The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการสำรวจของป่า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการสำรวจของป่า

คู่มือการสำรวจของป่า

Keywords: คู่มือการสำรวจของป่า

ค่มู ือ “การส�ำรวจของป่ า”

พมิ พค์ รง้ั ท่ี 1 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2563
จำ� นวน 1,000 เลม่
ท่ปี รกึ ษา ธญั ญา เนตธิ รรมกลุ
รศ. ดร.ปสั ส ี ประสมสนิ ธ์
ผศ. ดร.รชั นี โพธแิ ท่น
อำ� นวยการ ธญั นรนิ ทร ์ ณ นคร
บรรณาธกิ าร สมยศ แสงนลิ
เรยี บเรยี ง สุทธาทพิ ย ์ ช่อมะลิ
จฑุ าพร ทองนุ่น
จดั ทำ� โดย ส่วนสำ� รวจและวเิ คราะหท์ รพั ยากรป่าไม้
สำ� นกั วจิ ยั การอนุรกั ษป์ ่าไมแ้ ละพนั ธุพ์ ชื
กรมอทุ ยานแห่งชาติ สตั วป์ ่า และพนั ธุพ์ ชื
ออกแบบปก เอกนิก ปานสงั ข์
ISBN 978-616-316-568-8
พมิ พท์ ่ ี บรษิ ทั เลฟิ แอนดล์ พิ เพรส จำ� กดั

4 คู่มอื “การสำ� รวจของป่า”

คู่มือ “การส�ำรวจของป่า” 5

คำ� น�ำ

ป่าไม้เป็นทรพั ยากรธรรมชาตทิ ม่ี คี ุณค่าอย่างยง่ิ ต่อมนุษยแ์ ละสง่ิ แวดลอ้ ม อกี ทง้ั ยงั เป็นฐาน
การพฒั นาประเทศในทกุ ดา้ น มคี วามสมั พนั ธอ์ ย่างใกลช้ ดิ และมคี ณุ ค่าอย่างยง่ิ ต่อความเป็นอยู่ของ
ชาวชนบทในเร่อื งของความมนั่ คงทางอาหาร ดงั นน้ั ยุทธศาสตรช์ าติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)
ภายใตว้ สิ ยั ทศั น์ “ประเทศมคี วามมนั่ คง มงั่ คงั่ ยงั่ ยนื เป็นประเทศทพ่ี ฒั นาแลว้ ตามปรชั ญาเศรษฐกจิ
พอเพยี ง” และรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2560 มาตรา 57 ไดบ้ ญั ญตั อิ ย่างชดั เจน
วา่ “รฐั ตอ้ งอนุรกั ษ์ คุม้ ครอง บำ� รุงรกั ษา ฟ้ืนฟู บรหิ ารจดั การ และใช้ หรอื จดั ใหม้ กี ารใชป้ ระโยชนจ์ าก
ทรพั ยากรธรรมชาติ สง่ิ แวดลอ้ ม และความหลากหลายทางชวี ภาพ ก่อใหเ้กดิ ประโยชนอ์ ย่างสมดลุ และ
ยงั่ ยนื ” โดยจะตอ้ งใหป้ ระชาชนในทอ้ งถน่ิ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งมสี ่วนร่วมและไดร้ บั ประโยชน์ จากความเช่อื มโยง
จากรฐั ธรรมนูญขา้ งตน้ น้ี ไดถ้ กู ส่งต่อผ่านพระราชบญั ญตั อิ ทุ ยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 65 และ
พระราชบญั ญตั สิ งวนและคุม้ ครองสตั วป์ ่า พ.ศ. 2562 มาตรา 57 บญั ญตั ใิ หช้ มุ ชนทอ่ี าศยั โดยรอบ
พ้นื ทป่ี ่าสามารถเกบ็ หา หรอื ใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากรธรรมชาตบิ างชนิดทส่ี ามารถเกดิ ใหมท่ ดแทนได้
ตามฤดูกาล แต่ยงั คงอยู่ภายใตข้ ดี ความสามารถของระบบนเิ วศเป็นสำ� คญั

6 คู่มอื “การสำ� รวจของป่า”

ดงั นน้ั กรมอทุ ยานแห่งชาติ สตั วป์ ่า และพนั ธุพ์ ชื ซง่ึ เป็นหน่วยงานทม่ี ภี ารกจิ หลกั ใน
การอนุรกั ษ์ คุม้ ครอง ดูแลทรพั ยากรป่าไม้ใหม้ คี วามสมดุล ตลอดจนบรหิ ารการจดั การใชป้ ระโยชน์
อย่างยงั่ ยนื จะตอ้ งกำ� หนดกรอบแนวทางการประเมนิ และการใชป้ ระโยชนท์ รพั ยากรจากป่าทถ่ี กู ตอ้ ง
และเหมาะสม
หนงั สือเล่มน้ีจึงเป็นการรวบรวมหลกั เกณฑเ์ บ้ืองตน้ เก่ียวกบั ความสำ� คญั ของของป่า
นิยาม ประเภท และวธิ กี ารวางแปลงตวั อย่าง เพอ่ื การสำ� รวจแจงนบั การวเิ คราะหข์ อ้ มลู รวมไปถงึ
ขอ้ มลู อน่ื ๆ ทเ่ี ป็นประโยชนส์ ำ� หรบั เจา้ หนา้ ทก่ี รมอทุ ยานแห่งชาติ สตั วป์ ่า และพนั ธุพ์ ชื ตลอดจนผูท้ ่ี
เก่ยี วขอ้ งสามารถนำ� ไปใชเ้ป็นแนวทางในการสำ� รวจขอ้ มลู เก่ยี วกบั ประเภท ชนดิ และจำ� นวนของ
ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ส่ี ามารถเกดิ ใหมท่ ดแทนไดต้ ามฤดูกาลทอ่ี นุญาตใหม้ กี ารเกบ็ หา หรอื นำ� ไปใช้
ประโยชนเ์ พอ่ื ใหเ้กดิ ความสมดุลระหวา่ งคุม้ ครองรกั ษาและการใชป้ ระโยชน์ ซง่ึ จะทำ� ใหท้ รพั ยากร
เหลา่ นนั้ ดำ� รงอยู่ และสามารถเกบ็ เก่ยี วไดอ้ ย่างยงั่ ยนื ตลอดไป

กรมอทุ ยานแห่งชาติ สตั วป์ ่า และพนั ธุพ์ ชื
มถิ นุ ายน 2563

คู่มอื “การสำ� รวจของป่า” 7

สารบญั

บทน�ำ 10
นิยาม “ของป่า” 12
ประเภท “ของป่า” 14
รูปแบบการใชป้ ระโยชน์ “ของป่า” 15
19
การเกบ็ หา “ของป่า” 20
การเกบ็ หา “ของป่า” 20
ไผ่ 22
หน่อไม ้ 24
รวงผ้งึ หรอื รงั ผ้งึ 25
ชนั จากตน้ ตะเคยี นชนั ตาแมว 25
ยางจากตน้ สน 26
ยางจากตน้ เยลูตง 26
ยางจากตน้ รกั 27
ยางจากตน้ ขนุนนก 27
การเกบ็ เปลอื กไมด้ ว้ ยวธิ กี ารลอก
การเกบ็ เปลอื กไมด้ ว้ ยวธิ กี ารกะเทาะ ขูด 28
หรอื สบั ไมบ้ ง ไมโ้ ปรง และไมโ้ กงกาง 29
บกุ 30
ตา๋ ว 32
เหด็ 34
สมนุ ไพร 35
ใบลาน 35
หวาย 36
พชื เกบ็ ใบ


8 คู่มือ “การส�ำรวจของป่า”

ขอ้ พจิ ารณาในการเลอื ก “ของป่า” ทจ่ี ะนำ� ไปสู่การจดั การ 37
วธิ กี ารตดิ ตามเพอ่ื ประเมนิ ผลกระทบหลงั จากการเกบ็ หา “ของป่า” 38
ศกั ยภาพ “ของป่า” 39
การสำ� รวจ “ของป่า” 41
การสำ� รวจ “ของป่า” 42
การวดั และการรวบรวมขอ้ มลู “ของป่า” 43
ช่วงระยะเวลาของการเกบ็ หา “ของป่า” 52
ขนั้ ตอนการดำ� เนนิ งานสำ� รวจแจงนบั “ของป่า” 55
วธิ กี ารสุ่มตวั อย่าง 57
ค่าทางสถติ ิ 59
อปุ กรณท์ ใ่ี ชใ้ นการสำ� รวจ 63
64
วธิ กี ารสำ� รวจ “ของป่า” 65
วธิ กี ารทใ่ี ช้ในการสำ� รวจ “ของป่า” 83
หลกั การพจิ ารณาเลอื กใชร้ ูปแบบและวธิ กี ารสำ� รวจ “ของป่า” 85

การวเิ คราะหข์ อ้ มูลและรายงานผลการสำ� รวจ “ของป่า” 86

การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ของป่าดว้ ยการสำ� รวจวธิ วี างแถบอย่างเป็นระบบ 92
(strip system) 98
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ของป่าดว้ ยการสำ� รวจวธิ กี ำ� หนดแปลงตวั อย่าง
เป็นแนวบนเสน้ สำ� รวจ (line plot system)
การเขยี นรายงานการสำ� รวจ “ของป่า”

คู่มือ “การส�ำรวจของป่า” 9

บทน�ำ

10

ประเทศไทยมีประชากรที่ประกอบ
อาชีพเกยี่ วข้องกบั การเกษตรประมาณ 60%
หรอื ประมาณ 38 ล้านคน ในจ�ำนวนดังกล่าวน้ี
20-25 ล้านคน อาศัยพ่งึ พิงทรัพยากรป่าไม้
(Fisher et. al., 1997) ซึง่ การเข้าถึงแหล่งอาหาร
ของชาวบ้านในชนบทคือการเก็บหาของป่าใน
พืน้ ทปี่ ่า ป่าจงึ มีบทบาทในด้านความมน่ั คงทาง
ด้านอาหาร (food security)และเปน็ แหล่งรายได้
ให้กับชุมชนที่อยู่อาศัยบริเวณโดยรอบพื้นที่ป่า
หรือพื้นท่ใี กล้เคียง สามารถช่วยบรรเทาความ
ยากจนให้กบั คนในชนบท หากมกี ารจดั การและ
ใช้ประโยชน์จากป่าอย่างถูกต้องและเหมาะสม
ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่าได้อย่าง
ยั่งยืนตลอดไป

บทนำ� 11

นิยาม “ของป่า”

ของป่า ตามพระราชบญั ญตั ิอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 (มาตรา 65) หมายถงึ
“ทรัพยากรธรรมชาตทิ ่ีสามารถเกดิ ใหม่ทดแทนได้ตามฤดกู าล”
ของป่า ตามพระราชบญั ญัตปิ ่าไม้ พุทธศกั ราช 2484 แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราช
บญั ญตั ิป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2518 หมายความว่า “บรรดาของท่เี กดิ หรอื มขี ้นึ ในป่าตาม
ธรรมชาต”ิ คอื
1) ไม้ รวมทง้ั ส่วนต่างๆของไม้ ถ่าน น้�ำมนั ไม้ ยางไม้ ตลอดจนสิ่งอ่ืน ๆ ท่ีเกิดจากไม้
2) พืชต่าง ๆ ตลอดจนส่งิ อ่ืน ๆ ซึง่ เกิดจากพชื นน้ั
3) รังนก ครงั่ รวงผง้ึ น�้ำผง้ึ ขี้ผ้งึ และมลู ค้างคาว
4) หินทไ่ี ม่ใช่แร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ และหมายความรวมถงึ ถ่านไม้ทีบ่ คุ คลท�ำ
ขึ้นด้วย
ของปา่ หวงห้าม ตามพระราชบญั ญัตปิ ่าไม้ พทุ ธศักราช 2484 หมายถงึ ของป่า
อย่างใดในท้องที่ใดจะให้เป็นของป่าหวงห้าม ให้กำ� หนดโดยพระราชกฤษฎกี า ซ่งึ ตาม
พระราชกฤษฎีกากาํ หนดของป่าหวงห้าม พ.ศ. 2530 มาตรา 4 “ให้ของป่าบางชนดิ ในป่าใน
ท้องทท่ี กุ จงั หวัดทวั่ ราชอาณาจกั ร ตามทรี่ ะบุไว้ในบญั ชที ้ายพระราชกฤษฎกี านีเ้ ปน็ ของป่า
หวงห้ามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศกั ราช 2484” ได้ก�ำหนดของป่าหวงห้ามไว้ 18 ชนิด
ดงั น้ี
1) กล้วยไม้ป่าทุกชนดิ
2) จนั ทน์แดง จนั ทน์ผา (Dracaena loureiri Gagnep.)
3) ชนั ทุกชนดิ
4) ชิ้นไม้กฤษณา และกฤษณา
5) ชนิ้ ไม้จันทน์หอม
6) ฝาง ง้าย (Caesalpinia sappan Linn.)
7) ถ่านไม้ทุกชนดิ
8) น้�ำมนั ยาง
9) ใบลาน

