1.3 แนวคดิ ที่เชอ่ื วา ชนชาตไิ ทยมีถ่นิ กำเนดิ อยใู นประเทศไทยปจจุบัน
แนวคิดน้เี ปนความเชอื่ ของศาสตราจารยนายแพทยสุด แสงวิเชยี ร และศาสตราจารยช นิ อยูดี
โดยอางหลักฐานทางโบราณคดี เครื่องปนดินเผา เครื่องใชเคร่ืองประดับ และโครงกระดูกมนุษย
ทมี่ อี ายไุ มต ่ำกวา 3,500-5,000 ป ซ่งึ พบท่ีสองฝงแมน ้ำแควนอยและแควใหญ จังหวัดกาญจนบุรี และ
ทต่ี ำบลบา นเชียง อำเภอหนองหาน จงั หวัดอดุ รธานี นายแพทยสดุ แสงวเิ ชียร ไดศ กึ ษาโครงกระดูก
มนษุ ยย คุ หนิ ใหม 37 โครง ซ่ึงพบทบ่ี านเกา อำเภอเมือง จงั หวัดกาญจนบรุ ี พบวาเหมอื นโครงกระดูก
คนไทยปจจุบันเกือบทุกอยาง แตนักวิชาการบางกลุมยังไมยอมรับเพราะหลักฐานตางๆ ท่ีพบ เชน
โครงกระดกู เครอื่ งปนดินเผา เคร่อื งประดับ ไมอ าจระบไุ ดแนช ัดวาเปน วฒั นธรรมของกลุมชนกลมุ ใด
เน่ืองจากโครงกระดูกท่ีพบมีลักษณะเหมือนโครงกระดูกมนุษยในภูมิภาคนี้ สวนเครื่องปนดินเผา
เครื่องประดับ เครื่องมือเครื่องใชท่ีพบก็ไมมีลักษณะเดนท่ีตางจากท่ีอ่ืน จึงตองมีการศึกษาตอไป
นอกจากนี้ยังไมมีการศึกษาวาโครงกระดูกเหลานี้มีลักษณะเหมือนหรือแตกตางจากชนชาติอ่ืนใน
บรเิ วณนี้ เชน มอญ เขมร หรือไมอยางไร
คนหาขอ มูลเพมิ่ เตมิ ไดท่ี
http://www.aksorn.com/lib/s/soc_04
ผฉูสบอับน พมา จนี คนไทยมถี ิน่ กำเนดิ อยบู รเิ วณ
ดนิ แดนประเทศไทยปจ จุบนั
ก. ไหหลำ
บา นเกา ไทย บานเชยี ง
อา วไทย ทะเลจีนใต
อนั ทดะาเลมัน
ก. สุมาตรา ก. บอรเ นียว
มหาสมทุ รอนิ เดยี ก.ชวา ศาสตราจารยชนิ อยูดี
แผนท่ีแสดงแนวคิดท่ีเช่ือวาคนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู นายแพทยส ุด แสงวเิ ชยี ร
ในประเทศไทยปจ จบุ นั จากหลกั ฐานทางโบราณคดี
ซ่งึ ขดุ พบท่จี งั หวดั กาญจนบุรีและจังหวัดอุดรธานี
42
นอกจากน้ี นายแพทยประเวศ วะสี ไดวิจัยเรื่องสีของเม็ดเลือดแดง หรือฮีโมโกลบิน อี
รว มกบั คณะวิจยั มหาวิทยาลยั ขอนแกน พบวา คนไทยมฮี ีโมโกลบนิ อี เชนเดยี วกับคนลาว เขมร พมา
มอญ แตคนจีนเกือบไมมีฮีโมโกลบิน อี อยูเลย อยางไรก็ตาม นักวิชาการปจจุบันพบวาการท่ีสีของ
เม็ดเลือดแดงมีเปอรเซ็นตสูงเปนเพราะผูคนในถ่ินนั้นมีเช้ือโรคมาลาเรีย (ไขจับส่ัน) สูง โดยไมเก่ียวกับ
เชอ้ื ชาติ
สว นอีกขอ เสนอหนึ่งของสุจติ ต วงษเทศ ในหนังสอื เรอ่ื ง “คนไทยอยูท ่นี ี”่ เสนอวา คนไทยอยู
บนผืนแผน ดินไทยตั้งแตแรก โดยใชเ หตผุ ลดานพฒั นาการทางสงั คมและวฒั นธรรมท่ีสืบทอดกนั มาจาก
อดีตถึงปจจุบัน อยางไรก็ตาม ขอเสนอน้ีถือเปนเรื่องของผูคนท่ีสืบทอดกันมานาน ไมใชเร่ืองเช้ือชาติ
และขอเสนอนี้ไมมีหลกั ฐานอน่ื ท่นี า เชอ่ื ถอื มาสนบั สนนุ
ดังน้ัน แนวคิดที่วาถิ่นเดิมของคนไทยอยูบนผืนแผนดินไทยปจจุบันจึงยังไมไดรับการยอมรับ
นอกจากนี้ หลักฐานเกาแกท่ีสุดท่ีกลาวถึงชื่อคนไทยเปนครั้งแรก คือ จารึกในพุทธศตวรรษท่ี 16
ของพวกจามท่ีปราสาทโพนคร เมืองญาตรัง ประเทศเวียดนาม และตอมาคือ ภาพสลักขบวน
ทหารไทยที่ระเบียงนครวัดในพุทธศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีจารึกบอกวาเปนชาวสยาม ทำใหเชื่อไดวาถ่ินเดิม
ของคนไทยไมไดอ ยูบนผนื แผนดนิ ไทย แตคนไทยอพยพมาจากทอ่ี ่ืน
1.4 แนวคิดท่ีเชื่อวาถิ่นเดิมของคนไทย พมา ลาว จนี ผฉูสบอับน
อยบู ริเวณหมเู กาะแถบเสนศนู ยส ตู รของ
ภมู ภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต อาว ไทย ก. ไหหลำ
เมาะตะมะ กัมพชู า
แนวคิดนี้เปนของนายแพทยสมศักด์ิ อนั ทดะาเลมนั ทะเลจีนใต
พันธุสมบุญ โดยศึกษาพบกลุมเลือด ยีนและ อาวไทย
ฮีโมโกลบิน อี ของคนไทยตรงกบั คนทีเ่ กาะชวา
มากกวาชาวจีน และเปนขอเสนอของนายรูธ แนวคิดที่เชื่อวาคนไทยมีถ่ิน
เบเนดิกต นกั มานษุ ยวิทยาชาวอเมรกิ ัน ทีเ่ ชื่อวา กำเนิดอยูคาบสมุทรมลายู
คนไทยสืบเช้ือสายเดียวกับคนอินโดนีเซียและ บรเิ วณหมูเกาะชวา
มลายู และภาษาไทยเปนตระกูลออสโตรเนเชียน
แตการท่ียังไมพบรองรอยวัฒนธรรมของคนไทย ก. สุมาตรา ก. บอรเนียว
ในดินแดนดังกลาว และเสนทางการอพยพขัด
กับหลักการอพยพ เพราะเปนการอพยพจาก มหาสมุทรอนิ เดีย ก. ชวา
เขตท่ีมีความอุดมสมบูรณมากกวาข้ึนมายังที่
อุดมสมบูรณนอยกวา และผูเสนอความคิดเปน แผนท่ีแสดงแนวคิดท่ีเช่ือวาถิ่นเดิมของคนไทยอยู
นักมานุษยวิทยาแตใชคำอธิบายทางภาษาศาสตร บริเวณหมูเกาะแถบเสนศูนยสูตรของภูมิภาคเอเชีย
ทำใหท ฤษฎนี ้ียังไมเปนท่ียอมรบั ตะวันออกเฉียงใต
43
2. อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยและอทิ ธพิ ลที่มตี อสงั คมไทย
ดินแดนไทยปจจุบันเคยเปนท่ีตั้งของอาณาจักรโบราณหลายแหง ดังพบหลักฐานอยูในรูปของ
ศิลาจารกึ ตำนาน โบราณสถาน โบราณวตั ถุ อาณาจกั รโบราณทสี่ ำคญั มดี งั นี้
1) อาณาจักรเจนละ (พุทธศตวรรษท่ี 12-13) เปนอาณาจักรเขมรโบราณท่ีเจริญรุงเรือง
ตอจากอาณาจักรฟูนัน (ราวพุทธศตวรรษที่ 6-11) และมีอิทธิพลอยูบริเวณปากแมน้ำโขงในกัมพูชา
ถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและภาคใตของลาว ไดรบั อารยธรรมจากอนิ เดีย
อาณาจักรเจนละซ่ึงมีศูนยกลางอยูแถบปากแมน้ำมูล ไดขยายอิทธิพลเหนือแวนแควน
ตางๆ ในแถบลุมแมน้ำโขงในกัมพูชา ภาคตะวันออกและภาคกลางตอนบนของประเทศไทย ดังพบ
ศิลาจารึกระบุพระนามกษัตริยเจนละและบทบาททางการเมืองท่ีเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ และที่
ชองสระแจง จังหวดั เพชรบูรณ
2) อาณาจักรขอมหรืออาณาจักรเขมรโบราณ (พุทธศตวรรษท่ี 11-19) มีศูนยกลางอยูที่
เมืองพระนคร ไดขยายอำนาจมายังบริเวณปากแมน้ำโขง กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ
ภาคกลางของไทย และสบื อำนาจตอ จากอาณาจักรเจนละ
อาณาจกั รขอมมีความเจริญรงุ เรอื งมาก รับวัฒนธรรมจาก
อินเดีย มกี ารปกครองแบบเทวราชา และใชระบบจตุสดมภ คอื เวียง
ผฉูสบอับน วัง คลัง นา นับถือศาสนาพราหมณ-ฮินดูและพระพุทธศาสนา
นิกายมหายาน มีการสรางเทวรูปและปราสาทหิน ท่ีสำคัญคือ
นครวัด นครธม สวนในดินแดนไทยมีศาสนสถานท่ีไดรับ
อิทธิพลเขมรอยูท่ัวไป เชน ปราสาทหินพิมายที่จังหวัด
นครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุงที่จังหวัดบุรีรัมยและ
พระปรางคส ามยอดท่จี ังหวัดลพบรุ ี เปน ตน
3) อาณาจักรตามพรลิงค (พุทธศตวรรษ
ที่ 7-19) มีศูนยกลางอยูที่เมืองนครศรีธรรมราช
ซ่ึงเปนศูนยกลางการติดตอจากดินแดนภายนอก
คือ อินเดียและลังกา จากการติดตอคาขายกับ
ตางแดน ทำใหไดรับศาสนาพราหมณ-ฮินดูและ
พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศเขามา และได
เผยแผไปยังสุโขทัย ลานนา และหัวเมือง
อื่นๆ
ปราสาทหินพมิ าย ศาสนสถานใน
พระพุทธศาสนานิกายมหายาน
ศลิ ปะขอม
4) อาณาจักรลงั กาสกุ ะ (พทุ ธศตวรรษที่ 10-18)
จากจดหมายเหตุจีนระบุวา อาณาจักรลังกาสุกะมีอาณาเขตจรดทะเล
อันดามันและอา วไทย อยูทางใตข องอาณาจักรตามพรลงิ ค สนั นษิ ฐานวา
มีศูนยกลางอยูบริเวณเมืองปตตานี ดังปรากฏซากเมืองโบราณที่อำเภอ
ยะรัง อาณาจักรลังกาสุกะเคยสงทูตไปจีนเม่ือ พ.ศ. 1052 บันทึกจีน
ระบวุ าอาณาจักรนี้มกี ษตั ริยป กครอง
5) อาณาจักรศรีวชิ ยั (พทุ ธศตวรรษที่ 13-19) ศูนยก ลาง
อาจอยูที่เมืองปาเล็มบัง บนเกาะสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย
สวนศูนยกลางของอาณาจักรศรีวิชัยในดินแดนไทยนั้นอยูท่ีเมืองไชยา
จังหวัดสุราษฎรธานี ซึ่งเติบโตมาจากการเปนเมืองทาชายฝงทะเล
เมืองไชยารับนับถือทั้งศาสนาพราหมณ-ฮินดูและ
พระพุทธศาสนา ทำใหเมืองไชยาเปนศูนยกลางศาสนา พระโพธสิ ัตวอวโลกิเตศวร ศลิ ปะศรวี ชิ ยั
แหง หนง่ึ ของภาคใต พบท่อี ำเภอไชยา จังหวัดสรุ าษฎรธ านี
6) อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) เปนชุมชนที่พัฒนาข้ึนเปนแควนแรกๆ
ในดินแดนไทย จดหมายเหตุจีนเรียกอาณาจักรนี้วา “โถโลโปต้ี” สันนิษฐานวาศูนยกลางของทวารวดี
อยูบริเวณลุมแมน้ำเจาพระยาตอนลาง ไดแก เมืองนครชัยศรี (หรือเมืองนครปฐมโบราณ) จากการ ผฉสู บอับน
ขดุ พบเหรียญเงนิ 2 เหรียญ อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 12 ท่จี งั หวดั นครปฐม มีจารกึ
ภาษาสันสกฤตวา “ศรีทวารวดีศวรปุณยะ” แปลวา บุญกุศลของพระราชาแหง
ศรีทวารวดี หรอื บุญของผเู ปนเจา แหง ศรที วารวดี หรือพระเจา ศรีทวารวดี ผูมีบญุ
อนั ประเสรฐิ
รองรอยของเมืองโบราณที่ไดรับอิทธิพลทวารวดีพบกระจาย
อยูทั่วทุกภาคของประเทศไทย เชน เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี เมือง
อูท อง จังหวัดสุพรรณบรุ ี เมืองศรมี โหสถ จังหวัดปราจนี บุรี เมืองละโว
จังหวัดลพบุรี เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบรู ณ เมืองหริภญุ ชัย จังหวัด
ลำพูน เมืองฟาแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ เมืองโบราณยะรัง
จังหวัดปตตานี อาณาจักรทวารวดีไดรับอิทธิพลศิลปะอินเดีย
โบราณสถานสวนใหญสรางขนึ้ เนื่องในพระพทุ ธศาสนา อาณาจักร
ทวารวดีเสื่อมอำนาจลงเมื่ออาณาจักรเขมรขยายอำนาจมายัง
บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของดินแดนไทยเรื่อยมาจนถึง
บริเวณลุมแมน ำ้ เจาพระยา
พระพทุ ธรปู ศลิ าขาว ศิลปะทวารวดี ประดิษฐาน
อยูท่ีวดั พระปฐมเจดยี จังหวัดนครปฐม
45
พระรัตนปญญาแหงวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม แตงขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2060 โดยใชภาษาบาลี ตัวอักษรธรรมลานนา
เน้ือหาแบง ออกเปน 2 ภาคใหญๆ คือ เรื่องเกี่ยวกบั พระพทุ ธศาสนาและประวัติศาสตรลา นนา
7) อาณาจักรละโว (พุทธศตวรรษท่ี 12-18) มีศูนยกลางอยูท่ีเมืองละโวหรือลพบุรี ละโวมี
แมน ำ้ ไหลผานหลายสาย เชน แมน ้ำเจา พระยา แมน ำ้ ปาสกั แมนำ้ ลพบรุ ี จงึ มีความอุดมสมบูรณและ
สะดวกในการเดินทาง ทำใหมีการติดตอคาขายกับพอคาตางถ่ิน ในสมัยโบราณพอคาจีนกับอินเดีย
เขามาคา ขายกบั ละโว ซึ่งจีนเรียกวา “เมอื งหลอห”ู
ละโวรับวัฒนธรรมจากสองอาณาจักร คือ รับพระพุทธศาสนาจากทวารวดี รับศาสนา
พราหมณ-ฮินดูและพระพุทธศาสนานิกายมหายานจากขอม พระปรางคส ามยอดเปน ส่ิงกอ สรา งท่สี รา ง
ขึน้ ในสมยั ทีอ่ าณาจักรขอมปกครองละโว ตอ มาละโวไดกลายเปนสว นหนง่ึ ของอาณาจกั รอยธุ ยา
8) อาณาจักรหริภุญชัย (พุทธศตวรรษท่ี 14-19) มีศูนยกลางอยูท่ีเมืองหริภุญชัยหรือ
ลำพูน เร่ืองราวของอาณาจักรหริภุญชัยปรากฏอยูในตำนานจามเทวีวงศหรือตำนานเมืองหริภุญชัย
และตำนานชินกาลมาลีปกรณ มีความเจริญดานพระพุทธศาสนา ใชภาษามอญโบราณในศิลาจารึก
โบราณสถานและโบราณวัตถุท่ีสำคัญสวนใหญอยูในเขตเมืองลำพูน เชน วัดจามเทวี พระธาตุหริภุญชยั
อาณาจักรหรภิ ญุ ชยั ถกู รวมเขา เปน สวนหนึง่ ของอาณาจกั รลา นนาในสมัยพระยามังรายมหาราช
9) อาณาจักรลานนา (พุทธศตวรรษท่ี 19-25) ผูกอตั้งลานนา คือ
พระยามังรายมหาราช (พ.ศ. 1804-1854) ลานนามีศูนยกลางอยูที่เมือง
นพบุรศี รีนครพิงคเชียงใหมหรอื เมอื งเชียงใหม ซงึ่ สรา งเมื่อ พ.ศ. 1839
ผฉูสบอับน อาณาจักรลานนามีความเจริญรุงเรืองดานพระพุทธศาสนาลัทธิ
ลังกาวงศแบบสุโขทัย มีการสังคายนาพระไตรปฎก สรางวัดและพระพุทธรูป
จำนวนมาก มีตัวหนังสือของตนเอง เรียกวา “อักษรธรรมลานนาหรืออักษร
ตัวเมือง” ซึ่งใชกันอยางแพรหลาย
และตกทอดมาจนถึงปจจุบัน
มกี ฎหมายมงั รายศาสตร
ลา นนาตกเปน เมอื งข้นึ
ของอาณาจักรอยธุ ยาบาง
พมาบาง และบางคร้ังก็เปน
อสิ ระ เมื่อถงึ รชั สมัยพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยหู วั ทรง
รวมอาณาจกั รลานนาเขาเปนสวนหนง่ึ
ของราชอาณาจักรไทย
พระธาตดุ อยสุเทพ ศาสนสถานสำคญั
ของอาณาจกั รลา นนา
พิธีดื่มน้ำกระทำสัตยสาบาน เปนพิธีสำคัญของบานเมืองต้ังแตโบราณ เพ่ือแสดงวาจะจงรักภักดีตอกษัตริยของตน โดยผูท่ีเขารวมพิธี
จะตองดมื่ น้ำลา งอาวธุ ของกษัตริย หากผูใดมไิ ดรักษาสตั ยป ฏญิ าณทไี่ ดก ลาวไวก ็จะตอ งมีอันเปนไปดวยอาวธุ ทใี่ ชจ ุมในนำ้ ที่ตนดมื่
อิทธพิ ลของอาณาจกั รโบราณในสังคมไทย
อิทธิพลของอาณาจักรโบราณตอสังคมไทยท่ีเห็นชัดเจน คือ การนับถือพระพุทธศาสนา
และศาสนาพราหมณ-ฮินดู โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาไดสืบทอดมาจนถึงปจจุบันและมีอทิ ธิพลตอการ
สรางสรรคงานศิลปวัฒนธรรมตางๆ ตลอดจนวิถีชวี ิตของผูคนบนผนื แผนดนิ ไทย เชน การสรา งสรรค
พระพุทธรูปที่มีลักษณะเฉพาะของแตละสมัย และเจดียรูปแบบตางๆ เชน เจดียทรงดอกบัวตูมหรือ
ทรงพุมขาวบิณฑในสมัยสุโขทัย เจดียทรงลังกาท่ีไดรับอิทธิพลจากลังกาและนครศรีธรรมราช เจดีย
ทรงปรางคที่ไดรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมร วรรณกรรมในพระพุทธศาสนา เชน ไตรภูมิพระรวง
มหาชาตคิ ำหลวง ตลอดจนประเพณตี า งๆ ทีเ่ ก่ยี วเนอ่ื งกบั พระพุทธศาสนา เปน ตน
สำหรับศาสนาพราหมณ-ฮินดูก็ไดมีอิทธิพลตอสังคมไทยดวยเชนกัน แมจะไมมากเทา
พระพุทธศาสนาก็ตาม เชน การสรางเทวรูปพระอิศวร พระนารายณ หรือโบราณสถานศาลตาผาแดง
ในสมัยสุโขทัย คติความเชื่อที่วาพระมหากษัตริยทรงเปนสมมติเทพ พระราชพิธีตางๆ ในสมัยอยุธยา
เชน พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒนสัตยา และในสมัยรัตนโกสินทร เชน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระราชพธิ จี รดพระนังคัลแรกนาขวัญ กล็ วนแตไดรับอิทธพิ ลมาจากศาสนา
พราหมณ-ฮินดู
หลักฐานทางประวัติศาสตรทั้งพระพุทธรูป เจดีย วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เทวรูป ผฉสู บอับน
และอื่นๆ อีกมากมายที่ตกทอดมาถึงปจจุบัน แสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของการนับถือศาสนา
ทีอ่ าณาจักรโบราณถายทอดใหแกสงั คมไทย
เจดียทรงพุม ขาวบณิ ฑ ไตรภมู พิ ระรว ง
วดั มหาธาตุ จังหวัดสุโขทยั
เจดยี วัดชา งลอ ม จงั หวดั สุโขทยั เทวรูปพระอิศวร ทำดว ยสำริด สมัยสุโขทัย
47
3. ปจจัยทม่ี ีผลตอ การสถาปนาอาณาจักรไทย
การสถาปนาอาณาจักรไทยท้ังกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร
ลวนเกิดจากปจจัยท่ีแตกตางกัน โดยปจจัยหลักๆ ไดแก ปจจัยทางภูมิศาสตร ปจจัยทางการเมือง
และประวัตศิ าสตร
3.1 กรงุ สุโขทัย (พ.ศ. 1792-2006)
ปจจยั ทม่ี ีผลตอ การสถาปนากรุงสโุ ขทยั ไดแก
ปจจยั ทางภูมศิ าสตร
การเลือกท่ีต้ังเมืองหลวงในอดีตสวนใหญมักใกล
แมน้ำ แตเมืองสุโขทัยไมไดตั้งอยูริมน้ำเพราะแมน้ำ
ยมอยหู า งจากตัวเมืองสุโขทยั ไปประมาณ 13 กิโลเมตร
การเลือกตั้งเมืองหลวงที่สุโขทัยคงเปนเพราะสุโขทัย
เปน เมอื งสำคญั มาแตเ ดิม
นอกจากนี้ การท่ีสุโขทัยยังต้ังอยูทามกลาง
เทือกเขาถนนธงชัย เทือกเขาตะนาวศรี และเทือกเขา
เพชรบูรณ ทำใหอากาศไมรอนมากจนเกินไป และ
มีลมมรสุมพัดผาน จึงทำใหมีฝนตกชุก รวมท้ังมี
ผฉูสบอบั น ทรัพยากรธรรมชาตอิ ุดมสมบรู ณ
ปจ จยั ทางการเมอื งและประวัติศาสตร
กอนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยน้ัน ในเขต
สุโขทัยและศรีสัชนาลัยมีชุมชนที่มีผูนำไทยอยูกอน
แลว เชน พอ ขุนศรีนาวนำถมุ เจาเมอื งเชลียง พอ ขนุ
ผาเมือง เจาเมืองราด โอรสของพอขุนศรีนาวนำถุม
และพอขุนบางกลางหาว เจาเมืองบางยาง (ตอมาคือ
พอขุนศรอี ินทราทติ ย)
ตอมาเมื่อพอขุนศรีนาวนำถุมสิ้นพระชนมลง
ขอมสบาดโขลญลำพงซ่ึงอาจเปนขุนนางเขมรได
เขายึดเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัย พอขุนผาเมืองและ
พอขุนบางกลางหาวไดทรงชวยกันตอสูขับไลขอม
สบาดโขลญลำพง และพอขุนศรีอินทราทิตยสถาปนา
อาณาจักรสุโขทัยข้ึนมา กลาวไดวาบริเวณสุโขทัยมี
พัฒนาการทางการเมืองมานานแลวกอนมีการสถาปนา
อาณาจักร ดังพบโบราณสถานที่มีอิทธิพลเขมร
ซึ่งสรางกอนต้ังกรุงสุโขทัย เชน ศาลตาผาแดง
พระปรางควัดศรีสวายและวดั พระพายหลวง เปนตน
48
3.2 กรุงศรอี ยธุ ยา (พ.ศ. 1893-2310)
ปจ จยั ที่มผี ลตอการสถาปนากรุงศรอี ยธุ ยา ไดแ ก
1) ปจจยั ทางภูมศิ าสตร กรงุ ศรอี ยุธยา
มีสภาพภูมิศาสตรที่เหมาะสมตอการสถาปนา
อาณาจักร เน่ืองจากตั้งอยูในบริเวณท่ีราบลุม
แมน้ำเจาพระยาตอนลางที่มีพ้ืนที่ราบลุม
กวางใหญ มีแมน้ำลำคลองหนองบึงมากและมี
ความอุดมสมบูรณ ทำใหการเกษตรกรรมได
ผลดี รวมท้ังมีแมน้ำสำคัญหลายสายไหลผาน
คือ แมน้ำลพบุรีทางเหนือ แมน้ำปาสักทาง
ตะวันออก แมน้ำเจาพระยาทางตะวันตกและ จากสภาพทำเลท่ีต้ังของกรุงศรีอยุธยาที่รายลอมดวย
ทางใต กรุงศรีอยุธยาจึงติดตอกับหัวเมืองตางๆ แมน้ำ จึงเหมาะแกการเพาะปลูกและติดตอคาขาย
ไดส ะดวก รวมท้ังตั้งอยูไมไกลจากอา วไทย ทำให กับตางชาติ
กรุงศรีอยุธยาพัฒนาเปนเมืองทาท่ีสำคัญของภูมิภาค มีการติดตอคาขายกับดินแดนตางๆ ทั้งที่อยู
ใกลเคียง เชน เขมร มอญ และดินแดนที่อยูหางไกล เชน อินเดีย จีน อาหรับ และชาติตะวันตก
กรุงศรีอยุธยามีพัฒนาการมาจากอาณาจักรละโวผฉสู บอบั น
ทำใหไดรบั วัฒนธรรมตา งชาติมาผสมผสานกัน
2) ปจจัยทางการเมืองและประวัติศาสตร
และสุพรรณภูมิ เม่ือพระเจาอูทองมาต้ังเมืองท่ีกรุงศรีอยุธยา ไดทรงสรางวังท่ีบริเวณเวียงเหล็กกอน
ตอมาทรงเห็นวาบริเวณหนองโสนหรือบึงพระรามในปจจุบันมีความเหมาะสมมากกวา จึงทรงยายวัง
ไปบริเวณหนองโสน จะเห็นไดวาการสถาปนากรุงศรีอยุธยาไดมีการพิจารณาทั้งในดานภูมิศาสตรและ
มพี ัฒนาการทางการเมืองการปกครองมากอน ทำใหกรงุ ศรอี ยธุ ยามีความพรอ มในการตง้ั เปนอาณาจักร
บริเวณหนองโสนหรือบึงพระราม ซ่ึงอยูใกลกับ
พระปรางควัดพระรามในปจจุบัน ในอดีตเคยเปน
ท่ีตั้งเมืองของพระเจาอูทองกอนท่ีจะขยายพื้นที่
