๓๔ (Understanding) เป็นมิติด้านความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) โดยเป็นมิติการรับรู้คุณภาพการ ให้บริการ ๕ มิติ๓๓ เรียก ตัวย่อว่า R.A.T.E.R. ได้แก่๓๔ ๑. ความน่าเชื่อถือ (Reliability) คือ ความสามารถในการให้บริการได้ตามสัญญาไว้โดยมี ทั้ง ความน่าเชื่อถือและถูกต้องแม่นยำ ๒. ความมั่นใจ (Assurance) คือ ความรู้และความสุภาพอ่อนน้อมของพนักงาน ตลอดจน ความสามารถของพนักงานในการท าให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อมั่นและไว้ว่างใจ ๓. สิ่งที่สัมผัสได้ (Tangibles) คือ รูปลักษณ์ทางกายภาพ และแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่อำนวย ความสะดวก อุปกรณ์ต่าง ๆ และบุคลากร ๔. ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) คือ ความห่วงใย และความสนใจเอาใจใส่ลูกค้า รวมทั้งมีความเข้าใจลูกค้า ๕. การตอบสนอง (Responsiveness) คือ ความเต็มใจที่จะช่วยเหลือ และให้บริการได้ อย่างทันท่วงที จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการของนักวิชาการหลาย ๆ ท่าน ผู้วิจัย สามารถนามาสรุปได้ว่า ปัจจุบันทั้งในองค์กรภาครัฐและเอกชนต่างมุ่งเน้นคุณภาพการให้บริการเป็น สิ่งที่จำเป็น ดังนั้น การให้บริการจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อผู้ให้บริการคำนึงถึงว่าทำอย่างไร ให้บริการแบบไหนจึงเกิดประสิทธิภาพ มีคุณภาพในการให้บริการ เพื่อสนองความต้องการและ ประโยชน์มากที่สุด ก่อให้เกิดความพึงพอใจและความเชื่อมั่นแก่ผู้มารับบริการ และกลับมาใช้บริการ ในครั้งต่อต่อๆ ไปอีก “การบริการคือ การรับใช้และให้ความสะดวกต่างๆ และให้ความหมายของการบริการ ประชาชน โดย หน่วยงานของรัฐไว้ว่า “การบริการประชาชนโดยหน่วยงานของรัฐเป็นการอำนวย ความสะดวกที่หน่วยงานของรัฐจัดให้ประชาชนทั้งที่หน่วยงานอาจจะกำหนดให้ประชาชนไปรับ บริการที่หน่วยงานของรัฐหรืออาจส่งเจ้าหน้าที่ออกไปให้บริการในจุดที่สะดวกสำหรับประชาชนก็ได้” นอกจากนั้นยังได้กล่าวถึงลักษณะของการบริการไว้ดังนี้ ๑. มีผู้ให้บริการและรับบริการในที่นี้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ ข้าราชการและลูกจ้าง ซึ่งได้รับเงินเดือนประจำโดยมิได้มีค่าตอบแทนพิเศษจากการให้บริการและขณะเดียวกัน ผู้รับบริการ หมายถึงประชาชนทั่วไป ๓๓ อเนก สุวรรณบัณฑิต และภาสกร อดุลพัฒนกิจ, จิตวิทยาบริการ, (กรุงเทพมหานคร : เพรส แอนด์ ดีไซน์, ๒๕๔๘), หน้า ๒๖๓. ๓๔ จอร์จ เคว๊ก, บริการด้วยใจที่ไม่ธรรมดา Service Unusual, แปลโดย สมวงศ์ พงศ์สถาพร, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี, ๒๕๔๘), หน้า ๘๓-๘๔.
๓๕ ๒. เป็นเรื่องที่รัฐกำหนดและมีลักษณะผูกขาด บริการใดที่ประชาชนจะได้รับนั้นเป็นเรื่อง ที่รัฐกำหนดการบริการประชาชนจึงมีลักษณะผูกขาด กล่าวคือ เฉพาะหน่วยงานรัฐเป็นผู้กำหนด รายละเอียดและเป็นผู้ให้บริการตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ ขั้นตอน เงื่อนไขหรือราละเอียดที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ประชาชนจะต้องไปรับบริการ ณ จุดที่หน่วยงานของรัฐกำหนดไว้ ๓. มีการกำหนดระยะเวลาและบทลงโทษ ผู้ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขบริการของรัฐที่ กำหนด เช่น ปรับ เพิกถอนใบอนุญาต หรืออาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นต้น ๔. มีกฎระเบียบรองรับการบริการของรัฐ เช่นเดียวกับการดำเนินการอื่นๆ คือเป็นไปตาม บทบัญญัติของกฎหมาย หรืออาจจะเป็นไปตามพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบหรือคำสั่ง รวมทั้งมีการกำหนดขั้นตอนและเงื่อนไขต่างๆ ไว้ค่อนข้างรัดกุมจนเป็นกรอบ กำหนดการบริการ ซึ่งขณะเดียวกันก็เป็นข้อจำกัดของการบริการด้วยเช่นกัน๓๕ จากคุณภาพการให้บริการของนักวิชาการต่างๆ ซึ่งผู้วิจัยได้สังเคราะห์และประมวลผล คุณภาพของการให้บริการดังกล่าว โดยสามารถสรุปได้ตาม ตารางที่ ๒.๕ ดังต่อไปนี้ ตางรางที่ ๒.๕ สรุปคุณภาพการให้บริการ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก พิสิทธิ์ พิพัฒน์โภคากุล Parasuraman, A., Zeithaml, V.A. and Berry, L.L. การให้บริการอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เป็นการให้บริการที่ดี ที่สุดแก่ลูกค้าแต่เป็นการให้บริการที่ตรงกับความ ต้องการของลูกค้า กลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ลูกค้า กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการบริการไป แล้วเกิดความพึง พอใจมากที่สุด เกณฑ์การรับรู้คุณภาพของการบริการได้เป็น ๑๐ มิติ คือ ๑. ความเชื่อถือ (Reliability) ๒. การตอบสนอง (Responsiveness) ๓. ความสามารถ (Competence) ๔. การเข้าถึงบริการ (Accessibility) ๕. อัธยาศัยไมตรี(Courtesy) ๖. การสื่อสาร (Communication) ๓๕ อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว และคณะ , คู่มือการปฏิบัติงานจราจรกองบังคับการตำรวจจราจร กองบัญชาการตำรวจนครบาล, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมตำรวจ ๒๕๔๒) หน้า ๔๘.
๓๖ ตางรางที่ ๒.๕ สรุปคุณภาพการให้บริการ (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก อเนก สุวรรณบัณฑิต และภาสกร อดุลพัฒนกิจ จอร์จ เคว๊ก อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว และคณะ ๖. การสื่อสาร (Communication) ๗. ความซื่อสัตย์(Credibility) ๘.ความมั่นคง (Security) ๙. ความเข้าใจ (Understanding) ๑๐. สิ่งที่สัมผัสได้ (Tangibles) รวมมิติที่ใกล้เคียงกันให้เป็นมิติเดียวกัน ได้แก่ มิติด้าน ความสามารถ (Competence) มิติด้านมีอัธยาศัยไมตรี (Courtesy) มิติด้านความมั่นคง (Security) รวมเป็นมิติ ใหม่ชื่อ ว่า มิติด้านการให้ความมั่นใจ (Assurance) และ รวมมิติด้านการ เข้าถึงบริการ (Accessibility) มิติด้าน การสื่อสาร (Communication) และมิติด้านความเข้าใจ (Understanding) เป็นมิติด้านความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) มิติการรับรู้คุณภาพการให้บริการ ๕ มิติ เรียกตัวย่อว่า R.A.T.E.R. ได้แก่ ๑. ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ๒. ความมั่นใจ (Assurance) ๓. สิ่งที่สัมผัสได้ (Tangibles) ๔. ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ๕. การตอบสนอง (Responsiveness) การบริการคือ การรับใช้และให้ความสะดวกต่างๆ ได้แก่ ๑. มีผู้ให้บริการและรับบริการในที่นี้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ๒. เป็นเรื่องที่รัฐกำหนดและมีลักษณะผูกขาด ๓. มีการกำหนดระยะเวลาและบทลงโทษ ๔. มีกฎระเบียบรองรับการบริการของรัฐ
๓๗ ๒.๒ แนวคิดเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ๒.๒.๑ ความหมายของการปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานที่สำคัญของรัฐบาลในการปกครอง และการ ให้บริการประชาชน ซึ่งนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้คล้ายคลึงกัน นักวิชาการตะวันตก๓๖ ให้ ความหมายของการปกครองท้องถิ่นว่า “เป็นองค์การที่มีอาณาเขตแน่นอน มีประชากรตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ มีอำนาจการปกครองตนเอง มีการบริหารการคลังของตนเอง และมีสภาท้องถิ่นที่สมาชิก มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน” สอดคล้องกับนักคิดอีกหลายท่าน ได้ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับการ ปกครองท้องถิ่นไว้ว่า เป็นหน่วยการปกครองที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชน ในเขตพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดโดยเฉพาะ โดยได้มีการเลือกตั้งโดยอิสระเพื่อเลือกผู้ที่มีหน้าที่บริหารการ ปกครองท้องถิ่น มีอำนาจอิสระพร้อมความรับผิดชอบ โดยปราศจากการควบคุมของหน่วยการบริหาร ราชการส่วนกลางหรือภูมิภาค แต่ทั้งนี้หน่วยการปกครองท้องถิ่นยังต้องอยู่ภายใต้บทบังคับว่าด้วย อำนาจสูงสุดของประเทศ ไม่ได้กลายเป็นรัฐอิสระใหม่แต่อย่างใด ซึ่งมีนักวิชาการในประเทศไทยได้ให้ ความหมายการปกครองท้องถิ่นไว้ในลักษณะที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน อาทิเช่นการปกครองที่มีอาณา เขตที่แน่นอน มีอำนาจการปกครองตนเอง มีการบริหารการคลัง มีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง การ ปกครองท้องถิ่น หมายถึง หน่วยการปกครองที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการให้บริการประชาชนใน เขตพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด โดยเฉพาะและหน่วยการปกครองดังกล่าวนี้จัดตั้งและอยู่ในความดูแลของ รัฐบาลกลาง๓๗ การปกครองที่รัฐบาลกลางให้อำนาจหรือกระจายอำนาจไปให้หน่วยงานการปกครอง ท้องถิ่นที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีอำนาจในการปกครองร่วมกันทั้งหมดหรือบางส่วน ใน การบริหารท้องถิ่นตามหลักการที่ว่าถ้าอำนาจการปกครองมาอยู่ที่ประชาชนในท้องถิ่นแล้ว รัฐบาล ท้องถิ่นก็ย่อมเป็นรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชนเพื่อประชาชน ดังนั้นการบริหารการปกครอง ท้องถิ่นจำเป็นต้องมีองค์กรของตนเองอันเกิดจากการกระจายอำนาจของรัฐบาลกลาง โดยให้องค์กรอัน มิได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลกลางมีอำนาจในการตัดสินใจและการบริหารงานภายในท้องถิ่นในเขต ๓๖ ปธาน สุวรรณมงคล, การปกครองท้องถิ่นไทยในบริบทของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐, (นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๗), หน้า ๑–๒. ๓๗ John J. Clarke, Outline of Local Government of The United Kingdom, (London: SirIssac Pitman and SonLtd, 1957), p. 87.
๓๘ อำนาจของตน การปกครองท้องถิ่น ๓๘ การปกครองซึ่งหน่วยการปกครองท้องถิ่นได้มีการเลือกตั้งโดย อิสระ เพื่อเลือกผู้ที่มีหน้าที่บริหารการปกครองท้องถิ่นมีอำานาจอิสระพร้อมความรับผิดชอบซึ่งตน สามารถที่จะใช้ได้โดยปราศจากการควบคุมของหน่วยการบริหารราชการส่วนกลางหรือภูมิภาค แต่ทั้งนี้ หน่วยการปกครองท้องถิ่นยังต้องอยู่ภายใต้บทบังคับว่าด้วยอำนาจสูงสุดของประเทศ ไม่ได้กลายเป็นรัฐ อิสระใหม่แต่อย่างใด๓๙ สารานุกรมศัพท์สังคมวิทยามานุษยวิทยา การปกครองท้องถิ่น หมายถึง การ ปกครองที่รัฐบาลมอบอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งจัดการปกครอง และดำเนินกิจการ บางอย่าง เพื่อบำบัด ความต้องการของตนเอง การบริหารงานของท้องถิ่นมีการจัดการเป็นองค์การมี เจ้าหน้าที่ซึ่งประชาชนเลือกตั้งขึ้นมาเองทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งนี้มีความเป็นอิสระในการบริหารงาน แต่รัฐบาลต้องควบคุมด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม๔๐ สำนักบริหารราชการส่วนท้องถิ่นให้ความการปกครองหมายถึง การปกครองใน รูปลักษณะการกระจายอำนาจบางอย่าง ซึ่งรัฐได้มอบหมายให้ท้องถิ่นทำกันเองเพื่อให้ประชาชนใน ท้องถิ่น มีโอกาสปกครองและบริหารท้องถิ่นด้วยตนเองเพื่อสนองความต้องการส่วนรวมของ ประชาชนในท้องถิ่นนั้น ให้งานดำเนินไปอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลตรงกับ ความประสงค์ของประชาชนโดยให้เหตุที่ว่าประชาชนในแต่ละท้องถิ่นย่อมจะทราบความต้องการของ ท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ดีกว่าบุคคลอื่นและย่อมมีความผูกพันต่อท้องถิ่นนั้น โดยมีงบประมาณของตนเองและ มีอิสระในการบริหารงานพอสมควร ๔๑ ความหมายของการปกครองท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่น เป็น ผลที่เกิดจากความจำเป็นของรัฐบาลในการกระจายอำนาจการปกครองบางส่วน โดยให้ท้องถิ่น ดำเนินการบางอย่างได้ด้วยตนเอง เพื่อประโยชน์ของท้องถิ่นเอง การปกครองท้องถิ่นจึงมิใช่การ ปกครองโดยอิสระอย่างสิ้นเชิงหรือมิใช่การปกครองที่เกิดจากลัทธิของชุมชนท้องถิ่น แต่เป็นผลที่เกิด ๓๘ Haris G. Montagu, Comparative Local Government, (Grat Britain: William Brendon and Son, Ltd. 1984), p. 744. ๓๙ Daniel Wit, A Comparative Survey of Local Government and Administration, (Bangkok: Kurusapha Press, 1967), p. 15. ๔๐ อุทัย หิรัญโต, สารานุกรมศัพท์สังคมวิทยามนุษวิทยา, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์โอเดียนส โตร์, ๒๕๒๓), หน้า ๓๒. ๔๑ สำนักงานบริหารราชการส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง, คู่มือปฏิบัติงานการจัดทาแผนพัฒนา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลและ เมืองพัทยา, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดนกรมการ ปกครอง,๒๕๓๔), หน้า ๕๒.
๓๙ จากรัฐเป็นผู้ให้การปกครองท้องถิ่น จากคำจำกัดความหรือความหมายของคำว่า การปกครองท้องถิ่น ข้างต้น องค์การปกครองท้องถิ่นถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดการบริหารสาธารณะแก่ ประชาชนที่มาจากหลักการกระจายอำนาจภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งการที่ท้องถิ่นสามารถ ปกครองตนเองได้นั้นต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย ๕ ประการ๔๒ คือ ๑. มีการกำหนดพื้นที่หรือชุมชนที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบให้ชัดเจน ๒. มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่มาจากประชาชน โดยมีอำนาจในการตัดสินใจและ บริหารในเขตความรับผิดชอบ ๓. การมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่ง ถือว่าเป็นหัวใจของการปกครองตนเองของการ ปกครองท้องถิ่น ๔. มีการโอนอำนาจหน้าที่หลากหลายและยืดหยุ่น เพื่อให้หน่วยการปกครองท้องถิ่น สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ๕. มีความอิสระในการบริหารโดยมีฐานะทางกฎหมายมีอำนาจในการหารายได้ การ จัดทำงบประมาณรายจ่าย มีแหล่งรายได้ และบุคลากร การปกครองท้องถิ่น หมายถึง หน่วยการปกครองซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินกิจการอัน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับท้องถิ่นนั้น โดยเฉพาะมักมีวัตถุประสงค์ไปในทางที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มี ส่วนปกครองตนเองสามารถมีองค์การในทางปกครองที่จะช่วยสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่น ตลอดจน การบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนในเขตการปกครองนั้น ๆ ส่วนมากการปกครองท้องถิ่นมักจะ เป็นนิติบุคคล อาจประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ที่ราษฎรเลือกตั้งเข้ามา เพื่อปฏิบัติตามกำหนดระยะเวลา โดยมีงบประมาณของตนเอง ๔๓ การปกครองที่รัฐบาลกลางหรือส่วนกลางได้กระจายอำนาจไปให้หน่วย การปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสิทธิตามกฎหมาย มีพื้นที่ และประชากรเป็นของตนเอง ประการสำคัญองค์กรดังกล่าวจะต้องมีอำนาจอิสระ (Autonomy) ในการปฏิบัติอย่างเหมาะสม การ มอบอำนาจจากส่วนกลางมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง ตนเองตามเจตนารมณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมในการ เสนอปัญหา ตัดสินใจ การตรวจสอบการทำงานและร่วมรับบริการสาธารณะต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ๔๒ อรทัย ก๊กผล, ลักษณะการปกครองท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๔), หน้า ๑๘๗. ๔๓ จรูญ สุภาพ, สารานุกรมรัฐศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๓. (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๓๑), หน้า ๙.
