The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน (Achieving Low Carbon Growth in Cities through Sustainable Urban Systems Management in Thailand)” ที่ดำเนินการ ณ เทศบาลนครขอนแก่น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by paporn, 2023-02-13 04:23:42

รายงาน UNDP

โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน (Achieving Low Carbon Growth in Cities through Sustainable Urban Systems Management in Thailand)” ที่ดำเนินการ ณ เทศบาลนครขอนแก่น

รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-11 รูปที่ 3-3 ตู้คัดแยกขยะอันตราย ตู้คัดแยกขยะรีไซเคิล และคัดแยกขยะทั่วไป จากโครงการฯ รูปที่ 3-4 จัดอบรมหลักสูตรการคัดแยกขยะและการใช้ประโยชน์จากขยะ


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-12 รูปที่3-5 กิจกรรมการแนะนำการใช้สถานีต่างๆ ผลการดำเนินงาน จากการติดตั้งสถานีคัดแยกขยะเพิ่มขึ้น และจากการอบรมให้ความรู้ชุมชน ทำให้มีคนเป็น จำนวนมาก หันมาสนใจในการคัดแยกขยะ และทำให้ผู้คนเล็งเห็นถึงมูลค่าของขยะที่คัดแยกได้ ทำให้ผู้คนใน ชุมชนต่างคนต่างจัดการจำหน่ายขยะของตัวเอง ทำให้สถานีคัดแยกขยะรีไซเคิลและขยะอันตราย ถูกใช้ได้ไม่ เต็มประสิทธิภาพ โดยจากการเก็บบันทึกพบว่า ตลอด 3 ปีในการดำเนินโครงการ (พ.ศ. 2561-2564) มีจำนวน ขยะรีไซเคิล ที่ตรวจสอบแล้ว 879 ตัน และคาดว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการ (กรกฎาคม 2564) จะมีขยะรีไซเคิลคัด แยกได้เป็นจำนวน 1,226 ตัน โดยขยะปริมาณนี้สามารถแปลงเป็น การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้น บรรยากาศคิดเป็น 667 tCO2e และ 931 tCO2e ตามลำดับ


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-13 3.1.2 โครงการสาธิตที่ 2: ศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิถีพอเพียง เทศบาลนครขอนแก่น ความเป็นมา จากสถานการณ์วิกฤติปัญหาการจัดการขยะของเทศบาลนครขอนแก่น ที่ต้องรับภาระในการ จัดการขยะเฉลี่ยกว่า 200 ตันต่อวัน พบว่า องค์ประกอบของขยะที่มีมากที่สุดเป็นจำพวกเศษอาหาร ซึ่งมีมาก ถึงร้อยละ 53.80 รองลงมาจะเป็นจำพวกถุงพลาสติก ร้อยละ 19.59 และยังพบว่ามีการจำพวกขยะอันตราย ปะปนมา ร้อยละ 0.08 จากสถานการณ์ปัญหาขยะมูลฝอยที ่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว ่าขยะย ่อยสลาย (Compostable waste) หรือขยะอินทรีย์ เป็นประเภทขยะที่มีสัดส่วนมากที่สุดในขยะทั้งหมดโดยเฉพาะเศษ อาหารที ่เหลือจากการบริโภค ตามร้านอาหาร บ้านเรือน ตลาดสด รวมทั้งที ่เหลือจากกระบวนการผลิต (รายงานสถานการณ์ขยะมูลฝอยของประเทศไทยปี พ.ศ. 2556, กรมควบคุมมลพิษ) จากปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ว่า ขยะย่อยสลาย (Compostable waste) หรือ ขยะอินทรีย์ นอกจากที่กล่าวถึงในข้างต้นยังมีจำพวกเศษใบไม้ กิ่งไม้ ที่เกิดจากการตัดแต่งกิ่ง ซึ่งก่อให้เกิดเป็น ปัญหาในการจัดการขยะ และยังมีการลักลอบทิ้งตามที่ว่างต่างๆ เป็นประจำ โดยขยะเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเก็บ ขนนำไปยังสถานที่กำจัดศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิถีพอเพียง บ้านคำบอน ดังแสดงในรูปที่ 3-6 ซึ่งมีพื้นที่ 98 ไร่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 17 กิโลเมตร ในปัจจุบันเทศบาลฯ มีความสามารถในการนำขยะ อินทรีย์มาไปใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 5-6 ตันต่อวัน ซึ่งส่วนมากจะจัดการโดยนำไปหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ ดัง แสดงในรูปที่ 3-7 โดยผ่านกิจกรรมการคัดแยก ณ แหล่งกำเนิดมาผลิตในชุมชน โรงเรียน ครัวเรือน วัด แล้วส่ง ต ่อให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยในพื้นที ่นอกเมือง และบางส ่วนใช้ในกิจกรรมด้านสิ ่งแวดล้อมของเทศบาล ซึ่ง กระบวนการดำเนินการผลิตปุ๋ยทั้งกระบวนการ อาศัยการใช้แรงงานคนเป็นหลัก ดังแสดงในรูปที่ 3-8 ทำให้ เกิดปัญหาต่อกระบวนการผลิตปุ๋ย ที่ไม่สามารถเพิ ่มปริมาณในการนำขยะอินทรีย์มาจัดการให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดของด้านแรงงาน โดยการนำขยะอินทรีย์มาผลิตเป็นปุ๋ยนั้นนับว่าเป็นแนวทางที่มีความเสี่ยง น้อย และช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) ของเทศบาลนครขอนแก่นได้อย่างดี ดังนั้น จึง ได้พิจารณาเลือกปัญหาในส ่วนนี้ เพื ่อทำโครงการสาธิตที ่ 2: โครงการจัดการขยะมูลฝอย โดยดำเนินการ ก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงปุ๋ย และจัดซื้อเครื่องมือ เครื่องยนต์ หรือเครื่องจักรกล เพื่อพัฒนาศักยภาพในการ คัดแยกขยะอินทรีย์จากแหล่งกำเนิด และแก้ปัญหาด้านแรงงาน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานการ จัดการขยะมูลฝอย เพื่อให้อัตราการทำงานเพิ่มมากขึ้นไม่น้อยกว่า 10 ตันต่อวัน


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-14 รูปที่ 3-6 โครงการ การจัดการขยะมูลฝอย


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-15 รูปที่ 3-7 การจัดการขยะด้วยการนำไปหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ รูปที่ 3-8 การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยแรงงานคน ในการดำเนินโครงการจัดการขยะมูลฝอย เทศบาลนครขอนแก่นได้ดำเนินการภายใต้ โครงการพัฒนา ระบบการจัดการขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย (ศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิถีพอเพียง เทศบาลนคร ขอนแก ่น) โดยใช้งบประมาณจากเทศบาลนครขอนแก ่นในการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงปุ๋ย จำนวน 2,260,000 บาท และงบประมาณจาก โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยังยืน ( Achieving Low Carbon Growth in Cities through Sustainable Urban Systems Management in Thailand) ซึ ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ ่งแวดล้อมโลก (GEF) โดยสำนักงานโครงการพัฒนาแห่ง สหประชาชาติ (UNDP) เป็นจำนวน 2,445,000 ล้านบาท ได้มีการจัดสรรงบประมาณ เพื ่อดำเนินการ แก้ปัญหาด้านแรงงานคนที่มีอยู่ ด้วยการดำเนินการออกแบบและสร้างเครื่องกลับกองปุ๋ยอินทรีย์และระบบราง ดังแสดงในรูปที่ 3-9 เพื่อนำมาใช้ในการกลับกองปุ๋ยแทนแรงงานคน ส่งผลถึงอัตราการผลิตที่มากขึ้น ลดการใช้ แรงงานคน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยมีการบริหารจัดการงบประมาณ ดังตารางที่ 3-3


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-16 ตารางที่ 3-3 ค่าใช้จ่ายในโครงการ รายการ รายละเอียด การใช้ประโยชน์ จำนวน ราคา (บาท) 1) เครื่อง กลับกองปุ๋ย - โครงเครื่องทำด้วยเหล็กอย่างดีตาม มาตรฐาน - ส่วนประกอบหลัก ได้แก่ เพลาใบกลับ กอง เพลาขับล้อ งานล้อ งานชุดส่งกำลัง ใบกลับกอง และใบกลับกอง ชุดปั๊มน้ำ ระบบไฟฟ้า - เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ทนแทน แรงงานคน ในด้านการพลิกกลับ กองปุ๋ย และทำให้เกิดการย่อยสลาย เป็นปุ๋ยได้ทั่วถึงและรวดเร็วขึ้น - ประสิทธิภาพการทำงาน 20 ตัน ต่อวัน 1 เครื่อง 1,000,000 2) รถ แทรกเตอร์ - แทรกเตอร์ชนิดขับเคลื่อน 4 ล้อ - เครื่องยนต์ดีเซล 20 แรงม้า ไม่น้อยกว่า 3 สูบ 4 จังหวะ ระบาย ความร้อนด้วยน้ำ ความเร็วรอบไม่เกิน 3,000 รอบต่อนาที และมีกรองอากาศแห้งและเปียก - ต้นกำลังในการเคลื่อนย้ายกอง ขยะ และลากจูงอุปกรณ์ต่างๆ 1 คัน 295,000 3) เครื่องบด ย่อยกิ่งไม้ - เครื่องยนต์เบนซิน 620 ซีซี - โครงสร้างตัวถังทำด้วยเหล็กอย่างดีตาม มาตรฐาน - จานสำหรับติดตั้งใบมีดมีขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลาง ไม่น้อยกว่า 20 นิ้ว และมี ขนาดความหนาไม่น้อยกว่า 1.25 นิ้ว จำนวนใบมีดที่ใช้ไม่น้อยกว่า 4 ใบ - สามารถทำการบดย่อยกิ่งไม้และ ท่อนไม้ 1 เครื่อง 1,150,000 รวม 2,150,295 รูปที่3-9 เครื่องกลับกองปุ๋ยอินทรีย์และระบบราง


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-17 โดยรายละเอียดการทำงานของเครื่องกลับกองปุ๋ยอินทรีย์และระบบราง มีความสามารถการ เดินกลับกองปุ๋ยด้วยความเร็ว 5 เมตรต่อนาที สามารถกลับกองปุ๋ยได้ 30 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที ใช้ระยะเวลา เดินกลับกอง 5 นาทีต่อเที่ยว ความเร็วของใบกลับกองปุ๋ยอยู่ที่ 30 รอบต่อนาที ใช้กลับกองปุ๋ยได้ความหนา 0.60-1.00 เมตร สามารถใช้เครื ่องนี้แทนแรงงานคนในการกลับกองปุ๋ย มีประสิทธิภาพในการนำไปใช้ ประกอบการทำปุ๋ยอินทรีย์ได้ 20 ตันต่อวัน นอกจากนี้ การที่จัดสรรรถแทรกเตอร์ และเครื่องบดย่อยกิ่งไม้ ให้แก่โครงการ ดังแสดงในรูปที่ 3-10 และ 3-11 เพื่อที่จะนำเครื่องจักรเหล่านี้ช่วยทุ่นแรงในการทำงาน โดยรถ แทรกเตอร์จะใช้เพื่อดำเนินการขนย้ายขยะ รวมถึงเป็นต้นกำลังในการเคลื่อนย้ายเครื่องบดย่อยกิ่งไม้ ด้วยการ พ่วงท้ายรถแทรกเตอร์เพื่อเคลื่อนที่ โดยเครื่องบดย่อยกิ่งไม้ทำหน้าที่ในการย่อยอนุภาคของกิ่งไม้ให้เล็กลง จาก วิธีการเดิมคือต้องใช้แรงงานคนหักกิ่งไม้ และยัดลงถักหมักปุ๋ย รูปที่3-10 รถแทรกเตอร์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการฯ


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-18 รูปที่3-11 เครื่องบดย่อยกิ่งไม้ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการฯ ผลการดำเนินงาน ปัจจุบัน มีเครือข่ายคัดแยกขยะอินทรีย์ที่เป็นสถานประกอบการ ร้านค้า ตลาดสด จำนวน 32 แห่ง ดังแสดงในตารางที่ 3-4 มาเข้าร่วมในการใช้ศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิถีพอเพียง โดยมี ปริมาณขยะอินทรีย์ที่จัดเก็บได้ตั้งแต่ปี 2561-2564 จำนวน 3,303 ตัน คำนวณเป็นปริมาณการลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกได้ที่ 1,739 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิถี พอเพียง เทศบาลนครขอนแก่น, 2564) โดยสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ตั้งแต่ปี 2563 ทำให้ สถานประกอบการ ร้านค้า ตลาดสดบางแห่งหยุดประกอบการชั่วคราว ดังแสดงในตารางที่ 3-5 ตารางที่3-4 เครือข่ายการผู้คัดแยกขยะอินทรีย์(สถานประกอบการ ร้านอาหารในเขตเทศบาลนครขอนแก่น) ลำดับที่ ชื่อสถานประกอบการ ลำดับที่ ชื่อสถานประกอบการ 1 ตลาดจอมพล 17 ร้านอาหารทองการ์เด้นท์ 2 ตลาดเขียว 18 ร้าน GOOD แหนมเนือง 3 ตลาดโต้รุ่งร่วมจิต 19 ร้าน Box Wood Café 4 ร้านเนื้อย่าง 2k 20 ชุมชนการเคหะ 5 ร้านลาบนัว สาขา 1 21 ศูนย์อาหารตึกคอม 6 ร้านชิวเล้า 22 ห้าง Central 7 ร้านเพ้งเนื้อย่างเกาหลี 23 โรงพยาบาลจิตเวช 8 ร้านอาอี๋ 24 โรงพยาบาลขอนแก่น 9 ร้านป้าอ้วน 25 ศูนย์อาหารกัลยานิวัฒนา


