การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน BUDDHADHAMMA INTEGRATION FOR PROMOTING EXECUTIVE LEADERSHIP OF BANPEE SUB-SDISTRIC ADMINISTRATIVE ORGANIZATION AT BANLUANG DISTRICT, NAN PROVINCE นางสาวสมพร ศรีใจ สารนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๖
การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน นางสาวสมพร ศรีใจ สารนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)
Buddha dhamma Interration for Promoting Executive Leadership of Banpee Sub-district Administrative Organization Banluang District, Nan Province Ms. Somporn Srijai A Research Paper Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for The Degree of Master of Public Administration Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2023 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
ก ชื่อสารนิพนธ์ : การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ผู้วิจัย : นางสาวสมพร ศรีใจ ปริญญา : รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะกรรมการควบคุมสารนิพนธ์ : ผศ.ดร.ธีรทัศน์ โรจน์กิจจากุล, พธ.บ. (รัฐศาสตร์), รป.ม. (นโยบายสาธารณะ), พธ.ด. (รัฐประศาสนศาสตร์) : ผศ.ดร. ธิติวุฒิ หมั่นมี, พธ.บ. (การสอนสังคม), พธ.ม. (ปรัชญา), พธ.ด. (รัฐประศาสนศาสตร์) วันสำเร็จการศึกษา : 31 มีนาคม 2566 บทคัดย่อ สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์คือ ๑) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๒) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชน ต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน และ ๓) เพื่อเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการตามระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยเป็นการวิจัยเชิง ปริมาณ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลบ้านพี้ จำนวน ๓๓๖ คน ได้มาจากการแทนค่าในสูตรของทาโร่ ยามาเน่ วิเคราะห์ข้อมูลโดย หาค่าความถี่ ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที t-test และการทดสอบค่า F-Test (One Way ANOVA) และการเปรียบเทียบ (Least Signilficant Diference : LSD.) และการวิจัยเชิง คุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๑๐ รูปหรือคน และใช้เทคนิคการสรุป เนื้อหานำเสนอแนวทาง ผลการวิจัยพบว่า ๑. ระดับภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่านโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = ๓.๒๓) และภาวะผู้นำตามหลักปาณิกธรรม ๓ โดย ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = ๓.๓๗) ๒. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนทต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ และรายได้ที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . ๐๑ จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนประชาชนที่มีอายุ การศึกษา และอาชีพ ที่แตกต่างกัน มีความ คิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้
ข ๓. แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน พบว่า แนวทางการบูรณาการต้องใช้ EBM โมเดล คือ ๑) E = Executive ผู้บริหารต้องมีความรู้ความสามารถหลากหลายด้าน ๒) B = Buddhism การใช้หลักพุทธธรรม คือ ยึดหลักปาปนิกธรรม คือ จักขุมา วิธุโร นิสสยสัมปันโน และ ๓) M = Management การบริหารจัดการต้องมีการบริหารจัดการองค์กรที่ดีเป็นเครื่องมือสำคัญที่ ควบคุม กำกับการบริหารงานให้เป็นไปตามทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะสม ตามหลักของศีลธรรมที่ดีงาม ในการบริหารงานท้องถิ่น ดังนั้นผู้บริหารต้องใช้ ทั้ง ๓ หลักมาประกอบกัน โดยขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้ จึงจะทำให้การบริหารงานในองค์กรนั้นความสำเร็จเรียบร้อย บรรลุตามวัตถุประสงค์ ถูกต้อง ตามกฎระเบียบ ถูกต้องตามหลักศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ก่อให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชนใน ท้องถิ่น
ค Research Paper Title : Buddhadhamma integration for Promoting Executive Leadership of Banpee Sub-district Administration Organization, Banluang District, Nan Province Researcher : Ms. Somporn Srijai Degree : Master of Public Administration Research Paper Supervisory Committee : Asst. Prof. Dr. Theeratas Rojkitjakul, B.A. (Political Science), M.P.A. (Public Policy), Ph.D. (Public Administration) : Asst. Prof. Dr. Thitiwut Munmee, B.A. (Teaching of Social Studies), M.A. (Philosophy) Ph.D. (Public Administration) Date of Graduation : March 31, 2023 Abstract The purpose of this thesis are 1) to study the leadership level of the organizational management team , Ban pee sub-district, Banluang District, Nan Province 2 . To compare people’s opinions on leadership of sub-district Administration Organization Administrators and 3) To propose an approach for integrating Buddhist principles to promote leadership to the Organization Administrators of Ban pee sub-district, Banluang District, Nan Province. This study conducted according to the integrated research mythology. It is a quantitative research which is a survey research. The sample group consisted of 366 people living in Banpee sub-district derived from word substitution in Taro Yamane’s formula datas were analyzed by frequency, percentage, mean and standard deviation T-test And F-test (one-way ANOVA) and comparison (Least Significant Difference : LSD) and quantitative research with in-dept interview with 10 persons and using summation techniques guideline . The research found that : 1.The level of leadership of administrators of the sub- distric administrative organization in Banpee sub-district Banluang District, Nan Province as a whole, was at a moderate level ( = 3.23) and leadership according to Papanik Dhamma3 was at a moderate level overall ( = 3.37) 2.Comparison of the public opinion on the leadership of the management team Administering the sub-distric at Banpee sub-district Banluang District, Nan Province, classified by personal facters. It was found that people with different sex and different income had different opinions on the leadership of organization’s
ง management team. Banpee sub-district Administration ,Banluang District, Nan Province was significantly different at the 01 level .There for hypothesis was accepted people with different ages, education and occupation they had different opinions on the leadership of Banpee Sub-district Administration Banluang District, Nan Province is not different. Then they reject hypothesis set. 3.Guideline for integrating Buddhist principles to promote leadership of the organizational management team. The sub-district administration in Banluang District, Nan Province that integration approach must use the EBM model, which is 1) E=Executive Executive must have knowledge and competence in various fields 2) B=Buddhism The use of Buddha Dharma is based on the Papanik Dharma, eyesight (Chakkuma) specialization (Vituro) good human relations(Nissayasampanno) and 3)M=Management Management requires a good organizational management. It is important that controls and directs the administration to go in the right direction and appropriate. According to principles of good morals in local administration (Activity of running organization) That’s why management executives must use all 3 principles to combine without one, it will not be able to manage the organization successfully to achieve the objective correctly according the rule and regulations to moral principles, morrals and ethics. It will bring happiness to the local people.
จ กิตติกรรมประกาศ สารนิพนธ์ เรื่อง การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน สำเร็จได้รับความอนุเคราะห์ ให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือจากบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งผู้วิจัยขอระบุนามไว้เพื่อแสดงความขอบคุณไว้ ดังนี้ ขอขอบพระคุณ รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม ผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ภาควิชา รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ ต่อการเรียน การสอน และการพัฒนาความรู้ จนทำให้สารนิพนธ์ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอขอบพระคุณ ผศ.ดร.ธีรทัศน์ โรจน์กิจจากุล ประธานกรรมการควบคุมสารนิพนธ์, ผศ.ดร.ธิติวุฒิ หมั่นมี กรรมการควบคุมสารนิพนธ์ และ ผศ.ดร.วรปรัชญ์คำพงษ์, พระครูปลัดวัชรพงษ์ วชิรปญฺโญ, ผศ.ดร ที่ได้ให้คำปรึกษาข้อชี้แนะ ข้อแนะนำ และข้อคิดเห็น ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำ สารนิพนธ์ทุกขั้นตอนตลอดจนให้กำลังใจแก่ผู้ทำวิจัยในการทำสารนิพนธ์เล่มนี้ตลอดมา จนกระทั่ง สารนิพนธ์เล่มนี้ สำเร็จลงด้วยดี ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ พันเอก ดร.พงศ์ศิริ พงศ์อริยมงคล, ดร.ชำนาญ เกิดช่อ และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่กรุณารับเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์ตรวจสอบแนะนำปรับปรุงแบบสอบถามที่เป็น เครื่องมือในการทำสารนิพนธ์ครั้งนี้ ขอขอบพระคุณคณะกรรมการสอบป้องกันสารนิพนธ์ทุกท่าน ที่ได้ให้ข้อเสนอแนะ เพื่อให้ สารนิพนธ์ฉบับนี้มีความถูกต้องและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ที่ ได้ให้ความอนุเคราะห์ในการเก็บข้อมูลเพื่อการศึกษาวิจัย ขอขอบพระคุณผู้ให้ข้อมูลทุกท่านที่ให้ความ อนุเคราะห์ในการให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ ขอขอบคุณประชาชนในเขตตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถาม คุณค่าและประโยชน์ที่เกิดจากสารนิพนธ์เล่มนี้ ขอยกคุณความดีนี้บูชาคุณของ บิดา มารดา ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้มีพระคุณทุกๆท่าน ที่ได้อบรมสั่งสอน แนะแนว เป็นที่ปรึกษาให้ ความรู้จนถึงทุกวันนี้ นางสาวสมพร ศรีใจ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖
ฉ สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค กิตติกรรมประกาศ จ สารบัญ ฉ สารบัญตาราง ซ สารบัญแผนภาพ ฎ คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ ฏ บทที่ ๑ บทนำ 1 ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 ๑.๒ คำถามการวิจัย ๖ ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๖ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๗ ๑.๕ สมมติฐานการวิจัย ๘ ๑.๖ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๘ ๑.๗ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๙ บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1๐ ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ 1๐ ๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงาน 2๓ ๒.๓ หลักทุติยปาปณิกธรรม ๓๘ ๒.๔ ข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย 4๑ ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๔๓ ๒.๖ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๕๕ บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย ๕๗ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๕๗ ๓.๒ การวิจัยเชิงปริมาณ ๕๗ ๓.๓ การวิจัยเชิงคุณภาพ ๖๒
ช สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๖๕ ๔.๑ ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๖๕ ๔.๒ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหารองค์การบริหารบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ๗๖ ๔.๓ แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๘๖ ๔.๔ องค์ความรู้ ๙๖ บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 1๐๐ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย 1๐๐ ๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย 1๐๓ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๑๐๖ บรรณานุกรม 1๐๗ ภาคผนวก 1๑๒ ภาคผนวก ก เครื่องมือการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ 1๑๓ ภาคผนวก ข หนังสือขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ 1๒๒ ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์การหาค่า IOC 1๒๘ ภาคผนวก ง หนังสือขอความอนุเคราะห์เก็บข้อมูลเพื่อตรวจสอบค่า ความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Try Out) 1๓๑ ภาคผนวก จ ผลการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม 1๓๒ ภาคผนวก ฉ หนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถาม 1๓๖ ภาคผนวก ช หนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสัมภาษณ์ 1๓๘ ภาคผนวก ซ ประมวลภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 1๔๙ ประวัติผู้วิจัย 1๕๕
ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำ 1๓ ๒.๒ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ 2๒ ๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหาร 3๐ ๒.๔ ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ๓๗ ๒.๕ หลักทุติยปาปณิกธรรม 4๐ ๒.๖ งานวิจัยที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำ ๔๘ ๒.๗ ตารางแสดงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร ๕๔ ๓.๑ แสดงจำนวนกลุ่มตัวอย่างประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๕๙ ๔.๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ๖๕ ๔.๒ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยภาพรวม ๖๗ ๔.๓ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านทักษะ (Conceptual skill) ๖๘ ๔.๔ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้าน บุคลิกภาพ (Personality) ๖๙ ๔.๕ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านสังคม (Social Characteristics) ๗๐ ๔.๖ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านบทบาท หน้าที่ (Roles) ๗๑ ๔.๗ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม โดย ภาพรวม ๗๒
ฌ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า ๔.๘ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม ด้าน จักขุมา (วิสัยทัศน์) ๗๓ ๔.๙ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม ด้าน วิธุโร (มีการบริหารจัดการที่ดี) ๗๔ ๔.๑๐ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม ด้าน นิสยสัมปันโน (มีมนุษยสัมพันธ์) ๗๕ ๔.๑๑ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตาม เพศ ๗๖ ๔.๑๒ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตาม อายุ ๗๗ ๔.๑๓ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตาม ระดับการศึกษา ๗๘ ๔.๑๔ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของต่อ ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้าน หลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามระดับการศึกษา ด้านทักษะ ๗๙ ๔.๑๕ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตาม อาชีพ ๘๐ ๔.๑๖ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของต่อ ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้าน หลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามอาชีพ ด้านสังคม ๘๑
ญ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า ๔.๑๗ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตาม รายได้ ๘๒ ๔.๑๘ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของต่อ ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้าน หลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามรายได้โดยภาพรวม ๘๓ ๔.๑๙ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของต่อ ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้าน หลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามรายได้ด้านบุคลิกภาพ ๘๓ ๔.๒๐ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของต่อ ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้าน หลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามรายได้ด้านบทบาทหน้าที่ ๘๔ ๔.๒๑ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของต่อ ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้าน หลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามรายได้ด้านสังคม ๘๕ ๔.๒๒ ผลสรุปโดยรวมการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ๘๖
ฎ สารบัญแผนภาพ แผนภาพที่ หน้า ๒.๑ โครงสร้างองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ ๔๒ ๒.๒ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๕๖ ๔.๑ องค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัย ๙๖ ๔.๒ องค์ความรู้ที่ได้จากการสังเคราะห์การวิจัย ๙๘
ฏ คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ ๑. คำย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก อักษรย่อในสารนิพนธ์เล่มนี้ ใช้อ้างอิงจากคัมภีร์พระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พ.ศ.๒๕๓๙ เป็นหลัก โดยใช้ระบบย่อคำ ดังต่อไปนี้ พระสุตตันตปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา ม.ม. (ไทย) สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก (ภาษาไทย) องฺ.เอกก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ปญฺจก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต (ภาษาไทย) พระอภิธรรมปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา องฺ. จตุกก. (ไทย) = องฺคุตฺตรนิกาย จตุกฺกนิบาต ๒. การระบุหมายเลขพระไตรปิฎก ในงานสารนิพนธ์เล่มนี้ ใช้พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พ.ศ.๒๕๓๙ เป็นหลักการ อ้างอิงพระไตรปิฎกใช้ระบบระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า เช่น ขุ.อิติ. (ไทย) ๒๕/๓๒๑-๓๒๒/๗๒ หมายความว่า การอ้างอิงนั้นระบุถึง สุตฺตนฺตปิฏก ขุทฺทกนิกาย อิติวุตตกะ ฉบับภาษาไทย พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๓๒๑-๓๒๒ หน้าที่ ๗๒ เป็นต้น
บทที่ ๑ บทนำ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ๑.๑.๑ ความเป็นมา เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นยุค ที่มีการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัตน์ กลายเป็นโลกที่มีการเชื่อมกันถึงกันได้โดยเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับโลกใน ทุกด้านๆ ทั้งภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา รวมถึงการบริหารงานของภาครัฐ เมื่อมีการเข้าถึงองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้นำจึงต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ผู้นำด้านเศรษฐกิจของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน มีการปรับตัว โดยผู้นำประเทศได้กำหนดนโยบาย เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และมีการพัฒนาโครงสร้าง การบริหารงาน การ บริหารงานคน ให้เป็นรูปแบบสมัยใหม่ ที่มีความชัดเจน รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล รวมถึงผู้นำด้านเศรษฐกิจโลก ที่ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้น การ เปลี่ยนแปลงของประเทศผู้นำด้านเศรษฐกิจโลกนี้ ส่งผลให้ประเทศที่กำลังพัฒนาต้องมีการปรับตัว ให้ ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกตามไปด้วย โดยการเชื่อมโยงถึงกันด้วยระบบอินเตอร์เน็ต และมีการ และเปลี่ยนความรู้ ทักษะ และทรัพยากร ที่มีเพื่อให้ประเทศพัฒนาได้ทันเท่าเทียมกัน ผู้นำของ ประเทศซึ่งทำหน้าที่บริหารประเทศ จึงต้องเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำสูง และมีบทบาทสำคัญที่จะต้องบริหาร จัดการทรัพยากรในทุก ๆ ด้านของประเทศ ให้ประชาชนของประเทศสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างดี และมีความสุข และนำพาประเทศ ไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ได้เท่าทันอารยะประเทศได้ เมื่อประเทศ ใดขาดผู้นำหรือผู้บริหารที่มีความสามารถ และขาดทักษะในการบริหารจัดการ ก็จะทำให้เกิดปัญหา ต่าง ๆ ในประเทศ เช่น ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ปัญหาทางด้านสังคม และปัญหาทางด้านการเมือง ส่งผลทำให้การพัฒนาของประเทศเป็นไปด้วยความล่าช้า และอาจเป็นปัญหาที่สะสมและส่งผล กระทบต่อประเทศชาติในอนาคตได้๑ จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ส่งผลต่อความอยู่รอดหรือความก้าวหน้าขององค์กรใน ประเทศที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน โดยต้องต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการของปัจจัยต่างๆ ภายใน องค์กร เพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น โดยบุคคลที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงปัจจัยต่างๆเข้าด้วยกัน คือ ผู้นำหรือผู้บริหารขององค์กรในความเป็นจริงองค์กรต้องการผู้บริหารที่มีความเป็นผู้นำ ที่มุ่งสร้าง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นผ่านการโน้มน้าวหรือจูงใจบุคคลกรในองค์กรให้เห็นทิศทางที่นำไปสู่ ความสำเร็จร่วมกัน เนื่องจากการเป็นผู้นำถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการ ด้วยเหตุนี้ การเป็นผู้นำ องค์กรที่มีประสิทธิภาพได้นั้น ต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานด้านการ ๑ ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี, ภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารองค์การ : แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: ปัญญาชน, ๒๕๖๑), หน้า ๔๒-๔๓.
