The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สารนิพนธ์ เรื่อง การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดย นางสาวสมพร ศรีใจ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สารนิพนธ์ เรื่อง การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดย นางสาวสมพร ศรีใจ

สารนิพนธ์ เรื่อง การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดย นางสาวสมพร ศรีใจ

๓๕ ๒. อำนาจสั่งการ (Authority) เป็นอำนาจสั่งการซึ่งเป็นอำนาจอันชอบธรรมของ บรรดาผู้ที่มีตำแหน่งเพื่อสามารถที่จะออกคำสั่งในการทำงานได้โดยผู้ออกคำสั่งต้องมีความรับผิดชอบ ต่อคำสั่งในการทำงานได้ ๓. ระเบียบวินัย (Discipline) เป็นระเบียบวินัยที่คนในองค์การต้องเคารพและยอมรับ เพื่อสร้างสถานภาพงานที่เป็นระเบียบและเรียบร้อย ๔. หลักการ “สั่งการโดยคนๆ เดียว” (Unity of Command) เป็นหลักการ ซึ่งคุ้นเคย ในชื่อของหลัก “เอกภาพในการบังคับบัญชา” ลูกน้องจะต้องฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาโดยตรง รวมถึงการรายงานผลการปฏิบัติงานก็จะต้องรายงานกับผู้บังคับบัญชาโดยตรง ๕. การมีทิศทาง (Unity of Direction) คือ การมีทิศทาง หรือเป้าหมายเดียวกันโดย แต่ละกลุ่มงานย่อย (กอง, แผนก, ฝ่าย) ในองค์การที่มีกิจกรรมแตกย่อยออกมา ๖. ประโยชน์ส่วนรวม (Subordination of Interests to the General Interests) เป็นประโยชน์ส่วนรวมเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ๗. หลักการตอบแทน (Remuneration) เป็นหลักการตอบแทนการทางาน ซึ่งถือเป็น แนวทางที่คนงานจะต้องได้รับค่าตอบแทนที่ยุติธรรม ๘. หลักการรวมอำนาจ (Centralizaon) เป็นหลักการรวมอำนาจ หมายถึง ระดับมาก น้อยที่ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถตัดสินใจในแต่ละสถานการณ์ซึ่ง ฟาโย (Fayol) เห็นว่า การใช้อำนาจ หน้าที่ในการตัดสินใจควรกระทำที่สายการบังคับบัญชาระดับสูงที่สุดที่เป็นไปได้ในสถานการณ์นั้นๆ ๙. การมีสายการบังคับบัญชา (Scalar Chain) เป็นการมีสายการบังคับบัญชา ซึ่งเป็น เสมือนห่วงโซ่หรือเส้นทางของคำสั่งและติดต่อสื่อสารใดๆ ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องในแต่ละสายงาน ภายใต้โครงสร้างของแต่ละองค์การ ๑๐. การจัดระเบียบ (Order) เป็นการจัดระเบียบหรือการจัดให้คนตลอดจนวัตถุ สิ่งของได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ นั่นคือ ใช้คนให้เหมาะกับงาน จัดสถานที่ทางานให้เป็นระเบียบ และมี ระเบียบเกี่ยวกับงานพัสดุ ๑๑. ความเที่ยงธรรม (Equity) เป็นความเที่ยงธรรมที่ ฟาโย (Fayol) กล่าวถึงหลักข้อ นี้ว่านักบริหารควรมีทั้งความยุติธรรม (Justice) และความโอบอ้อมอารี(kindliness) ๑๒. หลักความมั่นคงในตำแหน่งงานของบุคคลกร (Stability of Tenure of Personal Fayo) เป็นหลักความมั่นคงในตำแหน่งงานของบุคคลกร เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการ วางแผนบุคลากรพัฒนานักบริหาร ๑๓. ความคิดริเริ่ม (Initiative) เป็นความคิดริเริ่ม หมายถึง พลังที่จะคิดให้เกิด แผนงานแล้วทาต่อไปจนสำเร็จ จะเกิดได้ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติงานได้รับการจูงใจ และมีความพึงพอใจใน งาน ๑๔. สามัคคีคือพลัง (Esprit De corps) เป็นภาษิตที่ว่า สามัคคีคือพลัง หมายถึงการ เสริมสร้างการทางานเป็นทีมอันจะทาให้เกิดความกลมเกลียวและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในองค์การ๓๘ ๓๘ Henri Fayol, General and Industrial Management, (London: Sir Isaac Pitman andSons, 1916), pp. 256-264.


๓๖ ทฤษฎีจูงใจ มาสโลว์(Abraham Maslow) ที่ใช้ในการบริหารจัดการ ตามความเชื่อที่ว่า มนุษย์มีความต้องการอยู่ตลอดเวลา และไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อมีการตอบสนองแล้วจะไม่เป็นการจูงใจอีก ต่อไป และจะเป็นลาดับขั้นตามความสำคัญของความต้องการนั้น ๑. ความต้องความต้องการทางร่างกาย (Physiological needs) เป็นความต้องการขั้น พื้นฐานของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค อากาศ น้ำดื่ม การพักผ่อน เป็นต้น ๒. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (Security or safety needs) เมื่อมนุษย์ สามารถตอบสนองความต้องการทางร่างกายได้แล้ว มนุษย์ก็จะเพิ่มความต้องการในระดับที่สูงขึ้น ต่อไป เช่น ความต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความต้องการความมั่นคงในชีวิตและ หน้าที่การงาน ๓. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Belongingness and love needs) ความต้องการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการทางด้านร่างกาย และความต้องการความปลอดภัยได้รับ การตอบสนองแล้ว บุคคลต้องการได้รับความรักและความเป็นเจ้าของโดยการสร้างความสัมพันธ์กับ ผู้อื่น เช่น ความต้องการได้รับการยอมรับ การต้องการได้รับความชื่นชมจากผู้อื่น เป็นต้น ๔. ความต้องการการยกย่อง (Esteem needs) หรือ ความภาคภูมิใจในตนเอง เป็น ความต้องการการได้รับการยกย่อง นับถือและสถานะจากสังคม เช่น ความต้องการได้รับความเคารพนับถือ ความต้องการมีความรู้ความสามารถ เป็นต้น ๕. ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (self-actualization) เป็นความต้องการสูงสุด ของแต่ละบุคคล เช่น ความต้องการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้สำเร็จ ความต้องการทาทุกอย่างเพื่อ ตอบสนองความต้องการของตนเอง เป็นต้น๓๙ หลักการบริหารราชการแมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ประกอบด้วย ทฤษฎีบริหาร องค์การหลักการบริหารจัดการในระบบราชการ (Bureaucratic Management) ดังนี้กฎระเบียบ (Order) ตรรกวิทยาหรือเหตุผล (Logic) กฎหมาย (Legitimate authority) ลักษณะของแนวทางการ จัดการมีดังนี้ ๑. การแบ่งงานกันทำ (Clear division of labour) ๒. สายการบังคับบัญชาลดหลั่นตามอำนาจหน้าที่ (Clear hierarchy of authority) ๓. กฎระเบียบและวิธีการที่เป็นทางการ (Formal rules and procedures) การแบ่ง งานตามความชำนาญการเฉพาะทางการแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่ต้องยึดระเบียบกฎเกณฑ์ ๔. ความไม่เป็นส่วนตัว (Impersonality) การแบ่งงานไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตัว ๕. ระบบคุณธรรม (Merit System) การเลือกคนเข้างาน การเลื่อนตำแหน่ง มีระบบ ความมั่นคงในอาชีพจะอย่างไรก็ตามระบบราชการก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งในด้าน ข้อเสีย คือ สายบังคับบัญชายืดยาวการทางานต้องอ้างอิงกฎระเบียบ จึงชักช้าไม่ทันการแก้ไขปัญหา ในปัจจุบัน เรียกว่าระบบ “Red tape” ในด้านข้อดีคือ ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก การบังคับ ๓๙ สุรพล สุยะพรหม และคณะ, พื้นฐานทางการจัดการ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หน้า ๒๐.


๓๗ บัญชา การเลื่อนขั้นตำแหน่งที่มีระบบระเบียบ แต่ในปัจจุบันระบบราชการกาลังถูกแทรกแซงทาง การเมืองและทางเศรษฐกิจ ทำให้เริ่มมีปัญหา๔๐ จากที่กล่าวมาการนำหลักทฤษฎีใดมาใช้ในการแก้ปัญหามา ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพซึ่ง การกำหนดกลยุทธ์หรือ แนวทางการสร้างความสำเร็จในการบริหารดาเนินงานใดๆ ได้ตามประสงค์ การศึกษาวิเคราะห์องค์กร หน่วยงาน หรือ ของตัวบุคคล เป็นหนึ่งในเครื่องมือของการศึกษาวิเคราะห์ เพื่อนาไปสู่การแก้ไขปัญหาขององค์กร หน่วยงาน หรือระดับบุคคล สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการ บริหารองค์กรได้หลากหลาย สาหรับการปรับปรุงองค์กร ตารางที่ ๒.๔ ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจัดการ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก Henri Fayol ๑. การวางแผน ๒. การจัดองค์การ ๓. การจัดคนเข้าทำงาน ๔. การสั่งการ ๕. ความร่วมมือ ๖. การรายงาน ๗. งบประมาณ Max Weber ๑. หลักของฐานอำนาจจากกฎหมาย ๒. การแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ ๓. การแบ่งงานตามความชำนาญการเฉพาะทาง ๔. การแบ่งงานไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตัว ๕. มีระบบความมั่นคงในอาชีพ Abraham Maslow อ้างใน สุรพล สุยะ พรหม และคณะ ๑. ความต้องความต้องการทางร่างกาย ๒. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง ๓. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ ๔. ความต้องการการยกย่อง ๕. ความต้องการความสำเร็จในชีวิต Gulick & Lydall ๑. การวางแผนงาน ๒. การจัดส่วนราชการหรือองค์การ ๓. การจัดหาบุคคล ๔. การอำนวยการ ๕. ความร่วมมือประสานงาน ๖. การรายงานผล ๗. การงบประมาณ ๔๐ Max Weber, from Max : Essays in Sociology, Trans, By Hans Gert C.W. Wright Mill, (New York: Oxford University, 1974), p 215.


๓๘ ๒.๓ หลักทุติยปาปณิกธรรม การบริหารงานในแต่ละครั้งนั้นผู้บริหารที่มีความเป็นผู้นำ และต้องมีภาวะผู้นำที่ดีและใน ปัจจุบันผู้นำ ต้องใช้หลักธรรมตามพระพุทธศาสนาเพื่อมาใช้ในการเป็นผู้นำในทุติยปาปณิกสูตรว่าด้วย คุณสมบัติของพ่อค้าสูตรที่ ๒ ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าประกอบด้วยองค์ ๓ ประการ ไม่นานนักก็ถึง ความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไพบูลย์ในโภคทรัพย์ องค์ ๓ ประการ คือ พ่อค้าในโลกนี้ ๑. มีตาดี ๒. มีธุรกิจดี ๓. เพียบพร้อมด้วยที่พักพิงอาศัย พ่อค้าชื่อว่ามีตาดี คือ พ่อค้าในโลกนี้รู้จักสินค้าว่า “สินค้านี้ ซื้อมาเท่านี้ ขายไปอย่างนี้ จัก มีมูลค่าประมาณเท่านี้ มีกำไรเท่านี้” พ่อค้าชื่อว่ามีตาดีเป็นอย่างนี้แล พ่อค้าชื่อว่า มีธุรกิจดี คือ พ่อค้าเป็นคนฉลาดซื้อและขายสินค้าได้ พ่อค้าชื่อว่ามีธุรกิจดีเป็นอย่างนี้แล” ๔๑ ผู้นำที่ สามารถนำพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ได้นั้น นอกจากจะมีความสามารถ แล้ว ยังต้องมีความดี คือ มีธรรมอีกด้วย ตามแนวพระพุทธศาสนา ลักษณะของผู้นำที่ดีนั้น ต้องเป็นผู้นำที่มีธรรมในตนเอง คือ เป็น ผู้ที่มีธรรมเป็นเครื่องชี้นำในการ ปกครองและการบริหาร รัฐ ประเทศ องค์กร หรือหมู่คณะ ให้เป็นไป ด้วยดี ซึ่งหากผู้นำมีแต่ความสามารถ แต่ไม่มีธรรม รัฐ ประเทศ องค์กร หรือหมู่คณะ ย่อมที่จะประสบ กับความเดือดร้อนจากการปกครองหรือการบริหารของผู้นำนั้นผู้นำไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง ทำทุก อย่าง เพราะสามารถหาคนอื่น ที่ชำนาญด้านนั้นๆ มาช่วยงานได้ จากภาวะความเป็นผู้นำดังกล่าว สะท้อนถึงภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำทุกระดับ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องความอยู่รอด และเสถียรภาพขององค์กร และประเทศชาติ โดยรวมด้วย ผู้นำ หรือ ผู้บริหาร คือที่มีอำนาจและ อิทธิพลสูงสุดขององค์กร ความเป็นผู้นำจึงต้องอาศัยความรู้ความสามารถในการบริหารองค์กรให้ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายนอกจากนี้แล้วต้องคำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม ผู้บริหารหรือผู้นำใน การบริหารนี้ส่วนมากมักมีแนวคิดทฤษฎีทางทางตะวันตกมาใช้ในการบริหาร แต่ในพระพุทธศานา มี คำสอนที่พูดถึงเกี่ยวกับลักษณะของผู้นำ ดังที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกทุติยปาปณิกสูตร เพื่อให้ เข้าใจพระสูตรนี้ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมมจิตโต) ๔๒ ได้กล่าวถึงคำตรัสองค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในทุติยปาปณิกสูตรว่า เกี่ยวกับคุณลักษณะ ๓ ประการของนักบริหารที่จะ ช่วยให้นักบริหารสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ๑. จักขุมา มีตาดี มีวิสัยทัศน์ กว้างยาวไกล การมีตาดี หมายถึง การมีสายตา มองเห็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวไกลไปข้างหน้าของตัวผู้นำเอง ผู้นำที่ดีจะสามารถมองเห็นในสิ่งที่ คนอื่นมองไม่เห็นเป็นการมองจากตาภายในเทียบได้กับการจินตนาการภาพแห่งอนาคต (Visualization)และมองเห็น ว่าจะพัฒนาไปสู่ ณ จุดแห่งความสำเร็จนั้นได้อย่างไร ๒. วิธุโร มีทักษะในการทำงานที่ดีของผู้นำ ประกอบกับการมีความรู้อย่างละเอียด ในงานได้แก่ ความเชี่ยวชาญในกิจการและหน้าที่การงานของตน หมายถึง ผู้นำที่มีความรู้และความ เชี่ยวชาญเป็นอย่างดีในการทำงานในทุกองค์ประกอบขององค์กร สามารถนำพาองค์กรให้บรรลุ เป้าหมายที่ตั้งร่วมกันไว้ได้ ๔๑ องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๒๐/๑๖๓. ๔๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ (ฉบับประมวลธรรม). (กรุงเทพมหานคร: สหธรรมมิก, ๒๕๕๔), หน้า ๙๖ – ๙๘.