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-19 ลำดับที่ ชื่อสถานประกอบการ ลำดับที่ ชื่อสถานประกอบการ 10 ร้านส้มตำอินเตอร์เน็ต 26 โรงแรมพิมานการ์เดนท์บูติคโฮเต็ล 11 ร้านกาแฟสตาร์บัค ตึกคอม 27 โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล 12 ร้านกุ๊ก 24น. 28 สำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครขอนแก่น 13 ร้านก๋วยเตี๋ยวรังสิต 29 ร้านก๋วยเตี๋ยวอินดี้ 14 ร้านลาบนัว สาขา 2 30 ร้านมาม่า 15 ร้านอาหารหน้าไม้ 31 ร้านธัญรส 16 ภัตตาคารบัวหลวง 32 รร.มหาไถ่ ที่มา: ศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิถีพอเพียง เทศบาลนครขอนแก่น (2564) ตารางที่ 3-5 ปริมาณขยะอินทรีย์ ปี 2561-2563 เดือน ปริมาณขยะ (ตัน) 2561 2562 2563 มกราคม 116.19 66.03 67.02 กุมภาพันธ์ 109.43 57.52 62.51 มีนาคม 125.26 49.92 57.66 เมษายน 110.76 72.15 48.85 พฤษภาคม 124.79 62.49 69.82 มิถุนายน 93.38 63.13 56.20 กรกฎาคม 132.47 70.93 53.59 สิงหาคม 132.47 75.92 58.39 กันยายน 129.31 58.8 62.91 ตุลาคม 60.28 72.74 70.14 พฤศจิกายน 51.35 77.81 59.19 ธันวาคม 81.61 70.64 68.56 รวม 1,267.30 798.080 734.834 รวม (สะสม) 2,800.22 ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (tCO2e) 670 422 388 รวม (สะสม) 1480.00 ที่มา: ศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิถีพอเพียง เทศบาลนครขอนแก่น (2564) ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิถีพอเพียง เทศบาลนครขอนแก่น เป็นแหล่งเรียนรู้การ จัดการขยะอินทรีย์ชุมชนต้นแบบครบวงจรให้กับประชาชนผู้สนใจ เพื่อเรียนรู้และนำไปใช้ชีวิตประจำวัน และ ส่งเสริมให้ชุมชนต่างๆ มีการคัดแยกขยะอินทรีย์และนำไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปผลิตเป็นน้ำหมัก ชีวภาพ การนำไปเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น โดยมีชุมชนที่มีการคัดแยกขยะอินทรีย์นำมาผลิตน้ำหมักชีวภาพ


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-20 3.1.3 โครงการสาธิตที่ 3: โครงการติดตั้ง SOLAR ROOFTOP อาคารตลาดสด เทศบาล1 ความเป็นมา จากการวิเคราะห์สถานที่ที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น พบว่า ประเภทที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและส่งผลถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คือ อาคารพาณิชย์ธุรกิจ การค้า และหน่วยงานราชการต่างๆ เนื่องจากว่าสถานที่เหล่านี้มีความจำเป็นในการใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่มาก ดังนั้น เทศบาลนครขอนแก่น ร่วมกับ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) จึงได้เล็งเห็นปัญหาและ ร่วมกันดำเนินโครงการโดยใช้พลังงานทดแทน เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงานไฟฟ้า รวมถึงเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการที่ต้องนำมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งในที่นี้ได้เริ่มต้นที่การติดตั้ง Solar Rooftop ที่ตลาดสดเทศบาล1 ตลาดสดเทศบาล1 เป็นตลาดโครงสร้างประเภทที่ 1 ที ่มีพื้นที ่ใช้สอยรวม 10,655 ตาราง เมตร เป็นอาคารจำนวน 3 ชั้น ดังแสดงในรูปที่ 3-12 ประกอบด้วยชั้นใต้ดิน เป็นพื้นที่ลานจอดรถและที่ตั้งของ ระบบบำบัดน้ำเสีย ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่สำหรับแผงค้าในตลาด มีการจำหน่ายสินค้าต่างๆ มากมายจากแผงค้า มากกว่า 280 แผง ชั้นที่ 2 เป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาทักษะและการเรียนรู้ ICT ของเทศบาลนครขอนแก่นและ ชมรม TO BE NUMBER ONE ทำให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณมากและในแต่ละเดือนตลาดสดเทศบาล 1 มีค่าใช้จ่ายค่าไฟเฉลี่ยเดือนละ 114,347.07 บาท (อ้างอิงค่าไฟฟ้าเฉลี่ย ปี 2561) รูปที่ 3-12 ตลาดสดเทศบาล1


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-21 จากการเข้าร่วมโครงการศึกษาสำรวจศักยภาพความเหมาะสมการใช้พลังงานเพื่อสนับสนุน เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานสำหรับตลาดสด (หน่วยงานภาครัฐ) ของกรมพัฒนาพลังงาน ทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ในเดือนกันยายน 2560 ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ตลาดสด เทศบาล1 มีปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้ารวม 371,136.00 kWh/ปี และมีปริมาณการใช้พลังงานความร้อน รวม 1,162,362.00 MJ/ปี หรือเทียบเท ่าพลังงานรวม 59.144 toe/ปี คิดเป็นค ่าใช้จ ่ายด้านพลังงานรวม 1,903,569.55 บาท/ปีมีการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับการทำงานของอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ทั้งใน ส ่วนของพื้นที ่ส ่วนกลางและพื้นที ่ประกอบกิจกรรมการค้า เช ่น หลอดไฟ พัดลม ตู้แช ่เย็น ตู้แช ่แข็ง เครื่องปรับอากาศ ปั๊มน้ำ จากปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าและค ่าใช้จ ่ายของการไฟฟ้าที ่เกิดขึ้นในที ่นี้จึงควรหา แนวทางในการลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า หรือแหล่งพลังงานทดแทน เนื่องจากทางตลาดมีการใช้งาน อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะในส่วนของแผงค้า ดังแสดงในรูปที่ 3-13 ดังนั้น จึง มีความเป็นไปได้ที ่จะนำเทคโนโลยีระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มาประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์และ เครื่องใช้ไฟฟ้าดังกล่าว โดยทำการประกอบติดตั้งกับหลังคาของตลาดสดเทศบาล1 ซึ่งเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมโค้ง มนและไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ จึงทำให้มีศักยภาพและมีความเหมาะสมสำหรับการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ อันจะ ส่งผลทำให้สามารถลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากการไฟฟ้าฯ ลงได้ รูปที่ 3-13 การใช้งานอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ของตลาดสดเทศบาล1


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-22 เพื ่อเป็นการลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า รวมทั้งให้เกิดการใช้พลังงานอย ่างคุ้มค่า ประหยัด และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการนำร่องในการลดการใช้พลังงาน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงาน ทดแทน และรณรงค์การอนุรักษ์พลังงานในพื้นที่ตลาดสด ที่เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมและเป็นศูนย์กลางของ ชุมชน เทศบาลนครขอนแก่น โดยการสนับสนุนของ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) จึงได้จัดทำ โครงการ “การประหยัดพลังงานไฟฟ้าโดยใช้พลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานในตลาดสดเทศบาล1” ขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันด้านธุรกิจจากการลดต้นทุนด้านพลังงาน และเป็นส่วนช่วยให้บรรลุเป้าหมายตาม นโยบายในการลดการใช้พลังงาน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงด้าน พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้าต่อไป ดังแสดงในรูปที่ 3-14 รูปที่ 3-14 โครงการการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนพลังงานไฟฟ้าที่ตลาดสดเทศบาล1


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-23 การดำเนินโครงการ เริ่มต้นด้วยการออกแบบการติดตั้ง Solar Rooftop ที่อาคารตลาดสด เทศบาล1 โดยใช้งบประมาณตามโครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน ซึ่ง ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ ่งแวดล้อมโลก (GEF) โดยสำนักงานโครงการพัฒนาแห ่งสหประชาชาติ (UNDP) มีงบประมาณในการดำเนินการที่ 1.14 ล้านบาท ซึ่งการออกแบบในส่วนนี้เป็นการคำนวณพื้นที่ใน การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาของตลาดสดเทศบาล1 แบบเต็มพื้นที่ ดังแสดงในรูปที่ 3-15 แต่เนื่องจากใน โครงการสาธิตนี้ ได้งบประมาณในการจัดการอยู่ที่10 เปอร์เซ็นต์(940,000 บาท) ทำให้สามารถติดตั้งแผงโซ ล่าเซลล์ได้จำนวนทั้งสิ้น 40 แผง คิดเป็น 5% ของพื้นที่ทั้งหมด จึงทำการดำเนินโครงการตามงบประมาณที่มี อยู่ และทำการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เพื่อใช้เป็นตัวโครงการในการสาธิต ดังแสดงในรูปที่ 3-16 และมีการติดตั้ง บนอาคารตลาดสดเทศบาล1 ดังแสดงในรูปที่ 3-17 รูปที่ 3-15 แผนการออกแบบการติดตั้ง Solar Rooftop เต็มพื้นที่ ที่มา: โครงการติดตั้ง Solar Rooftop อาคารตลาดสดเทศบาล1 (2564) รูปที่ 3-16 แผนการออกแบบการติดตั้ง Solar Rooftop ตามโครงการสาธิต ที่มา: โครงการติดตั้ง Solar Rooftop อาคารตลาดสดเทศบาล1 (2564)


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-24 รูปที่3-17 Solar Rooftop ที่อาคารตลาดสดเทศบาล1 โดยมีรายละเอียดการติดตั้ง คือ แผงโซล่าร์เซลล์ชนิดสารซิลิคอนผลึกรวม (Poly-Crystalline Silicon) ขนาด 310 วัตต์/แผง จำนวน 40 แผง มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 12.4 กิโลวัตต์ ผลการดำเนินงาน ตั้งแต่เริ่มเดินระบบในช่วงวันที่28 มิถุนายน 2562 – กรกฎาคม 2564 แผงโซล่าร์เซลล์จาก โครงการสาธิตการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทดแทนพลังงานไฟฟ้าที่ตลาดสดเทศบาล1 ที่ติดตั้งบริเวณหลังคา ของตลาดสดเทศบาล1 จำนวน 40 แผง พบว่า สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 28.69 เมกกะวัตต์(เฉลี่ย 54.75


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-25 กิโลวัตต์ต่อวัน โดยแต่ละวันสามารถผลิตได้เต็มที่เฉลี่ย 4.4 ชั่วโมง) ลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนได้ 12.98 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) คำนวณเป็นค่าไฟได้ 121,067.58 บาท โดยมีรายงานข้อมูล ดังแสดงในตารางที่ 3-6 ตารางที่3-6 รายงานผลการลดค่าไฟจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 12.4 กิโลวัตต์ ณ ตลาดสดเทศบาล1 เทศบาลนคร ขอนแก่น ลำดับ เดือน จำนวนหน่วยที่ผลิตได้ (เมกกะวัตต์) คิดเป็นเงิน (กิโลวัตต์*4.22 บาท) ปริมาณการลดการ ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 เริ่มโครงการ 3.237 13,660.14 1.799772 2 กันยายน 1.463 6,173.86 0.813428 3 ตุลาคม 1.787 7,541.14 0.993572 4 พฤศจิกายน 1.614 6,811.08 0.897384 5 ธันวาคม 1.745 7,363.90 0.970220 6 มกราคม (2563) 1.606 6,777.32 0.892936 7 กุมภาพันธ์ 1.531 6,460.82 0.851236 8 มีนาคม 1.635 6,899.70 0.909060 9 เมษายน 1.877 7,920.94 1.043612 10 พฤษภาคม 1.354 5,713.88 0.752824 11 มิถุนายน 1.844 7,781.68 1.025264 12 กรกฎาคม 1.628 6,870.16 0.905168 13 สิงหาคม 1.489 6,283.58 0.827884 14 กันยายน 1.294 5,460.68 0.719464 15 ตุลาคม 1.413 5,962.86 0.785628 16 พฤศจิกายน 1.466 6,186.52 0.815096 17 ธันวาคม 1.706 7,199.32 0.948536 รวม 28.689 121,067.58 15.951084 ที่มา: โครงการติดตั้ง Solar Rooftop อาคารตลาดสดเทศบาล1 (2564) แนวทางการพัฒนา จากการดำเนินโครงการสาธิตการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทดแทนพลังงานไฟฟ้าที่ตลาดสด เทศบาล1 ถือเป็นการสร้างต้นแบบความสว่างไสวไร้มลพิษ (รูปที่ 3-18) เทศบาลนครขอนแก่นได้มีแนวคิดที่จะ ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของตลาดสดเทศบาล1 ให้ครอบคลุมเต็มพื้นที่หลังคาอาคารตลาด จากการคำนวณพบว่า ต้องติดตั้งเพิ่มอีก 660 แผง (จาก 5 เปอร์เซ็นต์เป็น 82.5 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่) โดย ขนาด 310 วัตต์ต่อแผง จะสามารถผลิตกำลังไฟฟ้ารวม 204.6 กิโลวัตต์ และจากการคาดประมาณการลด ปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อยอยู่ที่ 3.41 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (เปรียบเทียบ จาก เดือนกันยายน 2563) ประมาณการราคาติดตั้งที่ 10,230,000 บาท โดยจะสามารถลดค่าไฟฟ้าของตลาด สดเทศบาล1 เหลือประมาณ 94,500 บาท/เดือน จากค่าไฟเฉลี่ยเดือนละ 114,347.07 บาท


