ผฉสู บอบั น 6. งานพระราชนพิ นธข องพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ใหความสำคญั ตอเรื่องใด
ก. ศีลธรรม
ข. ชาตินยิ ม
ค. การอนุรักษธรรมชาติ
ง. เชิดชพู ระมหากษัตริย
7. ขอ ใดคอื ผลงานดา นการแพทยข องพระเจาบรมวงศเ ธอ กรมหลวงวงษาธริ าชสนทิ
ก. ทรงนิพนธตำรายาสมุนไพรไทย
ข. ทรงนำเครอ่ื งมอื แพทยส มัยใหมม าใชในไทย
ค. ทรงนำวชิ าการแพทยตะวันตกมาเผยแพรในไทย
ง. ทรงสนบั สนุนใหม ชิ ชันนารีเขา มารักษาโรคใหคนไทย
8. เพราะเหตุใดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงไดร บั การยกยองเปนบิดาแหง
ประวัตศิ าสตรไทย
ก. สนบั สนุนการศกึ ษาวชิ าประวตั ศิ าสตรไทย
ข. เปนผรู เิ รม่ิ ใหม กี ารเรยี นวชิ าประวัติศาสตรในประเทศไทย
ค. มีผลงานดานประวตั ศิ าสตรแ ละโบราณคดจี ำนวนมาก เชน ไทยรบพมา นริ าศนครวัด
ง. รวบรวมของเกาๆ เพือ่ เกบ็ ไวเ ปน สมบัติของชาติจำนวนมากและเปนผจู ดั ตง้ั โบราณคดสี โมสร
9. ขอใดคือบทบาทสำคญั ของหมอมราโชทัย
ก. เปนผูด ูแลมิชชันนารีในไทย
ข. เปนลา มใหแกค ณะราชทตู ของไทย
ค. เปน เอกอคั รราชทูตไทยทีก่ รุงลอนดอน
ง. เปนครูสอนภาษาองั กฤษใหแกขุนนางไทย
10. ขอใดคือบทบาทสำคญั ทส่ี ดุ ของสมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ
ก. การเปน ผสู ำเร็จราชการแผน ดนิ
ข. การเจรจาทำสนธสิ ัญญาเบาวรงิ
ค. การเจรจาแกไขปญ หาวกิ ฤตการณ ร.ศ. 112
ง. การสนบั สนนุ รชั กาลที่ 5 เปนพระมหากษัตริย
11. เหตใุ ดสมเด็จเจา พระยาบรมมหาศรีสุรยิ วงศจงึ สนบั สนุนใหร ัชกาลท่ี 5 เสดจ็ ประพาสตางประเทศ
ก. เพือ่ ลดความขดั แยง ภายในประเทศ
ข. เพอ่ื ใหศึกษาการพัฒนาประเทศแบบตะวนั ตก
ค. เพ่อื เจริญสัมพันธไมตรกี บั ตางประเทศโดยเฉพาะมหาอำนาจตะวันตก
ง. เพอื่ ใหชาติตะวนั ตกรูจกั รชั กาลท่ี 5 และเกรงกลวั อำนาจของไทยมากข้ึน
6. ตอบ ข. งานพระราชนิพนธของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ใหความสำคัญกับการสงเสริม
แนวคดิ ชาตนิ ยิ มในหมคู นไทย
7. ตอบ ก. พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงนิพนธตำรายาสมุนไพรไทย ที่จำแนก
สรรพคณุ การใชไ วเ พ่อื เปนประโยชนใ นการรักษาโรคดว ยสมนุ ไพรไทย
8. ตอบ ง. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีผลงานการศึกษาคนควาดานประวัติศาสตรและโบราณคดี
จำนวนมาก ถอื เปนแบบอยางในการศึกษาดานประวตั ิศาสตรแ ละโบราณคดีของไทยในเวลาตอ มา
9. ตอบ ข. หมอมราโชทัยเปนลามใหแกคณะราชทูตของไทยที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอังกฤษเมื่อ
พ.ศ. 2400
10. ตอบ ก. บทบาทสำคัญที่สุดในชีวิตของสมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ คือ การเปนผูสำเร็จราชการ
แผน ดินปกครองประเทศในระหวา งทรี่ ัชกาลที่ 5 ยงั ไมทรงบรรลุนิติภาวะ
11. ตอบ ข. สมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศสนับสนุนใหรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสตางประเทศเพ่ือ
ศกึ ษาการพัฒนาประเทศแบบตะวันตก จะไดน ำมาพฒั นาประเทศไทยใหเจรญิ กาวหนา
142
12. ขอใดคือบทบาทสำคัญของบาทหลวงปาลเลอกัวซดานอกั ษรศาสตร
ก. การตง้ั โรงพิมพในไทย
ข. การแปลวรรณกรรมไทย
ค. การจดั ทำพจนานุกรมภาษาไทย
ง. การเปน ครูสอนภาษาตา งประเทศใหกบั รัชกาลที่ 5
13. ผลงานของบาทหลวงปาลเลอกวั ซทมี่ ีความสำคญั ตอการศึกษาประวตั ศิ าสตรไทยคอื ขอ ใด
ก. การพิมพห นังสือสวดมนต
ข. การแตง หนังสือเลา เรือ่ งเมืองสยาม
ค. การเสนอวิธกี ารเขียนพงศาวดาร
ง. การวาดภาพเหมือนบุคคลสำคญั ของไทย
14. บาทหลวงปาลเลอกัวซไดน ำวิทยาการดานใดเขามาเผยแพรในไทย
ก. การพิมพ ข. การทำแผนที่
ค. การถายรปู ง. การใชก ลองดูดาว
15. บางกอกรคี อรเ ดอรมีความสำคัญตอ สังคมไทยอยา งไร
ก. แจง ขอ มูลขาวสาร
ข. สงเสรมิ ประชาธปิ ไตย
ค. สอนภาษาตางประเทศ
ง. เผยแพรความรูและวฒั นธรรมตะวนั ตก
16. ขอ ใดคือบทบาททสี่ ำคัญของพระยากัลยาณไมตรี
ก. เปนผแู ทนของไทยในการทำสนธสิ ัญญาแวรซาย
ข. เปนผูแทนของไทยในการแกไขสนธิสัญญาที่ไมเ สมอภาค
ค. เปน ราชทูตของสหรฐั อเมรกิ าทมี่ าเจรญิ สัมพันธไมตรกี ับไทย
ง. เปน ทป่ี รึกษาในการปฏวิ ัตเิ ปลีย่ นแปลงการปกครองของคณะราษฎร
17. ศาสตราจารยศ ลิ ป พรี ะศรี มีผลงานศิลปะท่ีโดดเดน ในดา นใด
ก. วรรณกรรม ข. สถาปต ยกรรม ผฉูสบอับน
ค. จิตรกรรม ง. ประติมากรรม
18. ศาสตราจารยศ ิลป พรี ะศรี ไดวางรากฐานการเรยี นศิลปะแบบใหมในไทยดวยวิธีใด
ก. การเปด โรงเรียนสอนศิลปะสมยั ใหมในไทย
ข. การวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรม
ค. การสรางงานศลิ ปะเปน แบบอยางใหชนรุนหลงั ทำตาม
ง. การเปนครสู อนศลิ ปะและประวัติศาสตรศิลปะในมหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
12. ตอบ ค. บาทหลวงปาลเลอกัวซเปนผูจัดทำพจนานุกรมภาษาไทย โดยมีเจาฟามงกุฎ (พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกลา เจา อยูหัว) เปน ท่ีปรึกษา
13. ตอบ ข. หนังสือเลาเรื่องเมืองสยามของบาทหลวงปาลเลอกัวซ เปนหลักฐานทางประวัติศาสตรที่ใหขอมูล
ดา นสงั คมและวัฒนธรรมไทยในชวงตน สมยั รตั นโกสินทร
14. ตอบ ค. บาทหลวงปาลเลอกัวซไ ดนำการถายรปู เขา มาเผยแพร โดยนำกลอ งถายรปู เขา มาใชในเมืองไทย
15. ตอบ ง. บางกอกรีคอรเดอรเปนหนังสือพิมพท่ีตีพิมพเผยแพรความรูและวัฒนธรรมตะวันตกใหสังคมไทย
ไดรับทราบ
16. ตอบ ข. พระยากัลยาณไมตรีเปนผูแทนรัฐบาลไทยในการเจรจาแกไขสนธิสัญญาที่ไมเสมอภาคกับประเทศ
ในยุโรป
17. ตอบ ง. ศาสตราจารยศลิ ป พีระศรีไดสรางสรรคผลงานทางศิลปะที่โดดเดนในดานประติมากรรมไวมากมาย
เชน พระบรมราชานุสาวรีย อนุสาวรยี ตา งๆ รวมทงั้ พระประธานที่พทุ ธมณฑล จังหวดั นครปฐม
18. ตอบ ข. ศาสตราจารยศิลป พีระศรีไดวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมใหไดมาตรฐานแบบ
ยโุ รปในโรงเรียนสอนศลิ ปะของรฐั ซึ่งตอมา คอื มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
143
19. ขอใดคือบทบาทสำคัญของพระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซิมบ้ี ณ ระนอง) ดานการ
ปกครอง
ก. การลงโทษขั้นเดด็ ขาดตอ ผทู ำความผิด
ข. การปราบปรามโจรสลดั ในทะเลอนั ดามัน
ค. การใหชาวบา นชวยกนั ดูแลความปลอดภัย
ง. การปรามปรามความวุนวายของชาวจีนอพยพ
20. ขอ ใดคือบทบาทสำคัญดานคมนาคมของพระยารษั ฎานปุ ระดษิ ฐมหิศรภักดี (คอซิมบ้ี ณ ระนอง)
ก. สงเสริมการสรางถนนและทาเรือ
ข. สงเสริมการวางผงั เมืองท่ีเปนระบบ
ค. สง เสรมิ การสรา งทางรถไฟสายใต
ง. สงเสรมิ การสรางทาอากาศยานท่ีภูเก็ต
19. ตอบ ค. พระยารัษฎานปุ ระดษิ ฐมหศิ รภกั ดี (คอซมิ บี้ ณ ระนอง) ไดใหชาวบานตเี กราะเตอื นภัยและชว ยกัน
ดูแลความปลอดภยั
20. ตอบ ก. พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ไดพัฒนาเมืองในมณฑลภูเก็ตดวยการ
ผฉสู บอับน สรา งถนนและทา เรือ เพอ่ื ใหก ารคมนาคมมคี วามสะดวกยิ่งขนึ้
มฐ./ตวั ชี้วดั ตอนท่ี 2 ใหน กั เรียนตอบคำถามตอไปนี้
ส4.3 1. สถาบันพระมหากษัตริยมีบทบาทสำคัญตอการสรางสรรคประวัติศาสตรและวัฒนธรรมของไทย
(ม.4-6/4)
อยา งไร
...........ส....ถ....า...บ....ัน.....พ....ร...ะ...ม....ห....า...ก....ษ....ัต....ร...ิย....ม...ี.บ....ท....บ....า...ท....ส....ำ...ค....ัญ.....ต....อ....ค....ว...า...ม...เ..ป....ล....ี่ย....น....แ...ป....ล....ง....ด....า...น....ต....า...ง...ๆ........ใ..น.....ป....ร...ะ...ว...ัต....ิศ....า...ส....ต....ร....ไ..ท....ย....
ใ...น.....ฐ...า....น....ะ...ผ....ูป....ก.....ค....ร....อ....ง....ท....ี่ก....ำ...ห.....น....ด.....แ...น.....ว...ท.....า...ง...ใ...น.....ก....า....ร...พ....ั.ฒ.....น.....า...ป.....ร...ะ...เ..ท.....ศ....แ....ล....ะ...ก....ำ...ห.....น....ด.....ห....น.....า...ท....ี่ใ...ห.....แ...ก....ป.....ร...ะ...ช....า...ช...น.....
น....อ....ก....จ...า...ก....น.....ี้ย...ัง...เ..ป....น.....ผ...ูน.....ำ..ท....า...ง...ว...ัฒ.....น.....ธ...ร...ร....ม...โ...ด....ย...เ..ผ....ย...แ...พ....ร....ว...ัฒ.....น....ธ....ร...ร...ม....ไ...ป...ส.....ูป....ร...ะ...ช...า..ช....น....ผ....า..น.....ป....ร...ะ...เ..พ....ณ.....ี....ว...ร....ร...ณ......ก....ร...ร...ม....