๔๐ แม้ว่าการปกครองท้องถิ่นจะมีอิสระในการดำเนินงาน แต่ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล กลาง๔๔ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในขอบเขตอำนาจหน้าที่และพื้นที่ของตนที่กำหนดไว้ตาม กฎหมาย โดยมีความเป็นอิสระตามสมควร ไม่ต้องอยู่ในบังคับบัญชาของราชการส่วนกลาง ราชการ ส่วนกลางเป็นเพียงหน่วยคอยกำกับดูแลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินกิจการไปด้วยความ เรียบร้อย หรืออีกนัยหนึ่ง การปกครองส่วนท้องถิ่น คือ การกระจายอำนาจของราชการส่วนกลาง เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นอิสระต่างหาก จากการปกครองของราชการส่วนกลาง ที่ให้อำนาจแก่ประชาชนในท้องถิ่นได้ปกครองตนเอง๔๕ องค์กรที่ทำหน้าที่บริหารงานในแต่ละท้องถิ่น มีผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่นเป็น ผู้รับผิดชอบต่อการบริหารอย่างอิสระในเขตพื้นที่ที่กำหนดมีอำนาจในการบริหารการเงินและการคลัง และกำหนดนโยบายของตนเองรวมทั้งหน้าที่ดำเนินกิจกรรมภายในกรอบที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อ ประโยชน์ของรัฐและของประชาชนในท้องถิ่น โดยองค์กรดังกล่าวในกรณีประเทศไทยได้แก่ องค์การ บริหารส่วนจังหวัด, เทศบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล, พัทยา และกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ๔๖ ดังนั้น การปกครองท้องถิ่น หมายถึง การที่องค์กรหนึ่งมีพื้นที่อาณาเขตของตนเองมี ประชากรและมีรายได้ตามที่หลักเกณฑ์กำหนดโดยมีอำนาจและมีอิสระในการปกครองตนเอง มีการ บริหารการคลังของตน รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ให้บริการในด้านต่าง ๆ แก่ประชาชน ซึ่งประชาชนใน พื้นที่ดังกล่าวจะมีส่วนร่วมในการบริหารและปกครองตนเอง อาทิการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไข ปัญหาในชุมชน หรือการมีส่วนร่วมในการบริหารและปกครองตนเอง โดยผ่านตัวแทนที่มาจากการ เลือกตั้ง เช่น การมีสภาท้องถิ่น เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากความหมายหลายประการข้างต้นสามารถ ประมวลบทสรุปความหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้ ๑) เป็นการปกครองรูปแบบหนึ่งในระดับท้องถิ่น โดยรัฐกระจายอำนาจและหน้าที่ให้ ท้องถิ่นบางประการให้ท้องถิ่นรับผิดชอบ และอีกมิติหนึ่งการปกครองท้องถิ่นเป็นผลผลิตมาจากการ ปกครองมาแต่โบราณที่ชุมชนมีการปกครองตนเองอยู่แล้ว ๔๔ วุฒิสาร ตันไชย, การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น: ความก้าวหน้าหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์คลังวิชา, ๒๕๔๗), หน้า ๑. ๔๕ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย.หมวดแนวคิดพื้นฐาน: รัฐกับการ ปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ธรรมดาเพลส, ๒๕๔๗), หน้า, ๒๒. ๔๖ โกวิทย์ พวงงาม และ อลงกรณ์ อรรคแสง, คู่มือ มิติใหม่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการ เลือกตั้งโดยตรงของประชาชน, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เสมาธรรม, ๒๕๔๗), หน้า ๗.
๔๑ ๒) ได้รับการยอมรับเป็นองค์กรที่มีสิทธิตามกฎหมายและมีอิสระในการปกครองตนเองแต่ ไม่ได้หมายความว่าองค์กรดังกล่าวมีสถานะเป็นรัฐใหม่แต่อย่างใด เนื่องจากยังมีหน่วยการปกครอง ส่วนกลางเป็นผู้คอยกำกับดูแลเพื่อให้องค์กรปกครองท้องถิ่นดำเนินกิจการด้วยความเรียบร้อย ๓) เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น โดย ประชาชนเป็นผู้เลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๔) เป็นองค์กรที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย งบประมาณ เพื่อบริหารกิจการตาม อำนาจหน้าที่ของหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง สรุปได้ว่า การปกครองท้องถิ่น หมายถึง การปกครองที่รัฐบาลกลางมอบอำนาจให้ ประชาชนดำเนินการปกครองตนเองโดยมีหน่วยการปกครองท้องถิ่นทำหน้าที่เกี่ยวกับพัฒนา และ ให้บริการประชาชนในเขตพื้นที่องค์กรหน่วยการปกครองท้องถิ่นดังกล่าวนี้มีอำนาจในการกำหนดใน ท้องถิ่นของตนเท่านั้นและหน่วยการปกครองท้องถิ่นนี้ต้องอยู่ในความดูแลของรัฐบาลกลาง ตารางที่ ๒.๖ สรุปความหมายของการปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก ปธาน สุวรรณมงคล องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานที่สำคัญของรัฐบาล ในการปกครอง และการให้บริการประชาชน John J. Clarke เป็นหน่วยการปกครองที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องกับการ ให้บริการประชาชนในเขตพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดโดยเฉพาะ โดยได้มีการ เลือกตั้งโดยอิสระเพื่อเลือกผู้ที่มีหน้าที่บริหารการปกครองท้องถิ่น มีอำนาจอิสระพร้อมความรับผิดชอบ โดยปราศจากการควบคุม ของหน่วยการบริหารราชการส่วนกลางหรือภูมิภาค Haris G. Montagu การปกครองที่รัฐบาลกลางให้อำนาจหรือกระจายอำนาจไปให้ หน่วยงานการปกครองท้องถิ่นที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่น ได้มีอำนาจในการปกครองร่วมกันทั้งหมดหรือบางส่วน Daniel Wit การปกครองซึ่งหน่วยการปกครองท้องถิ่นได้มีการเลือกตั้งโดย อิสระ เพื่อเลือกผู้ที่มีหน้าที่บริหารการปกครองท้องถิ่นมีอำนาจ อิสระพร้อมความรับผิดชอบ
๔๒ ตารางที่ ๒.๖ สรุปความหมายของการปกครองส่วนท้องถิ่น (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก อุทัย หิรัญโต การปกครองที่รัฐบาลมอบอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นใดท้องถิ่น หนึ่งจัดการปกครอง และดำเนินกิจการบางอย่าง เพื่อบำบัด ความ ต้องการของตนเอง สำนักงานบริหารราชการส่วน ท้องถิ่น กรมการปกครอง การปกครองในรูปลักษณะการกระจายอำนาจบางอย่าง ซึ่งรัฐได้ มอบหมายให้ท้องถิ่นทำกันเองเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่น มีโอกาส ปกครองและบริหารท้องถิ่นด้วยตนเองเพื่อสนองความต้องการ ส่วนรวมของประชาชนในท้องถิ่นนั้น อรทัย ก๊กผล รูปแบบหนึ่งของการจัดการบริหารสาธารณะแก่ประชาชนที่มาจาก หลักการกระจายอำนาจภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จรูญ สุภาพ หน่วยการปกครองซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินกิจการอันเป็น เรื่องที่เกี่ยวกับท้องถิ่นนั้น โดยเฉพาะมักมีวัตถุประสงค์ไปในทางที่ จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนปกครองตนเอง วุฒิสาร ตันไชย การปกครองที่รัฐบาลกลางหรือส่วนกลางได้กระจายอำนาจไปให้ หน่วยการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสิทธิตามกฎหมาย มี พื้นที่ และประชากรเป็นของตนเองประการสำคัญองค์กรดังกล่าว จะต้องมีอำนาจอิสระ (Autonomy) ในการปฏิบัติอย่างเหมาะสม นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในขอบเขตอำนาจหน้าที่และพื้นที่ของ ตนที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย โดยมีความเป็นอิสระตามสมควร ไม่ ต้องอยู่ในบังคับบัญชาของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนกลาง เป็นเพียงหน่วยคอยกำกับดูแลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินกิจการไปด้วยความเรียบร้อย โกวิทย์ พวงงาม และ อลงกรณ์ อรรคแสง องค์กรที่ทำหน้าที่บริหารงานในแต่ละท้องถิ่น มีผู้แทนที่ได้รับ เลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบต่อการบริหาร อย่างอิสระในเขตพื้นที่ที่กำหนดมีอำนาจในการบริหารการเงินและ การคลังและกำหนดนโยบายของตนเอง
๔๓ ๒.๒.๒ แนวคิดการปกครองท้องถิ่น การปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบของการปกครองตนเอง เป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์กัน อย่างมากกับแนวความคิดและทฤษฎีในการกระจายอำนาจ ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมาย ไว้ดังนี้ การปกครองท้องถิ่น คือ ระบบการปกครองที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระจายอำนาจ ทางการปกครองของรัฐ และโดยนัยนี้จะเกิดมีองค์กรทำหน้าที่ปกครองท้องถิ่นโดยคนในท้องถิ่นนั้น ๆ องค์กรนี้ถูกจัดตั้งและควบคุมโดยรัฐบาล แต่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและควบคุมให้มีการ ปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายของตนเองได้๔๗ การปกครองที่รัฐบาลมอบอำนาจให้หน่วยการปกครอง ระดับรองของรัฐหรือกระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งจัดการปกครองและ ดำเนินการบางอย่าง เพื่อประโยชน์ของรัฐและผลประโยชน์ท้องถิ่นโดยตรง การบริหารงานท้องถิ่นจะ มีองค์การปกครองที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ ซึ่งประชาชนเลือกตั้งมาทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งนี้มีความ อิสระในการบริหารงานแต่รัฐบาลต้องควบคุมโดยวิธีการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม๔๘ การปกครอง ท้องถิ่น หมายถึง องค์การที่มีอาณาเขตแน่นอน มีจำนวนประชากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดมีอำนาจ ปกครองตนเอง มีการบริหารการคลังของตนเองและมีสภาท้องถิ่นที่สมาชิกสภามาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน๔๙ อาจกล่าวได้ว่าการปกครองท้องถิ่น หมายถึง “การปกครองที่รัฐบาลกลางให้อำนาจ หรือกระจายอำนาจไปให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้นได้มี อำนาจในการปกครองร่วมรับผิดชอบทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนในการบริหารงานท้องถิ่นตาม แนวความคิดที่ว่าถ้าอำนาจการปกครองมาจากประชาชนในท้องถิ่นแล้วรัฐบาลของท้องถิ่นก็ย่อมจะ เป็น “รัฐบาลของประชาชน” โดยประชาชนและเพื่อประชาชน”๕๐ การปกครองในรูปลักษณะกระจายอำนาจบางอย่าง ซึ่งรัฐได้มอบหมายให้ท้องถิ่นทำ กันเองเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีโอกาสปกครองและบริหารงานท้องถิ่นด้วยตนเอง เพื่อสนองความ ต้องการส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นนั้นให้งานดำเนินไปอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพและมี ๔๗ ประทาน คงฤทธิศึกษากร, การปกครองท้องถิ่น, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พีระพัฒนา, ๒๕๒๖), หน้า ๘. ๔๘ อุทัย หิรัญโต, การปกครองท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๓), หน้า ๔. ๔๙ สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยรามคำแหง, “ผลการประเมินความพร้อมขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจและกำกับดูแลตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”, รายงานการวิจัย, (สถาบันวิจัยและพัฒนา: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๗), หน้า ๓ - ๙. ๕๐ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพมหานคร: สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๙), หน้า ๒๑.
๔๔ ประสิทธิผลตรงกับความประสงค์ของประชาชนโดยเหตุที่ว่าประชาชนในท้องถิ่นย่อมทราบความ ต้องการของท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ดีกว่าบุคคลอื่นและย่อมมีความผูกพันต่อท้องถิ่นนั้น โดยมีงบประมาณ ของตนเอง และมีอิสระในการบริหารงานพอสมควร๕๑ การปกครองที่รัฐบาลกลางมอบอำนาจให้หรือ กระจายอำนาจไปให้หน่วยการปกครองที่เกิดขึ้นจากหลักการกระจายอำนาจได้มีอำนาจในการ ปกครองร่วมรับผิดชอบทั้งหมด หรือแต่เพียงบางส่วนในการบริหารภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่และ อาณาเขตของตนที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย๕๒ การปกครองรวมถึงแนวคิดยุทธศาสตร์การบริหาร การ พัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุคโลกาภิวัตน์ ว่าเป็นองค์กรประชาธิปไตยที่สำคัญมากที่สุดใน ระดับรากหญ้า มีบทบาทที่สำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน เป็นองค์กรที่ใกล้ชิด กับประชาชนในชุมชนอย่างแท้จริง สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยตรง รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ การ กระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันนี้๕๓ ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศพัฒนามากไป เช่นเดียวกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่ผลักดัน เศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้า ระบบการเมืองการปกครองกลับประสบปัญหาอย่างหนัก ระบบราชการ ซึ่งเป็นกลไกของรัฐ มีหน้าที่ปฏิบัติงานเพื่อภารกิจของรัฐ แต่กลับหาผลประโยชน์กับประชาชน ส่วน การปกครองท้องถิ่นซึ่งดูแลส่งเสริมท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีอำนาจเท่าที่ควรและถูกระบบ การเมืองกับระบบราชการครอบงำ ๕๔ การเมืองการปกครองท้องถิ่นถือว่าเป็นระบบเปิด ไม่ใช่ระบบปิด เป็นระบบที่พัวพันกับการเมืองระดับชาติ มิอาจแยกมันออกจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้คนไทย ส่วนใหญ่ต้องการการปกครองท้องถิ่นมากขึ้น แต่เมื่อไม่มีการปกครองท้องถิ่นที่มีอำนาจหรือบทบาท เพียงพอ พวกเขาจึงเอาการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไประดมทรัพยากรท้องถิ่นมากขึ้น ใน ประเทศไทยแม้การปกครองท้องถิ่นแท้หรือการปกครองโดยท้องถิ่นจะไม่สำคัญ แต่การปกครองที่ ท้องถิ่นหรือการปกครองให้ท้องถิ่นนับวันจะเป็นที่สนใจของประชาชนขึ้นทุกปี๕๕ ๕๑ วิญญู อังคณารักษ์, แนวความคิดในการกระจายอำนาจปกครองท้องถิ่น, เอกสารประกอบการ บรรยาย, ๒๕๔๙), หน้า ๔. ๕๒ ชูศักดิ์ เที่ยงตรง, การบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๘), หน้า ๑๓. ๕๓ พิเชษฐ์ วงศ์เกียรติ์ขจร, แนวคิด ยุทธศาสตร์ การบริหาร การพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในยุคโลกาภิวัตน์, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ปัญญาชน, ๒๕๕๒), หน้า ก. ๕๔ ธเนศวร์ เจริญเมือง, ๑๐๐ ปีการปกครองท้องถิ่นไทย ๒๔๔๐–๒๕๔๐, (กรุงเทพมหานคร: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, ๒๕๔๒), หน้า ๓๔๗. ๕๕ อเนก เหล่าธรรมทัศน์, เหตุอยู่ที่ท้องถิ่น, (กรุงเทพมหานคร: บพิธการพิมพ์, ๒๕๔๓), หน้า ๓-๔.
