The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พรรณไม้เขาหินปูนในกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พรรณไม้เขาหินปูนในกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว

พรรณไม้เขาหินปูนในกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว

commelinaceae

Spatholirion calcicola K. Larsen & S. S. Larsen

44 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

ผักปลาบใบหวั ใจ Commelinaceae

Aetheolirion stenolobium Forman

ชอ่ื อนื่ -
ไมเลื้อยลมลุก อวบนํ้า ลําตนยาวไดถึง 5 ม. เสนผานศูนยกลาง 1-3 มม. ใบเด่ียว เรียงสลับ
รูปไขหรือรูปหัวใจ กวาง 2-8 ซม. ยาว 3.5-12 ซม. โคนรูปหัวใจ ขอบเรียบ ปลายแหลมหรือเรียวแหลม
กานใบลักษณะคลายกาบ ยาว 1.5-4 ซม. ชอดอกแบบชอแยกแขนงออกตรงขามกับใบ ยาว 7-21 ซม.
ชอกระจุกบนมีใบประดับรองรับ ดอกตอนลางของชอสมบูรณเพศ กานดอกส้ันมาก ดอกตอนบนของชอ
เปนดอกเพศผู กลีบเลี้ยง 3 กลีบ สีแดงแกมเขียว รูปรี กวางประมาณ 2 มม. ยาว 4-5 มม. กลีบดอก
3 กลีบ สีเขียว รูปขอบขนาน กวาง 0.5-1 มม. ยาวประมาณ 5 มม. เกสรเพศผู 5 เกสร สั้น 3 ยาว 2 กานชู
อับเรณูอันสั้น มีขนยาว กานชูอับเรณูอันยาว เกล้ียง อับเรณูรูปทรงรี ยาวประมาณ 1.5 มม. รังไขรูปทรงรี
ยาวประมาณ 2 มม. กานยอดเกสรเพศเมียโคง ปกคลุมดวยขนส้ันนุม ผลแบบฝก รูปแถบ กวาง 0.2-0.3
ซม. ยาว 8-16 ซม. ปลายเรียวแหลม แกแลวแตกเปน 3 ชอง สีแดงอมเขียว เมล็ดเรียงสองชั้น รูปขอบ
ขนาน มีปก
ประเทศไทย ภาคเหนือ: ลําปาง; ภาคกลาง: สระบุรี อยุธยา; ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย
หนองบัวลําภู
การกระจายพนั ธุ เปน พชื ถิน่ เดยี วของไทย
นเิ วศวทิ ยา พบเลื้อยพันตามพุมไม ในปาผลัดใบ หรือตามโขดหินบนเขาหินปูน พื้นท่ีรมเงา
ท่คี วามสงู จากระดับทะเล 300-600 ม. ออกดอกและเปนผลในเดือนสิงหาคมถงึ ตุลาคม

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ØÁ»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1 45

46 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

วานน้ําคา งดอย Commelinaceae

Spatholirion calcicola K. Larsen & S. S. Larsen

ชอ่ื อน่ื -

ไมลมลุก สูงไดถึง 60 ซม. ลําตนใตดินทรงกลมหรือรูปกระสวย รากหนา ลําตนใหมงอกจาก
โคนตน ใบเด่ียว กานใบยาวไมเกิน 25 ซม. โคนกานเปนรอง มีขนสั้นนุม แผนใบสีเขียว ผิวใบดานบนมีขนส้ัน
นุมกระจายหาง ๆ ผิวใบดานลางพบกระจายตามเสนใบ ใบรูปรี โคนรูปล่ิม ตัด หรือรูปหัวใจ ปลายแหลมถึง
เรียวแหลม ชอดอกแบบชอแยกแขนง ยาว 5-6 ซม. มีใบประดับ 1 ใบ อยูท่ีโคนชอ หุมดอกสมบูรณเพศไว ท่ี
เหลือท้ังหมดในชอเปนดอกเพศผู กานชอดอกยาว มีขนสั้นหนานุมปกคลุม ใบประดับรองรับชอดอก รูปคลาย
กาบ เมื่อแผแบนเปนรูปเกือบกลมหรือรูปใบหอก กวาง 15-20 ซม. ปลายเปนติ่ง ขอบมีขนหนานุมผิวดานบนมี
ขนสั้นนุมกระจายอยู แกนชอดอกมีขนส้ันนุมปกคลุม ดอกตูมมีขนสั้นนุมสีเหลืองปกคลุมหนาแนน ดอกสมบูรณ
เพศ สีครีม 1-2 ดอก กลีบรวมมีขนาดไมเทากัน วงนอกกลีบกวางสุด กวาง 2-4 มม. ยาว 7-10 มม. เกสร
เพศผู มีกานชูอับเรณูยาวประมาณ 5 มม. อับเรณูยาวประมาณ 1 มม. ยอดเกสรเพศเมียยาวประมาณ 1 มม.
ดอกเพศผู สีมวง รูปรางคลายดอกสมบูรณเพศแตมีขนาดเล็กกวาในทุก ๆ สวน กลีบรวมยาว 3-4 มม. เกสร
เพศผูยาวประมาณ 4 มม. รังไขขนาดเล็กมากไมพัฒนา ผลเปนสัน ปกคลุมดวยขนส้ันนุม มี 3 ชองเปด กวาง
7-8 มม. ยาวประมาณ 20 มม. เมล็ดรูปไต สีนํ้าตาล กวางประมาณ 3 มม. ยาวประมาณ 5 มม. เยื่อหุมเมล็ด
สีสม

ประเทศไทย ภาคเหนือ: เชยี งใหม นา น ลําปาง; ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ: เลย
การกระจายพนั ธุ เปน พชื ถ่นิ เดียวของไทย
นิเวศวิทยา พบตามหนาผาและซอกหนิ บนเขาหนิ ปนู พืน้ ที่รมเงาดินชุมชน้ื ในปา ดิบแลงหรอื ปา
ผลดั ใบผสมตามชายเขาหนิ ปนู ทค่ี วามสูงจากระดบั ทะเล 350-500 ม. ออกดอกและเปนผลในเดอื นสงิ หาคมถงึ
ตุลาคม

¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅØÁ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1 47

Habenaria rhodocheila Hance

orchidaceae

50 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

เอ้ืองขา วเหนยี วลงิ Orchidaceae

Calanthe rosea (Lindl.) Benth.

ชอ่ื อนื่ เอ้ืองชมพไู พร (ภาคกลาง) อว้ั ชมพไู พร (ท่ัวไป)
กลว ยไมด นิ สูง 22-66 ซม. ลําตน ใตดินชดั เจน รปู ไขถ ึงรูปขอบขนาน กวา ง 1-3.5 ซม. ยาว 2.4-14 ซม.
ชอ ดอกแบบชอ กระจะ ดอกเรียงหลวม ๆ หรอื คอ นขา งแนน มีขนสั้นนุม ตอนปลายชอบางคร้งั เปน ขอ กานชอดอก
ยาวไดถงึ 46 ซม. ใบประดับรองรบั ชอ ดอก 4-8 ใบ รปู ขอบขนานแกมรูปใบหอก ยาว 1-6 ซม. ปลายแหลมถงึ
เรียวแหลม แกนดอกยาว 10-20 ซม. ดอก 5 ดอกถึงจํานวนมาก ใบประดับรปู ใบหอกแกมรูปไข ปลายเรียวแหลม
ติดทน กวาง 3-8 มม. ยาว 12-33 มม. ดอกสชี มพแู กมขาว กลีบเลยี้ งรปู ใบหอกแกมรูปไข ปลายแหลม ดา นนอก
มขี นสัน้ นมุ ปกคลุม กลบี เลีย้ งบน กวา ง 6-8 มม. ยาว 16-30 มม. กลบี เล้ียงขาง กวาง 4.5-7 มม. ยาว 17-30 มม.
กลบี ปากรูปส่ีเหลีย่ มผืนผา แกมรปู กลม กวาง 11-16 มม. ยาว 18-35 มม. โคนสีขาว ไมเชื่อมกับเสา เกสรแตม วน
โอบ ขอบเปน คลื่น ปลายสีชมพเู ปน ต่งิ แหลมออนหรือเวาต้ืน เดือยรูปทรงกระบอก ยาว 11-16 มม. มีขนสัน้ นุม
ปกคลุม เสา เกสรยาว 4-6 มม. มขี นส้นั นุมปกคลุม กานดอกรวมรังไขยาว 20-29 มม. มขี นสัน้ นุมปกคลมุ
ประเทศไทย ภาคเหนือ: นาน ลาํ ปาง ตาก; ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื : เพชรบูรณ; ภาคตะวันตก
เฉยี งใต: อุทัยธานี กาญจนบรุ ี เพชรบุรี: ภาคตะวันออกเฉียงใต: ปราจนี บุรี
การกระจายพนั ธุ เมียนมา
นเิ วศวทิ ยา พบในปา ดิบแลงท่ขี ้นึ ผสมกบั ปาผลดั ใบตามเขาหินปนู ตามซอกหนิ ปนู บางคร้ังพบ
เปน พืชอิงอาศยั ที่ความสูงจากระดับทะเล 200-900 ม. ออกดอก (พฤศจิกายน) ธันวาคมถงึ มกราคม (กุมภาพนั ธ)

¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1 51

52 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

อวั้ Orchidaceae

Calanthe triplicata (Willemet) Ames

ชอ่ื อน่ื ขาวตอกฤาษี (เชียงใหม) พุมขาวตอก (ท่ัวไป) อ้ัวดอกขาว (ท่ัวไป)

