The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนปวัติศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by coolyung19, 2022-05-11 05:11:40

แผนปวัติศาสตร์

แผนปวัติศาสตร์

ผฉสู บอบั น 6. งานพระราชนพิ นธข องพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ใหความสำคญั ตอเรื่องใด
ก. ศีลธรรม
ข. ชาตินยิ ม
ค. การอนุรักษธรรมชาติ
ง. เชิดชพู ระมหากษัตริย

7. ขอ ใดคอื ผลงานดา นการแพทยข องพระเจาบรมวงศเ ธอ กรมหลวงวงษาธริ าชสนทิ
ก. ทรงนิพนธตำรายาสมุนไพรไทย
ข. ทรงนำเครอ่ื งมอื แพทยส มัยใหมม าใชในไทย
ค. ทรงนำวชิ าการแพทยตะวันตกมาเผยแพรในไทย
ง. ทรงสนบั สนุนใหม ชิ ชันนารีเขา มารักษาโรคใหคนไทย

8. เพราะเหตุใดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงไดร บั การยกยองเปนบิดาแหง
ประวัตศิ าสตรไทย
ก. สนบั สนุนการศกึ ษาวชิ าประวตั ศิ าสตรไทย
ข. เปนผรู เิ รม่ิ ใหม กี ารเรยี นวชิ าประวัติศาสตรในประเทศไทย
ค. มีผลงานดานประวตั ศิ าสตรแ ละโบราณคดจี ำนวนมาก เชน ไทยรบพมา นริ าศนครวัด
ง. รวบรวมของเกาๆ เพือ่ เกบ็ ไวเ ปน สมบัติของชาติจำนวนมากและเปนผจู ดั ตง้ั โบราณคดสี โมสร

9. ขอใดคือบทบาทสำคญั ของหมอมราโชทัย
ก. เปนผูด ูแลมิชชันนารีในไทย
ข. เปนลา มใหแกค ณะราชทตู ของไทย
ค. เปน เอกอคั รราชทูตไทยทีก่ รุงลอนดอน
ง. เปนครูสอนภาษาองั กฤษใหแกขุนนางไทย

10. ขอใดคือบทบาทสำคญั ทส่ี ดุ ของสมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ
ก. การเปน ผสู ำเร็จราชการแผน ดนิ
ข. การเจรจาทำสนธสิ ัญญาเบาวรงิ
ค. การเจรจาแกไขปญ หาวกิ ฤตการณ ร.ศ. 112
ง. การสนบั สนนุ รชั กาลที่ 5 เปนพระมหากษัตริย

11. เหตใุ ดสมเด็จเจา พระยาบรมมหาศรีสุรยิ วงศจงึ สนบั สนุนใหร ัชกาลท่ี 5 เสดจ็ ประพาสตางประเทศ
ก. เพือ่ ลดความขดั แยง ภายในประเทศ
ข. เพอ่ื ใหศึกษาการพัฒนาประเทศแบบตะวนั ตก
ค. เพ่อื เจริญสัมพันธไมตรกี บั ตางประเทศโดยเฉพาะมหาอำนาจตะวันตก
ง. เพอื่ ใหชาติตะวนั ตกรูจกั รชั กาลท่ี 5 และเกรงกลวั อำนาจของไทยมากข้ึน

6. ตอบ ข. งานพระราชนิพนธของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ใหความสำคัญกับการสงเสริม
แนวคดิ ชาตนิ ยิ มในหมคู นไทย

7. ตอบ ก. พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงนิพนธตำรายาสมุนไพรไทย ที่จำแนก
สรรพคณุ การใชไ วเ พ่อื เปนประโยชนใ นการรักษาโรคดว ยสมนุ ไพรไทย

8. ตอบ ง. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีผลงานการศึกษาคนควาดานประวัติศาสตรและโบราณคดี
จำนวนมาก ถอื เปนแบบอยางในการศึกษาดานประวตั ิศาสตรแ ละโบราณคดีของไทยในเวลาตอ มา

9. ตอบ ข. หมอมราโชทัยเปนลามใหแกคณะราชทูตของไทยที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอังกฤษเมื่อ
พ.ศ. 2400

10. ตอบ ก. บทบาทสำคัญที่สุดในชีวิตของสมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ คือ การเปนผูสำเร็จราชการ
แผน ดินปกครองประเทศในระหวา งทรี่ ัชกาลที่ 5 ยงั ไมทรงบรรลุนิติภาวะ

11. ตอบ ข. สมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศสนับสนุนใหรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสตางประเทศเพ่ือ
ศกึ ษาการพัฒนาประเทศแบบตะวันตก จะไดน ำมาพฒั นาประเทศไทยใหเจรญิ กาวหนา

142

12. ขอใดคือบทบาทสำคัญของบาทหลวงปาลเลอกัวซดานอกั ษรศาสตร

ก. การตง้ั โรงพิมพในไทย

ข. การแปลวรรณกรรมไทย

ค. การจดั ทำพจนานุกรมภาษาไทย

ง. การเปน ครูสอนภาษาตา งประเทศใหกบั รัชกาลที่ 5

13. ผลงานของบาทหลวงปาลเลอกวั ซทมี่ ีความสำคญั ตอการศึกษาประวตั ศิ าสตรไทยคอื ขอ ใด

ก. การพิมพห นังสือสวดมนต

ข. การแตง หนังสือเลา เรือ่ งเมืองสยาม

ค. การเสนอวิธกี ารเขียนพงศาวดาร

ง. การวาดภาพเหมือนบุคคลสำคญั ของไทย

14. บาทหลวงปาลเลอกัวซไดน ำวิทยาการดานใดเขามาเผยแพรในไทย

ก. การพิมพ ข. การทำแผนที่

ค. การถายรปู ง. การใชก ลองดูดาว

15. บางกอกรคี อรเ ดอรมีความสำคัญตอ สังคมไทยอยา งไร

ก. แจง ขอ มูลขาวสาร

ข. สงเสรมิ ประชาธปิ ไตย

ค. สอนภาษาตางประเทศ

ง. เผยแพรความรูและวฒั นธรรมตะวนั ตก

16. ขอ ใดคือบทบาททสี่ ำคัญของพระยากัลยาณไมตรี

ก. เปนผแู ทนของไทยในการทำสนธสิ ัญญาแวรซาย

ข. เปนผูแทนของไทยในการแกไขสนธิสัญญาที่ไมเ สมอภาค

ค. เปน ราชทูตของสหรฐั อเมรกิ าทมี่ าเจรญิ สัมพันธไมตรกี ับไทย

ง. เปน ทป่ี รึกษาในการปฏวิ ัตเิ ปลีย่ นแปลงการปกครองของคณะราษฎร

17. ศาสตราจารยศ ลิ ป พรี ะศรี มีผลงานศิลปะท่ีโดดเดน ในดา นใด

ก. วรรณกรรม ข. สถาปต ยกรรม ผฉูสบอับน

ค. จิตรกรรม ง. ประติมากรรม

18. ศาสตราจารยศ ิลป พรี ะศรี ไดวางรากฐานการเรยี นศิลปะแบบใหมในไทยดวยวิธีใด

ก. การเปด โรงเรียนสอนศิลปะสมยั ใหมในไทย

ข. การวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรม

ค. การสรางงานศลิ ปะเปน แบบอยางใหชนรุนหลงั ทำตาม

ง. การเปนครสู อนศลิ ปะและประวัติศาสตรศิลปะในมหาวิทยาลยั ศลิ ปากร

12. ตอบ ค. บาทหลวงปาลเลอกัวซเปนผูจัดทำพจนานุกรมภาษาไทย โดยมีเจาฟามงกุฎ (พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกลา เจา อยูหัว) เปน ท่ีปรึกษา

13. ตอบ ข. หนังสือเลาเรื่องเมืองสยามของบาทหลวงปาลเลอกัวซ เปนหลักฐานทางประวัติศาสตรที่ใหขอมูล
ดา นสงั คมและวัฒนธรรมไทยในชวงตน สมยั รตั นโกสินทร

14. ตอบ ค. บาทหลวงปาลเลอกัวซไ ดนำการถายรปู เขา มาเผยแพร โดยนำกลอ งถายรปู เขา มาใชในเมืองไทย
15. ตอบ ง. บางกอกรีคอรเดอรเปนหนังสือพิมพท่ีตีพิมพเผยแพรความรูและวัฒนธรรมตะวันตกใหสังคมไทย

ไดรับทราบ
16. ตอบ ข. พระยากัลยาณไมตรีเปนผูแทนรัฐบาลไทยในการเจรจาแกไขสนธิสัญญาที่ไมเสมอภาคกับประเทศ

ในยุโรป
17. ตอบ ง. ศาสตราจารยศลิ ป พีระศรีไดสรางสรรคผลงานทางศิลปะที่โดดเดนในดานประติมากรรมไวมากมาย

เชน พระบรมราชานุสาวรีย อนุสาวรยี ตา งๆ รวมทงั้ พระประธานที่พทุ ธมณฑล จังหวดั นครปฐม
18. ตอบ ข. ศาสตราจารยศิลป พีระศรีไดวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมใหไดมาตรฐานแบบ

ยโุ รปในโรงเรียนสอนศลิ ปะของรฐั ซึ่งตอมา คอื มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร

143

19. ขอใดคือบทบาทสำคัญของพระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซิมบ้ี ณ ระนอง) ดานการ
ปกครอง
ก. การลงโทษขั้นเดด็ ขาดตอ ผทู ำความผิด
ข. การปราบปรามโจรสลดั ในทะเลอนั ดามัน
ค. การใหชาวบา นชวยกนั ดูแลความปลอดภัย
ง. การปรามปรามความวุนวายของชาวจีนอพยพ

20. ขอ ใดคือบทบาทสำคัญดานคมนาคมของพระยารษั ฎานปุ ระดษิ ฐมหิศรภักดี (คอซิมบ้ี ณ ระนอง)
ก. สงเสริมการสรางถนนและทาเรือ
ข. สงเสริมการวางผงั เมืองท่ีเปนระบบ
ค. สง เสรมิ การสรา งทางรถไฟสายใต
ง. สงเสรมิ การสรางทาอากาศยานท่ีภูเก็ต

19. ตอบ ค. พระยารัษฎานปุ ระดษิ ฐมหศิ รภกั ดี (คอซมิ บี้ ณ ระนอง) ไดใหชาวบานตเี กราะเตอื นภัยและชว ยกัน

ดูแลความปลอดภยั

20. ตอบ ก. พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ไดพัฒนาเมืองในมณฑลภูเก็ตดวยการ

ผฉสู บอับน สรา งถนนและทา เรือ เพอ่ื ใหก ารคมนาคมมคี วามสะดวกยิ่งขนึ้

มฐ./ตวั ชี้วดั ตอนท่ี 2 ใหน กั เรียนตอบคำถามตอไปนี้

ส4.3 1. สถาบันพระมหากษัตริยมีบทบาทสำคัญตอการสรางสรรคประวัติศาสตรและวัฒนธรรมของไทย
(ม.4-6/4)

อยา งไร
...........ส....ถ....า...บ....ัน.....พ....ร...ะ...ม....ห....า...ก....ษ....ัต....ร...ิย....ม...ี.บ....ท....บ....า...ท....ส....ำ...ค....ัญ.....ต....อ....ค....ว...า...ม...เ..ป....ล....ี่ย....น....แ...ป....ล....ง....ด....า...น....ต....า...ง...ๆ........ใ..น.....ป....ร...ะ...ว...ัต....ิศ....า...ส....ต....ร....ไ..ท....ย....
ใ...น.....ฐ...า....น....ะ...ผ....ูป....ก.....ค....ร....อ....ง....ท....ี่ก....ำ...ห.....น....ด.....แ...น.....ว...ท.....า...ง...ใ...น.....ก....า....ร...พ....ั.ฒ.....น.....า...ป.....ร...ะ...เ..ท.....ศ....แ....ล....ะ...ก....ำ...ห.....น....ด.....ห....น.....า...ท....ี่ใ...ห.....แ...ก....ป.....ร...ะ...ช....า...ช...น.....
น....อ....ก....จ...า...ก....น.....ี้ย...ัง...เ..ป....น.....ผ...ูน.....ำ..ท....า...ง...ว...ัฒ.....น.....ธ...ร...ร....ม...โ...ด....ย...เ..ผ....ย...แ...พ....ร....ว...ัฒ.....น....ธ....ร...ร...ม....ไ...ป...ส.....ูป....ร...ะ...ช...า..ช....น....ผ....า..น.....ป....ร...ะ...เ..พ....ณ.....ี....ว...ร....ร...ณ......ก....ร...ร...ม....
ศ....ลิ ....ป....ก....ร...ร....ม...แ...ข...น.....ง...ต....า..ง....ๆ......ห....ร...ือ....ก....า..ร....เ.ป....น.....แ...บ....บ....อ....ย...า...ง...ใ...ห....ป....ร...ะ...ช...า...ช...น....ป....ฏ....ิบ....ตั ....ิต....า...ม..................................................................................

......................................................................................................................................................................................................................................................

......................................................................................................................................................................................................................................................

2. บคุ คลสำคญั ชาวตา งชาติมีผลงานสำคญั ตอประเทศไทยเหมอื นกันในประเดน็ ใด
...........ผ...ล....ง....า..น.....ส....ำ...ค....ัญ.....ข...อ...ง...บ....คุ.....ค....ล...ส.....ำ..ค....ัญ.....ช...า...ว...ต....า...ง...ช...า...ต....ทิ ....ี่ม...ตี....อ....ไ..ท....ย...เ..ห....ม....ือ...น.....ก....ัน........ค....อื........เ..ป....น....ผ....ูน....ำ...ว..ท.ิ ....ย...า...ก....า..ร....ส....ม...ยั....ใ..ห....ม....
แ...ข...น.....ง...ต....า...ง....ๆ.......เ..ข...า...ม....า...เ..ผ...ย....แ...พ....ร....ใ...น....เ..ม....ือ....ง...ไ...ท....ย........เ..ช...น.........บ....า...ท.....ห....ล....ว...ง...ป....า...ล....เ..ล....อ....ก....ัว...ซ....น....ำ...ค....ร....ิส....ต....ศ.....า..ส.....น....า........ก....า...ร...จ....ัด....ท....ำ...
พ....จ....น....า...น.....ุก....ร....ม...แ...ล....ะ...ก....า...ร....ถ...า...ย....ภ....า...พ....ม...า...เ..ผ....ย...แ....พ....ร........ห....ม...อ....บ....ร....ัด....เ..ล....ย...น.....ำ...เ..ร...่ือ....ง...ก....า...ร....พ....ิม....พ....แ...ล....ะ...ก....า...ร...ร....ัก....ษ....า...โ...ร...ค....แ....ผ...น.....ใ..ห....ม....
เ..ช...น.........ก....า...ร...ผ....า..ต....ัด.........ก....า..ร....ฉ....ีด....ว...ัค....ซ....ีน........ก.....า..ร....ป....ล....ูก....ฝ...ป....อ....ง...ก....ัน.....ไ..ข...ท....ร....พ....ิษ....ม....า..เ..ผ....ย...แ...พ....ร........ศ....า...ส....ต....ร....า...จ...า...ร...ย....ศ....ิล....ป.... ....พ....ีร....ะ..ศ....ร....ี
น....ำ...ค....ว...า...ม...ร....ดู ....า..น.....ศ....ิล....ป....ะ..ส....า...ก....ล....ม...า...เ..ผ...ย....แ...พ....ร......เ..ป....น....ต....น............................................................................................................................................

144

แบบทดสอบประจำหนวยการเรยี นรูท่ี 2

คำชแ้ี จง ใหน ักเรยี นเลอื กคำตอบท่ถี ูกตองทีส่ ดุ เพยี งคำตอบเดียว

1. เพราะเหตุใดแนวคดิ เกี่ยวกบั ความเปน มาของชนชาติไทยจากหนังสือหลกั ไทยจึงไมนา เชื่อถือ
ก. เทือกเขาอลั ไตทรุ กนั ดาร ข. ผเู ขยี นไมใชน กั ประวตั ศิ าสตร
ค. คนไทยไมรจู ักเทอื กเขาอลั ไต ง. เทอื กเขาอลั ไตกับไทยมีทะเลขวางกนั้
2. เราทราบไดอยา งไรวา ดนิ แดนไทยในปจ จุบนั เคยมีอาณาจักรโบราณตั้งอยู
ก. มกี ารคนพบโครงกระดกู มนษุ ยโบราณและเครอ่ื งมือเคร่ืองใช
ข. มหี ลักฐานปรากฏในรปู ของศิลาจารึก ตำนาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ
ค. ดนิ แดนประเทศไทยอดุ มสมบรู ณจ งึ นาจะมคี นมาอาศยั อยตู งั้ แตส มัยโบราณ
ง. คนไทยในปจจุบันมจี ำนวนมากซึ่งแสดงวา อยูในดนิ แดนนมี้ าเปน เวลานานแลว
3. อาณาจักรโบราณในดนิ แดนประเทศไทยสวนใหญนับถอื ศาสนาอะไร
ก. พระพุทธศาสนาและศาสนาเชน
ข. พระพุทธศาสนาและศาสนาอิสลาม
ค. พระพทุ ธศาสนาและศาสนาพราหมณ- ฮินดู
ง. ศาสนาพราหมณ- ฮนิ ดูและศาสนาอิสลาม
4. การสถาปนากรงุ ธนบุรีและกรุงรัตนโกสนิ ทรแตกตางกันอยา งไร
ก. สมัยธนบุรีนิยมอยูใกลท ะเล สวนสมยั รตั นโกสนิ ทรน ิยมอยหู างจากทะเล
ข. สมยั ธนบรุ ีพจิ ารณาที่การปอ งกันเมือง สวนสมยั รัตนโกสนิ ทรพิจารณาทกี่ ารขยายเมือง
ค. สมัยธนบรุ ีนิยมใหม ีแมน้ำผากลางเมอื ง สวนสมัยรตั นโกสนิ ทรน ิยมสรางภเู ขากลางเมอื ง
ง. สมยั ธนบุรีไดร ับการสนบั สนนุ จากจีน สว นสมยั รตั นโกสินทรไดร บั การสนบั สนุนจากอินเดยี
5. ลกั ษณะเดนของการปฏริ ูปประเทศสมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถคือขอใด
ก. กำหนดทนี่ าใหแ กประชาชนตามบรรดาศกั ด์ิ
ข. กำหนดการแบง ทนี่ าของทหารกบั ทีน่ าของพลเรือน ผฉูสบอบั น
ค. กำหนดใหแบงประชาชนออกเปน ฝายทหารกบั พลเรอื น
ง. กำหนดหนา ท่ีและความสมั พนั ธของบุคคลในสงั คมอยา งชัดเจน
6. ขอ ใดคอื จุดประสงคสำคญั ในการปฏิรูปประเทศสมยั รชั กาลท่ี 5
ก. เพ่ือขยายอาณาจกั รใหกวางขวาง
ข. เพ่ือสรางความเจริญแกป ระเทศ
ค. เพ่อื ใหร อดพน จากการยึดครองของชาตติ ะวันตก
ง. เพอ่ื ติดตอ คา ขายกบั ชาติตะวนั ตกไดสะดวกมากย่งิ ขึน้

1. ตอบ ก. เทือกเขาอัลไตมีความหนาวเย็น ทุรกันดาร จึงไมเหมาะตอการตั้งถ่ินฐานของมนุษย และเสนทาง
เดนิ ทางจากเทือกเขาอลั ไตมาไทยกม็ ีอปุ สรรคจากทะเลทรายและแนวเทือกเขา

2. ตอบ ข. หลักฐานทัง้ ศลิ าจารกึ ตำนาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ ทป่ี รากฏอยูใ นปจ จุบัน แสดงใหเห็น
ถงึ การตั้งอาณาจกั รโบราณในดนิ แดนประเทศไทย

3. ตอบ ค. พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ-ฮินดูเปนศาสนาท่ีผูคนของอาณาจักรโบราณในดินแดน
ประเทศไทยนับถอื กันมากท่สี ดุ

4. ตอบ ข. สมัยธนบุรีเลือกเมืองขนาดเล็กเพราะสะดวกตอการปองกันและดูแลงาย แตสมัยรัตนโกสินทร
เลือกมาอยฝู งตะวนั ออก ซง่ึ สะดวกตอการขยายตวั เมืองในอนาคต

5. ตอบ ง. ลักษณะเดนของการปฏิรูปประเทศสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะมีการกำหนดความสัมพันธ
ระหวางบุคคลในสังคมโดยการแบง ชนชน้ั ในสังคม และมศี กั ดนิ ากำหนดฐานะของคนในสังคม

6. ตอบ ค. การปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลท่ี 5 เนนสรางความเจริญใหแกประเทศเพ่ือใหชาติตะวันตก
ยอมรบั และรอดพนจากการยดึ ครองของชาติตะวันตก

145

ผฉสู บอับน 7. ขอ ใดมีความสำคญั ตอ การปฏิรปู การปกครอง
ก. การรวมหนวยงานราชการ
ข. การจัดระเบียบการบรหิ ารงาน
ค. การแบงหนว ยงานราชการ
ง. การโยกยา ยตำแหนง ขาราชการ

8. ขอ ใดทส่ี ง ผลใหท าสหมดไปจากสังคมไทย
ก. ประกาศเลกิ ทาส
ข. พระราชบัญญัตเิ กษยี ณอายลุ ูกทาสลูกไท
ค. พระราชบัญญตั พิ ิกดั เกษยี ณอายลุ ูกทาสลกู ไท
ง. พระราชบัญญตั ิทาษรัตนโกสินทรศก 124

9. ขอ ใดคอื วธิ กี ารยกเลกิ ระบบไพร
ก. ใหเสียเงินแทนแรงงานไพร
ข. ประกาศหามมไี พรไวในครอบครอง
ค. ใหจา ยคา จางเมอื่ ใชแ รงงานไพร
ง. ใหไพรเปน ทหารแทนการใชแรงงาน

10. ขอ ใดคือพระราชกรณียกจิ สำคัญในการเสดจ็ ประพาสยุโรปครงั้ ท่ี 2 ของรัชกาลท่ี 5
ก. การรักษาพระอาการประชวร
ข. การทำขอ ตกลงปก ปน เขตแดน
ค. การศึกษากฎหมายระหวา งประเทศ
ง. การเจรจาเรื่องสนธิสญั ญากับชาติในยุโรป