๔๕ การปกครองส่วนหนึ่งของประเทศ ซึ่งมีอำนาจอิสระ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร อำนาจอิสระในการปฏิบัติหน้าที่จะต้องไม่มากจนมีผลกระทบกระเทือนต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐ เพราะองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมิใช่ชุมชนที่มีอำนาจอธิปไตย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ ตามกฎหมาย และมีองค์การที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การปกครองส่วน ท้องถิ่นนั่นเอง การปกครองตนเองของท้องถิ่น หมายถึง องค์การที่มีอาณาเขตแน่นอน มีประชากร ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มีอำนาจปกครองตนเอง มีการบริหารงานคลังของตนเอง และมีสภาของ ท้องถิ่นที่สมาชิกได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนการปกครองที่รัฐบาลกลางให้อำนาจ หรือกระจาย อำนาจไปให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีอำนาจในการ ปกครองร่วมกันรับผิดชอบทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนในการบริหารท้องถิ่น เนื่องจากการปกครองท้องถิ่นในรูปของการปกครองตนเอง เป็นการปกครองที่ให้ ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น และการมีอำนาจอิสระในการปกครองตนเอง ภายใต้กฎหมายของรัฐหรือประเทศนั้น ๆ ดังนั้น ลักษณะของการปกครองท้องถิ่นที่สำคัญ มีดังนี้๕๖ ๑) มีสถานะตามกฎหมายหน่วยการปกครองท้องถิ่นจะต้องมีการจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย ๒) มีพื้นที่และระดับ หน่วยการปกครองท้องถิ่นจะต้องมีพื้นที่การปกครองที่แน่นอนและ ชัดเจน และควรจะต้องมีการแบ่งระดับการปกครองท้องถิ่นว่ามีกี่ระดับ เช่น ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เป็นต้น เกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดพื้นที่และระดับของการปกครองท้องถิ่นมีมากมาย เช่น สภาพภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ความสำนึกในการปกครองตนเองของประชาชนประสิทธิภาพในการ บริหาร รายได้ และความหนาแน่นของประชากร เป็นต้น สำหรับประเทศไทยมีเกณฑ์จัดตั้งและยก ฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่น ๓ ประการ คือ รายได้ย้อนหลัง ๓ ปี ไม่รวมเงินอุดหนุนจำนวน ประชากรและขนาดพื้นที่ ๓) มีการกระจายอำนาจและหน้าที่ การปกครองท้องถิ่นจะต้องมีการกระจายอำนาจการ ปกครองไปให้ท้องถิ่น โดยการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นไว้ในกฎหมาย อย่างชัดเจน ดังนั้น การที่หน่วยการปกครองท้องถิ่นจะมีอำนาจและหน้าที่มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ นโยบายทางการเมืองการปกครองเป็นสำคัญ ๔) มีความเป็นนิติบุคคล หน่วยการปกครองท้องถิ่นจะต้องเป็นองค์การนิติบุคคลโดย เอกเทศจากองค์การของรัฐบาลกลาง ทั้งนี้ เพื่อการดำเนินงานที่ถูกต้องตามกฎหมายและเพื่อ ๕๖ วัชรา ไชยสาร, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๔), หน้า ๑๔๒-๑๔๘.
๔๖ ประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน เพราะหน่วยการปกครองท้องถิ่นจะต้องมีงบประมาณทรัพย์สิน หนี้สิน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเป็นของตนเอง ๕) มีการเลือกตั้ง การปกครองท้องถิ่นจะต้องมีหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่มาจากการ เลือกตั้งโดยประชาชนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ กล่าวคือ จะต้องให้สิทธิแก่ประชาชนในท้องถิ่นในการ เลือกตั้งคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารการปกครองท้องถิ่นทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อแสดงถึงการมีส่วนร่วม ทางการเมืองการปกครอง ๖) มีอำนาจอิสระ หน่วยการปกครองท้องถิ่นจะต้องไม่อยู่ในสายบังคับบัญชาของ หน่วยงานรัฐบาลกลาง และมีอำนาจอิสระในการกำหนดนโยบายและการบริหารงานภายใต้ขอบเขต ของกฎหมาย สามารถกำหนดนโยบาย ออกกฎข้อบังคับ เพื่อกำกับควบคุมให้มีการปฏิบัติตาม นโยบายหรือความต้องการของท้องถิ่น และสามารถใช้ดุลยพินิจของตนในการปฏิบัติกิจการใน ขอบเขตของกฎหมายโดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลกลาง ๗) มีงบประมาณของตนเอง หน่วยการปกครองท้องถิ่นจะต้องมีอำนาจในการจัดเก็บ รายได้ จัดเก็บภาษีตามขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจในการจัดเก็บ เพื่อให้ท้องถิ่นมีรายได้เพียง พอที่จะทำนุบำรุงท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้า ๘) มีการกำกับดูแลของรัฐ หน่วยการปกครองท้องถิ่นจะต้องมีฐานะเป็นหน่วยการ ปกครองระดับรองของรัฐ และอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม และความมั่นคงแห่งรัฐ ตารางที่ ๒.๗ สรุปแนวคิดการปกครองท้องถิ่น นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก ประทาน คงฤทธิศึกษากร ระบบการปกครองที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระจายอำนาจ ทางการปกครองของรัฐ และโดยนัยนี้จะเกิดมีองค์กรทำหน้าที่ ปกครองท้องถิ่นโดยคนในท้องถิ่นนั้น ๆ อุทัย หิรัญโต การปกครองที่รัฐบาลมอบอำนาจให้หน่วยการปกครองระดับรอง ของรัฐหรือกระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง จัดการปกครองและดำเนินการบางอย่าง เพื่อประโยชน์ของรัฐและ ผลประโยชน์ท้องถิ่นโดยตรง
๔๗ ตารางที่ ๒.๗ สรุปแนวคิดการปกครองท้องถิ่น (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยรามคำแหง องค์การที่มีอาณาเขตแน่นอน มีจำนวนประชากรตามหลักเกณฑ์ที่ กำหนดมีอำนาจปกครองตนเอง มีการบริหารการคลังของตนเองและ มีสภาท้องถิ่นที่สมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ชูวงศ์ ฉายะบุตร การปกครองที่รัฐบาลกลางให้อำนาจหรือกระจายอำนาจไปให้หน่วย การปกครองท้องถิ่นเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้นได้มี อำนาจในการปกครองร่วมรับผิดชอบทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนใน การบริหารงานท้องถิ่นตามแนวความคิดที่ว่าถ้าอำนาจการปกครอง มาจากประชาชนในท้องถิ่น วิญญู อังคณารักษ์ การปกครองในรูปลักษณะกระจายอำนาจบางอย่าง ซึ่งรัฐได้ มอบหมายให้ท้องถิ่นทำกันเองเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีโอกาส ปกครองและบริหารงานท้องถิ่นด้วยตนเอง เพื่อสนองความต้องการ ส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นนั้นให้งานดำเนินไปอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลตรงกับความประสงค์ของประชาชน ชูศักดิ์ เที่ยงตรง การปกครองที่รัฐบาลกลางมอบอำนาจให้หรือกระจายอำนาจไปให้ หน่วยการปกครองที่เกิดขึ้นจากหลักการกระจายอำนาจได้มีอำนาจใน การปกครองร่วมรับผิดชอบทั้งหมด หรือแต่เพียงบางส่วนในการบริหาร ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่และอาณาเขตที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย พิเชษฐ์ วงศ์เกียรติ์ขจร การปกครองรวมถึงแนวคิดยุทธศาสตร์การบริหาร การพัฒนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุคโลกาภิวัตน์ ว่าเป็นองค์กร ประชาธิปไตยที่สำคัญมากที่สุดในระดับรากหญ้า มีบทบาทที่สำคัญ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ธเนศวร์ เจริญเมือง ระบบราชการซึ่งเป็นกลไกของรัฐ มีหน้าที่ปฏิบัติงานเพื่อภารกิจของ รัฐ แต่กลับหาผลประโยชน์กับประชาชน ส่วนการปกครองท้องถิ่นซึ่ง ดูแลส่งเสริมท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีอำนาจเท่าที่ควรและ ถูกระบบการเมืองกับระบบราชการครอบงำ
๔๘ ตารางที่ ๒.๗ สรุปแนวคิดการปกครองท้องถิ่น (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก ประทาน คงฤทธิศึกษากร ระบบการปกครองที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระจายอำนาจ ทางการปกครองของรัฐ และโดยนัยนี้จะเกิดมีองค์กรทำหน้าที่ ปกครองท้องถิ่นโดยคนในท้องถิ่นนั้น ๆ อุทัย หิรัญโต การปกครองที่รัฐบาลมอบอำนาจให้หน่วยการปกครองระดับรอง ของรัฐหรือกระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง จัดการปกครองและดำเนินการบางอย่าง เพื่อประโยชน์ของรัฐและ ผลประโยชน์ท้องถิ่นโดยตรง ๒.๓ หลักสังคหวัตถุธรรม จากการศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสังคหวัตถุธรรม ได้มีผู้ให้ ความหมาย ไว้หลายแนวทางที่สำคัญ ดังต่อไปนี้ ภิกษุทั้งหลาย สังคหวัตถุธรรม ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ทาน การให้ ๑ เปยย วัชชะ ความเป็นผู้มีวาจาน่ารัก ๑ อัตถจริยา ความประพฤติประโยชน์ ๑ สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตน เสมอ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสังคหวัตถุธรรม ประการนี้และการให้ ๑ ความเป็นผู้มีวาจาน่ารัก ๑ ความ ประพฤติประโยชน์ ในโลกนี้ ๑ ความเป็นผู้มีตนสม่ำเสมอในธรรมนั้น ๆ ตามสมควร ๑ ธรรม เหล่านั้น และ เป็นเครื่องสงเคราะห์โลก ประดุจสลักเพลาควบคุมรถที่แล่นไปอยู่ไว้ได้ฉะนั้น ถ้าธรรม เครื่อง สงเคราะห์เหล่านี้ ไม่พึงไซร้มารดาบิดาไม่พึงได้ความนับถือหรือบูชาเพราะเหตุแห่งบุตร ก็ เพราะเหตุที่ บัณฑิตพิจารณาเป็นธรรมเครื่องสงเคราะห์เหล่านี้ ฉะนั้น พวกเขาจึงถึงความเป็นใหญ่ และเป็นที่น่า สรรเสริญฯ๕๗ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน เป็นผู้ สงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุธรรม๕๘ คือ การให้ การกล่าวคำเป็นที่รัก การประพฤติให้เป็น ประโยชน์ และ ความเป็นผู้มีตนเสมอ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกาย แตก เพราะกรรม นั้น อันตนท า สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ ความเป็นอย่างนี้ ย่อม ได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ทั้ง ๒ นี้ คือ พระหัตถ์และพระบาทมีพื้นอ่อนนุ่ม ๑ และมีพระหัตถ์และ พระบาทมีลายดังว่าร่างข่าย ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง ๒ นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ์ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะ ๕๗ องฺ. จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๓๒/๔๒. ๕๘ ที. ปา. (ไทย) ๑๑/๑๔๐/๑๖๗.
๔๙ ได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริวาร ชนอันพระองค์ทรงสงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี บริวารชนที่พระองค์ทรง สงเคราะห์เป็นอย่างดีนั้น เป็น พราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราช กุมาร ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออก จากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ เจ้า มีหลังคา คือ กิเลสอันเปิด แล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะ ได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริวารชนอัน พระองค์ทรงสงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี บริวารชนที่พระองค์ทรง สงเคราะห์เป็นอย่างดีนั้น เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็น อสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าว คาถาประพันธ์นี้ ในพระลักษณะ เหล่านั้นว่า ความหมายของสังคหวัตถุ ๔ คือหลักธรรม ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจคนและประสาน หมู่ชนไว้ให้มีความสามัคคีกันประกอบด้วย๕๙ ๑. ทาน ให้ปัน คือ ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือสงเคราะห์ด้วยปัจจัย สี่ ทุน หรือ ทรัพย์สิน สิ่งของ ตลอดจนให้ความรู้ ความเข้าใจและศิลปวิทยา ๒. ปิยวาจา พูดอย่างรักกัน คือ กล่าวคำสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ชี้แจง แนะนำสิ่งที่เป็น ประโยชน์ มีเหตุผล เป็นหลักฐาน ชักจูงในทางที่ดีงามหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจให้กำลังใจ รู้จัก พูดให้เกิดความเข้าใจดี สมานสามัคคี เกิดไมตรีทำให้รักใคร่นับถือและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ๓. อัตถจริยา ทำประโยชน์แก่กัน คือ ช่วยเหลือด้วยแรงกายและขวนขวายช่วยเหลือ กิจการ ต่าง ๆ บำเพ็ญประโยชน์ รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาและช่วยปรับปรุงส่งเสริมในด้านจริยธรรม ๔. สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน คือ ทำตัวให้เข้ากับเขาได้ วางตนเสมอต้นเสมอปลายให้ ความเสมอภาค ปฏิบัติสม่ำเสมอกันต่อคนทั้งหลาย ไม่เอาเปรียบและเสมอในสุขทุกข์ คือ ร่วมสุข ร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ ร่วมแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน ความหมายสังคหวัตถุ ๔ คือ ข้อปฏิบัติสำหรับการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ดังนี้๖๐ ๑. ทาน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน มีน้ำใจต่อกันและกัน ได้แก่ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การ แบ่งปันความสุขให้แก่กันและกัน ทั้งที่เป็นวัตถุสิ่งของ และแบ่งปันน้ำใจบุคคลในครอบครัว ไม่ตระหนี่ ถี่เหนียวใช้สอยหรือบริโภคสิ่งของแต่เพียงผู้เดียว ๕๙ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๘๒, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท พิมพ์สวย จำกัด, ๒๕๕๐), หน้า ๒๕. ๖๐ พระมหาบุญเพียร ปุญฺวิริโย (แก้ววงศ์น้อย), “แนวคิดและวิธีการขัดเกลาทางสังคมในสถาบัน ครอบครัว ตามแนวพระพุทธศาสนา”, วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔).
๕๐ ๒. ปิยวาจา การพูดจากันด้วยถ้อยคาสุภาพ อ่อนโยน พูดด้วยจิตที่ปรารถนารู้จักกาลเวลา ใน การพูดอย่างเหมาะสม และรู้จักการใช้คำพูด ไม่ใช้วาจาหักล้างเชือดเฉือนจิตใจของผู้อื่น หรือวาจา ที่ เป็นคำหยาบคาย กระด้างกระเดื่อง ดุด่าเสียดสี อันจะก่อให้เกิดการขัดใจกันในครอบครัวได้ ๓. อัตถจริยา การช่วยเหลือ บำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น ได้แก่ การสงเคราะห์เกื้อกูลกัน ของ บุคคลในครอบครัว เช่น การช่วยเหลือการงาน แบ่งเบาภาระซึ่งกันและกัน ๔. สมานัตตตา การปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานภาพ บทบาท หน้าที่ของตน โดยวาง ตน เสมอต้นเสมอปลาย สามารถเข้ากับผู้อื่นได้สังคหวัตถุ ๔ คือ สิ่งที่เป็นเครื่องสงเคราะห์และยึด เหนี่ยวน้ำใจซึ่งกันและกัน ๔ ประการ ดังนี้๖๑ ทาน คือ การแบ่งปันวัตถุสิ่งของ รวมถึงอุปกรณ์ในการทำงานหรือเอกสารที่ใช้ในการ ทำงาน เช่น หากเพื่อนร่วมงานขาดเหลืออุปกรณ์สิ่งของ ก็นำมาแบ่งปันกันใช้ การเริ่มต้นด้วยการ แบ่งปันวัตถุสิ่งของภายนอก จะช่วยสร้างนิสัยให้บุคลากรในหน่วยงานมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน มีการให้และ รับ (Give and Take) เพราะนอกเหนือจากการแบ่งปันเรื่องของความรู้ ประสบการณ์ อันเป็นความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) แล้ว การแบ่งปันเอกสารต่างๆ ที่ใช้ในการ ทำงานก็เป็นส่วน หนึ่งที่จะช่วยให้วงจรของความรู้มีการขับเคลื่อน โดยเป็นการแบ่งปันความรู้ที่เป็น ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ด้วย ปิยวาจา คือ การแบ่งปันคำพูดดีๆ คำพูดที่ไพเราะ พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะกับ กาลเทศะ พูดให้กำลังใจกัน ซึ่งในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า “ปิยวาจา” มีความสำคัญมากต่อการ จัดการความรู้ในองค์กรเพราะการจะน าเครื่องมือต่างๆ มาใช้ในกระบวนการจัดการความรู้ เพื่อที่จะ ดึงความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ออกมาแลกเปลี่ยนกันนั้นต้องใช้ลักษณะของการ “พูดแลกเปลี่ยนกัน” เป็นหลัก อัตถจริยา คือ การแบ่งปันความรู้ การให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น การ แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่เป็นความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เป็นสิ่งที่ทำ ได้ยากกว่าการแบ่งปันความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ดังนั้น หากองค์กรใดสามารถปลูกฝัง ให้บุคลากรในองค์กรมี “อัตถจริยา” แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปที่จะท าให้คนในองค์กรมีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน รวมทั้งทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน เพราะเมื่อเพื่อนร่วมงานขาดความรู้ในเรื่องใด หรือต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องใด ผู้ที่มีความรู้ก็ จะแบ่งปันให้โดยไม่หวงความรู้ หรือถ้าไม่ได้ขาดความรู้ แต่ขาดกำลังคนเพื่อนคนอื่น ๆ ก็ยินดีที่จะเข้า ไปช่วยให้งานสำเร็จ หรืออาจเรียกได้ว่า ทำให้พนักงานในองค์กรเป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน ๖๑ อรศิริ เกตตุศรีพงษ์, “สังคหวัตถุ ๔ : วัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการจัดการความรู้”, วารสาร Productivity World เพื่อการเพิ่มผลผลิต ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๖๘ (พฤษภาคม-มิถุนายน, ๒๕๕๐), หน้า ๔๓-๔๖.
