The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธ์ เรื่อง แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดย นางสาวสว่างจิต ขันตี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิทยานิพนธ์ เรื่อง แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดย นางสาวสว่างจิต ขันตี

วิทยานิพนธ์ เรื่อง แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดย นางสาวสว่างจิต ขันตี

วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อ าเภอภูเพียง จังหวัดน่าน GUIDELINES FOR DEVELOPING AND PROMOTING TEMPLE AFFAIRS MANAGERS IN BUDDHISM AFFAIRS, PHU PHIANG DISTRICT, NAN PROVINCE นางสาวสว่างจิต ขันตี


วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อ าเภอภูเพียง จังหวัดน่าน นางสาวสว่างจิต ขันตี


A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Arts (Buddhist Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2022 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University) Guidelines for Developing and Promoting Temple Affairs Managers in Buddhism Affairs, Phu Phiang District, Nan Province Miss Sawangjit Khantee


ก ชื่อวิทยานิพนธ์ : แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ผู้วิจัย : นางสาวสว่างจิต ขันตี ปริญญา : พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ : พระชยานันทมุนี, ผศ. ดร., พธ.บ. (พระพุทธศาสนา), ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา), พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) : ดร.ชํานาญ เกิดช่อ, ป.ธ. ๙, พธ.บ. (ภาษาอังกฤษ), ศศ.ม. (ภาษาสันสกฤต), พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) วันส าเร็จการศึกษา : ๖ กันยายน ๒๕๖๕ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาองค์ความรู้และบทบาทของไวยาวัจกรใน กิจการพุทธศาสนา ๒) เพื่อศึกษาสภาพและป๎ญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกรในอําเภอภูเพียง จังหวัดน่านและ ๓) เพื่อนําเสนอแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพในเขตอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน มีผู้ให้ข้อมูล สําคัญ ๓ กลุ่ม รวม ๑๘ รูป/คน ได้แก่ ๑) ไวยาวัจกร จํานวน ๘ คน ๒) เจ้าอาวาส จํานวน ๗ รูป และ ๓) ผู้นําชุมชนจํานวน ๓ คน รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตแบบมีส่วน ร่วมแล้วสรุปโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ไวยาวัจกรเป็นคฤหัสถ์ที่ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต และมีอํานาจหน้าที่ดูแล รักษาจัดการทรัพย์สินของวัด รวมถึงทําบัญชีของวัด ซึ่งบทบาทดังกล่าวอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ กฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่า ด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร กฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความใน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ป๎ญหาที่พบในพื้นที่วิจัยคือ ไวยาวัจกรส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในกิจการพุทธศาสนาและบทบาท หน้าที่ของตนเองตามกฎหมาย ไม่ถนัดในการทําบัญชีไวยาวัจกรของวัดขนาดใหญ่มีมากกว่าหนึ่งคน ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน ไวยาวัจกรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ บางคนจึงมีป๎ญหาสุขภาพ ไวยาวัจกรมี ความสามารถด้านเทคโนโลยีไม่มาก นิยมใช้งานไลน์ในการติดต่อสื่อสาร เจ้าอาวาสบางรูปแต่งตั้ง บุคคลใกล้ชิดเป็นไวยาวัจกร จึงมีความเสี่ยงในการทุจริตทรัพย์สินของวัด ความร่วมมือระหว่างชุมชน กับวัดขึ้นอยู่กับความศรัทธาต่อเจ้าอาวาส ทั้งนี้ ไวยาวัจกรยังมีความเชี่ยวชาญในการเป็นศาสนพิธีกร การสู่ขวัญ เขียนอักษรพื้นเมืองและกฎหมายอาญา แนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกร อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน อยู่ภายใต้ MAP Model ซึ่งประกอบด้วย M คือ Management skill มีทักษะในการจัดการ, A คือ Awareness in


ข Buddhism Affairs มีความรอบรู้ มีวิสัยทัศน์ซื่อสัตย์ อ่อนน้อม จิตอาสา และ P คือ Public Relations เก่งประสานงาน มีส่วนร่วมและสร้างเครือข่าย ซึ่งในบรรดาคุณลักษณะดังกล่าวนี้ ความซื่อสัตย์สําคัญที่สุดเพราะต้องเกี่ยวข้องกับการทําบัญชี ดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ของวัด ส่วนวิธีการพัฒนาและส่งเสริมนั้นควรเป็นรูปแบบการอบรม (training) อบรมเชิงปฏิบัติการ (workshop) และถ่ายทอดองค์ความรู้(knowledge transferring) และหลักธรรมที่นํามาใช้ในการ พัฒนาคือไตรสิกขา จะทําให้ได้ไวยาวัจกรต้นแบบที่มีความตระหนักรู้ในหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้งและมี ส่วนสําคัญในการสนองงานกิจการพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพต่อไป


ค Thesis Title : Guidelines for Developing and Promoting Temple Affairs Managers in Buddhism Affairs, Phu Phiang District, Nan Province Researcher : Miss Sawangjit Khantee Degree : Master of Arts (Buddhist Studies) Thesis Supervisory Committee : Phrachayanantamunee, Asst. Prof. Dr., B.A. (Buddhist Studies), M.A. (Educational Administration), Ph.D. (Buddhist Studies) : Dr.Chamnarn Kerdchor, Pali IX, B.A. (English), M.A. (Sanskrit), Ph.D. (Buddhist Studies) Date of Graduation : September 6, 2022 Abstract The purposes of this study were: 1) to study knowledge and rules of temple affairs managers in Buddhism Affairs 2) to know the current situation and problems with the duty of temple affairs managers in Phu Phiang District, Nan Province, and 3) to present the guidelines for developing and promoting temple affairs managers in Buddhism Affairs in Phu Phiang District, Nan Province. A qualitative approach was used in this study. The research context was in Phu Phiang District, Nan Province, which is in Northern Thailand. The participants were 18; they consisted of abbots, temple affairs managers and community leaders. Data was collected through in-depth interview and participatory observation and analyzed by content analysis. The result demonstrated that: Temple affairs managers are householders who are appointed to disbursement a monthly food allowance. They have the rules and power to manage temple’s assets and prepare accounting books, which their rules are under the Sangha Act 2505 B.E. and amended by the Sangha Act (Vol 2) 2535 B.E., the Sangha Act (Vol 4) 2561 B.E., the Sangha Supreme Council of Thailand’s rule (Vol 18) 2536 B.E. and Ministry regulation (Vol 2) 2511 B.E. The problems in this context were: First, most temple affairs managers didn’t understand Buddhist Affairs and rules in law. They didn’t have skill at accounting. Second, a large temple’s temple affairs managers, and more than one person didn’t interact with them. Third, most of them were elderly, who have health problems and they aren’t experts in new technology in communication, using Line application. Finally, some abbots appointed people close to them to obtaint this


ง position, which risk to corruption in temple’s asset. Collaboration of community and temple depends on faith in the abbot. On the other hand, Temple affairs managers were experienced with religious and blessing ceremony leaders, writing Lanna alphabets and criminal law. Guidelines for Developing and Promoting Temple Affairs Managers in Buddhism Affairs, Phu Phiang District, Nan Province should be under MAP’s model, which is M= Management skill, A= Awareness in Buddhism affairs; expert, vision, sincere, polite, volunteer and P= Publication skill; coordination, participation and network. Sincere is the most important, which temple affairs managers use for accounting work, managing the temple’s assets and benefits. Methods for developing and promoting could be training, workshop and knowledge transferring. The Threefold should be adapted to develop them. Finally, we will have a phototype of temple affairs managers, who realize their appointed duty and the important part in Buddhism affairs by working with correctly and efficiently in the future.


จ กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์เล่มนี้สําเร็จลุล่วงไปด้วยดีด้วยความเมตตาและการกํากับดูแลของ พระชยานันทมุนี, ผศ.ดร. ประธานกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ อาจารย์ ดร.ชํานาญ เกิดช่อ กรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ ซึ่งได้กรุณาให้คําแนะนําการเขียนวิทยานิพนธ์ให้สมบูรณ์และได้รับการ ตรวจสอบเครื่องมือวิจัยจากผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน ๓ ท่านคือ ๑) พระสุนทรมุนี, ดร. ๒) ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.วรปรัชญ์ คําพงษ์ และ ๓) อาจารย์ ดร.โสภณ บัวจันทร์ เป็นอย่างดี ผู้วิจัยขอกราบ ขอบพระคุณ/ขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณและขอบคุณผู้ให้ข้อมูลสําคัญอันประกอบด้วย พระชยานันทมุนี, ผศ.ดร. (จรณธมฺโม) เจ้าคณะอําเภอภูเพียง พระครูอาทรนันทกิจ (ปํฺญาวชิโร) รองเจ้าคณะอําเภอ ภูเพียง พระครูรัตนนันทนิวิฐ (รตนญาโน) เจ้าคณะตําบลฝายแก้วเขต ๒ พระครูพิบูลนันทวัฒน์ (กิตฺติ- วฑฺฒโน) เจ้าคณะตําบลม่วงตื๊ด พระครูประภาสธีรพัทธ์ (ปภสฺสโร) เจ้าอาวาสวัดหาดเค็ดบน พระครู- สุทินนันทนิเทศน์ (ทีปธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดหนองรัง พระมหาธนพล ธมฺมพโล เจ้าคณะตําบลฝายแก้ว เขต ๑ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ กลาสี นายชูทัศน์ นุเกตุ นางวราภรณ์ คนเที่ยง ร.ต.ต.สมาน จริยป๎ญญานนท์ ดาบตํารวจคณิต พลแดง ดาบตํารวจกิตติพงษ์ ยศปา นายประสิทธิ์ ศรีโพธิ์ นายประดิษฐ์ เชษฐ์วิสุทธิ์ นายจุล แสนดวงแก้ว นายประทวน โนชัย และนายธนบดี ศรีประเสริฐ ที่ได้กรุณาสละเวลาอันมีค่าใน การให้ข้อมูลอันสําคัญยิ่งเพื่อการวิจัย ขอขอบคุณคณาจารย์ เจ้าหน้าที่บัณฑิตศึกษาที่กรุณาให้คําแนะนํา ตรวจรูปแบบ วิทยานิพนธ์ และเพื่อนร่วมชั้นเรียนหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา รุ่นที่ ๑ วิทยาลัยสงฆ์นครน่านเฉลิมพระเกียรติฯ ทุกรูป/คน โดยเฉพาะนางสาวณัฐชานันท์ สิริธัญโรจน์ที่ ช่วยเหลือและให้กําลังใจในการศึกษาตลอดหลักสูตรด้วยดีเสมอมา อรรถประโยชน์อันใดอันเกิดจากวิทยานิพนธ์นี้ ขอมอบเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ขออุทิศเป็นกตเวทิตาแก่ดวงวิญญาณของสมเด็จพระญาณวชิโรดม (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) นายศรีวัย ขันตี นางภาดี ขันตี บิดาและมารดาผู้ล่วงลับ ขอขอบคุณนางปราณี ซาวติ๊บ ที่ได้ ให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการศึกษามาโดยตลอด ขอขอบคุณญาติและเพื่อนสนิทที่ให้กําลังใจใน การศึกษาและการทําวิทยานิพนธ์จนประสบความสําเร็จ นางสาวสว่างจิต ขันตี ๖ กันยายน ๒๕๖๕


ฉ สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค กิตติกรรมประกาศ จ สารบัญ ฉ สารบัญตารางและแผนภาพ ฌ สารบัญภาพ ญ ค าอธิบายสัญลักษณ์และค าย่อ ฎ บทที่ ๑ บทน า ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความสําคัญของป๎ญหา ๑ ๑.๒ คําถามวิจัย ๓ ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๔ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๔ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๔ ๑.๖ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๕ บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๖ ๒.๑. แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริม ๖ ๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ๘ ๒.๓ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ๑๐ ๒.๔ บทบาทหน้าที่ของไวยาวัจกร ๑๓ ๒.๔.๑ ความหมาย ๑๓ ๒.๔.๒ ความเป็นมา ๑๔ ๒.๔.๓ บทบาทหน้าที่ของไวยาวัจกรตามกฎหมายและประเพณี ๑๗ ๒.๕ หลักธรรมสําหรับไวยาวัจกร ๒๐ ๒.๕.๑ หลักอุบาสกธรรม ๒๐ ๒.๕.๒ หลักเบญจศีล-เบญจธรรม ๒๒ ๒.๕.๓ หลักไตรสิกขา ๒๓ ๒.๖ ข้อมูลพื้นที่วิจัย ๒๖ ๒.๗ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๓๐ ๒.๗.๑ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับไวยาวัจกร ๓๐ ๒.๗.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจการคณะสงฆ์ ๓๒


ช ๒.๗.๓ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจการพุทธศาสนา ๓๔ ๒.๗.๔ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและส่งเสริม ๓๗ ๒.๗.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ ๓๙ ๒.๘ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๔๑ บทที่ ๓ วิธีด าเนินการวิจัย ๔๓ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๔๓ ๓.๒ กลุ่มเปูาหมาย/ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) ๔๓ ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๔๔ ๓.๓.๑ แบบเครื่องมือวิจัย ๔๔ ๓.๓.๒ การสร้างและตรวจสอบเครื่องมือวิจัย ๔๔ ๓.๓.๓ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (participatory observation) ๔๕ ๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๔๕ ๓.๔.๑ การเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสาร ๔๕ ๓.๔.๒ การเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่วิจัย ๔๖ ๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล ๔๗ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๔๙ ๔.๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ๔๙ ๔.๒ ผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์การวิจัย ๕๕ ๔.๒.๑ ศึกษาองค์ความรู้และบทบาทของไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา ๕๕ ๔.๒.๒ ศึกษาสภาพและป๎ญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกรในอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ๗๒ ๔.๒.๓ นําเสนอแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ๗๓ ๔.๓ องค์ความรู้จากการวิจัย ๗๙ บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ๘๒ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๘๒ ๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย ๘๗ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๘๙ ๕.๓.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ๘๙ ๕.๓.๒ ข้อเสนอแนะในการนําผลวิจัยไปใช้ ๘๙ ๕.๓.๓ ข้อเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งต่อไป ๙๐ บรรณานุกรม ๙๑ ภาคผนวก ๙๘ ภาคผนวก ก. รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ/รายนามผู้ให้ข้อมูลส าคัญ ๙๙


ซ ภาคผนวก ข. หนังสือขอความอนุเคราะห์ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือวิจัย ๑๐๑ ภาคผนวก ค. หนังสือขออนุญาตสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลประกอบวิทยานิพนธ์ ๑๐๒ ภาคผนวก ง. แบบสัมภาษณ์เพื่อการวิจัย ๑๐๙ แบบสัมภาษณ์ไวยาวัจกร ๑๐๙ แบบสัมภาษณ์เจ้าอาวาส ๑๑๑ แบบสัมภาษณ์ผู้นําชุมชน ๑๑๕ ภาคผนวก จ. ประมวลภาพจากการศึกษาภาคสนาม/การสัมภาษณ์ ๑๑๙ ภาคผนวก ฉ. ใบรับรองจริยธรรมการวิจัยของข้อเสนอการวิจัย ๑๓๐ ประวัติผู้วิจัย ๑๓๓


ฌ สารบัญตารางและแผนภาพ ตารางที่ หน้า ตารางที่ ๒.๑ ทะเบียนวัดมีพระสงฆ์มหานิกายของคณะสงฆ์อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ๓๒ ตารางที่ ๔.๑ ข้อมูลพื้นฐานของเจ้าอาวาสวัดกลุ่มเปูาหมาย ๕๘ ตารางที่ ๔.๒ ข้อมูลพื้นฐานของไวยาวัจกรกลุ่มเปูาหมาย ๖๐ แผนภาพที่ แผนภาพที่ ๒.๑ กรอบแนวคิดการวิจัย ๔๘ แผนภาพที่ ๔.๑ คุณลักษณะเบื้องต้นของไวยาวัจกรตามบทบาทไวยาวัจกร ๖๖ แผนภาพที่ ๔.๒ คุณลักษณะของไวยาวัจกรตามบทบาทไวยาวัจกรและกิจการพุทธศาสนา ๘๐ แผนภาพที่ ๔.๓ รูปแบบการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกร ๘๔ แผนภาพที่ ๔.๔ รูปแบบการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกร อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ๘๖ แผนภาพที่ ๔.๕ รูปแบบการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ๘๘ แผนภาพที่ ๔.๖ แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ๘๙ แผนภาพที่ ๔.๗ MAP Model ๙๐


