The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือสารเคมีและเครื่องพ่นสารเคมีเพื่อควบคุมยุงพาหะนำโรค

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ranong.phq, 2023-01-09 22:05:09

คู่มือสารเคมีและเครื่องพ่นสารเคมีเพื่อควบคุมยุงพาหะนำโรค

คู่มือสารเคมีและเครื่องพ่นสารเคมีเพื่อควบคุมยุงพาหะนำโรค

37. Field of Science. Culex [Internet]. 2012 [cited 18 Feb 2021]; Available from: http:// 37
taxondiversity.fieldofscience.com/2012/09/culex.html.

38. Jan Hamrsky. Emerging mosquito (Culex sp.) [Internet]. 2012 [cited 18 Feb 2021]; Available
from: http://lifeinfreshwater.net/ngg_tag/mosquitoes/.

39. วิชิ าญ ปาวันั , ปทุมุ มาลย์ ์ ศิลิ าพร, จินิ ดารัตั น์์ โรมา, ดารารัตั น์ ์ ศิริ ิมิ งคล, ปฏิคิ ม วิวิ ัฒั นานนท์,์ และนิติ ิพิ ร
รัตั นปกรณ์.์ การสำ�ำ รวจหาเชื้อ� ไวรัสั เวสต์ไ์ นล์ใ์ นยุงุ ภายในท่่าอากาศยานสุวุ รรณภููมิ.ิ สำำ�นักั โรคติดิ ต่่อทั่่ว� ไป
กรมควบคุุมโรค; 2555.

40. สนธยา เตีียวศิิริิทรััพย์์. หนอนพยาธิิหััวใจสุุนััขและความเสี่่�ยงต่่อการติิดโรคในคน. Chulalongkorn
Medical Journal. 2553;54(6):625-35.

41. สมชาย เชื้�อวััชริินทร์์, วััฒนาลััย ปานบ้้านเกร็็ด, นฤมล โกมลมิิศร์์, ปิิติิ มงคลางกููร และเพ็็ญจัันทร
เมฆวิจิ ิติ รแสง. ผลิติ ภัณั ฑ์ช์ ีีวภาพควบคุมุ ลููกน้ำ�ำ�ยุงุ รำำ�คาญ. [อินิ เทอร์เ์ น็ต็ ]. [เข้า้ ถึงึ เมื่อ� 12 มกราคม 2564];
เข้า้ ถึงึ ได้จ้ าก: https://waa.inter.nstda.or.th/stks/pub/2013/20130304-6-Bacillus-sphaericus-
B2-5.pdf.

42. เสีียงธรรมวิมิ ล โรจน์ฤ์ ทัยั , รุจุ ิริ า กลั่น� เรือื งแสง, สุวุ รรณ อดิศิ ัยั มนตรีี, ยุทุ ธนา สามังั , บุณุ ณ์ภ์ ัสั สร บุญุ จุนุ ,
และชุุบ เลิิศวิิธีี. การควบคุุมลููกน้ำำ�� ยุุงรำำ�คาญโดยใช้้ Novaluron ในแหล่่งน้ำ�ำ�ขััง. วารสารควบคุุมโรค
2555;38(2):138-46.

43. ชวลิิต แก้้วกก, สีีใส ยี่ส่�ุ่น� แสง, นิิธิพิ ััฒน์์ มีีโภคสม, ทวีีศัักดิ์� ทองบู่,่� และดุษุ ิติ โพธิ์�ทอง. ความสามารถใน
การดักั ยุุงของปี๊๊�บดัักยุงุ 4 แบบ ในจัังหวััดเพชรบููรณ์.์ วารสารควบคุุมโรค 2552;35:138-44.

44. ธงชััย งามประเสริฐิ วงศ์์, กษิดิ ิิศ ริสิ อน, จิิตรทิวิ ัสั พรประเสริฐิ , และพชรพล จุ่่�มศรีี. ค้า้ งคาว บริเิ วณเขา
ถ้ำ��ำ เสือื -เขาจำำ�ปา. กรุุงเทพฯ: โรงพิมิ พ์์แห่่งจุุฬาฯ; 2560.

45. ภาพข่่าวจากแนวหน้า้ . กางมุ้�งให้้สุกุ ร กัันโรค [อินิ เทอร์เ์ น็็ต]. [เข้า้ ถึงึ เมื่�อ 12 มกราคม 2564]; เข้้าถึงึ ได้้
จาก: https://www.naewna.com/likesara/428569.

46. กัับดัักยุุงและแมลงขนาดใหญ่่ [อินิ เทอร์เ์ น็็ต]. [เข้า้ ถึึงเมื่�อ 12 มกราคม 2564]; เข้้าถึงึ ได้้จาก: http://
board.kobalnews.com/view.php?%20category=siamindu&wb_id=19669.

47. New south wales arbovirus surveillance & mosquito monitoring program. Mosquito
photos Coquillettidia & Mansonia adults & larvae [Internet]. [cited 1 Mar 2021]; Available
from: https://medent.usyd.edu.au/arbovirus/mosquit/photos/mosquitophotos_
coquillettidia_mansonia.htm#top

48. Reinert JF, Harbach RE, Rattanarithikul R. Aedine mosquito species (Diptera: Culicidae:
Aedini) occurring in Thailand with their current generic and subgeneric status, and new
country records. Southeast Asian J Trop Med Public Health 2005; 36(2): 412-6.

49. Lam WN, Yeo H, Lim RJY, Wong SH, Lam-Phua SG, Fashing NJ, et al. A comparative
exploration of the inquiline and prey species of Nepenthes rafflesiana pitchers in
contiguous and fragmented habitat patches in Singapore. Raffles Bulletin of Zoology
2020;68, 838-858.

50. RajaveI AR. Larval habitat of Armigeres subalbatus (COQ) and its characteristics in
Pondicherry. Southeast Asian J Trop Med Public Health 1992; 23(3):470-3

51. Toma T, Miyagi I, Benjaphong N. Redescription of Armigeres (Armigeres) theobaldi (Diptera:
Culicidae). Mosq Syst 1994; 26: 11–8.

52. Srinivas SD, Pandian RS, Dwarakanath SK. Biting behaviour of Armigeres subalbatus
(Coquillett) with reference to host selection and landing. Indian J Exp Biol 1994; 32:
348-50.

53. Chaves LF, N Imanishi, Hoshi T. Population dynamics of Armigeres subalbatus (Diptera:
Culicidae) across a temperate altitudinal gradient. Bulletin of Entomological Research
2015; 105(5):589-97.

54. Jagbir SK, Simarjit K. Prevalence and distrıbutıon of Armigeres subalbatus (Coquıllett) in
Punjab. International Journal of Fauna and Biological Studies 2015; 2(3): 44-47.

55. Selvaraj PR, Chandrashekaran MK. Rhythms in the Biting Behaviour of a Mosquito
Armigeres subalbatus. Oecologia (Berl.) 1980; 4: 89-95.

56. Boonserm R, Jantorn R, Phumee A, Sor-suwan S, Jariyapan N, Tiawsirisup S, Siriyasatien
P. Identification of blood meal from field collected filarial vector mosquitoes, Armigeres
subalbatus by multiplex PCR. Thai J Vet Med 2019; 49(2): 155-160.

57. Chen, CD, Wan-Norafikah O, Nurin-Zulkifli IM, Lee HL, Faezah K, Izzul AA, et al. Biting
behaviour of medically important mosquitoes (Diptera: Culicidae) in Peninsular Malaysia.
Tropical Biomedicine 2017; 34(1): 199–211.

58. Muslim A, Fong MY, Mahmud R, Lau YL, Sivanandam S. Armigeres subalbatus incriminated
as a vector of zoonotic Brugia pahangi filariasis in suburban Kuala Lumpur, Peninsular
Malaysia. Muslim et al. Parasites & Vectors 2013; 6:219.

38 คมู่ ือ สารเคมแี ละเคร่ืองพน่ สารเคมเี พ่ือควบคุมยุงพาหะนำ�โรค

2บทที่

สารเคมีกำ� จดั แมลงในการควบคมุ
ยงุ พาหะน�ำโรค

การใชส้ ารเคมกี ำ� จัดแมลงในการควบคุมยุงพาหะน�ำโรค

การใช้ส้ ารเคมีกี ำำ�จัดั แมลงให้เ้ กิดิ ประสิทิ ธิภิ าพสูงู สุดุ และมีคี วามปลอดภัยั ผู้ใ้� ช้จ้ ำำ�เป็น็ ต้อ้ งอาศัยั ความรู้้�
เกี่ย� วกับั ชนิดิ ของสารเคมีี กลไกการออกฤทธิ์� ความเป็น็ พิษิ ของสารเคมีตี ่อ่ สิ่ง� มีชี ีวี ิติ และสิ่ง� แวดล้อ้ ม นอกจากนี้้�
ยัังต้อ้ งอาศัยั ความรู้้�ทางชีวี วิิทยาของแมลงที่่�จะควบคุมุ ด้ว้ ย
การใช้ส้ ารเคมีใี นทางสาธารณสุขุ อาจทำ�ำ ให้ย้ ุงุ พาหะเกิดิ ความต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีขี ึ้น�้ ได้ห้ ากใช้ส้ ารเคมีี
ชนิดิ ใดชนิดิ หนึ่่ง� หรือื ใช้ส้ ารเคมีทีี่่ม� ีกี ลไกการออกฤทธิ์ช� นิดิ เดียี วกันั ต่อ่ เนื่่อ� งกันั นานๆ ซึ่ง�่ จะทำ�ำ ให้ก้ ารควบคุมุ โรค
ไม่่ได้ผ้ ล ดังั นั้้น� ในการเลือื กใช้้สารเคมีีจึึงต้้องมีผี ลการศึึกษาการต้้านทานต่่อสารเคมีีในแต่่ละพื้้�นที่่ม� าประกอบ
การพิิจารณาและมีีการบริิหารจััดการโดยการหมุุนเวีียนสารเคมีีที่่�มีีกลไกการออกฤทธิ์�ต่่างกัันทุุก 2-3 ปีี
โดยใช้ส้ ารเคมีที ี่่ไ� ด้ร้ ับั การขึ้น้� ทะเบียี นกับั ทางสำ�ำ นักั งานคณะกรรมการอาหารและยา และเป็น็ สารเคมีที ี่่แ� นะนำำ�
จากทางองค์์การอนามััยโลก(1)

การแบ่ง่ กลุ่�มสารเคมีกี ำำ�จัดั แมลง

สารเคมีีกำำ�จััดแมลงแบ่่งออกเป็น็ 3 กลุ่่�มใหญ่ๆ่ ดัังนี้้�
1. กลุ่ม�่ สารสกััดจากธรรมชาติิ
เป็็นสารที่่�สกััดจากธรรมชาติิโดยตรง เช่่น สารสกััดจากต้้นตะไคร้้หอม สารสกััดจากพืืชโล่่ติ๊�น
สารสกัดั จากสะเดา เป็น็ ต้้น
2. กลุ่ม่� สารอนิินทรียี ์์
เป็็นสารประกอบของแร่ธ่ าตุุที่่พ� บตามธรรมชาติ ิ ที่่�ไม่่มีีธาตุคุ าร์์บอนในโมเลกุลุ มีีความเสถียี รมาก
ไม่่ระเหย ละลายน้ำ�ำ�ได้้ดีี ซึ่่�งถืือว่่าเป็็นสารประกอบชนิิดรุุนแรงมีีผลต่่อสััตว์์เลี้�ยงลููกด้้วยนมเป็็นอย่่างมาก
ตััวอย่่างสารเคมีีชนิิดนี้้� เช่น่ สารประกอบของสารหนูู ไซยาไนด์์ ปรอท และแทลเลียี ม เป็็นต้้น
3. กลุ่่�มสารอิินทรีีย์์
สารสังั เคราะห์์ที่่ม� ีสี ่ว่ นผสมของธาตุคุ าร์์บอน ไฮโดรเจน คลอรีนี ออกซิเิ จน กำำ�มะถััน ฟอสฟอรััส
และไนโตรเจน แบ่่งเป็็น 5 กลุ่่�ม ดัังนี้้�
3.1 สารเคมีกี ลุ่่�มออร์์กาโนคลอรีีน (Organochlorine compounds)
เป็น็ สารสังั เคราะห์์ เรียี กอีกี อย่า่ งว่า่ คลอริเิ นเตตไฮโดรคาร์บ์ อน (Chlorinated Hydrocarbons)
มีธี าตุไุ ฮโดรเจน คาร์บ์ อน และคลอรีนี เป็น็ ส่ว่ นประกอบ มีคี ุณุ สมบัตั ิดิ ูดู ซึึมผิวิ หนังั ได้ด้ ีี ออกฤทธิ์ต� ่อ่ การทำำ�งาน

39

ของระบบประสาทของแมลง สารเคมีีกลุ่่�มนี้้�มีีความเป็็นพิิษเฉีียบพลัันต่ำ��ำ แต่่เกิิดพิิษเรื้�อรัังในระยะยาว คืือ
ตกค้า้ งในธรรมชาติอิ ยู่�นานทำ�ำ ให้ม้ ีผี ลกระทบต่อ่ สิ่ง� แวดล้อ้ มอื่่น� ลักั ษณะเป็น็ ผลึึกสีขี าว ไม่ม่ ีกี ลิ่น� สารในกลุ่่�มนี้้� เช่น่
ดีดี ีีทีี (DDT) ดีีลดรินิ (Dieldrin) คลอร์์แดน (Chlordane) เอนโดซััลแฟน (Endosulfan) เป็น็ ต้น้
3.2 สารเคมีกี ลุ่่�มออร์์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate compounds)
เป็น็ สารที่่ม� ีธี าตุฟุ อสฟอรัสั เป็น็ ส่ว่ นประกอบ ออกฤทธิ์ท� ำ�ำ ให้แ้ มลงตายโดยการสัมั ผัสั และดูดู ซึึม
เข้า้ สู่่�ตัวั แมลง มีคี ุณุ สมบัตั ิยิ ับั ยั้ง� เอนไซม์โ์ คลีนี เอสเทอเรส ซึ่ง่� เป็น็ เอนไซม์ท์ ี่่ช� ่ว่ ยในการทำ�ำ งานของระบบประสาท
ของมนุษุ ย์แ์ ละสัตั ว์์ สารในกลุ่่�มนี้้� เช่น่ ไดคลอร์ว์ อสหรือื ดีดี ีวี ีพี ีี (Dichlovos or DDVP) ไดอะซินิ อน (Diazinon)
มาลาไธออน (Malathion) คลอร์์ไพริิฟอส (Chlorpyrifos) เทมีีฟอส (Temephos) พิิริิมิิฟอส-เมธทิิล
(Pirimiphos-methyl) เป็น็ ต้้น
3.3 สารเคมีกี ลุ่่�มคาร์บ์ าเมต (Carbamate compounds)
เป็็นสารที่่�มีีธาตุุไนโตรเจนเป็็นส่่วนประกอบสำำ�คััญ มีีคุุณสมบััติิเป็็นพิิษต่่อระบบประสาท
อย่่างรุุนแรง มีีฤทธิ์�ตกค้้างนานและมีีพิิษคล้้ายสารเคมีีในกลุ่่�มออร์์กาโนฟอสเฟต คืือ ยัับยั้�งเอนไซม์์
โคลีนี เอสเทอเรส สารในกลุ่่�มนี้้� ได้แ้ ก่่ คาร์โ์ บฟูรู าน (Carbofuran) โพรพอกเซอร์์ (Propoxur) คาร์บ์ าริลิ (Cabaryl)
เบนดิโิ อคาร์บ์ (Bendiocarb) เป็น็ ต้น้
3.4 สารเคมีีกลุ่่�มไพรีีทรอยด์์สังั เคราะห์์ (Synthetic Pyrethroids)
เป็็นสารเคมีีสัังเคราะห์์ที่่�มีีสููตรโครงสร้้างคล้้ายสารไพรีีทริินที่่�สกััดจากพืืชในกลุ่่�มเดีียวกัับ
ดอกเบญจมาศ ที่่ม� ีคี ุุณสมบัตั ิิไม่ท่ นต่อ่ แสง จึึงมีีการผลิติ สารไพรีีทรอยด์์สัังเคราะห์์ขึ้น�้ แทน สารในกลุ่่�มนี้้� เช่น่
อััลเลทริิน (Allethrin) ไบโออััลเลทริิน (Bioallethrin) ไบโอเรสเมทริิน (Bioresmethrin) ไซเพอร์์เมทริิน
(Cypermethrin) เพอร์์เมทริิน (Permethrin) ไซฟลููทริิน (Cyfluthrin) เป็็นต้้น สารเคมีีชนิิดนี้้�ส่่วนใหญ่ ่
เป็น็ พิษิ สูงู ต่อ่ สััตว์์น้ำ��ำ ผึ้ง�้ และสััตว์ไ์ ม่่มีีกระดููกสันั หลัังบางชนิดิ
3.5 สารออกฤทธิ์�กลุ่่�มอื่่�นๆ ที่่�พััฒนาขึ้้�นเนื่่�องจากการใช้้สารเดิิมๆ เป็็นเวลานานแมลงอาจเกิิด
ความต้า้ นทานได้้ ได้แ้ ก่่
3.5.1 สารเคมีีกลุ่่�มคลอโรนิโิ คตินิ ิลิ (Chloronicotinyl)
เป็็นสารที่่อ� อกฤทธิ์�คล้า้ ยนิโิ คตินิ แต่่มีพี ิิษต่่อสัตั ว์์เลี้�ยงลููกด้้วยนมน้้อยกว่า่ มีคี ุณุ สมบัตั ิิ
ดูดู ซึึม ไม่ข่ ับั ไล่แ่ มลง ออกฤทธิ์ต� ่อ่ ระบบประสาท กำำ�จัดั แมลงได้ท้ ั้้ง� การสัมั ผัสั และการกัดั กินิ สารในกลุ่่�มนี้้� เช่น่
อิิมิิดาโคลพริดิ (Imidacloprid) เป็น็ ต้น้
3.5.2 สารเคมีีกลุ่่�มเฟนนีลี ไพราโซล (Phenylpyrazole)
เป็น็ สารเคมีที ี่่ม� ีีคุุณสมบัตั ิิดูดู ซึึม มีีพิษิ ในแบบสััมผััสและการกัดั กิิน สารในกลุ่่�มนี้้ใ� ช้ใ้ น
การแก้ป้ ัญั หาแมลงที่่ม� ีคี วามต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีกี ลุ่่�มออร์ก์ าโนฟอสเฟต คาร์บ์ าเมต และไพรีที รอยด์ส์ ังั เคราะห์์
เช่่น ฟิโิ พรนิลิ (Fipronil) เป็น็ ต้น้
3.5.3 สารควบคุมุ การเจริิญเติบิ โตของแมลง (insect growth regulators; IGRs) แบ่่งเป็็น
2 กลุ่่�ม คืือ
1) สารคล้้ายจูวู ิิไนซ์ฮ์ อร์์โมน (Juvenile hormone analogs) มีหี น้า้ ที่่�ในการรัักษา
รูปู ร่า่ งลักั ษณะของตัวั อ่อ่ นไม่ใ่ ห้เ้ จริญิ ไปเป็น็ ตัวั เต็ม็ วัยั จึึงควบคุมุ การเจริญิ เติบิ โตของแมลง เมื่อ� นำ�ำ มาใช้ก้ ับั แมลง
ทำ�ำ ให้แ้ มลงไม่ส่ ามารถลอกคราบได้แ้ ละตายในเวลาต่อ่ มา สารกลุ่่�มนี้้�ที่่�นำ�ำ มาใช้ใ้ นการควบคุมุ แมลงตัวั แรก คือื
เม็็ทโทปรีนี (Methoprene) ส่ว่ นตััวอื่น� ๆ ได้แ้ ก่่ ไพริพิ ร็็อกซิิเฟน (Pyriproxyfen)
40 คู่มือ สารเคมแี ละเครอื่ งพ่นสารเคมเี พื่อควบคุมยุงพาหะนำ�โรค

2) สารยัับยั้�งการสร้้างผนัังลำำ�ตััวแมลง (Chitin synthesis inhibitors) ยัับยั้�งการ
สร้้างไคติิน (Chitin) : ซึ่่�งเป็็นส่่วนสำำ�คััญในการสร้้างผนัังลำำ�ตััวของแมลง ใช้้ในการกำ�ำ จััดแมลงระยะไข่่และ
ตัวั อ่่อนเท่า่ นั้้�น เช่่น ไดฟููเบนซููรอน (Diflubenzuron) และ โนวาลููรอน (Novaluron)
สารเคมีีทั้้�งหมดขั้�นต้้นต่่างก็็เป็็นสารเคมีีมีีพิิษที่่�มีีอัันตรายไม่่ใช่่แต่่แมลงเท่่านั้้�น แต่่ยัังมีีอัันตราย
ต่่อสิ่ง� มีชี ีีวิติ อื่่น� เช่่น คน สััตว์์เลี้�ยง พืืชบางชนิิด ทั้้�งนี้้�ควรศึึกษาการใช้ง้ าน ตลอดจนอันั ตรายจากสารพิิษ เช่่น
การได้้รับั พิิษ กลไกการออกฤทธิ์� การแก้พ้ ิษิ และการป้้องกันั อัันตรายจากสารพิิษด้ว้ ย

รูปู แบบของสารเคมีกี ำำ�จัดั แมลง 41

สารเคมีีกำำ�จััดแมลงส่่วนใหญ่่จะอยู่�ในรููปน้ำำ��มัันซึ่่�งไม่่ละลายน้ำ�ำ� บางชนิิดก็็ละลายได้้แต่่มีีพิิษสููงเกิินไป
จึึงมีกี ารผสมสารเคมีกี ำำ�จัดั แมลงในรููปแบบต่่างๆ เพื่่อ� ให้เ้ หมาะสมและสะดวกในการใช้้งาน แบ่่งได้้หลายชนิดิ
ได้แ้ ก่(่ 1-3)
1. รููปแบบของเหลว
1.1 สารผสมชนิิดน้ำำ��มัันข้้น EC (Emulsifiable Concentrate) เป็็นของเหลวเนื้้�อเดีียวใส
ประกอบด้้วยสารออกฤทธิ์ก� ัับตัวั ทำำ�ละลาย และผสมสาร emulsifier เพื่่อ� ช่ว่ ยให้ส้ ารออกฤทธิ์�ผสมกับั น้ำ�ำ�ได้้
เมื่�อผสมกัับน้ำ��ำ จะได้้สารละลายสีีขาวขุ่�นคล้้ายน้ำ��ำ นม สารเคมีีกำ�ำ จััดแมลงรููปแบบนี้้�มีีใช้้แพร่่หลายที่่�สุุด เช่่น
Deltamethrin 0.5% EC สููตรผสม เป็น็ ต้้น
1.2 สารผสมเหลวข้้น SL (Soluble Concentrate) เป็็นของเหลวเนื้้�อเดีียวใส ประกอบด้้วย
สารออกฤทธิ์แ� ละตัวั ทำ�ำ ละลายที่่ส� ามารถละลายน้ำ��ำ ได้ ้ จึึงไม่ใ่ ส่่ emulsifier ดังั นั้้น� เมื่อ� ผสมกับั น้ำ��ำ จะไม่ม่ ีสี ีขี าวขุ่�น
เช่่น Imidacloprid 10% SL เป็น็ ต้น้
1.3 สารผสมชนิดิ น้ำ��ำ มันั ในน้ำ��ำ EW (Emulsion, oil in water) เป็น็ ของเหลวหนืดื ขาวข้น้ ประกอบด้ว้ ย
สารออกฤทธิ์ล� ะลายในตัวั ทำ�ำ ละลายอินิ ทรียี ์เ์ ป็น็ ละอองขนาดเล็ก็ กระจายตัวั อยู่�ในน้ำำ�� เมื่อ� เจือื จางด้ว้ ยน้ำ��ำ จะได้้
สารอิมิ ัลั ชั่�น สีีขาวขุ่�น ได้แ้ ก่่ Cyfluthrin 5% EW เป็น็ ต้น้
1.4 สารผสมแขวนลอยข้น้ SC (Suspension Concentrate) หรือื FL (Flowable Concentrate)
เป็็นสูตู รสำ�ำ เร็็จคล้้ายคลึึงกับั Wettable Powder ซึ่ง�่ อยู่�ในรูปู ของครีีมหรือื ของเหลวเข้ม้ ข้้น สามารถรวมกับั
น้ำ��ำ ได้ด้ ีี และอนุภุ าคของสารสามารถแขวนลอยอยู่�ในสารละลายได้น้ าน สารไม่อ่ อกฤทธิ์น� ั้้น� จะถูกู บดให้ม้ ีขี นาด
เล็ก็ กว่่าขนาดของ wettable จึึงทำำ�ให้้แขวนลอยอยู่�ได้น้ าน เช่่น alpha-Cypermethrin 10% SC เป็็นต้้น
1.5 สารผสมแคปซูลู แขวนลอย CS (Capsule suspensions) เป็น็ สารผสมเหลวที่่ไ� ด้จ้ ากกระจาย
แขวนลอยของสารออกฤทธิ์ใ� นรูปู แคปซูลู ขนาดเล็ก็ ต้อ้ งผสมน้ำ��ำ ก่่อนใช้้ เช่น่ lambda-Cyhalothrin 10% CS
เป็น็ ต้้น
1.6 สารผสมสเปรย์แ์ อโรซอล (Aerosol) บรรจุใุ นกระป๋อ๋ งทนแรงอัดั แก๊ส๊ ภายในมีแี รงดันั สูงู เมื่อ� กด
ที่่ฉ� ีดี สารละลายจะถููกปล่่อยออกมาเป็็นละอองฝอย เช่น่ Imiprothrin 0.020% Aerosol สูตู รผสม เป็น็ ต้น้
2. รูปู แบบผงหรืือฝุ่�่น
2.1 สารผสมชนิิดผงละลายน้ำ�ำ� WDP (Water Dispersible Powder) หรืือ WP (Wettable
Powder) สููตรชนิิดผงผสมน้ำำ�� สารเคมีกี ำำ�จััดแมลงแบบนี้้ป� ระกอบด้ว้ ยสารออกฤทธิ์�และสารพาหะหรืือสารที่่�
ทำ�ำ ให้เ้ จืือจาง เมื่�อจะใช้ต้ ้้องเจืือจางด้้วยน้ำ�ำ� ได้แ้ ก่่ Bifenthrin 10% WP เป็็นต้้น

2.2 สารผสมชนิิดเม็็ดละลายน้ำำ�� WDG (Water Dispersible Granules) หรือื WG (Wettable
Granules) สูตู รชนิดิ เม็็ดผสมน้ำำ�� มีคี ุณุ สมบััติิและการผลิิตเช่น่ เดียี วกับั WP (Wettable Powder) เพียี งแต่่
ผลิิตออกมาเป็็นเม็ด็ ได้แ้ ก่่ Deltamethrin 25% WDG เป็น็ ต้้น
2.3 สารผสมชนิดิ อัดั เม็ด็ ละลายน้ำ�ำ� WT (Water Dispersible Tablets) คุุณสมบััติแิ ละการผลิิต
เช่น่ เดียี วกับั WP (Wettable Powder) เพียี งแต่ผ่ ลิติ ออกมาเป็น็ เม็ด็ ได้แ้ ก่่ Deltamethrin 25% WT เป็น็ ต้น้
2.4 สารผสมอััดเม็็ดพร้้อมใช้้ DT (Tablets for direct application) เป็็นสารเคมีีกำ�ำ จััดแมลง
ที่่�ผลิิตในรููปอััดเม็็ดพร้้อมใช้้งานโดยตรงไม่่ต้้องผสมน้ำ�ำ� มัักใช้้กำ�ำ จััดแมลงในแหล่่งน้ำำ�� เช่่น Diflubenzuron
2% DT เป็็นต้น้
2.5 สารผสมแบบเม็ด็ G หรืือ GR (Granules) สารเคมีีกำำ�จััดแมลงรููปแบบนี้้�จะใช้้สารออกฤทธิ์�
เคลือื บกับั เม็ด็ ทรายหรือื วัสั ดุอุื่น� บางชนิดิ เพื่่อ� นำำ�พาและกระจายลงสู่�พื้น� ที่่เ� ป้า้ หมายได้ง้ ่า่ ย เช่น่ ในน้ำำ�� นำำ�ไปใช้้
โดยตรงไม่่ต้้องผสมน้ำ�ำ� ได้แ้ ก่่ Temephos 1% GR เป็น็ ต้้น
2.6 สารผสมชนิิดผงฝุ่�น D (Dust) หรืือ DP (Dustable Powder) สารเคมีีกำ�ำ จััดแมลงแบบนี้้�
ผลิิตโดยนำ�ำ สารออกฤทธิ์�มาบดละเอีียดแล้้วผสมกัับผงของสารไม่่ออกฤทธิ์� เช่่น ผงหิินบางชนิิด (Talc) และ
เบนโธไนท์์ (Bentonite) ซึ่ง่� ส่ว่ นผสมเหล่า่ นี้้จ� ะทำ�ำ ให้เ้ ปอร์เ์ ซ็น็ ต์ข์ องสารออกฤทธิ์ล� ดลง นำำ�ไปใช้โ้ ดยตรงไม่ต่ ้อ้ ง
ผสมน้ำ�ำ� ได้แ้ ก่่ Permethrin 0.5% DP เป็็นต้้น
2.7 สารผสมผงละลายน้ำ��ำ SP (Soluble Powder) สารเคมีกี ำ�ำ จัดั แมลงแบบนี้้ � ผลิติ ออกมาในรูปู เม็ด็
หรือื เกล็็ด สามารถละลายน้ำ��ำ ได้้ทันั ทีี ละลายน้ำำ��ได้ง้ ่า่ ยและไม่่ตกตะกอน เช่น่ Acetamiprid 20% SP เป็น็ ต้้น
นอกจากนั้้�นยัังมีีสารกำำ�จััดแมลงในรููปแบบอื่�นอีีก เช่่น BR (Briquette), GD (Gel for direct
application), LLIN (Long-lasting insecticidal net), MC (Mosquito coil), SG (Water soluble granule),
UL (Ultra-low volume liquid) เป็น็ ต้้น

