สภาพปญั หาและแนวทาง
การแกไ้ ขปัญหางานคา้ งของ
ชา่ งรงั วดั ในสำนกั งานท่ีดนิ
นทส. รนุ่ ท่ี 36 ปงี บประมาณ พ.ศ. 2561
กล่มุ ท่ี 1
สภาพปัญหาและแนวทางการแกไ้ ขปัญหางานคา้ งของช่างรังวดั
ในสํานกั งานท่ดี ิน
โดย
กลมุ่ 1
1. นายจกั ริน จนั ทร์มณฑล นทส.36.1769
2. นายประจวบ สวุ รรณเจริญ นทส.36.1782
3. นายปยิ ศักดิ์ อมั รามร นทส.36.1786
4. นางผอ่ งศรี ทองสัมฤทธิ์ นทส.36.1787
5. นางพิชญา พูลสมบตั ิ นทส.36.1789
6. นายภัทรนติ ิ กรธี าธร นทส.36.1794
7. นายมนู วาระดี นทส.36.1795
8. นางแมน้ เขยี น เชาวศ์ ิลป์ นทส.36.1797
9. นายวชั รนิ ทร์ ธรรมประสิทธิ์ นทส.36.1800
10. นายศุภกร ฉตั รบวรยศธร นทส.36.1804
เอกสารวิจัยน้เี ป็นสว่ นหนึง่ ของการศึกษาอบรมหลกั สตู ร นกั บรหิ ารงานท่ีดินระดับสูง
วชิ า การวจิ ยั สาํ หรับนักบริหาร
โรงเรยี นนักบรหิ ารงานทดี่ ินระดบั สงู
กรมท่ดี นิ กระทรวงมหาดไทย
2561
สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหางานคา้ งของช่างรังวัด
ในสาํ นักงานทีด่ ิน
โดย
กลุม่ 1
1. นายจกั ริน จนั ทรม์ ณฑล นทส.36.1769
2. นายประจวบ สวุ รรณเจรญิ นทส.36.1782
3. นายปิยศักด์ิ อมั รามร นทส.36.1786
4. นางผอ่ งศรี ทองสมั ฤทธ์ิ นทส.36.1787
5. นางพิชญา พลู สมบัติ นทส.36.1789
6. นายภทั รนติ ิ กรธี าธร นทส.36.1794
7. นายมนู วาระดี นทส.36.1795
8. นางแม้นเขยี น เชาวศ์ ลิ ป์ นทส.36.1797
9. นายวชั รินทร์ ธรรมประสิทธิ์ นทส.36.1800
10. นายศภุ กร ฉตั รบวรยศธร นทส.36.1804
เอกสารวจิ ัยนเ้ี ป็นส่วนหน่ึงของการศกึ ษาอบรมหลกั สูตร นักบรหิ ารงานท่ีดนิ ระดับสงู
วิชา การวิจยั สาํ หรบั นักบริหาร
โรงเรยี นนกั บรหิ ารงานทีด่ ินระดับสูง
กรมท่ดี นิ กระทรวงมหาดไทย
2561
เอกสารวิจัยนี้เป็นเอกสารวิจัยของกองฝึกอบรม กรมที่ดิน
การอ้างอิง การคัดลอก การพิมพ์ข้ึนใหม่ทั้งหมด หรือบางส่วนก็ดี
ตอ้ งไดร้ ับอนญุ าตเป็นลายลักษณ์อักษร จากอธิบดกี รมทีด่ ิน
ข้อความและความคิดเห็นต่างๆ ที่ปรากฏในเอกสารน้ี
เป็นผลการวิจัยของนักศึกษาหลักสูตร นักบริหารงานท่ีดินระดับสูง
โดยเฉพาะ และไม่จําเป็นต้องถือว่า กองฝึกอบรม กรมท่ีดิน
มีความคิดเห็นพ้องดว้ ยเสมอไป
โรงเรียนนักบริหารงานที่ดินระดับสูง
กองฝกึ อบรม กรมทีด่ ิน
บทคัดยอ่
หวั ข้อการวจิ ัย: สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหางานค้างของช่างรังวัดใน
สาํ นักงานทด่ี ิน
ผเู้ ขยี น: นักศกึ ษาหลกั สูตรนกั บริหารงานท่ีดินระดบั สูง รนุ่ ท่ี 36 กล่มุ 1
การวิจัยครั้งนี้ มีเพื่อศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหางานค้างของ
ช่างรังวัดในสํานักงานที่ดิน การวิจัยครั้งน้ีใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed
Methodology Research) ผู้ให้ข้อมูลสําคัญในการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่
กลุ่มผ้บู รหิ าร และกลมุ่ ผปู้ ฏิบตั ิงานด้านรังวดั จาํ นวน 14 ราย กลุ่มตัวอย่างในการเก็บข้อมูล
วิจยั เชงิ ปริมาณ ได้แก่ ช่างรังวัดในสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร และสาขา สํานักงาน
ท่ีดินจังหวัด สาขา และส่วนแยกท่ัวประเทศ ได้เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง
จาํ นวน 400 คน และสถติ ิท่ีใช้ในการวจิ ัย สาํ หรับการวเิ คราะห์เชงิ ปริมาณใช้สถิติวิเคราะห์
เชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( X ) และค่าเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D.) และขอ้ มลู เชิงคุณภาพใช้การวเิ คราะห์เนื้อหา ผลการวิเคราะห์สภาพปัญหา
และแนวทางการแกไ้ ขปญั หางานคา้ งของช่างรังวัดในสาํ นกั งานทีด่ นิ ดงั นี้
สภาพปัญหางานคา้ งของชา่ งรังวัดในสํานักงานท่ีดนิ
1. ด้านบคุ ลากร ผลการวจิ ัยพบว่า กลมุ่ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านขาดความชํานาญในการรังวัด
การเขียนรายงานการรังวดั (ร.ว.3 ก) ประเภทต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง และความชํานาญใน
การลงรปู แผนทดี่ ้วยระบบดิจิทลั ฯ รวมท้งั ความรเู้ กี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบและข้อส่ังการ
ของกรมที่ดินเก่ียวกับการรังวัดฯ ที่ยังไม่เชี่ยวชาญดีพอ สภาพของปัญหาท่ีเกิดจาก
ด้านบุคลากร อย่ใู นระดับนอ้ ย
2. ดา้ นงบประมาณ ผลการวิจยั พบวา่ งบประมาณมคี วามสมั พันธก์ ับดา้ นเครอ่ื งมือ
และอุปกรณ์ การจ้างธุรการช่าง และการจัดการ แต่ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่มีความเห็นว่า
ขาดการสนบั สนุนงบประมาณในการจัดจ้างตําแหน่งพนักงานธุรการช่างสภาพของปัญหา
ทเ่ี กิดจากด้านงบประมาณ อยใู่ นระดบั ปานกลาง
3. ด้านเคร่ืองมืออุปกรณ์ ผลการวิจัยพบว่า ความเห็นผู้บริหารระดับสูงของ
กรมทดี่ นิ ส่วนใหญ่ เห็นว่า กล้องท่ีใช้ในการรงั วัดปัจจุบนั มใี ชใ้ นสัดสว่ น 2 : 1 และบางส่วน
มีอายกุ ารใช้งานมานานและใช้ไมไ่ ด้จรงิ แต่ยังไมไ่ ดจ้ ําหน่ายออกจากบญั ชีเครื่องมืออุปกรณ์
อีกท้งั ยังขาดอุปกรณเ์ ทคโนโลยี เช่นเดียวกนั กับผู้ปฏิบัติงานท่ีมีความเห็นว่า จํานวนกล้อง
(3)
รงั วดั ไม่เพียงพอกับจาํ นวนช่างรังวดั และทม่ี ีอยูบ่ างส่วนกช็ าํ รุดเส่ือมสภาพตามอายุการใช้
งานต้องได้รับการซ่อมแซม สภาพของปัญหาท่ีเกิดจากด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ อยู่ใน
ระดับปานกลาง
4. ด้านการบริหารจัดการ ผลการวิจัยพบว่า ความเห็นผู้บริหารระดับสูงของ
กรมทีด่ นิ สว่ นใหญ่ เหน็ ว่า การบรหิ ารจดั การเปน็ ปญั หาหลกั ทีส่ ําคญั ระบบบรหิ ารจัดการไมด่ ี
ผู้บังคับบัญชาขาดคุณธรรม มอบหมายงานไม่เหมาะกับศักยภาพของแต่ละบุคคล
ไม่บริหารจัดการอัตรากําลังให้เหมาะสมกับสภาพพ้ืนที่ ไม่มีระบบควบคุมและติดตาม
ปัญหางานค้าง ความเห็นผ้ปู ฏบิ ัตสิ ว่ นใหญ่ เห็นวา่ ปรมิ าณงานรงั วัดมมี ากเกนิ ไป การจา่ ยงาน
ควรคํานงึ ถงึ ความรูค้ วามสามารถ ผบู้ งั คับบัญชาไม่ยึดหลักคุณธรรม ไม่สอนงานเท่าท่ีควร
สภาพของปัญหาท่เี กิดจากดา้ นการบรหิ ารจัดการ อยใู่ นระดับนอ้ ย
5. ด้านนโยบายลดควิ รังวัด เป็นส่วนหน่ึงท่ีทําให้เกิดปริมาณงานค้างเพ่ิมมากขึ้น
ความเห็นผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ เห็นว่า นโยบายลดคิวรังวัดของกรมท่ีดินเป็นสาเหตุของงาน
ค้างในมือช่างรังวัดในสํานักงานที่ดิน เนื่องจากในแต่ละเดือนช่างรังวัดต้องออกไปทําการ
รงั วดั เปน็ จํานวนมากทาํ ให้ไม่มีเวลาดําเนินการในสว่ นของงานท่ีรงั วดั มาแลว้
แนวทางการแก้ไขปัญหางานคา้ งของชา่ งรงั วัดในสํานกั งานท่ดี ิน
1. ด้านบคุ ลากร การจัดให้มกี ารอบรมความรู้และทักษะที่เฉพาะสําหรับช่างรังวัด
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงความรใู้ นส่วนท่เี กย่ี วขอ้ งกับการปฏิบัติงานด้านรังวัด รวมทั้งอบรมเพ่ือ
สร้างความเขา้ ใจในกฎหมาย กฎ และระเบียบกรมท่ีดินท่ีเกี่ยวข้องกับการการปฏิบัติงาน
ด้านรงั วัด
2. ด้านงบประมาณ การได้รับงบประมาณสนับสนุนในการจัดจ้างตําแหน่ง
พนกั งานธุรการช่าง เพื่อช่วยเพิ่มประสทิ ธิภาพในการปฏิบัติงานใหก้ ับช่างรงั วัด
3. ดา้ นเคร่อื งมืออุปกรณ์ การจดั ใหม้ ีเครือ่ งมืออุปกรณ์ท่ีมีคุณภาพดี มีเทคโนโลยี
ทีท่ ันสมัย มสี ภาพพรอ้ มใช้งาน และมจี ํานวนทเ่ี พยี งพอต่อผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งการจัดให้มี
การดแู ลบํารงุ รกั ษาและซ่อมแซมเคร่ืองมืออปุ กรณ์อย่างสมํ่าเสมอ
4. ด้านการบริหารจัดการ การส่งเสริมให้มีระบบบริหารจัดการท่ีดี โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการได้รับการแนะนําเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่จากผู้บังคับบัญชาอย่างสมํ่าเสมอ
ของช่างรงั วัด การมอบหมายงานตามความสามารถของช่างรังวัด และการติดตามให้งาน
รังวัดทค่ี ้างในมืออยู่ในกรอบระยะเวลาตามระเบียบฯ ของช่างรังวัด
5. ด้านนโยบายลดคิวรังวัด ควรทบทวนนโยบายลดคิวรังวัด โดยให้คิวรังวัดเป็นไป
ตามปริมาณงานท่ีเกิดข้นึ จรงิ และควรคาํ นงึ ถงึ สมรรถนะของชา่ งรังวดั ในแตล่ ะสาํ นักงานท่ดี ิน
(4)
ขอ้ เสนอแนะ
1. ควรพจิ ารณาและทบทวนโครงการลดคิวการรงั วัดที่ดินทั่วประเทศ ท้ังน้ี เพื่อให้
เกิดความสอดคล้องกับอัตรากําลังช่างรังวัดและเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศในแต่ละ
พื้นที่ เพอ่ื ใหก้ ารรงั วัดทดี่ นิ เปน็ ไปด้วยความถูกตอ้ งและมปี ระสิทธิภาพ
2. ควรทําแผนการจัดต้ังงบประมาณในการจัดซ้ือเครื่องมืออุปกรณ์การรังวัดในแต่ละ
ปงี บประมาณใหม้ ีความต่อเนอ่ื ง เพือ่ ใหเ้ ครือ่ งมือและอุปกรณ์การรังวัดเพียงพอกับจํานวน
ช่างรงั วดั
3. ควรจัดต้ังศูนย์ซ่อมแซมเพ่ือการบํารุงรักษาเคร่ืองมือและอุปกรณ์การรังวัดข้ึน
ทง้ั ในสว่ นกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้การบริหารจัดการด้านเครื่องมือและอุปกรณ์การ
รังวดั มีได้อย่างรวดเร็วและมปี ระสทิ ธิภาพ
4. ควรสนับสนุนงบประมาณในการจัดจ้างพนักงานธุรการช่างรังวัดให้มีหน้าท่ี
สนบั สนนุ ช่างรังวัด เชน่ งานดา้ นธุรการ ด้านการข้ึนรูปแผนที่ และด้านการจัดทํารายงาน
การรังวัด เป็นต้น เป็นการลดภาระงานของช่างรังวัด ทําให้ช่างรังวัดสามารถท่ีจะ
ปฏบิ ตั ิงานในสว่ นอน่ื ได้อย่างรวดเร็วและมปี ระสิทธภิ าพ
5. ควรสง่ เสริมให้มกี ารบรหิ ารจัดการในสาํ นักงานที่ดินให้เกิดการปฏิบัติงานที่เป็น
ระบบ และสร้างความเป็นทีม โดยให้เจ้าพนักงานท่ีดิน หัวหน้าฝ่ายรังวัด หัวหน้างาน
และช่างผู้ทําการรงั วดั ร่วมมือชว่ ยกนั แกไ้ ขปัญหาให้เสร็จส้ิน และเพ่ือปฏิบัติงานให้เป็นไป
ในทศิ ทางเดยี วกัน
6. ควรกําหนดแผนปฏบิ ตั กิ ารระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพ่ือแก้ไขสภาพ
ปัญหาของงานคา้ ง
7. ควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบถึงงานด้านการรังวัดท่ีดินที่สํานักงาน
ช่างรังวัดเอกชนสามารถดําเนินการได้ตามกฎหมาย เพื่อเป็นทางเลือกในการรังวัดท่ีดิน
อกี ทางหนง่ึ ซงึ่ จะเปน็ การช่วยลดงานรงั วดั ในสาํ นักงานท่ีดนิ ได้
(5)
กติ ตกิ รรมประกาศ
ง า น วิ จั ย เร่ื อ ง ส ภ า พ ปั ญ ห า แ ล ะ แ น ว ท า ง แ ก้ ไข ปั ญ ห า ง า น ค้ า ง ข อ ง ช่ า ง รั ง วั ด
ในสํานักงานที่ดิน คณะผู้วิจัยได้รับความช่วยเหลือสนับสนุน เอ้ือเฟ้ือ และอํานวย
ความสะดวกในด้านต่างๆ ตลอดจนการประสานงานทจ่ี าํ เป็นต่อการจดั ทาํ งานวิจัยในครั้งนี้
จนสาํ เร็จลลุ ่วงไปดว้ ยดี จากผูอ้ าํ นวยการกองฝึกอบรม และคณะเจ้าหน้าท่ีสถาบันพัฒนา
ข้าราชการกรมท่ีดิน
คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพกรมที่ดิน ผู้ตรวจราชการ
กรมท่ีดิน รักษาการในตําแหน่งท่ีปรึกษาด้านวิศวกรรมสํารวจ รองอธิบดีกรมที่ดิน
ผู้อํานวยการสํานักมาตรฐานและส่งเสริมการรังวัด เจ้าพนักงานท่ีดินกรุงเทพมหานคร
ช่างรังวัดในสํานักงานที่ดินทั่วประเทศ ท่ีให้ความกรุณาในการให้สัมภาษณ์และ
ตอบแบบสอบถาม จนเป็นผลใหง้ านวิจยั ครง้ั น้สี ําเร็จลลุ ว่ งตามความประสงค์ด้วยดี
ในด้านวิชาการคณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ผศ.ดร.ป่ินกนก วงศ์ปิ่นเพ็ชร์
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนอื ดร.ตรีทิพ บุญแย้ม มหาวิทยาลัยมหิดล