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-26 รูปที่ 3-18 ต้นแบบความสว่างไสวไร้มลพิษ


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-27 3.1.4 โครงการสาธิตที่ 4: โครงการติดตั้งพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (SOLAR CELL) ที่สถานีบำบัดน้ำเสียบึงทางสร้าง ความเป็นมา สถานีสูบน้ำเสียบึงทุ่งสร้างของเทศบาลนครขอนแก่น ดังแสดงในภาพที่ 3-19 เป็นสถานีสูบ น้ำเสียจากบ้านเรือนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อส่งน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียบึงทุ่งสร้าง ซึ่งเป็น ระบบบำบัดน้ำเสียแบบสระเติมอากาศ (Aerated Lagoon) ดังแสดงในภาพที่ 3-20 ซึ่งในการเติมอากาศนั้น จำเป็นต้องมีการใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อแปลงเป็นพลังงานกล ขับเคลื่อนเครื่องเติมฟองอากาศและเพิ่มปริมาณ ออกซิเจน ทำให้ทางเทศบาลนครขอนแก่นต้องเสียค่าจ่ายไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก เพราะมีพื้นที่กว้างถึง 180 ไร่ รองรับน้ำเสียได้ 78,000 ลูกบาศก์เมตร รูปที่ 3-19 สถานีสูบน้ำเสียบึงทุ่งสร้างของเทศบาลนครขอนแก่น รูปที่ 3-20 ระบบบำบัดน้ำเสียแบบสระเติมอากาศ (Aerated Lagoon)


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-28 ปัจจุบันสถานีสูบน้ำเสียบึงทุ่งสร้าง มีการสูบน้ำเสียปริมาณน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียอยู่ ที่ 46,000 ลูกบาศก์เมตรต ่อวัน ซึ ่งมีค ่าใช้จ ่ายในการใช้ไฟฟ้าของระบบบำบัดน้ำเสียที่บึงทุ ่งสร้างใน ปีงบประมาณ 2561-2562 จำนวน 3,020,191.16 บาทต่อปี ประกอบกับสถานีบำบัดน้ำเสียบึงทุ่งสร้าง มี ลักษณะของสถานที่ที่มีความกว้าง โล่ง โปร่ง เหมาะสำหรับการนำโซล่าร์เซลล์มาปรับใช้จึงเป็นที่มาในการ พิจารณาเลือกบึงทุ่งสร้างเข้าร่วมในโครงการสาธิตการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทดแทนพลังงานไฟฟ้าที่สถานี บำบัดน้ำเสียบึงทุ่งสร้าง เทศบาลนครขอนแก่น (รูปที่ 3-21) รูปที่ 3-21 โครงการการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทดแทนพลังงานไฟฟ้าที่สถานีบำบัดน้ำเสียบึงทุ่งสร้าง เทศบาลนครขอนแก่น


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-29 ในการดำเนินโครงการ เริ่มต้นด้วยการออกแบบการติดตั้ง Solar Rooftop ที่สถานีบำบัดน้ำ เสียบึงทุ่งสร้าง โดยใช้งบประมาณตามโครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ ่งแวดล้อมโลก (GEF) โดยสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) มีงบประมาณในการดำเนินการที่ 1.0 ล้านบาท ซึ่งการออกแบบในส่วนนี้เป็นการคำนวณพื้นที่ในการ ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์แบบเต็มพื้นที่ ดังแสดงในรูปที่ 3-22 แต่เนื่องจากในโครงการสาธิตนี้ ได้งบประมาณในการ จัดการอยู่ที ่ 10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สามารถติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ได้จำนวนทั้งสิ้น 40 แผง จึงทำการดำเนิน โครงการตามงบประมาณที่มีอยู่ และทำการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ เพื่อใช้เป็นตัวโครงการในการสาธิต และมีการ ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ดังแสดงในรูปที่ 3-23 รูปที่ 3-22 ตำแหน่งในการออกแบบ และติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ที่สถานีบำบัดน้ำเสียบึงทุ่งสร้าง รูปที่ 3-23 Solar Rooftop ที่สถานีบำบัดน้ำเสียบึงทุ่งสร้าง


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-30 โดยมีรายละเอียดการติดตั้ง คือ แผงโซล่าร์เซลล์ชนิดสารซิลิคอนผลึกรวม (Poly-Crystalline Silicon) ขนาด 310 วัตต์/แผง จำนวน 40 แผง มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 12.4 กิโลวัตต์ ผลการดำเนินงาน ตั้งแต่เริ่มเดินระบบในช่วงวันที่28 มิถุนายน 2562 – กรกฎาคม 2564 แผงโซล่าร์เซลล์จาก โครงการสาธิตการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทดแทนพลังงานไฟฟ้าที่สถานีบำบัดน้ำเสียบึงทุ่งสร้าง เทศบาล นครขอนแก่น จำนวน 40 แผง พบว่า สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 27.21 เมกกะวัตต์(เฉลี่ย 51.93 กิโลวัตต์ ต่อวัน โดยแต่ละวันสามารถผลิตได้เต็มที่เฉลี่ย 4.1 ชั่วโมง) ลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนได้ 21.66 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) คำนวณเป็นค่าไฟได้ 114,803.42 บาท โดยมีรายงานข้อมูลดังแสดงใน ตารางที่ 3-7 ตารางที่ 3-7 รายงานผลการลดค่าไฟจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 12.4 กิโลวัตต์ ณ สถานีบำบัดน้ำเสียบึงทุ่งสร้าง เทศบาลนครขอนแก่น ลำดับ เดือน จำนวนหน่วยที่ผลิตได้ (เมกกะวัตต์) คิดเป็นเงิน (กิโลวัตต์*4.22 บาท) ปริมาณการลดการ ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 สิงหาคม 1.756 7410.32 0.976 2 กันยายน 1.687 7119.14 0.937 3 ตุลาคม 1.835 7743.7 1.020 4 พฤศจิกายน 1.745 7363.9 0.970 5 ธันวาคม 1.69 7131.8 0.939 6 มกราคม (2564) 1.677 7076.94 0.932 7 กุมภาพันธ์ 1.71 7216.2 0.950 8 มีนาคม 1.653 6975.66 0.919 9 เมษายน 1.612 6802.64 0.896 10 พฤษภาคม 1.471 6207.62 0.817 11 มิถุนายน 1.385 5844.7 0.770 12 กรกฎาคม 1.633 6891.26 0.907 13 สิงหาคม 1.476 6228.72 0.820 14 กันยายน 1.365 5760.3 0.753 15 ตุลาคม 1.49 6287.8 0.828 16 พฤศจิกายน 1.468 6194.96 0.816 16 ธันวาคม 1.558 6574.76 0.866 รวม 18.722 114,83.84 15.129 ที่มา: โครงการติดตั้งพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) ที่สถานีบำบัดน้ำเสียบึงทุ่งสร้าง (2564) แนวทางการพัฒนา จากการดำเนินโครงการสาธิตการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทดแทนพลังงานไฟฟ้าที ่สถานี บำบัดน้ำเสียบึงทุ ่งสร้าง ทางเทศบาลนครขอนแก ่นจึงได้มีแนวคิดที ่จะดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-31 พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มจากเดิม ซึ่งถือเป็นการต่อยอดขยายผลของโครงการสาธิตโครงการนี้โดยอยู่ในช่วง ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในการติดตั้งและศึกษากำลังการผลิตที่ต้องการต่อยอดจากโครงการสาธิต โดยเทศบาลนครขอนแก ่นได้ดำเนินการเพื ่อพัฒนาต ่อยอดการใช้พลังงานสะอาด การ ประหยัดพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากการที่ได้เรียนรู้จากโครงการสาธิต ด้วยการประสาน ความร่วมมือกับ บจก.บ้านปูเน็กซ์ ในการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ โดยเบื้องต้นได้เลือก พื้นที่ตลาดสดเทศบาล1 และบ่อบำบัดน้ำเสียเทศบาลนครขอนแก่น ในการพิจารณาดำเนินโครงการ และมี นโยบายในการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าสาธารณะเป็นหลอดไฟชนิด LED ซึ่งมีความประหยัดและมีประสิทธิภาพ รวมถึงในพื้นที่สาธารณะบึงทุ่งสร้างและบึงแก่นนคร ได้ทำการเลือกใช้หลอดไฟฟ้าโซล่าร์เซลล์นอกจากนี้ใน อาคารสำนักงานต่างๆของเทศบาลยังได้มีการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าเป็นชนิดหลอด LED ทดแทนหลอดเดิมที่ ชำรุด ซึ่งจะทยอยเปลี่ยนจนครบทั้งหมด โดยอาคารตลาดสดเทศบาล1 ได้ดำเนินการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าเป็น ชนิดหลอด LED ทั้งหมดแล้ว จากการที ่เทศบาลนครขอนแก ่นได้มีการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดโซล ่าร์เซลล์ ใน โครงการสาธิตการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทดแทนพลังงานไฟฟ้า โดยมีโซล่าร์เซลล์ขนาดกำลังการผลิต 12.4 กิโลวัตต์บริเวณตลาสดเทศบาล1 และสถานีสูบน้ำเสียบึงทุ่งสร้าง ทำให้เทศบาลนครขอนแก่นได้รับ รางวัล “คนบันดาลไฟอวอร์ด” ครั้งที่ 1 จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กพพ.) ประเภท องค์กรที่มองเห็นถึงความสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนและนำพลังงานสะอาดโซล่าร์เซลล์ไปใช้ในหน่วยงานได้ จริง และเผยแพร่แนวคิดต่อเพื่อสร้างสังคมที่ดี


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-32 3.1.5 โครงการบริหารจัดการและกำจัดขยะมูลฝอย ด้วยวิธีการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็น พลังงานไฟฟ้า (WASTE TO ENERGY) ขยะมูลฝอย ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของเทศบาลนครขอนแก่น ข้อมูลจากแผนพัฒนา เทศบาลนครขอนแก่นแสดงให้เห็นว่า ประชากรที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาล มีจำนวนประมาณ 111,332 คน ซึ่ง แต่ละคนจะสร้างขยะเฉลี่ยคนละ 1.89 กิโลกรัมต่อวัน นั่นหมายถึงว่า เทศบาลต้องทำการกำจัดขยะมูลฝอย เกินกว่า 200 ตันต่อวัน (โครงการบริหารจัดการและกำจัดขยะมูลฝอย ด้วยวิธีการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็น พลังงานไฟฟ้า, 2563) เดิม (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528-2538) เทศบาลนครขอนแก่นใช้วิธีการกำจัดขยะโดยวิธีการฝังกลบ ในพื้นที่ 98 ไร่ ที่บ้านคำบอน ตำบล โนนท่อน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 เทศบาล นครขอนแก่นจึงได้มีการปรับปรุงสถานีกำจัดขยะโดยเน้นการฝังกลบ เนื่องจากบ่อขยะมูลฝอยถูกน้ำซะ ทำให้มี น้ำที่ปะปนกับขยะไหลออกตลอดเวลา ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อมาจึงได้มีการจัดทำบ่อพักเพื่อ รวบรวมน้ำ เข้าสู่ระบบบำบัดและวนกลับเข้าสู่บ่อขยะเพื่อทำหน่วงน้ำป้องกันน้ำออกนอกพื้นที่โครงการ อย่างไรก็ตาม ด้วยปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตามจำนวนประชากร แต่แนวโน้ม ของพลังงานเชื้อเพลิงอยู่ในสถานะที่กำลังขาดแคลน อีกทั้งการบริหารจัดการขยะแบบดั้งเดิมด้วยการฝังกลบ ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งทางด้านอากาศ น้ำ และผิวดิน ส่งผลให้เกิดเป็นแหล่งสะสมและปล่อยก๊าซ เรือนกระจกได้อีก เทศบาลนครขอนแก่นจึงมีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการขยะจากการฝังกลบ เป็นการ แปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า (Waste to energy) โดยภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ โดยในปี พ.ศ. เทศบาลนครขอนแก ่น ได้จัดทำบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Understanding: MOU) กับบริษัทอัลไลแอนซ์ คลีน เพาเวอร์ จำกัด ในการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงาน ไฟฟ้า (รูปที ่ 3-24) ซึ ่งแนวคิดในการดำเนินงานดังกล ่าว สอดคล้องกับแนวนโยบายของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการบริการจัดการขยะมูลฝอยแบบ ผสมผสานที่เน้นการนำขยะมาใช้ประโยชน์เช่น การแปรรูปขยะเป็นพลังงานทดแทน และส่งเสริมให้เอกชนเข้า มาลงทุนก่อสร้างบริหารจัดการ โดยเฉพาะการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งประกาศของกระทรวงพลังงาน ที่มีนโยบายสนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะการพัฒนาเชื้อเพลิงและส่งเสริมการผลิต ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีการสนับสนุน การรับซื้อไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตรายย่อย ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขหลัก ดังนี้ 1) เอกชนต้องเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด 2) ราคาค่าธรรมเนียมกำจัดขยะใหม่ไม่เกิน 250 บาทต่อตัน ใน 3 ปีแรก และเพิ่มขึ้น ไม่เกินร้อยละ 10 ทุกๆ 3 ปีถัดไป และไม่คิดค่ากำจัดขยะเก่า 3) เทคโนโลยีที่นำมากำจัดขยะ ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4) ระยะเวลาดำเนินโครงการไม่เกิน 20 ปี