ระดัับความเป็น็ พิิษของสารเคมีี

องค์์การอนามััยโลกจััดแบ่่งระดัับความเป็็นอัันตรายของสารเคมีีตามระบบ GHS (The Globally
Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals) ซึ่ง�่ เป็น็ ระบบการจำำ�แนกประเภท
และการติิดฉลากสารเคมีีที่่�เป็็นระบบเดีียวกัันทั่่�วโลก ที่่�องค์์การสหประชาชาติิพััฒนาขึ้้�น โดยมีีวััตถุุประสงค์์
เพื่่อ� ระบุอุ ันั ตรายที่่พ� บจากสารเคมีแี ละของผสมเคมีี และการสื่อ� สารถึึงข้อ้ มูลู อันั ตรายที่่บ� อกความเป็น็ อันั ตราย
ของสารนั้้�น ระบบ GHS มีกี ารแบ่่งประเภทความอันั ตรายเป็็น 3 ด้้าน ได้้แก่ ่ ด้้านกายภาพ ด้า้ นสุุขภาพ และ
ด้้านสิ่ง� แวดล้้อม ประเภทความเป็น็ อัันตรายด้้านสุขุ ภาพ แบ่่งเป็น็ 10 ประเภท ซึ่�ง่ ในส่ว่ นประเภทความเป็็น
อัันตรายความเป็น็ พิิษเฉีียบพลันั (Acute toxicity) มีีการแบ่่งเป็็น 5 กลุ่่�มความเป็็นพิษิ โดยพิิจารณาจากค่า่
ความเป็็นพิิษเฉีียบพลัันของสารเคมีี (LD50/LC50) (โดยประมาณ) ซึ่่�งได้้รัับผ่่านทางปาก (Oral) ทางผิิวหนััง
(Dermal) และทางหายใจ (Inhalation) การได้ร้ ับั พิษิ ของสารเคมีผี ่า่ นทางปาก และทางผิวิ หนังั จะวัดั ค่า่ ความ
เป็น็ พิษิ เฉียี บพลันั เป็น็ ค่า่ LD50 (50% Lethal Dose) หมายถึึง ปริมิ าณของสารเคมีที ี่่ใ� ห้ก้ ับั สัตั ว์ท์ ดลองทั้้ง� หมด
เพีียงครั้�งเดีียวแล้้วทํําให้้กลุ่่�มของสััตว์์ทดลองตายร้้อยละ 50 (ครึ่�งหนึ่่�ง) มีีหน่่วยเป็็นมิิลลิิกรััมต่่อกิิโลกรััม

42 คมู่ อื  สารเคมแี ละเครือ่ งพ่นสารเคมเี พื่อควบคมุ ยุงพาหะน�ำ โรค

ของน้ำำ�� หนักั ตััว ตััวอย่่างเช่่น สารเคมีีชนิิดหนึ่่�งถ้้าให้ส้ ััตว์ท์ ดลองที่่ม� ีนี ้ำ�ำ� หนััก 1 กิิโลกรััม กินิ เข้า้ ไป 10 มิิลลิิกรััม
มีีผลทำำ�ให้้สััตว์์ทดลองตายครึ่�งหนึ่่�ง (50%) เพราะฉะนั้้�นค่่า LD50 จะเท่่ากัับ 10 มิิลลิิกรััมต่่อกิิโลกรััม
ส่่วนทางการหายใจจะวัดั เป็น็ ค่่า LC50 (50% Lethal Concentration) หมายถึึง ค่่าความเข้้มข้น้ ของสารเคมีี
ในอากาศหรืือของสารเคมีีในน้ำ�ำ� ที่่�เป็็นเหตุุทํําให้้กลุ่่�มของสััตว์์ทดลองตายร้้อยละ 50 (ครึ่�งหนึ่่�ง) มีีหน่่วยเป็็น
มิลิ ลิิกรัมั ต่่อปริมิ าตรอากาศหนึ่่ง� ลิติ ร ถ้้าค่่า LD50 สูงู ความเป็น็ พิษิ ของสารเคมีีจะน้อ้ ยลง การจำ�ำ แนกความ
เป็น็ อัันตรายของความเป็็นพิิษเฉียี บพลันั ของสารเคมีี (Acute toxicity hazard category) ตามระบบ GHS
แบ่ง่ ออกเป็็น 5 กลุ่่�ม สรุปุ ข้อ้ มูลู การแบ่่งกลุ่่�มได้ด้ ัังนี้้(� 4-6) (ตารางที่่� 2.1)

ตารางที่่� 2.1 กลุ่่�มความเป็็นอัันตรายของความเป็น็ พิษิ เฉียี บพลัันของสารเคมีตี ามระบบ GHS

เกณฑ์์การจำำ�แนกประเภท

กลุ่ม�่ ความ ทางปาก ทางผิวิ หนังั
เป็็นอันั ตราย
(mgL/kDg50bw) อัันตราย (mgL/kDg50bw) อันั ตราย
(Hazard Statement) (Hazard Statement)

กลุ่่�ม 1 < 5 เสียี ชีวี ิติ กรณีีกลืืนกิิน < 5 เสียี ชีีวิติ กรณีสี ััมผััสผิิวหนังั

กลุ่่�ม 2 5 - 50 เสีียชีีวิิตกรณีีกลืืนกิิน 50 - 200 เสียี ชีีวิิตกรณีสี ััมผััสผิิวหนังั

กลุ่่�ม 3 50 - 300 มีีความเป็็นพิิษกรณีกี ลืืนกินิ 200 - 1,000 มีคี วามเป็็นพิษิ กรณีีสััมผััส
ผิวิ หนังั

กลุ่่�ม 4 300 - 2,000 อัันตรายกรณีกี ลืนื กินิ 1,000 - 2,000 อันั ตรายกรณีีสััมผัสั ผิิวหนังั

กลุ่่�ม 5 2,000 - 5,000 อาจเป็น็ อันั ตรายกรณีกี ลืนื กินิ 2,000 - 5,000 อาจเป็็นอันั ตรายกรณีสี ัมั ผัสั
ผิิวหนััง

การแบ่่งระดัับความเป็็นอัันตรายของสารเคมีี แต่่เดิิมองค์์การอนามััยโลกจำำ�แนกความเป็็นพิิษของ
สารเคมีีเป็็นประเภทของแข็็งและของเหลว โดยใช้้เกณฑ์์ในการวััดค่่าความเป็็นพิิษที่่�ต่่างกััน แต่่ระบบ GHS
ใช้้เกณฑ์์เดีียวกัันในการวััดค่่าความเป็็นพิิษของสารเคมีี องค์์การอนามััยโลกจึึงได้้มีีการปรัับแก้้ไขเกณฑ์์การ
แบ่ง่ ระดับั ความเป็น็ อันั ตรายของสารเคมีเี พื่่อ� ให้ส้ อดคล้อ้ งกับั การจัดั กลุ่่�มความเป็น็ อันั ตรายของความเป็น็ พิษิ
เฉียี บพลัันตามระบบ GSH ดังั นี้้(� 7) (ตารางที่่� 2.2)

43

ตารางที่่� 2.2 การจััดระดับั ความเป็น็ อัันตรายสารเคมีขี ององค์์การอนามัยั โลก ตามแนวทางของระบบ GHS

ชั้�น้ (มิลิ ลิกิLรDัมั 50/กสิำิโำ�ลหกรัรบัััมหขนอููทงดน้ำลำ�� หอนงัักตัวั )

ทางปาก ทางผิิวหนังั

Ia มีพี ิิษร้้ายแรงมาก <5 < 50
(Extremely hazardous)

Ib มีพี ิิษร้้ายแรง 5 - 50 50 - 200
(Highly hazardous)

II มีพี ิิษปานกลาง 50 - 2,000 200 - 2,000
(Moderately hazardous)

III มีพี ิิษน้้อย มากกว่า่ 2,000 มากกว่่า 2,000
(Slightly hazardous)

U Unlikely to present acute 5,000 หรืือ มากกว่่า
hazard

สารเคมที ่แี นะนำ� ให้ใชเ้ พ่อื การกำ� จัดแมลงทางสาธารณสุข

ให้เ้ ลือื กใช้ผ้ ลิติ ภัณั ฑ์ท์ ี่่ไ� ด้ร้ ับั การขึ้น้� ทะเบียี นเป็น็ วัตั ถุอุ ันั ตรายทางด้า้ นสาธารณสุขุ ตามพระราชบัญั ญัตั ิิ
วััตถุอุ ันั ตราย พ.ศ. 2535 ซึ่�ง่ มีีสำ�ำ นักั งานคณะกรรมการอาหารและยาเป็น็ หน่ว่ ยงานผู้้�รับผิิดชอบ ผลิติ ภััณฑ์์
ที่่�ได้้รัับการขึ้�้นทะเบีียนโดยส่่วนใหญ่่จะอ้้างอิิงจากสารเคมีีกำำ�จััดแมลงและอััตราการใช้้ที่่�แนะนำำ�โดยองค์์การ
อนามัยั โลก โดยมีีตััวอย่่างสารเคมีกี ำ�ำ จัดั แมลงที่่อ� งค์์การอนามัยั โลกแนะนำ�ำ ให้ใ้ ช้้ รวมทั้้�งอัตั ราการใช้้เพื่่อ� ใช้ใ้ น
การควบคุุมแมลงพาหะนำำ�โรค สำำ�หรับั แต่่ละรููปแบบการใช้้งาน(8) ตามตารางที่่� 2.3-2.6

ตารางที่่� 2.3 ส ารเคมีกี ำ�ำ จัดั แมลง และอัตั ราการใช้ท้ ี่่อ� งค์ก์ ารอนามัยั โลกแนะนำำ�ให้ใ้ ช้ใ้ นการพ่น่ แบบฤทธิ์ต� กค้า้ ง
ในการกำ�ำ จััดยุงุ พาหะนำำ�โรค

สารเคมีกี ำำ�จัดั แมลง กลุ่�่มสาร ปริิมาณของสารเคมีีกำ�ำ จัดั แมลง
(Insecticide) (Chemical type) กรัมั ต่่อพื้น้� ที่่� 1 ตารางเมตร (g/m2)

Bendiocarb Carbamate 0.100 - 0.400
Propoxur Carbamate 1-2
Fenitrothion Organophosphate 2
Malathion Organophosphate 2
Pirimiphos-methyl Organophosphate 1-2

44 คู่มอื  สารเคมแี ละเครือ่ งพ่นสารเคมเี พ่อื ควบคุมยงุ พาหะน�ำ โรค

ตารางที่่� 2.3 ส ารเคมีกี ำำ�จัดั แมลง และอัตั ราการใช้ท้ ี่่อ� งค์ก์ ารอนามัยั โลกแนะนำำ�ให้ใ้ ช้ใ้ นการพ่น่ แบบฤทธิ์ต� กค้า้ ง
ในการกำ�ำ จััดยุุงพาหะนำำ�โรค (ต่่อ)

สารเคมีีกำำ�จััดแมลง กลุ่ม่� สาร ปริมิ าณของสารเคมีีกำ�ำ จััดแมลง
(Insecticide) (Chemical type) กรััมต่่อพื้น�้ ที่่� 1 ตารางเมตร (g/m2)

alpha-Cypermethrin Pyrethroid 0.020 - 0.030
Bifenthrin Pyrethroid 0.025 - 0.050
Cyfluthrin Pyrethroid 0.020 - 0.050
Deltamethrin Pyrethroid 0.020 - 0.025
Etofenprox Pyrethroid 0.100 - 0.300
lambda-Cyhalothrin Pyrethroid 0.020 - 0.030

ตารางที่่� 2.4 รููปแบบ และปริิมาณสารเคมีที ี่่อ� งค์์การอนามัยั โลกแนะนำ�ำ ให้ใ้ ช้ส้ ำำ�หรับั การชุบุ มุ้�ง

สารเคมีกี ำ�ำ จัดั แมลง รููปแบบสารเคมีี ปริิมาณสารเคมีีกำ�ำ จัดั แมลง
(Insecticide) (Formulation) ต่อ่ มุ้้ง� 1 ตารางเมตร

(Dosage per mosquito neta)

alpha-Cypermethrin 10% suspension concentrateb 6 ml

Cyfluthrin 5% emulsion, oil in water 15 ml

Deltamethrin 1% suspension concentrate 40 ml

Deltamethrin 25% water-dispersible tablet One tablet

Etofenprox 10% emulsion, oil in water 30 ml

lambda-Cyhalothrin 2.5% capsule suspension 10 ml
(microencapsulated)

Permethrin 10% emulsifiable concentrate 75 ml
a B ased on the highest WHO recommended concentration of active ingredient (ai) per square metre of netting
(α - cypermethrin, 20–40 mg ai/m2; cyfluthrin, 50 mg ai/m2; deltamethrin, 15–25 mg ai/m2; etofenprox,
200 mg ai/m2; λ-cyhalotrhin, 10–15 mg ai/m2; and permethrin, 200–500 mg ai/m2) and for a family-sized net
of 15 m2 and known uptake of liquid by polyester and cotton netting
b 10 ml with α -cypermethrin 6% suspension concentrate

45

ตารางที่่� 2.5 ส ารเคมีีกำ�ำ จััดแมลง และอััตราการใช้้ที่่�องค์์การอนามััยโลกแนะนำำ�ให้้ใช้้สำำ�หรัับการพ่่น
แบบฝอยละเอียี ด (ULV) หรืือพ่่นหมอกควันั เพื่่อ� ใช้ก้ ำำ�จััดยุงุ

สารเคมีกี ำำ�จััดแมลง กลุ่่�มสาร ปริมิ าณของสารเคมีีกำำ�จัดั แมลง
(Insecticide) (Chemical type) กรัมั ต่่อพื้�น้ ที่่� 10,000 ตารางเมตร (g/ha)

พ่่นฝอยละเอียี ด (ULV) พ่่นหมอกควันั

Fenitrothion Organophosphate 250 - 300 250 - 300
Malathion Organophosphate 112 - 600 500 - 600
Pirimiphos-methyl Organophosphate 230 - 330 180 - 200
Bioresmethrin
Cyfluthrin Pyrethroid 5 10
Cypermethrin Pyrethroid 1-2 1-2
Cyphenothrin Pyrethroid 1-3
d,d-trans-Cyphenothrin Pyrethroid 2-5 -
Deltamethrin Pyrethroid 1-2 5 - 10
d-Phenothrin Pyrethroid 0.5 - 1.0 2.5 - 5
Etofenprox Pyrethroid 5 - 20 0.5 - 1.0
lambda-Cyhalothrin Pyrethroid 10 - 20
Permethrin Pyrethroid 1.0 -
Resmethrin Pyrethroid 10 - 20
Pyrethroid 5
2-4 1.0
10
4

ตารางที่่� 2.6 สารเคมีีกำำ�จัดั แมลง และอััตราการใช้ท้ ี่่อ� งค์์การอนามัยั โลกแนะนำ�ำ เพื่่อ� ใช้้ควบคุุมลููกน้ำ�ำ� ยุุง

สารเคมีกี ำำ�จััดแมลง กลุ่ม�่ สาร ปริมิ าณของสารเคมีกี ำ�ำ จัดั แมลง รููปแบบสููตร
(Insecticide) (Chemical type) กรัมั ต่่อพื้น�้ ที่่� 10,000 ตารางเมตร ผลิิตภัณั ฑ์์

(g/ha) (Formulation)

Diflubenzuron Insect growth regulator 25 - 100 WP

Methoprene Insect growth regulator 20 - 40 EC

Novaluron Insect growth regulator 10 - 100 EC

Pyriproxyfen Insect growth regulator 5 - 10 Granules

46 คู่มือ สารเคมแี ละเครือ่ งพ่นสารเคมเี พอ่ื ควบคมุ ยุงพาหะน�ำ โรค

ตารางที่่� 2.6 สารเคมีีกำำ�จัดั แมลง และอััตราการใช้ท้ ี่่อ� งค์์การอนามััยโลกแนะนำ�ำ เพื่่อ� ใช้ค้ วบคุุมลููกน้ำ��ำ ยุงุ (ต่่อ)

สารเคมีีกำำ�จัดั แมลง กลุ่่ม� สาร ปริิมาณของสารเคมีีกำำ�จัดั แมลง รููปแบบสููตร
(Insecticide) (Chemical type) กรัมั ต่่อพื้น�้ ที่่� 10,000 ตารางเมตร ผลิติ ภััณฑ์์

(g/ha) (Formulation)

Fenthion Organophosphate 22 - 112 EC, Granules
Pirimiphos-methyl Organophosphate 50 - 500 EC
Temephos Organophosphate 56 - 112
EC, Granules

หลกั ในการพจิ ารณาเลอื กใช้สารเคมีกำ� จดั แมลง

1. เลือื กใช้้ผลิิตภััณฑ์ท์ ี่่ไ� ด้้ขึ้น�้ ทะเบีียนกับั สำำ�นัักงานคณะกรรมการอาหารและยา(9)
ผลิิตภััณฑ์์กำำ�จััดแมลงที่่�ใช้้ในทางสาธารณสุุข เป็็นผลิิตภััณฑ์์ที่่�อยู่�ในการกำำ�กัับดููแลของสำ�ำ นัักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา ดัังนั้้น� ก่่อนที่่ผ� ลิิตภัณั ฑ์์ดัังกล่่าวจะสามารถวางจำำ�หน่า่ ยได้ ้ ผลิิตภััณฑ์น์ ั้้น� จะต้้อง
ได้ร้ ับั การขึ้้�นทะเบียี น และได้้รับั อนุญุ าตให้้ผลิิตหรือื นำำ�เข้า้ จากสำ�ำ นักั งานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่ง�่ การ
พิิจารณารัับขึ้�้นทะเบีียนผลิิตภััณฑ์์กำำ�จััดแมลงใช้้ในทางสาธารณสุุขนั้้�น จะมีีการประเมิินทั้้�งในด้้านคุุณภาพ
ประสิทิ ธิภิ าพ และความปลอดภัยั ของผลิติ ภัณั ฑ์์ รวมทั้้ง� ตรวจสอบความถูกู ต้อ้ งของการแสดงข้อ้ ความบนฉลาก
ก่อ่ นที่่จ� ะรัับขึ้�้นทะเบียี นผลิติ ภัณั ฑ์์
ผลิติ ภัณั ฑ์ท์ ี่่ไ� ด้ร้ ับั การขึ้น้� ทะเบียี นจากสำำ�นักั งานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว้ จะได้ร้ ับั ใบสำ�ำ คัญั
การขึ้้�นทะเบีียนไว้เ้ ป็็นหลัักฐาน และผู้้�ผลิิตหรืือผู้้�นำ�ำ เข้า้ (ตามแต่่กรณีี) จะต้้องแสดงเลขทะเบีียนวััตถุุอัันตราย
ในกรอบเครื่�องหมาย อย. ไว้้บนฉลากเพื่่�อเป็็นเครื่�องหมายแสดงให้้ทราบว่่าผลิิตภััณฑ์์ได้้รัับการขึ้�้นทะเบีียน
ถููกต้้องตามกฎหมาย โดยได้้ผ่่านการประเมิินประสิิทธิิภาพและความปลอดภััย และฉลากได้้รัับการอนุุญาต
จากสำ�ำ นักั งานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว้

“อย.” หมายถึึง สำ�ำ นักั งานคณะกรรมการอาหาร “วอส.” หมายถึึง วัตั ถุุอันั ตรายที่่�ใช้ใ้ นบ้้านเรือื น
และยา หรือื ทางสาธารณสุขุ

วอส. 9999/2564

“9999/2564” หมายถึึง เลขที่่�ใบสำำ�คัญั การขึ้�น้ ทะเบีียนวัตั ถุุอันั ตราย ตามตััวอย่่างนี้้ผ� ลิติ ภัณั ฑ์ไ์ ด้้รัับใบสำำ�คัญั
การขึ้้น� ทะเบียี นวัตั ถุุอันั ตรายในปีี พ.ศ. 2564 ในลำ�ำ ดับั หมายเลขที่่� 9999

ตัวั อย่่างการแสดงเลขทะเบียี นวััตถุุอันั ตรายบนฉลาก

47

ตารางที่่� 2.7 ตัวั อย่า่ งสารกำ�ำ จัดั แมลงที่่ส� ำำ�นักั งานคณะกรรมการอาหารและยาเคยรับั ขึ้น้� ทะเบียี นสำ�ำ หรับั กำำ�จัดั
แมลงบิิน เช่่น ยุุง แมลงวันั โดยวิิธีีพ่น่ แบบฤทธิ์�ตกค้้าง

สารออกฤทธิ์�์ตัวั เดียี ว สารออกฤทธิ์ห์� ลายตัวั ผสมกััน

กลุ่ม่� pyrethroid สารผสม กลุ่ม�่ ของสารผสม

alpha-Cypermethrin beta-Cyfluthrin + Imidacloprid Pyrethroid + Neonicotinoid
Bifenthrin Cypermethrin + Piperonyl butoxide Pyrethroid + Synergist
Cyfluthrin Deltamethrin + Piperonyl butoxide Pyrethroid + Synergist
Cypermethrin
Deltamethrin
Esfenvalerate
Etofenprox
lambda-Cyhalothrin
d-Phenothrin
Permethrin

กลุ่�ม่ Organophosphate

Fenitrothion
Pirimiphos-methyl

กลุ่่ม� Carbamate
Propoxur

48 ค่มู ือ สารเคมีและเคร่อื งพน่ สารเคมีเพ่อื ควบคุมยงุ พาหะน�ำ โรค

ตารางที่่� 2.8 ตััวอย่่างสารกำ�ำ จััดแมลงที่่�สำำ�นัักงานคณะกรรมการอาหารและยาเคยรัับขึ้�้นทะเบีียนสำำ�หรัับยุุง
โดยวิธิ ีพี ่น่ แบบฝอยละเอียี ด (ULV) หรือื พ่น่ หมอกควััน

สารออกฤทธิ์�์ตััวเดีียว สารออกฤทธิ์�์หลายตััวผสมกันั

กลุ่่�ม Pyrethroid สารผสม กลุ่ม�่ ของสารผสม
Pyrethroid + Pyrethroid
Cyfluthrin Permethrin + Tetramethrin Pyrethroid + Organophosphate
Cypermethrin Tetramethrin + Fenitrothion Pyrethroid + Synergist
Deltamethrin Cyfluthrin + Piperonyl butoxide Pyrethroids + Synergist
Etofenprox Permethrin + s-Bioallethrin +
lambda-Cyhalothrin Pyrethroids + Synergist
Permethrin Piperonyl butoxide
Deltamethrin + s-Bioallethrin + Pyrethroids + Synergist

Piperonyl butoxide
Zeta-cypermethrin + Tetramethrin

+ Piperonyl butoxide

กลุ่ม่� Organophosphate

Pirimiphos-methyl

2. เลืือกใช้้ผลิิตภััณฑ์ใ์ ห้้เหมาะสมกัับแมลงเป้า้ หมาย และรููปแบบการใช้้ที่่�ต้อ้ งการ
ฉลากของผลิิตภััณฑ์์กำ�ำ จััดแมลงที่่�ใช้้ในทางสาธารณสุุขที่่�ได้้รัับการขึ้้�นทะเบีียนจากสำ�ำ นัักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา จะต้อ้ งระบุปุ ระโยชน์ห์ รือื วัตั ถุปุ ระสงค์ก์ ารใช้ข้ องผลิติ ภัณั ฑ์เ์ พื่่อ� ให้ผ้ ู้ใ�้ ช้ท้ ราบ และ
นำ�ำ ไปใช้ไ้ ด้อ้ ย่า่ งถูกู ต้อ้ งตรงตามวัตั ถุปุ ระสงค์์ โดยต้อ้ งระบุชุ นิดิ ของแมลง หรือื สัตั ว์พ์ าหะเป้า้ หมายที่่ผ� ลิติ ภัณั ฑ์์
สามารถควบคุุมหรืือกำำ�จััด และสถานที่่�หรืือขอบเขตการนำำ�ไปใช้้ของผลิิตภััณฑ์์ ซึ่่�งการประเมิินการแสดง
ข้้อความที่่�เกี่ �ยวกัับประโยชน์์ของผลิิตภััณฑ์์ จะพิิจารณาจากผลการทดสอบประสิิทธิิภาพของผลิิตภััณฑ์์ต่่อ
แมลง หรืือสััตว์์พาหะเป้้าหมายแต่่ละชนิิด ดัังนั้้�นเพื่่�อให้้การใช้้ผลิิตภััณฑ์์ได้้ประสิิทธิิภาพตามที่่�มุ่ �งหวััง
ผู้้�ใช้้จึึงควรใช้้ตามประโยชน์์หรืือข้้อบ่่งใช้ท้ ี่่�ระบุบุ นฉลากเท่า่ นั้้น� (9)

49

วััตถุุประสงค์์ เลืือกผลิิตภััณฑ์ท์ ี่่�ฉลากมีกี ารระบุุข้อ้ ความ
ในหััวข้้อประโยชน์์ และวิิธีีใช้ ้ ดังั นี้้�
แมลงเป้้าหมาย : ยุงุ หรืือ แมลงวััน
รูปู แบบการใช้้ : พ ่น่ แบบมีฤี ทธิ์� ประโยชน์์ : ป้้องกัันและกำำ�จัดั แมลงบิินในบ้า้ นเรืือนหรืือ
อาคารสถานที่่� เช่น่ ยุุง แมลงวันั
ตกค้้าง
วิธิ ีีใช้้ : ฉีดี พ่่นพื้้น� ผิวิ เพื่่อ� กำำ�จัดั แมลงบินิ
แมลงเป้้าหมาย : ยุุง
รููปแบบการใช้้ : พ ่่นแบบฟุ้�งกระจาย ประโยชน์์ : ใช้้ป้้องกันั และกำำ�จััดยุงุ ในบ้า้ นเรือื นหรืือ
อาคารสถานที่่�
(พ่น่ ฝอยละเอีียด
(ULV) หรืือพ่น่ วิธิ ีใี ช้้ : ฉีีดพ่่นแบบฝอยละเอียี ด (ULV)
หมอกควััน) : ฉีีดพ่น่ แบบหมอกควััน

