The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พรรณไม้เขาหินปูนในกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พรรณไม้เขาหินปูนในกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว

พรรณไม้เขาหินปูนในกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว

¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹
ã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ

สาํ นักงานหอพรรณไม
สํานักวจิ ัยการอนุรกั ษปาไมแ ละพันธุพืช
กรมอุทยานแหงชาติ สตั วป า และพันธพุ ืช

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹

ã¹¡ÅØ‹Á»Ò† ÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ

สํานกั งานหอพรรณไม
สาํ นักวิจยั การอนุรักษป าไมและพนั ธุพชื
กรมอทุ ยานแหงชาติ สตั วป า และพันธพุ ืช

ท่ีปรกึ ษา ดร. กองกานดา ชยามฤต
ดร. จําลอง เพ็งคลาย นายณรงค มหรรณพ
นางลนี า ผูพ ฒั นพงศ

ภาพประกอบ นางสาวนยั นา เทศนา นายสมราน สดุ ดี
นางสาวนนั ทวรรณ สปุ นตี นายมานพ ผพู ัฒน นางสาวโสมนัสสา แสงฤทธ์ิ
นายปรีชา การะเกตุ นางสาวกนกอร บญุ พา นายวิทวัส เขียวบาง
นายทวีโชค จาํ รสั ฉาย

ประสานงาน นางสาวออ พร เผอื กคลาย นางดวงใจ ชื่นชมกลน่ิ
นางสาวแววลรุ ี คําเขยี ว

ปกและรูปเลม
นางสาวออ พร เผอื กคลาย

ปกหนา สภาพพน้ื ท่ีเขาหนิ ปนู ในกลมุ ปา ภูเขียว-น้ําหนาว

จัดพมิ พโ ดย
สาํ นักงานหอพรรณไม สํานกั วจิ ัยการอนุรักษป า ไมและพันธพุ ชื กรมอทุ ยานแหง ชาติ สตั วปา และ

พันธุพืช ภายใตแ ผนงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในกลุมปา ภูเขียว-นํ้าหนาว แผนงานอนุรักษและ
จัดการทรพั ยากรธรรมชาติ ผลผลิตที่ 1 พืน้ ทปี่ าอนุรกั ษไดร ับการบรหิ ารจัดการ กจิ กรรมอนรุ กั ษ ฟน ฟู และ
พัฒนาปาไม กจิ กรรมบริหารจดั การความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการวจิ ยั พรรณไมร ะบบนเิ วศเขาหินปูน
ในกลุม ปา ภูเขยี ว-น้ําหนาว

พมิ พค รงั้ ท่ี 1 จาํ นวน 500 เลม สาํ หรบั เผยแพร หา มจาํ หนา ย สงวนลขิ สทิ ธิ์ พ.ศ. 2559

พมิ พท่ี โรงพิมพช ุมนมุ สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จํากัด
79 ถนนงามวงศว าน แขวงลาดยาว เขตจตจุ ักร กรุงเทพฯ 10900

ขอมูลทางบรรณานุกรมของหอสมดุ แหงชาติ
กรมอทุ ยานแหง ชาติ สตั วป า และพนั ธพุ ชื . สาํ นกั วจิ ยั การอนรุ กั ษป า ไมแ ละพนั ธพุ ชื . สาํ นกั งาน
หอพรรณไม. พรรณไมเขาหนิ ปนู ในกลุมปา ภเู ขยี ว-นํ้าหนาว.-- กรงุ เทพฯ: 2559. 240 หนา.
1. พฤกษชาติ 2. พืช. I. ชื่อเร่ือง. นยั นา เทศนา, มานพ ผูพ ฒั น และสมราน สดุ ด,ี บรรณาธกิ าร

580
ISBN 978-616-316-303-5

แผนงานวิจยั ความหลากหลายทางชวี ภาพในพ้นื ทีก่ ลุมปา ภูเขยี ว-นา้ํ หนาว

คณะผจู ดั ทาํ หนังสือ พรรณไมเขาหนิ ปูนในกลมุ ปาภเู ขียว-นาํ้ หนาว

ขอ มูลพน้ื ฐานกลมุ ปาภูเขยี ว-น้าํ หนาว นายมานพ ผูพ ฒั น
ACANTHACEAE นางสาวนยั นา เทศนา
ASTERACEAE
BALSAMINACEAE
GESNERIACEAE
ZINGIBERACEAE
APOCYNACEAE
ARACEAE
ARISTOLOCHIACEAE
ASPARAGACEAE
BALANOPHORACEAE
BEGONIACEAE
CARDIOPTERIDACEAE
COMBRETACEAE
COMMELINACEAE
CUCURBITACEAE
FABACEAE
GENTIANACEAE
MALPIGHIACEAE
OLEACEAE
ORCHIDACEAE
RUBIACEAE
STEMONACEAE

คาํ นาํ

หนังสือพรรณไมเขาหินปูนในกลุมปาภูเขียว-นํ้าหนาว จัดพิมพข้ึนภายใตแผนงานวิจัยความหลากหลาย
ทางชวี ภาพในกลุมปา ภูเขียว-นา้ํ หนาว แผนงานอนุรักษและจัดการทรพั ยากรธรรมชาติ ผลผลติ ท่ี ๑ พนื้ ทปี่ าอนรุ ักษ
ไดร บั การบรหิ ารจดั การ กจิ กรรมอนรุ กั ษ ฟน ฟู และพฒั นาปา ไม กจิ กรรมบรหิ ารจดั การความหลากหลายทางชวี ภาพ
โครงการวจิ ัยพรรณไมระบบนเิ วศเขาหนิ ปูนในกลุมปาภูเขยี ว-น้าํ หนาว คณะผจู ัดทําซ่ึงเปนทมี งานวจิ ยั ของเจาหนาท่ี
สาํ นกั งานหอพรรณไม สาํ นกั วจิ ยั การอนรุ กั ษป า ไมแ ละพนั ธพุ ชื ไดศ กึ ษาความหลากหลายของพรรณไมใ นระบบนเิ วศ
เขาหนิ ปนู ขอ มลู การกระจายพนั ธุ รวมไปถงึ ขอ มลู ดา นอนื่ ๆ ทเี่ กย่ี วขอ งอยา งละเอยี ด เพอ่ื ใหห นงั สอื เลม นเี้ ปน ประโยชน
ไมเ ฉพาะในพนื้ ทกี่ ลมุ ปา ภเู ขยี ว-นา้ํ หนาว แตเ ปน ประโยชนส าํ หรบั พนื้ ทอ่ี น่ื ๆ ของประเทศดว ย

เนื้อหาในเลมประกอบไปดวยขอมูลพ้ืนฐานของกลุมปาภูเขียว-นํ้าหนาว ชื่อพฤกษศาสตรของ
พืชลมลุกท่ีพบในพื้นที่ รวมทั้งช่ือพอง คําบรรยายลักษณะวงศ สกุล และชนิด ตามรูปแบบมาตรฐานทาง
พฤกษศาสตร พรอ มขอ มลู อน่ื ๆ ทเี่ กย่ี วขอ ง เปน หนงั สอื ทใี่ ชใ นการอา งองิ ทางวชิ าการดา นพฤกษศาสตรไ ดเ ปน อยา งดี

(4)

คาํ นยิ ม

คณะผจู ดั ทาํ ขอขอบพระคณุ ดร. วรดลต แจม จาํ รญู นางสาวนนั ทวรรณ สปุ น ตี และนางสาวโสมนสั สา แสงฤทธ์ิ
ทใ่ี หค วามอนเุ คราะหข อ มลู ดา นพรรณพชื ในบางกลมุ ขอบคณุ นางสาวออ พร เผอื กคลา ยและนางสาวแววลรุ ี คาํ เขยี ว ทชี่ ว ย
จัดเตรยี มขอ มูลออกแบบและจัดทาํ รปู เลม ขอขอบคณุ นายปรชี า การะเกตุ และคณะผถู ายภาพทุกทา น ขอขอบคณุ
นางสุมาลี นาคแดง นางดวงใจ ช่ืมชมกลิ่น นางสาวสุมาลี สมงาม นางสาวพรพิมล ครพิรุณ และนางสาววลัยพร
วศิ วชยั วฒั น ทช่ี ว ยดแู ลงานดา นธรุ การ ขอขอบคณุ นายจนั ดี เหม็ รตั น นายสวุ ฒั น สวุ รรณชาติ นายวทิ วสั เขยี วบาง
นายศรัณย จิระกร และนางสาวขวัญใจ คํามงคล สาํ หรบั งานในภาคสนาม

ขอขอบคุณเจาหนาท่ีอุทยานแหงชาติ เขตรักษาพันธุสัตวปา และวนอุทยาน ในกลุมปาภูเขียว-น้ําหนาว
ทใ่ี หค วามชว ยเหลอื อยางดยี ่ิงในการปฏิบัตงิ านภาคสนาม

ขอขอบคุณเจาหนาที่โครงการ การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นท่ีกลุมปาภูเขียว-
นํา้ หนาว ที่ชวยใหโ ครงการดําเนนิ ไปดวยความราบรืน่

(5)

สารบญั หนา

ความสาํ คัญของกลมุ ปา ภูเขียว-น้ําหนาว 1
พฤกษภมู ศิ าสตรข องกลมุ ปา ภเู ขยี ว-น้าํ หนาว 4
ขอ มลู พน้ื ทก่ี ลุม ปาภูเขียว-นา้ํ หนาว 6

Monocotyledon (พืชใบเลี้ยงเดีย่ ว) 29
Araceae 31
Aglaonema simplex (Blume) Blume 33
Arisaema pachystachyum Hett. & Gusman
Hapaline benthamiana Schott 37
Asparagaceae 39
Disporopsis longifolia Craib 41
Disporum calcaratum D. Don
Ophiopogon marmoratus Pierre ex L. Rodr. 45
Commelinaceae 47
Aetheolirion stenolobium Forman
Spatholirion calcicola K. Larsen & S. S. Larsen 51
Orchidaceae 53
Calanthe rosea (Lindl.) Benth. 55
Calanthe triplicata (Willemet) Ames 57
Cheirostylis montana Blume 59
Cymbidium bicolor Lindl. 61
Eulophia andamanensis Rchb. f. 63
Geodorum terrestre (L.) Garay 65
Habenaria furcifera Lindl. 67
Habenaria rhodocheila Hance 69
Liparis stenoglossa C. S. P. Parish & Rchb. f. 71
Oberonia cavaleriei Finet 73
Oberonia ensiformis (Sm.) Lindl. 75
Paphiopedilum concolor (Lindl. ex Bateman) Pfitzer 77
Papilionanthe teres (Roxb.) Schltr. 79
Seidenfadenia mitrata (Rchb. f.) Garay
Tropidia angulosa (Lindl.) Blume 83
Stemonaceae 85
Stemona aphylla Craib
Stemona collinsiae Craib 89
Zingiberaceae 91
Boesenbergia collinsii Mood & L . M. Prince
Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.

(6)

สารบญั หนา
93
Curcuma parviflora Wall. 95
Globba adhaerens Gagnep. 97
Globba globulifera Gagnep. 99
Globba nuda K. Larsen 101
Kaempferia laotica Gagnep. 103
Zingiber sadakornii Triboun & K. Larsen 105
Zingiber sirindhorniae Triboun & Keerat. 107
Zingiber thorelii Gagnep 109
Zingiber zerumbet (L.) Sm.
113
Dicotelydon (พืชใบเล้ยี งคู) 115
Acanthaceae
Neuracanthus tetragonostachyus Nees subsp. tetragonostachyus 119
Strobilanthes quadrifaria (Wall. ex Nees ) Y. F. Deng 121
Apocynaceae 123
Ceropegia monticola W. W. Sm. 125
Ceropegia sp. 127
Cynanchum viminale (L.) L. subsp. brunonianum (Wight & Arn.) Meve & Liede. 129
Hoya graveolens Kerr
Hoya lobbii Hook. f. 133
Hoya verticillata (Vahl) G. Don 135
Aristolochiaceae
Aristolochia perangustifolia Phuph. 139
Aristolochia pothieri Pierre ex Lecomte
Asteraceae 143
Koyamasia curtisii (Craib & Hutch.) Bunwong, Chantar. & S. C. Keeley 145
Balanophoraceae
Balanophora fungosa J. R. Forst. & G. Forst. subsp. indica (Arn.) B. Hansen 149
Balanophora latisepala (Tiegh.) Lecomte 151
Balsaminaceae 153
Impatiens bunnackii ined.
Impatiens chiangdaoensis T. Shimizu 157
Impatiens ruthiae Suksathan & Triboun 159
Begoniaceae 161
Begonia alicida C. B. Clarke 163
Begonia demissa Craib
Begonia incerta Craib
Begonia murina Craib

(7)

สารบัญ หนา

Cardiopteridaceae 167
Cardiopteris quinqueloba (Hassk.) Hassk.
171
Combretaceae
Combretum sundaicum Miq. 175
177
Cucurbitaceae 179
Sinobaijiania smitinandii W. J. de Wilde & Duyfjes
Thladiantha cordifolia (Blume) Cogn. 183
Zehneria bodinieri (H. Lév.) W. J. de Wilde & Duyfjes 185

Fabaceae 189
Christia obcordata (Poir) Bakh. f.
Mucuna interrupta Gagnap. 193
195
Gentianaceae 197
Duplipetala hexagona (Kerr) Thiv 199
201
Gesneriaceae 203
Damrongia trisepala (Barnett) D. J. Middleton & A. Weber 205
Epithema ceylanicum Gardner 207
Microchirita aratriformis (D. Wood) A. Weber & D. J. Middleton 209
Microchirita hamosa (R. Br.) Y. Z. Wang 211
Microchirita tubulosa (Craib) A. Weber & D. J. Middleton 213
Microchirita sp. 215
Ornithoboea wildeana Craib
Paraboea amplexicaulis (Parish ex C. B. Clarke) C. Puglisi 219
Paraboea glabrisepala B. L. Burtt 221
Paraboea swinhoei (Hance) B. L. Burtt.
Paraboea sp. 225
Rhynchoglossum obliquum Blume
229
Malpighiaceae
Hiptage calcicola Sirirugsa
Hiptage gracilis Sirirugsa

Oleaceae
Jasminum siamense Craib

Rubiaceae
Argostemma lobbii Hook. f.

(8)

¤ÇÒÁÊíÒ¤Ñޢͧ¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ

กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช ไดจัดพื้นท่ีคุมครองในประเทศไทยออกเปน 19 กลุมปา
โดยใชหลักเกณฑพื้นฐานดาน ลักษณะภูมิประเทศ ระบบนิเวศปา ลุมนํ้า การกระจายของพันธุพืช พันธุสัตว โดย
เฉพาะสัตวเลี้ยงลูกดวยนมขนาดใหญ เปนการจัดการพื้นที่คุมครองภายในกลุมปาอยางบูรณาการ เพื่อมุงใหการ
จดั การเปนลกั ษณะเชงิ ระบบนเิ วศ ใหเ กิดผืนปาขนาดใหญท ี่สามารถอนรุ กั ษค วามหลากหลายทางชวี ภาพไดอ ยาง
มีประสิทธิภาพ (คณะวนศาสตร, 2555) ซึ่งแบงเปนกลุมปาทางบก 17 แหง และกลุมปาทางทะเล 2 แหง

จากการศึกษาของคณะวนศาสตร (2555) อันเปนผลมาจากการตั้งอยูในเขตชีวภูมิศาสตรของ
ในโครงการศึกษาความเหมาะสมในการจัดทําแนว พืชพรรณในกลุมพรรณพฤกษชาติภูมิภาคอินโดจีน
เช่ือมตอทางนิเวศของผืนปาในกลุมปาที่สําคัญของ และกลุมพรรณพฤกษชาติภูมิภาคอินเดีย-เมียนมา
ประเทศไทย โดยใชดัชนีภูมิภาพ (landscape index) นอกจากนี้กลุมปาภูเขียว-น้ําหนาวยังมีความสําคัญใน
พบวากลุมปาภูเขียว-น้ําหนาว ถูกจัดใหเปนกลุมปา ดานความเชื่อมโยงระดับประเทศ กลาวคือ เช่ือมโยง
ทางบกท่ีมีความสําคัญและความม่ันคงของระบบ ทางระบบนิเวศกับกลุมปาดงพญาเย็น-เขาใหญ ทาง
นิเวศในลําดับท่ี 3 รองจากกลุมปาตะวันตก และกลุม ดานใตของกลุมปาภูเขียว-นํ้าหนาวตามแนวเทือกเขา
ปาดงพญาเย็น-เขาใหญ (จากทั้งหมด 17 กลุมปาทาง พังเหยและเทือกเขาดงพญาเย็น และเช่ือมโยงทาง
บก) ซึ่งมีเหตุผลสนับสนุนใหกลุมแหงน้ีมีความสําคัญ ระบบนิเวศกับกลุมปาภูเมี่ยง-ภูทอง ทางดานตะวัน
คือ เปนกลุมปาท่ีมีสภาพของส่ิงปกคลุมดินท่ีปรากฏ ตกเฉียงเหนือตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ ดังน้ัน
อยูในกลุมปา และสภาพของหยอมท่ีอาศัยของสัตว กลุมปาภูเขียว-นํ้าหนาวจึงมีความเหมาะสมที่จะไดรับ
ปาสําคัญ 6 ชนิด มีปรากฏอยูในกลุมปาโดยรวมที่ดี การคัดเลือกใหเสนอชื่อขึ้นทะเบียนเปนมรดกโลกทาง
ทั้งนี้รายละเอียดของคาดัชนีภูมิภาพยังระบุวา กลุมปา ธรรมชาติแหงที่ 3 ของ ประเทศไทยในลําดับถัดไป
ภูเขียว-นํ้าหนาว เปนกลุมปาท่ีมีความหลากหลายของ
สงั คมพชื มากทสี่ ดุ กวา กลมุ ปา อนรุ กั ษอ น่ื ๆ ทวั่ ประเทศ
และมีการปรากฏชนิดพันธุพืชหายาก
และพืชถิ่นเดียวจํานวนมาก