๓๙ ๓. นิสสยสัมปันโน การมีทักษะการสื่อสาร มนุษยสัมพันธ์ดี ทำงานได้กับคนทุก ระดับชั้นผูกมัดใจคนไว้ได้ ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่น ได้แก่ การที่ผู้นำในองค์กรสามารถ สนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้กับคนทุกระดับชั้น โดยไม่ถือเนื้อถือตัว ไม่รู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น ยินดีที่จะให้รับฟัง ร่วมงานเป็นผู้นำใฝ่บริการ (Servant Leadership) มีความโอบอ้อมอารียินดีที่จะ ช่วยเหลือ ทุกคนที่กำลังเดือดร้อน ในทุติยปาปณิกสูตร คุณสมบัติของพ่อค้ากับของภิกษุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พ่อค้า ประกอบด้วยองค์ ๓ ย่อมถึงความใหญ่ความไพบูลย์ในโภคทรัพย์ไม่นานเลยองค์ ๓ คืออะไร คือ พ่อค้า เป็นผู้มีดวงตา มีความฉลาด ถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัย ก็พ่อค้าเป็นผู้มีดวงตาอย่างไร พ่อค้ารู้ สินค้าว่า สินค้าสิ่งนี้ซื้ออย่างนี้ ขายอย่างนี้ เป็นต้นทุนเท่านี้ กำไรเท่านี้อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย พ่อค้า ชื่อ ว่า เป็นผู้มีดวงตา พ่อค้าเป็นผู้ฉลาดอย่างไร พ่อค้าเป็นผู้เข้าใจที่จะซื้อและที่จะขายอย่างนี้พ่อค้า ชื่อ ว่า ฉลาด พ่อค้าถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัยอย่างไร คฤหบดีทั้งหลายก็ดี บุตรของ คฤหบดีทั้งหลายก็ดี ที่มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก ย่อมรู้จักพ่อค้านั้นอย่างนี้ว่า พ่อค้าผู้เจริญผู้นี้แหละเป็นคนมีดวงตา ด้วยฉลาดด้วย กำลังพอที่จะเลี้ยงบุตรภริยาและแถมพกให้เราบ้างตามเวลาอันควร คฤหบดีและบุตร ของคฤหบดีเหล่านั้นย่อมรับรองพ่อค้านั้นด้วยโภคะทั้งหลายว่าสหายพ่อค้า แต่นี้ไปเชิญท่านนำ โภคะ ไปเลี้ยงบุตรภริยาและจงแถมพกให้ เราบ้างตามเวลาอันควรเถิดอย่างนี้ พ่อค้า ชื่อว่า ถึงพร้อม ด้วยที่ พึ่งอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล ย่อมถึงความใหญ่ความไพบูลย์ในโภค ทรัพย์ไม่นานเลย ฉันเดียวกันนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ ย่อมถึงความใหญ่ ความไพบูลย์ในกุศลธรรมทั้งหลายไม่นานเลย ธรรม ๓ คืออะไร คือ ภิกษุเป็นผู้มีดวงตา มีความเพียร และถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัย๔๓ ในพระพุทธศาสนามีแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำนั้น ซึ่งแนวคิดของการนำและภาวะผู้นำของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอาจพิจารณาได้ว่าในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ทรงเป็นผู้นำ องค์การพระพุทธที่มีทั้งธรรมบารมี และทรงเป็นผู้นำที่ยึดธรรมเป็นหลักในการนำพาสมาชิกใน องค์การ คือ เหล่าพระสาวกไปสู่แนวทางการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อันเป็นเป้าหมายสุดท้ายในทาง พระพุทธศาสนาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยที่พระพุทธองค์ในฐานะผู้นำ ได้ทรงเลือกใช้หลักในการนำและ ภาวะผู้นำของพระพุทธองค์ในเรื่องราวต่าง ๆ ตามโอกาส บุคคล สถานที่ และสถานการณ์ ที่ หลากหลายลักษณะ ยกตัวอย่างเช่น การเปิดโอกาสให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน การมี ส่วนร่วมในการตัดสินใจ การให้ความสำคัญระหว่างคนและงานอย่างเท่าเทียมกัน การสร้างแรงจูงใจ การกระตุ้นให้ดำเนินกิจกรรมใน การปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความรู้ความสามารถ รวมถึงวิธีการในการ ติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกภายในองค์การกับสมาชิกภายนอกองค์การ ผู้นำที่ดีพึงมีคุณลักษณะที่ดี ๓ ประการด้วยกัน ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในทุติย ปาปณิกสูตร คือ จักขุมา เป็นผู้มีปัญญามองการณ์ไกลวิธูโร เป็นผู้รอบรู้ในการจัดการกิจการงานทุก อย่าง อย่างถูกต้อง และนิสสยสัมปันโน คือ เป็นผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี คุณสมบัติทั้ง ๓ ข้อนี้ย่อมทำให้ ผู้นำสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่วางไว้๔๔ ดังนี้ ๔๓ องฺ.ติก. (ไทย) ๓๕/๔๕๙/๖๑. ๔๔ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธวิธีบริหาร, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หน้า ๘๘.


๔๐ ๑. จักขุมา คือ เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมองสภาพเหตุการณ์ออกและจะวางแผน เตรียมรับหรือรุกได้อย่างไร ๒. วิธูโร คือ เป็นผู้ชำนาญในงานรู้จักวิธีการไม่บกพร่องในหน้าที่ที่ตนได้รับผิดชอบ ๓. นิสสยสัมปันโน คือ เป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี และได้รับความเชื่อถือจากผู้อื่น ใน พระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่าการเป็นผู้นำนั้นจะต้องเป็นผู้ระกอบด้วยปัญญาคือมีหูตาไวและกว้างไกล สามารถจำแนกบุคคลและเหตุการณ์ออกว่าเป็นอย่างไรซึ่งจะทำให้ผู้นำมีประสบการณ์มีความชำนาญ ในการปกครองเข้าใจบุคคลหรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้มีผู้สนับสนุนมากขึ้น คุณสมบัติทั้ง ๓ ประการนี้ มีระดับ ความสำคัญมากน้อยต่างกันไปตาม ระดับตำแหน่ง หน้าที่ขององค์กรหรือหน่วยงานว่าเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนหรือมี ความสำคัญเพียงใด โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งแล้ว ผู้ปกครองรัฐหรือผู้นำประเทศแล้ว นับว่าเป็นองค์กรที่ใหญ่ ผู้นำหรือผู้บริหาร จึงต้องมี คุณสมบัติครบถ้วนจึงจะสามารถยึดศรัทธาของผู้ใต้บังคับบัญชาไว้ได้ส่งผลให้ลูกน้องหรือผู้สนองงานมี ความเชื่อมั่นนั่นย่อมเป็นสาเหตุที่จะนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักทุติยปาปณิกสูตร ประกอบด้วย ๑) จักขุมา คือ การมีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล ๒) วิธู โร การบริหารจัดการดี๓) นิสสยสัมปันโนการมีมนุษย์สัมพันธ์มีความสำคัญต่อองค์กรทุกระดับและ ถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้บริหารและบุคลากรในทุกระดับจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญต่อหลักธรรม ในทุติยปาปณิกสูตร๔๕ จากความหมายสรุปได้ว่าการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการ บริหารหรือการทำงานนั้นเป็นการบริหารด้านทรัพยากรมนุษย์และการจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพ สูง เนื่องจากเป็นรูปแบบการบริหาร ที่มึศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และส่งผลที่ดีทำให้องค์กร ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตารางที่ ๒.๕ หลักทุติยปาปนิกธรรม นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก อง.ติก (ไทย) ๑.จักขุมา มีหน้าตาดี มีวิสัยทัสน์ กว้างยาวไกล ๒. วิธุโร มีทักษะในการทำงานที่ดีของผู้นำ ๓. นิสสยสัมปันโน มีทักษะการสื่อสาร มนุษย สัมพันธ์ดีทำงานได้กับทุกคน พระพรหมคุณาภรณ์ ๑. จักขุมา ตาดี ๒. วิธุโร เจนจัดธุรกิจ ๓. นิสสยสัมปันโน พร้อมด้วยแหล่งทุนเป็นที่อาศัย พระธรรมโกศาจารย์ ๑. จักขุมา เป็นผู้มีปัญญามองการณ์ไกล ๒. วิธุโร เป็นผู้รอบรู้ในการจัดการกิจการงานทุก อย่าง อย่างถูกต้อง ๔๕ พระกฤษฎา สุทฺธิโก (สารนอก), “ภาวะผู้นำตามหลักสัปปุริสธรรมของพระราชวชิรเมธี, ดร. (วีระ วรปญฺโญ)”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗).


๔๑ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก ๓. นิสสยสัมปันโน คือ เป็นผู้มนุษย์สัมพันธ์ดี พระกฤษฏา สุทธิโก ๑. จักขุมา คือ เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มอง สภาพเหตุการณ์ออกและจะวางแผน เตรียมรับหรือ รุกอย่างไร ๒. วิธุโร คือ เป็นผู้ชำนาญในงาน รู้จักวิธีการ ไม่ บกพร่องในหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ ๓. นิสสยสัมปันโน คือ เป็นผู้ที่มีมนุยสัมพันธ์ดี ๒.๔ ข้อมูลบริบทพื้นที่การวิจัย องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้๔๖ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน เป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นมาภายใต้แนวคิดกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสให้ ประชาชนในท้องถิ่น สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร และพัฒนาท้องถิ่นของตนได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากประชาชน ย่อมมีความรู้ ความเข้าใจในสภาพปัญหาและความต้องการในพื้นที่ท้องถิ่นของตน มากที่สุด ซึ่งเป็น แนวคิดพื้นฐานที่สำคัญมากที่สุดแนวคิดหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดินในยุค ปัจจุบันโดยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรที่มีความอิสระในการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชน ตามกรอบที่ระเบียบกฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นด้านการกำหนดนโยบาย การปกครองการบริหาร การเงินและการคลัง เป็นต้น วิสัยทัศน์ บ้านพี้เป็นตำบลน่าอยู่ มีการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สุขภาพประชาชนพีถ้วนหน้า พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม พัฒนาโครงการพระราชดำริ พันธกิจการพัฒนา ๑. พัฒนา สนับสนุน และส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และ การผลิตภาคการเกษตรกรรม ๒. เสริมสร้างศักยภาพคน ครอบครัว สังคม และขบวนการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมใน การพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน ๓. สนับสนุน และส่งเสริมการจัดระเบียบสังคมในชุมชนให้มีความมั่นคงและ คุ้มครองความปลอดภัยทางสังคม ๔. พัฒนาด้านเศรษฐกิจและส่งเสริมกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ๕. พัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ๖. การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ๗. พัฒนาการบริหารจัดการที่ดี ๔๖ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้, แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๖๕), น่าน: องค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้, ๒๕๖๕), เอกสารอัดสำเนา.


๔๒ การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ มีการจัดทำแผนพัฒนาสี่ปีเป็น เครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้พิจารณาอย่าง รอบคอบให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างแนวทางการดำเนินงานต่างๆ ที่อาจส่งผลทั้งในทางสนับสนุน และเป็นอุปสรรคต่อกัน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำมาตัดสินใจกำหนดแนวทางการ ดำเนินงาน และใช้ทรัพยากรทางการบริหารของท้องถิ่นอย่างมีประโยชน์สาธารณะสูงสุด แผนพัฒนาสี่ปีขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ จัดทำขึ้นภายใต้แนวคิดในการกำหนดประเด็น ปัญหาการพัฒนาและแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ปี และประเทศไทย ๔.๐ โดยเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ในเขตจังหวัดน่าน และยุทธศาสตร์ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ สามารถประสาน และบูรณาการ โครงการพัฒนาที่เกินศักยภาพไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดเพื่อตอบสนองความต้องการ ของประชาชนอันจะนำไปสู่การจัดทำงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ โดยมีผังโครงสร้างองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ดังนี้ แผนภาพที่ ๒.๑ โครงสร้างองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้๔๗ ๔๗ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้, แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๖๕), น่าน: องค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้, ๒๕๖๕), เอกสารอัดสำเนา. สภา อบต ประธานสภาอบต. รองประธานสภาอบต. สภาอบต เลขาสภา สมาชิกสภา อบต คณะผู้บริหาร นายก อบต. เลขานุการ รองนายก รองนายก ปลัด อบต. สำนักปลัด กองคลัง กองช่าง กองการศึกษาและวัฒนธรรม


๔๓ จากแผนภาพ โครงสร้างองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แบ่งเป็น ๔ ส่วนงาน ได้แก่ ๑. สำนักปลัด หน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับราชการทั่วไปและราชการที่มิได้เป็นหน้าที่ ของกองหรือส่วนราชการใดใน องค์การบริหารส่วนตำบลโดยเฉพาะ รวมทั้งกำกับและเร่งรัดการ ปฏิบัติราชการของส่วนราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามนโยบาย แนวทางและ แผนการปฏิบัติราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล ๒. กองคลัง มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานการจ่าย การรับ การนำส่งเงิน การเก็บ รักษาเงินเอกสารทางการเงิน การ ตรวจสอบใบสำคัญฎีกา งานเกี่ยวกับเงินเดือน ค่าจ้าง ตอบแทน เงินบำเหน็จบำนาญ เงินอื่นๆ งานเกี่ยวกับการจัดทำ งบประมาณ ฐานะ ทางการเงินการจัดสรรเงิน ต่างๆ การจัดทำบัญชีทุกประเภท ทะเบียนคุมเงินรายได้และรายจ่าย ต่างๆ การควบคุม การเบิกจ่าย งานทำงบทดลองประจำเดือน ประจำปี งานเกี่ยวกับการพัสดุและงานอื่นๆ ที่ เกี่ยวข้องและที่ได้รับ มอบหมาย ๓. กองช่าง มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการสำรวจ ออกแบบ การจัดทำข้อมูล ทางด้านวิศวกรรมการจัดเก็บ และทดสอบคุณภาพวัสดุ งานออกแบบและเขียนแบบ การตรวจสอบ การก่อสร้าง การควบคุมอาคารตามระเบียบ กฎหมาย งาน แผนการปฏิบัติงานการก่อสร้างและซ่อม บำรุง การควบคุมการก่อสร้างและซ่อมบำรุง งานแผนงานด้าน วิศวกรรมเครื่องจักรกล การรวบรวม ประวัติติดตาม ควบคุมการปฏิบัติงานเครื่องจักรกลการควบคุม การบำรุงรักษา เครื่องจักรกลและ ยานพาหนะงาน เกี่ยวกับแผนงาน ควบคุม เก็บรักษา การเบิกจ่ายวัสดุ อุปกรณ์อะไหล่ น้ำมัน เชื้อเพลิง แผนงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและที่ได้รับ มอบหมายประกอบด้วยหน่วยงานราชการภายใน ๔. กองการศึกษา และวัฒนธรรม มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารการศึกษา และพัฒนาการศึกษาทั้งการศึกษาระบบการศึกษา การศึกษานอกระบบการศึกษาและการศึกษาตาม อัธยาศัย เช่น การจัดการศึกษาปฐมวัย อนุบาลศึกษา มัธยมศึกษา และ อาชีวศึกษา โดยให้มีงาน ธุรการ งานการเจ้าหน้าที่ งานบริหารวิชาการ งานโรงเรียน งานนิเทศก์ งานกิจการนักเรียน งาน การศึกษาปฐมวัย งานขยายโอกาสทางการศึกษา งานฝึกและส่งเสริมอาชีพ งานห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และเครือข่ายทางการ ศึกษา งานกิจการศาสนา ส่งเสริมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม งานกีฬาและ นันทนาการ งานกิจกรรมเด็กและเยาวชนและ การศึกษานอกโรงเรียน และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามที่ได้รับ มอบหมาย๔๘ ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน” ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๔๘ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้, แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๖๕), น่าน: องค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้, ๒๕๖๕), เอกสารอัดสำเนา.


