๓๘ ใช้ไก่เป็นเครื่องสังเวยแทน นอกจากวันดังกล่าวแล้ว วันอื่นๆ ก็ยังมีชาวบ้านนําหมากพลู พวงมาลัย มากราบไหว้บูชาอยู่เนืองๆ จากคําบอกเล่า ลักษณะเสาหิน และสภาพภูมิประเทศมาวิเคราะห์ร่วมกัน ก็เป็นไปได้ อย่างยิ่งที่จะเป็นหลักแดน เพราะในเขตบ้านผาเลือด ผู้คนมีวัฒนธรรมแบบล้านนา (เมืองน่าน) ในขณะที่ใต้ลงไปเป็นวัฒนธรรมลุ่มน้ําภาคพื้นหัวเมืองเหนือ (อุตรดิตถ์) ซึ่งมีลักษณะต่างกันอย่าง ชัดเจน อีกอย่างบ้านผาเลือดอยู่ในเขตแขวงเมืองน่านใต้มาก่อน ต่อมาจึงขึ้นกับอําเภอท่าปลา ซึ่ง อดีตก็ขึ้นอยู่กับจังหวัดน่าน ก่อนที่จะถูกโอนย้ายมาขึ้นกับจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วยเหตุผลทางด้านการ ติดต่อคมนาคม แสดงว่า หลักมั่นหลักคง ก็คือ หลักประโคน ที่ปรากฏในแผนที่เก่า และเป็นเขตแดน ระหว่างล้านนา (เมืองน่าน) กับบ้านเมืองทางใต้ ซึ่งอาจจะมีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย แต่ที่แน่นอนคือ อาณาจักรอยุธยาคงเป็นเขตเมืองน่านกับเมืองพิชัย หรือไม่ก็เมืองสวางคบุรีหรือไม่ก็เมืองบางโพ คําว่า “ประโคน” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานหมายถึง เสาใหญ่ป๎กหมายเขต แดนระหว่างประเทศหรือเมือง นอกจากนี้ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ ได้อธิบายว่า ประโคน คือ “เสาป๎กหมายเขตแดนไว้, คนสองฝุายแบ่งที่กัน ป๎กเสาใหญ่ หมายไว้เป็นสําคัญว่าเสาประโคน”และ เสาประโคน, หลักประโคน หมายถึง “เสาที่เขาป๎กไว้ที่แดน ต่อแดน, เปนที่สังเกตป๎นที่กันว่าข้างนี้เป็นส่วนข้างนี้ ข้างโน้นเป็นส่วนข้างโน้น” ๔๔ ๒.๕ ความส าคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน ๑) ความส าคัญในฐานะเป็นผีดี มีลําดับขั้นตอนตามอํานาจและหน้าที่ในอาณาเขตของตนภพแห่งผีนี้สะท้อนให้เห็นถึง โครงสร้างทางการเมืองและสังคมของคนในจังหวัดน่าน โดยที่แต่ละหมู่บ้านตําบล และเมือง จะมี วิญญาณคุ้มครองอยู่เป็นประจํา ในหมู่บ้านก็จะมีเจ้า (ผีวิญญาณ) คุ้มครองหมู่บ้าน ไร่นา (ผีเจ้านาย) และเจ้าคุ้มครองตัวหมู่บ้านโดยเฉพาะ (ผีเจ้าบ้าน) อยู่เป็นวิญญาณสูงสุดเจ้าคุ้มครองเฉพาะหมู่บ้านจะ มีอํานาจเหนือหมู่บ้านและไม่ครอบคลุมบริเวณเนื้อที่นา ข้างล่างสุดของลําดับขั้นก็จะเป็นผีวิญญาณ ของเครื่องใช้ประจําบ้านต่างๆ เช่น เตาและหม้อนึ่ง ในระหว่างกลางก็มีผีวิญญาณ เช่น ผีวิญญาณ ประจําทางเดิน ประจําวัด และประจําเรือน นอกเหนือไกลออกไปจากหมู่บ้านและไร่นา มีผีวิญญาณ เอนกอนันต์ที่คุ้มครองบริเวณที่ต่างๆ นานัปการ ที่สําคัญที่สุดคือ ผีเจ้าปุา ผีเจ้าเขา ผีวิญญาณประจํา ข้าวที่เรียกกันว่า เจ้าแม่โพสพ วิญญาณประจําแผ่นดินที่เรียกว่า เจ้าแม่ธรณี ผีวิญญาณที่อยู่ในลําดับ สูงมักจะเป็นวิญญาณประเภทเจ้าหรือเทวบุตรเทวดา ผีวิญญาณที่คุ้มครองตัวหมู่บ้านอยู่ในลําดับ ต่ําสุดจะถูกเรียกว่า เจ้า ผีของชาวล้านนา ผีสําคัญๆที่ชาวล้านนาให้การนับถือมีอยู่เป็นจํานวนมาก มี ชื่อเรียกและการทําหน้าที่เกี่ยวข้องกับผู้คนค่อนข้างสับสน ทั้งนี้คงสืบเนื่องมาจากการเรียกชื่อและมี รายละเอียดของประเพณีพิธีกรรมที่แตกต่างกันไปตามกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่หลากหลายในดินแดน ล้านนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นต้นมา อันเป็นเวลาของการฟื้นฟู ๔๔ เอนก นาวิกมูล, หลัก-ฐาน-บ้าน-เมือง, (กรุงเทพมหานคร: แสงดาว, ๒๕๕๒), หน้า ๑๐๕.
๓๙ บ้านเมืองซึ่งได้มีการกวาดต้อนและการอพยพของชนกลุ่มต่างๆ เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนล้านนาเป็น จํานวนมาก ทําให้คติการนับถือผีของกลุ่มชนเหล่านั้นได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของ ล้านนา โดยเฉพาะในช่วงเวลานับร้อยๆ ปีที่ผ่านมาได้มีการหล่อหลอมรวมกันของกลุ่มคนเหล่านี้จน กลายมาเป็นชาวล้านนาในทุกวันนี้ ก็ยิ่งทําให้ประเพณีพิธีกรรมในคติความเชื่อเหล่านั้นปะปนกันจน ยากที่จะสืบสาวถึงที่มาดั้งเดิมได้ รวมทั้งในระดับสังคมเมืองที่มีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ก็ได้มีผลให้คติในการนับถือผีมีการเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนไปตามสภาพสังคม ทําให้มี ชื่อเรียกขานของผีและประเภทของผีที่มาเกี่ยวข้องกับคนสับสนมากขึ้นแต่อย่างไรก็ตามได้มีผู้ศึกษา เรื่องราวของการนับถือผีล้านนาไว้ ทําให้อาจอธิบายเรื่องราวการนับถือผีของชาวล้านนาได้อยู่บ้าง ผีที่ เกี่ยวข้องอยู่ในวิถีชีวิตของชาวล้านนานั้นมีจํานวนค่อนข้างมาก แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจในภาพรวม ของคติการนับถือผี ตลอดจนประเพณีและบทบาทที่มีต่อชาวล้านนาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น๔๕ ๒) ความส าคัญในฐานะเป็นเครื่องมือทางสังคม ความเชื่อเรื่องผีอารักษ์มีสัมพันธ์กันในลักษณะการพึ่งพาอาศัยตามบทบาทหน้าที่ของผีแต่ ละองค์ ด้วยการขอพรและต่อรองในสิ่งที่ต้องการหรือการบนบานเป็นการขอให้ผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วยเหลือให้ได้รับความสําเร็จในเรื่องต่างๆ มักจะบนบานในเรื่องลาภยศ ชื่อเสียง ความสําเร็จใน หน้าที่การงาน ความเป็นอยู่ที่ปลอดภัย โดยต้องแจ้งเวลา สถานที่ และสิ่งที่จะนํามาตอบแทน แลกเปลี่ยนหากประสบความสําเร็จ เมื่อประสบผลตามความประสงค์ก็จะตอบแทนผีด้วยการแสดง ความเคารพผ่านเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆหรือมอบสิ่งของ อาหาร หรือมหรสพให้ตามที่ตกลงไว้ เนื่องจาก ความเคารพนับถือและเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังเชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของหมู่บ้าน มีหน้าที่เฉพาะใน ดูแลสรรพสิ่งในหมู่บ้าน คุ้มครองชาวบ้านให้อยู่ดีมีสุขจึงมักจะไปขอพรหรือบนบานเพื่อให้ผีอารักษ์ ช่วยดลบันดาลให้ประสบความสําเร็จและปลอดภัย๔๖ ความศักดิ์สิทธิ์ของอารักษ์เกิดจากความเคารพ นับถือประกอบกับความรู้สึกใกล้ชิดสนิทใจ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ในลักษณะของการเป็นบรรพบุรุษ และจากการสื่อสารผ่านข้าวจ้ําหรือคนทรงรวมถึงการบอกเล่าจากปากต่อปาก ชาวบ้านจะแก้บนด้วย สิ่งงที่เชื่อว่าผีปูุอารักษ์พึงพอใจที่สุด แต่ทั้งนี้ขึ้นกับเรื่องที่บนบาน หากบนในสิ่งเล็กน้อย เช่น สุขภาพ การเดินทาง ของที่นํามาแก้บนมักจะเป็นเครื่องเซ่นไหว้ แต่ถ้าหากบนบานถึงตําแหน่ง การสอบเข้ารับ ราชการ กล่าวได้ว่าหากผู้ที่บนบานมีความกังวล ไม่มั่นคงทางจิตใจหรือมีความคับข้องใจมากสิ่งที่จะ นํามาแก้บนก็ต้องมีความเหมาะสมจึงจะเกิดความเชื่อมั่นว่าจะประสบความสําเร็จตามที่ปรารถนา บุคคลที่ประสบกับสภาวะที่ทําให้เกิดความไม่มั่นคงทางจิตใจการบนบานจึงเปรียบเสมือนการต่อรอง แลกเปลี่ยนกับอํานาจเหนือธรรมชาติตามความเชื่อเพื่อให้ช่วยเหลือและรับรองความสําเร็จด้วยสิ่งที่ จะนํามาแก้บน การบนบานจึงมีบทบาทสําคัญต่อสภาวะจิตใจของผู้บนบานให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย ๔๕ เสฐียรโกเศส, นาคะประทีป, เมืองสวรรค์และผีสางเทวดา, (พระนคร: บรรณาคาร, ๒๕๑๕), หน้า ๓๐๗. ๔๖ วุฒิชัย สว่างแสง , “ว่าด้วยสถานะของแถนในวัฒนธรรมอีสาน”, วารสารปรัชญาและศาสนา, ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๔): ๙๓.
๔๐ มั่นคงและมิได้เผชิญกับป๎ญหาหรือความคับข้องใจเพียงลําพัง ส่งผลให้มีความมั่นใจในการดําเนินชีวิต และการทําหน้าที่ต่อไป ผู้วิจัยวิเคราะห์สาเหตุที่อารักษ์หลวงนครน่านยังคงดํารงอยู่ได้ในสังคม โดยกล่าวถึงความ เชื่อที่สืบเนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนารูปแบบ พุทธ–ผี และชาวบ้านมีความเห็นพ้องต้องกันถึง หน้าที่อย่างหนึ่งของศาสนาในการให้การสนับสนุนสถาบันพื้นฐานต่างๆ ของสังคมไม่ว่าจะเป็นสถาบัน เศรษฐกิจ ดังความเชื่อที่ว่าคนเกิดมายากดีมีจนต่างกันเนื่องจากทําบุญมาไม่เท่ากัน หรือสถาบัน การเมืองซึ่งเห็นได้จากความเชื่อเรื่องความแตกต่างของชนชั้นทางสังคมที่มีสาเหตุมาจากบุญทํากรรม แต่ง เมื่อศาสนาได้ทําหน้าที่สนับสนุนโครงสร้างสถาบันทางสังคมแล้ว สถาบันเองก็ย่อมต้องค้ําจุนและ ทํานุบํารุงศาสนาด้วยเช่นกัน ดังเช่นในกรณีของประเพณีเลี้ยงแกล้มอารักษ์หลวงนครน่านและพิธี บวงสรวงซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าผู้ครองนครกับเทพยดาอารักษ์และผีบรรพ บุรุษ ซึ่งเป็นเทวดาอารักษ์สําคัญประจําเมือง พิธีเหล่านี้จึงถือว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าผู้ครองนคร หากเจ้า ผู้ครองนครละเลยพิธีเหล่านี้ หรือหากเกิดเหตุวิกฤตขึ้นมาในสังคม เจ้าผู้ครองนครจะถูกมองว่าต้อง เป็นผู้รับผิดชอบต่อการเกิดวิกฤตนั้น ด้วยสาเหตุหนึ่งคือการละเลยขนบประเพณีที่เกี่ยวข้องกับอํานาจ ศักดิ์สิทธิ์ เป็นผลให้การปกครองของผู้ครองนครตกต่ําหรือเกิดการสั่นคลอนได้ ขณะที่ความเชื่อเรื่องผีอารักษ์หลวงนครน่านในระดับป๎จเจกบุคคลนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมา จากความเชื่อในแนวพุทธศาสนาแบบปรัชญาที่มีเปูาหมายสูงสุดในการหลุดพ้น รองลงมาคือความเชื่อ ที่ว่าตายไปแล้วจะเกิดเป็นเทพ เทวดา ความเชื่อว่าพระสงฆ์บางรูปมีคาถาป๎ดเปุาโรคภัยได้ ความเชื่อ เรื่องอํานาจของเทพเจ้าฮินดู ตลอดจนความเชื่อในประเพณีบายศรีสู่ขวัญ เมื่อเกิดป๎ญหาขึ้น ชาวบ้าน ที่ผูกติดกับความเชื่อเหล่านี้จึงเลือกใช้คําอธิบายจากชุดความเชื่อและวิธีแก้ป๎ญหาที่เหมาะสมกับ สถานการณ์ตามแต่ความเชื่อของป๎จเจกบุคคล ซึ่งอาจเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีตามสถานการณ์ ที่กําลังเผชิญอยู่ อารักษ์หลวงนครน่าน จึงเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขป๎ญหาสําหรับคนบางกลุ่มที่ ยังคงเชื่อว่า ผีเจ้านายจะช่วยปกป๎กษ์คุ้มครอง แก้ไขป๎ญหา และหาทางออกจากวิกฤตที่กําลังเผชิญอยู่ ได้ ทั้งเรื่องที่ร้อนใจ ร้อนกาย ร้อนเงิน และเรื่องอื่น โดยมีกลุ่มป๎ญหาหลักๆ ได้แก่ ป๎ญหาทาง เศรษฐกิจ ธุรกิจ การลงทุนและหนี้สิน ป๎ญหาเรื่องครอบครัว ป๎ญหาเรื่องความก้าวกน้าและการ ประกอบอาชีพ ป๎ญหาเรื่องการเรียนและการสอบ ป๎ญหาเรื่องของหาย และป๎ญหาเรื่องสุขภาพ โดย การวิเคราะห์ป๎ญหาของผู้ที่ต้องการให้ผีเจ้านายช่วยเหลือนั้นก็เพื่อที่จะจัดการเรื่องของการประกอบ พิธีกรรมที่แตกต่างกันออกไป และมีองค์ประกอบและขั้นตอนที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทของ ป๎ญหาและความต้องการช่วยเหลือ
บทที่ ๓ ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน วิทยานิพนธ์เรื่อง “สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่าน” ได้ศึกษาประเพณีและ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ดังนี้ ๓.๑ ประเพณีที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๓.๒ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๒.๓ ประเพณีและและพิธีกรรมอารักษ์หลวงนครน่านที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ๓.๑ ประเพณีที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๓.๑.๑ ประเพณีถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่าน ประเพณีถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่านเป็นประเพณีสําคัญที่ปฏิบัติ สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่อดีต ประเพณีนี้มีความเกี่ยวข้องกับระบบการผลิตและการควบคุม กําลังคนเพราะเป็นประเพณีที่ผู้ปกครองมีบทบาทสําคัญในการติดต่อกับผีอารักษ์ของเมืองซึ่งเป็นผีที่ อํานวยความอุดมสมบูรณ์ให้กับการผลิต เพราะผีอารักษ์ของเมืองมักเป็นบรรพบุรุษของเจ้าเมืองหรือ ผู้ปกครองเมือง นอกจากนี้ยังเป็นพิธีกรรมที่ทุกครัวเรือนจะมีส่วนในการประกอบพิธีกรรม เป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับปากท้องของชาวบ้านชาวเมือง ขั้นตอนในการ ประกอบพิธีกรรมต้องถูกต้องตามจารีตที่เคยปฏิบัติกันมา สัตว์ที่ฆ่าสังเวย อาหารที่ปรุงเพื่อเลี้ยงผี อารักษ์ บทบาทหน้าที่ของผู้ประกอบพิธีกรรม สีเสื้อผ้าที่ผู้ประกอบพิธีกรรมสวมใส่ เครื่องใช้ไม้สอย ต่างๆและข้อห้ามต่างๆในระหว่างการประกอบพิธีจะต้องถูกต้องและปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดการ แกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงคือกษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่านเปนผู้ที่รับเป็นงานราชพิธี ดังปรากฏหลักฐาน กล่าวว่า “สักกราชได้ ๙๘๖ (พ.ศ.๒๑๖๗) ฟูาเมืองฟองแห่งเมืองน่านถามแสนกลางเมืองแสนวัด ปุณณะ ว่าบ้านเมืองที่นี้เปนที่ผีที่ขึดเสมอนัก สูเจ้าเอาสังมาแก้มมาเลี้ยงชา แสนกลางเมืองแสนวัด ปุณณะ ไหว้สาเจ้าฟูาเมืองฟองว่า ตามบุราณเมืองน่านที่นี้เลี้ยงอารักขะแลปูชาเคราะห์เมืองเลี้ยง สนามกว้านจ่านั้น เอาเงินเล้มเลี้ยงเสี้ยงทังมวลแล แสนกลางเมือง แสนวัดปุณณะ ไหว้เจ้าฟูาเมือง ฟองวมีฉันนี้ เจ้าฟูาเมืองฟองจิ่งปลงอาชญาว่า แต่นี้ไพพายหน้าหื้อเอาเงินเล้มเลี้ยงอารักขะปูชา เคราะห์เมืองเลี้ยงสนามกว้านจ่าตามบุราณแต่ก่อนเทอะ กรุณาฉันนี้ แดนแต่นั้นมาค็เอาเงินเล้มเลี้ยง อารักขะปูชาเคราะห์เมืองเลี้ยงสนามกว้านจ่าสืบสืบมาตามบุราณแต่ก่อนมีฉันนี้แล” ๑ ๑ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และศรีธน คําแปง (ปริวรรต), พื้นนาเมืองน่านและค่าวทางเมืองน่าน ต้นฉบับ วัดหัวข่วง ตําบลในเวียง อําเภอเมือง จังหวัดน่าน, (ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ๒๕๒๘), หน้า ๖. (เอกสารอัดสําเนา).
๔๒ และเป็นสิ่งที่กษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่านต้องปฎิบัติ ดังปรากฏบันทึกไว้ในตํานานพื้นเมือง น่านว่าเป็น ๑ ในอัปปริหานิยธรรม ๗ ประการ “อนฺตรพหิรายเจติยานํ อปริยเปนฺติ สัณฐานที่ใดมีต้นว่าเปนที่พลีกรรมปูชาเลี้ยงดูสืบๆ มา แต่ก่อนแต่โบราณ เปนต้นว่า ไม้เสื้อเมืองนั้นก็ดี มีที่เวียงก็ดี ที่เขตแดนเมืองก็ดี เปนผู้ใหญ่ควรไปเลี้ยง ดูปูชาสักการะตามรีตตามโบราณ หื้อวุฒิจําเริญบ้านเมือง อันนี้ก็เปนอัปปริหานิยธรรมอันถ้วน ๖ แล” ๒ กระบวนการพิธีเลี้ยงถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่านในป๎จจุบันยัง ดําเนินไปอย่างเรียบง่ายเคร่งขรึมและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้ต่างไปจากเดิมมากนัก ผู้ ประกอบพิธีและผู้ร่วมพิธีทําหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งขรึมจริงจัง มีเครื่องดนตรีพื้นเมืองบรรเลง ประกอบ แต่ไม่ได้มีการแสดงความครึกครื้นเฮฮาเหมือนพิธีเลี้ยงผีของเมืองอื่นๆที่กลายเป็นการละเล่น พื้นเมืองอวดนักท่องเที่ยว มีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ภายใต้การจัดการของผู้เชี่ยวชาญการประกอบพิธีและ ทายาทของผีเมืองทั้งหลาย มีการล้อมรั้วและป๎กตาแหลวคนภายนอกห้ามเข้าออกอย่างชัดเจน ขั้นตอนการประกอบพิธี ๑) ได้มีพิธีทําบุญตักบาตร และงานเจริญพระพุทธมนต์โดยพระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริ มงคลตามโบราณที่ปฎิบัติมา ภาพที่ ๑ พิธีท าบุญตักบาตร ภาพที่ ๒ พิธีท าบุญตักบาตร ๒ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์, ๒๕๕๒), หน้า ๑๔๓.
๔๓ ๒) ผู้ทําหน้าที่พราห์มเริ่มประกอบพิธีโดย กล่าวโองการชุมนุมเทวดาและบอกกล่าวส่ง ศักดิ์สิทธ์ก่อนทําพิธีอัญเชิญเครื่องบวงสรวง ภาพที่ ๓ พราหมณ์เริ่มประกอบพิธี ๓) อัญเชิญเครื่องบวงสรวงอารักษ์สู่ยังปะรําพิธี ภาพที่ ๔ อัญเชิญเครื่องบวงสรวงอารักษ์สู่ปะร าพิธี ภาพที่ ๕ อัญเชิญเครื่องบวงสรวงอารักษ์สู่ปะร าพิธี
๔๔ ภาพที่ ๖ อัญเชิญเครื่องบวงสรวงอารักษ์สู่ปะร าพิธี ๔) นําเครื่องบวงสรวงขึ้นสู่อาสนะของอารักษ์หลวงแต่ละองค์ตามลําดับ และอัญเชิญ อารักษ์หลวงนครน่าน ทั้ง ๑๔ องค์มายังสถานที่ทําพธีเสร็จแล้วพรรณาถึงเครื่องสังเวยทุกอย่างที่ได้ ขึ้นอาสนะเพื่อให้อารักษ์หลวงเกิดความพอใจในเครื่องบวงสรวง ตามคําบวงสรวงต่อไปนี้ “...โภนฺโตเทวะสํขาโย ดูราหมู่เทวาดาอารักข์ทังหลาย เยเทวา อันว่าเทวดาทังหลายฝูงหมู่ ใดก็ดี อารักขเทวดาก็ดี ยังเทวดาอันเปนอารักข์พระญาป๎วทังมวล อันว่าเทวดาอันรักสา ยังตนตัวก็ดี ภุมมเทวดาฝูงอันเปนหมู่มิตต์ก็ดี มหิธิกา ตนมีอิทธิริทธีอานุภาพ อภิปาเลนฺตุสพฺพทา จุ่งตั้งไมตรีจิต อภิบาลรักสาผู้ข้าทังหลายในกาละบัดนี้จิ่มเทอะ...บัดนี้หมายมี........ เจ้าขุนมูลนาย เจ้านายอ้ายอี่ ประชาชีไพร่ฟูา ทั่วเขตหล้าป๎วไชย ได้ผันผายแต่งห้าง ริร่ําส้างสังเวย บ่ละเลยปางเปล่า รีตมาเก่าหาก เคยมี สวัสดีกลิ่นคู้ พาหลิ่งหลู้กันมา น้อมอาชญาอารักข์นครป๎วไชย เสวยยังยายถี่ถ้อย มีมากน้อย หลายปะการ ชุ่มเชยบานชื่นช้อย ได้ใฝุห้อยนํามา ถวายปูชาบาทไท้ นบน้อมไหว้สักการ สิบเอ็ดอารักข์ ตนองอาจ ตนมีอํานาจริทธี จอมภูมีภูคา เจ้าขุนนุ่นขุนฟองแลนา ทังเจ้าพระญาเกล้าเกลื่อน เจ้าขุนไส ยศผานองสรีวิราส ตนองอาจรุ่งเรือง พญากานเมืองเปนเจ้า ปลายรอดเค้าสรีจันทะ ปูองโลกะท้าวคํา ตัน ท้าวหุงอินทะแก่นท้าว มีแถมเล่าพระญาแพง ขอเชิญแยงชั้นส่อง ไขยังปล่องทวา รา เสวยโภชนา ต่างๆ ตกแต่งห้างครัวดา อันควรค่าล้านตื้อแสนฅํา อันได้แต่งตามคําอาชญา ขอเชิญมาอิ่มเอบ สุขส้างเสพสําบาย เซิ่งในทีฆากาละอันวิเสส เหตุมารอดเทิงปาเวณี บ่ได้ ละหื้อหมองสรีเสี้ยงยังอันรีต อดีตปาเวณีโปราณจารย์เจ้าทังหลาย ได้ปฏิบัตสืบตามกันมา แลได้ดา แต่งพร้อม นบน้อมนํามาเซิ่งเครื่องราชอามิสปูชาทังหลาย กับทังบุปผามาลาดอกไม้แลลําเทียนผัดไชย เครื่องง้า ทังเสื้อผ้าแลเงินฅํา มาถะป๎นนาตั้งไว้ ที่จิ่มใกล้สะมุกขีฐานส่องหน้าคองตาแห่งพระอาชญา หลวงเปนเจ้า ผู้เปนเค้าเปนประธาน พร้อมด้วยปริวารคู่เจ้านายหมายเจ้าหมู่ จิ่งจักขออิ่นดูกรุณณา รับเอายังราชอมิสสะปูชามวลฝูงนี้ เพื่อหื้อเปนผละ อานิสงส์อันยิ่งโยด ได้มาโปรดอโหสิกัมม์ ร่ํา งับกัมม์เวรเกณฑ์อุบาทว์ คล้อยคลาดจากอุป๎จทวะกังวลทังหลาย อันนึ่งข้าเสิก็สัตรูโรคาพยาธ์ห่า อุบาทว์พยาธิทังมวล อย่ามากวนต้องปาดอินทรีย์ ที่ได้เจ็บเมื่อยไข้ พยาธิน้อยใหย่อันมีในตนตัว ขอ ผละบุญกุสลปารมีแห่งอาชญาเจ้า ได้ปกเกล้างําหัวผู้ข้าทังหลาย หายเสียยังพยาธิทังมวลแท้ดีหลี... สวัสดี ไหว้สาปารมีองค์พระเปนเจ้า ที่ห่มเกล้ารักสา เทวดาชู่องค์ๆ จุ่งเอาตัวตน ได้น้อมลงมารักสายัง
๔๕ ตูข้าหื้อเชยบาน ขอสุขสําราญจุ่งมาบังเกิด สุขล้ําเลิสยินดี ตั้งต่อนี้ไปพายหน้าหื้อผู้ข้าสุขขี ลาภะมีมา ใกล้ สวนนาไร่พิชชะเข้ากล้างาม ขอหื้อสมตามคําข้าเล่า ยิ่งกว่าเก่าแท้ดีหลีจิ่มเทอะ” ๓ ภาพที่ ๗ น าเครื่องบวงสรวงขึ้นสู่อาสนะของอารักษ์หลวงแต่ละองค์ตามล าดับ ภาพที่ ๘ การพรรณนาถึงเครื่องสังเวยทุกอย่างที่ได้ขึ้นอาสนะ เพื่อให้อารักษ์หลวงเกิดความพอใจในเครื่องบวงสรวง ๕) หลังจากถวายเครื่องบวงสรวงและกล่าวคําถวายกับอารักหลวงแล้วก็เป็นการฟูอนรํา บรรเลงดนตรีพื้นเมืองเพื่อเป็นการถวายให้เจ้าอารักษ์จนกว่าธูปจะหมด จากนั้นทําพิธีลาเครื่องสังเวย แล้วทําพิ๊วาไว้หากอารักษ์หลวงพอใจในเครื่องสังเวยและได้รับเครื่องสังเวยอิมหนําสําราญแล้วไม้ก็จะ ยาวออกมากกว่าเดิมแต่หากท่านยังไม่พอใจไม้ก็จะมีขนาดเท่าเดิมก็ทําพิธีต่อจนกว่าอารักษหลวง ทั้งหลายจะเป็นที่พอไจ ๓ “ค าโอกาสเจ้าหลวงปัว” พับสาของพระธนทัต ฐานวโร (วัดคํา) วัดเฟือยลุง ตําบลและ อําเภอทุ่ง ช้าง จังหวัดน่าน อักษรธรรมล้านนา.
