The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Janejira Nooknik, 2024-02-25 10:07:15

วิจัยฉบับสมบูรณ์

วิจัยฉบับสมบูรณ์

1 การเปรียบเทียบทักษะ EF ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม เล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ เจนจิรา สิทธิศรี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


2 การเปรียบเทียบทักษะ EF ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม เล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ เจนจิรา สิทธิศรี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


3 หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การเปรียบเทียบทักษะ EF ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม เล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ ผู้วิจัย นางสาวเจนจิรา สิทธิศรี สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ญาณีช่อสูงเนิน ครูพี่เลี้ยง นางจารุวรรณ สมพะยอม อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิชาการศึกษาปฐมวัย .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรัญญา ศรีบัว) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์ญาณี ช่อสูงเนิน) .................................................................................. กรรมการ (นางชลิตา ธรรมโกฎิ์) .................................................................................. กรรมการ (นางประภาภรณ์เหล่าประเสริฐ) .................................................................................. กรรมการ (นางนงเยาว์สิงหทองกูล)


4 ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบทักษะ EF ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม เล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ ผู้วิจัย นางสาวเจนจิรา สิทธิศรี อาจารย์ที่ปรึกษา นางสาวญาณี ช่อสูงเนิน อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม นางจารุวรรณ สมพะยอม ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาทักษะ EF ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะ EF ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ แบบร่วมมือ ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยกิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์แบบร่วมมือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี กำลังศึกษา ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุดรธานีเขต 1 ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการ (One Group Pretest – Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ แบบร่วมมือ จำนวน 16 แผน แผนละ 45 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวม 8 สัปดาห์แบบประเมินทักษะ EF 3 ด้าน ได้แก่ ทักษะด้านความจำเพื่อใช้งาน ทักษะด้านการใส่ใจจดจ่อ ทักษะด้านวางแผน จัดระบบดำเนินการ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงา ประกอบกิจกรรมสร้างสรรค์แบบร่วมมือ มีคะแนนทักษะ EF ในภาพรวมก่อนการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมสร้างสรรค์แบบร่วมมือ มีคะแนนเฉลี่ย 9.97 และมีคะแนนทักษะ EF ในภาพรวมหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมสร้างสรรค์แบบร่วมมือ มีคะแนนเฉลี่ย 25.27 และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังใน ภาพรวมและรายด้าน ปรากฏว่าเด็กปฐมวัยมีคะแนนเฉลี่ยทักษะ EF สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการ เล่านิทานประกอบหุ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ก


5 กิตติกรรมประกาศ วิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบทักษะ EF ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานหุ่นเงา ประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์ญาณี ช่อสูงเนินอาจารย์ และ อาจารย์นิทรา ช่อสูงเนินที่ปรึกษาวิจัย ที่กรุณาให้คำปรึกษา ชี้แนะแนวทาง ต่าง ๆผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณ นางจารุวรรณ สมพะยอม ในฐานะครูพี่เลี้ยงของผู้วิจัยที่ได้ให้คำแนะนำ ชี้แนะ ที่เป็นประโยชน์และแนวทางการทำวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ในความร่วมมือและช่วยเหลือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญ นางชลิตา ธรรมโกฎิ์ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาล อุดรธานีนางประภาภรณ์เหล่าประเสริฐ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี นางนงเยาว์ สิงหทองกูล ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบ คุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โดยให้คำแนะนำอย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การวิจัยนี้สำเร็จ ลุล่วงด้วยดี ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหาร คณะครู เด็กปฐมวัยและผู้ปกครอง โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่งในความร่วมมือและช่วยเหลือให้ความอนุเคราะห์ในการ ทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ และการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอน้อมรำลึกถึงคุณบิดา มารดา ผู้ให้ ชีวิต ให้การศึกษา ตลอดจนบูรพาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่ได้ให้ความรู้และอบรมสั่งสอนแก่ ผู้วิจัยจนประสบความสำเร็จในการศึกษา เจนจิรา สิทธิศรี ข


6 สารบัญ บทที่ หน้า บทคัดย่อ ........................................................................................................................ กิตติกรรมประกาศ .......................................................................................................... สารบัญ ........................................................................................................................... สารบัญตาราง ……………………………………………………………………………………………………. สารบัญภาพ ………………………………………………………………………………………………………. บทที่ 1 ………………………………………………………………………………………………………………. บทนำ .......................................................... ............................................................ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ........................................................... วัตถุประสงค์ของการวิจัย ........................................................................ ......... สมมติฐานของการวิจัย .......................................................... ........................... ขอบเขตของการวิจัย ......................................................................................... นิยามศัพท์เฉพาะ .............................................................................................. ประโยชน์ที่จะได้รับ ......................................................................................... บทที่ 2 ……………………………………………………………………………………………………………… เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ............................................................................... ทักษะ EF ………………………………………………………………………………………………. ความหมายของทักษะ EF ………………………………………………………………………… ความสำคัญของทักษะ EF ……………………………………………………………………….. องค์ประกอบทักษะ EF ……………………………………………………………………………. แนวทางการส่งเสริมการคิดเชิงบริหาร ………………………………………………………. การวัดการประเมินผล EF ในเด็กปฐมวัย …………………………………………………… แบบประเมินปัญหาพฤติกรรมเด็กปฐมวัย ……………………………………………….. นิทาน …………………………………………………………………………………………………… ความหมายของนิทาน …………………………………………………………………………….. คุณค่าและความสำคัญของนิทาน …………………………………………………………….. ประเภทของนิทาน …………………………………………………………………………………. รูปแบบการเล่านิทาน …………………………………………………………………………….. ก ข ค ช ซ 1 1 3 3 3 4 5 6 6 6 7 8 11 13 14 16 16 17 18 20 ค


7 สารบัญ (ต่อ) บทที่ หลักในการเลือกนิทานที่จะนำมาเล่าให้เด็กฟัง …………………………………………… หน้า 21 21 สื่อที่ใช้ในการเล่านิทาน ………………………………………………………………………….. ประโยชน์ของนิทาน ……………………………………………………………………………… นิทานหุ่น …………………………………………………………………………………………….. ความหมายของหุ่น ……………………………………………………………………………….. ความสำคัญของหุ่น ………………………………………………………………………………. ประเภทของหุ่น ……………………………………………………………………………………. การสร้างหุ่น ………………………………………………………………………………………… ศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ …………………………………………………………………. ความหมายและความสำคัญของศิลปะสำหรับเด็ก ……………………………………. ประเภทของกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็ก ……………………………………………………. ความหมายและความสำคัญของกิจกรรมศิลปะแบบร่วมมือ ……………………….. การจัดกิจกรรมศิลปะแบบร่วมมือ …………………………………………………………… งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ……………………………………………………………………………….. บทที่ 3 ............................................................................................................................ วิธีดำเนินการวิจัย .................................................................................................. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ............................................................................... แบบแผนการทดลอง ........................................................................................ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ................................................................................... การเก็บรวบรวมข้อมูล ...................................................................................... วิธีการดำเนินการทดลอง .................................................................................. การวิเคราะห์ข้อมูล ……………………………………………………………………………….. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล …………………………………………………………………. 24 26 30 30 30 31 32 33 33 35 35 37 41 44 44 44 45 49 49 50 50 ง


8 สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า บทที่ 4 ................................................................................................................. ............ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ........................................................................................ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ................................................................. การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................... บทที่ 5 ………………………………………………………………………………………………………………. สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ........................................................................ วัตถุประสงค์ของการวิจัย .................................................................................. สมมติฐานของการวิจัย ...................................................................................... ขอบเขตของการวิจัย ……………………………………………………………………………… เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย .................................................................................... การหาคุณภาพเครื่องมือ .................................................................................... การวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................................ สรุปผลการวิจัย …………………………………………………………………………………...... อภิปรายผลการวิจัย ……………………………………………………………………………….. ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………. เอกสารอ้างอิง …………………….……………………………………………………………...................... ภาคผนวก ....................................................................................................................... ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือ ………………………………………….. ภาคผนวก ข ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานหุ่น เงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์………………………………………………….. ภาคผนวก ค ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบประเมินทักษะ EF ของเด็ก ปฐมวัย ………………………………………………………………………………………………….. ภาคผนวก ง แผนการจัดปรสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ แบบร่วมมือ…………………………………………………………………………………………….. ภาคผนวก จ แบบประเมินทักษะ EF ของเด็กปฐมวัย …………………………………. ภาคผนวก ฉ ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินทักษะ EF ของเด็กปฐมวัย …….. ภาคผนวก ช คะแนนทักษะEF ของเด็กปฐมวัย…………………………………..…….. 52 51 54 55 55 55 55 56 56 57 57 57 58 60 67 69 72 74 79 82 84 จ


9 สารบัญ (ต่อ) บทที่ ภาคผนวก ซ ตัวอย่างภาพการจัดกิจกรรมเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ ……………………………………………………………….…. ประวัติผู้วิจัย………………………………………………………………………………………………………. หน้า 87 97 ฉ


10 สารบัญตาราง ตาราง ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง ........................................................................................... ตารางที่ 2 เนื้อหาสาระที่ใช้ในการทดลองการจัดกิจกรรมเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรม ศิลปะแบบร่วมมือ.......………………………………......................................................................... ตารางที่ 3 แบบแผนการทดลอง ……………………………………………………………………………….. ตารางที่ 4 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ของคะแนนทักษะทาง EF ของเด็ก ปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ แบบร่วมมือ………………………………………………………………………………………………………………. ตารางที่ 5 คะแนนค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ของคะแนนหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบ ร่วมมือ ……………………………………………………………..……………………….................................... ตารางที่ 6 คะแนนค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ คะแนนทักษะ EF ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงาประกอบ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ....................................................................................... ตารางที่ 7 ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงาประกอบ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ .................................................................................... ตารางที่ 8 ดัชนึความสอดคล้อง (IOC) ของแบบประเมินทักษะEF ของเด็กปฐมวัย ............... ตารางที่ 9 ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินทักษะEF ของเด็กปฐมวัย .................................. ตารางที่ 10 คะแนนทักษะ EF ของเด็กปฐมวัยก่อน-หลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงา ประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ....................................................................... หน้า 44 46 49 52 53 54 70 73 83 85 ช


11 สารบัญภาพ รูปภาพที่ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ........................................................................................... ภาพที่ 2 องค์ประกอบ3x3 ด้านของทักษะสมอง EF ........................................................... หน้า 5 8 ซ


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เป็นวัยที่เต็มไปด้วยพลังความอยากรู้อยากลอง และมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่ายยึดตนเองเป็น ศูนย์กลาง (egocentric) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ต้องเริ่มพัฒนาทักษะการจัดการชีวิตตั้งแต่ปฐมวัย ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาการด้านสมองและการเรียนรู้ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุดในชีวิต หากเด็ก ไม่ได้รับการเลี้ยงดูและพัฒนาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลต่อการดำเนินชีวิตเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งจากรายงานผลพัฒนาทักษะสมอง EF ในเด็กปฐมวัย โดยศูนย์วิจัย ประสาทวิทยาศาสตร์(2559) และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว หรือการวัดทักษะสมอง EF ในเด็กอายุ2 -6 ปี จำนวน 2,965 คน กระจายทุกภูมิภาคของประเทศพบว่า มีเด็กเกือบ 30% มีปัญหาพฤติกรรมด้าน ทักษะสมองEF น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ซึ่งเด็กเหล่านี้จะมีปัญหาในการกำกับตนเอง ทำโดยไม่คิด ใจร้อน รอคอยไม่เป็น วอกแวกง่ายและไม่สามารถทำงานยากให้สำเร็จได้ (Thai Health Promotion Foundation. 2560) ทักษะสมอง EF (Executive Functions) คือ กระบวนการทำงานของสมองระดับสูงที่ ประมวลประสบการณ์นอดีตและสถานการณ์ในปัจจุบันมาประเมิน วิเคราะห์ตัดสินใจวางแผน เริ่มลง มือทำ ตรวจสอบตนเอง และแก้ไขปัญหาตลอดจนควบคุมอารมณ์ บริหารเวลา จัดความสำคัญกำกับ ตนเอง และมุ่งมั่นทำจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้(Thanasethakorn, 2555 as cited in Thai Health Promotion Foundation, & RLG Institute, 2561) ดังนั้น EF จึงทำหน้าที่ในการทำกับ พฤติกรรมที่มุ่งสู่เป้าหมายของบุคคลให้เหมาะสมกับบริบท โดยคำนึงถึงความรู้และประสบการณ์ที่ ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถาบัน RLG (2562) กล่าวว่า การจัด กิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยเพื่อส่งเสริมทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ หรือ การคิดเชิงบริหาร สมอง Executive Function (EF) ซึ่งกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กได้สื่อสารหรือแสดงออกความคิด สร้างสรรค์ของ ตนเอง ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การวาดภาพ การเล่าเรื่อง การเล่านิทาน เป็นต้น โดยเฉพาะกิจกรรม การเล่านิทานเป็นกิจกรรมที่สื่อสารเรียนรู้เรื่องผ่านภาพ เป็นนิทานที่ไม่มี ประโยคยาวๆ เพื่อเล่าเรื่อง มีเพียง ประโยคสั้น ๆ แต่เป็นการให้เด็กได้ใช้ทักษะความจำเพื่อใช้งาน คือเมื่อดูภาพ หรือสัญลักษณ์ หรือหุ่น นิทาน แล้วจดจำเพื่อไปหาในหน้าต่อ ๆ ไป เกิดการใส่ใจจดจ่อ ในแต่ละเรื่องราว มีการเชื่อมโยงเนื้อเรื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบ การฝึกทักษะจอจ่อใส่ใจอย่าง


2 สม่ำเสมอจะช่วยยืดช่วงสมาธิของเด็กให้ยาวขึ้น และที่สำคัญการฝึกให้เด็กได้ฝึกความจำเพื่อใช้งาน เด็กจะจัดระบบและเก็บข้อมูลไว้ในระบบของสมอง เพื่อนำกลับมาใช้อีกครั้ง เช่น เมื่อครูเล่านิทานจบ เด็กสามารถเล่าเรื่องราวในนิทานที่ฟังตั้งแต่ต้นจนจบได้ นิทานหุ่นเงา เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการ เป็นกิจกรรมที่เด็ก สนใจและดึงดูดความสนใจของเด็กได้อย่างเหมาะสมกับวัย โดยนิทานหุ่นเงาจะใช้ไฟส่องจากด้านหลัง ของตัวหุ่นที่มีลักษณะแบนเป็นภาพมิติเดียวนั้น ให้เงาของตัวหุ่นไปตกกระทบจอที่ใช้ผ้าขาวผืนใหญ่ขึง ตึง เกิดเป็นภาพบนจอ ผู้ชมจึงชมการเชิดแสดงหุ่นประเภทนี้ในลักษณะของการดูหนังลักษณะของหุ่น ประเภทนี้เป็นแผ่นภาพแบน ตัวหุ่นสามารถเคลื่อนไหว และเชิดจากด้านล่างผู้เชิดต้องวางแนวจับตัว หนัง ด้านแบนนั้นให้ขนานไปกับจอ แล้วเคลื่อนตัวจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งเป็นแนวระนาบตาม กันไป เกิดความสนุกสนาน สำหรับโรงเชิดหุ่นมีลักษณะคล้ายโรงเชิดหุ่นมือ แต่ด้านหน้าโรงขึงจอผ้า ขาวให้ตึง แล้วส่องไฟจากด้านหลังตัวหุ่นทำให้เกิดเงาขึ้นที่จอผ้าสีขาว (สารานุกรมไทยสำหรับ เยาวชน, 2550) ศิลปะแบบร่วมมือ หมายถึงกิจกรรมศิลปะที่ครูจัดขึ้นเพื่อให้เด็กได้ทำงานร่วมกัน กิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์นั้น ได้แก่ การวาดภาพ ระบายสี เล่นสี การพิมพ์ภาพ การตัด ฉีก ปะ การปั้น การ ประดิษฐ์เศษวัสดุ เพื่อมุ่งฝึกกล้ามเนื้อประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ฝึกให้เด็กมีความอดทน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความรับผิดชอบ รู้จักชื่นชมความสวยงาม พัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ วิธีการจัดกิจกรรมประเภทนี้ ทำได้โดยจัดเด็กเป็นกลุ่มประมาณ 2-4 คน ให้เด็กทำงานและคิดคน เดียวหลังจากนั้นครูจะให้เด็กจับคู่กันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ ประสบการณ์ ช่วยกัน แก้ปัญหา และรับผิดชอบการทำงานร่วมกันในกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จและจบลงด้วยการ ออกมานำเสนอผลงานหน้าชั้นหรือระหว่างกลุ่ม (จันทนี บุญคลัง,2542: 48) จากที่กล่าวมาทั้งหมดผู้วิจัยมีความเห็นเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทักษะการคิดเชิงบริหารล่าช้า ได้แก่ หุนหันพลันแล่น ทำโดยไม่คิด ใจร้อน ไม่มีสมาธิ วอกแวกง่าย วางแผนในการทำงานไม่ได้ ในระยะยาวมีแนวโน้มส่งผลเสียต่อการเรียน การทำงานการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เป็นบ่อเกิดของ ปัญหาพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กในอนาคต จากปัญหาพฤติกรรมนี้ผู้วิจัยจึง ศึกษากิจกรรมที่มีส่วนในการพัฒนาทักษะสมอง (EF) โดยใช้การเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือเชื่อมโยงนามธรรมไปสู่ในสิ่งที่เป็นรูปธรรมได้ เพื่อให้เด็กพัฒนาทักษะ ด้านความจำเพื่อใช้งาน ทักษะด้านการใส่ใจจดจ่อ และทักษะวางแผนจัดระบบดำเนินการ เป็นการจัด ประสบการณ์ที่เน้นทักษะทางสมอง อันเป็นรากฐานสำคัญให้เด็กเกิดการพัฒนาให้เหมาะสมกับวัย เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในอนาคต


3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาทักษะ EF ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงาประกอบ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะ EF ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทาน หุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ สมมติฐานของการวิจัย 1. เด็กปฐมวัยที่ได้จัดกิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบ ร่วมมือมีทักษะ EF ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 2. เด็กปฐมวัยที่ได้จัดกิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบ ร่วมมือ มีทักษะ EF หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมการทดลอง ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร เด็กชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี กำลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนอนุบาล อุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 1 กลุ่มตัวอย่าง เด็กชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี กำลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนอนุบาล อุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 1 ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการ (One Group Pretest – Posttest Design) 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดกิจกรรมเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ แบบร่วมมือ 2.2 ตัวแปรตาม คือ ทักษะ EF ของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ทักษะด้านความจำเพื่อใช้งาน ทักษะด้านการใส่ใจจดจ่อ ทักษะด้านการวางแผนจัดระบบดำเนินการ


4 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาในการทดลองเป็นแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์แบบร่วมมือ ซึ่งประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์แบบร่วมมือ จำนวน 16 แผน ที่สอดคล้องกับหน่วยการจัดประสบการณ์ที่ใช้ในการทดลอง แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาการทดลองจำนวน 16 ครั้งๆ ละ 45 นาทีสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยมีระยะเวลาในการจัด กิจกรรม 8 สัปดาห์ ทุกวัน อังคาร พุธ ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ทักษะ EF หมายถึง กระบวนการทำงานของสมองระดับสูงในการกำกับความรู้สึก ความคิด และพฤติกรรม เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยจำแนกทักษะทางสมอง EF ของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบ ร่วมมือ ออกเป็น 3 ทักษะ ดังนี้ 1.1 ความจำเพื่อใช้งาน หมายถึง พฤติกรรมของเด็กในการจดจำและดึงข้อมูลออกมา ใช้ได้ในสถานการณ์ที่ต้องการ ได้แก่ ปฏิบัติตามข้อตกลงได้ถูกต้อง เมื่อครูเล่านิทานจบ สามารถเล่า ทวนหรือบอกความคิดรวบยอดเกี่ยวกับนิทานนั้นได้สนทนาได้ต่อเนื่องหรืออธิบายเรื่องราวได้จนจบ 1.2 การใส่ใจจดจ่อ หมายถึง พฤติกรรมของเด็กในการใส่ใจจดจ่อ มุ่งความสนใจอยู่กับ สิ่งที่ทำ อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่ง ได้แก่ ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ ฟังนิทานจนจบ เรื่องโดยไม่พูดแทรก ทำกิจกรรมต่างๆอย่างใส่ใจ ไม่วอกแวก 1.3 การวางแผนจัดระบบดำเนินการ หมายถึง ได้แก่ การวางแผนปฏิบัติกิจกรรมด้วย ตนเอง ปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนที่วางไว้จัดเก็บของอย่างมีระเบียบเมื่อได้ยินสัญญาณ 2. นิทานหุ่นเงา หมายถึง เป็นการเล่านิทานที่มีการเชิดหุ่นเงาประกอบ ใช้ไฟส่องจาก ด้านหลังของตัวหุ่น ให้เงาของตัวหุ่นไปตกกระทบจอที่ใช้ผ้าขาวผืนใหญ่ขึงตึง เกิดเป็นภาพบนจอ ตัว หุ่นสามารถเคลื่อนไหว และเชิดจากด้านล่างผู้เชิด 3. การจัดกิจกรรมศิลปะแบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมที่ให้เด็กได้มีโอกาสได้ทำ กิจกรรมกลุ่มร่วมกัน เด็กทุกคนจะได้ร่วมมือ ช่วยเหลือ แบ่งปันและยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน สู่ผลงานที่สำเร็จ 4. การเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ หมายถึง ขั้นตอน และวิธีการดำเนินกิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ที่ส่งเสริมทักษะ EF ของเด็กปฐมวัย โดยนำ


5 การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบหุ่นเงามาเล่าให้เด็กฟัง หลังจากฟังจบแล้วให้เด็กคิดจินตนาการ จากเนื้อหาในนิทาน แล้วลงมือทำงานศิลปะ ได้แก่ การวาดภาพระบายสี การฉีก ตัด ปะ กระดาษ การพิมพ์ภาพ ประโยชน์ที่จะได้รับ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้รับประโยชน์จากการวิจัย ดังนี้ 1. ได้พัฒนาทักษะ EF ของเด็กปฐมวัย คือ ทักษะด้านความจำเพื่อใช้งาน ทักษะด้านการ ใส่ใจจดจ่อ ทักษะด้านการริเริ่มและลงมือทำ 2. ได้แนวทางสำหรับครู ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะ EF ตลอดจนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยกิจกรรมเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือให้มีความเหมาะสมมากขึ้น กรอบแนวคิดในการวิจัย เป็นการศึกษากิจกรรมการเล่านิทานหุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบ ร่วมมือ มีกรอบแนวคิดดังภาพที่ 1 ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย กิจกรรมเล่านิทาน หุ่นเงาประกอบกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์แบบร่วมมือ ทักษะ EF -ด้านความจำเพื่อใช้งาน -ด้านจดจ่อใส่ใจ -ด้านวางแผนจัดระบบ ดำเนินการ


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกการ นำเสนอเนื้อหาตามลำดับ ดังนี้ 1. ทักษะ EF 2. นิทานและการเล่านิทาน 3. นิทานหุ่น 4. ศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทักษะ EF การนำเสนอเกี่ยวกับทักษะ EF ผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 6 หัวข้อ คือ 1) ความ หมายของทักษะ EF 2) ความสำคัญของทักษะ EF 3) องค์ประกอบของทักษะ EF 4) การประเมิน EF มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความหมายของทักษะ EF ทักษะสมอง EF (Executive Functions) คือ กระบวนการทำงานของสมองระดับสูงใน การกำกับความรู้สึก ความคิด และพฤติกรรม เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ด้วยการนำประสบการณ์ในอดีต และสถานการณ์ในปัจจุบันมาประมวลผล วิเคราะห์ ประเมิน ตัดสินใจ วางแผนเริ่มลงมือทำ ตรวจสอบตนเอง และแก้ไขปัญหา ตลอดจนควบคุมอารมณ์ บริหารเวลา จัดลำดับความสำคัญ กำกับ ตนเอง และมุ่งมั่นทำจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้(ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร, 2555) มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะสมอง EF ในกิจวัตรประจำวันที่มีรูปแบบการทำงาน เหมือนเดิม แต่เราจำเป็นต้องใช้ทักษะสมอง EF ในการพัฒนาตนเองการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และ การทำงานบรรลุเป้าหมาย ทักษะสมอง EF จะควบคุมให้เราเริ่มต้นลงมือทำ เมื่อเผชิญสถานการณ์ ท้าทาย สถานการณ์ท้าทาย 7 สถานการณ์ที่ต้องอาศัยการทำงานของทักษะสมอง EF ได้แก่ 1) สถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ 2) สถานการณ์ที่ต้องวางแผน 3) สถานการณ์ที่ต้องแก้ไขปัญหา 4) สถานการณ์ที่ใช้วิธีการใหม่


7 5) สถานการณ์ที่ใช้ทักษะเฉพาะทาง 6) สถานการณ์ที่ต้องควบคุมอารมณ์ 7) สถานการณ์ที่ต้องใช้ความมานะ อดทน มุ่งมั่น การจัดการเรียนการสอน เพื่อฝึกฝนทักษะสมอง EF จะช่วยสร้างเครือข่ายโยงใย ประสาทในสมองให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ท้าทายเหล่านี้ในชีวิตจริงได้อย่างคล่องแคล่ว เด็ก ๆ จะสามารถเผชิญปัญหาอุปสรรคได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถอดทนอยู่กับความยากลำบาก ก่อนที่งานหรือปัญหาจะสำเร็จลุล่วงไปได้ กล่าวโดยสรุป ทักษะสมอง EF (Executive Functions) คือ กระบวนการทำงานของ สมองระดับสูงในการกำกับความรู้สึก ความคิด และพฤติกรรม เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 2. ความสำคัญของทักษะ EF อภิชัย เพ็ญวรรณ์ (2560: 20 อ้างถึงใน สุจิตรา วุฒิธำรง, 2558: ออนไลน์) กล่าวว่า EF มีความสำคัญยิ่งกว่าการรู้จักตัวเลขหรือตัวหนังสือ เมื่อเด็กรับโอกาสพัฒนาความสามารถการทำ หน้าที่ของสมองเชิงบริหาร ทั้งตัวเด็กเองและสังคมได้รับประโยชน์ จะช่วยสร้างพฤติกรรมเชิงบวกและ เลือกตัดสินใจในทางที่สร้างสรรค์ต่อตนเองและครอบครัว หากเด็กมี EF เขาจะมีความสามารถใน การคิด ดังนี้ 1. มีความจำดี มีสมาธิจดจ่อสามารถทำงานต่อเนื่องได้จนเสร็จ 2. รู้จักการวิเคราะห์ มีการวางแผนงานอย่างเป็นระบบ ลงมือทำงานได้ และจัดการกับ กระบวนการทำงานจนเสร็จทันตามกำหนด 3. นำสิ่งที่เคยเรียนรู้มาก่อนในประสบการณ์ มาใช้ในการทำงานหรือกิจกรรมใหม่ได้ 4. สามารถปรับเปลี่ยนความคิดได้ เมื่อเงื่อนไขหรือสถานการณ์เปลี่ยนไปไม่ยึดติดตายตัว จนถึงขั้นมีความคิดสร้างสรรค์คิดนอกกรอบได้ 5. รู้จักประเมินตนเอง นำจุดบกพร่องมาปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นได้ 6. รู้จักยับยั้งควบคุมตนเองไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมแม้จะมีสิ่งยั่วยวน 7 . รู้จักแสดงออกในครอบครัวในห้องเรียนกับเพื่อนหรือในสังคมอย่างเหมาะสม ซึ่งจะ นำไปสู่การรู้จักเคารพผู้อื่น อยู่กับคนอื่นได้ดี ไม่มีปัญหา 8.เป็นคนที่อดทนได้รอคอยเป็น มีความมุ่งมั่นพร้อมความรับผิดชอบที่จะไปสู่ความสำเร็จ นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล (2560 : 17) กล่าวว่า EF มีความสำคัญต่อความสำเร็จทางการ เรียนของเด็ก เนื่องจากเป็นตัวบ่งบอกถึงความพร้อมในการเรียนของเด็กได้มากกว่าระดับสติปัญญา (IQ) นอกจากนั้นยังส่งผลต่อการเรียนรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคณิตศาสตร์และด้านการอ่าน จนเป็น ที่ยอมรับกันในวงกว้างว่าผู้ที่มีความสามารถการทำหน้าที่ของสมองเชิงบริหาร ดีจะมีผลสัมฤทธิ์ทาง


8 การเรียน การทำงาน ชีวิตคู่ที่ดี ทั้งมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วย EF จึงมีความสำคัญ อย่างมากเนื่องจากเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จทั้งในด้านการเรียนและการทำงานเมื่อเด็กโตขึ้น พัฒนา ทักษะที่เป็นองค์ประกอบของ EF จะทำให้เด็กมีความคิดรอบคอบและไตร่ตรองมากขึ้น ยับยั้งอารมณ์ ดีขึ้น มีความคิดที่ยึดหยุ่นมากขึ้น สามารถจัดการงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันสลับไปมาได้ ช่วยให้ ทำสิ่งต่าง ๆ ได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ในที่สุด กล่าวโดยสรุป EF มีความสำคัญต่อความสำเร็จทางการเรียนของเด็ก ทำให้มีสมาธิ จดจ่อ ใส่ใจมากขึ้น มีความพร้อมทางด้านการเรียน มีความคิดสร้างสรรค์คิดยืดหยุ่น คิดนอกกรอบได้ และช่วยสร้างพฤติกรรมเชิงบวกมากยิ่งขึ้น 3. องค์ประกอบทักษะ EF จากการรวบรวมและค้นคว้างานวิจัยจากทั้งในและต่างประเทศ สรุปเป็นองค์ประกอบ ทักษะสมอง EF จำนวน 3 x 3 ด้าน ดังภาพที่ 2 ภาพที่ 2 องค์ประกอบ 3x3 ด้านของทักษะสมองEF


9 กลุ่มทักษะพื้นฐาน ประกอบไปด้วย 1) ความจำเพื่อใช้งาน: Working Memory ความสามารถของสมองที่ใช้ในการจำข้อมูล ขณะประมวลผล เช่น การส่งต่อบทสนทนา การทำงานที่มีขั้นตอน การเล่นตามกฎกติกา ความจำเพื่อใช้งาน เป็นทักษะพื้นฐานของการมีสมาธิ จดจ่ออยู่กับงาน เด็กที่มีทักษะสมอง EF ด้านความจำเพื่อใช้งานดีจะประมวลผลได้เร็ว เรียนรู้สิ่งใหม่ ได้ง่าย ไม่ทำผิดซ้ำ มีสมาธิ ในทางตรงกันข้าม เด็กที่มีปัญหาเรื่องความจำเพื่อใช้งาน จะลืมง่าย พูดคุย ไม่จบเรื่อง เปลี่ยนเรื่องการสนทนาไปเรื่อย ๆ ไม่มีสมาธิในการเรียน และไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานที่ ทำอยู่ได้ เนื่องจากข้อมูลที่ต้องใช้ขณะทำงานอยู่หายไป ทำให้ไม่สามารถประมวลผลได้ เช่น เมื่ออ่าน นิทานให้เด็กฟังไป 3 หน้า จะลืมว่าหน้าแรกพูดถึงเรื่องอะไร ทำให้ไม่สามารถปะติดปะต่อกับ เนื้อเรื่องได้ เป็นเหตุให้เสียสมาธิ และเลิกสนใจในสิ่งที่ทำอยู่ 2) การยั้งคิดไตร่ตรอง: Inhibitory Control ความสามารถในการหยุดความรู้สึก หยุดความคิด และหยุดพฤติกรรมได้ในเวลาที่เหมาะสม เช่น นั่งทำการบ้าน แม้ว่าอยากไปเล่น โกรธ แล้วเดินหนี แม้ว่าอยากจะตีเพื่อน สงบตัวเองได้ เมื่ออยู่ ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นต้น การยั้งคิดไตร่ตรอง เป็นทักษะพื้นฐานของ กาลเทศะ สมาธิ และคุณธรรม เด็กที่มีทักษะสมอง EFด้านการยั้งคิดไตร่ตรองดี จะอดทนอดกลั้นได้ดี มีความ พยายามสูง ไม่วอกแวก เคารพในของใช้ของผู้อื่น ใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา ดูแลสุขภาพกายใจของ ตนเองและผู้อื่นได้ดี ในทางตรงกันข้าม เด็กที่มีปัญหาเรื่องการยั้งคิดไตร่ตรอง จะหุนหันพลันแล่น ทำตามความต้องการของตนเอง สมาธิสั้น ไม่อยู่นิ่ง รบกวนผู้อื่นในชั้นเรียน เล่นอันตรายไม่กลัวเจ็บ ไม่ตั้งใจทำงาน 3) การยืดหยุ่นความคิด: Shifting/Cognitive Flexibility ความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน เช่น เมื่อไม่มีไม้บรรทัด สามารถใช้บัตรประชาชนมาขีดเส้นให้ตรง เมื่อถึงมื้ออาหารสามารถวางของเล่นแล้วไปกินข้าวได้ เป็นต้น การยืดหยุ่นความคิด เป็นทักษะพื้นฐานของการแก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เด็กที่มีทักษะสมอง EF ด้านการยืดหยุ่นความคิดดี จะปรับตัวเก่ง เข้ากับผู้อื่น ได้ง่าย อยู่ได้ในทุกสถานการณ์ ทำงานหลายอย่างสลับไปมาได้ และมีความคิดสร้างสรรค์ ในทาง ตรงข้าม เด็กที่มีปัญหาเรื่องการยืดหยุ่นความคิด จะติดอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนาน กลับคืนสู่ อารมณ์ปกติยาก ยึดติดกับความคิดตัวเอง ยึดติดกับวิธีการ หรือ แบบแผนเดิม ๆ ไม่ชอบการ เปลี่ยนแปลง และ ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ยาก


10 กลุ่มทักษะกำกับตนเอง ประกอบด้วย 4) การใส่ใจจดจ่อ: Focus / Attention ความสามารถในการจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำได้นาน ตามสมควรของวัยและความยากง่ายต่อ ภารกิจนั้น ๆ เพื่อให้สิ่งที่ต้องการทำสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น การทำงานบ้านจนเสร็จ เก็บของเล่น จนหมด ฟังนิทานจนจบเรื่อง ร้อยลูกปัดได้ใส่ใจในการทำกิจกรรม เป็นต้น เด็กที่มีทักษะสมอง EF ด้านการใส่ใจจดจ่อ จะเรียนรู้ได้ดี ทำงานสำเร็จตามเป้าหมาย 5) การควบคุมอารมณ์: Emotional Control ความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ของตนเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสมตาม สถานการณ์ เด็กที่มีทักษะสมอง EF ด้านการควบคุมอารมณ์ จะตระหนักรู้ในภาวะอารมณ์ของตนเอง สามารถปรับอารมณ์ตัวเองให้คืนสู่ปกติได้เร็ว ในทางตรงกันข้าม เด็กที่มีปัญหาการควบคุมอารมณ์ จะขี้หงุดหงิด โกรธฉุนเฉียวง่าย อารมณ์แปรปรวน เมื่อไม่พอใจจะโวยวาย อาละวาด และแสดง พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม 6) การติดตามประเมินตนเอง: Self-Monitoring ความสามารถในการตรวจสอบความรู้สึก ความคิด หรือการกระทำของตนเองทั้งในระหว่าง การทำงาน หรือหลังจากทำงานแล้วเสร็จ เพื่อทบทวนการกระทำที่จะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้ รู้จักตนเองทั้งในด้านความต้องการ จุดแข็งและจุดอ่อนได้ชัดเจนขึ้น รวมไปถึงการตรวจสอบความคิด ความรู้สึกหรือตัวตนของตนเอง กำกับติดตามปฏิกิริยาของตนเอง และดูผลจากพฤติกรรมของตนที่ กระทบต่อผู้อื่น ความสามารถนี้จะช่วยให้เด็กได้ทบทวนสิ่งที่ทำไป รู้สึกสำนึกผิดแล้วปรับปรุงตนเอง ใหม่ เช่น การพูดที่ทำให้เพื่อนเสียใจ หรือเมื่อทำผลงานเสร็จ ได้ทบทวนเพื่อพัฒนางานให้ดีขึ้น กลุ่มทักษะปฏิบัติ ประกอบด้วย 7) การริเริ่มและลงมือทำ: Initiating ความสามารถในการเริ่มต้นลงมือทำงานได้ด้วยตัวเอง ไม่โอ้เอ้ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เด็กที่มี การริเริ่มและลงมือทำ จะกล้าตัดสินใจ กล้าลองผิดลองถูก และลงมือปฏิบัติให้เกิดผล ในทางตรงกัน ข้าม เด็กที่มีปัญหาการริเริ่มและลงมือทำ จะมีงานค้างทำงานไม่ค่อยสำเร็จ ไม่สามารถเริ่มต้นทำงาน ด้วยตนเอง รอฟังคำสั่ง และรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น 8) การวางแผนและจัดการทำงานให้สำเร็จ: Planning & Organizing ความสามารถในการวางแผน จัดระบบดำเนินการ และจัดลำดับความสำคัญของงาน เพื่อให้ สำเร็จตามเป้าหมาย เด็กที่มีทักษะสมอง EF ด้านการวางแผนและจัดการทำงานให้เสร็จ จะสามารถ ตั้งเป้าหมาย และหาวิธีการเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้แก้ไขปัญหาระหว่างการทำงานได้ บริหารจัดการ เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ติดอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ขัดขวางทำให้แผนการไม่สำเร็จ