๔๔ ๒.๕.๑ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ การศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ผู้สนใจศึกษาจำนวนมากพอสมควร ผู้วิจัยได้ศึกษา พบว่า มีผู้สนใจศึกษาเกี่ยวกับภาวะผู้นำโดยเฉพาะซึ่งประกอบด้วย เจริญ สุระประเสริฐได้วิจัยเรื่อง“ภาวะผู้นำของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัด พิจิตร”ผลการศึกษาพบว่า ๑. ภาวะผู้นำของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดพิจิตรในภาพรวม อยู่ใน ระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละด้านสามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ ภาวะผู้นำ เชิงจัดการรองลงมาภาวะ ผู้นำ เชิงปฏิรูปและภาวะผู้นำแบบปล่อยตามอิสระ ๒. การเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำ ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัด พิจิตรจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคลพบว่านายกองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีเพศ รายได้ต่อเดือน ประสบการณ์ในการทำงานต่างกันมีภาวะผู้นำที่แตกต่างกันและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพ.ศ. ๒๕๕๙ ตำบลที่ มีอายุ ระดับการศึกษา ต่างกันมีภาวะผู้นำ ที่ไม่แตกต่างกัน๔๙ พระปัญญา โชติธมโม (แก้วหาวงค์) ได้วิจัยเรื่อง “ภาวะผู้นำตามหลักปาปณิกธรรม ของผู้บริหารเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ระดับภาวะผู้นำองผู้บริหารเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัด กาญจนบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านการมีอิทธิพลอย่างมี อุดมการณ์,ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ,ด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญาและด้านการคำนึงถึงปัจเจก บุคคลอยู่ในระดับมาก ๒. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของพนักงานที่มีต่อภาวะผู้นำตามหลักปาปณิ กธรรมของผู้บริหารเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี จำแนกตาม ปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า พนักงานที่มีการศึกษาและเงินเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำตาม หลักปาปณิกธรรมของผู้บริหารเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย ส่วนพนักงานที่มีเพศ อายุ ตำแหน่งต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำตามหลักปาปณิกธรรมของผู้บริหารเทศบาลไม่ แตกต่างกันปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ๓. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเกี่ยวกับหลักปาปณิกธรรมกับภาวะผู้นำของผู้บริหาร เทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พบว่าปัจจัยเกี่ยวกับหลักปาปณิ กธรรม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะผู้นำของผู้บริหารเทศบาล โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูงจำแนก เป็นรายด้านพบว่า ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์อยู่ในระดับสูง ด้านการสร้างแรงบันดาลใจอยู่ ในระดับสูงด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญาอยู่ในระดับสูง ด้านการคำนึงถึงปัจเจกส่วนบุคคลอยู่ใน ระดับสูง ๔๙ เจริญ สุระประเสริฐ, “ภาวะผู้นำของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดพิจิตร”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารับฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราช ภัฏนครสวรรค์, ๒๕๕๙).


๔๕ ๔. แนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำตามหลักปาปนิกธรรมของผู้บริหารเทศบาล เมืองท่าเรือพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี 1) ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) ผู้บริหารควร เข้าใจทิศทางของแผนและทิศทางขององค์กรเพื่อสื่อสารต่อไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาโดยทำความเข้าใจ หลักการบริหาร ๒) ด้านวิธูโร (ความสามารถด้านการบริหาร) ผู้บริหารควรปรับเปลี่ยนทัศนคติ ของ ผู้บริหารให้เป็นบุคคลที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีก็จะเป็นบุคคลที่สามารถเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย มีจิตสาธารณะ เป็นที่รักของผู้อื่นใครเห็นใครก็อยากอยู่ใกล้ ควรเอาใจใส่บุคลากรสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความ ผูกพันให้กับทุกคนในองค์กร ๓) ด้านนิสสยสัมปันโน (มนุษยสัมพันธ์) เปิดกว้างและต้องการบริหารใน ด้านต่างๆ ให้เสมอภาคกันให้กับพนักงาน และสามารถแก้ไขร่วมกับการพัฒนา รวมทั้งสร้างแรงจูงใจ และจริงใจในการปฏิบัติ๕๐ สุรกิจ สุวรรณแกม ได้วิจัยเรื่อง “ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ในอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผลการวิจัยพบว่า ๑. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นในอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑. ด้านทักษะ ( = 4.04) ๒. ด้านบุคลิกภาพ ( =๔.๑0) ๓. ด้านทางสังคม ( = 4.๑๗) ๔. ด้านบทบาท หน้าที่ ( = 4.0๒ ) อยู่ในระดับมาก ๒. ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนตามหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหาร องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน อำเภอภาชีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า การปฏิบัติตนตามหลักพรหมวิหารธรรม มีความสัมพันธ์ เชิงบวกกับ ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านทักษะ อยู่ใน ระดับสูง (r=.๘๒๒ **) การปฏิบัติตนตามหลักพรหมวิหารธรรม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะผู้นำ เชิง นวัตกรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านบุคลิกภาพอยู่ในระดับสูง (r=.๘๓๓ **) การปฏิบัติตนตามหลักพรหมวิหารธรรม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านทางสังคม อยู่ในระดับสูง (r=.๗๘๑ ** ) การปฏิบัติตนตาม หลักพรหมวิหารธรรม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ด้านบทบาทหน้าที่ อยู่ในระดับสูง (r=.๗๕๘ **) การปฏิบัติตนตามหลักพรหมวิหารธรรม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย ภาพรวม อยู่ในระดับสูง (r=.๘๖๗ **) ๓. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น มีดังต่อไปนี้๑) ผู้บริหารควรพัฒนาทักษะการจัดการตนเองให้เป็นนักบริหารมืออาชีพ ด้วย การ ใฝ่เรียนรู้ การอบรมเพิ่มเติมความรู้อย่างต่อเนื่อง ๒) ผู้บริหารควรสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ พนักงานทุกคนสามารถแสดงออกถึงความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาองค์กรท้องถิ่นให้สามารถ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ ๓) ผู้บริหารควรปฏิบัติตามหลักพรหมวิหารธรรม เพราะ จากผลวิจัยพบว่า การปฏิบัติตามหลักพรหมวิหารธรรมมีความสัมพันธ์กับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของ ๕๐ พระปญญา โชติธมฺโม (แกวหาวงค), “ภาวะผูนําตามหลักปาปณิกธรรมของผูบริหารเทศบาลเมือง ท่าเรือพระแทน อําเภอทามะกา จังหวัดกาญจนบุรี”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต วิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑).


๔๖ ผู้บริหาร ดังนั้นการปฏิบัติดังกล่าวข้างตนจะส่งผลให้ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น๕๑ สุบรรลุ เหตุผล ได้วิจัยเรื่อง “ภาวะผู้นำตามหลักพรหมวิหาร ๔ ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดมหาสารคาม” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ภาวะผู้นำตามหลักพรหมวิหาร ๔ ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนพระปริยัติ ธรรมแผนกสามัญ โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติในระดับมาก โดยด้านที่มีการปฏิบัติในระดับ สูงสุด คือ ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาด้านเมตตา รองลงมาคือภาวะผู้นำของผู้บริหาร สถานศึกษาด้านอุเบกขา และภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาด้านกรุณาตามลำดับ ส่วนด้านที่มี การปฏิบัติในระดับต่ำที่สุดคือ ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาด้านมุทิตา ๒. ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักพรหมวิหาร ๔ ของผู้บริหาร สถานศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ดังนี้ ๑) ควรเป็นกัลยาณมิตรกับเพื่อน ร่วมงาน ช่วยแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบุคลากรในสถานศึกษา ๒) ควรให้คำแนะนำปรึกษาด้วย ความสุภาพ ใช้วาจาที่สุภาพ และปฏิบัติตามวาจาที่ให้ไว้กับเพื่อนร่วมงาน ๓) ควรเป็นที่ปรึกษาที่ดี ให้ คำแนะนำแก่เพื่อนร่วมงานเมื่อมีปัญหา ควรพิจารณาความดีความชอบของบุคลากรในสถานศึกษา อย่างยุติธรรม ๔) ควรวางใจเป็นกลางกับบุคลากร เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน๕๒ เดือนนพัทธ์ แก้วภูบาล ได้วิจัยเรื่อง “ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสังคห วัตถุ ๔ โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดอุดรธานี” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ ๔ โรงเรียนพระปริยัติ ธรรมแผนกสามัญศึกษาพบว่าโดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติในระดับมากโดยด้านที่มีการ ปฏิบัติในระดับสูงสุด คือ ภาวะผู้นำตามหลักทาน รองลงมาคือภาวะผู้นำตามหลักปิยวาจา และภาวะ ผู้นำตามหลักอัตถจริยาตามลำดับ ส่วนด้านที่มีการปฏิบัติในระดับต่ำที่สุด คือ ภาวะผู้นำตามหลัก สมานัตตตา ๒. ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสังคห วัตถุ ๔ โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษามีดังนี้ ๑) ภาวะผู้นำด้านหลักทาน ควรให้โอกาสใน การแก้ไขหรือปรับปรุงการทำงานที่ผิดพลาดของบุคลากรอย่างยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ควรส่งเสริม การพัฒนา ด้านความรู้ให้กับบุคลากรตามความเหมาะสมแต่ละตำแหน่ง ๒)ภาวะผู้นำด้านด้านหลัก ปิยวาจา ควรใช้คำพูดที่สุภาพ ส่งเสริมให้กำลังใจแก่บุคลากรด้วยเมตตาจิต มีความจริงใจและ ๕๑ สุรกิจ สุวรรณแกม, “ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑). ๕๒ สุบรรลุ เหตุผล, “ภาวะผูนําตามหลักพรหมวิหาร ๔ ของผูบริหารสถานศึกษา โรงเรียนพระปริยัติ ธรรมแผนกสามัญศึกษาสังกัดสํานักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดมหาสารคาม”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑).


๔๗ ปรารถนาดี ๓) ภาวะผู้นำด้านอัตถจริยา ควรให้การสนับสนุนการเลื่อนตำแหน่งปรือปรับระดับ ความสามารถของบุคลากรอย่างเหมาะสม ควรส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรในตำแหน่งงานต่าง ๆ เพิ่ม มากขึ้น ๓. ภาวะผู้นำด้านหลักสมานัตตตา ควรร่วมทุกข์-ร่วมสุขแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิด ประโยชน์สุขร่วมกัน ควรปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมกับบทบาทของผู้นำควรควบคุม อารมณ์ตนเองในการปฏิบัติตัวกับบุคลากรและผู้อื่นควรร่วมปฏิบัติงานต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาด ตกบกพร่อง และควรปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่เหมาะสมกับบทบาทผู้นำผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหาร สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขตที่ ๑๗ จังหวัดจันทบุรี โดยรวมและ รายด้านอยู่ในระดับมาก ๒) ผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขตที่ ๑๗ จังหวัดจันทบุรีจำแนกตามวุฒิการศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มี นัยสำคัญทางสถิติยกเว้น ด้านการอำนวยความสะดวกให้เกิดภาวะผู้นำตนเองแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ๓) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขตที่ ๑๗ จังหวัดจันทบุรี จำแนกตามประสบการณ์ทำงานโดยรวม และรายด้านแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ๔) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขตที่ ๑๗ จังหวัดจันทบุรี จำแนกตามขนาด สถานศึกษาโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้นด้านการอำนวยความ สะดวกให้เกิดวัฒนธรรมของผู้นำตนเอง แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕๕๓ อรอนงค์ โรจน์วัฒนบูลย์ได้วิจัยเรื่อง “การพัฒนาตัวแบบผู้นำเชิงนวัตกรรม”,การศึกษา เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาองค์ประกอบคุณลักษณะของผู้นำเชิงนวัตกรรม ขององค์การธุรกิจ เอกชนภาคอุตสาหกรรม ที่มีลักษณะเป็นองค์การแห่งนวัตกรรม ๒) ศึกษาแนวทางการพัฒนาผู้นำเชิง นวัตกรรม ๓) พัฒนาตัวแบบผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำและแนวคิดการ พัฒนานวัตกรรม เป็นฐานคติในการศึกษาเพื่อค้นหาปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบคุณลักษณะของผู้นำที่มี ผลต่อการพัฒนานวัตกรรมในองค์การประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้นำองค์การที่มีผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการซึ่งเป็นผลจากการสร้างสรรค์ที่มีลักษณะความเป็นนวัตกรรม ใช้วิธีการศึกษา แบบ Grounded Theory และวิธีการศึกษาเฉพาะกรณีโดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก สัมภาษณ์ ผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารหรือ กรรมการผู้จัดการใหญ่ องค์การละ ๑ ท่าน สัมภาษณ์กลุ่มบุคลากรในองค์การและผู้เกี่ยวข้องอีก ๖๒ คน ขั้นตอนการศึกษา แบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน ๑) ทบทวนวรรณกรรม ศึกษาข้อมูลขององค์การและผู้นำที่คัดเลือกเป็นกรณีศึกษา ๒) วิจัย เชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึกผู้นำองค์การที่เป็นกรณีศึกษาหลัก ๓) สัมภาษณ์กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง เพื่อ ทดสอบความเชื่อถือได้ของข้อมูล โดยใช้เทคนิคการตรวจสอบความถูกต้อง ของข้อมูลโดยทำการ ตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ส่วนประกอบ การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสร้างข้อสรุป และการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกรณีศึกษากรอบแนวคิดที่ใช้ ๕๓ เดือนพันธ์ แก้วภูบาล, “ภาวะผูนําของผูบริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ ๔ โรงเรียนพระ ปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา สังกัดสํานักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดอุดรธานี”, วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑).