11. ขอใดคอื ลักษณะการเสด็จประพาสตนของรชั กาลท่ี 5
ก. การเสด็จโดยทางรถไฟ
ข. การเสดจ็ ไปตรวจราชการหัวเมือง
ค. การเสด็จโดยทรงปลอมพระองคเ ปน สามัญชน
ง. การเสดจ็ เปน การสวนพระองคโดยทางเรอื พรอมดว ยพระบรมวงศานวุ งศ

12. ขอ ใดคือที่มาของคณะราษฏร
ก. กลมุ พลเรอื นทถ่ี กู พวกเจานายกดขี่ขมเหง
ข. กลมุ นายทหารท่ีไมพอใจคณะอภิรัฐมนตรี
ค. กลมุ ขาราชการที่ไมพอใจนโยบายการปลดขา ราชการ
ง. กลุม นกั เรียนไทยในยุโรปที่ตอ งการเปล่ยี นแปลงการปกครอง

7. ตอบ ข. การจัดระเบียบการบริหารงานใหมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมีความสำคัญตอการปฏิรูปการ
ปกครอง

8. ตอบ ง. พระราชบัญญัติทาษรัตนโกสินทรศก 124 ซ่ึงกำหนดใหลูกทาสเปนอิสระและหามซื้อขายทาส
ทำใหไ มมีทาสเพ่มิ ขน้ึ อีกและหมดไปในเวลาตอ มา

9. ตอบ ก. วิธียกเลิกระบบไพรใชการใหเงินแทนแรงงาน โดยเมื่อไพรจายเงินแลวไมตองถูกเกณฑแรงงาน
สว นมลู นายรับเงนิ จากรัฐแทนแรงงานไพร

10. ตอบ ง. พระราชกรณยี กจิ สำคัญในการเสด็จประพาสยุโรปคร้ังที่ 2 ของรัชกาลท่ี 5 คือ การเจรจาเรื่อง
สนธิสัญญากับชาตใิ นยุโรป เชน เรอ่ื งสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ภาษศี ลุ กากร เรอ่ื งเขตแดน

11. ตอบ ค. การเสด็จประพาสตนของรัชกาลที่ 5 ทรงใชวิธีปลอมพระองคเปนสามัญชนเพ่ือจะไดพูดคุย
สอบถามชีวิตความเปนอยขู องราษฎรอยา งใกลช ดิ

12. ตอบ ง. คณะราษฎรเกิดจากการรวมกลุมกันของนักเรียนไทยในยุโรปที่ตองการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
และไดเ ผยแพรแนวคิดนเ้ี ม่อื กลบั มาประเทศไทย

146

13. บทบาทสำคัญของพระสุพรรณกลั ยาตรงกับขอใด ผฉสู บอับน
ก. ทรงชว ยสมเด็จพระนเรศวรหนกี ลบั ไทย
ข. ทรงเปนองคป ระกันแทนสมเดจ็ พระนเรศวร
ค. ทรงชวยเหลอื สมเดจ็ พระนเรศวรในการทำยุทธหตั ถี
ง. ทรงรวบรวมไพรพลใหสมเดจ็ พระนเรศวรประกาศอิสรภาพ

14. บทบาทของพระมหากษัตริยในขอ ใดสำคัญทสี่ ดุ
ก. รักษาความมนั่ คงของชาติ
ข. เปน ผูนำในการประกอบพธิ ตี า งๆ
ค. สงเสรมิ ศลิ ปวัฒนธรรมของชาติ
ง. ทรงเปน องคอ คั รศาสนูปถมั ภกทกุ ศาสนา

15. เพราะเหตใุ ดในภาคกลางจงึ นยิ มสรา งบานใตถุนสูง
ก. ใชใตถ ุนบา นเปนทเ่ี ลย้ี งสตั ว
ข. ตั้งอยูในทร่ี าบลุมมนี ้ำทวมบอ ย
ค. ใชใตถ นุ บา นเปนทพี่ บปะสงั สรรค
ง. ชวยในการรบั ลมบรรเทาอากาศรอ น

16. คำทกั ทายทีว่ า “ไปไหนมา ทานขาวแลวหรือยงั ” สะทอ นถึงวัฒนธรรมไทยในเรอื่ งใด
ก. มีน้ำใจเอือ้ เฟอ
ข. สนใจชีวิตของผอู น่ื
ค. คนไทยชอบเดนิ ทาง
ง. คนไทยชอบทานอาหาร

17. วัฒนธรรมใดที่ไทยรับมาจากชาตติ ะวันตกในระยะแรก
ก. ศาสนา
ข. การทหาร
ค. การศกึ ษา
ง. การแพทย

18. ขอใดจดั เปนวิถชี ีวติ ดั้งเดมิ ของคนไทย
ก. เชอ่ื ถอื โชคชะตา อาศยั ธรรมชาติ
ข. ทำเกษตรกรรม นบั ถือพระพทุ ธศาสนา
ค. นิยมรับราชการ นับถือพระพุทธศาสนา
ง. ทำเกษตรกรรม อยูรวมกันเปน ครอบครัวใหญ

13. ตอบ ข. พระสุพรรณกลั ยาทรงเปนองคป ระกันแทนสมเดจ็ พระนเรศวร ทำใหส มเด็จพระนเรศวรเสดจ็ กลบั
ไทยมาเตรยี มไพรพลจนสามารถประกาศอสิ รภาพไดส ำเรจ็

14. ตอบ ก. บทบาทสำคัญทีส่ ุดของพระมหากษัตริย คือ การรกั ษาความม่ันคงของชาติเอาไวไมใ หเสยี เอกราช
15. ตอบ ข. เนอ่ื งจากภาคกลางตัง้ อยใู นที่ราบลุมมีน้ำทวมบอย จงึ นิยมสรา งบานใตถ ุนสูงเพอ่ื ปองกนั นำ้ ทว มบา น
16. ตอบ ก. คนไทยนั้นมีนำใจเอื้อเฟอจึงมักแบงปนอาหารหรือขนมใหผูอ่ืนอยูเสมอ และเชื้อเชิญญาติมิตรที่รูจัก

พบเห็นมาทานอาหารทีต่ นทำดวยคำทกั ทายท่วี า “ไปไหนมา ทานขาวแลวหรอื ยัง”
17. ตอบ ข. วัฒนธรรมดานการทหารของชาติตะวันตก เปนวฒั นธรรมในระยะแรกทไ่ี ทยไดรบั มาจากชาติตะวันตก

เพราะไทยมองวาเปนวัฒนธรรมท่มี ีประโยชนตอไทย
18. ตอบ ง. วิถีชีวติ ด้ังเดิมของคนไทยเปนวิถีชีวติ การทำเกษตรกรรม ซ่ึงตองใชแรงงานจำนวนมาก จึงนยิ มอยู

รวมกนั เปนครอบครัวใหญ

147

19. พระราชนิพนธเ รือ่ งพระมหาชนก สง เสรมิ ใหค นไทยนำหลักธรรมเรื่องใดไปใชในชีวติ ประจำวัน

ก. ความเพียร ข. ความสามคั คี

ค. ความกตญั ู ง. ความซอ่ื สัตย

20. ขอ ใดคอื ภมู ปิ ญ ญาท่สี งเสริมเกษตรกรรมแบบย่ังยืน

ก. การทำฝนเทียม

ข. เศรษฐกจิ พอเพยี ง

ค. การใชกังหนั ชัยพฒั นา

ง. การปลูกพชื ผักสวนครวั

21. เหตใุ ดศูนยศลิ ปาชีพจงึ มีความสำคัญตอการเผยแพรภ ูมปิ ญ ญาไทย

ก. เปนสถานทผ่ี ลิตสนิ คาของราษฎร

ข. เปนสถานท่สี อนศลิ ปศึกษาใหแกราษฎร

ค. เปนสถานท่ีถา ยทอดความรูท างหัตถกรรม

ง. เปนสถานทีจ่ ำหนา ยผลติ ภณั ฑจากภูมปิ ญ ญาไทย

22. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงสงเสริมและอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญาของ

คนกลมุ ใด

ก. ชาวมสุ ลมิ ในภาคใต

ข. ชาวเขาเผาตา งๆ ในภาคเหนือ

ค. ราษฎรทยี่ ากจนในภาคอสี าน

ง. ชาวตา งดา วทอ่ี พยพเขา มาในไทย

23. บทบาทของสมเด็จพระเจาพ่ีนางเธอ เจาฟากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร

ทางดานศาสนาตรงกับขอ ใด

ผฉูสบอับน ก. ทรงแปลพระไตรปฎ กเปนภาษาโรมัน

ข. พระราชทานพระไตรปฎกใหแกว ัดตา งๆ

ค. ทรงสรางและบูรณปฏิสงั ขรณว ัดบนภเู ขาตา งๆ

ง. ทรงอุปถมั ภก ารสอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียน

24. การฟนฟูพระราชพิธีและประเพณีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชถือวา

มีประโยชนอยางไร

ก. สรางความสขุ และความสนุกสนาน

ข. รกั ษาประเพณเี ดมิ และเชิดชกู ษัตรยิ 

ค. รกั ษาประเพณีเดิมและสรางขวญั กำลงั ใจ

ง. สง เสริมพระราชอำนาจของสถาบนั กษัตรยิ 

19. ตอบ ก. พระราชนพิ นธเรอื่ งพระมหาชนก สง เสรมิ ใหค นไทยมีความเพียรในการประกอบการงานตา งๆ

20. ตอบ ข. เศรษฐกิจพอเพียงหรือการทำเกษตรทฤษฎีใหม ชวยใหเกษตรกรสามารถทำการเกษตรเล้ียงชีพได

อยางย่งั ยนื

21. ตอบ ค. ศูนยศ ิลปาชีพเปนสถานทีถ่ ายทอดความรทู างหัตถกรรมใหแ กร าษฎรทเ่ี ขามาเปน สมาชกิ

22. ตอบ ข. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงสงเสริมและอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญาของชาวเขา

เผา ตา งๆ ในภาคเหนือ

23. ตอบ ก. สมเด็จพระเจาพ่ีนางเธอ เจาฟากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทรทรงเปนประธาน

จัดทำพระไตรปฎกฉบับสากล อกั ษรโรมัน เพือ่ เผยแผพระพุทธศาสนาไปยงั ประเทศตางๆ

24. ตอบ ค. การฟน ฟูพระราชพิธแี ละประเพณีนอกจากจะเปน การรกั ษาประเพณีดั้งเดิมแลว ยังเปน การสรา งขวญั

และกำลังใจใหแ กประชาชนอกี ดวย

148

25. เหตุใดเศรษฐกิจในสมยั พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกลา เจา อยูห ัวจงึ เจริญรงุ เรืองมาก ผฉสู บอบั น
ก. บานเมอื งสงบสุขไมม ีสงคราม
ข. ใหช าวจีนดูแลการคา แทนคนไทย
ค. ทำสนธสิ ัญญาเบอรน ยี ก ับองั กฤษ
ง. มกี ารสงเสริมการคา กับตา งชาตโิ ดยเฉพาะกบั จนี

26. ขอใดคอื พระราชกรณยี กิจทสี่ ำคญั ของพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูห วั ดานการศึกษา
ก. ทรงต้งั โรงเรยี นมหาดเลก็ หลวง
ข. ทรงตั้งโรงเรยี นราษฎรขึ้นตามหัวเมอื ง
ค. ทรงประกาศใชพระราชบัญญตั ิประถมศกึ ษา พ.ศ. 2464
ง. ทรงตั้งจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั เปน มหาวิทยาลัยแหง แรกของประเทศไทย

27. พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงไดรับการยกยองเปนบุคคลสำคัญของโลก
ในสาขาใด
ก. การศึกษา
ข. ปราชญและกวี
ค. การแพทย
ง. การตางประเทศ

28. ผลงานวชิ าการของศาสตราจารยศ ลิ ป พีระศรี เนน ใหผ อู า นเขาใจเร่ืองใด
ก. ความรูดา นศิลปะและคุณคาของศิลปะ
ข. ทฤษฎที างดา นศิลปะและคณุ คา ของศลิ ปะ
ค. ความรูดา นศิลปะและเทคนิคการสรา งงานศิลปะ
ง. ทฤษฎที างดา นศลิ ปะและเทคนิคการสรางงานศิลปะ

29. ขอ ใดแสดงถึงความสามารถดา นการตา งประเทศของหมอ มราโชทัย
ก. การเปนครูสอนภาษาตา งประเทศ
ข. การเปนลามใหแกค ณะทูตของไทย
ค. การเปน ผดู ูแลชาวตางชาติในไทย
ง. การเปน อธิบดีผูพิพากษาศาลตา งประเทศ

30. ขอ ใดคอื บทบาทสำคญั ของพระยารัษฎานปุ ระดษิ ฐมหศิ รภักดี (คอซิมบ้ี ณ ระนอง) ดานเศรษฐกจิ
ก. สง เสรมิ การทำเหมอื งแรดีบกุ
ข. รณรงคห า มจับปลาในฤดวู างไข
ค. นำตนกลายางพารามาปลูกในไทย
ง. พัฒนาการทอ งเที่ยวบริเวณชายหาด

25. ตอบ ง. ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวมีการสงเสริมการคาขายกับตางชาติ ทำใหมีรายได
มากมาย เศรษฐกิจจงึ เจริญรุงเรือง

26. ตอบ ค. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงประกาศใชพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464
เปนการจัดการศกึ ษาภาคบงั คบั ทำใหคนไทยไดรบั การศกึ ษาอยางท่ัวถงึ

27. ตอบ ข. พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงไดรับการยกยองใหเปนบุคคลสำคัญของโลก
ในสาขาปราชญแ ละกวี เนื่องจากทรงพระนพิ นธงานทม่ี ีคุณคาไวเ ปนจำนวนมาก

28. ตอบ ก. ศาสตราจารยศิลป พีระศรี เนนถายทอดความรูดานศิลปะและสรางจิตสำนึกถึงคุณคาของศิลปะ
เพ่ือใหคนไทยเขาใจและสรางงานศิลปะที่เหมาะสมเปน ประโยชนตอสังคม

29. ตอบ ง. หมอมราโชทัยไดรับการแตงต้ังเปนอธิบดีผูพิพากษาศาลตางประเทศคนแรกของไทย แสดงใหเห็นวา
เปน ผเู ช่ยี วชาญดานภาษาตา งประเทศและการตางประเทศ

30. ตอบ ค. พระยารษั ฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซมิ บ้ี ณ ระนอง) เปน ผูนำตน กลายางพารามาปลกู ในไทย
จนกลายเปนพชื เศรษฐกิจทสี่ ำคญั ของไทยมาจนถงึ ปจจุบนั

149

µÒÃÒ§ÇàÔ ¤ÃÒÐˤ ÇÒÁÊÁÑ ¾¹Ñ ¸Ã ÐËÇÒ‹ §à¹Í×é ËÒã¹ÊÍè× ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒ ÊÁ°. ËÅ¡Ñ ÊµÙ Ã᡹¡ÅÒ§Ï »ÃÐÇµÑ ÈÔ ÒʵÃä ·Â Á.4 - Á.6 µÒÃÒ§ÇÔà¤ÃÒÐˏ¤ÇÒÁÊÁÑ ¾¹Ñ ¸ÃÐËNjҧà¹Íé× ËÒã¹ÊÍè× ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙ
¡ÑºµÇÑ ªÇéÕ ´Ñ 㹡ÅÁ‹Ø ÊÒÃСÒÃàÃÂÕ ¹Ãʌ٠§Ñ ¤ÁÈ¡Ö ÉÒÏ ÊÒÃлÃÐÇѵÈÔ ÒʵÏ µÒÁËÅ¡Ñ ÊÙµÃ᡹¡ÅÒ§¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ¢¹éÑ ¾×¹é °Ò¹ ¾Ø·¸È¡Ñ ÃÒª 2551
µÒÃÒ§ 1 ÊÁ°. ËÅ¡Ñ ÊÙµÃ᡹¡ÅÒ§Ï »ÃÐÇµÑ ÈÔ ÒʵÏä·Â Á.4 - Á.6 ¡ºÑ µÑǪÇÕé Ñ´ªÇ‹ §ª¹éÑ
เน้ือหาสาระ มาตรฐาน ส 4.1 สาระที่ 4 1 มาตรฐาน ส 4.3 5
หนวยการเรียนรู / เรอ่ื ง ตัวชว้ี ดั ชว งชัน้ผฉูสบอับนมาตรฐาน ส 4.2 ตวั ช้วี ดั ชว งชน้ั (ขอท่ี)
สมฐ. หลักสตู รแกนกลางฯ ประวตั ศิ าสตรไทย ม.4 - ม.6 ✓
(ขอท)่ี ตวั ช้ีวดั ชวงชน้ั (ขอท่)ี 234

12 1234 ✓

หนว ยที่ 1 : เวลา ยคุ สมัย และวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร ✓ ✓
เรื่องท่ี 1 เวลาและยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตรไทย ✓

เรอ่ื งที่ 2 การสรา งองคค วามรูใหมท างประวัตศิ าสตรไทย

หนว ยที่ 2 : พัฒนาการทางประวัติศาสตรไ ทย ✓
จากอดีตสปู จจุบนั

เรื่องที่ 1 ประเด็นสำคัญทางประวตั ศิ าสตรไทย

เร่ืองท่ี 2 การสรางสรรควัฒนธรรมและภมู ิปญ ญาไทย

เรื่องที่ 3 ผลงานของบคุ คลสำคัญในการสรางสรรคชาติไทย

หมายเหตุ : แบบบันทึกผลการประเมนิ ตารางที่ 2, 3 และ 4 อยทู ภี่ าคผนวกทายเลม

วงลอแหงการเรยี นรู

Ê×èÍ¡ÒÃàÃÕ¹Ì٠ÊÑÁÄ·¸ìÔÁҵðҹ ËÅÑ¡ÊÙµÃ᡹¡ÅÒ§Ï ¨Ñ´·Ó¢éÖ¹à¾è×ÍãËŒÊÍ´¤ÅŒÍ§¡Ñº¸ÃÃÁªÒµÔ
¢Í§¼àÙŒ ÃÂÕ ¹ «§èÖ Á¤Õ ÇÒÁʹã¨ã½à† ÃÂÕ ¹Ã͌٠ÂáÙ‹ ÅÇŒ «§Öè ¶ÒŒ ¼àŒÙ ÃÂÕ ¹ä´àŒ ÃÂÕ ¹ÃÍÙŒ ÂÒ‹ §Ê¹¡Ø ʹҹ â´ÂÁ¡Õ Ò÷´Åͧ»¯ºÔ µÑ ¨Ô çÔ
¨Ò¡º·àÃÕ¹¨¹ÊÒÁÒö¤Ô´à»š¹ ·Ó໚¹ ᡌ»˜ÞËÒ໚¹ à¡Ô´¡ÒÃàÃÕ¹ÌٷÕè໚¹Í§¤ÃÇÁ ÊÒÁÒö¹Ó¤ÇÒÁÃÙŒ
ä»»ÃÐÂØ¡µã ªŒã¹ªÇÕ Ôµ¨Ã§Ô ä´Œ ¡ç¨Ðà¡´Ô ¤ÇÒÁÁÑè¹ã¨áÅÐàË¹ç ¤³Ø ¤Ò‹ ã¹µ¹àͧ áÅШÐÃŒ¨Ù ¡Ñ µ‹ÍÂÍ´¤ÇÒÁÃÙŒà¾ÔÁè ¢¹éÖ
ËÁعàÇÕ¹໚¹Ç§ÅŒÍáË‹§¡ÒÃàÃÕ¹ÌÙઋ¹¹Õ鵋Íä»ÍÕ¡ Íѹ¨ÐÁÕʋǹª‹Ç¾Ѳ¹Ò¼ŒÙàÃÕ¹ä»Ê‹Ù໇ÒËÁÒ¡ÒÃ໚¹¤¹´Õ
ÁÕ»Þ˜ ÞÒ áÅÐÁÕ¤ÇÒÁÊØ¢ä´Œ

บทดสบทอดบสบปอวดั บรผปะลสรจมัะมำฤจนั่ เทคำใรณุธจหือ่ิท์แคนาลงาวงะตกยานรเเอรียงน นำสกูกิจากรรเรรียมน
แบ
สอนยใจาใกฝรเูอรียยากเ
แนว ขอสอ แบ
เ ็หน
ผฉูสบอับน กจิ กรรมพฒั นาการเรียนรู

หน็ นรู สนเรกุ ียสนนราู นมมีคีปควญ นามดญสี าขุ

กิจกรรมในชสำใรไกนสปากาิจชงปมิจีวเกรสาิตกะรรรจยรริมถรุกรมคิงตมุณพ พัฒธัฒรนรนมาาคจทวราักิยมธษรรอะรูคกมวราแะลบะวคานิยม
อนั พนึงกปารรมะเสขงา คใจ งคคร ววามเมขรา ใู จ คิดกเวิจปแิเนกคกรรทปารำญะเมปหหเพาปเัฒป นาทักษะน น น

การคิด

ÀÒ¤¼¹Ç¡

ẺÃÒ§ҹ»ÃШӵÑǼŒÙàÃÂÕ ¹

หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
กลมุ สาระการเรยี นรสู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม

ชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 4-6 ปการศกึ ษา 25 ................................ รหัสวิชา ...........................................................................
โรงเรียน เขต/อำเภอ...................................................................................................
.................................................................................

จงั หวดั เขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาท่ี................................................................................. ..............................................................................

¢ÍŒ ÁÅ٠ʋǹµÇÑ

ช่อื ผูเ รียน นามสกุล.......................................................................................... ...............................................................................................

เลขประจำตวั .............................................. วนั /เดอื น/ปเ กดิ (พ.ศ.) .................................... หมูโลหิต ............................ ผฉสู บอบั น

เลขประจำตัวประชาชน - - --

บดิ าชอื่ มารดาชอื่............................................................................................. ...............................................................................................

ผปู กครองชอื่ ความสมั พนั ธก บั ผูเรยี น.............................................................................. ...........................................................

ปจ จบุ ันพกั อยูบานเลขท่ี หมู ซอย ถนน............................. ......................
.................................. ...........................................

ตำบล/แขวง อำเภอ/เขต จงั หวัด.......................................................
.................................................... ..........................................

รหัสไปรษณีย โทรศัพท.................................................................................... ...........................................................................................