๔๖ ภาพที่ ๙ ฟ้อนร า บรรเลงดนตรีพื้นเมืองเพื่อเป็นการถวายให้เจ้าอารักษ์ ภาพที่ ๑๐ ฟ้อนร า บรรเลงดนตรีพื้นเมืองเพื่อเป็นการถวายให้เจ้าอารักษ์ ภาพที่ ๑๑ ฟ้อนร า บรรเลงดนตรีพื้นเมืองเพื่อเป็นการถวายให้เจ้าอารักษ์ ๖) หลังจากธรรมพิธีเสร็จแล้วพระสงฆ์จะทําการกรวดน้ําอุทิศส่วนกุศลให้กับอารักษ์หลวง ทุกองค์ ถวายไทยธรรม จึงเสร็จพิธี
๔๗ ภาพที่ ๑๒ พระสงฆ์จะท าการกรวดน้ าอุทิศส่วนกุศลให้กับอารักษ์หลวงทุกองค์ ๓.๑.๒ ประเพณีบวงสรวงอารักษ์หลวงนครน่าน พิธีบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และอดีตเจ้าผู้ครองนครน่านทุกพระองค์ จัดให้มี ขึ้นทุกปีในเดือนเมษายน วันที่ ๕ ตรงกับวันพิราลัยของพระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนคร น่าน โดยมีข้าราชการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พ่อค้า ประชาชนชาวจังหวัดน่าน ได้มาแสดงความ กตัญํูกตเวที ถวายราชสักการะ เพื่อน้อมรําลึกถึง พระเจ้าสุริยพงษ์ ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่านและ เทพยดาอารักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และอดีตเจ้าผู้ครองนครน่านทุกพระองค์ ณ หอคํา มีพิธีบวงสรวงเทวดา อารักษ์ที่ปกป๎กคุ้มครองจังหวัดน่าน และอดีตเจ้าผู้ครองนครน่าน และงานพิธีทําบุญสืบชาตาหลวง จังหวัดน่าน เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลต่อบ้านเมือง เป็นการเสริมบารมี สะเดาะเคราะห์ ให้พ้นจาก โชคร้าย โดยความเชื่อของชาวล้านนาเชื่อว่าการสืบชาตาหลวงพิธีนี้จะเป็นการต่ออายุบ้านเมืองหรือ ต่อชีวิตคนให้มีอายุยืนยาว และยังเป็นการน้อมนําหลักพระธรรมคําสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา เป็นแนวประพฤติปฏิบัติ ก่อให้เกิดพลังแห่งสติป๎ญญา ที่จะสามารถฝุาฟ๎นป๎ญหาและอุปสรรค พัฒนา สร้างสรรค์จังหวัดน่านให้มีแต่ความสงบร่มเย็น และเจริญรุ่งเรืองตลอดไป ในการประกอบพิธีกรรมจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานพิธี จุดธูปเทียนบูชา ณ หน้าวัดน้อยและจุดรูปเทียนเครื่อง ๕ ถวายสักการะ ณ โต๊ะตั้งเครื่องสักการะพระเถราจารย์ ผู้แทน คณะสงฆ์จังหวัดน่าน กล่าวคํามังคละขอขมาคารวะเพื่อขออนุญาตถวายน้ําสุคันโธทะกะ สรงองค์พระ ประธาน ในวัดน้อย ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดน่าน ประธานสงฆ์ นําพระเถระชั้นผู้ใหญ่ถวายน้ํา สรงแต่องค์พระประธานในวัดน้อย จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นําข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ถวายน้ํา สรงแด่องค์พระประธานในวัดน้อย หลังจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วย ผู้พิพากษาหัวหน้า ศาลจังหวัดน่าน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๓๘ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ผู้บังคับการ ตํารวจภูธรจังหวัดน่าน และผู้แทนองค์กรเอกชนจังหวัดน่าน จุดธูปเทียนถวายสักการะอัญเชิญเทวา อารักษ์ และอดีตเจ้าผู้ครองนครน่านทุกพระองค์ ทั้ง ๒ ราชวงค์ คือราชวงศ์ภูคา และราชวงศ์เติ๋น หลวงมหาวงศ์ ลงรับเครื่องสักการะบวงสรวง บนที่ตั้งเครื่องบวงสรวงสักการะ ณ หน้าพระรูป พระเจ้า สุริยพงษ์ผริตเดชฯ อดีตเจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๓ โดยพ่ออาจารย์พื้นบ้านเมืองน่าน กล่าว โองการอัญเชิญขอขมาฯ กล่าวอัญเชิญฯ ลงรับเครื่องสักการะและเครื่องสังเวยต่างๆ พร้อมบรรเลง
๔๘ ดนตรีพื้นเมืองน่าน ฟูอนรํา ถวายฯ ณ หน้าที่ตั้งเครื่องสักการะบวงสรวงเป็นเสร็จพิธี โดยช่วงบ่ายจะมี พิธีสืบชะตาหลวงจังหวัดน่าน ต่อไป ๓.๒ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๓.๒.๑ การอารักษ์เจ้า ที่นี้จักจ๋าด้วยการอารักษ์เจ้ามีช่วยการคือว่า จ้ําข้าว โยงผ้า ช่างสับ ลามแก้ม ตักแกง ปิ้ง ชิ้น กวานเหล้าส่า ช่างฆ้อง ช่างกลอง ช่างปี่ซ้าย ช่างปี่ขวา ช่างแพน พันน้ํา พันโรง พันเผิ้ง ถวายของ ปุา ตั้งข้าว พันเหล้าปอน พันแต่งแก้มควายก็ดี แก้มมิ่งเมืองก็ดี หื้อท้าวพระยาได้แต่งเครื่องตั้งซื้อคุง แท้อย่าซื้อหยุดซื้อหย่อนเสีย ซื้อคุงแท้ เบี้ยพัน ๓ หมากพัน ๓ เหล้าพันน้ําสู่คนผู้บ่มีการซื้อตั้งผ่าเกิ่ง ผู้ มีการชูอันแลรีดหากมีแต่ใดมาบ่หล้างหื้อหล่าคลาเสียแล๔ กล่าวคือ กษัตริย์หรือเจ้าหลวงเมืองน่านได้มอบข้าคนให้เป็น “บวกตออารักษ์” พร้อมตั้ง หัวหน้าเป็น“แก่บวกตออารักษ์” มีชาวการ ๒ คน ชาวปุวยเมือง ๒ คน ทําหน้าเก็บบวกตอปุาว ประกาศพร้อมกับออกหลาบให้กับบวกตออารักษ์ทุกคน เพื่อไม่ให้ถูกเกณฑ์ “เอาหญ้าช้างหญ้าม้า เสียริบไร ไพร่เมือง ดอกไม้เงินคํา อยู่มื้อทือครัว ส่งน้ําค่ําคราว บ่หื้อออกจากนอกบ้านเมือง” คนกลุ่ม นี้เมื่อ เกิดศึกสงครามก็ไม่ให้ออกรบ ยามปกติก็ให้เข้าไปอยู่กับท้าวพญาในเมืองน่าน ไม่ให้ออกนอก เมืองไปไหน บวกตออารักษ์ทุกคนไม่ให้เสียภาษี เจ้าหลวงเมืองน่านจะให้มีบัญชีไว้กับตัวทุกคน การแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวง จะมีผู้ทําหน้าที่ “การอารักษ์เจ้า” ประกอบด้วย จ้ําข้าว ตั้ง ข้าว ล่ามแกล้ม ช่างสับ ตักแกง ปิ้งชิ้น กวานเหล้าน้ํา กวานเหล้าส่า พันโรง โยงผ้า พันน้ํา พันผึ้ง พัน เหล้าปอน พันแต่งแก้วควาย ถวายของปุา ช่างฆ้อง ช่างกลอง ช่างปี่ซ้าย ช่างปี่ขวา ช่างยิ้ง ช่างแพน และช่างเสพ การเป็นบวกตออารักษ์นอกจากกษัตริย์หรือเจ้าหลวงเมืองน่านมอบประทานไว้ยังเกิดจาก ข้าคนบ่าวไพร่ของเจ้านายขุนนางหนีหลงทางเข้ามาในเขตแดนอารักษ์ หรือตั้งใจหลบหนีเข้ามาพึ่งใน แดนอารักษ์เมือง ก็ให้เป็นคนบวกตออารักษ์ทั้งหมด ห้ามกลับคืนหรือมาทวงเอาคืน เขตแดน อารักษ์ เมืองน่านมีกําหนดไว้ ดังนี้ ทิศใต้ถึงน้ําคูน ตะวันตกถึงศาลาบ่อส้ม ศาลาน้ําพาง ทิศเหนือถึงต้นศรี จอมของถึงสบน้ํา ทิศตะวันออกถึงนาเพาผาลา เมื่อบวกตอข้าผีอารักษ์เกิดลูกกลางตออารักษ์เจ้า ลูก ที่เกิดมาหากอยากออกจากการเป็นบวกตอข้าผีอารักษ์ ให้หาเงินมาไถ่มีค่าตัว คือผู้ชาย ๓๐๗ บาท เฟื้อง และ ผู้หญิง ๔๐๗ บาทเฟื้อง เมื่อเอามาไถ่เงินจํานวน ๓๐๐ และ ๔๐๐เป็นส่วนของบวกตอ อารักษ์ อีก ๗ บาทเฟื้องเป็นส่วนของผู้เฒ่าผู้แก่ในบวกตออารักษ์ได้กิน๕ ๔ กลุ่มคนฮักตัวเมือง, “พื้นเมืองน่าน พงศาวดารเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด”, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (น่าน : ร้านแจ๊คซ็อปเอ็กซเพรส, ๒๕๕๔), หน้า ๓๙. ๕ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๒๑.
๔๙ ป๎จจุบันบวกตอข้าผีอารักษ์หลวงเจ้าพระญาป๎วที่ดูแลโรงไชยยังมีการสืบทอด คือ บ้าน แก้ม(ภายหลังแยกออกมาตั้งหมู่บ้านสวนดอกและบ้านไร่รวงทอง ตําบลวรนคร อําเภอป๎ว จังหวัด น่าน) โรงไชยและหมู่บ้านตั้งอยู่ภายในเวียงป๎ว สรุปความว่า การอารักษ์เจ้าจะมีตัวแทนในการทําพิธีกรรมต่างๆ เรียกว่า “บวกตอ อารักษ์” ผู้คนเหล่านี้เป็นตัวแทนให้พิธีการดําเนินไปให้ถูกต้องและเรียบร้อย ประกอบด้วย จ้ําข้าว ตั้ง ข้าว ล่ามแกล้ม ช่างสับ ตักแกง ปิ้งชิ้น กวานเหล้าน้ํา กวานเหล้าส่า พันโรง โยงผ้า พันน้ํา พันผึ้ง พัน เหล้าปอน พันแต่งแก้วควาย ถวายของปุา ช่างฆ้อง ช่างกลอง ช่างปี่ซ้าย ช่างปี่ขวา ช่างยิ้ง ช่างแพน และช่างเสพ ซึ่งในอดีตผู้คนเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษี ๓.๒.๒ เครื่องแก้มพระยาอารักษ์เจ้า ไปแต่งเครื่องแก้มและคืนเบี้ย ๕ ร้อย หมาก ๕ ไหม สรีสวัสดีสิทธิการรีดครองแห่งพระยา อารักษ์เจ้าในบวกตอที่นี้ซื้อแจ้งแด่เช่นท้าวกินก่อนขุน กินก่อนสืบสืบมาต่อเท้าเช่นนางพินทามา นาง แม่น้อยเขาเขียวมีดังนี้ท้าวพระยาตนใดมากินเมืองน่านดังงั้นซื้อยอบยั้งอยู่ที่หนึ่งก่อนแล้วซื้อ มีเทียน เงิน ๓ เหล้ม(แท่ง) เทียนคํา ๓ เหล้ม(แท่ง) เทียนนาค ๓ เหล้ม(แท่ง) ข้าวตอกดอกไม้ หมาก ๓ ขด (ไหม) พร้าว ๓ ตั้ง เหล้า ๓ ออม(ขวด) ผ้าขาว ๓ ฮํา(ม้วน) มาขึ้นหอศาลหลวงเมืองป๎วที่นี้ก่อนจึงเข้า เมืองแล้วซื้อแก้มหมูปิ้งตัวหนึ่ง มีเทียนเงิน ๓ เทียนค่า ๓ เทียนนาค ๓ เหล้าก็ตวยตามสันเดียวนั้นแล๖ เมื่อจักเข้าอยู่ในเวียง ก็ซื้อมีเทียน ๓ คู่ ข้าวตอกดอกไม้ หมาก ๓ ขด(ไหม) พร้าว ๓ ตั้ง เหล้า ๓ ออม(ขวด) ไว้หอศาลจอดในเวียงแล้วจึงเข้าอยู่และอันไดเป็นประเพณีอันเป็นแล้วแต่ก่อน กระทําซื้อวุฒิแก่ท้าวพระยาและอยู่ได้ ๓ ปี แล้ว แก้มประตูมิ่งเมืองตั้งเครื่องใหม่อันอยู่ได้ ๓ ปีแล้ว แก้มอ่ายเมืองเล่า เกิงกาลเมื่อเดือนเจียงเดือนก็ได้แก้มเลี้ยงแต่ปีหัวที่มาขู่ปีหล้างเป็นปางปีแด่ท้าวพระ ยามาชูปีแล ท้าวพระยาแพนก็ย่อมกรุณาบวกต่ออารักษ์ได้ตั้งผู้หนึ่งไว้ซื้อเป็นแก่ไว้หื้อเก็บหอมบวก ตอปล่าวเดินแล้วหื้อขอเอาหลาบไม้หนังสืออันเป็นรีตเป็นครองแต่กอนชู่อันคือว่าอย่าซื้อเอาหญ้าช้าง หญ้าม้าเสียริบไร่ไพร่เมืองดอกไม้เงินคํา อยู่มือทือครัว สรงน้ํากล่ํากราว บ่อซื้อออกจากนอกบ้านนอก เมืองแม้การศึกท้าวพระยาหากจักเสียงฐานข้ากับเจ้าพ่อกับลูก ชูแห่งดังอันเท่าเอาข้าต่ออารักษ์มีชาว การ ๒ คนเอาชาวปุวยเมือง ๒ คน คือหาบไปอยู่กับด้วยท้าวพระยาในเมืองบ่หื้อออกนอกเมืองทางใด สักแห่งแลอันหนึ่งเล่าเข้ากาดก็บ่เสียไร ไปค้าเก็บเสียเกินครั้นว่าชาวข้าต่ออารักษ์ขึ้นก็บ่หื้อมีบัญชีไว้ กับตัวชู่คนไปรอดนายเกินบ่หื้อแก่สักฟคนแล ประการหนึ่งข้าหนีคนปล่อย และข้าท้าวบ่าวพระยาข้า ขุนหายนายหลง ค้านหอกค้านเครื่องหนีมาว่าจักเข้าเพิ่งต่ออารักษ์กันว่าลุกทางใต้มารอดน้ําคูน มา ทางวันตกรอดศาลาบ่อส้ม ศาลาน้ําพางมาทางเหนือรอดอันสรีจอมของรอดสบน้ําเป็นแดนแล มาทาง วันออกรอดนาเพาผาลารอดต้นสรีหลักควาย เป็นแดน ชุมนี้หล้างเป็นแดนที่อารักษ์เจ้าเลี้ยงแล ประการหนึ่งชาวปุวยเมืองเข้าต่ออารักษ์ย่อมเข้าหาผู้เฒ่าผู้แก่ก่อนจึงไปรอดนางพี่พร้อมกันแล้วจึงหื้อ ผู้มานั้นแก้มโยงเทียนก่อนเป็นแก้มไปพร้อมแล้วแต่งขันโยงมีเทียนมีเงิน ๒๒ เบี้ยพัน๓ หมากพัน๓ ๖ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๒๒.
๕๐ เทียนคู่หนึ่งเหล้ม พล้างผู้เป็นข้าวนั้นโยงเทียน อารักษ์เจ้าหากว่าผู้นี้ติดด้วยผีมด และคิดด้วยผาแฝด ติดด้วยข้าวของหากว่าแล แม้เขาหาสู่ เข้ามาเป็นข้าอารักษ์เจ้าก็ซื้อแก้มป๎ด ๓ เดือนดับ แม้นเขามีคน หลายซื้อแก้มข้าวปิ้งออกแกงตงไก่ แม้ผียาแฝดแท้ซื้อปาดลิ้นเสีย ค่าเกล็ดหอยหนึ่งก่อนจึงตกแล อารักษ์เจ้าหากว่าเลี้ยงแล หื้อแต่งตั้งเอาดาบ ๔ เถี่ยน(ด้าม) และเทียนเบี้ยพัน ๓ หมากพัน ๓(๓๐ ไหม) ผู้ซื้อส้มปุอย เบี้ยพัน๓ หมากพัน ๓(๓๐ไหม) ผู้ปอกไข่ก็เบี้ยพัน เทียนคู่หนึ่งเหล้ม(แท่ง) ๒ ร้อย หื้อเมื่อแก้มหลบจ้างชาวการทั้งมวล ฝูงหมู่คือหัวคาน คือว่า ข้าวล่ามแก้มช่างสับตักแกงปิ้งชิ้น(ย่าง เนื้อ)กวานเหล้าน้ํากวานเหล้าส่า พันโรงโยงผ้า ช่างฆ้อง ช่าวกลอง ช่างปี่ ช่างยิง ช่างเสพตั้งข้าวฝูงหมู่ ที่หัวการนั้นเท่านั้นชุมบคือนั้น หื้อตั้งผ่าเกิ่งเขานั้นชูปางแล ต่อแก้มอันใดก็แล้วหล้างผ่าเกิงชุมคือหัว การแลแก้มป๎ดปล้านกลางแก้มไก่ซื้อแต่งเบี้ย ๖ ร้อย หมาก ๖ ไหมขู่ ดาบซื้อคูงแท้ ครั้นปอกไข่ซื้อ หมดดีครั้นบ่หมด บ่ดีหลาย แล เรือนใดจึงป๎ดแล้วทั้ง ๓ เดือนดับหื้ออยู่ในกลางเรือนนางพี่ผู้ ๑ ครั้นพอ ๓ ปีจึงออกวัน ออกมีแลซื้อตําข้าวมื้อเดือน ๖ หาบ แล ประการหนึ่งแปงเรือนซื้อช่วยคา เมื่อนาหื้อช่วยข้าวกล้าชู เรือนครั้นกิจอันใดมีหื้อไปทันสู่อันที่ผู้เฒ่าผู้แก่มีที่ใดก็หื้อช่วยไร่ช่วยนากิจมีแค้นเคืองเยี่ยงใดมีบ่หล้าง ละเสียผู้ เฒ่าผู้แก่เป็นผู้อุ้มบวกอุ้มต่อไว้บ่หื้อมีภัยอันตรายเยี่ยงใดเพื่อผู้เฒ่าผู้แก่ด่าย๗ สรุปความว่า ครื่องแกล้มเลี้ยงพระยาอารักษ์เจ้า เมื่อจะมาปกครองเมืองให้นําเครื่อง แกล้มมาถวายหอศาลหลวงเมืองก่อน จึงจะเข้าปกครองเมือง เมื่อปกครองเมืองแล้วให้มีเครื่องแกล้ม เลี้ยงตามประเพณีที่สืบกันมา หากคนพื้นที่อื่นจะมาอยู่อาศัยให้เข้าหาผู้เฒ่าผู้แก่ เพื่อป๎ดเปุาสิ่งไม่ดี ต่างๆ ที่ติดตัวมา ป๎ดเปุาแล้วเมื่ออยาอยู่เมืองก็ให้ช่วยเหลือแบ่งเบางาน ให้เป็นที่รักแก่ผู้ฒ่าผู้แก่จะ ได้รับการดูแลให้ปลอดภัยจากอันตราย ๓.๒.๓ การแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงก่อนเข้าเสวยเมืองน่านของกษัตริย์หรือเจ้าเมือง น่าน กษัตริย์หรือเจ้าหลวงองค์ใหม่จะเข้าเสวยเมืองน่าน มีจารีตต้องให้แกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวง เจ้าพญาป๎วก่อนจะเข้าเวียงไปประทับในคุ้มหลวงหอคํา เริ่มต้นโดยการให้ประทับชั่วคราวอยู่ที่แห่ง หนึ่งนอกเมืองก่อน แล้วจัดแต่งเทียนเงิน ๓ เล่ม เทียนทองคํา ๓ เล่ม เทียนนาก ๓ เล่มข้าวตอก ดอกไม้ ๓ ขด มะพร้าว ๓ ตั้ง เหล้า ๓ ออม และผ้าขาว ๓ ฮํา ไปแกล้มเลี้ยงที่โรงไชยหอสานหลวง เมืองป๎วก่อนแล้วจึงเสด็จเข้าเมือง ประทับชั่วคราวอยู่แห่งหนึ่งภายในเมือง แล้วแกล้มเลี้ยงอารักษ์ หลวงเจ้าพระญาป๎วที่เมืองป๎วอีกครั้ง มีหมูปิ้ง ๑ ตัว เทียนเงิน ๓ เล่ม เทียนคํา ๓ เล่ม และเหล้า ๓ ออม(ขวด) หลังจากนั้นจึงเข้าประทับอยู่ภายในเวียง (กําแพงล้อม) เมื่อประทับภายในเวียงให้จัดแต่งเทียน ๓ คู่ ข้าวตอกดอกไม้ หมาก ๓ ขด มะพร้าว ๓ตั้ง และเหล้า ๓ ออม(ขวด) ขึ้นแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงที่โรงไชยหอสานภายในเวียงแล้วจึงขึ้นประทับอยู่ คุ้มหลวงหอคํา เมื่อเสวยเมืองครบ ๓ ปีให้ “แกล้มประตูมิ่งเมือง” ตั้งเครื่องแกล้มเลี้ยงใหม่ทุกอันและ ๗ กลุ่มคนฮักตัวเมือง, “พื้นเมืองน่าน พงศาวดารเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด”, หน้า ๓๖.
๕๑ เมื่อเสวยเมืองครบอีก ๓ ปี ให้แกล้มอ่ายเมือง ถึงเดือนเจี๋ยงเดือนยี่ก็ให้จัดแต่งแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวง เจี๋ยง (แกล้มเจี๋ยง) ทุกปี๘ สรุปความว่า กษัตริย์หรือเจ้าหลวงองค์ใหม่ที่เข้ามาครองเมืองน่าน จะต้องปฏิบัตตาม จารีตคือให้มีการลี้ยงแกล้มอารักษ์หลวงพญาป๎วก่อนขึ้นประทับที่คุมหลวง เริ่มต้นโดยการให้ประทับ ชั่วคราวนอกเมืองก่อนแล้วจัดแต่งธูปเทียนดอกไม้ หมาก มะพร้าว เหล้าขาว ผ้าขาวไปเลี้ยงแกล้มที่ หอหลวงเมืองป๎วแล้วจึงเสร็จเข้าเมืองได้ เมื่อประทับอยู่ในคุ้มเวียง(ในเมือง)ให้จัดแต่งธูปเทียนดอกไม้ หมาก มะพร้าว เหล้าขาวหอศาลแล้วจึงขึ้นประทับอยู่คุ้มหลวงหอคํา มื่อขึ้นครองเมืองครบ ๓ ปีให้ “แกล้มประตูมิ่งเมือง”และจัดแต่งแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงทุกปี ๓.๒.๔ พิธีกรรมการถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่าน ในอตีต จากที่ปรากฏในตํานานพื้นเมืองต่างๆ ของเมืองน่าน ได้กล่าวถึงพิธีกรรมการ แกล้มเลี้ยงผีอารักษ์หลวงเมืองน่านที่ถือว่าเป็น “มิ่งเมือง” ไว้อย่างละเอียด แสดงถึงความสําคัญของ พิธีกรรมนี้ที่มีต่อกษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่านตลอดจนถึงขุนนางไพร่บ้านพลเมือง รวมถึงเมื่อกษัตริย์หรือ เจ้าเมืองทุกพระองค์เมื่อขึ้นเสวยเมืองน่านจะต้องทําพิธีแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงเมืองน่านก่อนเข้า ภายในเวียง(กําแพงล้อม) มีการกัลปนา “ข้าผี” ให้กับ “โรงไชย” ไว้เหมือน “ข้าวัด” ที่ให้ไว้กับวัด หลวงของเมืองโรงไชย (ศาล) เหล่านี้จะมีตั้งอยู่ดั้งเดิมตามหัวเมืองต่างๆ และที่สร้างขึ้นไว้ภายในเวียง หรือบริเวณรายรอบเวียงน่าน ส่วนข้าผีอารักษ์เหล่านี้จะงดเว้นจากการเกณฑ์ต่างๆ ไม่ต้องเสียส่วยเสีย ค่านาภาษีการแกล้มเลี้ยงจะมีการแกล้มเลี้ยงประจําปีเรียกว่า “ปางปี” กับการแกล้มเลี้ยงยามมีสิ่ง ผิดปกติเกิดขึ้นภายในบ้านเมือง อารักษ์หลวงเมืองน่านที่เป็นผีอารักษ์หลวงประจําเมือง ซึ่งการแกล้ม เลี้ยงประจําปีจะใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเมื่อชะตาเมืองขาด ดังแกล้มเลี้ยงชะตาเมืองขาดใช้เงิน ๓๐๐ เงินหากแกล้มเลี้ยงประจําปีใช้เงิน ๘๐ เงิน๙ อารักษ์หลวงแต่ละแห่งก็มีวันที่แกล้มเลี้ยงต่างกันไป แต่ ด้วยในเอกสารตํานานพื้นเมืองน่านไม่ได้ระบุวันเดือนที่แกล้มเลี้ยง จึงต้องเก็บข้อมูลจากบางแห่งที่ ยังคงปฏิบัติสืบมาจนถึงป๎จจุบัน เช่น อารักษ์หลวงพญาป๎ว แกล้มเลี้ยงปางหก (เดือน ๖) เป็นต้น อารักษ์หลวงเมืองน่านที่ปรากฏหลักฐานบันทึกในตํานานพื้นเมืองน่าน และมีการแกล้มเลี้ยงมาแต่ โบราณกาลมีจํานวน ๑๔ โรงไชย(หอผีอารักษ์) ดังนี้ คือ ๑) อารักษ์หลวงเจ้าพญาปัว เจ้าพญาป๎ว หรือ เจ้าอาชญาป๎ว หมายถึง กษัตริย์และเจ้า เมืองที่ปกครองเมืองป๎วหรือเป็นราชวงศ์ภูคาทุกพระองค์ แต่กลุ่มพญาป๎วหลักมี ๑๑ องค์ คือกษัตริย์ ป๎ววและน่านในราชวงศ์ภูคา ตั้งแต่พระญาไสยศ (ไสยก) มาจนถึงพระญาผาแสง กษัตริย์แคว้นน่าน ราชวงศ์ภูคาองค์สุดท้าย ดังตํานานพื้นเมืองน่านระบุว่า “...ท้าวพระญาอันกินเมืองน่าน ตั้งแต่ พระญาสรีจันท์ตราบเถิงพระญาผาแสง หากเปนปริวารแก่พระญาไสยกชู่ตนแล...” ๑๐ ๘ สรัสวดี อ๋องสกุล (ปริวรรต), พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด, หน้า ๖๖ - ๖๗. ๙ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และศรีธน คําแปง (ปริวรรต), พื้นนาเมืองน่านและคาวทางเมืองน่าน ต้นฉบับวัดหัวข่วง ต าบลในเวียง อ าเภอเมือง จังหวัดน่าน, หน้า ๗. (เอกสารอัดสําเนา). ๑๐ สรัสวดี อ๋องสกุล (ปริวรรต), พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด, หน้า ๖๔.
๕๒ เจ้าหลวงเมืองน่านจัดขันไปต้อนรับเจ้าพญาป๎วที่โรงไชย ประกอบด้วยเงินเลี้ยง ๑๕๐ เงิน๑๑(ตระกูลเงินธ็อกน่าน) เทียน ๓ คู่ หมาก ๓ ขด(ไหม) เหล้าหนึ่งพัน(๑ขวด) ดอกไม้สีแดง น้ํา จันทน์ น้ํามะพร้าว โภชนะอาหาร๑๒ ของแกล้มอารักษ์หลวงเจ้าพญาป๎วประกอบด้วย ข้าวแก้วหนึ่งหมื่น(ข้าวแก้วหนึ่งหาบ) ข้าวกุ่มหนึ่งหมื่น(ข้าวกุ่มหนึ่งหาบ) ข้าวชารสหนึ่งหมื่น(ข้าวชารสหนึ่งหาบ) หน่อกล้วยตีบน้อย ๑ หน่อ หน่อกล้วยตีบคํา ๑ หน่อ หน่อกล้วยจันทน์ ๑ หน่อ ต้นกล้วยจันทน์ ๑ ต้น เงินใส่ขัน ๓๐๐ เงิน (ตระกูลเงินท๊อกน่าน) กู๊ พิมเสน กํายาน จันทน์ เทียนน้อย ๔๐ เล่ม เทียนค่าคิงเจ้าหลวงเมืองน่าน (เที่ยนที่ทําด้วยขี้ผึ้งแท้ใส้เทียนทําด้วยด้ายฝูายทําไส้ยาวเท่าความสูงของเจ้าหลวงเมืองน่าน) ๑ เล่ม เทียนค่าคิงเจ้านายในราชตระกูลทุกองค์องค์(เที่ยนที่ทําด้วยขี้ผึ้งแท้ใส้เทียนทําด้วยด้ายฝูายทําไส้ยาว เท่าความสูงของเจ้านายในราชตระกูลแต่ละองค์) องค์ละ ๑ เล่ม หอก ๓ ด้าม ดาบ ๓ ด้าม ลา ๓ ด้าม หน้าไม้ ๓ คัน สีนาด(ปืนเล็ก) ๓ กระบอก แพน ๑ คู่ หมาก ๓ ขด(ไหม) เหล้าหนึ่งพัน (เหล้าหนึ่งขวด) ดอกไม้สีแดง น้ําจันทน์(น้ําหวาน) น้ํามะพร้าว โภชนะอาหาร ขันหมาก ๓ ขัน ขันเก๊า(ขันต้น)ภายในขันใส่ต้นปูนทองคํา อูบนวดทองคํา(ผอบนวด ทองคํา) ซองพลูทองคํา ช้อนทองคํา แปุงเหล้าทองคํา(แก้วเหล้าทองคํา) อย่างละ ๑ อัน ปากกําเหล้า ไหทองคํา(โหลเหล้าทองคําหรือไหทองคํา) ๓ อัน เขาควายทองคํา(เขาควายย้อมสีทอง) ๑ คู่ ขันกลาง ภายในขันใส่ต้นปูนนาก ซองพลูนาก อูบนวดนาก(ผอบนวดนาก) จอกเหล้านาก(แก้วเหล้านาก) ปากคําเหล้านาก(โหลเหล้านาก) อย่างละ ๑ อัน ขันปลายภายในขันใส่ต้นปูนเงิน ซองพลูเงิน แปุง เหล้าเงิน(แก้วเหล้าเงิน) สลอบลายเงิน(ขันเงินที่มีลวดลาย) แปูนเงิน ปากกําเหล้าเงิน(โหลเหล้าเงิน) และผ้าปกขัน(ผ้าปิดขัน) อย่างละ ๑ อัน ผ้าเช็ดหน้า ๓ ผืน ขันหมากรั้วโรง๑๓(ขันหมากข้างรั้วศาล) ๔ ขันภายในใส่ต้นปูนงา ๓ ต้น ซองพลูงา ๓ ซอง อูบนวด(ผอบงวด) งา ๓ ถ้วย งาใส่หมาก ๓ ใบ เครื่องรั้วโรง(เครื่องที่วางข้างรั้วศาล)ประกอบด้วย น้ํา ต้นดิน(คนโทดินเผา) ๒ ใบ น้ําต้นดิน(คนโทดินเผา)ตั้งกับเครื่องแกล้ม ๓ ใบ น้ําต้นดิน(คนโทดินเผา)ตั้ง ที่รั้วโรง ๓ ใบ เครื่องอาสนะมีสาดอ่อน(เสื่ออ่อน) สาดหวาย(เสื่อหวาย) สะลีแฮ(ฝูกไหม) สะลีแฮแดง (ฝูกไหมแดง) หมอนผา(หมอนพิง) หมอนแฮกา(หมอนผ้าไหม) ผ้าท่อนหลวง(ผ้าพับใหญ่) ผ้าท่อน(ผ้า พับเล็ก) และเสื้อกาสา อย่างละ ๑ อย่าง๑๔ เครื่องแก้มอารักษ์หลวงเจ้าพญาป๎วอีกฉบับมีข้าวของที่ใช้จํานวนมากกว่าฉบับแรก อีกทั้ง มีผู้ที่ร่วมแกล้มเลี้ยงหลัก ๓ เมือง คือ เจ้าหลวงเมืองน่าน เจ้าเมืองป๎ว และเจ้าเมืองควาง ปางป๎วเจ้า ๑๑ เงินท๊อกน่าน เป็นเงินตราของล้านนาทําจากโลหะผสมเป็นเงินเปอร์เซ็นไม่สูงนัก เหตุที่เรียกว่าท๊อก น่านก็เพราะเชื่อกันว่าศูนย์กลางในการผลิตเงินท๊อกชนิดนี้อยู่ที่เมืองน่าน ๑๒ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และศรีธน คําแปง (ปริวรรต), พื้นนาเมืองน่านและคาวทางเมืองน่าน ต้นฉบับวัดหัวข่วง ต าบลในเวียง อ าเภอเมือง จังหวัดน่าน, หน้า ๖ – ๗. (เอกสารอัดสําเนา). ๑๓ รั้วโรง หมายถึง เขตราชวัตรที่ประกอบพิธีบวงสรวง ๑๔ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๓๑–๑๓๒.