ตััวอย่่าง
ฉลากของผลิติ ภัณั ฑ์ร์ ะบุุ “ประโยชน์:์ ใช้ป้ ้อ้ งกันั และกำ�ำ จัดั แมลงบินิ ในบ้า้ นเรือื นหรือื อาคารสถานที่�่
เช่่น ยุุง แมลงวััน” หมายถึึง ผลิิตภััณฑ์์ได้้ผ่่านการทดสอบประสิิทธิิภาพกัับตััวแทนของแมลงบิินเท่่านั้้�น
จึึงเหมาะสมที่่จ� ะใช้ก้ ับั แมลงบินิ เช่น่ ยุงุ หรือื แมลงวันั เป็น็ ต้น้ และควรใช้เ้ ฉพาะในบ้า้ นเรือื นหรือื อาคารสถานที่่�
ต่่างๆ เท่่านั้้�น ผลิิตภััณฑ์์นี้้จ� ึึงไม่่ควรนำำ�ไปใช้้กำำ�จััดแมลงคลาน เช่่น มด หรืือแมลงสาบ และไม่่เหมาะสมกัับ
การนำ�ำ ไปใช้เ้ พื่่อ� วัตั ถุปุ ระสงค์อ์ื่�น เช่น่ การนำำ�ไปใช้้เพื่่�อกำำ�จััดแมลงทางการเกษตรหรืือทางปศุสุ ัตั ว์์ เป็็นต้้น
ข้้อแนะนำ�ำ ในการอ่่านฉลาก(9)
ควรอ่า่ นฉลากในทุกุ ขั้น� ตอนของการใช้ท้ ั้้ง� ก่อ่ นการตัดั สินิ ใจเลือื กซื้อ� ก่อ่ นขั้น� ตอนการผสม ก่อ่ นการ
ฉีีดพ่น่ และก่่อนการเก็บ็ หรือื ทิ้้�งภาชนะบรรจุุผลิิตภััณฑ์์ (ภาพที่่� 2.1-2.3) การอ่า่ นและทำำ�ความเข้า้ ใจฉลากใน
แต่ล่ ะขั้น� ตอนของการปฏิบิ ัตั ิงิ านมีคี วามสำำ�คัญั อย่า่ งยิ่ง� ต่อ่ ประสิทิ ธิภิ าพและความปลอดภัยั ในการใช้ผ้ ลิติ ภัณั ฑ์์
และการปฏิิบััติิตามวิิธีีใช้้ ข้้อควรระวััง คำ�ำ เตืือน และข้้อแนะนำำ�ในการสวมใส่่อุุปกรณ์์ป้้องกัันอัันตราย
อย่่างเคร่ง่ ครัดั และด้ว้ ยความระมัดั ระวังั จะช่ว่ ยป้อ้ งกันั หรือื ลดความเสี่ย� งจากอันั ตรายที่่�อาจเกิดิ ขึ้�น้ ได้้

50 คู่มอื  สารเคมแี ละเคร่ืองพน่ สารเคมีเพื่อควบคมุ ยงุ พาหะนำ�โรค

ก่่อนซื้อ�้ ก่่อนผสม
• ผลิิตภัณั ฑ์์สามารถใช้ค้ วบคุมุ แมลงอะไรได้บ้ ้า้ ง • อุุปกรณ์ป์ ้้องกัันส่่วนบุคุ คลที่่�ต้อ้ งใช้้ขณะผสม
• สถานที่่ท� ี่่�เหมาะสมในการใช้้ และที่่�ไม่ค่ วรใช้้ • ปริมิ าณที่่จ� ะต้อ้ งใช้้ในการผสม
• ปริิมาณที่่จ� ะต้อ้ งใช้้ • วิธิ ีกี ารและขั้�นตอนการผสม
• อุปุ กรณ์แ์ ละเครื่�องมืือต่า่ งๆ ที่่ต� ้้องใช้ร้ ่ว่ ม • ผลิติ ภััณฑ์ส์ ามารถผสมกัับสารละลายใดและ
• อุปุ กรณ์ป์ ้้องกัันส่่วนบุุคคลที่่�ต้้องใช้้ ใช้้ร่่วมกัับสารเคมีอีื่น� ได้้หรืือไม่่
• วิธิ ีีใช้้ ข้้อห้า้ ม เงื่�อนไข และข้อ้ จำำ�กััดการใช้ข้ อง • มาตรการความปลอดภัยั ที่่ต� ้้องปฏิิบััติิตาม
ผลิิตภััณฑ์์

ก่่อนฉีีดพ่่น ก่่อนเก็บ็ หรือื ทิ้้ง� ภาชนะบรรจุุ
• วิธิ ีีใช้้ ขนาดหรืืออัตั ราการใช้้ • สถานที่่� และวิิธีีการเก็็บรัักษา
• อุุปกรณ์ป์ ้้องกัันส่ว่ นบุคุ คลที่่�ต้้องใช้ข้ ณะฉีีดพ่่น • วิิธีที ี่่ก� ำ�ำ จััดการปนเปื้�้อน และการทำำ�ลาย
• มาตรการความปลอดภััยที่่ต� ้้องปฏิบิ ััติติ ามเพื่่�อ ภาชนะบรรจุุ
ลดความเสี่ย� งที่่จ� ะได้ร้ ับั อัันตรายจากสารเคมีที ี่่� • การกำำ�จัดั สารเคมีเี หลืือใช้้
จะเกิิดขึ้้�นกับั คน สัตั ว์์ พืืช และสิ่ง� แวดล้้อม
• ข้อ้ ห้า้ มและข้อ้ แนะนำ�ำ ภายหลังั การฉีดี พ่่น

ภาพที่่� 2.1 ข ้้อแนะนำำ�ในการอ่่านและทำำ�ความเข้า้ ใจฉลาก เพื่่�อประสิิทธิภิ าพและความปลอดภััยในการใช้้
ผลิิตภัณั ฑ์์(9)

51

52 คมู่ อื  สารเคมีและเครอื่ งพน่ สารเคมเี พอื่ ควบคุมยุงพาหะน�ำ โรค “ชื่่�อและอัตั ราส่่วนสารสำ�ำ คััญ” “ประโยชน์”์
• จะระบุชุื่�อสารกำำ�จััดแมลงที่่ใ� ช้้เป็น็ สารออกฤทธิ์�ในผลิติ ภัณั ฑ์์ • จะระบุุชนิิดของแมลงเป้้าหมายที่่�ผลิิตภัณั ฑ์ส์ ามารถควบคุุมหรืือ
“ชื่่�อทางการค้้า”
• เป็็นชื่�อเรีียกเฉพาะสำำ�หรัับแต่่ละสููตรผลิิตภััณฑ์์ ซึ่�่งแต่่ละ กำำ�จัดั และระบุุสถานที่่�หรือื ขอบเขตของการนำ�ำ ไปใช้้
ผลิิตภััณฑ์์ก็็จะมีีชื่�อการค้้าต่่างกััน โดยผลิติ ภัณั ฑ์ท์ี่่ม� ีชีื่อ� การ “วิิธีีแก้้พิษิ เบื้้�องต้้น”
ค้า้ ต่า่ งกันั อาจมีสี ารออกฤทธิ์เ� หมือื นกันั ก็ไ็ ด้้ • เ ป็็นข้อ้ มููลที่่�ควรอ่า่ นและทำำ�ความเข้้าใจก่่อนที่่จ� ะใช้ผ้ ลิิตภัณั ฑ์์
เพื่่อ� จะได้้ปฏิบิ ัตั ิไิ ด้้อย่่างถููกต้้องและทันั ท่่วงทีี

“วิธิ ีใี ช้”้ “รูปู สััญลักั ษณ์์ความเป็็น
• เป็น็ ข้อ้ มูลู ที่่ท� ำำ�ให้ท้ ราบวิธิ ีกี ารใช้ท้ ี่่ถ� ูกู ต้อ้ งเหมาะสม เพื่่อ� ให้้ อัันตรายคำำ�สัญั ญาณ และ
ข้้อความแสดงความเป็็น
ผลิติ ภัณั ฑ์ไ์ ด้ป้ ระสิทิ ธิภิ าพตามประโยชน์ท์ ี่่ร� ะบุุ เช่น่ วิธิ ีกี าร อัันตราย”
ผสม ตัวั ทำำ�ละลายที่่ใ� ช้ ้ อัตั ราการใช้ ้ อุปุ กรณ์ก์ ารพ่น่ วิธิ ีกี าร • เ ป็็นข้้อมูลู ที่่ท� ำำ�ให้้ทราบ
พ่น่ และความถี่่�ในการใช้้
ความเป็็นอัันตรายใน
ด้า้ นต่า่ งๆ ของ
ผลิิตภััณฑ์์

“คำ�ำ เตือื น” “เลขทะเบีียนวััตถุุอันั ตราย”
• เป็็นข้้อมููลที่่ใ� ห้ค้ ำ�ำ แนะนำำ�และข้อ้ ปฏิบิ ัตั ิิเพื่่�อป้อ้ งกันั อัันตรายและลดความเสี่ย� งจากการได้้รับั สััมผััสผลิิตภััณฑ์์ • เป็็นข้้อมููลที่่�แสดงให้้ทราบว่่าผลิติ ภัณั ฑ์ไ์ ด้้รับั การขึ้้น� ทะเบียี นกัับ

สำำ�นักั งานคณะกรรมการอาหารและยาแล้้ว

ภาพที่่� 2.2 ตััวอย่า่ งฉลากผลิิตภัณั ฑ์ป์ ้้องกันั และกำ�ำ จััดแมลงบิิน เช่น่ ยุุง และแมลงวันั โดยวิิธีพี ่่นแบบฤทธิ์�ตกค้้าง

Deเlดpลeเพrอcไiซdดe ช่ือและอตั ราสวนของสารสำคัญ: 0.75 % W/V วิธแี กพ ษิ เบอื้ งตน:
เอส-ไบโออลั เลทรนิ (S-bioallethrin) 1. หากถกู ผวิ หนงั ใหล า งออกดว ยนำ้ สะอาดจำนวนมากๆ ถา เปอ นเสอ้ื ผา ใหร บี
ผลิตภัณฑกำจัดยุง เดลทาเมทรนิ (Deltamethrin) 0.50 % W/V
ไพเพอโรนลิ บวิ ทอกไซด (Piperonyl Butoxide) 10.00 % W/V ถอดออก แลว เปลยี่ นใหมทนั ที
สำหรับฉีดพน ประโยชน: ใชปอ งกนั และกำจัดยุงในบานเรือนหรืออาคารสถานท่ี 2. หากสดู ดม ใหผ ูปว ยออกจากบรเิ วณที่ใชเ ดลเพอไซด
แบบหมอกควัน (Fogging) วิธีใช: ตอ งใชโ ดยผูที่มคี วามชำนาญในการกำจัดแมลง 3. หากเขา ตา ใหรีบลางออกดวยนำ้ สะอาดจนอาการระคายเคอื งทุเลา หากไม
แบบฝอยละเอียด (ULV) สำหรับการกำจดั ยงุ โดยวธิ พี น แบบหมอกควัน
หา มนำไปใชท างการเกษตร ใชเดลเพอไซด 1 ลิตรผสมกับน้ำมันโซลา หรือน้ำมันกาด 79 ลิตร ทเุ ลาใหไ ปพบแพทย
ผสมใหเขากัน แลวนำสวนผสมนี้ไปฉีดพนในอัตรา 1 ลิตรตอพื้นที่ 1,000 4. หากกลืนกิน เดลเพอไซด หามทำใหอาเจียน ใหรีบนำสงแพทยพรอม
ตารางเมตร
สำหรบั การกำจดั ยุง โดยวิธพี น แบบ ULV ภาชนะบรรจุ ฉลาก หรอื ใบแทรกของเดลเพอไซด
ใชเ ดลเพอไซด 1 ลติ รผสมกบั นำ้ มนั โซลา หรอื นำ้ มนั กา ด ครั้งที่ผลติ (BN)
วนั เดอื น ปท่ีผลติ (DOM)
4 ลิตร ผสมใหเขากัน แลวนำสวนผสมนี้ไปฉีดพนในอัตรา 75 มิลลิลิตร (yyyy/mm/dd)
ตอพนื้ ท่ี 1,000 ตารางเมตร
ในหองครัวและโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ใหปกปดหรือเคลื่อนยาย
อาหาร ภาชนะ รวมทั้งพื้นที่ผิวที่เกี่ยวของกับการผลิตอาหาร หามฉีดพน ปริมาณสุทธิ 1 ลติ ร
ขณะทำการผลิต ภายหลังการฉีดพนกอนจะทำการผลิต ใหทำความสะอาด
พ้ืนผิวทีเ่ กี่ยวของกับการผลิต
วิธีการเก็บรกั ษา: ควรเก็บในภาชนะบรรจทุ ่ีปดแนน อยา ใหถ กู แสงแดด และ
เก็บในทม่ี ดิ ชิดใหห างจากเด็ก อาหาร สตั วเ ล้ียง และเปลวไฟ ผลิตและจดั จำหนา ยโดย : บริษทั xxxx จำกดั
คำเตอื น: เลขที่ xx หมทู ี่ x ถนน xxx ตำบล xxx อำเภอ xxx
1. หามรับประทาน จงั หวัด xxxx รหัวไปรษณยี  xxxxx โทร x xxxx xxxx
2. ตองใชดวยความระมัดระวัง ขณะฉีดพนควรอยูเหนือลม ตองระวังมิให โทรสาร x xxxx xxxx

เขา ตา ปาก จมกู หรอื ถกู ผิวหนงั และเสือ้ ผา วอส. 8888/2561
3. หลังจากพน เดลเพอไซด เสร็จแลว ตองอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผา กอนรับ
ประทานอาหาร ดมื่ น้ำ หรอื สูบบหุ รี่ และซกั ชดุ ที่สวมทำงานใหส ะอาด อันตราย • ของเหลวติดไฟได • อาจเปนอันตราย
เมอ่ื กลนื กนิ • อาจเปน อนั ตรายถงึ ตายไดเ มอ่ื
4. หามฉดี พน ในหอ งท่ีมีเดก็ ออนหรอื ผปู ว ย กลนื กนิ และผา นเขา ไปทางชอ งลม • ทำลาย
5. ขณะทำการฉีดพนเดลเพอไซด ในอาคาร ใหผูที่ไมเกี่ยวของกับการ ดวงตาอยางรุนแรง • เปนพิษรายแรงตอ
สง่ิ มชี วี ิตในน้ำ และมีผลกระทบระยะยาว
ฉีดพนออกจากบริเวณที่ฉีดพนเดลเพอไซด และไมเขาไปในบริเวณนั้น
จนกวาบริเวณท่ฉี ดี พนจะแหง สนิท
6. ภาชนะบรรจุเดลเพอไซด เมื่อใชหมดแลวตองทำลาย หรือสงคืนผูผลิต
หามนำไปบรรจุสงิ่ อื่นใด และหามนำไปเผาไฟจะเกดิ อนั ตราย
7. หามทิ้งเดลเพอไซด หรือลางภาชนะบรรจุ อุปกรณ หรือเครื่องพนลงใน
แมน้ำ คูคลอง และแหลง นำ้ สาธารณะ

ภาพที่่� 2.3 ตััวอย่่างฉลากผลิติ ภััณฑ์์ป้้องกันั และกำำ�จััดยุงุ โดยวิธิ ีพี ่่นแบบฝอยละเอีียด (ULV) หรือื พ่น่ หมอกควััน

53

วธิ เี ก็บรกั ษา และการท�ำลายภาชนะบรรจุ(9)

การจััดเก็็บวััตถุุอัันตรายต้้องจััดเก็็บตามคำำ�แนะนำ�ำ ที่่�ระบุุบนฉลากภายใต้้หััวข้้อวิิธีีการเก็็บรัักษา
โดยทั่่�วไปมัักจะแนะนำำ�ให้้จััดเก็็บในที่่�ที่่�มีีอากาศถ่่ายเทได้้สะดวกและเก็็บให้้มิิดชิิดห่่างจากเด็็ก อาหาร
สััตว์์ลี้ย� ง เปลวไฟ และความร้้อน การจััดเก็็บควรอยู่�ในภาชนะบรรจุเุ ดิมิ (original container) ที่่ม� ีฉี ลากติิด
อยู่�ครบถ้ว้ นซึ่ง�่ ภาชนะบรรจุเุ ดิมิ ที่่ม� าจากผู้้�ผลิติ จะถูกู ออกแบบและทำำ�ด้ว้ ยวัสั ดุทุ ี่่ค� งทนเหมาะสมกับั การจัดั เก็บ็
และการบรรจุุผลิติ ภัณั ฑ์น์ ั้้น� ๆ
บางผลิติ ภัณั ฑ์อ์ าจระบุวุ ิธิ ีกี ารเก็บ็ รักั ษาเพิ่่ม� เติมิ เป็น็ การเฉพาะขึ้น�้ กับั คุณุ สมบัตั ิทิ างเคมีแี ละทางกายภาพ
และความคงตัวั ของผลิติ ภัณั ฑ์์ การเก็บ็ รักั ษาในสถานที่่ � อุณุ หภูมู ิิ และด้ว้ ยวิธิ ีกี ารที่่เ� หมาะสมจะช่ว่ ยให้ผ้ ลิติ ภัณั ฑ์์
ไม่่เสื่�อมสภาพ คงประสิิทธิภิ าพได้ต้ ลอดอายุุการใช้ง้ าน และเป็น็ การป้อ้ งกันั อัันตรายที่่�อาจเกิิดจากความเป็น็
อันั ตรายทางกายภาพของผลิติ ภัณั ฑ์์ เช่น่ ผลิติ ภัณั ฑ์ท์ี่่ม� ีคี ุณุ สมบัตั ิไิ วไฟ กัดั กร่อ่ น หรือื เป็น็ สารออกซิไิ ดซ์์ เป็น็ ต้น้
ภาชนะบรรจุุที่่�ใช้้แล้ว้ ควรมีีการจัดั การ ดัังนี้้�
1. ล้้างด้ว้ ยตัวั ทำำ�ละลายที่่�ระบุุในวิธิ ีีการใช้้บนฉลาก 3 ครั้�ง (triple-rinsed or pressured rinsed)
โดยแต่ล่ ะครั้ง� ให้เ้ ทตัวั ทำำ�ละลายประมาณ 1 ใน 4 ของปริมิ าตรภาชนะบรรจุ ุ ปิดิ ฝาให้แ้ น่น่ เขย่า่ แรงๆ ประมาณ
30 วินิ าทีี และรวบรวมตััวทำำ�ละลายที่่�ล้้างภาชนะบรรจุุเก็บ็ ไว้เ้ พื่่อ� นำำ�กลับั มาใช้ผ้ สมกับั ผลิิตภััณฑ์์ในครั้�งต่่อไป
2. ทำำ�ลายภาชนะบรรจุดุ ังั กล่า่ วเพื่่อ� ไม่่ให้้นำ�ำ ไปใช้ซ้ ้ำ��ำ โดยการเจาะ บีีบหรืือทำ�ำ ให้้แตก
3. รวบรวมเพื่่อ� ส่ง่ คืนื ผู้้�ผลิติ หรือื รวบรวมติดิ ป้า้ ยบอกว่า่ เป็น็ ขยะอันั ตรายเพื่่อ� ให้ห้ น่ว่ ยงานที่่ร� ับั ผิดิ ชอบ
ดำำ�เนินิ การต่่อไป
4. หากฉลากมีกี ารระบุวุ ิธิ ีีการทำำ�ลายภาชนะบรรจุุไว้เ้ ป็็นการเฉพาะ ผู้้�ใช้้ควรปฏิิบััติติ ามวิธิ ีกี ารตามที่่�
ระบุุอย่า่ งเคร่่งครัดั

54 คูม่ ือ สารเคมีและเคร่ืองพน่ สารเคมีเพื่อควบคุมยุงพาหะน�ำ โรค

บรรณานกุ รม

1. สำำ�นักั ควบคุมุ เครื่อ� งสำำ�อางและวัตั ถุอุ ันั ตราย สำ�ำ นักั งานคณะกรรมการอาหารและยา. คู่่�มือื ผู้ค�้ วบคุมุ การ
ใช้ว้ ัตั ถุอุ ันั ตรายเพื่่อ� ใช้ร้ ับั จ้า้ ง. พิมิ พ์ค์ รั้ง� ที่่� 3. กรุงุ เทพฯ: ชุมุ นุมุ สหกรณ์ก์ ารเกษตรแห่ง่ ประเทศไทย; 2556.

2. สถาบันั วิจิ ัยั วิทิ ยาศาสตร์ส์ าธารณสุขุ กรมวิทิ ยาศาสตร์ก์ ารแพทย์.์ สารเคมีปี ้อ้ งกันั กำำ�จัดั แมลง: การพัฒั นา
ผลิิตภัณั ฑ์แ์ ละวิธิ ีที ดสอบ. นนทบุุรีี: หนังั สือื ดีีวันั ; 2557.

3. สำำ�นักั วิจิ ัยั พัฒั นาการอารักั ขาพืชื กรมวิชิ าการเกษตร. คำ�ำ แนะนำ�ำ การป้อ้ งกันั กำ�ำ จัดั แมลงสัตั ว์ศ์ ัตั รูพู ืชื อย่า่ ง
มีีประสิิทธิิภาพและปลอดภััยจากงานวิิจััย. กรุุงเทพฯ: สำ�ำ นัักวิิจััยพััฒนาการอารัักขาพืืช กรมวิิชาการ
เกษตร; 2563.

4. World Health Organization and International Programme on Chemical Safety. The WHO
Recommended Classification of Pesticides by Hazard and Guidelines to Classification
2009 [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2010. [cited 2021 January 18].
Available from: https://apps.who.int/iris/handle/10665/44271.

5. กรมโรงงานอุุตสาหกรรม. การจำำ�แนกประเภทและการติิดฉลากสารเคมีีที่่�เป็็นระบบเดีียวกัันทั่่�วโลก.
กรุุงเทพฯ: กรมโรงงานอุตุ สาหกรรม; 2548.

6. United Nations. Globally Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals
(GHS) [Internet]. 3rd ed. New York and Geneva; 2009. [cited 2021 September 9]. Available
from: http://www.unece.org/trans/danger/publi/ghs/ghs_rev03/03files_e.html.

7. World Health Organization. The WHO Recommended Classification of Pesticides by
Hazard and Guidelines to Classification 2019 edition [Internet]. Geneva: World Health
Organization; 2020. [cited 2021 January 18]. Available from: https://www.who.int/
publications/i/item/9789240005662.

8. World Health Organization. Mosquitoes. In Pesticides and their Application For the control
of vectors and pests of public health importance [Internet] .6th ed. World Health
Organization. 2006 [cited 2021 January 13]. p. 22-37. Available from: https://apps.who.
int/iris/handle/10665/69223.

9. ดุุลาลััย เสฐจิินตนิิน. ฉลากผลิิตภััณฑ์์วััตถุุอัันตราย. ใน สุุรเชษฐ จามรมาน และพาริิดา สิิงหเสนีี,
บรรณาธิกิ าร, คู่่�มืือผู้ค้� วบคุุมการใช้ว้ ััตถุุอันั ตรายเพื่่อ� ใช้ร้ ัับจ้า้ ง. พิมิ พ์ค์ รั้�งที่่� 4. สมุุทรสาคร: บอร์์น ทู ู บีี
พับั ลิชิ ชิ่่�ง; 2561. หน้้า 207-217.

55



3บทที่

การต้านทานสารเคมีกำ� จัดแมลง
ของยุงพาหะนำ� โรคและแนวทางในการจดั การ

ตั้้�งแต่่ปีี พ.ศ. 2492 การใช้้สารเคมีีกำ�ำ จััดแมลงเป็็นวิิธีีการหลัักที่่�ใช้้ในการควบคุุมยุุงพาหะนำำ�โรคใน
ประเทศไทย เริ่ม� จากที่ก่� ารพ่น่ สารเคมี ี ดีดี ีที ีี แบบฤทธิ์์ต� กค้า้ งติดิ พนัังบ้า้ นเพื่อ�่ ควบคุมุ ยุงุ ก้น้ ปล่อ่ งพาหะนำ�ำ โรค
ไข้้มาลาเรีีย แล้ว้ ประสบผลสำำ�เร็็จสามารถควบคุุมการระบาดของโรคไข้ม้ าลาเรีีย และเมื่�่อเกิิดโรคไข้เ้ ลืือดออก
ระบาดครั้ง้� แรกในปีี พ.ศ. 2501(1) ก็ป็ ระสบผลสำำ�เร็จ็ ในการใช้ส้ ารเคมี ี ดีดี ีที ีี ควบคุมุ ยุงุ พาหะนำำ�โรคและควบคุมุ
การแพร่่ระบาดของโรคได้้เช่่นกััน ต่่อมาจึึงใช้้สารเคมีี ดีีดีีทีี เป็็นสารเคมีีหลัักสำำ�หรัับการควบคุุมยุุงพาหะ
นำำ�โรคในประเทศไทย จากนั้น�้ เริ่ม� ใช้ล้ ดลงเนื่อ�่ งจากพบการตกค้า้ งของสารเคมีใี นอาหาร และกระทบต่อ่ สิ่ง� แวดล้อ้ ม
ในปีี พ.ศ. 2538 ได้ห้ ยุดุ การใช้ส้ ารเคมี ี ดีดี ีที ีี อย่า่ งถาวร จากการศึกึ ษาหาสารเคมีกี ำ�ำ จัดั แมลงชนิดิ ใหม่ม่ าทดแทน
สารเคมี ี ดีดี ีที ีี พบสารเคมีหี ลายชนิดิ ในกลุ่่�มไพรีที รอยด์ส์ ัังเคราะห์ส์ ามารถใช้เ้ ป็น็ สารเคมีที างเลืือกสำ�ำ หรัับการ
ควบคุมุ ยุงุ ได้้ นอกจากสารเคมีใี นกลุ่่�มนี้้จ� ะมีคี วามเป็น็ พิษิ ที่ค�่ วบคุมุ ยุงุ ได้ด้ ีแี ม้ใ้ ช้ใ้ นปริมิ าณต่ำ��ำ แล้ว้ คุณุ สมบััติทิ ี่�่
ดีีอีีกหลายอย่่างคืือ มีีความเป็็นพิิษต่ำำ��ต่่อสััตว์์เลี้�ยงลููกด้้วยนม สลายตััวได้้ดีีเมื่�่อถููกแสงแดด จึึงสะสมใน
สิ่ง� แวดล้อ้ มไม่น่ าน และมีคี วามเป็น็ พิษิ สูงู กัับแมลงหลายชนิดิ ในปีี พ.ศ. 2537 เริ่ม� นำ�ำ สารเคมีใี นกลุ่่�มไพรีที รอยด์์
สัังเคราะห์์ 2 ชนิดิ ที่ม่� ีปี ระสิทิ ธิภิ าพในการควบคุมุ ยุงุ และมีผี ลกระทบต่อ่ คนน้อ้ ยที่่ส� ุดุ คืือ สารเคมีกี ำ�ำ จัดั แมลง
ชนิิดเดลต้้าเมทรินิ และเพอร์์มิิทริิน มาใช้ใ้ นโครงการควบคุมุ โรคไข้้มาลาเรีีย โดยใช้้พ่่นแบบมีีฤทธิ์์ต� กค้า้ งตาม
ผนัังบ้า้ น และใช้เ้ ป็น็ สารเคมีสี ำ�ำ หรัับชุบุ มุ้�ง ต่อ่ มาใช้ใ้ นโครงการควบคุมุ โรคไข้เ้ ลืือดออกได้ใ้ ช้ส้ ารเคมีเี ดลต้า้ เมทรินิ
มาเป็็นสารเคมีีชนิิดใหม่่ทดแทนสารเคมีีในกลุ่่�มออร์์กาโนฟอสเฟตที่่�เดิิมใช้้ในการพ่่นแบบฟุ้้�งกระจาย
(พ่่นหมอกควััน และพ่่นฝอยละเอีียด) สำำ�หรัับควบคุุมยุุงลายบ้้านพาหะนำำ�โรคในพื้้�นที่่�ที่�่มีีโรคไข้้เลืือดออก
ระบาด(2, 3) ส่ว่ นการควบคุมุ ลูกู น้ำ�ำ� ยุุงลายยัังไม่่มีกี ารเปลี่่ย� นแปลงสารเคมีีที่่�ใช้ต้ ั้�้งแต่่ปีี พ.ศ. 2493 ที่่�ใช้้สารเคมีี
กลุ่่�มออร์์กาโนฟอสเฟตในรููปแบบเม็็ดทรายเคลืือบด้้วยสารเคมีีออกฤทธิ์์�เทมีีฟอส 1% และคงใช้้ต่่อเนื่�่องมา
จนถึงึ ปัจั จุบุ ััน และกรมควบคุมุ โรคใช้ส้ ารเคมีกี ำำ�จัดั แมลงชนิดิ เดลต้า้ เมทรินิ เป็น็ สารเคมีหี ลัักในการควบคุมุ ยุงุ
พาหะนำำ�โรคในระยะตััวเต็็มวััย มายาวนานถึึงปััจจุบุ ััน(4)
เป็็นระยะหลายสิิบปีีที่�่ประเทศไทยใช้้สารเคมีีกำ�ำ จััดแมลงในกลุ่่�มไพรีีทรอยด์์สัังเคราะห์์ควบคุุมยุุง
ตััวเต็็มวััยชนิิดที่�่เป็็นพาหะนำำ�โรค ไม่่เพีียงแต่่สารเคมีีเดลต้้าเมทริิน ยัังมีีหลากหลายชนิิด เช่่น เพอร์์มิิทริิน
อััลฟาไซเปอร์์มิิทริิน ไบเฟนทริิน และไชเปอร์์มิิทริิน เป็็นต้้น ซึ่่�งนอกจากใช้้พ่่นควบคุุมยุุงพาหะนำ�ำ โรค
โดยหน่ว่ ยงานภาครััฐแล้ว้ ยัังมีผี ลิติ ภััณฑ์ห์ ลายรูปู แบบ เช่น่ กระป๋อ๋ งอััดลม แบบขดจุดุ กัันยุงุ สารเคมีชี นิดิ น้ำ��ำ
แบบใช้้ไฟฟ้้า หรืือแบบเจล ที่่�มีีสารเคมีีในกลุ่่�มนี้้�อีีกหลายชนิิดเป็็นสารออกฤทธิ์์� ที่�่ใช้้อย่่างกว้้างขวางในครััว
เรืือน ใช้ส้ ะดวก และสามารถหาซื้อ� ได้ใ้ นท้อ้ งตลาดทั่่ว� ไป ซึ่่ง� การใช้ส้ ารเคมีกี ำำ�จัดั แมลงควบคุมุ ยุงุ เป็น็ ระยะเวลา