11 ในทางตรงข้าม เด็กที่มีปัญหาการจัดการทำงานให้เสร็จ จะมีความยากลำบากในการทำกิจวัตร ประจำวันตามลำดับที่วางแผนไว้เก็บของไม่เป็นที่ หาของไม่ค่อยเจอ 9) การมุ่งเป้าหมาย: Goal-Directed Persistence ความพากเพียรเพื่อบรรลุเป้าหมาย และจดจำข้อมูลนี้ไว้ในใจตลอดเวลาที่ทำงานตามแผนนั้น จนกว่าจะบรรลุ ซึ่งรวมถึงความใส่ใจในเรื่องเวลา (Sense of time)กับความสามารถในการสร้าง แรงจูงใจให้ตนเอง และติดตามความก้าวหน้าของเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง นั่นคือเมื่อตั้งใจและลงมือทำ สิ่งใดแล้ว จะมุ่งมั่น อดทน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใด ๆ ก็พร้อมฝ่าฟันจนสำเร็จ ความสามารถนี้จะทำให้เด็ก ๆ มุ่งมั่นในการทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ย่อท้อ เช่น ความพยายามที่จะผูก เชือกรองเท้าจนสำเร็จ ความตั้งใจที่จะกินข้าวจนหมดจานปฐมวัย เป็นช่วงวัยสำคัญในการส่งเสริม พัฒนาการทักษะสมอง EF ดังนั้นครูปฐมวัยจึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องทักษะสมอง EF เพื่อที่จะได้สามารถจัดชั้นเรียน และกิจกรรมการเรียนการสอนที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับ ประสบการณ์ในการฝึกฝนการใช้ทักษะสมอง EF ได้มากที่สุดในช่วงเวลาสำคัญนี้ กล่าวโดยสรุป องค์ประกอบทักษะ EF มีทั้งหมด 9 ด้าน กลุ่มทักษะพื้นฐาน 3 ด้าน ประกอบด้วย ความจำเพื่อใช้งาน การยั้งคิดไตร่ตรอง การยืดหยุ่นความคิด กลุ่มทักษะกำกับตนเอง 3 ด้าน ประกอบด้วย การใส่ใจจดจ่อ การควบคุมอารมณ์ การติดตามประเมินตนเอง กลุ่มทักษะ ปฏิบัติ 3 ด้าน ประกอบด้วย การริเริ่มลงมือทำ การวางแผนและการจัดทำงานให้สำเร็จ การมุ่ง เป้าหมาย 4. แนวทางการส่งเสริมการคิดเชิงบริหาร ดอว์สันและกัวเร (2557) เสนอหลักการพัฒนาการคิดเชิงบริหารของเด็ก ซึ่งจะช่วยให้ เด็กได้เจริญเติบโตและพัฒนาภายใต้สภาพแวดล้อมและบุคลิกลักษณะของตนเอง ดังนี้ 1. สอนทักษะที่เด็กยังบกพร่องดีกว่ากาดหวังว่าเด็กจะเรียนรู้ได้เองจากการสังเกตหรือ ซับซับ 2. คำนึงถึงระดับพัฒนาการของเด็ก 3. เปลี่ยนการช่วยเหลือจากสิ่งภายนอกมาสู่ภายในตัวเด็ก 4. ระลึกเสมอว่าสิ่งต่าง ๆ ภายนอกตัวเด็กสามารถจัดการเปลี่ยนแปลงได้ทั้ง สภาพแวดล้อม 5. ให้เด็กใช้แรงขับภายในของตนเองในการพัฒนาทักษะให้เกิดความชำนาญและควบคุม ได้มากกว่าที่จะใช้การบังคับต่อสู้เพื่อให้เด็กทา 6. สร้างงานที่เหมาะสมกับความสามารถของเด็กเพื่อให้เด็กได้ใช้ความพยายามอย่างมาก ที่สุด


12 7. ใช้สิ่งกระตุ้นเพื่อเพิ่มพูนความรู้ 8. ให้การสนับสนุนที่เพียงพอเพื่อให้เด็กประสบความสำเร็จ 9. สนับสนุนและดูแลอย่างต่อเนื่องจนกว่าเด็กจะเกิดความชำนาญและประสบ ความสำเร็จ 10. เมื่อจะหยุดให้การสนับสนุน การดูแลและการกระตุ้น ค่อยๆ ถอนตัวออกมา อย่าออกมาทันที สุภาวดี หาญเมธีและคณะ (2561: 97-98) ได้กล่าวถึงการพัฒนาการคิดเชิงบริหารด้วย การ "ให้โอกาส" เด็กในคือ 1. ให้โอกาสเด็กได้คิด สงสัยสังเกต 2. ให้โอกาสเด็กได้เลือก ตัดสินใจและวางแผนด้วยตนเอง 3. ให้โอกาสเด็กลงมือทำด้วยตนเอง 4. ให้โอกาสเด็กได้ลองผิดลองถูก 5. ให้โอกาสเด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ 6. ให้โอกาสเด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น 7. ให้โอกาสเด็กได้แสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลการทำงานของตนเอง 8. ให้โอกาสเด็กเรียนรู้ผ่านกิจวัตรประจำวัน 9. ให้โอกาสเด็กได้ฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหา 10. ให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ผ่านบูรณาการประสาทสัมผัส 11. ให้โอกาสเด็กได้จดจ่อใส่ใจ จิระพร ชะโน (2562: 11-14) ได้กล่าวถึง กิจกรรมที่ช่วยการคิดเชิงบริหาร สำหรับ เด็กอายุ 3-5 ปี ได้แก่ 1. การเล่นตามจินตนาการ (Imaginary play ในระหว่างที่เด็กมีการเล่นตามจินตนาการ อย่างตั้งใจ เด็กจะพัฒนากฎระเบียบ (develop rules) เพื่อเป็นแนวทางในการเล่นตามบทบาท สมมตินั้น ๆ เด็กจะมีความคิดที่ชับซ้อนอยู่ในใจและทำตามบทบาทที่ได้รับ เด็กจะพยายามยับยั้งแรง กระตุ้นหรือการกระทำต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสมกับบทบาทที่ได้รับ 2. การเล่านิทาน (Storytelling) เด็กจะชอบการเล่านิทาน ส่วนต้นของเรื่องควรเป็นการ เล่าแบบเป็นลำดับเหตุการณ์ ลำดับต่อมาควรเล่าให้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เล่าไป แต่ไม่ต้อง มีภาพรวมหรือโครงสร้างของนิทานซึ่งจะช่วยพัฒนาการวางแผนที่ชับซ้อนและเป็นระเบียบให้กับเด็ก หากต้องการเพิ่มความชับซ้อนของเนื้อเรื่องเพิ่มขึ้น เด็กควรจะได้รับการฝึกการจัดการในส่วนของ ความจำเพื่อนำไปใช้งานของสมอง (working memory)


13 3. การท้าทายการเคลื่อนไหวโดยใช้เพลงและเกม การ ใช้เพลงและเกมการเคลื่อนไหวจะ ช่วยสนับสนุนการคิดเชิงบริหารของสมองเนื่องจากเด็กได้มีการเคลื่อนไหวเข้าจังหวะประสานการ ทำงานระหว่างการพูดเป็นการกระทำและเพลง ส่งเสริมการควบคุมการขับยั้งตนเองและส่งเสริม ความจำเพื่อนำไปใช้งานของสมอง นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาทักษะการควบคุมตนเองอีกด้วย 4. เกมเงียบและกิจกรรมการเคลื่อนไหวอื่น ๆ 4.1 เกมจับคู่และกิจกรรมการเรียงลำดับ ให้เด็กได้จับคู่หรือจัดเรียงลำดับของเกม ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นทางความคิดเริ่มจากกิจกรรมที่ง่าย ๆ เช่น จับคู่สี แล้วเพิ่มความยากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น จับคู่สีและรูปร่าง ตัวอย่างเกมที่ท้าทายความสามารถของเด็ก 4.2 เกมปริศนาที่มีความซับซ้อน สามารถนำมาเล่นได้ในเด็กวัยนี้ เป็นการฝึก ความจำเพื่อนำไปใช้งานของสมองผ่านทางสายตา และฝึกทักษะการวางแผน 4.3 เกมทำอาหารเป็นเกมที่สนุกสำหรับเด็ก เป็นการฝึกการขับยั้งเนื่องจากต้องรอ กำสั่งฝึกความจำเพื่อนำไปใช้งานของสมองในขณะที่มีการคิดที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการทำอาหารภายในใจ และมุ่งเน้นความสนใจเมื่อมีการชั่ง การตวง และการนับ กล่าวโดยสรุป การส่งเสริมการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย จะต้องคำนึงถึงพัฒนาการ ของเด็ก ให้โอกาสเด็กได้เลือก ตัดสินใจ และมือกระทำด้วยตนเอง โดยใช้กิจกรรมในการกระตุ้นเด็ก เช่น การเล่นตามจินตนาการ การเล่านิทาน การเคลื่อนไหวเคลื่อนไหว และเกมการศึกษา ซึ่งผู้วิจัย ศึกษาเพื่อที่เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงบริหารของเด็กอนุบาล 5. การวัดการประเมินผล EF ในเด็กปฐมวัย นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล (2560: 19) ได้อธิบายว่า ข้อจำกัดของงานวิจัยที่เกี่ยวกับ การศึกษา EF ในเด็ก ก็คือการคัดเลือกแบบวัดที่จะต้องมีความยากง่ายเหมาะสมกับการพัฒนาEF ของเด็กแต่ละวัย ดังนั้น การหาเครื่องมือในการวัด EF ของสมองที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัยจึงเป็นสิ่ง ที่ท้าทาย เนื่องจากต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการด้าน EF ของเด็กแต่ละวัยเป็นอย่างดี งานวิจัยที่ผ่านมาต่างก็ใช้เครื่องมือคนละแบบที่มีความซับซ้อนยากง่ายต่างกันจึงทำให้ยากในการ เปรียบเทียบพัฒนาการของ EF นอกจากนั้นในบางครั้งการวัดด้วยเครื่องมือแบบเดียวกัน ยังถูก ตีความเชื่อมโยงกับองค์ประกอบที่แตกต่างกันของ EF อีกด้วย นักวิจัยประเมิน EF ได้หลายวิธีโดยใช้ เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อวัดทักษะต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของ EF (Isquith,2005) เครื่องมือที่ นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ EF คือ Wisconsin Card Sorting Test (WCST) เกมส์นี้จะให้ผู้ถูกประเมินจัดกลุ่มภาพโดยไม่ทราบเกณฑ์ในการจัดกลุ่มต้องค้นหาเกณฑ์เองโดย ตัดสินใจจากผลของการตอบแต่ละครั้งว่าถูกหรือผิด การทำแบบทดสอบWCST ต้องใช้ working memory, Inhibitory และ shift อย่างไรก็ตามแบบทดสอบนี้เป็นการวัด EF แบบเย็น (CooI EF) คือ


14 เป็นการคิดตัดสินใจโดยไม่มีปัจจัยเรื่องอารมณ์ ความต้องการ ความอยากเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจะ ไม่ให้ข้อมูลเรื่องการควบคุมอารมณ์ (Emotional control) และไม่สะท้อนถึงพฤติกรรมที่แสดงออก ของเด็ก ในผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพบริเวณสมองส่วนหน้าเมื่อให้ทำแบบทดสอบ WCST พบว่าผู้ป่วย จะยึดติดอยู่กับกฎเกณฑ์เดิม เมื่อเกณฑ์เปลี่ยนไปผู้ป่วยก็ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดตามได้จึงเลือกผิด ซ้ำ ๆ (บาร์เซโลนาและไนท์, 2545) นอกจากนั้นการศึกษาในเด็กก็พบเช่นเดียวกันคือ เมื่อให้เด็กอายุ 6 ปีทำแบบทดสอบ WCST พบว่าเด็กมีความยากลำบากในการทำงานที่ต้องสลับกฎเกณฑ์ไปมา ทำให้เลือกผิดซ้ำ ๆ คล้ายกับที่พบในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของสมองส่วนหน้า แต่เมื่อเด็กโตขึ้นจะ พบว่าเด็กทำแบบทดสอบ WCST ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัย เนื่องจากการที่สมองสวนหน้ามีการพัฒนา มากขึ้นนั่นเอง โดยพบว่าเด็กอายุ 6 - 11 ปีจะมีจำนวนครั้งในการเลือกผิดน้อยลงในขณะที่จำนวน ครั้งในการเลือกถูกเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น และจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนักหลังจากนั้น นอกจากนั้นเมื่อเทียบกับเด็กอายุน้อย พบว่าเด็กโตเมื่อตอบผิดจะใช้เวลาคิดนานขึ้นก่อนจะเลือกตอบ ใหม่ แสดงว่าในเด็กโตมีการคิดทบทวนมากขึ้นก่อนตัดสินใจ จึงทำถูกต้องมากขึ้น ผลการวิจัยเหล่านี้ ซื้ให้เห็นว่า ความสามารถการทำหน้าที่ของสมองเชิงบริหาร ( Executive Functions) มีการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น เมื่อให้เด็กวัย 8 - 9 ปี และ 11 -12 ปีทำแบบทดสอบ WCST พบว่า จะทำผิดซ้ำค่อนข้างมาก และความสามารถในการทำแบบทดสอบจะยังไม่เท่าผู้ใหญ่ จนกระทั่งเด็กมีอายุ 13 - 15 ปี 5.1 แบบประเมินปัญหาพฤติกรรมเด็กปฐมวัย เครื่องมือที่นิยมใช้ในการประเมินปัญหาพฤติกรรมในเด็กปฐมวัยคือ แบบประเมิน Behavior Rating Inventory of Executive Function - Preschool (BRIEF-P) (อิสควิท,ครอว์ ฟอร์ด และคณะ. 2548) และแบบประเมินปัญหาพฤติกรรม Child Behavior Check List สำหรับ เด็กอายุ 1½ - 5 ปี (CBCL-preschool) ของ โธมัส อาเชนบาค (โธมัส อาเชนบาค, เรสคอร์ลา, 2543 อ้างถึงใน นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล , 2560: 19) ในที่นี้จะอธิบายทีละแบบประเมินดังนี้ 1) Child Behavior Check List 1½ - 5 ปี (CBCL - preschool) พัฒนาโดย โธมัส อาเชนบาค และคณะ (โธมัส อาเชนบาค, เรสคอร์ลา, 2543.) CBCL - preschool เป็น แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กเล็กอายุ1½ - 5 ปี จำนวน 100 ข้อ ที่ครูพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก สังเกตพบในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาโดยเลือกตอบเป็น Likert scale 3 ช่วงคือ 0 = ไม่จริง,1 =จริง บางครั้ง, 2 = จริงบ่อยๆครั้ง โดยคำถามแบ่งเป็น scale ต่าง ๆ 8 ด้าน ดังนี้คือ ปฏิกิริยาตอบสนอง ด้านอารมณ์ (Emotionally Reactive), วิตกกังวลซึมเศร้า (Anxious/Depressed),อาการแสดง ทางกาย (Somatic Complaints),พฤติกรรมแยกตัว/ถอยหนี (Withdrawn), ปัญหาด้านการนอน (Sleep Problems), สมาธิสั้น (Attention Problems), พฤติกรรมก้าวร้าว(Aggressive Behavior)