ไปยงั บริเวณใกลเ คยี งในรัชกาลตอๆ มา
3.3 กรุงธนบรุ ี (พ.ศ. 2310-2325)
ปจ จยั ทีม่ ีผลตอการสถาปนากรงุ ธนบรุ ี ไดแก
1) ปจจัยทางภูมิศาสตร เมื่อสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชสถาปนาราชธานีแหงใหม
ยังเปนชวงท่ีบานเมืองไมมั่นคง การเลือกต้ังเมืองท่ีกรุงธนบุรีจึงคำนึงถึงปจจัยทางดานความมั่นคง
เปนหลัก กรุงธนบุรีอยูในจุดยุทธศาสตรท่ีดี เพราะอยูริมแมน้ำเจาพระยาและอยูไมไกลจากอาวไทย
หากขา ศึกยกทพั มาแลวสูไมไดกส็ ามารถหนอี อกทางทะเลได
2) ปจจัยทางการเมือง เมื่อกรุงศรีอยุธยาลมสลาย สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชไดเปน
ผูนำในการขับไลกองทัพพมาและสถาปนาตนข้ึนเปนกษัตริย ต้ังราชธานีแหงใหมท่ีกรุงธนบุรี เพราะ
กรงุ ศรีอยุธยาเสียหายจนยากจะฟนคนื ดังเดมิ
คน หาขอ มูลเพิม่ เตมิ ไดท่ี
http://www.aksorn.com/lib/s/soc_04
ผฉูสบอบั น
คลองบางกอกนอ ย คลองบางลำพู
วดั อมรินทราราม 4 ชุมชนลาว
5 ชุมชนมลายู
คลองโรงไหม
แ ม น ำ เ จ า พ ร ะ ย า วัดสลกั
วดั ระฆัง คลองคูเมือง
เรอื นเจ3าพระยาจกั รี 6 ชุมชนจีน
คลองมอญ
คลองนครบาล 2 ทีอ่ ยอู าศัย 7 ชุมชนเวยี ดนาม
ของขนุ นาง วดั โพธิ์
วดั แจง พพรระะรเาจชา วกังรงุ ธนบรุ ีคลองตลาด
1 คลองโ อง อาง
วดั ทา ยตลาด
แผนที่แสดงอาณาเขตของกรุงธนบุรีในสมัยสมเดจ็ พระเจาตากสินมหาราช
50
3.4 กรงุ รัตนโกสินทร (พ.ศ. 2325-ปจจบุ นั )
ปจจยั ทม่ี ผี ลตอ การสถาปนากรงุ รัตนโกสินทร ไดแ ก
1) ปจจัยทางการเมือง ในชวงปลายสมัยธนบุรีเกิดความไมสงบขึ้นในบานเมืองและเกิดกบฏ
พระยาสรรค หลังจากปราบกบฏพระยาสรรคแลว สมเดจ็ เจาพระยามหากษตั ริยศึกไดสถาปนาราชวงศ
จักรีและกรุงรัตนโกสินทร พรอมกับสำเร็จโทษสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชตามธรรมเนียมการเมือง
ในอดีต
2) ปจจัยทางภูมิศาสตร กรุงรัตนโกสินทรถูกตั้งขึ้นบนฝงตะวันออกของแมน้ำเจาพระยา
ตรงขามกับกรุงธนบุรี การยายเมืองหลวงมายังที่ใหมหรือฝงกรุงเทพฯ เพราะมีพ้ืนท่ีกวางขวางกวา
กรุงธนบุรีซึ่งเหมาะแกการขยายบานเมืองตอไปในอนาคต นอกจากน้ี กรุงเทพฯ ยังมีท่ีตั้งท่ีดีในการ
ติดตอคา ขายกบั ตา งชาติเพราะอยูใกลป ากอาวไทย
คลองบางกอกนอ ย 10 ชุมชคนลมอลงบาายงู ลำพู ผฉสู บอับน
วดั อมรินทราราม คลองโรงไหม สวนราชการ
วงั หนา คลอ1ง1หแขลลออะงดเรขาตษบฎารนเรอื นคลองมหานาค
แ ม น ำ เ จ า พ ร ะ ย า 5 ศาลหลักเมือง 11
วดั ระฆัง มหวาดัสธนาตาุมหล4วง คลองคูเมอื งเดิม
เรคือลนอทเงจมอี่ าคอยพลญอู อรางะศนยัยคาขรจบอักางรลขี 1นุ 2นาพงวรัดะอราร3ชุณขวทนุ งั อ่ีวนเดยัดาวิมปูองพงั ารอหรศะมะลด7ัยเววชบัขิไงตลชอพุายงงนคอรุกหขาะ6ทศหนุอดัย่ีอลกน9บั8ขยวลาสองูงอูงงง คลองรอบก ุรง
คลอง1ห1ลอด
12 ชมุ ชนลาวพวน
13 ชุมชนเวียดนาม
คลองตลาด คลองโ อง อาง
วดั โมลี ประสิทธิ์ 14 ชุมชนจีน
แผนท่แี สดงอาณาเขตของกรุงรตั นโกสินทรในสมัยรชั กาลท่ี 1
51
4. สาเหตุและผลของการปฏิรปู
การปฏิรูปอาณาจักรเพ่ือสรางความเปนปกแผนมั่นคงในทางการเมืองการปกครอง การบริหาร
ราชการแผนดินคร้ังสำคัญในประวัติศาสตรไทยท่ีควรกลาวถึงมีอยู 2 ครั้ง คือ การปฏิรูปการบริหาร
ราชการแผนดินในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในสมัยอยุธยา และการปฏิรูประบบราชการใน
รชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยหู วั ในสมยั รตั นโกสินทร
4.1 การปฏริ ูปการปกครองในสมัยอยธุ ยา
ในชวงตนสมัยอยุธยาไดมีการปฏิรูปครั้งสำคัญ ไดแก การปฏิรูปการปกครองและการบริหาร
ราชการแผนดินในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซ่ึงเปนรูปแบบการบริหารราชการแผนดินท่ีใช
ตอ เนื่องกนั มานานกวา 400 ป นบั ตั้งแตส มัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถจนถงึ มีการปฏริ ปู การบรหิ าร
ราชการแผนดินอีกครงั้ ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูหวั
สาเหตุของการปฏิรูปการปกครองในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เนื่องจากเปนชวงท่ี
กรุงศรีอยุธยาขยายดินแดนออกไปกวางขวางจากการรวมอาณาจักรสุโขทัยเขาไวดวยกันเปนอาณาจักร
เดียว และมีประชากรมากข้ึน การปกครองดูแลมีความซับซอน พระองคจึงทรงปฏิรูปการปกครอง
ซึ่งสรุปไดดงั นี้
ผฉูส บอับน คือ 1) การปกครองสวนกลาง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงดึงอำนาจเขามาไวในสวนกลาง
กรุงศรีอยุธยา ทรงตราพระไอยการตำแหนงนาทหารและนาพลเรือน แบงฝายบริหารออกเปน
ฝายพลเรือนและฝายทหาร โดยฝายพลเรือนมีสมุหนายกเปนหัวหนารับผิดชอบ รวมท้ังควบคุมดูแล
จตสุ ดมภ ซ่ึงจตสุ ดมภยงั คงมอี ำนาจหนาที่เหมือนเดมิ เพียงแตเ ปลยี่ นช่ือใหแตกตางจากเดิม สวนฝา ย
ทหารมีสมหุ พระกลาโหมเปน หวั หนารบั ผิดชอบในสวนทีเ่ กยี่ วขอ งกบั ฝา ยทหาร
แผนผงั แสดงการปกครองสวนกลางในสมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
พระมหากษัตริย
สมุหพระกลาโหม สมหุ นายก
กรมพระตำรวจซาย นครบาล (เวยี ง)
กรมพระตำรวจขวา ธรรมาธกิ รณ (วัง)
กรมดาบสองมอื โกษาธิบดี (คลงั )
ฯลฯ เกษตราธกิ าร (นา)
52
2) การปกครองสวนภูมิภาค สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเห็นวาการจัดระเบียบการ
ปกครองหัวเมืองที่ใชกันมาแตเดิมไมอาจควบคุมหัวเมืองท่ีอยูหางไกลไดอยางมีประสิทธิภาพ จึงทรง
ปรับปรุงการปกครองหัวเมืองใหเปนระเบียบแบบแผนมากข้ึน โดยมุงรวมอำนาจการปกครองไวท่ี
สวนกลาง ไดแก ยกเลิกเมืองลูกหลวงหรือเมืองหนาดานท่ีต้ังอยูรอบราชธานีท้ัง 4 ทิศ และจัดใหม
เปน หัวเมอื งชั้นใน หวั เมืองชั้นนอกหรือเมอื งพระยามหานคร และหวั เมืองประเทศราช
นอกจากนี้ทรงจัดระบบศักดินา ซึ่งเปนการกำหนดสถานะของบุคคลในสังคมไทยเพื่อให
สะดวกตอการควบคุมกำลังคน และยังทำใหเกิดการจัดระบบความสัมพันธระหวางบุคคลในสังคม
ที่มีฐานะแตกตางกันดวย เชน แบงคนออกเปนชนช้ันปกครอง ไดแก เจานาย ขุนนาง และชนช้ัน
ผถู ูกปกครอง ไดแ ก ไพร ทาส
ผลของการปฏิรูปน้ีทำใหอาณาจักรอยุธยามีความมั่นคง การบริหารราชการแผนดิน
มีระบบระเบียบ การควบคุมประชากรที่เปนกำลังสำคัญดานแรงงานและกำลังทหารมีประสิทธิภาพ
มากข้นึ
แผนผงั แสดงการปกครองสว นภูมิภาคในสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
เปนเมืองท่ีอยูใกลก บั ราชธานี อยูภายใตการปกครองของพระมหากษัตริยโดยมเี สนาบดตี า งๆ ผฉสู บอับน
เปนผูชวย หัวเมืองช้ันใน ไดแก สมุทรสงคราม นครชัยศรี สุพรรณบุรี นครสวรรค ชัยนาท
ราชบรุ ี ปราณบุรี เพชรบรุ ี ฉะเชงิ เทรา ปราจนี บุรี นครนายก และชลบุรี
กรุงศรีอยุธยา เปนหัวเมืองที่อยูหางไกลราชธานีออกไป อยูใตการปกครองของ
พระราชวงศหรือขาราชการช้ันสูงท่ีพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง มีการ
แบง ออกเปน เมอื งชั้นเอก โท และตรี ตามลำดบั ขนาดและความสำคญั
ของเมอื งนน้ั ๆ หวั เมืองชัน้ นอกทส่ี ำคัญ เชน พิษณุโลก นครศรธี รรมราช
เปนตน
การปกครองหวั เมอื งประเทศราชยังคงเหมือนเดมิ เชนเดียวกับสมัยสโุ ขทัย กลาวคือ มีเจาเมือง
ของตนเองปกครองโดยอิสระแตจะตองสงตนไมเงิน ตนไมทอง และเคร่ืองราชบรรณาการมาที่
กรุงศรีอยุธยาตามกำหนด รวมทั้งสงกองทัพและเสบียงอาหารมาชวยยามสงคราม หัวเมือง
ประเทศราช เชน เขมร ตะนาวศรี ทวาย มะละกา เปน ตน
53
4.2 การปฏิรูปในสมัยรตั นโกสินทร
การปฏิรูปครั้งสำคัญสมัยรัตนโกสินทร คือ การปฏิรูปบานเมืองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลาเจาอยหู วั สาเหตุของการปฏิรูป คือ เพ่อื พัฒนาประเทศใหมีความทนั สมยั เจรญิ กาวหนา
ทัดเทียมกับชาติตะวันตก และเพ่ือใหรอดพนจากการยึดครองของชาติตะวันตก ตัวอยางการปฏิรูป
ทสี่ ำคัญมีดงั น้ี
ดานการเมอื ง “μÑé§áμ‹¢ŒÒ¾à¨ŒÒä´ŒÃѺÃÒªÊÁºÑμÔ ÃѺ˹ŒÒ·èÕÍѹãËÞ‹ÂÔè§ã¹¾¹Ñ¡§Ò¹·èÕ¨Ð
ºÓÃØ§ÃÑ¡ÉÒἋ¹´Ô¹«è֧໚¹¾¹Ñ¡§Ò¹Í‹ҧÊÙ§ áÅÐ໚¹¡ÒÃÍѹ˹ѡÂÒ¡
การปฏิรูปดานการเมือง เชน การปฏิรูปการบริหาร ·Õè¨Ð·Ó¡ÒÃãËŒÊдǡ䴌àμçÁ·ÕèμÒÁ¤ÇÒÁμŒÍ§¡Òà ÁÒ¨¹¶Ö§ºÑ´¹Õé¡ç¡Ç‹Ò
ราชการแผนดิน โดยแบงหนวยราชการสวนกลางออกเปน ÊԺࡌһ‚áÅŒÇ... ¨Öè§ä´ŒÁÕ¤ÇÒÁ»ÃÐʧ¤ÍѹÂèÔ§ãËÞ‹·èÕ¨Ðᡌ䢸ÃÃÁà¹ÕÂÁ
กระทรวงตางๆ ตามแบบสากล และปฏิรูปการปกครองสวน ¡Òû¡¤ÃͧãËŒÊÁ¡ÑºàÇÅÒãËàŒ »š¹·Ò§·è¨Õ Ðà¨ÃÔÞ᡺‹ ÒŒ ¹àÁ×ͧ”
ภูมิภาคโดยยกเลกิ การจัดเมืองออกเปนชั้นเอก โท ตรี จัตวา
และผนวกหัวเมืองเขามาอยูใตการปกครองแบบเทศาภิบาล (¾ÃÐÃÒª´ÓÃÊÑ ã¹¾ÃкҷÊÁà´¨ç ¾ÃÐ¨ÅØ ¨ÍÁà¡ÅÒŒ à¨ÒŒ ÍÂÙË‹ ÑÇ
และปฏิรูปการปกครองสวนทองถ่ินแบบสุขาภิบาล รวมท้ังตั้ง ·Ã§á¶Å§¾ÃкÃÁÃÒªÒ¸ÔºÒÂᡌ䢡Òû¡¤ÃͧἋ¹´¹Ô ¾.È. 2430)
สภาท่ีปรึกษาราชการแผนดินและสภาที่ปรึกษาสวนพระองค
โดยมีหนาท่ีถวายคำปรึกษาและความคิดเห็นตางๆ แกองค
พระมหากษัตรยิ
ผฉูสบอับน ดานเศรษฐกิจ
การปฏริ ูปดานเศรษฐกิจ เชน ทรงปฏิรปู การคลัง
โดยตั้งหอรัษฎากรพพิ ัฒน เพอ่ื รวบรวมเงินแผนดนิ ใหอ ยู
ในท่ีเดียวกัน มีการจดั ทำงบประมาณแผน ดนิ ทแี่ ยกการเงิน
สวนแผนดินและสวนพระองคออกจากกันโดยเด็ดขาด จัดตั้ง
ธนาคาร และต้ังกรมพระคลังมหาสมบัติ (ตอมาคือ กระทรวง)
เพื่อดูแลการคลังของแผนดิน สงเสริมการทำนาโดยการขุด
คลองและขยายพนื้ ท่กี ารเพาะปลกู ขา วไดกลายเปนสนิ คา ออก
ทีส่ ำคญั
ดานสังคมและวฒั นธรรม
ทรงยกเลิกระบบไพรและทาสเพื่อใหคนไทยมีความ
เทาเทียมกัน และเพ่ือไมใหชาวตางชาติดูถูกวาเมืองไทยกดขี่
พลเมืองเปนทาส ทรงปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคนมาใชใน
การปฏิรูปบานเมือง มีการรับวัฒนธรรมตะวันตกมาใชเพ่ือ
พัฒนาประเทศและใหเกิดความทันสมัยเหมือนชาติตะวันตก
เชน เปล่ียนแปลงเครื่องแตง กาย ทรงผม ยกเลิกการ
หมอบกราบแลวเปล่ียนเปนการคำนับ รวมทัง้ สรา ง
ความสัมพนั ธทางการทตู กับชาติตะวันตก
หมายถึง พระมหากษัตริยผูมีธรรมหรือผูปฏิบัติตามธรรม “ธรรม” ในท่ีน้ีหมายถึง หลักธรรม
ทางพระพุทธศาสนา ไดแ ก ทศพิธราชธรรม จกั รวรรดวิ ตั ร และราชจรรยานวุ ตั ร
ผลของการปฏิรูป คือ ทำใหประเทศไทยมีการพัฒนามาเปนลำดับ และแมจะตองถูก
อังกฤษและฝรั่งเศสเรียกรองผลประโยชนและเสียดินแดนที่เคยเปนเมืองขึ้นใหกับท้ังสองชาติน้ี แตก็
สามารถรอดพนจากการตกเปนเมืองขึ้นของชาตติ ะวนั ตกมาได
5. การปกครองบา นเมอื ง
การปกครองของประเทศไทยมพี ัฒนาการมาเปนลำดบั โดยอธบิ ายสรุปไดดังนี้
1) สมัยสุโขทัย รูปแบบการปกครองในระยะแรกเปนการปกครองที่พระมหากษัตริยมีความ
ใกลชิดกับราษฎร เรียกในเวลาตอมาวา “การปกครองแบบพอปกครองลูก” ตอมาพระมหากษัตริย
สุโขทัยทรงนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เชน ทศพิธราชธรรม มาปรับใชในการปกครอง ทำให
พระมหากษัตริยทรงเปนธรรมราชา ในดานการจัดการปกครอง มีการแบงเขตการปกครองออกเปน
เมอื งหลวง เมอื งลูกหลวง เมืองพระยามหานคร และเมอื งออกหรอื เมืองประเทศราช
2) สมัยอยุธยา พระมหากษัตริยทรงเปนสมมติเทพตามความเช่ือท่ีรับมาจากเขมรและทรง
เปนธรรมราชา ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดมีการปฏิรูปการปกครองบานเมืองคร้ังสำคัญ
โดยเนนการรวมอำนาจเขาสูศูนยกลาง แยกงานฝายทหารและฝายพลเรือนออกจากกัน ปรับปรุง
หนวยงานราชการใหครอบคลุมการปกครองและการบริหารอยางทั่วถึงมากขึ้น รวมทั้งจัดระเบียบการ
ปกครองหวั เมอื งใหม แบง ออกเปน หวั เมอื งชัน้ ใน หวั เมอื งชั้นนอก และหัวเมอื งประเทศราช ผฉสู บอับน
3) สมัยธนบุรีและรัตนโกสินทรตอนตน รูปแบบการปกครองบานเมืองยังคงยึดตามแบบ
สมยั อยธุ ยาเปน หลกั แตมีการปรบั เปลย่ี นรายละเอียดบางเลก็ นอ ย
4) สมัยรัตนโกสินทรยุคปรับปรุงประเทศ มีการปฏิรูปการปกครองครั้งสำคัญในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว การปฏิรูปเนนการรวมอำนาจเขาสูศูนยกลางที่กรุงเทพฯ
ดานการปกครอง แบง งานออกเปน กระทรวงตามแบบสากลและผนวกหวั เมืองเขามาอยูใตการปกครอง
แบบเทศาภิบาล มีขาหลวงเทศาภิบาลจากเมืองหลวงไปปกครอง และจัดการปกครองสวนทองถิ่น
แบบสุขาภบิ าล การรวมอำนาจเขา สูศูนยก ลางทำใหพ ระมหากษตั ริยม ีพระราชอำนาจสูงสดุ
5) สมัยรัตนโกสินทรยุคประชา-
ธิปไตย ประเทศไทยไดมีการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองเมื่อวนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 จาก
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน
ประมุขภายใตรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดใน
การปกครองประเทศเปนตนมาจนถึงปจจุบัน
การปกครองระบอบประชาธิปไตยไมคอยม่ันคง ภาพถายขาราชการที่เขารวมประชุมเทศาภิบาลโดย
เพราะมกี ารปฏวิ ัตริ ัฐประหารเกดิ ข้ึนบอ ยครัง้ มีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงเปน
องคประธาน ทีพ่ ระราชวงั บางปะอนิ พ.ศ. 2446
55
6. การเลิกทาสและเลกิ ไพร
6.1 การเลกิ ทาส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวพระราชทานพระราชดำริใหสภาท่ีปรึกษาราชการ
แผน ดินประชุมปรกึ ษาเพ่อื ปลดปลอยลูกทาส และมกี ารดำเนนิ การอยางเปนข้นั เปน ตอน ดังน้ี
8 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ออก “ประกาศลูกทาส”
เพื่อใหเจาเบ้ียนายเงินสำรวจลูกทาสในสังกัดเพ่ือ
จะไดก ำหนดคาตัวไดถ ูกตอ ง
21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ออกประกาศ “พระราชบัญญัติ 18 ตลุ าคม พ.ศ. 2417
พิกัดอายุลูกทาสลูกไท” กำหนดคาตัวลูกทาสท่ีเกิดใน ประกาศ “พระราชบัญญัติเกษียณอายลุ กู ทาสลูกไท”
ปมะโรง พ.ศ. 2411 อันเปนปท่ีเสด็จข้ึนครองราชสมบัติ
ใหม ีคา ตวั ลดลงเรื่อยๆ และหมดไปเมื่ออายยุ า งเขาปท่ี 21 เพื่อมิใหร าษฎรทว่ั ไปวิตกวาจะไมม ที าสไวใชส อย
1 เมษายน พ.ศ. 2448 ประกาศใช “พระราชบัญญัติ
ทาษรัตนโกสินทรศก 124” กำหนดใหลูกทาสทุกคนเปน
อิสระและหา มการซอื้ ขายทาสอีก เปนผลใหทาสหมดไป
จากสังคมไทย
ผฉูสบอับน 6.2 การเลิกไพร
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบบไพรเ ปนอปุ สรรคตอการพัฒนาบานเมอื ง เพราะไพรต องสงั กัดมลู นาย
จึงยายที่อยูไมได เปนการขัดขวางการขยายตัวทางเศรษฐกิจและทำใหเกิดความไมยุติธรรมในสังคม
เกิดปญหาเร่ืองการควบคุมกำลังคน เพราะทางการไมสามารถควบคุมกำลังคนไดอยางมีประสิทธิภาพ
ดังน้ัน พระองคจึงทรงดำเนินงานหลายข้ันตอนเพื่อเลิกระบบไพรโดยใชวิธีใหไพรเสียเงินแทนการ
ถกู เกณฑแรงงาน ดังน้ี ไพรที่พระมหากษัตริยพระราชทานใหแกเจานาย ขุนนาง
มีหนาท่ีคอยรับใชมูลนายในกิจการตางๆ เชน ซอมแซมวัง
3 มกราคม พ.ศ. 2443 ออก “พระราชบัญญตั ิลกั ษณะเกณฑจา ง” ของเจา นาย สรา งวดั ของเจา นาย เฝาวังของมลู นาย ตดิ ตาม
กำหนดวาต้ังแตนี้ไป การเกณฑราษฎรตลอดจนพาหนะเพ่ือชวย มูลนายไปทำสงคราม ไพรสมสามารถเปลี่ยนมูลนายไดหาก
งานราชการตองใหคาจางตามสมควร ถาผูถูกเกณฑตองเสียสวย ไดร บั ความยนิ ยอมจากมลู นายคนเดมิ
หรอื เงินคา ราชการก็ใหล ดเงินได
ใน พ.ศ. 2444 ออกพระราชบัญญัติหามการเกณฑแรงงานไพรและ
พระราชบัญญัติเบ้ียบำนาญ พระราชทานบำเหน็จบำนาญแกขาราชการ
แทนการพระราชทานไพรส มให เปน การส้ินสุดการมีไพรส มของมูลนาย
พ.ศ. 2448 ตราพระราชบญั ญัติเกณฑท หาร ร.ศ. 124 ใหชายฉกรรจ
อายุครบ 18 ป เขารบั ราชการทหารประจำการ 2 ป แลวปลดเปน กองหนุน
56
การยกเลกิ ระบบไพรท ำใหป ระชาชนมีอสิ ระในการประกอบอาชีพ การศกึ ษาเลา เรยี น และเกิด
ระบบทหารอาชีพ หนา ทขี่ องชายไทยตอ ประเทศมจี ำกดั แนนอนเพียง 2 ปในเวลาปกติ สามารถเลือก
ประกอบอาชีพและเลือกท่ีอยูอาศัยไดตามใจชอบ และสามารถเพ่ิมผลผลิตไดตามความตองการของ
การขยายการคาระหวางประเทศ จะเห็นไดวาการเลิกระบบไพรมีความสำคัญย่ิงกวาการเลิกระบบทาส
เพราะเปน การปลดปลอยราษฎรสว นใหญของประเทศใหม อี สิ ระอยางแทจ ริง
7. การเสดจ็ ประพาสยโุ รปและหัวเมอื งของรัชกาลที่ 5
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยหู ัวไดเสดจ็ ประพาสยโุ รป 2 ครง้ั ไดแก ใน พ.ศ. 2440
และ พ.ศ. 2450 เพ่ือการเจรจาทางการเมืองกับมหาอำนาจตะวันตก เพื่อแกปญหาความขัดแยง
ระหวา งกนั เพ่อื ศึกษาความเจริญกา วหนาดานตา งๆ ของตะวนั ตก เพ่อื ใหชาวตางชาติไดรูจ ักไทยดีขึ้น
และเพอ่ื แสวงหามิตรประเทศ
1) การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 ใน พ.ศ. 2440 นับเปนครั้งแรกของพระมหากษัตริย
ในภูมภิ าคนท้ี ่เี สด็จประพาสยุโรป โดยมจี ุดประสงคสำคัญ คือ เพอื่ ทำความเขา ใจกบั ชาติทีค่ ุกคามไทย
เพ่ือเจรจาโดยตรงกับผูนำของฝรั่งเศสเพื่อแกปญหาความขัดแยงในกรณีที่สืบเน่ืองจากวิกฤติการณ
ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) รวมทั้งเพื่อแสวงหาชาติพันธมิตรมาชวยเสริมสรางความม่ันคงของประเทศ ผฉูส บอับน
การเสด็จประพาสยุโรปครั้งน้ีประสบความสำเร็จอยางยิ่งในการสรางสัมพันธไมตรีกับรัสเซียในรัชสมัย
ซารนโิ คลัสท่ี 2 แหง ราชวงศโรมานอฟ
ตอมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดสงสมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟา
จักรพงษภูวนาถไปศึกษาที่ประเทศรัสเซียดวย และในการเสด็จประพาสยุโรปคร้ังนี้ไดทรงเจรจา
และปรับความเขา ใจกบั ฝร่ังเศส ซง่ึ คุกคามไทยอยางหนัก รวมท้งั มจี ุดประสงคท ่สี ำคัญอกี ประการหนึง่
คือ เพื่อทอดพระเนตรความเจรญิ ของยโุ รป จะไดน ำมาเปน แบบอยา งในการปรบั ปรุงบา นเมือง
Timeline 17-30 ม.ิ ย. 17 ก.ย.-2 ต.ค.