๕๓ หลวงเมืองน่านให้เส้นการนําเครื่องแกล้มจากคุ้มหลวงไปแกล้มเลี้ยง ประกอบด้วยเงิน ๑๕๐ เงิน (ตระกูลเงินท๊อกน่าน)ใส่ขัน ๗๒ เงิน ขี้ผึ้ง ๓,๐๐๐(๓ โหล) น้ํามัน ๓,๐๐๐(๓ ลิตร) สีสาย(ฝูายเส้นที่ทํา เป็นเกลียวเหมือนเส้นในเทียน) ๓๐๐ กู้(คู่) หมากตั้ง ๑๕,๐๐๐(๑๕๐ หัว) เบี้ยตั้ง(หอยเบี้ย) ๑๕,๐๐๐ ผ้าขาว ๓ ฮํา(ม้วน) กําเหล้าไห(เม็ดแปูงหัวเชื้อไว้หมักเหล้าขาว) ๙ เล่ม(กํา) เหล้าจ่าย(เหล้าขาว) ๑๕,๐๐๐(๑๕๐ ขวด) เหล้าเด็ด(เหล้าขาวต้มน้ําแรก) ๗,๕๐๐(๗๕ ขวด) เหล้าปอน(สาโท) ๓,๗๕๐(๓๗ ขวดครึ่ง) ปลาส้า(ส้าปลา) ๑ ขัน กล้วยตั้ง ๓ ลูก มะพร้าวห่าม(มะพร้าวทึนทึก) ๘ ลูก กล้วยตั้ง ๓ หวี อ้อย ๙ ท่อน หญ้าช้าง ๓ หมวด(หอบ) ข้าวคั่ว ๑๕,๐๐๐(๑หาบครึ่ง) ข้าวหัว ๗,๕๐๐(๗ กก.ครึ่ง) ข้าวจ้าวสารพัด ๑๐๐๐(๑ โล) เหล้าไห ๓ ไห ไก่ ๙ คู่ ข้าวช้างม้า ๓,๐๐๐( ๓ กก.) ไข่ ๖ ลูก เหมี้ยง (ใบชาอัสสัมปุา)๑๕ ๓๐๐ นวด ๓ ตอง กู๊ พิมเสน กํายาน จันทน์ขาว จันทน์แดง พริกน้อย(พริกเม็ด เล็ก) ๓๐๐ (๓ ขีด) หัวบั่ว(หอมแดง) ๓๐๐(๓ ขีด) หัวเทียม(กระเทียม) ๓๐๐(๓ ขีด) และเกลือ ๑,๐๐๐ (๑ กก.) ของแกล้มเลี้ยงจากเจ้าเมืองป๎ว (เจ้าแคว่นป๎ว) ขี้ผึ้ง ๑,๐๐๐(๑โหล) เงิน ๕๐ เงิน(ตระกูล เงินท๊อกน่าน) น้ํามัน ๑๐๐(๑๐๐ มล.) สีสาย(ฝูายเส้นที่ทําเป็นเกลียวเหมือนเส้นในเทียน) ๑๐๐ กู้(คู่) หมาก ๒ หัว ๗ ไหม เหล้าจ่าย(เหล้าขาว) ๕,๐๐๐(๕ขวด) เหล้าเด็ด(เหล้าขาวต้มน้ําแรก) ๕,๕๐๐(๕ ขวดครึ่ง) เหล้าปอน(สาโท) ๑,๒๕๐(๑ ขวดกับอีก ๒๕๐ มล.) เหล้าไห ๓ ไห กําเหล้า(เม็ดแปูงหัวเชื้อ ไว้หมักเหล้าขาว) ๓ กํา ควาง ๖ มู ข้างตั้งผึ้ง ๓,๐๐๐(๓ โหล) ข้าวหัว ๕,๐๐๐(๕ กก.) และไก่ ๓ คู่ ของเจ้าเมืองควาง (เจ้าแคว่นควาง) ขี้ผึ้ง ๕,๐๐๐(๕ โหล) น้ํามันงา ๕๐ (๕๐ มล.) สีสาย (ฝูายเส้นที่ทําเป็นเกลียวเหมือนเส้นในเทียน) ๕๐ กู้(คู่) ไก่ ๓ คู่ ข้าว ๓,๐๐๐(๓ กก.) เหล้า ๓ ขวด เผือก ๑ ไห แตง ๓ ลูก ลูกเดือย ๓ ช่อ ถั่ว ๓ มัด หมาก ๕ ไหม และพลู ๑ มัด๑๖ คนชาวการที่ไปเลี้ยงให้เบี้ย ๖๐๐ หมาก ๖ ไหมทุกคน ส่วนคําถวายแกล้มเลี้ยงอารักษ์ หลวงเจ้าพญาป๎วมีหลายสํานวน ๒) อารักษ์หลวงเจ้าพญาแพน อาสนะอารักษ์หลวงพระญาแพน มีสาดอ่อน(เสื่ออ่อน) สาดหวาย(เสื่อหวาย) สะลีผ้าแดง(ฝูกผ้าแดง) สิ่งละ ๑ อย่าง หมอนแดง ๒ ลูก ผ้ากาบอ้อยแซงซ่ํา(ผ้า ไหมสีกาบอ้อย) เสื้อนีพาเทศแดง๑๗ (ผ้านําเข้าจากต่างประเทศสีแดง) อย่างละ ๑ ผืน เครื่องให้แก่นางพี่ (ร่างทรง) ของอารักษ์หลวงพระญาแพน มีซิ่น(ผ้าถุง)ทะเหลี่ยม สันระ ชาเกลือ ผ้าใบกาสา ปฺอมหมาก ต้นปูนตองดํา นวดเบ้อ(นวดลาย) สิ่งละ ๑ อย่าง เบี้ยตั้ง ๓๐,๐๐๐ ผ้า ขาว ๓ ฮํา(ม้วน) สาดหวาย(เสื่อหวาย) ๓ ผืน เครื่องแกล้มเลี้ยง แต่งดาสะโตก(เตรียมของบนขันโตก) ๓ สํารับ ควาย ๑ ตัว หมูปิ้ง ๑ ตัว และด้าม หรือกวางคํา(หมา) ๑ ตัว พบที่ไหนให้จับเอาที่นั้น และจํายาม(ไก่) ๒ คู่ นอกนั้นมีผักนึ่ง ปลาส้า(ส้าปลาดิบหรือยําปลาดิบ) หมากเขือส้า(ส้ามะเขือดิบหรือยํา มะเขือดิบ) อย่างละ ๑ สํารับ พริกน้อย(พริกเม็ดเล็ก) ๓ ห่อหนักห่อละ ๑๐๐(๑ ขีด) หัวบั่ว(หอมแดง) ๑๕ เหมี้ยง คือใบชาใบชาอัสสัมปุาที่นํามาผ่านกระบวนการนึ่งแล้วนําไปหมัก ๑๖ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๕. ๑๗ เทศ ในที่นี้หมายถึงผ้านําเข้าจากต่างประเมศ
๕๔ ๓๐๐(๓ ขีด) หัวเทียม(กระเทียม) ๑๐๐(๑ ขีด) ขิง ๕,๐๐๐(ครึ่งกก.) ข้าวจ้าว ๑,๐๐๐(๑ กก.) ข้าวจ้าว ๑๕,๐๐๐(๑ หาบครึ่ง) ข้าวคั่ว ๓๐,๐๐๐(๓ หาบ) ข้าวช้างม้า ๓,๐๐๐(๓ กก.) งา ๑ ขัน ไข่ไก่ ๖ ฟอง ไข่เป็ดจีน ๓ แผ่น อ้อย ๙ ท่อน หญ้าช้าง ๓ หมวด(หอบ) นวด ๓ ตอง เหมี้ยง(ใบชาอัสสัมปุา) ๓๐๐ เหล้าจ่าย(เหล้าขาว) ๓๐,๐๐๐(๓๐ ขวด) เหล้าเด็ด(เหล้าขาวต้มน้ําแรก) ๑๕,๐๐๐(๑๕ ขวด) เหล้าปอน(สาโท) ๗,๕๐๐(๗ ขวดครึ่ง) เหล้าไห ๓ ไห กล้วยตั้ง ๓ หวี กล้วยห่าม(กล้วยใกล้สุก) ๘ หวี กล้วยตั้ง ๖ ลูก มะพร้าวห่าม(มะพร้าวทึนทึก) ๘ ลูก เครื่องแกงแค หยวก ๓ ท่อน ข่า ๓ ปม หนัง ๓ แผ่น ปลาร้า ๒๐๐(๒ ขีด) ข้าวคั่ว พลูนก ตะไคร้ ใบงั่ว ชะอม หลัวครัว(ฟืนทําครัว) ๖ หาบ หลัวโคน(เชื้อไฟ) ๖ แบก ขวาน ๑ ด้าม ผ้าขาว ๑ ผืน พอกหัวช้างสับ อ่าง ๑ ลูก กระด้ง ๑ ใบ หม้อแกง ๓ ใบ ไห ๓ ลูก น้ําถุ้ง(น้ําถุ้งตักน้ํา) ๓ ลูก กระบวย ๓ ลูก ปูาก(ทัพพี) ๓ คัน(ด้าม)๑๘ เครื่องอารักษ์หลวงพญาแพน มีหมอน สะลี(ฝูก) ขันหมาก ขันเหล้า(แก้วเหล้า) ต้นปูนเงิน ซองพลูเงิน ช้อนเงิน ผ้า เสื้อ สาดหวายแขบแดง(เสื่อหวายขอบแดง) สาดเยียนแขบแดง(เสื่อเยียนแถบ แดง) ถู่(ตะเกียบ)เงินปากแง่ม ไม้ควักหูเงิน(ไม้แคะหู) ไม้จิ้มเขี้ยวเงิน(ไม้จิ้มฟ๎นเงิน) อูบ(ผอบ)นวดเงิน น้ําต้นดิน(คนโทดินเผา) และวี(พัด) สิ่งละ ๑ อย่าง สลุงเงิน(ขันเงิน) สะโตกหาง ผ้าปกขัน(ผ้าปิดขัน) และปากกําเหล้าเงิน(โหลเหล้าเงิน) อย่างละ ๑ คู่ เครื่องตั้งมีเบี้ย ๑๐,๐๐๐ ให้เป็นเบี้ยจริงไม่ให้ใช้เงินหรือหมากแทน หมากหมื่น เทียนเงิน เทียนทองคํา ๑ คู่ หนักเล่มละ ๑๐๐(๑ บาท) มะพร้าว ๔ คู่ ขี้ผึ้ง ๒,๐๐๐(๒ โหล) สีสาย ๒๐๐กู้(คู่) จันทน์ขาว จันทน์แดง หมากจ่าย ๔ หัว เหล้าหมื่น(เหล้าขาว ๑๐ ขวด) ข้าวหมื่น(ข้าว ๑หาบ) ช่อแดง ๑ ผืน ผ้าแดงมุงหยับ ๑ ฮํา(ม้วน) ผ้าขาว ๑ ฮํา(ม้วน) ฝูาย ๑ กั้น เครื่องเกียรติยศ มีอะม็อก(ปืนใหญ่มี สายฉนวน) ๑ กระบอก สีนาด(ปืน) ๒ กระบอก หอก ๒ ด้าม ดาบ ๒ ด้าม ลา ๒ ด้าม กุบหงสา(หมวก นักรบ) ๑ ใบ และหมวกหนัง ๒ ใบ๑๙ ๓) อารักษ์หลวงหอหลวง อารักษ์ผีหอหลวง หรือ ผีหลวง เป็นผีปูุย่าประจําราชตระกูล ของเจ้านายภายในราชวงศ์ของเมืองน่าน ไม่ปรากฏบันทึกช่วงเวลา วิธีการ และเครื่องแกล้มเลี้ยง ประจําในแต่ละปี แต่มีการกล่าวถึงเมื่อมีการผิดผีของเจ้านายในราชตระกูล จะต้องทําพิธีแกล้มเลี้ยงผี หอหลวง ดังปรากฏหลักฐานในอาณาจักรหลักคํา กฎหมายของเมืองนครน่านกล่าวว่า “...คันว่าใน ราชกระกูลเข้าในผีหอหลวง ซ้ําหื้อได้แปลงผีหลวงแถม ๒๕๐๐ ธ็อก ขุนกินย่าต่อกึ่ง...” ๒๐ ๔) อารักษ์พระญาครานเมือง ให้เจ้าหลวงเมืองน่านประทานเงิน ๓ เล้ม (คลัง) เครื่องใส่ ขัน(เครื่องใส่ในพาน) มีขี้เผิ้ง ๓,๐๐๐(๓ โหล) น้ํามัน ๓๐๐ สีสาย(ฝูายเส้นที่ทําเป็นเกลียวเหมือนเส้น ในเทียน) ๓๐๐กู้(คู่) ผ้าขาว ๑ ฮํา(ม้วน) ไก่ ๙ คู่ ข้าวคั่วหมื่นห้าพัน(ข้าวคั่ว ๑ หาบครึ่ง) ข้าวหัว ๗,๕๐๐(๗กก.ครึ่ง) ข้าวจ้าวพัน(ข้าวเจ้า ๑ กก.) ข้าวช้างม้า ๓,๐๐๐(ข้าวให้ช้าให้ม้า ๓ กก.) งา ๓ ขัน ๑๘ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๓๓. ๑๙ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๘. ๒๐ ภูเดช แสนสา, คร่าว กฎหมาย จารีต ต านาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ล้านนา, หน้า ๔๘.
๕๕ ไข่ ๖ ฟอง ไข่เป็ด ๓ ฟอง อ้อย ๙ ท่อน เหล้าจ่าย(เหล้าขาว) ๑๕,๐๐๐(๑๕ ขวด) เหล้าเด็ด(เหล้าขาว ต้มน้ําแรก) ๗,๕๐๐(๗ ขวดครึ่ง) เหล้าปอน(สาโท) ๓,๗๕๐(๓ ขวดกับอีก ๗๕๐ มล.) เหล้าไห ๓ ไห กําเหล้าไห(เม็ดแปูงหัวเชื้อไว้หมักเหล้าขาว) ๙ เล่ม หมาก ๑ หัว เหล้าพัน(เหล้าขาว ๑ ขวด) หมาก ขึ้น ๓ หัว หมากตัด ๑ หัว ตั้งชาวการที่ไปแต่งเครื่องแก้มเลี้ยงให้ทุกคน คือ เบี้ย ๖๐๐ หมาก ๖ ไหม และเหล้า ๒๕๐ ขุนเมืองจ่ายให้ชาวการและเครื่องแก้มเลี้ยง ประกอบด้วย พิมเสน กํายาน อย่างละ ๒ จันทน์ ขาว จันทน์แดง ปลาส้า(ส้าปลาดิบ) มะพร้าวตั้ง ๖ ลูก มะพร้าวห่าม(มะพร้าวทึนทึก) ๖ ลูก กล้วยตั้ง ๔ หวี กล้วยห่าม(กล้วยใกล้สุก) ๘ หวี ควาง ๓ มู หลัว(ฟืน) ๓ หาบไว้ที่แต่ง พริกน้อย(พริกเม็ดเล็ก) ๓๐๐(๓ ขีด) พริกห่อ ๓๐๐(๓ ขีด) ขิง ๓๐๐(๓ ขีด) หัวบั่ว(หอมแดง) ๓๐๐(๓ ขีด) เทียม(กระเทียม) ๓๐๐(๓ ขีด) เหมี้ยง(ใบชาอัสสัมปุา) ๓๐๐ หัวเผือก ๑ ไห หัวมัน ๑ ไห ถั่ว ๑ ไห ลูกเดือย ๓ ช่อ ข้าว หมาก ๓ ห่อ หญ้าช้าง ๓ หมวด(หอบ) นวด ๓ ตอง ขันหมาก ๓ ขัน ข้าวตอกดอกไม้ ๓ แถว เทียน น้อย ๖๐ เล่ม เทียนค่าคิงเจ้าหลวงเมืองน่าน(เที่ยนที่ทําด้วยขี้ผึ้งแท้ใส้เทียนทําด้วยด้ายฝูายทําไส้ยาว เท่าความสูงของเจ้าหลวงเมืองน่าน) ๓ เล่ม แล้วนําขี้ผิ้งมาป๎้นเป็นรูปคน ๖๐ คน ช้าง ๒๕ เชือก ม้า ๓๐ ตัว สิงห์ ๖ ตัว ลวง ๖ ตัว ไก่ ๖ ตัว ควาย ๖ ตัว และเรือ ๖ ลํา เครื่องอาสนะ มีผ้ากาสา อูบนวด(ผอบนวด) ต้นปูนตองดํา สาดอ่อน(เสื่ออ่อน) สาดหวาย (เสื่อหวาย) สะลีผ้าแดง(ฝูกผ้าแดง) ผ้ากาบแซงซ่ํา(ผ้าไหมสีกาบอ้อย) เสื้อนีพาแดงน่าน และสาดหวาย (เสื่อหวาย) สิ่งละ ๑ อย่าง หมอนแดง ๒ ลูก เบี้ยตั้งสามหมื่น ผ้าขาว ๓ ฮํา(ม้วน) เครื่องแกล้มคอ ๓ ผืน สะโตก(ขันโตก) ๓ ลูก ควาย ๑ หลัง (ตัว) ด้วง (หมู) ๑ ตัว จํายาม (ไก่) ๖ คู่ ผักนึ่ง ปลาส้า หมากเขือส้า(ส้ามะเขือดิบ) พริกน้อย ๓ ห่อห่อละ ๑๐๐(๑ ขีด) พริกห่อ ๕๐๐(๕ ขีด) หัวบั่ว(หอมแดง) ๓๐๐(๓ ขีด) ขิง ๕๐๐(๕ ขีด) เกลือ ๕๐๐(๕ ขีด) ข้าวจ้าว ๑,๐๐๐(๑ กก.) ข้าวหัวหมื่นห้าพัน(ข้าวหัว ๑ หาบครึ่ง) ข้าวคั่วสามหมื่น(ข้าวคั่วสามหาบ) ข้าวช้างม้า ๓,๐๐๐(๓ กก.) งา ๑ ขัน ไข่ ๖ ฟอง ไข่เป็ดจีน ๓ แผ่น อ้อย ๙ ท่อน หญ้าช้าง ๓ หมวด(หอบ) นวด ๓ ตอง เหมี้ยง(ใบชาอัสสัมปุา) ๓๐๐ เหล้าจ่ายสามหมื่น(เหล้าขาวสามสิบขวด) เหล้าเด็ดหมื่นห้าพัน(เหล้าขาว ต้มน้ําแรกห้าขวด) เหล้าปอน(สาโท) ๗,๕๐๐(๗ ขวดครึ่ง) เหล้าไห ๓ ไห กล้วยตั้ง ๓ หวี มะพร้าว ๓ ลูก มะพร้าวห่าม(มะพร้าวทึนทึก) ๖ ลูก หลัวครัว(ฟืนทําครัว) ๙ หาบ หลัวโคน(เชื้อไฟ) ๖ แบก ขวาน ๑ ด้าม ผ้าขาว ๑ ผืน พอกหัวช้างสับ อ่าง ๑ ลูก กระด้ง ๑ ใบ หม้อ ๓ ลูก ไห ๓ ลูก น้ําถุ้ง(น้ําถุ้งตัก น้ํา) ๓ ลูก กระบวย ๓ ลูกและปูาก(ทัพพี) ๓ คัน เครื่องแกงแค มีหยวกกล้วย ๓ ท่อน ข่า ๙ ปม หนัง ๓ แผ่น ปลาร้า ๓๐๐(๓ ขีด) ข้าวคั่ว พลูนก ตะไคร้ ใบวัว และชะอม ๕) อารักษ์หลวงเจ้าพญาแก้ว เจ้าหลวงเมืองน่านจัดให้คนมีของฝากไปต้อนรับอารักษ์ หลวงพญาแก้วที่โรงไชยประกอบด้วยเทียน ๒ คู่ หมาก ๒ ขด(ไหม) พลู ๒ สวย เหล้า ๑,๐๐๐(๑ขวด) ดอกไม้ ๑,๒๐๐ น้ํากู๊(น้ําหอม) น้ําจันทน์ น้ํามะพร้าว และโภชนะพร้อมทุกอย่าง๒๑ ๒๑ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และศรีธน คําแปง (ปริวรรต), พื้นนาเมืองน่านและคาวทางเมืองน่าน ต้นฉบับวัดหัวข่วง ต าบลในเวียง อ าเภอเมือง จังหวัดน่าน, หน้า ๖. (เอกสารอัดสําเนา).
๕๖ เครื่องแกล้มเลี้ยง ประกอบด้วยขันดี ๑ ขัน ภายในใส่อูบนวดทองคํา ซองพลูคํา ช้อนคํา ต้นปูนนาก สลอบนาก(ขันนาก) อย่างละ ๑ อย่าง ปากหลี้คํา(เหยือกทองคํา) ปากหลี้เงิน(เหยือกเงิน) และไม้ถู่(ตะเกียบ) อย่างละ ๑ คู่ เงินใส่ขัน ๓๐๐ เงิน(สกุลเงินธ็อกเมืองน่าน) ผ้าปกขัน(ผ้าปิดขัน) ๑ ผืน ขันเครื่องเงิน ๑ ขัน ภายในใส่กําคําปากกําเงิน ต้นปูนเงิน สลอบเงิน ช้อนเงิน ซองพลูเงิน ควาย เขาคํา(เขาควายทาสีทอง) และควายเขาเงิน(เขาควายทาสีเงิน) สิ่งละ ๑ อย่าง ท่อกล้องยาเงินและไม้ถู่ เงิน(ตะเกียบเงิน) อย่างละ ๑ คู่ ทําเป็นกรวยเงินคลอบขันเครื่องเงิน อูบ(ผอบ)นวดเงิน ขันหมาก ผ้า กาสา เสื้อกาสา หมอนแฮแดง(ผ้าไหมแดง) หมอนแฮเหลือง(หมอนไหมเหลือง) สิ่งละ ๑ อย่างสะโตก หาง(ขันโตกทาสีชาด) ผ้าปกขันขาว(ผ้าปิดขันสีขาว) ผ้าท่อน ผ้าขาว ผ้าแดง สีนาด หอก ลา สาดเยียน (เสื่อเยียน) สาดหวาย(เสื่อหวาย) สะลีขาวที่นั่ง(ฟูกขาวทําเป็นที่นั่ง) และเบ้ายาเงิน อย่างละ ๑ คู่ ขันหมากพวกน้อย ภายในใส่ต้นปูนเงิน สลอบเงิน(ขันเงิน) ช้อนเงิน ขันข้าว ผ้าปกขันข้าว(ผ้าปิดสํารับ ข้าว) ผ้าไหมตาเหล้ม และเสื้อกาสา สิ่งละ ๑ อย่าง ขันหมอเตรียมที่ของอารักษ์หลวงพญาแก้ว มีต้น ปูนเงิน ๑ ต้น สลอบเงิน ๑ ใบ เหล้า ๕๐๐(ครึ่งขวด) หมาก ๑ ขด และเทียน ๑ คู่ นอกนั้นแล้วแต่จะ จัดให้เพิ่มเติม๒๒ ๖) อารักษ์หลวงช้างเผือก วันแก้มเลี้ยงอารักษ์หลวงช้างเผือกใช้เงิน ๓๑๕ เงิน(สกุลเงิน ธ็อกเมืองน่าน) เจ้าหลวงเมืองน่านมีของฝากไปต้อนรับอารักษ์หลวงช้างเผือกที่โรงไชย(ศาล) มีเทียน ๒ คู่ หมาก ๒ ขด มะพร้าว ๒ ตั้ง เหล้าพัน(เหล้าขาว๑ขวด) น้ําจันทน์(น้ําหวาน) โภชนะอาหาร และ ข้าวตอกดอกไม้๒๓ เครื่องมิ่งเมืองแก้มเลี้ยงอารักษ์หลวงเจ้าช้างเผือก พระญาเจ้าตนพ่อประกอบด้วย ควาย เขาเงินเขาคํา(เขาควายทาสีทอง) ๑ คู่ ต้นปูนเงิน สลอบเงิน(ขันเงิน) ซองพลูนาก ช้อน ซองพลูงา อู บนวดเงิน(ผอบนวดเงิน) ขันดี สะโตกหาง(ขันโตกมีขา) ผ้าเทศ(ผ้านําเข้าจากต่งประเทศ) เสื้อเทศ(เสื้อ นําเข้าจากต่างประเทศ) เสื้อมังรุ่ง ผ้ากาสา ผ้าท่อน สาดหวาย(เสื่อหวาย) และสาดเยียนแขบแดง(เสิอ เยียนแถบแดง) สิ่งละ ๑ อย่าง ไม้ถู่นาก(ตะเกียบนาก) ๑ คู่ ไม้ถู่เงิน(ตะเกียบเงิน) ๑ คู่ ผ้าขาว ๑ ฮํา (ม้วน) เครื่องอาสนะพระญาเจ้าตนพ่อ มีสาดอ่อน ๑ ผืน สาดหวาย(เสื่อหวาย) ๑ ผืน สะลีแฮ(ฟูกไหม) และหมอนผา(หมอนพิง) เครื่องแก้มเลี้ยงพระญาเจ้าตนลูก ประกอบด้วยต้นปูนนาก สลอบนาก(ขัน นาก) ช้อนนาก อูบ(ผอบ)นวดนาก ซองพลูงา สาดเยียนแขบแดง สาดหวาย(เสื่อหวาย) ผ้าเทศ(ผ้า นอก) เสื้อเทศ(เสื้อนอก) ผ้ากาสี และขันหมาก สิ่งละ ๑ อย่าง สีนาด ๑ คู่ หลี้เงิน(ลูกธนู) ๑ คู่ หอก ๑ ด้าม ดาบเชลยเขี่ยวเงิน ๑ คู่ ผ้าขาว ๑ ฮํา ผ้าแดง ๒ ฮํา ผ้ากั้งเทศ ๑ ผืน และสะโตกหาง ๑ ลูก อาสนะพระญาเจ้าตนลูก มีสาดอ่อน ๑ ผืน สาดหวาย ๑ ผืน สะลีแฮแดง หมอนผาแฮสกา(หมอนพิง ไหม) ๑ ลูก ผ้าท่อน ๓ ผืน เตรียมเครื่องให้นางพี่ที่นั่ง (ร่างทรง) อารักข์หลวงเจ้าช้างเผือก มีซ้าปฺอ ๒๒ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๓๕. ๒๓ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และศรีธน คําแปง (ปริวรรต), พื้นนาเมืองน่านและคาวทางเมืองน่าน ต้นฉบับวัดหัวข่วง ต าบลในเวียง อ าเภอเมือง จังหวัดน่าน, หน้า ๗. (เอกสารอัดสําเนา).