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1 1

¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑޢͧÃкº¹àÔ ÇȺ¹ÀÙà¢ÒËÔ¹»Ù¹

ภูเขาหินปูนมีเอกลักษณอันโดดเดนดวย กระจัดกระจายอยูในพ้ืนท่ีราบ และถกู ตดั ขาดจากกนั
ลักษณะที่เปนยอดหยักแหลมคม หรือบางแหงเปน ดว ยระบบนเิ วศอน่ื ๆ ถน่ิ อาศยั เชน น้ี ทําใหภเู ขาหนิ ปนู
ที่ราบสูง ภายในภูเขามักถูกน้ําฝนกัดกรอนเปนรูพรุน เปรียบเสมอื นพ้ืนทีเ่ กาะที่อยบู นบก ทาํ ใหส ่งิ มีชีวติ ขาด
มีโพรงถํ้าใหญนอยเกิดข้ึนมากมาย เปนภูมิประเทศ การตดิ ตอ การแลกเปลยี่ นทางพนั ธกุ รรมกบั ประชากรใน
ท่ีนาสนใจทั้งดานความหลากชนิดของสิ่งมีชีวิต และ เกาะอนื่ ทอี่ ยหู า งไกลภเู ขาหนิ ปนู
มีรองรอยอารยธรรมของมนุษยในอดีต หินปูนและ จึงมีปจจัยท่ีสนับสนุน
ภูมิประเทศของภูเขาหินปูนมีความผันแปรไปตามอายุ ใหเกิดวิวัฒนาการ
ของหิน และสภาพภมู อิ ากาศของทีต่ ้ัง ประเทศไทยมี ชนิดพันธุใหม ๆ
พื้นทีภ่ ูเขาหินปนู ประมาณ 12.5 ลา นไร (4 % ของพ้นื ท่ี (speciation) เกิด
ประเทศ) กระจายอยูเกือบท่ัวประเทศยกเวนในพื้นที่ ขนึ้ อยางรวดเร็ว
ตอนกลางและดานตะวันออกของภาคตะวันออก
เฉียงเหนือ บริเวณท่ีพบเทือกเขาหินปูน
เปนพ้ืนที่ขนาดใหญอยูในจังหวัด
กาญจนบรุ ี ตาก ลาํ พนู เชยี งใหม
แมฮองสอน และสระบุรี
นอกน้ันมักจะพบเปน
ก ลุ  ม ภู เ ข า ใ น พื้ น ท่ี
ข น า ด เ ล็ ก ก ว  า
10,000 ไร หรอื
เ ป  น ภู เ ข า
ลูกโดด
ขนาด
เ ล็ ก

2 ¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

ระบบนิเวศบนภูเขาหินปูนยังเปนท่ีอาศัย กระจายพันธุที่จํากัดเพียงพ้ืนท่ีขนาดเล็ก บนภูเขา
ของส่ิงมีชีวิตท่ีมีความเปนเอกลักษณเฉพาะตัวมาก ซึ่ง หนิ ปูนไมก ี่ลกู อีกทัง้ มีประชากรจํานวนจํากดั จดั ไดว า
สามารถอยูไดภายใตสภาพแวดลอมของดินและหินท่ี เปนส่ิงมีชีวิตท่ีหายาก และกําลังตกอยูในสถานภาพ
เปนดา งจากสารประกอบแคลเซียมคารบอเนต อันเปน ท่ีเสี่ยงตอการสูญพันธุอยางยิ่งดวย จากขอมูล
องคป ระกอบหลกั ของหนิ ปนู และยงั ทนทานตอ ความแหง Thailand Red Data: Plants (Santisuk et al.,
แลง ไดด ี เนอ่ื งจากเปน ภเู ขาทม่ี ชี นั้ ดนิ ตน้ื หรอื ไมม ชี น้ั ดนิ 2006) ประเทศไทยมีพืชถ่ินเดียว (endemic plants
ปกคลุมเลยก็พบไดมาก ส่ิงมีชีวิตจํานวนมากในระบบ species) ประมาณ 800 ชนดิ และในจาํ นวนนป้ี ระมาณ
นิเวศน้ีจึงมีวิวัฒนาการรวมกับระบบนิเวศที่มีความ 180 ชนดิ (22.5 %) เปน พชื ทพี่ บในระบบนเิ วศบนภเู ขา
เฉพาะตวั และเกดิ ชนดิ พนั ธเุ ฉพาะถน่ิ (endemicspecies) หนิ ปนู ขอ มลู นจี้ งึ ยนื ยนั ไดว า ระบบนเิ วศบนภเู ขาหนิ ปนู

ทง้ั พชื และสตั วเ ปน จาํ นวนมาก มีความสําคัญอยางย่ิงตอการอนุรักษไวซ่ึงความหลาก
ชนดิ พนั ธเุ ฉพาะถน่ิ เหลา น้ี หลายทางชวี ภาพของพรรณพชื ตลอดจนส่ิงมชี ีวติ กลุม
มกั จะมกี าร อื่น ๆ ดว ย ท่ีนา จะมีแนวโนมเดยี วกนั นอกจากน้ีภเู ขา
หินปูนยังมีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามตามธรรมชาติ
และเปนแหลงประวัติศาสตรอีกมากมายควรคา
แกก ารรักษาไว

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ 1 3

¾Ä¡ÉÀÙÁÈÔ ÒÊμϢͧ¡ÅØÁ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ

กลมุ ปา ภเู ขยี ว-นาํ้ หนาว มภี มู ศิ าสตรต ง้ั อยใู น ถงึ กลมุ ปา ภเู ขยี ว-นา้ํ หนาว เชน เขา พรรษาขาว (Globba
แนวรอยตอของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก adhaerens) และผักกาดหินจันทบูร (Damrongia
เฉียงเหนือ และภาคตะวันออกของประเทศไทย (การ trisepala) ขณะเดยี วกนั กลมุ ปา ภเู ขียว-นา้ํ หนาว และ
แบงพื้นท่ีภาคตามเขตพฤกษภูมิศาสตร) โดยมีเทือก พ้ืนที่ปาตามแนวเชื่อมตอน้ียังมีพรรณไมหลายชนิด
เขาเพชรบูรณ และเทือกเขาดงพญาเย็นเปนแนวเชื่อม ที่เปนพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย หรือมีถ่ินอาศัย
ตอระบบนิเวศ (ecological corridor) ของส่ิงมีชีวิต เฉพาะบรเิ วณแนวเชอื่ มตอ นเ้ี ทา นนั้ พบมากถงึ 27 ชนดิ
ท้ังพืชและสัตวท่ีอาศัยอยูในเขตตอนบนของภูมิภาค ไดแก แคสันติสุข (Santisukia kerrii) ยมหินปูน
อินโดจีน (จีนตอนใต เวียดนามเหนือ ลาวเหนือ และ (Toona calcicola) ปรงหิน (Cycas petraea)
ภาคเหนือของประเทศไทย) และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยใน จันทนแดง (Dracaena jayniana) วานนํ้าคางดอย
เขตตอนลา งของภมู ภิ าคอนิ โดจนี (ภาคกลาง ภาคตะวนั (Spatholirion calcicola) บกุ กาบหนาม (Arisaema
ออก ภาคตะวันออกเฉียงใตของไทย และภาคตะวัน pachystachyum) กระเชาใบแคบ (Aristolochia
ตกของกัมพูชา) ไดเคล่ือนยายประชากร ถายเทความ perangustifolia) เครือปุ (Stemona aphylla)
หลากหลายทางชีวภาพซ่ึงกันและกัน ในแนวเหนือ-ใต สม กงุ (Begonia incerta) สม กงุ ผา (Begonia murina)
ตัวอยางชนิดพันธุท่ีมีประชากรสวนใหญอยูในเขตตอน บวบขน (Sinobaijiania
บนของภูมิภาคอินโดจีนแลวกระจายลงมาใตสุดถึง simitinandii)
กลมุ ปา ภเู ขียว-นํา้ หนาว เชน กกุ สม (Toxicodendron
calcicola) วา นนาํ้ คา งดอย (Spatholirion calcicola)
หยาดสะออน (Microchirita aratriformis) และ
โลหะโมลี (Paraboea glabrisepala)
กระบองเวสวัณ (Ornithoboea
wildeana) สวนชนิดพันธุท่ีมี
ประชากรสวนใหญอยูใน
เขตตอนลา งของภมู ภิ าค
อนิ โดจีนแลว กระจาย
ข้ึนมาเหนอื สดุ

4 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅØÁ‹ »Ò† ÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1

โหมหัด (Duplipetala hexagona) โนรีปราน ของประเทศไทย ท่ีเปนเชนนี้เพราะการมีท่ีต้ังทาง
(Hiptage calcicola) โนรีน้ําพรม (Hiptage ภูมิศาสตรของกลุมภูเขาหินปูน ตั้งอยูตอนกลางของ
gracilis) มะลสิ ยาม (Jasminum siamense) เทียน ภมู ภิ าคอินโดจนี โดยมที ร่ี าบลุมภาคกลางขวางกัน้ การ
ยูงทอง (Impatiens ruthiae) เทียนบุนนาค เดนิ ทางของพรรณไมจ ากระบบนเิ วศภเู ขาหนิ ปนู ในภาค
(Impatiens bunnackii) เทยี นเชียงดาว (Impatiens ตะวันตกของประเทศไทย และท่ีราบภาคตะวันออก
chiangdaoensis) ผักกาดหินจันทบูร (Damrongia เฉยี งเหนือขวางก้นั การเดนิ ทางของพรรณไมจ ากระบบ
trisepala) มาลัยฟอนเล็บดอกขาว (Microchirita นเิ วศภเู ขาหนิ ปนู ในพนื้ ทตี่ อนกลางของประเทศลาว จงึ
woodii) หยาดสะอาง (Microchirita tubulosa) ยาสบู เกดิ เปน เขตพรรณพฤกษชาตภิ เู ขาหนิ ปนู เฉพาะตวั ขนึ้ มา
ฤาษี (Paraboea robusta) โลหะโมลี (Paraboea การรายงานการคนพบพืชชนิดใหม (new species)
glabrisepala) วานเปร้ียวคอลินซ (Boesenbergia อยางตอ เนอื่ งในชว งประมาณ 5 ปมาน้ี รวมทัง้ การพบ
collinsii) กระชายขาว (Globba globulifera) ขิง พืชถิ่นเดียวและพืชหายากของระบบนิเวศภูเขาหินปูน
สดากร (Zingiber sadakornii) ไอยริศ (Zingiber ในบริเวณกลุมปาภูเขียว-นํ้าหนาว เปนสิ่งที่บอกไดวา
sirindhorniae) โดยชนิดที่กลาวมานี้ เกือบท้ังหมด ยังมีสงิ่ มชี ีวิตอกี มากมายทข่ี าดการศกึ ษา คณะผวู ิจัยจึง
ลว นมถี นิ่ อาศยั เฉพาะบนระบบนเิ วศภเู ขาหนิ ปนู เทา นนั้ เห็นความสาํ คญั ของพ้นื ทก่ี ลุมปา ภูเขยี ว-น้ําหนาว โดย
แสดงใหเ หน็ วา ระบบนเิ วศบนภเู ขาหนิ ปนู ในกลมุ ภเู ขยี ว- เฉพาะระบบนเิ วศบนภเู ขาหนิ ปนู ทส่ี มควรมกี ารสาํ รวจ
นา้ํ หนาว รวมถงึ กลมุ ภเู ขาหนิ ปนู ใกลเ คยี งกนั นนั้ มชี นดิ เพอ่ื ศกึ ษาความหลากหลายขอ มลู พน้ื ฐานดา นพรรณไม
พันธุพืชอันเปนเอกลักษณเฉพาะตัวหลายชนิด และ อยา งครบถว น และชว ยเตมิ เตม็ ความรดู า นอนกุ รมวธิ าน

ไมสามารถพบไดในกลุมปาแหง อื่น ของประเทศไทยใหสมบรู ณย ิ่งขึน้

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1 5

¢ŒÍÁÙž×é¹·Õ¡è ÅØÁ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹íéÒ˹ÒÇ

¢ŒÍÁÙÅ·èÑÇä»

กลุมปาภูเขียว-นํ้าหนาว ตั้งอยูระหวางเสนรุงท่ี 15°19'18''–17°33'0'' เหนือ และเสนแวงท่ี 101°
16'0''–102°43'50'' ตะวนั ออก มพี น้ื ทปี่ ระมาณ 5.02 ลา นไร หรอื ประมาณ 803,312 เฮกแตร ต้ังอยูระหวา งภาค
เหนือ (ตอนลา ง) และภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือของประเทศไทย ครอบคลมุ พน้ื ที่ 7 จงั หวัด คือ จงั หวัดเพชรบูรณ
เลย หนองบัวลาํ ภู อุดรธานี ขอนแกน ชยั ภมู ิ และลพบรุ ี มพี ้นื ท่ปี า อนุรกั ษท ง้ั สนิ้ 26 หนว ยงาน แบงเปน อุทยาน
แหงชาติ 12 แหง เขตรกั ษาพนั ธุสัตวปา 7 แหง และวนอทุ ยาน 7 แหง (ตารางท่ี 1 และ ภาพที่ 1)

μÒÃÒ§·Õè 1 ¾¹é× ·»èÕ †ÒÍ¹ÃØ Ñ¡É㏠¹¡ÅÁ‹Ø »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹íéÒ˹ÒÇ

จังหวัด อทุ ยานแหงชาติ/วนอุทยาน เขตรักษาพนั ธุสตั วป า
เขตรักษาพนั ธสุ ตั วป า ภูหลวง
อทุ ยานแหง ชาติภูเรือ เขตรักษาพันธสุ ตั วปา ภคู อ -ภกู ระแต

อุทยานแหงชาตภิ กู ระดงึ เขตรกั ษาพนั ธสุ ัตวปา ภผู าแดง
เขตรกั ษาพันธสุ ตั วป า ตะเบาะ-หวยใหญ *
วนอุทยานหริรักษ
เขตรกั ษาพนั ธสุ ตั วปาผาผง้ึ *
เลย วนอทุ ยานภผู าลอม * เขตรกั ษาพันธุส ตั วป า ภเู ขยี ว *

วนอุทยานนํ้าตกหว ยเลา * เขตรักษาพันธสุ ัตวปา ซบั ลังกา *

วนอทุ ยานผางาม *

วนอุทยานภบู อ บิด *

เพชรบรู ณ อุทยานแหงชาตนิ ํ้าหนาว *
อุทยานแหงชาติตาดหมอก

อุทยานแหง ชาตภิ ผู ามาน *

ขอนแกน อทุ ยานแหง ชาติภเู วียง

อทุ ยานแหงชาติน้ําพอง

อุทยานแหงชาติภูแลนคา

ชัยภูมิ อุทยานแหงชาตติ าดโตน
อทุ ยานแหงชาตไิ ทรทอง

อุทยานแหง ชาตปิ าหินงาม

หนองบวั ลําภู อทุ ยานแหงชาติภเู กา -ภูพานคาํ

อดุ รธานี วนอุทยานน้ําตกธารงาม
วนอุทยานภูผาแดง

ลพบุรี

* พ้นื ทอ่ี นุรกั ษท่ีมภี เู ขาหินปนู ปรากฏ

6 ¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

¢ÍŒ ÁÙÅ·èÇÑ ä»

ภาพที่ 1 พื้นท่ีปาอนุรักษใ นกลุม ปา ภเู ขียว-นาํ้ หนาว

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »Ò† ÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ 1 7