๔๘ ในการวิเคราะห์ประกอบด้วยปัจจัยหลัก คือ ๑) บริบทภายนอกองค์การที่ส่งผลต่อผู้นำเชิงนวัตกรรม ๒) บริบทภายในองค์การที่ส่งผลต่อผู้นำเชิงนวัตกรรม ๓) องค์ประกอบคุณลักษณะของผู้นำเชิง นวัตกรรม ๔) แนวทางการพัฒนาผู้นำเชิงนวัตกรรม ๕) กระบวนการพัฒนานวัตกรรมในองค์การผล การศึกษาพบว่า บริบทภายนอกองค์การที่มีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นส่งผลกระทบต่อการปรับ ทิศทางและกลยุทธ์ในการนำองค์การ กดดันให้ผู้นำมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมมากขึ้นเพื่อสร้างความ ได้เปรียบในการแข่งขันและการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน บริบทภายในองค์การด้านวัฒนธรรมองค์การ และบรรยากาศภายในองค์การมีผลกระทบต่อบทบาทของภาวะผู้นำ รูปแบบองค์การแห่งการเรียนรู้ และระบบการจัดการความรู้ที่มีกระบวนการชัดเจน และใช้เทคโนโลยีในการสร้างคลังความรู้การ ส่งเสริมการเรียนรู้เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนานวัตกรรม โครงสร้างองค์การที่ เหมาะสม คือ โครงสร้างองค์การแบบทีมงานข้ามสายงาน ระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีการ บริหารคนเก่ง และมีระบบพี่เลี้ยง มีการสอนงาน การมอบหมายงานโครงการ การมอบอำนาจ เป็น ระบบที่ส่งผลเชิงบวกต่อแนวทางการพัฒนาผู้นำเชิงนวัตกรรมผลจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบ กรณีศึกษาทั้งหมด ผู้วิจัยนำเสนอ ตัวแบบองค์ประกอบคุณลักษณะของผู้นำเชิงนวัตกรรม และ แนวทางการพัฒนาผู้นำเชิงนวัตกรรม อันประกอบด้วยบริบทภายนอกและภายในองค์การที่มีผลต่อ ผู้นำเชิงนวัตกรรม และ องค์ประกอบคุณลักษณะของผู้นำเชิงนวัตกรรม มีองค์ประกอบที่สำคัญ ๔ ด้าน คือ ๑) ด้านบุคลิกภาพ ๒) ด้านสมรรถนะ ๓) ด้านบทบาทหน้าที่ ๔) ด้านลักษณะทางสังคม เป็น องค์ประกอบคุณลักษณะหลักของผู้นำเชิงนวัตกรรม๕๔ สรุปได้ว่าภาวะผู้นำ คือ ศิลปะ หรือความสามารถของบุคคลคนหนึ่ง ที่จูงใจ หรือใช้ อิทธิพลต่อบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์และอำนวยการโดยใช้ กระบวนการสื่อความหมายจนกระทั่งบรรลุความสำเร็จตามวัตถุประสงค์เป้าหมายที่กำหนดไว้โดย ผู้นำจะต้องมีความกล้าหาญมีการตัดสินใจ มีความสามารถครอบคลุมหลายมิติ และจะต้องสร้างความ เชื่อมั่น ให้กับผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำผู้วิจัยได้ สังเคราะห์และประมวลผลผลของเกี่ยวกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ โดยสามารถสรุปได้ตาม ตามตารางที่ ๒.๖ ตารางที่ ๒.๖ งานวิจัยที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำ ผู้วิจัย สรุปผลการวิจัย เจริญ สุระประเสริฐ ภาวะผู้นำของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ในจังหวัดพิจิตรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ พิจารณาในแต่ละด้านสามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ ภาวะผู้นำเชิงจัดการรองลงมาภาวะผู้นำเชิง ปฏิรูปและภาวะผู้นำแบบปล่อยตามอิสระการ เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำจำแนกตามข้อมูล ส่วนบุคคล พบว่า นายกองค์การบริหารส่วน ๕๔ อรอนงค์ โรจน์วัฒนบูลย์, “การพัฒนาตัวแบบผู้นำเชิงนวัตกรรม”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (คณะรัฐประศาสนศาสตร์: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๕๓).


๔๙ ผู้วิจัย สรุปผลการวิจัย ตำบล ที่มีเพศรายได้ต่อเดือนประสบการณ์ใน การทำงาน ต่างกัน มีภาวะผู้นำ ที่แตกต่างกัน และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ตำบลที่ มี อายุ ระดับการศึกษา ต่างกันมีภาวะผู้นำ ที่ไม่ แตกต่างกัน สุรกิจ สุวรรณแกม พระปญญา โชติธมฺโม (แกวหาวงค) สุบรรลุ เหตุผล ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอภาชี จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ด้านทักษะ ด้านบุคลิกภาพ ด้านทางสังคม ด้านบทบาท หน้าที่ อยู่ในระดับ มาก การปฏิบัติตนตามหลักพรหมวิหารธรรมมี ความสัมพันธ์เชิงบวกกับ ภาวะผู้นำ ด้านทักษะ ด้านบุคลิกภาพ ด้านสังคม และด้านบทบาท หน้าที่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารเทศบาลเมืองพระ แท่น อำเภอท่ามะกาจังหวัดกาญจนบุรีโดยภาพ รวมอยู่ในระดับมาก เปรียบเทียบความคิดเห็น จําแนกตามปจจัยสวนบุคลพบวา พนักงานที่มี การศึกษา และเงินเดือน ตางกัน มีความ คิดเห็นตอภาวะผูนําตามหลักปาปณิกธรรม แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ สวนพนักงานที่มี เพศ อายุ ตําแหนง ตาง กันมีความคิดเห็นตอภาวะผูนําตามหลักปาปณิ กธรรมไมแตกตางกันปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย และความสัมพันธระหวางปจจัยเกี่ยวกับหลัก ปาปณิกธรรมกับภาวะผูนํามีความสัมพันธเชิง บวก ภาวะผูนําตามหลักพรหมวิหาร ๔ ของผูบริหาร สถานศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนก สามัญศึกษา สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดมหาสารคาม โดยภาพรวมและรายดาน มีการปฏิบัติในระดับมาก


๕๐ ๒.๕.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวกับการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สุวิมล สังวร ได้วิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการปัญหาอุทกภัยขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น จังหวัดสิงห์บุรี” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ประชาชนมีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการปัญหาอุทกภัยขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น จังหวัดสิงห์บุรี โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = ๓.๗๒) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่) ๑) ด้านการบรรเทา ( = ๓.๗๗) ด้านการเตรียมการ ( = ๓.๖๓) ๓) ด้านการสู้ภัย ( =๓.๗๓) และ ๔) ด้านการฟื้นฟู( = ๓.๗๖) ๒. เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนในการบริหารจัดการปัญหาอุทกภัยของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสิงห์บุรีโดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มี อาชีพ และรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการปัญหาอุทกภัย โดยภาพรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย ส่วนประชาชนที่มี เพศ อายุ และระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการปัญหาอุทกภัย โดย ภาพรวมไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ๓. แนวทางการบริหารจัดการปัญหาอุทกภัยขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสิงห์บุรี คือ ๑) ด้านการบรรเทาเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำหลากท่วมในระดับลุ่มน้ำ ควรทำการ จัดการ อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ตอนบน และการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ตอนบน สำหรับใน จังหวัดสิงห์บุรีต้องมีการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมือง ได้แก่ เทศบาลเมืองสิงห์บุรี เทศบาลตำบล ๓ แห่ง (อินทร์บุรีปากบาง และบางน้ำเชี่ยว) อย่างถาวร ๒) ด้านการเตรียมการ ควรทาการปรับปรุง ฟื้นฟูหนองบึงธรรมชาติในพื้นที่ โดยการปรับปรุงระบบระบายน้ำ เช่น ทำการขุดลอกระบายคู คลอง น้ำ และควรมีแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ในจังหวัด ๓) ด้านการสู้ภัยเป็นการดำเนินในช่วงขณะเกิดภัย ควรมีการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ประสบภัยกับเจ้าหน้าที่ สนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมกับอบต.ใน การแก้ไขปัญหา และควรมีอาสาสมัครด้านอุทกภัย ๔) ด้านการฟื้นฟูเป็นการจัดการหลังเกิดภัย ควรมี การใช้หลักเกณฑ์ความเสียหายที่เป็นจริงมาประเมินให้ความช่วยเหลือ โดยประชาชนจำต้องปฏิบัติ ตามเงื่อนไขจะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ลดน้อยลง และควร ดำเนินการให้เอกชนหรือมีหน่วยงานภายนอก ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้าเข้ามาบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มีการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ๕๕ พระสมุห์สมประสงค์ ปริชาโน (ตุ้มทอง) ได้วิจัยเรื่อง “สัมฤทธิผลการจัดการสวัสดิการ ผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วน ตำบลหลุมข้าว อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา” ผลการวิจัย พบว่า ๑. ระดับสัมฤทธิผลการจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลหลุม ข้าว อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =๔.๑๘) เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า ด้านระบบการจัดการที่ทันสมัย อยู่ในระดับมากทุกข้อคือ ( =๔.๑๘) ด้านผู้สูงอายุ ๕๕ สุวิมล สังวร, “การบริหารจัดการปัญหาอุทกภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสิงห์บุรี”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑).


๕๑ ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐและชุมชน ( =๔.๑7) ด้านผู้สูงอายุและประชามีความพึงพอใจ ( =๔.๒๓) ด้านสถานที่รองรับผู้สูงอายุ ( =๔.๑๖) ๒. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้สูงอายุต่อสัมฤทธิผลการจัดการสวัสดิการ ผู้สูงอายุ ขององค์การบริหารส่วนตำบลหลุมข้าว อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามปัจจัย ส่วนบุคล พบว่า ผู้สูงอายุที่มี อายุ ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อสัมฤทธิผลการจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุ แตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย ส่วนผู้สูงอายุที่มี เพศ การศึกษา และรายได้ ต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธ สมมติฐานการวิจัย ๓. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเกี่ยวกับสุขภาวะของผู้สูงอายุกับสัมฤทธิผลการ จัดการสวัสดิการ ผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลหลุมข้าว อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ปัจจัยเกี่ยวกับสุขภาวะของผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสัมฤทธิผลการจัดการสวัสดิการ ผู้สูงอายุ โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับสูง (R=๐.๙๔๐) ๔. ปัญหา อุปสรรค การจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลหลุม ข้าว อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา คือ ๑) ผู้สูงอายุเข้าถึงระบบบริการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ ช้า ๒) ขาดงบประมาณสำหรับดูแลผู้สูงอายุเพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี และให้อยู่อย่างมีคุณภาพชีวิต ที่ดี๓) ผู้สูงอายุไม่ได้รับการดูแล ต้องอาศัยสถานสงเคราะห์คนชรา ในอนาคต สังคมไทยอาจ กลายเป็นสังคมตะวันตกคือ ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ไม่มีการทดแทนบุญคุณ บุตรหลานโตขึ้นก็จะไม่เลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อแก่ชรา ๔) ผู้สูงอายุขาดการดูแลที่อยู่อาศัยให้สะอาด ถูกหลัก อนามัย ข้อเสนอแนะคือ ๑) ควรส่งเสริมและสนับสนุนด้านการพัฒนาและเสริมศักยภาพแก่กลุ่มผู้ดูแล ผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้ต่าง ๆ ๒) ควรพัฒนาบทบาทของคนในครอบครัวและคนในชุมชนในการ ดูแลผู้สูงอายุ ๓) ควรให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้สูงอายุ เช่น บุตรหลาน ญาติหรือเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้อง ในสังคม ต้องให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพแกผู้สูงอายุโดยการให้ข้อมูลเรื่องวิธีการดูแลสุขภาพที่ ถูกต้อง ให้คำแนะนำเรื่องปัญหาสุขภาพ หรือวิธีการส่งเสริมสุขภาพให้กับผู้สูงอายุอย่างทั่วถึง ๔) ภาครัฐควรให้การสนับสนุนด้านการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและ ปลอดภัย สำหรับผู้สูงอายุ๕๖ Phra Chamroeun Uttatechou (Nuon) ได้วิจัยเรื่อง “การประยุกต์ใช้หลักพุทธ ธรรมเพื่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมา” ผลการศึกษาพบว่า ๑. การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบล บ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ประชาชนมีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =๓.๗๒) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น มีระดับค่าเฉลี่ย สูงสุดอยู่ในระดับมาก ( =๓.๗๖) รองลงมา คือด้านวิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น มี ระดับค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( =๓.๗๔) และสุดท้ายด้านวิริยะความพากเพียรในสิ่งนั้น มีค่าเฉลี่ย ต่ำสุด มีระดับค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( =๓.๖๙) อยู่ในระดับมาก ๕๖ พระสมุห์สมประสงค์ ปริชาโน (ตุ้มทอง), “สัมฤทธิผลการจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การ บริหารส่วน ตำบลหลุมข้าว อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑).