กลวยไมดินสูง 40–100 ซม. เหงาสั้นไมชัดเจน หัวเทียมรูปทรงกระบอกแกมรูปไข เสนผานศูนยกลาง
1–2 ซม. ยาว 1–3 ซม. มีกาบ 2–3 อัน ใบเด่ียว 3–4 ใบ เรียงเปนกระจุกท่ีโคน รูปรีหรือรูปรีแกมรูปไข
กวาง 5–12 ซม. ยาว 20–60 ซม. โคนรูปล่ิม ขอบเรียบหรือเปนคลื่นเล็กนอย ปลายแหลม ผิวใบดานลาง
เกลี้ยงหรือมีขนประปราย กานใบยาว 10–18 ซม. ชอดอกแบบชอกระจะออกที่ซอกใบ ต้ังตรง ยาว 30–70
ซม. ดอกจํานวนมาก หนาแนน แกนดอกยาว 5–20 ซม. ใบประดับติดทน รูปใบหอกแกมรูปไข ยาว 10–20
ซม. ปลายแหลม มีขนประปรายถึงเกือบเกลี้ยง ดอกสีขาว บางคร้ังพบเปนสีมวงแดง เม่ือแกเปลี่ยนเปนสีสม
กลีบเล้ียงบนโคงลง รูปเกือบรี กวาง 4.5–5.5 มม. ยาว 10–12 มม. ผิวดานลางมีขนประปราย เสนตามยาว 5
เสน ปลายแหลมหรือเปนติ่งเล็กเรียวแหลม กลีบเลี้ยงขางโคง รูปใบหอกแกมรูปไขกลับ คอนขางเบี้ยว กวาง
5–6 มม. ยาว 10–13 มม. ผิวดานลางมีขนประปราย เสนตามยาว 5 เสน กลีบดอกโคง รูปใบหอกแกมรูปไข
กลับ กวาง 3–4.5 มม. ยาว 8–10 มม. ผิวดานลางมีขนประปราย เสนตามยาว 3 เสน โคนกลีบคอดเปนกาน
กลีบ กลีบปากติดตลอดความยาวของเสาเกสร กวางประมาณ 14 มม. ยาว 12–18 มม. ปลายกลีบแยกเปน 3
พูลึก พูขางรูปขอบขนานถึงรูปลิ่มแกมรูปไขกลับ กวางประมาณ 3 มม. ยาวประมาณ 7 มม. ปลายมน พูกลาง
แบงเปน 2 แฉกลึก มีต่ิงเล็กเรียวแหลมตรงแฉกเวาลึก แตละแฉกรูปขอบขนานแกมรูปแถบ กวางประมาณ 3
มม. โคนกลีบมีตอมนูนสีทองหรือสีแดงอมสม เรียงเปนแถว 3-4 แถว เดือยสีขาว รูปทรงกระบอกตรง เรียว
ยาว (6–)12–15 มม. ปลายมน ดานนอกมีขนประปราย เสาเกสรขยายตอนปลาย ยาวประมาณ 5 มม. มีขน
ประปราย จะงอยมี 2 พูลึก แตละพูรูปเกือบขอบขนาน ยาวประมาณ 2 มม. ปลายพูเกือบตัด อับเรณูอวบ
รูปหัวใจ ยาวประมาณ 4 มม. กลุมเรณูรูปกระบอง ขนาดไมเทากัน มีกานกลุมเรณูชัดเจน มีแปนเหนียวขนาด
เล็ก รูปเกือบรี กานดอกรวมรังไข ยาว 30–40 มม. มีขนประปราย ฝกรูปทรงไขกลับถึงรูปทรงกระบอก ยาว
ประมาณ 4 ซม.

ประเทศไทย พบเกือบท่วั ทกุ ภาคของประเทศไทย ยกเวน ภาคกลาง

การกระจายพนั ธุ พบกระจายตงั้ แต ภูฏาน อินเดยี ศรลี งั กา ญป่ี ุน กัมพชู า เวยี ดนาม ลาว มาเลเซีย
ฟลปิ ปนส อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย มาดากัสการ และดานตะวันตกเฉยี งใตของหมูเ กาะในมหาสมุทรแปซิฟก

นิเวศวิทยา พบขน้ึ ตามพนื้ ปา ดบิ ทค่ี วามสงู จากระดบั ทะเล 400–2,000 ม. ออกดอกในชว งเดอื น
เมษายนถงึ พฤษภาคม ชว งออกดอกจะไมท งิ้ ใบ

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡Å‹ÁØ »Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1 53

54 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

เออ้ื งดนิ ปากพัดเมอื งกาญจน Orchidaceae

Cheirostylis montana Blume

ชอ่ื อน่ื -
กลว ยไมดนิ สงู 12-22 ซม. ใบเดยี่ ว เรียงเปนกระจกุ บริเวณสว นโคนของลาํ ตน จาํ นวน 3-5 ใบ รปู ใบ
หอกถึงรูปไข กวา ง 0.3-1.4 ซม. ยาว 1-3.5 ซม. โคนมน ขอบเรยี บ ปลายแหลมถงึ เรยี วแหลมหรือเปนต่งิ แหลม
ชอดอกแบบชอกระจะ ปกคลุมดวยขนตอม ดอก 3-10 ดอก แกนชอยาว 1.2-2.8 ซม. ใบประดับรองรับดอก
ยอยรปู ไขก วา ง ปลายเรยี วแหลม กวาง 1.8-3.2 มม. ยาว 1.8-4.6 มม. ผวิ ดา นหลงั ปกคลุมดวยขนตอ มส้ันนุม
ดอกสีขาว กานดอกยาว กลีบเล้ียงเชื่อมกันเปนหลอด ยาว 3.5-3.9 มม. ปกคลุมดวยขนตอมสั้นนุม กลีบดอก
ตรงหรือโคงข้ึน รูปใบหอกกลับ เบ้ียว กวาง 1.1-1.3 มม. ยาว 3.2-4 มม. ปลายแหลมถึงมน ติดกับหลอด
กลบี เลี้ยง กลีบปาก ยาว 3.5-4 มม. โคนกลีบดานในมแี ถบตุมคลา ยรยางคเ รียงกนั 4-5 ตมุ 2 แถบ ตอนปลาย
กลีบแผเปน รปู ขอบขนาน กวา ง 3-4 มม. ปลายเวา ลกึ ประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวกลบี แบงเปน สองพู ขอบ
เกือบเรียบหรือหยักมนถ่ีไมเปนระเบียบ แตละพูกวาง 2-2.2 มม. ยาว 2.8-3 มม. เสาเกสรยาว 1.7-1.9 มม.
อับเรณู ยาว 1.5-1.7 มม. ปลายเรียวแหลม กานดอกรวมรังไข ยาว 4.7-7.8 มม. มตี อ มขนตอมกระจายอยู ฝก
ไมพ บ
ประเทศไทย ภาคเหนอื : เชยี งใหม; ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย; ภาคตะวันตก: กาญจนบุรี
การกระจายพนั ธุ พบตง้ั แตเมยี นมา คาบสมุทรมาเลเซีย บอรเ นยี ว ชวา และซัมบาวา
นเิ วศวทิ ยา พบตามพื้นปาผลัดใบผสม ปาดิบแลงชายขอบเขาหินปูน หรือตามซอกหินปูน
ทค่ี วามสูงจากระดับทะเลประมาณ 400-500 ม. ออกดอกและเปนผลในชว งเดือนกนั ยายนถึงธนั วาคม

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ÁØ »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ 1 55

56 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

กะเรกะรอนดามขา ว Orchidaceae

Cymbidium bicolor Lindl.

ชอ่ื อนื่ กะเรกะรอนสองสี

กลวยไมอิงอาศัย หัวเทียมรูปไขแกมขอบขนาน คอนขางแบน กวางประมาณ 2.5 ซม. ยาวประมาณ
5 ซม. ใบ 5-7 ใบ รูปลิ้นแคบ กวา ง 1.2-2.9 ซม. ยาว 30-68 ซม. ปลายเบีย้ ว ทู เปนต่งิ หนามออ น โคง ไมมกี านใบ
ชอ ดอกแบบชอ กระจะ ยาว 10-50 ซม. โคง ถงึ หอ ยลง มี 5-26 ดอก แกนชอ ยาว 8-33 ซม. ใบประดับยาว 1.5-4.5
มม. ดอกมีกลิ่นหอมออน ๆ คลา ยผลไม เสน ผา นศูนยกลาง 2.5-4.5 ซม. กลบี เลย้ี งและกลบี ดอกสเี หลอื งออนถงึ สี
ครมี มแี ถบสนี าํ้ ตาลแดงตามยาว กลบี ปากสคี รมี พขู า งมจี ดุ ประเลก็ ๆ สนี า้ํ ตาลแดง สว นโคนของพกู ลางสขี าวถงึ สี
เหลอื ง มจี ดุ ประนอ ยใหญส นี าํ้ ตาลแดง ขอบสคี รมี ถงึ สเี หลอื ง ถดั เขา ไปเปน แถบของจดุ ประขนาดเลก็ สนี าํ้ ตาลแดง
กลบี เลี้ยงบนต้งั ตรง รปู ขอบขนานแคบถึงรูปลิน้ แกมรูปไขก ลับแคบ กวาง 4-6.5 มม. ยาว 16.5-28 มม. ปลายทู
ถงึ เกือบแหลม มักเปนติง่ หนาม กลีบเลี้ยงขางคลายกลบี เลี้ยงบน เบ้ียว แผอ อก กลีบดอกตัง้ ตรง แผแบน รูปขอบ
ขนานแคบถงึ รูปรีแคบ กวา ง 4-6.2 มม. ยาว 15-21.5 มม. ปลายทหู รือแหลม กลบี ปากกวาง 9.5-15.5 มม. ยาว
12.5-18 มม. โคนกลบี เปนถุงมีขนส้นั นุม ปกคลุม พูขางสนั้ กวา หรือยาวพอ ๆ กบั เสา เกสร ปลายมน พูกลางรูปไข
กวาง กวาง 6-9.6 มม. ยาว 5.2-8.7 มม. ขอบเรียบหรอื เปนคลน่ื มีสันตามยาวขนานกนั 2 สัน ปลายกลม โคง ขนึ้
ปกคลุมดวยขนสัน้ นุมหรือขนตอ ม เสาเกสรยาว 9-12 มม. มีคางดอก กลุม เรณู 2 กลุม ฝกรปู รแี กมรูปขอบขนาน
กวา ง 2-3 ซม. ยาว 4-6 ซม.