57

นานติิดต่่อกัันหลายปีี ใช้้หลากหลายชนิิด และใช้้เป็็นวงกว้้างจะเป็็นสาเหตุุหลัักที่�่กระตุ้�นให้้ยุุงสร้้างความ
ต้า้ นทานต่อ่ สารเคมี(ี 5) ทำ�ำ ให้เ้ กิดิ ปัญั หาในการควบคุมุ โรคติดิ ต่อ่ ที่น�่ ำำ�โดยยุงุ จากการไม่ป่ ระสบผลสำำ�เร็จ็ ในการ
ควบคุมุ พาหะนำ�ำ โรค การต้า้ นทานสารเคมีขี องยุงุ พาหะนำำ�โรคมีหี ลายกลไกซึ่ง� สามารถจัดั กลุ่่�มได้้ 4 กลไกหลัักๆ
ประกอบด้ว้ ย Physical resistance ส่ว่ นใหญ่ย่ ุงุ จะสร้า้ งผนัังที่ห�่ นาหรืือลดอััตราซึมึ ผ่า่ นของสารเคมีเี ข้า้ ทางผิวิ หนััง
(reduced penetration or decreased absorption) Metabolic resistance ยุุงจะเพิ่่�มการผลิิตน้ำ�ำ�ย่่อย
ออกมาทำำ�ลายหรืือกำ�ำ จััดความเป็็นพิิษของสารเคมีี (increased activity of specific enzymes) Genetic
resistance ยีนี ที่เ่� ป็น็ เป้้าหมายในการรัับความเป็น็ พิษิ ของสารเคมีจี ะเกิดิ การเปลี่่ย� นแปลงหรืือเปลี่่ย� นตำำ�แหน่ง่
ไปจากเดิิมทำำ�ให้้ไม่่มีีความไวรัับสารเคมีี (target site insensitivity) และ Behavioral resistance
ยุงุ จะเปลี่่ย� นพฤติกิ รรมด้ว้ ยการหลีกี เลี่ย� งการเข้า้ สััมผััสสารเคมีี (avoidance) เป็น็ ต้น้ การสร้า้ งความต้า้ นทาน
ต่อ่ สารเคมีใี นยุงุ หรืือแมลงมีหี ลายปัจั จััยที่ม�่ ีคี วามเกี่ย� วพัันซึ่ง� กัันและกัันที่อ�่ าจจะช่ว่ ยเพิ่่ม� หรืือขยายการต้า้ นทาน
อย่า่ งเช่่นในประชากรแมลง 2 กลุ่่�ม มีีกลุ่่�มที่ท�่ นทานต่่อสารเคมีี และอีีกกลุ่่�มที่่�ช่่วงแรกยัังไวต่อ่ สารเคมีีต่่อมา
กลัับต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีี ในกลุ่่�มที่ท�่ นทานต่อ่ สารเคมีอี าจเกิดิ จากหลายปัจั จััย ไม่ว่ ่า่ จะเป็น็ พฤติกิ รรมของแมลง
หรืือลัักษณะทางกายภาพของแมลง หรืือจะเป็น็ การสร้า้ งน้ำ�ำ� ย่อ่ ยมาสลายความเป็น็ พิษิ ก็เ็ ป็น็ ได้ ้ สำ�ำ หรัับในกลุ่่�ม
ที่่�ต่่อมาเกิิดความต้้านทานต่่อสารเคมีีจะเกิิดจากการที่�่ถููกคััดเลืือกโดยธรรมชาติิ ซึ่่�งจะรอดชีีวิิตเฉพาะแมลง
ตััวที่�่สามารถสร้้างน้ำ�ำ�ย่่อยได้้ในปริิมาณที่�่มากๆ มาขจััดความเป็็นพิิษและขัับออกจากร่่างกาย หรืือในแมลง
ที่ด่� ััดแปลงยีนี เป้้าหมายไม่ใ่ ห้ม้ ีคี วามไวรัับสารเคมีที ี่เ�่ ข้า้ มาในร่า่ งกาย เป็น็ ต้น้ ซึ่่ง� ในกลุ่่�มแมลงที่ร�่ อดชีวี ิติ จะสร้า้ ง
ลูกู หลานที่ม่� ียี ีนี ที่ไ�่ ด้ถ้ ูกู คััดเลืือกแล้ว้ ในรุ่�นต่อ่ ๆ ไป อย่า่ งไรก็ต็ ามโครงการควบคุมุ ยุงุ พาหะนำ�ำ โรค
ด้้วยวิิธีีการใช้้สารเคมีีมีีปััจจััยสำ�ำ คััญที่�่กระตุ้�นให้้ยุุงสร้้างความต้้านทานสารเคมีี คืือ การใช้้
สารเคมีีควบคุุมยุุงอย่า่ งต่อ่ เนื่อ�่ ง ใช้้สารเคมีที ี่่�มีีกลไกการออกฤทธิ์์แ� บบเดีียวกััน ผู้้�ใช้้สารเคมีี
มีีทั้้�งใช้้สารเคมีีได้้ถููกต้้องและไม่่ถููกต้้องรวมๆ กััน ใช้้อััตราความเข้้มข้้นไม่่เหมาะสมกัับชนิิด
ของยุงุ เป้้าหมาย ซึ่่ง� สิ่ง� เหล่า่ นี้้ล� ้ว้ นเป็น็ อีกี ปัจั จััยสำ�ำ คััญที่ก�่ ระตุ้�นให้ย้ ุงุ พาหะนำำ�โรคในประเทศไทย
สร้า้ งความต้า้ นทานต่่อสารเคมีี

วิิธีกี ารตรวจสอบความต้้านทานสารเคมีีในยุุงพาหะนำ�ำ โรค

ยุงุ ในประชากรหนึ่่ง� อาจสร้า้ งความต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีใี นกลุ่่�มเดียี ว หรืือข้า้ มกลุ่่�ม หรืือหลายกลุ่่�มพร้อ้ มกััน
ซึ่ �งอาจมีีกลไกการต้้านทานเพีียงกลไกเดีียวหรืือหลายกลไกได้้เช่่นกััน ดัังนั้้�นในการจััดการความต้้านทาน
สารเคมีขี องยุงุ ในแต่ล่ ะพื้้น� ที่ �่ จำำ�เป็น็ ต้อ้ งทราบชนิดิ ของสารเคมีที ี่ย�่ ุงุ ต้า้ นทานและกลไกการสร้า้ งความต้า้ นทาน
(resistance mechanism) เพื่่อ� หาวิิธีกี ารจััดการที่�เ่ หมาะสมกัับสถานการณ์ข์ องการต้้านทานสารเคมีขี องยุงุ
ในพื้้น� ที่�่ วิธิ ีกี ารตรวจสอบการสร้า้ งความต้า้ นทานสารเคมีขี องยุงุ จะแตกต่า่ งกัันตามชนิดิ ของสารเคมีหี รืือกลไก
การต้้านทานที่่�ยุงุ สร้า้ งขึ้�น วิิธีกี ารตรวจสอบการต้้านทานสารเคมีขี องยุงุ หลัักๆ ประกอบด้้วย
1. วิิธีีการทดสอบความไว ตามมาตรฐานขององค์์การอนามััยโลก (WHO susceptibility test)
เป็น็ การตรวจสอบความสามารถในการแทรกซึมึ ของสารเคมีเี ข้า้ ไปในแมลงและสารเคมีสี ามารถเข้า้ ไปถึงึ เป้้าหมาย
ที่่�เป็น็ สาเหตุกุ ารตายของแมลง ด้้วยการให้ส้ ารเคมีีผ่า่ นเข้า้ ทางปลายขายุงุ (tarsal contact) วิธิ ีกี ารทดสอบ
และการวิิเคราะห์์ผลใช้้ตามวิิธีีการขององค์์การอนามััยโลก วิิธีีการคืือ จะให้้ยุุงที่่�มีีชีีวิิตสััมผััสกัับสารเคมีี

58 ค่มู อื  สารเคมแี ละเคร่อื งพ่นสารเคมีเพื่อควบคุมยงุ พาหะนำ�โรค

ที่่�เคลืือบอยู่�บนพื้้�นผิิวกระดาษที่�่ใส่่อยู่�ในกระบอกทดสอบ กำ�ำ หนดให้้ยุุงสััมผััสกัับสารเคมีีตามเวลาและ
ความเข้ม้ ข้น้ ที่เ�่ ป็น็ มาตรฐานตามชนิดิ ยุงุ การวิเิ คราะห์ผ์ ลสภาพความต้า้ นทานของยุงุ จะใช้อ้ ััตราตายของยุงุ ทดสอบ
เทียี บเกณฑ์์ ที่�ก่ ำ�ำ หนดเป็็นมาตรฐานขององค์์การอนามััยโลก(6)
2. วิิธีีการทดสอบ CDC bottle bioassay เป็็นวิิธีีการตรวจสอบความต้้านทานยุุงตามวิิธีีการ
Brogdon และ McAllister(7) ที่�่พััฒนาขึ้�นมาโดยอาศััยหลัักการเดีียวกัันกัับวิิธีีการขององค์์การอนามััยโลก
แต่่ใช้้วััสดุุอุุปกรณ์์และจำำ�นวนยุุงที่�่แตกต่่างกััน วิิธีีการทดสอบและการวิิเคราะห์์ผลใช้้แนวทางตาม Centers
for Disease Control and Prevention [CDC] การทดสอบจะให้ย้ ุงุ ที่ม่� ีชี ีวี ิติ สััมผััสกัับสารเคมีที ี่่เ� คลืือบอยู่�บน
พื้้�นผิิวของขวดแก้้วทดสอบ กำำ�หนดให้้ยุุงสััมผััสกัับสารเคมีีและความเข้้มข้้นตามมาตรฐาน และใช้้อััตราตาย
ของยุุงมาวิิเคราะห์์สภาพการต้า้ นทานสารเคมีีของยุุงตามเกณฑ์์ที่�่ CDC(8) กำ�ำ หนด
3. การทดสอบทางชีีวเคมีี (Biochemical enzyme assay) เป็็นการตรวจหาสารย่่อยสลายพิิษ
(detoxification enzyme) ที่ย�่ ุงุ ผลิติ ออกมาเพื่อ�่ กำ�ำ จัดั หรืือสลายความเป็น็ พิษิ ของสารเคมีี สารย่อ่ ยประกอบด้ว้ ย
carboxylesterase, cytochrome P-450 และ glutathione-S-transferases ซึ่่�งสารย่่อยสลายพิิษ
แต่่ละชนิิดจะมีีความเจาะจงกัับสารเคมีีในแต่่ละกลุ่่�มต่่างกััน วิิธีีการนี้้�จะตรวจหาปริิมาณสารย่่อยสลายพิิษ
ที่�่แมลงผลิิตออกมา โดยใช้้การวััดปริิมาณแสงที่�่สามารถผ่่านสารทดสอบซึ่�งสารทดสอบจะเปลี่่�ยนสีีเมื่่�อทำ�ำ
ปฏิิกิิริิยากัับสารย่่อยพิิษ ระดัับความเข้้มของสีีจะแปรผัันตามปริิมาณการผลิิตสารย่่อยสลายพิิษของแมลง
แม้ว้ ่า่ ผลการวิเิ คราะห์จ์ ะไม่ส่ ามารถวััดระดัับการเปลี่่ย� นแปลงของสารเคมีไี ด้โ้ ดยตรง แต่ส่ ามารถบอกให้ท้ ราบว่า่
ในกลุ่่�มประชากรแมลงมีกี ลไกการต้า้ นทานเกิดิ ขึ้น� และเป็น็ นััยให้ท้ ราบในกรณีเี กิดิ การต้า้ นทานแบบข้า้ มกลุ่่�ม
(cross resistance)
4. วิิธีีการทดสอบ Synergist assay เป็็นวิิธีีการตรวจสอบเพื่่�อหาความสามารถของสารเสริิมฤทธิ์์�
ในการยัับยั้�้งการสร้้างหรืือผลิิตสารย่่อยพิิษของแมลง วิิธีีการทดสอบใช้้วิิธีีการพื้้�นฐานการทดสอบความไว
ที่�่เป็็นมาตรฐานขององค์์การอนามััยโลก(6) หรืือใช้้วิิธีีการ CDC Bottle bioassay(8) ได้้ทั้้�งสองวิิธีีการ
แต่ม่ ีหี ลัักการเดียี วกัันคืือ จะให้ย้ ุงุ สััมผััสกัับสารเคมีเี พียี งอย่า่ งเดียี ว และให้ย้ ุงุ สััมผััสกัับสารเคมีแี ละสารเสริมิ ฤทธิ์์�
ทำำ�ควบคู่�กันในเวลาเดียี วกััน การวิเิ คราะห์ผ์ ลความสามารถของสารเสริมิ ฤทธิ์์ใ� นการยัับยั้ง�้ การผลิติ สารย่อ่ ยพิษิ
จะเทีียบความแตกต่่างของอััตราตายของยุุงจากการทดสอบกัับสารเคมีีอย่่างเดีียวกัับอััตราตายยุุงที่่�ทดสอบ
แบบมีสี ารเสริมิ ฤทธิ์์ร� ่่วมด้ว้ ย โดยแต่่ละวิธิ ีกี ารทดสอบจะมีีมาตรฐานกำ�ำ หนดไว้้
5. วิิธีีการทดสอบ Molecular (biological) test เป็็นวิิธีีการตรวจสอบระดัับ DNA-based
โดยใช้เ้ ทคนิคิ PCR ตรวจหา allele-specific เทคนิคิ นี้้เ� ป็น็ วิธิ ีกี ารง่า่ ยๆ ที่ส�่ ามารถตรวจหายีนี เป้้าหมายที่เ�่ ป็น็
กลไกการต้้านทานที่�่แน่่นอน วิิธีีการนี้้�เป็็นวิิธีีการที่่�ไวและสามารถตรวจจัับได้้ทัันที่่�ที่่�เกิิดการต้้านทานขึ้�น
ในประชากรแมลง ซึ่่ง� สามารถใช้แ้ จ้ง้ เตืือนได้อ้ ย่า่ งมีปี ระสิทิ ธิภิ าพ หากเกิดิ การควบคุมุ พาหะนำ�ำ โรคไม่ป่ ระสบผล
สำำ�เร็็จ

59

สถานการณ์์ความต้า้ นทานสารเคมีกี ำำ�จัดั แมลงของยุงุ พาหะนำำ�โรคในประเทศไทย

ปัจั จุบุ ัันมีรี ายงานการต้า้ นทานสารเคมีขี องยุงุ หลายชนิดิ จากหลายแหล่ง่ ข้อ้ มูลู โดยเฉพาะการต้า้ นทาน
สารเคมีีในกลุ่่�มไพรีีทรอยด์์สัังเคราะห์์ของยุุงลายบ้้าน ซึ่่�งเป็็นกลุ่่�มสารเคมีีที่่�ใช้้ในการควบคุุมยุุงลายบ้้าน
อย่่างแพร่่หลาย จากผลการทดสอบความไวยุุงลายบ้้านตามวิิธีีการขององค์์การอนามััยโลก มีีข้้อมููลจาก
หลายรายงานที่พ่� บว่า่ ยุงุ ลายบ้า้ นต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีหี ลายชนิดิ เช่น่ Sirisopa et al.(9) รายงานว่า่ ยุงุ ลายบ้า้ น
หลายพื้้น� ที่ใ�่ นเขตภาคกลาง ภาคตะวัันออกเฉียี งเหนืือ และภาคใต้ ้ ต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีไี บเฟนทรินิ เพอร์ม์ ิทิ รินิ
เดลต้า้ เมทรินิ และแลมดาไซฮาโลทรินิ และยุงุ ลายบ้า้ นจากบางพื้้น� ที่ใ่� นเขตเดียี วกัันมีคี วามทนทานต่อ่ สารเคมีี
อััลฟาไซเปอร์ม์ ิทิ รินิ เช่น่ เดียี วกัับที่เ�่ คยรายงานข้อ้ มูลู ยุงุ ลายบ้า้ นจากพื้้น� ที่่� 6 จังั หวััด ตััวแทน 4 ภาคของประเทศ
ที่พ�่ บว่า่ ต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีไี ซฟูทู รินิ ไซเปอร์ม์ ิทิ รินิ เดลต้า้ เมทรินิ อีโี ทรเฟนพร็อ็ กซ์์ แลมดาไซฮาโลทรินิ และ
เพอร์์มิิทริิน(10) และยัังพบว่่ายุุงลายบ้้านในพื้้�นที่�่ภาคตะวัันออกเฉีียงเหนืือ มีีอััตราความต้้านทานต่่อ
สารเคมีีเดลต้้าเมทริินค่่อนข้้างสููง(11) เช่่นเดีียวกัับที่�่ พรรณเกษม และคณะ(12) พบว่่ายุุงลายบ้้านในช่่วงปีี
2549-2553 ในหลายพื้้�นที่ข�่ องประเทศต้้านทานต่่อสารเคมีีกำ�ำ จัดั แมลงเดลต้า้ เมทริิน มีีเพียี งส่่วนน้้อยเท่า่ นั้�้น
ที่่�เริ่�มสร้้างความต้า้ นทาน (ทนทาน) นอกจากนี้้� พบว่า่ ยุงุ ลายบ้า้ นจากหลายพื้้น� ที่ม�่ ีคี วามต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีี
เดลต้า้ เมทรินิ และเพอร์ม์ ิิทรินิ (13) จะเห็็นว่า่ ข้อ้ มูลู จากเอกสารการศึึกษาที่่�ผ่า่ นมา ยุงุ ลายบ้้านจากหลายพื้้น� ที่�่
มีีความต้้านทานต่อ่ สารเคมีใี นกลุ่่�มไพรีที รอยด์ส์ ัังเคราะห์ห์ ลายชนิดิ ในวงกว้า้ ง โดยเฉพาะสารเคมีเี ดลต้า้ เมทรินิ
ที่�ใ่ ช้้เป็็นสารเคมีีหลัักในการควบคุุมยุุงพาหะนำำ�โรค ซึ่่�งจากการรายงานพบว่่าระดัับความต้้านทานสารเคมีี
ชนิิดเดีียวกัันหรืือสารเคมีีต่่างชนิิดกัันจะแตกต่่างกัันไปในแต่่ละภููมิิภาคของประเทศ และปริิมาณสารเคมีี
ที่�่ยุงุ ได้้รัับหรืือการได้้สััมผััสสารเคมีีของยุุง(3, 14-17)
ตั้้�งแต่่ปีี 2554 ถึงึ ปัจั จุบุ ััน กรมควบคุุมโรค ได้ด้ ำ�ำ เนินิ การเฝ้้าระวัังความต้้านทานสารเคมีขี องยุงุ พาหะ
นำำ�โรคหลายพื้้�นที่่�ของทุุกจังั หวััด ซึ่่ง� เป็็นการตรวจสอบระดัับความไวของยุุงต่่อสารเคมีีชนิิดต่่างๆ สำ�ำ หรัับเป็น็
ข้อ้ มูลู เบื้้อ� งต้น้ ในการเฝ้้าระวัังการสร้า้ งความต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีขี องยุงุ อย่า่ งถาวร โดยใช้ว้ ิธิ ีกี ารทดสอบความไว
ขององค์ก์ ารอนามััยโลก (WHO susceptibility Test) ภายใต้ม้ าตรฐานเดียี วกัันทั้ง�้ ประเทศ พบว่า่ ยุงุ ลายบ้า้ น
ทุุกพื้้�นที่�่ที่�่ดำ�ำ เนิินการเฝ้้าระวัังฯ มีีความต้้านทานต่่อสารเคมีีเพอร์์มิิทริิน นอกจากนี้้�ยัังต้้านทานต่่อสารเคมีี
มาลาไธออน ซึ่่ง� เป็น็ สารเคมีใี นกลุ่่�มออร์ก์ าโนฟอตเฟตที่ใ่� ช้อ้ ย่า่ งแพร่ห่ ลายในการควบคุมุ ยุงุ ลายบ้า้ นก่อ่ นเปลี่่ย� น
มาใช้้สารเคมีีในกลุ่่�มไพรีีทรอยด์์สัังเคราะห์์(18) ส่่วนสารเคมีีเดลต้้าเมทริินที่�่เป็็นสารเคมีีหลัักที่�่ใช้้อย่่างกว้้าง
ทั้้�งในอดีีตและปัจั จุบุ ััน พบว่า่ ยุุงลายแต่่ละพื้้น� ที่ม่� ีรี ะดัับไว/ความต้้านทานที่แ�่ ตกต่่างกััน บางพื้้�นที่ย�่ ุุงลายบ้า้ น
ยัังมีีความไวมากต่่อสารเคมีีชนิิดนี้้� บางพื้้�นที่่�ยุุงเริ่�มมีีความทนทานต่่อสารเคมีี และข้้อมููลในช่่วงระยะเวลา
5 ปียี ้อ้ นหลััง มีแี นวโน้ม้ ที่ย�่ ุงุ ลายบ้า้ นจะต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีชี นิดิ นี้้ใ� นหลายพื้้น� ที่เ�่ พิ่่ม� ขึ้้น� สามารถหาข้อ้ มูลู เพิ่่ม� เติมิ
ได้้ที่่�กองโรคติิดต่่อนำำ�โดยแมลง (https://ddc.moph.go.th/dvb/) นอกจากข้้อมููลที่�่ได้้จากวิิธีีการทดสอบ
ความไวขององค์ก์ ารอนามััยโลกแล้ว้ ยัังมีรี ายงานกลไกการต้า้ นทานต่อ่ สารสารเคมีใี นเชิงิ ลึกึ เช่น่ พบว่า่ ยุงุ ลายบ้า้ น
ส่่วนใหญ่่ที่่�มีีความต้้านทานสารเคมีีในกลุ่่�มไพรีีทรอยด์์ มัักจะเกิิดจากกลไกการมิิวเทชั่่�นเฉพาะที่�่ที่่�ทำำ�ให้้
ลำำ�ดัับเบสบนยีนี ที่่� voltage-gated sodium channel เปลี่่ย� นแปลงไปและเกิดิ การต้า้ นทานแบบ knockdown
resistance (kdr) ซึ่่ง� พบว่า่ มีกี ลไกที่เ�่ กี่ย� วกัับการผลิติ น้ำ��ำ ย่อ่ ยสลายพิษิ เพียี งเล็ก็ น้อ้ ย และพบว่า่ ยุงุ สร้า้ งน้ำ�ำ� ย่อ่ ย
สลายพิษิ ชนิดิ MFO (Mixed Function Oxydase) เพิ่่ม� มากขึ้น� เพื่อ�่ กำำ�จัดั สารเคมีี(19) เช่น่ เดียี วกัับรายงานของ

60 คูม่ ือ สารเคมีและเครื่องพน่ สารเคมีเพื่อควบคุมยงุ พาหะน�ำ โรค

Srisawat et al.(20) พบยุงุ ลายบ้า้ นในเขตภาคกลางที่ม�่ ีคี วามต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีเี พอร์ม์ ิทิ รินิ จะมีกี ลไกต้า้ นทาน
โดยการเปลี่่�ยนแปลงลำำ�ดัับเบสบนยีีนทำำ�ให้้ยุุงลายมีีสภาพการต้้านทานแบบ kdr
และ Stenhouse et al.(21) อธิบิ ายว่า่ การเปลี่่ย� นลำ�ำ ดัับเบสบนยีนี ที่�่ voltage-gated
sodium channel ของยุุงลายบ้้านที่�่มีีระดัับความต้้านทานต่่อสารเคมีี
เดลต้้าเมทริินที่�่ต่่างๆ กััน ที่่�ได้้จากการทดสอบด้้วยวิิธีีทดสอบความไวของ
องค์ก์ ารอนามััยโลกจะไม่ส่ ามารถบอกได้ว้ ่า่ หากยุงุ มีคี วามต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีนี ั้น�้
แล้้วประชากรยุงุ ทุกุ ตััวต้อ้ งแสดงการต้้านทานแบบ kdr ทั้้�งหมด แสดงว่า่ ต้อ้ งมีี
กลไกการต้า้ นทานกลไกอื่่�นมาร่ว่ มด้้วย
สำ�ำ หรัับข้้อมููลการเฝ้้าระวัังความต้้านทานสารเคมีีในยุุงพาหะนำ�ำ โรคไข้้มาลาเรีียของกรมควบคุุมโรค
พบว่า่ ยุงุ ก้น้ ปล่อ่ งชนิดิ Anopheles minimum, An. dirus และ An. maculatus ซึ่่ง� เป็น็ พาหะหลัักในการนำำ�
โรคไข้ม้ าลาเรียี ในประเทศไทยยัังมีคี วามไวต่อ่ สารเคมีเี ดลต้า้ เมทรินิ เพอร์ม์ ิทิ รินิ ไปเฟนทรินิ และอััลฟาไซเปอร์ม์ ิทิ รินิ (18)
เช่่นเดีียวกัับการศึกึ ษาของ Somboon et al.(22) พบว่่า An. minimus s.l. มีคี วามไวต่่อสารเคมีดี ีดี ีที ีี และ
เพอร์์มิทิ รินิ Sumarnrote et al.(22) รายงานว่า่ ยุงุ ก้น้ ปล่อ่ ง An. dirus s.l. และ An. maculatus s.l ในพื้้น� ที่่�
เก็บ็ ตััวอย่า่ งที่จ�่ ังั หวััดอุบุ ลราชธานีี มีคี วามไวสูงู ต่อ่ สารเคมีเี ดลต้า้ เมทรินิ แต่ย่ ุงุ ก้น้ ปล่อ่ งชนิดิ An. hyrcanus s.l.
ที่�่มีีความต้้านทานต่่อสารเคมีีเดลต้้าเมทริินและเพอร์์มิิทริิน ทว่่าเมื่�่อทดสอบร่่วมกัับสารเสริิมฤทธิ์์�ทำ�ำ ให้้ยุุง
กลัับมาไวต่อ่ สารเคมีดี ัังกล่า่ ว นอกจากนี้้ย� ัังมีรี ายงานยุงุ ก้น้ ปล่อ่ งชนิดิ An. dirus และ An. minimus จากจังั หวััด
กาญจนบุุรีีในพื้้�นที่่�บริิเวณชายแดนไทย-เมีียนมาร์์ มีีความไวต่่อสารเคมีีเดลต้้าเมทริินและเพอร์์มิิทริิน(24)
ซึ่�งต่่างจากการค้้นพบของ Chaumeau et al.(25) ที่�่พบว่่ายุุงก้้นปล่่องบริิวณพื้้�นที่�่ชายแดนไทย-เมีียนมาร์์
ชนิิด An. minimus s.l. มีคี วามไวต่อ่ สารเคมีเี ดลต้า้ เมทริินลดลง ในขณะที่่ย� ุงุ ก้น้ ปล่่องชนิดิ An. maculatus
มีีความต้้านทานต่่อสารเคมีีเพอร์์มิิทริิน ส่่วนการเฝ้้าระวัังความไวลููกน้ำำ�� ยุุงลายบ้้านต่่อสารเคมีีเทมีีฟอส
ที่�่ใช้้สำ�ำ หรัับกำ�ำ จััดลููกน้ำำ��ยุุงลายของกรมควบคุุมโรค จากข้้อมููลรายปีีแต่่ละปีีของกองโรคติิดต่่อนำ�ำ โดยแมลง
กรมควบคุุมโรค(18) พบว่า่ ยุุงลายบ้้านส่ว่ นใหญ่่ยัังคงไวต่อ่ สารเคมีีเทมีีฟอสมากกว่่าต้า้ นทานสารเคมีี
ดัังนั้น�้ จะเห็็นว่่าจากการเฝ้้าระวัังความต้้านทานสารเคมีขี องกรมควบคุุมโรค และจากรายงานเอกสาร
การศึึกษาจากหลายๆ แหล่่ง พบว่่ายุุงลายบ้้านในประเทศไทยมีีปััญหาเรื่่�องความต้้านทานต่่อสารเคมีี
ในกลุ่่�มไพรีที รอยด์์ โดยเฉพาะปัญั หาที่เ�่ กิดิ กัับสารเคมีเี ดลต้า้ เมทรินิ ที่ใ�่ ช้เ้ ป็น็ สารเคมีหี ลัักในโครงการควบคุมุ ยุงุ
ของประเทศไทย ในขณะที่ส�่ ารเคมีกี ำ�ำ จัดั ลูกู น้ำ��ำ สารเคมีเี ทมีฟี อสยัังคงเป็น็ สารเคมีที ี่ม�่ ีปี ระสิทิ ธิภิ าพในการควบคุมุ
ลููกน้ำำ��ยุุงลายได้้ดีี แม้้จะมีีผลการทดสอบความไวที่่�แสดงให้้เห็็นว่่ามีีลููกน้ำ�ำ� ยุุงลายบ้้านหลายพื้้�นที่่�ต้้านทาน
ต่อ่ สารเคมีเี ทมีฟี อสก็ต็ าม เพราะในสภาพการใช้ง้ านในพื้้น� ที่จ่� ะใช้ส้ ารเคมีชี นิดิ นี้้ใ� นอััตราความเข้ม้ ข้น้ ที่�่ 1 ppm
ซึ่�งสููงกว่่าอััตราความเข้้มข้้นที่�่องค์์การอนามััยโลกได้้กำ�ำ หนดไว้้สำ�ำ หรัับใช้้ทดสอบ เช่่นเดีียวกัับการควบคุุม
ยุุงพาหะนำ�ำ โรคไข้้มาลาเรีียในประเทศไทยสารเคมีีหลััก เช่่น สารเคมีีเดลต้้าเมทริิน และเพอร์์มิิทริิน ยัังเป็็น
สารเคมีีที่่�มีปี ระสิิทธิิภาพสููงในการใช้ค้ วบคุมุ ยุุงก้น้ ปล่่องพาหะหลัักในการนำ�ำ โรคไข้้มาลาเรียี ของประเทศไทย