7 เม.ย. เสดจ็ ลง เสด็จออสเตรีย-ฮงั การี เสด็จอังกฤษครง้ั ท่ี 2
เรือพระท่ีน่งั จกั รี 23-26 ก.ค. 29 ก.ค.-21 ส.ค.
14-18 พ.ค. เสด็จเดนมารก เสดจ็ องั กฤษคร้งั ที่ 1 2-4 ต.ค.
เสด็จอติ าลีครัง้ แรก เสดจ็ เบลเยียมคร้งั ที่ 2
1-12 ก.ค. 9-11 ก.ย.
เสดจ็ รสั เซีย เสด็จเบลเยียม 10-14 ต.ค.
เสด็จฝ2ร1ัง่ -เ2ศ3สคตร.้งัคท. ่ี 2
ครั้งท่ี 1
เสดจ็ โปรตุเกส
พ.ศ. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
16 ธ.ค.
2440 18 พ.ค.-1 ม.ิ ย. 13-20 ก.ค. 11-17 ก.ย. กลบั ถึง
เสดจ็ สวิตเซอรแ ลนด เสด็จสวเี ดน 22 ส.ค.-6 ก.ย. เสด็จฝร่ังเศส
นอรเวย เสดจ็ เยอรมนี ครง้ั ที่ 1 27 ต.ค.-3 กพร.ุงยเ.ทพฯ
1-16 ม.ิ ย. ครงั้ ที่ 1 4-9 ต.ค. เสด็จอติ าลี
เสด็จอติ าลี 6-9 ก.ย. เสดจ็ เสด็จเยอรมนี คร้ังที่ 3
คร้งั ที่ 2 เนเธอรแลนด 15-20 ต.ค.
ครงั้ ท่ี 2 เสด็จสเปน
57
ผฉูสบอับน 2) การเสด็จประพาสยโุ รปครง้ั ท่ี 2 ใน พ.ศ. 2450
รัชกาลท่ี 5 เสด็จประพาสยโุ รปคร้ังที่ 2 ทรงมีจุดประสงคสำคัญ คือ เพื่อรักษาพระอาการประชวร
(ภาพจากบนลงลาง) ทรงฉลองพระองค เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและพระวักกะ (ไต) และเพ่ือเจรจา
ครุยดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ิทางกฎหมาย ราชการบานเมืองกับชาติตะวันตกตางๆ ทั้งเร่ืองสิทธิสภาพ
ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจเม่ือ พ.ศ. นอกอาณาเขต ปญหาเรื่องคนในบังคับฝรั่งเศส อำนาจการ
2450 ทรงฉายพระรูปกบั แกรนดด ุก และ ปกครองเหนือดินแดนเมืองหลวงพระบางบนฝงขวาแมน้ำโขง
ดัชเชสแหงบาเดิน ในการเสด็จฯ เยือน และเขตปลอดทหาร (ไทย) ระยะ 25 กิโลเมตรบนฝงขวาของ
ประเทศนอรเวย และทรงฉายกับปรินซ แมน้ำโขงตลอดแนวชายแดนระหวางราชอาณาจักรสยามกับ
วลั ดิมารแ หง เดนมารก อาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส ปญหาภาษีรอยชัก 3 เปนรอย
ชัก 10 และโครงการสรางทางรถไฟสายใต ทรงใหสัตยาบัน
ในสนธิสัญญาสยามกับฝรั่งเศส พ.ศ. 2449 การเจรจากับ
ปลัดกระทรวงการตางประเทศอังกฤษซ่ึงสงผลใหเกิดสนธิสัญญา
แลกเปลี่ยน 4 รัฐมลายูในเวลาตอมา และการเสด็จพระราช
ดำเนินทรงรับปริญญาด็อกเตอรออฟลอว (Doctor of Law)
ณ บา นของอธกิ ารบดมี หาวิทยาลยั เคมบริดจ
นอกจากนี้ทรงมีลายพระราชหัตถเลขาพระราชทาน
แกสมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟานิภานภดล วิมลประภาวดี
เลาเรื่องราวตางๆ ต้ังแตสภาพดินฟาอากาศ สภาพบานเมือง
การรักษาพระองค สังคมและวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย
ของคนในประเทศที่เสด็จพระราชดำเนินเยือน พระราชภารกิจ
พระราชดำริ และพระราชวินจิ ฉยั สวนพระองคท ี่ทรงมตี อเหตุการณ
ตา งๆ ลายพระราชหตั ถเลขานตี้ อมาพิมพเ ปนหนงั สือ “ไกลบาน”
ในการเสด็จประพาสหวั เมือง รัชกาลที่ 5 โปรดประพาส
ตามมณฑลหัวเมืองเพ่ือดูสภาพชีวิตความเปนอยูของราษฎร
มีท้ังที่เสด็จไปตรวจราชการอยางเปนทางการและเสด็จประพาส
เปนการสวนพระองค หรือ “เสด็จประพาสตน” ทั้งเสด็จทางเรือ
เสด็จทางรถไฟอยางสามญั ชน ทรงแตง พระองคอ ยา งคนธรรมดา
เชน เปนคหบดี ทำใหไดพบปะพูดคุยกับชาวบานโดยท่ีชาวบาน
บางคนไมรูวาพระองคเปนพระเจาแผนดิน บางคร้ังทรงไดรับ
เลี้ยงอาหารจากชาวบาน ซึ่งการคบหาสมาคมกับราษฎรอยาง
ใกลชิด ทำใหพระองคทราบทุกขสุขและความเปนไปของราษฎร
ตลอดจนการปฏิบตั ิงานของขา ราชการในสวนทองถน่ิ
58
8. การเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ในวันท่ี 24 มิถนุ ายน พ.ศ. 2475 กลุมบุคคลกลุมหน่งึ ท่ีตอ มาเรียกตนเองวา “คณะราษฎร”
ไดยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยม าเปน ระบอบประชาธิปไตย
คณะราษฎรเกิดจากการรวมกลุมของขาราชการและนักเรียนไทย 7 คนในฝรั่งเศสและยุโรป
ที่ตองการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศสยาม ภายใตการนำของนายปรีดี พนมยงค
(หลวงประดิษฐมนูธรรม) เม่ือนักเรียนเหลาน้ีกลับมาเมืองไทยก็ไดขยายกลุมสมาชิกภายในประเทศ
และขอใหพนั เอก พระยาพหลพลพยุหเสนาเปนหัวหนา ผูกอการ โดยหลวงประดิษฐม นูธรรมเปนแกนนำ
ฝา ยพลเรอื น หลวงพิบูลสงครามเปนแกนนำฝายทหารบก
1) สาเหตุของการปฏิวัติ เกิดจากปจจัยทางการเมืองและปจจัยทางเศรษฐกิจ ในดานปจจัย
ทางการเมือง การปฏิรูปบานเมืองและปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลท่ี 5 ทำใหเกิดชนชั้นกลาง
ที่เรียนรูรูปแบบการเมืองการปกครองของชาติตะวันตก ทำใหเห็นวาการปกครองโดยคนๆ เดียวหรือ
สถาบันเดยี วไมอาจแกไขปญหาตา งๆ ไดท ัง้ หมด นอกจากนี้ ชนชัน้ กลางจำนวนมากไมพอใจท่บี รรดา
เช้ือพระวงศผูกขาดอำนาจการปกครองและการบริหารราชการ กลุมคนรุนใหมตองการใหมีการ
ปกครองระบอบรัฐสภาและมีรัฐธรรมนญู บางกลุมตอ งการใหมกี ารปกครองระบอบสาธารณรฐั
ในดานปจจัยทางเศรษฐกิจ ปญหาเศรษฐกิจตกต่ำและการดุลขาราชการออกจำนวนมาก ผฉสู บอับน
เพ่ือตัดลดงบประมาณ ทำใหเกิดความไมพอใจในหมูขาราชการและประชาชนท่ีเดือดรอนจากปญหา
เศรษฐกิจ ทำใหเปนสาเหตหุ น่ึงท่ีคณะราษฎรใชโจมตกี ารปกครองในระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย
นาวาตรี พันตรี
หลวงสนิ ธสุ งครามชยั หลวงพิบูลสงคราม
หลวงประดิษฐม นูธรรม
พนั เอก
พระยาพหลพลพยุหเสนา
คณะผกู อการเปล่ียนแปลงการปกครองฝายทหารเรือ
คณะผูกอ การเปลี่ยนแปลงการปกครองฝา ยทหารบก
59
2) เหตุการณวนั ท่ี 24 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 ในวนั ท่ี 24 มิถนุ ายน
คณะผูกอการเขายึดอำนาจการปกครองที่กรุงเทพมหานคร และจับกุม
พระบรมวงศานวุ งศและขาราชการชั้นผูใหญ เชน สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอ
เจาฟาฯ กรมพระนครสวรรควรพินิต ผูสำเร็จราชการรักษาพระนคร
สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ
สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
อภริ ฐั มนตรี เปนตัวประกนั
สวนบริเวณลานหนาพระท่ีน่ังอนันตสมาคม
พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหนาคณะผูกอการได
อานประกาศยึดอำนาจการปกครอง ขณะนั้นพระบาทสมเด็จ
พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว พระปกเกลาเจาอยูหัวและสมเด็จพระนางเจารำไพพรรณี
ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญแหงราช พระบรมราชินี ประทับอยูที่พระราชวังไกลกังวล อำเภอ
อาณาจกั รสยาม พทุ ธศักราช 2475 เม่อื
วนั ท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 หวั หนิ จังหวดั ประจวบคีรีขนั ธ
ในวันท่ี 25 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงยอมรับการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร เพราะทรงเห็นแกความสงบเรียบรอยของราษฎรและ
ผฉูส บอบั น ไมอยากใหเสียเลือดเนื้อ รวมทั้งพระองคก็ทรงมีพระราชดำริท่ีจะเปล่ียนแปลงการปกครองเปน
ประชาธปิ ไตยอยแู ลว
ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรไดเขาเฝาฯ และนำรางพระราชบัญญัติ
ธรรมนูญการปกครองแผน ดนิ สยาม พุทธศกั ราช 2475 ขึน้ ทลู เกลา ฯ ถวาย เพอ่ื ใหลงพระปรมาภไิ ธย
ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงเติมคำวา “ชั่วคราว” ตอทายรัฐธรรมนูญ นับเปนการ
เริม่ ตน ระบอบรฐั ธรรมนญู ของไทย ตอมาในวนั ที่ 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2475 ไดม พี ระราชพธิ ีพระราชทาน
รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรสยาม ณ พระทีน่ งั่ อนันตสมาคม พระราชวังดสุ ติ
9. บทบาทของสตรีไทย
สตรีไทยมีบทบาทสำคัญมาตั้งแตอดีต ในทางการเมือง สตรีไทยในประวัติศาสตรหลายคน
ไดมีบทบาทในการสรางชาติไทย เชน พระสุพรรณกัลยา พระพ่ีนางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงเสียสละพระองคเปนองคประกันที่เมืองหงสาวดี เพื่อแลกกับอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวร
ทจ่ี ะมากอบกเู อกราชใหก บั กรุงศรีอยุธยาในวนั ขา งหนา
ในสมัยรัตนโกสินทร สตรีไทยหลายคนไดมีบทบาทในการตอสูทำสงครามเพ่ือปกปอง
บา นเมือง เชน คณุ หญิงจนั ภรรยาเจาเมอื งถลาง (ภูเกต็ ) และนางมกุ นองสาว ไดน ำชาวเมอื งถลาง
ตอสูตานทานกองทัพพมาเม่ือคร้ังสงครามเกาทัพในสมัยรัชกาลที่ 1 มีความดีความชอบจนไดรับการ
แตงตั้งใหเ ปนทา วเทพกษัตรแี ละทาวศรีสุนทรตามลำดับ
60
ในสมัยรัชกาลที่ 3 คุณหญิงโม ภรรยาของปลัดเมืองนครราชสีมา ไดใชอุบายโดยให
หญิงชาวบานเล้ียงสุราอาหารแกทหารลาว ทำใหกองทัพของเจาอนุวงศแหงเวียงจันทนตายใจและ
ปลอยปละละเลยความปลอดภัยของคายทัพ เมื่อไดโอกาสก็นำอาวุธเขาตอสูกับทหารฝายลาวจน
บาดเจ็บลมตายจำนวนมากและแตกทัพหนีไป ทำใหฝายไทยสามารถเอาชนะได ตอมาคุณหญิงโม
ไดรบั การแตง ต้งั ใหเ ปนทา วสุรนารี
นอกจากนี้ เจานายสตรีบางพระองคทรงไดรับการแตงต้ังใหเปน
ผูสำเร็จราชการแผนดิน คร้ังแรก คือ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอม
เกลา เจาอยหู ัวทรงแตงตั้งสมเดจ็ พระนางเจาเสาวภาผอ งศรี พระอคั รราชเทวี
เปน สมเดจ็ พระนางเจา เสาวภาผองศรี พระบรมราชินีนาถ ผสู ำเร็จราชการ
แผนดนิ เมื่อคร้ังรัชกาลท่ี 5 เสด็จประพาสยุโรป
คร้ังท่ี 1 พ.ศ. 2440 และครงั้ ที่ 2 เมือ่ พระบาท
สมเดจ็ พระเจา อยหู ัวเสดจ็ ออกผนวชเมือ่ พ.ศ.
2499 ทรงแตงตั้งสมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ
พระบรมราชนิ นี าถ เปนผสู ำเร็จราชการแผนดนิ
ในสมัยปจจุบัน มีสตรีไทยจำนวนมาก ผฉสู บอับน
ไดมีบทบาททางการเมือง เชน เปนสมาชิกสภา
ผูแทนราษฎร สมาชกิ วฒุ ิสภา รัฐมนตรี นอกจากนี้ (ภาพขวา) สมเด็จพระนางเจาเสาวภาผองศรี
ในหนวยงานท้ังภาครัฐและภาคเอกชนยังมีสตรีที่ดำรง พระบรมราชนนี าถ ผูส ำเรจ็ ราชการแผนดินเมอ่ื คร้งั
ตำแหนง สำคัญ เชน ผูวาการธนาคารแหง ประเทศไทย รชั กาลท่ี 5 เสดจ็ ประพาสยุโรปครง้ั ที่ 1 (ภาพซา ย)
ปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร เปน ตน ทรงเปนองคประธานในการประชุมท่ีปรึกษาของ
ผูสำเร็จราชการแผนดนิ
ในดานสังคมและวัฒนธรรม สตรีไทยหลายทานมีบทบาทดานการประพันธ เชน กรมหลวง
นรินทรเทวี (เจาครอกวัดโพ) พระนองนางเธอในรัชกาลท่ี 1 ทรงประพันธจดหมายเหตุความทรงจำ
บันทึกเหตุการณตางๆ ระหวาง พ.ศ. 2310 กอนกรุงศรีอยุธยาจะเสียแกพมาจนถึง พ.ศ. 2363
ในชวงกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย นับเปนการบันทึกขอมูลประวัติศาสตร
ทสี่ ำคญั สืบเนือ่ งมาจนถงึ ปจจุบัน
นอกจากนี้ คุณพุมหรือบุษบาทาเรือจาง ธิดาของพระยาราชมนตรี (ภู ภมรมนตรี) เปนกวี
หญิงท่ีมีความรูความสามารถ เปนศิษยคนสำคัญของสุนทรภู และคุณสุวรรณ ธิดาพระยาอุไทยธรรม
(สกุล ณ บางชาง) และเปนขาหลวงกรมหม่ืนอัปสรสุดาเทพ ก็ไดเปนศิษยของสุนทรภูดวยเชนกัน
ผลงานท่ีสำคัญ เชน เพลงยาวจดหมายเหตุเร่ืองกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพประชวร บทละครเรื่อง
พระมะเหลเถไถ และบทละครเร่ืองอุณรุทรอยเร่ือง ดอกไมสดประพันธเร่ืองชัยชนะของหลวงนฤบาล
ผูดี และจิรนนั ท พติ รปรีชา ไดร ับรางวลั กวซี ไี รต เปน ตน
61
10. บทบาทของสถาบันพระมหากษตั ริยใ นการพฒั นาชาตไิ ทย
สถาบันพระมหากษัตริยมีบทบาทสำคัญอยางยิ่งในการพัฒนาชาติไทยมาต้ังแตอดีตจนถึง
ปจ จบุ ัน ดงั ตัวอยา งที่จะกลาวถงึ ตอ ไปนี้
10.1 การปอ งกนั และรักษาเอกราชของชาติ
นับต้ังแตอดีตพระมหากษัตริยทรงอยูในฐานะจอมทัพ เปนผูนำในการทำสงครามเพ่ือปองกัน
บานเมืองและขยายอำนาจ เชน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพจากพมาและทำ
สงครามเพ่ือสรางความม่ันคงและขยายอำนาจของกรุงศรีอยุธยา หรือสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช
ทรงเปน ผูนำขับไลพ มา หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครง้ั ท่ี 2 และสถาปนากรุงธนบุรีเปนราชธานีแหงใหม
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชก็ทรงเปนแมทัพสำคัญมาต้ังแต
สมัยธนบุรี ทรงทำสงครามกบั พมา สงครามครัง้ สำคัญ คอื สงครามเกาทพั เม่ือ พ.ศ. 2328 แมแต
ในสมัยที่ไทยเผชิญภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตก ท้ังพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว
และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวก็ทรงเปนผูนำในการดำเนินนโยบายตางๆ เพ่ือรักษา
เอกราชของชาติ โดยใชนโยบายทางการทูตสรางความสัมพันธกับราชสำนักตางชาติเมื่อเผชิญกับ
ความขัดแยงกับชาติตะวันตก เชน รัฐบาลไทยใชการเจรจาทางการทูตทั้งการเจรจาในเมืองไทยและใน
ผฉูส บอับน ฝรั่งเศส ในกรณี ร.ศ. 112 โดยขุนนางไทยและพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดทรงเจรจากับฝร่ังเศสดวยพระองคเอง
เมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรปคร้งั ที่ 1 พ.ศ. 2440
นอกจากน้ีทรงผูกมิตรกับรัสเซีย เพื่อใหรัสเซียชวยเจรจา
ไกลเกลี่ยกับฝรั่งเศสอีกทางหนึ่ง และทรงยอมเสียดินแดนสวนนอย
ท่ีไมใชดินแดนไทยเพื่อรักษาดินแดนสวนใหญไว หรือในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงประกาศเขารวม
กับฝายสัมพันธมิตรในสงครามโลกคร้ังที่ 1 (ค.ศ. 1914-
1918) และสงทหารไทยไปยุโรปดวย ทำใหไทยได
ประโยชนจากการเขารวมกับฝายชนะสงคราม โดยได
ยกเลิกสนธิสัญญาไมเปนธรรมท่ีเคยทำกับชาติตะวันตก
ไวในเวลาตอมา
พระบรมราชานุสาวรียสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช
ประดิษฐานอยูที่อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี สรางข้ึน
เพ่ือเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช
ที่ทรงใชเมืองจันทบุรีเปนฐานทัพเริ่มแรกกอนที่จะไป
กอบกเู อกราชกลับคืนจากพมาไดในเวลาตอ มา
62
หรือทค่ี นไทยรูจักกนั ดีวา “มหาเวสสนั ดรชาดก” มหาชาตคิ ำหลวง แปลวา ชาติใหญ ชาติสำคญั เปน หนงั สือที่กลา วถงึ
การบำเพ็ญทานอยา งย่ิงใหญข องพระเวสสันดร ซงึ่ เปนพระชาตสิ ุดทา ยกอ นจะตรสั รเู ปน พระสมั มาสัมพทุ ธเจา
10.2 การสรางสรรควฒั นธรรมไทย
บทบาทของสถาบนั พระมหากษัตริยในการสรางสรรควัฒนธรรมไทยจัดวามีความสำคัญอยางยิ่ง
ตอการพฒั นาชาติไทยดว ยเชนกนั โดยสามารถสรปุ ไดด ังน้ี
1) ดานประเพณแี ละพิธสี ำคัญตางๆ พระมหากษัตรยิ ทรงมีบทบาทสำคญั ในการสรา งสรรค
พระราชพิธีและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติไทยมาตั้งแตอดีต ท้ังพระราชพิธีที่เก่ียวของกับ
พระมหากษัตริยโดยตรง เชน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีของรัฐ เชน พระราชพิธี
จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และพระราชพิธีทางศาสนา เชน พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทอดผา
พระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ลวนมีพระมหากษัตริย
เปนผูนำในการปฏิบตั ิ
2) ดานศาสนา พระมหากษัตริยไทยทุกยุคทุกสมัยเปนองคอุปถัมภและสงเสริมการเผยแผ
พระพุทธศาสนา ทั้งการสรางและบูรณปฏิสังขรณศาสนสถาน การสังคายนาพระไตรปฎก การแตง
วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เชน สมเด็จพระมหาธรรมราชาท่ี 1 (ลิไทย) ทรงแตงไตรภูมิพระรวง
หรือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสนับสนุนใหนักปราชญราชบัณทิตรวมกันแตงหนังสือเร่ือง
มหาชาตคิ ำหลวง
นอกจากนี้ พระมหากษัตริยไทยทรงมีขันติธรรมทางศาสนา ทรงใหเสรีภาพในการนับถือ ผฉสู บอับน
ศาสนาแกราษฎร และทรงสนับสนุนศาสนาอื่นๆ เชน พระราชทานท่ีดินใหสรางเปนโบสถคริสตและ
มัสยดิ ในศาสนาอสิ ลามท้ังในสมยั อยุธยาและรตั นโกสินทร เปนตน
ยอนเวลาหาอดตี
พระราชพธิ บี รมราชาภิเษก
พระราชพิธบี รมราชาภเิ ษกเปน พิธีใหญท่มี คี วามสำคัญย่งิ ในการแสดงออกซง่ึ สิทธิ
อันชอบธรรมในการข้ึนเปนกษัตริย เพราะจะทำใหพระมหากษัตริยท่ีขึ้นครองราชยมีอำนาจ
ในฐานะผูปกครองเต็มที่โดยสมบูรณแบบ หากยังไมไดประกอบพิธีน้ี กษัตริยพระองคใหมนั้น
จะทรงเปนเพียงผูสำเร็จราชการแผนดิน เคร่ืองยศบางอยาง
ก็ตองลดลง เชน พระเศวตฉตั รมเี พยี ง 7 ชัน้ ไมใ ช 9 ชัน้
เมื่อประกอบพิธีแลวจึงเปนกษัตริยเต็มพระองค เปน
สมมติเทพอยางแทจรงิ ซ่งึ ไทยรับแบบอยา งพระราช-
พิธีบรมราชาภิเษกมาจากอินเดีย แตพระราชพิธี
ของไทยมีรายละเอียดขั้นตอนการประกอบพิธี
มากกวา เพราะมีการผสมผสานท้งั คตคิ วามเชอ่ื และพิธีการของศาสนา
พราหมณ-ฮินดู พระพุทธศาสนา และคติความเชื่อในประเพณีดั้งเดิมของไทยไว
ดวย พิธีสำคัญท่ีสุดในการบรมราชาภิเษก คือ พิธีพราหมณ และตองมีพราหมณ
เปน ผูประกอบพธิ ี จึงจะเปน พธิ ีท่สี มบรู ณ
63
More About 3) ดานวัฒนธรรมการดำเนินชีวิต
รชั กาลที่ 2 ทรงอุปถัมภก วี ในอดีตราชสำนักเปนศูนยกลางประเพณีและ
ซ่ึงมีความสามารถในเชิงกลอน วัฒนธรรม ชาวบานจะเลียนแบบการประพฤติ
ที่มีชื่อเสียง ไดแก พระสุนทร ปฏิบัติของชาววัง เชน การแตงกาย อาหาร
นับต้ังแตรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอม-
โวหารหรือสุนทรภู ผลงานเดน เกลาเจาอยูหัวเปนตนมา พระมหากษัตริยทรง
อาทิเชน นิทานคำกลอนเรื่อง เปนผูนำในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการ
พระอภยั มณี นริ าศเมืองแกลง ดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการรับวัฒนธรรมแบบ
นิราศพระบาท นริ าศภเู ขาทอง ตะวนั ตก เชน การใชช อ นสอม การนั่งโตะ เกา อี้
เปนตน จากความสามารถดาน การแตง กายแบบตะวนั ตก ทำใหว ฒั นธรรมแบบ
การประพันธ ทำใหองคการยูเนสโก
ประกาศใหส นุ ทรภูเปนกวดี ีเดนของโลกเมือ่ พ.ศ. 2529
ใหมแพรหลายไปสปู ระชาชน
คร้ันถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงปลูกฝงเร่ืองชาตินิยม ใหคนไทย
มีความรักและจงรักภักดีตอ “ชาติ ศาสน กษัตริย” ซึ่งกลายเปนคำขวัญมาจนถึงปจจุบัน ทรงนำ
ประเทศเขาสูสังคมนานาชาติในทางวัฒนธรรม โดยใหคนไทยมีนามสกุลเพื่อแสดงถึงความเปนชาติ
ทีม่ อี ารยธรรม มกี ารใชคำนำหนาเด็ก สตรี บรุ ุษ ทรงเปลย่ี นการนบั เวลาตามแบบสากล คือ จากเดิม
ผฉูสบอับน วันใหมห รอื ยำ่ รงุ ของไทยเริ่มในเวลา 6 นาฬก า เปลี่ยนเปน เร่มิ ต้ังแตห ลงั 24 นาฬกา และทรงประดษิ ฐ
ธงชาตแิ บบใหม เรยี กวา “ธงไตรรงค” ใหเ หมือนกบั ธงทีป่ ระเทศสวนใหญใชกัน
4) ดา นศิลปกรรม แบง ออกเปน
4.1) ดานวรรณกรรม พระมหากษัตริยไทยหลายพระองคทรงมีพระปรีชาสามารถ
ทางการประพันธ เชน รัชกาลท่ี 1 ทรงพระราชนิพนธนิราศ
รบพมาท่ีทาดินแดง บทละครเรื่องรามเกียรต์ิ รัชกาล
ท่ี 2 ทรงพระราชนิพนธเร่ืองอิเหนา กาพยเหเรือชม
เคร่ืองคาวหวาน รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชนิพนธบทละคร
เร่ือง เงาะปา ไกลบาน รัชกาลท่ี 6 ทรงพระราชนิพนธ
วรรณกรรมมากมาย เชน เทศนาเสือปา นิทานทองอิน
ศกุนตลา มัทนะพาธา รวมทั้งทรงแปลบทละครของ
วลิ เลยี ม เชกสเปย ร เชน เวนิสวานิช โรมโิ อและจูเลยี ต
รวมทัง้ รัชกาลท่ี 9 ทรงพระราชนพิ นธเร่อื งพระมหาชนก
ทรงแปลเร่ืองนายอินทร ผูปดทองหลังพระ ติโต (Tito)
จากตน ฉบับภาษาองั กฤษ เปนตน
บทพระราชนิพนธอันทรงคุณคาที่แสดงถึงพระปรีชา
สามารถทางดานการประพันธข องพระมหากษตั รยิ ไทย
64
วัดประจำพระราชวังกรงุ ศรีอยุธยา ไมม พี ระสงฆจ ำพรรษา โดยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถทรงยกให
เปนเขตพทุ ธาวาส เพ่อื ประกอบพธิ ีสำคัญตางๆ เชน พระราชพิธีถอื น้ำพระพิพฒั นสตั ยา เปน ตน
4.2) ดานสถาปตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม ผลงานดานสถาปตยกรรมท่ี
พระมหากษัตริยไทยหลายพระองคโปรดเกลาฯ ใหสรางขึ้นมีอยูมากมาย เชน ในสมัยอยุธยา สมเด็จ
พระรามาธิบดีท่ี 1 (อูทอง) โปรดเกลาฯ ใหสรางพระปรางควัดพุทไธสวรรย ตามแบบศิลปะลพบุรี
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 โปรดเกลา ฯ ใหส รา งพระเจดียใหญ 3 องคในวัดพระศรสี รรเพชญ ซง่ึ ไดร บั
อทิ ธิพลจากศิลปะสุโขทัย
สว นในสมยั รัตนโกสินทร เชน รัชกาลที่ 1 โปรดเกลาฯ ใหสรา งพระบรมมหาราชวัง
และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซ่ึงเปนผลงานชิ้นเอกดานสถาปตยกรรมและศิลปกรรมอันเปนสมบัติ
ของชาติมาถงึ ปจจบุ ัน โดยโปรดใหถ า ยแบบพระบรมมหาราชวังทีก่ รุงศรอี ยุธยามาสราง เชน พระท่ีน่งั
ดุสิตมหาปราสาท นอกจากน้ีโปรดเกลาฯ ใหสรางปอมปราการเรียงรายไวรอบพระนคร ปอมที่เหลือ
มาถึงปจจุบัน คือ ปอมพระสุเมรุและปอมมหากาฬ รัชกาลที่ 2 โปรดเกลาฯ ใหสรางสวนขวาขึ้น
ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเปนที่ทรงพระสำราญและตอนรับแขกเมือง ทรงแกะสลักบานประตูวิหาร
พระศรศี ากยมนุ ีท่วี ัดสุทศั นเทพวราราม รัชกาลท่ี 3 โปรดเกลา ฯ ใหส รา งโลหะปราสาททวี่ ัดราชนัดดาราม
และโปรดเกลาฯ ใหสรางและซอมแซมพระราชวัง เชน เปลี่ยนหลังคาพระที่น่ังดุสิตมหาปราสาทและ