ญ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ภาพที่ ๔.๑ การบวงสรวงก่อนบูรณะองค์พระธาตุ วัดพระธาตุแช่แห้งและการบวงสรวงหลังการ ก่อสร้างเจดีย์ วัดฝายแก้ว ๕๗ ภาพที่ ๔.๒ การแสดงความยินดีกับเจ้าอาวาสนักพัฒนา ภายในโบสถ์วัดหาดเค็ดบน ๕๙ ภาพที่ ๔.๓ การปฏิบัติงานของไวยาวัจกร วัดพระธาตุแช่แห้ง ๖๑ ภาพที่ ๔.๔ ปูายประกาศผลการเลือกตั้งท้องถิ่น ภายในที่ทําการอบต.ฝายแก้ว ๖๑ ภาพที่ ๔.๕ การปฏิบัติงานของไวยาวัจกร วัดพระธาตุแช่แห้ง ๖๔ ภาพที่ ๔.๖ การปฏิบัติงานของไวยาวัจกร วัดม่วงตื๊ด ๖๕ ภาพที่ ๔.๗ การปกครองคณะสงฆ์โดยกรรมการมหาเถรสมาคม วัดพระธาตุแช่แห้ง ๖๗ ภาพที่ ๔.๘ การให้ทุนการศึกษาพระภิกษุสามเณรในวันบูรพาจารย์ วัดพระธาตุแช่แห้ง ๖๙ ภาพที่ ๔.๙ การให้ทุนการศึกษานิสิตฆราวาสในวันบูรพาจารย์ วัดพระธาตุแช่แห้ง ๗๐ ภาพที่ ๔.๑๐ การมีส่วนร่วมของผู้นําชุมชนในประเพณีหกเป็ง วัดพระธาตุแช่แห้ง ๗๑ ภาพที่ ๔.๑๑ การอํานวยความสะดวกในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทางเข้าวัดพระธาตุแช่แห้ง ๗๑ ภาพที่ ๔.๑๒ ประเพณีตานก๋วยสลาก วัดพระธาตุแช่แห้ง ๗๒ ภาพที่ ๔.๑๓ การรวบรวมเงินจากการทอดกฐินของไวยาวัจกร วัดม่วงตื๊ด ๗๓ ภาพที่ ๔.๑๔ ความร่วมมือของชาวบ้านหลังงานทอดกฐิน วัดม่วงตื๊ด ๗๔ ภาพที่ ๔.๑๕ ศูนย์การเรียนรู้พุทธศิลป์น่าน วัดแสงดาว ๗๕ ภาพที่ ๔.๑๖ การจัดสรรสิ่งของหลังงานตานก๋วยสลาก วัดพระธาตุแช่แห้ง ๗๖ ภาพที่ ๔.๑๗ การปฏิบัติธรรม วัดพระธาตุแช่แห้ง ๗๗ ภาพที่ ๔.๑๘ การแสดงในงานประเพณีหกเป็ง วัดพระธาตุแช่แห้ง ๗๙ ภาพที่ ๔.๑๙ การมีส่วนร่วมประชาสัมพันธ์การตักบาตร วัดพระธาตุแช่แห้ง ๘๐


ฎ ค าอธิบายสัญลักษณ์และค าย่อ อักษรย่อในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ใช้อ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ การอ้างอิงระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังอักษรย่อชื่อคัมภีร์ โดยใช้อักษรย่อ เช่น ที. ปา. (ไทย) ๑๑/๓๗๙/๒๙๐. หมายถึง ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ภาษาไทย เล่ม ๑๑ ข้อ ๓๗๙ หน้า ๒๙๐ ค าย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก ค าย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา ที.ม. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (ภาษาไทย) ที.ปา. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (ภาษาไทย) องฺ.ทุก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ติก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.จตุกฺก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ปํฺจก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ป๎ญจกนิบาต (ภาษาไทย)


บทที่ ๑ บทน า ๑.๑ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ๑.๑.๑ ความเป็นมาของปัญหา ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติมาตั้งแต่อดีต กษัตริย์ทุกพระองค์ ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก๑ บทบัญญัติลักษณะนี้ได้มีการบัญญัติไว้เป็นครั้ง แรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ (มาตรา ๔)๒ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยได้ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม และแม้จะ ได้มีการกําหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ แต่ก็มิได้ละเลยศาสนาอื่น๓ แม้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช ๒๕๖๐ จะไม่ระบุให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจําชาติ แต่ผลสํารวจสภาวะทาง สังคม วัฒนธรรมและสุขภาพจิต พ.ศ. ๒๕๖๑ ของสํานักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิตัลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคมพบว่า จํานวนศาสนิกชนที่นับถือศาสนาพุทธ มีจํานวน ๖๓,๒๙๙,๑๙๓ คนหรือ คิดเป็นร้อยละ ๙๓ ๔ สะท้อนให้เห็นว่า ชาวไทยส่วนใหญ่ยังคงนับถือพระพุทธศาสนา อันเนื่องจาก ความฉลาดของบรรพบุรุษไทยได้กําหนดให้สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันหลัก ของชาติ ทั้งสามสถาบันต้องอาศัยเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก การที่ชาวไทยเกือบทั้งประเทศมีความ ศรัทธาและรับพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนามาประพฤติปฏิบัติและได้ร่วมสนองงานเบื้องยุคลบาทใน งานพระราชพิธี งานพระราชกุศล และงานรัฐพิธีต่างๆ นับได้ว่าสถาบันพระพุทธศาสนามีส่วนสําคัญ ในการสร้างความเจริญ ความมั่นคงเป็นปึกแผ่นและนําความสงบสันติให้แก่ประเทศไทยมาอย่าง ยาวนาน ตั้งแต่บรรพกาลจนถึงป๎จจุบัน พระพุทธศาสนาจึงเป็นเสาหลักอันสําคัญยิ่งอันหนึ่งในการ ดํารงอยู่ของประเทศไทย ๑ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐”, ราชกิจจานุเบกษา ๑๓๔ (เมษายน ๒๕๖๐): ๔, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://cdc.parliament.go.th/draftconstitution2/ewt_dl_link.php?nid=1038& filename=index [๑๗ มกราคม ๒๕๖๔]. ๒ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.๒๔๗๕”, ราชกิจจานุเบกษา ๔๙ (ธันวาคม ๒๔๗๕): ๕๓๔, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2475/A/529.PDF [๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔]. ๓ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ความมุ่งหมายและค าอธิบายประกอบรายมาตราของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐, (กรุงเทพมหานคร: สํานักการพิมพ์ สํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร,๒๕๖๒), หน้า ๑๑. ๔ สํานักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://statbbi.nso.go.th/staticreport/page/sector/th/04.aspx [๘ มกราคม ๒๕๖๔].


๒ การที่จะทราบว่า พระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีความเจริญมั่นคงเพียงใด สามารถ พิจารณาหรือใช้เกณ์ชี้วัดจากคัมภีร์พระไตรปิฎก ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ป๎ญจกนิบาต โดยพระพุทธองค์ได้ตรัสถึงเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมไว้ ๕ ประการ สรุปความได้ว่า ภิกษุ ๑) ไม่ฟ๎ง ธรรมโดยเคารพ ๒) ไม่เรียนธรรมโดยเคารพ ๓) ไม่ทรงจําธรรมโดยเคารพ ๔) ไม่ใคร่ครวญอรรถแห่ง ธรรมที่ทรงจําไว้แล้วโดยเคารพ ๕) รู้อรรถรู้ธรรมแล้วไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมโดยเคารพ๕ พระพุทธองค์ตรัสถึงบุคคลที่ทําให้ศาสนาเสื่อม สรุปความได้ว่า ได้แก่ภิกษุพวกที่คัดค้านอรรถและ ธรรมโดยสูตรที่ตนเรียนไว้ไม่ดีด้วยพยัญชนปฏิรูป(พยัญชนะที่ได้สืบทอดมาโดยทําอักษรให้วิจิตร) ๖ ป๎จจุบันพระพุทธศาสนาในประเทศไทยกําลังประสบภัยทั้งภายในและภายนอก ภัยภายในเกิดจาก พุทธบริษัทไม่ทําหน้าที่ของตน ไม่ปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา ภัยภายนอกเกิดจากศาสนาอื่นที่ พยายามแสวงหาศาสนิกด้วยวิธีการต่างๆ๗ พุทธบริษัทจึงต้องช่วยกันปูองกันภัยภายในด้วยการศึกษา เล่าเรียนพระไตรปิฎกและปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ จึงสามารถปูองกันภัยภายนอกได้โดย ปริยาย พระพุทธองค์ทรงให้ความสําคัญกับพุทธบริษัทเป็นอย่างมากเพราะเกี่ยวข้องกับการดํารงไว้ซึ่ง พระพุทธศาสนา ๘ ดังพุทธดํารัสที่ตรัสกับพญามาร สรุปความได้ว่า เราตถาคตจะยังไม่ปรินิพพาน จนกว่าบริษัท ๔ จะเป็น ๑) ผู้เฉียบแหลม แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ๒) ปฏิบัติชอบ ๓) สอนหลักธรรมให้ เข้าใจได้ง่าย ๔) สามารถปราบปรัปวาท(คํากล่าวจาบจ้วงของลัทธิอื่น)โดยชอบธรรมได้๙ พุทธบริษัท ๔ ก็คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ในส่วนของภิกษุและภิกษุณีนั้น มีบทบาทหน้าที่ชัดเจนอยู่แล้วคือปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นที่เคารพศรัทธาและเป็นนาบุญของโลก๑๐ ว่า เฉพาะในฝุายของอุบาสกอุบาสิกานอกจากทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาแล้ว ยังมีบทบาทสําคัญในการ สนองงานคณะสงฆ์ด้วยในฐานะตัวแทน ซึ่งบางทีเรียกว่า ศาสนพิธีกร, ไวยาวัจกร, กรรมการวัด, มัคนายก, มัคทายก แล้วแต่บทบาทที่แสดงต่างกรรมต่างวาระ ว่าเฉพาะไวยาวัจกรถือว่าเป็นบทบาท สําคัญยิ่งเพราะมีกฎหมายรองรับเช่น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๕ ๑๑ กล่าวถึง ไวยาวัจกรว่า ให้ถือว่าไวยาวัจกรเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา และกฎมหา ๕ ดูรายละเอียดใน องฺ.ปํฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๕๔/๒๕๒. ๖ ดูรายละเอียดใน องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๔๒/๘๗. ๗ แก้ว ชิดตะขบ, คู่มือพุทธศาสนิกชน, พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์สํานักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ๒๕๕๖), หน้า ๑๔๓-๑๔๔. ๘ ป๎ณณธร เธียรชัยพฤกษ์ และคณะ, “รูปแบบการจัดการเพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในระดับ จังหวัด”, รายงานการวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑), หน้า ๔- ๕. ๙ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๗๕/๑๒๓. ๑๐ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๕๙/๑๐๔. ๑๑ “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕”, ราชกิจจานุเบกษา ๗๙ (ธันวาคม ๒๕๐๕): ๔๓, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2505/A/115/29.PDF [๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔].


๓ เถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ข้อ ๔ ๑๒ ได้ให้ความหมายไวยาวัจกรไว้ว่า ได้แก่คฤหัสถ์ที่เจ้า อาวาสแต่งตั้งให้ทําหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัตและดูแลจัดการทรัพย์สินของวัด สรุปแล้วไวยาวัจกรมี บทบาทหน้าที่หลักคือ เป็นผู้ทํากิจธุระแทนสงฆ์ตามบทบัญญัติพระวินัยและกฎหมาย เช่น เบิกจ่าย นิตยภัต จัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร๑๓ ๑.๑.๒ ความส าคัญของปัญหา ผู้วิจัยผ่านการอบรมหลักสูตร “ครูสมาธิ” รุ่นที่ ๒๙ (พ.ศ ๒๕๕๕) ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ อันเป็นหลักสูตรสอนการทําสมาธิระยะเวลา ๖ เดือน โดยสมเด็จพระญาณวชิโรดม (หลวงพ่อ วิริยังค์ สิรินฺธโร) รวมทั้งได้เข้าร่วมประชุม “โครงการอบรมพิธีกรและมัคทายก”และ “โครงการ พัฒนาขีดความสามารถศาสนบุคคลจังหวัดน่าน (เจ้าอาวาส ผู้ใหญ่บ้าน และไวยาวัจกร) ซึ่งจัดโดย คณะสงฆ์จังหวัดน่าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านและสํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดน่าน เมื่อ วันที่ ๑๖-๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ วัดพระธาตุแช่แห้งพระอารามหลวง อําเภอภูพียง จังหวัดน่าน ซึ่งการประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาขีดความสามารถศาสนบุคคลในจังหวัดน่าน ประกอบกับผู้วิจัย เคยเดินทางไปศาสนสถานในแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทยได้พบเห็นป๎ญหาของการบริหารจัดการ ภายในวัด การขัดแย้งระหว่างชุมชนกับวัด การละเมิดบทบาทหน้าที่ของไวยาวัจกร อันนํามาซึ่งความ เสียหายแก่กิจการพระพุทธศาสนา แม้จะมีการพยายามแก้ป๎ญหาจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยอุปสรรคและป๎จจัยหลายประการ จึงไม่สามารถแก้ป๎ญหาได้อย่างยั่งยืน ด้วยป๎ญหาด้านกิจการ พระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับไวยาวัจกรและความตั้งใจจะทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา ประกอบกับยังไม่มี งานวิจัยที่เสนอแนวทางการแก้ป๎ญหา ผู้วิจัยจึงเกิดแรงบันดาลใจในการทําวิจัยเรื่อง “แนวทางการ พัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนาอําเภอภูเพียงจังหวัดน่าน” เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ของไวยาวัจกรในวัดเขตอําเภอภูเพียงโดยบูรณาการกับหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์การเงินและ การบัญชี ประยุกต์กับการทําสมาธิ เพื่อให้เกิดไวยาวัจกรต้นแบบ อันจะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไข ป๎ญหาดังกล่าวและทํานุบํารุงกิจการพุทธศาสนาให้มั่นคงยั่งยืนต่อไป ๑.๒ ค าถามวิจัย ๑.๒.๑ องค์ความรู้และบทบาทของไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา มีอะไรบ้าง ๑.๒.๒ สภาพและป๎ญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกรในอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นอย่างไร ๑.๒.๓. แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนาอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ควรเป็นอย่างไร ๑๒ สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, คู่มือไวยาวัจกร, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ๒๕๕๐), หน้า ๑๒๔. ๑๓ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑-๔.


๔ ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑.๓.๑ เพื่อศึกษาองค์ความรู้และบทบาทของไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา ๑.๓.๒ เพื่อศึกษาสภาพและป๎ญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกรในอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ๑.๓.๓ เพื่อนําเสนอแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีการลงพื้นที่ภาคสนาม โดยกําหนดขอบเขตการศึกษาวิจัยดังนี้ ๑) เอกสารข้อมูลชั้นปฐมภูมิ(Primary Source) ได้แก่ พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๓๙ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ๒) เอกสารข้อมูลชั้นทุติยภูมิ(Secondary Source) ได้แก่ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ หนังสือ ตํารา บทความ และสื่ออิเล็กทรอนิส์ที่เกี่ยวข้องกับไวยาวัจกรและกิจการพระพุทธศาสนา ๑.๔.๒ ขอบเขตด้านผู้ให้ข้อมูลหลัก ผู้ศึกษาวิจัยดําเนินการวิจัยด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In – depth Interview) โดย กําหนดผู้ให้ข้อมูลสําคัญ เป็น ๓ กลุ่ม รวมทั้งหมด ๑๘ รูป/คน ได้แก่ ๑) ไวยาวัจกร ในเขตอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน จํานวน ๘ คน ๒) เจ้าอาวาส ในเขตอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน จํานวน ๗ รูป ๓) ผู้นําชุมชน ในเขตอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน จํานวน ๓ คน ๑.๔.๓ ขอบเขตด้านพื้นที่ ศึกษาวิจัยในเขต อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ๑.๔.๔ ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาการวิจัยตั้งแต่ พฤษภาคม ๒๕๖๔ - กุมภาพันธ์๒๕๖๕ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๑.๕.๑ ไวยาวัจกร หมายถึง คฤหัสถ์ในเขตอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นผู้ได้รับการ แต่งตั้งจากเจ้าอาวาสเป็นหนังสือ ให้มีอํานาจหน้าที่ดูแลรักษา จัดการทรัพย์สินของวัด โดยมีฐานะเป็น เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ๑.๕.๒ กิจการพุทธศาสนา หมายถึง การงานที่เป็นองค์ประกอบสําคัญในการขับเคลื่อน งานพระพุทธศาสนาในมิติต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในเขตอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดยมี องค์ประกอบหลัก ๘ ส่วน คือ ๑) การปกครองคณะสงฆ์ ๒) การศึกษาสงฆ์ ๓) การเผยแผ่


๕ พระพุทธศาสนา ๔) การปฏิบัติธรรม ๕) การอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา ๖) การศาสนาสถาน ๗) การศาสนสมบัติ และ ๘) การส่งเสริมพระพุทธศาสนา ๑.๕.๓ กิจการคณะสงฆ์ หมายถึง งานที่พระสังฆาธิการในอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน จะต้องปฏิบัติหรือจะต้องกระทําอันถือเป็นหน้าที่ทางปกครองคณะสงฆ์ เช่น การควบคุม ส่งเสริมการ รักษาความเรียบร้อยดีงามของพระภิกษุ ประกอบด้วย ๑) การปกครอง ๒) การศาสนศึกษา ๓) การศึกษาสงเคราะห์ ๔) การเผยแผ่ ๕) การสาธารณูปการ และ ๖) การสาธารณสงเคราะห์ ๑.๖ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๑.๖.๑ ได้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์ความรู้และบทบาทของไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา ๑.๖.๒ ได้ทราบสภาพและป๎ญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกรในอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ๑.๖.๓ ได้แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน


บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมไวยาวัจกรในกิจการพุทธศาสนา อําเภอ ภูเพียง จังหวัดน่าน ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริม ๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ๒.๓ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ๒.๔ บทบาทหน้าที่ของไวยาวัจกร ๒.๕ หลักธรรมสําหรับไวยาวัจกร ๒.๖ ข้อมูลพื้นที่วิจัย ๒.๗ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๘ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒.๑. แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริม Brant and White ได้ให้ความหมายของการพัฒนา โดยเฉพาะการพัฒนาในประเทศโลก ที่สาม หมายถึงความพยายามที่จะดําเนินการให้บรรลุเปูาหมายที่ มหาตมคานธี เรียกว่าการตระหนัก ถึงศักยภาพของมนุษย์ (realization of the human potential) นั้นคือ การเพิ่มความสามารถของ คนที่จะเป็นผู้กําหนดชะตากรรมของตนเอง๑ แนวคิดในการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยลีโอนาร์ด แนดเลอร์ (Leonard Nadler) เมื่อ ค.ศ ๑๙๗๐ ซึ่งต่อมาได้รับยกย่องเป็นบิดาแห่งการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์๒ ต่อมาศาสตราจารย์แกรี เอ็น.แม็กลีน (Gary N.Mclean) ได้ให้นิยามว่า หมายถึง กระบวนการหรือกิจกรรมใดๆ ที่จัดให้มีขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาวซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาความรู้ ๑ C.Bryant and L.G.White, Managing Development in the Third World, (Colorado: Westview Press, 1982), pp. 3., 13-14. ๒ ศิรภัสสรศ์ วงศ์ทองดี, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๙), หน้า ๗.