61

จากที่�่โครงการควบคุุมยุุงลายบ้้านประสบปััญหาเรื่่�องการต้้านทานต่่อสารเคมีีในกลุ่่�มไพรีีทรอยด์์
หลายชนิดิ อาจส่่งผลกระทบต่อ่ ประสิทิ ธิิภาพในการควบคุมุ โรคไข้้เลืือดออก หรืือโรคไข้ป้ วดข้้อยุงุ ลาย หรืือ
โรคไวรััสซิิกาได้้ ปััจจััยสำำ�คััญที่่�ทำำ�ให้้เกิิดปััญหานี้้�นอกจากสาเหตุุที่่�เกี่ �ยวข้้องกัับความสามารถเฉพาะของยุุง
ที่�่สามารถพััฒนากลไกในร่่างกายให้้ต้้านทานต่่อสารเคมีีได้้แล้้ว อีีกสาเหตุุอาจถููกกระตุ้ �นจากการปฏิิบััติิงาน
ของเจ้า้ หน้า้ ที่ท�่ ี่อ่� าจจะขาดความรู้้� ความเข้า้ ใจเกี่ย� วกัับการใช้ส้ ารเคมีใี นการควบคุมุ ยุงุ ลายพาหะนำ�ำ โรค ซึ่่ง� เป็น็
สิ่ง� ที่ก�่ ระตุ้�นให้ย้ ุงุ พััฒนาความสามารถในการต้า้ นทานเพิ่่ม� ขึ้้น� ดัังนั้น�้ ผู้้�ปฏิบิ ััติงิ านหรืือผู้�ควบคุมุ กำ�ำ กัับการปฏิบิ ััติงิ าน
ของหน่่วยงานที่่ร� ัับผิดิ ชอบการควบคุุมยุุงลาย จำำ�เป็น็ ต้อ้ งมีีแผนงานและเครืือข่่ายร่่วมดำำ�เนินิ การตรวจสอบฯ
และจััดการความต้้านทานสารเคมีีของยุุงพาหะนำ�ำ โรคในแต่่ละพื้้น� ที่�่

แนวทางการจัดั การความต้้านทาน

การจััดการความต้้านทานสารเคมีจี ะช่่วยชะลอหรืือป้้องกัันการสร้้างความต้้านทานต่่อสารเคมีีของยุุง
ซึ่ง� สำ�ำ คััญมากที่จ�่ ะทำ�ำ ให้ก้ ารควบคุมุ ยุงุ พาหะนำำ�โรคประสบผลสำำ�เร็จ็ จากปัญั หาที่เ�่ กิดิ จากยุงุ สร้า้ งความต้า้ นทาน
ต่่อสารเคมีีในปััจจุุบััน ประกอบกัับการพััฒนาเพื่�่อหาสารเคมีีชนิิดใหม่่เป็็นไปได้้อย่่างช้้าๆ ดัังนั้�้นการจััดการ
ความต้้านทานสารเคมีีจึึงสำำ�คััญที่่�จะช่่วยปกป้้องสารเคมีีกำ�ำ จััดแมลงชนิิดที่่�ใช้้อยู่�ให้้คงมีีประสิิทธิิภาพในการ
ควบคุุมยุุงได้้ดีีเช่่นเดิิม ความสำำ�เร็็จในการจััดการความต้้านทานสารเคมีีของยุุงขึ้�นกัับหลายปััจจััย ไม่่ว่่าจะ
เป็็นการลดการเกิิด selection pressure ในประชากรยุงุ (selection pressure คืือ การต้า้ นทานสารเคมีี
ของแมลง ซึ่่ง� เกิดิ จากการได้ร้ ัับสารเคมีที ี่ท�่ ำ�ำ ให้แ้ มลงที่ไ่� วต่อ่ สารเคมีถี ูกู ทำำ�ลาย และแมลงที่ต่� ้า้ นทานต่อ่ สารเคมีี
ที่่ม� ีีอยู่�เดิิมจำำ�นวนไม่ม่ ากนั้�น้ คงอยู่�และสามารถเพิ่่�มจำ�ำ นวนได้ม้ ากๆ ขึ้้น� ในเวลาต่่อมา) หรืือการเลืือกใช้ว้ ิิธีีการ
ควบคุุมแบบไม่่ใช้้สารเคมีี หรืือเพิ่่�มประสิิทธิิภาพของสารเคมีีในการควบคุุมขึ้้�น เป็็นต้้น กลวิิธีีจััดการความ
ต้า้ นทานสารเคมีไี ม่ม่ ีแี บบสำำ�เร็จ็ ที่เ�่ ป็น็ สากล เพียี งใช้ว้ ิธิ ีกี ารใดก็ไ็ ด้ท้ ี่จ่� ะช่ว่ ยลดหรืือทำ�ำ ให้ก้ ารสร้า้ งความต้า้ นทาน
เกิดิ ขึ้�นช้้าลง
วิธิ ีีการจััดการความต้า้ นทานฯ ที่ด�่ ีีต้้องไม่่ใช่ว่ ิิธีีการตอบโต้้แต่เ่ ป็็นการปฏิบิ ััติิการอย่่างทัันทีี และลงมืือ
ก่อ่ นที่จ�่ ะเกิดิ ปัญั หา จึงึ ต้อ้ งดำำ�เนินิ การตั้ง้� แต่เ่ ริ่ม� แรกโดยไม่ต่ ้อ้ งรอให้ม้ ีหี ลัักฐานว่า่ เกิดิ การต้า้ นทานสารเคมีขีึ้น�
การจััดการความต้้านทานสารเคมีีจึึงไม่่เพีียงเกี่�ยวข้้องกัับการเฝ้้าติิดตามสถานะความต้้านทาน แต่่ยัังรวมถึึง
การวางแผนการปฏิบิ ััติกิ ารเพื่อ�่ ลดการสร้า้ งความต้า้ นทาน ซึ่่ง� ควรกำ�ำ หนดเป็น็ กิจิ กรรมหนึ่่ง� ในโครงการควบคุมุ
ยุงุ พาหะนำำ�โรค ในเอกสารนี้้จ� ะรวบรวมเทคนิคิ การจัดั การปัญั หาความต้า้ นทานสารเคมีขี องยุงุ ที่ส�่ ามารถนำ�ำ ไป
ปรัับใช้ใ้ ห้เ้ หมาะสมกัับสถานการณ์ค์ วามต้้านทานสารเคมีขี องยุงุ ในแต่่ละพื้้น� ที่ �่ ดัังต่อ่ ไปนี้้�
1. ใช้ว้ ิธิ ีกี ารป้อ้ งกันั อััตราการเกิดิ ประชากรแมลงที่่ม� ียี ีีนพื้�้นฐานเป็น็ ยีีนดื้้อ� ต่อ่ สารเคมีี
เพิ่่ม� ขึ้�้น (Reducing resistance gene frequency)
1.1 เลืือกใช้ส้ ารเคมีีที่ม�่ ีีความเข้ม้ ข้น้ ต่ำ��ำ การใช้้สารเคมีีที่ม�่ ีีความเข้ม้ ข้้นต่ำำ��
ควบคุมุ แมลงจะช่่วยให้แ้ มลงที่�ม่ ียี ีีนที่่�ยัังไวต่อ่ สารเคมีี มีีชีีวิิตรอดและคงเหลืืออยู่�
จำ�ำ นวนมากและมากพอที่จ�่ ะมีโี อกาสได้ข้ ยายประชากรในรุ่�นต่่อๆ ไป อย่่างไรก็็ตาม
การใช้ส้ ารเคมีีที่่ม� ีีความเข้ม้ ข้้นต่ำ�ำ� อาจไปกระตุ้�นให้้แมลงเกิิดการพััฒนายีนี ต้้านทาน
เพิ่่ม� ขึ้้น� ถ้า้ ใช้อ้ ย่า่ งไม่ถ่ ูกู ต้อ้ ง จึงึ ต้อ้ งใช้ใ้ นกรณีจี ำ�ำ เป็น็ และหลีกี เลี่ย� งไม่ใ่ ช้ส้ ารเคมีี

62 ค่มู ือ สารเคมีและเครอ่ื งพน่ สารเคมเี พือ่ ควบคมุ ยงุ พาหะนำ�โรค

ความเข้ม้ ข้น้ ต่ำ��ำ บ่อ่ ยจนเกินิ ไป ในทางสาธารณสุุขได้้แนะนำ�ำ ให้้ใช้้ในกรณีีที่่�เกิิดโรคระบาด โดยเฉพาะในพื้้�นที่�่ 63
ที่�แ่ น่ใ่ จว่่ายุงุ ชนิดิ เป้้าหมายยัังไวต่อ่ สารเคมีีที่่�ใช้้ และวิธิ ีีการนี้้จ� ะไม่่เหมาะกัับใช้้ในสถานการณ์์ที่�ม่ ีกี ารแพร่่เชื้�อ
มาเป็น็ ระยะเวลายาวนาน(26)
1.2 เลืือกใช้ส้ ารเคมีที ี่ม�่ ีคี วามเข้ม้ ข้น้ สูงู เพื่อ�่ ทำำ�การกำำ�จัดั ประชากรแมลงที่ม�่ ียี ีนี ทนทานต่อ่ สารเคมีี
ให้้หมด และลดประชากรกลุ่่�มที่�่มีียีีนต้้านทานให้้น้้อยลงจนหมดไปในที่�่สุุด จากเหตุุผลเรื่่�องการพััฒนาความ
ต้้านทานของแมลงเกิิดขึ้�นได้้อย่่างช้้าๆ ดัังนั้้�นวิิธีีการนี้้�จะได้้ประสิิทธิิภาพ เมื่�่อพื้้�นที่�่ที่่�ทำ�ำ การควบคุุมนั้�้นมีี
ประชากรแมลงที่�่ทนทานต่่อสารเคมีีไม่่รุุนแรงมาก มีีประชากรที่�่มีียีีนต้้านทานต่ำำ�� และมีีแมลงที่�่มีียีีนที่�่ไวต่่อ
สารเคมีีจำำ�นวนมากได้้เคลื่่�อนย้้ายเข้้ามาในพื้้�นที่�่ดัังกล่่าว แต่่อย่่างไรก็็ตามการเลืือกใช้้วิิธีีการนี้้�ต้้องพิิจารณา
ให้ร้ อบคอบ เช่น่ ในเชิงิ เศรษฐศาสตร์์มีตี ้น้ ทุนุ ที่่�เพิ่่�มขึ้้�น หรืือไม่่สามารถทราบได้ว้ ่่าในพื้้น� ที่ด�่ ัังกล่่าวมีปี ระชากร
แมลงที่�่มีียีีนทนทานมากน้อ้ ยเท่่าไรที่�จ่ ะถูกู กำ�ำ จััดได้้ เป็น็ ต้้น ไม่เ่ ช่่นนั้้น� วิธิ ีกี ารนี้้จ� ะกลายเป็น็ กระตุ้�นให้้เกิิดการ
selection pressure ในประชากรแทนการถูกู ควบคุุมแทน(27)
1.3 เลืือกใช้ส้ ารเคมีีที่ม�่ ีีฤทธิ์์�ตกค้า้ งต่ำำ�� การใช้้สารเคมีีที่�ส่ ลายตััวได้เ้ ร็ว็ ไม่ต่ กค้้างในสภาพแวดล้อ้ ม
จะช่ว่ ยลดการเกิดิ ปรากฏการณ์์ selection pressure ในประชากรแมลง
1.4 ลดขอบเขตพื้้น� ที่ด�่ ำำ�เนินิ การควบคุมุ แมลงให้แ้ คบลง ใช้ส้ ารเคมีเี ฉพาะในพื้้น� ที่ท่� ี่เ�่ กิดิ ปัญั หา หรืือ
พื้้�นที่�แ่ พร่เ่ ชื้�อ เพื่่�อให้แ้ มลงที่่ย� ัังไวต่อ่ สารเคมีีได้้มีโี อกาสหลบหนีีจากพื้้น� ที่�ท่ ี่ใ�่ ช้ส้ ารเคมีี และมีโี อกาสที่่�จะขยาย
ลููกหลานรุ่�นต่่อๆ ไป(28) แต่่ก็็มีีข้้อจำ�ำ กััดสำ�ำ หรัับใช้้ในการจััดการกัับแมลงทางสาธารณสุุข ไม่่ว่่าจะมีีเรื่่�องของ
จริิยธรรมต่่อประชาชน หรืือชนิดิ ของแมลงเป้้าหมาย เป็็นต้น้
2. การวางแผนการใช้ส้ ารเคมีคี วบคุมุ ยุุงพาหะนำำ�โรค
2.1 การใช้้สารเคมีีแบบหมุุนเวีียน (Use of insecticide rotations) เป็็นการเลืือกใช้้สารเคมีี
อย่า่ งน้อ้ ย 2 ชนิดิ ใช้ส้ ลัับเวลากััน ก่อ่ นเลืือกใช้ว้ ิธิ ีกี ารนี้้ใ� นเบื้้อ� งต้น้ ต้อ้ งรู้�กลไกการต้า้ นทานสารเคมีปี ัจั จุบุ ัันของ
แมลงในพื้้�นที่�่ สารเคมีีที่่�ใช้้แต่่ละเวลาต้้องเป็็นสารที่่�มีีกลไกการออกฤทธิ์์�ที่�่ต่่างกััน แนวคิิดของการใช้้สารเคมีี
แบบหมุุนเวีียนจะยึึดหลัักการจากจำ�ำ นวนรุ่�นของแมลงชนิิดเป้้าหมาย และระยะเวลาที่่�ใช้้สารเคมีีชนิิดใด
ชนิดิ หนึ่่ง� มีเี วลาเพียี งพอที่จ�่ ะทำ�ำ ให้ก้ ารสร้า้ งความต้า้ นทานลดลงจนถึงึ ระดัับต่ำ��ำ กว่า่ ที่ท�่ ำ�ำ ให้ก้ ารต้า้ นทานสารเคมีี
ของแมลงกลายเป็็นปััญหา จะอย่่างไรก็็ตามการใช้้สารเคมีีแบบหมุุนเวีียนมีีความสััมพัันธ์์กัับจำำ�นวนครั้�้งใน
การหมุุนเวีียนสารเคมีี เพราะสารเคมีีที่�่สลัับอาจใช้้อััตราความเข้้มข้้นที่�่แตกต่่างกััน ทำ�ำ ให้้การกำ�ำ หนดอััตรา
ความเข้้มข้้นของสารเคมีีที่่�จะนำ�ำ มาใช้้ต้้องคำ�ำ นึึงถึึงฤทธิ์์�ตกค้้างของสารเคมีีเดิิมที่�่ใช้้ประกอบด้้วย และต้้อง
พิิจารณาระยะเวลาที่แ่� มลงชนิิดเป้้าหมายจะสามารถผลิติ ลููกหลานในรุ่�นต่่อไปร่ว่ มด้ว้ ย(29) การใช้้สารเคมีดี ้ว้ ย
วิธิ ีีการนี้้ใ� นงานด้้านสาธารณสุขุ ต้อ้ งพิจิ ารณาหลายปััจจััยร่่วมกััน เช่น่ ต้้องวางแผนการใช้ล้ ่ว่ งหน้้า คำ�ำ นึงึ ถึงึ
การจัดั หาสารเคมี ี คำ�ำ นึงึ ความสามารถของเจ้า้ หน้า้ ในการปฏิบิ ััติงิ าน และมาตรการการพ่น่ สารเคมีรี ่ว่ มด้ว้ ย(28)
2.2 การใช้ส้ ารเคมีีแบบผสม (Use of insecticide mixtures) เกิิดจากเหตุผุ ลที่่�ว่า่ กลไกการสร้า้ ง
ความต้า้ นทานสารเคมีเี กิิดขึ้น� อย่่างช้้าๆ และในประชากรเดีียวกัันแมลงแต่่ละตััวไม่่ได้ส้ ร้้างความต้้านทานต่่อ
สารเคมีขีึ้น� พร้อ้ มๆ กััน ดัังนั้น�้ เป็น็ ไปได้ท้ ี่แ่� มลงบางตััวจะรอดชีวี ิติ จากการใช้ส้ ารเคมีอี ีกี ชนิดิ สารเคมีแี บบผสม
เป็็นการผสมสารเคมีีออกฤทธิ์์� 2 ชนิดิ หรืือมากกว่่า อยู่�ในรูปู แบบสารสููตรผสม สารเคมีีสูตู รผสมจะทำ�ำ งานได้้
อย่า่ งมีปี ระสิทิ ธิภิ าพ เมื่อ�่ สารเคมีที ี่ผ่� สมมีกี ลไกการออกฤทธิ์์� และขบวนการเปลี่่ย� นแปลงทางเคมีที ี่แ�่ ตกต่า่ งกััน
และมีีอััตราการเกิดิ การต้า้ นทานต่ำ��ำ (29) การใช้ส้ ารเคมีแี บบผสมควบคุมุ แมลงจะได้ป้ ระสิทิ ธิภิ าพต่อ่ เมื่อ่� ใช้ก้ ่อ่ น

ที่แ�่ มลงจะเริ่ม� สร้า้ งความต้า้ นทาน และหากในประชากรแมลงยัังไม่ม่ ียี ีนี ต้า้ นทานเป็น็ ยีนี เด่น่ ทั้ง�้ หมด(30)อย่า่ งไรก็ต็ าม
การใช้้สารเคมีีแบบผสมอาจมีีปััญหาตามมาได้้ถ้้าประชากรแมลงต้้านทานต่่อสารเคมีีทั้�้งสองชนิิดที่�่นำำ�มา
ผสมในเวลาเดีียวกัันอย่่างรวดเร็็ว หรืือเป็็นการต้้านทานแบบข้้าม (cross resistance) หรืือต้้านทานหลาย
ชนิดิ ร่ว่ มกััน (multiple resistance) จะเป็น็ ปัญั หาที่ย่�ุ่�งยากในการจัดั การการต้า้ นทานมาก ประกอบกัับปัจั จุบุ ััน
สารเคมีแี บบสูตู รผสมที่ไ�่ ด้้รัับการแนะนำ�ำ ให้ใ้ ช้ท้ างด้า้ นสาธารณสุขุ ยัังมีนี ้อ้ ยมาก(27) จึงึ อาจเป็น็ ข้อ้ จำ�ำ กััดในการ
เลืือกใช้้วิธิ ีกี ารนี้้�
2.3 การใช้ส้ ารเคมีสี ลัับแบบโมเสค (Use mosaic strategy) เป็น็ การใช้ส้ ารเคมีที ี่ม�่ ีกี ลไกการออกฤทธิ์์�
ต่า่ งกััน 2 ชนิิดหรืือมากกว่่าในพื้้�นที่่ข� นาดใหญ่่โดยแบ่่งพื้้น� ที่�อ่ อกเป็็นพื้้�นที่�ข่ นาดเล็็กหลายๆ พื้้�นที่�่ และแต่ล่ ะ
พื้้�นที่�จ่ ะใช้้สารเคมีีแตกต่า่ งกััน เช่่น ในพื้้�นที่่�หนึ่่ง� ใช้้สารเคมีชี นิดิ A อีกี พื้้น� ที่�่ใช้้สารเคมีชี นิิด B การใช้ส้ ารเคมีี
โดยวิิธีีการนี้้�จะได้้ประสิิทธิิภาพที่�่ดีีหากประชากรแมลงในพื้้�นที่�่แต่่ละพื้้�นที่่�ถููกกำำ�จััดไป และวิิธีีการนี้้�จะมีี
ประสิิทธิิภาพมากยิ่�งขึ้�น เมื่่�อมีีแมลงที่่�รอดชีีวิิตเคลื่่�อนย้้ายเข้้าไปอีีกพื้้�นที่่�หนึ่่�งและสารเคมีีในพื้้�นที่่�นั้้�นสามารถ
กำ�ำ จัดั แมลงนั้น�้ ได้ ้ จะทำ�ำ ให้ล้ ดแมลงที่ม�่ ียี ีนี ต้า้ นทานลงได้จ้ ำ�ำ นวนมาก(31) การใช้ส้ ารเคมีสี ลัับแบบโมเสค (mosaic)
สำ�ำ หรัับการควบคุมุ ยุงุ พาหะนำ�ำ โรค สามารถเลืือกใช้ใ้ นหมู่่�บ้านที่แ�่ ตกต่า่ งกัันภายในตำ�ำ บลที่อ�่ ยู่�ในอำ�ำ เภอเดียี วกัันได้้
หรืือใช้้ในพื้้�นที่่�ที่�่แตกต่่างกัันตามระยะการบิินของยุุงชนิิดเป้้าหมาย สำำ�หรัับยุุงลายบ้้าน มีีระยะการบิิน
ที่ไ�่ ม่ไ่ กลมาก การใช้ว้ ิธิ ีกี ารนี้้อ� าจมีขี ้อ้ จำ�ำ กััด หากจำ�ำ เป็น็ ต้อ้ งใช้ส้ ำ�ำ หรัับควบคุมุ แมลงทางสาธารณสุขุ โดยเฉพาะยุงุ
ต้้องพิิจารณาปััจจััยที่�่อาจลดประสิิทธิิภาพในการควบคุุมยุุงลง เช่่น ลัักษณะโครงสร้้างของบ้้าน ลัักษณะ
การวางแผนผัังบ้า้ น และพฤติิกรรมของยุงุ ชนิิดเป้้าหมาย เป็็นต้้น(28)
2.4 การใช้ส้ ารเพิ่่ม� ฤทธิ์์� (Use of insecticide synergists) สารเพิ่่ม� หรืือเสริมิ ฤทธิ์์� อาจเป็น็ อีกี ทาง
เลืือกหนึ่่�งที่่�นำ�ำ มาใช้้เพื่่�อชะลอการสร้้างความต้้านทานสารเคมีีของยุุงได้้ แมลงที่�่ไวต่่อสารเคมีีเมื่่�อสััมผััส
กัับสารเคมีีผสมสารเสริิมฤทธิ์์� กระบวนการบางอย่่างที่่�ถููกเปลี่่�ยนแปลงไปจะยัับยั้้�งระบบการสลายพิิษ
(detoxification system) ซึ่่ง� จากเหตุผุ ลนี้้พ� บว่า่ แมลงที่ม�่ ียี ีนี ยืืนยัันว่า่ มีลี ัักษณะการต้า้ นทานแบบ metabolic
resistance จะตายพอๆ กัับแมลงที่่�มีีความไว สารเสริิมฤทธิ์์�หลายชนิิดที่�่ช่่วยเพิ่่�มประสิิทธิิภาพสารเคมีี
กำ�ำ จัดั แมลง เนื่อ่� งจากการควบคุมุ ยุงุ ที่เ�่ ป็น็ ปัญั หาทางสาธารณสุขุ ใช้ส้ ารเคมีกี ำำ�จัดั แมลงในกลุ่่�มไพรีที รอยด์เ์ ป็น็
ส่ว่ นใหญ่่ ดัังนั้�้นสารเสริิมฤทธิ์์� piperonyl butoxide (PBO) จึึงเป็็นสารเสริิมฤทธิ์์�ที่�ส่ ามารถยัับยั้�้งการผลิิต
เอนไซส์์ cytochrome P450 monooxygenease ของยุงุ ได้ด้ ีกี ว่า่ สารเสริมิ ฤทธิ์์ช� นิดิ อื่น่� และเป็น็ สารที่ม�่ ีรี าคา
ไม่แ่ พงมาก ในปัจั จุบุ ัันมีสี ารเคมีใี นกลุ่่�มไพรีที รอยด์ห์ ลายชนิดิ ที่อ�่ ยู่�ในรูปู แบบสูตู รผสมที่ม�่ ีสี ารเสริมิ ฤทธิ์์ช� นิดิ นี้้�
3. วางแผนและสร้า้ งเครืือข่่าย สำ�ำ หรัับติิดตาม
สถานการณ์์ และตรวจสอบความต้้านทานสารเคมีีใน
ยุงุ พาหะนำ�ำ โรค เพื่อ�่ เป็น็ ข้อ้ มูลู เบื้้อ� งต้น้ สำ�ำ หรัับเตืือนให้ท้ ราบ
ส ภ า พ ก า ร ต้้ า น ท า น ส า ร เ ค มีี ใ น ร ะ ย ะ เริ่ � ม แร ก ก่่ อ น ที่่�
สภาพการต้า้ นทานสารเคมีีของยุงุ จะเป็น็ ปัญั หาถึงึ ระดัับ
ที่่�ทำำ�ให้้การควบคุุมยุุงพาหะนำ�ำ โรคไม่่ประสบผลสำ�ำ เร็็จ
วิิธีีการตรวจสอบความต้้านทานฯ ที่่�เหมาะที่�่จะนำำ�มาใช้้
ในการติิดตามสถานการณ์์ความต้้านทานฯ โครงการ

64 ค่มู ือ สารเคมีและเครื่องพ่นสารเคมีเพ่อื ควบคมุ ยงุ พาหะนำ�โรค

ควบคุมุ โรคติดิ ต่อ่ นำ�ำ โดยแมลงของประเทศ ต้อ้ งสามารถดำ�ำ เนินิ การได้ส้ ะดวก นำำ�ไปปฏิบิ ััติงิ านได้ใ้ นหลายพื้้น� ที่่�
เป็น็ วิธิ ีกี ารที่เ�่ ป็น็ มาตรฐานสากล และสามารถควบคุมุ คุณุ ภาพของการปฏิบิ ััติงิ านได้ ้ ดัังนั้น�้ การทดสอบความไว
ด้ว้ ยการให้ย้ ุงุ สััมผััสกัับสารเคมีตี ามวิธิ ีมี าตรฐานขององค์ก์ ารอนามััยโลก (tarsal susceptibility test) จึึงเป็็น
วิธิ ีกี ารที่เ�่ หมาะสม ที่ส�่ ามารถนำ�ำ ไปใช้ห้ าข้อ้ มูลู เบื้้อ� งต้น้ ในการเปลี่่ย� นแปลงของระดัับความไวของยุงุ พาหะนำ�ำ โรค
ที่่�ตอบสนองต่่อสารเคมีีกำ�ำ จััดแมลงแต่่ละชนิิดที่�่นำำ�มาใช้้ในโครงการควบคุุมยุุงพาหะนำ�ำ โรคของประเทศ
จะทำำ�ให้้ได้้ข้้อมููลที่่�จะแจ้้งเตืือนให้้พื้้�นที่่�ทราบถึึงสภาพการต้้านทานของยุุงต่่อสารเคมีีในเบื้้�องต้้นก่่อนที่�่ยุุง
จะสร้า้ งกลไกการต้า้ นทานต่อ่ สารเคมีชี นิดิ นั้น้� ๆ อย่า่ งถาวร และเป็น็ ข้อ้ มูลู สนัับสนุนุ การเลืือกใช้ว้ ิธิ ีกี ารควบคุมุ
ยุงุ พาหะนำ�ำ โรคให้ม้ ีีประสิิทธิภิ าพตามบริบิ ทของพื้้�นที่่�
4. จััดทำ�ำ แผนหรืือประสานความร่่วมมืือกัับหน่่วยงานในพื้�้นที่�่ที่�่รัับผิิดชอบงานควบคุุมยุุงพาหะ
นำำ�โรคให้้สามารถดำำ�เนิินการควบคุุมยุุงได้้อย่่างถููกต้้อง เพื่่�อให้้ยุุงชะลอหรืือลดการสร้้างความต้้านทาน
ต่อ่ สารเคมีี เช่น่
4.1 ให้้หน่่วยงานทราบข้้อมููลเบื้้�องต้้น และทราบแนวทางการปฏิิบััติิงานพ่่นสารเคมีีที่�่ถููกต้้อง
หลีกี เลี่ย� งการพ่น่ สารเคมีเี พื่อ่� ป้้องกัันโรค และทราบข้้อดี-ี ข้้อเสียี ของการพ่น่ สารเคมีี (ล่่วงหน้้า) ในพื้้น� ที่ท่� ี่�ไ่ ม่ม่ ีี
การระบาดของโรคติดิ ต่่อที่่�นำำ�โดยยุุง เป็็นต้น้
4.2 มีีแผนและปฏิิบััติิงานร่่วมกัับหน่่วยงานฯ ในการตรวจสอบเครื่่�องพ่่นสารเคมีีและประเมิิน
ประสิทิ ธิภิ าพการพ่น่ สารเคมีอี ย่า่ งสม่ำ��ำ เสมอ โดยการจัดั ทำ�ำ เป็น็ แผนระยะยาว และดำ�ำ เนินิ การต่อ่ เนื่อ�่ งสม่ำ��ำ เสมอ
จะช่่วยให้ส้ ามารถควบคุุม และปรัับปรุุงคุณุ ภาพการพ่่นสารเคมีขี องหน่่วยงานฯ ได้ ้
4.3 พนัักงานพ่่นสารเคมีี ควรได้้รัับการฝึึกอบรม และติิดตามผลอย่า่ งสม่ำ�ำ�เสมอ

65

บรรณานุกรม

1. สำ�ำ นัักโรคติิดต่่อนำำ�โดยแมลง กรมควบคุุมโรค. คู่่�มืือวิิชาการโรคติิดเชื้�อเดงกีีและโรคไข้้เลืือดออกเดงกีี
ด้้านการแพทย์แ์ ละสาธารณสุุข. นนทบุรุ ี:ี อัักษรกราฟฟิกิ แอนด์ด์ ีีไซน์;์ 2558

2. Prasittisuk M. Comparative study of Pyrethroids impregnated mosquito nets with DDT
residual spraying for malaria control in Thailand [dissertation]. Bangkok: Mahidol
University; 1994.

