การศกึ ษาทกั ษะการทำงานกลุ่ม โดยใช้เทคนคิ การจัดการเรยี นการสอนแบบ
TGT ร่วมกบั บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง การแยกสาร รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์
พน้ื ฐาน 4 ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2
โรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์
ธรี ะพนั ธ์ จุลแกว้
ครู วทิ ยฐานะ ครูชำนาญการพเิ ศษ
โรงเรยี นหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์
สำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษาสงขลา สตลู
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ
ใบรบั รอง
รายงานการวจิ ยั ในชนั้ เรยี น
การศกึ ษาทักษะการทำงานกล่มุ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบTGT ร่วมกบั บอรด์ เกม
การศกึ ษา เรือ่ ง การแยกสาร รายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน 4 ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรยี นหาดใหญ่รฐั ประชาสรรค์
A Study of Group work skills through leaning management with TGT technique
together with a board game to study Separation of substances
for Mathayomsuksa 2 students Hatyairatprachasun School
ธีระพนั ธ์ จุลแก้ว
ครู วทิ ยฐานะ ครูชำนาญการพเิ ศษ
ความคิดเห็นของผอู้ ำนวยการโรงเรยี น
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่อื .................................................
(นายศกั ดนิ ันท์ เหมมัน)
ผู้อำนวยการโรงเรยี นหาดใหญ่รฐั ประขาสรรค์
หวั ขอ้ วิจยั การศึกษาทักษะการทำงานกล่มุ โดยใช้เทคนิคการจดั การเรียนการ
สอนแบบ TGT รว่ มกับ บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง การแยกสารของ
ผ้วู ิจัย รายวิชาวทิ ยาศาสตร์พ้ืนฐาน 4 นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2
ปกี ารศกึ ษา โรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์
นายธีระพันธ์ จลุ แก้ว
ปกี ารศึกษา 2563
บทคัดย่อ
การวจิ ัยนีม้ ีวตั ถุประสงค์เพ่ือ 1) เพ่อื ศึกษาทกั ษะการทำงานกลุ่มของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 หลังได้รับเทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ TGT ร่วมกับการใช้บอร์ดเกมการศึกษา
2) เพอ่ื ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อเทคนิคการจัดการเรยี นการสอนแบบ TGT ร่วมกับการ
ใช้บอร์ดเกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหาดใหญ่
รัฐประชาสรรค์ ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 ท่ีลงทะเบียนเรียนรายวชิ าวิทยาศาสตร์ 4 รหัสวิชา
ว22102 จำนวน 41 คนได้มาโดยการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย
1) แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสาร ใช้รูปแบบเทคนิคการจัดการ
เรียนการสอนแบบ TGT 2) แบบประเมินทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียน 3) แบบประเมินความ
พึงพอใจของนกั เรยี น
ผลการวจิ ยั พบว่า 1) นักเรียนมที กั ษะการทำงานกลุม่ อยู่ในระดับคุณภาพมาก โดยมีค่าเฉลี่ย
3.26 คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน 0.67 2) นกั เรยี นมีความพึงพอใจต่อเทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ
TGT ร่วมกับการใช้บอร์ดเกมการศึกษาในระดับคุณภาพมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.05 ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน 1.01
Project name A Study of Group work skills through leaning
management with TGT technique together with a
board game to study Separation of substances for
Mathayomsuksa 2 students Hatyairatprachasun School
Name Mr. Theeraphan Julkaew
Academic Year 2020
Abstract
The purposes of this research were : 1) A Study of Group work skills through
leaning management with TGT technique together with a board game to study
Separation of substances 2) A Study of satisfaction of student by using leaning
management with TGT technique together with a board game to study Separation of
substances. The sample consisted of 40 mathayomsuksa 2 students studying in the
second semester of the 2020 academic year at Hatyairatprachasun School. The sample
was Multi-stage Sampling. The research instruments comprised (1) learning
management plans in Unit Separation of substances by using TGT technique together
with a board game (2) Student satisfaction assessment form
The research results were found that 1) Students have group work skills at a
very high level. With a mean of 3.26 , standard deviation of 0.67 2) The student is
satisfied with TGT technique together with a board game to study Separation of
substances at a very high level. With a mean of 4.05 , standard deviation of 1.01
ประกาศคุณปู การ
ผ้วู จิ ยั ขอขอบพระคุณ นายบญุ สนิท ย่ิงกลุ มงคล นางเดอื นเพญ็ ดษุ ฎีอภชิ น และนางสาว
นสิ า ชอบกิจ ท่ีกรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคณุ ภาพเครือ่ งมอื วิจัย ไดใ้ หค้ ำแนะนำในการปรับแก้
เครอื่ งมอื ท่ีใชว้ ิจยั จนถกู ตอ้ ง
ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการสถานศึกษา คณะครู และนักเรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐ
ประชาสรรค์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ให้ความสะดวกและให้ความร่วมมือ
ตลอดระยะเวลาของการทดลองใช้เครื่องมือและดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยในครั้งนี้
ด้วยดี
ขอขอบพระคุณบิดา มารดา ที่ให้กำลังใจ ห่วงใย และเป็นแรงสนับสนุนตลอดมา และ
ขอขอบคณุ ผู้ทมี่ สี ่วนเก่ียวข้อง ท่ใี ห้ความชว่ ยเหลอื มาโดยตลอด
ธรี ะพนั ธ์ จุลแกว้
สารบญั หน้า
1
บทท่ี 1
1 บทนำ 3
3
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา 3
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย 4
สมมติฐานของการวจิ ยั 4
ขอบเขตของการวจิ ยั 5
ระยะเวลาท่ีใช้ในการวิจยั 5
นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 6
ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะไดร้ บั 7
กรอบแนวคดิ การวิจัย 13
2 เอกสารและงานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง 18
เอกสารที่เกี่ยวขอ้ งกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน 28
เอกสารที่เก่ยี วข้องกับการเรยี นการสอนแบบร่วมมือ 30
เอกสารทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั การจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือเทคนคิ TGT 32
เอกสารที่เกย่ี วขอ้ งกับทกั ษะการทำงานเปน็ กล่มุ 33
เอกสารท่เี กย่ี วข้องกับบอร์ดเกมการศกึ ษา 34
งานวจิ ัยในประเทศทีเ่ กยี่ วขอ้ ง 34
งานวจิ ยั ต่างประเทศที่เกย่ี วข้อง 34
3 วธิ ดี ำเนนิ การศึกษาคน้ ควา้ 46
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง 46
เครอื่ งมือที่ใช้และการหาคณุ ภาพ 48
การเก็บรวบรวมข้อมลู
การวเิ คราะหข์ ้อมูลและสถติ ทิ ี่ใช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู 48
4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู 48
ลำดบั ขน้ั ในการนำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 55
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล 55
5 สรปุ อภปิ ราย และข้อเสนอแนะ 56
สรปุ ผลการวจิ ัย
อภิปรายผลการวิจัย
สารบญั (ตอ่ )
บทที่ หนา้
ขอ้ เสนอแนะ 58
บรรณานกุ รม 59
ภาคผนวก 61
สารบญั ตาราง 35
40
ตารางท่ี 1 การวิเคราะห์ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ และจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 42
ตารางที่ 2 เกณฑ์การประเมนิ ตนเองของผเู้ รียนในการทำงานเป็นกลุม่ 49
ตารางที่ 3 เกณฑก์ ารประเมินทักษะการทำงานเป็นกลมุ่ ของนกั เรียน 50
ตารางท่ี 4 ผลการวิเคราะหแ์ บบประเมินตนเองของผเู้ รยี นในการทำงานเป็นกลุ่ม
ตารางที่ 5 ผลการวิเคราะห์แบบสังเกตทกั ษะกระบวนการกลุ่มของนกั เรยี นโดยครูผูส้ อน 52
ตารางท่ี 6 ผลแปลความหมายของแบบวดั ความพึงพอใจของนกั เรียน
สารบัญภาพประกอบ
ภาพที่ 1 แผนภูมิแสดงผลการวิเคราะหแ์ บบประเมนิ ตนเองของผู้เรยี น 50
ภาพที่ 2 แผนภมู ิแสดงผลการวเิ คราะห์แบบสังเกตทักษะกระบวนการกล่มุ ของนกั เรยี น 51
ภาพท่ี 3 แผนภูมแิ สดงผลการวิเคราะห์ความพงึ พอใจของนักเรียน 54
1
บทท่ี1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนามนุษย์ให้มีทักษะการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐาน
ที่สำคัญในการแสวงหาความรู้ เพือ่ การดำรงชวี ิตและการประกอบอาชพี อันจะนำไปสูค่ ณุ ภาพชวี ิตท่ีดี
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การศึกษาดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีทจี่ ะชว่ ยให้บคุ คลมีทักษะในการแสวงหา
ความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล มีหลักฐานเชิงประจักษ์สามารถเลือกใชเ้ ทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนา
คุณภาพชีวติ ของตนได้อยา่ งสมดุลระหว่างมนุษย์กบั ธรรมชาติ (Ruangkajorn.2011:p.42)
รวมท้ังวทิ ยาศาสตร์มีบทบาทสําคญั กับคุณภาพชวี ิตของบุคคลและสังคม ทัง้ ในแง่การพัฒนา
ความคดิ ใหเ้ ป็นเหตเุ ป็นผล มีทกั ษะในการแสวงหาความรู้ ความจรงิ มีความสามารถ ในการแก้ปัญหา
อยา่ งเป็นระบบ และในแงข่ องการใช้วิทยาศาสตรเ์ พือ่ พฒั นาการศึกษา อาชพี เกษตรกรรม การแพทย์
เทคโนโลยที ั้งในด้านสิ่งประดษิ ฐ์ ระบบ วิธีการตา่ ง ๆ ทชี่ ว่ ยแก้ไขปญั หา และตอบสนองความต้องการ
ของมนุษย์ จะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์ช่วยพัฒนาการดํารงชีวิตของมนุษย์ให้มีการดํารงชีวิตที่ดีขึ้น
ดังจะเห็นได้จาก พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2
พ.ศ. 2545 มาตรา 22 ท่ีระบุว่า การจัดการศึกษาตอ้ งยึดหลักวา่ ผู้เรียน ทกุ คนมีความสามารถเรียนรู้
และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสําคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้
ผู้เรยี นสามารถพัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเต็มตามศกั ยภาพ ในมาตรา 24 การจดั กระบวนการเรียนรู้ให้
สถานศึกษา และหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องดําเนินการ ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ
สถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันร่วมถึงแก้ไข ปัญหา (สํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ.2545:หน้า11) และการที่ประเทศไทยจะพึง่ ตนเองด้านวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
จึงมีความจําเป็นต้องเร่งพัฒนาคนในชาติ โดยเฉพาะเยาวชนให้มีความรู้ความสามารถทางด้าน
วิทยาศาสตร์ โดยเน้นพัฒนาความสามารถของผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ในการเรียนรู้ ได้ศึกษาค้นคว้าและค้นพบความรู้ด้วยตนเอง เพื่อเป็นการพัฒนากระบวนการคิด
วิเคราะห์ ที่จะนําไปสู่การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการมีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้น และมีการจัด
กจิ กรรมการเรียนท่ีเน้นกระบวนการกลมุ่ เพอ่ื ปลกู ฝงั ให้ผู้เรยี นมคี วามรับผิดชอบและสามารถทํางาน
ร่วมกับผู้อืน่ โดยมพี ฤตกิ รรมกลุ่มที่ดี (สํานักงานปฏิรูปการศึกษา.2545:หน้า141) จึงเป็นเรื่องสําคัญ
ท่ตี อ้ งพฒั นาผู้เรยี นให้ตรงตามเป้าหมายของการศึกษาวิทยาศาสตร์ คอื มคี วามรใู้ นวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มีกระบวนการในการแสวงหาความรู้และนําวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เป็น
ประโยชน์ต่อตนเองและสงั คม (Bybee.1987:p.667) ซึ่งโรงเรียนถือได้วา่ เปน็ องค์กรสําคัญ ที่จะเปน็
สว่ นชว่ ยพัฒนาและยกระดับการศกึ ษาด้านวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยขี องประเทศได้
2
แต่ในขณะเดียวกันการเรียนการสอนส่วนใหญ่เป็นการสอนแบบดั้งเดิม ที่ครูผู้สู้เป็นฝ่ายรุก
(Active) หรือ ยึดครูเป็นศูนย์กลางการสอน ผู้เรียนเป็นฝ่ายรับ (Passive) จนทำให้ผู้เรียนขาด
กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ขาดการฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหาและขาดการเชื่อมโยงความรู้กับ
สถานการณ์อนื่ ๆ ไม่จูงใจให้ผเู้ รียนอยากเรียนรู้ รวมถึงการยนื บรรยายหนา้ ชั้นเรียนให้นักเรียนท่องจำ
ความรู้ ครูขาดทักษะการกระตุ้นหรือการนำวิธีการต่างๆเพื่อจุดประกายให้นักเรียนคิดหาคำตอบ
ขาดกจิ กรรมที่ใหน้ กั เรียนมสี ว่ นรว่ ม ทำให้ไมม่ ีปฏสิ ัมพนั ธ์ของการให้และการรับรู้ความคิดระหว่างกัน
ขาดทักษะกระบวนการทำงานเป็นทมี ตลอดจนขาดความเขา้ ใจในสิ่งท่กี ำลงั เรียนรู้ ไมส่ ามารถนำสิ่งท่ี
เรียนรู้ไปประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ (Office of the Council of Education
Ministry of Education.2015:p.38) หรือถ้าเปรียบเทียบอีกอยา่ ง คือการเรียนการสอนแบบดัง้ เดิม
เป็นแบบเหยอื กท่ีผสู้ อนตอ้ งรินนำ้ ใส่เหยือก
ดังนั้นจงึ ควรมีการปรับการจดั กระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มผี ลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนและทักษะการทำงานกลุ่มให้มีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงการพฒั นาความพึงพอใจต่อวิทยาศาสตร์
ทด่ี ีเพิ่มมากยง่ิ ขนึ้ โดยการจดั การเรียนการสอนท่ีทำใหน้ า่ สนใจ สอนแบบบรรยายใหน้ ้อยลง ต้องสรา้ ง
เนื้อหาในบทเรยี นให้นา่ ดงึ ดดู เปน็ รปู ธรรมที่เขา้ ใจง่าย สามารถนำความรกู้ ลับไปใช้ในชีวติ ประจำวันได้
(Office of the Councilof Education Ministry of Education.2015:p.44-45) และผู้วิจัยพบว่า
นักเรยี นมีความสนใจในการเรียน เมื่อไดม้ ีการเลน่ เกมเปน็ กลมุ่ หรอื เล่นเกมเดยี่ ว ซง่ึ เกมสามารถดึงดูด
ความสนใจให้นักเรียนสนใจเรียนได้มากขึ้น เนื่องจากสนุกสนานและนักเรียนชอบการเอาชนะ
กล่าวว่า เกมจะทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนแล้วจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจ จดจำ ไม่เพียงแต่จะได้
ความรู้และผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ผู้เรียนยังจะได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินอีกด้วย
การสอนโดยใช้เกมจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ผู้เรยี นสนุกสนานในการเรียน และทำให้ผู้เรียนเข้าใจ
เน้อื หาจากบทเรยี นได้ดยี ิง่ ข้นึ และยงั สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ดี สรา้ งบรรยากาศในช้ันเรียนให้
เป็นไปในเชงิ บวก รวมถึงทำใหน้ ักเรียนอยากเรยี นและเรมิ่ หนั มาสนใจในเนื้อหาอื่นๆในรายวิชาท่ีสอน
อยู่อีกดว้ ย
จากปัญหาและความสำคัญของการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคปัจจุบัน ผู้วิจัยจึงสนใจ
การจดั การเรยี นร้แู บบร่วมมือเทคนิคเกมกลุ่มแขง่ ขัน (TGT) เน่ืองจากเป็นเทคนิคการสอนที่มีลักษณะ
สำคัญ คือ มีการปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความรู้ ได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างผู้เรียน
ที่มีความสามารถแตกต่างกัน จึงต้องใช้ความสามารถของแต่ละคนมารวมกันเพื่อปฏิบัติให้
ประสบผลสำเร็จ โดยมคี วามรับผิดชอบร่วมกัน ทำใหเ้ กิดผลงานทีไ่ ด้รับแสดงถงึ ความสำเร็จของกลุ่ม
(Wiangwalai.2013:p.99) เทคนิคเกมกลุ่มแข่งขัน (TGT) เหมาะสำหรับ ส่งผลให้ผู้เรียนได้มีความ
รับผิดชอบมากขึน้ มีความกระตือรือร้น มีความสามัคครี ับฟงั ความคดิ เห็นผู้อื่นกล้าทีจ่ ะแสดงออกถงึ
ความถกู ตอ้ ง มคี วามเขา้ ใจสามารถวิเคราะห์และแก้ปัญหาในบทเรียนได้ดีขึ้น มีทกั ษะการทำงานเป็น
3
ทีมได้ดีขึ้น (อุมาพร.2553:หน้า43) และมีพฤติกรรมการทำงานกลุ่มเฉลี่ยในระดับดีมาก (Hassako.