ÀÙÁÈÔ ÒÊμÏ ดานตะวันออก (ภเู ม็ง–ภูพานคํา) และตะวันออกเฉียง

เหนือ (ภูพานนอย) แลวตอเขาไปในประเทศลาวท่ี
กลุมปาภูเขียว-นํ้าหนาว ต้ังอยูระหวางภาค อําเภอสงั คม จงั หวัดหนองคาย สําหรับโครงสรางแบบ
ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ (ตอนลาง) พื้นที่ ประทุนหงายจะมีขอบผาชันอยูโดยรอบ และมีมมุ ลาด
สวนใหญอยูในแนวเทือกเขาเพชรบูรณตะวันออก มี หนิ อยดู านในขอบผาชัน มีความสูง 300–1,500 เมตร
ความสูง 150–1,571 เมตรจากระดับทะเล ยอดเขา ไดแ ก ภูหลวง ภกู ระดึง ภูคอ ภกู ระแต ภเู ขยี ว ภเู กา
สงู สดุ ทส่ี าํ คญั ไดแ ก ภหู ลวง (1,571 เมตร) ภเู รอื (1,365 ภูเวียง และภูแลนคา แลวยังมีบางภูไดถูกกัดกรอน
เมตร) ภกู ระดงึ (1,316 เมตร) ภดู า นอปี อ ง (1,271 เมตร) พังทลายไปมากจนเหลือเปนเขาโดดดูคลายหอคอย
เขาโปง ทองหลาง (1,310 เมตร) ภูคง้ิ (1,167 เมตร) ภคู ี (monadnock) ไดแ ก ภหู อ ภูดานอปี อง (ภผู าจิต) และ
(1,038 เมตร) ภพู งั เหย (1,008 เมตร) และภูเวียง (844 ภูตะเภา (ภาพที่ 2)
เมตร) โดยแนวเทือกเขาเหลาน้ีเกิดจากการยกตัวของ
สําหรับบริเวณดานตะวันตกและดานตะวัน
แผนจุลทวีปอินโดจีน (Indochina subcontinental
plate) ซึ่งถูกแผนจุลทวปี ฉาน-ไทย (Shan-Thai sub- ตกเฉียงเหนอื ของกลุมปา เปน แนวเทอื กเขาเพชรบูรณ
continental plate) ที่อยูดานตะวันตกบีบอัด ทําให ตะวนั ออกท่ีวางตวั ในแนวทศิ เหนอื -ใต แผน เปลือกโลก
ชั้นหนิ ทรายในชดุ หินโคราช (อายุ 245–66.4 ลานปมา บริเวณนี้ถูกบีบอัดอยางรุนแรง ทําใหชั้นหินดินดาน
แลว ) และหินตะกอนในชุดหนิ ราชบรุ ี (อายุ 286–245 หินทราย หินปนู ในชดุ หนิ ราชบุรี และหินอัคนี ทอ่ี ยูใ ต
ลานปมาแลว) เกิดโคงงอเปนลูกฟูกแบบประทุนควํ่า ช้ันหินทรายชดุ หนิ โคราชถกู ดนั ขน้ึ มา เมือ่ ชั้นหินทราย
(anticline) และประทนุ หงาย (syncline) สลับกันไป ดานบนถูกกัดกรอนหมดไปช้ันหินเหลาน้ีก็จะปรากฏ
โครงสรางของเปลือกโลกและความแกรงของแตละชั้น ขนึ้ เกดิ ภเู ขาทสี่ งู ชนั และซบั ซอ น พบไดใ นเขตรกั ษาพนั ธุ
หินท่ีมีความทนทานตอการพังทลายตางกัน เม่ือถูก สตั วป าภูผาแดง อทุ ยานแหง ชาตติ าดหมอก เขตรักษา
ธารนํ้า นํ้าฝน และสภาพภูมิอากาศกัดกรอนเปนเวลา พันธุสัตวปาตะเบาะ-หวยใหญ และพ้ืนท่ีดานตะวันตก
นาน จึงเกิดสภาพภูมิประเทศท่ีเปนเอกลักษณในแบบ ของเขตรักษาพันธุสัตวปาภูหลวง อุทยานแหงชาตินํ้า
หนาว และเขตรักษาพนั ธุสัตวปาภเู ขยี ว ในบริเวณช้นั
ท่ีราบสูงโคราชในปจ จุบัน
หินปูนที่ถูกดันใหโผลขึ้นมาแลวหลงเหลือจากการพัง

การเกิดโครงสรางประทนุ คว่ํา ทาํ ใหด า นบน ทลาย เกดิ เปน ภูมปิ ระเทศแบบคาสต หรอื ภูมิประเทศ

ของโดมแตกหักและพังทลายไดงาย รองลําธารและ แบบหินปูน (karst topography) บริเวณทสี่ าํ คัญไดแ ก

น้ําฝนจะกัดกรอนจนกลายเปนแองท่ีราบลอนคลื่น มี วนอุทยานภูผาลอม วนอุทยานผางาม อุทยานแหง ชาติ

ระดบั ความสงู 180–250 เมตร ไดแ ก แอง หนองบวั แดง- ภผู ามา น และเขตรกั ษาพนั ธสุ ตั วป า ผาผงึ้ และมปี รากฏ

เกษตรสมบรู ณ แองแกงครอ -เข่อื นอุบลรตั น ท้ัง 2 ดา น เลก็ นอยบริเวณเขตรกั ษาพันธุสัตวปา ภูเขยี ว เขตรกั ษา

ของประทุนควํ่าเปนขอบผาชัน (escarpment) ท่ีหัน พันธุสัตวปาตะเบาะ-หวยใหญ เขตรักษาพันธุสัตวปา

เขาหากนั และมดี า นลาดหนิ (dip slope) ทํามมุ เอียง ซบั ลังกา และอุทยานแหง ชาตนิ ้ําหนาว นอกจากนีย้ งั มี

ออกจากแกนประทุน ทั้งสองสวนนี้เปนสัณฐานที่เรียก กลุมภูเขาหินปูนลูกโดดจํานวนมากกระจัดกระจายอยู

วา ภูเขารปู อโี ต (cuesta mountain) มคี วามสูงทขี่ อบ ทวั่ ไปในเขตจงั หวดั เลย และหนองบัวลําภู (ตารางที่ 1

ผาชนั 300–1,000 เมตร วางตวั เปน แนวยาวตอ เนอื่ งมา และภาพท่ี 1-2) อันเปนพื้นที่ศึกษาในคร้ัง และจะได

จากเทอื กเขาดงพญาเยน็ ทอ่ี ยดู า นใตข องพน้ื ทก่ี ลมุ ปา ฯ อธบิ ายในรายละเอยี ดตอ ไป

โอบลอมกลุมปาภูเขียว-นํ้าหนาว ดานใต (ภูพังเหย)

8 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡Å‹ØÁ»†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1

Å¡Ñ É³ÐÀÙÁÈÔ ÒÊμÃᏠÅиóÇÕ ·Ô ÂÒ

ภาพที่ 2 สภาพภมู ิประเทศของกลุม ปาภูเขียว-นาํ้ หนาว

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »Ò† ÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ 1 9

ÀÁÙ »Ô ÃÐà·ÈáººË¹Ô »¹Ù ËÔ¹»Ù¹ (limestone) ໹š Ë¹Ô ã¹¡ÅØÁ‹ ËÔ¹μС͹ à¹éÍ× á¹¹‹ ÅÐàÍÕ´·Öº ÁÕÊÕÍÍ¡
¢ÒÇ à·Ò ªÁ¾Ù ËÃ×ÍÊ´Õ Òí ÁÍÕ §¤» ÃСͺ໹š áËá¤Åä«´ (CaCO3) ÁÒ¡¡Ç‹Ò
ภมู ปิ ระเทศแบบหนิ ปนู หรอื ภมู ปิ ระเทศแบบ ÃÍŒ ÂÅÐ 50 à¡´Ô ¨Ò¡¡Ò÷ºÑ ¶Á¢Í§μС͹¤Òú Íà¹μã¹·ÍŒ §·ÐàÅ ·§éÑ ¨Ò¡ÊÒÃ
คาสต (karst topography) เปนลักษณะภูมิประเทศ ͹Թ·ÃÂÕ  áÅЫҡÊÔè§ÁÕªÇÕ Ôμ ઋ¹ á¾Å§¡μ͹ »Ð¡ÒÃ§Ñ áÅСÃдͧ¢Í§
ท่ีมีธรณีสันฐานเปนหินปูน หรือหินตะกอนชนิดอื่น ๆ ÊμÑ Ç·ÐàÅ «Ö§è ·ºÑ ¶Á¡Ñ¹ÀÒÂãμŒ¤ÇÒÁ¡´´Ñ¹áÅÐμ¡¼ÅÖ¡ãËÁà‹ »š¹áÃá‹ ¤Åä«μ¨Ö§
หรือแรชนิดทล่ี ะลายนาํ้ ไดด ี เชน โดโลไมต ยิปซมั หรือ ·íÒ»¯¡Ô ÔÃÂÔ Ò¡ºÑ ¡Ã´ ´Ñ§¹é¹Ñ ¨Ö§ÍÒ¨Á«Õ Ò¡´Ö¡´Òí ºÃþ ã¹ËԹ䴌 હ‹ «Ò¡ËÍÂ
หินเกลือ เปนตน การบีดอัดและการยกตัวของเปลือก »Ð¡ÒÃ§Ñ ÀÙà¢ÒË¹Ô »Ù¹Á¡Ñ ÁÕÂÍ´ËÂÑ¡áËÅÁ໚¹Ë¹ŒÒ¼Ò áÅÐ໹š ËÔ¹·ÅÕè ÐÅÒ¹íÒé
โลก ทําใหชั้นหินและแรดังกลาวโผลข้ึนมาที่ผิวโลก ä´Œ´Õ áÅмؾѧ䴌§Ò‹ Âã¹ÊÀÒ¾ÀÙÁÔÍÒ¡ÒÈ·èÁÕ Õ½¹μ¡ªØ¡ ÊÀÒ¾ÀÙÁ»Ô ÃÐà·È·ÕèÁÕ
ผานการกัดกรอนโดยกรดคารบอนิคในธรรมชาติจาก ¸Ã³ÕÊÑްҹ໚¹ËÔ¹»Ù¹ÁÑ¡¨Ð¡Ñ¡à¡çº¹éíÒ·èÕ¼ÔÇ´Ô¹äÁ‹ä´Œ¹Ò¹à¹è×ͧ¨Ò¡ªÑé¹ËÔ¹»Ù¹
นํ้าฝนท่ีตกลงมาผสมกับกาซคารบอนไดออกไซดใน ´ŒÒ¹Å‹Ò§ÁÕÃ¾Ù Ã¹Ø áÅÐâ¾Ã§¶íÒé ¨Òí ¹Ç¹ÁÒ¡ ·àèÕ ¡Ô´¨Ò¡¡Òö١¡´Ñ ¡Ã‹Í¹´ŒÇ¹Òéí μÒÁ
ªÍ‹ §ÃÍÂáμ¡¢Í§ËÔ¹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õ´é Ô¹·èÂÕ ‹ÍÂÊÅÒ¨ҡ¡ÒÃ¼ÊØ ÅÒÂ¢Í§Ë¹Ô ¡çÁÑ¡¨Ð
äËÅŧä»ã¹ªÍ‹ §ÃÙ¾Ã¹Ø àËŋҹéÕŧÊÙ‹ÅÒí ¸ÒÃãμªŒ é¹Ñ Ë¹Ô ·èÍÕ Â‹ÅÙ Ö¡Å§ä» ¾×é¹¼ÇÔ ¢Í§¾é¹× ·Õè
·Õè໚¹ËÔ¹»Ù¹¨Ö§Áѡ໚¹ÁÕªÑé¹´Ô¹μ×é¹ÁÒ¡¨¹¶Ö§à»š¹¾é×¹·ÕèËÔ¹áËÅÁ¤Áâ¼Å‹·Ñé§ËÁ´
áÅÐà¡Ô´¤ÇÒÁáËŒ§áÅŒ§ä´Œ§‹ÒÂËÅѧĴٽ¹¼‹Ò¹ä»ä´Œ äÁ‹¹Ò¹

อากาศ ซงึ่ มฤี ทธเ์ิ ปน กรดออ น ๆ กดั กรอ นหนิ ปนู และ

ไหลซอกซอนไปตามแนวรอยหินแตก เกิดการผุพัง

เปนลักษณะสภาพภูมิประเทศท่ีเปนเอกลักษณเฉพาะ

ตัว สัณฐานของภูมิประเทศท่ีเห็นไดบนผิวดิน เชน

ภูเขาหินปูนหอคอยหรือ

ภเู ขาหนิ ปนู ลกู โดด (tower

karst/mogote) ท่ีราบ

(karst plain) ทร่ี าบสงู

หนิ ปนู (limestone

plateau) ภเู ขาหนิ ปนู

รูปโคน (cone karst)

ภเู ขาหนาม (pinnacle karst) สวน

หนิ (lapies) หลุมยุบ (sinkhole/doline: กวางนอย ภาพที่ 3 สภาพภูมปิ ระเทศแบบหนิ ปนู
กวา 50 เมตร) แองรางหมู (uvala: กวาง 50-200 เมตร
เกดิ จากหลมุ ยบุ หลายหลมุ มาเชอื่ มตอ กนั ทอ งแอง มหี นิ ทีม่ า: ปรับปรุงจาก http://www.espeleokandil.
org/geologia/interiordelkarst.htm
ผพุ งั จาํ นวนมาก หรอื มชี นั้ ดนิ ตนื้ ) แอง ทอ งเรยี บ (polje:
กวางมากกวา 200 เมตร มีการพังทลายเพ่มิ ขน้ึ ตอ มา 1. Tower Karst (ภเู ขาหินปูนหอคอย); 2. Cone Karst
จากแองรางหมูจนทองแองเปนท่ีราบดินตะกอน มีชั้น (ภเู ขาหินปูนรูปโคน); 3. Natural Bridge (สะพานหนิ
ดินลึก) ลําธารผิวดิน (surface stream) ถํ้า (cave) ธรรมชาต)ิ ; 4. Canyon (หบุ ผาชนั ); 5. Sinkhole (หลมุ
ลําธารมุด (sinking stream) เปนตน และสัณฐาน ยบุ ); 6. Uvala (แอง รางหม)ู ; 7. Polje (แอง ทอ งเรยี บ);
ของภูมิประเทศที่อยูใ ตผวิ ดิน เชน ถ้ําใตดิน (cavern) 8. Ponor (สะดอื แอง ); 9. Sinking Stream (ลาํ ธารมดุ );
หินงอก (stalagmite) หินยอย (stalactite) เสาหนิ ใน 10. Pothole (หลมุ ยบุ กน ทะล)ุ ; 11. Waterfall (นา้ํ ตก);
ถาํ้ (column) ลาํ ธารใตดนิ (underground stream) 12. Dry Cave (ถา้ํ แหง ); 13. Siphoned (อโุ มงคน า้ํ );
เปนตน (ภาพท่ี 3-5) เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศ 14. Gour (ขน้ั บนั ไดนาํ้ ตก); 15. Collapse Block (กอง
แบบคาสตใ นประเทศไทยสว นใหญจ ะเปน ภเู ขาหนิ ปนู หนิ ถลม ); 16. Pool (แอง นา้ํ ); 17. Stalactite (หนิ ยอ ย);
ในการศึกษาครั้งนี้จึงเรียกภูมิประเทศแบบคาสต ใน 18. Stalagmite (หนิ งอก); 19. Column (เสาหนิ ); 20.
ภาษาไทยวา ภมู ปิ ระเทศแบบหินปนู ดวยอกี ชือ่ หนึง่ Crack (รอยแตกในชน้ั หนิ )

10 ¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

ÀÙÁÔ»ÃÐà·ÈẺËÔ¹»Ù¹

ภาพที่ 4 สภาพภมู ปิ ระเทศแบบหนิ ปูน ของวนอทุ ยานภผู าลอ ม จงั หวดั เลย

ภาพท่ี 5 สภาพภูมิประเทศแบบหินปูน
ท่ีอยูใตดินของอุทยานแหงชาติภูผามาน
จังหวัดขอนแกน: ถํ้าพญานาคราช (บน)
เสาหินภายในถา้ํ พญานาคราช (ลางซาย)
ถ้ําผาพวง (ลางขวา)

¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡Å‹ÁØ »Ò† ÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ 1 11

ภาพที่ 6 การกระจายตวั ของกลมุ ภเู ขาหนิ ปนู ในกลมุ ปา ภูเขยี ว-นํ้าหนาว

ทม่ี า: ปรบั ปรงุ จาก http://www.espeleokandil.org/geologia/interiordelkarst.htm

ลักษณะภูมิประเทศแบบหินปูนเฉพาะท่ี ไดแ ก อทุ ยานแหง ชาตภิ ผู ามา น (ประมาณ 109,000
ปรากฏในพื้นท่ีปาอนุรักษกลุมปาภูเขียว-น้ําหนาวมี ไร) เขตรกั ษาพนั ธสุ ตั วป า ผาผงึ้ (ประมาณ 83,000 ไร)
ประมาณ 258,900 ไร หรอื ประมาณรอ ยละ 5 การเรยี ง เขตรกั ษาพนั ธสุ ตั วป า ภเู ขยี ว (ประมาณ 30,000 ไร)
ตวั ของแนวภเู ขาหนิ ปนู กระจายตวั คอ นขา งตอ เนอื่ งจาก เขตรักษาพันธุสัตวปา ตะเบาะ-หวยใหญ (ประมาณ
ดานเหนือในจังหวัดเลยลงสูทิศใตในจังหวัดขอนแกน 10,000 ไร) อุทยานแหงชาตินํ้าหนาว (ประมาณ
ชยั ภมู ิ และลพบรุ ี ยาวประมาณ 230 กโิ ลเมตร และ 10,000 ไร) วนอุทยานภูผาลอม (ประมาณ 8,500
ดานกวางจากทิศตะวันออกในจังหวัดหนองบัวลําภู ไร) และวนอุทยานผางาม (ประมาณ 7,400 ไร)
ไปสูทิศตะวันตกในจังหวัดเพชรบูรณ ยาวประมาณ นอกจากน้ันยังมีปรากฏเล็กนอยบริเวณและเขต
100 กโิ ลเมตร และพบตงั้ แตค วามสงู 250–1,100 เมตร รกั ษาพนั ธสุ ตั วป า ซบั ลงั กา (ประมาณ 1,000 ไร)
จากระดับทะเล โดยพื้นทปี่ าอนรุ กั ษท ีพ่ บภูเขาหินปูน

