โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 2เรื่อง การแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรีโดยครูประจำวิชานางกิ่งดาว สวัสดีครูที่ปรึกษานางสาวพนิดา บุญทองขาวนางสาวสุวิภา สุวรรณโณโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรนาฏดุริยางคศิลป์ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ประเภทวิชา ศิลปกรรมปีการศึกษา 2565 กฤษณา กลิ่นเกษร กัญญาณัฐ กิจไพบูลย์พาณิช กนกพร เกตุมณี กวินทิพย์ อนุสาร ชญาณี ศรีวิเชียร ธนิดาพร ศรีฐาน ธนิตา บุญธรรม ธนพร พงษ์เหล่าขำ นัฐกานต์ วงษ์พราหมณ์ เมญาวี คณะโต ศรวิษฐ์ ภูฆัง สุพัตรา ริตกันโต อริญา ช่ออังชัน
กบทคัดย่อโครงงานเรื่อง : การแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรีคณะผู้จัดทำ : นางสาวกฤษณา กลิ่นเกษร นางสาวธนพร พงษ์เหล่าขำ นางสาวกัญญาณัฐ กิจไพบูลย์พาณิช นางสาวนัฐกานต์ วงษ์พราหมณ์ นางสาวกนกพร เกตุมณี นางสาวเมญาวี คณะโต นางสาวกวินทิพย์ อนุสาร นายศรวิษฐ์ ภูฆัง นางสาวชญาณีศรีวิเชียร นางสาวสุพัตรา ริตกันโต นางสาวธนิดาพร ศรีฐาน นางสาวอริญา ช่ออังชัน นางสาวธนิตา บุญธรรมอาจารย์ที่ปรึกษา : นางสาวพนิดา บุญทองขาว นางสาวสุวิภา สุวรรณโณปีการศึกษา : 2565การแสดงสร้างสรรค์การแสดง ชุด ปุษยคีรี มีแนวคิด ในการแสดงดังนี้ การแบ่งช่วงการแสดงด้านอารมณ์นั้น ผู้สร้างสรรค์ได้ออกแบบกระบวนท่าทาง การแสดงแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ใช้รูปภาพประติมากรรม เทวรูป สมัยทวารวดีมา จินตนาการเป็นท่ารำ ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ สื่อถึงการสักการบูชา มาบูชาเขาปุษยคีรีแสดงถึงความเคารพ ความศรัทธา ความเชื่อของผู้คนที่มีต่อเขาปุษยคีรี ประกอบการร่ายรำพร้อมจบการแสดงด้วยท่ารำ ที่คณะผู้จัดทำได้นำมาทำการแสดงในชุดนี้ คณะผู้จัดทำได้มีการออกแบบเครื่องแต่งกาย โดยอ้างอิงจากรูปปั้นโบราณคดี จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง คณะผู้จัดทำได้มีการจัดการแสดงโดยการเผยแพ ร่โครงงานการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของศิลาจารึกปุษยคีรี วัดเขาทำเทียม ในพระพุทธศาสนาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ที่เกิดขึ้นใน วัดเขาทำเทียม จังหวัดสุพรรณบุรี2) เพื่อสร้างสรรค์การแสดงจากศิลาจารึกปุษยคีรี อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระพุทธศาสนา ความเชื่อ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ของวัดเขาทำเทียม จังหวัดสุพรรณบุรี โดยรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้จากเอกสาร งานวิจัย การสัมภาษณ์และลงพื้นที่สังเกต โดยคณะผู้ศึกษาดำเนินการศึกษา 5 ขั้นตอนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CDASPModel คือ ขั้นตอนที่ 1 (C) Collect & Critical thinking : วิเคราะห์ประเด็นการคิดอย่างเป็นระบบ ขั้ น ต อ น ที่ 2 (D) Design & Develop : อ อ ก แ บ บ แ ล ะพั ฒ น าภ าย ใน ก ลุ่ ม ขั้ น ต อ น ที่ 3 (A) Act & Assess : ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share : แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่ม ขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud : ปรับปรุงและชื่นชม
ขกิตติกรรมประกาศโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่องผลงานสร้างสรรค์ชุด ปุษยคีรี ได้รับความ อนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากบุคคลหลายท่านในการให้ความรู้ คำปรึกษา ข้อเสนอแนะทางวิชาการ ตลอดจน สละเวลาอันมีค่าเพื่อให้โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่อง ปุษยคีรีลงด้วยดีกราบขอบพระคุณ คุณครูพนิดา บุญทองขาว และคุณครูสุวิภา สุวรรณโณ ครูที่ปรึกษาโครงงาน และคุณครูกิ่งดาว สวัสดี ครูประจำวิชา ที่กรุณาให้คำปรึกษา ความรู้ ข้อเสนอแนะ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานเพื่อให้โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้บรรลุ ตามวัตถุประสงค์กราบขอบพระคุณ พระมหาอนุวัชร อภิชาโต พระสงฆ์ในวัดเขาทำเทียม และนายกิตติพล วงศ์วัชรินทร์ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี ที่กรุณาให้ความรู้เพื่อเป็นข้อมูลสู่การสร้างสรรค์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการประสานงานและความร่วมมือ เพื่อการเผยแพร่การแสดงและสร้างเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้กราบขอบพระคุณคณะกรรมการร่วมพิจารณาผลงานทุกท่านที่ให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะตลอดจนแนวทางสู่การสร้างสรรค์งานให้มีความสำเร็จอย่างมีคุณภาพกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์วาสนา บุญญาพิทักษ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี รวมทั้งผู้บริหารทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกและให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน จนทำให้โครงงานมีความสำเร็จและสมบูรณ์คุณค่าและประโยชน์ของโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้ขอมอบแด่บิดา มารดา ครูอาจารย์และครูภูมิปัญญาทุกท่าน ตลอดจนดำรงไว้ซึ่งคุณค่าอันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาสืบไปคณะผู้จัดทำ
คสารบัญเรื่อง หน้าบทคัดย่อ กกิตติกรรมประกาศ ขสารบัญ คสารบัญภาพ จสารบัญตาราง ญสารบัญแผนภูมิ ฐบทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 2 1.3 ขอบเขตของโครงงาน 2 1.4 วิธีดำเนินการศึกษา 3 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 1.7 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการแสดงสร้างสรรค์ 5บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 2.1 ที่มาของศิลาจารึกปุษยคีรี 6 2.2 แนวคิดการแสดงสร้างสรรค์ 16 2.3 แนวคิดตามกระบวนการ CDASP MODEL 18 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 19บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา 23 3.1 ขั้นตอนที่ 1 (C) Collect & Critical thinking : วิเคราะห์ประเด็น การคิดอย่างเป็นระบบ23 3.2 ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop : ออกแบบและพัฒนาภายในกลุ่ม 26 3.3 ขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess : ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติ 49 3.4 ขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share : แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่ม 49 3.5 ขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud : ปรับปรุงและชื่นชม 50บทที่ 4 ผลการศึกษา 51 4.1 โครงร่างร่วม 51
ง สารบัญ (ต่อ) 4.2 กระบวนท่ารำการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี 52 4.3 กลวิธีการแสดงผลงานสร้างสรรค์ชุด ปุษยคีรี 192บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อสนอแนะ 195 5.1 สรุปผลการศึกษา 195 5.2 อภิปรายผล 195 5.3 ข้อเสนอแนะ 196บรรณานุกรม 197ภาคผนวก 198 ภาคผนวก ก.รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ 199 ภาคผนวก ข.เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 201 ภาคผนวก ค.ตัวอย่างผลงงานและภาพการดำเนินงาน 206ประวัติคณะผู้ศึกษา 210
จสารบัญภาพ ภาพ หน้าภาพที่ 1 อำเภอในจังหวัดสุพรรณบุรี 8ภาพที่ 2 ตำบลในอู่ทอง 9ภาพที่ 3 เมืองโบราณอู่ทอง 10ภาพที่ 4 ลูกปัด 10ภาพที่ 5 ศิลาจารึกปุษยคีรี 13ภาพที่ 6 พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ 14ภาพที่ 7 สัมภาษณ์พระมหาอนุวัชร อภิชาโต (พระสงฆ์ในวัดเขาทำเทียม) 15ภาพที่ 8 สัมภาษณ์นายกิตติพล วงศ์วัชรินทร์ (เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี)15ภาพที่ 9 ศิลาจารึกปุษยคีรี 26ภาพที่ 10 พระพุทธรูปปางแสดงธรรม 28ภาพที่ 11 แผ่นดินเผาภาพบุคคลฟ้อนรำ 29ภาพที่ 12 พระพุทธรูปปางแสดงธรรม 29ภาพที่ 13 เปรียบเทียบลักษณะมือกับพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา 30ภาพที่ 14 เปรียบเทียบลักษณะมือกับพระพุทธรูปปางรัศมีประธานพร 31ภาพที่ 15 ภาพเครื่องดนตรีระนาดตัด 32ภาพที่ 16 ภาพเครื่องดนตรีจะเข้ 32ภาพที่ 17 ภาพเครื่องดนตรีฆ้องหุ่ย 33ภาพที่ 18 ภาพเครื่องดนตรีเปิงมาง 33ภาพที่ 19 ภาพเครื่องดนตรีตะโพนมอญ 34ภาพที่ 20 ภาพเครื่องดนตรีฉิ่ง 34ภาพที่ 21 ภาพเครื่องดนตรีฉาบใหญ่ 35ภาพที่ 22 ภาพเครื่องดนตรีกรับพวง 35ภาพที่ 23 ภาพเครื่องดนตรีกลองแขก 36ภาพที่ 24 ภาพเครื่องดนตรีปี่มอญ 36ภาพที่ 25 ภาพเครื่องดนตรีขลุ่ยเพียงออ 37ภาพที่ 26 ภาพเครื่องดนตรีกีต้าร์เบส 37
ฉสารบัญภาพ (ต่อ)ภาพที่ 27 ภาพเครื่องดนตรีแฉ 38ภาพที่ 28 ภาพเครื่องดนตรีระฆังราว 38ภาพที่ 29 ภาพเครื่องดนตรีฉาบเล็ก 39ภาพที่30 แสดงการเปรียบเทียบรูปลักษณ์ประติมากรรมของเค้าโครงของผู้แสดง 42ภาพที่ 31 การแต่งกายการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี 42ภาพที่ 32 การแต่งกายการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี 43ภาพที่ 33 ประดับแถบทองที่ข้างศีรษะข้างละ 3 อัน 43ภาพที่ 34 แถบรัดผมสีทอง 44ภาพที่ 35 เครื่องประดับต่างหู 44ภาพที่ 36 เครื่องประดับสร้อยลูกปัดสีเขียวทับทรวง 45ภาพที่ 37 เครื่องประดับสร้อยลูกปัดสีต่างๆ 45ภาพที่ 38 เครื่องประดับพาหุรัด ( รัดต้นแขน) 46ภาพที่ 39 เครื่องประดับกำไลข้อมือสีทอง 46ภาพที่ 40 เครื่องประดับกำไลข้อมือลูกปัดสีต่างๆ 47ภาพที่ 41 เครื่องประดับกระพรวนข้อเท้า 47ภาพที่ 42 เครื่องประดับผ้าพันหน้าอกสีทอง 48ภาพที่ 43 เครื่องประดับผ้านุ่งสีเขียว 48ภาพที่ 44 เครื่องประดับผ้านุ่งสีน้ำตาล 49ภาพที่ 45 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 1 53ภาพที่ 46 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 2 55ภาพที่ 47 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 3 57ภาพที่ 48 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 4 59ภาพที่ 49 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 5 61ภาพที่ 50 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 6 63ภาพที่ 51 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 7 65ภาพที่ 52 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 8 67ภาพที่ 53 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 9 69ภาพที่ 54 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 10 71ภาพที่ 55 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 11 73
ชสารบัญภาพ (ต่อ)ภาพที่ 56 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 12 75ภาพที่ 57 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 13 77ภาพที่ 58 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 14 79ภาพที่ 59 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 15 81ภาพที่ 60 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 16 83ภาพที่ 61 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 17 86ภาพที่ 62 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 18 88ภาพที่ 63 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 19 90ภาพที่ 64 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 20 92ภาพที่ 65 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 21 94ภาพที่ 66 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 22 96ภาพที่ 67 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 23 98ภาพที่ 68 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 24 100ภาพที่ 69 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 25 102ภาพที่ 70 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 26 104ภาพที่ 71 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 27 106ภาพที่ 72 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 28 108ภาพที่ 73 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 29 110ภาพที่ 74 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 30 112ภาพที่ 75 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 31 114ภาพที่ 76 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 32 116ภาพที่ 77 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 33 118ภาพที่ 78 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 34 120ภาพที่ 79 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 35 122ภาพที่ 80 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 36 124ภาพที่ 81 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 37 126ภาพที่ 82 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 38 128ภาพที่ 83 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 39 130