ศ....ลิ ....ป....ก....ร...ร....ม...แ...ข...น.....ง...ต....า..ง....ๆ......ห....ร...ือ....ก....า..ร....เ.ป....น.....แ...บ....บ....อ....ย...า...ง...ใ...ห....ป....ร...ะ...ช...า...ช...น....ป....ฏ....ิบ....ตั ....ิต....า...ม..................................................................................
......................................................................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................................................................
2. บคุ คลสำคญั ชาวตา งชาติมีผลงานสำคญั ตอประเทศไทยเหมอื นกันในประเดน็ ใด
...........ผ...ล....ง....า..น.....ส....ำ...ค....ัญ.....ข...อ...ง...บ....คุ.....ค....ล...ส.....ำ..ค....ัญ.....ช...า...ว...ต....า...ง...ช...า...ต....ทิ ....ี่ม...ตี....อ....ไ..ท....ย...เ..ห....ม....ือ...น.....ก....ัน........ค....อื........เ..ป....น....ผ....ูน....ำ...ว..ท.ิ ....ย...า...ก....า..ร....ส....ม...ยั....ใ..ห....ม....
แ...ข...น.....ง...ต....า...ง....ๆ.......เ..ข...า...ม....า...เ..ผ...ย....แ...พ....ร....ใ...น....เ..ม....ือ....ง...ไ...ท....ย........เ..ช...น.........บ....า...ท.....ห....ล....ว...ง...ป....า...ล....เ..ล....อ....ก....ัว...ซ....น....ำ...ค....ร....ิส....ต....ศ.....า..ส.....น....า........ก....า...ร...จ....ัด....ท....ำ...
พ....จ....น....า...น.....ุก....ร....ม...แ...ล....ะ...ก....า...ร....ถ...า...ย....ภ....า...พ....ม...า...เ..ผ....ย...แ....พ....ร........ห....ม...อ....บ....ร....ัด....เ..ล....ย...น.....ำ...เ..ร...่ือ....ง...ก....า...ร....พ....ิม....พ....แ...ล....ะ...ก....า...ร...ร....ัก....ษ....า...โ...ร...ค....แ....ผ...น.....ใ..ห....ม....
เ..ช...น.........ก....า...ร...ผ....า..ต....ัด.........ก....า..ร....ฉ....ีด....ว...ัค....ซ....ีน........ก.....า..ร....ป....ล....ูก....ฝ...ป....อ....ง...ก....ัน.....ไ..ข...ท....ร....พ....ิษ....ม....า..เ..ผ....ย...แ...พ....ร........ศ....า...ส....ต....ร....า...จ...า...ร...ย....ศ....ิล....ป.... ....พ....ีร....ะ..ศ....ร....ี
น....ำ...ค....ว...า...ม...ร....ดู ....า..น.....ศ....ิล....ป....ะ..ส....า...ก....ล....ม...า...เ..ผ...ย....แ...พ....ร......เ..ป....น....ต....น............................................................................................................................................
144
แบบทดสอบประจำหนวยการเรยี นรูท่ี 2
คำชแ้ี จง ใหน ักเรยี นเลอื กคำตอบท่ถี ูกตองทีส่ ดุ เพยี งคำตอบเดียว
1. เพราะเหตุใดแนวคดิ เกี่ยวกบั ความเปน มาของชนชาติไทยจากหนังสือหลกั ไทยจึงไมนา เชื่อถือ
ก. เทือกเขาอลั ไตทรุ กนั ดาร ข. ผเู ขยี นไมใชน กั ประวตั ศิ าสตร
ค. คนไทยไมรจู ักเทอื กเขาอลั ไต ง. เทอื กเขาอลั ไตกับไทยมีทะเลขวางกนั้
2. เราทราบไดอยา งไรวา ดนิ แดนไทยในปจ จุบนั เคยมีอาณาจักรโบราณตั้งอยู
ก. มกี ารคนพบโครงกระดกู มนษุ ยโบราณและเครอ่ื งมือเคร่ืองใช
ข. มหี ลักฐานปรากฏในรปู ของศิลาจารึก ตำนาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ
ค. ดนิ แดนประเทศไทยอดุ มสมบรู ณจ งึ นาจะมคี นมาอาศยั อยตู งั้ แตส มัยโบราณ
ง. คนไทยในปจจุบันมจี ำนวนมากซึ่งแสดงวา อยูในดนิ แดนนมี้ าเปน เวลานานแลว
3. อาณาจักรโบราณในดนิ แดนประเทศไทยสวนใหญนับถอื ศาสนาอะไร
ก. พระพุทธศาสนาและศาสนาเชน
ข. พระพุทธศาสนาและศาสนาอิสลาม
ค. พระพทุ ธศาสนาและศาสนาพราหมณ- ฮินดู
ง. ศาสนาพราหมณ- ฮนิ ดูและศาสนาอิสลาม
4. การสถาปนากรงุ ธนบุรีและกรุงรัตนโกสนิ ทรแตกตางกันอยา งไร
ก. สมัยธนบุรีนิยมอยูใกลท ะเล สวนสมยั รตั นโกสนิ ทรน ิยมอยหู างจากทะเล
ข. สมยั ธนบรุ ีพจิ ารณาที่การปอ งกันเมือง สวนสมยั รัตนโกสนิ ทรพิจารณาทกี่ ารขยายเมือง
ค. สมัยธนบรุ ีนิยมใหม ีแมน้ำผากลางเมอื ง สวนสมัยรตั นโกสนิ ทรน ิยมสรางภเู ขากลางเมอื ง
ง. สมยั ธนบุรีไดร ับการสนบั สนนุ จากจีน สว นสมยั รตั นโกสินทรไดร บั การสนบั สนุนจากอินเดยี
5. ลกั ษณะเดนของการปฏริ ูปประเทศสมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถคือขอใด
ก. กำหนดทนี่ าใหแ กประชาชนตามบรรดาศกั ด์ิ
ข. กำหนดการแบง ทนี่ าของทหารกบั ทีน่ าของพลเรือน ผฉูสบอบั น
ค. กำหนดใหแบงประชาชนออกเปน ฝายทหารกบั พลเรอื น
ง. กำหนดหนา ท่ีและความสมั พนั ธของบุคคลในสงั คมอยา งชัดเจน
6. ขอ ใดคอื จุดประสงคสำคญั ในการปฏิรูปประเทศสมยั รชั กาลท่ี 5
ก. เพ่ือขยายอาณาจกั รใหกวางขวาง
ข. เพ่ือสรางความเจริญแกป ระเทศ
ค. เพ่อื ใหร อดพน จากการยึดครองของชาตติ ะวันตก
ง. เพอ่ื ติดตอ คา ขายกบั ชาติตะวนั ตกไดสะดวกมากย่งิ ขึน้
1. ตอบ ก. เทือกเขาอัลไตมีความหนาวเย็น ทุรกันดาร จึงไมเหมาะตอการตั้งถ่ินฐานของมนุษย และเสนทาง
เดนิ ทางจากเทือกเขาอลั ไตมาไทยกม็ ีอปุ สรรคจากทะเลทรายและแนวเทือกเขา
2. ตอบ ข. หลักฐานทัง้ ศลิ าจารกึ ตำนาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ ทป่ี รากฏอยูใ นปจ จุบัน แสดงใหเห็น
ถงึ การตั้งอาณาจกั รโบราณในดนิ แดนประเทศไทย
3. ตอบ ค. พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ-ฮินดูเปนศาสนาท่ีผูคนของอาณาจักรโบราณในดินแดน
ประเทศไทยนับถอื กันมากท่สี ดุ
4. ตอบ ข. สมัยธนบุรีเลือกเมืองขนาดเล็กเพราะสะดวกตอการปองกันและดูแลงาย แตสมัยรัตนโกสินทร
เลือกมาอยฝู งตะวนั ออก ซง่ึ สะดวกตอการขยายตวั เมืองในอนาคต
5. ตอบ ง. ลักษณะเดนของการปฏิรูปประเทศสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะมีการกำหนดความสัมพันธ
ระหวางบุคคลในสังคมโดยการแบง ชนชน้ั ในสังคม และมศี กั ดนิ ากำหนดฐานะของคนในสังคม
6. ตอบ ค. การปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลท่ี 5 เนนสรางความเจริญใหแกประเทศเพ่ือใหชาติตะวันตก
ยอมรบั และรอดพนจากการยดึ ครองของชาติตะวันตก
145
ผฉสู บอับน 7. ขอ ใดมีความสำคญั ตอ การปฏิรปู การปกครอง
ก. การรวมหนวยงานราชการ
ข. การจัดระเบียบการบรหิ ารงาน
ค. การแบงหนว ยงานราชการ
ง. การโยกยา ยตำแหนง ขาราชการ
8. ขอ ใดทส่ี ง ผลใหท าสหมดไปจากสังคมไทย
ก. ประกาศเลกิ ทาส
ข. พระราชบัญญัตเิ กษยี ณอายลุ ูกทาสลูกไท
ค. พระราชบัญญตั พิ ิกดั เกษยี ณอายลุ ูกทาสลกู ไท
ง. พระราชบัญญตั ิทาษรัตนโกสินทรศก 124
9. ขอ ใดคอื วธิ กี ารยกเลกิ ระบบไพร
ก. ใหเสียเงินแทนแรงงานไพร
ข. ประกาศหามมไี พรไวในครอบครอง
ค. ใหจา ยคา จางเมอื่ ใชแ รงงานไพร
ง. ใหไพรเปน ทหารแทนการใชแรงงาน
10. ขอ ใดคือพระราชกรณียกจิ สำคัญในการเสดจ็ ประพาสยุโรปครงั้ ท่ี 2 ของรัชกาลท่ี 5
ก. การรักษาพระอาการประชวร
ข. การทำขอ ตกลงปก ปน เขตแดน
ค. การศึกษากฎหมายระหวา งประเทศ
ง. การเจรจาเรื่องสนธิสญั ญากับชาติในยุโรป
11. ขอใดคอื ลักษณะการเสด็จประพาสตนของรชั กาลท่ี 5
ก. การเสด็จโดยทางรถไฟ
ข. การเสดจ็ ไปตรวจราชการหัวเมือง
ค. การเสด็จโดยทรงปลอมพระองคเ ปน สามัญชน
ง. การเสดจ็ เปน การสวนพระองคโดยทางเรอื พรอมดว ยพระบรมวงศานวุ งศ
12. ขอ ใดคือที่มาของคณะราษฏร
ก. กลมุ พลเรอื นทถ่ี กู พวกเจานายกดขี่ขมเหง
ข. กลมุ นายทหารท่ีไมพอใจคณะอภิรัฐมนตรี
ค. กลมุ ขาราชการที่ไมพอใจนโยบายการปลดขา ราชการ
ง. กลุม นกั เรียนไทยในยุโรปที่ตอ งการเปล่ยี นแปลงการปกครอง
7. ตอบ ข. การจัดระเบียบการบริหารงานใหมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมีความสำคัญตอการปฏิรูปการ
ปกครอง
8. ตอบ ง. พระราชบัญญัติทาษรัตนโกสินทรศก 124 ซ่ึงกำหนดใหลูกทาสเปนอิสระและหามซื้อขายทาส
ทำใหไ มมีทาสเพ่มิ ขน้ึ อีกและหมดไปในเวลาตอ มา
9. ตอบ ก. วิธียกเลิกระบบไพรใชการใหเงินแทนแรงงาน โดยเมื่อไพรจายเงินแลวไมตองถูกเกณฑแรงงาน
สว นมลู นายรับเงนิ จากรัฐแทนแรงงานไพร
10. ตอบ ง. พระราชกรณยี กจิ สำคัญในการเสด็จประพาสยุโรปคร้ังที่ 2 ของรัชกาลท่ี 5 คือ การเจรจาเรื่อง
สนธิสัญญากับชาตใิ นยุโรป เชน เรอ่ื งสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ภาษศี ลุ กากร เรอ่ื งเขตแดน
11. ตอบ ค. การเสด็จประพาสตนของรัชกาลที่ 5 ทรงใชวิธีปลอมพระองคเปนสามัญชนเพ่ือจะไดพูดคุย
สอบถามชีวิตความเปนอยขู องราษฎรอยา งใกลช ดิ
12. ตอบ ง. คณะราษฎรเกิดจากการรวมกลุมกันของนักเรียนไทยในยุโรปที่ตองการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
และไดเ ผยแพรแนวคิดนเ้ี ม่อื กลบั มาประเทศไทย
146
13. บทบาทสำคัญของพระสุพรรณกลั ยาตรงกับขอใด ผฉสู บอับน
