ค่มู ือดษุ ฎีนิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนิพนธ์
ISBN 978-974-364-758-1
พมิ พค์ ร้ังแรก กรกฎาคม ๒๕๓๔ จานวน ๕๐๐ เล่ม
พมิ พค์ รง้ั ที่ ๒ กนั ยายน ๒๕๔๓ จานวน ๑,๐๐๐ เลม่
พิมพค์ รง้ั ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๘ จานวน ๑,๐๐๐ เล่ม
พิมพค์ รั้งที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑ จานวน ๑,๐๐๐ เลม่
พมิ พ์คร้ังท่ี ๕ กนั ยายน ๒๕๕๓ จานวน ๑,๐๐๐ เล่ม
พมิ พ์ครง้ั ที่ ๖ กนั ยายน ๒๕๕๖ จานวน ๑,๐๐๐ เลม่
พิมพค์ ร้งั ท่ี ๗ ตลุ าคม ๒๕๖๑ จานวน ๑,๕๐๐ เล่ม
ออกแบบปก: นายไพฑูรย์ อทุ ัยคาม
จัดรปู เลม่ : นายไพฑูรย์ อุทัยคาม
พสิ จู น์อักษร: นางนภาพทั ธ์ งามบุษบงโสภิน
บรรณาธิการ:
พระมหาสมบรู ณ์ วฑุ ฒฺ กิ โร, ดร. คณบดบี ณั ฑิตวิทยาลัย
พระมหาดนัยพัชร์ คมฺภีรปญฺโ , ดร. รองคณบดบี ัณฑติ วทิ ยาลัย
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ประพันธ์ ศภุ ษร รองคณบดบี ัณฑติ วทิ ยาลยั
พระมหาสนั ติ ธรี ภทโฺ ท, ดร. เลขานกุ ารสานกั งานคณบดบี ัณฑิตวิทยาลยั
คณะกรรมการแกไ้ ขและปรบั ปรงุ ในการจดั พมิ พ์ครง้ั ที่ ๗
พระมหานพรตั น์ อภชิ ชฺ โว พระมหาธนวฒุ ิ โชติธมฺโม
พระเสถียร สทุ ธฺ ิสทฺโธ พระอุทศิ อาสภจติ โฺ ต
พระมหาณรงคฤ์ ทธิ์ ธมมฺ โสภโณ ผศ. ดร.เกยี รตศิ กั ด์ิ สขุ เหลอื ง
ดร.ทองดี ศรีตระการ ดร.ลาพอง กลมกลู
นายไพฑูรย์ อทุ ัยคาม นางนภาพทั ธ์ งามบุษบงโสภนิ
จดั พิมพ์โดย: บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
พิมพท์ ่ี: โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
คำนำ
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ออกระเบียบบัณฑิต
วิทยาลัยว่าด้วยวิธีปฏิบัติเก่ียวกับวิทยานิพนธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๓ และได้จัดพิมพ์คู่มือวิทยานิพนธ์
เป็นครั้งแรกในปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ ต่อมา ได้ออกระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ว่าดว้ ยการปฏิบัตเิ กย่ี วกบั วทิ ยานพิ นธ์ พุทธศกั ราช ๒๕๔๒ และระเบียบ
ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเก่ียวกับสารนิพนธ์ ๒๕๕๐ ดังนั้น เพื่อให้การทาวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์เป็นไป
อย่างถูกต้องตามระเบียบดังกล่าว บัณฑิตวิทยาลัยได้ดาเนินการปรับปรุงคู่มือการทาวิทยานิพนธ์ฉบบั
ท่ีจัดพิมพ์เมื่อปี ๒๕๔๘ โดยได้เพิ่มเติมรูปแบบการทาสารนิพนธ์เข้าไปแล้วจัดพิมพ์เป็นคร้ังท่ี ๔ ในปี
๒๕๕๑
ต่อมา บัณฑิตวิทยาลัยเห็นว่า รูปแบบการทาวิทยานิพนธ์ของนิสิตมีหลากหลายมากข้ึน
ท้ังเชิงปริมาณ คุณภาพ เอกสาร และผสานวิธี จึงได้ดาเนินการปรับปรุงคู่มือการทาวิทยานิพนธ์
และสารนิพนธ์ให้สอดรับกับความหลากหลายในการทาวิทยานิพนธ์ของนิสิต แล้วดาเนินการจัดพิมพ์
เป็นคร้ังท่ี ๕ ในงานสัมมนาวิชาการผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ดีเด่น เม่ือวันท่ี ๒๖ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๕๓ และต่อมาในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ต่อเน่ืองปีการศึกษา ๒๕๕๖ บัณฑิตวิทยาลัยได้
ดาเนินการปรับปรุงคู่มือวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์เพิ่มเติม เพ่ือจัดพิมพ์เผยแพร่ในงานสัมมนา
ผลงานวิจัยและวทิ ยานิพนธ์ดเี ด่น วนั ที่ ๒๒ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ นบั เป็นการจัดพมิ พค์ รง้ั ท่ี ๖
ในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้มีการแก้ไข และปรับปรุงคู่มือวิทยานิพนธ์ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อให้
มีความถูกต้องและสมบูรณ์ย่ิงข้ึน โดยยึดตามโครงสร้างเดิม และได้มีการจัดทารูปแบบการตรวจ
วิทยานิพนธ์ที่ถูกต้องโดย ดร.ศศิวรรณ กาลังสินเสริม ฉบับนี้ยังไม่ได้มีการจัดพิมพ์เผยแพร่เนื่องจาก
อยู่ระหว่างปรบั แผนการศกึ ษาระดบั บัณฑติ ศึกษา
ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ต่อเนื่องปีการศึกษา ๒๕๕๙ ได้มีการแก้ไขรูปแบบ และตัวอย่าง
ในส่วนนาให้สอดคล้องกับรูปแบบการเสนอขออนุมัติจบการศึกษาต่อสภามหาวิทยาลัย และเพิ่ม
รูปแบบและตัวอย่างบทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือ มีการนาไปจัดพิมพ์เป็นการเฉพาะใน
วาระปฐมนิเทศนสิ ิตใหม่ ประจาปีการศกึ ษา ๒๕๕๙ เพอ่ื เปน็ แนวทางใหแ้ กน่ สิ ติ บางหลักสตู รเทา่ นั้น
นับตั้งแต่คู่มือวิทยานิพนธ์ฉบับแรก ได้ตีพิมพ์ออกเผยแพร่ ในปี ๒๕๓๔ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๐
รวม ๒๖ ปี ปัจจุบันเป็นฉบับที่ ๗ ได้ผ่านการแก้ไข ปรับปรุง เพ่ือให้สอดรับกับการเปล่ียนแปลงตาม
กรอบการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา วัตถุประสงค์หลักของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละฉบับ คือ
เพ่อื ใหส้ ว่ นจัดการศึกษาระดบั บณั ฑิตศึกษายึดเป็นแนวทาง และถือปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
และเพ่ือให้สอดคล้องกับเกณฑ์การจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ตามมาตรฐานของสานักงาน
คณะกรรมการการอดุ มศึกษา (สกอ.) ท่ีมีการเปล่ยี นแปลงอยู่เสมอ
ข I คู่มอื ดุษฎนี พิ นธ์ วิทยำนิพนธ์ และสำรนิพนธ์ ๒๕๖๑
คู่มือฉบับน้ีมีความสมบูรณ์ทั้งในส่วนเนื้อหา รูปแบบ และตัวอย่างที่ให้คาอธิบายที่
ใกล้เคียงกับโปรแกรมในการจัดพิมพ์มากที่สุด นอกจากน้ัน ส่ิงสาคัญท่ีทาให้คู่มือฉบับน้ีมีความ
สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น คือการจัดให้มีการสัมมนาความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ที่จัดการศึกษาระดับ
บณั ฑิตศกึ ษาเพื่อระดมความคิดเห็น และมีสว่ นรว่ มในการแก้ไขข้อบกพร่องและทาความเข้าใจร่วมกัน
นอกจากน้ี ยงั ไดเ้ ชิญผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นการวจิ ัยท้ังเชิงปริมาณและคุณภาพมาประชุมร่วมและมีการแก้ไข
หลายครั้ง จนทาใหค้ มู่ ือฉบบั น้ีมีมาตรฐานเป็นไปตามเกณฑ์การวจิ ัยทั้งเชงิ คุณภาพและปริมาณ
ในฐานะคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขอขอบคุณ
คณะทางานของบัณฑิตวิทยาลัยและบัณฑิตศึกษาทุกท่าน ที่ได้เสียสละเวลาเข้าร่วมประชุม
และสัมมนาเพ่ือร่วมกันแก้ไข ปรับปรุง และดาเนินการจนสาเร็จเป็นรูปเล่มท่ีสมบูรณ์พร้อมจัดพิมพ์
เผยแพร่อันจักเอือ้ ประโยชนต์ อ่ การศกึ ษาและเป็นแนวทางสาหรบั คณาจารย์ เจา้ หน้าทแี่ ละนิสติ ต่อไป
(พระมหาสมบูรณ์ วฑุ ฒฺ ิกโร, ดร.)
คณบดบี ณั ฑติ วิทยาลยั
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
สารบญั
เร่ือง หนา้
คานา ก
สารบญั
บทนา ค
บทท่ี ๑ การเขยี นโครงร่างดุษฎนี พิ นธ์และสารนิพนธ์ ๑
๑.๑ ชื่อเรอ่ื ง (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) ๓
๑.๒ ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา
๑.๓ คาถามวจิ ัย ๓
๑.๔ วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย ๓
๑.๕ ขอบเขตการวิจัย ๔
๑.๖ สมมติฐานการวจิ ัย (ถ้ามี) ๔
๑.๗ นยิ ามศพั ท์เฉพาะทใ่ี ช้ในการวิจยั ๔
๑.๘ ทบทวนเอกสารและงานวิจัยทเ่ี ก่ียวข้อง ๖
๑.๙ กรอบแนวคดิ ในการวิจัย ๖
๑.๑๐ วธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั ๗
๑.๑๑ ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ บั ๘
๑.๑๒ สารบญั (ชว่ั คราว) ๙
๑.๑๓ บรรณานุกรม ๑๑
๑.๑๔ ประวตั ิผวู้ จิ ัย ๑๒
๑.๑๕ เชิงอรรถ ๑๒
ตวั อยา่ งโครงรา่ งและโครงสรา้ งดุษฎีนพิ นธ์ วทิ ยานพิ นธ์และสารนิพนธ์ ๑๓
๑๓
รปู แบบปกนอกโครงร่างดษุ ฎนี ิพนธ์/วิทยานพิ นธ์ ๑๓
ตวั อย่างปก โครงรา่ งดุษฎีนิพนธ์ ๑๔
ตัวอยา่ งปก โครงร่างวทิ ยานพิ นธ์ ๑๕
๑๖
รปู แบบปก โครงร่างสารนพิ นธ์ ปรญิ ญาเอก ๑๗
ตัวอย่างปก โครงร่างสารนิพนธ์ ปรญิ ญาเอก ๑๘
๑๙
รูปแบบปก โครงรา่ งสารนพิ นธ์ ปริญญาโท ๒๐
ตวั อยา่ งปก โครงรา่ งสารนิพนธ์ ปริญญาโท
๒๑
รูปแบบสว่ นเนอ้ื หาโครงรา่ งดษุ ฎนี พิ นธ์/วิทยานิพนธ์/สารนพิ นธ์
(เชงิ คุณภาพ/เอกสาร) ๒๓
รูปแบบส่วนเน้ือหา โครงรา่ งดุษฎีนพิ นธ์/วทิ ยานพิ นธ/์ สารนพิ นธ์
[เชิงปรมิ าณ/แบบผสมวิธ]ี ในกรณที จ่ี ดั สอบโครงร่างฯ จานวน ๓ บท
ง I คมู่ อื ดุษฎนี ิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ ๒๕๖๑
แนวทางการเขยี นโครงรา่ งฯ ๒๗
รูปแบบสารบัญ (ช่ัวคราว) ๓๐
รปู แบบบรรณานกุ รม (ชว่ั คราว) ๓๒
รปู แบบประวตั ิผวู้ จิ ยั ๓๓
บทที่ ๒ การเขียนดษุ ฎีนพิ นธ์ วิทยานิพนธ์และสารนพิ นธ์ ๓๕
สว่ นประกอบของดษุ ฎนี พิ นธ/์ วิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ ๓๕
ส่วนที่ ๑: สว่ นนา ๓๕
๓๕
๑.๑ ปกนอก ๓๕
๑.๒ ปกใน ๓๖
๑.๓ หน้าอนุมตั ิ ๓๖
๑.๔ บทคัดย่อ ๓๖
๑.๕ กติ ตกิ รรมประกาศ ๓๖
๑.๖ สารบญั ๓๖
๑.๗ สารบัญตาราง (ถา้ ม)ี ๓๖
๑.๘ สารบัญภาพ (ถา้ ม)ี ๓๖
๑.๙ คาอธบิ ายสัญลกั ษณ์และคาย่อ ๕๔
รปู แบบสว่ นนาดษุ ฎีนพิ นธ/์ วทิ ยานพิ นธ์/สารนิพนธ์ ๕๔
ปกนอก ดษุ ฎนี ิพนธ/์ วทิ ยานพิ นธ/์ ปริญญาเอกและปริญญาโท ๕๕
ปกในท่ี ๑ ภาษาไทย ดษุ ฎีนพิ นธ์/วิทยานพิ นธ์ ปรญิ ญาเอกและปริญญาโท ๕๖
ปกในท่ี ๒ ภาษาอังกฤษ ดษุ ฎีนพิ นธ์ ระดับปริญญาเอก ๕๗
ปกในท่ี ๒ ภาษาอังกฤษ วทิ ยานพิ นธ์ ระดับปรญิ ญาโท ๕๘
ปกนอก สารนพิ นธ์ ระดบั ปริญญาเอก ๕๙
ปกในที่ ๑ ภาษาไทย สารนิพนธ์ ระดับปริญญาเอก ๖๐
ปกในที่ ๒ ภาษาองั กฤษ สารนิพนธ์ ระดบั ปริญญาเอก ๖๑
รปู แบบ หน้าอนมุ ัติ ดษุ ฎีนิพนธ์และวทิ ยานพิ นธ์ ระดบั ปริญญาโท/เอก ๖๒
รปู แบบ หนา้ อนมุ ตั ิ สารนิพนธ์ ระดบั ปริญญาเอก ๖๓
รปู แบบ บทคดั ยอ่ ภาษาไทย ดุษฎนี พิ นธ์ ระดับปริญญาเอก ๖๔
รปู แบบ บทคัดย่อภาษาไทย วทิ ยานพิ นธ์ ระดบั ปริญญาโท ๖๖
รปู แบบ บทคดั ย่อภาษาองั กฤษ ดษุ ฎนี พิ นธ์ ระดบั ปรญิ ญาเอก ๖๖
รปู แบบ บทคดั ยอ่ ภาษาองั กฤษ วทิ ยานิพนธ์ ระดบั ปรญิ ญาโท ๖๗
รปู แบบ บทคัดย่อภาษาไทย สารนิพนธ์ ระดับปรญิ ญาเอก ๖๘
รปู แบบ บทคดั ย่อภาษาอังกฤษ สารนพิ นธ์ ระดบั ปรญิ ญาเอก ๖๙
ตัวอยา่ ง บทคดั ย่อภาษาไทย ดษุ ฎนี ิพนธ์ ระดับปริญญาเอก ๗๐
ตัวอยา่ ง บทคัดย่อภาอังกฤษ ดษุ ฎีนพิ นธ์ ระดบั ปริญญาเอก
สารบัญ I จ
รปู แบบ กติ ตกิ รรมประกาศ ๗๑
รปู แบบ สารบญั [เชิงคณุ ภาพ/เอกสาร] ๗๒
รปู แบบ สารบญั [เชงิ คณุ ภาพ/ภาคสนาม] ๗๔
รปู แบบ สารบัญ [เชิงปริมาณ] ๗๖
รูปแบบ สารบัญ [แบบผสมวิธ]ี ๗๘
รูปแบบ คาอธิบายสัญลกั ษณแ์ ละคายอ่ ๘๐
๘๑
ตวั อยา่ ง สันปก
๘๒
ส่วนที่ ๒: สว่ นเน้อื เรอื่ ง ๘๒
๒.๑ บทนา (Introduction) ๘๒
๒.๒ ตวั เร่ือง (Chapters) ๘๒
๒.๓ ข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะ (Conclusion or Suggestion)
๘๒
สว่ นท่ี ๓: สว่ นท้าย ๘๒
๓.๑ ส่วนอา้ งอิง/บรรณานกุ รม (Bibliography) ๘๓
๓.๒ ภาคผนวก (Appendix) ๘๔
ตวั อยา่ งภาคผนวก ๘๘
๓.๓ ประวตั ผิ ้วู ิจัย (Biography)
๘๙
บทที่ ๓ การจดั พิมพ์ดษุ ฎนี ิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์
๘๙
๓.๑ กระดาษสาหรับใชพ้ ิมพ์ ๘๙
๓.๒ ตวั อกั ษร (fonts) ๘๙
๓.๓ การวางรปู หนา้ กระดาษและการข้ึนบรรทัดใหม่ ๙๒
๙๓
ตัวอย่างการวางรปู หนา้ กระดาษสาหรับกระดาษ ขนาด เอ ๔ ๙๔
ตวั อย่างการตั้งค่าหนา้ กระดาษ ๙๕
๓.๔ ระยะการพมิ พ์ ๙๕
๓.๕ การยอ่ หนา้ ๙๕
๓.๖ การขึ้นหนา้ ใหม่ ๙๖
ตวั อย่างการพิมพ์ข้อความที่คัดลอกมายาวเกิน ๓ บรรทดั และเชิงอรรถ ๙๖
๓.๗ การลาดับหน้าและการพิมพ์เลขหน้า ๙๗
๓.๘ การพิมพบ์ ทหรอื ภาคและหวั ขอ้ ในบท ๙๙
๑๐๐
รูปแบบการลาดบั หัวข้อย่อย แบบ ก แบบ ข ๑๐๐
ตวั อย่างการลาดับหัวขอ้ ใหญ่-หัวขอ้ ยอ่ ย ๑๐๑
๓.๙ ตาราง กราฟ แผนภมู ิ และรูปประกอบตา่ ง ๆ ๑๐๓
ตัวอยา่ ง การพมิ พต์ ารางที่มคี วามยาวเกนิ หน่ึงหน้า ๑๐๓
ตัวอย่าง การพมิ พ์ตารางซงึ่ อยู่ในหนา้ เดยี วกบั เนื้อเรอื่ ง
๓.๑๐ การเวน้ ระยะการพิมพห์ ลังเครือ่ งหมายวรรคตอน
วิธีการใสเ่ ครือ่ งหมายวรรคตอน
ฉ I คมู่ อื ดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ ๒๕๖๑
หลักเกณฑ์การเว้นวรรคและไม่เวน้ วรรค ๑๐๓
ตวั อยา่ ง การเวน้ วรรคและไมเ่ ว้นวรรคตาแหน่งทางวิชาการและคานาหน้า
ชือ่ บคุ คล ๑๐๗
บทที่ ๔ การอา้ งองิ และการเขียนเอกสารอา้ งองิ หรอื บรรณานุกรม ๑๐๙
๔.๑ เชงิ อรรถ (Footnote) ๑๐๙
