The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พืชต่างถิ่นรุกรานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พืชต่างถิ่นรุกรานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

พืชต่างถิ่นรุกรานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

Keywords: พืชต่างถิ่นรุกรานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

จัดพมิ พโ ดย สวนความหลากหลายทางชีวภาพ
สํานกั วิจัยการอนรุ กั ษปา ไมและพนั ธุพืช
กรมอทุ ยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช

ที่ปรกึ ษา นายธญั ญา เนตธิ รรมกลุ อธิบดีกรมอุทยานแหง ชาติ สัตวปา และพันธพุ ชื
นายประกติ วงศศ รีวฒั นกุล รองอธิบดกี รมอทุ ยานแหงชาติ สัตวป า และพันธุพืช
นายธัญนรนิ ทร ณ นคร ผูอาํ นวยการสํานกั วิจยั การอนุรกั ษปา ไมและพนั ธพุ ืช
นายมนสั รวดเรว็ ผูอ ํานวยการสวนความหลากหลายทางชีวภาพ

ขอ มูล/ นายมานพ ผูพัฒน
ภาพถา ย

ปก/รูปเลม นางสาวจันจริ า อายะวงศ
นางสาวณัฐพร ชนาธิปกลุ

พมิ พค ร้ังท่ี 2 30 กนั ยายน 2562

ISBN 978-616-316-538-1

พิมพท ี่ หางหนุ สว นจาํ กดั เอ็น.พ.ี จี. เอน็ เตอรไพรส
67 ถนนเจริญนคร 10 แขวงคลองตน ไทร เขตคลองสาน
กรงุ เทพฯ 10600

คํานํา

ประเทศไทยมพี ืชตา งถน่ิ (alien plants) ประมาณ 1,500 ชนดิ สว นใหญพ ืชเหลา นี้
แพรกระจายเขาสูประเทศไทยดวยความต้ังใจนําเขามาปลูกเปนไมประดับหรือพืชเกษตร
บางชนิดเขามาดวยความรเู ทาไมถงึ การณจ ากการคมนาคมขนสง สนิ คา ไปทว่ั โลก หรอื อาจแพร
กระจายเขามาตามธรรมชาติจากประเทศเพ่ือนบาน ในจํานวนน้ีพืชตางถ่ินกวา 200 ชนิด
มกี ารปรบั ตวั ไดด ใี นสภาพแวดลอ มของประเทศไทยจนกลายเปน พชื ตา งถน่ิ รกุ ราน (invasive plant)
และมีการแพรระบาดไปท่วั ประเทศ รวมท้ังในพื้นท่ปี าอนุรกั ษ พชื เหลานมี้ ีการคุกคามตอความ
หลากหลายทางชวี ภาพ กอ ใหเ กดิ ความเสอื่ มโทรมของระบบนเิ วศปา ไม และทาํ ใหเ กดิ ความสญู เสยี
ทางเศรษฐกิจตามมา ซ่ึงสถานการณดงั กลาวน้คี วรตองมมี าตรการจัดการ ปอ งกัน และควบคมุ

สาํ นกั วจิ ยั การอนรุ กั ษป า ไมแ ละพนั ธพุ ชื มภี ารกจิ หนงึ่ ในการศกึ ษาวจิ ยั พชื ตา งถนิ่ รกุ ราน
จงึ เหน็ ความจาํ เปน อยางยง่ิ ท่จี ะประชาสัมพนั ธเ ผยแพรใหบุคคลท่วั ไปและเจา หนาทเ่ี ขาใจ และ
รจู กั ชนดิ พนั ธพุ ชื ตา งถนิ่ รกุ รานมากยง่ิ ขนึ้ หนงั สอื “พชื ตา งถน่ิ รกุ รานในพนื้ ทป่ี า อนรุ กั ษ” ฉบบั น้ี
จดั ทาํ ขน้ึ เพอื่ รวบรวม นาํ เสนอขอ มลู ของชนดิ พนั ธพุ ชื ตา งถนิ่ รกุ รานทส่ี าํ คญั และมกี ารแพรร ะบาด
ในพ้ืนทีป่ าอนุรักษของประเทศไทย จาํ นวน 95 ชนิด (ซง่ึ อาจพบไดม ากกวา นี้) ขอ มลู สวนหนึ่ง
มาจากโครงการสํารวจ และวิจัยพืชตางถ่ินรุกรานในกลุมปาแกงกระจาน และบางสวนมาจาก
การตรวจเอกสารเพิ่มเตมิ รว มกับประสบการณข องผเู รียบเรยี งทีไ่ ดพ บเหน็ พืชตา งถ่นิ รุกรานใน
พื้นที่ปาอนุรักษของประเทศ นํามารวบรวมประเมินสถานภาพของชนิดพันธุพืชตางถ่ินรุกราน
ตามเกณฑข องสาํ นักงานนโยบาย และแผนทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอม เนื้อหาในฉบับน้ี
จัดแสดงชนดิ พชื ตามลาํ ดบั ชอ่ื วงศ (family) และชอ่ื พฤกษศาสตร (botanical name) เพอ่ื สะดวก
ตอ การทาํ ความเขา ใจกลมุ พชื ทม่ี หี นา ตาคลา ยคลงึ กนั ตามสายววิ ฒั นาการ และงา ยตอ การจาํ แนก
มกี ารแสดงขอ มลู สถานภาพหรอื ระดบั ของการระบาดหรอื ความรนุ แรงของพฤตกิ รรมรกุ ราน คอื
1) ระบาดมาก 2) ระบาดปานกลาง และ 3) ระบาดนอย มีขอมูลคําบรรยายลักษณะเดน
จุดสําคัญท่ีใชจําแนกชนิดออกจากชนิดพืชท่ีมีหนาตาใกลเคียงกันพรอมแสดงภาพถายประกอบ
นอกจากนยี้ งั มขี อ มลู วสิ ยั และถน่ิ กาํ เนดิ เดมิ ดว ย ซงึ่ จะเปน ประโยชนต อ เจา หนา ที่ หรอื ผสู นใจทวั่ ไป
ในการศกึ ษาเบอื้ งตน จากการเทยี บรปู ภาพประกอบคาํ บรรยาย แลว นาํ ชอื่ พฤกษศาสตรไ ปคน ควา
ตอดวยตวั เอง

สาํ นกั วจิ ยั การอนรุ กั ษป า ไมแ ละพนั ธพุ ชื หวงั เปน อยา งยงิ่ วา ผอู า นจะชว ยกนั ประชาสมั พนั ธ
ความรูดังกลาว รวมถึงความรวมมือในการปองกันหรือกําจัดพืชตางถ่ินรุกรานเหลานี้ เพื่อเปน
การปองกัน และบรรเทาความเสียหายตอระบบนิเวศธรรมชาติท่ีอาจจะลุกลามไปมากกวานี้
จนยากที่จะควบคมุ ได

สาํ นกั วิจยั การอนุรกั ษป าไมแ ละพันธุพชื
กนั ยายน 2562

บวั ตอง Tithonia diversifolia (Hemsl.) A. Gray วงศ ASTERACEAE

สารบัญ

คํานาํ หนา
บทนํา 3
7
ชนดิ พนั ธตุ างถิ่นคอื อะไร 7
ผลกระทบ 8
การตรวจสอบสถานภาพพืชตา งถน่ิ 8
สถานการณข องพชื ตา งถิ่นรกุ รานในพนื้ ทป่ี า อนรุ ักษ 12
ขอ เสนอแนะสําหรับการจดั การพืชตางถนิ่ รุกรานในพื้นทป่ี า อนรุ กั ษ 15
พชื ตางถ่นิ รกุ รานในพืน้ ที่ปา อนุรกั ษ ๙๕ ชนดิ 19
เอกสารอางอิง
ดรรชนชี ่อื ราชการ 115
ดรรชนีชอื่ พฤกษศาสตร 116
ภาคผนวก 118
121

ดอกคําใต Acacia farnesciana (L.) Willd.
วงศ FABACEAE

บทนํา

ชนิดพนั ธตุ า‹ งถ่ิน คอื อะไร

ชนดิ พันธตุ า งถนิ่ (Exotic species หรอื alien species)
หมายถงึ ชนิดพันธสุ ิ่งมชี ีวิตที่ไมเ คยปรากฏในถน่ิ ชีวภมู ศิ าสตรหนง่ึ มากอน

แตไ ดถ กู นาํ เขา มาหรอื เขา มาโดยวธิ ใี ดๆ จากถน่ิ อน่ื ซงึ่ อาจดาํ รงชวี ติ อยู และสามารถ
สบื พนั ธไุ ดห รอื ไมน นั้ ขน้ึ อยกู บั ความเหมาะสมของปจ จยั แวดลอ ม และการปรบั ตวั
ของชนดิ พันธนุ น้ั

ชนิดพันธตุ า งถนิ่ รุกราน (Invasive species หรือ invasive alien species)
หมายถึง ชนิดพันธุตางถิ่นท่ีเขามาแลวสามารถตั้งถิ่นฐานและมีการแพร

กระจายไดในธรรมชาติ เปนชนิดพันธุเดนในสิ่งแวดลอมใหม และเปนชนิดพันธุ
ที่อาจทาํ ใหชนดิ พันธุทอ งถนิ่ หรือชนดิ พนั ธพุ ื้นเมอื ง (native species) สูญพนั ธุ
รวมไปถงึ สง ผลคกุ คามตอ ความหลากหลายทางชวี ภาพและกอ ใหเ กดิ ความสญู เสยี
ทางสิ่งแวดลอมเศรษฐกจิ และสขุ อนามัย ปจ จบุ ันประเทศไทยมีชนิดพันธุตางถ่ิน
มากกวา 3,500 ชนดิ และเพมิ่ ขน้ึ อยตู ลอดเวลา สว นใหญถ กู นาํ เขา มาเพอื่ ใชท าง
การเกษตร การเพาะเล้ียงเปนสัตวเลี้ยง และไมดอกไมประดับ รวมท้ังการเก็บ
รวบรวมไว ในสวนสัตว และสวนพฤกษศาสตร บางชนิดมีการแพรระบาด
ขามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบานโดยธรรมชาติ หรือติดมากับยานพาหนะ
การเดนิ ทาง การขนสง สนิ คา และการทอ งเทย่ี ว ชนดิ พนั ธตุ า งถนิ่ บางชนดิ สามารถ
ดํารงชีวิตไดในสภาพธรรมชาติ และกลายเปนพืชหรือสัตวท่ีมีความสําคัญทาง
เศรษฐกิจ เชน ปลานิล ยูคาลิปตัส มันสําปะหลัง บางชนิดเขามาแลวสามารถ
แพรกระจายไดดีในธรรมชาติ จนกลายเปนชนดิ พันธุต างถิน่ รุกราน สง ผลคุกคาม
ตอความหลากหลายทางชีวภาพ และกอใหเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เชน
ปลาหมอเทศ ปลาซกั เกอร ผักตบชวา ไมยราบยกั ษ เปนตน