๕๗ มหาง(ตระกร้าเครื่องเงิน) ๑ ลูก เสื้อกาสา ๑ ผืน ซิ่นทะเลี่ยม(ผ้าถุง) ๑ ผืน ผ้าใบกาสา ๑ ผืน มีดน้อย (มีดพก)เขี่ยวเงิน ๑ ด้าม และต้นปูนเงิน ๑ ต้น๒๔ ๗) อารักษ์หลวงมิ่งเมือง อารักษ์หลวงมิ่งเมืองแต่โบราณอยู่มุมด้านหลังวัดมิ่งเมือง จนกระทั่ง พ.ศ.๒๕๒๘ ได้ย้ายเข้ามาไว้ภายในวัดมิ่งเมือง มีราชประเพณีว่าเมื่อท้าวพระญาองค์ใดมา ครองเมืองน่านครบ ๓ ปี ให้ตั้งหลักมิ่งเมือง (หลักมิ่ง) หรือปลูกมิ่งดเมือง เครื่องแกล้มเลี้ยงมิ่งเมืองให้ เจ้านายขุนนางจัดให้ครบอย่าให้ขาด ประกอบด้วยเบี้ย ๑,๓๐๐ เหล้าพัน(เหล้า ๑ ขวด) ตั้งช่างสับผู้ทําหน้าที่ฆ่าควายแก้มเลี้ยงมี ๒ ขัน เมื่อจะตั้งหลักมิ่งเมืองและแกล้มเลี้ยงมิ่ง เมืองให้แต่งนายแถวเอาสมบัติมาไว้แก่ขุนเมือง ให้ตั้งเครื่องแก้มน้อยหันหน้าลงท่าเรือแม่น้ําน่านเมื่อ จะอัญเชิญอารักษ์หลวงมิ่งเมืองที่ลงนางพี่ (ประทับร่างทรง) ลงจากโรงไชยแห่แหนเป็นขบวนไปท่าเรือ ให้มีเทียนเงิน ๓ คู่ เทียนนาก ๓ คู่ ข้าวตอกดอกไม้ หมาก ๓ ขด มะพร้าว ๓ ตั้ง เหล้า ๓,๐๐๐(เหล้า ๓ ขวด) เมื่อถึงท่าเรือให้แกล้มน้อยที่นั้นในคืนนั้น ถึงรุ่งเช้าจึงลําดับเรือแห่ล่องแม่น้ําน่านประกอบด้วย เรือตนลูกเจ้าพระญาแพนลงก่อนอันดับแรก พะทืนเรือผ้าแดง ช่อแดง ๒ ผืน ถัดมาเรือของเจ้าพระญา ตนพ่อล่องลงพะทืนเรือผ้าขาว ช่อสีขาว ๑ ผืน เรือขุนเมืองตาม เรือหมู่นายแถวตาม และเรือเหล้า เดิมให้ล่องถึงเมืองแล้วให้ล่องกลับด้วยเรือเปล่า เอาเครื่องแกล้มน้อยมารับที่ผาซะล้าน ๑ คืน ซึ่งใกล้ จะถึงเวียง รุ่งเช้าจึงจัดพนักงานแหนแห่ ประกอบด้วยหอก ดาบ ลาอะม็อก(ปืนใหญ่) สีนาด(ปืนเล็ก) หน้าไม้ พลุ ลาภา ปี่ห้อ แตรเหิน ฆ้อง กลอง ปี่เสพ พาทย์พิณ เครื่องท้าวพระญา (เครื่องราช กกุธภัณฑ์) มาต้อนรับเอาอารักษ์หลวงมิ่งเมืองที่ผาซะล้านแห่ล่องลงถึงโรงไชย(ศาล) หยุดพักอยู่นอก เวียงแล้วคณะที่แห่เดินทางกลับช่วงค่ํา เจ้าต่อขุนมอบหมาก พลู เหล้า ยาให้คณะแห่ทุกคน พักอยู่ นอกเวียง ๒ คืน เจ้าต่อขุนก็มาอัญเชิญอารักษ์หลวงมิ่งเมืองเข้าสู่โรงไชย (หอสาน) ภายในเวียง ช่วงเย็นแต่งแกล้มอารักษ์หลวงมิ่งเมืองที่โรงไชย เจ้าหลวงเมืองน่านจัดให้ขุนเมืองที่ไปแห่ อารักษ์เจ้ากลับเข้าเวียง มีข้าวตอกดอกไม้ และเทียน ๓ คู่ เครื่องแกล้มเลี้ยงมี ข้าวแก้วหมื่น(ข้าวแก้ว ๑ หาบ) น้ําข้ามกุ่มหมื่นน้ํา ข้าวราชารสหมื่น(ข้าวราชารส ๑หาบ) หน่อกล้วยตีบน้อย หน่อกล้วยตีบ คํา และหน่อกล้วยจันทน์อย่างละ ๑ หน่อ เงินใส่ขันข้าวตอก ๓๐๐ กู่(คู่) พิมเสน ชนักกํายาน จันทน์ เทียนน้อย ๖๐ เล่ม เทียนค่าคิงเจ้าหลวงน่าน(เที่ยนที่ทําด้วยขี้ผึ้งแท้ใส้เทียนทําด้วยด้ายฝูายทําไส้ยาว เท่าความสูงของเจ้าหลวงเมืองน่าน) ๘ เล่ม เทียนค่าคิงของเจ้านายราชตระกูลทุกองค์(เที่ยนที่ทําด้วย ขี้ผึ้งแท้ใส้เทียนทําด้วยด้ายฝูายทําไส้ยาวเท่าความสูงของเจ้านายราชตระกูลทุกองค์) องค์ละ๑ เล่ม หอกดาบ ลา หน้าไม้ และสีนาด อย่างละ ๓ ด้าม แพน ๑ คู่ ขันหมากจัดแต่ง ๓ ขัน ขันเก๊ามีต้นปูนทองคํา อูบ(ผอบ)นวดทองคํา ซองพลูทองคํา ช้อน ทองคํา แปุงเหล้าทองคํา(แก้วเหล้าทองคํา) ปากกําเหล้าทองคํา(โหลเหล้าทองคํา) และควายเขาคํา (เขาควายทาสีทอง) ๑ คู่ ขันกลางมีต้นปูนนาก แปุงเหล้านาก(แก้วเหล้านาก) กําเหล้านาก(โหลเหล้า นาก) ๓ กํา(โหล) ขันปลายมีต้นปูนเงิน อูบนวดเงิน(ผอบนวดเงิน) ซองพลูเงิน กําเหล้าเงิน(โหลเหล้า ๒๔ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๓๑.
๕๘ เงิน) ๓ กํา(โหล) สลอบลายเงิน(ขันลายเงิน) แปุงเหล้าเงิน(แก้วเหล้าเงิน) ช้อนเงิน ผ้าปกขัน(ผ้าปิดขัน) ๓ ผืน ผ้าเช็ดหน้า ๓ ผืน ขันหมากรั้งโรง ๓ ขัน ภายในใส่ต้นปูนงา ๓ ต้น ซองพลูงา ๓ ใบ อูบ(ผอบ)นวดงา ๓ ใบ ถ้วยงาใส่หมาก ๓ ใบ น้ําต้น(คนโท) ตั้งรั้วโรงมีน้ําต้นดิน(คนโทดินเผา) ๓ ต้น และน้ําต้น(คนโท)ที่ เครื่องแกล้มอีก ๓ ต้น๒๕ ๘) อารักษ์หลวงท้าวขาก่าน ท้าวขาก่าน เดิมเป็นเจ้าเมืองฝางแล้วมาเป็นเจ้าเมืองน่าน ระหว่าง พ.ศ.๒๐๑๗ – ๒๐๒๐ ได้เป็นผู้สร้างพระธาตุแช่แห้ง๒๖ เมื่อสิ้นชีวิตได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น อารักษ์หลวงท้าวขาก่าน มีเครื่องแกล้มประกอบด้วย เหล้าหมื่น ข้าวหมื่น เกลือพันน้ํา พริก ๕๐๐(๕ ขีด) ขิง ๕๐๐(๕ ขีด) หัวบั่ว(หอมแดง) ๕๐๐(๕ ขีด) หัวเทียม(กระเทียม) ๓๐๐(๓ ขีด) พริกน้อย(พริก เม็ดเล็ก) ๓๐ ผึ้ง ๕๐๐(ครึ่งโหล) หมาก ๕ หัว พลู ๑,๐๐๐ กู๊ จันทน์ ผ้าขาว ๑ ฮํา(ม้วน) ผ้าเทศ(ผ้า ต่างประเทศ) ๑ ผืน ผ้าโพกหัว ๑ ผืน วีกํามะลอ(พัดเหลือง) ๑ ด้าม ขัน ๔ ลูก ต้นปูนเหลือง ๑ ต้น ต้นปูนขาว ๓ ต้น สลอบขาว(ขันขาว) ๑ ใบ สลอบเหลือง(ขันเหลือง) ๑ ใบ อูบ(ผอบ)นวดเงิน ๓ ลูก อูบ(ผอบ)นวดเหลือง ๑ ลูก มะพร้าวแก่ ๔ ลูก สะโตก(ขันโตก) ๔ ใบ สาดหวาย(เสื่อหวาย) ๔ ผืน สาด อ่อน(เสื่ออ่อน) ๑ ผืน สลุง(ขัน) ๔ ใบ น้ําต้นดิน(คนโทดินเผา) ๒ ลูก กล้วย ๒ ต้น อ้อย ๒ เล่ม หอก ดาบ ลา ควาย ๑ หลัง (ตัว) และจํายาม (ไก่) ๒ คู่๒๗ ๙) อารักษ์หลวงแสนหาญ เครื่องแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงแสนหาญ มีผ้าท่อน เสื้อแร ดอกหลาย ขันหมาก ต้นปูนเงิน อูบ(ผอบ)นวดเงิน ซองพลูเงิน ช้อนเงิน สลอบ(ขัน) แปุงเหล้าเงิน(แก้ว เหล้าเงิน) ออมเหล้าพันน้ํา น้ําต้นดิน(คนโทดินเผา) กวมน้ําต้นเงิน ผ้าส่ายลาย ผ้าปกขัน(ผ้าปิดขัน) สะโตกหางมีต่างตอง(ขันโตกบนตั่งทอง) อูบข้าว(กล่องข้าว) วี(พัโ) และเบ้ายาเขี่ยวทองคํา สิ่งละ ๑ อย่าง ไม้ถู่เงิน(ตะเกียบเงิน) ๑ คู่ และถ้วย ๑๕ ใบ เครื่องหมอเทียม (ร่างทรง) มีขันหมาก ๑ ขัน ต้น ปูนเงิน ๑ ต้น แปุงเหล้าเงิน(แก้วเหล้า) ๑ ใบ๒๘ ๑๐) อารักษ์หลวงป่าเหมี้ยง เครื่องแกล้มอารักษ์หลวงปุาเหมี้ยง มีเงิน ๒๒ เงิน ขี้ผึ้ง ๑๐๐ น้ําเกลือ ๑,๐๐๐(๑ขวด) น้ําหมาก ๒,๐๐๐(๒ ขวด) และจันทน์กลีบ ๑๐ ป๎้น๒๙ เส้นแกล้มมิ่งเมืองของอารักษ์หลวงปุาเหมี้ยง มีดาบ สีนาด(ปืนเล็ก) ต้นปูนตองดําแขบ ปากเงิน(ต้นปูนทองดําแถบปากเงิน) ซองพลูเงิน สลอบเงิน(ขันเงิน) สลุงเงิน(ขันเงินใหญ่) สาดเยียน ๒๕ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๑๓–๑๑๕. ๒๖ สรัสวดี อ๋องสกุล (ปริวรรต), พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด, หน้า ๑๕, ๑๗. ๒๗ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๔๐. ๒๘ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๗. ๒๙ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และศรีธน คําแปง (ปริวรรต), พื้นนาเมืองน่านและคาวทางเมืองน่าน ต้นฉบับวัดหัวข่วง ต าบลในเวียง อ าเภอเมือง จังหวัดน่าน, หน้า ๗. (เอกสารอัดสําเนา).
๕๙ แขบแดง(เสื่อเยียนแถบแดง) ผ้าเทศ(ผ้านําเข้าจากต่างประเทศ) กู๊และจันทน์ สิ่งละ ๑ อย่าง อูบ (ผอบ)เหมี้ยง(ชาอัสสัมปุา)เงิน ช้อนเงิน ไม้ถู่เงิน(ตะเกียบ) ปากกําเหล้าเงิน(โหลเหล้าเงิน) และส้อม ดอกไม้เงิน(ช่อดกอกไม้เงิน) อย่างละ ๑ คู่ ควาย ๑หลัง (ตัว) เงินใส่ขัน ๑๐๐ เงิน เบี้ยหมื่น และหมาก หมื่น เครื่องแห่แหน มีพาทย์ ๑ โรง และปี่เสพ ๑ ชุม เครื่องแกล้มเลี้ยงอีก ๑ สํารับ มีข้าวจ่ายหมื่น(ข้าวจ่ายหนึ่งหาบ) เหล้าเด็ด(เหล้าขาวต้มน้ํา แรก) ๒,๐๐๐(๒ ขวด) กุบ(หมวก)สัพพะเหลียว ๑ใบ ขันหมาก ๒ ลูก สะโตกหาง(ขันโตกมีขา) ๑ ใบ ผ้าขาว ๑ ฮํา(ม้วน) ผ้าแดง ๑ ฮํา(ม้วน) น้ําต้นดิน(คนโทดินเผา) ๑ ลูก วีกํามะลอ(พัดเหลือง) ๑ ใบ เทียนใส่ขันเล่มบาท ๔ คู่ หมาก ๔ ขด(ไหม) หมากจ่าย ๔ หัว ขี้ผึ้ง ๒,๐๐๐(๒ โหล) และเกลือ ๒,๐๐๐(๒ กก.) ครัวนางพี่ที่นั่ง (ร่างทรง) ปฺอมหาง ๑ ลูก ต้นปูนเงิน ๑ ลูก มีดน้อย(มีดพก)เขี่ยวเงิน ๑ คู่ วีพับจีบ(พัดพับจีบ) ๑ ด้าม ผ้าใบกาสา ๑ ผืน ซิ่น ๑ ผืน เสื้อ ๑ ผืน เสื้อเทศ(เสื้อนําเข้าจาก ต่างประเทศ) ๑ ผืน และสาดหวายเปลือย(เสื่อหวายเปลือย) ๑ ผืน๓๐ ๑๑) อารักษ์หลวงบ่อมาง อารักษ์หลวงบ่อมางเป็นบ่อเกลือ อยู่ที่เมืองบ่อเกลือ (อําเภอ บ่อเกลือ จังหวัดน่าน) ในเอกสารตํานานระบุว่าแกล้มเลี้ยงในเดือน ๘ ดับ (เดือน ๘ แรม ๑๕ ค่ํา) เครื่องมิ่งเมืองแกล้มอารักษ์หลวงบ่อมางเจ้าหลวงเมืองน่านประทานให้ มีหมากสามหมื่น เบี้ยหมื่นห้า พัน ขี้ผึ้ง ๓,๐๐๐ (๓ โหล) สีสาย(ฝูายเส้นที่ทําเป็นเกลียวเหมือนเส้นในเทียน) ๓๐๐ เทียนคํา เทียน เงิน อย่างละ ๑ คู่หนัก ๑๐๐ (๑บาท) กู๊ ๑๑ จันทน์ ๒๐ พริกน้อย(พริกเม็ดเล็ก) ๒๐๐ (๒ ขีด) ผ้าขาว ๑ ฮํา(ม้วน) ควาย ๑ ตัว หมู ๑ ตัว หมา ๑ ตัว ไก่ มะพร้าว เหล้า ข้าว เครื่องแกล้มอาราธนา อารักษ์หลวงบ่อมาง มีขี้ผึ้ง ๑๕๐ หมากห้าพัน และสีสาย(ฝูายเส้นที่ทําเป็นเกลียวเหมือนเส้นในเทียน) ๑๕๐ เครื่องแกล้มบ่นับเอาในราชสมภาร คือ เครื่องแกล้มเลี้ยงของชาวเมืองร่วมกัน มีขี้ผึ้ง ๑,๐๐๐ (๑ โหล) น้ํา เทียน ๓ คู่ หมาก ๓,๐๐๐ มะพร้าว ๓ คู่ กู๊ ๑๐ จันทน์ ๑๐๐ น้ําเฝุา ๑๐๐ น้ําลูก ๑๐๐ น้ําแกล้มไม่จํากัด เทียนเล่มหนัก ๑๐ มี ๓ คู่ ขี้ผึ้ง ๕๐๐ หมาก ๓๐๐๐ ผ้าขาวคู่ผ้าแดงอย่างละ ๑ คู่ และมะพร้าว ๓ คู่๓๑ เครื่องแกล้มพระญาเจ้าตนลูกเก๊า มีหมอน สะลี ขันหมาก ต้นปูนเงิน ผ้า เสื้อ สาดแขบ แดง ช้อน อูบนวดเงิน ซองพลูเงิน น้ําต้นดิน ไม้จิ้มเขี้ยวเงิน ไม้ถู่เงินปากแง่ม ไม้ควักขี้หูเงิน และวี สิ่ง ละ ๑ อย่าง ปากกําเหล้าเงิน(โหลเหล้าเงิน) ๑ คู่ และสลุงเงิน(ขันเงินใบใหญ่) ๑ คู่๓๒ ๑๒) อารักษ์หลวงบ่อเหล็ก บ่อเหล็กเมืองอวน ป๎จจุบันอยู่ในเขตตําบลอวน อําเภอป๎ว จังหวัดน่าน เครื่องแกล้มอารักษ์หลวงบ่อเหล็กอวน มีเงิน ๕๐ เงิน เสื้อแฮ ๑ ผืน ซิ่นเทศ(ผ้าถุงนําเข้า ๓๐ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๓๙ – ๑๔๐. ๓๑ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และศรีธน คําแปง (ปริวรรต), พื้นนาเมืองน่านและคาวทางเมืองน่าน ต้นฉบับวัดหัวข่วง ต าบลในเวียง อ าเภอเมือง จังหวัดน่าน, หน้า ๗. (เอกสารอัดสําเนา). ๓๒ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๓๘.
๖๐ จากต่างประเทศ) ๑ ผืน ผ้าใบกาสา ๒ ผืนแว่น ๑ คัน เบี้ย ๑,๐๐๐ หมาก ๑,๐๐๐ และเกลือ ๑,๐๐๐ (๑ กก.)๓๓ ๑๓) อารักษ์หลวงแก่งสะม้าเก้าบั้ง วันแก้มเลี้ยงอารักษ์หลวงช้างเผือกใช้เงิน ๓๑๕ เงิน เจ้าหลวงเมืองน่านมีของฝากไปต้อนรับอารักษ์หลวงช้างเผือกที่โรงไชย มีเทียน ๒ คู่ หมาก ๒ ขด มะพร้าว ๒ ตั้ง เหล้าพันน้ําจันทน์โภชนะอาหาร และข้าวตอกดอกไม้ เครื่องมิ่งเมืองแก้มเลี้ยงอารักษ์ หลวงแก่งสะม้าเก้าบั้ง เครื่องแก้มเลี้ยงพระญาเจ้าตนลูก ประกอบด้วยต้นปูนนาก สลอบนาก(ขันนาก) ช้อนนาก อูบนวดนาก(ผอบนวดนาก) ซองพลู งา สาดเยียนแขบแดง(เสื่อเยียนขอบแดง) สาดหวาย(เสื่อหวาย) ผ้าเทศ(ผ้านําเข้าจากต่างประเทส) เสื้อเทศ(เสื้อนําเข้าจากต่างประเทศ) ผ้ากาสี และขันหมาก สิ่งละ ๑ อย่าง สีนาด(ปืนเล็ก) ๑ คู่ หลี้เงิน ๑ คู่ หอก ๑ ด้าม ดาบเชลยเขี่ยวเงิน ๑ คู่ ผ้าขาว ๑ ฮํา(ม้วน) ผ้าแดง ๒ ฮํา(ม้วน) ผ้ากั้งเทศ ๑ ผืน และสะโตกหาง(ขันโตกมีขา) ๑ ลูก อาสนะพระญาเจ้าตนลูก มีสาดอ่อน(เสื่ออ่อน) ๑ ผืน สาดหวาย(เสื่อหวาย ๑ ผืน สะลีแฮแดง(ฝูกไหมแดง) หมอนผาแฮสกา (หมอนพิงไหม) ๑ ลูก ผ้าท่อน(ผ้าผืนเล็ก) ๓ ผืน เตรียมเครื่องให้นางพี่ที่นั่ง (ร่างทรง) อารักข์หลวงเจ้า ช้างเผือก มีซ้าปฺอมหาง(ตระกร้า) ๑ ลูก เสื้อกาสา ๑ ผืน ซิ่นทะเลี่ยม(ผ้าถุงหรือผ้านุ่ง) ๑ ผืน ผ้าใบ กาสา ๑ ผืน มีดน้อย(มีดพก)เขี่ยวเงิน ๑ ด้าม และต้นปูนเงิน ๑ ต้น ๑๔) อารักษ์หลวงหลักพะโคน เครื่องแก้มอารักษ์หลวงเจ้าตนน้องหอพระโคน ประกอบด้วยผ้าท่อน เสื้อกาสา ผ้าลวาดราวยาว ๑ วา สาดหวาย(เสื่อหวาย) สาดเยียนแขบแดง(เสื่อ เยีบนแถบแดง) ขันหมาก ต้นปูนเงิน อูบนวดเงิน(ผอบนวดเงิน) ซองพลูเงิน ผ้าปกขัน(ผ้าปิดขัน) ช้อน เงิน สลอบเงิน(ขันเงิน) แปุงเหล้าเงิน(แก้วเหล้า) น้ําต้นดิน(คนโทดินเผา) กวมน้ําต้นเงิน ตีนน้ําต้นเงิน เจียกเบ้อเงินและอูบข้าว(คนโทมีตราเงินและผอบข้าว) สิ่งละ ๑ อย่าง ไม้ถู่เงิน(ตะเกียบเงิน) ๑ คู่ ปาก กําเหล้าเงิน(โหลเหล้าเงิน) ๒ ออม เหล้าพันน้ํา ๓ ลูก สะโตกหางมีต่างตอง(พานบายศรี ๒ ใบ และ ถ้วย ๑๕ ใบ๓๔ อารักษ์หลวงเมืองน่านองค์ต่างๆ เมื่อมีการแห่แหนอัญเชิญผ่านนางพี่ที่นั่ง หรือแห่ ประโคมในไรงไชย มีเครื่องแหนแห่อารักษ์หลวง ประกอบด้วย สีนาด ๒ กระบอก ดาบเชลยเขี่ยวเงิน ๓ด้าม หอกไชย ๑ ด้าม กลองสะบัดไชย ๑ วง ฆ้อง ๑ ลูก พาทย์ ๑ โรง และปี่เสพ ๑ ชุมและมีความ เชื่อว่าต้องมีซอดาดน่าน หรือ ซอดาด ในพิธีแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงเมืองน่าน มีอารักษ์หลวงเจ้า พระญาป๎วเป็นเก๊า ถ้าไม่ซอทํานองนี้จะไม่มาลงนางพี่ที่นั่ง (ไม่เข้าประทับทรง) สรุปความได้ว่า อารักษ์หลวงแต่ละแห่งจะมีวันที่แกล้มเลี้ยงต่างกันไป และเครื่องเลี้ยงจะ ขึ้นอยู่กับยศและตําแหน่งของอารักษ์นั้นๆ ดังที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นไปแล้ว อารักษ์หลวงนครน่า น่านที่ปรากฏหลักฐานพื้นเมืองน่านและมีการแกล้มเลี้ยงมาแต่โบราณกาลมีจํานวน ๑๔ โรงไชย(ศาล) ๓๓ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และศรีธน คําแปง (ปริวรรต), พื้นนาเมืองน่านและคาวทางเมืองน่าน ต้นฉบับวัดหัวข่วง ต าบลในเวียง อ าเภอเมือง จังหวัดน่าน, หน้า ๗. (เอกสารอัดสําเนา). ๓๔ นิยม สองสีโย (ปริวรรต), “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด เจ้าหนานจันต๊ะวงศ์ แม่เจ้าอําภา มหา ยศนันท์ ถวายต้นฉบับใบลานให้ห้องสมุดวัดพระเกิด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑”, อ้างใน พระพนัส ทิพพเมธี และพระอุดร ชินวังโส, พิศาลนันทเวชนุสรณ์, หน้า ๑๓๖.
๖๑ คือ ๑) อารักษ์หลวงเจ้าพญาป๎ว ๒) อารักษ์หลวงเจ้าพญาแพน ๓) อารักษ์หลวงหอหลวง ๔) อารักษ์พระญาครานเมือง ๕) อารักษ์หลวงเจ้าพญาแก้ว ๖) อารักษ์หลวงช้างเผือก ๗) อารักษ์หลวง มิ่งเมือง ๘) อารักษ์หลวงท้าวขาก่าน ๙) อารักษ์หลวงแสนหาญ ๑๐) อารักษ์หลวงปุาเหมี้ยง ๑๑) อารักษ์หลวงบ่อมาง ๑๒) อารักษ์หลวงบ่อเหล็ก ๑๓) อารักษ์หลวงแก่งสะม้าเก้าบั้ง ๑๔) อารักษ์ หลวงหลักพะโคน ภาพที่ ๑๓ จ ายาม(ไก่) และหัวหมู ภาพที่ ๑๔ เหล้าออม เนื้อสด ไข่เป็ดจีน ขิง หัวเทียม(กระเทียม วางบนสะโตกหาง(ขันโตกมีขา) ภาพที่ ๑๕ อูบข้าวและภาชนะใส่เครื่องสังเวย
๖๒ ภาพที่ ๑๖ อูบเงิน อูบค า (ผอบเงิน ผอบทอง) หมอนผา(หมอนพิง) สลอบเงิน(ขันเงิน) ๓.๒.๕ การสร้างโรงไชย(ศาล) จารีตการสร้างโรงไชยให้ผีอารักษ์หลวงเจ้าพระญาป๎ว มาจากพระญาครานเมืองได้สร้าง โรงไชยถวายให้พระญาไสยก ผู้เป็นราชบิดาที่เมืองป๎ว (พระญาไสยก ราชบุตรพระญาเกล้าเกลื่อนราช นัดดาขุนคําฟอง ราชปนัดดาพระญาภูคา) ตั้งแต่นั้นมาผู้ใดได้เสวยเมืองน่านก็เป็นธรรมเนียมต้องมา สร้างหรือบูรณะโรงไชยอารักษ์หลวงเจ้าพระญาป๎ว อันเป็นที่สถิตของดวงพระวิญญาณกษัตริย์ตั้งแต่ พระญาไสยกมาจนถึงพระญาผาแสง กษัตริย์แคว้นน่านในราชวงศ์ภูคา (ป๎ว) พระองค์สุดท้าย โดยดวง พระวิญญาณกษัตริย์ทุกพระองค์เป็นอารักษ์หลวงบริวารของพระญาไสยก “...ท้าวพระญาอันกินเมือง น่าน ตั้งแต่พระญาสรีจันท์ตราบเถิงพระญาผาแสง หากเปนปริวารแก่พระญาไสยกชู่ตนแล...” ๓๕ นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานกล่าวถึงไม้ส่วนประกอบต่างๆ ที่ใช้สร้างโรงไชยอารักษ์หลวง เจ้าพระญาป๎ว มาจากการร่วมกันจัดหามาสร้าง อันแสดงถึงการมีส่วนร่วมของคนทั้งในแว่นแคว้นนคร น่าน ได้แก่ เมืองป๎ว เป็นหลักของการสร้าง จัดหาเสา ๑ ต้น แป ๑ เล่ม ตง ๑๕ เล่ม เจนขูบ ๖ เล่ม เจนน้อย ๑๐ เล่ม และคา ๑๕ ไพ เมืองควาง เสา ๑ เล่ม แป ๑ เล่ม โย ๑ คู่ เจน ๑๑ เล่ม และคา ๑๕ ไพ เมืองงิม เสา ๑ เล่ม แป ๑ เล่ม และเจน ๑๐ เล่ม เมืองโพงและเมืองอวน ปิง ๑ เล่ม ตง ๒ เล่ม และแวง ๑ เล่ม เมืองย่างและเมืองยม เสา ๑ เล่ม แป ๑ เล่ม ยัว ๑ คู่ กลอน ๖ เล่ม และคา ๑๐ ไพ เมืองบ่อเกลือ (บ่อมาง) นาต้น ซะว้า และซะพัน เสา ๓ เล่ม คะแล ๑ คู่ และเจน ๒๐ เล่ม บ้านแขม กลอน ๑๐ เล่ม เมืองยอดและเมืองยาว เสา ๑ เล่ม แป ๑ เล่ม และเจน ๑๐ เล่ม เมืองควน เสา ๑ เล่ม เจน ๒๐ เล่ม และกลอน ๔ เล่ม เมืองเชียงม่วน เสา ๑ เล่ม ตูรู้ ๒ เล่ม ดั้ง ๓ เล่ม และยัว ๑ คู่ เมืองลี เสา ๑ เล่ม แป ๑ เล่ม เจน ๑๕ เล่ม คา ๑๗ ไพ และคะแล ๑ คู่ เมืองแงง เจนกูบ ๖ เล่ม แปูนพนัก ๘ แผ่น ตง ๕ เล่ม แวง ๑ เล่ม บ้านซะกึน แปจีนม้า ๒ เล่ม แวง ๑ เล่ม ขื่อ ๑ เล่ม ๓๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๔–๖๕.