ก. ทรงชว ยสมเด็จพระนเรศวรหนกี ลบั ไทย
ข. ทรงเปนองคป ระกันแทนสมเดจ็ พระนเรศวร
ค. ทรงชวยเหลอื สมเดจ็ พระนเรศวรในการทำยุทธหตั ถี
ง. ทรงรวบรวมไพรพลใหสมเดจ็ พระนเรศวรประกาศอิสรภาพ
14. บทบาทของพระมหากษัตริยในขอ ใดสำคัญทสี่ ดุ
ก. รักษาความมนั่ คงของชาติ
ข. เปน ผูนำในการประกอบพธิ ตี า งๆ
ค. สงเสรมิ ศลิ ปวัฒนธรรมของชาติ
ง. ทรงเปน องคอ คั รศาสนูปถมั ภกทกุ ศาสนา
15. เพราะเหตใุ ดในภาคกลางจงึ นยิ มสรา งบานใตถุนสูง
ก. ใชใตถ ุนบา นเปนทเ่ี ลย้ี งสตั ว
ข. ตั้งอยูในทร่ี าบลุมมนี ้ำทวมบอ ย
ค. ใชใตถ นุ บา นเปนทพี่ บปะสงั สรรค
ง. ชวยในการรบั ลมบรรเทาอากาศรอ น
16. คำทกั ทายทีว่ า “ไปไหนมา ทานขาวแลวหรือยงั ” สะทอ นถึงวัฒนธรรมไทยในเรอื่ งใด
ก. มีน้ำใจเอือ้ เฟอ
ข. สนใจชีวิตของผอู น่ื
ค. คนไทยชอบเดนิ ทาง
ง. คนไทยชอบทานอาหาร
17. วัฒนธรรมใดที่ไทยรับมาจากชาตติ ะวันตกในระยะแรก
ก. ศาสนา
ข. การทหาร
ค. การศกึ ษา
ง. การแพทย
18. ขอใดจดั เปนวิถชี ีวติ ดั้งเดมิ ของคนไทย
ก. เชอ่ื ถอื โชคชะตา อาศยั ธรรมชาติ
ข. ทำเกษตรกรรม นบั ถือพระพทุ ธศาสนา
ค. นิยมรับราชการ นับถือพระพุทธศาสนา
ง. ทำเกษตรกรรม อยูรวมกันเปน ครอบครัวใหญ
13. ตอบ ข. พระสุพรรณกลั ยาทรงเปนองคป ระกันแทนสมเดจ็ พระนเรศวร ทำใหส มเด็จพระนเรศวรเสดจ็ กลบั
ไทยมาเตรยี มไพรพลจนสามารถประกาศอสิ รภาพไดส ำเรจ็
14. ตอบ ก. บทบาทสำคัญทีส่ ุดของพระมหากษัตริย คือ การรกั ษาความม่ันคงของชาติเอาไวไมใ หเสยี เอกราช
15. ตอบ ข. เนอ่ื งจากภาคกลางตัง้ อยใู นที่ราบลุมมีน้ำทวมบอย จงึ นิยมสรา งบานใตถ ุนสูงเพอ่ื ปองกนั นำ้ ทว มบา น
16. ตอบ ก. คนไทยนั้นมีนำใจเอื้อเฟอจึงมักแบงปนอาหารหรือขนมใหผูอ่ืนอยูเสมอ และเชื้อเชิญญาติมิตรที่รูจัก
พบเห็นมาทานอาหารทีต่ นทำดวยคำทกั ทายท่วี า “ไปไหนมา ทานขาวแลวหรอื ยัง”
17. ตอบ ข. วัฒนธรรมดานการทหารของชาติตะวันตก เปนวฒั นธรรมในระยะแรกทไ่ี ทยไดรบั มาจากชาติตะวันตก
เพราะไทยมองวาเปนวัฒนธรรมท่มี ีประโยชนตอไทย
18. ตอบ ง. วิถีชีวติ ด้ังเดิมของคนไทยเปนวิถีชีวติ การทำเกษตรกรรม ซ่ึงตองใชแรงงานจำนวนมาก จึงนยิ มอยู
รวมกนั เปนครอบครัวใหญ
147
19. พระราชนิพนธเ รือ่ งพระมหาชนก สง เสรมิ ใหค นไทยนำหลักธรรมเรื่องใดไปใชในชีวติ ประจำวัน
ก. ความเพียร ข. ความสามคั คี
ค. ความกตญั ู ง. ความซอ่ื สัตย
20. ขอ ใดคอื ภมู ปิ ญ ญาท่สี งเสริมเกษตรกรรมแบบย่ังยืน
ก. การทำฝนเทียม
ข. เศรษฐกจิ พอเพยี ง
ค. การใชกังหนั ชัยพฒั นา
ง. การปลูกพชื ผักสวนครวั
21. เหตใุ ดศูนยศลิ ปาชีพจงึ มีความสำคัญตอการเผยแพรภ ูมปิ ญ ญาไทย
ก. เปนสถานทผ่ี ลิตสนิ คาของราษฎร
ข. เปนสถานท่สี อนศลิ ปศึกษาใหแกราษฎร
ค. เปนสถานท่ีถา ยทอดความรูท างหัตถกรรม
ง. เปนสถานทีจ่ ำหนา ยผลติ ภณั ฑจากภูมปิ ญ ญาไทย
22. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงสงเสริมและอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญาของ
คนกลมุ ใด
ก. ชาวมสุ ลมิ ในภาคใต
ข. ชาวเขาเผาตา งๆ ในภาคเหนือ
ค. ราษฎรทยี่ ากจนในภาคอสี าน
ง. ชาวตา งดา วทอ่ี พยพเขา มาในไทย
23. บทบาทของสมเด็จพระเจาพ่ีนางเธอ เจาฟากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร
ทางดานศาสนาตรงกับขอ ใด
ผฉูสบอับน ก. ทรงแปลพระไตรปฎ กเปนภาษาโรมัน
ข. พระราชทานพระไตรปฎกใหแกว ัดตา งๆ
ค. ทรงสรางและบูรณปฏิสงั ขรณว ัดบนภเู ขาตา งๆ
ง. ทรงอุปถมั ภก ารสอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียน
24. การฟนฟูพระราชพิธีและประเพณีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชถือวา
มีประโยชนอยางไร
ก. สรางความสขุ และความสนุกสนาน
ข. รกั ษาประเพณเี ดมิ และเชิดชกู ษัตรยิ
ค. รกั ษาประเพณีเดิมและสรางขวญั กำลงั ใจ
ง. สง เสริมพระราชอำนาจของสถาบนั กษัตรยิ
19. ตอบ ก. พระราชนพิ นธเรอื่ งพระมหาชนก สง เสรมิ ใหค นไทยมีความเพียรในการประกอบการงานตา งๆ
20. ตอบ ข. เศรษฐกิจพอเพียงหรือการทำเกษตรทฤษฎีใหม ชวยใหเกษตรกรสามารถทำการเกษตรเล้ียงชีพได
อยางย่งั ยนื
21. ตอบ ค. ศูนยศ ิลปาชีพเปนสถานทีถ่ ายทอดความรทู างหัตถกรรมใหแ กร าษฎรทเ่ี ขามาเปน สมาชกิ
22. ตอบ ข. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงสงเสริมและอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญาของชาวเขา
เผา ตา งๆ ในภาคเหนือ
23. ตอบ ก. สมเด็จพระเจาพ่ีนางเธอ เจาฟากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทรทรงเปนประธาน
จัดทำพระไตรปฎกฉบับสากล อกั ษรโรมัน เพือ่ เผยแผพระพุทธศาสนาไปยงั ประเทศตางๆ
24. ตอบ ค. การฟน ฟูพระราชพิธแี ละประเพณีนอกจากจะเปน การรกั ษาประเพณีดั้งเดิมแลว ยังเปน การสรา งขวญั
และกำลังใจใหแ กประชาชนอกี ดวย
148
25. เหตุใดเศรษฐกิจในสมยั พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกลา เจา อยูห ัวจงึ เจริญรงุ เรืองมาก ผฉสู บอบั น
ก. บานเมอื งสงบสุขไมม ีสงคราม
ข. ใหช าวจีนดูแลการคา แทนคนไทย
ค. ทำสนธสิ ัญญาเบอรน ยี ก ับองั กฤษ
ง. มกี ารสงเสริมการคา กับตา งชาตโิ ดยเฉพาะกบั จนี
26. ขอใดคอื พระราชกรณยี กิจทสี่ ำคญั ของพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูห วั ดานการศึกษา
ก. ทรงต้งั โรงเรยี นมหาดเลก็ หลวง
ข. ทรงตั้งโรงเรยี นราษฎรขึ้นตามหัวเมอื ง
ค. ทรงประกาศใชพระราชบัญญตั ิประถมศกึ ษา พ.ศ. 2464
ง. ทรงตั้งจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั เปน มหาวิทยาลัยแหง แรกของประเทศไทย
27. พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงไดรับการยกยองเปนบุคคลสำคัญของโลก
ในสาขาใด
ก. การศึกษา
ข. ปราชญและกวี
ค. การแพทย
ง. การตางประเทศ
28. ผลงานวชิ าการของศาสตราจารยศ ลิ ป พีระศรี เนน ใหผ อู า นเขาใจเร่ืองใด
ก. ความรูดา นศิลปะและคุณคาของศิลปะ
ข. ทฤษฎที างดา นศิลปะและคณุ คา ของศลิ ปะ
ค. ความรูดา นศิลปะและเทคนิคการสรา งงานศิลปะ
ง. ทฤษฎที างดา นศลิ ปะและเทคนิคการสรางงานศิลปะ
29. ขอ ใดแสดงถึงความสามารถดา นการตา งประเทศของหมอ มราโชทัย
ก. การเปนครูสอนภาษาตา งประเทศ
ข. การเปนลามใหแกค ณะทูตของไทย
ค. การเปน ผดู ูแลชาวตางชาติในไทย
ง. การเปน อธิบดีผูพิพากษาศาลตา งประเทศ
30. ขอ ใดคอื บทบาทสำคญั ของพระยารัษฎานปุ ระดษิ ฐมหศิ รภักดี (คอซิมบ้ี ณ ระนอง) ดานเศรษฐกจิ
ก. สง เสรมิ การทำเหมอื งแรดีบกุ
ข. รณรงคห า มจับปลาในฤดวู างไข
ค. นำตนกลายางพารามาปลูกในไทย
ง. พัฒนาการทอ งเที่ยวบริเวณชายหาด
25. ตอบ ง. ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวมีการสงเสริมการคาขายกับตางชาติ ทำใหมีรายได
มากมาย เศรษฐกิจจงึ เจริญรุงเรือง
26. ตอบ ค. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงประกาศใชพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464
เปนการจัดการศกึ ษาภาคบงั คบั ทำใหคนไทยไดรบั การศกึ ษาอยางท่ัวถงึ
27. ตอบ ข. พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงไดรับการยกยองใหเปนบุคคลสำคัญของโลก
ในสาขาปราชญแ ละกวี เนื่องจากทรงพระนพิ นธงานทม่ี ีคุณคาไวเ ปนจำนวนมาก
28. ตอบ ก. ศาสตราจารยศิลป พีระศรี เนนถายทอดความรูดานศิลปะและสรางจิตสำนึกถึงคุณคาของศิลปะ
เพ่ือใหคนไทยเขาใจและสรางงานศิลปะที่เหมาะสมเปน ประโยชนตอสังคม
29. ตอบ ง. หมอมราโชทัยไดรับการแตงต้ังเปนอธิบดีผูพิพากษาศาลตางประเทศคนแรกของไทย แสดงใหเห็นวา
เปน ผเู ช่ยี วชาญดานภาษาตา งประเทศและการตางประเทศ
30. ตอบ ค. พระยารษั ฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซมิ บ้ี ณ ระนอง) เปน ผูนำตน กลายางพารามาปลกู ในไทย
จนกลายเปนพชื เศรษฐกิจทสี่ ำคญั ของไทยมาจนถงึ ปจจุบนั
149
µÒÃÒ§ÇàÔ ¤ÃÒÐˤ ÇÒÁÊÁÑ ¾¹Ñ ¸Ã ÐËÇÒ‹ §à¹Í×é ËÒã¹ÊÍè× ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒ ÊÁ°. ËÅ¡Ñ ÊµÙ Ã᡹¡ÅÒ§Ï »ÃÐÇµÑ ÈÔ ÒʵÃä ·Â Á.4 - Á.6 µÒÃÒ§ÇÔà¤ÃÒÐˤÇÒÁÊÁÑ ¾¹Ñ ¸ÃÐËNjҧà¹Íé× ËÒã¹ÊÍè× ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙ
¡ÑºµÇÑ ªÇéÕ ´Ñ 㹡ÅÁ‹Ø ÊÒÃСÒÃàÃÂÕ ¹Ãʌ٠§Ñ ¤ÁÈ¡Ö ÉÒÏ ÊÒÃлÃÐÇѵÈÔ Òʵà µÒÁËÅ¡Ñ ÊÙµÃ᡹¡ÅÒ§¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ¢¹éÑ ¾×¹é °Ò¹ ¾Ø·¸È¡Ñ ÃÒª 2551
µÒÃÒ§ 1 ÊÁ°. ËÅ¡Ñ ÊÙµÃ᡹¡ÅÒ§Ï »ÃÐÇµÑ ÈÔ ÒʵÃä·Â Á.4 - Á.6 ¡ºÑ µÑǪÇÕé Ñ´ªÇ‹ §ª¹éÑ
เน้ือหาสาระ มาตรฐาน ส 4.1 สาระที่ 4 1 มาตรฐาน ส 4.3 5
หนวยการเรียนรู / เรอ่ื ง ตัวชว้ี ดั ชว งชัน้ผฉูสบอับนมาตรฐาน ส 4.2 ตวั ช้วี ดั ชว งชน้ั (ขอท่ี)
สมฐ. หลักสตู รแกนกลางฯ ประวตั ศิ าสตรไทย ม.4 - ม.6 ✓