àÇÅÒàÃÂÕ ¹

รายการ จำนวนวนั
ภาคเรยี น วนั เปดเรียน มาเรยี น ลาปวย ลากิจ ขาดเรียน
ภาคเรยี นที่ 1

ภาคเรียนท่ี 2

รวม

1

ẺºÑ¹·¡Ö ¼Å§Ò¹ËÃÍ× ¤ÇÒÁÊÓàÃ¨ç ·è¹Õ Ò‹ ÀÒ¤ÀÁÙ Ôã¨

คำชี้แจง ใหผูเรียนคัดเลือกตัวอยางผลงานดีเดนท่ีแสดงความสำเร็จของตนเองจากการศึกษาสาระการ
เรียนรูแกนกลางสังคมศึกษาฯ สาระประวัติศาสตร จากนั้นประเมินผลงานตนเอง แลวใหผูสอน
และผูป กครองรว มกนั แสดงความคดิ เหน็ ตอ ผลงานที่นำเสนอ

1¼Å§Ò¹ª¹éÔ ·Õè

ชอื่ ผลงาน ..................................................................................................................................................................................................................
ตรงกับสาระการเรียนรทู ี่ ........................................... มฐ. .................................................. ตวั ชว้ี ดั ................................................
ประกอบหนวยการเรยี นรทู ี/่ เรอ่ื ง ..............................................................................................................................................................
ลกั ษณะเดน ของผลงาน ...................................................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................................................................................

คณุ ธรรมเพ่อื การพัฒนาตน ( ขดี ✓ ลงใน ❍ หนาขอ คุณธรรมที่นำมาใชป ฏบิ ตั ิ )
❍ รกั สะอาด ❍ ความสนใจใฝร ู ❍ ความเชอื่ มนั่ ในตนเอง

❍ การพง่ึ ตนเอง ❍ การหลกี เล่ียงอบายมุข

ผฉูสบอับน ❍ การรกั ษาศลี 5 หรอื หลกั ธรรมข้ันพืน้ ฐานของศาสนาที่ตนนบั ถอื

คุณธรรมเพอ่ื การพัฒนาการทำงาน
❍ ความอตุ สาหะ ❍ ความประหยัด ❍ ความมีวนิ ัย
❍ ความมีนำ้ ใจ
❍ ความรบั ผิดชอบ ❍ ความซือ่ สตั ยสจุ ริต

คณุ ธรรมเพอื่ การพัฒนาการอยรู ว มกันในสงั คม ❍ ความสามัคคี
❍ ความกตญั กู ตเวที ❍ ความเสยี สละ

❍ ความมีมนุษยสมั พนั ธ ❍ ความเปน ประชาธปิ ไตย ❍ จิตสาธารณะ

ประยุกตความรจู ากการทำผลงานช้นิ น้ีไปใชในการดำเนนิ ชวี ติ ประจำวันไดอ ยา งไร

.............................................................................................................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................................................................................

ความเห็นของผสู อน ความเหน็ ของผปู กครอง

............................................................................................................... ...............................................................................................................

............................................................................................................... ...............................................................................................................

ลงช่ือ ............................................................................................. ลงช่ือ .............................................................................................
/ /................................. ................................ ................................. / /................................. ................................ .................................

2

2¼Å§Ò¹ª¹éÔ ·èÕ

ชือ่ ผลงาน ..................................................................................................................................................................................................................
ตรงกับสาระการเรยี นรทู ่ี ........................................... มฐ. .................................................. ตัวช้ีวดั ................................................
ประกอบหนวยการเรยี นรทู ่ี/เรอื่ ง ..............................................................................................................................................................
ลกั ษณะเดนของผลงาน ...................................................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................................................................................

คณุ ธรรมเพ่ือการพัฒนาตน ( ขดี ✓ ลงใน ❍ หนา ขอ คุณธรรมท่นี ำมาใชป ฏบิ ัติ )
❍ รักสะอาด ❍ ความสนใจใฝรู ❍ ความเชอ่ื มน่ั ในตนเอง

❍ การพ่งึ ตนเอง ❍ การหลกี เล่ียงอบายมุข

❍ การรักษาศีล 5 หรอื หลกั ธรรมขั้นพื้นฐานของศาสนาท่ีตนนับถือ

คณุ ธรรมเพื่อการพฒั นาการทำงาน
❍ ความอตุ สาหะ ❍ ความประหยดั ❍ ความมีวินัย
❍ ความมีนำ้ ใจ
❍ ความรับผดิ ชอบ ❍ ความซอื่ สัตยสุจริต ผฉูสบอับน

คณุ ธรรมเพอื่ การพัฒนาการอยรู ว มกันในสังคม ❍ ความสามัคคี
❍ ความกตัญูกตเวที ❍ ความเสียสละ

❍ ความมีมนษุ ยสมั พันธ ❍ ความเปนประชาธิปไตย ❍ จิตสาธารณะ

ประยุกตความรูจากการทำผลงานช้ินน้ีไปใชในการดำเนินชวี ติ ประจำวันไดอ ยา งไร

.............................................................................................................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................................................................................

ความเหน็ ของผูสอน ความเห็นของผปู กครอง

............................................................................................................... ...............................................................................................................

............................................................................................................... ...............................................................................................................

ลงช่ือ ............................................................................................. ลงช่อื .............................................................................................
/ /................................. ................................ ................................. / /................................. ................................ .................................

3

ẺºÑ¹·Ö¡¼Å¡ÒûÃÐàÁ¹Ô ÃдºÑ ¤³Ø ÀÒ¾¢Í§¼ŒÙàÃÂÕ ¹ µÒÁµÇÑ ªÇéÕ ´Ñ

µÒÃÒ§ 2ÊÒÃСÒÃàÃÕ¹ÃÙጠ¡¹¡ÅÒ§ 椄 ¤ÁÈÖ¡ÉÒÏ ÊÒÃлÃÐÇѵÈÔ ÒʵÏ Á.4 - Á.6

¤ÓªÕéᨧ ใหผูสอนประเมินผลการศึกษาของผูเรียนเปนรายบุคคล โดยขีด ✓ลงใน ตามระดับคุณภาพ 1- 4
( 4 = ดเี ย่ียม, 3 = ด,ี 2 = พอใช, 1 = ไมผา นเกณฑ ) ทีผ่ เู รยี นปฏบิ ัติได

สาระ มาตร ตัวชี้วัด ระดับคณุ ภาพ
ฐาน 4321

มาตรฐาน ส 4.1 1. ตระหนกั ถงึ ความสำคญั ของเวลาและยุคสมัยทางประวตั ศิ าสตร

ที่แสดงถงึ การเปล่ียนแปลงของมนุษยชาติ

2. สรางองคความรูทางประวตั ศิ าสตรโดยใชว ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร
อยางเปน ระบบ

สาระที่ 4 ประวั ิตศาสตร 1. วิเคราะหอ ิทธิพลของอารยธรรมโบราณ และการติดตอ ระหวา ง
มาตรฐาน ส 4.2 โลกตะวันออกกับโลกตะวันตกทม่ี ผี ลตอพฒั นาการและการ
เปลย่ี นแปลงของโลก

ผฉูสบอับน 2. วิเคราะหเ หตุการณสำคัญตางๆ ทมี่ ผี ลตอการเปลี่ยนแปลงทาง
สงั คม เศรษฐกิจ และการเมอื งเขาสูโลกสมัยปจจุบัน

3. วเิ คราะหผ ลกระทบของการขยายอทิ ธิพลของประเทศในยุโรปไปยัง
ทวีปอเมริกา แอฟรกิ า และเอเชยี

4. วเิ คราะหส ถานการณของโลกในครสิ ตศ ตวรรษที่ 21

1. วเิ คราะหป ระเดน็ สำคญั ของประวตั ศิ าสตรไทย

2. วิเคราะหค วามสำคญั ของสถาบนั พระมหากษตั ริยต อชาตไิ ทย

มาตรฐาน ส 4.3 3. วเิ คราะหป จ จัยท่สี ง เสริมการสรางสรรคภ ูมิปญญาไทยและ
วฒั นธรรมไทย ซึง่ มีผลตอ สังคมไทยในยคุ ปจ จุบนั

4. วิเคราะหผ ลงานของบคุ คลสำคญั ทั้งชาวไทยและชาวตา งประเทศ
ทมี่ สี ว นสรา งสรรคว ฒั นธรรมไทยและประวตั ิศาสตรไทย

5. วางแผนกำหนดแนวทางและการมีสว นรวมการอนรุ กั ษภูมปิ ญญาไทย
และวฒั นธรรมไทย

หมายเหตุ : ในกรณีที่ผูเรียนไมผา นตวั ช้วี ัดใดใหผสู อนจัดการสอนซอมเสริมจนกวาผูเรยี นจะผานตัวชว้ี ดั น้นั

4

Ẻº¹Ñ ·Ö¡¼Å¡ÒûÃÐàÁ¹Ô ¤Ø³¸ÃÃÁ ¨ÃÔ¸ÃÃÁ ¤Ò‹ ¹ÂÔ Á áÅФسÅѡɳÐÍ¹Ñ ¾§Ö »ÃÐʧ¤ 3µÒÃÒ§
¢Í§ ............................................................................. âçàÃÂÕ ¹ ........................................................ ªéѹ ...................... »‚¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ .................... 椄 ¡Ñ´ ..................................................

คำชแี้ จง 1. ใหผ สู อนประเมนิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมฯ ของนกั เรยี นในแตล ะภาคเรยี น โดยใสร ะดบั คะแนน 1 ถงึ 4 ลงในชอ งระดบั คะแนน (4 = ดเี ยยี่ ม, 3 = ด,ี 2 = พอใช, 1 = ไมผ า นเกณฑ)
จากนนั้ กรอกคะแนนรวม
2. สรปุ ผลการประเมนิ เมอ่ื สนิ้ สดุ แตล ะภาคเรยี น โดยแปรคะแนนรวมใหเ ปน ระดบั ผลการประเมนิ (ดตู ามเกณฑเ ทยี บคะแนน) แลว ทำเครอ่ื งหมาย ✓ ลงใน ❍ ตามระดบั ผลที่ได

ภาคเรียนท่ี 121212121212 121212121212 121212121212
ระดับคะแนน คะแนน
รวม ẺºÑ¹·Ö¡¼Å¡ÒûÃÐàÁÔ¹¤Ø³¸ÃÃÁ ¨ÃÂÔ ¸ÃÃÁ ¤Ò‹ ¹ÂÔ Á
คุณธรรม áÅÐ¤Ø³Å¡Ñ É³ÐÍ¹Ñ ¾§Ö »ÃÐʧ¤
จติ สาธารณะ
ปรคะวชาามธเปิ ปไนตย
ความมมี นุษยสมั พันธ

ความสามัคคี

ความเสียสละ

ความกตญั กู ตเวที
คะรแวนมน

ความมนี ำ้ ใจ

ความซื่อสัตยสุจริต

ความรบั ผดิ ชอบ

ความอุตสาหะ

ความมีวินัย

ความประหยดั
คะแนน
รวม

การหลกี เล่ียงอบายมขุ
การรกั ษาศลี 5 หรือ
หลักธรรมขน้ั พืน้ ฐาน

การพึ่งตนเอง

ความเช่ือมนั่ ในตนเอง

ความสนใจใฝร ู

รกั สะอาด
ภาคเรียน ภาคเรียน ภาคเรยี น
ท่ี 1 ท่ี 1 ที่ 1

ภาคเรียน ภาคเรยี น ภาคเรยี น
ท่ี 2 ท่ี 2 ท่ี 2

กลุมคณุ ธรรม คณุ ธรรมเพอ่ื การพัฒนาตน คุณธรรมเพอ่ื การพัฒนาการทำงาน คณุ ธรรมเพอ่ื การพัฒนาการอยรู วมกันในสงั คม
ดเี ยยี่ ม ดี พอใช ไมผา นเกณฑ
ระดับผลการ ดีเยยี่ ม ดี พอใช ไมผา นเกณฑ ดเี ย่ยี ม ดี พอใช ไมผานเกณฑ 1212 1 2 1 2
ประเมนิ
ลงช่อื ผูป กครอง ............................................................
ภาคเรยี นที่ 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2 ( ............................................................................... )
.............. / .............. / ..............
ระดับผลการ
ประเมิน

ตาราง เกณฑเทยี บคะแนนกับระดับผลการประเมิน

5 ลงชื่อผูป ระเมนิ ............................................................ (ผสู อน) ชว งคะแนน ระดับผลการประเมิน
( ............................................................................... ) 21-24 ดีเย่ยี ม
.............. / .............. / .............. 15-20 ดี
9-14 พอใช
6-8
ไมผ า นเกณฑ

ผฉสู บอบั น

4µÒÃÒ§ Ẻº¹Ñ ·Ö¡¼Å¤Ø³ÀÒ¾¼àÙŒ ÃÂÕ ¹ ÊÒÃСÒÃàÃÕ¹ÌÙ
Êѧ¤ÁÈÖ¡ÉÒÏ ÊÒÃлÃÐÇµÑ ÔÈÒʵÏ ª¹éÑ Á¸Ñ ÂÁÈÖ¡ÉÒ»‚·èÕ 4-6

ẺºÑ¹·¡Ö ¼Å¤³Ø ÀÒ¾¼ŒàÙ ÃÂÕ ¹ ÊÒÃСÒÃàÃÕ¹ÃÙÊŒ §Ñ ¤ÁÈ¡Ö ÉÒ ÈÒÊ¹Ò áÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ

ÊÒÃлÃÐÇµÑ ÔÈÒʵÏ ªÑé¹ÁѸÂÁÈ¡Ö ÉÒ»·‚ Õè 4-6

¢Í§ âçàÃÕ¹ Êѧ¡Ñ´............................................................
....................................................................... .......................................................

¤ÓªéÕᨧ 1. ใหครูผูสอนพิจารณาดูเน้ือหาสาระแกนกลางที่ทำการสอน สัมพันธกับคุณภาพผูเรียนของกลุมสาระ
การเรยี นรสู ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม เม่อื จบชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 6 ขอใด แลว ใหทำการประเมินผล
ผูเรียนเปนรายบุคคลเม่ือจบภาคเรียน โดยใสระดับคุณภาพ 1-4 (4= ดีเย่ียม 3 = ดี 2 = พอใช 1 =
ไมผ านเกณฑ) ในชอง แสดงผลการประเมนิ ชน้ั ม.4 - ม.6
2. คุณภาพผเู รยี นขอ ใดท่ีผูเ รยี นมไิ ดท ำการศึกษาใหขดี − เพ่ือระบุวามไิ ดมกี ารประเมนิ

คุณภาพผเู รียน ระดบั คณุ ภาพ
ผูเรียน ม.4 - ม.6
1. มคี วามรเู ก่ยี วกับความเปน ไปของโลกอยา งกวางขวางและลกึ ซึ้งยงิ่ ข้ึน

2. เปน พลเมืองทีด่ ี มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม ปฏิบตั ติ ามหลักธรรมของศาสนาท่ี
ตนนับถอื มคี านยิ มอนั พงึ ประสงค สามารถอยูร ว มกบั ผูอื่นและอยูในสงั คม
ผฉูสบอับน ไดอยางมีความสุข รวมทง้ั มีศักยภาพเพื่อการศึกษาตอในชนั้ สูงตามความ
ประสงคได

3. มคี วามรูเรือ่ งภูมิปญญาไทย ความภูมิใจในความเปน ไทย ประวตั ิศาสตร
ของชาติไทย ยึดมน่ั ในวิถีชีวิต และการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
อนั มีพระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมขุ

4. มนี ิสยั ที่ดีในการบริโภค เลือกและตดั สนิ ใจบรโิ ภคไดอยางเหมาะสม
มีจติ สำนกึ และมีสวนรวมในการอนุรักษประเพณีวัฒนธรรมไทยและ
สิง่ แวดลอม มีความรกั ทองถนิ่ และประเทศชาติ มุงทำประโยชนแ ละ
สรา งส่งิ ทีด่ ีงามใหกบั สงั คม

5. มีความรูความสามารถในการจัดการเรียนรขู องตนเอง ชนี้ ำตนเองได และ
สามารถแสวงหาความรูจากแหลง การเรียนรูต า งๆ ในสงั คมไดต ลอดชีวิต

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ ............ ลงชอ่ื ผูป ระเมิน ............................. ลงชื่อผปู กครอง ..............................
........./........./......... ........./........./.........

6

ẺÊÃ»Ø ¤ÇÒÁ¤´Ô àË繢ͧ¤ÃáÙ ÅмŒÙ»¡¤Ãͧ

1. จำนวนเวลาเรียน ................................................................................................................................................................................... ผฉูสบอับน
2. ขอ มลู เกยี่ วกบั ผเู รยี น (ผลการเรยี น การมสี ว นรว มในกจิ กรรม ความประพฤติ สขุ ภาพ)

...................................................................................................................................................................................................................................

...................................................................................................................................................................................................................................

3. สง่ิ ทผี่ ูเ รียนปฏบิ ัตผิ ลงานไดด แี ละมีประสิทธิภาพ

...................................................................................................................................................................................................................................

...................................................................................................................................................................................................................................

4. สิ่งท่ผี ูเ รยี นควรใหความสนใจเปน พเิ ศษ

...................................................................................................................................................................................................................................

...................................................................................................................................................................................................................................

5. ขอเสนอแนะเพอ่ื พฒั นาผลการเรียนตอ ในระดับชน้ั สงู ขนึ้

...................................................................................................................................................................................................................................

...................................................................................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ครูผูสอน ..............................................................
( )..........................................................
/ /................. ................. .................

ความคดิ เหน็ ผูป กครอง

...................................................................................................................................................................................................................................

...................................................................................................................................................................................................................................

...................................................................................................................................................................................................................................

ลงชื่อผูปกครอง ..........................................................
( )......................................................
/ /................. ................ ................

7

º¹Ñ ·Ö¡

ผฉูสบอับน ...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................

8

บรรณานกุ รม

ณรงค พวงพศิ และคณะ. หนังสอื เรยี นสาระการเรยี นรูพืน้ ฐาน กลมุ สาระการเรียนรสู ังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม : ประวตั ิศาสตร ม.4. กรุงเทพมหานคร : บริษัท อกั ษรเจริญทัศน อจท. จำกดั , 2548.
นายกรัฐมนตรี, สำนัก. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตรไทย. ประวัติศาสตรกรุงรัตนโกสินทร เลม 1
รชั กาลท่ี 1-รชั กาลท่ี 3. จดั พมิ พเ น่ืองในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร 200 ป. กรงุ เทพมหานคร :
กองจดหมายเหตแุ หงชาติ กรมศิลปากร, 2525.

. ประวัติศาสตรกรุงรัตนโกสินทร เลม 2 รัชกาลท่ี 4-พ.ศ. 2475. จัดพิมพเน่ืองในโอกาสสมโภช
กรุงรัตนโกสินทร 200 ป. กรุงเทพมหานคร : กองจดหมายเหตแุ หงชาติ กรมศิลปากร, 2525.

. ประวัติศาสตรกรุงรัตนโกสินทร เลม 3 พ.ศ. 2475-ปจจุบัน. จัดพิมพเนื่องในโอกาสสมโภช
กรงุ รัตนโกสนิ ทร 200 ป. กรุงเทพมหานคร : กองจดหมายเหตุแหงชาติ กรมศลิ ปากร, 2525.

ราชบณั ฑิตยสถาน. ใตร ม พระบารมี จักรนี ฤบดนิ ทร สยามมินทราธริ าช. กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั ดานสทุ ธา
การพมิ พ, 2547.

เพ็ญศรี ดุก. การตางประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย. กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน,
2542.

ผฉสู บอบั น วิชาการ, กรม. ประวัติศาสตรไทยจะเรียนจะสอนอยางไร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว,
2543.

. ประวตั ศิ าสตรไ ทยเชงิ วเิ คราะห. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพค รุ สุ ภาลาดพราว, 2546.
วินัย พงศศรีเพียร (บรรณาธิการ). “การพระศาสนาและการจัดระเบียบสังคมไทยต้ังแตรัชสมัยพระบาท

สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว”

ปรทิ รรศนป ระวตั ิศาสตร : รวมบทความเพอ่ื เปน เกยี รตแิ ดร องศาสตราจารยวฒุ ิชัย มลู ศลิ ป เนือ่ งใน
โอกาสเกษียณอายรุ าชการ พ.ศ. 2544. กรุงเทพมหานคร : รุงแสงการพมิ พ, 2544.
วุฒชิ ัย มลู ศิลป. พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยหู วั กบั การวางรากฐานประชาธิปไตย. กรุงเทพมหานคร :
2020 เวลิ ด มีเดีย จำกดั , 2541.

. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งท่ี 1 ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440).
กรงุ เทพมหานคร : ตนออ 1999, 2543.

. ไทยสมัยโบราณ ถ่นิ เดิม และนา นเจา . ฉบับปรบั ปรงุ และขยาย. กรุงเทพมหานคร : ชมรมเด็ก,
2550.

วุฒิชัย มูลศิลป และคณะ. พระมหากษัตริยแหงกรุงรัตนโกสินทร. กรุงเทพมหานคร : เกรท เอดดูเคช่ัน
จำกดั , 2546.

ศรศี ักร วลั ลโิ ภดม. นครหลวงของไทย. กรงุ เทพมหานคร : เมืองโบราณ, 2540.
เอกวทิ ย ณ ถลาง. ภมู ปิ ญ ญาชาวบา นสี่ภมู ภิ าค : วถิ ีชวี ติ และกระบวนการเรยี นรขู องชาวบานไทย. นนทบุรี :
โรงพิมพม หาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, 2540.