ประเทศไทย ภาคเหนอื : เชยี งใหม พะเยา นา น อตุ รดิตถ ตาก พิษณโุ ลก; ภาคตะวนั ออกเฉียง
เหนือ: เพชรบูรณ เลย สกลนคร; ภาคตะวันออก: ชยั ภูมิ นครราชสีมา; ภาคตะวันตกเฉยี งใต: กาญจนบรุ ;ี ภาค
กลาง: นครนายก; ภาคตะวันออกเฉียงใต: จันทบรุ ;ี ภาคใต: ระนอง นครศรีธรรมราช ตรงั

การกระจายพนั ธุ พบต้ังแตเนปาล อินเดยี (สกิ ขมิ อัสสัม) จีน เมียนมา และแถบอนิ โดจีน

นเิ วศวิทยา พบองิ อาศยั บนกงิ่ กา นหรอื ลาํ ตน ของตน ไมใ นปา ผลดั ใบ หรอื ขน้ึ บนหนิ ในระบบนเิ วศ
เขาหินปูน ทีค่ วามสงู จากระดบั ทะเล 0–1,200 ม. ออกดอกในชวงเดือนกุมภาพันธถึงมถิ นุ ายน

¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1 57

58 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

หมกู ล้งิ Orchidaceae

Eulophia andamanensis Rchb. f.

ชอื่ อนื่ -

กลวยไมดิน หัวเทียมเจริญบนผิวดิน ทรงกลมแกมรูปกรวยหรือรูปหยดนํ้า กวาง 1.3-2.9 ซม.
ยาว 2.5-8 ซม. ใบเดี่ยว จํานวน 3-7 ใบ เรียงเปนกระจุกท่ีโคนตน รูปแถบถึงรูปใบหอกกลับแคบ ๆ กวาง
0.5-1.9 ซม. ยาว 3-44.5 ซม. โคนเปนกาบหุมลําตน ขอบเรียบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ชอดอกแบบชอ
กระจะ ยาว 15-74 ซม. ดอกเรียงหลวม ๆ 5 ดอกถึงจํานวนมาก กานชอดอกสีเขียว ยาว 7.5-24.5 ซม.
ใบประดับสั้นกวาความยาวของรังไข ดอกคอนขางตรงหรือแผกางออก บานกวาง สีเขียวถึงสีเขียวแกมน้ําตาล
กลีบปากสีขาว ขอบสีเขียว เสนตามยาวสีน้ําตาลแดง กลีบเลี้ยงเกลี้ยง ปลายแหลม เรียวแหลม หรือเปนต่ิง
แหลม กลีบเล้ียงบนรูปแถบถึงรูปใบหอกแคบ กวาง 1.2-3.7 มม. ยาว 11-16.2 มม. กลีบเลี้ยงขางรูปแถบ
เบ้ียวถึงรูปแถบแกมรูปใบหอกกลับ กวาง 1.5-3.8 มม. ยาว 12.2-18.6 มม. กลีบดอกเกล้ียง รูปใบหอก
เบี้ยว ปลายแหลม เรียวแหลม หรือเปนติ่งแหลม กวาง 1.8-3.7 มม. ยาว 9-13.8 มม. กลีบปากเปน 3 พู
เมื่อแผแบน กวาง 5-11.6 มม. ยาว 8-12.2 มม. ท่ีโคนกลีบมีรยางค ดานในกลีบเกลี้ยง พูกลางรูปไขกลับถึง
รูปรี หรือรูปเกือบกลม ขอบเปนคล่ืน มีสัน 3 สัน เรียบหรือมีลักษณะคลายหูด ทอดยาวจากโคนไปจนถึง
กลางกลีบ รยางคคลายกระบอง ตรงหรือโคงไปดานใน ยาว 3-4 มม. เสาเกสรยาว 3-4.8 มม. ไมมีคางดอก
กานดอกรวมรังไข ยาว 10-24 มม. ฝกรปู กระสวย หอยลง เสน ผานศูนยก ลางยาว 1-1.4 ซม. ยาว 2.5-2.9 ซม.

ประเทศไทย ภาคเหนือ: เชียงใหม พิษณุโลก นครสวรรค; ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย;
ภาคตะวนั ตกเฉียงใต: กาญจนบุรี เพชรบรุ ี ประจวบคีรขี ันธ; ภาคกลาง: สระบรุ ี; ภาคตะวนั ออกเฉียงใต: ชลบุรี;
ภาคใต: ชมุ พร สรุ าษฏรธานี พงั งา ภเู ก็ต สตลู สงขลา

การกระจายพนั ธุ พบตง้ั แตห มเู กาะนโิ คบาร หมเู กาะในทะเลอนั ดามนั เมยี นมา ลาว เวยี ดนาม กมั พชู า
แหลมมลายู และสมุ าตรา

นเิ วศวิทยา พบขึ้นบริเวณสันทรายตามชายหาด ปาดิบระดับต่ํา ปาผลัดใบ ปาทุง ปาไผ โดย
เฉพาะอยางยิ่งตามรองหินปูนในระบบนิเวศเขาหินปูน ที่ความสูงจากระดับทะเล 0–400(–1,200) ม. โดยปกติ
ออกดอกในชวงเดอื นมนี าคมถงึ มิถนุ ายน แตม ีบันทกึ วา เคยพบในชวงเดือนมกราคมถงึ พฤศจกิ ายน

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ÁØ »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1 59

60 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

วา นจงู นางหลวง Orchidaceae

Geodorum terrestre (L.) Garay

ชอื่ อนื่ วานจูงนาง (ทั่วไป)
กลวยไมดิน หัวใตดินรูปไขแกมรูปสามเหลี่ยม เสนผานศูนยกลางประมาณ 2.7 ซม. ยาวประมาณ
3.8 ซม. ใบและดอกออกในชว งเวลาเดียวกัน ใบเดย่ี ว รปู ขอบขนานแกมรูปรีถึงรปู ขอบขนานแกมรูปไขก ลับ กวา ง
(2.8-)7-10 ซม. ยาว (8-)21.9-31 ซม. ชอดอกแบบชอ กระจะ ยาว 12-33(-41) ซม. ปกติจะส้นั กวา ความยาว
ท้งั ตน มี 7-9 ดอกในชอ กานชอดอกเสนผา นศนู ยก ลางประมาณ 4 มม. ใบประดบั กวา ง 1-5.5 มม. ยาว 6-36
มม. ปลายเรียวแหลม ดอกสีครมี ถงึ สีเหลืองอมเขยี ว กลบี เลี้ยงมเี สนตามยาว 5-7 เสน กลบี เลย้ี งบนรปู ขอบขนาน
แกมรปู ใบหอกกลบั กวาง 4-7 มม. ยาว 16.5-33.8 มม. ปลายเรียวแหลม กลีบเลีย้ งขางรปู ขอบขนานคอนขา ง
เบย้ี ว กวา ง 3.4-7.2 มม. ยาว 17.8-35 มม. ปลายเรยี วแหลม กลบี ดอกรปู ขอบขนานแกมรูปใบหอกกลับ กวาง
5.5-11.2 มม. ยาว 16.5-31.6 มม. ปลายแหลม มีเสน ตามยาว 5-9 เสน กลบี ปากกวาง 7-12 มม. ยาว 15.5-24.8
มม. โคนกลีบมีตอมเนื้อรูปตัววีเรียงเปน 2 สัน เกือบจรดปลายกลีบ ขอบมวนเขาเล็กนอย ปลายทูถึงกลมหรือ
เวาบมุ เสาเกสรยาว 5.5-9.5 มม. ฝกรปู ขอบขนาน กวางไมเกิน 2 ซม. ยาวไมเกนิ 5 ซม.
ประเทศไทย ภาคเหนอื : เชยี งใหม ลาํ พนู ตาก; ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื : เพชรบรู ณ หนองบวั ลาํ ภ;ู
ภาคตะวันตกเฉยี งใต: กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบรุ ี ประจวบคีรขี นั ธ; ภาคกลาง: สระบรุ ี; ภาคตะวนั ออกเฉยี งใต:
ปราจีนบุรี ชลบรุ ี; ภาคใต: สรุ าษฏรธานี กระบ่ี สตูล สงขลา ยะลา
การกระจายพนั ธุ พบต้ังแตบ งั คลาเทศ เมียนมา กมั พชู า เวียดนาม ไปจนถึงแหลมมลายู
นเิ วศวทิ ยา พบข้นึ ตามพื้นดนิ ในปา ดิบ ปาผลัดใบ หรือตามทร่ี าบชายเขาหนิ ปูน ท่คี วามสงู จาก
ระดบั ทะเล 0–1,000 ม. ออกดอกในชวงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ÁØ »Ò† ÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1 61

62 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

นางอว้ั ปากสอ ม Orchidaceae

Habenaria furcifera Lindl.

