The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานเรื่องโลกและทรัพยากรธรรมชาติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใยโดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 27 คนซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับฉลาก เครื่องมือในงานวิจัยประกอบด้วย (1)แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบจำลองเป็นฐานเรื่อง โลกและทรัพยากรธรรมชาติจำนวน 5 แผน (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ (3 )แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนโดยใช้แผนการเรียนแบบจำลองเป็นฐานเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า มี 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบก่อนและหลังเรียน
ผลการวิจัยพบว่าผู้เรียนได้คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นหลังจากการจัดการเรียนรู้แบบจำลองเป็นฐานโดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.96 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 14.04 ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับคะแนนการสอบก่อนเรียนเฉลี่ย 9 คะแนน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโลกและทรัพยากรธรรมชาติ คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 55.26 และพบว่านักเรียน มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kikumaru06, 2022-02-21 23:58:40

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง โลกและทรัพยากรธรรมชาติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย จังหวัดมหาสารคาม

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานเรื่องโลกและทรัพยากรธรรมชาติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใยโดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 27 คนซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับฉลาก เครื่องมือในงานวิจัยประกอบด้วย (1)แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบจำลองเป็นฐานเรื่อง โลกและทรัพยากรธรรมชาติจำนวน 5 แผน (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ (3 )แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนโดยใช้แผนการเรียนแบบจำลองเป็นฐานเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า มี 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบก่อนและหลังเรียน
ผลการวิจัยพบว่าผู้เรียนได้คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นหลังจากการจัดการเรียนรู้แบบจำลองเป็นฐานโดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.96 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 14.04 ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับคะแนนการสอบก่อนเรียนเฉลี่ย 9 คะแนน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโลกและทรัพยากรธรรมชาติ คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 55.26 และพบว่านักเรียน มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด

Keywords: วิจัยในชั้นเรียน,วิจัย

เรอ่ื ง การพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรโ์ ดยใช้การจดั
การเรียนร้แู บบจำลองเป็นฐานเรือ่ ง โลกและทรัพยากรธรรมชาติ

สำหรบั นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรียนเทศบาล
บา้ นสอ่ งนางใย จงั หวดั มหาสารคาม

นางสาวกนกพร ละมยั
รหัส 593410090101

สาขาวิทยาศาสตร์

รายงานนี้เปน็ สว่ นหน่ึงของรายวชิ าการปฏบิ ัติงานวิชาชพี ครู
ตามหลกั สูตรครศุ าสตรบัณฑติ
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม
พ.ศ. 2563

Developing academic achievement using Model-based-learning
on Earth and natural resources For Secondary 2
at Municipal Ban Song

Miss Kanokporn Lamai
593410090101

The Bachelor of Science / Education

A Research Project in Partial Fulfillmen of The Requirements
forThe Bachelor of Science Faculty

of Education Rajabhat Mahasarakham University
2021



กติ ติกรรมประกาศ

งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบจำลอง
เป็นฐานเรื่อง โลกและทรัพยากรธรรมชาติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย
จังหวัดมหาสารคาม จดั ทำขึน้ เพอ่ื เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนกอ่ นและหลงั เรียน,พฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการ
เรียนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบจำลองเป็นฐาน
สำเรจ็ ลงไดด้ ว้ ยความรว่ มมือสนบั สนุนและช่วยเหลือจากผู้มีพระคุณหลายท่าน ผวู้ จิ ัยขอขอบพระคุณ นางณัฐฐาศิริ
เพชรนาท(ครูพี่เลี้ยง)ที่ให้คำแนะนำและช่วยตรวจทานเอกสารงานวิจัยให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ ตลอดจนการให้
ความช่วยเหลอื แกป้ ญั หาตา่ งๆ จนงานวิจัยสำเรจ็ ลลุ ่วงไปดว้ ยดี

ขอขอบพระคุณนางเพ็ญศิริ วงศ์รัตนะ ตำแหน่ง ครู กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ สถานที่ทำงาน
โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย อำเภอ ตลาด จังหวัดมหาสารคาม ที่ให้การสนับสนุนและเป็นผู้เชี่ยวชาญในการ
ตรวจทานความผดิ พลาดต่างๆ

ขอขอบพระคุณนายสิริวัฒน์ โมฆรัตน์ ตำแหน่ง ครู กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถานท่ี
ทำงาน โรงเรียนเทศบาลบ้านสอ่ งนางใย อำเภอ ตลาด จังหวัดมหาสารคามทีใ่ ห้การสนับสนุนและเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ในการตรวจทานความผดิ พลาดต่างๆ

ขอขอบพระคุณโรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย อำเภอตลาด จังหวัดมหาสารคามที่อนุเคราะห์ดา้ น
สถานท่ี อปุ กรณเ์ ครอื่ งมอื ตา่ งๆ ในการศกึ ษาค้นควา้ ข้อมลู ทำให้งานวิจยั สำเร็จไปได้ด้วยดี

พรอ้ มนี้ ขอขอบพระคุณบิดามารดาท่ีมสี ว่ นชว่ ยเหลือในด้านคุณทรัพย์เพื่อสนับสนุน การทำงานวิจัย
จนสำเรจ็ ตามความมุ่งหมาย และขอขอบพระคุณพี่ๆ เพอื่ นๆทม่ี สี ่วนชว่ ยเหลือทำใหโ้ ครงงานวิจยั ครั้งน้ีสำเร็จไปได้
ดว้ ยดี ขอขอบพระคณุ มา ณ โอกาสนี้ด้วย

กนกพร ละมยั



ชอื่ เรื่อง การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรยี นรแู้ บบจำลองเป็นฐาน
เร่ือง โลกและทรัพยากรธรรมชาตสิ ำหรับนักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรยี นเทศบาล
ผวู้ ิจยั บา้ นสอ่ งนางใย จงั หวดั มหาสารคาม
หลกั สูตร/คณะ นางสาวกนกพร ละมยั
มหาวิทยาลัย วทิ ยาศาสตร/์ ครุศาสตร์
ปกี ารศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม
2563

บทคดั ย่อ

การวิจัยคร้งั นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนก่อนและหลังเรยี น พัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานเรื่องโลกและ
ทรัพยากรธรรมชาติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใยโดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน
กลุ่มตวั อยา่ งท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย ได้แก่ นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 2/2 โรงเรยี นเทศบาลบา้ นส่องนางใย ภาคเรยี นที่ 1-
2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 27 คนซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับฉลาก เครื่องมือในงานวิจัย
ประกอบด้วย (1)แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบจำลองเป็นฐานเรื่อง โลกและ
ทรัพยากรธรรมชาติจำนวน 5 แผน (2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ (3)แบบประเมินความ
พงึ พอใจของนักเรยี นโดยใช้แผนการเรียนแบบจำลองเป็นฐานเป็นแบบมาตราส่วนประมาณคา่ มี 5 ระดับ สถติ ิที่ใช้
ในการวิจยั ไดแ้ ก่ ค่าเฉลี่ยค่าเบ่ียงเบนมาตรฐานและการทดสอบก่อนและหลงั เรียน

ผลการวจิ ัยพบว่าผเู้ รียนได้คะแนนเฉลย่ี เพ่มิ ข้นึ หลงั จากการจดั การเรยี นรู้แบบจำลองเปน็ ฐานโดยมีคะแนน
เฉลย่ี กอ่ นเรยี นเทา่ กับ 4.96 และคะแนนเฉล่ียหลังเรยี นเท่ากบั 14.04 ซึ่งเพิ่มข้ึนเมอื่ เทียบกับคะแนนการสอบก่อน
เรียนเฉล่ยี 9 คะแนน การพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นเร่ืองโลกและทรัพยากรธรรมชาติ คะแนนหลังเรียนสูงกว่า
คะแนนก่อนเรียน คิดเปน็ ร้อยละ 55.26 และพบวา่ นักเรยี น มีระดบั ความพงึ พอใจอยู่ในระดับมากทีส่ ดุ



Research Title Developing academic achievement using Model-based-learning on Earth
and natural resources For Secondary 2 at Municipal Ban Song
Author Nang Yai school in Maha Sarakham Province
Cirriculum / Faculty Miss Kanokporn Lamai
University The Bachelor of Science / Education
Year Rajabhat Mahasarakham University
2563

ABSTRACT

This research is a study on Developing academic achievement using Model-based-
learning on Earth and natural resources For Secondary 2 at Municipal Ban Song Nang Yai school
in Maha Sarakham Province. The objectives of the study were compare academic achievement
before and after study. Develop academic achievement and student satisfaction after learning
management. The sample groups used in the research were Secondary 2 class 2. The number
of 27 people was obtained by simple random method by drawing lots. Research tools include
(1) A learning management plan using the model learning management as a story base. World
and natural resources, the number of five plans (2) a test to measure academic achievement in
science. (3) The Student Satisfaction Assessment Questionnaire was based on a 5-level
estimation scale model. The statistics used in the research were mean, standard deviation, and
pre and post test.

The results showed that the average learners had an increase in the average score after
taking the model-based learning management, with a pre-school mean score of 4.96 and a
post-study mean score of 14.04, which increased compared to an average pre-study score of 9.
Developing academic achievement on earth and natural resources The score after studying is
higher than the score before studying. Accounted 55.26 percent and found that students. Have
the highest level of satisfaction.



สารบัญ
เรื่อง หน้า
บทคดั ยอ่ ..................................................................................................................... ก
กิตติกรรมประกาศ ...................................................................................................... ข
สารบญั ....................................................................................................................... ค
สารบญั ตาราง .............................................................................................................. ฆ
บทท่ี 1 บทนา

1. ที่มาและความสาคญั ................................................................................... 1
2. จุดประสงค์ .............................................................................................. 3
3. สมมติฐานงานวิจยั .................................................................................... 3
4. ขอบเขตของการศึกษา ............................................................................... 3
5. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ ....................................................................................... 5
6. ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ ับ ....................................................................... 6
บทที่ 2 ทฤษฎี และงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง
1. ขอ้ มลู เก่ียวกบั การศึกษา ............................................................................. 8
2. งานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง .................................................................................... 43
บทที่ 3 วิธีดาเนินการวิจยั
1. ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง ...................................................................... 48
2. เคร่ืองมือและการหาคณุ ภาพเครื่องมือ ................................................... 49
3. ข้นั ตอนการดาเนินงานวิจยั ..................................................................... 53
4. สถิติท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ................................................................................. 54
บทที่ 4 ผลการวิจยั
1. สญั ลกั ษณ์ที่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ...................................................... 58
2. ลาดบั ข้นั ตอนในการวิเคราะหข์ อ้ มูล ....................................................... 58
3. ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ............................................................................. 59
บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
1. สรุปผล ................................................................................................... 64
2. อภิปรายผล ............................................................................................. 65
3. ขอ้ เสนอแนะ .......................................................................................... 66
บรรณานุกรม ............................................................................................................. 67
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก ............................................................................................... 73
ภาคผนวก ข ............................................................................................... 147



สารบญั (ต่อ)
เรื่อง หน้า

ภาคผนวก ค ............................................................................................... 163
ประวตั ิผศู้ ึกษา ........................................................................................................... 173



สารบัญตาราง
เรื่อง หน้า
ตารางที่ 1 ตารางแสดงมาตรฐานและตวั ช้ีวดั ท่ีทาการศึกษา ......................................... 13
ตารางท่ี 2 ระดบั การประเมินแบบประเมินแผนการจดั การเรียนรู้ ...............................

แบบจาลองเป็นฐาน ..................................................................................... 50
ตารางท่ี 3 มาตรประเมินคา่ ชนิดมาตรฐาน ................................................................... 51
ตารางท่ี 4 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลงั โดยใช้ .............................................

การจดั การเรียนรู้แบบจาลองเป็นฐาน .......................................................... 59
ตารางท่ี 5 ร้อยละความกา้ วหนา้ ของนกั เรียน .............................................................. 61
ตารางท่ี 6 คา่ เฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของนกั เรียน ....................................... 62

บทที่ 1
บทนำ

1. ท่ีมาและความสำคญั
วิทยาศาสตร์หมายถึง กระบวนการหรือวิธีการแสวงหาความรู้ ความจริงจากธรรมชาติแย่างมีระบบเพื่อ

อธิบายและทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยการสังเกต ทดลองการวิเคราะห์อย่างมี
เหตุผล มีจิตวิทยาศาสตร์หรือเจตคติวิทยาศาสตร์มีการใช้วิธีการทางวิทยาศสตร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับ และเชื่อถือได้ซึ่งวิทยาศาสตร์ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงค์ชีวิตของมนุษย์
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เป็นกระบวนการสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิด
สร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะ ที่สำคัญในการค้นคว้าความรู้มีความสามารถในการแก้ ปัญหาอย่างเป็น
ระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมลู ท่ี หลากหลายและมปี ระจักษ์พยานตรวจสอบได้ความรู้ ทางวิทยาศาสตรช์ ่วย
ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างข้ึนรวมถึงการนำ ความรู้ไปใช้อย่าง
สร้างสรรค์ มีเหตุผล มีคุณธรรมนอกจากนั้นยังช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถุกต้องเกีย่ วกับ การใช้ประโยชน์ การ
ดูแลรักษา ตลอดจนการพัฒนา สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลย์ และยั่งยืน(วรรัตน์ กาแปง,
2560)

ประเด็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญของคุณภาพการศึกษาในประเทศไทย คือ ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรียนต่ำ (Low Student Achievement) ทั้งที่ปรากฏในการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติขั้นพื้นฐาน เช่น
คะแนนสอบ O-Net และในการทดสอบ ระดับนานาชาตเิ ช่น ผลการสอบ PISA และ TIMSS ทัง้ น้ี ปญั หาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนกั เรียนไทยมีปัจจยั ที่เปน็ สาเหตุหลายประการ( กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2555)

จากการปฏิบัติการสอนในภาคเรียนที่ 1/2563 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาลบ้าน
ส่องนางใยขาดทักษะหลายดา้ นที่ต้องพฒั นาในการเรียนวิทยาศาสตร์ ผลจากการสงั เกตในการทำกจิ กรรมการเรียน
พบว่านักเรียนสว่ นมากหากให้เรียนแบบท่องจำในลักษณะของการบรรยายจะรู้สึกเบือ่ และมีสมาธิจดจอ่ ไม่ได้นาน
แต่หากเป็นการทำกิจกรรมที่ต้องมีการประดิษฐ์ ได้ลงมือปฏิบัติหรือกิจกรรมที่เห็นภาพอย่างชัดเจน นักเรียน
ส่วนมากจะมีความสนใจในการทำกิจกรรมและสามารถบูรณาการใช้ความคิดสร้างสรรค์รวมถึงสามารถเข้าใจได้
มากกว่าการเรียนแบบท่องจำผู้วิจัยจึงได้นำเทคนิคการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน (Model-
based learning: MBL) มาใช้

2

ในการจัดการเรยี นเพื่อใหน้ ักเรียนได้นำความรถู้ ่ายทอดออกมาในรูปของแบบจำลองให้เห็นภาพและจดจำ
ไดง้ ่ายย่ิงขึน้ สามารถใชอ้ ธิบายแนวคิด หลกั การ ทฤษฎี หรือกฎไดห้ ากกล่าวอีกนยั หนง่ึ

แบบจำลอง คือ ตัวแทนของวัตถุ แนวคิด กระบวนการ หรือระบบ ซึ่งแบบจำลองเป็นสิ่งที่เชื่อมโยง
ระหว่างทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์กับความเป็นจริง ( Gilbert, Boulter and Rutherford, 1998 )
แบบจำลองสามารถทำให้เข้าใจ มโนมติทางวิทยาศาสตร์และแนวคิดต่างๆได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยในการ
มองเห็นปรากฏการณ์ต่างๆ และสามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ (Gilbert, 2005) นักเรียนจะ
สามารถสร้างความเข้าใจโดยการเปรยี บเทียบหลักฐานที่ไดจ้ ากการออกแบบแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์
หรือแผนภาพ จะทำให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงกับความคิดกับความเข้าใจและพัฒนา ความเข้าใจมโน
มติในเรื่องน้ันๆ ได้(Gabel, 1998) ดังนั้น การใช้การสร้างแบบจำลองเป็นหลกั ปฏิบัตทิ ี่จะทำให้นักเรียนมี
ส่วนร่วมในการพัฒนาความเข้าใจจากแบบจำลองของตัวนักเรียนเอง (Gross lightet al., 1991) โดย
ขนั้ ตอนเทคนคิ การจดั การเรยี นการสอนโดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีดังน้ี 1. ข้นั กำหนดสถานการณ์ เพ่ือ
สร้างแบบจำลองตามประเด็นที่ครูกำหนด ครูจะกำหนดให้นักเรียนสร้างแบบจะจำลอง 2. ขั้นสร้าง
แบบจำลองเบื้องต้น นักเรียนสร้างแบบจำลองจากประสบการณ์ความรู้ที่เรียนมาจามประเด็นที่กำหนด
3. ขั้นสำรวจแบบจำลอง โดยครูจะอธิบายข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาในประเด็นที่กำหนด ให้
นักเรียนพิจารณาว่าแบบจำลองที่สร้างครบถ้วนหรือตรงประเด็นที่กำหนดหรือไม่ 4. ขั้นปรับปรุง
แบบจำลอง นักเรียนปรับปรุงแบบจำลองที่สร้างให้ดีขึ้น 5. ขั้นโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์จากที่ได้ศึกษา
ประเด็นที่กำหนดนักเรียนออกมาอภิปรายหน้าห้องโดยใช้แบบจำลองที่สร้างประกอบการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้6. ขั้นขยายความรู้นักเรียนสามารถปรับปรุงแบบจำลองและนำทักษะการสร้างแบบจำลองไป
ประยุกตใ์ ชใ้ นสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกนั ได้

