมือกับท้าวสีมา ปูุแสนสี สร้างวัดขึ้นมาเพื่อให้ชาวบ้านได้มีสถานที่ปฏิบัติธรรม มีที่ยุด เหนี่ยวจิตใจและตั้งชื่อว่า “วัดปุาน” ตามชื่อของหนองหญ้า ตามชื่อหมู่บ้าน และเปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านศรีนาปุาน-ตาแวน” ในป๎จจุบัน บันทึกจากหนังสือของพ่ออุ๊ยหนานอโนชัย วงศ์ราช ซึ่งตัวท่านได้เสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ท่านได้เขียนประวัติของบ้านศรีนาปุาน (ปุาเมี่ยง) เอาไว้ว่าเดิมบ้านปุาเมี่ยงมีบ้านเรือนอยู่ ประมาณ ๔-๗ หลังคาเรือน ชาวบ้านประกอบอาชีพทําไร่ทํานาทําสวน ลักษณะของบ้านเรือนเป็น บ้านไม้หลังเล็กๆ มุงด้วยหญ้าคา ยกพื้นสูงปูองกันอันตรายจากสัตว์ปุา ที่มีทั้งช้าง เสือ และสัตว์ปุาดุ ร้ายมากมายหลายชนิด ผู้คนที่นี่อพยพมาจากแคว้นสิบสองป๎นนา สิบสองจุไทย เดินทางมาตั้งฐาน หลายที่ เช่น ด่านเขียงฮ่อน เชียงลม มาอาศัยอยู่ที่บ้านปุาเมี่ยง ประมาณ พ.ศ.๑๘๗๒ ดังมีหลักฐาน อยู่ที่บ้านหอเจ้าหลวงปุาเมี่ยงมากมาย เช่น เสื้อผ้า ปืนยาว หอก ดาบ ศิลา เครื่องใช้สอยต่างๆ ยังคง หลงเหลืออยู่บ้าง ชาวบ้านที่อพยพมาจากสิบสองป๎นนาชอบกินเมี่ยง จึงได้นําพันธุ์เมี่ยงติดตัวมาจากที่ อยู่อาศัยเก่าเพื่อมาปลูก ณ บริเวณปุาบ้านศรีนาปุาน จะเห็นได้ว่าเมี่ยงเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านและ ยังรวมไปถึงเจ้าผู้ปกครองนครด้วย ดังมีบันทึกไว้ว่า ครั้งสมัยของพระเจ้าติโลกราช พระองค์ได้เสด็จยังเมืองน่าน และได้เสด็จประภาสปุามา เรื่อยๆ จนมาพัก ณ บริเวณบ้านปุาเมี่ยง ชาวบ้านก็ได้นําเมี่ยงที่หมักเสร็จแล้วมาถวาย พระองค์เสวย และติดพระทัยเป็นยิ่งนัก จึงสั่งให้เอาไปถวายอีกเมี่ยงจึงกลายเป็นของที่ใช้ถวายเจ้าเมืองมาอย่าง ต่อเนื่อง ติดต่อกันมานานนับร้อยปี เช่นเดียวกับคําบอกเล่าของ พ่ออุ๊ยศรีลัย วงศ์คํา ปราชญ์และอดีตผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่า “เราเดินทางอพยพมาจากสิบสอบป๎นนา มาอยู่ที่บ้านร้างพอตั้งบ้านเรือนได้ก็เริ่มสร้างวัด พอคนมาก ขึ้นบางส่วนก็ขยับขยายไปอยู่ล้านลานย้ายไปก็ไปตั้งวัดขึ้นมาอีก จากนั้นก็อพยพมาอยู่บ้านห้วยแรง และมาที่บ้านตาแวนที่มีวัดพระเจ้าทองทิพย์เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวบ้านอย่างมาก จนกระทั่งท้ายสุด คนก็ย้ายมาอยู่กันที่บริเวณบ้านศรีนาปุาน ที่มีวัดศรีนาปุานเป็นศูนย์กลางใจในช่วงปี พ.