ซสารบัญภาพ (ต่อ)ภาพที่ 84 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 40 132 ภาพที่ 85 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 41 134ภาพที่ 86 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 42 136ภาพที่ 87 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 43 138ภาพที่ 88 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 44 140ภาพที่ 89 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 45 142ภาพที่ 90 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 46 144ภาพที่ 91 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 47 146ภาพที่ 92 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 48 148ภาพที่ 93 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 49 150 ภาพที่ 94 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 50 152ภาพที่ 95 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 51 154ภาพที่ 96 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 52 156ภาพที่ 97 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 53 158ภาพที่ 98 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 54 160ภาพที่ 99 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 55 162ภาพที่ 100 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 56 164ภาพที่ 101 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 57 166ภาพที่ 102 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 58 168ภาพที่ 103 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 59 170ภาพที่ 104 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 60 172ภาพที่ 105 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 61 174ภาพที่ 106 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 62 176ภาพที่ 107 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 63 178ภาพที่ 108 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 64 180ภาพที่ 109 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 65 182ภาพที่ 110 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 66 184ภาพที่ 111 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 67 186ภาพที่ 112 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 68 188
ฌสารบัญภาพ (ต่อ)ภาพที่ 113 ท่ารำประกอบการแสดง ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 69 190
ญสารบัญตารางตารางที่ หน้าตารางที่ 3.1.1.4 ตารางการแสดงงบประมาณของการทำโครงงานการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี 24ตารางที่ 3.1.1.5 ตารางแผนภูมิแสดงระยะเวลาในการทำโครงงาน 25ตารางที่ 4.1 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 1 53ตารางที่ 4.2 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 2 55ตารางที่ 4.3 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 3 57ตารางที่ 4.4 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 4 59ตารางที่ 4.5 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 5 61ตารางที่ 4.6 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 6 63ตารางที่ 4.7 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 7 65ตารางที่ 4.8 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 8 67ตารางที่ 4.9 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 9 69ตารางที่ 4.10 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 10 71ตารางที่ 4.11 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 11 73ตารางที่ 4.12 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 12 75ตารางที่ 4.13 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 13 77ตารางที่ 4.14 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 14 79ตารางที่ 4.15 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 15 81ตารางที่ 4.16 การแสดงช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่ 16 85ตารางที่ 4.17 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 17 87ตารางที่ 4.18 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 18 89ตารางที่ 4.19 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 19 91ตารางที่ 4.20 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 20 93ตารางที่ 4.21 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 21 95ตารางที่ 4.22 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 22 97ตารางที่ 4.23 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 23 99ตารางที่ 4.24 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 24 101ตารางที่ 4.25 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 25 103ตารางที่ 4.26 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 26 105ตารางที่ 4.27 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 27 107
ฎสารบัญตาราง (ต่อ)ตารางที่ 4.28 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 28 109ตารางที่ 4.29 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 29 111ตารางที่ 4.30 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 30 113ตารางที่ 4.31 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 31 115ตารางที่ 4.32 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 32 117ตารางที่ 4.33 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 33 119ตารางที่ 4.34 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 34 121ตารางที่ 4.35 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 35 123ตารางที่ 4.36 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 36 125ตารางที่ 4.37 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 37 127ตารางที่ 4.38 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 38 129ตารางที่ 4.39 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 39 131ตารางที่ 4.40 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 40 133ตารางที่ 4.41 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 41 135ตารางที่ 4.42 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 42 137ตารางที่ 4.43 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 43 139ตารางที่ 4.44 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 44 141ตารางที่ 4.45 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 45 143ตารางที่ 4.46 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 46 145ตารางที่ 4.47 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 47 147ตารางที่ 4.48 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 48 149ตารางที่ 4.49 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 49 151ตารางที่ 4.50 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 50 153ตารางที่ 4.51 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 51 155ตารางที่ 4.52 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 52 157ตารางที่ 4.53 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 53 159ตารางที่ 4.54 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 54 161ตารางที่ 4.55 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 55 163ตารางที่ 4.56 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 56 165ตารางที่ 4.57 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 57 167ตารางที่ 4.58 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 58 169
ฏสารบัญตาราง (ต่อ)ตารางที่ 4.59 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 59 171ตารางที่ 4.60 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 60 173ตารางที่ 4.61 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 61 175ตารางที่ 4.62 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 62 177ตารางที่ 4.63 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 63 179ตารางที่ 4.64 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 64 181ตารางที่ 4.65 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 65 183ตารางที่ 4.66 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 66 185ตารางที่ 4.67 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 67 187ตารางที่ 4.68 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 68 189ตารางที่ 4.69 การแสดงช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ท่าที่ 69 191
ฐสารบัญแผนภูมิแผนภูมิที่ 4.1 สัญลักษณ์แทนตัวผู้แสดง 52แผนภูมิที่ 4.2 การแปรแถวที่ 1 54แผนภูมิที่ 4.3 การแปรแถวที่ 2 56แผนภูมิที่ 4.4 การแปรแถวที่ 3 58แผนภูมิที่ 4.5 การแปรแถวที่ 4 60แผนภูมิที่ 4.6 การแปรแถวที่ 5 62แผนภูมิที่ 4.7 การแปรแถวที่ 6 64แผนภูมิที่ 4.8 การแปรแถวที่ 7 66แผนภูมิที่ 4.9 การแปรแถวที่ 8 68แผนภูมิที่ 4.10 การแปรแถวที่ 9 70แผนภูมิที่ 4.11 การแปรแถวที่ 10 72แผนภูมิที่ 4.12 การแปรแถวที่ 11 74แผนภูมิที่ 4.13 การแปรแถวที่ 12 76แผนภูมิที่ 4.14 การแปรแถวที่ 13 78แผนภูมิที่ 4.15 การแปรแถวที่ 14 80แผนภูมิที่ 4.16 การแปรแถวที่ 15 82แผนภูมิที่ 4.17 การแปรแถวที่ 16 85แผนภูมิที่ 4.18 การแปรแถวที่ 17 87แผนภูมิที่ 4.19 การแปรแถวที่ 18 89แผนภูมิที่ 4.20 การแปรแถวที่ 19 91แผนภูมิที่ 4.21 การแปรแถวที่ 20 93แผนภูมิที่ 4.22 การแปรแถวที่ 21 95แผนภูมิที่ 4.23 การแปรแถวที่ 22 97แผนภูมิที่ 4.24 การแปรแถวที่ 23 99แผนภูมิที่ 4.25 การแปรแถวที่ 24 101แผนภูมิที่ 4.26 การแปรแถวที่ 25 103แผนภูมิที่ 4.27 การแปรแถวที่ 26 105แผนภูมิที่ 4.28 การแปรแถวที่ 27 107แผนภูมิที่ 4.29 การแปรแถวที่ 28 109แผนภูมิที่ 4.30 การแปรแถวที่ 29 111แผนภูมิที่ 4.31 การแปรแถวที่ 30 113แผนภูมิที่ 4.32 การแปรแถวที่ 31 115
ฑสารบัญแผนภูมิ (ต่อ)แผนภูมิที่ 4.33 การแปรแถวที่ 32 117แผนภูมิที่ 4.34 การแปรแถวที่ 33 119แผนภูมิที่ 4.35 การแปรแถวที่ 34 121แผนภูมิที่ 4.36 การแปรแถวที่ 35 123แผนภูมิที่ 4.37 การแปรแถวที่ 36 125แผนภูมิที่ 4.38 การแปรแถวที่ 37 127แผนภูมิที่ 4.39 การแปรแถวที่ 38 129แผนภูมิที่ 4.40 การแปรแถวที่ 39 131แผนภูมิที่ 4.41 การแปรแถวที่ 40 133แผนภูมิที่ 4.42 การแปรแถวที่ 41 135แผนภูมิที่ 4.43 การแปรแถวที่ 42 137แผนภูมิที่ 4.44 การแปรแถวที่ 43 139แผนภูมิที่ 4.45 การแปรแถวที่ 44 141แผนภูมิที่ 4.46 การแปรแถวที่ 45 143แผนภูมิที่ 4.47 การแปรแถวที่ 46 145แผนภูมิที่ 4.48 การแปรแถวที่ 47 147แผนภูมิที่ 4.49 การแปรแถวที่ 48 149แผนภูมิที่ 4.50 การแปรแถวที่ 49 151แผนภูมิที่ 4.51 การแปรแถวที่ 50 153แผนภูมิที่ 4.52 การแปรแถวที่ 51 155แผนภูมิที่ 4.53 การแปรแถวที่ 52 157แผนภูมิที่ 4.54 การแปรแถวที่ 53 159แผนภูมิที่ 4.55 การแปรแถวที่ 54 161แผนภูมิที่ 4.56 การแปรแถวที่ 55 163แผนภูมิที่ 4.57 การแปรแถวที่ 56 165แผนภูมิที่ 4.58 การแปรแถวที่ 57 167แผนภูมิที่ 4.59 การแปรแถวที่ 58 169แผนภูมิที่ 4.60 การแปรแถวที่ 59 171แผนภูมิที่ 4.61 การแปรแถวที่ 60 173แผนภูมิที่ 4.62 การแปรแถวที่ 61 175แผนภูมิที่ 4.63 การแปรแถวที่ 62 177แผนภูมิที่ 4.64 การแปรแถวที่ 63 179แผนภูมิที่ 4.65 การแปรแถวที่ 64 181
ฒสารบัญแผนภูมิ (ต่อ)แผนภูมิที่ 4.66 การแปรแถวที่ 65 183แผนภูมิที่ 4.67 การแปรแถวที่ 66 185แผนภูมิที่ 4.68 การแปรแถวที่ 67 187แผนภูมิที่ 4.69 การแปรแถวที่ 68 189แผนภูมิที่ 4.70 การแปรแถวที่ 69 191