จากแนวคิดทีข่ ้างต้นผู้วิจัยจึงสนใจนำเทคนิคการจดั การเรียนการสอนโดยใช้แบบจำลองเปน็ ฐาน
มาใช้ในการจัดการเรียน เรื่อง โลกและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้นักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
2/2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักเรียนให้สูงข้ึนโดยเนน้ การจัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ,ประดิษฐ์และการมีสว่ นรว่ มของ
นักเรียนในการทำกิจกรรมเพื่อเสริมสรา้ งทักษะทางวิทยาศาสตร์และทักษะพื้นฐานให้เกิดการพัฒนาและ
เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นสามารถนำไปบรู ณาการปรบั ใชท้ ักษะพ้นื ฐานในการดำรงชีวิตตอ่ ไป

3

2 จุดประสงค์
2.1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบจำลอง

เป็นฐานของนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรยี นเทศบาลบ้านสอ่ งนางใย
2.2 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโลกและทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้การจัดการเรียนรู้

แบบจำลองเป็นฐานของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรียนเทศบาลบา้ นส่องนางใย
2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานเรื่องโลก

และทรพั ยากรธรรมชาตขิ องนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย
3. สมมติฐานงานวิจยั

3.1 นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบจำลองเป็นฐาน
เรือ่ ง โลกและทรพั ยากรธรรมชาติ มผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นทส่ี ูงขึ้น

3.2 นักเรียนมีระดับความพึงพอใจมาก หลังจากได้รบั การจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้แผนการจัดการเรยี นรู้
แบบจำลองเป็นฐาน เร่ือง โลกและทรพั ยากรธรรมชาติ

4. ขอบเขตของการวิจยั

4.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย

อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งกำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2

ปีการศกึ ษา 2563 จำนวน 53 คน

4.2 กลุ่มตัวอยา่ งทใี่ ชใ้ นการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 2/2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่อง

นางใย อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม สงั กดั กรมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถ่ิน ซึ่งกำลังศกึ ษาในภาคเรียน

ท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 จำนวน 27 คน ซ่งึ ได้จากการสุ่มโดยวิธกี ารเลือกแบบเจาะจง

4.3 เนื้อหาทท่ี ำการจัดการเรยี นการสอน เรอื่ ง โลกและทรัพยากรธรรมชาติประกอบดว้ ยเนอ้ื หา

4.3.1 โครงสร้างโลก จำนวน 2 ช่วั โมง

4.3.2 การเปลี่ยนแปลงทางธรณวี ทิ ยา จำนวน 2 ชว่ั โมง

4.3.3 ทรัพยากรดิน จำนวน 2 ชั่วโมง

4.3.4 แหล่งน้ำ จำนวน 2 ชั่วโมง

4.3.5 ผลกระทบของภยั พิบตั จิ ากแหง่ น้ำ จำนวน 2 ช่ัวโมง

4

4.4 ตัวแปรที่ทำการศึกษา

4.4.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบจำลองเป็นฐานเรื่อง โลก

และทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย อำเภอ

เมือง จงั หวัดมหาสารคาม

4.4.2 ตัวแปรตาม คือ

1. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นโดยการจดั การเรียนรู้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง โลกและ

ทรพั ยากรธรรมชาติ สำหรับนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2

2. คะแนนการทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนหลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี น

โดยการจัดการเรียนรู้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง โลกและทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับนักเรียนช้ัน

มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2

3. ความพึงพอใจตอ่ การจดั การเรยี นรู้เรือ่ งโลกและทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้แบบจำลอง

เป็นฐาน สำหรบั นกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2

4.5 ขอบเขตด้านเน้อื หา

เนื้อหาในการวจิ ัย เป็นเนื้อหารายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั

พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2560) เรื่องโลกและทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้

แบบจำลองเป็นฐาน สำหรบั นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ซึง่ ใชเ้ วลาสอนแตล่ ะแผน ดงั น้ี

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 1 เรอ่ื ง โครงสรา้ งโลก จำนวน 2 ช่วั โมง

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 2 เร่อื ง การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา จำนวน 2 ชว่ั โมง

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 3 เรอ่ื ง ทรพั ยากรดนิ จำนวน 2 ชว่ั โมง

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง แหล่งนำ้ จำนวน 2 ชั่วโมง

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 5 เรือ่ ง ผลกระทบของภัยพบิ ตั จิ ากแหง่ นำ้ จำนวน 2 ชวั่ โมง

4.6 ระยะเวลาท่ใี ช้ในงานวจิ ยั

การวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2563 ใช้เวลาในการสอนทั้งหมด 18

ชั่วโมง ซึ่งแบ่งเป็นการสอน 15 ชั่วโมง การทดสอบก่อนและหลังเรียนจำนวน 3 ชั่วโมง โดยผู้วิจัยเป็น

ผดู้ ำเนินการจดั การเรยี นรู้และเก็บรวบรวมข้อมูล

1.4.6 สถานที่ โรงเรียนเทสบาลบ้านส่องนางใย อำเภอ เมือง จังหวัดมหาสารคาม สังกัด

เทศบาลเมืองมหาสารคาม จัดการเรียนการสอนตง้ั ระดับช้นั ปฐมวัยจนถงึ ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2

5

5. นยิ ามศพั ท์เฉพาะ
5.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึงความสามารถในการเรียนรู้วิชาวทิ ยาศาสตร์ ชั้น

มัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง โลกและทรัพยากรธรรมชาติโดยพิจารณาคะแนนที่ได้จากการทดสอบ
แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยใช้ข้อสอบแบบอิงเกณฑ์ 4 ตัวเลือก
จำนวน 20 ข้อ

5.2 การเรยี นการสอนโดยใช้แบบจำลองเปน็ ฐาน
5.2.1 ข้ันกำหนดสถานการณ์ เพือ่ สรา้ งแบบจำลองตามประเดน็ ท่คี รูกำหนด ครจู ะกำหนดให้

นักเรยี นสรา้ งแบบจะจำลอง
5.2.2. ข้นั สรา้ งแบบจำลองเบือ้ งต้น นักเรยี นลงมือสรา้ งแบบจำลองจากประสบการณ์ความร้ทู ่ี

เรยี นมาตามประเดน็ ที่กำหนด
5.2.3 ขั้นสำรวจแบบจำลอง ครจู ะอธิบายข้อมลู เพื่อเปน็ แนวทางแก้ปญั หาในประเด็นท่ีกำหนดให้

นักเรยี นพจิ ารณาว่าแบบจำลองทีส่ ร้างครบถ้วนหรือตรงประเดน็ ท่ีกำหนดหรือไม่
5.2.4 ข้นั ปรับปรงุ แบบจำลอง นักเรียนปรบั ปรุงแบบจำลองท่สี ร้างให้ดีข้นึ
5.2.5 ขัน้ โต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ จากท่ีได้ศึกษาประเดน็ ท่กี ำหนดนักเรียนออกมาอภปิ รายหนา้

ห้องโดยใช้แบบจำลองทส่ี ร้างประกอบการแลกเปลย่ี นเรียนรู้
5.2.6 ขั้นขยายความรู้ นกั เรียนสามารถปรับปรงุ แบบจำลองและสามารถนำทักษะสรา้ งแบบ

จำลองไปประยุกตใ์ ชใ้ นสถานการณ์ทใ่ี กลเ้ คียงกันได้
5.3 ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดีของบุคคล ซึ่งมักเกิดจากการได้รับการ

ตอบสนองตามทต่ี นต้องการ ก็จะเกิดความรสู้ ึกที่ดีต่อสิ่งน้ัน ตรงกนั ขา้ มหากความต้องการของตนไม่ได้รับ
การตอบสนองความไม่พึงพอใจก็จะเกิดขึ้นต่อการจัดการเรียนรู้เรื่องโลกและทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้
แบบจำลองเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นซึ่งวัดแบบมาตรฐานส่วน
ประมาณคา่

5.4 แบบสอบถามความพึงพอใจ หมายถึง แบบสอบถามความรู้สึกหรือความคิดเห็นของนักเรียน
เกี่ยวกับความพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เรื่องโลกและทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน
สำหรับนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2/2 ทผี่ ู้วิจัยสรา้ งขน้ึ เป็นแบบมาตรฐานส่วนประมาณค่าจำนวน 15 ขอ้

6

6. ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะได้รับ
6.1 ครูในรายวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 จะได้แนวทางการจัดกิจกรรมในการสอน เรื่อง

โลกและทรัพยากรธรรมชาติ โดยใช้แบบจำลองเปน็ ฐานทมี่ ปี ระสิทธภิ าพไปใชใ้ นการจดั กิจกรรมการเรียน
6.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา วิทยาศาสตร์เรื่องโลกและ

ทรพั ยากรธรรมชาติสูงขน้ึ
6.3 เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาอื่นๆ และได้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

สามารถนำไปปรับใช้ในรายวิชาอน่ื ๆ ได้

บทท่ี 2

ทฤษฎแี ละวจิ ัยทเี่ ก่ียวขอ้ ง

ในการวิจัยเรื่อง เรื่องเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบจำลองเป็นฐานเรื่อง โลกและทรัพยากรธรรมชาติสำหรับนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนเทศบาลบ้าน
ส่องนางใย จังหวัดมหาสารคามผู้วิจยั ไดด้ ำเนนิ การศึกษาค้นควา้ เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกีย่ วข้องดังตอ่ ไปนี้

2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง 2560)
2.2 ตัวชว้ี ัดทท่ี ำการศึกษา
2.3 การวัดผลสมฤทธ์ิ

2.3.1. ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
2.3.2. ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
2.3.3. คณุ ลักษณะท่ีดขี องแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
2.3.4. แนวคดิ และทฤษฎีท่ใี ช้เปน็ แนวในการสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
2.3.5. หลกั การสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
2.3.6. ขัน้ ตอนการสร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
2.3.7. การวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2.4 การเรียนรโู้ ดยใช้แบบจำลองเปน็ ฐาน
2.4.1 แบบจำลองและการสร้างแบบจำลองในการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์
2.4.2 การสืบเสาะหาความรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน
2.4.3 การเรยี นร้โู ดยใชแ้ บบจำลองเป็นฐาน
2.4.4 กิจกรรมการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรูท้ ี่ใชแ้ บบจำลองเป็นฐาน (GEM)
2.5 ความพึงพอใจ (Satisfaction)
2.6 วิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง
2.6.1 งานวิจัยในประเทศ
2.6.2 งานวจิ ัยตา่ งประเทศ

8

2.1 หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง 2560)
2.1.1 มาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่าง

สิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและความสัมพันธร์ ะหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมชี วี ติ ต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอด
พลังงานการเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม แนวทางในการอนุรักษ์ธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมท้ัง
นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต
การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์
และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กันความสัมพันธข์ องโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงาน
สัมพันธก์ ัน รวมทัง้ นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะ
ทางพันธุกรรม สารพันธุกรรมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทาง
ชีวภาพและวิวฒั นาการของสง่ิ มีชีวิต รวมทง้ั นำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์

ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของ
การเปลยี่ นแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี

มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำ
ตอ่ วัตถุ ลักษณะการเคล่อื นท่ี แบบตา่ ง ๆ ของวัตถุ รวมทัง้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและ
การถ่ายโอนพลงั งาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลงั งาน พลังงานในชวี ิตประจำวนั ธรรมชาติของคล่ืน
ปรากฏการณท์ เ่ี ก่ียวขอ้ งกับเสียง แสง และคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
หมายเหตุ: มาตรฐาน ว 2.1 – ว 2.3 สำหรับผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี 6

9

สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และวิวฒั นาการ

ของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต
และการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก
กระบวนการเปล่ียนแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณพี บิ ตั ิภยั กระบวนการเปล่ยี นแปลงลมฟ้าอากาศ
และภูมอิ ากาศโลก รวมทั้งผลตอ่ สิ่งมีชีวติ และสง่ิ แวดล้อม
หมายเหตุ: มาตรฐาน ว 3.1 – ว 3.2 สำหรับผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ 6

สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพือ่ การดำรงชวี ติ ในสังคมท่มี ี

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ
เพอื่ แกป้ ญั หา หรือ พัฒนางานอย่างมีความคดิ สร้างสรรคด์ ว้ ยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยีอยา่ งเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบตอ่ ชวี ติ สงั คม และสิง่ แวดล้อม

มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิต
จรงิ อย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรยี นรู้ การทำงาน และ
การแก้ปญั หาไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ รเู้ ท่าทนั และมีจริยธรรม

2.1.2 วสิ ยั ทศั น์
หลักสูตรโรงเรียนบางมดวิทยา “สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์” พุทธศักราช 2561 ตาม

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561) มุ่งพัฒนาผู้เรียน
ทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เปน็ มนุษย์ท่ีมคี วามสมดลุ ทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกใน
ความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษา
ต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า
ทกุ คนสามารถเรยี นรแู้ ละพฒั นาตนเองได้เตม็ ตามศักยภาพ

10

2.1.3 หลกั การ
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.

2561) มหี ลกั การท่ีสำคญั ดังน้ี
1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ

เรียนรเู้ ป็นเป้าหมายสำหรับพฒั นาเดก็ และเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพืน้ ฐานของ
ความเปน็ ไทยควบคกู่ ับความเปน็ สากล

2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง
เสมอภาค และมคี ณุ ภาพ

3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษาใหส้ อดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถน่ิ

4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการ
จดั การเรยี นรู้

5. เป็นหลกั สูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคญั
6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ครอบคลุมทกุ กลุม่ เปา้ หมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
2.1.4 จุดหมาย
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
2561) มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ
จึงกำหนดเปน็ จุดหมายเพอ่ื ใหเ้ กดิ กบั ผูเ้ รียน เมอ่ื จบการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน ดังนี้
1. มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นิยมท่พี ึงประสงค์ เหน็ คณุ คา่ ของตนเอง มวี ินัยและ
ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
2. มีความรู้ ความสามารถในการสือ่ สาร การคิด การแก้ปัญหา การใชเ้ ทคโนโลยแี ละมี
ทักษะชวี ิต
3. มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ท่ดี ี มสี ุขนสิ ัย และรกั การออกกำลังกาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกความเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลกยึดม่ันในวถิ ีชีวติ และการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข
5. มจี ิตสำนึกในการอนุรักษ์วฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย การอนรุ ักษ์และพฒั นา

11

สิ่งแวดล้อมมีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมี
ความสขุ

2.1.5 สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.

2561) มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผูเ้ รียนเกิดสมรรถนะสำคัญ
และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ดังนี้

สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน
หลกั สตู รโรงเรยี นบางมดวิทยา “สสี ุกหวาดจวนอุปถัมภ์” พุทธศักราช 2561 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561) มุ่งให้ผู้เรียนเกดิ สมรรถนะ
สำคญั 5 ประการ ดังนี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมใน
การใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมลู
ข่าวสารและประสบการณอ์ ันจะเป็นประโยชนต์ ่อการพฒั นาตนเองและสงั คม รวมท้ังการเจรจาต่อรองเพื่อ
ขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความ
ถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและ
สังคม
2. ความสามารถในการคดิ เปน็ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การ
คิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้
หรอื สารสนเทศเพ่อื การตัดสนิ ใจเกย่ี วกับตนเองและสังคมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสมั พนั ธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ใน
การปอ้ งกันและแก้ไขปัญหา และมกี ารตดั สนิ ใจทม่ี ีประสทิ ธภิ าพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบที่เกดิ ข้ึนต่อตนเอง
สังคมและสงิ่ แวดล้อม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ เปน็ ความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไป
ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่
ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้ ง

12

ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จัก
หลกี เลี่ยงพฤตกิ รรมไม่พงึ ประสงค์ท่สี ่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อน่ื

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยี
ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้
การสอ่ื สาร การทำงาน การแก้ปญั หาอยา่ งสร้างสรรค์ ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และมีคุณธรรม

2.1.6 คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
หลักสูตรโรงเรียนบางมดวิทยา “สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์” พุทธศักราช 2561 ตาม

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561) มุ่งพัฒนาผู้เรียน
ให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็น
พลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้

1. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ซ่ือสัตย์สจุ ริต
3. มีวนิ ัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยูอ่ ยา่ งพอเพียง
6. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
7. รักความเปน็ ไทย
8. มจี ติ สาธารณะ

13

ตารางท่ี 1 ตารางแสดงมาตรฐานและตัวช้วี ดั ทีท่ ำการศึกษา รายวิชาวทิ ยาศาสตร์
เรือ่ ง โลกและทรพั ยากรธรรมชาติสำหรับนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2
โรงเรียนเทศบาลบ้านสอ่ งนางใย จงั หวดั มหาสารคาม
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก

กระบวนการเปล่ียนแปลงภายในโลกและบนผวิ โลก ธรณีพิบัตภิ ัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศ

และภมู ิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อส่งิ มีชวี ติ และส่งิ แวดล้อม

ชัน้ ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.2 1. เปรยี บเทยี บกระบวนการเกิด สมบตั ิและการ • เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์เกิดจากการเปลี่ยนแปลง

ใช้ประโยชน์รวมทั้งอธบิ ายผลกระทบจากการใช้ สภาพของซากส่งิ มีชีวิตในอดีต โดยกระบวนการ

เชือ้ เพลิงซากดึกดาํ บรรพจ์ ากขอ้ มลู ทีร่ วบรวมได้ ทางเคมแี ละธรณีวทิ ยา เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์ได้แก่

ถา่ นหิน หนิ นาํ้ มนั และปิโตรเลยี ม ซงึ่

เกิดจากวัตถุต้นกําเนิด และสภาพแวดล้อมการเกิดที่

แตกต่างกนั ทาํ ใหไ้ ด้ชนดิ ของเชอ้ื เพลิง

ซากดึกดําบรรพ์ที่มีลักษณะ สมบัติและการนําไปใช้

ประโยชน์แตกตา่ งกนั สําหรบั ปโิ ตรเลยี ม

จะต้องมีการผ่านการกลั่นลําดับส่วนก่อนการใช้งาน

เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์

เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมด

ไป เนื่องจากต้องใช้เวลานานหลายล้านปีจึงจะเกิดขึ้น

ใหมไ่ ด้

ม.2 3. เปรียบเทียบข้อดีและข้อจํากัดของพลังงาน • เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์เป็นแหล่งพลังงานที่สําคัญ