๗ ในงาน ประสบการณ์และความพึงพอใจ๓ ต่อมา Richard Boyazis ได้นิยามถึงสมรรถนะ (competency) หมายถึงคุณสมบัติฐานรากของบุคคลประกอบด้วย ๕ ส่วน เทียบได้กับตัวแบบภูเขา น้ําแข็ง (Iceberg Model) คือ ทักษะ (skill) ความรู้(knowledge) มโนภาพแห่งตน (self-concept) บุคลิกลักษณะ (trait/core personalities) และแรงจูงใจ (motives)๔ ติน ปรัชญพฤทธิ์ ได้สรุปความหมายการพัฒนา คือความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงและ แปลงรูปสภาพแวดล้อม โครงสร้าง กระบวนการ และพฤติกรรมของระบบและป๎จเจกบุคคล ทั้งด้าน เศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เพื่อสนองตอบข้อเรียกร้องและความต้องการของมนุษยชาติในแง่ความ ยากจน ความไม่รู้ ความเจ็บไข้ได้ปุวยและความหิวโหย๕ ทางพระพุทธศาสนานั้น ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงการพัฒนา คือภาวนา หมายถึงการทํา ให้มีขึ้น ทําให้เกิดขึ้น การเจริญ การบําเพ็ญและการพัฒนา๖ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตโต) ท่าน ได้ให้ความหมายของการพัฒนาออกเป็น ๒ ส่วนคือ พัฒนาคน หมายถึงพัฒนา หากเป็นด้านจิตใจ เรียกว่า ภาวนา๗ จะเห็นได้ว่าทางพระพุทธศาสนาได้ให้ความสําคัญกับการพัฒนาบุคคล ในประเทศไทยได้มีการกําหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติมาแล้วจํานวน ๑๒ ฉบับ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศฉบับแรก (พ.ศ.๒๕๐๔-๒๕๐๙) โดยแบ่งเป็นสองระยะ ป๎จจุบันอยู่ในห้วงของระยะแผนพัฒนาฯที่ ๑๒ (๒๕๖๐- ๒๕๖๔) ทั้งนี้ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๗๐) ซึ่งเป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับ แรกที่เริ่มต้นกระบวนการยกร่างกรอบแผนภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและจะมีผลในการใช้เป็นกรอบเพื่อ กําหนดแผนระดับปฏิบัติการในช่วง ๕ ปีที่สองของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ปี ยังคงน้อมนําปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักปรัชญานําทางในการขับเคลื่อนและวางแผนการพัฒนาประเทศ ด้วย ความท้าทายจากภายนอกและภายในประเทศที่มีความผันแปรสูงและมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรง มากขึ้นในอนาคต ทั้งที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ (โควิด-๑๙) และโครงสร้างในประเทศที่ยังคงมีข้อจํากัดภายในที่รอการปรับปรุงแก้ไขในหลาย ๓ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐. ๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๑-๗๔. ๕ ติน ปรัชญพฤทธิ์, การบริหารการพัฒนา: ความหมาย เนื้อหา แนวทางและปัญหา, พิมพ์ครั้งที่ ๑๓, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หน้า ๑๗๗. ๖ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๔, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท ธนรัชการพิมพ์ จํากัด, ๒๕๕๓), หน้า ๒๘๖-๒๘๗. ๗ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), การศึกษา:เครื่องมือพัฒนาที่ยังต้องพัฒนา, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๑), หน้า ๒๑-๒๒.


๘ มิติโดยมุ่งไปในอนาคตให้มีความสอดคล้องกับเปูาหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)๘ ๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แนวคิดในการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resoure Management:HRD) เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยลีโอนาร์ด แนดเลอร์ (Leonard Nadler) ๙ ซึ่ง HRD เป็น สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับหลายศาสตร์(multidisciplinary field) อันประกอบด้วย สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา การบริหาร การศึกษา เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์กายภาพและปรัชญา๑๐ ต่อมาศาสตราจารย์แกรี เอ็น.แม็กลีน (Gary N.Mclean) ได้ให้นิยามว่า หมายถึงกระบวนการหรือ กิจกรรมใดๆ ที่จัดให้มีขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาวซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาความรู้ ในงาน ประสบการณ์และความพึงพอใจ๑๑ ระบบย่อยของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ประกอบด้วย ๖ องค์ประกอบคือ ๑. การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (the function of HRD) ซึ่ง การวางแผนทรัพยากร มนุษย์เชิงกลยุทธ์และการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีส่วนใกล้ชิดมาก ๒. การจัดการความหลากหลาย (the management of diversity) หากนํามาใช้จะ สามารถดึงส่วนดีและเอกลักษณ์แต่ละคนมาใช้อย่างสร้างสรรค์ ๓. การจัดการความรู้ (the management of knowledge) เกิดจาการนําความรู้แฝง และความรู้ชัดแจ้งมาจัดการ กิจกรรมที่ทําให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เช่นการสอน งาน (coaching) ๔. การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (adult learning) การเรียนรู้เป็นหัวใจของการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ ๕. การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการ (workplace learning) ๖. การสร้างหุ้นส่วนการเรียนรู้ (learning partnership) ช่วยให้องค์การสร้างการเรียนรู้ และพัฒนาบุคลากรได้คราวละจํานวนมากและเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นใหม่๑๒ ๘ สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เอกสารประกอบการระดมความเห็นกรอบ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๓, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.ldd.go.th/PDF /DevelopmentPlanNo.๑๓.pdf/ [๘ สิงหาคม ๒๕๖๔]. ๙ ศิรภัสสรศ์ วงศ์ทองดี, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, หน้า ๗. ๑๐ Chalofsky Neal E., Rocco Tonette S. and Michael Morris Lane , Handbook of Human Resoure Management, (New Jersey: John Wiley & Sons, Inc, 2014), p. xlix-l. ๑๑ ศิรภัสสรศ์ วงศ์ทองดี, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, หน้า ๑๐. ๑๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๗-๕๔.


๙ ผศ.ดร.ณัฏฐพันธ์ เขจรนันท์ได้ให้ความหมายของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ว่า หมายถึง กระบวนการที่ผู้เกี่ยวข้องกับงานบุคลากรร่วมกันใช้ความรู้ ทักษะและประสบการณ์ในการสรรหา คัดเลือกและบรรจุบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าปฏิบัติงานในองค์การ พร้อมทั้งรักษาและพัฒนา บุคลากรให้มีศักยภาพที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานและมีคุณภาพชีวิตการทํางานที่ดีนั่นคือ ประกอบด้วยกิจกรรม ๓ ประการคือ ก่อนเข้าร่วมงาน ขณะปฏิบัติงานและภายหลังจากการ ร่วมงาน๑๓ ส่วนผศ.ดร.สุภาวดี ขุนทองจันทร์ ให้ความหมายการพัฒนาบุคลากรหมายถึงการพัฒนา ทรัพยากรบุคคล เป็นกระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความรู้ ทักษะ สมรรถนะและทัศนคติของ บุคคลให้มีพฤติกรรมทํางานให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่น ศึกษาต่อ ฝึกอบรม สัมมนา ศึกษาดูงาน๑๔ วิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มี ๗ แนวทางดังนี้ ๑. ทําความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาผลิตแรงงานตามความต้องการขององค์การ ๒. ฝึกทักษะทรัพยากรมนุษย์ในสถานประกอบการเป็นรายบุคคล ๓. พัฒนะทักษะการทํางานโดยใช้ระบบพี่เลี้ยง ๔. สอนงานโดยผู้ประกอบการและหัวหน้างาน ๕. การหมุนเวียนงาน ๖. การส่งเสริมการศึกษา ๗. การอบรมและพัฒนาต่อเนื่องในหลักสูตรที่เหมาะสม๑๕ เมื่อองค์กรได้คัดเลือกบุคลากรเข้ามาทํางานแล้วการฝึกอบรมจําเป็นเพื่อปรับฐาน เพิ่มทักษะ และ ความรู้เฉพาะสําหรับการปฏิบัติงาน การฝึกอบรมและพัฒนามีความจําเป็นสําหรับบุคลากรที่ ปฏิบัติงานป๎จจุบันด้วย กระบวนการในการจัดการฝึกอบรมมี ๘ ขั้นดังนี้ ๑. วิเคราะห์ความต้องการในการฝึกอบรม ๒. การตรวจสอบความต้องการ ๓. การออกแบบโครงการฝึกอบรม ๔. การนําเสนอโครงการต่อผู้บริหาร ๕. การจัดระเบียบในการดําเนินงาน ๖. การฝึกอบรม ๑๓ ณัฏฐพันธ์ เขจรนันท์, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: ซีเอ็ดยูเคชั่น, ๒๕๔๕), หน้า ๑๕-๑๖. ๑๔ สุภาวดี ขุนทองจันทร์, การบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างบูรณาการ, (กรุงเทพมหานคร: ซีเอ็ด ยูเคชั่น, ๒๕๕๙), หน้า ๑๐๗. ๑๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๑-๑๑๒.


๑๐ ๗. การประเมินผล ๘. การติดตามผล๑๖ วิธีการฝึกอบรมทรัพยากรบุคคลมีหลายวิธีซึ่งการเลือกวิธีการฝึกอบรมขึ้นกับ วัตถุประสงค์ของหลักสูตรฝึกอบรม ความสอดคล้องกับเนื้อหาสาระในหลักสูตรและผู้เข้ารับการอบรม วิธีการฝึกอบรมที่น่าสนใจ สามารถสรุปได้ดังนี้ ๑. การบรรยายเป็นการสื่อสารทางเดียว เหมาะกับผู้เข้าอบรมจํานวนมาก มีข้อจํากัด ประสิทธิภาพการบรรยายขึ้นกับความสามารถและประสบการณ์ของวิทยากร ๒. การอภิปราย เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันโดยการวิเคราะห์ และความคิดเห็นร่วมกัน แต่ต้องใช้ผู้ดําเนินการอภิปรายที่มีประสบการณ์ในการควบคุมการอภิปราย ๓. การสัมมนาหรือการประชุมเชิงปฏิบัติการ มักบรรยายให้ความรู้พื้นฐานก่อนแล้ว แบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิด นําเสนอผลการอภิปรายในที่ประชุมแล้วอภิปรายและสรุปผลเพื่อไป ปฏิบัติจริง มีข้อจํากัดคือใช้เวลามากและเจ้าหน้าที่จํานวนมาก ๔. การระดมสมอง เป็นการประชุมกลุ่มย่อยไม่เกิน ๑๕ คน ผู้เข้าอบรมทุกคนมีส่วนร่วม เสนอความเห็นแล้วสรุป วิทยากรทําหน้าที่ประสานงานและอํานวยความสะดวก ๕. การฝึกการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง มักใช้กับบุคลากรใหม่หรือบุคลากรระดับ ปฏิบัติการ มีข้อดีคือสามารถเน้นเนื้อหาตามความเหมาะสมและความสามารถของผู้เข้ารับการ ฝึกอบรม แต่มีข้อจํากัดที่ใช้เวลามาก๑๗ ๒.๓ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการความรู้ การจะทราบถึงการจัดการความรู้ ควรทราบความหมายขององค์ความรู้ ทั้งนี้องค์ความรู้ มีความหมายคือความรู้ซึ่งได้มาจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์แล้วนํามาบูรณาการเข้าเป็นความรู้ ในระดับที่สูงขึ้น๑๘ สําหรับพระครูปริยัติธรรมวงศ์ ได้ระบุถึงความหมายขององค์ความรู้ไว้ว่า หมายถึง ความรู้ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้น จากการสั่งสม เรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ หรือจากการ วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล สามารถนําไปใช้ได้โดยตรงหรือนํามาปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ ได้๑๙ ๑๖ ณัฏฐพันธ์ เขจรนันท์, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, หน้า ๑๓๘-๑๔๐. ๑๗ เดชา เดชะวัฒนไพศาล, การจัดการทรัพยากรบุคคลพื้นฐานแนวคิดเพื่อการปฏิบัติ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๙), หน้า ๑๔๓-๑๕๒. ๑๘ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://dictionary.orst.go.th/ [ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๔]. ๑๙ พระครูปริยัติธรรมวงศ์ และคณะ, “การศึกษาองค์ความรู้และกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิง พุทธของปราชญ์ชาวบ้านอีสาน”, รายงานการวิจัย, สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๕๙, หน้า ๗.


๑๑ การจัดการความรู้ (Knowledge Management) คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ใน องค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กร สามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะ ส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี ๒ ประเภท คือ ๑. ความรู้ที่ฝ๎งอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในการทําความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถ ถ่ายทอดออกมาเป็นคําพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทํางาน งานฝีมือ หรือ การคิดเชิงวิเคราะห์ ๒. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ๒๐ กระบวนการจัดการความรู้ประกอบด้วย ๕ ขั้นตอน ดังนี้ ๑. ขั้นตอนการกําหนดชนิดของทุนทางป๎ญญา หรือความรู้ที่ต้องการ ( Define) ด้วยการ เริ่มต้นโดยการศึกษาองค์กรก่อน เพื่อให้รู้จักองค์กร ทุนทางป๎ญญา สมรรถนะหลัก ( Core Competency) สมรรถนะของคนแต่ละตําแหน่งงาน (Job Description) เพื่อนําไปกําหนด ยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ด้านการจัดการความรู้ และการคัดเลือกหัวข้อองค์กรความรู้ที่เป็นความรู้หลัก ขององค์กร ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนที่พยายามตอบสนองกลยุทธ์ขององค์กร หรือการปฏิบัติงาน หรือ การหาว่าความรู้หลักๆ ขององค์กรคืออะไร (Core Competency)และเป็นความรู้ที่สามารถสร้าง ความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งได้อย่างเด่นชัด ๒. การสร้างทุนทางป๎ญญาหรือการค้นหาใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว (Create) ด้วย การส่งไปศึกษาเพิ่มเติมการสอนงานภายในองค์กร หรือหากเป็นองค์ความรู้ใหม่ อาจจําเป็นต้องหา จากภายนอกองค์กร จากที่ปรึกษา การเรียนรู้จากความสําเร็จและการเทียบเคียง (Benchmarking) ๓. การเสาะหา (Capture)และจัดเก็บองค์ความรู้ในองค์กรให้เป็นระบบ ทั้งองค์ความรู้ที่อ ยูในรูปแบบสื่อต่างๆ (Explicit Knowledge) และในรูปแบบประสบการณ์ (Tacit Knowledge) ให้ นําเป็นทุนความรู้ขององค์กร ซึ่งพร้อมต่อการยกระดับความรู้ และขยายความรู้ให้ทั่วทั้งองค์กรได้ โดยง่ายต่อไป ๔. การแบ่งป๎น แลกเปลี่ยน เผยแพร่ กระจาย ถ่ายโอนความรู้ (Share) ซึ่งมีหลายรูปแบบ และหลายช่องทาง เช่น การจัดงานสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หรือมีการถ่ายโอนความรู้ ในลักษณะเสมือน (Virtual) ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือ ระบบ E-Learning เป็นต้น ๒๐ สํานักงานก.พ.ร.และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ, คู่มือการจัดท าแผนการจัดการความรู้, (สถาบัน เพิ่มผลผลิตแห่งชาติ: กระทรวงอุตสาหกรรม), ๒๕๔๘. (อัดสําเนา).