7

ผลกระทบ

ผลกระทบตอ ระบบนเิ วศ
ชนดิ พันธตุ างถ่ินทร่ี กุ ราน แพรก ระจายจนเปนชนดิ พนั ธเุ ดนในระบบนิเวศ

แลวจะกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงองคประกอบ และโครงสรางของระบบนิเวศ
เกดิ การแกง แยง กบั ชนดิ พนั ธพุ นื้ เมอื ง เชน การระบาดของหอยเชอรท่ี าํ ใหห อยโขง
สัตวพื้นเมืองของไทยลดจํานวนลง สัตวตางถ่ินท่ีเปนผูลาหรือการนําโรคติดตอ
เขามาแลวระบาดสูชนิดพันธุพ้ืนเมือง จนอาจทําใหเกิดการสูญพันธุของชนิด
พันธุพ้ืนเมือง และอาจเกดิ การผสมกบั พนั ธพุ น้ื เมอื งจนทาํ ใหส ญู เสยี พนั ธกุ รรมพน้ื
เมอื งทบ่ี รสิ ทุ ธ์ิ

ผลกระทบตอเศรษฐกจิ และสังคม
ทางบวก – ชนดิ พนั ธุต างถิน่ ท่ีนาํ เขา และมปี ระโยชนท างเศรษฐกจิ อาทิ

พืชเศรษฐกจิ และพืชสมุนไพร เชน ขา วโพด ออย ชุมเหด็ เทศ และขีเ้ หล็กบาน
สัตวเ ศรษฐกจิ และสัตวเ ล้ียง เชน สกุ ร โค แพะ แกะ เปด เทศ และปลาสวยงาม
ตางๆ

ทางลบ – ชนิดพนั ธตุ า งถิ่นทนี่ าํ เขา เพ่อื ประโยชนท างเศรษฐกิจบางชนดิ
หากไมมีมาตรการควบคุมดูแล เกิดการหลุดรอดออกสูธรรมชาติ จะกอใหเกิด
ความเสียหายตอ ความหลากหลายทางชวี ภาพ และเสยี หายตอ เนอื่ ง ทง้ั ทางเศรษฐกจิ
และสขุ อนามยั ของมนษุ ย เชน การระบาดของผกั ตบชวา และไมยราบยกั ษ ทําให
ปด ก้นั ลาํ น้ํา และการระบาดของปลาซกั เกอร เปน ตน

การตรวจสอบสถานภาพพืชตา‹ งถิ่น

การตรวจสอบสถานภาพการเปน พชื ตา งถน่ิ หรอื พชื ตา งถนิ่ รกุ ราน ผเู รยี บเรยี ง
ไดใหคํานิยามของ พืชตางถิ่น (Exotic plants หรือ alien plants) หมายถึง
พืชที่มีการกระจายพันธุตามธรรมชาติอยูภายนอกประเทศไทย ซ่ึงชนิดพันธุ
พชื ตางถิน่ ทีไ่ มรกุ ราน (non invasive species) หมายถึง พชื ท่ีขยายพันธไุ ดเ อง

8

ตามธรรมชาตไิ มด ี ไมส ามารถเจรญิ เตบิ โตแกง แยง กบั พชื พนื้ เมอื ง (native plants)
จาํ เปน ตอ งไดร บั การดแู ลเอาใจใสจ ากมนษุ ย พชื ตา งถน่ิ รกุ ราน (Invasive plants
หรอื invasive alien plants) หมายถงึ พืชตา งถิน่ ทีส่ ามารถขยายพันธไุ ดเ อง
ตามธรรมชาติ ออกไปนอกเขตการกระจายพันธเุ ดมิ อยางกวา งขวางและรบกวน
การดาํ รงชวี ิตของพืชพื้นเมอื ง รวมถึงระบบนเิ วศของพ้นื ทีแ่ หง ใหมท ีพ่ ชื ชนิดน้ัน
เขาไปอาศัย ซ่ึงโดยปกตพิ ชื เหลานจ้ี ะมลี กั ษณะคลายวัชพชื คือ เปนพชื โตเร็ว
ตองการแสงแดดมาก แพรกระจายพันธุไ ดเ องตามธรรมชาติ (ท้งั แบบอาศัยเพศ
หรือแบบไมอาศัยเพศ) อยางรวดเร็วและไปไดไกล หลายชนิดปรับตัวใหทนทาน
ตอสภาพแวดลอมที่เปลย่ี นแปลงไดดี

ในป พ.ศ. 2549 สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่งิ แวดลอ ม (สผ.) ไดร วบรวมขอ มูลพืชตา งถิ่น (alien plants) ในประเทศไทย
ไดท ง้ั สน้ิ 1,490 ชนดิ สาํ หรับรายชื่อพืชตางถ่ินในประเทศไทย ตามหนังสอื ชอ่ื
พรรณไมแ หง ประเทศไทย : เตม็ สมติ ินันทน ทจี่ ดั ทําโดย สว นพฤกษศาสตรปา ไม
(2544) มีพชื ตางถ่ิน จํานวน 147 วงศ 1,019 ชนิด โดยวงศท มี่ ีจาํ นวนชนิด
พันธพุ ืชตา งถิน่ มากทสี่ ุด 5 อันดับแรก ไดแ ก วงศถว่ั (FABACEAE) พบมากทส่ี ดุ
จํานวน 88 ชนิด รองลงมาไดแก วงศปาลม (ARECACEAE) จํานวน 68 ชนิด
วงศท านตะวนั (ASTERACEAE) จาํ นวน 61 ชนดิ วงศเ ปลา (EUPHORBIACEAE)
จํานวน 38 ชนิด และวงศห ญา (POACEAE) จํานวน 32 ชนดิ ตามลําดบั

อยา งไรกต็ ามพชื ตา งถนิ่ เหลา นี้ ยงั ไมไ ดม กี ารคดั แยกเฉพาะทเี่ ปน พชื ตา งถน่ิ
รกุ รานออกมา ตอ มา สาํ นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ ม
(สผ.) ไดจ ดั ทาํ สถานภาพตามทะเบยี นชนดิ พนั ธตุ า งถนิ่ ทค่ี วรปอ งกนั ควบคมุ และ
กําจัดของประเทศไทยข้ึน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 20 กุมภาพันธ 2561
ในบัญชดี ังกลา วมีบัญชีพชื ตางถิน่ รุกราน ทัง้ หมด 91 ชนดิ แบง เปน รายการที่ 1
จาํ นวน 61 ชนิด รายการท่ี 2 จาํ นวน 23 ชนดิ รายการท่ี 3 จํานวน 19 ชนดิ และ
รายการท่ี 4 จํานวน 27 ชนดิ (สาํ นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาติ
และสง่ิ แวดลอ ม (สผ.), 2561) (คน หารายละเอยี ดไดท ี่ http://bit.ly/2YwQUAZ)
ซงึ่ บัญชที ่ี 1 - 2 สวนใหญส ามารถพบไดทัว่ ประเทศรวมท้ังในพน้ื ทปี่ า อนรุ ักษ

9

ชยั ณรงค และคณะ (2554) ศกึ ษาพชื ตา งถนิ่ รกุ รานในกลมุ ปา แกง กระจาน
ซึ่งประกอบดวยพื้นท่ีปาอนุรักษจํานวน 4 แหง (อุทยานแหงชาติแกงกระจาน
อทุ ยานแหง ชาตกิ ยุ บรุ ี อทุ ยานแหง ชาตเิ ฉลมิ พระเกยี รตไิ ทยประจนั และเขตรกั ษา
พันธุสตั วป า แมน า้ํ ภาช)ี พบพืชตางถิ่นท้ังหมด 294 ชนดิ ในบรรดาพชื เหลานี้ถกู
ประเมินเปน พืชตา งถน่ิ ที่ไมม ีสถานภาพรกุ ราน (non invasive plants) จาํ นวน
184 ชนิด และพืชตางถิ่นท่ีมีสถานภาพรุกราน (invasive plants) จํานวน
110 ชนดิ

บัญชีรายชื่อพนั ธพุ ืชตา งถิ่นรกุ รานในพ้นื ที่ปา อนุรักษ จํานวน 95 ชนดิ
ท่ีไดจัดทําข้ึนในครั้งน้ีเปนสวนหน่ึงของพืชตางถ่ินรุกรานที่พบในประเทศไทย
ประมาณ 200 ชนิด ขอมูลสวนใหญไดมาจากการรวบรวมขอมูลผลการศึกษา
พืชตางถน่ิ รุกรานในกลมุ ปา แกงกระจาน ชว งป พ.ศ. 2551 – 2554 (ชยั ณรงค
และคณะ, 2554) และการตรวจเอกสารเพมิ่ เตมิ จากประสบการณท ไี่ ดไ ปพบเหน็
และถายรูปพืชตางถิ่นรุกรานในพื้นที่ปาอนุรักษเม่ือออกไปปฏิบัติงานมาทั่ว
ประเทศของผูเรยี บเรยี ง บางชนิดถูกเกบ็ ตัวอยางเพือ่ นํามาวนิ ิจฉัยชือ่ ในภายหลงั
โดยผูเชี่ยวชาญดานพฤกษศาสตรของกลุมงานพฤษศาสตรปาไม กรมอุทยาน
แหงชาติ สัตวป า และพันธุพ ชื ท้งั น้ีการพจิ ารณาวาพนั ธพุ ชื ชนิดใดเปน พืชตางถนิ่
ไมร กุ ราน (non invasive plants) พชื ตา งถนิ่ รกุ ราน (invasive plants / invasive
alien plants) หรือพืชพ้ืนเมือง (native plants) ผูเรียบเรียงไดพิจารณาตาม
หลกั วชิ าการและมีกฎเกณฑการพิจารณาตามลําดับ ดังนี้

1. การวนิ จิ ฉยั ชื่อพฤกษศาสตร ไดตรวจสอบจากเอกสารตอไปน้ี
1.1 หนงั สอื พรรณพฤกษชาตขิ องประเทศไทย ประเทศใกลเ คยี งหรอื

ประเทศทเี่ ปนถิ่นกาํ เนดิ เดมิ
1.2 ตรวจสอบจากเอกสารและสง่ิ ตพี มิ พด า นพฤกษศาสตรเ ฉพาะเรอ่ื ง

อน่ื ๆ ไดแก วารสาร หรอื หนังสอื
1.3 ตรวจสอบคาํ บรรยาย รปู ภาพ และถนิ่ กาํ เนดิ เพมิ่ เตมิ จากเวบ็ ไซด

ทางพฤกษศาสตรท่นี า เช่ือถือ เชน GRIN (http://www.ars-grin.gov/)

10

1.4 ตรวจเทียบเคียงกับตัวอยางพรรณไมแหงในพิพิธภัณฑพืชของ
กรมอทุ ยานแหง ชาติ สตั วปา และพันธพุ ืช เพื่อความถูกตอ งอกี คร้งั