เพ่ิมการปดทองเขาไป รอ้ื ประตูกำแพงวังท่เี ดิมเปนประตทู ีม่ ยี อดมณฑปเปนไม เปลี่ยนเปน ประตหู อรบ
อยางที่เหน็ อยูในปจจบุ ัน และโปรดเกลาฯ ใหสรางปอ มปราการเพมิ่ เตมิ โดยเฉพาะอยา งย่ิงปอ มที่ตั้งอยู
ทางปากอาวไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไดร ับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตก จึงโปรดเกลา ฯ ใหสรา งตกึ ผฉูสบอับน
และพระที่น่ังท้ังแบบตะวันตก และประยุกตระหวางศิลปะไทยกับตะวันตก
เชน พระที่นัง่ อนนั ตสมาคม พระท่ีน่งั จกั รีมหาปราสาท พระทนี่ ่ังวมิ านเมฆ
เปนตน
พระเจดียใหญ 3 องคในวดั พระศรสี รรเพชญ สรา งข้ึน
ในสมยั สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แหงกรงุ ศรอี ยธุ ยา
สำหรบั งานประติมากรรม สวนใหญจ ะโปรดเกลา ฯ ใหส รา งพระพทุ ธรูป เชน สมเดจ็
พระรามาธิบดีที่ 2 โปรดเกลาฯ ใหสรางพระศรีสรรเพชญประดิษฐานไวในวิหารหลวง วัดพระศรี-
สรรเพชญ ในสมยั รตั นโกสินทร เชน รัชกาลท่ี 2 โปรดเกลา ฯ ใหส รา งพระพทุ ธธรรมิศราชโลกธาตดุ ลิ ก
พระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม โดยทรงปนพระพักตรดวยพระองคเอง รัชกาลที่ 9
โปรดเกลาฯ ใหสรางพระพุทธรูปปางประทานพร ภ.ป.ร. รวมท้ังทรงสรางพระพิมพสวนพระองค คือ
พระพิมพจิตรลดา เปนตน
ในดานจิตรกรรม เชน สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชโปรดเกลาฯ ใหชางเขียน
เขียนสมุดภาพไตรภูมิ เพ่ือใหคนทั้งหลายประกอบความดีละเวนความชั่ว รัชกาลท่ี 3 ทรงใหการ
สงเสริมชางฝมือทุกชาติ งานจิตรกรรมในรัชสมัยนี้จึงมีอยูหลายแหงท่ีมีการนำศิลปะจีนเขามาผสม
เชน ประตูพระท่ีน่ังอิศราวินิจฉัยในพระราชวังบวรสถานมงคล (พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร)
มีการประดับลวดลายท่ีแตกตางไปจากเดิม คือ มีลายตนไม ดอกไม นก แมลง และกิเลน ซ่ึงเปน
สัตวในตำนานของจีนปรากฏอยูดวย ขณะเดียวกันก็มีการเขียนสอดเสน
สีทอง ซ่ึงดัดแปลงมาจากจิตรกรรมของจีนไวที่ฝาผนังบางแหง ซ่ึงลวน
แตสงเสริมใหงานสถาปตยกรรมและจิตรกรรมของไทยมีความโดดเดน
รวมท้ังรัชกาลที่ 9 ทรงวาดภาพฝพระหัตถ ซึ่งมีทั้งแบบเหมือนจริง
ผฉูส บอับน (Realism) แบบเอกซเพรสชนั นิซมึ (Expressionism)
และแบบนามธรรม (Abstractionism)
“ตอ ส”ู ภาพวาดฝพระหตั ถใน “สมเดจ็ พระนางเจา ฯ
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว พระบรมราชินีนาถ”
ภมู พิ ลอดุลยเดช ภาพวาดฝพระหัตถ
ในพระบาทสมเด็จ
พระเจาอยูหัวภูมิพล
อดุลยเดช
“กุหลาบไทย” ภาพวาดฝพระหัตถ
ในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว
ภมู ิพลอดลุ ยเดช
พระรูปปนสมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์
พระบรมราชนิ ีนาถ โดยพระบาทสมเด็จ
พระเจา อยูห วั ภูมิพลอดลุ ยเดช
66
4.3) ดานนาฏกรรมและการดนตรี
นาฏกรรมของไทยเร่ิมมีแบบแผนข้ึนในสมัย
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจาสามพระยา)
โดยไดรับอิทธิพลมาจากละครหลวงของเขมร
และโปรดใหมีการเลนดึกดำบรรพ (ซ่ึงตอมา
พัฒนาเปนการแสดงโขน) จนกระทั่งถึงในสมัย
สมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศโปรดการเลนละคร
อยางมาก จึงทรงสงเสริมการละครจนมีความ ภาพวาดจินตนาการพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา
เจรญิ รุง เรอื ง นภาลัยทรงซอสามสาย (จิตรกร : นายประทวน
เจรญิ จิตร)
ครั้นเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก
พมาใน พ.ศ. 2310 การละครไทยเสือ่ มโทรมลง สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชไดโปรดเกลาฯ ใหนำ
ละครหญิงของเจานครเมื่อคราวเสด็จลงไปปราบชุมนุมเจานครเขามาเปนครูฝกรวมกับพวกละครที่
ทรงรวบรวมจากที่ตางๆ ฝกหัดเปนละครหลวงขึ้นใหม ในสมัยรัตนโกสินทร นาฏกรรมไดรับการฟนฟู
ในสมัยรัชกาลท่ี 1 และไดรับการสงเสริมใหเจริญกาวหนา ในสมัยรัชกาลท่ี 2 ทรงฟนฟูทารำอยาง
โบราณทั้งโขนและละคร และปรับปรุงทารำตางๆ ดวยพระองคเอง ทรงสงเสริมการละคร ซ่ึงกลาย ผฉสู บอับน
เปนตน แบบทางการละครทสี่ บื เนอื่ งมาถงึ ปจ จบุ ัน
ในดานการดนตรี รัชกาลที่ 2 ทรงชำนาญการเลน ซอสามสาย ทรงใชซอที่พระราชทาน
นามวา “ซอสายฟาฟาด” ประพนั ธเพลง “บุหลนั ลอยเลื่อน” หรอื “บหุ ลนั ลอยฟา” ในสมัยรชั กาลท่ี 7
ทรงประพันธเ พลงราตรีประดบั ดาว และในสมัยรัชกาลท่ี 9 ทรงประพนั ธเ พลงพระราชนพิ นธไวจำนวน
มาก เชน พรปใหม ลมหนาว ใกลรงุ สายฝน เปนตน
กลาวโดยสรุป ในประวัติศาสตรไทยมีประเด็นสำคัญหลายเร่ืองท่ีนาศึกษา เชน ประเด็น
เกี่ยวกับความเปนมาของชนชาติไทย อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยและอิทธิพลที่มีตอสังคมไทย
ปจจัยท่ีมีผลตอการสถาปนาอาณาจักรไทย สาเหตุและผลของการปฏิรูป การปกครองบานเมือง
การเลิกทาสและเลิกไพร การเสด็จประพาสยุโรปและหัวเมืองสมัยรัชกาลที่ 5 การเปล่ียนแปลงการ
ปกครอง พ.ศ. 2475 บทบาทของสตรไี ทย กจิ กรรมสรา งสรรค
นอกจากน้ี ตลอดประวัติศาสตรไทย
จะเห็นไดวาไทยเปนชนชาติท่ีมีพระมหากษัตริย ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5-6 คน ชวยกันคิด
เปนผูนำในการสรางความม่ันคงทางการเมือง ประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตรมากลุมละ 1 ประเด็น
การปกครอง รวมท้ังการสรางสรรควัฒนธรรม จากน้ันไปศึกษาคนควาขอมูลจากแหลงการเรียนรูตางๆ
และพัฒนาบานเมืองใหเ จริญรงุ เรอื ง เพื่อวิเคราะหวาสงผลตอชาติไทยอยางไร จากน้ันนำ
ผลสรุปทไี่ ดม านำเสนอหนาชนั้ เรยี น
67
แบบฝกทักษะพัฒนาการเรียนรู
ตอนท่ี 1 ใหนักเรียนบอกแนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยและนักวิชาการที่สนับสนุน
มฐ./ตัวชว้ี ัด กจิ กรรมท่ี 1 แนวคดิ ดังกลาวลงในชอ งวา งที่กำหนด
ส4.3
(ม.4-6/1),
(ม.4-6/2)
........ค....น....ไ...ท....ย...อ....ย...ูแ....ถ...บ.....เ.ท....ือ....ก....เ..ข..า... ผสู นบั สนุน .........ข...นุ ....ว...จิ...ิต....ร....ม...า...ต....ร...า..........................................
อลั ไต................................................................. .(...ส....ง...า......ก....า..ญ.....จ....น....า...ค....พ....นั.....ธ...ุ) ..............................
................................................................. .....................................................................................
.....................................................................................
........ค....น.....ไ...ท....ย....อ...ย....ูท....า...ง....ต....อ....น....ใ...ต.... ผูสนบั สนนุ .........เ.ช....น.......ด....ร.........ว...ลิ ....เ.ล....ยี....ม......ค....ล....ฟิ....ต....ัน..............
.แ...ล....ะ..ต....ะ...ว...ัน.....อ...อ....ก....เ..ฉ....ีย...ง....ใ..ต....ข...อ....ง... .ด....อ....ด....ด.... .....ด....ร.........ว...ลิ....เ..ล....ยี ...ม......เ..จ.......เ.ก....ด็....น.....ีย......
.ป...ร....ะ..เ..ท....ศ....จ....ีน......................................... .ด....ร.........บ....ร....ร...จ....บ.......พ....ัน....ธ....เุ .ม....ธ...า..............................
.ศ.......ด....ร.........ป....ร...ะ...เ.ส....ร....ฐิ ......ณ........น.....ค....ร......เ..ป...น.....ต....น....
ผฉูสบอับน
แนวคิดเกย่ี วกับ
ความเปน มา
ของชนชาติไทย
........ค....น.....ไ...ท....ย....อ....ย....ูใ...น.....ด....ิน.....แ...ด.....น.... ผสู นบั สนุน .........เ.ช....น .......ศ......น.....พ..........ส....ดุ.......แ...ส....ง...ว...ิเ..ช...ยี...ร.............
.ป...ร....ะ..เ..ท....ศ....ไ...ท....ย...ป....จ ....จ...บุ ....ัน.................... .ศ...........ช...นิ ........อ...ย....ูด....ี .......น.....พ..........ป....ร...ะ...เ..ว...ศ.......ว...ะ...ส...ี
.ส....จุ....ิต....ต.... ...ว...ง...ษ....เ..ท....ศ.................................................
.................................................................
.....................................................................................
........ค...น.....ไ..ท....ย...อ...ย...ูบ....ร...ิเ..ว...ณ.....ห...ม....ูเ.ก....า..ะ... ผูสนับสนนุ .........เ.ช...น........น.......พ..........ส....ม...ศ....กั ....ด....ิ์ ...พ....ัน....ธ...ุส.....ม...บ....ุญ....
แ....ถ.....บ....เ...ส.... .น.....ศ....ู .น.....ย....ส....ู .ต.....ร....ข...อ.....ง... .ร....ธู ......เ..บ....เ.น.....ด....ิก....ต.... ..................................................
ภ....ู .ม...ิ .ภ....า...ค.....เ..อ....เ..ช...ี.ย....ต....ะ....ว..ั.น.....อ....อ....ก....
เฉยี งใต................................................................. .....................................................................................
.....................................................................................
68
กจิ กรรมที่ 2 ใหน กั เรียนพิจารณาภาพตอ ไปน้ี แลว ตอบคำถามตามหวั ขอ ทกี่ ำหนด
ชือ่ โบราณสถาน ..ป....ร...า...ส....า...ท....พ....น....ม....ร...งุ........................................ ชือ่ โบราณสถาน ..พ....ร...ะ...บ....ร....ม...ธ...า...ต....ไุ..ช....ย...า....................................
สมัยอาณาจักร .....ข...อ....ม......(..เ..ข...ม...ร....โ..บ.....ร...า...ณ.....)............................... สมัยอาณาจักร ศรีวชิ ยั.................................................................................
อทิ ธพิ ลทางศาสนา .....พ.....ร...า...ห....ม...ณ.....-...ฮ....นิ....ด....ู........................... อิทธพิ ลทางศาสนา พทุ ธ......................................................................
ผฉูสบอับน
ชื่อโบราณสถาน ..พ....ร...ะ...ธ...า...ต....หุ....ร...ภิ....ญุ.....ช...ัย.....................................
สมยั อาณาจักร หรภิ ญุ ชยั.................................................................................
อิทธพิ ลทางศาสนา พุทธ......................................................................
ชื่อโบราณสถาน ..พ....ร...ะ...บ....ร....ม...ธ...า...ต....เุ..จ...ด....ีย.... ................................ ชอ่ื โบราณสถาน ..พ....ร...ะ...ป....ร...า...ง...ค....ส....า...ม....ย...อ....ด...............................
สมยั อาณาจักร ตามพรลิงค................................................................................. สมัยอาณาจักร ละโว.................................................................................
อิทธิพลทางศาสนา พุทธ...................................................................... อทิ ธพิ ลทางศาสนา .....พ.....ร...า...ห....ม...ณ.....-...ฮ....นิ....ด....ู...........................
69
กิจกรรมท่ี 3 ใหนกั เรยี นตอบคำถามตอไปน้ี
1. เหตุผลใดทที่ ำใหตองมกี ารปฏิรูปการปกครองในสมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
................เ..น....่ือ....ง...จ....า...ก....ร...ะ...บ.....บ....ก....า...ร...ป....ก....ค.....ร...อ....ง...ท....่ีใ...ช...ก....ัน.....ม....า..ต....้ัง....แ...ต....ส....ม....ัย....ส....ม....เ.ด....็.จ...พ....ร....ะ...ร...า...ม....า...ธ...ิบ....ด....ีท....่ี.....1.......(..อ....ูท....อ....ง...).......น....้ั.น....ไ...ม..
.เ..ห....ม...า...ะ..ส.....ม...ก....ับ....ส....ภ....า...พ....ข...อ...ง....อ...า...ณ.....า...จ....ัก....ร...ท....่ีข...ย...า...ย....ก....ว..า...ง...ข...ว...า...ง...ม....า..ก....ข...้ึน.........โ...ด....ย...เ..ฉ....พ....า...ะ..อ....ย...า...ง...ย....ิ่ง...ภ....า...ย...ห....ล....ัง...จ....า..ก....ท....่ีอ....ย...ุธ....ย...า...ไ..ด...
.ผ...น.....ว..ก....ส....โุ...ข...ท...ัย....เ.ข...า...เ..ป...น.....ส....ว...น....ห....น....่ึง...ข...อ...ง....อ...า...ณ.....า..จ....ัก....ร......ท....ำ...ใ..ห....จ...ำ...น....ว...น....ป....ร...ะ...ช...า...ก...ร....เ.พ....่มิ....ม...า...ก....ข...ึ้น....จ...น.....ป...ก....ค....ร....อ...ง...ด....แู...ล....ค....อ ...น....ข...า...ง..
.ย...า...ก.......ส....ม...เ..ด....จ็...พ.....ร...ะ..บ.....ร...ม....ไ..ต....ร...โ...ล....ก....น....า...ถ...จ....ึง...ท....ร....ง...ป....ฏ...ิร....ูป....ก....า..ร....ป....ก....ค....ร...อ...ง....เ.ส.....ยี ...ใ..ห....ม....เ..พ....อ่ื ...ใ...ห...ม....ีค....ว...า..ม....เ..ป...น.....ร...ะ...เ..บ....ยี ...บ....ม....า..ก....ข...้ึน......
......................................................................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................................................................
2. การปฏิรปู การปกครองในสมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีลักษณะอยา งไร
................ส....ม....เ.ด....็จ....พ....ร...ะ...บ....ร....ม...ไ...ต....ร...โ...ล....ก....น....า...ถ....ท....ร...ง....ร...ว...ม...อ....ำ...น....า...จ....ก....า..ร....ป....ก....ค....ร...อ....ง...เ..ข...า...ส....ูส....ว...น....ก....ล....า...ง........โ..ด....ย....พ....ร...ะ...ม...ห....า...ก....ษ....ัต....ร....ิย..
.เ..ป....น....ผ....ูม...ี.อ...ำ...น.....า..จ....ส....ูง....ส....ุด....ใ...น....อ....า...ณ.....า...จ....ัก....ร........แ...ล....ะ...ท....ร....ง...แ...ต....ง....ต....ั้ง...ต....ำ...แ...ห....น.....ง...อ....ัค....ร....ม...ห....า...เ..ส....น.....า...บ....ด....ี....2........ต....ำ...แ...ห....น.....ง.......ไ...ด....แ...ก...
.ส....ม...หุ....น....า...ย...ก....แ...ล....ะ..ส....ม....หุ....พ....ร...ะ..ก....ล....า...โ..ห....ม...ข...น้ึ....ร...ับ.....ผ...ดิ....ช...อ...บ.......น....อ....ก....จ...า...ก...น.....ท้ี ....ร...ง...ป....ร...บั....ป....ร...งุ...ก....า...ร...ป....ก....ค...ร....อ...ง...ห....วั...เ.ม....ือ...ง......โ...ด....ย...จ...ัด....แ...บ....ง..
.เ..ป....น ....ห....วั...เ.ม....ือ...ง....ช...้ัน....ใ...น.......ห....วั ...เ.ม....อื ...ง...ช....้นั ....น....อ....ก.......แ...ล....ะ..ห....วั...เ..ม...ือ....ง...ป....ร...ะ...เ.ท....ศ....ร....า..ช.........................................................................................................
ผฉูส บอบั น ......................................................................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................................................................
3. การปฏิรูปการปกครองในสมยั รัชกาลท่ี 5 มสี าเหตุมาจากอะไร และทรงปฏริ ปู การปกครองอยางไร
................ก....า...ร...ป.....ฏ...ิ.ร...ูป....ก....า...ร....ป....ก....ค....ร....อ....ง...ใ...น.....ส....ม...ั.ย...ร....ัช...ก....า...ล....ท....่ี.....5........ม...ี.ส....า...เ..ห....ต....ุม....า...จ...า...ก....ก.....า..ร....ค....ุก....ค.....า...ม...ข...อ....ง....ช...า...ต....ิม....ห....า...อ...ำ...น.....า...จ..
.ต....ะ..ว...นั.....ต....ก........แ...ล....ะ..ก....า...ร....ป....ก...ค.....ร...อ...ง....ใ..น.....ร...ะ...บ....อ...บ.....เ.ก....า...ท....ีอ่....ำ..น.....า..จ....ต....ก....อ...ย....กู....ับ....ข...ุน....น.....า...ง...ผ...ใู...ห....ญ..... ....ส....ว...น....น.....โ..ย....บ....า...ย...ใ...น....ก....า...ร...ป....ฏ....ริ...ูป...
.ก....า...ร...ป....ก....ค....ร...อ....ง...ส....า...ม...า...ร...ถ....แ...บ....ง...เ..ป....น.....ก...า...ร....ป...ก....ค....ร....อ...ง...ส.....ว ..น.....ก....ล....า..ง.......ม....กี ...า...ร....จ...ัด....ต....้งั...เ..ส....น....า...ด....ีส....ภ....า......แ...ล....ะ...ก....ร...ะ...ท....ร...ว...ง...แ...บ....บ....ใ...ห....ม..
.แ...ท....น.....จ...ต....ุส.....ด....ม...ภ........ก....า...ร....ป....ก....ค....ร...อ....ง...ส....ว...น.....ภ...ู.ม...ิภ....า...ค........ม....ีก....า...ร...ย...ก.....เ.ล....ิก....ก....า...ร....จ...ัด....เ..ม...ื.อ...ง...อ....อ...ก.....เ.ป....น.....ช...ั้น....เ..อ....ก........โ...ท........ต....ร....ี ....จ....ัต....ว...า.
.แ...ล....ะ...จ...ดั....ก....า...ร...ป....ก....ค....ร....อ...ง...แ...บ.....บ....เ..ท....ศ....า..ภ....ิบ....า...ล.......แ...ล....ะ..ก....า...ร....ป....ก...ค.....ร...อ...ง....ส....ว...น....ท....อ....ง...ถ....ิน่ .......ท....ร....ง...เ..ร...ิ่ม....ท....ด...ล....อ....ง...จ....ดั ....ก....า..ร....ส....ขุ...า...ภ...ิบ.....า..ล...
.ใ..น.....เ..ข...ต....ก...ร....งุ ...เ..ท....พ....ม....ห....า..น.....ค....ร......แ...ล....ะ...ต....ำ..บ....ล....ท....า...ฉ....ล....อ....ม......จ...ัง....ห....ว...ัด...ส.....ม...ุท....ร....ส....า...ค....ร...........................................................................................
4. การปฏิรปู ดา นสังคมในสมัยรชั กาลที่ 5 สง ผลดีตอการพัฒนาประเทศอยา งไร
................ก....า..ร....ป....ฏ....ิร...ปู....ด....า...น....ส....งั....ค....ม...ม....หี ....ล...า...ย....ป....ร...ะ...ก....า..ร.......ไ..ด....แ...ก.......ก....า...ร...ย....ก....เ.ล....กิ....ร....ะ..บ.....บ....ไ..พ....ร....แ...ล....ะ..ท.....า..ส.......ท....ำ...ใ...ห....ร ...า...ษ....ฎ....ร...ม....ีอ...ิส....ร....ะ.
.ใ..น.....ก....า...ร...ด....ำ...เ..น....ิน.....ช...ีว..ิต.........ม...ีก....า...ร....ป...ฏ....ิร....ูป....ก....า..ร....ศ....ึก....ษ....า...ด....ว...ย...ก....า...ร...จ....ัด....ร...ะ...บ....บ....ก....า...ร...ศ....ึก....ษ.....า..แ...บ.....บ....ต....ะ..ว...ัน.....ต....ก........ท....ำ...ใ..ห....ค....น.....ไ..ท....ย....ไ..ด...
.ศ....ึก....ษ....า...ว...ทิ ....ย...า...ก....า...ร...ใ..ห....ม....ๆ.......ข...อ...ง....ช...า...ต...ิต....ะ...ว...นั....ต....ก........แ...ล....ะ...น....ำ...ค....ว...า...ม...ร....ูม...า...ใ..ช...ใ...น....ก....า...ร....พ....ฒั .....น....า...บ....า...น.....เ.ม....อื ...ง....ข..อ....ง...ต....น.........ซ...ึ่ง...ส.....ง ...ผ...ล...
.ใ...ห...ป....ร....ะ..เ..ท....ศ....เ..ก....ิด....ค....ว...า..ม....เ..จ...ร....ญิ ....ก....า...ว...ห....น....า...ม....า..ก....ย....ิง่ ...ข...้ึน..............................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................................................................
70
กิจกรรมที่ 4 ใหนักเรียนยกตัวอยางพระมหากษัตริยไทยที่มีบทบาทในการปองกันและรักษา
เอกราชของชาติ และการสรางสรรควฒั นธรรมไทยมาอยา งนอ ย 3 พระองค ลงใน
ชอ งวา งทก่ี ำหนด
บทบาทในการปอ งกนั และรักษาเอกราชของชาติ บทบาทในการสรา งสรรคว ฒั นธรรมไทย
............1..........ส.....ม...เ..ด....็จ....พ....ร....ะ..น.....เ..ร...ศ....ว...ร....ม....ห....า..ร....า...ช...ท....ร....ง...ป....ร....ะ...ก....า..ศ.... ............1..........พ....อ....ข...ุน.....ร....า...ม....ค....ำ...แ...ห.....ง...ม....ห....า...ร....า...ช...ท.....ร...ง....ป....ร....ะ...ด....ิษ.....ฐ..
.อ...ิส.....ร...ภ....า...พ....จ....า...ก....พ....ม....า.......แ...ล.....ะ..ท....ร....ง...ท.....ำ..ส.....ง...ค....ร....า...ม...ย....ุท....ธ....ห...ั.ต....ถ...ี อ....ัก....ษ.....ร...ไ...ท....ย........ท....ี่เ..ร...ีย....ก....ว...า.......“...ล....า...ย...ส.....ือ...ไ...ท....ย....”.......เ..ม...ื่อ........พ.......ศ......
.ก....ับ....ส.....ม...เ..ด....็จ....พ....ร....ะ...ม....ห....า...อ...ุป....ร....า...ช...า...แ...ห.....ง...ก....ร....ุง...ห....ง....ส....า...ว...ด....ีเ..ม....่ือ... 1...8...2...6......ท....ำ...ใ...ห...ค.....น....ไ...ท....ย...ม...อี....กั....ษ....ร....ไ..ท....ย...ใ...ช...ม....า..จ....น....ถ....งึ...ป....จ....จ...บุ.....นั ...