150

แนวข้อสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
สาระประวัตศิ าสตร ์ (ประวัตศิ าสตร์ไทย) ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4-6 (50 คะแนน)

คำช้แี จง ใหน้ ักเรยี นเลือกคำตอบที่ถูกตอ้ งท่สี ุดเพียงคำตอบเดยี ว


1. ศักราชและชว่ งเวลาของเหตุการณ์ทางประวตั ิศาสตร์มีประโยชนอ์ ย่างไร
ก. ทำใหท้ ราบวา่ เหตกุ ารณน์ น้ั เกดิ ขึน้ เม่ือไหร่
ข. ทำใหท้ ราบว่าเหตกุ ารณ์นนั้ น่าเช่อื ถือหรือไม ่
ค. ทำให้ทราบว่าเหตุการณ์นั้นมสี าเหตมุ าจากอะไร
ง. ทำใหท้ ราบว่าเหตกุ ารณ์นนั้ มคี วามสำคญั อยา่ งไร
2. ลำดบั ก่อน-หลังของเหตกุ ารณม์ ปี ระโยชน์ต่อการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์อย่างไร
ก. ทำใหท้ ราบวา่ เหตกุ ารณ์ใดน่าเชือ่ ถือกว่ากัน
ข. ทำให้ทราบวา่ เหตกุ ารณ์ใดเกิดขึ้นอยูเ่ ปน็ ประจำ
ค. ทำให้ทราบความสมั พันธ์กนั ของเหตุการณ์ต่างๆ
ง. ทำใหท้ ราบความสำคญั ของเหตุการณท์ เ่ี กิดขน้ึ
3. ร.ศ. 220 หมายถึงปีใด
ก. 220 ปกี อ่ นการสถาปนากรุงรตั นโกสนิ ทร ์
ข. 220 ปีหลังการสถาปนากรงุ รัตนโกสินทร์ ผฉสู บอับน
ค. อนาคตในอีก 220 ปขี องกรุงรัตนโกสินทร์
ง. ปีท่ ี 220 ของการสถาปนากรุงรัตนโกสนิ ทร ์
4. ม.ศ. 1205 ตรงกบั พ.ศ.ใด
ก. พ.ศ. 1826 ข. พ.ศ. 1865
ค. พ.ศ. 2327 ง. พ.ศ. 2386
5. การทำเกษตรกรรมและเลยี้ งสตั วเ์ ร่ิมมขี ้ึนในสมยั ใด
ก. ยคุ หนิ เกา่

ข. ยคุ หนิ ใหม ่
ค. ยคุ เหล็ก

ง. ยคุ สำริด

1. ตอบ ก. เกหาตรกุ เราีรยณนรนูเนั้กเ่ียกวิดกขับนึ้ ศเมัก่อื รไารชและชวงเวล1า5ข1องเหตุการณทางประวัติศาสตรจะชวยใหเราทราบวา
2. ตอบ ค. การทราบวาเหตุการณใดเกิดขึ้นกอนและเหตุการณใดเกิดขึ้นหลังจะชวยใหเราทราบความสัมพันธ

กันของเหตุการณ ซึ่งจะทำใหเ ราเขาใจเหตกุ ารณท างประวตั ิศาสตรไดด ียง่ิ ขึ้น
3. ตอบ ง. ร.ศ. 220 หมายถึง ปท่ี 220 ของการสถาปนากรุงรตั นโกสนิ ทร
4. ตอบ ก. พ.ศ. 1826 โดยเทยี บป พ.ศ. เปน ม.ศ. ใหบ วกดว ย 621 (1205+621 = 1826)
5. ตอบ ข. มนษุ ยใ นยคุ หินใหมรจู กั การเพาะปลกู และเลีย้ งสัตว

151

6. หลักฐานลายลักษณ์อักษรในดินแดนประเทศไทยที่เก่าแก่ท่ีสุดระบุศักราช ม.ศ. 559 แสดงว่า
ดนิ แดนประเทศไทยเข้าสู่สมัยประวตั ศิ าสตร์เมือ่ ใด
ก. สมยั สโุ ขทัย

ข. หลงั พระพทุ ธศาสนา 559 ปี
ค. พทุ ธศตวรรษที่ 12
ง. 4,000 ปกี อ่ นพรอ้ มกับอารยธรรมจนี
7. เหตใุ ดจึงนิยมใช้รชั สมยั บอกชว่ งเวลาในประวตั ิศาสตร์ไทย
ก. คนไทยจดจำบคุ คลได้ดีกวา่ ตวั เลข
ข. สถาบนั กษตั รยิ ์มคี วามสัมพันธ์กบั เหตกุ ารณส์ ำคญั
ค. พระมหากษัตรยิ ์ไทยครองราชสมบตั ิในช่วงเวลาสัน้ ๆ
ง. พระมหากษตั รยิ ์ไทยครองราชสมบตั ินานใกลเ้ คียงกัน
8. “แผน่ ดนิ สมเดจ็ พระนารายณ์” ในประวัติศาสตร์ไทยหมายถงึ อะไร
ก. บริเวณอำเภอเมอื ง จงั หวดั ลพบรุ ี
ข. ที่ดินของสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช
ค. รชั สมัยของสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช
ง. บรเิ วณท่ีปกครองโดยสมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช
9. ข้อใดคอื ช่วงทีส่ มเดจ็ เจ้าพระยาบรมมหาศรสี ุริยวงศ์บริหารราชการแผ่นดนิ แทนพระมหากษัตรยิ ์
ก. ชว่ งผสู้ ำเรจ็ ราชการ

ข. ช่วงปฏิรปู ประเทศ
ค. ช่วงขุนนางเรืองอำนาจ

ง. ชว่ งเปลี่ยนแปลงการปกครอง
10. “สมัยปัจจบุ ัน” ในประวัตศิ าสตร์ไทยหมายถงึ ช่วงเวลาใด
ผฉูสบอบั น ก. สมัยรชั กาลปจั จบุ นั

ข. สมยั ที่เรายังมีชวี ติ อย ู่
ค. พทุ ธศตวรรษท ่ี 26
ง. หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถงึ ปัจจบุ นั
11. การวิเคราะหแ์ ละสังเคราะหข์ ้อมลู มีประโยชน์อย่างไร
ก. ทำให้ขอ้ มูลมีความกระชับรดั กุมย่งิ ขึ้น
ข. แสดงความสมั พนั ธ์ทีต่ อ่ เนอื่ งกันของเหตกุ ารณ ์
ค. ทำใหท้ ราบองคป์ ระกอบท่กี ่อใหเ้ กิดเหตุการณ์ขึ้น
ง. สามารถแยกข้อมลู จรงิ และข้อมลู ปลอมออกจากกนั

6. ตอบ ค. พจาุทรธกึ ศทต่ีเวกรา รแษกทท ี่่สี 1ุด2แสดงถงึ การใชต วั อัก1ษ52รในป ม.ศ. 559 หรอื ตรงกบั พ.ศ. 1180 จดั อยูในชว ง
7. ตอบ ข. เน่ืองจากพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริยแตละพระองคมีความสัมพันธกับเหตุการณสำคัญ

ทางประวตั ิศาสตรและพัฒนาการทางประวตั ศิ าสตรของไทย
8. ตอบ ค. แผนดินสมเด็จพระนารายณในประวัติศาสตรไทย หมายถึง รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ

มหาราช พ.ศ. 2199-2231
9. ตอบ ก. สมเด็จเจา พระยาบรมมหาศรีสุริยวงศเปนผูสำเรจ็ ราชการแผน ดนิ ในชว ง พ.ศ. 2411-2416
10. ตอบ ง. สมยั ปจ จุบันในประวตั ิศาสตรไทยเร่ิมตง้ั แตหลงั เปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงปจ จุบนั
11. ตอบ ข. การวิเคราะหและสังเคราะหขอมูลชวยแสดงความสัมพันธที่ตอเน่ืองกันของเหตุการณอยางมีเหตุ

มีผล

152

12. เพราะเหตใุ ดจึงควรนำเสนอขอ้ มูลตามลำดับเหตกุ ารณ์
ก. สะดวกในการนำเสนอ

ข. ผู้รับข้อมลู เข้าใจได้ง่าย
ค. แสดงความเปล่ยี นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ ในอดตี
ง. แสดงเหตผุ ลความสมั พันธ์ของเหตุการณ์
13. หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ใดท่ีไมส่ ามารถระบุเวลาของเหตกุ ารณ์ได้
ก. จารกึ ข. ตำนาน

ค. จดหมายเหต ุ ง. หนงั สอื ราชการ

14. เพราะเหตุใดตำนานจงึ มีความนา่ เชือ่ ถือนอ้ ย
ก. กล่าวถึงอภนิ หิ ารเหนือธรรมชาต ิ
ข. มีมาแตส่ มัยโบราณจงึ เชอ่ื ถือไม่ได้
ค. ตำนานเรือ่ งเดยี วกันใหข้ อ้ มูลท่ตี ่างกนั
ง. ขาดการอ้างองิ ท่ีสามารถพิสจู น์หาความจรงิ ได้
15. พระราชพงศาวดารแฝงอคตขิ องผู้สร้างในเรือ่ งใด
ก. เชิดชูพระมหากษัตรยิ ์

ข. ลัทธชิ าตนิ ยิ มในสมยั นน้ั
ค. รงั เกียจชาตติ ะวนั ตก

ง. ศรัทธาในพระพุทธศาสนา
16. หนงั สือราชการให้ขอ้ มลู เกี่ยวกบั เรอ่ื งใด
ก. ยุทธวิธีในการรบ

ข. ความรูด้ ้านต่างๆ
ค. วถิ ชี ีวติ ของข้าราชการ

ง. นโยบายและแผนงานของรฐั บาล
17. เอกสารส่วนบคุ คลให้ขอ้ มลู สำคัญเรอื่ งใด ซึ่งในหลักฐานอ่ืนจะพบน้อย
ก. วิถชี วี ติ ของผู้สรา้ ง ข. ความคิดเห็นของผ้สู รา้ ง ผฉสู บอับน

ค. การเดนิ ทางของผู้สรา้ ง ง. ชีวิตครอบครัวของผู้สร้าง

18. เหตใุ ดเราจงึ เชื่อถอื บันทกึ ของชาวตา่ งชาติไม่ไดท้ ั้งหมด
ก. ชาวตา่ งชาตไิ มน่ า่ เชื่อถอื
ข. ชาวต่างชาตมิ ีอคติในการบนั ทกึ
ค. ชาวต่างชาตไิ ม่รภู้ าษาไทย
ง. ชาวต่างชาติไม่เข้าใจวัฒนธรรมไทย

12. ตอบ ง. กเปาน รสนาำเเหสตนุทอสี่ของ มผูลลตใหาเมกลดิ ำอดีกับเเหหตตุกุกาารรณณ1ห5จ3นะชึ่งวยแสดงความสัมพันธของเหตุการณ ที่เหตุการณหน่ึง
13. ตอบ ข. ตำนานเปนเรื่องเลาที่สืบทอดตอกันมาโดยขาดการอางอิงท่ีมาของขอมูลและไมสามารถระบุไดวา

เหตุการณใ นตำนานน้นั เกิดขึ้นเม่ือไหร
14. ตอบ ง. ตำนานมีความนาเชื่อถือนอยเพราะขาดขอ มูลอางองิ เชน ผูแ ตง เวลาแตง หลักฐานอางองิ เปนตน

จงึ ไมส ามารถจะพสิ จู นไดวาตำนานน้นั เปน ความจริงหรอื ไม
15. ตอบ ก. พระราชพงศาวดารสรางข้ึนเพอ่ื เชิดชูพระมหากษัตริย จึงอาจใหข อ มลู เกินจรงิ
16. ตอบ ง. หนังสือราชการเปนเอกสารท่ีเกี่ยวของกับการบริหารราชการแผนดิน ซึ่งแสดงใหเห็นถึงนโยบาย

ของรัฐบาลในสมัยนน้ั ๆ
17. ตอบ ข. เอกสารสวนบุคคลมักจะสอดแทรกความคิดเห็นของผูสรางที่มีตอเหตุการณตางๆ ที่ตนมีสวน

เกี่ยวขอ งไวด ว ย
18. ตอบ ง. ชาวตางชาติมักจะบันทึกเร่ืองราวตางๆ ของไทยดวยความรูสึกนึกคิดของตนเองโดยที่ไมเขาใจ

วฒั นธรรมไทยในบางเรื่อง จึงอาจใหข อ มูลทค่ี ลาดเคล่ือนจากความเปน จริงได

153

19. หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรท์ ่ีไม่เปน็ ลายลักษณอ์ ักษรของไทยสว่ นใหญ่ให้ขอ้ มูลเกีย่ วกับเรือ่ งใด
ก. กฎหมาย ข. ความเชอื่

ค. เศรษฐกิจ ง. การปกครอง

20. แหลง่ รวบรวมหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรท์ ี่เป็นลายลักษณ์อกั ษรทีส่ ำคัญของไทยอยทู่ ี่ใด
ก. หอสมุดแหง่ ชาติ ข. ทำเนยี บรฐั บาล

ค. พระบรมมหาราชวัง ง. จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย

21. เหตุใดในปจั จบุ ันจึงยงั สรุปไม่ได้ว่าคนไทยมาจากไหน
ก. ทกุ ทฤษฎีมีความน่าเชื่อถอื เท่ากัน
ข. ขาดหลกั ฐานและผลการศกึ ษาทชี่ ดั เจน
ค. คนไทยมีหลายเผ่าพันธ์ทุ ำใหย้ ากตอ่ การศึกษา
ง. นักวิชาการเช่ือมัน่ ในทฤษฎขี องตนจึงไม่ยอมรับทฤษฎอี ื่น
22. การตัง้ ราชธานีของไทยมีลักษณะเดน่ อยา่ งไร
ก. ตัง้ บนท่ดี อนปอ้ งกนั น้ำท่วม
ข. ต้ังอยตู่ รงกลางให้มีแม่น้ำล้อมรอบ
ค. ตั้งอยบู่ นท่ลี ุ่มใหม้ แี ม่น้ำผา่ นกลางเมอื ง
ง. ตง้ั อยู่ใกลเ้ สน้ ทางการคา้ ขายกบั ต่างชาต ิ
23. เพราะเหตุใดการยกเลิกระบบไพร่มคี วามสำคัญกว่าการยกเลิกระบบทาส
ก. ทำใหม้ ที หารประจำการ

ข. ทำใหอ้ ำนาจของขนุ นางลดลง
ค. คนไทยสว่ นใหญ่เป็นไพร ่

ง. ป้องกนั การแทรกแซงของต่างชาต ิ
24. ข้อใดคอื ประโยชน์ที่สำคัญทสี่ ุดจากการยกเลิกระบบไพร่
ก. รฐั มีรายไดเ้ พิ่มข้นึ
ผฉสู บอบั น ข. มที หารประจำการ
ค. ควบคุมขนุ นางไดง้ า่ ย
ง. ราษฎรเปน็ อิสระและมีเวลาทำมาหากนิ มากขึน้
25. ข้อใดคือความสำเรจ็ จากการเสดจ็ ประพาสยุโรปของรัชกาลท่ ี 5
ก. รักษาเอกราชของชาติไว้ได ้

ข. การเปน็ มิตรกับประเทศรัสเซยี
ค. ทรงหายจากพระอาการประชวร

ง. ทรงไดร้ ับปรญิ ญาดอ็ กเตอร์ออฟลอว ์

19. ตอบ ข. หทาลงักศฐาาสนนทาางประวัติศาสตรที่ไมเปนล1า5ย4ลักษณอักษรของไทยสวนใหญใหขอมูลเก่ียวกับความเชื่อ
20. ตอบ ก. หอสมุดแหงชาตเิ ปน แหลง รวบรวมหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรท เี่ ปน ลายลักษณอักษรทส่ี ำคัญของไทย
21. ตอบ ข. การศึกษาความเปนมาของชนชาตไิ ทยในปจจบุ ันยงั ขาดหลักฐานและผลการศึกษาที่ชัดเจน
22. ตอบ ง. ราชธานีของไทยต้ังอยูใกลเสนทางการคาขายกับตางชาติ ทำใหไทยเปนศูนยกลางทางการคา

ระหวางประเทศ เชน กรุงสุโขทัยเปนศูนยกลางการคาทางบก สวนราชธานีอื่นเปนศูนยกลาง
การคา ทางทะเล
23. ตอบ ค. จากการท่คี นไทยสว นใหญเ ปนไพร ดงั นั้น การยกเลิกระบบไพรจึงสงผลใหเกิดความเปล่ยี นแปลง
คร้งั ใหญใ นสังคมไทย จนนำไปสูการเปล่ียนแปลงการปกครองในเวลาตอมา
24. ตอบ ง. การยกเลิกระบบไพรทำใหราษฎรเปนอิสระ สามารถศึกษาเลาเรียนและประกอบอาชีพตามความรู
ของตน สรางผลงานท่เี ปนประโยชนต อประเทศชาติ
25. ตอบ ก. ความสำเร็จจากการเสด็จประพาสยโุ รปของรัชกาลที่ 5 คือ ไทยสามารถรักษาเอกราชของชาตไิ วได

154

26. ขอ้ ใดคอื สาเหตสุ ำคญั ทนี่ ำไปส่กู ารเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ก. ปัญหาเศรษฐกจิ ตกตำ่
ข. การได้รับการศึกษาแบบตะวันตก
ค. การปลดข้าราชการออกจากตำแหน่ง
ง. ความไมพ่ อใจการบริหารประเทศของพระมหากษัตริย ์
27. เพราะเหตใุ ดบทบาทของพระมหากษัตริย์ในการป้องกนั ประเทศจึงมคี วามสำคัญมากทสี่ ุด
ก. หากสิน้ ชาตกิ จ็ ะสน้ิ คนไทย
ข. หากสิ้นชาติก็จะส้นิ กำลังใจ
ค. หากสนิ้ ชาติก็จะสน้ิ พระมหากษตั รยิ ์
ง. หากสิ้นชาติก็จะสิน้ ความเจรญิ ทุกดา้ น
28. อะไรเปน็ สาเหตสุ ำคัญทท่ี ำให้คนไทยมคี วามจงรักภกั ดตี อ่ สถาบนั พระมหากษตั ริย์
ก. พระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ ของชาติ
ข. คนไทยไดร้ ับการปลกู ฝงั ใหจ้ งรักภกั ดตี ง้ั แตเ่ ยาวว์ ยั
ค. พระมหากษตั ริยท์ รงทำคณุ ประโยชน์ใหแ้ กป่ ระเทศชาติและคนไทย
ง. พระมหากษัตริยเ์ ปรยี บเสมอื นพ่อของประชาชนชาวไทยทัง้ ประเทศ
29. บทบาทใดของพระมหากษตั ริยท์ ีม่ คี วามสำคญั ต่อพระพุทธศาสนามากที่สดุ
ก. การสังคายนาพระไตรปฎิ ก
ข. การพระราชทานท่ีดินใหว้ ดั
ค. การบรู ณปฏิสงั ขรณ์วดั
ง. การแตง่ วรรณกรรมทางศาสนา
30. พระราชนพิ นธ์เร่ือง พระมหาชนก แสดงถงึ พระปรชี าสามารถดา้ นใดของพระบาทสมเด็จพระเจา้
อยูห่ วั ภูมพิ ลอดลุ ยเดช
ก. ดา้ นการปกครอง ผฉสู บอับน

ข. ดา้ นอกั ษรศาสตร ์
ค. ดา้ นพระพทุ ธศาสนา

ง. ดา้ นศลิ ปวัฒนธรรม
31. วฒั นธรรมกบั ภมู ปิ ญั ญามีความสัมพันธก์ ันอย่างไร
ก. ภูมปิ ญั ญาคือความรู ้ สว่ นวัฒนธรรมคอื การปฏิบัตเิ พือ่ ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวนั
ข. วฒั นธรรมเป็นแบบแผน ส่วนภมู ิปญั ญาเปน็ วิธกี ารและผลงานที่ใช้ในการดำรงชีวติ
ค. ภมู ปิ ัญญาคอื สง่ิ ท่คี ิดค้นข้นึ ใหม ่ ซึง่ เม่อื สบื ทอดตอ่ ไปยงั คนร่นุ ต่อไปจะเปน็ วฒั นธรรม
ง. วฒั นธรรมคอื แนวทางการดำรงชีวติ ของคนทว่ั ไป สว่ นภูมิปัญญาเปน็ เรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม

26. ตอบ ข. การท่ีคนไทยไดรับการศึกษาแบบตะวันตกจึงเกิดความคิดท่ีตองการใหมีรัฐธรรมนูญ และมีการ
ปกครองระบอบรฐั สภาแทนท่ีการปกค1ร5อ5งโดยบุคคลหรือคณะบุคคลเพียงกลมุ เดียว

27. ตอบ ง. หากสญู สนิ้ เอกราชแลว ความเจริญของประเทศในทกุ ดา นจะถกู ทำลายลงไปดว ย
28. ตอบ ค. พระมหากษัตริยและพระราชวงศทรงประกอบพระราชกรณียกิจตางๆ อันเปนประโยชนตอชาติและ

คนไทย ดังนนั้ คนไทยจึงมคี วามจงรกั ภกั ดีตอ สถาบันพระมหากษตั รยิ 
29. ตอบ ก. การสังคายพระไตรปฎกจะทำใหมีหลักคำสอนที่ถูกตองตามพุทธบัญญัติ จึงมีความสำคัญตอ

พระพุทธศาสนามากท่สี ดุ
30. ตอบ ค. พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเขาใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเปนอยางดี

จึงสามารถพระราชนพิ นธไ ดทั้งภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
31. ตอบ ข. วัฒนธรรมมีความสัมพันธกับภูมิปญญา โดยวัฒนธรรมเปนแบบแผน สวนภูมิปญญาเปนวิธีการ

และผลงานทใี่ ชใ นการดำรงชวี ติ

155

32. ขอ้ ใดคือพ้นื ฐานทางวฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย
ก. เกษตรกรรม ท่ีราบลุ่มแมน่ ำ้
ข. พระพทุ ธศาสนา ประชาธปิ ไตย

ค. เกษตรกรรม พระพทุ ธศาสนา
ง. ทรี่ าบลุม่ แม่น้ำ ประชาธิปไตย
33. วัฒนธรรมตะวันออกมผี ลต่อสังคมไทยในเร่อื งใดมากทสี่ ดุ
ก. ศาสนาและวิถีชีวิต

ข. การศกึ ษาและวิถชี วี ิต
ค. ศาสนาและเทคโนโลยี

ง. การศึกษาและเทคโนโลยี
34. การสง่ เสรมิ สบื ทอดวฒั นธรรมไทยด้วยวิธีใดจึงจะไดผ้ ลดที ่สี ุด
ก. จดั อบรมวฒั นธรรมไทยในชมุ ชน
ข. จัดกิจกรรมส่งเสริมวฒั นธรรมไทย
ค. จดั ตัง้ หน่วยงานเผยแพร่วฒั นธรรมไทย
ง. ส่งเสริมการใชว้ ฒั นธรรมไทยในการดำเนนิ ชวี ิต
35. อุปสรรคสำคัญในการอนรุ ักษ์วัฒนธรรมไทยคือข้อใด
ก. การไหลบ่าของวฒั นธรรมจากภายนอก
ข. คนไทยไมเ่ หน็ คุณคา่ ของวัฒนธรรมไทย
ค. ขาดบุคคลทเ่ี ป็นต้นแบบในการอนรุ ักษว์ ฒั นธรรมไทย
ง. คนไทยต้องใช้วฒั นธรรมตา่ งชาติในการตดิ ตอ่ กับชาวตา่ งชาติ
ผฉสู บอบั น 36. นกั เรียนจะมีส่วนรว่ มในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมไทยได้อยา่ งไร
ก. ใช้วฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทยในการดำเนนิ ชีวติ
ข. สง่ เสริมการใช้ผลติ ภัณฑท์ ่สี รา้ งจากภมู ิปญั ญาไทย
ค. ยกยอ่ งผ้มู ีผลงานโดดเด่นทางวัฒนธรรมและภมู ิปญั ญา
ง. เรียนรวู้ ฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาไทยจากผอู้ าวุโสในทอ้ งถนิ่
37. สมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ิต์ิ พระบรมราชินนี าถทรงสง่ เสรมิ ภูมิปญั ญาไทยใหแ้ กเ่ ยาวชนดว้ ยวธิ ีใด
ก. ใหร้ าษฎรสอนงานฝมี ือให้แก่บุตรหลานของตน
ข. จัดหนว่ ยอาสาออกเผยแพรค่ วามรูต้ ามสถานศกึ ษา
ค. จดั ประกวดผลงานทางด้านภมู ปิ ญั ญาของเยาวชน
ง. ให้เยาวชนฝกึ หดั งานฝมี ือในศูนย์ศลิ ปาชพี และผลิตสนิ ค้าออกจำหน่าย

