3) การสำ� รวจโดยใช้วธิ ีการเทยี บอัตราส่วน (ration method) กรณที ี่ไม่สามารถนับ
หรือส�ำรวจได้โดยตรง จะประยุกต์ใช้หลกั การเดยี วกับการสำ� รวจทรพั ยากรป่าไม้ท่ัวไป แต่
ในทางปฏบิ ตั คิ ่อนข้างแตกต่างอย่างมาก เนอ่ื งจากข้อมูลการส�ำรวจของป่ามคี วามแตกต่าง
กบั ผลผลติ จากป่าในรูปของเนอ้ื ไม้ทว่ั ไป ดงั น้นั เพื่อให้เกดิ ความเข้าใจและสามารถประยกุ ต์
ใช้วธิ ีการสำ� รวจท่เี หมาะสม จงึ มขี ้อควรพจิ ารณาดังน้ี
3.1) ของป่าที่เปน็ ผลผลิตจากป่าส่วนใหญ่มขี นาดเล็ก และไม่ใช่พชื เด่นในพน้ื ที่
การบันทึกตรวจนบั ของป่าจะต้องพจิ ารณาอย่างรอบคอบ เนือ่ งจากเป็นของป่าทพ่ี บเห็นได้
ยาก และบางครง้ั อาจจะไม่ตรวจพบได้ทงั้ หมด
3.2) พรรณพชื หรอื สตั ว์ป่า มกี ารกระจายในระบบนเิ วศป่าไม้แต่ละแห่งเฉพาะที่
ตามความเหมาะสมของคุณภาพถน่ิ ทต่ี ง้ั (site quality) เช่น เห็ดป่าบางชนดิ ขน้ึ อยู่เฉพาะบาง
พ้ืนทเ่ี ท่านั้น ซึ่งชมุ ชนภายในท้องถ่นิ จะทราบ และมกี ารเก็บหาผลผลิตของป่าโดยตลอด
ดังน้ันลักษณะการกระจายเป็นกลุ่มจึงเป็นข้อพิจารณาหนึ่งท่ีเป็นประโยชน์ต่อการจ�ำแนก
พ้นื ทเี่ พื่อการส�ำรวจของป่า
3.3) ของป่าบางชนดิ มีการเกดิ ในบางฤดกู าลเท่านัน้ เช่น พืชในกลุ่มเห็ดรา กลุ่ม
พชื บางชนดิ พชื ล้มลกุ ไม้เล้ือย หรอื ไม้เถา นอกจากน้สี ่วนทใ่ี ช้ประโยชน์ได้ของของป่าใน
บางชนิดจะสามารถวดั ได้ในบางช่วงเวลา หรือในบางฤดกู าลเท่านนั้ เช่น หน่อไม้ ผลไม้ป่า
และเห็ด เป็นต้น
3.4) ของป่าบางชนิดสามารถเคลอ่ื นย้ายได้ เช่น สตั ว์ป่า ท�ำให้การตรวจวัดจะ
ต้องท�ำอย่างรวดเรว็ และเกิดความคลาดเคลอ่ื นในการประเมนิ ผลผลติ ได้ เน่อื งจากอาจมี
การตรวจวัดสตั ว์ป่าตัวเดมิ มากกว่า 1 ครง้ั ดังนั้นวิธกี ารส�ำรวจจงึ มคี วามแตกต่างจากการ
ส�ำรวจพชื โดยท่วั ไป
3.5) ปรมิ าณการเกบ็ หาของป่า เปน็ เพียงบางส่วนของปรมิ าณของป่าทงั้ หมด
และของป่าบางชนดิ สามารถเกดิ ทดแทน หรอื เปลย่ี นสภาพได้อย่างรวดเร็ว เช่น หน่อไม้
เปลย่ี นสภาพเปน็ ล�ำไผ่
การส�ำรวจ “ของป่า” 51
ชว่ งระยะเวลาของการเก็บหา “ของป่า”
ในแต่ละช่วงเดือนจะมีการเกบ็ หาของป่าทแี่ ตกต่างกนั ไป ข้นึ อยู่กบั การให้ผลผลติ
ฤดกู าล หรอื ปจั จยั ส่งิ แวดล้อมด้านอ่ืน ๆ ตามประเภท และชนดิ ช่วงระยะเวลาในการเกบ็ หา
ของป่าแต่ละชนิด เช่น เหด็ ผกั ป่า ผลไม้ป่า สมนุ ไพร แมลง และสัตว์ป่า แสดงดงั ตารางท่ี 3
ตารางท่ี 3 ช่วงระยะเวลาการเกบ็ หาของป่าแต่ละชนดิ
ชนิด เดือน
ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
เหด็
เหด็ โคน --- ---- / / ---
เห็ดระโงก - - - - - - / / / - - -
เห็ดไผ่ - - - - - - / / / - - -
เห็ดนำ้� หมาก - - - - - - / / / - - -
เห็ดเผาะ --- / / -------
เหด็ ขอน ---------- / /
เหด็ ลม ---------- / /
เหด็ ถ่าน --- --- / / / ---
เหด็ ก่อ --- --- / / / ---
เหด็ ไฟ - - - - - - - / / / - -
เห็ดตะไค --- ---- / / / --
ผักปา่
ผักหนาม /// /////////
ผักหวานป่า - - / / - - - - - - - -
ดอกกระเจยี ว - - - - - / / / / / - -
ผกั กูด - - - / / / - - - - - -
ชะอมป่า --- --- / / / / --
ผกั ไผ่ / / / / / / / / / / / /
ผกั ชาเลอื ด / / / / / / / / / / / /
52 การสำ� รวจ “ของป่า”
ตารางที่ 3 (ต่อ)
ชนดิ เดอื น
ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
ผกั ปา่ (ต่อ)
ปลกี ล้วยป่า /// / ////////
หยวกกล้วย /// / ////////
ตะค้าน /// / ////////
บกุ /อีรอก --- - --- / / / --
ชะพลู - - - / / - - - - - - -
มะม่วงป่า --- / / / ------
มะกอกป่า --- / / / ------
สมอ - - / / / - - - - - - -
มะขามป้อม -- / / / -------
มะปราง --- / / -------
มะไฟ - - - / / - - - - - - -
ไผ่
หน่อไม้ --- - -- / / / ---
ไม้ไผ่ / / / / / / / / / / / /
สมุนไพรทั่วไป
สมนุ ไพร /// / ////////
แมลง และสตั วป์ า่
ไข่มดแดง - / / - --------
แมงอีนูน --- / --------
น้�ำผ้ึง - - - / - - - - - - - -
หนอน - - - - - - - / - - - -
แย้ - - - / / - - - - - - -
หมายเหตุ / ช่วงระยะเวลาท่มี กี ารเกบ็ หาผลผลติ ของป่าแต่ละชนดิ
- ช่วงระยะเวลาท่ไี ม่มกี ารเกบ็ หาผลผลิตของป่าแต่ละชนดิ
ทมี่ า: ทรงเดช (2560)
การสำ� รวจ “ของป่า” 53
ท้งั นี้ การส�ำรวจของป่าในพน้ื ทป่ี ่าควรกระทำ� ควบคู่กบั การรวบรวมปรมิ าณของป่า
ท่ีเกบ็ หาได้ในแต่ละครงั้ ในช่วงเวลา ฤดกู าล หรอื ตลอดทัง้ ปีของชุมชนทพ่ี ่งึ พงิ การเกบ็ หา
ของป่าทส่ี ามารถเกดิ ใหม่ทดแทนได้ในแต่ละประเภท และชนดิ จะทำ� ให้ได้ข้อมูลประเภท
ชนิด และปริมาณผลผลิตของป่าทใ่ี กล้เคียงกับความเปน็ จรงิ มากยง่ิ ข้ึน โดยแบบบนั ทึกข้อมลู
การเกบ็ หาของป่าของชุมชน แสดงดังตารางที่ 4
ตารางที่ 4 แบบบันทกึ ข้อมูลการเก็บหาของป่าแต่ละชนดิ ของชุมชน
ชนิด ชว่ งท่ี ความถี่ ปรมิ าณ ใชใ้ นครวั เรอื น ขาย ราคา สถานท่เี กบ็
ของป่า เกบ็ ที่เกบ็ (กก.) (กก.) (ก.ก.) (บาท)
(ครงั้ /เดอื น)
54 การส�ำรวจ “ของป่า”
ขน้ั ตอนการดำ� เนินงานสำ� รวจแจงนับ “ของป่า”
การสำ� รวจแจงนบั ของป่าเป็นกระบวนการด�ำเนนิ งานเพอ่ื ให้ได้ข้อมูล และทราบ
ข้อเท็จจรงิ เกี่ยวกับคุณลักษณะของป่าตามท่ตี ้องการ แสดงในภาพที่ 1 จะเห็นว่ามกี ิจกรรม
ต่าง ๆ ทจี่ ะต้องด�ำเนนิ การเปน็ ขนั้ ตอน ตง้ั แต่การกำ� หนดข้อมลู ท่ตี ้องการในพน้ื ท่ปี ่าแห่งใด
แห่งหน่ึง จากน้นั จึงกำ� หนดวธิ กี ารสำ� รวจว่าจะท�ำการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวด้วยวธิ กี ารใด
หากพ้นื ที่เป้าหมายมขี นาดเล็ก อาจทำ� การสำ� รวจทว่ั ทงั้ พน้ื ท่ี เรียกว่า “การท�ำสำ� มะโน”
(census) โดยทั่วไปจะท�ำการสำ� รวจข้อมลู เพียงบางส่วน เรยี กว่า “การสำ� รวจด้วยตัวอย่าง”
(sample survey) ซ่ึงจะต้องเลอื กตัวอย่างและขนาดตวั อย่างท่เี หมาะสม โดยจะต้องอาศยั
หลักทางสถติ เิ ข้ามาช่วยในการสุ่มตวั อย่าง และกำ� หนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างทเ่ี หมาะสม
จึงจะได้ข้อมูลท่มี ีคณุ ภาพ
กลมุ ของสิง่ ทีส่ นใจ การสุม ตัวอยาง หนวยตวั อยางบางสว น
คุณลักษณะตา ง ๆ การประมาณ ขอ มูลบางสว น
คาสถติ ิ (statistic)
ขอมลู /ขอเท็จจริง
หนวยขอมลู
หนวยตัวอยา ง
คา ประชากร (parameter)
ประชากร ตัวอยาง
(population) (sample)
ภาพที่ 1 ขัน้ ตอนกระบวนการดำ� เนนิ การส�ำรวจเพอ่ื ให้ได้ข้อมลู ท่ตี ้องการ
การส�ำรวจ “ของป่า” 55
ขนั้ ตอนการวางแผนการส�ำรวจของปา่
การวางแผนการส�ำรวจ ในขน้ั ตอนนีจ้ ะด�ำเนนิ การในส�ำนักงาน หรืออาจจะมีการ
สำ� รวจเบอ้ื งต้นในภาคสนาม ในกรณผี ู้ส�ำรวจไม่มีข้อมูลเก่ยี วกับสงิ่ ท่จี ะส�ำรวจเลย จะต้อง
ดำ� เนนิ การตามขนั้ ตอนการด�ำเนนิ งาน 6 ขัน้ ตอน ดังต่อไปน้ี
1) การกำ� หนดวัตถุประสงค์ในการส�ำรวจ เปน็ การกำ� หนดว่าเราต้องการข้อมลู
เก่ยี วกบั อะไร และจะนำ� ข้อมลู ไปใช้ประโยชน์อะไรจากคำ� ถามเหล่านที้ �ำให้สามารถกำ� หนด
กรอบ และทศิ ทางในการสำ� รวจได้ ซ่ึงจะเปน็ ประโยชน์ต่อการกำ� หนดกจิ กรรมในขน้ั ต่อไป
ดังน้นั ในการส�ำรวจทกุ ครง้ั จะต้องกำ� หนดวตั ถปุ ระสงค์ให้ชัดเจน จะท�ำให้เราได้ข้อมลู ท่มี ี
ลกั ษณะตามทีเ่ ราต้องการ และด�ำเนนิ การส�ำรวจได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
2) กำ� หนดชนิดของป่าทจี่ ะสำ� รวจจากขัน้ ตอนการกำ� หนดวตั ถุประสงค์ในการสำ� รวจ
ท�ำให้เราสามารถก�ำหนดได้ว่าส่งิ ทเ่ี ราจะสำ� รวจเพือ่ ให้ได้ข้อมลู นนั้ คอื อะไร มขี อบเขตแค่ไหน
ซ่ึงขัน้ ตอนน้กี ็คอื การระบชุ นดิ ของประชากรท่ีจะท�ำการสำ� รวจนนั้ เอง
3) ก�ำหนดเง่ือนไขในการส�ำรวจ ได้แก่ ระยะเวลาท่จี ะท�ำการสำ� รวจ หรือก�ำหนด
ระยะเวลาท่ีต้องการข้อมูล งบประมาณ อุปกรณ์ และทีมงานในการสำ� รวจ รวมถงึ ระดับ
ความถูกต้องของข้อมูล หรอื ระดับค่าความคลาดเคล่ือนในการประมาณค่าประชากรท่ียอม
ให้เกดิ ข้ึนได้ ซง่ึ เง่ือนไขเหล่านี้จะมีผลต่อการดำ� เนนิ งานส�ำรวจทง้ั ระบบ
4) ก�ำหนดข้อมลู ทจ่ี ะดำ� เนนิ การเก็บข้อมลู ให้สอดคล้องกบั วตั ถุประสงค์ของการ
ส�ำรวจ พร้อมทง้ั กำ� หนดแบบฟอร์มการบนั ทกึ และรวบรวมข้อมลู ในขน้ั ตอนน้เี ราสามารถ
ก�ำหนดวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลได้เลยว่าข้อมูลที่ได้มาจะวิเคราะห์อย่างไรจึงจะได้ข้อมูลตรง
ตามวตั ถปุ ระสงค์
5) กำ� หนดวธิ กี ารวัด และรวบรวมข้อมลู ภายหลังจากท่เี รากำ� หนดว่าจะรวบรวม
ข้อมูลเกี่ยวกบั อะไรต้องพจิ ารณา และกำ� หนดให้ชัดเจนว่าข้อมูลเหล่านีจ้ ะตรวจวดั รวบรวม
อย่างไร ด้วยอุปกรณ์/เครอ่ื งมือชนิดใดบ้าง และให้ใครเป็นผู้สำ� รวจ หรือตรวจวัดข้อมลู
ดงั กล่าว
56 การส�ำรวจ “ของป่า”
6) ก�ำหนดวธิ ีการสุ่มเลือกตวั อย่าง เน่อื งจากเราไม่สามารถรวบรวมข้อมลู จาก
ทกุ หน่วยประชากรได้ ในทางปฏบิ ัตจิ งึ ทำ� การสุ่มเลือกข้อมูลเพียงบางส่วน เพื่อเปน็ ตัวแทน
ทำ� ให้ข้อมลู ท่ไี ด้มีความคลาดเคลอื่ นอย่างแน่นอน อย่างไรกต็ ามการควบคุมความคลาด-
เคลื่อนดังกล่าวสามารถกระท�ำได้ด้วยการเพม่ิ จำ� นวนตัวแทน หรอื ขนาดตวั อย่าง และการ
เลอื กแผนแบบการสุ่มตัวอย่าง (sampling design) ให้เหมาะสมกับธรรมชาตขิ องข้อมูล