๒ จัดการเสียก่อน เพราะหากผู้นำไม่เข้าใจหลักการจัดการพื้นฐาน ผู้นำอาจไม่สามารถต่อยอดเพื่อ พัฒนาตนเอง บุคลากร องค์กรไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้๒ ผู้นำหรือผู้บริหารยุคใหม่ต้องเข้าใจประเภทและบทบาทของตนเพื่อนำไปสู่การกำหนด แนวทางการบริหารงานองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้จัดการหรือผู้บริหาร คือบุคคลที่ รับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงานของสมาชิกในกลุ่มหรือองค์การ และมีอำนาจหน้าที่ในการใช้ ทรัพยากรขององค์การเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการทำงาน โดยทั่วไปสามารถแบ่งผู้บริหารออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหาร และผู้บริหารระดับต้น โดยผู้บริหารทั้ง ๓ ระดับ จะ เกี่ยวข้องกับหน้าที่การจัดการทั้ง ๔ ประการ ประกอบด้วย การวางแผน การจัดองค์การ การนำ และ การควบคุม แต่การแสดงออกของผู้บริหารในการทำงานปรากฏในรูปลักษณะของบทบาทที่ หลากหลาย ได้แก่ บทบาทด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล บทบาทด้านการให้ข้อมูลสารสนเทศ และบทบาทด้านการตัดสินใจและผู้บริหาร ต้องทำความเข้าใจถึงความสำคัญของทักษะการจัดการที่ จำเป็นต่อการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ ซึ่งมีด้วยกัน ๗ ทักษะ คือทักษะด้านงาน ทักษะด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทักษะด้านความคิดรวบยอด ทักษะด้านการวินิจฉัย ทักษะด้านการ สื่อสาร ทักษะด้านการตัดสินใจ ทักษะด้านการบริหารเวลา ทักษะทั้ง ๗ ประการนี้มีความสำคัญเป็น อย่างมากสำหรับผู้บริหารต่อการจัดการองค์การ และพนักงานไปสู่ความสำเร็จที่วางไว้เนื่องจาก ทักษะเหล่านี้ถูกใช้อย่างผสมผสานในแต่ละวันของการทำงาน นอกจากนี้ถ้าพิจารณาในเชิงลึกอาจ กล่าวได้ว่า ทักษะด้านความคิดรวบยอด ทักษะด้านการวินิจฉัยปัญหา ทักษะด้านการตัดสินใจ มี ความสำคัญต่อผู้บริหารระดับสูงเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้กำหนดแนวทางการ ดำเนินกิจการและทิศทางขององค์การผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงยังมีหน้าที่ในการแก้ปัญหาในภาพรวมที่เกิดขึ้นกับองค์การอีกด้วย ส่วนทักษะอื่น เช่น ทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะด้านการบริหารเวลา เป็น ทักษะที่จำเป็นกับผู้บริหารในทุกระดับ อย่างไรก็ดีผู้บริหารทุกระดับควรเตรียมตัวให้พร้อมและหมั่น พัฒนาทักษะต่างๆ ผ่านการเรียนรู้จากรณีศึกษาของผู้ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว หรือเข้ารับการ อบรมในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะที่สำคัญเหล่านี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน และการบริหารงาน๓ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีอำนาจอธิปไตยเป็น แบ่งแยกอำนาจ ๓ อำนาจ คืออำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร และอำนาจนิติ บัญญัติ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและสอดคล้องกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการบริหารประเทศ ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีไว้ในมาตรา ๑๑ ตาม พ.ร.บ ระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๕๑ นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับบริหารราชการแผ่นดิน มีหน้าที่สั่งการบังคับบัญชา และควบคุมราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วน ๒ รัตติกรณ์ จงวิศาล, ภาวะผู้นำ ทฤษฏี และแนวทางสู่การพัฒนา, พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๙), หน้า ๒๕. ๓ ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี, ภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารองค์การ : แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: ปัญญาชน, ๒๕๖๑), หน้า ๔๒-๔๓.
๓ ท้องถิ่น มีหน้าที่ ชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ ในกรณีจำเป็นจะ ยับยั้งการปฏิบัติราชการใด ๆ ที่ขัดต่อนโยบายหรือมติของคณะรัฐมนตรีและมีอำนาจสั่งสอบสวน ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารราชการของกระทรวงหรือทบวงหนึ่งหรือหลาย กระทรวงหรือทบวง บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารทุกตำแหน่ง ซึ่งสังกัดกระทรวงทบวง กรมและ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม สั่งให้ข้าราชการซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมหนึ่ง มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรม แต่งตั้ง ข้าราชการการเมืองให้ปฏิบัติราชการในสำนักนายกรัฐมนตรีรวมถึงวางระเบียบปฏิบัติราชการเพื่อให้ การบริหาราชการแผ่นดินเป็นไปโดยรวดเร็ว เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่น และ ดำเนินการอื่นๆในการปฏิบัติตามนโยบาย นายกรัฐมนตรี ผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศ ให้มีความ เจริญก้าวหน้า ประชาชนในประเทศอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง และมีความสุข และเป็นผู้ที่นำพา ประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า๔ การปกครองท้องถิ่น คือ การปกครองที่รัฐบาลมอบอำนาจให้ประชาชน ในท้องถิ่นใด ท้องถิ่นหนึ่งจัดการปกครองและดำเนินการ บางอย่าง โดยดำเนินการกันเอง เพื่อบำบัดความต้องการ ของตน การบริหารงานของท้องถิ่นมีการจัดเป็นองค์การมีเจ้าหน้าที่ ซึ่งประชาชนเลือกตั้งขึ้นมา ทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งนี้มีความเป็นอิสระในการบริหารงาน แต่รัฐบาลต้องควบคุมด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม จะปราศจากการควบคุมของรัฐหาได้ไม่เพราะการปกครองท้องถิ่นเป็นสิ่งที่รัฐทำ ให้เกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการบริหารประเทศ เพื่อให้ สนองตอบต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อให้ประหยัดงบประมาณของรัฐ ในการบริหารประเทศ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการปกครอง และมีส่วนในการ ส่งเสริมการเรียนรู้ถึงกระบวนการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยในระดับชาติได้เป็นอย่างดี๕ องค์การ บริหารส่วนตำบล คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบลที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มี พื้นที่เท่ากับตำบลแต่ละตำบล จัดตั้งมาจากสภาตำบลที่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดและมีจำนวน ราษฎรไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ คน โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อดูแลทุกข์สุขและให้บริการประชาชนใน หมู่บ้าน ตำบล เขตองค์การบริหารส่วนตำบล แทนรัฐบาลกลาง มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็น ราชการท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และ หน้าที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล จึงมีหน้าที่ในการคุมดูแล ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล กำหนดนโยบายโดยไม่ขัด ต่อกฎหมาย และรับผิดชอบในการบริหารราชการของ องค์การบริหารส่วนตำบล ให้เป็นไปตาม กฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนา ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ ซึ่งหน้าที่สำคัญคือ ๔ อุทัย หิรัญโต, การปกครองท้องถิ่น, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, ๒๕๖๓), หน้า ๒. ๕ โกวิทย์ พวงงาม, การปกครองท้องถิ่นว่าด้วยทฤษฎีแนวคิดและหลักการ. (กรุงเทพมหานคร: เอ็กซเปอร์เน็ท, ๒๕๕๐), หน้า ๕๐.
๔ การบริหารราชการ และการทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้ง หน่วยงานภาครัฐ เอกชนที่เกี่ยวข้อง ผู้ใต้บังคับบัญชา และประชนในท้องถิ่น๖ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจึงต้องเป็นบุคคลที่มีภาวะผู้นำสูง และมีทักษะในการ บริหารองค์กรกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเอง เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลก มีวิสัยทัศน์ ที่กว้างไกล ผู้นำจึงคือว่าเป็นกุญแจสำคัญ ในการบริหารงานขององค์กร เป็นผู้ที่จะช่วยผลักดันให้ องค์กร ประสบความสำเร็จ ดังนั้นผู้นำที่ดีนั้นจะต้องมีหน้าที่ในการบริหารและการวางแผนเพื่อให้ องค์กรประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ และในยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ที่มี การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากความสามารถในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ผู้นำ ยังต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการดำเนินงานในองค์กรได้อย่างมี ประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล โดยพิจารณาจากสิ่งสำคัญ ๒ ประการ คือ ภาวะผู้นำที่ดีที่จะมีส่วน ช่วยในการเพิ่มขีดความสามารถขององค์กร และทักษะในการบริหารงานในองค์กร กล้าที่จะ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองใช้เทคนิคในการบริหารงาน เพื่อให้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ มีประสิทธิผล ทักษะในการบริหารของผู้นำก่อให้เกิดความสำเร็จในทุก ๆ ด้านส่งผลทั้งทางตรงและ ทางอ้อมทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนผู้นำที่ดีนั้นนอกจากจะมีมีอำนาจการบริหารโดยตำแหน่ง และจะต้องมีลักษณะที่ดีครบองค์ประกอบของผู้นำองค์กรทุก ๆ ด้าน ๑.๑.๒ ความสำคัญของปัญหา ภาวะผู้นำหรือความเป็นผู้นำ (Leadership) นั้นเป็นกระบวนการที่ผู้บริหารจะให้มี อิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้อื่น ปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการทำหน้าที่ผู้นำคือ การเป็น ผู้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนความต้องการของคนได้ ผู้นำที่ดีจะช่วยให้คนพัฒนาความต้องการของตน ทั้งในทางปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลให้มีความ ต้องการที่ถูกต้องดีงาม และให้หมู่ชนมีการประสานความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันความ ต้องการของคน ทั้งสองฝ่ายก็จะไม่มีความสุขและสิ่งที่ทำก็ยากจะสำเร็จ เพราะในองค์กรหนึ่ง ๆ ไม่ว่า จะเป็นองค์กรภาครัฐหรือเอกชน บุคคลสำคัญที่จะทำให้กลไกในระบบการบริหารงานขององค์กรใด ๆ ดำเนินไปสู่จุดหมายที่ดีงาม ก็คือ ผู้นำ ทั้งนี้เนื่องจากผู้นำเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายในการ บริหาร การจัดการ รวมถึงการริเริ่ม การวางแผน การบริการ การกำกับการ และดำเนินการปรับปรุง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้สัมฤทธิผลตามเป้าหมายขององค์กรในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านที่เกี่ยวกับ การบริหาร และการบุคคล ดังนั้นในทุกองค์กรจึงจำเป็นต้องมีผู้นำ ในสังคมยุคโลกาภิวัฒน์ที่เป็นยุค โลกไร้พรมแดนนี้ ในแง่ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีต่าง ๆ ย่อมส่งผลให้ศักยภาพในการแข่งขันของ องค์กรสูงขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นในระดับประเทศ ในสถาบันของภาครัฐและเอกชน ความอยู่รอด ขององค์กรดังกล่าวย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจอย่างถูกต้อง รอบคอบ ทันต่อสถานการณ์ของผู้บริหาร ซึ่งก็คือผู้นำขององค์กรนั้น ๆ ดังนั้นในทุกองค์กรจึงจำเป็นต้องมีผู้นำในทุก ๆ สังคม ซึ่งประกอบด้วย สถาบันต่าง ๆ เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันศาสนา ย่อมต้องเป็นผู้นำ เพื่อ ๖ ปธาน สุวรรณมงคล, การเมืองการปกครองส่วนท้องถิ่น, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๕๕), หน้า ๒.
๕ ช่วยกำหนดทิศทาง ช่วยสั่งการ ช่วยควบคุมระบบและช่วยประสานงานให้คนทั้งหลายทำงานร่วมกัน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ดีงามที่ได้วางไว้ร่วมกัน นอกจากนี้ปัญหาเกี่ยวกับผู้นำก็มักจะเกิดขึ้น ในสังคม ปัจจุบันเสมอ ผู้นำบริหารงานอย่างไม่มีเอกภาพ ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง และยึดหลักประโยชน์นิยมเป็นใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อม ทำให้เกิดสภาพการณ์ของภาวะ ผู้นำที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นในสังคม๗ ปัญหาเกี่ยวกับการขาดซึ่งคุณธรรม จริยธรรมของผู้นำ มีผลทำให้การบริหารงานในองค์กร ล้มเหลว และมีผลกระทบต่อความเสื่อม และความเจริญขององค์กรหรือสังคมนั้น ๆ จริยธรรมของการ บริหารภาครัฐจะไม่มีทางเกิดผลสำเร็จได้ถ้าผู้บริหารไม่มีจริยธรรม แม้แต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็น ประเทศพัฒนาแล้วก็ยังให้ความสำคัญของจริยธรรม เพราะเชื่อว่าการบริหารที่ยึดหลักกฎหมายเพียง อย่างเดียวไม่เพียงพอ ที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการที่ดี คุณธรรมและจริยธรรมจึงมีความสำคัญต่อ บุคคล สังคม และชาติบ้านเมือง บทบาทของผู้นำส่งผลต่อความอยู่รอดองค์การ และส่งผลต่อการ ดำเนินชีวิตของกลุ่มบุคคลในสังคมมีความยั่งยืน และสันติสงบสุขของสังคมและประเทศชาติโดยผู้นำ จะต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีหากผู้นำขาดแล้วซึ่งคุณธรรมและจริยธรรมแล้ว ย่อมทำให้ผู้นั้น ขาดความชอบธรรมในการทำหน้าที่ในองค์การนั้นต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากคุณธรรมและจริยธรรม ถือเป็น คุณสมบัติที่สำคัญของของผู้นำที่ทำให้ได้รับการยอมรับ ความเชื่อถือตลอดจนการนับถือจากบุคคล ต่างๆทั้งในองค์การและสังคมทั่วไปดังนั้นการขาดคุณธรรมและจริยธรรมของผู้นำ ย่อมทำให้ผู้นำไม่ เป็นที่ยอมรับต่อบุคคลทั่วไปซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อหลักการบริหารงานและภาพลักษณ์ขององค์การ๘ สังคมใดที่ผู้นำที่ไร้คุณธรรมจริยธรรม สังคมนั้นจะมีแต่ความสับสน วุ่นวาย และขาดความ สงบสุข เช่นเดียวกับในองค์กร หากผู้นำองค์กรไร้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรม นอกจากจะทำให้ตนเองและ สถาบันวิชาชีพตกต่ำแล้ว ยังจะทำให้สังคมและชาติบ้านเมืองต้องตกต่ำไปด้วย ผู้นำที่ใช้หลักคุณธรรม และจริยธรรมในการบริหารงานย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองต่อวิชาชีพ และต่อสังคมหลาย ประการ คือ ทำให้ได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในการบริหารงาน อันจะนำไปสู่ความ เจริญก้าวหน้าและความมั่นคงการประกอบวิชาชีพ ทำให้ได้รับคำยกย่องสรรเสริญและเป็นที่เคารพ ของผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ไร้ภยันตรายใด ๆ เพราะแวดล้อมไปด้วย บุคคลและศิษย์ที่ให้ความรัก ความเคารพนับถือ ครอบครัวมีความอบอุ่นและมั่นคง เป็นแบบอย่างที่ดี ของครอบครัว ผู้ใต้บังคับบัญชาและสังคมต่อไป ทำให้องค์กรหรือหน่วยงานของตนได้รับความร่วมมือ สนับสนุนช่วยเหลือจากประชาชน ชุมชน ในการพัฒนาอย่างเต็มที่และทำให้สังคมและชุมชนเกิดสันติ สุขและได้รับการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะสมาชิกของสังคมมีคุณธรรมจริยธรรม๙ ๗ ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี, ภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารองค์การ : แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: ปัญญาชน, ๒๕๖๑), หน้า ๒-๓. ๘ รัตติกรณ์ จงวิศาล, ภาวะผู้นำ ทฤษฏี และแนวทางสู่การพัฒนา, พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๙), หน้า ๒. ๙ พระปญญา โชติธมฺโม (แกวหาวงค), “ภาวะผู้นำตามหลักปาปณิกธรรมของผูบริหารเทศบาลเมืองทาเรือ พระแทน อำเภอทามะกา จังหวัดกาญจนบุรี”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑).