15 และ พัฒนาการด้านภาษา (Language Development) โดยคะแนนจะนำมาจัดกลุ่มเป็นปัญหา พฤติกรรมแบบแสดงออก (Externalizing Problems) ปัญหาพฤติกรรมแบบเก็บกด (Internalizing Problems) และปัญหาพฤติกรรมโดยรวม (Total Problems) 2) Behavioral Rating Intervention of EF-Preschool (BRIEF-P) พัฒนาโดย อิสควิท,ครอว์ฟอร์ด, เอสปี้และจีโอเอีย (อิสควิท,ครอว์ฟอร์ด, เอสปี้และจีโอเอีย, 2548) ใช้ประเมิน ปัญหาพฤติกรรมที่พบในเด็กอายุ 2-5 ปี 11 เดือน มีลักษณะเป็นข้อคำถามจำนวน 63 ข้อ เกี่ยวกับ พฤติกรรมที่พบในชีวิตประจำวันที่เป็นปัญหาของเด็ก ที่เกี่ยวกับความบกพร่องของความสามารถการ ทำหน้าที่ของสมองเชิงบริหาร (Executive Functions) ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การยับยั้ง (Inhibit) การ เปลี่ยนความคิด (Shift) การควบคุมอารมณ์ (Emotional control) ความจำขณะทำงาน (Working memory) และการวางแผนจัดการ (Plan/Organize) ซึ่งประเมินโดยครูหรือผู้ปกครองที่รู้จักเด็กเป็น อย่างดี (หมายถึงเป็นคนหลักที่เลี้ยงดูเด็กหรือเป็นครูที่สอนเด็กมาอย่างน้อย 3-6 เดือนและรู้จัก พฤติกรรม เด็กเป็นอย่างดี โดยครูหรือผู้ปกครองตอบคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กที่สังเกตเห็นใน ชีวิตประจาวันที่โรงเรียนหรือที่บ้านในระยะเวลา 3 – 6 เดือนที่ผ่านมาว่า เด็กมีพฤติกรรมที่เป็น ปัญหาเหล่านั้นบ่อยแค่ไหนโดยเลือกตอบเป็น Likert scale 3 ช่วงคือ 1 = ไม่เคย, 2 = บางครั้ง, 3 = บ่อย ๆ ครั้ง การประเมินแต่ละครั้งจะใช้เวลา ประมาณ 15-20 นาทีต่อคน การวิเคราะห์ผลคะแนน มีหลายขั้นตอนจนได้คะแนนรวม จากนั้นนาคะแนนดิบของแต่ละ scale เทียบตารางเพื่อแปลง คะแนนดิบเป็นคะแนน T-scores หากได้ค่า T-scores ≥70 แสดงว่าเด็กมีความบกพร่องของ EF ใน บางด้านหรือหลายด้านที่ควรต้องได้รับการปรับแก้ไขพฤติกรรม หากค่าT-scores อยู่ในช่วง 60 ถึง 69 แสดงว่ามีโอกาสมากที่จะมีความบกพร่องของ EF และหากค่า T-scores น้อยกว่า 60 แสดงว่าไม่ มีปัญหาพฤติกรรมหรือมีปัญหาเล็กน้อยที่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ 3) แบบประเมินความสามารถการทำหน้าที่ของสมองเชิงบริหาร (Executive Functions: EF) ในเด็กปฐมวัย (แบบ MU.EF - 101) นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล และคณะฯ (2559: 19) ได้พัฒนาแบบประเมินความสามารถ การทำหน้าที่ของสมองเชิงบริหาร(Executive Functions) ในเด็กปฐมวัย (แบบ MU. EF - 101) โดย มีแบบประเมิน BRIEF - P เป็นต้นแบบในการสร้างชุดคำถามจะมีจำนวน 32 ข้อที่ครอบคลุมทักษะ ความสามารถการทำหน้าที่ของสมองเชิงบริหาร 5 ด้านคือ การยับยั้ง/การหยุด (Inhibit) การยืดหยุ่น ทางความคิด (Shif/cognitive flexibility) การควบคุมอารมณ์ (Emotional control) ความจำขณะ ทางาน (Working memory) และการวางแผนจัดการ (Plan/Organize) กล่าวโดยสรุป การคัดเลือกแบบวัดที่จะต้องมีความยากง่ายเหมาะสมกับการพัฒนา EF ของเด็กแต่ละวัย ดังนั้น การหาเครื่องมือในการวัด EF ของสมองที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัยจึงเป็นสิ่ง ที่ท้าทาย เนื่องจากต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการด้าน EF ของเด็กแต่ละวัยเป็นอย่างดี


16 การประเมิน EF ทำได้หลายวิธีโดยใช้เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อวัดทักษะต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบ ของ EF ซึ่งวิธีที่นิยมใช้ คือ Wisconsin Card Sorting Test (WCST) เกมส์นี้จะให้ผู้ถูกประเมินจัด กลุ่มภาพโดยไม่ทราบเกณฑ์ในการจัดกลุ่มต้องค้นหาเกณฑ์เองโดยตัดสินใจจากผลของการตอบแต่ละ ครั้งว่าถูกหรือผิด นิทาน การนำเสนอเกี่ยวกับนิทานและการเล่านิทาน ผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 7 หัวข้อ คือ) ความหมายของนิทาน 2) คุณค่าและความสำคัญของนิทาน 3) ประเภทของนิทาน 4) รูปแบบ การเล่านิทาน 5) หลักในการเลือกนิทานที่จะนำมาเล่าให้เด็กฟัง 6) สื่อที่ใช้ในการการเล่านิทาน 7) ประโยชน์ของนิทาน มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความหมายของนิทาน นิตยา ดอกกระถิน (2552: 20) ได้ให้ความหมายของนิทานว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราว ที่เล่าสืบต่อกันมาหรือแต่งขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินและให้ความรู้ มีการ สอดแทรกคติธรรมหรือคุณธรรมลงไปเพื่อให้เด็กนำไปเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต ดวงสมร ศรีใสคำ (2552: 29) กล่าวว่า นิทานเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา เพื่อให้ผู้ฟัง เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเกิดความรู้ สามารถนำมาปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ จารุณี ศรีเผือก (2554: 17) กล่าวคือ นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเพื่อให้เด็ก เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินและความบันเทิง ซึ่งนิทานอาจเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่สมมติขึ้น ทำให้ เด็กเกิดจินตนาการจากเรื่อง ได้แง่คิดคติสอนใจ เด็กสามารถนำไปเป็นต้นแบบต่อการปฏิบัติตนใน ชีวิตประจำวันและใช้ในอนาคตได้ ชุติมา ประจวบสุข (2556: 31) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา เนื้อเรื่องของนิทานอาจเป็นเรื่องที่แสดงความคิด ความเชื่อ แฝงคุณธรรม ให้ความรู้ และสร้าง จินตนาการ ให้กับผู้ฟังนิทานจึงนับเป็นสื่อที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาและ การเรียนรู้ของเด็ก กล่าวโดยสรุป นิทานหมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา อาจมีมีความเชื่อ ความคิด แฝงคุณธรรม เพื่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน


17 2. คุณค่าและความสำคัญของนิทาน วิเชียร เกษประทุม(2550: 9-10) ได้กล่าวถึงความสำคัญของนิทานว่ามีคุณค่าและมี ประโยชน์ ดังนี้ 1.นิทานให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นการผ่อนคลายความเครียดและช่วยให้เวลา ผ่านไปอย่างไม่น่าเบื่อหน่าย 2. นิทานช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวเด็กบางคนอาจมองผุ้ใหญ่ว่าเป็นบุคคลที่ ขี้บ่นชอบดุด่า น่าเบื่อหน่ายหรือน่าเกรงขาม แต่ถ้าผู้ใหญ่มีเวลาเล่านิทานให้เด็กฟังบ้าง นิทานที่สนุกๆ ก็จะช่วยให้เด็กอยากอยู่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ความเกรงกลัวหรือเบื่อหน่ายผู้ใหญ่ลง 3. นิทานให้การศึกษาและเสริมสร้างจินตนาการ 4. นิทานให้ข้อคิดและคติเตือนใจ ช่วยปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ ที่สังคมพึงประสงค์ให้แก่ ผู้ฟัง เช่น ให้ซื่อสัตว์ให้เชื่อผู้ใหญ่ ให้พูดจาไพเราะอ่อนหวาน ให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ขยันขันแข็ง เป็นต้น 5. นิทานช่วยสะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมในอดีตในหลายๆด้าน เช่น ลักษณะของ สังคมวิถีชีวิตของประชาชนในสังคมตลอดจนประเพณีค่านิยมและความเชื่อ เป็นต้น สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2548: 13) กล่าวว่า "นิทาน" เป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิต ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทาน จะช่วยให้เด็ก ๆ มีความสุขสนุกหรรษาแล้วยังเป็นโลกแห่ง จินตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใยความรัก ความฝัน สานสัมพันธ์อันอบอุ่น ละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว อีกทั้งนิทานยังให้แง่คิด คติสอนใจ และปรัชญาชีวิตอันล้ำลึก แก่เด็กและผู้ใหญ่ทุกเพศทุกวัย โดยวัยเด็กอาจต้องผ่านการกลั่นกรอง อบรมนำไปประยุกต์ใช้ใน วิถีทางที่ถูกต้อง จิราพร ปั้นทอง (2550: 38) กล่าวว่า นิทานมีคุณค่าต่อเด็กเป็นอย่างมาก นิทานช่วย เสริมสร้างพัฒนาการทางภาษาความคิดและจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ ฝึกให้เด็กมีความกล้าที่จะ แสดงออกเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีสมาธิเป็นผู้รู้จักฟังมีสัมพันธ์อันดีกับบุคคลรอบข้างเป็น ตัวกระตุ้นนำให้เด็กมีคุณลักษณะอันถึงประสงค์ของสังคม มีพฤติกรรมและเป็นที่ยอมรับอันจะนำมา ซึ่งความสุขในการดำเนินชีวิต ปราณี ปริยวาที (2551: 29) กล่าวว่า นิทานมีคุณค่าและประโยชน์ หมายถึง เป็นวิธีการ ให้ความรู้ที่จะทำให้เด็กสนใจเรียนรู้ สามารถจดจำและกล้าแสดงออก ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน แก้ไข พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็กจากตัวแบบในนิทานที่เด็กประทับใจ สร้างสมาธิ ผ่อนคลายอารมณ์ สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผู้เล่าและผู้ฟัง เดือนเต็ม สุขคำนึง (2554: 22 อ้างอิงมาจาก สุคนธ์ สินธพานนท์ 2552: 161) กล่าวถึง คุณค่าของนิทานที่มีต่อเด็กไว้ 7 ประการ ดังนี้


18 1) เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินจากการฟังหรืออ่านนิทาน 2) เด็กได้พัฒนาการด้านภาษาจากการฟัง การอ่าน การพูดเล่าเรื่อง และสามารถเขียน สรุปข้อคิดจากนิทานได้ 3) ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์จากการฟังนิทานทำให้รู้สึกอบอุ่น ได้มีปฏิสัมพันธ์ กับผู้เล่า เช่น พ่อ แม่ครู เพื่อน นอกจากนั้นยังเป็นการฝึกให้เด็กเป็นผู้ฟังที่ดีและรู้จัก แสดงออกอย่าง เหมาะสม 4) ช่วยให้เด็กเกิดจินตนาการจากเรื่องราวที่ฟังได้ เช่น เรื่องสัตว์ ธรรมชาติ เป็นต้น 5) เนื้อหาสาระของนิทานบางเรื่องช่วยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดีงาม ให้แก่เด็ก 6) ช่วยสร้างเสริมประสบการณ์ให้แก่เด็ก นิทานบางเรื่องจะมีเกร็ดความรู้ การปฏิบัติตน ของตัวละครที่เป็นแบบอย่างในการกระทำกิจกรรมต่างๆ เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ให้แก่เด็ก วิธีหนึ่ง 7) การที่ครูผู้สอนเล่านิทานหรือให้นักเรียนอ่านนิทานเสมอ เป็นการฝึกให้เด็กมีสมาธิ จดจ่อกับเรื่องที่ฟัง และเมื่ออ่านหรือฟังนิทานจบแล้ว ครูสามารถฝึกให้เด็กมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ ข้อคิดสำคัญจากนิทานได้ และรู้จักปรุงปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ อย่างสร้างสรรค์ กล่าวโดยสรุป นิทานช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษาความคิดและจินตนาการอย่าง สร้างสรรค์ ฝึกให้เด็กมีความกล้าที่จะแสดงออกเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีสมาธิเป็นผู้รู้จักฟังมี สัมพันธ์อันดีกับบุคคลรอบข้าง ให้ข้อคิดและคติเตือนใจ ช่วยปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ ที่สังคมพึง ประสงค์ให้แก่ผู้ฟัง เช่น ให้ซื่อสัตว์ให้เชื่อผู้ใหญ่ ให้พูดจาไพเราะอ่อนหวาน ให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้ขยันขันแข็ง และช่วยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดีงามให้แก่เด็ก 3. ประเภทของนิทาน ประคอง นิมมานเหมินทร์ (2550: 9-15) ได้แบ่งนิทานสำหรับเด็กออกเป็น 11 ประเภท ได้แก่ 1. นิทานเทวปกรณ์หรือนิทานปรัมปรา 2. นิทานมหัศจรรย์ 3. นิทานชีวิต 4. นิทานประจำท้องถิ่น 5. นิทานคติสอนใจ 6. นิทานอธิบายสาเหตุ 7. นิทานเรื่องสัตว์


19 8. นิทานเรื่องผี 9. นิทานมุขตลก 10. นิทานเรื่องโม้ 11 นิทานเข้าแบบ มี2 ประเภท คือ นิทานไม่รู้จบและนิทานลูกโซ่ วิไล มาศจรัศ (2551: 13-14) ได้นิทานแบ่งออกเป็นหลายประเภทโดยแบ่งจากเกณฑ์ ต่าง ๆ เช่น อาศัยรูปแบบเป็นเกณฑ์ หรืออาศัยเเบบเรื่อง และแบ่งตามเกณฑ์พื้นฐานของสังคมไทย เป็น 8 ประเภท คือ เทพนิยาย นิทานชีวิต นิทานวีระบุรุษ นิทานประจำถิ่น นิทานอธิบาย สาเหตุ ตำนาน และเทวปกรณ์ เรื่องสัตว์ มุขตลก จิระประภา บุณยนิตย์และคณะ (2551: 16-21) กล่าวว่า เราอาจแบ่งนิทานออกตามยุค สมัย ซึ่งแบ่งออกได้เป็นสองยุค คือ นิทานสมัยเก่าหรือที่เรียกว่า นิทานชาวบ้าน และนิทานสมัยใหม่ ลักษณะที่แตกต่างกันระหว่างนิทานสมัยเก่า (นิทานชาวบ้าน) และนิทานชาวบ้าน ดังนี้ (1) นิทานสมัยเก่าหรือที่เรียกว่า นิทานชาวบ้านเป็นเรื่องที่เล่าด้วยถ้อยคำธรรมดาเป็น ร้อยแก้วไม่ใช่ร้อยกรอง ส่วนนิทานสมัยใหม่นั้นมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง (2) นิทานชาวบ้านใช้วิธีเล่าด้วยปากสืบต่อกัน มาเป็นเวลาช้านานต่อมาเมื่อการเขียน เจริญขึ้นก็อาจเขียนขึ้นตามเค้าเดิมที่เคยเล่าด้วยปาก แต่นิทานสมัยใหม่นั้นอยู่ในยุคที่การเขียนเจริญ แล้ว จึงได้มีการเขียนนิทานสำหรับเด็กโดยเฉพาะขึ้นและปีการจัดพิมพ์จำหน่าย (3) นิทานชาวบ้านไม่ปรากฎผู้เล่าตั้งเดิมว่าเป็นใคร อ้างแต่ว่าเป็นของเก่าฟังมาจาก บุคคลสำคัญยิ่งในอดีต ซึ่งผิดกับนิทานสมัยใหม่ที่ทราบชื่อผู้แต่ง วิภาดา เพ็งธรรม (2555: 13) ได้แบ่งประเภทของนิทานออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1) นิทานเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เทพนิยาย 2) เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ 3) เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันที่สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมต่างๆ วราภรณ์ พิมราช (2559: 25-26) ได้ กล่าวถึง ประเภทนิทานสามารถแบ่งออกตาม เนื้อหาได้ ได้แก่ 1) นิทานปรัมปราหรือนิทานเทพนิยาย มักกำหนดสถานที่เลื่อนลอยไม่แน่ชัด เช่น ในการละครั้งหนึ่งมีเมืองเมืองหนึ่ง ตัวละครมีฤทธิ์เดชมาก ถ้าเป็นชายยากจนจะได้แต่งงานกับหญิง สูงศักดิ์ เช่น สังข์ทองปลาบู่ทอง สโนไวท์ ชินเดอเรลล่า 2) นิทานท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า ตำนาน มักเป็นเรื่องขนาดสั้น เกี่ยวกับความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีเป็น เรื่องพิสดารแต่เชื่อว่าเกิดขึ้นจริง เช่น เรื่องพระยากง พระยาพาน พระร่วงแม่ เมขลา-รามสูร


20 3) เทพปกรณัม ตัวบุคคลในเรื่องมักจะเกี่ยวกับความเชื่อ เช่น พระอินทร์ ท้าว มหาสงกรานต์ 4) นิทานเรื่องสัตว์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์แต่มักมีความประพฤติเช่นเดียวกับคน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) นิทานประเภทคติธรรม คล้ายนิทานคติสอนใจ หมายถึง ตัวเองต้องเป็นสัตว์ แต่มีคติสอนใจ (2) นิทานประเภทเล่าซ้ำๆ หรือเล่าไม่รู้จบ เช่น เรื่องยายกะตา มีวิธีเล่าแบบ เฉพาะเจาะจง 5) นิทานตลกขบขันเป็นเรื่องสั้น จุดสำคัญอยู่ที่เรื่องไม่น่าจะเป็นไปได้อาจจะเป็นเรื่อง การแก้เคล็ด แก้รำ การแสดงปฏิภาณไหวพริบ เป็นการแสดงออกทางด้านอารมณ์ของมนุษย์ที่ ต้องการหลุดพ้นจากกรอบของวัฒนธรรม ประเพณี และกิจวัตรประจำวัน ฉะนั้นทานประเภทนี้จึงรวม ไปถึงนิทานเหลือเชื่อ ซึ่งทางผู้ฟังและผู้เล่าไม่ได้ติดใจในความไม่สมจริงเหล่านี้ กล่าวโดยสรุป ประเภทของนิทานสามารถแบ่งได้หลายประเภทคือ เทวตำนาน นิทาน ศาสนา นิทานคตินิทานชีวิต นิทานมหัศจรรย์หรือเทพ นิทานประจำ นิทานอธิบาย นิทานสัตว์ นิทานผี นิทานตลก นิทานเข้าแบบ 4. รูปแบบการเล่านิทาน บวร งามศิริอุดม (2554: 3-4) ได้อธิบายเกี่ยวกับวิธีการเล่านิทานหรือเรื่องราวสำหรับ เด็กเมื่อเลือกนิทานหรือเรื่องราวที่เหมาะสมกับวัยของเด็กได้แล้ว วิธีการเล่านิทานหรือเรื่องราว เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจ ติดตามฟังเนื้อเรื่องจนจบ จำเป็นต้องทำให้เหมาะสมกับเรื่องที่จะเล่าด้วย การเล่านิทานที่นิยมมี 2 วิธีดังนี้และลีลาของผู้เล่า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. การเล่าเรื่องปากเปล่า ไม่มีอุปกรณ์ เป็นการเล่านิทานด้วยการบอกเล่าด้วยน้ำเสียง และลีลาของผู้เล่า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 การขึ้นต้นเรื่องที่จะเล่า ควรดึงดูความสนใจเด็ก โดยค่อยเริ่มเล่าด้วยเสียง ชัดเจน ลีลาของการเล่าช้า ๆ และเริ่มเร็วขึ้น จนเป็นการเล่าด้วยจังหวะปกติ 1.2 เสียงที่ใช้ควรดัง และเป็นประโยคสั้น ๆ ได้ใจความ การเล่าดำเนินไปอย่าง ราบรื่นไม่ควรเว้นจังหวะการเล่านิทานให้นาน จะทำเด็กเบื่อ อีกทั้งไม่ควรมีคำถามหรือคำพูดอื่น ๆ ที่เป็นการขัดจังหวะ ทำให้เด็กหมดสนุก 1.3 การใช้น้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง แสดงให้สอดคล้องกับลักษณะของตัวละครไม่ ควรพูดเนือย ๆ เรื่อย ๆ เพราะทำให้ขาดความตื่นเต้น