3. Chareonviriyahpap T, Aum-Aung B, Ratanatham S. Current insecticide resistance patterns
in mosquito vectors in Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health 1999; 30:
184-94.

4. กองโรคติดิ ต่อ่ นำ�ำ โดยแมลง กรมควบคุมุ โรค. รายงานประจำ�ำ กองโรคติดิ ต่อ่ นำ�ำ โดยแมลง 2562 [อินิ เตอร์เ์ น็ต็ ].
[เข้า้ ถึงึ เมื่อ่� 11 พ.ย. 2563]. เข้า้ ถึงึ ได้จ้ าก: https://ddc.moph.go.th/dvb/news.php?news=5117&
deptcode=dvb

5. Georghiou GP, Taylor CE. Factors influencing the evolution of resistance. In: Pesticide
Resistance: Strategies and Tactics for Management. Washington, D.C: National Academy
Pres; 1986. p. 157-69.

6. World Health Organization. Test procedures for insecticide resistance monitoring in
malaria vector mosquitoes. 2nd ed. Geneva Switzerland: World Health Organization; 2016.

7. Brogdon WG, McAllister JC. Simplification of adult mosquito bioassays through use of
time-mortality determinations in glass bottles. J Am Mosq Control Assoc 1998;14:159-64.

8. National Center for Infectious Diseases, Centers for Disease Control and Prevention (CDC).
Guideline for evaluating insecticide resistance in arthropod vectors using the CDC bottle
bioassay [Internet]. Atlanta, GA: Centers for Disease Control and Prevention; 2010 [cited
11 March 2021]. Available from:https://www.cdc.gov/malaria/resources/pdf/fsp/ir_
manual/ir_cdc_bioassay_en.pdf.

9. Sirisopa P, Thanispong K, Chareonviriyaphap T, Juntarajumnong W. Resistance to
synthetic pyrethroids in Aedes aegypti (Diptera: Culicidae) in Thailand. Kasetsart J. (Nat.
Sci.) 2014;48: 577-86.

10. Thanispong K, Sathantriphop S, Chareonviriyaphap T. Insecticide resistance of Aedes
aegypti and Culex quinquefasciatus in Thailand. J Pestic Sci 2008;33:351-56.

11. Pimsamarn S, Sornpeng W, Akksilp S, Paeporn P, Limpawitthayakul M. Detection of
insecticide resistance in Aedes aegypti to organophosphate and synthetic pyrethroid
compounds in the northeast of Thailand. Dengue Bull 2009;33:194-202.

66 คูม่ ือ สารเคมีและเครือ่ งพน่ สารเคมเี พอ่ื ควบคุมยุงพาหะน�ำ โรค

12. พรรณเกษม แผ่่พร, กสิิน ศุุภปฐม, สุุนััยนา สท้้านไตรภพ. ความไวของยุุงลายตามภาคต่่างๆ ของ 67
ประเทศไทยต่อ่ สารเคมีกี ำ�ำ จัดั แมลงที่ใ�่ ช้ใ้ นการควบคุมุ ไข้เ้ ลืือดออก 2445-2553. วารสารโรคติดิ ต่อ่ นำ�ำ โดย
แมลง 2553;7:8-16.

13. Srisawat R, Komalamisra N, Phanphoowong T, Takasaki T, Runtuwene LR, Kurane I, et al.
Present status of the insecticide susceptibility of Aedes mosquitoes in Thailand. Journal
of Japanese Red Cross Toyota College of Nursing 2011;6:31-37.

14. Chareonviriyaphap T, Bangs MJ, Suwonkerd W, Kongmee M, Corbel V, Ngoen-Klan R.
Review of insecticide resistance and behavioral avoidance of vectors of human diseases
in Thailand. Parasit Vectors 2013;6:280-308.

15. Ponlawat A, Scott JG, Harrington LC. Insecticide susceptibility of Aedes aegypti and
Aedes albopictus across Thailand. J Med Entomol 2005;42:821-25.

16. Jirakanjanakit N, Rongnoparut P, Saengtharatip S, Chareonviriyaphap T, Duchon S, Bellec
C, et al. Insecticide susceptible/resistance status in Aedes (Stegomyia) aegypti and Aedes
(Stegomyia) albopictus (Diptera: Culicidae) in Thailand during 2003–2005. J Econ Entomol
2007;100:545-50.

17. Komalamisra N, Srisawat R, Phanbhuwong T, Oatwaree S. Insecticide susceptibility of the
dengue vector, Aedes aegypti (L.) in metropolitan Bangkok. Southeast Asian J trop Med
public Health 2011;42:814-23.

18. กองโรคติดิ ต่่อนำำ�โดยแมลง กรมควบคุุมโรค. ฐานข้อ้ มููลโรค: รายงานการทดสอบความไวยุุงพาหะนำำ�โรค
[อินิ เตอร์เ์ น็็ต]. [เข้า้ ถึงึ เมื่่�อ 19 มี.ี ค. 2564]. เข้้าถึึงได้จ้ าก: https://ddc.moph.go.th/dvb/

19. Plernsub S, Saingamsook J, Yanola J, Lumjuan N, Tippawangkosol P, Sukontason K, et
al. Additive effect of knockdown resistance mutations, S989P, V1016G and F1534C, in a
heterozygous genotype conferring pyrethroid resistance in Aedes aegypti in Thailand.
Parasit Vectors 2016;9:417-23.

20. Srisawat R, Komalamisra N, Apiwathnasorn C, Paeporn P, Roytrakul S, Rongsriyam Y, et
al. Field-collected permethrin-resistance Aedes aegypti from central Thailand contain
point mutations in domain IIS6 of the sodium channel gate gene (KDR). Southeast Asian
J Trop Med Public Health 2012;43:1380-86.

21. Stenhouse SA, Plernsub, Yanola J, Lumjuan N, Dantrakool A, Choochote W, et al.
Detection of the V1016G mutation in the voltage-gated sodium channel gene of Aedes
aegypti (Diptera: Culicidae) by allele-specific PCR assay, and its distribution and effect
on deltamethrin resistance in Thailand. Parasit Vectors 2013;6:253-62.

22. Somboon P, Prapanthadara LA, Suwonkerd W. Insecticide susceptibility tests of Anopheles
minimus s.l., Aedes aegypti, Aedes albopictus, and Culex quinquefasciatus in northern
Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health 2003;34:87-3.

23. Sumarnrote A, Overgaard HJ, Marasri N, Fustec B, Thanispong K, Chareonviriyaphap T, et
al. Status of insecticide resistance in Anopheles mosquitoes in Ubon Ratchathani province,
Northeastern Thailand. Malar J 2017;16:299-311.

24. Pemo D, Komalamisra N, Sungvornyothin S, Attrapadung S. Efficacy of three insecticides
against Anopheles dirus and Anopheles minimus, the major malaria vectors, in
Kanchanaburi Province, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health 2012;43:
1339-45.

25. Chaumeau V, Cerqueira D, Zadrozny J, Kittiphanakun P, Andolian C, Chareonviriyaphap
T, et al. Insecticide resistance in malaria vectors along the Thailand-Myanmar border.
Parasit Vectors 2017;10. doi: 10.1186/s13071-017-2102-z.

26. Simon J. Yu. The toxicology and biochemistry of insecticide, 2nd ed. Taylor & Francis
Group, LLC CRC Press is an imprint of Taylor & Francis Group, an Informa business. 2015.

27. Tabashnik BE, Croft BA. Managing pesticide resistance in crop-arthropod complexes:
Interactions between biological and operational factors, Environ Entomol 1982;11:
1137-44.

28. World Health Organization. Global plan for insecticide resistance management in
malaria vectors. Vector control unit, global malaria programme. Geneva Switzerland:
World Health Organization; 2012.

29. Leeper JR, Roush RT, Reynolds HT. Preventing or managing resistance in arthropods. In:
Pesticide Resistance: Strategies and Tactics for Management. Washington, D.C: National
Academy Press; 1986. p. 335-46.

30. Curtis CF. Theoretical models of the use of insecticide mixtures for the management of
resistance, Bull Entomol Res 1985;75:259-66.

31. Curtis CF. Possible methods of inhibiting or reversing the evolution of insecticide
resistance in mosquitos. Pestic Sci 1981;12:557-64.

68 คู่มือ สารเคมแี ละเครือ่ งพ่นสารเคมเี พ่ือควบคมุ ยงุ พาหะนำ�โรค

4บทท่ี

เคร่ืองพน่ สารเคมกี �ำจัดยงุ พาหะน�ำโรค

เคร่ืองพ่นสารเคมีท่ใี ช้ในทางสาธารณสขุ เพื่อการควบคุมยงุ พาหะน�ำโรค

การพ่่นสารเคมีีที่�่ใช้้ในการควบคุุมยุุงพาหะนำ�ำ โรคมีี 2 ประเภท คืือ การพ่่นแบบฟุ้�้งกระจาย และ
การพ่่นแบบฤทธิ์�์ตกค้้าง โดยการพ่่นสารเคมีีทั้้�งสองชนิิด มีีวััตถุุประสงค์์ในการควบคุุมยุุงพาหะแตกต่่างกััน
ดัังนั้้�นเครื่ �องพ่่นที่่�ใช้้ในการควบคุุมยุุงพาหะจึึงมีีคุุณลัักษณะและการใช้้งานที่่�แตกต่่างกัันไปตามวััตถุุประสงค์์
ในการควบคุุมยุุงพาหะนำ�ำ โรค การพ่่นแบบฟุ้�้งกระจาย เครื่�องพ่่นที่่�ใช้้งานกัันอย่่างแพร่่หลายในประเทศไทย
มีอี ยู่�่ 2 ชนิิด คือื เครื่อ� งพ่น่ หมอกควััน (Thermal fog generator) และเครื่อ� งพ่น่ ฝอยละเอียี ด (Ultra Low Volume
(ULV) Cold fog generator) สำ�ำ หรัับการพ่่นแบบฤทธิ์์ต� กค้า้ ง เครื่อ� งพ่น่ ที่�ใ่ ช้ ้ คือื เครื่�องพ่น่ ชนิิดแรงดัันอากาศ
หรืือเครื่�องพ่่นชนิิดอััดลม (Hand compression sprayer) โดยเครื่�องพ่่นแต่่ละชนิิดมีีการออกแบบมา
แตกต่า่ งกััน ดัังนั้น�้ เทคนิิคและวิิธีใี นการใช้ง้ านย่อ่ มแตกต่า่ งกััน ผู้ใ�้ ช้ง้ านหรือื ผู้ป�้ ฏิิบััติิงานควรมีคี วามรู้้�ความเข้า้ ใจ
อย่า่ งถููกต้อ้ งเพื่่อ� ทำ�ำ ให้ก้ ารควบคุมุ ยุงุ พาหะมีปี ระสิิทธิิภาพ ช่ว่ ยการลดการใช้ส้ ารเคมีี ลดการสิ้น� เปลือื งงบประมาณ
และเพื่่�อการตััดวงจรการแพร่่ระบาดของโรคที่่ม� ีีประสิิทธิิภาพมากยิ่�งขึ้น�

การพ่่นสารเคมีแี บบฟุ้ง�้ กระจาย

การพ่่นสารเคมีีแบบฟุ้้�งกระจาย หมายถึึง วิิธีีการพ่่นสารเคมีีโดยใช้้เครื่�องพ่่นที่�่มีีระบบการทำำ�งาน
ผลัักดัันสารละลายให้้แตกตััวออกสู่่�บรรยากาศในรููปของละออง ละอองที่�่เครื่�องพ่่นผลิิตได้้ส่่วนใหญ่่
จะมีขี นาดเล็ก็ เพื่่อ� สร้า้ งโอกาสในการลอยไปสััมผััสกัับตััวแมลงที่บ�่ ิินอยู่ใ�่ นอากาศ การพ่น่ สารเคมีชี นิิดนี้้น� ิิยมใช้้
พ่น่ กำ�ำ จััดยุงุ ลายและยุงุ รำ�ำ คาญ เนื่่อ� งจากยุงุ กลุ่่�มนี้้ไ� ม่ช่ อบเกาะบนผนัังบ้า้ น แต่ช่ อบเกาะตามสิ่่ง� ต่า่ งๆ ที่ไ�่ ม่ส่ ามารถ
พ่่นสารเคมีีได้้โดยตรง เช่่น เกาะตามเสื้�อผ้้าหรืือใต้้เครื่�องเฟอร์์นิิเจอร์์ต่่างๆ เป็็นต้้น ดัังนั้�้นการพ่่นชนิิดนี้้�
จึงึ เป็น็ การพ่น่ ให้ถ้ ููกตััวยุงุ พาหะโดยตรง วััตถุปุ ระสงค์ข์ องการพ่น่ ฟุ้ง�้ กระจาย คือื เพื่่อ� ลดความหนาแน่น่ ของยุงุ
อย่่างรวดเร็็ว และเพื่่�อลดการสััมผััสระหว่่างยุุงพาหะกัับคน โดยพ่่นให้้สารเคมีีเป็็นกลุ่่�มละอองที่่�มีีขนาดเล็็ก
ไม่เ่ กิิน 50 µm (µm ไมครอน หรือื ไมโครเมตร มีีขนาดเท่่ากัับเศษหนึ่่�งส่่วนล้้านของหนึ่่ง� เมตร) ซึ่่ง� ต้อ้ งมีคี ่า่
ขนาดเฉลี่ย� ละอองหรือื ค่า่ Volume Median Diameter (VMD) ไม่เ่ กิิน 30 µm (Fine aerosol space spray)
ซึ่�่งละอองขนาดนี้้�สามารถล่่องลอยอยู่�่ในอากาศได้้นานเพื่่�อฆ่่ายุุงพาหะ เมื่�อยุุงบิินมาสััมผััสละออง
สารเคมีใี นอากาศจนได้ร้ ัับสารออกฤทธิ์ใ�์ นปริิมาณที่เ�่ พีียงพอก็จ็ ะทำ�ำ ให้้ยุงุ ตาย แต่่หากยุงุ เกาะพัักจะไม่่ค่อ่ ยได้้
สััมผััสกัับละอองสารเคมีี เนื่่�องจากยุุงมัักเกาะพัักในที่�่หลบซ่่อนที่่�ละอองลอยเข้้าไปไม่่ถึึง(1) ดัังนั้้�นการพ่่น
แบบฟุ้�้งกระจายนอกบ้้านจำำ�เป็็นต้้องพ่น่ ให้้ตรงกัับช่ว่ งเวลาที่่�ยุงุ ชนิิดนั้น้� ๆ ออกหากิิน

69

การพ่น่ แบบฟุ้ง�้ กระจายต้อ้ งการละอองสารเคมีที ี่ม่� ีขี นาดเล็ก็ และเหมาะสม เพราะละอองที่ม�่ ีขี นาดใหญ่่
จะตกลงสู่่�พื้�นในระยะเวลาอัันสั้�้นก่่อนที่�่จะสััมผััสกัับตััวยุุง และยุุงมัักจะไม่่ค่่อยลงมาเดิินสััมผััสที่่�บริิเวณพื้้�น
ทำ�ำ ให้ส้ิ้น� เปลือื งงบประมาณโดยเปล่า่ ประโยชน์ ์ ดัังนั้น้� เพื่่อ� ให้ก้ ารพ่น่ สารเคมีเี ป็น็ ไปอย่า่ งมีปี ระสิิทธิิภาพ ผู้พ้� ่น่
จึงึ จำ�ำ เป็็นต้้องอาศััยองค์ค์ วามรู้้�เหล่า่ นี้้� คืือ
1. หลัักการและเทคนิิคการใช้้เครื่�องพ่น่
2. ชนิิดและสููตร (formulation) ของสารเคมีกี ำำ�จััดแมลงที่่เ� หมาะสมกัับเครื่�องพ่น่
3. ความรู้้�ด้า้ นชีีวนิิเวศของแมลงเป้้าหมาย
4. ความรู้้�ด้า้ นการประเมิินและเฝ้้าระวัังแมลงเป้้าหมาย และปัญั หาโรคติิดต่อ่ ที่น�่ ำ�ำ โดยแมลงเป้้าหมาย
การพ่่นแบบฟุ้้�งกระจายในการกำ�ำ จััดยุุงพาหะนำำ�โรค ขนาดละอองสารเคมีีที่�่เหมาะสมควรมีีเส้้นผ่่าน
ศููนย์์กลางระหว่่าง 10-30 µm จึึงจะมีีประสิิทธิิภาพสููงสุุด เพราะขนาดละอองสารเคมีีนี้้�จะลอยคลุุมพื้้�นที่่�
ได้้นาน และลอยไปได้้ไกลตามกระแสลมธรรมชาติิ ส่ว่ นละอองสารเคมีที ี่�ม่ ีขี นาดเล็็กหรือื ใหญ่่กว่า่ นี้้�จะไม่่มีีผล
ต่่อแมลงบิินในพื้้�นที่�่ เพราะละอองสารเคมีีที่�่มีีขนาดเล็็กกว่่า 5 µm จะลอยหายไปหรืือไม่่สามารถสััมผััสกัับ
ตััวแมลงได้้ เนื่่�องจากการเคลื่�อนไหวของมวลอากาศที่�่เกิิดขึ้�นจากการบิินของแมลง ส่่วนละอองสารเคมีีที่่�มีี
ขนาดใหญ่่กว่่าจะตกลงสู่�่พื้น� ภายในเวลาสั้้�น เมื่ อ� หมดแรงส่ง่ จากเครื่�องพ่่นนั้้�นๆ จึงึ มีผี ลต่อ่ แมลงบิินน้อ้ ย(2)
พารามิิเตอร์ท์ ี่บ�่ ่ง่ บอกประสิิทธิิภาพของเครื่อ� งพ่น่ สารเคมี ี คือื ค่า่ Volume Median Diameter (VMD)
ซึ่่�งค่า่ VMD นี้้เ� ป็็นค่่ามััธยฐาน (median) ที่่จ� ััดแบ่ง่ ปริิมาตรรวมของละอองสารเคมีอี อกเป็น็ 2 ส่ว่ น เท่่าๆ กััน
คืือ ปริิมาตรรวมของละอองสารเคมีีที่่�เป็็นละอองขนาดเล็็กกว่่าละอองที่่�เป็็นมััธยฐาน และปริิมาตรรวมของ
ละอองสารเคมีที ี่�่เป็็นละอองขนาดใหญ่ก่ ว่า่ ละอองที่เ่� ป็น็ มััธยฐาน จากภาพที่�่ 4.1 ละอองที่�่เป็็นมััธยฐาน คือื
ละอองที่�ม่ ีเี ส้น้ ผ่า่ นศููนย์์กลาง (diameter) เท่่ากัับ 15 µm ดัังนั้้�นค่่า VMD ของละอองชุดุ นี้้ � คืือ 15 µm(2)

ภาพที่่� 4.1 แสดงการแบ่ง่ กลุ่่�มของขนาดละอองโดยปริิมาตร(2)
70 คมู่ อื  สารเคมีและเครือ่ งพ่นสารเคมเี พอ่ื ควบคุมยุงพาหะนำ�โรค

เครื่�องพ่่นสารเคมีีที่่�มีีประสิิทธิิภาพดีี ละอองสารเคมีีที่่ผ� ลิิตได้้ควรมีีค่่า VMD ไม่่เกิิน 30 µm ตามที่�่
องค์์การอนามััยโลกแนะนำ�ำ ให้้ใช้้สำำ�หรัับการพ่่นสารเคมีีแบบฟุ้�้งกระจายในการกำ�ำ จััดแมลงบิิน ซึ่่�งเครื่�องพ่่น
สารเคมีีแบบฟุ้้�งกระจายสามารถจำำ�แนกออกเป็็น 2 ประเภท (ตามลัักษณะการผลิิตละอองสารเคมีี) ได้้แก่่
Thermal fog generator และ Cold fog generator
1.1 Thermal fog generator หมายถึงึ เครื่อ� งพ่น่ สารเคมีที ี่ใ่� ช้พ้ ลัังงานความร้อ้ นจากการจุดุ ระเบิิด
ที่�่มีีน้ำ��ำ มัันเบนซิินเป็น็ เชื้อ� เพลิิง เมื่�อสารเคมีที ี่่อ� ยู่�ใ่ นรููปน้ำ��ำ มัันผสมกัับตััวทำำ�ละลายซึ่�ง่ เป็น็ น้ำำ��มัันดีีเซลมากระทบ
กัับความร้้อนที่�่ปลายหััวหยดสารเคมีี สารเคมีีจะเปลี่�ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็็นไอ และเมื่�อพ้้นจาก
ปลายท่อ่ ของเครื่�องพ่่นมากระทบกัับอากาศเย็็นภายนอกจะเกิิดการควบแน่น่ กลายเป็็นหมอกขาว (โดยทั่่ว� ไป
ความร้้อนที่�่หััวหยดสารเคมีีจะมีีความร้้อนมากกว่่า 500 องศาเซลเซีียส) จึึงเป็็นเครื่�องพ่่นที่�่ใช้้ความร้้อน
ช่่วยในการแตกตััว สารเคมีีที่�ใ่ ช้้ในการพ่่นประเภทนี้้� จะมีีความเข้้มข้้นต่ำ��ำ เมื่�อเปรีียบเทีียบกัับการพ่่นโดยใช้้
เครื่อ� งพ่น่ แบบ Cold fog generator
1.2 Cold fog generator หมายถึึง เครื่อ� งพ่่นสารเคมีที ี่�ใ่ ช้พ้ ลัังงานลมหรือื แรงเหวี่�ยงสลััดสารเคมีี
ให้แ้ ตกตััวออกเป็น็ ละอองเล็ก็ ๆ สารเคมีที ี่ใ�่ ช้ใ้ นการพ่น่ ประเภทนี้้ม� ีคี วามเข้ม้ ข้น้ สููง ใช้พ้ ่น่ ปริิมาณน้อ้ ย ตััวทำ�ำ ละลาย
ที่่ใ� ช้้อาจจะใช้้น้ำ��ำ มัันดีเี ซลหรืือน้ำำ�� ขึ้้น� อยู่�่กับรููปแบบของสารเคมีีที่่ใ� ช้้พ่่น
การพ่น่ ทั้ง�้ 2 แบบนี้้ม� ีเี ครื่อ� งพ่น่ ในการใช้พ้ ่น่ ควบคุมุ ยุงุ พาหะหลากหลายรููปแบบ ขึ้้น� อยู่่�กับลัักษณะของ
แหล่่งชุุมชนที่่จ� ะเข้า้ ไปดำ�ำ เนิินการ การควบคุุมที่�ร่ วดเร็ว็ และมีีประสิิทธิิภาพ คือื การพ่่นแบบฟุ้้ง� กระจายโดย
เครื่�องพ่่นสารเคมีีแบบชนิิดติิดตั้�้งรถยนต์์ (Vehicle-mounted foggers) ซึ่่�งส่่วนมากมัักเลืือกใช้้เครื่�องพ่่น
ฝอยละเอีียดแบบติิดตั้�้งรถยนต์์ แต่่มีีข้้อจำ�ำ กััดและอุุปสรรคในการดำ�ำ เนิินงานเนื่่�องจากแหล่่งชุุมชนบางแห่่ง
รถยนต์์ไม่ส่ ามารถเข้า้ ถึงึ ได้ ้ ดัังนั้น�้ จึงึ มีคี วามจำ�ำ เป็น็ ในการเลือื กใช้เ้ ครื่อ� งพ่น่ ขนาดเล็ก็ และสามารถเข้า้ ถึงึ ชุมุ ชน
เป้้าหมายได้อ้ ย่า่ งมีปี ระสิิทธิิภาพและครอบคลุมุ เครื่อ� งพ่น่ สารเคมีที ี่น�่ ิิยมใช้ก้ ัันอย่า่ งแพร่ห่ ลาย ได้แ้ ก่่ เครื่อ� งพ่น่
หมอกควัันแบบสะพายไหล่่ (Hand-carried thermal fogger) และเครื่อ� งพ่น่ ฝอยละเอียี ดแบบสะพายหลััง
(Knapsack cold fogger) หรือื ที่่�นิิยมเรียี กกัันว่่าเครื่�องพ่น่ ULV (Ultra-low volume)

เครื่�อ่ งพ่น่ หมอกควัันแบบสะพายไหล่่ (Hand-carried thermal fogger)

เครื่�องพ่่นหมอกควัันแบบสะพายไหล่่มีีส่่วนประกอบหลััก ได้้แก่่ ถัังน้ำำ��มัันเชื้�อเพลิิง (Fuel tank)
ถัังสารเคมีี (Pesticide tank) ปั๊๊ม� ลม (Hand pump) ตััวจุุดระเบิิด (Button for ignition) คาร์์บููเรเตอร์์
(Carburettor) หััวเทีียน (Spark plug) ห้้องเผาไหม้้ (Combustion chamber) ตระแกรงป้้องกัันความร้้อน
(Combustion chamber guard) ระบบท่่อทางเดิินสารเคมีีในการฉีีดพ่น่ (Pesticide injection system)
(ภาพที่�่ 4.2) โดยใช้ค้ วามร้อ้ นช่ว่ ยในการแตกตััวของสารเคมีที ี่อ�่ ยู่ใ�่ นรููปของเหลวเป็น็ ละอองขนาดเล็ก็ 0.1-60 µm
ขนาดเฉลี่�ยของละอองสารเคมีี (VMD) ขึ้้�นอยู่่�กัับปริิมาณความร้้อนและปริิมาณสารเคมีีที่่�หยดออกมา
ถ้า้ ความร้้อนสููงและปริิมาณสารเคมีที ี่ห�่ ยดออกมาน้อ้ ย ขนาดละอองสารเคมีีที่่ผ� ลิิตได้้จะเล็ก็ กว่า่ ละอองที่่�เกิิด
จากปริิมาณสารเคมีที ี่ห่� ยดออกมามากกว่า่ (ในขนาดความร้อ้ นเดียี วกััน) ปัญั หาสำ�ำ คััญของเครื่อ� งพ่น่ หมอกควััน
คืือ การสลายตััวของสารเคมีีเนื่่�องจากความร้้อน ซึ่ง่� อาจเกิิดจากคุณุ สมบััติิของสารเคมีเี อง หรืืออาจเกิิดจาก
เครื่อ� งพ่น่ สารเคมีที ี่ใ�่ ห้ค้ วามร้อ้ นสููงเกิินไป โดยปกติิเครื่อ� งพ่น่ หมอกควัันที่ม�่ ีคี ุณุ ภาพดีสี ามารถควบคุมุ อุณุ หภููมิิ

