The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม..

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 115นฤนาท ราชูโส, 2024-01-21 05:32:56

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม..

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม..

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนแบบบทบาทสมมติ นฤนาท ราชูโส วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนแบบบทบาทสมมติ นฤนาท ราชูโส วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ก หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนแบบ บทบาทสมมติ ผู้วิจัย นายนฤนาท ราชูโส สาขาวิชา พระพุทธศาสนา อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์สอนประจันทร์ เสียงเย็น ครูพี่เลี้ยง นายวิทยา เหล่าโกทา อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (ผศ.ดร.ไกรฤกษ์ ศิลาคม) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน ..................................................................................ประธานคณะกรรมการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์สอนประจันทร์ เสียงเย็น) ..................................................................................กรรมการ (อาจารย์ประจำสาขา/หลักสูตร/คณะครุศาสตร์) ..................................................................................กรรมการ (ครูพี่เลี้ยง) ..................................................................................กรรมการ (รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ/หัวหน้าหมวด)


ข ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนแบบ บทบาทสมมติ ผู้วิจัย นายนฤนาท ราชูโส อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์โศภิดา บุญจำนง อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์สอนประจันทร์ เสียงเย็น,นายวิทยา เหล่าโกทา ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอน แบบบทบาทสมมติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๑ โพศรีสังกัดเทศบาลนคร อุดรธานีที่เรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 2 ป การศึกษา 2566 จํานวน 26 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม รูปแบบการวิจัยคือ แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติจำนวน 8 แผน เป็นเวลา 8 ชั่งโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ธรรมชาดก พระพุทธศาสนา คือ t-test for Dependent Sample ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บทบาทสมมติ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ธรรมชาดก ในภาพรวมก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ บทบาทสมมติมีคะแนนเฉลี่ย 10.42 และมีคะแนนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ธรรมชาดก ในภาพรวมหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติมีคะแนนเฉลี่ย 16.15 และเมื่อ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังในภาพรวมปรากฏว่านักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ธรรมชาดก หลังการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบบทบาทสมมติสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บทบาทสมมติ


ค กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนแบบบทบาท สมมติ ซึ่งรายงานวิจัยนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณา และความช่วยเหลือจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์สอน ประจันทร์ เสียงเย็น อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก อาจารย์โศภิดา บุญจำนง และ อาจารย์มธุรส ศิลาคม อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุพัฒน์ ศรีชมชื่น อาจารย์ประจำสาขาวิชา พระพุทธศาสนา ซึ่งได้กรุณาให้คำแนะนำและตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ จนงานวิจัยในชั้นเรียน ฉบับนี้มีความสมบูรณ์ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ คุณครูวิทยา เหล่าโกทา ครูพี่เลี้ยง และคุณครูกาญจน์ชนา ชินวานิชย์เจริญ ที่ได้กรุณาให้คำชี้แนะในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ขอขอบพระคุณ คณาจารย์สาขาวิชาพระพุทธศาสนา และคณาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีทุกท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ ให้ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำ ในการทำวิจัยในชั้นเรียนแก่ผู้วิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะครูโรงเรียนเทศบาล ๑ โพศรีทุกท่านที่ อำนวยความสะดวกให้ความร่วมมือช่วยเหลือและเป็นกำลังใจโดยตลอด ขอขอบใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาล ๑ โพศรีปีการศึกษา 2566 ทุก คนที่ให้ความร่วมมือในการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกทุกคนในครอบครัวผู้วิจัย ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแห่ง ความสำเร็จครั้งนี้ คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจ เพื่อรอคอยผลสำเร็จของผู้วิจัย ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษา สาขาวิชาพระพุทธศาสนาและเพื่อนร่วมรุ่นครุศาสตรบัณฑิตทุก ท่านที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ตลอดมา สุดท้ายนี้ขอให้คุณค่าที่ได้รับจากงานวิจัยฉบับนี้ ขอให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาในครั้งต่อๆ ไป เพื่อใช้ในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการศึกษาชาติไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้นไป นฤนาท ราชูโส


ง สารบัญ บทคัดย่อ..................................................................................................................................... กิตติกรรมประกาศ..................................................................................................................... สารบัญ..................................................................................................................................... สารบัญตาราง………………………………………………………………………………………………………..……. สารบัญภาพ………………………………………..…………………………………………………………………...…. บทที่ 1 บทนำ................................................................................................................................. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา…........................................................................... วัตถุประสงค์ของการวิจัย….................................................................................................. สมมติฐานของการวิจัย…...................................................................................................... ขอบเขตของการวิจัย…......................................................................................................... นิยามศัพท์เฉพาะ….............................................................................................................. ประโยชน์ที่จะได้รับ……........................................................................................................ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…....................................................................................... หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)………………………………………….. วิธีการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ…………………………………………………………………. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน………………………………………………………………………………………….. แผนการจัดการเรียนรู้…………………………………………………………………………………………….. ความพึงพอใจ………………………………………………………………………………………………………… งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………………………….……….… กรอบแนวคิดในการวิจัย……………………………………………………………………….……………..…… 3 วิธีดำเนินการวิจัย…………................................................................................................... ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………...................................................................................... แบบแผนการวิจัย................................................................................................................. หน้า ก ค ง ฉ ช 8 8 9 10 10 11 12 13 13 17 21 29 33 36 40 41 41 42


จ สารบัญ (ต่อ) บทที่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………………….……………………………………..…………….. การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………………. การวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................................................. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................. 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…................................................................................................... ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………..…….…... 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ…………...................................................................... วัตถุประสงค์ของการวิจัย .................................................................................................. สรุปผลการวิจัย ................................................................................................................. อภิปรายผล ....................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ..................................................................................................................... บรรณานุกรม………......................................................................................................... ภาคผนวก…………………………………………………………………………………………….…………..… ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ........................................... ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวัด………………………….………………………….……………..… ภาคผนวก ค คุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวัด.............................................................. ภาคผนวก ง การวิเคราะห์ข้อมูล…………………………….………………………………………..……. ภาคผนวก จ ภาพบรรยากาศการสอนในคาบที่มีการใช้แผน…………………………….………... ประวัติย่อของผู้วิจัย…...................................................................................................... หน้า หน้า 42 46 47 47 51 51 54 54 54 55 57 58 64 65 70 119 132 134 142


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 3.1 4.1 4.2 ค.1 ค.2 ค.3 ค.4 ค.5 แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย….……………………………………………………………………………………. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ บทบาทสมมติก่อนเรียน และหลังเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ……………………………………………………… ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัด กิจกรรมการ เรียนการสอนแบบบทบาทสมมติ………………………………………………………… แสดงผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้……………………. แสดงผลการประเมินดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ตารางแสดงการจำแนกกลุ่มสูง – กลุ่มต่ำ โดยใช้เทคนิค 27% …………………………………. ตารางแสดงการคำนวณค่าความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) โดยใช้เทคนิค 27% ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ที่นำไปทดลองสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 ที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่าง แสดงผลผลการประเมินผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับความพึง พอใจของแบบวัดความพึงพอใจ 42 52 53 120 124 126 128 131


ช สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 ง.1 จ.1 จ.2 จ.3 จ.4 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………….…..…………………................................... ผลการทดสอบทีแบบไม่อิสระ โดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ (PSPP for window)……… นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน เรื่อง ธรรมชาดก……………….. ภาพบรรยากาศในการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ธรรมชาดก แบบบทบาทสมมติ……………………… การแสดงบทบาทสมมติ ละครชาดกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ……………………….. นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน เรื่อง ธรรมชาดก……………….. 40 133 135 135 138 140


8 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคน สร้างสังคม และสร้างชาติ เป็นกลไกหลักในการพัฒนา กำลังคนให้มีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้อย่างเป็นสุขในกระแสการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วของโลกศตวรรษที่ 21 เนื่องจากการศึกษามีบทบาทสำคัญในการสร้างความได้เปรียบของประเทศ เพื่อการแข่งขันและยืนหยัดในเวทีโลกภายใต้ระบบเศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นพลวัต ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจึงให้ ความสำคัญและทุ่มเทกับการพัฒนาการศึกษา เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของตนให้สามารถก้าวทันการ เปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ ภูมิภาค และของโลก ควบคู่กับการธำรงรักษาอัต ลักษณ์ของประเทศในส่วนของประเทศ ไทยได้ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษา การพัฒนาศักยภาพและขีด ความสามารถของคนไทยให้มีทักษะ ความรู้ความสามารถ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดงาน และการพัฒนาประเทศ ภายใต้แรงกดดันภายนอกจากกระแสโลกาภิวัฒน์ และแรงกดดันภายใน ประเทศที่เป็นปัญหาวิกฤตที่ประเทศต้องเผชิญ เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีสังคมไทยเป็นสังคม คุณธรรม จริยธรรม และประเทศสามารถก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่ พัฒนาแล้ว รองรับการ เปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต (สำนักงานเลขาธิการสภา การศึกษา, 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผู้เรียน ทุกคนใน ระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาต้องเรียน ทั้งนี้เพราะกลุ่มสาระการเรียนรู้นี้ว่าด้วย การอยู่ร่วมกันบนโลกที่ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างกันอย่างหลากหลาย การปรับ ตนเองกับบริบทสภาพแวดล้อม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ การดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งในฐานะปัจเจก บุคคลและการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัว ตามสภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เข้าใจ ถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุค สมัยกาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ เกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่น มี ความรู้ทักษะ มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับในความแตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ใน การดำเนินชีวิต ทำให้เป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ มีความสามารถทางสังคม เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติและ สังคมโลก (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) การจัดการเรียนสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาหรือในโรงเรียนนั้น มีความสำคัญ อย่างยิ่ง แม้ว่าวิชาพระพุทธศาสนาได้ปรากฏอยู่ในเนื้อหาสาระหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานมานับร้อยปี เพื่อให้ปลูกฝังจริยธรรมคุณธรรมให้กับนักเรียน แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังประสบความล้มเหลวในการจัดการเรียน การสอนวิชาพระพุทธศาสนา เพราะวิธีสอนส่วนใหญ่มุ่งสอนเนื้อหา สาระตามแบบเรียนมากกว่าการสอนให้รู้ถึง แก่นของพระพุทธศาสนา นักเรียนไม่สามารถจดจำเนื้อหา สาระได้ทั้งหมด ขาดการคิดวิเคราะห์ และไม่สามารถ นำหลักธรรมไปสู่การปฏิบัติได้ นอกจากนี้ ยังพบ ปัญหาเกี่ยวกับการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียน ได้แก่ ความไม่เข้าใจเนื้อหาสาระที่ปรากฏ ในหลักสูตร ปัญหาเกี่ยวกับวิธีสอนที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับผู้เรียนทัศนคติ ของนักเรียนที่ไม่สนใจ ในการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาเท่าที่ควร จากสถานการณ์ปัญหาการสอนวิชา


9 พระพุทธศาสนา ในโรงเรียน ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญหนึ่งที่ทุกฝ่ายควรหันมาปรับแนวทางการจัดการเรียนการ สอนวิชา พระพุทธศาสนาหรือการสอนเสริมศีลธรรมในโรงเรียน เพื่อแก้ปัญหาศีลธรรมของเยาวชนและปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรมนักเรียนให้เป็นคนดีในรูปแบบอื่นและร่วมกันหาทางออกของปัญหาดังกล่าว ข้างต้น (กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์, 2558) ปัญหาพฤติกรรมความรุนแรงของวัยรุ่นในสังคมไทยที่ปรากฏผ่านสื่อต่าง ๆ มีแนวโน้มเพิ่ม สูงขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมการทะเลาะวิวาท จากการศึกษาพบว่า ความรุนแรงส่วนใหญ่เกิดขึ้น โดยวัยรุ่นชาย ซึ่งมี สาเหตุมาจาก การมีพฤติกรรมเกเร ก้าวร้าว และการควบคุมอารมณ์ของตนเอง ไม่ได้นำมาซึ่งปัญหาการ ทะเลาะวิวาทส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บและทุพพลภาพ นอกจากนี้ยัง ก่อให้เกิดปัญหาทางจิตและสังคมอื่น ตามมาอีกมากมาย ซึ่งโรงเรียนและสถานศึกษาสามารถป้องกัน ได้โดยการเน้นทักษะด้านการควบคุมอารมณ์ วิธีการจัดการความโกรธ การแก้ไขปัญหา 3 และการจัดการความขัดแย้งได้อย่างเหมาะสม สามารถปรับ พฤติกรรมและอารมณ์ และปลูกฝังและ วางรากฐานทางคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียน ช่วยให้วัยรุ่นมี พฤติกรรมเชิงบวกมีสติ การเสริม ทักษะชีวิต จัดให้มีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ให้เด็กวัยรุ่นได้ แสดงถึงศักยภาพของตนเอง (เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, 2562) บทบาทสมมติคือกระบวนการที่ผู้สอนกำหนดหัวข้อเรื่องปัญหาหรือ สถานการณ์ขึ้นมาให้คล้ายกับ สภาพความเป็นจริง โดย ให้ผู้เรียนสวมบทบาทในสถานการณ์ซึ่งมีความใกล้เคียง กับความเป็นจริง และแสดง บทบาทนั้นตามความรู้สึก นึกคิดของตน และนำเอาผลการแสดงของผู้แสดงทั้ง ด้านความรู้ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่สังเกต ได้มาเป็นข้อมูลในการอภิปราย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์จาก เหตุผลและความสำคัญดังกล่าว และจาก ประสบการณ์การสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรมในระดับประถมศึกษา จึงทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่นำเอาวิธีสอนแบบบทบาทสมมติมาใช้ในการ สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อต้องการศึกษาว่าการ จัดการเรียนการสอนด้วยวิธีสอนแบบบทบาทสมมติจะทำให้ความสามารถในการ คิดแก้ปัญหา ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่ และความคงทนในการ เรียนรู้ของนักเรียนเป็น อย่างไร ซึ่งผลการวิจัยจะเป็น ประโยชน์และเป็นแนวทางในการนำไปใช้พัฒนาการ เรียนการสอน กลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติก่อน เรียน และหลังเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนแบบบทบาทสมมติ


10 สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบทบาทสมมติ วิชา สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องธรรมชาดก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบทบาทสมมติ วิชา สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องธรรมชาดก มีความพึงพอใจในการเรียนรู้ในระดับมาก ขอบเขตของการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ชั้นปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียเทศบาล ๑ โพศรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี จำนวน 3 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 81 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการรูปแบบการ เรียนการสอนแบบบทบาทสมมติ 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.2 ความพึงพอใจในการเรียนรู้ 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ทดสอบก่อนเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.2 แบบอย่างการทำความดี จำนวน 1 ชั่วโมง 3.3 พุทธสาวก จำนวน 1 ชั่วโมง 3.4 พระโสณโกฬิวิสะ จำนวน 1 ชั่วโมง 3.5 ชาดกจูฬเสฏฐิชาดก จำนวน 1 ชั่วโมง 3.6 ชาดกวัณณาโรหชาดก จำนวน 1 ชั่วโมง 3.7 คุณธรรมที่ได้จากชาดก จำนวน 1 ชั่วโมง 3.8 สอบหลังเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง


11 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในปีการศึกษา 2566 สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ตามแผนการจัดการเรียนรู้ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 8 แผน ใช้เวลา 8 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ 1. บทบาทสมมติหมายถึง การจัดประสบการณ์ให้เด็กได้แสดงบทบาทตามที่ครูกำหนดเป็น สถานการณ์ ใกล้ตัวเด็กหรือปรากฏอยู่ในหน่วยการจัดประสบการณ์ที่เด็กสามารถแสดงออกโดยการใช้ภาษาด้านการฟังและ พูดได้ 2. ประเภทของบทบาทสมมุติณฐัชญา บุปผาชาติ (2561 หน้า 39) กล่าวถึง ประเภทของ ทบาทสมมติเป็น บทบาทสมมติที่มีบท และเป็นแบบเติมข้อมูลบางส่วนในเวลาทดสอบ เพื่อความเหมาะสมใน การสอน และประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษของผู้เรียนวัยเยาว์ เปิดโอกาสในการฝึกปฏิบิติเพื่อให้เกิด ค ว า ม ม ั ่ น ใ จ แ ล ะ ค ว า ม ช ำ น า ญ ใ น ก า ร ใ ช ้ ภ า ษ า ก ่ อ น ภ า ษ า ไ ป ใ ช ้ ส ถ า น ก า ร ณ์จ ริ ง ณฐมน จันทร์เพ็งเพ็ญ (2560 หน้า 19) กล่าวถึง ประเภทของการแสดงบทบาทสมมติ ไว้ว่า แบ่ง ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. บทบาทสมมติแบบมีบทเตรียมไว้ 2. บทบาทสมมติแบบไม่มีบทเตรียมไว้ 3. บทบาทสมมติโดยกำหนดสถานการณ์ให้ ซึ่งสามารถเลือกนำแต่ละประเภทไปใช้ โดยจะต้อง คำนึงถึง ความเหมาะสมตามสถานการณ์ 3. เทคนิคการสอนบทบาทสมมติ ที่ให้ผู้เรียนแสดงบทบาทในสถานการณ์ที่สมมติขึ้น นั่นคือแสดง บทบาทที่กำหนดให้การแสดงบทบาทสมมติมี2 ลักษณะ คือ 3.1 ผู้แสดงบทบาทสมมติจะต้องแสดงบทบาทของคนอื่น โดยละทิ้งแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง หรือการเปลี่ยนบทบาทซึ่งกันและกันกับเพื่อนหรือเป็นบุคคลสมมติ 3.2 ผู้แสดงบทบาทจะยังคงรักษาบทบาทและแบบแผนพฤติกรรมของตน แต่ปฏิบัติอยู่ใน สถานการณ์ที่อาจพบในอนาคต บทบาทสมมติประเภทนี้เป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนทักษะเฉพาะ 4. ผลสัมฤทธิ์การเรียน หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจของผู้เรียนและประสบการณ์ได้รับ จากการเรียนรู้ ตามหน่วยการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ เรื่อง ธรรมชาดก วัดได้จากแบบสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้น 5. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดี ความชื่นชอบ และประทับใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติเรื่อง ธรรมชาดก โดยวัดได้จากแบบวัดความพึงพอใจ


12 ประโยชน์ที่จะได้รับ 1. ได้กิจกรรมการเรียนแบบบทบาทสมมติ เรื่อง ธรรมชาดก กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ และแนวทางในการ พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่ม สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ในระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2. เป็นแนวทางสำหลับครู และผู้ที่สนใจในการพัฒนากิจกรรมการเรียนแบบบทบาทสมมติกลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษาและกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ต่อไปตามความเหมาะสม


13 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม ที่ใช้แนวความคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารตำรา งานวิจัยและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย มี รายละเอียดดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 2. วิธีการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. แผนการจัดการเรียนรู้ 5. ความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยในประเทศ 6.2 งานวิจัยต่างประเทศ 7. กรอบแนวคิดการวิจัย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) หลักสูตรการศึกษาแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีหลักการและแนวทาง ในการจัด การศึกษาดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 1. หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติและ คุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็น ไทยควบคู่กับความเป็นสากล 1.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา ให้ สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น


14 1.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้เวลาและ การจัดการ เรียนรู้ 1.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 1.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ 2. จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มี ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับ ผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้น พื้นฐาน ดังนี้ 2.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเองมีวินัย และปฏิบัติตน ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 2.2 มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหาการใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต 2.3 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 2.4 มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นใน วิถีชีวิตและการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.5 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และ พัฒนาสิ่งแวดล้อม มี จิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันใน สังคมอย่างมีความสุข 3. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ในการ พัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 3.1 ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหา ความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูล ข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการ เลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 3.2 ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิด สังเคราะห์ การคิดอย่าง สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่ การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและ อุปสรรคต่าง ๆ ที่ เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสม บนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูล สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ


15 แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและ สิ่งแวดล้อม 3.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการ ต่าง ๆ ไปใช้ใน การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและ ความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรม ไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 3.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การ ทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม 4. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 4.1 สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาหรือศาสนา ที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการพัฒนาตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำ ความดี มีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอรวมทั้งบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาหรือ ศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตาม หลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ สุข มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีและธำรงรักษา พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ 4.2 สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ระบบการเมืองการปกครอง ในสังคมปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและ ความสำคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ปลูกฝัง ค่านิยมด้านประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพการดำเนินชีวิตอย่างสันติ สุขในสังคมไทย และสังคมโลก มาตรฐาน ส 2.1 ปฏิบัติตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี ตามกฎหมาย ประเพณีและ วัฒนธรรมไทยดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบันยึดมั่น ศรัทธา และธำรง รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 4.3 สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการ ทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างจำกัด อย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนำหลัก เศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน


16 มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและ บริโภคการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ารวมทั้งเศรษฐกิจอย่าง เพียงพอ เพื่อการดำรงชีวิต อย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ของระบบ เศรษฐกิจและความจ าเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก 4.4 สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการของ มนุษยชาติจาก อดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ผลกระทบที่เกิด จากเหตุการณ์สำคัญใน อดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอดีต ความเป็นมา ของชาติไทย วัฒนธรรม และภูมิ ปัญญาไทย แหล่งอารยธรรมที่สำคัญของโลก มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมายความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์พื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผลมาวิเคราะห์ เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็น ระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษย์ชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบันในแง่ ความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญแล สามารถ วิเคราะห์ผลกระทบที่ เกิดขึ้น มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรมภูมิปัญญาไทย มีความภูมิใจและ ธำรงความเป็นไทย นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางของสาระ ภูมิศาสตร์ ดังนี้ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560) ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และ ภูมิอากาศของ ประเทศไทย และภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ความสัมพันธ์กันของสิ่งต่าง ๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง ธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การ นำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 4.5 สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธ์ของ สรรพสิ่งซึ่งมีผลต่อ กัน ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์ และสรุปข้อมูล ตามกระบวนการทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนใช้ภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ที่ก่อให้เกิดการ สร้างสรรค์วิถีการดำเนินชีวิต มีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ ยั่งยืน สรุปได้ว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นกลุ่มสาระ การเรียนรู้ที่ พัฒนาผู้เรียนให้เกิดองค์ความรู้ในด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทำให้เป็นพลเมืองที่ รับผิดชอบ มีความสามารถทางสังคม มีความรู้ ทักษะ คุณธรรมและค่านิยมที่ เหมาะสม โดยแบ่งออกเป็น 5 สาระ คือ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 หน้าที่ พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม


17 สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์และสาระที่ 5 ภูมิศาสตร์สำหรับการวิจัยในครั้งที่ผู้วิจัยได้ เลือก สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรมและ จริยธรรม และสาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและ การดำเนินชีวิตใน สังคม มาเป็นกรอบ แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรู้ ปฏิบัติตนเป็นคนดีใน สังคม และเป็นผู้ที่มีความสุขในการดำเนินชีวิต วิธีการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ 1. ความหมายของวิธีการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) คือ การสอนโดยใช้บทบาทที่สมมติขึ้น จากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนใช้ภาษา เพื่อการ สื่อสารตามบทบาทที่ตนได้รับ ซึ่งการให้ผู้เรียนแสดงบทบาทสมมติน ั้นผู้เรียนอาจได้รับบท สนทนาและบทบาท ของแต่ละคนที่กำหนดให้ โดยกำหนดว่าผู้เรียนจะแสดงเป็นใครและจะพูดอย่างไรบ้าง พูดเกี่ยวกับอะไรแต่สิ่งที่ จะพูดผู้เรียนเป็น ผู้คิดเองหรือ ผู้สอนเป็น ผู้คิดให้ ขึ้นอยู่กับ การปรับใช้ให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ได้มี นักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของบทบาทสมมติไว้ ดังนี้ ผุสดี กุฏอินทร์ (2558) ได้ให้ความหมายของบทบาทสมมติว่า เป็นเครื่องมือและวิธีการ อย่างหนึ่งที่ ใช้ในการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องที่เรียน โดยผู้สอนจะสร้างสถานการณ์สมมติและ บทบาทขึ้นมา ให้ผู้เรียนได้แสดงออกตามที่ตนคิดว่าควรจะเป็นใน บทบาทสมมติ ผู้สอนมักจะกำหนดปัญหาและ ข้อขัดแย้งต่าง ๆ แฝงมาด้วย การที่ผู้เรียนได้เลือกที่จะแสดงบทบาทต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องฝึกและเตรียมตัวก่อนั้น ผู้แสดงจะต้องแสดงไปตามธรรมชาติโดยที่ไม่รู้ตัวว่าผู้แสดงคนอื่นจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างไรบ้าง นับว่าเป็น การฝึกให้ผู้แสดงได้เรียนรู้ที่จะปรับพฤติกรรมและหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรมชาติ ณฐมน จันทร์เพ็งเพ็ญ (2560 หน้า 18) ได้ให้ความหมายของการสอนโดยใช้วิธีการแสดง บทบาทสมมติ (Role Play) ไว้ว่า หมายถึง การสอนที่ผู้สอนสร้างสถานการณ์และบทบาทสมมติขึ้นมา ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงบทบาทสมมตินั้นๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ผู้สอนได้ กำหนดไว้ บัวลักษณ์ เพชรงาม (2562 หน้า 30) ได้ให้ความหมายของบทบาทสมมติไว้ว่าเป็นการเรียนการสอน ว ิธ ีหนึ่งที่มุ่งเม้นให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภ าษาในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับคว ามเป็น จริง เป็นกิจกรรมการสอนที่ครูผู้สอนเป็นผู้กำหนดสถานการณ์ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกภาษาและ ท่าทางตามลักษณะนิสัยของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์สมมตินั้น นอกจากกิจกรรมบทบาทสมมติจะเอื้อ ประโยชนให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความสามารถในการพูดแล้ว ยังเป็นเทคนิคการสอนวิธีหนึ่งที่ช่วย ให้ผู้เรียนมีความสนุกสนาน ทำให้บรรยากาศการเรียนเป็นไปด้วยดี ทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการ เรียนอีกด้วย สรุปจากความหมายของบทบาทสมมติที่กล่าวมา สรุปได้ว่า กิจกรรมบทบาทสมมติเป็นกิจกรรม การพูดที่ครูเป็น ผู้กำหนดให้นักเรียนแสดงตามสถานการณ์ และบทบาทซึ่งใกล้เคียงกับความจริง โดยนักเรียน