21 1.4 อุ้มเด็กวางบนตัก โอบกอดเด็กขณะเล่าหรือถ้าเล่าให้เด็กหลายคนฟัง อาจจะ นั่งเก้าอี้ให้เหมาะสมกับสายตาเด็ก 1.5 ใช้เวลาในการเล่าไม่ควรเกิน 15 นาที เพราะเด็กมีความสนใจในช่วงเวลาสั้น 1.6 ให้โอกาสเด็กซักถาม แสดงความคิดเห็น 2. การเล่าเรื่องโดยมีอุปกรณ์ช่วย เช่น สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก สัตว์ พืช วัสดุเหลือใช้ เช่น กล่องกระดาษ กิ่งไม้ ภาพ ภาพพลิกหรือภาพแผ่นเดียว หุ่นจำลอง ทำเป็นละครหุ่นมือ หน้ากากทำ เป็นรูปละคร นิ้วมือประกอบการเล่าเรื่อง ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์ (2557: 1) ได้พูดถึงรูปแบบการเล่านิทานว่าคือการวิธีการที่ผู้เล่า สามารถเล่านิทานให้กับเด็กปฐมวัยได้อย่างหลากหลายรูปแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมและปัจจัย ต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยให้กับผู้เล่า ซึ่งนิทานมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของเด็กเป็นอย่างมาก รูปแบบของการเล่านิทาน มีดังนี้ 1. การเล่าด้วยปากเปล่าโดยการเล่าที่อาศัยคำพูดและน้ำเสียง ไม่ใช้สื่อประกอบการเล่า ซึ่งต้องอาศัยศิลปะในการเล่าของผู้เล่าเป็นอย่างมาก 2. การเล่าประกอบภาพ เช่น ภาพโปสเตอร์ ภาพจากหนังสือ ภาพวาด ภาพเคลื่อนไหว ต่างๆ 3. การเล่าประกอบท่าทาง ท่าทางที่ใช้ประกอบการเล่านิทานอาจเป็นท่าทางของผู้เล่า ท่าทางแสดงร่วมของเด็ก ได้แก่การทำหน้าตา การแสดงท่าทางทางกายหรือการเล่นนิ้วมือ 4. การเล่าประกอบเสียง เช่น เสียงเพลง เสียงดนตรี เพื่อสร้างบรรยากาศให้ตื่นเต้นและ ติดตาม 5. การเล่าประกอบอุปกรณ์ หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ผู้เล่าทำขึ้นเอง หน้ากาก หุ่นมือ หุ่นชัก หุ่นเชิด อุปกรณ์เหล่านี้จะทำให้เด็กมีความสุขสนุกสนานและเพลิดเพลินรูปแบบการเล่านิทานที่กล่าว นี้ผู้เล่าสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมและตามความต้องการที่จะให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กมาก ที่สุด กล่าวโดยสรุป รูปแบบการเล่านิทานแบ่งได้หลายประเภท คือ การเล่าเรื่องปากเปล่า การเล่าเรื่องโดยมีอุปกรณ์ช่วย การเล่าประกอบภาพ การเล่าประกอบท่าทาง การเล่าประกอบเสียง เ 5. หลักในการเลือกนิทานที่จะนำมาเล่าให้เด็กฟัง หลักในการเลือกนิทานที่จะนำมาเล่าให้เด็กฟังมีนักวิชาการหลายๆท่านเสนอหลักเกณฑ์ ต่างๆ ดังนี้ ฮัค (Huck, 2540: 16 - 17) ได้กล่าวถึง การเลือกนิทานสำหรับเด็ก โดยเสนอหลัก เกณฑ์


22 1. เป็นเรื่องที่จัดทำขึ้นสำหรับเด็ก 2. โครงเรื่อง มีการวางโครงเรื่องไว้น่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง 3. ฉากของเรื่อง สถานที่ เวลาที่เกิดของเรื่อง จุดเริ่มของเรื่องเกิดที่ใดเวลาใด การดำเนิน เรื่องต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ 4. แกนของเรื่องมีจุดเน้นให้เด็กคิด 5. ลักษณะตัวละครมีลักษณะของผู้มีความคิดสร้างสรรค์ ตัวละครอยู่ในวัยใกล้เคียงกับ เด็ก 6. ลักษณะอื่นๆ ได้แก่ ให้ความรักและความอบอุ่นแก่เด็กตรงกับความสนใจ ความ ต้องการ ของเด็ก พรจันทร์ จันทวิมล (2529 : 104) ได้วางหลักเกณฑ์ในการเลือกนิทานว่าควรเป็นเรื่อง ง่ายๆ มีการเดินเรื่องได้อย่างรวดเร็ว ตัวละครในนิทานมีลักษณะเด่นที่จำได้ง่าย ใช้ภาษาง่ายๆ และ สร้างความรู้สึกความพอใจแก่ผู้ฟังและจะต้องเป็นเรื่องที่ไม่ยาวจนเกินไป หลังจากครูเล่านิทานจบควร ชักถามเด็กเกี่ยวกับเรื่องในนิทานเพื่อจะได้ทราบว่าเด็กฟัง เข้าใจหรือไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงร่วม ด้วย เช่น การให้เด็กเล่าซ้ำหรือเล่าเรื่องอื่นๆ ให้เพื่อนฟังพร้อมกับแสดงบทบาทอย่างตัวละครใน ต่างๆ ดังนี้นิทานพยายามนำเรื่องนิทานที่เล่าไปแล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสอนภาษา สอนเลข และวิชา อื่นๆให้มากที่สุด รัชนี ศรีไพรวรรณ (2516 :37-41) สิ่งสำคัญหลังการเล่านิทานจบ หมายถึง ครูจะต้องดึง จุดสำคัญ ในนิทานออกมาสนทนาแลก เปลี่ยนความคิดกับเด็ก เพื่อย้ำและเน้นให้เข้าใจถึงคุณธรรม หรือสิ่งที่ครูต้องการปลูกฝังในจิตใจเด็ก กิจกรรมหลังเล่านิทาน ได้แก่ 1. ให้เด็กตอบคำถามครู เพื่อทบทวนเรื่องหรือสิ่งที่ต้องการให้เด็กจำ 2. ให้เด็กลำดับเหตุการณ์ในเรื่องว่าตอนใดมาก่อนมาหลัง 3. ให้ฝากระบายสีโดยดึงเอาภาพหนึ่งภาพใดในเรื่องตอนที่น่าสนใจออกมาให้เด็ก ระบายสี 4. ให้เด็กแสดงละครสั้นๆ จากเรื่องที่เล่าโดยใช้คำพูดที่นักเรียนคิดขึ้นเอง ทิพย์สุดา นิลสินธพ (2524 : 80 - 82) การเลือกนิทานสำหรับเด็กว่า ผู้เล่านิทานควรได้ ศึกษาและมีความรู้ในเรื่องต่อไปนี้ 1. ในการเลือกนิทานสำหรับเด็กจะต้องคำนึงถึงความสนใจของเด็กเนื้อเรื่องในนิทาน จะต้องมีความสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจ เรื่องจะต้องไม่ยาวเกินไปและไม่มีความชับซ้อน ตัวละครน้อย 2. จะต้องมีการสอดแทรกข้อคิดหรือคติเตือนใจ และหลังจากการเล่านิทานทุกครั้งควร จะมีการ อภิปรายหรือซักถาม


23 3. ควรมีรูปภาพประกอบนิทานที่มีขนาดพอเหมาะ ภาพชัดเจน มีสีสวยงามเพื่อดึงดูด ความสนใจ ภาพควรจะสื่อความหมายหรือสร้างอารมณ์ได้อย่างชัดเจน เด็กจะชอบภาพลายเส้น มากกว่าภาพเลียนแบบของจริงหรือภาพเหมือน สมใจ บุญอุรพีภิญญ (2539: 7 – 8) กล่าวว่า การเลือกนิทานที่จะนำมาเล่าให้เด็กฟัง ควร คำนึงถึงอายุและความสนใจของผู้ฟัง เด็กปฐมวัย อายุระหว่าง 4 - 6 ปี จะสนใจตัวเองน้อยลง เริ่ม สนใจภายนอกมากขึ้น มีอารมณ์รักสนุก ชอบฟังนิทานประเภทต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่มีสัตว์ พูดได้นิทานสำหรับเด็กปฐมวัยนั้นมีหลายประเภท เช่น นิทานที่เล่นคำ เล่นเสียงจังหวะคำนิทานที่มี คำคล้อง จอง มีคำซ้ำๆ กันที่น่าฟัง นิทานที่กระตุ้นจินตนาการและตอบสนองให้เด็กได้แสดงท่าทาง นิทานที่รับรู้และเข้าใจความรู้สึกของเด็กและให้ความเห็นอก เห็นใจ หนังสือที่นำมาเล่านั้นควรมี ภาพประกอบที่ ชัดเจน สีสันสวยงามและเสนอภาพที่สะท้อนความคิดของเด็กในทางที่ดีงาม ระยะเวลาในการเล่า ใน ระยะแรกควรใช้เวลาประมาณ 15 - 20 นาที เกริก ยุ้นพันธ์ (2539: 57 - 59) ได้กล่าว หมายถึง การเลือกนิทานที่จะเล่าให้เด็กฟังนั้นผู้ เล่านิทานจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจประสบการณ์และความสามารถที่จะแยกแยะเลือก นิทานให้เหมาะสมกับความสนใจและความต้องการของเด็ก เด็กวัยระหว่าง 4 - 6 ปี จะให้ความ สนใจกับ ตัวเองน้อยลงหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวมากขึ้น แต่ความสนใจของเด็ก ในวัยนี้ยังเป็น ระยะสั้น เท่านั้น คำกลอนที่มีคำคล้องจอง เช่น เพลงกล่อมเด็ก คำทายที่ประลองปัญญา นิทานที่เป็น นำ ประพันธ์สัมผัสคล้องจอง เด็กๆ จะชอบมาก เช่น หนูมี กับหนูมา หนูมากับหนูมี หนูมีมีตุ๊กตาหมา หนูมามีตุ๊กตาหมี เป็นต้น นอกจากนี้วัยเด็กยังชอบ นิทานที่ตัวเดินเรื่องหรือตัวเอกเป็นสัตว์พูดได้เช่น หมาป่าพูดได้คุยกับหนูน้อยหมวกแดง เป็นต้น นิทานที่เหมาะสมและควรเล่าให้เด็กฟังนั้น ควรเป็น นิทานที่เปลี่ยมด้วยคุณค่าทางเนื้อหาได้อรรถรส รูปแบบการใช้ถ้อยคำสำนวนภาษา ความคิด สร้างสรรค์ ส่งเสริมคุณภาพ ยกระดับสติปัญญาและจิตใจในทางที่ดี นิทานที่เล่าให้เด็กฟังนอกจาก ปัจจัยข้างต้นแล้ว ผู้เล่ามีส่วนอย่าง มากในการนำเสนอให้นิทานเรื่องนั้นมีความสนุกสนานเหมาะสม กับวัยของเด็ก มีแง่มุม มีชั้นเชิง และเห็นรายละเอียดที่จะเล่าให้เด็กฟัง ไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทานปาก เปล่า นิทานวาดไปเล่าไป และลีลาการเล่านิทานจะต้องส่งผลให้ผู้ฟังหรือเด็กๆ เห็นภาพพจน์และเกิด ความสนุกสนาน ประทับใจ จากข้อความข้างต้นสรุปว่าหลักในการเลือกนิทานที่จะนำมาเล่าให้เด็กฟัง ได้ว่าควรพิจารณา ถึงความเหมาะสมของเนื้อหา สาระข้อคิดและคุณธรรมจริยธรรมจากนิทาน ภาษา ที่ใช้ ขนาดรูปเล่ม นิทาน รูปภาพ ประกอบ ตัวละคร ความยาวของนิทาน วัยของเด็กและความสนใจ ของเด็กด้วย ควร เล่านิทานที่เหมาะสมกับวัยและความสนใจของเด็ก เนื้อเรื่องที่เล่าต้องเข้าใจ สนุกสนาน ถ้ามีคำซ้ำๆ ประโยคช้ำๆ ก็จะเป็นที่สนใจ สนุกสนาน ถ้ามีคำซ้ำๆ ก็จะเป็นที่สนใจของเด็ก มาก ถ้าเป็น หนังสือ ควรมีภาพประกอบชัดเจน มีบทสนทนามากกว่าความเรียง เนื้อหาของเรื่องมี คุณค่า สร้างสรรค์ส่งเสริมสติปัญญาและจิตใจ


24 กล่าวโดยสรุป การเลือกนิทานว่าควรเป็นเรื่อง ง่ายๆ มีการเดินเรื่องได้อย่างรวดเร็ว ตัว ละครในนิทานมีลักษณะเด่นที่จำได้ง่าย ใช้ภาษาง่ายๆ และ สร้างความรู้สึกความพอใจแก่ผู้ฟังและ จะต้องเป็นเรื่องที่ไม่ยาวจนเกินไป ครูจะต้องดึงจุดสำคัญ ในนิทานออกมาสนทนาแลก เปลี่ยน ความคิดกับเด็ก เพื่อย้ำและเน้นให้เข้าใจถึงคุณธรรมหรือสิ่งที่ครูต้องการปลูกฝังในจิตใจเด็ก กิจกรรม หลังเล่านิทาน 6. สื่อที่ใช้ในการเล่านิทาน การมีสื่อมาประกอบนิทานจะช่วยดึงดูดความสนใจของเด็กไว้ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ครูผู้สอนและพ่อแม่ผู้ปกครองควรจะจัดหาหรือประดิษฐ์สื่อโดยจัดเตรียมไว้หลายๆรูปแบบแล้วนำมา ผลัดเปลี่ยนเวียนกันใช้ประกอบการเล่านิทานจะทำให้เด็กเกิดความตื่นเต้นสนุกสนาน ตั้งใจฟังนิทาน อย่างมีใจจดจ่อและเต็มไปด้วยความสุข การเล่านิทานครั้งนั้นๆก็จะประสบผลสำเร็จตามความ คาดหวังได้ในที่สุด นุจรี ตรีโรจน์วงศ์(2530 13-14) มีความคิดเห็นเรื่องสื่อที่ใช้ประกอบการเล่านิทานว่า มีหลายอย่างด้วยกัน คือ 1. การวาดภาพประกอบการเล่านิทาน 2. ใช้หนังสือนิทานที่มีภาพประกอบ 3. ใช้ภาพประกอบ 4. ใช้เพลงประกอบ 5. ใช้นิ้วมือประกอบการเล่า 6. ใช้สวมหุ่นนิ้วมือ 7. ใช้กระดาษสีหรือวัสดุตามธรรมชาติ 8. ใช้เทคนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประกอบการเล่านิทาน 9. ใช้คนจริงประกอบการเล่านิทาน ไพพรรณ อินทนิล (2534: 1 13-148) อุปกรณ์การเล่านิทานช่วยกระตุ้นผู้ฟังให้เกิดความ สนใจในนิทานมากยิ่งขึ้นสื่อที่ใช้ในการเล่านิทานสามารถแยกประเภทใหญ่ๆได้แก่ 1. รูปภาพ 1.1 ภาพประกอบจากหนังสือสำหรับเด็ก 1.2 ภาพวาด 1.3 ภาพแปะ 1.4 การใช้ภาพวาดติดกระดุม


25 1.5 การใช้ภาพจากโฆษณา 2. หุ่นต่างๆได้แก่ 2.1 หุ่นเงา 2.2 หุ่นมือ 2.3 หุ่นถุงมือ 2.4 หุ่นถุงกระดาษ 2.5 หุ่นนิ้วมือ 2.6 หุ่นหน้ากากหรือหุ่นใส่ตัวคน 2.7 หุ่นเงามือ 2.8 หุ่นเชิดหรือหุ่นกระบอก 2.9 หุ่นชัก 3. ดนตรีประกอบการเล่านิทาน 4. เชือกและสิ่งของต่างๆประกอบการเล่านิทาน 5. การแสดงท่าทางประกอบการเล่านิทาน 6.การใช้นิ้วมือประดิษฐ์เป็นตัวละคร 7. กระดาษพับเป็นรูปต่างๆ 8. การเล่านิทานโดยใช้สื่อที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันอาทิเช่นตะกร้าตุ๊กตาใบไม้เสื้อผ้า ฯลฯ เกริก ยุ้นพันธ์ (2539: 92-93) สื่อที่ใช้ในการเล่านิทานมีหลากหลาย ซึ่งพอจะกล่าวได้ดังนี้ 1. การเล่านิทานด้วยหนังสือ 2. การเล่านิทานประกอบหุ่นกระดาษ 3. นิทานหุ่นนิ้วและนิทานหุ่นนิ้วเจาะรู 4. นิทานหุ่นมือ 5. นิทานหุ่นเชิด 6. นิทานหุ่นชัก 7. นิทานหุ่นเงา 8. นิทานพับกระดาษ 9 . นิทานตัดกระดาษหรือฉีกกระดาษ 10. นิทานประกอบการปั้น 11. นิทานผ้าเช็ดหน้า 12. นิทานแผ่นป้ายสำลี