(ขอท)่ี ตวั ช้ีวดั ชวงชน้ั (ขอท่)ี 234
12 1234 ✓
✓
หนว ยที่ 1 : เวลา ยคุ สมัย และวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร ✓ ✓
เรื่องท่ี 1 เวลาและยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตรไทย ✓
เรอ่ื งที่ 2 การสรา งองคค วามรูใหมท างประวัตศิ าสตรไทย
หนว ยที่ 2 : พัฒนาการทางประวัติศาสตรไ ทย ✓
จากอดีตสปู จจุบนั
เรื่องที่ 1 ประเด็นสำคัญทางประวตั ศิ าสตรไทย
เร่ืองท่ี 2 การสรางสรรควัฒนธรรมและภมู ิปญ ญาไทย
เรื่องที่ 3 ผลงานของบคุ คลสำคัญในการสรางสรรคชาติไทย
หมายเหตุ : แบบบันทึกผลการประเมนิ ตารางที่ 2, 3 และ 4 อยทู ภี่ าคผนวกทายเลม
วงลอแหงการเรยี นรู
Ê×èÍ¡ÒÃàÃÕ¹Ì٠ÊÑÁÄ·¸ìÔÁҵðҹ ËÅÑ¡ÊÙµÃ᡹¡ÅÒ§Ï ¨Ñ´·Ó¢éÖ¹à¾è×ÍãËŒÊÍ´¤ÅŒÍ§¡Ñº¸ÃÃÁªÒµÔ
¢Í§¼àÙŒ ÃÂÕ ¹ «§èÖ Á¤Õ ÇÒÁʹã¨ã½à† ÃÂÕ ¹Ã͌٠ÂáÙ‹ ÅÇŒ «§Öè ¶ÒŒ ¼àŒÙ ÃÂÕ ¹ä´àŒ ÃÂÕ ¹ÃÍÙŒ ÂÒ‹ §Ê¹¡Ø ʹҹ â´ÂÁ¡Õ Ò÷´Åͧ»¯ºÔ µÑ ¨Ô çÔ
¨Ò¡º·àÃÕ¹¨¹ÊÒÁÒö¤Ô´à»š¹ ·Ó໚¹ ᡌ»˜ÞËÒ໚¹ à¡Ô´¡ÒÃàÃÕ¹ÌٷÕè໚¹Í§¤ÃÇÁ ÊÒÁÒö¹Ó¤ÇÒÁÃÙŒ
ä»»ÃÐÂØ¡µã ªŒã¹ªÇÕ Ôµ¨Ã§Ô ä´Œ ¡ç¨Ðà¡´Ô ¤ÇÒÁÁÑè¹ã¨áÅÐàË¹ç ¤³Ø ¤Ò‹ ã¹µ¹àͧ áÅШÐÃŒ¨Ù ¡Ñ µ‹ÍÂÍ´¤ÇÒÁÃÙŒà¾ÔÁè ¢¹éÖ
ËÁعàÇÕ¹໚¹Ç§ÅŒÍáË‹§¡ÒÃàÃÕ¹ÌÙઋ¹¹Õ鵋Íä»ÍÕ¡ Íѹ¨ÐÁÕʋǹª‹Ç¾Ѳ¹Ò¼ŒÙàÃÕ¹ä»Ê‹Ù໇ÒËÁÒ¡ÒÃ໚¹¤¹´Õ
ÁÕ»Þ˜ ÞÒ áÅÐÁÕ¤ÇÒÁÊØ¢ä´Œ
บทดสบทอดบสบปอวดั บรผปะลสรจมัะมำฤจนั่ เทคำใรณุธจหือ่ิท์แคนาลงาวงะตกยานรเเอรียงน นำสกูกิจากรรเรรียมน
แบ
สอนยใจาใกฝรเูอรียยากเ
แนว ขอสอ แบ
เ ็หน
ผฉูสบอับน กจิ กรรมพฒั นาการเรียนรู
หน็ นรู สนเรกุ ียสนนราู นมมีคีปควญ นามดญสี าขุ
กิจกรรมในชสำใรไกนสปากาิจชงปมิจีวเกรสาิตกะรรรจยรริมถรุกรมคิงตมุณพ พัฒธัฒรนรนมาาคจทวราักิยมธษรรอะรูคกมวราแะลบะวคานิยม
อนั พนึงกปารรมะเสขงา คใจ งคคร ววามเมขรา ใู จ คิดกเวิจปแิเนกคกรรทปารำญะเมปหหเพาปเัฒป นาทักษะน น น
การคิด
ÀÒ¤¼¹Ç¡
ẺÃÒ§ҹ»ÃШӵÑǼŒÙàÃÂÕ ¹
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
กลมุ สาระการเรยี นรสู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 4-6 ปการศกึ ษา 25 ................................ รหัสวิชา ...........................................................................
โรงเรียน เขต/อำเภอ...................................................................................................
.................................................................................
จงั หวดั เขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาท่ี................................................................................. ..............................................................................
¢ÍŒ ÁÅ٠ʋǹµÇÑ
ช่อื ผูเ รียน นามสกุล.......................................................................................... ...............................................................................................
เลขประจำตวั .............................................. วนั /เดอื น/ปเ กดิ (พ.ศ.) .................................... หมูโลหิต ............................ ผฉสู บอบั น
เลขประจำตัวประชาชน - - --
บดิ าชอื่ มารดาชอื่............................................................................................. ...............................................................................................
ผปู กครองชอื่ ความสมั พนั ธก บั ผูเรยี น.............................................................................. ...........................................................
ปจ จบุ ันพกั อยูบานเลขท่ี หมู ซอย ถนน............................. ......................
.................................. ...........................................
ตำบล/แขวง อำเภอ/เขต จงั หวัด.......................................................
.................................................... ..........................................
รหัสไปรษณีย โทรศัพท.................................................................................... ...........................................................................................
àÇÅÒàÃÂÕ ¹
รายการ จำนวนวนั
ภาคเรยี น วนั เปดเรียน มาเรยี น ลาปวย ลากิจ ขาดเรียน
ภาคเรยี นที่ 1
ภาคเรียนท่ี 2
รวม
1
ẺºÑ¹·¡Ö ¼Å§Ò¹ËÃÍ× ¤ÇÒÁÊÓàÃ¨ç ·è¹Õ Ò‹ ÀÒ¤ÀÁÙ Ôã¨
คำชี้แจง ใหผูเรียนคัดเลือกตัวอยางผลงานดีเดนท่ีแสดงความสำเร็จของตนเองจากการศึกษาสาระการ
เรียนรูแกนกลางสังคมศึกษาฯ สาระประวัติศาสตร จากนั้นประเมินผลงานตนเอง แลวใหผูสอน
และผูป กครองรว มกนั แสดงความคดิ เหน็ ตอ ผลงานที่นำเสนอ
1¼Å§Ò¹ª¹éÔ ·Õè
ชอื่ ผลงาน ..................................................................................................................................................................................................................
ตรงกับสาระการเรียนรทู ี่ ........................................... มฐ. .................................................. ตวั ชว้ี ดั ................................................
ประกอบหนวยการเรยี นรทู ี/่ เรอ่ื ง ..............................................................................................................................................................
ลกั ษณะเดน ของผลงาน ...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................
คณุ ธรรมเพ่อื การพัฒนาตน ( ขดี ✓ ลงใน ❍ หนาขอ คุณธรรมที่นำมาใชป ฏบิ ตั ิ )
❍ รกั สะอาด ❍ ความสนใจใฝร ู ❍ ความเชอื่ มนั่ ในตนเอง
❍ การพง่ึ ตนเอง ❍ การหลกี เล่ียงอบายมุข
ผฉูสบอับน ❍ การรกั ษาศลี 5 หรอื หลกั ธรรมข้ันพืน้ ฐานของศาสนาที่ตนนบั ถอื
คุณธรรมเพอ่ื การพัฒนาการทำงาน
❍ ความอตุ สาหะ ❍ ความประหยัด ❍ ความมีวนิ ัย
❍ ความมีนำ้ ใจ
❍ ความรบั ผิดชอบ ❍ ความซือ่ สตั ยสจุ ริต
คณุ ธรรมเพอื่ การพัฒนาการอยรู ว มกันในสงั คม ❍ ความสามัคคี
❍ ความกตญั กู ตเวที ❍ ความเสยี สละ
❍ ความมีมนุษยสมั พนั ธ ❍ ความเปน ประชาธปิ ไตย ❍ จิตสาธารณะ
ประยุกตความรจู ากการทำผลงานช้นิ น้ีไปใชในการดำเนนิ ชวี ติ ประจำวันไดอ ยา งไร
.............................................................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................
ความเห็นของผสู อน ความเหน็ ของผปู กครอง
............................................................................................................... ...............................................................................................................
............................................................................................................... ...............................................................................................................
ลงช่ือ ............................................................................................. ลงช่ือ .............................................................................................
/ /................................. ................................ ................................. / /................................. ................................ .................................
2
2¼Å§Ò¹ª¹éÔ ·èÕ
ชือ่ ผลงาน ..................................................................................................................................................................................................................
ตรงกับสาระการเรยี นรทู ่ี ........................................... มฐ. .................................................. ตัวช้ีวดั ................................................
ประกอบหนวยการเรยี นรทู ่ี/เรอื่ ง ..............................................................................................................................................................
ลกั ษณะเดนของผลงาน ...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................