พ.ศ. 2135.......................................................................................................................... ............2..........ส....ม...เ..ด....็จ...พ....ร...ะ...บ....ร...ม....ไ..ต....ร...โ...ล...ก....น....า...ถ....พ....ร...ะ..ร....า..ช...น.....ิพ....น....ธ..
............2..........ส.....ม....เ..ด....็จ....พ....ร....ะ...เ..จ....า...ต.....า...ก....ส....ิ.น....ม....ห.....า...ร....า...ช...ท....ร....ง....น.....ำ.. ว....ร...ร....ณ.....ก.....ร...ร....ม....ท....า...ง...พ.....ร...ะ...พ....ุท.....ธ...ศ....า...ส.....น....า........ค....ือ........ม....ห....า...ช...า...ต...ิ
.ก....ำ...ล....ัง....ย...ึด.....ก....ร...ุ.ง...ศ.....ร...ีอ....ย...ุ.ธ...ย....า...ก....ล....ับ.....ค....ืน.....ม....า...จ....า...ก....พ....ม....า...แ....ล....ะ.. ค.....ำ...ห....ล....ว...ง........ล....ิล....ิต....ย....ว...น.....พ....า...ย........ร....ว...ม....ท....ั้ง...ท.....ร...ง....อ....อ...ก....ผ....น.....ว...ช..
.ท....ร...ง....ส....ถ....า...ป....น....า...ก....ร....ุง...ธ...น.....บ....ุร....ี ....ร....ว...ม...ท....้ัง....ท....ร...ง....ท....ำ...ส....ง...ค.....ร...า...ม... ท....ว่ี...ดั....จ....ุฬ....า...ม....ณ.....ีใ..น.....เ..ม...อื....ง...พ....ษิ....ณ......ุโ..ล....ก...................................................
.ป....อ ...ง...ก....นั.....ก....า...ร...ร...ุก....ร....า...น....จ....า..ก....ข...า...ศ....ึก....ศ....ัต....ร...ู....................................... ............3..........พ....ร....ะ..บ.....า...ท....ส....ม....เ.ด....็จ....พ....ร....ะ...พ....ุท....ธ...เ..ล....ิศ....ห....ล....า...น.....ภ....า...ล....ัย..
............3..........พ....ร....ะ...บ....า...ท....ส....ม....เ..ด....็จ...พ.....ร...ะ...พ....ุท....ธ...ย....อ....ด....ฟ....า...จ...ุฬ.....า...โ..ล....ก.... ท.....ร...ง....ม...ี.พ....ร....ะ...ป....ร...ี.ช...า...ส....า...ม....า...ร....ถ........ท....้ัง....ท....า...ง....ด....า...น.....ก....ว...ีน....ิ.พ....น.....ธ..
.ม...ห....า...ร....า..ช....ท....ร...ง...ท.....ำ..ส....ง....ค....ร...า...ม....ก....ับ....พ....ม....า...ถ...ึง........7........ค....ร...ั้ง........เ..พ....ื่อ... ด....รุ....ิย...า...ง...ค....ศ....ลิ....ป.......น....า...ฏ....ศ....ิล....ป.... ...ป....ร...ะ...ต....มิ ...า...ก....ร...ร....ม......เ..ช...น.......ท....ร....ง..
.ป....อ...ง....ก....ัน.....ร...ัก....ษ.....า..อ....า...ณ.....า...จ....ัก....ร........ส....ง....ค....ร....า..ม....ท....่ีส....ำ...ค....ัญ..........เ..ช...น.... พ.....ร...ะ...ร...า...ช...น....ิพ....น.....ธ...เ..ร...ือ่....ง...อ....ิเ.ห....น.....า.......ท....ร...ง...ฟ.....น....ฟ....ทู....า...ร...ำ...ท....้ัง...โ...ข...น... ผฉูสบอบั น
.ส....ง...ค....ร....า..ม....เ..ก....า ..ท....ัพ.....เ.ม....่อื ......พ.......ศ.........2....3...2...8......เ..ป....น....ต....น............................ และละคร เปนตน.........................................................................................................................
(พิจารณาจากคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูใ นดุลยพินจิ ของครผู สู อน)
กิจกรรมที่ 5 ใหนักเรียนเติมรายพระนามพระมหากษัตริยไทยที่มีบทบาทในการพัฒนาชาติไทย
ในดานตางๆ ทกี่ ำหนดลงในชอ งวา ง
1. ผูกอบกูเอกราชและประกาศอิสรภาพจากพมา และทรงมี ส....ม....เ..ด...จ็....พ....ร....ะ..น.....เ.ร....ศ....ว...ร...ม....ห....า..ร....า..ช.......
ชยั ชนะในการทำสงครามยทุ ธหัตถีเมื่อ พ.ศ. 2135
......................................................................
2. ผูน ำในการเปล่ียนแปลงการใชช อนสอ ม การแตง กาย
แบบตะวันตก ................พ.....ร...ะ...บ....า...ท....ส....ม...เ..ด....็จ...................
....พ....ร....ะ...จ...ลุ....จ....อ...ม....เ.ก....ล....า...เ..จ...า...อ...ย....ูห....วั ......
3. ประกาศเขา รว มกบั ฝายพนั ธมิตรและสงทหารเขารวมรบ ................พ.....ร...ะ...บ....า...ท....ส....ม...เ..ด....็จ...................
ในสงครามโลกคร้ังที่ 1 ......พ....ร....ะ..ม....ง...ก....ุฎ....เ.ก....ล....า...เ..จ...า...อ....ย...ูห....วั ........
พ....ร....ะ..บ....า...ท....ส....ม....เ..ด....จ็ ...พ....ร....ะ..เ..จ....า ..อ....ย...ูห....วั...
4. ผูทรงพระราชนิพนธแปลเรือ่ งนายอินทร ผูป ด ทองหลงั พระ ภ....มู ...พิ.....ล...อ....ด....ุล....ย...เ..ด....ช..................................
ติโต (Tito) ส....ม....เ.ด....จ็ ...พ....ร...ะ...เ..จ...า..ต....า...ก....ส....ิน....ม...ห....า...ร...า..ช...
5. ผูนำในการขับไลพ มาภายหลังเสียกรงุ ศรอี ยธุ ยาครั้งที่ 2 ......................................................................
และทรงสถาปนากรงุ ธนบุรเี ปนราชธานีของไทย
71
ตอนท่ี 2 ใหนักเรียนวิเคราะหอิทธิพลของอาณาจักรโบราณท่ีมีตอสังคมไทย โดยยกตัวอยาง
มฐ./ตัวช้ีวัด กิจกรรมท่ี 1 ลงในแผนผังความคดิ
ส4.3
(ม.4-6/1)
การนับถอื ศาสนา
การนบั ถอื พราหมณ- ฮินดู
วรรณกรรมใน พระพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่อง
พระพุทธศาสนา เชน พญานาค
ไตรภูมิพระรวง ดานศาสนา
และความเชอ่ื การสราง
ดา นภาษา ปราสาทหนิ
และวรรณกรรม อทิ ธิพลของ ดานศิลปกรรม
ผฉูส บอบั น อาณาจกั รโบราณ
อกั ษรไทยหรือ ท่ีมตี อ สังคมไทย
ลายสือไทย
การแสดงโขน เจดียทรงลงั กา
พระราชพิธถี อื น้ำ ดา นวัฒนธรรม แนวคดิ
พระพิพัฒนส ตั ยา ประเพณี สมมตเิ ทพ
พระราชพิธี ดา นการปกครอง
บรมราชาภิเษก ประเพณี
ประเพณีการบวช การทอดกฐิน การปกครอง การปกครองแบบ
แบบจตุสดมภ สมบรู ณาญาสิทธริ าชย
พธิ ีโกนจกุ
(พจิ ารณาจากคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยูในดลุ ยพนิ ิจของครผู สู อน)
72
กจิ กรรมท่ี 2 ใหนักเรียนวิเคราะหปจจัยท่ีมีผลตอการสถาปนาอาณาจักรไทยในชวงเวลาตางๆ
ที่กำหนดลงในชองวา ง
ปจ จัยทีม่ ผี ล
ปจ จยั ทางภมู ศิ าสตร ตอ การสถาปนา ปจ จัยทางการเมอื งและประวัติศาสตร
อาณาจกั รไทย
........ก....ร....ุง....ส....ุโ...ข...ท....ั.ย...ต....้ั.ง...อ....ย...ู.ใ...น....บ.....ร...ิ.เ..ว...ณ......ท....่ีร....า...บ....ล....ุม... สโุ ขทัย ........1..........ผ...ูน....ำ...เ.ข...ม...แ...ข...็ง.....เ..ช...น......พ....อ...ข...นุ....ศ....ร...ีน....า...ว..น....ำ...ถ...มุ.......
.ท....่ีม....ีแ...ม....น....้.ำ...ป....ง........ว...ัง........ย...ม.........แ...ล....ะ...น.....า...น.....ไ..ห.....ล....ผ...า...น.... ........2..........อ...า...ณ.....า...จ....ัก....ร...ข...อ....ม...เ..ส....ือ่ ...ม....อ...ำ...น.....า..จ.........................
.ม...ีอ....า...ก....า..ศ....ท....ี่ไ...ม....ร...อ....น....ม....า..ก.........ร...ว...ม....ท....้ัง...ม....ีท....ร...ัพ....ย....า..ก....ร... ........3..........ม...ี.ช...ุม....ช....น.....เ..ก....า...แ....ก....ท....่ี.ม...ีค.....ว...า...ม....เ..จ....ร....ิญ.....ท.....า...ง...
.ธ...ร....ร...ม...ช....า..ต....ิอ....ุด....ม...ส....ม....บ....ูร...ณ...... ............................................... ก....า..ร....เ.ม....ือ...ง...อ...ย....แู ..ล....ว......ด....งั ...เ.ห....็น....ไ...ด...จ....า..ก....โ..บ....ร...า...ณ.....ส....ถ....า..น....
ท....่ีม....ีอ...ทิ....ธ...ิพ.....ล...ศ....ลิ....ป....ะ...เ..ข...ม...ร.......เ..ช...น.........ศ...า...ล....ต....า...ผ...า...แ...ด....ง...
....................................................................................................... พ....ร...ะ...ป...ร....า..ง...ค....ว...ัด...ศ....ร...ีส....ว...า...ย.....แ...ล....ะ...ว..ัด....พ....ร...ะ..พ....า...ย...ห....ล....ว..ง....
.......................................................................................................
........ก....ร....ุง...ศ....ร...ีอ....ย...ุธ....ย...า...ต....ั้ง...อ....ย...ูใ...น....บ.....ร...ิเ..ว...ณ.....ท....่ีร....า..บ....ล....ุม... ........1..........ม...ี.ผ...ูน.....ำ...ท....่ีเ..ข...ม....แ...ข...็ง...แ....ล....ะ...ม...ีค....ว...า...ม....ส....า...ม....า...ร....ถ...
.แ...ม...น.....้ำ...เ.จ....า...พ....ร...ะ...ย...า...ต....อ...น.....ล....า..ง....ท....ี่ม...ีแ...ม....น....้ำ...ล....อ...ม....ร...อ....บ...
.ถ....งึ .......3.......ด....า ..น........ไ...ด....แ...ก........แ...ม...น.....ำ้...ล...พ.....บ....รุ ...ีท....า...ง...เ..ห....น....ือ... ค....ือ.......พ....ร...ะ...เ.จ....า...อ...ูท....อ....ง...............................................................
.แ...ม...น.....้ำ..ป....า ...ส....ัก....ท....า..ง....ต...ะ...ว...นั ....อ....อ...ก........แ...ม...น....้ำ...เ..จ...า...พ....ร...ะ...ย...า..
.ท....า...ง...ต....ะ...ว...ัน....ต....ก....แ....ล....ะ..ท....า...ง....ใ..ต.........จ...ึง....อ...ุด....ม....ส....ม....บ....ูร....ณ.... อยุธยา ........2..........ม...ี.ค.....ว...า...ม....ส.....ั ม....พ....ั.น.....ธ....อ....ย....า...ง....ใ...ก.....ล.... ช...ิ.ด.....ก...ั.บ.... ผฉูสบอบั น
.เ.ห....ม....า..ะ...แ...ก...ก....า...ร...เ..พ....า..ะ...ป...ล....กู......แ...ล....ะ...ก...า...ร...ต....ิด....ต....อ...ค....า ..ข...า...ย.. แ....ค....ว...น.....ส.....ำ...ค....ัญ..........ไ...ด....แ...ก.........แ....ค....ว...น.....ส....ุ.พ....ร....ร....ณ......ภ...ู.ม...ิ
แ....ล....ะ...ล....ะ...โ..ว........ซ...่ึ.ง...ส.....น....ับ.....ส....น.....ุน.....ส....ง....เ..ส....ร....ิม....ก....า...ร....ต....้ัง...
อ....า..ณ......า..จ....ัก....ร...อ....ย...ุธ....ย...า................................................................
........ก....ร...งุ....ธ...น....บ....ุร...ีอ....ย...ูต....ดิ....แ...ม...น.....้ำ..เ..จ...า...พ....ร...ะ...ย...า......แ...ล...ะ...ต....ั้ง.. ธนบุรี ........1..........ม...ี.ป....อ....ม....ป....ร....า....ก....า...ร....ช....ว...ย....ป....อ....ง....ก....ัน.....ข....า...ศ....ึก....
.อ....ย...ูใ...ก....ล....ป....า...ก....อ....า...ว...ไ...ท....ย........จ....ึง...ส.....า...ม...า...ร....ถ....ป....อ....ง...ก....ัน.... ศ....ัต....ร...ไู...ด....ด ....ี ...เ.ช....น.......ป....อ ...ม....ว...ิไ..ช...ย....ป....ร...ะ...ส....ิท....ธ...์ิ ......................
.ข...า...ศ....ึก....ศ....ัต....ร...ู.....แ...ล....ะ...ห....า..ก.....ไ..ม....ส....า...ม...า...ร....ถ....ต....า..น.....ข...า...ศ....ึก... ........2..........ก....ร...ุง....ศ....ร...ีอ....ย...ุ.ธ...ย...า...เ..ส....ีย....ห....า...ย...ม....า...ก....แ...ล....ะ...พ....ม....า..
.ไ..ด....ก....็ห....น.....อี ...อ....ก....ไ..ป....ต....ัง้...ห....ล....กั....ท....ีจ่....ัน....ท....บ....ุร....ีไ..ด....ท....ัน.....ท....ี .... ก....็ร....จู ...ดุ....อ....อ...น.....ข..อ....ง...อ....ย...ุธ...ย....า...เ.ป....น.....อ...ย....า..ง....ด....ี .......................
........3..........ธ...น....บ.....รุ ...เี..ป....น ....เ..ม...อื....ง...เ..ก....า ......จ....งึ...ไ...ม...ต....อ....ง...ส....ร...า...ง...
....................................................................................................... ใ...ห....ม......เ..พ....ีย...ง...แ....ต....ท....ำ..ก....า...ร...บ.....รู ...ณ.....ะ...ข...้นึ....ใ...ห....ม...เ..ท....า...น....ั้น........
.......................................................................................................
........จ....า...ก....ส.....ภ....า...พ.....ภ...ู.ม...ิป.....ร...ะ...เ..ท.....ศ....ท....่ีเ..ป.....น....ท....ี่.ร....า...บ....ล....ุม... รัตนโกสนิ ทร ........1..........ท....่ีต....ั้ง...ข...อ....ง...ก....ร....ุง...ธ....น....บ....ุร....ีท....่ีม...ี.ล...ั.ก....ษ....ณ.....ะ...เ..ป....น....
.แ...ม....น....้.ำ.......ม...ีแ....ม....น....้ำ...เ..จ....า...พ....ร....ะ...ย...า...ไ...ห....ล....ผ....า...น....แ....ล....ะ...อ...ย...ู เ..ม...อื....ง...อ....ก....แ...ต....ก........ท....ำ...ใ..ห....ป....อ....ง...ก....นั ....เ..ม....ือ...ง...ไ...ด....ล ....ำ..บ.....า..ก....
.ใ...ก....ล....ท....ะ...เ..ล........จ....ึง....เ..ห....ม....า...ะ..แ....ก....ก....า...ร....ต....ิด....ต....อ....ค....า...ข...า...ย... แ...ล....ะ...ไ..ม....ส....ะ...ด....ว..ก....ต....อ....ก....า...ร...ข...ย...า...ย...พ.....ร...ะ...ร...า...ช...ว...ัง.................
.ก....ับ....ช...า...ว...ต....า..ง....ช...า..ต....ิ....ร....ว...ม...ท....ั้ง...พ.....นื้ ....ท....ี่ข...อ...ง....ก....ร...ุง...เ..ท....พ....ฯ.. ........2..........ก....า...ร....ป....ร...า...บ.....ป....ร...า...ม....ก....า...ร....จ...ร....า...จ....ล....ภ....า...ย...ใ...น....
.ย...ัง....ก....ว...า...ง...ข...ว...า...ง........ส....า...ม...า...ร....ถ....ข...ย...า...ย....อ...อ....ก....ไ...ป....ไ..ด....อ....ีก... บ....า...น....เ..ม...ือ....ง...ใ..น....ป....ล...า...ย...ส....ม...ัย....ธ...น....บ....ุร...ี....ไ..ด....น....ำ...ไ..ป....ส....ูก....า..ร...
ในอนาคต....................................................................................................... ส....ถ....า..ป....น....า...ร...า...ช...ว...ง...ศ....จ ...กั....ร...แี...ล....ะ..ก....ร....ุง...ร...ตั....น....โ..ก....ส....ิน.....ท...ร....
73
กิจกรรมท่ี 3 ใหนักเรียนวิเคราะหเกี่ยวกับการเลิกทาสและเลิกไพรตามประเด็นที่กำหนดลงใน
ชองวา ง
ทาส ไพร
1. จดุ ประสงคข องการเลกิ ทาส 1. จุดประสงคข องการเลกิ ไพร
........เ..พ....ื่อ....ใ..ห....ไ...ท....ย....เ..จ...ร....ิญ.....ท....ัด....เ..ท....ีย...ม....ก....ับ....ช....า...ต...ิ.ต....ะ..ว...ัน.....ต....ก.... ........เ..พ....ื่อ....ใ..ห....ไ...ท....ย....เ.จ....ร....ิญ.....ท....ัด....เ..ท....ีย...ม....ก....ับ....ช....า..ต....ิ.ต....ะ..ว...ัน.....ต....ก....
ช....า...ต....ิ.ต....ะ...ว...ัน.....ต.....ก....จ....ะ...ไ...ด.....ไ...ม....ด...ู.ถ....ูก.....ไ...ท....ย....ว...า...ป.....า...เ..ถ....่ือ....น.....
ช....า...ต....ิ.ต....ะ...ว...ัน.....ต.....ก....จ....ะ...ไ...ด.....ไ...ม....ด....ูถ....ูก.....ไ...ท....ย....ว...า....ป....า...เ..ถ....่ือ....น..... ล....า...ส....ม....ัย......แ...ล....ะ...ก....ด....ข..ีค่....ว...า...ม....เ.ป....น.....ค....น..........................................
ล....า...ส....ม....ยั ......แ...ล....ะ...ก....ด....ข...ี่ค....ว..า...ม....เ.ป....น.....ม...น.....ุษ....ย.................................. 2. ขน้ั ตอนการเลกิ ไพรโดยสังเขป
........ท....ร...ง....ด....ึง...อ...ำ...น.....า..จ....ก....า...ร...ค....ว...บ....ค....ุม....ไ...พ....ร...จ....า...ก....ม...ูล....น.....า..ย....
ผฉูสบอับน 2. ข้ันตอนการเลกิ ทาสโดยสงั เขป ม....า...เ.ป....น.....ข...อ...ง...ห....ล....ว...ง.......โ..ด....ย....ใ..ห....ไ...พ....ร...เ..ส....ยี....เ.ง....ิน....แ...ท....น.....ก....า..ร....
........ท....ร....ง...อ....อ...ก.....ป....ร...ะ...ก....า...ศ.........“..พ.....ร...ะ...ร....า...ช...บ....ัญ.....ญ.....ัต....ิพ.....ิก....ัด.... ถ....กู....เ.ก....ณ.....ฑ....แ...ร....ง...ง...า..น.......ใ...น......พ.......ศ.........2...4...4...3......ไ..ด....ม...กี....า..ร....อ...อ...ก....
“...พ....ร....ะ..ร....า...ช...บ....ัญ.....ญ.....ัต....ิล....ัก....ษ....ณ......ะ..เ..ก....ณ......ฑ....จ....า...ง...”.......แ...ล....ะ...ใ..น.....
.อ...า..ย....ุล....ูก...ท....า...ส....ล....ูก...ไ...ท....”......ก....ำ...ห....น....ด....ค....า..ต....ัว...ล...ูก....ท....า...ส....ท....่ีเ.ก....ิด.... พ........ศ............2...4....4...4........อ....อ....ก....พ.....ร...ะ...ร....า...ช....บ....ัญ.....ญ.....ั.ต...ิ.ห....า...ม....ก....า...ร....
.เ.ก....ณ......ฑ.....แ...ร...ง....ง...า...น.....ไ..พ.....ร........แ...ล....ะ...พ....ร...ะ...ร....า...ช...บ....ัญ.....ญ.....ัต....ิเ..บ....ี้ย....
.ใ..น....ป....ม....ะ..โ...ร...ง.......พ......ศ..........2...4...1...1......ซ...ง่ึ...เ..ป....น....ป....ท....่ีร....ชั...ก....า...ล....ท....่ี ...5... บ.....ำ..น.....า...ญ.........ต....อ...ม....า..ใ...น.........พ......ศ...........2...4....4...8.......ต....ร....า..พ.....ร...ะ...ร...า...ช...
บ.....ญั .....ญ....ัต....เิ..ก....ณ.....ฑ.....ท....ห....า...ร......ร......ศ..........1..2....4......ใ..ห....ช...า...ย....ฉ....ก....ร...ร...จ....
เ..ส....ด....จ็ ....ข..นึ้.....ค....ร...อ...ง...ร....า..ช...ส.....ม...บ....ตั ....ใิ ..ห....ม ...คี....า...ต....ัว...ล...ด....ล....ง...เ..ร...อ่ื....ย...ๆ... ท.....่ี ม...ี.อ....า...ย...ุ.ค....ร....บ.........1...8........ป.... .....เ..ข... า...ร....ั บ.....ร....า...ช...ก.....า...ร....ท....ห....า....ร...
ป....ร....ะ..จ....ำ...ก....า..ร.......2......ป.... ..แ....ล...ว...ป....ล....ด....เ..ป....น....ก....อ....ง...ห....น....นุ..................
แ....ล....ะ...ห....ม....ด....ไ...ป....เ..ม...ื่.อ...อ....า...ย....ุย....า..ง....เ..ข...า...ป....ท....่ี.....2...1.......จ....า...ก....น....้ั.น....
3. ผลของการเลิกไพร
อ....อ...ก.......“...ป...ร....ะ..ก....า...ศ...ล....ูก....ท....า..ส....”......แ...ล....ะ......“..พ....ร...ะ...ร...า...ช...บ....ัญ....ญ.....ตั....ิ ........ท....ำ..ใ...ห....ป....ร...ะ..ช...า...ช...น....ม....ีอ...ิส....ร....ะ..ใ...น....ก....า...ร...ป....ร...ะ...ก...อ....บ....อ...า...ช...ีพ....
.แ...ล....ะ..เ..ล....ือ....ก....ท....่ีอ...ย....ูอ...า...ศ....ัย...ไ...ด....ต....า...ม...ใ...จ...ช...อ....บ.........เ.ก....ิด....ร....ะ...บ....บ....
เ...ก....ษ....ีย....ณ.....อ....า...ย....ุล....ูก.....ท....า...ส.....ล....ูก.....ไ...ท....”.......แ....ล....ะ...ใ...น.........พ........ศ....... ท.....ห....า...ร....ป....ร....ะ..จ....ำ...ก....า...ร....ต....ิด....อ....า...ว...ุธ....ส....ม....ัย....ใ..ห.....ม........แ...ล....ะ...ส.....ง...
ผ....ล....ด...ตี....อ....ก...า...ร...ป....ฏ....ิร...ปู....ร...ะ...บ....บ....บ....ร...ิห....า..ร....ร...า...ช...ก...า...ร...แ...ผ....น ....ด....ิน....
2....4...4...8.......ม...กี....า...ร....ป...ร....ะ..ก....า...ศ....ใ...ช... ...“...พ....ร...ะ...ร...า...ช...บ....ญั.....ญ.....ตั....ิท....า...ษ.... ท.....ี่ต...อ....ง...ก....า...ร...แ...ร....ง...ง...า...น.....เ.ส.....ร...จี....ำ..น.....ว...น....ม....า..ก................................
ร....ัต....น.....โ..ก....ส.....ิน....ท.....ร...ศ....ก.........1..2....4...”.......ก....ำ...ห....น.....ด....ใ..ห.....ล...ู.ก....ท....า...ส....
ท....กุ....ค....น.....เ..ป....น ....อ....ิส....ร...ะ...แ...ล....ะ..ห....า...ม....ซ...้อื....ข...า..ย....ท....า..ส.....อ...กี....ต....อ....ไ..ป......
3. ผลของการเลกิ ทาส
........ท....ำ....ใ...ห.... ค.....น.....ไ...ท....ย....ม....ี ส.....ิ ท.....ธ...ิ เ...ท.... า....เ..ท....ี ย....ม....ก....ั.น.........แ....ล....ะ...
ช....า...ต....ิต.....ะ...ว...ัน.....ต....ก....ย....อ....ม....ร....ับ....น.....ับ.....ถ....ือ....ไ...ท....ย....ม....า...ก....ข...้ึ.น.....ใ..น.....
เ..ว....ล....า...ต....อ....ม...า........ร...ว...ม....ท....้ัง....ส....ง....เ..ส....ร....ิม....เ.ส.....ร...ี.ภ....า...พ....ใ...น....ก.....า..ร....
ป....ร....ะ..ก....อ....บ....อ....า..ช...พี.......ส.....ง ...เ..ส....ร...มิ....ศ....ลี ....ธ...ร...ร....ม...จ....ร...ร....ย...า.................
...............................................................................................................
74
กิจกรรมท่ี 4 ใหนักเรียนเปรียบเทียบความเหมือนความแตกตางของการเสด็จประพาสยุโรปของ
รัชกาลที่ 5 ทงั้ 2 คร้ังลงในชองวาง
ความเหมอื น ความแตกตา ง
...............ใ...น.....ก....า...ร....เ..ส.....ด....็จ....ป.....ร....ะ...พ....า...ส.....ย....ุโ...ร....ป....ท....ั้.ง........2........ค....ร...ั้.ง... ...........1...........จ...ุด....ป....ร....ะ...ส....ง....ค....ใ..น.....ก....า...ร....เ..ส....ด....็จ....ป....ร...ะ...พ.....า..ส.........ค....ร....้ัง...