2. การตรวจสอบการใชช่อื พฤกษศาสตร ชือ่ พอ ง และการสะกด จะยดึ ถือ
ตามลําดบั ดังน้ี

- The Plant List (http://www.theplantlist.org/) โดยเลือกใช
ชื่อที่ไดรับการยอมรับจากการตรวจสอบแกไขของทีมนักพฤกษศาสตรแลว
(accepted name)

- ฐานขอ มลู ชอ่ื พฤกษศาสตรข องพชื International Plant Name Index
(IPNI: http://www.ipni.org/) ซง่ึ รวบรวมขอ มลู จากดชั นี The Index Kewensis
(IK), The Gray Card Index (GCI) และ The Australian Plant Names Index
(APNI)

- หนงั สือพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย (Flora of Thailand)
- ช่ือพรรณไมแหง ประเทศไทย (ฉบบั แกไ ขเพิม่ เติม พ.ศ. 2557)
- หนงั สือพรรณพฤกษชาตขิ องตางประเทศ
3. การสะกดชอ่ื ของผตู ง้ั ชอื่ พฤกษศาสตรจ ะใชต ามเวบ็ ไซด The Plant List
4. การประเมนิ ระดบั ของการรกุ รานของพชื ตา งถนิ่ รกุ รานในหนงั สอื เลม น้ี
จัดทาํ ข้ึนตามประสบการณข องผูเรยี บเรียง โดยการเปรยี บเทียบกบั ผลการศึกษา
ท่ีกลุมปาแกงกระจาน ซึ่งจากประสบการณท่ีไดพบพืชตางถ่ินรุกรานในพื้นที่
ปาอนุรักษมาในหลายพื้นที่ พบวามีลักษณะคลายกันกับผลการศึกษาในกลุมปา
แกง กระจาน ดงั นน้ั เพอ่ื ไมใ หผ ลการประเมนิ สถานภาพพชื ตา งถน่ิ รกุ รานในหนงั สอื
เลม นค้ี ลาดเคลอื่ นจากความเปน จรงิ มาก ผเู รยี บเรยี งจงึ กาํ หนดเกณฑก ารประเมนิ
แบบกวางเปน 3 ระดับ คอื ระบาดนอ ย ระบาดปานกลาง และระบาดมาก
โดยพจิ ารณาจากความถข่ี องการปรากฏซาํ้ ๆ ในพนื้ ทป่ี า อนรุ กั ษต า งๆ ทไี่ ปพบ
รวมกบั ความชกุ ชุม และขนาดของตน พืชที่แผป กคลมุ พ้นื ท่ี

11

สถานการณข องพชื ต‹างถน่ิ รุกราน
ในพนื้ ท่ปี า† อนรุ ักษ

จากผลการศึกษาของชัยณรงค และคณะ (2554) ซง่ึ ศกึ ษาพืชตา งถิน่
รุกรานในกลุมปาแกงกระจาน พบวาเขตบริการหรือบริเวณที่ทําการของพ้ืนที่
อนรุ กั ษใ นกลมุ ปา แกง กระจาน สว นใหญเ ปน พนื้ ทท่ี พ่ี บพชื ตา งถน่ิ จาํ นวนมากทส่ี ดุ
กวา พื้นทร่ี ะบบนเิ วศอ่นื ๆ ซ่งึ ปรากฏมากกวา 100 ชนิด โดยพันธุพืชเหลา น้นั
สวนใหญเปนพืชตางถิ่นท่ีถูกนําเขามาปลูกตกแตงพ้ืนที่ และเพ่ือการบริโภค
พชื ตา งถนิ่ เหลา นปี้ ระมาณ 70 % มสี ถานภาพไมร กุ ราน อกี ประมาณ 30 % เปน
พชื ตา งถนิ่ รกุ ราน ซงึ่ สว นใหญก ระจายเขา มาตามธรรมชาติ มบี างชนดิ ทถี่ กู นาํ เขา มา
ปลูกประดับพื้นท่ีโดยผูปลูกไมทราบวาพืชเหลานี้มีพฤติกรรมรุกราน พืชตางถิ่น
รกุ รานสวนใหญเปน พชื วงศสาํ คัญดงั น้ี คอื วงศถว่ั (Fabaceae) วงศทานตะวนั
(Asteraceae) วงศห ญา (Poaceae) วงศบ านไมร โู รย (Amaranthaceae) วงศเ ปลา
(Euphorbiaceae) วงศม ะเขอื (Solanaceae) วงศตอยตง่ิ (Acanthaceae)
และวงศผกากรอง (Verbenaceae)

พืชเหลาน้ีสวนใหญเปนพืชลมลุกอายุปเดียวและไมพุมอายุหลายป มีการ
เจริญเติบโตรวดเร็ว ซึ่งเปนพฤติกรรมของวัชพืช (weed) นอกจากน้ียังพบวา
ระบบนิเวศที่เปนปาดิบแลงจะปองกันการรุกรานของพืชตางถิ่นเขาสูพื้นที่ปา
ธรรมชาติไดดีกวาปาเบญจพรรณ เน่ืองจากเปนระบบนิเวศที่มีพรรณพืชขึ้น
อยูอยางหนาแนน ทําใหมีแสงสองถึงพื้นปานอยมาก ปาดิบแลงท่ีสมบูรณจะมี
ความเขมแสงที่พ้ืนปาไมเกิน 5 % ซึ่งแทบจะไมพบพืชตางถิ่นขึ้นอยูได ขณะท่ี
ปา เบญจพรรณเปน ปา โปรง ทง้ั เรอื นยอดชนั้ บนและชน้ั ลา ง ปา เบญจพรรณทสี่ มบรู ณ
จะมีความเขมแสงที่พ้ืนปาประมาณ 3 - 12 % ซ่ึงอาจพบพืชตางถิ่นปกคลุมได
ไมเ กนิ 2 % ของพนื้ ท่ี ทง้ั นป้ี ริมาณการปกคลุมของพืชตา งถน่ิ ขึน้ กบั ความเขม
แสงท่ีสองถึงพื้นปามากกวาระยะทางและปริมาณการปกคลุมของพืชตางถิ่น
รุกรานท่ีเปนแมไมที่ชายปา โดยปาท่ีโปรงแสงกวา และปาเส่ือมโทรมซ่ึงมีเรือน
ยอดเบาบางจะเปดโอกาสใหแกพชื ตางถิ่นเขา สพู น้ื ท่ไี ดด ีข้นึ

12

การศึกษาวัชพืชบนพ้ืนที่สูงในภาคเหนือของประเทศไทย โดย Harada,
Paisooksantivatana and Zungsontiporn (1987) มีการสํารวจตามพื้นที่
ปาเส่ือมโทรม และไรเล่ือนลอย ในพื้นท่ีระดับความสูง 500 – 2,500 เมตร
พบวัชพืชประมาณ 200 ชนิด 44 วงศ ในจํานวนน้ีเปนพืชตางถ่ิน จํานวน
34 ชนดิ วงศท ่เี ปนวัชพชื ท่ีสําคัญคอื วงศหญา วงศทานตะวนั วงศถ ั่ว วงศก ก
(Cyperaceae) และวงศบ านไมร โู รย ชนดิ ทส่ี าํ คญั คอื สาบหมา สาบเสอื ทหารกลา
ผกั เห่ีย (Artemisia dubia) ปนนกไส (Blumea spp.) หนาดนอ ย ผักกาดชา ง
หรอื ผกั คอออ น ผกั เผด็ (Spilanthes paniculata) ทงั้ หมดลว นแตเ ปน พชื ตา งถนิ่
รกุ รานทมี่ ถี นิ่ กาํ เนดิ มาจากทวปี อเมรกิ า สาํ หรบั วงศห ญา ทเี่ ปน วชั พชื ทสี่ าํ คญั ของ
ภาคเหนอื ไดแ ก หญา ตนี กา (Eleusine indica) หญา คา (Imperata cylindrica)
หญา พง (Neyraudia reynaudiana) หญา นมหนอน (Paspalum conjugatum)
หญา ขจรจบ (Pennisetum polystachion) หญา โขมง (Saccharum procerum)
กง (Thysanolaena maxima) เกอื บทุกชนิดเปนวัชพืชพื้นเมอื ง ยกเวนหญา
ขจรจบ ทีเ่ ปนพืชตางถ่ิน

Harada, Shibayama and Morita (1996) ศกึ ษาวชั พชื ในเขตรอ นของโลก
279 ชนิด ในจํานวนน้ีเปนพืชตางถ่ินรุกรานท่ีพบในประเทศไทย 103 ชนิด
เมอื่ รวมกบั ชนดิ ทพ่ี บตา งกนั ในรายงานของ Harada, Paisooksantivatana and
Zungsontiporn (1987) อกี 4 ชนิดรวมท้ังสน้ิ 107 ชนิด หากรวมกับผลการ
ศกึ ษาพืชตา งถ่นิ รกุ รานในกลุมปาแกงกระจาน โดย ชัยณรงค และคณะ (2554)
จาํ นวน 110 ชนดิ จะไดจ าํ นวนชนดิ รวมสทุ ธทิ งั้ สน้ิ 164 ชนดิ ดงั นนั้ จงึ คาดวา
ในประเทศไทยนา จะมพี นั ธพุ ชื ตา งถน่ิ รกุ ราน ไดถ งึ ประมาณ 200 ชนดิ ซึง่ มอี ีก
หลายชนิดท่ียังไมพบ เน่ืองจากการสํารวจท่ียังไมท่ัวถึงในพ้ืนท่ีปาดิบระดับสูง
มากกวา 500 เมตร จากระดบั นาํ้ ทะเลขึน้ ไป หลายชนดิ เปนพรรณไมท่ีกระจาย
พันธุมาจากเขตอบอุน จึงแพรกระจายพันธุไดเฉพาะในระบบนิเวศภูเขาสูงที่มี
อากาศเยน็ และชมุ ชน้ื

13

ชนิดพันธุเดนในแตล ะระบบนเิ วศ
พืชตางถ่ินรุกรานที่พบในพ้ืนท่ีปาอนุรักษจะมีการกระจายพันธุ และเปน

พืชเดนในระบบนิเวศแตกตางกันตามความสามารถในการปรับตัวเขากับสภาพ
แวดลอม และชวงความตองการทางนิเวศ ไดทําการจําแนกพืชตางถ่ินรุกราน
ตามระดบั ความชุมชืน้ ของระบบนเิ วศเปน 3 ระดับ ดังนี้