คณุ ธรรมเพ่ือการพัฒนาตน ( ขดี ✓ ลงใน ❍ หนา ขอ คุณธรรมท่นี ำมาใชป ฏบิ ัติ )
❍ รักสะอาด ❍ ความสนใจใฝรู ❍ ความเชอ่ื มน่ั ในตนเอง
❍ การพ่งึ ตนเอง ❍ การหลกี เล่ียงอบายมุข
❍ การรักษาศีล 5 หรอื หลกั ธรรมขั้นพื้นฐานของศาสนาท่ีตนนับถือ
คณุ ธรรมเพื่อการพฒั นาการทำงาน
❍ ความอตุ สาหะ ❍ ความประหยดั ❍ ความมีวินัย
❍ ความมีนำ้ ใจ
❍ ความรับผดิ ชอบ ❍ ความซอื่ สัตยสุจริต ผฉูสบอับน
คณุ ธรรมเพอื่ การพัฒนาการอยรู ว มกันในสังคม ❍ ความสามัคคี
❍ ความกตัญูกตเวที ❍ ความเสียสละ
❍ ความมีมนษุ ยสมั พันธ ❍ ความเปนประชาธิปไตย ❍ จิตสาธารณะ
ประยุกตความรูจากการทำผลงานช้ินน้ีไปใชในการดำเนินชวี ติ ประจำวันไดอ ยา งไร
.............................................................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................................
ความเหน็ ของผูสอน ความเห็นของผปู กครอง
............................................................................................................... ...............................................................................................................
............................................................................................................... ...............................................................................................................
ลงช่ือ ............................................................................................. ลงช่อื .............................................................................................
/ /................................. ................................ ................................. / /................................. ................................ .................................
3
ẺºÑ¹·Ö¡¼Å¡ÒûÃÐàÁ¹Ô ÃдºÑ ¤³Ø ÀÒ¾¢Í§¼ŒÙàÃÂÕ ¹ µÒÁµÇÑ ªÇéÕ ´Ñ
µÒÃÒ§ 2ÊÒÃСÒÃàÃÕ¹ÃÙጠ¡¹¡ÅÒ§ 椄 ¤ÁÈÖ¡ÉÒÏ ÊÒÃлÃÐÇѵÈÔ Òʵà Á.4 - Á.6
¤ÓªÕéᨧ ใหผูสอนประเมินผลการศึกษาของผูเรียนเปนรายบุคคล โดยขีด ✓ลงใน ตามระดับคุณภาพ 1- 4
( 4 = ดเี ย่ียม, 3 = ด,ี 2 = พอใช, 1 = ไมผา นเกณฑ ) ทีผ่ เู รยี นปฏบิ ัติได
สาระ มาตร ตัวชี้วัด ระดับคณุ ภาพ
ฐาน 4321
มาตรฐาน ส 4.1 1. ตระหนกั ถงึ ความสำคญั ของเวลาและยุคสมัยทางประวตั ศิ าสตร
ที่แสดงถงึ การเปล่ียนแปลงของมนุษยชาติ
2. สรางองคความรูทางประวตั ศิ าสตรโดยใชว ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร
อยางเปน ระบบ
สาระที่ 4 ประวั ิตศาสตร 1. วิเคราะหอ ิทธิพลของอารยธรรมโบราณ และการติดตอ ระหวา ง
มาตรฐาน ส 4.2 โลกตะวันออกกับโลกตะวันตกทม่ี ผี ลตอพฒั นาการและการ
เปลย่ี นแปลงของโลก
ผฉูสบอับน 2. วิเคราะหเ หตุการณสำคัญตางๆ ทมี่ ผี ลตอการเปลี่ยนแปลงทาง
สงั คม เศรษฐกิจ และการเมอื งเขาสูโลกสมัยปจจุบัน
3. วเิ คราะหผ ลกระทบของการขยายอทิ ธิพลของประเทศในยุโรปไปยัง
ทวีปอเมริกา แอฟรกิ า และเอเชยี
4. วเิ คราะหส ถานการณของโลกในครสิ ตศ ตวรรษที่ 21
1. วเิ คราะหป ระเดน็ สำคญั ของประวตั ศิ าสตรไทย
2. วิเคราะหค วามสำคญั ของสถาบนั พระมหากษตั ริยต อชาตไิ ทย
มาตรฐาน ส 4.3 3. วเิ คราะหป จ จัยท่สี ง เสริมการสรางสรรคภ ูมิปญญาไทยและ
วฒั นธรรมไทย ซึง่ มีผลตอ สังคมไทยในยคุ ปจ จุบนั
4. วิเคราะหผ ลงานของบคุ คลสำคญั ทั้งชาวไทยและชาวตา งประเทศ
ทมี่ สี ว นสรา งสรรคว ฒั นธรรมไทยและประวตั ิศาสตรไทย
5. วางแผนกำหนดแนวทางและการมีสว นรวมการอนรุ กั ษภูมปิ ญญาไทย
และวฒั นธรรมไทย
หมายเหตุ : ในกรณีที่ผูเรียนไมผา นตวั ช้วี ัดใดใหผสู อนจัดการสอนซอมเสริมจนกวาผูเรยี นจะผานตัวชว้ี ดั น้นั
4
Ẻº¹Ñ ·Ö¡¼Å¡ÒûÃÐàÁ¹Ô ¤Ø³¸ÃÃÁ ¨ÃÔ¸ÃÃÁ ¤Ò‹ ¹ÂÔ Á áÅФسÅѡɳÐÍ¹Ñ ¾§Ö »ÃÐʧ¤ 3µÒÃÒ§
¢Í§ ............................................................................. âçàÃÂÕ ¹ ........................................................ ªéѹ ...................... »‚¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ .................... 椄 ¡Ñ´ ..................................................
คำชแี้ จง 1. ใหผ สู อนประเมนิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมฯ ของนกั เรยี นในแตล ะภาคเรยี น โดยใสร ะดบั คะแนน 1 ถงึ 4 ลงในชอ งระดบั คะแนน (4 = ดเี ยยี่ ม, 3 = ด,ี 2 = พอใช, 1 = ไมผ า นเกณฑ)
จากนนั้ กรอกคะแนนรวม
2. สรปุ ผลการประเมนิ เมอ่ื สนิ้ สดุ แตล ะภาคเรยี น โดยแปรคะแนนรวมใหเ ปน ระดบั ผลการประเมนิ (ดตู ามเกณฑเ ทยี บคะแนน) แลว ทำเครอ่ื งหมาย ✓ ลงใน ❍ ตามระดบั ผลที่ได
ภาคเรียนท่ี 121212121212 121212121212 121212121212
ระดับคะแนน คะแนน
รวม ẺºÑ¹·Ö¡¼Å¡ÒûÃÐàÁÔ¹¤Ø³¸ÃÃÁ ¨ÃÂÔ ¸ÃÃÁ ¤Ò‹ ¹ÂÔ Á
คุณธรรม áÅÐ¤Ø³Å¡Ñ É³ÐÍ¹Ñ ¾§Ö »ÃÐʧ¤
จติ สาธารณะ
ปรคะวชาามธเปิ ปไนตย
ความมมี นุษยสมั พันธ
ความสามัคคี
ความเสียสละ
ความกตญั กู ตเวที
คะรแวนมน
ความมนี ำ้ ใจ
ความซื่อสัตยสุจริต
ความรบั ผดิ ชอบ
ความอุตสาหะ
ความมีวินัย
ความประหยดั
คะแนน
รวม
การหลกี เล่ียงอบายมขุ
การรกั ษาศลี 5 หรือ
หลักธรรมขน้ั พืน้ ฐาน
การพึ่งตนเอง
ความเช่ือมนั่ ในตนเอง
ความสนใจใฝร ู
รกั สะอาด
ภาคเรียน ภาคเรียน ภาคเรยี น
ท่ี 1 ท่ี 1 ที่ 1
ภาคเรียน ภาคเรยี น ภาคเรยี น
ท่ี 2 ท่ี 2 ท่ี 2
กลุมคณุ ธรรม คณุ ธรรมเพอ่ื การพัฒนาตน คุณธรรมเพอ่ื การพัฒนาการทำงาน คณุ ธรรมเพอ่ื การพัฒนาการอยรู วมกันในสงั คม
ดเี ยยี่ ม ดี พอใช ไมผา นเกณฑ
ระดับผลการ ดีเยยี่ ม ดี พอใช ไมผา นเกณฑ ดเี ย่ยี ม ดี พอใช ไมผานเกณฑ 1212 1 2 1 2
ประเมนิ
ลงช่อื ผูป กครอง ............................................................
ภาคเรยี นที่ 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2 ( ............................................................................... )
.............. / .............. / ..............
ระดับผลการ
ประเมิน
ตาราง เกณฑเทยี บคะแนนกับระดับผลการประเมิน
5 ลงชื่อผูป ระเมนิ ............................................................ (ผสู อน) ชว งคะแนน ระดับผลการประเมิน
( ............................................................................... ) 21-24 ดีเย่ยี ม
.............. / .............. / .............. 15-20 ดี
9-14 พอใช
6-8
ไมผ า นเกณฑ
ผฉสู บอบั น
4µÒÃÒ§ Ẻº¹Ñ ·Ö¡¼Å¤Ø³ÀÒ¾¼àÙŒ ÃÂÕ ¹ ÊÒÃСÒÃàÃÕ¹ÌÙ
Êѧ¤ÁÈÖ¡ÉÒÏ ÊÒÃлÃÐÇµÑ ÔÈÒʵà ª¹éÑ Á¸Ñ ÂÁÈÖ¡ÉÒ»‚·èÕ 4-6
ẺºÑ¹·¡Ö ¼Å¤³Ø ÀÒ¾¼ŒàÙ ÃÂÕ ¹ ÊÒÃСÒÃàÃÕ¹ÃÙÊŒ §Ñ ¤ÁÈ¡Ö ÉÒ ÈÒÊ¹Ò áÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ
ÊÒÃлÃÐÇµÑ ÔÈÒʵà ªÑé¹ÁѸÂÁÈ¡Ö ÉÒ»·‚ Õè 4-6
¢Í§ âçàÃÕ¹ Êѧ¡Ñ´............................................................
....................................................................... .......................................................
¤ÓªéÕᨧ 1. ใหครูผูสอนพิจารณาดูเน้ือหาสาระแกนกลางที่ทำการสอน สัมพันธกับคุณภาพผูเรียนของกลุมสาระ
การเรยี นรสู ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม เม่อื จบชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 6 ขอใด แลว ใหทำการประเมินผล
ผูเรียนเปนรายบุคคลเม่ือจบภาคเรียน โดยใสระดับคุณภาพ 1-4 (4= ดีเย่ียม 3 = ดี 2 = พอใช 1 =
ไมผ านเกณฑ) ในชอง แสดงผลการประเมนิ ชน้ั ม.4 - ม.6
2. คุณภาพผเู รยี นขอ ใดท่ีผูเ รยี นมไิ ดท ำการศึกษาใหขดี − เพ่ือระบุวามไิ ดมกี ารประเมนิ
คุณภาพผเู รียน ระดบั คณุ ภาพ
ผูเรียน ม.4 - ม.6
1. มคี วามรเู ก่ยี วกับความเปน ไปของโลกอยา งกวางขวางและลกึ ซึ้งยงิ่ ข้ึน
2. เปน พลเมืองทีด่ ี มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม ปฏิบตั ติ ามหลักธรรมของศาสนาท่ี
ตนนับถอื มคี านยิ มอนั พงึ ประสงค สามารถอยูร ว มกบั ผูอื่นและอยูในสงั คม
ผฉูสบอับน ไดอยางมีความสุข รวมทง้ั มีศักยภาพเพื่อการศึกษาตอในชนั้ สูงตามความ
ประสงคได
3. มคี วามรูเรือ่ งภูมิปญญาไทย ความภูมิใจในความเปน ไทย ประวตั ิศาสตร
ของชาติไทย ยึดมน่ั ในวิถีชีวิต และการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
อนั มีพระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมขุ
4. มนี ิสยั ที่ดีในการบริโภค เลือกและตดั สนิ ใจบรโิ ภคไดอยางเหมาะสม
มีจติ สำนกึ และมีสวนรวมในการอนุรักษประเพณีวัฒนธรรมไทยและ
สิง่ แวดลอม มีความรกั ทองถนิ่ และประเทศชาติ มุงทำประโยชนแ ละ
สรา งส่งิ ทีด่ ีงามใหกบั สงั คม
5. มีความรูความสามารถในการจัดการเรียนรขู องตนเอง ชนี้ ำตนเองได และ
สามารถแสวงหาความรูจากแหลง การเรียนรูต า งๆ ในสงั คมไดต ลอดชีวิต
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ ............ ลงชอ่ื ผูป ระเมิน ............................. ลงชื่อผปู กครอง ..............................