ทดแทนแต่ละประเภทจากการรวบรวมข้อมูล ในกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของมนษุ ยเ์ นื่องจากเชอ้ื เพลิงซากดึก

และนําเสนอแนวทางการใชพ้ ลงั งานทดแทน ดําบรรพ์มีปริมาณจํากัดและมักเพิ่มมลภาวะใน

ที่เหมาะสมในท้องถน่ิ บรรยากาศมากขึ้น จึงมกี ารใช้

พลงั งานทดแทนมากขน้ึ เช่น

พลังงานความร้อนใต้พิภพพลังงานไฮโดรเจน ซ่ึง

พลังงานทดแทนแต่ละชนิดจะมีข้อดีและข้อจํากัดที่

แตกตา่ งกนั

14

ชัน้ ตัวชวี้ ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.2 4. สร้างแบบจําลองที่อธิบายโครงสร้างภายใน • โครงสร้างภายในโลกแบ่งออกเป็นชนั้ ตาม

โลกตามองค์ประกอบทางเคมีจากข้อมูลท่ี องคป์ ระกอบทางเคมีไดแ้ ก่ เปลอื กโลก ซึ่งอยู่นอกสุด

รวบรวมได้ ประกอบดว้ ยสารประกอบของซลิ ิกอนและอะลูมเิ นยี ม

เปน็ หลัก

เนื้อโลกคือส่วนที่อยู่ใต้เปลือกโลกลงไปจนถึงแก่นโลก

มอี งค์ประกอบ

หลักเป็นสารประกอบของซิลิกอน แมกนีเซียมและ

เหล็ก และแก่นโลกคือส่วนที่อยู่ใจกลางของโลกมี

องค์ประกอบหลักเป็นเหล็กและนิกเกิลซึ่งแต่ละชั้นมี

ลักษณะแตกต่างกนั

ม.2 6. อธิบายลักษณะของชั้นหน้าตัดดินและ • ดินเกิดจากหินที่ผุพังตาธรรมชาติผสมคลุกเคล้ากับ

กระบวนการเกิดดิน จากแบบจําลอง รวมท้ัง อินทรยี วตั ถุที่ได้จากการเน่าเป่ือยของซากพชื

ระบุปัจจัยที่ทําให้ดินมีลักษณะและสมบัติ ซากสัตว์ทับถมเป็นชั้น ๆ บนผิวโลก ชั้นดินแบ่ง

แตกต่างกัน ออกเป็นหลายชั้น ขนานหรือเกือบขนานไปกับผิวหน้า

ดิน แตล่ ะช้ันมีลกั ษณะแตกต่างกัน

เนอื่ งจากสมบตั ิทางกายภาพ เคมชี ีวภาพ และลักษณะ

อ่ืน ๆเชน่ สีโครงสรา้ ง เนอื้ ดิน การยึดตัว

ความเป็นกรด-เบส สามารถสังเกตได้จากการสํารวจ

ภาคสนาม การเรยี กช่ือชน้ั ดินหลักจะใช้

อักษรภาษาอังกฤษตวั ใหญ่ ไดแ้ ก่ O, A, E,B, C,R

• ชั้นหน้าตัดดิน เป็นชั้นดินที่มีลักษณะปรากฏให้เห็น

เรยี งลาํ ดับเปน็ ช้นั จากชั้นบนสุดถึงช้ันล่างสุด

ม.2 8. อธิบายปัจจัยและกระบวนการเกิดแหล่งน้ำ • ปัจจัยที่ทําให้ดินแต่ละท้องถิ่นมีลักษณะและสมบัติ

ผวิ ดินและแหลง่ น้ำใตด้ นิ จากแบบจาํ ลอง แตกตา่ งกนั ไดแ้ ก่ วัตถตุ ้นกาํ เนดิ ดนิ ภมู ิอากาศ

สิ่งมีชีวิตในดิน สภาพภูมิประเทศ และระยะเวลาใน

การเกิดดิน

• แหล่งน้ำผิวดินเกิดจากน้ำฝนที่ตกลงบนพื้นโลกไหล

จากท่ีสงู ลงสทู่ ่ตี ํ่าดว้ ยแรงโนม้ ถว่ ง การไหลของน้ำทํา

15

ชั้น ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ให้พื้นโลกเกิดการกดั เซาะเป็นร่องน้ําเช่น ลําธารคลอง

และแม่น้ํา ซึ่งร่องน้ําจะมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกนั

ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ําฝนระยะเวลาในการกัดเซาะ ชนิด

ดินและหิน และลกั ษณะภมู ิประเทศ เชน่ ความลาดชนั

ความสงู ตํา่ ของพ้ืนที่ เม่อื น้ําไหลไปยังบรเิ วณที่เป็นแอ่ง

จะเกดิ การสะสมตวั เป็นแหล่งน้ํา เช่น บึง ทะเลสาบ

ทะเล และมหาสมทุ ร

• แหล่งน้ําใต้ดินเกิดจากการซึมของน้ําผิวดินลงไป

สะสมตัวใต้พื้นโลก ซึ่งแบ่งเป็นน้ําในดินและน้ําบาดาล

นา้ํ ในดินเปน็ นํ้าทอี่ ยูร่ ว่ มกบั อากาศ

ตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ส่วนน้ําบาดาลเป็นน้ําท่ี

ไหลซึมลึกลงไปและถูกกักเก็บไว้ในชั้นหินหรือชั้นดิน

จนอิ่มตัวไปด้วยนํ้า

ม.2 10. สร้างแบบจําลองที่อธิบายกระบวนการเกิด • น้ําท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง ดินถล่ม หลุมยุบแผ่นดนิ

และผลกระทบของนา้ํ ทว่ ม การกดั เซาะชายฝั่ง ทรุด มีกระบวนการเกิดและผลกระทบ

ดนิ ถล่ม หลุมยบุ แผ่นดนิ ทรุด ที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่

ชีวิต และทรพั ย์สิน

• น้ําท่วม เกิดจากพื้นที่หนึ่งได้รับปริมาณน้ําเกินกว่าท่ี

จะกักเก็บได้ทําให้แผ่นดินจมอยู่ใต้น้ํา โดยขึ้นอยู่กับ

ปริมาณน้ําและสภาพทางธรณวี ทิ ยาของพน้ื ท่ี

• การกัดเซาะชายฝั่ง เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง

ของชายฝั่งทะเลที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจากการกัดเซาะ

ของคลื่นหรือลม ทําให้ตะกอนจากที่หนึ่งไปตกทับถม

ในอีกบริเวณหนึ่ง แนวของชายฝั่งเดิมจึงเปลี่ยนแปลง

ไป บริเวณที่มีตะกอนเคลื่อนเข้ามาน้อยกว่าปริมาณที่

ตะกอนเคลื่อนออกไปถือวา่ เป็นบริเวณท่ีมีการกัดเซาะ

ชายฝ่ัง

16

ช้ัน ตัวชวี้ ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

• ดินถล่ม เป็นการเคล่ือนที่ของมวลดนิ หรือหินจาํ นวน

มากลงตามลาดเขา เนอ่ื งจากแรงโน้มถว่ ง

ของโลกเปน็ หลัก ซ่ึงเกิดจากปัจจยั สาํ คญั ได้แกค่ วาม

ลาดชันของพื้นท่สี ภาพธรณวี ิทยา ปริมาณ

น้ําฝน พืชปกคลมุ ดิน และการใช้ประโยชนพ์ ื้นที่

• หลุมยุบ คือ แอ่งหรือหลุมบนแผ่นดินขนาดต่าง ๆที่

อาจเกดิ จากการถลม่ ของโพรงถํ้าหินปนู

เกลือหินใต้ดิน หรือเกิดจากน้ําพัดพาตะกอนลงไปใน

โพรงถ้ําหรือธารน้าํ ใตด้ นิ

• แผ่นดินทรุดเกิดจากการยุบตัวของชั้นดิน หรือหิน

ร่วน เม่ือมวลของแขง็ หรือของเหลวปริมาณมาก

ที่รองรับอยู่ใต้ชั้นดินบริเวณนั้นถูกเคลื่อนย้ายออกไป

โดยธรรมชาตหิ รือโดยการกระทาํ ของมนษุ ย์

2.2 ตัวชว้ี ัดทท่ี ำการศึกษา
มาตรฐาน ว 3.2 ม.2/9 สร้างแบบจําลองที่อธิบายการใช้น้ำ และนําเสนอแนวทางการใช้น้ำอย่าง

ย่ังยนื ในทอ้ งถ่ินของตนเอง
เน้อื หาทีจ่ ดั ทำการเรยี นการสอน
ทรัพยากรนำ้ และการใช้ทรัพยากรน้ำ

ทรัพยากรน้ำ หมายถึง แหล่งต้นตอของน้ำที่เป็นประโยชน์หรือมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิด
ประโยชน์แก่มนุษย์ ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญเนื่องจากน้ำเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากแก่การดำรงชีวิตของ
สิง่ มชี วี ติ ทกุ ชนิด ไดม้ ีการนำน้ำมาใช้ในดา้ นเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บ้านเรือน นนั ทนาการและกิจกรรม
ต่างๆ รวมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม น้ำที่มนุษย์นำมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ ดังกล่าวนั้นจะเป็นน้ำจืด แต่น้ำจืดใน
โลกเรามีเพยี งร้อยละ 2.5 เทา่ น้นั และปริมาณ 2 ใน 3 ของน้ำจืดจำนวนนีเ้ ปน็ นำ้ แขง็ ในรปู ของธารน้ำแข็ง
และน้ำแขง็ ท่จี บั ตัวกันอย่ทู ่ีขั้วโลกท้ังสองขั้ว

17

1. แหลง่ น้ำจดื
น้ำผวิ ดนิ
น้ำผวิ ดินไดแ้ ก่น้ำในแม่น้ำลำคลอง ทะเลสาบและในพ้ืนทช่ี มุ่ น้ำท่ีเป็นน้ำจืด ปกติน้ำผิวดินจะ

ได้รับการเติมจากฝนหรือหิมะ และจะหายไปตามธรรมชาตดิ ้วยการะเหย การไหลออกสู่ทะเลและการซมึ
ลงไปใต้ดินแม้วา่ การเติมน้ำจืดโดยธรรมชาติของระบบน้ำผวิ ดินจะได้จากการตกของฝนหรือหิมะลงเฉพาะ
บนบริเวณลุ่มน้ำนั้นๆ ณ เวลาหนึ่งก็ตาม แต่ปริมาณรวมของน้ำยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีกหลายปัจจัย
ปจั จยั เหลา่ น้รี วมถึงปริมาณความจุของทะเลสาบ พ้นื ท่ีชมุ่ นำ้ และอ่างเกบ็ น้ำท่มี นษุ ย์สร้างขึ้น อตั ราการซึม
ของดินในพื้นที่กักเก็บต่างๆ ดังกล่าว ลักษณะของการไหลตามผิวพื้นของลุ่มน้ำ ช่วงเวลาการตกของฝน
หรือหิมะและอัตราการระเหยของพ้ืนที่นั้นๆ ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อสดั สว่ นของน้ำท่ีไหลออกสู่ทะเล ระเหย
และซึมลงใต้ดนิ

นำ้ ใต้ผวิ ดิน
นำ้ ใตผ้ ิวดนิ หรอื น้ำใตด้ นิ หมายถงึ นำ้ จืดทขี่ ังอยใู่ นช่องวา่ งของดินหรือหนิ และยังหมายถึงน้ำท่ี
ไหลอยู่ภายในชน้ั หินอุ้มน้ำ หรือชัน้ นำ้ (Aquifer) ซงึ่ อยู่ตำกว่าระดับน้ำใต้ดิน (water table) ในบางครั้งก็
มปี ระโยชน์ท่จี ะแยกใหเ้ หน็ ถึงความแตกต่างระหว่าง น้ำใต้ผวิ ดนิ ทีอ่ ยู่ใกลแ้ ละสัมพันธ์กับน้ำผิวดิน กับ น้ำ
ผิวดินทสี่ ัมพนั ธ์กับน้ำใต้ผิวดินทีอ่ ยลู่ ึกมากในชนั้ หนิ อมุ้ น้ำ บางครงั้ ก็เรียกนำ้ ชนดิ นีว้ า่ "น้ำซากดกึ ดำบรรพ์"
(Fossil water)
น้ำแขง็
มีวิธีการหลายแบบทีม่ ีผู้คิดขึน้ เพือ่ ใช้ประโยชน์จากภเู ขาน้ำแข็งเพื่อนำน้ำมาทำเป็นแหลง่ น้ำ
จืด แต่ถึงปัจจุบันความพยายามนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาวะขั้นการคิดตน้ เพื่อความแปลกใหม่ น้ำที่ละลายไหล
จากภูเขาน้ำแขง็ ถือเป็นน้ำผวิ ดนิ
2. การใช้ทรัพยากรน้ำ
การใช้นำ้ จืดสามารถแบ่งออกได้เปน็ ประเภทท่เี รียกว่า "บริโภคแล้วหมดไป" (consumptive)
และ"บริโภคได้ต่อเนื่อง" (non-consumptive) ซึ่งบางครั้งเรียกว่า "ใช้ได้ต่อเนื่องได้ใหม่" การใช้น้ำที่
นับเป็นประเภทบริโภคหมดไปได้แก่การใช้ที่เมื่อใช้แล้วไม่อาจนำกลับมาใช้อย่างอื่นได้อีกในทันที การ
สญู เสียจากการไหลซึมซับลงสู่ใตผ้ วิ ดินและการระเหยก็นับเป็นประเภทบริโภคหมดไปเช่นกัน (แม้ไม่ได้ถูก
บริโภคโดยมนุษย์) รวมทั้งน้ำที่ติดรวมไปกับผลิตภัณฑ์เกษตรหรืออาหาร น้ำที่สามารถนำมาบำบัดแล้ว
ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำผิวดินใหม่ได้อีก เช่น น้ำโสโครกที่บำบัดแล้ว จะนับเป็นน้ำประเภทใช้ต่อเนื่องได้ใหม่
ถา้ ถูกนำไปใชต้ ่อเน่อื ในกิจกรรมการใชน้ ำ้ อยา่ งใดอยา่ งหน่งึ

18

เกษตรกรรม
มีการประมาณกันว่า ปริมาณน้ำจืดร้อยละ 70 ของโลกถูกใช้ไปเพื่อการชลประทาน ใน
บางส่วนของโลกอาจไม่จำเป็นต้องใช้ระบบชลประทานเลยก็ได้ แต่ในบางพื้นที่การชลประทานมีความจำ
เป็นมากในการเพิ่มผลผลิตการปลูกพืชชนิดที่จะได้ราคาดี วิธีการชลประทานแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียที่
จะต้องแลกกันระหว่างผลผลิตที่ได้กับปริมาณน้ำที่ใช้ รวมทั้งราคาค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์และโครงสร้าง
วิธีการชลประทานแบบปกติบางแบบ เช่นแบบยกร่องและแบบหัวกระจายน้ำด้านบนจะถูกที่สุด แต่ก็มี
ประสิทธภิ าพตำ่ เนอ่ื งจากน้ำสว่ นใหญ่จะไหลตามผิวและซึมลงไปในดนิ หรือระเหยเสยี เปล่าไปมาก
อุตสาหกรรม
ประมาณว่า ร้อยละ 15 ของการใช้น้ำโดยรวมของโลกเป็นการใช้เพื่อการอุตสาหกรรม
อตุ สาหกรรมหลกั ๆ ท่ใี ชน้ ้ำมากได้แก่การผลิตไฟฟา้ ท่ีใช้นำ้ ในการหล่อเย็นและใช้ผลติ ไฟฟา้ (เช่นโรงไฟฟ้า
พลังน้ำ) อุตสาหกรรมเกี่ยวกับแร่และการถลุงแร่ การกลั่นน้ำมัน ซึ่งใช้น้ำในกระบวนการทางเคมี
โรงงานผลติ สินคา้ ต่างๆ ที่ใช้น้ำเป็นตัวละลาย สัดส่วนการใช้น้ำทางอุตสาหกรรมท่ีนับประเภทเป็น "การ
ใช้หมดไป" นี้มีความผันแปรแตกต่างกันมากก็จริง แต่โดยรวมแล้วยังนับว่าน้อยกว่าการใช้น้ำทาง
เกษตรกรรมมาก
ครัวเรือน
ประมาณว่าภาคครัวเรือนทั้งโลกใช้น้ำเพื่อบริโภคและอุปโภคเฉลี่ยร้อยละ 15 ซึ่งรวมถึงน้ำ
ดื่ม น้ำอาบ น้ำเพื่อการปรุงอาหาร เพื่อการสุขาภิบาล และเพื่อการรดน้ำต้นไม้และสวน ความต้องการ
พื้นฐานของการใช้น้ำภาคครัวเรือนได้รับการประมาณไว้โดย "ปีเตอร์ กลีก" ว่าเท่ากับ 50 ลิตรต่อคน-ต่อ
วัน โดยไม่รวมน้ำที่ใช้รดน้ำต้นไม้น้ำใช้แล้วในภาคครัวเรือนจะถูกบำบัดแล้วปล่อยกลับคืนสู่แหล่ง
ธรรมชาติ มขี ้อยกเว้นอยู่บา้ งท่ีมีการนำน้ำบำบัดแลว้ ไปใช้ในงานภูมิทัศน์ ดงั นั้นท่ีน้ำใช้ในภาคครัวเรือนจึง
มสี ภาวะเป็นประเภทใชแ้ ล้วหมดไปนอ้ ยกว่าน้ำท่ใี ช้ทางดา้ นเกษตรกรรมและอตุ สาหกรรม
นนั ทนาการ
น้ำมีคุณค่าด้านนันทนาการค่อนข้างสูงมากปริมาณน้ำที่ใช้ในด้านนันทนาการมีปริมาณน้อย
มากแต่ก็กำลังเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่การใช้น้ำด้านนันทนาการมักเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอ่าง
เก็บน้ำ ถ้าอ่างเก็บน้ำถูกบรรจุน้ำเต็มมากกว่าปกติเพื่อนันทนาการ ในกรณีนี้ น้ำที่ถูกเก็บกักไว้อาจจัดอยู่
ในประเภทการใช้เพ่ือนนั ทนาการได้ การปลอ่ ยนำ้ จากอ่างเกบ็ น้ำต่างๆ เพือ่ ใหเ้ ล่นเรือในทางนำ้ ใต้อ่างได้ก็
สามารถนับน้ำที่ปล่อยเพือ่ การนี้เป็นนำ้ เพื่อนันทนาการได้เช่นกัน ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่แหล่งน้ำเพื่อกักกัน
ไวเ้ พื่อกีฬาตกปลา การเลน่ สกนี ้ำ การเท่ียวชมธรรมชาตแิ ละการว่ายน้ำในธรรมชาติ

