The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนปวัติศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by coolyung19, 2022-05-11 05:11:40

แผนปวัติศาสตร์

แผนปวัติศาสตร์

1.3 แนวคดิ ที่เชอ่ื วา ชนชาตไิ ทยมีถ่นิ กำเนดิ อยใู นประเทศไทยปจจุบัน
แนวคิดน้เี ปนความเชอื่ ของศาสตราจารยนายแพทยสุด แสงวิเชยี ร และศาสตราจารยช นิ อยูดี

โดยอางหลักฐานทางโบราณคดี เครื่องปนดินเผา เครื่องใชเคร่ืองประดับ และโครงกระดูกมนุษย
ทมี่ อี ายไุ มต ่ำกวา 3,500-5,000 ป ซ่งึ พบท่ีสองฝงแมน ้ำแควนอยและแควใหญ จังหวัดกาญจนบุรี และ
ทต่ี ำบลบา นเชียง อำเภอหนองหาน จงั หวัดอดุ รธานี นายแพทยสดุ แสงวเิ ชียร ไดศ กึ ษาโครงกระดูก
มนษุ ยย คุ หนิ ใหม 37 โครง ซ่ึงพบทบ่ี านเกา อำเภอเมือง จงั หวัดกาญจนบรุ ี พบวาเหมอื นโครงกระดูก
คนไทยปจจุบันเกือบทุกอยาง แตนักวิชาการบางกลุมยังไมยอมรับเพราะหลักฐานตางๆ ท่ีพบ เชน
โครงกระดกู เครอื่ งปนดินเผา เคร่อื งประดับ ไมอ าจระบไุ ดแนช ัดวาเปน วฒั นธรรมของกลุมชนกลมุ ใด
เน่ืองจากโครงกระดูกท่ีพบมีลักษณะเหมือนโครงกระดูกมนุษยในภูมิภาคนี้ สวนเครื่องปนดินเผา
เครื่องประดับ เครื่องมือเครื่องใชท่ีพบก็ไมมีลักษณะเดนท่ีตางจากท่ีอ่ืน จึงตองมีการศึกษาตอไป
นอกจากนี้ยังไมมีการศึกษาวาโครงกระดูกเหลานี้มีลักษณะเหมือนหรือแตกตางจากชนชาติอ่ืนใน
บรเิ วณนี้ เชน มอญ เขมร หรือไมอยางไร

คนหาขอ มูลเพมิ่ เตมิ ไดท่ี
http://www.aksorn.com/lib/s/soc_04

ผฉูสบอับน พมา จนี คนไทยมถี ิน่ กำเนดิ อยบู รเิ วณ
ดนิ แดนประเทศไทยปจ จุบนั
ก. ไหหลำ

บา นเกา ไทย บานเชยี ง

อา วไทย ทะเลจีนใต
อนั ทดะาเลมัน

ก. สุมาตรา ก. บอรเ นียว

มหาสมทุ รอนิ เดยี ก.ชวา ศาสตราจารยชนิ อยูดี

แผนท่ีแสดงแนวคิดท่ีเช่ือวาคนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู นายแพทยส ุด แสงวเิ ชยี ร
ในประเทศไทยปจ จบุ นั จากหลกั ฐานทางโบราณคดี
ซ่งึ ขดุ พบท่จี งั หวดั กาญจนบุรีและจังหวัดอุดรธานี

42

นอกจากน้ี นายแพทยประเวศ วะสี ไดวิจัยเรื่องสีของเม็ดเลือดแดง หรือฮีโมโกลบิน อี
รว มกบั คณะวิจยั มหาวิทยาลยั ขอนแกน พบวา คนไทยมฮี ีโมโกลบนิ อี เชนเดยี วกับคนลาว เขมร พมา
มอญ แตคนจีนเกือบไมมีฮีโมโกลบิน อี อยูเลย อยางไรก็ตาม นักวิชาการปจจุบันพบวาการท่ีสีของ
เม็ดเลือดแดงมีเปอรเซ็นตสูงเปนเพราะผูคนในถ่ินนั้นมีเช้ือโรคมาลาเรีย (ไขจับส่ัน) สูง โดยไมเก่ียวกับ
เชอ้ื ชาติ

สว นอีกขอ เสนอหนึ่งของสุจติ ต วงษเทศ ในหนังสอื เรอ่ื ง “คนไทยอยูท ่นี ี”่ เสนอวา คนไทยอยู
บนผืนแผน ดินไทยตั้งแตแรก โดยใชเ หตผุ ลดานพฒั นาการทางสงั คมและวฒั นธรรมท่ีสืบทอดกนั มาจาก
อดีตถึงปจจุบัน อยางไรก็ตาม ขอเสนอน้ีถือเปนเรื่องของผูคนท่ีสืบทอดกันมานาน ไมใชเร่ืองเช้ือชาติ
และขอเสนอนี้ไมมีหลกั ฐานอน่ื ท่นี า เชอ่ื ถอื มาสนบั สนนุ

ดังน้ัน แนวคิดที่วาถิ่นเดิมของคนไทยอยูบนผืนแผนดินไทยปจจุบันจึงยังไมไดรับการยอมรับ
นอกจากนี้ หลักฐานเกาแกท่ีสุดท่ีกลาวถึงชื่อคนไทยเปนครั้งแรก คือ จารึกในพุทธศตวรรษท่ี 16
ของพวกจามท่ีปราสาทโพนคร เมืองญาตรัง ประเทศเวียดนาม และตอมาคือ ภาพสลักขบวน
ทหารไทยที่ระเบียงนครวัดในพุทธศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีจารึกบอกวาเปนชาวสยาม ทำใหเชื่อไดวาถ่ินเดิม
ของคนไทยไมไดอ ยูบนผนื แผนดนิ ไทย แตคนไทยอพยพมาจากทอ่ี ่ืน

1.4 แนวคิดท่ีเชื่อวาถิ่นเดิมของคนไทย พมา ลาว จนี ผฉูสบอับน
อยบู ริเวณหมเู กาะแถบเสนศนู ยส ตู รของ
ภมู ภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต อาว ไทย ก. ไหหลำ
เมาะตะมะ กัมพชู า
แนวคิดนี้เปนของนายแพทยสมศักด์ิ อนั ทดะาเลมนั ทะเลจีนใต
พันธุสมบุญ โดยศึกษาพบกลุมเลือด ยีนและ อาวไทย
ฮีโมโกลบิน อี ของคนไทยตรงกบั คนทีเ่ กาะชวา
มากกวาชาวจีน และเปนขอเสนอของนายรูธ แนวคิดที่เชื่อวาคนไทยมีถ่ิน
เบเนดิกต นกั มานษุ ยวิทยาชาวอเมรกิ ัน ทีเ่ ชื่อวา กำเนิดอยูคาบสมุทรมลายู
คนไทยสืบเช้ือสายเดียวกับคนอินโดนีเซียและ บรเิ วณหมูเกาะชวา
มลายู และภาษาไทยเปนตระกูลออสโตรเนเชียน
แตการท่ียังไมพบรองรอยวัฒนธรรมของคนไทย ก. สุมาตรา ก. บอรเนียว
ในดินแดนดังกลาว และเสนทางการอพยพขัด
กับหลักการอพยพ เพราะเปนการอพยพจาก มหาสมุทรอนิ เดีย ก. ชวา
เขตท่ีมีความอุดมสมบูรณมากกวาข้ึนมายังที่
อุดมสมบูรณนอยกวา และผูเสนอความคิดเปน แผนท่ีแสดงแนวคิดท่ีเช่ือวาถิ่นเดิมของคนไทยอยู
นักมานุษยวิทยาแตใชคำอธิบายทางภาษาศาสตร บริเวณหมูเกาะแถบเสนศูนยสูตรของภูมิภาคเอเชีย
ทำใหท ฤษฎนี ้ียังไมเปนท่ียอมรบั ตะวันออกเฉียงใต

43

2. อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยและอทิ ธพิ ลที่มตี อสงั คมไทย

ดินแดนไทยปจจุบันเคยเปนท่ีตั้งของอาณาจักรโบราณหลายแหง ดังพบหลักฐานอยูในรูปของ
ศิลาจารกึ ตำนาน โบราณสถาน โบราณวตั ถุ อาณาจกั รโบราณทสี่ ำคญั มดี งั นี้

1) อาณาจักรเจนละ (พุทธศตวรรษท่ี 12-13) เปนอาณาจักรเขมรโบราณท่ีเจริญรุงเรือง
ตอจากอาณาจักรฟูนัน (ราวพุทธศตวรรษที่ 6-11) และมีอิทธิพลอยูบริเวณปากแมน้ำโขงในกัมพูชา
ถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและภาคใตของลาว ไดรบั อารยธรรมจากอนิ เดีย

อาณาจักรเจนละซ่ึงมีศูนยกลางอยูแถบปากแมน้ำมูล ไดขยายอิทธิพลเหนือแวนแควน
ตางๆ ในแถบลุมแมน้ำโขงในกัมพูชา ภาคตะวันออกและภาคกลางตอนบนของประเทศไทย ดังพบ
ศิลาจารึกระบุพระนามกษัตริยเจนละและบทบาททางการเมืองท่ีเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ และที่
ชองสระแจง จังหวดั เพชรบูรณ

2) อาณาจักรขอมหรืออาณาจักรเขมรโบราณ (พุทธศตวรรษท่ี 11-19) มีศูนยกลางอยูที่
เมืองพระนคร ไดขยายอำนาจมายังบริเวณปากแมน้ำโขง กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ
ภาคกลางของไทย และสบื อำนาจตอ จากอาณาจักรเจนละ

อาณาจกั รขอมมีความเจริญรงุ เรอื งมาก รับวัฒนธรรมจาก
อินเดีย มกี ารปกครองแบบเทวราชา และใชระบบจตุสดมภ คอื เวียง
ผฉูสบอับน วัง คลัง นา นับถือศาสนาพราหมณ-ฮินดูและพระพุทธศาสนา

นิกายมหายาน มีการสรางเทวรูปและปราสาทหิน ท่ีสำคัญคือ
นครวัด นครธม สวนในดินแดนไทยมีศาสนสถานท่ีไดรับ
อิทธิพลเขมรอยูท่ัวไป เชน ปราสาทหินพิมายที่จังหวัด
นครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุงที่จังหวัดบุรีรัมยและ
พระปรางคส ามยอดท่จี ังหวัดลพบรุ ี เปน ตน
3) อาณาจักรตามพรลิงค (พุทธศตวรรษ
ที่ 7-19) มีศูนยกลางอยูที่เมืองนครศรีธรรมราช
ซ่ึงเปนศูนยกลางการติดตอจากดินแดนภายนอก
คือ อินเดียและลังกา จากการติดตอคาขายกับ
ตางแดน ทำใหไดรับศาสนาพราหมณ-ฮินดูและ
พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศเขามา และได
เผยแผไปยังสุโขทัย ลานนา และหัวเมือง
อื่นๆ

ปราสาทหินพมิ าย ศาสนสถานใน
พระพุทธศาสนานิกายมหายาน
ศลิ ปะขอม

4) อาณาจักรลงั กาสกุ ะ (พทุ ธศตวรรษที่ 10-18)
จากจดหมายเหตุจีนระบุวา อาณาจักรลังกาสุกะมีอาณาเขตจรดทะเล

อันดามันและอา วไทย อยูทางใตข องอาณาจักรตามพรลงิ ค สนั นษิ ฐานวา

มีศูนยกลางอยูบริเวณเมืองปตตานี ดังปรากฏซากเมืองโบราณที่อำเภอ

ยะรัง อาณาจักรลังกาสุกะเคยสงทูตไปจีนเม่ือ พ.ศ. 1052 บันทึกจีน

ระบวุ าอาณาจักรนี้มกี ษตั ริยป กครอง

5) อาณาจักรศรีวชิ ยั (พทุ ธศตวรรษที่ 13-19) ศูนยก ลาง
อาจอยูที่เมืองปาเล็มบัง บนเกาะสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย

สวนศูนยกลางของอาณาจักรศรีวิชัยในดินแดนไทยนั้นอยูท่ีเมืองไชยา

จังหวัดสุราษฎรธานี ซึ่งเติบโตมาจากการเปนเมืองทาชายฝงทะเล

เมืองไชยารับนับถือทั้งศาสนาพราหมณ-ฮินดูและ

พระพุทธศาสนา ทำใหเมืองไชยาเปนศูนยกลางศาสนา พระโพธสิ ัตวอวโลกิเตศวร ศลิ ปะศรวี ชิ ยั
แหง หนง่ึ ของภาคใต พบท่อี ำเภอไชยา จังหวัดสรุ าษฎรธ านี

6) อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) เปนชุมชนที่พัฒนาข้ึนเปนแควนแรกๆ
ในดินแดนไทย จดหมายเหตุจีนเรียกอาณาจักรนี้วา “โถโลโปต้ี” สันนิษฐานวาศูนยกลางของทวารวดี

อยูบริเวณลุมแมน้ำเจาพระยาตอนลาง ไดแก เมืองนครชัยศรี (หรือเมืองนครปฐมโบราณ) จากการ ผฉสู บอับน
ขดุ พบเหรียญเงนิ 2 เหรียญ อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 12 ท่จี งั หวดั นครปฐม มีจารกึ

ภาษาสันสกฤตวา “ศรีทวารวดีศวรปุณยะ” แปลวา บุญกุศลของพระราชาแหง

ศรีทวารวดี หรอื บุญของผเู ปนเจา แหง ศรที วารวดี หรือพระเจา ศรีทวารวดี ผูมีบญุ

อนั ประเสรฐิ

รองรอยของเมืองโบราณที่ไดรับอิทธิพลทวารวดีพบกระจาย

อยูทั่วทุกภาคของประเทศไทย เชน เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี เมือง

อูท อง จังหวัดสุพรรณบรุ ี เมืองศรมี โหสถ จังหวัดปราจนี บุรี เมืองละโว

จังหวัดลพบุรี เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบรู ณ เมืองหริภญุ ชัย จังหวัด

ลำพูน เมืองฟาแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ เมืองโบราณยะรัง

จังหวัดปตตานี อาณาจักรทวารวดีไดรับอิทธิพลศิลปะอินเดีย

โบราณสถานสวนใหญสรางขนึ้ เนื่องในพระพทุ ธศาสนา อาณาจักร

ทวารวดีเสื่อมอำนาจลงเมื่ออาณาจักรเขมรขยายอำนาจมายัง

บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของดินแดนไทยเรื่อยมาจนถึง

บริเวณลุมแมน ำ้ เจาพระยา

พระพทุ ธรปู ศลิ าขาว ศิลปะทวารวดี ประดิษฐาน
อยูท่ีวดั พระปฐมเจดยี  จังหวัดนครปฐม

45

พระรัตนปญญาแหงวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม แตงขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2060 โดยใชภาษาบาลี ตัวอักษรธรรมลานนา
เน้ือหาแบง ออกเปน 2 ภาคใหญๆ คือ เรื่องเกี่ยวกบั พระพทุ ธศาสนาและประวัติศาสตรลา นนา

7) อาณาจักรละโว (พุทธศตวรรษท่ี 12-18) มีศูนยกลางอยูท่ีเมืองละโวหรือลพบุรี ละโวมี
แมน ำ้ ไหลผานหลายสาย เชน แมน ้ำเจา พระยา แมน ำ้ ปาสกั แมนำ้ ลพบรุ ี จงึ มีความอุดมสมบูรณและ

สะดวกในการเดินทาง ทำใหมีการติดตอคาขายกับพอคาตางถ่ิน ในสมัยโบราณพอคาจีนกับอินเดีย

เขามาคา ขายกบั ละโว ซึ่งจีนเรียกวา “เมอื งหลอห”ู

ละโวรับวัฒนธรรมจากสองอาณาจักร คือ รับพระพุทธศาสนาจากทวารวดี รับศาสนา

พราหมณ-ฮินดูและพระพุทธศาสนานิกายมหายานจากขอม พระปรางคส ามยอดเปน ส่ิงกอ สรา งท่สี รา ง

ขึน้ ในสมยั ทีอ่ าณาจักรขอมปกครองละโว ตอ มาละโวไดกลายเปนสว นหนง่ึ ของอาณาจกั รอยธุ ยา

8) อาณาจักรหริภุญชัย (พุทธศตวรรษท่ี 14-19) มีศูนยกลางอยูท่ีเมืองหริภุญชัยหรือ
ลำพูน เร่ืองราวของอาณาจักรหริภุญชัยปรากฏอยูในตำนานจามเทวีวงศหรือตำนานเมืองหริภุญชัย

และตำนานชินกาลมาลีปกรณ มีความเจริญดานพระพุทธศาสนา ใชภาษามอญโบราณในศิลาจารึก

โบราณสถานและโบราณวัตถุท่ีสำคัญสวนใหญอยูในเขตเมืองลำพูน เชน วัดจามเทวี พระธาตุหริภุญชยั

อาณาจักรหรภิ ญุ ชยั ถกู รวมเขา เปน สวนหนึง่ ของอาณาจกั รลา นนาในสมัยพระยามังรายมหาราช

9) อาณาจักรลานนา (พุทธศตวรรษท่ี 19-25) ผูกอตั้งลานนา คือ
พระยามังรายมหาราช (พ.ศ. 1804-1854) ลานนามีศูนยกลางอยูที่เมือง

นพบุรศี รีนครพิงคเชียงใหมหรอื เมอื งเชียงใหม ซงึ่ สรา งเมื่อ พ.ศ. 1839

ผฉูสบอับน อาณาจักรลานนามีความเจริญรุงเรืองดานพระพุทธศาสนาลัทธิ
ลังกาวงศแบบสุโขทัย มีการสังคายนาพระไตรปฎก สรางวัดและพระพุทธรูป

จำนวนมาก มีตัวหนังสือของตนเอง เรียกวา “อักษรธรรมลานนาหรืออักษร

ตัวเมือง” ซึ่งใชกันอยางแพรหลาย

และตกทอดมาจนถึงปจจุบัน

มกี ฎหมายมงั รายศาสตร

ลา นนาตกเปน เมอื งข้นึ

ของอาณาจักรอยธุ ยาบาง

พมาบาง และบางคร้ังก็เปน

อสิ ระ เมื่อถงึ รชั สมัยพระบาท

สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยหู วั ทรง

รวมอาณาจกั รลานนาเขาเปนสวนหนง่ึ

ของราชอาณาจักรไทย

พระธาตดุ อยสุเทพ ศาสนสถานสำคญั
ของอาณาจกั รลา นนา

พิธีดื่มน้ำกระทำสัตยสาบาน เปนพิธีสำคัญของบานเมืองต้ังแตโบราณ เพ่ือแสดงวาจะจงรักภักดีตอกษัตริยของตน โดยผูท่ีเขารวมพิธี
จะตองดมื่ น้ำลา งอาวธุ ของกษัตริย หากผูใดมไิ ดรักษาสตั ยป ฏญิ าณทไี่ ดก ลาวไวก ็จะตอ งมีอันเปนไปดวยอาวธุ ทใี่ ชจ ุมในนำ้ ที่ตนดมื่

อิทธพิ ลของอาณาจกั รโบราณในสังคมไทย

อิทธิพลของอาณาจักรโบราณตอสังคมไทยท่ีเห็นชัดเจน คือ การนับถือพระพุทธศาสนา
และศาสนาพราหมณ-ฮินดู โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาไดสืบทอดมาจนถึงปจจุบันและมีอทิ ธิพลตอการ
สรางสรรคงานศิลปวัฒนธรรมตางๆ ตลอดจนวิถีชวี ิตของผูคนบนผนื แผนดนิ ไทย เชน การสรา งสรรค
พระพุทธรูปที่มีลักษณะเฉพาะของแตละสมัย และเจดียรูปแบบตางๆ เชน เจดียทรงดอกบัวตูมหรือ
ทรงพุมขาวบิณฑในสมัยสุโขทัย เจดียทรงลังกาท่ีไดรับอิทธิพลจากลังกาและนครศรีธรรมราช เจดีย
ทรงปรางคที่ไดรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมร วรรณกรรมในพระพุทธศาสนา เชน ไตรภูมิพระรวง
มหาชาตคิ ำหลวง ตลอดจนประเพณตี า งๆ ทีเ่ ก่ยี วเนอ่ื งกบั พระพุทธศาสนา เปน ตน

สำหรับศาสนาพราหมณ-ฮินดูก็ไดมีอิทธิพลตอสังคมไทยดวยเชนกัน แมจะไมมากเทา
พระพุทธศาสนาก็ตาม เชน การสรางเทวรูปพระอิศวร พระนารายณ หรือโบราณสถานศาลตาผาแดง
ในสมัยสุโขทัย คติความเชื่อที่วาพระมหากษัตริยทรงเปนสมมติเทพ พระราชพิธีตางๆ ในสมัยอยุธยา
เชน พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒนสัตยา และในสมัยรัตนโกสินทร เชน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระราชพธิ จี รดพระนังคัลแรกนาขวัญ กล็ วนแตไดรับอิทธพิ ลมาจากศาสนา
พราหมณ-ฮินดู

หลักฐานทางประวัติศาสตรทั้งพระพุทธรูป เจดีย วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เทวรูป ผฉสู บอับน
และอื่นๆ อีกมากมายที่ตกทอดมาถึงปจจุบัน แสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของการนับถือศาสนา
ทีอ่ าณาจักรโบราณถายทอดใหแกสงั คมไทย

เจดียทรงพุม ขาวบณิ ฑ ไตรภมู พิ ระรว ง
วดั มหาธาตุ จังหวัดสุโขทยั

เจดยี วัดชา งลอ ม จงั หวดั สุโขทยั เทวรูปพระอิศวร ทำดว ยสำริด สมัยสุโขทัย

47

3. ปจจัยทม่ี ีผลตอ การสถาปนาอาณาจักรไทย

การสถาปนาอาณาจักรไทยท้ังกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร
ลวนเกิดจากปจจัยท่ีแตกตางกัน โดยปจจัยหลักๆ ไดแก ปจจัยทางภูมิศาสตร ปจจัยทางการเมือง
และประวัตศิ าสตร

3.1 กรงุ สุโขทัย (พ.ศ. 1792-2006)
ปจจยั ทม่ี ีผลตอ การสถาปนากรุงสโุ ขทยั ไดแก

ปจจยั ทางภูมศิ าสตร

การเลือกท่ีต้ังเมืองหลวงในอดีตสวนใหญมักใกล
แมน้ำ แตเมืองสุโขทัยไมไดตั้งอยูริมน้ำเพราะแมน้ำ
ยมอยหู า งจากตัวเมืองสุโขทยั ไปประมาณ 13 กิโลเมตร
การเลือกตั้งเมืองหลวงที่สุโขทัยคงเปนเพราะสุโขทัย
เปน เมอื งสำคญั มาแตเ ดิม

นอกจากนี้ การท่ีสุโขทัยยังต้ังอยูทามกลาง
เทือกเขาถนนธงชัย เทือกเขาตะนาวศรี และเทือกเขา
เพชรบูรณ ทำใหอากาศไมรอนมากจนเกินไป และ
มีลมมรสุมพัดผาน จึงทำใหมีฝนตกชุก รวมท้ังมี

ผฉูสบอบั น ทรัพยากรธรรมชาตอิ ุดมสมบรู ณ

ปจ จยั ทางการเมอื งและประวัติศาสตร

กอนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยน้ัน ในเขต
สุโขทัยและศรีสัชนาลัยมีชุมชนที่มีผูนำไทยอยูกอน
แลว เชน พอ ขุนศรีนาวนำถมุ เจาเมอื งเชลียง พอ ขนุ
ผาเมือง เจาเมืองราด โอรสของพอขุนศรีนาวนำถุม
และพอขุนบางกลางหาว เจาเมืองบางยาง (ตอมาคือ
พอขุนศรอี ินทราทติ ย)

ตอมาเมื่อพอขุนศรีนาวนำถุมสิ้นพระชนมลง
ขอมสบาดโขลญลำพงซ่ึงอาจเปนขุนนางเขมรได
เขายึดเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัย พอขุนผาเมืองและ
พอขุนบางกลางหาวไดทรงชวยกันตอสูขับไลขอม
สบาดโขลญลำพง และพอขุนศรีอินทราทิตยสถาปนา
อาณาจักรสุโขทัยข้ึนมา กลาวไดวาบริเวณสุโขทัยมี
พัฒนาการทางการเมืองมานานแลวกอนมีการสถาปนา
อาณาจักร ดังพบโบราณสถานที่มีอิทธิพลเขมร
ซึ่งสรางกอนต้ังกรุงสุโขทัย เชน ศาลตาผาแดง
พระปรางควัดศรีสวายและวดั พระพายหลวง เปนตน

48

3.2 กรุงศรอี ยธุ ยา (พ.ศ. 1893-2310)

ปจ จยั ที่มผี ลตอการสถาปนากรุงศรอี ยธุ ยา ไดแ ก
1) ปจจยั ทางภูมศิ าสตร กรงุ ศรอี ยุธยา
มีสภาพภูมิศาสตรที่เหมาะสมตอการสถาปนา

อาณาจักร เน่ืองจากตั้งอยูในบริเวณท่ีราบลุม

แมน้ำเจาพระยาตอนลางที่มีพ้ืนที่ราบลุม

กวางใหญ มีแมน้ำลำคลองหนองบึงมากและมี

ความอุดมสมบูรณ ทำใหการเกษตรกรรมได

ผลดี รวมท้ังมีแมน้ำสำคัญหลายสายไหลผาน

คือ แมน้ำลพบุรีทางเหนือ แมน้ำปาสักทาง

ตะวันออก แมน้ำเจาพระยาทางตะวันตกและ จากสภาพทำเลท่ีต้ังของกรุงศรีอยุธยาที่รายลอมดวย
ทางใต กรุงศรีอยุธยาจึงติดตอกับหัวเมืองตางๆ แมน้ำ จึงเหมาะแกการเพาะปลูกและติดตอคาขาย
ไดส ะดวก รวมท้ังตั้งอยูไมไกลจากอา วไทย ทำให กับตางชาติ

กรุงศรีอยุธยาพัฒนาเปนเมืองทาท่ีสำคัญของภูมิภาค มีการติดตอคาขายกับดินแดนตางๆ ทั้งที่อยู

ใกลเคียง เชน เขมร มอญ และดินแดนที่อยูหางไกล เชน อินเดีย จีน อาหรับ และชาติตะวันตก
กรุงศรีอยุธยามีพัฒนาการมาจากอาณาจักรละโวผฉสู บอบั น
ทำใหไดรบั วัฒนธรรมตา งชาติมาผสมผสานกัน

2) ปจจัยทางการเมืองและประวัติศาสตร
และสุพรรณภูมิ เม่ือพระเจาอูทองมาต้ังเมืองท่ีกรุงศรีอยุธยา ไดทรงสรางวังท่ีบริเวณเวียงเหล็กกอน

ตอมาทรงเห็นวาบริเวณหนองโสนหรือบึงพระรามในปจจุบันมีความเหมาะสมมากกวา จึงทรงยายวัง

ไปบริเวณหนองโสน จะเห็นไดวาการสถาปนากรุงศรีอยุธยาไดมีการพิจารณาทั้งในดานภูมิศาสตรและ