ศ.๒๐๗๕ ส่วน สาเหตุการที่คนอพยพโยกย้ายกันมานั้นก็เป็นเพราะว่าชุมชนเดิมเริ่มขยายตัว คนมากขึ้น บางส่วนก็ ต้องอพยพเพื่อไปหาที่อยู่อื่น และที่นาที่ทํากินที่ดีกว่า โดยตอนแรกเริ่มเลยนั้น คนที่ย้ายมามีประมาณ ๖-๗ ครอบครัว ในการย้ายนั้น ชาวบ้านก็เอาวิถีชีวิตมาด้วย อย่างเคยปลูกเมี่ยงก็เอาพันธุ์เมี่ยงมาปลูก ในทุกที่ที่ย้ายไปตั้งบ้านเรือนด้วย ดังนั้นทุกหลังคาเรือนก็จะสืบทอดที่สวน ที่ทํากินสืบกันไป เรียกได้ ว่าอยู่ร่วมกันไม่มีกฎเกณฑ์ ที่ดินที่ทํากินก็เอาแนวร่องน้ําป๎นที่ดินกัน ใครจับจองที่ตรงไหนก็จะสืบทอด กันไปถึงลูกถึงหลาน๔๒ ๔๒ กรมปุาไม้, ประวัติบ้านศรีนาป่านและบ้านตาแวน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://biodiversity. forest.go.th/TK/index.php?option=com_zoo&task=item&item_id=444 &Itemid=1 1 [๑ ๐ ธั น ว า ค ม ๒๕๖๔].
๓๗ ๑๑) อารักษ์หลวงบ่อมาง เจ้าพ่อบ่อมาง หรือเจ้าพ่อบ่อเกลือ ตํานานการค้นพบบ่อเกลือ เล่าสืบทอดกันมาว่า มีนายพรานผู้หนึ่งมาล่าสัตว์และเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายมักมากินน้ําที่นี้เป็นประจํา เมื่อลองชิมดูจึงรู้ว่ามีรสเค็ม ข่าวได้ล่วงรู้ถึงไปถึงเจ้าหลวงภูคาและเจ้าบ่อหลวง จึงมาดูน้ําเกลือ โดยทั้ง สองพระองค์ขึ้นไปอยู่ที่ยอดดอยภูจั่นเพื่อแข่งขันกันพุ่งสะเต (หอก) เจ้าหลวงภูคาพุ่งหอกไปตกทาง ตะวันตกของลําน้ํามาง ตรงที่ตั้งหอนอก (ป๎จจุบันเป็นที่ทรงเจ้าของชาวบ้านบ่อหลวง) เจ้าบ่อหลวงพุ่ง หอกไปตกทางตะวันออกของลําน้ํามาง ข้ามลําน้ํามาตกตรงที่ตั้งของหอเจ้าบ่อหลวงในป๎จจุบัน (อยู่ ข้างบ่อเกลือใหญ่หรือบ่อเกลือเหนือ)ผู้คนที่ดูการพุ่งหอกได้นําหินมาก่อเป็นที่สังเกต แล้วตั้งโรงหอทํา เป็นพิธีระลึกถึงบุญคุณเจ้าพ่อทั้งสองพระองค์ทุกปี ภายหลังทั้งสองพระองค์ได้ปรึกษากันเพื่อจัดตั้ง ชุมชนขึ้น โดยนําคนจากเชียงแสนเข้ามาหักร้างถางพงและทําเกลืออยู่ที่นี้ ซึ่งก็คือบรรพบุรุษของคน บ่อหลวงในป๎จจุบัน ๑๒) อารักษ์หลวงบ่อเหล็ก บ่อเหล็กเมืองอวน ป๎จจุบันอยู่ในเขตตําบลอวน อําเภอป๎ว จังหวัดน่าน กล่าวกันว่าบ่อเหล็กเมืองอวนเป็นบ่อเหล็กที่ใช้ทําศาสตราวุธต่างๆเพื่อใช้ในการศึก