19

สิ่งแวดลอ้ ม
การใช้น้ำในด้านสิ่งแวดล้อมที่พอจะเห็นได้ชดั เจนจรงิ ๆ มีน้อยมาก แต่โดยภาพรวมแล้วอาจ
นับได้ว่ากำลังเพิ่มปริมาณขึ้น การใช้น้ำด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าวได้แก่การนำมาใช้ในการทำพื้นที่ชุ่มน้ำ
เทียม ใชท้ ำทะเลสาบเทยี มเพ่ือเพิม่ ที่อยู่อาศัยหรือที่พักพิงของสัตว์ปา่ ใชท้ ำบนั ไดปลาโจนตามเขื่อนต่างๆ
และใช้เป็นน้ำสำหรับปล่อยเป็นเวลาจากอ่างเก็บน้ำเพื่อช่วยการขยายพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำในทางน้ำใต้
อ่าง

มาตรฐาน ว 3.2 ม.2/10 สร้างแบบจําลองที่อธิบายกระบวนการเกิดและผลกระทบของน้ำทว่ ม
การกัดเซาะชายฝั่งดนิ ถล่ม หลมุ ยบุ แผ่นดินทรุด
เน้ือหาทีจ่ ัดทำการเรียนการสอน
ภัยพิบัติธรรมชาติ

ภยั พิบัติทางธรรมชาติ
คือ ภัยท่มี สี าเหตมุ าจากธรรมชาติ อาทิ แผน่ ดนิ ไหว อุทกภยั อคั คีภยั พายุการระเบิดท่ีกล่าวถึงนี้
คือการระเบิดของแก๊สที่ธรรมชาติปล่อยออกมาสู่ภายนอก นอกจากนี้ภัยพิบัติทางธรรมชาติยังรวมถึงภัย
จากนอกโลกดว้ ย เช่น อุกกาบาต
1. ธรณพี ิบัติภยั (geohazard)

หมายถงึ ภัยธรรมชาติทเี่ กิดจากกระบวนการทางธรณวี ิทยา เชน่ แผน่ ดินไหว สนึ ามิ หลุมยุบ
ดินถล่ม หิมะถล่ม ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น ถือเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยาที่
เกิดขึ้นโดยฉับพลันและรุนแรง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือน ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนท่ี
อาศัยอย่ใู นพ้นื ท่ีท่เี กิดเหตุ

ประเภทของธรณีพิบัตภิ ัย
ดินถล่ม (Landslide) เป็นการเลื่อนไถลตามแรงโน้มถ่วงของโลกของมวลดินและหนิ ในพื้นที่
ที่มีความลาดชันสูง เช่น แนวเขา หน้าผา นอกจากนี้ยังเกิดในพื้นที่ภูเขาสูงรองรับด้วยหินแกรนิตและ
หินดินดานเป็นป่าโปร่งตามธรรมชาติและพบต้นไผ่ขึ้นอยู่ทั่วไป สำหรับดินถล่มในประเทศไทยมักเกิดขึ้น
พร้อมกับน้ำป่าไหลหลาก เมื่อเกิดฝนตกหนักรุนแรงและต่อเนื่องหลายวัน มีปริมาณฝนมากกว่า 200
มิลลิเมตร การป้องกันดินถล่มอาจใช้การปลูกหญ้าแฝก การใช้ลวดตาข่ายกั้นตามแนวถนน และจะเป็น
ความเสียหายแกป่ ระชาชน เปน็ ต้น

20

แผ่นดินไหว (Earthquake) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเคล่ือนที่ของแผ่นเปลือกโลก (แนว
ระหว่างรอยต่อธรณีภาค) ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของชั้นหินขนาดใหญ่เลื่อน เคลื่อนที่ หรือแตกหักและ
เกดิ การโอนถา่ ยพลังงานศกั ย์ผา่ นในชน้ั หินท่อี ยูต่ ดิ กัน

คลื่นสึนามิ (Tsunami) เป็นคลื่นใต้น้ำที่เกิดจากการเกิดแผ่นดินไหวหนือภูเขาระเบิดใต้
มหาสมุทรมากกว่าแมกนจิ ดู 7.0 รวมทงั้ จดุ โฟกัสต้องอยลู่ ึกลงไปในเปลือกโลกน้อยกวา่ 50 กิโลเมตร และ
เปลือกโลกเคลื่อนที่ในแนวตั้ง หรือเกือบตั้ง ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด
แผน่ ดนิ ไหว เชน่ พนื้ ทร่ี อบ ๆ มหาสมทุ รแปซฟิ ิก หรอื “วงแหวนไฟ”
หลมุ ยบุ (Sinkhole) เป็นปรากฏการณ์ทด่ี นิ ยบุ ตัวลงเป็นหลุมลึกและมีเสน้ ผ่าศนู ย์กลางต้งั แต่ 1-200 เมตร
ความลึกตั้งแต่ 1-20 เมตรหรือมากกว่านั้น การเกิดหลุมยุบในตอนแรกปากหลุมจะมีลักษณะเกือบกลม
และมีน้ำสีขาวขังอยู่ก้นหลุม หลังจากนั้นน้ำจะกัดเซาะก้นหลุมให้กว้างขึ้นในลักษณะคล้ายรูปน้ำเต้าจน
ปากหลมุ พังลงมา

รอยดินแยก (Creep) มักเกิดขึ้นบนที่ลาดภูเขาและมีความลาดชันสูง เมื่อเกิดฝนตกหนักจะ
ทำให้ดินอิ่มตัวแต่ยังไม่มีการเคลื่อนตัวลงมาเหมือนการเกิดดินถล่มตลิ่งทรุดตัว (Bank Erosion) เกิดจาก
การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในแม่น้ำ ทำให้เกิดความแตกต่างของระดับน้ำใต้ดินกับน้ำในแม่น้ำ เช่น
ระดับน้ำในแม่น้ำลดลงเน่ืองจากเป็นฤดูแลง้ หรอื เกิดจากความรุนแรง ของกระแสน้ำในช่วงที่เกิดนำ้ หลาก
ตามธรรมชาติ การเกดิ ธรณีพิบตั ิภยั ของประเทศไทยในปี 2550 ส่วนใหญเ่ กดิ ดนิ ถล่ม ดินไหล หินรว่ ง รอย
ดินแยก หลมุ ยุบ ตลิ่งทรดุ ตวั และแผน่ ดินไหว

2. อุทกภัยหรอื ภัยจากนำ้
น้ำท่วม เป็นการไหลล้นของห้วงน้ำซึ่งทำให้แผ่นดินจมอยู่ใต้น้ำ คำว่า "น้ำเอ่อล้น" (flowing

water) ยังอาจใช้กับการไหลเข้าของกระแสน้ำ น้ำท่วมอาจเป็นผลของปริมาตรน้ำภายในแหล่งน้ำ เช่น
แม่น้ำหรือทะเลสาบ ซึ่งไหลล้นหรือทลายคันดิน เป็นผลให้น้ำบางส่วนออกจากขอบเขตตามปกติของมัน
ขณะที่ขนาดของทะเลสาบหรือแหล่งน้ำอื่นมีความแตกต่างกันตามการเปลี่ยนแปลงหยาดน้ำฟ้าและการ
ละลายของหิมะตามฤดูกาล แต่น้ำนั้นมิใช่อุทกภัยทีส่ ำคญั เว้นแต่น้ำนัน้ ออกมาคุกคามพื้นที่ดินที่มนุษย์ใช้
เช่น หมูบ่ า้ น นครหรอื พนื้ ที่อยูอ่ าศยั

ผลกระทบ
น้ำท่วมมผี ลกระทบรบกวนมากมายต่อถิ่นฐานและกิจกรรมเศรษฐกิจของมนษุ ย์ อย่างไรกด็ ี น้ำ
ท่วม (โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงนำ้ ทว่ มทีเ่ กิดขึ้นบ่อยครัง้ /เล็กกว่า) ยังสามารถนำมาซึ่งประโยชน์ได้ เช่น การเติม
นำ้ บาดาลใหม่ ทำให้ดนิ อุดมสมบรู ณ์ข้ึนและใหส้ ารอาหารแก่ดินซึ่งขาด น้ำท่วมทำใหบ้ างพ้ืนท่ี โดยเฉพาะ

21

อย่างยิ่งพื้นที่แห้งแลง้ หรือกึ่งแห้งแล้ง มีทรัพยากรน้ำที่สำคัญยิ่ง ที่ซึ่งเหตุการณห์ ยาดน้ำฟ้าสามารถมีการ
กระจายไม่สม่ำเสมอมากตลอดทั้งปี น้ำจืดท่วมมีบทบาทสำคัญยิ่งในการรักษาระบบนิเวศในทางน้ำไหล
และเป็นปัจจัยหลักในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของที่ราบน้ำท่วมถึง น้ำท่วมได้เติม
สารอาหารปริมาณมากแก่ทะเลสาบและแม่น้ำซึ่งทำให้การประมงดีขึ้นเป็นเวลาสองสามปี ซึ่งยังเป็นผล
ของความเหมาะสมของทร่ี าบนำ้ ท่วมถึงสำหรบั การวางไข่ เพราะมีการล่านอ้ ยและสารอาหารมาก นกและ
ปลาไดป้ ระโยชนจ์ ากการเพมิ่ การผลติ ซึง่ เปน็ ผลจากน้ำทว่ ม

3. วาตภัย (Storms)
เป็นภัยธรรมชาติซ่ึงเกิดจากพายุลมแรง สามารถแบ่งลักษณะของวาตภัยได้ตามความเร็วลม

สถานที่ที่เกิด เช่น พายุฝนฟ้าคะนอง พายุดีเปรชัน พายุโซนร้อน พายุไต้ฝุ่น เป็นต้น ทำให้เกิดความ
เสียหายให้แก่ชีวิตของมนุษย์ อาคารบา้ นเรือน ต้นไม้ และส่งิ กอ่ สรา้ งต่างๆ

1) ปจั จัยที่ทำใหเ้ กดิ วาตภยั มีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ดงั นี้
1.1) พายุหมุนเขตร้อน เป็นพายุหมุนที่เกิดเหนือทะเลหรือมหาสมุทรในเขตร้อน ได้แก่

พายุดีเปรชัน พายุโซนร้อน พายุไต้ฝุ่น พายุหมุนเขตร้อนมชี ่ือเรียกตา่ งกันไปตามแหล่งกำเนิด เช่น พายุที่
เกิดในอ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดียเรียกว่า “ไซโคลน” (Cyclone) พายุที่เกิดในมหาสมุทร
แอตแลนติกเหนือทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก และทางด้านตะวันตกของเม็กซิโกเรียกว่า “เฮอลิแคน”
(Hurricane) พายทุ ่ีเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือทางด้านฝั่งตะวันตกมหาสมุทรแปซิฟิกไต้ และทะเลจีน
ไต้ เรียกว่า “ไต้ฝุ่น” (Typhoon) พายุที่เกิดแถบทวีปออสเตรเลีย เรียกว่า “วิลลี-วิลลี” (willy-willy)
หรอื เรยี กช่ือตามบริเวณทเ่ี กิด

1.2) ลมงวง หรือพายทุ อร์นาโด เป็นพายุหมุนรนุ แรงขนาดเล็กที่เกิดจากการหมุนเวียน
ของลมภายใต้เมฆก่อตวั ในแนวดิ่งหรือเมฆพายุฝนฟ้าคะนอน (เมฆคิวมูโลนิมบสั )ที่มฐี านเมฆตำ่ กระแสลม
วนที่มีความเร็วลมสูงนี้ จะทำให้กระแสอากาศเป็นลมพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า หรือย้อยลงมาจากฐานเมฆดูคล้าย
กับงวงหรือปลอ่ งย่นื ลงมา ถ้าถึงพื้นดนิ ก็จะทำความเสยี หายแก่ บ้านเรือน ตน้ ไม้ และส่ิงปลูกสร้างได้

1.3) พายุฤดูร้อน เป็นพายุที่เกิดในฤดูร้อน ในประเทศไทยส่วนมากเกิดระหว่างเดือน
มีนาคมถึงเดือนเมษายน โดยจะเกิดบ่อยครั้งในภาคเหนือและภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ส่วนกลางและภาคตะวันออก การเกิดน้อยครั้งกว่า สำหรับภาคใตก้ ็สามารถเกิดได้แต่ไม่บ่อยนัก โดยพายุ
ฤดูร้อนจะเกิดในช่วงที่มีลักษณะอากาศร้อนอบอ้าวติดต่อกันหลายวันแล้วมีกระแสอากาศเย็นจากความ
กดอากาศสูงในประเทศจีนพัดมาประทะกัน ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง มีพายุลมแรง และอาจมีลูกเห็บตกได้
โดยจะทำความเสยี หายในบรเิ วณกวา้ งนักประมาณ 20-30 ตารางกโิ ลเมตร

22

3) ผลกระทบที่เกิดจากวาตภยั ทำใหเ้ กดิ อนั ตราย และความเสยี หาย ดงั นี้
บนบก ต้นไม้ถอนรากถอนโคนต้นไม้ทับบ้านเรือนพัง ผู้คนได้รับบาดเจ็บจนอาจถึง

เสียชีวติ เรือกสวนไรน่ าเสียหายหนกั มาก บ้านเรียนท่ีไมแ่ ขง็ แรงไม่สามารถตา้ นทานความรุนแรงของลมได้
พังระเนระนาดหลังคาที่ทำด้วยสังกะสีจะถูกพัดเปดิ กระเบ้ืองหลังคาปลวิ ว่อน เปน็ อนั ตรายต่อผู้คนท่ีอยู่ใน
ท่ีโล่งแจ้ง เสาไฟฟา้ เสาไฟลม่ สายไฟขาด ไฟฟ้าลัดวงจร เกิดไฟไหมผ้ คู้ นสูญเสียจากไฟฟา้ ดูดได้ ผูค้ นทพ่ี ัก
อยรู่ ิมทะเลจะถูกคลืน่ ซดั ท่วมบ้านเรือนและกวาดลงทะเล ผูค้ นอาจจมน้ำทะเลตายได้ ฝนตกหนักมากท้ัง
วนั ทง้ั คืน เกิดอทุ กภยั ตามมา นำ้ ปา่ จากภูเขาไหลหลากลงมาอยา่ งรนุ แรง ทว่ มบา้ นเรือน ถนน และไร่สวน
นา เส้นทางคมนาคม ทางรถไฟ สะพาน และถูกตัดขาด ในทะเล มีลมพัดแรง คลื่นใหญ่ เรือขนาดใหญ่
อาจพัดพาไปเกยฝั่งหรือชน หินโสโครกทำให้จมได้ เรือทุกชนิดควรงดออกจากฝั่ง หลีกเล่ียงการเดินเรือ
เข้าใกล้ศนู ยก์ ลางพายุมคี ล่นื ใหญ่ซดั ฝั่งทำใหร้ ะดบั น้ำสูงท่วมอาคารบ้านเรือนบริเวณทะเล พ้นื ท่ีเพาะเล้ียง
สตั วน์ ำ้ ชายฝั่ง และอาจกวาดสิง่ ก่อสร้างท่ไี ม่แข็งแรงลงทะเลได้ เรือประมงบริเวณชายฝั่งจะถกู ทำลาย

4) การระวังภัยจากวาตภัย สามารถทำได้ ดงั น้ี
4.1) ขณะเกิดวาตภยั ควรปฏบิ ัติ ดงั น้ี
1. ตดิ ตามขา่ วและคำเตอื นลกั ษณะอากาศจากกรมอตุ ุนิยมวิทยา
2. เตรียมวทิ ยุและอุปกรณส์ ่ือสาร เพ่ือตดิ ตามข่าวในกรณที ไ่ี ฟฟา้ ขัดข้อง
3. ตัดหรือรึกิ่งไม้ที่อาจหักได้จากลมพายุ โดยเฉพาะกิ่งที่หักมาทับบ้าน สายไฟฟ้า

ต้นไม้ที่ยืนต้นตายควรจัดการโคน่ ลงเสยี
4. ตรวจเสาและสายไฟฟ้าทั้งในและนอกบริเวณนอกบ้านให้เรียบร้อย ถ้าไม่

แขง็ แรงให้ยดึ เหนีย่ วเสาไฟใหม้ นั คง
5. พักในอาคารที่มั่นคงตลอดเวลาขณะเกิดวาตภัย อย่าออกมาในที่โล่งแจ้งเพราะ

ก่งิ ไม้อาจหักโค่นลงมาทับได้รวมทั้งหลังคาสังกะสแี ละกระเบ้อื งจะปลวิ ตามลมมาทำอันตรายได้
6. ปิดประตู หน้าต่างทุกบาน รวมทั้งยึดประตูและหน้าต่างให้มั่นคงแข็งแรง ถ้า

ประตหู นา้ ตา่ งไม่แขง็ แรง ให้ใช้ไม้ทาบตตี ะปูตรงึ ปดิ ประตู หนา้ ตา่ งไวจ้ ะปลอดภัยยง่ิ ขึ้น
7. ปิดก้นั ช่องทางลมและชอ่ งทางตา่ ง ๆ ทลี่ มจะเข้าไปทำใหเ้ กดิ ความเสยี หาย
8. เตรียมตะเกียง ไฟฉาย และไม้ขีดไฟไว้ให้พร้อม ให้อยู่ใกล้มือ เมื่อเกิดไฟฟ้าดับ

จะไดห้ ยบิ ใช้ไดอ้ ย่างทนั ท่วงที และน้ำสะอาด พรอ้ มทง้ั อุปกรณ์เคร่อื งห้มุ ตุ้ม
9. เตรียมอาหารสำรอง อาหารกระป๋องไว้บ้างสำหรับการยังชีพในระยะเวลา 2-3