มพี ัฒนาการทางการเมืองการปกครองมากอน ทำใหกรงุ ศรอี ยธุ ยามีความพรอ มในการตง้ั เปนอาณาจักร

บริเวณหนองโสนหรือบึงพระราม ซ่ึงอยูใกลกับ
พระปรางควัดพระรามในปจจุบัน ในอดีตเคยเปน
ท่ีตั้งเมืองของพระเจาอูทองกอนท่ีจะขยายพื้นที่
ไปยงั บริเวณใกลเ คยี งในรัชกาลตอๆ มา

3.3 กรุงธนบรุ ี (พ.ศ. 2310-2325)
ปจ จยั ทีม่ ีผลตอการสถาปนากรงุ ธนบรุ ี ไดแก
1) ปจจัยทางภูมิศาสตร เมื่อสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชสถาปนาราชธานีแหงใหม

ยังเปนชวงท่ีบานเมืองไมมั่นคง การเลือกต้ังเมืองท่ีกรุงธนบุรีจึงคำนึงถึงปจจัยทางดานความมั่นคง
เปนหลัก กรุงธนบุรีอยูในจุดยุทธศาสตรท่ีดี เพราะอยูริมแมน้ำเจาพระยาและอยูไมไกลจากอาวไทย
หากขา ศึกยกทพั มาแลวสูไมไดกส็ ามารถหนอี อกทางทะเลได

2) ปจจัยทางการเมือง เมื่อกรุงศรีอยุธยาลมสลาย สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชไดเปน
ผูนำในการขับไลกองทัพพมาและสถาปนาตนข้ึนเปนกษัตริย ต้ังราชธานีแหงใหมท่ีกรุงธนบุรี เพราะ
กรงุ ศรีอยุธยาเสียหายจนยากจะฟนคนื ดังเดมิ

คน หาขอ มูลเพิม่ เตมิ ไดท่ี
http://www.aksorn.com/lib/s/soc_04

ผฉูสบอบั น

คลองบางกอกนอ ย คลองบางลำพู
วดั อมรินทราราม 4 ชุมชนลาว

5 ชุมชนมลายู
คลองโรงไหม

แ ม น ำ เ จ า พ ร ะ ย า วัดสลกั

วดั ระฆัง คลองคูเมือง

เรอื นเจ3าพระยาจกั รี 6 ชุมชนจีน
คลองมอญ
คลองนครบาล 2 ทีอ่ ยอู าศัย 7 ชุมชนเวยี ดนาม
ของขนุ นาง วดั โพธิ์

วดั แจง พพรระะรเาจชา วกังรงุ ธนบรุ ีคลองตลาด
1 คลองโ อง อาง

วดั ทา ยตลาด

แผนที่แสดงอาณาเขตของกรุงธนบุรีในสมัยสมเดจ็ พระเจาตากสินมหาราช

50

3.4 กรงุ รัตนโกสินทร (พ.ศ. 2325-ปจจบุ นั )

ปจจยั ทม่ี ผี ลตอ การสถาปนากรงุ รัตนโกสินทร ไดแ ก
1) ปจจัยทางการเมือง ในชวงปลายสมัยธนบุรีเกิดความไมสงบขึ้นในบานเมืองและเกิดกบฏ
พระยาสรรค หลังจากปราบกบฏพระยาสรรคแลว สมเดจ็ เจาพระยามหากษตั ริยศึกไดสถาปนาราชวงศ
จักรีและกรุงรัตนโกสินทร พรอมกับสำเร็จโทษสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชตามธรรมเนียมการเมือง
ในอดีต
2) ปจจัยทางภูมิศาสตร กรุงรัตนโกสินทรถูกตั้งขึ้นบนฝงตะวันออกของแมน้ำเจาพระยา
ตรงขามกับกรุงธนบุรี การยายเมืองหลวงมายังที่ใหมหรือฝงกรุงเทพฯ เพราะมีพ้ืนท่ีกวางขวางกวา
กรุงธนบุรีซึ่งเหมาะแกการขยายบานเมืองตอไปในอนาคต นอกจากน้ี กรุงเทพฯ ยังมีท่ีตั้งท่ีดีในการ
ติดตอคา ขายกบั ตา งชาติเพราะอยูใกลป ากอาวไทย

คลองบางกอกนอ ย 10 ชุมชคนลมอลงบาายงู ลำพู ผฉสู บอับน

วดั อมรินทราราม คลองโรงไหม สวนราชการ
วงั หนา คลอ1ง1หแขลลออะงดเรขาตษบฎารนเรอื นคลองมหานาค
แ ม น ำ เ จ า พ ร ะ ย า 5 ศาลหลักเมือง 11
วดั ระฆัง มหวาดัสธนาตาุมหล4วง คลองคูเมอื งเดิม
เรคือลนอทเงจมอี่ าคอยพลญอู อรางะศนยัยคาขรจบอักางรลขี 1นุ 2นาพงวรัดะอราร3ชุณขวทนุ งั อ่ีวนเดยัดาวิมปูองพงั ารอหรศะมะลด7ัยเววชบัขิไงตลชอพุายงงนคอรุกหขาะ6ทศหนุอดัย่ีอลกน9บั8ขยวลาสองูงอูงงง คลองรอบก ุรง
คลอง1ห1ลอด
12 ชมุ ชนลาวพวน
13 ชุมชนเวียดนาม
คลองตลาด คลองโ อง อาง

วดั โมลี ประสิทธิ์ 14 ชุมชนจีน

แผนท่แี สดงอาณาเขตของกรุงรตั นโกสินทรในสมัยรชั กาลท่ี 1

51

4. สาเหตุและผลของการปฏิรปู
การปฏิรูปอาณาจักรเพ่ือสรางความเปนปกแผนมั่นคงในทางการเมืองการปกครอง การบริหาร
ราชการแผนดินคร้ังสำคัญในประวัติศาสตรไทยท่ีควรกลาวถึงมีอยู 2 ครั้ง คือ การปฏิรูปการบริหาร
ราชการแผนดินในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในสมัยอยุธยา และการปฏิรูประบบราชการใน
รชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยหู วั ในสมยั รตั นโกสินทร

4.1 การปฏริ ูปการปกครองในสมัยอยธุ ยา

ในชวงตนสมัยอยุธยาไดมีการปฏิรูปครั้งสำคัญ ไดแก การปฏิรูปการปกครองและการบริหาร

ราชการแผนดินในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซ่ึงเปนรูปแบบการบริหารราชการแผนดินท่ีใช

ตอ เนื่องกนั มานานกวา 400 ป นบั ตั้งแตส มัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถจนถงึ มีการปฏริ ปู การบรหิ าร

ราชการแผนดินอีกครงั้ ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูหวั

สาเหตุของการปฏิรูปการปกครองในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เนื่องจากเปนชวงท่ี

กรุงศรีอยุธยาขยายดินแดนออกไปกวางขวางจากการรวมอาณาจักรสุโขทัยเขาไวดวยกันเปนอาณาจักร

เดียว และมีประชากรมากข้ึน การปกครองดูแลมีความซับซอน พระองคจึงทรงปฏิรูปการปกครอง

ซึ่งสรุปไดดงั นี้

ผฉูส บอับน คือ 1) การปกครองสวนกลาง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงดึงอำนาจเขามาไวในสวนกลาง
กรุงศรีอยุธยา ทรงตราพระไอยการตำแหนงนาทหารและนาพลเรือน แบงฝายบริหารออกเปน

ฝายพลเรือนและฝายทหาร โดยฝายพลเรือนมีสมุหนายกเปนหัวหนารับผิดชอบ รวมท้ังควบคุมดูแล

จตสุ ดมภ ซ่ึงจตสุ ดมภยงั คงมอี ำนาจหนาที่เหมือนเดมิ เพียงแตเ ปลยี่ นช่ือใหแตกตางจากเดิม สวนฝา ย

ทหารมีสมหุ พระกลาโหมเปน หวั หนารบั ผิดชอบในสวนทีเ่ กยี่ วขอ งกบั ฝา ยทหาร

แผนผงั แสดงการปกครองสวนกลางในสมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ

พระมหากษัตริย

สมุหพระกลาโหม สมหุ นายก

กรมพระตำรวจซาย นครบาล (เวยี ง)
กรมพระตำรวจขวา ธรรมาธกิ รณ (วัง)
กรมดาบสองมอื โกษาธิบดี (คลงั )
ฯลฯ เกษตราธกิ าร (นา)

52

2) การปกครองสวนภูมิภาค สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเห็นวาการจัดระเบียบการ
ปกครองหัวเมืองที่ใชกันมาแตเดิมไมอาจควบคุมหัวเมืองท่ีอยูหางไกลไดอยางมีประสิทธิภาพ จึงทรง
ปรับปรุงการปกครองหัวเมืองใหเปนระเบียบแบบแผนมากข้ึน โดยมุงรวมอำนาจการปกครองไวท่ี
สวนกลาง ไดแก ยกเลิกเมืองลูกหลวงหรือเมืองหนาดานท่ีต้ังอยูรอบราชธานีท้ัง 4 ทิศ และจัดใหม
เปน หัวเมอื งชั้นใน หวั เมืองชั้นนอกหรือเมอื งพระยามหานคร และหวั เมืองประเทศราช

นอกจากนี้ทรงจัดระบบศักดินา ซึ่งเปนการกำหนดสถานะของบุคคลในสังคมไทยเพื่อให
สะดวกตอการควบคุมกำลังคน และยังทำใหเกิดการจัดระบบความสัมพันธระหวางบุคคลในสังคม
ที่มีฐานะแตกตางกันดวย เชน แบงคนออกเปนชนช้ันปกครอง ไดแก เจานาย ขุนนาง และชนช้ัน
ผถู ูกปกครอง ไดแ ก ไพร ทาส

ผลของการปฏิรูปน้ีทำใหอาณาจักรอยุธยามีความมั่นคง การบริหารราชการแผนดิน
มีระบบระเบียบ การควบคุมประชากรที่เปนกำลังสำคัญดานแรงงานและกำลังทหารมีประสิทธิภาพ
มากข้นึ

แผนผงั แสดงการปกครองสว นภูมิภาคในสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ

เปนเมืองท่ีอยูใกลก บั ราชธานี อยูภายใตการปกครองของพระมหากษัตริยโดยมเี สนาบดตี า งๆ ผฉสู บอับน
เปนผูชวย หัวเมืองช้ันใน ไดแก สมุทรสงคราม นครชัยศรี สุพรรณบุรี นครสวรรค ชัยนาท

ราชบรุ ี ปราณบุรี เพชรบรุ ี ฉะเชงิ เทรา ปราจนี บุรี นครนายก และชลบุรี

กรุงศรีอยุธยา เปนหัวเมืองที่อยูหางไกลราชธานีออกไป อยูใตการปกครองของ
พระราชวงศหรือขาราชการช้ันสูงท่ีพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง มีการ
แบง ออกเปน เมอื งชั้นเอก โท และตรี ตามลำดบั ขนาดและความสำคญั
ของเมอื งนน้ั ๆ หวั เมืองชัน้ นอกทส่ี ำคัญ เชน พิษณุโลก นครศรธี รรมราช
เปนตน

การปกครองหวั เมอื งประเทศราชยังคงเหมือนเดมิ เชนเดียวกับสมัยสโุ ขทัย กลาวคือ มีเจาเมือง
ของตนเองปกครองโดยอิสระแตจะตองสงตนไมเงิน ตนไมทอง และเคร่ืองราชบรรณาการมาที่
กรุงศรีอยุธยาตามกำหนด รวมทั้งสงกองทัพและเสบียงอาหารมาชวยยามสงคราม หัวเมือง
ประเทศราช เชน เขมร ตะนาวศรี ทวาย มะละกา เปน ตน

53

4.2 การปฏิรูปในสมัยรตั นโกสินทร

การปฏิรูปครั้งสำคัญสมัยรัตนโกสินทร คือ การปฏิรูปบานเมืองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลาเจาอยหู วั สาเหตุของการปฏิรูป คือ เพ่อื พัฒนาประเทศใหมีความทนั สมยั เจรญิ กาวหนา
ทัดเทียมกับชาติตะวันตก และเพ่ือใหรอดพนจากการยึดครองของชาติตะวันตก ตัวอยางการปฏิรูป
ทสี่ ำคัญมีดงั น้ี

ดานการเมอื ง “μÑé§áμ‹¢ŒÒ¾à¨ŒÒä´ŒÃѺÃÒªÊÁºÑμÔ ÃѺ˹ŒÒ·èÕÍѹãËÞ‹ÂÔè§ã¹¾¹Ñ¡§Ò¹·èÕ¨Ð
ºÓÃØ§ÃÑ¡ÉÒἋ¹´Ô¹«è֧໚¹¾¹Ñ¡§Ò¹Í‹ҧÊÙ§ áÅÐ໚¹¡ÒÃÍѹ˹ѡÂÒ¡
การปฏิรูปดานการเมือง เชน การปฏิรูปการบริหาร ·Õè¨Ð·Ó¡ÒÃãËŒÊдǡ䴌àμçÁ·ÕèμÒÁ¤ÇÒÁμŒÍ§¡Òà ÁÒ¨¹¶Ö§ºÑ´¹Õé¡ç¡Ç‹Ò
ราชการแผนดิน โดยแบงหนวยราชการสวนกลางออกเปน ÊԺࡌһ‚áÅŒÇ... ¨Öè§ä´ŒÁÕ¤ÇÒÁ»ÃÐʧ¤ÍѹÂèÔ§ãËÞ‹·èÕ¨Ðᡌ䢸ÃÃÁà¹ÕÂÁ
กระทรวงตางๆ ตามแบบสากล และปฏิรูปการปกครองสวน ¡Òû¡¤ÃͧãËŒÊÁ¡ÑºàÇÅÒãËàŒ »š¹·Ò§·è¨Õ Ðà¨ÃÔÞ᡺‹ ÒŒ ¹àÁ×ͧ”
ภูมิภาคโดยยกเลกิ การจัดเมืองออกเปนชั้นเอก โท ตรี จัตวา
และผนวกหัวเมืองเขามาอยูใตการปกครองแบบเทศาภิบาล (¾ÃÐÃÒª´ÓÃÊÑ ã¹¾ÃкҷÊÁà´¨ç ¾ÃÐ¨ÅØ ¨ÍÁà¡ÅÒŒ à¨ÒŒ ÍÂÙË‹ ÑÇ
และปฏิรูปการปกครองสวนทองถ่ินแบบสุขาภิบาล รวมท้ังตั้ง ·Ã§á¶Å§¾ÃкÃÁÃÒªÒ¸ÔºÒÂᡌ䢡Òû¡¤ÃͧἋ¹´¹Ô ¾.È. 2430)
สภาท่ีปรึกษาราชการแผนดินและสภาที่ปรึกษาสวนพระองค
โดยมีหนาท่ีถวายคำปรึกษาและความคิดเห็นตางๆ แกองค
พระมหากษัตรยิ 

ผฉูสบอับน ดานเศรษฐกิจ

การปฏริ ูปดานเศรษฐกิจ เชน ทรงปฏิรปู การคลัง
โดยตั้งหอรัษฎากรพพิ ัฒน เพอ่ื รวบรวมเงินแผนดนิ ใหอ ยู
ในท่ีเดียวกัน มีการจดั ทำงบประมาณแผน ดนิ ทแี่ ยกการเงิน
สวนแผนดินและสวนพระองคออกจากกันโดยเด็ดขาด จัดตั้ง
ธนาคาร และต้ังกรมพระคลังมหาสมบัติ (ตอมาคือ กระทรวง)
เพื่อดูแลการคลังของแผนดิน สงเสริมการทำนาโดยการขุด
คลองและขยายพนื้ ท่กี ารเพาะปลกู ขา วไดกลายเปนสนิ คา ออก
ทีส่ ำคญั

ดานสังคมและวฒั นธรรม

ทรงยกเลิกระบบไพรและทาสเพื่อใหคนไทยมีความ
เทาเทียมกัน และเพ่ือไมใหชาวตางชาติดูถูกวาเมืองไทยกดขี่
พลเมืองเปนทาส ทรงปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคนมาใชใน
การปฏิรูปบานเมือง มีการรับวัฒนธรรมตะวันตกมาใชเพ่ือ
พัฒนาประเทศและใหเกิดความทันสมัยเหมือนชาติตะวันตก
เชน เปล่ียนแปลงเครื่องแตง กาย ทรงผม ยกเลิกการ
หมอบกราบแลวเปล่ียนเปนการคำนับ รวมทัง้ สรา ง
ความสัมพนั ธทางการทตู กับชาติตะวันตก

หมายถึง พระมหากษัตริยผูมีธรรมหรือผูปฏิบัติตามธรรม “ธรรม” ในท่ีน้ีหมายถึง หลักธรรม
ทางพระพุทธศาสนา ไดแ ก ทศพิธราชธรรม จกั รวรรดวิ ตั ร และราชจรรยานวุ ตั ร

ผลของการปฏิรูป คือ ทำใหประเทศไทยมีการพัฒนามาเปนลำดับ และแมจะตองถูก

อังกฤษและฝรั่งเศสเรียกรองผลประโยชนและเสียดินแดนที่เคยเปนเมืองขึ้นใหกับท้ังสองชาติน้ี แตก็

สามารถรอดพนจากการตกเปนเมืองขึ้นของชาตติ ะวนั ตกมาได

5. การปกครองบา นเมอื ง
การปกครองของประเทศไทยมพี ัฒนาการมาเปนลำดบั โดยอธบิ ายสรุปไดดังนี้

1) สมัยสุโขทัย รูปแบบการปกครองในระยะแรกเปนการปกครองที่พระมหากษัตริยมีความ
ใกลชิดกับราษฎร เรียกในเวลาตอมาวา “การปกครองแบบพอปกครองลูก” ตอมาพระมหากษัตริย

สุโขทัยทรงนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เชน ทศพิธราชธรรม มาปรับใชในการปกครอง ทำให

พระมหากษัตริยทรงเปนธรรมราชา ในดานการจัดการปกครอง มีการแบงเขตการปกครองออกเปน

เมอื งหลวง เมอื งลูกหลวง เมืองพระยามหานคร และเมอื งออกหรอื เมืองประเทศราช

2) สมัยอยุธยา พระมหากษัตริยทรงเปนสมมติเทพตามความเช่ือท่ีรับมาจากเขมรและทรง
เปนธรรมราชา ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดมีการปฏิรูปการปกครองบานเมืองคร้ังสำคัญ

โดยเนนการรวมอำนาจเขาสูศูนยกลาง แยกงานฝายทหารและฝายพลเรือนออกจากกัน ปรับปรุง

หนวยงานราชการใหครอบคลุมการปกครองและการบริหารอยางทั่วถึงมากขึ้น รวมทั้งจัดระเบียบการ

ปกครองหวั เมอื งใหม แบง ออกเปน หวั เมอื งชัน้ ใน หวั เมอื งชั้นนอก และหัวเมอื งประเทศราช ผฉสู บอับน
3) สมัยธนบุรีและรัตนโกสินทรตอนตน รูปแบบการปกครองบานเมืองยังคงยึดตามแบบ
สมยั อยธุ ยาเปน หลกั แตมีการปรบั เปลย่ี นรายละเอียดบางเลก็ นอ ย

4) สมัยรัตนโกสินทรยุคปรับปรุงประเทศ มีการปฏิรูปการปกครองครั้งสำคัญในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว การปฏิรูปเนนการรวมอำนาจเขาสูศูนยกลางที่กรุงเทพฯ

ดานการปกครอง แบง งานออกเปน กระทรวงตามแบบสากลและผนวกหวั เมืองเขามาอยูใตการปกครอง

แบบเทศาภิบาล มีขาหลวงเทศาภิบาลจากเมืองหลวงไปปกครอง และจัดการปกครองสวนทองถิ่น

แบบสุขาภบิ าล การรวมอำนาจเขา สูศูนยก ลางทำใหพ ระมหากษตั ริยม ีพระราชอำนาจสูงสดุ

5) สมัยรัตนโกสินทรยุคประชา-
ธิปไตย ประเทศไทยไดมีการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองเมื่อวนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 จาก

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบ

ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน

ประมุขภายใตรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดใน

การปกครองประเทศเปนตนมาจนถึงปจจุบัน

การปกครองระบอบประชาธิปไตยไมคอยม่ันคง ภาพถายขาราชการที่เขารวมประชุมเทศาภิบาลโดย
เพราะมกี ารปฏวิ ัตริ ัฐประหารเกดิ ข้ึนบอ ยครัง้ มีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงเปน
องคประธาน ทีพ่ ระราชวงั บางปะอนิ พ.ศ. 2446

55

6. การเลิกทาสและเลกิ ไพร

6.1 การเลกิ ทาส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวพระราชทานพระราชดำริใหสภาท่ีปรึกษาราชการ

แผน ดินประชุมปรกึ ษาเพ่อื ปลดปลอยลูกทาส และมกี ารดำเนนิ การอยางเปนข้นั เปน ตอน ดังน้ี

8 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ออก “ประกาศลูกทาส”
เพื่อใหเจาเบ้ียนายเงินสำรวจลูกทาสในสังกัดเพ่ือ
จะไดก ำหนดคาตัวไดถ ูกตอ ง

21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ออกประกาศ “พระราชบัญญัติ 18 ตลุ าคม พ.ศ. 2417
พิกัดอายุลูกทาสลูกไท” กำหนดคาตัวลูกทาสท่ีเกิดใน ประกาศ “พระราชบัญญัติเกษียณอายลุ กู ทาสลูกไท”
ปมะโรง พ.ศ. 2411 อันเปนปท่ีเสด็จข้ึนครองราชสมบัติ
ใหม ีคา ตวั ลดลงเรื่อยๆ และหมดไปเมื่ออายยุ า งเขาปท่ี 21 เพื่อมิใหร าษฎรทว่ั ไปวิตกวาจะไมม ที าสไวใชส อย

1 เมษายน พ.ศ. 2448 ประกาศใช “พระราชบัญญัติ
ทาษรัตนโกสินทรศก 124” กำหนดใหลูกทาสทุกคนเปน
อิสระและหา มการซอื้ ขายทาสอีก เปนผลใหทาสหมดไป
จากสังคมไทย

ผฉูสบอับน 6.2 การเลิกไพร
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบบไพรเ ปนอปุ สรรคตอการพัฒนาบานเมอื ง เพราะไพรต องสงั กัดมลู นาย

จึงยายที่อยูไมได เปนการขัดขวางการขยายตัวทางเศรษฐกิจและทำใหเกิดความไมยุติธรรมในสังคม

เกิดปญหาเร่ืองการควบคุมกำลังคน เพราะทางการไมสามารถควบคุมกำลังคนไดอยางมีประสิทธิภาพ

ดังน้ัน พระองคจึงทรงดำเนินงานหลายข้ันตอนเพื่อเลิกระบบไพรโดยใชวิธีใหไพรเสียเงินแทนการ

ถกู เกณฑแรงงาน ดังน้ี ไพรที่พระมหากษัตริยพระราชทานใหแกเจานาย ขุนนาง

มีหนาท่ีคอยรับใชมูลนายในกิจการตางๆ เชน ซอมแซมวัง
3 มกราคม พ.ศ. 2443 ออก “พระราชบัญญตั ิลกั ษณะเกณฑจา ง” ของเจา นาย สรา งวดั ของเจา นาย เฝาวังของมลู นาย ตดิ ตาม
กำหนดวาต้ังแตนี้ไป การเกณฑราษฎรตลอดจนพาหนะเพ่ือชวย มูลนายไปทำสงคราม ไพรสมสามารถเปลี่ยนมูลนายไดหาก
งานราชการตองใหคาจางตามสมควร ถาผูถูกเกณฑตองเสียสวย ไดร บั ความยนิ ยอมจากมลู นายคนเดมิ
หรอื เงินคา ราชการก็ใหล ดเงินได

ใน พ.ศ. 2444 ออกพระราชบัญญัติหามการเกณฑแรงงานไพรและ
พระราชบัญญัติเบ้ียบำนาญ พระราชทานบำเหน็จบำนาญแกขาราชการ
แทนการพระราชทานไพรส มให เปน การส้ินสุดการมีไพรส มของมูลนาย

พ.ศ. 2448 ตราพระราชบญั ญัติเกณฑท หาร ร.ศ. 124 ใหชายฉกรรจ
อายุครบ 18 ป เขารบั ราชการทหารประจำการ 2 ป แลวปลดเปน กองหนุน

56

การยกเลกิ ระบบไพรท ำใหป ระชาชนมีอสิ ระในการประกอบอาชีพ การศกึ ษาเลา เรยี น และเกิด
ระบบทหารอาชีพ หนา ทขี่ องชายไทยตอ ประเทศมจี ำกดั แนนอนเพียง 2 ปในเวลาปกติ สามารถเลือก
ประกอบอาชีพและเลือกท่ีอยูอาศัยไดตามใจชอบ และสามารถเพ่ิมผลผลิตไดตามความตองการของ
การขยายการคาระหวางประเทศ จะเห็นไดวาการเลิกระบบไพรมีความสำคัญย่ิงกวาการเลิกระบบทาส
เพราะเปน การปลดปลอยราษฎรสว นใหญของประเทศใหม อี สิ ระอยางแทจ ริง

7. การเสดจ็ ประพาสยโุ รปและหัวเมอื งของรัชกาลที่ 5
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยหู ัวไดเสดจ็ ประพาสยโุ รป 2 ครง้ั ไดแก ใน พ.ศ. 2440

และ พ.ศ. 2450 เพ่ือการเจรจาทางการเมืองกับมหาอำนาจตะวันตก เพื่อแกปญหาความขัดแยง

ระหวา งกนั เพ่อื ศึกษาความเจริญกา วหนาดานตา งๆ ของตะวนั ตก เพ่อื ใหชาวตางชาติไดรูจ ักไทยดีขึ้น

และเพอ่ื แสวงหามิตรประเทศ

1) การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 ใน พ.ศ. 2440 นับเปนครั้งแรกของพระมหากษัตริย
ในภูมภิ าคนท้ี ่เี สด็จประพาสยุโรป โดยมจี ุดประสงคสำคัญ คือ เพอื่ ทำความเขา ใจกบั ชาติทีค่ ุกคามไทย

เพ่ือเจรจาโดยตรงกับผูนำของฝรั่งเศสเพื่อแกปญหาความขัดแยงในกรณีที่สืบเน่ืองจากวิกฤติการณ

ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) รวมทั้งเพื่อแสวงหาชาติพันธมิตรมาชวยเสริมสรางความม่ันคงของประเทศ ผฉูส บอับน

การเสด็จประพาสยุโรปครั้งน้ีประสบความสำเร็จอยางยิ่งในการสรางสัมพันธไมตรีกับรัสเซียในรัชสมัย
ซารนโิ คลัสท่ี 2 แหง ราชวงศโรมานอฟ

ตอมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดสงสมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟา

จักรพงษภูวนาถไปศึกษาที่ประเทศรัสเซียดวย และในการเสด็จประพาสยุโรปคร้ังนี้ไดทรงเจรจา

และปรับความเขา ใจกบั ฝร่ังเศส ซง่ึ คุกคามไทยอยางหนัก รวมท้งั มจี ุดประสงคท ่สี ำคัญอกี ประการหนึง่