ในประชากรทีไ่ ด้กำ� หนด ดังน้ันผู้สำ� รวจจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกย่ี วกับเทคนิค และ
แบบแผนการสุ่มตัวอย่างเพื่อจะได้เลือกวิธีการสุ่มเลือกตัวอย่างได้อย่างเหมาะสมกับ
ลกั ษณะของข้อมูลประชากร
วิธีการสุม่ ตวั อยา่ ง
การส�ำรวจทรพั ยากรของป่าแต่ละชนดิ จะเป็นการสำ� รวจจากประชากร (population)
ซึ่งหมายถึง “หน่วยที่จะศกึ ษาข้อมูลท้ังหมดซง่ึ อยู่ในแต่ละพืน้ ท่”ี เช่น จ�ำนวนล�ำไผ่รวม
ท้ังหมดในพน้ื ที่ แต่การเกบ็ ข้อมลู ประชากรทุกหน่วยอาจทำ� ให้เสยี เวลา และค่าใช้จ่ายที่สงู
และบางครง้ั เป็นเรอ่ื งทต่ี ้องตดั สินใจภายในระยะเวลาทจ่ี �ำกดั ดังนนั้ จะต้องมีกลุ่มตัวอย่าง
(sample) ซ่งึ หมายถงึ “บางส่วนของประชากรทถ่ี ูกเลือกข้ึนมาเป็นตวั แทนในการสำ� รวจ”
หรือท่ีเรยี กว่า “ตัวแทน” หมายถงึ การมคี ุณสมบตั ิต่าง ๆ ครบถ้วนเท่าเทียมกัน กล่าวคอื
ประชากรมีคุณสมบัตใิ ด กลุ่มตัวอย่างทเ่ี ลอื กมาก็จะต้องมีคุณสมบตั เิ ช่นน้ันด้วย
การคัดเลือกกลุ่มตวั อย่าง หรือการสุ่มตัวอย่าง ถอื เป็นองค์ประกอบหลักทส่ี ำ� คัญ
ซึ่งลักษณะของกลุ่มตวั อย่างท่ดี ี หมายถงึ ทุกหน่วยของตวั อย่างควรมกี ารเก็บข้อมลู อย่าง
ถูกต้องตามเทคนคิ และถกู เลอื กโดยไม่มีการลำ� เอยี ง (bias) โดยลกั ษณะของกลุ่มตัวอย่าง
ที่ดี มี 3 ข้อ ดงั น้ี
1) เปน็ ตวั แทนท่ดี ีของกลุ่มประชากรท่ตี ้องการศกึ ษา
2) ขนาดของตัวอย่างมคี วามพอเหมาะ
3) ตวั อย่างจะต้องมคี วามเชื่อถอื ได้
การสำ� รวจ “ของป่า” 57
กระบวนการคดั เลอื กกลุ่มตัวอย่างจะใช้ความน่าจะเป็น (probability sampling) ซงึ่
เปน็ การคดั เลอื กกลุ่มตวั อย่าง โดยสามารถกำ� หนดโอกาสทห่ี น่วยตวั อย่างแต่ละหน่วยจะ
ถกู เลอื ก ทำ� ให้ทราบความน่าจะเปน็ ทแ่ี ต่ละหน่วยในประชากรจะถกู เลอื ก การเลอื กสุ่ม
ตวั อย่างแบบน้สี ามารถนำ� ผลท่ไี ด้ไปอ้างองิ กับประชากรได้ วธิ ีการสุ่มเลอื กตัวอย่างโดยใช้
ความน่าจะเปน็ ท่นี ิยมใช้กัน มี 5 วธิ ี ดงั น้ี
1) การสุ่มตวั อย่างแบบง่าย (simple random sampling) ประชากรของส่งิ ทตี่ ้องการ
ศึกษาประกอบด้วยหน่วยตวั อย่างหลาย ๆ หน่วย โดยทใ่ี นแต่ละหน่วยตวั อย่างจะมโี อกาส
(probability) ถกู เลอื กเป็นตัวอย่างเท่ากันหมด
2) การสุ่มตัวอย่างแบบเปน็ ระบบ (systematic sampling) เปน็ การสุ่มเลอื กหน่วย
ตัวอย่างประชากรอย่างมรี ะบบ โดยเลอื กหน่วยตวั อย่างในกลุ่มแรกด้วยวธิ หี าตวั เลขตงั้ ต้น
(random start) จากน้นั หน่วยตวั อย่างจะถกู เลอื กอย่างเปน็ ระบบจากทุกช่วงการสุ่มตัวอย่าง
จนได้จำ� นวนตวั อย่างตามท่ตี ้องการ
3) การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชนั้ ภูมิ (stratified sampling) ประชากรถกู แบ่งเปน็ พวก
หรือเปน็ ชน้ั ภมู ิ (strata) โดยให้ลักษณะภายในแต่ละชนั้ ภูมิ (stratum) มคี วามสม่ำ� เสมอ หรือ
คล้ายคลงึ กันให้มากท่สี ุด หลงั จากนน้ั จงึ ท�ำการสุ่มตวั อย่างจากแต่ละชนั้ ภูมิ
4) การสุ่มตัวอย่างแบบรวมกลุ่ม (cluster sampling) เปน็ การรวมกลุ่มหน่วยตัวอย่าง
ในประชากรท่จี ะทำ� การศกึ ษาไว้เปน็ กลุ่ม ๆ โดยให้แต่ละกลุ่มประกอบด้วยหน่วยตวั อย่างท่ี
หลากหลาย หรอื มคี วามแปรปรวนภายในกลุ่มสูงขณะท่คี วามแปรปรวนระหว่างกลุ่มต�่ำ จะ
เรยี กกลุ่มของหน่วยตวั อย่างเหล่านว้ี ่า “cluster” ท�ำการสุ่มเลอื กกลุ่มของหน่วยตวั อย่าง
แล้วเก็บรวบรวมข้อมูลจากทกุ หน่วยตัวอย่างทอ่ี ยู่ในกลุ่มทถ่ี กู สุ่มเลอื ก
5) แผนแบบการสุ่มตวั อย่างอน่ื ๆ เช่น การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้น (multistage
sampling) และการสุ่มตวั อย่างแบบหลายช่วง (multiphase sampling)
58 การสำ� รวจ “ของป่า”
คา่ ทางสถิติ
ในการสุ่มตัวอย่างจะมคี ่าทางสถติ ทิ คี่ วรทราบ เพอ่ื นำ� ไปใช้ส�ำหรับการพจิ ารณา
การสำ� รวจแจงนับว่าข้อมลู ทไ่ี ด้มคี วามถูกต้อง แม่นยำ� และเป็นตัวแทนท่ดี ขี องประชากร
มากน้อยเพียงใด มี 6 ค่า ดงั ต่อไปน้ี
1) ค่าเฉล่ยี เลขคณิต หรือมชั ฌมิ เลขคณิต
(aritmetic mean or mean or average;( � )
ค่าเฉล่ียเลขคณิตเป็นค่ากลางท่ีได้จากการน�ำเอาข้อมูลแต่ละตัวของหน่วย
ตวั อย่างมารวมกนั แล้วนำ� ผลรวมท่ไี ด้มาหารด้วยจ�ำนวนข้อมลู ทงั้ หมด ค่าเฉลย่ี ของกลุ่ม
ตวั อย่าง มสี ูตรดงั น้ี
̅ = ∑
เมื่อ ̅ คือ คา เฉลย่ี ของกลมุ ตัวอยาง n
คือ คา สังเกตหนวยตัวอยางของแตล ะหนวยตัวอยา ง
∑ คอื ผลรวมของคาขอมลู ทง้ั หมด
n คือ จํานวนตัวอยา งทั้งหมด
ตัวอยา่ ง การส�ำรวจของป่ามกี ารเกบ็ ข้อมูลน�้ำหนกั บกุ ในแปลงตวั อย่างจำ� นวน 10 แปลง
โดยแต่ละแปลงตวั อย่าง ได้ข้อมลู น้�ำหนกั บุก 50, 40, 45, 45, 50, 55, 50, 50, 55 และ 60
กิโลกรัม ตามล�ำดบั จะได้ค่าเฉล่ยี ของนำ้� หนกั บกุ ใน 10 แปลงตัวอย่าง โดยแทนค่าด้วยสูตร
̅ = ∑
n
̅ = (50+40+45+45+50+55+50+50+55+60)/10
= 50 กโิ ลกรมั
การสำ� รวจ “ของป่า” 59
2) คา่ ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (standard deviation; SD)
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นค่าท่ีบอกให้ทราบว่าค่าของข้อมูลในชุดน้ันมีค่า
แตกต่างมากน้อยเพยี งใด หากค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานท่คี �ำนวณได้มีค่ามาก แสดงว่า
ข้อมลู ในชุดนน้ั มีค่าแตกต่างกันมาก หรอื มกี ารกระจายมาก หากค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ทค่ี �ำนวณได้มคี ่าน้อย แสดงว่าค่าของข้อมูลชดุ นนั้ มคี วามใกล้เคยี งกัน หรอื มกี ารกระจาย
น้อย และหากค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานทค่ี �ำนวณได้มคี ่าเท่ากับศนู ย์ แสดงว่าข้อมูลชุดนนั้
มคี ่าเท่ากนั ท้ังหมด หรอื ไม่มกี ารกระจาย ซ่งึ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มสี ูตรดงั น้ี
SD = n∑ 2−(∑ )2
n(n−1)
เมอื่ คือ ขอมูลตัวอยา ง (คาท่ี 1, 2, 3,.....,n)
n คือ จํานวนขอมูลตัวอยางท้งั หมด
3) คา่ สัมประสทิ ธิ์การแปรผนั (coefficient of variation; CV)
การวเิ คราะห์หาค่าสมั ประสทิ ธก์ิ ารแปรผนั เปน็ การเปรยี บเทยี บว่าข้อมูล 2 ชุด มี
การกระจายแตกต่างกันมากน้อยเท่าใด โดยท่คี ่าสมั ประสทิ ธิ์การแปรผันจะมกี ารคำ� นวณ
ออกมาในรูปเปอร์เซ็นต์ กล่าวคอื ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเป็นกเ่ี ปอร์เซน็ ต์ของค่าเฉล่ยี ซ่ึง
ค่าสมั ประสทิ ธิ์การแปรผนั มสี ตู รดังน้ี
CV = SD × 100
̅
เมอื่ SD คอื คาสว นเบย่ี งเบนมาตรฐานของกลมุ ตวั อยาง
̅ คอื คา เฉลย่ี ของกลมุ ตัวอยาง
60 การส�ำรวจ “ของป่า”
4) ค่าความคลาดเคลอ่ื นมาตรฐาน (standard error; SE)
การวิเคราะห์ค่าความคลาดเคล่ือนมาตราฐานจะเป็นการบอกว่าค่าเฉล่ียท่ีได้จาก
การสุ่มตวั อย่างนนั้ มคี วามน่าเช่อื ถือของข้อมลู มากน้อยเพียงใด จะขน้ึ อยู่กับความแปรปรวน
ของข้อมลู ในประชากร และจำ� นวนตวั อย่างท่สี ุ่มเลือกมาเพอ่ื เป็นตัวแทนประชากรนน้ั ซงึ่
ค่าความคลาดเคลอ่ื นมาตรฐาน มสี ูตรดังนี้
SE = SD
n
เมือ่ SE คือ คา ความคลาดเคล่อื นมาตรฐานของการประมาณคาประชากร
SD คอื คาสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานของกลมุ ตวั อยา ง
n คือ จาํ นวนหนว ยตวั อยางทสี่ ุมเลอื กมา
5) เปอรเ์ ซ็นตค์ า่ ความคลาดเคลอ่ื นมาตรฐาน (%SE)
เปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคล่อื นมาตรฐาน (%SE) จะคิดจากค่าความคลาดเคลอ่ื น
มาตรฐาน (SE) มาหารด้วยค่าเฉล่ยี ของกลุ่มตัวอย่าง ซ่ึงเปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคลอ่ื น
มาตรฐาน มสี ูตรดงั นี้
%SE = S E̅ × 100
เม่อื %SE คอื เปอรเ ซ็นตค าความคลาดเคลอ่ื นมาตรฐาน
SE คอื คาความคลาดเคลอื่ นมาตรฐานของการประมาณคาประชากร
̅ คอื คาเฉลีย่ ของกลมุ ตวั อยา ง
การสำ� รวจ “ของป่า” 61
6) ขนาดตวั อย่างท่เี หมาะสม (sample size; n)
การส�ำรวจด้วยตัวอย่างสามารถตรวจสอบคุณภาพข้อมูลจากขนาดตัวอย่างที่
เหมาะสม ซง่ึ เป็นจำ� นวนตวั อย่างขนั้ ตำ�่ ท่ถี ูกเลือกให้เป็นตวั แทนของประชากร จงึ จะได้
ข้อมลู ท่มี คี วามคลาดเคล่อื นอยู่ในช่วงทก่ี ำ� หนด หรอื ยอมรบั ได้ โดยสามารถค�ำนวณขนาด
ตวั อย่างท่เี หมาะสมได้จากสตู รของ Shiver and Borders (1996) อ้างตามขวัญชยั (2547ข)
ดงั นี้
n = t2(CV)2
(AE)2
เมอื่ n คือ ขนาดตัวอยา ง หรือจาํ นวนหนว ยตวั อยางท่ีเหมาะสม
คแือละรคะา ดคบั ะชแ้ันนคนวมาามตเรสฐราี น(dteทg่รีreะeดsับนoัยf สfําreคeัญdoα2m)(หเรทอื า รกะบัดบั คn-ว1ามใเชน่อืทมาง่ันป1ฏ0ิบ0ตั จิ ะ
t
(1-α)%)
กําหนดระดับความเชอื่ ม่ันท่ี 95% มคี าเทา กบั 1.96 หรืออาจใชคาโดยประมาณคอื 2 กไ็ ด
CV (coefficient of variation) คอื คาสมั ประสิทธกิ์ ารผนั แปรของหนวยตวั อยา ง
AE (allowance of error) คอื คา ความคลาดเคลอื่ นท่ยี อมใหเกิดขน้ึ ในการประมาณ
คา ประชากร (%)
โดยส่วนมากค่า AE จะก�ำหนดให้ไม่เกนิ 10% หากของป่าที่ต้องการหาค่าปรมิ าณ
ผลผลิตต้องการให้มคี วามคลาดเคลื่อนน้อย และมคี วามถกู ต้องสงู ควรจะใช้ค่า AE ท่ี 5%
ตัวอยา่ ง การค�ำนวณแปลงตัวอย่างทเ่ี หมาะสม (n) โดยการกำ� หนดค่าความคลาดเคล่อื นท่ี
ยอมให้เกดิ ข้นึ ในการประมาณค่าประชากร (AE) คือ 10% และค่าสัมประสิทธ์กิ ารผนั แปร
ของหน่วยตวั อย่าง (CV) เท่ากบั 30 โดยกำ� หนดระดบั ความเชอ่ื มนั ท่ี 95%