12 บทน�ำ

10) เปลือกไม้ของไม้ ดังต่อไปน้ี 13
10.1) ก่อ มะก่อ กอ ค้อ (Castanopsis spp., Lithocarpus spp. & Quercus spp.)
10.2) กดั ลน้ิ ขีอ้ าย มะเฟืองป่า แก้วสาร ลำ� ไยป่า พญาไก่เถอื่ น (Walsura spp.)
10.3) ตะเคยี นทอง ตะเคยี นใหญ่ เคยี น แคน (Hopea spp.)
10.4) เค่ยี ม (Cotylelobium melanoxylon Pierre)
10.5) บง ยางบง หม่ี ไก๋ (Persea spp.)
10.6) หมเี หมน็ อเี หมน็ (Litsea spp.)
10.7) พะยอม ยอม ขะยอม พะยอมดง (Shorea spp.)
10.8) มะหาด หาด หาดหนนุ หาดส้าน (Artocarpus spp.)
10.9) สเี สยี ดเปลือก ทองสกุ หนามหนิ เลอื ดนก (Pentace spp.)
10.10) อบเชย เทพทาโร จวง จวงหอม การบูรต้น ข่าต้น พลตู ้น ตะไคร้ต้น
สมลุ แว้ง ฮางแกง ฮังไก๊ เชยี ด กะเชยี ด กะดารา มหาปราบ (Cinnamomum spp.)
11) เฟิร์นกระเช้าสดี า ชายผ้าสดี า และห่อข้าวสีดา (Platycerium spp.)
12) ยางขนุนนก
13) ยางเยลตู ง
14) ยางรัก
15) ยางสน
16) รากเฟิร์นออสมนั ดา
17) ลำ� ต้นและรากเฟิร์นต้น
18) หวายทุกชนดิ
ของปา่ ตามพระราชบัญญตั ปิ ่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 หมายถงึ “สง่ิ ต่าง ๆ
ที่เกิดขนึ้ หรอื มอี ยู่ในป่า” เป็นต้นว่า
1) ไม้ฟืน ถ่าน เปลอื กไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เมล็ด ผลไม้ หน่อไม้ ชนั ไม้ และยางไม้
2) หญ้า อ้อ พง แขม ปรอื คา กก กระจดู กล้วยไม้ กดู เหด็ และพชื อื่น
3) ซากสัตว์ ไข่ หนัง ขา นอ งา กราม ขนาย กระดูก ขน รังนก ครงั่ รงั ผึ้ง นำ้� ผง้ึ
ขี้ผึ้ง และมูลค้างคาว
4) ดิน หนิ กรวด ทราย แร่และน�้ำมนั
ของป่า (non-timber forest products) หมายถงึ สง่ิ ต่าง ๆ ท่มี แี หล่งกำ� เนดิ ทาง
ชีวภาพเป็นผลผลติ ทไ่ี ด้จากป่า นอกเหนอื ไปจากไม้ส�ำหรับการใช้งานของมนุษย์ (Hammett,
1993)

บทนำ�

ประเภท “ของป่า”


วนดิ า (2539) ได้จำ� แนกของป่าออกเปน็ หมวดหมู่ตามลักษณะ “ของป่า” ไว้ดังน้ี
1) หวาย
2) ไผ่
3) ชนั และยางไม้
4) สมุนไพร และเครอ่ื งเทศ
5) พืชอาหาร
6) แมลงอตุ สาหกรรม และแมลงกนิ ได้
7) ไม้หอม
8) เปลือกไม้
9) แทนนนิ และสีธรรมชาติ
ท้ังนี้ การจดั ประเภท “ของป่า” ดงั กล่าวข้างต้นนนั้ ไม่ได้เป็นหลกั เกณฑ์ท่ตี ายตัว
อาจจะมีการจัดประเภทในรูปแบบอน่ื ๆ ก็ได้ อกี ทง้ั ได้มกี ารจดั รปู ชีวติ ของป่า (life form)
โดยจำ� แนกออกเปน็ 3 กลุ่ม ดงั น้ี
1) กลุ่มพชื (plants) เช่น ไม้ยนื ต้น (tree) ไม้พุ่ม (shrub) ปาล์ม (palm) หวาย
(rattan) สมนุ ไพร (herb) ไผ่ (bamboo) ไม้เล้อื ย (climber) และพชื องิ อาศัย (epiphyte)
2) กลุ่มสตั ว์ (animals) เช่น สัตว์ขนาดใหญ่ท่วั ไป หนู แมลง ปลา นก และค้างคาว
เป็นต้น
3) กลุ่มเห็ดรา (fungus) เช่น เห็ดระโงก และเหด็ เผาะ เปน็ ต้น

14 บทนำ�

รูปแบบการใชป้ ระโยชน์ “ของป่า”

ในประเทศไทยได้มกี ารน�ำของป่ามาใช้ประโยชน์
กนั อย่างแพร่หลาย เน่ืองจากของป่าสามารถอ�ำนวย
ประโยชน์ได้หลากหลายด้าน ด้วยเหตุนจ้ี งึ ได้มีการ
จ�ำแนกคุณลักษณะการใช้ประโยชน์จากของป่าไว้
ดงั ต่อไปน้ี
1) ของปา่ เพ่อื การยังชีพภายในครวั เรอื น
1.1) ของป่าเพ่อื เป็นอาหาร
พืชอาหาร ประกอบด้วย ผักป่า และพืชหัว
เช่น ผกั หวาน ผักกดู มนั กลอย เมลด็ และผลของไม้ป่า
เช่น ก่อ กระบก กล้วยน้อย คอแลน สมอ ส้มมอื
มะขามป้อม มะกอกนำ้� มะกอกเลอ่ื ม เหด็ ต่าง ๆ เช่น
เห็ดเผาะ เหด็ ระโงก เห็ดโคน และพชื อาหารท่เี ป็น
เคร่ืองเทศ เช่น กระวาน และอบเชย เป็นต้น
แมลงกนิ ได้ เช่น จิง้ หรดี จกั จั่น ตก๊ั แตน
ตัวต่อ ไข่มดแดง ด้วง แมงอีนนู แมลงทบั แมงกระชอน
และแมลงเม่า เป็นต้น

บทนำ� 15

1.2) ของป่าเพ่อื เป็นพลงั งงาน
ไม้โกงกาง เศษไม้ และกง่ิ ไม้ นิยมน�ำมาทำ�
ไม้ฟืน หรือถ่านไม้ ด้วยกระบวนการเผาให้เกดิ ถ่าน
จากภูมิปัญญาชาวบ้านในการแปรรูป เพ่ือนำ� มาเปน็
เชอ้ื เพลงิ ใช้ในครวั เรอื น
1.3) ของป่าเพอ่ื เป็นไม้ใช้สอย และผลติ ภัณฑ์
หัตถกรรม
ไผ่ และหวาย เป็นพืชทม่ี กี ารใช้ประโยชน์ทง้ั
ส่วนของหน่อ คอื หน่อไม้ หน่อหวาย และส่วนของ
ลำ� ต้น น�ำมาใช้ท�ำผลติ ภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครอื่ งจกั สาน
นง่ั ร้านก่อสร้าง ทำ� ฟากปูพน้ื และทำ� รวั้ เป็นต้น
ใบลาน หรอื ใบต้นลาน (Corypha umbracu-
lifera L.) ใช้ท�ำหนังสือ หมวก งอบ เครอ่ื งจักสาน และ
เคร่อื งเล่นของเดก็ เป็นต้น
1.4) ของป่าเพอ่ื เป็นยารักษาโรค
สมนุ ไพร เปน็ ยาพ้นื บ้านทย่ี อมรบั และใช้มา
ตัง้ แต่สมัยโบราณ ซึ่งสมนุ ไพรท่ีนิยมใช้กันส่วนหน่งึ มา
จากป่า เช่น ระย่อม บอระเพด็ เปล้าน้อย คัดเค้า
นมววั เหงอื กปลาหมอ ฟ้าทะลายโจร และข่าป่า
เป็นต้น

16 บทน�ำ

2) ของปา่ เพอ่ื การคา้
2.1) ไม้หอม
ชนิดไม้ท่นี ยิ มเกบ็ หาในป่าของประเทศไทย คือ กฤษณา และจนั ทน์หอม โดย
ต้องการนำ้� มนั หอมระเหยทอ่ี ยู่ในเนอื้ ไม้ ซงึ่ เกิดจากกระบวนการกลั่นของสารบางชนดิ ของ
ต้นทส่ี ร้างออกมาเพอ่ื รกั ษาบาดแผลทเ่ี กดิ ขน้ึ
2.2) ชันไม้ และยางไม้
ชนั ไม้ และยางไม้ (resin) เป็นสารเหลวทไ่ี หลออกมาจากลำ� ต้น โดยธรรมชาตจิ ะไม่
ระเหย สกดั ได้จากการเจาะเน้อื ไม้ หรือกรีดรอยแผลให้เปลอื กขาดออก นำ� มาใช้ประโยชน์
เพื่อทำ� แลคเกอร์ นำ้� มันชักเงา นำ�้ หมึก กาว และพลาสตกิ สงั เคราะห์ ซ่ึงส่วนใหญ่ได้จากไม้
ตระกูลสน และไม้ตระกลู ถ่วั ชนั ไม้ท่นี ิยมน�ำมาใช้ประโยชน์ คอื ชนั ของต้นตะเคียนชนั ตาแมว

บทนำ� 17

2.3) น้�ำฝาด หรือแทนนนิ และสธี รรมชาติ
นำ้� ฝาด หรือแทนนนิ (tannin) ใช้ประโยชน์ใน
อุตสาหกรรมฟอกหนงั สตั ว์ และทอผ้า ซง่ึ ได้จากเปลอื ก
ผล และแก่นของไม้หลายชนดิ เช่น ก่อชนิดต่าง ๆ โกงกาง
โปรง ตะครำ้� ถ่อน เคีย่ ม ตะเคยี น ประดู่ พะยอม พลบั
ชัยพฤกษ์ คูน สมอไทย สมอพิเภก หนามกาย มะค่าแต้
ตะแบกเลอื ด และสเี สียดแก่น เปน็ ต้น
สธี รรมชาติ หรือสยี ้อมผ้า ได้จากเปลอื กของ
ต้นก่อ ผลมะเกลอื เถาไม้แกแล และดอกค�ำแสด นำ� มา
ใช้ในการย้อมผ้า และย้อมกระดาษ เปน็ ต้น
2.4) เปลือกไม้ และส่วนอ่นื ๆ ของต้นไม้
ชนดิ ไม้ท่นี ยิ มเกบ็ หาเปลือก ได้แก่ เปลอื กของ
ยางบง ใช้ท�ำธูป เปลอื กอบเชย ใช้ทำ� เคร่ืองเทศแต่งกลน่ิ
อาหาร เปลอื กปอกระสา ใช้ทำ� กระดาษ ส่วนล�ำต้นของ
ไผ่ใช้ท�ำเยอ่ื กระดาษ ตะเกยี บ และไม้จ้มิ ฟนั เปน็ ต้น

18 บทน�ำ

การเก็บหา
“ของป่ า”

19

การเก็บหา “ของป่า”

ของป่าในประเทศไทยมคี วามหลากหลายทงั้ ประเภท ชนิด และปรมิ าณ ดงั น้ัน
ความเข้าใจในวธิ กี ารเก็บหา และปรมิ าณทสี่ ามารถเก็บหาของป่า ให้เกดิ ความสมดลุ ระหว่าง
การคุ้มครองรักษาและการใช้ประโยชน์ จะท�ำให้ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านีด้ �ำรงอยู่ และ
สามารถเกบ็ เก่ียวได้อย่างย่งั ยนื ตลอดไป โดยวิธกี ารเก็บหาของป่าบางประเภทและบางชนดิ
อธิบายไว้ดังต่อไปน้ี

ไผ่

ไผ่แต่ละชนิดมีลักษณะและคุณสมบัติแตกต่าง
กนั ไป โดยท่วั ไปสามารถแบ่งชนดิ ไผ่ตามการใช้ประโยชน์
ได้ 3 กลุ่ม ดงั น้ี
1) ไผ่เพือ่ ผลผลติ หน่อ เช่น ไผ่ตง ไผ่บงใหญ่
ไผ่ซาง ไผ่สสี ุก ไผ่รวก และไผ่ไร่
2) ไผ่เพ่อื ผลผลติ ลำ�
2.1) ใช้ในการก่อสร้าง ท�ำฟาก แผ่นสานไม้อดั
เสาค�้ำยัน เช่น ไผ่สสี กุ ไผ่เฮ๊ยี ะ ไผ่บงใหญ่ ไผ่ซางนวล และ
ไผ่ป่า
2.2) ทำ� เครือ่ งเรือน หรอื เครอื่ งใช้ในครวั เรอื น
เช่น ไผ่รวก และไผ่ซางหม่น
2.3) ทำ� ข้าวหลาม เช่น ไผ่ป่า ไผ่ข้าวหลาม และ
ไผ่สสี ุก
2.4) ทำ� ไม้เสยี บอาหาร ไม้จ้มิ ฟัน เช่น ไผ่รวก
ไผ่ซางนวล
2.5) งานจกั สาน และหตั ถกรรม เช่น ไผ่รวก
ไผ่ซางนวล ไผ่รวกด�ำ ไผ่ไร่ ไผ่สสี กุ ไผ่ป่า ไผ่เฮยี๊ ะ และ
ไผ่ข้าวหลาม

20 การเกบ็ หา “ของป่า”