คือ เพื่อทอดพระเนตรความเจรญิ ของยโุ รป จะไดน ำมาเปน แบบอยา งในการปรบั ปรุงบา นเมือง

Timeline 17-30 ม.ิ ย. 17 ก.ย.-2 ต.ค.
7 เม.ย. เสดจ็ ลง เสด็จออสเตรีย-ฮงั การี เสด็จอังกฤษครง้ั ท่ี 2
เรือพระท่ีน่งั จกั รี 23-26 ก.ค. 29 ก.ค.-21 ส.ค.
14-18 พ.ค. เสด็จเดนมารก เสดจ็ องั กฤษคร้งั ที่ 1 2-4 ต.ค.
เสด็จอติ าลีครัง้ แรก เสดจ็ เบลเยียมคร้งั ที่ 2
1-12 ก.ค. 9-11 ก.ย.
เสดจ็ รสั เซีย เสด็จเบลเยียม 10-14 ต.ค.
เสด็จฝ2ร1ัง่ -เ2ศ3สคตร.้งัคท. ่ี 2
ครั้งท่ี 1
เสดจ็ โปรตุเกส

พ.ศ. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
16 ธ.ค.
2440 18 พ.ค.-1 ม.ิ ย. 13-20 ก.ค. 11-17 ก.ย. กลบั ถึง
เสดจ็ สวิตเซอรแ ลนด เสด็จสวเี ดน 22 ส.ค.-6 ก.ย. เสด็จฝร่ังเศส
นอรเวย เสดจ็ เยอรมนี ครง้ั ที่ 1 27 ต.ค.-3 กพร.ุงยเ.ทพฯ
1-16 ม.ิ ย. ครงั้ ที่ 1 4-9 ต.ค. เสด็จอติ าลี
เสด็จอติ าลี 6-9 ก.ย. เสดจ็ เสด็จเยอรมนี คร้ังที่ 3
คร้งั ที่ 2 เนเธอรแลนด 15-20 ต.ค.
ครงั้ ท่ี 2 เสด็จสเปน

57

ผฉูสบอับน 2) การเสด็จประพาสยโุ รปครง้ั ท่ี 2 ใน พ.ศ. 2450

รัชกาลท่ี 5 เสด็จประพาสยโุ รปคร้ังที่ 2 ทรงมีจุดประสงคสำคัญ คือ เพื่อรักษาพระอาการประชวร
(ภาพจากบนลงลาง) ทรงฉลองพระองค เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและพระวักกะ (ไต) และเพ่ือเจรจา
ครุยดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ิทางกฎหมาย ราชการบานเมืองกับชาติตะวันตกตางๆ ทั้งเร่ืองสิทธิสภาพ
ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจเม่ือ พ.ศ. นอกอาณาเขต ปญหาเรื่องคนในบังคับฝรั่งเศส อำนาจการ
2450 ทรงฉายพระรูปกบั แกรนดด ุก และ ปกครองเหนือดินแดนเมืองหลวงพระบางบนฝงขวาแมน้ำโขง
ดัชเชสแหงบาเดิน ในการเสด็จฯ เยือน และเขตปลอดทหาร (ไทย) ระยะ 25 กิโลเมตรบนฝงขวาของ
ประเทศนอรเวย และทรงฉายกับปรินซ แมน้ำโขงตลอดแนวชายแดนระหวางราชอาณาจักรสยามกับ
วลั ดิมารแ หง เดนมารก อาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส ปญหาภาษีรอยชัก 3 เปนรอย
ชัก 10 และโครงการสรางทางรถไฟสายใต ทรงใหสัตยาบัน
ในสนธิสัญญาสยามกับฝรั่งเศส พ.ศ. 2449 การเจรจากับ
ปลัดกระทรวงการตางประเทศอังกฤษซ่ึงสงผลใหเกิดสนธิสัญญา
แลกเปลี่ยน 4 รัฐมลายูในเวลาตอมา และการเสด็จพระราช
ดำเนินทรงรับปริญญาด็อกเตอรออฟลอว (Doctor of Law)
ณ บา นของอธกิ ารบดมี หาวิทยาลยั เคมบริดจ

นอกจากนี้ทรงมีลายพระราชหัตถเลขาพระราชทาน
แกสมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟานิภานภดล วิมลประภาวดี
เลาเรื่องราวตางๆ ต้ังแตสภาพดินฟาอากาศ สภาพบานเมือง
การรักษาพระองค สังคมและวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย
ของคนในประเทศที่เสด็จพระราชดำเนินเยือน พระราชภารกิจ
พระราชดำริ และพระราชวินจิ ฉยั สวนพระองคท ี่ทรงมตี อเหตุการณ
ตา งๆ ลายพระราชหตั ถเลขานตี้ อมาพิมพเ ปนหนงั สือ “ไกลบาน”

ในการเสด็จประพาสหวั เมือง รัชกาลที่ 5 โปรดประพาส
ตามมณฑลหัวเมืองเพ่ือดูสภาพชีวิตความเปนอยูของราษฎร
มีท้ังที่เสด็จไปตรวจราชการอยางเปนทางการและเสด็จประพาส
เปนการสวนพระองค หรือ “เสด็จประพาสตน” ทั้งเสด็จทางเรือ
เสด็จทางรถไฟอยางสามญั ชน ทรงแตง พระองคอ ยา งคนธรรมดา
เชน เปนคหบดี ทำใหไดพบปะพูดคุยกับชาวบานโดยท่ีชาวบาน
บางคนไมรูวาพระองคเปนพระเจาแผนดิน บางคร้ังทรงไดรับ
เลี้ยงอาหารจากชาวบาน ซึ่งการคบหาสมาคมกับราษฎรอยาง
ใกลชิด ทำใหพระองคทราบทุกขสุขและความเปนไปของราษฎร
ตลอดจนการปฏิบตั ิงานของขา ราชการในสวนทองถน่ิ

58

8. การเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ในวันท่ี 24 มิถนุ ายน พ.ศ. 2475 กลุมบุคคลกลุมหน่งึ ท่ีตอ มาเรียกตนเองวา “คณะราษฎร”

ไดยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยม าเปน ระบอบประชาธิปไตย

คณะราษฎรเกิดจากการรวมกลุมของขาราชการและนักเรียนไทย 7 คนในฝรั่งเศสและยุโรป

ที่ตองการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศสยาม ภายใตการนำของนายปรีดี พนมยงค

(หลวงประดิษฐมนูธรรม) เม่ือนักเรียนเหลาน้ีกลับมาเมืองไทยก็ไดขยายกลุมสมาชิกภายในประเทศ

และขอใหพนั เอก พระยาพหลพลพยุหเสนาเปนหัวหนา ผูกอการ โดยหลวงประดิษฐม นูธรรมเปนแกนนำ

ฝา ยพลเรอื น หลวงพิบูลสงครามเปนแกนนำฝายทหารบก

1) สาเหตุของการปฏิวัติ เกิดจากปจจัยทางการเมืองและปจจัยทางเศรษฐกิจ ในดานปจจัย
ทางการเมือง การปฏิรูปบานเมืองและปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลท่ี 5 ทำใหเกิดชนชั้นกลาง

ที่เรียนรูรูปแบบการเมืองการปกครองของชาติตะวันตก ทำใหเห็นวาการปกครองโดยคนๆ เดียวหรือ

สถาบันเดยี วไมอาจแกไขปญหาตา งๆ ไดท ัง้ หมด นอกจากนี้ ชนชัน้ กลางจำนวนมากไมพอใจท่บี รรดา

เช้ือพระวงศผูกขาดอำนาจการปกครองและการบริหารราชการ กลุมคนรุนใหมตองการใหมีการ

ปกครองระบอบรัฐสภาและมีรัฐธรรมนญู บางกลุมตอ งการใหมกี ารปกครองระบอบสาธารณรฐั

ในดานปจจัยทางเศรษฐกิจ ปญหาเศรษฐกิจตกต่ำและการดุลขาราชการออกจำนวนมาก ผฉสู บอับน

เพ่ือตัดลดงบประมาณ ทำใหเกิดความไมพอใจในหมูขาราชการและประชาชนท่ีเดือดรอนจากปญหา
เศรษฐกิจ ทำใหเปนสาเหตหุ น่ึงท่ีคณะราษฎรใชโจมตกี ารปกครองในระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย

นาวาตรี พันตรี
หลวงสนิ ธสุ งครามชยั หลวงพิบูลสงคราม
หลวงประดิษฐม นูธรรม
พนั เอก
พระยาพหลพลพยุหเสนา

คณะผกู อการเปล่ียนแปลงการปกครองฝายทหารเรือ

คณะผูกอ การเปลี่ยนแปลงการปกครองฝา ยทหารบก

59

2) เหตุการณวนั ท่ี 24 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 ในวนั ท่ี 24 มิถนุ ายน
คณะผูกอการเขายึดอำนาจการปกครองที่กรุงเทพมหานคร และจับกุม

พระบรมวงศานวุ งศและขาราชการชั้นผูใหญ เชน สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอ

เจาฟาฯ กรมพระนครสวรรควรพินิต ผูสำเร็จราชการรักษาพระนคร

สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ

สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

อภริ ฐั มนตรี เปนตัวประกนั

สวนบริเวณลานหนาพระท่ีน่ังอนันตสมาคม

พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหนาคณะผูกอการได

อานประกาศยึดอำนาจการปกครอง ขณะนั้นพระบาทสมเด็จ

พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว พระปกเกลาเจาอยูหัวและสมเด็จพระนางเจารำไพพรรณี
ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญแหงราช พระบรมราชินี ประทับอยูที่พระราชวังไกลกังวล อำเภอ
อาณาจกั รสยาม พทุ ธศักราช 2475 เม่อื
วนั ท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 หวั หนิ จังหวดั ประจวบคีรีขนั ธ

ในวันท่ี 25 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงยอมรับการ

เปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร เพราะทรงเห็นแกความสงบเรียบรอยของราษฎรและ

ผฉูส บอบั น ไมอยากใหเสียเลือดเนื้อ รวมทั้งพระองคก็ทรงมีพระราชดำริท่ีจะเปล่ียนแปลงการปกครองเปน
ประชาธปิ ไตยอยแู ลว

ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรไดเขาเฝาฯ และนำรางพระราชบัญญัติ

ธรรมนูญการปกครองแผน ดนิ สยาม พุทธศกั ราช 2475 ขึน้ ทลู เกลา ฯ ถวาย เพอ่ื ใหลงพระปรมาภไิ ธย

ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงเติมคำวา “ชั่วคราว” ตอทายรัฐธรรมนูญ นับเปนการ

เริม่ ตน ระบอบรฐั ธรรมนญู ของไทย ตอมาในวนั ที่ 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2475 ไดม พี ระราชพธิ ีพระราชทาน

รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรสยาม ณ พระทีน่ งั่ อนันตสมาคม พระราชวังดสุ ติ

9. บทบาทของสตรีไทย
สตรีไทยมีบทบาทสำคัญมาตั้งแตอดีต ในทางการเมือง สตรีไทยในประวัติศาสตรหลายคน

ไดมีบทบาทในการสรางชาติไทย เชน พระสุพรรณกัลยา พระพ่ีนางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ทรงเสียสละพระองคเปนองคประกันที่เมืองหงสาวดี เพื่อแลกกับอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวร

ทจ่ี ะมากอบกเู อกราชใหก บั กรุงศรีอยุธยาในวนั ขา งหนา

ในสมัยรัตนโกสินทร สตรีไทยหลายคนไดมีบทบาทในการตอสูทำสงครามเพ่ือปกปอง

บา นเมือง เชน คณุ หญิงจนั ภรรยาเจาเมอื งถลาง (ภูเกต็ ) และนางมกุ นองสาว ไดน ำชาวเมอื งถลาง

ตอสูตานทานกองทัพพมาเม่ือคร้ังสงครามเกาทัพในสมัยรัชกาลที่ 1 มีความดีความชอบจนไดรับการ

แตงตั้งใหเ ปนทา วเทพกษัตรแี ละทาวศรีสุนทรตามลำดับ

60

ในสมัยรัชกาลที่ 3 คุณหญิงโม ภรรยาของปลัดเมืองนครราชสีมา ไดใชอุบายโดยให

หญิงชาวบานเล้ียงสุราอาหารแกทหารลาว ทำใหกองทัพของเจาอนุวงศแหงเวียงจันทนตายใจและ

ปลอยปละละเลยความปลอดภัยของคายทัพ เมื่อไดโอกาสก็นำอาวุธเขาตอสูกับทหารฝายลาวจน

บาดเจ็บลมตายจำนวนมากและแตกทัพหนีไป ทำใหฝายไทยสามารถเอาชนะได ตอมาคุณหญิงโม

ไดรบั การแตง ต้งั ใหเ ปนทา วสุรนารี

นอกจากนี้ เจานายสตรีบางพระองคทรงไดรับการแตงต้ังใหเปน

ผูสำเร็จราชการแผนดิน คร้ังแรก คือ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอม

เกลา เจาอยหู ัวทรงแตงตั้งสมเดจ็ พระนางเจาเสาวภาผอ งศรี พระอคั รราชเทวี

เปน สมเดจ็ พระนางเจา เสาวภาผองศรี พระบรมราชินีนาถ ผสู ำเร็จราชการ

แผนดนิ เมื่อคร้ังรัชกาลท่ี 5 เสด็จประพาสยุโรป

คร้ังท่ี 1 พ.ศ. 2440 และครงั้ ที่ 2 เมือ่ พระบาท

สมเดจ็ พระเจา อยหู ัวเสดจ็ ออกผนวชเมือ่ พ.ศ.

2499 ทรงแตงตั้งสมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ

พระบรมราชนิ นี าถ เปนผสู ำเร็จราชการแผนดนิ

ในสมัยปจจุบัน มีสตรีไทยจำนวนมาก ผฉสู บอับน
ไดมีบทบาททางการเมือง เชน เปนสมาชิกสภา
ผูแทนราษฎร สมาชกิ วฒุ ิสภา รัฐมนตรี นอกจากนี้ (ภาพขวา) สมเด็จพระนางเจาเสาวภาผองศรี
ในหนวยงานท้ังภาครัฐและภาคเอกชนยังมีสตรีที่ดำรง พระบรมราชนนี าถ ผูส ำเรจ็ ราชการแผนดินเมอ่ื คร้งั
ตำแหนง สำคัญ เชน ผูวาการธนาคารแหง ประเทศไทย รชั กาลท่ี 5 เสดจ็ ประพาสยุโรปครง้ั ที่ 1 (ภาพซา ย)
ปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร เปน ตน ทรงเปนองคประธานในการประชุมท่ีปรึกษาของ
ผูสำเร็จราชการแผนดนิ

ในดานสังคมและวัฒนธรรม สตรีไทยหลายทานมีบทบาทดานการประพันธ เชน กรมหลวง

นรินทรเทวี (เจาครอกวัดโพ) พระนองนางเธอในรัชกาลท่ี 1 ทรงประพันธจดหมายเหตุความทรงจำ

บันทึกเหตุการณตางๆ ระหวาง พ.ศ. 2310 กอนกรุงศรีอยุธยาจะเสียแกพมาจนถึง พ.ศ. 2363

ในชวงกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย นับเปนการบันทึกขอมูลประวัติศาสตร

ทสี่ ำคญั สืบเนือ่ งมาจนถงึ ปจจุบัน

นอกจากนี้ คุณพุมหรือบุษบาทาเรือจาง ธิดาของพระยาราชมนตรี (ภู ภมรมนตรี) เปนกวี

หญิงท่ีมีความรูความสามารถ เปนศิษยคนสำคัญของสุนทรภู และคุณสุวรรณ ธิดาพระยาอุไทยธรรม

(สกุล ณ บางชาง) และเปนขาหลวงกรมหม่ืนอัปสรสุดาเทพ ก็ไดเปนศิษยของสุนทรภูดวยเชนกัน

ผลงานท่ีสำคัญ เชน เพลงยาวจดหมายเหตุเร่ืองกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพประชวร บทละครเรื่อง

พระมะเหลเถไถ และบทละครเร่ืองอุณรุทรอยเร่ือง ดอกไมสดประพันธเร่ืองชัยชนะของหลวงนฤบาล

ผูดี และจิรนนั ท พติ รปรีชา ไดร ับรางวลั กวซี ไี รต เปน ตน

61

10. บทบาทของสถาบันพระมหากษตั ริยใ นการพฒั นาชาตไิ ทย
สถาบันพระมหากษัตริยมีบทบาทสำคัญอยางยิ่งในการพัฒนาชาติไทยมาต้ังแตอดีตจนถึง
ปจ จบุ ัน ดงั ตัวอยา งที่จะกลาวถงึ ตอ ไปนี้

10.1 การปอ งกนั และรักษาเอกราชของชาติ

นับต้ังแตอดีตพระมหากษัตริยทรงอยูในฐานะจอมทัพ เปนผูนำในการทำสงครามเพ่ือปองกัน

บานเมืองและขยายอำนาจ เชน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพจากพมาและทำ

สงครามเพ่ือสรางความม่ันคงและขยายอำนาจของกรุงศรีอยุธยา หรือสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช

ทรงเปน ผูนำขับไลพ มา หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครง้ั ท่ี 2 และสถาปนากรุงธนบุรีเปนราชธานีแหงใหม

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชก็ทรงเปนแมทัพสำคัญมาต้ังแต

สมัยธนบุรี ทรงทำสงครามกบั พมา สงครามครัง้ สำคัญ คอื สงครามเกาทพั เม่ือ พ.ศ. 2328 แมแต

ในสมัยที่ไทยเผชิญภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตก ท้ังพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว

และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวก็ทรงเปนผูนำในการดำเนินนโยบายตางๆ เพ่ือรักษา

เอกราชของชาติ โดยใชนโยบายทางการทูตสรางความสัมพันธกับราชสำนักตางชาติเมื่อเผชิญกับ

ความขัดแยงกับชาติตะวันตก เชน รัฐบาลไทยใชการเจรจาทางการทูตทั้งการเจรจาในเมืองไทยและใน

ผฉูส บอับน ฝรั่งเศส ในกรณี ร.ศ. 112 โดยขุนนางไทยและพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดทรงเจรจากับฝร่ังเศสดวยพระองคเอง

เมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรปคร้งั ที่ 1 พ.ศ. 2440

นอกจากน้ีทรงผูกมิตรกับรัสเซีย เพื่อใหรัสเซียชวยเจรจา

ไกลเกลี่ยกับฝรั่งเศสอีกทางหนึ่ง และทรงยอมเสียดินแดนสวนนอย

ท่ีไมใชดินแดนไทยเพื่อรักษาดินแดนสวนใหญไว หรือในรัชสมัย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงประกาศเขารวม

กับฝายสัมพันธมิตรในสงครามโลกคร้ังที่ 1 (ค.ศ. 1914-

1918) และสงทหารไทยไปยุโรปดวย ทำใหไทยได

ประโยชนจากการเขารวมกับฝายชนะสงคราม โดยได

ยกเลิกสนธิสัญญาไมเปนธรรมท่ีเคยทำกับชาติตะวันตก

ไวในเวลาตอมา

พระบรมราชานุสาวรียสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช
ประดิษฐานอยูที่อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี สรางข้ึน
เพ่ือเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช
ที่ทรงใชเมืองจันทบุรีเปนฐานทัพเริ่มแรกกอนที่จะไป
กอบกเู อกราชกลับคืนจากพมาไดในเวลาตอ มา

62

หรือทค่ี นไทยรูจักกนั ดีวา “มหาเวสสนั ดรชาดก” มหาชาตคิ ำหลวง แปลวา ชาติใหญ ชาติสำคญั เปน หนงั สือที่กลา วถงึ
การบำเพ็ญทานอยา งย่ิงใหญข องพระเวสสันดร ซงึ่ เปนพระชาตสิ ุดทา ยกอ นจะตรสั รเู ปน พระสมั มาสัมพทุ ธเจา

10.2 การสรางสรรควฒั นธรรมไทย

บทบาทของสถาบนั พระมหากษัตริยในการสรางสรรควัฒนธรรมไทยจัดวามีความสำคัญอยางยิ่ง

ตอการพฒั นาชาติไทยดว ยเชนกนั โดยสามารถสรปุ ไดด ังน้ี

1) ดานประเพณแี ละพิธสี ำคัญตางๆ พระมหากษัตรยิ ทรงมีบทบาทสำคญั ในการสรา งสรรค
พระราชพิธีและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติไทยมาตั้งแตอดีต ท้ังพระราชพิธีที่เก่ียวของกับ

พระมหากษัตริยโดยตรง เชน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีของรัฐ เชน พระราชพิธี

จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และพระราชพิธีทางศาสนา เชน พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทอดผา

พระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ลวนมีพระมหากษัตริย

เปนผูนำในการปฏิบตั ิ

2) ดานศาสนา พระมหากษัตริยไทยทุกยุคทุกสมัยเปนองคอุปถัมภและสงเสริมการเผยแผ
พระพุทธศาสนา ทั้งการสรางและบูรณปฏิสังขรณศาสนสถาน การสังคายนาพระไตรปฎก การแตง

วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เชน สมเด็จพระมหาธรรมราชาท่ี 1 (ลิไทย) ทรงแตงไตรภูมิพระรวง

หรือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสนับสนุนใหนักปราชญราชบัณทิตรวมกันแตงหนังสือเร่ือง

มหาชาตคิ ำหลวง

นอกจากนี้ พระมหากษัตริยไทยทรงมีขันติธรรมทางศาสนา ทรงใหเสรีภาพในการนับถือ ผฉสู บอับน

ศาสนาแกราษฎร และทรงสนับสนุนศาสนาอื่นๆ เชน พระราชทานท่ีดินใหสรางเปนโบสถคริสตและ
มัสยดิ ในศาสนาอสิ ลามท้ังในสมยั อยุธยาและรตั นโกสินทร เปนตน

ยอนเวลาหาอดตี

พระราชพธิ บี รมราชาภิเษก
พระราชพิธบี รมราชาภเิ ษกเปน พิธีใหญท่มี คี วามสำคัญย่งิ ในการแสดงออกซง่ึ สิทธิ
อันชอบธรรมในการข้ึนเปนกษัตริย เพราะจะทำใหพระมหากษัตริยท่ีขึ้นครองราชยมีอำนาจ
ในฐานะผูปกครองเต็มที่โดยสมบูรณแบบ หากยังไมไดประกอบพิธีน้ี กษัตริยพระองคใหมนั้น
จะทรงเปนเพียงผูสำเร็จราชการแผนดิน เคร่ืองยศบางอยาง
ก็ตองลดลง เชน พระเศวตฉตั รมเี พยี ง 7 ชัน้ ไมใ ช 9 ชัน้
เมื่อประกอบพิธีแลวจึงเปนกษัตริยเต็มพระองค เปน
สมมติเทพอยางแทจรงิ ซ่งึ ไทยรับแบบอยา งพระราช-
พิธีบรมราชาภิเษกมาจากอินเดีย แตพระราชพิธี
ของไทยมีรายละเอียดขั้นตอนการประกอบพิธี
มากกวา เพราะมีการผสมผสานท้งั คตคิ วามเชอ่ื และพิธีการของศาสนา
พราหมณ-ฮินดู พระพุทธศาสนา และคติความเชื่อในประเพณีดั้งเดิมของไทยไว
ดวย พิธีสำคัญท่ีสุดในการบรมราชาภิเษก คือ พิธีพราหมณ และตองมีพราหมณ
เปน ผูประกอบพธิ ี จึงจะเปน พธิ ีท่สี มบรู ณ

63

More About 3) ดานวัฒนธรรมการดำเนินชีวิต

รชั กาลที่ 2 ทรงอุปถัมภก วี ในอดีตราชสำนักเปนศูนยกลางประเพณีและ
ซ่ึงมีความสามารถในเชิงกลอน วัฒนธรรม ชาวบานจะเลียนแบบการประพฤติ
ที่มีชื่อเสียง ไดแก พระสุนทร ปฏิบัติของชาววัง เชน การแตงกาย อาหาร
นับต้ังแตรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอม-
โวหารหรือสุนทรภู ผลงานเดน เกลาเจาอยูหัวเปนตนมา พระมหากษัตริยทรง
อาทิเชน นิทานคำกลอนเรื่อง เปนผูนำในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการ
พระอภยั มณี นริ าศเมืองแกลง ดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการรับวัฒนธรรมแบบ
นิราศพระบาท นริ าศภเู ขาทอง ตะวนั ตก เชน การใชช อ นสอม การนั่งโตะ เกา อี้
เปนตน จากความสามารถดาน การแตง กายแบบตะวนั ตก ทำใหว ฒั นธรรมแบบ
การประพันธ ทำใหองคการยูเนสโก
ประกาศใหส นุ ทรภูเปนกวดี ีเดนของโลกเมือ่ พ.ศ. 2529

ใหมแพรหลายไปสปู ระชาชน

คร้ันถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงปลูกฝงเร่ืองชาตินิยม ใหคนไทย

มีความรักและจงรักภักดีตอ “ชาติ ศาสน กษัตริย” ซึ่งกลายเปนคำขวัญมาจนถึงปจจุบัน ทรงนำ

ประเทศเขาสูสังคมนานาชาติในทางวัฒนธรรม โดยใหคนไทยมีนามสกุลเพื่อแสดงถึงความเปนชาติ

ทีม่ อี ารยธรรม มกี ารใชคำนำหนาเด็ก สตรี บรุ ุษ ทรงเปลย่ี นการนบั เวลาตามแบบสากล คือ จากเดิม

ผฉูสบอับน วันใหมห รอื ยำ่ รงุ ของไทยเริ่มในเวลา 6 นาฬก า เปลี่ยนเปน เร่มิ ต้ังแตห ลงั 24 นาฬกา และทรงประดษิ ฐ
ธงชาตแิ บบใหม เรยี กวา “ธงไตรรงค” ใหเ หมือนกบั ธงทีป่ ระเทศสวนใหญใชกัน

4) ดา นศิลปกรรม แบง ออกเปน
4.1) ดานวรรณกรรม พระมหากษัตริยไทยหลายพระองคทรงมีพระปรีชาสามารถ

ทางการประพันธ เชน รัชกาลท่ี 1 ทรงพระราชนิพนธนิราศ

รบพมาท่ีทาดินแดง บทละครเรื่องรามเกียรต์ิ รัชกาล

ท่ี 2 ทรงพระราชนิพนธเร่ืองอิเหนา กาพยเหเรือชม

เคร่ืองคาวหวาน รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชนิพนธบทละคร

เร่ือง เงาะปา ไกลบาน รัชกาลท่ี 6 ทรงพระราชนิพนธ

วรรณกรรมมากมาย เชน เทศนาเสือปา นิทานทองอิน

ศกุนตลา มัทนะพาธา รวมทั้งทรงแปลบทละครของ

วลิ เลยี ม เชกสเปย ร เชน เวนิสวานิช โรมโิ อและจูเลยี ต

รวมทัง้ รัชกาลท่ี 9 ทรงพระราชนพิ นธเร่อื งพระมหาชนก

ทรงแปลเร่ืองนายอินทร ผูปดทองหลังพระ ติโต (Tito)