- ระบบนเิ วศแหง แลง ไดแ ก ชายปา ผลดั ใบ ชายปาดิบแลง รวมถึงพ้นื ท่ี
เกษตรกรรมทเ่ี คยเปน ปา ดงั กลา วมากอ น และพน้ื ทด่ี นิ ตนื้ เชน ไหลท างทเี่ ปน เศษหนิ
ลานกรวด ลานจอดรถ ขอบอา งเก็บน้าํ ท่ลี าดชนั หรอื สันเข่ือน เปน ตน พืชตางถ่นิ
รกุ รานเดน ไดแ ก ผกากรอง สาบเสอื สาบแมว กระถนิ ยกั ษ แมงลกั คา ไมยราบ
ไมยราบเล้อื ย โสนเขา ถ่ัวไมยรา ตอยตงิ่ สบูแดง หญาขัดใบยาว หญาขัดใบใหญ
หญายาง ใบตางดอก ลกู ใตใ บ ตนี ตุกแก ดอกรกั กะทกรก บานไมรโู รยปา เสมา
สังสม พันงเู ขียว หญาลนิ้ งู ถว่ั สไตโล น้าํ นมราชสีห นา้ํ นมราชสีหเลก็ หญา รังนก
หญา ดอกชมพู โสมคน เปน ตน

- ระบบนเิ วศชุม ชื้น ไดแ ก ปาดิบเขา ปา ดิบช้ืน หรอื พน้ื ท่ีชายปาใกลล าํ ธาร
หรอื พ้ืนท่ลี มุ พชื ตา งถ่นิ รุกรานเดน ไดแก ผักกาดชา งหรือผักคอออ น สาบหมา
ดาวกระจายไตหวัน สาบเสือ สาบแรงสาบกา ผักแครด ผักคราดปา ข้ีไกยาน
ทหารกลา หนาดนอ ย บวั ตอง สาบแมว แมงลักคา โสนเขา กะทกรก กรดนาํ้
หญาขจรจบดอกเล็ก หญาขจรจบดอกใหญ หญาเนเปย หญากินี หญาขน
หญาจุกขาว มนั สําปะหลงั ปา ละหุง ผักขมหัด ถ่ัวลาย ผักแวน ดอย หงอนไกปา
ชุมเหด็ ไทย มะแวงนก มะเขอื พวง ตะขบฝรัง่ ขี้เหล็กอเมรกิ า จามจุรี เปนตน

- ระบบนิเวศพ้ืนที่ชุมน้ํา ในท่ีน้ีหมายถึงระบบนิเวศท่ีเปนพ้ืนที่ชื้นแฉะ –
พ้นื ทช่ี มุ น้าํ ไดแ ก รมิ ตล่ิงลาํ ธาร รอ งน้ํา เขตท่ีลุมดินตะกอน พืชตา งถนิ่ รุกราน
เดน ไดแก ไมยราบยักษ ธปู ฤาษี ผักตบชวา ผักเปดไทย หญาเกล็ดปลา โสนเขา
ชุมเห็ดไทย ชุมเห็ดเลก็ ชดุ เห็ดเทศ เทยี นนา โทงเทง มะเขอื ขืน่ กรดนาํ้ ข้ีไกยา น
พญารากดํา แวน แกว เปนตน ซงึ่ พืชเหลา นี้สวนใหญมคี วามจําเพาะกับระบบ
นิเวศเชน น้มี ากท่ีสุด

14

ขŒอเสนอแนะสําหรบั การจัดการ
พชื ตา‹ งถิ่นรกุ รานในพน้ื ทีป่ า† อนรุ ักษ

1. การพิจารณาคัดเลอื กพันธุพ ชื เขา มาปลูกตกแตง พื้นท่ี พืชอาหารหรือ
การใชประโยชนอ น่ื ๆ ควรพิจารณาเลอื กพนั ธุพืชพื้นเมอื งของประเทศไทยกอน
เปน อนั ดบั แรก (การตรวจสอบวา เปน พนั ธพุ ชื ตา งถนิ่ หรอื ไม เบอ้ื งตน ใหต รวจสอบ
จากหนงั สอื ชอื่ พรรณไมแ หง ประเทศไทย (ฉบบั แกไ ขเพมิ่ เตมิ 2557, (www.dnp.
go.th/botany/index.html#database) หรือเว็บไซดอื่นๆ ที่นาเช่ือถือได เชน
GRIN (http://www.ars-grin.gov/) หรอื อาจสอบถามผเู ชยี่ วชาญดา นพฤกษศาสตร
ปาไม

สําหรับพชื ตางถิน่ ท่ไี มควรนําเขามาปลูกในพื้นท่ีปาอนุรกั ษ ควรตรวจ
สอบสถานภาพการรุกราน ดังน้ี

1.1 พชื ตา งถนิ่ ตามบญั ชรี ายชอ่ื ทจ่ี ดั ทาํ โดยสาํ นกั งานนโยบายและแผน
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ ม (สผ.) ตามมติคณะรฐั มนตรี 20 กุมภาพันธ
2561 รายการท่ี 1 – 4 เปน พชื ตา งถน่ิ รกุ รานตรวจสอบไดต ามเอกสารเผยแพร
เรื่อง มาตรการปองกัน ควบคุม และกําจัดชนิดพันธุตางถิ่น (http://bit.ly/2Y-
wQUAZ)

1.2 ตามบญั ชรี ายชอื่ ในหนงั สอื เลม นี้ ขอแนะนาํ วา ไมค วรนาํ เขา มาปลกู
ในพืน้ ท่ีปา อนรุ กั ษ หรอื พื้นทีอ่ ืน่ ๆ ก็ตาม เนอื่ งจากสามารถขยายพันธไุ ดเองตาม
ธรรมชาติ ลักษณะการเจริญเติบโตรวดเร็วตองการแสงแดดมาก มีพฤติกรรม
คลายวัชพืช ถงึ แมวาในชวงแรกทน่ี ําเขามาปลูกอาจยงั ไมม ีการขยายพนั ธอุ อกไป
จากพื้นท่ีปลูก แตเมื่อเจริญเติบโตเต็มวัยและมีสภาพแวดลอมเหมาะสมมากขึ้น
เชน การเพ่ิมแสง ความชุมช้ืนมากขึ้น อาจผลิตเมล็ดจํานวนมากหรือสืบพันธุ
แบบไมอ าศยั เพศ (การแตกหนอ ไหล) หากมกี ารกระจายพนั ธใุ นพน้ื ทอี่ ยกู อ นแลว
ควรหาทางกาํ จัดและควบคุมไมใหเกิดการระบาดจนยากท่จี ะควบคุม โดยเฉพาะ
พันธุไมประดับหรือพืชตางถิ่นรุกรานท่ีมีดอกสวยงามบางชนิดท่ีมีสถานภาพเปน
พืชตางถิ่นรุกราน ซึ่งผูปลูกยังไมทราบถึงอันตราย ไดแก บานไมรูโรยบราซิล

15

บษุ บาริมทาง กระดุมไพลิน บวั ตอง ดาวกระจายไตหวัน (พชื เหลานมี้ ีใบและดอก
สวยงาม ปลูกเลี้ยงงาย มเี มล็ดขนาดเล็กจาํ นวนมากกระจายไดไกล กําลังระบาด
ไปทั่วประเทศ) กระดุมทองเลือ้ ย (นยิ มปลูกคลุมดิน ขยายพันธรุ วดเรว็ โดยไหล)
ผักตบชวา บัวสุธาสิโนบล กกรังกา แวนแกว ธูปฤาษี อเมซอนใบกลม พืชนํ้า
เหลานี้ มีการระบาดหนักในแหลงนํ้าหลายแหงในประเทศไทย ซ่ึงถูกปลอยปละ
ละเลย เนอ่ื งจากเหน็ วา เปน พชื สวยงามและมกี ารขยายตวั ของประชากรเปน จาํ นวน
มากในบงึ คนู า้ํ คลองชลประทาน

2. การนาํ พชื ตา งถน่ิ เขา มาปลกู ในพน้ื ทปี่ า อนรุ กั ษค วรพจิ ารณาพชื ทอ่ี ยใู น
กลุมวงศเ หลา นี้เปนพิเศษ เพราะมีความเส่ียงสงู ทจี่ ะเปนพืชรกุ ราน ไดแ ก วงศถ ั่ว
(Fabaceae) วงศห ญา (Poaceae) วงศท านตะวนั (Asteraceae) วงศบ านไมร โู รย
(Amaranthaceae) วงศเปลา (Euphorbiaceae) วงศกะเพรา (Lamiaceae)
วงศผ กากรอง (Verbenaceae) วงศผ กั เบยี้ (Portulacaceae) วงศช บา (Malvaceae)
วงศผักบุง (Convovulaceae) วงศผักกาด (Brassicaceae) และวงศมะเขือ
(Solanaceae) เนอ่ื งจากเปน พชื ทสี่ ว นใหญจ ะผลติ เมลด็ แหง ขนาดเลก็ จาํ นวนมาก
สามารถทนตอสภาพแวดลอมไดดี กระจายพันธุไดไกล และมีอัตราการงอกสูง
รวมถึงบางชนิดแมไมสามารถผลิตเมล็ดไดแตสามารถขยายพันธุแบบไมอาศัย
เพศไดดี

พชื เหลา นม้ี จี ดุ เดน ทกี่ ารสรา งเมลด็ ทม่ี เี ปลอื กแขง็ แรง มจี าํ นวนมาก มอี ายุ
ยาวนาน ทนตอ สภาพอากาศ และมอี ตั ราการงอกสงู โดยเฉพาะวงศหญา วงศถัว่
และวงศมะเขือที่สามารถใชเปนอาหารสัตวได เมล็ดจะแพรกระจายพันธุไปกับ
มูลสัตวไดดี สําหรับวงศทานตะวัน มักจะสรางเมล็ดแหงขนาดเล็กจํานวนมาก
และมพี ขู นทปี่ ลายดา นหนง่ึ สามารถปลวิ ไปตามลมไดไ กลหรอื ตดิ ไปกบั ขนสตั วไ ดด ี
วิธีการที่เหมาะสมตอการกําจัดพืชเหลานี้จึงควรปองกันการขยายพันธุต้ังแต
เรม่ิ พบครง้ั แรกเมอ่ื ยงั มจี าํ นวนนอ ยและกาํ จดั ในชว งทย่ี งั ไมต ดิ เมลด็ การทาํ เขตกรรม
ดวยการปลกู พืชชนดิ ทไ่ี มร กุ รานคลุมดิน หรอื การควบคุมความเขม แสงดว ยการ
ปลกู ตน ไมใ หร ม เงา