2.6) ท�ำเยอ่ื กระดาษ เช่น ไผ่เป๊าะ ไผ่ป่า การเกบ็ หา “ของป่า” 21
ไผ่สีสุก ไผ่ซาง ไผ่ซางนวล และไผ่บงดำ�
3) ไผ่เพือ่ สง่ิ แวดล้อม ปลูกเพือ่ เปน็ แนวรวั้ แนว
กันลม และยดึ ดินเพอ่ื ช่วยป้องกันตลง่ิ พงั หรอื ปลูกเปน็
ไม้มงคล เช่น ไผ่สสี กุ ไผ่รวก และไผ่ป่า
การจัดการไผ่
ไผ่แต่ละชนิดมีวงจรชีวิตถึงอายุท่ีออกดอก
แตกต่างกนั ไป บางชนดิ มีอายุเพยี ง 30 ปี บางชนดิ
มอี ายยุ าวกว่า 100 ปี ดงั นั้นควรจะมีการตดั สางลำ�
หรือตัดแต่งกอ ในการตดั สางลำ� จะท�ำเม่อื สิ้นสดุ ฤดูฝน
ประมาณเดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม โดยตดั เอาล�ำไผ่
ทมี่ อี ายตุ ั้งแต่ 4 ปี ออกไป เน่อื งจากมคี วามสามารถใน
การแตกหน่อลดลง และเปิดโอกาสให้ลำ� อายุ 1-2 ปี
สามารถเจรญิ เตบิ โตได้เต็มท่ี ส่วนลำ� ไผ่ท่ีอายุ 3 ปี จะมี
ใบท่ีสมบูรณ์ท�ำหน้าท่ีผลิตอาหารเพ่ือเล้ียงหน่ออ่อน
สำ� หรับการตดั แต่งกอไผ่ ควรจะดำ� เนนิ การดังน้ี
1) ตดั ก่งิ ทเ่ี ปน็ โรค และกง่ิ แห้งออก
2) กอไผ่ท่มี อี ายุระหว่าง 1-2 ปี ไม่ควรรบี ตัด
หน่อ ควรท้งิ หน่อไว้เพ่ือเป็นล�ำสำ� หรบั เลย้ี งกอ และให้
กอขยายใหญ่ข้นึ
3) กอไผ่ทีม่ อี ายุ 2 ปีขึ้นไป ให้เลอื กตดั หน่อท่ี
เบยี ดชดิ ล�ำอน่ื และหน่อท่ไี ม่สมบูรณ์ออก เหลอื ไว้เพียง
5-7 หน่อต่อกอ
4) กอไผ่ทมี่ ีอายุ 3 ปีขน้ึ ไป สังเกตจากกาบใบ
จะหลดุ ร่วงหมด ให้เลอื กตดั ล�ำแก่ท่มี อี ายเุ กนิ 3 ปีข้ึน
ไปออก เพื่อใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม และเหลือ
ลำ� แม่ท่ีสมบรู ณ์ไว้ประมาณ 10-15 ล�ำต่อกอ เพอ่ื เลยี้ ง
กอและเลย้ี งหน่อท่แี ตกออกใหม่ สำ� หรบั การตัดล�ำแก่
ควรตดั จากล�ำท่อี ยู่ตรงกลางกอออก กอไผ่จะได้โปร่ง
และขยายกอออกเปน็ วงกว้าง (รุ่งนภา และคณะ, 2545)

หนอ่ ไม้


วิธีการตัดหน่อไม้ที่ถูกต้องจะต้องตัด
บริเวณทีไ่ ม่อ่อน หรือแก่จนเกนิ ไป และให้มตี าเหลือ
อยู่ประมาณ 2-3 ตา เพอ่ื ให้แตกหน่อในปีถัดไป
โดยนบั จากกาบใบท่ี 1 แล้วจึงตัดบรเิ วณกาบใบท่ี 3
ส่วนหน่อท่ไี ม่แขง็ แรงและมีขนาดเลก็ (หน่อตีนเต่า)
ให้ตดั ทิ้งออกไป เน่อื งจากจะโตเป็นลำ� แม่ท่คี ณุ ภาพ
ไม่ดี หากปล่อยท้งิ ไว้จะท�ำให้กอไผ่สูงชะลูด และไม่
ขยายกอออกไปในแนวกว้างเปน็ วงกลม ส่งผลให้ใน
ปีถดั ไปกอไผ่จะให้ผลผลติ หน่อลดลง

การคำ� นวณหาก�ำลงั ผลติ หนอ่ ไม้
1) คำ� นวณหาจำ� นวนหน่อไม้เฉล่ยี (หน่อ/แปลง)

= จํานวนหนอไมรวมทง้ั หมดในแปลงตวั อยาง
จาํ นวนแปลงตวั อยา่ งทง�ั หมด



2) คำ� นวณหาน้�ำหนกั หน่อไม้เฉลย่ี (กิโลกรมั /แปลง)

= นํ้าหนกั หนอ ไมร วมในแปลงตวั อยา งทั้งหมด
จาํ นวนแปลงตัวอยา งท้งั หมด

โดยที่น�้ำหนักหน่อไม้รวมในแปลงตัวอย่างท้ังหมดได้จากการสุ่มช่ังนำ้� หนักหน่อไม้
3 ขนาด คือ ขนาดเลก็ ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ แล้วจงึ น�ำน้�ำหนักที่ได้มาคณู กับจำ� นวน
หน่อไม้ในแต่ละขนาด และนำ� นำ้� หนักท่ไี ด้ในแต่ละขนาดมารวมกนั ซ่งึ จะได้นำ้� หนกั รวมของ
หน่อไม้ในแต่ละแปลงตวั อย่าง หรอื ชง่ั น�้ำหนักของหน่อไม้ทง้ั หมดในแปลงตัวอย่าง

22 การเก็บหา “ของป่า”

3) ค�ำนวณนำ�้ หนกั ของหน่อไม้เฉลย่ี แต่ละหน่อ (กโิ ลกรมั /หน่อ)

= นํา้ หนักหนอไมเฉลยี่
จํานวนหนอ ไมเฉล่ยี

4) คำ� นวณก�ำลงั ผลติ หน่อไม้ทง้ั หมด (กิโลกรัม) ในพ้นื ท่ี

= น้าํ หนักหนอไมเฉล่ียในหนึ่งไร × เนอื้ ทเี่ ก็บหาหนอไม



น�ำค่านำ�้ หนกั หน่อไม้ทไี่ ด้ในแปลงตัวอย่างมาเทียบบัญญัตไิ ตรยางศ์ เพื่อให้มหี น่วย
พืน้ ที่เปน็ ไร่ แล้วนำ� มาคูณกับพนื้ ท่ที อ่ี นญุ าตให้มกี ารเกบ็ หาหน่อไม้ จะได้กำ� ลงั ผลิตหน่อไม้
ทง้ั หมดในพ้นื ท่ีน้นั โดยอาจจะอนญุ าตให้มกี ารเก็บหาผลผลติ หน่อไม้ได้ 50% จากผลผลิต
หน่อไม้ทง้ั พื้นท่ี ทั้งน้ีการอนญุ าตให้เกบ็ หาได้ในปรมิ าณเท่าไร จะต้องพจิ ารณาจากนโยบาย
และการจัดการของแต่ละพ้นื ทีป่ ่า
ตวั อย่าง วางแปลงตวั อย่างทง้ั หมดจำ� นวน 12 แปลงตวั อย่าง โดยแต่ละแปลงตวั อย่างมี
ขนาดเท่ากบั 200 ตารางเมตร มีกำ� ลงั ผลติ หน่อไม้เฉลย่ี 50 กิโลกรมั /แปลง และพ้ืนทท่ี ี่
อนุญาตให้เกบ็ หาผลผลติ หน่อไม้ เท่ากบั 80 ไร่
พืน้ ท่ี 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) มกี ำ� ลังผลิตหน่อไม้ทงั้ หมด = (50×1,600) / 200
= 400 (กโิ ลกรมั /ไร่)
สามารถนำ� ผลผลติ หน่อไม้ออกไปใช้ได้ 50% ดังนน้ั ปริมาณท่ีสามารถน�ำออกไปได้
= 400 / 2
= 200 (กโิ ลกรัม/ไร่)
และพื้นทท่ี ีอ่ นญุ าตให้มกี ารเก็บหาหน่อไม้ทงั้ หมด เท่ากับ 80 ไร่ ดงั น้ันสามารถน�ำผลผลติ
หน่อไม้ไปใช้ได้ทงั้ หมด = (200 × 80)
= 16,000 (กโิ ลกรัม/ปี)
แต่บางครั้งการค�ำนวณการเก็บหาผลผลิตท่ีอนุญาตให้เก็บหาได้ส�ำหรับชาวบ้าน
อาจจะยุ่งยาก เนอื่ งจากไม่ได้มกี ารชงั่ น้�ำหนักของหน่อไม้ ดังนน้ั อาจจะใช้วธิ คี ำ� นวณค่า
น�ำ้ หนกั ของหน่อไม้เฉลย่ี ต่อหน่อ (ข้อท่ี 3) เพื่อหาจำ� นวนหน่อของหน่อไม้ เช่น หากหน่อไม้
1 หน่อ มนี �้ำหนกั เฉลย่ี เท่ากับ 5 กโิ ลกรัม จะได้จ�ำนวนหน่อ = 16,000 / 5
= 3,200 หน่อ
แสดงว่า พน้ื ทแ่ี ห่งนย้ี อมให้มกี ารเกบ็ หาหน่อไม้ได้ 3,200 หน่อ หรอื 16,000 กิโลกรัม/ปี

การเกบ็ หา “ของป่า” 23

รวงผึ้ง หรือรงั ผ้งึ การเกบ็ หารวงผง้ึ หรือรังผ้ึง ความเหมาะสม
ของการเก็บผลผลติ น้�ำผง้ึ จากรงั ผ้ึง สามารถสังเกตได้
24 การเกบ็ หา “ของป่า” จากหวั น�้ำผ้งึ ที่อยู่บริเวณมมุ รงั ส่วนทต่ี ิดกับกง่ิ หากมี
ปริมาณน�้ำผึ้งมากรังจะมีลักษณะนูนออกมามากกว่า
ส่วนอ่นื ๆ ของรงั หรือสังเกตจากสีของตัวผ้งึ หากมอง
ข้ึนไปทร่ี วงผง้ึ หรือรงั ผ้ึงแล้วมผี งึ้ เกาะอยู่เตม็ รงั เมอ่ื มี
แสงแดดตกกระทบกับตัวผ้ึงจะเห็นสีด�ำสะท้อนเป็น
เลื่อม ๆ แสดงว่าน�้ำผ้ึงภายในรงั สามารถเก็บผลผลติ
น้ำ� ผ้ึงได้ (กมลเนตร, 2562)
ส�ำหรับการตีผ้ึงจะต้องประเมินช่วงเวลาให้
แม่นย�ำ และเหมาะสม เนอื่ งจากหากเกบ็ เกย่ี วผลผลิต
เรว็ เกนิ ไปปรมิ าณน้�ำผึง้ ท่ไี ด้จะน้อย และอาจจะส่งผล
กระทบต่อตวั อ่อนผ้งึ ที่ยงั เจรญิ เติบโตไม่เต็มท่ี ขณะ
เดียวกนั หากตรี ังผ้งึ ช้าเกินไป ผึง้ จะอพยพออกไปตาม
พฤติกรรมเหลือเพยี งแต่รงั ร้างได้เช่นกนั
อย่างไรก็ตามในแต่ละปีจะมีช่วงระยะเวลา
การตีผ้งึ ที่แตกต่างกนั ไป ขนึ้ อยู่กับสภาพอากาศและ
ปริมาณดอกไม้ในป่าของปีนนั้ ๆ หากมีสภาพอากาศ
แห้งแล้งผ้ึงอาจจะสร้างรงั ช้า หรือไม่สร้างรัง รวมถงึ
เมื่อเกิดไฟป่าผ้ึงจะบินเข้าหากองไฟท�ำให้ผ้ึงตายเป็น
จำ� นวนมาก ปญั หาไฟป่าจงึ เปน็ อกี สาเหตุหนึง่ ที่ท�ำให้
จ�ำนวนผึง้ และรังผง้ึ ลดน้อยลง ในการเก็บหารวงผงึ้
หรอื รังผ้งึ จงึ ควรปฏิบตั ิดังนี้
1) ต้องไม่ใช้ไฟเผาต้นไม้ทผ่ี ึง้ จับท�ำรงั อยู่ แต่
ยอมให้ควนั รมได้
2) กรณีต้นไม้ท่มี ผี ง้ึ จบั ทำ� รังอยู่เพียงรงั เดยี ว
จะต้องงดเว้นการเก็บหารวงผ้งึ รงั นนั้

3) กรณีต้นไม้ทม่ี ผี ้ึงทำ� รังอยู่เกินหน่งึ รงั จะต้องเหลอื รงั ผึง้ ไว้เป็นแม่พนั ธ์ุอย่างน้อย
จำ� นวนหนง่ึ รัง
4) กรณีทีต่ ้นไม้ต้นนน้ั มีผึง้ จบั ทำ� รังอยู่เกนิ ยส่ี บิ รังให้เหลือรังผ้ึงไว้เป็นพนั ธ์ุในอตั รา
หนึ่งรังต่อยส่ี บิ รงั หรือ 1/20 รงั

ชนั จากตน้ ตะเคยี นชนั ตาแมว

การเกบ็ หาชันจากต้นตะเคยี นชันตาแมว ควรปฏบิ ตั ดิ ังน้ี
1) ต้องเจาะเฉพาะต้นทม่ี ขี นาดความโตไม่น้อยกว่า 200 เซนตเิ มตร โดยวดั ขนาด
ความโตรอบล�ำต้นตรงท่สี ูงเหนอื จากพ้นื ดนิ 130 เซนตเิ มตร
2) ต้องเจาะล�ำต้นตรงท่สี งู จากพน้ื ดินข้ึนไปไม่เกนิ 6 เมตร
3) ต้องเจาะหลมุ ให้มขี นาดเส้นผ่านศนู ย์กลางไม่เกนิ 10 เซนตเิ มตร และความลกึ
ไม่เกนิ 5 เซนตเิ มตร และต้องเว้นระยะห่างระหว่างหลมุ ไม่น้อยกว่า 30 เซนตเิ มตร
4) ต้องเจาะด้วยความระมดั ระวงั ไม่ให้เปน็ อันตรายแก่ต้นตะเคยี นชนั ตาแมว และ
ห้ามใช้ไฟสมุ หรอื เผาหลมุ โดยเดด็ ขาด