26 กล่าวโดยสรุป การมีสื่อมาประกอบนิทานจะช่วยดึงดูดความสนใจของเด็กไว้ได้เป็นอย่าง ดีอุปกรณ์ที่ช่วยประกอบการเล่านิทาน ได้แก่ รูปภาพ หุ่นต่างๆ ดนตรีประกอบ เชือกประกอบ แสดง ท่าทางประกอบ ใช้นิ้วมือประดิษฐ์เป็นตัวละคร กระดาษพับเป็นรูปต่างๆ 7. ประโยชน์ของนิทาน วรรณี สิริสุนทร (2539: 30-31) ได้มีความเห็นว่า การเล่านิทานมีประโยชน์ช่วยในการ ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กดังนี้ 1. ฝึกให้เด็กเป็นผู้รู้จักการฟังมีสมาธิ รู้จักสำรวม รู้จักสำรวม อิริยาบทของตนเอง 2. ทำให้เด็กได้ผ่อนคลายอารมณ์ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินและเพิ่มพูนความรู้ จากการฟัง 3. ช่วยเพิ่มพูนความรู้ทางภาษา เด็กรู้จักคำถามเพิ่มมากขึ้น รู้จักเก็บใจความเนื้อ 4. ช่วยให้เด็กเกิดความอบอุ่น มีที่พึ่งทางใจ รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 5. ทำให้เด็กเกิดจินตนาการจากเรื่องราวที่ได้ฟัง เช่น เรื่องเกี่ยวกับนางฟ้า เรื่องสัตว์ ต่างๆ และเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติง่าย ๆ 6. ช่วยให้เด็กรู้จักแง่มุมเล็กๆ น้อยๆ จากนิทานที่ได้ฟัง ทำให้สามารถตัดสินใจในด้าน การแสดงและสนองตอบต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ถูกต้อง เกตน์นิภา ฮาดคันทุง (2561: 55-56 อ้างอิงมาจาก สำนักงานคณะกรรมการการ ประถมศึกษาแห่งชาติ 2541: ออนไลน์) ได้กล่าวถึง ประโยชน์และคุณค่าของนิทาน ดังนี้ 1. สนองความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก 2. ผ่อนคลายความคับข้องใจของเด็ก 3. ทำให้เด็กมีสมาธิในการฟัง ทำให้ช่วงความสนใจมีมากขึ้น 4. ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม พฤติกรรม คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 5. ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เหมาะสมกับวัย 6. ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา และความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ 7. ส่งเสริมความกล้าพูด กล้าแสดงออก เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง 8. ช่วยให้ผู้ใหญ่และเด็กมีความใกล้ชิดกัน เข้าใจซึ่งกันและกัน ดวงเดือน แจ้งสว่าง (2542: 15-20) กล่าวถึง ความสำคัญและประโยชน์ของนิทาน สำหรับเด็กปฐมวัย ไว้ ดังนี้ 1. นิทานให้ความบันเทิงและความรู้การเล่านิทานเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ให้ความบันเทิง แก่คนทุกเพศ ทุกวัย มาตั้งแต่สมัยโบราณ สำหรับสมัยปัจจุบันนอกจากจะใช้นิทานเป็นกิจกรรมเพื่อ ความบันเทิงแล้ว ยังมีการนำนิทานมาเป็นกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้แก่เด็กในระดับปฐมวัย และ


27 ระดับประถมศึกษาอย่างกว้างขวาง ครูคนใดเล่านิทานเก่ง เด็กๆจะรักและเชื่อฟัง โดยครูจะฉวย โอกาสใช้นิทานเป็นสื่อแล้วสอดแทรกความรู้ด้านต่างๆ ตลอดจนจริยธรรม คุณธรรมที่ครูต้องการ ปลูกฝังเข้าไปในเนื้อหาของนิทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอของเรื่องจะทำให้ เด็ก ๆ สามารถจดจำได้ดีเป็นพิเศษ 2. นิทานเป็นเครื่องมือในการกล่อมเกลาจิตใจและสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ นอกจากการ เร้าความสนใจและให้ความบันเทิงแก่เด็กแล้ว นิทานยังเป็นกิจกรรมที่สำคัญยิ่งในการฝึกการสร้าง มโนภาพและจินตนาการ ซึ่งเป็นวิธีการที่สำคัญยิ่งในการช่วยยกระดับกล่อมเกลาจิตใจของเด็กซึ่งยัง ละเอียดอ่อนให้สามารถรับสิ่งที่งดงามเชิงนามธรรมต่างๆ ได้ดี การโน้มน้าวความคิดและจิตใจของ เด็กเข้าสู่จุดมุ่งหมายทางศีลธรรม จริยธรรม และคุณธรรมตลอดจนคุณสมบัติที่พึงประสงค์อื่นๆ จะกระทำโดยการเล่านิทานได้ผลดีกว่าการบรรยายหรือการอธิบายโดยตรงนอกจากนี้ครูยังสามารถ นำเหตุการณ์ในเรื่องนิทานมาผูกโยงบูรณาการเข้ากับหน่วยการเรียนได้ทุกหน่วยไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์ ภาษา ดนตรี วิทยาศาสตร์ ศิลปะ สังคมศึกษา จริยศึกษา ฯลฯโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การเสริมสร้าง พฤติกรรมที่เป็นพื้นฐานแห่งบุคลิกภาพที่ดีงามของเด็ก และรากฐานความมั่นคง แข็งแกร่ง ลบจุดอ่อนด้อย ของสังคมไทย คือความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคหรือที่เรียกกัน ว่า "พฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์" การให้เด็กฟังนิทานที่มีคุณค่า โดยเลือกเรื่องที่เกี่ยวกับความสำเร็จของตัว เอก ที่ต้องผจญปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ และพยายามหาวิธีแก้ไขด้วยการใช้สติปัญญาไตร่ตรอง ใช้วิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสม ใช้ความสามารถที่ได้จากการเรียนรู้ และการฝึกฝนจน ชำนาญ เมื่อประสบความล้มเหลวก็ไม่ท้อถอยกลับพากเพียรพยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาจนสำเร็จ ลุล่วง ไปในที่สุด 3. นิทานเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นความคิดของเด็ก ชูคอมลินสกี้ (ชูคอมลินสกี้,2541 อ้างถึงใน มัทนี เกษกมล, ม.ป.ป. น. 38) นักการศึกษาผู้ยิ่งใหญ่ของรัสเชีย กล่าวว่า"เทพนิยายเป็น อากาศบริสุทธิ์ ที่กระพือเปลวไฟความคิดและคำพูดของเด็ก ๆ " คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่านิทานเป็น เครื่องมือหรือ กิจกรรมที่จะช่วยกระตุ้นความคิดของเด็ก ๆ โดยธรรมชาติแล้ว เด็กในช่วงปฐมวัยยัง เล็กเกินไปที่จะรับกางเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรม หรือการพูดอธิบายที่เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระที่ เคร่งเครียดจริงจังและแห้งแล้ง การผูกเรื่องขึ้นเป็นนิทานจะทำให้เด็กสามารถเข้าถึงคติธรรม ข้อคิด ข้อเตือนใจ จดจำ ข้อเท็จจริง รวมทั้งได้รับความสนุกสนานตื่นเต้นเช่นเดียวกับ "การเล่น" ซึ่งถือว่า "เป็นงานของเด็ก" โดยนิทานจะมีลักษณะเป็นการเล่นทางความคิดและจินตนาการอันเป็นผลโดยตรง ต่อพัฒนาการทาง สมองและสติปัญญาของเด็ก มีผลงานการวิจัยพบว่า คนเราเรียนรู้ได้ดีขึ้นใน บรรยากาศที่รื่นรมย์และมี ความหมาย (นิวัตรา วรรณสถิต, และพนมพร เผ่าเจริญ,2526, น. 7) ดังนั้นการที่ครูนำความรู้กฎเกณฑ์ ระเบียบ ซึ่งเป็นเรื่องยากเกินกว่าความเข้าใจของเด็กนำมาสร้างให้ เป็นนิทานมีเรื่องราวที่สนุกสนานก็จะทำให้เด็กๆ เข้าถึงสิ่งที่ครูต้องการจะสื่อสารได้โดยง่ายดาย


28 4. นิทานช่วยแก้ไขพฤติกรรมและสร้างเสริมคุณธรรมในเด็กเล็กๆ ครูสามารถใช้นิทาน แก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้เป็นอย่างดี โดยหยิบยกพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องซึ่งครูได้สังเกตเห็นใน ห้องเรียน ในสนามกลางแจ้ง ในการเล่นของเล่นตามมุมต่างๆ ในการตรวจสุขภาพตอนเช้า และใน กิจกรรมประจำวันต่าง ๆ เช่น เล่นของเล่นแล้วไม่เก็บเข้าที่ พูดจาหยาบคาย ทิ้งขยะไม่เป็นที่ ฯลฯ นำมาผูกขึ้นเป็นนิทานโดยไม่เอ่ยชื่อว่าเป็นพฤติกรรม ของเด็กคนใดมาเล่าให้ฟังในชั้นเรียน พฤติกรรม ใดที่พบว่ามีการทำผิดกันมากๆ ครูก็ควรจะนำนิทานที่เกี่ยวกับพฤติกรรมนั้นมาเล่าให้ฟังเสมอ โดยเน้น ให้เห็นถึงผลไม่ดีที่ตัวเอกของเรื่องได้รับเมื่อตัวเอกเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่กระทำในสิ่งที่ไม่ดีก็ได้รับ รางวัลหรือสิ่งที่ดีตอบสนอง เป็นต้น 5. นิทานจุดประกายความคิดและสร้างประสบการณ์ทางภาษา ในการเล่านิทานให้เด็ก ปฐมวัยฟัง หากครูได้กระทำอย่างสม่ำเสมอนอกจากจะเป็นการจุดประกายความคิดในเรื่องต่างๆ ให้แก่เด็ก ๆ แล้ว ครูยังสามารถใช้กิจกรรมการเล่านิทานชักชวนให้เด็กๆ สนทนากันเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง นิทาน เกี่ยวกับตัวละครและธรรมชาติที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้แสดงละครโต้ตอบกัน หรือให้เด็ก ๆ ทดลอง เล่านิทานต่อๆ กัน คนละประโยคสองประโยค นิทานเรื่องนั้นๆ จะกลายเป็นสื่อให้เด็กได้ฝึก ประสบการณ์ทางภาษาที่น่าสนุกสนานยิ่งขึ้น 6. นิทานช่วยปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ นิทานเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การ ปลูกฝังเรื่องการอนุรักษ์ธรมชาติให้แก่เด็กๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากจะผูกเรื่องเป็นเชิงอนุรักษ์โดยตรง แล้ว การที่ครูกำหนดตัวละครให้เป็นสัตว์ ดันไม้ ก้อนหิน หยดน้ำ เมฆฝน ลำธาร ฯลฯ จะช่วย สร้างสรรค์ความเมตตากรุณา ความเอื้ออาทร และผูกพันกับธรรมชาติให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของเด็ก เด็กจะมองธรรมชาติรอบตัวอย่างเป็นมิตร ซึ่งนักการศึกษากลุ่ม นีโอ ฮิวแมนนิสต์ (นีโอ ฮิวแมนนิสต์) ได้ให้ความสำคัญกับนิทานเป็น อย่างยิ่งถึงกับกล่าวว่า ข้อคิด คุณธรรม ความรู้ และประสบการณ์ ต่าง ๆ จากนิทานจะถูกเก็บไว้ใน จิตใต้สำนึก (Sub-Concious) ของเด็กไปตลอดชีวิต และกลายเป็น ความทรงจำที่ล้ำลึก (เกียรติวรรณ อมาตยกุล, 2536, 28) 7. นิทานทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ นิทานเป็นกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดประกายแห่ง ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้เนื่องจากขณะรับฟังนิทานนั้นความรู้สึกแปลกใหม่ ความฉงนสนเท่ห์ทึ่ง ประหลาดใจ ตื่นเต้น ระทึกใจ ชื่นชม เบิกบานใจ ฯลฯ จะทำให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็นอยาก ทดลอง อยากทำ อยากสัมผัส 8. นิทานช่วยให้เด็กหายป่วยเร็วขึ้น นิทานเป็นเครื่องประเทืองใจสำหรับเด็กป่วยการที่ เด็กป่วยต้องนอนอยู่บนเตียงนานๆ จะทำให้สภาพจิตใจเศร้าหมองเนื่องจากไม่ได้วิ่งเล่นเคลื่อนไหว ตามภาวะธรรมชาติของเด็ก นิทานจะทำให้จิตใจของเขาสดชื่น ถึงแม้จะเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ แต่การได้ฟังนิทานทำให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวทางความคิดและจินตนาการได้ เมื่อจิตใจของเขาสด


29 ชื่นเบิกบานย่อมจะส่งผลสืบเนื่องไปถึงร่างกาย อันอาจจะเป็นเหตุให้อาการป่วยของเด็กทุเลาเบาบาง ลงหรืออาจจะหายป่วยเร็วขึ้นได้ 9. นิทานช่วยให้เด็กจิตใจสงบและหลับง่าย นิทานช่วยให้การนอนหลับของเด็ก เป็นการ พักผ่อนที่สมบูรณ์ช่วงเวลาก่อนนอนหลับเป็นช่วงสำคัญช่วงหนึ่งในชีวิตประจำวันของเด็กปฐมวัย และเป็นช่วงที่ดีที่สุดของครอบครัว พ่อแม่จะมีเวลาว่างได้อยู่กับลูกๆ และเด็กๆ จะอยู่ ในภาวะจิตใจที่ สงบยินดีรับฟังทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าพ่อแม่ฉวยโอกาสสร้างสัมพันธภาพที่อบอุ่นให้เกิดขึ้นด้วยการเล่า นิทานที่มีเนื้อเรื่องที่สดชื่นงดงาม สงบเยือกเย็น สอดแทรกคติธรรม ข้อเตือนใจที่ดีงาม โดยปฏิบัติเป็น ประจำทุกวัน เด็กก็จะนอนหลับไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายเก็บเรื่องราวที่งดงามที่ได้ยินได้ฟังนั้น สะสมไว้ในจิตใต้สำนึกสม่ำเสมอและหล่อหลอมรวมกันเข้าเป็นบุคลิกภาพทางความคิด และจริยธรรม ของเด็ก ซึ่งจะปรากฎให้เห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในภายหลังนิทานเป็นสื่อที่จะช่วยส่งเสริม ให้เด็กรักหนังสือและรักการอ่าน 10. นิทานช่วยลดความก้าวร้าวและช่วยให้ผู้ใหญ่เข้าใจความต้องการของเด็ก นิทานมี ส่วนช่วยให้สุขภาพจิตของเด็กปฐมวัยดีขึ้น สำหรับเด็กที่มีอารมณ์ก้าวร้าว รุนแรง การได้ฟังนิทานจะ ทำให้อารมณ์ของเด็กเยือกเย็นลงได้ สำหรับเด็กที่เก็บตัว เงียบขรึม ไม่ช่างพูด ช่างคุย มักจะชอบฟัง นิทาน ความสนใจตัวละครในนิทาน จะทำให้เขารู้สึกว่าเขามีเพื่อน เด็กๆจะรู้สึกเป็นสุขในขณะฟัง นิทาน 11. นิทานช่วยขยายประสบการณ์นิทานช่วยขยายประสบการณ์ของเด็กให้กว้างขวาง ขึ้น ถ้าครูพี่เลี้ยง หรือพ่อแม่ พยายามสอดแทรกความรู้ต่างๆ เช่น ภาษา คณิตศาสตร์สังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ลงในนิทานที่นำมาเล่าให้เด็กฟัง 12. นิทานช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการเรียน นิทานช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่น่าเบื่อหน่าย ในบางขณะเมื่อครูสังเกตเห็นว่าเนื้อหาที่ครูสอนช้ำซากจำเจหรือมีเรื่องราวที่ค่อนข้างเคร่งเครียด ถ้าหากครูจะเปลี่ยนบรรยากาศที่น่าเบื่อหน่ายนั้นมาเป็นการเล่านิทานสั้นๆ คั่นเวลาก็จะทำให้เด็กกลับ กระตือรือร้นในการเรียนขึ้นอีกครั้งหนึ่งได้ กล่าวโดยสรุป นิทานให้ความบันเทิงและความรู้จุดประกายความคิดและสร้าง ประสบการณ์ทางภาษา ก่อให้เกิดประกายแห่งความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้เนื่องจากขณะรับฟังนิทานนั้น ความรู้สึกแปลกใหม่ ความฉงนสนเท่ห์ทึ่งประหลาดใจ ตื่นเต้น ระทึกใจ ชื่นชม เบิกบานใจ ฯลฯ จะ ทำให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็นอยาก ทดลอง อยากทำ อยากสัมผัส ช่วยลดความก้าวร้าวและ ช่วยให้ผู้ใหญ่เข้าใจความต้องการของเด็ก นิทานมี ส่วนช่วยให้สุขภาพจิตของเด็กปฐมวัยดีขึ้น เด็กๆจะ รู้สึกเป็นสุขขณะที่ฟัง และมีใจจดจ่อ มีสมาธิมากยิ่งขึ้น