ร....ัช...ก.....า...ล....ท....่ี.....5........ไ..ด.....ท....อ....ด....พ....ร....ะ...เ..น.....ต....ร....ค....ว...า...ม....เ..จ....ร...ิ.ญ.....แ...ล.....ะ.. ท....่ี.....1.......เ..พ....ื่อ....เ.จ....ร....จ...า...ก....ับ.....ผ...ูน.....ำ...ฝ...ร....ั่ง...เ..ศ....ส.....เ.พ.....่ือ...แ....ก....ไ..ข...ป....ญ.....ห.....า..
เ..ส....ด....็จ....เ..ย...ือ....น....ส....ถ....า...น....ท....่ี.ส....ำ..ค.....ัญ....ๆ........ข...อ...ง....ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ใ..น.....ย...ุโ...ร...ป.... ค....ว...า...ม...ข...ัด....แ...ย....ง ...จ...า...ก....ว...กิ....ฤ....ต....กิ ....า..ร....ณ.........ร......ศ...........1...1..2.......แ...ล....ะ...เ..พ....่อื ...
แ....ล....ะ...น.....ำ...ม....า...ป....ร....ับ.....ใ...ช...ก....ั.บ....ป.....ร...ะ...เ...ท....ศ....ไ...ท.....ย....เ..พ....่ือ....ใ...ห....เ...จ....ร...ิญ..... แ....ส....ว...ง...ห.....า...พ....ัน.....ธ...ม....ิต....ร....ม...า...ช...ว....ย...เ..ส.....ร...ิม....ส....ร....า...ง...ค.....ว...า...ม...ม....่ัน.....ค....ง...
ท....ัด....เ..ท....ีย...ม....ก....ับ....น....า...น.....า..อ....า..ร....ย...ป....ร....ะ..เ..ท....ศ................................................ ข...อ....ง...ป....ร...ะ...เ..ท...ศ........ส....ว...น.....ค....ร...งั้...ท....ี่....2.......เ..พ....อ่ื....ร...กั....ษ....า...พ....ร...ะ...อ...า...ก....า...ร...
........................................................................................................................ ป....ร....ะ..ช...ว...ร......แ...ล....ะ...เ..พ....ือ่ ...เ..จ....ร...จ...า...ร....า..ช...ก....า...ร....ก...บั.....ช...า..ต....ิต....ะ...ว...ัน....ต....ก.........
........................................................................................................................ ...........2...........ร...ะ...ย...ะ...เ.ว...ล....า...ใ..น.....ก....า..ร....เ..ส....ด....็จ...ป....ร....ะ..พ....า...ส.........โ..ด....ย...ค.....ร...้ัง...
........................................................................................................................ ท....่ี...1.....น.....า...น....ก....ว...า ...ค....ร...ั้ง...ท....ี่...2.....................................................................
........................................................................................................................ ...........3...........ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ย...ุโ...ร...ป....ท....่ีเ..ส.....ด....็จ...ป....ร....ะ..พ.....า...ส........ค....ร....้ัง...ท....่ี.....1..
........................................................................................................................ ม....า..ก....ก....ว...า...ค....ร...้งั....ท....่ี ...2..................................................................................
(พจิ ารณาจากคำตอบของนกั เรยี น โดยใหอ ยูในดุลยพนิ ิจของครผู ูส อน)
กจิ กรรมที่ 5 ใหน กั เรยี นพจิ ารณาภาพตอไปนี้ แลว ตอบคำถามที่กำหนด ผฉสู บอับน
1. การเสด็จประพาสหัวเมืองของรชั กาลที่ 5 เพื่อจดุ ประสงคใด
........เ.พ....่ื.อ...ท....อ....ด....พ....ร...ะ...เ..น....ต....ร....ช...ีว...ิต....ค....ว..า...ม....เ..ป...น.....อ....ย...ูข...อ...ง....ร...า...ษ....ฎ....ร........แ...ล....ะ...เ.พ....่ื.อ..
ส....ำ...ร...า...ญ.....พ....ร....ะ..ร....า..ช...อ....ริ ...ิย....า...บ....ถ........................................................................................
2. จากภาพ พระราชจริยวัตรของรัชกาลที่ 5 ดานใดที่ควร
นำมาเปนแบบอยาง
........ก....า..ร....เ..ป....น....ผ...ู.ป...ก....ค.....ร...อ....ง...ท....่ีด....ี ....ด....ว...ย....ก....า..ร....ด....ูแ...ล....ท....ุก....ข...ส....ุข...ข...อ....ง...ร...า...ษ....ฎ....ร...
อ....ย...า...ง....ใ..ก....ล....ช...ิด.........จ...ะ...ไ...ด....ท....ร...า...บ.....ข...อ...บ.....ก....พ....ร...อ....ง...ใ...น....ก.....า..ร....ป....ก....ค....ร....อ...ง....แ...ล....ะ..
น.....ำ..ไ...ป....ป....ร...ับ.....ป....ร...ุง...แ....ก....ไ..ข...ต....อ....ไ..ป........น.....อ....ก....จ...า...ก....น....ี้ย....ัง...ไ...ม...ถ....ือ....อ...ง....ค.... ....ด....ัง...จ....ะ..
เ..ห....น็.....ไ..ด....จ....า..ก....ท....ร....ง...แ...ต....ง...อ....ง...ค....อ....ย...า...ง...ส....า...ม....ญั ....ช...น........แ...ล....ะ..ท....ร....ง...พ....ูด....ค....ยุ....ก....ับ....ป....ร...ะ...ช...า...ช...น....อ....ย...า...ง...เ..ป....น ....ก....นั.....เ.อ....ง............................................
3. หากขาราชการนำแบบอยางของพระองคทานมาประยุกตใชในหนาท่ีการงาน จะกอใหเกิดประโยชน
ตอ ประชาชนและประเทศอยางไร
........ป....ญ.....ห....า..ต....า...ง...ๆ.......ท....ป่ี....ร....ะ..ช...า...ช...น.....ป....ร...ะ...ส....บ....จ....ะ..ไ...ด....บ ....ร...ร....เ.ท....า...เ..บ....า...บ....า...ง...ล....ง...แ...ล....ะ...ไ..ด....ร....ับ....ก....า...ร...แ...ก....ไ...ข...อ...ย....า..ง....ร...ว...ด....เ..ร...ว็.......ส....ง...ผ....ล....ใ..ห...
ก.....า..ร....ป....ก....ค....ร...อ....ง...ภ....า...ย...ใ...น....อ....า...ณ.....า...จ....ัก....ร...ม....ีป....ร...ะ...ส....ิท....ธ...ิภ....า...พ....ม....า..ก.....ข..้ึน.........แ....ล....ะ..เ..ม....่ือ...ป....ร....ะ..ช...า...ช...น.....ม...ีช....ีว..ิต....ค.....ว..า...ม....เ..ป....น....อ....ย...ูท....่ีส....ุข...ส.....บ....า...ย..
.ก...็จ....ะ...ม...ีเ..ว...ล....า..เ..พ....ีย....ง...พ....อ...ท....่ีจ....ะ...ช...ว...ย...ก....ัน....พ.....ัฒ.....น....า...ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ใ..ห....เ..จ...ร....ญิ.....ก....า ..ว...ห....น.....า ..ย....่งิ...ข...้นึ....ต....อ....ไ..ป........................................................................
(พิจารณาจากคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยใู นดุลยพินิจของครูผูสอน)
75
กจิ กรรมที่ 6 ใหนักเรียนวิเคราะหเ หตกุ ารณการเปลีย่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ตามประเด็น
ทกี่ ำหนดลงในชอ งวา ง
สาเหตขุ องการเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
............1..........ป....จ ...จ....ัย...ท....า...ง...ก....า...ร...เ..ม...ือ....ง.......โ..ด....ย...ช....น....ช...ัน้.....ก....ล...า...ง...ท....ี่ไ...ด....ร...บั....ก....า...ร...ศ....กึ....ษ....า...
แ....บ....บ....ต....ะ..ว...ัน.....ต...ก....ไ...ด....ร ...ับ....แ...น.....ว..ค....ว...า...ม...ค....ดิ....แ...บ....บ.....ป...ร....ะ..ช...า...ธ...ิป....ไ...ต....ย......จ...ึง....ต....อ ...ง...ก....า...ร...
เ..ป....ล....่ีย....น.....แ...ป....ล....ง...ก....า...ร....ป....ก....ค....ร....อ...ง....ไ..ป....ส.....ูร...ะ...บ....อ....บ....ป....ร....ะ...ช...า...ธ...ิป....ไ...ต....ย........ร...ว...ม....ท....้ัง...
ช....น....ช....้ัน....ก.....ล....า...ง...จ....ำ...น....ว...น.....ม....า..ก.....ไ..ม....พ....อ....ใ...จ...บ.....ร...ร....ด....า...เ..ช...้ือ....พ....ร....ะ...ว...ง...ศ....ท....ี่ผ....ูก....ข...า...ด....
อ....ำ...น....า...จ...ก....า...ร...บ.....ร...ิห....า...ร...แ...ล....ะ...ป....ก...ค....ร....อ...ง...............................................................................
............2..........ป....จ....จ...ัย....ท....า...ง...เ..ศ....ร....ษ....ฐ....ก....ิจ........เ..ก....ิด....ป....ญ.....ห.....า..เ..ศ....ร....ษ....ฐ....ก....ิจ....ต....ก....ต....่ำ...แ...ล....ะ..
.ก...า...ร....ด...ุล....ข...า...ร...า...ช...ก....า...ร...อ....อ...ก....จ...ำ...น.....ว..น.....ม...า...ก.......ท....ำ..ใ...ห....ผ...ูค....น.....เ.ก....ิด....ค....ว...า...ม...ไ...ม ...พ....อ....ใ..จ....
เหตกุ ารณว นั ท่ี 24 มิถนุ ายน พ.ศ. 2475 โดยสงั เขป
............ใ..น.....ว...ัน....ท....ี่.....2...4.......ม....ิถ....ุน....า...ย....น.........ค....ณ.....ะ...ร...า...ษ....ฎ....ร....ภ....า..ย....ใ..ต....ก....า...ร....น....ำ...ข...อ....ง...พ....ัน.....เ.อ....ก........พ.....ร...ะ...ย...า...พ....ห....ล....พ....ล....พ.....ย...ุห....เ..ส....น.....า..ไ...ด....เ..ข...า..
.ย...ึด....อ....ำ..น.....า...จ....ก....า..ร....ป....ก....ค....ร....อ...ง....ท....่ีก....ร...ุง....เ..ท....พ....ม....ห....า...น....ค....ร........แ...ล....ะ...จ....ับ....ก....ุม....พ....ร...ะ...บ.....ร...ม....ว...ง...ศ....า...น....ุว...ง....ศ....แ...ล....ะ...ข...า...ร...า...ช...ก....า...ร....ช...ั้น....ผ....ูใ...ห....ญ....
ผฉูสบอับน .เ.ป.....น....ต....ัว...ป.....ร...ะ...ก....ัน.........จ....า...ก....น.....้ัน.....ค....ณ.....ะ...ร....า...ษ....ฎ....ร....ไ..ด.....ป....ร...ะ...ก....า...ศ.....ย...ึด....อ....ำ...น.....า..จ....ก....า...ร....ป....ก....ค.....ร...อ....ง........ซ...ึ่.ง...พ....ร....ะ...บ....า...ท.....ส....ม....เ..ด....็จ....พ....ร....ะ..
.ป...ก....เ..ก....ล....า...เ..จ...า...อ...ย....ูห....ัว...ก....็ท....ร...ง...ย....อ...ม....ร...ับ.....ก....า..ร....เ..ป....ล...ี่ย....น....แ....ป...ล....ง....ก....า..ร....ป....ก....ค....ร...อ....ง.......เ..พ....ร....า...ะ..ท....ร....ง...เ..ห....็น....แ...ก....ค....ว...า...ม....ส....ง...บ....เ..ร...ีย....บ....ร....อ...ย...
.ข...อ....ง...ป.....ร...ะ...เ...ท....ศ....ช....า...ต....ิแ....ล....ะ...ป....ร....ะ...ช...า....ช...น.........ร....ว...ม....ท....ั้.ง...ท.....ร...ง....ม....ีพ....ร....ะ...ร....า...ช....ด....ำ...ร...ิ.ท....ี่จ....ะ...เ..ป....ล....่ี.ย....น....แ....ป....ล....ง....ก....า....ร...ป.....ก....ค....ร....อ....ง....เ..ป....น....
ประชาธปิ ไตยอยแู ลว.....................................................................................................................................................................................................................................................
............ใ..น.....ว..ัน.....ท....ี่....2...7......ม....ถิ....นุ ....า...ย...น........พ.......ศ..........2...4....7...5.......ค....ณ.....ะ...ร...า...ษ....ฎ....ร...ไ...ด....น ....ำ...ร...า...ง...พ....ร....ะ..ร....า..ช....บ....ญั .....ญ....ัต....ิธ....ร...ร...ม....น....ญู.....ก....า...ร...ป....ก....ค....ร....อ...ง...
.แ...ผ...น.....ด....ิน....ส....ย....า..ม....ช...ว่ั...ค....ร...า...ว......พ....ุท....ธ....ศ....กั ....ร...า...ช......2...4....7...5.......ข..น้ึ.....ท....ูล....เ..ก....ล...า...ฯ......ถ....ว...า...ย...เ..พ....่ือ...ใ...ห....ท....ร...ง....ล....ง...พ....ร...ะ...ป....ร...ม....า...ภ...ิไ...ธ...ย.......ต....อ...ม....า...ใ..น....
.ว..ัน.....ท....ี่...1...0.......ธ...ัน.....ว...า..ค....ม.......พ.......ศ..........2....4...7...5.......ไ..ด....ม....ีพ....ร...ะ...ร...า...ช...พ....ิธ...ีพ.....ร...ะ...ร...า...ช...ท....า...น....ร....ฐั ...ธ...ร....ร...ม....น....ูญ.....แ...ห....ง...ร....า..ช....อ...า...ณ.....า...จ...ัก....ร....ส....ย...า...ม.......ณ.....
พระท่นี งั่ อนนั ตสมาคม.....................................................................................................................................................................................................................................................
ผลของการเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
............1..........ป....ร....ะ...เ..ท....ศ....ไ...ท.....ย...ม....ีก....า...ร....เ..ป....ล....ี่.ย...น.....แ....ป....ล....ง....ก....า...ร....ป....ก....ค.....ร...อ....ง....จ...า...ก.....ร....ะ..บ.....อ....บ....ส.....ม....บ....ูร....ณ.....า....ญ.....า...ส....ิท.....ธ...ิร....า...ช...ย....ม....า...เ..ป....น....
.ร...ะ...บ....อ...บ....ป....ร....ะ..ช....า..ธ...ิป....ไ...ต....ย...อ....นั ....ม....พี ....ร...ะ...ม...ห....า...ก....ษ....ัต....ร....ยิ ...ท....ร...ง....อ...ย....ภู ...า...ย....ใ..ต....ร....ัฐ...ธ...ร....ร...ม....น....ญู....................................................................................
............2..........ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ไ..ท....ย....ม...ีร...ัฐ....ธ...ร....ร...ม....น....ญู.....เ..ป....น....ก....ฎ....ห....ม...า...ย...ส.....งู ...ส....ุด....ใ..น.....ก....า...ร...ป....ก....ค....ร...อ....ง...ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ค....ร...้งั....แ...ร...ก.......ซ...ึง่....ส....ง...ผ....ล....ใ..ห....ม...ี
.ก....า...ร...จ....ัด....ต....้ั.ง...ส.....ถ....า..บ.....ัน.....ท....า...ง...ก.....า...ร...เ..ม....ือ....ง...ก....า...ร....ป....ก....ค.....ร...อ....ง....เ..พ....ื่อ....ท....ำ...ห....น.....า...ท....่ีใ...น....ก.....า...ร...บ.....ร...ิห.....า...ร...ป....ร....ะ...เ..ท....ศ....แ....ท....น.....ป....ร....ะ..ช....า...ช...น....
.ช...า..ว...ไ...ท....ย......น.....อ...ก....จ....า..ก....น.....ี้ ...ร...า...ษ....ฎ....ร...ย....งั ...ม...สี....ิท....ธ....ิเ.ส.....ร...ีภ....า...พ....ภ...า...ย....ใ..ต....ร....ัฐ...ธ...ร....ร...ม....น....ูญ.............................................................................................
(พิจารณาจากคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยูใ นดุลยพนิ ิจของครผู ูสอน)
76
ตอนที่ 3 ใหนักเรียนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับพระมหากษัตริยไทยท่ีมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา มฐ./ตวั ชี้วดั
กจิ กรรม ส4.3
ชาตไิ ทยมา 1 พระองค ในประเด็นทกี่ ำหนด พรอมตดิ ภาพประกอบ (ม.4-6/1),
(ม.4-6/2)
พระราชประวตั ิโดยสังเขป
.........พ.....ร...ะ...บ....า...ท....ส....ม...เ..ด....็จ...พ.....ร...ะ...พ....ุท....ธ...ย...อ....ด....ฟ....า...จ...ฬุ.....า..โ...ล....ก....ม...ห....า...ร...า...ช...ม....พี ....ร...ะ...น....า...ม....เ.ด....ิม....ว...า.....“...ท....อ...ง....ด....ว ..ง....”.....ป....ร...ะ...ส....ูต....ิเ..ม...อ่ื....ว...นั....ท....่ี...2...0...
ม....ีน....า...ค....ม........พ.......ศ...........2...2...7...9........ใ..น.....ส....ม...ยั....พ....ร...ะ...เ..จ...า...อ...ย....ูห....วั...บ....ร...ม....โ..ก....ศ.........ม...ีพ....ร....ะ..ร....า..ช...บ.....ดิ ....า..น.....า...ม...ว...า.......“..ท.....อ...ง...ด....ี”.......พ....ร....ะ..ร....า..ช....ม...า...ร...ด....า..
น.....า...ม...ว...า.......“...ห....ย...ก.....”.......ท....ร...ง...ร....ับ....ร....า...ช...ก....า...ร...ส....น.....อ....ง...พ....ร....ะ..เ..ด....ช...พ.....ร...ะ...ค....ุณ.....ม....า...ต....ั้ง...แ...ต....ท....ร....ง...เ..ป....น.....ม...ห....า...ด....เ..ล....็ก....ห....ล....ว...ง........แ...ล....ะ..ไ...ด....ร....ับ...
บ....ำ...เ..ห....น....็จ....ค....ว...า..ม....ช...อ...บ.....ม...า...โ..ด....ย....ต....ล....อ...ด.......จ...น.....เ..ล....ือ่ ...น.....ข..นั้.....ส....งู...ส.....ุด....เ.ป....น.....ส....ม...เ..ด....็จ....เ.จ....า...พ....ร...ะ...ย...า...ม...ห....า...ก....ษ....ัต....ร....ิย...ศ....กึ..................................... ผฉสู บอบั น
พระราชกรณียกจิ สำคัญในการพฒั นาชาติไทย
.........1...........ท....ร...ง...เ..ป....น.....ป...ฐ....ม...ก....ษ.....ัต...ร....ิย...แ...ห....ง....ร...า...ช...ว...ง...ศ....จ....ัก....ร...แี...ล....ะ...ส....ถ....า..ป....น.....า..ก....ร....งุ...ร...ตั....น.....โ..ก....ส.....นิ ....ท....ร...เ..ป....น.....ร...า...ช...ธ...า...น....แี...ห....ง....ใ..ห....ม.... ........
.........2...........ท....ร...ง...ท....ำ...ส....ง....ค....ร...า...ม...ป....อ....ง...ก....นั ....ร....า...ช...อ...า...ณ.....า...จ...ัก....ร....ห....ล....า..ย....ค....ร...ั้ง.................................................................................................................
.........3...........ท....ร...ง...ฟ.....น....ฟ....ูว...ัฒ.....น.....ธ...ร...ร....ม...ไ...ท....ย...ท....ไี่...ด....ร...บั....ก....า...ร...ถ....า...ย...ท....อ....ด....ม...า...ต....ัง้...แ...ต....ค....ร....งั้ ...ส....โุ...ข...ท....ัย...แ...ล....ะ...อ...ย....ธุ ...ย...า......เ..ช...น .......โ...ป...ร....ด....เ..ก....ล...า...ฯ..
ใ...ห....ส ....ร...า...ง...เ..ค....ร....่ือ...ง...เ..บ....ญ.....จ....ร...า...ช...ก....ก....ธุ...ภ....ณั.....ฑ.....ข ...อ...ง...พ....ร....ะ..ม....ห....า...ก....ษ....ตั....ร...ยิ.... ..ฟ.....น....ฟ....พู....ร....ะ..ร....า..ช....พ....ิธ...ีบ....ร....ม...ร...า...ช...า...ภ....ิเ..ษ....ก....................................
.........4...........ท....ร...ง...ท....ำ...น.....บุ ....ำ..ร....งุ...พ....ร....ะ..พ....ทุ....ธ....ศ....า..ส.....น....า......เ.ช...น........ก....า..ร....ส....ร...า...ง...แ....ล....ะ..บ....ูร....ณ.....ป....ฏ....ิส....งั...ข...ร....ณ.....ว...ัด....ว...า..อ....า...ร...า...ม...ต....า...ง...ๆ.........................
ความสำคัญของสถาบนั พระมหากษตั รยิ ต อ ชาตไิ ทย
.........ส.....ถ....า...บ....ั.น....พ.....ร...ะ...ม....ห....า....ก....ษ....ัต.....ร...ิย....ม...ี.ค....ว...า...ม....ส.....ำ...ค....ัญ.....ต....อ....ช....า...ต....ิไ...ท....ย........โ...ด....ย....ท....ร....ง....บ....ำ...เ..พ....็ญ......พ....ร....ะ...ร...า...ช....ก....ร....ณ.....ี.ย...ก....ิ.จ...น.....า...น.....า..
ป....ร....ะ..ก.....า..ร....ท....ี่เ..ป....น.....ป....ร...ะ...โ..ย....ช...น.....ต....อ....บ....า...น....เ..ม....ือ...ง........เ..ช...น.........เ..ป....น.....ผ...ูน.....ำ...ป....ก....ค....ร...อ....ง...ป.....ร...ะ...ช...า...ช...น.....ใ..ห....อ....ย...ู.เ.ย....็น.....เ.ป....น.....ส....ุข........ส....ง...เ..ส.....ร...ิม...
ก....า...ร...ค....า...ท....งั้...ภ....า...ย...ใ...น....แ...ล....ะ...ภ....า..ย....น....อ....ก....อ...า...ณ.....า...จ....ัก....ร.......อ....ุป....ถ....มั ...ภ....แ...ล....ะ...ฟ....น....ฟ....ูศ....ิล....ป....ว...ฒั.....น.....ธ...ร...ร....ม...ข...อ....ง...ช...า...ต....ไิ ..ท....ย........ร...ว...ม....ท....งั้...ส....ร....า ..ง...
ส....ัม....พ....ัน.....ธ....ไ..ม....ต....ร....ีอ...ัน.....ด....ีก....ับ.....ป....ร....ะ..เ..ท.....ศ....ต....า...ง...ๆ........ด....ัง....น....้ัน.........ค.....น....ไ...ท....ย....จ...ึ.ง...ค....ว...ร....ต....ร....ะ..ห.....น....ัก....ใ...น.....ค....ว...า...ม....ส....ำ...ค....ัญ.....ข...อ....ง....ส....ถ....า...บ....ัน....
พ....ร....ะ..ม....ห....า..ก....ษ.....ัต...ร....ิย......ย....ก....ย...อ....ง...เ..ช...ิด....ช...แู ...ล....ะ..ร....ัก....ษ....า...ส....ถ....า..บ....นั.....พ....ร....ะ..ม....ห....า..ก....ษ....ัต....ร....ยิ...ใ...ห....ด ....ำ..ร....ง...อ....ย...ูค....ูส....ัง...ค....ม....ไ...ท....ย...ต....อ...ไ...ป.........................