ยางจากต้นสน

การเกบ็ หาของป่าโดยเจาะต้นสนเอายาง ควรปฏบิ ัติดังน้ี
1) ต้องเจาะเฉพาะต้นท่มี ขี นาดความโตไม่น้อยกว่า 120 เซนตเิ มตร โดยวัดขนาด
ความโตรอบลำ� ต้นตรงบรเิ วณทส่ี งู จากพนื้ ดนิ 130 เซนตเิ มตร
2) การเจาะแต่ละต้นให้ก�ำหนดจำ� นวนร่อง ดงั น้ี
- ขนาดความโตของลำ� ต้นตงั้ แต่ 120-150 เซนตเิ มตร เจาะได้ไม่เกนิ 1 ร่อง
- ขนาดความโตของลำ� ต้นเกนิ 150-200 เซนตเิ มตร เจาะได้ไม่เกนิ 2 ร่อง
- ขนาดความโตของล�ำต้นเกนิ 200 เซนตเิ มตร เจาะได้ไม่เกนิ 3 ร่อง
3) ต้องเจาะให้ร่องอยู่ระดบั เดยี วกนั และเว้นระยะระหว่างร่องเท่ากนั โดยขอบล่าง
ของร่องต้องสงู เหนอื พื้นดินไม่เกนิ 30 เซนตเิ มตร
4) ขนาดความยาวของร่องในการเจาะแต่ละร่องให้มขี นาดดังต่อไปน้ี
- ในการเจาะครั้งแรกขนาดความยาวร่องล�ำต้นไม่เกนิ 150 เซนตเิ มตร มคี วาม
กว้างไม่เกนิ 10 เซนตเิ มตร และความลกึ เข้าไปในเนอ้ื ไม้ไม่เกิน 3 เซนตเิ มตร
- ในการขยายร่องท่เี คยเจาะไว้แล้ว ให้ขยายได้เฉพาะตามทางความยาวของ
ลำ� ต้นแต่ห้ามขยายเกนิ 30 เซนตเิ มตร เมอ่ื นับรวมกบั ขนาดร่องทเ่ี จาะ หรือร่องท่ขี ยายก่อน
หน้าน้นั
5) ห้ามเอาไฟสุม หรอื เผาต้นสนโดยเดด็ ขาด

การเกบ็ หา “ของป่า” 25

ยางจากตน้ เยลตู ง

การเก็บหายางจากต้นเยลูตง โดยวธิ กี ารสบั หรือกรดี ต้น ควรปฏบิ ตั ิดังนี้
1) ต้องสบั หรอื กรดี เฉพาะต้นที่มขี นาดความโตมากกว่า 200 เซนติเมตร โดยวัด
ขนาดความโตรอบล�ำต้นตรงบรเิ วณทส่ี ูงจากพนื้ ดนิ 130 เซนตเิ มตร
2) ต้องสับ หรอื กรดี ลำ� ต้นด้วยความระมัดระวังไม่ให้เน้อื ไม้เปน็ แผล และห้ามสบั
หรือกรดี จนรอยท่สี บั หรือกรีดนน้ั มคี วามกว้างเกนิ 1/4 ของขนาดความโตวัดรอบล�ำต้นตรง
ทส่ี บั หรอื กรดี

ยางจากตน้ รัก

การเกบ็ หายางจากต้นรกั โดยวธิ ีการเจาะ ควรปฏบิ ตั ดิ ังนี้
1) ต้องเจาะเฉพาะต้นท่มี ขี นาดความโตไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร โดยวัดรอบ
ล�ำต้นตรงบรเิ วณทส่ี ูงเหนอื พน้ื ดนิ 130 เซนตเิ มตร
2) ต้องเจาะหลุมแรกให้สูงเหนอื พ้ืนดินไม่น้อยกว่า 50 เซนตเิ มตร และหลมุ ต่อไป
ต้องไม่อยู่ในแนวเดยี วกับหลุมแรกทง้ั ในแนวด่งิ และแนวราบ โดยแต่ละหลุมเว้นระยะห่างกนั
ไม่น้อยกว่า 50 เซนตเิ มตร และห้ามเจาะสงู เกินก่งิ ใหญ่ก่ิงแรกของล�ำต้น
3) แต่ละหลมุ ที่เจาะให้มหี ลุมเปน็ รปู สามเหล่ยี ม โดยให้ปลายแหลมกลับลงพ้นื ดิน
ให้ฐานของรูปสามเหลย่ี มอยู่ด้านบนความยาวไม่เกนิ 20 เซนติเมตร ด้านข้างของหลมุ ความ
ยาวไม่เกินด้านละ 30 เซนตเิ มตร และความลกึ เข้าไปในเนือ้ ไม้ จะต้องไม่เกนิ 2 มลิ ลิเมตร
4) ห้ามตอกลกู ทอยทล่ี ำ� ต้น ไม่ว่าเพ่อื การใดท้ังสิน้
5) ห้ามใช้ไฟ หรอื วัตถอุ ื่น ๆ ช่วยเร่งการเจาะเอายาง
6) ห้ามเจาะตงั้ แต่เดอื นมีนาคม-พฤษภาคม
7) เมื่อส้ินฤดูกาลการเจาะยาง ให้น�ำภาชนะรองยางและพะอง หรอื วัตถุทใ่ี ช้ปีน
ต้นรักออกจากต้น

26 การเกบ็ หา “ของป่า”

ยางจากต้นขนุนนก

การเก็บหายางต้นขนุนนก โดยกรดี หรอื สับลำ� ต้น ควรจะปฏบิ ัตดิ ังน้ี
1) ต้องกรดี หรือสบั เฉพาะต้นทม่ี ขี นาดความโตไม่น้อยกว่า 120 เซนติเมตร โดยวดั
ขนาดความโตรอบลำ� ต้นตรงบรเิ วณท่ีสูงเหนอื พนื้ ดิน 130 เซนตเิ มตร
2) ต้องกรดี หรือสบั ส่วนของล�ำต้นเฉพาะด้านใดด้านหนง่ึ ตามความยาวของล�ำต้น
3) ต้องกรดี หรือสับด้วยความระมัดระวังไม่ให้เนอ้ื ไม้เปน็ แผล และห้ามกรีด หรอื
สบั ตรงบรเิ วณทส่ี งู เกนิ ก่งิ ใหญ่กิ่งแรกของลำ� ต้น
4) ต้นท่กี รดี หรือสบั เอายางแล้ว จะต้องงดเว้นการกรดี หรอื สับครงั้ ต่อไป โดยมี
กำ� หนดเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี และการกรดี หรอื สับครงั้ ต่อไปต้องกระทำ� ในด้านตรงกันข้าม
กบั การกรีด หรอื สับครัง้ ก่อนหน้า

การเกบ็ เปลอื กไม้ด้วยวธิ ีการลอก

ชนิดไม้ท่ีมีการเกบ็ หาของป่า โดยวิธกี ารลอกเพ่อื เอาเปลอื กไม้ เช่น ก่อทุกชนิด
ตะเคียนทอง พะยอม อบเชย มะหาด และกัดล้นิ การเกบ็ หาควรจะปฏบิ ัติดงั น้ี
1) ต้องลอกเปลอื กไม้เฉพาะต้นท่มี ขี นาดความโตถึงขนาดจำ� กดั ตามกฎกระทรวงว่า
ด้วยขนาดจำ� กัด โดยวัดขนาดความโตรอบล�ำต้นตรงบรเิ วณทีส่ งู เหนอื พ้ืนดนิ 130 เซนตเิ มตร
2) ต้องลอกเปลอื กตามทางยาวของลำ� ต้น ทคี่ วามสงู เหนอื พนื้ ดินขึ้นไปไม่น้อยกว่า
50 เซนตเิ มตร และห้ามลอกเปลอื กตรงบรเิ วณที่สูงเกนิ กิ่งใหญ่ก่ิงแรก
3) แผลท่ลี อกเปลอื กแล้วแต่ละแผลจะต้องมขี นาดความยาวไม่เกิน 80 เซนตเิ มตร
ความกว้างไม่เกนิ 20 เซนติเมตร ระยะห่างของแผลทล่ี อกเปลอื กไม่น้อยกว่า 30 เซนตเิ มตร
และต้องไม่อยู่ในระดบั เดยี วกนั
4) ภายหลังการลอกเปลอื กแล้ว จะต้องใช้น�้ำมนั ดิน หรอื ยากันเหด็ ราทาบรเิ วณ
แผลทลี่ อกภายใน 3 วนั นบั ตงั้ แต่ลอกเปลอื กไม้
5) ไม่ลอกเปลอื กไม้ต้นที่เคยถูกลอกเปลอื กเต็มทแี่ ล้ว เว้นแต่แผลท่ถี ูกลอกเปลือก
บริเวณนนั้ ได้งอกเปลือกใหม่เตม็ ดงั เดมิ

การเก็บหา “ของป่า” 27

การเก็บเปลอื กไม้ด้วยวิธีการกะเทาะ ขูด หรอื สับไมบ้ ง
ไม้โปรง และไมโ้ กงกาง



ชนิดไม้ท่มี ีการเกบ็ หาของป่าโดยวธิ กี ารกะเทาะ ขดู หรอื สบั เปลอื ก เช่น บง โปรง
และโกงกาง วธิ ีการเกบ็ หาจะไม่เหมอื นกบั ไม้จำ� พวกท่มี ีเปลอื กเปน็ เส้นใย การเก็บหาจึง
ควรปฏบิ ัติดงั น้ี
1) ต้องกะเทาะ ขูด หรอื สับเอาเปลอื กเฉพาะต้นทม่ี ีขนาดความโตถงึ ขนาดจำ� กดั
ตามกฎกระทรวงว่าด้วยขนาดจำ� กัด โดยวดั ขนาดความโตรอบลำ� ต้นตรงบรเิ วณท่สี ูงเหนือ
พ้ืนดิน 130 เซนตเิ มตร
2) ต้องกะเทาะ ขูด หรอื สับเปลอื กตามทางยาวของล�ำต้นตรงบรเิ วณท่ีสูงเหนือพื้น
ดนิ ข้นึ ไปไม่น้อยกว่า 50 เซนตเิ มตร และห้ามกะเทาะ ขูด หรือสับตรงที่สูงเกินครง่ึ ของความ
สงู ของต้นไม้ โดยวัดจากโคนต้นถงึ ยอดไม้
3) ต้องกะเทาะ ขดู หรอื สับเปลอื กลกึ เข้าไปในเน้อื ไม้ไม่เกนิ 1 เซนติเมตร บาดแผล
กว้างไม่เกนิ หนง่ึ ในสข่ี องขนาดความโตวัดรอบล�ำต้นตรงบรเิ วณทก่ี ะเทาะ ขดู หรอื สบั และ
ในหน่งึ ต้นจะให้กะเทาะ ขูด หรอื สับได้เพยี งแผลเดยี ว
4) เมอื่ กะเทาะ ขูด หรือสับเอาเปลอื กแล้ว จะต้องใช้น�้ำมันดนิ หรือยากันเหด็ ราทา
บรเิ วณแผลทก่ี ะเทาะ ขูด หรือสบั ภายใน 3 วัน นบั ตง้ั แต่วนั ท่กี ะเทาะ ขูด หรือสับ
5) ต้องไม่กะเทาะ ขดู หรอื สับต้นทเ่ี คยถูกกะเทาะ ขดู หรอื สับแล้ว เว้นแต่แผล
ทีเ่ คยถูกกะเทาะ ขูด หรอื สับเปลอื กบรเิ วณนัน้ งอกเปลอื กใหม่เตม็ ดังเดิม (กฏกระทรวง
ฉบบั ท่ี 19, 2507)

28 การเก็บหา “ของป่า”

บุก

บุก อยู่ในวงศ์บกุ บอน (ARACEAE) สกุลบกุ
(Amorphophallus) ทั่วโลกมีพชื สกลุ บกุ อยู่ประมาณ
170 ชนดิ และพบในประเทศไทย 46 ชนดิ (เตม็ ,
2544 และ Hetterscheid and lttenbach, 1996)
ชนิดของบุกทีน่ �ำมาใช้ประโยชน์ ได้แก่ บุกคางคก
และบกุ เน้ือทราย สำ� หรับในประเทศไทยน้ันจะพบ
การกระจายพันธุ์ของบุกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ
(หรรษา และอรนชุ , 2532)
การเก็บหาบุกไม่ควรอนุญาตให้เก็บหัวบุก
ที่มขี นาดนำ้� หนกั ต่�ำกว่า 0.5 กโิ ลกรัม และไม่ท�ำการ
สับหัวบุกบางส่วนที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อ
หัวบกุ
การค�ำนวณหากำ� ลังผลติ บกุ
การค�ำนวณหาปริมาณผลผลิตของหัวบุก
จากน้ำ� หนักหัวบุกในแต่ละแปลง แสดงสูตรต่อไปน้ี

P= ̅ x A

เมื่อ P คือ ปริมาณผลผลติ บกุ ท้ังหมดในพ้ืนทีห่ าของปา (กิโลกรมั )
̅ คือ น้าํ หนักของบกุ เฉลย่ี (กโิ ลกรมั /ไร)
A คอื พืน้ ทท่ี ่มี บี กุ ขึ้นอยู (ไร)