1บทที่ 1บทนำ1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาอำเภออู่ทองเป็นหนึ่งในสิบอำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองต้นกำเนิดประวัติศาสตร์ มีอารยธรรมที่เก่าแก่ ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีที่สันนิษฐานได้ว่าเคยเป็นศูนย์กลางยุคแรก ของวัฒนธรรมทวารวดีและเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา เมืองโบราณอู่ทองได้มีการพบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ 3,000 ปี มาแล้วและยังเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการติดต่อค้าขายที่สำคัญของโลกในเวลานั้นราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 หรือช่วงประมาณ 1,200 - 1,400 โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณเขาทำเทียมของเมืองโบราณอู่ทอง เป็นเขตพื้นที่ที่กรมศิลปากรมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นเมืองประวัติศาสตร์ในยุคแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขายและศูนย์กลางพระพุทธศาสนาก่อนแพร่กระจายความเจริญไปสู่ชุมชนโบราณร่วมสมัยอื่น ๆ โดยพบโบราณสถานและโบราณวัตถุที่เป็นงานศิลปกรรมทั้งที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ อันแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองโบราณอู่ทองเมื่อราวพันกว่าปีก่อนได้เป็นอย่างดีหลักฐานโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่แสดงถึงความศรัทธาของชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีของเมืองอู่ทองชิ้นหนึ่ง คือ แผ่นจารึกปุษยคีรีซึ่งเป็นจารึกที่พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จารึก 1 ด้านที่ 1 บรรทัดสลักด้วยอักษรหลังปัลลวะภาษาสันสกฤตว่า “ปุษยคีรี” ซึ่งมีความหมายเป็นนามมงคลของภูเขาอันเป็นภูมิสถานมงคลทำให้สันนิษฐานได้ว่าบริเวณพื้นที่เขาทำเทียมนั้นเป็นเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นจุดหมายสำคัญของความเป็นชุมชนเมืองโบราณทั้งนี้ บริเวณพื้นที่เขาทำเทียมยังพบศาสนสถานทั้งในพุทธศาสนาและพราหมณ์ฮินดู ยิ่งเป็นการ ตอกย้ำความสำคัญของภูเขาแห่งนี้ในการแสดงออกถึงเขตพื้นที่ที่สำคัญสูงสุดของเมืองอู่ทอง ได้เป็นอย่างดีจากข้อมูลดังกล่าว คณะผู้ศึกษาเห็นถึงความสําคัญของศิลาจารึกปุษยคีรี ซึ่งเป็นโบราณวัตถุชิ้นที่สําคัญเป็นสิ่งยืนยันว่าเขาทําเทียมในพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของชาวอู่ทองคณะผู้ศึกษาจึงได้สร้างสรรค์การแสดงชุด ปุษยคีรี การแสดงให้เห็นสื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์และความอุดมการณ์แสดงออกเป็น 2 ช่วง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ ซึ่งการแสดงสร้างสรรค์ชุดนี้จะเป็นการแสดงที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคณะผู้ศึกษาและเน้นให้ผู้คนที่สนใจเข้ามาศึกษาตระหนักถึงความสําคัญ ของเมืองโบราณอู่ทองและประวัติศาสตร์ของชาติไทยและนําความรู้ที่ได้รับจาก การศึกษาไปพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติผ่านศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ไทยสมบูรณ์ของภูเขาปุษยคีรีหรือแนวเขา ทําเทียมในปัจจุบันซึ่งการแสดงชุดนี้ได้ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผ่านการแสดงนาฏศิลป ์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้จัดแสดงศิลาจารึกอยู่ชิ้นหนึ่งมีขนาดกว้าง 18 เซนติเมตร ยาว 33.3 เซนติเมตร และหนา 7 เซนติเมตร รูปแบบอักษรหลัง ปัลลวะหรือบางท่านเรียกว่าแบบปัลลวะกลาย ทะเบียนจารึกของหอสมุดแห่งชาติ กำหนด ให้จารึกหลักนี้อยู่ ซึ่งเป็นหลักฐาน โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่แสดงถึงความศรัทธาของชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีของเมืองอู่ทองชิ้นหนึ่ง คือ แผ่นศิลาจารึกปุษยคีรีซึ่งเป็นศิลาจารึกที่พบบริเวณ
2เมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจารึก 1 ด้านมีอักษรสลักอยู่ 1 บรรทัด สลักด้วยอักษรหลังปัลวะภาษาสันสกฤตว่า “ปุษยคีรี” ซึ่งมีความหมายเป็นนามมงคลของภูเขาอันเป็นภูมิสถานมงคลทำให้สันนิษฐานได้ว่าบริเวณพื้นที่ เขาทำเทียมนั้นเป็นเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นจุดหมายสำคัญของความเป็นชุมชนเมืองโบราณทั้งนี้บริเวณพื้นที่เขาทำเทียมยังพบ ศาสนสถานทั้งในพุทธศาสนาและพราหมณ์ฮินดูยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญของภูเขาแห่งนี้ ในการแสดงออกถึงเขตพื้นที่ที่สำคัญสูงสุดของเมืองอู่ทองได้เป็นอย่างดีการตีความเชื่อเขาปุษยคีรี กับหลักฐานด้านภูมิศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีในเมืองโบราณอู่ทอง โดยนักวิชาการส่วนใหญ่ตีความว่าชื่อ “ปุษยคีรี” ที่ปรากฏในจารึกดังกล่าว หมายถึง เขาทำเทียมตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตก ของเมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งพบโบราณสถานสำคัญในสมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยารวมทั้งมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุสำคัญจำนวนมากในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้คงเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอู่ทองมายาวนานตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยา โดยอาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อท้องถิ่นผสมผสาน กับความเชื่อที่แพร่หลายเข้ามาจากวัฒนธรรมอินเดียความสัมพันธ์กับการรับวัฒนธรรมอินเดียมีผู้เสนอว่าการพบจารึกปุษยคีรี ในดินแดนไทยเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัย พระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียมายังประเทศไทย เนื่องจากมีความพ้องกับชื่อภูเขาศักดิ์สิทธิ์ได้แก่ ปุษยคีรีในรัฐโอริสสาซึ่งเชื่อว่าพระเจ้าอโศกมหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. 270 – 311) ทรงสถาปนา และเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะเวลาต่อมา ทั้งนี้ในเมืองโบราณอู่ทองยังไม่พบหลักฐานที่มีอายุเก่าไปถึงช่วงเวลาดังกล่าวที่จะช่วยสนับสนุนแนวคิดนี้ ชื่อเขาปุษยคีรีในอินเดียคงเป็นชื่อมงคลที่ส่งอิทธิพลมาถึงการเรียกชื่อสถานที่สำคัญในวัฒนธรรม ทวารวดีให้มีความเกี่ยวข้องกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของพระพุทธศาสนาจารึกปุษยคีรีจึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงสถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณเมืองโบราณอู่ทองในวัฒนธรรมทวารวดีช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 ซึ่งสัมพันธ์กับการรับวัฒนธรรมและความเชื่อจากอินเดียในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ภูเขาปุษยคีรีอาจเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของคนในท้องถิ่นตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงปัจจุบัน1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน1.2.1 เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของศิลาจารึกปุษยคีรี1.2.2 เพื่อสร้างการแสดงนาฏศิลป์ไทยเชิงสร้างสรรค์ชุด ปุษยคีรี1.3 ขอบเขตของโครงงาน1.3.1 ขอบเขตด้านเนื้อหา1.3.1.1 เขตพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี1.3.2 ขอบเขตด้านกลุ่มเป้าหมาย1.3.2.2 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2565 สาขานาฏศิลป์ไทยละคร วิชาเอก โขน –ละคร วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี จำนวน 13 คน
31.3.3 ขอบเขตด้านระยะเวลา1.3.3.3 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครั้งนี้คณะผู้ศึกษาได้กำหนดระยะเวลาดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 25651.4 วิธีดำเนินการศึกษาในการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและการศึกษาภาคสนาม โดยคณะผู้ศึกษามีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้1.4.1 เก็บรวบรวมข้อมูล 1) ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี1.1 วัดเขาทำเทียม ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี1.2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2) การสัมภาษณ์รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีจำนวน 2 ท่าน2.1 พระมหาอนุวัชร อภิชาโต ตำแหน่ง พระสงฆ์ในวัดเขาทำเทียม2.2 นายกิตติพล วงศ์วัชรินทร์ ตำแหน่ง เจ้าหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี1.4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1) แบบสัมภาษณ์ มุ่งประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหาประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี1.4.3 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการวิเคราะห์เชิงพรรณนาโดยประมวลข้อมูลทางเอกสาร ตำรา หนังสือ การสัมภาษณ์และการสร้างสรรค์ของคณะผู้ศึกษา โดยเสนอเป็นขั้นตอนดังนี้ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1.3 ขอบเขตของโครงงาน 1.4 วิธีดำเนินการ 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.7 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการแสดงสร้างสรรค์บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 ที่มาของศิลาจารึกปุษยคีรี 2.2 แนวคิดการแสดงสร้างสรรค์ 2.3 แนวคิดตามกระบวนการ CDASP MODEL 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
4บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา 3.1 ขั้นตอนวิธีดำเนินการศึกษา 3.2 ขั้นตอนการออกแบบสร้างสรรค์กระบวนท่ารำ 3.3 ขั้นตอนสร้างองค์ประกอบการแสดงบทที่ 4 กระบวนท่ารำและการวิเคราะห์การแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรีบทที่ 5 สรุป ข้อเสนอแนะ และอภิปรายผล 5.1 สรุปผลการศึกษา 5.2 อภิปรายผล 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.4 การนำผลงานไปใช้1.5 นิยามศัพท์เฉพาะปุษยะ หมายถึง ดอกไม้คีรี หมายถึง ภูเขา , หุบเขา , แนวเขาปุษยคีรีหมายถึง ภูเขาดอกไม้ที่มีความสวยงามและความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะบูชาชุมชนเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ1. ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของจารึกปุษยคีรีและอารยะธรรมในสมัยทวารวดี2. ได้ใช้ทักษะทางด้านนาฏศิลป์ที่เรียนมา นํามาประยุกต์ใช้ในการแสดงสร้างสรรค์ชุดปุษยคีรี3. ให้ผู้ศึกษาได้ฝึกทักษะเพื่อสร้างสมรรถนะวิชาชีพให้แก่ผู้ศึกษา
51.7 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการแสดงสร้างสรรค์การสร้างสรรค์ครั้งนี้เป็นการสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์ไทย ชุด ปุษยคีรี โดยนำแนวคิด ในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อและความศรัทธาของเขาปุษยคีรีในสมัยทวารวดีหรือเขาทำเทียมตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบันประกอบกับโบราณวัตถุศิลปวัตถุที่ค้นพบบริเวณเมืองโบราณอู่ทองเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ศรีปุษยสักการ” โดยทำการศึกษาข้อมูลประกอบกับนำหลักทฤษฎีการสร้างสรรค์งานด้านนาฏศิลป์ ของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนนำองค์ความรู้เรื่ององค์ประกอบการแสดงและสุนทรียะ ทางนาฏศิลป์ไทยมาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์การแสดง ดังแผนผังกรอบแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานดังนี้เมืองโบราณอู่ทองเขาปุษยคีรี หรือ เขาทำเทียมศิลาจารึกปุษยคีรี- แนวคิด- รูปแบบการแสดง- การคัดเลือกผู้แสดง- เครื่องแต่งกาย- บทร้องและดนตรีประกอบการแสดง- การออกแบบท่ารำ- การเคลื่อนที่และการแปรแถวความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อและความศรัทธาของเขาปุษยคีรีโบราณวัตถุ รูปปั้นต่างๆ ที่ค้นพบบริเวณเมืองโบราณ อู่ทองตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีหลักการสร้างงสรรค์ งานนาฏศิลป์องค์ประกอบและสุนทรียะ ของนาฏศิลป์หลักการบรรจุเพลงการประเมินคุณภาพผลงานการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรีการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี
6บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาที่ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำโครงงาน เรื่องการสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์ไทยเชิงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี และได้นำเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 2.1 ที่มาของศิลาจารึกปุษยคีรี2.1.1 ประวัติความเป็นมาของจังหวัดสุพรรณบุรี 2.1.2 เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองสุพรรณบุรี 2.1.3 ประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2.1.4 ประวัติความเป็นมาของศิลาจารึกปุษยคีรี 2.2 แนวคิดการแสดงสร้างสรรค์2.2.1 แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ของคุณครูสถาพร สนทอง2.2.2 แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ของคุณครูเฉลย ศุขะวณิช2.2.3 แนวคิดสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ของคุณครูจำเรียง พุธประดับ 2.3 แนวคิดตามกระบวนการ CDASP Model 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง2.1 ที่มาของศิลาจารึกปุษยคีรีศิลาจารึกปุษยคีรี (หนังสือจารึกในประเทศไทย เล่มที่ 1 เรียกว่า จารึกเขาปุษยคีรี เลขทะเบียน รบ.3) พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จารึก 1 ด้าน 1 บรรทัด ด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤตเป็นชื่อเฉพาะ แปลว่า“ปุษยคิริ”(ปุษย หมายถึง ดอกไม้ และ คิริ หมายถึง ภูเขา) พิจารณาจากรูปแบบอักษรสามารถกำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษ ที่13 - 14 (ราว 1,200 - 1,300 ปี)2.1.1 ประวัติความเป็นมาของจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณ บุรี เป็นจังห วัดเก่าแก่จังหวัดห นึ่งอยู่ทางภาคตะวันตก ของประเทศไทยมีอายุถึงยุคหินใหม่ ประมาณ 3,500 - 4,000 ปี สืบต่อเนื่องกันเรื่อยมาจนถึง ยุคสัมฤทธิ์และเหล็กอายุราว 2,500 ปี ล่วงเข้าสู่ยุคสุวรรณภูมิ ฟูนัน อมรวดี ทวารวดี ลพบุรีอู่ทอง อยุธยา และปัจจุบันนี้โบราณวัตถุ โบราณสถานที่พบเป็นประจักษ์พยานบ่งบอกว่าจังหวัดสุพรรณบุรี มีอายุสูงถึงยุคหินใหม่จริงไม่เพียงเท่านั้นจังหวัดสุพรรณบุรียังเป็นเมืองพุทธศาสนาอีกด้วย จากการขุดค้นพบพุทธปฎิมากรรมทั่วทั้งจังหวัดสุพรรณบุรีจากสถิติพบไม่น้อยกว่า 140 - 150 ครั้ง ตั้งแต่ สมัยอมราวดีเป็นต้นมาทำให้สันนิษฐานได้ว่าจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองที่พุทธศาสนาฝังรากไว้ อย่างหนาแน่นไม่น้อยกว่า 2,300 ปีมาแล้ว ราว พ.ศ. 70 - 80