18 แสดงบทบาท ความรู้สึก เจตคติที่มีต่อบทบาทนั้น เป็นการนำประสบการณ์การเรียนรู้มา ใช้ในการฝึกทักษะซึ่ง ต้องใช้กระบวนการคิดการปฏิบัติการเผชิญสถานการณ์ซึ่งเป็นการประยุกต์ความรู้ของนักเรียน 2.ลักษณะของบทบาทสมมติ บทบาทสมมุติที่ผู้เรียนได้แสดงออกแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 2.1 การแสดงบทบาทสมมติแบบละคร เป็นการแสดงบทบาทตามเรื่องราวที่มีอยู่แล้ว ผู้แสดงจะได้ รับทราบเรื่องราวทั้งหมด แต่จะไม่ได้รับบทที่กําหนดให้แสดงตามอย่างละเอียดผู้แสดงจะต้องแสดงออกเอง ตาม ความคิด และดำเนินเรื่องไปตามท้องเรื่องที่กําหนดไว้แล้วซึ่งมีลักษณะเหมือนละคร 2.2 การแสดงบทบาทสมมุติแบบแก้ปัญหา เป็นการแสดงบทบาทสมมติที่ผู้แสดงได้รับทราบ สถานการณ์หรือเรื่องราวแต่เพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็น ซึ่งมักเป็นสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือมีข้อขัดแย่งแฝง อยู่ผู้แสดงบทบาทจะใช้ความคิดของตนในการแสดงออกและแก่ปัญหาต่างๆอย่างเสรี ทิศนา แขมมณี (2560: 67) กล่าวว่า วิธีการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ คือกระบวนการที่ผู้สอนใช้ ใน การช่วยเหลือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กําหนด โดยการให้ผู้เรียนสวมบทบาทใน สถานการณ์ซึ่งมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริง และแสดงออกตามความรู้สึกนึกคิดของตน และการนำการ แสดงออกของ ผู้แสดงทั้งทางความรู้ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่สังเกตพบ มาเป็นข้อมูลในการ อภิปราย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์องค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของวิธีสอน 1. มีสถานนะการณ์สมมติและบทบาทสมมติ 2. มีการแสดงบทบาทสมมติ 3. มีการอภิปรายเกี่ยวกับความรู้ความคิดความรู้สึกและพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้ชม และสรุปการ เรียนรู้ที่ได้รับ เด็กเล็กนั้นมีความพร้อมด้านการฟัง พูด อ่าน เขียน จินตนาการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ครู จำเป็นต้อง เข้าใจพัฒนาการของผู้เรียน และต้องหาวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จะพัฒนาให้ผู้เรียนมี ความพร้อม โดยการแสดงบทบาทสมมตินี้จะช้วยให้ผู้เรียนที่ได้ออกมาแสดงหรือรับชมการแสดงมีความสนใจใน เนื้อหา นับเป็นเครื่องมือและวิธีการอย่างหนึ่งที่ช้วยในการส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะในด้านต่างๆได้ดีมาก ขึ้น 3.จุดมุ่งหมายของการสอนโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ กาญจนา คุณารักษ์ (2558) อ้างถึง Joyce and Weil (2001) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของ บทบาท สมมติไว้ว่า เพื่อ 3.1 สนับสนุนการเรียนรู้โดยใช้ประสบการณ์รูปแบบของบทบาทสมมติแสดง การเปรียบเทียบที่ เป็นจริงในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง ผู้เรียนใช้ตัวอย่างของสถานการณ์และ ประสบการณ์ที่พบเจอในชีวิตจริงมา ทำการแสดง ซึ่งส่งผลให้เห็นถึงการตอบสนองทางอารมณ์และ พฤติกรรมที่เป็นจริงจากผู้เรียน 3.2 สามารถทำให้ผู้เรียนแสดงความรู้สึกที่จริงใจ บทบาทสมมติเน้น ด้านปัญญาเท่า ๆ กับอารมณ์ นักการศึกษาตระหนักว่าผู้เรียนจะเข้าใจอารมณ์ของตนและเห็นว่า อารมณ์มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมอย่างไร 3.3 อารมณ์และความคิดสามารถจะนำไปสู่ความมีสติและ ปฏิกิริยาต่อกลุ่มเพื่อนและจะนำไปสู่ ความคิดใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้ทิศทางการเจริญเติบโตทางด้าน ความคิดอันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใน


19 การแสดงออกทางพฤติกรรมอีกด้วย บทบาท สมมติจะไม่เน้นบทบาทดั้งเดิมของผู้สอนแต่จะกระตุ้นให้ฟังและ เรียนรู้จากเพื่อน 3.4 กระบวนการทาง จิตวิทยาที่แฝงอยู่ในกิจกรรมบทบาทสมมติจะสร้างความมีสติด้วยการ ประสานกันของการแสดงและ การวิเคราะห์ และแต่ละคนจะสามารถค้นพบความเชื่อของตนเองโดยการ ทดสอบค่านิยมและเจตคติของตนกับเพื่อน การวิเคราะห์จะช่วยให้ผู้เรียนประเมินเจตคติ ค่านิยม และความ เชื่อของตนอันจะ สร้างให้ผู้เรียนเติบโตขึ้น สรุปการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติมีจุดมุ่งมายให้ผู้เรียนได้มีโอกาสได้ฝึกใช้ภาษาที่ เรียนมาใน สถานการณ์ที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่หลากหลาย เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ใช้ ประสบการณ์อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และส่งเสริม ความมั่นใจในการกล้า แสดงออกในรูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสมอีกด้วย 4. ประเภทของการแสดงบทบาทสมมติ ชญาภา ลือวรรณ (2560 หน้า 41) ได้แบ่งประเภทของการสอนไว้แตกต่างกัน ซึ่งพอจะสรุปได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้ 4.1 ผู้แสดงเป็นจะต้องเป็นผู้แสดงบทบาทตามที่ถูกกำหนดไว้โดยไม่เกี่ยวข้องกับความรู้ ความรู้สึก ส่วนตัว 4.2 ผู้แสดงจะต้องแสดบทบาทตามแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง 4.3 การแสดงบทบาทที่ผู้แสดงจะต้องเตรียมตัวก่อนการแสดงละคร 4.4 การแสดงบทบาททผู้แสดงต้องแสดงบทบาทโดยทันทีที่ ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ณฐมน จันทร์เพ็งเพ็ญ (2560 หน้า 19) กล่าวถึง ประเภทของการแสดงบทบาทสมมติ ไว้ว่าแบ่ง ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 4.4.1 บทบาทสมมติแบบมีบทเตรียมไว้ 4.4.2 บทบาทสมมติแบบไม่มีบทเตรียมไว้ 4.4.3 บทบาทสมมติโดยกำหนดสถานการณ์ให้ ซึ่งสามารถเลือกนำแต่ละประเภทไปใช้ โดยจะต้องคำนึงถึง ความเหมาะสมตามสถานการณ์ สรุปได้ว่า จากประเภทของการสอนโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมตินั้น จะเห็นได้ว่า การสอนโดยใช้ บทบาทสมมติ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาในการสื่อสาร อีกทั้งเป็น กิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง ซึ่งผู้เรียนมีโอกาสได้ปฏิบัติจริง และใช้สถานการณ์ ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวันโดยผู้แสดงอาจต้อง แสดงตามบทบาทที่ถูกกำหนดไว้ ตามแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง ทั้งนี้ อาจต้องเตรียมตัวก่อนหรือไม่มีการ เตรียมตัว ล่วงหน้าก็ได้ 5. องค์ประกอบของการสอนแบบแสดงบทบาทสมมติ ณฐมน จันทร์เพ็งเพ็ญ (2560 หน้า 19) กล่าวถึง องค์ประกอบของกิจกรรมบทบาทสมมติที่ สำคัญ ไว้ว่า จะต้องมีสถานการณ์สมมติตัวละคร และบทสนทนา จึงจะทำให้การแสดงบทบาทสมมติ บัวลักษณ์ เพชรงาม (2562 หน้า 31) กล่าวถึง องค์ประกอบของกิจกรรมบทบาทสมมตินั้นเริ่มต้น จากการสร้างสถานการณ์ การเลือกตัวละครที่เหมาะสม การเตรียมชุดภาษาหรือสำนวนภาษาที่จะนำมาให้


20 ผู้เรียนได้ฝึก พูด ซึ่งต้องเหมาะสมกับตัวผู้เรียน ตลอดจนความรู้พื้นฐานที่ผู้เรียนควรจะรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ นั้นๆ เพื่อให้ชัดเจนเพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำกิจกรรม และประการสำคัญคือในการทำกิจกรรมครูผู้สอนควร ให้ความช่วยเหลือผู้เรียนทุกเมื่อ เมื่อผู้เรียนรู้สึกคับข้องใจ หรือต้องการความช่วยเหลือ ณัฐสุดา สุภารัตน์ (2562 หน้า 39) กล่าวถึง องค์ประกอบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การ แสดงบทบาทสมมติประกอบด้วย สถานการณ์ บทบาท สำนวนประโยคหรือบทสนทนา ความรู้ พื้นฐานในเนื้อหาของสถานการณ์ และการเตรียมการที่ดีไม่ว่าจะเป็นการจัดกลุ่มผู้เรียน การให้สิทธิ์ ผู้เรียนได้ เลือกบทบาทและทีมด้วยตัว เอง รวมไปถึงการสร้างบรรยากาศตาม สถานการณ์นั้น ๆ สรปุ ได้ว่า องค์ประกอบสำคัญของวิธี สอนแบบแสดงบทบาทสมมติ ได้แก่ 1. มีผู้สอนและผู้เรียน 2. มีสถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติ 3. มีการแสดงบทบาทสมมติ 4. มีการอภิปรายเกี่ยวกับความรู้ความคิดความรู้สึก และพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้ แสดงและสรุปการเรียนรู้ที่ได้รับ 5. มีผลการเรียนรูปของผู้เรียน 6. ขั้นตอนของการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ กาญจนา คุณารักษ์ (2558) กล่าวถึง ขั้นตอนของการสอนโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติไว้ดังนี้ 1. ขั้นเตรียม เป็นขั้นทบทวนคำศัพท์ใหผู้เรียน เพื่อนำความรู้ไปเชื่อมโยงกับเนื้อหาความรู้ในโลก แห่งความจริงและบริบทของบทบาทสมมติ ระบุ ตีความ ปัญหาหรือแนะนำปัญหาให้ชัดเจนเปิดประเด็น อธิบาย บ ท บ า ท ผ ู ้ ส อ น แ ล ะ ผ ู ้ เ ร ี ย น น ำ เ ส น อ ส ถ า น ก า ร ณ ์ แ ล ะ บ ท บ า ท ส ม ม ติ 2. ขั้นคัดเลือกตัวแสดง ผู้สอนและผู้เรียนอธิบายลักษณะของตัวละคร วิเคราะห์บทผู้เรียนกำหนด ฉาก เลือกผู้ แสดงบทบาท แต่ยังไม่ต้องสร้างบทสนทนา 3. ขั้นสาธิต และดึงความรู้เป็น ขั้นแบบอย่าง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นการแนะนำและดึงความรู้แต่ละขั้นออกมา และเป็นการสอนหน้าที่ของภาษาที่จำเป็นสำหรับแต่ละขั้นตอน 4. ขั้นฝึกและทบทวน เป็นการช่วยเหลือและฝึกผู้เรียนโดยใช้บัตรสนทนาที่เตรียมไว้บอกบทบาท หรือจัด เตรียมภาษา เพื่อการการฝึกรวมถึงการช่วยเหลืออื่นๆ ตามความเหมะสม 5. ขั้นแสดง ผู้แสดง แสดงตาม บทบาทที่ได้รับและสังเกตพฤติกรรมที่แสดงออก 6. ขั้นอภิปรายและประเมินผล ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายเกี่ยวกับ ประเด็นสำคัญ ความรู้ความคิด ความรู้สึก ตลอดถึงพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้แสดง สรุปการเรียนรู้ที่ได้รับอาจรวมถึงความถูกต้องในด้านการ ใช้ภาษาประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน การแก้ไขข้อผิดพลาด เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนตลอดถึงปรับปรุง การ แสดงครั้งต่อไป ณัฐชญา บุปผาชาติ (2561 หน้า 41) กล่าวถึง ขั้นตอนในการสอนโดยใช้กิจกรรมบทบาท สมมติ นั้น สามารถเริ่ม จากขั้นเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในด้านคำศัพท์และพื้น ฐานความรู้เดิม ขั้นคัดเลือก นักแสดง ขั้นสอนหน้าที่ของภาษา และการสาธิตเป็นแบบอย่าง ขั้นการฝึกทบทวน ตลอดถึงขั้นการแสดง และ


21 ขั้นอภิปรายประเมินผล เพื่อสรุปและข้อเสนอแนะแก้ไขในการแสดง และมากไปกว่านั้นเพื่อประเมิน ผลการ เรียนรู้ บัว ลักษณ์ เพชรงาม (2562 หน้า 35-36) กล่าวถึงขั้น ตอนของการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติจะ เริ่มตั้งแต่การเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจต่อกิจกรรม การให้ ข้อมูลเนื้อ หาทางด้านภาษาที่จำเป็น ได้แก่ คำศัพท์ โครงสร้างไวยากรณ์ สำนวนภาษาการจัดกลุ่มผู้เรียน การ ฝึกซ้อม และการแสดงบทบาทสมมติของผู้เรียน และหลังจากเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรมการแสดง ผู้เรียนและ ครูผู้สอนต้องร่วมกันอภิปรายผลการแสดง และเขียนรายงานสรุปผลของการดำเนินกิจกรรม เพื่อ ให้ทราบถึง ปัญหา และแนวทางการแก้ไข เพื่อการพัฒนาของผู้ เรียน สรปุ ได้ว่า การสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือ มุ่งฝึกการทำงาน ร่วมกัน กล้าคิด กล้าแสดงออกในการแก้ปัญหา การตัดสินใจ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น ลดความตึงเครียด เพราะเป็นการสอนที่ใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุดสามารถสรุปขั้น ตอนได้ ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการผู้สอน เป็นผู้กำหนดสถานการณ์ หรือช่วยกันวิเคราะห์เหตุการณ์ หรือประเด็น ต่างๆ ร่วมกับผู้เรียน แล้วกำหนดผู้แสดงบทบาทหรือประเด็นต่างๆ ร่วมกับ ผู้เรียน ทั้งนี้ส่วน ใหญ่การแสดงบทบาทสมมติจะแสดงทันทีทันใด โดยไม่ต้องมีการฝึกซ้อมมาก่อน โดยผู้สอนเพียงเป็นผู้ อธิบายหรือซักซ้อมคร่าว ๆ เท่านั้น บางครั้งการแสดงบทบาทสมมติ อาจจะใช้วิธีการทันทีทันใดแต่ กำหนด หรือเลือกให้แสดงทันทีทันใด ผู้สอนต้องกำหนดผู้สังเกตการณ์ และมอบหมายประเด็นที่จะ สังเกตการณ์ ให้ชัดเจน 2. ขั้นดำเนินการ (แสดงขั้นดำเนินการแสดง) ให้ผู้เรียนได้แสดงบทบาทตามที่ ได้รับมอบหมาย หรือเตรียมมาช่วยบางครั้ง ก็แสดงทันทีทันใด 3. ขั้นสรุป เมื่อ การแสดงจบลงผู้เรียนควรจะวิเคราะห์อภิปราย และสรุป ด้วยตัวนักเรียนเองทั้งนี้ อาจจะมีรูปแบบการอภิปรายตามความเหมาะสม บางครั้งการแสดงบทบาทสมมติอาจจะต้องแสดงซ้ำ เพราะว่า การแสดงในครั้ง แรกเร็วเกินไปหรือไม่ชัดเจน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement) เป็นความสามารถของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ เกิดจากการ ได้รับประสบการณ์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยครูผู้สอนต้องศึกษาแนวทางการวัดและ ประเมินผลรวมถึงการ สร้างเครื่องมือวัดให้มีคุณภาพ มีนักวิชาการและนักการศึกษาได้ให้ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ ไพโรจน์ คะเชนทร์(2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือ คุณลักษณะ รวมถึง ความรู้ ความสามารถของบุคคล อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคล ได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพทาง


22 สมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับ ความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมี ความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร จิดาภา ภุมรินทร์ (2559 หน้า 5) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ และความสามารถของบุคคล ในด้านความรู้ ความจำ ความเข้าใจการคิดวิเคราะห์ และการนำไปใช้ในการแก้ปัญหาทางการเรียน ซึ่งเป็นคุณลักษณะหรือ ความสามารถอันเกิดจากการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยการทดสอบวัด ผลสมัฤทธิ์ทางการเรียน กันต์กนิษฐ์ พลพิพัฒน์ (2560 หน้า 45) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ความสำเร็จ สมรรถ ภาพด้านต่าง ๆ ของ ผู้เรียน ซึ่ง เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จนผู้เรียนเกิดความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม Bloom (1956 อ้างถึงใน กามนิต บุตรดา, 2561) ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้จำแนกพฤติกรรมการเรียนรู้ออกเป็น 3 แบบ คือ ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) และด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) ตามรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านสมองเป็น พฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็น ความสามารถทางสติปัญญา พฤติกรรมทางพุทธิพิสัยแบ่งออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้ 1.1 ความรู้ความจำ (Remembering) ความสามารถในการเก็บ รักษาความรู้ มวล ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เคยได้รับรู้และเก็บไว้ในสมองได้อย่างถูกต้องแม่นยำ 1.2 ความเข้าใจ (Understanding) เป็นความสามารถในการจับ ใจความสำคัญของสื่อหรือ เรื่องที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาในรูปแบบของการแปลความ ตีความ ขยายความ โดยใช้ภาษาของ ตนเองและยังคงความหมายเหมือนเดิมไว้ 1.3 การนำความรู้ไปใช้ (Applying) เป็นขั้นที่นักเรียนสามารถนำ ความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหา ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งในขั้นนี้นักเรียนจำเป็นต้องมีความรู้ความ เข้าใจในเนื้อหาจึงจะสามารถนำไปใช้ได้ 1.4 การวิเคราะห์(Analyzing) เป็นความสามารถในการแยกแยะ เรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็น ส่วนย่อย และบอกได้ว่าเรื่องราวหรือสิ่งนั้น ๆ ประกอบด้วยอะไรบ้าง มีความสำคัญอย่างไร อะไรคือเหตุและผล รวมทั้งสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งความสามารถในการวิเคราะห์ของนักเรียนจะมี ความแตกต่างกันไปแล้วแต่ความคิดของแต่ละบุคคล 1.5 การสังเคราะห์(Synthesis) เป็นความสามารถในการ ผสมผสาน ส่วนย่อยต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อเป็นสิ่งใหม่อีกรูปแบบหนึ่งที่มีคุณลักษณะโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลง และ แปลกใหม่แตกต่างไป และอาจจะเกิดการสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาใน รูปแบบ หรือแนวคิดใหม่ 1.6 การประเมินค่า (Evaluation) เป็นความสามารถในการตัดสิน หรือลงข้อสรุปเกี่ยวกับ คุณค่าของเนื้อหา และวิธีการต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ ที่เหมาะสมซึ่งอาจเป็นไปตาม เนื้อหาสาระในเรื่องนั้น ๆ หรืออาจเป็นกฎเกณฑ์ที่ ยอมรับได้


23 1.5 การสังเคราะห์(Synthesis) เป็นความสามารถในการผสมผสาน ส่วนย่อยต่าง ๆ เข้า ด้วยกันเพื่อเป็นสิ่งใหม่อีกรูปแบบหนึ่งที่มีคุณลักษณะโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงและ แปลกใหม่แตกต่างไป และ อาจจะเกิดการสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาใน รูปแบบหรือแนวคิดใหม่ 1.6 การประเมินค่า (Evaluation) เป็นความสามารถในการตัดสิน หรือลงข้อสรุปเกี่ยวกับ คุณค่าของเนื้อหา และวิธีการต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ ที่เหมาะสมซึ่งอาจเป็นไปตาม เนื้อหาสาระในเรื่องนั้น ๆ หรืออาจเป็นกฎเกณฑ์ที่ ยอมรับได้ 2. ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นพฤติกรรมด้านจิตใจ ค่านิยม ความรู้สึก ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้นการจัดการ เรียนรู้ต้องจัดสภาพแวดล้อมที่ เหมาะสมและสอดแทรกสิ่งที่ดีงามให้มีความเหมาะสมกับนักเรียน เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้พฤติกรรมนักเรียน เปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้ ซึ่งด้านจิตพิสัย ประกอบด้วยพฤติกรรม 5 ระดับ ดังนี้ 2.1 การรับรู้ (Receive) เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฏการณ์หรือ สิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเร้านั้นว่าคืออะไร แล้วจะ แสดงออกมาในรูปแบบของ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น 2.2 การตอบสนอง (Respond) เป็นการกระทำที่แสดงออกมาใน รูปแบบของความเต็มใจ ความยินยอมและความพอใจต่อสิ่งเร้านั้น ซึ่งเป็นการตอบสนองที่เกิดการ เลือกและต้องการแสดงออกมา 2.3 การเกิดค่านิยม (Value) เป็นการเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นที่ ยอมรับกันในสังคม การยอมรับ และเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น ๆ ปรือการปฏิบัติตามเรื่องใดเรื่องหนึ่งจน กลายเป็นความเชื่อแล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดี ต่อสิ่งนั้น 2.4 การจัดระบบ (Organize) เป็นการสร้างแนวคิด การจัดระบบ ของค่านิยมที่เกิดขึ้นโดย อาศัยความสัมพันธ์ถ้าเข้ากันได้ก็จะยึดต่อไป แต่ถ้าเกิดความขัดแย้งหรือไม่อาจที่จะยอมรับได้ ค่านิยมนั้นก็จะ ถูกยกเลิกไป และยอมรับค่านิยมใหม่ 2.5 บุคลิกภาพ (Characterize) เป็นการนำค่านิยมที่ยึดถือมาแสดง พฤติกรรมที่เป็นนิสัย ประจำตัวของแต่ละบุคคลที่ให้พฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องและดีงาม ซึ่งพฤติกรรม ด้านนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับ ความรู้สึกและจิตใจ โดยจะเริ่มจากการได้รับรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้า แล้วจึงเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบจน กลายเป็นความรู้สึกและพัฒนาไปเป็นความคิด อุดมคติที่เป็นสิ่งที่ ควบคุมทิศทางของพฤติกรรมของแต่ละบุคคล 3. ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นพฤติกรรมที่นักเรียน พยายามฝึกตามแบบที่ ตนสนใจ และพยายามทำซ้ำเพื่อที่จะทำให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้หรือสามารถปฏิบัติได้ตาม ข้อแนะนำ 3.1 การรับรู้ (Imitation) เป็นการให้นักเรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้องหรือเป็นการ เลือกหาตัวแบบการปฏิบัติตามที่นักเรียนเกิดความสนใจ 3.2 การกระทำตามแบบหรือเครื่องชี้แนะ (Manipulation) เป็น พฤติกรรมที่นักเรียนพยายาม ฝึกตามแบบที่ตนสนใจ และพยายามทำซ้ำเพื่อที่จะทำให้เกิดทักษะตาม แบบที่ตนสนใจให้ได้หรือสามารถ ปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนำ


24 3.3 การหาความถูกต้อง (Precision) พฤติกรรมที่สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้อง อาศัยเครื่องชี้แนะ เมื่อได้ปฏิบัติหรือกระทำซ้ำ ๆ ก็จะค้นพบความถูกต้องในการ ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง 3.4 การกระทำอย่างต่อเนื่อง (Articulation) หลังจากการตัดสินใจ เลือกรูปแบบที่เป็นของ ตัวเองก็จะเกิดการกระทำตามรูปแบบนั้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถปฏิบัติสิ่งที่ ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ซึ่งการที่นักเรียนจะเกิดทักษะนี้ได้จะต้องอาศัยการฝึกฝนและ ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ 3.5 การกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ (Naturalization) เป็น พฤติกรรมที่ได้จากการฝึกอย่าง ต่อเนื่องจนสามารถปฏิบัติได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไวได้อย่างอัตโนมัติและเป็นไปอย่างธรรมชาติซึ่งถือว่าเป็น ความสามารถของการปฏิบัติในระดับสูง นงลักษณ์ เขียวมณี (2562, หน้า 96) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ความสำเร็จ ความสามารถของบุคคลในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านความรู้ทักษะกระบวนการ ตลอดจนค่านิยม ความเห็น ต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลังจาก ผ่านกระบวนการเรียนการสอน การฝึกฝนอบรมมาแล้ว ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2564) ได้อธิบายความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement) หมายถึง คุณลักษณะรวมถึงความสามารถของผู้เรียนอันเป็นผลมาจากการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ จาก ประสบการณ์ของผู้เรียนที่ได้รับจากการเรียนรู้การปฏิบัติและฝึกฝนในด้าน ต่าง ๆ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการ ตรวจสอบระดับความสามารถของสมองของผู้เรียนว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และจาก สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ความรู้ความสามารถจากการทำคะแนนสอบของ ผู้เรียนที่ได้จากกิจกรรมการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติในชั้นเรียน ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสามารถวัดได้จากการ ทำแบบทดสอบหรือเครื่องมือที่ครูผู้สอนสร้างขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านทักษะพิสัย และด้านจิตพิสัย โดยการใช้เครื่องมือ แบบทดสอบ เรียกว่า แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบว่า ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถอยู่ในระดับใด 2. การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดผลและประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเป็นส่วนสำคัญสำหรับ ครูผู้สอนที่จะแสวงหาแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตาม จุดประสงค์ที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ครูผู้สอนต้องทราบถึงความสามารถ ความสนใจ และ ข้อบกพร่องของผู้เรียน โดย อาศัยกระบวนการของการวัดผลและประเมินผลทางการศึกษา มีนักวิชาการและนักการศึกษาได้ให้ความหมาย เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ นันท์นภัส นิยมทรัพย์(2560) ได้อธิบายถึง การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการ ตรวจสอบผลการเรียนการสอน เพื่อจะได้ทราบภายหลังจากผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้วผู้เรียนเกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามจุดมุ่งหมายมากน้อยเพียงใด ผู้เรียนมีการเรียนรู้เกิดขึ้นหรือไม่ การสอนของ ครูผู้สอนมีประสิทธิผลอย่างไร ซึ่งการวัดและประเมินผลหมายถึง การใช้เครื่องมือหรือวิธีการ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบฝึกหัด แบบวัด แบบประเมินการปฏิบัติแบบบันทึกการ สังเกต การแปลพฤติกรรมหรือความรู้ ทักษะและการปฏิบัติ รวมถึงเจตคติออกมาเป็นตัวเลขแล้วแปล ผลตัวเลขนั้นด้วยการตัดสินเป็นระดับต่าง ๆ เช่น ผ่าน ไม่ผ่าน ดีพอใช้ควรปรับปรุง มาก ปานกลาง น้อย ในทางการศึกษามีการวัดผลผู้เรียนตามจุดประสงค์


25 การเรียนรู้ที่แบ่งเป็นพุทธิพิสัยตามแนวทฤษฎีของบลูม (Bloom) มี 6 ระดับ ได้แก่ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้การวิเคราะห์การ ประเมินค่า และการสังเคราะห์ เพื่อดำเนินตามกระบวนการจนได้รับความสำเร็จ สรุปได้ว่าการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นกระบวนการที่ใช้แบบทดสอบของ ครูผู้สอนเพื่อวัดความสามารถทางสมองของผู้เรียน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประกอบไปด้วย จุดมุ่งหมาย ของการวัด เครื่องมือที่ใช้ในการวัด เช่น แบบทดสอบ แบบสอบถาม การสังเกต สัมภาษณ์มีการแปลผลและ การนำผลไปใช้ เช่น คะแนนสอบ เพื่อจะได้ทราบภายหลังจากผ่านการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แล้วผู้เรียนเกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามจุดมุ่งหมายมากน้อยเพียงใด ผู้เรียนมีการ เรียนรู้เกิดขึ้นหรือไม่ การสอนของ ครูผู้สอนมีประสิทธิผลอย่างไร สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้มีการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อให้ทราบว่าผู้เรียน มีความรู้ในเนื้อหาวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม เพียงใด โดยการ วัดและประเมินผลจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียน เป็น แบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก 3. ความหมายแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบที่ใช้สำหรับวัดพฤติกรรมทาง สมองของผู้เรียนว่ามี ความรู้ความสามารถในเรื่องที่เรียนหรือไม่ มีนักวิชาการและนักการศึกษาได้อธิบายถึงความหมายของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ ชวลิต ชูกำแพง (2559) ได้อธิบายความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การ เรียน หมายถึง ชุดของคำถาม (Items) ที่สร้างขึ้นเพื่อนำไปใช้กับผู้เรียนให้แสดงพฤติกรรมตอบสนอง ออกมา ซึ่งอาจ อยู่ในรูปของการเขียนตอบ การพูด การปฏิบัติที่สามารถสังเกตได้วัดให้เป็นปริมาณได้โดยมุ่งเน้นวัด ความสามารถด้านสมอง หรือพุทธิพิสัยเป็นหลัก นันท์นภัส นิยมทรัพย์ (2560) ได้อธิบายความหมายของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลการศึกษาที่มีหลายประเภท ที่ครูผู้สอนจะต้อง เลือกใช้ให้เหมาะสมกับ จุดประสงค์การเรียนรู้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หรือเครื่องมือที่ใช้โดยทั่วไป มี 2 ประเภท ได้แก่ 1. แบบปรนัยหรือเลือกตอบ (Selected-response items) แบ่งเป็น ถูกผิด แบบจับคู่และแบบ หลายตัวเลือก 2. แบบอัตนัย (Constructed-response items) เป็นแบบที่วัดความคิดขั้นสูง แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ เติมคำ เรียงความหรือตอบสั้น สรุปได้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงการวัดความสามารถทางสมอง หรือวัด สติปัญญาของผู้เรียนว่ามีความสามารถมากน้อยเพียงใดหลังจากที่ได้รับประสบการณ์จากการ จัดกิจกรรมการ เรียนรู้ตามวิชาที่เรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนับว่าเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญมากที่จะทำให้ ครูผู้สอนทราบสิ่งเหล่านั้นได้สำหรับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบปรนัย จำนวน 4 ตัวเลือก สอดคล้องกับตัวชี้วัดและจุดประสงค์การ เรียนรู้