2015:p.3) นอกจากน้อี กี ทง้ั ผวู้ ิจัยยังได้นำบอร์ดเกมเพ่ือการศกึ ษามาใช้รว่ มกันกับการจัดการเรียนรู้
แบบ TGT (Team-Games –Tournament) เนื่องด้วยบอร์ดเกมมีความสำคัญ และประโยชน์ต่อ
ผู้เรียนในด้านต่างๆ เช่น เปิดพื้นที่และประสบการณ์การเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น สามารถเชื่อมโยงกับ
เหตุการณ์ในชีวิตจริง ใช้วัสดุที่น่าสนใจให้ผู้เรียนได้สัมผัส เสริมสร้างการเรียนรู้แก่ผู้เรียนผ่านความ
สนกุ ที่ได้จากบอรด์ เกม สง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนฝึกความคดิ สรา้ งสรรค์ คดิ อย่างมีวิจารณญาณในการวางแผน
และแก้ไขปัญหา ช่วยให้ผู้เรียนได้ผ่อนคลายหรือช่วยให้เด็ก มีโอกาสฝึกฝนทักษะหลายอย่าง เช่น
การสังเกตสีหน้า การให้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาแบบเดี่ยวและแบบทีม การฝึกการ
ประจันหนา้ กันในวง ทกั ษะการสื่อสารกนั ในกลุม่ การมีปฏิสมั พันธก์ ันอย่างใกล้ชิด ตลอดจนบอร์ดเกม
ส่งเสรมิ ใหผ้ ้เู ลน่ หรอื ผู้เรยี นสามารถศึกษาและเลน่ ได้ด้วยตัวเองได้ (Gardner.1999:p33)
ทั้งนี้เพื่อศึกษาทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียนว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการ
จัดการเรียนการสอนแบบ TGT (Team - Games – Tournament) ร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อการศกึ ษา
เร่ือง การแยกสาร ผลการวจิ ัยในคร้งั น้ีจะเป็นแนวทางในการปรับปรงุ และพัฒนากระบวนการจัดการ
เรียนการสอนในรายวชิ าวิทยาศาสตร์ทส่ี ามารถพฒั นานักเรยี นใหด้ ยี ิ่งขน้ึ ไป
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับเทคนิคการ
จดั การเรยี นการสอนแบบ TGT ร่วมกบั การใชบ้ อรด์ เกมการศึกษา เร่อื ง การแยกสาร
2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ TGT
ร่วมกับการใชบ้ อร์ดเกมการศกึ ษา เรื่อง การแยกสาร
สมมตฐิ านของการวจิ ัย
1. ทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียน เรื่อง การแยกสาร ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่ม
ร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT โดยการใช้บอรด์ เกมการศึกษา อยใู่ นระดบั สูงที่สุด
2. นักเรียนมีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ TGT
รว่ มกบั การใช้บอร์ดเกมการศึกษา เร่ือง การแยกสาร อยูใ่ นระดบั สงู ท่ีสุด
ขอบเขตการวิจยั
1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ จังหวัด
สงขลา ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 จำนวน 555 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ จังหวัด
สงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 41 คน โดยการสุ่มหลายขั้นตอน (Multi-stage
Sampling)
4
2. ตัวแปรท่ศี ึกษา
1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่ เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ TGT ร่วมกับบอร์ดเกม
การศึกษา เรือ่ ง การแยกสาร
2. ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่
2.1 ทกั ษะการทำงานกลุ่มของนกั เรียนหลังได้รบั เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ TGT
ร่วมกับการใช้บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง การแยกสาร
2.2 ความพงึ พอใจของนกั เรียนท่ีมีต่อเทคนิคการจดั การเรยี นการสอนแบบ TGT ร่วมกับการ
ใชบ้ อรด์ เกมการศึกษา เรื่อง การแยกสาร
3. ระยะเวลาท่ใี ชใ้ นการวิจัย
ระยะเวลาทใี่ ช้ในการวจิ ัยครง้ั นี้ ดำเนนิ การในภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 ใชเ้ วลาในการ
จัดการเรยี นรู้ 8 ช่ัวโมง โดยใชเ้ วลา 3 ชัว่ โมงต่อสปั ดาห์
นยิ ามศัพท์เฉพาะ
1. เกม หมายถึง กิจกรรมที่ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนอื่น ๆ อย่าง
สนุกสนาน รวมถึง ผู้ชนะจะได้รบั คะแนนหรือของรางวลั ไป
2. การสอนแบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT หมายถงึ เทคนิคการเรยี นรแู้ บบการแข่งขัน
ระหว่างกลุ่มด้วยเกมแบบแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมีการจัดกลุ่มคละ
ความสามารถ เก่ง กลาง ออ่ น อยู่ดว้ ยกันในกลุม่ ซ่ึงทำใหผ้ ู้เรียนมีความรบั ผิดชอบเอาใจใส่ตัวเองและ
สมาชิกในกลุ่มเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม ดังนั้นสมาชิกของกลุ่มจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน
ช่วยเหลือซึ่งกันและกนั ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบ ด้วยขั้นตอนดังนี้ การนำเสนอเนือ้ หา
การปฏิบัติกิจกรรมกลมุ่ การเรียนรู้ การแขง่ ขัน และการชมเชย
3. ทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียน หมายถึง การมีความชำนาญ ความรู้ ความสามารถ
ในการทำกิจกรรมร่วมกับบุคคลทีอ่ ยู่ในกลุ่มเดียวกันได้โดยการเปน็ สมาชิกที่มีส่วนรว่ มขณะทำงานมี
การรับผิดชอบต่องาน ที่ได้รับมอบหมาย มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซ่ึงกนั และกัน มีการ
กำหนดเป้าหมายและวางแผนการทำงานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและยอมรบั ฟงั ความ
คิดเห็นผู้อ่ืน มีการช่วยเหลอื ซ่งึ กันและกัน
4. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2/12 ปีการศึกษา 2563 โรงเรยี นหาดใหญ่
รัฐประชาสรรค์ จังหวัดสงขลา ที่เรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบ TGT รว่ มกับบอร์ดเกมการศึกษา
5. บอรด์ เกมการศึกษา เปน็ บอรด์ เกมการศึกษา เรื่องการแยกสาร ภายในบอร์ดเกมประกอบ
ไปด้วยรูปภาพ เนื้อหาต่างๆซ่ึงจะสลับกนั ไปมา เพื่อให้ผู้เล่นจดั เรียงรปู ภาพ เนื้อหาให้ถูกตอ้ งโดยใช้
หมดุ ปัก ภายในระยะเวลาทีก่ ำหนด
5
ประโยชนท์ ่คี าดว่าจะไดร้ บั
1. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนและผู้ที่สนใจในการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้
เทคนคิ TGT รว่ มกบั บอรด์ เกมการศึกษา เพอ่ื พัฒนาทักษะการทำงานกลุม่ ของนักเรียน
2. สามารถนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับบอร์ด
เกมการศึกษาไปประยุกตใ์ ชใ้ นรายวชิ าอ่ืน ๆ หรอื ระดบั ชน้ั อน่ื ๆ เพื่อพฒั นาทกั ษะการทำงานกล่มุ ของ
นักเรยี น
3. ทราบถึงความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ TGT
ร่วมกับการใช้บอรด์ เกมการศึกษา เรอ่ื ง การแยกสาร ของนกั เรยี น
4. ได้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT วิชา
วิทยาศาสตร์พื้นฐาน 4 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 เรือ่ ง การแยกสาร
5. นักเรียนมปี ฏิสัมพนั ธท์ ี่ดีต่อกัน และมีทักษะกระบวนการกลุ่มที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้
ในรายวิชาอ่นื ๆได้
กรอบแนวคดิ การวิจัย ทกั ษะการทำงานกลมุ่ ของ
นกั เรยี นหลังไดร้ ับการจัดการ
เทคนิคการจัดการเรยี นการสอนแบบ
TGT รว่ มกับบอรด์ เกมการศึกษา เรยี นการสอนแบบ TGT
รว่ มกับบอร์ดเกมการศึกษา
ความพึงพอใจของนกั เรียนหลงั
รับการจัดการเรียนการสอน
แบบ TGT ร่วมกับบอรด์ เกม
การศึกษา
ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
6
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
การวิจัยเรื่อง การศึกษาทักษะการทำงานกลุ่ม โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ
TGT ร่วมกับ บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง การแยกสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ รายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 4 ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและ
งานวิจัยท่เี กี่ยวขอ้ งดงั น้ี
1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
1.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
1.2 ตัวชวี้ ัดชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
2. การเรียนการสอนแบบรว่ มมอื (Cooperative learning)
2.1 ความหมายของการเรียนการสอนแบบร่วมมอื (Cooperative learning)
2.2 องคป์ ระกอบของการเรยี นการสอนแบบร่วมมอื (Cooperative learning)
2.3 ผลดีของการเรียนการสอนแบบรว่ มมือ (Cooperative learning)
2.4 เทคนิคการเรียนการสอนแบบร่วมมอื (Cooperative learning)
3. การจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือเทคนคิ TGT (Team game tournament)
3.1 ความหมายของการจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื เทคนคิ TGT
3.2 องคป์ ระกอบสำคัญของการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื เทคนคิ TGT
3.3 ขัน้ ตอนการจัดการเรยี นร้แู บบร่วมมือเทคนคิ TGT
3.4 ข้อดขี องการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื เทคนคิ TGT
3.5 ขอ้ จำกัดของการจดั การเรยี นร้แู บบร่วมมือเทคนิค TGT
4. ทักษะการทำงานเป็นกลุม่
4.1 ความหมายของกระบวนการกลุม่
4.2 ทักษะการทำงานร่วมกับผูอ้ ่ืน
4.3 องคป์ ระกอบของการทาํ งานกลุ่ม
4.4 การสังเกตพฤติกรรม
5. บอร์ดเกมการศึกษา
5.1 ความเป็นมาและความสำคญั ของบอรด์ เกมการศึกษา
5.2 ประเภทของบอร์ดเกมการศกึ ษา
6. งานวิจยั ในประเทศทีเ่ ก่ียวข้อง
7
7. งานวิจัยตา่ งประเทศทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)
1.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวติ
กบั สิง่ มีชีวิต และความสัมพนั ธร์ ะหว่างส่ิงมีชวี ติ กบั ส่ิงมชี วี ติ ต่าง ๆ ในระบบนเิ วศการถา่ ยทอดพลังงาน
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปัญหา
ส่งิ แวดลอ้ มรวมท้ังนำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเขา้
และออกจากเซลลค์ วามสมั พันธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ขี องระบบต่าง ๆของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงาน
สัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน
รวมทงั้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรมสารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทาง
ชีวภาพและววิ ัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบตั ขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พันธ์ระหวา่ งสมบัติ
ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง
สถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ
ลักษณะการเคลอ่ื นทีแ่ บบตา่ ง ๆ ของวัตถุรวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์
ท่เี กย่ี วข้องกับเสยี ง แสง และคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมท้งั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
สาระท่ี 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ฒั นาการของเอกภพ
กาแล็กซีดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสมั พันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลตอ่ สิ่งมชี ีวิต และการ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยอี วกาศ
8
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ
เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและ
ภมู อิ ากาศโลก รวมทั้งผลตอ่ สิ่งมชี วี ติ และสิง่ แวดล้อม
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่นๆ
เพอื่ แกป้ ัญหาหรอื พฒั นางานอย่างมคี วามคิดสร้างสรรค์ดว้ ยกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม เลือก
ใช้เทคโนโลยอี ย่างเหมาะสม โดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบต่อชีวิต สังคม และส่ิงแวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว 4.2 เขา้ ใจและใช้แนวคดิ เชงิ คำนวณในการแก้ปญั หาท่พี บในชีวิตจริงอย่างเป็น
ขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และ
การแกป้ ญั หาไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ รู้เทา่ ทนั และมีจริยธรรม
1.2 ตวั ช้วี ดั ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 2 มดี ังน้ี
ว 1.2 ม.2/1 ระบุอวยั วะและบรรยายหนา้ ที่ของอวัยวะที่ เกยี่ วขอ้ งในระบบหายใจ
ว 1.2 ม.2/2 อธิบายกลไกการหายใจเข้าและออกโดยใช้แบบจำลองรวมทั้งอธิบาย
กระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊ส
ว 1.2 ม.2/3 ตระหนักถงึ ความสำคัญของระบบหายใจ โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษา
อวยั วะในระบบหายใจใหท้ ำงานเป็นปกติ
ว 1.2 ม.2/4 ระบอุ วยั วะและบรรยายหนา้ ที่ของอวัยวะในระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสีย
ทางไต
ว 1.2 ม.2/5 ตระหนักถึงความสำคัญของระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสียทางไตโดยการ
บอก แนวทางในการปฏิบตั ิตนท่ชี ่วยใหร้ ะบบขบั ถา่ ย ทำหนา้ ทไ่ี ด้อยา่ งปกติ
ว 1.2 ม.2/6 บรรยายโครงสรา้ งและหน้าทข่ี องหวั ใจหลอดเลือดและเลอื ด
ว 1.2 ม.2/7 อธิบายการทำงานของระบบหมนุ เวียนเลอื ดโดยใช้แบบจำลอง
ว 1.2 ม.2/8 ออกแบบการทดลองและทดลองในการเปรียบเทียบอัตราการเต้นของหัวใจ
ขณะปกติและหลังทำกจิ กรรม
ว 1.2 ม.2/9 ตระหนักถึงความ สำคญั ของระบบหมุนเวียนเลือดโดยการบอกแนว ทางในการ
ดแู ลรักษาอวยั วะในระบบหมนุ เวียนเลือดให้ทำงานเป็นปกติ
ว 1.2 ม.2/10 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบประสาทส่วนกลางในการ
ควบคมุ การทำงานต่างๆของรา่ งกาย
ว 1.2 ม.2/11 ตระหนักถึงความ สำคัญของระบบประสาทโดยการบอกแนวทางในการดูแล
รกั ษา รวมถึง การป้องกนั การกระทบ กระเทอื นและอนั ตรายต่อสมองและไขสันหลัง
9
ว 1.2 ม.2/12 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและ
เพศหญิงโดยใชแ้ บบจำลอง
ว 1.2 ม.2/13 อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ
รา่ งกายเมื่อเขา้ สวู่ ยั หนุม่ สาว
ว 1.2 ม.2/14 ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวโดยการดูแล
รักษาร่างกาย และจติ ใจของตน เองในช่วงทีม่ กี ารเปลี่ยนแปลง
ว 1.2 ม.2/15 อธิบายการตกไข่การมีประจำเดือนการปฏิสนธิและการพัฒนาของไซโกตจน
คลอดเปน็ ทารก
ว 1.2 ม.2/16 เลือกวธิ กี ารคุม กำเนิดทีเ่ หมาะสมกบั สถานการณ์ท่ีกำหนด
ว 1.2 ม.2/17 ตระหนักถึงผล กระทบของการตั้ง ครรภ์ก่อนวัยอันควรโดยการประพฤติตน
ใหเ้ หมาะสม