๖๓ บ้านซะเกินและบ้านซะพราง เสา ๑ เล่ม ปิงยาว ๑ เล่ม แม่ขั้นได ๖ เล่ม เมืองปอนและเมืองงอบ เสา ๑ เล่ม ขื่อ ๑ เล่ม กลอน ๖ เล่ม บ้านซะม้า ปิง ๑ เล่ม แวง ๑ เล่ม ขื่อ ๑ เล่ม เจน ๑๖ เล่ม และคา ๕ ไพ เมืองเชียงกลาง เสา ๑ เล่ม ขื่อ ๑ เล่ม แวง ๑ เล่ม คะแล ๑ คู่ ตง ๖ เล่ม เมืองปง เสา ๑ เล่ม ขื่อ ๑ เล่ม แวง ๑ เล่ม และเจน ๘ เล่ม เมืองเปือ เสา ๑ เล่ม แป ๑ เล่ม แวง ๑ เล่ม และกลอน ๓ เล่ม เมืองสะเอียบ เสา ๑ เล่ม แวง ๑ เล่ม ตูรู้ ๒ เล่ม และเจน ๖ เล่ม เมื่อจะเริ่มสร้างโรงไชย(ศาส)อารักษ์หลวงเจ้าพระญาป๎ว เจ้าหลวงเมืองน่านจะให้นายแถว ที่ตั้งอยู่ตออารักษ์ไปแจกเส้นไม้ (เกณฑ์ไม้) มาจากหัวเมืองและบ้านต่างๆ แล้วให้ชาวพ่อเมืองสร้างโรง ไชยที่ต้นแก้ว ชาวตออารักษ์ให้สร้างตูบแถว ตูบนางพี่ที่นั่ง และตูบครัว พร้อมกับขัดราชวัตรล้อมรอบ โรงไชย ให้ชาวอารักษ์สร้างโรงพาทย์ ชาวเมืองทั้งมวลให้สร้างโรงหลวงและโรงช้าง เสร็จแล้วจึงแกล้ม ถวายโรง ให้ชาวอารักษ์แกล้มน้อยถวายโรงพาทย์ก่อน แล้วให้นายแถวหนีกลับไปก่อนภายหลังเจ้า หลวงเมืองน่านจึงโปรดให้นายแถวนําเอาสมบัติมาที่ขุนเมืองจัดแต่งดาเครื่องแกล้มเลี้ยงโดยทั้งขุน เมืองและนายแถวให้พร้อมกันนําเครื่องครัวแกล้มเลี้ยงทั้งหมดของเจ้าหลวงเมืองน่าน มาถวายอารักษ์ หลวงเจ้าพระญาป๎วที่โรงไชย เรียกว่า “แกล้มถวายโรง” ๓๖ สรุปความได้ว่า การสร้างโรงไชย(ศาล) มาจากพระญาครานเมืองได้สร้างโรงไชยถวายให้ พระญาไสยก ผู้เป็นราชบิดาที่เมืองป๎วตั้งแต่นั้นมาผู้ใดได้เสวยเมืองน่านก็เป็นธรรมเนียมต้องมาสร้าง หรือบูรณะโรงไชยอารักษ์หลวงเจ้าพระญาป๎ว อันเป็นที่สถิตของดวงพระวิญญาณกษัตริย์ตั้งแต่พระญา ไสยกมาจนถึงพระญาผาแสง กษัตริย์แคว้นน่านในราชวงศ์ภูคา (ป๎ว) พระองค์สุดท้าย โดยดวงพระ วิญญาณกษัตริย์ทุกพระองค์เป็นอารักษ์หลวงบริวารของพระญาไสยก ส่วนประกอบต่างๆ ที่ใช้สร้าง โรงไชยอารักษ์หลวงเจ้าพระญาป๎ว มาจากการร่วมกันจัดหามาสร้าง อันแสดงถึงการมีส่วนร่วมของคน ทั้งในแว่นแคว้นนครน่าน ได้แก่ เมืองป๎ว เมืองควาง เมืองงิม เมืองโพง เมืองอวน เมืองย่าง เมืองยม เมืองบ่อเกลือ (บ่อมาง) บ้านแขม เมืองยอด เมืองยาว เมืองควน เมืองเชียงม่วน เมืองลี เมืองแงง บ้านซะกึน บ้านซะเกิน บ้านซะพราง เมืองปอน เมืองงอบ บ้านซะม้า เมืองเชียงกลาง เมืองปง เมืองเปือ เมืองสะเอียบ แต่ละเมืองก็จะมีวัสดุอุปกรณ์ที่แตกต่างกันไป ๓.๓ ประเพณีและพิธีกรรมอารักษ์หลวงนครน่านที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ๓.๓.๑ พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง เช่น นิมนต์พระมาเจริญพุทธมนต์ การเจริญพระพุทธมนต์ คือ การสวดพระสูตร หรือพระปริตร อันเป็นคําสอนของ พระพุทธเจ้า แนวความคิดเรื่องการสวดพระพุทธมนต์นอกจากจะเป็นพุทธานุสติแล้ว ยังเชื่ออีกว่า สามารถปูองกันภยันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นรวมถึงการเป็นอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณเวดา อารักษ์ด้วยเหตุนี้การเจริญพระพุทธมนต์จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การเจริญพระปริตร หรือสวดพระ ปริตร จากการศึกษาประเพณีและพิธีกรรมอารักษ์หลวงนครน่าน มีขั้นตอนการดําเนินการต่อนี้ ๓๖ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๙–๑๒๑.
๖๔ ๑) การนิมนต์พระ ผู้รับผิดชอบจะอาราธนาเจริญพระพุทธมนต์พระสงฆ์ล่วงหน้าก่อนงาน อย่างน้อย ๓-๗ วัน จะใช้นิมนต์ด้วยวาจา หรือใช้ใบอาราธนาที่เรียกว่า “ฏีกานิมนต์” ก็ได้ เพื่อแจ้ง วัตถุประสงค์คือ บอกแจ้งรายการ และกําหนดงานให้พระสงฆ์ทราบ การอาราธนาเจริญพระพุทธ มนต์พระนั้นจะนิยมอาราธนาพระ ๙ รูป (นิมนต์จํานวนคี่ เพื่อจะได้เป็นคู่เมื่อนับพระพุทธรูปด้วย โดย ถือคติว่า พุทธัปปมุโข มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน)๓๗ ๒) จัดอาสนะพร้อมเครื่องใช้สําหรับพระสงฆ์ผู้รับผิดชอบจัดสถานที่ตามความเหมาะสม สะอาดสวยงาม ปูลาดอาสนะที่สําหรับพระสงฆ์นั่งเจริญพระพุทธมนต์ โดยจะปูด้วยพรมหรือปูด้วยผ้า ขาว หรือปูเสื่อแล้วปูอาสนะสงฆ์ข้างบนก็ได้ แล้วแต่สมควรแก่ฐานะของเจ้าภาพ จะมีหมอนพิง ด้านหลังด้วยก็ยิ่งดี ที่สําคัญให้จัดอาสนะที่พระนั่งให้สูงกว่าที่นั่งของฆราวาส และอย่าให้เนื่องเป็นอัน เดียวกันกับที่นั่งฆราวาส ในการจัดอาสนะสําหรับพระนั้น ต้องจัดไว้ข้างซ้ายมือของพระพุทธรูป เรียงลําดับไป พร้อมทั้งจัดตั้งน้ําดื่ม แก้วน้ํา กระโถน และของรับรองพระอื่นๆ ตั้งเอาไว้ทางด้าน ขวามือของพระสงฆ์แต่ละรูป ๓) จัดที่พุทธบูชา จัดตั้งพระพุทธรูปบูชา โดยจัดเป็นโต๊ะหมู่ ๙ พร้อมด้วยเครื่องบูชาอัน ประกอบด้วย แจกัน เชิงเทียน กระถางธูป ไม่สูงนัก ไม่ต่ํานัก ใช้ผ้าขาวปู แล้วตั้งพระพุทธรูป พร้อม เครื่องบูชา ในการตั้งพระพุทธรูปควรตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก โดยถือคติว่าพระพุทธเจ้าเมื่อ ครั้งตรัสรู้พระองค์หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก แต่ถ้าสถานที่ไม่อํานวยก็ควรตั้งหันหน้าไปทาง ทิศเหนือ ส่วนทิศนอกจากนั้นไม่นิยมตั้ง และพระพุทธรูปควรอยู่ทางขวามือ๓๘ ๔) บาตรน้ําพระพุทธมนต์จะใช้บาตรหรือขันน้ําพานรองก็ได้ แล้วนําน้ําสะอาดมาใส่ พอสมควร ตั้งไว้ใกล้พระผู้เป็นหัวหน้าในพิธีด้านขวามือของท่าน พร้อมกับเทียนสําหรับทําน้ํามนต์ ๑ เล่ม ควรเป็นเทียนขี้ผึ้งแท้หนัก ๑ บาท ติดไว้ที่ขอบปากบาตรหรือภาชนะใส่น้ํามนต์ ๕) สิ่งของสําหรับใส่ในบาตรน้ํามนต์บาตรน้ํามนต์ควรใส่ของที่เป็นมงคล คือ ผิวมะกรูด ฝ๎กส้มปุอย ใบมะกรูด ใบสันพร้าหอม ใบเงิน ใบทอง ใบนาก หญ้าแพรก หญ้าคา (ใส่แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ ได้ หรือได้ครบยิ่งดี) ๖) การรับพระ เมื่อพระสงฆ์เดินทางมาถึงผู้รับผิดชอบในการดําเนินงานออกไปกราบ อาราธนานิมนต์ให้พระสงฆ์เข้ามายังสถานที่ประกอบพิธี โดยจัดเตรียมให้คนล้างเท้าและเช็ดเท้า พระสงฆ์ด้วยเพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อพระสงฆ์นั่งบนอาสนะเรียบร้อยแล้ว เจ้าภาพถวายน้ําร้อน น้ํา เย็น และเครื่องรับรองอื่นๆ และมีการคุยสนทนา ปฏิสันถารบ้างตามสมควร อย่าปล่อยให้ท่านนั่งอยู่ เหมือนไม่มีใครเอาใจใส่ ไม่สมควรทีเดียว ๗) พิธีทางศาสนา เมื่อพระสงฆ์นั่งบนอาสนะพักพอสมควรและเจ้าภาพพร้อมแล้ว ก็ถึง เวลาที่จะทําพิธีทางศาสนา โดยผู้ที่จะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย กล่าวคําบูชาพระรัตนตรัย ๓๗ สัมภาษณ์ พระชยานันทมุนี, รศ.ดร., รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน, เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้ง พระ อารามหลวง, ๑๐ มกราคม ๒๕๖๕. ๓๘ สัมภาษณ์ พระชยานันทมุนี, รศ.ดร., รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน, เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้ง พระ อารามหลวง, ๑๐ มกราคม ๒๕๖๕.
๖๕ อาราธนาศีล สมาทานศีล และอาราธนาพระปริตร เมื่อพระสงฆ์เริ่มเจริญพระพุทธมนต์ ทุกคนพึงนั่ง ประนมมือฟ๎งด้วยความเคารพ พอพระสงฆ์เริ่มสวดบท อะเสวะนา จะพาลานัง ฯลฯ เจ้าภาพพึงจุด เทียนที่ภาชนะน้ํามนต์แล้วประเคนพระสงฆ์ที่เป็นหัวหน้า เสร็จแล้วนั่งประนมมือฟ๎งต่อไปจนจบ หลังจากนั้นให้จัดเตรียมอาหาร กล่าวคําถวายทาน ประเคนภัตตาหารเป็นลําดับไป พอพระสงฆ์ฉัน เสร็จแล้ว เจ้าภาพพึงถวายป๎จจัยเครื่องไทยทาน พระสงฆ์อนุโมทนา เมื่อพระสงฆ์ผู้เป็นหัวหน้าเริ่มว่า ยะถา วาริวะหา ....... เจ้าภาพพึงกรวดน้ํา พอพระรูปที่สองรับ สัพพีติโย ....... ให้เทน้ําลงหมดแล้ว ประนมมือรับพรจนจบ แล้วกราบลาประสงฆ์ ตามส่งพระเป็นอันเสร็จพิธี๓๙ จะเห็นได้ว่า แสดงให้เห็นถึงความสําคัญของการอุทิศส่วนบุญว่าเป็นสิ่งที่ควรจะกระทํา เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดและมีการทํายัญหรือการทําบุญอุทิศให้กับเทวดาและผู้ ล่วงลับไปแล้ว ส่วนหลักธรรมที่เห็นคือหลักศีล สมาธิ ป๎ญญา ซึ่งเกี่ยวข้องกับเป็นการแสดงออกถึง ความเป็นผู้มีความกตัญํูกตเวทีต่อบรรพชน เป็นการสงเคราะห์เหล่าเปตชนผู้ล่วงลับไปแล้วยังนับว่า เป็นการสงเคราะห์ในการถวายอาหารตลอดถึงจตุป๎จจัยต่างๆ แก่พระภิกษุสามเณร เป็นสิ่งที่ช่วยยึด เหนี่ยวความสามัคคีปรองดองกันในหมู่ญาติพี่น้องให้มีความรักใคร่กลมเกลียวกัน และยังส่งผลให้เกิด ความเบิกบานใจสุขใจของผู้ที่ได้กระทํา เป็นการปลูกฝ๎งบรรดาลูกหลานให้ได้รู้จักการตอบแทนบุญคุณ บรรพบุรุษ และได้ซึมซับเอาคําสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา ทั้งยังเป็นการได้ร่วมสืบทอดรักษาระเบียบ ประเพณีปฏิบัติเป็นการปฏิบัติตนตามแนวทางของพุทธศาสนิกชนที่ดีตลอดถึงได้สืบทอดแนวทางการ ปฏิบัติตนของบรรพบุรุษที่ท่านวางแนวทางไว้ให้อีกทั้งพระพุทธศาสนานั้นมีความสําคัญต่อคนใน สังคมไทยเป็นอย่างมากด้วยว่าเป็นรากฐานที่ทําให้เกิดเป็นวัฒนธรรม ประเพณีไทย อีกทั้งการปฏิบัติ ตนตามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนานั้นยังส่งผลให้คนมีนิสัยฝ๎กใฝุในการทําบุญมีความโอบอ้อม อารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ตลอดถึงมีพิธีกรรมต่างๆ ที่ต้องร่วมตั้งแต่เกิดจนถึงตาย แม้กระทั่งจะเสียชีวิตไป แล้วก็ยังมีการอุทิศส่วนบุญไปให้เป็นต้น ๓.๓.๒ หลักธรรมที่แทรกอยู่ในประเพณีพิธีกรรม เช่น ศรัทธา ๔ อปปริหานิยธรรม ๗ ประการ ความกตัญญูกตเวที และ การระลึกถึงเทวดา (เทวตานุสติ) หลักธรรมที่ได้จากพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่านคือ ความเชื่อตามคําสอนใน พระพุทธศาสนาสามารถนําไปปฏิบัติในการดําเนินชีวิตได้ ดังนั้นพระพุทธศาสนาจึงหมายถึงวิถีแห่ง ชีวิตอันเป็นระบบแห่งการดําเนินชีวิต๔๐ จึงทําให้พระพุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาอื่นความเชื่อที่ ประกอบด้วยเหตุผลเรียกว่าศรัทธา ๔ ประกอบด้วย ๑) กัมมสัทธา คือ ความเชื่อกรรมเชื่อกฎแห่ง กรรมเชื่อว่ากรรมมีอยู่จริงคือเชื่อว่าเมื่อทําอะไรโดยมีเจตนาคือจงใจทําทั้งรู้ย่อมเป็นกรรมคือเป็นความ ชั่วความดีมีขึ้นในตนเป็นเหตุป๎จจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไปการกระทําไม่ว่างเปล่าและเชื่อ ว่าผลที่ต้องการจะสําเร็จได้ด้วยการกระทํามิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น ๒) วิปากสัทธา ๓๙ สัมภาษณ์ พระชยานันทมุนี, รศ.ดร., รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน, เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้ง พระ อารามหลวง, ๑๐ มกราคม ๒๕๖๕. ๔๐ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธศาสนากับปรัชญา, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์ พรินติ้งกรุ๊พจํากัด, ๒๕๓๓), หน้า ๑๒.
๖๖ คือ เชื่อวิบากเชื่อผลของกรรมเชื่อว่าผลของกรรมมีจริงคือว่ากรรมที่ทําแล้วต้องมีผลและผลต้องมี เหตุผลดีจากกรรมดีผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว ๓) กัมมัสสกตาสัทธา คือ เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของ ของตนเชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของกรรมจะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน ๔) ตถาคตโพธิสัทธา คือ เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามั่นใจในองค์พระตถาคตว่าทรงเป็นพระสัมมา สัมพุทธะทรงพระคุณทั้ง๙ประการตรัสธรรมบัญญัติวินัยไว้ด้วยดีทรงเป็นผู้นําทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์คือเราทุกคนนี้หากฝึกตนด้วยดีก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุดบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ดังที่พระองค์ได้ ทรงบําเพ็ญไว้เป็นแบบอย่าง๔๑ คนในจังหวัดน่านมักมีความเชื่อในเรื่องต่างๆ กัน ได้แก่ ความเชื่อทาง ศาสนา เช่น คนทําดีได้ไปสวรรค์ คนทําชั่วต้องตกนรก, ความเชื่อในเรื่องโชคชะตา เช่น ชีวิตจะดําเนิน ไปตามวันเดือนปีเกิด หรือ ชีวิตถูกลิขิตไปตามเส้นลายมือของคนนั้น, ความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ เช่น เชื่อเรื่องผีสางเทวดา การทําเสน่ห์, ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น เชื่อเรื่องคาถาอาคม วัตถุ มงคล เครื่องรางของขลังต่างๆ หรือความเชื่อในเรื่องที่คนโบราณเล่าสืบต่อกันมา เช่น พิธีทําบุญต่างๆ ผีบรรพบุรุษ จิ้งจกทัก, ความเชื่อในเรื่องอื่นๆ เช่น การกลับชาติมาเกิด เป็นต้น อีกด้านหนึ่งของ วัฒนธรรมประเพณีที่มีพุทธศาสนาแล้วยังมีความเชื่อหรือวัฒนธรรปะเพณีมที่เกี่ยวข้องกับผี หรือ วัฒนธรรมผีที่ยังคงอยู่และสืบทอดต่อๆ กันมา คนน่านเชื่อว่า ผีสามารถให้คุณหรือให้โทษได้ หากเซ่น สรวงหรือบูชาไม่ถูกต้อง เช่น อารักษ์หลวง คือ เทวดาผู้พิทักษ์รักษาเมือง เจ้าเมืองที่ล่วงลับไปแล้ว, ผีขุนน้ํา คือ เทพอารักษ์ประจําต้นน้ําแต่ละสาย, ผีปูุย่า คือ ผีประจําตระกูล หรือที่เรียกกันว่าผีบรรพ บุรุษ กล่าวคือถ้า ปูุ ย่า ตา ยาย ล่วงลับไปแล้ว ความเชื่อในส่วนหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาซึ่ง ถือว่าการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์เป็นทางที่จะพึงทําได้ด้วยความสามารถของตนพระพุทธองค์ทรง สอนให้มนุษย์ใช้ศรัทธาที่ประกอบด้วยป๎ญญาเป็นเครื่องกํากับในเรื่องความเชื่อโดยยึดหลัก ศรัทธา ๔ มาเป็นเหตุผลพิจารณาในสิ่งต่างๆว่าสมควรเพียงใดที่จะเชื่อได้และให้เชื่อเรื่องกรรมเป็นสําคัญและพึ่ง พระรัตนตรัยดีที่สุด๔๒ หลักธรรมอีกอย่างที่เห็นได้ชัดตามที่ปรากฏบันทึกไว้ในตํานานพื้นเมืองน่าน มีใจความว่า “อนฺตรพหิรายเจติยานํ อปริยเปนฺติ สัณฐานที่ใดมีต้นว่าเปนที่พลีกรรมปูชาเลี้ยงดู สืบๆ มาแต่ก่อนแต่ โบราณ เปนต้นว่า ไม้เสื้อเมืองนั้นก็ดี มีที่เวียงก็ดี ที่เขตแดนเมืองก็ดี เปนผู้ใหญ่ ควรไปเลี้ยงดูปูชา สักการะตามรีตตามโบราณ หื้อวุฒิจําเริญบ้านเมือง อันนี้ก็เปนอัปปริหานิยธรรม อันถ้วน แล” อปริหานิยธรรม ๗ ประการ คือ ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม แต่เป็นธรรมเพื่อความ เจริญ กล่าวคือ ถ้าบุคคลปฏิบัติตามอปริหานิยธรรม บุคคลนั้นจะมีแต่ความเจริญความก้าวหน้าใน ชีวิต ไม่มีความเสื่อม ความเสียหาย อันเป็นอุปการะมากสําหรับผู้ปฏิบัติ ผู้บริหาร หมู่ชน และคนใน สังคม อปริหานิยธรรมสําหรับคฤหัสถ์ (วัชชีอปริหานิยธรรม) ๗ ประการ พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ เจ้าลิจฉวีเพื่อให้ปฏิบัติตาม เมื่อครั้นประทับ ณ สารันทเจดีย์ ใกล้กรุงเวสาลี แคว้นวัชชี ประกอบด้วย ๔๑ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๑๖๔. ๔๒ ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์, “ความเชื่อและพิธีกรรมของคนไทย”, ใน วัฒนธรรมพื้นบ้าน:คติความเชื่อ, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๐), หน้า ๓๒๕-๓๔๙.
๖๗ ธรรม ๗ ประการ ที่พออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ ๑) จัดประชุม และหารือกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นนิตย์๒) การประชุมต้องให้หมู่คณะมีเพรียงกัน รวมถึงการเลิกประชุม และการทํากิจอันสมควรให้ พร้อมเพรียง ๓) บัญญัติหรือมีมติในสิ่งในเรื่องใหม่ และข้อบัญญัติไม่ขัดหรือตัดรอนบัญญัติก่อน พร้อมยอมรับ และศึกษาในธรรมะของชาววัชชีที่ได้บัญญัติก่อน ๔) ให้เคารพนับถือคํากล่าวของผู้ อาวุโส ๕) ไม่ล่วงละเมิดทางใจ และกายในสตรีที่มีสามีหรือสตรีสาวในชาววัชชี๖) ให้ความเคารพ และสักการะ รวมถึงการบูรณะเจดีย์หรือพุทธสถานที่ปลูกสร้างไว้๗) ให้การสงเคราะห์ และอุปการะ แก่สงฆ์ทั้งหลาย อปริหานิยธรรมสําหรับพระภิกษุ (ภิกขุอปริหานิยธรรม) ๗ ประการ หลังจาก ได้ แสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ แก่วัสสการพราหมณ์แล้ว ต่อมาจึงตรัสเรียกประชุมสงฆ์ทั้งหมดที่ อยู่ในกรุงราชคฤห์ พร้อมกับแสดงธรรมอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ประการ ดังนี้ ๑) หมั่นประชุมกัน เนืองนิตย์๒) เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุม ก็พร้อมเพรียงกันเลิก และพร้อม เพรียงกันช่วยทํากิจที่สงฆ์จะต้องทํา ๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์ ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้๔) ภิกษุเหล่าใดเป็น ผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟ๎งถ้อยคําของท่าน ๕) ไม่ลุอํานาจแก่ความ อยากที่เกิดขึ้น ๖) ยินดีในเสนาสนะปุา ๗) ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่ อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุข ธรรม ๗ อย่างนี้ ตั้งอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นไม่มีความเสื่อมเลย มี แต่ความเจริญฝุายเดียว๔๓ และหลักกตัญํูกตเวที๔๔ แสดงถึงบุคคลที่เป็นคนดี (กตัญํู หมายถึง รู้คุณ ระลึกคุณของ ผู้มีพระคุณ กตเวที หมายถึง การตอบแทนบุญคุณ การปฏิบัติตนตอบแทนผู้มีพระคุณ) เป็นสร้าง จิตสํานึกความกตัญํูกตเวทีต่อบรรพบุรุษแสดงให้เห็นถึงการรู้จักตอบแทนผู้มีพระคุณที่สร้างคุณงาม ความดีและคอยดูแลรักษาปูองกันอันตรายต่างๆ กตัญํู๔๕ เป็นธรรมอันเป็นมงคลที่ ๒๕ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้โดยเน้นให้นําไปพัฒนา คุณสมบัติของคนดีแปลตามตัวหนังสือคือผู้รู้ว่า คนอื่นทําความความดีอะไรไว้แก่ตนบ้าง เอา ความหมายสั้นๆ ว่า "ผู้รู้คุณคน" การรู้บุญคุณคนหรือรู้อุปการคุณที่ผู้อื่นทําให้ตนเองนับถือเป็นหลัก แห่งความยุติธรรมและความเป็นธรรมอย่างหนึ่งในสังคมมนุษย์ เพราะเป็นการสอดคล้องกับหลักคํา สอนว่า การทําดีได้ดี ทําชั่วได้ชั่ว ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ มีคนทําดีให้กับเราแล้ว และเราได้รับ ผลประโยชน์จากการทําดีของเขา เป็นต้นว่า ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุข แต่เรารับรู้แต่ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ตน ไม่รับรู้คุณความดีของเขา ย่อมถือได้ว่าไม่ยุติธรรมต่อกัน การระลึกถึงเทวดา (เทวตานุสติ) คําว่า “ เทวตานุสติ ” หมายความว่า ระลึกถึงธรรมอัน ทําบุคคลให้เป็นเทวดา คนเราทุกคนย่อมอยากเป็นคนดี หรืออยากเป็นเทวดา เป็นเอินทร์เป็นพรหม หรืออยากบริสุทธิ์ พ้นจากทุกข์จะต้องมีความปรารถนาด้วยกันทุกคน แต่เมื่อมาได้เพียงมนุษยสมบัติ ก็นับว่าดีอักโขแล้ว เพราะมันเป็นพื้นฐานที่จะตกแต่งให้มนุษย์ไปเป็นเทวดา อินทร์ พรหม ต่อไป ๔๓ ดูรายละเอียดใน องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒๑-๒๓/๓๑-๓๘. ๔๔ ดูรายละเอียดใน องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๓๓-๓๔/๗๗-๗๘. ๔๕ ขุ.ขุ. (ไทย) ๒๕/๙/๘.
๖๘ มนุษย์ที่มีสมบัติ คือมีอวัยวะครบครันบริบูรณ์ ไม่บ้าใบ้เสียจริตผิดมนุษย์ นับว่าดีอยู่แล้ว ขอให้ตั้ง หลักฐานมนุษย์ที่ได้แล้วนี่ให้มั่งคงเถิด เทวตานุสติ เป็นหนึ่งในอนุสสติ คือการระลึกถึง ทําไมต้องระลึกถึงผลบุญของเทวดา ระลึกถึงผลบุญของมนุษย์ไม่ได้หรือ และการระลึกถึงผลบุญของเทวดามีผลานิสงส์อย่างไรบ้าง ลองมา ทําความรู้จักกับอนุสสติประเภทนี้กัน อานิสงส์ของเทวตานุสติผู้ปฏิบัติย่อมได้อานิสงส์ ๘ ประการ คือ ผู้นั้นย่อมเพิ่มพูนคุณ ๕ ประการ ได้แก่ ๑) ศรัทธา ๒) ศีล ๓) สุตะ ๔) จาคะ ๕) ป๎ญญา เขาสามารถได้รับสิ่งที่เทวดาในสวรรค์ ปรารถนา ๖) เขาย่อมเป็นสุขในการรอเสวยผลของบุญ ๗) เทวดาในสวรรค์นับถือเขา เพราะเทวตานุสตินี้เขาสามารถปฏิบัติสีลานุสสติ (การระลึกถึงศีล) และจาคานุสสติ (การระลึกถึงการสละ) ด้วย เช่นกัน ๘) เขาย่อมอยู่เป็นสุขและเข้าถึงแดนสวรรค์๔๖ ๔๖ เทวตานุสติ การระลึกถึงผลบุญของเทวดา ท าไมต้องระลึกถึง และมีผลานิสงส์อย่างไร, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/145246.html [๑๐ มกราคม ๒๕๖๕].