๑๒ ๕. การใช้ประโยชน์ การนําไปประยุกต์ใช้งาน (Use) ก่อให้เกิดประโยชน์ และผลสัมฤทธิ์ เกิดขึ้น และเกิดเป็นป๎ญญาปฏิบัติ การขยายผลให้ระดับความรู้และขีดความสามารถในการแข่งขันใน องค์กรสูงขึ้น องค์ประกอบส าคัญของการจัดการความรู้ ๑. คน เป็นองค์ประกอบที่สําคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นําความรู้ไปใช้ให้ เกิดประโยชน์ ๒. เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนํา ความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น ๓. กระบวนการความรู้เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนําความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทําให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม องค์ประกอบทั้ง ๓ ส่วนนี้จะต้องเชื่อมโยงและบูรณาการอย่างสมดุล กระบวนการจัดการความรู้(Knowledge Management Process) เป็นกระบวนการ แบบหนึ่งที่จะช่วยให้องค์กรเข้าใจถึงขั้นตอนที่ทําให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้หรือพัฒนาการ ของความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร ประกอบด้วย ๗ ขั้นตอน ดังนี้ ๑) การบ่งชี้ความรู้– เช่นพิจารณาว่า วิสัยทัศน์/ พันธกิจ/ เปูาหมาย คืออะไรและเพื่อให้ บรรลุเปูาหมาย เราจําเป็นต้องรู้อะไร, ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง, อยู่ในรูปแบบใด, อยู่ที่ใคร ๒) การสร้างและแสวงหาความรู้– เช่นการสร้างความรู้ใหม่, แสวงหาความรู้จากภายนอก , รักษาความรู้เก่า, กําจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว ๓) การจดความรู้ให้เป็นระบบ - เป็นการวางโครงสร้างความรู้เพื่อเตรียมพร้อมสําหรับ การเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต ๔) การประมวลและกลั่นกรองความรู้– เช่นปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน, ใช้ ภาษาเดียวกัน, ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์ ๕) การเข้าถึงความรู้– เป็นการทําให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), Web board ,บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ๖) การแบ่งป๎นแลกเปลี่ยนความรู้– ทําได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจดทําเป็น เอกสาร, ฐานความรู้, เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge อาจจดทําเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน, กิจกรรมกล่มคุณภาพและนวัตกรรม, ชุมชนแห่ง การเรียนรู้, ระบบพี่เลี้ยง, เวทีแลกเปลี่ยนความรู้เป็นต้น ๗) การเรียนรู้– ควรทําให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่น เกิดระบบการเรียนรู้จาก สร้างองค์ความรู้แล้วนําความรู้ไปใช้จึงเกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่และหมุนเวียนอย่าง ต่อเนื่อง


๑๓ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมความรู้อื่นๆ เช่น ๑. การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เป็นการประชุมเพื่อปฏิบัติภารกิจร่วมกันใน ระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งสมาชิกจะมีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และลงมือปฏิบัติ หรือทํา ภารกิจใดภารกิจหนึ่ง ร่วมกันไปด้วย เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมปฏิบัติการจึงต้องมีผลลัพธ์หรือผลงาน จากการปฏิบัติงานร่วมกัน ๒. การสนทนากลุ่ม (Focus Group) เป็นการสนทนาของกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในประเด็น ป๎ญหาที่เฉพาะเจาะจง โดยมีผู้ดําเนินการสนทนา (Moderator) เป็นผู้คอยจุดประเด็นในการสนทนา เพื่อชักจูงให้กลุ่มเกิดแนวคิดและแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นหรือแนวทางการสนทนาอย่าง กว้างขวางละเอียดลึกซึ้ง โดยมีผู้เข้าร่วมสนทนา ซึ่งเลือกมาจากประชากรเปูาหมาย ๒.๔ บทบาทหน้าที่ของไวยาวัจกร ๒.๔.๑ ความหมาย ไวยาวัจกร (ไว-ยา-วัด-จะ-กอน) แปลว่า ผู้ขวนขวยช่วยทํากิจของสงฆ์ หมายถึง ผู้ช่วย เหลือรับใช้พระสงฆ์ ทํากิจธุระแทนสงฆ์๒๑ ไวยาวัจกร พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง “คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัตและมีอํานาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการ ทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ” ๒๒ กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร ข้อ ๔ ได้ให้ความหมายไวยาวัจกร ได้แก่ “คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่ เบิกจ่ายนิตยภัต และจะมี อํานาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดได้ ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ” ๒๓ ดังนั้น ไวยาวัจกรตามกฎหมายหมายถึงคฤหัสถ์ที่เจ้าอาวาสแต่งตั้งเป็นหนังสือ ให้ทํา หน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัตและดูแลจัดการทรัพย์สินของวัด และเป็นเจ้าพนักงาน ตามความในประมวล กฎหมายอาญา ๒๑ สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, คู่มือไวยาวัจกร, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ๒๕๕๐), หน้า ๓. ๒๒ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://dictionary.orst.go.th/ [๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔]. ๒๓ “กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖)ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร”, แถลงการณ์ คณะสงฆ์๘๑ (เมษายน ๒๕๓๖): ตอนที่๔.


๑๔ ๒.๔.๒ ความเป็นมา ไวยาวัจกรมีปรากฏในสิกขาบทที่ ๑๐ จีวรวรรคที่ ๑ นิสัคคิยปาจิตตีย์๓ สรุปความได้ว่า ถ้ามีผู้ถามภิกษุว่า ใครเป็นไวยาวัจกรของท่าน ถ้าภิกษุต้องการจีวร ก็พึงแสดงว่า ผู้นี้เป็นไวยาวัจกร ของภิกษุ หากเขามอบหมายไวยาวัจกรนั้นแล้ว ถ้าต้องการจีวรให้เข้าไปหาไวยาวัจกร ภิกษุนั้นจะเข้า ไปหาเขาแล้วทวงสามครั้ง ถ้าไม่ได้จีวร ไปยืนแต่พอเขาเห็นได้หกครั้ง ถ้าไม่ได้ ทวงให้เกินสามครั้ง ยืนเกินหกครั้งได้มาต้องนิสัคคิยปาจิตตีย์ ถ้าไปทวงและยืนครบกําหนดแล้วไม่ได้จีวร จําต้องไปบอก เจ้าของเดิมว่าของนั้นไม่สําเร็จแก่ตนให้เขาเรียกเอาของเขาคืนมาเสีย ในประเทศไทยมีที่มาของไวยาวัจกร ซึ่งปรากฏหลักฐานตามกฎหมายนั้นได้มีการตรา พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งมาตราสําคัญประกอบด้วย “มาตรา ๒๓ การแต่งตั้งถอดถอนพระอุป๎ชฌาย์ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้า อาวาส พระภิกษุอันเกี่ยวกับตําแหน่งปกครองคณะสงฆ์ตําแหน่งอื่นและไวยาวัจกรให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎมหาเถรสมาคม มาตรา ๑๙ วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ ให้มีฐานะเป็นนิติ บุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๔๕ ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ และไวยาวัจกรเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา” ทั้งนี้มหาเถรสมาคมได้มีการแก้ไขแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ อนึ่ง ไวยาวัจกรควรทราบหน้าที่และอํานาจของเจ้าอาวาสตามรายมาตราดังนี้ “มาตรา ๓๗ เจ้าอาวาสมีหน้าที่ ดังนี้ (๑) บํารุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี (๒) ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพํานักอาศัยอยู่ในวัด นั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคําสั่งของมหาเถรสมาคม (๓) เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ (๔) ให้ความสะดวกตามสมควรในการบําเพ็ญกุศล มาตรา ๓๘ เจ้าอาวาสมีอํานาจ ดังนี้ (๑) ห้ามบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด (๒) สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด (๓) สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพํานักอาศัยในวัด ทํางานภายในวัด หรือให้ทํา ทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษ ในเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั้นประพฤติผิดคําสั่งเจ้าอาวาสซึ่งได้สั่ง โดยชอบด้วยพระธรรมวินัยกฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบหรือคําสั่งของมหาเถรสมาคม มาตรา ๓๙ ในกรณีที่ไม่มีเจ้าอาวาสหรือเจ้าอาวาสไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้แต่งตั้ง ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสมีอํานาจและหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส


๑๕ การแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎ มหาเถรสมาคม” การแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกรนั้นต้องปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร รวมถึงกฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตาม ความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ ดังนี้ กฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ.๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร๒๔ ซึ่งมีข้อสําคัญดังนี้ “ข้อ ๔ ในกฎมหาเถรสมาคมนี้ “ไวยาวัจกร” หมายถึง คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่ เบิกจ่ายนิตยภัต และจะมีอํานาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดได้ ตามที่เจ้าอาวาส มอบหมายเป็นหนังสือ ข้อ ๖ คฤหัสถ์ผู้จะได้รับการแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกร ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (๑) เป็นชาย มีสัญชาติไทย นับถือพระพุทธศาสนา (๒) มีอายุไม่ต่ํากว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ (๓) เป็นผู้มีหลักฐานมั่นคง (๔) เป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ไวยาวัจกรได้ (๕) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองตามระบอบรัฐธรรมนูญ (๖) ไม่เป็นผู้ที่มีร่างกายทุพพลภาพ ไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟ๎่นเฟือนไม่ สมประกอบหรือมีโรคเป็นที่รังเกียจแก่สังคม (๗) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี เช่น มีความประพฤติเสเพล เป็นนักเลงการ พนัน เสพสุราเป็นอาจิณ หรือติดยาเสพติดให้โทษ (๘) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว (๙) ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกลงโทษให้ออกจากราชการ หรือองค์การของรัฐบาล หรือบริษัท ห้างร้านเอกชน ในความผิดหรือมีมลทินมัวหมองในความผิดเกี่ยวกับการเงิน (๑๐) ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกลงโทษจําคุก เว้นแต่ความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดอันได้ กระทําโดยประมาท ข้อ ๗ ในการแต่งตั้งไวยาวัจกรของวัดใด ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสวัดนั้น ปรึกษาสงฆ์ในวัดพิจารณาคัดเลือกคฤหัสถ์ผู้มีคุณสมบัติตามความในข้อ ๖ เมื่อมีมติเห็นชอบใน คฤหัสถ์ผู้ใดก็ให้เจ้าอาวาสแต่งตั้งคฤหัสถ์ผู้นั้นเป็นไวยาวัจกร โดยอนุมัติของเจ้าคณะอําเภอ ในการแต่งตั้งไวยาวัจกรตามความในวรรคต้น เพื่อความเหมาะสมจะแต่งตั้งไวยาวัจกรคน เดียวหรือหลายคนก็ได้ ๒๔ วัดโมลีโลกยาราม กรุงเทพฯ, กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้ง ถอดถอนไวยาวัจกร, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.watmoli.com/wittaya-one/๑๓๑๘/ [ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๔].


๑๖ ในกรณีที่มีไวยาวัจกรหลายคน ให้เจ้าอาวาสมอบหมายหน้าที่การงานตามข้อ ๔ แก่ ไวยาวัจกรแต่ละคนเป็นหนังสือ ข้อ ๗ ในการแต่งตั้งไวยาวัจกรของวัดใด ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสวัดนั้น ปรึกษาสงฆ์ในวัดพิจารณาคัดเลือกคฤหัสถ์ผู้มีคุณสมบัติตามความในข้อ ๖ เมื่อมีมติเห็นชอบใน คฤหัสถ์ผู้ใดก็ให้เจ้าอาวาสแต่งตั้งคฤหัสถ์ผู้นั้นเป็นไวยาวัจกร โดยอนุมัติของเจ้าคณะอําเภอ ในการแต่งตั้งไวยาวัจกรตามความในวรรคต้น เพื่อความเหมาะสมจะแต่งตั้งไวยาวัจกรคน เดียวหรือหลายคนก็ได้ ในกรณีที่มีไวยาวัจกรหลายคน ให้เจ้าอาวาสมอบหมายหน้าที่การงานตามข้อ ๔ แก่ ไวยาวัจกรแต่ละคนเป็นหนังสือ ข้อ ๘ ไวยาวัจกรย่อมพ้นจากหน้าที่ เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) พ้นจากความเป็นคฤหัสถ์ (๔) เจ้าอาวาสผู้แต่งตั้งพ้นจากตําแหน่งหน้าที่ (๕) ขาดคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามความในข้อ ๖ (๖) ให้ออกจากหน้าที่ (๗) ถูกถอดถอนออกจากหน้าที่ ข้อ ๙ ไวยาวัจกรผู้ใดประสงค์จะลาออกจากหน้าที่ก็ย่อมทําได้ เมื่อเจ้าอาวาสสั่งอนุญาต แล้ว จึงเป็นอันพ้นจากหน้าที่ และให้เจ้าอาวาสรายงานเจ้าคณะอําเภอทราบ ข้อ ๑๐ ไวยาวัจกรผู้พ้นจากหน้าที่ตามความในข้อ ๘ (๔) ให้รักษาการในหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีการแต่งตั้งใหม่ ข้อ ๑๑ ไวยาวัจกรผู้ขาดแคลนคุณสมบัติตามความในข้อ ๘ (๕) ให้เจ้าอาวาสสั่งให้พ้นจาก หน้าที่แล้วรายงานเจ้าคณะอําเภอทราบ ข้อ ๑๒ ในกรณีที่ไวยาวัจกรหย่อนความสามารถด้วยเหตุใดๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเจ้า อาวาสเห็นสมควรให้ออกจากหน้าที่ก็สั่งให้ออกได้ โดยอนุมัติของเจ้าคณะอําเภอ ข้อ ๑๓ การถอดถอนไวยาวัจกรออกจากหน้าที่ จะทําได้เมื่อไวยาวัจกรประพฤติมิชอบ อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) ทุจริตต่อหน้าที่ (๒) ไม่ปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง (๓) ขัดคําสั่งของเจ้าอาวาส ซึ่งสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผน เป็น เหตุให้เกิดความเสียหายแก่วัดอย่างร้ายแรง (๔) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่วัดอย่างร้ายแรง (๕) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ในกรณีเช่นนี้ ให้เจ้าอาวาสสั่งถอดถอนไวยาวัจกรผู้นั้นออกจากหน้าที่ โดยอนุมัติของเจ้า คณะอําเภอ


๑๗ ข้อ ๑๔ ในกรณีที่ไวยาวัจกรพ้นจากหน้าที่ตามความในข้อ ๘ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) ไวยาวัจกรผู้นั้นจะพ้นจากความรับผิดชอบในหน้าที่ต่อเมื่อได้มอบหมาย หน้าที่การงานพร้อมด้วย ทรัพย์สินและหลักฐานต่างๆ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของตน แก่ผู้รับหน้าที่แทนตนเรียบร้อยแล้ว การมอบหมายตามความในวรรคแรก ให้กระทําภายใน ๓๐ วัน นับจากวันที่พ้นจากหน้าที่ ถ้ามิได้มอบหมายภายในกําหนดให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบตามความใน ประมวลกฎหมายอาญา ข้อ ๑๕ ในกรณีที่ไวยาวัจกรว่างลง และจะแต่งตั้งทันทีมิได้ ให้เจ้าอาวาสแต่งตั้งผู้ รักษาการแทนไวยาวัจกร และให้ดําเนินการเพื่อให้มีการแต่งตั้งไวยาวัจกรภายในเวลาไม่เกิน ๙๐ วัน ผู้รักษาการแทนไวยาวัจกร ให้มีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับไวยาวัจกร ข้อ ๑๖ เมื่อมีการแต่งตั้งไวยาวัจกร หรือผู้รักษาการแทนไวยาวัจกร หรือเมื่อไวยาวัจกร พ้นจากหน้าที่ตามความในข้อ ๘ (๑) ในกรุงเทพมหานคร ให้เจ้าอาวาสแจ้งไปยังกรมการศาสนา (๒) ในจังหวัดอื่น ให้เจ้าอาวาสแจ้งแก่นายอําเภอ เพื่อรายงานไปยังผู้ว่าราชการ จังหวัดและกรมการศาสนา ข้อ ๑๗ คําสั่งของเจ้าอาวาสในการแต่งตั้งไวยาวัจกร หรือผู้รักษาการแทนไวยาวัจกรก็ดี ในการให้ไวยาวัจกรหรือผู้รักษาการแทนไวยาวัจกร พ้นจากหน้าที่ก็ดีให้กระทําเป็นหนังสือ” ๒.๔.๓ บทบาทหน้าที่ของไวยาวัจกรตามกฎหมายและประเพณี บทบาทตามกฎหมาย ไวยาวัจกรตามกฎกระทรวง กฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑)ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ “ข้อ ๕ การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกินสามพันบาทขึ้นไปให้เก็บรักษาโดยฝาก กรมการศาสนา จังหวัด อําเภอ หรือธนาคาร หรือนิติบุคคลที่กรมการศาสนาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ให้ ฝากในนามของวัด การดูแลรักษาและจัดการเงินการกกุศลที่มีผู้บริจาค ให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ บริจาค ข้อ ๖ ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้งทําบัญชี รับจ่ายเงินของวัด และเมื่อสิ้นปีปฏิทินให้ทําบัญชีเงินรับจ่ายและคงเหลือ ทั้งนี้ให้เจ้าอาวาสตรวจตรา ดูแลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและถูกต้อง ข้อ ๗ ในกรณีที่วัด เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร หรือผู้จัดประโยชน์ของวัดถูกฟูองหรือถูก หมายเรียกเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจําเลยร่วมในเรื่องที่เกี่ยวกับการดูแลรักษา และจัดการศาสนสมบัติ


๑๘ ของวัด ให้เจ้าอาวาสแจ้งต่อกรมการศาสนาหรือศึกษาธิการจังหวัด ที่วัดตั้งอยู่ทราบไม่ช้ากว่าห้าวัน นับแต่วันรับหมาย” ๒๕ ไวยาวัจกรตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ “มาตรา ๒๓ การแต่งตั้งถอดถอนพระอุปฌาย์เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระภิกษุอันเกี่ยวกับตําแหน่งปกครองคณะสงฆ์ตําแหน่งอื่นและไวยาวัจกรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กําหนดในกฎมหาเถรสมาคม มาตรา ๔๕ ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ และไวยาวัจกรเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา” ไวยาวัจกรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีที่มีการมอบหมายให้ไวยาวัจกรดูแลรักษาและจัดการทรัพย์สินของวัด ไวยาวัจกรจึงมี ฐานะเป็น “ตัวแทน” ของวัดในการจัดการทรัพย์สินของวัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.๒๕๓๕ อาทิ ตัวแทนจึงต้องทําการที่ได้มอบหมายนั้นด้วยตนเอง (ม.๘๐๘) ตัวแทนจึงต้องปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความระมัดระวังและความซื่อสัตย์สุจริตต่อตัวการ โดยต้องทําตามคําสั่งของตัวการด้วย ความระมัดระวังและรักษาประโยชน์ของตัวการ (ม.๘๐๗) และห้ามทําการเป็นปฏิป๎กษ์ต่อตัวการ (ม. ๘๒๕) มาตรา ๗๙๗ อันว่าสัญญาตัวแทนนั้น คือสัญญาซึ่งให้บุคคลคนหนึ่งเรียกว่าตัวแทน มีอํานาจทําการแทนบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าตัวการ และตกลงจะทําการดั่งนั้นอันความเป็นตัวแทน นั้นจะเป็นโดยตั้งแต่งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้ มาตรา ๗๙๘ กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทําเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทน เพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทําเป็นหนังสือด้วย กิจการอันใดท่านบังคับไว้ว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย ๒๖ ไวยาวัจกรตามประมวลกฎหมายอาญา ๒๕ “กฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕”, ราชกิจจานุเบกษา ๘๕, ๙๘ (ตุลาคม ๒๕๑๑): ๗๘๘. ๒๖ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.๒๕๓๕, มาตรา ๗๙๗.