16

3. ในบรรดาพชื ตางถ่นิ รุกรานทพ่ี บในประเทศไทย ประมาณ 70 % มีถ่ิน
กําเนิดมาจากทวปี อเมริกาเขตรอ น และ 20 % มาจากทวีปแอฟริกาในเขตรอน
ท่ีเหลือมาจากทวีปและภูมิภาคอ่ืนๆ พืชเหลาน้ีเปนวัชพืชท่ีสําคัญกระจายพันธุ
อยูในเขตรอนและก่ึงเขตรอน ซ่ึงมีลักษณะภูมิอากาศคลายประเทศไทย ดังน้ัน
การนําพืชในภูมิภาคเหลาน้ีเขามาปลูกในประเทศไทยควรจะตองพิจารณาเปน
พิเศษโดยควรมีการศึกษาพฤติกรรมวาเปนวัชพืช หรือเปนพืชตางถิ่นที่รุกราน
แลว ในตา งประเทศหรอื ไม หากจาํ เปน ตอ งนาํ เขา มาตอ งมกี ารศกึ ษาการเจรญิ เตบิ โต
ภายในโรงเรอื นที่มกี ารควบคุมกอ นปลูกในพื้นทีเ่ ปด

4. ความสามารถในการสืบพันธุและกระจายพันธุของพืชตางถิ่นรุกราน
เปน ปจ จยั ทท่ี าํ ใหพ ชื เหลา นม้ี โี อกาสเขา ถงึ พนื้ ทห่ี า งไกลและตง้ั ตวั ไดด ขี นึ้ โดยเฉพาะ
ลม สัตว และมนุษย สวนความสามารถในการเจริญเติบโต ความทนทานตอ
สภาพแวดลอม ทาํ ใหพชื ตา งถ่ินรกุ รานสามารถแกงแยง แขงขันกบั พืชพน้ื เมืองได
อยา งไรกต็ ามพชื ตา งถนิ่ รกุ รานเปน พชื โตเรว็ ตอ งการแสงแดดมาก ความเขม ของแสง
จึงเปนปจจัยจํากัดท่ีสําคัญในการเจริญเติบโต รวมถึงความแหงแลงของอากาศ
ยงั มผี ลตอ การควบคมุ การงอกและการเจรญิ เตบิ โตไดเ ปน อยา งดี ซง่ึ สว นใหญเ ปน
พืชลม ลกุ ท่ีตองการความชืน้ สูงในชว งระยะแรกของการเจรญิ เตบิ โต การควบคุม
พืชตางถิ่นรุกราน จึงควรควบคุมปริมาณแสงแดดเปนอันดับแรกโดยพึงระวัง
การเปด พน้ื ทโี่ ลง ทาํ เมอื่ มคี วามจาํ เปน เมอื่ มกี ารเปด พน้ื ทค่ี วรเรง ปลกู พชื พน้ื เมอื ง
หรือไมประดับตางถิ่นท่ีไมมีพฤติกรรมรุกรานใหปกคลุมพื้นท่ีกอนที่พืชตางถิ่น
รุกรานจะเขามาตั้งตัวได สําหรับในพื้นท่ีท่ีมีการระบาดของพืชตางถ่ินรุกราน
แลวควรมีการกําจัดดวย เขตกรรมวิธี กลวิธี ชีววิธี หรือสารเคมี (ถาจําเปน)
โดยเลือกกําจัดในชวงเวลากอนติดผลแกเพ่ือปองกันการกระจายของเมล็ด และ
ควรกาํ จดั สว นขยายพนั ธแุ บบไมอ าศยั เพศทงั้ หมดดว ย เชน เหงา หวั หรอื ทอ นพนั ธุ

17

สุธาสิโนบล Nymphaea capensis Thunb. var. zanzibariensis Casp.
วงศ NYMPHAEACEAE

พชื ต‹างถน่ิ รุกราน
ในพนื้ ทีป่ า† อนุรักษ

๙๕ ชนิด

จดั เรยี งตามช่ือวงศ และชือ่ พฤกษศาสตร

สญั ลกั ษณ
1 ระบาดมาก
2 ระบาดปานกลาง
3 ระบาดนอ ย

วงศ ACANTHACEAE 1

บาหยา

Asystasia gangetica (L.)T. Anderson ssp. micrantha (Nees) Ensumu

ถิ่นกําเนิด : เขตรอนในทวีปแอฟริกา
พืชลมลุกอายุหลายป ลําตนทอดเลื้อย
ปลายกิ่งต้ังชูข้ึนสูง 20-50 เซนติเมตร
ลาํ ตนมขี นเล็กนอย ใบเรียงตรงกันขาม
รปู ไข ยาว 2-4 เซนตเิ มตร เนอื้ บางออ นนมุ
คลายตนบุษบาริมทางหรือออมแซบ
(เปน พชื ชนดิ เดยี วกนั แตเ ปน subspecies
gangetica), ดอกเปนชอต้ังขึ้น ยาว
4-7 น้ิว ดอกสขี าวมี 5 แฉก แฉกลา งมี
จุดประสีมวงอมนํ้าเงิน/ชมพู ดอกบาน
กวาง 1-1.5 เซนติเมตร ติดฝกคลาย
ตอยติ่ง, ขยายพันธุไดดีดวยเมล็ดและ
การแตกแขนงเลื้อยปกคลุมดินเปนกลุม
ใหญ ชอบสภาพอากาศที่ชมุ ช้นื ทั้งท่โี ลง
หรือทรี่ ําไร ตามชายปา สวนผลไม สวน
ยางพารา, เมลด็ สามารถตดิ ไปกับดินมูล
สัตวและกระถางตนไม, ใบออนกินเปน
ผักไดคลายตน ออ มแซบ

20

2 วงศ ACANTHACEAE

ถนิ่ กําเนิด : ดานตะวนั ตกของหมเู กาะ ตŒอยตงิ่
อนิ ดสี ในทวปี อเมรกิ าตอนกลาง
พืชลมลุก อายุหลายป สูงไมเกิน 30 Ruellia tuberosa L.
เซนตเิ มตร ใบเรยี งตรงกนั ขา ม รปู ร-ี ไขก ลบั
ยาว 4-8 เซนตเิ มตร ผวิ เกลยี้ ง ดอกมกั
ออกเดี่ยว สีมวง มี 5 กลีบ คลายแตร
ดอกยาว 3-5 เซนติเมตร ฝกรูปทรง
กระบอกตั้งข้ึน ยาว 2-3 เซนติเมตร
มีกลีบเลีย้ งรปู เสนดา ยยาว 2 เซนตเิ มตร
ติดทน เม่ือแกฝกจะแหง และเมื่อถูกน้ํา
หรอื ความชืน้ จะแตกสองเสีย่ ง ตรงกลาง
ฝกแตละซีกมีหนาม, แพรระบาดไปท่ัว
ประเทศเพราะเมล็ดมีอายุยืน ทนทาน
ดดี กระจายไปไกล ตดิ ไปกบั ดนิ และนา้ํ ได
ตน มอี ายยุ นื มเี หงา และรากลกึ จาํ นวนมาก
คลายรากตนกระชาย ถอนไดยากมาก
ทนแลง และทนไฟไดดี ข้ึนท่ีระดับความ
สูงไมเ กิน 1,000 เมตร

วงศ ACANTHACEAE 3

แววตา

Thunbergia alata Bojer ex Sims

ถิ่นกําเนิด : ทวปี แอฟริกาตอนใต

ไมเถาลมลุก อายุหลายป ยาวไดถึง
10 เมตร กงิ่ เปน สเ่ี หลยี่ ม มขี นสน้ั ใบเรยี ง
ตรงกนั ขาม ลกั ษณะใกลเ คยี งตน รางจดื
แตมีใบและดอกที่เล็กกวา ใบรูปไข-รูป
เง่ียงหอก ยาว 3-7 เซนติเมตร มขี นสาก
ทั้งสองดาน ดอกสีเหลือง-สม มี 5 กลีบ
กลีบดอกขนาดเทากัน ดานในหลอด
กลีบดอกสีมวงอมนํ้าตาล (นํ้าแนดง
(Thunbergia hossei) ทเ่ี ปน พชื ปาจะมี
ขนาดของกลบี ดอกท้ัง 5 กลีบไมเ ทา กัน
และดานในหลอดไมมีสีมวง), ปลูกเปน
ไมประดบั แตจ ะเจริญเติบโตไดด ีและติด
เมล็ดในสภาพอากาศท่ีเย็นและชุมช้ืน
บนพืน้ ทสี่ งู มากกวา 700 เมตร โดยจะ
เลื้อยปกคลุมพืชชนิดอ่ืนไดอยางรวดเร็ว
และหนาแนนมากจนขาดแสงแดดและ
ตายลง

22

3 วงศ ALISMATACEAE

อเมซอนใบกลม
Echinodorus cordifolius (L.) Griseb.

ถน่ิ กําเนดิ : ทวปี อเมรกิ าใต
พืชนํ้าลมลุก อายุหลายป คลายบอนจีน
(หนา 24) แตใ บและกา นใบมเี นอ้ื เหนยี ว
กวา ไมมีไข นวลออกสีขาวแบบบอนจีน
ดอกมสี ขี าว ชอดอกยาว 0.5-1 เมตร
เปน ไมป ลกู ประดบั ตามนา้ํ ตกบอ ปลาคนู า้ํ
สามารถกระจายพันธุไดดีแบบแตกหนอ
และหนอออนที่ชอดอก ตามแหลงน้ํา
ที่มีปุยตกคางหรือน้ําท้ิงจากชุมชนและ
คูน้ําท่ีขาดการดูแลในเขตเมืองและท่ัว
ประเทศ

23

วงศ ALISMATACEAE 2

บอนจนี
Limnocharis flava (L.) Buchenau

ถิ่นกําเนิด : เขตรอนในทวีปอเมริกา

หรอื ตาลปต รฤาษี ผกั กา นจอ ง เปน พชื นา้ํ
ลมลุก มีรากยึดทองนํ้า ชูใบข้ึนมาเหนือ
ผิวนา้ํ ตนสงู 0.3-1 เมตร ตนออนนมุ
มีชองอากาศจํานวนมาก ผิวเกล้ียงมีไข
เคลอื บไมต ิดน้ํา กา นใบและชอ ดอกเปน
สามเหลย่ี ม ใบรปู ใบพายกวา ง ดอกสเี หลอื ง
มีกลีบดอก 3 กลีบดอก เปนวัชพืชใน
นาขาว รองน้ํา หรือพื้นที่ชุมน้ําท่ีน้ําลึก
ไมเกิน 1 ฟุต ขยายพันธุไดดีดวยการ
แตกหนอและเมล็ดที่หลนตกคางในดิน
หรือไหลไปตามนํ้า, ชอดอกออนรสขม
กนิ เปน ผกั

24

1 วงศ AMARANTHACEAE

บานไมร‹ ูโŒ รยบราซลิ

Alternanthera brasiliana (L.) Kuntze ‘Rubiginosa’