ดร.สิริลักษณ์ เที่ยงธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.สุจินดา ประเสริฐ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏจนั ทรเกษม อาจารยณ์ ชั ชามน เปรมปล้ืม มหาวิทยาลัยรามคําแหง ที่กรุณาสอน
แนะนําให้คําปรึกษา และการศึกษาวิจัยครั้งนี้จะไม่สามารถสําเร็จลงได้โดยสมบูรณ์หาก
ไม่ได้รับคําปรึกษาและแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ภายใต้การดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจาก
อาจารย์ณชั ชามน เปรมปลืม้ ท่ีไดก้ รณุ าเปน็ อาจารย์ทป่ี รึกษาในการศกึ ษาวจิ ยั ครงั้ น้ี
ผเู้ ขา้ รับการศึกษาอบรม
หลักสูตรนักบริหารงานทด่ี นิ ระดบั สงู
รุ่นที่ 36 กลุ่มท่ี 1
(6)
สารบัญ หน้า
(3)
บทคัดย่อ (6)
กิตติกรรมประกาศ (7)
สารบัญ (9)
สารบัญตาราง (10)
สารบัญแผนภมู ิ (12)
สารบัญภาพ
บทท่ี 1
1 บทนาํ 1
2
ทม่ี าและความสําคญั ของปัญหา 2
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย 3
ขอบเขตของการวิจยั 4
นยิ ามศพั ท์เฉพาะ 4
ประโยชน์ที่คาดวา่ จะได้รับ 5
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย 5
2 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง 7
แนวคิดทฤษฎเี กีย่ วกับการบรหิ ารจดั การภาครฐั แนวใหม่ 14
แนวคิดทฤษฎีเกีย่ วกับการบรหิ ารจัดการ 20
กฎหมาย กฎ และระเบยี บที่เกยี่ วขอ้ ง 22
งานวิจัยทเ่ี ก่ียวขอ้ ง 22
3 วธิ ีดําเนนิ การวิจัย 23
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง 23
ผใู้ หข้ อ้ มูลสําคัญ 24
เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั 25
การสรา้ งและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 25
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมลู 27
วธิ กี ารการวิเคราะหข์ อ้ มูล 27
4 ผลการวจิ ยั 41
ตอนท่ี 1 การวิเคราะห์ข้อมูลทว่ั ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู เพื่อตอบวตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจยั
(7)
สารบัญ (ตอ่ ) หนา้
60
บทที่ 60
5 สรปุ ผลการวิจยั อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ 64
66
สรุปผลการวิจยั 68
การอภิปรายผลการวิจัย 71
ขอ้ เสนอแนะ 72
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก ก 84
ระเบยี บกรมท่ดี ิน ว่าดว้ ยการรายงานผลการปฏิบตั งิ านและ
การจัดการงานค้างของสาํ นักงานท่ดี ิน พ.ศ. 2555 87
โครงการเรง่ รดั งานรังวัดและงานทะเบยี นในสํานกั งานที่ดนิ 88
ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 95
ภาคผนวก ข 99
แบบสอบถาม 100
แบบสมั ภาษณ์ 105
ภาคผนวก ค 106
ภาพถา่ ยคณะผวู้ ิจัยสมั ภาษณ์ผู้บริหารกรมที่ดนิ สว่ นกลาง
ภาคผนวก ง
รายนามผู้เช่ียวชาญ
(8)
สารบัญตาราง
ตารางท่ี จํานวนและรอ้ ยละของผตู้ อบแบบสอบถามจําแนกตามเพศ หน้า
1 จํานวนและรอ้ ยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามอายุ 27
2 จํานวนและร้อยละของผตู้ อบแบบสอบถามจําแนกตามระดบั การศึกษา 28
3 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามสาขาวิชา 29
4 ท่ีจบการศกึ ษา 30
5 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามระดับตาม 32
6 ตาํ แหน่ง 33
7 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจาํ แนกตามประสบการณ์ 34
8 ในการปฏบิ ตั งิ านรังวัด 35
9 จํานวนและรอ้ ยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามพ้นื ทีป่ ฏิบตั ิงาน 38
10 จาํ นวนและรอ้ ยละของผตู้ อบแบบสอบถามปริมาณงานทรี่ บั ผิดชอบ 41
จํานวนและรอ้ ยละของผู้ตอบแบบสอบถามปรมิ าณงานคา้ งในมอื
11 ค่าเฉล่ีย ( X ) ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) การแปลความ และ 43
การจัดอันดับของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามสภาพปัญหางาน
12 คา้ งของช่างรงั วัดในสํานักงานท่ดี ิน โดยรวมและจําแนกตามรายด้าน 45
ค่าเฉล่ีย ( X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การแปลความ และ
13 การจดั อนั ดบั ของผตู้ อบแบบสอบถามสภาพปญั หางานคา้ งของช่างรงั วดั 47
ในสาํ นักงานท่ีดิน ด้านบุคลากร
14 ค่าเฉล่ีย ( X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การแปลความ และ 49
การจัดอันดับ ของผู้ตอบแบบสอบถามสภาพปญั หางานค้างของช่างรังวดั
15 ในสาํ นักงานทีด่ ิน ด้านงบประมาณ 51
ค่าเฉล่ีย ( X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การแปลความ และ
การจัดอนั ดับ ของผ้ตู อบแบบสอบถามสภาพปญั หางานคา้ งของช่างรังวัด
ในสํานักงานที่ดิน ด้านเครอื่ งมอื และอปุ กรณ์
ค่าเฉล่ีย ( X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การแปลความ และ
การจดั อนั ดบั ของผู้ตอบแบบสอบถามสภาพปัญหางานค้างของช่าง
รงั วดั ในสาํ นักงานท่ดี นิ ด้านการบรหิ ารจดั การ
จํานวน และรอ้ ยละของผตู้ อบแบบสอบถามพิจารณาสภาพข้ันตอน
การรงั วัดออกโฉนดสอบเขต แบ่งแยก และรวมโฉนดทดี่ ิน
(9)
สารบัญแผนภมู ิ
แผนภมู ิท่ี จาํ นวนและรอ้ ยละของผู้ตอบแบบสอบถามจาํ แนกตามเพศ หนา้
1 จํานวนและร้อยละของผตู้ อบแบบสอบถามจาํ แนกตามอายุ 28
2 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามระดับ 29
3 การศึกษา 30
4 จาํ นวนและรอ้ ยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามสาขาวิชาที่ 31
5 จบการศกึ ษา 32
6 จาํ นวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามระดับตาม 33
7 ตําแหน่ง 34
8 จํ า น ว น แ ล ะ ร้ อ ย ล ะ ข อ ง ผู้ ต อ บ แ บ บ ส อ บ ถ า ม จํ า แ น ก ต า ม 37
9 ประสบการณใ์ นการปฏบิ ัติงานรงั วัด 40
10 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามพ้ืนที่ 42
ปฏิบัติงาน
11 จํ า น ว น แ ล ะ ร้ อ ย ล ะ ข อ ง ผู้ ต อ บ แ บ บ ส อ บ ถ า ม ป ริ ม า ณ ง า น ท่ี 44
รบั ผดิ ชอบ
12 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามปริมาณงานปริมาณ 46
งานคา้ งในมอื
13 ค่าเฉลี่ย ( X ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของผู้ตอบ 48
แบบสอบถามสภาพปัญหางานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานที่ดิน
โดยรวมและจําแนกตามรายดา้ น
ค่าเฉลี่ย ( X ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของผู้ตอบ
แบบสอบถามสภาพปัญหางานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดิน
ดา้ นบคุ ลากร
ค่าเฉลี่ย ( X ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของผู้ตอบ
แบบสอบถามสภาพปัญหางานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานที่ดิน
ด้านงบประมาณ
ค่าเฉลี่ย ( X ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของผู้ตอบ
แบบสอบถามสภาพปัญหางานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดิน
ด้านเครอื่ งมอื และอปุ กรณ์
(10)
สารบัญแผนภูมิ (ตอ่ )
แผนภมู ิท่ี หน้า
14 ค่าเฉล่ีย ( X ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของผู้ตอบ 50
แบบสอบถามสภาพปญั หางานคา้ งของช่างรังวัดในสํานักงานที่ดิน
ด้านการบรหิ ารจัดการ
15 จาํ นวนและรอ้ ยละของผ้ตู อบแบบสอบถามพิจารณาสภาพขนั้ ตอน 51
การรงั วัดออกโฉนดสอบเขต แบ่งแยก และรวมโฉนดทดี่ นิ
(11)
สารบัญภาพ หนา้
4
ภาพที่
1 แสดงกรอบแนวคิดในการวิจยั 100
ค-1 คณะผู้วิจัยเขา้ สมั ภาษณ์ นายมานัส ฉวั่ สวสั ดิ์ 101
ที่ปรึกษาด้านประสทิ ธิภาพกรมทีด่ นิ 102
ค-2 คณะผู้วิจยั เขา้ สัมภาษณ์ นายชัยชาญ สิทธิวิรชั ธรรม 103
รองอธิบดีกรมท่ดี นิ 104
ค-3 คณะผวู้ ิจัยเขา้ สมั ภาษณ์ นายณรงค์ สืบตระกูล
รองอธิบดกี รมทด่ี ิน 105
ค-4 คณะผู้วจิ ัยเขา้ สัมภาษณ์ นายเปลย่ี น แกว้ ฤทธ์ิ 106
รองอธบิ ดีกรมท่ดี นิ
ค-5 คณะผวู้ จิ ัยเขา้ สัมภาษณ์ นายวราพงษ์ เกียรตนิ ยิ มรุ่ง
ผู้ตรวจราชการกรมท่ีดนิ รกั ษาการในตําแหนง่ ท่ปี รกึ ษา
ดา้ นวศิ วกรรมสาํ รวจ
ค-6 คณะผ้วู จิ ยั เข้าสัมภาษณ์ นายสมศักดิ์ มีหกวงศ์
ผูอ้ ํานวยการสํานักมาตรฐานและสง่ เสริมการรังวดั
ค-7 คณะผ้วู จิ ัยเข้าสมั ภาษณ์ นายวัชรนิ ทร์ เจตนาวนชิ ย์
เจ้าพนกั งานที่ดินกรงุ เทพมหานคร
(12)
บทท่ี 1
บทนํา
ที่มาและความสาํ คัญของปัญหา
กระทรวงมหาดไทยได้จัดทําภารกิจสําคัญของกระทรวง เพ่ือใช้เป็นแนวทางการ
ขบั เคลอ่ื นภารกิจสาํ คญั ในปีงบประมาณ 2560/2561 ประกอบดว้ ยภารกิจสําคญั จําแนกเป็น
ภารกจิ ตามนโยบาย (Agenda) ภารกิจตามหน้าท่ี (Function) และภารกิจเชิงพื้นที่ (Area)
และภารกิจท่ีเก่ียวข้องกับกรมท่ีดินกําหนดไว้เป็นภารกิจตามอํานาจ หน้าท่ี (Function)
ข้อ 2.4 เรื่อง การรังวัดที่ดินเพอ่ื เพ่ิมศกั ยภาพทางเศรษฐกิจ โดยกําหนดแนวทางการดําเนินงาน
ให้สํารวจ แยกประเภท และคัดกรองงานค้างทั้งหมดเพื่อดําเนินการรังวัดเป็นกลุ่ม ให้เจ้า
พนักงานท่ีดินเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการบูรณาการและบริหารจัดการ ออกคําส่ังเกล่ีย
ช่างรงั วดั และให้สนบั สนนุ งบประมาณให้สํานักงานที่ดินเป็นค่าวัสดุที่จําเป็น ค่าจ้างเหมา
บรกิ าร ค่าสํารวจแบบประมวลผล เปน็ ต้น (กระทรวงมหาดไทย, ออนไลน)์
กรมที่ดิน มีภารกิจหน้าที่สําคัญ ส่วนหน่ึงคือ การให้บริการด้านการรังวัดที่ดิน
การที่ดินและการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แก่ประชาชนที่มา
ขอรับบริการ โดยภารกิจสําคัญนี้ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของสํานักงานท่ีดินจังหวัด
สาขา และส่วนแยก ซึ่งเป็นหน่วยงานให้บริการประชาชนโดยตรง รวม 460 แห่ง แบ่งเป็น
ส่วนกลางได้แก่สํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานครและสาขา 17 แห่ง และส่วนภูมิภาค
443 แห่ง ได้แก่สํานักงานท่ีดินจังหวัด 76 แห่ง สํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา 333 แห่ง
และสํานักงานท่ดี ินสว่ นแยก 34 แห่ง จากสถิติปริมาณงานด้านรังวัดที่ดินที่ผ่านมามีปริมาณ
งานด้านรังวัดท่ีดินในสํานักงานที่ดินดังกล่าว ประมาณ 400,000 รายต่อปี และความ
ต้องการของประชาขนในดา้ นการรังวดั ท่ดี นิ ไมว่ ่าจะเปน็ การสอบเขตที่ดิน การแบ่งแยกที่ดิน
การรวมโฉนดที่ดิน และการออกเอกสารสิทธิในท่ีดินมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซ่ึงส่งผลให้
ปริมาณงานค้างในมือของช่างรังวัดในฝ่ายรังวัดเป็นจํานวนมาก จากผลการรายงานผล
การรังวัด ร.ว.19 ของสํานักงานท่ีดินจังหวัด/สาขา/ส่วนแยก 460 แห่ง เดือนเมษายน
2561 มีงานค้างในมือช่าง จํานวน 63,064 เรื่อง กรมที่ดินเองก็ได้ตระหนักและให้
ความสําคัญในการแกไ้ ขงานค้างเสมอมา ในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 (กรมท่ีดนิ , ออนไลน)์
จึ ง ไ ด้ จั ด ทํ า โ ค ร ง ก า ร เ ร่ ง รั ด ง า น รั ง วั ด แ ล ะ ง า น ท ะ เ บี ย น ใ น สํ า นั ก ง า น ท่ี ดิ น ป ร ะ จํ า ปี
งบประมาณ พ.ศ. 2561 มเี ปา้ หมายใหด้ ําเนินการสะสางงานค้างในฝ่ายรังวัดและงานค้าง
2
ในฝ่ายทะเบียนทุกประเภทได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของงานค้างดําเนินการ ณ วันท่ี
30 เมษายน 2561
จึงเหน็ ไดว้ า่ ปัญหางานค้างนัน้ ยงั คงเป็นปัญหาทท่ี ําให้เกดิ ผลกระทบตอ่ ภาพลักษณ์
ของกรมทีด่ ินและความพึงพอใจของประชาชนผมู้ าขอรับบรกิ ารและผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ที่