โดยที่ ̅ = นาํ้ หนักหัวบุกรวมในแปลงตัวอยา งท้ังหมด
จํานวนแปลงตัวอยา งทงั้ หมด

การเกบ็ หา “ของป่า” 29

ตัวอยา่ ง วางแปลงตัวอย่างทง้ั หมดจ�ำนวน 12 แปลงตัวอย่าง โดยแต่ละแปลงตวั อย่างมี
ขนาดเท่ากบั 200 ตารางเมตร มีก�ำลงั ผลติ หัวบุกเฉล่ยี 4.5 กโิ ลกรมั /แปลง และพนื้ ท่ี
อนญุ าตให้เก็บหาบุกได้ 100 ไร่
พน้ื ที่ 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) มกี �ำลงั ผลิตหวั บกุ ทงั้ หมด = (4.5 x1,600) / 200
= 36 (กโิ ลกรมั /ไร่)
ปรมิ าณผลผลติ บุกทงั้ หมดในพื้นที่ท่ีอนุญาตให้เก็บหาบุก = 36 x 100
= 3,600 กโิ ลกรมั
โดยสามารถเกบ็ หาผลผลติ บกุ ได้ 50% ของผลผลติ บุกท้ังหมด แสดงว่ายอมให้มี
การเกบ็ หาบกุ ในพ้นื ที่ได้เพียง 1,800 กิโลกรมั /ปี ทั้งน้ี การอนุญาตให้เกบ็ หาในปรมิ าณ
เท่าไรจะต้องพจิ ารณาจากนโยบาย และการจัดการของแต่ละพ้นื ที่

ตา๋ ว

ต๋าว ชื่อสามัญคอื Sugar palm ชอื่ วทิ ยาศาสตร์
คอื Arenga pinnata อยู่ในวงศ์ ARECACEAE สำ� หรับ
ในประเทศไทยพบข้ึนกระจายตามป่าในจังหวัดน่าน
พิษณุโลก แพร่ อุตรดิตถ์ และตาก ปัจจบุ นั มจี �ำนวน
ลดลงอย่างมาก โดยมีสาเหตหุ ลกั มาจากพ้นื ทปี่ ่า
ถูกท�ำลาย และไม่มกี ารปลกู ทดแทน

ต๋าวจะออกดอกออกผล 1 ทะลาย/ปี และเมือ่
ออกดอกออกผลแล้วต้นก็จะตายลงทันทีที่เมล็ด
ของต๋าวในทะลายสุดท้ายแก่หมดเช่นเดียวกับลาน
(Carypha sp.) เต่าร้าง (Caryota sp.) หรอื หวายบาง
ชนิด (Calamus sp.) (ปิฎฐะ, 2535)

30 การเกบ็ หา “ของป่า”

การค�ำนวณหากำ� ลงั ผลติ ลกู ตา๋ ว
1) ค�ำนวณหานำ้� หนกั ลกู ต๋าวเฉล่ยี (กโิ ลกรมั /แปลง)

= นํ้าหนักลูกตาวรวมในแปลงตัวอยา งทงั้ หมด
จํานวนแปลงตัวอยา งทั้งหมด

2) คำ� นวณหาจ�ำนวนต้นต๋าวเฉล่ยี (ต้น/แปลง)

= จาํ นวนตน ตาวในแปลงตัวอยา งทงั้ หมด
จํานวนแปลงตัวอยางทัง้ หมด

3) น�้ำหนกั ลกู ต๋าวเฉลย่ี ต่อต้น (กโิ ลกรัม/ต้น)

= น้าํ หนกั ลกู ตา วเฉลยี่
จํานวนตน ตา วเฉลย่ี


และแปลงค่าเนอ้ื ทแี่ ปลงตัวอย่างให้มหี น่วยเป็นไร่ โดยใช้วธิ ีการค�ำนวณเช่นเดยี วกับการหา
กำ� ลงั ผลิตของหน่อไม้และบุก

4) คำ� นวณก�ำลงั ผลติ ลูกต๋าวของพน้ื ท่ี

P= ̅ x A
เม่ือ P คือ ปริมาณผลผลติ ลูกตา วทั้งหมดในพ้นื ท่ีหาของปา (กิโลกรมั )

̅ คือ ปรมิ าณน้าํ หนักของลูกตา วเฉลย่ี (กโิ ลกรัม/ไร )
A คอื พ้ืนท่ีทมี่ ตี า วขึ้นอยู (ไร)

การเกบ็ หา “ของป่า” 31

ตวั อยา่ ง พื้นทป่ี ่าแห่งหนง่ึ มกี �ำลังผลผลติ ของลกู ต๋าวเฉลย่ี 8,000 กิโลกรัม/ปี อนุญาตให้
มกี ารเก็บหาได้ 50% ของผลผลติ ต๋าวทงั้ หมด จะได้ปริมาณลกู ต๋าวท่สี ามารถเกบ็ หาได้
4,000 กิโลกรมั /ปี และต๋าว 1 ต้น มนี ำ�้ หนกั ลูกต๋าวเฉลย่ี ทัง้ ทะลายเท่ากบั 500 กโิ ลกรัม
ดงั นน้ั จะได้จำ� นวนต้นต๋าวท่สี ามารถตัดลกู ต๋าวได้
= 4,000 / 500
= 20 ต้น/ปี
เนื่องจากต๋าวเปน็ พชื ท่ใี ห้ผลในช่วงอายรุ ะหว่าง 15-20 ปี โดยมากจะให้ผลผลติ
เพยี ง 1 ทะลาย/ปี และให้ผลมากสดุ ไม่เกนิ 4 ทะลาย ภายหลังจากออกดอกออกผลครง้ั
สุดท้ายแล้ว ต้นกจ็ ะตายลงทันทเี มอ่ื เมล็ดต๋าวในทะลายสุดท้ายแก่หมด วิธเี ก็บหาลกู ต๋าวจะ
ต้องเหลือลกู ต๋าวสุกไว้หน่งึ ทะลายต่อต้น เพ่อื ให้สามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ ดังน้นั
การตดั ลกู ต๋าวจะต้องมกี ารเปล่ยี นต้นไม่ได้ตดั ต้นเดมิ ทกุ ปี (นิตยา, 2546)

เห็ด

32 การเก็บหา “ของป่า” เห็ดท่ีส�ำคัญในการเก็บหาของป่าประเภทเห็ด
คือ เห็ดเผาะ หรือเหด็ ถอบ และเห็ดโคน ส�ำหรับใน
ประเทศไทยมกี ารส�ำรวจพบเหด็ เผาะ 3 ชนดิ ได้แก่
เห็ดเผาะหนัง (Astraeus odoratus) เหด็ เผาะสริ ินธร
(A. sirindhorniae) และเหด็ เผาะฝ้าย (A. asiaticsus)
ส่วนใหญ่พบในป่าเต็งรัง ป่าสนเขา และป่าเบญจพรรณ
ในพื้นท่ีการเกิดของเห็ดเผาะตามธรรมชาติจะขึ้นอยู่
กบั ปัจจัยส่งิ แวดล้อมต่าง ๆ ได้แก่ ความช้นื อุณหภูมิ
และปรมิ าณน�้ำฝน เป็นต้น (ธารรตั น์, 2562)
จากงานวจิ ยั ของ Kennedy K.H. et al. (2012)
ระบุว่าไฟป่าไม่ได้เป็นปัจจัยที่ท�ำให้เกิดเห็ดเผาะแต่การ
พบเห็ดเผาะภายหลังจากเกิดไฟป่าอาจจะเกิดจากเศษ
ซากพืช หรือหญ้าทป่ี กคลุมดินถกู เผาทำ� ลาย จึงท�ำให้
สามารถมองเห็นเห็ดเผาะได้ง่ายข้นึ เนอื่ งด้วยเห็ดเผาะ
เป็นเห็ดท่ีสามารถปรับตัวให้ทนต่อสภาพพ้ืนท่ีท่ีมีไฟป่า
เกิดข้ึนเปน็ ประจ�ำ จึงท�ำให้สามารถพบเห็นเห็ดเผาะได้
ในปีถัดไปภายหลังจากเกดิ ไฟป่า

ดังนั้นการเผาป่าจึงไม่ใช่วิธกี ารที่จะท�ำให้เกิดเห็ดเผาะ แต่การอนรุ ักษ์และฟื้นฟู
พ้ืนที่ป่าท่ีมีพืชอาศัยท่ีเป็นต้นก�ำเนิดของเห็ดเผาะต่างหากท่ีจะเป็นวิธีการท่ีท�ำให้มีผลผลิต
ของเห็ดเผาะมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยงั่ ยนื รวมถึงเหด็ ชนดิ อื่น ๆ ที่ต้องอาศัยต้นไม้ (พชื อาศัย)
แต่ละชนิด แสดงดังตารางท่ี 1
ตารางท่ี 1 เห็ด และพชื อาศยั ของเหด็ ที่กนิ ได้บางชนดิ

ชื่อเหด็ พชื อาศยั
สนสองใบ ก่อ เตง็ รงั
เหด็ ขมิ้นใหญ่ เห็ดมนั ปู (Cantharella cibarius) สนสองใบ ก่อ
สนสองใบ ก่อ ยางนา
เหด็ ไข่แดง เหด็ ระโงกแดง (Amanita caesarea)
เหด็ ไข่ขาว เหด็ ระโงกขาว เหด็ ไข่ห่านขาว โสน จามจรุ ี โพธิ์
(Amanita princeps) หว้า มะกอกนำ�้
เหด็ ตบั เต่า (Boletus colossum) เสม็ด ยูคาลิปตสั กระถนิ
เหด็ ห้า (Phaeogyroporus prolentosus) ไผ่
เหด็ เสมด็ (Boletus griseipurpureus) สน เตง็ รงั ยคู าลปิ ตัส
เห็ดปะการงั ฟ้า (Ramaria cyanocephala) สน ก่อ เตง็ รงั
เหด็ หัวเข่า เหด็ ก้อนกรวด (Pisolithus tinctorius) สน ก่อ เต็ง รัง
เห็ดหล่มแดง เหด็ ตะไคลแดง (Russula rosacea) ยางนา สน เต็ง รัง
เหด็ ฟานสนี �ำ้ ตาลแดง (Lactarius volemus)
เห็ดเผาะ (Astraeus spp.)
ท่ีมา : อนงค์ และคณะ (2543)

ทั้งนี้ การเกบ็ หาเหด็ ท่ีข้นึ ตามขอนไม้ จะต้องดงึ ออกมาหมดท้ังโคน หากทิง้ ไว้เหด็
จะไม่งอกอกี หรือถ้าเปน็ เหด็ โคน หรือเหด็ ปลวก ห้ามใช้มดี หรอื พร้าจ้มิ ดนิ ปลวก หรือขุด
จาวปลวก ซ่งึ เปน็ การทำ� ลายจาวปลวกและท�ำให้มนี ำ�้ ขงั ในจาวปลวก ส่งผลให้เห็ดปลวกจะ
ไม่งอกอกี เช่นกนั ในการเกบ็ เหด็ สามารถเกบ็ หาได้เกอื บทงั้ หมด ยกเว้นดอกท่บี านจะต้อง
ละเว้นไว้ เพือ่ ให้สปอร์ของเหด็ ทบ่ี านแล้วถูกฝนชะล้างไปในบรเิ วณที่อยู่ใกล้เคยี งกัน หรอื ใน
บริเวณท่มี รี ากพชื อาศัยอยู่ใกล้ ๆ จะทำ� ให้สามารถเก็บหาเห็ดได้ในฤดกู าลต่อไป

การเก็บหา “ของป่า” 33

สมุนไพร


ส�ำหรับวิธีการเก็บหาสมุนไพรจากป่า
ควรปฏบิ ัติดงั ต่อไปน้ี
1) เก็บต้นแห้งทโ่ี ดนไฟไหม้มาใช้ก่อน
2) ประเภทหวั เช่น กวาวเครือ จะขดุ เอา
หัวเพียงบางส่วน และเหลอื หัวไว้เพ่อื ไม่ให้ต้นตาย
โดยเลือกใช้เฉพาะหัวท่มี ีขนาดใหญ่ ส่วนหัวทม่ี ี
ขนาดเล็กจะไม่เก็บหาเพื่อปล่อยให้แตกหน่อใน
ฤดูฝนต่อไป
3) ประเภทเปลอื ก ควรถากเปลอื กออก
เพยี งครง่ึ หน่งึ ของเส้นรอบวง ความยาวประมาณ
50-60 เซนตเิ มตร แล้วเอาดินป้ายทบั บรเิ วณที่
ลอกเปลือกออก
4) เถาวัลย์ ให้เลือกตัดเฉพาะส่วนท่อี ยู่
สูงข้ึนไปจากโคนเถาวลั ย์ อาจจะต้องปีนข้นึ ไปตัด
เพื่อเหลือส่วนของโคนเถาวัลย์ไว้ไม่ให้ต้นตาย
เช่น ต้นโคคลาน
5) กิง่ เถา ใบ ให้ใช้มดี ตัดได้ ถ้าหากมี
10 กงิ่ ให้เลอื กตดั ได้จ�ำนวน 1 ก่งิ
6) ราก จะไม่ขุดออกไปทั้งหมด โดยให้
เหลอื รากไว้บางส่วน ยกเว้นพชื บางชนดิ เช่น
พญารากเดียว หมอสมุนไพรบางคนจะพยายาม
ไม่เอาส่วนทง้ั ห้ามาใช้เปน็ สมนุ ไพร โดยหลกี เลี่ยง
ส่วนที่เป็นรากไปใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นแทน
(อดุลย์, 2543)

34 การเกบ็ หา “ของป่า”

ใบลาน

การเกบ็ หาใบลานโดยตัดเอาใบควรปฏบิ ัตดิ งั น้ี
1) ต้องตดั ใบเฉพาะต้นทต่ี ง้ั ล�ำต้นแล้ว
2) ตัดใบอ่อนแต่ละต้น ในช่วงระยะเวลาหนง่ึ ปีได้ไม่เกนิ 3 ใบ และในแต่ละครงั้ ท่ี
ตัดจะต้องเหลอื ยอดอ่อนทีส่ ุดไว้เสมอ