30 นิทานหุ่น การนำเสนอเกี่ยวกับนิทานหุ่น ผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 หัวข้อ คือ 1) ความหมายของหุ่น 2) ความสำคัญของหุ่น 3) ประเภทของหุ่น 4) การสร้างหุ่น มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความหมายของหุ่น คำว่าหุ่น หมายถึง วัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์ ที่ถูกนำมาสมมุติเป็นตัวละคร ซึ่งมีผู้ให้ ความหมาย ดังนี้ วรรณี ศิริสุนทร (2532: 59) ให้ความหมายว่า หุ่น คือ สิ่งที่ไม่มีชีวิต เคลื่อนไหวได้ในรูปแบบ ของละคร โดยมนุษย์ อรชุมา ยุทธวงศ์ (2527: 568) กล่าวว่า หุ่นเป็นวัตถุที่คนสร้างขึ้น แล้วนำมาทำให้เคลื่อนไหว เพื่อสื่อความหมายจากผู้อื่น หุ่นมีไว้เพื่อสื่อสาร และนำความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ แรงบันดาลใจ และ ความฝันมาทำให้เป็นตัวแทนขึ้นมา กล่าวโดยสรุป หุ่น คือ วัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์ ที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยการให้ชีวิตกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต เป็นตัวแทนของมนุษย์ เพื่อสื่อความรู้สึกนึกคิด สร้างแรงบันดาลใจ และจินตนาการของผู้ชม 2. ความสำคัญของหุ่น หุ่น เป็นสื่อการเรียนการสอนที่สำคัญสำหรับเด็ก ซึ่งมีผู้กล่าวถึงความสำคัญของหุ่นไว้ ดังนี้ ลัดดา นีละมณี (จิตราภรณ์ เตมียกุล. 2531. 30 - 31; อ้างอิงจาก ลัดดา นีละมณี. 2522: 54) กล่าวว่า หุ่นเป็นสื่อการเรียนการสอนที่สำคัญ และมีคุณค่าต่อเด็ก ๆมากและมีอิทธิพลต่อ ความรู้สึกของเด็ก สร้างบรรยากาศในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี กระตุ้นให้เด็กได้สนใจบทเรียนตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่ต้องอาศัยการฝึกฝน และเป็นนามธรรมเกินไปสำหรับเด็กเล็ก ศิริกาญจน์ โกสุมภ์ (จิตราภรณ์ เตมียกุล. 2531: 30 - 31; อ้างอิงจาก ศิริกาญจน์ โกสุมภ์. 2522: 10 - 16) มีความเห็นในเรื่องของหุ่นว่า เป็นสื่อการเรียนที่มีความสำคัญในการจัดการศึกษา มาก สามารถนำไปใช้ในการสอนได้หลายๆ เนื้อหา และเป็นที่เคลื่อนไหวได้ น่าสนใจกว่าภาพธรรมดา ถ้าได้มีการนำหุ่นมาใช้ในห้องเรียนของเด็กปฐมวัย จะเป็นประโยชน์แก่เด็กอย่างมาก นอกจากนี้ อรชุมา ยุทธวงศ์ (2527: 579) กล่าวถึงหุ่นว่า หุ่นมีความสำคัญหลายด้านด้วยกัน เช่น 1. ความสำคัญในด้านการบันเทิง มีการใช้หุ่นแสดงบนเวที รายการโทรทัศน์ และการ แสดงละครหุ่นหรือร่วมกับการแสดงประเภทอื่น ๆ เป็นที่ดึงดูดความสนใจสำหรับผู้ใหญ่และเด็กตลอด มา เช่น รายการเพลงบัลเล่ย์ เล่นกล เป็นต้น และบางครั้งก็ใช้หุ่นประชาสัมพันธ์หรือโฆษณา เป็นการ


31 นำผู้ชมไปสู่โลกของความฝัน และความสนุกในวัยเด็ก จาตุรงค์ อาจารีย์ (2522: 3) มีความเห็นในการ นำหุ่นมือมาใช้ในด้านความบันเทิงทางสื่อมวลชน เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศในการเรียนให้สนุก เช่น ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการได้ทำการผลิตรายการโทรทัศน์ เพื่อ การศึกษา คือ รายการเพื่อนของเด็ก โดยใช้หุ่นมือที่เป็นหุ่นคน หุ่นสัตว์แสดงประกอบการเล่านิทาน เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ มาก 2. ความสำคัญในการเรียนรู้ นิยมใช้หุ่นในการเรียนรู้ และปลูกฝังแนวคิดต่างๆ ให้กับเด็ก เช่น 2.1 สอนทำหุ่นในการเรียนวิชาศิลปะ โดยเน้นการแสดงออก ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ 2.2 ใช้หุ่นเป็นสื่อการสอนวิชาต่างๆ เพราะเป็นการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน และ ช่วยให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน 2.3 หุ่นช่วยให้เด็กๆ ได้รับการชี้แนะ แนวทางในการประพฤติ ปลูกฝังค่านิยม ต่างๆ เช่น การรักษาความสะอาด การเสียสละ ฯลฯ 2.4 การแสดงละครหุ่น ช่วยให้ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น 2.5 หุ่นช่วยแก้ปัญหาเฉพาะตัวของแต่ละคนได้ เช่น เด็กขี้อาย ติดอ่าง ก้าวร้าว หรือมีปัญหาในด้านการสื่อสาร โดยเด็กจะสื่อสารกับผู้อื่นผ่านตัวหุ่น จะง่ายกว่าการสื่อสารด้วยตัวเอง โดยตรง กล่าวโดยสรุป หุ่นมีความสำคัญต่อการจัดเรียนการสอนของเด็ก ในสถานศึกษาระดับต่างๆ เช่น ศูนย์พัฒนาเด็ก โรงเรียนอนุบาล และระดับชั้นประถมศึกษา นอกจากนี้ยังมีการนำหุ่นมาใช้ใน ด้านการบันเทิง ทางสื่อมวลชน ทำให้หุ่นมีบทบาทมากขึ้น เช่น ในสวนสนุก โทรทัศน์ ตลอดจนงาน ธุรกิจโฆษณา 3. ประเภทของหุ่น การใช้หุ่นเพื่อการศึกษา และเพื่อพัฒนาเด็กนั้น มีการแบ่งหุ่นเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ (จิตราภรณ์ เตมียกุล. 2531: 34) 1. หุ่นเงา หรือหนังตลุง (Shadow puppet) เป็นหุ่นที่ใช้แผ่นหนัง หรือกระดาษ แข็ง มีไม้เสียบ หรือสายใยต่อเข้าส่วนร่างกาย ใช้เดลื่อนไหวประกอบเรื่องที่แสดง หุ่นเงาเป็นหุ่น 2 มิติ ต้องใช้ประกอบกับจอหุ่นเงา (Shadow screen) และต้องมีแหล่งกำเนิดแสง เช่น กองเพลิง ตะเกียง หลอดไฟและเครื่องฉายต่างๆ เพื่อฉายยังตัวหุ่น ให้เกิดเงาทาบทับบนจอ อาจจะเล่นเป็นภาพเงาดำ ล้วน หรือภาพสีต่างๆ โดยใช้แสงไฟ


32 2. หุ่นมือ (Hand puppet) เป็นหุ่นที่ใช้นิ้วมือ และมือ ตลอดจนแขน เป็นแกน หลักในการรับน้ำหนัก และเป็นกลไกในการเชิด โดยตัวหุ่นจะสวมอยู่กับอวัยวะดังกล่าว ด้วยวิธีใดวิธี หนึ่งหุ่นมือมีหลายแบบ เช่น หุ่นมือถุงกระดาษ หุ่นมือถุงมือ หุ่นมือถุงเท้า และหุ่นนิ้วมือ 3. หุ่นเชิด (Rod puppet) เป็นหุ่นเชิดด้วยไม้ หรือสายเชือกจากข้างล่างของตัว หุ่นให้เคลื่อนไหวได้ตามต้องการ ทำได้หลายวิธี สามารถประดิษฐ์ตัวหุ่นได้หลายๆ ขนาด 4. หุ่นชัก (Morionette) เป็นหุ่นที่ใช้สายโยงเป็นเส้นด้าย หรือลวดติดกับตัวหุ่น เวลาชักก็โยงไม้ข้างบน พร้อมกับเชือกตามต้องการ ที่จะให้อวัยวะส่วนใดเคลื่อนไหวได้ หุ่นประเภทนี้ ต้องหัดให้ชำนาญในการซักตัวหุ่น การเชิดหุ่นซักต้องคำนึงถึงหลักความโน้มถ่วงของโลก เนื่องจากผู้ เชิด ต้องควบคุมหุ่นจากด้านบนเสมอ กล่าวโดยสรุป หุ่นมือเป็นหุ่นที่เหมาะแก่การนำไปใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา ทั้งนี้เพราะ ทำจากวัสดุที่หาได้ง่าย ใช้เวลาในการประดิษฐ์น้อยกว่าหุ่นชนิดอื่น และมีให้เลือกใช้ได้หลายแบบ ตาม ความเหมาะสม ซึ่งครูควรเลือกหุ่นที่จะนำมาใช้เป็นตัวละคร ให้สอดคล้องกับเนื้อหาของเรื่อง 4. การสร้างหุ่น ในการสร้างหุ่นแต่ละครั้งนั้น มีองค์ประกอบสำคัญที่ควรคำนึงถึง ดังต่อไปนี้ เกศินี โซดิกเสถียร (2524: 9) กล่าวถึง องค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างหุ่นไว้ ดังนี้ 1. ขนาด จะสร้างให้มีขนาดเล็กหรือใหญ่อย่างไรก็ได้ แต่สัดส่วนที่ได้ขนาดโดย เฉลี่ยประมาณ 1/3 ของขนาดมนุษย์ ความได้สัดส่วนกันระหว่างคนกับสัตว์ในเรื่อง เป็นสิ่งที่ต้อง คำนึงถึง แต่ก็ไม่เสมอไป ทั้งนี้เพราะการสร้างหุ่นในแต่ละเรื่อง ผู้สร้างย่อมมีวัตถุประสงค์หรือ เป้าหมายที่แตกต่างกัน 2. ส่วนที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษในตัวหุ่นแต่ละตัว จะมีลักษณะที่ทำให้ผู้ดู รู้ลักษณะนิสัยของตัวหุ่นได้ 3. ศึกษาแหล่งกำเนิดของหุ่นประเภทต่างๆ ที่เคยมีมาในโลก เพื่อเรียนรู้วิธีการทำ หัวเครื่องแต่งกาย ลำตัวการเชิด การชัก การเขียนหน้าเขียนตา ที่เน้นความรู้สึกของตัวหุ่น กล่าวโดยสรุปได้ว่า สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการสร้างหุ่น ได้แก่ ขนาดที่เหมาะสมของ ตัวหุ่น ลักษณะพิเศษของหุ่นแต่ละตัว ตลอดจนการศึกษาถึงแหล่งกำเนิดของหุ่นแต่ละประเภท ทั้งนี้ เพื่อคงความเป็นเอกลักษณ์ และสื่อความหมายได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง


33 ศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ การนำเสนอเกี่ยวกับศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ ผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 หัวข้อ คือ 1) ความหมายและความสำคัญของศิลปะสำหรับเด็ก 2) ประเภทของกิจกรรมศิลปะ สำหรับเด็ก 3) ความหมายและความสำคัญของศิลปะแบบร่วมมือ 4) การจัดกิจกรรมศิลปะแบบ ร่วมมือ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความหมายและความสำคัญของศิลปะสำหรับเด็ก โดยทั่วไป ความหมายของศิลปะเด็กจะมีความหมายกว้าง และมีคำนิยามที่ไม่แน่นอน ตายตัว ทั้งแนวคิดในการสอน วิธีสอน และการจัดกิจกรรมให้เด็กปฏิบัติ ซึ่งนักการศึกษาทางศิลปะ ได้กล่าวไว้ พอสรุปเป็นแนวทาง ดังนี้ อุบล ตู้จินดา (2532) กล่าวว่า ศิลปะเด็กคือ การสร้างสรรค์งานที่แสดงออกถึงความรู้สึก นึกคิด เป็นการสำรวจตรวจสอบสิ่งต่างๆ ที่มาประกอบงานศิลปะ ชี้ให้เห็นถึงแบบแผนของความคิด และความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคน โดยเน้นความสนุกสนานเพลิดเพลิน อันมีผลไปสู่บุคลิกลักษณะ นิสัยของเด็กต่อไปในอนาคต การจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กนับว่ามีความสำคัญยิ่ง นอกจากพัฒนาความพร้อม ด้าน ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาแล้ว กิจกรรมศิลปะยังสอดคล้องกับแบบแผนการเรียน ของสมอง (Brain Base Learning : BBL โดยเด็กได้ฝึกปฏิบัติจริง เรียนรู้ผ่านการสังเกต และมี อิสรภาพทางความคิด กิจกรรมที่เด็กได้แสดงออก ทำให้เกิดจุดเชื่อมต่อของใยประสาท ที่สามารถ พัฒนาไปสู่แบบแผนการเรียนรู้ของสมอง ซึ่งคุณค่าของศิลปะมีส่วนส่งเสริมพัฒนาการเด็กสี่ด้าน (สำนักงานวิชาการ และมาตรฐานการศึกษา. 2551: 23) ดังนี้ 1. ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสพัฒนากล้ามเนื้อ ใหญ่ และกล้ามเนื้อเล็ก เช่น การร้อยลูกปัด ต่อภาพตัดต่อ การเขียนภาพ การเล่นกับสี การปั้นดิน ต่างๆ และการประดิษฐ์เศษวัสดุ 2. ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ และจิตใจ เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงออกทาง อารมณ์ และความรู้สึกที่เหมาะสมกับวัย มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส ได้พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม สุนทรียภาพ มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและความเชื่อมั่นตนเอง เช่น เขียนภาพตามความคิดสร้างสรรค์ และการแสดงความคิดเห็นต่อผลงานศิลปะ 3. ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับ บุคคล และสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การเล่น และการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยแบ่งกลุ่มประดิษฐ์ เศษวัสดุ การวางแผนเลือกทำกิจกรรมศิลปะตามความสนใจ และมีโอกาสแสดงความรู้สึกตามความ ต้องการของตนเอง การแบ่งปัน การรับผิดชอบ และเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี


34 4. ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า การคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ การคิดหาเหตุผล การแก้ปัญหา การจำแนกมิติสัมพันธ์ เช่น การรับรู้ และแสดงความรู้สึกผ่านสื่อวัสดุ และผลงานเขียนภาพระบายสี การปั้นดิน การประดิษฐ์เศษวัสดุ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กิจกรรมศิลปะยังมีคุณค่าต่อเด็กปฐมวัย ในด้านอื่นๆ อีกหลายด้าน ดังที่ บุศรินทร์ สิริปัญญาธร (2545: 18) ได้กล่าวไว้ ดังนี้ 1. เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน การทำงานที่เกิดจากความพึงพอใจตามความคิด ของตนเอง จะช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน 2. เด็กมีความเชื่อ มั่นในตนเอง การให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระโดยไม่กำหนด แบบอย่างที่ตายตัว จะทำให้เด็กเกิดความมั่นใจในการทำงานของตนเอง ทั้งนี้ เป็นผลเนื่องมาจาก ผลงานของตนเองได้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป เด็กจะได้รับการพัฒนาในด้านเป็นผู้กล้าคิดกล้าทำ 3. เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ เด็กที่กล้าแสดงออกจะต้องมีความคิดเป็นของตนเอง มีความฉับไวในการคิด และการกระทำ ที่ไม่เป็นการลอกเลียนแบบผู้อื่น 4. ความเป็นผู้มีเหตุผล เด็กมีความสามารถในการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นโดย ไม่ยึดถือความคิดเห็นของตนเองเป็นที่ตั้ง มีเหตุผลในการเลือกตัดสินใจสิ่งต่างๆ 5. การเป็นผู้รู้จักสังเกต การสังเกตช่วยให้เด็กทำงานอย่างมีขั้นตอนและช่วยให้เด็กเกิด ความมั่นใจในตนเอง 6. ความสามารถในการประยุกต์ใช้ การที่เด็กอยู่กับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมทำให้เด็ก สามารถดัดแปลงประสบการณ์ที่ได้พบเห็น มาใช้ในกิจกรรมทางศิลปะได้ 7. ความเป็นผู้กล้ำาตัดสินใจ ความสามารถในการแสดงออก มีส่วนต่อการเป็นผู้กล้า ตัดสินใจ เช่น การฉีกรูปทรงตามความนึกคิด โดยไม่ต้องร่างแบบก่อน ผู้ที่กระทำได้ต้องมีความเชื่อมั่น และกล้าตัดสินใจ 8. การเป็นผู้มีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉ พาะหน้า การแสดงออกอย่างฉับไว สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างเชื่อมั่น และกล้าที่จะแสดงออกในการแก้ปัญหาต่างๆ กล่าวโดยสรุป ศิลปะเด็กเป็นเรื่องของการแสดงออกทาง ความคิดสร้างสรรค์ และ จินตนาการ ที่เกิดขึ้นจากความสนใจ การรับรู้ ประสบการณ์ และความ พร้อมของเด็กแต่ละคนโดย เด็กจะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดต่างๆอกมาตามธรรมชาติที่เด็ก ได้รับรู้ ด้วยการสนองตอบต่อความ ต้องการทางอารมณ์และความสนุกสนานเพลิดเพลิน พฤติกรรมที่เด็กได้แสดงออกมานี้จะเป็นไปตาม วัยและพัฒนาการ โดยเด็กจะอาศัยศิลปะเป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้สึก และจินตนาการของตนเอง นับได้ว่า กิจกรรมทางศิลปะมีคุณค่าอันสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความพร้อมของเด็ก ทำให้เด็กมีโอกาส