ถน่ิ กาํ เนดิ : ทวปี อเมรกิ าตอนกลาง และ
ตอนเหนือของทวปี อเมรกิ าใต
หรอื บานไมร โู รยฝรงั่ พชื ลม ลกุ สงู 30-100
เซนตเิ มตร ใบและกง่ิ กา นมสี มี ว งอมนาํ้ ตาล
มีขนส้ันปกคุม เขามาสูป ระเทศไทยโดย
การเปนไมประดับพันธุลูกผสมที่นิยม
ปลกู คอื ‘Brazilian Red Hots’ ซง่ึ ใบจะมี
ลายดา งสชี มพเู ขมสลบั สมี วงเขม พนั ธนุ ี้
ไมข ยายพนั ธไุ ดเ องตามธรรมชาติ ขณะที่
สายพันธุ ‘Rubiginosa’ ทม่ี ีใบสมี ว งอม
นํา้ ตาลเทา นน้ั ท่ปี รับตัวไดดี ทนทานตอ
สภาพอากาศทงั้ ทช่ี มุ ชน้ื และแหง แลง ไดด ี
สามารถแพรข ยายพนั ธไุ ดเ องตามธรรมชาติ
กลายเปนวัชพืชท่ีสําคัญในขณะนี้ไปท่ัว
ประเทศ แมแ ตใ นปา อนรุ กั ษ เพราะผลติ
เมลด็ จาํ นวนมาก มขี นาดเล็กเทาเมล็ด
ทรายสดี าํ และสามารถเลอ้ื ยแผก อออกไป
ไดเรว็ มีอายยุ นื

25

วงศ AMARANTHACEAE 2

โคกกระสนุ เล็ก

Alternanthera pungens Kunth

ถิ่นกําเนิด : เขตรอนในทวีปอเมริกาใต
พชื ลม ลกุ ทอดเลอ้ื ยตามพนื้ ดนิ สงู ไมเ กนิ
10 เซนติเมตร ใบออนนุม รูปไขกลับ
ยาว 1-2 เซนตเิ มตร ปลายใบมตี ่งิ หนาม
ตามลําตนมีขนสีขาว ชอดอกคลายดอก
บานไมร โู รยสเี ขยี วอมขาว กวางเพยี ง 0.5
เซนติเมตร ใบประดับเปนหนามแหลม
ทาํ ใหเ จบ็ ปวดเมอื่ เดนิ เหยยี บยาํ่ คลา ยตน
หนามโคกกระสุน พบไดงายตามพ้ืนท่ี
แหง แลง ดนิ ขาดความอดุ มสมบรู ณ

26

2 วงศ AMARANTHACEAE

ผกั เปšดไทย

Alternanthera sessilis (L.) DC.

ถิ่นกําเนิด : เขตรอนในทวีปอเมริกา

เปนพืชลมลุกอายุปเดียว-หลายป ตนสูง
20-30 เซนตเิ มตร ลาํ ตน ทอดเลอื้ ย ปลาย
ก่ิงชูข้ึน ใบรูปหอก รูปรี ยาว 2-5 เซนติ
เมตร ไมม ีกานใบ เรยี งตรงขาม ชอ ดอก
กลมสขี าว คลา ยดอกบานไมร โู รย แตข นาด
เล็กกวามาก เปนกระจุกออกท่ีซอกใบ
ไรกานชอดอก ตนแกทีข่ นึ้ กลางแจง มักมี
ใบและก่ิงสีแดงอมน้ําตาลแตม พบเปน
วัชพืชท่ีสําคัญในนาขาว พื้นท่ีชุมนํ้า
และตามขอบอา งเกบ็ นาํ้ ทร่ี ะดบั ความสงู
ไมเ กนิ 1,000 เมตร

27

วงศ AMARANTHACEAE 3

ผกั ขมหนาม

Amaranthus spinosus L.

ถิ่นกําเนิด : เขตรอนในทวีปอเมริกา

ผักขมหนาม มีลักษณะคลายผักขมหัด
(หนา 29) แตกตา งกนั ทต่ี ามกง่ิ กา นจะมี
หนามแหลมคม และเปนตนสงู ใหญกวา
สูง 30-100 เซนติเมตร มกี ารกระจาย
พันธุอยูท่ัวไป พบไดนอยกวาผักขมหัด
แตสรางความรําคาญ ความเจ็บปวด
ใหแกเกษตรและผูท่ีเดินผานอยางมาก
เนื่องจากหนามทีค่ มมาก

28

1 วงศ AMARANTHACEAE

ผักขมหดั
Amaranthus viridis L.

ถิ่นกําเนิด : เขตรอนในทวีปอเมริกา
พชื ลมลุก อายุปเดยี ว สงู 15-30 เมตร
ลําตนต้ังตรง มักแตกก่ิงนอย ออนนุม
และเกล้ียง ออกดอกเปนชอยาวต้ังขึ้น
คลายดอกสรอยไก สีน้ําตาลคล้ํา, ยอด
และใบออนกินไดเหมือนผักขม/ผักโขม,
เปนวัชพืชท่ีพบทั่วไปตามพ้ืนท่ีเกษตร
ทว่ั ไป ทร่ี ะดบั ความสงู ไมเ กนิ 1,500 เมตร

29

วงศ AMARANTHACEAE 2

หงอนไก‹ปา†

Celosia aegentea L.

ถิ่นกําเนิด : เขตรอนในทวีปแอฟริกา

พชื ลม ลกุ สงู 0.5-2 เมตร กง่ิ เปน เหลย่ี ม
ผวิ เกลย้ี ง ลกั ษณะทว่ั ไปคลา ยตน หงอนไก
บานหรือสรอยไก แตชอดอกมีสีชมพู
ดอกเกา มสี ชี มพอู อ น ทรงกระบอก ปลาย
ชอ เรยี วแหลม ตง้ั ขน้ึ ยาว 5-20 เซนตเิ มตร
กวา ง 1-2 เซนตเิ มตร ขน้ึ ทร่ี ะดบั ความสงู
ไมเ กิน 1,000 เมตร

30

2 วงศ AMARANTHACEAE

บานไมร‹ Œโู รยปา†
Gomphrena celosioides Mart.

ถ่นิ กําเนดิ : ทวปี อเมริกาใต
พชื ลม ลกุ กง่ิ ทอดเลอื้ ยคลมุ ตามพนื้ ดนิ สงู
10-30 เซนตเิ มตร กง่ิ และใบมขี นสากคาย
ใบยาว 1-3 เซนติเมตร ดอกออกท่ี
ปลายก่ิงคลายดอกบานไมรูโรย กวาง
1 เซนติเมตร เปน วัชพืชทพี่ บมากตามท่ี
รกรา ง ไรน า กลางแจง ชอบสภาพอากาศ
ท่ีแหงแลงแบบประเทศไทยตอนบน
ท่ีระดบั ความสงู ไมเ กิน 500 เมตร

31

วงศ ASTERACEAE 3

ผักคราดปา†

Acmella ciliata (Kunth) Cass.

ถน่ิ กาํ เนดิ : ตอนเหนอื ของทวปี อเมรกิ าใต
พืชลมลุกก่ึงทอดเล้ือย อายุหลายป
สงู 30-50 เซนตเิ มตร คลา ยตน สาบเสอื
แตม ลี าํ ตน กงิ่ และกา นใบสมี ว งอมนาํ้ ตาล
แผน ใบเกลย้ี งหรอื มขี นประปราย ชอ ดอก
เปน กระจกุ กลม ดอกยอ ยวงใน เรยี งตวั นนู
ขนึ้ เปน ทรงคลา ยพานพมุ ปลายแหลม-มน
สงู 4-7 มลิ ลเิ มตร ปลายสเี หลอื ง มกี ลบี
ดอกวงนอกสเี หลอื ง มี 5-15 กลบี ยาว
2-4 มิลลิเมตร (ผกั คราด/ผกั คราดหัว
แหวน (Acmella oleracea) จะมีชอ
ดอกวงในเปนทรงนูนกลม-ทรงกระบอก
ปลายชอปาน-ตดั สูง 10-20 มิลลเิ มตร
และไมมีกลีบดอกวงนอก), ชอบขึ้นตาม
ท่ีรําไร-กลางแจง และคอนขางชุมช้ืน,
ท่ีระดับความสูงไมเกิน 2,000 เมตร
พบมากตามพนื้ ทเี่ กษตรทสี่ งู หรอื ชายปา
ดงดบิ

1 วงศ ASTERACEAE

สาบหมา

Ageratina adenophora (Spreng.) R. M. King & H. Rob.

ถ่นิ กาํ เนดิ : ทวีปอเมริกาตอนกลาง
พืชลม ลุก อายหุ ลายป สงู 0.3-2 เมตร
ลาํ ตน และกงิ่ มขี นสนั้ ลกั ษณะทวั่ ไปคลา ย
ตน สาบเสอื แตม กั แตกกงิ่ ตงั้ ตรง (สาบเสอื
กง่ิ จะทอดเลอ้ื ย) และกงิ่ มสี นี าํ้ ตาลอมมว ง
ใบท้งั สองดา นมขี นสั้นประปราย ชอดอก
แบบแยกแขนง ดอกสขี าว ชอดอกยอย
เรยี งเปน กลมุ คอ นขา งแนน รปู รม , ชอบขน้ึ
ตามพนื้ ทโี่ ลง แจง ทมี่ อี ากาศเยน็ และชมุ ชนื้
ทรี่ ะดบั ความสงู 700-2,500 เมตร เปน
วชั พชื ทส่ี าํ คญั บนพนื้ ทสี่ งู ในเขตภาคเหนอื
ของไทย เพราะมีการผลิตเมล็ดจํานวน
มากปลวิ ไปตามลมไดไ กล มเี หงา อยใู ตด นิ
ทนตอไฟปาและความแหงแลง เมื่อเขา
ฤดูฝนจะแตกตน ข้นึ มาใหม

33

วงศ ASTERACEAE 1

สาบแรŒงสาบกา

Ageratum conyzoides L.

ถ่นิ กาํ เนดิ : เขตรอ นในทวีปอเมรกิ าใต
พชื ลม ลกุ อายปุ เ ดยี ว สงู 30-80 เซนตเิ มตร
ใบคลา ยสาบแมว (หนา 44) แตม ขี นยาว
คอนขางสากคายสีขาวหนาแนนตามกิ่ง
กานใบ และทองใบ ใบมีสีเขียวเขมกวา
ผิวใบดานบนมีรอยกดตามแนวเสนใบท่ี
ชัดเจนหรือยนกวา และมีกล่ินฉุนคลาย
น้ํามันเบนซิน ชอดอกสีขาวอัดแนน
ผลแกอัดเปนกอนกลมไมแตกฟูมากนัก
กวาง 7-10 มิลลิเมตร ขึ้นไดท่ีระดับ
ความสูงต่ํากวา 2,000 เมตรลงมา
ชอบข้ึนตามที่ชุมช้ืนมากกวาสาบแมว
และสาบเสอื เชน ตามไรเ ลอ่ื นลอย ในเขต
ภูเขาสูง ปาดงดิบ ไรท่ีมีชั้นดินลึกและ
ชมุ ช้นื หรือใกลร องน้ํา

34

1 วงศ ASTERACEAE

ดาวกระจายไตหŒ วัน
Bidens pilosa L.