๖ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน เป็นองค์กรที่มีศักยภาพใน การจัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนทั่วไป และสามารถแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของประชาชน ในพื้นที่ได้ ผู้บริหารจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการบริหารงานขององค์กร เปรียบเสมือนหัวเรือ ที่ชี้นำ ทิศทางว่าจะให้เรือแล่นไปในทิศทางใด ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ ยังมีผู้บริหารบางส่วน ที่มีปัญหาด้านการพัฒนาศักยภาพ ยังขาดความรู้และการพัฒนาด้านทักษะที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ขาด ความรู้ทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน ขาดการสร้างทัศนคติในการ ทำงานที่ดี และขาดการนำหลักพุทธธรรม หลักคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม มาปรับใช้ในการ บริหารงานอย่างจริงจัง เพื่อให้การบริหารงานขององค์กรประสบความสำเร็จ และถูกต้องตามหลัก คุณธรรม จริยธรรม และส่งผลให้สังคมและประเทศชาติมีความสุข มีความยั่งยืน๑๐ การนำหลักปาปณิกธรรม มาประยุกต์ใช้จำทำให้คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล นั้นมีภาวะผู้นำที่ดี เพราะหลักปาปณิกธรรมเป็นหลักธรรมที่จะส่งเสริม ในเรื่องการเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่ กว้างไกลมองสภาพเหตุการณ์ออกและจะวางแผน เป็นผู้ชำนาญในงานรู้จักวิธีการไม่บกพร่องในหน้าที่ ที่ตนได้รับผิดชอบ และเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี และได้รับความเชื่อถือจากผู้อื่น๑๑ จากเหตุผลที่ กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษา “การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน” เพื่อเป็นแบบอย่างในการ บริหารงาน และเป็นฐานข้อมูลเพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตต่อไป ๑.๒ คำถามการวิจัย ๑.๒.๑ ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน เป็นอย่างไร ๑.๒.๒ ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบูรณาหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำ ของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน เป็นอย่างไร ๑.๒.๓ แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน เป็นอย่างไร ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑.๓.๑ เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๑.๓.๒ เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ๑.๓.๓ เพื่อเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๑๐ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้, แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๖๕), น่าน: องค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้, ๒๕๖๕), เอกสารอัดสำเนา. ๑๑ องฺ.ติก. (ไทย) ๓๕/๔๕๙/๖๑.
๗ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา งานวิจัย “การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน “ผู้วิจัยกำหนดขอบเขตด้านเนื้อหาโดย สังเคราะห์จากหลักปาปณิกธรรม ๓๑๒ ได้แก่ ๑) จักขุมา คือเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ๒) วิธุโร คือมี การบริหารจัดการที่ดี ๓) นิสยสัมปันโน คือเป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีกับบุคคลอื่น และสังเคราะห์จาก จากงานวิจัยของอรอนงค์ โรจน์วัฒนบูลย์๑๓ ได้สรุป การพัฒนาตัวแบบผู้นำ ๔ ด้าน คือ ๑) ด้านทักษะ ๒) ด้านบุคลิกภาพ ๓) ด้านทางสังคม และ๔) ด้านบทบาทหน้าที่ ตัวแปรต้น (Independent Variables) คือ ๑. ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบ แบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุการศึกษา อาชีพ และรายได้ ๒. หลักพุทธธรรม ได้แก่ ปาปณิกธรรม ๓ ๑๔ ดังนี้๑) จักขุมา คือเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ๒) วิธุโร คือมีการบริหารจัดการที่ดี ๓) นิสยสัม ปันโน คือเป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีกับบุคคลอื่น ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะ ผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยผู้วิจัย สังเคราะห์จากงานวิจัยของอรอนงค์ โรจน์วัฒนบูลย์๑๕ ได้สรุป การพัฒนาตัวแบบผู้นำ ๔ ด้าน คือ ๑) ด้านทักษะ ๒) ด้านบุคลิกภาพ ๓) ด้านทางสังคม และ ๔) ด้านบทบาทหน้าที่ ๑.๔.๒ ขอบเขตด้านประชากร และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๑) ขอบเขตด้านประชากร ได้แก่ ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ที่มีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป จำนวน ๒,๐๘๓ คน๑๖ ๒) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Performance) ไว้ ๕ กลุ่ม จำนวน ๑๐ รูปหรือคน ดังนี้ ๒.๑ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา จำนวน ๒ รูป ๒.๒ นักวิชาการด้านการปกครองท้องถิ่น จำนวน ๑ คน ๒.๓ หน้าส่วนราชการ จำนวน ๑ คน ๒.๔ บริหารท้องถิ่น จำนวน ๑ คน ๑๒ องฺ.ติก. (ไทย) ๓๕/๔๕๙/๖๑. ๑๓ อรอนงค์ โรจน์วัฒนบูลย์, “การพัฒนาตัวแบบผู้นำเชิงนวัตกรรม”,วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (คณะรัฐประศาสนศาสตร์: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๕๓). ๑๔ องฺ.ติก. (ไทย) ๓๕/๔๕๙/๖๑. ๑๕ อรอนงค์โรจน์วัฒนบูลย์, “การพัฒนาตัวแบบผู้นำเชิงนวัตกรรม”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (คณะรัฐประศาสนศาสตร์: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๕๓). ๑๖ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้, แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๖๕), น่าน: องค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้, ๒๕๖๕), เอกสารอัดสำเนา.
๘ ๒.๕ กลุ่มผู้นำท้องถิ่น จำนวน ๕ คน ๑.๔.๔ ขอบเขตด้านพื้นที่ พื้นที่ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ พื้นที่ในเขตตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๑.๔.๕ ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาในการศึกษา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ถึง กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๕ รวมเป็นระยะเวลา ๑๒ เดือน ๑.๕ สมมติฐานการวิจัย สมมติฐานที่ ๑ ประชาชนที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบูรณาการหลักพุทธธรรม เพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แตกต่างกัน สมมติฐานที่ ๒ ประชาชนที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบูรณาการหลักพุทธธรรม เพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แตกต่างกัน สมมติฐานที่ ๓ ประชาชนที่มีการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบูรณาการหลักธรรม เพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แตกต่างกัน สมมติฐานที่ ๔ ประชาชนที่มีอาชีพกัน มีความคิดเห็นต่อการบูรณาการหลักธรรมเพื่อ ส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แตกต่างกัน สมมติฐานที่ ๕ ประชาชนที่มีรายได้ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบูรณาการหลักธรรม เพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัด น่าน แตกต่างกัน ๑.๖ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในงานวิจัย ๑.๖.๑ ภาวะผู้นำ หมายถึง ภาวะผู้นำที่แสดงออกในรูปของกระบวนการ ความสามารถ หรือ กิจกรรมซึ่งก่อให้เกิดอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลอื่น เพื่อสร้างสรรค์ผลงานการเปลี่ยนแปลง ที่ดีงามประกอบด้วย ๔ ประการ ดังนี้ ๑) ด้านทักษะ หมายถึง การมีวิสัยทัศน์นำการเปลี่ยนแปลง มีทักษะการถ่ายทอด ความคิดสู่การปฏิบัติ มีความสามารถในการเรียนรู้ศาสตร์ต่าง ๆ ได้ดี มีทักษะในการกระตุ้นการสร้าง นวัตกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะการสร้างความไว้วางใจดี มีทักษะการแก้ไขปัญหาอย่างเป็น ระบบ ๒) ด้านบุคลิกภาพ หมายถึง ผู้นำมีความยืดหยุ่นในการแก้ไขสถานการณ์ได้อย่าง สร้างสรรค์เป็นแบบอย่างที่ดี มีจิตใจที่เปิดกว้าง มีจิตวิญญาณของผู้บริหารท้องถิ่น
๙ ๓) ด้านทางสังคม หมายถึง มีความกระตือรือร้นในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม มีการสื่อสารต่อสังคมอย่างดี มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ๔) ด้านบทบาทหน้าที่ หมายถึง ผู้นำได้ออกแบบองค์กรที่เอื้อต่อวิถีนวัตกรรม มี การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ มีการดึงศักยภาพในทีมงานออกมาสร้างนวัตกรรม มีการ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางวิชาการเพื่อประโยชน์ในการทำงาน มีการจุดประกายสร้างแรง บันดาลใจในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ๑.๖.๒ หลักธรรม หมายถึง หลักธรรมสำหรับบริหารงานของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยนำหลักทุติยปาปณิกธรรม ๓ มา ประยุกต์ใช้ ซึ่งประกอบด้วย ๑) จักขุมา หมายถึง เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีความรู้ มองสภาพเหตุการณ์ สถานการณ์ และสามรถวางแผนเตรียมรับมือได้ตลอดเวลา ๒) วิธุโร หมายถึง มีการบริหารจัดการที่ดี เป็นผู้เชี่ยวชาญชำนาญ เฉพาะด้าน มีความสามารถในงานส่วนตนงานส่วนรวม รู้จักหลักการและวิธีการ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ หมอบหมาย ๓) นิสสยสัมปันโน หมายถึง เป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีกับบุคคลอื่น สามารถ ทำงานร่วมกันได้ ประสานงาน ประสานใจ ประสานประโยชน์ได้ดี ๑.๖.๓ องค์การบริหารส่วนตำบล หมายถึง องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอ บ้านหลวง จังหวัดน่าน ๑.๖.๔ คณะผู้บริหาร หมายถึง คณะผู้บริหารในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๑.๗ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๑.๗.๑ ทราบถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับการบูรณาการหลักธรรม เพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๑.๗.๒ ทราบถึงผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบูรณาการ หลักธรรม เพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๑.๗.๓ ได้เสนอแนวทางการบูรณาการหลักธรรม เพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๑.๗.๔ องค์ความรู้ที่เป็นผลการจากวิจัยนี้ สามารถนำไปเป็นข้อมูลสารสนเทศในการ พัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นต่อไป
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน” ผู้วิจัยจะนำเสนอการทบทวน วรรณกรรม แนวคิด ทฤษฏี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาประกอบการทำวิจัย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น เที่ยงตรงตามหลักระเบียบวิธีวิจัย ดังมีประเด็นที่ศึกษา ประกอบด้วย ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงาน ๒.๓ หลักทุติยปาปณิกธรรม ๒.๔ ข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๕.๑ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ ๒.๕.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร ๒.๖ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ภาวะผู้นํา (Leadership) เป็นความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้นํา เพื่อทําให้กลุ่ม ประสบความสําเร็จ ซึ่งจากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับภาวะผู้นำ ดังนี้ ๒.๑.๑ แนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ภาวะผู้นำ (Leadership) เป็นคุณลักษณะ พฤติกรรม ความสามารถหรือกระบวนการที่ เป็นปฏิสัมพันธ์หรือเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคล ที่สามารถมีอิทธิพลต่อผู้อื่น กลุ่มคน สามารถ สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความปรารถนา ทำให้เกิดความเชื่อถือ ศรัทธา ยอมรับ ความพยายาม การ อุทิศตัว การใช้ความสามารถอย่างดีที่สุด และช่วยเพิ่มพลังอำนาจของผู้อื่น เพื่อให้บรรลุสำเร็จตาม เป้าหมาย๑ รวมทั้งเป็นกระบวนการที่ผู้นำสามารถโน้มน้าวหรือจูงใจบุคคลในองค์กรให้ทำงานด้วย ความเต็มใจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การร่วมกัน๒ หรือเป็นพฤติกรรมและกระบวนการที่ทำให้ ผู้อื่นเปลี่ยนแปลงละทิ้งความสนใจของตนเอง แล้วหันมาปฏิบัติตามเป้าหมายของกลุ่ม โดยการหล่อ หลอมแนวคิดใหม่ การให้คำปรึกษา การแนะนำ การชักชวน และการกระทำเชิงสัญลักษณ์ซึ่งดลใจ ๑ รัตติกรณ์ จงวิศาล, ภาวะผู้นำ ทฤษฏี และแนวทางสู่การพัฒนา, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๙), หน้า ๑๔. ๒ ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี, ภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารองค์การ : แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: ปัญญาชน, ๒๕๖๐), หน้า ๕๓.
๑๑ และให้ความหมายแก่ผู้อื่น เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้๓ และภายในกลุ่ม ซึ่งต้องอาศัยอิทธิพล ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สามารถชี้นำ กระตุ้นโน้มน้าว สร้างแรงจูงใจให้บุคคลที่เป็นผู้ตามเกิด การยอมรับเชื่อถือ และปฏิบัติตามเพื่อนำไปสู่การทำงานที่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้๔ ภาวะผู้นำประกอบไปด้วยส่วนต่าง ๆ คือ ๑) ปรากฏการณ์แบบกลุ่ม นั่นคือ ไม่มีผู้นำที่ ปราศจากผู้ตาม ภาวะผู้นำนั้น จะรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีอิทธิพลต่ออีกคนหนึ่ง หรือ การที่สามารถจูงใจผู้อื่นได้นั้นเอง ๒) ผู้นำใช้อำนาจหรือชี้นำกลุ่มให้เชื่อในการกระทำหรือความสำเร็จ ในเป้าหมายนั้นๆ ดังนั้นภาวะผู้นำคือเป้าหมายของการดำเนินงานโดยตรงและบทบาทที่แสดงในกลุ่ม และองค์กร ๓) การแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้นำนั้น สันนิษฐานได้จากการแบ่งกลุ่มหรือจัดลำดับชั้นภายใน กลุ่ม บางกรณีลำดับชั้นเป็นปกติโดยทั่วไป ซึ่งง่ายต่อการบ่งบอกว่าใครคือผู้นำ นั่นคือ ผู้นำจะอยู่ใน ลำดับบนสุดบางกรณีก็ซับซ้อน บางกรณีก็มีการยืดหยุ่น๕ ทั้งยังเป็นความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลระหว่าง ผู้นำและผู้ตาม ที่มีความตั้งใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและการเปลี่ยนแปลงนั้นสะท้อนจุดมุ่งหมาย ที่มีร่วมกันระหว่างผู้นำและผู้ตาม ภาวะผู้นำของผู้บริหารอาจะแสดงในลักษณะเชิงสร้างความสัมพันธ์ ต่อผู้ปฏิบัติงาน หรือเชิงเน้นการดำเนินงานของผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้การดำเนินการใน องค์กรเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด๖ หรือภาวะหรือศักยภาพความสามารถของบุคคลที่มีอิทธิพลต่อ บุคคล หรือกลุ่มมีความสามารถในการใช้ศาสตร์และศิลป์ในการชักจูงให้คนอื่นคล้อยตาม และสร้าง ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานอย่างประสานสัมพันธ์กัน มีคุณลักษณะที่เหมาะสมทั้งทางด้านความรู้ มีสติปัญญามองการณ์ไกล มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบในการบริหารจัดการองค์การ มีทักษะ เป็น ศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงที่ส่งความรู้ความสามารถขับเคลื่อนองค์การให้ปฏิบัติการเกิดผลตาม แผนงานเพื่อบรรลุเป้าหมายวัตถุประสงค์ขององค์กรที่กำหนด๗ ภาวะผู้นำเป็นคุณลักษณะ พฤติกรรม ความสามารถหรือกระบวนการที่เป็นปฏิสัมพันธ์ หรือเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคล ที่สามารถมีอิทธิพลต่อผู้อื่น กลุ่มคน สามารถสร้างแรงบันดาลใจ สร้างความปรารถนา ทำให้เกิดความเชื่อถือ ศรัทธา ยอมรับ ความพยายาม การอุทิศตัว การใช้ ๓ สุนทร โคตรบรรเทา, ภาวะผู้นำในองค์การสถานศึกษา (ฉบับปรับปรุง), (กรุงเทพมหานคร: ปัญญาชน, ๒๕๖๐), หน้า ๒๐. ๔ มัทนา วังถนอมศักดิ์, ภาวะผู้นำทางการศึกษา: ทฤษฎีและการปฏิบัติ, (นครปฐม: เพชรเกษมพริ้น ติ้ง กรุ๊ป จำกัด, ๒๕๖๑) หน้า ๓. ๕ สุขฤทัย จันทร์ทรงกลด, “ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดจันทบุรี สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๗”, วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร การศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๘). ๖ ซอฟี ราเซะ, “ภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะของครูผู้สอนในอำเภอทุ่งยางแดง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานีเขต ๓”, วิทยานิพนธ์หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการ บริหารการศึกษา, (บัณทิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, ๒๕๖๐). ๗ กัญญานัฐ หนูรักษ์, “พฤติกรรมภาวะผู้นำและการใช้อำนาจในการบริหารงานของหัวหน้าสถานี ตำรวจภูธรในจังหวัดสงขลา”, วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจ, (บัณทิต วิทยาลัย: มหาวิทยาลัยทักษิณ, ๒๕๕๖).