บทที่ ๔ สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวง นครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน ผู้วิจัย วิเคราะห์ได้ดังนี้ ๔.๑ สถานะของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน ๔.๒ บทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน ๔.๓ คุณค่าของประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่าน ๔.๑ สถานะของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน ๔.๑.๑ สถานะในอดีต สถานะของอารักษ์หลวงนครน่านในอตีต อารักษ์หลวงเป็นเป็นผีที่สถาปนาขึ้นจาก ธรรมชาติ กับอารักษ์ที่เป็นผีสถาปนาขึ้นจากกษัตริย์หรือเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองนครน่าน (รวมถึง เมืองที่สร้างขึ้นก่อนเมืองน่านคือเมืองป๎วและเมืองย่าง) เมื่อสิ้นชีวิตไป เป็นพิธีกรรมที่ความสําคัญของ มีต่อกษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่าน เมื่อกษัตริย์หรือเจ้าเมืองทุกพระองค์เมื่อขึ้นครองเมืองน่านจะต้องทําพิธี แกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงก่อนเข้าภายในเวียง (หอคํา) ซึ่งเป็นจารีตและธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อมาเพื่อ ความเป็นมงคลต่อผู้ขึ้นครองเมือง ขุนนางและชาวเมืองหากเจ้าผู้ครองนครละเลยพิธีเหล่านี้ หรือหาก เกิดเหตุวิกฤตขึ้นมาในสังคม เจ้าผู้ครองนครจะถูกมองว่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเกิดวิกฤตนั้น ด้วยสาเหตุหนึ่งคือการละเลยขนบประเพณีที่เกี่ยวข้องกับอํานาจศักดิ์สิทธิ์ เป็นผลให้การปกครองของ ผู้ครองนครตกต่ําหรือเกิดการสั่นคลอนได้ อารักษ์ที่สถาปนาจากธรรมชาติได้แก่ ๑) อารักษ์หลวงบ่อเหล็กสถาปนามาจากเหล็กที่นํามาหลอมเป็นดาบในการใช้ทําศึกสง คาม ซึ่งบอเหล็กนี้ป๎จุบันอยู่ในพื้นที่ตําบลอวน อ.เภอป๎วจังหวัดน่น การบวงสรวงจะบวงสรวงในช่วง เดือนเมษา ๒) อารักษ์หลวงหลักประโคน เสถาปนามาจากหลักหินสองหลักซึ่งป๎กไว้ติดกันอยู่ริมฝ๎่ง ซ้ายของแม่น้ําน่าน ในเขตบ้านผาเต่า บริเวณดังกล่าวมีศาลไม้ทั้งหลังเล็กและหลังใหญ่ขนาดเท่า บ้านเรือนจริงก็มี ชาวบ้านสร้างให้เป็นที่สถิตของวิญญาณปูุตาเจ้ามั่นเจ้าคง เป็นเขตแดนระหว่าง ล้านนา (เมืองน่าน) กับบ้านเมืองทางใต้ ซึ่งอาจจะมีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย แต่ที่แน่นอนคืออาณาจักร อยุธยาคงเป็นเขตเมืองน่านกับเมืองพิชัย หรือไม่ก็เมืองสวางคบุรีหรือไม่ก็เมืองบางโพ ป๎จจุบันหลัก ประโคนนี้ตั้งอยู่ที่ บ้านที่ปลา จังหวัดอุตรดิตฐ์ โดยในวันที่ ๑๘-๑๙ เมษายนของทุกปี ชาวบ้านจะมา ทําพิธีบวงสรวง นําควายเผือกมาเชือดแล้วเอาเลือดให้ร่างทรง ต่อมาควายเผือกหายากจึงเปลี่ยนมา
๗๐ เป็นควายดํา พอเกิดสงสารควายจึงเปลี่ยนเป็นหมู ป๎จจุบันนี้ใช้ไก่เป็นเครื่องสังเวยแทน และจะ อัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็นมงคลในจังหวัดน่านจัดขึ้น อารักษ์หลวงที่มาจากการสถาปนาเจ้าเมืองหรือบุคคลสําคัญ ดังนี้ ๑) อารักษ์หลวงเจ้าพญาป๎ว ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ภูคา เจ้าเมืองน่านองค์แรก พิธีบวงสรวง จะจัดขึ้นในเดือนเมษายนของทุกๆปี และจะอัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็นมงคลใน จังหวัดน่านจัดขึ้น ป๎จจุบันมีศาลอยูที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อําเภอป๎ว จังหวัดน่าน ๒) อารักษ์หลวงเจ้าพญาแพน ไม่มีประวัติที่แน่ชัดว่าเป็นเจ้าเมืองคือบุคคลสําคัญท่านใด ที่แน่ชัดใดแต่เมื่อมีงานบวงสรวงใหญ่ก็จะจะอัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็นมงคลใน จังหวัดน่านจัดขึ้น ๓) อารักษ์หลวงหอหลวง เป็นผีเจ้านายชื่อเจ้าคันธาสามตาเมื่อสิ้นไปแล้วก็กลายมาเป็นผี หลวงที่คอยปกปูองดูแลคุ้มครองสถิตอยู่ณวัดน้อยใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หน้าหอคําจะอัญเชิญมาขึ้นหอ บวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็นมงคลในจังหวัดน่านจัดขึ้น ๔) อารักษ์พระญาครานเมือง เจ้าเมืองน่านองค์ ๖ จะอัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระ พิเศษที่เป็นมงคลในจังหวัดน่านจัดขึ้นเมื่อมีงานบวงสรวงใหญ่ก็จะจะอัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงใน วาระพิเศษที่เป็นมงคลในจังหวัดน่านจัดขึ้น ๕) อารักษ์หลวงเจ้าพญาแก้ว เป็นบุคคลสําคัญ หรือหัวหน้าบ้านเมื่อสิ้นไปแล้วจึงถูก สถาปนาขึ้นเป็นอารักษ์คอยคุ้มครองปกป๎กรักษาคนในหมู่บ้านป๎จจุบันมีศาอยู่ที่บ้านพญาแก้ว อําเชียง กลางจังหวัดน่าน เมื่อมีงานบวงสรวงใหญ่ก็จะจะอัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็นมงคล ในจังหวัดน่านจัดขึ้น ๖) อารักษ์หลวงช้างเผือก ไม่มีประวัติที่แน่ชัดว่าเป็นเจ้าเมืองคือบุคคลสําคัญท่านใดที่แน่ ชัดใดแต่เมื่อมีงานบวงใหญ่ก็จะจะอัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็นมงคลในจังหวัดน่าน จัดขึ้น ๗) อารักษ์หลวงมิ่งเมือง สันนิษฐานว่ามีการสถาปนาขึ้นพร้อมกับการตั้งเสามิ่งเมืองเมื่อมี งานบวงสรวงใหญ่ก็จะจะอัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็นมงคลในจังหวัดน่านจัดขึ้น ๘) อารักษ์หลวงท้าวขาก่าน เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๒๒ สิ้นไปแล้วจึงถูกสถาปนาขึ้น เป็นอารักษ์คอยคุ้มครองปกป๎กรักษาคนในหมู่บ้านป๎จจุบันมีศาอยู่ที่วัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน อําเชียงกลางจังหวัดน่านเมื่อมีงานบวงสรวงใหญ่ก็จะจะอัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็น มงคลในจังหวัดน่านจัดขึ้น ๙) อารักษ์หลวงแสนหาญ ไม่มีประวัติที่แน่ชัดว่าเป็นเจ้าเมืองคือบุคคลสําคัญท่านใดที่แน่ ชัดใดแต่เมื่อมีงานบวงใหญ่ก็จะจะอัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็นมงคลในจังหวัดน่าน จัดขึ้น ๑๐) อารักษ์หลวงปุาเหมี้ยง เป็นบุคคลสําคัญหรือหัวหน้าบ้านที่อพยพมาจากเมืองเชียง รุ่งแล้วมาตั้งฐิ่นฐานที่บ้านปุาเมี้ยงเมื่อสิ้นไปแล้วจึงถูกสถาปนาขึ้นเป็นอารักษ์คอยคุ้มครองปกป๎กรักษา คนในหมู่บ้านป๎จจุบันมีศาอยู่ที่บ้านปุาเมี้ยง อําเมือง จังหวัดน่าน เมื่อมีงานบวงสรวงใหญ่ก็จะจะ อัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็นมงคลในจังหวัดน่านจัดขึ้น
๗๑ ๑๑) อารักษ์หลวงบ่อมาง เป็นเจ้าปกครองเมืองบ่อเกลือ เป็นบ่อเกลือสินธ์เธาว์บนภูเขา เป็นเมืองที่สําคัญของจังหวัดน่านในอดีตเมื่อสิ้นไปแล้วจึงถูกสถาปนาขึ้นเป็นอารักษ์คอยคุ้มครองปก ป๎กรักษาคนในหมู่บ้านป๎จจุบันมีศาอยู่ที่บ้านบ่อหลวง อําเภอบ่อเกลอ จังหวัดน่าน ทุกวันแรม ๙ ค่ํา เดือน ๕ ชาวบ้านบ่อหลวงจะทําพิธีบวงสรวงเจ้าหลวงบ่อเรียกว่า “พิธีแก้ม” จะมีการเลี้ยงเจ้าหรือ เลี้ยงผี เพื่อขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ปกปูองคุ้มครองและให้เกลือแก่พวกเขาใช้ทํามาหากินมาตลอด ระยะเวลา ๑ ปีแต่เมื่อมีงานบวงใหญ่ก็จะจะอัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็นมงคลใน จังหวัดน่านจัดขึ้น ๑๒) อารักษ์หลวงแก่งสะม้าเก้าบั้ง ไม่มีประวัติที่แน่ชัดว่าเป็นเจ้าเมืองคือบุคคลสําคัญ ท่านใดที่แน่ชัดใดแต่เมื่อมีงานบวงใหญ่ก็จะจะอัญเชิญมาขึ้นหอบวงสรวงในวาระพิเศษที่เป็นมงคลใน จังหวัดน่านจัดขึ้น สําหรับชาวบ้านมีความเชื่อว่าอารักษ์หลวงเป็นผีอารักษ์หลวงซึ่งเป็นผีที่อํานวยความอุดม สมบูรณ์ให้กับการผลิต ปกปูองคุ้มครองรักษาความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน เพราะผีอารักษ์ หลวงเป็นเทพเทวดาของเมืองมักเป็นบรรพบุรุษของเจ้าเมืองหรือผู้ปกครองเมือง นอกจากนี้ยังเป็น พิธีกรรมที่ทุกครัวเรือนจะมีส่วนในการประกอบพิธีกรรม เป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะเกี่ยวข้อง อารักษ์หลวง เป็นผีที่นิยมนับถือในกลุ่มชนในจังหวัดน่าน โดยผีอารักษ์หลวงเป็นผีใหญ่ สําคัญที่สุดรองลงมาเป็นผีบ้าน ผีเรือน ผีบรรพบุรุษ ตลอดจนผีที่สถิตในธรรมชาติทั้งหลาย “ผี อารักษ์” เพราะมีหน้าที่หลักในการให้การคุ้มครองคนในพื้นที่ให้ปลอดภัย ผีอารักษ์เปรียบเสมือนผีที่ คอยเฝูาคุ้มครองปกป๎กรักษาผู้คนในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุขมาช้านานความหลากหลายของผีอารักษ์ อาจพบเห็นได้จากอารักษ์หลักเมืองที่อยู่กลางเมืองต่างๆทั้งที่เป็นตัวเมืองระดับอําเภอ หรือตัวเมือง ระดับจังหวัดในรูปแบบศาลหลักเมือง ส่วนในระดับหมู่บ้านก็จะพบในรูปแบบปูุตา หรือ ผีบ้าน ผีเรือน หลักบ้าน ใจบ้าน ใจเมือง โดยมีเสาไม้หรือเสาหิน หรือไม้หมายเมืองบางครั้งก็เป็นหอโฮงที่ปลูกสร้าง ขึ้นเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้เห็นอย่างชัดเจน๑ จากการนับถือผีอารักษ์หลวงในวัฒนธรรมของคนจังหวัดน่านดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ลักษณะการนับถืออารักษ์หลวงนั้นมีความต่างกัน มีทั้งการนับถือแบบผี เทวดา ซึ่งเป็นผลมาจากการ รับรู้ของคนจังหวัดน่านที่มีต่ออารักษ์หลวง คือ คนจังหวัดน่านรับรู้อย่างไร นับถืออย่างไร อารักษ์ หลวงก็จะอยู่ในความหมาย และได้รับการนับถือในสถานะนั้น จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า อารักษ์หลวงไม่ เคยหายไปจากการนับถือของคนจังหวัดน่าน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบททางความเชื่อ และ ค่านิยมของสังคมเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าความเรื่องผีอารักษ์ได้หยั่งลึกลงไปในสํานึกของคนในจังหวัด น่านอย่างเหนียวแน่น แม้ว่าสังคมจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีการเปิดรับเอาความเชื่อใหม่ๆ เข้ามาก็ ตาม ความเชื่อเรื่องผีอารักษ์ก็สามารถปรับบริบทเข้ากับความเชื่อนั้นได้ อารักษ์หลวงในความเข้าใจ ของคนในจังหวัดน่านในป๎จจุบันมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทพื้นที่ และความต้องการที่จะ ๑ มานิตย์ โศกค้อ และปฐม หงษ์สุวรรณ, “บทบาทของตํานานและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีมเหศักดิ์ใน อําเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี”, วารสารมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร, ปที่ ๘ ฉบับที่ ๑ (มกราคมมิถุนายน ๒๕๖๐): ๔๐๕.
๗๒ ใช้สอยในความเชื่อ ในมโนทัศน์ของคนในจังหวัดน่านที่ได้รับอิทธิพลภาพลักษณ์เทวดาจาก พระพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ก็นับถือแถนในความหมายของเทวดา เป็นต้น การศึกษาอารักษ์หลวงจึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ ลักษะเช่นนี้ทําให้ตํานานมีความแตกต่างจากนิทานพื้นบ้านหรือนิทานปรัมปราทั่วๆไป ความน่านสนใจ ของตํานานที่ผู้วิจัยเห็นว่า ตํานานคือภาษาพิเศษที่สะท้อนเรื่องราว ความคิดความเชื่อของผู้คนในแต่ ละสังคมและยุคสมัย ตํานานบางเรื่องทําหน้าที่อธิบายความเป็นตัวตนของคนในชุมชนได้อย่าง น่าสนใจ โดยเฉพาะตํานานอารักษ์หลวงนครน่านที่ปรากฏในการรับรู้ของชาวจังหวัดน่านจึงไม่เพียง บอกเล่าเรื่องราวปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมาช้านานแล้ว หากแต่ตํานานเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงการ เชื่อมโยงระหว่างผู้คนกับธรรมชาติปุาไม้ภูเขาแม่น้ํา และสถานที่ต่างๆ ทั้งที่ธรรมชาติเป็นผู้บันดาล สร้างขึ้นมาและที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นมาด้วยการศึกษาตํานานจึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะทําให้เรา สามารถเข้าใจวิธีคิดของผู้คนในสังคมและวัฒนธรรมเหล่านั้นได้อีกทางหนึ่ง ๔.๑.๒ สถานะที่มีต่อวิถีชีวิตในปัจจุปัน ความเชื่อของคนในชุมชนว่าเป็นอารักษ์หลวง เป็นเทพาอารักษ์คุ้มครองปกป๎กรักษา บ้านเมืองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ความเชื่อเหล่านี้ถูกทําให้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งในฐานะพื้นที่ทาง กายภาพและพื้นที่ทางสังคม ความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของอารักษ์หลวงนครน่านทั้งที่เป็นรูปป๎้น อนุสาวรีย์ หรือหอผีอารักษ์นี้ได้ถูกสร้างขึ้นให้มีความหมายต่อความศรัทธาและใช้สื่อสารติดต่อกับองค์ เทพอารักษ์ผ่านตัวรูปเคารพทั้งทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีหน้าที่ใช้ตอบสนองกิจกรรมในกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ แล้ว ก็ยังถูกทําให้มีความหมายที่เชื่อมโยงและระลึกถึงอดีต ตลอดจนมีนัยยะถึง โครงสร้างทางสังคมท้องถิ่น กระบวนการรับรู้ทางความเชื่อ ตลอดจนโลกทัศน์ของกลุ่มคนที่มีต่อความ เชื่อนั้นๆ ผ่านการเชื่อมโยงเรื่องราวของรูปป๎้น อนุสาวรีย์ หรือหอผีอารักษ์กับประวัติศาสตร์หรือ ตํานานของท้องถิ่น ถือความทรงจําและความผูกพันระหว่างผู้คนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และธรรมชาติ เป็นพื้นที่แสดงออกด้านอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่นและชุมชน โดยความ เปลี่ยนแปลงที่สําคัญของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในชุมชนคือ การทําให้พิธีกรรมท้องถิ่นกลายเป็นงานสมโภช หรืองานเทศกาลเฉลิมฉลองประจําปีที่มีผู้คนอันหลากหลายจากภายนอกเข้ามาร่วมงาน สําหรับงาน สมโภชเฉลิมฉลองในสังคมขนาดเล็กนั้น นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ระลึกถึงบุคคลหรือเหตุการณ์ สําคัญของชุมชนหรือกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว ยังมีนัยยะของการตอกย้ําความทรงจําเกี่ยวกับประวัติและคุณ งามความดีของอารักษ์หลวงนครน่าน เป็นการสร้างและสถาปนาความทรงจําร่วม เพื่อเป็นสายใยยึด โยงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของผู้คนในสังคมนั้นๆ และเป็นการผลิตซ้ําความทรงจําทางสังคมให้แก่ คนรุ่นใหม่ได้ซึมซับและเห็นความสําคัญของบรรพบุรุษในตํานานของตน การบวงสรวงอารักษ์หลวง เพื่อคุ้มครองปกป๎กรักษาผู้คนในจังหวัดน่าน เพื่อการบนบานและบันดาลโชคลาภ บทบาทของอารักษ์ หลวงนครน่านในอดีตคือการช่วยปกปูองคุ้มครองชุมชนทั้งในระดับสังคมและป๎จเจกบุคคล สําหรับ ชาวบ้านนั้นเทพารักษ์มีบทบาทต่อพวกเขาในการพึ่งพายามที่ต้องตกทุกข์ได้ยาก หรือคาดหวังว่าจะ ดลบันดาลโชคลาภให้แก่ตน มีหน้าที่เป็นความหวังทางด้านจิตใจให้แก่ผู้คน กลุ่มคนที่มาบนบานก็มี หลากหลายกลุ่ม รวมถึงความเชื่อและการปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงไปจากความหมายเดิม อาทิ นักเรียน นักศึกษาจะมาบนบานเพื่อขอให้สอบได้ หรือเพื่อสอบแข่งขันเข้าเรียนต่อ บุคคลทั่วไปก็จะมาบนบาน เรื่องหน้าที่การงาน การสอบเข้ารับราชการ การเดินทางไปใช้ชีวิตต่างถิ่น ขอหวย ตลอดจนเรื่อง
๗๓ ป๎ญหาส่วนตัวอื่น ๆ ในความเปลี่ยนแปลงนี้มีสิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ แต่เดิมนั้นการบนบานผ่าน พิธีกรรมในอดีตจําต้องอาศัยคนกลางหรือมีม้าทรง ข้าวจ้ําฯลฯ ให้เป็นตัวแทนในการสื่อสารกับเทพ เจ้า แต่การบนบานในป๎จจุบันจะสามารถบนบานติดต่อผีเทพารักษ์ได้โดยตรงหรือไม่จําเป็นต้องผ่าน คนผู้ทําพิธีหรือคนกลางเสมอไป นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนจากพื้นที่ปิดสู่การเป็นพื้นที่เปิด จากเดิมที่ วัฒนธรรมการเลี้ยงผีอารักษ์เป็นเรื่องภายในชุมชนที่เป็นพื้นที่ปิด สภาพของหอผีที่แต่เดิมเป็นศาลา หรือหิ้งเล็ก ๆ อยู่อย่างรกร้างน่ากลัวในปุาข้างหมู่บ้าน จะมีผู้คนที่เข้าไปในยามประกอบพิธีกรรมเลี้ยง ดงหรือสักการะหอผีประจําปีเท่านั้น ส่วนผู้ที่เข้าไปใช้พื้นที่มักจะเป็น ผู้นําทางพิธีกรรมหรือคนที่ เกี่ยวข้องซึ่งเป็นคนในชุมชนเท่านั้น แต่เมื่อกลายมาเป็นอนุสาวรีย์กลางแจ้งในพื้นที่เปิด มีสภาพเป็น ลานกว้างเทปูนอย่างเรียบร้อย พร้อมทั้งมีตัวอาคารอื่น ๆ มาเป็นองค์ประกอบส่วนเสริม เช่น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น หรือศูนย์การเรียนรู้ ทําให้กับเยาวชน นักเรียนนักศึกษา นักท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นคน ในท้องถิ่นและผู้คนจากภายนอก ซึ่งมีความหลากหลาย ต่างเพศต่างวัย ต่างกลุ่มชาติพันธุ์และ วัฒนธรรมได้เข้ามาร่วมใช้พื้นที่เหล่านี้ โดยเฉพาะในงานเทศกาลประจําปีของชุมชนที่มีผู้คนจาก ภายนอกเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นจํานวนมากจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ มีกิจกรรม การรวมตัวทางวัฒนธรรมต่างๆ ความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลายมาเป็นพื้นที่สามัญอันเป็นสาธารณะ การรื้อฟื้นและสร้างอัตลักษณ์ใหม่เช่นนี้จึงทําให้ชุมชนชาติพันธุ์ท้องถิ่นได้เป็นที่รู้จักแก่โลกภายนอก และทําให้เทพารักษ์ของชุมชนกลายเป็นที่รู้จักแก่คนภายนอกมากขึ้น ถึงแม้คนภายนอกอาจจะรับรู้ และให้ความหมายในเชิงความเชื่อที่แตกต่างออกไปจากความหมายเดิมของชุมชนก็ตาม ๔.๑.๓ สถานะความศักดิ์สิทธิ์กับความเป็นสามัญ เดิมทีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นพื้นที่ของการประกอบพิธีกรรมและถือเป็นพื้นที่เฉพาะสําหรับ กลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสําหรับบุคคลภายนอกนั้นอาจถูกข้อกําหนดบางอย่างกีดกันหรือห้ามมิให้เข้า ร่วม บุคคลทั่วไปอาจจะเข้าไปได้ในเฉพาะบางโอกาสหรือที่มีความจําเป็นเท่านั้น สิ่งนี้ก็ถูกทําให้ เปลี่ยนแปลงไปโดยการลดความศักดิ์สิทธิ์หรือความขลังลงจนกลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคน สามารถเข้าถึงได้ เพียงแต่ชาวบ้านอาจจะเลือกนําเสนอเฉพาะในส่วนเท่าที่ตนอยากให้นักท่องเที่ยว หรือคนภายนอกเห็นเป็นการสื่อสารหรือแสดงอัตลักษณ์บางอย่างที่ได้เลือกสรรแล้วเพื่อมานําเสนอกับ โลกข้างนอก เช่น แต่เดิมทีในพิธีกรรมการเลี้ยงผีต้องมีการเชือดควาย หมู หรือ ไก่สดๆ ต่อมาเมื่อมี ประเด็นเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ในยุคสมัยใหม่จึงทําให้ชาวบ้านต้องทําพิธีเชือดนอกเวลาหรือ นอกพื้นที่ที่มีแขกหรือคนแปลกหน้าเข้ามาร่วมงานไม่เห็นแทน การทําให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นี้กลายมาเป็น แหล่งท่องเที่ยวแหล่งใหม่ซึ่งทําให้คนในชุมชนรู้สึกอยากให้คนภายนอกเข้ามาเยี่ยมเยือนและเรียนรู้ ผลที่ตามมาก็คือพิธีกรรมหรืองานสมโภชที่เคยถูกทําให้มีความศักดิ์สิทธิ์นั้นแทบจะไม่อยู่ในการรับรู้ หรือความเข้าใจของผู้คนที่เข้ามาร่วมงานอีกต่อไป กลายเป็นพื้นที่เปิดที่ไม่ได้ถูกผูกขาดการให้ ความหมายและความสําคัญโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป ๔.๒ บทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน เมื่อกล่าวถึงเรื่องราวของ“ผีอารักษ์หลวงนครน่าน” ก็มักจะพบว่าเป็นเรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์ที่ มีการเล่าขานอย่างกว้างขวางในหลายชุมชน ซึ่งอาจากล่าวได้ว่า ผีอารักษ์หลวงเปรียบเสมือนผีที่คอย เฝูาคุ้มครองปกป๎กรักษาผู้คนในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุขมาช้านานความหลากหลายของผีอารักษ์หลวง
๗๔ นครน่าน อาจพบเห็นได้จากระดับจังหวัดในรูปแบบเจ้าเมือง พระญา บุคคลสําคัญที่ผู้คนให้ความ เคารพนับถือ ศาลหลักเมือง ส่วนในระดับหมู่บ้านก็จะพบในรูปแบบปูุตา หรือ ผีบ้าน ผีเรือน หลัก บ้าน ใจบ้าน ใจเมือง โดยมีเสาไม้หรือเสาหิน หรือไม้หมายเมืองบางครั้งก็เป็นหอโฮงที่ปลูกสร้างขึ้น เป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้เห็นอย่างชัดเจน เรื่องราวของผีอารักษ์หลวงนครน่าน เป็นเรื่องราวที่เล่าขานเป็นตํานานปรัมปราที่แสดงให้ เห็นถึงความเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งตํานานปรัมปรา เป็นข้อมูลทางคติชนวิทยาและมานุษยวิทยาที่ น่าสนใจในการนํามาศึกษา ความเชื่อ โลกทัศน์วิธีคิด และแบบแผนในการดําเนินชีวิตของกลุ่มคนใน สังคมต่างๆในโลกนี้ชาติพันธุ์ต่างๆได้ใช้ตํานานอันถือเป็นเรื่องเล่าที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นกลไกทาง วัฒนธรรมอันหนึ่งในการอธิบายอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของตน เมื่อต้องสังสรรค์ทางวัฒนธรรมกับคน ต่างกลุ่มหรือต่างชาติพันธุ์” ๒ อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า ตํานานผีอารักษ์มักเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับโลก ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสัมพันธ์ต่อระบบความคิดความเชื่อของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง ดังที่ปริตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล๓ ได้กล่าวถึงโลกศักดิ์สิทธิ์อันเป็นคุณลักษณะสําคัญที่ทําให้ตํานานปรัมปรามีความ แตกต่างจากเรื่องเล่าธรรมดาโดยทั่วไป และทําให้ตํานานปรัมปรายังมีความหมายต่อมนุษย์ในยุค ป๎จจุบัน โดยปริตตาได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างโลกมนุษย์กับโลกศักดิ์สิทธิ์ (the sacred) ว่า ในทางมานุษยวิทยาหมายถึง เหตุการณ์ปริมณฑลพื้นที่และเวลาที่แตกต่างจากโลกของชีวิตประจําวัน ที่เรามีชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นอกจาก แตกต่างแล้วยังมีความพิเศษบางอย่างตรงที่มณฑลศักดิ์สิทธิ์นี้ สามารถเผยให้มนุษย์ประจักษ์ถึงสิ่งที่สูงส่งกว้างไกลไปกว่าเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง ที่จับต้อง มองเห็นได้หรือสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์ในแต่ละวัฒนธรรม สิ่งสูงส่งอาจจะ หมายถึงการสามารถติดต่อกับโลกหน้า โลกของเทพ ผีวิญญาณ พระเป็นเจ้า หรือสัจธรรม๔ ถ้าหากพิจารณาให้ดีแล้วเราจะพบว่า มีสถานที่ตั้งของหอผีที่แพร่หลายในชุมชนต่างๆ ได้ ปรากฏตํานานที่เล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของมเหศักดิ์แต่ละองค์เช่นนี้เองตํานานอารักษ์หลวงจึงทํา หน้าที่เป็นเสมือน ผู้ปกปูองคุ้มครองผู้คนและบ้านเมืองเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในชุมชนที่ เชื่อถือกันมาเนิ่นนาน ทั้งเป็นเรื่องของการบนบานศาลกล่าว ในเรื่องที่ทุกข์ใจไม่สบายใจ หรือการขอ พร ขอความสําเร็จ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตนเองได้วางเอาไว้ด้วยพลังศรัทธาในอํานาจเหนือ ธรรมชาติเช่นนี้จึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อน ให้ผู้คนสามารถดํารงชีพอยู่ต่อไปได้แม้ในบางสภาวการณ์ที่ ต้องลําบากกาย ลําบากใจแต่พลังศรัทธาเช่นนี้กลับเปลี่ยนความอ่อนแอให้มีแรงสู้ต่อไป เรื่องเล่า ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้สามารถสะท้อนให้เห็นระบบความคิดของผู้คน ความเชื่อ โลกทัศน์และอุดมการณ์ทาง สังคมได้เป็นอย่างดี ๒ ศิราพร ณ ถลาง, “ตํานานตัวอักษร: กลไกทางวัฒนธรรมของชาติพันธุที่ไมมีตัวอักษร”, วารสาร อักษรศาสตร, ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม – ธันวาคม ๒๕๔๙): ๑๙๕. ๓ ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล, “ความรุนแรงในมิติวัฒนธรรม”, รายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), ๒๕๔๖), หน้า ๒. ๔ เอกสิทธิ์ ไชยปน, พลวัตลัทธิพิธีกรรมการลงผี: กรณีศึกษาปฏิสัมพันธทางสังคมระหวางมาขี่ ลูกเลี้ยง และผีเจานายในจังหวัดเชียงใหม, (เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๖), หน้า ๔๓.