12 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1

¾×é¹·èÀÕ Ùà¢ÒËÔ¹»Ù¹·ÕèÊíÒÃǨà¡çº¢ŒÍÁÙÅ ÀÙÁÔ»ÃÐà·ÈẺËÔ¹»Ù¹

ËÁÒÂàÅ¢ ¡Å‹ÁØ ÀàÙ ¢ÒËÔ¹»¹Ù ¾×¹é ·ÍèÕ ¹ÃØ ¡Ñ ɏ/¨Ñ§ËÇÑ´·Õμè §éÑ

1 À¼Ù ÒÅŒÍÁ Ç¹ÍØ·ÂÒ¹ÀÙ¼ÒÅÍŒ Á àÅÂ
2 ¶Òéí ¼Ò¾§Ø Í. ÇѧÊо§Ø àÅÂ
3 ¶Òéí ¼ÒÊÇÃä Í. ¼Ò¢ÒÇ àÅÂ
4 ¼Ò§ÒÁ Ç¹Í·Ø ÂÒ¹¼Ò§ÒÁ àÅÂ
5 ¼ÒÊÒÁÂÍ´ Í. àÍÃÒÇѳ àÅÂ
6 ¶íéÒÊÇØ Ãó¤ÙËÒ Í. ÊÇØ Ãó¤ÙËÒ Ë¹Í§ºÇÑ ÅíÒÀÙ
7 ¶Òéí àÍÃÒÇ³Ñ Í. ¹ÒÇ§Ñ Ë¹Í§ºÑÇÅÒí ÀÙ
8 ¶íéÒãËÞ‹¹éíÒ˹ÒÇ ÍØ·ÂÒ¹áË‹§ªÒμ¹Ô éÒí ˹ÒÇ à¾ªÃºÃÙ ³
9 ¶Òíé ¼Ò˧ɏ ÍØ·ÂÒ¹áË‹§ªÒμÔ¹éÒí ˹ÒÇ à¾ªÃºÃÙ ³
10 ¶Òéí ¹éíҺѧ Í. àÁ×ͧ ྪúÃÙ ³
11 ¶Òéí ¼Ò¾Ç§ ÍØ·ÂÒ¹á˧‹ ªÒμÀÔ ¼Ù ÒÁ‹Ò¹ ¢Í¹á¡¹‹
12 ˹Nj ¾·Ô ¡Ñ ÉÏ ¶Òéí ¼Ò¾Ç§ Í·Ø ÂÒ¹á˧‹ ªÒμÀÔ Ù¼ÒÁ‹Ò¹ ¢Í¹á¡¹‹
13 ¶Òéí ¾ÞÒ¹Ò¤ÃÒª-¶íéÒÅÒÂá·§ Í·Ø ÂÒ¹á˧‹ ªÒμÔÀÙ¼ÒÁ‹Ò¹ ¢Í¹á¡¹‹
14 ¶éÒí Îǧ⻠à¢μÃÑ¡ÉҾѹ¸ØÊμÑ Ç» †Ò¼Ò¼é§Ö ªÂÑ ÀÙÁÔ
15 ¶éÒí à·¾¹ÁÔ μÔ Ã à¢μÃ¡Ñ ÉҾѹ¸ÊØ μÑ Ç» †Ò¼Ò¼é§Ö ªÂÑ ÀÁÙ Ô
16 ¼Òà·Ç´Ò à¢μÃÑ¡ÉҾѹ¸ÊØ μÑ Ç»†ÒÀàÙ ¢ÕÂÇ ªÑÂÀÁÙ Ô
17 ˹Nj ¾·Ô ¡Ñ ÉÏ ¶íÒé ¼Ò·Ô¾Â à¢μÃ¡Ñ ÉÒ¾¹Ñ ¸ÊØ μÑ Ç» †ÒμÐàºÒÐ-ËŒÇÂãËÞ‹ ªÂÑ ÀÙÁÔ
18 ¶éíÒÇÇÑ á´§ à¢μÃÑ¡ÉҾѹ¸ÊØ μÑ Ç»†ÒμÐàºÒÐ-ËŒÇÂãËÞ‹ ªÑÂÀÙÁÔ
19 à¢Ò¼Ò¼§Öé à¢μÃ¡Ñ ÉÒ¾¹Ñ ¸ÊØ μÑ Ç»†Ò«ºÑ Å§Ñ ¡Ò žºØÃÕ
20 à¢Ò¶íéÒ¾ÃÐ à¢μÃÑ¡ÉҾѹ¸ØÊμÑ Ç»†Ò«ºÑ Å§Ñ ¡Ò žºÃØ Õ

นอกจากน้ียังมีกลุมภูเขาหินปูนลูกโดด กลุมภูเขาหินปูนถ้ําสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลําภู
จํานวนมากกระจัดกระจายอยูนอกเขตปาอนุรักษใน และกลุมภูเขาหินปูนถ้ํานํ้าบัง จังหวัดเพชรบูรณ กลุม
เขตจงั หวดั เลย หนองบัวลําภู และเพชรบรู ณ ทีเ่ ปน ภูเขาหินปูนเหลานี้ถือวายังอยูในระบบนิเวศปาไม
กลุมภเู ขาหินปูนขนาดพนื้ ท่มี ากกวา 5,000 ไร ไดแ ก ของกลุมปาภูเขียว-นํ้าหนาว การศึกษาคร้ังน้ีจึงได
กลุมภูเขาหินปูนถํ้าผาสวรรค กลุมภูเขาหินปูนถํ้าผา เขาไปสํารวจพรรณพืชเพ่ิมเติม เนื่องจากตองการ
พงุ จงั หวัดเลย กลุม ภเู ขาหนิ ปูนถ้าํ เอราวัณ กลุมภูเขา ศึกษาการเช่ือมตอของเขตการกระจายพันธุของ
หินปูนผาสามยอด จังหวัดเลยและหนองบัวลําภู พรรณพืชแตละชนิด

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅØÁ‹ »Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1 13

¸Ã³ÇÕ ·Ô ÂҢͧÀÁÙ »Ô ÃÐà·ÈáººË¹Ô »¹Ù

พนื้ ท่ีธรณีวทิ ยาที่เปนหนิ ปูนในกลมุ ปา ภูเขียว-นาํ้ หนาว

พบวา ทงั้ หมดเกดิ ขน้ึ ในยคุ เพอรเ มยี น (Permian) มอี ายุ

อยใู นชว ง 286-245 ลา นปม าแลว ซง่ึ เกดิ กอ นยคุ ทจ่ี ะมี
ไดโนเสารเ กดิ ขน้ึ เสยี อกี เกอื บทง้ั หมดอยใู นหมวดหนิ ผา ภาพท่ี 7 หนิ ปนู สเี ทา เนอ้ื สมานแนน ทีพ่ บสวนใหญ
นกเคา (Pha Nok Khao Formation) ซงึ่ มลี กั ษณะเปน ในหมวดหนิ ผานกเคา ในพื้นทกี่ ลมุ ปา ภเู ขียว-นํา้ หนาว

หนิ ปนู สเี ทา เนอ้ื สมานแนน และเปน ชนั้ (ภาพที่ 7) สลบั

ดว ยหนิ ดนิ ดานสเี ทาหรอื สนี า้ํ ตาลแกมเหลอื ง และหนิ เชริ ต

สเี ทา หลายครั้งเราจะพบแถบช้ันของ ซากดกึ ดาํ บรรพ

(fossils) เชน คตขาวสาร (fusulinids) แบรคิโอ

พอด (brachiopods) แอมโมไนต (ammonites)

ไบรโอซัว (bryozoa) ไครนอยด (crinoids) หอย

เจดีย (gastropods) ฟองน้ํา (sponges) และ
ปะการัง (ภาพที่ 8) (กรมทรัพยากรธรณี, 2519, ภาพที่ 8 ฟอสซลิ ชอง คตขา วสาร (fusulinids) ท่ีพบ
ในหมวดหินผานกเคา ในอาํ เภอเอราวณั จังหวัดเลย
2552ก, 2552ข, 2552ค, 2552ง, 2553)

นอกจากหมวดหนิ ผานกเคา แลว พนื้ ทห่ี นิ ปนู
ยังปรากฏเปนหยอมเล็ก ๆ ในบริเวณท่ีเปนหมวดหิน
นา้ํ ดกุ (Nam Duk Formation) และหมวดหนิ หวั นา
คาํ (Hua Na Kham Formation) โดยมลี กั ษณะเปน
ชนั้ หนิ ปนู ทม่ี ลี กั ษณะเปน เลนส (ภาพที่ 9) แทรกตวั ขน้ึ
มาระหวางช้ันหินดินดานสีเทาและหินทรายสีน้ําตาล
แกมเหลอื ง ปรากฏกระจดั กระจายในเขตรกั ษาพนั ธสุ ตั ว
ปา ผาผง้ึ เขตรกั ษาพนั ธสุ ตั วป า ตะเบาะ-หว ยใหญต อนใต
และเขตรกั ษาพนั ธสุ ตั วป า ซบั ลงั กา หนิ ปูนทั้ง 2 หมวด
หินท่ีกลาวมาน้ันเมื่อนํามาทดสอบความเปนกรด-ดาง
พบวา มคี า ความเปน กรดดา ง (pH) เทา กบั 7.5–8.5 หรอื
เปน ดา งออ น–ดา งปานกลาง สว นดนิ ทย่ี อ ยสลายมาจาก
หนิ ปนู จะมคี า pH เทา กบั 7–8 หรอื เปน กลาง–ดา งออ น
และมเี นอ้ื ดนิ เปน ดนิ รว นเหนยี ว–ดนิ รว นเหนยี วปนทราย
สีนํา้ ตาลเขม –สีดาํ โดยพบวาดนิ ทีอ่ ยใู นชั้นลางสดุ ใกล
กบั ชนั้ หนิ ปนู จาํ มคี วามเปน ดา งสงู กวา ดนิ ชนั้ บน และดนิ
ช้ันบนมกั จะเปน กลาง ทง้ั นเ้ี นอื่ งจากนา้ํ ฝนไดช ะลา งแร
ภาพท่ี 9 หนิ ปูนทม่ี ลี กั ษณะเปนเลนส ท่ีพบในหมวด แคลเซยี มคารบ อเนตลงมาสะสมในดนิ ชนั้ ลา ง นอกจาก
หินน้ําดกุ พบภายในถํา้ แกว อําเภอภกั ดีชมุ พล จงั หวัด นด้ี นิ แร (mineral soil) ทเี่ พง่ิ สลายตวั จากหนิ ปนู จะมี
ชยั ภมู ิ ความเปน ดา งใกลเ คยี งกบั หนิ ปนู

14 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1

ÀÙÁÍÔ Ò¡ÒÈ ฤดรู อน เรมิ่ ประมาณกลางเดือนกมุ ภาพันธ ÊÀÒ¾ÀÙÁÍÔ Ò¡ÒÈ

พื้นที่กลุมปาภูเขียว-นํ้าหนาว มีสภาพภูมิ –กลางเดือนพฤษภาคม ลมมรสุมตะวันออกเฉียง
อากาศเชนเดียวกับพื้นท่ีโดยรวมของประเทศไทย เหนือมกี าํ ลงั ออนลงและแปรปรวน ดวงอาทติ ยคอย ๆ
ตอนบน (ต้ังแตจังหวัดประจวบคีรีขันธขึ้นมา) แบบ เคลื่อนผานประเทศไทยข้ึนสูซีกโลกเหนือ ทําใหพ้นื
ทุงหญาเขตรอน (tropical savannah climate) ดนิ ไดร ับรงั สคี วามรอ นมากย่ิงข้ึน และเกดิ เปนหยอ ม
คือมีชวงฤดูฝนและชวงฤดูแลงแตกตางกันชัดเจน มี ความกดอากาศตํ่าปกคลุมท่ีระดับความสูงไมเกิน
ปริมาณนํ้าฝนมากกวารอยละ 80 ตกในชวงฤดูฝน 1,000 เมตร สง ผลใหอ ากาศในชวงน้ีรอนจดั และแหง
สวนชวงฤดูแลงอากาศรอนและแหงแลง มีฝนตก แลง อณุ หภูมิสงู สดุ ในพ้นื ทีร่ าบต่าํ แตละวันจะมากกวา
นอยมาก ฤดูกาลแบงเปน 3 ฤดู คือ 35 องศาเซลเซียส บางวันอาจสูงกวา 40 องศา
เซลเซียส แตสําหรับในเขตภูเขาสูงมากกวา 1,000

ฤดูฝน ประมาณ 5-6 เดือน เริ่มต้ังแต เมตร อุณหภูมิจะไมสูงเกินกวา 30 องศาเซลเซียส

กลางเดือนพฤษภาคม–กลางเดือนตุลาคม มีอากาศ ขอ มลู สถานตี รวจวดั อากาศกรมอตุ นุ ยิ มวทิ ยา
รอนและชุมชื้น มีฝนตกชุก ฝนที่ตกมาจากอิทธิพล จงั หวดั เลย เพชรบรู ณ ขอนแกน และชยั ภมู ิ จากคา
ของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตท่ีพัดพาความชุมชื้นมา มาตรฐาน 30 ป (ในชว งป พ.ศ. 2504 –2533) พบวา ทงั้
จากมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะในชวงปลายเดือน 4 จงั หวดั มสี ภาพภมู อิ ากาศใกลเ คยี งกนั มาก ปรมิ าณ
สิงหาคม–ตนเดือนตุลาคมจะมีฝนตกชุก เนื่องจาก นาํ้ ฝนเฉลยี่ รายปอ ยรู ะหวา ง 1,123–1,238 มลิ ลเิ มตร
รองความกดอากาศตํ่าเล่ือนลงมาพาดผานพ้ืนที่ และ อณุ หภมู ติ า่ํ สดุ เฉลยี่ รายปร ะหวา ง 20.07–22.24 องศา
อาจมีหยอมความกดอากาศตํ่าหรือพายุหมุนเขตรอน เซลเซยี ส อณุ หภมู สิ งู สดุ เฉลย่ี รายปร ะหวา ง 31.98–
ที่กอตัวข้ึนมาในมหาสมุทรแปซิฟกหรือทะเลจีนใต 33.22 องศาเซลเซยี ส และอณุ หภมู เิ ฉลยี่ รายปร ะหวา ง
พัดเขาสูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 26.02–27.40 องศาเซลเซยี ส (สถานตี รวจวดั อากาศ

ฤดูหนาว เร่ิมประมาณกลางเดือนตุลาคม ทงั้ 4 ต้งั อยใู นพน้ื ที่ความสงู ประมาณ 200 เมตรจาก
–กลางเดือนกุมภาพันธ เนื่องจากไดรับอิทธิพลของ ระดับทะเล) สําหรับสภาพภูมิอากาศในเขตเทือกเขา
ลมมรุสมตะวันออกเฉียงเหนือท่ีพัดพาอากาศเย็นและ ทสี่ ูงมากกวา 800 เมตรข้ึนไป จะมีปรมิ าณน้ําฝนตก
แหงแลงมาจากเขตไซบีเรียผานประเทศจีนลงมา โดย มากกวา 1,400 มิลลิเมตรตอ ป และมีอุณหภมู ิตํา่ สุด
จะเขาสูภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาค เฉลี่ยรายปต่ํากวา 17 องศาเซลเซียส และอณุ หภูมิ
เหนือตอนบนของประเทศไทยกอน จึงทําใหพื้นท่ี สูงสดุ เฉลี่ยรายปไ มเ กิน 27 องศาเซลเซยี ส (ขอมลู จาก
ท้ัง 2 ภาคมีอากาศหนาวเย็นที่สุดของประเทศ ไดแก สถานีตรวจวัดอากาศหนวยพิทักษปาโคกนกกระบา
จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม เขตรักษาพันธุสัตวปาภูหลวง และสถานีตรวจอากาศ
และเชียงราย โดยเฉพาะในแนวเทือกเขาเพชรบูรณ ทุงกะมัง เขตรักษาพันธุสัตวปาภูเขียว กรมอุทยาน
ท่ีเปนแนวปะทะของลมหนาวโดยตรง สงผลใหยอด แหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช) ทําใหสังคมพืชสวน
ภูหลายแหงติดอันดับพื้นท่ีท่ีหนาวเย็นที่สุดของ ใหญบริเวณนี้เปนปาดงดิบ

ประเทศไทย เชน ภูเรือ ภูหลวง ภูกระดึง จึงทําใหกลุม

ปาภูเขียว-นํ้าหนาวเปนถ่ินอาศัยของพรรณไมจากเขต

อบอุนหลายชนิดจากภาคเหนือของประเทศไทย ลาว

จีน และเวียดนาม ลงมาปรากฏท่ีนี่

¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡Å‹ÁØ »Ò† ÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1 15

Ãкº¹ÔàÇÈáÅÐÊѧ¤Á¾ª× ÍѹËÅÒ¡ËÅÒº¹ÀÙà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ØÁ»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ

การท่หี นิ ปนู สามารถละลายนํ้าไดด ี และถูก สามารถกักเก็บความชุมชื้นในดินไดนาน การปรากฏ
กดั กรอนจนเปนโพรงถํ้าหนา ผาสูงชนั หรือหลมุ ยุบเปน ของกอนหินขนาดใหญ หนาผารอบหุบเขาหรือปาก
สาเหตุที่ทําใหสภาพภูมิประเทศบนภูเขาหินปูนมีความ ปลองหลุมยุบ ไดเปนรมเงาบดบังแสงแดดและกําบัง
ซบั ซอน อันมีผลกระทบตอ ปจ จยั แวดลอมท่ีกาํ หนด กระแสลม ชวยรักษาความช้ืนใหกับดินและอากาศ
ชนดิ สังคมพชื ใหม คี วามหลากหลายยง่ิ ข้นึ ดวย ไดแก ไดดี ตลอดจนชวยรักษาระดับอุณหภูมิของอากาศให
ชนดิ ดิน ความลึกของช้ันดนิ การเก็บรักษาความชืน้ คอนขางคงท่ีตลอดวัน เปนสิ่งท่ีชดเชยกันกับบริเวณ
ในดนิ และในอากาศ ความเปน กรด-ดา งของดินและ ที่มีความแหงแลงจัดไดดีระบบนิเวศบนภูเขาหินปูน
หิน และปรมิ าณและชว งเวลารับแสงแดด นอกจากนี้ แหง แลง ไดง า ย อยา งไรกด็ ใี นบรเิ วณซอกหินลึก โพรง
บนภูเขาหินปูนยังไมสามารถกักเก็บนํ้าใตดินไวไดนาน ถา้ํ หรือตามหลุมยุบท่ีมีการสะสมของดินและซากพชื
ชนั้ ดนิ จงึ แหง แลงไดอยางรวดเร็ว อีกทัง้ ดินท่ยี อ ยสลาย จํานวนมาก สามารถกกั เก็บความชุม ชืน้ ในดินไดน าน
ตัวมาจากหินปูนมักถูกพัดพาลงไปตามซอกหินและ การปรากฏของกอ นหนิ ขนาดใหญ หนาผารอบหุบเขา
โพรงถํ้า ทําใหบ นภเู ขาหนิ ปูนมีช้ันดินตน้ื มหี ินโผล มี หรือปากปลองหลุมยุบ ไดเปนรมเงาบดบังแสงแดด
เปนหนาผาชันเปนจํานวนมาก กลายเปนปจจัยท่ีสง และกาํ บังกระแสลม ชวยรักษาความชน้ื ใหก บั ดินและ
เสริมใหระบบนิเวศบนภูเขาหินปูนบางแหงแหงแลง อากาศไดดี ตลอดจนชวยรักษาระดับอุณหภูมิของ
จัด อยางไรกด็ ีในบรเิ วณซอกหนิ ลึก โพรงถํา้ หรอื ตาม อากาศใหคอนขางคงที่ตลอดวัน เปนสิ่งที่ชดเชยกัน
หลุมยุบท่ีมีการสะสมของดินและซากพืชจํานวนมาก กับบรเิ วณท่ีมคี วามแหง แลงจัดไดด ี (ภาพท่ี 10-11)

สภาพแวดลอมบนภูเขาหินปูนจึงเปน

ถิ่นอาศัยของส่ิงมีชีวิตที่มหัศจรรยอีกแหงหนึ่งท่ีมี

ความสุดข้ัวของปจจัยแวดลอมมาอยูใกลกันและมี

ผลทําใหระบบนิเวศเกิดความหลากหลายและซับ

ซอนมากกวาระบบนิเวศบนภูเขาหินชนิดอ่ืน ๆ เม่ือ
เปรียบเทียบในขนาดพื้นที่เทากัน นอกจากนี้ปริมาณ
นํ้าฝนที่ผันแปรในแตละพ้ืนท่ีความสูงจากระดับทะเล
ภาพที่ 10 ระบบนเิ วศทหี่ ลากหลายของภมู ปิ ระเทศแบบ และความหางไกลกันของท่ีต้ัง ยังเปนปจจัยที่มีสวน
หนิ ปนู ในเทอื กเขาหนิ ปนู ถา้ํ ววั แดง-ถาํ้ ผานาํ้ ทพิ ย เขตรกั ษา ทําใหชนิดปาและชนิดพันธุพืชมีความแตกตางกัน

พนั ธสุ ตั วป า ตะเบาะ-หว ยใหญ จ. ชยั ภมู ิ ทาํ ใหเ กดิ สงั คม อีกดวย ซึ่งกลุมปาภูเขียว-นํ้าหนาว เปนผืนปาขนาด
พชื หลกั 3 ชนดิ คอื ปา ละเมาะเขาหนิ ปนู ปา ดบิ แลง และ ใหญและมีกลุมภูเขาหินปูนกระจายตัวจากเหนือ-ใต
ยาวกวา 230 กิโลเมตร กวางจากตะวันออก-ตะวัน
ปา ผลดั ใบผสม เรยี งลาํ ดบั จากยอดเขาลงมา (บน) ยอดเขา ตก ประมาณ 100 กิโลเมตร และพบต้ังแตความสูง
หนิ ปนู แหลมคมเปน ระบบนเิ วศทด่ี แู หง แลง แตย งั มพี รรณ 250 –1,100 เมตรจากระดับทะเล จึงมีสวนทําใหเกิด
ไมข น้ึ อยไู ดต ามซอกหนิ วนอทุ ยานผางาม จ. เลย (ลา ง) ความหลากหลายของระบบนิเวศ และชนิดพันธุพืช

16 ¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1

Ãкº¹ÔàÇÈáÅÐ椄 ¤Á¾ª×

ความหลากหลายของชนดิ พนั ธพุ ชื บนเขาหนิ ปนู ในกลมุ ปา ภเู ขยี ว-นา้ํ หนาว คาดวา นา จะมพี ชื ทมี่ ที อ ลาํ เลียง
ไมต า่ํ กวา 500 ชนดิ พรรณไมท ี่มีความหลากชนดิ มากท่ีสดุ ของไมต น และไมพ มุ ไดแ ก วงศเ ปลา (Euphorbiaceae)
วงศถ ว่ั (Fabaceae) วงศไ ทร (Moraceae) วงศป อ (Malvaceae) วงศโ มก (Apocynaceae) วงศส ะเดา (Meliaceae)
วงศล าํ ไย (Sapindaceae) วงศม ะเกลอื (Ebenaceae) วงศเ ขม็ (Rubiaceae) วงศก ระดงั งา (Annonaceae) และวงศส ม
(Rutaceae) ตามลําดับ สวนพรรณไมพื้นลางท่ีมีความหลากชนดิ มากไดแก วงศข งิ ขา (Zingiberaceae) วงศช าฤาษี
(Gesneriaceae) วงศต อ ยตงิ่ (Acanthaceae) วงศถ ว่ั (Fabaceae) วงศป อ (Malvaceae) วงศบ อน (Araceae) วงศก ลว ยไม
(Orchidaceae) วงศไ ผ- หญา (Poaceae) วงศผ กั ปลาบ (Commelinaceae) และวงศเ ทยี น (Balsaminaceae) เปน ตน

ชนิดของพรรณไมตนและพรรณไมพุมสวนใหญมี ภาพท่ี 11 ภายในหลมุ ยบุ ทม่ี ชี นั้ ดนิ ลกึ ประกอบกบั มหี นา ผาลอ มรอบ
ความคลายคลึงกับพรรณไมที่พบบนภูเขาหินปูนในพื้นท่ีภาค ไดก กั เกบ็ ความชมุ ชนื้ และรกั ษาอณุ หภมู ไิ วต ลอดวนั มกั เกดิ เปน ปา ดบิ
กลางและภาคเหนือแตจะมีความคลายคลึงกันมากท่ีสุดกับ แลง ทมี่ เี รอื นยอดสงู ไดก วา 40 เมตร (วนอทุ ยานภผู าลอ ม จ. เลย: บน)
พรรณไมบ นภเู ขาหนิ ปนู ในเขตภาคกลางฝง ตะวนั ออกและภาค ปากถาํ้ หรอื หลมุ ยบุ ขนาดเลก็ เปน ทอ่ี าศยั ของพรรณไมล ม ลกุ และ
เหนอื ตอนลา งฝง ตะวนั ออก ไดแ ก ภเู ขาหนิ ปนู ในบรเิ วณจงั หวดั พรรณไมอ งิ อาศยั จาํ นวนมาก เนอ่ื งจากมแี สงแดดทเ่ี หมาะสม แลว
ลพบรุ ี สระบรุ ี นครสวรรค พษิ ณโุ ลก และเพชรบรู ณ และภเู ขา ยงั ไดร บั ไอนา้ํ จากภายในถาํ้ หรอื นาํ้ ทหี่ ยดลงมาจากหนา ผา (กลาง)
หนิ ปนู ในเขตอาํ เภอปากชอ ง จงั หวดั นครราชสมี า หรอื ภเู ขาท่ี นาํ้ ใตด นิ ทไี่ หลผา นชนั้ หนิ ปนู เตม็ ไปดว ยตะกอนคารบ อเนตจะจบั ตวั
อยใู นแนวเทอื กเขาเพชรบรู ณ- ดงพญาเยน็ นน่ั เอง โดยพรรณไมท ี่ กบั สง่ิ ตา ง ๆ เกดิ เปน หนิ ปนู อกี ครง้ั แลว กอ ตวั เปน ชนั้ นาํ้ ตกหนิ ปนู
เปน เอกลกั ษณแ ละเปน พชื ถน่ิ เดยี วเฉพาะของกลมุ ภเู ขาหนิ ปนู ใน ทสี่ วยงาม เปน ถนิ่ อาศยั ของพรรณไมล ม ลกุ เฟร น และมอสจาํ นวน
แนวเทอื กเขาดงั กลา วทสี่ าํ รวจพบแลว 27 ชนดิ ไดแ ก แคสนั ตสิ ขุ มาก (นา้ํ ตกพลาญทอง อทุ ยานแหง ชาตภิ ผู ามา น จ. ขอนแกน : ลา ง)
(Santisukia kerrii) ยมหนิ ปนู (Toona calcicola) ปรงหนิ
(Cycas petraea) จนั ทนแ ดง (Dracaena jayniana) วา น
นาํ้ คา งดอย (Spatholirion calcicola) บกุ กาบหนาม (Arisaema
pachystachyum) กระเชา ใบแคบ (Aristolochia perangusti-
folia) เครอื ปุ (Stemona aphylla) สม กงุ (Begonia incerta)
สม กงุ ผา(Begoniamurina)บวบขน(Sinobaijianiasimitinandii)
โหมหัด (Duplipetala hexagona) โนรีปราน (Hiptage
calcicola) โนรีนํ้าพรหม (Hiptage gracilis) มะลิสยาม
(Jasminum siamense) เทยี นยงู ทอง (Impatiens ruthiae)
เทยี นบนุ นาค (Impatiensbunnackii) เทยี นเชยี งดาว(Impatiens
chiangdaoensis) ผกั กาดหนิ จนั ทบรู (Damrongia trisepala)
มาลยั ฟอ นเลบ็ ดอกขาว (Microchirita woodii) หยาดสะอาง
(Microchirita tubulosa) ยาสบู ฤาษี (Paraboea robusta) โลหะ
โมลี(Paraboeaglabrisepala)วา นเปรยี้ วคอลนิ ซ(Boesenbergia
collinsii) กระชายขาว (Globba globulifera) ขงิ สดากร (Zingiber
sadakornii) และไอยรศิ (Zingiber sirindhorniae) ตามทก่ี ลา ว
ไปแลว นน้ั ยงั มพี รรณไมท ค่ี าดวา อาจเปน พชื รายงานการพบใหม
ของประเทศไทย (new record) หรอื อาจเปน พชื ชนดิ ใหมข องโลก
(new species) ไมต า่ํ กวา 10 ชนดิ ทก่ี าํ ลงั อยใู นขน้ั ตอนตดิ ตาม
ตวั อยา งพรรณไมทสี่ มบูรณแ ละการคน ควาอยา งละเอยี ด

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ØÁ»Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1 17

การศกึ ษาครง้ั นไ้ี ดเ นน ศกึ ษาดา นความหลากหลายของชนดิ พนั ธพุ ชื ดว ยการเดนิ สาํ รวจตามเสน ทางทม่ี สี งั คม
พชื แตกตา งกัน และกระจายเสนทางสํารวจใหเ ปน ตวั แทนตามระบบนเิ วศยอ ยบนภเู ขาหนิ ปนู ครอบคลมุ พน้ื ทก่ี ลมุ ปา
ภเู ขยี ว-นาํ้ หนาว มไิ ดม กี ารวางแปลงตวั อยา งเพอื่ เกบ็ ขอ มลู สงั คมพชื ในเชงิ ปรมิ าณ ดงั นนั้ การบรรยายสงั คมพชื จงึ เปน ไป
ในลกั ษณะเชงิ พรรณนาตามชนดิ พนั ธเุ ดน ทพ่ี บในแตละชน้ั เรอื นยอดและแตล ะชนดิ ปา โดยสงั คมพชื ทป่ี รากฏในพน้ื ที่
กลมุ ปา ภเู ขยี ว-นาํ้ หนาว จาํ แนกไดเ ปน 3 สงั คมพชื คอื ปา ผลดั ใบผสม ปา ดบิ แลง และปา ละเมาะเขาหนิ ปนู โดยปา ทงั้
3 ชนดิ มกี ารกระจายตวั ทวั่ ทงั้ พนื้ ทที่ เี่ ปน หนิ ปนู ในกลมุ ปา ภเู ขยี ว-นาํ้ หนาว บนภเู ขาทมี่ ภี มู ปิ ระเทศสลบั ซบั ซอ น ปา ทงั้ 3
ชนดิ มกั จะปกคลมุ พน้ื ทเ่ี ปน หยอ มเลก็ ๆ สลบั กนั ไป หลายแหง ไมส ามารถจาํ แนกชนดิ ปา ไดอ ยา งชดั เจน เนอื่ งจากปจ จยั
แวดลอ มตอ การตงั้ ตวั ของปา มกี ารเปลยี่ นแปลงแบบคอ ยเปน คอ ยไป รายละเอยี ดของแตล ะชนดิ ปา มดี งั น้ี
1. ปา ผลดั ใบผสม (mixed deciduous forest) หรอื เรยี กอกี สามเหลย่ี มของภเู ขา (ดา นหนา ตดั ขวาง) เปน บรเิ วณหนิ ปนู
ชอื่ วา “ปา เบญจพรรณ”เปน ปา โปรง ผลดั ใบในชว งฤดแู ลง พนื้ ท่มี กั จะถูกกัดกรอ นไมมากนกั ซอกหนิ และโพรงขา งใต
ปา มหี ญา และพรรณไมล ม ลกุ ปกคลมุ ปานกลาง-หนาแนน มาก ทสี่ ามารถเกบ็ ดนิ ตะกอนและความช้ืนไดดีจึงมีเล็กนอย
ปรมิ าณนา้ํ ฝนเฉลย่ี รายปไ มเ กนิ 1,400 มลิ ลเิ มตร พบทรี่ ะดบั (ภาพท่ี 12-13) ปา ชนดิ นพ้ี บคอ นขา งมากกวา ปา ชนดิ อนื่
ความสงู ไมเ กนิ 1,000 เมตร ในชว งเดอื นมกราคม–เมษายน คาดวา มปี ระมาณรอ ยละ 70 ของพน้ื ทภี่ เู ขาหนิ ปนู ทวั่ พนื้ ท่ี
ตน ไมเ กอื บทงั้ หมดจะทงิ้ ใบจนมองเหน็ แตก งิ่ กา น ลาํ ตน และ กลมุ ปา ฯ องคป ระกอบดา นชนดิ พนั ธพุ ชื ในปา ผลดั ใบผสมบน
พน้ื ปา เปน สนี าํ้ ตาล มกั จะมไี ฟปา เกดิ ขน้ึ เปน ประจาํ เกอื บทกุ ป ภเูขาหนิ ปนู พบวา มคี วามคลา ยคลงึ กบั ชนดิ พนั ธพุ ชื ทพี่ บบน
สาํ หรบั บรเิ วณทส่ี ภาพแวดลอ มแหง แลง มากปา จะผลดั ใบ ภเูขาหนิ ชนดิ อน่ื ในกลมุ ปา ภเูขยี ว-นาํ้ หนาว ยงั ไมพ บชนดิ พนั ธุ
เรว็ อาจเรม่ิ ประมาณเดอื นธนั วาคมกไ็ ด บนภเูขาหนิ ปนู จะพบ พชื ทเี่ ปน เอกลกั ษณเ ฉพาะของภเูขาหนิ ปนู ชนั้ เรอื นยอดของ
ปา ชนดิ นบ้ี รเิ วณใตห นา ผาลงมาจนถงึ เชงิ เขา หรอื บรเิ วณฐาน ปา ผลดั ใบผสมประกอบดว ย 4 ชน้ั เรอื นยอด ดงั น้ี

ภาพที่ 12 ปา ผลดั ใบผสม มกั จะพบบรเิ วณใตหนา ผาลงมาจนถึงเชิงเขา ถา ยภาพจากเทือกเขาหนิ ปนู ถ้ําวัวแดง-ถ้าํ ผาน้าํ ทิพย เขต
รกั ษาพันธสุ ตั วป าตะเบาะ-หวยใหญ จ.ชัยภูมิ ชวงเดอื นพฤศจกิ ายน (ซา ย) และปาผลดั ใบผสม ทีผ่ านกเคา อุทยานแหงชาตภิ ูผามาน
จ.ขอนแกน ชวงเดอื นกมุ ภาพันธ (ขวา)

1) เรอื นยอดชนั้ บน มคี วามสงู 15-30 เมตร พรรณไมเ ดน ไดแ ก แดง (Xylia xylocarpa) พชื สกลุ ตะแบก-
เสลา (Lagerstroemia) พชื สกลุ พฤกษ- ถอ น (Albizia) พชื สกลุ พะยงู (Dalbergia) พชื สกลุ รกฟา (Terminalia)
พชื สกลุ สาํ โรง (Sterculia) พรรณไมช นดิ อน่ื ๆ ทพี่ บบอ ย ไดแ ก งว้ิ ปา (Bombax anceps) งว้ิ ปา ดอกแดง (Bombax
insigne) ขวา ว (Haldina cordifolia) ขอี้ า ย (Terminalia triptera) ตะเคยี นหนู (Anogeissus acuminata)
ผา เสย้ี น (Vitex canescens) สะทอ นนา้ํ ผกั (Millettia utilis) กระทมุ เนนิ (Mitragyna rotundifolia) มะกอก (Spon-
dias pinnata) สะแกแสง (Cananga brandisiana) มะเกลอื (Diospyros mollis) ลาํ่ ตาควาย (Dio. coaetanea)
ประดู (Pterocarpus macrocarpus) มะคา โมง (Afzelia xylocarpa) ทองหลาง (Erythrina stricta) แคหนิ
(Stereospermum colias) ตะคราํ้ (Garuga pinnata) สม กบ (Hymenodictyon orixense) กระเชา (Holoptelea
integrifolia) เปน ตน (ภาพท่ี 13)