32. ตอบ ค. สจึงังเคกมี่ยไวทขยอเงปกน บั สเกงั ษคตมเรกกษรตรรมกแรลระพมแรละพะนุท1ับธ5ศถ6าือสพนราะพทุ ธศาสนา ดงั นน้ั วฒั นธรรมและภูมปิ ญ ญาไทย
33. ตอบ ก. ไทยรับพระพุทธศาสนาและวถิ ีชีวิตเกษตรกรรมจากวัฒนธรรมตะวนั ออก
34. ตอบ ง. การสงเสรมิ ใหค นไทยใชวฒั นธรรมไทยในการดำเนินชีวิตเปนการสืบทอดวฒั นธรรมอยา งตอ เนอื่ ง
35. ตอบ ข. การทีค่ นไทยไมเ หน็ คณุ คาของวฒั นธรรมไทย ทำใหไ มส นใจทจ่ี ะรักษาวัฒนธรรมไทย
36. ตอบ ก. นักเรียนสามารถมีสวนรวมในการอนุรักษวัฒนธรรมไทยไดโดยการใชวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย

ในการดำเนนิ ชวี ิต
37. ตอบ ง. สมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถทรงสงเสริมภูมิปญญาไทยใหแกเยาวชนดวยการนำ

เยาวชนท่ีเปนนกั เรียนมาฝกหัดในศนู ยศ ลิ ปาชีพและผลิตงานออกจำหนา ย

156

38. มูลนิธแิ มฟ่ ้าหลวงจดั ต้งั ขน้ึ เพ่อื จดุ ประสงค์ใด
ก. ทำการวิจัยการเพาะปลูกพชื เมืองหนาวในไทย
ข. สง่ เสรมิ การประกอบอาชีพของชาวเขาเผา่ ตา่ งๆ
ค. ให้ความช่วยเหลอื ตำรวจตระเวนชายแดนท่ีเจ็บปว่ ย
ง. บริการด้านสาธารณสขุ ให้แกร่ าษฎรในท้องถ่นิ ทรุ กนั ดาร
39. สมเด็จพระศรีนครนิ ทราบรมราชชนนีทรงส่งเสรมิ เกษตรกรรมของราษฎรดว้ ยวิธีใด
ก. จดั ทำฝนเทียมเพอื่ ให้พชื ไดร้ ับนำ้ อย่างเพียงพอ
ข. ส่งเสริมให้ราษฎรทำตามแนวคิดเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ค. นำพนั ธุพ์ ืชเมอื งหนาวมาใหร้ าษฎรเพาะปลูก
ง. สง่ เสรมิ การทำฝายกกั เก็บนำ้ ไว้ใชป้ ระโยชน์ในฤดแู ลง้
40. สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงพระนิพนธ ์
ประสบการณ์ในการเดนิ ทางไปตา่ งประเทศในรูปแบบใด
ก. นิทาน

ข. บทเพลง
ค. นริ าศ

ง. สารคดเี ชิงท่องเท่ียว
41. ขอ้ ใดคือบทบาทด้านศาสนาที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
ก. การบูรณะวดั วาอาราม

ข. การสังคายนาพระไตรปฎิ ก
ค. การซ่อมแซมพระพุทธรูป

ง. การออกกฎควบคมุ พระสงฆ์
42. เพราะเหตใุ ดในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลัยจึงเปน็ ยุคทองของวรรณกรรมไทย
ก. ทรงใหร้ วบรวมวรรณกรรมไทย ผฉูสบอับน

ข. ทรงให้ชำระวรรณกรรมไทย
ค. ทรงสนบั สนุนกว ี เชน่ สุนทรภ ู่
ง. ทรงงานพระราชนพิ นธ์จำนวนมาก
43. บทบาทสำคญั ของพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจ้าอยหู่ วั ตรงกบั ขอ้ ใด
ก. การคา้ ขายกบั ต่างชาต ิ

ข. การทำสนธสิ ญั ญาเบอร์นีย ์
ค. การบูรณปฏสิ งั ขรณว์ ดั วาอาราม

ง. การปราบปรามประเทศราชทก่ี อ่ กบฏ

38. ตอบ ข. มลู นิธิแมฟา หลวงจัดต้ังข้ึนเพ่ือสงเสรมิ การประกอบอาชีพของชาวเขาเผาตา งๆ
39. ตอบ ค. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนน1ีท5ร7งนำพันธุพืชเมืองหนาว เชน กลวยไม เห็ดหลินจือ

สตรอวเ บอรรี มาใหราษฎรเพาะปลกู เพ่ือสรางรายไดใ หแ กร าษฎร

40. ตอบ ง. สมเด็จพระเจาพี่นางเธอ เจาฟากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทรทรงพระนิพนธ

สารคดีเชงิ ทองเทย่ี วบอกเลา ประสบการณในตา งประเทศ

41. ตอบ ข. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชโปรดเกลาฯ ใหมีการสังคายนาพระไตรปฎกข้ึน

เพ่อื จะไดม ีหลักคำสอนและหลกั ปฏบิ ัตไิ ดถูกตอ งตามพทุ ธบัญญตั ิ

42. ตอบ ค. พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา นภาลัยทรงสนับสนนุ กวี จงึ ทำใหมีกวีหลายคนและกวีแตละทา น

ไดสรางงานวรรณกรรมที่มคี ุณคาไวเ ปน จำนวนมาก

43. ตอบ ก. การคาขายกับตางประเทศในสมัยรัชกาลท่ี 3 ไดสรางรายไดจำนวนมากใหแกไทย ซ่ึงเปน

ประโยชนใ นการใชพัฒนาประเทศในสมยั ตอ มา

157

44. ข้อใดคือผลงานสำคญั ทางการปกครองของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อย่หู วั
ก. การจัดตั้งกองเสือป่า ข. การสรา้ งความรู้สกึ ชาตินิยม

ค. การจัดต้ังวรรณคดีสโมสร ง. การกำหนดวันสำคัญของชาต ิ

45. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสมีผลงานสำคัญในการวางรากฐานการศึกษา
ข้ันพน้ื ฐานแก่พระสงฆ์อยา่ งไร
ก. ทรงจัดต้ังโรงเรียนขน้ึ ตามวัดต่างๆ ในหวั เมือง
ข. ทรงดำเนินการตง้ั มหาจฬุ าลงกรณ์ราชวิทยาลัยเป็นวิทยาลัยสงฆ์
ค. ทรงวางหลกั สูตรนักธรรมเปน็ หลักสูตรการเรียนการสอนของพระสงฆ์
ง. ทรงแนะนำให้พระภิกษุในกรงุ เทพฯ เดนิ ทางไปเป็นครูตามโรงเรยี นหวั เมอื ง
46. ข้อใดคือนโยบายการทตู ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท
ก. ใช้การประนีประนอม ข. ใชก้ ฎหมายระหวา่ งประเทศ

ค. ใช้หลกั ศลี ธรรมนำการเมือง ง. ใชช้ าตติ ะวันตกคานอำนาจกนั เอง

47. ข้อใดคอื บทบาทสำคญั ของสมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพทางดา้ นการปกครอง
ก. เผยแพรแ่ นวคิดประชาธปิ ไตย

ข. จดั การเลือกต้ังกำนนั และผู้ใหญ่บ้าน
ค. จัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภบิ าล
ง. ออกตรวจเย่ียมประชาชนตามหัวเมอื งต่างๆ
48. ขอ้ ใดจดั เปน็ ผลงานวรรณกรรมที่มีช่อื เสยี งของหม่อมราโชทัย
ก. สิงหไกรภพ ข. นิราศลอนดอน

ค. นริ าศภเู ขาทอง ง. จดหมายเหตคุ วามทรงจำ

49. บทบาทสำคญั ของสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสรุ ยิ วงศด์ ้านการตา่ งประเทศคอื ขอ้ ใด
ก. การทำสนธสิ ัญญาเบาวร์ ิง

ข. การสง่ ราชทูตไทยไปประจำในยโุ รป
ผฉูสบอับน ค. การเจรจาแก้ไขวิกฤตการณ ์ ร.ศ. 112
ง. การเจรจาแก้ไขเรอื่ งสทิ ธิสภาพนอกอาณาเขต
50. ดร. แดน บชี บรดั เลย ์ ถอื ว่าเปน็ บคุ คลสำคัญของไทยเพราะเหตุใด
ก. เสนอใหร้ ฐั บาลไทยเลกิ ขายฝนิ่
ข. เผยแพร่วฒั นธรรมของชาตติ ะวันตกสู่สังคมไทย
ค. รบั ราชการในตำแหน่งสำคัญต้งั แตร่ ชั กาลที ่ 3-5
ง. ช่วยเหลอื ไทยในการแก้ไขสนธิสัญญากับนานาชาต ิ

44. ตอบ ข. พเกริดะคบวาาทมสรมกั เชดา็จตพิ คระวมามงสกาุฎมเกัคลคาี เแจลาะอมยจี ูหติ 1ัวส5ท8ำรนงึกสตรอ าหงคนวา าทมีพ่ รลูสเมึกือชงาทตด่ีินขีิยอมงขชึ้นาตในิ จิตใจคนไทย เพื่อให
45. ตอบ ค. การวางหลักสูตรนักธรรมเปนหลักสูตรการเรียนการสอนของพระสงฆเพ่ือทำใหพระสงฆมีการ

ศกึ ษาทเี่ ปนระบบ สวนขออืน่ ไมเ กีย่ วขอ งกบั การศึกษาของพระสงฆ
46. ตอบ ก. พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิทใชการประนีประนอมผอนปรนใหแกทูตของชาติ

ตางๆ จนเปน ทชี่ ืน่ ชมพอใจของบรรดาคณะทตู ทำใหความสัมพนั ธระหวา งประเทศเปนไปดวยดี
47. ตอบ ค. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพมบี ทบาทสำคัญในการจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล

เพือ่ สรางความมน่ั คงในการปกครองสว นภูมภิ าคของไทย
48. ตอบ ข. นิราศลอนดอนเปนผลงานวรรณกรรมท่ีมีช่ือเสียงของหมอมราโชทัย ซึ่งแตงข้ึนจากประสบการณ

การเปนลามในคณะราชทตู ไทยทไ่ี ปเจรญิ สมั พันธไมตรีกับองั กฤษเมอื่ พ.ศ. 2400
49. ตอบ ก. สมเดจ็ เจาพระยาบรมมหาศรีสรุ ยิ วงศเปนผมู ีบทบาทสำคญั ในการทำสนธสิ ัญญาเบาวร ิง
50. ตอบ ข. ดร. แดน บีช บรัดเลย ไดเ ผยแพรวัฒนธรรมของชาตติ ะวนั ตกสูส งั คมไทยผา นทางหนังสอื พมิ พ

บางกอกรคี อรเดอร

158

¢ÍŒ ÁÅÙ àÊÃÁÔ ¾ÔàÈÉÊÓËÃѺ¤ÃÙ¼ÊÙŒ ͹ àÊ1ÃÁÔ

* หลักการของหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
* มาตรฐานและตัวช้ีวัดกลุมสาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม :
ประวตั ิศาสตร
* ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรยี นรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูส งั คมศกึ ษา
ศาสนา เฉผพูสาะอฉนบับ
และวัฒนธรรม : ประวัติศาสตร ม.4 - ม.6
* การออกแบบหนวยการเรียนรู
* ภารกิจโดยสงั เขปของผสู อนดานการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู
เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน

àÊ2ÃÔÁ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 *

เพอ่ื ใหการจัดการศกึ ษาสอดคลอ งกับสภาพความเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และ
ความเจรญิ กา วหนา ทางวทิ ยาการของโลก สามารถตอบสนองความตอ งการของผเู รยี น ผปู กครอง

สถานศึกษา และสังคมไทยไดอยางมีประสิทธิภาพ กระทรวงศึกษาธิการดวยความเห็นชอบของ

เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน จึงไดประกาศใหใชหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน

พุทธศกั ราช 2551 แทนหลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐานฉบบั เดมิ เม่ือวันท่ี 11 กรกฎาคม 2551

วิสยั ทศั น

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุงพัฒนาผูเรียนทุกคน ซึ่งเปนกำลังของชาติ
ใหเ ปน มนษุ ยท ม่ี คี วามสมดลุ ทง้ั ดา นรา งกาย ความรู คณุ ธรรม มจี ติ สำนกึ ในความเปน พลเมอื งไทย
และเปนพลโลก ยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน
ประมุข มีความรูและทักษะพ้ืนฐาน รวมท้ังเจตคติท่ีจำเปนตอการศึกษาตอ การประกอบอาชีพ
และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุงเนนผูเรียนเปนสำคัญบนพ้ืนฐานความเช่ือวา ทุกคนสามารถ
เรยี นรูแ ละพัฒนาตนเองไดเตม็ ตามศกั ยภาพ

เฉผพูสาะอฉนบบั หลักการ มีหลักการที่สำคญั ดังนี้

หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน

1. เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน

การเรียนรูเปนเปาหมายสำหรับพฒั นาเด็กและเยาวชนใหมีความรู ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม

เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน บนพื้นฐานของความเปนไทยควบคูกับความเปนสากล

2. เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสไดรับการศึกษาอยาง

เสมอภาคและมคี ุณภาพ

3. เปนหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ใหสังคมมีสวนรวมในการจัด

การศึกษาใหสอดคลอ งกับสภาพและความตอ งการของทองถนิ่

4. เปนหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสรางยืดหยุนทั้งดานสาระการเรียนรู เวลาและ

การจัดการเรยี นรู

5. เปน หลกั สตู รการศึกษาท่ีเนนผูเ รียนเปนสำคญั

6. เปนหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย

ค__ร_อ_บ_ค_ล_*มุ _ทค_ัด_ุกแ_กล_ละ_ตุม ัด_เท_ปอ_าน_หส_ามร_ะา_บย_าง_สส_วา_นม_ขาอ_รง_หถ_ลเ_ักทส_ยี ูต_บร_มโ_าอจ_นา_กผ_ลกรกะาทรรเวรงศียึกนษราแูธิกลาะร,ปรหะลักสสบูตกรแากรนณกล างการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551. (กรงุ เทพมหานคร : มปท., 2551), หนา 3-6.

จุดหมาย àÊ3ÃÁÔ

หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน มงุ พฒั นาผเู รยี นใหเ ปน คนดี มปี ญ ญา มคี วามสขุ
มีศักยภาพในการศึกษาตอและประกอบอาชีพ จึงกำหนดเปนจุดหมายเพ่ือใหเกิดกับผูเรียน

เม่อื จบการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน ดงั น้ี

1. มีคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมท่ีพึงประสงค เห็นคุณคาของตนเอง มีวินัย

และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน

เศรษฐกิจพอเพียง

2. มีความรู ความสามารถในการสอ่ื สาร การคิด การแกป ญหา การใชเ ทคโนโลยี และ

มที ักษะชวี ิต

3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจติ ที่ดี มีสุขนิสยั และรักการออกกำลงั กาย

4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเปนพลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวิถีชีวิต

และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมุข

5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย การอนุรักษและพัฒนา

สงิ่ แวดลอม มจี ติ สาธารณะทมี่ ุงทำประโยชนแ ละสรางสง่ิ ที่ดงี ามในสงั คม และอยูรว มกนั ในสังคม เฉผพูสาะอฉนบับ

อยางมคี วามสขุ

สมรรถนะสำคญั ของผูเรียนและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน

ในการพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงเนนพัฒนาผูเรียน
ใหมีคุณภาพตามมาตรฐานท่ีกำหนด ซึ่งจะชวยใหผูเรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะ
อันพงึ ประสงค ดังน้ี

สมรรถนะสำคญั ของผเู รียน

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงใหผูเรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ
ดงั น้ี

1. ความสามารถในการส่ือสาร เปนความสามารถในการรับและสงสาร มีวัฒนธรรม
ในการใชภาษา ถายทอดความคิด ความรูความเขาใจ ความรูสึก และทัศนะของตนเอง เพ่ือ
แลกเปลี่ยนขอมูลขาวสารและประสบการณ อันจะเปนประโยชนตอการพัฒนาตนเองและสังคม
รวมท้ังการเจรจาตอรองเพื่อขจัดและลดปญหาความขัดแยงตางๆ การเลือกรับหรือไมรับขอมูล
ขาวสารดวยหลักเหตุผลและความถูกตอง ตลอดจนการเลือกใชวิธีการส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพ
โดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบท่ีมตี อตนเองและสงั คม

àÊ4ÃÔÁ 2. ความสามารถในการคิด เปนความสามารถในการคิดวิเคราะห การคิดสังเคราะห
การคิดอยางสรางสรรค การคิดอยางมีวิจารณญาณ และการคิดเปนระบบ เพื่อนำไปสูการสราง
องคค วามรูห รือสารสนเทศเพ่อื การตัดสินใจเกย่ี วกบั ตนเองและสังคมไดอ ยา งเหมาะสม

เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน 3. ความสามารถในการแกปญหา เปนความสามารถในการแกปญหาและอุปสรรค
ตา งๆ ทเี่ ผชญิ ไดอ ยา งถกู ตอ งเหมาะสมบนพน้ื ฐานของหลกั เหตผุ ล คณุ ธรรมและขอ มลู สารสนเทศ
เขา ใจความสมั พนั ธแ ละการเปลย่ี นแปลงของเหตกุ ารณต า งๆ ในสงั คม แสวงหาความรู ประยกุ ต
ความรูมาใชในการปองกันและแกไขปญหา และมีการตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึง
ผลกระทบท่ีเกิดขึ้นตอ ตนเอง สงั คมและส่ิงแวดลอ ม

4. ความสามารถในการใชทักษะชีวิต เปนความสามารถในการนำกระบวนการตางๆ
ไปใชในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยางตอเนื่อง การทำงาน
และการอยรู ว มกันในสังคมดว ยการสรา งเสริมความสมั พนั ธอ ันดรี ะหวา งบุคคล การจดั การปญ หา
และความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปล่ียนแปลงของสังคมและ
สภาพแวดลอม และการรจู ักหลีกเล่ยี งพฤตกิ รรมไมพ ึงประสงคท่ีสง ผลกระทบตอตนเองและผอู น่ื

เฉผพูสาะอฉนบบั 5. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี เปน ความสามารถในการเลอื ก และใชเ ทคโนโลยี
ดานตางๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในดานการ

เรยี นรู การสอ่ื สาร การทำงาน การแกปญหาอยางสรา งสรรค ถกู ตอ ง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม

เฉพาะสำหรับ...ค ูร ูผสอน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค

หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน มงุ พฒั นาผเู รยี นใหม ีคุณลกั ษณะอันพึงประสงค
เพ่ือใหสามารถอยูรวมกับผูอ่ืนในสังคมไดอยางมีความสุข ในฐานะเปนพลเมืองไทยและพลโลก
ดงั น้ี

1. รกั ชาติ ศาสน กษตั รยิ 
2. ซ่ือสตั ยส จุ รติ
3. มวี ินยั
4. ใฝเ รยี นรู
5. อยอู ยา งพอเพียง
6. มุงม่ันในการทำงาน
7. รักความเปนไทย
8. มจี ติ สาธารณะ

นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงคเพิ่มเติมใหสอดคลอง àÊ5ÃÁÔ

ตามบรบิ ทและจดุ เนนของตนเอง

มาตรฐานการเรยี นรู
การพฒั นาผเู รยี นใหเ กดิ ความสมดลุ ตอ งคำนงึ ถงึ หลกั พฒั นาการทางสมองและพหปุ ญ ญา

หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน จึงกำหนดใหผูเรียนเรียนรู 8 กลมุ สาระการเรียนรู ดงั น้ี เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน

1. ภาษาไทย

2. คณติ ศาสตร

3. วทิ ยาศาสตร

4. สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม

5. สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา

6. ศลิ ปะ

7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี

8. ภาษาตา งประเทศ

ในแตละกลุมสาระการเรียนรูไดกำหนดมาตรฐานการเรียนรูเปนเปาหมายสำคัญของเฉผพสู าะอฉนบับ
การพัฒนาคุณภาพผูเรียน มาตรฐานการเรียนรูระบุสิ่งที่ผูเรียนพึงรู ปฏิบัติได มีคุณธรรม

จรยิ ธรรม และคานยิ มท่พี ึงประสงคเ มื่อจบการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรยี นรู

ยังเปนกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาท้ังระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรูจะ เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน

สะทอนใหทราบวาตองการอะไร จะสอนอยางไร และประเมินอยางไร รวมท้ังเปนเครื่องมือ

ในการตรวจสอบเพ่ือการประกันคุณภาพการศึกษา โดยใชระบบการประเมินคุณภาพภายใน

และการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก ซงึ่ รวมถงึ การทดสอบระดบั เขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษา และการทดสอบ

ระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพดังกลาว เปนส่ิงสำคัญที่ชวยสะทอนภาพ

การจัดการศึกษาวา สามารถพฒั นาผูเรียนใหม คี ณุ ภาพตามทม่ี าตรฐานการเรียนรูกำหนดเพียงใด

ตัวชีว้ ดั

ตัวช้ีวัดระบุส่ิงที่ผูเรียนพึงรูและปฏิบัติได รวมทั้งคุณลักษณะของผูเรียนในแตละ
ระดบั ชน้ั ซง่ึ สะทอ นถงึ มาตรฐานการเรยี นรู มคี วามเฉพาะเจาะจงและมคี วามเปน รปู ธรรม นำไปใช
ในการกำหนดเนือ้ หา จดั ทำหนวยการเรียนรู จดั การเรียนการสอน และเปนเกณฑสำคญั สำหรับ
การวดั ประเมนิ ผลเพือ่ ตรวจสอบคณุ ภาพผูเรียน