เกี่ยวข้อง อกี ทงั้ ในระดบั กระทรวงได้เลง็ เห็นว่าส่วนราชการตา่ งๆ ในสงั กดั กระทรวงมหาดไทย
ต้องบทบาทสําคัญที่จะส่งเสริมและสนบั สนนุ นโยบายของรัฐบาลในการบริหารประเทศให้
ประสบผลสําเร็จตาม จึงได้ประกาศภารกิจสําคัญของกระทรวง เพื่อใช้เป็นแนวทาง
การขับเคล่ือนภารกิจสําคัญในปีงบประมาณ ๒๕๖๐/๒๕๖๑ และภารกิจท่ีเกี่ยวข้องกับ
กรมท่ดี นิ กําหนดไวเ้ ป็นภารกิจตามอํานาจหนา้ ที่ (Function) ข้อ ๒.๔ เรอื่ ง การรังวัดที่ดิน
เพอื่ เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ ถือไดว้ ่าเป็นภารกิจทส่ี ําคัญย่งิ ของกรมทด่ี ิน
จากความสําคัญของความเป็นมาดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาสภาพ
สภาพปญั หางานคา้ งของชา่ งรงั วดั ในสาํ นกั งานท่ีดิน และแนวทางการแก้ไขปัญหางานค้าง
ของช่างรังวัดในสํานักงานที่ดิน เพ่ือนําผลการศึกษาที่ได้มาเป็นแนวทางในการลดปัญหา
งานค้าง และช่วยยกระดับมาตรฐานของงานด้านรังวัด เพ่ือก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่
ประชาชน และการพัฒนาประเทศดว้ ยมาตรฐานการจัดการ การบริการระดบั สากล
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั
1. เพือ่ ศึกษาสภาพปัญหางานคา้ งของชา่ งรงั วดั ในสํานักงานทด่ี นิ
2. เพอ่ื ศึกษาแนวทางการแกไ้ ขปัญหางานคา้ งของชา่ งรงั วดั ในสํานกั งานที่ดนิ
ขอบเขตของการวจิ ยั
1. ขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา
การศึกษาครั้งนีค้ ณะผูว้ ิจยั มุ่งศกึ ษาถึงสภาพปญั หาและแนวทางการแกไ้ ขปญั หา
งานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานที่ดิน ประกอบด้วย ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ
ดา้ นเคร่ืองมอื และอุปกรณ์ และดา้ นการบริหารจดั การของชา่ งรังวดั ในสํานกั งานทดี่ ิน
2. ขอบเขตด้านประชากรและผู้ให้ขอ้ มูลสําคญั
การศึกษาวิจัยในคร้ังนี้ใช้รูปแบบการศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed
Method Research) คอื การศึกษาวจิ ัยเชงิ ปริมาณ และการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมี
รายละเอียด ดังนี้
3
2.1 การศึกษาวิจยั เชงิ ปริมาณ
การเก็บรวบรวมขอ้ มลู โดยใช้แบบสอบถาม ซ่ึงประชากรทใ่ี ช้ในการศึกษาคร้ังนี้
คอื บคุ ลากรชา่ งรงั วัดในสาํ นักงานท่ีดินกรุงเทพมหานคร และสาขา สํานักงานท่ีดินจังหวดั
สาขา และส่วนแยก จาํ นวน 2,856 คน และเก็บขอ้ มูลจากกลุ่มตวั อย่างไดจ้ าํ นวน 400 คน
2.2 การศกึ ษาวิจัยเชงิ คณุ ภาพ
การศกึ ษาสภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหางานค้างของช่างรังวัด
ในสาํ นักงานทีด่ ิน
2.2.1 เก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview กลุ่ม
ผใู้ หข้ อ้ มูลสาํ คัญ จํานวน 14 ราย แบ่งเป็น กลุ่มผู้บริหาร จํานวน 7 ราย ได้แก่ ท่ีปรึกษา
ด้านประสิทธิภาพกรมที่ดิน ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมสํารวจ รองอธิบดีกรมที่ดิน
ผอู้ ํานวยการสํานักมาตรฐานและสง่ เสริมการรงั วัด เจ้าพนักงานทีด่ ินกรุงเทพมหานคร และ
กลมุ่ ผู้ปฏบิ ตั งิ านด้านรงั วดั จาํ นวน 7 ราย
2.2.2 เกบ็ ข้อมูลแบบทตุ ิยภูมจิ ากเอกสารและวรรณกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
3. ขอบเขตด้านระยะเวลา
ในการวจิ ยั ครัง้ นที้ าํ การวิจัย และเก็บข้อมูลในช่วงเดือน 24 พฤษภาคม 2561–
15 มถิ นุ ายน 2561
นิยามศัพท์เฉพาะ
“สภาพปัญหางานค้างของช่างรังวัด” หมายถึง งานค้างในมือช่างรังวัด ได้แก่
คําขอรังวัดท้ังหมดที่ช่างรังวัดแต่ละคนท่ีได้ออกไปทําการรังวัดในที่ดินแล้ว และรวมถึง
การค้างตรวจของหัวหน้างาน ค้างตรวจของหัวหน้าฝ่ายรังวัด และรอเจ้าพนักงานที่ดิน
สง่ั ถอนจ่าย ซึ่งเกดิ จากองค์ประกอบต่อไปน้ี ดา้ นบุคลากร ดา้ นงบประมาณ ด้านเคร่ืองมือ
อปุ กรณ์ และดา้ นการบรหิ ารจดั การ
“ดา้ นบคุ ลากร” หมายถงึ ความรู้ ทักษะ ความเช่ยี วชาญในการปฏิบตั งิ านดา้ นรงั วดั
ขั้นตอนการทํางานของช่างรังวดั
“ด้านงบประมาณ” หมายถึง การขาดการสนบั สนุนด้านงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
ความไมเ่ พียงพอของงบประมาณของชา่ งรงั วัด
“ด้านเคร่อื งมอื อปุ กรณ”์ หมายถึง การขาดเครื่องมืออปุ กรณ์ด้านการรังวัดและทํา
แผนท่ี มสี ภาพไมพ่ รอ้ มสาํ หรบั การใชง้ าน และจํานวนไมเ่ พยี งพอตอ่ การใช้งานของช่างรงั วดั
4
“ด้านการบริหารจัดการ” หมายถึง กระบวนการดําเนินงานของช่างรังวัดท่ี
เก่ยี วขอ้ งกับการวางแผน การจดั การ การนํา และการควบคุมของช่างรังวดั
ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะได้รบั
1. ไดส้ ารสนเทศของสภาพปัญหางานค้างของชา่ งรังวัดในสํานักงานทด่ี นิ
2. สามารถนําผลการศึกษาไปเป็นแนวทางการแกไ้ ขปัญหางานคา้ งของช่างรังวัดใน
สํานกั งานท่ดี นิ
กรอบแนวคิดในการวิจยั
การศึกษาวจิ ัยคร้งั นี้ คณะผวู้ จิ ัยได้ทบทวนแนวคดิ และทฤษฎี เอกสารและงานวิจัย
ทเ่ี ก่ยี วข้องสามารถกําหนดเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย โดยมุ่งศึกษาถึงสภาพปัญหางาน
ค้างของช่างรงั วดั ในสํานักงานที่ดิน และแนวทางการแก้ไขปัญหางานค้างของช่างรังวัดใน
สํานักงานท่ีดนิ ซ่ึงสามารถแสดงได้ดงั แผนภาพ
ปญั หางานค้างของช่าง แนวทางการแก้ไข
รังวดั ในสํานักงานที่ดนิ ปญั หางานค้างของชา่ ง
รังวดั ในสํานักงานท่ดี ิน
- ดา้ นบุคลากร
- ด้านงบประมาณ
- ดา้ นอุปกรณ์และเคร่ืองมือ
- ดา้ นการบริหารจัดการ
ของชา่ งรงั วดั
ภาพท่ี 1 แสดงกรอบแนวคิดในการวจิ ยั
บทท่ี 2
เอกสาร และงานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง
จากการทบทวนแนวคิดทฤษฎี วรรณกรรม และงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับสภาพ
ปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหางานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดิน ได้กําหนด
แนวคิดและทฤษฎี วรรณกรรม และเอกสารงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องมาเป็นแนวทางใน
การศกึ ษา ดงั นี้
1. แนวคิดทฤษฎเี กี่ยวกบั การบรหิ ารจดั การภาครัฐแนวใหม่
2. แนวคดิ และทฤษฏเี ก่ยี วกบั การบรหิ ารจัดการ
3. กฎหมาย กฎ และระเบียบกรมท่ดี ินทเ่ี ก่ียวข้อง
4. งานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง
แนวคิดทฤษฎีเกยี่ วกบั การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่
จากกระแสการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management หรือ
NPM) เริ่มมาจากความพยายามของนกั วิชาการในการอธบิ ายถงึ ลกั ษณะหรอื ปรากฏการณ์
อันเก่ียวกับการปฏิรูประบบบริหารงานภาครัฐที่เกิดข้ึนในช่วงทศวรรษ 1980 และต้น
ทศวรรษ 1990 ของบรรดากลุ่ม “ประเทศเวสมินสเตอร์” โดยเฉพาะอังกฤษ แคนาดา
ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (รวมถึงในระดับท้องถ่ินและมลรัฐของสหรัฐอเมริกา)
(Aucoin, 1990, pp. 115-137)
ความหมายของการบริหารจดั การภาครัฐแนวใหม่
ในทัศนะของ ฮูด (Hood, 1991, pp. 3-19) มองว่าเป็นเร่ืองค่อนข้างยากในการ
ให้คาํ นิยามของการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM) ให้เป็นท่ียอมรับกันอย่างท่ัวถึง
แตอ่ ย่างไรก็ตามได้มกี ารให้คาํ อธิบายถึงลักษณะสําคัญๆ ของ NPM ที่น่าสนใจไวด้ งั นี้
1. การบริหารจดั การภาครฐั แนวใหม่ (NPM) เนน้ การบรหิ ารจดั การแบบมอื อาชพี และ
โดยการใช้นกั บริหารจดั การทีม่ คี วามเปน็ มืออาชีพ (Professional Management) เพื่อให้
ผู้บริหารมีอิสระและความคล่องตัวในการบริหารจัดการด้วยเหตุผลท่ีว่า นักบริหารมือ
อาชีพ คอื ผูท้ ่ีมปี ระสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ คณุ ลกั ษณะ หรอื สมรรถนะท่สี ําคญั
6
ต่อผลสําเร็จจากการบริหารงาน เป็นบุคคลที่มีความกระตือรือร้น มีวิสัยทัศน์ มีวิธีคิด
หลกั การ และมตี รรกะในการทาํ งาน ใหเ้ กิดประสิทธิผล ประสิทธภิ าพได้
2. การบรหิ ารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM) มีการกําหนดวัตถุประสงค์และดัชนีช้ี
วัดผลการปฏิบตั งิ านไว้อยา่ งชัดเจน ทําใหส้ ามารถวัดผลการปฏบิ ตั งิ านไดอ้ ย่างเปน็ รูปธรรม
อีกท้ังยังมีการให้ความสําคัญต่อภาระความรับผิดชอบ ความเป็นเจ้าภาพต่อผลงาน
(Accountability for Results) มากกว่าภาระความรับผิดชอบต่อกระบวนการ
(Accountability for Process)
3. การบริหารจัดการภาครฐั แนวใหม่ (NPM) ใหค้ วามสาํ คญั ต่อการควบคุม (Control) หรือ
การกาํ กบั ติดตาม ดูแล ตรวจสอบ (Monitor) ผลสัมฤทธิ์และการเชื่อมโยงให้สอดคล้องกับ
การจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรและการให้รางวัล ขณะเดียวกันมีการให้นํ้าหนักความสําคัญ
กับผลลัพธ์ (Result Oriented) มากกว่าระเบยี บ วิธีการข้นั ตอน (Process Oriented)
4. การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM) มุ่งให้ความสําคัญต่อการปรับโครงสร้าง
องค์การ เพ่ือทําให้หน่วยงานมีขนาดที่เล็กลง (Down Sizing) เพื่อให้เกิดความเหมาะสม
ในการปฏบิ ัตงิ าน แนวคิดดังกล่าวส่งผลใหม้ กี ารแตกหรือแยกหน่วยงานภาครัฐ ให้มีขนาด
เล็กลง โดยให้มีการจา้ งเหมางานบางสว่ นออกไป
5. การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM) เปิดให้มีการแข่งขันด้านการให้บริการ
สาธารณะมากข้ึน ส่งผลให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น นั่นหมายความว่า
การดําเนินการเช่นน้ันจะช่วยให้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายลดลง ขณะเดียวกันมีคุณภาพ
มาตรฐานดขี ้นึ
6. การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM) ปรับเปลีย่ นวธิ ีการบรหิ ารงาน ให้มคี วาม
ทันสมัยและเลยี นแบบวธิ ีการของภาคเอกชน ซ่งึ จะทําให้การบริหารจัดการมีความเป็นมือ
อาชพี กา้ วหน้าทันสมยั มากข้นึ
7. การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM) เสริมสร้างความมีวินัยในการใช้จ่าย เงิน
แผ่นดิน ความประหยัดและความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นนั่ คือ Hood เหน็ ว่าควรจะมีการตัดลดค่าใช้จ่ายโดยตรง ท่ีเป็นรูปแบบที่มุ่งเน้นคุณภาพ
ของการดําเนินงานหรือการให้ความสําคัญต่อความพึงพอใจของลูกค้าผู้รับบริการ
เป็นอนั ดบั แรก (ทศพร ศิริสัมพนั ธ์ และคณะ, 2546; จุมพล หนิมพานิช, 2550; Hughes,
1994; Christensen & Laegried, 2002)
อย่างไรก็ดี การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่มักจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ อยู่
เสมอว่า ขาดเอกลักษณ์และไม่มีกรอบแนวความคิดท่ีชัดเจนของตนเองหรือเป็นเพียงแต่
7
การรวมเอาทฤษฎีเก่าท่ีมีอยู่แล้วหลายๆ ทฤษฎีเข้าไว้ด้วยกันในแนวคิดทฤษฎีการบริหาร
จัดการภาครฐั แนวใหม่ (NPM) เทา่ นนั้ เอง
นอกจากนย้ี งั ได้รบั การโต้แย้งเกีย่ วกับข้อสมมติฐานของการบริหารจัดการภาครัฐแนว
ใหม่ หรือ NPM ในเรื่องเก่ียวกับความเป็นเหตุเป็นผลของปัจเจกบุคคล และปัญหาลักษณะ
ของความแตกตา่ งระหวา่ งการบรหิ ารจัดการภาครัฐ และการบรหิ ารจดั การภาคเอกชน อีกท้ังยัง
ละเลยไมใ่ หค้ วามสําคญั ตอ่ คณุ คา่ บางประการเทา่ ท่ีควร เชน่ ความยุติธรรม และ การไม่เลือก
ปฏิบัตหิ รอื ไมเ่ ขา้ ขา้ งใคร เป็นตน้ (Mathiasen, 1999, pp. 90-111)