18 ¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

Ãкº¹ÔàÇÈáÅÐ椄 ¤Á¾ª×

ภาพที่ 13 เรอื นยอดปา ผลดั ใบผสมในฤดฝู น มสี เี ขยี วออ นและเหน็ เรอื นยอดไผร วกเปน ใบละเอยี ดแทรกอยทู ว่ั ไป ถา ยภาพจากวดั ถา้ํ ผา
วงั จ.หนองบวั ลาํ ภู (ซา ย) เรอื นยอดปา ผลดั ใบผสมในฤดแู ลง พรรณไมเ กอื บทงั้ ปา ผลดั ใบจนเหน็ เปน สนี า้ํ ตาล เหน็ เรอื นยอดไผร วกเปน ใบ
ละเอยี ดสนี า้ํ ตาลออ น ถา ยภาพจากวดั ผาสามยอด จ.เลย (ขวา)

2) เรอื นยอดชน้ั รอง มคี วามสงู 5-15 เมตร พรรณไม

เดน ไดแ ก กางขม้ี อด (Albizia odoratissima) แค

หวั หมู (Markhamia stipulata) กะเจยี น (Hubera

cerasoides) กระพนี้ างนวล (Dalbergia cana) ชงิ ชนั

(Dalbergia oliveri) ฉนวน (Dalbergia nigrescens)

มะดกู (Siphonodon celastrineus) แคหางคา ง

(Fernandoa adenophylla) ตะครอ (Schleichera

oleosa) มะกา (Bridelia ovata) กระทมุ เนนิ (Mitragyna

rotundifolia) โมกมนั (Wrightia arborea) เปน ตน ปา ผลดั ภาพที่ 14 เรอื นยอดดา นลา งของปา ผลดั ใบผสมทเ่ี ดน ดว ยไผ ; ในฤดู
ฝนพน้ื ปา จะรม คร้ึมและมพี รรณไมล มลกุ ปกคลุมไปท่วั และพื้นท่ีปา
ใบผสมมกั พบไผช นดิ ทผ่ี ลดั ใบหรอื กงึ่ ผลดั ใบ 1-2 ชนดิ ทชี่ มุ ชนื้ ปานกลางมกั จะพบไผซ างเปน ไมเ ดน ชนั้ รอง (ซา ย) ในฤดแู ลง
ในแตล ะหมไู มป รากฏในเรอื นยอดชน้ั รองซง่ึ เปน พชื ดชั นี

ชี้วาเปนปาผลัดใบผสมและบงช้ีความอุดมสมบูรณของ พรรณไมเ กือบท้งั หมดจะทงิ้ ใบ แสงแดดสอ งถงึ พื้นปาไดเ ตม็ ที่ และ
ปา ไดด ี ปา ทม่ี ไี ผข นึ้ หนาแนน บง บอกวา เคยถกู รบกวนมาก สาํ หรบั ในพน้ื ทป่ี า ทแ่ี หง แลง มกั จะพบไผร วกเปน ไมเ ดน ชน้ั รอง (ขวา)

มากอ นโดยเฉพาะไฟป า และการตดั ไม ไผท พี่ บไดบ อ ย และ 4) เรอื นยอดชน้ั พนื้ ปา สงู ประมาณ 1 เมตร สว นใหญเ ปน ไม
สามารถบอกสภาพความชุมชื้นของปาไดดี มดี งั น้ี ลม ลกุ ขอี้ น เครอื (Boerhavia chinensis) สาดแดง (Phrynium
พนื้ ทแี่ หง แลง จะพบไผร วก (Thyrsostachys siamensis) pubinerve) ผกั ปลาบ (Commelina spp.) บอนเตา (Hapaline
และไผไร (Gigantochloa albociliata) พ้ืนท่ีช้ืน benthamiana)บกุ (Amorphophallusspp.)บกุ หนิ (Arisaema
ปานกลางมกั พบ ไผซ าง (Dendrocalamus mem- spp.) กระเจยี ว (Curcuma spp.) เปราะปา (Kaempferia spp.)
branaceus) (ภาพที่ 14)
เขา พรรษา (Globba spp.) ขา วนก (Oryza meyeriana) หญา หวั

3) เรอื นยอดชน้ั ไมพ มุ มคี วามสงู 2-5 เมตร พรรณไม กระชาย (Chlorophytum laxum) เปน ตน ทเ่ี ปน ไมพ มุ ขนาดเลก็

เดน ไดแก เปลา ใหญ (Croton persimilis) เมา สรอ ย ไดแ ก ขอ้ี น (Helicteres elongata) หญา บดิ (Grewia abutili-

(Antidesma acidum) โมกหลวง (Holarrhena folia) ระงบั (Barleria siamensis) กะตงั ใบ (Leea spp.) มะลิ

pubescens) คนทา (Harrisonia perforata) ชงิ ช่ี สยาม (Jasminum siamense) สนั พรา (Rungia pectinata)

(Capparis micracantha) คอ นกลอง (Capparis ปอลมปม (Thespesia lampas) กระดกู องึ่ (Dendrolobium

grandis) มะเมา สาย (Antidesma sootepense) ผกั triangulare) กะเพราหนิ ปนู (Plectranthus albicalyx) ผเี สอื้

หวานปา (Melientha suavis) ตานเสย้ี น (Xantolis bur- (Christia obcordata) หญา ตดื แมว (Desmodium spp.)

manica) เสย้ี วฟอ ม (Bauhinia viridescens) เปน ตน เปน ตน

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1 19

2. ปา ดบิ แลง (dry evergreen forest) เปน ปา ไมผ ลดั ใบ มอง

เหน็ เรอื นยอดเปน สเี ขยี วตลอดป มพี รรณไมผ ลดั ใบขน้ึ ผสมอยู

ประมาณไมเ กนิ ครง่ึ หนงึ่ พบในพนื้ ทท่ี มี่ ชี น้ั ดนิ ลกึ เกบ็ ความชมุ ชน้ื

ไดน าน ปกตมิ ปี รมิ าณนา้ํ ฝนเฉลยี่ รายปม ากกวา 1,000 มลิ ลเิ มตร

แตย งั คงมชี ว งฤดแู ลง ทชี่ ดั เจน บนพน้ื ทภ่ี เูขาสงู มากกวา 700 เมตร

ขนึ้ ไปซง่ึ มปี รมิ าณนาํ้ ฝนมากจะมโี อกาสพบปา ชนดิ นม้ี ากตาม

ไปดว ย บนภเูขาหนิ ปนู จะพบปา ดบิ แลง ตามพน้ื ทที่ ม่ี ชี น้ั ดนิ ลกึ

มากกวา 30 เซนตเิ มตร เชน เชงิ เขา เชงิ หนา ผา หรอื รอ งนา้ํ และ

ตามหลมุ ยบุ ทมี่ ขี นาดกวา งตง้ั แต 10 เมตรขนึ้ ไป โดยมคี วามลกึ

ตงั้ แต 5 เมตรขน้ึ ไป สาํ หรบั ในหลมุ ยบุ ขนาดกวา งมากกวา 50 ภาพท่ี 15 ปาดิบแลงในหลมุ ยบุ ขนาดตา ง ๆ ไดแ ก แอง รางหมู
(uvala) ในวนอทุ ยานผางาม จ.เลย มพี นื้ ที่แองประมาณ 50 ไร
เมตรขนึ้ ไป ไดแ ก แอง รางหมู (uvala) และแอง ทอ งเรยี บ (polje) ที่ (บน) และ แอง ทอ งเรยี บ (polje) ในวนอทุ ยานภผู าลอม จ.เลย มี
กน หลมุ มกั มกี ารสะสมของชน้ั ดนิ ลกึ มากกวา 50 เซนตเิ มตร เรอื น

ยอดของตน ไมช นั้ บนสงู ไดถ งึ 40 เมตร (ภาพท่ี 15) พ้ืนทแ่ี องประมาณ 500 ไร (ลาง)

อยา งไรกต็ ามหลมุ ยบุ ขนาดเลก็ ทกี่ วา งไมเกนิ 50 เมตร (sink-

hole) ซง่ึ กระจายอยบู นภเู ขาเปน จาํ นวนมาก ทก่ี น หลมุ ขน้ึ มา

จนถงึ ขอบหลมุ มกั จะมกี อ นหนิ ขนาดใหญท บั ถมกนั หนาแนน

เกือบเตม็ พื้นที่ ชน้ั ดนิ ดา นบนมกี ารสะสมตวั เพยี งเลก็ นอ ย

ดา นลา งลงไปมกั เปน โพรงถา้ํ ใตด นิ ซง่ึ เปน ทกี่ กั เกบ็ ดนิ ตะกอน

และความชมุ ชน้ื ไดน านทาํ ใหเ กดิ ปา ดบิ แลงไดเ ชนกนั โดยราก

ของตน ไมส ามารถชอนไชลงไปตามซอกหนิ งอกไปตามเสน

ทางทม่ี คี วามชน้ื ไดย าวไกลอยา งนา ประหลาดใจ (ภาพที่ 16)

นอกจากนก้ี ารทถ่ี กู โอบลอ มอยใู นปลองภเู ขา ไดช ว ยรกั ษา

ความเยน็ และความชมุ ชนื้ ของอากาศและดนิ ไดด ี อกี ทง้ั ยงั ถกู

แสงแดดแผดเผาในปรมิ าณนอ ยอกี ดว ย สภาพแวดลอ มใน

หลมุ ยบุ ขนาดเลก็ นี้ ตน ไมส ว นใหญม ขี นาดเลก็ และมเี ถาวลั ย

ปกคลมุ เรอื นยอดปา คอ นขา งหนาแนน

ภาพท่ี 16 ปาดบิ แลงในหลมุ ยุบขนาดเล็กมักมกี อนหนิ ที่เหลอื สภาพภมู ปิ ระเทศอกี แบบทม่ี กั พบปา ดบิ แลง คอื

จากการพงั ทลายลงมาทับถมกนั หนาแนน มีช้ันดนิ ตื้น (บน) ใต สวนหนิ (lapies) ลกั ษณะของสวนหนิ มไี ดห ลายรปู แบบ แต
หลุมยุบและซอกหนิ มักมีโพรงถ้าํ ซอนอยู กลายเปน ทส่ี ะสมความ
ชมุ ชนื้ ใหแ กพ รรณไมท ข่ี นึ้ อยดู า นบนไดช อนไชรากลงมาหาแหลง นา้ํ น้ี ทเี่ หมาะสมตอ การเกดิ ปา ดบิ แลง นนั้ หนิ ปนู จะถกู กดั กรอ น
คือที่มาของการปรากฏปาดิบแลงบนภูเขาอันมีแตหินแข็งปกคลุม เปน แทง หนิ สงู มากกวา 2 เมตร กระจดั กระจายไมเ ปน แผน ตอ

(ลา งซาย-ขวา) เนอ่ื ง สลบั กบั รอ งหนิ ทล่ี กึ เปน ทส่ี ะสมตวั ของชนั้ ดนิ ลกึ ปกตจิ ะ

มพี นื้ ทห่ี นิ ปกคลมุ ไมเ กนิ รอ ยละ 70 (ภาพที่ 17) โดยพรรณไม

ปา ดบิ แลง สามารถแทรกตวั อยตู ามชอ งวา งทเี่ ปน ดนิ หรอื ขน้ึ บน

กอ นหนิ แลว สง เรอื นยอดขน้ึ มาปกคลมุ แทง หนิ

ภาพที่ 17 ปา ดบิ แลง แทรกตวั ตามชอ งหนิ ทถ่ี กู กดั กรอ นจนเปน
สวนหนิ ในวนอทุ ยานผางาม

20 ¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1

องคป ระกอบของชนดิ พันธพุ ืชของปา ดิบแลง บนเขาหนิ ปนู พบวาสวนใหญม คี วามคลา ยคลงึ กบั ทพี่ บใน Ãкº¹ÔàÇÈáÅÐ椄 ¤Á¾ª×

ปา ดบิ แลง บนภเู ขาหนิ ชนดิ อน่ื ๆ ในกลมุ ปา ภเู ขยี ว-นาํ้ หนาว ยงั ไมพ บวา มชี นดิ พนั ธใุ ดขน้ึ เปน เอกลกั ษณเ ฉพาะในปา ดบิ

แลง บนเขาหนิ ปนู เรอื นยอดของปา ดบิ แลง แบง ไดเ ปน 4 ชนั้ เรอื นยอด มพี รรณไมเ ดน แยกตามชนั้ เรอื นยอดดงั นี้

1)เรอื นยอดชน้ั บนมคี วามสงู 10-40เมตรพรรณไม 2) เรอื นยอดชน้ั รอง มคี วามสงู 7-15 เมตร พรรณ

เดน ทพี่ บไดแ กสองกระดองหนิ (Drypeteshainanensis)ทลาย ไมเ ดน ไดแ ก ดาํ ดง (Diospyros defectrix) พลบั ดง (Dio.

เขา (Celtis philippensis) เทยี นขโมย (Drypetes hoaensis) bejaudi) ตาํ หยาว (Alphonsia spp.) ฝน แดง (Cleistanthus

มะคา โมง (Afzelia xylocarpa) ไทร-มะเดอื่ (Ficus spp.) สมพง sumatranus) คาํ แสด (Mallotus philippensis) กระเบากลกั

(Tetramelesnudiflora)ปออเีกง (Pterocymbiumtinctorium) (Hydnocarpus ilicifolia) มะนาวผี (Atalantia monophylla)

ปอขาว (Sterculia pexa) ตะครา้ํ (Garuga pinnata) ลา่ํ ตาควาย มะเกลอื (Dio.mollis)สงั เครยี ด(Aglaiaspp.)ชงิ ชนั (Dalbergia

(Diospyros coaetanea) ตานนม (Xantholis sp.) ตามพนื้ ที่ oliveri) เกด็ ดาํ (Dal. assamica) บรเิวณทมี่ ชี น้ั ดนิ ลกึ มกั จะพบ

ชนั้ ดนิ ลกึ มกั จะพบ พญารากดาํ (Dio. variegata) ลาํ ไยปา ใตใ บหนิ (Rinorea bengalensis) ทเุรยี นนก (Paranephelium

(Dimocarpus longan) มะหาด (Artocarpus gomezianus) xestophyllum) หอมไกลดง (Harpullia arborea) มะปว น

กะหนานปลงิ (Pterospermum acerifolium) ตะแบกแดง (Mitrephora tomentosa) ยางโอน (Monoon viride) ผเี สอื้

(Lagerstroemia calyculata) มะหอ (Spondias lakonensis) (Alangium chinense) ไผป า (Bambusa bambos) รงั ไก

มะกอก (Spo. pinnata) ดหี มี (Cleidion javanicum) ขามควั ะ (Arenga westerhouti) ฝห มอบ (Beilschmiedia roxburghiana)

(Pterospermum semisagittatum) เปน ตน (ภาพท่ี 18) หมเี หมน็ (Litsea glutinosa) เปน ตน

ขอ สงั เกตอยา งหนง่ึ ทเ่ี ปน เอกลกั ษณข องปา ดบิ แลง บนภเู ขา 3) เรอื นยอดชนั้ ไมพ มุ มคี วามสงู 2-5 เมตร เรอื น

หนิ ปนู ในพนื้ ทกี่ ลมุ ปา ภเู ขยี ว-นาํ้ หนาว คอื ไมพ บพรรณไมว งศ ยอดในชน้ั นข้ี องปา ดบิ แลง พรรณไมเ กอื บทงั้ หมดจะไมผ ลดั ใบ
ยาง (Dipterocarpaceae) ชนดิ ใดเลย ขณะทใ่ี นปา ดบิ แลง บน และเกอื บทง้ั หมดเปน พรรณไมด ชั นขี องปา ดบิ แลง ไดเ ปน อยา งดี
ภูเขาหินชนิดอืน่ มกั พบพรรณไมวงศย าง หรอื กระท่ังมี ซง่ึ มลี กั ษณะแผน ใบหนา หรอื แผน ใบบางแตม ชี น้ั ของ cuticle
พรรณไมวงศย างเปนไมเ ดนในเรือนยอดดา นบน
เคลอื บผวิ ใบหนา (ลกั ษณะดงั กลา วพบในพรรณไมเรอื นยอดชน้ั

รองดว ย) เชน ขอ ยหนาม (Streblus ilicifolius) จงิ จาบ (Miliusa

mollis) หสั คณุ (Micromelum spp.) แกว (Murraya panicu-

lata) จนั ทนา (Tarenna spp.) หลอดเถอ่ื น (Mallotus spp.)