๗๕ อย่างไรก็ตามพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ยังเป็นกระบวนการทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับอาณา บริเวณหรือที่ตั้งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาโดยตรง อันเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่อง พลังเหนือธรรมชาติและอิทธิปาฏิหาริย์ นอกจากนี้ยังเป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรมที่บรรจุไว้ด้วย ความหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่มีบทบาทและอิทธิพลต่อผู้คนและสังคม๕ ขณะเดียวกันยังพบว่า เรื่อง เล่าเกี่ยวกับ ผีอารักษ์หลวง ที่แพร่หลายในชุมชนต่างๆ นั้นได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อารัก หลวงนครน่าน นั้นมีทั้งเจ้าเมือง เจ้าพระญา ทหาร นักรบ ตลอดจนนักปกครองบ้านเมืองด้วย ความ หลากหลายเช่นนี้ส่วนใหญ่มักปรากฏอยู่แพร่หลายและกระจัดกระจายไปในหลายชุมน เป็นที่น่า สังเกตว่าในบางชุมชนกลับมีตํานานและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์จํานวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับ ฉลาด ชาย รมิตานนท์ ซึ่งพยายามทําความเข้าใจความเชื่อเรื่องผีเจ้านายในสังคมล้านนาโดยอธิบาย ความสัมพันธ์ระหว่างผีและสัญลักษณ์ในพิธีกรรม ผ่านกระบวนทัศน์ในต่อการศึกษาความเชื่อสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ดังนี้ ๑) บทบาทสนองความต้องการทางด้านจิตใจ ช่วยให้มนุษย์มีความรู้สึกมั่นคงทางใจ ช่วยให้มนุษย์มีความสบายใจขึ้นต่อสถานการณ์ที่ อยู่เหนือการควบคุมพิธีกรรมจึงมักเกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารอํานาจเหนือธรรมชาติซึ่งมีกําลัง เหนือกว่าให้เข้าช่วยเหลือ เช่น การติดต่อกับเทวดาอารักษ์เพื่อขอฝน การเข้าทรงเพื่อให้ผีอารักษ์ช่วย รักษาโรค เป็นต้นในกรณีของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับผีอารักษ์หลวงนครน่านที่มีลักษณะเป็นพิธีที่ช่วยให้ เกิดความมั่นคงทางใจกับประชาชนในในจังหวัดน่าน เพราะการบูชาอารักษ์เมืองนอกจากจะช่วยให้ อารักษ์เกิดความพอใจคุ้มครองคนในเมืองน่านและบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้กับบ้านเมืองตาม ความเชื่อดั้งเดิมแล้ว เมื่อพิธีกรรมเหล่านี้ถูกผสมผสานเข้ากับพุทธศาสนาแนวคิดเรื่องสิริมงคลก็ถูก ผนวกเข้ามาในพิธีด้วยกะนั้น การเข้ามามีส่วนร่วมในพิธีไม่ว่าจะด้วยคนอายุ อาชีพใด หากมาด้วย ความเชื่อ ความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมนั้นๆ ก็จะบังเกิดผลตอบสนองความต้องการทางใจ ในระดับป๎จเจกได้ทันที ซึ่งผลในระดับนี้ถือเป็นบทบาทของพิธีกรรมในเชิงจิตวิทยา กล่าวได้ว่า หน้าที่ ที่สําคัญอย่างหนึ่งของการประกอบพิธีกรรม คือช่วยให้มนุษย์มีความรู้สึกมั่นคงทางใจ ช่วยให้มนุษย์มี ความสบายใจขึ้นต่อสถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมพิธีกรรมจึงมักเกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสาร อํานาจเหนือธรรมชาติซึ่งมีกําลังเหนือกว่าให้เข้าช่วยเหลือ เช่น การติดต่อกับแถนเพื่อขอฝน การ เข้าทรงเพื่อให้ผีเจ้านายช่วยรักษาโรค เป็นต้น ในกรณีของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับผีอารักษ์หลวงนครน่านที่ มีลักษณะเป็นพิธีที่ช่วยให้เกิดความมั่นคงทางใจกับประชาชนในเมือง เพราะการบูชาอารักษ์เมือง นอกจากจะช่วยให้อารักษ์เกิดความพอใจคุ้มครองคนในเมืองและบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้กับ บ้านเมืองตามความเชื่อดั้งเดิมแล้ว บทบาทของพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่านยังตอบสนอง ความต้องการทางจิตใจของป๎จเจกชนในด้านต่างๆอีกมากมายดังที่พบจากข้อมูลสัมภาษณ์ว่ามีการ อธิษฐานขอพรทั้งให้ตนอยู่ดีมีสุข มีสุขภาพแข็งแรงหายจากโรคภัยไข้เจ็บ มีโชคลาภ ฯลฯ ที่สําคัญ ที่สุดซึ่งผู้เข้าร่วมพิธีให้คําตอบไปในทิศทางเดียวกันคือการรู้สึกว่าตนได้ทํามาบุญ และเป็นสิริมงคลต่อ ๕ ปฐม หงษ์สุวรรณ, “นานมาแล้ว: มีเรื่องเล่า นิทาน ตํานาน ชีวิต”. วารสารอักษรศาสตร์, ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม - ธันวาคม ๒๕๕๖): ๔๒.
๗๖ ตนเองและครอบครัว บทบาทอย่างหลังนี้เป็นลักษณะความคิดแบบพุทธศาสนาที่เข้ามาผสมผสานอยู่ ในพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์เมืองเชียงใหม่ซึ่งมีแนวคิดในพิธีดั้งเดิมเป็นการนับถืออํานาจเหนือธรรมชาติ (animism) การผสมผสานความเชื่อระหว่างพุทธและผีที่เกิดขึ้นในพิธีกรรมเหล่านี้ ส่งผลด้านดีในแง่ ของการขยายวงกว้างต่อการตอบสนองทางด้านจิตใจของผู้คนหลากหลายกลุ่มขึ้น เป็นการ ประนีประนอมและผ่อนปรนความรู้สึกขัดแย้งในจิตใจในกรณีของคนบางกลุ่มที่บอกว่าไม่เชื่อเรื่อง อํานาจเหนือธรรมชาติ ๒) บทบาทการตอบสนองทางด้านสังคม ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่านมีส่วนช่วยสังคมทั้งในแง่การสร้าง ความมั่นคงปลอดภัยให้คนในสังคม แง่ของการรักษาความเรียบร้อยในสังคมและในแง่ของการรักษา สภาพแวดล้อมในสังคม วัตถุประสงค์หลักของการจัดพิธีบูชาอารักษ์หลวงนครน่าน ก็เพื่อต้องการให้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกิดความพอใจและช่วยปกปูองคุ้มครองตนเองและบ้านเมือง จุดประสงค์ของการจัดพิธีใน ข้อนี้ถือว่าเป็นการตอบสนองความต้องการของสังคมในแง่ความมั่นคง ปลอดภัย ประการต่อมา ความ เชื่อว่าอารักษ์หลวงมีอํานาจในการลงโทษ หากประชาชนกระทําผิดไปจากข้อกําหนดในสังคมหรือ กระทําการอันล่วงเกินอารักษ์หลวงนั้นเป็นลักษณะของการควบคุมสังคมอีกชั้นหนึ่ง ในข้อนี้ถือว่าเป็น การตอบสนองความต้องการของสังคมในแง่การรักษาความเรียบร้อยในสังคม เป็นผลมาจากการยดึถือ จารีต และนําหลักธรรมทางพุทธศาสนามาปฏิบัติใช้ ๓) บทบาทในการตอบสนองนโยบายของรัฐด้านการสืบสานประเพณีของจังหวัด ความเชื่อในอํานาจเหนือธรรมชาติแม้จะเป็นสิ่งสากลที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่การแสดงออกใน แต่ละกลุ่มสังคมที่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไปตามระบบแบบแผนของสังคมนั้นๆ จนกล่าวได้ ว่าความเชื่อประเภทนี้เป็นวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นอย่างหนึ่ง และเพื่อจะเก็บรักษาความเชื่อใดๆ เอาไว้ พิธีกรรมถือเป็นป๎จจัยสําคัญอย่างยิ่งประการหนึ่ง เพราะพิธีกรรมเป็นกระบวนการสําคัญในการสืบ ทอด(transmission) ความคิดความเชื่อต่างๆ ที่มักบรรจุในพิธีกรรมในรูปแบบของสัญลักษณ์ พิธีกรรมจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทําอย่างต่อเนื่องเพื่อตอกย้ําและถ่ายทอดความเชื่อนั้นๆ และเพื่อแสดงอัต ลักษณ์ของกลุ่มคนในสังคม ในกรณีของจังหวัดน่านก็ได้ใช้พิธีกรรมในการสืบทอดความเชื่อเรื่อง อารักษ์หลวงนครน่านซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สําคัญยิ่ง พิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่านถือได้ว่า เป็นพิธีกรรมระดับเมืองที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการประสานงานร่วมมือกันทุกฝุายตั้งแต่ระดับบนคือ ผู้บริหารบ้านเมืองไปจนกระทั่งระดับล่างคือประชาชนในเมือง นับตั้งแต่อดีต พิธีกรรมประเภทนี้ ชาวบ้านไม่สามารถจัดขึ้นเองได้โดยปราศจากเจ้าเมืองเนื่องจากเป็นพิธีใหญ่และมีความสําคัญ เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของเมือง พิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์เมืองต้องมีเจ้าเมืองเป็นผู้นําขับเคลื่อนให้ เกิดการจัดพิธีขึ้นมาในแต่ละครั้ง จากนั้นจึงค่อยมอบหมายหน้าที่ให้ข้าราชการไปประสานงานจัดการ ทําพิธีในส่วนต่างๆของเมืองโดยมีประชาชนเข้าร่วมในพิธีด้วย ในป๎จจุบันระบบกษัตริย์ในอาณาจักร ล้านนาล่มสลายไปเมื่อถูกผนวกเข้าเป็นดินแดนเดียวกับสยาม น่านเปลี่ยนฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของ ประเทศไทย ผู้เข้ามามีบทบาทแทนเจ้าเมืองในอดีตคือผู้ว่าราชการจังหวัด แต่การจะจัดพิธีกรรมเพื่อ เป็นบูชาอารักษ์หลวงนครน่านก็ยังคงต้องอาศัยคําสั่งและการประสานงานจากผู้บริหารบ้านเมือง ระดับสูงกระตุ้นให้เกิดพิธีกรรมขึ้นมาก่อนเช่นเดียวกับในอดีต จากนั้นประชาชนในเมืองจึงตอบสนอง นโยบายของรัฐ โดยร่วมมือกันจัดพิธีขึ้นมา ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าในป๎จจุบัน ส่วนราชการเข้ามาเป็น
๗๗ เรี่ยวแรงสําคัญของการจัดการพิธี พิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์หลวงนครน่านในกรณีศึกษาล้วนแต่เป็น พิธีที่อยู่ในโครงการกลุ่มการอนุรักษ์ ถ่ายทอดและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี วิถีชีวิต ภูมิป๎ญญาท้องถิ่นทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลทางตรงในการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมล้านนา อันเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดน่านและยังให้เกิดผลทางอ้อมคือเป็นจุดขายในการท่องเที่ยวเชิง วัฒนธรรมอีกด้วย จากการศึกษาของผู้วิจัย พบว่าจังหวัดน่านประสบความสําเร็จในการตอบสนอง นโยบายของรัฐดังกล่าวในระดับที่น่าพอใจ ๔.๓ คุณค่าของประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่าน ๔.๓.๑ คุณค่าของประเพณีที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่าน ๑) คุณค่าด้านสังคม ภูมิป๎ญญาท้องถิ่นของประเพณีที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่าน มีป๎จจัยภายในและภายนอกที่เกี่ยวข้อง โดยป๎จจัยภายในมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับภูมิป๎ญญา ท้องถิ่นที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่านให้กับผู้ที่มีความสนใจมารับการสืบทอดมีการปรับตัวตาม สภาพของสังคมที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากอดีตและเห็นความสําคัญในการอนุรักษ์ประเพณี และมี ป๎จจัยภายนอกเข้ามาสนับสนุน คือ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องในการ เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ จนเกิดการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เกิดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิด ป๎ญหา ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมประเพณีเพื่อการอนุรักษ์ ทั้งชาวน่านร่วมกันกับหน่วยงานของรัฐ และเอกชนได้นําเอาพิธีกรรมและความเชื่อดั้งเดิมของคนจังหวัดน่านกลับมาใช้ใหม่ผ่านพิธีกรรมการ ถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่าน ซึ่งเป็นพิธีกรรมและความเชื่อที่เคยปฏิบัติมาแต่ สมัยดั้งเดิมมาปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม เพื่อนํามาใช้ในด้านต่าง ๆ เพื่อมิให้องค์ความรู้ในเรื่องของประเพณี พิธีกรรมการถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่านสูญหาย มีองค์ประกอบที่สําคัญ ๖ องค์ประกอบ คือ ลักษณะของผู้นําพิธีกรรม บทสวด บรรยากาศและองค์ประกอบของพิธีกรรม ความ เชื่อของผู้เข้าร่วมพิธีกรรม ลักษณะของผู้นําพิธีกรรมที่มีความเป็นอาวุโส มีการปฏิบัติตนอยู่ใน ศีลธรรมอันดี เป็นแบบอย่างที่ดี และมีความชํานาญในการประกอบพิธีกรรม จึงทําให้ประชาชนเกิด ความเชื่อถือและเชื่อมั่นว่าพิธีกรรมและความเชื่อที่มีอยู่ส่งผลที่ดีต่อสุขภาพ บทสวดที่มีลักษณะเป็น คําพูดที่ดี น่าฟ๎ง มีเนื้อหามาจากหลักคําสอนทางพุทธศาสนาหรือบทสวดมนต์ เมื่อฟ๎งแล้วทําให้เกิด กําลังใจ คลายจากความทุกข์ บรรยากาศที่ทําให้เกิดความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์จึงทําให้ส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดี ได้ส่วนองค์ประกอบของพิธีกรรม ด้านวัตถุที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม เช่น ธูป เทียน หมาก พลู ฯลฯ ใช้เป็นสัญลักษณ์ เพื่อส่งผ่านคุณค่าให้แก่จิตใจและองค์ประกอบของพิธีกรรมด้านการปฏิบัติหรือ การกระทําที่มีวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติที่มุ่งเน้นให้เกิดการทําความดี มีการรวบรวมและนําองค์ ความรู้เรื่องประเพณีพิธีกรรมการถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่าน มาบูรณาการ จัด กิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกันภายในชุมชนเพิ่มการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อต่าง ๆ อีกทั้งควรเพิ่มการตระหนักรู้จิตสํานึกในการร่วมกันสืบสาน สืบทอดภูมิป๎ญญาประเพณี พิธีกรรมการถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่านให้คงอยู่คู่กับสังคมของคนในจังหวัด น่านไปชั่วลูกหลานสืบไป ๒) คุณค่าด้านหลักธรรม พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผลมีระบบความเชื่อความ ศรัทธา ที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งป๎ญญา วิเคราะห์จากรูปแบบการสร้างจริยธรรมทางสังคมผ่านความ
๗๘ เชื่อเรื่องผีและพุทธศาสนาในจังหวัดน่าน การนับถือผีนั้นสืบเนื่องมาจากลัทธิบูชาบรรพบุรุษ ซึ่งความ เชื่อนี้เจริญเติบโตมากจากลัทธิที่เชื่อถืออํานาจเหนือธรรมชาติ อันเป็นต้นกําเนิดของลัทธิประเพณี หลายๆอย่างและเป็นที่มาของศาสนาบางประเภทด้วย คติความเชื่อเกี่ยวกับผีเป็นความเชื่อของมนุษย์ มาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นพัฒนาการของความเชื่อระดับหนึ่งของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปตาม โครงสร้างและสภาพของสังคม ในสังคมที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีมากขึ้นจะละ ทิ้งหรือลดหย่อนความเชื่อเกี่ยวกับผีลงไป จะหันมานับถือพระเจ้าซึ่งก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็นตัว มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหนือมนุษย์เหนือธรรมชาติเหมือนผี แต่เรียกชื่อและมีพิธีกรรมที่แตกต่างกันไป เท่านั้น ไม่ได้มุ่งสนองความต้องการในชีวิตประจําวันเท่านั้น แต่จะพยายามแสวงหาคําตอบเกี่ยวกับ ชีวิตหลังความตาย เสนอความคิดความเชื่อเกี่ยวกับชาติหน้าที่เป็นเหตุเป็นผล มีหลักปรัชญาที่ซับซ้อน มากยิ่งขึ้น นับเป็นพัฒนาการความเชื่อระดับหนึ่งที่แสดงถึงภูมิป๎ญญาระดับสูงของมนุษย์ ซึ่งนัก มานุษยวิทยากําหนดให้ความเชื่อในลักษณะนี้เป็นศาสนาของสังคมสมัยประวัติศาสตร์ และให้การนับ ถือผีเป็นศาสนาในสมัยก่อนประวัติศาสตร์แต่เนื่องจากคติความเชื่อในการนับถือผีเป็นความเชื่อ พื้นฐานที่เก่าแก่ดั้งเดิม ดังนั้นจึงยังคงเหลือความเชื่อดังกล่าวนี้อยู่ในจารีตประเพณีและพฤติกรรมของ มนุษย์ในแทบทุกสังคมไม่มากก็น้อย ๓) คุณค่าด้านการใช้ชีวิต พิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่านมีบทบาทในการ สร้างขวัญและกําลังใจให้ป๎จเจกบุคคล ต้องการที่พึ่งทางใจและความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินให้ คุ้มครองและดลบันดาลให้ในสิ่งที่ปราถนา ทั้งในอดีตและป๎จจุบัน ผู้ที่เข้าร่วมประกอบพิธีกรรมเพื่อ ร้องขอความอุดมสมบูรณ์ของไร่นา ขอความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในครัวเรือน ขอให้ภัยพิบัติ อย่าให้เข้ามาก้ํากลาย ๔.๓.๒ คุณค่าของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่าน ๑) คุณค่าด้านสังคม เป็นศูนย์รวมจิตใจให้ชาวจังหวัดน่าน เพราะเป็นพิธีกรรมที่สร้าง ความเป็นสิริมงคลเพื่อบูชาเจ้าเมืองและบรรพบุรุษที่สร้างคุณงามความดีมาตั้งแต่ครั้งเก่าก่อนให้มา ปกปูองคุ้มครองชาวเมืองน่าน จึงกล่าวไก้ว่า พิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่านจึงมีบทบาท ในการสร้างความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับคนน่าน ๒) คุณค่าด้านการใช้ชีวิต ความเชื่อของผู้เข้าร่วมพิธีกรรม สังเกตุจากลักษณะของผู้นํา พิธีกรรมที่มีความเป็นอาวุโส มีการปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี เป็นแบบอย่างที่ดีและมีความชํานาญ ในการประกอบพิธีกรรม จึงทําให้ประชาชนเกิดความเชื่อถือและเชื่อมั่นว่าพิธีกรรมและความเชื่อที่มี อยู่ส่งผลที่ดีต่อสุขภาพจิต บทสวดที่มีลักษณะเป็นคําพูดที่ดี น่าฟ๎ง มีเนื้อหามาจากหลักคําสอนทาง พุทธศาสนาหรือบทสวดมนต์ เมื่อฟ๎งแล้วทําให้เกิดกําลังใจ คลายจากความทุกข์ บรรยากาศที่ทําให้ เกิดความรู้สึกศักดิ์สิทธิ จึงทําให้ส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดีได้ส่วนองค์ประกอบของพิธีกรรม ด้านวัตถุที่ใช้ ในการประกอบพิธีกรรม เช่น ธูป เทียน หมาก พลูฯลฯใช้เป็นสัญลักษณ์ เพื่อส่งผ่านคุณค่าให้แก่จิตใจ และองค์ประกอบของพิธีกรรมด้านการปฏิบัติหรือการกระทําที่มีวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติที่มุ่งเน้น ให้เกิดการทําความดี เนื่องจากพิธีกรรมลดเคราะห์และเสริมดวงชะตา มีแนวคิดในการส่งเสริมความ เชื่อที่เชื่อมโยงส่งผลให้เกิดสุขภาพจิตที่ดีผลทางด้านสุขภาพของผู้ที่ได้เข้าร่วมพิธีกรรมลดเคราะห์และ เสริมดวงชะตาที่เกิดขึ้น ล้วนส่งผลต่อสุขภาพที่ดีเป็นองค์รวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิต วิญญาณ
บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาวิจัยเรื่อง “สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่าน” มีวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือ ๑) เพื่อศึกษาความเป็นมาและความสําคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน ๒) เพื่อศึกษาประเพณี และพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๓) เพื่อศึกษาสถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนคร น่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร มีสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และ ข้อเสนอแนะ ดังนี้ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๕.๑.๑ ศึกษาความเป็นมาและความส าคัญของอารักษ์หลวงนครน่าน ๑) ความเชื่อเกี่ยวกับผีของชาวล้านนา ความเชื่อเรื่องผีของชาวล้านนาเป็นสิ่งที่สืบ เนื่องมาจากความเชื่อเรื่องผีที่ฝ๎งรากลึกอยู่ในจิตใจมาช้านาน ผีสําหรับชาวล้านนั้นจะดํารงอยู่ในทุก สภาวะของการมีชีวิต บางครั้งก็กระตุ้นให้เกิดความสนใจในฐานะผู้พิทักษ์ หรือผู้ช่วยเหลือ บางครั้งก็ มุ่งร้ายหมายขวัญ ชาวล้านนาเชื่อว่าผีเป็นสิ่งที่มีพลังอํานาจ มีฤทธิ์สามารถบันดาลทั้งความทุกข์ ความสุข ความสมหวังและความสิ้นหวังให้แก่มนุษย์ได้ การบวงสรวงและการประกอบพิธีกรรมตาม ความเชื่อจึงเป็นรูปแบบของการสร้างสรรค์โดยผ่านกระบวนการปลูกฝ๎ง การบอกต่อ การขัดเกลาทาง สังคมและผ่านการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผนวกเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมที่ติดแน่นอยู่กับวิถีชีวิตของชาว ล้านนา พิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผีจึงได้รับการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู้อีกรุ่นหนึ่ง ด้วยความ สานึกว่าเป็นสิ่งสาคัญที่ต้องส่งต่อแก่บุตรหลาน เพื่อจะได้ใช้เป็นแนวปฏิบัติที่ถูกต้องตามประเพณีและ ความเชื่อ การสืบทอดความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีที่ปรากฏในล้านนาอีกทั้งยังเป็นที่รู้จักของชาวบ้านใน จังหวัดน่านมีดังนี้ (๑) ประเภทผีร้าย คือวิญญาณที่ทําให้คนตกใจหวาดกลัว ทําร้ายผู้คน (๒) ประเภท ผีดี คือ ผีเจ้าที่ที่คอยคุ้มครองและตักเตือนคน ได้อธิบายถึงประเด็นลักษณะ ของผีผู้วิจัยพบตัวตนของ ผี เช่น ผีเจ้าที่ หรือ ผีบรรพบุรุษ ยังคงความหมายผีดั้งเดิม เหมือนในอดีตที่ปรากฏในสังคมไทย บอก ถึงการสืบทอดคุณลักษณะบทบาทของผีทางสังคมในการให้ความคุ้มครองและดูแลคน และ (๓) ความ เชื่อเรื่องผีเปรียบเหมือนเทวดาคอยคุ้มครองปกป๎กรักษา ๒) ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน พบว่า สาเหตุที่อารักษ์หลวงนครน่าน ยังคงด ารงอยู่ได้ในสังคม โดยกล่าวถึงความเชื่อที่สืบเนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนารูปแบบ พุทธ–ผี และชาวบ้านมีความเห็นพ้องต้องกันถึงหน้าที่อย่างหนึ่งของศาสนาในการให้การสนับสนุนสถาบัน พื้นฐานต่างๆ ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันเศรษฐกิจ ดังความเชื่อที่ว่าคนเกิดมายากดีมีจนต่างกัน เนื่องจากท าบุญมาไม่เท่ากัน หรือสถาบันการเมืองซึ่งเห็นได้จากความเชื่อเรื่องความแตกต่างของชน ชั้นทางสังคมที่มีสาเหตุมาจากบุญท ากรรมแต่ง เมื่อศาสนาได้ท าหน้าที่สนับสนุนโครงสร้างสถาบันทาง
๘๐ สังคมแล้ว สถาบันเองก็ย่อมต้องค้ าจุนและท านุบ ารุงศาสนาด้วยเช่นกัน ดังเช่นในกรณีของประเพณี เลี้ยงแกล้มอารักษ์หลวงนครน่านและพิธีบวงสรวงซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าผู้ ครองนครกับเทพยดาอารักษ์และผีบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นเทวดาอารักษ์ส าคัญประจ าเมือง พิธีเหล่านี้จึงถือ ว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าผู้ครองนคร หากเจ้าผู้ครองนครละเลยพิธีเหล่านี้ หรือหากเกิดเหตุวิกฤตขึ้นมาใน สังคม เจ้าผู้ครองนครจะถูกมองว่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเกิดวิกฤตนั้น ด้วยสาเหตุหนึ่งคือการ ละเลยขนบประเพณีที่เกี่ยวข้องกับอ านาจศักดิ์สิทธิ์ เป็นผลให้การปกครองของผู้ครองนครตกต่ าหรือ เกิดการสั่นคลอนได้ ๓) ความเป็นมาและความส าคัญของอารักษ์อารักษ์หลวงนครน่าน ๑๔ องค์พบว่า นครน่านเป็นเมืองที่มีพัฒนาการมายาวนาน ตั้งแต่สร้างเริ่มก่อเกิดบ้านแปลงเมืองในลุ่มน้ําย่างและลุ่ม น้ําป๎ว พัฒนาขึ้นเป็นแคว้นน่านในฐานะรัฐอิสระ ต่อมาถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา จนกระทั่งกลายเป็นนครรัฐในฐานะประเทศราชของสยาม และผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ไทยที่เรียกว่า “จังหวัดน่าน” สืบมาถึงป๎จจุบัน การดํารงอยู่ของสังคมหรือชุมชนหนึ่งๆ นอกเหนือจาก องค์ประกอบหลัก คือ มนุษย์แล้ว ยังคงมีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อที่ถูกกําหนดขึ้นมา ด้วยเหตุป๎จจัยบางประการร่วมอยู่ด้วย บางอย่างเป็นไปเพื่อการสร้างบุญกุศล ทางศาสนา บางอย่าง เพื่อแสดงความเป็นชาติพันธุ์หรือความเป็นพวกพ้องเดียวกัน และบางอย่างก็เพื่อควบคุมพฤติกรรม ของคนในสังคม วิถีต่างๆ เหล่านี้ถูก กําหนดขึ้นเพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและมี ความสุข ในอดีตมนุษย์มีความเชื่อว่า ความสุขหรือความทุกข์ที่ได้รับเกิดจากการกระทําของวิญญาณ วิญญาณหรือผีที่นับถือของคนในแต่ละท้องที่นั้น อาจแตกต่างกันออกไปตามชาติพันธุ์และความเชื่อ วิถีชีวิตและความเชื่อของคนน่านจะยึดโยงกับหลักทางพระพุทธศาสนาและความเชื่อ เกี่ยวกับผีอย่างแยกกันไม่ออก ประเพณีเลี้ยงแกล้มอารักษ์หลวง เป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมา หลายร้อยปี นับตั้งแต่การสถาปนาเมืองน่าน ซึ่งมีหลักฐานปรากฏเด่นชัดในยุคเจ้าหลวงเมืองน่านที่ได้ ระบุถึงการประกอบพิธีกรรมการบูชาบวงสรวงอารักษ์หลวง โดยมีนัยที่สื่อถึงการแสดงความเคารพต่อ ผู้ปกครองบ้านเมืองในอดีตและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองรักษาเมืองน่าน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่คนน่านเคารพ และยําเกรงบวงสรวงสังเวยเทวดาเมืองอันมีที่มาจากความเชื่อดังเดิมของชาวจังหวัดน่านว่าชนชั้น ปกครองระดับผู้นําชุมชน หรือกษัตริย์เมื่อสิ้นพระชนม์ หรือสวรรคตแล้ว จะได้จุติเป็นอารักษ์หลวง คือเทวดารักษาเมือง การถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงดําเนินการโดยกษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่าน เป็นผู้ที่รับเป็นงานราชพิธี ดังปรากฏหลักฐานกล่าวว่า “สักกราชได้ ๙๘๖ (พ.ศ.๒๑๖๗) ฟูาเมืองฟอง แห่งเมืองน่านถามแสนกลางเมือง แสนวัดปุณณะ ว่าบ้านเมืองที่นี้เป็นที่ผีที่ขึดเสมอนัก สูเจ้าเอาสังมา แก้มมาเลี้ยงชา แสนกลางเมือง แสนวัดปุณณะ ไหว้สาเจ้าฟูาเมืองฟองว่า ตามบุราณเมืองน่านที่นี้ เลี้ยงอารักขะแลปูชาเคราะห์เมือง เลี้ยงสนามกว้านจ่านั้น เอาเงินเล้มเลี้ยงเสี้ยงทังมวลแล แสนกลาง เมือง แสนวัดปุณณะ ไหว้เจ้าฟูา เมืองฟองวมีฉันนี้ เจ้าฟูาเมืองฟองจิ่งปลงอาชญาว่า แต่นี้ไพพายหน้า หื้อเอาเงินเล้มเลี้ยงอารักขะปูชา เคราะห์เมืองเลี้ยงสนาม กว้านจ่าตามบุราณแต่ก่อนเทอะ กรุณาฉันนี้ แดนแต่นั้นมาค็เอาเงินเล้มเลี้ยง อารักขะปูชาเคราะห์เมืองเลี้ยงสนามกว้านจ่าสืบสืบมาตามบุราณแต่ ก่อนมีฉันนี้แล” และเป็นสิ่งที่กษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่านต้องปฎิบัติ ดังปรากฏบันทึกไว้ในตํานาน พื้นเมืองน่าน ว่าเป็น ๑ ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการ “อนฺตรพหิรายเจติยานํ อปริยเปนฺติ สัณฐานที่ ใดมีต้นว่าเปนที่พลีกรรมปูชาเลี้ยงดูสืบๆ มาแต่ก่อนแต่โบราณ เปนต้นว่า ไม้เสื้อเมืองนั้นก็ดี มีที่เวียงก็