(พจิ ารณาจากคำตอบของนกั เรียน โดยใหอยูใ นดุลยพินิจของครูผูส อน)
77
แบบทดสอบ เร่อื งที่ 1
ผฉูสบอับน ตอนท่ี 1 ใหนักเรียนเลือกคำตอบท่ีถูกตอ งท่สี ดุ เพียงคำตอบเดียว
1. ทฤษฎที วี่ าคนไทยมาจากตอนใตแ ละตะวันออกเฉียงใตข องจีนใชห ลักฐานอะไรสนับสนนุ
ก. หนงั สือหลกั ไทย
ข. เอกสารทางประวัตศิ าสตร
ค. ฮีโมโกบิน อี ในเลือด
ง. โครงกระดูกมนษุ ยส มยั โบราณ
2. เหตุใดทฤษฎีท่ีวาชนชาติไทยอยูในประเทศไทยมาต้ังแตอดีตจึงยังไมเปนที่ยอมรับท้ังที่มีการพบ
โครงกระดูกและเคร่อื งใชของมนุษยโบราณในไทย
ก. บริเวณทีพ่ บอยูหา งไกลจากแหลง ท่ตี ง้ั ชมุ ชนในปจ จุบนั
ข. เคร่ืองใชทพ่ี บไมเ หมอื นกับเครอ่ื งใชของคนไทยในปจจบุ ัน
ค. โครงกระดูกท่ีพบไมมีลกั ษณะที่เหมอื นกับคนไทยในปจจุบัน
ง. ไมมหี ลกั ฐานชดั เจนวาโครงกระดูกและเคร่ืองใชท ีพ่ บเปน ของชนชาตไิ ทย
3. อาณาจกั รโบราณในดินแดนประเทศไทยมอี ิทธพิ ลตอสงั คมไทยในเรอ่ื งใดมากท่สี ดุ
ก. ศาสนา
ข. ศลิ ปกรรม
ค. เศรษฐกิจ
ง. การปกครอง
4. ปจ จัยทางการเมอื งในการสถาปนากรุงธนบุรแี ละกรุงรัตนโกสินทรเ หมอื นกันอยา งไร
ก. สรางเมอื งหลวงทม่ี แี มนำ้ ผากลาง
ข. การทำสงครามกอบกูอ สิ รภาพจากพมา
ค. มีไพรพลจำนวนมากทำใหส รางเมอื งไดรวดเรว็
ง. เกดิ ปญหาทางการเมืองภายในและความวนุ วายขนึ้ ในอาณาจกั รกอน
5. ขอ ใดคือจดุ ประสงคส ำคัญในการปฏิรปู ประเทศ
ก. เพอ่ื ใหไดร บั การยอมรบั จากชาติตะวนั ตก
ข. เพอ่ื สรา งความมั่นคงและพฒั นาทางเศรษฐกจิ
ค. เพอื่ สรางความมน่ั คงและจัดระเบยี บการบรหิ าร
ง. เพือ่ พัฒนาทางเศรษฐกจิ และความสะดวกสบาย
1. ตอบ ข. เอกสารทางประวตั ศิ าสตรของจีนไดกลาวถึงวัฒนธรรมของชนชาติไทย (Tai) ซ่ึงเปนชนกลุม นอย
ทางตอนใตข องจนี ท่ีผูค นยังมีวฒั นธรรมของชนชาตไิ ทยและใชภาษาไทย
2. ตอบ ง. โครงกระดกู และเครือ่ งใชทพ่ี บอาจเปน ของชนชาติอนื่ ที่อยใู กลเคียง เชน เขมร มอญ ญวน
3. ตอบ ก. สังคมไทยในปจจุบันไดรับความเชื่อทางศาสนาจากอาณาจักรโบราณ จะเห็นไดจากการนับถือ
พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ-ฮินดู ซ่ึงความศรัทธาในศาสนายังนำไปสูการสรางสรรค
ผลงานทางศลิ ปวัฒนธรรมตางๆ
4. ตอบ ง. กอ นการสถาปนากรุงธนบุรแี ละรัตนโกสนิ ทรไดเ กดิ ความวนุ วายในอาณาจักร คอื การกูชาติและ
การปราบชุมนุมตางๆ ของสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชกอนสถาปนากรุงธนบุรีและเหตุการณ
จลาจลในปลายสมัยธนบรุ ีนำมาสูการสถาปนาอาณาจักรใหม คอื กรุงรัตนโกสนิ ทรในเวลาตอ มา
5. ตอบ ค. การปฏิรูปประเทศมีจุดประสงคเพ่ือสรางความม่ันคงและจัดระเบียบการบริหารใหเหมาะสมกับ
สถานการณท่เี ปลีย่ นแปลงไป
78
6. การปฏริ ูปการปกครองมจี ดุ ประสงคส ำคัญในเรอ่ื งใด ผฉูสบอับน
ก. ลดคาใชจ ายของรฐั
ข. การรวมอำนาจไวที่ศนู ยก ลาง
ค. กระจายอำนาจการปกครอง
ง. ปองกนั การรุกรานของตางชาติ
7. ขอใดคือวธิ ีการเลกิ ทาสของไทย
ก. ใหท าสมารบั ราชการทหารแทน
ข. ใหทาสทำงานใชหน้ีไปจนหมดคาตัว
ค. ประกาศเลกิ ทาสพรอมกันทว่ั ราชอาณาจกั ร
ง. ใหล ูกทาสมีคาตัวลดลงไปเร่อื ยๆ ตามพระราชบญั ญตั ิพกิ ัดอายลุ กู ทาสลูกไท พ.ศ. 2417
8. สาเหตุสำคัญที่นำไปสกู ารยกเลกิ ระบบไพรค ือขอ ใด
ก. ขดั ขวางการปฏริ ูปประเทศ
ข. เกิดความไมเปน ธรรมในสังคม
ค. ไพรไมม งี านทำเพราะสงั กดั มูลนาย
ง. ไพรหลบหนีไปเปน คนในบังคับตา งชาติ
9. ขอใดคือพระราชกรณยี กจิ สำคัญในการเสด็จประพาสยโุ รปครัง้ แรกของรชั กาลที่ 5
ก. การแสวงหาพนั ธมติ รจากชาติในยโุ รป
ข. การศกึ ษาความเจรญิ ของชาติในยุโรป
ค. การเจรจาแกไขความขดั แยงกับชาติในยโุ รป
ง. การแสดงฐานะของไทยใหชาติในยโุ รปไดรจู ัก
10. ขอใดคอื ประโยชนส ำคัญทส่ี ดุ ท่ีไดร บั จากการเสด็จประพาสตน
ก. ประหยัดรายจา ย
ข. ทราบความเปน อยูข องราษฎร
ค. ไดพดู คุยอยางใกลช ิดกบั ราษฎร
ง. ทราบการทำงานของขาราชการทองถนิ่
11. ปจจัยใดทชี่ ว ยสนับสนนุ การกอ การของคณะราษฎร
ก. ปญหาเศรษฐกิจตกต่ำ
ข. การคุกคามของตางชาติ
ค. พระมหากษัตริยออ นแอ
ง. ไดรบั ความชวยเหลือจากตา งชาติ
6. ตอบ ข. การปฏิรปู การปกครองมีจุดประสงคสำคญั เนนเรื่องการรวมอำนาจไวท ศ่ี นู ยก ลาง เพอื่ ใหส ามารถ
บรหิ ารงานดานการปกครองไดอ ยางมเี อกภาพและมปี ระสทิ ธิภาพมากยิ่งขึน้
7. ตอบ ง. การเลิกทาสของไทยดำเนนิ การแบบคอยเปนคอยไป โดยใหลกู ทาสมีคา ตัวลดลงไปเรอ่ื ยๆ จนเปน
อสิ ระตามพระราชบญั ญตั ิพกิ ดั อายลุ กู ทาสลูกไท พ.ศ. 2417
8. ตอบ ก. ระบบไพรข ัดขวางการปฏิรปู ประเทศเพราะไมสามารถจะบริหารจัดการกำลังคนไดอ ยางมปี ระสิทธภิ าพ
9. ตอบ ค. พระราชกรณียกิจสำคัญในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของรัชกาลท่ี 5 คือ การเจรจาแกไข
ความขดั แยง กับชาติในยโุ รป โดยเฉพาะฝร่งั เศสที่มีความขดั แยงมาจากวิกฤติการณ ร.ศ. 112
10. ตอบ ข. การเสด็จประพาสตนทำใหไดพูดคุยกับราษฎรอยางใกลชิด จึงทรงทราบความเปนอยูของราษฎร
เพือ่ นำไปเปน ขอมูลในการบริหารประเทศตอ ไป
11. ตอบ ก. ปญหาเศรษฐกิจตกต่ำทำใหขาราชการถูกปลด ประชาชนไดรับความเดือดรอน ทำใหคณะราษฎร
ใชโ จมตีการปกครองในระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย
79
ผฉสู บอับน 12. ขอใดคอื ผลจากการเปล่ยี นแปลงการปกครองท่สี ง ผลมาจนถงึ ปจ จุบัน
ก. ทหารมบี ทบาทสำคญั ตอ การปกครองของไทย
ข. พระมหากษตั ริยไมมพี ระราชอำนาจในการปกครอง
ค. ประชาชนทกุ คนมสี ว นรว มในการบรหิ ารประเทศ
ง. ผทู จี่ บการศึกษาจากตางประเทศมบี ทบาทสำคัญตอ การปกครอง
13. ภายหลงั การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระมหากษัตริยม ีความสำคญั ตอ ประเทศอยา งไร
ก. เปน ผูใหคำปรึกษาและแนะนำการทำงานใหแ กร ฐั บาล
ข. เปนผแู ตงตงั้ และถอดถอนผูดำรงตำแหนงทางการเมอื ง
ค. เปน ตัวแทนของชาติในการเจริญสมั พนั ธไมตรีกบั ตางชาติ
ง. เปนศนู ยรวมจิตใจของคนในชาตแิ ละเปน สถาบนั อนั ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ควรแกก ารเคารพ
14. ขอใดคือบทบาทสำคัญของทาวเทพกษตั รี ทา วศรีสุนทร และทา วสุรนารี
ก. ทำสงครามปกปองบานเมอื ง
ข. แตง ตำราการเรอื นสำหรบั สตรีไทย
ค. นำคนไทยหลบหนขี า ศกึ กลับไทย
ง. แตง ตำราสอนขนบธรรมเนียมของสตรีไทย
15. การแตงตั้งพระบรมพระราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 9 เปนผูสำเร็จราชการสะทอนถึง
เร่อื งใด
ก. ผชู ายควรไววางใจภรรยาของตน
ข. พระมหากษัตริยไมไวว างใจบคุ คลอน่ื
ค. ผหู ญิงควรชว ยเหลอื งานของสามีใหมาก
ง. สตรีมคี วามสามารถในการปกครองบา นเมือง
16. การท่ีสตรีไทยดำรงตำแหนงผวู า การธนาคารแหงประเทศไทยสะทอนถึงเร่อื งใด
ก. ผูหญงิ ดแู ลเรือ่ งการเงนิ ดีกวา ผูชาย
ข. ผหู ญิงมีความสามารถเทากับผชู าย
ค. ผหู ญงิ มคี วามสำคญั เทากบั ผูชาย
ง. ผหู ญิงไดรับความไวว างใจมากกวา ผูชาย
17. การสรางพระไตรปฎ กฉบบั คอมพวิ เตอรมปี ระโยชนในเรื่องใดมากทสี่ ุด
ก. สะดวกในการเก็บรักษา
ข. สะดวกในการปรบั ปรงุ แกไข
ค. สะดวกในการตรวจสอบความถกู ตอ ง
ง. สะดวกในการศกึ ษาคนความากย่ิงข้นึ
12. ตอบ ค. การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ทำใหประชาชนไดมีสวนรวมในการปกครองประเทศ
ตามระบอบประชาธปิ ไตย
13. ตอบ ง. ภายหลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของชาติและเปนศูนยรวม
จิตใจที่สรา งความเปน เอกภาพขึน้ ในชาติ
14. ตอบ ก. ทาวเทพกษัตรี ทาวศรีสนุ ทร และทา วสรุ นารี เปนสตรีไทยทนี่ ำชาวบานตอ สกู บั ขาศึกทม่ี ารุกราน
จนสามารถปกปองบา นเมืองไดส ำเร็จ
15. ตอบ ง. การแตง ต้ังพระบรมราชนิ ีนาถในรัชกาลที่ 5 และรชั กาลที่ 9 เปนผูสำเรจ็ ราชการสะทอนใหเ หน็ วา
สตรีมคี วามสามารถในการปกครองบา นเมอื งและดา นอืน่ ๆ เทาเทียมบรุ ุษ
16. ตอบ ข. ดังจะเห็นไดจากปจ จบุ นั ผหู ญงิ จำนวนมากจบการศกึ ษาในระดับสงู และเขา ทำงานในตำแหนงสูงๆ
17. ตอบ ง. พระไตรปฎกฉบับคอมพิวเตอรชวยใหศึกษาความรูไดสะดวกยิ่งขึ้น โดยศึกษาไดจากทุกสถานที่
ผานไฟลในเครื่องคอมพวิ เตอร
80
18. วิธกี ารสนับสนนุ และรกั ษาศิลปวฒั นธรรมของพระมหากษตั ริยไทยวธิ ีใดสำคัญท่ีสดุ
ก. สะสมผลงานศิลปวัฒนธรรมไวในวงั
ข. ทรงงานดานศลิ ปวฒั นธรรมดวยพระองคเ อง
ค. พระราชทานรางวลั แกศ ิลปนท่ีมีความสามารถ
ง. เปนประธานในการเปดงานแสดงผลงานดานศิลปวัฒนธรรม
19. บทพระราชนพิ นธของพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู วั ภมู ิพลอดุลยเดชมีลกั ษณะเดน ในเรื่องใด
ก. ลอเลียนมนษุ ยในปจ จบุ นั
ข. แปลวรรณกรรมตางประเทศ
ค. ยกตวั อยางบคุ คลทีท่ ำความดี
ง. บอกประโยชนข องการจงรกั ภักดี
20. บทพระราชนพิ นธต า งๆ มีประโยชนต อ ประชาชนในเร่อื งใด
ก. ใหมศี รทั ธาตอ ศาสนา
ข. ใหคติสอนใจเปนแบบอยาง
ค. ใหความบันเทิงสนุกสนาน
ง. ใหความรูดานภาษาศาสตร
18. ตอบ ข. การท่ีพระมหากษัตริยทรงงานดานศิลปวัฒนธรรมเปนแบบอยาง จะชวยกระตุนใหประชาชน
มคี วามสนใจและตนื่ ตวั ในการสรา งสรรคและรักษาศิลปวัฒนธรรมไทย
19. ตอบ ค. บทพระราชนิพนธของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชกลาวถึงบุคคลท่ีทำความดี
มีประโยชนต อเพือ่ นมนุษย เพอ่ื ใหคนไทยศกึ ษาไวเปนแบบอยางในการดำเนินชีวิต
20. ตอบ ข. บทพระราชนพิ นธสวนใหญจะแฝงคตสิ อนใจ และนำเสนอคณุ ความดีของตวั ละครทคี่ นไทยควรถอื
เปนแบบอยา ง ผฉูสบอบั น
ตอนท่ี 2 ใหนักเรียนตอบคำถามตอไปนี้
1. อาณาจกั รโบราณในดินแดนประเทศไทยมอี ทิ ธิพลตอ สังคมไทยอยา งไร
...........อ...ิท.....ธ...ิพ....ล....ข...อ...ง....อ...า...ณ.....า...จ....ัก....ร...โ..บ.....ร...า...ณ.....ท....่ีม....ีต....อ...ส.....ัง...ค....ม...ไ...ท....ย...จ....ะ...ผ...า...น....ท....า...ง...ก....า...ร....น....ับ....ถ....ือ....ศ....า..ส.....น....า...ท....ี่ค....น....ไ...ท....ย...ใ...น....ป....จ....จ....ุบ....ัน....
ย...ัง....ค....ง...น.....ับ....ถ....ือ...ศ....า...ส....น.....า...ท....่ีผ...ูค....น.....ใ..น.....อ...า...ณ......า..จ....ัก....ร...โ...บ....ร....า..ณ......น....ับ.....ถ...ือ........โ...ด....ย...เ..ฉ....พ....า...ะ...พ....ร...ะ...พ....ุท....ธ....ศ....า..ส.....น....า...ไ..ด....เ..ข...า...ม...า...ม....ีอ...ิท....ธ....ิพ....ล...
ใ..น.....ช...ีว...ิต....ป....ร...ะ...จ...ำ...ว...ัน....ข...อ....ง...ค....น.....ไ..ท....ย........แ...ล....ะ...ม...ีอ....ิท....ธ...ิพ....ล....ต....อ....ก....า..ร....ส....ร....า..ง....ส....ร...ร....ค....ง...า...น....ศ....ิล....ป....ว...ัฒ.....น.....ธ...ร...ร....ม........ต....ล....อ...ด....จ....น....ว...ิถ....ีช...ีว...ิต...
ข...อ...ง....ค....น....ไ...ท....ย.......เ..ช...น........ก....า..ร....ส....ร....า..ง....เ.จ....ด....ีย.......พ....ร...ะ...พ....ทุ....ธ...ร....ปู.......ว...ร....ร...ณ......ก...ร....ร...ม........น....อ....ก...จ....า...ก....น....ี้....ต....ัว...อ...ัก....ษ....ร....ไ..ท....ย....ท....ี่ใ..ช...ก....ัน.....อ...ย....ใู ..น....
ป....จ...จ....บุ....นั.....ก....ไ็ ..ด....ร...บั.....อ...ิท....ธ...ิพ.....ล...ม....า...จ...า...ก....ล....า...ย...ส....อื....ไ..ท....ย....ส....ม...ัย....ส....โุ..ข...ท....ยั.......เ.ป....น.....ต....น ..................................................................................................
2. พระมหากษัตริยท รงมีบทบาทสำคญั ตอการพฒั นาชาตไิ ทยและวัฒนธรรมไทยอยางไร
...........พ....ร....ะ...ม....ห....า...ก....ษ....ั.ต....ร...ิ.ย...ท.....ร...ง....ม...ี.บ....ท....บ.....า...ท....ส....ำ...ค....ั.ญ.....ใ...น....ก.....า...ร...ร....ัก....ษ.....า...เ..อ...ก.....ร...า...ช....แ...ล....ะ...ค....ว....า...ม...ม....่ัน.....ค....ง....ข...อ....ง...ช....า...ต...ิ.....ร....ว...ม....ท....ั้ง...
ก....ำ...ห....น.....ด....แ...น.....ว...ท....า...ง....ใ...น....ก.....า..ร....พ....ัฒ......น.....า...ป....ร...ะ...เ..ท....ศ.........แ...ม....ว...า...ใ...น....ป.....จ...จ....ุบ....ั.น....ป....ร....ะ...เ..ท....ศ....ไ...ท....ย....จ....ะ..ม....ีร....ัฐ....บ....า...ล....บ.....ร...ิห....า...ร....ป....ร....ะ...เ..ท....ศ...
แ...ต....พ.....ร...ะ...ม....ห....า...ก....ษ....ั.ต....ร...ิ.ย...ย....ัง...ท.....ร...ง....ม...ีบ.....ท....บ....า...ท.....ส....ำ...ค....ัญ.....ใ...น.....ก....า...ร...เ..ส.....น.....อ...แ....น....ะ...แ...น.....ว...ท....า...ง....ใ...น....ก.....า..ร....พ....ัฒ......น.....า...ป....ร...ะ...เ..ท....ศ....ใ...ห....แ....ก...
ร...ัฐ....บ....า...ล........น.....อ...ก....จ....า...ก....น....ี้....พ.....ร...ะ...ม...ห....า...ก....ษ....ัต....ร....ิย...ท....ร....ง...เ..ป....น....อ....ง...ค....อ....ุป...ถ....ัม....ภ....พ....ร...ะ...พ....ุท....ธ...ศ....า...ส....น.....า..แ....ล....ะ..ศ....า...ส....น.....า..อ....่ืน.........เ..ป....น....ผ....ูน....ำ..
ใ...น....ก.....า...ร...ร....ัก....ษ....า...ว...ัฒ......น.....ธ...ร....ร...ม....ป....ร....ะ...เ..พ....ณ.....ี.อ...ัน.....ด....ีง....า...ม........เ..ป....น.....ผ...ูน.....ำ...ใ...น....ก.....า..ร....เ..ป....ล....่ีย....น.....แ...ป....ล....ง....ว...ัฒ.....น.....ธ....ร...ร....ม....ใ..ห.....ม...ๆ........แ...ล....ะ...ม...ี
บ....ท....บ....า...ท....ส....ำ...ค....ญั.....ใ..น.....ก....า...ร...ส....ร....า ..ง....ส....ร...ร....ค....ง...า...น....ศ....ลิ....ป....ก....ร...ร....ม...แ...ข...น.....ง...ต....า...ง...ๆ.......................................................................................................
81
เร่อื งท่ี 2 การสรา งสรรควัฒนธรรม
และภมู ิปญญาไทย
สาระการเรยี นรแู กนกลาง
1. ปจจัยสงเสริมการสรางสรรควัฒนธรรมและภูมิปญญา วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยเปนสิ่ง
ซึง่ มีผลตอ สงั คมไทยปจจบุ นั ท่ีเกิดขึ้นจากการสรางสรรคของคนไทย โดยมี
พ้ืนฐานจากปจจัยแวดลอมตางๆ และอิทธิพล
2. สภาพแวดลอมท่ีมีผลตอการสรางสรรควัฒนธรรมและ จากภายนอก วฒั นธรรมภายนอกบางอยางทีไ่ ทย
ภมู ปิ ญญาไทย รับมานั้นไดถูกนำมาดัดแปลงใหเขากับสภาพ
สังคมไทย จนกลายเปนเอกลักษณเฉพาะของ
3. วัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่มีอิทธิพลตอสังคม ไทย อยางไรก็ดี แมวา วฒั นธรรมและภูมปิ ญญา
ไทย ไทยจะมีความแตกตางกันไปในแตละทองถ่ิน
แตก็สะทอนถึงความเปนชาติไทย การเรียนรู
4. วิถีชวี ิตของคนไทยสมยั ตางๆ เก่ียวกับวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยจะชวยให
5. การสบื ทอดและเปลย่ี นแปลงของวฒั นธรรมไทย เราเห็นคุณคาของวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย
6. แนวทางการอนุรกั ษว ัฒนธรรมและภมู ิปญญาไทย และชว ยกนั อนุรักษและสืบทอดตอไปในภายหนา
7. การมีสวนรวมในการอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญา
1. ความหมายของวฒั นธรรม
ไทย และภูมปิ ญญาไทยและปจจัย
8. บุคคลทสี่ งเสรมิ การสรา งสรรคว ัฒนธรรมและภูมิปญญา ทเ่ี กย่ี วของ
ไทย ซ่งึ มีผลตอ สังคมไทยในปจจุบัน 1.1 ความหมายของวฒั นธรรม
และภมู ิปญ ญาไทย
ผฉูสบอับน จุดประสงคการเรียนรู
วฒั นธรรมไทย หมายถึง การประพฤติ
1. วิเคราะหสภาพแวดลอมท่ีมีผลตอการสรางสรรค ปฏบิ ตั ทิ ่ีเปนแบบแผนของสังคม ซง่ึ เกิดจากการ
วัฒนธรรมและภมู ิปญ ญาไทยได สรางสรรคของคนไทยที่คิดขึ้นเพ่ือการดำรงชีวิต
อยูรวมกันในสังคม โดยมีปฏิสัมพันธกับสภาพ
2. วิเคราะหวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกท่ีมีอิทธิพล แวดลอม และมีรูปแบบเปนที่ยอมรับกันภายใน
ตอ สังคมไทยได สังคม วัฒนธรรมไทยมีการเคลื่อนไหวและ
เปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา อันเปนผลจากการ
3. สรปุ วถิ ีชวี ติ ของคนไทยสมัยตา งๆ ได เปล่ียนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ
4. เสนอแนวทางการมีสวนรวมในการอนุรักษวัฒนธรรม และการเมอื งในสงั คมไทย
และภมู ปิ ญญาไทยได
5. วิเคราะหผลงานของบุคคลที่สงเสริมการสรางสรรค
วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยซ่ึงมีผลตอสังคมไทยใน
ปจ จุบันได
Key Question
1. ปจจัยใดบางที่มีสวนสงเสริมการสรางสรรควัฒนธรรม
และภูมปิ ญญาไทย
2. สังคมไทยไดรับอิทธพิ ลของวัฒนธรรมตะวนั ออกและ
ตะวนั ตกดา นใดบาง
3. การอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยสามารถ
กระทำไดโ ดยวธิ ใี ดบา ง
82
ภูมปิ ญญาไทย หมายถึง ความรู ความสามารถ ทักษะ ความเช่ือ และพฤตกิ รรมของคนไทย
ทแ่ี สดงความสัมพนั ธระหวางคนกบั คน คนกบั สิง่ แวดลอ ม และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ภูมปิ ญญาไทย
ถือเปน วิธีการและผลงานทค่ี นไทยไดศ ึกษาเรียนรเู พื่อความอยรู อดของบุคคล ชุมชน เพ่อื แกไขปญ หา
ในสังคมไทย เปนความรูที่ผานการรวบรวม ปรับปรุง และไดถายทอดจากคนรุนหนึ่งสูคนอีกรุนหนึ่ง
ภูมปิ ญ ญาไทยจงึ เปนสิง่ ที่มีประโยชน มีคุณคา มเี อกลกั ษณของตนเอง สอดคลองกบั ส่ิงแวดลอ มและ
วิถีชีวิตของคนไทยและนำมาใชในการพัฒนาชีวิตและแกไขปญหาได เชน ความรูเกี่ยวกับพืชพันธุ
ธญั ญาหาร สมนุ ไพร ผักพน้ื บาน รจู กั ประดษิ ฐเ ครอ่ื งมือทำมาหากิน และการสรา งทีอ่ ยูอาศยั ท่ีเหมาะสม
กบั สภาพแวดลอ ม เปนตน
1.2 ปจ จัยทส่ี งเสรมิ การสรางสรรควฒั นธรรมและภมู ิปญญาไทยทมี่ ผี ลตอ
สังคมไทยปจจุบัน
ปจ จัยท่ีมผี ลตอการสรา งสรรควฒั นธรรมและภมู ิปญ ญาไทยทีส่ ำคัญมีดงั นี้
1) ปจจัยทางภูมิศาสตร ประเทศไทยมีสภาพภูมิศาสตรท่ีแตกตางกันไปในแตละภูมิภาค
และคนในแตล ะพ้นื ทกี่ ็ไดสรา งสรรคว ฒั นธรรมและภูมิปญ ญาใหส อดคลองกบั ทอ งถิน่ ท่ตี นอยู เชน
ภาคเหนอื ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
พื้นท่ีสวนใหญเปน พื้นท่ีเปนท่ีราบสูง ผฉสู บอับน
เทือกเขาสูงชัน มีท่ีราบ มีแมน ำ้ โขงไหลผา น แต
นอยใหญระหวางหุบเขา พื้นดินเปนดินปนทราย
มีปาไมมากมายและ จึงทำใหไมกักเก็บน้ำไว
มีแมน้ำไหล ไดและบางแหงก็แลงน้ำ
ผาน ชาวบานจึงคิดสรางอางหรือฝาย จึงตองมีการสรางอางเก็บน้ำเล็กๆ กระจายอยู
เพื่อกักเก็บน้ำท่ีไหลจากที่สูงลงมายัง ทั่วไปและชาวบานมักเลือกทำนาในบริเวณ
ที่ราบ มีการนำทรัพยากรไมมาใชให ที่ลุมใกลหนองน้ำ
เกิดประโยชน เชน ทำเครอ่ื งเรอื น
ภาคกลาง ภาคใต
พ้ืนท่ีเปนที่ราบลุมมีแมน้ำหลายสายและมี พ้ืนท่ีมีทะเลขนาบทั้งฝงตะวันตกและตะวันออก