๑๙ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๕ ระบุ “ไวยาวัจกรเป็น เจ้าพนักงาน ตามความในประมวลกฎหมายอาญา” ๒๗ จึงได้รับความคุ้มครองและควบคุมตามประมวลกฎหมาย อาญา ตามมาตรา ๑๓๖ “ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทําการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทําการ ตามหน้าที่ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกิน สองพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ” และ ม. ๑๔๗ ระบุหน้าที่ของเจ้าพนักงาน หากกระทําผิดต้องระวางโทษจําคุกและปรับ๒๘ หน้าที่ตามกฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ข้อ ๔ ความหมาย ไวยาวัจกร ได้แก่คฤหัสถ์ที่เจ้าอาวาสแต่งตั้งให้ทําหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัตและดูแลจัดการทรัพย์สินของ วัด ดังนั้น ไวยาวัจกรจึงมีหน้าที่ ๒ ประการดังนี้ ๑. หน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต ไวยาวัจกรจะต้องได้รับหนังสือมอบหมายจากเจ้าอาวาส เพื่อนําไปแสดงเป็นหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการผู้จ่ายนิตยภัต ตามระเบียบราชการ ๒. หน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ ไวยาวัจกรจะต้องจัดการให้เป็นไปโดยชอบด้วยบัญญัติในมาตา ๔๐ วรรค ๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะ สงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ กล่าวคือ ต้องเป็นไปตาม “วิธีการ”ที่กําหนดในกฎกระทรวง โดยนัยนี้ ถ้า ไวยาวัจกรปฎิบัติใดๆโดยไม่ได้รับหนังสือมอบหมายจากเจ้าอาวาสก็ดีหรือได้รับหนังสือมอบหมาย จากเจ้าอาวาสแล้วต่กระทําไปโดยมิชอบด้วยวิธีการตามที่กําหนดไว้ในกฎกระทรวงก็ดี ต้องถือว่าได้ กระทํานอกเหนือจากอํานาจหน้าที่ หรือมิชอบด้วยอํานาจหน้าที่ของตนแล้วแต่กรณี หากเกิด ข้อบกพร่องหรือเสียหายขึ้นด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว ไวยาวัจกรต้อง “รับผิดชอบ” ในความเสียหายนั้น โดยนัยเดียวกัน ถ้าเจ้าอาวาสมอบหมายให้ไวยาวัจกรปฏิบัติใดๆโดยมิได้มอบหมายเป็นหนังสือ หาก เกิดข้อบกพร่องหรือเสียหายขึ้น เจ้าอาวาสต้องร่วม“รับผิดชอบ”ในความบกพร่องและความเสียหาย นั้นด้วย บทบาทหน้าที่ตามประเพณี ไวยาวัจกรมีบทบาทในการช่วยงานกิจการคณะสงฆ์ ซึ่งประกอบด้วย ๑) การปกครอง ๒) การศาสนศึกษา ๓) การศึกษาสงเคราะห์ ๔) การเผยแผ่ ๕) การสาธารณูปการ และ ๖) การสาธารณ สงเคราะห์ ตลอดถึงช่วยงานกิจการพุทธศาสนาเพื่อขับเคลื่อนงานพระพุทธศาสนาในมิติต่างๆ ให้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยมีองค์ประกอบหลัก ๘ ส่วน อันประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ๘ ส่วน คือ ๑) การปกครองคณะสงฆ์ ๒) การศึกษาสงฆ์ ๓) การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๔) การปฏิบัติธรรม ๕) การอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา ๖) การศาสนาสถาน ๗) การศาสนสมบัติ และ ๘) การ ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ซึ่งจะเห็นได้ว่า บทบาทของไวยาวัจกรนอกจากมีส่วนช่วยกิจการคณะสงฆ์ แล้วยังมีส่วนเพิ่มเติมอีกสองประการคือด้านการปฏิบัติธรรมและการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ดังนั้น ๒๗ “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕”, ราชกิจจานุเบกษา ๗๙ (ธันวาคม ๒๕๐๕): ๔๓, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/๒๕๐๕/A/๑๑๕/๒๙.PDF [๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔]. ๒๘ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.๒๔๙๙, มาตรา ๑๔๗.


๒๐ เมื่อกิจการพุทธศาสนามีโครงการหรือจัดกิจกรรมตามประเพณีของแต่ละท้องถิ่น ไวยาวัจกรจึงต้อง ช่วยงานให้สําเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์โครงการและอนุรักษ์ประเพณีท้องถิ่นต่อไป ๒.๕ หลักธรรมส าหรับไวยาวัจกร หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ไวยาวัจกรพึงนํามาใช้ในการปฏิบัติงาน มีดังนี้ ๒.๕.๑ หลักอุบาสกธรรม จากคัมภีร์พระไตรปิฎก ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ป๎ญจกนิบาต พระพุทธองค์ ได้ตรัสถึง อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้ไม่แกล้วกล้าครองเรือนธรรม ๕ ประการ คือ อุบาสกเป็นผู้ฆ่าสัตว์ เป็นผู้ดื่มน้ําเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท อุบาสก ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่แกล้วกล้าครองเรือน อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้มีความแกล้วกล้าครองเรือน ธรรม ๕ ประการคือ อุบาสกเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต เป็นผู้งดเว้นจากการดื่มน้ําเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท อุบาสกประกอบด้วย ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้าครองเรือน๒๙ และกล่าวถึง อุบาสก อุบาสิกา ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูก นํามาโยนลง ธรรม ๕ ประการ คือเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑ ดื่ม น้ําเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ อุบาสิกาประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนํามาโยนลง อุบาสิกาประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์ เหมือนถูกเชิญมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๕ ประการ คือเป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ งดเว้นจากการ ลักทรัพย์ ๑ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ งดเว้นจากการพูดเท็จ ๑ งดเว้นจากการดื่มน้ําเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท ๑ อุบาสิกาประกอบด้วยธรรม ๕ประการนี้ย่อมเกิด ในสวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้๓๐ พระณัฏฐกฤศ อุดมผล และกรรณิการ์ ขาวเงิน หลักอุบาสกธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทประกอบด้วยหลักปฏิบัติ ๕ ประการคือ เป็นผู้มีศรัทธาเป็นผู้มีศีล เป็นผู้ไม่ถือมงคล ตื่นข่าวเชื่อกรรมไม่เชื่อมงคล ไม่แสวงหาผู้รับทักษิณานอกศาสนานี้และทําอุปการะในศาสนา โดย หลักในการส่งเสริมการใช้หลักอุบาสกธรรมที่สําคัญคือต้องส่งเสริมให้เหล่าพุทธบริษัท มีส่วนร่วมใน การจัดกิจกรรมและสร้างความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการธํารงและ ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน๓๑ ๒๙ ดูรายละเอียดใน องฺ.ปํฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๗๒/๒๒๗. ๓๐ ดูรายละเอียดใน องฺ.ปํฺจก. (ไทย) ๒๒/๒๖๔/๓๐๗. ๓๑ พระณัฏฐกฤศ อุดมผล และกรรณิการ์ ขาวเงิน, “การส่งเสริมหลักอุบาสกธรรมเพื่อธํารง พระพุทธศาสนาในสังคมไทย”, วารสารรามค าแหง ฉบับมนุษยศาสตร์, ปีที่ ๓๙ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๓): ๑๑๐.


๒๑ พระมหาทวี มหาปํฺโญ และคณะ ได้เสนอบทความเรื่อง “การส่งเสริมความมั่นคงแห่ง พระพุทธศาสนาด้วยอุบาสกธรรมในสังคมไทย” ได้เสนอรูปแบบการส่งเสริมความมั่นคงแห่ง พระพุทธศาสนาด้วยการสร้างความมั่นคงในชุมชนขนาดเล็ก ขยายไปสู่สังคมระดับประเทศด้วยหลัก อุบาสกธรรม เริ่มจากบริหารชีวิตอุบาสก อุบาสิกาให้มั่นคง แล้วพัฒนาชุมชนด้วยการรวมกลุ่มก่อตั้ง องค์กรอุบาสก อุบาสิกาในชุมชนหนึ่งจนเข้มแข็งแล้วขยายไปสู่ชุมชนรอบข้างและชุมชนอื่นๆ เมื่อแนว ร่วมในสังคมมีความเข้มแข็งดีพอจะส่งผลให้บุคลากรในพระพุทธศาสนาสามารถสร้างอํานาจต่อรอง ทางภาครัฐและเอกชน และยังสามารถกําหนดความมั่นคงทางพระพุทธศาสนาในระดับการออก กฏหมายคุ้มครอง๓๒ พระมหาเผด็จ ผาสุกาโม และคณะ ได้ให้ความหมายหลักอุบาสกธรรมไว้ว่า หมายถึง หลักปฏิบัติของคฤหัสถ์ญาติโยมและอุบาสกอุบาสิกาที่มีส่วนต่อการสืบต่อพระพุทธศาสนาให้ดํารงอยู่ คู่สังคม หลักอุบาสกธรรม ๗ ในยุคโลกาภิวัตน์นั้น แม้จะพบเห็นได้น้อยลงแต่ยังคงมีอยู่ตามสถานที่ ปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะอบรมและนําพาปฏิบัติให้รู้หลักของการปฏิบัติธรรมหัวข้อต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมตามยุคสมัย ทั้งยังประโยชน์ในการปรับตัวให้เข้ากับยุคป๎จจุบัน ประกอบด้วย ๗ ข้อ ดังนี้ ๑. หมั่นไปวัดตามโอกาสที่เหมาะสม ๒. หมั่นฟ๎งธรรม เมื่อมีโอกาสควรใส่ใจในการฟ๎งธรรมอยู่เสมอ ๓. พยายามสนใจศึกษาและรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ๔. มีความเลื่อมใสในพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอย่างเท่าเทียมกัน ๕. ตั้งใจเป็นกุศลในขณะฟ๎งธรรม ๖. ทําบุญกุศลตามหลักและวิธีการของพระพุทธศาสนา ๗. ทะนุบํารุงพระพุทธศาสนาในทุก ๆ ด้าน๓๓ สรุปได้ว่า อุบาสก อุบาสิกา คือ ผู้ใกล้ชนิดพระศาสนาอย่างแท้จริง ควรตั้งตนอยู่ในธรรม ที่เป็นไปเพื่อความเจริญของอุบาสก เรียนกว่า อุบาสกธรรม ๗ ประการ คือ ๑. ไม่ขาดการเยี่ยมเยือนพบปะพระภิกษุ ๒. ไม่ละเลยการฟ๎งธรรม ๓. ศึกษาในอธิศีล คือ ฝึกอบรมตนให้ก้าวหน้าในการปฏิบัติรักษาศีลขั้นสูงขึ้นไป ๔. พรั่งพร้อมด้วยความเลื่อมใส ในพระภิกษุทั้งหลาย ๕. ฟ๎งธรรมโดยมิใช่จะตั้งใจคอยจ้องจับผิดหาช่องที่จะติเตียน ๖. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกหลักพระพุทธศาสนา ๗. เอาใจใส่ทํานุบํารุงและช่วยกิจการพระพุทธศาสนา ๓๒ พระมหาทวี มหาปํฺโญ และคณะ, “การส่งเสริมความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาด้วยอุบาสกธรรม ในสังคมไทย”, วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์, ปีที่ ๒๑ (ฉบับเพิ่มเติม): ๑๓๑-๑๔๐. ๓๓ พระมหาเผด็จ ผาสุกาโม และคณะ, “หลักอุบาสกธรรม ๗ ในศตวรรษที่ ๒๑”, วารสารปัญญา ปณิธาน, ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑ (มกราคม–มิถุนายน ๒๕๖๑): ๒๘-๔๑.


๒๒ ทั้งนี้ อุบาสก อุบาสิกาที่ดี มีคุณสมบัติ เรียกว่า อุบาสกธรรม ๕ ประการ คือ ๑. มีศรัทธา เชื่อมีเหตุผล มั่นในคุณพระรัตนตรัย ๒. มีศีล อย่างน้อยดํารงตนได้ในศีล ๕ ๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล มุ่งหวังจากการกระทํา มิใช่จากโชคลาง หรือสิ่งที่ตื่นกันไปว่าขลังศักดิ์สิทธิ์ ๔. ไม่แสวงหาทักขิไณยนอกหลักคําสอนนี้ ๕. เอาใจใส่ทํานุบํารุงและช่วยกิจการพระศาสนา ทั้งนี้ ไวยาวัจกรควรนําหลักอุบาสกธรรม มาใช้ในชีวิตประจําวันและใช้ในการช่วยงาน กิจการพระพุทธศาสนา ๒.๕.๒ หลักเบญจศีล-เบญจธรรม ในพระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ได้กล่าวถึง สิกขาบท ๕ อย่าง ประกอบด้วย ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี(เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์) ๒. อทินนาทานา เวรมณี(เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์) ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี (เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากประพฤติผิดในกาม) ๔. มุสาวาทา เวรมณี (เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ) ๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี(เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการดื่มน้ําเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท) ๓๔ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของ ศีล ๕ หรือ เบญจศีล ประกอบด้วย ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว ๕ ประการ คือ ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี (เว้นจากการปลงชีวิต, เว้นจากการฆ่าการประทุษร้ายกัน) ๒. อทินฺนาทานา เวรมณี (เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้, เว้นจากการลักโกง ละเมิดกรรมสิทธิ์ ทําลายทรัพย์สิน) ๓. กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี (เว้นจากการประพฤติผิดในกาม, เว้นจากการล่วง ละเมิดสิ่งที่ผู้อื่นรักใคร่หวงแหน) ๔. มุสาวาทา เวรมณี (เว้นจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง) ๕. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี (เว้นจากน้ําเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้ง แห่งความประมาท, เว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษ ) ศีล ๕ ข้อนี้ ในบาลีชั้นเดิมส่วนมากเรียกว่า สิกขาบท ๕ (ข้อปฏิบัติในการฝึกตน ) เมื่อปฏิบัติได้ตามนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล คือเป็นเบื้องต้นที่จัดว่าเป็นผู้มีศีล คําว่า เบญจศีล ที่มาใน ๓๔ ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๘๖/๒๔๗.