วนั
10. ดับเตาไฟใหเ้ รียบรอ้ ยและควรจะมีอุปกรณส์ ำหรบั ดับเพลงิ ไว้

23

11. เตรยี มเครอ่ื งเวชภัณฑ์
12. สงิ่ ของควรไว้ในท่ีตำ่ เพราะอาจจะตกหลน่ แตกหักเสียหายได้
13. บรรดาเรอื แพ ให้ลงสมอยึดตรงึ ให้ม่ันคงแข็งแรง
14. ถ้ามีรถยนต์ หรือพาหนะ ควรเตรียมไว้ให้พร้อมภายหลังพายุสงบอาจต้องนำ
ผู้ป่วยไปส่ง โรงพยาบาล น้ำมนั ควรจะเตมิ ใหเ้ ตม็ ถงั อยตู่ ลอดเวลา
15. เม่ือลมสงบแลว้ ต้องรออย่างน้อย 3 ช่วั โมง ถา้ พ้นระยะนี้แล้วไม่มีลมแรงเกิดขึ้น
อีก จึงจะวางใจวา่ พายุได้ผา่ นพ้นไปแลว้ ทง้ั น้ีเพราะ เม่อื ศนู ยก์ ลางพายุผา่ นไปแลว้ จะต้องมีลมแรงและฝน
ตกหนักผา่ นมาอีก ประมาณ 2 ช่วั โมง
4.2 เม่อื พายสุ งบแลว้
1. เมอ่ื มผี บู้ าดเจบ็ ใหร้ ีบช่วยเหลอื และนำส่งโรงพยาบาลท่ีใกลเ้ คยี งให้เร็ว ทสี่ ดุ
2. ตน้ ไม้ใกลจ้ ะล้มใหร้ บี จัดการโค่นล้มลงเสยี มิฉะนน้ั จะหักโคน่ ลม้ ภายหลงั
3. ถ้ามีเสาไฟฟ้าล้ม อย่าเข้าใกล้หรือแตะต้องเป็นอันขาด ทำเครื่องหมายแสดง
อนั ตราย
4. แจ้งให้เจา้ หน้าทีห่ รือชา่ งไฟฟา้ จัดการดว่ น อย่าแตะโลหะทเี่ ป็นสอื่ ไฟฟา้
5. เมอ่ื ปรากฎวา่ ทอ่ ประปาแตกทีใ่ ด ใหร้ บี แจง้ เจ้าหน้าทมี่ าแก้ไขโดยดว่ น
6. อย่าเพิง่ ใช้นำ้ ประปา เพราะนำ้ อาจไม่บรสิ ุทธ์ิ เน่ืองจากทอ่ แตกหรือน้ำท่วม ถ้าใช้
นำ้ ประปาขณะน้นั ด่ืมอาจจะเกดิ โรคได้ ใหใ้ ช้นำ้ ท่กี ักตนุ กอ่ นเกิดเหตุดม่ื แทน
7. ปัญหาทางด้านสาธารณสุขท่ีอาจจะเกิดขึ้นได้ การเตรียมยารักษาโรคต่างๆที่มัก
เกิดหลังวาตภัย เชน่ โรคระบบทางเดนิ หายใจ โรคตดิ เชื้อ ปรสิต โรคผิวหนงั โรคระบบทางเดินอาหาร โรค
ภาวะทางจติ เปน็ ตน้

4. อคั คีภยั
หมายถงึ ภยั อนั ตรายอันเกดิ จากไฟท่ีขาดการควบคุมดูแล ทำใหเ้ กดิ การติดต่อลกุ ลามไปตาม

บริเวณท่มี ีเช้อื เพลงิ เกิดการลุกไหม้ต่อเนื่อง สภาวะของไฟจะรุนแรงมากขึ้นถ้าการลุกไหมท้ ี่มเี ชอ้ื เพลิงหนุน
เน่ือง หรือมีไอของเชื้อเพลิงถูกขบั ออกมามากความร้อนแรงก็จะมากยิ่งข้นึ สรา้ งความสูญเสียให้ทรัพย์สิน
และชีวิต

สาเหตขุ องอคั คีภัย เกดิ ได้ 2 ลักษณะใหญค่ ือ
สาเหตุของอัคคภี ัยอันเกิดจากการต้ังใจ และสาเหตุของอัคคีภัยอันเกิดจากการประมาทขาด
ความระมัดระวงั หรอื มไิ ดต้ ง้ั ใจ

24

สาเหตขุ องอัคคีภัยอนั เกิดจากความต้ังใจ เชน่ การลอบวางเพลิงหรือการก่อวินาศกรรม ซง่ึ เกิดจากการจูง
ใจอันมีมลู สาเหตจุ งู ใจท่ที ำใหเ้ กิดการลอบวางเพลงิ อาจเนอ่ื งมาจากเปน็ พวกโรคจิต
สาเหตุของอัคคภี ยั อันเกดิ จากความประมาท ขาดความระมัดระวัง ในกรณีนพ้ี อจะแบ่งเป็นประเด็นหลักๆ
ได้ 2 ประเด็นคือ

ขาดความระมัดระวงั ทำให้เชื้อเพลงิ แพร่กระจาย ในกรณีดังกล่าวนเ้ี กิดจากการทำให้ส่ิงท่ีเป็น
เชื้อเพลงิ ซง่ึ เปน็ สารลกุ ไหม้ไฟหรือติดไฟได้แพร่กระจายเม่ือไปสมั ผสั กับความร้อนกจ็ ะเปน็ สาเหตุของการ
เกิดอัคคีภัยได้ ตัวอย่างเช่น ในบริเวณที่มีไอของตัวทำละลาย หรือน้ำมันเชื้อเพลิงแพร่กระจาย เมื่อไป
สัมผสั กบั แหลง่ ความร้อน เชน่ บรเิ วณที่มจี ดุ สบู บหุ รก่ี จ็ ะทำใหเ้ กดิ อัคคภี ัยได้

ขาดความระมัดระวังการใช้ไฟและความรอ้ น ในกรณีดงั กล่าวน้กี เ็ ชน่ กันทำใหแ้ หล่งความร้อน
ซงึ่ อาจอยใู่ นรปู แบบและลักษณะต่างๆ กนั เชน่ ความร้อนจากอุปกรณ์ไฟฟา้ การเชอื่ มตดั เตาเผา เป็นต้น
ทำให้แหล่งกำเนิดความร้อนนั้นไปสัมผัสกับเชื้อเพลิงในสภาพที่เหมาะสม ก็จะเป็นสาเหตุของอัคคีภัยได้
ตัวอย่างเช่น การที่สะเก็ดไฟจากการเชื่อมติดด้วยไฟฟ้า หรือก๊าซไปตกลงในบริเวณที่มีกองเศษไม้หรือผ้า
ทำให้เกดิ การคกุ รนุ่ ลกุ ไหมเ้ กิดอัคคภี ัย

ผลกระทบทีเ่ กิดจากอคั คีภยั
ผลท่เี กิดขึน้ จากอัคคีภยั โดยตรงที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียชวี ิตอันเนื่องมาจากความ
ร้อน เกิดความเสียหายแก่อาคารสถานที่ และเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยตรง เมื่อไฟไหม้ จะทำให้
โรงงานอุตสาหกรรมเกิดความเสียหาย เครื่องจักรถูกทำลายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสร้างขึ้นมาใหม่หรือ
จัดหาเคร่อื งจักรใหมม่ าทดแทนของเก่า
การป้องกันและลดความสญู เสียจากอคั คภี ยั
การจัดระเบียบเรยี บร้อยดี หมายถงึ การป้องกันการติดต่อลุกลาม โดยจัดระเบยี บในการเก็บ
รักษา สารสมบัตทิ น่ี า่ จะเกิดอคั คภี ยั ได้งา่ ยใหถ้ กู ต้องตามลักษณะการเกบ็ รักษา สารสมบัตนิ นั้ ๆ ทั้งภายใน
และภายนอกอาคารให้เรียบร้อย โดยไม่สะสมเชื้อเพลิงไว้เกินประมาณที่กำหนด เพราะเมื่อเกิดเพลิงไหม้
ยอ่ มทำใหเ้ กดิ การตดิ ต่อลกุ ลามข้ึนได้

การตรวจตราซ่อมบำรุงดี หมายถึง การกำจัดสาเหตุในการกระจายตัวของเชื้อเพลิงและ
ความร้อน เช่น การตรวจตราการไหลรัว่ ของเชอ้ื เพลงิ ต่าง ๆ พร้อมท้ังการควบคมุ ดแู ลมิใหเ้ กดิ การกระจาย
ตัวของความรอ้ นของเครอื่ งทำความร้อน

การมรี ะเบียบวินยั ดี หมายถงึ การปฏบิ ัตติ ามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับทีเ่ กี่ยวกับการ
ป้องกนั อคั คภี ัย เชน่ สถานทีใ่ ดทีใ่ ห้มีไวซ้ ง่ึ เคร่ืองดับเพลงิ

25

ความร่วมมือท่ีดี หมายถึง การศกึ ษาหาความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและระงับอัคคีภัย
โดยการฝึกการใช้อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการดับเพลิง ตลอดจนการฝึกซ้อมในการปฏิบัติตามแผน
ฉกุ เฉินเมอื่ เกิดเพลงิ ไหม้

มาตรฐาน ว 3.2 ม.2/4 สร้างแบบจําลองที่อธิบายโครงสร้างภายในโลกตามองค์ประกอบทางเคมี
จากขอ้ มลู ทร่ี วบรวมได้

เนอ้ื หาท่จี ัดทำการเรยี นการสอน

ธรณีภาค (Lithosphere)
ธรณภี าค หรือ Lithosphere หมายถงึ พ้ืนผวิ โลกซ่งึ หอ่ ห้มุ ด้วยเปลือกแขง็ โลกเป็นดาวเคราะห์ท่ีมี
ความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (Dynamic Planet) โครงสร้างภายในของโลกมีสถานะทั้งเป็นของแข็ง
และของเหลว หินหนืดที่บรรจุอยู่ภายในเคลื่อนหมุนวนด้วยการพาความร้อน ที่ทำให้แผ่นเปลือกโลก
เคลื่อนตัวดันกัน ก่อให้เกิดภูเขา ที่ราบ และหุบเหว การรีไซเคิลของเปลือกโลกทำให้เกิดการหมุนเวียน
ของแร่ ธาตุ และวัฏจักรหิน การผุพังของหินเปลือกโลกเนื่องจากแรงโน้มถ่วง การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
และความช้ืน และอิทธิพลของสงิ่ แวดลอ้ มทำให้เกิดดิน ซึง่ เป็นถน่ิ ที่อยู่อาศัยของสิ่งมชี วี ิตตอ่ ไป
โครงสรา้ งโลก

มนุษย์พยายามศกึ ษาโครงสรา้ งภายในของโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม นกั วิทยาศาสตร์ตั้งแต่ยุค
โบราณทราบดีว่า ภายในของโลกนั้นร้อนระอุและเปี่ยมด้วยแรงดันมหาศาล ซึ่งทำให้เกิดปรากฏารณ์
ธรรมชาติต่างๆ เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว พุน้ำร้อน เป็นต้น ในปลายครสิ ต์ศตวรรตท่ี 19 เซอร์ไอ
เแซค นิวตัน ได้คำนวณมวลของโลกโดยใช้กฏแรงโน้มถ่วงสากล (F = GmM/r2) พบว่า ความหนาแน่น
เฉลยี่ ของโลกมมี ากกว่า ความหนาแนน่ ของหนิ บนเปลอื กโลก 2 เท่า

นักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศรัสเซียพยายามศึกษาโครงสร้างของโลก โดยสร้างแท่นขุดเจาะท่ี
คาบสมุทรโคลาร์ ทำการขุดเจาะลงไปได้ความลึกมากที่สุด 12.3 กิโลเมตร แต่ก็ต้องใช้เวลาถึง 19 ปี
ดังนั้นจะเห็นว่า การศึกษาภายในของโลกทางตรงแทบเป็นไปไม่ได้เลย นักธรณีวิทยาจึงศึกษาโครงสร้าง
ภายในของโลกโดยอาศัยคล่ืนท่ีเกิดจากแผ่นดนิ ไหว และจำแนกโครงสร้างโลกเป็นสองระบบ คือ การแบ่ง
โครงสรา้ งตามลกั ษณะทางกายภาพ และการแบง่ โครงสรา้ งตามองค์ประกอบทางเคมี

การแบ่งโครงสรา้ งโลกตามองค์ประกอบเคมี
นกั ธรณวี ทิ ยาแบ่งโครงสร้างภายในโลก โดยพจิ ารณาจากองคป์ ระกอบทางเคมี ออกเปน็ 3 สว่ น

26

เปลือกโลก (Crust) เป็นผิวโลกชั้นนอก มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกาไดออกไซด์ และ
อะลูมิเนียมออกไซด์ ประกอบด้วยเปลือกโลกทวีปและเปลือกโลกมหาสมุทรเปลือกโลกทวีป
(Continental crust) ส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิต มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็น ซิลิกอน อะลูมิเนียม และ
ออกซิเจน มีความหนาเฉลี่ย 35 กิโลเมตร ความหนาแน่น 2.7 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตรเปลือกโลก
มหาสมทุ ร (Oceanic crust) สว่ นใหญ่เปน็ หนิ บะซอลต์ มีองค์ประกอบสว่ นใหญเ่ ปน็ มีเหลก็ แมกนีเซียม
ซิลิกอน และออกซิเจน ความหนาเฉลี่ย 5 กิโลเมตร ความหนาแน่น 3 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร
มากกว่าเปลือกทวีป ดังนั้นเมื่อเปลือกโลกทั้งสองชนกัน เปลือกโลกทวีปจะถูกยกตัวขึ้น ส่วนเปลือกโลก
มหาสมุทรจะจมลง และหลอมละลายเป็นแมกมาอีกครงั้

เนื้อโลก (Mantle) คือส่วนซึ่งอยู่อยู่ใต้เปลือกโลกลงไปจนถึงระดับความลึก 2,900 กิโลเมตร
มอี งค์ประกอบหลักเปน็ ซลิ ิคอนออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ และเหลก็ ออกไซด์ แบง่ ออกป็น 3 ชั้น ได้แก่
เนื้อโลกตอนบนสุด (Uppermost sphere) มีสถานะเป็นของแข็ง เป็นฐานรองรับเปลือกโลกทวีป และ
เปลือกโลกมหาสมุทร อยู่ใต้แนวแบ่งเขตโมโฮโรวิชิก เรียกโดยรวมว่า ธรณีภาค (Lithosphere) มีความ
หนาโดยรวมประมาณ 30 - 100 กิโลเมตร

เนื้อโลกตอนบน (Upper mantle) หรือบางครั้งเรียกวา่ ฐานธรณีภาค (Asthenosphere) อยู่
ท่ีระดบั ลึก 100 - 700 กิโลเมตร มึลี ักษณะเป็นของแขง็ เนอ้ื อ่อน อณุ หภมู ิทสี่ งู มากทำใหแ้ ร่บางสว่ นหลอม
ละลายเปน็ หินหนืด (Magma) เคลือ่ นท่ีหมุนวนดว้ ยการพาความร้อน (Convection)

เน่ือโลกตอนล่าง (Lower mantle) มสี ถานะเป็นของแข็งทีร่ ะดับลึก 700 - 2,900 กิโลเมตร มี
องค์ประกอบสว่ นใหญเ่ ป็นเหลก็ แมกนีเซยี ม และซิลเิ กท

แก่นโลก (Core) คือส่วนที่อยู่ใจกลางของโลก มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็ก แบ่งออกเป็น 2
ช้ัน

แก่นโลกชั้นนอก (Outer core) เป็นเหล็กในสถานะของเหลว เคลื่อนที่หมุนวนด้วยการพา
ความรอ้ น (Convection) ทีร่ ะดบั ลกึ 2,900 - 5150 กโิ ลเมตร เหล็กรอ้ นเบ้ืองล่างบริเวณท่ีตดิ กับแกน่ โลก
ชั้นในลอยตัวสูงขึ้น เมื่อปะทะกับแมนเทิลตอนล่างที่อุณหภูมิต่ำกว่าจึงจมตัวลง การเเคลื่อนที่หมุนวน
เชน่ นีเ้ หนยี่ วนำให้เกิดสนามแม่เหลก็ โลก

แก่นโลกชน้ั ใน (Inner core) ทรี่ ะดบั ลกึ 5,150 กิโลเมตร จนถงึ ใจกลางโลกทร่ี ะดับลึก 6,370
กโิ ลเมตร ความดันมหาศาลกดทับทำใหเ้ หลก็ มสี ถานะเปน็ ของแขง็

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทางเคมีในแต่ละชั้นภายในของโลก ดังภาพที่ 2 แล้วจะพบว่า ธาตุที่
หมายเลขอะตอมมาก หรือมีความถ่วงจำเพาะสูง เช่น เหล็ก (atomic no: 26) จมลงสู่แก่นกลางของโลก

27

ธาตุที่มีหมายเลขอะตอมน้อย หรือมีความถ่วงจำเพาะต่ำกว่า เช่น ออกซิเจน อะลูมิเนียม และซิลิกอน
(atomic no: 8, 13, 14) ลอยตวั ขึน้ เปน็ องค์ประกอบหลกั ของเปลอื กโลก
2.3 การวัดผลสมฤทธ์ิ

2.3.1. ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
บุญชม ศรีสะอาด (2541 : 122) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรียนหมายถึงแบบทดสอบที่ใช้วัดผลการเรียนรู้ในเนื้อหาและจุดประสงค์ในรายวิชาที่เรียนมาในโรงเรียน
ซ่ึงเปน็ เคร่ืองมือหลักของการวดั ผล

สมนึก ภัททิยธนี (2546 : 55) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นหมายถงึ แบบทดสอบที่วดั สมรรถภาพสมองด้านต่าง ๆ ทีน่ กั เรียนไดร้ ับการเรยี นรทู้ ีผ่ ่านมาแลว้

สมบัติ ท้ายเรือคำ (2551 : 72) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนหมายถึงแบบทดสอบวัดระดับความสามารถของผู้เรียนว่ามีความรู้ความสามารถและทักษะใน
เนื้อหาวชิ าทเ่ี รียนไปแลว้ มากน้อยเพียงใด