๑๒ ความสามารถอย่างดีที่สุด และช่วยเพิ่มพลังอำนาจของผู้อื่น เพื่อให้บรรลุสำเร็จตามเป้าหมาย๘ กระบวนการหือความสามารถของบุคคลในการใช้อำนาจหรืออิทธิพล ที่ทำให้ผู้อื่นยอมรับในค่านิยม หรือวัตถุประสงค์ที่บุคคลนั้นชี้นำ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความสำเร็จได้ตามที่ต้องการ๙ เป็นลักษณะเฉพาะของการใช้อิทธิพลระหว่างบุคคล (Interpersonal Influence) เพื่อให้บุคคลหรือ กลุ่มทำในสิ่งที่ผู้นำต้องการ ภาวะผู้นำ คือการกระทำระหว่างบุคคล โดยบุคคลที่เป็นผู้นำจะใช้อิทธิพล (Influence) หรือการดลบันดาลใจ (Inspriration) ให้บุคคลอื่นหรือ กลุ่มกระทำหรือไม่กระทำบางสิ่ง บางอย่าง ตามเป้าหมายที่ผู้นำกลุ่มหรือองค์การกำหนดไว้๑๐ การพัฒนาคนที่จะทำให้การทำงานในองค์กรมีประสิทธิภาพนั้น ผู้นำควรเน้นประเด็น ต่อไปนี้ ให้พนักงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ในระดับสูงถึงระดับความเป็นเลิศ ให้พนักงานทุกคนมีทักษะมนุษย สัมพันธ์ที่จะทำให้การปฏิสัมพันธ์ภายในองค์กรและนอกองค์กร ดำเนินไปด้วยดีก่อให้เกิดความร่วมมือ ในการทำงาน ให้ทุกคนตระหนักถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาให้พนักงานเรียนรู้ จากความผิดพลาด พัฒนาตนเองอยู่เสมอ และช่วยพัฒนาคนรอบข้าง กำจัดจุดอ่อน ด้วยความเต็มใจ ที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองให้หลุดพ้นจากความบกพร่อง มีความยืดหยุ่น เพื่อทำงานร่วมกันแบบบูรณา การระหว่างภายต่าง ๆ คุณลักษณะที่ผู้นำในยุคปัจจุบันควรจะมี ในปัจจุบัน ประกอบด้วยคุณสมบัติ พื้นฐาน๑๑ ดังนี้ ๑. มีกระบวนการทำงานที่ท้าทายต่อความสำเร็จในระดับสูง (Challenge the Process ๒. กระตุ้นให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกันในองค์การ (Inspire a Shared Vision) ๓. สร้างพฤติกรรมในการทำงานให้กับสมาชิก (Enable Other to Act) ๔. เป็นตันแบบให้กับสมาชิกในองค์การ (Modeling the Way) ๕. ให้กำลังใจสมาชิกได้ดีองค์การ (Encourage the Heart) ผู้นำ คือผู้ให้คำแนะนำและสอนการทำงานให้แก่พนักงานเพื่อให้สอดคล้องกับความ ต้องการขององค์กร เสมือนนักกีฬาที่ดีย่อมต้องมีผู้สอนที่ดีด้วย พฤติกรรมการสอนงานแก่พนักงาน สามารถทำได้คือ การรับฟังพนักงานและติดตามดูแลการทำงานอย่างใกล้ชิด ให้การสนับสนุนช่วยให้ เกิดแรงกระตุ้นและกำลังใจในการทำงาน การแสดงตัวอย่างให้พนักงานเข้าใจ เช่น สอนให้แก้ปัญหา ให้พนักงานเข้าใจผู้นำ แสดงความเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาเพื่อให้พนักงานไว้วางใจและยอมรับ โดยทั่วไปภาวะผู้นำมีความสำคัญต่อหน่วยงานอย่างยิ่ง ๑๒ สรุปได้ดังนี้ ๘ รัตติกรณ์ จงวิศาล, ภาวะผู้นำ ทฤษฏี และแนวทางสู่การพัฒนา, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๙), หน้า ๑๔. ๙ บุษยา วีรกุล, ภาวะผู้นำ, (กรุงเทพมหานคร: องค์การทหารผ่านศึก, ๒๕๕๘), หน้า ๘. ๑๐ สมพงษ์ สุวรรณวิจิตกุล, อ้างใน อภินันท์ จันตะนี, ระเบียบวิธีวิจัยทางการจัดการชั้นสูง, คณะ สังคมศาสตร์: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๑๒. ๑๑ เนตร์พัณณา ยาวิราช, การจัดการสมัยใหม่, พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร: บริษัททริป เพิ้ล กรุ๊ป จำกัด, ๒๕๕๖), หน้า ๕๓. ๑๒ สุรพล สุยะพรหม และคณะ, ทฤษฎีองค์การและการจัดการเชิงพุทธ, (พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หน้า ๒๓.
๑๓ ๑. เป็นส่วนที่ดึงความรู้ความสามารถต่างๆ ในตัวผู้บริหารมาใช้ คือผู้บริหารแม้จะมี ความรู้และประสบการณ์ในเรื่องต่างๆ มากมายเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าหากขาดภาวะผู้นำแล้ว ความรู้ ความสามารถดังกล่าวมักจะไม่ได้นำออกมาใช้หรือไม่โอกาสใช้อย่างเต็มที่ เพราะไม่สามารถกระตุ้น หรือชักจูงให้ผู้อื่นคล้อยตามและปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ๒. ช่วยประสานความขัดแย้งต่างๆ ภายในหน่วยงานดังกล่าว คือถ้าผู้บริหารใน หน่วยงานมีภาวะผู้นำที่มีคนยอมรับนับถือแล้ว ก็จะประสานหรือช่วยบรรเทาความขัดแย้งระหว่าง บุคคลในหน่วยงานได้ โดยการจังจูงประนีประนอมหรือประสานประโยชน์เพื่อให้บุคคลในหน่วยงานมี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อให้หน่วยงานมีความเจริญก้าวหน้า ๓. ช่วยโน้มน้าวชักจูงให้บุคคลทุ่มเทความรู้ความสามารถให้แก่องค์กร การมีภาวะ ผู้นำในตัวผู้บริหารจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความยอมรับ เกิดความศรัทธาและเชื่อมั่น และเป็น การง่ายที่จะกระตุ้นหรือชักจูงใจให้พวกเขาทุ่มเทความรู้ความสามารถให้แก่องค์การ ๔. เป็นหลักยึดให้แก่บุคลากรเมื่อหน่วยงานเผชิญสภาวะ คับขัน กล่าวคือ เมื่อใดก็ ตามที่หน่วยงานต้องเผชิญกับสภาวะคับขันหรือสภาวะที่อาจกระทบถึงความอยู่รอด ภาวะผู้นำของ ผู้บริหารจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น จะเป็นเสาหลักสำคัญให้สมาชิกของหน่วยงานยึดเหนี่ยวพึ่งพิง และร่วมมือช่วยเหลือกันให้หน่วยงานอยู่รอดปลอดภัย สรุปได้ว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง กระบวนการที่ผู้นำ หรือผู้ที่มีภาวะเป็นผู้ที่ชักนำจูงใจ ใช้ อิทธิพลหรืออำนาจที่มีอยู่ เพื่อกระตุ้นหรือชี้นำให้ผู้ร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เต็มใจ พร้อมใจ ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติงานสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ได้ อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ เพื่อให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย โดยผู้นำนั้นจะต้องมีคุณลักษณะอันได้แก่ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ วิสัยทัศน์หรือความเชี่ยวชาญของผู้นำที่แสดง จากความหมายของภาวะผู้นำ ที่ นักวิชาต่าง ๆ ได้แสดงทัศนะเอาไว้ ผู้วิจัยได้สังเคราะห์ ประมวลความหมายของภาวะผู้นำดังกล่าว โดยสามารถสรุปได้ตามตารางที่ ๒.๑ ดังต่อไปนี้ ตารางที่ ๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก รัตติกรณ์ จงวิศาล คุณลักษณะ พฤติกรรม ความสามารถหรือกระบวนการที่เป็น ปฏิสัมพันธ์หรือเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคล ที่สามารถมี อิทธิพลต่อผู้อื่น กลุ่มคน สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้เกิด ความเชื่อถือ ศรัทธา บุษยา วีรกุล กระบวนการหรือความสามารถของบุคคลในการใช้อำนาจหรือ อิทธิพล ที่ทำให้ผู้อื่นยอมรับในค่านิยมหรือวัตถุประสงค์ที่ บุคคลนั้นชี้นำ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความสำเร็จ ได้ตามที่ต้องการ
๑๔ ตารางที่ ๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำ (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก สมพงษ์ สุวรรณวิจิตกุล ลักษณะเฉพาะของการใช้อิทธิพลระหว่างบุคคล เพื่อให้บุคคล หรือกลุ่มทำในสิ่งที่ผู้นำต้องการ ภาวะผู้นำ คือการกระทำ ระหว่างบุคคล โดยบุคคลที่เป็นผู้นำจะใช้อิทธิพล หรือการดล บันดาลใจ ให้บุคคลอื่นหรือ กลุ่มกระทำหรือไม่กระทำบางสิ่ง บางอย่าง ตามเป้าหมายที่ผู้นำกลุ่มหรือองค์การกำหนดไว้ เนตร์พัณณา ยาวิราช ๑. มีกระบวนการทำงานที่ท้าทายต่อความสำเร็จในระดับสูง ๒. กระตุ้นให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกันในองค์การ ๓. สร้างพฤติกรรมในการทำงานให้กับ ๔. เป็นตันแบบให้กับสมาชิกในองค์การ ๕. ให้กำลังใจสมาชิกได้ดีองค์การ กัญญารัตน์ หนูรักษ์ กระบวนการ หรือภาวะหรือศักยภาพความสามารถของบุคคล ที่มีอิทธิพลต่อบุคคลหรือกลุ่มมีความสามารถในการใช้ศาสตร์ และศิลป์ในการชักจูงให้คนอื่นคล้อยตาม และสร้างความพึง พอใจในการปฏิบัติงานอย่างประสานสัมพันธ์กัน สุรพล สุยะพรม และคณะ ๑. ดึงความรู้ความสามารถต่าง ๆ ในตัวผู้บริหารมาใช้ ๒. ช่วยประสานความขัดแย้งต่าง ๆ ภายในหน่วยงาน ๓. ช่วยโน้มน้าวชักจูงให้บุคคลทุ่มเทความรู้ความสามารถให้แก่ องค์กร ๔. หลักยึดให้แก่บุคลากรเมื่อหน่วยงานเผชิญสภาวะคับขัน รัตติกรณ์ จงวิศาล คุณลักษณะ พฤติกรรม ความสามารถหรือกระบวนการที่เป็น ปฏิสัมพันธ์หรือเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคล ที่สามารถมี อิทธิพลต่อผู้อื่น สามารถสร้างแรงบันดาลใจ สร้างความ ปรารถนา ทำให้เกิดความเชื่อถือ ศรัทธา ยอมรับ ชัยเสฏฐ์ พรหมศิริ กระบวนการที่ผู้นำสามารถโน้มน้าวหรือจูงใจบุคคลในองค์กร ให้ทำงานด้วยความเต็มใจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ ร่วมกัน สุนทร โครตบรรเทา พฤติกรรมและกระบวนการที่ทำให้ผู้อื่นเปลี่ยนแปลงละทิ้ง ความสนใจของตนเอง แล้วหันมาปฏิบัติตามเป้าหมายของกลุ่ม โดยการหล่อหลอมแนวคิดใหม่ และให้ความหมายแก่ผู้อื่น เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
๑๕ ตารางที่ ๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำ (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก สุขฤทัย จันทร์ทรงกลด ๑. ปรากฏการณ์แบบกลุ่ม นั่นคือ ไม่มีผู้นำที่ปราศจากผู้ตาม ๒. ผู้นำใช้ อำนาจหรือชี้นำกลุ่มให้เชื่อในการกระทำหรือ ความสำเร็จในเป้าหมายนั้นๆ ๓. แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้นำนั้น สันนิษฐานได้จากการแบ่งกลุ่มหรือจัดลำดับชั้นในกลุ่ม ๒.๑.๒ ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ วิวัฒนาการของการศึกษาทฤษฎีต่างๆเรื่องภาวะผู้นำว่ามีจุดเริ่มต้นจาก “ทฤษฎีมหา บุรุษ” (The Great Man Theory) และสังคมมนุษย์มีการพัฒนารูปแบบของการเป็นผู้นำมา ตลอดจนมาถึงในต้นศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งเป็นยุคของข่าวสารและการเผยแพร่ของเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาการได้สร้างทฤษฎีภาวะผู้นำใหม่ ๆ ให้ทันกับสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยภาวะผู้นำแบบ ใหม่มีหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้อื่นในองค์การและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมี ประสิทธิภาพ๑๓ โดยคำอธิบายดังต่อไปนี้ ๑. ทฤษฎีมหาบุรุษ (Great Man Theories) เป็นจุดเริ่มต้นและเป็นพื้นฐานความรู้ของ ทฤษฎีภาวะผู้นำ การศึกษาในช่วงแรกมีความคิดที่ว่าผู้นำซึ่งส่วนมากคือผู้ชาย เป็นผู้ที่เกิดมาพร้อม ด้วยคุณสมบัติ พรสวรรค์ และความสามารถของผู้นำที่มีมาแต่กำเนิดและมีมากกว่าคนอื่นๆในองค์การ ของรัฐ กลุ่มคนที่ผลักดันเพื่อสังคม องค์การศาสนา หน่วยงานทหาร องค์การเหล่านี้ล้วนมีหลักคิด เกี่ยวกับผู้นำในแนวนี้คือผู้นำเป็นผู้มีอิทธิพลอันเนื่องมาจากลักษณะในตัวและความสามารถทำให้ผู้อื่น ทำตาม ๒. ทฤษฎีด้านลักษณะ (Theories) ผู้นำคือ ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับคุณลักษณะของความ เป็นผู้นำ ซึ่งทำให้ผู้นำเหล่านี้มีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนบุคคลธรรมดาทั่วไปซึ่งเป็นผู้ตาม ทฤษฎีใน กลุ่มนี้พยายามค้นหาลักษณะผู้นำที่ดีและมีความสามารถว่าควรจะเป็นอย่างไร ทฤษฎีลักษณะผู้นำ เป็นทฤษฎีระยะแรกของการศึกษาเรื่องภาวะผู้นำและเป็นพื้นฐานความรู้ของวิชานี้ถึงแม้จะมี การศึกษาลักษณะของผู้นำมาอย่างน้อย ๘๐ กว่าปีแล้ว ในปัจจุบันก็ยังมีการศึกษาเรื่อง นี้อยู่เช่นกัน สิ่งที่นักวิจัยที่ศึกษาลักษณะผู้นำมุ่งศึกษาในเรื่องนี้คือ คำสำคัญและความหมายของคำใน ในทฤษฏี กลุ่มนี้ ได้แก่ ๒.๑ บุคลิก (Characteristics) หมายถึง นิสัยหรือสิ่งที่แสดงความเป็นตัวตนของ บุคคล ๒.๒ ลักษณะ (Traits) หมายถึง บุคลิกที่เด่นชัดของบุคคลหรือสิ่งที่ปรากฏกับบุคคล นั้น เสมอหรือสิ่งที่บุคคลนั้นทำเป็นประจำ ๑๓ Daft, R. L., Organization theory and design, (USA : South-Western College Publishing, Thompson Learning, 2000), pp. 152-169.