ชอื่ อนื่ นางอ้ัวไพล (ทั่วไป)

กลวยไมดินสูง 25-68 ซม. ใบเดี่ยว เรียงเปนกระจุกบริเวณสวนโคนของลําตน 2-6 ใบ รูปรีแกมรูป
ไขถึงรูปไขแกมรูปขอบขนาน กวาง (1.9-)2.5-5.7 ซม. ยาว (9-)15-24 ซม. ปลายแหลมหรือเปนติ่งแหลม ใบ
ประดบั รองรับชอ ดอก เกอื บต้งั ตรง รูปใบหอก ยาว 0.8-3.1(-6) ขอบมีขนสน้ั ๆ ปลายเรยี วแหลม ชอ ดอกแบบ
ชอ กระจะ ออกหลวม ๆ ดอกจํานวนมาก แกนชอยาว (3-)9-23 ซม. ใบประดับรูปใบหอกแคบ กวาง 2-3.9 มม.
ยาว 6.5-11(-15) มม. ขอบมีขนสั้น ๆ ปลายเรียวแหลม ดอกสเี ขียวซดี เสน ผา นศนู ยกลาง 7-13 มม. กลีบเล้ียง
บนตงั้ ตรง รูปรีกวางถึงรูปใบหอกแกมรูปไข กวา ง 2.2-3(-4.2) มม. ยาว (2.8-)4.3-5 มม. กลีบเลยี้ งขางโคง กลบั
รปู ไขเ บ้ียว กวา ง 1.6-2 มม. ยาว (3-)3.5-5 มม. กลีบดอกเชื่อมกบั กลีบเล้ยี งบนมีลักษณะเปนรปู คมุ รปู รแี กมรปู
ขอบขนาน กวาง 1-2.3 มม. ยาว 3-5 มม. ปลายมน กลบี ปากกวา งประมาณ 4 มม. ยาว 4-11 มม. แบงเปน 3 พู
พกู ลางรูปแถบกวา งถงึ รูปขอบขนาน กวาง 1-1.5 มม. ยาว 3-5(-6.5) มม. พูขางรูปแถบ โคงพับลง กวา ง 0.3-0.9
มม. ยาว 4-10.5 มม. เดอื ยรูปทรงกระบอก ยาว (15-)17-25 มม. เสาเกสรยาว 2-3 มม. รองอับเรณูสัน้ ยอดเกสร
เพศเมยี ยาวประมาณ 1 มม. จะงอยมตี อ มหูดรปู กรวย 1 ตอ ม กา นดอกรวมรงั ไข ยาว 12-21 มม. ฝกแบบแคปซูล
รปู กระสวยแกมรูปรี เสน ผานศนู ยกลาง 3-4.6 มม. ยาว 13.5-17 มม. ปลายมีจะงอยส้นั ๆ

ประเทศไทย ภาคเหนือ: เชียงใหม กาํ แพงเพชร; ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื : ชยั ภมู ;ิ ภาคตะวนั
ตกเฉียงใต: ราชบุรี

การกระจายพนั ธุ พบต้ังแตอ ินเดยี ปากีสถาน เนปาล บังคลาเทศ จีน (ยนู นาน) เมยี นมา และลาว

นิเวศวิทยา พบในปา ดบิ ปา ผลดั ใบผสม ปา ไผบ นเขาหนิ แกรนติ และหนิ ดนิ ดาน และปา พมุ แคระ
ที่ความสงู จากระดับทะเล 100-1,050 ม. ออกดอกในชว งเดอื นกนั ยายนถงึ ธันวาคม

¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ 1 63

64 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

ปดแดง Orchidaceae

Habenaria rhodocheila Hance

ชอื่ อน่ื เฟน (นครศรีธรรมราช) ลิ้นมังกร (ท่ัวไป) สังหิน (เลย)

กลวยไมดินสงู 15–25 (อาจสงู ถึง 42) ซม. ลําตนเปน หัวอยใู ตด นิ เกลีย้ ง ใบเดี่ยว จํานวน 4–5 ใบ เรยี ง
เวียนอยูตอนโคนของลําตน สีเขียว บางครั้งมีจุดสีเขียวอมเทากระจายอยู รูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กวาง
(0.6–)1–1.9(–3.8) ซม. ยาว 4–17(–24) ซม. โคนแผเ ปน กาบ ขอบเรียบหรอื เปน คลืน่ ปลายแหลมหรอื เปนต่ิง
หนามสน้ั แผนใบบาง กา นใบไมช ดั เจน ใบประดบั จํานวน 2–8(–10) คอนขางตงั้ ตรง รปู ใบหอก ยาว 1.8–4(–8)
ซม. ปลายเรยี วแหลม ชอดอกแบบชอกระจะออกที่ปลายยอด ตงั้ ตรง ยาว 7–18 ซม. ดอกออกหา ง ๆ จาํ นวน
2–20 ดอก แกนชอดอก ยาว 1–6 ซม. ใบประดบั รูปใบหอกถงึ รปู ไข กวาง 4–6 มม. ยาว 15–22 มม. ดอกบาน
มีเสน ผา นศูนยกลางประมาณ 2–3.5 ซม. สแี ดง สเี หลือง สชี มพู หรอื สขี าว (พบไดย าก) กลบี เลย้ี งสเี ขยี วออน
รปู รี ปลายเกอื บแหลม กลบี เลยี้ งบนตรง กวาง 6–7(–10) มม. ยาว 6–9(–15) มม. กลีบเล้ียงขา งโคงพบั ลง กวา ง
3.5–6 มม. ยาว (5.5–)8–13 มม. โคนกลบี เชือ่ มติดกบั กลีบปาก กลบี ดอกรปู รา งคลา ยถงุ ตดิ กับกลบี เลีย้ งบน รูป
แถบกวา งแกมรปู รี กวาง 1.5–3 มม. ยาว 6–7.8(–13) มม. ปลายคอนขางแหลม เสนตามยาว 1 เสน กลีบปาก
3 พู กวา ง 12–23 มม. ยาว 16–27 มม. กา นกลบี ยาว 2–5(–8) มม. โคนกลบี มีรอยตออยดู านหนา คาง พกู ลาง
รูปชอ น กวาง (7.5–)9–13(–19) มม. ยาว 9–14(–19) มม. ปลายแยกเปน 2 แฉกลึก พขู างแผออกคลา ยพัด รูป
ขอบขนานแกมรูปไข กวาง 4–6.3(–12) มม. ยาว 9–13(–21) มม. คางรูปทรงกระบอก ยาว 30–45(–50) มม.
ปลายเปนรปู กระบอง เสาเกสร ยาว 3–5 มม. อบั เรณเู ปน รอง ยาว 4–8 มม. ตรงกลางมีจะงอยยนื่ ออกมา รยางค
ไมเ ดน ชดั กา นดอกรวมรงั ไข ยาว 19–32 มม. ฝก รปู กระสวยแกมรปู รี เสน ผา นศนู ยก ลาง 4–5.2 มม. ยาว 28.1–38
มม. มรี ยางคท ่ปี ลายฝก

ประเทศไทย ภาคเหนือ: แมฮอ งสอน เชียงใหม นาน ลําพูน ลาํ ปาง พิษณุโลก; ภาคตะวนั ออก
เฉียงเหนือ: เพชรบูรณ เลย หนองคาย สกลนคร นครพนม มุกดาหาร; ภาคตะวนั ออก: ชยั ภมู ิ นครราชสีมา; ภาค
ตะวันตกเฉียงใต: กาญจนบรุ ี ราชบุรี; ภาคกลาง: นครนายก; ภาคตะวนั ออกเฉียงใต: ปราจนี บุรี ระยอง จันทบรุ ี
ตราด; ภาคใต: ระนอง พังงา นครศรธี รรมราช พทั ลุง ตรัง

การกระจายพนั ธุ พบต้งั แต จนี เมยี นมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม คาบสมทุ รมาเลเซยี และฟลิปปน ส

นิเวศวทิ ยา พบขน้ึ ในปา เบญจพรรณ ทงุ หญา ตามปา สน ปา ไผ แมก ระทงั่ บนเขาหนิ ปนู หนิ ทราย
หินเชล และหินแกรนิต ริมนํ้า และบริเวณน้ําตก พบทั้งบริเวณช้ืนแฉะและลานหิน ที่ความสูงจากระดับทะเล
200–900(–1,300) ม. ออกดอกในชวงเดือนกรกฎาคมถึงมกราคม

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1 65

66 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

หญา เปราะนกนอย Orchidaceae

Liparis stenoglossa C. S. P. Parish & Rchb. f.