ว 2.1 ม.2/4 ออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบายผลของชนิดตัวละลายชนิด
ตัวทำละลายอุณหภูมิที่มีต่อสภาพละลายได้ของสารรวมทั้ง อธิบายผลของความดันที่มีต่อสภาพ
ละลาย ได้ของสารโดยใชส้ ารสนเทศ
ว 2.1 ม.2/5 ระบุปรมิ าณตวั ละลายในสาร ละลายในหน่วย ความเข้มขน้ เป็นรอ้ ยละปริมาตร
ตอ่ ปรมิ าตร มวลต่อมวลและมวลต่อปรมิ าตร
ว 2.1 ม.2/6 ตระหนักถึงความ สำคญั ของการนำความ รเู้ รอ่ื งความเข้มขน้ ของสารไปใช้โดย
ยกตวั อย่างการใชส้ ารละลายในชวี ิตประจำวนั อย่างถูกต้องและปลอดภยั
ว 2.2 ม.2/1 พยากรณ์การเคลื่อน ที่ของวัตถุที่เป็นผลของแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรง
ท่กี ระทำต่อวตั ถุ ในแนวเดยี วกันจากหลักฐานเชิงประจักษ์
ว 2.2 ม.2/2 เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลพั ธ์ที่เกดิ จาก แรงหลายแรงทีก่ ระทำตอ่ วัตถุ
ในแนวเดยี วกันท่เี กิดจาก แรงหลายแรงท่ีกระทำตอ่ วัตถใุ นแนวเดียวกนั
ว 2.2 ม.2/3 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยทีม่ ีผล
ต่อความดนั ของของเหลว
ว 2.2 ม.2/4 วิเคราะห์แรงพยุงและการจม การลอยของวัตถุในของ เหลวจากหลักฐานเชิง
ประจกั ษ์
ว 2.2 ม.2/5 เขียนแผนภาพแสดงแรงทีก่ ระทำตอ่ วตั ถใุ นของเหลว
ว 2.2 ม.2/6 อธบิ ายแรงเสยี ดทานสถติ และแรงเสยี ดทานจลน์ จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
ว 2.2 ม.2/7 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยทีม่ ีผล
ตอ่ ขนาดของแรงเสียดทาน
ว 2.2 ม.2/8 เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงอ่ืนๆที่กระทำต่อวตั ถุ
10
ว 2.2 ม.2/9 ตระหนกั ถึงประโยชน์ของความ รเู้ รื่องแรงเสียดทาน โดยวิเคราะห์สถานการณ์
ปัญหาและเสนอแนะวิธีการลดหรือเพิ่มแรงเสียดทานที่เป็นประโยชน์ ต่อการทำกิจกรรมในชีวิต
ประจำวัน
ว 2.2 ม.2/10 ออกแบบการทดลองและทดลองดว้ ยวิธีท่ีเหมาะสมในการอธิบายโมเมนต์ของ
แรงเมื่อวตั ถุอยใู่ นสภาพสมดุลต่อการหมุนและคำนวณโดยใชส้ มการ M=FI
ว 2.2 ม.2/11 เปรียบเทียบแหล่งของสนามแม่เหล็กสนามไฟฟ้าและสนามโน้มถ่วง และ
ทศิ ทางของแรงทกี่ ระทำตอ่ วตั ถทุ ีอ่ ยใู่ นแตล่ ะสนาม จากข้อมลู ทีร่ วบรวมได้
ว 2.2 ม.2/12 เขยี นแผนภาพแสดงแรงแม่เหลก็ แรงไฟฟ้า และแรงโนม้ ถว่ งที่กระทำตอ่ วตั ถุ
ว 2.2 ม.2/13 วเิ คราะหค์ วาม สมั พนั ธร์ ะหว่างขนาดของแรง แมเ่ หล็ก แรงไฟฟา้ และแรงโน้ม
ถ่วงท่กี ระทำ ต่อวัตถุท่ีอยใู่ นสนามน้ันๆ กับระยะห่างจากแหล่งของสนามถึงวัตถจุ ากขอ้ มูลท่ีรวบรวม
ว 2.2 ม.2/14 อธิบายและคำนวณอัตราเร็วและความ เร็วของการเคลื่อนที่ของวัตถุโดยใช้
สมการ V= และ ⃑ = จากหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์
ว 2.2 ม.2/15 เขียนแผนภาพแสดงการกระจดั และความเรว็
ว 2.3 ม.2/1 วิเคราะห์สถานการณ์และคำนวณเก่ียวกับงานและกำลังท่ีเกิดจากแรงที่กระทำ
ตอ่ วตั ถุโดยใช้สมการ W = Fs และ P = จากข้อมูลท่รี วบรวมได้
ว 2.3 ม.2/2 วิเคราะหห์ ลกั การทำงานของเครือ่ งกลอย่างง่ายจากขอ้ มลู ที่รวบรวมได้
ว 2.3 ม.2/3 ตระหนกั ถึงประโยชนข์ องความรู้ของเครื่องกลอย่างงา่ ย โดยบอกประโยชน์และ
การประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจำวัน
ว 2.3 ม.2/4 ออกแบบและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธบิ ายปจั จัยที่มีผลต่อพลังงาน
จลน์และพลงั งานศักย์โน้มถ่วง
ว 2.3 ม.2/5 แปลความหมายขอ้ มูลและอธิบายการเปลีย่ นพลังงานระหว่างพลงั งานศักย์โน้ม
ถ่วงและพลังงานจลนข์ องวตั ถโุ ดยพลงั งานกลของวัตถุมีค่าคงตัว
ว 2.3 ม.2/6วเิ คราะห์สถานการณ์และอธิบายการเปลี่ยนและการถ่ายโอนพลังงานโดยใช้กฎ
การอนรุ ักษ์พลังงาน
ว 2.1 ม.2/1 อธิบายการแยกสารผสมโดยการระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย
โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกดั ด้วยตัวทำละลาย โดยใช้หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์
ว 2.1 ม.2/2 แยกสารโดยการระเหยแหง้ การตกผลกึ การกล่นั อย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบ
กระดาษ การสกดั ด้วยตวั ทำละลาย
ว 2.1 ม.2/3 นำวธิ ีการแยกสารไปใชแ้ ก้ปญั หาในชีวิต ประจำวัน โดยบูรณาการวิทยาศาสตร์
คณติ ศาสตร์เทคโนโลยีและวศิ วกรรมศาสตร์
11
ว 3.2 ม.2/4 สร้างแบบจำลองที่อธิบายโครงสร้างภายในโลกตามองค์ประกอบทางเคมีจาก
ขอ้ มลู ทร่ี วบรวมได้
ว 3.2 ม.2/5 อธิบายกระบวนการผุพังอยู่กับที่การกร่อนและการสะสมตัวของตะกอนจาก
แบบจำลองรวมท้งั ยกตวั อย่างผลของกระบวนการดังกลา่ วท่ีทำใหผ้ ิวโลกเกิดการเปลย่ี นแปลง
ว 3.2 ม.2/6 อธิบายลักษณะของชั้นหน้าตัดดินและกระบวนการเกิดดิน จากแบบจำลอง
รวมท้ังระบปุ ัจจยั ทที่ ำให้ดินมลี กั ษณะและสมบตั แิ ตกตา่ งกนั
ว 3.2 ม.2/7 ตรวจวดั สมบัติบางประการของดนิ โดยใช้เครื่องมือทเี่ หมาะสมและนำเสนอแนว
ทางการใชป้ ระโยชนด์ ินจากข้อมูลสมบัติของดนิ
ว 3.2 ม.2/8 อธบิ ายปัจจยั และกระบวนการเกิดแหล่งนำ้ ผวิ ดนิ และแหลง่ น้ำใต้ดนิ จากแบบ
จำลอง
ว 3.2 ม.2/9 สร้างแบบจำลองท่ีอธิบายการใช้นำ้ และนำเสนอแนวทางการใชน้ ้ำอย่างยัง่ ยนื
ในทอ้ งถ่นิ ของตนเอง
ว 3.2 ม.2/10 สร้างแบบจำลองท่ีอธิบายกระบวนการเกิดและผลกระทบของน้ำท่วม การกัด
เซาะชายฝงั่ ดินถล่ม หลุมยบุ แผน่ ดินทรดุ
ว 3.2 ม.2/1 เปรียบเทียบกระบวนการเกิด สมบัติและการใช้ประโยชน์รวมทั้งอธิบาย
ผลกระทบจากการใช้เชอ้ื เพลิงซากดึกดำบรรพจ์ ากขอ้ มลู ที่รวบรวมได้
ว 3.2 ม.2/2 แสดงความตระหนกั ถึงผลจากการใชเ้ ชื้อเพลงิ ซากดึกดำบรรพโ์ ดยนำเสนอแนว
ทางการใช้เชือ้ เพลิงซากดึกดำบรรพ์
ว 3.2 ม.2/3 เปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของพลังงานทดแทนแต่ละประเภทจากการ
รวบรวมข้อมลู และนำเสนอแนวทางการใชพ้ ลังงานทดแทนท่ีเหมาะสมในทอ้ งถ่นิ
2.การเรียนการสอนแบบรว่ มมอื (Cooperative learning)
2.1 ความหมายของการเรยี นการสอนแบบร่วมมือ (Cooperative learning)
จอห์นสันและจอห์นสัน (Johnson and Johnson.1994:pp.20-21) กล่าวว่า การเรียนรู้
แบบร่วมมือเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนแบ่งอกเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละประมาณ 4 คน
สมาชิกในแต่ละกลุม่ จะมีความสามารถทางการเรียนแตกต่างกันคอื เกง่ ปานกลางและออ่ น สมาชิกใน
กลมุ่ จะทำงานรว่ มกันและช่วยเหลือซ่ึงกนั และกัน เพอ่ื ใหก้ ลมุ่ ของตนประสบผลสำเรจ็
สลาวิน (Slavin, 1995, pp. 4-5) ได้กล่าวไวว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นการเรียนรู้ที่ให้
นกั เรียนทำงานรว่ มกัน เป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลมุ่ มีสมาชกิ ประมาณ 4 คน และมคี วามสามารถในการ
เรียนตา่ งกนั สมาชกิ ในกล่มุ มีการชว่ ยเหลือซ่งึ กันและกนั รบั ฟงั ความคดิ เหน็ และช่วยเพ่ือนสมาชิกให้
เกดิ การเรียนรู้
12
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2541, หน้า 38) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือว่า
การเรียนรูแ้ บบร่วมมือเป็นวธิ กี ารจดั กิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเน้นการจัดสภาพแวดล้อมทาง การ
เรียนให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้
ความสามารถแตกต่างกัน โดยทีแ่ ตล่ ะคนมสี ่วนรว่ มอยา่ งแท้จรงิ ในการเรยี นรู้ และในความสาํ เรจ็ ของ
กลุม่ รวมทง้ั การเป็นกําลังใจแก่กนั และกนั คนทเ่ี รยี นเก่งจะชว่ ยเหลอื คนที่อ่อนกว่า สมาชิกใน กลมุ่ ไม่
เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองเท่านั้น หากแต่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อ การเรียนรู้ของ
เพอ่ื นสมาชกิ ทุกคนในกลุ่ม ความสําเร็จของแต่ละบุคคลคือความสาํ เรจ็ ของกลมุ่
พมิ พนั ธ์ เตชะคปุ ต์ (2544, หนา้ 6) ได้กล่าวว่า การเรยี นแบบรว่ มมือหมายถึง วิธีสอน แบบ
หนึ่งโดยกําหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถตา่ งกันทํางานพร้อมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็ก โดยทุกคนมี
ความรับผิดชอบงานของตนเองและงานสว่ นรวมรว่ มกนั มีปฏิสัมพันธ์กันและกัน มีทักษะการทํางาน
กลุ่ม เพอ่ื ให้งานบรรลุเปา้ หมาย สง่ ผลใหเ้ กดิ ความพอใจเปน็ ลกั ษณะเฉพาะของกลุ่มร่วมมอื
กรมวิชาการ (2544, หน้า 4) ใหค้ วามหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมอื หมายถึง การจัดการ
เรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ส่งเสริมผู้เรียนให้ทํางานร่วมกัน โดยใน กลุ่ม
ประกอบด้วยสมาชกิ มคี วามที่มคี วามแตกตา่ งกนั มีการแลกเปล่ียนความคิดเหน็ มกี ารช่วยเหลือพ่ึงพา
ซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกในกลุ่มประสบ
ความสําเรจ็ ตามเปา้ หมายทกี่ าํ หนด
สมบัติ การจนารักพงค์ (2547, หน้า 17) ได้กล่าวถึงการเรียนรู้แบบร่วมมือว่าเป็นการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ โดยแบ่งนักเรียนออกเปน็
กลุ่มเล็กๆ 4-5 คน ที่มีความสามารถแตกต่างกัน ทํางานร่วมกันเพื่อเป้าหมายกลุ่ม สมาชิก
มีความสัมพันธ์กันในทางบวก มีปฏิสัมพันธ์ส่งเสริมซึ่งกันและกัน รับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตน
และส่วนรวมผลงานของกลุม่ ขึ้นอยู่กับผลงานของสมาชิกแตล่ ะคนในกลุ่ม ความสําเร็จของแต่ละคน
คือความสําเรจ็ ของกลมุ่ ความสําเร็จของกล่มุ คือความสาํ เรจ็ ของทุกคน
สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์ (2553, หน้า 3) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือว่า
เป็น วิธีการเรยี นที่มกี ารจัดกลุ่มการทํางานเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเพิ่มพนู แรงจูงใจทางการเรยี น
การเรียนแบบร่วมมือไม่ใช่วิธกี ารจดั นกั เรียนเข้ากลุ่มรวมกันแบบธรรมดา แต่เป็นการรวมกลุ่มอย่าง
มีโครงสร้างทีช่ ัดเจน กล่าวคือสมาชิกแต่ละคนในทีมจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในการเรียนรู้ และสมาชิก
ทุกคนจะได้รบั การกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจเพ่ือทีจ่ ะช่วยเหลือและเพิม่ พูนการเรียนรู้ของสมาชกิ ในทมี
ดังนั้นการจัดผู้เรียนเข้ากลุ่มทํางานโดยทั่วไป จึงอาจไม่ใช่การเรียนแบบร่วมมือเพราะ มักพบว่า
นกั เรยี นที่เกง่ เทา่ นน้ั จะเป็นผู้จัดการให้เกิดผลงานในทีมสมาชิกอื่นๆอาจไม่มโี อกาสใน การแสดงออก
ซง่ึ การเรียนรู้
13
จากการศึกษาความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือดังกล่าว สรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยแบง่ กลุ่มนกั เรียนเปน็ กลุ่มเล็ก ๆ โดยสมาชิกในกล่มุ
มีความสามารถทางการเรียนแตกต่างกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมกันรับผิดชอบต่อ การ
เรยี นรขู้ องเพือ่ นสมาชิกทกุ คนในกลมุ่ ความสาํ เร็จของกลุ่มคือความสาํ เร็จของทกุ คน
2.2 องค์ประกอบของการเรียนการสอนแบบร่วมมอื (Cooperative learning)
วรรณทิพา รอดแรงคล้า (2541 อ้างถึงใน ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2552, หน้า 185-186)
ได้กําหนดองค์ประกอบของการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือ ดังตอ่ ไปน้ี
2.2.1. การปรึกษาหารือกันอยา่ งใกล้ชิด ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม เป็นการจัดผู้เรียนเข้ากลุ่ม
ในลักษณะคละกันทั้งเพศ อายุ ความสามารถ ความสนใจ หรืออื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนและ
ความสําเร็จของกันและกัน โดยการช่วยเหลือ สนับสนุน กระตุ้น ยกย่องความมานะพยายามของกนั
และกันการมีปฏสิ มั พันธภ์ ายในกลมุ่
2.2.2. ความรับผิดชอบของสมาชกิ แต่ละคน ทจี่ ะช่วยใหก้ ล่มุ มสี ัมฤทธผ์ิ ลสูงสุดในการทํางาน
เกิดข้ึนเมื่อมกี ารประเมนิ การปฏิบัติงานของผ้เู รียน เพราะการประเมินจะย้อนกลับไปใหก้ ับ กลุ่มและ
ใหก้ ับผู้เรยี น เพ่ือใหแ้ นใ่ จวา่ ผเู้ รยี นแตล่ ะคนแสดงความรับผิดชอบต่องาน โดยครูจะตอ้ ง
2.2.2.1. ประเมนิ ว่าสมาชิกของกลุ่มชว่ ยเหลอื งานของกล่มุ มากนอ้ ยแคไ่ หน
2.2.2.2. ให้ข้อมูลย้อนกลับกับผูเ้ รียนแต่ละคนและกับกลุม่
2.2.2.3. ไมใ่ ห้สมาชกิ กลมุ่ ทํางานซ้ำซ้อนกัน
2.2.2.4. ทําให้แน่ใจว่าสมาชิกทุกคนรับผิดชอบต่องาน โดยดูจากคะแนนสอบของ
ผู้เรียนแตล่ ะคน หรอื สมุ่ ถามคนใดคนหนงึ่ ของกลุ่ม
2.2.3. ทักษะการทํางานกลุ่มหรือทักษะทางสังคม ผู้เรียนต้องใช้ทักษะความร่วมมือใน
การทํางานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่ ทักษะการสื่อความหมาย สามารถสื่อความได้อย่างแม่นยํา
ไมก่ ํากวม การแบง่ ปัน การชว่ ยเหลอื ซึง่ กันและกนั และรว่ มมือกัน
2.2.4. ความสัมพันธ์กันในทางบวก เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนเกิดการรับรู้ว่า ตัวเองต้องทํางาน
ร่วมกับ สมาชิกคนอื่นของกลุ่ม จนเกิดความรู้สึกว่า ความสําเร็จของแต่ละคนขึ้นอยู่กับความสําเร็จ
ของกล่มุ
2.2.5. กระบวนการกล่มุ เกดิ ข้นึ เมือ่ สมาชกิ ในกลมุ่ อภิปรายถึงประสิทธิภาพของความสําเร็จ
ในการทํางาน ใหบ้ รรลุวตั ถปุ ระสงค์ กระบวนการกล่มุ จะสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถึงการทํางานของกลุ่ม
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2541, หน้า 38) ได้กําหนดว่าการเรียนรู้จะเป็นแบบร่วมมือได้ต้องมี
องค์ประกอบสําคัญ 5 ประการดงั นี้
-การพง่ึ พาอาศยั กนั (Positive interdependence)
14
สมาชกิ ทุกคนมีหน้าทแี่ ละมีความสําคญั เท่าเทยี มกนั หมด สมาชกิ แต่ละคนรหู้ น้าที่ของตัวเอง
ว่า ตอ้ งทาํ กจิ กรรมอะไรบา้ งในการเรยี นครั้งนน้ั ๆและตอ้ งรับผิดชอบในกิจกรรมน้นั ๆเสมอ สมาชิกทุก
คนตระหนักดีว่าความสาํ เร็จของกลมุ่ ขน้ึ อยู่กบั สมาชกิ ภายในกลมุ่
-การปฏิสัมพนั ธก์ นั อยา่ งใกล้ชดิ (Face-to-face promotive interaction)
การจัดการเรียนการสอนแบบรว่ มมอื น้ี นกั เรยี นจะน่ังเรยี นดว้ ยกันเปน็ กลมุ่ หันหน้าเข้าหากัน
เพื่อทีจ่ ะไดซ้ กั ถาม ตอบปัญหา อธิบาย โต้ตอบซึ่งกนั และกนั ใหส้ มาชกิ ทกุ คนมสี ว่ นรว่ มใน การทาํ งาน
ยอมรับเหตุผลของผูอ้ ่นื โต้เถยี งกนั ด้วยเหตุผล รจู้ กั สนบั สนนุ และกล่าวชมเชยผูอ้ นื่ เปน็ การฝกึ ทักษะ
พืน้ ฐานของการอยู่รว่ มกนั ในสังคม