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-33 รูปที่ 3-24 โครงการบริหารจัดการและกำจัดขยะมูลฝอย ด้วยวิธีการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า (WASTE TO ENERGY)


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-34 การดำเนินการของบริษัทอัลไลแอนซ์ คลีน เพาเวอร์ จำกัด ภายใต้เงื่อนไขหลักที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น บริษัทอัลไลแอนซ์ คลีน เพาเวอร์ จำกัด ได้เป็นผู้ ลงทุน 100 เปอร์เซ็นต์ และดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะภายใต้กลุ่มบริษัทแอ๊บโซลูท คลีน เอ็น เนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการขยะมูลฝอยคือ เทคโนโลยีเผาตรงระบบปิด ที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม โดยการนำพลังงานความร้อนที่ได้จากการเผาขยะมูลฝอยไปผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทคโนโลยี การเผาไหม้ขยะที่มีประสิทธิภาพสูง ประกอบด้วยระบบบำบัดมลภาวะทางอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง และเป็น เทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับและนำไปใช้ในหลายๆ ประเทศ สามารถเผาขยะได้ทุกชนิดพร้อม ๆ กัน เช่น เศษ ไม้ กระดาษ พลาสติก ยาง ผ้า และเศษอาหารจากทั้งขยะเก่าและขยะใหม่รวมกัน โดยไม่ต้องคัดแยก และ สามารถผลิตไฟฟ้าได้พร้อมๆ กัน โดยมีผังกระบวนการและอุปกรณ์ในการแปรรูปขยะมูลฝอยเพื่อผลิตเป็น พลังงานไฟฟ้าดังแสดงในรูปที่ 3-25 นอกจากนี้ เทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทน/พลังงานทางเลือก (Alternative Energy) โดยกระบวนการแปรรูปขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า (Waste to Energy: WTE) ของบริษัทฯ มีจุดเด่นดังนี้ • เป็นเทคโนโลยีการกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจากประเทศเยอรมัน • กำจัดกลิ่นเหม็น ไม่มีสารพิษตกค้างลงสู่ใต้ดิน และป้องกันการเกิดเชื้อโรคที่มาจากขยะ • ผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อชดเชยให้ต้นทุนในการกำจัดขยะนั้นต่ำลง • สร้างรายได้ สร้างงานให้กับคนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยังเป็นการตอบสนอง นโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้นำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ • ลดขั้นตอนความยุ่งยากในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย และใช้พื้นที่น้อย • มีระบบป้องกันมลภาวะทางอากาศที่มีประสิทธิภาพ เป็นที ่ยอมรับและใช้ในหลาย ประเทศ ภายใต้มาตรฐานระดับสากล และมาตรฐานการควบคุมมลพิษของประเทศไทย ตามการคาดการณ์จะสามารถเผาขยะได้มากที่สุดรวมเป็นปริมาณ 219,000 ตันต่อปี ด้วย อุณหภูมิ 800-1,200 องศาเซลเซียส ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถกำจัดขยะเก่าที่หมักหมมให้หมดภายใน 7 ปี


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน รูปที่ 3-25 ผังกระบวนการและอุปกรณ์ในการ ที่มา: โครงการบริหารจัดการและกำจัดขยะมูลฝอย ด้ว


กุมภาพันธ์ 2564 3-35 แปรรูปขยะมูลฝอยเพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า วยวิธีการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า (2563)


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-36 ศักยภาพของเทคโนโลยี ศักยภาพของเทคโนโลยีของบริษัท สามารถเผาขยะได้ทุกชนิดพร้อมกันประมาณ 450-600 ตันต่อวัน ความร้อนที่ได้จากการเผาขยะมูลฝอย สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 6 เมกกะวัตต์ต่อวัน หรือคิดเป็น 2,190 เมกกะวัตต์ต่อปีพลังไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกนำไปใช้ในกิจกรรม 2 ส่วน ได้แก่ 1) แบ่งจำหน่ายให้กับการ ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 4.5 เมกกะวัตต์ต่อวัน และ 2) นำกลับไปใช้ในภายในโรงงาน 1.5 เมกกะวัตต์ต่อวัน ซึ่งการ นำไปใช้ในโครงการ ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายประมาณ 3,504.31 บาทต่อวัน (ประมาณจากการคิด อัตราก้าวหน้าของค่าไฟ) หรือ 1,279,073.15 บาทต่อปี นอกจากนี้แล้ว “โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ” ยังได้มีการสร้างรายได้ สร้างงาน ให้กับคนในชุมชน โดยมีการจ้างแรงงานเป็นพนักงานบริษัท มูลค่า 12 ล้านบาทต่อปี รวมถึงการจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนพื้นที่ โดยรอบโรงงานที่ตั้งโครงการ โดยมีเงินสมทบเข้ากองทุนโรงไฟฟ้า ปีละประมาณ 4.8 แสนบาทต่อปี รวม 30 ปี มูลค่าเท่ากับ 11-12 ล้านบาท โดยกองทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ 2) พัฒนา คุณภาพชีวิตของชุมชน 3) สนับสนุนการพัฒนาสาธารณะสุขและสิ่งแวดล้อม 4) สนับสนุนการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม กีฬา ดนตรี และทุนการศึกษา โดยสถานที่และแผนที่ ที่ตั้งโรงงานของโครงการศึกษานี้ อยู่ที่บ้านคำ บอน ตำบล โนนท่อน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ดังแสดงในรูปที่ 3-26 และ 3-27 รูปที่ 3-26 แผนที่สถานที่ตั้งของโครงการกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-37 รูปที่ 3-27 โรงงานแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า ที่มา: MGR Online (2561) จากที่กล่าวไปข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินการของเทศบาลนครขอนแก ่น ในการ บริหารจัดการขยะมูลฝอย โดยเปลี่ยนจากวิธีฝังกลบ ซึ่งนับวันจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดและ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการเผาและนำความร้อนที่ได้จากการเผาไปผลิตพลังงานไฟฟ้า และเชื่อว่า


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-38 การจัดการแปรรูปขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยใช้เทคนิค “เผาตรงระบบปิด” จะเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกได้มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการฝังกลบ ดังนั้น ทางเทศบาลนครขอนแก่นจึงได้ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และ สำนักงานพัฒนาโครงการแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ทำการศึกษารวบรวมข้อมูลพื้นฐาน และจัดทำรายงาน การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีฐานและในกรณีที่มีโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ตลอดจนเสนอแนะ แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากโครงการบริหารจัดการและกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีการ แปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมี สมมติฐานในการศึกษา คือ 1) การตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ มีส่วนช่วยในการลดปริมาณขยะที่จัดการในกลุ่มฝังกลบ 2) ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการผลิตกระแสไฟฟ้าจากกระบวนการเผาขยะ จะมี ปริมาณน้อยกว่าก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากการจัดการขยะด้วยวิธีการฝังกลบแบบดั้งเดิม (การฝังกลบทำให้ เกิดน้ำเสียจากการย่อยสลายของขยะ และเกิดการปล่อยก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบขยะมูลฝอยชุมชนขึ้นสู่ชั้น บรรยากาศ) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการตั้งโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะ จะถูกคำนวณจาก 1) การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) จากการเผาไหม้คาร์บอนจากฟอสซิลในขยะมูลฝอยชุมชน 2) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศ 3) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือน กระจกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการดำเนินโครงการ 4) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ พลังงานไฟฟ้าในการดำเนินโครงการ อีกทั้งกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้และเหลือใช้จากการนำมาใช้ในกระบวนการ เผาขยะ จะถูกส ่งเข้าสู ่ระบบกริดของการไฟฟ้าเพื ่อนำไปทดแทนไฟฟ้า ที ่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และ สามารถคำนวณเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า จากระบบสายส่งหรือการใช้พลังงาน ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ ดังนั้น ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดได้จากการดำเนินโครงการ คือผลต่างระหว่าง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในกรณีฐานกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินโครงการ โดยสามารถคำนวณ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินโครงการ ในช่วงระยะเวลาระหว่าง 1 ก.ย. 2559 – 30 ก.ย. 2563 โดยใช้เครื่องมือ GEF Manual for Calculating GHG Benefit of GEF Projects: Energy Efficiency and Renewable Energy Projects สามารถคำนวณปริมาณการลดการปลดปล ่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ดังนี้Solid Waste Incineration โดยมีผลของปริมาณที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต ่อเดือน ดังแสดงใน ตารางที่ 3-8


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-39 ตารางที่3-8 ปริมาณการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อเดือน เดือน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้า (tCO2e/เดือน) ปี 2559 ปี 2560 ปี 2561 ปี 2562 ปี 2563 มกราคม - 1,646.27 1,917.59 1,940.10 1,989.10 กุมภาพันธ์ - 1,646.27 1,704.03 1,482.96 1,856.45 มีนาคม - 653.36 1,363.01 1,733.62 1,956.62 เมษายน - 1,432.09 1,839.63 1,858.08 1,479.98 พฤษภาคม - 1,196.79 1,882.20 1,891.10 1,896.23 มิถุนายน - 1,822.88 1,861.89 1,816.68 1,891.21 กรกฎาคม - 1,877.23 1,508.25 1,430.82 1,952.55 สิงหาคม - 1,519.81 1,855.85 1,944.69 1,816.90 กันยายน - 1,667.64 1,874.08 1,843.56 1,208.40 ตุลาคม - 1,428.37 1,935.13 1,975.97 - พฤศจิกายน 90.48 1,862.77 1,474.80 1,924.30 - ธันวาคม 1,272.58 1,599.36 1,822.26 1,982.99 - รวม (tCO2e/year) 1,363.06 18,352.85 21,038.70 21,824.88 16,047.44 รวมสะสม (tCO2e/year) 78,626.93 ที่มา: โครงการบริหารจัดการและกำจัดขยะมูลฝอย ด้วยวิธีการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า (2563) จากการดำเนินโครงการดังกล่าว พบว่า ลดการส่งขยะไปกำจัดในหลุมฝังได้ถึง 580,000 ตัน ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้610,000 เมกกะวัตต์-ชั่วโมง ภายใต้ระยะเวลาโครงการฯ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ดูด กลับ/ลดได้ ที่ขอรับรองในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีค่าเท่ากับ 78,627 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยคิด เป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ดูดกลับ/ลดได้ 1,673 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเดือน และ 20,075 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ดังนั้น โครงการบริหารจัดการและกำจัดขยะมูลฝอย ด้วยวิธีการแปรรูป ขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้านี้ สามารถแก้ปัญหาการมีพื้นที่ไม่เพียงพอต่อการฝังกลบขยะของเทศบาลนคร ขอนแก่น อีกทั้งยังสามารถลดขยะสะสมค้างและขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในเมืองนครขอนแก่นได้ ยิ่งไปกว่านั้นยัง สามารถลดการสะสมและปลดปล ่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู ่สิ ่งแวดล้อม ซึ ่งเป็นปัจจัยหลักที ่ทำให้เกิดผล กระทบทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามมาอีกด้วย ความสำเร็จของโครงการโรงงานแปรรูปขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าเทศบาลนครขอนแก่น ถือเป็น โครงการต้นแบบในการจัดการขยะชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที ่สามารถลดผลกระทบต่อชุมชนและ สิ ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว โครงการดังกล่าว จึงได้รับการขยายผลในการก่อสร้างโรงงานแปรรูปขยะเป็น พลังงานไฟฟ้า แห่งที่ 2 ในพื้นที่เทศบาลนครขอนแก่น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการ ดำเนินการ