26 4. ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบ่งออกได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่จะใช้ในการ แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มีนักวิชาการและนักการศึกษาได้กล่าวถึงประเภท ของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ดังนี้ ชวลิต ชูกำแพง (2559) ได้กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีหลาย ลักษณะทั้งนี้ขี้ นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้แบ่ง เช่น การแบ่งตามสมรรถภาพที่จะวัด มีด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่ 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement test) 2. แบบทดสอบวัดความถนัด (Aptitude test) 3. แบบทดสอบบุคคล–สังคม (Personal – social test) นอกจากนี้ยังแบ่งตามจุดมุ่งหมายในการ สร้าง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้ 1. แบบอัตนัยหรือแบบความเรียง (Subjective test or essay type) 2. แบบปรนัยหรือแบบให้ตอบสั้น ๆ (Objective test or short answer) การนำเสนอแบบทดสอบจะจำแนกตามวิธีหาคุณภาพเครื่องมือ มี2 ประเภท ดังนี้ 1. แบบทดสอบตามแนวอิงเกณฑ์ (Criterion referenced test) เป็นแบบทดสอบ ที่สร้างขึ้นตาม จุดประสงค์หรือผลการเรียนรู้ มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑ์ทสำหรับใช้ตัดสิน 2. แบบทดสอบตามแนวอิงกลุ่ม (norm referenced test) เป็นแบบทดสอบที่ มุ่งหวังให้วัด ครอบคลุมหลักสูตร หรือครอบคลุมตามนิยามของตัวแปรที่จะวัด ความสามารถในการ จำแนกผู้สอบออกเป็น กลุ่มเก่ง อ่อน เป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบประเภทนี้ มนตรี วงษ์สะพาน (2563) ได้กล่าวถึงประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนแบ่ง ออกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement Test) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้ 1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างเอง (Teacher – Made) เป็นแบบทดสอบที่สร้างกัน โดยทั่วไป เมื่อ ต้องการใช้ก็สร้างขึ้นเมื่อใช้เสร็จแล้วก็เลิกใช้ ถ้านำไปใช้อีกก็ต้องมีการดัดแปลง ปรับปรุงและแก้ไข เพราะเป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นใช้เฉพาะครั้ง อาจยังไม่มีการวิเคราะห์หา คุณภาพ แต่มี การตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบแล้วเบื้องต้น 1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) เป็นแบบทดสอบที่มีการ พัฒนาด้วยการ วิเคราะห์ทางสถิติมาแล้วหลายครั้ง จนมีคุณภาพสมบูรณ์ทั้งด้านความตรง ความเที่ยง ความยากง่าย อำนาจ จำแนก ความเป็นปรนัยและมีเกณฑ์ปกติ (Norm) ไว้เปรียบเทียบ 2. แบบทดสอบวัดความถนัด (Aptitude Test) เป็นแบบทดสอบเพื่อวัดความถนัด ที่ใช้วัด สมรรถภาพทางสมองของคนว่า มีความรู้ ความสามารถมากน้อยเพียงใด แบบทดสอบประเภท นี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้ 2.1 แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude) เป็น แบบทดสอบความถนัด ที่วัดความสามารถทางวิชาการว่ามีความถนัดในวิชาอะไร ซึ่งจะแสดงถึง ความสามารถในการเรียนต่อแขนงวิชา นั้น และจะสามารถเรียนไปได้มากน้อยเพียงใด


27 2.2 แบบทดสอบความถนัดพิเศษ (Specific Aptitude Test) เป็นแบบทดสอบ ที่ใช้วัด ความสามารถพิเศษของแต่ละบุคคล เช่น ความถนัดทางดนตรี ทางการแพทย์ ทางศิลปะ เป็นต้น 3. แบบทดสอบบุคคล – สังคม (Personal – Social Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัด บุคลิกภาพ และการปรับตัวกับสังคมของบุคคล 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนยังได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 4.1. แบบทดสอบอัตนัย (Subjective Test) เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่มี ลักษณะ ผู้เรียนต้องเขียนบรรยายตอบและมีสิทธิ์ที่จะเขียนตอบอย่างเสรีอาจจะมีคำตอบถูกหลาย ๆ ทาง ซึ่ง แบบทดสอบอัตนัย (Subjective Test) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 4.1.1 ประเภทแบบไม่จำกัดตอบ (Extended Response) เป็นแบบทดสอบ ทดสอบที่ ผู้เรียนสามารถตอบได้อย่างอิสระและตอบได้หลากหลาย 4.1.2 ประเภทแบบจำกัดตอบ (Restricted Response) เป็นแบบทดสอบที่ มีการกำหนด ขอบเขตในการตอบหรือแบบเจาะจงคำตอบ 4.2 แบบทดสอบปรนัย (Objective Test) เป็นแบบทดสอบที่จะกำหนดคำถามให้ผู้เรียนและ กำหนดให้ตอบสั้น ๆ หรือกำหนดคำตอบมาให้เลือก ซึ่งผู้เรียนจะต้องเลือกตอบตามนั้น ซึ่ง แบบทดสอบปรนัย (Objective Test) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 4.2.1 ประเภทข้อสอบแบบถูก-ผิด (True – False Item) เป็นแบบทดสอบที่ กำหนด ข้อความมาให้และให้ตอบว่า ถูก หรือ ผิด ใช่ หรือ ไม่ใช่ จริง หรือ ไม่จริง อย่างใดอย่างหนึ่ง 4.2.2 ประเภทข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice) เป็นแบบทดสอบทั่วไป ชนิด เลือกตอบจะมีข้อคำถาม ซึ่งเขียนเป็นประโยคสมบูรณ์และมีตัวเลือกหลายรายการที่กำหนดไว้ให้เลือกตอบ โดย ตัวเลือกที่กำหนดให้ประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูก คณาจารย์ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม (2564) ได้อธิบายประเภทของแบบทดสอบที่แบ่งโดยใช้เกณฑ์ดังนี้ 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) หมายถึง แบบทดสอบที่ วัดสมรรถภาพ สมองด้านต่าง ๆ ที่ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้มาว่ามีอยู่เท่าใด แบบทดสอบประเภทนี้แบ่ง ออกเป็น 3 ชนิด คือ 1.1 แบบทดสอบที่ครูผู้สอนสร้างขึ้นเอง (Teacher–Made Test) หมายถึง แบบทดสอบ ที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเฉพาะกลุ่ม เป็นแบบทดสอบที่ใช้กันทั่ว ๆ ไปในโรงเรียนและ สถาบันการศึกษา 1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่ง วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผู้เรียนทั่ว ๆ ไป แบบทดสอบชนิดนี้ต้องผ่านการวิเคราะห์แล้วว่ามีคุณภาพดีได้มาตรฐาน คือ มีมาตรฐานในการสร้าง มีมาตรฐานในการดำเนินการสอบ และมาตรฐาน ในวิธีการแปลความหมายคะแนน 1.3 แบบทดสอบวัดความถนัด (Aptitude Test) หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่ง วัดสมรรถภาพ สมองของผู้เรียน สามารถเรียนไปได้ไกลหรือประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด โดยอาศัยข้อเท็จจริงจาก แบบทดสอบวัดความถนัด แบ่งได้ 2 ชนิด คือ


28 1.3.1 แบบทดสอบวัดความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude) หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดทางด้านวิชาการต่าง ๆ เช่น ด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ 1.3.2 แบบทดสอบวัดความถนัดเฉพาะอย่าง (Specific Aptitude) หมายถึง แบบทดสอบ ที่มุ่งวัดความถนัดเฉพาะอย่างที่เกี่ยวกับงานอาชีพต่าง ๆ หรือความสามารถ พิเศษ เช่น ความสามารถด้านดนตรี ความสามารถด้านกีฬา ศิลปะ การประดิษฐ์ 2. แบบทดสอบบุคคล–สังคม (Personal – Social) หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดบุคคลิภาพ (Personality) และการปรับตัว (Adjustment) ให้เข้ากับสังคม ซึ่งแบบทดสอบ ประเภทนี้แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้ 2.1 แบบทดสอบวัดเจตคติ (Attitude) ที่มีต่อบุคคล สิ่งของ เรื่องราวเหตุการณ์สังคม 2.2 แบบทดสอบวัดความสนใจ (Interest) ที่มีต่ออาชีพ งานอดิเรก กีฬา ดนตรี 2.3 แบบทดสอบวัดการปรับตัว (Adjustment) เช่น การปรับตัวเข้ากับเพื่อน การทำงาน ร่วมกัน 3. แบ่งตามจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 3.1 ประเภทแบบอัตนัยหรือแบบความเรียง (Subjective Test or Essay Type) หมายถึง แบบทดสอบที่มีคำถามให้ผู้เรียนเขียนตอบยาว ๆ ภายในเวลาที่ครูผู้สอนกำหนด ข้อสอบ ประเภทนี้ แต่ละข้อ จะวัดได้หลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านการใช้ภาษา ด้านความคิด ด้านเจตคติ 3.2 ประเภทแบบปรนัยหรือแบบให้ตอบสั้น ๆ (Objective Test or Short Answer) หมายถึง แบบทดสอบที่ครูผู้สอนกำหนดให้ผู้เรียนตอบสั้น ๆ หรือมีคำตอบให้เลือก ดังนี้ 3.2.1 แบบถูก-ผิด (True-False) 3.2.2 แบบเติมคำหรือเติมความ (Completion) 3.2.3 แบบจับคู่ (Matching) 3.2.4 แบบเลือกตอบ (Multiple Choices) 4. แบ่งตามจุดมุ่งหมายในการใช้ประโยชน์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 4.1 ประเภทแบบทดสอบเพื่อวินิจฉัย (Diagnostic Test) หมายถึง แบบทดสอบ ที่สร้างขึ้น เพื่อใช้ทดสอบเพื่อหาข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนในการเรียน และนำผลไปปรับปรุงแก้ไข มีประโยชน์ต่อการเรียน การสอน 4.2 ประเภทแบบทดสอบเพื่อทำนายหรือพยากรณ์ (Prognostic Test) หมายถึง แบบทดสอบ ที่นำผลจากการสอบมาช่วยในการทำนายว่า ใครจะสามารถเรียนอะไรได้บ้าง และ สามารถจะเรียนได้มากน้อย เพียงใด แบบทดสอบประเภทนี้จะต้องมีความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์สูง (Predictive Validity) มีประโยชน์มาก ในด้านการสอบคัดเลือก การวัดความถนัดทางการเรียน และ การแนะแนว 5. แบ่งตามเวลาที่กำหนดให้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 5.1 ประเภทแบบใช้ความเร็ว (Speed Test) หมายถึง แบบทดสอบที่มีข้อสอบ มาก ๆ ข้อสอบมักจะง่ายและจำกัดเวลาในการตอบ บางทีเรียกข้อสอบประเภทนี้ว่า ข้อสอบวัดทักษะ


29 5.2 ประเภทแบบให้เวลา (Power Test) หมายถึง แบบทดสอบวัดความสามารถ ในเรื่องที่ กำหนดว่ามีอยู่มากและดีเพียงใด โดยให้เวลาตอบมากหรือจนกระทั้งทุกคนทำเสร็จ หรือไม่ จำกัดเวลาในการ ตอบ ต้องการให้ผู้เรียนได้แสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มความสามารถ 6. แบ่งตามลักษณะการตอบ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 6.1 ประเภทแบบให้ลงมือกระทำ (Performance Test) หมายถึง แบบทดสอบ ภาคปฏิบัติ เช่น การปรุงอาหาร การแสดง การประดิษฐ์ ศิลปะ 6.2 ประเภทแบบให้เขียนตอบ (Paper-pencil Test) หมายถึง แบบทดสอบที่ ต้องตอบ โดย วิธีการเขียน เช่น การสอบแบบอัตนัย ที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและวัดความถนัด 6.3 ประเภทแบบสอบปากเปล่า (Oral Test) หมายถึง การสอบโดยใช้การถามตอบปากเปล่า มีการโต้ตอบกันทางคำพูด เช่น การสัมภาษณ์ 6.4 ประเภทแบบสอบออนไลน์ (Online/Internet) หมายถึง การสอบที่ผู้เรียน ทำการตอบ โดยใช้คอมพิวเตอร์ด้วยระบบออนไลน์หรืออินเทอร์เน็ต (Internet) สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งได้2 ประเภท คือ แบบทดสอบ มาตรฐาน ซึ่งสร้างจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพเป็นอย่างดีส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือแบบทดสอบที่ครูผู้สอนสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการทดสอบในชั้นเรียน ในการ ออกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ 1. ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ ศศิธร เวียงวะลัย (2556 : 51) ได้สรุปความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดการ เรียนรู้หมายถึง แผนในการจัดการเรียนการสอนที่ครูหรือผู้สอนเป็นผู้จัดทำขึ้นภายใต้กรอบเนื้อหา สาระที่ผู้สอน ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยกำหนดดประสงค์วิธีการดำเนินการหรือกิจกรรมให้ผู้เรียนบรรลุ วัตถุประสงค์ สื่อการเรียนรู้ และวิธีวัดผลประเมินผลที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ จรัสศรี พัวจินดาเนตร (2560 : 156) ได้สรุปความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดการเรียนรู้หรือแผนการสอนหมายถึง เอกสารประกอบหลักสูตรชนิดหนึ่งที่ครูใช้เป็นคู่มือสำหรับจัด กิจกรรม การเรียนรู้การใช้สื่ออุปกรณ์การเรียนรู้และการวัดจุกประสงค์การเรียนรู้ของนักเรียนในแต่ละบท เพื่อให้ บรรลุผลตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร วัชรพล วิบูลยศริน (2561 : 243) ได้สรุปความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดการเรียนรู้คือ แนวทางการจัดการเรียนรู้ของผู้สอนเพื่อดำเนินการส่งผ่านเนื้อหาไปยังผู้เรียนผ่าน กิจกรรม และสื่อการเรียนการสอน ประกอบด้วยการกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ (สิ่งที่ผู้เรียนได้รับ) วิธีการบรรลุ หรือไปยังเป้าหมาย (ขั้นตอน กระบวนการ) และวิธีการวัดคุณภาพของการบรรลุเป้าหมาย (แบบทดสอบ ใบงาน การบ้าน และอื่น ๆ)