ประยงคเ ลก็ (Glycosmis puberula) ชงิ ชี่ (Capparis micra-

cantha) ตน ไมพ น ควนั (Boehmeria sp.) โมกเหลอื ง (Wrightia

viridiflora) เปน ตน สาํ หรบั บนกอ นหนิ มกั พบไมพ มุ องิ อาศยั เชน

ไทร-มะเดอ่ื (Ficus spp.) หนมุ านประสานกาย (Schefflera

spp.) โกงกางเขา (Fagraea ceilanica) บรเิวณพนื้ ทชี่ น้ั ดนิ ลกึ

มกั พบ เปลา นาํ้ เงนิ (Croton cascarilloides) กระดกู ลงิ (Aglaia

ภาพที่ 18 เรอื นยอดชัน้ บนของปา ดบิ แลง ในวนอุทยานภูผาลอ ม simplicifolia) กระจบั นก (Buxus cochinchinensis) ตองผา

: ในฤดฝู นมีสีเขยี วเขม และออ นสลับกัน (บน) ในฤดูแลงมีสเี ขียว (Sumbaviopsis albicans) จกั หนั (Orophea polycarpa)
ออกเหลือง และเหน็ เรอื นยอดพรรณไมบ างชนดิ ผลดั ใบ (ลาง) พรกิ นายพราน (Tabernaemontana sp.) เปน ตน (ภาพท่ี 19)

ภาพท่ี 19 เรือนยอดดานลางของปาดิบแลง มีพรรณไมพุมท่ีมี
ใบหนา และไมลมลุกปกคลุมหนาแนน

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅØÁ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1 21

4) เรอื นยอดชนั้ พนื้ ปา สงู ประมาณ 1 เมตร ในปา ดบิ พรรณไมเถา ในปา ดบิ แลง ถอื ไดว า พบไดม ากกวา

แลง พนื้ ปา จะมคี วามชมุ ชน้ื มาก แตล ะมแี สงแดดสอ งลงมาทพ่ี นื้ ปา ผลดั ใบ โดยเฉพาะปา ดบิ แลง บนเขาหนิ ปนู ทม่ี หี นิ โผลม าก

ปา นอ ยมากตลอดป ทาํ ใหพ รรณไมท พี่ นื้ ปา ขนึ้ เบาบาง แตส าํ หรบั ไมเ ลอ้ื ยสามารถเจรญิ เตบิ โตไดด ตี ามแอง ดนิ เลก็ ๆ และตาม

บนภเูขาหนิ ปนู ทพ่ี นื้ ปา สว นใหญเ ตม็ ไปดว ยกอ นหนิ ผพุ งั มซี าก ซอกหิน แลว เล้อื ยพันเกย่ี วไปตามโขดหนิ แหลมคม หรอื

พชื และดนิ สะสมอยตู ามซอกหนิ และแอง หนิ พุรวมถงึ บางแหง ที่ ขนึ้ ปกคลมุ เรอื นยอดไม แยง รบั แสงแดดตน ไมใ หญ พรรณไม

เปน แผน หนิ กวา งจะมตี น ไมป กคลมุ เบาบาง เกดิ ชอ งแสงสอ งลง เดน ทพ่ี บ ไดแ ก เครอื เขาแกบ (Lasiobema curtisii) แสลง

มาถงึ ดา นลา ง พน้ื ปา จะเปน ทอี่ ยขู องพรรณไมล ม ลกุ และพรรณไม พนั กระดกู (Phanera similis) ปอเจยี๋ น (Pha. bracteata)

องิ อาศยั เปน จาํ นวนมากโดยเฉพาะพชื ในวงศช าฤาษี(Gesneria- เครอื ปลอก (Ventilago spp.) แกว มอื ไว (Pterolobium spp.)

ceae) วงศข งิ ขา (Zingiberaceae) วงศพ รกิ ไทย (Piperaceae) กาํ แพงเจด็ ชนั้ (Salacia chinensis) เลบ็ เหยย่ี ว (Ziziphus

วงศเ ทยี น (Balsaminaceae) วงศผ กั ปลาบ (Commelinaceae) oenoplia) กาํ ลงั เสอื โครง (Ziz. attopoensis) โนรา (Hiptage

วงศก ลว ยไม (Orchidaceae) วงศต าํ แย (Urticaceae) วงศส ม กงุ spp.) อะลอสตา (Reissantia indica) สะบา ลาย (Mucuna

(Begoniaceae) และเฟร น ในวงศเ ฟร น กา นดาํ (Pteridaceae) interrupta) คดั เคา หมู (Pisonia aculeata) การเวก

วงศเ ฟร น ขา หลวง (Aspleniaceae) กระแตไตไ ม (Drynaria spp.) (Artabotrys spp.) เปน ตน

กระปรอกสงิ ห (Microsorumspp.)กดู หางนกกะลงิ (Bolbitisspp.)

เปน ตน โดยเฉพาะพชื วงศช าฤาษี และวงศเ ทยี น สว นใหญเ ปน พชื

ทขี่ นึ้ ไดเ ฉพาะเจาะจงกบั หนิ ปนู ทพี่ บในพนื้ ทไี่ ดแ ก สกลุ หยาด

สะอาง (Microchirita) สกลุ หหู มี (Epithema) สกลุ ชาฤาษี

(Paraboea) และสกลุ หญา ขนเสอื (Ornithoboea) เปน ตน

บรเิ วณสวนหนิ ทย่ี งั มกี ารผพุ งั ไมม ากนกั พน้ื ทสี่ ว น
ใหญเ หลอื เปน กอ นหนิ และแผน หนิ ปกคลมุ มากกวา รอ ย
ละ 70 ซอกหนิ มขี นาดเลก็ และการสะสมชนั้ ดนิ ลกึ ไมเ กนิ 30
เซนตเิ มตร บรเิ วณนเ้ี ปน พน้ื ทท่ี สี่ ามารถพบพรรณไมท งั้ 3 ชนดิ
ปา มาขนึ้ อยรู ว มกนั ได คอื พรรณไมจ ากปา ดบิ แลง +ปา ผลดั ใบ
ผสม+ปา ละเมาะเขาหนิ ปนู หรอื ในทน่ี เ้ี รยี กวา “ปา กง่ึ ผลดั
ใบเขาหนิ ปนู ” ซง่ึ ถอื วา เปน สงั คมพชื ทมี่ สี ภาพแวดลอ มอยใู น
ชว งรอยตอ ของปา ทง้ั 3 ชนดิ หลกั และจาํ แนกไดย ากมาก ใน
ชว งฤดแู ลง จะสงั เกตเหน็ ปา ชนดิ นแี้ ยกออกจากปา ดบิ แลง และ
ปา ผลดั ใบผสมไดช ดั เจนขนึ้ โดยชว งเดอื นมกราคม-เมษายน
เรอื นยอดชนั้ บนของปา กงึ่ ผลดั ใบเขาหนิ ปนู เกอื บทง้ั หมดเปน
ชนดิ พนั ธทุ ผ่ี ลดั ใบของปา ผลดั ใบผสมจะทง้ิ ใบเกอื บทงั้ หมด จน
เหน็ เรอื นยอดสเีขยี วของชน้ั ไมพ มุ ทเี่ ปน ชนดิ พนั ธขุ องปา ดบิ แลง
และปา ละเมาะเขาหนิ ปนู ขน้ึ แทรกอยู ทาํ ใหเ รอื นยอดโดย
รวมมสี ีเขยี วอมเหลอื งสลบั กับสีน้ําตาล (ภาพที่ 20)

ภาพที่ 20 ปา กง่ึ ผลดั ใบเขาหนิ ปนู ในฤดฝู น (มมุ ลา งซา ยของภาพ) เหน็ เรอื นยอดเปน สเี ขยี วกลมเกลอื นกบั ปา ผลดั ใบผสม และปา ดบิ แลง ทาํ ให
แยกจากกนั ไดย าก (บน) แตใ นชว งฤดแู ลง เรอื นยอดชนั้ บนของปา จะผลดั ใบเกอื บทง้ั หมด จนมองเหน็ เรอื นยอดชนั้ ไมพ มุ ทย่ี งั คงมสี เี ขยี วอมเหลอื ง
และดเู ปน ปา ทโี่ ปรง กวา ปา ดบิ แลง (วนอทุ ยานภผู าลอ ม จ. เลย)

22 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1

3. ปา ละเมาะเขาหนิ ปนู (limestone hills scrub Ãкº¹ÔàÇÈáÅÐ椄 ¤Á¾ª×

plant community) เปน สงั คมพชื ผลดั ใบหรอื กง่ึ ผลดั ใบกไ็ ด รปู

ชวี ติ ทเ่ี ดน สว นใหญเ ปน ไมต น แคระแกรน ไมพ มุ ไมล ม ลกุ และไม

เถา ซง่ึ อาจเปน พรรณไมผ ลดั ใบหรอื ไมผ ลดั ใบกไ็ ด แตส ว นใหญ

เปน ชนดิ พนั ธทุ มี่ คี วามเฉพาะเจาะจงขนึ้ ไดด กี บั ระบบนเิ วศเขา

หนิ ปนู บางชนดิ กเ็ ปน สมาชกิ ของปา ผลดั ใบผสมหรอื พรรณไมไ ม

ผลดั ใบจากปา ดบิ แลง เขา มาปรากฏบา งเลก็ นอ ย จงึ ทาํ ใหป า ชนดิ

นเ้ี ปน ปา ก่ึงผลดั ใบได พืชทม่ี ชี วี ติ อยไู ดต อ งมกี ารปรบั ตวั ใหท น

ตอ ความรอ นและแหง แลง ไดด ี ทนตอ ความเปน ดา งของหนิ ปนู มี

ระบบรากทส่ี ามารถดดู เกบ็ สะสมนา้ํ และธาตอุ าหารไดด ี ตลอด
จนมคี วามแขง็ แรงสามารถชอนไชซอกหนิ ยดึ เกาะหนา ผา และ ภาพที่ 22 ปา ละเมาะเขาหนิ ปนู ในชว งฤดแู ลง ทวี่ ดั ผาสามยอด อาํ เภอ
เอราวณั จงั หวดั เลย เปน สงั คมพชื ผลดั ใบ มองเหน็ พรรณไมเ กอื บ
ตา นทานแรงลมไดด อี กี ดว ย โดยปกตแิ ลว ตน ไมจ ะมคี วามสงู ไมเ กนิ ทง้ั หมดผลดั ใบ เนอ่ื งจากสภาพภมู ปิ ระเทศเปน ยอดเขาแหลมสงู ชนั
5 เมตร และมเีรอื นยอดไมต อ เนอื่ ง มหี นิ โผลอ ยทู ว่ั ไป สาํ หรบั ตาม มกี ารชะลา งสงู และมสี ภาพภมู อิ ากาศแหง แลง กวา ทว่ี นอทุ ยานผางาม
ยอดเขาหนิ ปนู ทมี่ คี วามลาดชนั มากอาจมพี รรณไมป กคลมุ พน้ื ที่

อยา งเบาบาง พนื้ ทส่ี ว นใหญเ ปน หนิ บางตาํ ราไมจ ดั ใหป า ละเมาะ

เขาหนิ ปนู เปน พน้ื ทปี่ า ไม (woodland) หรอื ชนดิ ปา (Forest type)

แตท างนเิ วศวทิ ยาแลว ถอื วา ระบบนเิ วศแบบนเี้ ปน สงั คมพชื หนงึ่

ตามธรรมชาตทิ มี่ คี วามเดน ทง้ั ดา นโครงสรา งและชนดิ พนั ธอุ นั เปน

เอกลกั ษณเ ฉพาะตวั ปา ละเมาะเขาหนิ ปนู จะพบไดต ามภมู ปิ ระเทศ

แบบภเูขาหนาม (pinnacle karst) สวนหนิ (lapies) ลานหนิ ปนู

(limestone pavement) และตามหนา ผา ภมู ปิ ระเทศเหลา น้ี

มกั ปรากฎบรเิ วณยอดเขา และสนั เขา ซงึ่ มหี นิ ปนู โผลเ กอื บ

ทง้ั หมดบรเิวณดงั กลา วจะมกี ารชะลา งพงั ทลายสงู รอ งหนิ อาจลกึ ได

ถงึ 3 เมตร ในรอ งหนิ แทบจะไมม ชี นั้ ดนิ สะสมอยไูด (ภาพที่ 21-23)

ภาพที่ 23 ภเู ขาหนาม (pinnacle karst) ทวี่ นอทุ ยานผางาม เปน

อกี สภาพภมู ปิ ระเทศหนงึ่ ทมี่ กั ถกู ปกคลมุ ดว ยสงั คมพชื ปา ละเมาะเขา

หนิ ปนู (บน) รากของขเี้ หลก็ ฤาษสี ามารถชอนไชซอกหนิ แตกไดด ี และ
ภาพท่ี 21 ปา ละเมาะเขาหนิ ปนู ในชว งฤดแู ลง ทว่ี นอทุ ยานผางาม กกั เกบ็ นา้ํ ไดจ าํ นวนมาก (ลา งซา ย) ตามซอกหนิ และใตเ งาไมพ มุ ของ
เปน สงั คมพชื กง่ึ ผลดั ใบ มองเหน็ พรรณไมผ ลดั ใบและไมผ ลดั ใบขนึ้ ปา ละเมาะเขาหนิ ปนู ทเี่ ขตรกั ษาพนั ธสุ ตั วป า ซบั ลงั กา จ. ลพบรุ ี เตม็ ไป
ผสมกนั
ดว ยกลว ยไมแ ละเฟร น องิ อาศยั (ลา งขวา)

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ÁØ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1 23

พรรณไมท มี่ คี วามเฉพาะกบั ระบบนเิ วศปา ละเมาะเขาหนิ ปนู (พรรณไมด ชั น)ี ทพ่ี บ เชน ขเ้ี หลก็ ฤๅษี
(Phyllanthus mirabilis) จนั ทนแ ดง (Dracaena jayniana) จนั ทนห นู (Dra. kaweesakii) ปรงหนิ (Cycas
petraea) แคสนั ตสิ ขุ (Santisukia kerrii) กกุ สม (Toxicodendron calcicola) ไทรหนิ (Ficus saxophila subsp.
cardiophylla) ไฮหนิ (Fic. orthoneura) เดอื่ แห (Fic. anastomosans) เปน ตน ชนดิ ทมี่ กั พบในปา ละเมาะเขา
หนิ ปนู แตก ส็ ามารถพบไดใ นปา ละเมาะบนภเู ขาหนิ ชนดิ อนื่ ๆ เชน สลดั ไดปา (Euphorbia antiquorum) สลดั ไดเขา
(Eup. lacei) จนั ทนผ า (Dra. cochinchinensis) ปอฝา ย (Firmiana colorata) ปอแดง (Sterculia guttata)
โพหนิ (Fic. glaberrima) พดุ ฝรง่ั (Tabernaemontana pandacaqui) และบางชนดิ เปน พรรณไมผ ลดั ใบทม่ี า
จากปา ผลดั ใบผสม เชน ขอ้ี า ย (Terminalia triptera) กกุ (Lannea coromandelica) สม กบ (Hymenodictyon
orixense) ปอขาว (Sterculia pexa) เปน ตน

บนหินหรือตามซอกหินท่ีมีซากพืชสะสม จะมีพรรณไมอิงอาศัยและไมลมลุกที่สวนใหญมีความ
เฉพาะเจาะจงกับระบบนิเวศภูเขาหินปูน หลายชนิดเหมือนกับท่ีพบในปาดิบแลง แตหากพบในปาละเมาะ
จะข้ึนอยูตามซอกหินท่ีลึก มีรมเงาและความชื้นคอนขางมาก สําหรับชนิดที่ข้ึนไดเฉพาะในปาละเมาะจะมี
วิสัยชอบอากาศที่แหงแลง และตองการแสงแดดมากกวา ข้ึนอยูตามซอกหินกลางแจงหรือใตโคนพุมไม ซึ่ง
สวนใหญเปนกลวยไมอิงอาศัยหรือข้ึนกับซากพืชในซอกหิน เชน เอ้ืองหนวดพราหมณ (Seidenfadenia
mitrata) เอ้ืองโมก (Papilionanthe teres) เอ้ืองกุหลาบกระเปาเปด (Aerides falcata) เอ้ืองสารภี
(Acampe rigida) กะเรกะรอนดามขาว (Cymbidium bicolor) หมูกลิ้ง (Eulophia andamanensis)
เอ้ืองขาวเหนียว (Calanthe rosea) รองเทานารีเหลืองปราจีน (Paphiopedilum concolor) เปนตน
พรรณไมล ม ลกุ ชนดิ อน่ื เชน กลว ยผา (Ensete superbum) ฆอ งสามยา น (Kalanchoe integra) หญา ลน้ิ งู
(Hedyotis sp.) เฟน ราชนิ ี (Doryopteris ludens) ชา งงาผา (Koyamasia curtisii) โสมชบา (Abelmoschus
moschatus subsp. tuberosus) เปน ตน (ภาพท่ี 24)

พรรณไมเถาที่พบ เชน ชมลมหิน (Meladerma puberulum) เครือเขาแกบ (Lasiobema
curtisii) เครือปลอก (Ventilago sp.) ซงั แกเถา (Combretum sundaicum) สะแอะ (Capparis zeylanica)
เทียนขโมยน้ํา (Glossocarya sp.) มะลิไสไก (Jasminum funale subsp. funale) โนรี (Hiptage
spp.) ผักปลัง (Basella alba) เล็บมือนาง (Com. indicum) สะคางเครือ (Premna collinsiae)
ชิงชาชาลี (Tinospora sp.) เปนตน

24 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »Ò† ÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1