แ ม้ ว่ า ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ภ า ค รั ฐ แ น ว ใ ห ม่ จ ะ ไ ด้ รั บ ก า ร โ ต้ แ ย้ ง ท า ง วิ ช า ก า ร
หลายประการดังที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัตินั้นการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่
ได้รับการยอมรับว่าเป็นกระแสหลักของการปฏิรูปการบริหารงานภาครัฐร่วมสมัย
ซง่ึ ก่อใหเ้ กิดการปรับกระบวนทศั นแ์ ละการเปลยี่ นแปลงวถิ ีการปฏิบตั ิงานท่แี ตกต่างไปจาก
ตัวแบบ การบริหารราชการแผ่นดินในลักษณะประเพณนี ิยมอย่างมาก หรืออย่างน้อยที่สุด
การบรหิ ารจัดการภาครัฐแนวใหม่ได้ช่วยทําให้ไม่จําเป็นต้องยึดติดกับตัวแบบการบริหาร
ราชการแผ่นดินแบบประเพณนี ยิ ม หรอื ตวั แบบการบริหารแบบเดิม และต้องค้นหาตัวแบบใหม่
ท่ีดีทม่ี ีประสทิ ธิภาพและประสิทธิผลมากยิง่ ขึ้นต่อไป
แนวคิดทฤษฎเี ก่ยี วกบั การบรหิ ารจัดการ
ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ (2545, หน้า 18) การบริหารจัดการทุกประเภท
จําเป็นต้องอาศัยปัจจัยหรือทรัพยากรทางการบริหารจัดการที่สําคัญ ได้แก่ บุคลากร
(Man) งบประมาณ (Money) วัสดุอุปกรณ์ (Material) และการจัดการ (Management)
หรือท่ีเรียกย่อ ๆ ว่า 4M’s ถือเป็นปัจจัยพ้ืนฐานท่ีใช้ในการบริหาร เพราะการบริหาร
จะประสบผลสําเร็จตามเป้าหมาย ต้องอาศัยบุคลากรท่ีมีคุณภาพ มีปริมาณเพียงพอ
ต้องได้รับงบประมาณสนับสนุนการดําเนินการเพียงพอ ต้องมีวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะกับ
ความต้องการของแผนงานและโครงการและต้องมีระบบการจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพ
เพ่ือให้ทรัพยากรที่มอี ยู่จํากัดใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สุด
สมคิด บางโม (2545, หนา้ 59–60) มีความเหน็ ว่า การจดั การ คือ ศิลปะในการใช้
คน เงิน วสั ดุอุปกรณข์ ององค์การและนอกองค์การ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
ธงชัย สันติวงษ์ (2543, หน้า 7-8) ได้กล่าวถึงปัจจัยในการจัดการท่ีเป็นมูลเหตุ
ที่สําคัญและผู้บริหารทุกคนต้องสนใจในงานด้านการบริหารจัดการ คือ 1) คน (Man)
ทรัพยากรบุคคลทถี่ ือไดว้ า่ เป็นปจั จยั ทสี่ ําคญั ย่ิงท่ีจะก่อผลสําเร็จให้กับกิจการได้อย่างมาก
ท้ังน้ีในแง่ของปริมาณและคุณภาพ 2) เคร่ืองจักร (Machine) คือ เครื่องจักร อุปกรณ์
8
ท่ีจัดหาและซ้ือมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อใช้ปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า
3) เงินทุน (Money) นับเป็นปัจจัยที่สําคัญท่ีให้การสนับสนุนในการจัดหาทรัพยากร
เพื่อหล่อเลี้ยงและเอื้ออํานวยให้กิจกรรมขององค์การดําเนินไปโดยไม่ติดขัด และ
4) วัสดุส่งิ ของ (Material) ถอื เป็นปจั จัยทีม่ ปี ริมาณและมูลค่าสูงไม่ต่างไปจากปัจจัยตัวอื่น ๆ
เพราะวัตถุดิบและสิ่งของเหลา่ น้ีจะตอ้ งมีการจัดหามาใชด้ าํ เนินการผลติ
ศาสตราจารย์ วิลเล่ียม ที กรีนวูด (Willium T. Greenwood, 1965, p. 74-75)
ให้ความเห็นว่าทรัพยากรการบริหารควรมปี ัจจัยในการบรหิ ารอย่างน้อย 7 ประการ ได้แก่
คน (Man) เงิน (Money) วัสดุสิ่งของ (Material) อํานาจ (Authority) เวลา (Time)
กําลังใจในการทํางาน (Will) และความสะดวกต่างๆ (Facility) หรือในทางการ
บริหารธุรกิจเอกชนการจัดการเชิงธุรกิจกล่าวถึงปัจจัยการบริหารว่าควรเป็น 6M’s ซ่ึง
ประกอบไปด้วยคน (Man) เงิน (Money) วัสดุสิ่งของ (Material) วิธีการ (Method)
ตลาด (Market) และเคร่ืองจักร (Machine) เป็นต้น ซ่ึงปัจจัยเหล่าน้ีมีการพัฒนาอย่าง
ต่อเน่อื งเพอ่ื ให้การดําเนนิ งานขององค์กรบรรลุวัตถปุ ระสงคต์ ามท่ีต้งั ไว้สูงสุดนน่ั เอง
สรุปไดว้ า่ การบรหิ ารจัดการ หมายถึง การดําเนินงานขององค์กรหรือหน่วยงานที่
ต้องร่วมกันปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ โดยนําปัจจัยหรือทรัพยากรทางการบริหาร
จัดการที่สําคัญ 4 อย่าง หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า 4M’s ได้แก่ บุคลากร งบประมาณ วัสดุ
อุปกรณ์ และการจัดการ มาใช้ในการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุ
วัตถุประสงคห์ รือเป้าหมายขององคก์ ร
ปัจจัยทางด้านการบริหารจัดการได้มีนักวิชาการให้ความสําคัญและความหมาย
ของแตล่ ะด้านไว้ ดงั น้ี
1. ดา้ นบคุ ลากร เป็นตัวแปรหน่ึงท่ีจําเป็น และมีความสําคัญที่จะต้องนํามาศึกษา
เพ่ือจําแนกกลุ่มตัวอย่างออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ซ่ึงปัจจัยด้านบุคลากรท่ีทําศึกษาในครั้งน้ี
ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระดับตําแหน่ง ประสบการณ์ทํางาน โดยมีรายละเอียด
แตล่ ะปจั จัย ดังตอ่ ไปนี้
1.1 เพศ เป็นปจั จัยหน่ึงที่มผี ลต่อพฤติกรรม
ประภาเพญ็ สุวรรณ (2546, หน้า 95) กล่าวว่า เพศหญิงมีแนวโน้มในการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมากกว่าเพศชาย นอกจากนี้ความแตกต่างทางเพศ ทําให้เกิด
ความสนใจด้านงานแตกต่างกัน และเพศหญิงจะมีความอดทนที่จะทํางานที่ต้องใช้ฝีมือ
และความละเอยี ดออ่ นมากกวา่ เพศชาย
สุพัตรา จึงสง่างาม (2541, หน้า 36) กล่าวว่า ลักษณะของเพศชายมีการ
รเิ รม่ิ การสรา้ งสรรคว์ เิ คราะหแ์ ยกแยะ มคี วามม่นั ใจในตนเองมากกวา่ เพศหญิง แต่เพศชาย
กจ็ ะสมยอมหรอื จํานนต่อกฎเกณฑ์ตา่ ง ๆ ได้นอ้ ยกว่าเพศหญงิ
9
1.2 อายุ เป็นปัจจัยหน่ึงที่ทําให้มีความแตกต่างในเรื่องของความคิดเห็น
และพฤติกรรม เน่ืองจากคนในวัยต่างๆ กัน ย่อมมคี วามตอ้ งการแตกตา่ งกัน
สมศักดิ์ ศรสี ันติสขุ (2528, หนา้ 29) ได้กล่าวไว้ในทฤษฏีการเปล่ียนแปลง
ทางสังคม และวัฒนธรรมเกี่ยวกบั เร่อื งอายุในเรอ่ื งการยอมรับส่ิงใหม่ๆ ว่า กลุ่มคนที่มีอายุ
ระหว่าง 20 – 25 ปี จะมีการรบั สงิ่ ใหมๆ่ ไดเ้ ร็วกวา่ กลุม่ คนท่ีมอี ายุเกิน 50 ปขี ้ึนไป
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2535, หน้า 146) กล่าวว่า อายุแม้จะมีผลต่อ
การทํางานไม่เด่นชัด แต่อายุจะเก่ียวข้องกับระยะเวลาและประสบการณ์ในการทํางาน
ผทู้ ี่มอี ายุมากมกั จะมีประสบการณ์ในการทาํ งานนานด้วย
1.3 ระดับการศึกษา การศึกษาช่วยเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจให้กับบุคคล
ในการดาํ เนินชีวิตหรือการปฏิบัตงิ านในหนา้ ทีไ่ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม
อังคณา จรรยาวิวฒั นก์ ุล (2546, หนา้ 98) พบว่า ผู้มีพฤติกรรมการทํางาน
ดจี ะมคี วามสัมพันธก์ ับผทู้ ่ีมรี ะดบั การศกึ ษาสงู
1.4 ระดบั ตําแหนง่ เปน็ การบ่งบอกสถานะของบคุ คลในการปฏบิ ัตงิ าน
นิตยา โล้วม่นั คง (2546, หนา้ 65) ไดศ้ กึ ษาถงึ ระดับตําแหน่ง พบว่า ระดับ
ตําแหน่งท่แี ตกต่างกนั มีผลทําให้พฤติกรรมการทํางานเปน็ ทมี แตกตา่ งกัน
1.5 ประสบการณ์ทํางาน หมายถึง จํานวนปีของการปฏิบัติงานเป็นสิ่งจําเป็น
ทีแ่ สดงถงึ ประสบการณ์ในการทาํ งาน และจะมีผลตอ่ พฤติกรรมการทํางาน
กนั ยา สวุ รรณแสง (2550, หน้า 81) กลา่ ววา่ ประสบการณ์และการเรียนรู้
ของแต่ละคนทั้งสองอย่างนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดแยกออกจากกันไม่ได้
ประสบการณเ์ ปน็ เคร่ืองมือหรือวิธีการท่ีทําให้เกิดการเรียนรู้ และในเวลาเดียวกันผลจาก
การเรยี นรทู้ ําใหค้ นมกี ารเรียนรู้ ทักษะ เจตคติ แต่ต้องอาศัยผา่ นงานนั้นๆ มากอ่ น
สัมพันธ์ เวียงวงค์ (2550, หน้า 66) พบว่า พนักงานที่มีประสบการณ์การ
ทํางานแตกต่างกนั มีพฤตกิ รรมการเผชิญปญั หาในการทํางานแตกตา่ งกนั
อังคณา จรรยาวิวัฒน์กุล (2546, หน้า 98) พบว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมการ
ทาํ งานดีจะมีความสัมพันธ์กับผู้ทมี่ ีระยะเวลาในการปฏบิ ตั ิงานนาน
2. ด้านงบประมาณ
กชกร เฉลิมกาญจนา (2548, หน้า 3) ได้ให้ความหมายว่า งบประมาณ คือ
รายงานท่ีเป็นตัวเลข ซึ่งคาดการณ์ระดับกิจกรรมท่ีเกิดขึ้นหรือระดับกิจกรรมที่ต้องการ
ซง่ึ งบประมาณมคี วามเกย่ี วขอ้ งกับเหตกุ ารณ์ทเ่ี กิดข้นึ ในอนาคต เปา้ หมายของงบประมาณ
คือการคาดคะเนถึงกจิ กรรมที่จะเกดิ ข้ึนในอนาคต
ทองใบ ธีรานันทางกูร (2552, หน้า 105) ได้ให้ความหมาย “งบประมาณ”
หมายถงึ การประมาณรายรบั และรายจา่ ย ในแง่ของบัญชีงบประมาณเปน็ การแสดงรายรับ
10
รายจ่ายในแง่ของแผนงาน เป็นแผนการใช้จ่ายทรัพยากรของรัฐในการดําเนินการใดๆ
เพอื่ ให้บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์ท่ีกาํ หนดไว้ในช่วงระยะเวลาหนึง่
ดวงมณี เลาวกุล (2548, หนา้ 23) ได้กล่าวถึง งบประมาณ (Budget) หมายถึง
แผนการเงนิ เก่ียวกับรายรับ รายจ่าย ซ่ึงเป็นกลไกในการควบคุมทางการเงิน เป็นเคร่ืองมือ
ในการบริหารจัดการตามนโยบายของผบู้ รหิ ารทีส่ ัญญาให้ไวก้ บั ประชาชน
3. ด้านเครอื่ งมอื และอปุ กรณ์
การจดั หาเคร่ืองมอื อุปกรณ์ เพื่อใช้ในการดําเนินการตามแผนงานหรือโครงการ
อย่างเพียงพอ และใชใ้ หป้ ระหยัด แตไ่ ดป้ ริมาณงานที่มากคมุ้ ค่า
ธงชยั สนั ตวิ งษ์ (2531, หน้า 7) กล่าวถึง วัสดุอุปกรณ์ว่าเป็นปัจจัยที่มีปริมาณ
และมูลค่าสงู ไมต่ า่ งไปจากปจั จยั อื่นๆ เพราะวัตถุดิบและสิ่งของเหล่านี้จะต้องมีการจัดหา
มาใช้ในการดําเนินการผลติ หรือพฒั นาตลอดเวลา เพื่อใช้ปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และคุ้มค่า
ชาติ ศุภมงคล (สมชายกิจ สัมพันธ์วงศ์, 2539, หน้า 9) ได้ให้ความหมายของ
คําว่าพัสดุว่ามีความหมายเหมือนกับคําว่าวัสดุ ซ่ึงรวมถึงสิ่งของอุปกรณ์และเคร่ืองมือ
เครื่องใช้ทุกชนิด อุปกรณ์และสถานท่ี หมายถึง วัสดุอุปกรณ์ส่ิงปลูกสร้างที่ใช้ใน
การบริหารองค์การ ซึ่งมีลักษณะคงทนถาวรมีอายุการใช้งานยาวนาน สถานที่และวัสดุ
อุปกรณ์เป็นส่ิงที่สําคัญอีกประการหนึ่งที่จะทําให้การบริหารองค์การมีการพัฒนาหรือ
ประสบผลสาํ เร็จได้สมบูรณ์ เป็นการบริหารอย่างแท้จริงในด้านการใช้ส่ิงต่างๆ เหล่านี้ให้
เกดิ ประโยชน์สูงสุดผูบ้ ริหารควรยดึ หลักดังตอ่ ไปน้ี
1) ใชว้ สั ดุอปุ กรณ์ใหเ้ หมาะสมกับงานทป่ี ฏบิ ัติ
2) ใชใ้ หเ้ กดิ ผลประโยชน์ค้มุ ค่า
3) ใช้อย่างประหยดั ทัง้ แรงงาน เงิน และเวลา
4) กอ่ นใช้วสั ดุอปุ กรณท์ กุ ครงั้ ควรมีการทดลองก่อนวา่ ใช้ได้ดสี ะดวกและเหมาะสม
4. ดา้ นการบรหิ ารจัดการ
เฮนร่ี ฟาโยล์ (Henri Fayol) ได้ให้แนวคิดทางการจัดการเชิงกระบวนการ
ที่เป็นประโยชน์ต่อการนําไปประยุกต์ใช้ในการจัดการ ได้แก่ การวางแผน เป็น
การคาดการณ์ต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการผลิตขององค์การ จึงต้องมีการวางแนวทาง
การปฏิบัติไว้ล่วงหน้า เช่น การกําหนดผลผลิตปริมาณ ต้นทุน เวลาคุณภาพ เป็นต้น
การจัดองค์การ เป็นการจัดโครงสร้างของงานและมีการกําหนดอํานาจหน้าท่ี
ความรับผิดชอบให้แก่ผู้ปฏิบัติในแผนกต่างๆ เช่น แผนกจัดซ้ือ แผนกตรวจสอบผลผลิต
เป็นต้น การบังคับบัญชา เป็นการกําหนดหรือวางหลักเกณฑ์ในการบังคับบัญชา ได้แก่
นโยบาย กฎ ระเบียบ ให้ผู้ปฏิบัติได้ยึดถือ เพื่อให้การผลิตเป็นไปด้วยความราบรื่น
11
การประสานงานเป็นการกําหนดภาระหน้าที่แผนกตา่ ง ๆ ให้เชื่อมโยงกับงานของทุกคนให้
ประสานและเข้ากันได้ และการควบคุมเป็นกิจกรรมในการกํากับกิจกรรม การผลิตหรือ
ให้บริการทีท่ าํ ให้เปน็ ไปตามแผนทไ่ี ดก้ ําหนดไว้
นอกจากนั้นแล้ว ฟาโยล์ ได้เสนอแนวทางและหลักเกณฑ์ของการบริหารงาน
ท่ีสาํ คญั ไว้ 14 ขอ้ (Gatewood & Others, 1995, p. 40 - 41) ดงั นี้