จากตน ฉบับภาษาองั กฤษ เปนตน

บทพระราชนิพนธอันทรงคุณคาที่แสดงถึงพระปรีชา
สามารถทางดานการประพันธข องพระมหากษตั รยิ ไทย

64

วัดประจำพระราชวังกรงุ ศรีอยุธยา ไมม พี ระสงฆจ ำพรรษา โดยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถทรงยกให
เปนเขตพทุ ธาวาส เพ่อื ประกอบพธิ ีสำคัญตางๆ เชน พระราชพิธีถอื น้ำพระพิพฒั นสตั ยา เปน ตน

4.2) ดานสถาปตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม ผลงานดานสถาปตยกรรมท่ี

พระมหากษัตริยไทยหลายพระองคโปรดเกลาฯ ใหสรางขึ้นมีอยูมากมาย เชน ในสมัยอยุธยา สมเด็จ

พระรามาธิบดีท่ี 1 (อูทอง) โปรดเกลาฯ ใหสรางพระปรางควัดพุทไธสวรรย ตามแบบศิลปะลพบุรี

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 โปรดเกลา ฯ ใหส รา งพระเจดียใหญ 3 องคในวัดพระศรสี รรเพชญ ซง่ึ ไดร บั

อทิ ธิพลจากศิลปะสุโขทัย

สว นในสมยั รัตนโกสินทร เชน รัชกาลที่ 1 โปรดเกลาฯ ใหสรา งพระบรมมหาราชวัง

และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซ่ึงเปนผลงานชิ้นเอกดานสถาปตยกรรมและศิลปกรรมอันเปนสมบัติ

ของชาติมาถงึ ปจจบุ ัน โดยโปรดใหถ า ยแบบพระบรมมหาราชวังทีก่ รุงศรอี ยุธยามาสราง เชน พระท่ีน่งั

ดุสิตมหาปราสาท นอกจากน้ีโปรดเกลาฯ ใหสรางปอมปราการเรียงรายไวรอบพระนคร ปอมที่เหลือ

มาถึงปจจุบัน คือ ปอมพระสุเมรุและปอมมหากาฬ รัชกาลที่ 2 โปรดเกลาฯ ใหสรางสวนขวาขึ้น

ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเปนที่ทรงพระสำราญและตอนรับแขกเมือง ทรงแกะสลักบานประตูวิหาร

พระศรศี ากยมนุ ีท่วี ัดสุทศั นเทพวราราม รัชกาลท่ี 3 โปรดเกลา ฯ ใหส รา งโลหะปราสาททวี่ ัดราชนัดดาราม

และโปรดเกลาฯ ใหสรางและซอมแซมพระราชวัง เชน เปลี่ยนหลังคาพระที่น่ังดุสิตมหาปราสาทและ

เพ่ิมการปดทองเขาไป รอ้ื ประตูกำแพงวังท่เี ดิมเปนประตทู ีม่ ยี อดมณฑปเปนไม เปลี่ยนเปน ประตหู อรบ

อยางที่เหน็ อยูในปจจบุ ัน และโปรดเกลาฯ ใหสรางปอ มปราการเพมิ่ เตมิ โดยเฉพาะอยา งย่ิงปอ มที่ตั้งอยู

ทางปากอาวไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไดร ับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตก จึงโปรดเกลา ฯ ใหสรา งตกึ ผฉูสบอับน
และพระที่น่ังท้ังแบบตะวันตก และประยุกตระหวางศิลปะไทยกับตะวันตก

เชน พระที่นัง่ อนนั ตสมาคม พระท่ีน่งั จกั รีมหาปราสาท พระทนี่ ่ังวมิ านเมฆ

เปนตน

พระเจดียใหญ 3 องคในวดั พระศรสี รรเพชญ สรา งข้ึน
ในสมยั สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แหงกรงุ ศรอี ยธุ ยา

สำหรบั งานประติมากรรม สวนใหญจ ะโปรดเกลา ฯ ใหส รา งพระพทุ ธรูป เชน สมเดจ็

พระรามาธิบดีที่ 2 โปรดเกลาฯ ใหสรางพระศรีสรรเพชญประดิษฐานไวในวิหารหลวง วัดพระศรี-

สรรเพชญ ในสมยั รตั นโกสินทร เชน รัชกาลท่ี 2 โปรดเกลา ฯ ใหส รา งพระพทุ ธธรรมิศราชโลกธาตดุ ลิ ก

พระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม โดยทรงปนพระพักตรดวยพระองคเอง รัชกาลที่ 9

โปรดเกลาฯ ใหสรางพระพุทธรูปปางประทานพร ภ.ป.ร. รวมท้ังทรงสรางพระพิมพสวนพระองค คือ

พระพิมพจิตรลดา เปนตน

ในดานจิตรกรรม เชน สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชโปรดเกลาฯ ใหชางเขียน

เขียนสมุดภาพไตรภูมิ เพ่ือใหคนทั้งหลายประกอบความดีละเวนความชั่ว รัชกาลท่ี 3 ทรงใหการ

สงเสริมชางฝมือทุกชาติ งานจิตรกรรมในรัชสมัยนี้จึงมีอยูหลายแหงท่ีมีการนำศิลปะจีนเขามาผสม

เชน ประตูพระท่ีน่ังอิศราวินิจฉัยในพระราชวังบวรสถานมงคล (พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร)

มีการประดับลวดลายท่ีแตกตางไปจากเดิม คือ มีลายตนไม ดอกไม นก แมลง และกิเลน ซ่ึงเปน

สัตวในตำนานของจีนปรากฏอยูดวย ขณะเดียวกันก็มีการเขียนสอดเสน

สีทอง ซ่ึงดัดแปลงมาจากจิตรกรรมของจีนไวที่ฝาผนังบางแหง ซ่ึงลวน

แตสงเสริมใหงานสถาปตยกรรมและจิตรกรรมของไทยมีความโดดเดน

รวมท้ังรัชกาลที่ 9 ทรงวาดภาพฝพระหัตถ ซึ่งมีทั้งแบบเหมือนจริง

ผฉูส บอับน (Realism) แบบเอกซเพรสชนั นิซมึ (Expressionism)
และแบบนามธรรม (Abstractionism)

“ตอ ส”ู ภาพวาดฝพระหตั ถใน “สมเดจ็ พระนางเจา ฯ
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว พระบรมราชินีนาถ”
ภมู พิ ลอดุลยเดช ภาพวาดฝพระหัตถ
ในพระบาทสมเด็จ
พระเจาอยูหัวภูมิพล
อดุลยเดช

“กุหลาบไทย” ภาพวาดฝพระหัตถ
ในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว
ภมู ิพลอดลุ ยเดช

พระรูปปนสมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์
พระบรมราชนิ ีนาถ โดยพระบาทสมเด็จ
พระเจา อยูห วั ภูมิพลอดลุ ยเดช

66

4.3) ดานนาฏกรรมและการดนตรี

นาฏกรรมของไทยเร่ิมมีแบบแผนข้ึนในสมัย

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจาสามพระยา)

โดยไดรับอิทธิพลมาจากละครหลวงของเขมร

และโปรดใหมีการเลนดึกดำบรรพ (ซ่ึงตอมา

พัฒนาเปนการแสดงโขน) จนกระทั่งถึงในสมัย

สมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศโปรดการเลนละคร

อยางมาก จึงทรงสงเสริมการละครจนมีความ ภาพวาดจินตนาการพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา
เจรญิ รุง เรอื ง นภาลัยทรงซอสามสาย (จิตรกร : นายประทวน
เจรญิ จิตร)
ครั้นเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก

พมาใน พ.ศ. 2310 การละครไทยเสือ่ มโทรมลง สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชไดโปรดเกลาฯ ใหนำ

ละครหญิงของเจานครเมื่อคราวเสด็จลงไปปราบชุมนุมเจานครเขามาเปนครูฝกรวมกับพวกละครที่

ทรงรวบรวมจากที่ตางๆ ฝกหัดเปนละครหลวงขึ้นใหม ในสมัยรัตนโกสินทร นาฏกรรมไดรับการฟนฟู

ในสมัยรัชกาลท่ี 1 และไดรับการสงเสริมใหเจริญกาวหนา ในสมัยรัชกาลท่ี 2 ทรงฟนฟูทารำอยาง

โบราณทั้งโขนและละคร และปรับปรุงทารำตางๆ ดวยพระองคเอง ทรงสงเสริมการละคร ซ่ึงกลาย ผฉสู บอับน

เปนตน แบบทางการละครทสี่ บื เนอื่ งมาถงึ ปจ จบุ ัน

ในดานการดนตรี รัชกาลที่ 2 ทรงชำนาญการเลน ซอสามสาย ทรงใชซอที่พระราชทาน

นามวา “ซอสายฟาฟาด” ประพนั ธเพลง “บุหลนั ลอยเลื่อน” หรอื “บหุ ลนั ลอยฟา” ในสมัยรชั กาลท่ี 7

ทรงประพันธเ พลงราตรีประดบั ดาว และในสมัยรัชกาลท่ี 9 ทรงประพนั ธเ พลงพระราชนพิ นธไวจำนวน

มาก เชน พรปใหม ลมหนาว ใกลรงุ สายฝน เปนตน

กลาวโดยสรุป ในประวัติศาสตรไทยมีประเด็นสำคัญหลายเร่ืองท่ีนาศึกษา เชน ประเด็น

เกี่ยวกับความเปนมาของชนชาติไทย อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยและอิทธิพลที่มีตอสังคมไทย

ปจจัยท่ีมีผลตอการสถาปนาอาณาจักรไทย สาเหตุและผลของการปฏิรูป การปกครองบานเมือง

การเลิกทาสและเลิกไพร การเสด็จประพาสยุโรปและหัวเมืองสมัยรัชกาลที่ 5 การเปล่ียนแปลงการ

ปกครอง พ.ศ. 2475 บทบาทของสตรไี ทย กจิ กรรมสรา งสรรค
นอกจากน้ี ตลอดประวัติศาสตรไทย

จะเห็นไดวาไทยเปนชนชาติท่ีมีพระมหากษัตริย ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5-6 คน ชวยกันคิด
เปนผูนำในการสรางความม่ันคงทางการเมือง ประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตรมากลุมละ 1 ประเด็น
การปกครอง รวมท้ังการสรางสรรควัฒนธรรม จากน้ันไปศึกษาคนควาขอมูลจากแหลงการเรียนรูตางๆ
และพัฒนาบานเมืองใหเ จริญรงุ เรอื ง เพื่อวิเคราะหวาสงผลตอชาติไทยอยางไร จากน้ันนำ
ผลสรุปทไี่ ดม านำเสนอหนาชนั้ เรยี น

67

แบบฝกทักษะพัฒนาการเรียนรู

ตอนท่ี 1 ใหนักเรียนบอกแนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยและนักวิชาการที่สนับสนุน
มฐ./ตัวชว้ี ัด กจิ กรรมท่ี 1 แนวคดิ ดังกลาวลงในชอ งวา งที่กำหนด

ส4.3
(ม.4-6/1),
(ม.4-6/2)

........ค....น....ไ...ท....ย...อ....ย...ูแ....ถ...บ.....เ.ท....ือ....ก....เ..ข..า... ผสู นบั สนุน .........ข...นุ ....ว...จิ...ิต....ร....ม...า...ต....ร...า..........................................
อลั ไต................................................................. .(...ส....ง...า......ก....า..ญ.....จ....น....า...ค....พ....นั.....ธ...ุ) ..............................

................................................................. .....................................................................................

.....................................................................................

........ค....น.....ไ...ท....ย....อ...ย....ูท....า...ง....ต....อ....น....ใ...ต.... ผูสนบั สนนุ .........เ.ช....น.......ด....ร.........ว...ลิ ....เ.ล....ยี....ม......ค....ล....ฟิ....ต....ัน..............
.แ...ล....ะ..ต....ะ...ว...ัน.....อ...อ....ก....เ..ฉ....ีย...ง....ใ..ต....ข...อ....ง... .ด....อ....ด....ด.... .....ด....ร.........ว...ลิ....เ..ล....ยี ...ม......เ..จ.......เ.ก....ด็....น.....ีย......
.ป...ร....ะ..เ..ท....ศ....จ....ีน......................................... .ด....ร.........บ....ร....ร...จ....บ.......พ....ัน....ธ....เุ .ม....ธ...า..............................
.ศ.......ด....ร.........ป....ร...ะ...เ.ส....ร....ฐิ ......ณ........น.....ค....ร......เ..ป...น.....ต....น....
ผฉูสบอับน
แนวคิดเกย่ี วกับ
ความเปน มา
ของชนชาติไทย

........ค....น.....ไ...ท....ย....อ....ย....ูใ...น.....ด....ิน.....แ...ด.....น.... ผสู นบั สนุน .........เ.ช....น .......ศ......น.....พ..........ส....ดุ.......แ...ส....ง...ว...ิเ..ช...ยี...ร.............
.ป...ร....ะ..เ..ท....ศ....ไ...ท....ย...ป....จ ....จ...บุ ....ัน.................... .ศ...........ช...นิ ........อ...ย....ูด....ี .......น.....พ..........ป....ร...ะ...เ..ว...ศ.......ว...ะ...ส...ี
.ส....จุ....ิต....ต.... ...ว...ง...ษ....เ..ท....ศ.................................................
.................................................................
.....................................................................................

........ค...น.....ไ..ท....ย...อ...ย...ูบ....ร...ิเ..ว...ณ.....ห...ม....ูเ.ก....า..ะ... ผูสนับสนนุ .........เ.ช...น........น.......พ..........ส....ม...ศ....กั ....ด....ิ์ ...พ....ัน....ธ...ุส.....ม...บ....ุญ....
แ....ถ.....บ....เ...ส.... .น.....ศ....ู .น.....ย....ส....ู .ต.....ร....ข...อ.....ง... .ร....ธู ......เ..บ....เ.น.....ด....ิก....ต.... ..................................................
ภ....ู .ม...ิ .ภ....า...ค.....เ..อ....เ..ช...ี.ย....ต....ะ....ว..ั.น.....อ....อ....ก....
เฉยี งใต................................................................. .....................................................................................

.....................................................................................

68

กจิ กรรมที่ 2 ใหน กั เรียนพิจารณาภาพตอ ไปน้ี แลว ตอบคำถามตามหวั ขอ ทกี่ ำหนด

ชือ่ โบราณสถาน ..ป....ร...า...ส....า...ท....พ....น....ม....ร...งุ........................................ ชือ่ โบราณสถาน ..พ....ร...ะ...บ....ร....ม...ธ...า...ต....ไุ..ช....ย...า....................................
สมัยอาณาจักร .....ข...อ....ม......(..เ..ข...ม...ร....โ..บ.....ร...า...ณ.....)............................... สมัยอาณาจักร ศรีวชิ ยั.................................................................................
อทิ ธพิ ลทางศาสนา .....พ.....ร...า...ห....ม...ณ.....-...ฮ....นิ....ด....ู........................... อิทธพิ ลทางศาสนา พทุ ธ......................................................................

ผฉูสบอับน

ชื่อโบราณสถาน ..พ....ร...ะ...ธ...า...ต....หุ....ร...ภิ....ญุ.....ช...ัย.....................................
สมยั อาณาจักร หรภิ ญุ ชยั.................................................................................
อิทธพิ ลทางศาสนา พุทธ......................................................................

ชื่อโบราณสถาน ..พ....ร...ะ...บ....ร....ม...ธ...า...ต....เุ..จ...ด....ีย.... ................................ ชอ่ื โบราณสถาน ..พ....ร...ะ...ป....ร...า...ง...ค....ส....า...ม....ย...อ....ด...............................
สมยั อาณาจักร ตามพรลิงค................................................................................. สมัยอาณาจักร ละโว.................................................................................
อิทธิพลทางศาสนา พุทธ...................................................................... อทิ ธพิ ลทางศาสนา .....พ.....ร...า...ห....ม...ณ.....-...ฮ....นิ....ด....ู...........................

69

กิจกรรมท่ี 3 ใหนกั เรยี นตอบคำถามตอไปน้ี

1. เหตุผลใดทที่ ำใหตองมกี ารปฏิรูปการปกครองในสมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
................เ..น....่ือ....ง...จ....า...ก....ร...ะ...บ.....บ....ก....า...ร...ป....ก....ค.....ร...อ....ง...ท....่ีใ...ช...ก....ัน.....ม....า..ต....้ัง....แ...ต....ส....ม....ัย....ส....ม....เ.ด....็.จ...พ....ร....ะ...ร...า...ม....า...ธ...ิบ....ด....ีท....่ี.....1.......(..อ....ูท....อ....ง...).......น....้ั.น....ไ...ม.. 
.เ..ห....ม...า...ะ..ส.....ม...ก....ับ....ส....ภ....า...พ....ข...อ...ง....อ...า...ณ.....า...จ....ัก....ร...ท....่ีข...ย...า...ย....ก....ว..า...ง...ข...ว...า...ง...ม....า..ก....ข...้ึน.........โ...ด....ย...เ..ฉ....พ....า...ะ..อ....ย...า...ง...ย....ิ่ง...ภ....า...ย...ห....ล....ัง...จ....า..ก....ท....่ีอ....ย...ุธ....ย...า...ไ..ด... 
.ผ...น.....ว..ก....ส....โุ...ข...ท...ัย....เ.ข...า...เ..ป...น.....ส....ว...น....ห....น....่ึง...ข...อ...ง....อ...า...ณ.....า..จ....ัก....ร......ท....ำ...ใ..ห....จ...ำ...น....ว...น....ป....ร...ะ...ช...า...ก...ร....เ.พ....่มิ....ม...า...ก....ข...ึ้น....จ...น.....ป...ก....ค....ร....อ...ง...ด....แู...ล....ค....อ ...น....ข...า...ง..
.ย...า...ก.......ส....ม...เ..ด....จ็...พ.....ร...ะ..บ.....ร...ม....ไ..ต....ร...โ...ล....ก....น....า...ถ...จ....ึง...ท....ร....ง...ป....ฏ...ิร....ูป....ก....า..ร....ป....ก....ค....ร...อ...ง....เ.ส.....ยี ...ใ..ห....ม....เ..พ....อ่ื ...ใ...ห...ม....ีค....ว...า..ม....เ..ป...น.....ร...ะ...เ..บ....ยี ...บ....ม....า..ก....ข...้ึน......

......................................................................................................................................................................................................................................................

......................................................................................................................................................................................................................................................

2. การปฏิรปู การปกครองในสมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีลักษณะอยา งไร
................ส....ม....เ.ด....็จ....พ....ร...ะ...บ....ร....ม...ไ...ต....ร...โ...ล....ก....น....า...ถ....ท....ร...ง....ร...ว...ม...อ....ำ...น....า...จ....ก....า..ร....ป....ก....ค....ร...อ....ง...เ..ข...า...ส....ูส....ว...น....ก....ล....า...ง........โ..ด....ย....พ....ร...ะ...ม...ห....า...ก....ษ....ัต....ร....ิย.. 
.เ..ป....น....ผ....ูม...ี.อ...ำ...น.....า..จ....ส....ูง....ส....ุด....ใ...น....อ....า...ณ.....า...จ....ัก....ร........แ...ล....ะ...ท....ร....ง...แ...ต....ง....ต....ั้ง...ต....ำ...แ...ห....น.....ง...อ....ัค....ร....ม...ห....า...เ..ส....น.....า...บ....ด....ี....2........ต....ำ...แ...ห....น.....ง.......ไ...ด....แ...ก... 
.ส....ม...หุ....น....า...ย...ก....แ...ล....ะ..ส....ม....หุ....พ....ร...ะ..ก....ล....า...โ..ห....ม...ข...น้ึ....ร...ับ.....ผ...ดิ....ช...อ...บ.......น....อ....ก....จ...า...ก...น.....ท้ี ....ร...ง...ป....ร...บั....ป....ร...งุ...ก....า...ร...ป....ก....ค...ร....อ...ง...ห....วั...เ.ม....ือ...ง......โ...ด....ย...จ...ัด....แ...บ....ง..
.เ..ป....น ....ห....วั...เ.ม....ือ...ง....ช...้ัน....ใ...น.......ห....วั ...เ.ม....อื ...ง...ช....้นั ....น....อ....ก.......แ...ล....ะ..ห....วั...เ..ม...ือ....ง...ป....ร...ะ...เ.ท....ศ....ร....า..ช.........................................................................................................

ผฉูส บอบั น ......................................................................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................................................................

3. การปฏิรูปการปกครองในสมยั รัชกาลท่ี 5 มสี าเหตุมาจากอะไร และทรงปฏริ ปู การปกครองอยางไร
................ก....า...ร...ป.....ฏ...ิ.ร...ูป....ก....า...ร....ป....ก....ค....ร....อ....ง...ใ...น.....ส....ม...ั.ย...ร....ัช...ก....า...ล....ท....่ี.....5........ม...ี.ส....า...เ..ห....ต....ุม....า...จ...า...ก....ก.....า..ร....ค....ุก....ค.....า...ม...ข...อ....ง....ช...า...ต....ิม....ห....า...อ...ำ...น.....า...จ..

.ต....ะ..ว...นั.....ต....ก........แ...ล....ะ..ก....า...ร....ป....ก...ค.....ร...อ...ง....ใ..น.....ร...ะ...บ....อ...บ.....เ.ก....า...ท....ีอ่....ำ..น.....า..จ....ต....ก....อ...ย....กู....ับ....ข...ุน....น.....า...ง...ผ...ใู...ห....ญ..... ....ส....ว...น....น.....โ..ย....บ....า...ย...ใ...น....ก....า...ร...ป....ฏ....ริ...ูป...

.ก....า...ร...ป....ก....ค....ร...อ....ง...ส....า...ม...า...ร...ถ....แ...บ....ง...เ..ป....น.....ก...า...ร....ป...ก....ค....ร....อ...ง...ส.....ว ..น.....ก....ล....า..ง.......ม....กี ...า...ร....จ...ัด....ต....้งั...เ..ส....น....า...ด....ีส....ภ....า......แ...ล....ะ...ก....ร...ะ...ท....ร...ว...ง...แ...บ....บ....ใ...ห....ม.. 

.แ...ท....น.....จ...ต....ุส.....ด....ม...ภ........ก....า...ร....ป....ก....ค....ร...อ....ง...ส....ว...น.....ภ...ู.ม...ิภ....า...ค........ม....ีก....า...ร...ย...ก.....เ.ล....ิก....ก....า...ร....จ...ัด....เ..ม...ื.อ...ง...อ....อ...ก.....เ.ป....น.....ช...ั้น....เ..อ....ก........โ...ท........ต....ร....ี ....จ....ัต....ว...า.

.แ...ล....ะ...จ...ดั....ก....า...ร...ป....ก....ค....ร....อ...ง...แ...บ.....บ....เ..ท....ศ....า..ภ....ิบ....า...ล.......แ...ล....ะ..ก....า...ร....ป....ก...ค.....ร...อ...ง....ส....ว...น....ท....อ....ง...ถ....ิน่ .......ท....ร....ง...เ..ร...ิ่ม....ท....ด...ล....อ....ง...จ....ดั ....ก....า..ร....ส....ขุ...า...ภ...ิบ.....า..ล...

.ใ..น.....เ..ข...ต....ก...ร....งุ ...เ..ท....พ....ม....ห....า..น.....ค....ร......แ...ล....ะ...ต....ำ..บ....ล....ท....า...ฉ....ล....อ....ม......จ...ัง....ห....ว...ัด...ส.....ม...ุท....ร....ส....า...ค....ร...........................................................................................

4. การปฏิรปู ดา นสังคมในสมัยรชั กาลที่ 5 สง ผลดีตอการพัฒนาประเทศอยา งไร
................ก....า..ร....ป....ฏ....ิร...ปู....ด....า...น....ส....งั....ค....ม...ม....หี ....ล...า...ย....ป....ร...ะ...ก....า..ร.......ไ..ด....แ...ก.......ก....า...ร...ย....ก....เ.ล....กิ....ร....ะ..บ.....บ....ไ..พ....ร....แ...ล....ะ..ท.....า..ส.......ท....ำ...ใ...ห....ร ...า...ษ....ฎ....ร...ม....ีอ...ิส....ร....ะ.

.ใ..น.....ก....า...ร...ด....ำ...เ..น....ิน.....ช...ีว..ิต.........ม...ีก....า...ร....ป...ฏ....ิร....ูป....ก....า..ร....ศ....ึก....ษ....า...ด....ว...ย...ก....า...ร...จ....ัด....ร...ะ...บ....บ....ก....า...ร...ศ....ึก....ษ.....า..แ...บ.....บ....ต....ะ..ว...ัน.....ต....ก........ท....ำ...ใ..ห....ค....น.....ไ..ท....ย....ไ..ด... 

.ศ....ึก....ษ....า...ว...ทิ ....ย...า...ก....า...ร...ใ..ห....ม....ๆ.......ข...อ...ง....ช...า...ต...ิต....ะ...ว...นั....ต....ก........แ...ล....ะ...น....ำ...ค....ว...า...ม...ร....ูม...า...ใ..ช...ใ...น....ก....า...ร....พ....ฒั .....น....า...บ....า...น.....เ.ม....อื ...ง....ข..อ....ง...ต....น.........ซ...ึ่ง...ส.....ง ...ผ...ล...

.ใ...ห...ป....ร....ะ..เ..ท....ศ....เ..ก....ิด....ค....ว...า..ม....เ..จ...ร....ญิ ....ก....า...ว...ห....น....า...ม....า..ก....ย....ิง่ ...ข...้ึน..............................................................................................................................................

......................................................................................................................................................................................................................................................

......................................................................................................................................................................................................................................................

70

กิจกรรมที่ 4 ใหนักเรียนยกตัวอยางพระมหากษัตริยไทยที่มีบทบาทในการปองกันและรักษา
เอกราชของชาติ และการสรางสรรควฒั นธรรมไทยมาอยา งนอ ย 3 พระองค ลงใน
ชอ งวา งทก่ี ำหนด

บทบาทในการปอ งกนั และรักษาเอกราชของชาติ บทบาทในการสรา งสรรคว ฒั นธรรมไทย

............1..........ส.....ม...เ..ด....็จ....พ....ร....ะ..น.....เ..ร...ศ....ว...ร....ม....ห....า..ร....า...ช...ท....ร....ง...ป....ร....ะ...ก....า..ศ.... ............1..........พ....อ....ข...ุน.....ร....า...ม....ค....ำ...แ...ห.....ง...ม....ห....า...ร....า...ช...ท.....ร...ง....ป....ร....ะ...ด....ิษ.....ฐ..

.อ...ิส.....ร...ภ....า...พ....จ....า...ก....พ....ม....า.......แ...ล.....ะ..ท....ร....ง...ท.....ำ..ส.....ง...ค....ร....า...ม...ย....ุท....ธ....ห...ั.ต....ถ...ี อ....ัก....ษ.....ร...ไ...ท....ย........ท....ี่เ..ร...ีย....ก....ว...า.......“...ล....า...ย...ส.....ือ...ไ...ท....ย....”.......เ..ม...ื่อ........พ.......ศ......