........./........./......... ........./........./.........
6
ẺÊÃ»Ø ¤ÇÒÁ¤´Ô àË繢ͧ¤ÃáÙ ÅмŒÙ»¡¤Ãͧ
1. จำนวนเวลาเรียน ................................................................................................................................................................................... ผฉูสบอับน
2. ขอ มลู เกยี่ วกบั ผเู รยี น (ผลการเรยี น การมสี ว นรว มในกจิ กรรม ความประพฤติ สขุ ภาพ)
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
3. สง่ิ ทผี่ ูเ รียนปฏบิ ัตผิ ลงานไดด แี ละมีประสิทธิภาพ
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
4. สิ่งท่ผี ูเ รยี นควรใหความสนใจเปน พเิ ศษ
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
5. ขอเสนอแนะเพอ่ื พฒั นาผลการเรียนตอ ในระดับชน้ั สงู ขนึ้
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ครูผูสอน ..............................................................
( )..........................................................
/ /................. ................. .................
ความคดิ เหน็ ผูป กครอง
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
ลงชื่อผูปกครอง ..........................................................
( )......................................................
/ /................. ................ ................
7
º¹Ñ ·Ö¡
ผฉูสบอับน ...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................
8
บรรณานกุ รม
ณรงค พวงพศิ และคณะ. หนังสอื เรยี นสาระการเรยี นรูพืน้ ฐาน กลมุ สาระการเรียนรสู ังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม : ประวตั ิศาสตร ม.4. กรุงเทพมหานคร : บริษัท อกั ษรเจริญทัศน อจท. จำกดั , 2548.
นายกรัฐมนตรี, สำนัก. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตรไทย. ประวัติศาสตรกรุงรัตนโกสินทร เลม 1
รชั กาลท่ี 1-รชั กาลท่ี 3. จดั พมิ พเ น่ืองในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร 200 ป. กรงุ เทพมหานคร :
กองจดหมายเหตแุ หงชาติ กรมศิลปากร, 2525.
. ประวัติศาสตรกรุงรัตนโกสินทร เลม 2 รัชกาลท่ี 4-พ.ศ. 2475. จัดพิมพเน่ืองในโอกาสสมโภช
กรุงรัตนโกสินทร 200 ป. กรุงเทพมหานคร : กองจดหมายเหตแุ หงชาติ กรมศิลปากร, 2525.
. ประวัติศาสตรกรุงรัตนโกสินทร เลม 3 พ.ศ. 2475-ปจจุบัน. จัดพิมพเนื่องในโอกาสสมโภช
กรงุ รัตนโกสนิ ทร 200 ป. กรุงเทพมหานคร : กองจดหมายเหตุแหงชาติ กรมศลิ ปากร, 2525.
ราชบณั ฑิตยสถาน. ใตร ม พระบารมี จักรนี ฤบดนิ ทร สยามมินทราธริ าช. กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั ดานสทุ ธา
การพมิ พ, 2547.
เพ็ญศรี ดุก. การตางประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย. กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน,
2542.
ผฉสู บอบั น วิชาการ, กรม. ประวัติศาสตรไทยจะเรียนจะสอนอยางไร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว,
2543.
. ประวตั ศิ าสตรไ ทยเชงิ วเิ คราะห. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพค รุ สุ ภาลาดพราว, 2546.
วินัย พงศศรีเพียร (บรรณาธิการ). “การพระศาสนาและการจัดระเบียบสังคมไทยต้ังแตรัชสมัยพระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว”
ปรทิ รรศนป ระวตั ิศาสตร : รวมบทความเพอ่ื เปน เกยี รตแิ ดร องศาสตราจารยวฒุ ิชัย มลู ศลิ ป เนือ่ งใน
โอกาสเกษียณอายรุ าชการ พ.ศ. 2544. กรุงเทพมหานคร : รุงแสงการพมิ พ, 2544.
วุฒชิ ัย มลู ศิลป. พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยหู วั กบั การวางรากฐานประชาธิปไตย. กรุงเทพมหานคร :
2020 เวลิ ด มีเดีย จำกดั , 2541.
. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งท่ี 1 ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440).
กรงุ เทพมหานคร : ตนออ 1999, 2543.
. ไทยสมัยโบราณ ถ่นิ เดิม และนา นเจา . ฉบับปรบั ปรงุ และขยาย. กรุงเทพมหานคร : ชมรมเด็ก,
2550.
วุฒิชัย มูลศิลป และคณะ. พระมหากษัตริยแหงกรุงรัตนโกสินทร. กรุงเทพมหานคร : เกรท เอดดูเคช่ัน
จำกดั , 2546.
ศรศี ักร วลั ลโิ ภดม. นครหลวงของไทย. กรงุ เทพมหานคร : เมืองโบราณ, 2540.
เอกวทิ ย ณ ถลาง. ภมู ปิ ญ ญาชาวบา นสี่ภมู ภิ าค : วถิ ีชวี ติ และกระบวนการเรยี นรขู องชาวบานไทย. นนทบุรี :
โรงพิมพม หาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, 2540.
150
แนวข้อสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
สาระประวัตศิ าสตร ์ (ประวัตศิ าสตร์ไทย) ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4-6 (50 คะแนน)
คำช้แี จง ใหน้ ักเรยี นเลือกคำตอบที่ถูกตอ้ งท่สี ุดเพียงคำตอบเดยี ว
1. ศักราชและชว่ งเวลาของเหตุการณ์ทางประวตั ิศาสตร์มีประโยชนอ์ ย่างไร
ก. ทำใหท้ ราบวา่ เหตกุ ารณน์ น้ั เกดิ ขึน้ เม่ือไหร่
ข. ทำใหท้ ราบว่าเหตกุ ารณ์นนั้ น่าเช่อื ถือหรือไม ่
ค. ทำให้ทราบว่าเหตุการณ์นั้นมสี าเหตมุ าจากอะไร
ง. ทำใหท้ ราบว่าเหตกุ ารณ์นนั้ มคี วามสำคญั อยา่ งไร
2. ลำดบั ก่อน-หลังของเหตกุ ารณม์ ปี ระโยชน์ต่อการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์อย่างไร
ก. ทำใหท้ ราบวา่ เหตกุ ารณ์ใดน่าเชือ่ ถือกว่ากัน
ข. ทำให้ทราบวา่ เหตกุ ารณ์ใดเกิดขึ้นอยูเ่ ปน็ ประจำ
ค. ทำให้ทราบความสมั พันธ์กนั ของเหตุการณ์ต่างๆ
ง. ทำใหท้ ราบความสำคญั ของเหตุการณท์ เ่ี กิดขน้ึ
3. ร.ศ. 220 หมายถึงปีใด
ก. 220 ปกี อ่ นการสถาปนากรุงรตั นโกสนิ ทร ์
ข. 220 ปีหลังการสถาปนากรงุ รัตนโกสินทร์ ผฉสู บอับน
ค. อนาคตในอีก 220 ปขี องกรุงรัตนโกสินทร์
ง. ปีท่ ี 220 ของการสถาปนากรุงรัตนโกสนิ ทร ์
4. ม.ศ. 1205 ตรงกบั พ.ศ.ใด
ก. พ.ศ. 1826 ข. พ.ศ. 1865
ค. พ.ศ. 2327 ง. พ.ศ. 2386
5. การทำเกษตรกรรมและเลยี้ งสตั วเ์ ร่ิมมขี ้ึนในสมยั ใด
ก. ยคุ หนิ เกา่
ข. ยคุ หนิ ใหม ่
ค. ยคุ เหล็ก
ง. ยคุ สำริด
1. ตอบ ก. เกหาตรกุ เราีรยณนรนูเนั้กเ่ียกวิดกขับนึ้ ศเมัก่อื รไารชและชวงเวล1า5ข1องเหตุการณทางประวัติศาสตรจะชวยใหเราทราบวา
2. ตอบ ค. การทราบวาเหตุการณใดเกิดขึ้นกอนและเหตุการณใดเกิดขึ้นหลังจะชวยใหเราทราบความสัมพันธ
กันของเหตุการณ ซึ่งจะทำใหเ ราเขาใจเหตกุ ารณท างประวตั ิศาสตรไดด ียง่ิ ขึ้น
3. ตอบ ง. ร.ศ. 220 หมายถึง ปท่ี 220 ของการสถาปนากรุงรตั นโกสนิ ทร
4. ตอบ ก. พ.ศ. 1826 โดยเทยี บป พ.ศ. เปน ม.ศ. ใหบ วกดว ย 621 (1205+621 = 1826)
5. ตอบ ข. มนษุ ยใ นยคุ หินใหมรจู กั การเพาะปลกู และเลีย้ งสัตว
151
6. หลักฐานลายลักษณ์อักษรในดินแดนประเทศไทยที่เก่าแก่ท่ีสุดระบุศักราช ม.ศ. 559 แสดงว่า
ดนิ แดนประเทศไทยเข้าสู่สมัยประวตั ศิ าสตร์เมือ่ ใด
ก. สมยั สโุ ขทัย
ข. หลงั พระพทุ ธศาสนา 559 ปี
ค. พทุ ธศตวรรษที่ 12
ง. 4,000 ปกี อ่ นพรอ้ มกับอารยธรรมจนี
7. เหตใุ ดจึงนิยมใช้รชั สมยั บอกชว่ งเวลาในประวตั ิศาสตร์ไทย
ก. คนไทยจดจำบคุ คลได้ดีกวา่ ตวั เลข
ข. สถาบนั กษตั รยิ ์มคี วามสัมพันธ์กบั เหตกุ ารณส์ ำคญั
ค. พระมหากษัตรยิ ์ไทยครองราชสมบตั ิในช่วงเวลาสัน้ ๆ
ง. พระมหากษตั รยิ ์ไทยครองราชสมบตั ินานใกลเ้ คียงกัน
8. “แผน่ ดนิ สมเดจ็ พระนารายณ์” ในประวัติศาสตร์ไทยหมายถงึ อะไร
ก. บริเวณอำเภอเมอื ง จงั หวดั ลพบรุ ี
ข. ที่ดินของสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช
ค. รชั สมัยของสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช
ง. บรเิ วณท่ีปกครองโดยสมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช
9. ข้อใดคอื ช่วงทีส่ มเดจ็ เจ้าพระยาบรมมหาศรสี ุริยวงศ์บริหารราชการแผ่นดนิ แทนพระมหากษัตรยิ ์
ก. ชว่ งผสู้ ำเรจ็ ราชการ
ข. ช่วงปฏิรปู ประเทศ
ค. ช่วงขุนนางเรืองอำนาจ
ง. ชว่ งเปลี่ยนแปลงการปกครอง
10. “สมัยปัจจบุ ัน” ในประวัตศิ าสตร์ไทยหมายถงึ ช่วงเวลาใด
ผฉูสบอบั น ก. สมัยรชั กาลปจั จบุ นั