1) อํานาจ หน้าที่และความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่แยกจากกันมิได้ ผู้ที่มีอํานาจ
หน้าที่น้ันจะต้องมีความรับผิดชอบต่อผลงานท่ีตนได้ออกคําสั่งไป และผู้ปฏิบัติ
ท่ีรับผิดชอบในงานใดก็ตามจะต้องมีอํานาจและหน้าท่ีในการปฏิบัติด้วย เพื่อให้งานนั้น
สําเรจ็ ลุลว่ งลงได้
2) หลกั การทีม่ ผี บู้ งั คับบัญชาเพยี งคนเดยี ว ผู้ปฏิบัติงานกิจกรรมใดๆ ควรได้รับ
คําสั่งจากผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว ทั้งนี้เพ่ือป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง
บคุ ลากรในองคก์ าร
3) หลักของการมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน คือ กิจกรรมของกลุ่มท่ีมีเป้าหมาย
เดยี วกัน ควรจะต้องดาํ เนินไปในทิศทางเดยี วกนั ตามหนา้ ทท่ี ีก่ าํ หนดไว้
4) หลักการธํารงไว้ซ่ึงสายงาน คือ สายการบังคับบัญชาจากระดับสูงมายัง
ระดบั ลา่ ง ตามหลักการมผี ู้บงั คับบัญชาเพียงคนเดียวและช่วยให้เกิดระเบียบในการส่งต่อ
ขอ้ มลู ขา่ วสารระหวา่ งกัน
5) หลักการแบ่งงานกันทํา คือ การแบ่งงานกันทําตามความถนัด ทั้งนี้ เพ่ือให้
เปน็ ไปตามหลกั ของการใช้ประโยชน์จากแรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จนได้รับผลผลิต
เพ่ิมขน้ึ เนือ่ งจากการลดเวลาของการเรียนรู้งานให้น้อยลงและเพิ่มทักษะของการทํางาน
ใหส้ ูงขน้ึ
6) หลักการเก่ียวกับระเบียบวินัย ระเบียบวินัยในการทํางานนั้นเกิดจาก
การปฏิบตั ติ ามขอ้ ตกลง ทง้ั น้ีโดยมุ่งเนน้ ทีจ่ ะกอ่ ใหเ้ กดิ ความเคารพเชื่อฟงั ทํางานตามหน้าท่ี
ด้วยความต้ังใจ
7) หลักการถือประโยชน์สว่ นรวมเหนอื กวา่ ประโยชน์ส่วนตัว ซงึ่ หลกั การนี้ถือว่า
สว่ นรวมย่อมสําคญั กว่าส่วนบคุ คล เพือ่ ทีจ่ ะให้เกิดผลสําเร็จตามเปา้ หมายของกลมุ่ น้นั
8) หลักการให้ประโยชน์ตอบแทน การจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนด้วยความ
ยุติธรรม และให้เกิดความพงึ พอใจแก่ทัง้ 2 ฝา่ ย คอื ฝา่ ยนายจา้ งและลกู จา้ งหรือบุคลากร
9) หลักการรวมอาํ นาจไว้ส่วนกลางในการบริหารงานควรมีการรวมอํานาจไว้ที่
ศูนย์กลาง และเมื่อความรับผิดชอบได้ถูกมอบหมายให้แก่ผู้บริหารแล้ว อํานาจหน้าท่ี
จะต้องมอบหมายไปด้วย เพ่ือให้สามารถควบคุมงานต่างๆ ขององค์การไว้ได้อย่าง
เหมาะสม
12
10) หลักความมีระเบยี บเรียบรอ้ ย โดยถอื ว่าทุกคนในองค์การจะต้องมีระเบียบ
และมรี ตู้ ําแหน่งหนา้ ที่ ความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคลในองคก์ าร รวมทั้งการกําหนดขอบเขต
ของงานที่ชัดเจน
11) หลกั ความเสมอภาค ผูบ้ รหิ ารตอ้ งยดึ หลกั ความยุติธรรมเปน็ หลกั ปฏิบัติต่อ
ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาทุกคน ท้ังน้ี เพือ่ ให้ไดม้ าซึ่งความจงรักภักดีและการอุทศิ ตนเพื่องาน
12) หลักมีความมั่นคงในงาน ผู้บริหารและคนงานต่างต้องใช้เวลาระยะหน่ึง
เพ่ือการเรียนรู้งาน การให้คนงานออกจากงานกลางคันย่อมเป็นการส้ินเปลือง ดังนั้น
ผบู้ รหิ ารที่ดีควรให้เวลา ในการเรยี นรูง้ านเพอ่ื ลดปญั หาดา้ นการปรับตวั ของคนงาน
13) หลักความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยผู้บังคับบัญชาควรที่จะเปิดโอกาสให้
ผู้ปฏิบัติได้ใช้ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ของตนเอง ในการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของ
องค์การ จะทาํ ใหผ้ ปู้ ฎิบัติร้สู กึ ถงึ ความมสี ว่ นรว่ ม ความเปน็ เจา้ ขององค์การและรับผิดชอบ
ตอ่ ผลงาน
14) หลักความสามัคคี เน้นถึงการทํางานท่ีเป็นกลุ่มและความเป็นอันหนึ่ง
อนั เดียวกัน จะมีส่วนช่วยสง่ เสรมิ ใหก้ ารทํางานเปน็ คณะทํางาน และสมาชกิ ทกุ คนสามารถ
ปฏิบัติงานสู่เป้าหมายร่วมกันให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากหลักการของฟาโยล์ พบว่า
หลักการส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นให้ความสําคัญเก่ียวกับ การรวมอํานาจและการแบ่งหน้าที่
ตามความชํานาญเฉพาะด้าน ซ่ึงเป็นหลักการและแนวทางที่มีความเหมาะสมกับ
สถานการณจ์ ากในอดตี จนถึงปัจจุบัน
วิโรจน์ สารรัตนะ (2545, หน้า 3 -5) ได้กล่าวว่า การบริหารเป็นกระบวนการ
ดําเนินงาน เพื่อให้บรรลุจุดหมายขององค์การ โดยอาศัยหน้าที่หลักทางการบริหาร
อย่างน้อย 4 ประการ คือ การวางแผน การจัดองค์การ การนําและการควบคุม
ซึ่งกระบวนการดังกล่าวมีผู้บริหารเป็นผู้รับผิดชอบที่จะให้มีการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ล การวางแผน (Planning) เป็นหนา้ ท่ีทางการบริหารที่สําคัญ
ประการหน่ึงซึ่งนักวิชาการทั้งหลายกําหนดขึ้น จะเร่ิมต้นด้วยหน้าท่ีทางการวางแผน
เป็นอันดับแรกจึงแสดงให้เห็นถึงความสําคัญของการวางแผนเป็นอย่างดี โดยท่ี
องค์ประกอบของกระบวนการวางแผนองค์การหนึ่ง ๆ ประกอบด้วย ภารกิจจุดหมาย
และแผน โดยภารกจิ เปน็ ข้อประกาศอยา่ งกวา้ ง ๆ เกยี่ วกับจดุ มุ่งหมายหรือเหตุผลพ้ืนฐาน
ในการดํารงอยู่ขององค์การและขอบข่ายงานเฉพาะขององค์การหรือท่ีทําให้องค์การ
แตกต่างจากองค์การอื่น สําหรับจุดหมายเป็นเป้าหมายแห่งอนาคต หรือผลลัพธ์สุดท้าย
ท่ีองค์การต้องการให้บรรลุผล ขณะเดียวกันแผนงานหมายถึงวิถีทางที่จะก่อให้เกิด
การกระทําเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์สดุ ทา้ ยทีต่ ้องการใหเ้ กดิ ข้ึนกบั องค์การ
13
การจัดองค์การ (Organizing) เป็นหน้าท่ีทางการบริหารท่ีสืบเนื่องจากการ
วางแผน กล่าวคือ เมื่อองค์การจัดทําจุดหมายและแผนเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ผู้บริหาร
ควรต้องออกแบบ 13 โครงสร้างองค์การเพื่อให้การบริหารงานบรรลุจุดหมายแผน
เชิงยุทธศาสตร์ขององค์การน้ัน การออกแบบโครงสร้างองค์การเป็นกิจกรรมท่ีควรได้รับ
การตรวจสอบอยู่เสมอ เน่ืองจากปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้าง
องคก์ ารเกดิ ข้นึ มากมาย
การนาํ (Leading) เป็นสภาวะที่ผู้นําใช้ความพยายามที่จะให้มีอิทธิพลต่อผู้อ่ืน
เพ่อื ให้การปฏิบัติงานบรรลุจุดหมายขององค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ก า ร ท่ี ผู้ นํ า จ ะ เ ป็ น ผู้ นํ า ท่ี มี ศั ก ย ภ า พ ดั ง ก ล่ า ว ไ ด้ พึ ง ทํ า ค ว า ม เข้ า ใจ ท ฤ ษ ฎี ก า ร จู ง ใ จ
(Motivation) ภาวะผู้นํา (Leadership) การติดต่อส่ือสาร (Communication) และ
การบริหารกลุ่ม (Group) เพือ่ นาํ ไปประยุกตใ์ ชใ้ หเ้ หมาะสม
การควบคุม (Controlling) เป็นกระบวนการวางระเบียบกฎเกณฑ์เพ่ือให้การ
ปฏิบัติงานขององค์การบรรลุผลตามจุดหมายท่ีกําหนดไว้มุ่งให้เกิดความมั่นใจว่าสมาชิก
ในองค์การได้ประพฤติปฏิบัติไปในทิศทางท่ีจะทําให้บรรลุผลตามมาตรฐานการทํางาน
ที่กําหนดไว้ เป็นเคร่ืองมือในการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งขององค์การ การเสริมสร้าง
พฤติกรรมที่พึงประสงคแ์ ละพฤติกรรมท่ีไม่พงึ ประสงค์ของสมาชิกในองคก์ ร
เกษม จันทร์แก้ว (2540, หน้า 512 - 514) ได้ให้ความหมาย การบริหาร
หมายถงึ ศิลปะ การดาํ เนินการนําวตั ถดุ ิบสู่ระบบดว้ ยระบบกระบวนการผลิตจนได้ผลผลิต
ตามท่ีกําหนดไว้ การบริหารจึงเป็นการดําเนินการให้ทุกโครงการทําหน้าท่ีสัมพันธ์กัน
เป็นเรื่องยากทีจ่ ะทาํ ให้เกิดการผสมผสานกัน ถา้ ไม่วางแผนการดําเนนิ การท่ีดี ซ่ึงขึ้นอยู่กับ
ผู้บริหารที่วางแผนบริหารอย่างไร อย่างไรก็ดี ผู้บริหารมีหน้าที่อํานวยการ (Directing)
ตามอํานาจหน้าที่จากหน่วยงาน (Organizing) ที่เป็นผู้รับผิดชอบควบคุม (Controlling)
ในการนําแผนงาน (Planning) ที่ได้กําหนดไว้แล้วไปดําเนินการร่วมกันกับทรัพยากร
(Assembling Resource) ทําให้การผลิตหรือการใช้ปัจจัยการบริหาร (ได้แก่ คน
งบประมาณ เครื่องมอื อุปกรณ์ สวสั ดกิ าร ฯลฯ) ก่อให้เกดิ ผลผลติ ขั้นสดุ ท้าย
สรุปได้ว่า การบริหารจัดการเป็นกระบวนการดําเนินงานเพ่ือให้บรรลุเป้าหมาย
ขององค์การ โดยอาศัยหลักการบริหาร 4 ประการ คือ การวางแผน การจัดองค์การ
การนําและการควบคุม ซ่ึงกระบวนการดังกล่าวผู้บริหารเป็นผู้รับผิดชอบท่ีจะทําให้งาน
เป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ
14
กฎหมาย กฎ และระเบียบที่เกย่ี วข้อง
ในการวิจัยครั้งน้ี คณะผู้วิจัยได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับสภาพปัญหาและแนวทาง
แก้ไขงานคา้ งของชา่ งรังวัดในสาํ นกั งานทด่ี นิ
1. โครงการเร่งรัดงานรังวัดและงานทะเบียนในสํานักงานที่ดิน ประจําปี
งบประมาณ พ.ศ. 2561
กรมที่ดินมีภารกิจหน้าที่ท่ีสําคัญ คือ การให้บริการด้านการรังวัดที่ดิน การจด
ทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แก่ประชาชนและส่วนราชการที่มาขอรับบริการ และได้
ตระหนักถงึ ความต้องการของประชาชน และมีความมุ่งมั่นที่จะให้ประชาชนได้รับบริการ
ด้วยความสะดวกและรวดเร็วด้านระยะเวลา จึงมีนโยบายให้สํานักงานที่ดินจังหวัด สาขา
และสว่ นแยก ทวั่ ประเทศ แก้ไขปญั หาระยะเวลาการนัดรังวัด โดยให้แต่ละสํานักงานที่ดิน
สามารถนัดทําการรงั วัดให้กับประชาชนท่ีมาย่ืนคําขอรังวัดให้ได้ภายในระยะเวลา 60 วัน
เพ่ือให้สามารถบริการประชาชนผู้มาติดต่อขอรังวัดท่ีดินให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว
ตามโครงการสาํ นกั งานท่ีดนิ ท่วั ไทย นัดรังวัดฉับไว ใส่ใจบริการ ซ่ึงการดําเนินการดังกล่าว
ส่งผลให้เกิดปริมาณงานรังวัดค้างในฝ่ายรังวัดจํานวนมาก จึงได้กําหนดนโยบาย
และวธิ กี ารบรหิ ารจัดการ ดงั น้ี
1.1 พิจารณาจดั สรรงบประมาณใหส้ าํ นักงานที่ดินจังหวัดพืน้ ที่เป้าหมาย เพื่อใช้
บริหารจัดการ และเร่งรัดงานค้างในฝ่ายรังวัด และฝ่ายทะเบียนของสํานักงานท่ีดินสาขา
สว่ นแยก ในพ้นื ท่ีความรบั ผิดชอบ
1.2 สํานักงานที่ดินจังหวัดพื้นท่ีเป้าหมายตรวจสอบปริมาณงานค้างในฝ่าย
ทะเบยี นและฝ่ายรงั วัด และจดั ทาํ แผน/โครงการ เพื่อเรง่ รดั สะสางงานค้างในภาพรวมของ
สาํ นกั งานที่ดนิ จังหวดั
1.3 สํานักงานท่ีดินจังหวัดพื้นท่ีเป้าหมายดําเนินการตามแผน/โครงการท่ี
กาํ หนด รวมทั้งดาํ เนนิ การตามระเบยี บต่างๆ อยา่ งครบถ้วนถูกตอ้ ง
1.4 กรมทด่ี นิ แตง่ ต้ังคณะทํางานฯ เพ่ือกําหนดเกณฑ์การวัดผลการดําเนินการ
ตามแผน/โครงการ ติดตาม และรวบรวมผลการดําเนินงาน
2. ระเบยี บกรมทีด่ ินวา่ ดว้ ยการรายงานผลการปฏิบัติงานและการจัดการงานค้าง
ของสํานกั งานทด่ี นิ พ.ศ. 2555 หมวด 2 การดาํ เนินการของฝ่ายรังวัด
ข้อ 29 การจดั ทําขอ้ มูลในรายงานผลการรงั วัด (ร.ว.19) มรี ายละเอยี ด ดงั นี้
29.1 งานรังวัดในเดือนน้ี ร.ว.19 หน้า 1 ได้แก่ เดือนท่ีนําผลงานมา
รายงาน ณ สนิ้ วนั ทําการวนั สดุ ท้ายของเดือน…
15
8. “งานค้างของช่าง จํานวน...ราย” ได้แก่ จํานวนงานค้างของ
ช่างทุกคน ประกอบด้วย ค้างในมือช่าง ค้างตรวจของหัวหน้างาน ค้างตรวจของหัวหน้า
ฝ่ายรงั วดั และรอเจ้าพนักงานทดี่ ินสงั่ ถอนจา่ ย
9. “นายช่างรังวัดท่ีมีงานค้างรังวัดในมือช่างเกิน 20 วันทําการ
จํานวน...คน...ราย” ได้แก่ จํานวนงานค้างในมือช่างรังวัดท้ังหมดทุกคนท่ียังมิได้ส่งให้
หัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่ายตรวจเรื่องรังวัด การนับงานรังวัดค้างในมือช่างแต่ละเรื่อง
ให้นับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกําหนดนัดรังวัดเป็นวันแรกต่อเนื่องจนครบภายใน 20
วันทําการ...