๕๒ ๒. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม เพื่อ การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดย จำแนก ตามสถานภาพส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ สถานภาพ อายุ และระดับการศึกษา ต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐาน ส่วนประชาชนที่มีรายได้แตกต่างกัน มี ความคิดเห็น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ จึงยอมรับสมมติฐาน ๓. ปัญหาและอุปสรรคต่อการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารงานของ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า การพัฒนาท้องถิ่นไม่ สอดคล้องกับ สภาพท้องถิ่นเท่าที่ควร ขาดการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อทำแผนพัฒนา ประชาชนขาดการ มีส่วนร่วมตรวจสอบติดตามโครงการ/กิจกรรม ข้อเสนอแนะ ได้แก่ ควรมีการพัฒนาท้องถิ่นให้ตรงกับ สภาพท้องถิ่น ควรมีการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมี ส่วนร่วมในกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ขององค์กร๕๗ พระทรงพล กิตฺติโก (สันประภา) ได้วิจัยเรื่อง “การบริหารงานเพื่อพัฒนาสังคมของ องค์บริหารส่วนตำบลทรายขาว อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช” ผลการวิจัยพบว่า ๑. การบริหารงานเพื่อพัฒนาสังคมขององค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาว อำเภอ หัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ระดับการบริหารงานเพื่อพัฒนาสังคมขององค์การบริหารส่วน ตำบลทรายขาว อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( =๓.๓๕) เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน มีค่าเฉลี่ยมากสุด ( =๓.๔๓) รองลงมา คือ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ( =๓.๔๑) ถัดมา คือ ด้านการพัฒนาเมืองและการบริหาร ( =๓.๓๔) และด้านการพัฒนาคน สังคม และเศรษฐกิจ ( =๓.๓๑) ส่วนด้านการพัฒนาสาธารณสุข มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด ( =๓.๒๕) เมื่อ จำแนกตามเพศ อายุ การศึกษา และอาชีพ พบว่าประชาชนมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานเพื่อ พัฒนาสังคมขององค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาว อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง ๒. ข้อเสนอแนะแนวทางส่งเสริมการบริหารงานเพื่อพัฒนาสังคมขององค์การบริหาร ส่วน ตำบลทรายขาว อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ผู้ให้การสัมภาษณ์เสนอแนะว่า ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาวควรปรับปรุงถนนให้มี สภาพ พร้อมใช้ รวมถึงควรปรับปรุงน้ำประปาให้เพียงพอและมีคุณภาพดี ด้านการพัฒนาคน สังคม และ เศรษฐกิจ องค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาวควรส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ นอกจากนี้ควร ส่งเสริมกองทุนเพื่อการศึกษา รวมทั้งนำคำสอนทางพระพุทธศาสนามาใช้อบรมประชาชน ด้านการ พัฒนาเมืองและการบริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาวควรส่งเสริมให้หมู่บ้านจัดการตนเอง รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย ด้านการพัฒนาสาธารณสุข เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้านควรจะตรวจวัดความดันผู้สูงอายุ รวมถึงการให้ความรู้ในการป้องกันโรค ด้าน ๕๗ Phra Chamroeun Uttatechou Nuon, “การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารงานของ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมา”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑).


๕๓ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาวควรรักษาความสะอาดสอง ข้างทาง รวมทั้งจัดเก็บขยะโดยแยกขยะที่เกี่ยวข้องกับมลพิษและรีไซเคิลขยะ๕๘ สิทธิ์ธนัชท์ วารุณสหรัชภณ ได้วิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการ บริหารงานปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบลตลาดจินดา อำเภอสามพราน จังหวัด นครปฐม” ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองส่วน ท้องถิ่นด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์อยู่ในระดับปาน กลาง ส่วนด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติดำเนินงาน และด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลอยู่ใน ระดับน้อย นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างมีข้อเสนอแนะว่า ประชาชนต้องการเสนอแนะการทำงานของ อบต. และร้องทุกข์เรื่องราวต่าง ๆ ได้หลากหลายช่องทาง ในขณะเดียวกันต้องการให้ อบต. ชี้แจงผล การร้องทุกข์ ชี้แจงการใช้งบประมาณ ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ของ อบต. ให้มากขึ้นและประชาชน ต้องการให้ อบต. เป็นผู้ทำหน้าที่ประสานงานกลุ่มประชาชน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมสามารถแสดงความ คิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นแนวทางวางแผนพัฒนา อบต. เพื่อประโยชน์ด้านความเป็นอยู่และ คุณภาพชีวิตของประชาชน ควรเปิดโอกาสเข้ามาร่วมควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนา อบต. และการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างคุ้มค่าและสำหรับการ พัฒนาท้องถิ่นให้มากที่สุด๕๙ พระสุรศักดิ์ มหาปุญฺโญ ได้วิจัยเรื่อง “การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การ บริหารส่วนตำบลขนาดกลางในเขตพื้นที่ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์” ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการนำหลักธรรมาภิบาล มาประยุกต์ใช้ในการ บริหารงานขององค์การ บริหารส่วนตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเป็นการ พัฒนาการบริหารงาน สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ด้านหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วน ร่วม หลักความรับผิดชอบ หลักความคุ้มค่า โดยเฉพาะบุคลากรฝ่ายบริหารที่ ต้องเป็นผู้นำที่มีความ รอบรู้ทั้งทางด้านความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดหลักความถูกต้องเป็นที่ตั้งเป็นธรรมกับ ประชาชนทุกหมู่บ้าน และมีความเสมอภาคต่อโครงการพัฒนาด้านการเปิดโอกาสให้ประชาชน ตรวจสอบมีส่วนร่วมในการ แสดงความคิดเห็นในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่สำคัญและมีส่วนร่วมทุกมิติ ครอบคลุมขอบเขตชัดเจน ต่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลทั้งระบบตามหลักธรรมาภิบาลจนนำพาองค์กรไปสู่ ความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแบบยั่งยืน๖๐ ๕๘ พระทรงพล กิตฺติโก (สันประภา), “การบริหารงานเพื่อพัฒนาสังคมขององค์บริหารส่วนตำบล ทรายขาว อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ พัฒนาสังคม, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๐). ๕๙ สิทธิ์ธนัชท์ วารุณสหรัชภณ, “การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบลตลาดจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง, (คณะรัฐศาสตร์: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๙). ๖๐ พระสุรศักดิ์ มหาปุญฺโญ, “การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การ บริหารส่วนตำบล ขนาดกลางในเขตพื้นที่ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร มหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖).


๕๔ สรุปได้ว่า ภาวะผู้นำนั้น เป็นองค์ประกอบและเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของผู้บริหารทุก ระดับ ที่จะต้องมีและผู้บริหารจะต้องมีการพัฒนาภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นซึ่งผู้นำที่ดีควรมีคุณสมบัติ ครบถ้วน เช่นมีความรู้ มีความคิดริเริ่ม มีความกล้าหาญ และมีกาลเทศะ และผู้นำที่ให้ความสำคัญกับ งาน จะเป็นผู้ควบคุมผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา อย่างใกล้ชิด สามารถใช้แรงจูงใจต่างๆ เพื่อกระตุ้นผลผลิต และยังจะต้องให้ความสนใจความกินดีอยู่ดี ของผู้ใต้บังคับบัญชามีการสร้างกลุ่มงานที่มีประสิทธิภาพ และให้ทุกคนมีอิสระในการทำงาน มีการจัดวางรูปแบบ ระบบการทำงาน และขั้นตอนการปฏิบัติงาน ที่ชัดเจน และผู้นำจะต้องมีการปรับตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ในองค์กรอีกด้วย จาก การงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงาน ของผู้วิจัยหลากหลายท่าน ซึ่งผู้วิจัยได้สังเคราะห์และ ประมวลผล งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงาน ดังกล่าว โดยสามารถสรุปได้ตามตารางที่ ๒.๗ ดังต่อไปนี้ ตารางที่ ๒.๗ ตารางแสดงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร ผู้วิจัย สรุปผลการวิจัย สุวิมล สังวร การบริหารจัดการปัญหาอุทกภัยขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสิงห์บุรีโดย ภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นราย ด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านการบรรเทา ด้านการ ด้านการสู้ภัย และ ด้านการฟื้นฟู เปรียบเทียบความคิดเห็นของ ประชาชนในการบริหารจัดการปัญหาอุทกภัย โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พ บว่า ประชาชนที่มีอาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการปัญหา อุทกภัย โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ Phra Chamroeun Uttatechou Nuon ประชาชนมีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้าน ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น มีระดับ ค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับ รองลงมา คือด้าน และสุดท้ายด้านวิริยะความพากเพียรในสิ่งนั้น มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลการเปรียบเทียบความ คิดเห็น พบว่า ประชาชนที่มีเพศ สถานภาพ อายุ และระดับการศึกษา ต่างกัน มีความ คิดเห็นไม่แตกต่างกัน ส่วนประชาชนที่มีรายได้ แตกต่างกัน มีความคิดเห็น แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕


๕๕ ผู้วิจัย สรุปผลการวิจัย พระทรงพล กิตฺติโก ระดับการบริหารงานเพื่อพัฒนาสังคม โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อ พิจารณาเป็นราย ด้าน พบว่า ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มี ค่ า เฉ ลี่ ย ม า ก ร อ ง ล ง ม า คื อ ด้ า น ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ ด้าน การพัฒนาเมืองและการบริหาร และด้านการ พัฒนาคน สังคม และเศรษฐกิจ ส่วนด้านการ พัฒนาสาธารณสุขมีค่าเฉลี่ยน้อย สิทธิ์ธนัชท์ วารุณสหรัชภณ พระสุรศักดิ์ มหาปุญฺโญ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและด้านการ มีส่วนร่วมในผลประโยชน์ อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติดำเนินงาน และด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลอยู่ใน ระดับน้อย การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของ องค์การ บริหารส่วนตำบลขนาดกลางในเขต พื้นที่ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมือง จังหวัด นครสวรรค์ พบว่าแนวทางการนำหลักธรรมาภิ บาลมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน เพื่อเป็น การพัฒนาการบริหารงาน สอดคล้องกับหลัก ธรรมาภิบาล ด้านหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลัก ความรับผิดชอบ หลักความคุ้มค่า ๒.๗ กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมุ่งศึกษาเรื่อง “การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ” จากการทบทวน แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual Framework) ประกอบด้วยตัวแปรต้น (Independent Variable) และตัวแปรตาม (Dependent Variables) ดังนี้ ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) คือ ๑. ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบ แบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ ๒. หลักพุทธธรรม ได้แก่ หลัก ปาปณิกธรรม ๓ ๖๑ ดังนี้๑) จักขุมา คือเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ๒) วิธุโร คือมีการบริหารจัดการที่ ดี ๓) นิสสยสัมปันโน คือเป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีกับบุคคลอื่น ๖๑ องฺ.ติก. (ไทย) ๓๕/๔๕๙/๖๑.


๕๖ ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะ ผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยผู้วิจัย สังเคราะห์จากงานวิจัยของอรอนงค์ โรจน์วัฒนบูลย์๖๒ ได้สรุป การพัฒนาตัวแบบผู้นำ ๔ ด้าน คือ ๑) ด้านทักษะ ๒) ด้านบุคลิกภาพ ๓) ด้านทางสังคม และ ๔) ด้านบทบาทหน้าที่ แผนภาพที่ ๒.๒ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๖๒ อรอนงค์ โรจน์วัฒนบูลย์, “การพัฒนาตัวแบบผู้นำเชิงนวัตกรรม”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (คณะรัฐประศาสนศาสตร์: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๕๓). ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ปัจจัยส่วนบุคคล ๑. เพศ ๒. อายุ ๓. การศึกษา ๔. อาชีพ ๕. รายได้ หลักปาปณิกธรรม ๑. จักขุมา คือมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ๒. วิธุโร คือการบริหารจัดการดี ๓. นิสสยสัมปันโน คือการมี มนุษยสัมพันธ์ การส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วน ตำบลบ้านพี้ ๑. ด้านทักษะ ๒. ด้านบุคลิกภาพ ๓. ด้านสังคม ๔. ด้านบทบาทหน้าที่


บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน” ผู้วิจัยได้มีวิธีดำเนินการวิจัยตามลำดับ ขั้นตอนดังนี้ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๓.๒ การวิจัยเชิงปริมาณ ๓.๒.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๓.๒.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓.๒.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๒.๔ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๓ การวิจัยเชิงคุณภาพ ๓.๓.๑ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๓.๓.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓.๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๓.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๑ รูปแบบการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน”เป็นแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) จาก แบบสอบถาม (Questionnaire) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การสัมภาษณ์ เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ๓.๒ การวิจัยเชิงปริมาณ ๓.๒.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๑) ประชากร (Population) ได้แก่ ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ที่มีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป จำนวน ๒,๐๘๓ คน๑ ๒) กลุ่มตัวอย่าง (Sample) ผู้วิจัยได้กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) และวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Sampling) ซึ่งได้มาจากประชาชนในเขตองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ที่มีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป จำนวน ๒,๐๘๓ คน ได้ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้, แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๖๕), น่าน: องค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านพี้, ๒๕๖๕), (เอกสารอัดสำเนา).


๕๘ ประชากรจากการสุ่มตัวอย่างจากสูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane)๒ จำนวน ๓๓๖ คน ซึ่งใช้ ระดับความคลาดเคลื่อนที่ ๐.๐๕ ดังต่อไปนี้ สูตร n = N 1 + N (e) 2 โดย N = จำนวนประชากร E = ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ N = ขนาดของจำนวนกลุ่มตัวอย่าง ประชากรทั้งหมด ๒,๐๘๓ คน เมื่อแทนค่าสูตรจะได้ ดังนี้ n = 2083 1 + 2083 (0.05)2 n = 2083 1 + 2083 (0.0025) n = 2083 1 + 5.207 n = 2083 6.207 n = 335.58 เพราะฉะนั้น จำนวนกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ ๓๓๖ คน วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Sampling)การสุ่มกลุ่มอย่างใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น ประกอบด้วย ขั้นตอน ดังนี้ กำหนดขนาดของกลุ่มเป็นสัดส่วน โดยพิจารณาจากจำนวนประชากร เพื่อให้ได้ข้อมูลมี ลักษณะกระจาย ให้สัมพันธ์กับสัดส่วนของประชาชน โดยทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) โดยใช้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้าน หลวง จังหวัดน่าน เป็นระดับในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตร ดังนี้ จํานวนตัวอย่างในแต่ละชุมชน = จํานวนตัวอย่างทั้งหมด X จํานวนประชากรในแต่ละชุมชน จํานวนประชากรทั้งหมด จากสูตรจะได้ประชากรที่เป็นกลุ่มตัวอย่างของแต่ละหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน รวม ๓๓๖ คน ดังที่แสดงในตารางที่ ๓.๑ ๒ Yamane, T., Statistics : An Introductory Analysis, (3 rd ed). (New York: Harper and Row, 1973), p. 1130.