30 สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนหรือแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่จัดทำเป็น ลายลักษณ์อักษร โดยมีการลำดับขั้นตอนของกิจกรรม มีการจัดเรียมสื่ออุปกรณ์ การประเมินผลการเรียนรู้ตรง ตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ การวางแผนการจัดการเรียนรู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้การจัดการเรียนรู้ประสบความสำเร็จ หรือ ล้มเหลวนั้น จำเป็นต้องศึกษาวิเคราะห์และออกแบบหลายประการ จากการศึกษารวบรวมข้อมูล ทัศนะของ นักวิชาการได้อธิบายความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังนี้ เวียงวะลัย. 2556 : 51) ได้อธิบายไว้ว่า ผลดีของการ จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้มีดังนี้ 1. ทำให้เกิดการวางแผนวิธีการจัดการเรียนรู้ วิธีเรียนที่มีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นการ จัดทำ อย่างมีหลักการที่ถูกต้อง 2. ช่วยให้ครูมีสื่อการจัดการเรียนรู้ที่ทำด้วยตนเอง ทำให้เกิดคามสะดวกในการจัดการเรียนรู้ทำให้ การจัดการเรียนรู้ครบถ้วนตรงตามหลักสูตรและจัดการเรียนรู้ได้ทันเวลา 3. เป็นผลงานทางวิชาการที่สามารถเผยแพร่เป็นตัวอย่างได้ 4. ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ครูผู้จัดการเรียนรู้แทน ในกรณีที่ผู้จัดการเรียนรู้ไม่สามารถ จัดการ เรียนรู้ได้เอง ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย (2558 : 347-348) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีรายละเอียด สำคัญ ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการเป็นครูมืออาชีพ มีการเตรียมล่วงหน้า แผนการจัดการเรียนรู้จะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้เทคนิคการสอน สื่อนวัตกรรม และจิตวิทยาการ เรียนรู้มา ผสมผสานกันหรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของนักเรียนที่ตนเองสอนอยู่ 2. แผนการจัดการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้ผู้สอนได้ศึกษาค้นคว้า หาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร เทคนิค การสอน สื่อนวัตกรรม และวิธีการวัดและประเมินผล 3. แผนการจัดการเรียนรู้ทำให้ครูผู้สอนและครูที่จะปฏิบัติการสอนแทน สามารถปฏิบัติการ สอน แทนได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ 4. แผนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นหลักฐานที่แสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอน การวัดและ ประเมินผลที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไป 5. แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความเชียวชาญในวิชาชีพครู ซึ่งสามารถ นำไป เสนอเป็นผลงานทางวิชาการ เพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะหรือตำแหน่งได้ สรุปได้ว่า การวางแผนการจัดการเรียนรู้มีความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เป็น อย่างมาก คือ ทำให้ผู้สอนสอนด้วยความมั่นใจ ทำให้เป็นการสอนที่มีคุณค่าคุ้มกับเวลาที่ผ่านไป ทำให้เป็นการ สอนที่ตรงตามหลักสูตร ทำให้การสอนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้สอนมีเอกสารเตือนความจำ และ ทำให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและต่อวิชาที่เรียน


31 3. ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่พึงประสงค์บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้แผนการ จัดการเรียนรู้ที่ดีควรมีลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สำคัญดังต่อไปนี้ (กุลิสรา จิตรชญาวณิช, 2562 : 187) 1. เป็นแนวทางที่ดีและชัดเจนให้ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้บรรลุจุดประสงค์ 2. เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ เรียนรู้มากที่สุด ในลักษณะเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้สอนทำหน้าที่ เป็นผู้ คอยให้คำแนะนำ ส่งเสริมการเรียนรู้ให้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ 3. เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และ สติปัญญา 4. เป็นกิจกรรมที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ มีจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ การ เรียนรู้ และการวัดผลและประเมินผล ความเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน 5. เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน สรุปได้ว่านอกจากที่กล่าวมาในข้างต้นแล้วพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีนั้นกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล ควรสอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหาสาระของรายวิชา อีกทั้งสื่อหรือนวัตกรรม การเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ควรสอดคล้องสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ 4. ขั้นตอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี ควรเขียนเป็นขั้นตอนโดยน ามาตรฐานหักสูตรการศึกษา ขั้น พื้นฐานมาจัดการเรียนรู้ ดังนี้กุลิสรา จิตรชญาวณิช, (2562 : 188) 1. วิเคราะห์คำอธิบายรายวิชา เพื่อกำหนดหน่วยการเรียนรู้และรายละเอียดย่อยของเนื้อหาที่จะ นำมาทำเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละครั้ง 2. วิเคราะห์จุดประสงค์รายวิชาและมาตรฐานรายวิชา เพื่อนำมาสู่การเขียนจุดประสงค์การ เรียนรู้ โดยให้ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งด้านความรู้ ทักษะ/กระบวนการ เจตคติและค่านิยม 3. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้หรือเนื้อหา โดยเลือกและขยายสาระที่เรียนรู้ให้สอดคล้องกับผู้เรียน ชุมชนท้องถิ่น และคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับ 4. วิเคราะห์กิจกรรมการเรียนรู้ หรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยเลือกรูปแบบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบทเรียน โดยกิจกรรมจะต้องมีความหลากหลายและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 5. วิเคราะห์กระบวนการวัดผลและประเมินผล โดยเลือกวิธีการวัดผลและประเมินผลให้สอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ 6. วิเคราะห์สื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ทังใน ชั้นเรียนละนอกชั้นเรียนให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้


32 สรุปการวางแผนการจัดการเรียนรู้ ควรเป็นสิ่งที่ครูสร้างขึ้น ด้วยนความรู้สึกที่ดี ที่สะท้อนการเป็น นักคิด นักวางแผน เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร มีความยืดหยุ่น ทุกคนแปลความได้ตรงกันและมีการ นำไปใช้ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระบวนการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมงซึ่งมีองค์ประกอบของแผนการ จัดการเรียนรู้และการเขียนองค์ประกอบต่าง ๆ ควรเขียนให้มีความ สอดคล้องสัมพันธ์กัน และผู้สอนสามารถ นำไปสอนได้จริงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียนต่อไป 5. องค์ประกอบที่สำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ กุลิสรา จิตรชญาวณิช (2562 : 173-174) ได้สรุปถึงสิ่งสำคัญที่ควรมีแผนการจัดการ เรียนรู้ โดยทั่วไปมีดังนี้ 1. ส่วนที่เป็นหัวแผนการจัดการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ที่อยู่บนส่วนหัวหรือ ส่วนบนของ แผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อหรือองค์ประกอบดังนี้ 1.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้หรือชื่อวิชาที่เรียน 1.2 ลำดับหน่วยการเรียนรู้และเรื่องที่สอน 1.3 ระดับชั้นที่สอน ปีการศึกษาที่สอน 1.4 จำนวนชั่วโมงที่สอนหรือจำนวนคาบเวลาที่สอน 2. ส่วนที่เป็นตัวแผนการจัดการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ในส่วนของตัว แผนการจัดการ เรียนรู้ทั้งหมด โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้ 2.1 สาระสำคัญ 2.2 จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3 สาระการเรียนรู้ 2.4 กิจกรรมการเรียนรู้หรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ 2.5 สื่อการเรียนรู้ 2.6 แหล่งการเรียนรู้ 2.7 การวัดผลและประเมินผล 2.8 บันทึกผลการจัดการเรียนรู้ หรือบันทึกหลังสอน ทั้งนี้องค์ประกอบของแผนการจัดการ เรียนรู้ในข้างต้นนั้น จะพบว่านักวิชาการแต่ละ ท่านหรือในสถานศึกษาแต่ละแห่งอาจมีองค์ประกอบที่แตกต่าง กันออกไป ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้สอนว่าจะเลือกใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบใด สรุปองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการสอน เป็นการวางแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ในแต่ละครั้งไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติการสอนให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ โดยมีการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการ เรียนรู้ สื่อ และแหล่งการเรียนรู้ ตลอดจนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตร แผนการ จัดการ เรียนรู้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติการสอน เพราะเป็นการวางแนวทางการดำเนินงานการจัดการ เรียนรู้ของผู้สอนที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมายของหลักสูตร


33 ความพึงพอใจ 1. ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจหรือความพอใจ ตรงกับค าในภาอังกฤษว่า “Satisfaction” ได้มีผู้ให้ความหมาย ของความพึงพอใจไว้หลากหลายดังนี้ ศุภวัฒน์ ทรัพย์เกิด (2559) ได้ให้ความหมายความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกพึง พอใจของ บุคคลที่ ถูกกระตุ้นด้วยแรงขับของแต่ละบุคคลที่มีต่อการปฏิบัติงานหรือ สภาพแวดล้อม ทางกายภาพ ทำให้ เกิด ความรู้สึกชอบต่อการปฏิบัติงาน ในการเรียนรู้ก็เช่นกัน คือ ความพึงพอใจ ของการเรียนก็คือ การที่ผู้เรียน เกิด ความรู้สึกชอบต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น ๆ วิไลลักษณ์ โภคาพานิชย์(2559) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า ความพึง พอใจ หมายถึง ความคิดเห็นหรือความรู้สึกที่มีต่อการปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อ การ ปฏิบัติงานนั้น ๆ ให้ สำเร็จลงได้ด้วยดีตามวัตถุประสงค์หรือตามเป้าหมาย คมสัน อินทะเสน และคณะ (2560) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า ความ พึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ของบุคคลที่ได้รับการตอบสนองจากการปฏิบัติงานและได้รับ ผลตอบแทนจนทำให้เกิด ความสุข ทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกกระตือรือร้นมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเกิด ขวัญและกำลังใจส่งผลให้งานมี ประสิทธิภาพ และประสบผลสำเร็จ อับดุลยามีน หะยีขาเดร์(2560) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ หมายถึง ท่าทีความรู้สึกหรือ ทัศนคติในแง่ดีที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ เช่น วิธีการจัดการเรียนรู้กิจกรรม การเรียนรู้บรรยากาศ ในการจัดการเรียนรู้เป็นต้น ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังผู้เรียนได้รับการจัดการเรียนรู้ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง การแสดงความรู้สึกพึงพอใจของบุคคลที่มีความ ชื่นชม พอใจ ต่อสภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ หรือเป็นความรู้สึกที่พอใจต่อสิ่งที่ท าให้เกิดความชอบ ความ สบายใจ และเป็น ความรู้สึกที่บรรลุถึงความต้องการ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ หมายถึง การแสดงความรู้สึก ความชื่นชม ชื่นชอบหรือ พอใจของนักเรียนนักศึกษาที่มีต่อการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้ 2.การวัดความพึงพอใจ การวัดความพึงพอใจจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการให้ความสนใจของผู้วิจัยประกอบกับ ระดับความรู้สึก ของผู้เรียนในมิติต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล ดังนนี้ การวัดระดับความพึงพอใจสามารถทำได้หลาย วิธี ดังนี้ นัสรินทร์ บือซา (2558) กล่าวว่า มาตรในการวัดความพึงพอใจสามารถวัดได้หลาย วิธี ดังนี้ 1. การสังเกต เป็นการวัดความพึงพอใจโดยผู้สอบถามจะสังเกตพฤติกรรม ของบุคคล เป้าหมายไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางการพูด การแสดงออกทางกิริยาทาทาง วิธีนี้ผู้สอบถามต้องอาศัยการ กระทำอย่างจริงจังและการสังเกตอย่างมีระเบียบแบบแผน


34 2. การสัมภาษณ์เป็นการวัดความพึงพอใจซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการที่ ดีซึ่งจะส่งผลให้ ผู้สอบถามได้รับข้อมูลที่เป็นจริงได้ 3. การใช้แบบสอบถาม เป็นการวัดความพึงพอใจโดยผู้สอบถามจะต้อง ออกแบบสอบถาม เพื่อต้องการทราบความคิดเห็นจากบุคคลเป้าหมาย ซึ่งสามารถทำได้โดยรูปแบบ ได้แก่ ลักษณะที่กำหนด คำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระ โดยคำถามดังกล่าวอาจเป็นคำถาม ความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ สรุปได้ว่า แบบวัดความพึงพอใจ เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งมีลักษณะเป็นข้อความ เชิงนิมานหรือ ข้อความเชิงนิเสธ ที่มีการให้คะแนนแบบประมาณค่าเป็นระดับคะแนน โดยมีการให้คะแนนตามระดับความเข้ม เช่น 1 2 3 4 5 โดยกำหนดให้5 คือ คะแนนสูงสุดที่บงบอกถึงสิ่งที่ อยู่หรือสิ่งที่พอใจมากที่สุดและคะแนน 1 คือ คะแนนต่ำสุดที่บ่งบอกถึงสิ่งที่อยู่หรือบางที่ไม่มีการ กำหนดเป็นคะแนน แต่กำหนดเป็นความเข้มของระดับ ความรู้สึก ระดับความพอใจหรือระดับของ สิ่งที่สังเกตได้เช่น มากที่สุด มาก ปลานกลาง น้อย น้อยที่สุดหรือ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วยเฉย ๆ ไม่ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและแบบวัดที่ดีหรือมีคุณภาพจะต้องมีความ เที่ยงตรง(Validity) และมีความ เชื่อมั่น (Reliability) เช่นเดียวกับแบบทดสอบอื่น ๆ 3. องค์ประกอบของความพึงพอใจ Glimmer (2009 อ้างถึงใน วาริชา บรรจงชีพ, 2557 : 62) ได้สรุปมิติที่มีผลต่อความ พึงพอใจใน การปฏิบัติงานไว้ 10 ด้านดังนี้ 1. ลักษณะของงานที่ทำ มีความสัมพันธ์กับความรู้ความสามารถของผู้ปฏิบัติงานหากได้ทำงาน ตามที่เขาถนัดหรือตามความสามารถ เขาจะเกิดความพอใจ คนที่มีความรู้สูงมักจะรู้สึกชอบงาน เพราะ องค์ประกอบนี้มาก 2. การบังคับบัญชา มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจต่อ งานได้ และการบังคับบัญชาที่ไม่ดี อาจเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการขาดงานและลาออกจากงานได้ในเรื่องนี้ พบว่า ผู้หญิงมีความรู้สึกไวต่อการบังคับบัญชามากกว่าผู้ชาย 3. ความมั่นคงในการทำงาน ได้แก่ ความมั่นคงในการทำงาน การได้ทำงานตามหน้าที่อย่าง เต็ม ความสามารถ การได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา คนที่มีพื้นความรู้น้อยหรือขาดความรู้ย่อม เห็นว่า ความมั่นคงในการทำงานมีความสำคัญต่อเขามาก แต่คนที่มีความรู้สูงจะรู้สึกว่าไม่มีความสำคัญมาก นัก และ คนที่มีอายุมากขึ้น จะมีความต้องการความมั่นคงในการทำงานสูงขึ้น 4. บริษัทและการดำเนินงาน ได้แก่ ขนาดขององค์การ ชื่อเสียง รายได้และการ ประชาสัมพันธ์ให้ เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายของสถานที่ทำงานนั้น ๆ องค์ประกอบนี้ทำให้ผู้ปฏิบัติงาน เกิดความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ในการทำงาน ผู้ที่มีอายุมากจะมีความต้องการเกี่ยวกับเรื่องนี้สูงกว่าผู้ที่ มีอายุน้อย 5. สภาพการทำงาน ได้แก่ แสง เสียง อากาศ ห้องอาหาร ห้องน้ำ ห้องสุขา ชั่วโมงการ ทำงานมี การวิจัยหลายเรื่องที่แสดงว่า สภาพการทำงานมีความสำคัญต่อผู้ชายมากกว่าลักษณะอื่น ๆ ของการปฏิบัติงาน และในระหว่างผู้หญิงโดยเฉพาะผู้ที่แต่งงานแล้ว จะเห็นว่าชั่วโมงการทำงานมีความสำคัญเป็นอย่างมาก 6. ค่าจ้าง หรือรายได้จะมีความสัมพันธ์กับเงินซึ่งผู้ปฏิบัติงานมักจะจัดอันดับค่าจ้างนี้ไว้ในอันดับ เกือบสูง แต่ก็ยังให้ความสำคัญน้อยกว่าโอกาสก้าวหน้าในการทำงาน และความมั่นคงปลอดภัย องค์ประกอบนี้ มักจะก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจมากกว่าความพึงพอใจ ผู้ชายจะเห็นค่าจ้างเป็นสิ่งสำคัญ มากกว่าผู้หญิง และผู้