๑๖ ๒.๓ บุคลิกภาพ (Personality) หมายถึง ลักษณะต่างๆของบุคคลที่รวมกันทำให้เกิด เป็นพฤติกรรม ๒.๔ รูปแบบของบุคลิกภาพ (Personality profile) หมายถึง ตัวแบบที่ใช้พิจารณา ลักษณะเด่นและลักษณะด้อยของบุคคล ๒.๕ ความเชี่ยวชาญ – ชำนาญ (Skills) หมายถึง ความสามารถจากการเรียนรู้ ๓. ทฤษฎีด้านพฤติกรรม (Behaviour theories) เกิดต่อมาจากการศึกษาเกี่ยวกับ ลักษณะผู้นำไม่สามารถค้นหากลุ่มลักษณะใช้อธิบายลักษณะผู้นำในทุกๆสถานการณ์ได้ ดังนั้นในช่วง ศตวรรษที่ ๑๙๕๐ นักวิชาการจึงหันมาศึกษาพฤติกรมขอผู้นำว่าพวกเขาทำอย่างไรจึงประสบ ความสำเร็จและทำให้คนอ่านๆยอมรับให้เป็นผู้นำ แทนการศึกษาแบบเดิมที่ศึกษาลักษณะของผู้นำ งานวิจัยกลุ่มนี้ศึกษาพฤติกรรมของผู้นำที่มีต่อผู้ตามว่าผู้นำทำอย่างไรจึงมีประสิทธิภาพ (Effective leadership) หรือไม่มีประสิทธิภาพในการนำ (Ineffective leadership) ๔. ทฤษฎีด้านเหตุการณ์ (Contingency theories) เป็นกลุ่มทฤษฎีที่นักวิชาการในช่วง ต่อมา มีการศึกษาว่าบริบทที่แวดล้อม (context) และตัวแปรด้านสถานการณ์ในขณะนั้นมีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมของผู้นำหลักคิดที่สำคัญที่ทำให้มีการศึกษาทฤษฎีในกลุ่มนี้ก็คือ การพบว่าผู้นำสามารถ วิเคราะห์สถานการณ์ที่ตนเผชิญอยู่ในขณะนั้นและปรับพฤติกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาวะผู้นำของ ตน ทฤษฎีกลุ่มนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า “ทฤษฎีด้านสถานการณ์” (Situationnal theories) ทฤษฎีกลุ่มนี้ เน้นความรู้ที่ว่าภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากอิทธิพลที่มาจากสถานการณ์และปัจจัยแวดล้อม ต่างๆ ๕. ทฤษฎีเรื่องอิทธิพล (Influence theories) เป็นกลุ่มทฤษฎีที่ศึกษากระบวนการ สร้าง อิทธิพลระหว่างผู้นำและผู้ตาม โดยมีหัวข้อที่สำคัญคือ ภาวะผู้นำแบบสร้างแรงจูงใจ อันเกิดมาจาก ผู้นำที่มีลักษณะพิเศษที่ดึงดูดใจ อิทธิพลและอำนาจของผู้นำที่มีต่อผู้ตามไม่ได้มาจากตำแหน่งแต่มา จากคุณสมบัติและบุคลิกพิเศษที่ผู้นำมีอยู่ในตัวหัวข้อสำคัญที่เกี่ยวกับทฤษฎีกลุ่มนี้คือการเปลี่ยนแปลง วิสัยทัศน์และวัฒนธรรมองค์การ ๖. ทฤษฎีความสัมพันธ์ (Relational theories) ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา นักวิชาการให้ความสนใจกับความสัมพันธ์, อิทธิพล, และการปฏิบัติต่อกันระหว่างผู้นำกับผู้ตามใน ความสัมพันธ์แต่ละประเภท ประเด็นสำคัญของทฤษฎีนี้คือ ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการสร้าง ความสัมพันธ์แบบมีส่วนร่วมระหว่างผู้นำกับผู้ตามทั้งหมดในกลุ่ม และศึกษาว่าภาวะผู้นำ ที่มี ประสิทธิภาพในกลุ่มผู้ตามในแนวกว้างระหว่างกลุ่มต่าง ๆ จะมีลักษณะอย่างไร โดยไม่ได้มุ่งไปศึกษา พฤติกรรมหรือบทบาทของผู้นำอย่างเดียว ลักษณะเด่นห้ากลุ่ม (Traits) ตัวแบบลักษณะเด่นห้ากลุ่มนี้ มีการรายงานไว้ครั้งแรกตั้งแต่กลางทศวรรษ 1920 และมีการศึกษาซ้ำเพื่อยืนยันผลการศึกษาในปี ค.ศ.1934 และต่อจากนั้นก็มีนักวิชาการศึกษาเรื่องลักษณะ เด่นทั้งห้าประการกลุ่มนี้และได้สรุป ความหมายของแต่ละกลุ่มดังนี้คำอธิบายความหมายของแต่ละกลุ่มลักษณะที่สำคัญในตัวแบบนี้ทั้งห้า กลุ่มได้แก่ ๖.๑ ความชอบเป็นผู้นำ หมายถึง ระดับความสามารถของบุคคลที่มีความสนใจที่จะ ทำงานร่วมกับผู้อื่น สนุกสนานกับการพูดคุยและสังสรรค์ในกลุ่มสังคมต่างๆ มีความมั่นใจในตัวเอง
๑๗ รวมทั้งมีความต้องการหรือความชอบที่จะทำงานในตำแหน่งที่มีอำนาจและอิทธิพลต่อผู้อื่น สามารถ ควบคุมสถานการณ์ได้ ๖.๒ ความมีสติมั่นคง หมายถึง ระดับความสามารถของบุคคลในการท างานด้วย ความ รับผิดชอบเป็นที่พึ่งของคนอื่นๆ ทำงานอย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งเกิดผลสำเร็จ มุ่งมั่นใส่ใจใน ผลสำเร็จ ของงานเป็นสิ่งสำคัญ มีหลักเกณฑ์และระเบียบวินัยในการทำงานที่ตนเองปฏิบัติตาม มี จิตใจและ ความสนใจในจริยธรรม ๖.๓ ความเป็นมิตรกับผู้อื่น หมายถึง ระดับความสามารถที่จะเข้ากับผู้อื่นได้ดีสร้าง ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกับคนอื่นได้ง่าย ให้ความร่วมมือ อารมณ์ดีให้อภัยในความผิดพลาดของ คน อื่น มีจิตใจอ่อนโยนและมีเมตตากรุณาน่าไว้ใจ ๖.๔ การปรับตัวได้ดีหมายถึง ระดับความสามารถในการควบคุมอารมณ์ให้คงที่ สงบ และมีความมั่นคงในใจ ผู้นำที่มีความสามารถด้านนี้สูงจะเป็นผู้ที่อดทนและทำงานได้ดีในสถานการณ์ ที่มีความเครียดมาก ไม่หวั่นไหวโกรธเคืองกับคำวิพากษ์วิจารณ์ และไม่เกทบเอาความผิดหรือความ ล้มเหลวมาครุ่นคิดในทางลบตลอดเวลา สามารถสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีมีประโยชน์กับตนเอง และผู้อื่น ๖.๕ ความเฉลียวฉลาด หมายถึง ระดับความสามารถในการเรียนรู้เรื่องต่างๆได้ รวดเร็ว และกว้างขวาง มีความสนใจเรื่องต่างๆรอบตัวเกือบทุกด้าน เช่น ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี กีฬา กิจกรรมต่างๆมีความคิดเปิดกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเพื่อนำมาพัฒนาความรู้ของตน มี ความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์และจิตนาการมาก ชอบเดินทางเพื่อศึกษาหาความรู้ในโลกกว้าง สนใจใฝ่รู้ ด้วยการ ค้นคว้าอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาความรู้ความคิดของตนเอง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา นักวิชาการในยุโรปและอเมริกามีการศึกษาเรื่อง ของภาวะผู้นำกันอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อค้นหาคำตอบว่าเหตุใดคนบางคนจึงสามารถนำพาองค์การ ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่ในขณะที่คนส่วนมากไม่สามารถทำได้ จวบจนถึงยุคปัจจุบันงาน วิชาการเกี่ยวกับภาวะผู้นำได้ถูกจัดให้เป็น ๔ กลุ่มหลัก๑๔ ดังต่อไปนี้ ๑. กลุ่มทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงคุณลักษณะ (Trait Theories) การศึกษาภาวะผู้นำในกลุ่มนี้ จะศึกษาลักษณะส่วนบุคคลว่าจะเหมาะเป็นผู้นำหรือไม่ คุณลักษณะของผู้นำชนิดนี้อาจจะมาจาก พันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมก็ได้ มีผู้พยายามจะศึกษาคุณลักษณะผู้นำทางกาย ซึ่งอริสโตเติล (Aristotle) เชื่อว่าความเป็นผู้นำเริ่มมาแต่กำเนิดจึงเกิดทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ (The great man theory) และเชื่อกันมาจนถึงราวปี ค.ศ. 1950 ความเชื่อเรื่องความเป็นผู้นำโดยคุณลักษณะนี้ พยายามจำแนก ผู้นำออกเป็น ผู้ที่มีคุณลักษณะทางกายและทางจิตวิทยาที่ผู้นำนั้นเกี่ยวข้อง ซึ่งพยายามอธิบาย พฤติกรรมผู้นำนั้น ดังนั้นผู้ที่มีความเชื่อตามแนวคิดนี้ จึงพยายามที่จะแยกคุณสมบัติพิเศษที่ติดมากับ ผู้นำว่าแตกต่างกับบุคคลอื่นโดยทั่วไป เช่น ศึกษาภาวะผู้นำ ตามคุณลักษณะโดยวิเคราะห์ประวัติ บุคคลสำคัญ ซึ่งพบว่าบุคคลสำคัญ ๆ มีพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เกิดจากคุณลักษณะเป็นส่วนมาก นักวิชาการในกลุ่มทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงคุณลักษณะนี้ถือเป็นกลุ่มแรกที่ศึกษาลักษณะของผู้นำ โดย เริ่มต้นอย่างจริงจังมากขึ้นในทางตะวันตกนับแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ หรือราวปี ค.ศ. ๑๙๑๗- ๑๔ ณัฐนรี ศรีทอง, การเพิ่มศักยภาพความเป็นผู้นำในงานพัมนาชุมชน, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียน สโตร์, ๒๕๕๒), หน้า ๑๒๑-๑๓๗.
๑๘ ๑๙๑๘ เรื่อยมาเกี่ยวกับคุณลักษณะด้านบุคลิกภาพ ด้านสังคมและด้านสติปัญญา เพื่อหาคำตอบว่า คนที่เป็นผู้นำมีอะไรแตกต่างกับคนที่ไม่เป็นผู้นำ โดยศึกษาจากกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้ารับ ราชการทหารในช่วงสงคราม และสรุปได้ว่าผู้ที่เป็นผู้นำจะมีคุณลักษณะเด่นที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ ดังนี้ ๑.๑ ลักษณะทางกาย (Physical characteristics) โดยศึกษาความสูงของร่างกาย น้ำหนักตัว รูปร่าง หน้าตา และพลังความคิด พลังกาย และพลังใจที่มีอยู่ในตัว ผู้นำที่เป็นหัวหน้า มักจะพบว่ามีความสูง และมีน้ำหนักมากกว่าคนปกติโดยเฉลี่ย ๑.๒ ลักษณะบุคลิกภาพ (Personal characteristics) ศึกษาลักษณะเด่นเฉพาะตัว เป็นคนเปิดเผย กระตือรือร้น สดใสร่าเริง ยอมรับความผิดพลาดเพื่อนำไปปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ดี ขึ้นอยู่เสมอ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ตลอดเวลา เป็นต้น คุณลักษณะดังกล่าวมักจะพบในผู้นำ มากกว่าคนปกติ ๑.๓. ทักษะและความสามารถ (Skills and abilities) มี ความรู้ (Knowledge) เจต คติที่เหมาะสม (Attitude) และมีทักษะในการทำงานทั้งทักษะทางเทคนิคและทักษะทั่วไป (Skills) มี สติปัญญาสูง (Intelligence) มีความสามารถที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดีผู้นำที่มี ความสามารถทางสมองสูงกว่าคนอื่น ๆ จะเป็นผู้ได้รับยอมรับให้เป็นผู้นำ ๑.๔. มีสถานะทางสังคม (Social status) ผู้นำมักพบว่ามีฐานะมั่นคง สามารถเข้าได้ ดีกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกการศึกษา เป็นต้น สรุปได้ว่า ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงคุณลักษณะคุณลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของผู้นำ ได้แก่ ความสามารถสูงในการควบคุมตนเอง (High Self-monitoring) โดยผู้ที่มีคุณลักษณะด้านนี้มี ความสามารถในการยืดหยุ่นต่อการปรับพฤติกรรมตนเองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี กล่าวโดยรวม ผลการศึกษาวิจัยด้านคุณลักษณะของผู้นำกว่าครึ่งศตวรรษ คุณลักษณะมีความสำคัญ ต่อความสำเร็จของผู้นำ แต่ยังไม่พบว่ามีคุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งที่ประกันต่อความสำเร็จ ดังกล่าวได้ ๒. กลุ่มทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรม (Behavioral Theories) ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรม มุ่งความสนใจไปสู่พฤติกรรมของผู้นำที่เกิดขึ้นจริง รากฐานของวิธีการศึกษาเชิง “สไตล์ความเป็น ผู้นำ” คือความเชื่อว่าผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะใช้สไตล์บางอย่างเพื่อที่จะนำบุคคล และกลุ่มบรรลุ เป้าหมายที่ต้องการ นักวิชาการกลุ่มนี้มีคำถามในการศึกษาภาวะผู้นำเชิงคุณลักษณะ และหันมาสนใจ พิจารณาพฤติกรรมหรือการกระทำที่แบ่งแยกระหว่างผู้นำที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิภาพ ทฤษฎีภาวะผู้นำพฤติกรรมเหล่านี้จะถูกมองว่าเป็นการประยุกต์ใช้ได้โดยทั่วไปโดยไม่คำนึงถึง สถานการณ์ที่ผู้นำได้เผชิญอยู่ ปัจจัยที่เน้นในทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรม คือ การมุ่งงานและการมุ่ง คน การแบ่งงานกันทำและการตัดสินใจร่วมกัน และการประเมินผลงาน งานศึกษาที่โดดเด่นและเป็น ที่รู้จักของกลุ่มทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรม ได้แก่ ๒.๑ การศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ (Ohio Leadership Studies) การศึกษาที่ มีชื่อเสียงของนักวิชาการกลุ่มทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรม ได้แก่การศึกษาของมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตท (Ohio State University) โดยศาสตราจารย์ เฟลชแมนและคณะในช่วงปลายสงครามโลกครั้ง ที่ ๒ หรือ ระหว่าง ค.ศ. 1940 – 1950 และได้สรุปเป็นพฤติกรรมของผู้นำเป็น ๒ มิติได้แก่
๑๙ ๑) ผู้นำที่มุ่งงาน (Initiating Structure) ผู้นำประเภทนี้พิถีพิถันกับการ มอบหมายงาน และคาดหวังผลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาสูง เพื่อให้ผลงานเป็นไปตามแผนที่ กำหนดและเสร็จตามแผน ๒) ผู้นำที่มุ่งคน (Consideration) เป็นผู้นำที่เอาใจใส่ มีความเป็นมิตรไว้วางใจ และยอมรับฟังความคิดเห็น ให้ความยอมรับนับถือ ให้ความอบอุ่น มีความปรองดองกันระหว่างผู้นำ และผู้ใต้บังคับบัญชา เปิดโอกาสให้มีการติดต่อสื่อสารกัน ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชายินดีและเต็มใจ ทำงานอย่างเต็มที่ ๒.๒ การศึกษาภาวะผู้นำที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน (The Michigan Leadership Studies) ต่อมามีการศึกษาที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนใน ปี ค.ศ. 1947 โดยศาสตราจารย์ เรนสิส ไรเคิร์ต (Rensis Likert) เขาได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้นำ ๒ แบบ คือ หัวหน้าที่มุ่งเน้นคน (Employeecentered) และหัวหน้าที่มุ่งเน้นผลผลิต (Production-centered) พบว่า หัวหน้าที่มุ่งเน้นคน จะมี ลักษณะที่มุ่งเน้นให้สวัสดิการลูกน้อง ในทางกลับกัน หัวหน้าที่มุ่งเน้นผลผลิตจะมุ่งเน้นความสำเร็จ ของงานมากกว่า โดยทั่วไป หัวหน้าที่มุ่งเน้นคนพบว่า มีงานที่มีผลผลิตมากกว่ากลุ่มที่มีหัวหน้างานที่ มุ่งเน้นผลผลิต ในการศึกษาแบบฉบับของผู้นำแบบมีส่วนร่วม เช่น ผู้นำควรใช้การประชุมกลุ่มเพื่อ กระตุ้นการมีส่วนร่วมของพนักงานในการตัดสินใจ การติดต่อสื่อสาร ความร่วมมือกัน และการ แก้ปัญหาความขัดแย้ง ผู้นำแบบมีส่วนร่วมจะช่วยสนับสนุน แนะแนวทางการตัดสินใจของกลุ่ม มุ่งเน้นให้พวกเขาตัดสินใจและแก้ปัญหา ผู้นำแบบมีส่วนร่วมนี้มักมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค และ เป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสาร ให้มีผลผลิตสูง คุณภาพการทำงานสูง การขาดงานต่ำ และอัตรา การร้องทุกข์ต่ำ กลุ่มทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมมีการศึกษาที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางใน หมู่นักวิชาการ คือ ทฤษฎีตาข่ายการบริหาร โดยการศึกษาของ โรเบิร์ต เบลค และ เจน มูตัน (Robert R. Blake and Jane S. Mouton) ในปี ค.ศ. 1964 สิ่งที่พวกเขาค้นพบ คือ ผู้นำที่มี ประสิทธิภาพนั้นต้องเน้นทั้งงาน (Production) และเน้นคน (People) ไปพร้อม ๆ กัน๑๕ ๑ ) การบริหารแบบ ๑ ,๑ หรือ การบริหารแบ บ ปล่อยตามสบาย (Impoverished Management) เป็นการบริหารแบบเช้าชามเย็นชาม ผู้นำใช้ความพยายามน้อยมาก ไม่สนใจในหน้าที่การงานหรือผู้ร่วมงาน ทำงานเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น ขาดความเอาใจใส่ทั้งคนและ งานที่รับผิดชอบ ๒) การบริหารแบบ ๑,๙ หรือ การบริหารแบบสโมสร (Country Club Management) เน้นความเป็นมิตรภาพสังสรรค์ ผู้นำเน้นความสำคัญกับความต้องการของคนเป็น พิเศษ เสริมสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร แต่ให้ความสำคัญกับงานอยู่ระดับต่ำสุด ๓) การบริหารแบบ ๙,๑ หรือ การบริหารแบบมุ่งงาน (Task Management) ผู้นำมุ่งความสำเร็จของงานเป็นหลัก ไม่ให้ความสำคัญกับผู้ร่วมงาน มุ่งใส่ใจเพียงประสิทธิภาพในการ ทำงานเท่านั้น ไม่สนใจตัวบุคคล ๑๕ Mouton, J., The Managerial Grid : The Key to Leadership Excellence, (Houston: Gulf Publishing, 1964), pp. 123-126.