๒๓ พระไตรปิฎก ปรากฏในคัมภีร์ชั้นอปทาน และพุทธวงส์ ต่อมาในสมัยหลัง มีชื่อเรียกเพิ่มขึ้นว่าเป็น นิจศีล (ศีลที่คฤหัสถ์ควรรักษาเป็นประจํา) ๓๕ เบญจศีลเบญจธรรมเป็นพุทธจริยศาสตรขั้นพื้นฐานที่เรียกวา โลกิยธรรม คือ ธรรม ในระดับชาวบานที่สามารถนําไปปฏิบัติ เบญจศีล จึงหมายถึง การรักษากายวาจาให้เรียบร้อยเป็น ปกติและเนื่องจากเป็นศีลที่ชาวพุทธต้องรักษาอยู่เนืองนิตย จึงเรียกว่า นิจศีล ซึ่งมี ๕ ข้อ เรียกว่า ๕ สิกขาบท หมายถึง ข้อที่พึงศึกษาและปฏิบัติมิให้ขาดหรือด่างพรอย ฉะนั้น เบญจศีลจึงเป็นข้อที่ควร เว้นคือ เว้นจากการล่วงละเมิด ส่วนเบญจธรรมเป็นข้อที่ควรประพฤติคือ นําไปปฏิบัติควบคู่กับเบญจ ศีล เมื่อบุคคลปฏิบัติตามเบญจศีลเบญจธรรมแล้ว จึงได้ชื่อว่า สาธุชนหรือกัลยาณชนคือ คนที่ ประพฤติดีงาม ซึ่งจัดเป็นคู่ได้ดังนี้ ๑) ปาณาติปาตา เวรมณี คู่กับเมตตากรุณา ๒) อทินนาทานา เวรมณีคู่กับสัมมาอาชีวะ ๓) กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี คู่กับกามสังวร ๔) มุสาวาทา เวรมณี คู่กับ สัจจะ ๕) สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณีคู่กับสติสัมปชัญญะ ๓๖ วีรนุช พรมจักรและคณะ ได้ให้ความเห็นถึงหลักเบญจศีลและเบญจธรรมมีความสําคัญ มากกับการพัฒนามนุษย์เพราะศีล ๕ เป็นหลักมนุษยธรรม คือการไม่ฆ่าสัตว์ การไม่ลักทรัพย์ การไม่ ประพฤติผิดในกาม การไม่พูดเท็จและการไม่ดื่มสุรา องค์ประกอบของศีล ๕ แต่ละข้อมีเจตนาไม่ก้าว ล่วงทางกายวาจา ให้พ้นจากความชั่วทั้งปวง เป็นพื้นฐานการพัฒนาตนเองให้เกิดความสุข เข้าถึงการ ดับทุกข์ เป็นพื้นฐานสําคัญที่ผู้นําพึงกระทําให้เป็นแบบอย่างแก่สังคม๓๗ ดังนั้น ไวยาวัจกรพึงนําหลักเบญจศีลเบญจธรรม มาเป็นปฏิบัติเป็นนิจ และเป็นพื้นฐาน ใช้ในการพัฒนาตนเองต่อไป ๒.๕.๓ หลักไตรสิกขา พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)ได้กล่าวถึง การพัฒนาตามหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนา เริ่มที่หลักการของการศึกษาเพราะการภาวนาหรือการพัฒนานั้นแท้จริงคือสิ่งเดียวกัน แยกออกเป็น ๓ ด้านใหญ่ๆ เรียกว่า ไตรสิกขา มีสาระสําคัญ ดังนี้ ๑. ศีล คือ การฝึกฝนพัฒนาด้านพฤติกรรม หมายถึงการพัฒนาพฤติกรรมทางกายและ วาจา ให้มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องมีผลดี ๒. สมาธิ หมายถึง การฝึกพัฒนาด้านจิตใจมีความสําคัญเพราะจิตใจเป็นฐานของ พฤติกรรม ถ้าจิตใจได้รับการพัฒนาให้ดีงามแล้วจะควบคุมดูแลและนําพฤติกรรมไป ในทางที่ดีด้วย ยิ่งกว่านั้นป๎ญญาจะเจริญงอกงามได้ด้วยอาศัยจิตใจที่เข้มแข็ง ยิ่งเรื่อง ๓๕ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท สหธรรมิก จํากัด), ๒๕๔๖, หน้า ๒๓๘. ๓๖ พระมหาสุรชัย ชยาภิวฑฺฒโน (พุดชู), “เบญจศีลเบญจธรรม: หลักจริยธรรมทางธุรกิจเชิงพุทธ”, วารสารปัญญาภิวัฒน์, ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๓ (กันยายน-ธันวาคม ๒๕๖๒): ๓๑๙-๓๒๐. ๓๗ วีรนุช พรมจักร์และคณะ, “การพัฒนาภาวะผู้นําชุมชนด้วยหลักเบญจศีลและเบญจธรรมในอําเภอ เมืองเลย จังหวัดเลย”, วารสารวิชาการธรรมทัศน์, ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๓ (กรกฎาคม-กันยายน๒๕๖๔): ๑๒๔.


๒๔ ที่ยากลึกซึ้งต้องอาศัยจิตที่สงบคือต้องมีสมาธิจึงจะคิดได้ชัดเจน จิตที่ฝึกดีแล้วจะเป็น ฐานให้ป๎ญญาทํางานและพัฒนาได้ผล ๓. ป๎ญญา หมายถึง การพัฒนาป๎ญญา มีความสําคัญที่สุดเพราะป๎ญญาเป็นตัวนําทาง และควบคุมพฤติกรรมทั้งหมด คนจะมีพฤติกรรมอย่างไรอยู่ที่ว่าป๎ญญาชี้นําและ ป๎ญญาเป็นตัวปลดปล่อยจิตใจ นอกจากนั้นการพัฒนาป๎ญญาแยกออกเป็นหลายด้าน และหลายขั้น เช่น เป็นป๎ญญาที่ช่วยให้ดําเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพประสบ ความสําเร็จ ป๎ญญาที่ช่วยให้ดําเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงาม ป๎ญญาที่ช่วยให้บรรลุจุดหมาย สูงสุดของชีวิต๓๘ และพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)ได้กล่าวถึง หลักไตรสิกขา ประกอบด้วย (๑) ศีลสิกขา หมายถึง การศึกษาหรือขั้นตอนการฝึกฝนให้เกิดสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ เจริญงอกงามขึ้นจนกระทั่งบุคคลมีความพร้อม ทางด้านความประพฤติ วินัย และความสัมพันธ์ทางสังคม พัฒนาถึงมาตรฐานของ อารยชน และเป็นพื้นฐานในการสร้างเสริมคุณภาพของจิต (๒) จิตตสิกขา หมายถึง การศึกษาหรือขั้นตอนการฝึกฝนให้เกิด สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เจริญงอกงามขึ้นจนกระทั่งบุคคลมีความพร้อมทางด้าน คุณธรรมมีคุณภาพจิต สมรรถภาพจิตและสุขภาพจิต พัฒนาถึงมาตรฐานของอารย ธรรมและเป็นพื้นฐานในการพัฒนาป๎ญญา (๓) ป๎ญญาสิกขา หมายถึง การศึกษาหรือขั้นตอนการฝึกฝนให้เกิดสัมมาทิฏฐิและ สัมมาสังกัปปะ เจริญงอกงามขึ้นจนกระทั่งบุคคลมีความพร้อมทางป๎ญญา พัฒนาถึง มาตรฐานของอารยชน สามารถดํารงชีวิตอยู่ได้ด้วยป๎ญญา มีจิตใจผ่องใส สดชื่นเบิก บานไร้ทุกข์ หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ และมีอิสระด้วยป๎ญญาอย่าง แท้จริง๓๙ พระครูพิสัยปริยัติกิจ และศราวุธ ปลอดภัย ได้เสนอบทความเรื่อง“การพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ในองค์กรตามหลักไตรสิกขา” ได้ให้ความเห็นว่า การพัฒนาคน ให้เป็นผู้มีคุณภาพ ที่สําคัญคือ การปลูกฝ๎งให้คนเป็นพลเมืองดี มีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม วิธีการหนึ่ง คือใช้หลักไตรสิกขา เนื่องจากไตรสิกขาเป็นระบบและเป็นกระบวนการในการฝึกฝน อบรม ฝึกหัดเพื่อ พัฒนาคนใน ๓ ด้านคือ ๑) พัฒนาด้านพฤติกรรม เรียกว่า ศีล ๒) พัฒนาด้านจิตใจ เรียกว่า สมาธิ ๓) ๓๘ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), การศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: กรมการศาสนา, ๒๕๓๙), หน้า ๖๗. ๓๙ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, พิมพ์ครั้งที่ ๔๓, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์ผลิธัมม์, ๒๕๕๘), หน้า ๖๑๒-๖๑๓.


๒๕ พัฒนาด้านป๎ญญา เรียกว่า ป๎ญญา ในองค์กร หรือสถานศึกษา เพื่อสนับสนุนให้คนในองค์กรพัฒนา ตามหลักพุทธธรรมอย่างบูรณาการส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงามตามลักษณะแห่งป๎ญญา ๔๐ ไตรสิกขาเป็นกระบวนการสําคัญในการพัฒนามนุษย์ เป็นการจัดระเบียบแบบแผน เกี่ยวกับการดําเนินชีวิตและการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ เนื้อหาสําคัญของไตรสิกขาได้แทรกอยู่ใน หลักธรรมต่างๆ สามารถจําแนกพุทธโอวาทที่แสดงความสําคัญของไตรสิกขาออกเป็นด้านต่างๆ ดังนี้ ๑. ไตรสิกขาเป็นหลักธรรมใหญ่เพื่อกําจัดกิเลสของภิกษุและบุคคล ดังปรากฏในอนุ พุทธสูตรว่าด้วยการตรัสรู้ธรรมเป็นเหตุสิ้นภพว่า ภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรม ๔ ประการ เราและเธอทั้งหลายจึง เที่ยวเร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานอย่างนี้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง อริยศีล อริยสมาธิ อริยป๎ญญา และอริยวิมุตติเราถอนภวตัณหาได้แล้ว ภวเนตติสิ้นไปแล้ว ธรรมเหล่านี้คือศีล สมาธิ ป๎ญญาและ วิมุตติอันยอดเยี่ยมพระโคดมผู้มียศได้ตรัสรู้แล้ว ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย เพื่อความรู้ยิ่ง๔๑ ๒. ไตรสิกขารากฐานสําคัญของพระวินัย ปรากฏในวัชชีปุตตสูตรว่า พระพุทธองค์ทรงให้คําแนะนําภิกษุรูปหนึ่งว่า หากเธอไม่ประพฤติปฏิบัติตาม สิกขาบทที่บัญญัติไว้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ก็ให้พึงปฏิบัติในสิกขา ๓ เพื่อลดราคะ โสสะ โมหะ ทําให้ไม่ เป็นผู้ไม่ประกอบอกุศลกรรม๔๒ ๓. ไตรสิกขาเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์ เป็นกระบวนการพื้นฐานในการฝึก พฤติกรรมที่ดีของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น ดังแสดงในปฐมสิกขาสูตรว่า ภิกษุผู้ทําให้บริบูรณ์ในศีล ทําพอประมาณในสมาธิ และป๎ญญา ยิ่มสามารถบรรลุ เป็นพระโสดาบัน หรือเป็นพระสกทาคามี ขณะที่ภิกษุผู้ทําให้บริบูรณ์ในศีลและสมาธิทําพอประมาณ ในป๎ญญา ย่อมสามารถบรรลุเป็นพระอนาคามี ส่วนภิกษุผู้ทําให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ ป๎ญญา ย่อมหลุด พ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวง๔๓ ความสําคัญของไตรสิกขาที่ยกมาแสดงนั้นยืนยันได้ว่า ไตรสิกขาเป็นหลักคําสอนทางพุทธ ศาสนาที่ทุกคนควรนํามาปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนเอง เพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพชีวิตสังคมในยุคป๎จจุบัน เพื่อให้เข้าสู่การปรับตัวให้เหมาะสม พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่และดําเนินกิจการงานต่างๆให้ก้าวหน้า ส่งผลดีต่อชีวิต บุคคล องค์กร ชุมชน สังคมและประเทศชาติ หากไวยาวัจกรนําศีล สมาธิ ป๎ญญามา ประยุกต์ใช้ ด้วยการนําศีล๕ มาใช้ในชีวิตประจําวันและการปฏิบัติหน้าที่ มีสมาธิ สติมั่นในการทํางาน ๔๐ พระครูพิสัยปริยัติกิจ และศราวุธ ปลอดภัย, “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรตามหลัก ไตรสิกขา”, วารสาร มจร การพัฒนาสังคม, ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒ (พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๖๑):๖๒-๗๕. ๔๑ ดูรายละเอียดใน องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑/๑-๒. ๔๒ ดูรายละเอียดใน องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๘๕/๓๑๐-๓๑๑. ๔๓ รายละเอียดใน องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๘๗/๓๑๒-๓๑๔.


๒๖ ใช้ป๎ญญาในการพิจารณาแก้ป๎ญหาระหว่างปฏิบัติงาน จะทําให้ไวยาวัจกรเกิดการพัฒนาตนเอง ช่วย ส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาให้มั่นคง นําสังคมและประเทศชาติให้เจริญต่อไป จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนาให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ทุกคนที่เกิดมา จําเป็นต้องมีกรอบที่เดินตามซึ่งได้แก่ หลักไตรสิกขา เมื่อมนุษย์ได้รับการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา ย่อมจะนําพาชีวิตและนําสังคมประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ดังนั้นหลักธรรมที่ผู้วิจัยเลือกนํามา ประยุกต์ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างเหมาะสม อันเป็นพื้นฐาน สําคัญของฝึกฝนตนเอง จึงได้ใช้หลักไตรสิกขา เพื่อนํามาพัฒนาความสามารถของไวยาวัจกรและ ส่งเสริมองค์ความรู้ของไวยาวัจกรให้เหมาะสมกับพื้นที่วิจัยต่อไป ๒.๖ ข้อมูลพื้นที่วิจัย จังหวัดน่าน โดยทั่วไปมีทิวเขาหลวงพระบางและทิวเขาผีป๎นน้ํา ซึ่งเป็นทิวเขาหินแกรนิตที่ มีความสูง ๖๐๐-๑,๒๐๐ เมตรเหนือระดับน้ําทะเล ทอดผ่านทั่วจังหวัดคิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ทั้งจังหวัด มีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนชันเกิน ๓๐ องศา ประมาณร้อยละ ๘๔ ของ พื้นที่ทั้งจังหวัด มีที่ราบลุ่มประมาณร้อยละ ๒.๖๙ จากข้อมูลระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหาร จัดการเชิงลึกออนไลน์(Agri Map Online) มีขนาดพื้นที่ทั้งหมด ๑๒,๑๖๑.๔ ตารางกิโลเมตร หรือ ๗,๖๐๐,๘๘๒ ไร่ จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ติดชายแดนทางด้านตะวันออกของภาคเหนือตอนบน ใกล้กับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถยนต์ประมาณ ๖๖๘ กิโลเมตรตามทางหลวงหมายเลข ๑๐๑ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๑๕ อําเภอได้แก่อําเภอเฉลิม พระเกียรติอําเภอเชียงกลาง อําเภอเมืองน่าน อําเภอเวียงสา อําเภอแม่จริม อําเภอท่าวังผา อําเภอ ทุ่งช้าง อําเภอนาน้อย อําเภอนาหมื่น อําเภอบ่อเกลือ อําเภอบ้านหลวง อําเภอป๎ว อําเภอภูเพียง อําเภอสองแคว และอําเภอสันติสุข โดยมีอาณาเขตติดต่อกับติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและจังหวัด ต่างๆ ทั้ง ๔ ด้าน ดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศใต้ ติดต่อ จังหวัดอุตรดิตถ์ ทิศตะวันออก ติดต่อ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศตะวันตก ติดต่อ จังหวัดพะเยาและจังหวัดแพร่ น่านเป็นจังหวัดที่มีสภาพอากาศค่อนข้างเย็นเกือบตลอดทั้งปีมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี๒๖.๑ องศาเซลเซียสโดยมีปริมาณน้ําฝนเฉลี่ย ๑,๒๓๘.๙ มิลลิเมตร สภาพภูมิอากาศจังหวัดน่านอยู่ภายใต้ อิทธิพลมรสุม ๒ ชนิด คือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ แบ่งภูมิอากาศ ออกได้เป็น ๓ ฤดูได้แก่ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคม ฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือน พฤษภาคม จากข้อมูลระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri Map Online) กรมพัฒนาที่ดินกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จําแนกได้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ๒,๖๖๙,๗๐๘ ไร่ หรือ


๒๗ ประมาณร้อยละ ๓๕.๑๒ ของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นไร่หมุนเวียน ประมาณร้อยละ ๑๖.๘๒ ของจังหวัด หรือคิดเป็นร้อยละ ๔๗.๙๑ของพื้นที่เกษตรกรรม แนวโน้มจํานวนประชากรในอนาคตของจังหวัดน่าน เมื่อทําการคํานวณอัตราการเจริญเติบโตของประชากรเพื่อประมาณการจํานวนประชากรในอนาคต อีก ๒๐ ปีข้างหน้าโดยใช้ปีพ.ศ.๒๕๖๐ เป็นปีฐาน พบว่า ประชากรในจังหวัดน่านมีอัตราการ เจริญเติบโตเฉลี่ยร้อยละ ๒.๖๑ ซึ่งมีผลทําให้ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า (พ.ศ.๒๕๘๐) จํานวนประชากรจะ เพิ่มขึ้น เป็น ๔๙๒,๓๔๖ คน ปี๒๕๖๐ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดน่าน (GPP) มีมูลค่าเท่ากับ ๓๐,๑๙๖ ล้านบาท อยู่ในลําดับที่ ๖๓ ของประเทศ และลําดับที่ ๑๓ ของภาคเหนือ โดยมีสัดส่วน มูลค่านอกภาคการเกษตรร้อยละ ๗๑.๕๖ และภาคเกษตรร้อยละ ๒๘.๔๔ โดยมีรายได้เฉลี่ย ๑๙,๕๙๑ บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน๔๔ ประชากรจังหวัดน่านตามทะเบียนราษฎรของจังหวัดน่าน ณ กันยายน ๒๕๖๒ มีประชากรทั้งสิ้น ๔๗๘,๓๕๕ คน จํานวน ๑๖๔,๙๖๒ หลังคาเรือน แยกเป็นชาย ๒๓๙,๗๒๒ คน หญิง ๒๓๘,๖๓๓ คนอําเภอที่มีประชากรมากที่สุดคือ อําเภอเมืองน่าน มีประชากร ๘๒,๓๑๒ คน อําเภอเฉลิมพระเกียรติมีประชากรน้อยสุด ๙,๘๓๑ คน ประชากรในอําเภอภูเพียง ๓๖,๑๖๙ คน ชาย ๑๘,๐๐๖ คน หญิง ๑๘,๑๖๓ คน มีอัตราการเจริญเติบโตในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ขยายตัวร้อยละ ๓.๗ ขยายตัวต่อเนื่องจากปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ขยายตัวร้อยละ ๒.๕ โดยเป็นการ ขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อน ในภาคเกษตรและภาคนอกเกษตร มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนี้ - ภาคเกษตร สัดส่วนร้อยละ ๒๗ - ภาคนอกเกษตร สัดส่วนร้อยละ ๗๓ จังหวัดน่านมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว (GPP per capita) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ จํานวน ๗๑,๑๒๑ บาท/คน/ปี โดยอยู่ลําดับที่ ๑๕ ของภาคเหนือ มีสถานศึกษาทั้งภาครัฐและ ภาคเอกชนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานการอาชีวศึกษา อุดมศึกษา และการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยแบ่งเป็นเขตการศึกษามีทั้งหมด ๒ เขตการศึกษาในส่วนข้อมูลด้านสาธารณสุข ในด้านจํานวนสถานพยาบาล พบว่า ในปี ๒๕๖๑ มีจํานวนสถานพยาบาล ๑๕ แห่ง มีจํานวนเตียงรวม ทั้งสิ้น ๑,๐๖๗ เตียง มีจํานวนผู้ปุวยรวมทั้งสิ้น ๑,๔๔๐,๙๐๖ รายโดยในจํานวนนี้เป็นผู้ปุวยในจํานวน ๗๖,๐๖๓ ราย และผู้ปุวยนอกจํานวน ๑,๓๖๓,๔๕๓ ราย ๔๕ อ าเภอภูเพียง จังหวัดน่าน อําเภอภูเพียง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดน่าน โดยแยกออกจากอําเภอเมืองน่าน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๐ มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐และได้รับยกฐานะเป็นอําเภอตามพระราชกฤษฎีกา ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาฉบับ ๔๔ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, “สภาพทั่วไปของพื้นที่จังหวัด”, รายงานแผน แม่บทการพัฒนาลุ่มน้ าระดับจังหวัดน่าน ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๓, (สํานักบริหารโครงการ: กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ๒๕๖๓). (อัดสําเนา). ๔๕ คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ จังหวัดน่าน สํานักงานจังหวัดน่าน, “ข้อมูลเพื่อ การพัฒนา”, แผนพัฒนาจังหวัดน่าน(พ.ศ.๒๕๖๑-๒๕๖๕)ฉบับทบทวนรอบปีพ.ศ.๒๕๖๔, (กลุ่มงานยุทธศาสตร์ และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด: สํานักงานจังหวัดน่าน, ๒๕๖๒). (อัดสําเนา).