-หนา้ ท่ีและความรับผิดชอบที่ของแต่ละบคุ คล (Individual accountability)
สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มมีหนา้ ที่ทีต่ ้องรับผดิ ชอบ และจะต้องทาํ งานท่ีได้รับมอบหมายอย่าง
เต็มความสามารถเสมอ เช่น สมาชิกแต่ละคนจะต้องตอบคําถามและอธิบายให้แก่เพื่อนสมาชิก
ด้วยกันด้วยความเต็มใจเสมอ สมาชิกแต่ละคนจะต้องสนับสนุน คอยให้กําลังใจแก่เพื่อนสมาชิกใน
กลุ่ม และสมาชิกแต่ละคนรู้ว่า ผลงานของกลุ่มจะสําเร็จลุล่วงไปด้วยดีขึ้นอยู่กับความร่วมมือและ
ความรับผิดชอบของสมาชิกทุกคน
-ทักษะทางสงั คม (Social skills)
นักเรียนบางคนไม่มีทกั ษะในการทาํ งานร่วมกนั เป็นกลมุ่ เนื่องจากไม่ได้รับการพัฒนาในเร่ือง
นี้มากอ่ น อาจจะทําให้มีปัญหาบ้างในการทํางานร่วมกนั กับผอู้ ื่น ดงั น้นั ก่อนที่จะใชก้ าร เรียนการเรียน
การสอนแบบน้ี ครคู วรวางพ้ืนฐานนักเรยี นใหม้ ีทักษะในการทํางานกล่มุ ดงั น้ี
- ทักษะการจดั กลุ่ม ฝึกการจดั กลุ่มอย่างรวดเร็ว
- ทักษะการทํางานกลุ่ม เป็นทักษะเกี่ยวกับการทํางานในกลุ่มให้เกิดผลดีมีทักษะ
เกย่ี วกับการแลกเปลี่ยนความคดิ เห็น การแสดงความคดิ เหน็ อธิบาย โตต้ อบ แบ่งปันอปุ กรณ์
และ สรา้ งบรรยากาศทดี่ ใี นการทํางานร่วมกัน
- ทักษะการสร้างความรู้ เป็นทักษะที่ใช้ในการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจเป็น
การกระต้นุ ใหเ้ กดิ ความคดิ ตามลาํ ดับขั้นอย่างมีเหตุผล
-กระบวนการกลุ่ม (Group processing)
หลังจากที่ทํางานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ระยะหนึ่งสมาชิกแต่ละคนจะประเมินผลการทํางาน
ของตนเองและผลงานของกลุ่ม เพื่อที่จะรู้ถึงข้อบกพร่องและสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข และวาง
เป้าหมายในการทํางานกลุ่มคร้งั ต่อไปให้ดแี ละมีประสิทธภิ าพมากขน้ึ กวา่ เดิม
จากการศึกษาองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือ สรุปได้ว่า ในการจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ ครูจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นมีปฏิสมั พันธ์ทีด่ ีตอ่ กัน เพื่อช่วยส่งเสริมสง่ เสริม การเรียนและ
15
ความสาํ เร็จซ่ึงกันและกนั ซ่งึ การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื ไมใ่ ชเ่ ปน็ เพียงการจดั ผู้เรยี นมาน่งั เรียนเป็นกลุ่ม
เท่านนั้ แตส่ มาชิกทกุ คนในกลมุ่ จะตอ้ งรบั ผิดชอบในหน้าท่ี เพ่อื ความสําเรจ็ ของกลุ่ม
2.3 ผลดีของการเรียนการสอนแบบร่วมมือ (Cooperative learning)
ในปัจจุบันมงี านวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบร่วมมอื ท้ังท่เี ปน็ งานวิจัยเชิงทดลอง ผลการวิจัย
ทั้งหลายพบว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือส่งผลดี ต่อผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (Johnson, Johnson
and Holubec, 1994 อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณ,ี 2547, หนา้ 101)
2.3.1 การเพิ่มความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายมากขึ้น การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้
ผ้เู รยี นมคี วามพยายามที่จะเรียนร้ใู หบ้ รรลเุ ป้าหมายเป็นผลทาํ ให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสงู ข้ึน และมี
ผลงานมากขน้ึ การเรยี นรมู้ คี วามคงทนมากข้ึน (Long-term retention) มีแรงจูงใจภายใน แรงจูงใจ
ใฝ่สัมฤทธิ์ มีการใช้เวลาอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ให้เหตุผลดขี ้นึ และคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณมากขนึ้
2.3.2 มิตรภาพความสมั พันธร์ ะหว่างผเู้ รยี นดีข้นึ การเรยี นรู้แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรยี น มีน้ำใจ
นักกีฬามากขึ้น ใส่ใจผู้อื่นมากขึ้น เห็นคุณค่าของความแตกต่าง ความหลากหลาย การประสาน
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างตนและผู้อน่ื และเหน็ ความสาํ คญั ของการรวมกล่มุ
2.3.3 ส่งเสริมให้สุขภาพจิตดีขึ้น การเรียนแบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีสุขภาพจิตดีข้ึน
มคี วามรู้สึกท่ดี ีเกยี่ วกับตนเองมากขึน้ นอกจากน้ันยังช่วยพฒั นาทกั ษะทางสังคม ความสามารถในการ
เผชญิ กบั ความเครียดและความผนั แปรต่างๆ ทเ่ี กิดข้ึน
นอกจากนี้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2541, หน้า 32) ได้กล่าวถึงผลดีการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ดงั ตอ่ ไปน้ี
- ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรทู้ ี่ดี ผเู้ รยี นในกล่มุ ทกุ คนจะช่วยเหลือหรือ แลกเปล่ียน
และให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองและเปิดเผย สมาชิกในกลุ่ม ทุกคนกล้า
ถามคําถามที่ตนไม่เข้าใจ บรรยากาศเช่นนีน้ ําไปสู่การอภิปรายซักถามทั้งในและนอก ชั้นเรียนอันจะ
นาํ ไปสกู่ ารเรยี นร้แู บบไรพ้ รมแดน
- ก่อให้เกดิ การเรียนรใู้ นกลุ่มยอ่ ย การแบ่งผเู้ รยี นเป็นกลมุ่ จะเป็นการเปดิ โอกาสให้ ผู้เรียนได้
พูดคุย อภิปราย ซักถาม จนเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน คนที่เรียนเก่งสามารถช่วยเหลือคน ที่เรียน
ออ่ นกว่าให้ตามเพ่ือนให้ทัน
- ชว่ ยลดปัญหาวนิ ยั ในชน้ั เรยี น ผูเ้ รยี นจะใหก้ ําลงั ใจยอมรบั และร่วมมอื ช่วยเหลอื ซ่งึ กนั และ
กัน สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะรับผิดชอบในความสําเร็จของกลุ่ม จึงจําเป็นต้องร่วมมือกัน พัฒนา
เสริมสรา้ งพฤติกรรมท่ีพึงประสงคใ์ ห้เกิดข้ึนในกล่มุ
- ช่วยยกระดับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของทั้งห้องเรียน เมื่อผู้ที่เรียนเก่งจะ
ช่วยเหลือผู้เรียนอ่อน เขาจะเรียนรู้ความคิดรวบยอดของสิ่งที่กําลังเรยี นได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่ผู้เรียน
ออ่ นสามารถเรยี นรู้จากเพ่อื นท่ใี ชภ้ าษาใกล้เคยี งกันได้งา่ ยกว่าเรียนจากครู
16
- ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ได้ศึกษาค้นคว้าทํางาน แก้ปัญหาด้วย
ตนเอง และมอี สิ ระท่จี ะเลือกวธิ กี ารเรยี นรูข้ องตน
- ผู้เรียนที่มีประสบการณ์ในการเรยี นแบบร่วมมือ จะมีทักษะในการบริหารจัดการ การเป็น
ผ้นู ํา การแกป้ ญั หา มนษุ ยสมั พันธแ์ ละการสือ่ ความหมาย
- การเรยี นแบบร่วมมอื ชว่ ยเตรยี มผเู้ รียนให้ออกไปใช้ชีวิตในโลกของความเปน็ จริง ซง่ึ เปน็ โลก
ที่ตอ้ งอาศยั ความรว่ มมอื มากกวา่ การแขง่ ขัน
จากการศึกษาองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือ สรุปได้ว่า ในการจัดการเรยี นรู้แบบ
ร่วมมอื ช่วยใหผ้ ูเ้ รียนฝึกฝนทกั ษะทางสังคม ทกั ษะการทํางานรว่ มกัน ซึ่งเปน็ ทักษะที่สาํ คญั ในชวี ิตชว่ ย
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น เพราะคนที่เรียนเก่งสามารถช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่า
ทําใหม้ ติ รภาพความสมั พนั ธ์ระหวา่ งผู้เรียนดขี น้ึ และมสี ขุ ภาพจติ ดขี ึ้น
2.4 เทคนิคการเรียนการสอนแบบรว่ มมอื (Cooperative learning)
เทคนิคการสอนแบบร่วมมือประกอบด้วยเทคนิควิธีสอนหลายๆ แบบที่ใช้กันอยู่อย่าง
แพร่หลาย ซ่งึ เปน็ แนวคดิ ของนกั การศึกษาหลาย ๆ ท่าน เทคนคิ การเรยี นแบบร่วมมอื กนั เท่าทปี่ รากฏ
มีดังนี้ (วฒั นาพร ระงบั ทุกข์, 2541, หนา้ 34)
2.4.1 Jigsaw เป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ และการถ่ายทอดความรู้
ระหวา่ งเพ่ือน ในกลุ่ม เทคนคิ นใี้ ชก้ นั มากในรายวิชาทผ่ี ู้เรียนตอ้ งเรยี นเนือ้ หาวิชาจากตําราเรียน เช่น
สงั คมศึกษา ภาษาไทย ข้ันตอนกจิ กรรมประกอบด้วย
2.4.1.1 ครแู บ่งเนอื้ หาที่จะเรยี นออกเป็นหัวข้อยอ่ ย ๆ ให้เท่ากบั จํานวนสมาชิกกล่มุ
2.4.1.2 จัดกลุ่มผู้เรียน โดยให้มีความสามารถคละกัน เรียกว่า “กลุ่มบ้าน”
(Home groups) แลว้ มอบหมายใหส้ มาชิกแต่ละคนศกึ ษาหวั ข้อที่ตา่ งกัน
2.4.1.3 ผู้เรียนที่ได้รับหัวข้อเดียวกันจากแต่ละกลุ่มมานั่งด้วยกัน เพื่อทํางาน
และศกึ ษา ร่วมกันในหัวข้อดงั กล่าว เรียกว่า “กลมุ่ ผเู้ ชยี่ วชาญ” (Expert groups)
2.4.1.4 สมาชิกแต่ละคนออกจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลับไปกลุ่มเดิมของตนผลัดกัน
อธิบาย เพื่อถ่ายทอดความรูท้ ต่ี นศกึ ษาใหเ้ พ่อื นฟังจนครบทุกหัวขอ้
2.4.1.5 ครูทดสอบเนื้อหาท่ีศึกษาแล้วให้คะแนนรายบคุ คล
2.4.2 Jigsaw II เป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นจากเทคนิคเดิม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้
ผู้เรียนได้มีส่วน ช่วยเหลือกันและพึ่งพากนั ในกลุ่มมากข้ึน กระบวนการของ Jigsaw I เหมือนเดิมทุก
ประการ เพยี งแตใ่ นช่วงของการประเมินผล ครจู ะนําคะแนนทุกคนในกลุ่มมารวมกันเปน็ คะแนนกลุ่ม
กลุ่มที่ได้คะแนนรวมหรอื ค่าเฉลี่ยสงู สดุ จะตดิ ประกาศไวท้ ี่ปา้ ยประกาศหนา้ ห้อง
2.4.3 Team game-tournament (TGT) เป็นกิจกรรมที่เหมาะกับการเรียนการสอนใน
จดุ ประสงค์ท่ตี ้องการให้กลุ่มผู้เรียนได้ ศึกษาประเด็น หรือปญั หาทม่ี ีคาํ ตอบถูกต้องเพยี งคําตอบเดียว
17
หรือมีคําตอบที่ถูกต้องชัดเจน เช่น การคํานวณทางคณิตศาสตร์ การใช้ภาษา ภูมิศาสตร์และทักษะ
การใช้แผนที่ และความคิดรวบยอด ทางวิทยาศาสตร์ โดยมีการแบ่งกลุ่มนักเรียน จัดให้คละ
ความสามารถและเพศ แต่ละกลมุ่ ประกอบด้วยสมาชิก 4-5 คน กล่มุ เหล่าน้จี ะศกึ ษาทบทวนความรู้ที่
ครูเสนอ สมาชิกกลุ่มที่มี ความสามารถสูงกว่าจะช่วยเหลือสมาชิกที่มีความสามารถด้อยกว่าเพื่อ
เตรียมกลุม่ สําหรบั การแขง่ ขนั ในช่วงทา้ ยสัปดาหห์ รือท้ายคาบเรยี น การจดั การแข่งขนั จะจัดสมาชิกที่
มีความสามารถ ใกล้เคียงกันมาร่วมแข่งขันกันตามรูปแบบและกติกาท่ีกําหนด จากนั้นจัดลําดับ
คะแนนผล การแข่งขนั ในแตล่ ะโตะ๊ แลว้ ผเู้ ลน่ จะกลบั เข้าสู่กลุ่มเดิมเพื่อนําคะแนนแต่ละคนมารวมกัน
เปน็ คะแนนของทมี ทีมท่ไี ดค้ ะแนนรวมหรอื คา่ เฉลี่ยสูงสดุ จะได้รบั รางวลั
2.4.4 Student teams and achievement divisions (STAD) เทคนคิ นพี้ ัฒนาเพ่มิ เติมจาก
เทคนิค TGT แต่จะใชก้ ารทดสอบรายบคุ คลแทนการแข่งขนั มีข้นั ตอนกจิ กรรมดังนี้
2.4.4.1 ครูนําเสนอประเด็นหรือเนื้อหาใหม่ โดยอาจนําเสนอด้วยสื่อที่น่าสนใจใช้
การสอนโดยตรงหรอื ต้งั ประเดน็ ให้ผู้เรยี นอภปิ ราย
2.4.4.2 จัดผู้เรียนเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-5 คน ให้สมาชิกมีความสามารถคละกันมีทั้ง
ความสามารถ สูง ปานกลาง ตำ่
2.4.4.3 แต่ละกลุ่มรว่ มกันศึกษาทบทวนเนือ้ หาท่ีครูนําเสนอจนเข้าใจผู้เรียนทกุ คน
ในกลมุ่ ทาํ แบบทดสอบ (Quiz) เพอื่ วัดความร้คู วามเขา้ ใจในเนอ้ื หาทเ่ี รยี น
2.4.4.4 ตรวจคําตอบของผเู้ รียน นําคะแนนของสมาชิกทุกคนในกลุ่มมารวมกันเป็น
คะแนนกล่มุ
2.4.4.5 กล่มุ ทไี่ ด้คะแนนรวมสงู สดุ จะได้รบั คาํ ชมเชย โดยอาจตดิ ประกาศไวท้ บ่ี อร์ด
หรือป้ายนเิ ทศของโรงเรียน
2.4.5 Team assisted individualization (TAI) กิจกรรมนี้เน้นการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละ
บุคคล มากกว่าการเรียนรู้ในลักษณะกลุ่ม เหมาะสําหรับการสอนคณิตศาสตร์ การจัดกลุ่มผูเ้ รียนจะ
คล้ายกับเทคนิค STAD และ TGT แต่ใน เทคนิคนี้ ผู้เรียนแต่ละคนเรียนรู้และทํางานตามระดับ
ความสามารถตน เมื่อทํางานในสว่ นของตน เสร็จแล้วจงึ จะไปจับคูห่ รือเข้ากลุ่มทาํ งาน
2.4.6 Group investigation (GI) เป็นเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือที่สําคัญอีกเทคนิคหนึ่ง
เป็นการจดั การผเู้ รียนเพื่อ เตรียมการทาํ โครงงานกลุ่มหรือทํางานที่ครูมอบหมาย ก่อนใช้เทคนิคนี้ครู
ควรฝึกทักษะการสื่อสาร และทักษะทางสังคมให้แก่ผู้เรียนก่อน เทคนิคนี้เหมาะสําหรับการสืบค้น
ความรู้หรือแก้ปัญหาเพื่อ หาคําตอบในประเด็นหรือหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น การเรียนในวิชาชีววิทยา
หรอื สิ่งแวดลอ้ ม
2.4.7 Learning together (LT) วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะสมกับการสอนวิชาที่มีโจทย์ปัญหา
การคาํ นวณหรอื การฝึกปฏิบัตใิ น ห้องปฏิบัติการ เป็นรปู แบบท่มี ีการกําหนดสถานการณ์และเง่ือนไข
18
ให้นักเรียนทํางานเป็นกลุ่ม นักเรียนมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบ่งปันเอกสาร การแบ่งงานที่
เหมาะสม และการให้รางวัล กลุ่มที่ไดค้ ะแนนสงู สดุ
2.4.8 Number head together (NHT) เป็นกิจกรรมที่เหมาะสําหรับการทบทวนหรือ
ตรวจสอบความเข้าใจ โดยครูเป็นผู้เตรียม ประเด็นปัญหาหรือข้อคําถามที่จะให้ผู้เรียนศึกษา มีการ
แบ่งกลุ่มผู้เรียน กลุ่มละ 4 คน ประกอบด้วย เก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน สมาชิกใน
กลุ่มจะร่วมกันอภิปรายจนมั่นใจว่าสมาชิก ทุกกลุ่มเข้าใจคําตอบ จากนั้นครูสุ่มสมาชิกในกลุ่มตอบ
และให้คาํ ชมเชยแก่กลุม่ ท่ีสามารถตอบ คําถามไดถ้ ูกตอ้ งมากท่ีสดุ
2.4.9 Co-op Co-op เป็นเทคนิคที่เน้นการทํางานร่วมกัน โดยสมาชิกของกลุ่มที่มี
ความสามารถและถนัด ต่างกันได้แสดงบทบาทหน้าที่ที่ตนเองถนัดเต็มที่ คนที่เรียนเก่งได้ช่วยเหลือ
เพอ่ื นที่เรยี นออ่ น เปน็ กจิ กรรมเก่ียวกับการคิดระดับ สงู ทง้ั การคิดวิเคราะห์และสงั เคราะห์ และเป็น
วธิ ีการทสี่ ามารถนำไปใช้สอนในวิชาใดก็ไดจ้ ะเห็นวา่ การเรยี นรแู้ บบร่วมมอื (Cooperative learning)
ทุกเทคนิคเน้นการทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือกัน ส่งเสริมให้นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข ซึ่งการวิจยั
ครั้งนี้ผู้วิจัยนี้เลือกใช้เฉพาะการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม
(Team gametournament หรอื TGT) ในกจิ กรรมการเรียนการสอนตลอดคาบเรยี น
3. การจดั การเรยี นร้แู บบร่วมมือเทคนคิ TGT (Team game tournament)
3.1 ความหมายของการจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือเทคนคิ TGT
(Team game tournament)
สลาวิน (Slavin, 1995 อ้างถึงใน พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2544, หน้า 144) ได้กล่าวว่า วิธีการ
เรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการแขง่ ขันระหวา่ งกลุ่ม คือ เทคนิควิธีเรียนแบบร่วมมือวธิ หี นึ่งที่ จัด
กจิ กรรมการเรียนการสอนท่ีเนน้ ผเู้ รียนเปน็ สําคญั โดยมีการจัดใหน้ ักเรยี นรว่ มกันเป็นกลุม่ ยอ่ ย แต่ละ