n= 22(30)2
= 3(610)2
ดงั นนั้ แปลงตัวอย่างทเ่ี หมาะสม (n) คอื 36 แปลงตัวอย่าง ทร่ี ะดับความเชอ่ื มั่น 95% และ
ค่าความคลาดเคลอื่ นท่ยี อมให้เกดิ ขนึ้ ในการประมาณค่าเท่ากบั 10%
62 การสำ� รวจ “ของป่า”
อุปกรณท์ ่ีใช้ในการสำ� รวจ
1) เข็มทิศ
2) เครอื่ งหาพกิ ัดด้วยสัญญาณดาวเทยี ม (GPS)
3) เทปวดั ระยะทางส�ำหรบั การวางแปลงส�ำรวจ
4) แบบบันทกึ ข้อมูล อปุ กรณ์เครือ่ งเขยี นต่าง ๆ
5) เชือกไนล่อนและเชอื กฟาง
6) กล้องถ่ายรปู
7) แผนท่ภี มู ปิ ระเทศระวางมาตราส่วน 1:50,000 หรอื 1:20,000
ของกรมแผนทท่ี หาร
8) ภาพถ่ายทางอากาศ หรอื ภาพถ่ายดาวเทยี มจาก Google map
การสำ� รวจ “ของป่า” 63
วิธีการสำ� รวจ
“ของป่ า”
64
วิธีการท่ีใช้ในการสำ� รวจ “ของป่า”
การก�ำหนดวธิ สี �ำรวจของป่า คือ การตรวจสอบพน้ื ทที่ ีใ่ ช้ประโยชน์เกบ็ หาของป่า
ประเภท ชนดิ และปรมิ าณของป่า ซึ่งวิธกี ารในการส�ำรวจของป่าอาจท�ำได้หลายวธิ ีขึน้ อยู่
กับชนิด และลักษณะของป่าทต่ี ้องการส�ำรวจ วธิ ีการสำ� รวจข้อมลู ของป่าในคู่มอื ฉบบั น้ไี ด้
คดั เลอื กมาจากวธิ ีการส�ำรวจของป่าตามคู่มอื การศึกษา และฝึกปฏบิ ตั งิ านสำ� รวจทรพั ยากร
ป่าไม้ของนสิ ติ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ รวมทง้ั การตรวจเอกสารอ่นื ๆ
ท่ีเก่ยี วข้อง (สิวะพร, 2549) พบว่าวธิ สี ำ� รวจของป่าทเ่ี หมาะสมในการน�ำมาใช้ส�ำรวจใน
ประเทศไทยมี 3 วิธี เปน็ การพิจารณาหลักเกณฑ์การสุ่มตัวอย่างโดยอาศยั ความน่าจะเป็น
ซ่งึ มี 2 หลกั เกณฑ์ ดงั ต่อไปน้ี
1) อาศัยหลักความน่าจะเป็นเท่ากันเปน็ การก�ำหนดให้หน่วยตัวอย่างมีความสำ� คัญ
เท่ากัน เป็นวธิ กี ารสุ่มตัวอย่างแบบมกี ารวางแปลงตวั อย่าง (plot sampling) และก�ำหนด
หน่วยตัวอย่างให้มรี ปู ร่างและขนาดคงท่ี ซึ่งการส�ำรวจของป่าโดยอาศยั หลักความน่าจะเปน็
เท่ากนั ท่ไี ด้คัดเลอื กมา มี 2 วิธี คอื วิธีวางแถบอย่างเป็นระบบ (strip system) และวธิ กี ำ� หนด
แปลงตวั อย่างเป็นแนวบนเส้นสำ� รวจ (line plot system)
2) อาศยั หลักความน่าจะเป็นไม่เท่ากัน ใช้วิธีการสุ่มตวั อย่างแบบไม่มกี ารวางแปลง
ตวั อย่าง (plotless sampling) โดย
2.1) กำ� หนดให้หน่วยตัวอย่างมคี วามส�ำคัญต่างกนั
2.2) โอกาสทจ่ี ะถกู สุ่มเลอื กต่างกนั ตามขนาด / ความสำ� คัญ
การส�ำรวจของป่าโดยอาศัยหลกั ความน่าจะเปน็ ไม่เท่ากนั คอื วธิ ีรายรอบแนว
ส�ำรวจ (line transect sampling) เป็นวธิ ีการสำ� รวจที่นิยมใช้กนั ทั่วไปในแถบทวปี แอฟริกา
เปน็ การใช้แปลงตัวอย่างท่มี ลี กั ษณะคล้ายแถบ (strip) ทยี่ าวและแคบ ไม่มีขนาดขอบเขต
ของแปลงท่ีแน่นอน (เพราะใช้หลักการแจงนบั พชื ตัวอย่างตามสัดส่วนท่ผี ันแปรตามลักษณะ
เฉพาะตวั หรือรูปชวี ิตอันแตกต่างกันของทรพั ยากรนนั้ ๆ) แต่เน่อื งจากเปน็ วธิ ที ยี่ ุ่งยากและ
ซบั ซ้อน จึงไม่เหมาะสำ� หรับบุคลากรท่ไี ม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่ไม่มปี ระสบการณ์ในด้าน
การส�ำรวจจงึ จะไม่ขอกล่าวถงึ ส�ำหรับคู่มอื “การส�ำรวจของป่า” ฉบับนี้ แต่หากผู้ส�ำรวจมี
ความเข้าใจในวธิ ีการสำ� รวจน้ี อาจจะใช้วธิ ีการส�ำรวจดังกล่าวในการสำ� รวจของป่า โดย
สามารถศกึ ษารายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ ได้จากเอกสารของธัญนรนิ ทร์ และคณะ (2550)
วิธีการส�ำรวจ “ของป่า” 65
คู่มือ “การสำ� รวจของป่า” ฉบับน้ี ใช้วิธกี ารสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยหลักความน่าจะ
เป็นเท่ากนั เป็นการวางแปลงตัวอย่างและก�ำหนดหน่วยตัวอย่างให้มรี ปู ร่าง และขนาดคงที่
(plot sampling) โดยใช้ 2 วธิ ี คือ วธิ วี างแถบอย่างเปน็ ระบบ (strip system) และวธิ กี �ำหนด
แปลงตัวอย่างเป็นแนวบนเส้นส�ำรวจ (line plot system) โดยในการสุ่มตัวอย่างการสำ� รวจ
ของป่าเปอร์เซน็ ต์ค่าคลาดเคลอื่ นมาตรฐาน (%SE) และค่าความคลาดเคล่อื นท่ียอมให้เกิด
ขน้ึ ในการประมาณค่าประชากร (AE) ควรจะมีค่าไม่เกนิ 10% รายละเอียดวธิ สี ำ� รวจของป่า
ทัง้ 2 วธิ ี อธบิ ายไว้ดังต่อไปน้ี
การส�ำรวจของป่าด้วยวธิ วี างแถบอย่างเปน็ ระบบ (strip system)
หลักการของวิธีการส�ำรวจน้ีเป็นการสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็นที่หน่วย
ตัวอย่างในประชากรมโี อกาสเท่ากนั ท่จี ะถูกสุ่มเลอื กให้เปน็ ตวั อย่างเรยี กว่า “การสุ่มตวั อย่าง
โดยอาศยั ความน่าจะเป็นเท่ากัน” (equal probability sampling) โดยก�ำหนดหน่วยตัวอย่าง
ให้มีลักษณะเป็นแถบ (strip) ท่ีมีขนาดคงทข่ี นาดใดขนาดหน่งึ พาดผ่านพื้นทที่ ่ที �ำการส�ำรวจ
และทำ� การรวบรวมข้อมูลท่ตี ้องการทราบภายในแถบนนั้
การส�ำรวจด้วยวธิ ีวางแถบอย่างเป็นระบบ (strip system) ในขัน้ แรกต้องกำ� หนด
ขนาดของแถบ และเปอร์เซน็ ต์การส�ำรวจเบอ้ื งต้นก่อน เพื่อให้สามารถคำ� นวณค่าระยะห่าง
ระหว่างแถบได้ โดยการเทยี บอตั ราส่วนระหว่างค่าของตวั อย่างกับค่าประชากร
เน้ือที่ปา ทท่ี าํ การสาํ รวจ (หรอื %การสาํ รวจ) = เน้ือที่ของหนว ยตัวอยา ง
เนอื้ ท่ีปาท้งั หมด (หรอื 100%) เนื้อท่ที ห่ี นว ยตัวอยางเปน ตัวแทน
ในข้นั ตอนของการวางแผนการสำ� รวจ เราไม่สามารถท่จี ะทราบได้ว่าพ้นื ทีท่ ท่ี �ำ
การส�ำรวจขนาดเท่าใด จงึ นิยมก�ำหนดเป็นเปอร์เซน็ ต์การสำ� รวจเบอ้ื งต้นก่อน ท�ำให้ก�ำหนด
เปน็ อัตราส่วนได้ดงั น้ี
% การสาํ รวจ = เนื้อที่ของหนว ยตัวอยา ง
100% เน้ือที่ทห่ี นว ยตวั อยา งเปน ตวั แทน
66 วธิ กี ารส�ำรวจ “ของป่า”
หรอื
% การสาํ รวจ = ความกวา งของแถบ x ความยาวของพื้นที่
100% ระยะหางระหวา งแถบ x ความยาวของพื้นที่
จะได้
ระยะหางระหวางแถบ = ความกวางของแถบ x 100%
% การสํารวจ
ตัวอย่าง กำ� หนดเปอร์เซน็ ต์ในการสำ� รวจ 5% และต้องการความกว้างของแถบ 10 เมตร
จะได ระยะหา งระหวา งแถบ = ความกวางของแถบ x 100%
% การสํารวจ
10 x 100%
= 5%
= 200 เมตร
ดังนัน้ ระยะห่างระหว่างแถบในพ้นื ที่ส�ำรวจ เท่ากบั 200 เมตร
เมอ่ื ทราบระยะห่างระหว่างแถบแล้ว จงึ ท�ำการวางแถบสำ� รวจทวั่ ทงั้ ป่า (ภาพท่ี 2)
โดยดำ� เนินการตามขนั้ ตอนดังน้ี
1) การวางเส้นฐาน (base line) ซงึ่ เป็นเส้นสมมตุ ฐิ านท่ีสร้างขน้ึ ในบรเิ วณพ้ืนที่ป่า
โดยทั่วไปนยิ มวางตามแนวขอบเขตธรรมชาติ เช่น แนวแม่นำ�้ หรือสิ่งท่สี ร้างขึน้ เช่น ถนน
เส้นฐานถูกสร้างขน้ึ เพือ่ ใช้เปน็ ฐานในการวางเส้นสำ� รวจ (cruise line) โดยวางให้แยกตงั้ ฉาก
ออกจากเส้นฐาน เพอื่ ให้การสุ่มตัวอย่างสมำ่� เสมอทั่วทง้ั พืน้ ทีป่ ่า ดังนัน้ จงึ ควรวางเส้นฐาน
ไปตามความยาวของพ้ืนที่ป่าเปน็ แนวเส้นตรง การวางเส้นฐานควรพยายามเลือกบริเวณ
ท่ีราบสามารถเข้าถงึ ง่าย เส้นฐานอาจเป็นเส้นท่แี บ่งเขตพนื้ ทป่ี ่าออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กนั
หรอื อาจจะวางท่จี ุดเร่ิมต้น หรือบรเิ วณขอบป่าท่ีจะท�ำการสำ� รวจ ซ่ึงจะเลอื กวางบรเิ วณใด
ขึน้ อยู่กบั สภาพป่า และความสะดวกในการปฏบิ ัติงาน (สถติ ย์, 2525)
วิธกี ารสำ� รวจ “ของป่า” 67
2) การวางเส้นสำ� รวจ (cruise line) จะวางตง้ั ฉากกับเส้นฐานเพ่อื ลดความล�ำเอยี ง
ในการสุ่มเลอื กตวั อย่าง การวางตำ� แหน่งเส้นส�ำรวจเส้นแรกควรได้จากการสุ่ม (random
start) โดยกำ� หนดให้เส้นส�ำรวจแรกจะต้องมรี ะยะห่างจากขอบพ้นื ทเี่ ปน็ ครึง่ หน่งึ ของระยะ
ห่างระหว่างแถบ เมอ่ื ได้ตำ� แหน่งของเส้นสำ� รวจเส้นแรกแล้ว เส้นสำ� รวจต่อไปจะอยู่ใน
ตำ� แหน่งตามระยะห่างระหว่างแถบท่กี �ำหนดจนกระจายท่วั ทง้ั พ้นื ที่ส�ำรวจ
3) การวางแปลงตวั อย่าง และการรวบรวมข้อมลู วธิ นี ีค้ ือการวางแถบตามขนาดท่ี
ก�ำหนดบนเส้นสำ� รวจ โดยทั่วไปนยิ มกำ� หนดให้เส้นสำ� รวจอยู่ก่งึ กลางแถบ และในทาง
ปฏิบตั เิ ม่อื ทำ� การหมายแนวเขตของแถบได้แล้ว การรวบรวมข้อมลู ทุกอย่างท่ตี ้องการจะอยู่
ภายในขอบเขตของแถบตลอดความยาวของแถบนนั้ ๆ
ระยะหางระหวา งแถบ
ความกวา งของแถบ
5 เมตร 200 เมตร เสน ฐาน (base line)
ภาพที่ 2 การวางแปลงตัวอย่างวธิ ีวางแถบอย่างเปน็ ระบบ (strip system)
ข้นั ตอนการด�ำเนนิ งาน
การสำ� รวจของป่าด้วยวธิ ีวางแถบอย่างเป็นระบบ (strip system) มขี น้ั ตอนในการ
ด�ำเนินงาน 5 ขนั้ ตอน ดงั น้ี
1) ข้นั ตอนวางแผนการสำ� รวจ เป็นขนั้ ตอนที่มคี วามสำ� คญั อย่างยงิ่ จะทำ� ให้ทมี
ส�ำรวจมคี วามเข้าใจงานทจ่ี ะต้องด�ำเนนิ การในภาพรวมทง้ั ระบบ
2) ข้นั ตอนการก�ำหนดประชากรและวตั ถุประสงค์ของการสำ� รวจให้ชัดเจน ในทาง
ปฏิบตั ิจะต้องมแี ผนท่แี สดงขอบเขตรายละเอยี ดของพ้ืนท่ีท่ีจะท�ำการสำ� รวจ และก�ำหนด
วตั ถุประสงค์การสำ� รวจ ซ่ึงวตั ถปุ ระสงค์ของการส�ำรวจตามคู่มอื ฉบบั นเี้ พ่อื ต้องการทราบ
ข้อมลู เก่ียวกบั ประเภท ชนดิ และปรมิ าณของป่า ตวั อย่างการวางแปลงสำ� รวจของป่าด้วย
68 วิธกี ารส�ำรวจ “ของป่า”
วธิ วี างแถบอย่างเป็นระบบ (strip system) ได้ดำ� เนนิ การบริเวณบ้านม่องไล่ ตำ� บลท่ากระดาน
อ�ำเภอศรสี วัสด์ิ เน้อื ที่ 136.7 ไร่ ภายในเขตอุทยานแห่งชาตเิ อราวัณ จังหวัดกาญจนบรุ ี
โดยกำ� หนดขนาดความกว้างของแถบ 10 เมตร และกำ� หนดเปอร์เซน็ ต์ของการส�ำรวจ 5%
ดงั นั้นจะได้ระยะห่างระหว่างแถบ 200 เมตร เลือกวางเส้นฐาน (base line) เพ่อื เปน็ ฐานใน