7เมืองสุพรรณบุรี ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ บนพื้นที่ราบภาคกลางสืบสาน ความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีตเมื่อพ.ศ. 1420 จากนามเดิม เมืองพันธุมบุรีในยุคทวารวดี ตามหลักฐานทางโบราณคดีได้จารึกชื่อไว้ในพงศาวดารเหนือและนาม \"สุพรรณภูมิ\" ปรากฏ ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ระบุว่าเป็นนครรัฐที่มีความสำคัญมาก่อนกรุงศรีอยุธยาเมื่อ มีการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมืองสุพรรณบุรีจึงจัดอยู่ในฐานะเมืองลูกหลวงซึ่งเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ที่สำคัญอีกด้วยในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองหน้าด่านและเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ที่สำคัญต้องผ่านศึกสงครามหลายต่อหลายครั้งสภาพเมืองตลอดจนโบราณสถานถูกทำลายเหลือเพียงซากปรักหักพังจนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์เมืองสุพรรณบุรีได้ฟื้นตัวขึ้นใหม่และตั้งอยู่บน ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน (ลำน้ำสุพรรณ) มาจนตราบทุกวันนี้2.1.2 เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองสุพรรณบุรี เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของเมืองสุพรรณบุรีนั้น นักวิชาการ ทั้งชาวไทยและต่างชาติต่างก็ให้ความสนใจศึกษาค้นคว้ากันมานานและเป็นที่ยอมรับกันว่าเมืองสุพรรณบุรีได้เริ่มต้นการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินใหม่แล้วพัฒนามา เป็นรัฐแรกเริ่มในสมัยทวารวดีโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอู่ทองจนเมื่อเมืองอู่ทองเสื่อมสลายลง ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ดินแดนจังหวัดสุพรรณบุรีไม่ร้างราผู้คนไปแต่อย่างใด หากได้ปรากฏร่องรอยชุมชนโบราณและศาสนสถานที่ได้รับอิทธิพลศิลปกรรมของเขมรหลายแห่งที่สำคัญคือ เนินทางพระในเขตอำเภอสามชุก ซึ่งได้พบศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบมหายานจนกระทั่งใน ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 - ต้นพุทธศตวรรษที่ 19 จึงได้ปรากฏชื่อรัฐอิสระในนาม \"สุพรรณภูมิ\" ขึ้นโดยมีศูนย์กลางอยู่ในบริเวณที่เป็นตัวจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบันจากการศึกษาร่องรอยจากภาพถ่ายทางอากาศบริเวณตัวจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบันปรากฏร่องรอยเมืองโบราณที่มีคูน้ำและกำแพงเมืองล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ริมฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำสุพรรณบุรีให้เห็นอย่างชัดเจนซ้อนทับอยู่บนเมืองรุ่นแรกที่มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ ทั้งสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี สันนิษฐานว่าเมืองรุ่นแรกนี้เองที่รู้จักกันในนามสุพรรณภูมิซึ่งเป็นเมือง ร่วมสมัยกับสุโขทัยเมืองนี้ดำรงฐานะเป็นเมืองอิสระจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อสมเด็จ พระนครินทราธิราชแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิเสด็จขึ้นครองราชย์ณ กรุงศรีอยุธยาจึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าอ้ายพระยาพระราชโอรสพระองค์แรกมาครองเมืองสุพรรณภูมิเมืองนี้จึงมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงของกรุงศรีอยุธยาเชื่อว่าในสมัยนี้ที่เมืองนี้ถูกลดขนาดลงเหลือเพียงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี และเมื่อกรุงศรีอยุธยาทำสงครามกับพม่าเมืองนี้ก็มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านรับศึกพม่าด้วยจนในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงได้โปรดฯ ให้รื้อกำแพงเมืองนี้ลงเสียเพื่อป้องกันไม่ให้พม่ายึดเป็นฐานตีกรุงศรีอยุธยาได้(จากหนังสือโบราณคดีและประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณบุรี) เขมชาติ เทพไชย: ผู้แต่ง/ผู้แปล/ผู้เรียบเรียงที่ตั้งเมืองสุพรรณบุรีที่สร้างขึ้นในสมัยอู่ทองนั้นตั้งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี(ท่าจีน) ยังมีคูและกำแพงเมืองปรากฏอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้แต่ตัวเมืองในปัจจุบันตั้งอยู่ ที่ตำบลท่าพี่เลี้ยงทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ สันนิษฐานว่าคงย้ายมาเมื่อสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เพราะในสมัยกรุงธนบุรีกำลังมีศึกพม่าเข้ามาประชิดติดพันยังไม่มีเวลาว่างที่จะทรงคิดในเรื่องการสร้างบ้านเมืองใหม่ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็แสดงว่าเมืองที่ย้ายมาตั้งขึ้นใหม่นี้
8ตามที่สุนทรภู่กวีเอกของไทยไปเที่ยวเมืองสุพรรณยังพรรณาไว้ในโคลงนิราศสุพรรณว่า \" ได้พบเสือ อยู่ในบริเวณเมืองสุพรรณบุรีนี้\" จังหวัดสุพรรณบุรี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 5,358 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็นอำเภอ ได้แก่1.อำเภอเมืองสุพรรณบุรี2.อำเภอบางปลาม้า3.อำเภอศรีประจันต์4.อำเภอดอนเจดีย์5.อำเภออู่ทอง6.อำเภอเดิมบางนางบวช7.อำเภอด่านช้าง8.อำเภอหนองหญ้าไซ9.อำเภอสองพี่น้อง10.อำเภอสามชุกอาณาเขตติดต่อทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดชัยนาทและจังหวัดอุทัยธานีทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดนครปฐมทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยาและสิงห์บุรีทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดกาญจนบุรีภาพที่ 1 อำเภอในจังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : https://sites.google.com/site/insuphanburi/about_sp/2-1-xaphex-ni-
9อำเภออู่ทองแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 13 ตำบล 1. อู่ทอง2. สระยายโสม3. จระเข้สามพัน4. บ้านดอน5. ยุ้งทะลาย6. ดอนมะเกลือ7. หนองโอ่ง9. พลับพลาไชย10. บ้านโข้ง11 .เจดีย์12. สระพังลาน13.กระจัน ภาพที่ 2 ตำบลในอำเภออู่ทอง ที่มา : https://district.cdd.go.th/uthong/about-us2.1.3 ประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองโบราณอู่ทองต้นกำเนิดประวัติศาสตร์อารยธรรมสุวรรณภูมิครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มีหลักฐานทางโบราณคดีที่สันนิษฐานได้ว่าเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรทวาราวดีและเป็นศูนย์กลางของดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ของประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ก่อนจะหลอมรวมเป็นชาติไทย ในปัจจุบัน
10 รูปที่ 3 เมืองโบราณอู่ทอง ที่มา : http://www.suphan.biz/utongnews.htm เมืองโบราณอู่ทองตั้งอยู่ในเขตตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศพบว่าเมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบตั้งอยู่ริมลำน้ำจระเข้สามพันผังเมืองเป็นรูปวงรีทอดตัวไปตามแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทางตะวันตกเฉียงใต้ มีขนาดความกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร และยาวประมาณ 2 กิโลเมตร มีระดับความสูงของพื้นที่ตัวเมือง จากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 6 เมตรจากการศึกษาทางโบราณคดีเท่าที่ผ่านมาทราบ ว่า เมืองโบราณ อู่ทองมีมนุษย์อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว โดยได้พบหลักฐานประเภทขวาน หินขัด ลูกปัด ภาชนะดินเผา เหล็กในสำหรับปั่นด้าย ขวานสำริด ฉมวก หอก และเครื่องมือเครื่องใช้โลหะอื่น ๆ อีกมากมาย ชุมชนในสมัยนี้เป็นชุมชนในสังคมเกษตรกรรม เนื่องจากสภาพที่ตั้งชุมชนเป็นเขตที่ราบขั้นบันไดต่ำและที่ราบลุ่มแม่น้ำทำให้สามารถ ทำการเพาะปลูกได้ผลดี จนชุมชนตั้งหลักแหล่งได้อย่างถาวรประกอบกับสามารถติดต่อกับชายฝั่งทะเลได้สะดวก จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชุมชนโบราณในบริเวณเมืองอู่ทองสามารถพัฒนาสภาพสังคมและเศรษฐกิจจนขยายตัวเข้าสู่สังคมเมืองได้ รูปที่ 4 ลูกปัด ที่มา : http://www.suphan.biz/utongnews.htm
11เมืองโบราณอู่ทองได้มีการอาศัยมาอย่างต่อเนื่องจนสามารถพัฒนาตนเองจากสังคมเกษตรกรรมในระดับหมู่บ้านเข้าสู่สังคมเมือง (Urban society) ซึ่งมีความเจริญและมีความซับซ้อนทางสังคมมากขึ้นและกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางวัฒนธรรมเมืองหนึ่งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จากหลักฐานประเภทโบราณวัตถุสถานที่พบในช่วงเวลาดังกล่าว ทราบว่าเมืองโบราณอู่ทองได้ มีการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนแถบโพ้นทะเล โดยเฉพาะอินเดียจนทำให้นักวิชาการหลายท่านเชื่อ ว่าเมืองโบราณอู่ทองอาจจะเป็นเมือง “สุวรรณภูมิ” ที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระโสณะเถระและพระอุตระเถระมาเผยแพร่พุทธศาสนา ในราวพุทธศตวรรษที่ 3จากการที่มีการรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมของอินเดียอย่างมาก จนทำให้ช่วงพุทธศตวรรษ ที่ 11 - 12 ได้เกิดวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันระหว่างรูปแบบวัฒนธรรมท้องถิ่นกับวัฒนธรรมที่มาจากกลุ่มชนภายนอกวัฒนธรรมนี้มีจุดเด่นอยู่ที่รูปแบบทางศิลปกรรมเฉพาะตัวมีการใช้ภาษามอญร่วมกันและการนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักวัฒนธรรมทวารวดีเชื่อกันว่ามีศูนย์กลางความเจริญตั้งอยู่บริเวณเขตที่ราบภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งมีเมืองเมืองหลักได้แก่ เมืองนครชัยศรี (ที่นครปฐม) เมืองประคูบัว (ที่ราชบุรี) และเมืองอู่ทองในอดีตเมืองโบราณอู่ทองได้ปรากฏแนวป้อมก่อด้วยศิลาแลงแต่ปัจจุบันสิ้นสภาพและถูกไถปรับที่เป็นถนนหมดทางด้านตะวันออกของเมือง (บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภออู่ทองและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทอง) แต่เดิมเป็นแนวปราการเช่นกัน ภายหลังแนวป้อมกำแพงที่ว่านี้ถูกรื้อทำลายออกไปเพื่อก่อสร้างถนนมาลัยแมน ปัจจุบันคูน้ำและกำแพงที่ว่านี้ถูกรื้อทำลายและบุกรุกถมที่ดิน จนตื้นเขินและขาดหายไปเป็นช่วง ๆ ซึ่งจะเห็นแนวชัดเจนและมีน้ำขังตลอดปีเฉพาะด้านทิศตะวันออกเท่านั้นที่ใช้ประโยชน์เป็นที่เก็บกักน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภคและบริโภคทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองอู่ทองห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร มีแนวสิ่งก่อสร้างด้วยดินที่น่าสนใจอีก 2 จุด คือ แนวคันดินเป็นทางยาวคดเคี้ยวเรียกกันว่า“ถนนท้าวอู่ทอง” ด้วยเหตุที่เชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นถนนโบราณของเมืองแห่งนี้จุดหนึ่งและกลุ่มแนวคันดินรูปโค้งเกือกม้า ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวเชิงเขาคอก ที่เรียกกันว่า “คอกช้างดิน” เพราะเชื่อกันว่าเป็นเพนียดดินสำหรับคล้องช้างในสมัยโบราณ โบราณสถานแห่งนี้ฝ่ายวิชาการสำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ดำเนินการขุดศึกษาทางโบราณคดีแล้วผลการขุดชึ้ให้เห็นว่าบริเวณนี้เป็นเขตเทวสถานในศาสนาพราหมณ์ไศวนิกายด้านตะวันออก ซึ่งพื้นที่ลาดต่ำลงจนถึงแม่น้ำท่าจีนและต่อเนื่องไปจนถึงบริเวณซึ่งเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำมีหลักฐานแสดงว่าเป็นทะเลมาก่อน ข้อมูลบนภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นแนวของแม่น้ำจระเข้สามพันไหลผ่านตัวเมืองอู่ทองไปทางเหนือแล้วอ้อมมาทางตะวันออก ซึ่งมีร่องน้ำเปิดกว้างเป็นปากแม่น้ำซึ่งกำหนดให้เป็นแนวชายฝั่งทะเลเดิมตรงส่วนที่บรรจบกับคลองสองพี่น้อง ซึ่งต่อเชื่อมมาจากแม่น้ำท่าว้า นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นร่องรอยของคลองเก่าขุดขึ้นเป็นแนวตรงยาวประมาณ 9 กิโลเมตร จากตัวเมืองอู่ทองจนถึงบริเวณวัดม่วงซึ่งคาดว่าจะเป็นชายฝั่งหรืออาจเป็นร่องน้ำกว้างจากฝั่งทะเลลึกเข้ามาในแผ่นดินยังได้พบร่องรอยคลองอีก 2 แนว เชื่อมต่อจากแนวคลองแรกมาทางใต้จนถึงคลองบางบอน ซึ่งทำให้เชื่อว่าเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งทะเลมีผลทำให้ มีการขุดคลองใหม่ลงมาทางใต้เพื่อเป็นเส้นทางออกสู่ทะเลและเมืองชายฝั่งทะเลถอยห่างออกไปมากคลองเหล่านี้จึงเลิกใช้ไปในที่สุด