กลุ่มมีสมาชิก 4 คน ที่มีระดับความสามารถแตกตา่ งกัน สมาชิกในกลุ่มจะศึกษาคน้ คว้าและ ทํางาน
ร่วมกนั นักเรียนจะบรรลุเปา้ หมายก็ต่อเมอ่ื เพือ่ นรว่ มกลมุ่ บรรลุถงึ เปา้ หมายนัน้ ร่วมกัน นักเรียนจึงมี
ปฏิสัมพันธ์ ที่ดีต่อกัน เพื่อช่วยเหลอื สนับสนุน กระตุ้นและส่งเสริมการทาํ งานของเพื่อนสมาชิกใน
กลมุ่ ให้ประสบความสําเร็จ นกั เรยี นไดอ้ ภิปรายซกั ถามซงึ่ กนั และกัน เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจ บทเรียนหรืองานที่
ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดีทุกคน ต่อจากนั้นจะมีกิจกรรมการแข่งขันตอบ ปัญหาทางวิชาการกับ
ตัวแทนของกลุ่มอื่นทีม่ รี ะดับความสามารถใกล้เคียงกนั จัดเป็นกลุม่ แขง่ ขัน ขึ้นใหม่ ซึ่งมีการแข่งขนั
ภายในกลุ่ม เมื่อเสร็จสิ้นการตอบปัญหาแต่ละครั้ง นักเรียนจะกลับมาสู่ กลุ่มเดิมที่มีความสามารถ
แตกต่างกันแล้วนําคะแนนที่สมาชิกในกลุ่มแต่ละคนที่สะสมได้จากการ ตอบปัญหามารวมกันเป็น
คะแนนเฉลย่ี ของกล่มุ กลมุ่ ใดทาํ คะแนนได้สูงถึงเกณฑ์ที่กําหนดจะได้รบั รางวัล
กรมวิชาการ (2544, หน้า 50) ได้กล่าวว่า การร่วมมือแข่งขัน (Game tournament)
แบ่ ผู้เรียนเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มแข่งขัน สมาชิกในกลุ่มที่ 2 ต้องมีจํานวน
19
เท่ากนั ส่วนกลุม่ ที่ 3 เป็นกล่มุ ผู้เชีย่ วชาญ ผู้ตัดสนิ โดยไมต่ ้องใหค้ ําตอบ กลุ่มแข่งขันแต่ละกลุ่มจะติว
ข้อสอบให้เพื่อนของตน เมื่อถึงเวลาแข่งขัน ผู้ตัดสินอธิบายกติกา และเรียกตัวแทนของกลุ่มแข่งขนั
ออกมาทีละคนหรือมากกว่านน้ั ตามความเหมาะสม เมื่อส้ินสดุ กิจกรรม กลุ่มท่ีได้คะแนนสูงสดุ จะเป็น
ผู้ชนะ
สุวิทยม์ ูลคำ (2546, หนา้ 163) ได้ใหค้ วามหมายว่าการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้เทคนิค TGTเป็น
การเรยี นร้แู บบรว่ มมืออกี รปู แบบหน่ึงคล้ายกบั เทคนิคSTAD ท่ีแบ่งนกั เรียนท่มี คี วามสามารถแตกต่าง
กันออกเป็นกลุ่มเพื่อทํางานร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-5 คน โดยกําหนดให้สมาชิกของ กลุ่มได้
แข่งขันในเกมการเรียนที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้แล้ว ทําการทดสอบความรู้โดยการใช้เกม การแข่งขัน
คะแนนที่ได้จากการแขง่ ขันของสมาชิกแต่ละคนในลักษณะการแข่งขันตัวต่อตัวกับทีม อื่น นําเอามา
บวกเป็นคะแนนรวมของทีม ผู้สอนจะต้องใช้เทคนิคของการเสริมแรง เช่น การให้ รางวัล คําชมเชย
เป็นต้น ดังนั้นสมาชิกจะต้องมีการกําหนดเป้าหมายร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกนั และ กันเพื่อความสําเรจ็
ของกลุ่ม
วัชรา เล่าเรียนดี (2544, หน้า 15) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคทีมเกม
แข่งขัน หรือ TGT จะมีการดําเนินการเรียนการสอนตามลําดับขั้นตอนเช่นเดียวกันกับเทคนิค
การร่วมมือกันเรียนรู้อื่น ๆ กล่าวคือ ครูต้องดําเนินการสอนในสาระความรู้หรือทักษะต่าง ๆ ให้
นักเรียนทั้งชั้นก่อนจนแน่ใจว่านักเรียนทุกคนรู้และเข้าใจในสาระความรู้ นั้น หรือรู้และเข้าใจ แนว
ทางการปฏิบตั พิ อสมควรกอ่ น แล้วจงึ จัดกลุ่มใหน้ ักเรียนร่วมมือกนั เรียนรตู้ ามใบงาน หรือใบกิจกรรม
ทีเ่ ตรยี มไว้ลว่ งหน้าในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ หรอื แต่ละชว่ั โมงสอนโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียน
ในกลุ่มได้รว่ มมอื กนั ศึกษา และทําแบบฝกึ หัด คนเกง่ คอยช่วยเหลอื แนะนําอธิบายใหเ้ พื่อนสมาชิกที่
เรียบร้อยกว่าภายในกลุ่มสมาชิกที่เรียนอ่อนกว่าจะต้องยอมรับ รวมทั้งพยายามถามและตอบร่วม
เรียนรู้และฝึกปฏิบัติ จนรู้และเข้าใจในสาระเหล่านั้นอย่างแท้จริง ที่สําคัญสมาชิกกลุ่มทุกคนต้องรู้
ยอมรับผลงานและผลการเรยี นรู้จากการทดสอบคือผลงานที่ทกุ คน มีส่วนรับผิดชอบและเป็นผลงาน
หรือผลปฏบิ ตั ขิ องกลมุ่
จากการศึกษาความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ดังกล่าวสรุปได้
ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT (Team game tournament) หมายถึง การจัด
กิจกรรม การเรียนรูท้ ีจ่ ดั ให้นกั เรียนรวมกันเปน็ กลุม่ ย่อย 4-5 คน สมาชิกในกลมุ่ มีระดบั ความสามารถ
แตกต่างกัน โดยกําหนดให้สมาชิกของกลุ่ม ได้ทําการทดสอบความรู้โดยใช้เกมการแข่งขัน ซึ่งใน
การแข่งขันครูจะจัดใหน้ ักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนระดับเดียวกันแข่งขันกัน คะแนนที่ได้
จากการแข่งขันของสมาชิกแต่ละคนจะนําเอามาบวกเป็นคะแนนรวมของทีม กลุ่มที่ได้รับรางวัลคือ
กลมุ่ ทีท่ ําคะแนนไดส้ ูงสุด
20
3.2 องค์ประกอบสำคญั ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื เทคนิค TGT
(Team gametournament)
การเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT มีองค์ประกอบสำคัญดังนี้ (สุวิทย์มูลค่าและอรทัย มูลค่า
2546, หน้า 164)
3.2.1 การเสนอเนื้อหา เปน็ การนำเสนอเนื้อหาหรอื บทเรยี นใหม่รปู แบบการนำเสนออาจจะ
เป็นการบรรยายอภิปรายกรณีศึกษาหรืออาจจะมีสื่อการเรียนอื่น ๆ ประกอบด้วยก็ได้เทคนิคการ
แข่งขันระหวา่ งกลุ่ม จะแตกต่างจากเทคนิคอื่น ๆ ตรงที่ผู้สอนต้องเน้นใหผ้ ู้เรียนทราบวา่ ผูเ้ รียน ต้อง
ให้ความสนใจมากในเนื้อหาสาระ เพราะจะช่วยให้ทีมประสบความสําเร็จในการแข่งขัน วิธีน้ี
เหมาะสมกบั การเรียนรใู้ นวิชาพ้นื ฐานที่สามารถถามคําถามทมี่ ีคําตอบแน่นอนตายตวั เชน่ ภาษาไทย
คณิตศาสตร์ เปน็ ตน้
3.2.2 การจัดทีม เป็นการจัดทีมผู้เรียน โดยให้คละกันทัง้ เพศและความสามารถ ทีมมีหน้าที่
ในการเตรียมตวั สมาชิกใหพ้ ร้อมเพื่อการเล่นเกม หลงั จากจบช่ัวโมงการเรียนรู้แต่ละทีมจะนดั สมาชิก
ศึกษาเนื้อหาโดยมีแบบฝึกหัดช่วย และผู้เรียนจะผลัดกันถามคําถามในแบบฝึกหัดจนกว่า จะเข้าใจ
เนื้อหาทั้งหมด เทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มมีจุดเน้นในทีมคือ ทําให้ดีที่สุดเพื่อทีม ช่วยเหลือให้
กาํ ลังใจเพอ่ื นร่วมทีมให้มากทส่ี ุด
3.2.3 เกม เป็นเกมตอบคําถามง่าย ๆ เกี่ยวกบั เน้ือหาสาระทผี่ ู้เรียนไดศ้ กึ ษาเรยี นรู้ในการเล่น
เกม ผู้เรียนท่ีเปน็ ตวั แทนจากทมี แตล่ ะทมี จะมาเปน็ ผแู้ ขง่ ขัน
3.2.4 การแข่งขัน การจัดการแข่งขันอาจจะจัดขึ้นปลายสัปดาห์หรือท้ายบทเรียนก็ได้ซ่ึง
เป็นคําถามเกี่ยวกับเน้ือหาท่เี รียนมาแล้ว และผา่ นการเตรียมความพร้อมจากกลุ่มมาแล้ว การจัดโต๊ะ
แข่งขนั จะมหี ลายโตะ๊ แต่ละโตะ๊ จะมีตัวแทนของทีมแต่ละทีมมาร่วมแขง่ ขนั ทุกโตะ๊ การแข่งขนั ควรเรมิ่
ดําเนินการพรอ้ มกนั แขง่ ขนั เสร็จแล้วจัดลําดับผลการแข่งขันแตล่ ะโต๊ะนาํ ไปเทียบหาค่าคะแนนโบนสั
3.2.5 การยอมรับความสําเร็จของทีม มีการนําคะแนนโบนัสของสมาชิกแต่ละคนมารวมกัน
เป็นคะแนนของทีม และหาค่าเฉลี่ยทีมที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รับการยอมรับให้เป็นทีมชนะเลิศกับ
รองลงมา ควรมกี ารประกาศผลและเผยแพร่ส่สู าธารณะ รวมท้ังการมอบรางวลั ยกย่องชมเชย
3.3 ขน้ั ตอนการจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมือเทคนิค TGT (Team gametournament)
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542, หน้า 37) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
เทคนคิ TGT มีดงั น้ี
3.3.1 ครูนําเสนอบทเรียนหรือข้อความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน โดยอาจนําเสนอด้วย สื่อการเรียน
การสอนทนี่ า่ สนใจ หรือใช้การอภิปรายทง้ั ห้องเรยี น โดยครูเปน็ ผู้ดําเนนิ การ
3.3.2 แบ่งกลุ่มนักเรียน โดยจัดให้คละความสามารถและเพศ แต่ละกลุ่มประกอบด้วย
สมาชิก 4-5 คน (เรียกกลุ่มนี้ว่า Study group หรือ Home group) กลุ่มเหล่านี้จะศึกษาทบทวน
21
เนื้อหา ข้อความรู้ที่ครูนําเสนอ สมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถสูงกว่าจะช่วยเหลือสมาชิกที่มี
ความสามารถดอ้ ยกวา่ เพื่อเตรยี มกลุ่มสําหรับการแข่งขันในช่วงท้ายสัปดาห์หรอื ทา้ ยบทเรียน
3.3.3 จัดการแข่งขนั โดยจัดโต๊ะแข่งขันและทมี แข่งขัน (Tournament teams) ที่มีตัวแทน
ของแต่ละกลุ่ม (ตามข้อ 2) ที่มีความสามารถใกล้เคียงมาร่วมแข่งขันกันตามรูปแบบ และกติกาท่ี
กําหนดข้อคําถามท่ีใช้ในการแข่งขันจะเป็นคําถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนมาแล้ว และมีการฝึกฝน
เตรยี มพร้อมในกลมุ่ มาแล้ว ควรให้ทกุ โตะ๊ แข่งขนั เร่ิมแข่งขนั พรอ้ มกนั
3.3.4 ใหค้ า่ คะแนนการแขง่ ขนั โดยให้จัดลาํ ดบั คะแนนผลการแขง่ ขนั ในแต่ละโตะ๊ แล้ว ผู้เล่น
จะกลบั เข้ากลมุ่ เตมิ (Study group) ของตน
3.3.5 นําคะแนนการแข่งขันของแต่ละคนมารวมกนั เป็นคะแนนของทีม ทีมที่ได้คะแนนรวม
หรอื ค่า เฉลี่ยสงู สุดจะไดร้ ับรางวลั
สวุ ทิ ย์ มลู คาํ และอรทัย มูลคํา (2546, หนา้ 165-166) ไดก้ ล่าวถึงขน้ั ตอนการจัดการเรียนรู้
แบบรว่ มมือเทคนิค TGT ดังน้ี
- ขน้ั เตรยี มเน้ือหา ประกอบด้วย
- การจัดเตรียมเนื้อหาสาระ ผู้สอนจัดเตรียมเนื้อหาสาระหรือเรื่องที่จะให้ผู้เรียน
ได้เรียนรู้
- การจัดเตรียมเกม ผูส้ อนจะตอ้ งเตรยี มคาํ ถามงา่ ย ๆ ซึ่งเปน็ เนือ้ หาจากเนอื้ หาสาระ
ที่ผู้เรียนเรียนรู้ วิธีการให้คะแนนโบนัสในการเล่นเกม รวมทั้งสื่ออุปกรณ์การเรียนรู้ เช่น
ใบงาน ใบความรู้ ชดุ คําถาม กระดาษคําตอบ กระดาษบันทกึ คะแนน เปน็ ต้น
- ขน้ั จัดทีม ผูส้ อนจัดทมี ผู้เรียนโดยให้คละกันทัง้ เพศ และความสามารถทีมละประมาณ 4-5
คน เช่น ทีมที่มีสมาชกิ 4 คน อาจประกอบดว้ ยชาย 2 คน หญิง 2 คน เป็นคนเกง่ 1 คน ปาน กลาง
2 คน และอ่อน 1 คน เปน็ ต้น เพื่อเรียนรโู้ ดยปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตามคาสั่งหรือใบงานที่กาํ หนดไว้
- ข้ันการเรยี นรู้ ประกอบดว้ ย
- ผู้สอนแนะนําวิธกี ารเรียนรู้
- ทีมวางแผนการเรยี นรูแ้ ละการแข่งขนั
- สมาชกิ ในแต่ละทมี รว่ มกันปฏิบัตกิ ิจกรรมตามคําสงั่ หรอื ใบงานกลมุ่ หรือทีมเตรียม
ความพร้อมให้กับสมาชิกในกลุ่มทุกคน เพื่อให้มีความรูค้ วามเขา้ ใจในบทเรียน และพร้อมที่
จะเข้าสู่สนามแขง่ ขนั
- แตล่ ะทีมทาํ การประเมินความรคู้ วามเขา้ ใจในเน้ือหาของสมาชิกในทมี โดย อาจตั้ง
คําถามขึ้นมาเอง โดยใหส้ มาชกิ ของทีมทคลองตอบคาํ ถาม
- สมาชิกของทมี ช่วยกันอธบิ ายเพมิ่ เติม ในประเดน็ ท่ีบางคนยงั ไม่เขา้ ใจ
- ข้ันการแขง่ ขนั ผสู้ อนจัดการแขง่ ขนั ประกอบด้วย
22
- ผสู้ อนแนะนาํ การแข่งขนั ให้ผู้เรียนทราบ
- จดั ผเู้ รียนหรือสมาชกิ ตัวแทนของแต่ละทมี เขา้ ประจําโตะ๊ การแขง่ ขัน
- ผู้สอนแนะนําเกย่ี วกบั เกม โดยอธิบายจุดประสงค์และกตกิ าของการเลน่ เกม
- สมาชิกหรือผู้เรียนทุกคนเริ่มเล่นเกมพร้อมกัน ด้วยชุดคําถามที่เหมือนกัน ผู้สอน
เดนิ ตามโต๊ะการแข่งขนั ต่าง ๆ เพื่อตอบปญั หาข้อสงสยั
- เม่ือการแขง่ ขันจบลง ใหแ้ ตล่ ะโตะ๊ ตรวจคะแนน จัดลําดับผลการแข่งขันและ ให้หา
ค่าคะแนนโบนสั
- ผู้เขา้ รว่ มแข่งขนั กลับไปเข้าทีมเดมิ ของตน พรอ้ มนาํ คะแนนโบนัสไปดว้ ย
- ทีมนําคะแนนโบนัสของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนรวมของทีมอาจจะหา
คา่ เฉลย่ี หรอื ไม่กไ็ ด้ ทมี ท่ีได้คะแนนรวมสงู สดุ จะได้รบั การยอมรับวา่ เปน็ ทีมชนะเลิศ และรอง
ชนะเลศิ ตามลาํ ดับ
- ขั้นยอมรับความสําเร็จของทีม ผู้สอนประกาศผลการแข่งขัน และเผยแพร่สู่ สาธารณชน
ดว้ ยวิธีการต่าง ๆ เช่น ปตี ประกาศท่ีบอร์ด ลงข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิน่ จดหมายข่าว เป็นต้น รวมทั้ง
มอบรางวัล ยกย่องชมเชย
วชั รา เลา่ เรียนดี (2554, หนา้ 16) ได้กลา่ วถึงขน้ั ตอนการจดั การเรยี นการสอนโดยใช้ เทคนิค
TGT ดงั น้ี
- ขนั้ สอน ครสู อนบทเรยี น
- ขน้ั กิจกรรมกลมุ่ รว่ มกันศกึ ษา ฝึกปฏบิ ตั ิตามใบงาน
- ขั้นการแข่งขัน ตอบปัญหาระหว่างกลุ่มใหม่ที่จัดขึ้น โดยจัดกลุ่มทีมละ 4 - 5 คน ตาม
จาํ นวนของนักเรียนในห้อง
- ขั้นใหร้ างวัลกลมุ่ คะแนนกลุ่ม คํานวณได้จากคะแนนพฒั นาของสมาชิกร่วมกนั และเฉล่ีย
สมศักดิ์ ภู่วิภาตาวรรธน์ (2544, หน้า 10-18) ได้สรุปขั้นตอนวิธีเรียนแบบร่วมมือโดยใช้
เทคนิคการแขง่ ขันระหว่างกลุ่ม วา่ มี 4 ขนั้ ตอน ดังนี้
- ข้นั ที่ 1 บทเรียนท่ี 1 (First lesson) ผสู้ อนตอ้ งมแี ผนการสอนสําหรบั บทเรียนท่ี 1 ใช้เวลา
ทาํ การสอนกีค่ าบเรยี นที่ได้ตามความตอ้ งการ
- ขั้นที่ 2 บอกให้นักเรียนที่ราบถึงการจัดทีมและการทำแบบฝึกหัด (Introducing team
assingments and team practice) ครตู อ้ งมสี ่งิ ต่อไปนี้
- แบบฝึกหดั และคำเฉลยใหผ้ เู้ รยี น 2 คนต่อ 1 ชุด
- บันทึกคะแนนรวมของทีม พร้อมชื่อสมาชิกในทีม (เว้นว่างชื่อทีม) จากนั้นผู้สอน
ควรปฏบิ ัตดิ งั น้ี
- แนะนำทีมอธิบายถงึ การทำงาน้เี ปน็ ทีมและรว่ มทีม
23
- บอกให้ผู้เรียนที่ราบว่า ใครสังกดั ทีมใด
- แนะนำให้ผู้เรียนรู้จักการทำแบบฝึกหัดในทีมจากนั้นผู้สอนสาธิตวิธีทํา
แบบฝึกหัด โดยให้ผู้เรียนอาสาสมัครมาแสดงหน้าชั้น แบบฝึกหัดนั้นอาจเลือกมา
จากแบบฝึกหัดในบทเรียนนั้น หรือแบบฝึกหัดอื่น ๆ และปล่อยให้ นักเรียนทํางาน
ด้วยตนเองจนหมดเวลา
- ขั้นที่ 3 ทีมทําแบบฝึกหัดต่อ ผู้สอนต้องมีสิ่งต่อไปนี้ คือ 1. บันทึกคะแนนรวมทีม
2. แบบฝึกหัดและคําเฉลยเมอ่ื ผเู้ รียนเข้ามาในชนั้ เรียน ใหผ้ เู้ รียนท่อี ยูท่ ีมเดยี วกันมานั่งด้วยกัน ผู้สอน
อาจทบทวน เนื้อหา 10-15 นาทีก่อน จากนั้นแจกแบบฝึกหัดและคําเฉลย เตือนผู้เรียนว่าอย่าเขียน
ข้อความลงใน แบบฝึกหัด บอกให้ผู้เรียนทราบว่าแบบฝึกหัดมีไว้เพื่อฝึกฝน ผู้เรียน ไม่ต้องส่งให้ครู
ตรวจปัญหา หนึ่งที่มักพบเสมอก็คือ เมื่อผู้เรียนทําแบบฝึกหัดไปได้ 5-10 นาที ก็บอกว่าเสร็จแล้ว
ผู้สอนต้องเตือน ให้นักเรียนทราบว่าจะมีการแขง่ ขันตอบปัญหา ถ้าคนใดรู้แล้วให้ช่วยเพือ่ นที่ยงั ไม่รู้
เพราะจะชนะ ได้ทกุ คนตอ้ งทาํ คะแนนไดด้ ที ้งั หมด
- ขั้นที่ 4 แนะนําเกี่ยวกับการแข่งขันผู้สอนต้องมีสิ่งต่อไปนี้ 1.กระดาษคําถาม
2.กระดาษคําตอบ 3.กระดาษบันทึกคะแนนแต่ละเกม 4.บัตรที่เรียงหมายเลขไว้เรียบร้อย จํานวน
1 สําหรับ ต่อผู้เรียน 3 คน กระดาษบันทึกคะแนนแข่งขันพร้อมรายชื่อผู้เรียนที่เรียงลําดับตาม
ความสามารถใน การแข่งขันทผ่ี ่านมาจากลาํ ดับสูงสดุ ไปหาตาํ่ สดุ ในกระดาษบนั ทึกคะแนนการแข่งขัน
จะมีหัวข้อ “การจัดผู้เรียนเข้าประจําโต๊ะ” ใส่เลข “1” ที่นักเรียน 3 อันดับแรกในรายชื่อ ใส่เลขที่