หวาย

หวายชนิดท่มี ลี �ำต้นเดี่ยว เช่น หวายข้อด�ำ (Calamus manan) หากตดั ลำ� ต้นไปจะ
ไม่แตกหน่อใหม่อกี และจะตายได้ในทส่ี ุดจงึ ตดั ได้เพยี งครัง้ เดยี วเท่านน้ั สำ� หรบั การจดั การ
หวายจ�ำพวกนค้ี วรอนุญาตให้ตดั ได้ 50% ของปรมิ าณหวายทงั้ หมด การตดั หวายควรตัด
ล�ำท่ีมีความยาวมากกว่า 4 เมตร ส่วนล�ำท่มี คี วามยาวน้อยกว่านี้ให้เกบ็ ไว้เพ่ือให้สืบพันธุ์
ทดแทนต่อไป
หวายขนาดเล็กท่ีมหี ลายลำ� ต้น เช่น หวายขม (Calamus siamensis) และหวาย
ชมุ พร (Calamus queue) หวายเหล่านีส้ ามารถแตกหน่อใหม่ได้ หากทิ้งระยะการตดั ไว้สักพัก
และไม่ตัดประชดิ ดนิ มากจนเกนิ ไป หรอื ไม่ตัดลำ� ต้นท่อี ่อนเกนิ ไป หวายบางกออาจมจี ำ� นวน
หน่อถึง 30-50 หน่อต่อกอ เช่น หวายโสมเขา (Daemonorops jenkinsiana) หวายขนาดเลก็
ทมี่ หี ลายลำ� ต้นเหล่าน้สี ามารถตัดได้ทุกๆ 2-3 ปี ส�ำหรบั หวายในสกลุ Calamus ท่พี บใน
ประเทศไทยจะแตกหน่อเป็นกอ และสร้างหน่อใหม่จากระบบรากเดิมได้ดีจงึ สามารถจดั การ
ให้ยง่ั ยนื ได้ (ชาญชัย, 2541)
การเก็บหาของป่าประเภทหวาย ควรปฏบิ ัติดงั นี้
1) ต้องตดั เฉพาะกอทม่ี ีจ�ำนวนล�ำต้นตง้ั แต่ 10 ล�ำต้นขน้ึ ไป และให้ตดั ได้ไม่เกนิ ครง่ึ
ของจำ� นวนลำ� ต้นทม่ี อี ยู่ในกอนน้ั
2) ลำ� ต้นทจ่ี ะตัดต้องมีความยาวตงั้ แต่ 4 เมตร ขน้ึ ไป
3) ต้องไม่ท้งิ หวาย หรือเศษหวายท่ตี ดั แล้วค้างไว้บรเิ วณกอ

การเก็บหา “ของป่า” 35

พชื เก็บใบ

พืชเก็บใบ เช่น ผกั กูด และผักหวานป่า สำ� หรับ
การเก็บใบพืชอาจจะไม่ส่งผลกระทบ หากไม่ท�ำอนั ตราย
ต่อต้นไม้ขณะทเ่ี กบ็ และให้เหลอื ใบทส่ี มบูรณ์ไว้ให้ล�ำต้น
สามารถเจริญเตบิ โตต่อไปได้ และควรท้ิงช่วงระยะเวลาใน
การเก็บหาใบในแต่ละครง้ั พอสมควร
ผกั กูด การเก็บหาควรแบ่งแปลงเกบ็ หาออกเปน็
ตอน ๆ โดยเกบ็ ยอดใบทีละตอน ท้ิงช่วงระยะเวลาเกบ็ หา
2-3 วัน แล้วจงึ เวียนกลับมาเกบ็ บรเิ วณเดมิ ผักกดู จะ
แตกยอดออกมาใหม่จำ� นวน 2 ยอด เดด็ ยอดพี่ให้เหลอื
ยอดน้องไว้ หรอื เกบ็ หาเพียง 50% ของยอดทงั้ หมด
ผกั หวานป่า การเก็บหาควรเกบ็ เฉพาะยอดอ่อน
ปลายก่ิง โดยจะท้งิ ให้มใี บติดอยู่ทกี่ ิ่งประมาณ 2-3 ใบ
เพอื่ ให้แตกยอดอ่อนอกี ในรอบต่อไป ซึ่งเทคนคิ ที่จะท�ำให้
ต้นผักหวานป่าแตกยอดอ่อน คอื การรูดใบแก่ท้งิ
ข้อห้ามส�ำหรับการเก็บหาผักหวานป่าท่ีควร
กระทำ� ได้แก่ ไม่จุดไฟเผาป่า ห้ามตดั ต้นผกั หวานป่า
ห้ามเก็บดอกอ่อน ลกู อ่อน และห้ามขดุ ล้อมต้น และ
ส่งเสรมิ การขยายพนั ธ์ุตามธรรมชาติ โดยตดั รากท่ลี อย
ให้แตกเปน็ ต้นใหม่

36 การเก็บหา “ของป่า”

ขอ้ พิจารณาในการเลือก “ของป่า”
ท่ีจะน�ำไปสูก่ ารจดั การ

ข้อพิจารณาในการเลอื กของป่าท่ีจะน�ำไปสู่การจัดการนน้ั จะต้องพจิ ารณาข้อมูล
2 ประเภท คอื
1) ลักษณะวงจรชวี ิต (life cycle)
1.1) ต้องเข้าใจลักษณะวงจรชีวติ ของป่าท่ีต้องการจดั การ เช่น ชพี ลักษณ์
การสืบต่อพันธ์ุตามธรรมชาติ และลกั ษณะเฉพาะอ่ืน ๆ
1.2) ต้องทราบว่าเปน็ พืชท่ีมีการสืบพนั ธ์ุอย่างไร จะต้องใช้สตั ว์ หรือพืชเฉพาะ
อย่างในการกระจายพันธุ์หรอื ไม่ เช่น เหด็ ที่เกดิ จากราชนิดท่มี ีเส้นใยทอ่ี าศยั อยู่ตามรากฝอย
ของต้นไม้โดยมชี ีวติ พง่ึ พิงกับต้นไม้ (กลุ่มของเช้ือราเอคโตไมคอร์ไรซ่า) โดยเห็ดแต่ละชนดิ
จะอาศัยชนิดไม้ท่แี ตกต่างกัน
2) ประเภทผลติ ภณั ฑ์ (product)
2.1) ผล หรอื เมล็ด หากเก็บหามากเกนิ ไป อาจส่งผลกระทบต่อการสบื ต่อพนั ธุ์
ตามธรรมชาติ
2.2) นำ้� ยาง หรอื ยาง อาจจะไม่ท�ำให้เกดิ การเปลยี่ นโครงสร้าง แต่หากมกี าร
เกบ็ หาเกนิ ก�ำลงั ผลติ หรือไม่ถูกวธิ อี าจท�ำให้ต้นไม้ตายได้
2.3) โครงสร้างอ่ืน ๆ ของพชื เช่น เปลอื ก ใบ ดอก ล�ำต้น หากเกบ็ โครงสร้าง
บางอย่าง เช่น เนอ้ื ไม้ ราก หัว และเปลอื กแบบไม่มกี ารอนุรกั ษ์อาจจะทำ� ให้ต้นพชื ตายได้

การเก็บหา “ของป่า” 37

วิธีการติดตามเพ่ือประเมินผลกระทบ
หลงั จากการเก็บหา “ของป่า”

เมอ่ื มีการอนุญาตให้เก็บหาของป่าได้ในแต่ละกรณี แต่ละพ้นื ท่ปี ่าแล้วนน้ั จะต้องมี
การประเมินกระทบจากการเกบ็ หาของป่า ซึง่ กระทำ� เพอ่ื ให้ทราบว่าการอนญุ าตเกบ็ หา
ของป่าแต่ละชนดิ และในปรมิ าณนน้ั ๆ จะส่งผลให้ผลผลติ ของป่าเกดิ ทดแทนได้ทนั และยัง่ ยนื
หรือไม่ การประเมนิ ผลกระทบจากการเก็บหาของป่า มขี ้อควรพจิ ารณาดงั ต่อไปน้ี
1) เปน็ ข้อมลู สนับสนนุ เพอ่ื ประเมินผลทางนิเวศวทิ ยา โดยดจู ากไม้ใหญ่ แม่ไม้
ว่ามกี ารเติบโตดี และมีการขยายพันธุ์หรอื ไม่
2) เลือกต้นไม้ที่จะประเมนิ ตามช้นั ขนาดความโตว่ามีความแขง็ แรง มีโรค บาดแผล
หรือแมลงท�ำลายหรอื ไม่
3) หากประเมินผลกระทบในขณะท่ีต้นไม้ออกดอก หรือออกผลให้พจิ ารณาว่ามี
ดอกร่วงผดิ ปกติ หรอื เมล็ดถกู ทำ� ลายหรอื ไม่
4) คนเกบ็ หาของป่ามกี ารเหยยี บย่ำ� หรอื ท�ำอันตรายต่อกล้าไม้ ลูกไม้หรอื ไม่
ตวั ชีว้ ดั ระดับความยัง่ ยนื ของการเกบ็ หาของป่านนั้ จะใช้ความหนาแน่นของลกู ไม้
และไม้รุ่นขนาดเลก็ ซง่ึ มขี ้อพจิ ารณาดงั ต่อไปน้ี
1) หากความหนาแน่นของลกู ไม้ หรือไม้รุ่นขนาดเลก็ ลดลงจากเดมิ แสดงว่ามกี าร
เกบ็ หามากเกินไป
2) หากความหนาแน่นของลูกไม้ หรือไม้รุ่นขนาดเล็กเพ่มิ ขนึ้ จากเดิม แสดงว่ามี
การเก็บหามีน้อย สามารถเพ่มิ การเก็บหาได้
3) หากความหนาแน่นของลูกไม้ หรอื ไม้รุ่นขนาดเลก็ เท่าเดมิ แสดงว่ามีการเกบ็ หา
อย่างย่ังยนื
วิธกี ารลดปรมิ าณการเกบ็ หา อาจจะกระท�ำโดยลดการเกบ็ หาลง 10% จากพื้นท่ี
ที่ได้รบั การอนุญาตให้เกบ็ หาของป่าเดมิ เช่น กรณพี นื้ ท่ีเดมิ แบ่งพน้ื ท่ีเก็บหาของป่าออกเปน็
10 แปลง โดยให้แต่ละแปลงมกี ำ� ลังผลติ ใกล้เคียงกัน จะลดการเก็บหาของป่าให้เหลอื เพียง
9 แปลง เพือ่ ให้ลูกไม้ หรือไม้รุ่นใน 1 แปลงท่ลี ะเว้นการเก็บหาน้ัน ได้มีการทดแทนตาม
ธรรมชาตเิ พิ่มมากขึน้

38 การเก็บหา “ของป่า”

ศกั ยภาพ “ของป่า”

เน่อื งจากของป่ามคี วามแตกต่างกัน ท้ังในเรอ่ื งของประเภท ชนดิ จ�ำนวน ลักษณะ
ของพชื การงอกของเมลด็ ความสามารถในการแตกหน่อ กระจายพันธ์ุ ฯลฯ และในแต่ละ
ส่วนทเี่ ก็บหากจ็ ะมศี ักยภาพแตกต่างกันออกไป การทราบศักยภาพของป่าว่าลักษณะแบบใด
ถอื ว่ามศี กั ยภาพสูง ปานกลาง และตำ�่ จะเปน็ หลักในการพจิ ารณาการจัดการของป่าตาม
หลกั วิชาการ โดยรายละเอยี ดศกั ยภาพของป่าในแต่ละรูปแบบแสดงในตารางท่ี 2
ตารางที่ 2 ศกั ยภาพของป่าทค่ี วรทราบเพ่ือใช้ในการจัดการ

ศักยภาพ ตำ�่ ปานกลาง สูง

ประเภททรพั ยากร เปลอื ก นำ้� ยาง น�้ำยาง
ลำ� ต้น ผล ผล
ผลผลิตต่อต้น ราก เมลด็ ใบ
ลกั ษณะของพชื : ตำ่� ปานกลาง สูง
• ดอก
จ�ำนวนน้อย จ�ำนวนปานกลาง จ�ำนวนมาก
• ผล และขนาดใหญ่ และขนาดปานกลาง และขนาดเล็ก
จำ� นวนน้อย จำ� นวนปานกลาง จ�ำนวนมาก
การงอกของเมลด็ และขนาดใหญ่ และขนาดปานกลาง และขนาดเลก็
ความสามารถใน เมลด็ อายุสน้ั เมล็ดอายุปานกลาง เมล็ดอายยุ าวนาน
การแตกหน่อ ไม่มกี ารแตกหน่อ
โครงสร้างประชากร: การแตกหน่อตำ่� การแตกหน่อสูง
• การกระจายชน้ั Type ll Curve
ความโต ต้นโตเตม็ วยั Type ll Type l
• ความหนาแน่นของ ไม่เกนิ 5 ต้น ต้นโตเต็มวัย ต้นโตเตม็ วยั
ตน้ ไม้ (ตน้ /ไร่) 6-10 ต้น มากกว่า 10 ต้น

การเกบ็ หา “ของป่า” 39

ตารางที่ 2 (ต่อ)

ศักยภาพ ต�่ำ ปานกลาง สงู

การกระจาย อยู่โดดเดย่ี ว อยู่เปน็ กลุ่ม อยู่ทวั่ พ้ืนท่ี

กลมุ่ การแพรพ่ นั ธุ์ พืชเบิกนำ� ยคุ ต้น ป่ารุ่นสองยคุ ปลาย ในป่าดั้งเดมิ

ระยะเวลาออกดอก ออกดอกไม่แน่นอน มากกว่า 1 ปี จงึ จะ ออกดอกทกุ ๆ ปี
และออกผล ออกดอกอกี คร้ัง