12การศึกษาการต่อเชื่อมของลำน้ำจระเข้สามพันและแนวคูคันดินที่บ้านดอนทองและ บ้านจระเข้สามพันคูคันดินดังกล่าวปรากฏให้เห็นชัดบนถนนมาลัยแมนร่องรอยที่ปรากฏให้เห็น บนภาพถ่ายทางอากาศเป็นหลักฐานชัดเจนว่าคลองจระเข้สามพันนั้นแต่เดิมไหลผ่านมาทางเส้นทาง ที่ผ่านเมืองอู่ทอง ต่อมาทางน้ำได้เปลี่ยนทางเดินลงมาทางใต้ตามแนวคลองหางตลาดการขุดคูคัดดินกั้นน้ำที่ทางตะวันออกของบ้านคอนทองดังกล่าวได้บังคับให้น้ำไหลกลับมาทางแนวแม่น้ำจระเข้สามพัน ที่ไหลผ่านเมืองอู่ทองตามเดิม การขุดกั้นดินคาดว่าคงจะทำขึ้นภายหลังที่แม่น้ำเปลี่ยนทางเดิน ดังจะเห็นได้จากการมีคันดินรอบชุมชนแบบเหลี่ยมมุมรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 340 x 340 เมตร สร้างขึ้นทางด้านตะวันออกซึ่งเป็นบริเวณรับน้ำได้จากคูคลองดังกล่าวและการสร้างคูคันดินบริเวณเมืองอู่ทองข้อมูลที่ได้จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศและสำรวจสภาพ ภูมิศาสตร์ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเลซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเดินของแม่น้ำจระเข้สามพันและ การเปลี่ยนแปลงแนวคลองในการติดต่อกับภายนอกทางฝั่งทะเลของเมืองอู่ทองและเป็นร่องรอย ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของคนเมืองอู่ทองในอดีตได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เป็นผลมาจาก การถอยตัวของน้ำทะเลและเมื่อทะเลถอยออกไปมากขึ้นจนไม่สะดวกหรือเกินกว่าจะแก้ไขได้เมือง อู่ทองจึงหมดความสำคัญในราวพุทธศตวรรษที่16 - 17 พร้อม ๆ กับการสิ้นสุดลงของยุคสมัยทวารวดี ซึ่งต่อมาเมืองโบราณอู่ทองถูกทิ้งร้างไปในราวพุทธศตวรรษที่ 19 โดยเมืองสุพรรณบุรีเจริญขึ้นมาแทนที่ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันการดำเนินงานอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งโบราณคดีในเขตเมืองโบราณอู่ทองหลังจาก ที่เมืองโบราณอู่ทองได้ร้างไปเมื่อในราวพุทธศตวรรษที่ 19 เมืองโบราณอู่ทองก็ลดความสำคัญลงไป จนเมื่อ พ.ศ.2446 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จสำรวจเมืองโบราณอู่ทองและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของเมืองโบราณอู่ทองจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วในวงวิชาการ เมืองโบราณอู่ทองจึงได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้งในฐานะเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของประเทศไทย2.1.4 ประวัติความเป็นมาของศิลาจารึกปุษยคีรี หลักฐานโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่แสดงถึงความศรัทธาของชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีของเมืองอู่ทองชิ้นหนึ่งคือแผ่นจารึกปุษยคีรี ซึ่งเป็นจารึกที่พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จารึก 1 ด้านที่ 1 บรรทัดสลักด้วยอักษรหลังปัลลวะภาษาสันสกฤตว่า “ปุษยคีรี” ซึ่งมีความหมายเป็นนามมงคลของภูเขาอันเป็นภูมิสถานมงคลทำให้สันนิษฐานได้ว่าบริเวณพื้นที่เขาทำเทียมนั้นเป็นเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นจุดหมายสำคัญของความเป็นชุมชนเมืองโบราณทั้งนี้บริเวณพื้นที่เขาทำเทียมยังพบศาสนสถานทั้งในพุทธศาสนาและพราหมณ์ฮินดู ยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญของภูเขาแห่งนี้ในการแสดงออกถึงเขตพื้นที่ที่สำคัญสูงสุดของเมืองอู่ทองได้เป็นอย่างดีบริเวณพื้นที่เขาทำเทียมยังพบศาสนสถานทั้งในพุทธศาสนาและพราหมณ์ฮินดูยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญของภูเขาแห่งนี้ในการแสดงออกถึงเขตพื้นที่ที่สำคัญสูงสุดของเมืองอู่ทองได้เป็นอย่างดี
13ภาพที่ 5 ศิลาจารึกปุษยคีรีศิลาจารึกปุษยคีรี เป็นจารึกที่มีการขุดพบจารึกแผ่นศิลาคำว่า ปุษยคีรี สะท้อนให้เห็นถึง การอ้างอิงชื่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ตรงนั้นเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ มีหลักฐานสอดคล้องกับการที่ส่งพระโสนะอุตตระเข้ามาเมื่อเข้ามาแล้วผ่านจุดนี้จึงเป็นจุดที่ศักดิ์สิทธิ์ เข้าใจว่าการสร้างพระบรมธาตุคือการเผยแผ่พุทธศาสนาพอเข้าจึงนำเอาชื่อนี้ไปตอนเอาเข้ามาก็เอามาฝังไว้ที่เมืองอู่ทองจะเป็น พระโสนะอุตตระ แต่สันนิษฐานว่าเป็นการฝังเพราะมีเพิงหิน จึงเป็นจุดศักดิ์สิทธิ์เพราะมีการฝัง พระบรมธาตุเป็นเจดีย์เล็กๆ ซึ่งหายไป ครั้งนี้เราก็จะสื่อให้เห็นว่ามันมีจุดสำคัญอยู่แล้วก็บริเวณเขาพระทำเทียมมีศิลาแลงส่วนด้านล่างมีเสาธรรมจักร จารึกปุษยคีรีเป็นจารึกที่มีอายุอยู่ในราวช่วงพ.ศ. 1300-1400 โดยประมาณปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณุรี จารึกหลักนี้ มีข้อความสั้นคือปุษยคีรี มีความหมายว่า เขาปุษยะ ซึ่งในเทพนิยายของศาสนาพราหมณ์กล่าวว่า ปุษยคีรีเป็นสวนของพระวรุณ แต่อย่างไรก็ตามในชมพูทวีปปรากฏนาม \"เขาปุษยคีรี\" ว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ 2 แห่งคือ1. เมืองนาคารซุนโกณฑะ อานธรประเทศ 2. รัฐโอริสสาจากหลักฐานหลายขึ้นชี้ชัดว่าจารึกปุษยคีรีพบที่เมืองโบราณอู่ทองดังนั้น \"เขาปุษยคีรี\" ก็ต้องอยู่ในบริเวณอู่ทองซึ่งผู้เขียนตีความว่าเป็นแนวเขาทำเทียมเพราะเป็นแนวเขาขนาดใหญ่ที่ใกล้เมืองอู่ทองมากที่สุดและในพื้นที่ของเขาทำเทียมพบโบราณสถานสำคัญในสมัยทวารวดีหลายแห่ง รวมกับมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากในพื้นที่แถบนี้สาเหตุที่ทำให้แนวเขาทำเทียม เป็นเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอู่ทอง 1. เป็นภูเขาที่เด่นสง่าก็ได้ถูกนำมาใช้เพื่อให้เป็นหลักหมาย (Landmark) เพื่อให้เดินทาง 2. ความเชื่อของผู้คนในอดีต ผีที่ศักดิ์สิทธิ์หรือผีผู้ใหญ่จะต้องอยู่ที่ภูเขา ซึ่งเป็นความเชื่อ ที่พบในดินแดนอุษาคเนย์แม้ว่าในช่วงระยะเวลาหลังปี พ.ศ. 1500 เมืองโบราณอู่ทองจะได้ลดบทบาทลงแต่แนวเขาทำเทียมก็ยังเป็นแนวเขาศักดิ์สิทธิ์อยู่ดังปรากฎหลักฐานเจดีย์ ทรงระฆังที่สามารถเทียบเคียงรูปแบบได้กับเจดีย์รายใน วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยาจึงพอที่จะกำหนดอายุเจดีย์องค์นี้ว่าอยู่ในช่วงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 21
14เขาทำเทียมพื้นที่เมืองโบราณอู่ทองเป็นเขตพื้นที่ที่กรมศิลปากรมีหลักฐานยืนยันว่า เป็นเมืองประวัติศาสตร์ในยุคแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขายและศูนย์กลางพระพุทธศาสนาก่อนแพร่กระจายความเจริญไปสู่ชุมชนโบราณร่วมสมัยอื่นๆ เมืองโบราณอู่ทอง เป็นเมืองโบราณในสมัยทวารวดีมีผังเมืองเป็นรูปวงรีตัวเมืองมีคูน้ำคันดินล้อมรอบภายในตัวเมืองและบริเวณโดยรอบมีซากโบราณสถานกระจายอยู่ไม่น้อยกว่า 20 แห่งห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นที่ตั้งของโบราณสถานคอกช้างดินและสิ่งก่อสร้างในคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูลัทธิไศวนิกาย เมืองโบราณอู่ทองมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 หรือประมาณ 1,000 -1,400 ปี เป็นหลักฐานแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุและวิทยาการต่าง ๆ ในอดีตอันมีผลจากการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับการรับวัฒนธรรมจากประเทศอินเดียก่อให้เกิดรูปแบบ ทางวัฒนธรรม ที่เรียกว่า “ทวารวดี” มีลักษณะที่สำคัญคือการวางผังเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ การนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท การสร้างศาสนสถานด้วยอิฐขนาดใหญ่และการมีรูปแบบ ทางศิลปกรรมเฉพาะเป็นของตนเองได้แก่ ธรรมจักรศิลาพร้อมเสาตั้ง ซึ่งถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยม ที่พบสมบูรณ์เพียงชิ้นเดียวในประเทศไทย “พระพุทธรูปสำริด” พระพุทธรูปดินเผาพระพิมพ์ ดินเผา ประติมากรรมดินเผา ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องมือเครื่องใช้ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมลวดลายปูนปั้นศิลาจารึกปุษยคีรี (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง, 2563) สำริด” พระพุทธรูปดินเผาพระพิมพ์ ดินเผา ประติมากรรมดินเผา ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องมือเครื่องใช้ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมลวดลายปูนปั้นศิลาจารึกปุษยคีรี (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง, 2563)ภาพที่ 6 พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิเสารองรับธรรมจักร (ว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ รัตนกุล, 2509: 12-18.) ซึ่งโบราณวัตถุทั้งหมดนี้ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองและในพื้นที่เขาทำเทียมพบโบราณสถานที่สำคัญในสมัยทวารวดีอีกหลายแห่งอีกทั้งยังมีการค้นพบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากในพื้นที่แห่งนี้ จากหลักฐานและเรื่องราวความรุ่งเรืองทางอารยธรรมแห่งสมัยทวารวดีจึงทำให้เชื่อได้ว่าแนว เขาทำเทียมเป็นเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอู่ทองเพราะเป็นภูเขาที่มีขนาดใหญ่และถูกนำมาใช้เป็นจุดหมาย ในการเดินทาง (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง, 2563) ประกอบกับความเชื่อของผู้คนในอดีตว่า
15ผีที่ศักดิ์สิทธิ์หรือผีผู้จะต้องอยู่ที่ภูเขาซึ่งเป็นความเชื่อที่ปรากฏในดินแดนอุษาคเนย์ (ปุษยคีรีเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอู่ทองที่ถูกลืมเลือน, 2559 :134)ภาพที่ 7 สัมภาษณ์พระมหาอนุวัชร อภิชาโต (พระสงฆ์ในวัดเขาทำเทียม)ภาพที่ 8 สัมภาษณ์นายกิตติพล วงศ์วัชรินทร์(เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี)จากข้อมูลดังกล่าว คณะผู้ศึกษาเห็นถึงความสำคัญของศิลาจารึกปุษยคีรี ซึ่งเป็นโบราณวัตถุชิ้นที่สำคัญเป็นสิ่งยืนยันว่าเขาทำเทียมในพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีนั้นเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของชาวอู่ทองคณะผู้ศึกษา จึงได้สร้างสรรค์การแสดงชุด ปุษยคีรี การแสดงให้เห็นสื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์การแสดงออกเป็น 2ช่วง ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ
162.2แนวคิดการแสดงสร้างสรรค์แนวคิดในการแสดงเป็นการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ทั้งด้านนาฏศิลป์ไทยโดยศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบมีการลงพื้นที่เพื่อศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลประกอบกับ ความคิดสร้างสรรค์ของคณะผู้ศึกษาอันก่อให้เกิดการแสดงสร้างสรรค์ชุดใหม่มีการคิดประดิษฐ์ท่ารำและดนตรีขึ้นใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับการแสดง ซึ่งมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ ได้อธิบายความหมายของการสร้างสรรค์ผลงานไว้อย่างหลากหลาย ดังนี้2.2.1 แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ของคุณครูสถาพร สนทอง คุณครูสถาพร สนทอง ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์กล่าวว่า การที่เป็นนักสร้างสรรค์ งานนาฏศิลป์ที่ดีควรจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1.เป็นผู้ที่มีความรู้ในงานวิชานาฏศิลป์อย่างลึกซึ้ง 2.เป็นผู้ที่มีนิสัยเป็นนักคิดสร้างสรรค์ตลอดเวลา 3.เป็นผู้คิดค้นและพัฒนาในด้านการแสดงให้มีสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ 4.ต้องมีความรู้เกี่ยวกับดนตรีและทำนองเพลงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี 5.มีความรู้ความคิด ความสามารถในเรื่องการออกแบบเครื่องแต่งกาย 6.เป็นผู้มีความรู้เรื่องอารมณ์ต่างๆ ของการแสดง 7.ต้องศึกษาพัฒนาความรู้ให้กว้างขวางทั้งในด้านวรรณคดีด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์8.ต้องเป็นผู้มีสุนทรียะรู้จักใช้แม่ท่าที่สวยงามไปใช้ในการสร้างสรรค์ท่ารำโดยหลีกเลี่ยงท่ารำที่ซ้ำๆ 9.ในการสร้างสรรค์ท่ารำการเชื่อมท่าเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานจะส่งผลให้ผู้คิดสร้างสรรค์ ท่ารำนำประสบการณ์ที่ได้ฝึกปฏิบัติมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่แปลกใหม่ให้มีคุณภาพที่ถูกต้อง ได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้การเชื่อมท่ารำสามารถใช้กับการแสดงทั้งที่เป็นการรำเดี่ยวและการแสดง ที่มีลักษณะเป็นหมู่คณะด้วย 10.การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์สามารถปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ไม่ยึดถือ เป็นแบบตายตัวงานศิลปะจึงพัฒนาได้2.2.2 แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ของ คุณครูเฉลย ศุขะวณิชศิลปินแห่งชาติสาขาวิชาศิลปะการแสดงและผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทยได้กล่าวถึงการคิดสร้างสรรค์ท่ารำทางนาฏศิลป์ไทยว่าเป็นลักษณะของการตีบทหรือใช้ภาษาทางนาฏศิลป์ ในท่ารำของไทยที่เป็นแบบแผนมาตั้งแต่เดิมคือ กลอน ตำรารำและบทรำ เพลงเร็วโดยใช้กลวิธี ที่จะสร้างสรรค์ให้ได้ท่ารำที่เหมาะสมสวยงามผู้สร้างสรรค์ท่ารำต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1.จังหวะและทำนองเพลงเชื่องช้าหรือรวดเร็วมีลักษณะอ่อนหวานหรือสนุกสนาน2.จังหวะและทำนองเพลงที่มีสำเนียงต่างชาติก็ต้องเอาลีลาท่ารำของชาตินั้นๆมาประดิษฐ์ ให้กลมกลืนกันเป็นลีลาของนาฏศิลป์ไทย3.เมื่อรู้จักทำนองและจังหวะของเพลงจึงกำหนดท่ารำให้เข้ากับลีลาของเพลงโดยยึดหลักความสำคัญของเพลงกับท่า ความสัมพันธ์ระหว่างความหมายของบทร้องกับท่ารำ