àÊ6ÃÔÁ 1. ตวั ชว้ี ดั ชน้ั ป เปน เปา หมายในการพฒั นาผเู รยี นแตล ะชนั้ ปใ นระดบั การศกึ ษาภาคบงั คบั

(ประถมศึกษาปท่ี 1 - มัธยมศกึ ษาปท ่ี 3)
2. ตัวช้ีวัดชวงช้ัน เปนเปาหมายในการพัฒนาผูเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

(มัธยมศึกษาปท่ี 4-6)

เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน การจดั การเรียนรู

เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน การจัดการเรียนรูเปนกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสูการปฏิบัติ หลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน เปนหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู สมรรถนะสำคัญและ
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงคของผเู รียน เปนเปาหมายสำหรับพัฒนาเดก็ และเยาวชน

ในการพัฒนาผูเรียนใหมีคุณสมบัติตามเปาหมายหลักสูตร ผูสอนตองพยายามคัดสรร
กระบวนการเรียนรู จัดการเรียนรูโดยชวยใหผูเรียนเรียนรูผานสาระที่กำหนดไวในหลักสูตร
8 กลุมสาระการเรียนรู รวมท้ังปลูกฝงเสริมสรางคุณลักษณะอันพึงประสงค พัฒนาทักษะตางๆ
อันเปน สมรรถนะสำคญั ใหผ เู รยี นบรรลตุ ามเปา หมาย

เฉผพูสาะอฉนบบั หลักการการจัดการเรียนรู

การจดั การเรยี นรเู พอื่ ใหผ เู รยี นมคี วามรคู วามสามารถตามมาตรฐานการเรยี นรู สมรรถนะ
สำคัญ และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงคต ามที่กำหนดไวในหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน
โดยยดึ หลกั วา ผเู รยี นมคี วามสำคญั ทส่ี ดุ เช่ือวา ทุกคนมีความสามารถเรยี นรแู ละพัฒนาตนเองได
ยึดประโยชนที่เกิดกับผูเรียน กระบวนการจัดการเรียนรูตองสงเสริมใหผูเรียน สามารถพัฒนา
ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คำนึงถึงความแตกตางระหวางบุคคลและพัฒนาการ
ทางสมอง เนนใหค วามสำคัญทงั้ ความรแู ละคุณธรรม

กระบวนการเรียนรู

การจัดการเรียนรูท่ีเนนผูเรียนเปนสำคัญ ผูเรียนจะตองอาศัยกระบวนการเรียนรู
ที่หลากหลาย เปนเคร่ืองมือท่ีจะนำพาตนเองไปสูเปาหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู
ท่ีจำเปนสำหรับผูเรียน อาทิ กระบวนการเรียนรูแบบบูรณาการ กระบวนการสรางความรู
กระบวนการคดิ กระบวนการทางสงั คม กระบวนการเผชญิ สถานการณแ ละแกป ญ หา กระบวนการ
เรียนรูจากประสบการณจริง กระบวนการปฏิบัติลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการ
วิจัย กระบวนการเรียนรกู ารเรยี นรูของตนเอง กระบวนการพฒั นาลักษณะนิสยั

กระบวนการเหลา นเี้ ปน แนวทางในการจดั การเรยี นรทู ผ่ี เู รยี นควรไดร บั การฝก ฝน พฒั นา àÊ7ÃÁÔ

เพราะจะสามารถชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดี บรรลุเปาหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผูสอน
จึงจำเปนตองศึกษาทำความเขาใจในกระบวนการเรียนรูตางๆ เพ่ือใหสามารถเลือกใชในการจัด

กระบวนการเรียนรูไดอยา งมีประสิทธภิ าพ

การออกแบบการจัดการเรียนรู เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน

ผสู อนตอ งศกึ ษาหลกั สตู รสถานศกึ ษาใหเ ขา ใจถงึ มาตรฐานการเรยี นรู ตวั ชว้ี ดั สมรรถนะ
สำคัญของผูเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค และสาระการเรียนรูท่ีเหมาะสมกับผูเรียน แลว
จึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรูโดยเลือกใชวิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหลงเรียนรู
การวดั และประเมนิ ผล เพอ่ื ใหผ เู รยี นไดพ ฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพและบรรลตุ ามเปา หมายทก่ี ำหนด

บทบาทของผสู อนและผเู รียน

การจดั การเรยี นรเู พอ่ื ใหผ เู รยี นมคี ณุ ภาพตามเปา หมายของหลกั สตู ร ทง้ั ผสู อนและผเู รยี น

ควรมบี ทบาท ดังน้ี

1. บทบาทของผูส อน แลว นำขอมูลมาใชในการวางแผนการจัดเฉผพูสาะอฉนบับ
1) ศึกษาวิเคราะหผ เู รยี นเปนรายบคุ คล

การเรียนรูทที่ า ทายความสามารถของผเู รยี น

2) กำหนดเปา หมายทตี่ อ งการใหเ กดิ ขนึ้ กบั ผเู รยี น ดา นความรแู ละทกั ษะกระบวนการ

ที่เปน ความคดิ รวบยอด หลกั การ และความสัมพันธ รวมทง้ั คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน

3) ออกแบบการเรียนรูและจัดการเรียนรูที่ตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคล

และพัฒนาการทางสมอง เพอ่ื นำผูเ รยี นไปสเู ปาหมาย

4) จดั บรรยากาศทเี่ อ้อื ตอ การเรยี นรู และดแู ลชว ยเหลอื ผเู รยี นใหเ กดิ การเรียนรู

5) จัดเตรียมและเลือกใชสื่อใหเหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปญญาทองถิ่น

เทคโนโลยที ่ีเหมาะสมมาประยุกตใชในการจัดการเรียนการสอน

6) ประเมนิ ความกา วหนา ของผเู รยี นดว ยวธิ กี ารทห่ี ลากหลาย เหมาะสมกบั ธรรมชาติ

ของวิชาและระดบั พัฒนาการของผเู รียน

7) วเิ คราะหผ ลการประเมนิ มาใชใ นการซอ มเสรมิ และพฒั นาผเู รยี น รวมทงั้ ปรบั ปรงุ

การจดั การเรยี นการสอนของตนเอง

àÊ8ÃÔÁ 2. บทบาทของผูเรียน
1) กำหนดเปาหมาย วางแผน และรับผดิ ชอบการเรยี นรูของตนเอง
2) เสาะแสวงหาความรู เขาถึงแหลงการเรียนรู วิเคราะห สังเคราะหความรู

ต้งั คำถาม คดิ หาคำตอบหรอื หาแนวทางแกปญหาดวยวิธีการตา ง ๆ

3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปส่ิงท่ีไดเรียนรูดวยตนเอง และนำความรูไปประยุกตใช

เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน ในสถานการณต า งๆ

4) มปี ฏสิ มั พนั ธ ทำงาน ทำกจิ กรรมรว มกบั กลุมและครู

5) ประเมนิ และพัฒนากระบวนการเรียนรูข องตนเองอยางตอเน่อื ง

เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน มาตรฐานการเรียนรูกลมุ สาระการเรียนรูสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม *

ทำไมตองเรียนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วตลอดเวลา กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ชวยใหผูเรียนมีความรู ความเขาใจ วามนุษยดำรงชีวิตอยางไร ท้ังใน
ฐานะปจเจกบุคคล และการอยูรวมกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพแวดลอม การจัดการ
เฉผพูสาะอฉนบับทรัพยากรท่ีมีอยูอยางจำกัด นอกจากน้ี ยังชวยใหผูเรียนเขาใจถึงการพัฒนา เปล่ียนแปลงตาม
ยคุ สมยั กาลเวลา ตามเหตุปจจยั ตา งๆ ทำใหเกิดความเขา ใจในตนเอง และผอู นื่ มคี วามอดทน
อดกลนั้ ยอมรับในความแตกตา ง และมีคณุ ธรรม สามารถนำความรูไปปรบั ใชในการดำเนนิ ชีวิต
เปน พลเมืองดขี องประเทศชาติ และสงั คมโลก

เรยี นรูอะไรในสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

กลมุ สาระการเรยี นรสู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม วา ดว ยการอยรู ว มกนั ในสงั คมทมี่ ี
ความเชอื่ มสมั พนั ธก นั และมคี วามแตกตา งกนั อยา งหลากหลาย เพอ่ื ชว ยใหส ามารถปรบั ตนเองกบั
บรบิ ทสภาพแวดลอ ม เปน พลเมอื งดี มคี วามรบั ผดิ ชอบ มคี วามรู ทกั ษะ คณุ ธรรม และคา นยิ มที่
เหมาะสม โดยไดก ำหนดสาระตา งๆ ไวด งั น้ี

● ศาสนา ศลี ธรรมและจรยิ ธรรม แนวคดิ พน้ื ฐานเกี่ยวกบั ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการ
พฒั นาตนเอง และการอยรู ว มกนั อยา งสนั ตสิ ขุ เปน ผกู ระทำความดี มคี า นยิ มทด่ี งี าม พฒั นาตนเอง

_อ_ย_ูเส_ม__อ_ร_*ว_ม_ส_ำทน_ัง้ ัก_บว_ิชำ_าเกพ_า_็ญรแ_ปล_ะร_มะ_าโต_ยร_ชฐ_านน_ตกาอ รสศึกังษคาม, แตัลวชะ้ีวสัดวแนละรสวารมะการเรียนรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา

ศาสนา และวัฒนธรรม. (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพชมุ นุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย, 2551), หนา 43-57 .

● หนา ทพี่ ลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชวี ติ ระบบการเมอื งการปกครองในสงั คม àÊ9ÃÁÔ
ปจจุบนั การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ทรงเปนประมุข ลกั ษณะและความ
สำคญั การเปนพลเมอื งดี ความแตกตางและความหลากหลายทางวัฒนธรรม คานิยม ความเชือ่

ปลูกฝงคานิยมดานประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข สิทธิ หนาที่ เสรีภาพ

การดำเนนิ ชีวิตอยา งสนั ตสิ ุขในสังคมไทยและสงั คมโลก

● เศรษฐศาสตร การผลิต การแจกจาย และการบริโภคสินคาและบริการ การบริหาร เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
จัดการทรัพยากรที่มีอยูอยางจำกัดอยางมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอยางมีดุลยภาพ และการ

นำหลกั เศรษฐกิจพอเพียงไปใชในชีวติ ประจำวนั

● ประวตั ศิ าสตร เวลาและยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตร วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร พฒั นาการ
ของมนษุ ยชาตจิ ากอดตี ถงึ ปจ จบุ นั ความสมั พนั ธแ ละเปลยี่ นแปลงของเหตกุ ารณต า งๆ ผลกระทบ

ท่ีเกิดจากเหตุการณสำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลตอการเปลี่ยนแปลงตางๆในอดีต

ความเปน มาของชาตไิ ทย วฒั นธรรมและภูมิปญ ญาไทย แหลงอารยธรรมที่สำคญั ของโลก

● ภูมิศาสตร ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหลงทรัพยากร
และภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคตางๆ ของโลก การใชแผนท่ีและเครื่องมือทาง

ภแวูมดิศลาอสมตทราคงธวรารมมสชัมาพตันิ ธแกลันะขส่ิองทงส่ีมิ่งนตุษายงๆสราในงขรึ้นะบบกธารรรนมำชเสานตอิ ขคอวามมูลสภัมูมพิสันารธสขนอเงทมศนุษกยากรับอสนภุรักาพษเฉผพสู าะอฉนบับ

สิง่ แวดลอ มเพื่อการพัฒนาท่ียั่งยนื

คุณภาพผูเรยี นเมอื่ จบช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 6 เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน

● มคี วามรเู กย่ี วกบั ความเปน ไปของโลกอยา งกวา งขวางและลกึ ซงึ้ ยง่ิ ขนึ้
● เปนพลเมอื งที่ดี มีคณุ ภาพ จริยธรรม ปฏิบตั ติ ามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนบั ถอื
มีคานิยมอันพึงประสงค สามารถอยูรวมกับผูอ่ืนและอยูในสังคมไดอยางมีความสุข รวมทั้งมี
ศกั ยภาพเพอ่ื การศึกษาตอ ในชัน้ สงู ตามความประสงคได
● มีความรูเรื่องภูมิปญญาไทย ความภูมิใจในความเปนไทย ประวัติศาสตรของชาติ
ไทย ยดึ ม่นั ในวิถีชวี ิตและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมุข
● มีนิสัยที่ดีในการบริโภค เลือกและตัดสินใจบริโภคไดอยางเหมาะสม มีจิตสำนึกและ
มีสวนรวมในการอนุรักษประเพณีวัฒนธรรมไทยและสิ่งแวดลอม มีความรักทองถิ่นและประเทศ
ชาติ มุง ทำประโยชนและสรางสิง่ ทด่ี ีงามใหกบั สังคม
● มีความรูความสามารถในการจัดการเรียนรูของตนเอง ช้ีนำตนเองได และสามารถ
แสวงหาความรจู ากแหลง การเรยี นรูต างๆ ในสงั คมไดต ลอดชีวติ

à1ÊÃ0ÁÔ สาระและมาตรฐานการเรียนรู

สาระที่ 1 ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส 1.1 รู และเขาใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือ

ศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอ่ืน มีศรัทธาที่ถูกตอง ยึดม่ัน และปฏิบัติตาม

เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน หลกั ธรรม เพอื่ อยรู วมกนั อยางสนั ติสขุ

มาตรฐาน ส 1.2 เขาใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเปนศาสนิกชนท่ีดี และธำรงรักษาพระพุทธ

ศาสนาหรอื ศาสนาทตี่ นนบั ถอื

สาระท่ี 2 หนา ที่พลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชีวติ ในสงั คม

มาตรฐาน ส 2.1 เขาใจและปฏิบัติตนตามหนาท่ีของการเปนพลเมืองดี มีคานิยมท่ีดีงาม และ

ธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยูรวมกันในสังคมไทยและ

สงั คมโลกอยางสันตสิ ุข

มาตรฐาน ส 2.2 เขาใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปจจุบัน ยึดม่ัน ศรัทธา และธำรง

รักษาไวซ่ึงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน

เฉผพสู าะอฉนบบั ประมุข

สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร

มาตรฐาน ส 3.1 เขาใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภคการใช

เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน ทรพั ยากรทมี่ อี ยจู ำกดั ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพและคมุ คา รวมทง้ั เขา ใจหลกั การ

ของเศรษฐกจิ พอเพียง เพอ่ื การดำรงชวี ติ อยา งมดี ุลยภาพ

มาตรฐาน ส 3.2 เขาใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกจิ ตางๆ ความสมั พนั ธทางเศรษฐกิจ และ

ความจำเปนของการรว มมือกนั ทางเศรษฐกิจในสังคมโลก

สาระที่ 4 ประวัติศาสตร

มาตรฐาน ส 4.1 เขา ใจความหมาย ความสำคญั ของเวลาและยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตร สามารถ
ใชวธิ ีการทางประวัติศาสตรม าวเิ คราะหเ หตุการณตา งๆ อยา งเปนระบบ

มาตรฐาน ส 4.2 เขาใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปจจุบัน ในดานความสัมพันธ
และการเปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณอยา งตอเนือ่ ง ตระหนกั ถงึ ความสำคัญและ
สามารถวิเคราะหผ ลกระทบทเ่ี กดิ ขึ้น

มาตรฐาน ส 4.3 เขาใจความเปน มาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมปิ ญ ญาไทย มคี วามรัก ความ
ภมู ิใจและธำรงความเปนไทย

สาระที่ 5 ภูมศิ าสตร à1ÊÃ1ÁÔ
มาตรฐาน ส 5.1 เขาใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธของสรรพส่ิงซ่ึงมีผล
ตอกันและกันในระบบของธรรมชาติ ใชแผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร
ในการคน หาวิเคราะห สรุป และใชข อ มลู ภูมิสารสนเทศอยางมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ส 5.2 เขาใจปฏิสัมพันธระหวางมนุษยกับสภาพแวดลอมทางกายภาพที่กอใหเกิดการ
สรา งสรรควฒั นธรรม มีจิตสำนกึ และมีสว นรวมในการอนุรกั ษ ทรพั ยากรและ
ส่งิ แวดลอม เพือ่ การพัฒนาทย่ี ่งั ยืน เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน

ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรยี นรูแกนกลาง (คดั เอามาเฉพาะสาระที่ 4 ท่ีใชกบั ช้ัน ม.4 - ม.6)*

สาระที่ 4 ประวตั ิศาสตร
มาตรฐาน ส 4.1 เขาใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร สามารถใชวิธีการทาง

ประวตั ศิ าสตรม าวเิ คราะหเ หตกุ ารณต า งๆ อยา งเปน ระบบ

ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรแู กนกลาง

ม.4 - ม.6 1. ตระหนักถึงความสำคญั ของเวลาและ  เวลาและยุคสมัยทางประวตั ิศาสตรทีป่ รากฏในหลกั ฐาน เฉผพูสาะอฉนบับ
ยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตรท ่แี สดงถงึ ทางประวตั ิศาสตรไทยและประวตั ศิ าสตรส ากล
การเปลี่ยนแปลงของมนษุ ยชาติ
 ตัวอยา งเวลาและยุคสมัยทางประวตั ศิ าสตรของ
สังคมมนุษยท ่ีมปี รากฏในหลักฐานทางประวตั ิศาสตร
(เชื่อมโยงกบั มฐ. ส 4.3)

 ความสำคญั ของเวลาและยุคสมัยทางประวัตศิ าสตร

2. สรางองคค วามรูใหมทางประวัตศิ าสตร  ขั้นตอนของวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร โดยนำเสนอ
โดยใชวธิ ีการทางประวัติศาสตรอ ยา ง ตวั อยางทลี ะข้ันตอนอยา งชดั เจน
เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
เปน ระบบ  คณุ คาและประโยชนของวิธีการทางประวตั ิศาสตรท ีม่ ตี อ

การศึกษาทางประวัติศาสตร

 ผลการศกึ ษาหรือโครงงานทางประวัตศิ าสตร

มาตรฐาน ส 4.2 เขาใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปจจุบันในดานความสัมพันธและการเปล่ียนแปลง
ของเหตกุ ารณอยา งตอเนือ่ ง ตระหนักถงึ ความสำคญั และสามารถวเิ คราะหผลกระทบทเี่ กิดข้นึ

ชัน้ ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู กนกลาง

ม.4 - ม.6 1. วเิ คราะหอ ทิ ธพิ ลของอารยธรรมโบราณ  อารยธรรมของโลกยคุ โบราณ ไดแ ก อารยธรรมลมุ แมน ำ้
และการตดิ ตอ ระหวา งโลกตะวนั ออกกบั ไทกรสิ -ยเู ฟรทสี ไนล ฮวงโห สนิ ธุ และอารยธรรมกรกี โรมนั

โลกตะวนั ตกทมี่ ผี ลตอ พฒั นาการและ  การตดิ ตอ ระหวา งโลกตะวนั ออกกบั โลกตะวนั ตกและ
การเปลย่ี นแปลงของโลก อทิ ธพิ ลทางวฒั นธรรมทม่ี ตี อ กนั และกนั
*_________________________________
สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา, ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรียนรูแ กนกลาง กลุมสาระการเรยี นรูสังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม. (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พช ุมนมุ สหกรณก ารเกษตรแหงประเทศไทย, 2551), หนา 92-118.