สงครามมาตั้งแต่สมัยโบราณ นอกจากนี้ยังแฝงความเชื่อผีเมือง(ผีพ่อเฒ่าหลวง)ที่เป็นเจ้าพ่อบ่อเหล็ก เพื่อคอยปกป๎กษ์รักษาบ่อเหล็กอีกด้วย๔๓ ๑๓) อารักษ์หลวงแก่งสะม้าเก้าบั้ง ไม่ปรากฏเนื้อหาในพงศาวดารน่านหรือคัมภีร์ต่างๆ ว่ามีประวัติความเป็นมาว่ามีชัดเจนอย่างไรบ้าง ๑๔) อารักษ์หลวงหลักพะโคน หลักพระโคนสามแสนแดนน่าน “หลักมั่นหลักคง” หรือ “หลักสามแสน” ที่บ้านผาเต่า ตําบลผาเลือด อําเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ หลักมั่นหลักคงหรือ หลักสามแสน เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกหลักหินสองหลักซึ่งป๎กไว้ติดกัน อยู่ริมฝ๎่งซ้ายของแม่น้ําน่าน ในเขตบ้านผาเต่า บริเวณดังกล่าวมีศาลไม้ทั้งหลังเล็กและหลังใหญ่ขนาด เท่าบ้านเรือนจริงก็มี ชาวบ้านสร้างให้เป็นที่สถิตของวิญญาณปูุตาเจ้ามั่นเจ้าคง หลักหินหนึ่งมีขนาดใหญ่ สูงราว ๑.๒๐ เมตร กว้างราว ๔๐ เซนติเมตร ชาวบ้านเรียก “หลักมั่น” อีกหลักมีขนาดเล็กกว่า สูงราว ๕๐ เซนติเมตร เป็นแผ่นหินธรรมชาติ ชาวบ้านเรียก “หลักคง” ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเขตแดนระหว่างเมืองน่านกับเมืองอุตรดิตถ์ณ จุดนี้ทั้งสองฝ๎่งแม่น้ํา น่านมีห้วยไหลมาลงน้ําน่านตรงกันพอดีคือ ห้วยสามแสน อยู่ฝ๎่งขวา และห้วยไหวตามอยอยู่ฝ๎่งซ้าย จึง น่าจะเหมาะแก่การแบ่งเขตแดน ชื่อหลักมั่นหลักคงสืบเนื่องมาจากความเชื่อว่า มีการฝ๎งร่างของเด็กชายชื่อมั่นกับชื่อคงไว้ ใต้หลักทั้งสองนี้ เพื่อให้วิญญาณคอยปกป๎กรักษา ทําให้เกิดความมั่นคงแก่ทั้งสองเขตแดน ส่วนที่มา ของชื่อหลักสามแสนนั้น มาจากคําบอกเล่าที่ว่า ตอนป๎กหลักเขตแดนได้มีการเกณฑ์คนทั้งสองเมือง มาร่วมเป็นสักขีพยาน ชาวบ้านเชื่อว่าบริเวณนี้เป็นที่สถิตของวิญญาณเจ้าปูุเจ้ามั่นเจ้าคง โดยในวันที่ ๑๘-๑๙ เมษายนของทุกปี ชาวบ้านจะมาทําพิธีบวงสรวง นําควายเผือกมาเชือดแล้วเอาเลือดให้ร่าง ทรง ต่อมาควายเผือกหายากจึงเปลี่ยนมาเป็นควายดํา พอเกิดสงสารควายจึงเปลี่ยนเป็นหมู ป๎จจุบันนี้ ๔๓ ภูเดช แสนสา, ประวัติศาสตร์เมืองน่าน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://identitynan.com/wpcontent/uploads/2020/05/academic-info-1.pdf [๑๗ มกราคม ๒๕๖๕].