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-40 จากการดำเนินโครงการสาธิตคาร์บอนต่ำทั้ง 5 โครงการ อันได้แก่ 1) โครงการส่งเสริมการ คัดแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องจัดการ ซึ่งประกอบไปด้วย 2 โครงการย่อย ได้แก่ 1.1) โครงการการคัด แยกขยะรีไซเคิล เทศบาลนครขอนแก ่น และ 1.2) ศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิถีพอเพียง เทศบาลนครขอนแก ่น 3) โครงการติดตั้ง Solar Rooftop อาคารตลาดสดเทศบาล1 4) โครงการติดตั้ง พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) ที่สถานีบำบัดน้ำเสียบึงทางสร้าง 5) โครงการบริหาร จัดการและกำจัดขยะมูลฝอย ด้วยวิธีการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า (Waste to Energy) ซึ่งการ ดำเนินการของแต่ละโครงการได้มีการดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการคาดประมาณตัวเลขการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อสิ้นสุดโครงการ (กรกฎาคม 2564) จากการดำเนินโครงการสาธิตนี้ โดยสามารถ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 98,458.21 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท ่า ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ จังหวัดขอนแก่นได้รับคือ 100,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ดังแสดงในตารางที่ 3-9 ตารางที่ 3-9 การคาดประมาณตัวเลขการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้โครงการ โครงการ ประเภท ภายใต้ระยะเวลาโครงการ (จนถึง กรกฎาคม 2564) ตลอดอายุการใช้งาน ปริมาณขยะ ที่ลดลง (ตัน) ปริมาณการ ปล่อยก๊าซ เรือนกรจก (tCO2eq) พลังงาน ความร้อน ที่ประหยัดได้ (กิกะจูล) ปริมาณขยะ ที่ลดลง (ตัน) ปริมาณการ ปล่อยก๊าซ เรือนกรจก (tCO2eq) พลังงาน ความร้อน ที่ประหยัดได้ (กิกะจูล) 1 โครงการการคัดแยกขยะ รีไซเคิล เทศบาลนคร ขอนแก่น WM 878.69 667.04 - 1,226.00 931.00 - 2 ศูนย์การเรียนรู้การ จัดการขยะอินทรีย์ด้วย วิถีพอเพียง เทศบาลนคร ขอนแก่น WM 3,302.70 1,739.32 - 11,971.00 6,301.00 - 3 โครงการติดตั้ง Solar Rooftop อาคารตลาด สดเทศบาล1 AE - 23.08 146.00 - 277.00 1,750.00 4 โครงการติดตั้งพลังงาน ทดแทนจากพลังงาน แสงอาทิตย์ (Solar cell) ที่สถานีบำบัดน้ำเสียบึง ทางสร้าง AE - 21.66 137.01 - 264.00 1,672.00 5 โครงการบริหารจัดการ และกำจัดขยะมูลฝอย ด้วยวิธีการแปรรูปขยะ มูลฝอยเป็นพลังงาน ไฟฟ้า (Waste to Energy) WM 588,305.44 96,007.10 610,214.64 2,593,524.00 408,110.00 2,593,916.00 รวม 592,486.83 98,458.21 610,497.65 2,606,721.00 415,883.00 2,597,339.00 ที่มา: Khon Kaen Project GHG Emission Reduction (2564)


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-41 3.1.6 โครงการศึกษาวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการ พัฒนาระบบรถไฟฟ้ารางเบา ในเมืองขอนแก่น (LIGHT RAIL TRANSIT: LRT) ก่อนที่จะได้กล่าวถึงโครงการศึกษาวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการพัฒนาระบบรถไฟฟ้ารางเบา ในเมืองขอนแก่น ใคร่ขอกล่าวถึงโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit: LRT) ก่อน โครงการรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit: LRT) เกิดขึ้นบนฐานคิดสำคัญของการพัฒนาเมืองขอนแก่น ที่เรียกว่า การใช้ระบบขนส่งมวลชน นำการพัฒนา (Transit-Oriented Development: TOD) โดยมีหน่วยงานส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวการรวมตัวกันของ ภาครัฐและเอกชนชาวขอนแก่น ในการเสนอโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบรถไฟรางเบา (Light Rail Transit: LRT) ซึ ่งเป็นโครงการหนึ ่งในด้านการขนส ่งอัจฉริยะแห ่งแรกของประเทศไทย ที ่ใช้ศักยภาพการ บริหารจัดการและทรัพยากรของตนเอง ด้วยเหตุนี้เอง ทิศทางการพัฒนาเมืองของจังหวัดขอนแก่นอัจฉริยะ จึง ถูกผลักดันโดยมีตัวกระตุ้นที่สำคัญคือ ความพยายามในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit: LRT) เพื่อให้บริการประชาชนและขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดขอนแก่น ซึ่ง ก่อนที่จังหวัดจะมีการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขอนแก่น (Khon Kaen Smart City) อย่างที่ เป็นอยู่ในปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐ เอกชน บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (KKTT) รวมถึงสถาบันการศึกษา ได้ มีการศึกษาความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้านต่างๆ รวมทั้งถอดบทเรียนการพัฒนาของ แต่ละประเทศ ได้ข้อสรุปว่า “การจะขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองขอนแก่น ตามแนวคิด Khon Kaen Smart City ให้เกิดความเป็นอัจฉริยะอย่างยั่งยืนได้นั้น เมืองขอนแก่นจะต้องเริ่มต้นขับเคลื่อนจากการ มีโครงสร้าง พื้นฐานของเมืองที่ดีและมีประชากรหรือพลเมืองที่มีคุณภาพ อันนำมาสู่การขับเคลื่อนโอกาส เพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานของเมือง ซึ่งก็คือ ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit: LRT) กระบวนการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้ารางเบา จำเป็นจะต้องทำ ให้ภาคส่วนต่างๆ ทั้งองค์กรภาครัฐ ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ได้มีวิสัยทัศน์ร่วม อันนำไปสู่การมีฉันทามติร่วม ทางขอนแก่นได้ใช้วิธีการสานเสวนา ผ่านกลไกต่างๆที่มีอยู่ในพื้นที่ อาทิเช่น สภา เมือง และบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (KKTT) เป็นต้น และกลไกการสานเสวนาระดับพื้นที่ (Area-based dialogue) นี้ยังเป็นตัวจักรสำคัญ ในการร ่วมมือกับภาครัฐ ประชาสังคม และภาควิชาการจาก สถาบันการศึกษา ทำการสานเสวนากับผู้มีอำนาจในการขับเคลื่อน ทั้งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมทั้งผู้บริหาร ระดับสูงของหน ่วยงานส ่วนกลาง ผลของการสานเสวนาดังกล ่าว ทำให้เกิดการจัดตั้งบริษัทจำกัด ของ 5 เทศบาล ที่มีชื่อว่า บริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม (Khon Kaen Transit System: KKTS) บริษัทขอนแก ่นทรานซิท ซิสเต็ม (KKTS) เป็นบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นมาภายใต้ความ ร่วมมือระหว่าง 5 เทศบาล ได้แก่ เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลตาบลเมืองเก่า เทศบาล


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-42 ตำบลสำราญ เทศบาลตำบลท่าพระ ภายใต้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ได้รับมอบหมายจากจังหวัด ขอนแก่น ให้เป็นผู้รับผิดชอบและบริหารจัดการโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบาสายสีแดงนำร่อง (สำราญ-ท่า พระ) โดยถือเป็นบริษัทจำกัดของ 5 เทศบาล ที่มีพันธกิจหลักต่อการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบขนส่ง มวลชนอัจฉริยะ (smart mobility) ตามแผนพัฒนาเมืองขอนแก่นอัจฉริยะโดยตรง (Khon Kaen Smart City) ซึ่งกว่าที่เทศบาลทั้ง 5 แห่งในเขตเมืองจะสามารถจัดตั้งบริษัทจำกัดนี้ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนโครงการก่อสร้าง รถไฟฟ้ารางเบา (LRT) ในจังหวัดขอนแก่นได้นั้น มีความยากลำบากและความท้าทายเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจาก เป็นบริษัทของเทศบาลแห่งแรกของประเทศไทยที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นทางด้านกฎหมายและขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการก่อสร้างระบบขนส่งรถไฟฟ้ารางเบาของเทศบาล อย่างไรก็ตาม ด้วยความพยายามและความร่วมมือระหว่างเทศบาลทั้ง 5 แห่ง ที่ตั้งใจจะขับเคลื่อนการพัฒนา ระบบขนส ่งและพื้นที ่เชิงพาณิชย์ในเมืองขอนแก ่นอย ่างจริงจัง จึงทำให้ในที ่สุดเกิดการจัดตั้งบริษัทจำกัด (KKTS) นี้ขึ้นมา เพื่อรับผิดชอบงานพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะของเมืองขอนแก่นโดยเฉพาะ การเสนอให้มีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบาขอนแก่น (LRT) ที่นำโดยองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น เทศบาล 5 แห่งในจังหวัดขอนแก่น ประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในจังหวัดขอนแก่น ที่ สำคัญไม่ได้อิงอยู่กับการพึ่งพิงงบประมาณจากรัฐ แต่เป็นการพึ่งพิงตนเองและพึ ่งพาซึ่งกันและกันของคน ขอนแก่น ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่าง “ทุนชุมชน” กับ “ตลาดทุน” ซึ่งถือเป็น “การสร้างกระเป๋าเงิน” เพื่อ การพัฒนาเมือง จึงเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในการพัฒนาเมืองของประเทศ และนามาสู่การพัฒนาเป็นตัวแบบ “ขอนแก่นโมเดล” ในที่สุด (ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ และคณะ, 2563) สำหรับโครงการที ่เป็นภารกิจหลักในการจัดตั้งบริษัทขอนแก ่นทรานซิท ซิสเต็ม (KKTS) ขึ้นมา ก็เพื ่อให้เป็นผู้รับผิดชอบและบริหารจัดการโครงการก ่อสร้างระบบรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) จังหวัด ขอนแก่น หลังจากที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เห็นชอบและอนุมัติหลักการโครงการ ดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า “โครงการขอนแก่น Smart City (ระยะที่ 1) การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนรางเบาสาย เหนือ-ใต้ (LRT) ต้นแบบในเมืองภูมิภาคจังหวัดขอนแก่น” เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 โดยมีรายละเอียดการ เห็นชอบและอนุมัติหลักการ คือ ในการดำเนินโครงการนี้ จะใช้พื้นที่เกาะกลางถนนและไหล่ทางของถนนสาย มิตรภาพ จากตำบลสำราญ ถึงตำบลท่าพระ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ระยะทาง 26 กิโลเมตร และใช้พื้นที่ศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดขอนแก่นในปัจจุบัน เป็นสถานที่หลักในการดำเนินโครงการและศูนย์ซ่อมบารุง (Depot) (ตามข้อตกลงเบื้องต้น) เนื ่องจากมีความเหมาะสมและตั้งอยู ่บริเวณกึ ่งกลางของเส้นทางเดินรถ สะดวกต ่อการซ ่อมบำรุง การแก้ไขปัญหากรณีระบบรถไฟฟ้าขัดข้อง และสามารถรองรับโครงการพัฒนา เส้นทางเดินรถไฟอื่น ๆ ครบทั้ง 5 สายรอบเมืองในอนาคตได้ ในเวลาต ่อมา กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส ่งและจราจร (สนข.) ได้ทำการศึกษาระบบขนส ่งมวลชน ในปี 2559 โดยผลการศึกษาดังกล ่าว พบว ่า ระบบโดยสารที่ เหมาะสมกับบริบทของจังหวัดขอนแก่น คือ ระบบรางเบา (LRT) มีระยะทาง 22.8 กิโลเมตร จำนวน 16 สถานี ตำแหน่งที่ตั้งศูนย์ควบคุมและจัดการเดินรถ ศูนย์ซ่อมบำรุงและบริการ (Depot) ตั้งอยู่บริเวณตำบลสำราญ