การวางเส้นแถบสำ� รวจ โดยทัว่ ไปนิยมวางเส้นฐานตามแนวขอบเขตแม่น�้ำ หรือเส้นทางเดนิ
หาของป่าข้นึ อยู่กบั สภาพป่า และความสะดวกในการส�ำรวจ โดยเส้นแถบส�ำรวจเร่มิ ต้นมี
ระยะห่างจากขอบพืน้ ที่ส�ำรวจเท่ากับคร่ึงหนง่ึ ของระยะห่างระหว่างแถบ ในท่นี ค้ี อื 100 เมตร
และเส้นแถบส�ำรวจต่อไปจะอยู่ในต�ำแหน่งตามระยะห่างระหว่างแถบท่ีก�ำหนดจนกระจาย
ท่วั ทง้ั พนื้ ที่ส�ำรวจ ในกรณนี ไ้ี ด้จ�ำนวนแถบส�ำรวจทงั้ หมดจำ� นวน 5 แถบ แสดงดงั ภาพท่ี 3
ภาพที่ 3 การวางแปลงตัวอย่างด้วยวธิ ีวางแถบอย่างเป็นระบบ (strip system) ในพื้นทศี่ ึกษา 69
3) ข้นั ตอนการกำ� หนดเง่อื นไขในการส�ำรวจ อาจจะเปน็ เง่ือนไขเก่ยี วกบั เวลา เช่น
ระยะเวลาท่ีจะทำ� การสำ� รวจ และ/หรอื ก�ำหนดเวลาท่จี ะต้องนำ� เสนอข้อมลู รวมทงั้ เง่ือนไข
เกีย่ วกับทรพั ยากรท่ใี ช้ในการส�ำรวจ และทส่ี �ำคญั ต้องก�ำหนดเงอ่ื นไขเก่ยี วกบั ความถูกต้อง
ของข้อมลู ว่าต้องการให้เกดิ ความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าได้ในระดับใด และทร่ี ะดับ
ความเช่ือม่นั ทก่ี �ำหนด เพ่อื ให้สามารถคำ� นวณขนาดตวั อย่างท่เี หมาะสมได้
วธิ ีการสำ� รวจ “ของป่า”
4) ข้ันตอนการก�ำหนดข้อมูลทจ่ี ะเก็บรวบรวมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ
การสำ� รวจ และต้องคำ� นึงถงึ อุปกรณ์/เคร่อื งมือท่ใี ช้วดั และวธิ ีการสำ� รวจเพ่อื ใช้เปน็ ข้อมลู
เบื้องต้นก่อนทจ่ี ะออกแบบและทำ� แบบบันทกึ ข้อมูล ซ่งึ การจดั ทำ� แบบบนั ทึกข้อมลู ในการ
สำ� รวจจะมหี ลกั การและขนั้ ตอน ดงั น้ี
4.1) พิจารณาประเด็นตามวตั ถุประสงค์ของการสำ� รวจว่าต้องการทราบข้อมูล
อะไรของประชากร
4.2) ก�ำหนดลกั ษณะทต่ี ้องการศึกษาตามประเด็นของวัตถปุ ระสงค์
4.3) จดั ท�ำรายการลักษณะของทต่ี ้องการศกึ ษาให้ครบถ้วน โดยจัดเรียง
รายการ “ลกั ษณะทีต่ ้องการศกึ ษา” ให้อยู่ในรปู แบบที่ง่ายต่อการบันทกึ ข้อมลู และค�ำนึงถึง
อปุ กรณ์/เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการส�ำรวจ จะได้ “แบบบันทกึ ข้อมลู ” โดยแบบบนั ทกึ ข้อมลู จะ
ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คอื
ส่วนที่ 1 ข้อมลู ท่วั ไป จะท�ำให้ทราบว่าทำ� การสำ� รวจท่ใี ด โดยใคร เม่ือไร
ตำ� แหน่ง และสภาพทั่วไปของพน้ื ทที่ ่ีทำ� การส�ำรวจข้อมลู
ส่วนที่ 2 ข้อมลู หลกั จะแสดงข้อมลู ชนดิ ประเภทของป่าตามวัตถุประสงค์
ของการสำ� รวจ
ส่วนที่ 3 ข้อมูลเพมิ่ เติม เป็นส่วนท่ตี ้องบนั ทกึ ข้อมลู อ่ืน ๆ เพือ่ ใช้ในการ
อธิบายและตรวจสอบข้อมูลให้มคี วามสมบรู ณ์มากย่ิงขึน้
ซึ่งแบบบันทึกข้อมูลการสำ� รวจของป่าด้วยวิธวี างแถบอย่างเป็นระบบ (strip system)
แสดงในตารางท่ี 5 ได้ปรับปรงุ แบบบนั ทึกจากแบบบนั ทกึ ในเอกสารการประชุมเชงิ ปฏิบัติ
การแนวทางและวธิ กี ารส�ำรวจหาก�ำลังผลติ ของป่าในพ้นื ที่อนุรกั ษ์ (คณะวนศาสตร์, 2562)
5) ขัน้ ตอนการวเิ คราะห์ข้อมูล เป็นขนั้ ตอนการน�ำข้อมลู จากการส�ำรวจภาคสนาม
มาประมวลผลเพอ่ื น�ำมาหาข้อสรปุ และค่าทางสถติ ิ เช่น เปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคล่อื น
มาตรฐาน (%SE) ค่าขนาดตวั อย่างท่ีเหมาะสม (sample size) และค่าสัมประสทิ ธ์ิการ
ผันแปร (CV) โดยมหี ลักเกณฑ์ดังต่อไปน้ี
5.1) ตรวจสอบคุณภาพการส�ำรวจในภาพรวมว่ามกี ารรวบรวมข้อมลู ตวั อย่าง
ท่เี ป็นตวั แทนของประชากรหรอื ไม่ โดยดูจากค่าการค�ำนวณ “ขนาดตวั อย่างทเ่ี หมาะสม”
เพ่อื นำ� ไปใช้เป็นแนวทางในการพจิ ารณาผลการส�ำรวจ
5.2) การสำ� รวจปริมาณ และคณุ ลกั ษณะตรงตามท่รี ะบุในวตั ถุประสงค์ของ
การส�ำรวจหรอื ไม่ โดยทวั่ ไปการส�ำรวจของป่ามีวัตถุประสงค์เพอ่ื ทราบจำ� นวน ประเภท
ชนดิ ความหนาแน่นของป่าชนดิ ต่าง ๆ และปริมาณของป่าทป่ี ระเมินได้ขณะท่ีทำ� การส�ำรวจ
ดงั น้นั ต้องพจิ ารณาว่าข้อมลู ท่สี ำ� รวจแจงนับได้มีความครบถ้วนตามวัตถปุ ระสงค์หรอื ไม่
70 วธิ กี ารส�ำรวจ “ของป่า”
ตารางที่ 5 แบบบันทึกข้อมูลการส�ำรวจของป่าด้วยวธิ วี างแถบอย่า
แบบบนั ทกึ ขอมลู การสํารวจของปาดว ยวิธ
วันที่ ชนิดปา แถบสํารวจ ความกวา
สถานท่สี าํ รวจ
เวลาเริ่มตน
แถบที่ ความยาว ลาํ ดับที่ ชนิดพนั ธุ ประเภท เสน ผา นศนู ยกลาง ความส
สํารวจ แถบ (ม.) (พืช, สัตว, เห็ดรา) ทร่ี ะดบั ความสงู (ม.)
เพยี งอก (ซม.)
วิธกี ารสำ� รวจ “ของป่า” 71 บนั ทึกเพม่ิ เตมิ
างเปน็ ระบบ (strip system)
ธีวางแถบอยางเปนระบบ (strip system)
างแถบสํารวจ (ม.) ความลาดชนั ทศิ ดานลาด ผจู ดบันทึก
พิกัดจุดเรมิ่ ตน การสาํ รวจ
สงู จาํ นวน การใชประโยชน ปริมาณของปา ดานท่พี บ หมายเหตุ
) (ตน/ลาํ ฯลฯ) จาํ นวน (ตน /ลาํ หนอ น้ําหนัก (ซา ย, ขวา)
ดอก ยอด ฯลฯ) (กก.)
เวลาสน้ิ สุด
คำ� อธบิ ายหวั ข้อในแบบบนั ทกึ ขอ้ มูล
การส�ำรวจของป่าด้วยวธิ ีวางแถบอยา่ งเป็นระบบ (strip system)
หวั ขอ้ ในแบบบันทกึ ขอ้ มลู ค�ำอธิบาย
วนั ท่ี วนั เดือน ปี ท่ที �ำการเกบ็ ข้อมลู
ชนดิ ปา่ ชนดิ ป่าในพื้นท่ที ่ดี ำ� เนินการเก็บข้อมูลของป่า
แถบสำ� รวจ แถบล�ำดบั ท่เี ท่าไรในการดำ� เนนิ การเก็บข้อมูลของป่า
อาจจะเป็นระยะ 10 เมตร หรือระยะ 8 เมตร ขน้ึ อยู่กับแต่ละพนื้ ท่ี
ความกว้างของแถบส�ำรวจ ว่ามีความสมำ�่ เสมอของของป่ามากน้อยเพยี งไร หากพื้นท่ีมีความ
สม่ำ� เสมอมากอาจจะใช้ความกว้าง 8 เมตร ก็ได้ แต่ในคู่มอื
ความลาดชนั “การสำ� รวจของป่า” น้ใี ช้ท่ีระยะ 10 เมตร
ทิศทางลาด
ผู้จดบันทกึ ความลาดชันของพน้ื ที่ส�ำรวจเก็บข้อมลู ของป่า (หน่วยเปน็ องศา)
สถานทส่ี �ำรวจ
เวลาเร่ิมต้น ทิศด้านลาดของพน้ื ท่สี ำ� รวจเก็บข้อมลู ของป่า
ชือ่ ผู้ท�ำการส�ำรวจเกบ็ ข้อมูลของป่า
พกิ ดั จดุ เริ่มต้นการสำ� รวจ ชอื่ พ้นื ทอ่ี นรุ กั ษ์ทท่ี �ำการส�ำรวจเกบ็ ข้อมูลของป่า
แถบที่ส�ำรวจ เวลาเร่ิมต้นที่ด�ำเนินการส�ำรวจเก็บข้อมูลของป่าในแต่ละแถบ
ความยาวแถบ (เมตร) สำ� รวจ
ล�ำดบั ท่ี ค่าพิกัด UTM ของจดุ เรม่ิ ต้นแต่ละแถบส�ำรวจทก่ี �ำหนดไว้ในแผนท่ี
ประเภท เป็นค่าในแนวทศิ ตะวนั ออก 6 หลัก และค่าในแนวทศิ เหนือ 7 หลัก
แถบล�ำดบั ทเ่ี ท่าไรในการดำ� เนนิ การเกบ็ ข้อมลู ของป่า
เสน้ ผ่านศูนยก์ ลางทร่ี ะดบั ความ ระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสิ้นสุดระยะของแต่ละแถบ
สูงเพยี งอก (เซนตเิ มตร) (เมตร)
ล�ำดบั ทีช่ นดิ ของป่าท่สี ำ� รวจพบในแต่ละแถบของการเก็บข้อมลู
ประเภทของป่าจะมี 3 ประเภท คอื พืช สตั ว์ หรือเห็ดรา เลอื กใส่
เพียง 1 ประเภท
ได้จากสูตร ขนาดเส้นรอบวง = π × ขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง
โดยท่ี π มคี ่าประมาณ 3.14
ขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง = ขนาดเส้นรอบวง / 3.14 (ซ.ม.)
การเกบ็ ข้อมูลโดยส่วนมากจะเปน็ การวัดขนาดของเส้นรอบวง
ดังน้ันต้องน�ำมาแปลงค่าเปน็ ขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง แล้วน�ำค่ามา
ใส่ในตาราง โดยทหี่ ากของป่าน้นั มลี ักษณะเปน็ ต้นกว็ ัดทีละต้น
72 วธิ ีการส�ำรวจ “ของป่า”
ค�ำอธิบายหัวข้อในแบบบันทกึ ข้อมลู
การส�ำรวจของป่าด้วยวธิ ีวางแถบอยา่ งเป็นระบบ (strip system) (ตอ่ )
หวั ข้อในแบบบันทกึ ขอ้ มลู ค�ำอธบิ าย
เสน้ ผา่ นศนู ย์กลางท่รี ะดบั ความ แต่หากมีลักษณะเปน็ กอ เช่น ไผ่ ให้ด�ำเนินการดงั นี้
สูงเพียงอก (เซนตเิ มตร) (ตอ่ ) หากมลี ำ� เดยี ว วัดขนาดเส้นรอบวงแล้วนำ� มาแปลงเปน็ ค่า
ความสูง (เมตร) ขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลางได้เลย
หากมี 2 ล�ำ วดั ขนาดเส้นรอบวงทง้ั 2 ล�ำ หาค่าเฉล่ยี แล้วนำ�
จำ� นวน (ตน้ /ล�ำ ฯลฯ)
การใช้ประโยชน์ ค่าเฉลี่ยของขนาดเส้นรอบวงทไ่ี ด้มาแปลงเปน็ ค่าขนาดเส้นผ่าน
ปรมิ าณของปา่ ศนู ย์กลาง
หมายเหตุ
หากมี 3 ล�ำ ขน้ึ ไป ให้เลอื กวัด 3 ขนาด คอื ขนาดเลก็ ขนาด
กลาง และขนาดใหญ่ หาค่าเฉล่ยี ของขนาดเส้นรอบวงแล้วแปลง
เป็นค่าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
ของป่ามีลักษณะเป็นต้นวดั ความสูงทลี ะต้น หากมีลักษณะเป็นกอ
เช่น ไผ่ ให้ดำ� เนนิ การดงั น้ี
หากมลี �ำเดยี ว วัดความสงู ของล�ำนน้ั
หากมี 2 ลำ� วัดความสงู ทง้ั 2 ลำ� หาค่าเฉลย่ี
หากมมี ากกว่า 3 ล�ำ ให้วัดความสูง 3 ลำ� จากลำ� ทเ่ี ลือกวัด
ขนาดเส้นรอบวง แล้วน�ำมาหาค่าเฉลย่ี
กรณกี ลุ่มพืช เช่น ไม้ต้น ไม้พุ่ม และไม้ล้มลุก นบั จ�ำนวนต้น
ทง้ั หมดทพ่ี บ ไผ่และหวาย นบั จำ� นวนล�ำทง้ั หมดทพี่ บในแต่ละกอ
กรณกี ลุ่มสตั ว์ นับจำ� นวนทง้ั หมดท่พี บ เช่น แย้ องึ่ นับจ�ำนวน
เป็นตวั ไข่มดแดง รงั ผง้ึ นบั จำ� นวนเปน็ รัง
กรณเี ห็ด นบั จำ� นวนดอกทง้ั หมดท่พี บ
ส่วนของของป่าทน่ี �ำมาใช้ประโยชน์ (ลำ� /ต้น ดอก ใบ ผล หน่อ ฯลฯ)
นบั จำ� นวน (ลำ� /ต้น ดอก ใบ ผล หน่อ ฯลฯ)
นำ�้ หนักของป่า (กก.) ได้จากการชง่ั น้�ำหนักของป่าแต่ละชนดิ
บนั ทกึ ข้อมูลเกย่ี วกบั ของป่าที่ด�ำเนินการเก็บข้อมลู อยู่ เช่น ยอด
หัก, เห็ดข้นึ เปน็ กลุ่มหนาแน่น, มกี ล้วยไม้เกาะอยู่บนต้น เปน็ ต้น
บนั ทึกเพม่ิ เตมิ บนั ทึกข้อมูลทอ่ี ืน่ ๆ ของพ้ืนท่ี เช่น อยู่ใกล้แหล่งน้�ำ อยู่ใกล้ทาง
เดนิ เกบ็ หาของป่า มรี ่องรอยการเก็บหาของป่า เป็นต้น
เวลาสิ้นสุด เวลาที่ด�ำเนินการส�ำรวจเก็บข้อมูลของป่าเสร็จเรียบร้อยแล้วใน