๔.๑.๑ การพิมพเ์ ชงิ อรรถ ๑๐๙
ตัวอย่างการพมิ พ์เชงิ อรรถ ๑๐๙
๔.๑.๒ การเรยี งลาดับเลขของเชงิ อรรถ ๑๑๐
รปู แบบการลงเชงิ อรรถในแต่ละประเภท ๑๑๐
๑) คมั ภรี พ์ ระไตรปิฎกหรอื หนังสอื สาคัญพิมพเ์ ป็นชดุ ๑๑๐
๒) หนังสือ ๑๑๑
๒.๑) หนงั สอื ทั่วไป (General Books) ๑๑๑
๒.๒) หนงั สอื แปล (Translated Books) ๑๑๒
๓) บทความ ๑๑๒
๓.๑) บทความจากหนงั สอื รวมบทความ (Articles from the
Books Edited) ๑๑๒
๓.๒) บทความในวารสาร (Articles in the Journals) ๑๑๓
๓.๓) บทความในหนังสอื พิมพ์ (Columns in the Newspaper) ๑๑๓
๓.๔) บทความในสารานกุ รม (Articles in the Encyclopedia) ๑๑๓
๓.๕) บทวจิ ารณห์ นังสอื (The Critic of Books) ๑๑๔
๔) ดุษฎนี พิ นธ์/วทิ ยานิพนธ์ (Dissertation/Thesis) ๑๑๔
๕) รายงานวจิ ัย ๑๑๕
๖) เอกสารอืน่ ๆ ท่ไี ม่ไดต้ พี มิ พ์ (Unprinted Documents) ๑๑๕
๗) สัมภาษณ์ (Interviews) ๑๑๕
๘) ระเบียบ คาสงั่ ข้อบังคบั กฎหมาย พระราชบัญญตั ิ ฯลฯ ทีไ่ ม่ปรากฏผู้แต่ง ๑๑๖
๔.๑.๓ การลงเชงิ อรรถ เม่ืออ้างถงึ เอกสารซ้า ๑๑๖
ตัวอยา่ งเชิงอรรถภาษาไทย ๑๑๖
ตัวอยา่ งเชงิ อรรถภาษาองั กฤษ ๑๑๗
ตวั อย่างการใชอ้ ัญประกาศสาหรบั อา้ งแบบสัน้ และเชิงอรรถ ๑๑๗
๔.๑.๔ เชงิ อรรถประเภทส่ืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ๑๑๗
๑) แผ่นดสิ เก็ต และซดี ี-รอมท่ีเปน็ ผลงานเดี่ยว ๑๑๗
๒) สาระสังเขปบนซดี ี-รอม ๑๑๘
๓) บทความ/สาระสังเขปออนไลน์ ๑๑๘
๔) บทความในวารสารอเิ ล็กทรอนกิ ส์ ๑๑๘
๕) บทความในหนงั สอื พมิ พอ์ เิ ลก็ ทรอนิกส์ ๑๑๘
๖) ไปรษณีย์อิเลก็ ทรอนกิ ส์ ๑๑๙
สารบญั I ช
๔.๒ การทาบรรณานุกรม ๑๒๐
๔.๒.๑ รูปแบบการทาบรรณานุกรม ๑๒๐
๑) คัมภีร์พระไตรปฎิ กและหนังสอื ท่ัวไป ๑๒๐
๒) หนงั สือแปล ๑๒๑
๓) บทความ ๑๒๑
๓.๑) บทความวารสาร ๑๒๑
๓.๒) บทความในหนงั สอื พิมพ์ ๑๒๑
๓.๓) บทความในสารานุกรม ๑๒๒
๓.๔) บทความจากหนังสอื รวบรวมบทความ ๑๒๒
๓.๕) บทวิจารณห์ นงั สอื ๑๒๒
๔) ดุษฎนี พิ นธ์/วิทยานพิ นธ์ ๑๒๒
๕) เอกสารอน่ื ๆ ที่ไม่ได้ตพี ิมพ์ ๑๒๓
๖) บทสัมภาษณ์ ๑๒๓
๗) จลุ สาร เอกสารอดั สาเนา และเอกสารที่ไมไ่ ดต้ พี ิมพอ์ ืน่ ๆ ๑๒๓
๔.๒.๒ ตวั อยา่ งการพิมพบ์ รรณานุกรม ๑๒๔
๑๒๗
๔.๓ การทาภาคผนวก ๑๒๗
ตวั อย่างการทาภาคผนวก
๑๒๙
ภาคผนวก ก ๑๓๐
ข้ันตอนการปฏบิ ัตเิ กีย่ วกับดุษฎนี พิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์และสารนิพนธ์
ขั้นตอนการเสนอขออนมุ ตั ิหวั ข้อและโครงร่างดุษฎีนิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์ ๑๓๐
และสารนพิ นธ์ ๑๓๑
ขน้ั ตอนการเสนอขอตรวจรปู แบบดษุ ฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธแ์ ละสารนพิ นธ์ ๑๓๑
ขั้นตอนการเสนอขอสอบดษุ ฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธแ์ ละสารนพิ นธ์ ๑๓๑
ข้ันตอนการสอบและสง่ ดุษฎนี พิ นธ์ วทิ ยานพิ นธแ์ ละสารนพิ นธ์ฉบับสมบูรณ์ ๑๓๓
แผนภมู ิแสดงข้ันตอนเก่ียวกบั ดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธ์และสารนิพนธ์ ๑๓๓
การเสนอขอสอบโครงร่างดษุ ฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธแ์ ละสารนพิ นธ์ ๑๓๔
การเสนอขอตรวจรปู แบบดษุ ฎนี ิพนธ์ วิทยานิพนธแ์ ละสารนพิ นธ์ ๑๓๕
การเสนอขอสอบดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธแ์ ละสารนพิ นธ์ ๑๓๖
การสอบและสง่ ดุษฎีนิพนธ์ วทิ ยานิพนธแ์ ละสารนพิ นธ์ฉบบั สมบูรณ์ ๑๓๗
บนั ไดสูค่ วามเปน็ ดษุ ฎบี ัณฑติ
๑๓๙
ภาคผนวก ข ๑๓๙
ตารางเทยี บขนาดอกั ษร
บทนำ
ปัญหาหลักในการทาดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์คือส่วนใหญ่ทราบว่าตนเอง
ต้องการทาเรื่องอะไร แต่ไม่ทราบว่าจะเร่ิมต้น หรือวางกรอบแนวคิดอย่างไร รวมถึงจะเร่ิมจากส่วน
ไหนก่อน เพ่ือให้ได้โครงร่างท่ีพร้อมจะขออนุมัติหัวข้อและโครงร่างต่อบัณฑิตวิทยาลัย
หรอื บัณฑิตศึกษา
ประเด็นต่อมาคือไม่มีต้นแบบท่ียึดเป็นแนวทางเดียวกัน ความหลากหลายของรูปแบบท่ี
ต่างคนต่างคิดและตา่ งทา ทาให้เกดิ ปัญหาความลา่ ช้าในการแกไ้ ข ทง้ั แก่เจ้าหน้าทแ่ี ละนิสิตซึง่ ตอ้ งการ
ความถูกตอ้ ง ชดั เจน และเปน็ ไปในทศิ ทางเดียวกัน
ประเด็นสุดท้ายคือไม่ทราบแนวทางและข้ันตอนในทางปฏิบัติ เริ่มตั้งแต่การเลือก
ทป่ี รกึ ษา การเสนอขออนมุ ัติ การลงทะเบยี น และขอการสอบ ทาใหเ้ กดิ ความล่าช้าเน่ืองจากไม่ทราบ
ว่าข้ันตอนใดควรทาก่อน ข้ันตอนใดจะต้องทาภายหลัง และจะกระทาอะไรต่อไปเม่ือส้ินสุดข้ันตอนนี้
แลว้
คู่มือฉบับน้ี ได้มีการแก้ไขส่วนต่าง ๆ ที่ยังคลุมเครือให้ชัดเจนข้ึน โดยการยกตัวอย่าง
ประกอบ และได้เพิ่มตัวอย่างการตั้งค่าการพิมพ์อย่างเป็นขั้นตอน และมีการพัฒนารูปแบบการวิจัย
ให้ครอบคลุมท้ังแบบผสานวิธี เชิงคุณภาพล้วนและเชิงปริมาณตามทฤษฎีการวิจัยโดยผู้เช่ียวชาญ
การวิจัย โครงสร้างของคู่มือประกอบด้วย ๑) แนวคิดเก่ียวกับการเขียนโครงร่างดุษฎีนิพนธ์
วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ร่วมถึงตัวอย่างหน้าปก ๒) การเขียนดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์
และสารนิพนธ์ในภาคปฏิบัติ ประกอบด้วยส่วนย่อยคือส่วนนา ส่วนเน้ือเร่ือง และส่วนท้าย
๓) รายละเอียดในการจดั พมิ พ์รปู เล่ม ๔) การเขียนอา้ งอิงตามประเภทเอกสาร และ ๕) เอกสารแสดง
ขั้นตอนการปฏิบัติและหลักเกณฑ์การเทียบขนาดอักษรที่ใช้ประกอบคู่มือเล่มน้ี ซ่ึงจัดเป็นภาคผนวก
ท้ายเลม่
ด้วยเหตุผลดังกล่าว คู่มือฉบับนี้ จึงเปรียบเสมือนกุญแจนาไปสู่ความสาเร็จในการทา
ดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ นับตั้งแต่แนวคดิ ในการตงั้ ช่ือเร่ือง จนกระท่ังจบกระบวนการ
พิมพ์เป็นรูปเล่มท่ีสมบูรณ์ ทั้งนี้ รูปแบบส่วนนา กล่าวคือ หน้าปก หน้าอนุมัติ และบทคัดย่อ
ภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ ยงั ได้รับการแกไ้ ขให้ตรงกบั รูปแบบสว่ นนาและเอกสารประกอบสาหรับเสนอ
ต่อสภาวิชาการและสภามหาวิทยาลัยในข้ันตอนการขอสาเร็จการศึกษา ซ่ึงนับเป็นประโยชน์อย่างย่ิง
ต่อผใู้ คร่ต่อความสาเรจ็ ในการศึกษาและผ้ทู ส่ี นใจศกึ ษาในอนาคต
๒ I ค่มู ือดุษฎนี พิ นธ์ วทิ ยำนิพนธ์ และสำรนิพนธ์ ๒๕๖๑
ข้ันตอนกำรเสนอขอสอบโครงร่ำงดุษฎีนพิ นธ์ วิทยำนิพนธ์ และสำรนพิ นธ์
(๑)
นิสติ ขอแบบคำรอ้ งโครงรำ่ งฯ (บฑ ๘)
จากบณั ฑติ วิทยาลัย/ศนู ยบ์ ณั ฑติ ศกึ ษา
(๒)
กรอกรำยละเอยี ดตำมคำรอ้ งในหน้ำแรก
(ระบหุ มายเลขโทรศพั ทท์ ีต่ ดิ ตอ่ ไดส้ ะดวกใหช้ ดั เจน)
ขอลายเซน็ จากประธานกรรมการควบคุมดษุ ฎีนพิ นธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์
(๓)
ส่งสำเนำโครงรำ่ งฯ
แก่บัณฑิตวิทยำลัย/ศนู ยบ์ ัณฑติ ศกึ ษำดุษฎนี ิพนธแ์ ละวทิ ยำนพิ นธ์ จำนวน ๖ ฉบับ/
สำรนิพนธ์ ๔ ฉบับ (สารนิพนธอ์ นุมตั ิหัวขอ้ โดยการพิจารณาของคณะกรรมการประจาบณั ฑิต
วิทยาลัย/บณั ฑติ ศึกษา ไมม่ กี ารจดั สอบหรอื เขา้ สอบเหมอื นดษุ ฎนี พิ นธ์ และวิทยานิพนธ)์
(๔)
เข้ำสอบตำมวันเวลำและห้อง
ตำมประกำศกำหนดสอบ/
(ดปู ระกาศฯ)
(๕)
ภำยหลังสอบหวั ขอ้ และโครงรำ่ งฯ
๑. ใหแ้ กไ้ ขตามมตคิ ณะกรรมการ
๒. ส่งเล่มแก้ไขฉบับสมบูรณ์ ๒ เล่ม (แนบ บฑ ๘.๑ สาหรับดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ บฑ ๘.๒ สาหรับ
สารนิพนธ์) พร้อมลายเซน็ กรรมการควบคุมและกรรมการที่ไดร้ บั มอบหมายใหด้ แู ลการแก้ไขหวั ข้อ
แผนภมู ิแสดงขน้ั ตอน
ท่หี นา้ ปกโครงรา่ งฯ
๓. ปลงรทะะกเาบศยีอนนกดุมำษุ ัตรฎหิ เนีวัสพิขนอ้นอแธขล์ วะอทิ โตคยรรางวนรพจิ ่านรงดูปธุษ์ แแฎบลนี ะบพิสดนารุษธน์ ฎวิพิทนี นยพิธา์ นน(บิพธฑน์ วธ๙ทิ์ )แยลำะนสาิพรนนิพธน์/สธ์ำรนิพนธ์
๔.
บทท่ี ๑
การเขยี นโครงรา่ งดุษฎนี พิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนิพนธ์
โครงร่างดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์เป็นแผนการทางานที่นิสิตเขียนขึ้น
เพ่ือให้เห็นทิศทางหรือแนวทางการทางานทางวิชาการของตน ส่วนใหญ่เนื้อหาของโครงร่างจะให้
เหตุผลว่า ทาไมถึงทาวิจัยเร่ืองน้ัน มีประเด็นปัญหาหรือคาถามอะไรที่ต้องการหาคาตอบ ต้องการ
บรรลุเป้าหมายอะไร จะใช้วิธีการศึกษาอย่างไร และเมื่อทาสาเร็จแล้ว คาดว่าจะมีประโยชน์ต่อว ง
วชิ าการและต่อสงั คมอย่างไร เปน็ ต้น
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีหลักการเขียนโดยสังเขป
ดังนี้
๑.๑ ชือ่ เร่ือง (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
การตั้งช่ือเร่ืองดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ ควรเขียนเป็นคานามวลี เช่น
“วิธีการประกาศพระศาสนาของพระพุทธเจ้า” ไม่ควรเขียนเป็นประโยคสมบูรณ์ที่มีครบทั้งประธาน
กริยา และกรรม เช่น “พระพุทธเจา้ ทรงประกาศพระศาสนา” ควรใช้ภาษากะทดั รัด ชัดเจน ไม่วกวน
ไมค่ ลมุ เครือ และทสี่ าคัญคอื ช่ือเรอ่ื งตอ้ งสะท้อนประเด็นปัญหาที่ต้องการหาคาตอบ
เกณฑม์ าตรฐานการตั้งชื่อเรือ่ ง
๑. ใชค้ ากะทดั รดั ชัดเจน ไมค่ ลมุ เครอื
๒. เขียนเปน็ ขอ้ ความคานามวลี
๓. ชือ่ เรอ่ื งสะทอ้ นหรอื ชี้ถงึ ประเดน็ ปัญหาการวิจยั
๔. ขึน้ ต้นชื่อเร่ืองด้วยจดุ มงุ่ หมายหรือวิธีการศกึ ษา
๕. ตั้งชือ่ เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
๑.๒ ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา
การเขียนความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา เป็นการให้เหตุผลประกอบว่า ทาไม
เรื่องของเราจึงสมควรศึกษาวิจัย ปัญหาท่ีต้องการหาคาตอบน้ันสาคัญอย่างไร มีภูมิหลังหรือความ
เป็นมาอย่างไร ในอดีตท่ีผ่านมา มีแนวคิดหรือทฤษฎีที่พยายามตอบปัญหาน้ันหรือไม่ อย่างไร ถ้ามีผู้
ศึกษาไว้บ้างแล้ว ต้องช้ีแจงต่อไปว่า มีประเด็นปัญหาใดบ้างที่ยังค้างคาอยู่หรือตอบแล้ว แต่ยังไม่
สมบูรณ์ อุปมาเหมือนเราเสนอความเห็นในท่ีประชุมว่า ให้เอาอย่างนั้น อย่างน้ี ที่ประชุมจะเห็นด้วย
กับข้อเสนอเราหรือไม่ ข้ึนอยู่กับเหตุผลท่ีเราใช้สนับสนุนข้อเสนอน้ันเป็นสาคัญ ท้ังหมดนี้ เพ่ือแสดง
เหตุผลให้เห็นว่า เร่ืองที่นามาศึกษาน้ีสาคัญและจาเป็นหรือจูงใจมากจนถึงขนาดทาให้ผู้ศึกษาสนใจ
และตดั สินใจเลอื กศกึ ษาเรื่องน้ี
๔ I คมู่ อื ดุษฎนี ิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ ๒๕๖๑
เกณฑม์ าตรฐานการเขยี นความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา
๑. ช้ีใหเ้ หน็ ว่า ประเด็นปญั หานั้นมีภูมิหลงั หรือความเป็นมาที่มีข้อมลู และเอกสารอ้างองิ เชงิ ประจกั ษ์ (Context)
๒. ชใ้ี หเ้ หน็ ว่า ปญั หาวจิ ยั นั้นมคี วามสาคญั และมีความคาดหวงั อยากให้เป็นอย่างไร (Significance)
๓. ชีใ้ หเ้ ห็นวา่ มผี เู้ สนอแนวคดิ หรอื ทฤษฎีสาหรบั ตอบปัญหานั้นอยา่ งไรและมีประเด็นใดทย่ี งั ไมช่ ัดเจนหรือยัง
ไมไ่ ดต้ อบ (Academic gap)
๑.๓ คาถามวจิ ยั
การเขียนคาถามวิจัย คือ การเขียนระบุลงไปให้ชัดเจนว่า งานวิจัยเร่ืองน้ันต้องการตอบ
ปัญหาอะไร ส่วนใหญ่คาถามวิจัยจะมีอยู่แล้วในความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา แต่การแยก
เป็นอีกข้อหน่ึงต่างหากนัน้ เพ่อื เน้นใหเ้ หน็ ปัญหาเดน่ ชดั มากยง่ิ ขึ้น
๑.๔ วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ การวางเป้าหมายการทางานไว้ล่วงหน้าว่า งาน
ดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์ของเราจะเดินทางไปสู่จุดหมายใด เหมือนการไปซื้อของใน
ห้างสรรพสินค้า ถ้าเรามีเป้าหมายล่วงหน้าว่า จะไปซ้ือของอะไร ที่ร้านไหน เราก็จะมุ่งไปหาร้านนั้น
โดยตรง ไมต่ ้องเสยี เวลาเดินหาไปเรอื่ ย ๆ การเขียนวัตถุประสงค์การวจิ ัยมีประโยชน์มากในแง่ที่ทาให้
ผูว้ ิจัยรู้ล่วงหนา้ ว่า งานวิจยั ของตนมงุ่ ไปสู่เป้าหมายใด เวลาลงมือเขียนจริง ๆ กจ็ ะไม่ตอ้ งเสียเวลากับ
สง่ิ ที่ไมใ่ ช่เป้าหมายของตนเอง การเขยี นวัตถปุ ระสงคก์ ารวิจัยน้ัน นยิ มเขียนแยกเป็นข้อ ๆ โดยข้ึนต้น
คาว่า “เพื่อ...” โดยแต่ละข้อต้องสัมพันธ์กันและมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ มุ่งไปสู่การตอบ
ปัญหาการวิจัยเหมอื นกนั
เกณฑม์ าตรฐานการเขยี นวัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั
๑. ใชภ้ าษาชัดเจน เขา้ ใจงา่ ย ไมว่ กวน
๒. ใช้ประโยคบอกเล่า ไมใ่ ช่ประโยคคาถามและปฏเิ สธ โดยข้นึ ตน้ ดว้ ยคาว่า “เพอ่ื ...”