ชน้ั ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู กนกลาง

12àÊÃÔÁ ม.4 - ม.6 2. วเิ คราะหเหตุการณส ำคัญตางๆ ทสี่ งผล  เหตกุ ารณส ำคญั ตา งๆ ทสี่ ง ผลตอ การเปลย่ี นแปลงของโลก
ตอ การเปล่ียนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ ในปจ จบุ นั เชน ระบอบศกั ดนิ าสวามภิ กั ดิ์ สงครามครเู สด
และการเมอื งเขา สูโลกสมยั ปจจบุ ัน การฟน ฟศู ลิ ปวทิ ยาการ การปฏวิ ตั ทิ างวทิ ยาศาสตร

การสำรวจทางทะเล การปฏริ ปู ศาสนา การปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรม

แนวคดิ เสรนี ยิ ม แนวคดิ จกั รวรรดนิ ยิ ม แนวคดิ ชาตนิ ยิ ม

เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน 3. วิเคราะหผลกระทบของการขยาย  การขยาย การลา อาณานคิ ม และผลกระทบ
อิทธพิ ลของประเทศในยโุ รปไปยงั  ความรว มมอื และความขดั แยง ของมนษุ ยชาตใิ นโลก
ทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย
ในครสิ ตศ ตวรรษที่ 20

4. วิเคราะหสถานการณของโลก  สถานการณส ำคญั ของโลกในครสิ ตศ ตวรรษท่ี 21 เชน
ในครสิ ตศตวรรษท่ี 21 เหตกุ ารณก ารระเบดิ ตกึ World Trade Center (เวลิ ดเ ทรด
เซน็ เตอร) 11 กนั ยายน 2001 การขาดแคลนทรพั ยากร
การกอ การรา ย และการตอ ตา นการกอ การรา ย ความขดั แยง
ทางศาสนา

เฉผพสู าะอฉนบบั มาตรฐาน ส 4.3 เขาใจความเปนมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปญญาไทย มีความรัก ความภูมิใจและธำรง

ความเปนไทย

ชัน้ ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรูแกนกลาง

เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน ม.4 - ม.6 1. วเิ คราะหป ระเด็นสำคญั ของ  ประเดน็ สำคญั ของประวตั ศิ าสตรไ ทย เชน แนวคดิ เกยี่ วกบั
ประวตั ศิ าสตรไทย ความเปน มาของชาตไิ ทย อาณาจกั รโบราณในดนิ แดนไทย
และอทิ ธพิ ลทม่ี ตี อ สงั คมไทย ปจ จยั ทมี่ ผี ลตอ การสถาปนา
อาณาจกั รไทยในชว งเวลาตา งๆ สาเหตแุ ละผลของการปฏริ ปู
การปกครองบา นเมอื ง การเลกิ ทาส เลกิ ไพร การเสดจ็
ประพาสยโุ รปและหวั เมอื งสมยั รชั กาลที่ 5 การเปลย่ี นแปลง
การปกครอง พ.ศ. 2475 บทบาทของสตรไี ทย

2. วเิ คราะหความสำคัญของสถาบัน  บทบาทของสถาบนั พระมหากษตั รยิ ใ นการพฒั นาชาตไิ ทย
พระมหากษัตริยตอ ชาติไทย ในดา นตา งๆ เชน การปอ งกนั และรกั ษาเอกราชของชาติ

การสรา งสรรคว ฒั นธรรมไทย

3. วิเคราะหป จ จยั ทส่ี งเสริมการสรา งสรรค  อทิ ธพิ ลของวฒั นธรรมตะวนั ตกและตะวนั ออกทม่ี ตี อ

ภูมปิ ญญาไทย และวฒั นธรรมไทย สงั คมไทย

ซงึ่ มผี ลตอ สังคมไทยในยคุ ปจจบุ นั

ชนั้ ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรูแกนกลาง à1Ê3ÃÁÔ เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
ม.4 - ม.6 4. วิเคราะหผลงานของบคุ คลสำคัญ
 ผลงานของบคุ คลสำคญั ทงั้ ชาวไทยและตา งประเทศทมี่ ี เฉผพูสาะอฉนบับ
ท้งั ชาวไทยและชาวตางประเทศทม่ี ี สว นสรา งสรรคว ฒั นธรรมไทย และประวตั ศิ าสตรไ ทย เชน
สว นสรา งสรรควฒั นธรรมไทยและ - พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา นภาลยั เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
ประวตั ศิ าสตรไทย - พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา เจา อยหู วั
- พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั
5. วางแผนกำหนดแนวทางและการมี - สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
สวนรว มการอนรุ กั ษภูมิปญ ญาไทย - พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมหลวงวงษาธริ าชสนทิ
และวัฒนธรรมไทย - สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ พระองคเ จา ดศิ วรกมุ าร
กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ
- สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ เจา ฟา จติ รเจรญิ
กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ
- หมอ มราโชทยั หรอื หมอ มราชวงศก ระตา ย อศิ รางกรู
- สมเดจ็ เจา พระยาบรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ (ชว ง บนุ นาค)
- บาทหลวงปาลเลอกวั ซ
- พระยากลั ยาณไมตรี (Dr. Francis B. Sayre
ดร. ฟรานซสิ บ.ี แซร)
- ศาสตราจารยศ ลิ ป พรี ะศรี
- พระยารษั ฎานปุ ระดษิ ฐมหศิ รภกั ดี (คอซมิ บ้ี ณ ระนอง)

 ปจ จยั และบคุ คลทสี่ ง เสรมิ ความสรา งสรรคภ มู ปิ ญ ญาไทย
และวฒั นธรรมไทย ซงึ่ มผี ลตอ สงั คมไทยในปจ จบุ นั เชน
- พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช
- สมเดจ็ พระนางเจา สริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชนิ นี าถ
- สมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี
- สมเดจ็ พระเจา พน่ี างเธอ เจา ฟา กลั ยาณวิ ฒั นา
กรมหลวงนราธวิ าสราชนครนิ ทร

 สภาพแวดลอ มทมี่ ผี ลตอ การสรา งสรรคภ มู ปิ ญ ญาและ
วฒั นธรรมไทย

 วถิ ชี วี ติ ของคนไทยในสมยั ตา งๆ
 การสบื ทอดและเปลยี่ นแปลงของวฒั นธรรมไทย
 แนวทางการอนรุ กั ษภ มู ปิ ญ ญาและวฒั นธรรมไทยและ

การมสี ว นรว มในการอนรุ กั ษ
 วธิ กี ารมสี ว นรว มอนรุ กั ษภ มู ปิ ญ ญาและวฒั นธรรมไทย

à1ÊÃ4ÁÔ การออกแบบหนว ยการเรียนรู

ในการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม : ประวัติศาสตร

(ไทย) เปนอีกหนึ่งในกลุมสาระที่ตองมุงพัฒนาผูเรียนใหมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรูและ

ตัวชี้วัดตามท่ีกำหนด ท้ังนี้เพราะมาตรฐานการเรียนรูเปนตัวระบุใหทราบวา ผูเรียนจำเปนตอง

เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน เรียนรอู ะไร และทำอะไรไดบาง

ซ่ึงการจะพัฒนาผูเรียนใหมีสมรรถภาพตามมาตรฐานที่หลักสูตรกำหนด ขึ้นอยูกับ

กิจกรรมการเรียนรู อันเปนกิจกรรมทั้งหมดท่ีจัดใหกับผูเรียน ตั้งแตกิจกรรมนำสูการเรียน

กจิ กรรมพัฒนาการเรียนรู และกิจกรรมรวบยอด ตองนำผูเ รยี นไปสคู วามรู ความเขาใจ รวมทงั้

ความสามารถในการสรางสรรคชิ้นงาน/ภาระงาน ซ่ึงสะทอนคุณภาพตามมาตรฐานและตัวชี้วัด

ตามท่ีกำหนดไว ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรูนั้นจะตองสอดคลองกับหนวยการเรียนรู ดังน้ัน

การออกแบบหนว ยการเรยี นรทู ี่มคี ณุ ภาพ จงึ เปนสง่ิ ที่ผูสอนจะตองใหค วามสนใจเปนอยางย่ิง

เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน แนวการออกแบบหนวยการเรยี นรู
เฉผพสู าะอฉนบบั 1. กำหนดชอื่ หนว ยการเรยี นรู สะทอ นใหเ หน็ ถงึ สาระสำคญั ของการเรยี นรใู นแตล ะหนว ย

2. กำหนดตัวชี้วัด (นำมาจากหลักสูตร) ที่เปนเปาหมายการเรียนรูและเกณฑในการ

พฒั นาคณุ ภาพผเู รยี นของหนว ยนัน้ ๆ

3. กำหนดสาระสำคัญของหนวยการเรียนรู ครอบคลุมทั้งสาระแกนกลางและทักษะ

กระบวนการทบ่ี ง บอกวา ผเู รยี นตองรอู ะไร และสามารถปฏบิ ตั ิอะไรไดบ างในหนวยนนั้ ๆ

4. ออกแบบขั้นตอนกิจกรรมและกระบวนการเรียนรูท่ีชวยใหผูเรียนมีความรูและทักษะ

ตามมาตรฐานการเรยี นรแู ละตวั ชว้ี ดั ชนั้ ปท ร่ี ะบไุ วในหนว ย รวมทงั้ การปลกู ฝง คณุ ธรรม จรยิ ธรรม

และคุณลักษณะอันพึงประสงค ซึ่งอาจประยกุ ตใชตัวอยา งขน้ั ตอนการจดั กิจกรรม ดงั น้ี
1) กิจกรรมนำเขาสูก ารเรียน เพอื่ กระตนุ ความสนใจของผูเรียนในตอนตน
2) กิจกรรมท่ีชวยพัฒนาผูเรียน เพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีความรูและทักษะท่ีเพียงพอ

ตอการทำกจิ กรรมรวบยอด
3) กิจกรรมรวบยอด เพ่ือแสดงวาผูเรียนไดเรียนรูและพัฒนาถึงตัวชี้วัดที่กำหนดไว

ในหนวยการเรียนรู
5. ออกแบบชิ้นงานหรือภาระงาน เพื่อสะทอนพัฒนาการการเรียนรูของผูเรียนวามี

ความรู และทกั ษะตามตัวช้วี ดั ช้ันปอยูในระดบั ใดบา ง

6. กำหนดวิธีการประเมินผล และเกณฑการประเมินที่ครูและผูเรียนชวยกันกำหนด à1Ê5ÃÁÔ

รวมทั้งออกแบบเครือ่ งมือวัดผลทส่ี อดคลอ งกบั วิธกี ารประเมนิ ตามสภาพจรงิ ของผเู รียน
7. กำหนดเวลาเรยี นโดยระบุจำนวนช่วั โมงท่ีใชต ามจรงิ ของแตละหนวย

8. กำหนดเกณฑการประเมินคุณภาพผูเรียนโดยใชรูปแบบการกำหนดมิติคุณภาพ

(Rubrics Assessment) เพอ่ื จำแนกระดบั คณุ ภาพและความสำเรจ็ ในการเรยี นของผเู รยี นแตล ะคน

ใหช ดั เจน เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน

คณุ ลักษณะของการออกแบบหนวยการเรยี นรูท่ีดี

1. มีการกำหนดตัวชี้วัด (นำมาจากหลักสูตร) ของผูเรียนท่ีเนนการคิดวิเคราะห

และการประยกุ ตใชค วามรูไดเหมาะสมกับกลมุ สาระการเรียนรู

2. มีการกำหนดตัวชี้วัด (นำมาจากหลักสูตร) ของผูเรียนเนนความแตกตางและ

ธรรมชาตขิ องผูเรียนแตละคน

3. มีการกำหนดกิจกรรมการเรียนรูท่ีผูเรียนไดสะทอนความรูความสามารถของตนเอง

ตามขอ กำหนดในตวั ชี้วัด (นำมาจากหลักสตู ร)

4. มีการออกแบบการประเมินผลการเรียนรูอยางตอเนื่อง สอดคลองกับตัวชี้วัดเฉผพสู าะอฉนบับ
(นำมาจากหลกั สตู ร) ท่ีระบุไว

5. มีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรูอยางหลากหลาย แสดงกระบวนการเรียนรูที่

ใชสอนอยา งชดั เจน

6. มีกิจกรรมการเรียนรูท่ีสงผลใหผูเรียนไดรับการพัฒนาพฤติกรรมดานตางๆ ตามท่ี เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน

บงชี้ไวในตวั ชี้วัดชนั้ ป

7. กจิ กรรมการเรยี นรสู ง เสรมิ ใหผ เู รยี นมคี วามสามารถในการคดิ วเิ คราะห คดิ สงั เคราะห

คิดประยกุ ต และคิดรเิ ร่มิ สรา งสรรคไดเ หมาะสมกับวัยและศกั ยภาพของผูเรียน

8. กิจกรรมการเรียนรูสอดคลองกับความตองการของทองถิ่น ชุมชน และจิตวิทยา

การเรยี นรูข องผูเ รียน

9. ผูเรียนมีสวนรวมในการกำหนดกิจกรรมการเรียนรูและเกณฑการประเมินผล

การจดั การเรียนรู

10. มีการนำหนวยการเรียนรูไปใชจริง และมีการปรับแผนการจัดการเรียนรูจนเกิดผล

กบั ผเู รยี นตามท่คี าดหวงั จริง

11. มีการประเมินผลการออกแบบการเรียนรูอยางเปนระบบ มีการแนะนำใหเพื่อนครู

ไดท ดลองใชน วตั กรรมการจดั การเรียนรขู องตนไดจริง

à1ÊÃ6ÁÔ ภารกจิ โดยสงั เขปของผูสอนดา นการวัดและประเมินผลการเรยี นรู *

1. ศึกษา วิเคราะหหลักสูตร มาตรฐานและตัวชี้วัดจากหลักสูตรสถานศึกษา สัดสวน

คะแนนระหวางเรียนกับคะแนนปลายป/ปลายภาค เกณฑตางๆ ท่ีสถานศึกษากำหนด ตลอดจน

ตองคำนึงถึงคุณลักษณะอันพึงประสงค การอาน คิดวิเคราะหและเขียน รวมท้ังสมรรถนะตางๆ

เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน ที่ตองการใหเกิดข้ึนในตัวผูเรียน เพ่ือนำไปบูรณาการ สอดแทรกในระหวางการจัดกิจกรรม

การเรยี นการสอน ทั้งน้ีโดยคำนึงถงึ ธรรมชาตริ ายวชิ า รวมถงึ จุดเนน ของสถานศึกษา

2. กำหนดหนวยการเรยี นรูและแผนการประเมิน
2.1 วิเคราะหตัวชี้วัดในแตละมาตรฐานการเรียนรูแลวจัดกลุมตัวชี้วัด ซ่ึงอาจใชการ

วเิ คราะห 5 ดา นตามแนวทางของ Sitggins หรอื อาจจดั เปน 3 ดา น ไดแ ก ดา นการรบั รขู อ เทจ็ จรงิ
(Knowledge) ดานทักษะกระบวนการ (Process) และดานความรูสึกนึกคิด (Attitude)
ดังตวั อยางน้ี

ตัวอยา งการวิเคราะหม าตรฐานการเรยี นรูกลุมสาระการเรยี นรู
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม

เฉผพสู าะอฉนบบั ตัวช้ีวัด คว(Kาม) รู ท(กั Pษ)ะ คณุ ล(Aัก)ษณะ
✓✓✓
ส 4.1 (ม.4-6/2)
สรา งองคค วามรูใหมท างประวัติศาสตร โดยใชว ธิ ีการทาง
ประวตั ศิ าสตรอ ยา งเปน ระบบ

เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน ส 4.3 (ม.4-6/1) ✓✓✓
วิเคราะหป ระเดน็ สำคญั ของประวตั ิศาสตรไทย

ขอ พงึ คำนงึ คอื ในความเปน จรงิ แลว เปา หมายการเรยี นรมู คี วามเหลอ่ื มซอ นกนั เปา หมาย
ที่เปนความรูจะเปนพื้นฐานท่ีตองมีมากอนอยูในทุกตัวช้ีวัด โดยที่ตัวชี้วัดเปนการช้ีวัดความ
กาวหนาในการเรียนรู เปนการใหขอมูลยอนกลับแกครูผูสอน และชวยใหผูเรียนสามารถติดตาม
ผลการเรียนรูของตนเอง (Self-monitor) เปนการประเมินการปฏิบัติ เพ่ือนำไปสูการพัฒนา
ปรับปรุงการเรียนตอไป (Michael Fullan, Peter Hill and Cornel Crevola, 2006) การวเิ คราะห
ตัวช้ีวัดจึงชวยผูสอนในการกำหนดกิจกรรมการเรียนรูและการประเมิน ใหพัฒนาไปไดถึงลักษณะ

_ข_อ_ง_ต_ัว_ช_ว้ี _ดั*_ท_สกี่ ำ_นำ_ักห_วนิช_า_ดก_าร_แ_ล_ะม_า_ต_รฐ_า_น_การศึกษา, แนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู. (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ

ชมุ นมุ สหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย, 2551), หนา 66-73 .

2.2 กำหนดหนวยการเรียนรูโดยเลือกมาตรฐาน/ตัวช้ีวัดที่สอดคลองสัมพันธกันหรือ à1ÊÃ7ÁÔ

ประเดน็ ปญหาท่ีอยูในความสนใจของผเู รยี น ซง่ึ อาจจัดเปน หนว ยเฉพาะวิชา (Subject unit) หรอื
หนวยบูรณาการ (Integrated unit) ท้ังน้ีตองคำนึงคุณลักษณะอันพึงประสงค และสมรรถนะ

สำคัญของผูเรียนในหนวยการเรียนรูดวย ในขณะเดียวกันผูสอนสามารถวางแผนการประเมินที่

สอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรู/ตัวช้ีวัด ซึ่งการประเมินน้ันควรใชวิธีการประเมินท่ีหลากหลาย

เพอื่ สามารถประเมินผเู รยี นไดอ ยางครอบคลุมและไมลำเอียง เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน

2.3 กำหนดสัดสวนเวลาเรียนในแตละหนวยการเรียนรูตามโครงสรางหลักสูตร โดย

คำนึงถงึ ความสำคญั ของมาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรียนรูในหนวยการเรียนรู

2.4 กำหนดภาระงาน ชิ้นงานหรือกิจกรรมที่เปนหลักฐานแสดงวาผูเรียนมีความรู

ความสามารถสะทอนตามตัวช้วี ัด

2.5 กำหนดเกณฑสำหรับประเมินภาระงาน/ช้ินงาน/กิจกรรม โดยใชเกณฑการ

ประเมิน (Rubric) หรือกำหนดเปน รอ ยละ หรอื ตามท่ีสถานศกึ ษากำหนด

3. ชีแ้ จงรายละเอียดของการวัดและประเมินผลใหผเู รยี นเขาใจ โดยปกติ ผเู รยี นมกั จะมี

ความวิตกกังวลวาในรายวิชาท่ีตนเรียนจะตัดสินผลการเรียนอยางไร การอธิบายใหผูเรียนทราบ
วา ตนถกู คาดหวังใหเ รยี นรอู ะไรบาง ทำอะไรบา ง เชน ตอ งทำชิ้นงานอะไร จำนวนกี่ชนิ้ การใหเฉผพสู าะอฉนบับ
คะแนนเปนอยางไร มีการสอบเมื่อใดบาง จะทำใหผูเรียนมีการเตรียมตัวดียิ่งข้ึน และหากเปด

โอกาสใหผูเรียนไดรวมอภิปรายเกี่ยวกับการเก็บคะแนน เกณฑการใหคะแนน จะเปนการสราง

แรงจูงใจและความรับผดิ ชอบตอการเรยี นรยู ิง่ ข้ึนดวย เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน

การเก็บหลกั ฐานการประเมนิ

ปจจุบันผสู อนจะไดร บั การฝกใหอ อกแบบหนวยการเรียนรู โดยคดิ ถึงเปาหมายการเรยี นรู
กอนวา จะใหผูเรียนรูอะไร ทำอะไรเปน มีคุณลักษณะอันพึงประสงคอยางไร ท้ังน้ีโดยมี
มาตรฐาน/ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญของผูเรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงคของหลักสูตรเปน
พ้ืนฐานในการกำหนด จากน้ันจึงคิดวาหลักฐานเชนใดที่จะแสดงวาผูเรียนบรรลุเปาหมายการ
เรียนรู แลวจึงเลือกวิธีการและเครื่องมือประเมินท่ีจะใชเก็บรวบรวมผลการเรียนรูของแตละคน
เพอ่ื ใหเ ขาใจผูเรยี นไดด ีขนึ้ ผลการเรียนรทู ่ีเก็บในช้ันเรียนแตล ะครัง้ ไมใชส งิ่ ทต่ี องนำมาตดั สนิ ผล
ใหค ะแนนทุกคร้ัง บางคร้งั เปนการตรวจสอบความกา วหนา บางครัง้ เปน การฝก ฝน บางครงั้ เปน
การหาวา มปี ญ หาอะไร เปน ตน ฉะนนั้ การเกบ็ หลกั ฐานการประเมนิ จงึ ขน้ึ อยกู บั วตั ถปุ ระสงคด ว ย
การจัดประเภทของการประเมนิ ตามวัตถปุ ระสงคก ลาวโดยสรุปดงั ตอไปน้ี

à1ÊÃ8ÁÔ ประเภทของการประเมนิ ในชนั้ เรยี น โดยทัว่ ไปจะมีการใชก ารประเมนิ 3 ประเภทตอไปน้ี

➣ การประเมินเพือ่ วนิ จิ ฉยั (Diagnostic Assessment) เปน การเกบ็ ขอ มูลเพื่อคน หาวา
ผูเรียนรูอะไรมาบางเกี่ยวกับส่ิงท่ีจะเรียน สิ่งที่รูมากอนนี้ถูกตองหรือไม จึงเปนการใชในลักษณะ

ประเมนิ กอ นเรียน นอกจากนย้ี งั ใชเ พ่ือหาสาเหตุของปญหาหรอื อปุ สรรคตอการเรยี นรขู องผเู รยี น

เปน รายบคุ คลทมี่ กั จะเปนเฉพาะเรือ่ ง เชน ปญหาการออกเสียงไมช ดั แลว หาวิธปี รบั ปรงุ เพอ่ื ให

เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน ผูเรียนสามารถพัฒนาและเรียนรูข้ันตอไป วิธีการประเมินใชไดทั้งการสังเกต การสอบ พูดคุย

สอบถาม หรือการใชแบบทดสอบก็ได

➣ การประเมินความกาวหนา (Formative Assessment) เปนการประเมินเพื่อพัฒนา
การเรียนรู (assessment for learning) ที่ดำเนินการอยางตอเน่ืองตลอดการเรียนการสอนโดย

มิใชใชแตการทดสอบระหวางเรียนเปนระยะๆ อยางเดียว แตเปนการที่ครูเก็บขอมูลการเรียนรู

ของผูเรียนอยางไมเปนทางการดวย ขณะที่ใหผูเรียนทำภาระงานตามท่ีกำหนด ครูสังเกต

ซักถาม จดบันทึก แลววิเคราะหขอมูลวาผูเรียนเกิดการเรียนรูหรือไม จะตองใหผูเรียนปรับปรุง

อะไร หรือผูสอนปรับปรุงอะไรเพื่อใหเกิดความกาวหนาในการเรียนรูตามมาตรฐาน/ตัวช้ีวัด

การประเมินระหวางเรียนดำเนินการไดหลายรูปแบบ เชน ใหขอแนะนำ ขอสังเกตในการนำ

เฉผพสู าะอฉนบับ เสนอผลงาน การพูดคุยระหวา งผูสอนกบั ผูเรียนเปน กลมุ หรือรายบคุ คล การสมั ภาษณ ตลอดจน
การวิเคราะหผลการสอบ เปน ตน

➣ การประเมินสรุปผลการเรียนรู (Summative Assessment) มักเกิดข้ึนเม่ือจบ
หนวยการเรียนรูเพ่ือตรวจสอบผลการเรียนรูของผูเรียนตามตัวชี้วัด และยังใชเปนขอมูลในการ

เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน เปรียบเทียบกับการประเมินกอนเรียนทำใหทราบพัฒนาการของผูเรียน การประเมินสรุปผล

การเรียนรูย ังเปน การตรวจสอบผลสัมฤทธิข์ องผูเรยี นตอนปลายป/ ปลายภาคอกี ดว ย การประเมนิ

สรุปผลการเรียนรูใชวิธีการและเครื่องมือประเมินไดอยางหลากหลาย โดยปกติมักดำเนินการ

อยา งเปนทางการมากกวาการประเมนิ ระหวา งเรียน

วิธีการประเมิน

ในการประเมินผลการเรียนรูของผูเรียน ผูสอนควรใชวิธีการวัดและประเมินผลอยาง
หลากหลาย เหมาะสม สอดคลองกับตัวช้ีวัด/มาตรฐานการเรียนรู เพ่ือใหไดขอมูลที่สะทอน
ความรูความสามารถและศักยภาพของผูเรียน โดยผูสอนสามารถเลือกวิธีการประเมินจาก
วิธตี า งๆ ตอไปนี้

1. การสังเกตพฤติกรรม เปนการเก็บขอมูลจากการดูการปฏิบัติกิจกรรมของผูเรียน
โดยไมข ดั จงั หวะการทำงานหรอื การคดิ ของผเู รยี น การสงั เกตพฤตกิ รรมเปน สงิ่ ทท่ี ำไดต ลอดเวลา