๘๑ ดี ที่เขตแดนเมืองก็ดี เปนผู้ใหญ่ควรไปเลี้ยงดูปูชาสักการะตามรีตตามโบราณ หื้อวุฒิจําเริญบ้านเมือง อันนี้ก็เปนอัปปริหานิยธรรมอันถ้วน ๖ แล” อารักษ์หลวงเมืองน่านที่ปรากฏหลักฐานบันทึกในตํานาน พื้นเมืองน่าน และมีการแกล้มเลี้ยงมาแต่โบราณกาลมีจํานวน ๑๔ โรงไชยดังนี้ คือ ๑) อารักษ์หลวง เจ้าพญาป๎ว ๒) อารักษ์หลวงเจ้าพญาแพน ๓) อารักษ์หลวงหอหลวง ๔) อารักษ์พระญาครานเมือง ๕) อารักษ์หลวงเจ้าพญาแก้ว ๖) อารักษ์หลวงช้างเผือก ๗) อารักษ์หลวงมิ่งเมือง ๘) อารักษ์หลวงท้าว ขาก่าน ๙) อารักษ์หลวงแสนหาญ ๑๐) อารักษ์หลวงปุาเหมี้ยง ๑๑) อารักษ์หลวงบ่อมาง ๑๒) อารักษ์ หลวงบ่อเหล็ก ๑๓) อารักษ์หลวงแก่งสะม้าเก้าบั้ง ๑๔) อารักษ์หลวงหลักพะโคน ๕.๑.๒ ศึกษาประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๑) ประเพณีถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่าน ประเพณีถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่านในอตีตเป็นประเพณีสําคัญที่ ปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่อดีต ประเพณีนี้มีความเกี่ยวข้องกับระบบการผลิตและการควบคุม กําลังคนเพราะเป็นประเพณีที่ผู้ปกครองมีบทบาทสําคัญในการติดต่อกับผีอารักษ์ของเมืองซึ่งเป็นผีที่ อํานวยความอุดมสมบูรณ์ให้กับการผลิต เพราะผีอารักษ์ของเมืองมักเป็นบรรพบุรุษของเจ้าเมืองหรือ ผู้ปกครองเมือง นอกจากนี้ยังเป็นพิธีกรรมที่ทุกครัวเรือนจะมีส่วนในการประกอบพิธีกรรม เป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับปากท้องของชาวบ้านชาวเมือง ขั้นตอนในการ ประกอบพิธีกรรมต้องถูกต้องตามจารีตที่เคยปฏิบัติกันมา สัตว์ที่ฆ่าสังเวย อาหารที่ปรุงเพื่อเลี้ยงผี อารักษ์ บทบาทหน้าที่ของผู้ประกอบพิธีกรรม สีเสื้อผ้าที่ผู้ประกอบพิธีกรรมสวมใส่ เครื่องใช้ไม้สอย ต่างๆ และข้อห้ามต่างๆ ในระหว่างการประกอบพิธีจะต้องถูกต้องและปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด การ แกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงคือกษัตริย์หรือเจ้าเมืองน่านเป็นผู้ที่รับเป็นงานราชพิธี ในป๎จจุบันกระบวนการพิธีเลี้ยงถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่านยัง ดําเนินไปอย่างเรียบง่ายเคร่งขรึมและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้ต่างไปจากเดิมมากนัก ผู้ประกอบพิธีและผู้ร่วมพิธีทําหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งขรึมจริงจัง มีเครื่องดนตรีพื้นเมืองบรรเลง ประกอบ แต่ไม่ได้มีการแสดงความครึกครื้นเฮฮาเหมือนพิธีเลี้ยงผีของเมืองอื่นๆ ที่กลายเป็น การละเล่นพื้นเมืองอวดนักท่องเที่ยว มีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ภายใต้การจัดการของผู้เชี่ยวชาญการ ประกอบพิธีและทายาทของผีเมืองทั้งหลาย มีการล้อมรั้วและป๎กตาแหลว คนภายนอกห้ามเข้าออก อย่างชัดเจน ๒) ประเพณีบวงสรวงอารักษ์หลวงนครน่าน พิธีบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และอดีตเจ้าผู้ครองนครน่านทุกพระองค์ จัดให้มี ขึ้นทุกปีในเดือนเมษายน วันที่ ๕ ตรงกับวันพิราลัยของพระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนคร น่าน โดยมีข้าราชการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พ่อค้า ประชาชนชาวจังหวัดน่าน ได้มาแสดงความ กตัญํูกตเวที ถวายราชสักการะ เพื่อน้อมรําลึกถึง พระเจ้าสุริยพงษ์ ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่านและ เทพยดาอารักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และอดีตเจ้าผู้ครองนครน่านทุกพระองค์ ณ หอคํา ๓) พิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน ๓.๑) พิธีกรรมการบวงสรวงและถวายเครื่องแกล้มเลี้ยง การอารักษ์เจ้าจะมีตัวแทนในการทําพิธีกรรมต่างๆ เรียกว่า “บวกตออารักษ์” ผู้คน เหล่านี้เป็นตัวแทนให้พิธีการดําเนินไปให้ถูกต้องและเรียบร้อย ประกอบด้วย จ้ําข้าว ตั้งข้าว ล่าม
๘๒ แกล้ม ช่างสับ ตักแกง ปิ้งชิ้น กวานเหล้าน้ํา กวานเหล้าส่า พันโรง โยงผ้า พันน้ํา พันผึ้ง พันเหล้าปอน พันแต่งแก้วควาย ถวายของปุา ช่างฆ้อง ช่างกลอง ช่างปี่ซ้าย ช่างปี่ขวา ช่างยิ้ง ช่างแพน และช่างเสพ ซึ่งในอดีตผู้คนเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษี ๓.๒) เครื่องแกล้มพระยาอารักษ์เจ้า เครื่องแกล้มเลี้ยงพระยาอารักษ์เจ้า เมื่อจะมาปกครองเมืองให้นําเครื่องแกล้มมา ถวายหอศาลหลวงเมืองก่อน จึงจะเข้าปกครองเมือง เมื่อปกครองเมืองแล้วให้มีเครื่องแกล้มเลี้ยงตาม ประเพณีที่สืบกันมา หากคนพื้นที่อื่นจะมาอยู่อาศัยให้เข้าหาผู้เฒ่าผู้แก่ เพื่อป๎ดเปุาสิ่งไม่ดีต่างๆ ที่ติด ตัวมา ป๎ดเปุาแล้วเมื่ออยาอยู่เมืองก็ให้ช่วยเหลือแบ่งเบางาน ให้เป็นที่รักแก่ผู้ฒ่าผู้แก่จะได้รับการดูแล ให้ปลอดภัยจากอันตราย ๓.๓) การแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงก่อนเข้าเสวยเมืองน่านของกษัตริย์หรือเจ้า เมืองน่าน กษัตริย์หรือเจ้าหลวงองค์ใหม่ที่เข้ามาครองเมืองน่าน จะต้องปฏิบัตตามจารีตคือให้มี การเลี้ยงแกล้มอารักษ์หลวงพญาป๎วก่อนขึ้นประทับที่คุมหลวง เริ่มต้นโดยการให้ประทับชั่วคราวนอก เมืองก่อนแล้วจัดแต่งธูปเทียนดอกไม้ หมาก มะพร้าว เหล้าขาว ผ้าขาวไปเลี้ยงแกล้มที่หอหลวง เมืองป๎วแล้วจึงเสร็จเข้าเมืองได้ เมื่อประทับอยู่ในคุ้มเวียง(ในเมือง)ให้จัดแต่งธูปเทียนดอกไม้ หมาก มะพร้าว เหล้าขาวหอศาลแล้วจึงขึ้นประทับอยู่คุ้มหลวงหอคํา มื่อขึ้นครองเมืองครบ ๓ ปีให้ “แกล้ม ประตูมิ่งเมือง”และจัดแต่งแกล้มเลี้ยงอารักษ์หลวงทุกปี ๓.๔) พิธีกรรมการถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่าน อารักษ์หลวงแต่ละแห่งจะมีวันที่แกล้มเลี้ยงต่างกันไป และเครื่องเลี้ยงจะขึ้นอยู่กับ ยศและตําแหน่งของผีอารักษ์นั้นๆดังที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นไปแล้ว อารักษ์หลวงเมืองน่านที่ปรากฏ หลักฐานพื้นเมืองน่านและมีการแกล้มเลี้ยงมาแต่โบราณกาลมีจํานวน ๑๔ โรงไชย(ศาล) ๓.๕) การสร้างโรงไชย(ศาล) การสร้างโรงไชย(ศาล) มาจากพระญาครานเมืองได้สร้างโรงไชยถวายให้พระญา ไสยก ผู้เป็นราชบิดาที่เมืองป๎วตั้งแต่นั้นมาผู้ใดได้เสวยเมืองน่านก็เป็นธรรมเนียมต้องมาสร้างหรือ บูรณะโรงไชยอารักษ์หลวงเจ้าพระญาป๎ว อันเป็นที่สถิตของดวงพระวิญญาณกษัตริย์ตั้งแต่พระญา ไสยกมาจนถึงพระญาผาแสง กษัตริย์แคว้นน่านในราชวงศ์ภูคา (ป๎ว) พระองค์สุดท้าย โดยดวงพระ วิญญาณกษัตริย์ทุกพระองค์เป็นอารักษ์หลวงบริวารของพระญาไสยก ส่วนประกอบต่างๆ ที่ใช้สร้าง โรงไชยอารักษ์หลวงเจ้าพระญาป๎ว มาจากการร่วมกันจัดหามาสร้าง อันแสดงถึงการมีส่วนร่วมของคน ทั้งในแว่นแคว้นนครน่าน ได้แก่ เมืองป๎ว เมืองควาง เมืองงิม เมืองโพง เมืองอวน เมืองย่าง เมืองยม เมืองบ่อเกลือ (บ่อมาง) บ้านแขม เมืองยอด เมืองยาว เมืองควน เมืองเชียงม่วน เมืองลี เมืองแงง บ้าน ซะกึน บ้านซะเกิน บ้านซะพราง เมืองปอน เมืองงอบ บ้านซะม้า เมืองเชียงกลาง เมืองปง เมืองเปือ เมืองสะเอียบ แต่ละเมืองก็จะมีวัสดุอุปกรณ์ที่แตกต่างกันไป ๓.๖) พิธีสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง ในประเพณีการบวงสรวงและถวายเครื่องแก้มเลี้ยงอารักษ์หลวงนครน่าน นอกจาก จะมีพิธีที่เกี่ยวกับการบูชาบวงสรวงดวงวิญญาณของอารักษ์หลวงแล้ว ยังมีประเพณีและพิธีกรรม เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาร่วมด้วย คือการเจริญพระพุทธมนต์อาราธนาพระสงฆ์๙ รูป เวลาที่จะทํา
๘๓ พิธีทางศาสนา โดยผู้ที่เป็นประธานฝุายฆราวาสจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย กล่าวคําบูชาพระ รัตนตรัย อาราธนาศีล สมาทานศีล และอาราธนาพระปริตร เมื่อพระสงฆ์เริ่มเจริญพระพุทธมนต์ ทุกคนพึงนั่งประนมมือฟ๎งด้วยความเคารพ เมื่อเสร็จพิธีเจริญพระพุทธมนต์พระสงฆ์๕ รูปประกอบพิธี กรวดน้ําอุทิศส่วนกุศลให้แก่อารักษ์หลวงทุกองค์ ๕.๑.๓ ศึกษาสถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาว จังหวัดน่าน ๑) สถานะของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน ๑.๑) สถานะในอดีต จะนับถืออารักษ์หลวงแบบผี ผีในความหมายดั้งเดิมของคนล้านนา เป็นคําที่ใช้เรียกสิ่งที่มีสภาวะทางวิญญาณ ไม่ได้บ่งบอกถึงลักษณะของความดีความชั่ว เหมือนอย่างการรับรู้ โดยผีอารักษ์หลวงเป็นผีใหญ่สําคัญ ที่สุดรองลงมาเป็นผีบ้าน ผีเรือน ผีบรรพบุรุษ ตลอดจนผีที่สถิตในธรรมชาติทั้งหลาย อารักษ์ที่ สถาปนาจากธรรมชาติ ได้แก่ (๑) อารักษ์หลวงบ่อเหล็ก (๒) อารักษ์หลวงหลักประโคน และ อารักษ์ หลวงที่มาจากการสถาปนาเจ้าเมืองหรือบุคคลสําคัญ ดังนี้(๑) อารักษ์หลวงเจ้าพญาป๎ว (๒) อารักษ์ หลวงเจ้าพญาแพน (๓) อารักษ์หลวงหอหลวง (๔) อารักษ์พระญาครานเมือง (๕) อารักษ์หลวงเจ้า พญา (๖) อารักษ์หลวงช้างเผือก (๗) อารักษ์หลวงมิ่งเมือง (๘) อารักษ์หลวงท้าวขาก่าน (๙) อารักษ์ หลวงแสน (๑๐) อารักษ์หลวงปุาเหมี้ยง (๑๑) อารักษ์หลวงบ่อมาง (๑๒) อารักษ์หลวงแก่งสะม้า เก้าบั้ง ๑.๒) สถานะในปัจจุบัน สถานะของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่านในป๎จจุป๎น เป็นความเชื่อของคนในชุมชนว่าเป็นอารักษ์หลวง เป็นเทพาอารักษ์คุ้มครองปกป๎กรักษาบ้านเมืองให้ อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ความเชื่อเหล่านี้ถูกทําให้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งในฐานะพื้นที่ทางกายภาพและ พื้นที่ทางสังคม ความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของอารักษ์หลวงนครน่านทั้งที่เป็นรูปป๎้น อนุสาวรีย์ หรือหอผี อารักษ์นี้ได้ถูกสร้างขึ้นให้มีความหมายต่อความศรัทธาและใช้สื่อสารติดต่อกับองค์เทพอารักษ์ผ่านตัว รูปเคารพทั้งทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีหน้าที่ใช้ตอบสนองกิจกรรมในกิจกรรมพิธีกรรมต่างๆ แล้วก็ ยังถูกทําให้มีความหมายที่เชื่อมโยงและระลึกถึงอดีต ๒) บทบาทของอารักษ์หลวงนครน่านที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดน่าน ๒.๑) บทบาทในอดีต เมื่อกล่าวถึงเรื่องราวของ“ผีอารักษ์หลวงนครน่าน” ก็มักจะ พบว่าเป็นเรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์ที่มีการเล่าขานอย่างกว้างขวางในหลายชุมชน ซึ่งอาจากล่าวได้ว่า ผี อารักษ์หลวงเปรียบเสมือนผีที่คอยเฝูาคุ้มครองปกป๎กรักษาผู้คนในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุขมาช้านาน ความหลากหลายของผีอารักษ์หลวงนครน่าน อาจพบเห็นได้จากระดับจังหวัดในรูปแบบเจ้าเมือง พระญา บุคคลสําคัญที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือ ศาลหลักเมือง ส่วนในระดับหมู่บ้านก็จะพบใน รูปแบบปูุตา หรือ ผีบ้าน ผีเรือน หลักบ้าน ใจบ้าน ใจเมือง โดยมีเสาไม้หรือเสาหิน หรือไม้หมายเมือง บางครั้งก็เป็นหอโฮงที่ปลูกสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้เห็นอย่างชัดเจน ผ่านกระบวนทัศน์ในต่อการศึกษาความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนี้ (๑) กระบวนทัศน์หน้าที่นิยม (๒) กระบวนทัศน์จิตวิเคราะห์ (๓) กระบวนทัศน์โครงสร้างนิยม (๔) กระบวนทัศน์สัญลักษณ์นิยม (๕) กระบวนทัศน์นิเวศน์วัฒนธรรม (๖) กระบวนทัศน์อํานาจ/ความรู้
๘๔ ๒.๒) บทบาทในปัจจุบัน ๒.๒.๑) บทบาททางด้านจิตใจ คือช่วยให้มนุษย์มีความรู้สึกมั่นคงทางใจ ช่วยให้มนุษย์มีความสบายใจขึ้นต่อสถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมพิธีกรรมจึงมักเกี่ยวข้องกับการ ติดต่อสื่อสารอํานาจเหนือธรรมชาติซึ่งมีกําลังเหนือกว่าให้เข้าช่วยเหลือ หากมาด้วยความเชื่อ ความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมนั้นๆ ก็จะบังเกิดผลตอบสนองความต้องการทางใจในระดับ ป๎จเจกได้ทันที ซึ่งผลในระดับนี้ถือเป็นบทบาทของพิธีกรรมในเชิงจิตวิทยา ๒.๒.๒) บทบาททางด้านสังคม ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์หลวง นครน่านมีส่วนช่วยสังคมทั้งในแง่การสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้คนในสังคม จุดประสงค์ของการจัด พิธีในข้อนี้ถือว่าเป็นการตอบสนองความต้องการของสังคมในแง่ความมั่นคง ปลอดภัย ประการต่อมา ความเชื่อว่าอารักษ์หลวงมีอํานาจในการลงโทษ หากประชาชนกระทําผิด ๒.๒.๓) บทบาทด้านการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีเป็นการตอบสนอง นโยบายของรัฐด้านการสืบสานประเพณีของจังหวัด เพื่อเป็นการให้องค์ความรู้แก่คนในชุมชนและ เผยแพร่พิธีกรรมให้เป็นที่รับรู้ต่อคนในวงกว้างขึ้นทั้งในระดับตัวบทและบริบท รัฐจึงจัดวิธีการ ประชาสัมพันธ์และดึงคนในชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับพิธีกรรมให้ได้มากที่สุดรวมไปถึงการให้ การศึกษาแก่นักเรียน ทั้งนี้เพื่อจะได้เก็บความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่านนี้ให้อยู่ ในทั้งความทรงจําของบุคคลและในสื่อต่างๆอันเป็นวิธีการสืบสานและแสดงอัตลักษณ์ของจังหวัดที่ดี อีกทางหนึ่ง ๒.๓ คุณค่าของประเพณีที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่าน ๒.๓.๑) คุณค่าด้านสังคม ภูมิป๎ญญาท้องถิ่นของประเพณีที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวง นครน่าน มีป๎จจัยภายในและภายนอกที่เกี่ยวข้อง โดยป๎จจัยภายในมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับภูมิ ป๎ญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่านให้กับผู้ที่มีความสนใจมารับการสืบทอดมีการปรับตัว ตามสภาพของสังคมที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากอดีตและเห็นความสําคัญในการอนุรักษ์เพื่อการ อนุรักษ์ ในเรื่องของประเพณีพิธีกรรมการถวายเครื่องแกล้มเลี้ยงหลวงอารักษ์หลวงนครน่านไม่ให้สูญ หาย ๒.๓.๒) คุณค่าด้านหลักธรรม พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผลมีระบบความ เชื่อความศรัทธา ที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งป๎ญญา วิเคราะห์จากรูปแบบการสร้างจริยธรรมทางสังคม ผ่านความเชื่อเรื่องผีและพุทธศาสนาในจังหวัดน่าน การนับถือผีนั้นสืบเนื่องมาจากลัทธิบูชาบรรพบุรุษ ซึ่งความเชื่อนี้เจริญเติบโตมากจากลัทธิที่เชื่อถืออํานาจเหนือธรรมชาติ ๒.๓.๓) คุณค่าด้านการใช้ชีวิต พิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่านมี บทบาทในการสร้างขวัญและกําลังใจให้ป๎จเจกบุคคล ต้องการที่พึ่งทางใจและความมั่นคงในชีวิตและ ทรัพย์สินให้คุ้มครองและดลบันดาลให้ในสิ่งที่ปราถนา ๒.๔ คุณค่าของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่าน ผู้วิจัยสรุปได้ดังนี้ ๒.๔.๑) คุณค่าด้านสังคม เป็นศูนย์รวมจิตใจให้ชาวจังหวัดน่าน เพราะเป็นพิธีกรรมที่สร้างความเป็นสิริมงคลเพื่อ บูชาเจ้าเมืองและบรรพบุรุษที่สร้างคุณงามความดีมาตั้งแต่ครั้งเก่าก่อนให้มาปกปูองคุ้มครองชาวเมือง
๘๕ น่าน จึงกล่าวไก้ว่า พิธีกรรมที่เกี่ยวกับอารักษณ์หลวงนครน่านจึงมีบทบาทในการสร้างความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับคนน่าน ๒.๔.๒) คุณค่าด้านการใช้ชีวิต ความเชื่อของผู้เข้าร่วมพิธีกรรม สังเกตุจากลักษณะ ของผู้นําพิธีกรรมที่มีความเป็นอาวุโส มีการปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี เป็นแบบอย่างที่ดี และมี ความชํานาญในการประกอบพิธีกรรม จึงทําให้ประชาชนเกิดความเชื่อถือและเชื่อมั่นว่าพิธีกรรมและ ความเชื่อที่มีอยู่ส่งผลที่ดีต่อสุขภาพจิต ด้านวัตถุที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม เช่น ธูป เทียน หมาก พลูฯลฯใช้เป็นสัญลักษณ์ เพื่อส่งผ่านคุณค่าให้แก่จิตใจ และองค์ประกอบของพิธีกรรมด้านการปฏิบัติ หรือการกระทําที่มีวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติที่มุ่งเน้นให้เกิดการทําความดี เนื่องจากพิธีกรรมลด เคราะห์และเสริมดวงชะตา มีแนวคิดในการส่งเสริมความเชื่อที่เชื่อมโยงส่งผลให้เกิดสุขภาพที่ดีผล ทางด้านสุขภาพจิตของผู้ที่ได้เข้าร่วมพิธีกรรมลดเคราะห์และเสริมดวงชะตาที่เกิดขึ้น ล้วนส่งผลต่อ สุขภาพที่ดีเป็นองค์รวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ๕.๒ อภิปรายผล การศึกษาวิจัยเรื่อง “สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่าน” มีความสอดคล้อง กับ มานิตย์โศกค้อ และปฐม หงส์สุวรรณ ที่กล่าวว่า ผีอารักษ์หรือผีมเหศักดิ์เปรียบเสมือนผีที่คอย เฝูาคุ้มครองปกป๎กรักษาผู้คนในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุขมาช้านานความหลากหลายของผีมเหศักดิ์อาจ พบเห็นได้จากมเหศักดิ์หลักเมืองที่อยู่กลางเมืองต่างๆทั้งที่เป็นตัวเมืองระดับอําเภอ หรือตัวเมืองระดับ จังหวัดในรูปแบบศาลหลักเมือง ส่วนในระดับหมู่บ้านก็จะพบในรูปแบบปูุตา หรือ ผีบ้าน ผีเรือน หลัก บ้าน ใจบ้าน ใจเมือง โดยมีเสาไม้หรือเสาหิน หรือไม้หมายเมืองบางครั้งก็เป็นหอโฮงที่ปลูกสร้างขึ้น เป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้เห็นอย่างชัดเจน๑ อารักษ์หลวงยังมีความสัมพันธ์กับ ความเชื่อและพิธีกรรมดังที่ อานันท์ กาญจนพันธ์ กล่าวว่า “ความเชื่อนั้นเป็นภาษาของอํานาจทาง อุดมการณ์แสดงออกในรูปของพิธีกรรม เป็นกิจกรรม ที่เป็นรูปธรรม โดยสะท้อนการต่อสู้ทางความคิด กับภาวะที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ด้วยการเปลี่ยนภาษาของสังคมที่เป็นจริงไปสู่ภาษาของพิธีกรรมที่สืบ ทอดกันมาอย่างยาวนานเพื่อสื่อสารความหมาย และสามารถแสดงอารมณ์ส่วนลึกของผู้คนในสังคมที่ เกิดขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงและความไม่ชัดเจน”ด้วยภาษาที่แฝงฝ๎งไปด้วยความเชื่อ และอํานาจที่จะนําไปสู่การประกอบพิธีกรรมที่ได้รับการสืบทอดอย่างยาวนาน ตัวภาษาดังกล่าวจึงอยู่ ในรูปของตํานานปรัมปราเช่นกัน๒ อย่างไรก็ตาม ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ยังได้นําเสนอว่า“ภูมิวัฒนธรรม จากตํานานจึงไม่ใช่เรื่องหยุดนิ่งแต่จะมีการทบทวน บอกเล่าซ้ําไปซ้ํามาและสร้างความหมายขึ้นใหม่ ตลอดเวลาซึ่งมีความหมายต่อผู้คนภายในที่เห็นความสัมพันธ์ในสามรูปแบบคือในระหว่างผู้คน ผู้คน กับธรรมชาติและผู้คนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติส่วนภายนอก ที่ไม่เข้าใจนั้นก็ต้องเรียนรู้ผ่าน ๑ มานิตย์ โศกค้อ และปฐม หงษ์สุวรรณ, “บทบาทของตํานานและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีมเหศักดิ์ใน อําเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี”, วารสารมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร, ปที่ ๘ ฉบับที่ ๑ (มกราคมมิถุนายน ๒๕๖๐): ๔๐๕. ๒ อานันท์ กาญจนพันธุ์, เจ้าที่และผีปู่ย่า: พลวัตของความรู้ชาวบ้านอ านาจและตัวตนของคน ท้องถิ่น, (เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๒๕), หน้า ๒๐.
๘๖ ระบบสัญลักษณ์ที่ปรากฏจึงจะเข้าใจและรับรู้ความสัมพันธ์ดังกล่าว” ๓ เรื่องราวของผีอารักษ์หลวง นครน่าน เป็นเรื่องราวที่เล่าขานเป็นตํานานปรัมปราที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่ง ตํานานปรัมปรา เป็นข้อมูลทางคติชนวิทยาและมานุษยวิทยาที่น่าสนใจในการนํามาศึกษา ความเชื่อ โลกทัศน์วิธีคิด และแบบแผนในการดําเนินชีวิตของกลุ่มคนในสังคมต่างๆในโลกนี้ชาติพันธุ์ต่างๆได้ใช้ ตํานานอันถือเป็นเรื่องเล่าที่ศักดิ์สิทธิ์ (sacred narrative) เพื่อเป็นกลไกทางวัฒนธรรมอันหนึ่งในการ อธิบายอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของตน เมื่อต้องสังสรรค์ทางวัฒนธรรมกับคนต่างกลุ่มหรือต่างชาติ พันธุ์” ๔ อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า ตํานานผีอารักษ์มักเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับโลกศักดิ์สิทธิ์ที่มี ความสัมพันธ์ต่อระบบความคิดความเชื่อของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง ดังที่ปริตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล๕ ได้ กล่าวถึงโลกศักดิ์สิทธิ์อันเป็นคุณลักษณะสําคัญที่ทําให้ตํานานปรัมปรามีความแตกต่างจากเรื่องเล่า ธรรมดาโดยทั่วไป และทําให้ตํานานปรัมปรายังมีความหมายต่อมนุษย์ในยุคป๎จจุบัน โดยปริตรตาได้ อธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างโลกมนุษย์กับโลกศักดิ์สิทธิ์ (thesacred) ว่าในทางมานุษยวิทยา หมายถึง เหตุการณ์ปริมณฑลพื้นที่และเวลาที่แตกต่างจากโลกของชีวิตประจําวันที่เรามีชีวิตอยู่ทุกเมื่อ เชื่อวัน นอกจาก แตกต่างแล้วยังมีความพิเศษบางอย่างตรงที่มณฑลศักดิ์สิทธิ์นี้สามารถเผยให้มนุษย์ ประจักษ์ถึงสิ่งที่สูงส่งกว้างไกลไปกว่าเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียงที่จับต้องมองเห็นได้หรือสามารถรับรู้ ได้ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์ในแต่ละวัฒนธรรม สิ่งสูงส่งอาจจะหมายถึงการสามารถติดต่อกับโลก หน้า โลกของเทพ ผีวิญญาณ พระเป็นเจ้า หรือสัจธรรม๖ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๕.๓.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ส่วนราชการควรส่งเสริมให้มีการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับประเพณีพิธีกรรมและบทบาทที่ เกี่ยวข้องกับอารักษ์หลวงนครน่านเพื่อถ่ายทอดและส่งเสริมให้เป็นศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี วิถี ชีวิต ภูมิป๎ญญาท้องถิ่น ๕.๓.๒ ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ประโยชน์ ให้องค์ความรู้แก่คนในชุมชนและเผยแพร่พิธีกรรมให้เป็นที่รับรู้ต่อคนในวงกว้างขึ้นทั้งใน ระดับบริบท มีการประชาสัมพันธ์และดึงคนในชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับพิธีกรรมให้ได้มากที่สุดรวม ไปถึงการให้การศึกษาแก่นักเรียน ทั้งนี้เพื่อจะได้เก็บความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์หลวงนคร ๓ ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม, เจาที่และผีปูยา: พลวัตของความรูชาวบานอ านาจและตัวตนของคนทองถิ่น, (เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๒๕), หน้า ๒๓. ๔ ศิราพร ณ ถลาง, “ตํานานตัวอักษร : กลไกทางวัฒนธรรมของชาติพันธุที่ไมมีตัวอักษร.”, วารสาร อักษรศาสตร, ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม–ธันวาคม ๒๕๔๙): ๑๙๕. ๕ ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล, “ความรุนแรงในมิติวัฒนธรรม”, รายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), ๒๕๔๖), หน้า ๒. ๖ เอกสิทธิ์ ไชยปน, พลวัตลัทธิพิธีกรรมการลงผี: กรณีศึกษาปฏิสัมพันธทางสังคมระหวางมาขี่ ลูกเลี้ยง และผีเจานายในจังหวัดเชียงใหม, (เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๖), หน้า ๔๓.
๘๗ น่านนี้ให้อยู่ในทั้งความทรงจําของบุคคลและในสื่อต่างๆอันเป็นวิธีการสืบสานและแสดงอัตลักษณ์ของ จังหวัดที่ดีอีกทางหนึ่ง ๕.๓.๓ ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป งานวิจัยเรื่อง สถานะและบทบาทของอารักษ์หลวงนครน่าน เป็นงานวิจัยที่มุ่งบันทึกองค์ ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อ สถานะ และบทบาทในพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์หลวงนครน่าน อันสามารถ นําไปต่อยอดหากจะศึกษาเปรียบเทียบความเชื่อ สถานะ และบทบาทในพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์ หลวง อารักษ์บ้าน ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในจังหวัดใกล้เคียงเพื่อให้เห็นระบบของความเชื่อและ พิธีกรรม สถานะ และบทบาทในพิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์หลวงว่ามีลักษณะร่วมหรือลักษณะต่าง อัน ทําให้เกิดองค์ความรู้ที่ลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคตที่เกี่ยวกับการดํารงอยู่และบทบาทความ เชื่อ พิธีกรรมเกี่ยวกับอารักษ์หลวงในสังคมป๎จจุบัน