.ก....ับ....ส.....ม...เ..ด....็จ....พ....ร....ะ...ม....ห....า...อ...ุป....ร....า...ช...า...แ...ห.....ง...ก....ร....ุง...ห....ง....ส....า...ว...ด....ีเ..ม....่ือ... 1...8...2...6......ท....ำ...ใ...ห...ค.....น....ไ...ท....ย...ม...อี....กั....ษ....ร....ไ..ท....ย...ใ...ช...ม....า..จ....น....ถ....งึ...ป....จ....จ...บุ.....นั ...

พ.ศ. 2135.......................................................................................................................... ............2..........ส....ม...เ..ด....็จ...พ....ร...ะ...บ....ร...ม....ไ..ต....ร...โ...ล...ก....น....า...ถ....พ....ร...ะ..ร....า..ช...น.....ิพ....น....ธ..

............2..........ส.....ม....เ..ด....็จ....พ....ร....ะ...เ..จ....า...ต.....า...ก....ส....ิ.น....ม....ห.....า...ร....า...ช...ท....ร....ง....น.....ำ.. ว....ร...ร....ณ.....ก.....ร...ร....ม....ท....า...ง...พ.....ร...ะ...พ....ุท.....ธ...ศ....า...ส.....น....า........ค....ือ........ม....ห....า...ช...า...ต...ิ

.ก....ำ...ล....ัง....ย...ึด.....ก....ร...ุ.ง...ศ.....ร...ีอ....ย...ุ.ธ...ย....า...ก....ล....ับ.....ค....ืน.....ม....า...จ....า...ก....พ....ม....า...แ....ล....ะ.. ค.....ำ...ห....ล....ว...ง........ล....ิล....ิต....ย....ว...น.....พ....า...ย........ร....ว...ม....ท....ั้ง...ท.....ร...ง....อ....อ...ก....ผ....น.....ว...ช..

.ท....ร...ง....ส....ถ....า...ป....น....า...ก....ร....ุง...ธ...น.....บ....ุร....ี ....ร....ว...ม...ท....้ัง....ท....ร...ง....ท....ำ...ส....ง...ค.....ร...า...ม... ท....ว่ี...ดั....จ....ุฬ....า...ม....ณ.....ีใ..น.....เ..ม...อื....ง...พ....ษิ....ณ......ุโ..ล....ก...................................................

.ป....อ ...ง...ก....นั.....ก....า...ร...ร...ุก....ร....า...น....จ....า..ก....ข...า...ศ....ึก....ศ....ัต....ร...ู....................................... ............3..........พ....ร....ะ..บ.....า...ท....ส....ม....เ.ด....็จ....พ....ร....ะ...พ....ุท....ธ...เ..ล....ิศ....ห....ล....า...น.....ภ....า...ล....ัย..

............3..........พ....ร....ะ...บ....า...ท....ส....ม....เ..ด....็จ...พ.....ร...ะ...พ....ุท....ธ...ย....อ....ด....ฟ....า...จ...ุฬ.....า...โ..ล....ก.... ท.....ร...ง....ม...ี.พ....ร....ะ...ป....ร...ี.ช...า...ส....า...ม....า...ร....ถ........ท....้ัง....ท....า...ง....ด....า...น.....ก....ว...ีน....ิ.พ....น.....ธ..

.ม...ห....า...ร....า..ช....ท....ร...ง...ท.....ำ..ส....ง....ค....ร...า...ม....ก....ับ....พ....ม....า...ถ...ึง........7........ค....ร...ั้ง........เ..พ....ื่อ... ด....รุ....ิย...า...ง...ค....ศ....ลิ....ป.......น....า...ฏ....ศ....ิล....ป.... ...ป....ร...ะ...ต....มิ ...า...ก....ร...ร....ม......เ..ช...น.......ท....ร....ง..

.ป....อ...ง....ก....ัน.....ร...ัก....ษ.....า..อ....า...ณ.....า...จ....ัก....ร........ส....ง....ค....ร....า..ม....ท....่ีส....ำ...ค....ัญ..........เ..ช...น.... พ.....ร...ะ...ร...า...ช...น....ิพ....น.....ธ...เ..ร...ือ่....ง...อ....ิเ.ห....น.....า.......ท....ร...ง...ฟ.....น....ฟ....ทู....า...ร...ำ...ท....้ัง...โ...ข...น... ผฉูสบอบั น
.ส....ง...ค....ร....า..ม....เ..ก....า ..ท....ัพ.....เ.ม....่อื ......พ.......ศ.........2....3...2...8......เ..ป....น....ต....น............................ และละคร เปนตน.........................................................................................................................

(พิจารณาจากคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูใ นดุลยพินจิ ของครผู สู อน)

กิจกรรมที่ 5 ใหนักเรียนเติมรายพระนามพระมหากษัตริยไทยที่มีบทบาทในการพัฒนาชาติไทย
ในดานตางๆ ทกี่ ำหนดลงในชอ งวา ง

1. ผูกอบกูเอกราชและประกาศอิสรภาพจากพมา และทรงมี ส....ม....เ..ด...จ็....พ....ร....ะ..น.....เ.ร....ศ....ว...ร...ม....ห....า..ร....า..ช.......
ชยั ชนะในการทำสงครามยทุ ธหัตถีเมื่อ พ.ศ. 2135
......................................................................
2. ผูน ำในการเปล่ียนแปลงการใชช อนสอ ม การแตง กาย
แบบตะวันตก ................พ.....ร...ะ...บ....า...ท....ส....ม...เ..ด....็จ...................
....พ....ร....ะ...จ...ลุ....จ....อ...ม....เ.ก....ล....า...เ..จ...า...อ...ย....ูห....วั ......
3. ประกาศเขา รว มกบั ฝายพนั ธมิตรและสงทหารเขารวมรบ ................พ.....ร...ะ...บ....า...ท....ส....ม...เ..ด....็จ...................
ในสงครามโลกคร้ังที่ 1 ......พ....ร....ะ..ม....ง...ก....ุฎ....เ.ก....ล....า...เ..จ...า...อ....ย...ูห....วั ........
พ....ร....ะ..บ....า...ท....ส....ม....เ..ด....จ็ ...พ....ร....ะ..เ..จ....า ..อ....ย...ูห....วั...
4. ผูทรงพระราชนิพนธแปลเรือ่ งนายอินทร ผูป ด ทองหลงั พระ ภ....มู ...พิ.....ล...อ....ด....ุล....ย...เ..ด....ช..................................
ติโต (Tito) ส....ม....เ.ด....จ็ ...พ....ร...ะ...เ..จ...า..ต....า...ก....ส....ิน....ม...ห....า...ร...า..ช...

5. ผูนำในการขับไลพ มาภายหลังเสียกรงุ ศรอี ยธุ ยาครั้งที่ 2 ......................................................................
และทรงสถาปนากรงุ ธนบุรเี ปนราชธานีของไทย

71

ตอนท่ี 2 ใหนักเรียนวิเคราะหอิทธิพลของอาณาจักรโบราณท่ีมีตอสังคมไทย โดยยกตัวอยาง
มฐ./ตัวช้ีวัด กิจกรรมท่ี 1 ลงในแผนผังความคดิ

ส4.3
(ม.4-6/1)

การนับถอื ศาสนา

การนบั ถอื พราหมณ- ฮินดู

วรรณกรรมใน พระพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่อง

พระพุทธศาสนา เชน พญานาค

ไตรภูมิพระรวง ดานศาสนา

และความเชอ่ื การสราง

ดา นภาษา ปราสาทหนิ

และวรรณกรรม อทิ ธิพลของ ดานศิลปกรรม
ผฉูส บอบั น อาณาจกั รโบราณ

อกั ษรไทยหรือ ท่ีมตี อ สังคมไทย

ลายสือไทย

การแสดงโขน เจดียทรงลงั กา

พระราชพิธถี อื น้ำ ดา นวัฒนธรรม แนวคดิ
พระพิพัฒนส ตั ยา ประเพณี สมมตเิ ทพ

พระราชพิธี ดา นการปกครอง

บรมราชาภิเษก ประเพณี

ประเพณีการบวช การทอดกฐิน การปกครอง การปกครองแบบ
แบบจตุสดมภ สมบรู ณาญาสิทธริ าชย
พธิ ีโกนจกุ

(พจิ ารณาจากคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยูในดลุ ยพนิ ิจของครผู สู อน)

72

กจิ กรรมท่ี 2 ใหนักเรียนวิเคราะหปจจัยท่ีมีผลตอการสถาปนาอาณาจักรไทยในชวงเวลาตางๆ
ที่กำหนดลงในชองวา ง

ปจ จัยทีม่ ผี ล

ปจ จยั ทางภมู ศิ าสตร ตอ การสถาปนา ปจ จัยทางการเมอื งและประวัติศาสตร
อาณาจกั รไทย

........ก....ร....ุง....ส....ุโ...ข...ท....ั.ย...ต....้ั.ง...อ....ย...ู.ใ...น....บ.....ร...ิ.เ..ว...ณ......ท....่ีร....า...บ....ล....ุม... สโุ ขทัย ........1..........ผ...ูน....ำ...เ.ข...ม...แ...ข...็ง.....เ..ช...น......พ....อ...ข...นุ....ศ....ร...ีน....า...ว..น....ำ...ถ...มุ.......
.ท....่ีม....ีแ...ม....น....้.ำ...ป....ง........ว...ัง........ย...ม.........แ...ล....ะ...น.....า...น.....ไ..ห.....ล....ผ...า...น.... ........2..........อ...า...ณ.....า...จ....ัก....ร...ข...อ....ม...เ..ส....ือ่ ...ม....อ...ำ...น.....า..จ.........................
.ม...ีอ....า...ก....า..ศ....ท....ี่ไ...ม....ร...อ....น....ม....า..ก.........ร...ว...ม....ท....้ัง...ม....ีท....ร...ัพ....ย....า..ก....ร... ........3..........ม...ี.ช...ุม....ช....น.....เ..ก....า...แ....ก....ท....่ี.ม...ีค.....ว...า...ม....เ..จ....ร....ิญ.....ท.....า...ง...
.ธ...ร....ร...ม...ช....า..ต....ิอ....ุด....ม...ส....ม....บ....ูร...ณ...... ............................................... ก....า..ร....เ.ม....ือ...ง...อ...ย....แู ..ล....ว......ด....งั ...เ.ห....็น....ไ...ด...จ....า..ก....โ..บ....ร...า...ณ.....ส....ถ....า..น....
ท....่ีม....ีอ...ทิ....ธ...ิพ.....ล...ศ....ลิ....ป....ะ...เ..ข...ม...ร.......เ..ช...น.........ศ...า...ล....ต....า...ผ...า...แ...ด....ง...
....................................................................................................... พ....ร...ะ...ป...ร....า..ง...ค....ว...ัด...ศ....ร...ีส....ว...า...ย.....แ...ล....ะ...ว..ัด....พ....ร...ะ..พ....า...ย...ห....ล....ว..ง....

.......................................................................................................

........ก....ร....ุง...ศ....ร...ีอ....ย...ุธ....ย...า...ต....ั้ง...อ....ย...ูใ...น....บ.....ร...ิเ..ว...ณ.....ท....่ีร....า..บ....ล....ุม... ........1..........ม...ี.ผ...ูน.....ำ...ท....่ีเ..ข...ม....แ...ข...็ง...แ....ล....ะ...ม...ีค....ว...า...ม....ส....า...ม....า...ร....ถ...
.แ...ม...น.....้ำ...เ.จ....า...พ....ร...ะ...ย...า...ต....อ...น.....ล....า..ง....ท....ี่ม...ีแ...ม....น....้ำ...ล....อ...ม....ร...อ....บ...
.ถ....งึ .......3.......ด....า ..น........ไ...ด....แ...ก........แ...ม...น.....ำ้...ล...พ.....บ....รุ ...ีท....า...ง...เ..ห....น....ือ... ค....ือ.......พ....ร...ะ...เ.จ....า...อ...ูท....อ....ง...............................................................
.แ...ม...น.....้ำ..ป....า ...ส....ัก....ท....า..ง....ต...ะ...ว...นั ....อ....อ...ก........แ...ม...น....้ำ...เ..จ...า...พ....ร...ะ...ย...า..
.ท....า...ง...ต....ะ...ว...ัน....ต....ก....แ....ล....ะ..ท....า...ง....ใ..ต.........จ...ึง....อ...ุด....ม....ส....ม....บ....ูร....ณ.... อยุธยา ........2..........ม...ี.ค.....ว...า...ม....ส.....ั ม....พ....ั.น.....ธ....อ....ย....า...ง....ใ...ก.....ล.... ช...ิ.ด.....ก...ั.บ.... ผฉูสบอบั น
.เ.ห....ม....า..ะ...แ...ก...ก....า...ร...เ..พ....า..ะ...ป...ล....กู......แ...ล....ะ...ก...า...ร...ต....ิด....ต....อ...ค....า ..ข...า...ย.. แ....ค....ว...น.....ส.....ำ...ค....ัญ..........ไ...ด....แ...ก.........แ....ค....ว...น.....ส....ุ.พ....ร....ร....ณ......ภ...ู.ม...ิ

แ....ล....ะ...ล....ะ...โ..ว........ซ...่ึ.ง...ส.....น....ับ.....ส....น.....ุน.....ส....ง....เ..ส....ร....ิม....ก....า...ร....ต....้ัง...

อ....า..ณ......า..จ....ัก....ร...อ....ย...ุธ....ย...า................................................................

........ก....ร...งุ....ธ...น....บ....ุร...ีอ....ย...ูต....ดิ....แ...ม...น.....้ำ..เ..จ...า...พ....ร...ะ...ย...า......แ...ล...ะ...ต....ั้ง.. ธนบุรี ........1..........ม...ี.ป....อ....ม....ป....ร....า....ก....า...ร....ช....ว...ย....ป....อ....ง....ก....ัน.....ข....า...ศ....ึก....
.อ....ย...ูใ...ก....ล....ป....า...ก....อ....า...ว...ไ...ท....ย........จ....ึง...ส.....า...ม...า...ร....ถ....ป....อ....ง...ก....ัน.... ศ....ัต....ร...ไู...ด....ด ....ี ...เ.ช....น.......ป....อ ...ม....ว...ิไ..ช...ย....ป....ร...ะ...ส....ิท....ธ...์ิ ......................
.ข...า...ศ....ึก....ศ....ัต....ร...ู.....แ...ล....ะ...ห....า..ก.....ไ..ม....ส....า...ม...า...ร....ถ....ต....า..น.....ข...า...ศ....ึก... ........2..........ก....ร...ุง....ศ....ร...ีอ....ย...ุ.ธ...ย...า...เ..ส....ีย....ห....า...ย...ม....า...ก....แ...ล....ะ...พ....ม....า..
.ไ..ด....ก....็ห....น.....อี ...อ....ก....ไ..ป....ต....ัง้...ห....ล....กั....ท....ีจ่....ัน....ท....บ....ุร....ีไ..ด....ท....ัน.....ท....ี .... ก....็ร....จู ...ดุ....อ....อ...น.....ข..อ....ง...อ....ย...ุธ...ย....า...เ.ป....น.....อ...ย....า..ง....ด....ี .......................
........3..........ธ...น....บ.....รุ ...เี..ป....น ....เ..ม...อื....ง...เ..ก....า ......จ....งึ...ไ...ม...ต....อ....ง...ส....ร...า...ง...
....................................................................................................... ใ...ห....ม......เ..พ....ีย...ง...แ....ต....ท....ำ..ก....า...ร...บ.....รู ...ณ.....ะ...ข...้นึ....ใ...ห....ม...เ..ท....า...น....ั้น........

.......................................................................................................

........จ....า...ก....ส.....ภ....า...พ.....ภ...ู.ม...ิป.....ร...ะ...เ..ท.....ศ....ท....่ีเ..ป.....น....ท....ี่.ร....า...บ....ล....ุม... รัตนโกสนิ ทร ........1..........ท....่ีต....ั้ง...ข...อ....ง...ก....ร....ุง...ธ....น....บ....ุร....ีท....่ีม...ี.ล...ั.ก....ษ....ณ.....ะ...เ..ป....น....
.แ...ม....น....้.ำ.......ม...ีแ....ม....น....้ำ...เ..จ....า...พ....ร....ะ...ย...า...ไ...ห....ล....ผ....า...น....แ....ล....ะ...อ...ย...ู เ..ม...อื....ง...อ....ก....แ...ต....ก........ท....ำ...ใ..ห....ป....อ....ง...ก....นั ....เ..ม....ือ...ง...ไ...ด....ล ....ำ..บ.....า..ก....
.ใ...ก....ล....ท....ะ...เ..ล........จ....ึง....เ..ห....ม....า...ะ..แ....ก....ก....า...ร....ต....ิด....ต....อ....ค....า...ข...า...ย... แ...ล....ะ...ไ..ม....ส....ะ...ด....ว..ก....ต....อ....ก....า...ร...ข...ย...า...ย...พ.....ร...ะ...ร...า...ช...ว...ัง.................
.ก....ับ....ช...า...ว...ต....า..ง....ช...า..ต....ิ....ร....ว...ม...ท....ั้ง...พ.....นื้ ....ท....ี่ข...อ...ง....ก....ร...ุง...เ..ท....พ....ฯ.. ........2..........ก....า...ร....ป....ร...า...บ.....ป....ร...า...ม....ก....า...ร....จ...ร....า...จ....ล....ภ....า...ย...ใ...น....
.ย...ัง....ก....ว...า...ง...ข...ว...า...ง........ส....า...ม...า...ร....ถ....ข...ย...า...ย....อ...อ....ก....ไ...ป....ไ..ด....อ....ีก... บ....า...น....เ..ม...ือ....ง...ใ..น....ป....ล...า...ย...ส....ม...ัย....ธ...น....บ....ุร...ี....ไ..ด....น....ำ...ไ..ป....ส....ูก....า..ร...
ในอนาคต....................................................................................................... ส....ถ....า..ป....น....า...ร...า...ช...ว...ง...ศ....จ ...กั....ร...แี...ล....ะ..ก....ร....ุง...ร...ตั....น....โ..ก....ส....ิน.....ท...ร....

73

กิจกรรมท่ี 3 ใหนักเรียนวิเคราะหเกี่ยวกับการเลิกทาสและเลิกไพรตามประเด็นที่กำหนดลงใน
ชองวา ง

ทาส ไพร

1. จดุ ประสงคข องการเลกิ ทาส 1. จุดประสงคข องการเลกิ ไพร
........เ..พ....ื่อ....ใ..ห....ไ...ท....ย....เ..จ...ร....ิญ.....ท....ัด....เ..ท....ีย...ม....ก....ับ....ช....า...ต...ิ.ต....ะ..ว...ัน.....ต....ก.... ........เ..พ....ื่อ....ใ..ห....ไ...ท....ย....เ.จ....ร....ิญ.....ท....ัด....เ..ท....ีย...ม....ก....ับ....ช....า..ต....ิ.ต....ะ..ว...ัน.....ต....ก....
ช....า...ต....ิ.ต....ะ...ว...ัน.....ต.....ก....จ....ะ...ไ...ด.....ไ...ม....ด...ู.ถ....ูก.....ไ...ท....ย....ว...า...ป.....า...เ..ถ....่ือ....น.....
ช....า...ต....ิ.ต....ะ...ว...ัน.....ต.....ก....จ....ะ...ไ...ด.....ไ...ม....ด....ูถ....ูก.....ไ...ท....ย....ว...า....ป....า...เ..ถ....่ือ....น..... ล....า...ส....ม....ัย......แ...ล....ะ...ก....ด....ข..ีค่....ว...า...ม....เ.ป....น.....ค....น..........................................

ล....า...ส....ม....ยั ......แ...ล....ะ...ก....ด....ข...ี่ค....ว..า...ม....เ.ป....น.....ม...น.....ุษ....ย.................................. 2. ขน้ั ตอนการเลกิ ไพรโดยสังเขป
........ท....ร...ง....ด....ึง...อ...ำ...น.....า..จ....ก....า...ร...ค....ว...บ....ค....ุม....ไ...พ....ร...จ....า...ก....ม...ูล....น.....า..ย....
ผฉูสบอับน 2. ข้ันตอนการเลกิ ทาสโดยสงั เขป ม....า...เ.ป....น.....ข...อ...ง...ห....ล....ว...ง.......โ..ด....ย....ใ..ห....ไ...พ....ร...เ..ส....ยี....เ.ง....ิน....แ...ท....น.....ก....า..ร....
........ท....ร....ง...อ....อ...ก.....ป....ร...ะ...ก....า...ศ.........“..พ.....ร...ะ...ร....า...ช...บ....ัญ.....ญ.....ัต....ิพ.....ิก....ัด.... ถ....กู....เ.ก....ณ.....ฑ....แ...ร....ง...ง...า..น.......ใ...น......พ.......ศ.........2...4...4...3......ไ..ด....ม...กี....า..ร....อ...อ...ก....
“...พ....ร....ะ..ร....า...ช...บ....ัญ.....ญ.....ัต....ิล....ัก....ษ....ณ......ะ..เ..ก....ณ......ฑ....จ....า...ง...”.......แ...ล....ะ...ใ..น.....
.อ...า..ย....ุล....ูก...ท....า...ส....ล....ูก...ไ...ท....”......ก....ำ...ห....น....ด....ค....า..ต....ัว...ล...ูก....ท....า...ส....ท....่ีเ.ก....ิด.... พ........ศ............2...4....4...4........อ....อ....ก....พ.....ร...ะ...ร....า...ช....บ....ัญ.....ญ.....ั.ต...ิ.ห....า...ม....ก....า...ร....
.เ.ก....ณ......ฑ.....แ...ร...ง....ง...า...น.....ไ..พ.....ร........แ...ล....ะ...พ....ร...ะ...ร....า...ช...บ....ัญ.....ญ.....ัต....ิเ..บ....ี้ย....
.ใ..น....ป....ม....ะ..โ...ร...ง.......พ......ศ..........2...4...1...1......ซ...ง่ึ...เ..ป....น....ป....ท....่ีร....ชั...ก....า...ล....ท....่ี ...5... บ.....ำ..น.....า...ญ.........ต....อ...ม....า..ใ...น.........พ......ศ...........2...4....4...8.......ต....ร....า..พ.....ร...ะ...ร...า...ช...
บ.....ญั .....ญ....ัต....เิ..ก....ณ.....ฑ.....ท....ห....า...ร......ร......ศ..........1..2....4......ใ..ห....ช...า...ย....ฉ....ก....ร...ร...จ....
เ..ส....ด....จ็ ....ข..นึ้.....ค....ร...อ...ง...ร....า..ช...ส.....ม...บ....ตั ....ใิ ..ห....ม ...คี....า...ต....ัว...ล...ด....ล....ง...เ..ร...อ่ื....ย...ๆ... ท.....่ี ม...ี.อ....า...ย...ุ.ค....ร....บ.........1...8........ป.... .....เ..ข... า...ร....ั บ.....ร....า...ช...ก.....า...ร....ท....ห....า....ร...
ป....ร....ะ..จ....ำ...ก....า..ร.......2......ป.... ..แ....ล...ว...ป....ล....ด....เ..ป....น....ก....อ....ง...ห....น....นุ..................
แ....ล....ะ...ห....ม....ด....ไ...ป....เ..ม...ื่.อ...อ....า...ย....ุย....า..ง....เ..ข...า...ป....ท....่ี.....2...1.......จ....า...ก....น....้ั.น....
3. ผลของการเลิกไพร
อ....อ...ก.......“...ป...ร....ะ..ก....า...ศ...ล....ูก....ท....า..ส....”......แ...ล....ะ......“..พ....ร...ะ...ร...า...ช...บ....ัญ....ญ.....ตั....ิ ........ท....ำ..ใ...ห....ป....ร...ะ..ช...า...ช...น....ม....ีอ...ิส....ร....ะ..ใ...น....ก....า...ร...ป....ร...ะ...ก...อ....บ....อ...า...ช...ีพ....
.แ...ล....ะ..เ..ล....ือ....ก....ท....่ีอ...ย....ูอ...า...ศ....ัย...ไ...ด....ต....า...ม...ใ...จ...ช...อ....บ.........เ.ก....ิด....ร....ะ...บ....บ....
เ...ก....ษ....ีย....ณ.....อ....า...ย....ุล....ูก.....ท....า...ส.....ล....ูก.....ไ...ท....”.......แ....ล....ะ...ใ...น.........พ........ศ....... ท.....ห....า...ร....ป....ร....ะ..จ....ำ...ก....า...ร....ต....ิด....อ....า...ว...ุธ....ส....ม....ัย....ใ..ห.....ม........แ...ล....ะ...ส.....ง...
ผ....ล....ด...ตี....อ....ก...า...ร...ป....ฏ....ิร...ปู....ร...ะ...บ....บ....บ....ร...ิห....า..ร....ร...า...ช...ก...า...ร...แ...ผ....น ....ด....ิน....
2....4...4...8.......ม...กี....า...ร....ป...ร....ะ..ก....า...ศ....ใ...ช... ...“...พ....ร...ะ...ร...า...ช...บ....ญั.....ญ.....ตั....ิท....า...ษ.... ท.....ี่ต...อ....ง...ก....า...ร...แ...ร....ง...ง...า...น.....เ.ส.....ร...จี....ำ..น.....ว...น....ม....า..ก................................

ร....ัต....น.....โ..ก....ส.....ิน....ท.....ร...ศ....ก.........1..2....4...”.......ก....ำ...ห....น.....ด....ใ..ห.....ล...ู.ก....ท....า...ส....

ท....กุ....ค....น.....เ..ป....น ....อ....ิส....ร...ะ...แ...ล....ะ..ห....า...ม....ซ...้อื....ข...า..ย....ท....า..ส.....อ...กี....ต....อ....ไ..ป......

3. ผลของการเลกิ ทาส
........ท....ำ....ใ...ห.... ค.....น.....ไ...ท....ย....ม....ี ส.....ิ ท.....ธ...ิ เ...ท.... า....เ..ท....ี ย....ม....ก....ั.น.........แ....ล....ะ...

ช....า...ต....ิต.....ะ...ว...ัน.....ต....ก....ย....อ....ม....ร....ับ....น.....ับ.....ถ....ือ....ไ...ท....ย....ม....า...ก....ข...้ึ.น.....ใ..น.....

เ..ว....ล....า...ต....อ....ม...า........ร...ว...ม....ท....้ัง....ส....ง....เ..ส....ร....ิม....เ.ส.....ร...ี.ภ....า...พ....ใ...น....ก.....า..ร....

ป....ร....ะ..ก....อ....บ....อ....า..ช...พี.......ส.....ง ...เ..ส....ร...มิ....ศ....ลี ....ธ...ร...ร....ม...จ....ร...ร....ย...า.................

...............................................................................................................

74

กิจกรรมท่ี 4 ใหนักเรียนเปรียบเทียบความเหมือนความแตกตางของการเสด็จประพาสยุโรปของ
รัชกาลที่ 5 ทงั้ 2 คร้ังลงในชองวาง

ความเหมอื น ความแตกตา ง

...............ใ...น.....ก....า...ร....เ..ส.....ด....็จ....ป.....ร....ะ...พ....า...ส.....ย....ุโ...ร....ป....ท....ั้.ง........2........ค....ร...ั้.ง... ...........1...........จ...ุด....ป....ร....ะ...ส....ง....ค....ใ..น.....ก....า...ร....เ..ส....ด....็จ....ป....ร...ะ...พ.....า..ส.........ค....ร....้ัง...