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-43 และการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่ง (Transit Oriented Development: TOD) 4 สถานี ต่อมาคณะกรรมการ จัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้ประชุมพิจารณาโครงการ ฯ ดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 และมี มติเห็นชอบผลการศึกษาออกแบบรายละเอียดระบบขนส่งสาธารณะในเขตจังหวัดขอนแก่นและผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ตามที่ สนข. ได้ศึกษาไว้ และอนุญาตให้จังหวัดขอนแก่นเป็นผู้พัฒนาและบริหารจัดการโครงการ ฯ ตามแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเมืองขอนแก่น ตามผลการศึกษา ต่อมาคณะรัฐมนตรี ได้มีมติรับทราบ มติ คจร. ดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 แต่เนื่อง ด้วยการเจริญเติบโตของจังหวัดขอนแก่นเปลี่ยนแปลงไปอย ่างก้าวกระโดดในตลอดระยะเวลาที่ สนข. ได้ ทำการศึกษาระหว่าง 2559 - ปัจจุบัน ทำให้แผนแม่บทที่ศึกษาไว้ไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตของเมือง ได้ จึงนำมาสู่ความจำเป็นในการศึกษาทบทวนความเหมาะสมด้านจราจร วิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และ การลงทุนในเส้นทางนำร่องสายสีแดง (สำราญ-ท่าพระ) อีกครั้ง โดยแนวเส้นทาง โครงการ ฯ ยังคงยึดตาม เส้นทางนำร่องสายสีแดง (สำราญ-ท่าพระ) ตามที่ สนข. ได้ทำการศึกษาไว้ ส่วนที่ปรับปรุงเพิ่มเติมจากผล การศึกษาของ สนข. ได้แก่ เส้นทางโครงการขยายเข้าพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์วิจัยข้าวจังหวัด ขอนแก่น เพิ่มเส้นระยะทางโครงการตามแนวเส้นทางถนนของทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 2 (มิตรภาพ ช่วง สำราญ-ท่าพระ) ระหว่าง กม. ที่ 325 + 079 ถึง กม. ที่ 345 + 654 อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ระยะทางรวม 26 กิโลเมตร จำนวน 20 สถานี ยกระดับ 8 สถานี ระดับดิน 12 สถานี โดยปรับปรุงตำแหน่ง รูปแบบจำนวนของสถานี และการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีเชิงพาณิชย์ (Transit Oriented Development : TOD) ศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) และจุดจอดและจร (Park and Ride) มีการปรับปรุงตำแหน่ง ขนาด และการ ออกแบบด้านสถาปัตยกรรม ซึ ่งผลการศึกษาทบทวนฉบับใหม ่นี้ บริษัทขอนแก ่นทรานซิท ซิสเต็ม จำกัด (KKTS) ได้จัดประชุมหารือกับผู้บริหารของบริษัทจนได้ข้อสรุปและเห็นชอบร่วมกัน และล่าสุดได้มีการจัด กิจกรรมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ในจังหวัดขอนแก่น ครั้งใหญ่ เรียกได้ว่าเป็น ประชาพิจารณ์ของจังหวัด ต่อโครงการก่อสร้างและพัฒนาระบบขนส่งรถไฟฟ้ารางเบาเส้นทางนำร่องสายสีแดง (สำราญ-ท่าพระ) โดยงานประชาพิจารณ์ครั้งนี้ มีประชาชนและผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมกว่า 1,027 คน ณ ศูนย์ประช ุมและแสดงสินค้านานาชาติ ขอนแก ่น (KhonKaen International Convention And Exhibition Center: KICE) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 (ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุและคณะ, 2562) เมื่อเดินทางมายังปี 2563 ทั่วโลกได้ประสบสถานการณ์โรคติดต่อไวรัสโคโรน่า หรือ COVID19 ซึ่งส่งผลต่อทุกภาคส่วน ทำให้การเดินทางในช่วงนี้ติดขัดและชะลอลง แต่การดำเนินโครงการยังต้องดำเนิน ต่อไป โดยในวันที่ 24 สิงหาคม 2563 บริษัทขอนแก่นทรานซิท ซิสเต็ม (KKTS) ได้มีหนังสือขออนุญาตไปยัง ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (ศบค.) เพื่อให้ผู้แทนบริษัท จาก สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าในราชอาณาจักร ตามข้อตกลงพิเศษ (Special Arrangement) เพื่อเจรจา รายละเอียดของสัญญาของบริษัทและผู้ได้รับคัดเลือกเป็นผู้รับจ้างงานโครงการ โดยลงนามกำหนดปีที่เริ่ม ก่อสร้าง 2563 (เป็นเวลา 3 ปี) เปิดให้บริการ 2566-2595 (ระยะเวลา 30 ปี) (รายงานความก้าวหน้าโครงการ ขอนแก่น Smart City, 2564)


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-44 ถึงแม้ว่ารถไฟฟ้ารางเบาจะอยู่ในระหว่างการดำเนินการทำข้อตกลง การประสานติดต่อกับ หลายภาคส่วน แต่ก็ได้มีความคืบหน้าในการดำเนินการอย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ และได้มีการศึกษาการ คาดประมาณก๊าซเรือนกระจกของการใช้ระบบรถไฟฟ้ารางเบา รวมถึงการศึกษาการปรับปรุงระบบขนส่ง ระบบรอง หรือรถเสริม (Feeder) และการพัฒนาพื้นที่รอบสถานี (TOD) ควบคู่ไปพร้อมๆกัน (รูปที่ 3-28) รูปที่3-28 โครงการศึกษาวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการพัฒนาระบบ รถไฟฟ้ารางเบา ในเมืองขอนแก่น (LIGHT RAIL TRANSIT: LRT) โดยในภาพรวมของการเดินทาง กว ่าจะมาเป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LIGHT RAIL TRANSIT: LRT) มีรายละเอียดการเดินทาง ดังแสดงในรูปที่ 3-29


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน รูปที่ 3-29 แผนที่นำทางรถไฟฟ้าราง ที่มา: รายงานความก้าวหน้าโครงการขอนแก่น Smart


กุมภาพันธ์ 2564 3-45 งเบา (LIGHT RAIL TRANSIT: LRT) City (2564); ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ และคณะ (2563)


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-46 โครงการรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) กับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โครงการรถไฟฟ้ารางเบา หรือ “ขอนแก่นโมเดล” ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น นอกจากจะได้ สะท้อนให้เห็นถึง “พลังทวีคูณ” ที่เกิดขึ้น จากพลังศรัทธา ศรัทธาที่เกิดจากความเชื่อ เชื่อในความคิด การ กระทำ และผลของการลงมือทำร่วมกันของทุกภาคส่วนในจังหวัดขอนแก่นแล้ว ในมิติของสิ่งแวดล้อม จากผล การศึกษาของ Long et al. (2018) ที่ได้ศึกษาผลกระทบของตัวแบบขนส่งสาธารณะในเมืองขอนแก่น พบว่า หากมีการพัฒนาระบบรถไฟฟ้ารางเบาจะสามารถลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 15 เปอร์เซ็นต์ในปี พ.ศ. 2589 ดังแสดงในตารางที่ 3-10 และรูปที่ 3-30 ตารางที่3-10 ผลการคาดประมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการสร้างระบบรถไฟฟ้ารางเบา ในจังหวัดขอนแก่น ปี ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตันต่อปี) ลดลง (ตันต่อปี) ลดลง (%) ไม่มีระบบ LRT ถ้ามีระบบ LRT 2559 226,410 - - - 2569 289,997 275,984 14,013 4.83 2579 399,210 359,004 40,206 10.07 2589 538,456 457,355 81,101 15.06 ที่มา: Long et al. (2018) รูปที่ 3-30 ผลการคาดประมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการสร้างระบบรถไฟฟ้ารางเบา ในจังหวัดขอนแก่น ที่มา: Long et al. (2018) จากการดำเนินโครงการศึกษาวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก การพัฒนาระบบรถไฟฟ้ารางเบาในเมืองขอนแก่น พบว่า หากมีการดำเนินโครงการรถไฟฟ้ารางเบาเกิดขึ้นใน เขตเมืองขอนแก่น จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเขตเมืองได้โดยการคาดประมาณโดยมีปี 2559 เป็นปีฐาน เมื่อผ่านไปทุกๆ 10 ปี ในกรณีที่ไม่มีการดำเนินการใช้รถไฟฟ้ารางเบา จะมีการปล่อยก๊าซ 226,410 289,997 399,210 538,456 0 275,984 359,004 457,355 0.00 4.83 10.07 15.06 0 2 4 6 8 10 12 14 16 0 100,000 200,000 300,000 400,000 500,000 600,000 2559 2569 2579 2589 เปอร์เซ็นที่ลดลง (%) ปริมาณคาร์บอนที่ลดได้ (ตันต่อปี) ปี (พ.ศ.) ไม่มีระบบ LRT ถ้ามีระบบ LRT ลดลง (%)


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-47 เรือนกระจกอยู่ที่ 289,997 399,210 และ 538,456 ตันต่อปีซึ่งเป็นของ 10 20 และ 30 ปีผ่านไป ตามลำดับ แต ่หากเป็นกรณีที่มีการดำเนินการใช้รถไฟฟ้ารางเบา จะมีการปล ่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงจากเดิมอยู ่ที่ 275,984 359,004 และ 457,335 ตันต่อปี ซึ่งเป็นของ 10 20 และ 30 ปีผ่านไป ตามลำดับ จะเห็นได้ว่า ใน ทุกๆ 10 ปีผ่านไป จะมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงหากดำเนินการใช้รถไฟฟ้ารางเบาปีละประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์โดยมีอัตราการลดลงของแต่ละช่วงอยู่ที่ 4.83 10.07 และ 15.06 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากมีระบบรถไฟฟ้ารางเบาเพียงอย่างเดียว แต่ประชาชนในเมืองขอนแก่นยังคงนิยมใช้ รถยนต์ส่วนบุคคลมากกว่าระบบขนส่งสาธารณะหรือระบบรถไฟฟ้ารางเบา อันเนื่องจากการไม่มีระบบเชื่อมต่อ หรือขนคนให้ได้เข้ามาใช้บริการรถไฟฟ้ารางเบาได้รวมถึงการไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจรอบๆสถานีรถไฟฟ้า (TOD) ที่จะดึงดูดคนให้มาใช้บริการรถไฟฟ้ารางเบา ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้ อาจจะเพิ่มมาก ขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น เพื่อให้ระบบรถไฟฟ้ารางเบาที่กำลังจะพัฒนาขึ้น เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านการ พัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกัน เทศบาลนครขอนแก่นโดยการสนับสนุนของ โครงการพัฒนา แห่งสหประชาชาติ (UNDP) จึงได้จัดทำโครงการวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการพัฒนาระบบรถไฟฟ้ารางเบา” โดยมีการสนับสนุนหลักจากภาควิชาการ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ยืนยัน ในความเป็นไปได้ของการดำเนินโครงการ ด้วยการอาศัยมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์ เช่น การ พัฒนาระบบขนส่งมวลชนเมืองขอนแก่นตามแผนแม่บท 5 เส้นทาง การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง โดย การปรับรถสองแถวให้เป็นระบบรถเสริม (Feeder) เพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนสายหลักรถไฟฟ้ารางเบา เมืองขอนแก่น และการพัฒนาพื้นที่รอบสถานี (TOD) 3 แห่ง คือ บริเวณสี่แยกประตูเมือง (ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล) บริเวณสถานีรถไฟ และศูนย์วิจัยข้าว ดังแสดงในรูปที่ 3-31 รูปที่ 3-31 ตำแหน่งพื้นที่ในการพัฒนา TOD ที่มา: พนกฤษณ คลังบุญครอง และคณะ (2563) TOD ขอบเขตพื้นที่ศึกษา ระบบขนส่งมวลชนสายเหนือ - ใต้ (ส ารา - ท่าพระ ระบบขนส่งมวลชนสายสีเหลือง (บ้านทุ่ม – บึงเนียม ระบบขนส่งมวลชนสายสีน้ าเงิน (VIP Home– มิตรสัมพันธ์ ระบบขนส่งมวลชนสายสีเขียว (บ้านสะอาด – บ้านโกทา ระบบขนส่งมวลชนสายสีชมพู (รอบเมือง พื้นที่ TOD TOD ขอบเขตพื้นที่ศึกษา ระบบขนส่งมวลชนสายเหนือ - ใต้ (ส ารา - ท่าพระ ระบบขนส่งมวลชนสายสีเหลือง (บ้านทุ่ม – บึงเนียม ระบบขนส่งมวลชนสายสีน้ าเงิน (VIP Home– มิตรสัมพันธ์ ระบบขนส่งมวลชนสายสีเขียว (บ้านสะอาด – บ้านโกทา ระบบขนส่งมวลชนสายสีชมพู (รอบเมือง พื้นที่ TOD TOD ขอบเขตพื้นที่ศึกษา ระบบขนส่งมวลชนสายเหนือ - ใต้ (ส ารา - ท่าพระ ระบบขนส่งมวลชนสายสีเหลือง (บ้านทุ่ม – บึงเนียม ระบบขนส่งมวลชนสายสีน้ าเงิน (VIP Home– มิตรสัมพันธ์ ระบบขนส่งมวลชนสายสีเขียว (บ้านสะอาด – บ้านโกทา ระบบขนส่งมวลชนสายสีชมพู (รอบเมือง พื้นที่ TOD


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-48 ในการคาดประมาณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ของการพัฒนาพื้นที่รอบสถานี (TOD) และเพิ่ม ระบบรถเสริม (Feeder) ขึ้นอยู่กับโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนที่เพิ่มมากขึ้นดังแสดงในรูปที่ 3-32 และ 3-33 จำนวนโครงข่ายเสริมที่เพิ่มขึ้นดังแสดงในรูปที่ 3-34 และการพัฒนา TOD จำนวนประชากร การจ้างงาน และ ปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงความหนาแน่นที่จะเกิดขึ้นในเขตเมือง ดังแสดงในตารางที่ 3-11 รูปที่3-32 โครงข่ายระบบสาธารณะ LRT ที่มา: พนกฤษณ คลังบุญครอง และคณะ (2563) รูปที่ 3-33 ช่วงเวลาในการพัฒนาโครงข่ายระบบสาธารณะ LRT ที่มา: พนกฤษณ คลังบุญครอง และคณะ (2563)