๓. แตล่ ะข้อตอ้ งมุง่ ไปทศิ ทางเดยี วกันคือ มงุ่ ตอบปัญหาการวจิ ัย
๔. แตล่ ะขอ้ สะท้อนปญั หาและตอบปัญหาการวจิ ยั เดยี วกัน แตต่ อบคนละแง่มมุ
๑.๕ ขอบเขตการวิจยั
การเขียนขอบเขตการวิจัย คือ การเขียนระบุว่างานวิจัยเร่ืองนั้น ๆ จะศึกษาภายใน
ขอบเขตกว้างแคบแค่ไหนเพียงไร จะเก็บข้อมูลจากเอกสารหรือจากกลุ่มประชากรกว้างแคบแค่ไหน
การระบุขอบเขตการวิจัย มีประโยชน์ในแง่ท่ีทาให้เราเก็บข้อมูลได้อย่างครอบคลุมภายในขอบเขตที่
กาหนดไว้ ส่วนข้อมูลนอกน้ัน ถือว่าไม่ได้อยู่ในขอบข่ายแห่งการศึกษาของเรา เช่น เราเขียนขอบเขต
ไว้ว่า จะศึกษาเร่ืองกรรมเฉพาะในพระไตรปิฎก เราก็เก็บข้อมูลเร่ืองกรรมเท่าท่ีมีในพระไตรปิฎก ๔๕
บทท่ี ๑ การเขียนโครงรา่ งดุษฎีนพิ นธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ I ๕
เล่มเท่านั้น ไม่ต้องไปเก็บจากคัมภีร์รุ่นหลัง เชน่ คมั ภีรร์ ุ่นอรรถกถา ฎกี า เป็นต้น อุปมาเหมือนเราขีด
วงกลมบนผืนทรายแล้วเก็บเมล็ดทรายเฉพาะภายในวงกลมท่ีเราขดี ไว้เท่าน้ัน
ขอบเขตการวิจัย จึงเป็นการกาหนดกรอบหรือระบุขอบเขตของการวิจัยว่า
จะทาการศึกษากว้างขวางเพียงใด ครอบคลุมถึงเร่ืองอะไร ซ่ึงจะช่วยให้ผู้วิจัยไม่ศึกษานอกขอบเขต
แตใ่ หศ้ กึ ษาเฉพาะหนว่ ยทว่ี จิ ัยเทา่ นนั้ ซง่ึ อาจแบง่ ขอบเขตทศี่ กึ ษาได้ ดงั น้ี
๑.๕.๑ ขอบเขตด้านเน้ือหา เขียนแสดงให้เห็นถึงขอบเขตของเน้ือหาเอกสารหรือคัมภีร์
ท่ีต้องการศึกษาว่าต้องการกาหนดแค่ไหน อย่างไร ซ่ึงถือว่า เป็นข้อตกลงเบื้องต้นของดุษฎีนิพนธ์
วทิ ยานพิ นธ์ฉบับนั้น ๆ
๑.๕.๒ ขอบเขตดา้ นตวั แปร
ก. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ควรระบุตัวแปรที่ศึกษาไว้อย่าง
กวา้ ง ๆ และแสดงให้เหน็ ถึงความเกีย่ วข้องของตวั แปรทสี่ นใจศกึ ษา
ข. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ควรระบุตัวแปรที่ศึกษา
ใหช้ ัดเจน เชน่ ตวั แปรต้น ตัวแปรตาม ตัวแปรแฝง ตวั แปรสงั เกตได้ และ/หรือ ตัวแปรท่ีเกี่ยวข้อง
ค. การวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) ควรระบุท้ังตัวแปร
เชงิ คุณภาพและตวั แปรเชิงปรมิ าณให้ชดั เจน
การกาหนดขอบเขตด้านตัวแปร ควรคานึงถึงการทบทวนเอกสารและงานวิจัยด้วยว่า
ตัวแปรแตล่ ะตัวสอดคลอ้ งกับแนวคดิ ทฤษฎีหรอื งานวิจัยของใคร
๑.๕.๓ ขอบเขตดา้ นประชากร/ผใู้ หข้ ้อมลู สาคัญ
ก. การวิจยั เชิงคณุ ภาพ โดยเฉพาะการวจิ ยั ภาคสนามควรระบุผู้ให้ขอ้ มูลสาคญั หรือ
กลุม่ เปา้ หมาย ใหช้ ดั เจนวา่ ผใู้ ห้ขอ้ มูลสาคัญแบ่งเป็นกก่ี ลุ่ม แต่ละกลมุ่ มีจานวนเท่าใด
ข. การวจิ ยั เชิงปริมาณ ควรกาหนดขอบเขตดา้ นประชากรใหช้ ัดเจนว่า ต้องการเก็บ
รวบรวมข้อมูลกบั กลุ่มใดและจานวนประชากรควรอ้างองิ แหล่งทม่ี าให้ชัดเจน
สาหรับการวจิ ัยแบบผสมวิธี ตอ้ งระบขุ อบเขตทั้งด้านประชากรและผู้ให้ข้อมูลสาคัญ และ
การวิจัยเชิงคุณภาพภาคเอกสาร ไม่จาเป็นต้องระบุประชากรหรือผู้ให้ข้อมูลสาคัญแต่ให้ระบุคาภีร์
หรือตาราที่ใชศ้ กึ ษาในห้วข้อขอบเขตด้านเนื้อหา
๑.๕.๔ ขอบเขตด้านพ้ืนท่ี (ถ้ามี) กาหนดพื้นท่ีการวิจัยให้ชัดเจนว่า ศึกษาที่ไหน
หนว่ ยงานหรอื องค์กรใด ตั้งอยสู่ ถานทใ่ี ด
๑.๕.๕ ขอบเขตด้านระยะเวลา กาหนดระยะเวลาในการดาเนินการวิจัย โดยเร่ิม
นับต้ังแต่เมื่อได้รับอนุมัติหัวข้อวิจัยไปจนถึงส่งเล่มรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เช่น ดาเนินการวิจัย
ตั้งแต่ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ รวมเป็นระยะเวลา ๑ ปี เป็นต้น
โดยพิจารณาถึงขอบเขตการวจิ ัย
๖ I ค่มู ือดุษฎนี ิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ ๒๕๖๑
เกณฑม์ าตรฐานการเขียนขอบเขตการวจิ ยั
๑. ระบุขอบเขตด้านเน้อื หาท่ีแสดงเอกสารหรอื คัมภีรท์ ี่จะไปเกบ็ ขอ้ มลู มาตอบปญั หาการวิจยั โดยระบใุ ห้ชัดเจน
วา่ จะใชเ้ อกสารหรอื คัมภรี ์อะไรบ้าง (กรณีการวิจยั เชิงคุณภาพ/ภาคเอกสาร)
๒. ระบุขอบเขตตัวแปรในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรท่ีเก่ียวข้อง (กรณีการวิจัยเชิงปริมาณ)
และระบุตัวแปรที่สนใจศึกษา (กรณีการวิจัยเชิงคุณภาพ) โดยจาแนกรายละเอียดของตัวแปรสาคัญให้
ชัดเจน
๓. ระบขุ อบเขตของประชากรหรอื ผู้ให้ข้อมูลสาคัญท่ีจะใช้ในการศึกษาให้ชดั เจนวา่ ประชากรคือใคร มีจานวน
เท่าใด (กรณีการวิจัยเชิงปริมาณ) และผู้ให้ข้อมูลสาคัญคือใคร มีจานวนก่ีกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีจานวนเท่าใด
(กรณีการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ/ภาคสนาม)
๑.๖ สมมตฐิ านการวจิ ยั (ถ้าม)ี
สมมติฐานการวิจัย (Research Hypothesis) เป็นคาตอบที่คาดคะเนความสัมพันธ์ระหว่าง
ตัวแปรตั้งแต่สองตัวขึ้นไปซ่ึงผู้วิจัยคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างสมเหตุสมผลเก่ียวกับเ รื่องท่ีผู้วิจัย
ต้องการศึกษา มีทฤษฎีรองรับและใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ มักเขียนอยู่ในรูปข้อความประกอบด้วย
สมมติฐานแบบมีทิศทางที่ระบุทิศทางของความแตกต่างอย่างชัดเจน เช่น “นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานครที่เข้าร่วมกิจกรรมรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุกตามหลักพุทธจิตวิทยา
เพ่ือพัฒนาการรู้คุณค่าแห่งตนเองมีระดับการรู้คุณค่าแห่งตนหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วม
กิจกรรมอย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ิ” และสมมติฐานแบบไม่มีทิศทางที่ไม่ระบุทิศทางของความแตกต่าง
เช่น “บุคลากรที่มีสถานภาพต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของ
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตภาคเหนอื แตกต่างกัน” ดงั นั้น การตั้งสมมติฐาน
จึงเปน็ การต้ังขึน้ เพือ่ ใช้เปน็ ทิศทางในการพิสูจน์หรอื ทดสอบในการดาเนินการวจิ ยั ไดอ้ ยา่ งตรงประเดน็
เกณฑ์มาตรฐานการเขียนสมมติฐานการวิจยั
๑. เป็นคาตอบทค่ี าดคะเนไว้ลว่ งหน้าอยา่ งสมเหตุสมผล มที ฤษฎีรองรับ และสอดคลอ้ งกับวตั ถปุ ระสงค์การวจิ ัย
๒. เป็นคาตอบลว่ งหน้าท่แี สดงความสมั พนั ธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่สองตวั ขึ้นไป
๓. สมมตฐิ านแบ่งเปน็ ๒ ประเภท คอื สมมตฐิ านแบบมที ิศทางและสมมตฐิ านแบบไม่มีทศิ ทาง
๔. ควรมคี วามชัดเจนและเฉพาะเจาะจง ซงึ่ จะง่ายตอ่ การพสิ ูจนห์ รอื ทดสอบ
๑.๗ นยิ ามศัพท์เฉพาะท่ีใชใ้ นการวิจยั
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะท่ีใชใ้ นการวิจยั เปน็ การให้ความหมายกับคาศัพท์หรือตัวแปรทป่ี รากฏใน
งานวิจยั มี ๒ ลักษณะ คือ นิยามศัพท์เฉพาะเปน็ การให้ความหมายกับศัพทท์ ่ีต้องการให้ผู้อา่ นงานวจิ ัย
เข้าใจตรงกันตลอดทั้งเล่ม เช่น “การเรียนรู้เชิงรุก หมายถึง กระบวนการที่ให้ผู้เรียนหรือผู้เข้าร่วม
กจิ กรรมไดม้ ีสว่ นร่วม ไดล้ งมอื ปฏิบัติ คิดวิเคราะหแ์ ละนาเสนอดว้ ยความรู้ ความเขา้ ใจ”
สาหรับการนิยามเชิงปฏิบตั ิการ (Operational Definition) เปน็ การให้ความหมายกับตัว
แปรท่ีผู้วิจัยต้องการวัดค่า ปริมาณ หรือจัดกระทากับตัวแปร ซึ่งนาไปสู่การสร้างเครื่องมือการวิจัย
บทท่ี ๑ การเขียนโครงร่างดษุ ฎีนพิ นธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ I ๗
โดยการให้คานิยามเชิงปฏิบัติการไม่ใช่เป็นการให้นิยามตามพจนานุกรม หรือคาท่ีมีความหมายท่ัวไป
แต่เป็นนิยามท่ีต้องมีสิ่งบ่งช้ีว่าตัวแปรน้ัน ๆ สามารถวัดปริมาณได้ หรือจัดกระทากับตัวแปรอย่างไร
เช่น “การรู้คุณค่าแห่งตน หมายถึง คะแนนที่ได้จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาประเมินตนเองด้านดู
ตนออก บอกตนไดแ้ ละใชต้ นเป็นจากแบบวัดการรู้คุณค่าแหง่ ตน”
เกณฑ์มาตรฐานการเขยี นนยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
๑. เป็นการให้ความหมายคาศัพท์หรือตัวแปรท่ีปรากฏในงานวิจัยในความหมายเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นนิยาม
ศัพท์เฉพาะ และนิยามเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร
๒. นิยามเชงิ ปฏิบัตกิ ารเปน็ การให้ความหมายกับตัวแปรทผ่ี วู้ จิ ัยต้องการวดั ค่า และนยิ มใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ
๓. ศัพทท์ ี่นามานิยามควรเป็นคาหลัก (Keywords) ในงานวิจยั นั้น มักปรากฏอยู่ในชื่อเร่ืองหรือวตั ถุประสงค์การวิจัย
๔. ตอ้ งนยิ ามให้ครอบคลุมเฉพาะความหมายทผ่ี ้วู จิ ยั ต้องการใช้ในงานวจิ ัยของตนเท่าน้ัน
๑.๘ ทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
การทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเกย่ี วข้อง หมายถึง การย้อนกลับไปสารวจเอกสารและ
งานวิจัยที่มีผู้ศึกษาไว้ในอดีต ซ่ึงเป็นงานท่ีมีเนื้อหาเก่ียวข้องกับงานวิจัยของเราโดยตรงหรือบางส่วน
การทบทวน คือ การสารวจดูว่า งานเรื่องนั้น ๆ ผู้เขียนมุ่งศึกษาหาคาตอบในประเด็นปัญหาอะไร
เม่ือศึกษาแล้วได้พบคาตอบว่าอย่างไรบ้าง คาตอบน้ันมีช่องว่าง (Academic Gap) หรือมีความไม่
ชัดเจนอะไรท่ีจะเป็นช่องทางให้เราศึกษาเพ่ือความชัดเจนต่อไป การทบทวนเอกสารและงานวิจัย
ที่เก่ียวข้อง มีประโยชน์ในแง่ท่ีทาให้เราเห็นพฒั นาการขององค์ความรู้ในดา้ นนั้น ๆ ว่ามีความเป็นมา
อย่างไร ก้าวหน้าไปถึงไหน เพื่อหลีกเล่ียงการทาวิจัยซ้าซ้อน และทาให้เราเห็นช่องทางที่จะศึกษาหา
คาตอบต่อไป อุปมาเหมือนคนในอดีตได้สร้างบันไดหลายขั้นไว้ให้แก่เรา ถ้าเราอยากสร้างบันไดให้
สูงขึ้นไปอีก ก็ต้องย้อนกลับไปทบทวนดูว่า ในอดีตได้สร้างบันไดไว้กี่ขั้นแล้ว บันไดเหล่านั้น มีวิธีการ
สร้างอย่างไร มีข้อบกพร่องหรือช่องทางท่ีจะพัฒนาให้ดีย่ิงขึ้นหรือไม่ อย่างไร และมีโอกาสที่จะสร้าง
บันไดให้สูงขึ้นได้หรือไม่ เป็นต้น ซ่ึงการทบทวนอดีตแล้วพบข้อบกพร่องหรือช่องทางท่ีจะสร้างสรรค์
สิง่ ใหม่ ๆ ข้ึนได้ ถือว่าเป็นโอกาสทองในการทางานวิจยั เพราะน้ีคือเหตุผลที่เราสามารถนาไปอ้างกับ
คนอนื่ ๆ ได้วา่ งานวิจยั ของเราเป็นงานสร้างสรรค์ใหม่ เป็นงานท่ีจะสรา้ งองค์ความรู้ใหม่ได้ ไม่ใช่งาน
ท่เี ดนิ ซา้ รอยหรอื เปน็ งานท่เี อาสิ่งที่ผอู้ ่ืนรแู้ ล้วมาพูดทวนซา้ อกี
๘ I คูม่ อื ดุษฎีนิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ ๒๕๖๑
เกณฑม์ าตรฐานการทบทวนเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
๑. ต้องมีเน้ือหาหรือมีประเด็นในการศึกษาเกี่ยวข้องกับเร่ืองที่จะดาเนินการวิจัย ซ่ึงอาจเกี่ยวขอ้ งท้ังหมดหรือ
บางสว่ น
๒. ควรมมี าตรฐานทางวิชาการและเขยี นโดยผู้ทรงคุณวุฒทิ างวิชาการหรือผอู้ ย่ใู นแวดวงวชิ าการ ส่วนงานท่คี น
ท่วั ไปเขยี นขึน้ ไม่ควรนามาทบทวน
๓. ควรช้ีให้เห็นพัฒนาการขององค์ความรู้ด้านนั้น ๆ ท่ีคนในอดีตสร้างสรรค์ไว้ ช้ีให้เห็นประเด็นที่ผู้เขียน
ต้องการตอบ และคาตอบทีผ่ ้เู ขียนนาเสนอไว้
๔. รูปแบบการเขียนทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง ควรเขียนในเชิงสังเคราะห์โดยเอาประเด็น
เป็นตัวต้ัง และเขียนร้อยเรียงอย่างเป็นระบบให้เป็นเนื้อเดียวกัน เม่ืออ่านแล้วทาให้มองเห็นภาพรวมและ
พัฒนาการขององค์ความรู้ด้านน้ัน ๆ รวมท้ังควรแสดงให้เห็นช่องว่างทางวิชาการที่ยังไม่มีคาตอบชัดเจน
หรือชีใ้ ห้เหน็ ชอ่ งทางท่เี ราจะเดนิ หนา้ ทาวิจยั ต่อไป
๕. การจดั เรียงลาดับของเนือ้ หาให้ยึดเน้ือหาสาระความสาคัญเป็นหลัก ไมค่ วรเขยี นเรยี งตามช่อื ผู้เขยี นและปีท่ี
เขียน
๖. ต้องสรุปด้วยว่า จากการทบทวนเอกสารงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง ทาให้ได้แนวคิด ทฤษฎีท่ีเก่ียวกับงานวิจัยที่
กาลงั ศกึ ษาอย่างไร และนสิ ิตจะเชือ่ มโยงเนือ้ หาเพอ่ื สรา้ งสรรค์เป็นองค์ความรใู้ หม่ต่อไป
๗. เอกสารและงานวิจัยเชิงปรมิ าณทีน่ ามาทบทวน ไม่ควรเกนิ ๕ ปียอ้ นหลงั นับปีปจั จบุ ันที่ทาวิจยั เวน้ แต่ไม่มี
ผู้ทาวจิ ยั ในประเด็นนนั้ ๆ
๘. การทบทวนเอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วข้องควรมคี วามสอดคลอ้ งกับกรอบแนวคิดในการวิจัย
หมายเหตุ: ในโครงร่างดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ทุกระดับ ทุกแบบการวิจัย ต้องนาเสนอการทบทวน
เอกสารและงานวิจัยท่ีเกีย่ วข้อง สาหรบั การวจิ ยั เชงิ ปริมาณ เมือ่ ผ่านการอนมุ ตั ิหวั ข้อ แล้ว
เริ่มลงมือทาการวิจัยจริง ให้ย้ายไปอยู่บทท่ี ๒ ในหัวข้องานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมท้ัง
โครงรา่ งฯ ทมี่ ีการจัดทาเปน็ ๓ บท การทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ งจะปรากฏ
อยู่ในบทที่ ๒ ของเลม่ โครงร่างฯ
ในการทบทวนวรรณกรรม ไม่ต้องมีเลขแสดงลาดับและตาแหน่งทางวิชาการของช่ือผู้
แต่งให้พิมพ์ด้วยตัวอักษรธรรมดา กรณีที่เป็นพระภิกษุท่ีมีสมณศักด์ิให้ใช้ช่ือตามสมณศักดิ์ ตามด้วย
ชื่อและฉายาเดิม เช่น พระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโ ), พระครูโกศลศาสนบัณฑิต
(กฤษณะ ตรโุ ณ) เปน็ ตน้
๑.๙ กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
กรอบแนวคิดในการวิจัย ( Conceptual Framework) เป็นการเขียนเพื่อแสดง
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรท่ีผู้วิจัยได้จากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องเพื่อกาหนด
ทิศทางการออกแบบการวิจัย (Research Design) โดยสามารถใช้ได้กับการวิจัยเชิงคุณภาพและการ
วจิ ยั เชิงปริมาณ
เกณฑ์มาตรฐานการเขยี นกรอบแนวคิดในการวิจยั
๑. กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัยตอ้ งพฒั นามาจากกรอบแนวคดิ เชงิ ทฤษฎี (Theoritical Framework)
๒. มคี วามตรงประเดน็ ในด้านเนอ้ื หาสาระ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในด้านตวั แปรทีต่ อ้ งการศึกษา
๓. กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัยมีความสอดคล้องกับวตั ถุประสงค์การวจิ ยั
๔. ระบรุ ายละเอียดของตัวแปรและแสดงความสมั พนั ธ์ของตวั แปรได้ชดั เจนดว้ ยสญั ลักษณห์ รือแผนภาพ
บทที่ ๑ การเขียนโครงร่างดษุ ฎีนพิ นธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ I ๙
๑.๑๐ วิธีดาเนนิ การวจิ ยั
วิธดี าเนินการวิจยั (Research Methodology) หรือบางคร้ังเรยี กว่า ระเบียบวิธีวจิ ัย เป็น
องค์ประกอบท่ีสาคัญมาก เพราะผลการวิจัยที่ออกมาจะน่าเช่ือถือหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการดาเนินการ
วิจัย ที่เราใช้เป็นเคร่ืองมือเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนวิธีดาเนินการวิจัย คือ
การแจงรายละเอียดว่า เมื่อถึงเวลาลงมือทาวิจัยจริง ๆ เราจะมีวิธีการและขั้นตอนการเก็บหลักฐาน
ข้อมูลมาตอบปัญหาวิจัยอย่างไร จะใช้เครื่องมืออะไรเก็บข้อมูล (เช่น แบบสอบถาม การสัมภาษณ์