วิเชียร เกตุสิงห์ (2523 : 42) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงความรู้
ทกั ษะและสมรรถภาพดา้ นตา่ ง ๆ ทางวิชาการทีผ่ เู้ รียนได้เรียนรู้มาแล้วในอดตี

พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2530 : 29) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง
คุณลักษณะรวมถึงความรู้ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอนหรือมวล
ประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอนทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใน
ดา้ นต่าง ๆ ของสมรรถภาพสมอง

ไพศาล หวังวานิช (2533 : 89) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง
คุณลักษณะและประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดจากกการฝึกอบรมหรือการสอนจึงเป็นการตรวจสอบ
ความสามารถหรอื ความสมั ฤทธ์ิผลของบุคคลวา่ เรียนรู้แล้วมีความสามารถชนดิ ใด

ภพ เลาหไพบูลย์ (2537 : 295) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง
พฤตกิ รรมท่ีแสดงออกถึงความสามารถในการกระทำส่ิงใดสิ่งหน่ึงจากท่ีไม่เคยกระทำได้หรือกระทำได้น้อย
ก่อนทีจ่ ะมกี ารเรียนร้ซู งึ่ เปน็ พฤติกรรมทสี่ ามารถวัดได้

ทิศนา แขมมณี (2548 : 10) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงการ
เข้าถึงความรู้การพัฒนาทักษะในด้านการเรียนซึ่งอาจพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนดให้คะแนนที่ได้
จากงานที่ครูมอบหมายให้หรือทั้งสองอย่างจุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ระดับ คือ การ
พิจารณาหรือจัดประเภทองค์ประกอบการสร้างความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันระหว่างองค์ประกอบนั้น ๆ
และการคำนงึ ถึงหลักการทไี่ ด้

28

จากความหมายของนักการศึกษาสามารถสรุปได้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เป็นแบบทดสอบทีว่ ดั ความร้คู วามสามารถทางการเรียนด้านเนื้อหาวชิ าการต่าง ๆ และทักษะของนักเรียน
ทไี่ ด้รบั จากการจัดการเรยี นรเู้ ปน็ แบบทดสอบท่วี ัดว่านกั เรียนบรรลุตามจดุ ประสงคม์ ากน้อยเพียงใด

2.3.2. ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
บุญชม ศรีสะอาด (2532 : 8-9) จำแนกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ออกเป็น 2 ประเภท

ไดแ้ ก่
1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Criterion Referenced Test) คือแบบทดสอบที่สร้างตาม

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมมีคะแนนจุดตัดและคะแนนเกณฑ์สำหรบั ใช้ตัดสินว่าผูส้ อบมีความรู้ตามเกณฑท์ ่ี
กำหนดไว้หรอื ไมก่ ารวดั ตามจุดประสงคเ์ ป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบประเภทน้ี

2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm Referenced Test) คือแบบทดสอบที่มุ่งสร้างเพื่อวัดให้
ครอบคลมุ หลกั สูตรความสามารถในการจำแนกผู้สอบตามความเก่งออ่ นได้ดีเป็นหวั ใจของข้อสอบประเภท
นี้การรายงานผลการจำแนกอาศัยคะแนนมาตรฐานซึ่งเป็นคะแนนที่สามารถแสดงถึงสถานภาพ
ความสามารถของบคุ คลน้นั เมอ่ื เปรยี บเทยี บกับบุคคลอน่ื ท่ีใชก้ ลมุ่ เปรยี บเทยี บลว้ น

สายยศและองั คนาสายยศ (2538 : 171-177) ได้แบ่งแบบทดสอบออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. แบบทดสอบของครูหมายถึงชุดของคำถามที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้นซึ่งเป็นข้อคำถามเกี่ยวกับ
ความรู้ทีน่ ักเรียนได้เรียนในหอ้ งเรียนว่านกั เรียนมคี วามรู้มากแคไ่ หนบกพร่องตรงไหนจะได้สอนเสริมหรือ
วดั ดูความพรอ้ มท่ีจะขน้ึ บทเรียนใหม่
2. แบบทดสอบมาตรฐานแบบทดสอบประเภทน้สี ร้างข้นึ จากผู้เชี่ยวชาญใน แต่ละสาขาวิชา
หรือจากครูผู้สอนวิชานั้น แต่ผ่านการทดลองคุณภาพหลายครั้งจนกระทั่งมีคุณภาพดีพอจึงสร้างเกณฑ์
ปกติของแบบทดสอบนั้นสามารถใช้เป็นหลักเปรียบเทียบผลเพื่อประเมินค่าของการเรียนการสอนในเร่อื ง
ใด ๆ กไ็ ดจ้ ะใช้วัดอัตราความงอกงามของเด็กแตล่ ะวัยได้ใช้สำหรับครวู ินจิ ฉัยผลสัมฤทธิ์ระหว่างวชิ าตา่ ง ๆ
ของเด็กแต่ละคนได้ข้อสอบมาตรฐานนอกจากจะมีคุณภาพของแบบทดสอบสูงแล้วยังมีมาตรฐานในด้าน
วิธีดำเนินการสอบคือไม่ว่าโรงเรียนใดหรือส่วนใดนำไปใช้ต้องดำเนินการสอบเป็นแบบเดียวกัน
แบบทดสอบมารฐานจะมีคมู่ ือดำเนนิ การสอบบอกวิธแี ละขน้ั ตอนการสอบวา่ ทำอยา่ งไรและยงั มีมาตรฐาน
ในด้านการแปลคะแนน
สมนึก ภัททิยธนี (2546 : 45) กล่าวถึงแบบทดสอบท่นี ิยมใชม้ ากท่ีสุดมี 6 ประเภทดงั น้ี
1. แบบทดสอบอัตนัยเป็นลักษณะที่มีเฉพาะคำถามแล้วให้นักเรียนเขียนคำตอบอย่างเสรี
เขยี นบรรยายตามความรู้และความคิดเห็น
2. ขอ้ สอบแบบปรนัยเป็นข้อสอบท่ีมีตัวเลอื กโดยใหเ้ ลอื กแบบข้อทถี่ กู ต้องเพยี งข้อเดียว

29

3. แบบทดสอบเติมคำเป็นลักษณะข้อสอบที่เป็นประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์ให้
ผู้ตอบเตมิ คำหรอื ข้อมลู ให้ถูกต้องและสมบูรณ์

4. ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ คล้ายกับข้อสอบแบบเติมคำ แต่แตกต่างกันคือจะเป็นประโยค
คำถามท่ีสมบรู ณล์ กั ษณะคำตอบทต่ี ้องการจะสน้ั ๆ ได้ใจความ

5. ข้อสอบแบบจับคู่เป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีคำหรอื ข้อความแยกจากกันเปน็ 2
ชุดแล้วให้ผูต้ อบเลอื กจบั คู่ว่าคใู่ ดบ้างมีความสัมพนั ธก์ ัน

6. ข้อสอบแบบเลือกตอบประกอบด้วย 2 ส่วนคือคำถามและตัวเลือกลักษณะของตัวเลือก
จะคล้าย ๆ กนั จะเห็นวา่ ทุกตวั เลือกถูกหมด แตค่ วามจริงมีน้ำหนักถูกมากน้อยตา่ งกนั

การศึกษาลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากนักการศึกษาหลายท่าน
พบว่าเป็นแบบทดสอบท่ีใช้ในการวัดประสิทธิผลและประสทิ ธผิ ลของผู้เรียนที่ได้รบั จากการจัดการเรียนรู้
ของครผู ู้สอนในงานวิจยั ครั้งน้ีผู้วิจัยไดเ้ ลือกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนชนิคปรนัย 5 ตัวเลือก
ประเภทอิงเกณฑ์

2.3.3. คุณลักษณะทีด่ ขี องแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ชวาลแพรัตกุล (2518 : 123-136) กล่าวถึงลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรยี นทดี่ ีไว้ดงั น้ี
1. ต้องเที่ยงตรง (Validity) แบบทดสอบที่มีความเที่ยงตรงสูงคือแบบทดสอบที่วัดได้อย่าง

ถกู ต้องตามจุดมงุ่ หมาย
2. ต้องยุติธรรม (Fair) ลักษณะโจทย์คำถามทั้งหลายไม่มีช่องทางแนะให้เด็กเคาคำตอบได้

ไมเ่ ปิดโอกาสให้นกั เรียนเกยี จครา้ นที่จะดูตำรา แต่ตอบได้ดี
3. ต้องถามลึก (Searching) วัดความลึกซึ่งของวิทยาการตามแนวดิ่งมากกว่าที่จะวัดตาม

แนวกวา้ งว่าร้มู ากนอ้ ยเพียงใด
4. ตอ้ งย่ัวยเุ ปน็ เยย่ี งอย่าง (Exemplary) คำถามมลี กั ษณะทา้ ทายชกั ชวนใหค้ ิด
5. ต้องจำเพาะเจาะจง (Definite) นักเรียนอ่านคำถามแล้วต้องเข้าใจแจ่มชัดว่าครูถามถึง

อะไรหรอื ใหค้ ดิ อะไรไม่ถามคลุมเครือ
6. ตอ้ งเปน็ ปรนยั (Objective) ทงั้ คำถามวธิ กี ารใหค้ ะแนนและการแปลความหมายของการ

ให้คะแนน
7. ตอ้ งมปี ระสทิ ธภิ าพ (Efficiency) คอื สามารถใหค้ ะแนนทเี่ ทย่ี งตรงและเช่ือถือ
8. ต้องมีความยากพอเหมาะ (Difficulty)

30

9. ต้องมีอำนาจจำแนก (Discrimination) สามารถแยกประเด็นออกเป็นประเภท ๆ ได้ทุก
ระดับตัง้ แตอ่ ่อนสดุ ไปถึงเกง่ สดุ

10. ตอ้ งเชอื่ ม่ันได้ (Reliability) ขอ้ สอบนน้ั สามารถใหค้ ะแนนได้คงทแี่ น่นอน
เยาวดี วิบูลย์ศรี (2528 : 47-48) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะที่ดีของแบบทดสอบวัดผล

สัมฤทธิ์ทางการเรียนไวด้ งั นี้
1. เนื้อหาหรือทักษะที่ครอบคลุมแบบทดสอบนั้นจะต้องเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัด

ผลสมั ฤทธิไ์ ด้
2. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนที่ใช้แบบทดสอบวัดนน้ั ถ้านำไปเปรยี บเทียบกนั จะต้องให้ทุกคนมี

โอกาสเรียนรู้ในสิ่งตา่ ง ๆ เหล่าน้ันได้ครอบคลุมและเทา่ เทียมกัน
3. วัดให้ตรงกับจุดประสงค์ทุกอย่างของการสอนและต้องมั่นใจว่าได้วัดสิ่งที่ต้องการวัดได้

จริง
4. การวัดผลเป็นการวัดทางอ้อมเป็นการยากที่จะใช้ข้อสอบแบบเขียนตอบวัดพฤติกรรม

ตรง ๆ ของบุคคลได้สิ่งที่วัดได้คือการตอบสนองของข้อสอบดังนั้นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้เป็น
พฤติกรรมท่จี ะสอบจะตอ้ งทำอย่างรอบคอบและถูกต้อง

5. ต้องมน่ั ใจวา่ การวดั ผลสิ่งนนั้ เปน็ ตวั แทนทีแ่ ทจ้ รงิ ได้
6. การวดั ผลสมั ฤทธ์ิจะเป็นเครือ่ งมือช่วยในการพฒั นางานการสอนของครู
7. ทดสอบเสร็จตอ้ งมีการสอนเพ่ือใหเ้ กดิ ความเข้าใจในเน้ือหา
8. ควรใช้คำถามให้สอดคล้องกบั เน้อื หาและวตั ถุประสงค์ท่ีได้ตง้ั ไว้
9. ให้ข้อสอบมีความเหมาะสมกับนักเรียนในด้านต่าง ๆ เช่นความยากง่ายและเวลาในการ
ทำแบบทดสอบ
จากที่ได้ศึกษาคุณลักษณะที่ดีของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักการศึกษา
ผูว้ จิ ยั สรุปได้ดงั น้ี
1. แบบทดสอบต้องมีความเป็นปรนยั ทั้งข้อตำถามและการตรวจใหค้ ะแนน
2. แบบทดสอบต้องวัดได้ตามจุดมุ่งหมายข้อคำถามต้องสอดคล้องกับเนื้อหาและ
วตั ถปุ ระสงค์และควรเน้นในการวัดความสามารถในการใชค้ วามรู้ให้เป็นประโยชน์หรือการนำความรู้ไปใช้
ในสถานการณใ์ หม่ ๆ
3. การวดั ผลสัมฤทธเ์ิ ปน็ การวัดความเจรญิ งอกงามวดั การเปลย่ี นแปลงและวัดความก้าวหน้า
ของนกั เรยี นดังน้ันครูจะต้องทราบว่าก่อนเรียนนักเรยี นมีความรู้ความสามารถอย่างไรเม่ือเรียนเสร็จแล้วมี
ความรู้แตกต่างจากเดิมหรอื ไมโ่ ดยการทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน

31

2.3.4. แนวคิดและทฤษฎีที่ใชเ้ ปน็ แนวในการสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ( 2546 : 11 ) ได้กล่าวถึงแนวคิดและ

ทฤษฎี ที่ใช้เป็นแนวในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่นักการศึกษาได้กล่าวถึงมาก
ทสี่ ดุ คือแนวคดิ ของ Bloom ซ่งึ ใช้วัดดา้ นพุทธพิสัยแบ่งออกเปน็ 6 ประเภท ไดแ้ ก่

1. ความรู้ความจำ (Knowledge) เป็นเรื่องที่ต้องการรู้ว่าผู้เรียนระลึกได้จำข้อมูลที่เป็น
ขอ้ เท็จจรงิ ได้เพราะขอ้ เทจ็ จริงบางอย่างมีค่าต่อการเรียนรู้

2. ความเข้าใจ (Comprehension) แสดงถึงระดับความสามารถการแปลความการตีความ
และขยายความในเรื่องราวและในเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เช่นการจับใจความการอธิบายความหมายและ
อธิบายเน้ือหาได้

3. การนำไปใช้ (Application) ต้องอาศัยความเข้าใจเป็นพื้นฐานในการตีความของข้อมูล
เมอ่ื ตอ้ งการทราบวา่ ขอ้ มูลนั้นมปี ระเด็นสำคัญอะไรบ้างต้องรู้จกั การเปรียบเทยี บแยกแยะถงึ ความแตกต่าง
ของข้อมูลโดยใช้เหตุผลพจิ ารณา

4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นทักษะทางปัญญาในระดับสูงจะเน้นการแยกแยะข้อมูล
ออกเปน็ สว่ นย่อย ๆ และพยายามมองหาความสมั พนั ธ์และการจัดรวบรวม Bloom ได้แก่

5. การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นการนำเอาองค์ประกอบต่าง ๆ ที่แยกแยะแล้วนำมา
รวมกนั ในรูปแบบใหม่

6. การประเมนิ คา่ (Evaluation) เป็นการใชเ้ กณฑแ์ ละมาตรฐานเพอ่ื พจิ ารณาจุดม่งุ หมายว่า
เปน็ ไปตามสง่ิ ที่ตอ้ งการไว้หรือไม่

ประวิตร ชูศิลป์ (2524 น. 21-31) กล่าวถึงแนวความคิดและทฤษฎีที่เป็นแนวในการสร้าง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวิทยาศาสตรไ์ ว้ 4 ด้านคอื

1. ด้านความรู้ความจำหมายถึงความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่เคยเรียนรู้มาแล้วเกี่ยวกับ
ข้อเท็จจริงความคดิ รวบยอดหลกั การกฎและทฤษฎี

2. ด้านความเขา้ ใจหมายถึงความสามารถในการจำแนกความรู้และความสามารถในการแปล
ความร้จู ากสัญลักษณ์หนึ่งไปยงั อีกสัญลกั ษณห์ นึ่ง

3. การนำความรู้ไปใช้หมายถึงความสามารถในการนำความรู้และวิธีการต่าง ๆ ไปใช้ใน
สถานการณ์ใหมห่ รือท่ตี า่ งไปจากท่เี คยเรียนรูม้ าแลว้

4. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หมายถึงความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์โดยใช้ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

32

จากที่ได้ศึกษาแนวความคิดและทฤษฎีที่ใช้เป็นแนวในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของนักการศึกษาพบว่าแบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการพัฒนาสติปัญญาและ
ความสามารถในการแสดงออกทางความคิดโดยอาศัยจากความรูแ้ ละประสบการณ์เดมิ ที่มีอยรู่ วมถึงการใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ครอบคลุมเนื้อหาด้านพุทธ
พิสัย

2.3.5. หลักการสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
สมนึก ภัททิยธนี (2546 : 64-77) ได้สรุปหลักการสร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรยี นไวด้ ังนี้
1. เขยี นตอนนำใหเ้ ปน็ ประโยคท่ีสมบรู ณ์และชดั เจนในเนอื้ หา
2. เนน้ เร่ืองทีจ่ ะถามให้ชัดเจนไม่คลุมเครอื และมคี วามเปน็ ปรนัย
3. ควรถามในเรอ่ื งท่มี ีคุณค่าตอ่ การวดั ไมค่ วรถามเฉพาะความจำตามตำรา
4. หลีกเลี่ยงคำถามปฏิเสธถ้าจำเป็นต้องใช้กค็ วรขีดเสน้ ใตค้ ำปฏิเสธ
5. อยา่ ใช้คำฟุ่มเฟอื ยควรถามปญั หาโดยตรงใหร้ ัดกมุ และชัดเจนขนึ้
6. เขยี นตัวเลอื กให้เปน็ เอกพนั ธ์ใหเ้ ป็นลกั ษณะใดลกั ษณะหนงึ่
7. ควรเรียงลำดับตัวเลขในตัวเลือกต่าง ๆ ได้แก่ คำถามที่เป็นตัวเลขนิยมเรียงจากน้อยไป