๕๑ สมานัตตตา คือ การมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ จริงใจ ต่อกันความเสมอต้นเสมอปลายจะช่วยให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย ไม่ระแวงกัน และเป็นการ สร้าง ความไว้วางใจกัน เชื่อใจกัน (Trust) เพราะถ้าคนในองค์กรไม่มีความไว้วางใจกัน หรือไม่เชื่อใจ กัน พนักงานก็จะไม่อยากน าความรู้ประสบการณ์ เทคนิคในการทำงานต่าง ๆ มาแบ่งปันแลกเปลี่ยน เรียนรู้กัน ดังนั้น จึงถือได้ว่า “สมานัตตตา” เป็นแรงกระตุ้นในระยะยาวที่จะผลักดันให้คนในองค์กร เกิด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง หลักการบริหารคนนี้ยังมีสิ่งลึกลับอีกอย่างหนึ่ง คือ เครื่องยึด เหนี่ยวน้ำใจ เราไว้ใจเขา เรารัก เขา เราหวังดีต่อเขา อย่างนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจ คงได้ยินได้ฟัง มาแล้วจากหนังสือธรรมะทั่วๆ ไป เรื่องสังหวัตถุ๖๒ ๑. การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ๒. การพูดวาไพเราะ ๓. การบำเพ็ญประโยชน์ ๔. การทำตัวให้เป็นเกลอ หรือ เป็นเพื่อนมากกว่าที่จะเป็นนายหรือเรียกว่าความงดงามใน ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน อันเป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยวให้เกิดความร่วมมือกันได้ ดังนั้น คุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ จึงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจกันไว้ เสมือนหนึ่ง สลักเพลารถ ถ้า หลักธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจเหล่านี้ไม่มี บุคคลก็จะไม่เป็นที่น่าเคารพ รักใคร่ ยกย่องนับถือ เราจึง ต้อง คอยศึกษาและหมั่นเตือนสติตนเองไว้ตลอดว่าในแต่ละฐานะที่เราเป็นอยู่นั้น มีหน้าที่อะไรบ้าง เมื่อรู้แล้วก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่นั้นให้สมบูรณ์นอกจากนี้เราก็ต้องท าตนให้เสมอต้นเสมอปลาย ด้วย คือ เคยวางตัวกับคนอื่นในทางที่ดีอย่างไร แม้ว่าเราจะได้ดิบได้ดีไปแล้ว ก็ต้องไม่ลืมตัวยังคง ปฏิบัติตัว เหมือนเช่นเดิมนั้นไม่เปลี่ยนแปลง หรือว่าเมื่อเราเห็นคนอื่นเขาได้ดี ก็ต้องแสดงออกให้เขา รับรู้ว่าเรามีความยินดีกับเขาอย่างจริงใจไม่คิดกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีเขา ถ้าทำได้อย่างนี้เราก็ย่อมจะ เป็นที่รักที่ พอใจของทุกคนรอบข้าง “งาน” ทุกอย่างไม่สามารถทำสำเร็จด้วยตนเพียงคนเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ ซึ่ง กันและกัน ดังนั้น ชุดเหมาะสมสำหรับการทำงานร่วมกัน คือ สังคมวัตถุ ๔ ซึ่งหมายถึง หลักธรรม ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี และเอื้อเฟื้อเกื้อกูล โดยหลักธรรมในสังคหวัตถุ ๔ ประกอบด้วย ๑. ทาน เกื้อกูลกันด้วยการให้ หมายถึง การให้ การเสียสละ หรือ การเอื้อเฟื้อแบ่งปัน สิ่งของ ๆ ตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว ดังนั้น การ ทำงาน จะต้องช่วยเหลือกันแบ่งปัน ไม่เห็นแก่ตัว รวมถึง การมีน้ำใจที่ดีต่อกัน ๖๒ พุทธทาสภิกขุ, บริหารธุรกิจแบบพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : อตัมมโย, ม.ป.ป.), หน้า ๑๕.
๕๒ ๒. ปิยวาจา ใช้วาจาประสานไมตรี หมายถึง การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน พูด ด้วยความจริงใจ ไม่พูดหยาบคาย ไม่ก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมกับกาลเทศะ ดังนั้น การทำงานร่วมกันจะต้องพูดหรือปรึกษาหารือกันโดยยึดถือหลักเกณฑ์ ๔ ประการ คือ ๑. เว้น จากการพูดเท็จ ๒. เว้นจากการพูดส่อเสียด ๓. เว้นจากการพูดคำหยาบ และ ๔. เว้นจากการพูดเพ้อ เจ้อ และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ จะต้องพูดหรือเจรจากันด้วยไมตรีและความปรารถนาดีต่อกัน ๓. อัตถจริยา ร่วมสร้างสรรค์อุดมการณ์หมายถึง การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการปฏิบัติ ในสิ่ง ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ดังนั้น การทำงานร่วมกันจะต้องช่วยเหลือกันด้วยกำลังงาน (กาย) กำลัง ความคิด และกำลังทรัพย์ ๔. สมานัตตตา ร่วมทุกข์ร่วมสุขในทุกคราว หมายถึง การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมี ความ ประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย ดังนั้น การทำงานร่วมกันจะต้องถึงคติว่า “มีทุกข์ร่วมทุกข์ มีสุข ร่วม เสพ” และผู้ทำงานร่วมกันทุกคนจะต้องไม่ถือตัว มีความเสมอภาค วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ทำตน ให้เป็นที่น่ารัก น่าเคารพนับถือ และน่าให้ความร่วมมือช่วยเหลือ รวมถึง การทำตนให้คงเส้นคง วา มีความมั่นคงในอารมณ์ (Maturity) หรือการมี EQ ที่ดี อานิสงส์ที่เกิดจากการสงเคราะห์ประชาชนด้วย สังคหวัตถุ ๔ คือ ทาน (การให้) เปยย วัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัถจริยา (การประพฤติประโยชน์) สมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) อยู่เป็น ประจำ เมื่อจุติจากเทวโลกมาแล้ว บุญที่เกิดจากการให้ทานเป็นประจำ จะทำให้ได้ลักษณะมหาบุรุษ คือ มีฝ่า มือและฝ่าเท้าอ่อนนุ่มและมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่ายงดงาม น่าดูน่าชม๖๓ และ บุญที่เกิด จากการใช้ปิยวาจานั้น จะทำให้มีพระชิวหาใหญ่ยาวและมีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ตรัส ดุจเสียงร้อง ของนกการเวก๖๔ ที่ชัดเจน แจ่มใส ไพเราะ ก้องกังวาน สามารถเหนี่ยวรั้งใจผู้ฟังให้ดื่มด่ำ ไปกับน้ำเสียง นั้น ส่วนอานิสงส์ของอัตถจริยาและสมานัตตตานั้น จะทำให้มีญาติสนิทมิตรสหาย ตลอดจนพวกพ้อง บริวารมากมาย รวมถึงพระราชา มหาอามาตย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี พ่อค้า ประชาชนทุกชาติทุกภาษา ทั้งวรรณะต่าง ๆ ให้การยอมรับนับถือ ทั้งหมดจะมาเป็นพันธมิตร เป็น กัลยาณมิตร ที่ดีต่อกัน และไม่ ว่าจะไปที่ไหน ย่อมได้รับการปฏิสันถารเป็นอย่างดีนอกจากนี้ สังคหวัตถุ ๔ ยังอำนวยประโยชน์ที่ มองเห็นได้เป็นรูปธรรมดังต่อไปนี้ ๑. ช่วยให้บุคคลดำรงตนอยู่ได้ในสังคมด้วยความสุข ๒. เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจ สมานไมตรีระหว่างกัน ๓. เป็นเครื่องส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ให้มีความเคารพนับถือกันตามสมควร แก่ ฐานะ ๔. เป็นเครื่องประสานองค์ประกอบต่าง ๆ ของสังคมให้คงรูปอยู่และดำเนินไปได้ด้วยดี ๖๓ ที. ปา. (ไทย) ๑๑/๒๑๐/๑๗๐-๑๗๑. ๖๔ ที. ปา. (ไทย) ๑๑/๒๓๖/๑๘๙๓.
๕๓ ๕. ช่วยส่งเสริมศีลธรรมและป้องกันความประพฤติที่เสื่อมเสียในสังคม จากการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสังคหวัตถุ ๔ สรุปได้ว่า สังคหวัตถุ ๔ เป็น หลักธรรม อันเป็นเครื่องจรรโลงสังคม เป็นหลักธรรมที่สร้างความสงบสุขสมานสามัคคี สร้างความ เกื้อกูลกัน สร้างความผูกมิตรรักใคร่กลมเกลียว และเชื่อมสัมพันธ์กันของคนในสังคม ซึ่งประกอบด้วย ทาน คือ การให้ การแบ่งปัน ปิยวาจา คือ การสื่อสารกันด้วยถ้อยคำที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น อัตถจริยา คือ การสร้างสรรค์สิ่งที่ดี มีคุณประโยชน์แก่ส่วนรวม สัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน การ ร่วมกันทำงาน ตามหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบให้ดีที่สุด รวมถึงการสงเคราะห์ การดูแลเอาใจใส่ การ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การส่งเสริมกันให้เกิดผลสำเร็จของงาน และสมานัตตตา คือ การประพฤติตน อย่างเสมอต้นเสมอ ปลาย การไม่เลือกปฏิบัติการรู้จักวางตนให้เหมาะสมตามเวลา สถานที่ และ ตำแหน่งหน้าที่ของ ตนเอง การร่วมทุกข์ร่วมสุขระหว่างเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา และองค์กร สังคหวัตถุ ๔ เป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจกันไว้ ให้เกิดความรักความสามัคคีใน หมู่คน เป็นธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดเหนี่ยวจิตใจของกันและกัน ถ้าหลักธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจ เหล่านี้ไม่มี บุคคลก็จะไม่เป็นที่น่าเคารพ รักใคร่ ยกย่องนับถือ และเราต้องปฏิบัติตามหน้าที่ให้ สมบูรณ์ คอยช่วยเหลือผู้อื่น มีจิตใจที่ดีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม นอกจากนี้ เรา ก็ต้องทำตนให้เสมอต้นเสมอปลายด้วย คือ เคยวางตัวกับคนอื่นในทางที่ดีอย่างไร ก็ต้องไม่ลืมตัวยังคง ปฏิบัติตัวเหมือนเช่นเดิมนั้นไม่เปลี่ยนแปลง หรือว่าเมื่อเราเห็นคนอื่นเขาได้ดี ก็ต้องแสดงออกให้เขา รับรู้ว่าเรามีความยินดีกับเขาอย่างจริงใจ ไม่คิดกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีเขา ไม่มีความอิจฉาริษยา ถ้าทำ ได้อย่างนี้เราก็ย่อมจะเป็นที่รักที่พอใจของทุกคนรอบข้าง ดังเช่น เรื่องของหัตถกอุบาสก ชาวเมืองอา หวีผู้มีสังคหวัตถุธรรมประจำใจ๖๕ พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวถึงอานิสงส์ที่เกิดจากการสงเคราะห์ ประชาชนด้วย สังคหวัตถุ ๔ คือ ทาน (การให้) เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติ ประโยชน์) สมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) อยู่เป็นประจำ เมื่อจุติจากเทวโลกมาแล้ว บุญที่เกิด จากการให้ทานเป็นประจำ จะทำให้ได้ลักษณะมหาบุรุษ คือ มีฝ่ามือและฝ่าเท้าอ่อนนุ่มและมีเส้นที่ข้อ พระองคุลีจุดกันเป็นรูปตาข่ายงดงาม น่าดูน่าชม๖๖ และบุญที่เกิดจากการใช้ปิยวาจานั้น จะทำให้มี พระชิวหาใหญ่ยาวและมีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวก๖๗ ที่ชัดเจน แจ่มใส ไพเราะ ก้องกังวาน สามารถเหนี่ยวรั้งใจผู้ฟังให้ดื่มด่ำไปกับน้ำเสียงนั้น ส่วนอานิสงส์ของ อัตถจริยาและสมานัตตตานั้น จะทำให้มีญาติสนิทมิตรสหายตลอดจนพวกพ้องบริวารมากมาย รวมถึง พระราชา มหาอามาตย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี พ่อค้า ประชาชนทุกชาติทุกภาษา ทั้งวรรณะต่าง ๆ ให้ ๖๕ องฺ อฏฺก. (ไทย) ๒๓/๒๔/๒๖๗. ๖๖ ที. ปา. (ไทย) ๑๑/๒๑๐/๑๗๐-๑๗๑. ๖๗ ที. ปา. (ไทย) ๑๑/๒๓๖/๑๘๙๓.