เชิงลึก การสังเกต การสนทนากลุ่ม) เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วจะทาอย่างไรกับข้อมูลน้ัน อุปมาเหมือนพ่อ
ครัวชี้แจงเหตุผลว่า ตนจะทาอาหารพิเศษชนิดหน่ึงขึ้นมา พร้อมกับบอกวิธีการทาอาหารว่า มีลาดับ
ขน้ั ตอนอย่างไร นับตง้ั แต่วิธีการที่จะได้มาซงึ่ วัตถุดิบสาหรบั ทาอาหาร ข้นั ตอนการปรุงจะเรม่ิ จากอะไร
กอ่ น อะไรหลัง เปน็ ตน้ การเขยี นวธิ กี ารดาเนินการวจิ ัยทาไดห้ ลายแบบ ดงั น้ี
๑.๑๐.๑ รปู แบบการวจิ ยั
ก. การวจิ ัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
ภาคเอกสาร หมายถึง งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลเพ่ือตอบปัญหาการวิจัยจากเอกสาร
เท่าน้ัน เช่น งานวิจัยทางปรัชญางานวิจัยทางประวัติศาสตร์ งานวิจัยด้านวรรณคดี งานวิจัยคัมภีร์
ศาสนา (ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยสาขามนษุ ยศาสตร์) เวลาเขียนวิธีดาเนินการวิจัยต้องแจงให้ละเอยี ดว่า
จะมีวิธีการเก็บข้อมูลจากเอกสารที่จะศึกษาอย่างไร เม่ือได้ข้อมูลมาแล้ว จะวิเคราะห์หรือตีความ
ข้อมูลน้ันด้วยกรอบแนวคิดอะไร เช่น อาจบอกว่า จะวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางปรัชญา/ด้วย
วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์/ดว้ ยวธิ กี ารแบบวรรณคดีวจิ ารณ/์ ด้วยวธิ ีแหง่ ศาสตร์แห่งการตีความ เป็นต้น
อย่างใดอยา่ งหน่ึง รวมท้งั แจงใหเ้ หน็ รายละเอียดของวธิ ีการนั้น ๆ ด้วย
ภาคสนาม หมายถึง งานวิจัยท่ีเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามแบบคุณภาพ คือ การเก็บ
รวบรวมข้อมูลในรูปของข้อความจากการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มและข้อความบันทึกจากการสังเกต
อย่างมีส่วนร่วม ดังน้ัน ในเวลาเขียนวิธีดาเนินการวิจัย ต้องแสดงให้เห็นรายละเอียดการเก็บรวบรวม
ขอ้ มูลเช่น วิธีการสัมภาษณ์เชงิ ลึก (In-depth Interview) การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)
การสังเกตแบบมีสว่ นรว่ ม (Participant Observation) เปน็ ต้น
ข. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) หมายถึง การวิจัยที่ใช้วิธีการ
เก็บรวบรวมข้อมูลในรูปของสถิติหรือตัวเลข เช่น ๑) ระดับความคิดเห็นในการปฏิบัติงานตามหลัก
อิทธิบาทธรรมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน สามารถวัดได้เป็นค่าเฉล่ีย ( ̅) และ ๒) ผล
การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนท่ีมีต่อการประยุกต์ใช้หลักภาวนา ๔ ในการพัฒนา
คุณภาพชีวิต สามารถวัดความแตกต่างของค่าเฉล่ียก่อนและหลังการพัฒนาด้วยการทดสอบค่าที
(t-test) ข้อมูลเหล่าน้ี จะอยู่ในรปู ของตัวเลข เรียกว่า “ขอ้ มูลเชิงปริมาณ” ซ่ึงในการเขยี นวิธีดาเนนิ การ
วิจยั เชิงปริมาณ ผู้วิจยั ต้องนาเสนอใหเ้ หน็ รายละเอียดเกี่ยวกบั วิธีการไดม้ าซง่ึ กลุ่มตัวอย่าง (Sampling
Design: SD) เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย (Measurement Design: MD) และการวิเคราะห์ข้อมูล
(Analysis Design: AD) ซง่ึ เป็นหวั ใจสาคัญในการออกแบบการวิจัยเพอ่ื ตอบคาถามวจิ ยั ให้ถูกต้องและ
ชัดเจน
๑๐ I คู่มอื ดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ ๒๕๖๑
๑.๑๐.๒ ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง/ผใู้ ห้ข้อมลู สาคญั
๑) ประชากร (Population) คอื กลุ่มบุคคลท่ีใช้ในการศกึ ษาวิจัย ตอ้ งระบใุ ห้ชัดเจน
ว่าเป็นใคร มีจานวนเท่าไรมีคุณลกั ษณะอยา่ งไร และระบุทีม่ า
๒) กลุ่มตัวอย่าง (Sample) คือ ส่วนหนึ่งของประชากรท่ีนามาศึกษา ต้องระบุ
ขนาดของกล่มุ ตัวอย่าง (Sample size) และวธิ ีการสุ่มกลุ่มตวั อยา่ ง (Sampling Ramdom Design)
๓) ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ (Key Informants) คือบุคคลท่ีได้จากการเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) โดยมีคุณสมบัตติ ามท่ีผู้วจิ ัยกาหนดไว้
เกณฑม์ าตรฐานการเสนอประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
๑. ระบปุ ระชากรและกลุ่มตัวอย่าง/ผู้ใหข้ ้อมูลสาคญั ท่ีชดั เจน
๒. กาหนดขนาดของกล่มุ ตัวอยา่ งเหมาะสมและถกู ต้องตามหลักวิชา
๓. กาหนดวธิ ีการไดม้ าซ่ึงกลมุ่ ตวั อยา่ ง (วธิ ีการสมุ่ ) หรอื ผูใ้ หข้ ้อมลู สาคญั (วิธกี ารเลือก)
๑.๑๐.๓ เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
ต้องเขียนรายละเอียดว่า เครื่องมือท่ีใช้มีอะไรบ้าง พร้อมท้ังระบุลักษณะของเครื่องมือ
หากสร้างหรือพัฒนาเครื่องมือข้ึนเอง ต้องระบุขั้นตอนและวิธีการสร้าง การทดลองใช้และการ
ตรวจสอบคณุ ภาพไว้ชดั เจน
เกณฑ์มาตรฐานการระบเุ ครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย
กรณที ่ี ๑ สรา้ งเครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการวิจัยดว้ ยตนเอง
๑. อธิบายการสรา้ งเครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจัยตามหลักวิชา
๒. ระบแุ หลง่ ท่มี าของข้อมลู พ้ืนฐานทใ่ี ช้ประกอบการรา่ งเคร่อื งมือทใี่ ช้ในการวิจยั เช่น เอกสาร หนังสือ
๓. ระบรุ ายละเอียดวธิ กี ารตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมอื ทีใ่ ช้ในการวิจยั
กรณที ่ี ๒ นาเครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ของผ้อู ื่นมาใช้
๑. ระบุแหล่งท่ีมา ปที ส่ี รา้ ง และคา่ สถติ แิ สดงคณุ ภาพ
๒. ชี้ใหเ้ หน็ เหตผุ ลและความสมเหตุสมผลท่ีจะใช้เครือ่ งมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั นั้นเก็บข้อมลู
๓. มหี นังสือขออนญุ าตการใช้เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
๑.๑๐.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ต้องระบุวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น การสารวจ การทดลอง การสัมภาษณ์เชิงลึก
การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งระบุข้ันตอนที่ผู้วิจัยใช้ในการเก็บรวบรวม
ขอ้ มูลใหช้ ัดเจน
เกณฑ์มาตรฐานการระบกุ ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
๑. ระบวุ ิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู อาจระบเุ หตผุ ลที่เลือกใชว้ ิธกี ารน้นั ๆ
๒. ระบุขั้นตอนท่ผี ู้วจิ ยั ใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
บทท่ี ๑ การเขียนโครงร่างดษุ ฎนี ิพนธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์ I ๑๑
๑.๑๐.๕ การวิเคราะหข์ อ้ มูล
ให้ระบุวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ การจาแนก จัดประเภทข้อมูล การตีความ
การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (Analytic Induction)
และนาเสนอเปน็ ความเรียง
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ การวิเคราะห์ด้วยสถิติแบบบรรยาย (Descripitive
Statistics) ได้แก่ จานวน ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมาน (Inferential
Statistics) เช่น การทดสอบค่าที (T-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) การวิเคราะห์ถดถอย
(Regression Analysis) และสถิติวิเคราะห์ข้ันสูง (Advanced Statistics) เช่น การวิเคราะห์โมเดล
ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (Structural Equation Model: SEM) และนาเสนอเป็นตาราง แผนภาพ
ประกอบความเรยี ง
เกณฑม์ าตรฐานการระบุวิธกี ารวิเคราะหข์ ้อมูล
๑. ระบุวิธีการวิเคราะห์ข้อมลู เชิงคุณภาพ โดยบรรยายตามลกั ษณะขอ้ มูลและตัวแปรทส่ี นใจศึกษา
๒. ระบสุ๑ถ.ิต๑ทิ ๐่ใี ช.๖้ในแกาผรนวปเิ คฏราิบะัตหกิ์ขอ้ามรวูลเิจชัยิงปรมิ าณใหถ้ กู ตอ้ งตามลักษณะตวั แปรและตอบสมมติฐานการวจิ ยั
เป็นแผนเชิงปฏิบัติการ ที่ผู้วิจัยกาหนดขึ้นเป็นแนวทางในการดาเนินการวิจัย โดยระบุ
กิจกรรมให้ชดั เจน พรอ้ มระบชุ ่วงเวลาต้ังแตเ่ รมิ่ ต้นจนส้นิ สดุ ในการทากจิ กรรม
เกณฑม์ าตรฐานการระบุแผนปฏบิ ัติการวิจยั
๑. ระบุกจิ กรรมท่ีจะดาเนนิ การ เรยี งเป็นขอ้ ๆ ชัดเจน พร้อมระบุชว่ งเวลาตง้ั แต่เรมิ่ ตน้ จนสนิ้ สุด
๒. ใหเ้ ขียนในรปู Gantt Chart
๑.๑๑ ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะได้รับ
การเขียนประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ คือ การเขียนคาดการณ์ล่วงหน้าวา่ หลังจากทางาน
วิจยั เรอ่ื งนนั้ สาเรจ็ แลว้ จะมีประโยชนอ์ ะไรเกิดขน้ึ บ้าง ซงึ่ การเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะไดร้ ับ ต้องให้
สัมพันธ์และมุ่งไปในทิศทางเดียวกันกับปัญหาหรือคาถามและวัตถุประสงค์ของการวิจัยด้วย อุปมา
เหมือนเราเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เชียงใหม่ คือ วัตถุประสงค์ท่ีเราต้องการไปให้ถึง เมื่อไปถึงตรง
นั้นแล้ว เราก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า จะได้ประโยชน์อย่างน้ันอย่างนี้หรือได้พบสิ่งนั้นสิ่งน้ี ซึ่ง
ประโยชน์หรือสิ่งท่ีเราคาดว่าจะได้รับนั้น ต้องสัมพันธ์กับจังหวัดเชียงใหม่ด้วย คือ ต้องมีอยู่จริง
ที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วย ส่วนใหญ่การเขียนประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ นิยมข้ึนต้นด้วยคาว่า “ทาให้
ทราบ...” “ทาให้ได้...” เปน็ ตน้
เกณฑ์มาตรฐานการเขียนประโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รับ
๑. เขยี นคาดการณล์ ว่ งหนา้ ถงึ ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั หลังจากบรรลวุ ตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั แลว้
๒. เขียนให้สมั พันธก์ ับวัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย นิยมเขียนขึ้นตน้ ดว้ ยคาว่า “ทาให้ทราบ...” “ทาให้ได้...” เป็นตน้
ทัง้ นี้ แลว้ แต่ความเหมาะสมของงานวจิ ัยแตล่ ะเรือ่ ง
๓. เขยี นจาแนกเปน็ ประโยชนเ์ ชิงวชิ าการ ประโยชน์เชงิ ปฏิบตั ิ หรือประโยชน์เชิงนโยบาย เพอ่ื ใหเ้ หน็ ผลกระทบ
ประโยชนห์ รอื คุณูปการท่ีมตี อ่ สังคม
๑๒ I ค่มู ือดษุ ฎนี ิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ ๒๕๖๑
หมายเหตุ: เม่ือดุษฎีนิพนธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์สาเร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เปลี่ยน “ประโยชน์ท่ี
คาดวา่ จะไดร้ ับ” เป็น “ประโยชนท์ ี่ไดร้ ับจากการวจิ ยั ”
๑.๑๒ สารบญั (ชว่ั คราว)
การเขียนสารบัญ (ชั่วคราว) เป็นการวางโครงสร้างเนื้อหาของงานวิจัยให้เห็นว่า ในแต่ละ
บทมีประเด็นทีจ่ ะศึกษาอย่างไรบ้าง ช่ือบทคืออะไร มีหัวข้อย่อยอย่างไร ซึ่งการออกแบบบทแต่ละบท
นั้น ต้องคานึงถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นสาคัญ ควรให้เน้ือหาของแต่ละบทมุ่งไปในทิศทาง
เดียวกัน น่ันคือ มุ่งไปสู่การตอบปัญหาการวิจัย โดยอาจให้แต่ละบททาหน้าที่ตอบปัญหาการวิจัยใน
บางแง่มุมหรือตอบวัตถุประสงค์ข้อใดข้อหน่ึง และควรให้เนื้อหาของแต่ละบทมีความสัมพันธ์ส่งทอด
กันไปตามลาดับเหมือนลูกโซ่ สารบัญ (ชั่วคราว) หรือโครงสร้างของงานวิจัยเชิงคุณภาพภาคเอกสาร
นน้ั ไม่มีรปู แบบท่ีแน่นอนตายตัว ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของงานแต่ละเรื่อง ส่วนสารบัญ (ชั่วคราว)
หรือโครงสร้างของงานวิจัยเชิงคุณภาพภาคสนาม และเชิงปริมาณ ค่อนข้างจะมีรูปแบบแน่นอน
ตายตวั (ดูรูปแบบการเขยี นสารบัญ (ชวั่ คราว) หน้า ๓๐)
๑.๑๓ บรรณานุกรม
บรรณานกุ รม คอื รายการเอกสารต่าง ๆ ทน่ี ามาใช้อ้างอิงหรือประกอบการศึกษาค้นคว้า
ในงานวิจัยแต่ละเรื่อง การเขียนบรรณานุกรมน้ัน ให้เขียนไว้ในส่วนท้ายของงานวิจัย โดยเขียนเรียง
ตามลาดับอักษร และแบ่งหมวดหมู่ตามประเภทของเอกสาร เช่น เอกสารปฐมภูมิ ทุติยภูมิ เป็นต้น
ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับการทาบรรณานุกรม ให้ดูบทท่ี ๔ การอ้างอิงและการเขียนเอกสารอ้างอิง
หรอื บรรณานุกรม โดยเรยี งลาดบั ตามประเภทเอกสาร ดังน้ี๑
ก. ข้อมลู ปฐมภูมิ
(๑) พระไตรปิฎก
(๒) ปกรณว์ เิ สส อรรถกถา ฎกี า และอนุฎกี า
(๓) หนงั สอื คมั ภีร์ และตาราทเี่ ป็นตน้ ฉบับ (Text)
ข. ข้อมลู ทตุ ยิ ภูมิ
(๑) หนังสอื ทัว่ ไป/หนงั สอื แปล
(๒) บทความในวารสาร/หนังสือพมิ พ์/สารานกุ รม/บทวจิ ารณห์ นงั สอื
(๓) ดุษฎนี พิ นธ/์ วิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์
(๔) รายงานวจิ ัย/รายงานการประชมุ ทางวชิ าการ
(๕) จลุ สาร/เอกสารอดั สาเนา/เอกสารทไ่ี ม่ไดต้ พี ิมพเ์ ผยแพร่และเอกสารอน่ื ๆ
(๖) สมั ภาษณ์/สนทนากลุ่ม
(๗) สอ่ื อิเลก็ ทรอนกิ ส์
๑ ข้อมูลปฐมภูมินี้ เน้นการวิจัยเชิงคัมภีร์ในสาขาวิชาพระพุทธศาสนาและปรัชญา สาหรับข้อมูล
ปฐมภมู ิในสาขาวิชาอ่ืน ๆ ใหเ้ ปน็ ไปตามท่สี าขาวิชานั้น ๆ เหน็ สมควร
บทท่ี ๑ การเขียนโครงร่างดษุ ฎนี ิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ I ๑๓
๑.๑๔ ประวัติผู้วจิ ัย
ประวัติผู้วิจัย เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า ผู้วิจัยมีภูมิหลังด้านการศึกษา มีประสบการณ์
มีผลงานทางวิชาการ และมีความเช่ียวชาญเฉพาะด้าน ท่ีสอดคล้องกับเร่ืองท่ีจะทาการศึกษาหรือไม่
อย่างไร ถือว่าเป็นส่วนหน่ึงท่ีคณะกรรมการสอบจะนาไปประกอบการพิจารณาโครงร่างดุษฎีนิพนธ์
วิทยานิพนธ์ รวมทั้งเป็นข้อมูลในการติดต่อประสานของเจ้าหน้าท่ีผู้ประสานงาน (ดูรูปแบบการเขียน
ประวตั ิผวู้ ิจัย หนา้ ๓๓)
๑.๑๕ เชงิ อรรถ
เชิงอรรถ (Footnote) คือ การทารายการเอกสารอ้างอิงหรือคาอธิบายเพ่ิมเติมที่อยู่ด้านล่าง
ของข้อความในหน้ากระดาษแต่ละหน้า ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สาคัญมากของงานวิจัย เพราะเป็น
หลักฐานท่ีแสดงให้เห็นว่า ข้อเสนอของเรามีความน่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ดังน้ัน
เม่ือจะนาเอกสารหลักฐานอะไรมาใส่ไว้ในเชิงอรรถ ควรประเมินเอกสารหลักฐานและผู้เขียนด้วยว่า
มีน้าหนักเพียงพอท่ีจะทาให้งานวิจัยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นหรือไม่ (สาหรับรูปแบบการทาเชิงอรรถนั้น
ให้ดใู นบทท่ี ๔ การอ้างองิ และการเขยี นเอกสารอา้ งองิ หรือบรรณานุกรม)
ตวั อยา่ งโครงรา่ งและโครงสรา้ งดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์
รูปแบบปกนอกโครงร่างดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ ระดับปริญญาโท/
ปรญิ ญาเอก ต่างกนั ทีร่ ะดับปรญิ ญา
ส่วนโครงสร้างดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์น้ัน ต่างกันท่ีเป็นการวิจัย
เชงิ คุณภาพ การวจิ ยั เชงิ ปริมาณ หรือการวจิ ยั แบบผสมวิธี ดงั น้ี
๑๔ I คู่มอื ดษุ ฎนี พิ นธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ ๒๕๖๑
รูปแบบปก โครงร่างดษุ ฎนี ิพนธ์/วทิ ยานิพนธ์๒
(๑.๕ น้ิว/๓.๘๑ ซม.)