๒๘ กฤษฎีกา เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๖ ก. ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ โดยมีผลบังคับเมื่อพ้นสิบห้าวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งส่งผลมีฐานะเป็นอําเภอตั้งแต่วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๐ ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะทั่วไปเป็นที่ราบเชิงเขาและริมฝ๎่งแม่น้ํา พื้นที่ส่วนใหญ่ ๖๕ % เป็นภูเขา ๓๕ % เป็นพื้นที่อยู่อาศัยและใช้ประกอบอาชีพทางการเกษตร สําหรับส่วนที่เป็น ที่ราบลุ่มอยู่ บริเวณริมฝ๎่งแม่น้ําน่าน ซึ่งเป็นแม่น้ําสายสําคัญของจังหวัดน่าน เนื้อที่/พื้นที่ ๕๐๘.๒๓๖ ตาราง กิโลเมตร ที่ตั้งและอาณาเขต อําเภอภูเพียงตั้งอยู่ทางตอนกลางของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับ เขตการปกครองข้างเคียง ดังต่อไปนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับ อําเภอเมืองน่านและอําเภอสันติสุข ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อําเภอแม่จริม ทิศใต้ ติดต่อกับ อําเภอเวียงสา ทิศตะวันตก ติดกับ อําเภอเมืองน่าน การแบ่งเขตการปกครอง การปกครองของอําเภอภูเพียงมี ๗ ตําบล ๖๑ หมู่บ้าน ดังนี้ ๑. ตําบลม่วงตึ๊ด ๕ หมู่บ้าน ๒. ตําบลนาป๎ง ๖ หมู่บ้าน ๓. ตําบลน้ําแก่น ๑๐ หมู่บ้าน ๔. ตําบลน้ําเกี๋ยน ๕ หมู่บ้าน ๕. ตําบลเมืองจัง ๑๑ หมู่บ้าน ๖. ตําบลท่าน้าว ๗ หมู่บ้าน ๗. ตําบลฝายแก้ว ๑๗ หมู่บ้าน๔๖ จํานวนวัดในเขตอําเภอภูเพียงที่มีพระสงฆ์ มี จํานวน ๓๒ วัด สํานักสงฆ์ ๕ แห่ง รวม ๓๗ แห่ง๔๗ โดยมีรายละเอียดตามตารางที่ ๒.๑ ดังนี้ ตารางที่ ๒.๑ ทะเบียนวัดมีพระสงฆ์มหานิกายของคณะสงฆ์อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ที่ ชื่อวัด ที่อยู่ ประเภทวัด ปีที่รับวิสุงคามสีมา ๑ กอก ม.๑ ตําบลท่าน้าว ราษฎร์ ๒๕๒๑ ๒ แช่พลาง ม.๗ ตําบลท่าน้าว ราษฎร์ ๒๔๖๖ ๓ ท่าน้าว ม.๒ ตําบลท่าน้าว ราษฎร์ ๒๔๘๔ ๔๖ สํานักงานพัฒนาชุมชนอําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน, กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, ประวัติ ความเป็นมาของอ าเภอภูเพียง จังหวัดน่าน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://district.cdd.go.th/phuphiang/ about-us/ประวัติความเป็นมา/ [ ๒๙ กรกฏาคม ๒๕๖๔]. ๔๗ สํานักงานเจ้าคณะจังหวัดน่าน, วัดพญาภูอ.เมือง จ.น่าน, ทะเบียนวัดมีพระสงฆ์, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.songnannakhon.com/Database/ [ ๒๙ กรกฏาคม ๒๕๖๔].


๒๙ ๔ นาข่อย ม.๕ ตําบลท่าน้าว ราษฎร์ ๒๒๒๙ ๕ หนองรัง ม.๔ ตําบลท่าน้าว ราษฎร์ ๒๕๑๓ ๖ หัวนา ม.๓ ตําบลท่าน้าว ราษฎร์ ๒๔๖๔ ๗ ก๊อดแก้ว ตําบลนาป๎ง ราษฎร์ ๒๔๗๘ ๘ นาป๎ง ม.๒ ตําบลนาป๎ง ราษฎร์ ๒๔๙๒ ๙ น้ําลัด ม.๑ ตําบลนาป๎ง ราษฎร์ ๒๕๒๑ ๑๐ ม่วงใหม่ ม.๓ ตําบลนาป๎ง ราษฎร์ ๒๔๖๒ ๑๑ นาเหลืองม่วงขวา ม.๔ ตําบลน้ําแก่น ราษฎร์ ๒๕๓๐ ๑๒ น้ําแก่นใต้ ม.๕ ตําบลน้ําแก่น ราษฎร์ ๒๕๓๓ ๑๓ น้ําแก่นเหนือ ม.๒ ตําบลน้ําแก่น ราษฎร์ ๒๔๖๕ ๑๔ โปุงคําน้ําเกี๋ยน ม.๓ ตําบลน้ําแก่น ราษฎร์ ๒๔๓๕ ๑๕ สว่างอรุณ น้ําแก่นกลาง ม.๓ ตําบลน้ําแก่น ราษฎร์ ๒๔๗๘ ๑๖ ไชยภูมิน้ําต้วน ม.๘ ตําบลฝายแก้ว ราษฎร์ ๒๕๒๒ ๑๗ ท่าล้อ ม.๑ ตําบลฝายแก้ว ราษฎร์ ๒๔๖๘ ๑๘ ทุ่งน้อย ม.๔ ตําบลฝายแก้ว ราษฎร์ ๒๔๘๘ ที่ ชื่อวัด ที่อยู่ ประเภทวัด ปีที่รับวิสุงคามสีมา ๑๙ บุปผาราม ม.๙ ตําบลฝายแก้ว ราษฎร์ ๒๕๑๘ ๒๐ ป๎วชัย ม.๗ ตําบลฝายแก้ว ราษฎร์ ๒๕๒๑ ๒๑ ฝายแก้ว ม.๓ ตําบลฝายแก้ว ราษฎร์ ๒๔๖๘ ๒๒ แสงดาว ม.๒ ตําบลฝายแก้ว ราษฎร์ ๒๔๕๘ ๒๓ หัวเวียงเหนือ ม.๖ ตําบลฝายแก้ว ราษฎร์ ๒๕๐๘ ๒๔ ปุาหัด ม.๑ ตําบลม่วงตึ๊ด ราษฎร์ ๒๕๑๙ ๒๕ พระธาตุแช่แห้ง ม.๓ ตําบลม่วงตึ๊ด พระอารามหลวง ๒๑๐๓ ๒๖ ม่วงตึ๊ด ม.๔ ตําบลม่วงตึ๊ด ราษฎร์ ๒๓๐๔ ๒๗ ร้องตอง ม.๒ ตําบลม่วงตึ๊ด ราษฎร์ ๒๕๑๓ ๒๘ ศรีบุญเรือง ม.๕ ตําบลม่วงตึ๊ด ราษฎร์ ๒๕๑๖ ๒๙ ทุ่งเม็ง ม.๕ ตําบลเมืองจัง ราษฎร์ ๒๕๐๙ ๓๐ หาดเค็ดบน ม.๑ ตําบลเมืองจัง ราษฎร์ ๒๕๐๕ ๓๑ หาดเค็ดล่าง ม.๔ ตําบลเมืองจัง ราษฎร์ ๒๕๑๘ ๓๒ หาดผาคํา ม.๓ ตําบลเมืองจัง ราษฎร์ ๒๕๔๒ ที่ ชื่อส านักสงฆ์ ที่อยู่ ประเภท ปีที่ก่อตั้ง ๑ หนองแดง ม.๖ ตําบลท่าน้าว ราษฎร์ ๒๕๔๗ ๒ น้ําใส ม.๕ ตําบลฝายแก้ว ราษฎร์ ๒๕๖๐ ๓ วิเวกานันทาราม ม.๑๕ ตําบลฝายแก้ว ราษฎร์ ๒๕๖๒ ๔ เมืองจังใต้ ม.๒ ตําบลเมืองจัง ราษฎร์ ๒๔๑๐


๓๐ ๕ สบยาว ม.๗ ตําบลเมืองจัง ราษฎร์ ๒๕๕๘ ๒.๗ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๗.๑ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับไวยาวัจกร ๑) พระมหาเอกลักษณ์ เวชกามา ได้เสนอบทความวิจัยเรื่อง“ภาวะผู้นําที่พึงประสงค์ของ พระสังฆาธิการ ตามทัศนคติของผู้นําชุมชนและไวยาวัจกร ในเขตกรุงเทพมหานคร” ผลการวิจัย พบว่า ๑) ผู้นําชุมชนมีทัศนคติต่อบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ และภาวะ ผู้นําที่พึงประสงค์ของพระสังฆาธิการในเขตกรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับปานกลาง ๒) ไวยาวัจกรมี ทัศนคติต่อบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์และภาวะผู้นําที่พึงประสงค์ของ พระสังฆาธิการใน เขตกรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับมาก ๓) เพศและอายุของผู้นําชุมชนและ ไวยาวัจกรไม่มีผลต่อทัศนคติที่มีต่อบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์แต่ การศึกษาและประสบการณ์ทํางานมีผล ๔) ผู้นําชุมชนและไวยาวัจกรมีทัศนคติต่อบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในภาพรวมแตกต่างกัน ๕) เพศ อายุ และประสบการณ์ ทํางานของผู้นําชุมชนและไวยาวัจกรไม่มีผลต่อทัศนคติที่มีต่อภาวะผู้นําที่พึงประสงค์ของพระ สังฆาธิการในเขตกรุงเทพมหานครแต่การศึกษามีผล ๖) ผู้นําชุมชนและไวยาวัจกรมีทัศนคติต่อภาวะ ผู้นําที่พึงประสงค์ของพระสังฆาธิการในเขตกรุงเทพมหานครไม่ต่างกัน และ ๗) บทบาทการบริหาร กิจการคณะสงฆ์มีความสัมพันธ์กับทัศนคติของผู้นําชุมชนและไวยาวัจกรที่มีต่อภาวะผู้นําที่พึงประสงค์ ของพระสังฆาธิการ๔๘ ๒) เธียรชัย เสาสามาและปวีนา กองจันทร์(๒๕๖๓) ได้เสนอบทความวิจัยเรื่อง “การ วิเคราะห์กระบวนการจัดทําบัญชีและการควบคุมภายในด้านบัญชี ของวัดในจังหวัดอุดรธานี ตามคู่มือ ไวยาวัจกร” ผลการวิจัย พบว่า (๑) วัดขนาดเล็ก เจ้าอาวาสเป็นผู้จัดทําบัญชีและไม่มีการควบคุมภายในด้านบัญชี ของวัดตามคู่มือไวยาวัจกร ส่วนวัดขนาดกลางและขนาดใหญ่ ไวยาวัจกรร่วมกับผู้ที่เจ้าอาวาสวัด มอบหมายเป็นผู้จัดทําบัญชีร่วมกัน โดยมีการควบคุมภายในด้านบัญชีของวัดตามคู่มือไวยาวัจกร ป๎ญหาและอุปสรรคในการจัดทําบัญชีของวัดตามคู่มือไวยาวัจกร พบว่า วัดขนาดเล็กไม่สามารถปฏิบัติ ตามคู่มือไวยาวัจกรมากที่สุด ส่วนวัดขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ไม่ได้ทําการออกใบเสร็จรับเงินและ ใบโมทนาบัตรทุกครั้งทุกรายการตามคู่มือไวยาวัจกร ๔๘ พระมหาเอกลักษณ์ เวชกามา, “ภาวะผู้นําที่พึงประสงค์ของพระสังฆาธิการ ตามทัศนคติของผู้นํา ชุมชนและไวยาวัจกร ในเขตกรุงเทพมหานคร”, วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓ (ตุลาคม ๒๕๖๑–มกราคม ๒๕๖๒): ๔๓-๕๗.


๓๑ (๒) จากผลการศึกษาได้เสนอแนะสํานักงานพระพุทธศาสนา ควรแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ เข้ามาช่วยดูแลและแนะนําการจัดทําบัญชีให้กับวัดขนาดเล็ก และเสนอแนะให้มีการปรับปรุงคู่มือ ไวยาวัจกรที่สอดคล้องกับวัดแต่ละขนาด เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดด้านการบริหารจัดการบัญชีวัด๔๙ ๓) สุรพล พรมกุลและคณะ ได้เสนอบทความวิจัยเรื่อง“รูปแบบการจัดการแหล่ง โบราณคดีทางพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม” ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่วิจัยคืออําเภอ เมืองมหาสารคาม อําเภอกันทรวิชัย อําเภอโกสุมพิสัย อําเภอเชียงยืน อําเภอวาปีปทุม จังหวัด มหาสารคาม ผู้ให้ข้อมูลสําคัญในการวิจัยคือ พระสงฆ์ไวยาวัจกร ปราชญ์ชาวบ้าน บุคลากรสํานักงาน วัฒนธรรม และบุคลากรขององค์กรปกครองท้องถิ่น จํานวน ๒๑ รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า ๑) สภาพ การจัดการแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาพบว่าในอดีตแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนา จังหวัดมหาสารคามยังไม่เป็นระบบเพราะประชาชนในชุมชนยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลแหล่ง โบราณคดี แต่ก็ยังมีการสงวนรักษาแหล่งโบราณคดีให้คงอยู่ตามสภาพเดิมมิให้เสียหายส่วนการ จัดการแหล่งโบราณคดีในป๎จจุบัน พบว่า ภาคประชาชน มีพระสงฆ์ ไวยาวัจกร ปราชญ์ชาวบ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านร่วมกับภาครัฐ ได้ร่วมมือกันในการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีให้คงอยู่ในสภาพ เดิม มีการส่งเสริมคนในท้องถิ่นให้เห็นความสําคัญ ให้ศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและมีการ เผยแพร่แหล่งโบราณคดีเช่น แผ่นพับ เวบไซต์ ๒) รูปแบบการจัดการแหล่งโบราณคดีทาง พระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคามคือ รูปแบบร่วมแรงร่วมใจประกอบด้วย ๔ ขั้นตอน คือ ๑) การ สร้างความไว้วางใจ ๒) การสร้างกิจกรรมและการรวมกลุ่ม ๓) การสร้างปฏิสัมพันธ์และ๔) การมีส่วน ร่วม๕๐ ๔) พระใบฎีกาสุชินนะ อนิํฺชิโต ได้เสนอบทความวิชาการเรื่อง“การจัดการเงินและ ทรัพย์สินของวัด” ท่านได้ให้ข้อมูลและความเห็นดังนี้การจัดการเงินและทรัพย์สินของวัดจําเป็นต้องมี การแต่งตั้งบุคคลหรือนิติบุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้กระทําการแทนเจ้าอาวาสในการจัดประโยชน์ ซึ่ง โดยทั่วไปรายได้ของวัดจะมาจากการรับบริจาคโดยตรง อาทิ รายได้จากตู้รับบริจาค การบริหาร จัดการที่ดีของวัดในอุดมคติควรต้องมาจากการยึดหลักคุณธรรมของเหล่าผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะแม้พระภิกษุจะมีพระธรรมวินัยเป็นหลักการประพฤติปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมแล้ว แต่หาก คฤหัสถ์ผู้ได้รับมอบหมายในการดําเนินกิจการแทน ได้แก่ ไวยาวัจกรหรือคณะกรรมการวัดไม่ยึดหลัก คุณธรรมในการบริหารกิจการ ย่อมทําให้เกิดความเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้๕๑ ๔๙ เธียรชัย เสาสามาและปวีนา กองจันทร์, “การวิเคราะห์กระบวนการจัดทําบัญชีและการควบคุม ภายในด้านบัญชี ของวัดในจังหวัดอุดรธานี ตามคู่มือไวยาวัจกร”, Journal of Modern Learning Development, ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓): ๑๕๙-๑๗๘. ๕๐ สุรพล พรมกุลและคณะ, “รูปแบบการจัดการแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาจังหวัด มหาสารคาม”, วารสารปัญญา, ปีที่ ๒๗ ฉบับที่ ๑ (มกราคม–มิถุนายน ๒๕๖๓): ๑๓-๒๗. ๕๑ พระใบฎีกาสุชินนะ อนิํฺชิโต, “การจัดการเงินและทรัพย์สินของวัด”, วารสาร มจร การพัฒนา สังคม, ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๒ (พฤษภาคม–สิงหาคม ๒๕๖๓): ๖๖-๗๗.