๕๙ ตารางที่ ๓.๑ แสดงจำนวนกลุ่มตัวอย่างประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอ บ้านหลวง จังหวัดน่าน ลำดับ หมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง (คน) ๑ ประชาชนหมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านพี้ ๖๑ ๒ ประชาชนหมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านพี้ ๗๗ ๓ ประชาชนหมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านพี้ ๔๒ ๔ ประชาชนหมู่ที่ ๔ ตำบลบ้านพี้ ๑๐๖ ๕ ประชาชนหมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านพี้ ๕๐ รวม ๓๓๖ ๓.๒.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม เป็นแบบสอบถามแบบปลายปิด (Close ended Questionnaire) และเป็นแบบสอบถามที่เป็นคำถามปลายเปิด (Open-ended Question) กำหนดคำตอบให้ผู้ตอบแบบสอบถามที่ได้กำหนดไว้ โดยมีขั้นตอนการสร้างและการตรวจสอบ เครื่องมือ ดังนี้ ๑. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ ๑) ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจากเอกสาร ตำราและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบแนวคิดในการสร้างแบบสอบถาม ๒) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาถึง รายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่กำหนดไว้ ๓) ขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม ๔) สร้างแบบสอบถามให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ เก็บรวบรวมข้อมูล ๕) นำเสนอร่างแบบสอบถามต่ออาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไข ๖) นำเครื่องมือการวิจัยไปทดลองใช้ (Try out) กับประชาชนที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่ม ตัวอย่าง เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมัน (Reliability) ๗) นำเครื่องมือที่ได้จากการไปทดลองแจก (Try out) กับประชาชนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จริง จำนวน ๓๐ ชุด มาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น แล้วนำเสนออาจารย์ที่ปรึกษา ๘) จัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับจริง และนำไปแจกกับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ๙) รวบรวมแบบสอบถาม แล้วนามาวิเคราะห์ ๒. ลักษณะเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ตามกรอบของการวิจัยเรื่อง“การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน” แบบสอบถามแบ่งออกเป็น ๔ ตอนดังนี้


๖๐ ตอนที่ ๑ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวข้องกับข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบปลายปิดให้เลือกตอบ (Check List) ตอนที่ ๒ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารบ้าน พี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตอนที่ ๓ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำ ของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยที่ทั้งตอนที่ ๒ และตอนที่ ๓ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วน ประเมินค่า (Rating Scale) ๕ ระดับ คือ ๕ หมายถึง อยู่ในระดับ มากที่สุด ๔ หมายถึง อยู่ในระดับ มาก ๓ หมายถึง อยู่ในระดับ ปานกลาง ๒ หมายถึง อยู่ในระดับ น้อย ๑ หมายถึง อยู่ในระดับ น้อยที่สุด ตอนที่ ๔ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อ ส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน มีลักษณะเป็นคำถามปลายเปิด ๓. การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ ๑. ขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบ เครื่องมือที่สร้างไว้ ๒. หาความเที่ยงตรง (Validity) โดยการนำแบบสอบถามที่สร้างเสร็จ เสนอประธาน คณะกรรมการที่ปรึกษาสารนิพนธ์เพื่อขอความเห็นชอบและนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำมา ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม จำนวน ๕ รูปหรือคน ได้แก่ ๑) พระครูปลัดวัชรพงษ์ วชิรปญโญ, ผศ.ดร. อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐ ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ๒) ผศ.ดร.วรปรัชญ์ คำพงษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร มหาบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ๓) อาจารย์ ดร.ชำนาญ เกิดช่อ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ๔) นางสาวพรรณภัทร แก้วใหม่ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ ๕) พันเอก ดร.พงศ์ศิริ พงศ์อาริยะมงคล หัวหน้ากลุ่มงานนโยบายแผนและการ ข่าวกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดน่าน


๖๑ เพื่อพิจารณาทั้งในด้านเนื้อหาสาระและโครงสร้างของคำถาม ตลอดจนภาษาที่ใช้และ ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถาม และวัตถุประสงค์ (Item Objective Congruence Index: IOC)๓ โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้ สูตรคำนวณ IOC = Σ IOC คือ ดัชนีความสอดคล้อง คือ คะแนนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ Σ คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญ โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ +๑ หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย ๐ หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคาถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย -๑ หมายถึง แน่ใจว่าข้อคาถามไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย เกณฑ์การแปลความหมาย ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ยอมรับได้ซึ่งเครื่องมือการวิจัยฉบับ นี้ได้ค่า IOC เท่ากับ ๑.๐๐ ซึ่งถือว่าเครื่องมือใช้ได้ ๓. การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไข แล้วไปทดลองใช้ (Try out) กับประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน ๓๐ ชุด เพื่อหา ค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (& Coefficient) ตามวิธีการของครอนบาค (Cronbach)๔ ซึ่งได้ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ทั้งฉบับเท่ากับ ๐.๙๘๒ ๔. นำแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์ เพื่อขอ ความเห็นชอบและจัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์เพื่อให้แจกกลุ่มตัวอย่างจริงที่ใช้ในการวิจัยต่อไป ๓.๒.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามตามขั้นตอน ดังนี้ ๑. ผู้วิจัยได้ขอหนังสือจากผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติฯ ถึง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน เพื่อขอความอนุเคราะห์ใน ในการแจกแบบสอบถามจากประชาชนในเขตตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๒. ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วไปเก็บข้อมูล โดยนำ แบบสอบถามจำนวน ๓๓๖ ฉบับ โดยแจกกับประชาชนในพื้นที่ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัด น่าน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ๓ สมนึก ภัททิยธนิ, การวัดผลการศึกษา, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์, ๒๕๔๙), หน้า ๒๒๐. ๔ สิน พันธุ์พินิจ, เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทจูนพับลิชชิ่งจำกัด, ๒๕๔๗), หน้า ๑๙๑.


๖๒ ๓. ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และประมวลผลโดยโปรแกรมสำเร็จรูปทาง คอมพิวเตอร์ ๓.๒.๔ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทาง สังคมศาสตร์โดยใช้สถิติ ดังนี้ ๑. สถิติพรรณนา (Descriptive Analysis) คือ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์โดยการหาค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เกณฑ์ที่ใช้แปลผลข้อคำถามที่ได้จากการประเมินผล ดังนี้ ช่วงค่าเฉลี่ย การแปลความหมาย ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๔.๕๐ - ๕.๐๐ มีระดับการบริหารอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๓.๕๐ - ๔.๔๙ มีระดับการบริหารอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๒.๕๐ - ๓.๔๙ มีระดับการบริหารอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๑.๕๐ - ๒.๔๙ มีระดับการบริหารอยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๑.๐๐ - ๑.๔๙ มีระดับการบริหารอยู่ในระดับน้อยที่สุด๕ ๒. สถิติอนุมาน (Inferential Statistics) ใช้สำหรับทดสอบสมมติฐาน เพื่อเปรียบเทียบ ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล สถิติที่ใช้ คือ การทดสอบค่าที t-test และการทดสอบ ค่าเอฟ F-Test ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) ในกรณีตัวแปร ต้นตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไป เมื่อพบว่ามีความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็น รายคู่ด้วยวิธีผลต่างเป็นสำคัญน้อยที่สุด (Least Signilficant Diference : LSD.) ๓.๓ การวิจัยเชิงคุณภาพ ๓.๓.๑ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผู้วิจัยทำการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๑๐ รูป หรือคน โดยแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม คือ ๑) นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา จำนวน ๒ รูป ลำดับที่ ๑ พระครูพิทักษ์เจติยานันท์ เจ้าคณะอำเภอบ้านหลวง ลำดับที่ ๒ พระปลัดเพชร อธิปญฺโญ ผู้อำนวยการโรงเรียนปริยัติธรรม วัดฟ้าสวรรค์ ๒) นักวิชาการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวน ๑ คน ลำดับที่ ๓ ดร.ภานุวุธ บูรณะพรม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผาสิงห์ ๕ ประกอบ กรรณสูตร, สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: ด่านสุทธาการพิมพ์, ๒๕๔๒), หน้า ๑๐๘.


๖๓ ๓) หัวหน้าส่วนราชการ จำนวน ๑ คน ลำดับที่ ๔ นายร่วมศักดิ์ ยะใหม่วงค์ ปลัดอำเภอบ้านหลวง ๔) ผู้บริหารท้องถิ่น จำนวน ๑ คน ลำดับที่ ๕ นายณเรตร์ จันตา ประธานสภาองค์การบริหาร ๕) กำนันในเขตพื้นที่ จำนวน ๑ คน ลำดับที่ ๖ นายอุดม อุดคำอ้าย กำนันตำบลบ้านพี้/ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๒ ๖) ผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่ จำนวน ๔ คน ลำดับที่ ๗ นายประสด น้ำพี้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านพี้ ลำดับที่ ๘ นางมุขดา ศักดาศรีผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านพี้ ลำดับที่ ๙ นายวิเชียร คนอยู่ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ ตำบลบ้านพี้ ลำดับที่ ๑๐ นายวีระ สุขยิ่ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านพี้ ๓.๓.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยมีขั้นตอน การสร้างเครื่องมือ ดังนี้ ๑. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ ดังนี้ ๑) ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจากเอกสาร ตารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบความคิดในการสร้างแบบสัมภาษณ์ ๒) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยพิจารณาถึง รายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์การวิจัยที่กำหนดไว้ ๓) ขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบ สัมภาษณ์ ๔) สร้างแบบสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้เป็น เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) เพื่อนามาวิเคราะห์ ๒. ลักษณะของเครื่องมือ แบบสัมภาษณ์แบ่งออกเป็น ๓ ตอน ดังนี้ ตอนที่ ๑ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ให้สัมภาษณ์ ตอนที่ ๒ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับการบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำ ของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๓.๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสัมภาษณ์ตามขั้นตอน ดังนี้ ๑. ขอหนังสือจากผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติฯ ถึงผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการ ให้สัมภาษณ์ ๒. กำหนดวัน เวลา และสถานที่กับผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) เพื่อสัมภาษณ์ ตามที่กำหนดไว้


๖๔ ๓. ดำเนินการสัมภาษณ์ตามวัน เวลาและสถานที่ที่กำหนดไว้ จนครบทุกประเด็น โดย ขออนุญาตใช้วิธีจดบันทึกและการบันทึกเสียงประกอบการสัมภาษณ์ ๔. นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มารวบรวมเพื่อวิเคราะห์โดยวิธีการที่เหมาะสมและ นำเสนอต่อไป ๓.๓.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์เชิงลึกโดยวิธีการ ดังนี้ ๑. นำข้อมูลที่ได้จากแบบสัมภาษณ์มาถอดเสียงและบันทึกเป็นข้อความ ๒. นำข้อความจากการสัมภาษณ์และการจดบันทึกมาจำแนกเป็นประเด็นและเรียบ เรียง เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย ๓. วิเคราะห์คำสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยใช้เทคนิค การ วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis Technique) ประกอบบริบท (Context) ๔. สังเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัยและนำเสนอต่อไป


บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน” ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่รวบรวมได้ จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน ๓๓๖ คน มาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปการวิเคราะห์ข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ และได้คำตอบจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๑๐ รูปหรือคน ผลการวิเคราะห์ ข้อมูลนำเสนอดังต่อไปนี้ ๔.๑ ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๔.๒ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ๔.๓ แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๔.๔ องค์ความรู้ ๔.๔.๑ องค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัย ๔.๔.๒ องค์ความรู้ที่ได้สังเคราะห์จากการวิจัย ๔.๑ ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ๔.๑.๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน ๓๓๖ คน จำแนกตาม เพศ อายุการศึกษา อาชีพ และรายได้ มีรายละเอียด ดังนี้ ตารางที่ ๔.๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม (n=๓๕๒) ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบสอบถาม จำนวน ร้อยละ ๑. เพศ ชาย หญิง ๑๖๗ ๑๖๙ ๔๙.๗๐ ๕๐.๓๐ รวม ๓๓๖ ๑๐๐.๐๐


๖๖ ตารางที่ ๔.๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม (ต่อ) (n=๓๕๒) ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบสอบถาม จำนวน ร้อยละ ๒. อายุ ๑๘-๓๐ ปี ๓๑ - ๔๐ ปี ๔๑ - ๕๐ ปี ๔๑-๖๐ ปี ๖๐ ปีขึ้นไป ๔๕ ๘๔ ๑๐๘ ๔๙ ๔๑ ๑๖.๑๐ ๒๕.๐๐ ๓๒.๑๐ ๑๔.๖๐ ๑๒.๒๐ รวม ๓๓๖ ๑๐๐.๐๐ ๓. การศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อนุปริญญา . ปริญญาตรี ๑๐๙ ๑๐๒ ๑๐๕ ๒๐ ๓๒.๔๐ ๓๐.๔๐ ๓๑.๓๐ ๕.๙๐ รวม ๓๓๖ ๑๐๐.๐๐ ๔. อาชีพ นักเรียน/นักศึกษา ค้าขาย เกษตรกร พนักงานเอกชน ๔๕ ๘๗ ๑๕๑ ๕๓ ๑๓.๔๐ ๒๕.๙๐ ๔๔.๙๐ ๑๕.๘๐ รวม ๓๓๖ ๑๐๐.๐๐ ๕. รายได้ ไม่มีรายได้ ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๑-๑๐,๐๐๐บ. ๑๐,๐๐๑-๒๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๑-๓๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๑ บาทขึ้นไป ๒๗ ๖๙ ๒๐๓ ๑๓ ๖ ๑๘ ๘.๐๐ ๒๐.๕๐ ๖๐.๔๐ ๓.๙๐ ๑.๘๐ ๕.๔๐ รวม ๓๓๖ ๑๐๐.๐๐ จากตารางที่ ๔.๑ พบว่า ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามเรื่อง “การบูรณา การหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้าน หลวง จังหวัดน่าน” จำแนกได้ดังนี้ เพศ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นหญิง จำนวน ๑๖๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๓ รองลงมาเป็นชาย จำนวน ๑๖๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๙.๗ ของผู้ตอบแบบสอบถาม