ชีววิทยาของ เฉพาะสิ่งมีชวี ติ ส่งิ มชี ีวิตที่พบท่ัวไป ส่งิ ไม่มชี ีวิต
การสบื พันธ:ุ์ ชนดิ ใดชนดิ หน่งึ (ลม, อณุ หภูมิ ฯลฯ)
การผสมละออง
เกสร

ความชกุ ชุมของ พบได้ยาก เช่น พบได้ปานกลาง พบได้ท่วั ไป เช่น
สตั วท์ ีช่ ว่ ยผสม ค้างคาว และ เช่น แมลงปีกแข็ง แมลงตวั เลก็
ละอองเกสร นกบางชนดิ และผเี สอื้ กลางคืน

การกระจาย เฉพาะสิง่ มชี ีวติ สิ่งมีชีวติ ทีพ่ บท่วั ไป สิง่ ไม่มีชีวิต
ของเมล็ด ชนิดใดชนิดหนง่ึ (ลม, อณุ หภูมิ ฯลฯ)

ความชุมของสตั วท์ ่ี หายาก เช่น ปานกลาง เช่น พบได้ทัว่ ไป เช่น
ชว่ ยกระจายเมล็ด นกขนาดใหญ่ สัตว์เล้ียงลูกด้วย นกขนาดเล็ก
นมขนาดเล็ก ค้างคาว
สัตว์มกี ระดกู สัน-
หลงั

ทม่ี า : รัชนี (2563)

40 การเก็บหา “ของป่า”

การสำ� รวจ

“ของป่า”

41

การสำ� รวจ “ของป่า”

การสำ� รวจของป่า มวี ัตถปุ ระสงค์เพื่อตรวจสอบสถานภาพของป่าทมี่ อี ยู่ในพน้ื ท่ปี ่า
แห่งใดแห่งหน่งึ ณ ช่วงเวลาหนง่ึ ว่ามีประเภท ชนดิ และปรมิ าณเท่าไร เพื่อใช้เปน็ ข้อมลู
พ้นื ฐานในการวางแผนจัดการของป่า และเพอื่ ควบคุมการใช้ประโยชน์ของป่าในพน้ื ท่ใี ห้เกดิ
ความยั่งยืน และไม่ท�ำลายต่อระบบนเิ วศป่าไม้อนั เปน็ แหล่งก�ำเนดิ ของป่าเหล่านน้ั
การส�ำรวจของป่าในประเทศไทยยงั ประสบปญั หาอย่างมาก เนอ่ื งจากการสำ� รวจ
ของป่ามคี วามยุ่งยาก ขวญั ชัย (2547ก) ได้อธบิ ายปญั หาเบ้อื งต้นในการสำ� รวจของป่า
ไว้ดงั น้ี 1) การสำ� รวจของป่ามคี วามยุ่งยากในการใช้เทคนคิ การส�ำรวจ
2) เทคนคิ ในการวัดของป่ามีผู้ศกึ ษาน้อย
3) การแลกเปลย่ี นแนวคดิ และเทคนคิ ของการสำ� รวจมนี ้อย
4) การก�ำหนดผลผลติ อย่างยง่ั ยืนของป่ามคี วามยุ่งยากทัง้ แนวคดิ และการปฏิบัติ
การน�ำเทคนิคการส�ำรวจป่าไม้ที่ปฏิบัติในประเทศไทยมาใช้ในการส�ำรวจของป่า
ยังคงประสบปัญหา เนอ่ื งจากของป่าพบเหน็ ได้น้อย มีการกระจายเปน็ กลุ่ม การตรวจพบ
ชนดิ ของป่ามคี วามไม่สมบูรณ์ อนั เนือ่ งมาจากฤดกู าลทส่ี �ำรวจ การเคลอื่ นย้าย และปริมาณ
ของป่าท่ีได้จากการเก็บข้อมูลการส�ำรวจภาคสนามเป็นเพียงบางส่วนของปริมาณผลผลิต
ของป่าทงั้ หมด
การส�ำรวจเพื่อประเมินทรัพยากรของป่าตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ
พ.ศ. 2562 มาตรา 65 เพอื่ ประโยชน์ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู บ�ำรงุ รกั ษา และควบคมุ การใช้
ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ และสงิ่ แวดล้อม มีความส�ำคัญและจะต้องด�ำเนนิ การเป็น
ขนั้ ตอนแรกในการบรหิ ารจัดการของป่า เนื่องจากมคี วามจำ� เปน็ ที่จะต้องทราบข้อมูล หรอื
ข้อเท็จจรงิ เกีย่ วกบั จำ� นวน ชนิดพันธ์ุ และปรมิ าณผลผลิตของป่าเปน็ อันดบั แรก โดยข้อมลู
ทั่วไปท่ีจำ� เปน็ ต้องทราบในเบื้องต้น ได้แก่
1) ขนาดเน้อื ที่ และขอบเขตของของป่า
2) ลกั ษณะประเภท และชนดิ พนั ธุ์ของป่าทข่ี ้นึ อยู่ในพน้ื ท่ปี ่า
3) ขนาด และปรมิ าณของป่าท่ีขน้ึ อยู่ในพ้นื ทีป่ ่า
4) ความหนาแน่น และการกระจายของของป่าทข่ี นึ้ อยู่ในพน้ื ที่ป่า
5) ฤดกู าลท่พี บของป่าท่ีข้นึ อยู่ในพนื้ ทปี่ ่า

42 การส�ำรวจ “ของป่า”

การวดั และการรวบรวมขอ้ มูล “ของป่า”

การวดั และการรวบรวมข้อมลู ของป่า สามารถแบ่งออกได้ 3 รูปแบบตามประเภท
ของป่า ดงั น้ี
1. ของป่าประเภทพชื
1.1) ไม้ยนื ต้น
- วดั ขนาดเส้นรอบวง (ความโต) และความสงู
- ระบสุ ่วนทใ่ี ช้ประโยชน์เป็นของป่า
- ประเมนิ ปรมิ าณของป่า (ถ้ามี) ซ่งึ การประเมนิ ปริมาณของป่าประเภท
ไม้ยนื ต้น จะมหี ลักการดงั น้ี
1) พจิ ารณาส่วนทใ่ี ช้ประโยชน์ และแหล่งทม่ี า
2) ตรวจนบั / ประเมนิ ส่วนท่ใี ช้ประโยชน์ และแหล่งทม่ี า
- ประเมินได้ทงั้ 2 ส่วนขณะทำ� การส�ำรวจ
- ประเมินได้เพยี งส่วนเดียว
3) ส่ิงที่ตรวจวดั / ประเมนิ ได้ อาจวัดโดยตรง หรอื โดยอ้อม
4) ส่ิงทตี่ รวจวดั / ประเมนิ ได้ อาจจะบางส่วน หรอื ทั้งหมด
- ตรวจนบั ทง้ั หมด หรือตรวจนับบางส่วน
1.2) ไม้หนุ่ม ใช้วธิ กี ารเดยี วกบั ไม้ยนื ต้น
1.3) กล้าไม้ / ไม้พน้ื ล่าง
- นบั จำ� นวน กรณีปรากฏเป็นกลุ่มตดิ กนั ผนื ใหญ่ ให้ประเมนิ โดยการนับ
เพียงบางส่วน และเทยี บกับพน้ื ท่ที ั้งหมดท่พี ชื ชนดิ น้ันขน้ึ อยู่ ณ จุดน้นั ระบสุ ่วนท่นี �ำมาใช้
ประโยชน์ และประเมนิ ปรมิ าณของป่า (ถ้าม)ี
1.4) ไผ่ / หวาย นับจำ� นวนล�ำในกอ
- สุ่มวดั ขนาดเส้นรอบวง (ความโต) ของล�ำในแต่ละกออย่างน้อย 3 ล�ำ
(ลำ� ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่)
- ระบุส่วนทน่ี �ำมาใช้ประโยชน์เพอ่ื ประเมินปริมาณของป่า

การสำ� รวจ “ของป่า” 43

1.5) เถาวัลย์
- วัดขนาดเส้นรอบวง (ความโต) กรณคี วามยาวมากกว่า 1.30 เมตร
- วัดขนาดความยาว กรณคี วามยาวน้อยกว่า 1.30 เมตร
- ระบุส่วนท่นี ำ� มาใช้ประโยชน์ และประเมนิ ปรมิ าณ (ถ้าม)ี
2. ของปา่ ประเภทสตั ว์
- ระบุชนดิ ของสตั ว์ป่า
- นบั จำ� นวน หรอื ปรมิ าณท่ีเก็บหา
- ระบกุ ารพบเหน็ (พบตวั สตั ว์ หรอื พบร่องรอย)
3. ของปา่ ประเภทเห็ด
- ระบุชนดิ ของเห็ด
- นบั จ�ำนวน หรอื ปรมิ าณท่เี กบ็ หา
- ระบกุ ารพบเห็น (พบดอก หรอื พบร่องรอย)
สำ� หรับการวดั ปรมิ าณของป่า จะใช้วธิ กี ารท่ีแตกต่างกนั ไป 3 วธิ กี าร ขึ้นอยู่กับ
ชนิดของป่าทต่ี ้องการประเมนิ ดังต่อไปน้ี
1. การนบั จำ� นวน
วิธีการนเี้ หมาะสำ� หรับของป่าทมี่ ขี นาดแต่ละหน่วยเท่ากัน หรอื ใกล้เคยี งกนั
และมขี นาดใหญ่พอสมควร เช่น จำ� นวนล�ำ หรือหน่อของไผ่ จำ� นวนต้นของไม้ หรือพรรณ
พชื อื่น ๆ และจ�ำนวนตัวของสัตว์ป่า เปน็ ต้น บางกรณอี าจจะเปรยี บเทียบเปน็ จำ� นวนต่อ
หน่วยเน้อื ท่ี (ความหนาแน่น) หรอื บรรจุของป่าในภาชนะ แล้วนับจ�ำนวนภาชนะแทน
2. การชงั่ น้ำ� หนัก
วิธีการนไ้ี ด้รบั ความนยิ ม เนื่องจากมีความสะดวกและสามารถเทยี บปรมิ าณ
ได้ง่าย แม้ว่าของป่าแต่ละหน่วยจะมคี วามแตกต่างกนั กต็ าม อาจจะชั่งของป่าทลี ะหน่วย
หรือบรรจุในภาชนะแล้วจงึ ค่อยชัง่ น้�ำหนักกไ็ ด้
3. การวดั ความจุเปน็ ปรมิ าตร
วธิ กี ารนน้ี อกจากจะใช้ในการประเมนิ ปริมาณไม้ที่เปน็ ไม้ท่อน หรอื ไม้ซงุ แล้ว
ยังเหมาะสำ� หรบั ของป่าท่เี ป็นของเหลว หรอื มีขนาดเล็กมาก โดยบรรจขุ องป่าในภาชนะท่ี
ทราบความจุ หรอื ปริมาตรที่แน่นอน


44 การส�ำรวจ “ของป่า”

ในการส�ำรวจปริมาณของป่าเฉพาะผลผลิตของส่วนท่ีมีการใช้ประโยชน์ได้น้ัน
ขวญั ชัยและปสั สี (2558) ได้ให้หลักการ วิธกี าร และข้อพจิ ารณาในการสำ� รวจของป่าไว้
ดังน้ี
1) การส�ำรวจของป่า จำ� เป็นต้องจ�ำแนกส่วนทใ่ี ช้ประโยชน์ได้ในของป่าแต่ละชนดิ
เพื่อท�ำการประเมนิ ผลผลติ (yield) ของป่าส่วนท่สี ามารถใช้ หรือเก็บเก่ียว (harvested part)
โดยท่วั ไปของป่าแต่ละชนดิ จะมกี ารใช้ประโยชน์ได้หลากหลายส่วน กรณีกลุ่มของสตั ว์ป่า
กลุ่มเหด็ จะนบั ปรมิ าณและบันทกึ ลักษณะท่พี บเสมือนว่ามีการใช้ประโยชน์ทกุ ส่วน ส่วนใน
กรณีท่ีพชื ชนดิ นนั้ อาจจะมีการใช้ประโยชน์เพียงบางส่วนไม่ได้ใช้ประโยชน์ทง้ั หมด เช่น มีการ
ใช้ประโยชน์ในส่วนของผล (fruit) เมล็ด (nut/seed) ชัน หรือยางไม้ (resin) นำ้� หวานในดอกไม้
(floral nectar) นำ้� หล่อเลย้ี งต้นไม้ (sap) ล�ำต้น (stem) กิ่ง (branch) ใบ (leaf) ราก (root)
เปลอื ก (bark) หวั (tuber) และตายอด (apical bud)
2) การปฏบิ ัติภาคสนาม จะมคี วามยากในการประมาณผลผลติ ส่วนทใ่ี ช้ประโยชน์
ของป่าบางชนดิ ซึง่ มีปริมาณมาก หรอื มขี นาดเลก็ และบางชนิดไม่สามารถสัมผัส หรอื นบั ได้
โดยตรง ดังนนั้ สามารถประเมนิ ปรมิ าณของป่าด้วยวธิ สี ุ่มตวั อย่าง
2.1) การประมาณจำ� นวนผล ยอด ใบ ดอกของไม้ยนื ต้น โดยวธิ กี ารสุ่มก่ิง จะ
ใช้หลักเกณฑ์และวธิ ีการก�ำหนดความน่าจะเปน็ ทแ่ี ต่ละก่ิงจะถกู เลอื ก โดยให้หน่วยตวั อย่าง
(sampling unit) คอื กง่ิ

ให N คอื จาํ นวนกงิ่ ท้งั หมดของตน ไม (ประชากร)
Yi คอื จํานวนผล ยอด ใบ และดอกของกิ่งท่ี i
Y คือ จํานวนผล ยอด ใบ และดอกทัง้ หมดบนตน ไม = ∑in=1 Yi
Pi คอื 1ค,2ว,า…ม,นNา จโะดเปยนทที่ กี่∑งิ่ ทin=่ี 1i จะถกู เลอื กในครงั้ แรก
i คือ คาเฉล่ียของ y Pi = 1
y̅ คือ