ข. สมยั ที่เรายังมีชวี ติ อย ู่
ค. พทุ ธศตวรรษท ่ี 26
ง. หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถงึ ปัจจบุ นั
11. การวิเคราะหแ์ ละสังเคราะหข์ ้อมลู มีประโยชน์อย่างไร
ก. ทำให้ขอ้ มูลมีความกระชับรดั กุมย่งิ ขึ้น
ข. แสดงความสมั พนั ธ์ทีต่ อ่ เนอื่ งกันของเหตกุ ารณ ์
ค. ทำใหท้ ราบองคป์ ระกอบท่กี ่อใหเ้ กิดเหตุการณ์ขึ้น
ง. สามารถแยกข้อมลู จรงิ และข้อมลู ปลอมออกจากกนั
6. ตอบ ค. พจาุทรธกึ ศทต่ีเวกรา รแษกทท ี่่สี 1ุด2แสดงถงึ การใชต วั อัก1ษ52รในป ม.ศ. 559 หรอื ตรงกบั พ.ศ. 1180 จดั อยูในชว ง
7. ตอบ ข. เน่ืองจากพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริยแตละพระองคมีความสัมพันธกับเหตุการณสำคัญ
ทางประวตั ิศาสตรและพัฒนาการทางประวตั ศิ าสตรของไทย
8. ตอบ ค. แผนดินสมเด็จพระนารายณในประวัติศาสตรไทย หมายถึง รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ
มหาราช พ.ศ. 2199-2231
9. ตอบ ก. สมเด็จเจา พระยาบรมมหาศรีสุริยวงศเปนผูสำเรจ็ ราชการแผน ดนิ ในชว ง พ.ศ. 2411-2416
10. ตอบ ง. สมยั ปจ จุบันในประวตั ิศาสตรไทยเร่ิมตง้ั แตหลงั เปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงปจ จุบนั
11. ตอบ ข. การวิเคราะหและสังเคราะหขอมูลชวยแสดงความสัมพันธที่ตอเน่ืองกันของเหตุการณอยางมีเหตุ
มีผล
152
12. เพราะเหตใุ ดจึงควรนำเสนอขอ้ มูลตามลำดับเหตกุ ารณ์
ก. สะดวกในการนำเสนอ
ข. ผู้รับข้อมลู เข้าใจได้ง่าย
ค. แสดงความเปล่ยี นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ ในอดตี
ง. แสดงเหตผุ ลความสมั พันธ์ของเหตุการณ์
13. หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ใดท่ีไมส่ ามารถระบุเวลาของเหตกุ ารณ์ได้
ก. จารกึ ข. ตำนาน
ค. จดหมายเหต ุ ง. หนงั สอื ราชการ
14. เพราะเหตุใดตำนานจงึ มีความนา่ เชือ่ ถือนอ้ ย
ก. กล่าวถึงอภนิ หิ ารเหนือธรรมชาต ิ
ข. มีมาแตส่ มัยโบราณจงึ เชอ่ื ถือไม่ได้
ค. ตำนานเรือ่ งเดยี วกันใหข้ อ้ มูลท่ตี ่างกนั
ง. ขาดการอ้างองิ ท่ีสามารถพิสจู น์หาความจรงิ ได้
15. พระราชพงศาวดารแฝงอคตขิ องผู้สร้างในเรือ่ งใด
ก. เชิดชูพระมหากษัตรยิ ์
ข. ลัทธชิ าตนิ ยิ มในสมยั นน้ั
ค. รงั เกียจชาตติ ะวนั ตก
ง. ศรัทธาในพระพุทธศาสนา
16. หนงั สือราชการให้ขอ้ มลู เกี่ยวกบั เรอ่ื งใด
ก. ยุทธวิธีในการรบ
ข. ความรูด้ ้านต่างๆ
ค. วถิ ชี ีวติ ของข้าราชการ
ง. นโยบายและแผนงานของรฐั บาล
17. เอกสารส่วนบคุ คลให้ขอ้ มลู สำคัญเรอื่ งใด ซึ่งในหลักฐานอ่ืนจะพบน้อย
ก. วิถชี วี ติ ของผู้สรา้ ง ข. ความคิดเห็นของผ้สู รา้ ง ผฉสู บอับน
ค. การเดนิ ทางของผู้สรา้ ง ง. ชีวิตครอบครัวของผู้สร้าง
18. เหตใุ ดเราจงึ เชื่อถอื บันทกึ ของชาวตา่ งชาติไม่ไดท้ ั้งหมด
ก. ชาวตา่ งชาตไิ มน่ า่ เชื่อถอื
ข. ชาวต่างชาตมิ ีอคติในการบนั ทกึ
ค. ชาวต่างชาตไิ ม่รภู้ าษาไทย
ง. ชาวต่างชาติไม่เข้าใจวัฒนธรรมไทย
12. ตอบ ง. กเปาน รสนาำเเหสตนุทอสี่ของ มผูลลตใหาเมกลดิ ำอดีกับเเหหตตุกุกาารรณณ1ห5จ3นะชึ่งวยแสดงความสัมพันธของเหตุการณ ที่เหตุการณหน่ึง
13. ตอบ ข. ตำนานเปนเรื่องเลาที่สืบทอดตอกันมาโดยขาดการอางอิงท่ีมาของขอมูลและไมสามารถระบุไดวา
เหตุการณใ นตำนานน้นั เกิดขึ้นเม่ือไหร
14. ตอบ ง. ตำนานมีความนาเชื่อถือนอยเพราะขาดขอ มูลอางองิ เชน ผูแ ตง เวลาแตง หลักฐานอางองิ เปนตน
จงึ ไมส ามารถจะพสิ จู นไดวาตำนานน้นั เปน ความจริงหรอื ไม
15. ตอบ ก. พระราชพงศาวดารสรางข้ึนเพอ่ื เชิดชูพระมหากษัตริย จึงอาจใหข อ มลู เกินจรงิ
16. ตอบ ง. หนังสือราชการเปนเอกสารท่ีเกี่ยวของกับการบริหารราชการแผนดิน ซึ่งแสดงใหเห็นถึงนโยบาย
ของรัฐบาลในสมัยนน้ั ๆ
17. ตอบ ข. เอกสารสวนบุคคลมักจะสอดแทรกความคิดเห็นของผูสรางที่มีตอเหตุการณตางๆ ที่ตนมีสวน
เกี่ยวขอ งไวด ว ย
18. ตอบ ง. ชาวตางชาติมักจะบันทึกเร่ืองราวตางๆ ของไทยดวยความรูสึกนึกคิดของตนเองโดยที่ไมเขาใจ
วฒั นธรรมไทยในบางเรื่อง จึงอาจใหข อ มูลทค่ี ลาดเคล่ือนจากความเปน จริงได
153
19. หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรท์ ่ีไม่เปน็ ลายลักษณอ์ ักษรของไทยสว่ นใหญ่ให้ขอ้ มูลเกีย่ วกับเรือ่ งใด
ก. กฎหมาย ข. ความเชอื่
ค. เศรษฐกิจ ง. การปกครอง
20. แหลง่ รวบรวมหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรท์ ี่เป็นลายลักษณ์อกั ษรทีส่ ำคัญของไทยอยทู่ ี่ใด
ก. หอสมุดแหง่ ชาติ ข. ทำเนยี บรฐั บาล
ค. พระบรมมหาราชวัง ง. จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย
21. เหตุใดในปจั จบุ ันจึงยงั สรุปไม่ได้ว่าคนไทยมาจากไหน
ก. ทกุ ทฤษฎีมีความน่าเชื่อถอื เท่ากัน
ข. ขาดหลกั ฐานและผลการศกึ ษาทชี่ ดั เจน
ค. คนไทยมีหลายเผ่าพันธ์ทุ ำใหย้ ากตอ่ การศึกษา
ง. นักวิชาการเช่ือมัน่ ในทฤษฎขี องตนจึงไม่ยอมรับทฤษฎอี ื่น
22. การตัง้ ราชธานีของไทยมีลักษณะเดน่ อยา่ งไร
ก. ตัง้ บนท่ดี อนปอ้ งกนั น้ำท่วม
ข. ต้ังอยตู่ รงกลางให้มีแม่น้ำล้อมรอบ
ค. ตั้งอยบู่ นท่ลี ุ่มใหม้ แี ม่น้ำผา่ นกลางเมอื ง
ง. ตง้ั อยู่ใกลเ้ สน้ ทางการคา้ ขายกบั ต่างชาต ิ
23. เพราะเหตุใดการยกเลิกระบบไพร่มคี วามสำคัญกว่าการยกเลิกระบบทาส
ก. ทำใหม้ ที หารประจำการ
ข. ทำใหอ้ ำนาจของขนุ นางลดลง
ค. คนไทยสว่ นใหญ่เป็นไพร ่
ง. ป้องกนั การแทรกแซงของต่างชาต ิ
24. ข้อใดคอื ประโยชน์ที่สำคัญทสี่ ุดจากการยกเลิกระบบไพร่
ก. รฐั มีรายไดเ้ พิ่มข้นึ
ผฉสู บอบั น ข. มที หารประจำการ
ค. ควบคุมขนุ นางไดง้ า่ ย
ง. ราษฎรเปน็ อิสระและมีเวลาทำมาหากนิ มากขึน้
25. ข้อใดคือความสำเรจ็ จากการเสดจ็ ประพาสยุโรปของรัชกาลท่ ี 5
ก. รักษาเอกราชของชาติไว้ได ้
ข. การเปน็ มิตรกับประเทศรัสเซยี
ค. ทรงหายจากพระอาการประชวร
ง. ทรงไดร้ ับปรญิ ญาดอ็ กเตอร์ออฟลอว ์
19. ตอบ ข. หทาลงักศฐาาสนนทาางประวัติศาสตรที่ไมเปนล1า5ย4ลักษณอักษรของไทยสวนใหญใหขอมูลเก่ียวกับความเชื่อ
20. ตอบ ก. หอสมุดแหงชาตเิ ปน แหลง รวบรวมหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรท เี่ ปน ลายลักษณอักษรทส่ี ำคัญของไทย
21. ตอบ ข. การศึกษาความเปนมาของชนชาตไิ ทยในปจจบุ ันยงั ขาดหลักฐานและผลการศึกษาที่ชัดเจน
22. ตอบ ง. ราชธานีของไทยต้ังอยูใกลเสนทางการคาขายกับตางชาติ ทำใหไทยเปนศูนยกลางทางการคา
ระหวางประเทศ เชน กรุงสุโขทัยเปนศูนยกลางการคาทางบก สวนราชธานีอื่นเปนศูนยกลาง
การคา ทางทะเล
23. ตอบ ค. จากการท่คี นไทยสว นใหญเ ปนไพร ดงั นั้น การยกเลิกระบบไพรจึงสงผลใหเกิดความเปล่ยี นแปลง
คร้งั ใหญใ นสังคมไทย จนนำไปสูการเปล่ียนแปลงการปกครองในเวลาตอมา
24. ตอบ ง. การยกเลิกระบบไพรทำใหราษฎรเปนอิสระ สามารถศึกษาเลาเรียนและประกอบอาชีพตามความรู
ของตน สรางผลงานท่เี ปนประโยชนต อประเทศชาติ
25. ตอบ ก. ความสำเร็จจากการเสด็จประพาสยโุ รปของรัชกาลที่ 5 คือ ไทยสามารถรักษาเอกราชของชาตไิ วได
154
26. ขอ้ ใดคอื สาเหตสุ ำคญั ทนี่ ำไปส่กู ารเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ก. ปัญหาเศรษฐกจิ ตกตำ่
ข. การได้รับการศึกษาแบบตะวันตก
ค. การปลดข้าราชการออกจากตำแหน่ง
ง. ความไมพ่ อใจการบริหารประเทศของพระมหากษัตริย ์
27. เพราะเหตใุ ดบทบาทของพระมหากษัตริย์ในการป้องกนั ประเทศจึงมคี วามสำคัญมากทสี่ ุด
ก. หากสิน้ ชาตกิ จ็ ะสน้ิ คนไทย
ข. หากสิ้นชาติก็จะส้นิ กำลังใจ
ค. หากสนิ้ ชาติก็จะสน้ิ พระมหากษตั รยิ ์
ง. หากสิ้นชาติก็จะสิน้ ความเจรญิ ทุกดา้ น
28. อะไรเปน็ สาเหตสุ ำคัญทท่ี ำให้คนไทยมคี วามจงรักภกั ดตี อ่ สถาบนั พระมหากษตั ริย์
ก. พระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ ของชาติ
ข. คนไทยไดร้ ับการปลกู ฝงั ใหจ้ งรักภกั ดตี ง้ั แตเ่ ยาวว์ ยั
ค. พระมหากษตั ริยท์ รงทำคณุ ประโยชน์ใหแ้ กป่ ระเทศชาติและคนไทย
ง. พระมหากษัตริยเ์ ปรยี บเสมอื นพ่อของประชาชนชาวไทยทัง้ ประเทศ
29. บทบาทใดของพระมหากษตั ริยท์ ีม่ คี วามสำคญั ต่อพระพุทธศาสนามากที่สดุ
ก. การสังคายนาพระไตรปฎิ ก
ข. การพระราชทานท่ีดินใหว้ ดั
ค. การบรู ณปฏิสงั ขรณ์วดั
ง. การแตง่ วรรณกรรมทางศาสนา