๖๗ อายุ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง ๔๑ - ๕๐ ปีจำนวน ๑๐๘ คน คิด เป็นร้อยละ ๓๒.๑๐ รองลงมา คือผู้ที่มีอายุ ๓๑-๔๐ ปีจำนวน ๘๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๕.๐๐ และน้อย ที่สุด คือ ผู้ที่มีอายุ๖๐ปีขึ้นไป จำนวน ๔๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๒.๒๐ของผู้ตอบแบบสอบถาม การศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ คือ ผู้ที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา จำนวน ๑๐๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๒.๔๐ รองลงมา คือ ผู้ที่มีการศึกษาระดับปวช./ปวส. จำนวน ๑๐๕ คน คิดเป็นร้อยละ๓๑.๓๐ และน้อยที่สุดคือ มีระดับการศึกษาปริญญาตรี จำนวน ๒๐ คน คิด เป็นร้อยละ ๕.๙๐ของผู้ตอบแบบสอบถาม อาชีพ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร จำนวน ๒๐๓ คน คิดเป็น ร้อยละ ๖๐.๔๐ รองลงมา คือ ค้าขาย จำนวน ๖๙คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐.๕๐ และที่น้อยที่สุด คือ ช้าราชการ จำนวน ๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๑.๘๐ ของผู้ตอบแบบสอบถาม รายได้ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือน อยู่ระหว่าง ๕,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ บาท จำนวน ๑๕๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๔๔.๙๐ รองลงมา คือ มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท จำนวน ๘๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๕.๙๐ และที่น้อยที่สุดคือ ไม่มีรายได้จำนวน ๔๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๓.๔๐ของผู้ตอบแบบสอบถาม ๔.๑.๒ ผลการวิเคราะห์ระดับภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน มีรายละเอียดดังแสดงในตาราง ดังนี้ ตารางที่ ๔.๒ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วน ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยภาพรวม (n=๓๓๖) ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านพี้ ระดับภาวะผู้นำ S.D. แปลผล ๑. ด้านทักษะ (Skills) ๒. ด้านบุคลิกภาพ (Personality) ๓. ด้านสังคม (Social Characteristics) ๔. ด้านบทบาทหน้าที่ (Roles) ๓.๐๕ ๓.๓๓ ๓.๔๘ ๓.๐๖ ๐.๒๙ ๐.๒๙ ๐.๒๘ ๐.๔๐ ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง รวม ๓.๒๓ ๐.๓๒ ปานกลาง จากตารางที่ ๔.๒ พบว่า ภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้าน พี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = ๓.๒๓) เมื่อจำแนกเป็นราย ด้าน พบว่า ภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อยู่ในระดับปานกลาง


๖๘ คือ ด้านสังคม (Social Characteristics) ( = ๓.๔๘) ด้านบุคลิกภาพ (Personality) ( = ๓.๓๓ ) ด้านบทบาทหน้าที่ (Roles) ( = ๓.๐๖) และด้านทักษะ ( = ๓.๐๕) ทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบผลการศึกษาดังนี้ ตารางที่ ๔.๓ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหารองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านทักษะ (Conceptual skill) (n=๓๓๖) ด้านทักษะ (Skills) ระดับภาวะผู้นำ S.D. แปลผล ๑. คณะผู้บริหารมีทักษะการบริหารจัดการที่ดี ภายใต้พันธกิจและวิสัยทัศน์ ๒. คณะผู้บริหารมีทักษะการตัดสินใจที่รวดเร็ว รอบคอบ ๓. คณะผู้บริหารมีทักษะการถ่ายทอดความรู้สู่การ ปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ๔. คณะผู้บริหารมีทักษะการติดตามประเมินผลการ ปฏิบัติที่ดี ๓.๕๓ ๓.๑๐ ๒.๙๕ ๒.๖๖ ๐.๕๐ ๐.๓๓ ๐.๓๘ ๐.๕๖ มาก ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ภาพรวม ๓.๐๖ ๐.๔๔ ปานกลาง จากตารางที่ ๔.๓ พบว่า ระดับภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านทักษะ (Conceptual skill) โดยภาพรวมอยู่ในระดับปาน กลาง ( = ๓.๐๖) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ คณะผู้บริหารมีทักษะการ บริหารจัดการที่ดี ภายใต้พันธกิจและวิสัยทัศน์( = ๓.๕๓) รองลงมา คือ คณะผู้บริหารมีทักษะการ ตัดสินใจที่รวดเร็ว รอบคอบ ( = ๓.๑๐) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ คณะผู้บริหารมีทักษะการ ถ่ายทอดความรู้สู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ( = ๒.๙๕) และ คณะผู้บริหารมีทักษะการติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติที่ดี( = ๒.๖๖)


๖๙ ตารางที่ ๔.๔ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านบุคลิกภาพ (Personality) (n=๓๓๖) ด้านบุคลิกภาพ (Personality) ระดับภาวะผู้นำ S.D. แปลผล ๑. คณะผู้บริหารมีความยืดหยุ่น แก้ไขสถาณการณ์ อย่างสร้างสรรค์ ภายใต้กรอบของกฎหมาย ๒. คณะผู้บริหารมีใจกว้าง เป็นแบบอย่างที่ดี ๓. คณะผู้บริหารมีเหตุผล รับฟังความคิดเห็นของ ผู้อื่น ๔. คณะผู้บริหารมีจิตวิญญาณผู้บริหารท้องถิ่นที่ดี ๓.๕๑ ๓.๓๘ ๓.๐๕ ๓.๔๐ ๐.๕๐ ๐.๔๘ ๐.๓๕ ๐.๕๑ มาก ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ภาพรวม ๓.๓๔ ๐.๔๖ ปานกลาง จากตารางที่ ๔.๔ พบว่า คุณลักษณะภาวะผู้นำภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านบุคลิกภาพ (Personality) โดยภาพรวม อยู่ในระดับ ( = ๓.๓๔) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ คณะผู้บริหารมี ความยืดหยุ่น แก้ไขสถานการณ์อย่างสร้างสรรค์ ภายใต้กรอบของกฎหมาย ( = ๓.๕๑) รองลงมา คือ ผู้บริหารมีจิตวิญญาณผู้บริหารท้องถิ่นที่ดี ( = ๓.๔๐) คณะผู้บริหารมีใจกว้าง เป็นแบบอย่างที่ดี ( = ๓.๓๘) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ คณะผู้บริหารมีเหตุผล รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ( = ๓.๐๕)


๗๐ ตารางที่ ๔.๕ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านสังคม (Social Characteristics) (n=๓๓๖) ด้านสังคม (Social Characteristics) ระดับภาวะผู้นำ S.D. แปลผล ๑. คณะผู้บริหารมีการทำงานเชื่อมเครือข่ายท้องถิ่น ท้องที่ และภาคประชาชน ๒. คณะผู้บริหารมีความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน ส่วนรวม ๓. คณะผู้บริหารยึดหลักธรรมาภิบาลในการ บริหารงานกับทุกภาคส่วน ๔. คณะผู้บริหารมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เพื่อกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะท้องถิ่น ๓.๗๙ ๓.๖๕ ๓.๕๑ ๓.๐๐ ๐.๔๑ ๐.๔๗ ๐.๕๐ ๐.๒๗ มาก มาก มาก ปานกลาง ภาพรวม ๓.๔๙ ๐.๔๑ มาก จากตารางที่ ๔.๕ พบว่า คุณลักษณะภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหารองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านสังคม (Social Characteristics) โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = ๓.๔๙) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ คณะผู้บริหารมี การทำงานเชื่อมเครือข่ายท้องถิ่น ท้องที่ และภาคประชาชน ( = ๓.๗๙) รองลงมา คือ มีคณะ ผู้บริหารมีความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน ส่วนรวม ( = ๓.๖๕) คณะผู้บริหารยึดหลักธรรมาภิบาล ในการบริหารงานกับทุกภาคส่วน ( = ๓.๕๑)และคณะผู้บริหารมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เพื่อกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะท้องถิ่น ( = ๓.๐๐)


๗๑ ตารางที่ ๔.๖ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านบทบาทหน้าที่ (Roles) (n=๓๓๖) ด้านบทบาทหน้าที่ (Roles) ระดับภาวะผู้นำ S.D. แปลผล ๑. คณะผู้บริหารสร้างบรรยากาศองค์กรแห่งการ เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ๒. คณะผู้บริหารมีการจุดประกายสร้างแรงบันดาล ใจให้ทีมงาน ๓. คณะผู้บริหารดึงศักยภาพในการสร้างทีมออกมา ใช้สร้างนวัตกรรมเพื่อการบริการประชาชน ๔. คณะผู้บริหารสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งข้อมูล สารสนเทศเพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานให้มี ประสิทธิภาพขึ้น ๓.๔๕ ๒.๙๐ ๒.๘๖ ๓.๐๔ ๐.๔๙ ๐.๔๖ ๐.๖๘ ๐.๕๘ ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ภาพรวม ๓.๐๖ ๐.๕๕ ปานกลาง จากตารางที่ ๔.๖ พบว่า คุณลักษณะภาวะผู้นำของของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วน ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านบทบาทหน้าที่ (Roles) โดยภาพรวมอยู่ในระดับปาน กลาง ( = ๓.๐๖) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ คณะผู้บริหารสร้าง บรรยากาศองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ( = ๓.๔๕) รองลงมา คือ คณะผู้บริหารสนับสนุน การเข้าถึงแหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น ( = ๓.๐๔) คณะ ผู้บริหารมีการจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมงาน ( = ๒.๙๐) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ คณะผู้บริหารดึงศักยภาพในการสร้างทีมออกมาใช้สร้างนวัตกรรมเพื่อการบริการประชาชน ( = ๒.๘๖)


๗๒ ๔.๑.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านพี้ จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม มีรายละเอียดดังแสดงในตาราง ดังนี้ ตารางที่ ๔.๗ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม โดยภาพรวม (n=๓๓๖) การบูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ ระดับภาวะผู้นำ S.D. แปลผล ๑. ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) ๒. ด้านวิธุโร (การบริหารจัดการที่ดี) ๓. ด้านนิสสยสัมปัญโน (มีมนุษย์สัมพันธ์) ๓.๓๘ ๓.๓๐ ๓.๔๓ ๐.๒๗ ๐.๓๒ ๐.๒๗ ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ภาพรวม ๓.๓๗ ๐.๒๙ ปานกลาง จากตารางที่ ๔.๗ พบว่า ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = ๓.๓๗) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ตามหลัก ปาปนิกธรรม ๓ ด้านนิสสยสัมปัญโน (มีมนุษย์สัมพันธ์) ( = ๓.๓๔) ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) ( = ๓.๓๘) และด้านวิธุโร (การบริหารจัดการที่ดี) ( = ๓.๓๐) ตามลำดับ


๗๓ ตารางที่ ๔.๘ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) (n=๓๓๖) ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) ระดับภาวะผู้นำ S.D. แปลผล ๑. คณะผู้บริหารมีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล มีเป้าหมาย ๒. คณะผู้บริหารมีความรู้ความสามารถในการ บริหารจัดการ ๓. คณะผู้บริหารกำหนดทิศทางการดำเนินงานของ องค์กร โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ๔. คณะผู้บริหารมีกระบวนการกำกับ ติดตาม ประเมินผล การดำเนินงานขององค์กรอย่าง เป็นระบบ ๓.๖๖ ๓.๔๐ ๓.๖๑ ๒.๘๖ ๐.๔๗ ๐.๔๙ ๐.๕๑ ๐.๔๗ มาก ปานกลาง มาก ปานกลาง ภาพรวม ๓.๓๘ ๐.๔๙ ปานกลาง จากตารางที่ ๔.๘ พบว่า ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรมด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง ( = ๓.๓๘) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่าภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านพี้ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) อยู่ในระดับมาก คือ คณะผู้บริหารมีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล มีเป้าหมาย ( = ๓.๖๖) คณะผู้บริหารกำหนดทิศทางการดำเนินงานขององค์กร โดยเน้นการมีส่วน ร่วมของประชาชน ( = ๓.๖๑) คณะผู้บริหารมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ ( = ๓.๔๐) และคณะผู้บริหารมีกระบวนการกำกับ ติดตาม ประเมินผล การดำเนินงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ ( = ๓.๘๖)ตามลำดับ


๗๔ ตารางที่ ๔.๙ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม ด้านวิธุโร (มีการบริหาร จัดการที่ดี) (n=๓๓๖) ด้านวิธุโร (มีการบริหารจัดการที่ดี) ระดับภาวะผู้นำ S.D. แปลผล ๑. คณะผู้บริหารมีแผนกลยุทธ์ในการบริหารจัดการ ๒. คณะผู้บริหารเป็นแบบอย่างที่ดีในการบริหาร เวลาให้เกิดประโยชน์กับองค์กร ๓. คณะผู้บริหารเป็นผู้ที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทัน ต่อเหตุการณ์และเวลา ๔. คณะผู้บริหารมีความรับผิดชอบต่อภารกิจที่ได้รับ มอบหมายอย่างเติมความสามารถ ๓.๔๖ ๓.๑๘ ๓.๐๔ ๓.๕๕ ๐.๔๙ ๐.๔๑ ๐.๔๒ ๐.๕๑ ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ภาพรวม ๓.๓๑ ๐.๔๖ ปานกลาง จากตารางที่ ๔.๙ พบว่า ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม ด้านวิธุโร (มีการบริหารจัดการที่ดี) โดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ( = ๓.๓๑) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ตามหลักปาปนิกธรรม ๓ ด้านวิธุโร (มีการบริหารจัดการที่ดี) อยู่ใน ระดับปานกลาง คือ คณะผู้บริหารมีความรับผิดชอบต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเติม ความสามารถ ( = ๓.๕๕) รองลงมาคือ คณะผู้บริหารมีแผนกลยุทธ์ในการบริหารจัดการ ( = ๓.๔๖) และคณะผู้บริหารเป็นแบบอย่างที่ดีในการบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์กับองค์กร ( = ๓.๑๘) คณะผู้บริหารเป็นผู้ที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันต่อเหตุการณ์และเวลา ( = ๓.๐๔) ตามลำดับ