๒๐ ๔) การบริหารแบบ ๕,๕ หรือ การบริหารแบบเดินสายกลาง (Middle of the Road) ผู้นำให้ความสำคัญทั้งบุคคลและเนื้องานอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ตึงไม่หย่อนทั้งคนและงาน ๕ ) ก ารบ ริห ารแ บ บ ๙ ,๙ ห รือ ก ารบ ริห ารแ บ บ ที ม งาน (Team Management) ผู้นำมุ่งเพิ่มขวัญกำลังใจให้แก่คน ให้คนมีความร่วมใจกันทำงานให้สำเร็จ ส่งผลให้ เกิดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างดี จัดเป็นพวกให้ความสำคัญทั้งงานและคนไปพร้อม ๆ กัน มุ่ง ความสำเร็จทั้งผลงานและน้ำใจคนในระดับสูงสุด ๓. กลุ่มทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ (Situational Theories) การศึกษาภาวะผู้นำ เชิงสถานการณ์ได้เริ่มสนใจกันตั้งแต่ปีทศวรรษที่ 1960-1980 เป็นการศึกษาภาวะผู้นำที่กล่าวกันว่ามี ประสิทธิผลดีที่สุดเหมาะสมกับความต้องการของสถานการณ์ต่าง ๆ เจ้าของทฤษฎีต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง และอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น ฟิลเลอร์ (Fieldler) เฮอร์เซย์และแบลนชาร์ด (Hersey and Blashard) เฮ้าส์ (House) วรูมและเยทตัน (Vroom and Yetton) เป็นต้น แบบผู้นำที่มีประสิทธิผลในแนวทางทฤษฎี กลุ่มนี้จะอธิบายลักษณะของผู้นำที่แตกต่างกันตามสถานการณ์เช่น ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ ของฟิลเลอร์ให้ความสำคัญของสถานการณ์การควบคุม (Situational control) ๓ สถานการณ์ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตาม โครงสร้างงาน อำนาจตามตำแหน่ง ภาวะผู้นำในกลุ่มทฤษฎีผู้นำ ตามสถานการณ์นี้สามารถปรับเปลี่ยนบทบาทไปตามสถานการณ์๑๖ ดังนี้ ๑) ผู้นำแบบบงการ (Directive leadership) เป็นแบบผู้นำที่มุ่งใช้อำนาจสั่งการ ผู้ใต้บังคับบัญชาและให้การแนะนำพนักงานว่าอะไรควรกระทำและบอกกับพนักงานถึงวิธีที่ควรจะทำ มีการสั่งการให้ทำตามตารางการทำงานและรักษามาตรฐานของการปฏิบัติงาน ๒) ผู้นำแบบให้การสนับสนุน (Supportive leadership) เป็นผู้นำที่เน้นถึงความ เป็นอยู่และความต้องการของพนักงาน และเสริมสร้างบรรยากาศในการทำงานที่เป็นมิตรและความ เป็นกันเองกับผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งยังมีมนุษยธรรมและน้ำใจอันดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างจริงใจ ๓) ผู้นำแบบให้มีส่วนร่วม (Participative leadership) เป็นผู้นำที่มุ่งเน้นให้ การศึกษากับพนักงานและค้นหาหรือรวบรวมข้อเสนอแนะก่อนที่จะมีการตัดสินใจ ๔) ผู้นำแบบมุ่งความสำเร็จ (Achievement-oriented leadership) เป็นแบบผู้นำ ที่เน้นการกระตุ้นพนักงานให้มีการปฏิบัติงานให้อยู่ในระดับสูง โดยการตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย ใส่ใจต่อ งานที่ดีเลิศและแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชาว่าปฏิบัติงานให้ บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นอย่างดี ๔. กลุ่มทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง (Transformational Theories) ภาวะ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์การ ดังนั้น ความเป็นผู้นำจะเป็นจุดรวมของการวิจัย และการสร้างทฤษฎีขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย นักวิจัยจะ ดำเนินการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงและขยายทฤษฎีความเป็นผู้นำเชิงคุณลักษณะ พฤติกรรม และสถานการณ์ออกไปอีก นอกจากนี้นักวิจัยกำลังพิจารณาอย่างใกล้ชิดกับบทบาทของความเป็นผู้นำ ทางการบริหารภายในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน และการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นทุกขณะ ดังนั้นจึงมี ทฤษฎีความเป็นผู้นำใหม่ปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง วิธีการศึกษาการเป็นผู้นำที่ดึงดูดความสนใจอย่าง ๑๖ เนตร์พัณณา ยาวิราช, การจัดการสมัยใหม่, พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร: บริษัททริป เพิ้ล กรุ๊ป จำกัด, ๒๕๕๖), หน้า ๖๕-๖๖.
๒๑ มากในช่วงเวลานี้คือ แนวความคิดของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปหรือความเป็นผู้นำโดยวิสัยทัศน์และมี บารมี (Transformational leadership : leadership through vision and charisma) และยังถูก เรียกอีกหลายชื่อ เช่น ความเป็นผู้นำเชิงบันดาลใจ หรือผู้นำเชิงสัญลักษณ์เป็นต้น นักวิชาการที่มี ชื่อเสียงในกลุ่มนี้ได้แก่ แบส (Bass) ที่มีผลงานการเขียนที่มีชื่อเสียงชื่อ ภาวะผู้นำและการทำงานที่ เหนือความคาดหวัง (Leadership and Performance Beyond Expectations) เขามุ่งเน้นในที่การ สร้างความรู้สึกดี ๆ ของผู้ตามให้มีความรู้สึกไว้วางใจ (Trust) เลื่อมใส (Admiration) จงรักภักดี (Loyalty) และการนับถือ (Respect) รวมถึงมีแรงจูงใจในการทำงานมากกว่าปกติ ประเด็นหลัก ๆ แบสได้สรุปไว้ ๕ ประการ๑๗ ดังนี้ ๔.๑ ผู้แสดงภาวะความเป็นผู้นำต้องเปิดโอกาสให้ผู้ตามและเพื่อนร่วมงานได้พัฒนา ตนเองอย่างเต็มความสามารถ และมีอิสระในการทำงานที่ได้รับมอบหมายโดยตรง ๔.๒ ผู้แสดงภาวะความเป็นผู้นำต้องมีความเป็นมิตรกับผู้ตามและเพื่อนร่วมงานโดย เปิดโอกาสให้ผู้ตามและเพื่อนร่วมงานได้พบปะพูดคุยได้ตลอดเวลา ๔.๓ ผู้แสดงภาวะความเป็นผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้ตามและเพื่อนร่วมงาน ในเรื่องของความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความมีมาตรฐานในการปฏิบัติงาน และมีความสามารถใน การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ๔.๔ ผู้แสดงภาวะความเป็นผู้นำต้องให้ความช่วยเหลือ แนะนำ สนับสนุน ยกย่อง ยอมรับ เปิดใจกว้าง มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์กับผู้ตามและเพื่อนร่วมงานอย่าง สม่ำเสมอ ๔.๕ ผู้แสดงภาวะความเป็นผู้นำต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่น มีความ กระตือรือร้น มีความตระหนักในศักดิ์ศรีของผู้ตามและเพื่อนร่วมงาน และมีความจงรักภักดีต่อ หน่วยงาน ตัวบ่งชี้อันเป็นพฤติกรรมเฉพาะที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มบุคคลหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งมี ความเคารพในตัวผู้นำ คือ ๑. มั่นใจว่า ความคิดหรือความเชื่อของผู้นำคือสิ่งที่ถูกต้อง ๒. มีความเชื่อที่คล้ายกับผู้นำ ๓. แสดงการยอมรับต่อผู้นำโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ๔. แสดงการให้ความรักและพึงพอใจต่อผู้นำ ๕. เต็มใจที่จะเคารพเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำ ๖. พยายามลอกเลียนแบบและเอาอย่างผู้นำ ๗. มีความรู้สึกร่วมกับผู้นำในการปฏิบัติภารกิจ ๘. พยายามยกระดับเป้าหมายของกลุ่มหรือองค์การให้สูงขึ้น ๙. รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและให้ความร่วมมือช่วยให้งานบรรลุเป้าหมาย สรุปได้ว่า การศึกษาภาวะผู้นำในช่วงแรก ๆ นับแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นต้น มาจะเน้นการศึกษาเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้นำ ได้แก่ รูปร่าง หน้าตา บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ และ ๑๗ Bass, Bernard M & Avolio, Bruce J., Improving Organization Effectiveness Trough Transformational Leadership, (Thousand Oaks: Sage, 1994), pp. 156-158.
๒๒ อารมณ์ และเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้นในยุคต่อ ๆ มา เป็นการศึกษาเชิงความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ และผู้ตาม รวมถึงความสามารถในการจูงใจของผู้นำ การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของ ผู้นำ ผู้นำที่ดีควรให้ความสำคัญของความสำเร็จในงานพร้อม ๆ กับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความสุข ในการทำงาน ตารางที่ ๒.๒ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก Daft, R. L. ๑. ทฤษฎีมหาบุรุษ (Great Man Theories) ๒. ทฤษฎีด้านลักษณะ (Theories) ๓. ทฤษฎีด้านพฤติกรรม (Behaviour theories) ๔. ทฤษฎีด้านเหตุการณ์ (Contingency theories) ๕. ทฤษฎีเรื่องอิทธิพล (Influence theories) ๖. ทฤษฎีความสัมพันธ์ (Relational theories) เนตร์พัณณา ยาวิราช ๑. ผู้นำแบบบงการ (Directive leadership) ๒ . ผู้ น ำแ บ บ ให้ก ารส นั บ ส นุ น (Supportive leadership) ๓ . ผู้ น ำ แ บ บ ให้ มี ส่ ว น ร่ ว ม (Participative leadership) ๔ . ผู้นำแบบ มุ่งความสำเร็จ (Achievementoriented leadership) ณัฐนรี ศรีทอง ๑. กลุ่มทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงคุณลักษณะ (Trait Theories) ๒. กลุ่มทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรม (Behavioral Theories) ๓ . ก ลุ่ ม ท ฤ ษ ฎี ภ าว ะ ผู้ น ำเชิ งส ถ า น ก า รณ์ (Situational Theories) ๔. กลุ่มทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง (Transformational Theories)
๒๓ ๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงาน ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารได้เข้ามามีบทบาทต่อการบริหารงานทั้งภาครัฐและ เอกชนเป็นอันมาก นักวิชาการและนักศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการ บริหารงานไว้หลายทัศนะ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ ๒.๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารงาน การบริหาร (Administration) หมายถึง กระบวนการนำเอาการตัดสินใจ และนำนโยบาย ไปปฏิบัติ ส่วนการบริหารรัฐกิจนั้น หมายถึง เกี่ยวข้องกับการนำเอานโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ๑๘ การบริหารเป็นเรื่องของการนำเอากฎหมายและนโยบายต่าง ๆ ไปปฏิบัติให้เกิดผล ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ข้าราชการที่จะทำงานด้วยความเต็มใจด้วยความเที่ยงธรรมและอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักเกณฑ์ที่ กำหนดไว้๑๙ การกำหนดแนวทางหรือนโยบาย การสั่งการ การอำนวยการ การสนับสนุน และการ ตรวจสอบให้ผู้ปฏิบัติสามารถดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ๒๐ กระบวนการบริหารเกิดได้หลาย แนวคิด เช่น โพสต์คอร์บ (POSDCoRB) เกิดจากแนวคิดของลูเธอร์ กูลิค (Luther Gulick) และ ลินดอล เออ์วิค (Lyndall Urwick) ประกอบด้วยขั้นตอนการบริหาร ๗ ประการ ได้แก่ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การบริหารงานบุคคล (Staffing) การอำนวยการ (Directing) การ ประสานงาน (Coordinating) การรายงาน (Reporting) การงบประมาณ (Budgeting) ขณะที่ กระบวนการบริหารตามแนวคิดของเฮ็นรี่ ฟาโยล (Henry Fayol) ประกอบด้วย ๕ ประการได้แก่การ วางแผน(Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การบังคับการ (Commanding) การประสานงาน (Coordinating) และการควบคุมงาน (Controlling) หรือรวมเรียกว่า พอคค์(POOCCC) ๒๑ การบริหารเป็นการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยอาศัย ปัจจัยต่าง ๆ อันได้แก่ คน (Man) เงิน (Money) วัตถุสิ่งของ (Material) และวิธีการปฏิบัติงาน (Method) เป็นอุปกรณ์ในการดำเนินงาน๒๒ หรือเป็นระบบที่ประกอบไปด้วยกระบวนการในการนำ ทรัพยากรทางการบริหารทั้งทางวัตถุและคนมาดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล๒๓ การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อตอบสนอง ความต้องการของบุคคล องค์การ หรือประเทศ หรือการจัดการเพื่อผลกำไรของทุกคนในองค์การ๒๔ ๑๘ ติน ปรัชญพฤทธิ์, ศัพท์รัฐประศาสนศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๓๕), หน้า ๘. ๑๙ พิทยา บวรวัฒนา, การบริหารเชิงบูรณาการ, (นนทบุรี: สำนักงานข้าราชการพลเรือน, ๒๕๔๖), หน้า ๒. ๒๐ มัลลิกา ต้นสอน, การจัดการยุคใหม่, (กรุงเทพมหานคร: เอ๊กซเปอร์เน็ท จำกัด, ๒๕๔๔), หน้า ๑๐. ๒๑ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ, การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น สหรัฐเอมริกา อังกฤษฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และไทย, (กรุงเทพมหานคร: โฟร์เพช ๒๕๔๕), หน้า ๓๙. ๒๒ สุธี สุทธิสมบูรณ์, หลักการบริหารเบื้องต้น, (กรุงเทพมหานคร: สวัสดิการสำนักพิมพ์ก.พ., ๒๕๓๖), หน้า ๑๒. ๒๓ ไพบูลย์ ช่างเรียน, วัฒนธรรมการบริหาร, (กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๓๒), หน้า ๑๗. ๒๔ บุญทัน ดอกไธสง, การจัดองค์การ, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๑.
๒๔ การบริหารว่าเป็นกิจกรรมที่บุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปร่วมกันดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์๒๕ งานบริหารทุกอย่างจำเป็นต้องกระทำโดยมีหลักเกณฑ์ ซึ่งกำหนดจากการวิเคราะห์ศึกษาโดย รอบคอบ ทั้งนี้เพื่อให้มีวิธีที่ดีที่สุดในอันที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตมากยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ สำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง๒๖ ศิลปะในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายร่วมกับผู้อื่น การทำงานต่าง ๆ ให้ ลุล่วงไปโดยอาศัยคนอื่นเป็นผู้ทำภายในสภาพองค์การที่กล่าวนั้น ทรัพยากรด้านบุคคลจะเป็น ทรัพยากรหลักขององค์การที่เข้ามาร่วมกันทำงานในองค์การ ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นผู้ใช้ทรัพยากรด้าน วัตถุอื่น ๆ เครื่องจักรอุปกรณ์ วัตถุดิบ เงินทุน รวมทั้งข้อมูลสนเทศต่าง ๆ เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการ ออกจำหน่ายและตอบสนองความพอใจให้กับสังคม๒๗ การบริหารเป็นกระบวนการ ดำเนินงานเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยอาศัยหน้าที่ในการบริหาร ได้แก่ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organization) การชี้นำ (leading) และการควบคุมองค์กร (Controlling)๒๘ เป็นกิจกรรมของกลุ่ม ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ร่วมกันจัดการทรัพยากร ที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน ใช้ทั้ง ศาสตร์และศิลป์ จัดการกระบวนการบริหาร ประกอบด้วย การวางแผน ( Planning) การจัดองค์การ (Organization) การจัดคณะทำงาน(Staffing) การอำนวยการ (Directing)การประสานงาน (Coordinating) การรายงาน(Reporting) และการงบประมาณ(Budgeting)๒๙ การบริหารเป็นเรื่อง ของการทำกิจกรรมโดยผู้บริหารและสมาชิกในองค์การเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ทรัพยากร และเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด นักบริหารหลายคนมีความคิดเห็น เหมือนกันว่า การบริหารเป็นกระบวนการร่วมกันของคณะบุคคลโดยมีวัถตุประสงค์ที่แน่นอนในการ ทำงาน๓๐ หรือการดำเนินงานและปฏิบัติงานของกลุ่มบุคคลโดยใช้ศาสตร์และศิลป์ร่วมกัน ในการ ดำเนินกิจการ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ โดยอาศัย กระบวนการที่เกี่ยวกับการวางแผน การจัดองค์กร การนำ การควบคุม และการใช้ทรัพยากรทางการ ๒๕ Herbert A. Simon, Administrative Behvior, (New York : Macmillian, 1947), p. 3. ๒๖ Frederick W. Taylor อ้างใน สมพงศ์ เกษมสิน, การบริหาร, พิมพ์ครั้งที่ ๗, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๓), หน้า ๒๗. ๒๗ Peter F. Drucker อ้างถึงใน สมพงศ์ เกษมสิน, การบริหาร,(พิมพ์ครั้งที่ ๗, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๓), หน้า ๖. ๒๘ วิโรจน์ สารรัตนะ, แนวคิด ทฤษฎี และประเด็นเพื่อการบริหารการศึกษา, พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร: ทิพยวิสุทธิ์, ๒๕๕๕), หน้า ๓๘. ๒๙ ศิริ ถีอาสนา, เทคนิคการจัดคุณภาพแนวใหม่ แนวคิด หลักการสู่การบริหารจัดการคุณภาพ การศึกษา, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (มหาสารคาม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, ๒๕๕๗), หน้า ๔๓. ๓๐ สมหมาย เจริญภูมิ, “ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากับการ ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต ๒”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, ๒๕๕๕).