71

ณ จุดุ หยดสารเคมีี ซึ่ง�่ เป็น็ จุดุ ที่ส่� ารเคมีีสััมผััสกัับความร้อ้ นและแตกตััวให้บ้ ริิเวณนี้้ม� ีอี ุณุ หภููมิิระดัับที่ไ�่ ม่ส่ ููงมาก
และอุุณหภููมิิค่่อนข้้างสม่ำำ��เสมอ โดยทั่่�วไปอุุณหภููมิิที่�่เหมาะสมจะอยู่่�ในช่่วง 550-600 องศาเซลเซีียส
แต่อ่ ุณุ หภููมิิอาจจะสููงกว่า่ นี้้ไ� ด้้ แต่ไ่ ม่ค่ วรสููงเกิิน 1,000 องศาเซลเซียี ส การใช้เ้ ครื่อ� งพ่น่ หมอกควัันที่ม�่ ีคี ุณุ ภาพต่ำ��ำ
ยัังเป็็นอีีกปััจจััยที่่�ทำ�ำ ให้้ประสิิทธิิภาพการพ่่นหมอกควัันลดลง ตามปกติิละอองสารเคมีีควรมีีขนาดเล็็กกว่่า
50 µm เพราะใช้้ความร้อ้ นทำ�ำ ให้ส้ ารเคมีีแตกตััวกลายเป็น็ ไอ แต่อ่ ย่่างไรก็็ดีี พบว่า่ เครื่�องพ่น่ สารเคมีีที่่�ทำ�ำ งาน
ไม่เ่ ต็ม็ ประสิิทธิิภาพ ละอองสารเคมีจี ะแตกตััวไม่ส่ มบููรณ์์ จึงึ ทำ�ำ ให้เ้ กิิดละอองที่�่มีีขนาดใหญ่่เกิิน 50 µm ได้้
จะสัังเกตุไุ ด้จ้ ากบริิเวณพื้้น� ที่เ�่ ปียี กเป็น็ มัันหลัังจากพ่น่ เสร็จ็ หากเป็น็ เช่น่ นี้้ถ� ือื ว่า่ เครื่อ� งพ่น่ บกพร่อ่ ง ซึ่ง่� จะทำ�ำ ให้้
การพ่่นยุุงลดประสิิทธิิภาพลงได้้ การใช้้เครื่�องพ่่นหมอกควัันแบบสะพายไหล่่ในการควบคุุมยุุงพาหะนำ�ำ โรค
ควรเลืือกใช้้ขนาดของหััวพ่่นที่่�ควบคุุมอััตราการไหลของสารเคมีีให้้อยู่�่ในช่่วง 15-30 ลิิตร/ชั่�วโมง เพื่่�อให้้มีี
ความเหมาะสม ต่อ่ ความเร็ว็ ในการพ่น่ และเพื่่อ� ให้พ้ ่น่ สารเคมีไี ด้ใ้ นอััตราการใช้ท้ ี่ก่� ำ�ำ หนด เครื่อ� งพ่น่ หมอกควััน
แบบสะพายไหล่ท่ ี่ใ�่ ช้ใ้ นการควบคุมุ ยุงุ พาหะนำ�ำ โรคมีกี ารผลิิตออกมาหลากหลายรููปแบบ ตััวอย่า่ งดัังแสดงในภาพที่�่ 4.3

ภาพที่�่ 4.2 ส่ว่ นประกอบหลัักของเครื่อ� งพ่น่ หมอกควัันแบบสะพายไหล่่(2)

ภาพที่�่ 4.3 ตััวอย่า่ งเครื่อ� งพ่่นหมอกควัันแบบสะพายไหล่่(1, 3)
72 คมู่ อื  สารเคมีและเคร่อื งพน่ สารเคมีเพื่อควบคุมยงุ พาหะน�ำ โรค

หลัักการทำ�ำ งานเครื่่อ� งพ่่นหมอกควัันแบบสะพายไหล่่ (ภาพที่่� 4.4)
1. การทำ�ำ งานของเครื่อ� งพ่น่ เป็น็ ระบบพััลส์เ์ จ็ท็ (Pulse Jet) หมายถึงึ การจุดุ ระเบิิดที่เ่� กิิดขึ้น� เป็น็ ลููกโซ่่
เป็็นทอดๆ อย่่างอััตโนมััติิ โดยการจุุดระเบิิดครั้้�งแรกจะทำ�ำ ให้้เกิิดสภาพเป็็นสุุญญากาศสามารถดููดไอน้ำ��ำ มััน
เบนซิิน และอากาศจากภายนอกให้เ้ ข้้ามาแทนที่�่ และจุุดระเบิิดครั้้�งที่�ส่ อง และครั้�้งต่่อๆ ไปเป็็นลููกโซ่่อััตโนมััติิ
2. ทำ�ำ งานโดยการจุุดระเบิิดในห้้องเผาไหม้้ (Combustion chamber)
3. มวลอากาศร้อ้ นมากกว่า่ 1,000 องศาเซลเซียี ส จะถููกระบายมาตามท่อ่ ความร้อ้ น (Thermal pipe)
4. ลมบางส่ว่ นจะถููกแบ่ง่ ไปยัังถัังสารเคมีเี พื่่อ� สร้า้ งแรงดัันภายในถัังสารเคมีีสำำ�หรัับผลัักดัันสารเคมีไี ป
ตามระบบเดิินสารเคมีีเมื่�อเปิิดวาล์ว์ พ่่นสารเคมีี
5. มวลอากาศร้้อนจะทำ�ำ ให้้ส่่วนผสมของสารเคมีีที่่�บริิเวณหััวหยดสารเคมีี (Fogging mixture)
แตกตััวเป็็นไอ
6. เมื่ �อไอสารเคมีีออกจากปลายท่่อมากระทบอากาศเย็็นภายนอก จะกลายเป็็นละอองหมอกควััน
ตามปกติิละอองของการพ่่นหมอกควัันจะมีีขนาดเล็็กกว่่า 50 µm ขนาดละอองจะเล็็กหรืือใหญ่่ขึ้�นอยู่่�กั บ
อััตราการไหลของสารเคมีีด้ว้ ยซึ่่�งถููกควบคุุมโดยหััวบัังคัับอััตราการไหลหรือื ปุ่่ม� ปรัับระดัับอััตราการไหล

ภาพที่่� 4.4 หลัักการทำ�ำ งานของเครื่อ� งพ่น่ หมอกควัันแบบสะพายไหล่่(4)
หลักั การใช้้งานทั่่�วไปของเครื่อ่� งพ่่นหมอกควัันแบบสะพายไหล่่
1. ก่่อนสตาร์ท์ เครื่�องควรตรวจสอบความเรียี บร้อ้ ยของเครื่�อง ความครบถ้ว้ นของอุุปกรณ์์
2. เติิมน้ำำ��มัันเชื้�อเพลิิงตามที่�ผ่ ู้้�ผลิิตแนะนำำ�ลงในถัังน้ำ�ำ� มัันเชื้�อเพลิิง และเติิมสารเคมีีลงในถัังใส่ส่ ารเคมีี
โดยใช้้กรวยกรอง (ควรแยกกรวยกรอง) โดยให้ม้ ีชี ่่องว่า่ งอากาศ 1-2 เซนติิเมตร จากขอบบนของถััง ปิิดฝาถััง
ให้ส้ นิิททั้้�งสองถััง เปิิดวาล์์วน้ำำ��มััน
3. ตรวจดููระบบไฟ โดยกดสวิิตช์์ไฟแล้้วฟัังเสีียง หรืือถอดหััวเทีียนมาทดสอบเช็็คกัับกราวด์์ว่่ามีีไฟ
สปาร์์คหรืือไม่่
4. ปิิดวาล์ว์ ควบคุุมการไหลของสารเคมีี
5. กรณีเี ครื่�องที่�ต่ ้้องมีแี รงดัันในถัังเชื้อ� เพลิิง ทำ�ำ การสููบอััดลม 3-5 ครั้�้ง (กรณีีเครื่อ� งที่�่มีสี วิิตช์์ไฟหลาย
ทางให้้ปรัับมาอยู่ใ่� นตำำ�แหน่่งใช้ง้ าน)
6. เปิิดวาล์์วน้ำำ��มัันตามที่ก่� ำ�ำ หนด

73

7. สููบอััดลมต่่อไปเรื่�อยๆ (อย่่ากระแทก) พร้้อมทั้้�งกดปุ่่�มควบคุุมกระแสไฟ (ถ้้ามีี) เครื่�องจะติิด
เมื่�อไอน้ำ�ำ�มัันเคลื่�อนขึ้น� มาผสมกัับอากาศในอััตราส่่วนที่่พ� อดีใี นคาร์บ์ ููเรเตอร์์
8. เมื่�อเครื่�องยนต์์ทำ�ำ งานให้้อุ่�นเครื่�องประมาณ 1-2 นาทีี เพื่่�อให้้เครื่�องเดิินเรีียบ และเป็็นการปรัับ
อุณุ หภููมิิในท่อ่ พ่น่ และแรงดัันในถัังให้้คงที่�่
9. การปล่่อยสารเคมีี ทำ�ำ โดยยกคัันปล่อ่ ยสารเคมีหี รือื เปิดิ วาล์์วสารเคมีแี ล้้วแต่่ชนิิดเครื่อ� ง
10. การดัับเครื่�อง ควรปิิดวาล์์วปล่่อยสารเคมีี และปล่่อยให้้เครื่�องทำำ�งานจนหมอกควัันออกหมด
ปิดิ วาล์ว์ น้ำ�ำ� มััน เพื่่�อให้เ้ ครื่�องดัับ หลัังจากนั้�้นเปิิดคลายฝาถัังสารเคมีี เพื่่�อปล่อ่ ยแรงดัันภายในถััง

เครื่�่องพ่น่ ฝอยละเอียี ด (ULV) แบบสะพายหลััง (Knapsack cold fogger)

เครื่อ� งพ่น่ ฝอยละเอียี ด (ULV) แบบสะพายหลััง ส่ว่ นประกอบหลััก ได้แ้ ก่ ่ ถัังน้ำ��ำ มัันเชื้อ� เพลิิง (Fuel tank)
ถัังสารเคมีี (Pesticide tank) เครื่อ� งยนต์์ 2 หรือื 4 จัังหวะ (2/4–stroke engine) เฟรมสะพายหลััง (Knapsack
frame) แหล่่งกำำ�เนิิดลม (Blower unit) หััวฉีดี พ่น่ สารเคมีี (Cold fog nozzle) (ภาพที่�่ 4.5) ทำ�ำ งานโดยใช้้
แรงลมไหลผ่า่ นออกมาตามท่อ่ อากาศ เมื่อ� ลมที่ม�่ ีคี วามเร็ว็ สููงมากระทบสารเคมีที ี่ห�่ ััวควบคุมุ อััตราการไหลของ
สารเคมีีทำ�ำ ให้้สารเคมีีที่�่อยู่ใ�่ นรููปของเหลวแตกตััวเป็น็ ละออง ขนาดละอองที่่�เครื่อ� งผลิิตได้้ควรมีขี นาดใหญ่่สุดุ
ไม่เ่ กิิน 60 µm ขนาดเฉลี่ย� ละอองที่่ด� ีที ี่่�สุดุ ควรเป็็น 10-30 µm ซึ่ง่� ละอองขนาดเล็ก็ นี้้�จะลอยฟุ้�้งในบรรยากาศ
ได้้นาน และใช้้ประโยชน์์ของละอองสารเคมีีได้้อย่่างมีีประสิิทธิิภาพในการควบคุุมและกำำ�จััดยุุงพาหะนำำ�โรค
ตััวอย่า่ งเครื่อ� งพ่่นฝอยละเอีียดแบบสะพายหลัังที่ใ�่ ช้ใ้ นการควบคุมุ ยุงุ พาหะนำำ�โรค ดัังแสดงในภาพที่�่ 4.6

ภาพที่�่ 4.5 ส่่วนประกอบหลัักของเครื่�องพ่น่ ฝอยละเอีียด (ULV) แบบสะพายหลััง(2)
74 คมู่ ือ สารเคมแี ละเครื่องพ่นสารเคมีเพ่ือควบคมุ ยุงพาหะนำ�โรค

ภาพที่�่ 4.6 ตััวอย่่างเครื่�องพ่น่ ฝอยละเอีียด (ULV) แบบสะพายหลััง(3)
หลัักการทำำ�งานของเครื่อ�่ งพ่น่ ฝอยละเอีียด (ULV) แบบสะพายหลััง (ภาพที่�่ 4.7)
1. ระบบผลิิตละอองจะแตกต่่างจากเครื่อ� งพ่่นหมอกควััน คืือ เครื่อ� งพ่่นยููแอลวีีขนาดเล็็กสะพายหลััง
จะใช้้พลัังลมเป็็นตััวตีใี ห้้สารเคมีแี ตกตััวเป็็นละอองเล็็กๆ โดยลมจะเป่่าผ่า่ นท่่อลมมายัังหััวฉีดี พ่่น
2. แหล่ง่ พลัังงานที่�ส่ ร้้างลมจะใช้้เครื่�องยนต์เ์ บนซิินเล็ก็ 2 จัังหวะ หรืือ 4 จัังหวะ
3. พลัังงานลมที่่ถ� ููกสร้้างขึ้�นจะถููกปล่อ่ ยออกมาตามท่่ออากาศ (air flex- hose) และให้ล้ มมากระทบ
กัับสารเคมีีที่�ไ่ หลมาตามท่่อเดิินสารเคมีี (formulation line) ผ่่านหััวฉีีดพ่่น (nozzle) เกิิดเป็็นละออง
4. คุณุ ภาพการผลิิตละอองขึ้น� อยู่�่กับกำ�ำ ลัังเครื่อ� งยนต์ ์ ชนิิดตััวสร้า้ งลมเป็น็ ระบบใบพััด (rotary blower)
หรืือโรตารี่�คอมเพลสเซอร์์ (rotary compressure) อััตราการไหลของสารเคมีี (flow rate) ขนาดและ
การออกแบบของหััวฉีดี พ่น่ (nozzle)

ภาพที่่� 4.7 หลัักการทำำ�งานของเครื่�องพ่น่ ฝอยละเอีียด (ULV) แบบสะพายหลััง(5)

75

หลักั การใช้้งานทั่่�วไปของเครื่่�องพ่น่ ฝอยละเอีียด (ULV) แบบสะพายหลััง
1. ก่อ่ นสตาร์ท์ เครื่�องควรตรวจสอบความเรีียบร้้อยของเครื่อ� ง ความครบถ้้วนของอุปุ กรณ์์
2. เติิมน้ำ�ำ�มัันเบนซิิน 91 (หรืือแกสโซฮอลล์์ 95) ที่่ผ� สมน้ำ�ำ�มัันเครื่อ� งตามอััตราที่ผ�่ ู้้�ผลิิตแนะนำ�ำ โดยใช้้
กรวยกรองในถัังเชื้�อเพลิิง โดยให้ม้ ีชี ่่องว่่างอากาศ 1-2 เซนติิเมตร จากขอบบนของถััง ปิดิ ฝาถัังให้้สนิิท
3. เติิมสารเคมีีที่่�ผสมตััวทำำ�ละลายแล้้วลงในถัังสารเคมีี ไม่่ควรผสมสารเคมีีกัับตััวทำ�ำ ละลายในถััง
สารเคมีีของเครื่อ� งพ่น่ เร่่งเครื่�องปั๊๊ม� น้ำ�ำ� มัันเชื้�อเพลิิงเข้า้ คาร์บ์ ููเรเตอร์ ์ ปิดิ โช้ค้ และดึงึ สายสตาร์ท์ เมื่อ� เครื่อ� งติิด
หลัังจากนั้�น้ ให้เ้ ปิิดโช้้ค
4. ถ้า้ เครื่อ� งไม่ต่ ิิดให้ต้ รวจดููระบบไฟโดยดึงึ คัันสตาร์ท์ และถอดหััวเทียี นมาทดสอบเช็ค็ กัับกราวด์ว์ ่า่ มีี
ไฟสปาร์์คหรือื ไม่่
5. เมื่อ� เครื่อ� งยนต์ท์ ำ�ำ งานให้ต้ ิิดเครื่อ� งทิ้้ง� ไว้ป้ ระมาณ 1-2 นาที ี สำ�ำ หรัับเครื่อ� งพ่น่ แบบโรตารี่ค� อมเพลสเซอร์์
(rotary compressor) เพื่่�อให้เ้ ครื่�องเดิินเรียี บ และติิดเครื่อ� งทิ้้�งไว้้ประมาณ 5 นาที ี สำำ�หรัับเครื่อ� งพ่น่ ระบบ
ใบพััด (rotary blower) เป็็นการปรัับแรงดัันในถัังสารเคมีีให้ค้ งที่�่
6. การปล่อ่ ยสารเคมีี ทำำ�โดยการบีีบคัันปล่อ่ ยสารเคมีีหรือื เปิิดวาล์ว์ สารเคมีแี ล้้วแต่่ชนิิดเครื่อ� ง
7. การดัับเครื่�อง ควรปิดิ วาล์์วสารเคมีีก่่อน แล้ว้ ผ่อ่ นคัันเร่ง่ ให้้เครื่อ� งยนต์์เดิินในอััตราต่ำ��ำ สุุด จากนั้้�น
ปิดิ วาล์น์ ้ำำ��มัันเชื้อ� เพลิิงหรืือปิดิ สวิิตช์ ์ ขึ้้น� อยู่่�กับชนิิดของเครื่�อง เพื่่�อให้้เครื่�องดัับ

เครื่่�องพ่่นฝอยละเอียี ด (ULV) แบบติิดตั้้�งบนรถยนต์์ (Vehicle-mounted cold fogger)

เครื่อ� งพ่น่ ฝอยละเอียี ด (ULV) แบบติิดตั้ง�้ บนรถยนต์์ เป็น็ เครื่อ� งพ่น่ สารเคมีที ี่ม�่ ีขี นาดใหญ่ ่ ส่ว่ นประกอบหลััก
ได้แ้ ก่ ่ ถัังน้ำำ��มัันเชื้อ� เพลิิง (Fuel tank) ถัังสารเคมีี (Pesticide tank) ปริิมาตรไม่น่ ้อ้ ยกว่า่ 50 ลิิตร(1)เครื่อ� งยนต์์
4 จัังหวะ (4–stroke engine) โดยทั่่�วไปจะมีกี ำำ�ลัังเครื่�องยนต์์ 5-20 แรงม้้า(2) เพื่่อ� ควบคุุมการพ่่นระยะไกล
หรืือภายในรถยนต์ท์ ี่�บ่ รรทุุกเครื่อ� งพ่่น แหล่่งกำำ�เนิิดลม (Blower unit) หััวฉีีดพ่น่ สารเคมีีที่่�หมุนุ ปรัับทิิศทาง
การพ่น่ ได้้ (Vertical nozzle) กล่อ่ งควบคุมุ ระยะไกลที่ม�่ ีสี ายเคเบิิล (Cable to control panel in cab) ดัังแสดง
ในภาพที่�่ 4.8 โดยใช้ค้ วามดัันอากาศที่ส่� ููงให้้อากาศไหลผ่า่ นออกมาตามท่อ่ อากาศ เมื่อ� อากาศที่�ม่ ีีความดัันสููง
มากระทบสารเคมีีที่่�หััวควบคุุมอััตราการไหลของสารเคมีี ทำ�ำ ให้้สารเคมีีในรููปของเหลวแตกตััวเป็็นละออง
โดยเครื่อ� งพ่น่ หนึ่่ง� เครื่อ� งอาจมีีหััวฉีดี พ่น่ หนึ่่ง� หััวหรือื มากกว่า่ ก็ไ็ ด้ข้ึ้น� อยู่่�กับผู้้�ผลิิตออกแบบมา เครื่อ� งพ่น่ ชนิิดนี้้�
ใช้ใ้ นการควบคุมุ ในพื้้น� ที่ข่� นาดใหญ่่ ผู้ใ้� ช้ง้ านและผู้ค�้ วบคุมุ ต้อ้ งมีคี วามรู้้�ในการใช้ง้ านอย่า่ งดีี เพื่่อ� ให้ก้ ารควบคุมุ
กำ�ำ จััดแมลงเป็น็ ไปอย่า่ งมีปี ระสิิทธิิภาพ ตััวอย่า่ งเครื่อ� งพ่น่ ฝอยละเอียี ดแบบติิดตั้ง้� บนรถยนต์ท์ ี่ใ�่ ช้ใ้ นการควบคุมุ
ยุุงพาหะนำ�ำ โรค ดัังแสดงในภาพที่่� 4.9

76 คมู่ ือ สารเคมแี ละเคร่อื งพน่ สารเคมีเพื่อควบคุมยงุ พาหะนำ�โรค

ภาพที่่� 4.8 ส่่วนประกอบหลัักของเครื่อ� งพ่น่ ฝอยละเอีียด (ULV) แบบติิดตั้้�งบนรถยนต์(์ 2)

ภาพที่�่ 4.9 ตััวอย่า่ งเครื่�องพ่น่ ฝอยละเอีียด (ULV) แบบติิดตั้ง�้ บนรถยนต์(์ 1, 6)

77

หลัักการทำำ�งานของเครื่่อ� งพ่่นฝอยละเอีียด (ULV) แบบติิดตั้้ง� บนรถยนต์์ (ภาพที่�่ 4.10)
1. เครื่อ� งพ่น่ ฝอยละเอียี ดแบบติิดตั้ง้� รถยนต์์ แหล่ง่ พลัังงานที่ส�่ ร้า้ งลมจะใช้เ้ ครื่อ� งยนต์เ์ บนซิิน 4 จัังหวะ
กำ�ำ ลัังเครื่อ� งยนต์์ 5-20 แรงม้า้ ใช้พ้ ลัังลม (Blower) เป็น็ ตััวตีใี ห้ส้ ารเคมีแี ตกตััวเป็น็ ละอองเล็ก็ ๆ โดยลมจะเป่่าผ่า่ น
ท่อ่ ลมมายัังหััวฉีดี พ่น่
2. พลัังงานลมที่ถ�่ ููกสร้า้ งขึ้น� จะมีแี รงเคลื่อ� นอากาศแรงดัันสููงถููกปล่อ่ ยออกมาตามท่อ่ อากาศ และให้ล้ ม
มากระทบกัับสารเคมีีที่ไ�่ หลมาตามท่่อเดิินสารเคมีีผ่า่ นตััวกรองสารเคมีี (Formulation filter) โดยใช้แ้ รงดููด
ของตััวปั๊๊ม� (Pump) ผ่่านระบบท่่อเดิินสารเคมีีไปยัังหััวฉีดี พ่่น (Nozzle) ทำ�ำ ให้้เกิิดเป็น็ ละออง
3. คุณุ ภาพการผลิิตละอองขึ้น� อยู่�่กับกำ�ำ ลัังเครื่อ� งยนต์์ แรงเคลื่อ� นของอากาศ อััตราการไหล (Flow rate)
ขนาด และการออกแบบของหััวฉีดี พ่น่ (Nozzle)
4. เครื่อ� งพ่น่ ชนิิดนี้้�มีีเกจวััดแรงดัันอากาศ (Pressure gauge) ที่ห่� ััวพ่น่ และจะมีีตััวเซนเซอร์์คอยตััด
การทำำ�งานเมื่�อแรงดัันอากาศไม่่เหมาะสมสำำ�หรัับการฉีดี พ่น่
5. เนื่่�องจากเป็็นเครื่อ� งพ่น่ ที่่�มีขี นาดใหญ่่ระบบท่อ่ เดิินสารเคมีีจะมีีความซัับซ้อ้ น การทำ�ำ ความสะอาด
จึึงมีถี ัังทำำ�ความสะอาด (Flush tank) เพื่่อ� ทำำ�ความสะอาดระบบท่่อเดิินสารเคมีีทุกุ ครั้�้งหลัังฉีีดพ่่น

ภาพที่�่ 4.10 หลัักการทำ�ำ งานของเครื่อ� งพ่น่ ฝอยละเอียี ด (ULV) แบบติิดตั้้ง� บนรถยนต์(์ 7)
78 คู่มอื  สารเคมีและเครือ่ งพน่ สารเคมเี พ่อื ควบคุมยงุ พาหะนำ�โรค

หลักั การใช้้งานทั่่ว� ไปของเครื่อ่� งพ่น่ ฝอยละเอีียด (ULV) แบบติดิ ตั้้�งบนรถยนต์์
1. ก่่อนสตาร์์ทเครื่�อง ควรตรวจสอบความเรีียบร้้อยของเครื่�อง ความครบถ้้วนของอุุปกรณ์์และ
กล่อ่ งควบคุุมระยะไกล และสายเคเบิ้้ล� เสีียบเข้้ากัับกล่อ่ งควบคุมุ ที่�ต่ ััวเครื่อ� ง
2. เติิมน้ำ��ำ มัันที่ผ�่ ู้้�ผลิิตแนะนำ�ำ ลงในถัังน้ำ��ำ มัันเชื้อ� เพลิิงโดยใช้ก้ รวยกรอง ให้ม้ ีชี ่อ่ งว่า่ งอากาศ 1-2 เซนติิเมตร
จากขอบบนของถััง ปิิดฝาถัังให้ส้ นิิท
3. เติิมสารเคมีีที่�่ผสมตััวทำ�ำ ละลายแล้้วลงในถัังสารเคมีี ไม่่ควรผสมสารเคมีีกัับตััวทำ�ำ ละลายใน
ถัังสารเคมีีของเครื่อ� งพ่่น เร่ง่ ปิดิ โช้ค้ และทำ�ำ การสตาร์์ท เมื่�อเครื่�องติิดแล้้วให้้เปิิดโช้ค้
4. เมื่อ� เครื่อ� งยนต์ท์ ำ�ำ งานให้ป้ รัับอััตราการไหลตามที่ต�่ ้อ้ งการ ตามคู่�่ มือื ของแต่ล่ ะเครื่อ� งพ่น่ ที่ก�่ ำ�ำ หนดไว้้
5. การปล่อ่ ยสารเคมี ี ทำ�ำ โดยการปล่อ่ ยสารเคมีที ี่ก�่ ล่อ่ งควบคุมุ ระยะไกล ในกรณีที ี่ก�่ ล่อ่ งควบคุมุ ระยะไกล
ใช้ง้ านไม่่ได้ใ้ ห้ใ้ ช้้กล่่องควบคุุมที่่ต� ิิดมากัับตััวเครื่อ� ง

เครื่�่องพ่น่ หมอกควันั แบบติิดตั้้�งบนรถยนต์์ (Vehicle-mounted Thermal fogger)

เครื่�องพ่่นหมอกควัันแบบติิดตั้�้งบนรถยนต์์เป็็นเครื่�องพ่่นสารเคมีีที่่�มีีขนาดใหญ่่มีีระบบการทำ�ำ งาน
อยู่่� 2 ระบบ คือื Electronic fuel injection system และ Pulse-Jet system ซึ่�่งส่ว่ นประกอบหลัักของ
ทั้้�งสองระบบจะเหมืือนกััน แต่่แตกต่า่ งกัันที่ร่� ะบบการจ่า่ ยน้ำ�ำ� มัันเชื้�อเพลิิง
1. Electronic fuel injection system มีสี ่ว่ นประกอบหลััก ได้แ้ ก่ ่ ถัังน้ำำ�� มัันเชื้อ� เพลิิง (Fuel tank),
ถัังสารเคมีี (Pesticide tank) ปริิมาตรไม่่น้้อยกว่่า 50 ลิิตร เครื่�องยนต์์ 4 จัังหวะ (4-stroke engine)
โดยทั่่ว� ไปจะมีกี ำ�ำ ลัังเครื่อ� งยนต์์ 5-20 แรงม้า้ กล่อ่ งควบคุมุ ระยะไกลที่ม�่ ีสี ายเคเบิิล (Cable to control panel
in cab) เพื่่�อการควบคุมุ การพ่น่ ระยะไกลหรืือภายในรถยนต์์ที่บ�่ รรทุกุ เครื่�องพ่่น ห้้องเผาไหม้้ (Combustion
chamber) แหล่ง่ กำำ�เนิิดลม และตััวปั๊๊ม� น้ำำ��มัันเชื้�อเพลิิงเพื่่�อการเผาไหม้้ (Blower unit and Fuel pump for
combustion) หััวฉีดี พ่่นสารเคมีี (Discharge nozzle) ดัังแสดงในภาพที่่� 4.11