น้ำหลากในฤดูฝน จึงมีการปลูกบานใตถุนสูง มีพ้ืนท่ีเปนแหลมยาวลงไปจรดแหลมมลายู มีฝนตก
เพอ่ื ปอ งกนั น้ำทว ม และมหี ลังคาลาดเอียง ชกุ ตลอดป ทำใหม นี ้ำทวมขงั ในทนี่ า ชาวบานภาคใต
เพื่อใหน้ำฝนไหลผานไดเร็ว รวมถึงคิด จึงคิดเคร่ืองมือเก่ียวขาว
ท่ีเก่ียวเฉพาะรวงขาว
ตอเรอื เปน และมีการแขงเรือท่ีตอ
พาหนะใชในการ ขึ้นมาอยางมีเอกลักษณ
เดินทาง มกี ารเลน ประจำถิ่น
เพลงเรือ เพลงเกย่ี วขา ว
83
2) ปจจยั ทางสงั คม สามารถแบงออกเปน 2 ดาน ดงั นี้ 2.1) ลักษณะรวมทางสังคมและ
วัฒนธรรม ไดแก การท่ีสังคมไทยเปนสังคม
เกษตรกรรม ทำใหค นในสงั คมมีวถิ ชี วี ิตความเชือ่
บางอยางเหมือนกัน เชน ความเชื่อเร่ืองการ
นับถือผูอาวุโส จึงทำใหเกิดพิธีการรดน้ำขอพร
ความเชื่อเร่ืองเทวดาอารักษ เชน แมพระคงคา
แมพระธรณี แมโพสพ รุกขเทวดา ความเช่ือ
เรอื่ งผีสางนางไม ผบี า นผเี รือน ทำใหมปี ระเพณี
การทำขวัญขาว สะทอนใหเห็นถึงภูมิปญญาไทยท่ีมี ทีเ่ กย่ี วเนือ่ งกับอาชพี และความเชือ่ เชน การทำ
รากฐานมาจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ขวัญขา ว การเลน เพลงเรอื ประเพณีลอยกระทง
นอกจากนี้ คนไทยสวนใหญนับถือพระพุทธศาสนาทำใหมีประเพณีทางศาสนา
เหมือนกัน แตอาจมีรายละเอียดแตกตางกันในแตละทองถ่ิน เชน ประเพณีทำบุญในหลายพื้นที่
ที่มีความเปนเอกลักษณของตน เชน ประเพณีแหปราสาทผึ้งและประเพณีไหลเรือไฟของภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ประเพณชี กั พระของภาคใต เปนตน
ผฉูสบอับน 2.2) ลักษณะแตกตางทางสังคมและวัฒนธรรม สภาพภูมิศาสตรและทรัพยากรธรรมชาติ
ที่ตางกัน รวมถึงความเคยชินและการปฏิบัติที่สืบทอดตอๆ กันมา มีผลตอความแตกตางในดานการ
ดำรงชวี ิต การสรา งสรรคว ฒั นธรรมและภมู ิปญญา เชน ภาคกลางและภาคใตป ลูกขา วเจา มาก ทำให
คนท้ังสองภาคนิยมรับประทานขาวเจา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือปลูกขาวเหนียวมาก
คนทั้งสองภาคนี้จึงนิยมรับประทานขาวเหนียว และคิดสรางสรรคภาชนะใสขาวเหนียวจากวัสดุ
ธรรมชาติ เรียกวา “กระติบ” ซ่ึงชวยเก็บกักความรอนและทำใหขาวเหนียวนุมอยูไดนาน หรือภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือมีหนองบึงมาก แตแหลงน้ำมักแหงขอดในฤดูแลง ชาวบานจึงเรียนรูที่จะเก็บ
สะสมอาหารไวกินตลอดทั้งป โดยนำปลานานาชนิดมาทำเปนปลารา สวนภาคใตมีอาหารทะเลมาก
จึงถนอมอาหารดวยวิธีตางๆ เชน ตากแหง ปลาแดดเดียว
ปลาเค็ม หรือนำเคยซ่ึงเปน สัตวท ะเลชนดิ หน่งึ มาทำกะป
นอกจากนี้ การปลูกบานเรือนของผูคนใน
แตละภาคก็มีความแตกตางกันตามทรัพยากรธรรมชาติ เชน
ภาคเหนือมีไมมาก บานเรือนจึงปลูกสรางดวยไม หรือภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือใชไมไผเปนสวนสำคัญในการปลูกบาน
กระติบขาวเหนียวเปนภูมิปญญาไทย ดังน้ัน จะเห็นไดวาความแตกตางกันทางภูมิศาสตรและ
ท่ีมีการนำวัสดุธรรมชาติในทองถิ่นมา
ใชใหเ กิดประโยชน ทรัพยากรธรรมชาติ ทำใหแตล ะพืน้ ท่ีมกี ารดำรงชีวิตตา งกนั
84
2. สภาพแวดลอ มทม่ี ีผลตอการสรา งสรรควฒั นธรรมและภมู ิปญ ญาไทย
นอกจากปจจัยพ้ืนฐานที่มีผลตอการสรางสรรควัฒนธรรมและภูมิปญญา ซ่ึงประกอบดวย
ปจจัยทางภูมิศาสตรและปจจัยทางสังคมแลว สภาพแวดลอมมีผลตอการสรางสรรควัฒนธรรมและ
ภูมิปญ ญาไทยดวยเชน กนั ท่สี ำคัญมีดงั น้ี
1) ดานภูมิศาสตร ประเทศไทยมีสภาพภูมิศาสตรท่ีหลากหลายแตกตางกันไปในแตละพื้นที่
ทำใหประชากรตางประกอบอาชีพใหเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศที่ตนอยู เชน ประชากรที่อาศัย
อยูในบริเวณพ้ืนท่ีราบลุมแมน้ำสวนใหญประกอบอาชีพเพาะปลูก หรือประชากรที่อาศัยอยูตามชายฝง
ทะเลมีการประกอบอาชีพประมงเปนหลัก เม่ือประชากรอาศัยอยูรวมกันมากขึ้นจึงไดมีการสรางสรรค
วัฒนธรรมและภูมิปญญาข้ึนเพ่ือความสะดวกและเพื่อแกไขปญหาในการดำรงชีวิต และไดมีการ
ถา ยทอดความรูสูลกู หลานตอมา เชน การสรางเคร่อื งมือเครื่องใชทางการเกษตร การสรางที่อยอู าศยั
โดยใชท รพั ยากรทม่ี อี ยูในทอ งถ่ิน เชน ไมไผ หวาย ใบจาก การขุดบอ น้ำไวใชอุปโภคบรโิ ภค เปน ตน
จากการเปนสังคมเกษตรกรรมและใกลชิดกับธรรมชาติ ทำใหคนไทยมีประเพณีที่แสดงถึง
การเคารพธรรมชาตแิ ละประเพณีเกยี่ วกบั อาชีพเกษตรกรรม รวมทง้ั สะทอ นความสัมพันธท่ีใกลชดิ ของ
คนในสงั คมดว ย เชน ประเพณีสงกรานตจ ัดขน้ึ ในฤดูรอน จึงมีการรดนำ้ ดำหวั เพ่ือใหเ กิดความเยน็ และ
เชื่อมความสัมพันธของคนในครอบครัวและชุมชน รวมท้ังสะทอนถึงความเคารพผูอาวุโสของคนไทย ผฉสู บอับน
ประเพณีบุญบั้งไฟ เพ่ือบูชาพญาแถนเพื่อขอฝนมาใชในการเกษตร ประเพณีลอยกระทง จัดขึ้นเพ่ือ
ระลึกถึงบุญคุณของน้ำที่ไดใชท้ังบริโภคและอุปโภค เปนตน นับเปนวัฒนธรรมไทยที่ไดรับการสืบทอด
และสรา งสรรคกันมาอยางตอ เนือ่ ง
2) ดานสังคม การอาศัยอยูรวมกันทำใหแตละสังคมกำหนดบรรทัดฐานทางสังคมและ
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนสำหรับเปนแนวทางในการประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในสังคม
รวมทงั้ สรางสรรคสงิ่ ตา งๆ ขึ้น และถา ยทอด ปรับปรงุ จากคนรุนหนง่ึ สคู นอกี รนุ หน่ึง เชน คนสมัยกอน
มภี ูมิปญญาในการกำหนดความสมั พนั ธร ะหวางชายหญิงไมใหใกลช ดิ กันมากเกนิ ไป ดวยการมีประเพณี
ความเชื่อวาหากชายหญิงทย่ี งั ไมไดเขาพิธแี ตงงานจบั มอื ถือแขนกนั ถือเปนการผิดผี ตอ งมีการขอขมา
หรอื ภูมิปญ ญาในการนำหลกั คำสอนทางพระพทุ ธศาสนามาใชในชีวติ ประจำวนั เพอื่ การอยรู วมกนั เชน
การมีเมตตา เออ้ื เฟอ เผ่อื แผข องคนไทยในสังคม เปน ตน
3) การรับวัฒนธรรมจากภายนอก การติดตอกับชุมชนภายนอกทำใหเกิดการรับและการ
แลกเปล่ียนวัฒนธรรมและภูมิปญญาจากภายนอก เชน การรับภูมิปญญาจากชาวตางชาติที่เขามา
ติดตอคาขายหรือเผยแผศาสนา โดยคนไทยไดเรียนรูแลวนำมาปรับปรุงใชหรือนำมาแกปญหาไดตาม
สภาวะแวดลอมของคนไทย เชน ในสมยั สุโขทยั ไดรับอิทธพิ ลจากภาษาขอมมาปรบั เปนภาษาไทยและ
มีการปรบั รูปแบบการเขียนไปตามสมยั เปน ตน
การรับวัฒนธรรมจากภายนอกมีผลตอการสรางสรรควัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย ทำให
เกิดการเปลี่ยนแปลงตางๆ ทั้งในดานดีและดานไมดี ดานดี เชน การรับความกาวหนาทางการศึกษา
การแพทยจากตะวันตก ชวยพัฒนาทรัพยากรมนุษยของไทย การรับความกาวหนาดานวิทยาศาสตร
และเทคโนโลยีจากตะวันตก ชวยสงเสริมความกาวหนาดานการคมนาคม การสื่อสาร การเกษตรและ
การผลิตของไทย ดานไมดี เชน การรับรูปแบบการดำรงชีวิตจากวัฒนธรรมตะวันตกโดยปราศจาก
ความเขาใจในหลักการท่ีแทจริง ทำใหละเลยหรือหลงลืมวัฒนธรรมไทยบางอยางไป เชน การถือ
ปฏิบัติตามแนวความคิดเสรีนิยม การมีิสิทธิเสรีภาพ ทำใหคนไทยบางคนได
ละเลยความสภุ าพออนนอ ม การเคารพผูอาวุโส ซ่ึงเปน วฒั นธรรมไทยไป
เปนตน
4) การเปล่ียนแปลงในสังคม เชน สังคมไทยในอดีตเปน
สังคมเกษตรกรรม แตละครอบครวั อาศยั อยูรวมกนั เปนครอบครวั ใหญ
ผฉสู บอับน มีคนหลายรุนอยูในครอบครัว และนับถือคนท่ัวไปฉันญาติพ่ีนอง
ทำใหคนไทยมีวัฒนธรรมการเรียกขานบุคคลอื่นนอกครอบครัว
ดวยคำท่ีใชเรียกญาติพี่นอง เชน เรียกแมคาขายของวา พี่ ปา
นา ยาย เรยี กคนขับรถวา นา ลุง เปน ตน ตอมาเมอื่ สงั คมมีการ
เปลี่ยนแปลง เชน คนหนุมสาวในชนบทอพยพออกไปทำงานใน
เมือง ทำใหเกิดการเปล่ียนแปลงประเพณีวัฒนธรรมบางอยาง
เชน ประเพณีเกี่ยวกับการเกษตรตองลมเลิกไปเพราะไมมี
แรงงานเกษตร ความสัมพันธท่ีใกลชิดแบบเครือญาติในสังคม
หา งหายไป เปนตน
การรับอิทธิพลทางวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม
จากชาติตะวนั ตก ชว ยใหการคมนาคมของไทยใน
ปจ จบุ นั มคี วามเจรญิ กา วหนา มากย่งิ ข้นึ
3. วฒั นธรรมตะวนั ออกและตะวนั ตกทีม่ ีอทิ ธพิ ลตอ สังคมไทย
การตดิ ตอ กบั ชาวตา งชาติของคนไทยในยุคสมยั ตางๆ มผี ลตอสงั คมไทยหลายดาน วฒั นธรรม
ตะวันออกและตะวันตกไดกลายเปนสวนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย โดยวัฒนธรรมบางอยางไดถูกปรับใช
ใหเหมาะสมกบั วิถีชีวติ และประเพณดี งั้ เดิมของคนไทย ขณะท่ีวัฒนธรรมบางอยางรบั มาใชโดยตรง
3.1 วฒั นธรรมตะวนั ออกที่มอี ิทธิพลตอสงั คมไทย
อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันออกตอสังคมไทยมีมาตั้งแตกอนการตั้งอาณาจักรของคนไทย
เชน สโุ ขทยั ลานนา ซึง่ มีทั้งวัฒนธรรมทร่ี ับจากอินเดยี จนี เปอรเซยี เพอ่ื นบา น เชน เขมร มอญ
พมา โดยผานการติดตอ คาขาย การรับราชการของชาวตางชาติ การทูต และการทำสงคราม
สำหรับตวั อยางอิทธิพลของวฒั นธรรมตะวันออกทมี่ ีตอสังคมไทยมีดังน้ี
1) ดานอักษรศาสตร เชน ภาษาไทยทถ่ี ูกประดิษฐข น้ึ ในสมัยสุโขทัยไดร บั อิทธพิ ลจากภาษา
ขอม รับภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตจากหลายทางทั้งผานพระพุทธศาสนา ผานศาสนาพราหมณ-ฮินดู
จากอินเดีย เขมร นอกจากนี้ ในปจจุบันภาษาจีน ญ่ีปุน เกาหลี ก็ไดมีอิทธิพล
ตอสงั คมไทยมากขน้ึ
2) ดานกฎหมาย มีการรับรากฐานกฎหมายอินเดีย ไดแก คัมภีร
พระธรรมศาสตร โดยรับผานมาจากหัวเมืองมอญอีกตอหน่ึง และกลายเปน
หลกั ของกฎหมายไทยสมัยอยธุ ยาและใชม าถงึ สมยั รัตนโกสินทรตอนตน ผฉูสบอับน
3) ดานศาสนา พระพุทธศาสนาเผยแผอยูในผืนแผนดินไทย
มาเปนเวลายาวนานแลว ดังจะเห็นไดจากแวนแควนโบราณ เชน
ทวารวดี หริภุญชัยไดนับถือพระพุทธศาสนา หรือสุโขทัย
รับพระพุทธศาสนาจากนครศรีธรรมราชและไดถายทอดใหแก
อาณาจักรอ่ืนๆ ซ่ึงมีผลตอการดำเนินชีวิตและการสรางสรรค
ศิลปวัฒนธรรมของคนไทยตลอดมา นอกจากน้ี คนไทยยังได
รับอิทธิพลในการนับถือศาสนาอิสลามที่พอคาชาวมุสลิมนำมา
เผยแผ รวมทัง้ ครสิ ตศาสนาท่คี ณะมิชชันนารีนำเขามาเผยแผ
ในเมืองไทยนบั ต้ังแตสมัยอยุธยาเปน ตนมา
พระพุทธชินราช ศิลปะสุโขทัย ที่มีพุทธลักษณะงดงาม
เปนเลิศ การสรางสรรคประติมากรรมรูปเคารพเพื่อใช
แทนองคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา แสดงถึงการได
รับอิทธิพลทางศาสนาจากวัฒนธรรมตะวันออก คือ
จากอนิ เดยี
4) ดานวรรณกรรม ในสมยั อยุธยาไดร บั วรรณกรรม
เรอื่ งรามเกียรต์ิ มาจากเรอื่ งรามายณะของอนิ เดยี เร่อื งอิเหนา
จากชวา ในสมัยรัตนโกสินทรไดมีการแปลวรรณกรรมจีน
เชน สามกก ไซอิว๋ วรรณกรรมของชาติอน่ื ๆ เชน ราชาธิราช
ของมอญ อาหรบั ราตรีของเปอรเซีย เปนตน
5) ดานศิลปวิทยาการ เชน เชื่อกันวาชาวสุโขทัยได
รับวิธีการทำเครื่องสังคโลกมาจากชางชาวจีน รวมทั้งรับรูปแบบ
สถาปตยกรรมเนือ่ งในพระพทุ ธศาสนาจากอนิ เดยี ศรีลงั กา
จานสังคโลก ชางสุโขทัยไดรับ 6) ดานวิถีการดำเนินชีวิต เชน คนไทยสมัยกอนนิยม
อิทธพิ ลดานการผลิตมาจากจนี กินหมากพลู รับวิธีการปรุงอาหารท่ีใสเครื่องแกง เครื่องเทศจาก
อินเดีย รับวิธีการปรุงอาหารแบบผัด การใชกะทะ การใชน้ำมันจากจีน ในดานการแตงกาย คนไทย
สมยั กอนนุง โจงกระเบนแบบชาวอนิ เดีย เปนตน
3.2 วัฒนธรรมตะวนั ตกที่มีอิทธพิ ลตอ สงั คมไทย
ไทยไดรับวัฒนธรรมตะวันตกหลายดานมาตั้งแตสมัยอยุธยา ในระยะแรกเปนความกาวหนา
ผฉูสบอับน ดานการทหาร สถาปต ยกรรม ศลิ ปวทิ ยาการ ในสมัยรตั นโกสนิ ทรต ง้ั แตร ชั กาลที่ 3 เปนตน มา คนไทย
รับวฒั นธรรมตะวนั ตกมากขนึ้ ทำใหมผี ลตอ การเปลย่ี นแปลงวถิ ชี วี ิตของคนไทยมาจนถงึ ปจ จุบัน
ตัวอยา งวฒั นธรรมตะวนั ตกทมี่ ีอทิ ธิพลตอ สงั คมไทยทีส่ ำคญั มีดงั นี้
1) ดานการทหาร เปนวัฒนธรรมตะวันตก
แรกๆ ทค่ี นไทยรับมาตัง้ แตสมยั อยธุ ยา โดยซอ้ื อาวธุ ปน
มาใช มกี ารสรา งปอมปราการตามแบบตะวนั ตก เชน
ปอมวิไชยประสิทธิ์ท่ีริมแมน้ำเจาพระยา ออกแบบ
โดยวิศวกรชาวฝร่ังเศส ในสมัยรัตนโกสินทร มีการ
จางชาวอังกฤษเขามารับราชการเพ่ือทำหนาที่
ใหคำปรึกษาดานการทหาร มีการจัดตั้งโรงเรียน
นายรอย การฝก หัดทหารแบบตะวันตก
2) ดานการศึกษา ในสมัยรัชกาลที่ 3
มีชนช้ันนำจำนวนหนึ่ง เชน พระอนุชาและ
ขุนนางไดเรียนภาษาอังกฤษและวิทยาการ
ตะวนั ตก ในสมัยรชั กาลท่ี 4 ทรงจางครตู างชาติ
มาสอนภาษาอังกฤษและความรูแบบตะวันตก ปอมวิไชยประสิทธิ์ แสดงใหเห็นถึง
ในราชสำนัก การรับอิทธิพลทางดานสถาปตยกรรม
มาจากตะวันตก
88
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการตั้งโรงเรยี น More About
แผนใหม ตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นมาจัดการ ใน พ.ศ. 2455 สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรม
ศึกษาแบบใหม ทรงสงพระราชโอรสและ พระยาดำรงราชานุภาพทรงตั้งท่ีทำการรักษาและปองกัน
นักเรียนไทยไปศึกษาที่ประเทศตางๆ ในยุโรป โรคพิษสนุ ัขบา เรียกวา “ปาสตรุ สภา” ขน้ึ ในประเทศไทย
ต้ังโรงเรียนฝกหัดบุคลากรแขนงตางๆ เชน บริเวณถนนบำรุงเมือง ตอมาใน พ.ศ. 2460 ไดเปลี่ยน
โรงเรียนแพทย โรงเรียนกฎหมาย ในสมัย ชื่อเปนสถานปาสเตอร มาจากชื่อของหลุยส ปาสเตอร
ผูคนพบวัคซีนปองกันโรคพิษสุนัขบา และเม่ือมีการ
รัชกาลที่ 6 มีพระราชบัญญัติการศึกษาภาค กอสรางสถานเสาวภา
บังคบั และการต้ังจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ขนึ้ ใน พ.ศ. 2463 จงึ
ไดยายสถานปาสเตอร
3) ดานวิทยาการ เชน ความรูทาง ไ ป ร ว ม อ ยู กั บ ส ถ า น
ดานดาราศาสตร พระบาทสมเด็จพระจอม- เสาวภา
เกลาเจาอยูหัวทรงใชความรูทางดาราศาสตรจน
สามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาไดอยาง
ถูกตอง ความรูทางการแพทยสมัยใหม ซึ่งเร่ิมในสมัยรัชกาลท่ี 3 ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดตั้ง
โรงพยาบาล โรงเรียนฝกหัดแพทยและพยาบาล ความรูทางการแพทยแบบตะวันตกน้ีไดเปนพ้ืนฐาน
ทางการแพทยและสาธารณสขุ ไทยในปจ จบุ นั
2387 ช่ือ ดานการพิมพ เริ่มจากการพิมพหนังสือพิมพรายปกษภาษาไทยข้ึนเปนครั้งแรกใน พ.ศ. ผฉสู บอบั น
“บางกอกรีคอรเดอร” การพิมพหนังสือทำใหความรูตางๆ แพรหลายมากข้ึน ในดานการ
ส่ือสารคมนาคม เชน การสรางถนน สะพาน โทรทัศน โทรศัพท กลองถายรูป รถยนต รถไฟฟา
เครอื่ งคอมพิวเตอร เปน ตน ซ่ึงชวยอำนวยความสะดวกสบายใหแกคนไทยเปนอยา งมาก
สะพานพระราม 8 เกิดจากการนำวิทยาการความรูอันทันสมัย
จากตะวันตกมาประยุกตใชในดานการคมนาคม โดยรูปแบบ
การสรางมีการนำแนวคิดของศลิ ปกรรมไทยไปประยกุ ต
4) ดานแนวคิดแบบตะวันตก การศึกษาแบบตะวันตก
ทำใหแนวคิดทางการปกครอง เชน ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต
สาธารณรัฐแพรเขามาในไทย และมีความตองการใหมีการ
เปล่ียนแปลงทางการเมือง นอกจากน้ี วรรณกรรมตะวันตก
จำนวนมากก็ไดมีอิทธิพลตอการเปล่ียน
รูปแบบการประพันธจากรอยกรอง
เปนรอยแกว และการสรางแนวคิด
ใหมๆ ในสังคมไทย เชน การเขาใจ
คณุ คา ของมนษุ ย ความเทาเทยี มกันใน
สังคม แนวคิดเหลานี้สะทอนออกมาใน
วรรณกรรมรปู แบบนวนิยาย เชน งานเขียน
ปจจุบันวัฒนธรรมตะวันตกท้ังกีฬาหรือรูปแบบการสราง ของดอกไมส ด ศรีบูรพา
บานเรือนไดเขามามีอิทธิพลตอวิถีการดำเนินชีวิตของ
คนไทยอยา งมาก 5) ดา นวถิ กี ารดำเนินชวี ิต
การรับวัฒนธรรมตะวันตกและส่ิงประดิษฐตางๆ มาใช ทำใหวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยแบบเดิม
เปล่ียนแปลงไป เชน การใชชอนสอมรับประทานอาหารแทนการใชมือ การน่ังเกาอ้ีแทนการน่ังพ้ืน
ผฉูส บอบั น การใชเครื่องแตงกายแบบตะวันตกหรือปรับจากตะวันตก การปลูกสรางพระราชวัง อาคารบานเรือน
แบบตะวันตก ตลอดจนนำกฬี าของชาวตะวนั ตก เชน ฟุตบอล กอลฟ เขา มาเผยแพร เปน ตน
ยอนเวลาหาอดตี
วฒั นธรรมการแตง กายไทยแบบสากลนยิ ม
วัฒนธรรมการแตงกายของคนไทยใหเปนแบบสากลนิยมเกิดขึ้นหลังจากท่ีไทยเปดประเทศและติดตอกับชาติตะวันตก
ซึ่งเริ่มต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี 4 และไดมีการปรับปรุงใหเปนแบบสากลอยางเห็นไดชัดในสมัยรัชกาลท่ี 5
โดยมเี จานายเปนผูนำในการแตงกาย แลวจึงคอ ยแพรห ลายในหมูประชาชน
สำหรับการแตงกายในสมัยรัชกาลที่ 5 จะเปนแบบผสมระหวางไทยกับตะวันตก กลาวคือ
ผูชายใสเส้ือนอกสีขาวคอปด ติดกระดุมตลอดอก 5 เม็ด เรียกวา “เสื้อราชปะแตน” นุงผามวง
สีกรมทา สวมหมวกแบบยุโรป ถือไมเทา ไวผมยาวแบบฝร่ัง สวนผูหญิงใสเสื้อคอต้ังแขนยาว
ตนแขนพอง แตยังคงมีผาหมหรือแพรสไบเฉียงทับตัวเส้ืออีกทีหน่ึง นุงโจงกระเบน
ไวผมทรงดอกกระทุม ท้ังหญิงและชายสวมถุงเทายาว ใสรองเทา ในสมัยตอมาจนถึง
ปจจุบันรูปแบบการแตงกายของคนไทยจึงเปนแบบตะวันตกมากขึ้น เชน นุงกางเกง
หรือกระโปรง และไดมีการเปล่ียนแปลงไปตามแฟชั่นของตะวันตกหมุนเวียน
ผลัดเปล่ียนกันเร่ือยมา อยางไรก็ดียังคงมีผูสูงอายุบางคนท่ียังคงแตงกายแบบเกาอยู
เชน นงุ โจงกระเบน สวมเสอื้ แขนกระบอกในการทำงาน เปนตน
90
4. วถิ ชี ีวติ ของคนไทยสมยั ตา งๆ
วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย คือ การเปนสังคมเกษตรกรรมท่ีทุกคนอาศัยอยูรวมกันเปนชุมชน
ในระดับครอบครัว เปนครอบครัวขยายที่มีคนหลายรุนอาศัยอยูรวมกัน คือ รุนปูยาตายาย รุนพอแม
รุนลกู รุนหลาน รวมทง้ั มีญาติพีน่ อ งอาศยั อยูใกลช ิดกนั โดยมศี ูนยก ลางของชมุ ชน คือ ศาสนสถาน
เชน วัด มัสยิด ผูใหญในชุมชน เชน พระ ผูใหญบาน ผูเฒาผูแก ไดรับการนับถือและเปนผูตัดสิน
ความขัดแยงในชุมชน มีขนบธรรมเนียมประเพณี การละเลน และความเช่ืออันเน่ืองมาจากการเปน
สงั คมเกษตรกรรม จากการนบั ถือศาสนาและความเชอื่ ดัง้ เดมิ เรื่องการนับถอื ผสี างเทวดา
เมื่อเวลาผานไป สงั คมมกี ารพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอนั เนอื่ งมาจากปจ จยั ตางๆ เชน ความคดิ
คานิยม อุดมการณ การเมืองการปกครอง และบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งมีผลใหวิถีชีวิตของคนไทย
ในสมยั ตางๆ มีความแตกตางกัน
4.1 วถิ ีชวี ติ ของคนไทยสมัยสุโขทัย
วิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยสมัยสุโขทัยสามารถสรุปออกเปนดานๆ
ไดดังน้ี
1) ดานการเมืองการปกครอง ในระยะแรกผูปกครองสุโขทัยมีความ
ใกลชิดกับประชาชน เปรียบเสมือนกับพอปกครองลูก ตอมาผูปกครองไดนำ
หลักธรรมในพระพุทธศาสนามาปรับใชในการปกครอง ทำใหผูปกครองทรงเปน ผฉสู บอับน
ธรรมราชา ปกครองโดยทศพธิ ราชธรรม
2) ดานเศรษฐกิจ ชาวสุโขทัยมีเสรีภาพในการประกอบ
อาชีพ อาชีพท่ีทำ เชน เกษตรกรรม หัตถกรรม คาขาย มีการใช
เงนิ พดดวงและเบีย้ เปน ส่อื กลางในการแลกเปล่ียน
3) ดานสังคมและวัฒนธรรม สังคมในสมัยสุโขทัยมีขนาด
ไมใหญมาก สังคมไมซับซอนเพราะประชากรมีจำนวนนอย ชนช้ันใน
สังคมแบงออกเปนชนชั้นผูปกครอง ไดแก พระมหากษัตริย ขุนนาง
และผูถกู ปกครอง ไดแ ก ราษฎร ทาส และพระสงฆ ชาวสุโขทยั มีความ
ศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ดังจะเห็นไดจากการฟงธรรมในวันพระ
มีการสรางวัด พระพุทธรูปจำนวนมาก และมีการแตงวรรณกรรมทาง
พระพุทธศาสนา คือ ไตรภมู พิ ระรวง
พระพุทธรูปปางลีลา ศิลปะสุโขทัย เปนผลงานการ
สรางสรรคของชางสุโขทัยท่ีเกิดจากความเลื่อมใส
ศรัทธาในพระพทุ ธศาสนา
91