ร....ัช...ก.....า...ล....ท....่ี.....5........ไ..ด.....ท....อ....ด....พ....ร....ะ...เ..น.....ต....ร....ค....ว...า...ม....เ..จ....ร...ิ.ญ.....แ...ล.....ะ.. ท....่ี.....1.......เ..พ....ื่อ....เ.จ....ร....จ...า...ก....ับ.....ผ...ูน.....ำ...ฝ...ร....ั่ง...เ..ศ....ส.....เ.พ.....่ือ...แ....ก....ไ..ข...ป....ญ.....ห.....า..

เ..ส....ด....็จ....เ..ย...ือ....น....ส....ถ....า...น....ท....่ี.ส....ำ..ค.....ัญ....ๆ........ข...อ...ง....ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ใ..น.....ย...ุโ...ร...ป.... ค....ว...า...ม...ข...ัด....แ...ย....ง ...จ...า...ก....ว...กิ....ฤ....ต....กิ ....า..ร....ณ.........ร......ศ...........1...1..2.......แ...ล....ะ...เ..พ....่อื ...

แ....ล....ะ...น.....ำ...ม....า...ป....ร....ับ.....ใ...ช...ก....ั.บ....ป.....ร...ะ...เ...ท....ศ....ไ...ท.....ย....เ..พ....่ือ....ใ...ห....เ...จ....ร...ิญ..... แ....ส....ว...ง...ห.....า...พ....ัน.....ธ...ม....ิต....ร....ม...า...ช...ว....ย...เ..ส.....ร...ิม....ส....ร....า...ง...ค.....ว...า...ม...ม....่ัน.....ค....ง...

ท....ัด....เ..ท....ีย...ม....ก....ับ....น....า...น.....า..อ....า..ร....ย...ป....ร....ะ..เ..ท....ศ................................................ ข...อ....ง...ป....ร...ะ...เ..ท...ศ........ส....ว...น.....ค....ร...งั้...ท....ี่....2.......เ..พ....อ่ื....ร...กั....ษ....า...พ....ร...ะ...อ...า...ก....า...ร...

........................................................................................................................ ป....ร....ะ..ช...ว...ร......แ...ล....ะ...เ..พ....ือ่ ...เ..จ....ร...จ...า...ร....า..ช...ก....า...ร....ก...บั.....ช...า..ต....ิต....ะ...ว...ัน....ต....ก.........

........................................................................................................................ ...........2...........ร...ะ...ย...ะ...เ.ว...ล....า...ใ..น.....ก....า..ร....เ..ส....ด....็จ...ป....ร....ะ..พ....า...ส.........โ..ด....ย...ค.....ร...้ัง...

........................................................................................................................ ท....่ี...1.....น.....า...น....ก....ว...า ...ค....ร...ั้ง...ท....ี่...2.....................................................................

........................................................................................................................ ...........3...........ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ย...ุโ...ร...ป....ท....่ีเ..ส.....ด....็จ...ป....ร....ะ..พ.....า...ส........ค....ร....้ัง...ท....่ี.....1..

........................................................................................................................ ม....า..ก....ก....ว...า...ค....ร...้งั....ท....่ี ...2..................................................................................

(พจิ ารณาจากคำตอบของนกั เรยี น โดยใหอ ยูในดุลยพนิ ิจของครผู ูส อน)

กจิ กรรมที่ 5 ใหน กั เรยี นพจิ ารณาภาพตอไปนี้ แลว ตอบคำถามที่กำหนด ผฉสู บอับน

1. การเสด็จประพาสหัวเมืองของรชั กาลที่ 5 เพื่อจดุ ประสงคใด
........เ.พ....่ื.อ...ท....อ....ด....พ....ร...ะ...เ..น....ต....ร....ช...ีว...ิต....ค....ว..า...ม....เ..ป...น.....อ....ย...ูข...อ...ง....ร...า...ษ....ฎ....ร........แ...ล....ะ...เ.พ....่ื.อ..
ส....ำ...ร...า...ญ.....พ....ร....ะ..ร....า..ช...อ....ริ ...ิย....า...บ....ถ........................................................................................

2. จากภาพ พระราชจริยวัตรของรัชกาลที่ 5 ดานใดที่ควร
นำมาเปนแบบอยาง
........ก....า..ร....เ..ป....น....ผ...ู.ป...ก....ค.....ร...อ....ง...ท....่ีด....ี ....ด....ว...ย....ก....า..ร....ด....ูแ...ล....ท....ุก....ข...ส....ุข...ข...อ....ง...ร...า...ษ....ฎ....ร...
อ....ย...า...ง....ใ..ก....ล....ช...ิด.........จ...ะ...ไ...ด....ท....ร...า...บ.....ข...อ...บ.....ก....พ....ร...อ....ง...ใ...น....ก.....า..ร....ป....ก....ค....ร....อ...ง....แ...ล....ะ..
น.....ำ..ไ...ป....ป....ร...ับ.....ป....ร...ุง...แ....ก....ไ..ข...ต....อ....ไ..ป........น.....อ....ก....จ...า...ก....น....ี้ย....ัง...ไ...ม...ถ....ือ....อ...ง....ค.... ....ด....ัง...จ....ะ..

เ..ห....น็.....ไ..ด....จ....า..ก....ท....ร....ง...แ...ต....ง...อ....ง...ค....อ....ย...า...ง...ส....า...ม....ญั ....ช...น........แ...ล....ะ..ท....ร....ง...พ....ูด....ค....ยุ....ก....ับ....ป....ร...ะ...ช...า...ช...น....อ....ย...า...ง...เ..ป....น ....ก....นั.....เ.อ....ง............................................

3. หากขาราชการนำแบบอยางของพระองคทานมาประยุกตใชในหนาท่ีการงาน จะกอใหเกิดประโยชน
ตอ ประชาชนและประเทศอยางไร
........ป....ญ.....ห....า..ต....า...ง...ๆ.......ท....ป่ี....ร....ะ..ช...า...ช...น.....ป....ร...ะ...ส....บ....จ....ะ..ไ...ด....บ ....ร...ร....เ.ท....า...เ..บ....า...บ....า...ง...ล....ง...แ...ล....ะ...ไ..ด....ร....ับ....ก....า...ร...แ...ก....ไ...ข...อ...ย....า..ง....ร...ว...ด....เ..ร...ว็.......ส....ง...ผ....ล....ใ..ห...
ก.....า..ร....ป....ก....ค....ร...อ....ง...ภ....า...ย...ใ...น....อ....า...ณ.....า...จ....ัก....ร...ม....ีป....ร...ะ...ส....ิท....ธ...ิภ....า...พ....ม....า..ก.....ข..้ึน.........แ....ล....ะ..เ..ม....่ือ...ป....ร....ะ..ช...า...ช...น.....ม...ีช....ีว..ิต....ค.....ว..า...ม....เ..ป....น....อ....ย...ูท....่ีส....ุข...ส.....บ....า...ย..
.ก...็จ....ะ...ม...ีเ..ว...ล....า..เ..พ....ีย....ง...พ....อ...ท....่ีจ....ะ...ช...ว...ย...ก....ัน....พ.....ัฒ.....น....า...ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ใ..ห....เ..จ...ร....ญิ.....ก....า ..ว...ห....น.....า ..ย....่งิ...ข...้นึ....ต....อ....ไ..ป........................................................................

(พิจารณาจากคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยใู นดุลยพินิจของครูผูสอน)

75

กจิ กรรมที่ 6 ใหนักเรียนวิเคราะหเ หตกุ ารณการเปลีย่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ตามประเด็น
ทกี่ ำหนดลงในชอ งวา ง

สาเหตขุ องการเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
............1..........ป....จ ...จ....ัย...ท....า...ง...ก....า...ร...เ..ม...ือ....ง.......โ..ด....ย...ช....น....ช...ัน้.....ก....ล...า...ง...ท....ี่ไ...ด....ร...บั....ก....า...ร...ศ....กึ....ษ....า...
แ....บ....บ....ต....ะ..ว...ัน.....ต...ก....ไ...ด....ร ...ับ....แ...น.....ว..ค....ว...า...ม...ค....ดิ....แ...บ....บ.....ป...ร....ะ..ช...า...ธ...ิป....ไ...ต....ย......จ...ึง....ต....อ ...ง...ก....า...ร...
เ..ป....ล....่ีย....น.....แ...ป....ล....ง...ก....า...ร....ป....ก....ค....ร....อ...ง....ไ..ป....ส.....ูร...ะ...บ....อ....บ....ป....ร....ะ...ช...า...ธ...ิป....ไ...ต....ย........ร...ว...ม....ท....้ัง...
ช....น....ช....้ัน....ก.....ล....า...ง...จ....ำ...น....ว...น.....ม....า..ก.....ไ..ม....พ....อ....ใ...จ...บ.....ร...ร....ด....า...เ..ช...้ือ....พ....ร....ะ...ว...ง...ศ....ท....ี่ผ....ูก....ข...า...ด....
อ....ำ...น....า...จ...ก....า...ร...บ.....ร...ิห....า...ร...แ...ล....ะ...ป....ก...ค....ร....อ...ง...............................................................................
............2..........ป....จ....จ...ัย....ท....า...ง...เ..ศ....ร....ษ....ฐ....ก....ิจ........เ..ก....ิด....ป....ญ.....ห.....า..เ..ศ....ร....ษ....ฐ....ก....ิจ....ต....ก....ต....่ำ...แ...ล....ะ..
.ก...า...ร....ด...ุล....ข...า...ร...า...ช...ก....า...ร...อ....อ...ก....จ...ำ...น.....ว..น.....ม...า...ก.......ท....ำ..ใ...ห....ผ...ูค....น.....เ.ก....ิด....ค....ว...า...ม...ไ...ม ...พ....อ....ใ..จ....

เหตกุ ารณว นั ท่ี 24 มิถนุ ายน พ.ศ. 2475 โดยสงั เขป
............ใ..น.....ว...ัน....ท....ี่.....2...4.......ม....ิถ....ุน....า...ย....น.........ค....ณ.....ะ...ร...า...ษ....ฎ....ร....ภ....า..ย....ใ..ต....ก....า...ร....น....ำ...ข...อ....ง...พ....ัน.....เ.อ....ก........พ.....ร...ะ...ย...า...พ....ห....ล....พ....ล....พ.....ย...ุห....เ..ส....น.....า..ไ...ด....เ..ข...า..
.ย...ึด....อ....ำ..น.....า...จ....ก....า..ร....ป....ก....ค....ร....อ...ง....ท....่ีก....ร...ุง....เ..ท....พ....ม....ห....า...น....ค....ร........แ...ล....ะ...จ....ับ....ก....ุม....พ....ร...ะ...บ.....ร...ม....ว...ง...ศ....า...น....ุว...ง....ศ....แ...ล....ะ...ข...า...ร...า...ช...ก....า...ร....ช...ั้น....ผ....ูใ...ห....ญ....
ผฉูสบอับน .เ.ป.....น....ต....ัว...ป.....ร...ะ...ก....ัน.........จ....า...ก....น.....้ัน.....ค....ณ.....ะ...ร....า...ษ....ฎ....ร....ไ..ด.....ป....ร...ะ...ก....า...ศ.....ย...ึด....อ....ำ...น.....า..จ....ก....า...ร....ป....ก....ค.....ร...อ....ง........ซ...ึ่.ง...พ....ร....ะ...บ....า...ท.....ส....ม....เ..ด....็จ....พ....ร....ะ..
.ป...ก....เ..ก....ล....า...เ..จ...า...อ...ย....ูห....ัว...ก....็ท....ร...ง...ย....อ...ม....ร...ับ.....ก....า..ร....เ..ป....ล...ี่ย....น....แ....ป...ล....ง....ก....า..ร....ป....ก....ค....ร...อ....ง.......เ..พ....ร....า...ะ..ท....ร....ง...เ..ห....็น....แ...ก....ค....ว...า...ม....ส....ง...บ....เ..ร...ีย....บ....ร....อ...ย...
.ข...อ....ง...ป.....ร...ะ...เ...ท....ศ....ช....า...ต....ิแ....ล....ะ...ป....ร....ะ...ช...า....ช...น.........ร....ว...ม....ท....ั้.ง...ท.....ร...ง....ม....ีพ....ร....ะ...ร....า...ช....ด....ำ...ร...ิ.ท....ี่จ....ะ...เ..ป....ล....่ี.ย....น....แ....ป....ล....ง....ก....า....ร...ป.....ก....ค....ร....อ....ง....เ..ป....น....
ประชาธปิ ไตยอยแู ลว.....................................................................................................................................................................................................................................................
............ใ..น.....ว..ัน.....ท....ี่....2...7......ม....ถิ....นุ ....า...ย...น........พ.......ศ..........2...4....7...5.......ค....ณ.....ะ...ร...า...ษ....ฎ....ร...ไ...ด....น ....ำ...ร...า...ง...พ....ร....ะ..ร....า..ช....บ....ญั .....ญ....ัต....ิธ....ร...ร...ม....น....ญู.....ก....า...ร...ป....ก....ค....ร....อ...ง...
.แ...ผ...น.....ด....ิน....ส....ย....า..ม....ช...ว่ั...ค....ร...า...ว......พ....ุท....ธ....ศ....กั ....ร...า...ช......2...4....7...5.......ข..น้ึ.....ท....ูล....เ..ก....ล...า...ฯ......ถ....ว...า...ย...เ..พ....่ือ...ใ...ห....ท....ร...ง....ล....ง...พ....ร...ะ...ป....ร...ม....า...ภ...ิไ...ธ...ย.......ต....อ...ม....า...ใ..น....
.ว..ัน.....ท....ี่...1...0.......ธ...ัน.....ว...า..ค....ม.......พ.......ศ..........2....4...7...5.......ไ..ด....ม....ีพ....ร...ะ...ร...า...ช...พ....ิธ...ีพ.....ร...ะ...ร...า...ช...ท....า...น....ร....ฐั ...ธ...ร....ร...ม....น....ูญ.....แ...ห....ง...ร....า..ช....อ...า...ณ.....า...จ...ัก....ร....ส....ย...า...ม.......ณ.....
พระท่นี งั่ อนนั ตสมาคม.....................................................................................................................................................................................................................................................

ผลของการเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
............1..........ป....ร....ะ...เ..ท....ศ....ไ...ท.....ย...ม....ีก....า...ร....เ..ป....ล....ี่.ย...น.....แ....ป....ล....ง....ก....า...ร....ป....ก....ค.....ร...อ....ง....จ...า...ก.....ร....ะ..บ.....อ....บ....ส.....ม....บ....ูร....ณ.....า....ญ.....า...ส....ิท.....ธ...ิร....า...ช...ย....ม....า...เ..ป....น....
.ร...ะ...บ....อ...บ....ป....ร....ะ..ช....า..ธ...ิป....ไ...ต....ย...อ....นั ....ม....พี ....ร...ะ...ม...ห....า...ก....ษ....ัต....ร....ยิ ...ท....ร...ง....อ...ย....ภู ...า...ย....ใ..ต....ร....ัฐ...ธ...ร....ร...ม....น....ญู....................................................................................
............2..........ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ไ..ท....ย....ม...ีร...ัฐ....ธ...ร....ร...ม....น....ญู.....เ..ป....น....ก....ฎ....ห....ม...า...ย...ส.....งู ...ส....ุด....ใ..น.....ก....า...ร...ป....ก....ค....ร...อ....ง...ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ค....ร...้งั....แ...ร...ก.......ซ...ึง่....ส....ง...ผ....ล....ใ..ห....ม...ี
.ก....า...ร...จ....ัด....ต....้ั.ง...ส.....ถ....า..บ.....ัน.....ท....า...ง...ก.....า...ร...เ..ม....ือ....ง...ก....า...ร....ป....ก....ค.....ร...อ....ง....เ..พ....ื่อ....ท....ำ...ห....น.....า...ท....่ีใ...น....ก.....า...ร...บ.....ร...ิห.....า...ร...ป....ร....ะ...เ..ท....ศ....แ....ท....น.....ป....ร....ะ..ช....า...ช...น....
.ช...า..ว...ไ...ท....ย......น.....อ...ก....จ....า..ก....น.....ี้ ...ร...า...ษ....ฎ....ร...ย....งั ...ม...สี....ิท....ธ....ิเ.ส.....ร...ีภ....า...พ....ภ...า...ย....ใ..ต....ร....ัฐ...ธ...ร....ร...ม....น....ูญ.............................................................................................

(พิจารณาจากคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยูใ นดุลยพนิ ิจของครผู ูสอน)

76

ตอนที่ 3 ใหนักเรียนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับพระมหากษัตริยไทยท่ีมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา มฐ./ตวั ชี้วดั

กจิ กรรม ส4.3
ชาตไิ ทยมา 1 พระองค ในประเด็นทกี่ ำหนด พรอมตดิ ภาพประกอบ (ม.4-6/1),
(ม.4-6/2)

พระราชประวตั ิโดยสังเขป
.........พ.....ร...ะ...บ....า...ท....ส....ม...เ..ด....็จ...พ.....ร...ะ...พ....ุท....ธ...ย...อ....ด....ฟ....า...จ...ฬุ.....า..โ...ล....ก....ม...ห....า...ร...า...ช...ม....พี ....ร...ะ...น....า...ม....เ.ด....ิม....ว...า.....“...ท....อ...ง....ด....ว ..ง....”.....ป....ร...ะ...ส....ูต....ิเ..ม...อ่ื....ว...นั....ท....่ี...2...0...
ม....ีน....า...ค....ม........พ.......ศ...........2...2...7...9........ใ..น.....ส....ม...ยั....พ....ร...ะ...เ..จ...า...อ...ย....ูห....วั...บ....ร...ม....โ..ก....ศ.........ม...ีพ....ร....ะ..ร....า..ช...บ.....ดิ ....า..น.....า...ม...ว...า.......“..ท.....อ...ง...ด....ี”.......พ....ร....ะ..ร....า..ช....ม...า...ร...ด....า..
น.....า...ม...ว...า.......“...ห....ย...ก.....”.......ท....ร...ง...ร....ับ....ร....า...ช...ก....า...ร...ส....น.....อ....ง...พ....ร....ะ..เ..ด....ช...พ.....ร...ะ...ค....ุณ.....ม....า...ต....ั้ง...แ...ต....ท....ร....ง...เ..ป....น.....ม...ห....า...ด....เ..ล....็ก....ห....ล....ว...ง........แ...ล....ะ..ไ...ด....ร....ับ...
บ....ำ...เ..ห....น....็จ....ค....ว...า..ม....ช...อ...บ.....ม...า...โ..ด....ย....ต....ล....อ...ด.......จ...น.....เ..ล....ือ่ ...น.....ข..นั้.....ส....งู...ส.....ุด....เ.ป....น.....ส....ม...เ..ด....็จ....เ.จ....า...พ....ร...ะ...ย...า...ม...ห....า...ก....ษ....ัต....ร....ิย...ศ....กึ..................................... ผฉสู บอบั น
พระราชกรณียกจิ สำคัญในการพฒั นาชาติไทย
.........1...........ท....ร...ง...เ..ป....น.....ป...ฐ....ม...ก....ษ.....ัต...ร....ิย...แ...ห....ง....ร...า...ช...ว...ง...ศ....จ....ัก....ร...แี...ล....ะ...ส....ถ....า..ป....น.....า..ก....ร....งุ...ร...ตั....น.....โ..ก....ส.....นิ ....ท....ร...เ..ป....น.....ร...า...ช...ธ...า...น....แี...ห....ง....ใ..ห....ม.... ........
.........2...........ท....ร...ง...ท....ำ...ส....ง....ค....ร...า...ม...ป....อ....ง...ก....นั ....ร....า...ช...อ...า...ณ.....า...จ...ัก....ร....ห....ล....า..ย....ค....ร...ั้ง.................................................................................................................
.........3...........ท....ร...ง...ฟ.....น....ฟ....ูว...ัฒ.....น.....ธ...ร...ร....ม...ไ...ท....ย...ท....ไี่...ด....ร...บั....ก....า...ร...ถ....า...ย...ท....อ....ด....ม...า...ต....ัง้...แ...ต....ค....ร....งั้ ...ส....โุ...ข...ท....ัย...แ...ล....ะ...อ...ย....ธุ ...ย...า......เ..ช...น .......โ...ป...ร....ด....เ..ก....ล...า...ฯ..
ใ...ห....ส ....ร...า...ง...เ..ค....ร....่ือ...ง...เ..บ....ญ.....จ....ร...า...ช...ก....ก....ธุ...ภ....ณั.....ฑ.....ข ...อ...ง...พ....ร....ะ..ม....ห....า...ก....ษ....ตั....ร...ยิ.... ..ฟ.....น....ฟ....พู....ร....ะ..ร....า..ช....พ....ิธ...ีบ....ร....ม...ร...า...ช...า...ภ....ิเ..ษ....ก....................................
.........4...........ท....ร...ง...ท....ำ...น.....บุ ....ำ..ร....งุ...พ....ร....ะ..พ....ทุ....ธ....ศ....า..ส.....น....า......เ.ช...น........ก....า..ร....ส....ร...า...ง...แ....ล....ะ..บ....ูร....ณ.....ป....ฏ....ิส....งั...ข...ร....ณ.....ว...ัด....ว...า..อ....า...ร...า...ม...ต....า...ง...ๆ.........................

ความสำคัญของสถาบนั พระมหากษตั รยิ ต อ ชาตไิ ทย
.........ส.....ถ....า...บ....ั.น....พ.....ร...ะ...ม....ห....า....ก....ษ....ัต.....ร...ิย....ม...ี.ค....ว...า...ม....ส.....ำ...ค....ัญ.....ต....อ....ช....า...ต....ิไ...ท....ย........โ...ด....ย....ท....ร....ง....บ....ำ...เ..พ....็ญ......พ....ร....ะ...ร...า...ช....ก....ร....ณ.....ี.ย...ก....ิ.จ...น.....า...น.....า..
ป....ร....ะ..ก.....า..ร....ท....ี่เ..ป....น.....ป....ร...ะ...โ..ย....ช...น.....ต....อ....บ....า...น....เ..ม....ือ...ง........เ..ช...น.........เ..ป....น.....ผ...ูน.....ำ...ป....ก....ค....ร...อ....ง...ป.....ร...ะ...ช...า...ช...น.....ใ..ห....อ....ย...ู.เ.ย....็น.....เ.ป....น.....ส....ุข........ส....ง...เ..ส.....ร...ิม...
ก....า...ร...ค....า...ท....งั้...ภ....า...ย...ใ...น....แ...ล....ะ...ภ....า..ย....น....อ....ก....อ...า...ณ.....า...จ....ัก....ร.......อ....ุป....ถ....มั ...ภ....แ...ล....ะ...ฟ....น....ฟ....ูศ....ิล....ป....ว...ฒั.....น.....ธ...ร...ร....ม...ข...อ....ง...ช...า...ต....ไิ ..ท....ย........ร...ว...ม....ท....งั้...ส....ร....า ..ง...
ส....ัม....พ....ัน.....ธ....ไ..ม....ต....ร....ีอ...ัน.....ด....ีก....ับ.....ป....ร....ะ..เ..ท.....ศ....ต....า...ง...ๆ........ด....ัง....น....้ัน.........ค.....น....ไ...ท....ย....จ...ึ.ง...ค....ว...ร....ต....ร....ะ..ห.....น....ัก....ใ...น.....ค....ว...า...ม....ส....ำ...ค....ัญ.....ข...อ....ง....ส....ถ....า...บ....ัน....
พ....ร....ะ..ม....ห....า..ก....ษ.....ัต...ร....ิย......ย....ก....ย...อ....ง...เ..ช...ิด....ช...แู ...ล....ะ..ร....ัก....ษ....า...ส....ถ....า..บ....นั.....พ....ร....ะ..ม....ห....า..ก....ษ....ัต....ร....ยิ...ใ...ห....ด ....ำ..ร....ง...อ....ย...ูค....ูส....ัง...ค....ม....ไ...ท....ย...ต....อ...ไ...ป.........................