๕๔ การยอมรับนับถือ ทั้งหมดจะมาเป็นพันธมิตร เป็นกัลยาณมิตร ที่ดีต่อกันและไม่ว่าจะไปที่ไหน ย่อม ได้รับการปฏิสันถารเป็นอย่างดี สังคหวัตถุ ๔ คือ หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจคนและประสานหมู่ชนไว้ให้มี ความ สามัคคีกัน ประกอบด้วย๖๘ ๑. ทาน ให้ปัน คือ ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือสงเคราะห์ด้วยปัจจัย สี่ ทุน หรือ ทรัพย์สิน สิ่งของ ตลอดจนให้ความรู้ ความเข้าใจและศิลปวิทยา ๒. ปิยวาจา พูดอย่างรักกัน คือ กล่าวคำสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ชี้แจง แนะนำสิ่งที่เป็น ประโยชน์ มีเหตุผล เป็นหลักฐาน ชักจูงในทางที่ดีงามหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจ รู้จัก พูดให้เกิดความเข้าใจดี สมานสามัคคีเกิดไมตรีทำให้รักใคร่นับถือและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ๓. อัตถจริยา ทำประโยชน์แก่กัน คือ ช่วยเหลือด้วยแรงกายและขวนขวายช่วยเหลือ กิจการ งานต่าง ๆ บำเพ็ญประโยชน์ รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาและช่วยปรับปรุงส่งเสริมในด้าน จริยธรรม ๔. สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน คือ ทำตัวให้เข้ากับเขาได้ วางตนเสมอต้นเสมอปลายให้ ความเสมอภาค ปฏิบัติสม่ำเสมอกันต่อคนทั้งหลาย ไม่เอาเปรียบและเสมอในสุขทุกข์ คือ ร่วมสุข ร่วม ทุกข์ ร่วมรับรู้ ร่วมแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน สังคหวัตถุ ๔ ยังเป็นหลักธรรมที่ช่วยให้เกิดความรู้รักสามัคคีขึ้นในกลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็น ระดับ ครอบครัว ชุมชน หรือระดับประเทศ แม้แต่ระหว่างประเทศก็ตาม หากนำเอาพุทธธรรมหมวด นี้ไป ประยุกต์ใช้อยู่เนื่อง ๆ แล้ว การเบียดเบียนกัน ก็จะลดลงได้มาก โลกย่อมมีสันติภาพ สันติสุข ยิ่งขึ้น ความมั่นคงของมนุษย์โดยรวมก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยเนื่องจาก๖๙ ๑. ทาน คือ การให้ การเสียสละแก่กันและกันก่อนไม่ว่าจะเป็น วัตถุทาน อภัยทานหรือ ธรรม ทาน ล้วนเป็นปัจจัยเสริมสร้างความกลมเกลียวกันในหมู่มนุษย์ได้ทั้งนั้น ความขัดแย้ง แย่งชิง จ้องแต่ จะเอารัดเอาเปรียบกัน คงเกิดขึ้นยากในสังคมที่ผู้คนรักการให้ การเสียสละ ๒. ปิยวาจา มีองค์ประกอบสาม ได้แก่ ความสุภาพ ความสัตย์จริง และความมีประโยชน์ หรือ เป็นถ้อยคำที่สร้างสรรค์ซึ่งนับวันผู้คนจะละเลยคุณธรรมข้อนี้กันมากขึ้น มีแต่ข่มขู่เชือดเฉือน กระทบ กระเทียบเสียดสี หาสาระอะไรไม่ค่อยได้ แถมยังโกหกกันหน้าตาเฉย ปลิ้นปล้อนหลอกลวง กันเองอีก ต่างหาก ความสามัคคีคงเกิดยากในหมู่คนที่ขาดปิยวาจาต่อกัน ๖๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๘๒, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท พิมพ์สวย จำกัด, ๒๕๕๐), หน้า ๒๕. ๖๙ ไพโรจน์ แก่สาร, หลักการคิดอย่างมีเหตุผลและกระบวนการตกลงใจ, (นครปฐม : สถาบัน วิชาการ การทหารชั้นสูง, ๒๕๕๑), หน้า ๘๒.
๕๕ ๓. อัตถจริยา การทำแต่ในสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวม ไม่ชักนำพวก พ้อง ไปทางเสื่อมหรือร่วมมือกันอย่างผิด ๆ เช่น คิดเอาเปรียบเทียบคนกลุ่มอื่น ประเทศอื่นใช้กำลังที่ เหนือว่า กดขี่ข่มเหงเขาอย่างไม่เป็นธรรม หากหลีกเลี่ยงการประพฤติเช่นนี้ได้ ย่อมมีส่วนช่วย เสริมสร้าง สันติสุข และความมั่นคงให้มวลมนุษย์ทั้งโลกได้อีกทางหนึ่ง ๔. สมานัตตตา หมายถึง การวางตนเสมอกัน ไม่ยกตนข่มท่านหรือดูถูกดูแคลนผู้อื่น บาง อาจารย์บอกว่า คือความเป็นกันเอง ไม่ถือเขาถือเราซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่ยอมรับกันอยู่แล้ว โดยทั่วไป สรุปได้ว่า สังคหวัตถุ ๔ เป็นหลักธรรมที่สร้างความสงบสุขสมานสามัคคี สร้างความ เกื้อกูลกัน สร้างความผูกมิตรรักใคร่กลมเกลียว และเชื่อมสัมพันธ์กันของคนในสังคม ประกอบไปด้วย ทาน คือ การให้ การแบ่งปัน ปิยวาจา คือ การสื่อสารกันด้วยถ้อยคำที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น อัตถ จริยา คือ การสร้างสรรค์สิ่งที่ดีมีคุณประโยชน์แก่ส่วนรวม สัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน การ ร่วมกัน ทำงานตามหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบให้ดีที่สุด รวมถึงการสงเคราะห์ การดูแลเอาใจใส่ การ ช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน การส่งเสริมกันให้เกิดผลสำเร็จของงาน และสมานัตตตา คือ การประพฤติตน อย่างเสมอต้น เสมอปลาย การไม่เลือกปฏิบัติ การรู้จักวางตนให้ เหมาะสมตามเวลา สถานที่ และ ตำแหน่งหน้าที่ของ ตนเอง การร่วมทุกข์ร่วมสุขระหว่างเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา และองค์กร เป็น เครื่องจรรโลงสังคม หรือหลักธรรมที่ช่วยประสานคนหมู่มากให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เป็น เครื่องช่วยขจัดความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นทำให้คนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก สามารถนาไปใช้ได้ตั้งแต่ระดับ ครอบครัวจนถึงระดับสังคม ชุมชนได้เป็นอย่างดี จากการทบทวนเอกสารที่มาของหลักสังคหวัตถุดังกล่าวข้างต้น ทำให้ทราบที่มาของ หลักสังคหวัตถุ ในหัวข้อนี้ผู้วิจัยจะได้กล่าวถึงความหมายของหลักสังคหวัตถุ ตามทัศนะของ นักวิชาการ จากเนื้อหากับหลักที่เกี่ยวกับหลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักวิชาการต่าง ๆ ผู้วิจัยได้นำ หลักสังคหวัตถุ ๔ ดังกล่าว โดยสามารถสรุปได้ตาม ตารางที่ ๒.๘ ดังต่อไปนี้ ตารางที่ ๒.๘ สรุปหลักสังคหวัตถุธรรม นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจคนและประสานหมู่ชนไว้ให้มีความ สามัคคีกัน ประกอบไปด้วย ๑. ทาน ให้ปัน คือ ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ๒. ปิยวาจา พูดอย่างรักกัน คือ กล่าว คำสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ๓. อัตถจริยา ทำประโยชน์แก่กัน คือ ช่วยเหลือด้วยแรงกายและ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ๔. สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน คือ ทำตัวให้เข้ากับเขาได้ วาง ตน เสมอต้นเสมอปลายให้ความเสมอภาค ปฏิบัติสม่ำเสมอกัน
๕๖ ตารางที่ ๒.๘ สรุปหลักสังคหวัตถุธรรม (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก พระมหาบุญเพียร ปุญฺวิริโย อรศิริ เกตตุศรีพงษ์ พุทธทาสภิกขุ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ไพโรจน์ แก่สาร สังคหวัตถุ ๔ คือข้อปฏิบัติสำหรับการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ได้แก่ ๑. ทาน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน มีน้ำใจต่อกันและกัน ๒. ปิยวาจา การพูดจากันด้วยถ้อยคำสุภาพ อ่อนโยน พูดด้วยจิตที่ ปรารถนารู้จักกาลเวลา ๓. อัตถจริยา การช่วยเหลือ บำเพ็ญ ประโยชน์ต่อผู้อื่น ๔. สมานัตตตา การปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับ สถานภาพ บทบาท หน้าที่ของตน โดยวางตนเสมอต้นเสมอปลาย สังคหวัตถุ ๔ คือ สิ่งที่เป็นเครื่องสงเคราะห์และยึดเหนี่ยวน้ำใจซึ่ง กันและกัน ๔ ประการ ทาน คือ การแบ่งปันวัตถุสิ่งของ รวมถึง อุปกรณ์ในการทำงานหรือเอกสารที่ใช้ในการทำงาน ปิยวาจา คือ การแบ่งปันคำพูดดีๆ คำพูดที่ไพเราะ พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เหมาะกับ กาลเทศะ อัตถจริยา คือ การแบ่งปันความรู้ การให้ ความช่วยเหลือในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น สมานัตตตา คือ การ มีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ คุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ จึงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจกันไว้ เสมือน หนึ่ง สลักเพลารถ ถ้า หลักธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจเหล่านี้ไม่มี บุคคลก็จะไม่เป็นที่น่าเคารพ รักใคร่ ยกย่องนับถือ หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจคนและประสานหมู่ชนไว้ให้มี ความสามัคคีกัน ประกอบด้วย ๑. ทาน ให้ปัน คือ ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ๒. ปิยวาจา พูดอย่างรักกัน คือ กล่าวคำ สุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ชี้แจง แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ๓. อัตถ จริยา ทำประโยชน์แก่กัน คือ ช่วยเหลือด้วยแรงกายและขวนขวาย ช่วยเหลือกิจการ งานต่าง ๆ ๔. สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน คือ ทำตัวให้เข้ากับเขาได้ วางตนเสมอต้นเสมอปลายให้ความเสมอภาค เป็นหลักธรรมที่ช่วยให้เกิดความรู้รักสามัคคีขึ้นในกลุ่มคนไม่ว่า จะเป็นระดับครอบครัว ชุมชน หรือระดับประเทศ แม้แต่ระหว่าง ประเทศก็ตาม หากนำเอาพุทธธรรมหมวดนี้ไปประยุกต์ใช้อยู่ เนื่องๆ แล้ว การเบียดเบียนกันก็จะลดลงได้มาก โลกย่อมมี สันติภาพสันติสุขยิ่งขึ้น
๕๗ ๒.๔ ข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๒.๔.๑ ประวัติและความเป็นมา ตั้งอยู่เลขที่ ๔๐๐ หมู่ที่ ๘ ตำบลปัว จังหวัดน่าน เป็นเทศบาลขนาดกลาง ที่ได้รับการ เปลี่ยนแปลงฐานะจากสุขาภิบาลบ้านปรางค์ เป็นเทศบาลตำบลบ้านปรางค์ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. ๒๕๔๒ และได้ยุบรวม องค์การบริหารส่วนตำบลปัวเข้ากับเทศบาล ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง รวมองค์การ บริหารส่วนตำบลกับเทศบาล ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเทศบาลตำบลบ้าน ปรางค์เป็นเทศบาลตำบลปัว ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง เปลี่ยนชื่อเทศบาล ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๘ ๒.๔.๒ ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาของเทศบาลตําบลปว แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเทศบาลตําบลปว เปนแผนยุทธศาสตร์ที่กําหนดระยะเวลา ๕ ป (พ.ศ.2561-2565) ซึ่งกําหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาของเทศบาลตําบลปว ซึ่งแสดงถึง วิสัยทัศน์พันธกิจ และจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาในอนาคต โดยสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด มีรายละเอียดดังนี้ วิสัยทัศน์ เมืองปัวสะอาดปลอดภัย สืบสานวัฒนธรรม การศึกษาก้าวหน้า พัฒนาคุณภาพชีวิต นำชุมชนสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนา ๑. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ๒. ยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ๓. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๔. ยุทธศาสตร์ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น ๕. ยุทธศาสตร์ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๖. ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการและการบริการ เป้าประสงค์ ๑. ระบบโครงสร้างพื้นฐานดี เส้นทางคมนาคมได้มาตรฐาน สิ่งสาธารณูปโภคและ สาธารณูปการทั่วถึง มุ่งสู่เมืองน่าอยู่ ๒. ชุมชนมีความเจริญทางดานเศรษฐกิจ ประชาชนมีอาชีพและรายได้เสริมสร้าง ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นอย่างสมดุล ๓. พัฒนาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา สุขอนามัย และความ ปลอดภัยของประชาชนและเสริมสร้างศักยภาพในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
๕๘ ๔. อนุรักษ์บํารุงรักษา และฟื้นฟูความหลากหลายด้านศิลปวัฒนธรรม จารีต ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้มีการสืบสานคงอยู่ต่อไป ๕. บูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ๖. องค์กรมีการบริหารจัดการและการบริการที่ดี และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของ สังคมโลก ๒.๔.๓ ภาระและหน้าที่ของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน สำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน มีภาระและหน้าที่ความรับผิดชอบที่ สำคัญ คือ มีอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับงานปกครองท้องที่ งานทะเบียนราษฎร การจัดทำพัฒนาชุมชน การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ การรักษาความ สะอาดของถนน หรือทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัด มูลฝอยและสิ่งปฏิกูล การป้องกันและ ระงับโรคติดต่อ การให้มีเครื่องใช้ในการดับเพลิง การให้ราษฎรได้รับการศึกษาอบรม การส่งเสริมการ พัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ การบำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นและ วัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น การดูแลรักษาที่สาธารณะ การควบคุมอาคาร การบรรเทาสาธารณภัย การจัดเก็บรายได้ การบังคับการให้เป็นไปตามเทศบัญญัติ หรือกฎหมายอื่นที่กำหนดให้เป็นอำนาจ หน้าที่ของเทศบาลตำบลปัวและหน้าที่อื่น ตามที่ได้รับมอบหมาย โดยแบ่งราชการออกเป็น ๖ กอง ๑๖ ฝ่าย ดังต่อไปนี้ ๑. สำนักปลัดเทศบาล ๒. กองคลัง ๓. กองช่าง ๔. กองการศึกษา ๕. กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ๖. กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ และแบ่งเป็น ๑๒ ฝ่ายดังต่อไปนี้ ๑. ฝ่ายอำนวยการ ๒. ฝ่ายปกครอง ๓. ฝ่ายป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย ๔. ฝ่ายสวัสดิการสังคม ๕. ฝ่ายบริหารงานคลัง ๖. ฝ่ายพัฒนารายได้๗. ฝ่าย แบบแผนและก่อสร้าง ๘. ฝ่ายบริหารการศึกษา ๙. ฝ่ายบริหารงานสาธารณสุข ๑๐. ฝ่ายบริการ สาธารณสุข ๑๑. ฝ่ายบริการและเผยแพร่วิชาการ ๑๒. ฝ่ายแผนงานและงบประมาณ๗๐ ๗๐ กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ, แผนพัฒนาท้องถิ่นเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน (พ.ศ.๒๕๖๖-๒๕๗๐), ตุลาคม ๒๕๖๔, หน้า ๑.
๕๙ ๒.๔.๔ โครงสร้างการบริหาร แผนภาพที่ ๒.๑ โครงสร้างการบริหารงานของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว ที่มา : เทศบาลตำบลปัว, แผนอัตรากำลัง ๓ ปี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ - ๒๕๖๖ ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.5.๑ งานวิจัยที่เกี่ยวกับการให้บริการ จากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ ผู้วิจัยพบว่ามี ผู้สนใจที่จะศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้วิจัยจึงได้ศึกษารวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ ให้บริการสำหรับเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ซึ่งมีหัวข้องานวิจัยที่น่าสนใจ ดังนี้ กมลวรรณ แสนคําลือ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรมของ สํานักทะเบียนทองถิ่นเทศบาลเมืองลําพูน อําเภอเมือง จังหวัดลําพูน”ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนผู้มา ใช้บริการ มีระดับความพึงพอใจในค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละด้านพบว่า
๖๐ ประชาชนผู้มาใช้บริการมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้าน ทาน เจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความโอบอ้อมารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน เสียสละ ให้คําปรึกษาแนะนํา ประชาชนผู้มารับบริการอย่างทั่วถึง เอาใจใส่ให้บริการด้วยความถูกต้องรวดเร็ว ทันต่อเวลา ทําให้ ประชาชนผู้มาใช้บริการเกิดความพึงพอใจ ด้านปิยวาจา เจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยวจีไพเราะ โดยกล่าว ถ้อยคําที่ไพเราะอ่อนหวาน สุภาพ น่าฟัง ตอบคําถามด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส จริงใจ และเป็น กันเอง ด้านอัตถจริยาให้บริการด้วยวจีไพเราะ โดยกล่าวถ้อยคําที่ไพเราะอ่อนหวาน สุภาพ น่าฟัง ตอบ คําถามด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส จริงใจ และเป็นกันเอง ด้านสมานัตตา ให้บริการด้วยการวางตนที่ เหมาะสม โดยเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ให้บริการด้วยความเป็นกันเอง มีอัธยาศัยไมตรีทําให้ไม่รู้สึก อึดอัด และมีความยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้มา ใช้บริการ แนวทางการ ให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรมของสำนักทะเบียนท้องถิ่น ได้แก่ การให้บริการที่สะดวกรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรมกับประชานผู้มาใช้บริการ โดยปรารถนาให้ผู้มาใช้บริการมีความพึงพอใจมาก ที่สุด ด้วยการพูดจาที่สุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน มีหางเสียง ควบคุมสติอารมณ์ การช่วยเหลือ แก้ไข ปัญหาต่างๆด้วยความเต็มใจ โดยไม่เลือกปฏิบัติ ให้ความเสมอภาค และเท่าเทียมกันทุกคน๗๑ เสาวลักษณ์ ดีมั่น ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการ สาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา” ผลการวิจัยพบว่า ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอ แปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยเรียงอันดับตามค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ดังนี้คือ การให้บริการอย่างเสมอภาค การให้บริการอย่างต่อเนื่อง การให้บริการอย่างก้าวหน้า ระดับ การให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา โดย ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้คือ ศิลปะวัฒนธรรม จริยประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น งานส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการบริหารจัดการและ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอแปลกในอำเภอแปลงยาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกันพยากรณ์ การให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ร้อย ละ ๔๖.๕๐ ยังมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๕67๗๒ ๗๑ กมลวรรณ แสนคําลือ, “การให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรมของสํานักทะเบียนทองถิ่นเทศบาล เมืองลําพูน อําเภอเมือง จังหวัดลําพูน” วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐ ประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕7). ๗๒ เสาวลักษณ์ ดีมั่น, “ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นในอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์, ๒๕๖๐).