แต่ละแถบสำ� รวจ
วิธกี ารส�ำรวจ “ของป่า” 73
การสำ� รวจดว้ ยวธิ ีก�ำหนดแปลงตัวอย่างเป็นแนวบนเสน้ ส�ำรวจ
(line plot system)
การสำ� รวจด้วยวธิ ีก�ำหนดแปลงตวั อย่างเปน็ แนวบนเส้นสำ� รวจ มหี ลักการเดยี วกบั
การสำ� รวจด้วยวิธวี างแถบอย่างเป็นระบบ (strip system) แต่มีความแตกต่างกนั ท่กี ารก�ำหนด
หน่วยตวั อย่างของวธิ ีก�ำหนดแปลงตัวอย่างเปน็ แนวบนเส้นส�ำรวจ (line plot system) จะมี
การก�ำหนดแปลงตัวอย่าง (plot) เปน็ แนวบนเส้นสำ� รวจแล้วรวบรวมข้อมลู ทอ่ี ยู่ในขอบเขต
แปลงตวั อย่างนน้ั
ในการส�ำรวจของป่าจะรวบรวมข้อมูลของป่าทุกลักษณะในแปลงตัวอย่างแบบ
วงกลม รัศมี 17.84 เมตร ซง่ึ แปลงตัวอย่างจะมเี นอ้ื ทีเ่ ท่ากบั 0.625 ไร่ หรอื 0.1 เฮกตาร์
แสดงดงั ภาพท่ี 4
17.84 เมตร
ภาพท่ี 4 แปลงตัวอย่างแบบวงกลมเพอ่ื การสำ� รวจของป่า
การค�ำนวณหาระยะห่างระหว่างแปลงตัวอย่างบนเส้นสำ� รวจ และระยะห่างระหว่าง
เส้นสำ� รวจของวธิ กี ารสำ� รวจน้ี ใช้การเปรยี บเทยี บอัตราส่วนระหว่างค่าทเ่ี ปน็ ตัวอย่างกบั
ค่าประชากร ดงั น้ี
เนอื้ ท่ปี า ทท่ี ําการสาํ รวจ (หรอื %การสํารวจ) = เน้ือที่ของหนว ยตัวอยาง
เนอ้ื ที่ปา ท้ังหมด(หรอื 100%) เนอ้ื ทท่ี ห่ี นวยตวั อยา งเปน ตัวแทน
74 วธิ ีการส�ำรวจ “ของป่า”
แทนค่าด้วยเปอร์เซน็ ต์การสำ� รวจเบอ้ื งต้นและขนาดเน้อื ทข่ี องแปลงตัวอย่าง ในที่น้ี เท่ากบั
0.625 ไร่ หรอื 0.1 เฮกตาร์ หรอื 1,000 ตารางเมตร จะได้
%การสํารวจ = 1,000
100% เนื้อทท่ี ี่แปลงตัวอยางเปนตัวแทน
ดงั นน้ั เนือ้ แปลงตัวอย่างท่เี ป็นตวั แทน
= 1,000 × 100% ตารางเมตร
% การสํารวจ
ตัวอยา่ ง เน้ือทีข่ องแปลงตัวอย่างมขี นาด 0.1 เฮกตาร์ (1,000 เมตร) ต้องการให้เปอร์เซน็ ต์
การสำ� รวจเบ้อื งต้นเท่ากบั 5% สามารถค�ำนวณหาเน้อื ทีแ่ ปลงตัวอย่างเพ่อื เป็นตัวแทนได้
จากสดั ส่วนดงั น้ี
%การสาํ รวจ = เนื้อท่ีของแปลงตวั อยา ง
100% เนอ้ื ทีท่ แี่ ปลงตัวอยา งเปนตัวแทน
5% = 0.1 (เฮกตาร)
100% เนอ้ื ทที่ แี่ ปลงตวั อยา งเปนตวั แทน
เนื้อทีท่ แ่ี ปลงตัวอยางเปน ตัวแทน = 0.1 × 100% = 2 เฮกตาร
5%
จะได้ เนอ้ื ทแ่ี ปลงตัวอย่างตัวแทน 2 เฮกตาร์ หรือ 20,000 ตารางเมตร เนอ่ื งจาก
1 เฮกตาร์ มขี นาดเท่ากับ 10,000 ตารางเมตร
ดงั นัน้ ระยะห่างระหว่างแนว และระยะห่างระหว่างแปลงตัวอย่าง ท่ีจะสามารถ
กำ� หนดได้เป็น 200x100 เมตร ตามคู่มือ “การสำ� รวจของป่า” ฉบบั นี้จะให้ระยะห่างระหว่าง
แนวเท่ากับ 200 เมตร และระยะห่างระหว่างแปลงเท่ากบั 100 เมตร เพราะมคี วามสะดวก
ในการเกบ็ ข้อมูลมากกว่า ทัง้ น้ี เปอร์เซน็ ต์ของการส�ำรวจจะข้นึ อยู่กับประเภท ชนดิ ปริมาณ
ของป่าว่ามคี วามสม่ำ� เสมอมากน้อยเพยี งใดในพ้นื ที่
วธิ กี ารส�ำรวจ “ของป่า” 75
ขัน้ ตอนการด�ำเนนิ งาน
การส�ำรวจของป่าด้วยวิธีก�ำหนดแปลงตัวอย่างเป็นแนวบนเส้นส�ำรวจ (line plot
system) มีขน้ั ตอนดำ� เนินงาน 5 ข้ันตอน ดงั นี้
1) ขน้ั ตอนการวางแผนการส�ำรวจเปน็ ข้นั ตอนทม่ี ีความส�ำคัญอย่างยิง่ ในการส�ำรวจ
เพราะจะท�ำให้ทมี สำ� รวจมีความเข้าใจในงานท่จี ะต้องด�ำเนินการในภาพรวมทงั้ ระบบ
2) ข้นั ตอนการกำ� หนดประชากร และวัตถปุ ระสงค์ของการส�ำรวจ ในทางปฏิบัติ
ต้องมแี ผนทแ่ี สดงขอบเขตรายละเอยี ดของพ้ืนที่ที่ท�ำการส�ำรวจ และกำ� หนดวัตถปุ ระสงค์
ให้ชัดเจน ซึง่ วัตถุประสงค์ของการส�ำรวจตามคู่มอื นี้เพือ่ ต้องการทราบข้อมูลเก่ยี วกบั ประเภท
ชนดิ และปรมิ าณของป่าในพ้นื ที่ ตวั อย่างการวางแปลงสำ� รวจของป่าด้วยวธิ กี ำ� หนดแปลง
ตวั อย่างเป็นแนวบนเส้นส�ำรวจ (line plot system) ได้ด�ำเนินการบรเิ วณบ้านม่องไล่ ต�ำบล
ท่ากระดาน อำ� เภอศรีสวัสด์ิ เนอ้ื ท่ี 136.7 ไร่ ภายในพน้ื ทเ่ี ขตอุทยานแห่งชาตเิ อราวณั
จังหวัดกาญจนบุรี โดยก�ำหนดระยะห่างระหว่างแนวเท่ากบั 200 เมตร และระยะห่าง
ระหว่างแปลง (plot) เท่ากบั 100 เมตร ซ่ึงได้มาจากตัวอย่างการค�ำนวณข้างต้น เลือกวาง
เส้นฐาน (base line) เพ่อื เปน็ ฐานในการวางเส้นส�ำรวจ โดยทว่ั ไปนยิ มวางเส้นฐานตามแนว
ขอบเขต หรือเส้นทางเส้นทางเดนิ หาของป่าข้นึ อยู่กับสภาพป่าและความสะดวกในการท�ำงาน
ในการวางแปลงตัวอย่างจะต้องให้แนวส�ำรวจเร่ิมต้นมีระยะห่างจากขอบพ้ืนที่เป็นคร่ึงหนึ่ง
ของระยะห่างระหว่างแนวส�ำรวจ ในทนี่ ค้ี ือ 100 เมตร และแปลงตวั อย่างเร่มิ ต้นแปลงแรก
ในแต่ละแนวส�ำรวจจะต้องมีระยะห่างจากเส้นฐานเท่ากับครึ่งหน่ึงของระยะห่างของแปลง
ตวั อย่างเช่นกนั ในทน่ี ้คี ือเรมิ่ ต้นแปลงตัวอย่างแรกของแต่ละแนวส�ำรวจทรี่ ะยะเท่ากับ 50
เมตรจากเส้นฐาน เนือ่ งจากระยะห่างระหว่างแปลงเท่ากับ 100 เมตร จะได้จ�ำนวนแนว
ส�ำรวจเท่ากับ 5 แนว และจำ� นวนแปลงตวั อย่างทง้ั หมด 12 แปลงตวั อย่าง แสดงดงั รูปท่ี 5
3) ขนั้ ตอนการกำ� หนดเง่ือนไขในการส�ำรวจ อาจเป็นเงอ่ื นไขเกีย่ วกับเวลา เช่น
ระยะเวลาที่จะท�ำการสำ� รวจ และ/หรอื ก�ำหนดเวลาทจ่ี ะต้องน�ำเสนอข้อมลู รวมทงั้ เงอ่ื นไข
เกี่ยวกบั ทรพั ยากรทใ่ี ช้ในการสำ� รวจ และที่ส�ำคญั ต้องก�ำหนดเงอ่ื นไขเกี่ยวกับความถกู ต้อง
ของข้อมูลว่าต้องการให้เกิดความคลาดเคล่ือนในการประมาณค่าได้ในระดับใดท่ีระดับ
ความเช่ือมัน่ ทก่ี ำ� หนด เพอ่ื ให้สามารถค�ำนวณขนาดตวั อย่างท่เี หมาะสมได้
76 วิธีการส�ำรวจ “ของป่า”
ภาพท่ี 5 การวางแปลงตัวอย่างด้วยวธิ ีกำ� หนดแปลงตัวอย่างเป็นแนวบนเส้นสำ� รวจ
(line plot system) ในพน้ื ที่ศกึ ษา
4) ข้ันตอนการก�ำหนดข้อมลู ที่จะเก็บรวบรวมให้สอดคล้องกบั วัตถปุ ระสงค์ของ
การสำ� รวจ และต้องคำ� นึงถงึ อุปกรณ์/เครอื่ งมอื ท่ใี ช้วัด วธิ กี ารสำ� รวจเพอ่ื ใช้เป็นข้อมูลเบอื้ งต้น
ก่อนที่จะออกแบบ และท�ำแบบบันทกึ ข้อมลู ซงึ่ การจัดท�ำแบบบันทกึ ข้อมลู ในการส�ำรวจมี
หลกั การและขน้ั ตอนดังน้ี
4.1) การพจิ ารณาประเด็นตามวัตถุประสงค์ของการส�ำรวจว่าต้องการทราบ
ข้อมูลอะไรของประชากร
4.2) กำ� หนดลกั ษณะท่ตี ้องการศกึ ษาตามประเดน็ ของวัตถปุ ระสงค์
4.3) จดั ท�ำรายการลักษณะของที่ต้องการศกึ ษาให้ครบถ้วน จะจดั เรยี งรายการ
“ลกั ษณะทต่ี ้องการศกึ ษา” ให้อยู่ในรูปแบบทง่ี ่ายต่อการบันทกึ ข้อมลู โดยคำ� นงึ ถึงอปุ กรณ์/
เครือ่ งมือทใี่ ช้ในการส�ำรวจ จะได้ “แบบบนั ทกึ ข้อมลู ” โดยแบบบนั ทกึ ข้อมลู จะประกอบด้วย
3 ส่วนหลัก คอื
วธิ ีการสำ� รวจ “ของป่า” 77
ส่วนที่ 1 ข้อมูลทัว่ ไป ทำ� ให้ทราบว่าทำ� การสำ� รวจทใ่ี ด โดยใคร เมื่อไร
ตำ� แหน่ง และสภาพทวั่ ไปของพน้ื ทีท่ ี่ท�ำการส�ำรวจข้อมูล
ส่วนที่ 2 ข้อมลู หลกั แสดงข้อมูลชนดิ ประเภทของป่าตามวัตถุประสงค์
ของการสำ� รวจ
ส่วนท่ี 3 ข้อมูลเพิม่ เตมิ เปน็ ส่วนท่ีต้องบันทกึ ข้อมลู อน่ื ๆ เพ่อื ใช้ในการ
อธบิ าย และตรวจสอบข้อมลู ให้มคี วามสมบรู ณ์มากยง่ิ ขึ้น
ซึ่งแบบบันทึกข้อมูลการส�ำรวจของป่าด้วยวิธีก�ำหนดแปลงตัวอย่างเป็นแนวบน
เส้นสำ� รวจ (line plot system) แสดงดังตารางที่ 6 ได้ปรบั ปรงุ แบบบนั ทกึ จากแบบบันทกึ ใน
เอกสารการประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางและวิธีการส�ำรวจหาก�ำลังผลิตของป่าในพื้นท่ี
อนรุ ักษ์ (คณะวนศาสตร์, 2562)
5) ขนั้ ตอนการวเิ คราะห์ข้อมูล เปน็ ข้ันตอนการน�ำข้อมูลจากการสำ� รวจภาคสนาม
มาประมวลผลเพื่อหาข้อสรุปและค่าทางสถติ ิ เช่น เปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคลอ่ื นมาตรฐาน
(%SE) ค่าขนาดตัวอย่างท่เี หมาะสม (sample size) และค่าสมั ประสิทธิ์การผันแปร (CV) โดย
มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปน้ี
5.1) ตรวจสอบคณุ ภาพการส�ำรวจในภาพรวมว่ามกี ารรวบรวมข้อมูลตวั อย่าง
ทีเ่ ป็นตัวแทนของประชากรหรอื ไม่ โดยดูจากค่าการค�ำนวณ “ขนาดตัวอย่างทเ่ี หมาะสม”
เพอ่ื นำ� ไปใช้เป็นแนวทางในการพจิ ารณาผลการสำ� รวจ
5.2) การส�ำรวจปรมิ าณ และคณุ ลักษณะตรงตามท่รี ะบไุ ว้ในวตั ถปุ ระสงค์ของ
การส�ำรวจหรอื ไม่ โดยทั่วไปการส�ำรวจของป่า มวี ตั ถุประสงค์เพอ่ื ทราบจำ� นวน ประเภท
ชนดิ ความหนาแน่นของป่าชนดิ ต่าง ๆ และปรมิ าณของป่าทป่ี ระเมนิ ได้ขณะที่ทำ� การสำ� รวจ
ดังนน้ั ต้องพจิ ารณาว่าข้อมลู ท่สี ำ� รวจแจงนับได้ มคี วามครบถ้วนตามวัตถปุ ระสงค์หรอื ไม่
หากพื้นท่ีที่ส�ำรวจมีความลาดชนั สามารถปรับแก้ระยะทาง (slope connection) โดย
สามารถกระทำ� ได้ 2 วธิ ี ดังน้ี
1) ใช้เคร่อื งมือวัดระยะแบบอเิ ล็กทรอนคิ (electronic rangefinders)
2) วธิ ีการคำ� นวณ (traditional method) โดยใช้ค่ามุม cossθ ปรับแก้ความลาดชนั
ของระยะทางในพน้ื ทส่ี ำ� รวจ โดยรศั มขี องแปลงตัวอย่างแบบวงกลมเท่ากับ 17.84 เมตร
ถ้าหากใช้เข็มทิศวดั ความลาดชันได้เท่ากบั 40 องศา จะต้องลากเชือกเปน็ ระยะทางเท่ากบั
23.29 เมตร จงึ จะมีระยะทางในแนวราบเท่ากบั 17.84 เมตร แสดงดงั ตารางท่ี 7
78 วธิ กี ารสำ� รวจ “ของป่า”
ตารางที่ 6 แบบบนั ทึกข้อมูลการส�ำรวจของป่าด้วยวธิ กี ำ� หนดแปลง
แบบบนั ทึกขอมูลการสํารวจของปาดว ยวธิ ีกาํ หนดแปล
วนั ที่ ชนดิ ปา แนวสํารวจ
สถานท่สี าํ รวจ
เวลาเริ่มตน
แนว แปลง ลาํ ดับที่ ชนดิ พนั ธุ ประเภท เสน ผา นศนู ยกลาง
สํารวจที่ ตวั อยา งที่ (พชื , สัตว, เห็ดรา) ทรี่ ะดบั ความสงู
เพยี งอก (ซม.)