๒๕ บริหารที่เป็นปัจจัยอย่างประหยัดและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด๓๑ หรือการบวนการนำทรัพยากรการ บริหารมาใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ และเป็นการปฏิบัติงานร่วมกันของบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป ตาม ขั้นตอนการบริหาร คือ การวางแผน การจัดองค์การ การชี้นำ และการควบคุม เพื่อให้บรรลุตาม วัตถุประสงค์ขององค์กร๓๒ การบริหารเป็นปัจจัยสำคัญที่มีความจำเป็นและน่าศึกษาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพิจารณาใน ฐานะที่เราเป็นสมาชิกของสังคม แท้จริงแล้วบทบาทและความสำคัญของการบริหารนั้นมีควบคู่มากับ อารยธรรมและการดำรงชีพของมนุษย์ทีเดียว เพราะเมื่อมนุษย์รวมกันอยู่เป็นหมู่เป็นกลุ่มมีหัวหน้า ปกครองบังคับบัญชา มีการแบ่งงานกันทำตามลักษณะความรู้ความสามารถมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในระหว่างพวกและเผ่าเดียวกัน โดยมีจารีตประเพณีและวัฒนธรรมเป็นเครื่องกำกับความประพฤติ ของกลุ่มชนเหล่านั้น เมื่อกลุ่มสังคมขยายตัวเติบโตขึ้น มีความซับซ้อนมากขึ้น มนุษย์ก็เริ่มสร้างและ วางระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆ ขึ้นโดยเรียนรู้จากประสบการณ์และความเชื่อถือ ทั้งนี้ก็โดย มุ่งหวังที่จะให้เกิดความสำเร็จเรียบร้อยขึ้นในองค์การและเกิดความสงบสุขขึ้นในสังคมนั้น อาจสรุปถึง ความเจริญเติบโตและความสำคัญของการบริหาร การบริหารเป็นวิธีการทำให้งานสำเร็จโดยอาศัย ผู้อื่น (Getting things done through other people) และกล่าวว่าหน้าที่ของผู้บริหารเป็นกรอบใน การพิจารณาของผู้บริหารให้สำเร็จ มี ๕ ประการ ตามคำย่อภาษาอังกฤษว่า “POSDC” ดังนี้ คือ๓๓ ๑. P คือ Planning หมายถึง การวางแผน เป็นการกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อ ความสำเร็จที่จะตามมาในอนาคต ผู้บริหารที่ดีต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเพื่อกำหนดทิศทางขององค์กร ๒. O คือ Organizing หมายถึง การจัดองค์กร เป็นการกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ของ สมาชิกและสายบังคับบัญชาภายในองค์กร มีการแบ่งงานกันทำและการกระจายอำนาจ ๓. S คือ Staffing หมายถึง งานบุคลากร เป็นการสรรหาบุคลากรใหม่ การพัฒนาบุคลากร และการใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ๔. D คือ Directing หมายถึง การอำนวยการ เป็นการสื่อสารเพื่อให้เกิดการดำเนินการตาม แผน ผู้บริหารต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีและต้องมีภาวะผู้นำ ๕. C คือ Controlling หมายถึง การกำกับดูแล เป็นการควบคุมคุณภาพของการปฏิบัติงาน ภายในองค์กร รวมทั้งกระบวนการแก้ปัญหาภายในองค์กร ๓๑ ภัคควลัณชญ์ สาระลัย, “การบริหารและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยเพื่อเตรียมความพร้อม สู่ประชาคมอาเซียน โรงเรียนเทศบาลบูรพาทิศพิทยาคาร สังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม”, วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, ๒๕๕๘). ๓๒ นัยนา ตรงบรรทัด, “การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกระบวนการมี ส่วนร่วมของประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารและพัฒนาประชาคมเมืองและชนบท, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏ เพชรบุรี, ๒๕๕๗). ๓๓ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมมฺจิตฺโต), พุทธวิธีในการบริหาร, พิมพ์ครั้งที่ ๔. (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙), หน้า ๓ - ๕.
๒๖ หลักการในการบริหารจัดการขึ้น ๑๔ ประการเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเพิ่ม ประสิทธิภาพของกระบวนการบริหารจัดการ ดังนี้๓๔ ๑. การแบ่งงานกันทำ ( Division of Labor) ฟาโย ได้เสนอว่า คนงานควรจะได้รับการ มอบหมายหน้าที่ให้ปฏิบัติมากขึ้น หรือได้รับการกระตุ้นให้มีความรับผิดชอบในผลลัพธ์ของงานมาก ขึ้น ซึ่งหลักการนี้จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์การยุคปัจจุบันได้ ๒. อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ( Authority and Responsibility) แวปเบอร์ และฟาโย ได้ให้ความสำคัญของอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ อำนาจหน้าที่แบบเป็นทางการของ แวปเบอร์จะได้มาจากตำแหน่งหน้าที่ของผู้บริหารในสายการบังคับบัญชา ส่วนอำนาจหน้าที่แบบไม่เป็น ทางการจะได้รับจากความชำนาญงานของบุคคล ( Expertise) ความรู้ทางด้านเทคนิค (Technical Knowledge) ความมีคุณค่าทางศีลธรรม ( Moral Worth) และความสามารถในการนำ(Leading) และ สร้างความผูกพันกับผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนเน้นว่าอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบควรอยู่คู่กัน ๓. การมีผู้บังคับบัญชาคนเดียว ( Unity of Command) ฟาโย กล่าวว่าคำสั่งสองคำสั่ง (Dual Command)อาจก่อให้เกิดปัญหาในการทำงาน เช่น การรายงานจะมีความเกี่ยวข้อง ในเมื่อ ผู้ควบคุมสองคนได้ให้คำสั่งกับผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว ทำให้เกิดการสับสนในบางสถานการณ์ คำสั่งสองคำสั่งนี้ทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ผู้บังคับบัญชา และทำให้เกิดการสับสนในลำดับขั้นของ อำนาจหน้าที่แบบเป็นทางการ (Formal Hierarchy of Authority) การประเมินอำนาจหน้าที่และ ความรับผิดชอบของผู้บริหารในระบบผู้บังคับบัญชาสองคนจะเป็นการยาก และผู้บริหารจะไม่สนใจใน ความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา มักจะโกรธและอาจไม่ให้ความร่วมมือในอนาคตถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ เชื่อฟัง ๔. สายการบังคับบัญชาตามอำนาจหน้าที่ ( Line of Authority) เป็นสายการบังคับ บัญชาจากผู้บริหารในระดับบนสู่ผู้ปฏิบัติงานในระดับล่างขององค์การ ความสัมพันธ์ของการจำกัด ความยาวของสายการบังคับบัญชา โดยการควบคุมจำนวนของระดับในลำดับขั้นของการบริหาร จัดการ จำนวนที่ดีที่สุดในลำดับขั้นการบังคับบัญชา ( Hierarchy) คือความยาวของการติดต่อสื่อสาร ระหว่างผู้บริหารระดับสูงและพนักงานระดับล่าง รวมถึงความล่าช้าในการวางแผน ( Planning) และ การจัดการ (Organizing) ซึ่งการจำกัดจำนวนของระดับขั้นการบังคับบัญชาให้น้อยลงจะทำให้ปัญหา ในการติดต่อสื่อสารลดลง และองค์การจะมีการปฏิบัติงานที่รวดเร็วและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ภายใน องค์การได้มีการแบ่งแยกแผนกต่างๆ ซึ่งแต่ละแผนกจะมีระดับขั้นการบังคับบัญชาโดยผู้บริหารใน ระดับกลางและระดับต้นของสาย การบังคับบัญชาแต่ละแผนก ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้จัดการในระดับ เดียวกันในแผนกอื่นๆซึ่งปฏิสัมพันธ์นี้ช่วยในการตัดสินใจให้เร็วขึ้น เนื่องจากผู้บริหารจะรู้จักบุคคลอื่น และรู้วิธีการในการแก้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น สำหรับการทำงานข้ามแผนกหรือการทำงานข้ามสายนั้นเป็น การสร้างทีมงานข้ามสาย ซึ่งสามารถควบคุมโดยผู้นำของแต่ละทีม ๕. การรวมอำนาจ ( Centralization) เป็นการรวมอำนาจของการบังคับบัญชาไว้ที่ ผู้บริหารระดับสูงขององค์การ ซึ่งอำนาจหน้าที่จะไม่ได้รวมไว้ที่ผู้บริหารระดับสูงของสาย การบังคับ บัญชา แต่เป็นการกำหนดว่า ควรมีการรวมอำนาจไว้ที่ผู้บริหารระดับสูงเท่าไร อย่างไร และมีการ ๓๔ ฟาโย, อ้างใน ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ, ทฤษฎีองค์การ, ฉบับมาตรฐาน, (กรุงเทพมหานคร: ธรรมสาร, ๒๕๔๕), หน้า ๖๘ - ๖๙.
๒๗ กระจายอำนาจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาและคนงานในระดับล่างอย่างไร สิ่งนี้ถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากว่าจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของพนักงานในทุกระดับขององค์การ ๖. การมีเป้าหมายเดียวกัน (Unity of Direction) เป็นการออกแบบหรือกำหนดแผนใน การปฏิบัติงานของผู้บริหารและคนงานที่ใช้ทรัพยากรขององค์การ องค์การใดที่ไม่มีการวางแผนจะทำ ให้ขาดประสิทธิภาพและขาดประสิทธิผล ซึ่งจะไม่มีการมุ่งไปสู่กิจกรรมของกลุ่มหรือกิจกรรมของ บุคคล แต่การวางแผนจะเริ่มที่ผู้บริหารระดับสูงทำงานเป็นทีมร่วมกับกลยุทธ์ขององค์การ ซึ่งจะต้องมี การติดต่อกับผู้บริหารในระดับกลางที่มีส่วนในการตัดสินใจว่า จะใช้ทรัพยากรขององค์การอย่างไร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามกลยุทธ์ หลักการในข้อนี้ยึดหลักว่า กิจกรรมของแต่ละกลุ่มต้องมี จุดหมายและแผนเดียวกัน ๗. หลักความเสมอภาค (Equity) ความเสมอภาคคือ ความเป็นธรรม (Justice) ความยุติธรรม (Impartiality) และความเหมาะสม (Fairness) สำหรับสมาชิกทุกคนภายใน องค์การซึ่งในปัจจุบันพนักงานมีความต้องการความเสมอภาคมากขึ้นเป็นการจัดการที่ใช้หลักความ เท่าเทียมกัน ๘. การออกคำสั่ง (Order) วิธีการจัดการซึ่งอยู่ในตำแหน่งนั้นในการจัดหาเพื่อให้องค์การ ได้รับประโยชน์สูงสุด และเป็นการจัดหางานให้แก่พนักงานโดยใช้ผังองค์การ (Organization Chart) เพื่อแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งและหน้าที่ของพนักงานแต่ละคนและเป็นการชี้วัดว่าตำแหน่งของ พนักงานแต่ละคนอาจจะมีการเลื่อนขั้นได้ในอนาคต การวางแผนเกี่ยวกับอาชีพได้รับความสนใจมาก ขึ้นในองค์การยุคปัจจุบัน เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์ถือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องให้การฝึกอบรม (Training) และการพัฒนากำลังแรงงาน (Developing) โดยองค์การจะกำหนดตำแหน่งหน้าที่สำหรับ คนทุกคน และทุกคนจะเข้าใจตำแหน่งหน้าที่ของตน ๙. ความคิดริเริ่ม ( Initiative) เป็นความสามารถของบุคคลในการกระทำสิ่งต่างๆ โดย ปราศจากการสั่งการจากผู้บังคับบัญชา ผู้บริหารจะต้องกระตุ้นให้พนักงานมีความคิดริเริ่มซึ่งความคิด ริเริ่มนี้นับถือว่าเป็นจุดแข็งขององค์การ เนื่องจากจะสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ผู้บริหารมีความ ต้องการทักษะ (Skill) และไหวพริบ (Tact) เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างองค์การและความต้องการ ของพนักงาน และความสามารถ (Ability) จะทำให้เกิดความสมดุล ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้วัดผู้บริหารระดับสูง ในการพัฒนาและการบริหารงาน ๑๐. ความมีระเบียบวินัย (Discipline) เป็นการมุ่งให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการเชื่อฟัง (Obedience) อำนาจ (Energy) คำขอร้อง (Application) และลักษณะของการแสดงความนับถือ ออกมา สำหรับอำนาจของผู้บังคับบัญชา ความมีระเบียบวินัยเป็นบุคลิกลักษณะ ที่เกี่ยวข้องกับ ผู้บริหารหลายๆ คนที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด และทำงานอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ ความมีระเบียบวินัยจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภายใน องค์การกับคุณสมบัติของผู้นำภายในองค์การ และเป็นความสามารถของผู้บริหารในการที่จะปฏิบัติ ตามอย่างยุติธรรมอีกด้วย ๑๑. ค่าตอบแทน (Remuneration of Personnel) การให้รางวัลประกอบด้วยโบนัส และแผนการแบ่งกำไร เป็นการช่วยกระตุ้นการทำงานของพนักงานได้ การให้หรือการจ่าย ค่าตอบแทนให้แก่พนักงานมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จขององค์การ ระบบรางวัลที่มี
๒๘ ประสิทธิภาพสามารถให้ความยุติธรรมทั้งพนักงานและองค์การ รวมทั้งสามารถกระตุ้นผลผลิตเพิ่ม โดยการให้รางวัล เพื่อเป็นการสนับสนุนให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยยึดหลักว่าการจ่ายค่าตอบแทนควร ยุติธรรมและตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดทั้งนายจ้างและลูกจ้างเท่าที่จะทำได้ ๑๒. ความมั่นคงในงาน (Stability of Tenure of Personnel) ความมั่นคงในงานมี ความสำคัญต่อการจ้างงานระยะยาว เมื่อพนักงานอยู่ในองค์การซึ่งมีแนวโน้มจะทำงานเป็นทีมเป็น ระยะเวลานาน โดยพยายามพัฒนาทักษะ และปรับปรุงความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรขององค์การ การจ้างงานระยะยาวเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้อธิบายการประสบความสำเร็จของ บริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น ๑๓. ผลประโยชน์ส่วนตัว มีความสำคัญ น้อยกว่าผลประโยชน์ขององค์การ (Subordination of individual interests to the common interest) ผลประโยชน์ขององค์การ ถือว่าเป็นประโยชน์ของทุกๆ คน หรือของทุกกลุ่มในองค์การ ในขณะที่องค์การยังดำเนินกิจการอยู่ จะต้องมีการกำหนดผลประโยชน์เพื่อให้เกิดความยุติธรรมระหว่างองค์การและสมาชิกภายในองค์การ ๑๔. ความสามัคคี (Sprit de corps) เป็นความรู้สึกร่วมกันของสมาชิกภายในองค์การที่ช่วย สนับสนุนการทำงานของสมาชิกในกลุ่ม ในการออกแบบประยุกต์ของอำนาจหน้าที่ตามลำดับขั้นภายใน องค์การ และสิทธิในการสั่งการ หรือการบริโภค และความร่วมมือกัน ถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญใน การที่ทำให้องค์การบรรลุผลสำเร็จและมีการพัฒนา ความสามัคคีจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้หากมีการ ติดต่อกันระหว่างผู้บริหารและคนงาน โดยการติดต่อเพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่สำคัญ เพราะความ สามัคคีคือพลัง เมื่อสมาชิกมีความสามัคคีกันสูงก็จะทำให้องค์การมีความแข็งแกร่ง หลักการบริหารระบบราชการที่เรียกว่า POSDCoRB Model มีรายละเอียดดังนี้๓๕ ๑. P - Planning (การวางแผน) เป็นการคาดคะเนเหตุการณ์การต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต ซึ่งต้องคำนึงถึงทรัพยากรภายในองค์การ และสภาพแวดล้อมภายนอกเพื่อให้แผนที่กำหนด ขึ้นมีความรอบคอบและสามารถนำไปปฏิบัติได้ ๒. O - Organizing (การจัดองค์การ) เป็นการจัดองค์การที่เป็นส่วนราชการโดยจัดแบ่งตาม ความชำนาญเฉพาะอย่าง ออกเป็นกรม ฝ่าย แผนก จะพิจารณาปริมาณงานคุณภาพงาน ขนาดของการ ควบคุม และพิจารณาแบ่งสายงานหลัก และสายงานที่ปรึกษา โดยคำนึงถึงอำนาจหน้าที่และความ รับผิดชอบควบคู่กันไป ๓. S - Staffing (การจัดบุคคลเข้าทำงาน) เป็นการคัดเลือกบุคคลให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ภายในองค์การ โดยพิจารณาจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมให้ได้ในปริมาณที่เพียงพอ จะทำให้งานสำเร็จได้ ๔ . D - Directing (การสั่งการห รืออำน วยการ) เป็ น การกำกับ ดู แล สั่งงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา โดยอาศัยลักษณะความเป็นผู้นำ การจูงใจ ศิลปะการปกครองคน และการสร้าง มนุษย์สัมพันธ์ของผู้ใต้บังคับบัญชา ๓๕ ลูเธอร์ กูลิค อ้างใน ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณ ะ, ทฤษฎีองค์การ, ฉบับมาตรฐาน , (กรุงเทพมหานคร: ธรรมสาร, ๒๕๔๕), หน้า ๘๖.