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-49 รูปที่ 3-34 เส้นทางระบบเส้นทางระบบรถสองแถวปัจจุบันและระบบรถเสริม (Feeder) ที่เสนอแนะ ที่มา: พนกฤษณ คลังบุญครอง และคณะ (2563) ตารางที่ 3-11 สมมติฐานต่าง ๆ ในปีต่าง ๆ ที่วิเคราะห์ ปีพ.ศ. ประชากร (คน) การจ้างงาน (คน) ปริมาณการเดินทาง (เที่ยว/วัน) 2562 360,500 174,600 712,100 2564 383,200 188,600 757,000 2568 432,100 227,900 853,600 2572 486,000 263,500 969,700 2577 554,700 282,400 1,112,200 2582 634,760 288,400 1,276,660 2587 725,060 294,500 1,465,420 2592 820,160 300,700 1,664,620 ที่มา: พนกฤษณ คลังบุญครอง และคณะ (2563) ผลการศึกษา พบว่า ปริมาณก๊าซเรือนกระจกมีค่าลดลงจากปีฐาน (คือ ปี 2564) ของการ พัฒนาพื้นที่รอบสถานี (TOD) และเพิ่มระบบรถเสริม (Feeder) เท่ากับ 0.53 เปอร์เซ็นต์หรือคิดเป็น 1,296 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีการลดลงทุกปีอย่างต่อเนื่องถึง 11.86 เปอร์เซ็นต์หรือคิดเป็นปริมาณ 36,430 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ระยะเวลา 10 ปี พ.ศ. 2572) ถ้าเทียบกับไม่มีการดำเนินการตาม มาตรการใดๆ ทั้ง TOD และ Feeder จะได้ผลการคาดประมาณ ดังแสดงในตารางที่ 3-12 3-13 และ 3-14 และรูปที่ 3-35


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-50 ตารางที่ 3-12 ผลการวิเคราะห์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กรณีไม่มีโครงการ และกรณีมีโครงการ (2562-2572) พ.ศ. 2562 2563 2564 2565 2566 2567 2568 2569 2570 2571 2572 กรณีไม่มีโครงการ (ตันต่อปี) 233,217238,509243,801250,530257,259263,988270,717279,861289,004298,148307,292 กรณีมีโครงการ (ตันต่อปี) 233,217238,509242,505245,405248,305251,206254,106258,295262,484266,673270,862 ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้(ตันต่อปี) - - 1,296 5,125 8,953 12,782 16,610 21,565 26,520 31,475 36,430 เปอร์เซ็นต์ (%) - - 0.53 2.05 3.48 4.84 6.14 7.71 9.18 10.56 11.86 ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้สะสม (ตันต่อปี) - - 1,296 6,421 15,374 28,155 44,766 66,331 92,851 124,327160,757 ที่มา: พนกฤษณ คลังบุญครอง และคณะ (2563) ตารางที่ 3-13 ผลการวิเคราะห์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กรณีไม่มีโครงการ และกรณีมีโครงการ (2573-2582) พ.ศ. 2573 2574 2575 2576 2577 2578 2579 2580 2581 2582 กรณีไม่มีโครงการ (ตันต่อปี) 318,289329,286340,282 351,279 362,276370,525 378,774 387,023 395,272 403,521 กรณีมีโครงการ (ตันต่อปี) 297,456288,050296,645 305,239 313,834321,002 328,169 335,337 342,505 349,673 ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้(ตันต่อปี) 38,833 41,235 43,638 46,040 48,442 49,523 50,605 51,686 52,767 53,848 เปอร์เซ็นต์ (%) 12.20 12.52 12.82 13.11 13.37 13.37 13.36 13.35 13.35 13.34 ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้สะสม (ตันต่อปี)199,590240,825284,463 330,503 378,945428,469 479,073 530,759 583,526 637,373 ที่มา: พนกฤษณ คลังบุญครอง และคณะ (2563) ตารางที่ 3-14 ผลการวิเคราะห์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กรณีไม่มีโครงการ และกรณีมีโครงการ (2583-2592) พ.ศ. 2583 2584 2585 2586 2587 2588 2589 2590 2591 2592 กรณีไม่มีโครงการ (ตันต่อปี) 411,282419,044426,805 434,567 442,328449,521 456,714 463,907 471,100 478,292 กรณีมีโครงการ (ตันต่อปี) 356,421363,169369,917 376,665 383,414389,672 395,930 402,188 408,446 414,704 ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้(ตันต่อปี) 54,861 55,875 56,888 57,901 58,915 59,850 60,784 61,719 62,653 63,588 เปอร์เซ็นต์ (%) 13.34 13.33 13.33 13.32 13.32 13.31 13.31 13.30 13.30 13.29 ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้สะสม (ตันต่อปี) 692,235748,109804,9978,662,899921,814981,663 1,042,447 1,104,166 1,166,820 1,230,408 ที่มา: พนกฤษณ คลังบุญครอง และคณะ (2563) รูปที่ 3-35 ผลการวิเคราะห์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กรณีไม่มีโครงการ และกรณีมีโครงการ ที่มา: พนกฤษณ คลังบุญครอง และคณะ (2563) 200,000 220,000 240,000 260,000 280,000 300,000 320,000 340,000 360,000 380,000 400,000 420,000 440,000 460,000 480,000 500,000 2562 2567 2572 2577 2582 2587 2592 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตันต่อปี) ปี (พ.ศ.) กรณีไม่มีโครงการ กรณีมีโครงการ


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-51 จากการดำเนินโครงการวิจัยเรื่องการวิเคราะห์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการ พัฒนาระบบรถไฟฟ้ารางเบาในเขตเมืองขอนแก่น พบว่าเมื่อเปิดให้บริการระบบขนส่งสาธารณะครบทั้ง 5 เส้นทาง โดยพัฒนาเส้นทางสาย สายเหนือ – ใต้ ในปี พ.ศ. 2564 พร้อมทั้งการปรับปรุงระบบรถเสริม (Feeder) และการพัฒนาพื้นที่รอบสถานี (TOD) และเพิ่มเติมการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะสายสีชมพูและ สีเหลือง ในปีพ.ศ.2568 และเพิ่มเติมกระบบขนส่งสาธารณะสายสีเขียวและสีน้ำเงิน ในปี พ.ศ. 2572 และเปิด ให้บริการพร้อมกันทั้ง 5 เส้นทางในปี พ.ศ. 2577 พบว่า อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2 ) ในแต่ละปีที่ พิจารณา และอัตราการลดลงโดยเทียบกับกรณีที่มีโครงการและไม่มีโครงการ ได้ผลปริมาณการลดลงในแต่ละ ปีได้แก่ พ.ศ. 2564 (ปีที่ 2) มีค่าลดลงเท่ากับ 1,296 ตัน (ลดลงร้อยละ 0.53) พ.ศ. 2568 (ปีที่ 6) มีลดลงค่า เท่ากับ 16,610 ตัน (ลดลงร้อยละ 6.14) พ.ศ. 2572 (ปีที่ 10) มีลดลงค่าเท่ากับ 36,430 ตัน (ลดลงร้อยละ 11.86) พ.ศ. 2582 (ปีที่ 20) มีลดลงค่าเท่ากับ 53,848 ตัน (ลดลงร้อยละ 13.34) และ พ.ศ. 2592 (ปีที่ 30) มี ค่าลดลงเท่ากับ 63,588 ตัน (ลดลงร้อยละ 13.29) โดยหากดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องจนถึงในปีพ.ศ. 2592 (ปีที่ 30) โครงการนี้จะมีผลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สะสม ลดลงเท่ากับ 1,230,408 ตัน ดังนั้นหากต้องการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายข้างต้น จำเป็นต้องมีการดำเนินการ นโยบายหรือมาตรการต่าง ๆ เช่น การสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากรถยนต์นั่งส ่วน บุคคลมาเป็นรถโดยสารสาธารณะ การพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุม การปรับปรุงหรือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานโดยการเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานไฟฟ้า และการวาง แผนการใช้ประโยชน์ที่ดินควบคู่กับระบบขนส่งสาธารณะ เข้ามาเพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิผลและการ บริหารจัดการเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดชุมชนเมืองที่อำนวยความสะดวกมีคุณภาพในการใช้ ชีวิตที่สูงเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยและมีการใช้ทรัพยากรที่มีน้อยที่สุด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ พลังงาน เพื่อพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-52 3.2 บทเรียนและปัจจัยแห่งความสำเร็จ เมื่อถอดบทเรียนและวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือน กระจกของเทศบาลนครขอนแก่น พบว่า มี 4 ประเด็น อันได้แก่ 1) “ระเบิดจากข้างใน” ด้วยใจรักบ้านเกิด 2) ความร ่วมมือแบบบูรณาการ (Integrated Collaboration) ประสานพลังทุกภาคส ่วน 3) ศักยภาพในการ ขับเคลื่อนและแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ4) แผนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร (Capacity Building) โดย มีรายละเอียด และเรื่องราวของแต่ละบทเรียน ดังนี้ 1) “ระเบิดจากข้างใน” ด้วยใจรักบ้านเกิด ด้วยความตระหนักและ “ความรัก” ที่มีต่อจังหวัดขอนแก่น ทั้งผู้ที่เป็นผู้บริหาร และบุคลากร ของเทศบาลนครขอนแก ่น นักวิชาการ จากสถาบันการศึกษา นักเคลื ่อนไหวทางสังคม รวมทั้ง นักธุรกิจ ภาคเอกชน ซึ ่งเป็นคนขอนแก ่นโดยกำเนิด ได้เริ ่มเกิดความตระหนักต ่อสภาพปัญหาภายในขอนแก ่น อัน เนื่องมาจาก ขอนแก่น เป็นเมืองที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะจังหวัดขอนแก่น ถือได้ว่าเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุข ของภูมิภาค แต่เมืองยังประสบปัญหา หลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสัญจรภายในเมือง อันจะส่งผลต่อสภาพแวดล้อม และสุขอนามัยของ ประชาชน ความตระหนักในความรุนแรงของปัญหา ที่นับวันจะมากขึ้น ประกอบกับ “ความรัก” ที่มีต่อบ้าน เกิด ได้ทำให้กลุ่มนักธุรกิจเอกชน ได้ร่วมกันจัดตั้งทั้งบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (KKTT) และได้ระดมทุนเพื่อ นำไปใช้ในการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ร ่วมกับภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ร ่วมกันผลักดันให้เกิดโครงการ “เทศบาลนครขอนแก ่น เมืองอัจฉริยะ” (KKM Smart City) และร ่วมกัน ผลักดันต่อในระดับจังหวัด และได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น รวมถึงหน่วย บริหารราชการส ่วนภูมิภาคระดับจังหวัด ทำให้เกิดโครงการ “ขอนแก ่น จังหวัดอัจฉริยะ” หรือ “Smart Province” ซึ่งได้รับการบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดขอนแก่นด้วยเช่นกัน “เพราะคนขอนแก่น มีรากเหง้าของความสำนึกรักท้องถิ่น ที่หวังว่า การพัฒนาเมือง จะช่วยส่งผลต่อความสำเร็จไปยังลูกหลาน ในวันข้างหน้า หากบ้านเมืองมีความเจริญมากขึ้น มีโอกาสทางธุรกิจและทางสังคมมากขึ้น ก็หวังว่า ลูกหลาน จะได้ไม่ต้องผลัดถิ่นไปทำงานที่อื่น ช่วยกันสร้างความเจริญเติบโตให้กับจังหวัดขอนแก่น ต่อไป...” ธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น รวมถึงกรณีการร่วมมือของเทศบาล 5 แห่ง ในจังหวัดขอนแก่น คือ เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลเมืองเมืองเก่า เทศบาลตำบลสำราญ และเทศบาลตำบลท่าพระ ที่ได้ร่วมกันจัดตั้ง บริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม (KKTS) จำกัด (แห่งแรกของประเทศไทย) เพื่อมาทำหน้าที่ในการบริหาร จัดการระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้ารางเบา (LRT) และทุนที่จดทะเบียนในการจัดตั้งบริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม (KKTS) ที่ได้มาจากการสนับสนุนของหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น โดยมีตัวแทน จากองค์กรต่างๆ ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการบริหาร และมีสถาบันการศึกษาเป็นผู้หนุนเสริมเชิงวิชาการ จน