ถิน่ กําเนิด : ทวปี อเมริกาตอนกลาง
หรือปนนกไส พืชลมลุก อายุหลายป
ตน สงู 0.3-1.5 เมตร ลาํ ตน เปน สเ่ี หลย่ี ม
เกลย้ี งหรอื มขี นสน้ั -ยาวประปราย ใบเดย่ี ว
หรอื ใบประกอบแบบขนนก 1 ชน้ั ใบยอ ย
มักหยักเปนพู 2-3 พู ลึกเกือบถึงแกน
ใบยอย ใบยอยรปู ไข ปลายใบเรียวแหลม
ขอบใบหยักมีขนสั้นประปราย ชอดอก
เปนกระจุกกลม กานชอยาว 10-30
เซนติเมตร มีใบประดับสีเขียวรูปชอน
หุมรอบโคนชอดอกยาว 5 มิลลิเมตร
กลบี ดอกวงนอกไมม ี หรอื ถา มจี ะเปน สขี าว
มี 5-8 กลีบ กลบี รปู ขอบขนาน-ไขกลับ
ยาว 0.5-1.5 เซนตเิ มตร (คลายดอก
บานชน่ื ) เกสรและดอกวงในสเี หลอื ง กวา ง
6-8 มิลลเิ มตร ติดเมล็ดสีดําจาํ นวนมาก
รูปเรียว ยาว 0.7-1.6 เซนติเมตร เปน
เหลย่ี ม ตามเหลย่ี มมหี นามสน้ั ปลายเมลด็
มรี ะยางค 2-3 แทง และมีหนามตะขอ
ยอนกลับ, ขน้ึ ไดท วั่ ประเทศ ทัง้ ในสภาพ
อ า ก า ศ ท่ี แ ห ง แ ล ง ห รื อ มี ฝ น ต ก ชุ ก
ออกดอกตลอดทง้ั ปโ ดยเฉพาะในชว งฤดฝู น
พบมากตามพื้นที่เกษตรที่สูง สวนผลไม
และขา งทางหลวง, แพรก ระจายไดด ดี ว ย
เมล็ดที่มีหนามตะขอติดไดดีกับขนสัตว
เสอื้ ผา มูลสัตวและเศษดนิ

35

วงศ ASTERACEAE 3

กระดุมไพลนิ

Centratherum punctatum Cass.

ถิ่นกําเนิด : เขตรอนในทวีปอเมริกา

พืชลมลุก อายุหลายป ตนสูง 30-60

เซนติเมตร ดอกสีมวง เปนไมประดับ
ปลกู งา ยทนแลง สามารถงอกไดเองตาม
ธรรมชาติดวยเมล็ด เนื่องจากมีดอก
สีมวงสวย จึงมีคนชวยแพรกระจายได
อยางรวดเร็วยิ่งขึน้

36

1 วงศ ASTERACEAE

สาบเสอื

Chromolaena odorata (L.) R. M. King & H. Rob.

ถ่ินกําเนดิ : ทวปี อเมรกิ าใต
พืชลมลุกกึ่งเล้ือย อายุหลายป สูง 1-3
เมตร ตามกิ่งออน ชอดอก กานใบ และ
ทองใบมขี นสนั้ หนาแนน ใบเรยี งตรงกัน
ขาม รูปไข-ไขแกมรูปสามเหลี่ยม ยาว
4-10 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม
ขอบใบจัก กานใบยาว 1-2 เซนติเมตร
ชอ ดอกแบบแยกแขนง มชี อ ดอกยอยติด
แบบซร่ี ม หา งๆ ชอ ดอกยอ ยเปน ชอ กระจกุ
ทรงกระบอกสีขาว-สีชมพูออน กวาง
4-5 มิลลิเมตร ติดเมล็ดขนาดเล็ก ยาว
เพยี ง 4 มลิ ลเิ มตร ปลายเมลด็ มพี ขู นสขี าว
ปลิวตามลมไดไกลข้ึนตามที่โลงแจง
ปา เบญจพรรณและปา ดบิ แลง เสอ่ื มโทรม
หรือตามพื้นที่เกษตร ท่ีระดับต่ํากวา
1,300 เมตร ลงมา ชอบพนื้ ทท่ี มี่ ปี รมิ าณ
นํ้าฝน 1,000-1,500 มิลลิเมตร/ป
ตดิ ผลประมาณฤดหู นาว-รอ น ถา แหง แลง
มากหรือถูกไฟปาตนอาจแหงตาย
แลวแตกหนอ ขนึ้ มาใหมใ นฤดฝู น

37

วงศ ASTERACEAE 1

หนาดนอ ย

Conyza bonariensis var. leiotheca (S. F. Blake) Cuatrec.

ถ่ินกําเนดิ : ทวีปอเมรกิ าใต
พชื ลมลกุ อายุปเ ดยี ว สูง 0.6-1.3 เมตร
ตามลาํ ตน มขี นนมุ ใบเรยี วยาวมหี ลายขนาด
ยาวไดถึง 15 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ
หรือหยักหางๆ ชอดอกออกท่ีปลายก่ิง
จาํ นวนมาก สขี าว ปลายมเี กสรสเี หลือง-
นาํ้ ตาลแดง ตดิ ผลเปนขนปุยฟู ปลิวตาม
ลมไดไ กล พบมากตามไรร า ง

38

1 วงศ ASTERACEAE

หญาŒ คอออ‹ น

Crassocephalum crepidioides (Benth.) S. Moore

ถิ่นกําเนิด : เขตรอนในทวีปแอฟริกา
หรอื ผกั เผด็ แมว หรอื ผกั กาดชา ง พชื ลม ลกุ
อายปุ เ ดยี ว สงู 30-50 เซนตเิ มตร ลาํ ตน
และใบเกลยี้ ง-มขี นประปราย ใบเรยี งสลบั
รูปรี ยาว 7-12 เซนติเมตร ปลายใบ
เรยี วแหลม ขอบใบจกั ฟน เลอ่ื ย หรอื หยกั
เปน แฉกลกึ แบบขนนก โคนใบสอบ เนอ้ื ใบ
ออ นนุม มีรสเผด็ กินเปน ผกั ได ชอดอก
ออกตามปลายกง่ิ ปลายชอ ดอกมกั จะออ น
โคง งอลง ชอ ดอกเปน กระจกุ ทรงกระบอก
ยาว 1 เซนตเิ มตร กวาง 3-5 มลิ ลิเมตร
ไมม ดี อกยอ ยวงนอก (ray floret) ดอกยอ ย
วงในสีสม-แดงอมน้ําตาล โคนสีขาว ผล
แตกเปนขนปยุ นนุ สีขาว ทรงกลม กวา ง
2.5 เซนติเมตร ปลิวไปตามลมไดดี,
ชอบขน้ึ ตามไรร า ง ไรเ ลอ่ื นลอย บนภเู ขาสงู
ตามชายปา ดงดบิ ปา เบญจพรรณชนื้ หรอื
พนื้ ทีต่ า่ํ ทมี่ ีความช้นื สงู ที่ระดับความสูง
ไมเกิน 1,300 เมตร

39

วงศ ASTERACEAE 1

หญŒาคอออ‹ นมว‹ ง

Crassocephalum rubens (Juss. ex Jacq.) S. Moore

ถิ่นกาํ เนดิ : เขตรอ นและกง่ึ รอ นในทวปี
แอฟริกา

ลกั ษณะทวั่ ไปคลา ย หญา คอออ น (หนา 39)
แตด อกมสี มี ว งอมฟา ออ น หายากทม่ี สี ชี มพู
ชอบขน้ึ ตามพน้ื ทเี่ กษตร ไรร า งบนภเู ขาสงู
มากกวา 500 เมตร หรอื ตามชายปา ดงดบิ
ท่ีระดับความสูงไมเกิน 2,000 เมตร
ขณะนแ้ี พรร ะบาดในภาคเหนอื ในจงั หวดั
ท่ีตดิ ตอ กบั ประเทศเมียนมา ร และพบท่ี
มณฑลยูนานดวย มีแนวโนมแพรไปสู
พน้ื ท่ีภเู ขาสูงท่วั ประเทศได

40

1 วงศ ASTERACEAE

ทหารกลŒา

Galinsoga parviflora Cav.

ถ่นิ กําเนดิ : เขตรอนในทวีปอเมริกา

พชื ลม ลกุ อายปุ เ ดยี ว สงู 30-50 เซนตเิ มตร
คลา ยตน สาบเสอื แตต ามกง่ิ กา นใบ กา น
ชอ ดอกเกลยี้ ง-มขี นประปราย ใบเกลยี้ ง
ใบรปู หอก หรอื รปู ไข ยาว 2-5 เซนตเิ มตร
กวางไมเ กิน 3 เซนติเมตร มเี สนใบออก
จากโคน 3 เสน ขอบใบหยกั เสน ใบดา นบน
กดเปน รอ งชดั เจน ชอ ดอกออกเปน กระจกุ
ทป่ี ลายกง่ิ มชี อ ดอกยอ ยเปน กระจกุ กลม
3-7 ชอ/กระจุก กวาง 3-5 มิลลเิ มตร
เกสรสีเหลือง และมีกลีบดอกสขี าวลอ ม
5-7 กลบี ยาว 1-2 มลิ ลเิ มตร คลา ยดอก
ตนตีนตุกแก (Tridax procumbens),
(หนา 48) ชอบขนึ้ ตามไรร า ง พนื้ ทเ่ี กษตร
ทส่ี งู หรอื ชายปา ทคี่ อ นขา งชมุ ชนื้ มชี นั้ ดนิ
ลกึ , ทรี่ ะดบั ความสงู ไมเ กนิ 2,500 เมตร

41

วงศ ASTERACEAE 1

ทหารกลาŒ ใบขน

Galinsoga quadriradiata Cav.