ชอ่ื อนื่ -

กลวยไมดินหรือกลวยไมขึ้นบนหนิ สงู ประมาณ 20 ซม. ลาํ ตนใตด นิ รูปรี เสนผานศนู ยกลางประมาณ
1 ซม. ยาว 2-2.5 ซม. มเี ย่ือบาง ๆ หมุ ใบเด่ียว 2-3 ใบ เรียงสลับ รูปรหี รอื รูปไขแกมรปู รี กวา ง 2-3.5 ซม. ยาว
3.5-8.5 ซม. โคนแผเปน กาบ ขอบเรียบ ปลายเรียวแหลม เน้ือใบบาง เสนใบ 5 เสน กา นใบเปนรอง ยาว 1.5-4.5
ซม. ชอดอกแบบชอ กระจะ ต้ังตรง ยาว 8-17.5 ซม. ดอกออกหลวม ๆ ไมเ กนิ 20 ดอก กา นชอ ดอกเรียว กลม
หรอื เปน สันเล็กนอ ย ยาว 3-7.5 ซม. แกนชอ ดอกคอ นขา งเปน สนั ยาว 4.5-9.5 ซม. ใบประดบั รปู ใบหอก ยาว
2-3 มม. ดอกสเี ขียวอมมวง กลบี เล้ยี งเกลี้ยงทง้ั สองดา น เสนตามยาว 3 เสน กลบี เลยี้ งบนรปู ใบหอกแกมรูปแถบ
กวา งประมาณ 1.2 มม. ยาว 5.3-6.5 มม. ปลายแหลม กลีบเล้ียงขา งรูปรแี กมรปู ขอบขนาน คลา ยรูปเคยี ว กวา ง
1.5-1.8 มม. ยาว 4-5 มม. ปลายมน กลีบดอกรปู แถบ กวา ง 0.5-0.6 มม. ยาว 5-6.2 มม. ขอบกลีบท้ัง 2 ดาน
มวนไปดานหลงั ปลายมน เสน ตามยาว 1 เสน กลีบปากรูปขอบขนานแกมรปู ไขก ลับ กวา ง 2-2.5 มม. ยาว 4-4.5
มม. โคนกลีบมีต่ิงเน้ือขนาดเล็กลักษณะคลายเขี้ยว 1 คู ขอบดานขางเรียบ ปลายกลีบเวาบุม ขอบหยักไมเปน
ระเบยี บ เสา เกสรสขี าวแกมเขยี ว รปู กง่ึ ทรงกระบอก ยาว 3-3.2 มม. โคง ออกจากแกนดอก อบั เรณสู มี ว งแกมเหลอื ง
รปู หัวใจแกมรปู ไข ปลายเรียวแหลม กา นดอกรวมรงั ไขเ กลี้ยง บิดเวียน สีมวงแดง มีสนั ตามยาว 6 สัน สมี วงแดง
แกมเหลอื ง ยาว 7.5-10 มม. ฝก รปู ทรงกระบอก สมี วงแดง มี 6 สัน

ประเทศไทย ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื : ชยั ภมู ิ เลย (คาดวานาจะพบตามเขาหนิ ปูนในภาคอืน่ ๆ
แตย งั ขาดขอ มูล)

การกระจายพนั ธุ เมียนมา

นเิ วศวทิ ยา ขึ้นตามซอกหินปูนในท่ีมีรมเงา หรือเปดโลงเล็กนอย ที่ความสูงจากระดับทะเล
400–600 ม. ออกดอกในชวงเดือนพฤษภาคมถึงมถิ นุ ายน เปน ผลในชว งเดอื นกรกฎาคมถึงกนั ยายน

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ 1 67

68 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

เอือ้ งแพนใบกลม Orchidaceae

Oberonia cavaleriei Finet

ชอ่ื อน่ื -

กลวยไมอิงอาศัยหรือข้ึนบนหิน ท้ังตนมีขนาดเล็กมาก ใบเดี่ยว 4-6 ใบ โคนใบมีขอตอชัดเจน กลม
ปลายแหลม ใบที่ยาวที่สุด กวาง 0.5-0.6 ซม. ยาว 7.5-13 ซม. ชอ ดอกหอ ยลง ดอกออกหนาแนน ยาว 6-11 ซม.
กานชอดอกกลม สีเขียวแกมสม ยาวประมาณ 0.8 ซม. มีขนส้ันนุม มีเกล็ดคลายใบประดับจํานวนมาก
แกนชอ ดอกสเี ขยี วแกมสม ยาว 5-10 ซม. ไมอ วบนาํ้ เรยี บ มขี นสน้ั นมุ ใบประดบั สสี ม ซดี หรอื สขี าว รปู ใบหอก
กวางประมาณ 0.9 มม. ยาว 3.3-3.5 มม. ปลายเรียวแหลม ผิวดานบนมีขนสั้นนุม ผิวดานลางเกล้ียง
ดอกสีสมสวาง เรียงสลับรอบขอ ย่ืนออกจากแกนดอก กานดอกคอนขางส้ัน กวางประมาณ 1 มม. ยาว
2-3 มม. กลีบเล้ียงโคงกลับไปดานหลัง ขอบเรียบ ผิวดานบนมีขนส้ันนุม ผิวดานลางเกล้ียง กลีบเล้ียงบน
รูปไข กวางประมาณ 0.8 มม. ยาวประมาณ 1.3 มม. ปลายแหลมหรือมน กลีบเลี้ยงขางรูปไข กวางประมาณ
0.9 มม. ยาวประมาณ 1.3 มม. ปลายเกือบแหลม กลีบดอกโคงกลับไปดานหลังเล็กนอย รูปขอบขนานแกม
รูปแถบ กวางประมาณ 0.35 มม. ยาวประมาณ 1.35 มม. ขอบเรียบ ปลายมน เกล้ียง กลีบปากตั้งฉากกับ
เสาเกสร เวาตรงโคนกลีบ มี 3 พู กวางประมาณ 2 มม. ยาวประมาณ 3 มม. ปกคลุมดวยปุมเล็ก ๆ หนาแนน
พูขางกวาง 1-1.2 มม. ยาว 0.5-0.58 มม. ขอบจักเปนครุย ไมเทากัน 4-5 แฉก พูกลางโคงเขาดานใน
รูปเกือบกลมถึงรูปไขแคบ ๆ ขอบจักเปนครุยลึก ไมเทากัน 6-8 แฉก กวางประมาณ 2 มม. ยาว 2.2-2.7 มม.
ปลายพูแหลม เสาเกสร (รวมรังไข) รูปกระบอง ยาวประมาณ 0.48 มม. เสนผานศูนยกลางประมาณ 0.45 มม.
ขอบดานหนาพัฒนาคลายปก อับเรณูกวางประมาณ 0.3 มม. ยาวประมาณ 0.33 มม. กลุมเรณูยาวประมาณ
0.17 มม. จะงอยปลายแหลม ยอดเกสรเพศเมียมีเสนผานศูนยกลางประมาณ 0.3 มม. กานดอกรวมรังไข
รูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 1.15 มม. มีขนประปรายถึงเกลี้ยง ฝกรูปทรงรี สีเหลืองแกมเขียว ยาวประมาณ
4 มม. เกล้ียง

ประเทศไทย ภาคเหนือ: ตาก; ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ: เลย

การกระจายพนั ธุ พบต้ังแตจ นี เนปาล หมิ าลยั ดานตะวนั ตก เมยี นมา และเวยี ดนาม

นเิ วศวทิ ยา พบขึ้นอิงอาศัยบนตนไมหรือข้ึนบนหิน ในระบบนิเวศเขาหินปูน หรือริมนํ้าตกเขา
หินปูน ท่คี วามสูงจากระดับทะเล 400–600 ม. ออกดอกในชวงเดอื นมิถนุ ายนถงึ กันยายน

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ØÁ»Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1 69

70 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

เอื้องแพนใบใหญ Orchidaceae

Oberonia ensiformis (Sm.) Lindl.

ชอ่ื อน่ื -

กลวยไมอิงอาศัยหรือข้ึนบนหิน ท้ังตนมีขนาดเล็กมาก ใบเดี่ยว 4-6 ใบ โคนใบมีขอตอชัดเจน
แบนดานขาง รูปรางใบเกือบเปนรูปเคียว เบ้ียว ปลายแหลม ใบที่ยาวท่ีสุด กวาง 1.3-2 ซม. ยาว 15-30 ซม.
ชอดอกหอยลง สีขาวอมเหลือง ยาว 6-16.5 ซม. ดอกจํานวนมากเรียงหนาแนน กานชอดอกทรงกระบอก ยาว
1.8-7.2 ซม. เกล้ียง มีเกล็ดที่มีลักษณะคลายใบประดับกระจายอยูเปนจํานวนมาก แกนชอดอกยาว 5.6-12
ซม. ไมอวบน้ํา มีรองตามยาว คอนขางเรียบ เกลี้ยง ใบประดับสีเหลืองออนถึงสีเหลืองอมน้ําตาล รูปไขกวาง
กวางประมาณ 1.5 มม. ยาวประมาณ 2.3 มม. ปลายมน ขอบหยักซี่ฟน ดานใกลแกนมีปุมเล็ก ๆ กระจายอยู
ดานไกลแกนเกลี้ยง ดอกสีเหลือง สีเหลืองอมเขียว หรือสีเหลืองอมนํ้าตาล มีกานดอก ออกต้ังฉากกับแกนชอ
ดอก เรียงสลับ กลีบเล้ียงโคงกลับไปดานหลัง ดานใกลแกนปกคลุมดวยปุมเล็ก ๆ กระจายอยูหาง ๆ ดานไกล
แกนเกลี้ยง ขอบเรียบ กลีบเลี้ยงบนรูปไขแกมรูปรี รูปกลม กวางประมาณ 0.93 มม. ยาวประมาณ 1.4 มม.
กลีบเล้ียงขางรูปไขกวาง กวาง 1-1.1 มม. ยาวประมาณ 1.25 มม. ปลายแหลม กลีบดอกโคงกลับไปดานหลัง
รูปไขแคบถึงรูปไขแกมรูปใบหอก กวางประมาณ 0.8 มม. ยาวประมาณ 1.3 มม. ขอบหยักไมเปนระเบียบ
ปลายมน ผิวทั้ง 2 ดานปกคลุมหนาแนนดวยปุมเล็ก ๆ กลีบปากตั้งฉากกับเสาเกสร มี 3 พู กวางประมาณ 1.8
มม. ยาวประมาณ 2 มม. โคนกลีบนูน บริเวณสวนโคนของพูกลางมีตุมเน้ือ 2 อัน พูขางแผแบนรูปเกือบกลม
กวางประมาณ 0.63 มม. ยาวประมาณ 0.68 มม. ขอบหยักไมเปนระเบียบ พูกลางแผแบนรูปคลายรูปหัวใจ
กวางประมาณ 0.6 มม. ยาวประมาณ 0.9 มม. ขอบหยักไมเปนระเบียบ ปลายเวาลึก เสาเกสร (รวมรังไข)
รูปคลายรูปกระบอง ยาวประมาณ 0.39 มม. เสนผานศูนยกลางประมาณ 0.49 มม. อับเรณูกวางประมาณ
0.37 มม. ยาวประมาณ 0.29 มม. กลุมเรณูยาวประมาณ 0.25 มม. จะงอยเล็กปลายแหลม ยอดเกสรเพศ
เมียเสนผานศูนยกลางประมาณ 0.2 มม. กานดอกรวมรังไข รูปทรงกระบอก เกลี้ยง ยาวประมาณ 1.75 มม.
ฝกรูปทรงกระบอก