โดยสรุปได้ว่า ระเบียบงานค้างฯ ดังกล่าว กําหนดให้มีการรายงานผลการ
ปฏบิ ัติงานว่าชา่ งรงั วัดแตล่ ะคนมงี านคา้ งระหวา่ งดําเนินการก่ีราย เป็นงานประเภทใดบ้าง
ผลการดาํ เนินการเป็นไปตามกาํ หนดเวลามาตรฐานในการปฏิบัตงิ านของชา่ งรงั วัดในแต่ละ
ประเภทงานหรอื ไม่
3. หน้าท่แี ละความรบั ผดิ ชอบของฝา่ ยรังวัด ตามแผนอัตรากาํ ลงั ของกรมที่ดนิ
ฝ่ายรังวัดสํานักงานท่ีดินจังหวัด มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการพิจารณา
และดําเนินการรังวัดที่ดิน และการพิสูจน์สอบสวนการทําประโยชน์ในท่ีดินตามคําขอ
ทุกประเภท เช่น การรังวัดออกหนังสอื แสดงสิทธใิ นทีด่ ิน การรงั วัดรวม แบง่ แยก การรังวัด
สอบเขตท่ีดิน และการตรวจสอบเนอ้ื ที่ รปู แผนที่ และหนงั สือกรรมสิทธิ์ห้องชุด การรังวัด
ออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง การรังวัดที่ดินเพื่อการแผนที่อื่นๆ เช่น การรังวัดท่ีดิน
ตามคําขอของส่วนราชการอ่ืน การรังวัดที่ดินเพ่ือทําแผนที่ตามหนังสือศาล ดําเนินการ
รังวัดตามโครงการต่างๆ ของกรมท่ีดิน ดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วยช่างรังวัดเอกชน
และระเบยี บที่เก่ียวข้อง ตลอดจนควบคุมดูแลรักษาซ่อมแซมระวางแผนที่ หมุดหลักฐาน
แผนที่ และเครื่องมือเคร่ืองใช้ในการรังวัดทําแผนที่ทุกประเภท โดยแบ่งงานภายใน
ออกเปน็ 2 ด้าน ดังน้ี
3.1 งานบรหิ ารงานชา่ ง มีหนา้ ทแี่ ละความรับผดิ ชอบ ดงั น้ี
- งานสารบรรณดา้ นการรงั วัด
- จัดทําบัญชีนัดรังวัด บัญชีควบคุมการรังวัด จัดให้เจ้าของท่ีดินชี้ระวาง
แผนที่ รบั เร่อื งรังวดั
- ค้นหาหลกั ฐานแผนท่ี จาํ ลองแผนท่ีตา่ ง ๆ ประกอบคําขอ
- ประมาณเงนิ ค่าใช้จา่ ยในการรังวดั
- จัดหา และเบิกจ่ายหมุดหลกั เขตท่ีดิน หมดุ หลกั ฐานแผนท่ี และแผน่ ปา้ ย
ทด่ี ินสาธารณประโยชน์
16
- ออกหนังสือแจ้งเร่ืองการระวังช้ีแนวเขตและลงชื่อรับรองแนวเขตท่ี ดิน
และสอบถามขา้ งเคยี ง
- ดูแล รักษา และควบคมุ การเบิกจา่ ยพสั ดุครภุ ัณฑ์
- จัดทาํ งบเดอื น งบปี เกีย่ วกับงานในฝ่ายรงั วดั
- จดั เก็บ รักษา และบริหารหลักฐานการรังวัด แผนที่ต้นร่าง ระวางแผนท่ี
สําหรับการออกโฉนดที่ดิน ระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศ แผนท่ีสารบัญเส้นโครงงาน
และหลักฐานการคาํ นวณต่าง ๆ
- ควบคุมและประสานงานรังวัด รับมอบและตรวจสอบงานรังวัดตาม
โครงการของกรมทดี่ ิน
- ควบคมุ การทําแผนที่เกี่ยวกับการขออนุญาต และการขอสัมปทานตาม
ประมวลกฎหมายทดี่ นิ
- จัดเตรียมข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับแผนที่เพื่อประกอบการ
พิจารณาจดั ทําโครงการประจาํ ปี
- จดั เกบ็ ขอ้ มลู การรงั วดั และทําแผนท่ดี ้วยระบบคอมพิวเตอร์
- ดาํ เนนิ การตามกฎหมายวา่ ด้วยชา่ งรังวัดเอกชน และระเบยี บท่เี กี่ยวขอ้ ง
- ควบคุมการลงทีห่ มายในระวางแผนที่
3.2 งานรังวดั มีหนา้ ทแี่ ละความรับผดิ ชอบ ดงั น้ี
- รังวดั ตามคาํ ขอทกุ ประเภท เช่น การรังวดั ออกหนังสอื แสดงสิทธิในท่ีดิน
แบ่งแยก รวมโฉนดที่ดิน สอบเขตที่ดิน และตรวจสอบเนื้อที่ รูปแผนที่ และหนังสือ
กรรมสิทธิ์หอ้ งชดุ
- รังวัดออกหนังสอื สําคัญสาํ หรับทหี่ ลวง
- รังวัดตามความตอ้ งการของสว่ นราชการต่าง ๆ และตามหนังสือศาล
- รังวดั เพ่อื การแผนทอ่ี นื่ ๆ
- วางโครงงานแผนท่ีเพื่อการรังวดั
- คาํ นวณพิกัดฉากหรือคํานวณเนื้อท่ีโดยวิธีคณิตศาสตร์และงานคํานวณ
อ่นื ๆ ท่ีเก่ยี วกบั การรังวัด
- ตรวจสอบและลงที่หมายรปู แผนที่
- ตรวจเรอื่ งรังวดั เพ่อื ถอนเงนิ มัดจาํ รังวัด
- เสนอความเหน็ เกีย่ วกับการแก้ไขรูปแผนที่ และเนื้อที่ ตามมาตรา 69 ทวิ
แห่งประมวลกฎหมายที่ดนิ
- จาํ ลองรูปแผนที่ประกอบการรงั วัด
- ตรวจสอบผลการรงั วัดของสํานกั งานชา่ งรังวดั เอกชน
17
4. ระเบียบกรมท่ีดิน ว่าด้วยการรับคําขอรังวัด การนัดรังวัด และการเรียก
คา่ ใชจ้ า่ ยในการรงั วัดเฉพาะราย พ.ศ. 2547 ซงึ่ กรมทด่ี ินไดว้ างแนวทางในการปฏิบัติงาน
ของเจ้าหน้าที่ในการให้บริการด้านการรังวัดไว้ พอสรุปได้ว่า ให้หัวหน้าฝ่ายรังวัดหรือผู้ได้รับ
มอบหมายลงบัญชีรับเร่ืองและนัดรังวัด (ร.ว.12) พร้อมกับกําหนดเงินค่าใช้จ่าย ช่ือช่าง
รงั วดั วัน เวลา ที่ทําการรงั วัด ในใบนัดรงั วดั โดยพิจารณาจากบัญชคี มุ การนดั รังวัดสําหรับ
สถานท่ีนัดพบให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ขอรังวัด เม่ือนัดรังวัดให้แก่ช่างรังวัดผู้ใด
ให้ลงบัญชคี มุ เรอื่ งประจาํ ตัวช่างรงั วดั (ร.ว.71) ของผนู้ ้นั ด้วย การนัดรังวัดให้นัดตามลําดับ
ที่ของผู้ย่ืนคําขอ ห้ามนัดรังวัดข้ามลําดับ การนัดรังวัดให้ช่างรังวัดทําการรังวัดคนเดียว
หลายรายในวันเดียวกันสามารถกระทําได้ถ้าที่ดินท่ีขอรังวัดอยู่ในบริเวณเดียวกันหรือ
ใกล้เคียง และไม่เกิดปัญหาแก่เจ้าของที่ดินหรือเจ้าของท่ีดินข้างเคียงท่ีจะมารับรอง
แนวเขตทด่ี นิ คา่ ใชจ้ ่ายในการรังวัดให้เรียกในลักษณะเหมาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการรังวัดเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน หรือพิสูจน์สอบสวน หรือตรวจสอบเน้ือที่
เกยี่ วกับหนงั สือรบั รองการทําประโยชน์ พ.ศ. 2542 และระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการรับ
จ่ายเงินค่าใช้จ่าย (เงินมัดจํารังวัด) ในการรังวัดเก่ียวกับโฉนดท่ีดิน หรือพิสูจน์สอบสวน
หรือตรวจสอบเนื้อที่เก่ียวกับหนังสือรับรองการทําประโยชน์ พ.ศ. 2542 การเรียก
ค่าใช้จ่ายให้พิจารณาจากประกาศจังหวัด โดยใช้เน้ือที่แปลงท่ีขอรังวัดเป็นเกณฑ์ หากมี
กรณีท่ีต้องเพ่ิมวันรังวัดให้เสนอขออนุมัติจากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดิน
จงั หวดั สาขา เจา้ พนักงานท่ดี ินหัวหน้าสว่ นแยก หรือผู้รักษาราชการแทนในวันท่ี ผ้ขู อยน่ื คําขอ
5. ระเบียบกรมท่ีดิน ว่าด้วยการรับคําขอรังวัด การนัดรังวัด และการเรียก
คา่ ใชจ้ ่ายในการรังวดั เฉพาะราย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ได้มีการแก้ไขเพ่ิมเติมเก่ียวกับ
การเรยี กค่าใช้จา่ ยในการรงั วัดเปน็ “ให้เรยี กในลักษณะเหมาตามระเบยี บกระทรวงมหาดไทย
วา่ ด้วยคา่ ใช้จ่ายในการรงั วดั เก่ยี วกบั โฉนดที่ดิน หรือพิสูจน์สอบสวน หรือตรวจสอบเนื้อที่
เกี่ยวกับหนงั สือรบั รองการทาํ ประโยชน์ พ.ศ. 2558 และระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการรับ
จ่ายเงินค่าใช้จ่าย (เงินมัดจํารังวัด) ในการรังวัดเก่ียวกับโฉนดที่ดิน หรือพิสูจน์สอบสวน
หรือตรวจสอบเน้ือที่เก่ียวกับหนังสือรับรองการทําประโยชน์ พ.ศ. 2542 และท่ีจะแก้ไข
เพ่มิ เติม การเรียกค่าใช้จ่ายให้พิจารณาจากประกาศจังหวัด โดยใช้เนื้อท่ีแปลงท่ีขอรังวัด
เป็นเกณฑ์ หากมีกรณีที่ต้องเพิ่มวันรังวัดให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์การเพิ่มวันทํา
การรังวัดในบัญชีท้ายระเบียบ โดยระบุเหตุผลให้ปรากฏในใบนัดรังวัดต่อจากข้อความ
“สภาพท่ีดินขณะขอทําการรังวัด...” พร้อมช้ีแจงค่าใช้จ่ายให้ผู้ขอทราบ โดยไม่ต้องขอ
อนุมตั ิจากเจ้าพนกั งานท่ดี ิน
18
6. หนงั สอื กรมทดี่ ิน ท่ี มท 0514.3/ว 29372 ลงวันที่ 21 กันยายน 2548 เร่ือง
การเร่งรัดงานรังวัดตามนโยบายกรมที่ดิน ได้กําหนดแนวทางในการปฏิบัติงานของ
เจา้ หนา้ ที่ไว้ ดังนี้
6.1 ใหส้ าํ นักงานท่ดี ินนดั ทาํ การรงั วดั ให้ไดภ้ ายใน 30 วัน หากไม่สามารถปฏิบัติ
ได้ ขอให้เจ้าพนักงานทด่ี นิ จงั หวัด/สาขา/ส่วนแยก และหัวหน้าฝ่ายรังวัด ร่วมกันพิจารณา
วางแผนแก้ไขระยะเวลาให้ลดลง โดยนาํ วิธนี ัดรงั วดั เปน็ กลมุ่ มาใชใ้ นการนดั รงั วดั
6.2 ใหน้ ัดรงั วัดแกช่ า่ งรังวัดมีจํานวนเรื่องมากกว่ามาตรฐานที่กําหนด (12 เร่ือง/
คน/เดือน) ท้งั น้ใี หค้ ํานึงถึงความรคู้ วามสามารถของชา่ งรงั วัดและองค์ประกอบอนื่ ๆ ด้วย
6.3 ควรกําหนดให้ระยะเวลาการนัดรังวัดภายในจังหวัดเดียวกันมีระยะเวลา
นดั รังวดั ใกล้เคยี งกนั เพ่อื เป็นการแก้ไขปัญหาการนัดรังวดั ภายในจังหวัดใหม้ ีประสิทธิภาพ
6.4 ชา่ งรังวัดจะต้องมีงานค้างในมือคนละไม่เกิน 10 เร่อื ง แต่ละเรื่องจะต้องส่ง
เร่ืองรังวัดภายใน 20 วันทําการนับแต่วันรังวัด ฝ่ายรังวัดตรวจสอบความถูกต้องภายใน
2 วันทําการ และเจ้าพนักงานทีด่ นิ พจิ ารณาสง่ั การภายใน 1 วันทําการ
6.5 ชา่ งรังวัดต้องมีจติ สาํ นกึ ในการให้บริการด้านรังวัดโดยยึดถือตามมาตรฐาน
คุณธรรมและจรยิ ธรรมในการปฏิบตั งิ านรงั วดั อยา่ งเครง่ ครัด
7. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0514.3/ว 34174 ลงวันท่ี 8 พฤศจิกายน 2548
เรื่อง การเร่งรัดงานรังวัดเฉพาะราย เป็นการเน้นยํ้าให้สํานักงานที่ดินนัดทําการรังวัด
ภายใน 30 วนั ใหไ้ ด้ หากไม่สามารถทําได้เจ้าพนักงานท่ีดินและหัวหน้าฝ่ายรังวัดต้องร่วม
รบั ผดิ ชอบ เร่งรัดแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
8. หนังสือกรมทดี่ ิน ท่ี มท 0514.3/ว 35755 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2551 เรื่อง
ซ้อมความเข้าใจแนวทางการปรับปรุงงานเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการด้านรังวัด
เป็นการเน้นยํ้าให้เร่งรัดการนัดรังวัดให้ได้ภายใน 30 วัน หากปรากฏว่าผู้รับผิดชอบ
ไม่ควบคุมดูแล ปล่อยปละละเลย ไม่ถือปฏิบัติตามแนวทาง กรมท่ีดินจะถือเป็นความ
บกพรอ่ งของเจา้ พนักงานที่ดินและหัวหน้าฝ่ายรังวัด และจะพิจารณาดําเนินการตามควร
แก่กรณตี ่อไป
9. หนังสือกรมท่ีดิน ที่ มท 0514.3/ว 1375 ลงวันที่ 15 มกราคม 2553 เรื่อง
การเร่งรัดงานรังวัดตามนโยบายกรมที่ดิน แจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติงานตามนโยบาย
กรมทดี่ นิ เปน็ การกาํ หนดใหช้ า่ งรงั วดั ตอ้ งมงี านค้างในมือคนละไม่เกนิ 20 เรอ่ื ง แต่ละเร่ือง
จะตอ้ งสง่ เรอ่ื งรงั วดั ภายใน 20 วันทําการ นับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกําหนดนัดรังวัดเป็น
วันแรก โดยฝ่ายรังวัดตรวจสอบความถูกต้องภายใน 2 วันทําการ และเจ้าพนักงานที่ดิน
พจิ ารณาสั่งการภายใน 1 วันทําการ
19
10. หนงั สอื กรมท่ดี นิ ที่ มท 0514.3/ว 22017 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2555 เรอื่ ง
การเรง่ รัดงานรังวัด กําหนดนโยบายเพื่อเป็นแนวทางปฏบิ ตั ิ ดังนี้
10.1 ช่างรังวดั จะต้องส่งเร่อื งรังวัดภายใน 20 วันทําการ นับแต่วันถัดจากวัน
ครบกําหนดนัดวนั รังวดั ทีช่ า่ งทําการรังวัดแล้ว
10.2 ให้หัวหน้าฝา่ ยรังวัดตรวจสอบงานคา้ งในมือช่างรังวัดแต่ละคน หากพบว่า
มเี รื่องรงั วัดใดทีช่ า่ งรงั วดั ทาํ การรังวดั แล้วค้างดําเนินการเกินกว่า 20 วันทําการ ให้สั่งการ
เป็นที่ปรากฏไว้ในบัญชีคุมเร่ืองประจําตัวช่างรังวัด (ร.ว.71 ) ในช่องหมายเหตุตรงกับ
เร่ืองรังวัดที่ค้างดําเนินการว่า “ให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันท่ี 10 ตุลาคม 2555”
และใหล้ งนาม วนั /เดอื น/ปี กาํ กับไว้
10.3 ใหช้ ่างรงั วัดทุกคนจดั ทํารายงานสรปุ เร่อื งรังวัดที่ค้างดําเนินการเกินกว่า
20 วนั ทําการ เสนอหัวหน้าฝ่ายรังวัด รายงานให้เจา้ พนกั งานท่ีดนิ จังหวัด/สาขา/ส่วนแยก ทราบ
10.4 ใหเ้ จ้าพนักงานท่ีดินจังหวัด/สาขา/ส่วนแยก ส่ังการในบันทึกตามข้อ 3
ว่า “ใหด้ ําเนินการเร่อื งรังวดั ทค่ี ้างดําเนินการเกนิ กว่า 20 วันทําการ ให้แล้วเสร็จก่อนวันท่ี
10 ตลุ าคม 2555” หากไม่ดําเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาดังกล่าว จะพิจารณาดําเนินการทาง
วินยั และใหล้ งนาม วนั /เดือน/ปี กํากับไว้ แล้วแจ้งใหช้ ่างรงั วดั ผ้นู น้ั ทราบ
10.5 หากพน้ วันที่ 10 ตลุ าคม 2555 ไปแลว้ ชา่ งรังวัดที่ยังมีงานค้างดําเนินการ
เกิน 20 วันทําการ โดยไม่มีเหตุอันควรและไม่ได้รายงานให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด/
สาขา/ส่วนแยก ทราบสาเหตุท่ีทําให้งานรังวัดไม่แล้วเสร็จ ให้เจ้าพนักงานท่ีดินจังหวัด/
สาขา/ส่วนแยก ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุ
ตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 พิจารณา
ดําเนินการทางวินัยแก่ช่างรังวัดนั้น ตามควรแก่กรณี และรายงานผลการดําเนินการให้
กรมทดี่ นิ ทราบภายในวนั ที่ 10 พฤศจกิ ายน 2555
10.6 ให้เจ้าพนักงานท่ีดินจังหวัด/สาขา/ส่วนแยก และหัวหน้าฝ่ายรังวัด
เรง่ รดั ติดตามการดําเนินการของช่างรังวัดโดยใกล้ชิด หากปรากฏว่าการรายงานเร่ืองรังวัด
ท่คี า้ งดําเนินการเกินกวา่ 20 วันทําการ ไม่ตรงตามความเปน็ จริง ปิดบังข้อมูลเพื่อช่วยเหลือ