(พจิ ารณาจากคำตอบของนกั เรียน โดยใหอยูใ นดุลยพินิจของครูผูส อน)

77

แบบทดสอบ เร่อื งที่ 1

ผฉูสบอับน ตอนท่ี 1 ใหนักเรียนเลือกคำตอบท่ีถูกตอ งท่สี ดุ เพียงคำตอบเดียว

1. ทฤษฎที วี่ าคนไทยมาจากตอนใตแ ละตะวันออกเฉียงใตข องจีนใชห ลักฐานอะไรสนับสนนุ
ก. หนงั สือหลกั ไทย
ข. เอกสารทางประวัตศิ าสตร
ค. ฮีโมโกบิน อี ในเลือด
ง. โครงกระดูกมนษุ ยส มยั โบราณ

2. เหตุใดทฤษฎีท่ีวาชนชาติไทยอยูในประเทศไทยมาต้ังแตอดีตจึงยังไมเปนที่ยอมรับท้ังที่มีการพบ
โครงกระดูกและเคร่อื งใชของมนุษยโบราณในไทย
ก. บริเวณทีพ่ บอยูหา งไกลจากแหลง ท่ตี ง้ั ชมุ ชนในปจ จุบนั
ข. เคร่ืองใชทพ่ี บไมเ หมอื นกับเครอ่ื งใชของคนไทยในปจจบุ ัน
ค. โครงกระดูกท่ีพบไมมีลกั ษณะที่เหมอื นกับคนไทยในปจจุบัน
ง. ไมมหี ลกั ฐานชดั เจนวาโครงกระดูกและเคร่ืองใชท ีพ่ บเปน ของชนชาตไิ ทย

3. อาณาจกั รโบราณในดินแดนประเทศไทยมอี ิทธพิ ลตอสงั คมไทยในเรอ่ื งใดมากท่สี ดุ
ก. ศาสนา
ข. ศลิ ปกรรม
ค. เศรษฐกิจ
ง. การปกครอง

4. ปจ จัยทางการเมอื งในการสถาปนากรุงธนบุรแี ละกรุงรัตนโกสินทรเ หมอื นกันอยา งไร
ก. สรางเมอื งหลวงทม่ี แี มนำ้ ผากลาง
ข. การทำสงครามกอบกูอ สิ รภาพจากพมา
ค. มีไพรพลจำนวนมากทำใหส รางเมอื งไดรวดเรว็
ง. เกดิ ปญหาทางการเมืองภายในและความวนุ วายขนึ้ ในอาณาจกั รกอน

5. ขอ ใดคือจดุ ประสงคส ำคัญในการปฏิรปู ประเทศ
ก. เพอ่ื ใหไดร บั การยอมรบั จากชาติตะวนั ตก
ข. เพอ่ื สรา งความมั่นคงและพฒั นาทางเศรษฐกจิ
ค. เพอื่ สรางความมน่ั คงและจัดระเบยี บการบรหิ าร
ง. เพือ่ พัฒนาทางเศรษฐกจิ และความสะดวกสบาย

1. ตอบ ข. เอกสารทางประวตั ศิ าสตรของจีนไดกลาวถึงวัฒนธรรมของชนชาติไทย (Tai) ซ่ึงเปนชนกลุม นอย
ทางตอนใตข องจนี ท่ีผูค นยังมีวฒั นธรรมของชนชาตไิ ทยและใชภาษาไทย

2. ตอบ ง. โครงกระดกู และเครือ่ งใชทพ่ี บอาจเปน ของชนชาติอนื่ ที่อยใู กลเคียง เชน เขมร มอญ ญวน
3. ตอบ ก. สังคมไทยในปจจุบันไดรับความเชื่อทางศาสนาจากอาณาจักรโบราณ จะเห็นไดจากการนับถือ

พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ-ฮินดู ซ่ึงความศรัทธาในศาสนายังนำไปสูการสรางสรรค
ผลงานทางศลิ ปวัฒนธรรมตางๆ
4. ตอบ ง. กอ นการสถาปนากรุงธนบุรแี ละรัตนโกสนิ ทรไดเ กดิ ความวนุ วายในอาณาจักร คอื การกูชาติและ
การปราบชุมนุมตางๆ ของสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชกอนสถาปนากรุงธนบุรีและเหตุการณ
จลาจลในปลายสมัยธนบรุ ีนำมาสูการสถาปนาอาณาจักรใหม คอื กรุงรัตนโกสนิ ทรในเวลาตอ มา
5. ตอบ ค. การปฏิรูปประเทศมีจุดประสงคเพ่ือสรางความม่ันคงและจัดระเบียบการบริหารใหเหมาะสมกับ
สถานการณท่เี ปลีย่ นแปลงไป

78

6. การปฏริ ูปการปกครองมจี ดุ ประสงคส ำคัญในเรอ่ื งใด ผฉูสบอับน
ก. ลดคาใชจ ายของรฐั
ข. การรวมอำนาจไวที่ศนู ยก ลาง
ค. กระจายอำนาจการปกครอง
ง. ปองกนั การรุกรานของตางชาติ

7. ขอใดคือวธิ ีการเลกิ ทาสของไทย
ก. ใหท าสมารบั ราชการทหารแทน
ข. ใหทาสทำงานใชหน้ีไปจนหมดคาตัว
ค. ประกาศเลกิ ทาสพรอมกันทว่ั ราชอาณาจกั ร
ง. ใหล ูกทาสมีคาตัวลดลงไปเร่อื ยๆ ตามพระราชบญั ญตั ิพกิ ัดอายลุ กู ทาสลูกไท พ.ศ. 2417

8. สาเหตุสำคัญที่นำไปสกู ารยกเลกิ ระบบไพรค ือขอ ใด
ก. ขดั ขวางการปฏริ ูปประเทศ
ข. เกิดความไมเปน ธรรมในสังคม
ค. ไพรไมม งี านทำเพราะสงั กดั มูลนาย
ง. ไพรหลบหนีไปเปน คนในบังคับตา งชาติ

9. ขอใดคือพระราชกรณยี กจิ สำคัญในการเสด็จประพาสยโุ รปครัง้ แรกของรชั กาลที่ 5
ก. การแสวงหาพนั ธมติ รจากชาติในยโุ รป
ข. การศกึ ษาความเจรญิ ของชาติในยุโรป
ค. การเจรจาแกไขความขดั แยงกับชาติในยโุ รป
ง. การแสดงฐานะของไทยใหชาติในยโุ รปไดรจู ัก

10. ขอใดคอื ประโยชนส ำคัญทส่ี ดุ ท่ีไดร บั จากการเสด็จประพาสตน
ก. ประหยัดรายจา ย
ข. ทราบความเปน อยูข องราษฎร
ค. ไดพดู คุยอยางใกลช ิดกบั ราษฎร
ง. ทราบการทำงานของขาราชการทองถนิ่

11. ปจจัยใดทชี่ ว ยสนับสนนุ การกอ การของคณะราษฎร
ก. ปญหาเศรษฐกิจตกต่ำ
ข. การคุกคามของตางชาติ
ค. พระมหากษัตริยออ นแอ
ง. ไดรบั ความชวยเหลือจากตา งชาติ

6. ตอบ ข. การปฏิรปู การปกครองมีจุดประสงคสำคญั เนนเรื่องการรวมอำนาจไวท ศ่ี นู ยก ลาง เพอื่ ใหส ามารถ
บรหิ ารงานดานการปกครองไดอ ยางมเี อกภาพและมปี ระสทิ ธิภาพมากยิ่งขึน้

7. ตอบ ง. การเลิกทาสของไทยดำเนนิ การแบบคอยเปนคอยไป โดยใหลกู ทาสมีคา ตัวลดลงไปเรอ่ื ยๆ จนเปน
อสิ ระตามพระราชบญั ญตั ิพกิ ดั อายลุ กู ทาสลูกไท พ.ศ. 2417

8. ตอบ ก. ระบบไพรข ัดขวางการปฏิรปู ประเทศเพราะไมสามารถจะบริหารจัดการกำลังคนไดอ ยางมปี ระสิทธภิ าพ
9. ตอบ ค. พระราชกรณียกิจสำคัญในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของรัชกาลท่ี 5 คือ การเจรจาแกไข

ความขดั แยง กับชาติในยโุ รป โดยเฉพาะฝร่งั เศสที่มีความขดั แยงมาจากวิกฤติการณ ร.ศ. 112
10. ตอบ ข. การเสด็จประพาสตนทำใหไดพูดคุยกับราษฎรอยางใกลชิด จึงทรงทราบความเปนอยูของราษฎร

เพือ่ นำไปเปน ขอมูลในการบริหารประเทศตอ ไป
11. ตอบ ก. ปญหาเศรษฐกิจตกต่ำทำใหขาราชการถูกปลด ประชาชนไดรับความเดือดรอน ทำใหคณะราษฎร

ใชโ จมตีการปกครองในระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย

79

ผฉสู บอับน 12. ขอใดคอื ผลจากการเปล่ยี นแปลงการปกครองท่สี ง ผลมาจนถงึ ปจ จุบัน
ก. ทหารมบี ทบาทสำคญั ตอ การปกครองของไทย
ข. พระมหากษตั ริยไมมพี ระราชอำนาจในการปกครอง
ค. ประชาชนทกุ คนมสี ว นรว มในการบรหิ ารประเทศ
ง. ผทู จี่ บการศึกษาจากตางประเทศมบี ทบาทสำคัญตอ การปกครอง

13. ภายหลงั การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระมหากษัตริยม ีความสำคญั ตอ ประเทศอยา งไร
ก. เปน ผูใหคำปรึกษาและแนะนำการทำงานใหแ กร ฐั บาล
ข. เปนผแู ตงตงั้ และถอดถอนผูดำรงตำแหนงทางการเมอื ง
ค. เปน ตัวแทนของชาติในการเจริญสมั พนั ธไมตรีกบั ตางชาติ
ง. เปนศนู ยรวมจิตใจของคนในชาตแิ ละเปน สถาบนั อนั ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ควรแกก ารเคารพ

14. ขอใดคือบทบาทสำคัญของทาวเทพกษตั รี ทา วศรีสุนทร และทา วสุรนารี
ก. ทำสงครามปกปองบานเมอื ง
ข. แตง ตำราการเรอื นสำหรบั สตรีไทย
ค. นำคนไทยหลบหนขี า ศกึ กลับไทย
ง. แตง ตำราสอนขนบธรรมเนียมของสตรีไทย

15. การแตงตั้งพระบรมพระราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 9 เปนผูสำเร็จราชการสะทอนถึง
เร่อื งใด
ก. ผชู ายควรไววางใจภรรยาของตน
ข. พระมหากษัตริยไมไวว างใจบคุ คลอน่ื
ค. ผหู ญิงควรชว ยเหลอื งานของสามีใหมาก
ง. สตรีมคี วามสามารถในการปกครองบา นเมือง

16. การท่ีสตรีไทยดำรงตำแหนงผวู า การธนาคารแหงประเทศไทยสะทอนถึงเร่อื งใด
ก. ผูหญงิ ดแู ลเรือ่ งการเงนิ ดีกวา ผูชาย
ข. ผหู ญิงมีความสามารถเทากับผชู าย
ค. ผหู ญงิ มคี วามสำคญั เทากบั ผูชาย
ง. ผหู ญิงไดรับความไวว างใจมากกวา ผูชาย

17. การสรางพระไตรปฎ กฉบบั คอมพวิ เตอรมปี ระโยชนในเรื่องใดมากทสี่ ุด
ก. สะดวกในการเก็บรักษา
ข. สะดวกในการปรบั ปรงุ แกไข
ค. สะดวกในการตรวจสอบความถกู ตอ ง
ง. สะดวกในการศกึ ษาคนความากย่ิงข้นึ

12. ตอบ ค. การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ทำใหประชาชนไดมีสวนรวมในการปกครองประเทศ
ตามระบอบประชาธปิ ไตย

13. ตอบ ง. ภายหลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของชาติและเปนศูนยรวม
จิตใจที่สรา งความเปน เอกภาพขึน้ ในชาติ

14. ตอบ ก. ทาวเทพกษัตรี ทาวศรีสนุ ทร และทา วสรุ นารี เปนสตรีไทยทนี่ ำชาวบานตอ สกู บั ขาศึกทม่ี ารุกราน
จนสามารถปกปองบา นเมืองไดส ำเร็จ

15. ตอบ ง. การแตง ต้ังพระบรมราชนิ ีนาถในรัชกาลที่ 5 และรชั กาลที่ 9 เปนผูสำเรจ็ ราชการสะทอนใหเ หน็ วา
สตรีมคี วามสามารถในการปกครองบา นเมอื งและดา นอืน่ ๆ เทาเทียมบรุ ุษ

16. ตอบ ข. ดังจะเห็นไดจากปจ จบุ นั ผหู ญงิ จำนวนมากจบการศกึ ษาในระดับสงู และเขา ทำงานในตำแหนงสูงๆ
17. ตอบ ง. พระไตรปฎกฉบับคอมพิวเตอรชวยใหศึกษาความรูไดสะดวกยิ่งขึ้น โดยศึกษาไดจากทุกสถานที่

ผานไฟลในเครื่องคอมพวิ เตอร

80

18. วิธกี ารสนับสนนุ และรกั ษาศิลปวฒั นธรรมของพระมหากษตั ริยไทยวธิ ีใดสำคัญท่ีสดุ
ก. สะสมผลงานศิลปวัฒนธรรมไวในวงั
ข. ทรงงานดานศลิ ปวฒั นธรรมดวยพระองคเ อง
ค. พระราชทานรางวลั แกศ ิลปนท่ีมีความสามารถ
ง. เปนประธานในการเปดงานแสดงผลงานดานศิลปวัฒนธรรม

19. บทพระราชนพิ นธของพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู วั ภมู ิพลอดุลยเดชมีลกั ษณะเดน ในเรื่องใด
ก. ลอเลียนมนษุ ยในปจ จบุ นั
ข. แปลวรรณกรรมตางประเทศ
ค. ยกตวั อยางบคุ คลทีท่ ำความดี
ง. บอกประโยชนข องการจงรกั ภักดี

20. บทพระราชนพิ นธต า งๆ มีประโยชนต อ ประชาชนในเร่อื งใด
ก. ใหมศี รทั ธาตอ ศาสนา
ข. ใหคติสอนใจเปนแบบอยาง
ค. ใหความบันเทิงสนุกสนาน
ง. ใหความรูดานภาษาศาสตร

18. ตอบ ข. การท่ีพระมหากษัตริยทรงงานดานศิลปวัฒนธรรมเปนแบบอยาง จะชวยกระตุนใหประชาชน

มคี วามสนใจและตนื่ ตวั ในการสรา งสรรคและรักษาศิลปวัฒนธรรมไทย

19. ตอบ ค. บทพระราชนิพนธของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชกลาวถึงบุคคลท่ีทำความดี

มีประโยชนต อเพือ่ นมนุษย เพอ่ื ใหคนไทยศกึ ษาไวเปนแบบอยางในการดำเนินชีวิต

20. ตอบ ข. บทพระราชนพิ นธสวนใหญจะแฝงคตสิ อนใจ และนำเสนอคณุ ความดีของตวั ละครทคี่ นไทยควรถอื

เปนแบบอยา ง ผฉูสบอบั น

ตอนท่ี 2 ใหนักเรียนตอบคำถามตอไปนี้

1. อาณาจกั รโบราณในดินแดนประเทศไทยมอี ทิ ธิพลตอ สังคมไทยอยา งไร
...........อ...ิท.....ธ...ิพ....ล....ข...อ...ง....อ...า...ณ.....า...จ....ัก....ร...โ..บ.....ร...า...ณ.....ท....่ีม....ีต....อ...ส.....ัง...ค....ม...ไ...ท....ย...จ....ะ...ผ...า...น....ท....า...ง...ก....า...ร....น....ับ....ถ....ือ....ศ....า..ส.....น....า...ท....ี่ค....น....ไ...ท....ย...ใ...น....ป....จ....จ....ุบ....ัน....
ย...ัง....ค....ง...น.....ับ....ถ....ือ...ศ....า...ส....น.....า...ท....่ีผ...ูค....น.....ใ..น.....อ...า...ณ......า..จ....ัก....ร...โ...บ....ร....า..ณ......น....ับ.....ถ...ือ........โ...ด....ย...เ..ฉ....พ....า...ะ...พ....ร...ะ...พ....ุท....ธ....ศ....า..ส.....น....า...ไ..ด....เ..ข...า...ม...า...ม....ีอ...ิท....ธ....ิพ....ล...
ใ..น.....ช...ีว...ิต....ป....ร...ะ...จ...ำ...ว...ัน....ข...อ....ง...ค....น.....ไ..ท....ย........แ...ล....ะ...ม...ีอ....ิท....ธ...ิพ....ล....ต....อ....ก....า..ร....ส....ร....า..ง....ส....ร...ร....ค....ง...า...น....ศ....ิล....ป....ว...ัฒ.....น.....ธ...ร...ร....ม........ต....ล....อ...ด....จ....น....ว...ิถ....ีช...ีว...ิต...
ข...อ...ง....ค....น....ไ...ท....ย.......เ..ช...น........ก....า..ร....ส....ร....า..ง....เ.จ....ด....ีย.......พ....ร...ะ...พ....ทุ....ธ...ร....ปู.......ว...ร....ร...ณ......ก...ร....ร...ม........น....อ....ก...จ....า...ก....น....ี้....ต....ัว...อ...ัก....ษ....ร....ไ..ท....ย....ท....ี่ใ..ช...ก....ัน.....อ...ย....ใู ..น....
ป....จ...จ....บุ....นั.....ก....ไ็ ..ด....ร...บั.....อ...ิท....ธ...ิพ.....ล...ม....า...จ...า...ก....ล....า...ย...ส....อื....ไ..ท....ย....ส....ม...ัย....ส....โุ..ข...ท....ยั.......เ.ป....น.....ต....น ..................................................................................................

2. พระมหากษัตริยท รงมีบทบาทสำคญั ตอการพฒั นาชาตไิ ทยและวัฒนธรรมไทยอยางไร
...........พ....ร....ะ...ม....ห....า...ก....ษ....ั.ต....ร...ิ.ย...ท.....ร...ง....ม...ี.บ....ท....บ.....า...ท....ส....ำ...ค....ั.ญ.....ใ...น....ก.....า...ร...ร....ัก....ษ.....า...เ..อ...ก.....ร...า...ช....แ...ล....ะ...ค....ว....า...ม...ม....่ัน.....ค....ง....ข...อ....ง...ช....า...ต...ิ.....ร....ว...ม....ท....ั้ง...
ก....ำ...ห....น.....ด....แ...น.....ว...ท....า...ง....ใ...น....ก.....า..ร....พ....ัฒ......น.....า...ป....ร...ะ...เ..ท....ศ.........แ...ม....ว...า...ใ...น....ป.....จ...จ....ุบ....ั.น....ป....ร....ะ...เ..ท....ศ....ไ...ท....ย....จ....ะ..ม....ีร....ัฐ....บ....า...ล....บ.....ร...ิห....า...ร....ป....ร....ะ...เ..ท....ศ...
แ...ต....พ.....ร...ะ...ม....ห....า...ก....ษ....ั.ต....ร...ิ.ย...ย....ัง...ท.....ร...ง....ม...ีบ.....ท....บ....า...ท.....ส....ำ...ค....ัญ.....ใ...น.....ก....า...ร...เ..ส.....น.....อ...แ....น....ะ...แ...น.....ว...ท....า...ง....ใ...น....ก.....า..ร....พ....ัฒ......น.....า...ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ใ...ห....แ....ก...
ร...ัฐ....บ....า...ล........น.....อ...ก....จ....า...ก....น....ี้....พ.....ร...ะ...ม...ห....า...ก....ษ....ัต....ร....ิย...ท....ร....ง...เ..ป....น....อ....ง...ค....อ....ุป...ถ....ัม....ภ....พ....ร...ะ...พ....ุท....ธ...ศ....า...ส....น.....า..แ....ล....ะ..ศ....า...ส....น.....า..อ....่ืน.........เ..ป....น....ผ....ูน....ำ..
ใ...น....ก.....า...ร...ร....ัก....ษ....า...ว...ัฒ......น.....ธ...ร....ร...ม....ป....ร....ะ...เ..พ....ณ.....ี.อ...ัน.....ด....ีง....า...ม........เ..ป....น.....ผ...ูน.....ำ...ใ...น....ก.....า..ร....เ..ป....ล....่ีย....น.....แ...ป....ล....ง....ว...ัฒ.....น.....ธ....ร...ร....ม....ใ..ห.....ม...ๆ........แ...ล....ะ...ม...ี
บ....ท....บ....า...ท....ส....ำ...ค....ญั.....ใ..น.....ก....า...ร...ส....ร....า ..ง....ส....ร...ร....ค....ง...า...น....ศ....ลิ....ป....ก....ร...ร....ม...แ...ข...น.....ง...ต....า...ง...ๆ.......................................................................................................

81

เร่อื งท่ี 2 การสรา งสรรควัฒนธรรม
และภมู ิปญญาไทย
สาระการเรยี นรแู กนกลาง

1. ปจจัยสงเสริมการสรางสรรควัฒนธรรมและภูมิปญญา วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยเปนสิ่ง
ซึง่ มีผลตอ สงั คมไทยปจจบุ นั ท่ีเกิดขึ้นจากการสรางสรรคของคนไทย โดยมี
พ้ืนฐานจากปจจัยแวดลอมตางๆ และอิทธิพล
2. สภาพแวดลอมท่ีมีผลตอการสรางสรรควัฒนธรรมและ จากภายนอก วฒั นธรรมภายนอกบางอยางทีไ่ ทย
ภมู ปิ ญญาไทย รับมานั้นไดถูกนำมาดัดแปลงใหเขากับสภาพ
สังคมไทย จนกลายเปนเอกลักษณเฉพาะของ
3. วัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่มีอิทธิพลตอสังคม ไทย อยางไรก็ดี แมวา วฒั นธรรมและภูมปิ ญญา
ไทย ไทยจะมีความแตกตางกันไปในแตละทองถ่ิน
แตก็สะทอนถึงความเปนชาติไทย การเรียนรู
4. วิถีชวี ิตของคนไทยสมยั ตางๆ เก่ียวกับวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยจะชวยให
5. การสบื ทอดและเปลย่ี นแปลงของวฒั นธรรมไทย เราเห็นคุณคาของวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย
6. แนวทางการอนุรกั ษว ัฒนธรรมและภมู ิปญญาไทย และชว ยกนั อนุรักษและสืบทอดตอไปในภายหนา
7. การมีสวนรวมในการอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญา
1. ความหมายของวฒั นธรรม
ไทย และภูมปิ ญญาไทยและปจจัย
8. บุคคลทสี่ งเสรมิ การสรา งสรรคว ัฒนธรรมและภูมิปญญา ทเ่ี กย่ี วของ

ไทย ซ่งึ มีผลตอ สังคมไทยในปจจุบัน 1.1 ความหมายของวฒั นธรรม
และภมู ิปญ ญาไทย
ผฉูสบอับน จุดประสงคการเรียนรู
วฒั นธรรมไทย หมายถึง การประพฤติ
1. วิเคราะหสภาพแวดลอมท่ีมีผลตอการสรางสรรค ปฏบิ ตั ทิ ่ีเปนแบบแผนของสังคม ซง่ึ เกิดจากการ
วัฒนธรรมและภมู ิปญ ญาไทยได สรางสรรคของคนไทยที่คิดขึ้นเพ่ือการดำรงชีวิต
อยูรวมกันในสังคม โดยมีปฏิสัมพันธกับสภาพ
2. วิเคราะหวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกท่ีมีอิทธิพล แวดลอม และมีรูปแบบเปนที่ยอมรับกันภายใน
ตอ สังคมไทยได สังคม วัฒนธรรมไทยมีการเคลื่อนไหวและ
เปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา อันเปนผลจากการ
3. สรปุ วถิ ีชวี ติ ของคนไทยสมัยตา งๆ ได เปล่ียนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ
4. เสนอแนวทางการมีสวนรวมในการอนุรักษวัฒนธรรม และการเมอื งในสงั คมไทย

และภมู ปิ ญญาไทยได
5. วิเคราะหผลงานของบุคคลที่สงเสริมการสรางสรรค

วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยซ่ึงมีผลตอสังคมไทยใน
ปจ จุบันได

Key Question

1. ปจจัยใดบางที่มีสวนสงเสริมการสรางสรรควัฒนธรรม
และภูมปิ ญญาไทย

2. สังคมไทยไดรับอิทธพิ ลของวัฒนธรรมตะวนั ออกและ
ตะวนั ตกดา นใดบาง

3. การอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยสามารถ
กระทำไดโ ดยวธิ ใี ดบา ง

82

ภูมปิ ญญาไทย หมายถึง ความรู ความสามารถ ทักษะ ความเช่ือ และพฤตกิ รรมของคนไทย
ทแ่ี สดงความสัมพนั ธระหวางคนกบั คน คนกบั สิง่ แวดลอ ม และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ภูมปิ ญญาไทย
ถือเปน วิธีการและผลงานทค่ี นไทยไดศ ึกษาเรียนรเู พื่อความอยรู อดของบุคคล ชุมชน เพ่อื แกไขปญ หา
ในสังคมไทย เปนความรูที่ผานการรวบรวม ปรับปรุง และไดถายทอดจากคนรุนหนึ่งสูคนอีกรุนหนึ่ง
ภูมปิ ญ ญาไทยจงึ เปนสิง่ ที่มีประโยชน มีคุณคา มเี อกลกั ษณของตนเอง สอดคลองกบั ส่ิงแวดลอ มและ
วิถีชีวิตของคนไทยและนำมาใชในการพัฒนาชีวิตและแกไขปญหาได เชน ความรูเกี่ยวกับพืชพันธุ
ธญั ญาหาร สมนุ ไพร ผักพน้ื บาน รจู กั ประดษิ ฐเ ครอ่ื งมือทำมาหากิน และการสรา งทีอ่ ยูอาศยั ท่ีเหมาะสม
กบั สภาพแวดลอ ม เปนตน

1.2 ปจ จัยทส่ี งเสรมิ การสรางสรรควฒั นธรรมและภมู ิปญญาไทยทมี่ ผี ลตอ
สังคมไทยปจจุบัน

ปจ จัยท่ีมผี ลตอการสรา งสรรควฒั นธรรมและภมู ิปญ ญาไทยทีส่ ำคัญมีดงั นี้
1) ปจจัยทางภูมิศาสตร ประเทศไทยมีสภาพภูมิศาสตรท่ีแตกตางกันไปในแตละภูมิภาค
และคนในแตล ะพ้นื ทกี่ ็ไดสรา งสรรคว ฒั นธรรมและภูมิปญ ญาใหส อดคลองกบั ทอ งถิน่ ท่ตี นอยู เชน

ภาคเหนอื ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

พื้นท่ีสวนใหญเปน พื้นท่ีเปนท่ีราบสูง ผฉสู บอับน
เทือกเขาสูงชัน มีท่ีราบ มีแมน ำ้ โขงไหลผา น แต
นอยใหญระหวางหุบเขา พื้นดินเปนดินปนทราย
มีปาไมมากมายและ จึงทำใหไมกักเก็บน้ำไว
มีแมน้ำไหล ไดและบางแหงก็แลงน้ำ
ผาน ชาวบานจึงคิดสรางอางหรือฝาย จึงตองมีการสรางอางเก็บน้ำเล็กๆ กระจายอยู
เพื่อกักเก็บน้ำท่ีไหลจากที่สูงลงมายัง ทั่วไปและชาวบานมักเลือกทำนาในบริเวณ
ที่ราบ มีการนำทรัพยากรไมมาใชให ที่ลุมใกลหนองน้ำ
เกิดประโยชน เชน ทำเครอ่ื งเรอื น

ภาคกลาง ภาคใต
พ้ืนท่ีเปนที่ราบลุมมีแมน้ำหลายสายและมี พ้ืนท่ีมีทะเลขนาบทั้งฝงตะวันตกและตะวันออก
น้ำหลากในฤดูฝน จึงมีการปลูกบานใตถุนสูง มีพ้ืนท่ีเปนแหลมยาวลงไปจรดแหลมมลายู มีฝนตก
เพอ่ื ปอ งกนั น้ำทว ม และมหี ลังคาลาดเอียง ชกุ ตลอดป ทำใหม นี ้ำทวมขงั ในทนี่ า ชาวบานภาคใต
เพื่อใหน้ำฝนไหลผานไดเร็ว รวมถึงคิด จึงคิดเคร่ืองมือเก่ียวขาว
ท่ีเก่ียวเฉพาะรวงขาว
ตอเรอื เปน และมีการแขงเรือท่ีตอ
พาหนะใชในการ ขึ้นมาอยางมีเอกลักษณ
เดินทาง มกี ารเลน ประจำถิ่น
เพลงเรือ เพลงเกย่ี วขา ว

83

2) ปจจยั ทางสงั คม สามารถแบงออกเปน 2 ดาน ดงั นี้ 2.1) ลักษณะรวมทางสังคมและ

วัฒนธรรม ไดแก การท่ีสังคมไทยเปนสังคม

เกษตรกรรม ทำใหค นในสงั คมมีวถิ ชี วี ิตความเชือ่

บางอยางเหมือนกัน เชน ความเชื่อเร่ืองการ

นับถือผูอาวุโส จึงทำใหเกิดพิธีการรดน้ำขอพร

ความเชื่อเร่ืองเทวดาอารักษ เชน แมพระคงคา

แมพระธรณี แมโพสพ รุกขเทวดา ความเช่ือ

เรอื่ งผีสางนางไม ผบี า นผเี รือน ทำใหมปี ระเพณี

การทำขวัญขาว สะทอนใหเห็นถึงภูมิปญญาไทยท่ีมี ทีเ่ กย่ี วเนือ่ งกับอาชพี และความเชือ่ เชน การทำ
รากฐานมาจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ขวัญขา ว การเลน เพลงเรอื ประเพณีลอยกระทง

นอกจากนี้ คนไทยสวนใหญนับถือพระพุทธศาสนาทำใหมีประเพณีทางศาสนา

เหมือนกัน แตอาจมีรายละเอียดแตกตางกันในแตละทองถ่ิน เชน ประเพณีทำบุญในหลายพื้นที่

ที่มีความเปนเอกลักษณของตน เชน ประเพณีแหปราสาทผึ้งและประเพณีไหลเรือไฟของภาค

ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ประเพณชี กั พระของภาคใต เปนตน
ผฉูสบอับน 2.2) ลักษณะแตกตางทางสังคมและวัฒนธรรม สภาพภูมิศาสตรและทรัพยากรธรรมชาติ