ประเทศไทย ภาคเหนอื : แมฮองสอน เชยี งใหม ลาํ ปาง ; ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ: เลย; ภาค
ตะวันตกเฉยี งใต: กาญจนบรุ ี

การกระจายพนั ธุ พบตง้ั แตจีน หิมาลัยดา นตะวันออก อนิ เดีย (อัสสัม) เนปาล ลาว เมยี นมา และ
เวยี ดนาม

นิเวศวทิ ยา พบขึ้นอิงอาศัยบนตนไมหรือขึ้นบนหิน ในระบบนิเวศเขาหินปูน ที่ความสูงจาก
ระดบั ทะเล 360–1,000 ม. ออกดอกในชวงเดอื นกนั ยายนถึงมนี าคม

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁ‹Ø »Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1 71

72 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

รองเทานารีเหลืองปราจีน Orchidaceae

Paphiopedilum concolor (Lindl. ex Bateman) Pfitzer

ชอ่ื อน่ื -

กลวยไมดิน เจริญเติบโตเปนกลุม ใบเด่ียว 4-6 ใบ รูปขอบขนานถึงรูปขอบขนานแกมรูปรี กวาง
ประมาณ 4 มม. ยาวไมเกิน 14 ซม. ปลายมน มีต่ิงเล็กนอย ผิวใบดานบนสีเขียวซีด เสนใบเปนตารางสี่เหล่ียม
ผิวใบดานลางมีจุดสีมวงกระจายทั่วไป ชอดอกแบบชอกระจะ 1-2 ดอก พบนอยที่มี 3 ดอก กานชอดอกยาว
ไมเกิน 8 ซม. มีขนนุมละเอียดสีขาว สีมวง หรือสีเขียว มีจุดขนาดใหญสีมวง ใบประดับรูปไข กวาง 1-1.6 ซม.
ยาว 1-1.5 ซม. มีขนส้ันนุม สีเขียว มีจุดสีมวง ดอกขนาดใหญ มีขนสั้นนุม สีมวงเขมหรือสีเขียว มีจุดสีมวง กลีบ
เลี้ยงบนรูปไขกลับกวาง กวาง 2.5-3.5 ซม. ยาว 2.5-3.7 ซม. ปลายเวาบุมหรือเวาตื้น กลีบเล้ียงขางเชื่อมกัน
เวา รูปรีถึงรูปไข กวาง 2.1-3.1 ซม. ยาว 2.1-3.5 ซม. ปลายเวาตื้นหรือเวาบุม กลีบดอกรูปรี กวาง 2.3-2.7
ซม. ยาว 3.5-4.5 ซม. ปลายมน กลีบปากคลายรูปทรงรี อวบ กวาง 1.3-1.8 ซม. ยาว 3-3.8 ซม. ขอบมวน
เขาดานใน เกสรเพศผูท่ีเปนหมันรูปใบหอกส้ัน ๆ หรือรูปเกือบสามเหล่ียม กวาง 10-12 มม. ยาว 10-13 มม.
ปลายหยักซี่ฟนหรือเกือบแหลม มีขนครุย

ประเทศไทย ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ: สกลนคร; ภาคตะวันออก: นครราชสีมา; ภาคตะวันตก
เฉียงใต: กาญจนบรุ ี ประจวบครี ีขันธ; ภาคกลาง: สระบรุ ี ลพบุร;ี ภาคตะวนั ออกเฉียงใต: สระแกว ตราด; ภาคใต:
ชุมพร กระบ่ี

การกระจายพนั ธุ พบตัง้ แตภ าคตะวันออกเฉียงใตของเมียนมา ภาคตะวนั ตกเฉียงใตของจนี (ยูนนาน
กุยโจว และกวางส)ี ลาว กมั พูชา และเวยี ดนาม

นิเวศวทิ ยา พบอิงอาศัยบนตนไม ขึ้นบนซอกหินหรือหนาผาหินในระบบนิเวศเขาหินปูน
ท่คี วามสงู จากระดับทะเล 90–1,000 ม. ออกดอกในชวงเดอื นมนี าคมถงึ กรกฎาคม เปน ผลในชว งเดือนกนั ยายน
ถงึ พฤศจิกายน

¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡Å‹ØÁ»Ò† ÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1 73

74 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

เอื้องโมกกุหลาบ Orchidaceae

Papilionanthe teres (Roxb.) Schltr.

ชอื่ อน่ื ดอกผ้ึง (ระนอง) พญาไรใบ (ภาคใต) พึง (นครพนม) เอื้องกวาว (ภาคใต)
เอ้ืองเทียน (ภาคเหนือ) เอ้ืองโมก (กรุงเทพฯ)

กลวยไมอ ิงอาศยั ลําตนทอดเลอื้ ยรูปทรงกระบอก เสนผานศูนยกลาง 0.8-1 ซม. แตกก่งิ กา น สูงไดถ งึ
3 ม. ใบเดยี่ ว รปู ทรงกระบอกยาว เสนผานศนู ยกลางประมาณ 0.5 ซม. ยาว 10-20 ซม. คอ นขางเปราะ ปลายมน
ชอดอกแบบชอกระจะออกตามขอ ยาวกวาความยาวของใบเล็กนอย จํานวน 2-5 ดอก ออกหาง ๆ ดอกบานเต็ม
ท่ีมีเสนผานศูนยกลาง 5-10 ซม. กานชอดอกหนา มีกาบบาง ๆ 3-4 กาบ ใบประดับคอนขางเปราะ รูปไข ยาว
4-6 มม. ปลายทู กลีบเล้ียงและกลีบดอกสีชมพูแกมมวง รูปรีถึงรูปรีกวาง โคนกลีบบิดกลับ ปลายมน กลีบปาก
สีชมพูเขม โคนกลีบสีเหลืองออน กลีบเล้ียงบนรูปรีกวาง กวางประมาณ 2 ซม. ยาวประมาณ 2.5 ซม. ปลายทู
แกมมน กลีบเลี้ยงขางรูปขอบขนานแกมรูปไข เบี้ยว กวางประมาณ 2 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม. โคนกลีบเช่ือม
กับโคนเสาเกสร ปลายทู กลีบดอกรูปเกือบกลม กวางประมาณ 2.7 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม. ปลายทู กลีบปาก
ปลายแยกเปน 3 พู พูขางเชื่อมกับเสาเกสร รูปไขกลับ กวางประมาณ 1.5 ซม. ปลายกลม พูกลางแผแบนออก
รูปสามเหล่ียมแกมรูปไขกลับ กวางประมาณ 2 ซม. ดานบนปกคลุมดวยขนส้ันนุม ปลายแยกเปน 2 แฉกลึก มี
เดือยรปู ทรงกระบอก สีนา้ํ ตาลแกมเหลือง ยาวประมาณ 2 ซม. เสาเกสรรวมความยาวโคน ยาวประมาณ 10 มม.
กานดอกรวมรังไขสีขาว ยาว 2-3 ซม. ฝกไมพบ

ประเทศไทย พบเกือบทวั่ ทกุ ภาคของประเทศไทย ยกเวนภาคตะวันออก

การกระจายพนั ธุ พบตั้งแตตอนเหนอื ของอนิ เดีย บังคลาเทศ เนปาล ภูฎาน จีน เมยี นมา ลาว และ
เวยี ดนาม

นเิ วศวทิ ยา พบอิงอาศัยบนตนไมหรือขึ้นบนโขดหินในระบบนิเวศเขาหินปูน ปาเต็งรัง
ปา เบญจพรรณ ปา ดบิ แลง และปา ดบิ เขา ตามทโ่ี ลง แจง แสงแดดจดั หรอื ทรี่ ม แสงแดดราํ ไร ทคี่ วามสงู จากระดบั ทะเล
200-800 ม. ออกดอกเกือบตลอดทง้ั ป โดยเฉพาะในชวงเดอื นตลุ าคมถงึ ธนั วาคม

¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡Å‹ÁØ »Ò† ÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1 75