ผใู้ ต้บงั คบั บญั ชา กรมทีด่ ินจะถือว่าหัวหน้าฝ่ายรังวัดและเจ้าพนักงานท่ีดินจังหวัด/สาขา/
ส่วนแยก รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา หรือหากละเลยหรือไม่ใส่ใจจะถูกพิจารณา
ดําเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณีอย่างเฉียบขาดทุกราย และอาจถูกปรับเปลี่ยน
ตาํ แหน่งหนา้ ท่ตี ามความเหมาะสม
11. หนังสือกรมท่ีดิน ที่ มท 0514.3/ว 20558 ลงวันท่ี 17 สิงหาคม 2559
เร่อื ง การเรง่ รดั งานรงั วัดตามนโยบายกรมทด่ี ิน ได้กําหนดแนวทางมาเพ่ือทราบและให้ถือ
ปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี
20
11.1 ให้เจ้าพนักงานท่ีดินจังหวัด/สาขา/ส่วนแยก และหัวหน้าฝ่ายรังวัด
สํารวจ ตรวจสอบงานค้างในมือช่างรังวัดแต่ละคนโดยละเอียด พร้อมท้ังกําชับช่างรังวัด
ทกุ คนเรง่ รดั ดําเนนิ การงานคา้ งเกนิ 30 วัน ใหแ้ ลว้ เสร็จโดยเรว็
11.2 กรณีช่างรังวัดมีงานค้างเกิน 30 วัน มากกว่า 30 เร่ืองข้ึนไป ให้เร่งรัด
ดาํ เนนิ การสะสางงานค้างให้แล้วเสร็จภายในวันท่ี 30 กันยายน 2559 หากไม่ดําเนินการ
ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว โดยไม่มีเหตุอันควร ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด/
สาขา/ส่วนแยก ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผู่บังคับบัญชาพิจารณาดําเนินการทาง
วนิ ยั แกช่ ่างรงั วัดน้ันตามสมควรแกก่ รณี เสรจ็ แลว้ รายงานการดาํ เนนิ การใหก้ รมท่ีดินทราบ
11.3 ให้เจ้าพนักงานท่ีดินจังหวัด/สาขา/ส่วนแยก และหัวหน้าฝ่ายรังวัด
ควบคุม กํากับ ดูแลและตรวจสอบ การรายงานผลงานรังวัด (ร.ว.19) เกี่ยวกับจํานวน
ระยะเวลานัดรงั วดั ของสํานักงานที่ดินฯ งานค้าง งานเกิด งานเสรจ็ งานคา้ งยกไป งานที่ยัง
ไม่ถึงวนั รังวัด งานคา้ งในมือช่างรังวัด งานค้างกองกลาง ให้ตรงตามความเป็นจริงทุกเดือน
ก่อนรายงานยังกรมที่ดิน หากพบว่าการรายงานผลงานรังวัด (ร.ว.19) ไม่ตรงตามความ
เป็นจริง มีการปิดบังข้อมูล เพื่อช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชา จะถือว่าเจ้าพนักงานท่ีดิน
จังหวัด/สาขา/ส่วนแยก และหัวหน้าฝ่ายรังวัด รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา กรมที่ดิน
จะพิจารณาดําเนินการทางวนิ ยั แก่ผ้ทู เี่ ก่ียวข้องตามควรแก่กรณี
งานวิจยั ทเี่ ก่ยี วข้อง
ได้มผี ู้ทาํ การศึกษาวิจัยที่มีเน้ือหาสาระสําคัญใกล้เคียงและเกี่ยวข้องกับการศึกษา
สภาพปัญหาและแนวทางการแกไ้ ขปัญหางานค้างของชา่ งรงั วัดในสํานกั งานทีด่ นิ ดังน้ี
ดนัย เจยี มวเิ ศษสุข (2558) ได้ศกึ ษาเร่ือง การแก้ไขปัญหาระยะเวลานัดรังวัดนาน
(คิวรังวัดยาว) กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยเป็นการนําข้อมูลผลงานรังวัดของสํานักงาน
ที่ดินท่ัวประเทศ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ถึง พ.ศ. 2557 มาทําการวิเคราะห์ และ
สรปุ ผล เพอื่ กําหนดแนวทางแกไ้ ขปัญหา ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยท่ีส่งผลกระทบทางตรง
เช่น การขาดแคลนช่างรังวัด สมรรถนะของช่างรังวัด ความสมดุลระหว่างจํานวน
ช่างรังวัดกับปริมาณงานรังวัด การขาดแคลนเคร่ืองมือรังวัด กฎระเบียบท่ีเป็นปัญหา
อุปสรรค งานรังวัดตามความต้องการของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ส่วนปัจจัยท่ีส่ง
ผลกระทบทางอ้อม เชน่ ข้อจํากัดเรือ่ งภูมิประเทศและพ้ืนท่ีดําเนินการ งานรังวัดท่ีดินของ
สํานักงานชา่ งรังวดั เอกชน
ชัยพันธ์ อุลุชาฎะ และคณะ (2551) ได้ศึกษาเร่ือง แนวทางการพัฒนาศักยภาพ
ของช่างรังวัด การเก็บข้อมูลโดยการใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างสําหรับผู้บริหาร
และใช้การทอดแบบสอบถามกับกลุ่มช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดินเป้าหมาย ผลการวิจัย
21
พบว่าเนื้อหาของการพัฒนาช่างรังวัดในเรื่องความรู้ในเรื่องการคํานวณพิกัดฉาก หรือ
คํานวณเนื้อท่ีโดยวิธีคณิตศาสตร์และงานคํานวณอื่นๆ และด้านกฎหมายและระเบียบ
ปฏิบัตเิ พื่อใช้ในการดาํ เนินงานรงั วดั ทักษะในการปฏบิ ัติงาน ความรักความภูมิใจในอาชีพ
กระบวนการในการพัฒนาช่างรังวัดยงั ไมเ่ พียงพอตอ่ ความต้องการ เพราะการเปล่ียนแปลง
แบบพลวัตทางเศรษฐกิจ สงั คมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เกยี รตคิ ุณ พรหมเพชร และคณะ (2559) ได้ศึกษาเร่ือง สภาพการดําเนินการและ
ผลกระทบจากการกําหนดปริมาณงานรังวัดของหัวหน้าฝ่ายรังวัดและช่างรังวัดใน
สํานักงานท่ีดิน การเก็บข้อมูลโดยการใช้แบบสัมภาษณ์สําหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน
และใช้การทอดแบบสอบถามกับเจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบัติงานฝ่ายรังวัดในสํานักงานที่ดิน
ผลการวจิ ยั พบว่า บคุ ลากรมีความสามารถในการรังวัดและการบริหารงานสํานักงานด้าน
อื่นๆ ได้ ทัง้ น้ีขึ้นอยู่กับความสามารถและประสิทธิภาพของบุคลากร เคร่ืองมือรังวัดท่ีมีอยู่
สําหรับการปฏิบัติงานรังวัดนั้นมีไม่เพียงพอ และเคร่ืองมือการรังวัดท่ีมีอยู่มีคุณภาพ
ไมเ่ หมาะสมต่อการปฏบิ ตั ิงานรงั วัด
บทท่ี 3
วิธดี ําเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งน้ี เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Methodology Research)
มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาสภาพปัญหางานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดิน และศึกษา
แนวทางการแก้ไขปัญหางานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานที่ดิน โดยดําเนินการศึกษา
เก่ียวกับวธิ ดี าํ เนนิ การวจิ ัย ดังนี้
1. กาํ หนดจํานวนประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
2. สร้างเครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
3. กําหนดวิธกี ารเก็บรวบรวมข้อมูล
4. การวเิ คราะหข์ ้อมูล
ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ช่างรังวัดในสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร
และสาขา สํานักงานที่ดินจังหวัด สาขา และส่วนแยก จํานวน 2,856 คน กําหนดขนาด
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ด้วยการใช้สูตรการกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Yamane
(1976, p.886)
ดงั สูตร n = N
1+Ne2
เมือ่ n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
N = ขนาดของประชากร
e
= ความคลาดเคล่ือนของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งกําหนดให้
เทา่ กับรอ้ ยละ 5 (.05)
ได้กลุ่มตัวอย่างจํานวน 351 คน และทําการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) จําแนกตามสัดส่วนของจํานวนช่างรังวัดในแต่ละภาค และทําการทอด
แบบสอบถามเพ่ิมขึ้น 15% เพื่อป้องกันความผิดพลาด จํานวน 404 ฉบับ และได้รับข้อมูลที่
สมบูรณ์กลบั มาจํานวน 400 ฉบบั โดยกาํ หนดสัดส่วนของภาค ดงั น้ี
23
ภาค สดั ส่วนตามเกณฑ์ สดั ส่วนตามที่เก็บได้ จาํ นวน
(รอ้ ยละ)
(ร้อยละ) (รอ้ ยละ)
149
1. ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ 35 37.25 81
47
2. เหนอื 20 20.25 77
46
3. กลางและตะวนั ตก 20 11.75 400
4. ใต้ 10 19.25
5. ตะวนั ออก 15 11.50
รวม 100 100
ผใู้ หข้ อ้ มลู สําคัญ
การเก็บรวมรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากกลุ่ม
ผใู้ หข้ ้อมลู สาํ คญั จํานวน 14 ราย แบ่งเปน็ 2 กล่มุ ได้แก่
1. กลุ่มผู้บริหาร ซ่ึงเป็นผู้มีบทบาทเก่ียวข้องกับการปฏิบัติงานของช่างรังวัด
ในสํานักงานที่ดิน จํานวน 7 ราย ได้แก่ ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพกรมที่ดิน ท่ีปรึกษา
ด้านวิศวกรรมสํารวจ รองอธิบดีกรมที่ดิน ผู้อํานวยการสํานักมาตรฐานและส่งเสริม
การรังวัด และเจ้าพนักงานท่ีดินกรุงเทพมหานคร
2. กลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้านรังวัด จํานวน 7 ราย ได้แก่ ช่างรังวัดในสํานักงานที่ดิน
กรงุ เทพมหานคร และสาขา สํานกั งานท่ีดนิ จังหวดั สาขา และส่วนแยก
เครอื่ งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั
เครอ่ื งมือที่ใช้ในการเกบ็ ข้อมูล ประกอบดว้ ยเคร่ืองมอื 3 ฉบับ ไดแ้ ก่
- เครื่องมือท่ีใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบ
ก่งึ โครงสร้าง (Semi-Structured Interview) 2 ฉบับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
(1) แบบสัมภาษณ์กลุ่มผู้บริหาร เร่ืองสภาพปัญหางานค้างของช่างรังวัดใน
สํานกั งานที่ดนิ และศกึ ษาแนวทางการแกไ้ ขปัญหางานคา้ งของช่างรงั วัดในสํานักงานทด่ี ิน
(2) แบบสัมภาษณ์กลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้านรังวัด เร่ืองสภาพปัญหางานค้างของ
ช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดิน และศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหางานค้างของช่างรังวัดใน
สาํ นกั งานทด่ี ิน
- เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ 1 ฉบับ คือ สภาพปัญหา
งานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดิน และศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหางานค้างของ
ชา่ งรังวัดในสาํ นักงานทด่ี นิ โดยแบง่ เปน็ 5 ตอน ดังนี้
24
ตอนท่ี 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลท่ัวไป เป็นแบบตรวจรายการ (Check
List) จํานวน 9 ข้อ ประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา สาขาวิชาท่ีจบการศึกษา
ระดับตําแหน่ง ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานรังวัด พื้นท่ีปฏิบัติงาน ปริมาณงานที่
รับผดิ ชอบ และปริมาณงานค้างในมอื
ตอนท่ี 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัญหางานค้างของช่างรังวัดใน
สาํ นกั งานที่ดิน ซ่งึ ประกอบด้วย ดา้ นบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านเครอ่ื งมือและอุปกรณ์
และดา้ นการบริหารจัดการ เปน็ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จํานวน 14 ข้อ
โดยมเี กณฑก์ ารตรวจให้คะแนน ดงั นี้
สภาพปัญหางานคา้ งของช่างรังวัด มากท่สี ดุ ให้ 5 คะแนน
สภาพปญั หางานค้างของช่างรงั วัด มาก ให้ 4 คะแนน
สภาพปญั หางานคา้ งของชา่ งรังวดั ปานกลาง ให้ 3 คะแนน
สภาพปัญหางานคา้ งของชา่ งรงั วัด นอ้ ย ให้ 2 คะแนน
สภาพปัญหางานค้างของช่างรงั วดั นอ้ ยทส่ี ุด ให้ 1 คะแนน
ตอนที่ 3 แบบสอบถามพิจารณาสภาพขั้นตอนการรังวัดออกโฉนดสอบเขต
แบง่ แยก และรวมโฉนดท่ีดิน เปน็ แบบตรวจรายการ (Check List) จํานวน 5 ข้อ และเติม
รายละเอียด ประกอบด้วย การพิจารณาข้ันตอนการรังวัดออกโฉนดสอบเขต แบ่งแยก
และรวมโฉนดทด่ี นิ 5 ข้นั ตอน วา่ ในแตล่ ะขนั้ นน้ั มีปัญหาหรือไม่ อย่างไร และแนวทางการ
แกไ้ ขปัญหา
ตอนท่ี 4 แบบสอบถามเกย่ี วกับแนวทางการแก้ไขปัญหางานค้างของช่างรังวัด
ในสํานักงานที่ดนิ เป็นคําถามแบบปลายเปดิ (Open-ended questions)
ตอนที่ 5 แบบสอบถามเก่ียวกับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเก่ียวกับสภาพ
การดาํ เนนิ งานชา่ งรังวัด เป็นคาํ ถามแบบปลายเปดิ (Open-ended questions)
การสร้างและตรวจสอบคณุ ภาพของเครื่องมอื
แบบสอบถามฉบับน้ี ผวู้ จิ ยั ได้สร้างขน้ึ เอง มขี นั้ ตอนในการสร้าง ดงั น้ี
1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหางานค้าง
ของช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดิน และการแก้ไขปัญหางานค้างของช่างรังวัดในสํานักงาน
ท่ีดินจากนั้นนํามากําหนดกรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย กําหนดนิยาม และเพื่อใช้เป็น
แนวทางในการสรา้ งแบบสอบถาม
2. สรา้ งแบบสอบถามเก่ยี วกบั สภาพปญั หางานคา้ งของช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดิน
และการแก้ไขปัญหางานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดิน และตรวจสอบเนื้อหาของ
25
แบบสอบถามว่าครอบคลุมวัตถุประสงค์หรือไม่ จากนั้นนําไปให้อาจารย์ท่ีปรึกษา
ตรวจสอบ Construct validity แลว้ นาํ มาปรบั ปรงุ ตามคําแนะนาํ ของอาจารยท์ ี่ปรึกษา
3. นําแบบสอบถามท่ีปรับปรุงตามคําแนะนําของอาจารย์ที่ปรึกษาให้ผู้เช่ียวชาญ
5 ท่าน ตรวจสอบ Content validity พบว่ามีค่าอยู่ระหว่าง .66 – 1.00 จากนั้นปรับปรุง
แก้ไขตามคาํ แนะนําของผเู้ ช่ยี วชาญ
4. นําแบบสอบถามท่ีได้ไปทดลองใช้ (Try out) กับกลุ่มประชากรท่ีไม่ใช่