สีดาเท่าน้ัน
ขนาด ๑.๒๕x๑.๒๕ นว้ิ /
๓.๑๗x๓.๑๗ ซม.
/
(เวน้ ระยะห่างระหว่างตราสถาบันกับคาว่าโครงรา่ ง= before 12 pt.)
โครงร่างดุษฎนี พิ นธ์/วิทยานพิ นธ์ (ตวั ธรรมดา, ๑๘ พ้อยท)์
เรื่อง (ตัวธรรมดา, ๑๘ พ้อยท์)
ชือ่ ดุษฎีนิพนธ์/วิทยานพิ นธภ์ าษาไทย (ตัวหนา, ๒๐ พอ้ ยท,์ before 12 pt.)
TITLES (bold, 13 pt., line spacing 1.5 lines, before 6 pt.)
โดย (๑๘ พ้อยท์)
ชือ่ -ฉายา (นามสกลุ )/ชือ่ -นามสกลุ (ตวั หนา, ๑๘ พ้อยท์)
คณะกรรมการควบคมุ ดษุ ฎีนิพนธ์/วิทยานิพนธ์
๑............................................................ ประธานกรรมการ
๒............................................................ กรรมการ
ดษุ ฎีนิพนธ์/วทิ ยานพิ นธน์ ี้เป็นสว่ นหนง่ึ ของการศกึ ษา ตวั ธรรมดา,
ตามหลกั สูตรปรญิ ญาพุทธศาสตรดษุ ฎี/มหาบัณฑิต ๑๘ พอ้ ยท์
สาขาวิชา... ระบุสาขาวิชา ...
(เวน้ ระยะหา่ งระหวา่ งบรรทัด ๑ บรรทดั หรือ ๑ Enter)
บณั ฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
พทุ ธศกั ราช ๒๕…ระบปุ ีการศกึ ษา
(๑ น้ิว / ๒.๕๔ ซม.)
๒ ตัวอย่างภาษาอังกฤษ จะแสดงเฉพาะ font Times New Roman กรณีใช้ font TH Sarabun PSK
ให้เทยี บเคียงขนาดอกั ษร โดยศึกษารายละเอยี ดในบทท่ี ๓ (หน้า ๘๙) และภาคผนวก ข. (หน้า ๑๓๙).
บทท่ี ๑ การเขียนโครงรา่ งดุษฎนี ิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ I ๑๕
ตัวอย่างปก โครงร่างดษุ ฎีนิพนธ์
โครงรา่ งดษุ ฎนี ิพนธ์
เรือ่ ง
จิตตมาตรของนิกายโยคาจาร: การศึกษาวเิ คราะหบ์ นฐานแนวคิด
เรื่องจติ ในพระพุทธศาสนายคุ ตน้
THE CITTAMĀTRA OF YOGĀCĀRA BUDDHISM: AN
ANALYTICAL STUDY BASED ON THE CONCEPT
OF CITTA IN EARLY BUDDHISM
โดย
พระมหาสมบรู ณ์ วุฑฺฒิกโร (พรรณา)
คณะกรรมการควบคุมดษุ ฎีนพิ นธ์
๑. พระราชปรยิ ตั ิกวี, ศ. ดร. ประธานกรรมการ
๒. ศ. ดร.สมภาร พรมทา กรรมการ
ดุษฎนี ิพนธ์นี้เปน็ สว่ นหนง่ึ ของการศกึ ษา
ตามหลักสตู รปรญิ ญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑติ
สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา
บัณฑติ วทิ ยาลยั
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
พทุ ธศักราช ๒๕๖๐
๑๖ I ค่มู ือดษุ ฎนี ิพนธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์ ๒๕๖๑
ตัวอยา่ งปก โครงรา่ งวิทยานิพนธ์
โครงร่างวทิ ยานพิ นธ์
เรื่อง
จติ ตมาตรของนกิ ายโยคาจาร: การศึกษาวิเคราะหบ์ นฐานแนวคดิ
เรอ่ื งจิตในพระพทุ ธศาสนายคุ ต้น
THE CITTAMĀTRA OF YOGĀCĀRA BUDDHISM: AN
ANALYTICAL STUDY BASED ON THE CONCEPT
OF CITTA IN EARLY BUDDHISM
โดย
พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร (พรรณา)
คณะกรรมการควบคมุ วิทยานพิ นธ์
๑. พระราชปริยัติกวี, ศ. ดร. ประธานกรรมการ
๒. ศ. ดร.สมภาร พรมทา กรรมการ
วทิ ยานพิ นธน์ เ้ี ปน็ ส่วนหน่ึงของการศกึ ษา
ตามหลักสตู รปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา
บัณฑติ วิทยาลยั
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
พุทธศักราช ๒๕๖๐
บทที่ ๑ การเขียนโครงร่างดษุ ฎนี พิ นธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ I ๑๗
รูปแบบปก โครงรา่ งสารนพิ นธ์ ปริญญาเอก๓
๑.๕ นิ้ว/๓.๘๑ ซม.
สีดาเท่านนั้
ขนาด ๑.๒๕x๑.๒๕ นิ้ว/
๓.๑๗x๓.๑๗ ซม.
(เว้นระยะห่างระหวา่ งตราสถาบันกบั คาวา่ โครงรา่ ง= before 12
โครงรา่ งสารนpพิ tน.) ธ์ (๑๘ พ้อยท์)
เร่อื ง (๑๘ พอ้ ยท)์
ชื่อสารนิพนธ์ ภาษาไทย (ตวั หนา, ๒๐ พ้อยท,์ before 12 pt.)
TITLES (bold, 13 pt., line spacing 1.5 lines, before 6 pt.)
โดย (๑๘ พอ้ ยท์)
ชือ่ -ฉายา (นามสกุล)/ช่ือ-นามสกลุ (ตัวหนา, ๑๘ พ้อยท์)
อาจารย์ทีป่ รกึ ษาสารนิพนธ์
.....พิมพช์ ื่อ ฉายา/นามสกุลอาจารยท์ ป่ี รกึ ษา.....
สารนพิ นธ์นี้เปน็ สว่ นหน่ึงของการสอบวดั คณุ สมบัติ ตัวธรรมดา,
รายวิชา................ ระบุรายวชิ า .................... ๑๘ พ้อยท์
ตามหลกั สตู รปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบณั ฑิต
สาขาวิชา……ระบสุ าขาวิชา….
(เว้นระยะห่างระหวา่ งบรรทัด ๑ บรรทัดหรือ ๑ Enter)
บณั ฑิตวิทยาลยั
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
พทุ ธศกั ราช ๒๕…ระบปุ ีการศึกษา
(๑ น้ิว / ๒.๕๔ ซม.)
๓ ตัวอย่างภาษาอังกฤษ จะแสดงเฉพาะ font Times New Roman กรณีใช้ font TH Sarabun PSK
ใหเ้ ทยี บเคียงขนาดอักษร โดยศกึ ษารายละเอยี ดในบทที่ ๓ (หนา้ ๘๙) และภาคผนวก ข. (หน้า ๑๓๙).
๑๘ I ค่มู ือดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์ ๒๕๖๑
ตวั อยา่ งปก โครงรา่ งสารนิพนธ์ ปรญิ ญาเอก
โครงร่างสารนพิ นธ์
เร่อื ง
จติ ตมาตรของนกิ ายโยคาจาร: การศึกษาวเิ คราะห์บนฐานแนวคิด
เรอ่ื งจติ ในพระพุทธศาสนายคุ ต้น
THE CITTAMĀTRA OF YOGĀCĀRA BUDDHISM: AN
ANALYTICAL STUDY BASED ON THE CONCEPT
OF CITTA IN EARLY BUDDHISM
โดย
พระมหาสมบรู ณ์ วุฑฺฒกิ โร (พรรณา)
อาจารย์ท่ปี รึกษาสารนิพนธ์
ศ. ดร.สมภาร พรมทา
สารนิพนธ์นี้เป็นสว่ นหน่งึ ของการสอบวัดคุณสมบตั ิ
รายวิชาสมั มนาพระไตรปฎิ ก
ตามหลักสูตรปริญญาพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
บณั ฑติ วทิ ยาลัย
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
พุทธศกั ราช ๒๕๖๐
บทท่ี ๑ การเขียนโครงร่างดุษฎีนิพนธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ I ๑๙
รูปแบบปก โครงรา่ งสารนิพนธ์ ปริญญาโท๔
๑.๕ นิว้ /๓.๘๑ ซม.
สีดาเทา่ นั้น
ขนาด ๑.๒๕x๑.๒๕ น้วิ
/๓.๑๗x๓.๑๗ ซม.
(เว้นระยะห่างระหวา่ งตราสถาบันกับคาว่าโครงรา่ ง= before 12
โครงร่างสารนิพนธ์ (๑๘ พอ้ ยท)์
เรอ่ื ง (๑๘ พอ้ ยท์)
ช่อื สารนิพนธ์ ภาษาไทย (ตวั หนา, ๒๐ พ้อยท,์ before 12 pt.)
TITLES (bold, 13 pt., line spacing 1.5 lines, before 6 pt.)
โดย (๑๘ พ้อยท)์
ชือ่ -ฉายา (นามสกลุ )/ชอื่ -นามสกุล (ตัวหนา, ๑๘ พอ้ ยท์)
อาจารย์ทป่ี รึกษาสารนิพนธ์
.....พิมพช์ ือ่ ฉายา/นามสกุลอาจารย์ทีป่ รึกษา....
สารนพิ นธ์น้ีเปน็ สว่ นหนึ่งของการศึกษา ตวั ธรรมดา,
ตามหลักสตู รปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ๑๘ พอ้ ยท์
สาขาวิชา...ระบสุ าขาวิชา...
(เว้นระยะห่างระหว่างบรรทัด ๑ บรรทดั หรอื ๑ Enter)
บณั ฑติ วิทยาลยั
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
พทุ ธศกั ราช ๒๕… ระบุปกี ารศกึ ษา
(๑ นิ้ว / ๒.๕๔ ซม.)
๔ ตัวอย่างภาษาอังกฤษ จะแสดงเฉพาะ font Times New Roman กรณีใช้ font TH Sarabun PSK
ใหเ้ ทียบเคียงขนาดอกั ษร โดยศึกษารายละเอยี ดในบทท่ี ๓ (หนา้ ๘๙) และภาคผนวก ข. (หนา้ ๑๓๙).
๒๐ I คมู่ อื ดุษฎนี ิพนธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์ ๒๕๖๑
ตวั อยา่ งปก โครงรา่ งสารนพิ นธ์ ปริญญาโท
โครงร่างสารนพิ นธ์
เรื่อง
ศึกษาวเิ คราะห์บทบาทการเสรมิ สร้างสันติภาพของ ดร. บาบาสาเฮบ
พิมเรา รามจิ อมั เบดการ์ ตามหลักพุทธสันตวิ ธิ ี
AN ANALYTICAL STUDY OF PEACE STRENGTHENING
ROLE OF DR. BABASAHEB BHIMRAO RAMJI
AMBEDKER ACCORDING TO THE
BUDDHIST PEACEFUL MEANS
โดย
นายกฤษณะ ถาวร
อาจารย์ทปี่ รึกษาสารนิพนธ์
พระมหาดวงเด่น ิต าโณ, ดร.
สารนิพนธ์นี้เป็นส่วนหน่ึงของการศกึ ษา
ตามหลกั สูตรปริญญาพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาวชิ าสันตศิ ึกษา
บณั ฑิตวิทยาลยั
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
พุทธศักราช ๒๕๖๐
บทที่ ๑ การเขียนโครงร่างดษุ ฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์ I ๒๑
รปู แบบส่วนเนื้อหา โครงรา่ งดุษฎนี พิ นธ์/วทิ ยานพิ นธ/์ สารนิพนธ์ [เชิงคุณภาพ/เอกสาร]
(เวน้ ระยะจากขอบกระดาษดา้ นบน ๒ นิว้ หรือ ๕.๐๘ ซม. เชน่ เดยี วกับการขนึ้ บทใหม่)
ชือ่ เรือ่ งภาษาไทย (ตวั หนา, ๒๐ พอ้ ยท์)
English Title
(TH SarabunPSK 20pt. bold หรอื Times New Roman 16 pt. Bold. before: 6pt.)
(English Title ใชอ้ ักษรตัวพิมพ์เล็ก ยกเว้นอกั ษรตัวแรก,
เมือ่ ใช้ Times New Roman ตอ้ งเวน้ ระยะหา่ งระหวา่ งบรรทัด =1.5 lines)
(เว้นระยะ ๑ บรรทดั ขนาด ๑๖ pt.)
๑. ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
เนื้อหา (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt).............................................................................
๒. คาถามวิจัย (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
๒.๑ (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)...............................................................…………………
๓. วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
๓.๑ (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)..................................…………………………………………
๔. ขอบเขตการวิจยั (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)....................................……………...…………..........
๕. สมมติฐานการวิจัย (ถา้ มี) (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)...................................………………………………..........
๖. นิยามศพั ท์เฉพาะทใ่ี ช้ในการวิจยั (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)...............................................................................
๑ นวิ้ / ๒.๕๔ ซม.
๒๒ I ค่มู อื ดษุ ฎนี ิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ ๒๕๖๑
(๑.๕ น้วิ / ๓.๘๑ ซม.)
๗. ทบทวนเอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วข้อง (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
........ (๑๖ พ้อยท์, Before: 6pt)...................................……………………...................
๘. วธิ ีดาเนินการวจิ ัย (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
........ (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)...................................……………………...................
๙. กรอบแนวคิดในการวิจยั (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
........ (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)...................................……………………...................
๑๐. ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะไดร้ ับ (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
๑๐.๑ (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt) ........................................................................
๑๑. สารบญั (ช่ัวคราว) (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
........ (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)...................................……………………...................
๑๒. บรรณานุกรม (ชว่ั คราว) (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
........ (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)...................................……………………...................
๑๓. ประวตั ิผู้วิจยั (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
........ (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)............................................................. ..................
......……………………................... .................................................................................................
............... .......................... ............... .........................................................................................
หมายเหตุ. รูปแบบโครงร่างดุษฎีนิพนธ์/วิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์ แบบอ่ืน ๆ ต่อจากน้ี ให้กาหนด
Spcacing= Before 6pt สาหรับหัวข้อหลัก (Main Title) และย่อหน้า (Paragraph) เชน่ เดียวกนั
บทที่ ๑ การเขียนโครงรา่ งดษุ ฎีนิพนธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ I ๒๓
รูปแบบส่วนเนอื้ หา โครงรา่ งดษุ ฎนี ิพนธ/์ วิทยานิพนธ์/สารนพิ นธ์ [เชงิ ปรมิ าณ/แบบผสมวิธี]
ในกรณที ่ีจดั สอบโครงร่างฯ จานวน ๓ บท
สว่ นต้น
สารบัญ (ชั่วคราว) (๑๘ พ้อยท์)
......... (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)......................…………………………....................................
(เว้นระยะจากขอบกระดาษดา้ นบน ๒ น้ิว หรอื ๕.๐๘ ซม. เชน่ เดยี วกับการขนึ้ บทใหม)่
บทที่ ๑ (ตวั หนา, ๒๐ พอ้ ยท)์
(เวน้ ๑ บรรทัด ขนาด ๑๖ พอ้ ยท)์
บทนา (ตัวหนา, ๒๐ พอ้ ยท)์
(เวน้ ๑ บรรทดั ขนาด ๑๖ พ้อยท์)
๑.๑ ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
เน้ือหา (๑๖ พอ้ ยท์, Before: 6pt)........................................................................……......
๑.๒ คาถามวิจัย (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
๑.๒.๑ (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt).................................………………………..…..……..………
๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
๑.๓.๑ (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt).......……………………………………..……………........
๑.๔ ขอบเขตการวิจัย (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt).............…………………………………...…………..........
๑.๕ สมมตฐิ านการวจิ ัย (ถ้าม)ี (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)...........…………………………………...…………..........
๑.๖ นิยามศพั ท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจยั /นิยามเชงิ ปฏบิ ตั ิการ (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)...............…………………………………...…………..........
๑.๗ ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะไดร้ บั (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
๑.๗.๑ (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)................……………………………………..……………........
๑ น้วิ / ๒.๕๔ ซม.
๒๔ I คมู่ ือดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ ๒๕๖๑
(เวน้ ระยะจากขอบกระดาษดา้ นบน ๒ น้วิ หรอื ๕.๐๘ ซม. เช่นเดยี วกับการขึน้ บทใหม)่
บทที่ ๒
(เวน้ ๑ บรรทัด ๑๖ พอ้ ยท)์
แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวิจยั ท่ีเก่ยี วข้อง
(เว้น ๑ บรรทดั ๑๖ พ้อยท)์
เกรน่ิ นา.................... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt).......................................................
............................................................................................................................. ........................
........................................................................................................... ..........................................
............................................................................................................................. ........................
๒.๑ ทฤษฎีหรือแนวคดิ (ใส่ช่อื ) (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
........ (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)........…………………………....................................
๒.๒ ทฤษฎีหรือแนวคิด (ใสช่ อ่ื ) (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt).........…………………………....................................
๒.๓ ทฤษฎหี รอื แนวคิด (ใสช่ อื่ ) (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท์, Before: 6pt)........…………………………....................................
๒.๔ งานวิจัยที่เก่ียวข้อง (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท์, Before: 6pt).…………………………....................................
๒.๕ กรอบแนวคิดในการวจิ ยั (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
........ (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt).......…………………………......................................