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-53 เป็นที่มาของคำว่า “ขอนแก่นโมเดล” ที่ทั้งหมดเกิดขึ้นได้จากฐานรากของคำว่า “รักบ้านเกิด” โดยแท้จริง (ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ และคณะ, 2563) “การสานเสวนา หรือพูดคุยกัน ได้ดำเนินมานานหลายต่อหลายปี ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการก่อตั้ง KKTT หรือตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ คุณแม่ ของผู้ก่อตั้ง KKTT ก็ว่าได้ ผลการเสวนาที่ดำเนินการมาอย่างยาวนานนั้น ส่งผลให้วันนี้ กระบวนการคิด วางแผน และเป้าหมายในการพัฒนาเมือง พัฒนาพื้นที่ของขอนแก่น ได้ตกผลึก มีความชัดเจน และได้รับการยอมรับ จากภาคส่วนต่างๆ มากยิ่งขึ้น” เจริญลักษณ์ เพ็ชรประดับ เลขาธิการมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า 2) ความร่วมมือแบบบูรณาการ (Integrated Collabaration) ความสำเร็จประการที ่ 2 ในการขับเคลื ่อนการเป็นเมืองคาร์บอนต ่ำ ของเทศบาลนคร ขอนแก่น ได้แก่ ความร่วมมือแบบบูรณาการ นับตั้งแต่การบูรณาการความร่วมมือของกลไกการพัฒนาเมือง การพัฒนาพื้นที่ 4 กลไก อันได้แก่ (1) สภาเมืองขอนแก่น ซึ ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื ่อนนโยบายเทศบาลนครขอนแก ่น เมือง อัจฉริยะ (KKM Smart City) ไปสู่การปฏิบัติ เพราะบทบาทของสภาเมืองขอนแก่น เป็นเสมือนศูนย์กลางใน การแสวงหาข้อตกลงร่วมกัน ต่อทิศทางการพัฒนาเมือง หรือเป็นเหมือนพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ที่ เปิดโอกาสให้ประชาชน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ได้มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและ หาทางออกในการพัฒนาร่วมกัน ทั้งการพัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) ที่มุ่งพัฒนาระบบขนส่ง มวลชน สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) และการอยู่อาศัยอัจฉริยะ (Smart Living) (2) ภาคประชาสังคมในพื้นที่ ซึ ่งประกอบด้วย กลุ ่มปัญจมิตร มูลนิธิขอนแก ่นทศวรรษหน้า กลุ ่มแปดองค์กร เศรษฐกิจ กลุ่มองค์กรชุมชน รวมถึงกลุ่มองค์กรเศรษฐกิจจีนต่างๆ กลุ่มเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมาก ในการ เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนนโยบายเมืองอัจฉริยะไปสู่การปฏิบัติ เช่น การรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อน Smart Living การลดขยะและการใช้สารเคมี การพัฒนาคุณภาพน้ำ โดยมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า ที่ มีการขับเคลื่อนองค์กรต่างๆ และร่วมกันประกาศปฏิญญาสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น (3) หน่วยงานของภาครัฐในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยบริหารราชการส่วนภูมิภาค สถาบันการศึกษา องค์กรปกครอง ส ่วนท้องถิ ่น หน ่วยงานเฉพาะทาง ที ่มีความเชี ่ยวชาญและมีหน้าที ่ส ่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ดัง ตัวอย่างเช่น สำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ที่มีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำ การสนับสนุน และ ส ่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ขอนแก ่น นำร ่องใน 3 ประเด็น คือ การพัฒนาระบบคมนาคมอัจฉริยะ (Smart Mobility) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) และการใช้ชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living)


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-54 (4) กลไกภาคเอกชน เช่น บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (KKTT) จำกัด ซึ่งปัจจุบันถือว่ามีบทบาทสำคัญใน การทำหน้าที่เป็นผู้ประสานความร่วมมือ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงหอการค้า และ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น และ (5) บริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม (KKTS) จำกัด ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของเทศบาล 5 แห่งในจังหวัดขอนแก่น อันได้แก่ เทศบาล นครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลเมืองเมืองเก่า เทศบาลตำบลสำราญ และเทศบาลตำบลท่าพระ 3) ศักยภาพในการขับเคลื่อนและแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ(Policy Implementation) กลไกภายในของเทศบาลนครขอนแก ่นทุกระดับ การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ของ เทศบาลนครขอนแก ่นมีความเข้มแข็ง ทั้งในระดับผู้บริหารเทศบาล ที ่เป็นผู้กำกับดูแลการขับเคลื ่อน ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทศบาลในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ รวมถึงผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ระดับสำนักและกองต่างๆ ของเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เทศบาลนครขอนแก่น สู่การปฏิบัติเมือง คาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม เทศบาลนครขอนแก่นได้มีการดำเนิน ดังต่อไปนี้ (1) การนำวาระเป้าหมายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ บรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์การ พัฒนาจังหวัดขอนแก่น (2) การนำวาระเป้าหมายการพัฒนาเมืองขอนแก่น เมืองคาร์บอนต่ำ บรรจุไว้ในแผน ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทศบาลนครขอนแก่นอัจฉริยะ (ดังได้กล่าวมาแล้วในบทที่ 2) (3) แต่งตั้งคณะกรรมการระดับเทศบาล เพื่อขับเคลื่อนและรับผิดชอบโครงการคน ขอนแก่นหัวใจไร้มลพิษ (Khon Kaen: Low Carbon City) โดยรูปแบบการดำเนินโครงการประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์คือ 1) สังคมแห่งต้นไม้ ที่เน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเทศบาล 2) สังคมไร้มลพิษ ลดมลพิษ (ทั้ง อากาศและขยะ) 3) สังคมพิชิตพลังงาน ลดการใช้พลังงานต่างๆ และทรัพยากร (น้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้า) 4) สังคมที่มีการบริโภคอย่างยั่งยืน (ส่งเสริมการบริโภค/การบริการในท้องถิ่น ส่งเสริมการบริโภคสินค้า/บริการ ที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการบริโภค/บริการ ที่ไม่จำเป็น) และ 5) ยุทธศาสตร์การสร้างคนรุ่นใหม่หัวใจสี เขียว ที่มุ่งเน้นส่งเสริมและรณรงค์ ให้เด็ก เยาวชน ประชาชน ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น มีความรู้ความ เข้าใจ มีจิตสำนึกเรื ่องการอนุรักษ์สิ ่งแวดล้อม และตระหนักถึงผลกระทบที ่เกิดภาวะโลกร้อน โดยที่ คณะกรรมการในทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ มีหน้าที่ในการจัดทำแผนงาน โครงการต่างๆ เพื่อนำไปสู่การเป็นเมือง คาร์บอนต่ำ การกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของแผนงาน/โครงการ จัดกิจกรรมร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อีกทั้ง รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ ความก้าวหน้าของตัวชี้วัด ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของ การเข้าสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ มีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุน ภายใต้การดำเนินการ และการสนับสนุน ของนายกและรองนายกเทศมนตรี โดยมีปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการสำนักการคลัง ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิการ


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-55 สังคม หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล สภาผู้อำนวยการสำนัก กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และผู้อำนวยการ ส่วนส่งเสริมสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการตามลำดับ การดำเนินกิจกรรมโครงการยุทธศาสตร์ต่างๆทั้ง 5 ด้าน เทศบาลนครขอนแก่นได้มี การรวบรวมข้อมูล และถือเป็นนโยบายสำคัญ ที่จะต้องมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชน ในลักษณะที่เรียกว่า Open- Data เทศบาลนครขอนแก่น ได้ดำเนินการผ่านช่องทางต่างๆ นอกเหนือจาก เว็บไซต์ของ เทศบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเผยแพร่ผ่าน เว็ปเพจ ที่มีชื่อว่า “คนขอนแก่นหัวใจไร้มลพิษ” และ “ขอนแก่น เมืองคาร์บอนต่ำ” เพื่อให้สาธารณะชนทั่วไป ได้รับรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานของเทศบาล รวมถึงข้อมูลข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างความตระหนัก รวมทั้งตัวอย่างกับเป็นรูปธรรม ในการจัดการขยะมูลฝอยรูปแบบ ต่างๆ ทั้งการทำเป็นปุ๋ยหมัก หลักสูตรสิ่งแวดล้อม การปลูกฝังนักเรียนในโรงเรียน เป็นต้น โดยคาดหวังว่า “สื่อ” ที่เทศบาลนครขอนแก่น เสนอต่อสาธารณชน จะเป็นกลไกทางสังคมที่สำคัญ อีกทางหนึ่ง ที่จะช่วย ปลูกฝังค่านิยม พฤติกรรมของคนในสังคม ให้มี“หัวใจไร้มลพิษ” อันเป็นการสำคัญในการนำไปสู่ ขอนแก่น เมืองคาร์บอนต่ำ อย่างยั่งยืนต่อไป 4) การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร (Capacity Building) เทศบาลนครขอนแก ่น ได้มีการพัฒนาบุคลากรของเทศบาล ให้มีความรู้ความเข้าใจ ใน ความสำคัญของการเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ รวมถึงการพัฒนาทักษะในด้านการจัดสำรวจคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CCF) ในองค์กร (โดยการสนับสนุนหลักจาก โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ UNDP) จนกระทั่งปัจจุบัน บุคลากรของเทศบาลนครขอนแก่น สามารถที่จะสำรวจและคำนวณรวมถึงรู้จักเครื่องมือที่ใช้ในการหาปริมาณ ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในเขตเมือง โดยแบ่งออกเป็นจำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มการเพิ่มประสิทธิภาพการ ใช้พลังงาน (EE) 2) กลุ่มการพัฒนาพลังงานทดแทน (AE) 3) กลุ่มการจัดการของเสีย (WM) 4) กลุ่มการขนส่ง และคมนาคม (TM) และ 5) กลุ่มการจัดการป่าไม้ พื้นที่สีเขียว และการเกษตร (FOR/AGR) ทางเทศบาลได้ดำเนินการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสามารถที่จะทำหน้าที่เป็น ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ ให้แก่หน่วยงานอื่นทั่วไป และที่สำคัญคือได้มีการปลูกฝังคำว่า “คนขอนแก่น หัวใจไร้ มลพิษ” และคำว่า “ขอนแก่น เมืองคาร์บอนต่ำ” อยู่ในหัวใจของคนขอนแก่นทุกคน นี่คือความภาคภูมิใจ และ ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ก็ว่าได้ “ขอนแก่นเมืองคาร์บอนต่ำ อยู่ในหัวใจของคนขอนแก่นทุกคน นี่คือความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน” จุลนพ ทองโสภิต รองนายกเทศมนตรีนครขอนแก่น


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-56 3.3 โครงการคาร์บอนต่ำ (ใหม่) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการคาร์บอนต่ำสาธิต การดำเนินการโครงการสาธิตต่างๆ นอกจากจะทำให้ได้เห็นในบทเรียน ผลลัพธ์ และแนวทางในการ ดำเนินการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเทศบาลนครขอนแก่น ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ ผู้คน หน ่วยงาน หรือองค์กรต ่างๆ ที ่ให้ความสนใจในการพัฒนาเมือง สู่นครสีเขียวและมลภาวะต่ำ (Low Carbon City) จนก่อให้เกิด “โครงการคาร์บอนต่ำ (ใหม่) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการคาร์บอนต่ำ สาธิต” จากแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้น มีรายละเอียดดังนี้ 1) โครงการครอบครัวลดโลกร้อน หรือ ครอบครัวคาร์บอนต่ำ (Low carbon Family) จากโครงการสาธิต โครงการการคัดแยกขยะรีไซเคิล เทศบาลนครขอนแก่น (โครงการบุญทวีด้วยรี ไซเคิล โครงการฌาปนกิจเปลี่ยนขยะเป็นบุญ) และศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิถีพอเพียง เทศบาลนครขอนแก่น ส่งผลให้เกิดแหล่งเรียนรู้การจัดการขยะรีไซเคิล และขยะอินทรีย์เกิดชุมชนต้นแบบ ครบวงจรให้กับประชาชนผู้สนใจ ร ่วมกับการขับเคลื ่อนภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ของเทศบาลนครขอนแก่น อันได้แก่ 1) สังคมแห่งต้นไม้ “ปลูกต้นไม้ในหัวใจคน” 2) สังคมไร้มลพิษ (ขยะ น้ำเสีย อากาศ) 3) สังคมพิชิต พลังงาน (ลดการใช้ไฟฟ้า ประปา เชื้อเพลิง ใช้พลังงานทดแทน) 4) สังคมที่มีการบริโภคอย่างยั่งยืน (กินอยู่ อย่างพอเพียง ใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า) และ 5) การสร้างสังคมคนรุ่น ใหม่หัวใจสีเขียว (“นักรบสิ่งแวดล้อม” และ “การพัฒนาหลักสูตรสิ่งแวดล้อม”) โดยมีประเด็นยุทธศาสตร์คือ การพัฒนา และรักษาคุณภาพสิ ่งแวดล้อม ให้อยู ่ในระดับมาตรฐานสากล ส ่งผลให้ทางกลุ ่มคณะทำงาน “คนขอนแก่น หัวใจไร้มลพิษ” ได้ดำเนินการโครงการต่างๆ เพื่อให้เทศบาลนครขอนแก่นได้บรรลุเป้าประสงค์ การเป็นนครสีเขียวและมลภาวะต่ำ (Low Carbon City) หนึ่งในนั้นคือโครงการ “ครอบครัวลดโลกร้อน หรือ ครอบครัวคาร์บอนต่ำ (Low carbon Family)” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการดำเนินการสาธิตต่างๆ ประยุกต์ ให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งในการปลูกฝังแก่ผู้คน ในชุมชน เยาวชน และเด็กรุ่นใหม่ ให้มีความตระหนักถึงการรักษ์สิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่เกิดขึ้นหากมีการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบต่างๆ ครอบครัวลดโลกร้อน หรือ ครอบครัวคาร์บอนต่ำ (Low carbon Family) หมายถึง ครอบครัวที่มีวิถี การดำเนินชีวิตแบบคาร์บอนต่ำ “พอดี เรียบง ่าย ไม ่ฟุ ่มเฟือย และคุ้มค่า” และดำเนินการตาม 5 วิถี คือ 1) รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 2) ปลูกอยู่ ปลูกกินและเพิ่มพื้นที่สีเขียว 3) เดินทางอย่างยั่งยืน 4) ไม่ก่อมลพิษ (3Rs) และ 5) ใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีรายละเอียดดังแสดงในรูปที่ 3-36


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-57


รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน กุมภาพันธ์ 2564 3-58


Click to View FlipBook Version