ถิ่นกาํ เนดิ : ทวีปอเมรกิ าตอนกลาง

พชื ลม ลกุ อายปุ เ ดยี ว คลา ยตน ทหารกลา
มาก (หนา 41) แตกตา งกนั ทต่ี ามกง่ิ ออ น
กานใบ กานชอดอกมีขนยาวสีขาวหนา
แนน แผนใบมีขนตามเสนใบดานลาง
ใบรูปไข-ไขกวาง กวาง 2-5 เซนติเมตร
ขอบใบหยกั คอ นขา งลกึ กวา , ขน้ึ ตามสภาพ
แวดลอมเชนเดยี วกับตน ทหารกลา

42

1 วงศ ASTERACEAE

ข้ีไก‹ยา‹ น

Mikania micrantha Kunth

ถ่ินกําเนดิ : เขตรอ นในทวปี อเมรกิ า
ไมเถาลมลุก อายุหลายป ยาวไดถึง
20 เมตร ตามเถาและกิ่งมีขนสั้นสีขาว
ประปราย-หนาแนน ใบเรยี งตรงกันขา ม
รูปไขห รือแกมรปู สามเหลย่ี ม ยาว 4-10
เซนตเิ มตร ปลายใบเรยี วแหลม ขอบใบหยกั
หา งๆ โคนใบรูปหัวใจหรอื หยกั เงยี่ งหอก
มีเสนแขนงใบออกจากโคนใบ 3-5 เสน
แผนใบออ นนมุ ผวิ เกลย้ี ง ชอดอกแบบ
แยกแขนง มชี อ ดอกยอ ยออกหา งๆ คลา ย
ชอ ดอกตน สาบเสอื ชอ ดอกยอ ยเปน กระจกุ
สีขาว กวางประมาณ 3 มลิ ลเิ มตร เมลด็
ขนาดเล็ก ยาว 2 มลิ ลเิ มตร ปลายเมล็ด
มีพูขนสีขาว ทําใหปลิวตามลมไดไกล,
เจรญิ เตบิ โตไดร วดเรว็ มาก ชอบขน้ึ ตามที่
โลง แจง หรอื ชายปา และมสี ภาพอากาศ
ท่ีคอนขางชื้น-ชื้นมาก เชน ตามชายปา
ดงดิบ ริมนํ้า หรือในพื้นท่ีหุบเขา ขึ้นได
ใ น พ้ื น ที่ ท่ี มี ป ริ ม า ณ น้ํ า ฝ น เ กิ น ก ว  า
1,000 มิลลิเมตร/ปข ้ึนไป และทค่ี วาม
สงู ไมเ กนิ 1,000 เมตรจากระดบั นาํ้ ทะเล
รากและซากพืชที่รวงสูพ้ืนดินสามารถ
ปลอ ยสารพษิ ตอ พชื ขา งเคยี ง (allelopathy)
โดยจะไปยับย้ังการงอกของเมล็ดและ
การเจรญิ เตบิ โตของพชื อนื่ ๆ ทาํ ใหอ อ นแอ
ลงและถกู คลมุ จนตาย

43

วงศ ASTERACEAE 1

สาบแมว

Praxelis clematidea (Griseb.) R. M. King & H. Rob.

ถิ่นกําเนดิ : ทวปี อเมริกาใต

พชื ลม ลกุ อายปุ เ ดยี ว สงู 20-60 เซนตเิ มตร
ก่ิง กา นใบ และทอ งใบมขี นส้ัน-ยาวหนา
แนนคลา ยตน สาบแรง สาบกา (หนา 34)
แผนใบดา นบน มีรอยกดตามแนวเสน ใบ
เล็กนอย ใบมีกลิ่นคลายปสสาวะแมว
เมอ่ื ขยใี้ หมๆ ชอ ดอกสีชมพูอมมว ง กวา ง

4-5 มิลลิเมตร ผลแกจะฟูกลม กวาง

1-1.5 เซนตเิ มตร ระบาดไปทั่วประเทศ
ไทยมานานมากแลว ตามไร คันนา สวน
ยางปลูกใหม ที่รกราง ปาเสื่อมโทรม
ชายปา ทุงหญา พบปะปนกับสาบแรง
สาบกา แตจะทนแลงไดดีกวาและพบ
หนาแนนและบอยกวาอีกดวย หลายคน
สับสนเขา ใจวา เปน ชนิดเดียวกัน พบขึน้
ไดท ี่ระดบั ความสูงตาํ่ กวา 1,500 เมตร
ลงมา

44

3 วงศ ASTERACEAE

กระดมุ ทองเล้อื ย
Sphagneticola trilobata (L.) Pruski

ถิน่ กาํ เนดิ : เขตรอนในทวปี อเมรกิ า
พืชลมลุก ทอดเลื้อยตามพื้นดิน อายุ
หลายป ยาวไดถ ึง 5 เมตร ลําตน และใบ
เกลี้ยงหรือมีขนสากประปราย ใบเรียง
ตรงกันขาม ใบรูปไขหรือหยักสามพู
เล็กนอย ยาว 2-6 เซนติเมตร ขอบใบ
หยักเล็กนอย ชอดอกเปนกระจุกกลม
ออกเดยี่ ว กวา ง 1-1.5 เซนตเิ มตร กลีบ
ดอกวงนอกสเี หลอื ง มี 4-8 กลบี รปู ขอบ
ขนาน ยาว 1.5-2 เซนตเิ มตร ปลายหยัก
2-3 พู ดอกวงในและเกสรสเี หลอื ง เมลด็
รูปไข ยาว 3-5 มลิ ลเิ มตร ไมมพี ขู นท่ี
ปลาย, มักเปนพืชท่ีนําไปปลูกประดับ
คลมุ ดิน แตจะขยายพนั ธแุ บบเล้อื ยยาว
ออกไปหรือการขาดของก่ิงไดดีตาม
พ้นื ท่ีชน้ื ในปา ดงดิบช้นื ปา ดิบเขา หรือ
ตามรมิ รองนาํ้ , และมกี ารปลอยสารเคมี
ใสพืชชนิดอื่นจนตายแลวแผปกคลุม
อยางหนาแนน

45

วงศ ASTERACEAE 2

ผกั แครด
Synedrella nodiflora (L.) Gaertn.

ถิ่นกําเนิด : เขตรอนในทวีปอเมริกา

พชื ลม ลกุ อายหุ ลายป สงู 10-80 เซนตเิ มตร
ใบคลายสาบเสือ แตขอบใบไมหยักมาก
ผวิ ใบทงั้ สองดา นมขี นสากคายมอื กา นใบ
ยาวนอ ยกวา 1 เซนตเิ มตร ดอกออกเปน ชอ
กระจุกขนาดเล็กท่ีซอกใบและปลายกิ่ง
ไมม กี า นชอ ดอกชอ ดอกกวา ง3-6มลิ ลเิ มตร
มีกลีบดอกวงนอกสีเหลือง 4-10 กลีบ
ยาวประมาณ 2 มลิ ลิเมตร พบมากตาม
ไรร า ง ชายปา ทตี่ ดิ กบั พน้ื ทเี่ กษตร ทร่ี ะดบั
ความสูงไมเกิน 1,000 เมตร สามารถ
ทนทานรมเงา และข้ึนแทรกกับวัชพืช
อื่นๆ ไดด ี เนอื่ งจากมีสาร allelopathy

46

1 วงศ ASTERACEAE

บวั ตอง

Tithonia diversifolia (Hemsl.) A. Gray

ถน่ิ กาํ เนิด : ทวีปอเมรกิ าตอนกลาง
ไมพุมก่ึงพืชลมลุก อายุหลายป ตนสูง
1-3 เมตร ใบรูปไข ยาว 3-6 นวิ้ มีขน
สาก ขอบใบหยักเปนแฉก 3-7 แฉก
ดอกคลายดอกทานตะวันสีเหลืองเขม
เมอ่ื บานกวา ง 3-4 นิว้ , ออกดอกชว งตน
ฤดูหนาว ตนจะแหงเห่ียวไปในฤดูแลง
แลวแตกข้ึนมาใหมจากเหงาใตดินใน
ชว งฤดูฝน ทนตอ ไฟปา ไดดี, ชอบอากาศ
ชืน้ และเยน็ บนภเู ขาสงู ตง้ั แต 500 เมตร
ข้ึนไป จะขยายพนั ธไุ ดด ที ง้ั จากการแตก
หนอและเมล็ด พืชกลุมนี้มีการปลอย
สารเคมีจากรากและซากพืชท่ีรวงสูพ้ืน
ดินทําใหพืชอื่นๆ ออนแอ จนพวกมัน
สามารถปกคลุมพืชอื่นๆ ไดอยางรวดเร็ว
เปน ผนื แผก วา ง, บวั ตองนยิ มปลกู ประดบั
ตามชุมชนบนภูเขาแลวแผขยายออก
เปนวงกวา งจนยากที่จะควบคุม

47

วงศ ASTERACEAE 1

ตีนตกุ แก ถิ่นกําเนิด : เขตรอนในทวีปอเมริกา
พชื ลม ลกุ ทอดเลอ้ื ยตามพน้ื ดนิ อายปุ เ ดยี ว
Tridax procumbens L. ตน สงู ไมเ กนิ 30 เซนตเิ มตร ลาํ ตน กา นใบ
และใบมีขนสากคาย ใบเรียงตรงกันขาม
รปู ไข ยาว 2-4 เซนตเิ มตรปลายใบแหลม
ขอบใบหยัก โคนใบสอบ ชอ ดอกชตู งั้ ขึ้น
กานชอดอกยาว 10-30 เซนติเมตร ชอ
ดอกเปน กระจกุ กลม กวา ง 6-7 มลิ ลเิ มตร
มกี ลบี ดอกวงนอกสขี าวยาว3-5มลิ ลเิ มตร
ปลายจักลึก 2-3 พู มีดอกวงในและ
เกสรสเี หลอื ง ชอ ผลแกเ มลด็ จะแตกฟเู ปน
ทรงกลม กวา ง 1.5-2 เซนตเิ มตร เมลด็
ยาว 2 มลิ ลเิ มตร ปลายมพี ขู นจาํ นวนมาก,
ชอบขึ้นตามที่โลงขางทาง หรือชายปา
ที่ระดับความสูงไมเกิน 1,000 เมตร
พบมากทางตอนบนของประเทศ

48

1 วงศ CACTACEAE

ถน่ิ กาํ เนดิ : ทวปี อเมรกิ าตอนกลาง และ เสมา
ตอนเหนอื ของทวปี อเมรกิ าใต
ไมพ ุม สูงไดถ ึง 3 เมตร เปนพชื ตระกลู Opuntia elatior Mill.
ตะบองเพชร ลําตน เปนแผนแบน มีรอย
คอดเปนขอ แตละปลองรูปไขกลับ ยาว
20-30 เซนตเิ มตร มหี นามแหลมคมมาก
(ปวดมากคลา ยถกู เงยี่ งปลาแทง) ยาวไดถ งึ
2 นิ้ว ดอกสีสมอมแดง ผลสุกสีแดงคลํ้า
เปนพืชท่ีทนแลง ขยายพันธุไดเองตาม
ธรรมชาติเปนกลุมหนาแนน บนพื้นที่
แหงแลงมีดินปนทราย หรือหนาผาหิน
บนภเู ขาหนิ ชนดิ ตา งๆ พบมากตามจงั หวดั
นครปฐมราชบรุ ีเพชรบรุ ีประจวบครี ขี นั ธ
และชลบุรี กระจายพันธุไดดีดวยเมล็ด
มพี าหะเปน นก คา งคาว สตั วเ ลย้ี งลกู ดว ย
นมขนาดเลก็ เพราะผลมรี สหวาน มเี มลด็
จํานวนมาก และยังสามารถแตกหนอ
จากกิ่งที่ถูกตัดฟนแลวหลนลงสูพ้ืนดิน
ไดด อี กี ดว ย

49


Click to View FlipBook Version