35 ได้แสดงออก ด้วยการถ่ายทอด ความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการ ศิลปะเด็กเปรียบเสมือนเครื่องมือ สื่อสารที่ทำให้ผู้ใหญ่ ได้เข้าใจ ความรู้สึกนึกคิดของเด็ก และความต้องการของเด็กได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 2. ประเภทของกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็ก พีรพงศ์ กุลพิศาล (2545: 35) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับประเภทของกิจกรรมศิลปะ สำหรับ เด็กว่าเป็นกิจกรรมที่ใช้ความรู้สึกประกอบกับวัสดุและเทคนิควิธีต่างๆ เพื่อผลิตเป็นผลงาน ออกมา ดังนั้นการจัดประเภทของกิจกรรมทางศิลปะควรแบ่งตามลักษณะของผลงานที่ให้เด็ก สร้างสรรค์เป็นหลักได้แก่ 1. กิจกรรมศิลปะสองมิติ หมายถึง กิจกรรมทางศิลปะที่มุ่งให้เด็กสร้างสรรค์ภาพบน ระนาบวัสดุที่แบนๆ เช่น กระจก กระดาษ ผ้า ผนังปูน ผืนทราย ฯลฯ โดยใช้วิธีการวาดเส้น ระบายสี พิมพ์หรือกดประทับให้เป็นสี ปะติดด้วยกระดาษสี เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมประเภทนี้ได้แก่ การวาดภาพ ด้วยนิ้วมือหรือมือ การพิมพ์ภาพด้วยเศษวัสดุต่างๆ การวาดภาพด้วยดินสอสี สีเทียน สีโปสเตอร์ เป็นต้น ผลงานศิลปะประเภทนี้ดูแล้วแบนราบมีเฉพาะมิติของความกว้าง - ยาว 2. กิจกรรมศิลปะสามมิติ หมายถึง กิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กสร้างสรรค์ภาพให้มีลักษณะ ลอยตัว นูน หรือเว้าลงไปในพื้นโดยใช้วัสดุและเทคนิควิธีต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัสดุนั้นๆ เช่น การ ปั้น ทราย ดินเหนียว ดินน้ำมัน กระดาษ แป้ง ฯลฯ โดยประกอบวัสดุต่างๆ เข้าด้วยกัน ขั้นตอนการ ทำงานในการจัดกิจกรรมประเภทนี้ไม่ควรมีขั้นตอนที่ชับซ้อน ต้องสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ง่าย และไม่เป็นอันตราย โดยวัสดุที่นำมาประกอบนั้นควรเป็นวัสดุประเภทกล่องกระดาษ เมล็ดพืช ลูกปัด เศษไม้ ใบไม้ สามารถใช้กาวติดได้ง่าย เป็นต้น 3. กิจกรรมศิลปะผสมผสานสองมิติ สามมิติ หมายถึง กิจกรรมที่ให้เด็กได้สร้างสรรค์ ภาพโดยใช้วัสดุและเทคนิควิธีทางศิลปะทั้งสองมิ ติและสามมิติรวมกัน เช่น ใช้สีโปสเตอร์ระบาย รูปปั้น ดินเหนียวหรือแป้งที่แห้งแล้ว หรือระบายสีตกแต่งกล่อง เป็นต้น กล่าวโดยสรุป การจัดประสบการณ์ทางศิลปะทั้ง 3 ประเภทควรให้เด็กมีโอกาสร่วมกัน ทำงานเป็นกลุ่มด้วย กลุ่มละประมาณ 3 - 5 คน เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาทักษะด้านการข้าสังคม มีโอกาสแสดงออก ถึงความคิดเห็นของตนเอง ฝึกการแก้ปัญหาในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม 3. ความหมายและความสำคัญของกิจกรรมศิลปะแบบร่วมมือ ศิลปะแบบร่วมมือเกิดจากการรวมกันของคำว่าศิลปะและการเรียนแบบร่วมมือเข้า ด้วยกัน ได้มีนักการศึกษาให้ความหมายของกิจกรรมศิลปะแบบร่วมมือไว้ดังนี้ จันทนี บุญคลัง (2542: 48) ให้ความหมายของศิลปะแบบร่วมมือว่าหมายถึงกิจกรรม ศิลปะที่ครูจัดขึ้นเพื่อให้เด็กได้ทำงานร่วมกัน กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์นั้น ได้แก่ การวาดภาพ


36 ระบายสี เล่นสี การพิมพ์ภาพ การตัด ฉีก ปะ การปั้น การประดิษฐ์เศษวัสดุ เพื่อมุ่งฝึกกล้ามเนื้อ ประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ฝึกให้เด็กมีความอดทน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความรับผิดชอบ รู้จักชื่น ชมความสวยงาม พัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ วิธีการจัดกิจกรรมประเภทนี้ ทำได้โดย จัดเด็กเป็นกลุ่มประมาณ 2-4 คน ให้เด็กทำงานและคิดคนเดียวหลังจากนั้นครูจะให้เด็กจับคู่กันเพื่อ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ ประสบการณ์ ช่วยกันแก้ปัญหา และรับผิดชอบการทำงานร่วมกันใน กิจกรรมที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จและจบลงด้วยการออกมานำเสนอผลงานหน้าชั้นหรือระหว่างกลุ่ม พัชรี ผลโยธิน (2540: 26 กล่าวถึงความหมายของศิลปะแบบร่วมมือว่า เป็นการจัด กิจกรรมระบายสี เล่นกับสี ปั้นดิน ฉีก ปะ ตัด ประดิษฐ์เศษวัสดุ ในรูปแบบที่ให้เด็กได้มีโอกาสทำ ร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย 3-5 คน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการร่วมมือของเด็ก โดยครูต้องให้โอกาส เด็กได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบ่งปัน ประนีประนอม ตัดสินใจ มีส่วนร่วมในการเล่นและทำงานจน บรรลุจุดหมายร่วมกัน ให้แต่ละคนรับผิดชอบทำงานอย่างเต็มความสามารถและรู้จักประเมิน ความก้าวหน้าของตนเอง กิจกรรมศิลปะแบบร่วมมือเป็นการจัดกิจกรรมระบายสี เล่นกับสี ปั้นดิน ฉีก ตัด ปะ โดย ที่เด็กได้มีโอกาสทำงานร่วมกันได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน มีปฏิสัมพันธ์ กันภายในกลุ่ม ซึ่งมีคุณค่าต่อการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยเฉพาะ พัฒนาการด้านสังคม การทำงานแบบร่วมมือจะช่วยให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาทักษะทางด้านสังคมซึ่ง สอดคล้องกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ (สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต . 2537: 219; อ้างอิงจาก ซิกมัน ฟรอยด์) ซึ่งเน้นความสำคัญทางการมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างเด็กเล็กและผู้ปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน วัยก่อน5 ขวบ เขามีความเชื่อว่า ผลที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์นจะส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็กใน อนาคต ทำให้เด็กมีทักษะทางสังคมดีและเป็นที่ยอมรับของเพื่อน และยังมีนักการศึกษาอีกหลายท่าน ได้กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมศิลปะแบบร่วมมือไว้ดังนี้ เลิศ อานัทนะ (2535: 44-48) กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมศิลปะแบบร่วมมือว่าเด็ก ที่ได้รับการพัฒนาด้วยศิลปะที่เหมาะสม จะมีพัฒนาการด้านต่างๆ ดังนี้ 1. พัฒนาการด้านสติปัญญา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ การที่เด็กได้ สำรวจ ทดลอง ค้นคว้ากับวัสดุนานาชนิด เด็กจะมีการแก้ปัญหา เลือกสรร ตัดสินใจ วางแผน และลง มือกระทำจริง รวมทั้งวิจารณ์และป ะเมินค่าในผลงานที่ตนแสดงออกจนสำเร็จชั้นมา ซึ่งกระบวนการ ดังกล่าวได้ตอบสนองต่อลักษณะนิสัยของเด็กที่อยากรู้ อยากเห็น และยั่วยุ ท้าทายทำให้เด็กได้ แสดงออกอย่างอิสรเสรี ภายใต้บรรยากาศที่สนุกสนาน เพลิดเพลิน 2. พัฒนาการด้านร่างกาย ส่งเสริมพัฒนาการการทำงานที่ป ระสานสัมพันธ์กัน ระหว่าง การใช้กล้ามเนื้อมือและประสาทตา ทำให้อวัยวะส่วนต่างของร่างกายมีความแข็งแรง มีทักษะในการ ทำงานคล่องตัวขึ้น


37 3. พัฒนาการด้านอารมณ์ ทำให้เด็กมีอารมณ์ชื่นบาน สนุกสนาน ยิ่งเด็กประสบ ผลสำเร็จในการลงมือทำก็ยิ่งทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง บนพื้นฐานของความรักและความรู้สึก ภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง ส่งผลให้เด็กมีสุขภาพจิตดี สามารถมองโลกที่สวยงามด้วย สายตาที่สวยงาม มีความรู้สึกที่ดีงามต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง 4. พัฒนาการด้านสังคม การ จัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ ทำให้เด็กได้เรียนรู้และฝึกหัดด้าน สังคม เช่น การวางแผน ปรึกษาหารือ การร่วมมือร่วมใจ การแก้ปัญหาความขัดแย้ง มีผลทำให้เด็ก รู้จักลดความต้องการของตนเองเมื่อต้องการอยู่ร่วมเพื่อทำงานกับเพื่อน จันทนี บุญคลัง (2542: 49-50) ได้กล่าวถึงความสำคัญของศิลปะแบบร่วมมือว่า 1. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ก่อให้เกิดพัฒนาการทางความรู้และการคิดสูงขึ้น มีแรงจูงใจ เนื่องจากทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ 2. ได้รับความคิดเห็นหลากหลาย จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จากปัญหาใหม่ จากหลายๆ ความคิดเห็นและเลือกแนวทางในการแก้ปัญหา 3. รู้สึกสบายใจ สนุกสนาน ได้แสดงออกอย่างอิสระ เด็กพึงพอใจในการที่จะเรียนรู้ ความคิดของตนเอง จะพบการช่วยเหลือในการทำงาน ขณะเดียวกันเด็กก็สามารถแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นของตนเองกับผู้อื่นด้วย 4. พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ มีความสามารถในการเข้าสังคม 5. มีความเสมอภาคในการทำกิจกรรม แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันทางด้านต่างๆ ก็ตาม 6. ส่งเสริมให้เด็กได้เห็นคุณค่าของตนเอง และมีความภาคภูมิในในตนเอง เพราะช่วยกัน แก้ปัญหาของกลุ่ม 7. ได้มีการเรียนรู้ภายในกลุ่ม พร้อมทั้งรู้จักแบ่งบทบาทหน้าที่และแก้ปัญหาร่วมกัน 8. ช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม และให้ความไว้วางใจกัน มุ่งให้งานบรรลุเป้าหมาย จนเกิด ความรู้สึกว่างานของตนคืองานกลุ่ม 9. มีประสบการณ์ร่วมกันในกลุ่มจะมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม แวดล้อมอย่างมีความสุข 10. มีทักษะทางการสื่อสาร การอภิปราย การใช้ภาษา 11. มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก มีความคิดเป็นตัวของตัวเองมีความคิดที่จะมา ลอกเลียนแบบใคร มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าตัดสินใจ 12. ส่งเสริมให้เป็นคนมีเหตุผล รู้จักสังเกต 13. ให้ผลทางด้านจิตวิทยา คือ เด็กรู้สึกว่าได้รับการยอมรับในความสามารถของตนเอง รู้จักควบคุมอารณ์ ลดอคติและความลำเอียง ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น 14. ยอมรับวัฒนธรรมประเพณีของบุคคลอื่น และยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล


38 กล่าวโดยสรุป ศิลปะแบบร่วมมือ เป็นกิจกรรมศิลปะที่ครูตระเรียมอุปกรณ์ให้และแบ่ง เด็กออกเป็นกลุ่มละ 3 - 5 คน ในการทำการทำกิจกรรมประเภท ปั้น ฉีก ปะ ติด ประดิษฐ์เศษวัสดุ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แสดงความคิดเห็น ช่วยเหลือกันและกันในการแก้ปัญหาและ รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายร่วมกัน ส่วนความสำคัญของศิลปะแบบร่วมมือทำให้เด็กปฐมวัยเกิด พัฒนาการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา พัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล และรายกลุ่ม ทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมความร่วมมือ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งเป็นทักษะทางสังคมที่จะช่วยให้เด็กอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่าง มีความสุข 4. การจัดกิจกรรมศิลปะแบบร่วมมือ การจัดกิจกรรมศิลปะแบบร่วมมือให้กับเด็กปฐมวัย ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบของการ เรียนรู้โดยวิธีการเรียนรู้ 5 ประการของ จอห์นสันและจอห์นสัน (จันทนี บุญคลัง. 2542: 57 ; อ้างอิง จาก จอห์นสัน. 2532: 80) ดังนี้ 1. การพึ่งพาอาศัยกันซึ่งกันและกัน (Positive Interdependence) สมาชิกทุกคนมี หน้าที่และมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด สมาชิกแต่ละคนรู้หน้าที่ของตัวเองว่าจะต้องทำกิจกรรม อะไรบ้างในการเรียนครั้งนั้นๆ และต้องรับผิดชอบในกิจกรรมทั้งหมด สมาชิกทุกคนตระหนักดีว่า ความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคนภายในกลุ่ม 2. ปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า (Face - to - Face Interaction) การจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนโดยให้เด็กนั่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2 - 4 คน หันหน้าเข้าหากันเพื่อที่จะได้ซักถามปัญหา อธิบาย โต้ตอบซึ่งกันและกัน ให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน ยอมรับเหตุผลของผู้อื่นโต้เถียง กันด้วยเหตุผล ส่งเสริมสมาชิกในทีมให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งทำได้โดยการช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือ ให้ความสนับสนุนผลงานซึ่งกันและกันและให้การชมเชยต่อความพยายามในการเรียนของแต่ละคน 3. การได้รับความรู้ทั่วถึงกัน (Individual Accountability) สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มมี หน้าที่ต้องรับผิดชอบและต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ เช่น สมาชิกแต่ละคน จะต้องตอบถาม และอธิบายแก้เพื่อนสมาชิกด้วยความเต็มใจ สมาชิกแต่ละคนตระหนักว่าผลงานของ กลุ่มจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีขึ้นอยู่กับความร่วมมือ และความรับผิดชอบของสมาชิกทุกคน 4. การสร้างค วาม สัม พั น ธ์ระห ว่างบุ ค คล แล ะทั กษ ะก ารท ำงาน กลุ่ ม เล็ ก (Interpersonaland Small Group Skills) การทำงานเป็นกลุ่มเล็กจะต้องได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี เพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายเพื่อให้กลุ่มมีประสิทธิภาพสูง สมาชิกทุกคนต้องไว้วางใจกันต้องยอมรับ ความคิดเห็น สนับสนุนซึ่งกันและกัน รู้จักวิธีการสื่อสารและสามารถแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล


39 5. กระบวนการกลุ่ม (Group Processing) หลังการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ระยะหนึ่ง สมาชิกแต่ละคนจะประเมินผลการทำงานของตนเองและผลงานของกลุ่ม เพื่อให้รู้ข้อบกพร่องและสิ่ง ที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข และวางเป้าหมายในการทำงานกลุ่มต่อไปให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ มากกว่าเดิม องค์ประกอบในการจัดการเรียนแบบร่วมมือนั้นมีความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนแบบร่วมมือ ครูต้องพยายามจัดกิจกรรมให้ได้ครบทั้ง 5 องค์ประกอบ ซึ่งในการจัดกรรมการ เรียนแบบร่วมมือนั้นโทรว์บริดจ์และไบบี (ฐิติมา อุ่นใจ. 2538: 42 - 43; โทรว์บริดจ์และไบบี 2533) ได้เสนอแนวทางในการวางแผนบทเรียนในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนสอนที่ชัดเจน 2. การวางแผนการสอน 2.1 กำหนดขนาดของกลุ่มควรพิจารณาระยะเวลาที่สอน จำนวนเอกสาร บทเรียน เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มี เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกขนาดของกลุ่ม ในระยะแรกควรเริ่มต้นจาก กลุ่มที่มีสมาชิกเพียง 2 คนก่อน 2.2 กำหนดผู้เรียนที่อยู่ในแต่ละกลุ่มโดยทั่วไปควรให้กลุ่มมีสมาชิกที่มีลักษณะที่ หลากหลาย (Heterogeneous Group) โดยเลือกจากการสุ่ม อย่างไรก็ตามอาจกำหนดให้สมาชิกของ กลุ่มมีลักษณะเหมือนกัน หรือให้ผู้เรียนเลือกเข้ากลุ่มเองก็ได้ 2.3 การจัดห้องเรียนขึ้นอยู่กับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีเพื่อให้เกิดความร่วมมือได้ ดีที่สุด สมาชิกควรนั่งเป็นวงหันหน้าเข้าหากันและนั่งใกล้กันเพียงพอที่จะสื่อสารกันได้ โดยที่แต่ละ กลุ่มอยู่ห่างกันมากพอที่ผู้สอนจะสามารถเข้าไปดูแลแนะนำแต่ละกลุ่มได้ 2.4 กำหนดสื่อการสอนที่ส่งเสริมการพึ่งพากันระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม ในระยะแรกที่เริ่มใช้กิจกรรมการเรียนแบบให้ผู้เรียนร่วมมือกัน จะต้องพยายามเลือกใช้สื่อการสอนที่ ผู้เรียนต้องพึ่งพากัน เช่น ให้ผู้เรียนใช้วัสดุอุปกรณ์ร่วมกัน โดยที่ผู้สอนแจกวัสดุอุปกรณ์ให้แต่ละกลุ่ม เพียง ชุดเป็นการบังคับให้ผู้เรียนแบ่งกันใช้วัสดุอุปกรณ์ในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย หรือการให้ ผู้เรียนใช้วัสดุอุปกรณ์ร่วมกัน โดยให้สมาชิกแต่ละคนมีวัสดุอุปกรณ์ไม่เหมือนกัน แต่ล้วนมีประโยชน์ ต่อการทำงานของกลุ่ม 2.5 กำหนดบทบาทของสมาชิกในแต่ละกลุ่ม เพื่อช่วยให้ผู้เรียน พึ่งพากัน โดย ผู้สอนอาจกำหนดบทบาทของสมาชิกในแต่ละกลุ่มให้มีผู้สรุป ผู้แจกอุปกรณ์ ผู้เก็บวัสดุอุปกรณ์และ อื่นๆเพื่อช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้เรียน 3. การอธิบายชี้แจงแก่ผู้เรียน 3.1 อธิบายเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายให้ผู้เรียนเข้าใจ เชื่อมโยงประสบการณ์ เดิมและมโนมติของบทเรียนเข้าด้วยกัน ให้คำจำกัดความของมโนมติที่เกี่ยวข้อง อธิบายวิธีการ


Click to View FlipBook Version