วิธกี ารสำ� รวจ “ของป่า” 79 บนั ทกึ เพม่ิ เตมิ
งตัวอย่างเปน็ แนวบนเส้นส�ำรวจ (line plot system)
ลงตวั อยา งเปน แนวบนเสน สํารวจ (line plot system)
แปลงตวั อยา ง ความลาดชัน ทิศดา นลาด ผจู ดบนั ทกึ
พิกัดจดุ เรม่ิ ตน การสํารวจ
ความสงู จํานวน การใชประโยชน ปริมาณของปา หมายเหตุ
(ม.) (ตน /ลาํ ฯลฯ) จํานวน (ตน /ลํา หนอ นํา้ หนัก
ดอก ยอด ฯลฯ) (กก.)
เวลาสน้ิ สุด
ค�ำอธิบายหวั ข้อในแบบบันทกึ ขอ้ มูลการส�ำรวจของปา่
ด้วยวธิ กี ำ� หนดแปลงตวั อยา่ งเป็นแนวบนเสน้ สำ� รวจ (line plot system)
หวั ข้อในแบบบันทกึ ข้อมูล ค�ำอธบิ าย
วันท่ี วนั เดอื น ปี ท่ที ำ� การเกบ็ ข้อมูล
ชนดิ ปา่ ชนิดป่าในพนื้ ท่ที ่ดี �ำเนินการเก็บข้อมูลของป่า
แนวสำ� รวจ แนวล�ำดับท่เี ท่าไรในการด�ำเนนิ การเก็บข้อมลู ของป่า
แปลงตวั อย่าง แปลงตวั อย่างล�ำดับทเ่ี ท่าไรในแต่ละแนวสำ� รวจ
ความลาดชนั ความลาดชนั ของพน้ื ท่สี �ำรวจเก็บข้อมูลของป่า (หน่วยเป็นองศา)
ทศิ ทางลาด ทศิ ด้านลาดของพน้ื ทีส่ �ำรวจเก็บข้อมลู ของป่า
ผูจ้ ดบนั ทกึ
สถานท่ีส�ำรวจ ชื่อผู้ทำ� การสำ� รวจเก็บข้อมูลของป่า
เวลาเร่ิมต้น ช่อื พน้ื ท่ีอนรุ กั ษ์ทท่ี �ำการสำ� รวจเก็บข้อมลู ของป่า
เวลาเริ่มต้นที่ด�ำเนินการส�ำรวจเก็บข้อมูลของป่าในแต่ละแปลง
พิกดั จดุ เร่ิมต้นการส�ำรวจ ตวั อย่าง
แนวสำ� รวจท่ี
แปลงตัวอยา่ งท่ี ค่าพิกัด UTM ของจุดเรม่ิ ต้นแต่ละแนวสำ� รวจทก่ี �ำหนดไว้ในแผนท่ี
ลำ� ดับท่ี เปน็ ค่าในแนวทิศตะวันออก 6 หลกั และค่าในแนวทิศเหนือ 7 หลกั
ประเภท แนวส�ำรวจล�ำดับท่เี ท่าไรในการด�ำเนนิ การเกบ็ ข้อมลู ของป่า
เส้นผ่านศนู ย์กลางทร่ี ะดับความ แปลงตวั อย่างล�ำดบั ท่เี ท่าไรในแต่ละแนวสำ� รวจ
สงู เพียงอก (เซนตเิ มตร)
ลำ� ดับท่ชี นิดของป่าทส่ี �ำรวจพบในแต่ละแปลงตัวอย่างของการ
เกบ็ ข้อมลู
ประเภทของป่าจะมี 3 ประเภท คอื พชื สัตว์ หรือเหด็ รา เลอื กใส่
เพียง 1 ประเภท
π
โไดดย้จาทก่ี สπตู ร ขนาดเส้นรอบวง = × ขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง
มคี ่าประมาณ 3.14
ขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง = ขนาดเส้นรอบวง / 3.14 (ซ.ม.)
การเก็บข้อมูลโดยส่วนมากจะเปน็ การวดั ขนาดของเส้นรอบวง
ดงั นัน้ ต้องน�ำมาแปลงค่าเปน็ ขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง แล้วนำ� ค่า
มาใส่ในตาราง โดยทีห่ ากของป่านนั้ มลี กั ษณะเปน็ ต้นก็วดั ทลี ะต้น
แต่หากมลี กั ษณะเป็นกอ เช่น ไผ่ ให้ดำ� เนนิ การดงั น้ี
80 วธิ กี ารส�ำรวจ “ของป่า”
คำ� อธิบายหัวข้อในแบบบนั ทกึ ข้อมลู การสำ� รวจของป่า
ด้วยวธิ ีก�ำหนดแปลงตัวอย่างเปน็ แนวบนเสน้ ส�ำรวจ (line plot system) (ตอ่ )
หวั ข้อในแบบบนั ทกึ ขอ้ มูล คำ� อธิบาย
เสน้ ผ่านศูนยก์ ลางท่รี ะดบั หากมลี ำ� เดยี ว วดั ขนาดเส้นรอบวงแล้วน�ำมาแปลงเปน็ ค่าขนาด
ความสงู เพยี งอก (เซนตเิ มตร) เส้นผ่านศูนย์กลาง
(ต่อ)
หากมี 2 ล�ำ วัดขนาดเส้นรอบวงทงั้ 2 ล�ำ หาค่าเฉลีย่ แล้วนำ� ค่า
ความสูง (เมตร) เฉล่ียของขนาดเส้นรอบวงท่ีได้มาแปลงเป็นค่าขนาดเส้นผ่าน
ศูนย์กลาง
จำ� นวน (ต้น/ลำ� ฯลฯ)
การใช้ประโยชน์ หากมี 3 ล�ำขน้ึ ไป ให้เลือกวัด 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง
ปริมาณของป่า และขนาดใหญ่ หาค่าเฉลย่ี ของขนาดเส้นรอบวงแล้วแปลงเป็นค่า
หมายเหตุ ขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง
บนั ทึกเพม่ิ เตมิ ของป่ามีลกั ษณะเป็นต้นวัดความสงู ทลี ะต้น หากมลี กั ษณะเปน็ กอ
เวลาสิน้ สุด เช่น ไผ่ ให้ดำ� เนนิ การดงั น้ี
หากมลี �ำเดยี ว วดั ความสงู ของลำ� นนั้
หากมี 2 ล�ำ วดั ความสงู ทง้ั 2 ล�ำ หาค่าเฉล่ยี
หากมมี ากกว่า 3 ลำ� ให้วดั ความสงู 3 ลำ� จากล�ำทเ่ี ลือกวัด
ขนาดเส้นรอบวงมาหาค่าเฉลย่ี
กรณกี ลุ่มพืช เช่น ไม้ต้น ไม้พุ่ม และไม้ล้มลุก นบั จำ� นวนต้น
ทั้งหมดท่ีพบ ไผ่และหวาย นับจ�ำนวนล�ำทง้ั หมดท่พี บในแต่ละกอ
กรณกี ลุ่มสตั ว์ นบั จ�ำนวนทง้ั หมดท่พี บ เช่น แย้ องึ่ นบั จำ� นวน
เปน็ ตัว ไข่มดแดง รังผ้งึ นบั จำ� นวนเปน็ รัง
กรณเี ห็ด นบั จำ� นวนดอกทงั้ หมดทพี่ บ
ส่วนของของป่าท่นี ำ� มาใช้ประโยชน์ (ลำ� /ต้น ดอก ใบ ผล หน่อ ฯลฯ)
นับจ�ำนวน (ล�ำ/ต้น ดอก ใบ ผล หน่อ ฯลฯ)
น�้ำหนักของป่า (กโิ ลกรัม) ได้จากการชั่งน้�ำหนักของป่าแต่ละชนดิ
บนั ทกึ ข้อมูลเกย่ี วกับของป่าท่ดี ำ� เนินการเก็บข้อมูลอยู่ เช่น ยอด
หกั , เห็ดข้นึ เป็นกลุ่มหนาแน่น, มกี ล้วยไม้เกาะอยู่บนต้น เปน็ ต้น
บนั ทึกข้อมลู ท่อี นื่ ๆ ของพน้ื ท่ี เช่น อยู่ใกล้แหล่งน�้ำ อยู่ใกล้ทางเดนิ
เกบ็ หาของป่า มรี ่องรอยการเกบ็ หาของป่า เป็นต้น
เวลาท่ีด�ำเนินการส�ำรวจเก็บข้อมูลของป่าเสร็จเรียบร้อยแล้วใน
แต่ละแปลงตัวอย่าง
วธิ ีการส�ำรวจ “ของป่า” 81
ตารางท่ี 7 ค่าปรับแก้ความลาดชนั ของระยะทางรศั มี 17.84 เมตร
มุม ระยะทาง cos(θ) มมุ ระยะทาง cos(θ)
(องศา) (เมตร) 1.000 (องศา) (เมตร) 0.857
17.84 0.999 20.81 0.848
1 17.85 0.999 31 21.04 0.839
2 17.86 0.998 32 21.27 0.829
3 17.88 0.996 33 21.52 0.819
4 17.91 0.995 34 21.78 0.809
5 17.94 0.993 35 22.05 0.799
6 17.97 0.990 36 22.34 0.788
7 18.02 0.988 37 22.64 0.777
8 18.06 0.985 38 22.96 0.766
9 18.12 0.982 39 23.29 0.755
10 18.17 0.978 40 23.64 0.743
11 18.24 0.974 41 24.01 0.731
12 18.31 0.970 42 24.39 0.719
13 18.39 0.966 43 24.80 0.707
14 18.47 0.961 44 25.23 0.695
15 18.56 0.956 45 25.68 0.682
16 18.66 0.951 46 26.16 0.669
17 18.76 0.946 47 26.66 0.656
18 18.87 0.940 48 27.19 0.643
19 18.98 0.934 49 27.75 0.629
20 19.11 0.927 50 28.35 0.616
21 19.24 0.921 51 28.98 0.602
22 19.38 0.914 52 29.64 0.588
23 19.53 0.906 53 30.35 0.574
24 19.68 0.899 54 31.10 0.559
25 19.85 0.891 55 31.90 0.545
26 20.02 0.883 56 32.76 0.530
27 20.21 0.875 57 33.67 0.515
28 20.40 0.866 58 34.64 0.500
29 20.60 59 35.68
30 60
82 วิธกี ารส�ำรวจ “ของป่า”
หลกั การพิจารณาเลือกใชร้ ูปแบบ
และวิธีการสำ� รวจ “ของป่า”
การพิจารณาเลอื กใช้รูปแบบและวิธกี ารส�ำรวจของป่า มีวตั ถุประสงค์เพอ่ื ส�ำรวจ
จำ� นวน ประเภท ชนิด ความหนาแน่น และปรมิ าณในแต่ละพื้นที่ ควรพจิ ารณาเลอื กใช้วิธี
การสำ� รวจของป่าตามความเหมาะสมของแต่ละพน้ื ท่ี โดยมขี ้อควรพจิ ารณา ดงั ต่อไปน้ี
1. เวลา
การสำ� รวจของป่าด้วยวธิ กี ำ� หนดแปลงตวั อย่างเป็นแนวบนเส้นส�ำรวจ (line plot
system) ใช้ระยะเวลาในการสำ� รวจน้อยทส่ี ดุ รองลงมา คอื การส�ำรวจของป่าวธิ ีวางแถบ
อย่างเปน็ ระบบ (strip system) ทัง้ น้ี เวลาทใ่ี ช้ในแต่ละวิธกี ารส�ำรวจอาจจะข้นึ กับความถนัด
และความชำ� นาญของผู้สำ� รวจ
2. เปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคล่อื นมาตรฐาน (%SE)
การสำ� รวจวธิ ีก�ำหนดแปลงตวั อย่างเปน็ แนวบนเส้นสำ� รวจ (line plot system) มี
เปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคล่ือนมาตรฐานน้อยกว่าการส�ำรวจวิธีวางแถบอย่างเป็นระบบ
(strip system)
3. ความถนัดและช�ำนาญของผ้สู �ำรวจ
การสำ� รวจวธิ วี างแถบอย่างเปน็ ระบบ (strip system) เหมาะสมส�ำหรับการหา
ปริมาณผลผลติ ของป่า เนือ่ งจากเจ้าหน้าทพ่ี ิทกั ษ์ป่ารู้จกั ชนดิ ของป่าเป็นอย่างดจี ึงไม่ต้องใช้
ทกั ษะมาก แต่ในการส�ำรวจแต่ละครง้ั ควรมนี ักวิชาการป่าไม้อยู่ในทมี ส�ำรวจ และจำ� นวน
บุคคลทที่ ำ� การสำ� รวจไม่ควรเกนิ 4-6 คน
4. ฤดูกาล
การส�ำรวจข้อมูลของป่าแต่ละชนิดตามฤดูกาลจะท�ำให้ทราบถึงปริมาณของป่าท่ี
ชดั เจนยิ่งข้นึ เนือ่ งจากหากเปน็ ฤดกู าลทข่ี องป่าให้ผลผลติ ออกมา จะได้ปรมิ าณของป่าที่
ถูกต้องตามความเปน็ จรงิ
วิธกี ารส�ำรวจ “ของป่า” 83
ทงั้ น้ี ในขณะท่ที �ำการสำ� รวจของป่าจะมชี าวบ้านรอบพื้นที่ทท่ี �ำการส�ำรวจด�ำเนนิ
กิจกรรมเกบ็ หาของป่าด้วยเช่นกัน ฉะน้ันปรมิ าณผลผลติ ของป่าทแ่ี ท้จรงิ เราจึงควรเปรยี บ
เทียบกับปริมาณการเก็บหาในเวลาท่ีของป่าชนิดน้ันถูกน�ำออกมาจากป่าโดยชาวบ้านด้วย
การบริหารจัดการท่ถี ูกต้องจะต้องมกี ารจดั ระบบการเข้าออกพน้ื ท่ที ีเ่ ก็บหาของป่า มีการ
สำ� รวจปรมิ าณของป่าตามฤดูกาลในรอบการผลติ ของป่าชนดิ น้นั ๆ และเม่อื ครบรอบ 1 ปี
(3 ฤดกู าล) จงึ จะสามารถสรุปผลเพอ่ื รายงานปรมิ าณของป่าท่ใี กล้เคียงกบั ความเป็นจรงิ
มากที่สดุ
การสำ� รวจปรมิ าณผลผลติ ของป่าทส่ี ามารถเกดิ ใหม่ทดแทนได้ตามฤดกู าลนนั้ จะ
เป็นคำ� ตอบว่าพน้ื ทท่ี ่เี ราดูแลรกั ษานนั้ สามารถสร้างมลู ค่าได้จำ� นวนเท่าไร และสามารถ
ดำ� เนินการจัดการน�ำผลผลติ ของป่าออกมาใช้ประโยชน์เท่าไร โดยท่จี ะไม่ส่งผลกระทบต่อ
ระบบนเิ วศของของป่าชนิดนั้น ๆ ซง่ึ จะมผี ลท�ำให้การอยู่ร่วมกนั ของชมุ ชนบรเิ วณรอบพื้นท่ีป่า
สามารถสร้างความสขุ และประโยชน์ได้อย่างย่งั ยนื ทง้ั ทางด้านเศรษฐกจิ สังคม และระบบ
นเิ วศของทรพั ยากรธรรมชาติ
84 วิธกี ารส�ำรวจ “ของป่า”
การวิเคราะหข์ อ้ มูล
และรายงานผลการส�ำรวจ
“ของป่ า”
85
วิธีการส�ำรวจของป่าท่ีเหมาะสมส�ำหรับการ
นำ� มาใช้ส�ำรวจของป่าในประเทศไทย ทงั้ 2 วิธี คอื
การส�ำรวจของป่าด้วยวธิ ีวางแถบอย่างเป็นระบบ (strip
system) และการส�ำรวจของป่าด้วยวธิ กี ำ� หนดแปลงตวั อย่าง
เปน็ แนวบนเส้นส�ำรวจ (line plot system) หลงั จาก
เจ้าหน้าท่ีผู้รับผิดชอบในการส�ำรวจของป่าได้ด�ำเนินการ
เก็บข้อมูลจากภาคสนามตามวิธีการส�ำรวจของป่าท่ีได้
คัดเลือกว่าเหมาะสมตามแต่ละบริบทของแต่ละพื้นท่ี
เรียบร้อยแล้ว ให้น�ำข้อมลู ทไี่ ด้มาบนั ทึก และวเิ คราะห์
ข้อมูลตามวธิ ีการสำ� รวจของป่าท่ไี ด้ดำ� เนนิ การไว้ โดยการ
วิเคราะห์ข้อมลู แต่ละวธิ ีการมรี ายละเอยี ดดังต่อไปน้ี
(กsาtrรipวิเคsyรsาtะeหmข์ )อ้ มูลของป่าดว้ ยการสำ� รวจวิธีว างแถบอ ยา่ งเป็นระบบ
การวิเคราะห์ข้อมูลของป่าด้วยการส�ำรวจวิธีวางแถบ
อย่างเป็นระบบ (strip system) มขี ั้นตอนดำ� เนินการดงั ต่อไปนี้
1) เมือ่ ด�ำเนนิ การเก็บบันทกึ ข้อมูลของป่าในภาค
สนามด้วยวธิ วี างแถบอย่างเป็นระบบ (strip system) ลงใน
แบบบนั ทกึ ข้อมลู ในภาคสนามเสรจ็ เรยี บร้อยแล้ว ให้นำ�
ข้อมูลท่ีบันทึกในแบบบันทึกข้อมูลมาบันทึกลงในตาราง
Excel เพอ่ื ประมวลผลข้อมูลของป่า ตวั อย่างการบันทกึ
ข้อมูลการส�ำรวจของป่าด้วยวธิ นี ี้ แสดงดังตารางท่ี 8
86 การวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานผลการส�ำรวจ “ของป่า”
ตารางท่ี 8 ตัวอย่างการบนั ทกึ ข้อมลู การส�ำรวจของป่าในภาคสนา
แบบบนั ทึกขอ มลู การสาํ รวจของปา ดว ยว
วนั ที่ ชนิดปา แถบสาํ รวจ ความกวางแถบ
11 ก.ย. 2562 เบญจพรรณ 1 10
สถานทสี่ าํ รวจ อทุ ยานแหง ชาติเอราวณั
เวลาเรม่ิ ตน 9.05 น.