กลมุ่ ตวั อย่างจาํ นวน 30 คน เพ่อื หาคุณภาพของเคร่ืองมือ โดยการหาค่า Reliability ของ
แบบสอบถาม โดยใช้ค่า Cronbach' s Alpha ได้ค่า Reliability ของแบบสอบถาม
เทา่ กับ 0.849 ซ่งึ ถือวา่ แบบสอบถามน้ีมคี วามเช่อื ถือไดส้ ามารถนาํ ไปเกบ็ ข้อมูลจรงิ ต่อไป
วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
คณะผูว้ จิ ยั ดาํ เนินการเก็บรวบรวมข้อมูลมีข้ันตอนดงั น้ี
1. ขอความอนุเคราะห์กับผู้บริหารสว่ นกลางและผู้บรหิ ารสว่ นภมู ภิ าคของกรมท่ดี ิน
2. ตดิ ต่อประสานงานกบั สาํ นกั งานทดี่ ินในพ้นื ทจ่ี งั หวดั เก่ียวข้อง
3. เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอยา่ ง และกลุ่มผใู้ หข้ อ้ มลู สําคญั
4. จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้แจกแบบสอบถามไปจํานวน
404 ชุด โดยมีแบบสอบถามท่ีได้รับกลับคืนมาและมีความสมบูรณ์ จํานวน 400 ชุด
คิดเปน็ รอ้ ยละ 99
วิธีการการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณสําหรับการวิจัยคร้ังน้ี แบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น
5 ตอน คือ ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลท่ัวไป ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับ
สภาพปัญหางานค้างของชา่ งรงั วดั ในสํานกั งานท่ีดนิ ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพ
ขั้นตอนการรังวัดออกโฉนดสอบเขต แบง่ แยก และรวมโฉนดที่ดิน ตอนท่ี 4 แบบสอบถาม
เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหางานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดิน และตอนที่ 5
แบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเก่ียวกับสภาพการดําเนินงานช่าง
รงั วดั โดยใช้วิธีการประมวลผลค่าทางสถิติดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ําเร็จรูปทางสถติ ิ
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คณะผู้วิจัยเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์เพ่ือให้
สอดคล้องกับลักษณะของข้อมูล และตอบวตั ถปุ ระสงค์ ดังนี้
1. ขอ้ มูลทว่ั ไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตําแหน่ง
ประสบการณก์ ารทาํ งาน พนื้ ทปี่ ฏบิ ัติงาน ปรมิ าณงานท่ีรบั ผิดชอบ และปริมาณงานคงคา้ งในมอื
26
2. ขอ้ มูลสภาพปัญหางานค้างของช่างรังวัดในสํานักงานที่ดิน วิเคราะห์ข้อมูลโดย
ใชส้ ถิติเชงิ พรรณนา โดยใช้ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยมีเกณฑ์
ค่าเฉล่ยี ในการแปลความ ดังนี้
พิสัย = ค่าสูงสุด – คา่ ตาํ่ สุด
= จาํ นวนชน้ั ทีต่ อ้ งการ
5 – 1 = 0.8
5
โ ด ย จํ า แ น ก ร ะ ดั บ ส ภ า พ ปั ญ ห า ง า น ค้ า ง ข อ ง ช่ า ง รั ง วั ด ใ น สํ า นั ก ง า น ที่ ดิ น
แบง่ ออกเป็น 5 ระดับ ดงั น้ี
ระดับค่าเฉลย่ี 4.21 – 5.00 สภาพปญั หาฯ อยใู่ นระดับ มากทสี่ ุด
ระดบั ค่าเฉล่ยี 3.41 – 4.20 สภาพปัญหาฯ อยใู่ นระดบั มาก
ระดบั ค่าเฉลย่ี 2.61 – 3.40 สภาพปัญหาฯ อยู่ในระดบั ปานกลาง
ระดับคา่ เฉล่ยี 1.81 – 2.60 สภาพปัญหาฯ อยู่ในระดบั นอ้ ย
ระดบั คา่ เฉลย่ี 1.00 – 1.80 สภาพปญั หาฯ อยู่ในระดบั นอ้ ยที่สดุ
ส่วนการวิเคราะหข์ ้อมูลเชงิ คุณภาพและการตรวจสอบข้อมูล
1. ผู้วจิ ยั เกบ็ รวบรวมข้อมลู จากการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ (In-depth Interview)
2. นาํ ขอ้ มลู ทไี่ ด้มาวิเคราะหเ์ นื้อหา (Content Analysis) สรุปความตามประเดน็ สําคัญ
3. ผวู้ ิจัยมกี ารตรวจสอบคุณภาพของข้อมูลแบบสามเสา้ โดยผ้ใู ห้ข้อมูลหลายกลุ่ม
โดยทาํ การเกบ็ ขอ้ มูลกับผูบ้ รหิ ารสว่ นกลางและผปู้ ฏบิ ตั ิงานของกรมทด่ี ิน
4. นําเสนอขอ้ มลู ในรปู ความเรียงตามวตั ถปุ ระสงค์
บทที่ 4
ผลการวิจยั
จากการวิจัย สภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขงานค้างของช่างรังวัดในสํานักงาน
ท่ีดินโดยเก็บข้อมูลจากช่างรังวัดในสํานักงานที่ดินท่ัวประเทศ จํานวน 400 คน สําหรับ
การวิจัยเชิงปริมาณ และการสัมภาษณ์ผู้บริหารส่วนกลาง จํานวน 7 คน รวมทั้ง
การสัมภาษณ์ช่างรังวัดในสํานักงานท่ีดินจํานวน 7 คน สําหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่ง
คณะผู้วจิ ยั ไดน้ าํ เสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลเป็น 2 ตอน ดังนี้
ตอนท่ี 1 การวิเคราะห์ขอ้ มลู เก่ยี วกับขอ้ มลู ทวั่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 การวิเคราะห์ขอ้ มูลเกีย่ วกับการตอบวตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
ตอนท่ี 1 การวเิ คราะห์ข้อมูลทัว่ ไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม
ตารางที่ 1 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจาํ แนกตามเพศ
สถานภาพสว่ นบคุ คล จํานวน ร้อยละ
เพศ 362 90.50
ชาย 38 9.50
หญงิ 400 100.00
รวม
28
แผนภมู ทิ ี่ 1 จํานวนและร้อยละของผตู้ อบแบบสอบถามจําแนกตามเพศ
38, 9.50% เพศ
362, 90.50%
จากตารางที่ 1 และแผนภูมทิ ่ี 1 พบว่า กลมุ่ ตวั อย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จํานวน
362 คน คิดเป็นร้อยละ 90.50 และเพศหญงิ จํานวน 38 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 9.50
ตารางที่ 2 จาํ นวนและรอ้ ยละของผตู้ อบแบบสอบถามจาํ แนกตามอายุ
สถานภาพส่วนบคุ คล จาํ นวน ร้อยละ
อายุ 81 20.25
ไม่เกิน 30 ปี 129 32.25
31 – 40 ปี 105 26.25
41 – 50 ปี 85 21.25
51 ปี ขน้ึ ไป 400 100.00
รวม
29
แผนภมู ทิ ี่ 2 จํานวนและรอ้ ยละของผตู้ อบแบบสอบถามจาํ แนกตามอายุ
จากตารางที่ 2 และแผนภมู ิที่ 2 พบวา่ กล่มุ ตัวอย่างสว่ นใหญ่มอี ายอุ ยู่ในช่วง 31- 40 ปี
จํานวน 129 คน คิดเป็นร้อยละ 32.25 รองลงมา มีอายุอยู่ในช่วง 41- 50 ปี จํานวน 105
คน คิดเป็นร้อยละ 26.25 มีอายุอยู่ในช่วง 51 ปีข้ึนไป จํานวน 85 คน คิดเป็นร้อยละ
21.25 และมีอายอุ ย่ใู นช่วงไมเ่ กนิ 30 ปี จํานวน 81 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 20.25 ตามลําดบั
ตารางที่ 3 จํานวนและรอ้ ยละของผู้ตอบแบบสอบถามจาํ แนกตามระดับการศกึ ษา
สถานภาพส่วนบุคคล จํานวน รอ้ ยละ
ระดบั การศกึ ษา 63 15.75
ปวช. หรอื เทยี บเทา่ 152 38.00
ปวส. หรอื เทยี บเท่า 157 39.25
ปริญญาตรี 28 7.00
สูงกวา่ ปรญิ ญาตรี 400 100.00
รวม
30
แผนภมู ทิ ี่ 3 จํานวนและรอ้ ยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามระดับการศึกษา
จากตารางที่ 3 และแผนภมู ทิ ี่ 3 พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาอยู่
ในระดับปริญญาตรี จํานวน 157 คน คิดเป็นร้อยละ 39.25 รองลงมา มีระดับการศึกษา
อยู่ในระดบั ปวส.หรอื เทียบเท่า จํานวน 152 คน คิดเป็นร้อยละ 38.00 มีระดับการศึกษา
อยู่ในระดับปวช. หรือเทียบเท่า จํานวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 15.75 และระดับ
การศกึ ษาอยใู่ นระดับสงู กว่าปริญญาตรี จาํ นวน 28 คน คิดเปน็ ร้อยละ 7.00 ตามลําดับ
ตารางท่ี 4 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามสาขาวิชาที่จบ
การศกึ ษา
สถานภาพส่วนบคุ คล จํานวน รอ้ ยละ
สาขาวิชาทจ่ี บการศกึ ษา 260 65.00
ช่างสํารวจ 61 15.25
ช่างโยธา 64 16.00
ชา่ งก่อสรา้ ง 1 0.25
เทคโนโลยกี ารก่อสร้าง 5 1.25
นิติศาสตร์ 1 0.25
รฐั ศาสตร์
31
ตารางท่ี 4 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามสาขาวิชาที่จบ
การศึกษา (ตอ่ )
สถานภาพสว่ นบคุ คล จํานวน ร้อยละ
วศิ วกรรมสาํ รวจ 2 0.50
วิศวกรรมโยธา 3 0.75
การบรหิ าร 1 0.25
การจดั การ 1 0.25
บรหิ ารธุรกิจ 1 0.25
400 100.00
รวม
แผนภมู ทิ ่ี 4 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามสาขาวิชาท่ีจบ
การศึกษา
จากตารางที่ 4 และแผนภูมิท่ี 4 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จบสาขาวิชาช่าง
สาํ รวจ จํานวน 260 คน คิดเป็นร้อยละ 65.00 จบสาขาวิชาช่างก่อสร้าง จํานวน 64 คน
คิดเป็นร้อยละ 16.00 จบสาขาวิชาช่างโยธา จํานวน 61 คน คิดเป็นร้อยละ 15.25 จบ
สาขาวิชานิติศาสตร์ จํานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 1.25 จบสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา
จํานวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 0.75 จบสาขาวิชาวิศวกรรมสํารวจ จํานวน 2 คน คิดเป็น
ร้อยละ 0.50 จบสาขาวิชารัฐศาสตร์ จํานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.25 จบสาขาวิชา
เทคโนโลยีการก่อสร้าง จํานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.25 จบสาขาวิชาบริหารธุรกิจ
32
จํานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.25 จบสาขาวิชาการบริหาร จํานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ
0.25 และจบสาขาวิชาการจดั การ จาํ นวน 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 0.25 ตามลําดับ
ตารางท่ี 5 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจาํ แนกตามระดับตามตําแหน่ง
สถานภาพสว่ นบคุ คล จํานวน ร้อยละ
ระดับตําแหนง่ 188 47.00
ชํานาญงาน 160 40.00
ปฏิบัติงาน 52 13.00
อาวุโส 400 100.00
รวม
แผนภมู ิที่ 5 จํานวนและร้อยละของผตู้ อบแบบสอบถามจําแนกตามระดับตาม
ตําแหนง่
จากตารางที่ 5 และแผนภูมิที่ 5 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ระดับตําแหน่ง
ชํานาญงาน จํานวน 188 คน คิดเป็นร้อยละ 47.00 รองลงมา อยู่ระดับตําแหน่ง
ปฏบิ ัติงาน จํานวน 160 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 และอยู่ระดับตําแหน่งอาวุโส จํานวน
52 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 13.00
33
ตารางที่ 6 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามประสบการณ์ใน
การปฏิบตั งิ านรังวดั
สถานภาพสว่ นบุคคล จาํ นวน ร้อยละ
ประสบการณใ์ นการปฏิบัตงิ านรงั วดั 30 7.50
122 30.50
น้อยกวา่ 1 ปี 48 12.00
1-5 ปี 200 50.00
5-10 ปี
10 ปีขึน้ ไป 400 100.00
รวม
แผนภมู ทิ ่ี 6 จํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามประสบการณ์ใน
การปฏิบัตงิ านรังวัด
จากตารางท่ี 6 และแผนภูมิที่ 6 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีประสบการณ์ใน
การปฏิบัติงานรังวัดอยู่ในช่วง 10 ปีขึ้นไป จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00
รองลงมา มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานรังวัดอยู่ในช่วง 1-5 ปี จํานวน 122 คน คิดเป็น
ร้อยละ 30.50 มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานรังวัดอยู่ในช่วง 5-10 ปี จํานวน 48 คน
คิดเป็นร้อยละ 12.00 และมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานรังวัดอยู่ในช่วงน้อยกว่า 1 ปี
จํานวน 30 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 7.50
34
ตารางท่ี 7 จาํ นวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามพน้ื ท่ีปฏบิ ัติงาน
สถานภาพสว่ นบุคคล จํานวน ร้อยละ
พ้ืนท่ปี ฏบิ ตั ิงาน 149 37.25
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 81 20.25
ภาคเหนือ 47 11.75
ภาคใต้ 77 19.25
ภาคกลางและภาคตะวันตก 46 11.50
ภาคตะวนั ออก 400 100.00
รวม
แผนภมู ทิ ี่ 7 จํานวนและรอ้ ยละของผ้ตู อบแบบสอบถามจาํ แนกตามพ้ืนท่ีปฏบิ ัติงาน
พ้นื ท่ปี ฏบิ ัตงิ าน
จากตารางท่ี 7 และแผนภมู ิท่ี 7 พบว่า กลุม่ ตัวอย่างส่วนใหญป่ ฏบิ ัตงิ านอยู่ในพื้นท่ี
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื จาํ นวน 149 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 37.25 รองลงมา ปฏิบัติงานอยู่
ในพ้ืนท่ีภาคเหนือ จํานวน 81 คน คิดเป็นร้อยละ 20.25 ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง
และตะวันตก จํานวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 19.25 ปฏิบัติงานอยู่ในพ้ืนท่ีภาคใต้ จํานวน
47 คน คิดเป็นร้อยละ 11.75 และปฏิบัติงานอยู่ในพ้ืนท่ีภาคตะวันออก จํานวน 46 คน
คิดเป็น รอ้ ยละ 11.50 ตามลาํ ดบั
35
ตารางที่ 8 จํานวนและรอ้ ยละของผูต้ อบแบบสอบถามปริมาณงานทรี่ บั ผดิ ชอบ
สถานภาพส่วนบุคคล จาํ นวน รอ้ ยละ
ปรมิ าณงานท่รี บั ผดิ ชอบ (Min=2,Max=160) 10 2.50
ไมร่ ะบุ 2 0.50
1 3 0.75
6 2 0.50
9 8 2.00
10 1 0.25
11 41 10.25
12 5 1.25
13 19 4.75
14 106 26.50
15 30 7.50
16 16 4.00
17 38 9.50
18 2 0.50
19 49 12.25
20 1 0.25
21 7 1.75
22