ที่ตางกัน รวมถึงความเคยชินและการปฏิบัติที่สืบทอดตอๆ กันมา มีผลตอความแตกตางในดานการ

ดำรงชวี ิต การสรา งสรรคว ฒั นธรรมและภมู ิปญญา เชน ภาคกลางและภาคใตป ลูกขา วเจา มาก ทำให

คนท้ังสองภาคนิยมรับประทานขาวเจา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือปลูกขาวเหนียวมาก

คนทั้งสองภาคนี้จึงนิยมรับประทานขาวเหนียว และคิดสรางสรรคภาชนะใสขาวเหนียวจากวัสดุ

ธรรมชาติ เรียกวา “กระติบ” ซ่ึงชวยเก็บกักความรอนและทำใหขาวเหนียวนุมอยูไดนาน หรือภาค

ตะวันออกเฉียงเหนือมีหนองบึงมาก แตแหลงน้ำมักแหงขอดในฤดูแลง ชาวบานจึงเรียนรูที่จะเก็บ

สะสมอาหารไวกินตลอดทั้งป โดยนำปลานานาชนิดมาทำเปนปลารา สวนภาคใตมีอาหารทะเลมาก

จึงถนอมอาหารดวยวิธีตางๆ เชน ตากแหง ปลาแดดเดียว

ปลาเค็ม หรือนำเคยซ่ึงเปน สัตวท ะเลชนดิ หน่งึ มาทำกะป

นอกจากนี้ การปลูกบานเรือนของผูคนใน

แตละภาคก็มีความแตกตางกันตามทรัพยากรธรรมชาติ เชน

ภาคเหนือมีไมมาก บานเรือนจึงปลูกสรางดวยไม หรือภาค

ตะวันออกเฉียงเหนือใชไมไผเปนสวนสำคัญในการปลูกบาน

กระติบขาวเหนียวเปนภูมิปญญาไทย ดังน้ัน จะเห็นไดวาความแตกตางกันทางภูมิศาสตรและ
ท่ีมีการนำวัสดุธรรมชาติในทองถิ่นมา
ใชใหเ กิดประโยชน ทรัพยากรธรรมชาติ ทำใหแตล ะพืน้ ท่ีมกี ารดำรงชีวิตตา งกนั

84

2. สภาพแวดลอ มทม่ี ีผลตอการสรา งสรรควฒั นธรรมและภมู ิปญ ญาไทย
นอกจากปจจัยพ้ืนฐานที่มีผลตอการสรางสรรควัฒนธรรมและภูมิปญญา ซ่ึงประกอบดวย

ปจจัยทางภูมิศาสตรและปจจัยทางสังคมแลว สภาพแวดลอมมีผลตอการสรางสรรควัฒนธรรมและ

ภูมิปญ ญาไทยดวยเชน กนั ท่สี ำคัญมีดงั น้ี

1) ดานภูมิศาสตร ประเทศไทยมีสภาพภูมิศาสตรท่ีหลากหลายแตกตางกันไปในแตละพื้นที่
ทำใหประชากรตางประกอบอาชีพใหเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศที่ตนอยู เชน ประชากรที่อาศัย

อยูในบริเวณพ้ืนท่ีราบลุมแมน้ำสวนใหญประกอบอาชีพเพาะปลูก หรือประชากรที่อาศัยอยูตามชายฝง

ทะเลมีการประกอบอาชีพประมงเปนหลัก เม่ือประชากรอาศัยอยูรวมกันมากขึ้นจึงไดมีการสรางสรรค

วัฒนธรรมและภูมิปญญาข้ึนเพ่ือความสะดวกและเพื่อแกไขปญหาในการดำรงชีวิต และไดมีการ

ถา ยทอดความรูสูลกู หลานตอมา เชน การสรางเคร่อื งมือเครื่องใชทางการเกษตร การสรางที่อยอู าศยั

โดยใชท รพั ยากรทม่ี อี ยูในทอ งถ่ิน เชน ไมไผ หวาย ใบจาก การขุดบอ น้ำไวใชอุปโภคบรโิ ภค เปน ตน

จากการเปนสังคมเกษตรกรรมและใกลชิดกับธรรมชาติ ทำใหคนไทยมีประเพณีที่แสดงถึง

การเคารพธรรมชาตแิ ละประเพณีเกยี่ วกบั อาชีพเกษตรกรรม รวมทง้ั สะทอ นความสัมพันธท่ีใกลชดิ ของ

คนในสงั คมดว ย เชน ประเพณีสงกรานตจ ัดขน้ึ ในฤดูรอน จึงมีการรดนำ้ ดำหวั เพ่ือใหเ กิดความเยน็ และ

เชื่อมความสัมพันธของคนในครอบครัวและชุมชน รวมท้ังสะทอนถึงความเคารพผูอาวุโสของคนไทย ผฉสู บอับน

ประเพณีบุญบั้งไฟ เพ่ือบูชาพญาแถนเพื่อขอฝนมาใชในการเกษตร ประเพณีลอยกระทง จัดขึ้นเพ่ือ
ระลึกถึงบุญคุณของน้ำที่ไดใชท้ังบริโภคและอุปโภค เปนตน นับเปนวัฒนธรรมไทยที่ไดรับการสืบทอด

และสรา งสรรคกันมาอยางตอ เนือ่ ง

2) ดานสังคม การอาศัยอยูรวมกันทำใหแตละสังคมกำหนดบรรทัดฐานทางสังคมและ
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนสำหรับเปนแนวทางในการประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในสังคม

รวมทงั้ สรางสรรคสงิ่ ตา งๆ ขึ้น และถา ยทอด ปรับปรงุ จากคนรุนหนง่ึ สคู นอกี รนุ หน่ึง เชน คนสมัยกอน

มภี ูมิปญญาในการกำหนดความสมั พนั ธร ะหวางชายหญิงไมใหใกลช ดิ กันมากเกนิ ไป ดวยการมีประเพณี

ความเชื่อวาหากชายหญิงทย่ี งั ไมไดเขาพิธแี ตงงานจบั มอื ถือแขนกนั ถือเปนการผิดผี ตอ งมีการขอขมา

หรอื ภูมิปญ ญาในการนำหลกั คำสอนทางพระพทุ ธศาสนามาใชในชีวติ ประจำวนั เพอื่ การอยรู วมกนั เชน

การมีเมตตา เออ้ื เฟอ เผ่อื แผข องคนไทยในสังคม เปน ตน

3) การรับวัฒนธรรมจากภายนอก การติดตอกับชุมชนภายนอกทำใหเกิดการรับและการ
แลกเปล่ียนวัฒนธรรมและภูมิปญญาจากภายนอก เชน การรับภูมิปญญาจากชาวตางชาติที่เขามา

ติดตอคาขายหรือเผยแผศาสนา โดยคนไทยไดเรียนรูแลวนำมาปรับปรุงใชหรือนำมาแกปญหาไดตาม

สภาวะแวดลอมของคนไทย เชน ในสมยั สุโขทยั ไดรับอิทธพิ ลจากภาษาขอมมาปรบั เปนภาษาไทยและ

มีการปรบั รูปแบบการเขียนไปตามสมยั เปน ตน

การรับวัฒนธรรมจากภายนอกมีผลตอการสรางสรรควัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย ทำให

เกิดการเปลี่ยนแปลงตางๆ ทั้งในดานดีและดานไมดี ดานดี เชน การรับความกาวหนาทางการศึกษา

การแพทยจากตะวันตก ชวยพัฒนาทรัพยากรมนุษยของไทย การรับความกาวหนาดานวิทยาศาสตร

และเทคโนโลยีจากตะวันตก ชวยสงเสริมความกาวหนาดานการคมนาคม การสื่อสาร การเกษตรและ

การผลิตของไทย ดานไมดี เชน การรับรูปแบบการดำรงชีวิตจากวัฒนธรรมตะวันตกโดยปราศจาก

ความเขาใจในหลักการท่ีแทจริง ทำใหละเลยหรือหลงลืมวัฒนธรรมไทยบางอยางไป เชน การถือ

ปฏิบัติตามแนวความคิดเสรีนิยม การมีิสิทธิเสรีภาพ ทำใหคนไทยบางคนได

ละเลยความสภุ าพออนนอ ม การเคารพผูอาวุโส ซ่ึงเปน วฒั นธรรมไทยไป

เปนตน

4) การเปล่ียนแปลงในสังคม เชน สังคมไทยในอดีตเปน
สังคมเกษตรกรรม แตละครอบครวั อาศยั อยูรวมกนั เปนครอบครวั ใหญ
ผฉสู บอับน มีคนหลายรุนอยูในครอบครัว และนับถือคนท่ัวไปฉันญาติพ่ีนอง

ทำใหคนไทยมีวัฒนธรรมการเรียกขานบุคคลอื่นนอกครอบครัว

ดวยคำท่ีใชเรียกญาติพี่นอง เชน เรียกแมคาขายของวา พี่ ปา

นา ยาย เรยี กคนขับรถวา นา ลุง เปน ตน ตอมาเมอื่ สงั คมมีการ

เปลี่ยนแปลง เชน คนหนุมสาวในชนบทอพยพออกไปทำงานใน

เมือง ทำใหเกิดการเปล่ียนแปลงประเพณีวัฒนธรรมบางอยาง

เชน ประเพณีเกี่ยวกับการเกษตรตองลมเลิกไปเพราะไมมี

แรงงานเกษตร ความสัมพันธท่ีใกลชิดแบบเครือญาติในสังคม

หา งหายไป เปนตน

การรับอิทธิพลทางวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม
จากชาติตะวนั ตก ชว ยใหการคมนาคมของไทยใน
ปจ จบุ นั มคี วามเจรญิ กา วหนา มากย่งิ ข้นึ

3. วฒั นธรรมตะวนั ออกและตะวนั ตกทีม่ ีอทิ ธพิ ลตอ สังคมไทย
การตดิ ตอ กบั ชาวตา งชาติของคนไทยในยุคสมยั ตางๆ มผี ลตอสงั คมไทยหลายดาน วฒั นธรรม
ตะวันออกและตะวันตกไดกลายเปนสวนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย โดยวัฒนธรรมบางอยางไดถูกปรับใช
ใหเหมาะสมกบั วิถีชีวติ และประเพณดี งั้ เดิมของคนไทย ขณะท่ีวัฒนธรรมบางอยางรบั มาใชโดยตรง

3.1 วฒั นธรรมตะวนั ออกที่มอี ิทธิพลตอสงั คมไทย

อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันออกตอสังคมไทยมีมาตั้งแตกอนการตั้งอาณาจักรของคนไทย

เชน สโุ ขทยั ลานนา ซึง่ มีทั้งวัฒนธรรมทร่ี ับจากอินเดยี จนี เปอรเซยี เพอ่ื นบา น เชน เขมร มอญ

พมา โดยผานการติดตอ คาขาย การรับราชการของชาวตางชาติ การทูต และการทำสงคราม

สำหรับตวั อยางอิทธิพลของวฒั นธรรมตะวันออกทมี่ ีตอสังคมไทยมีดังน้ี

1) ดานอักษรศาสตร เชน ภาษาไทยทถ่ี ูกประดิษฐข น้ึ ในสมัยสุโขทัยไดร บั อิทธพิ ลจากภาษา
ขอม รับภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตจากหลายทางทั้งผานพระพุทธศาสนา ผานศาสนาพราหมณ-ฮินดู

จากอินเดีย เขมร นอกจากนี้ ในปจจุบันภาษาจีน ญ่ีปุน เกาหลี ก็ไดมีอิทธิพล

ตอสงั คมไทยมากขน้ึ

2) ดานกฎหมาย มีการรับรากฐานกฎหมายอินเดีย ไดแก คัมภีร
พระธรรมศาสตร โดยรับผานมาจากหัวเมืองมอญอีกตอหน่ึง และกลายเปน
หลกั ของกฎหมายไทยสมัยอยธุ ยาและใชม าถงึ สมยั รัตนโกสินทรตอนตน ผฉูสบอับน

3) ดานศาสนา พระพุทธศาสนาเผยแผอยูในผืนแผนดินไทย
มาเปนเวลายาวนานแลว ดังจะเห็นไดจากแวนแควนโบราณ เชน

ทวารวดี หริภุญชัยไดนับถือพระพุทธศาสนา หรือสุโขทัย

รับพระพุทธศาสนาจากนครศรีธรรมราชและไดถายทอดใหแก

อาณาจักรอ่ืนๆ ซ่ึงมีผลตอการดำเนินชีวิตและการสรางสรรค

ศิลปวัฒนธรรมของคนไทยตลอดมา นอกจากน้ี คนไทยยังได

รับอิทธิพลในการนับถือศาสนาอิสลามที่พอคาชาวมุสลิมนำมา

เผยแผ รวมทัง้ ครสิ ตศาสนาท่คี ณะมิชชันนารีนำเขามาเผยแผ

ในเมืองไทยนบั ต้ังแตสมัยอยุธยาเปน ตนมา

พระพุทธชินราช ศิลปะสุโขทัย ที่มีพุทธลักษณะงดงาม
เปนเลิศ การสรางสรรคประติมากรรมรูปเคารพเพื่อใช
แทนองคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา แสดงถึงการได
รับอิทธิพลทางศาสนาจากวัฒนธรรมตะวันออก คือ
จากอนิ เดยี

4) ดานวรรณกรรม ในสมยั อยุธยาไดร บั วรรณกรรม
เรอื่ งรามเกียรต์ิ มาจากเรอื่ งรามายณะของอนิ เดยี เร่อื งอิเหนา

จากชวา ในสมัยรัตนโกสินทรไดมีการแปลวรรณกรรมจีน

เชน สามกก ไซอิว๋ วรรณกรรมของชาติอน่ื ๆ เชน ราชาธิราช

ของมอญ อาหรบั ราตรีของเปอรเซีย เปนตน

5) ดานศิลปวิทยาการ เชน เชื่อกันวาชาวสุโขทัยได
รับวิธีการทำเครื่องสังคโลกมาจากชางชาวจีน รวมทั้งรับรูปแบบ

สถาปตยกรรมเนือ่ งในพระพทุ ธศาสนาจากอนิ เดยี ศรีลงั กา

จานสังคโลก ชางสุโขทัยไดรับ 6) ดานวิถีการดำเนินชีวิต เชน คนไทยสมัยกอนนิยม
อิทธพิ ลดานการผลิตมาจากจนี กินหมากพลู รับวิธีการปรุงอาหารท่ีใสเครื่องแกง เครื่องเทศจาก

อินเดีย รับวิธีการปรุงอาหารแบบผัด การใชกะทะ การใชน้ำมันจากจีน ในดานการแตงกาย คนไทย

สมยั กอนนุง โจงกระเบนแบบชาวอนิ เดีย เปนตน

3.2 วัฒนธรรมตะวนั ตกที่มีอิทธพิ ลตอ สงั คมไทย

ไทยไดรับวัฒนธรรมตะวันตกหลายดานมาตั้งแตสมัยอยุธยา ในระยะแรกเปนความกาวหนา

ผฉูสบอับน ดานการทหาร สถาปต ยกรรม ศลิ ปวทิ ยาการ ในสมัยรตั นโกสนิ ทรต ง้ั แตร ชั กาลที่ 3 เปนตน มา คนไทย
รับวฒั นธรรมตะวนั ตกมากขนึ้ ทำใหมผี ลตอ การเปลย่ี นแปลงวถิ ชี วี ิตของคนไทยมาจนถงึ ปจ จุบัน

ตัวอยา งวฒั นธรรมตะวนั ตกทมี่ ีอทิ ธิพลตอ สงั คมไทยทีส่ ำคญั มีดงั นี้

1) ดานการทหาร เปนวัฒนธรรมตะวันตก
แรกๆ ทค่ี นไทยรับมาตัง้ แตสมยั อยธุ ยา โดยซอ้ื อาวธุ ปน

มาใช มกี ารสรา งปอมปราการตามแบบตะวนั ตก เชน

ปอมวิไชยประสิทธิ์ท่ีริมแมน้ำเจาพระยา ออกแบบ

โดยวิศวกรชาวฝร่ังเศส ในสมัยรัตนโกสินทร มีการ

จางชาวอังกฤษเขามารับราชการเพ่ือทำหนาที่

ใหคำปรึกษาดานการทหาร มีการจัดตั้งโรงเรียน

นายรอย การฝก หัดทหารแบบตะวันตก

2) ดานการศึกษา ในสมัยรัชกาลที่ 3
มีชนช้ันนำจำนวนหนึ่ง เชน พระอนุชาและ

ขุนนางไดเรียนภาษาอังกฤษและวิทยาการ

ตะวนั ตก ในสมัยรชั กาลท่ี 4 ทรงจางครตู างชาติ

มาสอนภาษาอังกฤษและความรูแบบตะวันตก ปอมวิไชยประสิทธิ์ แสดงใหเห็นถึง
ในราชสำนัก การรับอิทธิพลทางดานสถาปตยกรรม
มาจากตะวันตก

88

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการตั้งโรงเรยี น More About

แผนใหม ตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นมาจัดการ ใน พ.ศ. 2455 สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรม
ศึกษาแบบใหม ทรงสงพระราชโอรสและ พระยาดำรงราชานุภาพทรงตั้งท่ีทำการรักษาและปองกัน
นักเรียนไทยไปศึกษาที่ประเทศตางๆ ในยุโรป โรคพิษสนุ ัขบา เรียกวา “ปาสตรุ สภา” ขน้ึ ในประเทศไทย
ต้ังโรงเรียนฝกหัดบุคลากรแขนงตางๆ เชน บริเวณถนนบำรุงเมือง ตอมาใน พ.ศ. 2460 ไดเปลี่ยน
โรงเรียนแพทย โรงเรียนกฎหมาย ในสมัย ชื่อเปนสถานปาสเตอร มาจากชื่อของหลุยส ปาสเตอร
ผูคนพบวัคซีนปองกันโรคพิษสุนัขบา และเม่ือมีการ
รัชกาลที่ 6 มีพระราชบัญญัติการศึกษาภาค กอสรางสถานเสาวภา
บังคบั และการต้ังจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ขนึ้ ใน พ.ศ. 2463 จงึ
ไดยายสถานปาสเตอร
3) ดานวิทยาการ เชน ความรูทาง ไ ป ร ว ม อ ยู กั บ ส ถ า น
ดานดาราศาสตร พระบาทสมเด็จพระจอม- เสาวภา

เกลาเจาอยูหัวทรงใชความรูทางดาราศาสตรจน

สามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาไดอยาง

ถูกตอง ความรูทางการแพทยสมัยใหม ซึ่งเร่ิมในสมัยรัชกาลท่ี 3 ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดตั้ง

โรงพยาบาล โรงเรียนฝกหัดแพทยและพยาบาล ความรูทางการแพทยแบบตะวันตกน้ีไดเปนพ้ืนฐาน

ทางการแพทยและสาธารณสขุ ไทยในปจ จบุ นั

2387 ช่ือ ดานการพิมพ เริ่มจากการพิมพหนังสือพิมพรายปกษภาษาไทยข้ึนเปนครั้งแรกใน พ.ศ. ผฉสู บอบั น
“บางกอกรีคอรเดอร” การพิมพหนังสือทำใหความรูตางๆ แพรหลายมากข้ึน ในดานการ

ส่ือสารคมนาคม เชน การสรางถนน สะพาน โทรทัศน โทรศัพท กลองถายรูป รถยนต รถไฟฟา

เครอื่ งคอมพิวเตอร เปน ตน ซ่ึงชวยอำนวยความสะดวกสบายใหแกคนไทยเปนอยา งมาก

สะพานพระราม 8 เกิดจากการนำวิทยาการความรูอันทันสมัย
จากตะวันตกมาประยุกตใชในดานการคมนาคม โดยรูปแบบ
การสรางมีการนำแนวคิดของศลิ ปกรรมไทยไปประยกุ ต

4) ดานแนวคิดแบบตะวันตก การศึกษาแบบตะวันตก
ทำใหแนวคิดทางการปกครอง เชน ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต

สาธารณรัฐแพรเขามาในไทย และมีความตองการใหมีการ

เปล่ียนแปลงทางการเมือง นอกจากน้ี วรรณกรรมตะวันตก

จำนวนมากก็ไดมีอิทธิพลตอการเปล่ียน

รูปแบบการประพันธจากรอยกรอง

เปนรอยแกว และการสรางแนวคิด

ใหมๆ ในสังคมไทย เชน การเขาใจ

คณุ คา ของมนษุ ย ความเทาเทยี มกันใน

สังคม แนวคิดเหลานี้สะทอนออกมาใน

วรรณกรรมรปู แบบนวนิยาย เชน งานเขียน

ปจจุบันวัฒนธรรมตะวันตกท้ังกีฬาหรือรูปแบบการสราง ของดอกไมส ด ศรีบูรพา
บานเรือนไดเขามามีอิทธิพลตอวิถีการดำเนินชีวิตของ
คนไทยอยา งมาก 5) ดา นวถิ กี ารดำเนินชวี ิต

การรับวัฒนธรรมตะวันตกและส่ิงประดิษฐตางๆ มาใช ทำใหวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยแบบเดิม

เปล่ียนแปลงไป เชน การใชชอนสอมรับประทานอาหารแทนการใชมือ การน่ังเกาอ้ีแทนการน่ังพ้ืน

ผฉูส บอบั น การใชเครื่องแตงกายแบบตะวันตกหรือปรับจากตะวันตก การปลูกสรางพระราชวัง อาคารบานเรือน
แบบตะวันตก ตลอดจนนำกฬี าของชาวตะวนั ตก เชน ฟุตบอล กอลฟ เขา มาเผยแพร เปน ตน

ยอนเวลาหาอดตี

วฒั นธรรมการแตง กายไทยแบบสากลนยิ ม
วัฒนธรรมการแตงกายของคนไทยใหเปนแบบสากลนิยมเกิดขึ้นหลังจากท่ีไทยเปดประเทศและติดตอกับชาติตะวันตก
ซึ่งเริ่มต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี 4 และไดมีการปรับปรุงใหเปนแบบสากลอยางเห็นไดชัดในสมัยรัชกาลท่ี 5
โดยมเี จานายเปนผูนำในการแตงกาย แลวจึงคอ ยแพรห ลายในหมูประชาชน
สำหรับการแตงกายในสมัยรัชกาลที่ 5 จะเปนแบบผสมระหวางไทยกับตะวันตก กลาวคือ
ผูชายใสเส้ือนอกสีขาวคอปด ติดกระดุมตลอดอก 5 เม็ด เรียกวา “เสื้อราชปะแตน” นุงผามวง
สีกรมทา สวมหมวกแบบยุโรป ถือไมเทา ไวผมยาวแบบฝร่ัง สวนผูหญิงใสเสื้อคอต้ังแขนยาว
ตนแขนพอง แตยังคงมีผาหมหรือแพรสไบเฉียงทับตัวเส้ืออีกทีหน่ึง นุงโจงกระเบน
ไวผมทรงดอกกระทุม ท้ังหญิงและชายสวมถุงเทายาว ใสรองเทา ในสมัยตอมาจนถึง
ปจจุบันรูปแบบการแตงกายของคนไทยจึงเปนแบบตะวันตกมากขึ้น เชน นุงกางเกง
หรือกระโปรง และไดมีการเปล่ียนแปลงไปตามแฟชั่นของตะวันตกหมุนเวียน
ผลัดเปล่ียนกันเร่ือยมา อยางไรก็ดียังคงมีผูสูงอายุบางคนท่ียังคงแตงกายแบบเกาอยู
เชน นงุ โจงกระเบน สวมเสอื้ แขนกระบอกในการทำงาน เปนตน

90

4. วถิ ชี ีวติ ของคนไทยสมยั ตา งๆ
วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย คือ การเปนสังคมเกษตรกรรมท่ีทุกคนอาศัยอยูรวมกันเปนชุมชน
ในระดับครอบครัว เปนครอบครัวขยายที่มีคนหลายรุนอาศัยอยูรวมกัน คือ รุนปูยาตายาย รุนพอแม
รุนลกู รุนหลาน รวมทง้ั มีญาติพีน่ อ งอาศยั อยูใกลช ิดกนั โดยมศี ูนยก ลางของชมุ ชน คือ ศาสนสถาน
เชน วัด มัสยิด ผูใหญในชุมชน เชน พระ ผูใหญบาน ผูเฒาผูแก ไดรับการนับถือและเปนผูตัดสิน
ความขัดแยงในชุมชน มีขนบธรรมเนียมประเพณี การละเลน และความเช่ืออันเน่ืองมาจากการเปน
สงั คมเกษตรกรรม จากการนบั ถือศาสนาและความเชอื่ ดัง้ เดมิ เรื่องการนับถอื ผสี างเทวดา

เมื่อเวลาผานไป สงั คมมกี ารพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอนั เนอื่ งมาจากปจ จยั ตางๆ เชน ความคดิ
คานิยม อุดมการณ การเมืองการปกครอง และบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งมีผลใหวิถีชีวิตของคนไทย
ในสมยั ตางๆ มีความแตกตางกัน

4.1 วถิ ีชวี ติ ของคนไทยสมัยสุโขทัย

วิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยสมัยสุโขทัยสามารถสรุปออกเปนดานๆ

ไดดังน้ี

1) ดานการเมืองการปกครอง ในระยะแรกผูปกครองสุโขทัยมีความ
ใกลชิดกับประชาชน เปรียบเสมือนกับพอปกครองลูก ตอมาผูปกครองไดนำ
หลักธรรมในพระพุทธศาสนามาปรับใชในการปกครอง ทำใหผูปกครองทรงเปน ผฉสู บอับน

ธรรมราชา ปกครองโดยทศพธิ ราชธรรม

2) ดานเศรษฐกิจ ชาวสุโขทัยมีเสรีภาพในการประกอบ
อาชีพ อาชีพท่ีทำ เชน เกษตรกรรม หัตถกรรม คาขาย มีการใช

เงนิ พดดวงและเบีย้ เปน ส่อื กลางในการแลกเปล่ียน

3) ดานสังคมและวัฒนธรรม สังคมในสมัยสุโขทัยมีขนาด
ไมใหญมาก สังคมไมซับซอนเพราะประชากรมีจำนวนนอย ชนช้ันใน

สังคมแบงออกเปนชนชั้นผูปกครอง ไดแก พระมหากษัตริย ขุนนาง

และผูถกู ปกครอง ไดแ ก ราษฎร ทาส และพระสงฆ ชาวสุโขทยั มีความ

ศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ดังจะเห็นไดจากการฟงธรรมในวันพระ

มีการสรางวัด พระพุทธรูปจำนวนมาก และมีการแตงวรรณกรรมทาง

พระพุทธศาสนา คือ ไตรภมู พิ ระรวง

พระพุทธรูปปางลีลา ศิลปะสุโขทัย เปนผลงานการ
สรางสรรคของชางสุโขทัยท่ีเกิดจากความเลื่อมใส
ศรัทธาในพระพทุ ธศาสนา

91


Click to View FlipBook Version