76 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

เอื้องหนวดพราหมณ Orchidaceae

Seidenfadenia mitrata (Rchb. f.) Garay

ชอ่ื อนื่ เอื้องกุหลาบสระบุรี เอ้ืองผมเงือก เอื้องผมผีพราย (กรุงเทพฯ)
กลวยไมอิงอาศัย ลําตนคอนขางสั้น ยาว 3-7 ซม. ใบเด่ียว 5-7 ใบ โคงลง สีเขียวเขม รูปทรงกระบอก
แคบเรียวยาว เสนผานศูนยกลางประมาณ 0.5 ซม. ยาว 20-70 ซม. ปลายเรียวแหลม ดานใกลแกนมีรอง
แคบตามยาว ชอดอกแบบชอกระจะ ตั้ง ออกตามซอกใบ กานชอดอกเสนผานศูนยกลางประมาณ 3 มม. ยาว
10-20 ซม. ใบประดับ 4-5 ใบ เปนปลอกหุมปลายดานหน่ึงแยกแหลม ดอกเรียงรอบแกน คอนขางแนน มี
กลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่กวางประมาณ 1.5 ซม. กลีบเล้ียงสีขาว ปลายกลีบสีมวง รูปรีแกมรูปขอบขนาน
ปลายมนหรือมีต่ิงแหลม กลีบเล้ียงบน กวาง 5-6 มม. ยาวประมาณ 7.5 มม. กลีบเลี้ยงขาง กวาง 4.5-5.5
มม. ยาว 8.5-10 มม. กลีบดอกสีขาว ขอบกลีบสีมวงออน รูปรีแกมรูปไขกลับ กวาง 5-6 มม. ยาวประมาณ
6.5 มม. ปลายมน กลบี ปากสมี ว งอมแดง กลางกลบี สมี ว งซดี รปู รแี กมรปู ไข กวา งประมาณ 6 มม. ยาว 8-9 มม.
โคนกลีบเปนเดือยรูปไขเบ้ียว แบน ปลายเวาตื้น เสาเกสรยาวประมาณ 4 มม. กลุมเรณู 2 อัน สีสม
ฝาปดกลุมเรณูสีมวงเขม กานดอกรวมรังไข ยาว 1.8- 2 ซม. ฝกไมพบ
ประเทศไทย พบเกือบทั่วทุกภาคของประเทศไทย ยกเวนภาคใต
การกระจายพนั ธุ เมยี นมา
นิเวศวทิ ยา พบองิ อาศยั บนตน ไมหรือขึ้นบนหิน ในปาดิบเขา ปา ดิบแลง ปา เบญจพรรณ หรือ
ในระบบนิเวศเขาหินปูน ทคี่ วามสูงจากระดับทะเล 350–1,500 ม. ออกดอกในชวงเดือนมนี าคมถงึ พฤษภาคม

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ÁØ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1 77

78 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

ขาวดงอัสสมั Orchidaceae

Tropidia angulosa (Lindl.) Blume

ชอื่ อนื่ -
กลวยไมดินสูงไมเกิน 20 ซม. เหงา ทอดเลอ้ื ย ลําตนไมแ ตกก่ิงกานหรือแตกเพียง 1-2 กงิ่ มกี าบจํานวน
มาก ยาวไมเ กนิ 2 ซม. ใบเดยี่ ว 1-2 ใบ ออกคอ นไปทางปลายยอด รปู ไขถ งึ รปู หวั ใจ กวา ง 6-6.5 ซม. ยาว 11-12 ซม.
โคนมน ขอบเรียบ ปลายแหลม เสน ใบ 7-13 เสน แผนใบพบั จีบ ชอ ดอกแบบชอกระจะออกทป่ี ลายยอด ยาว
4-8 ซม. มีไดถ ึง 30 ดอก ใบประดบั รปู ใบหอก ยาว 5-6 มม. ดอกสขี าว บานกวา งประมาณ 6 มม. กลีบเลี้ยงบน
ไมเชอื่ มตดิ กัน รูปใบหอกแคบ กวา งประมาณ 3 มม. ยาว 9-10 มม. กลีบเลยี้ งขางเช่ือมติดกัน ยาว 10-11 มม.
ปลายแยกเปน 2 แฉก กลีบดอกรปู ไขแคบ ลกั ษณะคลายทอ งเรอื กวา ง 3-3.5 มม. ยาว 8-9 มม. กลบี ปากรปู ใบ
หอกแคบ กวางประมาณ 2 มม. ยาวประมาณ 9 มม. สวนโคนเปน เดือย ปองคลายถุง ปลายกลีบมีแตมสนี ้ําตาล
เสา เกสรตรง ยาว 5-6 มม. อบั เรณรู ปู ใบหอก ยาว 3-3.3 มม. ปลายเรียวแหลม กลมุ เรณูรปู กระบอง กา นกลมุ เรณู
เรยี ว จะงอยรปู ใบหอก กา นดอกรวมรงั ไข ยาว 5-6 มม. ฝก ไมพ บ
ประเทศไทย ภาคเหนือ: นาน อตุ รดติ ถ พิษณโุ ลก; ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ: เพชรบูรณ เลย;
ภาคตะวันออก: นครราชสีมา; ภาคตะวนั ออกเฉียงใต: จันทบุรี; ภาคใต: พังงา
การกระจายพนั ธุ พบต้ังแตจ นี (ไตห วนั ) ตอนใตข องญป่ี นุ
นเิ วศวิทยา พบข้ึนตามพื้นปาที่มีแสงแดดรําไร ในระบบนิเวศเขาหินปูน ปาเบญจพรรณ
ปา ดบิ เขา และปา ดิบแลง ทค่ี วามสงู จากระดบั ทะเล 350–1,700 ม. ออกดอกในชวงเดอื นพฤษภาคมถึงกันยายน

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹éÒí ˹ÒÇ 1 79

stemonaceae

Stemona aphylla Craib

82 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

เครือปุง Stemonaceae

Stemona aphylla Craib

ชอื่ อน่ื หนอนตายหยาก (ภาคตะวันออก)
ไมเถาเลื้อยพัน ลําตนเกล้ียง ยาว 2-4 ม. บางคร้ังพบวาเปนดอกกอนใบ ใบเด่ียว เรียงสลับ รูปไข
ถึงรูปไขกวาง กวาง 3-4.5 ซม. ยาว 6-8 ซม. โคนรูปหัวใจตื้นหรือตัด ขอบเรียบ ปลายแหลมหรือเรียวแหลม
แผน ใบเกล้ียงท้ัง 2 ดาน เสนใบ 9-11 เสน กานใบยาว 4-6.5 ซม. ชอดอกแบบชอกระจะออกตามซอกใบ
ไมมีกานชอดอก จํานวน 1-2(-3) ดอก ใบประดับคลายเกล็ด ยาว 8-10 มม. ดอกสีมวง สีมวงอมเหลือง หรือ
สีมวงอมเขียว กานดอกยาว 5-20 มม. กลีบรวม 4 กลีบ รูปสามเหลี่ยมแคบ กวาง 4-6 มม. ยาว 20-25 มม.
เกสรเพศผู 4 เกสร สีมวงหรือสีชมพู กวางประมาณ 2 มม. ยาว 15-27 มม. กานชูอับเรณูยาวประมาณ 2 มม.
อับเรณูยาว 8-13 มม. ผลรูปไขหรือรูปรี กวาง 13-16 มม. ยาว 20-30 มม.
ประเทศไทย ภาคเหนือ: เชยี งใหม ลําปาง แพร สุโขทัย นครสวรรค; ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื :
เพชรบรู ณ เลย อุดรธานี ขอนแกน ; ภาคตะวันออก: ชัยภูมิ อุบลราชธานี
การกระจายพนั ธุ พืชถน่ิ เดยี วของไทย
นเิ วศวทิ ยา พบข้นึ ในปาดิบแลง ปา เบญจพรรณ ทีร่ าบในแอง เขาหินปูนหรอื ชายขอบเขาหนิ ปนู
ท่คี วามสูงจากระดบั ทะเล 240-700 ม. ออกดอกและเปน ผลในชวงเดอื นกมุ ภาพันธถึงพฤษภาคม

¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡Å‹ØÁ»Ò† ÀÙà¢ÂÕ Ç-¹éÒí ˹ÒÇ 1 83

84 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

หนอนตายหยากดอกสน้ั Stemonaceae

Stemona collinsiae Craib

ชอื่ อนื่ ปงชาง (ภาคเหนือ)
ไมเถารอเลื้อย ลําตนเกล้ียง ยาวไดถึง 60 ซม. พบนอยที่แตกกิ่งกาน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไขกวางถึง
รูปไขแคบ กวาง 5-11 ซม. ยาว 11-15 ซม. โคนรูปหัวใจ ขอบเรียบ ปลายแหลมหรือเรียวแหลม แผนใบเกล้ียงท้ัง
2 ดาน เสนใบ 11-15(-17) เสน กานใบยาว 5-15 ซม. ชอดอกแบบชอกระจะออกตามซอกใบ ไมมีกานชอดอก
จํานวน 1-8 ดอก ใบประดับยาวประมาณ 1 มม. ดอกสีเขียวอมขาว หรือสีขาวอมชมพู มีเสนตามยาวสีเขียว กาน
ดอกยาว 5-30 มม. กลีบรวม 4 กลีบ รูปไขแคบ กวาง 5-8 มม. ยาว 13-20 มม. กลีบในสุด 1 กลีบ กวางไดถึง
10 มม. เกสรเพศผู 4 เกสร สีเขียวอมเหลือง กวางประมาณ 2 มม. ยาว 11-17 มม. กานชูอับเรณู ยาวประมาณ
1 มม. อับเรณูยาว 5-7 มม. ผลรูปกระสวย กวาง 10-12 มม. ยาว 20-25 มม.
ประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื : เลย ; ภาคตะวนั ออก: นครราชสมี า; ภาคกลาง: สระบุร;ี
ภาคตะวันออกเฉียงใต: สระแกว ชลบรุ ี จนั ทบุรี ตราด
การกระจายพนั ธุ ลาว
นเิ วศวิทยา พบขนึ้ ในปา ดบิ ชนื้ ปา ดบิ แลง ปา เบญจพรรณ ปา ละเมาะ ทรี่ าบในแอง เขาหนิ ปนู หรอื
ชายขอบเขาหนิ ปนู ท่คี วามสงู จากระดบั ทะเล 25-450 ม. ออกดอกและเปนผลในชวงเดือนมกราคมถงึ พฤษภาคม