ภาพแสดงความสัมพันธ์
ระหว่างตวั แปร
ภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคิดในการวิจยั
หมายเหตุ: ทฤษฎีหรือแนวคิดในหวั ขอ้ ๒.๑ – ๒.๓ สามารถทบทวนและนาเสนอได้มากกว่า ๓ หัวข้อ ขน้ึ อยู่
กบั ดลุ ยพินิจของผเู้ ขยี นดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานิพนธแ์ ละสารนิพนธ์
บทที่ ๑ การเขียนโครงร่างดษุ ฎนี ิพนธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ I ๒๕
[การวจิ ัยแบบผสมวธิ ี]
(เว้นระยะจากขอบกระดาษด้านบน ๒ นว้ิ หรอื ๕.๐๘ ซม. เชน่ เดียวกบั การขึ้นบทใหม)่
บทที่ ๓
(เวน้ ๑ บรรทัด ๑๖ พ้อยท)์
วิธีดาเนนิ การวิจยั
(เว้น ๑ บรรทัด ๑๖ พอ้ ยท์)
เกร่ินนา..................... (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt).... ........................... ............ ....... .....
๓.๑ รูปแบบการวจิ ัย (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)........…………………………....................................
๓.๒ ระยะท่ี ๑ การออกแบบการวิจยั เชงิ คณุ ภาพ (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
๓.๒.๑ กล่มุ เปา้ หมาย/ผู้ให้ข้อมูลสาคญั (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)....…………………………....................................
๓.๒.๒ เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการวิจยั (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt).......…………………………....................................
๓.๒.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt).…………………………....................................
๓.๒.๔ การวเิ คราะห์ข้อมูล (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt).......…………………………....................................
๓.๓ ระยะท่ี ๒ การออกแบบการวิจยั เชงิ ปริมาณ (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
๓.๓.๑ ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)..…………………………....................................
๓.๓.๒ เครื่องมือทใ่ี ช้ในการวิจัย (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt).........…………………………....................................
๓.๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt).......…………………………....................................
๓.๓.๔ การวเิ คราะหข์ ้อมูล (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)............…………………………....................................
หมายเหต:ุ ขอ้ ๓.๒ กับ ๓.๓ สามารถสลับกนั ไดต้ ามการออกแบบการวจิ ัยแบบผสมวิธี
๒๖ I คมู่ ือดษุ ฎนี พิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ ๒๕๖๑
[การวิจยั เชิงปรมิ าณ]
(เวน้ ระยะจากขอบกระดาษด้านบน ๒ นิ้ว หรอื ๕.๐๘ ซม. เชน่ เดียวกบั การขนึ้ บทใหม)่
บทท่ี ๓
(เว้น ๑ บรรทัด ๑๖ พ้อยท)์
วธิ ีดาเนนิ การวิจัย
(เว้น ๑ บรรทดั ๑๖ พอ้ ยท์)
เกร่นิ นา...... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt).....................................................
............................................................................................................................. ..........................
.......................................................................................................................................................
๓.๑ รปู แบบการวจิ ัย (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)...............…………………………....................................
๓.๒ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt)..............…………………………....................................
๓.๓ เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ยั (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พอ้ ยท์, Before: 6pt)...........…………………………....................................
๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล (๑๘ พอ้ ยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท์, Before: 6pt).............…………………………....................................
๓.๕ การวิเคราะห์ขอ้ มูล (๑๘ พ้อยท,์ Before: 6pt)
......... (๑๖ พ้อยท,์ Before: 6pt).............…………………………......................................
ส่วนท้าย
บรรณานกุ รม (ชว่ั คราว) (๑๘ พอ้ ยท)์ ตามรูปแบบในคมู่ อื
ประวัติผู้วจิ ยั (๑๘ พอ้ ยท์)
บทท่ี ๑ การเขียนโครงร่างดษุ ฎนี พิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ I ๒๗
แนวทางการเขยี นโครงรา่ งฯ
(เวน้ ระยะจากขอบกระดาษดา้ นบน ๒ น้ิว หรือ ๕.๐๘ ซม. เช่นเดียวกบั การขึ้นบทใหม่)
ชอ่ื เรอื่ งภาษาไทย (ตวั หนา, ๒๐ พ้อยท)์
English Title
(TH SarabunPSK 20pt. Bold หรือ Times New Roman 16 pt. Bold. Before: 6 pt)
(English Title ใชอ้ ักษรตัวพมิ พเ์ ลก็ ยกเวน้ อกั ษรตัวแรก,
เม่ือใช้ Times New Roman เวน้ ระยะหา่ งระหว่างบรรทัด =1.5 lines)
(เว้นระยะ ๑ บรรทดั ขนาด ๑๖ pt.)
๑. ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา (๑๘ พอ้ ยท์)
การเขียนความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา เป็นการให้เหตุผลประกอบว่า ทาไม
เรื่องของเราจึงสมควรศึกษาวิจัย ปัญหาท่ีต้องการหาคาตอบนั้นสาคัญอย่างไร มีภูมิหลังหรือความ
เป็นมาอย่างไร ในอดีตที่ผ่านมา มีแนวคิดหรือทฤษฎีท่ีพยายามตอบปัญหาน้ันหรือไม่ ถ้ามีผู้ศึกษาไว้
บา้ งแล้ว ต้องชี้แจงต่อไปว่า มีประเด็นปัญหาใดบ้างที่ยังค้างคาอยู่หรอื ตอบแลว้ แต่ยังไม่สมบูรณ์ เพื่อ
แสดงให้เห็นวา่ เร่อื งทีน่ ามาศกึ ษาน้ีสาคญั และจาเปน็ หรือจูงใจมากจนถึงขนาดทาให้ผู้ศึกษาสนใจและ
ตดั สนิ ใจเลือกศึกษาเรอ่ื งนี้ (๑๖ พอ้ ยท)์
๒. คาถามวิจัย (๑๘ พ้อยท์)
ในการเขียนคาถามวิจัยให้เขียนระบุลงไปให้ชัดเจนว่า งานวิจัยเรื่องน้ันต้องการตอบ
ปัญหาอะไร ส่วนใหญ่คาถามวิจัยจะมีอยู่แล้วในความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา แต่ท่ีแยกมา
เป็นอีกหัวข้อหน่ึงต่างหาก เพ่ือเน้นให้เห็นปัญหาเด่นชัดมากยิ่งขึ้นซ่ึงนิยมเขียนให้สอดคล้องตาม
วตั ถปุ ระสงค์ โดยต้งั เปน็ ประโยคคาถาม (๑๖ พ้อยท์)
๓. วัตถุประสงค์ของการวิจยั (๑๘ พ้อยท)์
การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นการวางเป้าหมายการทางานไว้ล่วงหน้าว่า งาน
ดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์ของเราจะเดินทางไปสู่จุดหมายใด เหมือนการไปซ้ือของใน
ห้างสรรพสินค้า ถ้าเรามีเป้าหมายล่วงหน้าว่า จะไปซื้อของอะไร ที่ร้านไหน เราก็จะมุ่งไปหาร้านนั้น
โดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาเดินหาการเขียนวัตถุประสงค์การวจิ ัย จึงมีประโยชน์มากในแง่ท่ีทาให้ผู้วิจัยรู้
ล่วงหน้าว่า งานวิจัยของตนมุ่งไปสู่เป้าหมายใด เวลาลงมือเขียนจะได้ไม่ต้องเสียเวลากับส่ิงท่ีไม่ใช่
เป้าหมายการเขียนวัตถุประสงค์การวจิ ัยน้ัน นิยมเขียนแยกเป็นขอ้ ๆ โดยข้ึนต้นคาว่า “เพ่ือ...” โดย
แต่ละข้อต้องสัมพันธ์กันและมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ มุ่งไปสู่การตอบปัญหาการวิจัย
เหมอื นกัน (๑๖ พ้อยท์)
๓.๑ .....................................................................………………………..................................…
๓.๒ .....................................…………………………..................................................................
๓.๓ .................................................................…………………………..................................….
๒๘ I คมู่ ือดุษฎีนพิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ ๒๕๖๑
๔. ขอบเขตการวิจยั (๑๘ พ้อยท์)
เป็นการเขยี นระบุว่างานวิจัยเรอื่ งนี้ จะศึกษาภายในขอบเขตกวา้ งแคบแคไ่ หนเพียงไร จะ
เก็บข้อมูลจากเอกสารหรือจากกลุ่มประชากรกวา้ งแคบแค่ไหน การระบุขอบเขตการวิจัย มีประโยชน์
ในแง่ท่ีทาให้เราเก็บข้อมูลได้อย่างครอบคลุมภายในขอบเขตท่ีกาหนดไว้ ส่วนข้อมูลนอกนั้น ถือว่า
ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายแห่งการศึกษาของเราอุปมาเหมือนเราขีดวงกลมบนผืนทราย แล้วเก็บเม็ดทราย
เฉพาะภายในวงกลมท่ีเราขีดไว้เท่าน้ัน ดังนั้น ขอบเขตการวิจัย จึงช่วยให้ผู้วิจัยไม่ศึกษานอกขอบเขต
ซง่ึ สามารถระบุขอบเขตท่ีจะศึกษา ประกอบด้วย ๑) ขอบเขตด้านเนื้อหา ๒) ขอบเขตด้านตัวแปร ๓)
ขอบเขตด้านประชากรหรือผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ๔) ขอบเขตด้านพ้ืนที่ และ ๕) ขอบเขตด้านระยะเวลา
เพอื่ ตอบประเด็นปญั หาท่ีตงั้ ไวแ้ ละสอดคล้องกับวธิ ีดาเนินการวิจยั (๑๖ พ้อยท)์
๕. สมมตฐิ านการวิจยั (ถา้ มี) (๑๘ พอ้ ยท)์
เป็นการคาดเดาคาตอบไว้ล่วงหน้าบนฐานข้อมูลหรือทฤษฎีท่ีมีอยู่ เช่น เมื่อคดีฆาตกรรม
เกิดขึ้น ตารวจมักจะตั้งสมมติฐานล่วงหน้าว่า เกิดจากการขัดแย้งผลประโยชน์บ้าง ชู้สาวบ้าง ทั้งนี้
เพื่อใหง้ ่ายหรือมีทิศทางในการทาคดี ดงั น้ัน คาตอบล่วงหน้าแบบตั้งสมมตฐิ าน จึงต้องมุ่งไปในทิศทาง
เดยี วกนั กบั วัตถุประสงค์การวจิ ัย และต้องสะท้อนความสมั พนั ธ์ระหวา่ งตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม เช่น
เราให้คาตอบล่วงหน้าว่า “การดื่มนมจะทาให้เรียนหนังสือเก่ง” สมมติฐานนี้สะท้อนความสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรต้น คือ การดื่มนม กับตัวแปรตาม คือการเรียนหนังสือเก่ง โดยอาจตั้งสมมติฐานเป็น
ขอ้ ๆ ได้ (๑๖ พอ้ ยท)์
๕.๑ ……...............................................................……………….............................................
๕.๒ .............................................................…………………………..........................................
๕.๓ .............................................................…………………………..........................................
๖. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะทีใ่ ช้ในการวิจัย/นิยามเชิงปฏบิ ัตกิ าร (๑๘ พ้อยท)์
การนิยามศัพท์ คือ การตีกรอบคาศัพท์ให้มีความหมายเท่าที่เราต้องการใช้ในงานวิจัย
เท่านนั้ ศัพทท์ ี่จะนิยามจงึ ควรเป็นคาหลกั (Keyword) ของงานวิจัยเท่าน้ัน ซึ่งคาหลักมักปรากฏอยใู่ น
ช่ือเร่ืองหรือวัตถุประสงค์การวิจัย โดยให้พิมพ์เฉพาะคาศัพท์ให้เป็นตัวหนา ส่วนความหมายของ
คาศัพท์ให้พิมพเ์ ปน็ ตวั ธรรมดา (๑๖ พอ้ ยท์)
๗. ทบทวนเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง (๑๘ พ้อยท)์
การทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง หมายถึง การสารวจดูว่า งานเร่ืองนั้น ๆ
ผู้เขียนมุ่งศึกษาหาคาตอบในประเด็นปัญหาอะไร เม่ือศึกษาแล้วได้พบคาตอบว่าอย่างไรบ้าง คาตอบ
นั้นมีช่องว่าง (Academic Gap) หรือมีความไม่ชัดเจนอะไร ท่ีจะเป็นช่องทางให้เราศึกษาเพ่ือความ
ชัดเจนต่อไปเป็นการยืนยันว่า งานวิจัยของเราเป็นงานสร้างสรรค์ใหม่ เป็นงานท่ีจะสร้างองค์ความรู้
ใหม่ได้ ไม่ใช่งานที่เดินซ้ารอยหรือเป็นงานท่ีเอาส่ิงที่ผู้อ่ืนรู้แล้วมาพูดทวนซ้าอีก ที่สาคัญต้องสรุปด้วย
ว่า จากการทบทวนเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทาให้ได้แนวคิด ทฤษฎีท่ีเกี่ยวกับงานวิจัยที่กาลังจะ
บทที่ ๑ การเขียนโครงร่างดุษฎีนพิ นธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ I ๒๙
ศึกษาอย่างไร และนิสิตจะต่อยอดในการศึกษาเพ่ือสร้างสรรค์เป็นองค์ความรู้ใหม่ได้อย่างไร โดยแบ่ง
การทบทวน เป็น ๒ หัวขอ้ ใหญ่ ดงั นี้
๗.๑ เอกสารทีเ่ ก่ียวข้อง หมายถึง หนังสอื วรรณกรรม ฯลฯ ทเ่ี กย่ี วข้อง
๗.๒ งานวิจัยท่ีเก่ยี วข้อง หมายถงึ ดุษฎนี ิพนธ์ วิทยานพิ นธ์ หรอื รายงานการวจิ ยั ฯลฯ ท่ี
เก่ียวข้อง (๑๖ พ้อยท์)
๘. กรอบแนวคิดในการวิจยั (๑๘ พ้อยท์)
กรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual Framework) สามารถเขียนได้ท้ังในการวิจัยเชิง
ปริมาณและการวิจยั เชงิ คุณภาพ เพื่อแสดงใหเ้ ห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่สนใจศกึ ษา โดยท่ีใน
การวิจัยเชิงคุณภาพ สามารถเขียนการเชื่อมโยงระหว่างตัวแปรท่ีสนใจศึกษาได้อย่างอิสระ ทั้งน้ีต้อง
สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีและประเด็นที่เป็นปัญหาวิจัย สาหรับการวิจัยเชิงปริมาณ จะเขียนใน
รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม หรือในรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่มี
ความสมั พันธ์ระหวา่ งตวั แปรหลายตัวแปร ทง้ั ตวั แปรแฝง ตวั แปรสงั เกตไดแ้ ละตัวแปรสง่ ผ่าน เช่น เรา
ตัง้ สมมติฐานวา่ “การฝกึ สมาธิสง่ ผลใหม้ ีระดบั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นสูงขึ้น” เมอ่ื ทากรอบแนวคิดใน
การวิจัย จะต้องแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้น คือ การฝึกสมาธิ และตัวแปรตาม คือ
ระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน (๑๖ พ้อยท)์
๙. วิธีดาเนนิ การวจิ ยั (๑๘ พอ้ ยท)์
วธิ ีดาเนินการวิจัย บางครั้งเรยี กว่า ระเบียบวิธีวิจัย เป็นองค์ประกอบที่สาคัญมาก เพราะ
ผลการวิจัยที่ออกมาจะน่าเช่ือถือหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการดาเนินการวิจัย ที่เราใช้เป็นเคร่ืองมือเก็บ
รวบรวมข้อมูลและวเิ คราะห์ขอ้ มูล เปน็ การแจงรายละเอียดว่า เมอื่ ถึงเวลาลงมือทาวิจัยเราจะมีวิธกี าร
และขั้นตอนการเก็บหลักฐานข้อมูลมาตอบปัญหาวิจัยอย่างไร จะใช้เครื่องมืออะไรเก็บข้อมูล (เช่น
แบบสอบถาม การสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ การสังเกต การสนทนากลุ่ม) เมื่อไดข้ ้อมลู มาแล้วจะทาอยา่ งไรกับ
ข้อมูลนั้น อุปมาเหมือนพ่อครัวช้ีแจงเหตุผลว่า ตนจะทาอาหารพิเศษชนิดหน่ึงขึ้นมา พร้อมกับบอก
วิธีการทาอาหารว่า มีลาดับขั้นตอนอย่างไร นับต้ังแต่วิธีการท่ีจะได้มาซ่ึงวัตถุดิบสาหรับทาอาหาร
ขน้ั ตอนการปรุงจะเรม่ิ จากอะไรก่อน อะไรหลัง เปน็ ต้น (๑๖ พอ้ ยท์)
๑๐. ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ ับ (๑๘ พอ้ ยท)์
เป็นการเขียนคาดการณล์ ่วงหนา้ ว่า หลังจากทางานวิจัยเร่อื งนั้นสาเร็จแล้ว จะมีประโยชน์
อะไรเกิดขึ้นบ้าง ซ่ึงมักจะสัมพันธ์และมุ่งไปในทิศทางเดียวกันกับปัญหาหรือคาถามและวัตถุประสงค์
ของการวจิ ยั อาจเขียนเป็นข้อ ๆ ได้ (๑๖ พ้อยท์)
๑๐.๑ ........................................................................………………………...........................…
๑๐.๒ ...........................................................………………………….........................................
๑๐.๓ ...............................................................……………………………..................................
๓๐ I คู่มือดุษฎนี ิพนธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์ ๒๕๖๑
๑๑. สารบญั (ชวั่ คราว) (๑๘ พอ้ ยท)์
เป็นการวางโครงสร้างเนื้อหาของงานวิจัยให้เห็นว่า ในแต่ละบทมีประเด็นท่ีจะศึกษา
อย่างไรบ้าง ชื่อบทคืออะไร มีหัวข้อย่อยอย่างไร ซึ่งการออกแบบบทแต่ละบทน้ัน ต้องคานึงถึง
วัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นสาคัญ ควรให้เนื้อหาของแต่ละบทมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ มุ่ง
ไปสู่การตอบปัญหาการวิจัย ในโครงร่างฯ การวิจัยเชิงปริมาณหรือแบบผสมวิธีท่ีมี ๓ บท ให้เขียน
สารบัญให้สอดคล้องกับโครงสร้างเนื้อหาที่นาเสนอ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างรูปแบบสารบัญ (ช่ัวคราว)
ของโครงร่างฯ ในงานวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ (๑๖ พ้อยท์)
ตวั อยา่ ง รูปแบบสารบญั (ชวั่ คราว)
สารบญั (ชว่ั คราว) (๑๘ พ้อยท)์ หนา้
เร่ือง (๑๖ พอ้ ยท์, ตัวหนา, Before 6pt)
บทท่ี ๑ บทนา (๑๖ พ้อยท์, ตวั หนา, Before 12pt)
๑.๑ ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา (๑๖ พอ้ ยท,์ ปกติ, Before 6pt)
๑.๒ คาถามวจิ ัย
๑.๓ วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
๑.๔ ขอบเขตการวิจัย
๑.๕ นิยามศัพทเ์ ฉพาะที่ใช้ในการวิจัย (๑๖ พอ้ ยท,์ ปกติ,)
๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
๑.๗ กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
๑.๘ วธิ ดี าเนินการวจิ ยั
๑.๙ ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะได้รับ
บทที่ ๒ ………… (ช่ือบทสอดคลอ้ งตามวตั ถุประสงค์ที่ ๑) (๑๖ พอ้ ยท,์ ตวั หนา, Before 12pt)
๒.๑ .....................................................................................................................................
๒.๒ .....................................................................................................................................