35 ที่ปฏิบัติงานในโรงงานจะเห็นว่า ค่าจ้างมีความสำคัญสำหรับเขามากกว่าผู้ที่ปฏิบัติงานใน สำนักงาน หรือ หน่วยงานของรัฐบาล 7. ความก้าวหน้าในการทำงาน เช่น การได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น การได้สิ่งตอบแทนจาก ความสามารถในการทำงานของเขา จากงานวิจัยหลายเรื่องสรุปได้ว่า การไม่มีโอกาสก้าวหน้าในการทำงานย่อม ก่อให้เกิดความไม่ชอบงาน ผู้ชายมีความต้องการเรื่องนี้สูงกว่าผู้หญิง และเมื่ออายุมากขึ้นความต้องการ เกี่ยวกับ เรื่องนี้จะลดลง 8. ลักษณะทางสังคม องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของ สังคมหรือการให้ สังคมยอมรับตน ซึ่งจะก่อให้เกิดทั้งความพึงพอใจและความไม่พึ่งพอใจได้ ถ้างานใด ผู้ปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นได้ อย่างมีความสุข ก็จะเกิดความพึงพอใจในงานนั้นองค์ประกอบนี้มีความสัมพันธ์กับอายุและระดับงาน ผู้หญิงจะ เห็นว่าองค์ประกอบนี้สำคัญมากกว่าชาย 9. การติดต่อสื่อสาร ได้แก่ การรับ-ส่งข้อมูลสารสนเทศ คำสั่ง การทำรายงาน การติดต่อ ทั้งภายใน และภายนอกหน่วยงาน องค์ประกอบนี้มีความสำคัญมากสำหรับผู้ที่มีระดับการศึกษาสูง 10. ผลตอบแทนที่ได้รับจากการทำงาน ได้แก่ เงินบำเหน็จตอบแทนเมื่อออกจากงานการ บริการ และการรักษาพยาบาล สวัสดิการอาหาร ที่อยู่ วันหยุดพักผ่อนต่าง ๆ ความพึงพอใจในการทำงาน นอกจากจะ เกิดจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมของงานแล้วยัง เกิดจากปัจจัยส่วนบุคคลได้อีกคือ 10.1 เพศ 10.2 จำนวนผู้ที่อยู่ในความอุปการะ 10.3 อายุ 10.4 ระยะเวลาในการทำงาน 10.5 ความเฉลียวฉลาด 10.6 ระดับการศึกษา 10.7 บุคลิกภาพส่วนตัว สรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการบริการเกิดจากการประเมินคุณค่า การรับรู้คุณภาพ ของการ บริการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์บริการตามลักษณะของการบริการ และกระบวนการนำเสนอบริการ ในวงจรของ การให้บริการ ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ซึ่งถ้าตรงกับสิ่งที่ผู้รับบริการมีความต้องการหรือตรงกับความ คาดหวังที่มีอยู่ หรือประสบการณ์ที่เคยได้รับบริการตาม องค์ประกอบดังกล่าว ย่อมนำมาซึ่งความพึงพอใจใน การบริการนั้น หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม การรับรู้สิ่งที่ผู้รับบริการได้รับจริง ไม่ตรงกับการรับรู้สิ่งที่ ผู้รับบริการคาดหวัง ผู้รับบริการย่อมเกิดความไม่พึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์บริการและการนำเสนอบริการนั้นได้


36 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยในประเทศ 1.1 งานวิจัยที่เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดวิเคราะห์ และเจตคติ อภิญญา ยะนะโชติ(2559) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบความรู้สึกเชิงจำนวน การ คิดวิเคราะห์ เจตคติ ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ซิปปาโดยการใช้สื่อประสมและเกมประกอบการสอน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างจาก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 66 คน ได้มาจากการสุ่ม แบบกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยการใช้สื่อประสมเป็นสื่อ มีคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความรู้สึกเชิงจำนวน การคิดวิเคราะห์ และเจตคติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย การใช้เกมประกอบการสอน เป็นสื่อ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความรู้สึกเชิงจำนวน การคิดวิเคราะห์ และเจตคติ หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย การใช้สื่อประสมเป็นสื่อและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้เกมประกอบการสอนเป็นสื่อ แตกต่างกัน กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สมลักษณ์ ภูปลื้ม (2559) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิด แก้ปัญหา โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD มีความมุ่งหมาย ดังนี้ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระเศรษฐศาสตร์หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง เศรษฐกิจ พอเพียง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือ STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 (2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ สาระเศรษฐศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD (3) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานกับ การ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD (4) เพื่อเปรียบเทียบการคิดแก้ปัญหา ของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือ STAD (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ โครงงานกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้มาโดยการ สุ่มแบบกลุ่ม นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุกูลนารี อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 2 ห้องเรียน ได้แก่ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/10 จำนวน 50 คน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน น าไปเปรียบเทียบ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1/11 จำนวน 50 คน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานจำนวน 15 แผน และแผนการจัด กิจกรรม การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 15 แผน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


37 ตฤณวัฒน์ พลเยี่ยม (2560) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดแก้ปัญหา และเจตคติต่อวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบซิปปาและ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างจาก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 100 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการการจัดการเรียนรู้ วิชาสังคมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา และการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมี ประสิทธิภาพ เท่ากับ 89.70/81.35 และ 90.57/82.90 ตามลำดับ ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการ เรียนรู้แบบซิป ปาและการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เท่ากับ 0.68 และ 0.69 ตามลำดับ นอกจากนี้ นักเรียน ที่เรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานและนักเรียนที่โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบซิปปามีความสามารถใน การแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนที่เรียนที่ เรียนด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาสูวกว่านักเรียนที่ เรียนด้วยการจัดการ เรียนรู้แบบซิปปา (p < .05) แต่นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียนวิชาสังคม ไม่แตกต่างกัน ส้มโอ อ่องประกฤติ, สุดาพร ปัญญาพฤกษ์ และเพ็ญพิศุทธิ์ ใจสนิท (2561) ได้ศึกษาเรื่อง การ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพฤติกรรมการปฏิบัติตนตามหลักศาสนา สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรมและ จริยธรรม โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การวิจัยในครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม เพื่อศึกษา พฤติกรรมการปฏิบัติตนตามหลักศาสนา และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน บ้านฉิมพลีอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติตนตามหลักศาสนาและ แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีสอนแบบโครงงาน เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนา มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจัด กิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียน เท่ากับ 8.19 คิดเป็นร้อยละ 27.31 มีพฤติกรรมการปฏิบัติตนตามหลัก ศาสนาอยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.62) และมีความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ โครงงานอยู่ในระดับ มากที่สุด (μ = 4.61) นุกูล ส่งสมบูรณ์ (2562) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง เศรษฐศาสตร์ ในชีวิตประจำวน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วย รูปแบบ CIPPA ร่วมกับระบบการ จัดการเรียนรู้ Edmodo โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างจากนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 28 คน ได้มาจาก การการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วย รูปแบบ CIPPA ร่วมกับระบบการจัดการเรียนรู้ Edmodo หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลสัมฤทธิ์ทาการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ที่


38 ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ CIPPA ร่วมกับระบบการจัดการเรียนรู้ Edmodo หลังเรียนสูง กว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 1.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บทบาทสมมติ อรพิน แก่นบุดดี (2556) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง ผลการใช้วิธีสอนแบบบทบาทสมมติ เรื่อง หลัก ประชาธปิ ไตย กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ที่มีต่อ ความสามารถในการคิด แก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนทีเรียนด้วยวิธีสอนแบบบทบาทสมมติ มีความสามารถในการคดิ แก้ปัญหามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนและมีความคงทนใน การเรียน อดิศักดิ์ หวังจิตต์ (2556) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย ของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 ที่สอนด้วยวิธีการบรรยาย และวิธีการสอนโดย ใช้บทบาทสมมติ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเมื่อเรียนด้วยวิธีการใช้บทบาทสมมติ มีคะแน น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการบรรยาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ซึ่ง เป็น ไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ กรรณิการ์ ถีราวฒุ (2560) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจ ในการจัด การเรียนการสอน รายวิชา 0109431 นิทานสุภาษติ จีน โดยใช้บทบาทสมมติ ของนิสิตหลักสตู รวิชา ภาษาจีน ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยทักษิณ ผลการวิจัย พบว่าผลสัมฤทธ์ทางการเรียนหลังเรียนโดย ใช้การเรียน การสอนแบบแสดงบทบาทสมมติ ในรายวิชา 0109431 นิทานสุภาษิตจีน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติระดับ .05 2. งานวิจัยนอกประเทศ Xiao Haozhang (1997 : 33) ศึกษาการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติและ การแลกเปลี่ยนข้อมูลช่วย ในการเรียนการสอนภาอังกฤษเพื่อฝึกทักษะการฟังพูดของนักเรียน ผลการศึกษาพบว่านักเรียนพูดภาษาอังกฤษ เป็นธรรมชาติมากขึ้นโดยการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้กิจกรรม บทบาทสมมติที่เน้นความถูกต้อง ความคล่องแคล่ว และการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย นักเรียน มีโอกาสริเริ่มสื่อสารด้วยความคิดของตนเอง ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ เกิดการใช้ภาษาอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันครูได้รับข้อมูลย้อนกลับและสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ ทันที สรุปได้ว่ากิจกรรม บทบาทสมมติเป็นเทคนิคที่สามารถพัฒนาทักษะการฟัง พูดภาษาอังกฤษ และกระตุ้น ให้ผู้เรียน เกิดแรงจูงใจในการเรียน Richard (2000 : 2721=A) ใช้กิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมใน กิจกรรมการ เรียนวิชาท่องเที่ยวของนักศึกษาปีที่ 1 มหาวิทยาลัย Jame Cook ประเทศออสเตรเลีย วัตถุของการเรียน คือ เพื่อสอนพื้นฐานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศออสเตรเลียและ เพื่อให้นักศึกษามีทักษะการคิด ริเริ่มในด้านการเขียน การสื่อสาร และแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นเหตุ เป็นผล การคิดวิเคราะห์ การทำงานวิจัย และการทำงานกลุ่ม กิจกรรมบทบาทสมมติเอื้อประโยชน์ ในด้านการเรียน การฝึกทักษะ และยังส่งผลต่อการ เรียน คือช่วยให้นักศึกษาได้เข้าใจในกระบวน การเรียน มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน รู้จักแก้ไขปัญหาและก่อให้เกิด ความร่วมมือในด้านการเรียน จากแบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนาในด้านทักษะการเรียนและทัศนคติของ นักศึกษาต่อกิจกรรม ผลปรากฏว่านักศึกษาคิดว่าตนเองมีพัฒนาการด้านการเรียนมีทัศนะและแรงจูงใจใน