๖๑ นิภา อาจริยาภิบาล ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การปรับใช้หลักสังคหวัตถุ ๔ ในการให้บริการ ประกันชีวิตในจังหวัดกาฬสินธ์” ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาของการบริการของบริษัทประกันชีวิต ในจังหวัดกาฬสินธุ์ คือ ตัวแทนขายประกันขาดความเต็มใจในการให้บริการ ให้ความช่วยเหลือแนะนำ และให้ความรู้ไม่ชัดเจน การพูดจาไม่ประทับใจลูกค้า ให้บริการแบบไม่เสมอต้นเสมอปลาย หลักสังคห วัตถุมีความสัมพันธ์กับการให้บริการในแง่ของการให้โอกาส ให้เวลาและให้คำแนะนำดีๆ แก่ผู้มารับ บริการด้านประกันชีวิต การพูดคุยที่ไพเราะนุ่มนวล เพื่อสร้างความสุขความมั่นคงในชีวิต การให้บริการ ที่ดีถือว่าเป็นการบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น และเมื่อมีการคิดดี พูดดี ทำดีต่อผู้มารับบริการแล้ว ตัวแทนขายประกันจะต้องให้บริการดีอย่างสม่ำเสมอ และเป็นไปอย่างเสมอต้นเสมอปลายมีการนำ หลักสังคหวัตถุ ๔ ไปปรับใช้กับการให้บริการใน ๔ ด้าน คือ ๑. ตัวแทนประกันชีวิตมีความจริงใจในการ เป็นผู้ให้อย่างแท้จริง เห็นผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ มีจิตคิดให้การบริการที่ดีอยู่เสมอ ๒. ตัวแทนประกันชีวิตเป็นผู้มีการเจรจาที่ดี รู้จักใช้ถ้อยคำไพเราะเพื่อให้เกิดความประทับใจและประโยชน์ สูงสุดของผู้มารับการบริการ ๓. ตัวแทนประกันชีวิตรู้จักเสียสละความสุขของตัวเองเพื่อประโยนช์สุขแก่ ผู้อื่น และ ๔. ตัวแทนประกันชีวิตต้องถือว่าลูกค้าผู้ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตคือบุคคลสำคัญที่สุด จึง ต้องให้การบริการเป็นอย่างดีแบบเสมอต้นเสมอปลาย สามารถให้คำปรึกษากับลูกค้าได้อย่างทันท่วงที และสร้างความรักความอบอุ่นความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกันด้วยน้ำใสใจจริงอยู่เสมอ ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่ ประสบความสำเร็จในการให้บริการประกันชีวิต ได้มีการนำหลักสังคหวัตถุไปใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน ไปในแต่ละกลุ่มคน๗๓ เบญจวรรณ สีตะระโส ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การให้บริการตามสังคหวัตถุธรรมของศาล เยาวชนและครอบครัว จังหวัดนครสวรรค์” ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาพบว่า ๑. ประชาชนมี ความคิดเห็นว่า การให้บริการประชาชนตามสังคหวัตถุธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด นครสวรรค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นราย ด้าน มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ตามลำดับ คือ ด้านทาน คือ การให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน ด้านสมานัตตตา คือ ความเป็น คนเสมอต้นเสมอปลาย ด้านอัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ด้านปิยวาจา คือ พูดอย่างน่ารัก วาจาสุภาพอ่อนหวานน่าฟัง ๒. ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อ การ ให้บริการประชาชนตามสังคหวัตถุธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์จำแนกตาม ข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ พบว่า ประชาชนที่มารับ บริการมี เพศ, อายุ, การศึกษา, อาชีพ, และรายได้ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการให้บริการประชาชน ๗๓ นิภา อาจริยาภิบาล, “การปรับใช้หลักสังคหวัตถุ ๔ ในการให้บริการประกันชีวิตในจังหวัดกาฬสินธ์” วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑).
๖๒ ตามสังคหวัตถุ ธรรม ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ ไม่แตกต่างกัน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จึงปฏิเสธสมมุติฐานที่ตั้งไว้ปัญหา อุปสรรคต่อการให้บริการตาม สังคหวัตถุธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดนครสวรรค์ พบว่า ๑) ข้อมูลบางครั้ง มี ความล่าช้าในการให้บริการประชาชน ๒) บางแผนกงานมีระยะเวลาและขั้นตอนในการปฏิบัติงาน นานเกินไป ทำให้ต้องเสียเวลาคอยนาน ๓) บางครั้งมีประชาชนมาติดต่อในเวลาเดียวกันเป็นจำนวน มาก เจ้าหน้าที่มีน้อยและบางคนขาดประสบการณ์ทำให้ไม่เพียงพอแก่การบริการ ทำให้เกิดความ ล่าช้าและไม่ค่อยเต็มใจให้บริการและป้ายบอกทางไปห้องพิจารณาและป้ายให้ความรู้ต่าง ๆ ไม่ชัดเจน และมีขนาดตัวอักษรเล็กเกินไป ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการให้บริการตามสังคหวัตถุธรรมของศาล เยาวชนและครอบครัว จังหวัดนครสวรรค์พบว่า ควรปรับปรุงลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานให้น้อยลง เพื่อให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น ๒) ควรจัดให้เจ้าหน้าที่คอยรับบริการในเวลาเร่งด่วน และเพิ่มช่อง การให้บริการ๗๔ พระธีระพงษ์ ธีรงฺกุโร (พลรักษา) ได้ศึกษางานวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรม เพื่อการให้บริการประชาชนของสำนักงานเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร” ผลการวิจัยพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับการให้บริการประชาชนของสำนักงานเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า หลักพุทธธรรมกับการให้บริการประชาชนของสำนักงานเขตบางพลัดกรุงเทพมหานคร มี ความสัมพันธ์ในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ จึงยอมรับสมมติฐาน๗๕ สรุปได้ว่า การให้บริการเป็นการบริการเป็นกิจกรรมหนึ่งหรือกิจกรรมหลายกิจกรรม เป็น กระบวนการของการปฏิบัติงานตามภาระหน้าที่ของตนเพื่อให้บริการผู้อื่นทำให้ผู้อื่นมีความสุข และ ความสะดวกสบาย การให้บริการยังเป็นการกระทำที่เกิดจากจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีมี ลักษณะเฉพาะเพื่อสอดรับและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ที่มารับบริการและสามารถสร้าง ความพึงพอใจให้แก่ผู้มารับบริการ ทำให้ผู้ที่มารับบริการเกิดความประทับใจเกิดทัศนคติที่ดีต่อองค์กร ๗๔ เบญจวรรณ สีตะระโส, “การให้บริการตามสังคหวัตถุธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัด นครสวรรค์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗). ๗๕ พระธีระพงษ์ธีรงฺกุโร (พลรักษา), “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการให้บริการประชาชนของ สำนักงานเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๔).
๖๓ ตารางที่ ๒.๙ สรุปงานวิจัยที่เกี่ยวกับการให้บริการ นักวิจัย สรุปผลการวิจัย กมลวรรณ แสนคําลือ ประชาชนผู้มาใช้บริการมีระดับความพึงพอใจในค่าเฉลี่ยรวมอยู่ใน ระดับมาก แนวทางการให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรมของสำนัก ทะเบียนท้องถิ่น ได้แก่ การให้บริการที่สะดวกรวดเร็ว ถูกต้อง และ เป็นธรรมกับประชาชนผู้มาใช้บริการ โดยปรารถนาให้ผู้มาใช้บริการมี ความพึงพอใจมากที่สุด ด้วยการพูดจาที่สุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน ควบคุมสติอารมณ์ การช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาต่างๆด้วยความเต็มใจ โดยไม่เลือกปฏิบัติ ให้ความเสมอภาค และเท่าเทียมกันทุกคน เสาวลักษณ์ ดีมั่น ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการ สาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอแปลกในอำเภอแปลง ยาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกันพยากรณ์การให้บริการสาธารณะของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ ร้อยละ ๔๖.๕๐ ยังมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๕67 นิภา อาจริยาภิบาล หลักสังคหวัตถุมีความสัมพันธ์กับการให้บริการในแง่ของการให้ โอกาส ให้เวลาและให้คำแนะนำดีๆ แก่ผู้มารับบริการด้านประกัน ชีวิต การพูดคุยที่ไพเราะนุ่มนวล เพื่อสร้างความสุขความมั่นคงใน ชีวิต การให้บริการที่ดีถือว่าเป็นการบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น และเมื่อมีการคิดดี พูดดี ทำดีต่อผู้มารับบริการแล้ว ตัวแทนขาย ประกันจะต้องให้บริการดีอย่างสม่ำเสมอ และเป็นไปอย่างเสมอต้น เสมอปลายมีการนำหลักสังคหวัตถุ ๔ ไปปรับใช้กับการให้บริการ เบญจวรรณ สีตะระโส การให้บริการประชาชนตามสังคหวัตถุธรรมของศาลเยาวชนและ ครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการ เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อการให้บริการประชาชนตาม สังคหวัตถุธรรม จำแนกตามข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ พบว่า ประชาชนที่มารับ บริการมี เพศ, อายุ, การศึกษา, อาชีพ, และรายได้ต่างกัน มีความ คิดเห็นต่อ การให้บริการประชาชนตามสังคหวัตถุธรรม ของศาล เยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ ไม่แตกต่างกัน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕
๖๔ ตารางที่ ๒.๙ สรุปงานวิจัยที่เกี่ยวกับการให้บริการ (ต่อ) นักวิจัย สรุปผลการวิจัย พระธีระพงษ์ธีรงฺกุโร (พลรักษา) ได้ศึกษางานวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการ ให้บริการประชาชนของสำนักงานเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร” ผลการวิจัยพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับการ ให้บริการประชาชนของสำนักงานเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก จากการ ทดสอบสมมติฐาน พบว่า หลักพุทธธรรมกับการให้บริการ ประชาชนของสำนักงานเขตบางพลัดกรุงเทพมหานคร มี ความสัมพันธ์ในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ จึง ยอมรับสมมติฐาน ๒.5.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสังคหวัตถุธรรม จากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสังคหวัตถุ ๔ ผู้วิจัย พบว่ามีผู้สนใจที่จะศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้วิจัยจึงได้ศึกษารวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับหลักสังคหวัตถุ ๔ สำหรับเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ซึ่งมีหัวข้องานวิจัยที่น่าสนใจ ดังนี้ พระจักรพันธ์จกฺกวโร (จันทร์แรง) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ประสิทธิผลการบริหารตาม หลักสังคหวัตถุธรรมของเทศบาลตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ระดับประสิทธิผลการบริหารตามหลักสังคหวัตถุธรรมของเทศบาลตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ ให้บริการมีค่าเฉลี่ยสูงสุดรองลงมาคือ ด้านอาคารสถานที่ ส่วนค่าเฉลี่ยน้อยสุด ได้แก่ด้านสิ่งอำนวย ความสะดวก และระดับการประยุกต์ใช้หลักหลักสังคหวัตถุธรรมกับประสิทธิผลการบริหารของ เทศบาลตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อจำแนกเป็น รายด้าน พบว่า ด้านอัตถจริยา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านปิยวาจาด้านสมานัตตตา ส่วน ค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านทาน ๒. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อประสิทธิผลการ บริหารตามหลักสังคหวัตถุธรรมของเทศบาลตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยจำแนก ตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ พบว่า เมื่อจำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษาอาชีพ และรายได้ ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐาน ๓. ความสัมพันธ์ระหว่าง หลักสังคหวัตถุธรรมกับประสิทธิผลการบริหารของตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน พบว่า หลักสังคหวัตถุธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง (R=.796**) กับประสิทธิผลการบริหารของ
๖๕ เทศบาลตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ ๗๖ สมบุญ พูลเกลี้ยง และคณะ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะตาม หลักสังคหวัตถุธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลท่างิ้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์” ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลท่างิ้ว อำเภอ บรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ขณะเดียวกันประสิทธิผลการ ให้บริการสาธารณะตามหลักสังคหวัตถุธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลท่างิ้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านทาน ด้าน ปิยวาจา ด้านอัตถจริยา และด้านสมานัตตตา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ส่วน ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรม กับประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหาร ส่วนตำบลท่างิ้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าความสัมพันธ์กันในทางบวกหรือมีความสัมพันธ์กันใน ลักษณะที่คล้อยตามกันเป็นคู่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูงมาก(0.835) เมื่อพิจารณารายละเอียดใน แต่ละด้าน พบว่าคู่ของด้านอัตถจริยากับด้านการจัดระเบียบชุมชนสังคมและการรักษาความสงบ เรียบร้อย มีค่าความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = 0.765) รองลงมา คือ คู่ของด้านปิยวาจากับด้านการจัด ระเบียบชุมชนสังคมและการรักษาความสงบเรียบร้อย (r =0.763) และค่าที่น้อยที่สุด คือ คู่ด้าน สมานัตตตากับด้านการบริหารจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (r =0.575)๗๗ จิตรา แสงผาบ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรมของสำนักงาน ที่ดินจังหวัดลำพูน” ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นของประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามมีค่าเฉลี่ย รวมอยู่ในระดับมากและเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านอรรถจริยาอยู่ในระดับมาก ส่วนด้าน ทาน ปิยะวาจา และอัตถจริยาอยู่ในระดับปานกลาง การเปรียบเทียบความพึงพอใจการให้บริการตาม หลักสังคหวัตถุ ๔ โดยการวิเคราะห์ความแตกต่างกันจำแนกตามปัจจัยบุคคลได้แก่ เพศ อายุระดับ การศึกษา อาชีพ ความถี่ในการมาใช้บริการ พบว่า ประชาชนที่มีระดับการศึกษาและอาชีพต่างกันมี ความพึงพอใจต่อการให้บริการแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับเพศ ๗๖ พระจักรพันธ์ จกฺกวโร (จันทร์แรง), “ประสิทธิผลการบริหารตามหลักสังคหวัตถุธรรมของเทศบาล ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน”, วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐ ประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖0). ๗๗ สมบุญ พูลเกลี้ยง และคณะ, “ประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะตามหลักสังคหวัตถุธรรมของ องค์การบริหารส่วนตำบลท่างิ้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์”, วารสารวิจยวิชาการ, ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2564), หน้า 225-234.