นักเรียน 3 อันดับรองลงมา ทําเช่นนี้ไปจนจบ ถ้ายังมีชื่อผู้เรียนเหลืออยู่ 1 คน ให้ใส่ชื่อผู้เรียนคนนี้
เพิ่มไปที่กลุม่ สุดทา้ ย แต่พยายามหลีกเลี่ยงการใส่ชื่อผู้เรียน 2 คน ท่ีอยูท่ มี เดยี วกนั ประจําโตะ๊ เดียวกัน
ใน ขัน้ ตอนน้คี วรปฏิบตั ิ ดงั น้ี
- แนะนําการแข่งขันใหน้ ักเรียนทราบ ครูอาจพูดต่อไปนี้ “วันนี้เราไดฝ้ ึกฝนเปน็ ทีม
มาแล้ว ในเนื้อหาที่เรียน วันนี้ทุกคนต้องแสดงให้เห็นว่าเราเรียนรู้ได้มากแค่ไหน แต่ละคน
จะต้อง แข่งขันกับผู้เรียนทีมอื่น ๆ ที่มีความสามารถเท่า ๆ กันคะแนนที่ผู้เรียนได้จะตอ้ งไป
รวมเป็นคะแนน ของทีมต่อไปนี้ผู้สอนจะแจ้งให้ทราบว่าใครจะแข่งขันที่โต๊ะไหน แต่ละ
สปั ดาห์ผเู้ รยี นจะพบคู่แขง่ ท่ีไม่ซำ้ หนา้ แตอ่ ย่างไรกต็ ามผเู้ รียนก็ยังสังกัดทีมเดิมอยู่แต่ละคน
จะมีโอกาสชนะ เพราะทุกคนจะพบคู่แขง่ ที่มีความสามารถใกล้เคยี งกนั หลงั จากการแข่งขัน
ครูจะแจกจดหมายข่าวซง่ึ ประกาศผล ทีมทีช่ นะและคนทีท่ ําคะแนนได้สูงสุดในทีม จงทําให้ดี
ทสี่ ดุ สมาชิกในทมี จะเอาใจชว่ ย”
- จดั ผูเ้ รยี นเข้าประจาํ โต๊ะ ถ้าผ้สู อนไมต่ อ้ งการใหผ้ ู้เรียนรู้วา่ เขามีความสามารถอยู่ใน
ระดับใด ก็ไม่ต้องบอกการเรียงตามลําดับ โต๊ะขึ้นอยู่กับความสามารถ แต่ละโต๊ะแจก
หมายเลข คําถาม 1 ชดุ กระดาษคาํ ถาม คาํ เฉลย และกระดาษบันทกึ คะแนนของเกม
24
- การแนะนําเกี่ยวกับเกม ผู้สอนอธิบายจุดประสงค์และกติกาของการเล่นเกม
ดงั แสดงในตัวอยา่ งตอ่ ไปน้ี
- เลน่ เกมผู้เรยี นทกุ คนเริม่ เล่นเกมพร้อมกนั ด้วยชดุ คาํ ถามทเ่ี หมือนกนั ผ้สู อนเกนิ ไป
ตามโตะ๊ ตา่ งๆ เพอ่ื ตอบปัญหาข้อสงสัย และให้แน่ใจวา่ ผู้เรยี นเข้าใจกตกิ า เมอื่ เหลือเวลา 10
นาทจี ะหมดเวลาผู้สอนบอกหมดเวลาให้ผเู้ รยี นนับจํานวนบัตรท่แี ต่ละคนมี แลว้ กรอกจาํ นวน
ลงใน กระดาษบนั ทกึ คะแนนพรอ้ มช่อื
- การคํานวณคะแนนแต่ละเกมและคะแนนการแข่งขัน ให้ผู้เรียนรวมคะแนนแต่ละ
เกม (ถ้าเล่นมากกว่า 1 เกม) แล้วใส่ลงในช่องคะแนนรวม ของแตล่ ะวนั โดยถา้ ผ้เู รยี นเปน็ เด็ก
โต ครูกใ็ หผ้ เู้ รยี นคํานวณคะแนนสําหรับการแข่งขัน
- การประกาศผล ใหผ้ อู้ นื่ ทราบอาจอยใู่ นรปู ของป้ายนเิ ทศ นิทรรศการหรอื จดหมาย
ข่าว ลว้ นสร้างแรงจูงใจใหผ้ ู้เรยี นในการแขง่ ขันเปน็ อยา่ งมาก การประกาศผลในจดหมายข่าว
เป็นวิธีที่ ให้ผลดีเพราะก่อให้เกิดความตื่นเต้นทั้งในการแข่งขันและคะแนนที่ออกมาการทํา
จดหมายขา่ วแลว้ แจกผู้เรียนทกุ คน และถา้ สามารถแจกจดหมายข่าวไดท้ ันทหี ลังการแข่งขัน
จะดีที่สุด ผู้สอนจะเขียน จดหมายข่าวในรูปใดก็ได้ แต่ต้องมีข้อความเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ
ดงั ต่อไปนี้
- บนั ทึกการแขง่ ขันของแต่ละทีมในการแขง่ ขันครงั้ ลา่ สุด ซง่ึ รวมถึงตาํ แหนง่
ของทมี ใน สปั ดาหน์ น้ั และการลงช่อื สมาชกิ ของทีมทไ่ี ด้ที่ 1, 2 และ 3 ของสัปดาห์
นน้ั ดว้ ย
- บอกตาํ แหน่งของทมี ต่าง ๆ เทา่ ท่ีผา่ นมา
- บอกช่ือผู้ชนะการแข่งขนั ในแตล่ ะโตะ๊ (โดยไม่ตอ้ งบอกหมายเลขของโตะ๊ )
- คะแนนท่ผี เู้ รยี นทาํ ไดใ้ นแต่ละทีม (ขอ้ นี้อาจไม่ใส่ก็ได)้ จดหมายข่าวให้ท้ัง
ข่าวสาร และอา่ นสนุกผสู้ อนใหค้ วามสาํ คัญของทมี ทีป่ ระสบความสําเร็จและผู้ที่ชนะ
ประจําโตะ๊ ต่าง ๆ และขณะเดยี วกนั กใ็ ห้กาํ ลังใจผทู้ ่ีทําคะแนนไดด้ ีแมไ้ มไ่ ดเ้ ป็นผู้ชนะ
ก็ตาม ผู้สอนต้องเร้าให้ผู้เรียน เกิดความตื่นๆเต้น ในการแข่งขันและอยากทําได้ดี
ทีส่ ุดในการแข่งขัน ซง่ึ เป็นหวั ใจสําคญั ของ การเรยี นแบบ TGT
- การส้นิ สดุ การแข่งขัน หลังจากเวลาผา่ นไป 6-10 สปั ดาห์ การแขง่ ขนั ควรส้นิ สุดลง
และก่อนการแข่งขันสิ้นสุด ลง 1 สัปดาห์ ผู้สอนควรประกาศให้ผูเ้ รียนทราบ เพื่อให้ผู้เรียน
อาจต้องการทําใหด้ ีที่สดุ เพ่ือเลือ่ นอนั ดบั ทีมกอ่ นการสิ้นสุดการแข่งขัน ถา้ ผู้สอนตอ้ งการให้มี
การเรยี นแบบ TGT ตอ่ ไปอีกกค็ วรจะแบง่ ทมี ใหมอ่ ีกคร้ัง เพอื่ เปิดโอกาสให้ผู้แพ้มีโอกาสชนะ
และเพื่อให้ผู้เรียนทำความคุ้นเคยกัน อีกการแข่งขันแบบ TGT ไม่เหมือนกับการแข่งขัน
ทางการเรยี นแบบอ่นื ทม่ี ักเนน้ แตน่ กั เรียนทเี่ กง่ เท่านัน้ จึงจะมโอกาสชนะแตก่ ารแข่งขันแบบ
25
TGT ผู้เรียนท้ังทีเ่ ก่งและไม่เกง่ ท่ีร่วมทมี ตา่ งต้องเข้าแข่งขนั และไดร้ ับคา ชมเชยในผลสำเร็จ
เทา่ เทียมกนั
จากข้ันตอนการสอนดว้ ยการเรยี นแบบร่วมมือท่ีใช้เทคนิค TGT ดังกล่าว สามารถสังเคราะห์
ข้นั ตอนการสอนแบบร่วมมอื เทคนคิ TGT ซง่ึ ประกอบด้วย 4 ข้นั ตอน
1. ขัน้ นําเสนอเน้ือหา ผูส้ อนจัดเตรียมเนอ้ื หาสาระทจี่ ะใหผ้ เู้ รียนได้เรียนรู้ และเสนอ บทเรียน
ให้แกผ่ ้เู รียน โดยเลือกใชว้ ธิ ีการสอนตามความเหมาะสม
2. ขั้นกิจกรรมกลุ่ม ผู้สอนจัดกลุ่ม โดยให้คละความสามารถและเพศกลุ่มละประมาณ 4-5
คน โดยเป็นคนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน เพื่อให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษา
ฝึกปฏิบัติตามใบงาน ทบทวนเนื้อหาที่ครูนําเสนอ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะแข่งขัน ประเมนิ
ความรู้ความเข้าใจของสมาชิกในทีม หากสมาชิกบางคนยังไม่เข้าใจ สมาชิกคนอื่นๆ ช่วยกันอธิบาย
เป็นการเตรียมพรอ้ มทจี่ ะเขา้ แข่งขนั
3. ขั้นแข่งขัน ผู้สอนอธิบายจุดประสงค์และกติกาของการเล่นเกม ผู้เรียนที่มีความสามารถ
ใกล้เคียงกันจากแต่ละทีมเข้าประจําโต๊ะแข่งขัน คือ ผู้เรียนที่เก่งของแต่ละทีมแข่งขันกัน ผู้เรียน
ปานกลางของแต่ละทีมแข่งขันกัน และผู้เรียนอ่อนของแต่ละทีมแข่งขันกัน เมื่อแข่งขันจบสมาชิก
ทุกคนกลับไปยังทีมตัวเอง เพ่ือนาํ คะแนนของแต่ละคนมารวมกนั เป็นคะแนนรวมของทีม
4. ขนั้ ยกย่องความสําเร็จของทีม ผู้สอนประกาศผลการแขง่ ขันและมอบรางวัลให้กับทีมที่ได้
คะแนนสงู สุดหรือคา่ เฉล่ยี สงู สุด
3.4 ข้อดขี องการจดั การเรียนรแู้ บบร่วมมอื เทคนิค TGT (Team gametournament)
(พิมพันธ์ เตชะคุปต์, 2544, หน้า 152) เทคนิค TGT เป็นเทคนิคที่ดีของการเรียนรู้แบบ
รว่ มมือ ในการช่วยสง่ เสริมให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ โดยผ้เู รียนมสี ่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ทุก
ข้นั ตอน โดยการช่วยเหลอื พงึ่ พาซงึ่ กันและกัน ซึ่งกอ่ ให้เกิดผลดีหลายประการดังน้ี
1. กระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจและตั้งใจเรียนอย่างต่อเนื่อง กระตือรือร้นในการคน้ คว้าหาความรู้
และทบทวนบทเรียนให้เขา้ ใจ จงึ ทําให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นสูงขนึ้
2. ส่งเสรมิ สัมพนั ธภาพระหว่างบุคคล เนอ่ื งจากผ้เู รยี นจะบรรลเุ ปา้ หมายของการเรยี นรู้ และ
รางวัลจากการเล่นเกมการแข่งขันทางวิชาการก็ต่อเมื่อสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มไปถึงเป้าหมาย
เดียวกัน ดังนั้นผู้เรียนจะต้องช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน มีการให้
กําลงั ใจ กระต้นและสง่ เสริมเพือ่ นทกุ คน ใหม้ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจในบทเรียน เพอ่ื ท่จี ะทาํ คะแนนสะสม
ไดใ้ นการเลน่ เกมการแข่งขนั ทางวิชาการอนั จะนำไปสูค่ วามสำเร็จและบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
3. สร้างเสริมบรรยากาศในการเรียนรู้ไดเ้ ป็นอย่างดีเน่ืองจากผู้เรียนมกี ารช่วยเหลือพ่งึ พาซงึ่
กันและกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ยอมรับและไวว้างใจซึ่งกันและกัน มีการเล่นเกมแข่งขัน
ตอบปญั หาทางวชิ าการเพ่ือสะสมคะแนนความสามารถของกลมุ่ ทีไ่ ม่เนน้ การแพ้ชนะเพียงแต่นักเรียน
26
ทุกคนในกลุ่มจา ร่วมแรงร่วมใจกัน ทำคะแนนสะสมให้ได้ถึงเกณฑตามที่กำหนดเท่านั้นจึงทำให้
นักเรียนมคี วามสขุ กับการเรยี นและมคี วามสุขกบั เกมวชิ าการ
4. กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความมั่นใจในตนเอง และตระหนักถึงคุณค่าของตน เนื่องจาก
เทคนิคนี้มีเกมการแข่งขันทางวิชาการ ผู้เรียนได้ร่วมเล่นเกมกับสมาชิกคนอื่นๆที่มีความสามารถ
ใกลเ้ คยี งกนั
ดังนั้นไม่ว่าผู้เรียนเก่งหรอื ผูเ้ รียนออ่ นก็มีโอกาสทําคะแนนให้กับกลุ่มของตนเองได้เท่าเทียม
กัน จึงทําให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจ มั่นใจและตระหนักถึงคุณค่าของตนเองที่เป็นส่วนหนึ่ง ใน
ความสาํ เรจ็ ของกลุม่
5. พัฒนาทักษะการทํางานร่วมกับผู้อื่น เป้าหมายที่สําคัญของวิธีเรียนประเภทการแข่งขัน
ระหว่างกลุม่ ดว้ ยเกม คือผูเ้ รียนเกดิ การเรียนรู้ทักษะการรว่ มมือและช่วยเหลือซง่ึ กันและกัน ส่ิงนี้เป็น
ทกั ษะท่สี าํ คญั ของสงั คมท่ีคนเราตอ้ งทํางานรว่ มกนั ภายใตร้ ะบบท่ีทุกคนต่างต้องพึง่ พาซ่ึงกัน และกัน
และฝึกใหน้ กั เรยี นรจู้ ักปรับตวั เพอ่ื ให้สามารถทํางานในสังคมภายหน้าได้อย่างมคี วามสขุ
6. ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความสามารถในการแก้ปัญหาและความรับผิดชอบ เนื่องจาก
กิจกรรมการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกมตอบปัญหาทางวิชาการ ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความ
รบั ผดิ ชอบในการเรียนร้ขู องตนเองและเพ่ือนร่วมกลุม่ และขณะที่เลน่ เกมนักเรยี นจะต้องคิด คํานวณ
คิดแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ข้อสรุปเพื่อจะตอบปัญหานั้น เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด ความสามารถใน
การแก้ปญั หา
7. ลดปัญหาวินัยในชั้นเรียน เนื่องจากสมาชิกทุกคนในกลุ่มมีหน้าที่และความรับผิดชอบใน
ความสาํ เร็จของกลมุ่ ไม่ว่าจะเป็นการทาํ งานท่ไี ดร้ บั มอบหมายรว่ มกนั หรือการรว่ มกนั ในกิจกรรมการ
แขง่ ขันตอบปัญหาทางวิชาการ จงึ ทําใหผ้ ้เู รยี นมีพฤติกรรมทพ่ี ึงประสงค์เกิดขน้ึ ในกลุ่ม การขาดเรียน
และพฤติกรรมก้าวร้าวรนุ แรงจะไมป่ รากฏในชั้นเรียน
นอกจากนี้ สวุ ทิ ย์ มลู คาํ และอรทัย มูลคาํ (2546, หน้า 27) ไดก้ ลา่ วถึงขอ้ ดขี องเทคนคิ TGT
มีดังน้ี
1. ผเู้ รียนมคี วามเอาใจใส่รับผิดชอบตวั เองและกลมุ่ รว่ มกับสมาชิกอ่นื
2. ส่งเสริมให้ผู้เรยี นทม่ี คี วามสามารถตา่ งกันไดเ้ รยี นรรู้ ว่ มกัน
3. สง่ เสรมิ ให้ผ้เู รียนผลดั เปลี่ยนกนั เปน็ ผนู้ าํ
4. สง่ เสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกและเรียนรู้ทักษะทางสงั คมโดยตรง
5. ผ้เู รียนมีความตืน่ เต้น สนกุ สนานกบั การเรียนรู้
27
3.5 ข้อจำกัดของการจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือเทคนิค TGT
1. ใชเ้ วลาในการดาํ เนนิ กิจกรรมต่าง ๆ มากกวา่ วธิ กี ารสอนปกติ เนื่องจากจะตอ้ งให้เวลากับ
กิจกรรมการแข่งขนั ตอบปัญหาเพอื่ สะสมคะแนนความสามารถของกล่มุ
2. มผี ลตอ่ ความรู้สกึ ของผ้เู รยี น เน่อื งจากผู้เรยี นท่ีเข้าร่วมการแขง่ ขนั ตอบปัญหาทางวิชาการ
ในแต่ละกลุ่มทําการแข่งขันเสร็จสิ้นลง ผู้เรียนที่ได้คะแนนต่ำสุดในแต่ละกลุ่มแข่งขัน จะต้ อง
เคลอ่ื นย้ายไปยังกลมุ่ ทม่ี รี ะดบั ความสามารถน้อยกว่าในครัง้ ต่อไป ซึ่งอาจทาํ ใหผ้ ู้เรยี น เสยี หนา้ เสียใจ
เสียความรสู้ ึก จนเกดิ ความรู้สกึ ท้อแทก้ ไ็ ด้ แต่ในทางกลบั กนั ก็อาจเปน็ การกระตุ้น ให้ผู้เรียนต้องเพิ่ม
ความพยายาม และใหค้ วามสนใจในการเรยี นมากยิ่งขนึ้
สุวิทย์ มูลคํา และอรทยั มลู คํา (2546, หน้า 28) ไดก้ ลา่ วถึงขอ้ จํากัดของเทคนคิ TGT มี ดังน้ี
1.ถ้าผู้เรียนขาดความเอาใจใสแ่ ละความรับผิดชอบจะส่งผลให้ผลงานของกลุม่ และการเรียนรู้
ไม่ประสบความสําเร็จ
2. เป็นวิธีการทผี่ ู้สอนจะต้องเตรียมการ ดูแลเอาใจใส่ในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่าง
ใกล้ชิดถงึ จะได้ผลดี
3. ผู้สอนมีภาระงานมากข้นึ
จากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ข้างต้น จะเห็นได้ว่า
เป็นเทคนิคท่ีชว่ ยส่งเสริมกระบวนการเรยี นรู้ ทําให้ผู้เรียนมีความสุข สนุกสนานกับการเรยี นรู้ ส่งผล
ใหผ้ ลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของผู้เรียนสงู ข้นึ และทส่ี าํ คญั ชว่ ยพัฒนาทกั ษะการทํางานกลมุ่ และทักษะ
ทางสังคมให้กับผู้เรียนได้เปน็ อย่างดี ในการวจิ ยั ครงั้ น้ี
4. ทกั ษะกระบวนการกลุ่ม
4.1 ความหมายของกระบวนการกล่มุ
กระบวนการกลุ่มหรือกลุ่มสัมพันธ์ มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษหลายคํา เช่น Group
dynamics, Group process, Group psychology และมีชื่อเรียกภาษาไทยหลายชื่อ เช่น พลวัต
กล่มุ สมั พนั ธภาพของกลมุ่ และกลุม่ สัมพนั ธ์ จากการศกึ ษามีผู้ให้ความหมายของกระบวนการกลุ่มไว้
ดังตอ่ ไปน้ี
ไสว ฟักขาว (2542, หน้า 135) ได้กล่าวว่า กระบวนการกลุ่ม หมายถึง แนวทางให้ผู้เรียน
ใช้กลุ่มช่วยกันสร้างความรู้โดยประสานความร่วมมือ ประสานความคิด ทํางานร่วมกัน รับผิดชอบ
ร่วมกันจนบรรลุเป้าหมาย การทํางานกลุ่มควรต้องเป็นการทํางานที่มีประสิทธิภาพ คือ หัวหน้าดี
สมาชิกดี และกระบวนการทํางานดี การเรียนรู้เป็นกลุ่มหรือใช้วิธีสอนกลุ่มสัมพันธ์เป็นการเรียน
การสอนท่เี นน้ ผ้เู รียนเป็นสําคัญ เป็นกระบวนการที่เนน้ ใหน้ ักเรยี นมสี ว่ นรว่ มในกระบวนการ เรียนรู้
ทิศนา แขมมณี (2547, หน้า 2) ได้ให้ความหมายของพฤตกิ รรมการทํางานกลุม่ ว่า หมายถึง
การที่บุคคลเข้ามาร่วมกันปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีเป้าหมายร่วมกันและทุกคน ในกลุ่ม
28
มบี ทบาทในการชว่ ยดาํ เนินงานของกลุ่ม มกี ารติดตอ่ ส่อื สาร ประสานงานและตดั สนิ ใจร่วมกนั เพ่ือให้
งานบรรลุผลสําเรจ็ ตามเปา้ หมายเพอื่ ประโยชน์ร่วมกันของกล่มุ
พันทิพา ทับเที่ยง (2550, หน้า 58) ได้กล่าวถึงพฤติกรรมการทํางานกลุ่มว่าหมายถึง
พฤตกิ รรมท่สี มาชกิ แตล่ ะคนในกลุ่มแสดงออกถงึ การมีปฏิสัมพันธต์ ่อกนั ในลกั ษณะกลุ่มและมี บทบาท
ในการช่วยกันรับผิดชอบต่องานของกลมุ่ เพ่อื ให้สามารถบรรลุจุดประสงค์ของกลุ่มท่ีมี รว่ มกนั ไดอ้ ย่าง
มีประสิทธิภาพจะเหน็ ได้ว่าพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ่ เปน็ ระบบการให้ ความสัมพนั ธต์ อ่ กันของสมาชิก
ในกลุม่ ทีท่ าํ งานร่วมกนั อย่างใดอย่างหนึ่งเพอ่ื ใหบ้ รรลุในส่งิ ทก่ี ลุม่ ตอ้ งการร่วมกัน
4.2 ทกั ษะการทำงานรว่ มกับผู้อ่ืน
หลักของการพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น มี 3 ประการคือ (สมศักด์ ขจรเจริญกุล.