มาก
8. ใช้ตัวเลือกปลายเปดิ และปลายปิดใหเ้ หมาะสมตัวเลือกปลายเปดิ ได้แก่ ตัวเลือกสุดทา้ ย

ใช้คำว่าไม่มีคำตอบถกู ทก่ี ล่าวมาผดิ หมดทุกข้อและสรปุ แน่นอนไมไ่ ด้
9. ขอ้ เดยี วต้องมคี ำตอบเดยี วและต้องสรา้ งข้อตัวลวงให้รัดกมุ
10. เขียนตวั ถกู และตวั ผิดให้ถูกต้องตามหลักวิชาเช่นให้สอดคล้องกับความเชือ่ ของสังคมหรือ

คำพังเพยทั่ว ๆ ไปไม่ได้เนื่องจากการเรียนการสอนมุ่งให้นักเรียนทราบความจริงตามหลักวิชาเป็นสำคัญ
จะนำความเชื่อมาอา้ งองิ ไมไ่ ด้

11. เขียนตัวเลือกให้อิสระจากกันพยายามอย่าให้ตัวเลือกให้ตัวเลือกหนึ่งเป็นส่วนประกอบ
ของตัวเลือกอนื่ ต้องใหแ้ ต่ละตัวเป็นอิสระจากกันอย่างแท้จริง

12. อย่าแนะนำคำตอบให้มีหลายกรณีเช่นการใช้ข้อความคำตอบที่ถูกซ้ำกับคำถามหรือ
เกีย่ วขอ้ งกนั อย่างเหน็ ไดช้ ดั เจน

33

2.3.6. ขน้ั ตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์ (2526 : 21-30) กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างแบบทดสอบวัด

ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นไว้ดังน้ี
1. พิจารณาถึงจุดประสงค์ของการนำแบบทดสอบไปใช้ซ่ึงจำเป็นต้องเรยี นรูก้ ่อนว่าเรานำ

แบบทดสอบไปใช้เพือ่ อะไรและต้องสัมพันธ์กับการสอนเชน่ การตรวจสอบความรู้เดิมเพื่อวินิจฉัยถึงข้อบก
พร้อมและตรวจสอบความกา้ วหนา้ หลังเรียน

2. พิจารณาถึงเนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัดโดยให้มีความสอดคล้องและสัมพันธ์กนั
กับเน้อื หาที่เรยี นเชน่ การวเิ คราะหเ์ น้อื หาและจุดประสงคค์ วามยากง่ายของเน้ือหา

3. สร้างข้อสอบโดยศึกษาจากตารางวิเคราะห์หลกั สูตรและจดุ ประสงค์เพื่อสร้างเป็นฉบับ
ทดลอง

4. นำไปทดลองสอบเพื่อวิเคราะห์ประเมินผลของแบบทดสอบเช่นความเที่ยงตรงความ
ยากงา่ ยอำนาจจำแนกและความเชือ่ ม่ัน

5. ปรับปรุงแกไ้ ขแบบทดสอบและสร้างแบบทดสอบฉบับจรงิ
บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 59-61) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างแบบทดสอบวัด
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นไวด้ งั นี้
1. วิเคราะห์จุดประสงค์และเนื้อหาโดยการวิเคราะห์ดูว่ามีเนื้อหาใดบ้างที่ต้องการให้
ผเู้ รียนเกดิ การเรยี นร้แู ละพฤติกรรมการเรยี นรู้
2. กำหนดพฤติกรรมย่อยที่จะออกข้อสอบแล้วพิจารณาว่าต้องอออกข้อสอบเกินไว้หัวขอ้
ละไมต่ ่ำกว่า 25 เปอรเ์ ซ็นต์เพราะเมื่อนำไปทดสอบและวิเคราะห์หาคุณภาพของข้อสอบรายข้อแล้วจะตัด
ข้อทม่ี คี ุณภาพไมเ่ ขา้ เกณฑอ์ อกจะได้ไม่น้อยกว่าขอ้ ท่ตี อ้ งการจรงิ
3. กำหนดรปู แบบของข้อคำถามและศึกษาวิธีการเขยี นขอ้ สอบ
4. สรา้ งแบบทดสอบตามจุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
5. ตรวจทานขอ้ สอบโดยการพิจารณาข้อคำถามและตวั เลือกอีกคร้ังโดยเฉพาะด้านความ
ถกู ต้องตามหลักวชิ าและภาษาทใ่ี ชเ้ ขยี น
6. นำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องจากนั้นส่งให้ผู้เชี่ยวชาญ
พิจารณาความเที่ยงตรงตามเนื้อหาไม่ต่ำกว่า 3 คนเพื่อพิจารณาความสอดคล้องของข้อคำถามและ
จดุ ประสงค์

34

7. ทดลองใชเ้ พ่อื วเิ คราะหค์ ุณภาพของแบบทดสอบแลว้ นำไปปรับปรงุ
8. สร้างแบบทดสอบฉบับจรงิ โดยเลือกข้อทีม่ ีค่าความยากง่ายและอำนาจจำแนกที่อย่ใู น
เกณฑม์ าสร้างเป็นแบบทดสอบฉบับจรงิ
2.3.7. การวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนการวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
เป็นการวัดดูว่านักเรยี นมีพฤติกรรมต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในจุดมุง่ หมายของการเรียนการ
สอนหรอื ไมม่ ากนอ้ ยเพียงใดเปน็ การตรวจสอบการเปล่ียนแปลงในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพทางสมอง
ไพศาล หวังวานิช (2526 : 89) กล่าวถึงการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสามารถวัดได้ 2
แบบตามจดุ มุ่งหมายและลักษณะของวิชาท่ีสอนดงั น้ี
1. การวัดค้านปฏิบัติเป็นการตรวจสอบระดับความสาสารถและทักษะในการปฏิบัติของ
ผู้เรียนโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนแสดงความสามารถในรูปแบบการกระทำจริงการวัด แบบนี้ต้องใช้ข้อสอบ
ภาคปฏบิ ัติ (Performance Test)
2. การวดั เนอื้ หาเป็นการตรวจสอบความสารถเก่ยี วกับเน้ือหาของวชิ าอนั เป็นประสบการณ์
และพฤติกรรมของผู้เรียนรวมทั้งความสารถด้านต่าง ๆ การวัดแบบนี้ต้องใช้ข้อสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
(Achievement Test)
เนื่องจากการวัดและการประเมินผลเป็นการพิจารณาถึงความสามารถของผู้เรียนในการวัด
และประเมินผลของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการวัดและการประเมินผลซึ่งมุ่งหวังให้เกิดผล
สัมฤทธทิ์ างการเรียน 3 ดา้ นคือด้านพทุ ธพิสัยด้านทักษะพิสัยและดา้ นจิตพิสยั
พมิ พนั ธ์ เดชะคุปต์ (2544 : 110-114) กลา่ วถึงการวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นดังน้ี
1. ด้านพุทธพิสัยในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านวิชาการตามหลักของคลอฟเฟอร์วัด
จากพฤติกรรม 4 ดา้ น
2. ด้านทักษะพิสัยเป็นผลสัมฤทธิ์ที่เน้นความชำนาญในการปฏิบัติและการดำเนินงานเช่น
การใชอ้ ุปกรณเ์ คร่ืองมอื ต่าง ๆ
3. ด้านจิตพิสัยเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เน้นความสนใจความซาบซึ้งเจตคติต่อ
วิทยาศาสตรค์ ารนิ และซันด์ไดเ้ สนอวธิ กี ารวดั ผู้ที่มีพฤติกรรมดา้ นเจตคตวิ ทิ ยาศาสตรด์ ว้ ยการสงั เกตโดยใช้
แบบสงั เกตทัว่ ไปวัดด้วยแบบมาตราประมาณค่า
จากแนวคิดของการการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักการศึกษาผู้วิจัยสรุปได้วา่ เป็นการ
วัดผลทั้ง 3 ด้านคือ ด้านพุทธพิสัย ด้านทักษะพิสัยและด้านจิตพิสัยเป็นการวัดถึงความสามารถและ

35

สมรรถนะของผู้เรยี นที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ ส่ี อดคล้องกบั เนื้อหาและความสารถของผู้เรียน
ในงานวิจยั นี้เปน็ การวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นแบบปรนยั 4 ตวั เลือก
2.4 การเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบจำลองเป็นฐาน

2.4.1 แบบจำลองและการสรา้ งแบบจำลองในการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์

การศกึ ษาธรรมชาตโิ ดยใช้แบบจำลองไดพ้ ัฒนาตามกาลเวลาเร่ิมต้ังแต่ส่ิงท่ีไม่สามารถมองเห็นด้วย
ตาเปล่า จนถึงสิ่งที่ต้องใช้คำอธิบายที่สลับซับซ้อน แบบจำลองมีบทบาทสำคัญในวิทยาศาสตร์
นักวิทยาศาสตร์ใช้แบบจำลองในการสร้างสมมติฐานที่จะตรวจสอบ อธิบาย ทำนายปรากฏการณ์
ธรรมชาติ หรอื เปน็ แนวทางไปสู่การวจิ ยั ในอนาคต

แบบจำลองมีได้หลายรูปแบบ แบบจำลองอาจจะเป็นเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบเช่น
แบบจำลองของหัวใจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบหมุนเวียนโลหิตซึ่งเป็นส่วนหน่ึ งของระบบร่างกายอีกที
แบบจำลองอาจจะมีขนาดเล็กกว่าวัตถุท่ีจำลองมาเช่น แบบจำลองของกระสวยอวกาศหรือมีขนาดเท่ากับ
สิ่งที่จำลองมาเช่น แบบจำลองของร่างกายมนุษย์ และมีขนาดที่ใหญ่กว่าสิ่งที่จำลองมาเช่น แบบจำลอง
ของไวรัส แบบจำลองจะมีขนาดเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้ ปกติแล้วแบบจำลองจะ
แสดงสิง่ ทีจ่ ำลองมาให้งา่ ยกวา่ และมคี วามซับซ้อนน้อยกว่า

กระบวนการสร้างแบบจำลองเริ่มต้นจากการที่บุคคลมีประสบการณ์กับเป้าหมาย ไม่ว่าจะโดยวิธี
ใด ๆ เช่น การรับรู้ คิด อ่าน เห็น จินตนาการ เรียนรู้ ได้ยิน ทดลอง ประสาทสัมผัส จากนั้นจึงเกิด
กระบวนการสร้างแบบจำลองภายใน (Internal Modeling)ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า Cognitive
Construction โดยกระบวนการนี้ก็คือการสร้างองค์ความรู้ขึ้นมานั่นเอง โดยองค์ความรู้ที่ได้มา ก็คือ
Mental Model ซึ่งบุคคลสามารถถ่ายทอด mental model ออกมาได้โดยการสร้างแบบจำลอง
ภายนอก (External Modeling) ขึ้นมา โดยกระบวนการสร้างแบบจำลองภายนอกนี้มีหลายวิธี เช่น
แสดงออก พูด เขียน วาด อธิบาย สร้างแบบจำลองทางกายภาพ แผนภาพ หรือสัญลักษณ์อื่น ๆ ซึ่งเม่ือ
สร้างออกมาแล้ว แบบจำลองเหล่านี้จะกลายเป็น แบบจำลองที่แสดงออก (Expressed Model) ซึ่งเป็น
แบบจำลองที่ถ่ายทอดออกมาจาก mental model แบบจำลองเปล่านี้เมื่อสื่อสารสู่สังคม ก็จะต้องถูก
นำไปใช้ เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ซึ่งหากได้รับการยอมรับและมีหลักฐานมากพอ ก็จะตกลงเป็นที่
ยอมรับเรียกว่าแบบจำลองมติของกลุ่ม (Consensus Model)ในขณะหนึ่ง และเมื่อยังเป็นที่ยอมรับต่อ
มาถึงปัจจุบันก็จะกลายเป็นแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Model) ที่สามารถใช้ทำนายหรือ
อธิบายปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ได้ แต่หากแบบจำลองนั้นไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป หรือถูกปรับปรุง แก้ไข
จนเกิดการเปลี่ยนแปลง แบบจำลองนั้นก็จะกลายเป็น แบบจำลองประวัติศาสตร์ (Historical Model)ซึ่ง

36

ไม่สามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ได้อีกต่อไป แต่ยังสามารถใช้เป็นกรณีศึกษา หรือ มีการเรียนการ

สอนอยู่ เนื่องจาก วิธีการสร้างแบบจำลอง หรือวิธีการได้มา สะท้อนให้เห็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์

หรือการทดลอง

การตั้งชื่อชนิดของและการแบ่งประเภทแบบจำลองมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับผู้วิจัย ยกตัวอย่างเช่น

Harrisonและ Treagust (2000) ได้ศึกษาและแบ่งประเภทแบบจำลองตามลักษณะและการใช้งาน4 กลุ่ม

ใหญซ่ งึ่ ประกอบดว้ ยแบบจำลอง 10 ชนิด ดังตาราง

ประเภทแบบจำลอง ตวั อย่าง

ลักษณะ/การใช้งาน:แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ และแบบจำลองท่ใี ช้ในการเรียนการสอน

1. แบบจำลองท่ีเพ่ิมหรอื ลดขนาด แบบจำลองลูกโลก

2. แบบจำลองส่ือการสอน แบบจำลอง ball and stick ทีแ่ สดงอะตอมและพันธะ

ลักษณะ/การใช้งาน: แบบจำลองสำหรับเปรียบเทยี บเพ่อื สรา้ งความเขา้ ใจแนวคดิ วทิ ยาศาสตร์

3. สัญลกั ษณ์ สัญลกั ษณข์ องธาตุ สมการเคมี

4. แบบจำลองทางคณติ ศาสตร์ กฏของบอยล์

5. แบบจำลองทางทฤษฎี คำอธบิ ายทฤษฎีจลน์ของแกส๊

ลกั ษณะ/การใช้งาน: แบบจำลองท่ใี ช้นำเสนอแนวคดิ หรอื กระบวนการ

6. แผนท่ี แผนภาพ ตาราง ตารางธาตุ แผนภาพวงจรไฟฟ้า แผนภาพ หว่ งโซ่อาหาร

7. แบบจำลองกระบวนการ-แนวคดิ แบบจำลองทนี่ ำเสนอกระบวนการ redox

8. สถานการณ์จำลอง เหตุการณ์จำลองปฏิกิริยานิวเคลียร์ ภาพเคลื่อนไหวแสดง

ปฏกิ ริ ยิ าเคมี

ลกั ษณะ/การใชง้ าน: แบบจำลองท่แี สดงมุมมองของแต่ละบุคคลที่มตี ่อ เหตุการณ์ ทฤษฎี หรือกระบวนการ

9. Mental models มโนมติของผู้เรียน ภาพประทับที่อยู่ในความคิดของแต่ละ

บุคคล

10. แบบจำลองทีส่ ังเคราะห์ขึ้น แ น ว ค ิ ด ท า ง เ ล ื อ ก ( alternative concept) แ น ว ค ิ ด ท่ี

คลาดเคลื่อน (misconceptions)

ตารางท่ี 2 การแบ่งประเภทแบบจำลองตามการใช้งานของ Harrison และ Treagust

37

2.4.2 การสืบเสาะหาความรู้โดยใชแ้ บบจำลองเป็นฐาน
เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้หนึ่งที่เปิ ดโอกาสให้นักเรียนได้สร้าง

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ โดยเน้นให้นักเรียนได้ฝึกคิดวางแผนและออกแบบการทดลอง ตรวจสอบ
สมมติฐาน รวบรวมข้อมูลหลักฐานจากการลงมือปฏิบัติการทดลอง โดยผ่านสร้างแบบจำลองและปรับ
แบบจำลองใหม่ให้สอดคล้องกับผลจากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์จรงิ เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสาร
คำอธิบายของตนเอง (Neilson, Campbell, & Allred, 2010) มีขนั้ ตอนดังน้ี

1) การรวบรวมสิ่งที่นักเรียนรู้ โดยครูนำเสนอปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา โดย
นักเรียนจะต้องนำความรู้และประสบการณ์เดิมมาในการตอบคำถามของปรากฏการณ์ดังกล่าวที่ครู
นำเสนอ รวมทั้งนักเรียนจะต้องสร้างแบบจำลอง (ก่อนการทดลอง) เพื่อใช้สำหรับการทดสอบและตอบ
คำถามหลกั ของปฏบิ ตั กิ ารทดลอง

2) การสร้างสมมติฐานที่สามารถทดสอบได้ นักเรียนต้องใช้แบบจำลองก่อนการทดลองที่
สร้างขึ้นมาเป็นแนวทางในการตั้งสมมติฐานเพื่อตอบคำถามหลักของปฏิบัติการทดลอง ซึ่งต้องการให้
นักเรยี นระบุข้อกล่าวอา้ ง เพือ่ แสดงถงึ ความสมั พนั ธ์ของตัวแปรท่ีศึกษา หรือผลการทดลองท่ีเปน็ ไปได้ มา
ใช้ในการทำนายผลท่ีจะเกิดขนึ้ ในสถานการณก์ ารทดลอง

3) การเปิดโอกาสให้นักเรียนลงมือปฏิบัติการทดลองเพื่อค้นหาหลักฐานในการสนับสนุน
การอธิบายทางวิทยาศาสตร์ และนักเรียนสามารถปรับปรุงข้อกล่าวอ้างของตนเองได้อีกคร้ังหลังจากการ
ตรวจสอบความสัมพันธ์ในขนั้ การค้นหาหลกั ฐาน เม่ือพบวา่ ขอ้ กลา่ วอา้ งของตนเองทร่ี ะบุในสมมติฐานนั้น
ไมส่ อดคล้องกบั ผลการทดลอง

4) การโต้แย้งระหว่างกลุ่มแล้วนำผลการทดลองมาใช้ในการปรับปรุงเปน็ แบบจำลอง (หลัง
การทดลอง) ให้สอดคล้องกับหลักฐานหรือผลการทดลองที่เกิดขึ้น และอธิบายผลการทดลองเพื่อตอบคา
ถามหลักของปฏิบัติการทดลอง ซึ่งนักเรียนต้องให้เหตุผลเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธร์ ะหวา่ งข้อกล่าวอ้าง
และหลักฐานด้วย และเมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการสืบเสาะหาความรู้โดยใช้แบบจำลอง
เป็นฐาน ผู้วิจัยได้ทาการทดสอบหลังเรียนด้วยแบบวัดความสามารถในการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ฉบับ
เดิมอีกคร้ัง