การส�ำรวจ “ของป่า” 45

กรณีตัวอย่าง

ให n คอื จาํ นวนกิ่งทถี่ ูกเลือกมาเปน ตัวอยา ง
yi คือ จาํ นวนผลไมข องกิ่งตวั อยางที่ i
i คือ 1, 2, …, n

โดยวิธกี ารสุ่มตัวอย่างก่งิ มี 2 กรณี คอื

1) กรณีสมุ กิ่งตวั อยางแบบคืนที่ (with replacement)

- Ŷ = ตัวประมาณของ Y = 1 ∑ni = 1 Pyii เปน unbiased estimator ของ Y
N

- V(Ŷ) = ความแปรปรวนของ (Ŷ) = 1 ∑ni = 1 Pi[Pyii − Y]2
N

- v(Ŷ) = ตัวประมาณของ V(Ŷ) = 1 ∑in= 1 [Pyii − Ŷ]2
n(n−1)

ซึง่ มีคุณสมบตั ิเปน unbiased estimator ของ V(Ŷ)

2) กรณสี ุ่มก่ิงตัวอย่างแบบไม่คืนท่ี (without replacement)
- ประสทิ ธภิ าพดกี ว่าการสุ่มตวั อย่างแบบคนื ท่ี
- หากอัตราส่วนมคี ่าน้อยมาก การสุ่มตวั อย่างแบบคนื ท่ี และไม่คนื ท่จี ะให้ผล
ใกล้เคียงกนั
- สูตรคำ� นวณมคี วามยุ่งยากกว่าการสุ่มตวั อย่างแบบคนื ท่ี
- การกระจายตามธรรมชาตไิ ม่เหมาะในการสุ่มก่งิ ตวั อย่างแบบไม่คนื ท่ี

46 การส�ำรวจ “ของป่า”

ดังนั้นในการส�ำรวจกิ่งโดยส่วนมากจะใช้การก�ำหนดค่าความน่าจะเป็นท่ีแต่ละกิ่ง
จะถกู เลอื กแบบคืนท่ี ซงึ่ มี 3 วธิ ี คอื
1) วธิ ี Probabilities Equal (PE) คอื วธิ กี ารกำ� หนดความน่าจะเป็นทแ่ี ต่ละกิ่งจะถกู
เลือกเท่ากนั หมด คอื

Pi = 1
N
i = 1, 2, ..., N

ดังนน้ั Ŷ = 1 ∑ni=1 yi / (1/N) = N y̅
n

2) วธิ ี Probabilities Proportional to “Number” (PPN) “กิง่ ทกุ กง่ิ ทอ่ี ยู่ง่ามก่งิ เดยี วกัน
มโี อกาสถูกเลือกเท่ากัน” (ค่าความน่าจะเป็นท่แี ต่ละก่งิ จะถกู เลอื กขนึ้ อยู่กับจ�ำนวนก่งิ ทอ่ี ยู่
บนง่ามกิง่ ต่าง ๆ)
3) วธิ ี Probabilities Proportional to “Area” (PPA) “ก่งิ ที่มขี นาดใหญ่กว่ามโี อกาส
ถกู เลอื กมากกว่ากง่ิ ท่ีมขี นาดเล็กกว่า” (ขนาดที่เป็นตวั ก�ำหนดค่าความน่าจะเป็นคอื พ้นื ท่ี
หน้าตัดของก่งิ )
แต่เนือ่ งจากการก�ำหนดค่าความน่าจะเปน็ ท่ีแต่ละกงิ่ จะถูกเลอื กแบบคืนท่ที ง้ั 3 วธิ ี
เปน็ วธิ ที ี่ยุ่งยาก และซับซ้อนจงึ ไม่เหมาะส�ำหรับบุคลากรทไี่ ม่ใช่ผู้เช่ยี วชาญ แต่หากผู้ส�ำรวจ
มคี วามเข้าใจในวิธกี ารสุ่มตัวอย่างนีก้ ส็ ามารถใช้วิธกี ารสุ่มตวั อย่างน้ไี ด้ การสำ� รวจของป่า
ประเภทพืชทม่ี กี ารใช้ประโยชน์บางส่วน เช่น ส่วนใบ ยอด ดอก และผล ในคู่มอื “การส�ำรวจ
ของป่า” เล่มน้ี ใช้วธิ กี ารสุ่มตัวอย่างทเ่ี รยี กว่า การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขัน้ (multi-stage
random sampling) เปน็ การสุ่มท่มี ีมากกว่า 1 ครง้ั ในขั้นตอน โดยทำ� การสุ่มตามลำ� ดบั ชนั้
จนถึงหน่วยย่อยของตวั อย่างท่ตี ้องการทราบปรมิ าณ หรือจ�ำนวน
ตัวอยา่ ง การสุ่มตวั อย่างเพอ่ื หาปรมิ าณยอดผักหวานป่าจะมกี ารดำ� เนนิ การดงั ต่อไปน้ี
1) ในแปลงตัวอย่าง นับจ�ำนวนต้นผกั หวานป่าทงั้ หมดว่ามีกี่ต้น และแต่ละต้นนับ
จำ� นวนกง่ิ ทุกกิ่งในต้นนน้ั
2) เลอื กสุ่มกิ่งมาจ�ำนวน 20% ของจ�ำนวนกง่ิ ทั้งหมดในแต่ละต้น ในกรณที ีต่ ้นนน้ั
มีจำ� นวนกง่ิ ไม่ถึง 20% ของจ�ำนวนก่งิ ทง้ั หมดให้เลอื กสุ่มอย่างน้อย 1 กง่ิ

การสำ� รวจ “ของป่า” 47

3) นับจำ� นวนง่ามกง่ิ ในแต่ละ 1 กง่ิ ทส่ี ุ่มเลอื กมาทั้งหมด ว่ามจี �ำนวนง่ามกง่ิ ทั้งหมด
เท่าไร
4) เลือกสุ่มง่ามก่งิ มาจ�ำนวน 20% ของจำ� นวนง่ามก่งิ ท้งั หมด
5) นบั จำ� นวนยอดผักหวานป่ารวมท้งั หมดว่ามีกี่ยอด และมีนำ�้ หนกั ยอดผักหวานป่า
รวมทง้ั หมดเท่าไร (ช่งั น�้ำหนกั ) จากง่ามก่งิ ทั้งหมดที่สุ่มเลอื ก
6) นำ� ค่านำ�้ หนกั ยอดผกั หวานป่าทไี่ ด้จากการสุ่มง่ามก่ิง 20% มาค�ำนวนหานำ�้ หนกั
ยอดผักหวานป่าของง่ามกง่ิ ทง้ั หมด โดยค�ำนวนว่าง่ามกิ่ง 20% มีน�้ำหนักยอดผักหวานป่า
เท่ากับ X กิโลกรัม ดังนัน้ นำ�้ หนกั ของยอดผกั หวานป่าท่มี าจากง่ามกง่ิ ทั้งหมด เท่ากับ 5X
ตัวอย่างการสุ่มยอดผักหวานป่าแสดงดงั รปู

20% ของก่งิ ทงั้ หมด
20% ของงา มกิ่งท้งั หมด
100% ของยอดทั้งหมด

7) หลงั จากนน้ั เมอื่ ได้น้�ำหนักของยอดผักหวานป่าทไ่ี ด้จากง่ามกง่ิ ทง้ั หมดแล้ว น�ำ
ค่าทีไ่ ด้ไปหาว่าใน 1 ก่งิ มีจ�ำนวนง่ามกิง่ เท่าไร แล้วนำ� จ�ำนวนง่ามกง่ิ ทไ่ี ด้มาคณู ค่านำ้� หนัก
ยอดผกั หวานป่าในแต่ละง่ามก่งิ (5X) ซง่ึ จะได้น้�ำหนักของยอดผกั หวานป่าในแต่ละก่งิ นำ�
จ�ำนวนนำ�้ หนกั ยอดผักหวานป่าในแต่ละกง่ิ ไปคูณกบั จ�ำนวนก่งิ ท้งั หมดของต้น จะได้นำ้� หนัก
ของยอดผักหวานป่าในแต่ละต้น หากในแปลงตัวอย่างมจี ำ� นวนต้นน้อยให้นับทกุ ต้น แต่ถ้ามี
จ�ำนวนต้นมากกอ็ าจจะใช้ช่วงขนาดเส้นรอบวง (ความโต) เป็นตวั กำ� หนด เช่น ขนาดเส้น
รอบวงเท่ากบั 15–25 เซนตเิ มตร ขนาดเส้นรอบวงมากกว่า 25-40 เซนตเิ มตร และขนาด
เส้นรอบวงมากกว่า 40 เซนตเิ มตรขึ้นไป แล้วเลอื กต้นไม้ในแต่ละชนั้ ขนาดเส้นรอบวงมา
ท�ำการสุ่มตัวอย่าง
48 การส�ำรวจ “ของป่า”

เมอื่ ได้จำ� นวนน้�ำหนักรวมของยอดผักหวานป่าในพน้ื ทีแ่ ปลงตัวอย่างทง้ั หมด และ
จำ� นวนต้นผักหวานป่าทง้ั หมดในแปลงตวั อย่าง นำ� มาหาน�้ำหนักของยอดผกั หวานป่าต่อต้น
ดังสตู รต่อไปน้ี

น้ําหนกั ของยอดผักหวานปา ตอ ตน = น้าํ หนักรวมของยอดผักหวานปา ทัง้ หมด
จํานวนตนทง้ั หมด

คำ� นวณพ้นื ทแี่ ปลงตัวอย่างให้มีหน่วยเปน็ ไร่ เพื่อให้ได้น�้ำหนกั ยอดผกั หวานป่า
(กโิ ลกรัม/ไร่) แล้วน�ำค่าทีไ่ ด้ไปคูณกับเนอ้ื ทที่ ีม่ ีการอนญุ าตให้มกี ารเกบ็ หายอดผกั หวานป่า
จึงจะได้ค่านำ้� หนักผลผลติ ของยอดของผักหวานป่าทง้ั หมดในพืน้ ท่ี ส่วนการส�ำรวจผล ดอก
และใบก็กระท�ำเช่นเดยี วกนั กบั การส�ำรวจยอด
2.2) การประมาณจำ� นวนกอ ลำ� และหน่อไผ่ จะต้องดำ� เนนิ การดังต่อไปน้ี
- นับจำ� นวนไผ่ทกุ กอในแปลงส�ำรวจ
- นับจำ� นวนล�ำทง้ั หมดในกอไผ่แต่ละกอ
- นบั จำ� นวนหน่อทง้ั หมดในกอไผ่แต่ละกอ
- สุ่มวดั ขนาดเส้นรอบวง (ความโต) ที่ระดับสูงเพยี งอกของลำ� ไผ่ โดยท่ี
ในแต่ละกอจะสุ่มวดั ความโตของไผ่ 3 ขนาด คอื ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเลก็
2.3) การประเมนิ ปริมาตรของเปลอื ก (bark volume) คำ� นวณโดยวดั ความหนา
ของเปลือกไม้ 3 ด้าน ทำ� มุมกนั 120 องศา ดงั รูป แล้วจงึ คำ� นวณหาปริมาตรของเปลอื กไม้
ดังสมการต่อไปน้ี

3 1 Vb = Vo.b. – Vu.b.
= LπD2 – Lπd2
360˚ 44
dD = Lπ (D + d)(D - d)
2 240˚ 4

การส�ำรวจ “ของป่า” 49

เมอ่ื Vb คอื ปริมาตรของเปลือกไม

Vo.b. คือ ปริมาตรของไมร วมท้งั เปลอื ก
Vu.b. คอื ปริมาตรของไมใตเปลอื ก
L คอื ความยาวของทอ นไม หรอื ความสูงที่ทาํ เปนสินคาได
D คือ ขนาดเสนผานศูนยก ลางนอกเปลอื ก
d คอื ขนาดเสน ผา นศูนยก ลางใตเปลือก ไดจาก D- b1+b32+b3 × 2

ค วามโตขโอดงยต้นbไ1ม, ้จbะ2ว,ัดbเป3น็ คขอืนาดคเวสา้นมรหอนบาวขงองจแาปกลนอื ้ันกนใน�ำมแาตค่ล�ำะนดว้าณน ใหโด้เปย็นทค่ัว่าไปขกนาารดวเสัด้นขนผ่าานด
ศูนย์กลาง ดงั สตู ร

ขนาดเสน รอบวง = π × ขนาดเสนผานศูนยกลาง

โดยท่ี π มีคาประมาณ 3.14 ขนาดเสน้ รอบวง (เซนตเิ มตร)
3.14
ขนาดเสน ผานศูนยกลาง (เซนติเมตร) =



2.4) การสำ� รวจไม้เลอ้ื ย หรือไม้เถา จะต้องดำ� เนนิ การดังน้ี
- อาจใช้หลักการเดยี วกบั การประมาณจ�ำนวนผล
- วัดขนาดเส้นรอบวง (ความโต) และความยาวของเถา
- กรณไี ม้เถามหี ลายเถาข้นึ เป็นกลุ่ม หรอื กระจุก และในแต่ละเถามียอด
หรือดอก หรอื ใบท่ีเป็นของป่า ให้สุ่มเสมอื นว่าเถาเปน็ กงิ่ และทำ� การประมาณจ�ำนวนผล
ยอด ใบ หรอื ดอกเช่นเดยี วกบั ไม้ยนื ต้น

50 การส�ำรวจ “ของป่า”


Click to View FlipBook Version