2547:หน้า2-123)
1. การนำศักยภาพของแต่ละคนมาใช้ให้เกดิ ประโยชนต์ อ่ การทำงานรว่ มกบั ผู้อื่นนีเ้ ป็นการนำ
ความสามารถของแตล่ ะคนมาช่วยกนั ปฏบิ ัติงานของกลุ่มให้บรรลเุ ปา้ หมายของการทำงานกลุ่มให้ได้
ผลสำเร็จสูงสุด การจัดกลุ่มเป็นวิธีการกระตุ้นให้นักเรียนแต่ละคนได้นำศักยภาพมาใช้จึงเกิดการ
ยอมรับภายในกลมุ่
2. การมสี ว่ นรว่ มในการทำงานรว่ มกับผอู้ ื่น การเข้ามาทำงานทำให้ เกิดการมีสว่ นร่วม 3 ด้าน
คือ 2.1 เต็มใจมุ่งมั่นในการทำงาน 2.2 ร่วมวิเคราะห์ตัดสินใจและสรุปความคิดเห็นด้วยตนเอง
2.3 ร่วมมือและลงมอื ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตา่ ง ๆด้วยตนเอง แสดงความคดิ เห็นของตนเองใหส้ มาชิกในกลุ่ม
ได้รบั รู้ การทำงานรว่ มกนั เปน็ กลุ่ม จึงจําเปน็ ตองมกี ารกำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่ม เช่น
ผู้นํากลุ่ม เลขากลุ่ม และสมาชิกกลุ่มบทบาทต่างๆ ควรให้นักเรียนได้สลับหน้าที่เพื่อเปิดโอกาสให้
นักเรยี นได้ฝึกการทำงานรว่ มกบั ผอู้ ่ืน
3. การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกบเพื่อนร่วมงาน บรรยากาศในการทางานกลุ่มช่วยใหกลุ่มบรรลุ
เป้าหมายกลุ่มมีความพอใจมีความสขุ ในการปฏิบัติงานรว่ มกัน ดังนั้น สมาชิกกลุ่มทุกคนต้องช่วยกัน
สร้างบรรยากาศท่ีดใี นการทํางาน ใหก้ ำลงั ใจกัน มนี ํา้ ใจต่อกนั เอื้อเฟ้อื ชว่ ยเหลอื ซ่งึ กนั และกัน
Formulating Skills เป็นทักษะที่จําเป็นในการพฒั นาการเรียนรูค้ วามเข้าใจเป็นการกระตุ้น
การใชค้ วามคิด เช่น
- สรปุ ความคิดเหน็ และข้อเท็จจรงิ โดยการพดู ปากเปลา่ และไมต่ ้องดบู นั ทกึ
- ตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของผลงานกลุ่ม โดยการแก้ไขปรับปรุงข้อคิดเห็นที่ยังไม่
ถูกต้องของเพื่อนสมาชิก สํารวจและแสดงความคิดเห็นในส่วนที่ตนเองคิดว่ายังไม่เข้าใจหรือมี
ความเห็นเปน็ อยางอืน่
- สมาชกิ ทุกคนตอ้ งตรวจสอบผลงานและคำตอบของกลมุ่ ก่อนส่งและสมาชิกกลุ่มตองยอมรับ
ว่าผลงานกลุม่ เป็นเสมือนผลงานของตนเอง
29
จากท่ีกลา่ วมาสรุปว่าการเรียนแบบรว่ มมือนอกจากมีความรู้ทางวิชาการแล้ว นกั เรียนทุกคน
ต้องได้รับการพัฒนาในด้านทักษะทางสังคมด้วย เช่น การทำงานรวมกับผู้อื่น นักเรียนจะมีบทบาท
หน้าทคี่ วามรับผิดชอบและช่วยเหลือพงึ่ พากันและกนั มปี ฏิสมั พนั ธ์ แลกเปลย่ี นความคิดเห็นฟังเพื่อน
ซักถาม รว่ มกันคดั ร่วมกนั ทำ
4.3 องค์ประกอบของการทํางานกลุ่ม
ทิศนา แขมมณี (2547, หน้า 55) กล่าวถึงองค์ประกอบการทํางานกลุ่มไว้ว่าในการ ทํางาน
รว่ มกัน การท่สี มาชิกในกล่มุ จะให้ความรว่ มมือกันอย่างมปี ระสิทธภิ าพไดน้ ัน้ จะต้องไดร้ บั การฝึกฝน
การปฏิบัตติ นให้สามารถทาํ งานร่วมกบั ผอู้ ่ืนไดอ้ ย่างดี และมคี วามเข้าใจในองคป์ ระกอบ ที่สําคัญของ
การทํางานกลุ่ม ไดแ้ ก่
4.3.1 องค์ประกอบด้านผู้นํากลุ่ม กลุ่มใดที่มีผู้นําที่มีคุณสมบัติที่ดี รู้และเข้าใจใน
บทบาทหนา้ ทข่ี องตนและมที ักษะในการปฏบิ ัติตามหนา้ ทีน่ ั้นแล้ว กลมุ่ น้ันยอ่ มมีแนวโนม้ ท่จี ะ ประสบ
ผลสําเร็จสูง ผู้นําจึงเป็นองค์ประกอบที่สําคัญอย่างหน่ึงต่อความสําเร็จ และประสิทธิภาพ ของการ
ทาํ งานกลุม่
4.3.2 องค์ประกอบด้านบทบาทสมาชิกกลุ่ม การทํางานเป็นกลุ่มต้องอาศัยความ
ร่วมมือจากสมาชิกทุกคนเป็นสําคัญ หากสมาชิกทุกคนตระหนักในความสําคัญของตนเอง
และ พยายามปฏิบัติตนในการทํางานกลุ่มในฐานะสมาชิกท่ีดีของกลุ่ม การดําเนินงานของกลุ่มจะ
สามารถประสบผลสําเรจ็ ได้อยา่ งรวดเรว็
4.3.3 องค์ประกอบด้านกระบวนการกลุ่ม กลุ่มใดมีความเข้าใจในกระบวนการ
ทํางานที่ดีมีกระบวนการทํางานที่มีประสิทธิภาพโดยมีขั้นตอนที่สําคัญ ได้แก่ มีการกําหนด
จดุ ม่งุ หมายในการทํางาน การวางแผนงาน การปฏบิ ัตงิ านตามแผน การประเมนิ ผลและปรับปรุงงาน
ซง่ึ ถา้ ปฏิบัตไิ ด้อยา่ งเหมาะสมแล้ว กลุ่มกม็ กั ประสบความสําเรจ็ ในการทํางาน
4.4 การสังเกตพฤตกิ รรม
พันทิพา ทับเท่ยี ง (2550, หน้า 62) การสงั เกตเปน็ การศึกษาพฤติกรรมหรอื การ กระทาํ ตา่ งๆ
ของบุคคลโดยใชป้ ระสาทสมั ผัสด้านหแู ละตาเปน็ หลักสาํ คัญในการสงั เกตและอาจจะ ใช้เครื่องมือหรือ
วิธีการอื่นๆ เช่นแบบบันทึกพฤติกรรมแบบสํารวจ ฯลฯ ประกอบการสังเกตด้วย การสังเกตเป็น
เครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาอบรมพฤติกรรมและตามหลักพฤติกรรมลักษณะของ พฤติกรรมท่ี
จะสังเกตต้องเป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออก กระทําหรือตอบโต้สิ่งเร้าหรือสิ่งใดสิ่ง หนึ่งใน
สถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งและจะต้องเป็นพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้นับได้ได้ ยินได้และ
วดั ไดด้ ังนน้ั การสังเกตจึงเป็นการใชป้ ระสาททางตาและหเู ปน็ สว่ นสาํ คัญในการรวบรวม ข้อมูลเก่ยี วกับ
พฤติกรรมของมนุษย์หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ตลอดถึงเป็นวิธีการศึกษานักเรียนเพื่อ ทําความเข้าใจ
30
เกี่ยวกับตัวนักเรียนโดยเฝ้าดูพฤติกรรมทีเ่ กิดขึ้นและพยายามจดจําไว้หลงั จากนัน้ จึง ค่อยบันทึกเพอื่
เกบ็ ไวศ้ กึ ษาอ้างอิงในโอกาสตอ่ ไป
ปรีชา วหิ คโต (2539, หน้า 45 อา้ งองิ มาจาก Edward, 1983, p. 90) ไดก้ ล่าววา่ การสงั เกต
เปน็ กระบวนการที่ครเู ฝา้ ดูพฤตกิ รรม และรอ่ งรอยพฤติกรรมของนักเรียน เพ่ือรวบรวม ขอ้ มลู เกีย่ วกับ
ตัวนักเรยี น แลว้ จึงบันทกึ ผลการสังเกตลงในแบบบันทึกขอ้ มูลหลัก
(อาวุธ วัฒนสิน, 2536, หน้า 117; ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2539, หน้า 22-23 ;
พวงรัตน์ ทวรี ตั น์, 2540, หนา้ 110) การสงั เกตพฤติกรรมผลการสังเกตจะมีความเชือ่ ม่นั และเทยี่ งตรง
ขึ้นอยู่กับผู้สังเกต โดยทั่วไปก่อนจะทําการสังเกตในลักษณะปรนัยให้มากที่สุดและยังต้องคํานึงถึง
หลักการสงั เกตต่อไปนคี้ อื
- การสังเกตจะต้องมีเป้าหมายชัดเจนและขอบเขตที่แน่นอนว่าต้องการจะ ศึกษาอะไรโดย
อาจทําเป็นรายการพฤติกรรมท่ีจะสงั เกตไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนพร้อมกับการ กําหนดไว้ว่าจะบันทกึ
การสังเกตอยา่ งไร
- การสังเกตต้องกระทําอย่างมีระบบกําหนดระยะเวลาในการสังเกตไว้อย่าง แน่นอนเช่น
กําหนดไว้ว่าจะสังเกตพฤติกรรมนั้นๆภายในเวลากี่นาทีหรือกี่วินาที่มีการแบ่งช่วงเวลา ในการ
สังเกตเปน็ ตน้ โดยคํานงึ ถงึ ธรรมชาตขิ องสงิ่ ทตี่ ้องการสังเกตด้วย
- มีการบันทกึ ผลการสังเกตที่เป็นลกั ษณะเชิงปริมาณเพ่ือท่ีจะสามารถนําไป ตรวจสอบและ
วิเคราะห์ผลได้
- ผ้สู ังเกตตอ้ งได้รับการฝึกฝนในเรื่องท่ีจะสังเกตมาเปน็ อย่างดีมีความรอบรู้ใน เร่ืองท่ีสังเกต
และไม่มอี คติ
- การสังเกตต้องมีการจดบันทึกโดยสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วนและบันทึก รายละเอียด
ข้อเทจ็ จรงิ ในทันทีเพื่อให้ไดข้ อ้ มูลทค่ี รบถ้วน
5.บอรด์ เกมการศกึ ษา
5.1ความเป็นมาและความสำคัญของบอร์ดเกมการศกึ ษา
บอร์ดเกมสมัยโบราณ (Classic board game) ที่มีมากกวา่ พนั ปี เช่น ในประเทศจนี อินเดีย
ญี่ปุ่น ซึ่งใช้เล่นเพ่ือเปน็ กิจกรรมยามว่างของคนสมัยก่อน ได้แก่ หมากรุก ได้พัฒนาและปรับเปล่ยี น
โดยมกี ารนำบอรด์ เกมมาใช้ในแวดวงการศกึ ษาในปัจจุบนั มากขนึ้ เช่น มีการใชบ้ อร์ดเกมเข้ามาบูรณา
การกับหลักสูตรของโรงเรียน ได้แก่ การนำหมากฮอสมาสอนนักเรียนในระดับประถมศึกษา และ
มัธยมศึกษาตอนต้นในประเทศรัสเซีย เนเธอร์แลนด์ การนําหมากรุกมาใช้ใน หลักสูตรของโรงเรียน
กว่า 40 ประเทศ เช่น ในฝรั่งเศส อาร์เจนตินา หรือญี่ปุ่น การนําเกมเศรษฐี ในวิชาคณิตศาสตร์ใน
โรงเรียนหลายแหง่ ในอเมรกิ า (Hinebaugh.2009:67)
31
บอร์ดเกมมีความสําคัญ และประโยชน์ต่อผู้เรียนในด้านต่างๆ เช่น เปิดพื้นที่และ
ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น สามารถเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในชีวิตจริง ใช้วัสดุที่น่าสนใจให้
ผู้เรียนไดส้ มั ผสั เสริมสรา้ งการเรยี นรู้แกผ่ ู้เรยี นผ่านความสนกุ ท่ไี ด้จากบอร์ดเกม สง่ เสริมให้ผู้เรียนฝึก
ความคิดสร้างสรรค์ คิดสร้างสรรค์ มีวิจารณญาณในการวางแผนและแก้ไขปัญหา ช่วยให้ผู้เรียนได้
ผอ่ นคลาย หรอื ชว่ ยใหเ้ ด็กมโี อกาสฝึกฝนทักษะหลายอย่าง เชน่ การสงั เกตสีหน้า คาํ พูด หรือท่าทาง
การแสดง การให้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาแบบเดียวและแบบทีม การฝึก
การประจันหน้ากันในวง ทักษะการสื่อสารกันในกลุ่ม การมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เป็นต้น
(SasinKY.2012:p.125) ส่งเสริมให้ผู้เล่นหรือผู้เรียนศึกษาได้ด้วยตัวเองได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีอว่าเป็น
จดุ เดน่ และเป็นเอกลกั ษณข์ องบอรด์ เกม
5.2 ประเภทของบอรด์ เกม
การแบ่งประเภทของบอร์ดเกมสามารถแบ่งได้เป็น 6 ประเภท ดังต่อไปนี้
5.2.1 แบบครอบครัว หรือบอร์ดเกมแบบดั้งเดิม (Family Sams and Classic Board
Garmes) เป็นบอร์ดเกมรุ่นแรกๆ ที่กติกาไม่ขับซ้อน มักจะเริ่มต้นเดินจากจุดเริม่ ต้นไปยัง จุดสิ้นสุด
โดยมีเรื่องคะแนน และเรื่องโชคเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งยังไม่เน้นในเรื่องการวางแผน หรือ 12 คิดที่
ซับซ้อน โดยอาจใช้เป็นกิจกรรมหนึ่งในการสร้างความสัมพนั ธ์กับครอบครัว หรือเพื่อน หรือใช้เวลา
ว่างร่วมกัน ตัวอยา่ งบอร์ดเกมหน้ี ไดแ้ ก่ บันไดงู
5.2.2 แบบยุโรป (Euro-Me Gam) เป็นเกมกระดานที่ใช้เวลาเล่นไม่เกิน 1 ชั่วโมง เน้นการ
ปฏิสัมพันธก์ ัน ไม่สรา้ งความขดั แยง้ หรือไมม่ ีการกาํ จัด ผู้เลน่ คน หน่งึ คนได้ออกจน เป็นเกมท่ีต้องหา
ขอ้ มูลและเลอื กวธิ ีของแตล่ ะคนในการเล่นเกม หรอื แก้ปญั หา มคี ะแนนในการเล่นแต่ละเวียน อปุ กรณ์
มไี ม่มาก โดยท่ัวไปจะไมใ่ ชล้ ูกเต่า ตวั อยา่ งเกมประเภทนี้ ไดแ้ ก่ เสมโรงงานไฟฟ้า (Power arid)
5.2.3 เกมสร้างชุดไฟ (Deck-Bling Gamns เป็นเกมที่เล่นในลักษณะเกมไพ่ (Card game)
ทแ่ี ตล่ ะคนจะมไี ฟในมือของตัวเองจํานวนหนึง่ และจะมีไฟกองกลางทงั้ หมด โดยทผี่ ูเ้ ล่นแต่คนจะต้อง
ออกแบบวางแผนในสร้างไพ่ของตัวเองให้มีคะแนนมากที่สุด ซึ่งไพ่แต่ละใบก็จะมีคําสั่ง หน้าที่ หรือ
คะแนนแตกตา่ งกันไป โดยเกมจะยตุ ลิ งเม่อื ไพก่ องกลางท่ตี ้องการหมดลง หรอื มี คําสั่งพิเศษท่ีเกิดข้ึน
ตวั อย่างเกมประเภทนี้ ไดแ้ ก่ เกม Dorminion
5.2.4 เกมวางแผนเชิงนามธรรม (Abstract Strategy Games) เกมนเี้ ปน็ บอร์ดเกม ประเภท
หน่งึ ทมี่ ักแบง่ เป็นผู้เล่น 2 ฝา่ ยโดยตอ้ งใช้ความคิด การวางแผน หรอื กลยุทธ์ทจี่ ะเอาชนะอกี ฝ่ายหน่ึง
เป็นเกมท่ีเล่นโดยไม่ต้องใช้ลกู เต๋ หรือการ์ดใดๆ รวมถึงไม่จําเป็นต้องใช้การสือ่ สารกับผู้เล่น ฝ่ายตรง
ข้าม เกมนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ตัวอย่างบอร์ดเกมประเภทนี้ ได้แก่ หมาก A-math
Cross-Word เปน็ ต้น
32
5.2.5 เกมวางแผน (Strategy Games) เป็นบอร์ดเกมที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในปัจจุบนั
เพราะเปน็ เกมทอี่ าศยั ความรว่ มมือของผู้เลน่ ตง้ั แต่ 2 คนขึน้ ไป บางเกมเล่นได้ถงึ 10 คน ซึง่ มี ท้ังแนว
เกมทตี่ ้องร่วมมือกัน หรอื เกมที่ตอ้ งแข่งกนั กําจดั กนั มที ง้ั แบบทใ่ี ชล้ กู เต๋ หรอื ไม่ใช้ สว่ นใหญ่ เป็นเกม
ที่ใช้เวลาเล่นค่อนข้างนาน เพราะต้องให้ผู้เล่นแต่ละคน หรือแต่ละฝ่ายคิดวางแผน หากลยุทธ์ หรือ
เจรจาต่อรอง หรือหาแนวทางรว่ มกนั ในเกม ตวั อย่างบอร์ดเกมประเภทน้ี ไดแ้ ก่ เกมสงคราม Settlers
of Catan หรอื บอรด์ เกมสมัยใหม่ก็มกั อย่ใู นประเภทน้ี
5.2.6 เกมวางแผนที่ใช้ไพ่ (Card-Based Strategy Games) เป็นบอร์ดเกมแนว วางแผนอีก
ประเภทหนึ่งที่เน้นการใช้ไพ่ในการวางแผน โดยเป็นการสุ่มหรือโชคที่จะได้ไพ่ และไพ่จะ นํามาซ่ึง
โอกาสตา่ งๆ และความสามารถท่เี พ่มิ ขน้ึ ทช่ี ว่ ยให้เราเขา้ ใกล้เป้าหมายของเกมมากขึ้น โดยท่ี สามารถ
จะร่วมมือ หรอื กาํ จดั คแู่ ข่งผา่ นการใชไ้ พ่ได้ ตัวอยา่ งบอร์ดเกมประเภทน้ี ไดแ้ ก่ เกมสรา้ งอารยธรรม
6.งานวจิ ัยในประเทศที่เกย่ี วขอ้ ง
สุวิทย์ สุวรรณชาติ (2559:29) ได้ศึกษาเกี่ยวกบการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 ระหว่างการจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมือเทคนคิ
TGT กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติมีวัตถุประสงค์เพือ่ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องดินในท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 ระหว่างการจัดการเรียนรู้
แบบรว่ มมือเทคนิค TGT กบั การจดั การเรียนรแู้ บบปกติ และ2) เพ่อื ศกึ ษาความพึงพอใจของ นักเรียน
ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT กลุ่มตัวอยางที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 2 ปี การศึกษา 2557 โรงเรียนวัดคลองชัน ตำบลลาดสวาย อำเภอลำ
ลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยการสุม่ อยางง่าย จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 34 คน แล้วจับฉลาก
ให้หอ้ งที่ 1เปน็ กลมุ่ ควบคมุ หอ้ งที่ 2 เปน็ กลมุ่ ทดลอง เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้วจิ ัย คอื 1) แผนการจัดการเรยี นรู้
แบบร่วมมือเทคนิค TGT และแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างละ 9 แผน 2) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์ เร่อื ง ดินในท้องถนิ่ 3) แบบวัดความพงึ พอใจของนักเรียน
ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค สถิติที่ใช้ในการวจิ ัย คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และการทดสอบค่าที แบบ Independent Sample ผลการวจิ ัยพบว่า 1) นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปี
ที่ 4 กลุ่มที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT มีคะแนน เฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกวานักเรียน กลุ่มที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ ปกติ อยางมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ.05 และ 2) นักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT
มคี วามพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรแู้ บบร่วมมอื เทคนิค TGT ในภาพรวมอยู่ในระดบั มาก
มณีแสง เทศทิม (2549 : 104) ได้ศึกษาวิจัยการเปรียบเทียบผลการเรียนรูว้ ิชาคณิตศาสตร์
เรื่อง เสน้ ขนาน ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี6 ของนักเรยี นระหว่างการจดั กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบทีจที ี (TGT)
แบบจิกซอว์ (JIGSAW) และแบบสสวท. ผลการวิจัยพบวานักเรยี นกลุ่มทีได้รับการจดั การเรียนรูแ้ บบที
33
จีที (TGT) มีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนและเจตคติทีจีที การเรียนคณิตศาสตร์สงู กวา่ นกั เรียนกลุ่มทีได้รับ
การจดั การเรยี นรแู้ บบจิกซอว์ (JIGSAW) และแบบสสวท.