174.ลักษณะเพศชาย (ตัวพระ) เพศหญิง(ตัวนาง) เช่น ตัวพระในพม่ารำขวานลีลาท่ารำจะต้อง มีลักษณะกระฉับกระเฉง เข้มแข็งตามท่วงทำนองของนักรบตัวนาง ได้แก่ ฟ้อนม่านมงคลลีลาท่ารำจะต้องมีลักษณะอ่อนหวาน นุ่มนวล 5.การสร้างสรรค์ระบำพื้นเมืองต้องศึกษาท่ารำที่เป็นแม่ท่าหลักของท้องถิ่นแล้วนำมาสร้างสรรค์ลีลาเชื่อมท่ารำให้ครอบคลุมความหมายของเนื้อหาในระบำชุดนั้นๆ โดยคัดเลือกแม่ท่าหลักมาใช้ไม่ควรไปลอกเลียนแบบลีลาท่ารำของภาคอื่นๆ มาปะปนในผลงานการสร้างสรรค์ท่ารำ เช่น ไปนำเอาลีลาท่ารำของภาคใต้มาบรรจุในภาคเหนือ6.การสร้างสรรค์ท่ารำให้คำนึงถึงจุดมุ่งหมายของระบำ รำ ฟ้อน ในชุดนั้นๆ เช่น ระบำชุดนี้จุดมุ่งหมายให้เป็น ผู้หญิงล้วนก็ต้องหลีกเลี่ยงท่ารำที่มีการยกเท้า แบะเหลี่ยม กันเข่า ซึ่งเป็นลีลาท่ารำของตัวพระโดยสิ้นเชิง7.การเชื่อมท่ารำสามารถทำได้หลายวิธีคือ การเล่นเท้าในขณะที่บทเอื้อนทำนองยาวๆ การวิ่ง แปรแถว ตั้งซุ้ม ยืนพักท่านั่ง ใส่ลีลาท่าเชื่อมและยืนตั้งแม่ท่ายืดยุบตามจังหวะอยู่กับที่2.2.3 แนวคิดสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ของ คุณครูจำเรียง พุธประดับ หลักเกณฑ์และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ไทยของ คุณครูจำเรียง พุธประดับ1.มีการกำหนดความคิดมีการกำหนดชัดเจนว่านาฏศิลป์ชุดนี้คิดค้นเพื่ออะไรและเพื่อใคร เช่น งานเกี่ยวกับพระราชพิธีและรัฐพิธี การสร้างสรรค์ชุดระบำแทรกในการแสดงเพื่อเพิ่มสีสันให้กับ การแสดงละคร การสร้างสรรค์ชุดการแสดงที่เกี่ยวข้องกับเอกลักษณ์ของชาวเหนือ ชาวใต้ ชาวอีสาน เป็นต้น หรือเป็นการสร้างสรรค์ผลงานนาฏยชุดใหม่ๆ เพื่อความก้าวหน้าของวงการนาฏศิลป์โดยตรง2.ข้อมูลที่ใช้ในการสร้างสรรค์งานคือ ความรู้ต่างๆ ที่สืบค้นได้และนำมาพิจารณา เพื่อใช้ประกอบความคิดให้เป็นรูปเป็นร่างและข้อมูลที่เป็นตัวกระตุ้นหรือเสริม ให้ผู้สร้างสรรค์ เกิดจินตนาการและเกิดแรงบันดาลใจสามารถคิดสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ได้3.มีการกำหนดขอบเขตเป็นการกำหนดให้การแสดงครอบคลุมเนื้อหาสาระและควรคำนึงถึงรูปแบบของการแสดง จำนวนผู้แสดง เวลาที่ใช้ในการแสดง ขนาดของพื้นที่การแสดง งบประมาณ ในการจัดการแสดง4.มีการกำหนดให้อยู่ในรูปแบบจารีตประเพณีและเป็นการผสมระหว่างจารีตประเพณี กับการแสดงร่วมสมัย5.มีการกำหนดผู้แสดงเครื่องแต่งกาย ฉาก แสง สี เสียง 6.การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ท่ารำ ได้แก่ 1.ท่าระบำเป็นท่าที่มีความหมายกว้าง แสดงเป็นหมู่พร้อมกันหลายคนเพื่อเกิดความพร้อมเพรียง 2.ท่าละคร เป็นท่าแสดงอารมณ์ เช่น โกรธ เศร้า รัก เป็นต้น ท่าแสดงกิริยา เช่น เดิน ยืน นั่ง นอน และท่าที่แสดงปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ท่าฝนตก ท่าน้ำไหลและ 3.ท่าเต้นเพื่อเคลื่อนไหวเท้า เป็นต้น การแปรแถว เช่น แถวปากพนัง แถงเฉียง แถวหน้ากระดาน แถวตอนเดี่ยว แถวคู่ เป็นต้น การตั้งซุ้ม ในระหว่างการแสดงและตอนจบการแสดง เช่น ทรงสามเหลี่ยม หรือ ครึ่งวงกลม เป็นต้น
18สรุปได้ว่า การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์เป็นการประมวลปัจจัยต่าง ๆ ของการแสดง มาสร้างสรรค์เป็นผลงานนาฏศิลป์ แม้จะเป็นศิลปะสร้างสรรค์ที่มีความต้องการความแปลกใหม่ แต่ก็ยังคงจารีตประเพณีเอาไว้นาฏศิลป์ไทยจากอดีตมาเป็นฐาน ความคิดกระบวนวิธีการต่างๆ การเรียนรู้จากอดีตยิ่งมีมากและหลากหลายเพียงใดก็ย่อมทำให้ผู้สร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ได้ไกล เพียงนั้นเพราะผู้สร้างสรรค์สามารถนำสิ่งที่ได้จากประสบการณ์ต่างๆ มาใช้ในงานสร้างสรรค์ได้มากและหลีกเลี่ยงการออกแบบซ้ำกับผลงานที่มีอยู่แล้วจึงทำให้ผลงานสร้างสรรค์มีความแปลกใหม่ และโดดเด่นยิ่งขึ้น2.3แนวคิดตามกระบวนการ CDASP MODELนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CDASP MODEL เป็นนวัตกรรมที่คิดค้น พัฒนา สร้างสรรค์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาด้านวิชาการให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม โดยสังเคราะห์งานวิจัยนำมาสู่การออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เป็นเอกลักษณ์ของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ซึ่งนำอักษรย่อภาษาอังกฤษของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี COLLEGE OF DRAMATIC ARTSSUPHANBURI (CDASP) มาออกแบบเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับคณะครู อาจารย์นักเรียน นักศึกษา ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาเป็นผู้คอยชี้แนะ และให้คำปรึกษา อนึ่งหลักสูตรนาฏดุริยางคศิลป์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 กำหนดให้ผู้เรียนมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรการเรียนรู้สร้างสรรค์ตามแนวคิด STEAM Education มุ่งเน้นให้ผู้เรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีการศึกษา 2562 – 2563 มีศักยภาพ สามารถสร้างนวัตกรรม STEAM Education ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่นำศิลปะ (นาฏศิลป์ ดนตรี) มาบูรณาการกับการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ให้มีความทันสมัย แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของนาฏดุริยางคศิลป์ศาสตร์เก่าแก่ของไทยและถือได้ว่าเป็นมรดก ของชาติให้ก้าวทันสังคมในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งยังเป็นแนวทางหรือแบบอย่างใน การจัดการเรียนรู้สำหรับสถานศึกษา ที่มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ด้วยตนเองภายหลังจากการ ลงมือปฏิบัติจริงนำมาสู่นวัตกรรม STEAM โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CDASP MODELซึ่งมีขั้นตอน การจัดการเรียนรู้ คือขั้นตอนที่ 1(C)Collect&Criticalthinkingระบุปัญหา รวบรวมข้อมูล คิดอย่างเป็นระบบกล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะต้องระบุปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งที่ตนเองประสบปัญหาด้านนาฏดุริยางคศิลป์รวบรวมปัญหาที่พบ วิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจน แนวทางการแก้ปัญหา และวางแผนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ 19 ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop : ออกแบบและพัฒ นาภายในกลุ่ม กล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาด้านนาฏดุริยางคศิลป์ แล้วนำแนวทางมาออกแบบรูปแบบนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา พัฒนารูปแบบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบนวัตกรรมภายในกลุ่มตนเองขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess : ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติกล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนลงมือสร้างสรรค์ชิ้นงานเพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนาความสามารถ
19รวมถึงประเมินชิ้นงานของกลุ่มว่ามีความพร้อม จุดเด่น จุดด้อย ส่วนใดบ้าง เพื่อให้การลงมือปฏิบัติเป็นไปตามจุดมุ่งหมายและสอดคล้องตามแนวคิด STEAMขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share : แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มเป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่นักเรียนแต่ละกลุ่มนำชิ้นงานมาแสดงให้คุณครูและสมาชิกในสายชั้นได้รับชม พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะจากคุณครูและเพื่อนในสายชั้นเพื่อนำ ความคิดเห็น ไปปรับปรุงผลงาน ทั้งนี้ผลงานดังกล่าวจะมีคณะครูด้านนาฏดุริยางคศิลป์และคณะครูภาควิชาศึกษาทั่วไปเป็นผู้ประเมินชิ้นงาน STEAM Education ขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud : ปรับปรุงและชื่นชม กล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนนำความคิดเห็นจากครูและสมาชิกใน สายชั้นไปปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้นเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุดและชื่นชมผลงาน ทั้งนี้ผู้เรียนยัง ต้องนำผลงานเผยแพร่สู่ชุมชนหรือสังคม ภาพที่ 2.1 รูปแบบการเรียนการสอน CDASP Model วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี20 จึงกล่าวได้ว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้CDASP MODEL เป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่มุ่ง ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมนาฏดุริยางคศิลป์ตามแนวคิด STEAM Education สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา นำมาสู่การยกระดับคุณค่า ทางศาสตร์วิชาชีพสู่สังคมและชุมชน2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องภควัต ปิดตาทะโน (2553) ได้สร้างสรรค์นาฏยประดิษฐ์: การศึกษาประติมากรรมภาพปราสาทหนะเพื่อสร้างชุดการแสดงพบว่านายประดิษฐ์เป็นท่ารำที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในศิลปะการแสดงอาจจะสร้างสรรค์ขึ้นจากจินตนาการหรือจากภาพสลักบนผนังโบราณสถาน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ ในการวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาเกี่ยวกับประวัติความ เป็นมาและความสำคัญ ของประติมากรรมหลักที่ปรากฏบนทับหลังปราสาทพนมรุ้งและสภาพปัจจุบันของชุดการแสดง ที่เกี่ยวกับปราสาทพนมรุ้งจำนวน 2 ชุด ได้แก่ ระบำอัปสรพนมรุ้งและระบำพิมายปุระ โดยใช้วิธีศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยเกี่ยวข้องการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญแล้วนำผลจากการศึกษามาประกอบการสร้างชุดการแสดงที่ได้ท่ารำต้นแบบมาจากประติมากรรมภาพสลักปราสาทพนมรุ้ง ผลจากการวิจัยพบว่าปราสาทพนมรุ้งสร้างจากหินทรายสีชมพู บนภูเขา ไฟที่ดับสนิทแล้วโดยพระเจ้าราเชนมรวรมันที่ 2 ได้สถาปนาเทวาลัยแห่งนี้ถวายพระอิศวรที่เขาพนมรุ้งคำว่าพนมรุ้งหรือเต็มว่า วนมรุง หมายถึง ภูเขาอันยิ่งใหญ่ ประติมากรรมภาพสลักที่ปรากฏบนทับหลัง หน้าบัน กรอบประตู และส่วนต่างๆ ของปราสาทพนมรุ้ง ส่วนใหญ่เป็นภาพที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเทพเจ้าในศาสนาฮินดูภาพเล่าเรื่อง รามายณะและมหาภารตะภาพเทพประจำทิศต่าง ๆ และที่สำคัญบนทับหลังปราสาทปรางค์ประธานด้านทิศตะวันออกมีภาพสลักรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์และภาพพระศิวะนาฏราช ชุดการแสดงที่เกี่ยวเนื่องกันปราสาทพนมรุ้งในปัจจุบันคือ ระบำอัปสรพนมรุ้งและระบำพิมายปุระเป็นการแสดง ในเชิงสร้างสรรค์ในรูปแบบโบราณคดีหรือเรียกว่า นาฏยคดีอินทิรา พงษ์นาค (2563) ได้สร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ไทยเชิงสร้างสรรค์ชุด พุทธบูชาปารมี เป็นนำเสนอการแสดงนาฏศิลป์ไทยในรูปแบบระบำยุคสมัยทวารวดีผสมผสานศิลปะอินเดียสื่อความหมายถึงการบูชาพระพุทธรูปสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าตามหลักพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท “อามิสบูชา” คือการบูชาด้วยดอกไม้ (ดอกบัว) การแสดงแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ช่วงที่ 1