39 ภาพรวมในระดับ พอใจ ผู้วิจัยสรุปว่าการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติทำให้นักศึกษามีพัฒนาการในทักษะ กระบวนการเรียน นักศึกษามีผลการเรียนที่ดีในวิชาและมีความพึงพอใจในระดับสูงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งนี้ผู้วิจัยได้แนะนำให้ใช้กิจกรรมบทบาทสมมติในหลักสูตรวิชาท่องเที่ยวซึ่งจะทำให้กระบวนการเรียนและการ วัดผล ประเมินผลมีประสิทธิภาพ Summers และ Dickinson (2012) ได้ศึกษาเรื่อง การศึกษาระยะยาวของการเรียน การสอนตาม โครงงาน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาระดับมัธยมศึกษา การวิจัยนี้มีการศึกษาระยะยาว มุ่งเน้น ไปที่วิธีการสอนแบบโครงงาน (PBI) วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษา รายวิชาสังคมศึกษาที่ได้รับการส่งเสริมและรายวิชา การเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ (CCR) สำรวจและเปรียบเทียบความสำเร็จของนักเรียนในระดับสูง PBI ของโรงเรียนเมื่อเทียบกับโรงเรียนระดับ มัธยมศึกษาที่สอนแบบปกติภายในเขตอำเภอเดียวกัน ในขณะที่งานวิจัยก่อนหน้าระบุว่า PBI เกี่ยวข้องกับเวลา และเตรียมการมากขึ้น สำหรับการจัดการ เรียนรู้ทั้งครูและนักเรียน ผลการศึกษาพบว่า ในวิชาสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายประสบ ความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียน นักเรียนจะ พัฒนาขึ้นจริงภายในหนึ่งปี นักเรียนที่ได้เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ PBI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเพื่อนที่เรียนรู้จาก วิธีการ จัดการเรียนการสอนแบบปกติทั้งในวิชาสังคมศึกษาและการเตรียมความพร้อม CCR Ilter (2014) ได้ศึกษาเรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพของวิธีการเรียนรู้แบบโครงงาน รายวิชาสังคม ศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแนวคิดและแรงจูงใจทางวิชาการ การวิจัยนี้มีการศึกษา ทดลองในรายวิชาสังคม ศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน แนวคิดและแรงจูงใจในการ ประสบความสำเร็จทางวิชาการ การศึกษามีวัตถุประสงค์ เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของการเรียนรู้ด้วย โครงงาน (PBL) ในสังคมศึกษา ใช้การวิจัยแบบ กึ่งทดลอง (ก่อนและหลังทดสอบ) ในการวิจัยกลุ่มทดลองของ นักเรียนได้รับการสอนสังคมศึกษาแบบ โต้ตอบรวมถึง PBL อย่างสมบูรณ์ในกิจกรรมรูปแบบทีม นักเรียนกลุ่ม ควบคุมได้รับการสอนรวมถึง วิธีการสอนโดยตรง (การสอนทั้งชั้นเรียนและการทำงานเดี่ยวในใบงาน) ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 รายวิชาสังคมศึกษาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีความแตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแนวคิดและแรงจูงใจ นักเรียนที่เข้าร่วมใน สภาพแวดล้อม PBL ไม่เพียงแต่เสริมสร้างและขยายความรู้ของพวกเขา แต่ยังได้รับแรงจูงใจในระดับ ที่สูงกว่ากลุ่มควบคุม PBL ใน รูปแบบกิจกรรมของทีมมีไว้เพื่อส่งเสริมแรงจูงใจของนักเรียน กลุ่มทดลองที่จะประสบความสำเร็จด้านวิชาการ และเพื่อพัฒนาความสำเร็จทางความคิด ผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่า PBL ปรับปรุงความเข้าใจของนักเรียน เกี่ยวกับแนวคิดทางสังคมศึกษาและช่วยให้พวกเขาบรรลุถึงพฤติกรรมที่มุ่งเน้นด้านวิชาการ พฤติกรรมตามที่ตั้ง ใจไว้ของกลุ่มทดลองในแรงจูงใจ ทางวิชาการในตอนเริ่มต้นของการทดลองทดลองกลายเป็นพฤติกรรมที่แสดง ในตอนท้าย Havens (2019) ได้ทำการศึกษาการใช้บทบาทสมมติเพื่อสอนทักษะทางสังคมใน การแสดงออก ทางอารมณ์ของเด็กในห้องเรียนอนุบาล ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ เด็กอนุบาล ใน เมือง Midwest ประกอบด้วยเด็กอายุ 5- 6 ปีจา นวน 19คน ในจา นวน 19คน นั้น อายุ5ขวบ 7คน และอายุ 6 ขวบ 12 คน และมีเด็กนักเรียนคนหนึ่งเป็นชาวแอฟริกัน ดำเนินการศึกษาเป็นระยะเวลา ห้าสัปดาห์ ทำการทดสอบเพื่อ


40 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยในแต่ละสัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า ก่อนการ ใช้บทบาทสมมติ เด็กในห้องเรียนอนุบาลมี ทักษะทางสังคมในการแสดงออกทางอารมณ์ มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 12.33 หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7 กล่าว ได้ว่า เด็กอนุบาลมีทักษะทางสังคมในการ แสดงออกทางอารมณ์ที่ดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กรอบแนวคิดการวิจัย จากการศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบบทบาทสมมติ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ของนักการศึกษาหลาย ๆ ท่าน ผู้วิจัยจึงกำหนดเป็นกรอบแนวคิด ได้ดังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 2.1 กรอบแนวคิดการวิจัย การจัดการเรียนรู้เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนแบบบทบาทสมมติ - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ธรรมชาดก - ความพึงพอใจในการเรียนรู้


41 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการ เรียนรู้แบบบทบาทสมมติก่อนเรียน และหลังเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบทบาทสมมติเรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบบทบาทสมมติ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ชั้นปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียเทศบาล ๑ โพศรี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี จำนวน 3 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 81 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล ๑ โพศรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 26 คน


42 แบบแผนการวิจัย แบบแผนที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว, วัดผลก่อนและหลังการ ทดลอง (The single group, Pretest - posttest Design) (คณาจารย์ภาควิชาวิจัยและพัฒนา การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2564) ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลังเรียน T1 X T2 ตารางที่3.1 แบบแผนการวิจัย สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบบทบาทสมมติ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนแบบบทบาทสมมติ จำนวน 8 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ที่ใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบบทบาทสมมติ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice) 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 1.3 แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ธรรมชาดก ที่ใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน แบบบทบาทสมมติ เป็นแบบ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ 2. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้


43 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่5 โดยใช้วิธีการสอนแบบบทบาทสมมติ จำนวน 8 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง มี ขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ สอนแบบบทบาทสมมติ 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551หลักสูตรสถานศึกษา คู่มือครู แบบเรียน ชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 ของกระทรวงศึกษาธิการและเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1.3 วิเคราะห์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.1.4 สาระวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ การสอน แบบบทบาทสมมติ เรื่อง ธรรมชาดก ละ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 8 แผน ใช้เวลา 8 ชั่วโมง ซึ่งมีสาระการ เรียนรู้ ดังนี้ 2.1.4.1 ทดสอบก่อนเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.2 แบบอย่างการทำความดี จำนวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.3 ประวัติพุทธสาวก จำนวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.4 พระโสณโกฬิวิสะ จำนวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.5 ชาดกจูฬเสฏฐิชาดก จำนวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.6 ชาดกวัณณาโรหชาดก จำนวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.7 ข้อคิดคุณธรรมที่ได้จากชาดก จำนวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.8 ทดสอบหลังเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้(รายชั่วโมง) สาระ การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล 2.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นเสนอต่อ หัวหน้ากลุ่มสาระที่ปรึกษาแล้วนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาสาระวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาลงความคิดเห็นแล้วให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน -1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล 2.1.6 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตาม ข้อเสนอแนะ


44 2.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมที่จัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้การสอนแบบบทบาทสมมติ ไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง ธรรมชาดก ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ การสอนแบบบทบาทสมมติ ที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นมีลักษณะเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 2.2.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตร คู่มือครู คู่มือการวัดและการประเมินผล และเทคนิควิธีสร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.2 ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา สาระการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ธรรมชาดก 2.2.3 ดำเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ธรรมชาดก เป็นแบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ต้องการใช้จริง 20 ข้อ 2.2.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพร้อมแบบแบบระเมินแบบทดสอบ วัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาความสอดคล้อง (IOC) ของ ข้อสอบแต่ละ ข้อว่ามีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยนำผล (มนตรีวงษ์สะพาน, 2563) ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.2.5 นำคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน มาคำนวณหาค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับความจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) เป็นรายข้อ โดยข้อสอบแต่ละข้อมีค่าดัชนี ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 ซึ่งเป็นค่าที่ผ่านเกณฑ์ 2.2.6 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วจำนวน 30 ข้อ ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กำลัง เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 27 คน โรงเรียนเทศบาล ๑ โพศรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ที่ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาค่าความยาก (p) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) เพื่อคัดเลือก ข้อสอบที่ใช้ได้จริงจำนวน 20 ข้อ 2.2.7 นำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์แบบทดสอบเป็นรายข้อ เพื่อวิเคราะห์หา ค่า ความยากง่าย (p) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบแต่ละข้อ และคัดเลือกข้อสอบจำนวน 20 ข้อ ซึ่งได้ ค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.54 – 0.75 และค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.41 – 0.75 แล้วนำ ข้อสอบทั้ง 20 ข้อ ไปทดสอบหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตรของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) สูตร KR-20 โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.83 มีความเชื่อมั่นสูง


45 2.2.8 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วจำนวน 20 ข้อ ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อ ใช้เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2.3 แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ธรรมชาดก โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณ ค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 2.3.1 ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ จากตำรา และเอกสารต่าง ๆ เพื่อเป็น แนวทางในการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจผู้วิจัยเลือกแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามวิธีของลิ เคิร์ท (Likert) (อ้างถึงใน บุญชม ศรีสะอาด.2556) ระดับความพึงพอใจของแบบสอบถาม มีดังนี้ 5 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับ มากที่สุด 4 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับมาก 3 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง 2 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อย 1 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด 2.3.2 ศึกษาวิธีสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน และตัวอย่างแบบสอบถาม ความพึงพอใจของนักเรียนจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.3.3 กำหนดขอบข่ายเนื้อหาที่จะนำมาสร้างให้เหมาะสม 2.3.4 สร้างแบบวัดความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีการของลิเคิร์ท (Likert) จำนวน 15 ข้อต้องการใช้จริงจำนวน 10 ข้อโดยกำหนด ระดับความพึงพอใจ ดังนี้ โดยกำหนดระดับความพึงพอใจดังนี้ 5 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง พึงพอใจมาก 3 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง พึงพอใจน้อย 1 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด โดยกําหนดระดับความพึงพอใจเมื่อเทียบกับเกณฑ์คะแนนเฉลี่ย ตามเงื่อนไขค่าเฉลี่ย ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 มีความพึงพอใจในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 มีความพึงพอใจในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 มีความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด 2.3.5 นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา การศึกษา ค้นคว้าอิสระเพื่อพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของข้อคำถามโดยอาจารย์ที่ ปรึกษาเสนอแนะเรื่อง


46 ของข้อคำถามให้สอดคล้องกับชื่อเรื่องการศึกษาค้นคว้าและเนื้อหาที่ต้องการวัด ทำการปรับปรุงแก้ไขตาม ข้อเสนอแนะ 2.3.6 นำแบบสอบถามความพึงพอใจที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วพร้อมแบบประเมินเสนอให้ ผู้เชี่ยวชาญชุดเดิมเพื่อตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรง (Validity) โดยพิจารณา ความเหมาะสม และความ สอดคล้องของแบบสอบถามแต่ละข้อกับเนื้อหาที่ต้องการวัดทเป็นส่วนประมาณค่าหรือแบบ วิเคราะห์ค่า IC โดยจะเลือกแบบสอบถามที่มีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป 2.3.7 ทำการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะแล้วนำไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๑ โพศรี นำผลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกโดยใช้สหสัมพันธ์ อย่างง่ายโดยวิธี Item Total Correlation ที่มีจะเลือกค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 1.00 2.3.8 นำแบบวัดความพึงพอใจที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยใช้สูตร สัมประสิทธิ์อัลฟ่า (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) ต้องได้ค่าความเชื่อมั่น ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปถือว่าใช้ได้ 2.3.9 จัดพิมพ์แบบวัดความพึงพอใจฉบับสมบูรณ์ เพื่อใช้เก็บรวบรวมข้อมูลจาก นักเรียน กลุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๑ โพศรี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี การดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลในแต่ละขั้น มีดังนี้ 1. เตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการสอน โดยแนะนำวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การ สอนแบบบทบาทสมมติ ให้นักเรียนมีความรู้การสร้างข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการเรียนและ บทบาทวิธีการปฏิบัติตนในการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์ แรกก่อนทำการทดลอง 2. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 3. ดำเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบบทบาทสมมติ เรื่อง ธรรมชาดก กับนักเรียนตามแผนการจัดการ เรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 6 แผน ใช้เวลา 6 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ แผน 2-7 4. ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อน การทดลอง โดย ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 5. นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนจากแบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบบทบาทสมมติเก็บรวบรวมข้อมูล


47 การทำแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ไปทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบความก้าวหน้าทางการเรียน จากนั้นนำคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปวิเคราะห์โดยใช้วิธีทางสถิติเพื่อทดสอบ สมมติฐานและสรุปผลการวิจัย 6. นักเรียนกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบบทบาทสมมติเรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและจากแบบสอบถามความพึง พอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ บทบาทสมมติ มาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการหาค่าร้อยละของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ธรรมชาดก และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ (SPSS for window) 2. การทดสอบสมมติฐาน 2.1 นำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่องธรรมชาดก ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจากที่ได้รับกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้การสอนแบบบทบาทสมมติ โดยใช้การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (Dependent Sample t-test) ด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) 2.2 นำผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ มาวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5/1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบบทบาทสมมติเรื่อง ธรรมชาดก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ


48 1.1 การคำนวณหาค่าความสอดคล้อง (Index of Item–Objective Congruence หรือ IOC เป็นค่าคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือโดยมีเกณฑ์ที่ยอมรับได้คือ ค่า IOC ตั้งแต่0.50 ขึ้นไป โดยใช้สูตรการหาดัชนีความสอดคล้อง (มนตรี วงษ์สะพาน, 2563) ดังนี้ สูตร ioc = ΣR N เมื่อ IOC แทน ดัชนีค่าความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑ แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 1.2 ค่าความยากง่าย เป็นการวิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อ โดยใช้สูตร ดังนี้ (คณาจารย์ ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม, 2564) สูตร P = R N เมื่อ P แทน ดัชนีความยากของข้อสอบ R แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบข้อสอบนั้นได้ถูกต้อง N แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบข้อสอบทั้งหมด 1.3 การหาค่าอำนาจจำแนก (B) จากผลการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร ดังนี้ (คณาจารย์ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2564) สูตร B = − เมื่อ B แทน ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ N1 แทน จำนวนคนรอบรู้ (หรือสอบผ่านเกณฑ์) N2 แทน จำนวนคนไม่รอบรู้(หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์) U แทน จำนวนคนรอบรู้ (หรือสอบผ่านเกณฑ์) ตอบถูก L แทน จำนวนคนไม่รอบรู้(หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์) ตอบถูก 1.4 ค่าความเชื่อมั่น การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิด เลือกตอบ แบบอิงเกณฑ์ โดยใช้แบบทดสอบ 1 ฉบับ ทดสอบกับผู้เรียน 1 กลุ่มโดยใช้สูตรของ โลเวท


Click to View FlipBook Version