๒๙ ๕. Co - Coordinating (การประสานงาน) เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลที่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทุกฝ่าย ทั้งในระดับสูงกว่า ต่ำกว่า และการสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับ ผู้บังคับบัญชา ๖. R - Reporting (การรายงานผลการปฏิบัติงาน) เป็นการนำเสนอผลสัมฤทธิ์ของการ ปฏิบัติงานจากผู้ใต้บังคับบัญชา หรือผู้บริหารระดับต่างๆ โดยมีการติดต่อสื่อสารแบบเป็นลายลักษณ์ อักษร ๗. B - Budgeting (การงบประมาณ) เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการควบคุมการปฏิบัติงาน โดยใช้วงจรงบประมาณ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ การเตรียมขออนุมัติงบประมาณการเสนอให้ผู้บังคับบัญชาให้ ความเห็นชอบ การดำเนินงานตามงบประมาณ การตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณตามแผนที่เสนอขอ ไว้ บิดาแห่งการบริหารที่มีหลักเกณฑ์ได้พัฒนาการบริหารที่มีหลักเกณฑ์ซึ่งมีพื้นฐานอยู่ใน หลักการ (Principles) ที่สำคัญ ๔ ประการ คือ๓๖ ๑. ต้องมีการคิดค้นและกำหนดวิธีที่ดีที่สุด ( One Best Way) สำหรับงานแต่ละอย่างคือ ต้องมีการกำหนดวิธีการทำงานที่ดีที่สุดที่ช่วยให้สามารถทำงานเสร็จลุล่วงไปด้วยดีตามวัตถุประสงค์ มาตรฐานของงานจะต้องมีการจัดวางเอาไว้ โดยมีหลักเกณฑ์ที่ได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดจริง และในเวลาเดียวกันการจ่ายผลตอบแทนแบบจูงใจต่างๆ ก็จ่ายให้ตามผลผลิตทั้งหมด ๒. ต้องมีคัดเลือกและพัฒนาคนงาน โดยตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของการรู้จัก งานให้เหมาะสมสอดคล้องกับคนงาน นอกจากนี้ต้องมีการอบรมคนงานให้รู้จักวิธีการทำงานที่ถูกวิธี ด้วย และในการคัดเลือกคนงานจะต้องมีการพิจารณาเป็นพิเศษที่จะให้ได้คนที่มีคุณสมบัติที่ดีที่สุดตรง ตามงานที่จะให้ทำ ๓. ด้วยวิธีการพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับวิธีการทำงาน ควบคู่กับการพิจารณา คนงานนี้ คนงานจะไม่คัดค้านต่อวิธีทำงานใหม่ที่ได้กำหนดขึ้น เพราะโดยหลักเหตุผลคนงานทุกคนจะ เห็นจริงถึงโอกาสที่เขาจะได้รับรายได้สูงขึ้นจากการทำงานถูกวิธีที่จะช่วยให้ได้ผลิตผลสูงขึ้น ๔. การประสานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารและคนงานฝ่ายบริหารควรจะได้ ประสานอย่างใกล้ชิดเป็นประจำกับคนงานที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน แต่ต้องไม่ใช่โดยการลงมือปฏิบัติงานที่ ควรจะเป็นงานของคนงานเท่านั้น กล่าวโดยสรุป การบริหาร เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นกระบวนการทางสังคมที่ ผู้บริหารใช้สำหรับตัดสินใจ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ทั้งที่เป็น องค์กรที่เป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย โดยนำทรัพยากร มาใช้ให้ประหยัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เพื่อให้บุคคลต่างๆ เกิดความร่วมมือกันในการปฏิบัติงาน ซึ่งกระบวนการบริหารเป็นภารกิจที่ผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่ ตามลำดับขั้นตอน เป็นระบบมีการวางแผน การจัดองค์การ หรือการจัดหน่วยงานต่าง ๆ ภายใน องค์กร การสรรหาบุคคล เข้าทำงาน การสั่งการ การประสานงาน การรายงานผลการปฏิบัติงาน การงบประมาณก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดต่อองค์กร จากแนวคิดและทฤษฎี ๓๖ เทเลอร์ อ้างใน ธงชัย สันติวงษ์, องค์การและการบริหาร, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร: ไทย วัฒนาพานิช, ๒๕๔๓), หน้า ๔๗ - ๔๘.
๓๐ ที่เกี่ยวกับการบริหารของนักวิชาการต่าง ๆ ซึ่งผู้วิจัยได้สังเคราะห์และประมวลผลทฤษฎีเกี่ยวกับ การบริหารดังกล่าว โดยสามารถสรุปได้ตาม ตารางที่ ๒.๓ ดังต่อไปนี้ ตางรางที่ ๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหาร นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก ติน ปรัชญพฤทธิ์ ๑. กระบวนการการตัดสินใจและนำนโยบายไปปฏิบัติ ๒. การนำเอานโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ พิทยา บวรวัฒนา ๑. การนำเอากฎหมายและนโยบายต่างๆ ไปปฏิบัติ ๒. การทำงานด้วยความเต็มใจด้วยความเที่ยงธรรมและ อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มัลลิกา ต้นสอน ๑. การกำหนดแนวทางหรือนโยบาย ๒. การสั่งการ ๓. การอำนวยการ ๔. การสนับสนุน ๕. การตรวจสอบ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ โพสต์คอร์บ (POSDCoRB) ๑. การวางแผน (Planning) ๒. การจัดองค์การ (Organizing) ๓. การบริหารงานบุคคล (Staffing) ๔. การอำนวยการ (Directing) ๕. การประสานงาน (Coordinating) ๖. การรายงาน (Reporting) ๗.การงบประมาณ (Budgeting) พอคค์(POOCCC) สุธี สุทธิสมบูรณ์ และ สมาน รังสิโยกฤษฎ์ การดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ กำหนดไว้ โดยอาศัยปัจจัยต่างๆอันได้แก่ คน (Man) เงิน (Money) วัตถุสิ่งของ (Material) และวิธีการ ปฏิบัติงาน (Method) เป็นอุปกรณ์ในการดำเนินงาน
๓๑ ตางรางที่ ๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหาร (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก ไพบูลย์ ช่างเรียน ระบบที่ประกอบไปด้วยกระบวนการในการนำทรัพยากร ทางการบริหารทั้งทางวัตถุและคนมาดำเนินการเพื่อ บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล บุญทัน ดอกไธสง การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคล องค์การ หรือ ประเทศ หรือการจัดการเพื่อผลกำไรของทุกคนใน องค์การ เฮอร์เบิร์ต เอ. ไซมอน กิจกรรมที่บุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปร่วมกันดำเนินการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เฟรดเดอร์ริค ดับบลิว. เทเลอร์ งานบริหารทุกอย่างจำเป็นต้องกระทำโดยมีหลักเกณฑ์ ซึ่งกำหนดจากการวิเคราะห์ศึกษาโดยรอบคอบ ทั้งนี้ เพื่อให้มีวิธีที่ดีที่สุดในอันที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพใน การผลิตมากยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์สำหรับทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้อง วิโรจน์ สารรัตนะ กระบวนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของ องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยหน้าที่ในการ บริหาร ได้แก่ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organization)การชี้นำ(leading) และการควบคุม องค์กร (Controlling) ปีเตอร์ เอฟ. ดรัคเกอร์ ศิลปะในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายร่วมกับผู้อื่น การ ทำงานต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปโดยอาศัยคนอื่นเป็นผู้ทำ ภายในสภาพองค์การที่กล่าวนั้น ทรัพยากรด้านบุคคล จะเป็นทรัพยากรหลักขององค์การที่เข้ามาร่วมกัน ทำงานในองค์การ ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นผู้ใช้ทรัพยากร ด้านวัตถุอื่น ๆ เครื่องจักรอุปกรณ์ วัตถุดิบ เงินทุน รวมทั้งข้อมูลสนเทศต่าง ๆ เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการ ออกจำหน่ายและตอบสนองความพอใจให้กับสังคม
๓๒ ตางรางที่ ๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหาร (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) หน้าที่ของผู้บริหาร มี ๕ ประการ ตามคำย่อภาษาอังกฤษ ว่า “POSDC” ดังนี้ คือ ๑) P คือ Planning หมายถึง การวางแผน ๒) O คือ Organizing หมายถึง การจัดองค์กร ๓) S คือ Staffing หมายถึง งานบุคลากร ๔) D คือ Directing หมายถึง การอำนวยการ ๕) C คือ Controlling หมายถึง การกำกับดูแล ลูเธอร์ กูลิค (Luther Gulick) หลักการบริหารระบบราชการ เรียกว่า POSDCoRB Model ดังนี้ ๑) P - Planning (การวางแผน) ๒) O - Organizing (การจัดองค์การ) ๓) S - Staffing (การจัดบุคคลเข้าทำงาน) ๔) D - Directing (การสั่งการหรืออำนวยการ) ๕) Co - Coordinating (การประสานงาน) ๖) R - Reporting (การรายงานผลการปฏิบัติงาน) ๗) B - Budgeting (การงบประมาณ) เทเลอร์ (Frederick W.Taylor) หลักการ (Principles) ที่สำคัญ ๔ ประการดังนี้ ๑) ต้องมีการคิดค้นและกำหนดวิธีที่ดีที่สุด ๒) ต้องมีคัดเลือกและพัฒนาคนงาน ๓) ด้วยวิธีการพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับวิธีการ ทำงาน ควบคู่กับการพิจารณาคนงาน ๔) การประสานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้บริหาร และคนงานฝ่ายบริหาร ศิริ ถีอาสนา การบริหาร เป็นกิจกรรมของกลุ่มตั้งแต่สองคนขึ้นไป ร่วมกันจัดการทรัพยากร ที่เหมาะสมเพื่อใหบรรลุ วัตถุประสงค์ร่วมกัน ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ จัดการ กระบวนการบริหาร ประกอบด้วย การวางแผน การจัด องค์การ การจัดคณะทำงาน การอำนวยการ การ ประสานงาน การรายงาน และการงบประมาณ
๓๓ ตางรางที่ ๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหาร (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก นัยนา ตรงบรรทัด การบวนการนำทรัพยากรการบริหารมาใช้ให้บรรลุ วัตถุประสงค์ และเป็นการปฏิบัติงานร่วมกันของบุคคล ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป ตามขั้นตอนการบริหาร คือ การ วางแผน การจัดองค์การ การชี้นำ และการควบคุม เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์กร สมหมาย เจริญภูมี การดำเนินงานที่ผู้บริหารจะต้องยึดเป็นแม่บทในการ ดำเนินงาน ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ภัคควลัณชญ์ สาระลัย การทำกิจกรรมโดยผู้บริหารและสมาชิกในองค์การ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการ ใช้ทรัพยากร และเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด การ บริหารเป็นกระบวนการร่วมกันของคณะบุคคลโดยมีวัถ ตุประสงค์ที่แน่นอนในการทำงาน ๒.๒.๒ ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงาน ทฤษฎีบริหารองค์การอย่างเป็นทางการ (Formal Organization Theory) ของบิดาของ ทฤษฎีการปฏิบัติการและการจัดการตามหลักบริหารทั้ง Fayol และ Taylor จะเน้นตัวบุคล ปฏิบัติงานวิธีการทำงาน ได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลแต่ก็ไม่มองด้าน “จิตวิทยา” ได้เสนอแนวคิด ในเรื่องหลักเกี่ยวกับการบริหารทั่วไป ๑๔ ประการ ทำให้ต่อมา Luther Gulick ได้นำมาปรับต่อยอด เป็นที่รู้จักกันดีในตัวอักษรย่อที่ว่า “POSDCoRB” ดังนี้ P = Planning หมายถึง การวางแผนงาน ซึ่งจะต้องคำนึงถึงนโยบาย (Policy) ทั้งนี้ เพื่อให้แผนงานที่กำหนดขึ้นไว้มีความสอดคล้องกันในการดำเนินงาน แผนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้ ความรู้ในทางวิทยาการและวิจารณญาณวินิจฉัยเหตุการณ์ในอนาคตแล้วกำหนดวิธีการ โดยถูกต้อง อย่างมีเหตุมีผล เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปโดยถูกต้องและสมบูรณ์ O = Organizing หมายถึง การจัดส่วนราชการหรือองค์การ ซึ่งในการศึกษาบางแห่งก็ พิจารณารวมไปกับการปฏิบัติงานหรือวิธีการจัดการ (Management) ด้วยเรื่องการจัดแบ่งส่วนงานนี้ จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน เช่น การจัดแบ่งงาน (Division of Work) เป็นกรม กอง แผนกโดยอาศัยปริมาณงานคุณภาพของงานหรือจัดตามลักษณะของงานเฉพาะอย่าง (Specialization) ก็ได้นอกจากนี้อาจพิจารณาในแง่ของการควบคุม (Control) และหรือพิจารณาใน แง่หน่วยงาน (Organization) เช่น หน่วยงานหลัก (Line) หน่วยงานที่ปรึกษา (Staff) หรือบ้างก็เรียก เป็นหน่วยงานหลัก (Line) หน่วยแนะนำหรือที่ปรึกษา (Staff) และหน่วยงานช่วยเหลือหน่วยงาน อนุกร (Auxiliary) เป็นต้น S = Staffing หมายถึง การจัดหาบุคคลและเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับ การจัดแบ่งหน่วยงานที่แบ่งไว้หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งหมายถึงการจัดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
๓๔ (Personnel Administration) เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความสามารถมาปฏิบัติงานให้เหมาะสม (Competent Man for Competent Job) ห รือ Put the Right Man on the Right Job กั บ รวมถึงการที่จะเสริมสร้างและธำรงไว้ซึ่งสัมพันธภาพในการทางานของคนงานและพนักงานด้วย D = Directing หมายถึง การศึกษาวิธีการอำนวยการรวมทั้งการควบคุมงานและนิเทศ งานตลอดจนศิลปะในการบริหารงาน เช่น ภาวะผู้นำ (Leadership) มนุษยสัมพันธ์ (Human relations) และการจูงใจ (Motivation) เป็นต้น การอำนวยการในที่นี้รวมถึงการวินิจฉัยสั่งการ (Decision Making) ซึ่งเป็นหลักอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของการบริหารงานและขึ้นอยู่กับความสามารถ ของผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานมากเหตุเพราะว่าการที่จะอานวยการให้ภารกิจดำเนินไปด้วยดีได้จา เป็นต้องมีการตัดสินใจที่ดีและมีการสั่งการที่ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละลักษณะของการตัดสินใจ Co = Coordinating หมายถึง ความร่วมมือประสานงานเพื่อให้การดาเนินงานเป็นไป ด้วยความเรียบร้อยและราบรื่นศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการที่จะช่วยให้การประสานงานดีขึ้นเพื่อช่วย แก้ปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานการร่วมมือประสานงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในการ บริหารเพราะเป็นกิจวัตรประจาวันที่จะต้องพึงกระทำในการปฏิบัติงานและเป็นสิ่งที่มีอยู่ทุกระดับของ งานการร่วมมือประสานงานเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องจัดให้มีขึ้นในหน่วยงานของตน เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในอันที่จะช่วยให้เกิดความสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ R = Reporting หมายถึง การรายงานผลการปฏิบัติงานตลอดรวมถึงการ ประชาสัมพันธ์(Public Relations) ที่จะต้องแจ้งให้ประชาชนทราบด้วย อันที่จริงการรายงานนี้มี ความสัมพันธ์กับการติดต่อสื่อสาร (Communication) อยู่มาก การรายงานโดยทั่วไปหมายถึงวิธีการ ของสถาบันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลแก่ผู้สนใจมาติดต่อสอบถาม ผู้บังคับบัญชาและหรือผู้ร่วมงาน ฯลฯ ความสำคัญของรายงานนั้นอยู่ที่จะต้องอยู่บนรากฐานของ ความจริง B = Budgeting หมายถึง การงบประมาณโดยศึกษาให้ทราบถึงระบบและกรรมวิธีใน การบริหารเกี่ยวกับงบประมาณและการเงิน ตลอดจนการใช้วิธีการงบประมาณและแผนงานเป็น เครื่องมือในการควบคุมงาน วิธีการบริหารงบประมาณโดยทั่วไป มักมีวงจรที่คล้ายคลึงกัน อย่างที่ เรียกว่า “วงจรงบประมาณ” (Budget Cycle) ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน การเตรียมงบประมาณและ การเสนอขออนุมัติ(Executive Preparation and Submission) การพิจารณาให้ความเห็นชอบของ ฝ่ายนิติบัญญัติ(Legislation Authority) การดำเนินการ (Execution) การตรวจสอบ (Audit) ๓๗ การจัดการและจัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Admministration Industrielleet Generaleb เป็นภาษาฝรั่งเศส โดยฟาโย เห็นว่า หลักในการจัดการนั้น ควรยืดหยุ่นและสามารถปรับไปตามตัว แปรต่าง ๆ เขาได้กำหนดหลักการสำหรับผู้บริหารไว้๑๔ ประการ คือ ๑. การแบ่งงานกันทำ (Division of Work) เป็นการแบ่งงานกันทำตามความชำนาญ เฉพาะด้านเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ๓๗ Gulick, L., & Lydall, U., Paper on the Sciences of Adminstration, (New York: Institute of Public Administration, 1973), pp. 47 – 88.