20สักการะบูชา ช่วงที่ 2 พุทธาประทานพร ช่วงที่ 3 เฉลิมฉลองพุทธปารมี กระบวนท่ารำใช้หลักการออกแบบท่ารำ 3 ลักษณะได้แก่ 1) เลียนแบบท่ารำจากประติมากรรม 2) จินตนาการตามแนวคิดทวารวดีผสมผสานศิลปะอินเดีย 3)ตีบทผสมผสานท่าทางธรรมชาติ การสร้างองค์ประกอบการแสดง มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1)บทร้องทำนอง เพลงดนตรี 2)ผู้แสดง 3)เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับ 4)อุปกรณ์ประกอบการแสดง 5)การใช้พื้นที่เวทีและการแปรแถว ส่วนการประเมินคุณภาพผลงานสร้างสรรค์ชุด พุทธบูชาปารมี โดยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้วยวิธีประชุมสนทนากลุ่ม (Focus Group Discustion) พบว่าผลงานสร้างสรรค์ ชุด พุทธบูชาปารมี มีคุณภาพสมบูรณ์ สวยงาม สอดคล้องตามแนวคิดของการสร้างสรรค์ผลงาน อย่างมีสุนทรียะทางด้านนาฏศิลป์ดนตรี (ร้อยละ 100) และครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ และประชาชนทั่วไปมีความคิดเห็นต่อคุณภาพผลงานสร้างสรรค์ชุด พุทธบูชาปารมีในระดับดีมากภูริตา เรืองจิรยศ (2551) ได้วิจัยเรื่องแนวคิดการสร้างสรรค์ระบำจากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาประวัติความเป็นมาและแนวคิดการสร้างสรรค์ระบำ จากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณระหว่าง พ.ศ. 2510 - 2551 โดยใช้ “ระบำลพบุรี” ที่บรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของวิทยาลัยนาฏศิลป์กรมศิลปากรเป็นกรณีศึกษาและใช้วิธีการศึกษา โดยการค้นคว้าข้อมูลประวัติศาสตร์หลักฐานทางโบราณคดี การสัมภาษณ์ ชมวีดีทัศน์ และการฝึกปฏิบัติ กับผู้เชี่ยวชาญ ผลการศึกษาพบว่าระบำเป็นการแสดงที่ใช้ผู้แสดงตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ผู้แสดงจะรำในบทตัวพระหรือบทตัวนางตาม แต่เนื้อหาของระบำโดยรำไปตามบทร้องหรือดนตรีที่บรรเลงประกอบเน้นความพร้อมเพรียงของผู้แสดงมีการแปรแถว หรือระบำเฉพาะกิจตามแค่จุดประสงค์ของการแสดง ผู้แสดงแต่งกายยืนเครื่องตัวพระ ตัวนาง เป็นนางฟ้า เทวดา จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา มี การสร้างสรรค์ระบำขึ้นจากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณโดยสืบค้นข้อมูลประวัติศาสตร์ตามหลักฐานศิลปกรรมขอมโบราณประติมากรรมรูปปั้นลอยตัวและภาพจำหลักจากโบราณสถานต่างๆ แล้วปรุงแต่งตามจินตนาการและประสบการณ์ของผู้สร้างสรรค์ออกมาเป็นทำต่าง ๆ ทำให้ภาพจำหลักหินกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวเสมือนมีชีวิตเรียกระบำประเภทนี้ว่า \"ระบำโบราณคดี” จากการศึกษาระบำลพบุรี ซึ่งเป็นระบำโบราณคดีที่ให้รับการสร้างสรรค์ขึ้นตามแนวคิดของอาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรที่ต้องการให้ประชาชนเกิดความเข้าใจและตระหนักในคุณค่าความเป็นไทยจากหลักฐานทางโบราณคดี โดยนำเสนอในรูปแบบการแสดงนาฏยศิลป์พบว่าการสร้างสรรค์ระบำชุดนี้มีคณะทำงานประกอบด้วยอาจารย์มนตรี ตราโมท อาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ อาจารย์เฉลย ศุขะวณิช และอาจารย์สนิท ดิษฐพันธุ์ ซึ่งให้ศึกษาข้อมูลจากประวัติศาสตร์และโบราณคดีเรื่องราวความเป็นมาความเชื่อจากโบราณสถานโบราณวัตถุต่าง ๆ ศึกษาภาพจำหลักเครื่องดนตรี – ภาพจำหลักนางอัปสรปรากฏอยู่บนแผ่นดินในปราสาทขอมเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการสร้างสรรค์สำเนียงดนตรี ให้มีกลิ่นอายตามยุคสมัยทางประวัติศาสตร์และสร้างสรรค์ทำให้สอดคล้องกับดนตรี โดยจำลองท่าทางมาจากภาพจำหลักนางอัปสรเทวรูปสำริดสมัยลพบุรีและทำรำพื้นฐานนาฏยศิลป์ไทยประกอบ กับความเชื่อ ศาสนา ประเพณี หลักการออกแบบสีและรูปแบบเครื่องแต่งกายนำมาประยุกต์จนเกิดเอกลักษณ์ใหม่ทำให้ระบำชุดนี้มีลักษณะเด่น คือ 1) ท่าหลักใช้มือจีบและการตั้งวงหักศอก โดยยกมือขึ้นเหนือศีรษะเน้นวงและเหลี่ยมของมือและแขนส่วนขาใช้การก้าวไปด้านข้างเป็นมุมเหลี่ยม ซึ่งเลียนแบบมาจากภาพจำหลักบนแผ่นหินและเทวรูปสำริดของขอมโบราณ 2) ท่าเชื่อม
21ในการเคลื่อนไหวร่างกายจากท่าหนึ่งไปอีกท่าหนึ่งใช้ท่ารำพื้นฐานนาฏยศิลป์ไทยมาตกแต่งลวดลายอย่างทางขอม 3) แถวและการแปรแถว จำลองรูปแบบมาจากภาพจำหลักหินเชื่อมโยงเป็นเรื่องราวเคลื่อนที่ตามองค์ประกอบทัศนศิลป์ 4) ดนตรีและเพลง สร้างเครื่องดนตรีขึ้นตามภาพจำหลัก ปรับประยุกต์ผสมกับวงเครื่องสายใช้หน้าทับเขมรในการบรรเลง 5) เครื่องแต่งกาย จำลองแบบ มาจากภาพนางอัปสรที่ปรากฏอยู่บนแผ่นหินกำหนดสีตามความเชื่อ คุณค่าของสีและทฤษฎีสี ระบำลพบุรีเป็นต้นแบบในสร้างสรรค์ระบำจากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณที่มีแนวทางการสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบมีหลักการและการอ้างอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจนแนวคิดดังกล่าวถือเป็นแนวทางนาฏยศิลป์เชิงสร้างสรรค์ที่มีอิทธิพล ในการสร้างสรรค์ระบำขอมโบราณแบบอื่นๆ ขึ้นอีกหลายชุดและมีแนวโน้ม ว่าจะมีการพัฒนาผลงานนาฏยประดิษฐ์สร้างสรรค์ต่อไปเรื่อยๆ โดยใช้กรอบแนวคิดเดียวกันธีรตา นุ่มเจริญ (2565) ได้ทำการวิจัยสร้างสรรค์การแสดงแสง สี เสียง ชุด “เมืองปุราณทวารวดี วิถีชนดงละคร” การสร้างสรรค์รูปแบบการแสดงประกอบแสง สี เสียง ชุดนี้ผู้วิจัย มีแนวทางการสร้างสรรค์โดยใช้ทฤษฎีนายประดิษฐ์ ของสุรพล วิรุฬห์รักษ์และแนวคิดเกี่ยวกับ การแสดงประกอบ แสง สี เสียง มีขั้นตอนการสร้างสรรค์ 7 ขั้นตอน บทการแสดงนำโดยนำข้อมูล จากการศึกษาประวัติความเป็นมา เรื่องเล่า ตำนาน โบราณสถาน สถานที่สำคัญ ประเพณีและวัฒนธรรมที่สำคัญตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติที่มาเรียบเรียงเป็นบทละครตามรูปแบบการจัดทำ บทการแสดง แสง สี เสียง แบ่งออกเป็น 4 องค์มาจากข้อมูลมาเรียบเรียงเป็นบทละครตามรูปแบบการจัดทำบทการแสดง แสง สี เสียง ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติที่มา เรียบเรียงเป็นบทละครตามรูปแบบการจัดทำบทการแสดง แสง สี เสียง แบ่งออกเป็น 4 องค์ มาจากข้อมูลมาเรียบเรียงเป็นบทละครตามรูปแบบการจัดทำบทการแสดง แสง สี เสียง ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ ได้แก่ องค์ที่ 1 แหล่งวัฒนธรรมเมืองปุราณทวารวดี องค์ที่ 2 ตำนานแว่วเสียงมโหรีปี่พาทย์ ตำนานเมืองลับแลองค์ที่ 3 วัฒนธรรมเก่าแก่สืบสานประเพณีท้องถิ่นและองค์ที่ 4 แหล่งความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินธรรมชาติ การสร้างสรรค์รูปแบบการแสดงประกอบแสง สี เสียง ผู้วิจัยได้ประพันธ์บทการแสดงประกอบแสง สี เสียง ชุดนี้จากการศึกษาประวัติความเป็นมาและอัตลักษณ์ของเมืองโบราณดงละคร นำมาเรียบเรียงเป็นบทละครตามรูปแบบการจัดทำบทการแสดง แสง สี เสียง ซึ่งประกอบไปด้วย ส่วนประกอบ ที่สำคัญ ได้แก่ 1. ลำดับการแสดง 2 ลักษณะนาฏการ 3. คำบรรยาย 4. เสียงประกอบ 5.แสง และ 6. วิลาสินี น้อยครบุรี,(256) : 43) ที่พบว่ากระบวนท่ารำที่เป็นท่ารำมาตรฐานผสมผสาน ท่าที่เลียนแบบจากภาพจำหลักจากอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง กระบวนการจัดการการแสดงประกอบแสง สี เสียง ชุด \"เมืองปุราณทวารวดี เรื่องเล่า วิถีชนดงละคร\" มีกระบวนการในการจัดการตามขั้นตอนตั้งแต่ขั้นการเตรียมการจัดการแสดง ขั้นดำเนินการ ขั้นการแสดงจริง และขั้นการประเมินการสร้างสรรค์การแสดงประกอบ แสง สี ตามขั้นตอนในการผลิตการ แสดงที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนาระยะหนึ่ง จึงจะสามารถสังเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ เข้าเป็นหนึ่งเดียวการผลิตการแสดงแบ่งระยะการผลิตออกเป็นตอนคือ ระยะเตรียมการ ระยะดำเนินการ ระยะการแสดงจริง และระยะประเมินผล (สุรพล วิรุฬห์รักษ์, 2547 : 274-277) แต่ทุกขั้นตอนของการจัดการแสดงประกอบแสงสี เสียงนี้
22เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการตัดสินใจ ซึ่งเน้นพื้นฐานความจริงของข้อมูล ความพึงพอใจของนักแสดงและผู้ชมมากกว่าความสุนทรียะทางด้านศิลปะเพียงอย่างเดียว
23บทที่ 3วิธีดำเนินการศึกษาการดำเนินการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่อง การแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี กรณีศึกษาศิลาจารึกปุษยคีรี วัดเขาทำเทียม จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการดำเนินการเพื่อศึกษา ศิลาจารึกปุษยคีรี วัดเขาทำเทียม จังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงเพื่อสร้างสรรค์ท่ารำประกอบการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี โดยคณะผู้ศึกษาดำเนินการศึกษา 5 ขั้นตอน ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CDASP Model โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้3.1 ขั้นตอนที่ 1 (C) Collect & Critical thinking : วิเคราะห์ประเด็น การคิดอย่างเป็นระบบ3.2 ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop : ออกแบบและพัฒนาภายในกลุ่ม3.3 ขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess : ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติ3.4 ขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share : แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่ม3.5 ขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud : ปรับปรุงและชื่นชม3.1 ขั้นตอนที่ 1 (C) Collect & Critical thinking : วิเคราะห์ประเด็น การคิดอย่างเป็นระบบกำหนดหัวข้อ ศึกษาค้นคว้าเชิงสร้างสรรค์เรื่องการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรีเพื่อ เป็นการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ในรายวิชาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพและทำให้เห็นถึงอารยะธรรมทวารวดีซึ่งเป็นอารยะธรรมเก่าแก่โดยการสร้างสรรค์ครั้งนี้คณะผู้ศึกษาได้หยิบยกความสำคัญของศิลาจารึกปุษยคีรี3.1.1 ขั้นตอนวิธีดำเนินการศึกษา การศึกษาโครงงานเรื่อง ปุษยคีรี คณะผู้ศึกษาได้รวบรวมข้อมูลจากหนังสือ ตำราวิชาการ เอกสารงานวิจัย และการสัมภาษณ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ดังนี้ 3.1.1.1 ข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คณะผู้วิจัยได้ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาวิเคราะห์ในการวิจัยจากแหล่งศึกษา ดังนี้1) วัดเขาทำเทียม ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี2) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี3) พิพิธภัณ ฑ ส ถานแห่ งชาติสุพ รรณ บุ รี ตำบ ล ส นามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี 3.1.1.2 ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ คณะผู้ศึกษาใช้วิธีการสัมภาษณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับศิลาจารึกปุษยคีรีและเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในประเด็นต่าง ๆ ดังมีรายชื่อต่อไปนี้1) พระมหาอนุวัชร อภิชาโต (พระสงฆ์ในวัดเขาทำเทียม)2) นายกิตติพล วงศ์วัชรินทร์ (เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี)
24 3.1.1.3 การลงภาคสนาม1) การลงภาคสนามเก็บรวบรวมข้อมูลศิลาจารึกปุษยคีรี โดยมีขั้นตอน ดังนี้ (1) การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลรวบรวมในประเด็น ศิลาจารึกปุษยคีรี2) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเรื่องศิลาจารึกปุษยคีรี มีดังนี้(1) แบบสัมภาษณ์“แบบกึ่งมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง” ใช้สัมภาษณ์เกี่ยวกับศิลาจารึกปุษยคีรี ประวัติความเป็นมาของศิลาจารึกปุษยคีรี(2) อุป กรณ์ ช่วยในการบันทึกข้อมูล เช่น เครื่องบันทึกภาพนิ่ง เครื่องบันทึกภาพเคลื่อนไหว เครื่องบันทึกเสียง 3.1.1.4 ตารางการแสดงงบประมาณของการทำโครงงาน การแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรีโดยงบประมาณหมายเหตุ : กรณีนอกเหนือจากที่กำหนดให้นักเรียนชี้แจงเหตุผลในการเบิก-จ่าย กับทางครูที่ปรึกษาเพิ่มเติมภายหลังและถัวเฉลี่ยตามความเหมาะสมรายการ หน่วย จำนวนเงิน1. งบดำเนินการ- ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง2. ค่าใช้สอย - จัดทำรูปเล่ม3. ค่าวัสดุการแสดง- ค่าน้ำมันไป คนละ 100 บาท x จำนวน 13 คน- ค่าอาหารกลางวัน คนละ40 บาท x จำนวน 13 คน- การถ่ายเอกสาร ฯลฯ- ค่าชุดในการแสดง1,100 บาท440 บาท1,200 บาท5,000 บาท
253.1.1.5 ตารางแผนภูมิแสดงระยะเวลาในการทำโครงงานหมายเหตุ : นอกเหนือที่กำหนดสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ระยะเวลาพ.ศ.2565 - 2566มิ.ย ก.ค ส.ค ก.ย ต.ค พ.ย ธ.ค ม.ค ก.พ มี.ค1.กำหนดหัวข้อ2.ศึกษาประวัติความเป็นมา3.เริ่มทำบทที่ 14.ศึกษาข้อมูล5.เก็บรวบรวมข้อมูล6.เริ่มทำบทที่ 27.ดำเนินการ8.เริ่มทำบทที่ 39.ออกแบบรูปแบบการแสดง10.เลือกผู้แสดง11.ออกแบบเครื่องแต่งกายหาชุด12.ออกแบบท่ารำ13.เริ่มทำบท 414.เริ่มทำบท 515.นำเสนอการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี
263.2 ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop : ออกแบบและพัฒนาภายในกลุ่มคณะผู้ศึกษารวบรวมข้อมูลและลงพื้นที่ออกสำรวจเขตพื้นที่เมืองโบราณเมืองอู่ทอง โดยมุ่งเน้นไปที่ศิลาจารึกปุษยคีรี วัดเขาทำเทียม ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีและ นำข้อมูลที่ได้มากลั่นกรองเพื่อให้เกิดความคิดในการประดิษฐ์ท่ารำ3.2.1 ขั้นตอนการออกแบบสร้างสรรค์กระบวนท่ารำคณะผู้ศึกษานำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสารและข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ มาจัดเป็นหมวดหมู่และนำมาวิเคราะห์ในประเด็นต่าง ๆ โดยจำแนกตามขอบเขตของงานวิจัย ที่กำหนดไว้ ได้แก่ 3.2.1.1 แรงบันดาลใจ การแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลาจารึกปุษยคีรี ทางคณะผู้ศึกษามีความสนใจเนื่องจากศิลาจารึกเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอก ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของแนวเขาทำเทียม ซึ่งมีความเชื่อความศรัทธาที่สืบทอดกันมาของผู้คนในพื้นที่ เมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ภาพที่ 9 ศิลาจารึกปุษยคีรี3.2.1.2 แนวคิดในการสร้างสรรค์ แนวคิดในการแสดงเป็นการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ทั้งด้านนาฏศิลป์ไทยโดยศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบมีการลงพื้นที่เพื่อศึกษาค้นคว้าและรวบ รวมข้อมูลประกอบ กับความคิดสร้างสรรค์ของคณะผู้ศึกษาอันก่อให้เกิดการแสดงสร้างสรรค์ชุดใหม่มีการคิดประดิษฐ์ ท่ารำและดนตรีขึ้นใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับการแสดง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ในเขตพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีและสามารถนำไปต่อยอดเป็นการแสดงให้แก่ ผู้ที่สนใจศึกษาต่อไป การแสดงมีลักษณะเป็นรูปแบบการแสดงที่สื่อถึงการสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่บนภูเขาปุษยคีรีในสมัยทวารวดีหรือเขาทำเทียมในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์และศรีปุษยสักการ ซึ่งการแสดงสร้างสรรค์ชุดนี้จะเป็นการแสดงที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคณะผู้ศึกษาและเน้นให้ผู้คนที่สนใจเข้ามาศึกษา ตระหนักถึงความสำคัญของเมืองโบราณอู่ทองและประวัติศาสตร์ของชาติไทยและนำความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาไปพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติผ่านศิลปะการแสดง
27นาฏศิลป์ไทยสมบูรณ์ของภูเขาปุษยคีรีหรือแนวเขาทำเทียมในปัจจุบันซึ่งการแสดงชุดนี้ได้ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผ่านการแสดงนาฏศิลป์ไทย3.2.1.3 ขั้นตอนสร้างองค์ประกอบการแสดง คณะผู้ศึกษานำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์ข้อมูลตามขอบเขต ของงานวิจัยในด้านศิลาจารึกปุษยคีรี นำเสนอรายงานการวิจัยโดยเขียนเรียงเชิงพรรณนาวิเคราะห์ แล้วจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มตามระเบียบและวิธีการในคู่มือโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ดังนี้(1) กระบวนท่ารำ(2) การแบ่งช่วงอารมณ์(3) เครื่องดนตรี(4) การออกแบบเครื่องแต่งกาย การกำหนดรูปแบบการแสดงในครั้งนี้ เป็นการประยุกต์นาฏจารีตเดิมผสมผสานการนำลักษณะเด่นหลักฐานประวัติศาสตร์ท่าร่ายรำของมอญและอินเดียมาใช้ออกแบบ ท่ารำในรูปแบบระบำ ซึ่งเป็นการแสดงที่รำเป็นหมู่ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปที่มุ่งเน้นถึงความสวยงามของ ท่ารำ การแปรแถว เครื่องแต่งกาย ผู้แสดง เพลงร้องและทำนองดนตรี 3.2.1.5 การออกแบบกระบวนท่ารำ การสร้างสรรค์กระบวนการท่ารำ คณะผู้ศึกษาได้กำหนดโครงร่างรวมเพื่อ ให้เห็นองค์ประกอบต่างๆ ของการแสดงในภาพรวมโดยให้ผู้แสดงออกท่าทาง ทิศทางการเคลื่อนไหวตามหลักการการจัดการแสดงโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกลมกลืนให้ทุกส่วนมีความเชื่อมโยง ประสานกลมกลืน ซึ่งต้องมีความสอดคล้องกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวของภาพรวมที่สมดุล โดยมีรายละเอียด ดังนี้1) การกำหนดโครงร่างรวม คณะผู้ศึกษาได้กำหนดโครงร่างรวมเพื่อให้เห็นภาพตามจินตนาการโดยการแสดงชุดนี้ต้องการสื่อความหมายของเขาทำเทียมภูเขาดอกไม้ที่มีความสวยงามและความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะบูชาของชุมชนเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเริ่มยุคสมัยทวารวดีนักแสดงหญิงล้วนต่าง มีความสนใจในปุษยคีรีวัดเขาทำเทียมจึงมาสักการะบูชาด้วยการฟ้อนรำ ใช้นักแสดงหญิงจำนวน 12คน2) การแบ่งช่วงอารมณ์ การแบ่งช่วงการแสดงด้านอารมณ์นั้น ผู้สร้างสรรค์ได้ออกแบบกระบวนท่าทางการแสดงแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ใช้รูปภาพประติมากรรม เทวรูปสมัยทวารวดี มาจินตนาการเป็นท่ารำ ช่วงที่ 2 ศรีปุษยสักการ สื่อถึงการสักการะบูชามาบูชาเขาปุษยคีรี แสดงถึงความเคารพ ความศรัทธา ความเชื่อของผู้คนที่มีต่อเขาปุษยคีรี3.2.1.4 รูปแบบการแสดง
283) การออกแบบท่ารำ การออกแบบท่ารำ ผู้สร้างสรรค์ใช้หลักการออกแบบท่ารำ 3 ประการ คือ (1) การเลียนแบบท่ารำประติมากรรม (2) จินตนาการตามแนวคิดหลัก “ทวารวดี” ผสมผสานศิลปะอินเดีย(3) สร้างสรรค์ผสมผสานลักษณะจากนาฏยศัพย์อินเดียกับการจีบของนาฏศิลป์ไทย(4) สร้างสรรค์กระบวนท่ารำใหม่ผสมผสานกับท่ารำมาตรฐานมีรายละเอียดดังนี้ (1) การเลียนแบบท่ารำประติมากรรม คณะผู้ศึกษาได้ออกแบบลักษณะมือให้เป็นเอกลักษณ์ของการแสดงซึ่งมีต้นแบบ มาจากประติมากรรมพระพุทธรูปสำริดปางแสดงธรรม พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 เมืองโบราณอู่ทอง จัดแสดง ณ ส่วนจัดแสดง “โบราณคดีเมืองอู่ทอง” พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง พระพุทธรูปสำริดปางแสดงธรรมสูง 32 เซนติเมตร ยืนแบบสมภังค์ (ยืนตรง) พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกาพระนาสิกโด่งพระเนตรเหลือบลงต่ำ พระโอษฐ์หนาอมยิ้ม พระกรรณยาว เม็ดพระศกเล็ก พระหัตถ์ทั้งสองยกขึ้นระดับพระอุระแสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) ด้านหลังพระเศียรมีประภามณฑลเป็นวงโค้ง ขอบด้านนอกประดับคล้ายเปลวเพลิงครองจีวรห่มคลุมแนบ พระวรกาย พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ซึ่งมีประภามณฑลเป็นวงโค้งล้อมรอบด้วยเปลวไฟเช่นนี้ พบที่เจดีย์หมายเลข 11 เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 3 องค์กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 (ประมาณ 1,200 ปีมาแล้ว) ซึ่งเป็นศิลปะที่มีอิทธิพลต่อศิลปะในสมัยอื่น ๆในกาลต่อมาลักษณะวิตรรกมุทราคือท่าแสดงธรรมโดยการตั้งฝ่ามือขึ้นหันฝ่ามือออกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จรดเข้าหากันเป็นวงคล้ายรูปธรรมจักร เพื่อแสดงการเคลื่อนวงล้อแห่งธรรม ซึ่งปางแสดงธรรมนี้มีพัฒนาการมาจากปางธรรมจักมุทราของศิลปะอินเดีย ภาพที่ 10 พระพุทธรูปปางแสดงธรรม ที่มา : https://donmoodin.tumblr.com/post/176185615551
29การออกแบบท่ารำกระบวนท่ารำโดยเลียนแบบจากแผ่นดินเผาภาพบุคคลฟ้อนรำซึ่งเป็นแผ่นดินเผาประติมากรรมนูนต่ำ ทำเป็นรูปบุคคล (บุรุษ) ยืนเอียงสะโพก ขาซ้ายเหยียดตรงขาขวางปลายเท้าแยกออกทางด้านข้าง แขนขวายกงอขึ้นจีบเป็นวงชิดใบหู และแขนซ้ายเหยียดโค้งพาดกลางลำตัวมือจีบเป็นวงชี้ลงเบื้องล่าง ซึ่งท่าทางดังกล่าวคล้ายกับท่ารำที่เรียกว่า “กริหัสตะกะ” (ท่าวงช้าง) หรือ “ละลิตะ” (ท่าเยื้องกราย)ภาพที่ 11 แผ่นดินเผาภาพบุคคลฟ้อนรำที่มา : https://www.finearts.go.th/main/view/26430- การออกแบบท่ารำโดยท่าลักษณะมือตามประติมากรรมสำริดพระพุทธรูปประทับยืนสมภังค์ (ยืนตรง) พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม พระขนงโค้งต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์หนา เม็ดพระศกเป็นเม็ดกลมใหญ่เวียนคล้ายวงก้นหอย อุษณีษะสูง พระกรรณยาว ครองจีวรห่มเฉียง พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระในท่าแสดงธรรม พระหัตถ์ซ้ายทอดลง ในท่าประทานพร ภาพที่ 12 พระพุทธรูปปางแสดงธรรม ที่มา : http://www.virtualmuseum.finearts.go.th
303.3 ขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess : ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติเริ่มคิดประดิษฐ์ท่ารำในการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี และนำท่ารำที่คิดได้มา ทำการฝึกซ้อมท่ารำให้ลงตัวกับดนตรีและมีท่วงท่าลีลาที่สวยงามพร้อมกับเตรียมนำเสนอให้กับ ครูที่ปรึกษา3.3.1 คณะผู้ศึกษาดำเนินการสร้างสรรค์การแสดงที่ได้ศึกษาจากศิลาจารึกปุษยคีรี วัดเขาทำเทียม จังหวัดสุพรรณบุรีและเริ่มทดลองฝึกซ้อมท่ารำกับเพลงที่ใช้ในการแสดง เพื่อปรับปรุงท่ารำให้มีความเหมาะสมกับการแสดง โดยฝึกซ้อมกับเพลงที่ใช้ในการแสดง และทดลองฝึกซ้อม กับอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง เพื่อให้นักแสดงเกิดความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ จึงทำให้เกิดแนวคิด ของท่ารำใหม่ ๆ ที่เป็นการผสมประสานกันระหว่างท่ารำกับอุปกรณ์ในการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี3.3.2 คณะผู้ศึกษาดำเนินการประเมินท่ารำที่ใช้ในการแสดงสร้างสรรค์ โดยการฝึกซ้อม อย่างสม่ำเสมอเพื่อทบทวน และหาขอบกพร่องของท่ารำ เพื่อส่งให้ครูที่ปรึกษาเพื่อประเมินความเหมาะสมของท่ารำที่ใช้ในการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรีนาฏยศัพท์ที่เป็นอัตลักษณ์ในการแสดงปุษยคีรี ลักษณะมือที่ใช้ในผลงานสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี เลียนแบบพระพุทธรูปในสมัยทวารวดีมี 2 ลักษณะ ดังนี้ - ลักษณะมือที่ 1 คณะผู้ศึกษาได้นำมาจากพระพุทธรูป ปางปฐมเทศนา นิ้วโป้งและนิ้วชี้ คิดกันปลายนิ้วชี้อยู่ที่ข้อแรกของนิ้วโป้ง มีลักษณะเป็นวงกลม ส่วนนิ้ว กลาง นาง ก้อย มีลักษณะตึงไล่ระดับกันพอเหมาะสมและสวยงาม ลักษณะมือที่ 1ของการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี มีความหมายโดยรวมคือ การแสดงให้เห็นสื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์ภาพที่ 13 เปรียบเทียบลักษณะมือกับพระพุทธรูป ปางปฐมเทศนาที่มา : คณะผู้จัดทำ, 2566
31- ลักษณะที่ 2 นำมาจากพระพุทธรูป ปางรัศมีประทานพร มีความคล้ายคลึงกับลักษณะที่หนึ่ง แต่แตกต่างตรงนิ้วชี้เปลี่ยนเป็นนิ้วกลาง ปลายนิ้วโป้งอยู่ข้อแรกของนิ้วกลาง ส่วนนิ้วกลางตึง ส่วนนิ้วชี้ นาง ก้อย ตึงไล่ระดับพอเหมาะสมและที่สวยงามภาพที่ 14 เปรียบเทียบลักษณะมือกับพระพุทธรูป ปางรัศมีประทานพรที่มา : คณะผู้จัดทำ, 25664) เครื่องดนตรี เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดงสร้างสรรค์ ชุด ปุษยคีรี มีดังนี้ 1) ระนาดตัด 9) กลองแขก 2) จะเข้ 10) ปี่มอญ 3) ฆ้องหุ้ย 11) ขลุ่ยเพียงออ 4) เปิงมาง 12) แฉ 5) ตะโพนมอญ 13) ระฆังราว 6) ฉิ่ง 14) กีต้าร์เบส 7) ฉาบใหญ่ 15) ฉาบเล็ก 8) กรับพวง
32มีรายละเอียดเครื่องดนตรี ดังนี้1) ระนาดตัด เป็นระนาดที่ทำจากโลหะ มีจำนวน 15 ลูก ตัวรางทำจากไม้เนื้อแข็ง มีรูปร่างโค้งงอต้านเดียว มีขาตั้ง 2 ขา มีเสียงดังกังวานใสภาพที่ 15 เครื่องดนตรีระนาดตัด ที่มา : ณรงค์เดช หมอกเมฆ,25662) จะเข้ เครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่งในประเภทเครื่องดีด รูปคล้ายจระเข้ วางยาวตามแนวนอน มีสาย ๓ สาย มีนม ๑๑ นม มีขา ๕ ขา ใช้บรรเลงผสมในวงเครื่องสาย และวงมโหรีภาพที่ 16 เครื่องดนตรี จะเข้ ที่มา : ณรงค์เดช หมอกเมฆ,2566
333) ฆ้องหุ่ย (ฆ้องดึกดำบรรพ์) เป็นฆ้องที่ทำด้วยโลหะ เช่นเดียวกับฆ้องชัย ฆ้องชนิดนี้ ใช้บรรเลง ในวง ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงปรับปรุงขึ้นในรัชกาลที่ ๕ โดยให้มีฆ้อง หุ่ย ๗ ใบ เทียบ ๗ เสียง เรียงลำดับได้ขนาดลดหลั่น แขวนตีบนขาตั้งโหม่งซึ่งทำด้วยไม้ มีขนาดเรียงลำดับตามลูกฆ้อง และเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ฆ้องชนิดนี้จะตีเป็นทำนองเพลง โดยตีตามทำนองตรงจังหวะใหญ่ภาพที่ 17 เครื่องดนตรี ฆ้องหุ่ยที่มา : ณรงค์เดช หมอกเมฆ,25664) เปิงมาง เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง แต่เดิมเป็นเครื่องดนตรีของชาวมอญ ใช้ตีหยอกล้อกับตะโพนมอญ มีลักษณะเป็นกลองขนาดต่างกัน 7 ลูกผูกเป็นราวในชุดเดียวกัน เรียงจากใหญ่ไปหาเล็ก ตัวกลองขึงด้วยหนังสองหน้า ขึ้นหน้าด้วยหนังเรียดโยงสายเร่งหนังหน้ากลองเป็นแนวยาวตลอดเวลาบรรเลงต้องติดข้าวสุกบดผสมขี้เถ้า คอกเปิงมางทำเป็นรั้ว 3 ชิ้นติดต่อกัน มีตะขอแขวนลูกเปิง เป็นระยะ คอกเป็นรูปเกือบครึ่งวงกลม เปิงมางคอกใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์มอญ บรรเลงเพลงล้อเลียนขัดจังหวะด้วยเพลงตะพดมนต์เพิ่มอารมณ์สนุกสนานให้กับเสียงเพลงภาพที่ 18 เครื่องดนตรีเปิงมาง ที่มา : ณรงค์เดช หมอกเมฆ,2566
345) ตะโพนมอญ มีลักษณะคล้ายตะโพนของไทย แต่ใหญ่กว่า และตรงกลางหุ่นป่องน้อยกว่า มีเสียงกังวานลึกกว่าตะโพนไทย หน้าใหญ่เรียกว่า\"เมิกโหน่ก\" หน้าเล็กเรียกว่า\"เมิกโด้ด\" เป็นภาษามอญภาพที่ 19 เครื่องดนตรี ตะโพนมอญที่มา : ณรงค์เดช หมอกเมฆ,25666) ฉิ่ง เป็นเครื่องดนตรีประเภทที่ทำด้วยทองเหลือง หล่อหนา ปากผายกลม 1 ชุดมี 2 ฝา เจาะรู ตรงกลางสำหรับร้อยเชือกเพื่อถือได้สะดวก การเรียกชื่อเครื่อง ดนตรีชนิดนี้ว่า สิ่งเพราะเรียกตามเสียงที่เกิดขึ้นในขณะที่ดี มีวิธีดีที่ทำให้เกิดเสียงอยู่ 2 แบบคือ เสียงฉิ่ง กับ เสียงฉับภาพที่ 20 เครื่องดนตรี ฉิ่งที่มา : ณรงค์เดช หมอกเมฆ,2566