แตควรมีกระบวนการที่ชัดเจน และมีจุดประสงคท่ีชัดเจนวาตองการประเมินอะไร โดยอาจใช à1Ê9ÃÁÔ
เครือ่ งมือ เชน แบบประเมินคา แบบตรวจสอบรายการ สมุดจดบันทึก เพอื่ ประเมนิ ผเู รียนตาม
ตัวชวี้ ดั และควรทำการสังเกตบอยครัง้ เพอ่ื ขจัดความลำเอียง

2. การสอบปากเปลา เปนการใหผูเรียนไดแสดงออกดวยการพูด ตอบประเด็นเกี่ยวกับ
การเรียนรูตามมาตรฐาน ผูสอนเก็บขอมูล จดบันทึก รูปแบบการประเมินนี้ผูสอนและผูเรียนมี
ปฏิสัมพันธกัน สามารถมีการอภิปราย โตแยง ขยายความ ปรับแกไขความคิดกันได มีขอท่ี
พงึ ระวังคอื อยา เพ่งิ ขดั ความคิดขณะทผี่ ูเรยี นกำลังพูด เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน

3. การพดู คยุ เปน การสอ่ื สาร 2 ทางอีกประเภทหนง่ึ ระหวางผสู อนกบั ผเู รยี น สามารถ
ดำเนินการเปนกลุมหรือรายบุคคลก็ได โดยท่ัวไปมักใชอยางไมเปนทางการเพ่ือติดตามตรวจ
สอบวาผูเรียนเกิดการเรียนรูเพียงใด เปนขอมูลสำหรับพัฒนา วิธีการน้ีอาจใชเวลา แตมี
ประโยชนตอการคน หา วินจิ ฉยั ขอปญ หา ตลอดจนเร่อื งอ่ืนๆ ทีอ่ าจเปน ปญหา อปุ สรรคตอการ
เรยี นรู เชน วธิ กี ารเรียนรูที่แตกตางกัน เปน ตน

4. การใชคำถาม การใชคำถามเปนเร่ืองปกติมากในการจัดการเรียนรู แตขอมูลงาน
วิจัยบงชี้วาคำถามที่ครูใชเปนดานความจำ และเปนเชิงการจัดการทั่วๆ ไปเปนสวนใหญ เพราะ
ถามงาย แตไมทาทายใหผูเรียนตองทำความเขาใจและเรียนรูใหลึกซ้ึง การพัฒนาการใชคำถาม
ใหมีประสิทธิภาพแมจะเปนเร่ืองท่ียาก แตสามารถทำใหไดผลรวดเร็วข้ึน หากผูสอนมีการเฉผพูสาะอฉนบับ
เปล่ยี นแปลงวธิ กี ารประเมินในช้ันเรยี น โดยทำการประเมนิ เพื่อพัฒนาใหแ ข็งขนั (Clarke, 2005)
Clarke ยังไดนำเสนอวิธกี ารฝกถามใหม ีประสทิ ธิภาพ 5 วธิ ดี งั น้ี
วิธีท่ี 1 ใหคำตอบท่ีเปนไปไดหลากหลาย เปนวิธีท่ีงายที่สุดในการเร่ิมตนเปลี่ยน
การถามแบบความจำใหเปนคำถามที่ตองใชการคิดบางเพราะมีคำตอบที่เปนไปไดหลายคำตอบ
(แตพึงระวังวาการใชคำถามหมายความวาผูเรียนตองผานการเรียนรู มีความเขาใจพื้นฐานตาม เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
ตวั ช้ีวดั ท่กี ำหนดใหเ รียนรูมาแลว) คำถามแบบนที้ ำใหผ ูเ รยี นตอ งใชการตัดสินใจวา คำตอบใดถกู
หรือใกลเคียงที่สุดเพราะเหตุใด และที่ไมถูกเพราะเหตุใด นอกจากนี้ การใชคำถามแบบนี้จะ
ทำใหผูเ รียนเรยี นรูยง่ิ ขึ้นอกี หากมกี ิจกรรมใหผเู รียนทำเพอื่ พิสจู นค ำตอบ
วิธีที่ 2 เปลี่ยนคำถามประเภทความจำใหเปนคำถามประเภทท่ีผูเรียนตองแสดง
ความคิดเห็นพรอมเหตุผล การใชวิธีนี้จะตองใหผูเรียนไดอภิปรายกัน ผูเรียนตองใชการคิดที่
สูงข้ึนกวาวิธีแรก เพราะผูเรียนจะตองยกตัวอยางสนับสนุนความเห็นของตน ผูเรียนจะตอง
ปกปองหรืออธิบายทัศนะของตน การฝกดวยวิธีการน้ีบอยๆ จะเปนการพัฒนาผูเรียนใหเปน
ผฟู ง ทดี่ ี มจี ติ ใจเปด กวา งพรอ มรบั ฟง และเปลย่ี นแปลงความคดิ เหน็ โดยผา นกระบวนการอภปิ ราย
ครูใชวิธีการน้ีกดดันใหเกิดการอภิปรายอยางมีคุณภาพสูงระหวางเด็กตอเด็ก และใหขอมูล
เพือ่ การพฒั นาแกท ุกคนในช้ันเรยี น

à2ÊÃ0ÁÔ วธิ ที ่ี 3 หาส่ิงตรงกันขา ม หรือส่ิงที่ใช/ ถกู สง่ิ ที่ไมใช/ผดิ และถามเหตผุ ล วิธกี ารนี้
ใชไดดีกับเน้ือหาที่เปนขอเท็จจริง เชน จำนวนในวิชาคณิตศาสตร การสะกดคำ โครงสราง
ไวยากรณในวิชาภาษา เปน ตน เมือ่ ไดร ับคำถามวา ทำไมทำเชนนถี้ กู แตทำเชน น้ีผิด หรอื ทำไม
ผลบวกน้ถี ูก แตผ ลบวกนีผ้ ดิ หรือทำไมประโยคนถี้ กู ไวยากรณแตประโยคน้ีผดิ ไวยากรณ เปน ตน
จะเปนโอกาสใหผูเรียนคิดและอภิปรายมากกวาเพียงการถามวาทำไมโดยไมมีการเปรียบเทียบ
กนั และวิธกี ารนจี้ ะใชก ับการทำงานคูมากกวา ถามท้งั หอง แลว ใหย กมือตอบ
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน วธิ ีท่ี 4 ใหค ำตอบประเดน็ สรปุ แลว ตามดวยคำถามใหค ดิ เปน การถามใหผูเรยี นตอ ง
อธบิ ายเพม่ิ เติม
วิธีท่ี 5 ต้ังคำถามจากจุดยืนที่เห็นตาง เปนวิธีที่ตองใชความสามารถมากทั้งผูสอน
และผูเรียน เพราะมีประเด็นที่ตองอภิปรายโตแยงเชิงลึก เหมาะที่จะใชอภิปรายในประเด็นท่ี
เกย่ี วกับสภาพเศรษฐกจิ สังคม ปญหาสขุ ภาพ ปญหาเชิงจรยิ ธรรม เปนตน

นอกจากนี้ การใช Bloom’s Taxonomy เปน กรอบแนวคิดในการต้ังคำถามกเ็ ปนวธิ กี าร
ทดี่ ีในการเกบ็ ขอ มูลการเรียนรจู ากผเู รียน
5. การเขียนสะทอนการเรียนรู (Journals) เปนรูปแบบการบันทึกการเขียนอีก
รูปแบบหน่ึงที่ใหผูเรียนเขียนตอบกระทู หรือคำถามของครู ซ่ึงจะตองสอดคลองกับความรู
เฉผพสู าะอฉนบับทักษะที่กำหนดในตัวชี้วัด การเขียนสะทอนการเรียนรูน้ีนอกจากทำใหผูสอนทราบความกาวหนา

ใน ผลการเรียนรแู ลว ยงั ใชเ ปน เครอื่ งมอื ประเมนิ พฒั นาการดา นทักษะการเขยี นไดอกี ดว ย
6. การประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment) เปนวิธีการประเมินผลงาน
หรือกิจกรรมที่ผูสอนมอบหมายใหผูเรียนปฏิบัติงานเพ่ือใหทราบถึงผลการพัฒนาของผูเรียน
การประเมินลักษณะนี้ ผูสอนตองเตรียมส่ิงสำคัญ 2 ประการ คือ ภาระงาน (Tasks) หรือ
เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน กจิ กรรมทจี่ ะใหผ ูเ รียนปฏบิ ตั ิ เชน การทำโครงการ/โครงงาน การสำรวจ การนำเสนอ การสรา ง
แบบจำลอง การทองปากเปลา การทดลองวิทยาศาสตร การจัดนิทรรศการ การแสดงละคร
การสาธติ เปนตน และเกณฑก ารใหคะแนน (Scoring Rubrics) การประเมนิ การปฏิบตั ิ อาจจะ
ปรับเปลย่ี นไปตามลกั ษณะงานหรือประเภทกจิ กรรมดงั นี้
● ภาระงานหรือกิจกรรมท่ีเนนข้ันตอนการปฏิบัติและผลงาน เชน การทดลอง
วิทยาศาสตร การจัดนิทรรศการ การแสดงละคร แสดงเคลื่อนไหว การประกอบอาหาร
การประดิษฐ การสำรวจ การนำเสนอ การจัดทำแบบจำลอง เปนตน ผูสอนจะตองสังเกต
และประเมนิ วธิ กี ารทำงานทเ่ี ปนข้นั ตอนและผลงานของผเู รยี น
● ภาระงานหรือกิจกรรมท่ีมุงเนนการสรางลักษณะนิสัย เชน การรักษาความ
สะอาด การรักษาสาธารณสมบัต/ิ ส่งิ แวดลอ ม กจิ กรรมหนา เสาธง เปน ตน จะประเมินดวยวิธกี าร
สังเกต จดบันทึกเหตุการณเกีย่ วกบั ผูเ รยี น

● ภาระงานที่มีลักษณะเปนโครงการ/โครงงาน เปนกิจกรรมท่ีเนนขั้นตอนการปฏิบัติ à2ÊÃ1ÁÔ

และผลงานทต่ี องใชเ วลาในการดำเนินการ จึงควรมีการประเมนิ เปน ระยะๆ เชน ระยะกอ นดำเนนิ
โครงการ/โครงงาน โดยประเมินความพรอมการเตรียมการและความเปนไปไดในการปฏิบัติงาน

ระยะระหวางดำเนินโครงการ/โครงงาน จะประเมินการปฏิบัติจริงตามแผน วิธีการและข้ันตอนที่

กำหนดไว และการปรับปรุงระหวางการปฏิบัติ สำหรับระยะสิ้นสุดการดำเนินโครงการ/โครงงาน

โดยการประเมนิ ผลงาน ผลกระทบและวธิ ีการนำเสนอผลการดำเนินโครงการ/โครงงาน เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน

● ภาระงานที่เนนผลผลิตมากกวากระบวนการข้ันตอนการทำงาน เชน การจัดทำ

แผนผัง แผนท่ี แผนภูมิ กราฟ ตาราง ภาพ แผนผังความคิด เปนตน อาจประเมินเฉพาะ

คณุ ภาพของผลงานก็ได

ในการประเมินการปฏบิ ตั ิงาน ผสู อนตอ งสรางเครือ่ งมอื เพื่อใชป ระกอบการประเมนิ เชน

แบบมาตรประมาณคา แบบบันทึกพฤติกรรม แบบตรวจสอบรายงาน แบบบันทึกผลการปฏิบัติ

เปน ตน

7. การประเมินดวยแฟมสะสมงาน (Portfolio assessment) แฟมสะสมงานเปนการ เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
เก็บรวบรวมชิ้นงานของผูเรียนเพ่ือสะทอนความกาวหนาและความสำเร็จของผูเรียน เชน แฟม
สะสมงานท่ีแสดงความกาวหนาของผูเรียน ตองมีผลงานในชวงเวลาตางๆ ท่ีแสดงถึงความเฉผพสู าะอฉนบับ
กาวหนาของผูเรียน หากเปนแฟมสะสมงานดีเดนตองแสดงผลงานท่ีสะทอนความสามารถของ
ผูเรียน โดยผูเรียนตองแสดงความคิดเห็นหรือเหตุผลที่เลือกผลงานน้ันเก็บไวตามวัตถุประสงค
ของแฟมสะสมงาน แนวทางในการจัดทำแฟม สะสมงานมีดงั น้ี

● กำหนดวัตถุประสงคของแฟมสะสมงานวาตองการสะทอนเก่ียวกับความกาวหนา
และความสำเรจ็ ของผเู รยี นในเรอ่ื งใดดา นใด ทั้งนอ้ี าจพิจารณาจากตวั ช้ีวัด/มาตรฐานการเรียนรู

● วางแผนการจัดทำแฟมสะสมงานท่ีเนนการจัดทำชิ้นงาน กำหนดเวลาของการจัดทำ
แฟมสะสมงาน และเกณฑการประเมิน

● จัดทำแผนแฟม สะสมงานและดำเนินการตามแผนทีก่ ำหนด
● ใหผเู รียนเก็บรวบรวมชิน้ งาน
● ใหม ีการประเมนิ ช้ินงานเพ่ือพัฒนาช้ินงาน ควรประเมินแบบมีสวนรว มโดยผปู ระเมนิ
ไดแก ตนเอง เพื่อน ผสู อน ผปู กครอง บคุ คลทเ่ี ก่ียวขอ ง
● ใหผูเรียนคัดเลือกช้ินงาน ประเมินชิ้นงาน ตามเงื่อนไขท่ีผูสอนและผูเรียนรวมกัน
กำหนด เชน ชนิ้ งานท่ยี ากทส่ี ุด ชิ้นงานทีช่ อบทส่ี ดุ เปนตน โดยดำเนินการเปนระยะ อาจจะเปน
เดอื นละครั้งหรือบทเรยี นละครัง้ ก็ได

à2ÊÃ2ÁÔ ● ใหผูเรียนนำช้ินงานท่ีคัดเลือกแลวจัดทำเปนแฟมที่สมบูรณ ซึ่งควรประกอบดวย

หนา ปก คำนำ สารบญั ชน้ิ งาน แบบประเมินแฟม สะสมงาน และอ่นื ๆ ตามความเหมาะสม
● ผเู รียนตอ งสะทอ นความรูสึกและความคดิ เห็นตอ ชนิ้ งานหรือแฟมสะสมงาน

● สถานศึกษาควรจัดใหผูเรียนแสดงแฟมสะสมงานและชิ้นงานเม่ือสิ้นภาคเรียน/

ปก ารศกึ ษาตามความเหมาะสม

เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน 8. การวัดและประเมินดวยแบบทดสอบ เปนการประเมินตัวช้ีวัด ดานองคความรู
(Knowledge) เชน ขอมูล ความรู ขั้นตอน วธิ ีการ กระบวนการตางๆ เปนตน ผสู อนควรเลือก

ใชแบบทดสอบใหต รงตามวัตถปุ ระสงคข องการวดั และประเมินนนั้ ๆ เชน แบบทดสอบเลือกตอบ

แบบทดสอบถกู -ผดิ แบบทดสอบจบั คู แบบทดสอบเติมคำ แบบทดสอบความเรยี ง เปน ตน ท้งั นี้

แบบทดสอบท่ีจะใชตองเปนแบบทดสอบที่มีคุณภาพ มีความเที่ยงตรง (Validity) และเช่ือม่ันได

(Reliability)

9. การประเมินดานจิตพิสัย (Affective Domain) เปนการประเมินคุณธรรม จริยธรรม
คุณลักษณะและเจตคติ ท่ีควรปลูกฝงในการจัดการเรียนรู ซ่ึงวัดและประเมินเปนลำดับข้ันจาก

ต่ำสดุ ไปสูงสดุ ดงั นี้
เฉผพสู าะอฉนบบั ● ขนั้ รบั รู เปน การประเมนิ พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกวา รจู กั เตม็ ใจ สนใจ

● ขน้ั ตอบสนอง เปนการประเมนิ พฤติกรรมท่ีแสดงวาเช่ือฟง ทำตาม อาสาทำ พอใจ
ทจ่ี ะทำ

เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน ● ข้ันเห็นคุณคา (คานิยม) เปนการประเมินพฤติกรรมที่แสดงความเช่ือ ซึ่งแสดงออก
โดยการกระทำหรือปฏิบัติอยางสม่ำเสมอ ยกยองชมเชย สนับสนุน ชวยเหลือหรือทำกิจกรรม

ทต่ี รงกบั ความเชอื่ ของตน ทำดว ยความเชอ่ื มนั่ ศรทั ธา และปฏเิ สธทจี่ ะกระทำในสง่ิ ทข่ี ดั แยง กบั

ความเชอ่ื ของตน

● ขั้นจัดระบบคุณคา เปนการประเมินพฤติกรรมการเขารวมกิจกรรม อภิปราย
เปรียบเทียบ จนเกดิ อดุ มการณในความคิดของตนเอง

● ขั้นสรางคุณลักษณะ เปนการประเมินพฤติกรรมท่ีมีแนวโนมวาจะประพฤติปฏิบัติ
เชน นน้ั อยเู สมอในสถานการณเ ดียวกัน หรอื เกิดเปนอุปนิสัย

การวัดและประเมินผลดานจิตพิสัย ควรใชการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติเปนหลัก

และสงั เกตอยา งตอ เนอื่ ง โดยมกี ารบนั ทกึ ผลการสงั เกต ทง้ั นอ้ี าจใชเ ครอ่ื งมอื การวดั และประเมนิ ผล

เชน แบบประเมนิ คา แบบตรวจสอบรายการ แบบบนั ทกึ พฤตกิ รรม แบบรายงานพฤตกิ รรมตนเอง

เปน ตน

นอกจากนี้อาจใชแบบวัดความรูและความรูสึก เพื่อรวบรวมขอมูลเพิ่มเติม เชน à2ÊÃ3ÁÔ
แบบวัดความรูโดยสรางสถานการณเชิงจริยธรรม แบบวัดเจตคติ แบบวัดเหตุผลเชิงจริยธรรม
แบบวดั พฤตกิ รรมเชงิ จรยิ ธรรม เปน ตน

10. การประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Authentic assessment) เปน การประเมนิ ดว ยวธิ กี าร
ทห่ี ลากหลายดงั ทก่ี ลา วมาแลว ขา งตน เพอ่ื ใหไดผ ลการประเมนิ ทส่ี ะทอ นความสามารถทแี่ ทจ รงิ ของ
ผูเรียน จึงควรใชการประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment) รวมกับการประเมินดวย
วธิ กี ารอนื่ ภาระงาน (Tasks) ควรสะทอ นสภาพความเปน จรงิ หรอื ใกลเ คยี งกบั ชวี ติ จรงิ มากกวา เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
เปน การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมทว่ั ๆ ไป ดงั นน้ั การประเมนิ สภาพจรงิ จะตอ งออกแบบการจดั การเรยี นรแู ละ
การประเมินผลไปดวยกัน และกำหนดเกณฑการประเมิน (Rubrics) ใหสอดคลองหรือใกลเคียง
กบั ชวี ติ จรงิ

11. การประเมนิ ตนเองของผเู รยี น (Student self-assessment) การประเมนิ ตนเองนบั
เปนทั้งเคร่ืองมือประเมินและเคร่ืองมือพัฒนาการเรียนรู เพราะทำใหผูเรียนไดคิดใครครวญวาได
เรยี นรอู ะไร เรยี นรอู ยา งไร และผลงานทท่ี ำนนั้ ดแี ลว หรอื ยงั การประเมนิ ตนเองจงึ ใชเ ปน วธิ หี นง่ึ ท่ี
จะชวยพัฒนาผูเรียนใหเปนผูที่สามารถเรียนรูดวยตนเอง การใชการประเมินตนเองของผูเรียนให
ประสบความสำเร็จไดดีจะตองมีเปาหมายการเรียนรูท่ีชัดเจน มีเกณฑท่ีบงบอกความสำเร็จของ
ชนิ้ งาน/ภาระงาน และมาตรการการปรบั ปรงุ แกไ ขตนเอง เฉผพูสาะอฉนบับ
เปาหมายการเรียนรูท่ีกำหนดชัดเจนและผูเรียนไดรับทราบหรือรวมกำหนดดวยน้ัน
จะทำใหผ เู รยี นทราบวา ตนถกู คาดหวงั ใหร อู ะไร ทำอะไร มหี ลกั ฐานใดทแี่ สดงการเรยี นรตู ามความ
คาดหวังนั้น หลักฐานที่มีคุณภาพควรมีเกณฑเชนไรเพ่ือเปนแนวทางใหผูเรียนพิจารณาประเมิน
ซง่ึ หากเกดิ จากการทำงานรว มกนั ระหวา งผเู รยี นกบั ผสู อนดว ยจะเปน การเพมิ่ แรงจงู ใจในการเรยี นรู
เพมิ่ มากขนึ้ การทผี่ เู รยี นไดใ ชก ารประเมนิ ตนเองบอ ยๆ โดยมกี รอบแนวทางการประเมนิ ทชี่ ดั เจนน้ี เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
จะชว ยสง เสรมิ ใหผ เู รยี นประเมนิ ไดค อ นขา งจรงิ และซอื่ สตั ย คำวจิ ารณ คำแนะนำของผเู รยี นมกั จะ
จรงิ จงั มากกวา ของครู การประเมนิ ตนเองจะเกดิ ประโยชนย ง่ิ ขน้ึ หากผเู รยี นทราบสง่ิ ทตี่ อ งปรบั ปรงุ
แกไขได ตง้ั เปา หมายการปรบั ปรงุ แกไขของตน แลว ฝก ฝน พฒั นาโดยการดแู ลสนบั สนนุ จากผสู อน
และความรว มมอื ของครอบครวั
เครอื่ งมอื ทีใ่ ชในการประเมนิ ตนเองมหี ลายรปู แบบ เชน การอภปิ ราย การเขยี นสะทอ น
ผลงาน การใชแ บบสำรวจ การพดู คยุ กบั ผสู อน เปน ตน

12. การประเมนิ โดยเพอ่ื น (Peer assessment) เปน เทคนคิ การประเมนิ รปู แบบหนงึ่
ที่นาจะนำมาใชเพ่ือพัฒนาผูเรียนใหเขาถึงคุณลักษณะของงานที่มีคุณภาพ เพราะการท่ีผูเรียนจะ
บอกไดว า ชนิ้ งานนน้ั เปน เชน ไร ผเู รยี นตอ งมคี วามเขา ใจอยา งชดั เจนกอ นวา เขากำลงั ตรวจสอบอะไร
ในงานของเพอ่ื น ฉะนน้ั ผสู อนตอ งอธบิ ายผลทค่ี าดหวงั ใหผ เู รยี นทราบกอ นทจ่ี ะลงมอื ประเมนิ


Click to View FlipBook Version