วนิดา อารมณ์เพียร (2552 : 103) ได้ศึกษาวิจัยการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา
คณิตศาสตร์ ความคงทนในการเรียนรู้เรื่องการหารทศนิยม และพฤติกรรมการทํางานกลุ่มของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD และ TGT ผลการวิจัย
พบวา่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น เรอื่ ง การหารทศนยิ ม ของนักเรียนกลมุ่ ทไี ด้รับการจดั การเรยี นรู้โดยใช้
เทคนคิ STAD และ TGT สูงขนึ้ นกั เรยี นมีความคงทนในการเรียนรู้และพฤติกรรมในการทาํ งานกลุ่มดี
ขึ้น
7.งานวจิ ยั ต่างประเทศท่เี กีย่ วขอ้ ง
Symons and Gill อ้างถึงใน วิชุณี สารสุวรรณ (2551, น.58) ได้ศึกษาเรื่องการพฒั นาการ
เรียนที่ผู้เรียนให้มีส่วนร่วมและผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยเทคนิคทีมแข่งขัน โดยผู้วิจัยได้เลือก
เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคทีมแข่งขัน (T-G-T) กลุ่มทดลองได้แก่นักเรียนรายวิชาชีววิทยา
จำนวน 80 คน โดยกลุ่มที่ 1 ผู้เรียนจะเรยี นโดยใช้กลยุทธ์ T-G-T และ กลุ่มที่ 2 ใช้เทคนิคการเรยี น
แบบปกติ ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยเทคนิคทีมแข่งขันสูงกวา
ผ้เู รยี นท่เี รยี นด้วยการเรียนแบบปกตโิ ดยมีนัยสำคัญทางสถติ ทิ ี่ .05
34
บทท่ี 3
วธิ กี ารดำเนนิ การวิจยั
การศึกษาคน้ ควา้ ครง้ั นผ้ี ู้วิจัย จะได้ดาํ เนินการตามข้นั ตอนต่อไปน้ี
1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
2. เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้และการหาคุณภาพ
3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
4. การวเิ คราะหข์ อ้ มูลและสถติ ทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
1. ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
1.1 ประชากร ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ จังหวัด
สงขลา ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 จำนวน 555 คน
1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 41 คน โดยการสุ่มหลายขั้นตอน (Multi-
stage Sampling)
2. เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั และการหาคณุ ภาพ
เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการวิจยั
2.1 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสาร ใช้รูปแบบเทคนิค
การจัดการเรียนการสอนแบบ TGT จำนวน 3 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 2-3
ชวั่ โมง รวมทัง้ สิน้ 8 ชั่วโมงตรวจสอบความสมบูรณ์ของแผนการจัดการเรียนรู้โดยผู้เช่ียวชาญ 3 ท่าน
เป็นการตรวจสอบความสอดคล้องความเหมาะสม ความเที่ยงตรงของเนอื้ หา จุดประสงค์ และขัน้ ตอน
การจัดการเรียนรู้ และนำมาปรับปรงุ แกไ้ ขตามคำแนะนำ ได้คา่ ความสอดคล้องที่ 1.00
2.2 บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง การแยกสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการ
จดั การเรียนร้ลู ะ 7 บอรด์ รวมทั้งหมด 3 แผนการเรียนรู้ จำนวนทั้งสนิ้ 21 บอรด์
2.3 แบบประเมินทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียนหลังได้รับเทคนิคการจัดการเรียนการ
สอนแบบ TGT รว่ มกับการใชบ้ อร์ดเกมการศกึ ษา เรื่อง การแยกสาร
2.3.1 แบบประเมินตนเองของผู้เรียนในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม หลังได้รับ
เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ TGT ร่วมกับการใช้บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง การแยกสาร
จำนวน 6 ข้อ ตรวจสอบค่าความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ได้ค่าความ
สอดคลอ้ งที่ 5.00
2.3.2 แบบประเมินทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียน เป็นแบบสังเกตที่ครูใช้ในการ
สังเกตการทำงานเป็นกลุ่มของนักเรียน หลังได้รับเทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ TGT ร่วมกับ
35
การใช้บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง การแยกสาร จำนวน 4 ข้อ ตรวจสอบค่าความสอดคล้อง (IOC)
โดยผเู้ ช่ยี วชาญจำนวน 3 ท่าน ได้คา่ ความสอดคลอ้ งที่ 5.00
2.4 แบบประเมินความพงึ พอใจของนักเรียนหลังได้รับเทคนคิ การจัดการเรียนการสอนแบบ
TGT ร่วมกับการใช้บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง การแยกสาร จำนวน 4 ด้าน ตรวจสอบค่าความ
สอดคลอ้ ง (IOC) โดยผ้เู ชยี่ วชาญจำนวน 3 ทา่ น ไดค้ า่ ความสอดคลอ้ งที่ 1.00
การสรา้ งและหาคุณภาพของเครือ่ งมอื
2.1 แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ หนว่ ยการเรียนรู้ เรอื่ ง การแยกสาร ใชร้ ปู แบบเทคนิค
การจดั การเรยี นการสอนแบบ TGT มีขน้ั ตอนการสรา้ งดังน้ี
2.1.1 วิเคราะห์เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 4 จำนวน 3
แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจดั การเรียนรูล้ ะ 2-3 ชั่วโมง รวมทั้งสิน้ 8 ชั่วโมง ดังรายละเอียดใน
ตารางท่ี 1
ตารางที่ 1 การวิเคราะหต์ ัวชวี้ ดั สาระการเรียนรู้ และจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ เร่อื ง การแยกสาร
ตัวชวี้ ดั สาระการเรียนรู้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ เวลาเรียน
(ชวั่ โมง)
ว 2.2 ม.2/1 แผนการจัดการ -อธิบายการแยกสารโดย 2
อธบิ ายการแยกสารผสมโดย เรียนรทู้ ่ี 1 การระเหยแหง้
การระเหยแห้ง การตกผลึก การ -การแยกสารผสม -แยกสารผสมโดยวิธีการ
กล่ันอย่างงา่ ย โครมาโทกราฟแี บบ -การระเหยแหง้ ระเหยแห้ง
กระดาษ การสกัดด้วยตัวทำ
ละ ลาย โดยใช้หลัก ฐานเชิง
ประจกั ษ์
ว 2.2 ม.2/2
แยกสารโดยการระเหยแห้ง
การตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย
โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การ
สกัดดว้ ยตวั ทำละลาย
36
(ตอ่ ) ตารางที่ 1การวิเคราะห์ตวั ช้ีวัดสาระการเรยี นรูแ้ ละจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรู้ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ เวลาเรยี น
(ชั่วโมง)
ว 2.2 ม.2/1 แผนการจัดการ -อธิบายการแยกสารโดย 3
อธบิ ายการแยกสารผสมโดย เรียนรู้ท่ี 2 วธิ ีการตกผลึกและการกลั่น
การระเหยแห้ง การตกผลึก -การตกผลึก อย่างงา่ ย
การกลั่นอย่างง่าย โครมาโทกราฟี -การกลั่นอยา่ งง่าย -แยกสารผสมโดยการตก
แบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวทำ ผลึกและการกลัน่ อย่างง่าย
ละ ลาย โดยใช้หลัก ฐานเชิง
ประจักษ์
ว 2.2 ม.2/2
แยกสารโดยการระเหยแห้ง
การตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย
โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ
การสกดั ดว้ ยตัวทำละลาย
ว 2.2 ม.2/1 แผนการจัดการ -อธิบายการแยกสารโดย 3
อธิบายการแยกสารผสมโดย เรยี นรู้ท่ี 3 วิธีการการโครมาโทกราฟี
การระเหยแห้ง การตกผลึก การ -การโครมาโท แบบกระดาษและการการ
กลนั่ อย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบ กราฟแี บบ สกัดดว้ ยตัวทำละลาย
กระดาษ การสกัดด้วยตัวทำ กระดาษ -แยกสารโดยวิธกี ารการโคร
ละ ลาย โดยใช้หลัก ฐานเชิง -การสกัดด้วยตัว มาโทกราฟีแบบกระดาษ
ประจกั ษ์ ทำละลาย และการการสกัดด้วยตัวทำ
ว 2.2 ม.2/2 แยกสารโดยการ ละลาย
ระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่น
อย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบ
กระดาษ การสกัดด้วยตัวทำ
ละลาย
2.1.2 ดำเนินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยให้
ครอบคลุมจุดประสงค์ การเรียนรู้และเนื้อหาที่ใช้ในการทดลองจำนวน 3 แผน ซึ่งโครงสร้างของ
แผนการจัดการเรียนรแู้ ตล่ ะแผน ประกอบดว้ ย
37
-มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชีว้ ัด
-สาระสำคญั
-จุดประสงค์การเรยี นรู้
-หลักฐานการเรยี นร้/ู ภาระงาน/ช้ินงาน
-สาระการเรยี นรู้
-สมรรถนะสำคัญ
-กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ TGT (Team - Games – Tournament)
ข้ันท1่ี ครูสอนความคิดรวบยอด ผู้สอนจัดเตรยี มเนื้อหาสาระทจี่ ะให้ผู้เรียน
ไดเ้ รยี นรู้ และเสนอบทเรียนให้แก่ผู้เรียน โดยเลอื กใช้วิธกี ารสอนตามความเหมาะสม
ข้นั ที่ 2 แบง่ กลมุ่ นกั เรยี น ครูแบง่ นักเรียนเปน็ กลุ่ม ๆ ละ 5-6 คน (คละตาม
ความสามารถ เก่ง ปานกลาง อ่อน ท่ีสงั กัดกลมุ่ ไว้ลว่ งหน้า) จำนวนทง้ั หมด 7 กลุ่ม โดยให้นกั เรยี นทุก
คนในกลุม่ สลบั กนั เป็นหวั หนา้ กล่มุ วนกนั ไปแตล่ ะคาบ จนกว่าจะครบทุกคนในกลุ่ม
ขั้นที่ 3 นกั เรยี นแต่ละกล่มุ เตรียมความพร้อม นักเรียนในกล่มุ ร่วมกันระดม
สมองเพ่ือทำกจิ กรรม
ขั้นที่ 4 แต่ละกลุ่มประเมินความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของสมาชกิ ในกลมุ่
รว่ มกนั อภปิ รายพรอ้ มทง้ั แก้ไขความร้คู วามเข้าใจในเนือ้ หาให้ถกู ต้องไมค่ ลาดเคลือ่ น
ขั้นที่ 5 สมาชิกกลุ่มช่วยกันอธิบายเพิ่มเติมในจุดที่บางคนยังไม่เข้าใจ
นักเรยี นในกลุ่มรว่ มกนั อภิปรายและทบทวนองคค์ วามรู้ ก่อนเขา้ ส่กู อ่ นแขง่ ขนั พร้อมท้ังชว่ ยกนั อธิบาย
เพมิ่ เติมในจุดทบ่ี างคนยงั ไมเ่ ข้าใจ
ขั้นที่ 6 ครูจัดให้มีการแข่งขัน โดยใช้คำถามตามเนื้อหาในบทเรียน
ครูชี้แจงกติกาและอธิบายการแข่งขันเป็นกลุ่มโดยใช้บอร์ดเกมการศึกษาและนักเรียนแต่ละกลุ่ม
ร่วมกันวางแผน ออกแบบการแก้ปัญหาเพื่อเลน่ บอรด์ เกมการศึกษา
ขั้นที่ 7 จัดการแข่งขันเป็นโต๊ะ ทุกโต๊ะแข่งขันจะเริ่มดำเนินการแข่งขัน
พร้อมๆกันโดยกำหนดเวลาให้นักเรียน 1 คนมีเวลาเพียงคนละ 90 วินาทีครูประกาศผลการแข่งขัน
หน้าช้นั เรียนพร้อมทั้งให้รางวัลแกก่ ลุ่มทช่ี นะ และพูดชมเชยใหก้ ำลงั ใจกล่มุ ทไี่ ดค้ ะแนนนอ้ ย
-ส่ือการเรียนรู/้ แหลง่ การเรียนรู้
-การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
2.1.3 นําแผนการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT จำนวน 3 แผนที่สร้างขึ้น
เสนออาจารยท์ ่ปี รกึ ษาเพื่อพิจารณา ตรวจสอบความถูกตอ้ ง และความเหมาะสมของเนอื้ หา กจิ กรรม
การเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ การวดั และประเมินผล แล้วนาํ มาปรับปรุงแกไ้ ขตามคาํ แนะนาํ
38
2.1.4 นําแผนการจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ที่ปรับปรุงแกไ้ ขแลว้ เสนอ
ต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เพื่อประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ มาตรฐานการ
เรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั จดุ ประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ กิจกรรมการเรยี นรู้ ส่ือการ
เรยี นรู้ การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้ โดยมีรายละเอยี ดและเกณฑใ์ นการประเมินดังนี้
+1 แน่ใจวา่ มีความสอดคลอ้ งระหวา่ งจุดประสงค์ เนื้อหาและกจิ กรรมการเรยี นรู้
0 ไม่แนใ่ จว่ามคี วามสอดคลอ้ งระหวา่ ง จุดประสงค์ เนอื้ หาและกิจกรรมการเรยี นรู้
-1 แน่ใจวา่ ไมม่ คี วามสอดคลอ้ งระหวา่ ง จดุ ประสงค์ เนอ้ื หาและกิจกรรมการเรียนรู้
โดยคำนวณไดจ้ ากสตู ร (คำรณ ล้อมในเมอื ง และรุง่ ฟา้ ลอ้ มในเมือง, 2544) ดังน้ี
I.O.C. = R
N
เม่อื I.O.C. แทน ค่าดชั นีความสมั พนั ธ์ระหว่างจุดประสงคก์ บั เนอ้ื หา
R แทน ผลรวมระหวา่ งคะแนนความคิดเห็นของผ้เู ชี่ยวชาญ
N แทน จำนวนผู้เชย่ี วชาญ
โดยคา่ IOC ต้องมคี ่ามากกว่า 0.5 ข้นึ ไปจงึ จะมีความเหมาะสม
2.1.5 ดําเนินการปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
โดย ดําเนินการปรับคํา ในแผนการจัดการเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น แก้ไขสาระสําคัญให้
มองเห็นภาพเนอ้ื หาหลกั ที่จะสอนให้ชัดเจนข้นึ
2.1.6 นําแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการทดลองใช้แล้วมาปรับปรุงแก้ไข และ
จดั พมิ พ์ เป็นฉบบั สมบูรณ์ เพอ่ื นําไปทดลองใช้จรงิ กบั กลุม่ เปา้ หมายเปน็ นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
โรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563 ต่อไป
2.2 บอรด์ เกมการศึกษา เรอื่ ง การแยกสาร สำหรับนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2
2.2.1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกย่ี วกับบอร์ดเกมการศึกษา หลักการ แนวคดิ ทฤษฎีเก่ียวกับการ
ออกแบบบอรด์ เกมการศึกษา
2.2.2 การสร้างและพัฒนาบอร์ดเกมการศึกษาเรื่องการแยกสารสำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2
2.2.3 การกำหนดกรอบแนวคิดของการสร้างและพัฒนาบอร์ดเกมการศึกษาเรื่องการแยก
สารสำหรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2
จากการศึกษาขั้นตอนท่ี 2.2.1 สามารถจะสร้างกรอบแนวคิดและองค์ประกอบของรูปแบบ
บอรด์ เกมการศกึ ษา เรอ่ื ง การแยกสาร สำหรับนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 เพ่ือนำมาพัฒนาต่อเป็น
บอร์ดเกมการศึกษาเรื่อง การแยกสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยอาศัยรูปแบบของ
แบรดด์ พาราส จิมบิสซอคซ่ี (brad paras;&jim bizzocchi.2005)
39
เกม > การเลน่ > การลำดับเร่ืองราว > การจงู ใจ > การเรียน
กำหนดเปา้ หมายในเกมชัดเจน และสามารถไปถึงเป้าหมายนนั้ ได้ มกี ารกระตุ้นให้ความรู้สึก
ท้าทาย ไมค่ วรทำให้รสู้ กึ เบ่ือ ให้ความรสู้ ึกวา่ ทำได้ มีความมงุ่ มน่ั มคี วามหวัง ใหผ้ ้เู รียนมีความรู้สึกว่า
มีส่วนร่วมเหมอื นเข้าไปอยู่ในเหตุการณห์ รือทำกิจกรรมนน้ั โดยตรงดว้ ยตัวเอง
2.2.4 นำบอร์ดเกมการศึกษาท่ีสร้างขึ้นไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา ตรวจสอบด้านเนื้อหา
รปู แบบการนำเสนอด้านกราฟฟิค ตัวอกั ษร สี เพื่อหาขอ้ บกพร่อง แลว้ นำมาแก้ไขปรบั ปรุงให้ถูกต้อง
และเหมาะสม
2.2.5 ผู้วิจัยนำบอร์ดเกมการศึกษาโดยใช้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองปฏิบัติปฏิบัติ
กจิ กรรมจริงกับกลุ่มทดลองจำนวน 41 คน
2.3.1 แบบประเมินตนเองของผู้เรียนในการทำงานรว่ มกนั เปน็ กลมุ่ (self assessment)
หลังได้รับเทคนิคการจดั การเรยี นการสอนแบบ TGT ร่วมกับการใช้บอร์ดเกมการศกึ ษา เรื่อง
การแยกสาร มขี นั้ ตอนการสรา้ งดงั น้ี
2.3.1.1 ศกึ ษาเอกสารและตำราท่ีเกี่ยวขอ้ งกับ เรื่อง การทำงานรว่ มกันเปน็ กลมุ่
2.3.1.2 ศกึ ษาการสรา้ งแบบสังเกตพฤตกิ รรม จากหนงั สือ ตำและเอกสารท่เี กย่ี วขอ้ ง
2.3.1.3 วิเคราะหแ์ ละกำหนดขอบเขตของพฤติกรรมของนกั เรียน ในประเด็นดงั ต่อไปนี้
- การให้ความร่วมมอื
- การมสี ว่ นรว่ ม
- การรับฟงั ความ คดิ เห็นของผ้อู ื่น
- การแสดงความ คิดเห็นและสะท้อน ความร้คู วามเขา้ ใจ
2.3.1.4 สร้างแบบประเมินตนเองของผู้เรียนในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ( self
assessment) หลงั ไดร้ ับเทคนิคการจัดการเรยี นการสอนแบบ TGT รว่ มกบั การใชบ้ อร์ดเกมการศกึ ษา
เร่อื ง การแยกสาร เปน็ แบบระดบั คะแนน ได้แก่ 1 2 3 4 โดยใช้เกณฑ์ดงั ตาราง
ตารางที่ 2 เกณฑก์ ารประเมินตนเองของผู้เรียนในการทำงานรว่ มกันเป็นกล่มุ
รายการ คะแนนและคำอธบิ ายระดบั ศกั ยภาพในการทาํ งานเปน็ กลมุ่
ประเมนิ 1 คะแนน 2 คะแนน 3 คะแนน 4 คะแนน
ฉันทาํ งานรว่ มกบั ฉนั ทํางานรว่ มกับ ฉันทํางานรว่ มกับ ฉนั ทาํ งานร่วมกับ
สมาชกิ คนอนื่ ๆ ใน สมาชิกคนอ่ืนๆ สมาชิกคนอนื่ ๆใน สมาชิกคนอนื่ ๆใน
กลุม่ ได้ไมด่ ี และ ในกลุ่มได้ดี และ กลมุ่ ไดด้ เี ปน็ สว่ น กล่มุ ไดด้ แี ละได้
การใหค้ วาม ไม่ได้ทํางานในส่วน สมาชิกในกลมุ่ ใหญแ่ ต่ไม่ได้แบ่งรบั แบง่ รับหน้าท่ี
รว่ มมอื งานมากเท่ากบั รบั ผิดชอบเทา่ กับ
40
ใดๆของโครงงาน เปน็ คนทำงาน สมาชกิ คนอ่นื ๆใน สมาชกิ ในทีมทกุ
กลมุ่ คน
เลย เกือบท้งั หมด ฉนั มสี ว่ นรว่ มในการ ฉนั มสี ่วนร่วม
ทํางานเป็นสว่ นใหญ่ อยา่ งเตม็ ท่แี ละให้
ฉนั มีส่วนรว่ มในการ ฉันมีส่วนร่วมใน และให้ความสนใจกบั ความสนใจกบั
การทำงานบ่อยครง้ั งานในชว่ งเวลา
การมีส่วน ทาํ งานนอ้ ย และใน การทำงานแต่
รว่ ม การทำงานตลอด
เวลาสว่ นใหญ่ ฉนั พบวา่ ฉันเสยี
การรบั ฟงั ฉันรับฟังข้อเสนอ ฉันมีความใส่ใจ
ความ ไม่ใสใ่ จ กบั งาน เวลากับการทำ และขอ้ คิดเหน็ ของ และรับฟงั
สมาชิกในกลมุ่ เปน็ ขอ้ เสนอและ
คดิ เหน็ ของ งานทีไ่ มเ่ กดิ ส่วนใหญ่และใส่ใจกับ ข้อคิดเหน็ ของ
ผอู้ ืน่ เน้ือหาทน่ี ำเสนอ สมาชิกในกลุม่
ประโยชน์ และ
กอ่ นทจี่ ะเสนอ
ฉันพบวา่ ฉันมี แนวคิด
ปัญหากับการให้
ฉันมักไม่ใสใ่ จรับฟัง ฉนั รับฟังขอ้ เสนอ
ขอ้ เสนอและ และข้อคดิ เห็น
ข้อคิดเหน็ ของ ของสมาชิกเป็น
สมาชิกในกลมุ่ บางครง้ั แตฉ่ นั
เพราะ ฉันมีแนวคดิ กระตือรือรน้ ที่จะ
ของตนเอง นำเสนอแนวคิด
ของตนเอง