๒.๓ .....................................................................................................................................
บทที่ ๓ ........... (ชอ่ื บทสอดคลอ้ งตามวัตถุประสงค์ท่ี ๒) (๑๖ พ้อยท,์ ตัวหนา, Before 12pt)
๓.๑ .....................................................................................................................................
๓.๒ .....................................................................................................................................
๓.๓ .....................................................................................................................................
บทที่ ๔ ………… (ช่ือบทสอดคล้องตามวตั ถปุ ระสงค์ที่ ๓) (๑๖ พ้อยท,์ ตัวหนา, Before 12pt)
๔.๑ .....................................................................................................................................
บทที่ ๑ การเขียนโครงรา่ งดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์ I ๓๑
๔.๒ .....................................................................................................................................
๔.๓ .....................................................................................................................................
บทท่ี ๕ สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ (๑๖ พอ้ ยท,์ ตวั หนา, Before 12pt)
๕.๑ สรปุ ผลการวิจยั (๑๖ พอ้ ยท,์ ปกติ, Before 6pt) (๑๖ พอ้ ยท,์ ปกติ,)
๕.๒ ขอ้ เสนอแนะ
๕.๒.๑ ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย
๕.๒.๒ ข้อเสนอแนะในการนาผลวิจัยไปใช้
๕.๒.๓ ข้อเสนอแนะสาหรับการวิจยั คร้ังตอ่ ไป
บรรณานกุ รม (๑๖ พอ้ ยท,์ ตัวหนา, Before 6pt)
ภาคผนวก (๑๖ พ้อยท์, ตัวหนา, Before 6pt)
ประวัตผิ ู้วิจัย (๑๖ พอ้ ยท,์ ตวั หนา, Before 6pt)
๑๒. บรรณานุกรม (ชัว่ คราว)
เปน็ รายการเอกสารตา่ ง ๆ ทน่ี ามาใช้อา้ งอิงหรอื ประกอบการศึกษาค้นควา้ ในงานวิจยั ให้
เขียนไว้ในส่วนท้ายของงานวิจัย โดยเขียนเรียงตามลาดับอักษร และแบ่งหมวดหมู่ตามประเภทของ
เอกสาร เช่น เอกสารปฐมภูมิ ทุติยภูมิ เปน็ ตน้ ดังตัวอย่างตอ่ ไปนี้ (๑๖ พ้อยท)์
๓๒ I คมู่ ือดษุ ฎีนิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ ๒๕๖๑
ตวั อยา่ ง รปู แบบบรรณานกุ รม (ชวั่ คราว)
บรรณานุกรม (ช่วั คราว) (๑๘ พอ้ ยท,์ ตวั หนา)
๑. ภาษาบาลี-ไทย (๑๖ พ้อยท์, ตัวหนา, Before 12pt)
ก. ขอ้ มลู ปฐมภูมิ (๑๖ พอ้ ยท,์ ตวั หนา)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฏก ๒๕๐๐.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๕.
________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙.
ข. ขอ้ มูลทตุ ิยภมู ิ (๑๖ พ้อยท,์ ตวั หนา)
(๑) หนังสือ: (๑๖ พอ้ ยท,์ ตัวหนา, Before 6pt)
จานงค์ ทองประเสรฐิ . ปรัชญาประยกุ ต:์ ชุดอินเดีย. พระนคร: โรงพมิ พ์เฟอ่ื งอักษร, ๒๕๑๔.
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธ์ิ. ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วน
จากัด สามเจริญแผนกการพิมพ,์ ๒๕๓๓.
เสฐียร พันธรังษี. ศาสนาเปรยี บเทียบ. พมิ พค์ รงั้ ที่ ๘. กรุงเทพมหานคร: บริษทั เยโล่การพิมพ์ จากัด,
๒๕๔๒.
(๒) ดษุ ฎีนิพนธ์/วทิ ยานิพนธ์: (๑๖ พอ้ ยท,์ ตัวหนา, Before 6pt)
อุษา โลหะจรูญ. “การศึกษาชีวิตและผลงานด้านวรรณกรรมพระพุทธศาสนาของสมณะเสวียนจ้ัง
(พระถังซัมจั๋ง)”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา.
บณั ฑติ วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๖.
๒. ภาษาองั กฤษ (๑๖ พอ้ ยท์, ตวั หนา, Before 12pt)
Bapat, P.V. 2500 Years of Buddhism. New Delhi: The Publications Division, Ministry
of Information and Broadcasting, Government of India, 1956.
Conze, Edward. Buddhism: Its Essence and Development. Oxford: Oxford
University Press, 1950.
Kerlinger, Fed N. Foundations of Behavioral Research. New York: Holt, Rine, 1973.
บทท่ี ๑ การเขียนโครงร่างดุษฎีนิพนธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์ I ๓๓
๑๓. ประวัติผวู้ ิจยั
เป็นข้อมูลท่ีแสดงให้เห็นว่า ผู้วิจัยมีภูมิหลังด้านการศึกษา มีประสบการณ์ มีผลงานทาง
วิชาการ และมีความเช่ียวชาญเฉพาะด้าน ท่ีสอดคล้องกับเร่ืองทีจ่ ะทาการศึกษาหรือไม่อย่างไร ความ
ยาวไมค่ วรเกิน ๑ หนา้ กระดาษ (๑๖ พอ้ ยท์)
ตวั อย่าง รูปแบบการเขียนประวตั ผิ ู้วิจัย
ประวตั ิผูว้ จิ ยั (๑๘ พอ้ ยท,์ ตวั หนา)
ชื่อ ฉายา/นามสกุล : ....................................................................................................................
ว/ ด/ ป เกดิ : ....................................................................................................................
ภูมลิ าเนาท่ีเกดิ : ....................................................................................................................
การศกึ ษา : ..........................(ตั้งแตร่ ะดับปรญิ ญาตรขี ึ้นไป) .........................................
...................................................................................................................
ประสบการณก์ ารทางาน : .......................……………………………………………………................................
…………………..………………………………………………………….........................…
ผลงานทางวิชาการ : ………………………………………………………………….....................................…..
..……………………………………………………………………………….........................
ตาแหน่งวชิ าการ (ถา้ มี) : ………………………………………………………………….....................................…..
อุปสมบท : ....................................................................................................................
สงั กดั : ....................................................................................................................
...................................................................................................................
ตาแหน่ง : ....................................................................................................................
ปีท่ีเข้าศกึ ษา : ปีการศึกษา.................................................................................................
ปที ่ีสาเร็จการศกึ ษา : ปกี ารศึกษา.................................................................................................
ท่ีอยู่ปจั จุบนั : ....................................................................................................................
………………………………….……………............…………….........................……….
นอกจากน้ี ในโครงร่างยังต้องมีเชิงอรรถ (Footnote) คือ การทารายการเอกสารอ้างอิง
หรือคาอธิบายเพิ่มเตมิ ที่อยู่ดา้ นลา่ งของข้อความในหน้ากระดาษแตล่ ะหน้า ซ่ึงถอื ว่าเป็นองค์ประกอบ
ที่สาคัญมากของงานวิจัย เพราะเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ข้อเสนอของเรามีความน่าเช่ือถือ
และสามารถตรวจสอบแหลง่ ท่มี าได้ (ดูรายละเอยี ดในบทท่ี ๔)
๓๔ I คู่มอื ดุษฎนี พิ นธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ ๒๕๖๑
บทท่ี ๒
การเขียนดษุ ฎีนิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์
ดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ เป็นผลงานทางการศึกษาค้นคว้าวิจัย เพื่อหา
ความรแู้ ละความจรงิ ในเร่ืองใดเรอื่ งหนึ่ง เพื่อใหไ้ ดอ้ งค์ความร้ใู หม่ โดยอาศัยข้อมูลทถี่ ูกตอ้ งนา่ เชอ่ื ถือ
มีคุณค่าท่ีอาจจะนาไปอ้างอิงอันจะเป็นประโยชน์ทางการศึกษาค้นคว้าวิจัยสืบไป ทั้งเน้ือหาดุษฎี
นิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ การนาเสนอผลงานมีความสาคัญไม่ย่ิงหย่อนกว่ากัน นิสิตจึงควร
จะเสนอผลงานทีง่ า่ ยตอ่ การเขา้ ใจและสะดวกต่อการค้นควา้ แก่ผอู้ น่ื
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงได้กาหนด รูปแบบการ
เขียนและการจัดพิมพ์ดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ของนิสิต ให้เป็นแบบที่ควรยึดถือเป็น
แนวทางเดยี วกัน ดังน้ี
สว่ นประกอบของดษุ ฎีนพิ นธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์
ดุษฎีนพิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนิพนธ์อาจแบ่งส่วนสาคญั ออกเปน็ ๓ สว่ น คอื
สว่ นที่ ๑ สว่ นนา
ส่วนที่ ๒ ส่วนเนอ้ื เรอ่ื ง
ส่วนที่ ๓ สว่ นท้าย
ส่วนท่ี ๑: สว่ นนา
ส่วนนาของดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ ประกอบด้วย ปกนอก ปกใน หน้า
อนุมัติ บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ และคาอธิบายสัญลักษณ์และคาย่อ หรือส่วนที่อยู่ก่อน
หนา้ บทที่ ๑ ทั้งหมด ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้
๑.๑ ปกนอก ให้จัดทาปกนอกดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ เป็นปกแข็งสีดา
และพมิ พ์ดว้ ยตัวหนงั สือสที อง พมิ พ์ชอื่ เรอื่ ง ชอื่ ผวู้ จิ ยั สาขาวิชาทจ่ี บ ปีพุทธศักราช (ปกี ารศกึ ษาท่ีจบ)
๑.๒ ปกใน หมายถึง หนา้ ถดั จากปกนอก กาหนดใหม้ ปี กใน ๒ ปก คอื ปกในท่ี ๑ และปก
ในที่ ๒
ดุษฎนี ิพนธ์ วิทยานิพนธ์ ปกนอก (ปกดา) ปกในที่ ๑ ปกในที่ ๒
และสารนพิ นธ์ ช่อื เรอ่ื ง
ภาษาไทย ภาษาไทย ให้ทาเปน็ ภาษาไทย ใหท้ าเปน็
ภาษาองั กฤษ ภาษาองั กฤษ
ภาษาบาลี ภาษาบาลี ใหท้ าเป็นภาษาบาลี ให้ทาเปน็ ภาษาไทย
ภาษาไทย
ภาษาองั กฤษ ภาษาอังกฤษ ใหท้ าเปน็ ภาษาองั กฤษ ใหท้ าเปน็ ภาษาไทย
ภาษาไทย
๓๖ I ค่มู ือดษุ ฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ ๒๕๖๑
บนหน้าปกของดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ ให้เขียน ชื่อ ฉายา และนามสกุล
ของผู้วิจัย ตามภาษาท่ีใช้บนหน้าปกนั้น ๆ ให้ใช้คานาหน้าช่ือเช่น พระ, พระมหา, พระครู, นาย,
นาง, นางสาว ในกรณีท่ีมีสมณศักดิ์ให้เขียนสมณศักด์ิน้ัน พร้อมใส่ช่ือและฉายาไว้ในวงเล็บท้าย
สมณศักดิ์ และไม่ต้องเขียนวุฒิใด ๆ เช่น พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโ ), นาย/นางสาว
............. นามสกุล .................. (ปกในท่ี ๑ และปกในท่ี ๒ ของสารนพิ นธ์ให้ทาเช่นเดียวกนั น้ี)
๑.๓ หน้าอนุมัติ หมายถึง หน้าที่คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยและกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์
วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ลงนามอนุมัติให้จบการศึกษา โดยให้การลงนามของคณะกรรมการ
ควบคมุ /ทปี่ รกึ ษาเป็นช่ือสุดท้ายของคณะกรรมการตรวจสอบดุษฎีนิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์
(ผู้ตรวจสอบภายนอกอยู่ลาดับรองจากประธานกรรมการตรวจสอบ) และต้องมีชือ่ ผู้วจิ ัยพรอ้ มลายเซ็น
กากับเสมอ ภาษาท่ีใช้ หากเขียนเป็นดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์เป็นภาษาไทย ให้เขียน
หน้าอนุมัตเิ ป็นภาษาไทย ดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์เขยี นเป็นภาษาอังกฤษใหเ้ ขยี นหน้า
อนุมัติเป็นภาษาอังกฤษ และดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์เขียนเป็นภาษาบาลี ก็ให้เขียน
หนา้ อนุมตั เิ ป็นภาษาบาลี
๑.๔ บทคัดย่อ มีหลักการเขียน ดังน้ี ถ้าดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์เป็น
ภาษาไทย ให้เขียนบทคัดย่อเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ถ้าดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และ
สารนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษให้เขียนบทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทย และถ้าดุษฎีนิพนธ์
วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ภาษาบาลี ให้เขียนบทคัดย่อเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย ซ่ึงบทคัดย่อ
แต่ละภาษาใหม้ ีความยาวไม่เกนิ ๒ หน้ากระดาษ
๑.๕ กิตติกรรมประกาศ หมายถึง ข้อความท่ีแสดงความขอบคุณผใู้ ห้ความช่วยเหลือและ
ให้ความร่วมมือในการค้นคว้าข้อมูลในการเขียนดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ การเขียน
กิตตกิ รรมประกาศให้ใชภ้ าษาเดยี วกันกบั ภาษาทีใ่ ช้เขยี นดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์
๑.๖ สารบัญ เป็นรายการท่ีแสดงถึงโครงสร้างหรือส่วนประกอบสาคัญทั้งหมดของ
ดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ เรียงตามลาดับเลขหน้า ให้เขียนด้วยภาษาที่ใช้เขียน
ดุษฎีนพิ นธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์
๑.๗ สารบัญตาราง (ถ้ามี) เป็นส่วนที่แจ้งตาแหน่งหน้าของตารางทั้งหมดท่ีมีอยู่ใน
ดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ ทั้งนี้รวมท้ังตารางในภาคผนวกด้วย (ให้เรียงไว้หลังสารบัญ
ทัว่ ไป)
๑.๘ สารบัญภาพ (ถ้ามี) เป็นส่วนที่แจ้งตาแหน่ง หน้าของภาพ (รูปภาพ แผนที่ แผนภูมิ
กราฟ ฯลฯ) ทง้ั หมดทม่ี อี ยู่ในดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ (ใหเ้ รยี งไว้หลงั สารบญั ตาราง)
๑.๙ คาอธิบายสัญลักษณ์และคาย่อ เป็นส่วนท่ีอธิบายถึงสัญลักษณ์และคาย่อต่าง ๆ ที่
ใชใ้ นดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ ตวั อย่างของคายอ่ มีดงั ตอ่ ไปน้ี
บทที่ ๒ การเขียนดุษฎนี ิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ I ๓๗
๑.๙.๑ คาอธิบายคาย่อภาษาไทย
ผวู้ ิจัยควรใชฉ้ บบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัยอ้างองิ เท่าน้ัน โดยบอกรายละเอยี ดไว้
ในคาช้ีแจงการใช้อักษรย่อในดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ เช่น อักษรย่อในดุษฎีนิพนธ์
วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ฉบับนี้ ใช้อ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาบาลีและพระไตรปิฎกภาษาไทย
ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัมภีร์อรรถกถาภาษาไทยใช้ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
และฉบบั มหามกุฏราชวิทยาลยั
พระไตรปิฎกท่ีใช้อ้างอิง ให้ใช้อักษรย่อบอกชื่อคัมภีร์เป็นระบบเดียวกันหมด ตามที่
บัณฑิตวิทยาลยั กาหนด การอ้างอิงให้ระบุ เล่ม/ขอ้ /หน้า หลงั อักษรย่อชอื่ คมั ภีร์ ใหใ้ ช้อักษรย่อตวั พื้น
ปกติ เช่น ที.สี. (บาลี) ๙/๒๗๖/๙๗, ที.สี. (ไทย) ๙/๒๗๖/๙๘. หมายถึง ทีฆนิกาย สีลกฺขนฺธวคฺคปาลิ
ภาษาบาลี เล่ม ๙ ข้อ ๒๗๖ หน้า ๙๗ ฉบับมหาจุฬาเตปิฏก ๒๕๐๐และ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ภาษาไทย เล่ม ๙ ขอ้ ๒๗๖ หน้า ๙๘ ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ๒๕๓๙
ผู้วิจัยต้องใช้คัมภีร์อรรถกถาภาษาบาลีฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเท่าน้ัน
ส่วนอรรถกถาภาษาไทย ใช้ได้ทั้งฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย
โดยบอกรายละเอียดไว้ในการใช้สัญลักษณ์และอักษรย่อในดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์
(ให้ยกคาอธิบายการใช้สัญลักษณ์และอักษรยอ่ ชื่อคมั ภรี ์อรรถกถาส่วนน้ีไปเรียงลาดับต่อจากคัมภีรป์ ก
รณวิเสส (ถ้ามี) ตามลาดับ คือ พระไตรปิฎก ปกรณวิเสส และอรรถกถา ให้อยู่ในย่อหน้าเดียวกัน
ทั้งหมด โดยไมต่ อ้ งแยกการอ้างองิ คมั ภีรแ์ ละชี้แจงการใช้อักษรย่อ)
ระบบอ้างอิงอรรถกถาให้ระบุช่ือคัมภีร์ ลาดับเล่ม (ถ้ามี)/หน้า เช่น ที.สี.อ.(บาลี) ๑/
๒๗๖/๒๔๐ หมายถึง ทีฆนิกายสุมงฺคลวิลาสินี สีลกฺขนฺธวคฺคอฏฺ กถา ภาษาบาลี เล่ม ๑ ข้อ ๒๗๖
หน้า ๒๔๐ ฉบับมหาจุฬาอฏฺ กถา
การอ้างอิงอรรถกถาภาษาไทย ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย อนุวัตตามตัวเลขประจา
เล่ม ดังนี้ ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๑/๒/๒/๘๙ หมายถึง พระสตู รและอรรถกถาแปล ขทุ ทกนิกาย ธรรมบท เล่ม
๑ ภาค ๒ ตอน ๒ หนา้ ๘๙ ฉบบั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั ๒๕๒๕
การอ้างอิงคัมภีร์ฎีกาให้ใช้ระบบอักษรย่อ ตามที่ทางบัณฑิตวิทยาลัยกาหนดไว้ โดย
ระบุช่ือคัมภีร์ตามด้วยเล่ม (ถ้ามี) ข้อ/หน้า เช่น ที.สี.ฏีกา (บาลี) ๑/๒๗๖/๓๗๓ หมายถึง ทีฆนิกาย
ลีนตถฺ ปปฺ กาสินี สลี กขฺ นฺธวคฺคฏกี า ภาษาบาลี เล่ม ๑ ข้อ ๒๗๖ หน้า ๓๗๓ ฉบับมหาจฬุ าฎีกา สาหรับ
คมั ภรี ์ฎกี านั้น ภาษาบาลีมีครบสมบรู ณ์เฉพาะฉบับมหาจฬุ าฎีกา และมีฉบับแปลเป็นภาษาไทยทีพ่ ิมพ์