๖๖ อายุและจำนวนครั้งที่มาใช้บริการ มีความพึงพอใจต่อการให้บริการไม่แตกต่างกัน ปัญหาและอุปสรรค ในระดับความพึงพอใจในการให้บริการตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สรุปได้ คือเจ้าหน้าที่มีความมีจำนวนจำกัดจึงทำให้การบริการไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร เจ้าหน้าที่บางครั้งพูดไม่ เพราะไม่มีความกระตือรือร้นในการให้บริการ และให้บริการอย่างไม่มีความเท่าเทียมกันซึ่งเจ้าหน้าที่ ควรมีการจัดเวรเพื่อให้บริการคำแนะนำต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นควรมีการพูดจาไพเราะขณะให้บริการ ควร มีความกระตือรือร้นในการให้บริการ และควรให้บริการด้วยความยุติธรรมแก่ประชาชนทุกคน ผล การศึกษาเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เน้นเรื่องการให้บริการที่สอดคล้องกับคหบดีโดยเฉพาะ รูปแบบการให้บริการที่สะดวกรวดเร็วเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมีการทุจริยาไพเราะช่วยเหลือได้ต่าง ๆ แก่ ประชาชนเพื่อให้เกิดความประทับใจแก่ประชาชนผู้มาใช้บริการ๗๘ สังขพงศ์ ชมภูได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการประยุกต์ใช้ หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลโค้งไผ่ อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังวัด กำแพงเพชร” ผลการวิจัยพบว่า ๑) ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ ธรรมในการบริการขององค์การบริหารส่วนตำบลโค้งไผ่ อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านอัตถ จริยา การให้บริการที่เป็นประโยชน์ ด้านปิยวาจา การให้บริการด้วยการพูดจาไพเราะ ด้านสมานัตต ตา การให้บริการที่ดีอย่างสม่ำเสมอ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ด้านทาน การเอื้อเฟื้อแบ่งปัน การให้บริการ ๒) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ของ ประชาชนที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการประยุกต์ใช้ หลักสังคหวัตถุธรรมในการบริการขององค์การบริหารส่วนตำบลโค้งไผ่ อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัด กำแพงเพชร ไม่แตกต่างกัน ส่วนอาชีพของประชาชนที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อความพึงพอใจ ของประชาชนที่มีต่อการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการบริการขององค์การบริหารส่วนตำบล โค้งไผ่ อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ๓) ข้อเสนอแนะต่อความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรม พบว่า เจ้าหน้าที่ควรปฏิบัติต่อทุกคนให้เท่าเทียมกัน เสมอต้นเสมอปลายกับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงฐานะ มีความสนใจเอาใจใส่ให้บริการประชาชนด้วยความถูกต้อง และเป็นธรรม รักในการบริการด้วยความ เต็มใจ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะอ่อนหวานและควรมีการจัดอบรมแก่เจ้าหน้าที่ทุกท่านใน อบต. ในหัวข้อการให้บริการประชาชน การติดต่อประสานงานที่มีประสิทธิภาพอีกทั้งควรมีสิ่งอำนวย ๗๘ จิตรา แสงผาบ, “การให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรมของสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗).
๖๗ ความสะดวกภายในที่ทำการ อบต. เช่น มีที่จอดรถหรือห้องน้ำที่สะอาด มีบริการแจกบัตรคิวเพื่อ ความเสมอภาคแก่ประชาชน๗๙ ศิวพร สัจจวัฒนา ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การใช้หลักสังคหวัตถุ ๔ ในการให้บริการของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนฝรั่งตามการรับรู้ของประชาชน" ผลการศึกษาพบว่าโดยภาพ รวมอยู่ในระดับมาก คือ การใช้หลักสังคหวัตถุ ๔ ประการ ถือเป็นหัวใจสำคัญของงานบริการเริ่ม ตั้งแต่โอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ประชาชน วางตนเหมาะสม เพราะการอยู่ร่วมกันในสังคม นั้น มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาเป็นที่รักของคนรอบข้าง เป็นที่ยอมรับนับถือของทุก ๆ คนและยังเป็น เครื่องยึดใจบุคคลและประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี สามารถแบ่งเป็น ๔ ประการ คือ (๑) ทานคือ การ ให้ คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำสั่ง สอน (๒) ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ คือ วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดดื่มน้ำใจ หรือวาจาซาบซึ้งใจคือ กล่าว คำสุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำแสดง ประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐาน จูงใจให้นิยมยอมตาม (๓) อัตถจริยา การประพฤติ ประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตลอดถึงช่วยแก้ไขปรับปรุง ส่งเสริมในทางจริยธรรม (๔) สมานัตตตา คือ ความมีตนเสมอ คือ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติ สม่ำเสมอกันในชนทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้ร่วมแก้ไข ตลอดถึงวางตน เหมาะสมแก่ ฐานะ ภาวะ บุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี๘๐ สรุปได้ว่า หลักสังคหวัตถุ ๔ เป็นหลักธรรมที่สร้างความสงบสุขสมานสามัคคีสร้างความ เกื้อกูลกัน สร้างความผูกมิตรรักใคร่กลมเกลียว และเชื่อมสัมพันธ์กันของคนในสังคม ประกอบไปด้วย ทาน คือ การให้ การแบ่งปัน ปิยวาจา คือ การสื่อสารกันด้วยถ้อยคำที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น อัตถจริยา คือ การสร้างสรรค์สิ่งที่ดีมีคุณประโยชน์แก่ส่วนรวม สัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน การร่วมกันทำงานตามหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบให้ดีที่สุด และสมานัตตตา คือ การประพฤติตนอย่าง เสมอต้นเสมอปลาย การไม่เลือกปฏิบัติ การรู้จักวางตน ให้เหมาะสมตามเวลา สถานที่ และตำแหน่ง หน้าที่ของตนเอง ๗๙ สังขพงศ์ ชมภู, “ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการ ให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลโค้งไผ่ อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังวัดกำแพงเพชร” วิทยานิพนธ์หลักสูตร ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘). ๘๐ ศิวพร สัจจวัฒนา, “การใช้หลักสังคหวัตถุ ๔ ในการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โนนฝรั่งตามการรับรู้ของประชาชน", วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพระพุทธศาสนา,(บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕).
๖๘ ตารางที่ ๒.10 สรุปงานวิจัยที่เกี่ยวกับหลักสังคหวัตถุธรรม นักวิจัย สรุปผลการวิจัย พระจักรพันธ์จกฺกวโร (จันทร์แรง) ระดับประสิทธิผลการบริหารตามหลักสังคหวัตถุธรรมของเทศบาล ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับ มาก ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับประสิทธิผล การบริหารของตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน พบว่า หลักสังคหวัตถุธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง สมบุญ พูลเกลี้ยง และคณะ ประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบล ท่างิ้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด ขณะเดียวกันประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะ ตามหลักสังคหวัตถุธรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วน ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรม กับประสิทธิผลการ ให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลท่างิ้ว อำเภอ บรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จิตรา แสงผาบ ระดับความคิดเห็นของประชาชนด้านอรรถจริยาอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านทาน ปิยะวาจา และอัตถจริยาอยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาและอุปสรรค คือ เจ้าหน้าที่มีความมีจำนวนจำกัด พูดไม่ เพราะไม่มีความกระตือรือร้นในการให้บริการ และให้บริการอย่าง ไม่มีความเท่าเทียมกัน และควรให้บริการด้วยความยุติธรรมแก่ ประชาชนทุกคน สังขพงศ์ ชมภู ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านอัตถจริยา การให้บริการที่เป็น ประโยชน์ ด้านปิยวาจา การให้บริการด้วยการพูดจาไพเราะ ด้าน สมานัตตตา การให้บริการที่ดีอย่างสม่ำเสมอ และด้านที่มีค่าเฉลี่ย น้อยที่สุดคือ ด้านทาน การเอื้อเฟื้อแบ่งปันการให้บริการ
๖๙ ตารางที่ ๒.10 สรุปงานวิจัยที่เกี่ยวกับหลักสังคหวัตถุธรรม (ต่อ) นักวิจัย สรุปผลการวิจัย ศิวพร สัจจวัฒนา การใช้หลักสังคหวัตถุ ๔ ในการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบลโนนฝรั่งตามการรับรู้ของประชาชนโดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมาก จำนวน ๓ ด้าน และระดับปานกลาง จำนวน ๑ ด้าน และเรียงลำดับค่าเฉลี่ย ในแต่ละด้านจากมากไปหาน้อย พบว่า การรับรู้การใช้หลักสังคห วัตถุ ๔ ในการให้บริการ ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนน ฝรั่ง ตามการรับรู้ของประชาชน ด้านสมานัตตตา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านปิยวาจา ด้านทาน และด้านอัตถจริยา ๒.๖ กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมุ่งศึกษาเรื่อง “การบูรณาการหลักสังคหวัตถุธรรม เพื่อการให้บริการ ประชาชนของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน” จากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎีและ งานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย (Conceptual Framework) ประกอบด้วยตัว แปรอิสระ (Independent Variables) และตัวแปรตาม (Dependent Variable) ดังนี้ ๑. ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) คือ ๑. ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบ แบบสอบถาม ได้แก่ เพศ, อายุ, ระดับการศึกษา, อาชีพ และงานบริการที่ติดต่อขอรับบริการ ๒. หลัก พุทธธรรม ได้แก่ หลักสังคหวัตถุธรรม ดังนี้๘๑ ๑) ทาน คือ การให้ ๒) ปิยวาจา คือ วาจาที่เป็นที่รัก ๓) อัตถ จริยา คือ การประพฤติประโยชน์ ๔) สมานัตตตา คือ การวางตนสม่ำเสมอ ๒. ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ การให้บริการประชาชนของสำนักงาน เทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยผู้วิจัยสังเคราะห์จากแนวคิดทฤษฎีความพึงพอใจในการ ให้บริการ ประชาชนของจอห์น ดี. มิลเลทท์ (John D. Millet) แบ่งออกเป็น ๕ ด้าน ๘๒ ได้แก่ ๑) ด้านการให้บริการ อย่างเสมอภาค (Equitable Service) ๒) ด้านการให้บริการอย่างทันต่อเวลา (Timely Service) ๓) ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ (Ample Service) ๔) ด้านการให้บริการอย่าง ต่อเนื่อง (Continuous Service) ๕) ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า (Progressive Service) ดังแผนภาพที่ ๒.๒ ๘๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๘๒, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท พิมพ์สวย จำกัด, ๒๕๕๐), หน้า ๒๕. ๘๒ John D. Millet, J.D., Management in the public service, (New York: McGraw-Hill Book Company, 1954), pp. 397-400.
๗๐ ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม (Independent Variables) (Dependent Variable) แผนภาพที่ ๒.๒ กรอบแนวคิดในการวิจัย ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบ แบบสอบถาม ๑. เพศ ๒. อายุ ๓. ระดับการศึกษา ๔. อาชีพ ๕. งานบริการที่ติดต่อขอรับบริการ การให้บริการประชาชน ของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ๑. ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค ๒. ด้านการให้บริการอย่างทันต่อเวลา ๓. ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ ๔. ด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ๕. ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า หลักสังคหวัตถุธรรม ๑. ทาน คือ การให้ ๒. ปิยวาจา คือ วาจาที่เป็นที่รัก ๓. อัตถ จริยา คือการประพฤติประโยชน์ ๔. สมานัตตตา คือ การวางตนสม่ำเสมอ
บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อการให้บริการประชาชนของ สำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน” เป็นการวิจัยโดยการใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบ ผสานวิธี (Mixed Methods Research) กล่าวคือ การใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้วิจัยได้กำหนดวิธีการวิจัย ตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๓.๒ การวิจัยเชิงปริมาณ ๓.๒.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๓.๒.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓.๒.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๒.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๓ การวิจัยเชิงคุณภาพ ๓.๓.๑ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๓.๓.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓.๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๓.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๑ รูปแบบการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อการให้บริการประชาชนของ สำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน” ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) กล่าวคือ โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้วิธีวิจัย เชิงสำรวจ (Survey Research) จากแบบสอบถาม (Questionnaire) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants)
๗๒ ๓.๒ การวิจัยเชิงปริมาณ ๓.๒.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๑) ประชากร (Population) ได้แก่ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตพื้นที่เทศบาล ตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน จำนวน ๘,๖๗๐ คน๑ ๒) กลุ่มตัวอย่าง (Sample) ผู้วิจัยได้กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) และวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Sampling) ซึ่งได้มาจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตพื้นที่เทศบาล ตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน จำนวน ๘,๖๗๐ คน ได้ประชากรจากการสุ่มตัวอย่างจากสูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) ๒ จำนวน ๓๘๓ คน ซึ่งใช้ระดับความคลาดเคลื่อนที่ ๐.๐๕ ดังนี้ n = N 1+ N (e) 2 โดย N = จำนวนประชากรทั้งหมด e = ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ n = จำนวนกลุ่มตัวอย่าง ประชากรทั้งหมด ๘,๖๗๐ คน เมื่อแทนค่าสูตรจะได้ดังนี้ n = 8,670 1 + 8,670 (0.05) 2 n = 8,670 1 + 8,670 (0.0025) n = 8,670 1 + 21.68 n = 8,670 22.68 n = 382.28 n = 383 เพราะฉะนั้นจำนวนกลุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 383 คน ๑ สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลปัว, จำนวนประชากรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตพื้นที่เทศบาล ตำบลปัว ข้อมูล ณ วันที่ ๒๐ เดือน กันยายน ๒๕๖๔, ๒๕๖๔. ๒ Taro Yamane, Statistics : An Introductory Analysis, Third Edition Newyork : Herper and Row publication, (1973), p125.
๗๓ วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Sampling) การสุ่มกลุ่มตัวอย่างใช้หลักการสุ่มแบบแบ่งชั้น ประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้ กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างเป็นสัดส่วน โดยพิจารณาจากจำนวนประชากร เพื่อให้ได้ ข้อมูลมีลักษณะกระจายให้สัมพันธ์กับสัดส่วนของประชากร โดยทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) โดยใช้หมู่บ้าน เป็นระดับในการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างเป็นสัดส่วน โดยใช้สูตร ดังนี้ จำนวนตัวอย่างในแต่ละหมู่ = จากสูตรจะได้ประชากรที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในแต่ละหมู่บ้านของประชาชนผู้มีสิทธิ์ เลือกตั้งในพื้นที่เทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน รวมจำนวน ๘,๖๗๐ คน รายละเอียดดัง ตารางที่ ๓.๑ ตารางที่ ๓.๑ จำนวนประชากรและกลุ่มตัวอย่างประชากรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่เทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน เทศบาลตำบลปัว ตามตำบล ๔ ตำบล จำนวนประชากร (คน) เทียบสัดส่วน จำนวนตัวอย่าง (คน) ตำบลปัว ๕,๘๕๐ ๕,๘๕๐ x ๓๘๓ ๒๕๙ ๘,๖๗๐ ตำบลวรนคร ๑,๖๕๒ ๑,๖๕๒ x ๓๘๓ ๗๓ ๘,๖๗๐ ตำบลสถาน ๖๑๕ ๖๑๕ x ๓๘๓ ๒๗ ๘,๖๗๐ ตำบลไชยวัฒนา ๕๕๓ ๕๕๓ x ๓๘๓ ๒๔ ๘,๖๗๐ รวม 8,670 8,670 x ๓๘๓ 383 8,670 จำนวนตัวอย่างทั้งหมด จำนวนประชากรในแต่ละหมู่บ้าน จำนวนประชากรทั้งหมด
๗๔ ๓.๒.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๑) ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ ๑. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจากเอกสาร ตำราและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบแนวคิดในการสร้างแบบสอบถาม ๒. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาถึง รายละเอียดต่างๆ เพื่อให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่กำหนดไว้ ๓. ขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม ๔. สร้างแบบสอบถามให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ เก็บรวบรวมข้อมูล ๕. นำเสนอร่างแบบสอบถามต่ออาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไข ๖. นำเครื่องมือการวิจัยไปทดลองใช้ (Try out) กับประชาชนที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่ม ตัวอย่างที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจริง จำนวน ๓๐ ชุด เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น (Reliability) ๗. นำเสนออาจารย์ที่ปรึกษา ๘. จัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับจริง และนำไปแจกกับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ๙. รวบรวมแบบสอบถาม แล้วนำมาวิเคราะห์ ๒) ลักษณะเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ตามกรอบของการวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อการให้บริการประชาชนของ สำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน” ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยโดยการสร้างแบบสอบถามตามกรอบปัจจัยที่กำหนด โดยแบ่ง ออกเป็น ๔ ตอน ดังนี้ ตอนที่ ๑ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวข้องกับข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามมี ลักษณะเป็นแบบปลายปิดให้เลือกตอบ (Check List) จำแนกตาม เพศ, อายุ, ระดับการศึกษา, อาชีพ และงานบริการที่ติดต่อขอรับบริการ จำนวน ๕ ข้อ ตอนที่ ๒ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับหลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการประชาชนของ สำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยแบ่เป็น ๔ ด้าน รวม ๒๐ ข้อ ดังนี้ ๑. ด้านทาน จำนวน ๕ ข้อ ๒. ด้านปิยวาจา จำนวน ๕ ข้อ ๓. ด้านอัตถจริยา จำนวน ๕ ข้อ ๔. ด้านสมานัตตตา จำนวน ๕ ข้อ
๗๕ มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ๓ ๕ ระดับ ตามหลักการลิเคิร์ท (Likert) มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ระดับ ๕ พุทธธรรมเพื่อการให้บริการ อยู่ในระดับมากที่สุด ระดับ ๔ พุทธธรรมเพื่อการให้บริการ อยู่ในระดับมาก ระดับ ๓ พุทธธรรมเพื่อการให้บริการ อยู่ในระดับปานกลาง ระดับ ๒ พุทธธรรมเพื่อการให้บริการ อยู่ในระดับน้อย ระดับ ๑ พุทธธรรมเพื่อการให้บริการ อยู่ในระดับน้อยที่สุด ตอนที่ ๓ เป็นแบบสอบถามที่เกี่ยวกับการให้บริการประชาชนของสำนักงานเทศบาล ตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยแบ่งเป็น ๕ ด้าน รวม ๒๕ ดังนี้ ๑. ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค จำนวน ๕ ข้อ ๒. ด้านการให้บริการอย่างทันต่อเวลา จำนวน ๕ ข้อ ๓. ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ จำนวน ๕ ข้อ ๔. ด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง จำนวน ๕ ข้อ ๕. ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า จำนวน ๕ ข้อ มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ๕ ระดับ ตามหลักการลิเคิร์ท (Likert) มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ระดับ ๕ ระดับการให้บริการ อยู่ในระดับมากที่สุด ระดับ ๔ ระดับการให้บริการ อยู่ในระดับมาก ระดับ ๓ ระดับการให้บริการ อยู่ในระดับปานกลาง ระดับ ๒ ระดับการให้บริการ อยู่ในระดับน้อย ระดับ ๑ ระดับการให้บริการ อยู่ในระดับน้อยที่สุด ตอนที่ ๔ เป็นแบบสอบถามที่เกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะต่อการให้บริการ ประชาชนของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งมีลักษณะเป็นคำถามปลายเปิด (Open ended Questionnaire) ๓) การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถาม เพื่อหาคุณภาพของแบบสอบถาม โดยการหาความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) ดังนี้ ๑. ขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบเครื่องมือ ที่สร้างไว้ ๓ สุวรีย์ ศิริโภคารภิรมย์, การวิจัยทางการศึกษา, (ลพบุรี : สถาบันราชภัฏเทพสตรี, ๒๕๔๖), หน้า ๑๔๐.