๗๕ ตารางที่ ๔.๑๐ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม ด้านนิสสยสัมปันโน (มี มนุษยสัมพันธ์) ด้านนิสสยสัมปันโน (มีมนุษยสัมพันธ์) ระดับภาวะผู้นำ S.D. แปลผล ๑. คณะผู้บริหารเป็นกัลยาณมิตรกับผู้ร่วมงานและ ประชาชน ๒. คณะผู้บริหารมีทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีใน การติดต่อประสานงาน ๓. คณะผู้บริหารรับฟังความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ๔. คณะผู้บริหารมีการส่งเสริมกิจกรรมสร้างมนุษย์ สัมพันธ์ในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ๓.๗๑ ๓.๕๙ ๓.๒๓ ๓.๒๒ ๐.๔๕ ๐.๔๙ ๐.๓๗ ๐.๔๓ มาก มาก ปานกลาง ปานกลาง ภาพรวม ๓.๔๔ ๐.๔๖ ปานกลาง จากตารางที่ ๔.๑๐ พบว่า ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามหลักปาปนิกธรรม ด้านนิสยสัมปันโน (มีมนุษยสัมพันธ์)โดย ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = ๓.๔๔) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ตามหลักปาปนิกธรรม ๓ ด้านนิสยสัมปันโน (มีมนุษย สัมพันธ์)อยู่ในระดับมาก คือ คณะผู้บริหารเป็นกัลยาณมิตรกับผู้ร่วมงานและประชาชน ( = ๓.๗๑) รองลงมาคือคณะผู้บริหารมีทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีในการติดต่อประสานงาน ( = ๓.๕๙ ) คณะ คณะผู้บริหารรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ( = ๓.๒๓) คณะผู้บริหารมีการ ส่งเสริมกิจกรรมสร้างมนุษย์สัมพันธ์ในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ( = ๓.๒๒) ตามลำดับ


๗๖ ๔.๒ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล สมมติฐานที่ ๑ ประชาชนที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แตกต่างกัน ตารางที่ ๔.๑๑ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามเพศ (n=๓๓๖) * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่ ๔.๑๑ พบว่า ประชาชนที่เพศต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แตกต่างกัน (Sig. = ๐.030) ดังนั้นจึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีเพศต่างกันมีความ คิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ในด้านทักษะ แตกต่างกัน (Sig. = ๐.๐๐๐) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่ แตกต่างกัน ทุกด้าน ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบล บ้านพี้ เพศ ชาย (๑๖๗) หญิง (๑๖๙) t Sig. S.D. S.D. ๑. ด้านทักษะ ๒. ด้านบุคลิกภาพ ๓. ด้านสังคม ๔. ด้านบทบาทหน้าที่ ๓.๐๒ ๓.๓๑ ๓.๔๗ ๓.๐๓ ๐.๒๖ ๐.๒๙ ๐.๒๙ ๐.๓๘ ๓.๑๐ ๓.๓๖ ๓.๕๐ ๓.๑๐ ๐.๓๓ ๐.๓๑ ๐.๒๗ ๐.๔๒ 2.317 1.565 1.070 1.485 ๐.๐๒๑* ๐.119 ๐.285 ๐.138 รวม ๓.๒๑ ๐.๒๓ ๓.๒๖ ๐.๒๔ 2.179 ๐.030*


๗๗ สมมติฐานที่ ๒ ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แตกต่างกัน ตารางที่ ๔.๑๒ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามอายุ (n=๓๓๖) ภาวะผู้นำ แหล่งความ แปรปรวน SS df MS F Sig. ๑. ด้านทักษะ ๒. ด้านบุคลิกภาพ ๓. ด้านสังคม ๔. ด้านบทบาทหน้าที่ ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๐.๖๙๓ ๒๙.๓๓๔ ๓๐.๐๒๗ ๑.๙๔ ๒๙.๙๐๙ ๓๐.๑๐๒ ๐.๖๐๓ ๒๕.๙๗๔ ๒๖.๕๗๗ ๐.๕๖๒ ๕๓.๐๖๒ ๕๓.๖๒๔ ๔ ๓๓๑ ๓๓๕ ๔ ๓๓๑ ๓๓๕ ๔ ๓๓๑ ๓๓๕ ๔ ๓๓๑ ๓๓๕ ๐.๑๗๓ ๐.๐๘๙ ๐.๐๔๘ ๐.๐๙๐ ๐.๐๕๑ ๐.๐๗๘ ๐.๑๔๑ ๐.๑๖๐ ๑.๙๕๔ ๐.๕๓๖ ๑.๙๒๑ ๐.๘๗๗ ๐.๑๐๑ ๐.๗๐๙ ๐.๑๐๗ ๐.๔๗๘ รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๐.๒๒๒ ๑๘.๕๕๓ ๑๘.๗๗๖ ๔ ๓๓๑ ๓๓๕ ๐.๐๕๖ ๐.๐๕๖ ๑.๙๙๑ ๐.๔๑๒ จากตารางที่ ๔.๑๒ พบว่า ประชาชนที่อายุต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ไม่แตกต่างกัน (Sig. = ๐.๔๑๒) ดังนั้นจึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีความ คิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ไม่แตกต่างกัน ทุกด้าน


๗๘ สมมติฐานที่ ๓ ประชาชนที่มีการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แตกต่างกัน ตารางที่ ๔.๑๓ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามระดับการศึกษา (n=๓๓๖) ภาวะผู้นำ แหล่งความ แปรปรวน SS df MS F Sig. ๑. ด้านทักษะ ๒. ด้านบุคลิกภาพ ๓. ด้านสังคม ๔. ด้านบทบาทหน้าที่ ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๐.๙๘๐ ๒๙.๐๔๗ ๓๐.๐๒๗ ๐.๑๗๕ ๒๙.๙๒๘ ๓๐.๑๐๒ ๐.๐๘๕ ๒๖.๔๙๒ ๒๖.๕๗๗ ๐.๑๕๙ ๕๓.๔๖๖ ๕๓.๖๒๔ ๓ ๓๓๒ ๓๓๕ ๓ ๓๓๒ ๓๓๕ ๓ ๓๓๒ ๓๓๕ ๓ ๓๓๒ ๓๓๕ ๐.๓๒๗ ๐.๐๘๗ ๐.๐๕๘ ๐.๐๙๐ ๐.๐๒๘ ๐.๐๘๐ ๐.๐๕๓ ๐.๑๖๑ ๓.๗๓๔ ๐.๖๔๖ ๐.๓๕๖ ๐.๓๒๘ ๐.๐๑๒* ๐.๕๘๖ ๐.๗๘๕ ๐.๘๐๕ รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๐.๑๙๗ ๑๘.๕๗๙ ๑๘.๗๗๖ ๓ ๓๓๒ ๓๓๕ ๐.๐๖๖ ๐.๐๕๖ ๑.๑๗๑ ๐.๓๒๑ * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่ ๔.๑๓ พบว่า ประชาชนที่การศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ไม่แตกต่างกัน (Sig. = ๐.๓๒๑) ดังนั้นจึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มี การศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ในด้านทักษะ แตกต่างกัน (Sig. = ๐.๐๑๒) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ ๐.๐๕ ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างกันทุกด้าน จึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็น รายคู่โดยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุด (Least Significant Difference: LSD.) ในด้านทักษะ ดัง ตารางที่ ๔.๑๔


๗๙ ตารางที่ ๔.๑๔ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของต่อภาวะ ผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามระดับการศึกษา ด้านทักษะ (n=๓๓๖) การศึกษา การศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อนุปริญญา ปริญญาตรี ๓.๐๑ ๓.๑๓ ๓.๐๒ ๓.๐๕ ประถมศึกษา ๓.๐๑ - -0.12* -0.01 -0.03 มัธยมศึกษา ๓.๑๓ - - 0.11 0.09 อนุปริญญา ๓.๐๒ - - - -0.02 ปริญญาตรี ๓.๐๕ - - - - * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ตารางที่ ๔.๑๔ พบว่า ประชาชนที่มีการศึกษา ระดับประถมศึกษา มีความคิดเห็นต่อ ภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านสังคม น้อยกว่า ประชาชนที่มีการศึกษา ระดับมัธยมศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕


๘๐ สมมติฐานที่ ๔ ประชาชนที่มีอาชีพต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แตกต่างกัน ตารางที่ ๔.๑๕ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามอาชีพ (n=๓๓๖) ภาวะผู้นำ แหล่งความ แปรปรวน SS df MS F Sig. ๑. ด้านทักษะ ๒. ด้านบุคลิกภาพ ๓. ด้านสังคม ๔. ด้านบทบาทหน้าที่ ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๐.๔๔๔ ๒๙.๕๘๓ ๓๐.๐๒๗ ๐.๘๗๙ ๒๙.๒๒๓ ๓๐.๑๐๒ ๑.๐๑๒ ๒๕.๕๖๖ ๒๖.๕๗๗ ๐.๘๙๘ ๕๒.๗๒๖ ๕๓.๖๒๔ ๕ ๓๓๐ ๓๓๕ ๕ ๓๓๐ ๓๓๕ ๕ ๓๓๐ ๓๓๕ ๕ ๓๓๐ ๓๓๕ ๐.๐๘๙ ๐.๐๙๐ ๐.๑๗๖ ๐.๐๘๙ ๐.๒๐๒ ๐.๐๗๗ ๐.๑๘๐ ๐.๑๖๐ ๑.๙๙๐ ๑.๙๘๕ ๒.๖๑๒ ๑.๑๒๔ ๐.๔๒๔ ๐.๐๘๐ ๐.๐๒๕* ๐.๓๔๗ รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม 0.510 18.266 18.776 5 330 335 0.102 0.055 1.842 0.104 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่ ๔.๑๕ ประชาชนที่อาชีพต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ไม่แตกต่างกัน (Sig. = 0.104) ดังนั้นจึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีอาชีพต่างกันมี ความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัด น่าน ในด้านสังคม แตกต่างกัน (Sig. = ๐.๐๒๕) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างกัน ทุกด้าน จึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่โดยวิธีผลต่าง นัยสำคัญน้อยที่สุด (Least Significant Difference: LSD.) ในด้านสังคม ดังตารางที่ ๔.๑๖


๘๑ ตารางที่ ๔.๑๖ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของต่อภาวะ ผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามอาชีพ ด้านสังคม (n=๓๓๖) อาชีพ อาชีพ นักเรียน/ นักศึกษา ค้าขาย เกษตรกร พนักงาน เอกชน 3.46 3.56 3.46 3.48 นักเรียน/นักศึกษา 3.46 - -0.09 0.01 -0.02 ค้าขาย 3.56 - - 0.11* 0.08 เกษตรกร 3.46 - - - -0.02 พนักงานเอกชน 3.48 - - - - * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ตารางที่ ๔.๑๖ พบว่า ประชาชนที่มีอาชีพ ค้าขาย มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านสังคม มากกว่า ประชาชนที่มีอาชีพ เกษตรกร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕


๘๒ สมมติฐานที่ ๕ ประชาชนที่มีรายได้ต่างกันมีความคิดเห็นต่อการบูรณาการหลักธรรม เพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัด น่าน แตกต่างกัน ตารางที่ ๔.๑๗ การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามรายได้ n=๓๓๖) ภาวะผู้นำ แหล่งความ แปรปรวน SS df MS F Sig. ๑. ด้านทักษะ ๒. ด้านบุคลิกภาพ ๓. ด้านสังคม ๔. ด้านบทบาทหน้าที่ ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๐.๖๖๕ ๒๙.๓๖๑ ๓๐.๐๒๗ ๐.๙๐๙ ๒๘.๑๙๓ ๓๐.๑๐๒ ๐.๘๗๘ ๒๕.๖๙๙ ๒๖.๕๗๗ ๒.๘๕๖ ๕๐.๗๘๖ ๕๓.๖๒๔ ๕ ๓๓๒ ๓๓๕ ๓ ๓๓๒ ๓๓๕ ๓ ๓๓๒ ๓๓๕ ๓ ๓๓๒ ๓๓๕ ๐.๒๒๒ ๐.๐๘๘ ๐.๖๓๖ ๐.๐๘๕ ๐.๒๙๕ ๐.๐๗๗ ๐.๙๕๒ ๐.๑๕๓ ๒.๕๐๗ ๗.๔๙๕ ๓.๗๘๓ ๖.๒๒๖ ๐.๐๕๙ ๐.๐๐๐** ๐.๐๑๑** ๐.๐๐๐** รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๐.๒๒๒ ๑๗.๕๕๔ ๑๘.๗๗๖ ๓ ๓๓๒ ๓๓๕ ๐.๔๐๗ ๐.๐๕๓ ๗.๗๐๑ ๐.๐๐๐** * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่ ๔.๑๗ ประชาชนที่รายได้ต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน แตกต่างกัน (Sig. = ๐.๐๐๐) มีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ ดังนั้นจึงยอมสมมติฐานการวิจัย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีรายได้ต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วน ตำบลบ้านพี้อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ในด้านบุคลิกภาพ และด้านบทบาทหน้าที่ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ และด้านสังคม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ส่วนด้านด้านทักษะ ไม่แตกต่างกัน จึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่โดย วิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุด (Least Significant Difference: LSD.) ในด้านบุคลิกภาพ ด้านบทบาท หน้าที่ และด้านสังคม ดังตารางที่ ๔.๑๕


๘๓ ตารางที่ ๔.๑๘ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของต่อภาวะ ผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามรายได้โดยภาพรวม (n=๓๓๖) รายได้ รายได้ ไม่มีรายได้ ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท 3.19 3.19 3.23 3.37 ไม่มีรายได้ 3.19 - 0.00 -0.04 -0.18* ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท 3.19 - - -0.04 -0.19* ๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท 3.23 - - - -0.14* ๑๐,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท 3.37 - - - - * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ตารางที่ ๔.๑๘ พบว่า ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่มีรายได้, ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท และ ๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วน ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยภาพรวม น้อยกกว่า ประชาชนที่มีรายได้๑๐,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ตารางที่ ๔.๑๙ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของต่อภาวะ ผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามรายได้ด้านบุคลิกภาพ (n=๓๓๖) รายได้ รายได้ ไม่มีรายได้ ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท 3.29 3.27 3.33 3.50 ไม่มีรายได้ 3.29 - 0.02 -0.04 -0.21* ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท 3.27 - - -0.06 -0.23* ๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท 3.33 - - - -0.17* ๑๐,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท 3.50 - - - - * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕


๘๔ ตารางที่ ๔.๑๙ พบว่า ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่มีรายได้, ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท และ ๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วน ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านบุคลิกภาพ น้อยกกว่า ประชาชนที่มีรายได้๑๐,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ตารางที่ ๔.๒๐ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของต่อภาวะ ผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน จำแนกตามรายได้ด้านบทบาทหน้าที่ (n=๓๓๖) รายได้ รายได้ ไม่มีรายได้ ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท 3.48 3.41 3.50 3.57 ไม่มีรายได้ 3.48 - 0.07 -0.02 -0.09 ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท 3.41 - - -0.09* -0.16* ๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท 3.50 - - - -0.07 ๑๐,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท 3.57 - - - - * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ตารางที่ ๔.๒๐ พบว่า ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท มีความ คิดเห็นต่อภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ด้านบทบาทหน้าที่ น้อยกกว่า ประชาชนที่มีรายได้๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท และ ๑๐,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕


Click to View FlipBook Version