๓๒ ๕) ธฤตาภา ปานบ้านเกร็ดและนพดล พันธุ์พานิช ได้เสนอบทความวิจัยเรื่อง“การควบคุม ภายในของวัดในเขตกรุงเทพมหานครตามกรอบแนวคิดของ COSO” ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้น การศึกษาเอกสารและการศึกษาภาคสนาม โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และทําการเก็บ ข้อมูลโดยวิธีสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ผู้ให้ข้อมูลสําคัญประกอบด้วย ๑) เจ้าอาวาส ๒) รองเจ้าอาวาสวัด ๓) ไวยาวัจกร ๔) บุคลากรวัดและชุมชน และ ๕) เจ้าหน้าที่สํานักงานพระพุทธศาสนา ผลการวิจัย พบว่า ระบบควบคุมภายในของวัดในเขตกรุงเทพมหานคร มีความสอดคล้องและคล้ายคลึงกับระบบ การควบคุมภายในตามกรอบแนวคิดของ COSO ทั้ง ๕ องค์ประกอบ คือ ๑) ด้านสภาพแวดล้อมของ การควบคุมใช้หลักพรหมวิหาร๔ ๒) การประเมินความเสี่ยง ใช้หลักสัปปุริสธรรม ๗ ๓) กิจกรรมการ ควบคุม ใช้หลักสังคหวัตถุ๔ ๔) สารสนเทศและการสื่อสาร ใช้หลักปฏิสัมภิทา ๕) การติดตามและ ประเมินผลใช้หลักอิทธิบาท๔ เจ้าอาวาสและบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในการวางระบบการควบคุม ภายในและบริหารความเสี่ยงอย่างเพียงพอ ยึดหลักธรรมะเข้ามาประยุกต์ใช้กับการบริหารงานภายใน วัด เจ้าอาวาสวัดมีแนวทางที่เหมาะสมในการจัดวางระบบควบคุมภายใน มีการใช้สารสนเทศเข้ามาใช้ ในองค์กร มีการติดตามและประเมินผล มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในพระพุทธศาสนา ด้วยการนําแนวคิดทฤษฎีการควบคุมภายในมาบูรณาการกับพุทธธรรม๕๒ ๒.๗.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจการคณะสงฆ์ ๑) กนก แสนประเสริฐและคณะ ได้เสนอรายงานวิจัยสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการ จัดการสําหรับนักบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เรื่อง “การจัดการดูแลทรัพย์สินและ ศาสนาสมบัติของวัด” ผลการวิจัยพบว่า วัดสวนใหญไม่ได้จัดทําบัญชีรายรับ - รายจาย รวมทั้งจัดทําทะเบียน คลังพัสดุ การตรวจสอบ รายงานผลต่อเจ้าคณะปกครองฝายสงฆ์จะมีทําเด่นชัดเฉพาะวัดใหญ่ๆ หรือ พระอารามหลวง ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลและเมืองหลวง ส่วนวัดที่อยูในส่วนภูมิภาคหรือในเขตชนบท มี น้อยมากในการดําเนินการดังกล่าว เจ้าอาวาสส่วนใหญ่ขาดความรู้ความสามารถช่วยเหลือกิจการดูแล ทรัพยสินของวัดและศาสนสมบัติวัด ส่วนใหญ่ความความรู้ ความชํานาญในด้านการจัดทําบัญชีรายรับ - รายจ่าย วัดในเขตชนบทมักจะได้รับอิทธิพลจากกรรมการวัดในพื้นที่ วัดที่มีทรัพยสินรายได้จํานวน มาก มักมีผู้มีอิทธิพลเขาไปแสวงหาผลประโยชน์การจัดสรรผลประโยชนของวัดบางสวนยังไม่ เหมาะสม และไม่ได้ปฏิบัติตามกฏระเบียบของคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคม การบริหารจัดการดูแล ทรัพยสินและศาสนสมบัติของวัด เจ้าคณะปกครองไม่ได้เข้มงวด และขาดการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง พุทธศาสนิกชนไม่สามารถเข้าไปรู้เห็นหรือรับทราบผลการดําเนินการบริหารจัดการดูแลทรัพยสิน และศาสนสมบัติของวัด๕๓ ๕๒ ธฤตาภา ปานบ้านเกร็ดและนพดล พันธุ์พานิช, “การควบคุมภายในของวัดในเขตกรุงเทพมหานคร ตามกรอบแนวคิดของ COSO”, วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ, ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๕ (พฤษภาคม ๒๕๖๔): ๑๗๑-๑๘๕.) ๕๓ กนก แสนประเสริฐและคณะ,“การจัดการดูแลทรัพย์สินและศาสนาสมบัติของวัด”, รายงานวิจัย, (คณะรัฐประศาสนศาสตร์: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๔๕), หน้า ๑-๗.


๓๓ ๒) พระอํานวย หมอกเมฆและคณะ เสนอบทความวิจัยเรื่อง“กลยุทธ์การบริหารวัดใน พระพุทธศาสนาสําหรับเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ในเขตหนเหนือ ภาค ๔” ผลการวิจัยพบว่า สภาพป๎จจุบัน ป๎ญหาการบริหารวัดในพระพุทธศาสนาสําหรับเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ในเขตหนเหนือภาค ๔ พบว่า เจ้าอาวาสวัดส่วนใหญ่เป็นพระอธิการ อายุระหว่าง ๔๖-๕๕ ปี เจ้าอาวาสส่วนใหญ่ใช้หลักการบริหาร แบบผสมผสาน เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ มีป๎ญหาขาดเงินในการก่อสร้างมาก ส่วนใหญ่เป็นเจ้าอาวาสวัดที่ มีการบริหารแบบธรรมาภิบาล ใช้หลักความโปร่งใสดีมาก และเจ้าอาวาสยึดถือความซื่อสัตย์สุจริต การปฏิบัติอยู่ในระดับดีมาก แต่เจ้าอาวาสยังให้ความสําคัญกับหลักบริหารความคุ้มค่าน้อย ส่วน ไวยาวัจกรและกรรมการวัดส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง ๖๑-๗๐ ปี เพศหญิงร้อยละ ๑.๘ ด้านการบริหารทั่วไป ไวยาวัจกรและกรรมการวัด ร่วมทํากิจกรรมวันสําคัญทางพระพุทธศาสนามีการ ปฏิบัติในระดับดีมาก ด้านการประเมินการบริหารในวัดของไวยาวัจกรและกรรมการ การกํากับดูแล การใช้งบประมาณ รายงานผลการเงินของวัด โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ในระดับปานกลาง เมื่อ เปรียบเทียบป๎ญหาตามขนาดของวัดราษฎร์ วัดขนาดเล็กกับวัดพัฒนาตัวอย่าง วัดขนาดกลางกับวัด พัฒนาตัวอย่าง และวัดขนาดใหญ่กับวัดพัฒนาตัวอย่าง ๕๔ ๓) พระครูอาทรยติกิจ (ชื้น ปํฺญากาโม)และคณะ ได้เสนอบทความการวิจัยเรื่อง “ประสิทธิผลการบริหารงานของเจ้าอาวาส ในอําเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี” ผลการวิจัย พบว่า ๑) พระภิกษุ สามเณรและประชาชน มีทัศนะต่อประสิทธิผลการบริหารงานของเจ้าอาวาสใน อําเภอศรีประจันต์จังหวัดสุพรรณบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมากพบว่า ป๎ญหาและแนวทางในการ บริหารงานของ เจ้าอาวาส ได้แก่ ๑) ด้านการบํารุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติวัดในอําเภอศรี ประจันต์จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนใหญ่ไม่มีการจัดทําทะเบียนครุภัณฑ์ป๎ญหาเรื่องความสะอาดภายใน วัด หรือบริเวณรอบนอกของวัด และ บางวัดมีโบราณสถานโบราณวัตถุที่มีสภาพทรุดโทรม ๒) ด้าน การบริหารและการปกครอง ระยะเวลาในการประชุมแต่ละครั้งห่างกันนานเกินไป และบางวัดมีการ รวมศูนย์กลางการปกครองไปที่เจ้าอาวาสเพียงผู้เดียว ทําให้บางครั้งการดูแลอาจไม่ทั่วถึง ๓) ด้าน การศึกษา อบรมและสั่งสอน ผู้ที่จะทําหน้าที่ในการอบรมพระภิกษุและสามเณร มีไม่เพียงพอ และไม่ มีการอบรมครูพระ ทําให้เกิดการขาดแคลนครูพระที่จะทําหน้าที่ในการสอนหนังสือทั้งในแผนกบาลี และแผนกธรรม ๔) ด้านการให้ความสะดวกในการบําเพ็ญกุศลการติดต่อบางครั้งไม่สะดวก การจัดกิจ นิมนต์ไม่ทั่วถึง พิธีกรหรือมัคคทายก บางวัดยังทําหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ประเพณี และสถานที่จอดรถภายในวัดคับแคบ๕๕ ๔) พระประจิรักษ์ มหาปํฺโญ (เมฆหมอก)และคณะ ได้ทําการวิจัยเรื่อง“การจัดทําบัญชี เพื่อการจัดการศาสนสมบัติของวัด ในอําเภอพระนครศรีอยุธยา” ผลการวิจัยพบว่า ๕๔ พระอํานวย หมอกเมฆและคณะ,“กลยุทธ์การบริหารวัดในพระพุทธศาสนาสําหรับเจ้าอาวาสวัด ราษฎร์ในเขตเหนือ ภาค ๔”, สักทอง, ปีที่ ๑๙ ฉบับที่ ๑ (๒๕๕๖): ๗๓-๙๐. ๕๕ พระครูอาทรยติกิจ (ชื้น ปํฺญากาโม)และคณะ, “ประสิทธิผลการบริหารงานของเจ้าอาวาส ใน อําเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี”, วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๖๐): ๔๗๕-๔๘๙.


๓๔ (๑) ระดับความคิดเห็นของพระสงฆ์ต่อการจัดทําบัญชีเพื่อการจัดการศาสนสมบัติของวัด ในอําเภอพระนครศรีอยุธยาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการให้เช่าที่ดินหรืออาคาร ด้านการกัน ที่ดินซึ่งเป็นที่วัดให้เป็นที่จัดประโยชน์ ด้านการได้ทรัพย์สินมาเป็นศาสนสมบัติของวัด ด้านการให้เช่า ที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนาหรือที่วัด ตามลําดับ (๒) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสงฆ์ ต่อการจัดทําบัญชีเพื่อการจัดการศาสน สมบัติของวัด ในอําเภอพระนครศรีอยุธยาจําแนกตามป๎จจัยส่วนบุคคลพบว่าพระสงฆ์ที่มีสถานภาพ จํานวนพรรษา วุฒิการศึกษาสามัญ วุฒิการศึกษาทางธรรม วุฒิการศึกษาทางเปรียญธรรมต่างกัน มี ความคิดเห็นต่อการจัดทําบัญชีเพื่อการจัดการศาสนสมบัติของวัด ในอําเภอพระนครศรีอยุธยา โดย ภาพรวม ไม่แตกต่างกัน ส่วนพระสงฆ์ที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการจัดทําบัญชีเพื่อการ จัดการศาสนสมบัติของวัด ในอําเภอพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้๕๖ ๕) พระมหาดิลกรัศมี วุฒิยาและคณะ ได้เสนอบทความวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการ ทรัพย์สินของพระสังฆาธิการ จังหวัดสุราษฎร์ธานี” ผลการวิจัยพบว่า ป๎ญหาอุปสรรคของการจัดการ ทรัพย์สิน คือ ขาดการวางแผนเรื่องการจัดการทรัพย์สินในระยะยาว ขาดความเชื่อมโยงระหว่าง โครงสร้างแผนงาน นโยบาย และแผนปฏิบัติการ ดังนั้นควรให้คณะกรรมการวัดเข้ามามีส่วนร่วมกับ การบริหารจัดการวัดให้มากขึ้นตั้งแต่การวางแผนตลอดจนแผนปฏิบัติการ และให้ความรู้โดยการ อบรมเชิงปฏิบัติการแก่คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่พิจารณางบประมาณโดยคณะสงฆ์ระดับอําเภอ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งต้องมีการดําเนินการอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น๕๗ ๒.๗.๓ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจการพุทธศาสนา ๑) มนต์ชัย ป๎้นงาม ได้เสนอบทความวิจัยเรื่อง“การจัดการงบประมาณของวัดในจังหวัด อุตรดิตถ์” ผลการวิจัยพบว่าการบริหารงบประมาณของวัด เจ้าอาวาสวัดในจังหวัดอุตรดิตถ์ มีความรู้เข้าใจในขั้นตอนการจัดทํางบประมาณอยู่ในระดับมาก และไวยาวัจกรวัดใน จังหวัดอุตรดิตถ์มีความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนการจัดทํางบประมาณของวัดมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก เจ้าอาวาสที่มีอายุ พรรษา การศึกษา แตกต่างกัน มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ๕๖ พระประจิรักษ์ มหาปํฺโญ (เมฆหมอก)และคณะ, “การจัดทําบัญชีเพื่อการจัดการศาสนสมบัติของ วัด ในอําเภอพระนครศรีอยุธยา”, วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๖๑): ๒๕๖-๒๖๖. ๕๗ พระมหาดิลกรัศมี วุฒิยาและคณะ, “การบริหารจัดการทรัพย์สินของพระสังฆาธิการ จังหวัด สุราษฎร์ธานี”, วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยวิทยาเชิงพุทธ, ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๖ (มิถุนายน ๒๕๖๓): ๑๗-๓๐.


๓๕ งบประมาณของวัดทั้ง ๔ ขั้นตอนได้แก่ การจัดทํางบประมาณ การอนุมัติงบประมาณ การบริหาร งบประมาณ การติดตามและประเมินผล แตกต่างกัน๕๘ ๒) ณดา จันทร์สม ได้เสนอบทความเรื่อง “การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย: ความสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล” ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กฏหมายและระเบียบบังคับเพื่อการ บริหารวัดที่มีอยู่ไม่เพียงพอ การทํารายงานการเงินของวัดไม่เป็นมาตรฐานบัญชีรับรองทั่วไป ไม่มีการ ตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังขาดการรวบรวมข้อมูล อย่างเป็นระบบ๕๙ และถูกอ้างถึงในบทความวิชาการเรื่อง “การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย: ความสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาลทิศทางการบริหารเงินวัด ทรัพย์สินพระศาสนาในช่วงกระแส เปลี่ยนผ่าน” โดยพระสุธีวีรบัณฑิต(โชว์ ทสสนีโย) ดร.และคณะ ดังนี้ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม ให้ข้อมูล จากการวิจัยว่า การทุจริตและป๎ญหาการบริหารจัดการเงิน สะท้อนให้เห็นป๎ญหาเชิงกฎหมายที่ไม่ รัดกุมและมอบอํานาจให้กับเจ้าอาวาสมากเกินไป การแต่งตั้งไวยาวัจกรหรือคณะบุคคล ไม่มีการ ตรวจสอบถ่วงดุล ไวยาวัจกรไม่มีกําหนดคุณสมบัติในเชิงบริหาร ผู้วิจัยได้ให้แนวทางแก้คือ ทําให้ กฎหมายรัดกุมมากขึ้น เพิ่มอํานาจและบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุลเจ้าอาวาส การส่งบัญชี ทรัพย์สินของวัดมาให้สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องมีระบบตรวจสอบและเปิดเผยรายงาน ทรัพย์สินดังกล่าวด้วย๖๐ ๓) ป๎ณณธร เธียรชัยพฤกษ์และคณะ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “รูปแบบการจัดการเพื่อความ มั่นคงของพระพุทธศาสนาในระดับจังหวัด” สรุปได้ดังนี้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยกําหนดวิธีการวิจัย ดังนี้ คือการศึกษาในเชิงเอกสาร (Documentary Study)และ การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก(in-dept interview) และการสนทนากลุ่ม (focus group discussion) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารจัดการพระพุทธศาสนาในระดับจังหวัด ๖ ด้าน คือ การปกครอง การศาสนศึกษา การเผย แผ่พระพุทธศาสนา การศึกษาสงเคราะห์การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์๖๑ ๕๘ มนต์ชัย ป๎้นงาม, “การจัดการงบประมาณของวัดในจังหวัดอุตรดิตถ์”, วารสารบัณฑิตวิจัย, ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๔๗): ๑๓-๒๔. ๕๙ ณดา จันทร์สม, “การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย: ความสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล”, วารสารพัฒนบริหารศาสตร์, ปีที่ ๕๔ ฉบับที่ ๑ (เมษายน ๒๕๕๗): ๑๐๗. ๖๐ พระสุธีวีรบัณฑิต(โชว์ ทสสนีโย) ดร.และคณะ, “การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย:ความ สอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาลทิศทางการบริหารเงินวัด ทรัพย์สินพระศาสนาในช่วงกระแสเปลี่ยนผ่าน”, วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๖๑): ๗๘๙. ๖๑ ป๎ณณธร เธียรชัยพฤกษ์และคณะ, “รูปแบบการจัดการเพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาใน ระดับจังหวัด”, รายงานการวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑), หน้า ๔-๕.


Click to View FlipBook Version