ภาพที่�่ 4.11 ส่ว่ นประกอบหลัักของเครื่อ� งพ่่นหมอกควัันแบบติิดตั้้ง� บนรถยนต์(์ 8) 79

หลัักการทำำ�งานของเครื่่�องพ่่นหมอกควัันแบบติิดตั้้�งบนรถยนต์์ Electronic fuel injection
system (ภาพที่่� 4.12)
1. การทำ�ำ งานของเครื่�องพ่่นแบบติิดตั้้�งบนรถยนต์์จะแตกต่่างจากเครื่�องพ่่นหมอกควัันขนาดเล็็ก
โดยระบบจะสร้า้ งกระแสไฟฟ้้าจากตััวแปลงกระแสไฟฟ้้า (Electric transformer)
2. การจุุดระเบิิดในห้้องเผาไหม้้จะใช้้ลมจากแหล่่งกำำ�เนิิดลม (Blower unit) และจะมีีปั๊๊�มสำ�ำ หรัับ
การดููดน้ำำ��มัันเชื้�อเพลิิงเข้้าไปผสมกัับอากาศและกระแสไฟฟ้้า เพื่่อ� ทำ�ำ การจุดุ ระเบิิด
3. น้ำ��ำ มัันเชื้อ� เพลิิงจะถููกดููดผ่า่ นตััวกรองน้ำ��ำ มัันเชื้อ� เพลิิง (Fuel filter) โดยปั๊๊ม� น้ำ��ำ มัันเชื้อ� เพลิิง (Fuel pump)
ผ่่านไปยัังหััวฉีดี พ่น่ เชื้อ� เพลิิง (Injection nozzle) ภายในห้อ้ งเผาไหม้้
4. สารเคมีจี ะถููกดููดผ่า่ นตััวกรองสารเคมีี (Formulation filter) โดยปั๊๊ม� ดููดสารเคมีี (Formulation pump)
ผ่่านระบบท่่อเดิินสารเคมีีที่�่ควบคุุมโดยวาล์์วควบคุุมสารเคมีีระบบไฟฟ้้า (Formulation solenoid valve)
ไปยัังหััวฉีดี พ่่น (Burner nozzle) ภายในท่อ่ ความร้้อน
5. มวลอากาศร้้อนมากกว่่า 1,000 องศาเซลเซียี ส จะถููกระบายมาตามท่่อความร้อ้ น มวลอากาศร้้อน
จะทำำ�ให้้ส่่วนผสมของสารเคมีีที่่�บริิเวณหััวฉีีดพ่่นสารเคมีีแตกตััวเป็็นไอหมอกขาว
6. เมื่ �อไอสารเคมีีออกจากปลายท่่อมากระทบอากาศเย็็นภายนอก จะกลายเป็็นละอองหมอกควััน
ตามปกติิเม็็ดละอองของการพ่่นหมอกควัันจะมีีขนาดละอองจะเล็็กหรืือใหญ่่ขึ้ �นอยู่่�กัับอััตราการไหลของ
สารเคมีีด้ว้ ย
7. เนื่่อ� งจากเป็น็ เครื่�องพ่่นที่่�มีีขนาดใหญ่่ ระบบท่อ่ เดิินสารเคมีีจะมีคี วามซัับซ้อ้ นการทำ�ำ ความสะอาด
จึึงมีีระบบทำ�ำ ความสะอาดซึ่�่งควบคุุมด้้วยวาล์์วระบายสารเคมีีระบบไฟฟ้้า (Drain solenoid valve)
เพื่่�อทำ�ำ ความสะอาดระบบท่อ่ เดิินสารเคมีที ุกุ ครั้�้งหลัังฉีีดพ่่น

ภาพที่่� 4.12 หลัักการทำ�ำ งานของเครื่�องพ่น่ หมอกควัันแบบติิดตั้ง้� บนรถยนต์์(8)
80 คู่มอื  สารเคมีและเครอื่ งพน่ สารเคมเี พอ่ื ควบคุมยุงพาหะน�ำ โรค

2. Pulse Jet system ระบบการทำ�ำ งานจะเหมือื นกัับเครื่อ� งพ่น่ หมอกควัันสะพายไหล่ ่ ส่ว่ นประกอบ
โดยทั่่�วไป ได้แ้ ก่ ่ ถัังน้ำ�ำ�มัันเชื้�อเพลิิง (Fuel tank) ถัังสารเคมีี (Pesticide tank) ปริิมาตรไม่่น้อ้ ยกว่า่ 50 ลิิตร
ปั๊๊ม� ลมมือื /ปั้้ม� ลมไฟฟ้้า (Hand pump/Electronic Pump) ตััวจุดุ ระเบิิด (Button for ignition) คาร์บ์ ููเรเตอร์์
(Carburettor) หััวเทียี น (Spark plug) ห้อ้ งเผาไหม้้ (Combustion chamber) ตระแกรงป้้องกัันความร้้อน
(Combustion chamber guard) อุปุ กรณ์์สำำ�คััญที่�ต่ ้อ้ งมีีสำ�ำ หรัับเครื่�องพ่่นหมอกควัันชนิิดติิดตั้ง�้ ท้้ายรถยนต์์
คือื กล่อ่ งควบคุมุ ระยะไกลที่ม�่ ีสี ายเคเบิิล (Cable to control panel in cab) เพื่่อ� การควบคุมุ การพ่น่ ระยะไกล
หรือื ภายในรถยนต์ท์ ี่บ่� รรทุกุ เครื่อ� งพ่น่ และตััวตััดสารเคมีอี ััตโนมััติิ (Automatic cut-off device for solution)
เพื่่อ� ทำ�ำ หน้า้ ที่ใ�่ นการตััดระบบเดิินสารเคมีเี มื่อ� เครื่อ� งพ่น่ สารเคมีเี กิิดปัญั หาหรือื เครื่อ� งดัับลงกระทัันหััน ป้้องกัันการ
ก่อ่ ให้เ้ กิิดการลุุกไหม้้ของสารเคมีีที่�่ปลายท่่อพ่น่ ดัังแสดงในภาพที่�่ 4.13

ภาพที่�่ 4.13 ส่่วนประกอบหลัักของเครื่�องพ่น่ หมอกควัันแบบติิดตั้ง้� บนรถยนต์์ Pulse Jet system(1)
หลัักการทำำ�งานเครื่่อ� งพ่น่ หมอกควันั แบบติิดตั้้ง� บนรถยนต์์ Pulse Jet system
1. การทำ�ำ งานของเครื่อ� งพ่น่ เป็น็ ระบบพััลส์เ์ จ็ท็ (Pulse Jet) หมายถึงึ การจุดุ ระเบิิดที่เ่� กิิดขึ้น� เป็น็ ลููกโซ่่
เป็น็ ทอดๆ อย่า่ งอััตโนมััติิ โดยการจุดุ ระเบิิดครั้ง� แรกจะทำ�ำ ให้เ้ กิิดสภาพเป็น็ สุญุ ญากาศสามารถดููดไอน้ำ��ำ มัันเบนซิิน
และอากาศจากภายนอกให้้เข้า้ มาแทนที่�่ และจุดุ ระเบิิดครั้้�งที่ส่� องและครั้ง�้ ต่่อๆ ไปเป็็นลููกโซ่่ โดยอััตโนมััติิ
2. ทำำ�งานโดยการจุุดระเบิิดในห้อ้ งเผาไหม้้ (Combustion chamber)
3. มวลอากาศร้อ้ นมากกว่า่ 1,000 องศาเซลเซียี ส จะถููกระบายมาตามท่อ่ ความร้อ้ น (Thermal pipe)
4. ลมบางส่่วนจะถููกแบ่่งไปยัังถัังสารเคมีี เพื่่�อสร้้างแรงดัันภายในถัังสารเคมีีสำ�ำ หรัับผลัักดัันสารเคมีี
ไปตามระบบเดิินสารเคมีี เมื่อ� เปิดิ วาล์ว์ พ่น่ สารเคมี ี ผ่า่ นตััวตััดสารเคมีอี ััตโนมััติิ (Automatic cut-off device
for solution) ที่่ต� ิิดอยู่่�ก่อ่ นถึงึ หััวหยดสารเคมีี (Fogging mixture)
5. มวลอากาศร้้อนจะทำ�ำ ให้้ส่ว่ นผสมของสารเคมีที ี่่�บริิเวณหััวหยดสารเคมีแี ตกตััวเป็น็ ไอสารเคมีี
6. เมื่ �อไอสารเคมีีออกจากปลายท่่อมากระทบอากาศเย็็นภายนอก จะกลายเป็็นละอองหมอกควััน
ตามปกติิขนาดละอองสารเคมีขี องการพ่น่ หมอกควัันจะมีขี นาดเล็ก็ กว่า่ 20 µm ขนาดละอองจะเล็ก็ หรือื ใหญ่่
ขึ้น� อยู่�่กับอััตราการไหลของสารเคมีดี ้ว้ ยซึ่ง�่ ถููกควบคุมุ โดยหััวบัังคัับอััตราการไหลหรือื ปุ่่ม� ปรัับระดัับอััตราการไหล

81

เครื่อ� งพ่น่ หมอกควัันแบบติิดตั้ง�้ บนรถยนต์ท์ ั้ง�้ 2 ระบบ ใช้ค้ วามร้อ้ นที่เ�่ กิิดขึ้น� ในห้อ้ งเผาไหม้เ้ ป็น็ ตััวผลัักดััน
สารเคมีี เมื่อ� สารเคมีสี ััมผััสความร้อ้ นสููงจะเปลี่�ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็น็ ไอ และเมื่อ� พ้น้ จากปลายท่อ่
ของเครื่�องพ่่นมากระทบอากาศเย็็นภายนอกจะเกิิดการควบแน่่นกลายเป็็นหมอกขาว เครื่�องพ่่นชนิิดนี้้�ใช้้
ในการควบคุมุ แมลงนำ�ำ โรคในพื้้น� ที่ข�่ นาดใหญ่่ ผู้ใ�้ ช้ง้ านและผู้ค�้ วบคุมุ ต้อ้ งมีคี วามรู้้�ในการใช้ง้ านเครื่อ� งพ่น่ ชนิิดนี้้�
อย่่างดีี เพื่่อ� ให้ก้ ารควบคุมุ กำ�ำ จััดแมลงเป็็นไปอย่า่ งมีีประสิิทธิิภาพ
หลักั การใช้ง้ านทั่่ว� ไปของเครื่่�องพ่น่ หมอกควันั แบบติิดตั้้�งบนรถยนต์์
1. ก่อ่ นสตาร์ท์ เครื่อ� ง ควรตรวจสอบความเรียี บร้อ้ ยของเครื่อ� ง ความครบถ้ว้ นของอุปุ กรณ์์ กล่อ่ งควบคุมุ
ระยะไกล และสายเคเบิ้้�ลเสียี บเข้า้ กัับกล่อ่ งควบคุุมที่�่ตััวเครื่อ� ง
2. เติิมน้ำ��ำ มัันที่ผ�่ ู้้�ผลิิตแนะนำ�ำ ลงในถัังน้ำ��ำ มัันเชื้อ� เพลิิงโดยใช้ก้ รวยกรอง ให้ม้ ีชี ่อ่ งว่า่ งอากาศ 1-2 เซ็น็ ติิเมตร
จากขอบบนของถััง ปิิดฝาถัังให้้สนิิท
3. เติิมสารเคมีีที่่�ผสมตััวทำ�ำ ละลายแล้้วลงในถัังสารเคมีี ไม่่ควรผสมสารเคมีีกัับตััวทำำ�ละลาย
ในถัังสารเคมีขี องเครื่อ� งพ่น่ เร่ง่ ปิิดโช้ค้ และทำ�ำ การสตาร์์ทเครื่อ� ง เมื่�อเครื่�องติิดแล้ว้ ให้้เปิดิ โช้ค้
4. เมื่อ� เครื่อ� งยนต์ท์ ำ�ำ งาน ให้ป้ รัับอััตราการไหลตามที่ต�่ ้อ้ งการตามคู่�่ มือื ของแต่ล่ ะเครื่อ� งพ่น่ ที่ก�่ ำ�ำ หนดไว้้
5. การปล่อ่ ยสารเคมี ี ทำ�ำ โดยการปล่อ่ ยสารเคมีที ี่ก�่ ล่อ่ งควบคุมุ ระยะไกลในกรณีที ี่ก�่ ล่อ่ งควบคุมุ ระยะไกล
ใช้้งานไม่ไ่ ด้้ให้้ใช้้กล่่องควบคุุมที่่�ติิดมากัับตััวเครื่อ� ง

การพ่่นสารเคมีแี บบฤทธิ์์�ตกค้า้ ง

การพ่น่ สารเคมีแี บบฤทธิ์ต�์ กค้า้ ง หมายถึงึ วิิธีกี ารพ่น่ สารเคมีโี ดยใช้เ้ ครื่อ� งมือื ที่ม�่ ีรี ะบบการทำ�ำ งานผลัักดััน
สารเคมีีโดยการใช้้แรงอััดอากาศ และผ่่านหััวฉีีดพ่่นให้้แตกตััวออกมาในรููปของละออง ละอองที่่�เกิิดขึ้�น
ส่ว่ นใหญ่่จะมีขี นาดใหญ่่ การพ่น่ สารเคมีีประเภทนี้้ส� ่ว่ นมากใช้ค้ วบคุมุ ยุงุ ก้น้ ปล่อ่ ง โดยการพ่่นละอองสารเคมีี
ไปติิดยัังพื้้�นผิิว เพื่่�อหวัังผลให้้ยุุงพาหะนำ�ำ โรคที่่�เข้้ามาภายในบ้้านสััมผััสสารเคมีีเมื่�อมาเกาะพัักบริิเวณพื้้�นผิิว
ที่่�พ่่นสารเคมีีทิ้้�งไว้้ และอาจหวัังผลรวมถึึงยุุงลายด้้วย เพราะยุุงลายมัักหากิินและพัักอาศััยภายในบ้้านเรืือน
วััตถุุประสงค์์ของการพ่่นแบบฤทธิ์�์ตกค้้าง คือื การพ่น่ สารเคมีีไปยัังพื้้�นผิิวโดยมีเี ป้้าหมายที่่�แหล่ง่ เกาะพัักของ
แมลงพาหะ การพ่น่ ชนิิดนี้้ส� ่ว่ นมากจะพ่น่ ภายในอาคารบ้า้ นเรือื น เรียี กการพ่น่ แบบนี้้ว� ่า่ Indoor residual spray
(IRS) โดยการพ่น่ สารเคมีใี ห้เ้ คลือื บไว้ท้ ี่บ�่ ริิเวณผนััง เพดาน และตามประตููหน้า้ ต่า่ ง ทั้ง�้ นี้้ว�ััสดุทุ ี่ร�่ องรัับการฉีดี พ่น่
จะมีีผลกัับระยะเวลาความคงฤทธิ์์�ของสารเคมีี รวมทั้�้งสููตรของสารเคมีีที่�่ใช้้ในการฉีีดพ่่นละอองของสารเคมีี
ที่�่มีีประสิิทธิิภาพสููงในการพ่่นชนิิดนี้้�ที่่�องค์์การอนามััยโลกแนะนำำ�ควรมีีขนาดเฉลี่�ยละออง (VMD) ระหว่่าง
120-200 µm(1) ซึ่ง�่ ละอองขนาดนี้้จ� ะไม่ล่ อยในอากาศ การพ่น่ แบบ IRS มีเี ครื่อ� งมือื ที่ใ�่ ช้ห้ ลากหลาย การเลือื กใช้้
เครื่�องมืือที่�่มีีคุุณภาพ การมีีองค์์ความรู้้�และเทคนิิคในการฉีีดพ่่นประเภทนี้้�เป็็นสิ่�งที่�่มีีความจำำ�เป็็นอย่่างมาก
เครื่อ� งพ่น่ สารเคมีที ี่อ�่ งค์ก์ ารอนามััยโลกแนะนำ�ำ สำ�ำ หรัับใช้ใ้ นการพ่น่ แบบ IRS เพื่่อ� ควบคุมุ ยุงุ พาหะ คือื เครื่อ� งพ่น่
แรงดัันโดยใช้้ปั๊๊�มมือื หรือื เครื่อ� งพ่่นชนิิดอััดลม (Compression sprayers with hand-operated pump or
Hand compression sprayer)

82 คู่มอื  สารเคมีและเคร่อื งพ่นสารเคมเี พือ่ ควบคมุ ยงุ พาหะน�ำ โรค

เครื่อ่� งพ่่นชนิดิ อััดลม (Hand compression sprayer)

เครื่อ� งพ่น่ ชนิิดอััดลม ส่ว่ นประกอบหลััก ได้แ้ ก่ ่ ถัังสารเคมีี (Spray tank) สายสะพาย (Shoulder strap)
ฝาถััง (Lid) ปั๊๊�มลม (Pump) เกจวััดแรงดััน (Pressure gauge) ก้า้ นพ่่น (Lance) ตระแกรงกรอง (Strainer)
สายพ่น่ (Hose) ไกปล่อ่ ยสารเคมีี (Trigger) ที่เ�่ หยียี บสำ�ำ หรัับปั๊๊ม� ลม (Foot rest) หััวฉีดี พ่น่ (nozzle) (ภาพที่�่ 4.14)
ซึ่�่งขนาดละอองที่�่เครื่�องพ่่นผลิิตได้้จะเป็็นกลุ่่�มละอองที่�่มีีขนาดใหญ่่มากกว่่า 100 µm ตััวอย่่างเครื่�องพ่่น
ชนิิดอััดลมที่่�ใช้ใ้ นการควบคุุมยุุงพาหะนำำ�โรค ดัังแสดงในภาพที่�่ 4.15

ภาพที่่� 4.14 ส่ว่ นประกอบหลัักของเครื่�องพ่่นชนิิดอััดลม(9)

The Hudson The IK Vector
Xpert-type Cobntrol Super
sprayer (Goizper)

ภาพที่�่ 4.15 ตััวอย่่างเครื่อ� งพ่่นชนิิดอััดลม(10) 83

หลักั การทำำ�งานของเครื่่อ� งพ่่นชนิิดอััดลม (ภาพที่่� 4.16)
1. เครื่อ� งพ่น่ จะสร้า้ งแรงดัันอากาศภายในถัังสารเคมีี โดยใช้ก้ ารปั๊๊ม� ลมลงไปในถัังผ่า่ นท่อ่ ปั๊๊ม� ลม (Pump
cylinder) ที่ถ�่ ููกอััดลมด้ว้ ยถ้ว้ ยลููกสููบ (Plunger cup holder) ผ่า่ นไปที่ว�่ าล์ว์ กัันกลัับ (Check valve) ที่ม�่ ีหี น้า้ ที่�่
กัันสารเคมีีไหลกลัับเข้า้ ไปยัังท่อ่ ปั๊๊ม� ลม
2. เมื่ �อเกิิดแรงดัันอากาศภายในถัังสารเคมีีที่�่เหมาะกัับการฉีีดพ่่นสารเคมีี แรงดัันจะผลัักดัันสารเคมีี
ผ่า่ นท่่อสารเคมีี (Dip tube) ไปยัังสายพ่น่ (Hose)
3. เมื่อ� ทำ�ำ การบีบี ไกฉีดี พ่น่ สารเคมีจี ะผ่า่ นวาล์ว์ ควบคุมุ สารเคมีี (Control valve) ไปยัังก้า้ นพ่น่ โดยสารเคมีี
จะแตกตััวเป็น็ ฝอยละอองเมื่�อผ่่านหััวฉีีดพ่น่ สารเคมีี
4. คุณุ ภาพการผลิิตละอองขึ้�นอยู่�่กับกำ�ำ ลัังแรงดัันอากาศภายในถััง และรููปแบบของหััวฉีดี พ่่นสารเคมีี

ภาพที่่� 4.16 หลัักการทำ�ำ งานของเครื่อ� งพ่่นชนิิดอััดลม(11)
หลักั การใช้ง้ านทั่่ว� ไปของเครื่�่องพ่่นชนิดิ อััดลม(9)
1. ก่่อนทำ�ำ การฉีีดพ่่น ควรตรวจสอบความเรียี บร้้อยของเครื่อ� งพ่่น ความครบถ้้วนของอุปุ กรณ์์
2. เติิมสารเคมีีที่่ผ� สมตััวทำ�ำ ละลายแล้้วลงในถัังปริิมาณ 3 ใน 4 ของถััง
3. ปิิดฝาถัังสารเคมีีและสููบลมเข้้าไปในถัังสารเคมีีในจัังหวะที่�่สม่ำำ�� เสมอ ให้้มีีแรงดัันอากาศภายในถััง
อยู่ท�่ ี่�่ 4 บาร์์ (1 บาร์์ (bar) มีคี ่า่ เท่า่ กัับ 14.5 ปอนด์/์ ตารางนิ้้ว� (psi)) สำ�ำ หรัับหััวฉีดี พ่น่ ธรรมดา และ 1.5-2 บาร์์
สำ�ำ หรัับหััวฉีีดพ่น่ ที่ม�่ ีี CFV (Control flow valve) โดยดููจากเกจวััดความดัันอากาศที่�ต่ ิิดอยู่่�บนตััวเครื่อ� ง
4. ถ้้าเกจวััดความดัันอากาศขึ้�นช้้ากว่่าปกติิหรืือสัังเกตเห็็นฟองอากาศบริิเวณรอบๆ ขอบฝาปิิดถััง
สารเคมีใี ห้ต้ รวจเช็ค็ ซีนี ยางที่่ฝ� าปิิดถัังสารเคมีีว่า่ เสื่�อมสภาพหรือื ไม่ ่ ถ้า้ เสื่�อมสภาพให้เ้ ปลี่ย� น
5. เมื่ อ� ความดัันอากาศภายในถัังอยู่�ท่ ี่่ร� ะดัับที่เ่� หมาะสม ทำำ�การฉีดี พ่น่ โดยการบีีบไกฉีดี พ่่นสารเคมีี
84 คู่มอื  สารเคมีและเครอ่ื งพน่ สารเคมเี พือ่ ควบคุมยงุ พาหะน�ำ โรค

เนื่่�องจากการพ่น่ สารเคมีโี ดยใช้้เครื่�องพ่น่ ชนิิดนี้้�เป็น็ การพ่่นโดยตรงไปที่่พ� ื้้น� ผิิว หััวฉีีดพ่น่ และความดััน
อากาศในถัังสารเคมีีจึึงเป็็นส่่วนสำ�ำ คััญที่�่จะกำำ�หนดปริิมาณการพ่่นที่่�ต้้องการได้้อย่่างแม่่นยำ�ำ และคงลัักษณะ
ความกว้้างตามแนวขวางของพุ่่�มละออง ซึ่่�งแรงดัันที่�่เหมาะสมและมีีประสิิทธิิภาพในการฉีีดพ่่น หััวฉีีดพ่่น
ธรรมดา ผู้้�ทำ�ำ การฉีีดพ่่นต้้องควบคุุมแรงดัันในถัังให้้อยู่�่ระหว่่าง 1.7-4 บาร์์ หรืือ 25-58 ปอนด์์/ตารางนิ้้�ว
หััวฉีดี พ่น่ ที่ด�่ ีคี วรมีวี าล์ว์ ควบคุมุ การไหลของสารเคมีี (Control flow valve) หรือื CFV ซึ่ง�่ มีสี ีแี ดง หรือื เรียี กว่า่
Red CFV โดยสามารถติิดตั้�้ง CFV ที่่�หััวฉีีดพ่่น (ภาพที่่� 4.17) CFV จะทำำ�การควบคุุมการไหลของสารเคมีี
ให้้สม่ำ��ำ เสมออยู่�่ที่่� 1.5 บาร์์ และสััมพัันธ์ก์ ัับแรงดัันในถััง เมื่�อแรงดัันอากาศในถัังสารเคมีีลดต่ำ��ำ กว่่า 1.5 บาร์์
สารเคมีีจะไม่่ไหลออกจากหััวฉีีด โดยหััวฉีีดพ่่นที่�่องค์์การอนามััยโลกแนะนำำ�ให้้ใช้้กัับเครื่�องพ่่นชนิิดนี้้�คืือ
หััวพ่่นแบบ 8002E ซึ่ง�่ เป็น็ หััวฉีดี พ่น่ ที่่�สามารถบัังคัับให้ส้ ารเคมีีไหลออกมาเป็็นลัักษณะกรวยรููปพััด(11)

หััวพ่่นแบบ 8002E Control flow valve (CFV)

ภาพที่�่ 4.17 ลัักษณะหััวพ่น่ แบบ 8002E และ Control flow valve (CFV)(12)

85

บรรณานกุ รม

1. World Health Organization. Equipment for vector control specification guidelines, second
edition. 2nd ed. Geneva: World Health Organization; 2018.

2. World Health Organization. Space spray application of insecticides for vector and public
health pest control : a practitioner’s guide. Geneva: World Health Organization; 2003.

3. สำ�ำ นัักโรคติิดต่อ่ นำำ�โดยแมลง กรมควบคุุมโรค. คู่่�มือื การใช้้เครื่อ� งพ่น่ สำ�ำ หรัับผู้้�ปฏิิบััติิการเพื่่�อป้้องกัันและ
ควบคุุมโรคไข้เ้ ลือื ดออก. พิิมพ์์ครั้้�งที่�่ 4. นนทบุุรีี: สำำ�นัักโรคติิดต่่อนำ�ำ โดยแมลง; 2560.

4. Swillen L. The Use of Fog Generators in Integrated Vector Control* Thermal Fog & Cold
Fog (ULV) Generators [Internet]. 2013 [cited 2021 Jan 14]. Available from: https://docplayer.
net/27739630-The-use-of-fog-generators-in-integrated-vector-control.html

5. Curtis Dyna-Fog. TwisterTM xl 3 [Internet]. 2015 [cited 2021 Jan 14]. Available from: www.
dynafog.com/wp-content/uploads/2015/07/Twister-XL-3-SERIES-4-MANUAL-HONDA-
TANAKA-8-19-15.pdf.

6. สำำ�นัักโรคติิดต่อ่ นำำ�โดยแมลง กรมควบคุุมโรค. คู่่�มือื การใช้ส้ ารเคมีี เครื่�องพ่่นเคมีี และการบำำ�รุุงรัักษาใน
งานควบคุุมโรคติิดต่อ่ นำำ�โดยแมลง. นนทบุรุ ี.ี ชุุมนุมุ สหกรณ์์การเกษตรแห่ง่ ประเทศไทย; 2547.

7. Operation and Maintence Manual for Dyna-fog Typhoon2 ULV Aerosol Applicator
[Internet]. 2006 [cited 2021 Mar 22]. Available from: https://manualzz.com/doc/24254724/
typhoon-2-momar-haystack.

8. Curtis Dyna-Fog. Model 1200 Series 7 Instruction Manual For: Installation, Operation, and
Maintenance [Internet]. 2021 [cited 2021 Mar 22]. Available from: https://www.scribd.
com/document/326395814/Manual-Termonebulizador-Modelo-1200

9. World Health Organization. Manual for indoor residual spraying: application of residual
sprays for vector control. 3rd ed. World Health Organization; 2007.

10. United States Agency for International Development. IRS spray operator pocket guide.
United States. United States Agency for International Development; 2018 [cited 2021
Sep 1]. Available from: https://pmivectorlink.org/wp-content/uploads/2019/06/0.-
VectorLink-Spray-Operator-Pocket-Guide-Aug-2018-FOR-PRINT.pdf

11. World Health Organization. Indoor residual spraying: An operational manual for indoor
residual spraying (IRS) for malaria transmission control and elimination. 2nd ed. Geneva:
World Health Organization; 2015.

12. ปิิติิ มงคลางกููร. เอกสารประกอบการบรรยายความรู้้�เรื่อ� งเครื่อ� งพ่น่ อััดลม หลัักการพ่น่ เทคนิิคการพ่่น
การใช้้และการบำ�ำ รุุงรัักษา. การประชุุมเชิิงปฏิิบััติิการการพััฒนาวิิทยากรผู้้�ควบคุุมการพ่่นเคมีีควบคุุม
พาหะนำ�ำ โรค ปีงี บประมาณ 2563; 16-20 ธัันวาคม 2562; โรงแรมริิเวอร์ไ์ รน์์ เพลส โฮเต็ล็ แอนด์์ เรสซิิเดนซ์.์
นนทบุุรีี

86 คูม่ อื  สารเคมแี ละเครื่องพ่นสารเคมเี พอ่ื ควบคมุ ยุงพาหะน�ำ โรค


Click to View FlipBook Version