๗๖ ๒. หาความเที่ยงตรง (Validity) โดยการนำแบบสอบถามที่สร้างเสร็จ เสนอประธาน คณะกรรมการที่ปรึกษาสารนิพนธ์ เพื่อขอความเห็นชอบและนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำมา ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม จำนวน ๕ ท่าน ได้แก่ ๑) ผศ.ดร.วรปรัชญ์คำพงษ์อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ๒) อาจารย์ดร.ชำนาญ เกิดช่อ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ๓) อาจารย์ ดร.อิทธิโชตน์โชติกุณพันธุ์ประธานหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยน่าน มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ ๔) อาจารย์ ดร.ธีรศักดิ์พิทักษ์กุล นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ เทศบาลเมืองน่าน ๕) อาจารย์ธัชพล ยรรยงค์อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อพิจารณาทั้งในด้านเนื้อหาสาระและโครงสร้างของคำถาม ตลอดจนภาษาที่ใช้ และ ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถาม และวัตถุประสงค์ (Item Objective Congruence Index: IOC) ๔ โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้ สูตรคำนวณ IOC = ∑R N IOC คือ ดัชนีความสอดคล้อง R คือ คะแนนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ ∑R คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญ โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ +๑ หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย ๐ หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย -๑ หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย เกณฑ์การแปลความหมาย ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ยอมรับได้ ซึ่งเครื่องมือการวิจัยฉบับ นี้ได้ค่า IOC ระหว่าง ๐.๖-๑.๐ ซึ่งถือว่าเครื่องมือใช้ได้ ๔ สมนึก ภัททิยธนิ, การวัดผลการศึกษา, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์, ๒๕๔๙), หน้า ๒๒๐.
๗๗ การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) นำแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแก้ไข แล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แต่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยครั้งนี้ จำนวน ๓๐ ชุด แล้วนำผลการตอบแบบสอบถามไปหาค่าเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยใช้ สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (α Coefficient) ตามวิธีการของครอนบาค (Cronbach)๕ โดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูปทางสังคมศาสตร์โดยใช้สูตรคำนวณได้ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับเท่ากับ ๐.๙๓๖ การนำแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและกรรมการ ควบคุม สารนิพนธ์ และจัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ เพื่อใช้สอบถามกลุ่มตัวอย่างจริงในการ ศึกษาวิจัย ต่อไป ๓.๒.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามตามขั้นตอน ดังนี้ ๑. ผู้วิจัยได้ขอหนังสือจากผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัย สงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติฯ ถึงนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถามจาก ประชาชนที่มาใช้บริการของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ๒. ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วไปเก็บข้อมูล โดยนำ แบบสอบถามจำนวน ๓๘๓ ฉบับ โดยแจกกับประชาชนที่มาใช้บริการของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ๓. ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และประมวลผลโดยโปรแกรมสำเร็จรูปทาง คอมพิวเตอร์ ๓.๒.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยนำแบบสอบถามที่ได้รับคืนมา วิเคราะห์และประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จทางสังคมศาสตร์ ดังนี้ ๑) การวิเคราะห์เชิงสถิติพรรณนา (Descriptive Analysis) ดังนี้ ๑. วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์โดยการหาค่าความถี่ (Frequency) และ ค่าร้อยละ (Percentage) ๒. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพื่อใช้อธิบายถึงข้อมูลเกี่ยวกับการบูรณาการหลักสังคหวัตุธรรมเพื่อการให้บริการ ประชาชนของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ๕ สิน พันธุ์พินิจ, เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทจูนพับ ลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๔๗), หน้า ๑๙๑.
๗๘ เกณฑ์ที่ใช้แปลผลข้อคำถามที่ได้จากการประเมินผล ดังนี้ ช่วงค่าเฉลี่ย การแปลความหมาย ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๔.๕๑ - ๕.๐๐ มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๓.๕๑ - ๔.๕๐ มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๒.๕๑ - ๓.๕๐ มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๑.๕๑ - ๒.๕๐ มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๑.๐๐ - ๑.๕๐ มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อยที่สุด๖ ๒) การวิเคราะห์เชิงสถิติอนุมาน (Inferential Statistics Analysis) ในการทดสอบ สมมติฐานนั้น ผู้วิจัยจะทำการวิเคราะห์ในส่วนของการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรว่ามีมาก น้อยเพียงใด โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Correlation) เป็นค่าที่วัด ความสัมพันธ์ ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson product - moment correlation coefficient) เพื่อทดสอบสมมติฐาน เนื่องจากระดับของตัวแปรที่ใช้เป็น ระดับอันตราภาค และสามารถคำนวณได้ทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ โดยทั่วไปนิยมใช้สัญลักษณ์ ( r ) แทนสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของ กลุ่มการบอกระดับหรือขนาดของความสัมพันธ์ จะใช้ตัวเลขค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์หากค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่าเข้าใกล้ -๑ หรือ +๑ แสดงถึงการมีความสัมพันธ์กันในระดับสูง แต่หากมี ค่าเข้าใกล้ ๐ แสดงถึงการความสัมพันธ์กันในระดับน้อยหรือไม่มีเลย สำหรับการพิจารณาค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ โดยทั่วไปอาจใช้เกณฑ์ดังนี้๗ เกณฑ์การพิจารณาความสัมพันธ์ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน มีดังนี้ ค่า ( r ) ระดับของความสัมพันธ์ ค่าเฉลี่ย ๐.๘๐ - ๑.๐๐ กำหนดให้หมายถึง มีความสัมพันธ์สูงมาก ค่าเฉลี่ย ๐.๖๐ - ๐.๗๙ กำหนดให้หมายถึง มีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง ค่าเฉลี่ย ๐.๔๐ - ๐.๕๙ กำหนดให้หมายถึง มีความสัมพันธ์ปานกลาง ค่าเฉลี่ย ๐.๒๐ - ๐.๓๙ กำหนดให้หมายถึง มีความสัมพันธ์ค่อนข้างน้อย ค่าเฉลี่ย ๐.๐๐ - ๐.๑๙ กำหนดให้หมายถึง มีความสัมพันธ์น้อยมาก๘ ๖ ประกอบ กรรณสูตร, สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : ด่านสุทธาการพิมพ์, ๒๕๔๒), หน้า ๑๐๘. ๗ Hinkle, D.E., Applied Statistics for the Behavioral Sciences, (Boston: Houghton Mifflin, 1998), p. 118. ๘ ยุทธพงษ์ กัยวรรณ์, การวิจัยเบื้องต้น, (กรุงเทพมหานคร : สุวิริยาศาสตร์, ๒๕๔๓), หน้า ๑๖๑.
๗๙ เครื่องหมาย ( + , - ) หน้าตัวเลขตัวเลขสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ จะบอกถึงทิศทางของ ความสัมพันธ์ โดยหากว่า r มีเครื่องหมาย + (บวก) หมายถึง การมีความสัมพันธ์กันไปในทิศทางเดียวกัน (ตัวแปรหนึ่ง มีค่าสูง อีกตัวหนึ่งจะมีค่าสูงไปด้วย) r มีเครื่องหมาย – (ลบ) หมายถึง การมีความสัมพันธ์กันไปในทิศทางตรงกันข้าม (ตัวแปร หนึ่ง มีค่าสูงตัวแปรอีกตัวหนึ่งจะมีค่าต่ำ) ยกเว้นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์บางชนิดที่มีลักษณะ ๐ ≤ r ≤ ๑ ซึ่งจะบอกได้เพียงขนาด หรือระดับของความสัมพันธ์เท่านั้น ไม่สามารถบอกทิศทางของความสัมพันธ์ได้ การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามปลายเปิด (Open ended Question) วิเคราะห์โดยใช้ เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis Technique) ประกอบบริบทนำเสนอเป็นความเรียง ประกอบตาราง โดยการแจกแจงความถี่ของผู้ตอบคำถามปลายเปิด ๓.๓ การวิจัยเชิงคุณภาพ ๓.๓.๑ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) มี5 กลุ่ม จำนวน 9 รูปหรือคน ประกอบด้วย ลำดับที่ ชื่อ-ฉายา/นามสกุล ตำแหน่ง กลุ่มที่ ๑ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา จำนวน ๑ รูป ๑. พระมหาสิทธิศักดิ์ เตชรํสี เจ้าคณะตำบลปัว กลุ่มที่ ๒ กลุ่มผู้บริหารระดับสูงของเทศบาลตำบลปัว จำนวน ๒ คน ๒. นางยุภา ปัญญาวรรณรักษ์ นายกเทศมนตรีตำบลปัว เทศบาลตำบลปัว ๓. นายนำชาติ จันทร์ดี ปลัดเทศบาลตำบลปัว เทศบาลตำบลปัว กลุ่มที่ ๓ กลุ่มผู้บริหารระดับปฏิบัติการของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว จำนวน ๒ คน ๔. นายภวัต ปัญญาวงค์ หัวหน้าฝ่ายปกครอง ๕. นางสาวศจีรัชต์ สุริยะวงศ์วรรณ นักจัดการงานทะเบียนและบัตรชำนาญการ กลุ่มที่ ๔ นักวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน ๑ คน ๖. นางมันฑณา แสงแก้ว นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ กลุ่มที่ ๕ กลุ่มประชาชนผู้มาใช้บริการของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว จำนวน ๓ คน ๗. นายยงยุทธ จันพฤกษ์ ผู้ใหญ่บ้านแก้ม ตำบลวรนคร อำเภอปัว ๘. นางสาวสุวนันท์ มณีศรี ตัวแทนประชาชนบ้านปาหัด อำเภอปัว ๙. นางสาวไอลิช สุทธหลวง ตัวแทนประชาชนบ้านปรางค์อำเภอปัว
๘๐ ๓.๓.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ๑) ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ ดังนี้ ๑. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจากเอกสารตำรางานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบความคิดในการสร้างแบบสัมภาษณ์ ๒. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยพิจารณาถึง รายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์การวิจัยที่กำหนดไว้ ๓. ขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบสัมภาษณ์ ๔. สร้างแบบสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ เก็บรวบรวมข้อมูล จากผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) เพื่อนำมาวิเคราะห์ ๒) ลักษณะของเครื่องมือ แบบสัมภาษณ์ แบ่งออกเป็น ๒ ตอน ดังนี้ ตอนที่ ๑ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ให้สัมภาษณ์ ตอนที่ ๒ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับการบูรณาการหลักสังหวัตถุธรรมเพื่อการให้บริการ ประชาชน ของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ๓.๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสัมภาษณ์ตามขั้นตอน ดังนี้ ๑. ขอหนังสือจากผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเฉลิมพระเกียรติฯ ถึงผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการ สัมภาษณ์ ๒. ทำการนัดหมาย วัน เวลา และสถานที่กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) สัมภาษณ์ตามที่กำหนดไว้ ๓. ดำเนินการสัมภาษณ์ตามวัน เวลาและสถานที่ที่กำหนดนัดไว้ จนครบทุกประเด็น โดย ขออนุญาตใช้วิธีการจดบันทึกและการบันทึกเสียงประกอบการสัมภาษณ์ ๔. นำข้อมูลที่ได้รวบรวมจากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์โดยวิธีการที่เหมาะสมและนำเสนอ ต่อไป
๘๑ ๓.๓.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์เชิงลึกโดยวิธีการ ดังนี้ ๑. นำข้อมูลที่ได้จากแบบสัมภาษณ์มาถอดเสียงและบันทึกเป็นข้อความ ๒. นำข้อความจากการสัมภาษณ์และการจดบันทึกมาจำแนกเป็นประเด็นและเรียบเรียง เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย ๓. วิเคราะห์คำสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยใช้เทคนิคการ วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis Technique) ประกอบบริบท (Context) ๔. สังเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัยและนำเสนอต่อไป
บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อการให้บริการประชาชน ของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน” มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑. เพื่อศึกษา ระดับการให้บริการประชาชนของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ๒. เพื่อศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับการให้บริการประชาชนของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ๓. เพื่อเสนอแนวทางการบูรณาการหลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อการให้บริการ ประชาชนของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยโดยใช้ รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ได้นำข้อมูลจากแบบสอบถามที่รวบรวม ได้จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน ๓๘๓ ชุด มาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปการวิเคราะห์ข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ และได้นำคำตอบจากการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๙ รูปหรือคน ผลการ วิเคราะห์ข้อมูลที่สามารถตอบวัตถุประสง์ทั้ง ๓ ข้อ ซึ่งผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการวิจัยออกเป็น ๓ ส่วน ดังนี้ ๔.๑ ระดับการให้บริการประชาชนของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ๔.๒ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับการให้บริการประชาชนของสำนักงาน เทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ๔.๓ แนวทางการบูรณาการหลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อการให้บริการประชาชนของ สำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ๔.๔ องค์ความรู้ ๔.๔.๑ องค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัย ๔.๔.๒ องค์ความรู้ที่ได้สังเคราะห์จากการวิจัย
๘๓ ๔.๑ ระดับการให้บริการประชาชนของสำนักงานเทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ๔.๑.๑ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม การศึกษาข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน ๓๘๓ คน จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และงานบริการที่ติดต่อขอรับบริการ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัย ส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายละเอียดดังในตาราง ๔.๑ ตารางที่ ๔.๑ จำนวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (n=๓๘๓) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน ร้อยละ เพศ ชาย 180 47.00 หญิง 203 53.00 รวม 383 100.00 อายุ ต่ำกว่า ๒๐ ปี 8 2.09 ๒๐ - ๓๕ ปี 107 27.94 ๓๖ - ๕๐ ปี 139 36.29 มากกว่า ๕๐ ปี 129 33.68 รวม 383 100.00 อาชีพ รับราชการ/พนักงานรัฐวิสากิจ 39 10.18 พนักงานบริษัท 29 7.57 ธุรกิจส่วนตัว/ผู้ประกอบการ 71 18.54 นักเรียน/นักศึกษา 12 3.13 อาชีพอิสระ รับจ้างทั่วไป อื่น ๆ ข้าราชการบำนาญ 75 144 ๑๓ 19.58 37.60 ๓.39 รวม ๓๘๓ ๑๐๐.๐0