2.4.3 การเรยี นรู้โดยใช้แบบจำลองเปน็ ฐาน
หมายถึงการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนสร้างและปรับปรุงแบบจำลองเพื่ออธิบายปรากฏการณ์

ทางธรรมชาติที่ศึกษาโดยออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามกรอบแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่ใช้แบบจำลอง
เปน็ ฐานของ Gobert, Barbara, and Bucdkey (2000) ซึ่งประกอบดว้ ย 4 ขนั้ ตอนดงั นี้

38

1) การสร้างแบบจำลองเป็นขั้นที่ผู้สอนกระตุ้นให้นักเรียนนำประสบการณ์เดิมจาก
แบบจำลองพื้นฐานสร้างแบบจำลองทางความคิดเกี่ยวกับสถานการณ์จากปรากฏการณ์ที่ศึกษาโดยครใู ช้
คำถามหรือกิจกรรมที่เร้าความสนใจผู้เรียนเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรยี นสังเกตและสร้างแบบจำลองทางความคดิ
ของตนเอง

2) การใช้และประเมินแบบจำลองเป็นขั้นกระตุ้นให้นักเรียนนำแบบจำลองที่สร้างขึ้นไป
อธิบายปรากฏการณ์ที่ศึกษาและประเมินแบบจำลองโดยครูส่งเสริมให้นักเรียนอธิบายแนวคิดที่ใช้สร้าง
แบบจำลองดว้ ยคำพดู ให้นักเรยี นแสดงหลักฐานใหเ้ หตุผลและอธิบายในการสรา้ งแบบจำลองในขน้ั ที่ 1 ให้
ชดั เจนและครูตรวจสอบความถกู ตอ้ งของมโนทัศน์ของนักเรียน

3) การปรับปรุงและแก้ไขแบบจำลองเป็นขั้นที่เมื่อผู้เรียนได้ทำกิจกรรมแล้วค้นพบ
ปรากฏการณ์ข้อเท็จจริงหลักกการหรือกฎใหม่ๆที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยแบบจำลองนั้นซึ่งผู้เรียนนำเสนอ
แบบจำลองที่ตนเองขึ้นพร้อมให้เหตุผลที่ใช้ในการสร้างและตรวจสอบความถูกต้องของมโนทัศน์และ
เปรียบเทียบแบบจำลองของเพื่อน ที่ 1 สร้างขึ้นและรวมแบบจำลองของกลุ่มเพื่อสร้างแบบจำลอง
มตกิ ลุม่

4) การขยายแบบจำลองเป็นขั้นที่ให้นักเรียนนำแบบจำลองไปสร้างเพิ่มเติมหรือนำไปรวม
กับแบบจำลองขึ้นเพื่อขยายแบบจำลองทางความคิดให้กว้างขึ้นโดยที่นักเรียนน ำการชี้บอกส่วนประกอบ
ต่างๆในแบบจำลองคำจำกัดความคำอธิบายและทักษะไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่คล้ายกับ
สถานการณเ์ ดมิ

พรเทพ จนั ทราอุกฤษฎ์ ได้ทำการศึกษาและวิจัย เรื่อง การพฒั นารูปแบบการเรียนการสอน
โดยบูรณาการรูปแบบการสืบสอบแบบโต้แย้ง และแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานเพ่ือ
เสริมสร้าง สมรรถนะการรวู้ ทิ ยาศาสตร์และความมีเหตผุ ลของนกั เรยี นมัธยมศกึ ษาตอนตน้ พบวา่ รปู แบบ
การเรียนการสอนที่พฒั นาขนึ้ ประกอบด้วยข้ันตอนสำคัญ 6 ขน้ั ไดแ้ ก่

(1) ขัน้ ตง้ั ประเด็นคำถาม
(2) ขั้นสร้างแบบจำลองเบอื้ งต้น
(3) ขัน้ สำรวจตรวจสอบแบบจำลอง
(4) ขน้ั ปรับปรงุ แบบจำลอง
(5) ข้นั สร้างขอ้ สรปุ และคำอธิบาย
(6) ข้ันขยายความรู้ โดยมีการอภิปรายโตแ้ ย้งอยใู่ นทกุ ๆ ขน้ั
รุ่งทิพย์ พัฒนศิลป์ ได้ทำการศึกษาและวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ตามแนวคดิ การสบื สอบโดยใชแ้ บบจำลองเป็นฐาน เพือ่ สง่ เสรมิ ความสามารถในการใหเ้ หตุผล

39

เชิงวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 พบวา่ รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการ
สืบสอบโดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน ประกอบดว้ ย 5 ข้นั ตอน ไดแ้ ก่

(1) ขั้นกำหนดสถานการณ์
(2) ขัน้ สรา้ งและทดสอบแบบจำลอง
(3) ขน้ั โต้แย้งทางวิทยาศาสตร์
(4) ขน้ั สรุปความรู้
(5) ขน้ั นำไปใช้ในสถานการณใ์ หม่
2.4.4 กิจกรรมการเรียนร้แู บบสืบเสาะหาความร้ทู ใ่ี ชแ้ บบจำลองเปน็ ฐาน (GEM)
หมายถึง การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่เน้นให้ผู้เรียนสร้าง
แบบจำลองทางความคิดด้วยตนเองจากการลงมือปฏิบัติกิจกรรม ตามแนวทางการสอนแบบ GEM ของ
Khan (2007) มี 3 ขัน้ ตอน ดังนี้
1. ขน้ั สร้างความสมั พันธ์ (Generate relationship: G)
2. ข้นั ประเมนิ ความสัมพนั ธ(์ Evaluate the relationship: E)
3. ข้นั ปรับปรุงความสมั พนั ธ(์ Modify the relationship: M)
สรุปขน้ั ตอนการเรยี นการสอนโดยใชแ้ บบจำลองเปน็ ฐาน
1. ขั้นกำหนดสถานการณ์ เพื่อสร้างแบบจำลองตามประเด็นที่ครูกำหนด ครูจะกำหนดให้
นกั เรยี นสร้างแบบจะจำลอง
2. ขัน้ สรา้ งแบบจำลองเบ้ืองต้น นักเรยี นสรา้ งแบบจำลองจากประสบการณ์ความรู้ที่เรียนมา
จามประเด็นทกี่ ำหนด
3. ขั้นสำรวจแบบจำลอง โดยครูจะอธิบายข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาในประเด็นที่
กำหนด ให้นกั เรยี นพิจารณาว่าแบบจำลองที่สรา้ งครบถว้ นหรอื ตรงประเดน็ ทกี่ ำหนดหรือไม่
4. ขน้ั ปรับปรงุ แบบจำลอง นักเรยี นปรบั ปรุงแบบจำลองท่สี ร้างให้ดีขน้ึ
5. ขั้นโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ จากที่ได้ศึกษาประเด็นที่กำหนดนักเรียนออกมาอภิปราย
หน้าห้องโดยใชแ้ บบจำลองทีส่ ร้างประกอบการแลกเปลย่ี นเรียนรู้
6. ข้ันขยายความรู้ นกั เรยี นสามารถปรบั ปรงุ แบบจำลองและนำทกั ษะการสร้างแบบจำลอง
ไปประยุกตใ์ ช้ในสถานการณ์ทีใ่ กลเ้ คียงกันได้

40

2.5 ความพึงพอใจ (Satisfaction)
ไดม้ ผี ูใ้ หค้ วามหมายของความพงึ พอใจไวห้ ลายความหมาย ดังนี้
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน (2542) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า พึงพอใจ

หมายถงึ รกั ชอบใจ และพึงใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ
ดเิ รก ฤกษหร์ า่ ย(2528) กลา่ ววา่ ความพึงพอใจ หมายถึง ทศั นคติทางบวกของบุคคลท่มี ีตอ่ สิ่งใดส่ิง

หนึ่ง เปน็ ความรู้สกึ หรือทศั นคติท่ดี ตี ่องานท่ีทำของบุคคลทมี่ ีตอ่ งานในทางบวก ความสุขของบคุ คลอันเกิด
จากการปฏิบัติงานและไดร้ ับผลเป็นท่ีพึงพอใจ ทำให้บุคคลเกดิ ความกระตือรือร้น มีความสุข ความมุ่งม่ัน
ท่ีจะทำงาน มขี วัญและมีกำลงั ใจ มคี วามผกู พนั กับหน่วยงาน มคี วามภาคภูมิใจในความสำเร็จของงานที่ทำ
และสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานส่งผลต่อถึงความก้าวหน้าและ
ความสำเรจ็ ขององคก์ ารอกี ดว้ ย

วิรุฬ พรรณเทวี(2542) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน
ขึ้นอยกู่ ับแตล่ ะบุคคลว่าจะมีความคาดหมายกับสิ่งหน่ึงส่ิงใดอย่างไร ถา้ คาดหวงั หรือมีความตั้งใจมากและ
ได้รับการตอบสนองด้วยดีจะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็น
อย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่าจะมีมากหรือน้อย
สอดคล้องกับ ฉตั ร

ฉัตรชัย คงสุข (2535) กล่าวว่า ความพึงพอใจหมายถึงความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อส่ิง
หนงึ่ หรือปจั จยั ตา่ งๆทเ่ี กี่ยวขอ้ ง ความรู้สึกพอใจจะเกดิ ข้นึ เม่ือความตอ้ งการของบุคคลได้รับการตอบสนอง
หรือบรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหนึ่ง ความรู้สึกดังกล่าวจะลดลงหรือไม่เกิดขึ้น หากความต้องการหรือ
จดุ ม่งุ หมายน้ันไมไ่ ดร้ บั การตอบสนอง

กิตติมา ปรีดีดิลก (2529) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจที่มีต่อ
องคป์ ระกอบและส่งิ จูงใจในดา้ นตา่ งๆเมื่อได้รับการตอบสนอง

กาญจนา อรุณสุขรุจี (2546) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมท่ี
เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่าบุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่
สามารถสังเกตโดยการแสดงออกท่ีค่อนข้างสลบั ซบั ซ้อนและต้องมสี ิ่งเรา้ ที่ตรงต่อความต้องการของบุคคล
จงึ จะทำให้บุคคลเกดิ ความพึงพอใจ ดงั นน้ั การสง่ิ เร้าจึงเปน็ แรงจูงใจของบุคคลนั้นใหเ้ กิดความพึงพอใจใน
งานนั้น

นภารัตน์ เสือจงพรู (2544) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกทางบวกความรู้สึกทางลบและ
ความสขุ ทมี่ คี วามสัมพันธ์กันอยา่ งซับซอ้ น โดยความพงึ พอใจจะเกิดขึน้ เมอ่ื ความรสู้ กึ ทางบวกมากกว่าทาง
ลบ

41

เทพพนม เมืองแมน และสวิง สุวรรณ (2540) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นภาวะของความพึงใจหรือ
ภาวะที่มีอารมณ์ในทางบวกที่เกิดขึ้น เนื่องจากการประเมินประสบการณ์ของคนๆหนึ่ง สิ่งที่ขาดหายไป
ระหวา่ งการเสนอให้กับสง่ิ ท่ไี ดร้ ับจะเปน็ รากฐานของการพอใจและไม่พอใจได้

สง่า ภู่ณรงค์ (2540) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับผลสำเร็จตาม
ความมงุ่ หมายหรือเปน็ ความรู้สกึ ขั้นสุดทา้ ยท่ีไดร้ บั ผลสำเร็จตามวัตถปุ ระสงค์

ทวีพงษ์ หินคำ (2541 : 8 ) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจวา่ เป็นความชอบของบุคคลที่มีตอ่
สิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึงสามารถลดความดึงเครียดและตอบสนองความต้องการของบุคคลได้ทำให้เกิดความพึง
พอใจตอ่ สิง่ นนั้

ธนียา ปัญญาแก้ว ( 2541 : 12 ) ได้ให้ความหมายว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความพึงพอใจที่เกี่ยวกับ
ลักษณะของงาน ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่ความพอใจในงานท่ีทำ ได้แก่ ความสำเร็จ การยกย่อง ลักษณะงาน
ความรับผืดชอบ และความก้าวหน้า เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่ต่ำกว่า จะทำให้เกิดความไม่พอใจงานที่ทำ ถ้า
หากงานให้ความก้าวหนา้ ความท้าท้าย ความรับผิดชอบ ความสำเร็จและการยกย่องแก่ผูป้ ฏิบัตงิ านแลว้
พวกเขาจะพอใจและมีแรงจูงใจในการทำงานเป็นอย่างมาก

วทิ ย์ เทยี่ งบูรณธรรม (2541 : 754) ใหค้ วามหมายของความพงึ พอใจวา่ หมายถงึ ความพอใจ การ
ทำให้พอใจ ความสาแก่ใจ ความหนำใจ ความจุใจ ความแน่ใจ การชดเชย การไถ่บาปการแก้แค้นสิ่งที่
ชดเชย

วิรุฬ พรรณเทวี (2542 : 11 ) ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจของ
มนุษยท์ ไ่ี ม่เหมือนกัน ซึ่งเปน็ อยกู่ ับแตล่ ะบุคคลว่าจะคาดหมายกับสงิ่ หน่ึง สง่ิ ใดอยา่ งไร ถ้าคาดหวังหรือมี
ความตั้งใจมากและได้รับการตอบสนองด้วยดี จะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวัง
หรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนตั้งใจไว้ว่า
จะมีมากหรอื น้อย

กาญจนา อรุณสุขรุจี ( 2546 : 5 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์ เป็นการแสดงออกทาง
พฤติกรรมที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่า บุคคลมีความพึงพอใจ
หรือไม่ สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน และต้องมีสิ่งที่ตรงต่อความตอ้ งการของ
บคุ คล จงึ จะทำใหบ้ คุ คลเกดิ ความพงึ พอใจ ดังนน้ั การสร้างสิง่ เรา้ จึงเปน็ แรงจูงใจของบคุ คลนนั้ ใหเ้ กิดความ
พึงพอใจในงานนน้ั

Carnpbell ( 1976 : 117 – 124 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในที่แต่ละคน
เปรียบเทียบระหว่างความคิดเห็นต่อสภาพการณ์ที่อยากให้เป็นหรือคาดหวัง หรือรู้สึกว่าสมควรจะได้รับ
ผลที่ไดจ้ ะเป็นความพงึ พอใจหรือไม่พึงพอใจเป็นการตดั สินของแตล่ ะบุคคล

42

Domabedian ( 1980 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจของผู้รับบริการ หมายถึง ผู้บริการประสบ
ความสำเร็จในการทำให้สมดุลระหว่างสิ่งที่ผู้รับบริการให้ค่ากับความคาดหวังของผู้รับบริการ และ
ประสบการณ์น้ันเป็นไปตามความคาดหวงั

จากความหมายที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปความหมายของความพึงพอใจได้ว่า เป็นความรู้สึกของ
บุคคลในทางบวก ความชอบ ความสบายใจ ความสขุ ใจตอ่ สภาพแวดล้อมในดา้ นตา่ ง ๆ หรอื เปน็ ความรสู้ ึก
ทีพ่ อใจต่อสิ่งทที่ ำให้เกดิ ความชอบ ความสบายใจ และเป็นความร้สู กึ ทีบ่ รรลุถึงความต้องการ

2.5.1 การวัดความพึงพอใจ
ภณดิ า ชยั ปัญญา ( 2541 : 11 ) ได้กล่าวไว้ว่า การวดั ความพึงพอใจนัน้ สามารถทำได้หลาย

วิธีดังตอ่ ไปน้ี
1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม ต้องการทราบความคิดเห็นซึ่งสามารถ

กระทำไดใ้ นลักษณะกำหนดคำตอบใหเ้ ลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดงั กลา่ ว อาจถามความพอใจใน
ดา้ นต่าง ๆ เพอื่ ให้ผตู้ อบทุกคนมาเป็นแบบแผนเดยี วกัน มกั ใช้ในกรณีทตี่ ้องการข้อมูลกลุม่ ตวั อย่างมาก ๆ
วธิ นี ้ีนบั เป็นวธิ ีท่ีนิยมใช้กันมากทีส่ ุดในการวัดทัศนคติ รูปแบบของแบบสอบถามจะใช้มาตรวัดทัศนคติ ซ่ึง
ทน่ี ยิ มใชใ้ นปจั จบุ นั วิธีหนงึ่ คอื มาตราสว่ นแบบลเิ คิรท์ ประกอบดว้ ยข้อความที่แสดงถงึ ทัศนคติของบุคคล
ที่มีต่อสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีคำตอบทีแ่ สดงถึงระดับความรูส้ ึก 5 คำตอบ เช่น มากที่สุด มาก ปาน
กลาง นอ้ ย นอ้ ยทสี่ ดุ

2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการที่ผู้วิจัยจะต้องออกไปสอบถามโดยการพูดคุย โดยมีการเตรียม
แผนงานลว่ งหนา้ เพื่อให้ไดข้ อ้ มูลท่ีเป็นจรงิ มากทส่ี ดุ

3. การสังเกต เป็นวิธวี ัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของบคุ คลเป้าหมายไม่ว่าจะ
แสงดออกจากการพูดจา กริยา ท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจัง และสังเกตอย่างมีระเบียบ
แบบแผน วธิ นี ้ีเปน็ วธิ ีการศึกษาท่ีเกา่ แก่ และยงั เป็นทน่ี ยิ มใช้อย่างแพรห่ ลายจนถึงปจั จบุ นั

จากการศึกษาการวัดความพึงพอใจ สรุปได้ว่าการวัดความพึงพอใจเป็นการบอกถึงความชอบ
ของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งสามารถวัดได้หลายวิธี การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถามความคิดเห็น
การใชแ้ บบสำรวจความรูส้ กึ
สรุปความพงึ พอใจ

หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดีของบุคคล ซึ่งมักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามที่
ตนต้องการ ก็จะเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งนั้น ตรงกันข้ามหากความต้องการของตนไม่ได้รับการตอบสนอง
ความไมพ่ ึงพอใจก็จะเกิดขึน้


Click to View FlipBook Version