การวเิ คราะห์ข้อมลู และรายงานผลการสำ� รวจ “ของป่า” 87 แถบที่ ความยาว ลาํ ดบั ชนิดพันธุ ประเภท เสนผา นศูนยกลาง ความ
สาํ รวจ แถบ (ม.) ที่ (พชื , สตั ว, เหด็ รา) ท่รี ะดับความสูง (ม
เพยี งอก (ซม.)
1 140 1 ไผร วก พชื 9.5 6
บนั ทึกเพ่มิ เตมิ 2 ไผร วก พชื 10.7 10
3 ไผร วก พืช 86
4 ไผรวก พชื 10.5 10
5 ไผรวก พชื 9.1 6
6 ไผรวก พชื 7.4 7
7 เหด็ โคน เหด็ รา 14 1.
8 ผักหวานปา พืช
9 เขาพรรษา พชื 12 1
10 เขาพรรษา พชื 11 7
11 เขาพรรษา พชื 53
12 ผกั หวานปา พืช
13 ไผรวก พชื
14 ไผร วก พชื
ามด้วยวธิ วี างแถบอย่างเป็นระบบ (strip system)
วิธีวางแถบอยางเปนระบบ (strip system)
บสาํ รวจ (ม.) ความลาดชัน ทศิ ดา นลาด ผจู ดบนั ทึก
0 2° WN กาญจนา
พิกดั จุดเริ่มตนการสํารวจ
513778 1589444
ปรมิ าณของปา
มสงู จาํ นวน การใช จํานวน (ตน/ลํา หนอ นํา้ หนัก ดานที่พบ หมายเหตุ
ม.) (ตน/ลํา ประโยชน (ซา ย, ขวา)
ฯลฯ) ดอก ยอด ฯลฯ) (กก.)
6 4 ลําตน/หนอ 3 หนอ 12 ซา ย
0 61 ลําตน/หนอ 14 หนอ 28 ซาย
6 4 ลําตน/หนอ 1 หนอ 3 ซาย
0 11 ลาํ ตน/หนอ 2 หนอ 5 ขวา
6 12 ลําตน /หนอ 1 หนอ 2 ขวา
7 9 ลําตน/หนอ 4 หนอ 8 ซา ย
50 ดอก 50 ดอก 0.8 ขวา
.7 1 ยอดออน 20 ยอด 0.3 ขวา
10 ดอก 10 ดอก 3 ขวา
8 ดอก 8 ดอก 2 ขวา
17 ดอก 17 ดอก 4 ซาย
1 1 ยอดออ น 23 ยอด 0.3 ซาย
7 42 ลาํ ตน /หนอ 42 ลํา 0 ซา ย
3 12 ลําตน/หนอ 12 ลํา 0 ขวา
เวลาสิ้นสดุ 9.45 น.
2) นบั จำ� นวนชนดิ พนั ธ์ุของป่าในแต่ละแถบส�ำรวจ โดยนับเฉพาะจ�ำนวนชนดิ พนั ธุ์
ไม่นบั จำ� นวนการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของของป่า ยกตัวอย่างเช่น ไผ่รวก จะใช้
ประโยชน์ทงั้ ส่วนของลำ� และหน่อ ก็จะนบั เป็น 1 ชนดิ พนั ธุ์ จากตารางแบบบนั ทกึ ข้อมูลการ
ส�ำรวจของป่าด้วยวธิ ีวางแถบอย่างเปน็ ระบบ (strip system) (ตารางที่ 8) และบันทกึ ข้อมูล
จ�ำนวนชนดิ พนั ธุ์ที่พบ (ชนิด/แปลง) ลงในตารางท่ี 9
ตารางที่ 9 จ�ำนวนชนดิ พันธุ์ของป่าในแต่ละแถบการสำ� รวจด้วยวธิ วี างแถบอย่างเปน็ ระบบ
(strip system)
แถบท่ี จ�ำนวนชนดิ พันธุ์ (ชนิด/แปลง)
1 10
29
3 12
47
58
3) บนั ทึกจำ� นวนแถบที่สำ� รวจทงั้ หมด ในที่นี้ คอื 5 แถบ เพือ่ คำ� นวณหาค่าทาง
สถิตดิ ้วยสตู รอัตโนมตั ิ ซ่ึงได้ระบคุ ่าทใ่ี ช้ในการคำ� นวณข้อมูลทางด้านสถติ ิไว้เรียบร้อยแล้ว
(ตารางท่ี 10) ประกอบด้วย ค่าเฉล่ีย ( � ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าสัมประสิทธิ์
การผันแปร (CV) ค่าจำ� นวนหน่วยตัวอย่างทเี่ หมาะสม (sample size) ค่าความคลาดเคลื่อน
มาตรฐาน (SE) และเปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (%SE) โดยจ�ำนวนหน่วย
ตัวอย่างทเ่ี หมาะสม (sample size) และเปอร์เซน็ ต์ค่าความคลาดเคล่อื นมาตรฐานจะใช้
เปน็ ตัวบ่งชคี้ วามถกู ต้องของข้อมลู ทีท่ ำ� การสำ� รวจว่ามคี วามถกู ต้องมากน้อยเพยี งใด หาก
เปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคลอื่ นมาตรฐาน (%SE) มคี ่าน้อย แสดงว่าการสุ่มตวั อย่างครงั้ นี้
มคี วามแปรปรวนของข้อมลู ในประชากรน้อย หมายถึงการมีคณุ สมบัตติ ่าง ๆ ครบถ้วนและ
ใกล้เคียงกนั กล่าวคอื ประชากรมีคุณสมบตั ใิ ด ๆ แล้วกลุ่มตัวอย่างท่เี ลือกมาก็มคี ุณสมบตั ิ
เช่นนนั้ ด้วย ซึง่ แสดงให้เห็นว่าเป็นตัวแทนทด่ี ขี องกลุ่มประชากรทีต่ ้องการศกึ ษา และดูค่า
จ�ำนวนตวั อย่างทส่ี ุ่มเลือกมา เพอ่ื เป็นตวั แทนของประชากรมจี ำ� นวนท่เี หมาะสมหรอื ไม่
88 การวเิ คราะห์ข้อมลู และรายงานผลการส�ำรวจ “ของป่า”
ตารางท่ี 10 การค�ำนวณค่าทางสถิติด้วยการสำ� รวจวิธวี างแถบอย่างเปน็ ระบบ (strip system)
จำ� นวนแถบทส่ี �ำรวจ 5
ค่าเฉลี่ย 9.20
ค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน 1.92
ค่าสัมประสิทธ์ิการผนั แปร 20.90
จำ� นวนหน่วยตัวอย่างท่เี หมาะสม 4.37
ค่าความคลาดเคลอื่ นมาตรฐาน 0.86
% ค่าความคลาดเคล่อื นมาตรฐาน 9.35
4) ค่าทางสถติ ทิ ่ีได้จากตารางท่ี 10 ใช้เปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคลอ่ื นมาตรฐาน
(%SE) และจ�ำนวนหน่วยตัวอย่างที่เหมาะสม (simple size) มาใช้พจิ ารณาความถูกต้องและ
ยอมรับได้ของข้อมูลทส่ี ำ� รวจ ในท่นี ไี้ ด้ค่า %SE เท่ากับ 9.35 ถอื ว่าเป็นค่าที่ยอมรบั ได้ ทง้ั น้ี
การสุ่มตวั อย่างในการสำ� รวจของป่าเปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคล่อื นมาตรฐาน (%SE) ที่ได้
จากการสำ� รวจควรมคี ่าไม่เกิน 10% เพือ่ ให้ข้อมูลทไี่ ด้จากการสุ่มตวั อย่างของป่าสามารถ
ยอมรับได้ว่าเป็นตัวแทนของประชากร และจ�ำนวนหน่วยตัวอย่างท่เี หมาะสม (sample size)
เท่ากบั 4.37 ในการส�ำรวจนไ้ี ด้ท�ำการวางแถบส�ำรวจจำ� นวน 5 แถบ ข้อมลู จ�ำนวนหน่วย
ตัวอย่างจากการสำ� รวจด้วยการสุ่มตวั อย่างในครง้ั นจ้ี ึงเหมาะสม จากนั้นจึงน�ำไปคำ� นวณ
หาค่าความหนาแน่นของป่าแต่ละชนดิ โดยบันทกึ ความยาวของแถบ (เมตร) แต่ละแถบท่ไี ด้
จากการสำ� รวจ ตงั้ แต่แถบท่ี 1 ถึงแถบท่ี n บนั ทกึ ความกว้างของแถบ ในท่นี ค้ี ือ 10 เมตร
จะได้ค่าพน้ื ท่ขี องแถบ หน่วยเปน็ ตารางเมตร แล้วนำ� ไปคำ� นวณหาค่าความหนาแน่น (ต้น)
และปรมิ าณ (กโิ ลกรัม) ของชนดิ พันธ์ุ โดยการนบั จ�ำนวนทงั้ หมดของของป่าในแต่ละชนดิ
(ต้น/แถบ) และชั่งน�้ำหนกั ของของป่าแต่ละชนดิ (กโิ ลกรัม/แถบ) แสดงในแถบสีฟ้า เพ่ือน�ำไป
ค�ำนวณหาค่าความหนาแน่นเฉลย่ี และปริมาณเฉล่ยี ของของป่าแต่ละชนดิ แต่ละประเภท
(หน่วย/ตารางเมตร) นำ� มาหาค่าความหนาแน่น และปรมิ าณของป่าแต่ละชนดิ และประเภท
(หน่วย/พ้นื ท่ี) จะทราบค่าความหนาแน่น และปรมิ าณของป่าแต่ละชนดิ และประเภท แสดง
ในแถบสเี หลอื ง แสดงดงั ตารางท่ี 11 ซึง่ ตารางการคำ� นวณค่าทางสถติ ไิ ด้ปรบั ปรงุ มาจาก
การบรรยายในการประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางและวิธีการส�ำรวจหาก�ำลังผลิตของป่า
ในพน้ื ทอ่ี นุรกั ษ์ (กฤษฎาพนั ธ์, 2562)
โดยคาความหนาแนน = จาํ นวนของปาชนิดหนึ่งในแปลงตัวอยางท้ังหมด (หนว ย/ไร)
พ้นื ท่ีรวมของแปลงตวั อยา งทั้งหมด
การวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานผลการสำ� รวจ “ของป่า” 89
90 การวเิ คราะห์ข้อมลู และรายงานผลการสำ� รวจ “ของป่า”ตารางท่ี 11 การค�ำนวณหาค่าความหนาแน่นและปรมิ าณของของป่
ด้วยการสำ� รวจวธิ ีวางแถบอย่างเป็นระบบ (strip system
ความหนาแนน ของปา (ตน, ลาํ ฯลฯ) จาํ นวน (ตน , ลํา, ดอก, ผล, หนอ ฯลฯ) ตอ แถบ
และนํา้ หนักของปา (กก.)
หรือปรมิ าณนาํ้ หนัก (กก. ตอ แถบ) คา เ
แถบที่ 1 แถบท่ี 2 แถบท่ี 3 แถบท่ี 4 แถบท่ี 5
ความยาวแถบ (ม.) 140 450 510 180 160 2
ความกวา งแถบ (ม.) 10 10 10 10 10 1
พืน้ ที่แถบ (ตร.ม.) 1400 4500 5100 1800 1600 28
ความหนาแนนของกระเจียวขาว (ดอก) 200 1097 419 209 468 47
ความหนาแนน ของเขาพรรษา (ดอก) 199 658 2014 907 231 80
ความหนาแนนของบุก (ตน ) 69 36 12 18 47 36
ความหนาแนนของยอดผกั หวานปา (ยอด) 2 3 7 1 4 3
ความหนาแนนของไผร วก (หนอ) 446 896 582 614 578 62
ความหนาแนน ของขาปา (ตน) 20 156 125 15 68 76
ความหนาแนน ของเห็ดโคน (ดอก) 120 98 167 35 20 8
ปรมิ าณนํ้าหนักของเห็ดโคน (กก.) 24 19.6 30 7 3.5 16
ปริมาณนา้ํ หนกั ของหนอ ไผร วก (กก.) 45 68 24 32 29 39
ปริมาณนาํ้ หนกั ของยอดผกั หวานปา (กก.) 2 2.5 3 0.5 3 2.
่าแต่ละชนดิ พันธุ์ โดยการนับจำ� นวนและชัง่ น้�ำหนกั ของป่าแต่ละชนดิ
m)
เฉล่ยี
288 ความหนาแนนตอแถบ (หนวย/ตร.ม.) ความหนาแนน
10 หรอื ปริมาณนํ้าหนกั (กก./ตร.ม.) คา เฉล่ยี (ตน ,ลํา,ดอก,ผล,หนอ ฯลฯ)
หรอื ปริมาณ (กก.)