เผยแพรอ่ ยบู่ างคัมภีร์
การอธิบายบอกอักษรย่อในดษุ ฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ให้ระบุเฉพาะท่ี
อ้างอิงในดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์เท่านั้น ไม่ต้องบอกอักษรย่อคัมภีร์พระไตรปิฎก
อรรถกถา ฎีกาท้ังหมด (ดูตัวอย่างการเขียนคาอธิบายสัญลักษณ์และคาย่อ หน้า ๘๐) ตัวอย่างของ
คาย่อ มดี ังตอ่ ไปนี้
๓๘ I คูม่ ือดุษฎนี ิพนธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์ ๒๕๖๑
ก. คาย่อชื่อคมั ภีร์พระไตรปิฎก
พระวินยั ปฎิ ก
เล่ม คายอ่ ชือ่ คัมภรี ์ ภาษา
๑-๒ ว.ิ มหา. (บาล)ี = วนิ ยปิฏก มหาวภิ งฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
วิ.มหา. (ไทย) = วินัยปฎิ ก มหาวิภงั ค์ (ภาษาไทย)
(ภาษาบาลี)
๓ ว.ิ ภิกฺขนุ ี. (บาลี) = วนิ ยปฏิ ก ภิกขฺ ุนีวภิ งคฺ ปาลิ (ภาษาไทย)
ว.ิ ภิกขฺ ุน.ี (ไทย) = วนิ ยั ปิฎก ภกิ ขุนีวภิ งั ค์ (ภาษาบาล)ี
(ภาษาไทย)
๔-๕ ว.ิ ม. (บาลี) = วนิ ยปฏิ ก มหาวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
ว.ิ ม. (ไทย) = วินยั ปิฎก มหาวรรค (ภาษาไทย)
(ภาษาบาลี)
๖-๗ วิ.จู. (บาลี) = วินยปิฏก จูฬวคฺคปาลิ (ภาษาไทย)
ว.ิ จ.ู (ไทย) = วนิ ัยปิฎก จฬู วรรค
๘ วิ.ป. (บาล)ี = วินยปิฏก ปริวารวคฺคปาลิ
ว.ิ ป. (ไทย) = วินัยปิฎก ปรวิ ารวรรค
พระสตุ ตนั ตปิฎก
เล่ม คาย่อ ชื่อคมั ภรี ์ ภาษา
๙ ท.ี สี. (บาล)ี = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ทฆี นิกาย สีลกฺขนธฺ วคฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
ท.ี สี. (ไทย) = สุตตนั ตปิฎก ทีฆนกิ าย สีลขนั ธวรรค (ภาษาไทย)
๑๐ ที.ม. (บาลี) = สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก ทีฆนิกาย มหาวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
ท.ี ม. (ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก ทฆี นกิ าย มหาวรรค (ภาษาไทย)
๑๑ ท.ี ปา. (บาลี) = สุตตฺ นฺตปฏิ ก ทีฆนกิ าย ปาฏิกวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
ที.ปา. (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค (ภาษาไทย)
๑๒ ม.ม.ู (บาล)ี = สุตฺตนตฺ ปฏิ ก มชฺฌมิ นกิ าย มลู ปณณฺ าสกปาลิ (ภาษาบาลี)
ม.ม.ู (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎิ ก มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณั ณาสก์ (ภาษาไทย)
๑๓ ม.ม. (บาลี) = สตุ ฺตนตฺ ปิฏก มชฺฌิมนิกาย มชฌฺ มิ ปณณฺ าสกปาลิ (ภาษาบาลี)
ม.ม. (ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก มชั ฌิมนกิ าย มชั ฌิมปณั ณาสก์ (ภาษาไทย)
๑๔ ม.อุ. (บาลี) = สุตฺตนตฺ ปิฏก มชฺฌิมนิกาย อปุ ริปณณฺ าสกปาลิ (ภาษาบาลี)
ม.อุ. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎิ ก มัชฌมิ นกิ าย อปุ ริปณั ณาสก์ (ภาษาไทย)
๑๕ ส.ส. (บาล)ี = สุตตฺ นฺตปฏิ ก สยตุ ฺตนิกาย สคาถวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
ส.ส. (ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (ภาษาไทย)
๑๖ ส.น.ิ (บาลี) = สตุ ฺตนฺตปิฏก สยุตฺตนกิ าย นิทานวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
ส.น.ิ (ไทย) = สุตตนั ตปิฎก สังยุตตนกิ าย นทิ านวรรค (ภาษาไทย)
๑๗ ส.ข. (บาล)ี = สุตฺตนตฺ ปิฏก สยุตตฺ นิกาย ขนฺธวารวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
ส.ข. (ไทย) = สุตตันตปฎิ ก สังยตุ ตนกิ าย ขันธวารวรรค (ภาษาไทย)
บทท่ี ๒ การเขียนดษุ ฎนี พิ นธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ I ๓๙
๑๘ ส.สฬา. (บาล)ี = สุตตฺ นฺตปฏิ ก สยุตตฺ นกิ าย สฬายตนวคฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี
ส.สฬา. (ไทย) = สตุ ตันตปฎิ ก สังยตุ ตนิกาย สฬายตนวรรค (ภาษาไทย)
(ภาษาบาลี)
๑๙ ส.ม. (บาล)ี = สุตฺตนตฺ ปิฏก สยตุ ฺตนิกาย มหาวารวคฺคปาลิ (ภาษาไทย)
ส.ม. (ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค (ภาษาบาล)ี
(ภาษาไทย)
๒๐ อง.ฺ เอกก. (บาล)ี = สุตฺตนฺตปฏิ ก องฺคุตฺตรนิกาย เอกกนปิ าตปาลิ (ภาษาบาลี)
อง.ฺ เอกก.(ไทย) = สุตตนั ตปิฎก อังคตุ ตรนิกาย เอกกนิบาต (ภาษาไทย)
องฺ.ทกุ . (บาล)ี = สุตตฺ นฺตปฏิ ก องฺคุตฺตรนิกาย ทุกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี)
องฺ.ทุก. (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก องั คุตตรนิกาย ทกุ นิบาต (ภาษาไทย)
องฺ.ตกิ . (บาล)ี = สตุ ฺตนตฺ ปิฏก องฺคุตฺตรนิกาย ตกิ นิปาตปาลิ (ภาษาบาลี)
อง.ฺ ติก. (ไทย) = สุตตันตปฎิ ก อังคุตตรนิกาย ตกิ นิบาต (ภาษาไทย)
(ภาษาบาลี)
๒๑ อง.ฺ จตุกกฺ .(บาล)ี = สตุ ฺตนตฺ ปิฏก องฺคตุ ฺตรนิกาย จตุกฺกนปิ าตปาลิ (ภาษาไทย)
องฺ.จตกุ ฺก.(ไทย) = สตุ ตันตปิฎก องั คตุ ตรนิกาย จตกุ กนิบาต (ภาษาบาล)ี
(ภาษาไทย)
๒๒ องฺ.ปญฺจก.(บาล)ี = สตุ ตฺ นฺตปิฏก องคฺ ุตตฺ รนิกาย ปญฺจกนปิ าตปาลิ (ภาษาบาล)ี
อง.ฺ ปญฺจก.(ไทย) = สตุ ตันตปิฎก องั คุตตรนิกาย ปญั จกนิบาต (ภาษาไทย)
อง.ฺ ฉกฺก. (บาลี) = สุตฺตนฺตปฏิ ก องคฺ ุตตฺ รนิกาย ฉกฺกนปิ าตปาลิ (ภาษาบาลี)
องฺ.ฉกฺก. (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก อังคตุ ตรนิกาย ฉกั กนิบาต (ภาษาไทย)
(ภาษาบาล)ี
๒๓ องฺ.สตตฺ ก.(บาลี) = สตุ ฺตนฺตปฏิ ก องคฺ ุตตฺ รนิกาย สตฺตกนปิ าตปาลิ (ภาษาไทย)
อง.ฺ สตฺตก.(ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก อังคุตตรนิกาย สตั ตกนบิ าต (ภาษาบาล)ี
อง.ฺ อฏฺ ก.(บาลี) = สุตฺตนฺตปิฏก องฺคตุ ฺตรนิกาย อฏฺ กนปิ าตปาลิ (ภาษาไทย)
อง.ฺ อฏฺ ก.(ไทย) = สตุ ตันตปฎิ ก อังคุตตรนิกาย อฏั ฐกนบิ าต (ภาษาบาลี)
อง.ฺ นวก. (บาลี) = สุตตฺ นฺตปฏิ ก องฺคตุ ตฺ รนิกาย นวกนิปาตปาลิ (ภาษาไทย)
อง.ฺ นวก. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎิ ก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต (ภาษาบาลี)
(ภาษาไทย)
๒๔ อง.ฺ ทสก. (บาล)ี = สุตฺตนฺตปิฏก องคฺ ุตตฺ รนิกาย ทสกนปิ าตปาลิ (ภาษาบาลี)
อง.ฺ ทสก. (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนบิ าต (ภาษาไทย)
องฺ.เอกาทสก. (บาลี) = สตุ ฺตนฺตปฏิ ก องฺคตุ ฺตรนกิ าย เอกาทสกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี)
อง.ฺ เอกาทสก. (ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนบิ าต (ภาษาไทย)
(ภาษาบาล)ี
๒๕ ขุ.ข.ุ (บาล)ี = สตุ ฺตนฺตปิฏก ขุทฺทกนิกาย ขุททฺ กปา ปาลิ (ภาษาไทย)
ขุ.ขุ. (ไทย) = สุตตนั ตปิฎก ขุททกนกิ าย ขทุ ทกปาฐะ (ภาษาบาลี)
ขุ.ธ. (บาล)ี = สตุ ตฺ นฺตปิฏก ขทุ ฺทกนิกาย ธมมฺ ปทปาลิ (ภาษาไทย)
ข.ุ ธ. (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก ขทุ ทกนิกาย ธรรมบท
ข.ุ อ.ุ (บาล)ี = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขุทฺทกนิกาย อทุ านปาลิ
ขุ.อ.ุ (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก ขุททกนิกาย อทุ าน
ขุ.อติ .ิ (บาลี) = สตุ ตฺ นฺตปิฏก ขทุ ฺทกนิกาย อติ วิ ตุ ตฺ กปาลิ
ขุ.อติ ิ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนกิ าย อิตวิ ตุ ตกะ
ข.ุ สุ. (บาล)ี = สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ฺทกนกิ าย สุตตฺ นิปาตปาลิ
ข.ุ สุ. (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก ขุททกนกิ าย สุตตนบิ าต
๔๐ I คมู่ ือดษุ ฎีนิพนธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ ๒๕๖๑
๒๖ ข.ุ ว.ิ (บาล)ี = สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก ขุททฺ กนกิ าย วิมานวตถฺ ปุ าลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.วิ. (ไทย) = สุตตนั ตปิฎก ขทุ ทกนิกาย วิมานวตั ถุ (ภาษาไทย)
ข.ุ เปต. (บาลี) = สตุ ฺตนตฺ ปิฏก ขุทฺทกนิกาย เปตวตถฺ ุปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ เปต. (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก ขุททกนกิ าย เปตวตั ถุ (ภาษาไทย)
ขุ.เถร. (บาลี) = สุตตฺ นฺตปิฏก ขุทฺทกนกิ าย เถรคาถาปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ เถร. (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา (ภาษาไทย)
ขุ.เถรี. (บาล)ี = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขุทฺทกนิกาย เถรีคาถาปาลิ (ภาษาบาล)ี
ขุ.เถรี. (ไทย) = สตุ ตันตปฎิ ก ขุททกนิกาย เถรีคาถา (ภาษาไทย)
๒๗ ขุ.ชา.เอกก.(บาลี)= สุตตฺ นฺตปิฏก ขุทฺทกนกิ าย เอกกนิปาต ชาตกปาลิ (ภาษาบาล)ี
ขุ.ชา.เอกก.(ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก ขทุ ทกนิกาย เอกกนบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ขุ.ชา.ทุก.(บาล)ี = สุตฺตนฺตปฏิ ก ขุททฺ กนกิ าย ทกุ นปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ ชา.ทุก.(ไทย) = สตุ ตันตปฎิ ก ขุททกนกิ าย ทกุ กนบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา.ติก.(บาลี) = สตุ ฺตนฺตปฏิ ก ขุททฺ กนิกาย ตกิ นปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาล)ี
ขุ.ชา.ติก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก ขทุ ทกนกิ าย ตกิ นบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา.จตกุ กฺ .(บาลี)= สุตฺตนฺตปฏิ ก ขทุ ฺทกนกิ าย จตุกฺกนิปาต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.ชา.จตุกกฺ .(ไทย)= สตุ ตันตปฎิ ก ขทุ ทกนิกาย จตุกกนบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ขุ.ชา.ปญฺจก.(บาลี)= สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย ปญจฺ กนปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.ชา.ปญฺจก.(ไทย)= สุตตนั ตปิฎก ขุททกนกิ าย ปญั จกนิบาตชาดก (ภาษาไทย)
ขุ.ชา.ฉกฺก.(บาล)ี = สตุ ฺตนฺตปิฏก ขทุ ฺทกนิกาย ฉกฺกนิปาต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.ชา.ฉกฺก.(ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก ขทุ ทกนิกาย ฉกั กนบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ขุ.ชา.สตตฺ ก.(บาล)ี = สุตฺตนฺตปฏิ ก ขุททฺ กนกิ าย สตตฺ กนปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาล)ี
ข.ุ ชา.สตฺตก.(ไทย)= สุตตันตปิฎก ขุททกนกิ าย สัตตกนิบาตชาดก (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา.อฏฺ ก.(บาล)ี = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย อฏฺ กนปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ ชา.อฏฺ ก.(ไทย)= สตุ ตันตปิฎก ขุททกนิกาย อัฏฐกนบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา.นวก.(บาลี) = สุตฺตนตฺ ปฏิ ก ขุททฺ กนิกาย นวกนปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ ชา.นวก.(ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก ขทุ ทกนิกาย นวกนิบาตชาดก (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา.ทสก.(บาล)ี = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก ขุททฺ กนิกาย ทสกนปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาล)ี
ข.ุ ชา.ทสก.(ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก ขทุ ทกนิกาย ทสกนบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ขุ.ชา.เอกาทสก.(บาลี)= สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนิกาย เอกาทสกนิปาต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.ชา.เอกาทสก.(ไทย)= สุตตันตปิฎก ขทุ ทกนิกาย เอกาทสกนิบาตชาดก (ภาษาไทย)
ขุ.ชา.ทวฺ าทสก.(บาล)ี = สุตฺตนฺตปฏิ ก ขุททฺ กนกิ าย ทวฺ าทสกนปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.ชา.ทฺวาทสก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก ขทุ ทกนิกาย ทวฺ าทสกนบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ขุ.ชา.เตรสก.(บาล)ี = สุตตฺ นฺตปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย เตรสกนปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาล)ี
ขุ.ชา.เตรสก.(ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก ขทุ ทกนกิ าย เตรสกนบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา.ปกณิ ณฺ ก.(บาลี)= สตุ ตฺ นฺตปิฏก ขทุ ฺทกนิกาย ปกิณฺณกนปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ ชา.ปกิณฺณก.(ไทย)= สุตตนั ตปิฎก ขทุ ทกนกิ าย ปกิณณกนิบาตชาดก (ภาษาไทย)
บทที่ ๒ การเขียนดุษฎีนิพนธ์ วิทยานพิ นธ์ และสารนิพนธ์ I ๔๑
ขุ.ชา.วสี ต.ิ (บาล)ี = สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก ขุทฺทกนกิ าย วสี ตินิปาต ชาตกปาลิ (ภาษาบาล)ี
ข.ุ ชา.วีสติ.(ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก ขทุ ทกนกิ าย วสี ตินิบาตชาดก (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา.ตสึ ต.ิ (บาล)ี = สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย ตึสตินิปาต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ ชา.ตสึ ต.ิ (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎิ ก ขุททกนกิ าย ติงสตนิ บิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา.จตฺตาฬสี .(บาลี)= สตุ ฺตนฺตปฏิ ก ขุทฺทกนิกาย จตฺตาฬสี นิปาต ชาตกปาลิ (ภาษาบาล)ี
ข.ุ ชา.จตฺตาฬีส.(ไทย) = สตุ ตันตปิฎก ขทุ ทกนกิ าย จัตตารีสนบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
๒๘ ขุ.ชา.ปญฺ าส.(บาลี)= สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ฺทกนกิ าย ปญฺ าสนิปาต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.ชา.ปญฺ าส.(ไทย)= สุตตันตปฎิ ก ขทุ ทกนิกาย ปญั ญาสนบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ขุ.ชา.สฏฺ . (บาลี) = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก ขทุ ฺทกนิกาย สฏฺ นิปาต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.ชา.สฏฺ . (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก ขุททกนกิ าย สัฏฐนิ ิบาตชาดก (ภาษาไทย)
ขุ.ชา.สตฺตต.ิ (บาลี) = สตุ ฺตนฺตปฏิ ก ขุททฺ กนกิ าย สตตฺ ตนิ ปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ ชา.สตตฺ ต.ิ (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก ขุททกนิกาย สัตตตินบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา.อสตี .ิ (บาล)ี = สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ฺทกนิกาย อสตี นิ ิปาต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ ชา.อสีติ.(ไทย) = สุตตนั ตปิฎก ขุททกนกิ าย อสีตนิ ิบาตชาดก (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา.ม. (บาลี) = สุตฺตนฺตปิฏก ขุทฺทกนกิ าย มหานปิ าต ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ ชา.ม. (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
๒๙ ข.ุ ม. (บาลี) = สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก ขทุ ฺทกนิกาย มหานทิ เฺ ทสปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ ม. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎิ ก ขุททกนกิ าย มหานิทเทส (ภาษาไทย)
๓๐ ข.ุ จ.ู (บาลี) = สตุ ตฺ นฺตปิฏก ขทุ ฺทกนิกาย จฬู นิทเฺ ทสปาลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.จ.ู (ไทย) = สุตตนั ตปิฎก ขทุ ทกนิกาย จูฬนิทเทส (ภาษาไทย)
๓๑ ขุ.ป. (บาลี) = สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก ขุทฺทกนกิ าย ปฏสิ มภฺ ทิ ามคฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี
ขุ.ป. (ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก ขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภิทามรรค (ภาษาไทย)
๓๒ ขุ.อป. (บาลี) = สตุ ฺตนตฺ ปิฏก ขทุ ฺทกนิกาย อปทานปาลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.อป. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎิ ก ขุททกนกิ าย อปทาน (ภาษาไทย)
๓๓ ขุ.อป. (บาล)ี = สุตตฺ นฺตปฏิ ก ขุททฺ กนกิ าย อปทานปาลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.อป. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนกิ าย อปทาน (ภาษาไทย)
ขุ.พุทธฺ . (บาลี) = สุตตฺ นฺตปิฏก ขุทฺทกนกิ าย พทุ ฺธวสปาลิ (ภาษาบาลี)
ขุ.พุทฺธ. (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก ขุททกนกิ าย พุทธวงศ์ (ภาษาไทย)
ขุ.จริยา. (บาล)ี = สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก ขุทฺทกนิกาย จริยาปิฏกปาลิ (ภาษาบาลี)
ข.ุ จรยิ า. (ไทย) = สุตตันตปิฎ ขุททกนิกาย จริยาปฎิ ก (ภาษาไทย)
พระอภธิ รรมปฎิ ก
เล่ม คาย่อ ชื่อคมั ภรี ์ ภาษา
๓๔ อภ.ิ สงฺ. (บาล)ี = อภธิ มมฺ ปิฏก ธมมฺ สงคฺ ณีปาลิ (ภาษาบาลี)
อภ.ิ สง.ฺ (ไทย) = อภิธรรมปฎิ ก ธรรมสงั คณี (ภาษาไทย)