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ÁØ »Ò† ÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1 85

Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.

zingiberaceae

88 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

วานเปร้ียวคอลลินซ Zingiberaceae

Boesenbergia collinsii Mood & L. M. Prince

ช่ืออ่ืน -

ไมลมลุกอายุหลายป สูง 50-80 ซม. มีลําตนส้ันอยใู ตด นิ ยาวประมาณ 5 ซม. และมรี ากสะสมอาหาร
เรียวยาว ขนาดประมาณ 1 x 10 ซม. จาํ นวน 15-20 อนั ลําตน เหนือดนิ สงู ถงึ 20 ซม. สเี ขียวหรือสีมว งอมแดง
ผิวเกลีย้ ง ใบเดย่ี ว เรียงสลบั ระนาบเดยี ว มี 2-6 ใบตอ ตน รูปรหี รือรปู ไขกวา ง กวาง 12-19 ซม. ยาว 28-44 ซม.
ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนกลมหรือเวารูปหัวใจ บางครั้งเบี้ยว ดานบนเกลี้ยง ดานลางมีขนสั้นประปราย
เฉพาะตามเสน กลางใบ แผนใบพับจีบตามแนวเสน แขนงใบชดั เจน กา นใบยาว 12-16 ซม. เกล้ยี ง ชอ ดอกแบบชอ
เชงิ ลด ออกจากลาํ ตนใตด นิ มใี บประดบั 4 อัน สเี ขยี วหรอื สมี ว งอมแดง หอตวั แนน เปน รูปเรยี วยาวคลายเขาสัตว
ยาว 5-8.5 ซม. โผลพนผวิ ดนิ ขน้ึ มา 1-3 ซม. ผิวเกลี้ยง ตดิ ดอกยอย 1 ดอก/ใบประดับ ดอกยาวไดถ งึ 15 ซม. วง
กลบี เลี้ยงสีขาว โคนเชอื่ มตดิ กันเปน หลอด ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายแยกเปนแฉกลึกดานเดียว วงกลบี ดอกสขี าว
โคนเชอื่ มตดิ กนั เปน หลอด ยาวประมาณ 14 ซม. เกลย้ี ง ปลายแยก 3 แฉก สเี หลอื งออ น รปู ใบหอกถึงรูปใบหอกแกม
รปู ไข ยาว 3-4 ซม. ปลายแหลม กลบี ปากสเี หลอื งออ น มแี ถบสแี ดงตรงกลางตงั้ แตโ คนกลบี และแผก วา งออกทป่ี ลาย
กลบี พรอ มกบั มีจดุ และร้ิวสเี หลืองออนแซมบนแถบดวย กลบี ปากรปู คอนขา งกลม หอตวั เปนถุง กวางประมาณ
3 ซม. ยาวประมาณ 4 ซม. ปลายกลบี เปนคลื่นและมวนกลบั ผิวดานนอกมขี นตอ มเล็กนอย กลบี คขู างสีเหลอื ง
ออน รูปไขกลบั ยาวประมาณ 1.6 ซม. ปลายกลบี กลมและมว นเล็กนอย เกสรเพศผสู เี หลอื งออน ทีกา (theca)
สแี ดง ยาวประมาณ 11 มม. รงั ไขสขี าว ยาวประมาณ 8 มม. เกล้ยี ง ผลแบบแคปซลู รูปรี กวา งประมาณ 1 ซม.
ยาวประมาณ 2 ซม. มี 3 พู สขี าว ผวิ เกลยี้ ง

ประเทศไทย ภาคเหนือ ในจังหวัดลําปาง และลําพูน และดานตะวันตกของภาคตะวันออกเฉยี ง
เหนือ และภาคตะวันออก ในพืน้ ทกี่ ลมุ ปา ภูเขยี ว-น้าํ หนาว พบที่จังหวัดเลย หนองบวั ลาํ ภู ขอนแกน เพชรบรู ณ
และชยั ภูมิ

การกระจายพนั ธุ พืชถ่ินเดียวของประเทศไทย

นเิ วศวทิ ยา ขนึ้ ในปา ดบิ ตามทรี่ าํ ไร มกั พบในพนื้ ทหี่ นิ ปนู ทม่ี ชี นั้ ดนิ ลกึ ทค่ี วามสงู จากระดบั ทะเล
100-1,500 ม. ออกดอกชว งเดอื นมถิ นุ ายนถงึ กลางเดอื นตุลาคม ดอกบานแลว จะมอี ายปุ ระมาณ 2 วนั

¾ÃóäÁŒà¢ÒËÔ¹»Ù¹ã¹¡Å‹ÁØ »†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1 89

90 ¾ÃóäÁàŒ ¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅÁØ‹ »†ÒÀÙà¢ÕÂÇ-¹Òéí ˹ÒÇ 1

กระชาย

Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.

ช่ืออื่น -

ไมลมลุกอายุหลายป สูง 40-80 ซม. มีลําตนสั้นและมีรากสะสมอาหารคลายน้ิวมืออยูใตดิน มีกลิ่น Zingiberaceae
แบบกระชายบาน ลําตนเหนือดิน สูง 9-16 ซม. สีมวงอมแดง มีขนส้ันประปรายหรือเกือบเกลี้ยง ใบเด่ียว
เรียงสลับระนาบเดียว มี 3-7 ใบตอตน รูปรีหรือรูปขอบขนาน กวาง 6-12 ซม. ยาว 17-40 ซม. ปลายแหลม
หรือเรียวแหลม โคนรูปล่ิมหรือตัด ดานบนเกลี้ยง ดานลางมีขนส้ันประปราย แผนใบพับจีบตามแนวเสนแขนง
ใบเล็กนอย กานใบยาว 5-12 ซม. เกลี้ยง ชอดอกแบบชอเชิงลด ออกที่ปลายลําตนเหนือดิน มีใบประดับสี
มวงอมแดงหุมเปนชอดอกสั้น ๆ และถูกหุมดวยกาบใบคูสุดทาย โผลพนออกมาเฉพาะดอกยอย วงกลีบเล้ียง
สีขาว โคนเชื่อมติดกันเปนหลอด ยาวประมาณ 1.5 ซม. ปลายแยกเปนแฉกลึกดานเดียว วงกลีบดอก โคน
เช่ือมติดกันเปนหลอด ยาวประมาณ 6 ซม. ปลายแยก 3 แฉก สีขาวถึงสีชมพูออน รูปใบหอกหรือรูปขอบ
ขนาน ยาว 1.5-1.7 ซม. ปลายแหลม กลีบปากชวงปลายสีชมพูออนถึงสีชมพู มีโคนสีขาว กลางกลีบมีแถบสี
แดงแตม เหนือรอยแตมข้ึนไปดานโคนกลีบปาก มีจุดหรือขีดสีแดง 2 แนว ซายถึงขวา กลีบปากเปนรูปรีหรือ
รูปรีแกมรูปไขกลับ โคนเปนถุงเล็กนอย กวาง 1-15 ซม. ยาว 2-3 ซม. ปลายกลีบหยักเปนริ้วและเปนคล่ืน
ไมสมํ่าเสมอ ผิวเกล้ียงหรือมีขนตอมเล็กนอย กลีบคูขางสีชมพูออนหรือสีขาว รูปไขกลับหรือรูปขอบขนาน
แกมรูปไขกลับ ยาวประมาณ 1.7 ซม. ปลายมนถึงกลม ขอบกลีบเรียบ เกสรเพศผูสีชมพูออนถึงสีขาว ยาว
ประมาณ 7 มม. รังไขยาวประมาณ 5.5 มม. เกล้ียง ผลแบบแคปซูล

ประเทศไทย พบทัว่ ทกุ ภาคของประเทศไทย ในพื้นท่ีกลมุ ปา ภูเขียว-นา้ํ หนาว พบไดทั่วไป

การกระจายพนั ธุ ภูมภิ าคอนิ โดจนี จีนตอนใต และคาบสมุทรมาเลเซยี

นิเวศวทิ ยา ข้ึนในปาผลัดใบผสม หรือปาดิบ ตามท่ีราํ ไรหรือชายปา ท้ังในพื้นท่ีหินปูนและหิน
ชนิดอนื่ ๆ ทีค่ วามสูงจากระดบั ทะเลไมเ กิน 1,200 ม. ออกดอกชวงเดือนมิถนุ ายนถงึ กลางเดอื นตุลาคม

หมายเหตุ กระชายที่กลาวมาน้ีขึ้นอยูในปาตามธรรมชาติ เปนชนิดเดียวกันกับท่ีปลูกเปน
เคร่ืองเทศตามบาน

¾ÃóäÁŒà¢ÒË¹Ô »Ù¹ã¹¡ÅØ‹Á»†ÒÀÙà¢ÂÕ Ç-¹Òéí ˹ÒÇ 1 91


Click to View FlipBook Version