àÍ×éͧâÁ¡¡ØËÅÒº Ãкº¹ÔàÇÈáÅÐ椄 ¤Á¾ª×

Ãͧà·ÒŒ ¹ÒÃàÕ ËÅÍ× §»ÃÒ¨¹Õ
àÍ×éͧ¢ŒÒÇà˹ÕÂÇ

࿁ϹÃÒª¹Ô Õ

ภาพที่ 24 พรรณไมอ งิ อาศยั ตามซอกหนิ ในปา ละเมาะเขาหนิ ปนู

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1 25

araceae

Arisaema pachystachyum Hett. & Gusman

monocotyledon

28 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

พรหมตนี สงู Araceae

Aglaonema simplex (Blume) Blume

ชอื่ อน่ื วานขันหมาก (ทวั่ ไป) วา นงดดนิ (ตรงั ) โหรา (ตราด)

ไมล มลกุ ต้งั ตรงหรอื ทอดเล้อื ย ลําตน เรยี วหรือคอ นขา งหนา กวา ง 0.4-2.5 ซม. สูง 15-120 ซม. ใบเดีย่ ว
เรียงเปน กระจุกบริเวณโคนตน บรเิ วณปลายยอดเรยี งสลับ รูปขอบขนานแคบ รปู รแี คบถึงรูปใบหอก บางคร้ังอาจ
พบเปนรปู แถบ รปู รหี รอื รปู ไข กวาง 1.9-25 ซม. ยาว 10-35 ซม. โคนเบี้ยว มน หรือเกอื บตัด บางครัง้ แหลม
หรอื เกือบเปน รูปหวั ใจ ขอบเรยี บ ปลายเรียวแหลมหรอื เปน ติ่งแหลมออ น เสนใบขา งละ 3-14 เสน กา นใบแผเปน
กาบบาง ๆ ยาว 4.3-21.5 ซม. ชอ ดอกแบบชอ กระจะมกี าบ กานชอดอกยาว 4-12 ซม. กาบรองรบั ชอ ดอกสีขาว
รูปไขแ กมรูปขอบขนาน ยาว 1.8-6.5 ซม. ครบี สูง 3-15 มม. ปลายเปนติง่ แหลมออน กาบจะแผแ บนเม่ือดอกเพศ
เมียบาน และหลุดรวงไปเมอื่ ดอกเพศผบู าน ชอดอกรปู ทรงกระบอก ยาว 1.7- 4.3 ซม. กานยาว 2-12 มม. แถบ
ดอกเพศผสู ขี าวอยูตอนบนของชอ กวา งประมาณ 0.5 ซม. ยาว 1.5-3.8 ซม. แถบดอกเพศเมยี อยโู คนชอ ยาว
3-10 ซม. มี 3-10 ดอก ผลรปู รีแกมรูปไขก วา งประมาณ 0.8 ซม. ยาว 1-1.7 ซม. สีเขียว เม่อื สกุ เปน สเี หลืองถงึ
สีแดงสด

ประเทศไทย ภาคเหนือ: เชียงใหม นาน ลําปาง; ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ: เลย สกลนคร; ภาค
ตะวันออก: นครราชสีมา ศรสี ะเกษ; ภาคตะวนั ตกเฉยี งใต: กาญจนบรุ ี ประจวบคีรขี นั ธ; ภาคกลาง: สุพรรณบรุ ี
สระบุรี นครนายก; ภาคตะวันออกเฉียงใต: สระแกว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด; ภาคใต: ชุมพร ระนอง
สรุ าษฎรธ านี พงั งา กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรงั สงขลา ปตตานี นราธวิ าส

การกระจายพนั ธุ พบตง้ั แตอ นิ เดยี (หมเู กาะนโิ คบาร) ไปยงั ดา นตะวนั ตกของมะลกุ ุ และจากดา นตะวนั
ตกเฉียงใตของจีนไปยังชวา

นเิ วศวทิ ยา พบตามปาดบิ ปาทดแทน ปาพรุ ปาชายหาด พบบอยตามพนื้ ท่ีเขาหนิ ปูนหรือหิน
แกรนติ ท่คี วามสงู จากระดับทะเล 0-700 ม. ออกดอกในชวงเดือนมีนาคมถึงเมษายน เปนผลในชว งเดือนเมษายน
ถงึ กรกฎาคม

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1 29

30 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

บกุ กาบหนาม

Arisaema pachystachyum Hett. & Gusman

ชอื่ อน่ื -

ไมลมลุกสูงไดถึง 0.5 ม. ลําตนใตดินเกือบกลมสีนํ้าตาล กวางประมาณ 6 ซม. ยาวประมาณ 4 ซม. Araceae
ลําตนเหนือดินสูงไมเกิน 20 ซม. ใบประกอบมีสามใบยอย จํานวน 1-2 ใบ เกล็ดหุมยอดสีเขียว เปล่ียนเปน
สีชมพูเขมเม่ือแก กานใบสีเขียวอมขาวหรือสีแดงเลือดนก กวาง 1-1.5 ซม. ยาวประมาณ 25 ซม. ใบยอยรูป
รีหรือรูปไขกลับ กวางประมาณ 18 ซม. ยาวประมาณ 35 ซม. โคนโคงนูน ขอบเรียบ ปลายเรียวแหลมหรือ
เปนต่ิงหนาม ใบยอยกลางมีกานใบสีเขียว ยาวไมเกิน 4 ซม. ใบยอยขางมีกานใบสีเขียว ยาวไมเกิน 1.5 ซม.
เสนใบดานบนเปนรอง ดานลางนูน ชอดอกแบบชอกระจะมีกาบ ยาวพอ ๆ กับความสูงของใบ กานชอดอก
สีเขียวออน ยาวพอ ๆ กับความยาวของกานใบหรือสั้นกวา กาบรองรับชอดอกเช่ือมเปนหลอดทรงกระบอก
ตอนปลายสอบเขา กวาง 1-2 ซม. ยาว 2.5-6 ซม. สีเขียวแกมขาว มีเสนตามยาวสีเขมใกล ๆ โคน บริเวณ
โคนสีขาว ขอบโคงกลับ สวนปลายกาบรูปใบหอก เรียวแหลมยาว ชอดอกมีปลายเปนรยางครูปลิ่มแคบ
เกล้ียง สีเขียวมะกอก ยื่นยาวออกแตสั้นกวาความยาวของกาบรองรับชอดอก มีติ่งคลายหนามส้ัน ๆ อยูเหนือ
แถบสวนท่ีไมเปนหมัน แถบสวนท่ีไมเปนหมัน (ดอกเพศผูหรือดอกเพศเมีย) กวาง 1.5-2.5 ซม. ในดอกเพศ
ผูจะเรียงตัวหลวม ๆ ประมาณ 2-3 แถว อับเรณูสีขาวสวนปลายสีมวงเขม กานส้ัน ดอกเพศเมียเรียงตัวกัน
แนน รังไขรูปไข ปลายตัดสีเขียวเขม มีเสนตามยาวสีขาวเรียงเปนแถบ ยอดเกสรเพศเมียคลายขนแปรงสีขาว
กานยอดเกสรเพศเมียสั้น ชอผลอยูบนกานทรงกระบอก ต้ังตรง กวางประมาณ 3 ซม. ยาวประมาณ 8 ซม.
ผลรูปแทงปลายแบน กวางประมาณ 7 มม. ยาวประมาณ 10 มม. ผลสุกสีสมอมแดง เมล็ดกลม เสนผาน
ศูนยกลาง 3- 4 มม. ไมเกิน 3 เมล็ด

ประเทศไทย ภาคตะวันออก: ชัยภูมิ; ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย เพชรบูรณ

การกระจายพนั ธุ เปนพืชถิ่นเดียวของไทย

นเิ วศวทิ ยา พบตามพื้นที่ที่มีรมเงา ตามซอกหิน ที่ความสูงจากระดับทะเล 350-800 ม.

ออกดอกในชวงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน เปนผลในชวงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ 1 31

32 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

บอนเตา Araceae

Hapaline benthamiana Schott

ชอ่ื อน่ื บอนแบว (ภาคเหนือ)
ไมลมลุก สูงไดถึง 30 ซม. ลําตนใตดินรูปทรงกลมถึงแบนดานขาง กวาง 4-7 มม. ยาว 5-12 มม.
สรา งไหล กวาง 2-3 มม. ยาว 2-6.5 มม. ปกคลมุ ดวยเกลด็ หุมยอดบาง ๆ จาํ นวนมาก ลาํ ตนเหนือดินเรียว ใบเด่ียว
เรียงเปนกระจกุ ท่โี คนตน รปู เง่ยี งลูกศร กวา ง 1.5-8.5 ซม. ยาว 5.5-17 ซม. ขอบเรยี บหรือเปนคลน่ื ปลายแหลม
ถึงเรียวแหลม ชอดอกออก 1-3 ชอ กา นชอ ดอกกวา ง 0.5-1 มม. ยาว 9-17 มม. กาบรองรับชอ ดอกยาว 4-8.7
ซม. สว นโคนมวนหอ ชอ ดอก ชอดอก กวา ง 1.5-1.75 มม. ยาว 3-6 ซม. รูปทรงกระบอก ปลายสอบเปน รยางคซ ึ่ง
ประกอบดวยมดั เกสรเพศผทู ี่ไมเชื่อมตดิ กัน รังไขร ปู ไข กวางประมาณ 1.2 มม. ยาวประมาณ 2 มม. เรยี งเปนสอง
แถวไมเ ปนระเบียบ แถวละ 7 อนั กา นยอดเกสรเพศเมยี ยาวประมาณ 0.5 มม. ยอดเกสรเพศเมียกลม เสน ผาน
ศนู ยก ลางประมาณ 0.33 มม. มัดเกสรเพศเมยี รปู รยี าว กวาง 1-1.5 มม. ยาว 5-11 มม. ชอผลถูกหอหมุ ดว ยกาบ
ติดทน ผลแบบมเี นอ้ื หน่งึ ถึงหลายเมลด็ รูปรีถงึ เกอื บกลม เสนผานศูนยกลาง 4-6 มม. ผลแกส ีขาว มียอดเกสรเพศ
เมียตดิ ทน
ประเทศไทย ภาคเหนือ: แมฮ อ งสอน เชยี งใหม ลาํ พนู ลําปาง ตาก; ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื :
เลย นครพนม; ภาคตะวันออก: ชยั ภูมิ; ภาคตะวันตกเฉยี งใต: ราชบรุ ี; ภาคตะวนั ออกเฉียงใต: จันทบรุ ี
การกระจายพันธุ เมยี นมา ลาว และเวียดนาม
นเิ วศวทิ ยา พบตามปาดิบช้ืนถึงปาผลัดใบผสม พบบอยตามพ้ืนท่ีเขาหินปูนหรือหินแกรนิต
ท่ีความสงู จากระดบั ทะเล 60-1,200 ม. ออกดอกและเปนผลในชวงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ 1 33

Disporopsis longifolia Craib

asparagaceae

36 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

โลมาซอจี Asparagaceae

Disporopsis longifolia Craib

ชอ่ื อนื่ -
ไมล มลุก เหงา รูปหยดนา้ํ หรอื รูปลูกปด เรียงตอกันยาวคลายเปน ทอ น ลาํ ตน เกล้ียง โคง สูง 60–100 ซม.
ใบเดยี่ ว เรยี งสลบั รูปใบหอกถงึ รปู รี กวา ง 2.5–6(–10) ซม. ยาว 10–20(–30) ซม. โคนรปู ลมิ่ แกมมน ขอบเรียบ
ปลายแหลมหรือเรยี วแหลม กานใบยาว 5-8 มม. ชอ ดอกแบบชอ กระจุก ออกท่ซี อกใบ ดอก 2–5 ดอก กา นดอก
ยาว 1.2-1.5 ซม. กลีบรวมสขี าว ยาว 8–10 มม. โคนกลีบเชอ่ื มกันเปน หลอด ยาว 3–5 มม. ปากหลอดแคบ แฉก
กลีบรปู รี กวาง 1.6-4.5 มม. ยาว 4-7 มม. เกสรเพศผูติดทห่ี ลอดกลีบ อบั เรณูรปู ขอบขนาน ยาว 2.5-3 มม. รังไข
รปู ไข ยาวประมาณ 3 มม. กา นยอดเกสรเพศเมยี ยาว 1–2 มม. ผลสดแบบผลมีเนือ้ หนึ่งถงึ หลายเมลด็ รปู ไขแกม
รปู ทรงกลม เสน ผานศนู ยกลาง 1.2–1.5 ซม. เมอื่ แกม สี ขี าว เมลด็ 2-5 เมล็ด
ประเทศไทย ภาคเหนือ: เชียงใหม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย
การกระจายพนั ธุ พบทีจ่ นี (กวา งสี, ตอนใตของยูนนาน) ลาว และเวยี ดนาม
นเิ วศวทิ ยา พบในบรเิ วณหบุ เขาหรอื รมิ ลาํ ธาร ทค่ี วามสงู จากระดบั ทะเล 300–1,000 ม. ออกดอก
เดือนพฤษภาคมถึงมถิ นุ ายน ติดผลเดอื นตลุ าคมถงึ ธันวาคม

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1 37

38 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

วานหัวสบื Asparagaceae

Disporum calcaratum D. Don

ชอ่ื อน่ื ครกเหล็ก (ตราด); ตอนอ อี้ (กะเหรย่ี ง-แมฮ อ งสอน); เนียมฤาษี (ภาคเหนือ)
ไมลม ลุก ลาํ ตน เปนหวั ใตดนิ สว นเหนือดนิ ทอดเลื้อย คอ นขางออ น มกั แตกกิง่ กาน ยาว 30-100 ซม.
ใบเด่ียว เรียงตรงขาม รปู รถี งึ รูปใบหอกแกมรูปไข กวาง 2-5 ซม. ยาว 5-8 ซม. โคนมน ขอบเรียบ ปลายแหลม
กา นใบยาว 3-5 มม. ชอดอกแบบชอ ซี่รม ออกตามซอกใบ จํานวน 3-10 ดอก กานชอ ดอกส้นั มาก กานดอกยาว
1-2 ซม. เปน สนั มีตง่ิ เนอ้ื ขนาดเล็กเรียงอยบู นสัน ดอกรปู ระฆัง สเี ขยี วออน สชี มพู หรอื สีมว ง วงกลีบดอก 6 แฉก
รปู ใบหอกกลับ กวา ง 2-5 ซม. ยาว 5-8 ซม. โคนกลีบมีรยางคย าว รปู ทรงกระบอก ตรงหรอื โคง เขา ยาว 4-5(-8)
มม. เกสรเพศผู 6 เกสร ยาว 1.1-1.8 ซม. กา นชูอับเรณู ยาว 0.7-1.3 ซม. อับเรณู ยาว 4-5 มม. รังไข ยาว 2.5-3
มม. ยอดเกสรเพศเมีย ยาว 5-9 มม. ผลแบบผลสดมเี นื้อ รูปทรงกลม เสน ผา นศูนยกลางประมาณ 1.1 ซม. ผลแก
สมี วงเขม มี 1 เมลด็
ประเทศไทย ภาคเหนือ: เชียงใหม ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื : เพชรบูรณ
การกระจายพนั ธุ พบทางตอนใตของยูนนาน ภูฏาน อนิ เดีย เมยี นมา เนปาล สิกขมิ และเวยี ดนาม
นเิ วศวทิ ยา พบในบริเวณหุบเขาหรือริมลําธาร ท่ีความสูงจากระดับทะเล 1,000 ม. ขึ้นไป
ออกดอกเดอื นมิถุนายนถงึ กรกฎาคม ตดิ ผลเดือนสงิ หาคมถงึ พฤศจกิ ายน

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ 1 39

40 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

หญาแพรกหิน Asparagaceae

Ophiopogon marmoratus Pierre ex L. Rodr.

ชอ่ื อน่ื -
ไมลมลุกอายุหลายป มีเหงา มีไหล รากขนาดเล็ก ลําตนต้ังตรง สูง 15-30 ซม. ใบเด่ียวเรียงเปน
กระจุกท่ีโคนตน รูปขอบขนานแคบหรือรูปแถบ กวาง 1.8-2.5 ซม. ยาว 13-18 ซม. โคนรูปลิ่มแคบ ขอบ
เรียบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลมส้ัน กานใบยาว 8-12 ซม. ชอดอกแบบชอแยกแขนงส้ัน ๆ ยาว 10-13 ซม.
ดอกเรียงหลวม ๆ จํานวน 15-20 ดอก ดอกเด่ียวหรือออกเปนกระจุก 2-3 ดอก สมบูรณเพศ ใบประดับรูป
ไขถึงไขกวาง บาง ยาวประมาณ 1 ซม. กานดอกยาวประมาณ 8 มม. กลีบรวม 6 กลีบ สีขาว รูปใบหอกแกม
รูปขอบขนาน กวาง 1.5-2.5 มม. ยาวประมาณ 8 มม. ปลายแหลม เกสรเพศผู 6 เกสร กานชูอับเรณูสั้นมาก
อับเรณูยาวประมาณ 4 มม. รังไขรูปทรงกระบอก กานยอดเกสรเพศเมียยาวประมาณ 8 มม. ยอดเกสร
เพศเมียกลม ขนาดเล็ก ผลคลายผลสดมีเน้ือ แตกไมสมมาตรต้ังแตยังไมแก เมล็ดเม่ือแกสีฟา
ประเทศไทย พบท่ัวทุกภาคของประเทศไทย
การกระจายพนั ธุ พบต้ังแตตะวันตกเฉียงใตของกวางสี ตะวันออกเฉียงใตของยูนนาน กัมพูชา ลาว
และเวียดนาม
นเิ วศวทิ ยา พบตามพื้นท่ีชายขอบของเขาหินปูน พื้นที่ราบริมนํ้า ที่ความสูงจากระดับทะเล
ไดถึง 1,000 ม. ออกดอกในชวงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ØÁ»†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1 41


Click to View FlipBook Version