880 แถบที่ 1 แถบท่ี 2แถบท่ี 3 แถบที่ 4 แถบที่ 5 หนวย/เฮกแตร หนว ย/ไร
78.6 0.143 0.244 0.082 0.116 0.293 0.175 1754.81 280.77
01.8 0.142 0.146 0.395 0.504 0.144 0.266 2663.06 426.09
6.4 0.049 0.008 0.002 0.010 0.029 0.020 198.03 31.68
3.4 0.001 0.001 0.001 0.001 0.003 0.001 13.05 2.09
23.2 0.319 0.199 0.114 0.341 0.361 0.267 2668.32 426.93
6.8 0.014 0.035 0.025 0.008 0.043 0.025 248.59 39.77
88 0.086 0.022 0.033 0.019 0.013 0.034 344.36 55.10
6.82 0.017 0.004 0.006 0.004 0.002 0.007 66.91 10.71
9.60 0.032 0.015 0.005 0.018 0.018 0.018 175.73 28.12
.20 0.001 0.001 0.001 0.000 0.002 0.001 1.51
9.45
แบบฟอร์มบันทกึ ข้อมลู และค�ำนวณผล
ส�ำหรับการคำ� นวณหาผลผลติ หน่อไม้แต่ละชนดิ ด�ำเนินการตามทกี่ ล่าวไว้ในเร่อื ง
การเกบ็ หา “ของป่า” โดยจะต้องคำ� นวณหาค่าดงั ต่อไปน้ี
1) จำ� นวนหน่อเฉลย่ี ในแต่ละแปลง (หน่อ/แปลง)
2) น้ำ� หนกั หน่อไม้เฉลย่ี (กิโลกรมั /แปลง)
ซึ่งจะสามารถค�ำนวณหาค่าทงั้ 2 ค่า ได้จากการเกบ็ ข้อมลู โดยการนบั จ�ำนวนหน่อ
แล้วบันทกึ เปน็ จำ� นวนหน่อในแต่ละแปลง และบนั ทกึ ข้อมูลนำ้� หนักหน่อไม้โดยการช่ังน้�ำหนกั
เป็นกโิ ลกรัมในแต่ละแปลง ซง่ึ ตารางท่ี 11 ในช่องความหนาแน่น จะสามารถประมวลผล
ออกมาได้ทั้งค่าปรมิ าณ และค่าความหนาแน่น เช่น จำ� นวนหน่อของไผ่ (หน่อ/ไร่) และ
ปริมาณนำ�้ หนักของหน่อไม้ (กโิ ลกรัม/ไร่)
3) หาค่านำ้� หนกั หน่อไม้เฉลย่ี ต่อหน่อ
= น้ําหนกั หนอเฉลีย่ (กิโลกรมั /ไร)
จํานวนหนอเฉลยี่ (หนอ/ไร)
ดังนั้นหากพ้นื ทีอ่ นญุ าตให้มกี ารเกบ็ หาหน่อไม้ในพน้ื ท่ีป่าได้ 50% ของผลผลิตหน่อไม้ต่อปี
เท่ากับ 8,000 กโิ ลกรัม โดยทีน่ ้�ำหนักหน่อไม้เฉลย่ี ต่อหน่อ เท่ากบั 2.5 กโิ ลกรัม
จะได้ จ�ำนวนหน่อไม้ทจ่ี ะสามารถเก็บได้ = 8,000 / 2.5
= 3,200 หน่อ
การค�ำนวณหาก�ำลงั ผลติ ลูกต๋าวให้กระทำ� เช่นเดยี วกับหน่อไม้ จะได้น�้ำหนกั ของ
ลกู ต๋าว (กโิ ลกรมั /ต้น) ดังนัน้ จะทราบว่าสามารถตดั ต้นต๋าวในพ้นื ทไ่ี ด้กตี่ ้น แต่ในการเก็บ
ลูกต๋าวให้ย่ังยนื นนั้ จะต้องเหลอื ทะลายลกู ต๋าวไว้อย่างน้อย 1 ทะลาย/ต้น ซึง่ การดำ� เนนิ การ
ต้องใช้การเทยี บสัดส่วนว่าจะสามารถให้ตดั ได้จำ� นวนก่ตี ้นต่อพ้ืนท่ี
การค�ำนวณหากำ� ลงั ผลิตของเหด็ แต่ละชนิดกระทำ� เช่นเดยี วกับหน่อไม้ แต่เนอื่ งจาก
เห็ดมขี นาดเลก็ และนำ้� หนกั เบา อาจจะนบั จ�ำนวนดอกประมาณ 20 ดอก แล้วช่ังนำ�้ หนกั
เพอื่ หาสัดส่วนของจ�ำนวนและปรมิ าณ หรือชั่งน�้ำหนักของดอกเห็ดทงั้ หมด
สำ� หรบั การค�ำนวณหาก�ำลงั ผลติ ของยอดผักหวานป่า อาจจะใช้ขนาดเส้นรอบวง
(ความโต) ของล�ำต้นในการประมาณผลผลติ ซึ่งการประมาณผลผลติ ยอดผักหวานป่าด้วย
วธิ นี ไ้ี ด้มาจากการสอบถามผู้มอี าชีพเก็บหาผกั หวานป่ามามากกว่า 30 ปี เพ่อื นำ� มาขายใน
พ้ืนท่ภี าคตะวันตกของประเทศไทย โดยแบ่งขนาดเส้นรอบวง (ความโต) ของล�ำต้น 3 ขนาด
ดังน้ี
1) ขนาดเส้นรอบวง 8-15 เซนตเิ มตร จะสามารถเกบ็ ยอดผกั หวานป่าได้ประมาณ
1 กโิ ลกรมั /ต้น/ปี
การวเิ คราะห์ข้อมูลและรายงานผลการส�ำรวจ “ของป่า” 91
2) ขนาดเส้นรอบวง มากกว่า 15-25 เซนตเิ มตร จะสามารถเกบ็ ยอดผักหวานป่า
ได้ประมาณ 1.5 กโิ ลกรัม/ต้น/ปี
3) ขนาดเส้นรอบวงมากกว่า 25 เซนตเิ มตร ข้ึนไป จะสามารถเกบ็ ยอดผักหวานป่า
ได้ประมาณ 2 กโิ ลกรัม/ต้น/ปี
ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณของนำ้� หนักยอดผักหวานป่าแต่ละชั้นขนาดเส้นรอบวง
(ความโต) แต่ในบางพื้นทที่ ่ีมีความอดุ มสมบรู ณ์สูง อาจจะมปี รมิ าณผลผลติ ยอดผักหวานป่า
มากกว่านี้ ดังนน้ั เมือ่ ทราบจ�ำนวนต้นในแต่ละชัน้ ขนาดความโต ก็จะสามารถประมาณนำ้� หนัก
ยอดผกั หวานป่าได้ แต่หากต้องการให้การประเมนิ ปรมิ าณผลผลติ ยอดผกั หวานป่ามคี วาม
ถูกต้องยง่ิ ข้ึน สามารถคำ� นวณผลผลติ ยอดผักหวานป่าได้จากสตู รการหานำ้� หนกั โดยการ
สุ่มกง่ิ แบบคืนท่ี ซ่ึงระบรุ ายละเอยี ดการคำ� นวณไว้ในหน้า 44-45 และการสุ่มตัวอย่างแบบ
หลายขัน้ (multi-stage random sampling) (หน้า 45-47)
การวิเคราะหข์ อ้ มูลของป่าดว้ ยการสำ� รวจวิธีกำ� หนดแปลงตวั อยา่ ง
เป็นแนวบนเสน้ สำ� รวจ (line plot system)
การวิเคราะห์ข้อมูลของป่าด้วยการส�ำรวจวิธีก�ำหนดแปลงตัวอย่างเป็นแนวบน
เส้นสำ� รวจ (line plot system) มขี นั้ ตอนดังต่อไปน้ี
1) เมอื่ ด�ำเนนิ การเกบ็ ข้อมูลของป่าด้วยวธิ ีก�ำหนดแปลงตัวอย่างเปน็ แนวบนเส้น
สำ� รวจ (line plot system) ลงในแบบบันทึกข้อมูลในภาคสนามเสรจ็ เรยี บร้อยแล้ว ให้น�ำ
ข้อมูลทบ่ี นั ทกึ ไว้ในแบบบนั ทึกข้อมูลมาบันทกึ ลงในตาราง Excel เพือ่ ประมวลผลข้อมูล
ของป่า ตัวอย่างการบนั ทึกข้อมลู การสำ� รวจของป่าด้วยวธิ นี ี้ แสดงดงั ตารางท่ี 12
92 การวิเคราะห์ข้อมลู และรายงานผลการส�ำรวจ “ของป่า”
ตารางที่ 12 ตวั อย่างการบันทกึ ข้อมูลการส�ำรวจของป่าด้วยวธิ ีกำ� ห
แบบบนั ทกึ ขอมูลการสํารวจของปาดวยวธิ ีกําหนดแป
วันที่ ชนดิ ปา แนวสาํ รวจ แ
11 ก.ย. 2562 เต็งรงั 1
สถานท่ีสาํ รวจ อุทยานแหง ชาติเอราวัณ
เวลาเรม่ิ ตน 10.30 น.
แนว แปลง ลําดบั ชนดิ พนั ธุ ประเภท เสน ผา นศูนยกลาง ควา
สํารวจท่ี ตัวอยา งที่ ท่ี (พืช, สตั ว, เห็ดรา) ทีร่ ะดบั ความสูง (ม
การวเิ คราะห์ข้อมลู และรายงานผลการสำ� รวจ “ของป่า” 93 เพียงอก (ซม.)
11 1 ไผร วก พชื 13 1
2 2 บกุ พชื
3 กระเจยี วขาว พืช 15 1
บันทึกเพม่ิ เติม 4 ไผป า พืช 12 1.
7 ผักหวานปา พืช 12.5 1
6 ขาปา พชื 13.2 1
7 ไผซ างนวล พืช 12.5 1
8 ไผซ างนวล พืช 14.8 1
1 ไผรวก พืช
2 ไผรวก พืช 12 1
3 เขา พรรษา พืช 11 1
4 เขา พรรษา พชื
5 ผักหวานปา พืช
6 ไผรวก พืช
หนดแปลงตัวอย่างเป็นแนวบนเส้นส�ำรวจ (line plot system)
ปลงตวั อยางเปนแนวบนเสน สํารวจ (line plot system)
แปลงตวั อยา ง ความลาดชนั ทศิ ดานลาด ผจู ดบนั ทึก
1 3° WN สพุ ตั รา
พกิ ัดจดุ เริ่มตน การสาํ รวจ
513737 1589432
ามสูง จํานวน ปริมาณของปา หมายเหตุ
ม.) (ตน /ลํา ฯลฯ) การใชป ระโยชน จํานวน (ตน/ลาํ หนอ นาํ้ หนกั
ดอก ยอด ฯลฯ) (กก.)
10 4 ลําตน /หนอ 24 หนอ 48
15 หัว/ลําตน 2 หวั 1
44 ดอก 44 ดอก 3
16 11 ลาํ ตน /หนอ 15 หนอ 2.5
.5 1 ยอดออ น 18 ยอด 0.2
5 ลําตน/หนอ 5 หนอ 0.3
13 50 ลําตน/หนอ 40 หนอ 80
15 1 ลาํ ตน /หนอ 29 หนอ 20
12 10 ลําตน/หนอ 29 หนอ 20
13 8 ลาํ ตน /หนอ 21 หนอ 10
15 ดอก 15 ดอก 2.5
10 ดอก 10 ดอก 2
1 1 ยอดออน 23 ยอด 0.3
12 12 ลาํ ตน /หนอ 12 ลาํ 0
เวลาสิน้ สุด 12.50 น.
2) นบั จำ� นวนชนิดพันธุ์ของป่าในแต่ละแนวส�ำรวจ และแต่ละแปลงสำ� รวจ โดยนบั
เฉพาะจำ� นวนชนิดพนั ธุ์ ไม่ได้นับจ�ำนวนการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของของป่า ตัวอย่าง
เช่น ไผ่รวกใช้ประโยชน์ทัง้ ส่วนของลำ� และหน่อจะนับเป็น 1 ชนดิ พันธุ์ จากตารางบนั ทึกข้อมลู
การส�ำรวจของป่าด้วยวธิ ีก�ำหนดแปลงตัวอย่างเปน็ แนวบนเส้นสำ� รวจ (line plot system)
(ตารางท่ี 12) และบันทึกข้อมลู จ�ำนวนชนดิ พนั ธุ์ทีพ่ บ (ชนดิ /แปลง) ลงในตารางท่ี 13
ตารางท่ี 13 จำ� นวนชนดิ พันธุ์ของป่าในแต่ละแปลงตัวอย่างด้วยวธิ กี �ำหนดแปลงตวั อย่าง
เปน็ แนวบนเส้นส�ำรวจ (line plot system)
แนวส�ำรวจท_่ี _แปลงตวั อย่างท_่ี _ จำ� นวนชนดิ พนั ธ์ุ (ชนดิ /แปลง)
1_1 7
2_1 5
2_2 6
2_3 6
2_4 5
3_1 7
3_2 7
3_3 5
3_4 9
4_1 4
4_2 4
5_1 3
94 การวเิ คราะห์ข้อมูลและรายงานผลการสำ� รวจ “ของป่า”
3) บนั ทึกจ�ำนวนแปลงตัวอย่างท้ังหมดจากตารางท่ี 13 ในที่นี้คอื 12 แปลง เพ่ือ
ค�ำนวณหาค่าทางสถิติด้วยสูตรอัตโนมัติซึ่งระบุค่าท่ีใช้ในการค�ำนวณข้อมูลทางด้านสถิติไว้
เรยี บร้อยแล้ว (ตารางท่ี 14) โดยประกอบด้วย ค่าเฉล่ีย ( � ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
ค่าสัมประสิทธ์กิ ารผนั แปร (CV) ค่าจ�ำนวนหน่วยตวั อย่างท่เี หมาะสม (sample size)
ค่าความคลาดเคล่ือนมาตรฐาน (SE) และเปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคลอื่ นมาตรฐาน (%SE)
โดยจ�ำนวนหน่วยตัวอย่างท่เี หมาะสม (sample size) และเปอร์เซ็นต์ค่าความคลาดเคล่อื น
มาตรฐานจะใช้เป็นตัวบ่งชี้ความถูกต้องของข้อมูลที่ท�ำการส�ำรวจว่ามากน้อยเพียงใด
ถ้าหากเปอร์เซน็ ต์ค่าความคลาดเคล่อื นมาตรฐาน (%SE) มคี ่าน้อย แสดงว่าการสุ่มตวั อย่าง
ครงั้ น้ีมีความแปรปรวนของข้อมลู ในประชากรน้อย หมายถงึ การมคี ณุ สมบัตติ ่าง ๆ ครบถ้วน
ใกล้เคียงกัน กล่าวคือประชากรมคี ุณสมบตั ใิ ด ๆ แล้วกลุ่มตัวอย่างท่เี ลอื กมาก็มคี ณุ สมบตั ิ
เช่นนั้นด้วย ซงึ่ แสดงให้เหน็ ว่าเป็นตัวแทนท่ดี ขี องกลุ่มประชากรทีต่ ้องการศกึ ษา และดคู ่า
จำ� นวนตัวอย่างทส่ี ุ่มเลอื กมาเพ่อื เปน็ ตัวแทนของประชากรมจี ำ� นวนทเี่ หมาะสมหรอื ไม่
ตารางท่ี 14 ค�ำนวณหาค่าทางสถติ ดิ ้วยวธิ กี ำ� หนดแปลงตัวอย่างเปน็ แนวบนเส้นส�ำรวจ
(line plot system)
จ�ำนวนแปลงทส่ี �ำรวจ 12
ค่าเฉลี่ย 5.67
ค่าส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 1.67
ค่าสมั ประสทิ ธ์กิ ารผนั แปร 29.47
จ�ำนวนหน่วยตัวอย่างทเ่ี หมาะสม 8.68
ค่าความคลาดเคลือ่ นมาตรฐาน 0.48
% ค่าความคลาดเคล่อื นมาตรฐาน 8.51
การวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานผลการสำ� รวจ “ของป่า” 95