30. พระราชนพิ นธ์เร่ือง พระมหาชนก แสดงถงึ พระปรชี าสามารถดา้ นใดของพระบาทสมเด็จพระเจา้
อยูห่ วั ภูมพิ ลอดลุ ยเดช
ก. ดา้ นการปกครอง ผฉสู บอับน
ข. ดา้ นอกั ษรศาสตร ์
ค. ดา้ นพระพทุ ธศาสนา
ง. ดา้ นศลิ ปวัฒนธรรม
31. วฒั นธรรมกบั ภมู ปิ ญั ญามีความสัมพันธก์ ันอย่างไร
ก. ภูมปิ ญั ญาคือความรู ้ สว่ นวัฒนธรรมคอื การปฏิบัตเิ พือ่ ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวนั
ข. วฒั นธรรมเป็นแบบแผน ส่วนภมู ิปญั ญาเปน็ วิธกี ารและผลงานที่ใช้ในการดำรงชีวติ
ค. ภมู ปิ ัญญาคอื สง่ิ ท่คี ิดค้นข้นึ ใหม ่ ซึง่ เม่อื สบื ทอดตอ่ ไปยงั คนร่นุ ต่อไปจะเปน็ วฒั นธรรม
ง. วฒั นธรรมคอื แนวทางการดำรงชีวติ ของคนทว่ั ไป สว่ นภูมิปัญญาเปน็ เรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม
26. ตอบ ข. การท่ีคนไทยไดรับการศึกษาแบบตะวันตกจึงเกิดความคิดท่ีตองการใหมีรัฐธรรมนูญ และมีการ
ปกครองระบอบรฐั สภาแทนท่ีการปกค1ร5อ5งโดยบุคคลหรือคณะบุคคลเพียงกลมุ เดียว
27. ตอบ ง. หากสญู สนิ้ เอกราชแลว ความเจริญของประเทศในทกุ ดา นจะถกู ทำลายลงไปดว ย
28. ตอบ ค. พระมหากษัตริยและพระราชวงศทรงประกอบพระราชกรณียกิจตางๆ อันเปนประโยชนตอชาติและ
คนไทย ดังนนั้ คนไทยจึงมคี วามจงรกั ภกั ดีตอ สถาบันพระมหากษตั รยิ
29. ตอบ ก. การสังคายพระไตรปฎกจะทำใหมีหลักคำสอนที่ถูกตองตามพุทธบัญญัติ จึงมีความสำคัญตอ
พระพุทธศาสนามากท่สี ดุ
30. ตอบ ค. พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเขาใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเปนอยางดี
จึงสามารถพระราชนพิ นธไ ดทั้งภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
31. ตอบ ข. วัฒนธรรมมีความสัมพันธกับภูมิปญญา โดยวัฒนธรรมเปนแบบแผน สวนภูมิปญญาเปนวิธีการ
และผลงานทใี่ ชใ นการดำรงชวี ติ
155
32. ขอ้ ใดคือพ้นื ฐานทางวฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย
ก. เกษตรกรรม ท่ีราบลุ่มแมน่ ำ้
ข. พระพทุ ธศาสนา ประชาธปิ ไตย
ค. เกษตรกรรม พระพทุ ธศาสนา
ง. ทรี่ าบลุม่ แม่น้ำ ประชาธิปไตย
33. วัฒนธรรมตะวันออกมผี ลต่อสังคมไทยในเร่อื งใดมากทสี่ ดุ
ก. ศาสนาและวิถีชีวิต
ข. การศกึ ษาและวิถชี วี ิต
ค. ศาสนาและเทคโนโลยี
ง. การศึกษาและเทคโนโลยี
34. การสง่ เสรมิ สบื ทอดวฒั นธรรมไทยด้วยวิธีใดจึงจะไดผ้ ลดที ่สี ุด
ก. จดั อบรมวฒั นธรรมไทยในชมุ ชน
ข. จัดกิจกรรมส่งเสริมวฒั นธรรมไทย
ค. จดั ตัง้ หน่วยงานเผยแพร่วฒั นธรรมไทย
ง. ส่งเสริมการใชว้ ฒั นธรรมไทยในการดำเนนิ ชวี ิต
35. อุปสรรคสำคัญในการอนรุ ักษ์วัฒนธรรมไทยคือข้อใด
ก. การไหลบ่าของวฒั นธรรมจากภายนอก
ข. คนไทยไมเ่ หน็ คุณคา่ ของวัฒนธรรมไทย
ค. ขาดบุคคลทเ่ี ป็นต้นแบบในการอนรุ ักษว์ ฒั นธรรมไทย
ง. คนไทยต้องใช้วฒั นธรรมตา่ งชาติในการตดิ ตอ่ กับชาวตา่ งชาติ
ผฉสู บอบั น 36. นกั เรียนจะมีส่วนรว่ มในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมไทยได้อยา่ งไร
ก. ใช้วฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทยในการดำเนนิ ชีวติ
ข. สง่ เสริมการใช้ผลติ ภัณฑท์ ่สี รา้ งจากภมู ิปญั ญาไทย
ค. ยกยอ่ งผ้มู ีผลงานโดดเด่นทางวัฒนธรรมและภมู ิปญั ญา
ง. เรียนรวู้ ฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาไทยจากผอู้ าวุโสในทอ้ งถนิ่
37. สมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ิต์ิ พระบรมราชินนี าถทรงสง่ เสรมิ ภูมิปญั ญาไทยใหแ้ กเ่ ยาวชนดว้ ยวธิ ีใด
ก. ใหร้ าษฎรสอนงานฝมี ือให้แก่บุตรหลานของตน
ข. จัดหนว่ ยอาสาออกเผยแพรค่ วามรูต้ ามสถานศกึ ษา
ค. จดั ประกวดผลงานทางด้านภมู ปิ ญั ญาของเยาวชน
ง. ให้เยาวชนฝกึ หดั งานฝมี ือในศูนย์ศลิ ปาชพี และผลิตสนิ ค้าออกจำหน่าย
32. ตอบ ค. สจึงังเคกมี่ยไวทขยอเงปกน บั สเกงั ษคตมเรกกษรตรรมกแรลระพมแรละพะนุท1ับธ5ศถ6าือสพนราะพทุ ธศาสนา ดงั นน้ั วฒั นธรรมและภูมปิ ญ ญาไทย
33. ตอบ ก. ไทยรับพระพุทธศาสนาและวถิ ีชีวิตเกษตรกรรมจากวัฒนธรรมตะวนั ออก
34. ตอบ ง. การสงเสรมิ ใหค นไทยใชวฒั นธรรมไทยในการดำเนินชีวิตเปนการสืบทอดวฒั นธรรมอยา งตอ เนอื่ ง
35. ตอบ ข. การทีค่ นไทยไมเ หน็ คณุ คาของวฒั นธรรมไทย ทำใหไ มส นใจทจ่ี ะรักษาวัฒนธรรมไทย
36. ตอบ ก. นักเรียนสามารถมีสวนรวมในการอนุรักษวัฒนธรรมไทยไดโดยการใชวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย
ในการดำเนนิ ชวี ิต
37. ตอบ ง. สมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถทรงสงเสริมภูมิปญญาไทยใหแกเยาวชนดวยการนำ
เยาวชนท่ีเปนนกั เรียนมาฝกหัดในศนู ยศ ลิ ปาชีพและผลิตงานออกจำหนา ย
156
38. มูลนิธแิ มฟ่ ้าหลวงจดั ต้งั ขน้ึ เพ่อื จดุ ประสงค์ใด
ก. ทำการวิจัยการเพาะปลูกพชื เมืองหนาวในไทย
ข. สง่ เสรมิ การประกอบอาชีพของชาวเขาเผา่ ตา่ งๆ
ค. ให้ความช่วยเหลอื ตำรวจตระเวนชายแดนท่ีเจ็บปว่ ย
ง. บริการด้านสาธารณสขุ ให้แกร่ าษฎรในท้องถ่นิ ทรุ กนั ดาร
39. สมเด็จพระศรีนครนิ ทราบรมราชชนนีทรงส่งเสรมิ เกษตรกรรมของราษฎรดว้ ยวิธีใด
ก. จดั ทำฝนเทียมเพอื่ ให้พชื ไดร้ ับนำ้ อย่างเพียงพอ
ข. ส่งเสริมให้ราษฎรทำตามแนวคิดเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ค. นำพนั ธุพ์ ืชเมอื งหนาวมาใหร้ าษฎรเพาะปลูก
ง. สง่ เสรมิ การทำฝายกกั เก็บนำ้ ไว้ใชป้ ระโยชน์ในฤดแู ลง้
40. สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงพระนิพนธ ์
ประสบการณ์ในการเดนิ ทางไปตา่ งประเทศในรูปแบบใด
ก. นิทาน
ข. บทเพลง
ค. นริ าศ
ง. สารคดเี ชิงท่องเท่ียว
41. ขอ้ ใดคือบทบาทด้านศาสนาที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
ก. การบูรณะวดั วาอาราม
ข. การสังคายนาพระไตรปฎิ ก
ค. การซ่อมแซมพระพุทธรูป
ง. การออกกฎควบคมุ พระสงฆ์
42. เพราะเหตใุ ดในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลัยจึงเปน็ ยุคทองของวรรณกรรมไทย
ก. ทรงใหร้ วบรวมวรรณกรรมไทย ผฉูสบอับน
ข. ทรงให้ชำระวรรณกรรมไทย
ค. ทรงสนบั สนุนกว ี เชน่ สุนทรภ ู่
ง. ทรงงานพระราชนพิ นธ์จำนวนมาก
43. บทบาทสำคญั ของพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจ้าอยหู่ วั ตรงกบั ขอ้ ใด
ก. การคา้ ขายกบั ต่างชาต ิ
ข. การทำสนธสิ ญั ญาเบอร์นีย ์
ค. การบูรณปฏสิ งั ขรณว์ ดั วาอาราม
ง. การปราบปรามประเทศราชทก่ี อ่ กบฏ
38. ตอบ ข. มลู นิธิแมฟา หลวงจัดต้ังข้ึนเพ่ือสงเสรมิ การประกอบอาชีพของชาวเขาเผาตา งๆ
39. ตอบ ค. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนน1ีท5ร7งนำพันธุพืชเมืองหนาว เชน กลวยไม เห็ดหลินจือ
สตรอวเ บอรรี มาใหราษฎรเพาะปลกู เพ่ือสรางรายไดใ หแ กร าษฎร
40. ตอบ ง. สมเด็จพระเจาพี่นางเธอ เจาฟากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทรทรงพระนิพนธ
สารคดีเชงิ ทองเทย่ี วบอกเลา ประสบการณในตา งประเทศ
41. ตอบ ข. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชโปรดเกลาฯ ใหมีการสังคายนาพระไตรปฎกข้ึน
เพ่อื จะไดม ีหลักคำสอนและหลกั ปฏบิ ัตไิ ดถูกตอ งตามพทุ ธบัญญตั ิ
42. ตอบ ค. พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา นภาลัยทรงสนับสนนุ กวี จงึ ทำใหมีกวีหลายคนและกวีแตละทา น
ไดสรางงานวรรณกรรมที่มคี ุณคาไวเ ปน จำนวนมาก
43. ตอบ ก. การคาขายกับตางประเทศในสมัยรัชกาลท่ี 3 ไดสรางรายไดจำนวนมากใหแกไทย ซ่ึงเปน
ประโยชนใ นการใชพัฒนาประเทศในสมยั ตอ มา
157
44. ข้อใดคือผลงานสำคญั ทางการปกครองของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อย่หู วั
ก. การจัดตั้งกองเสือป่า ข. การสรา้ งความรู้สกึ ชาตินิยม
ค. การจัดต้ังวรรณคดีสโมสร ง. การกำหนดวันสำคัญของชาต ิ
45. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสมีผลงานสำคัญในการวางรากฐานการศึกษา
ข้ันพน้ื ฐานแก่พระสงฆ์อยา่ งไร
ก. ทรงจัดต้ังโรงเรียนขน้ึ ตามวัดต่างๆ ในหวั เมือง
ข. ทรงดำเนินการตง้ั มหาจฬุ าลงกรณ์ราชวิทยาลัยเป็นวิทยาลัยสงฆ์
ค. ทรงวางหลกั สูตรนักธรรมเปน็ หลักสูตรการเรียนการสอนของพระสงฆ์
ง. ทรงแนะนำให้พระภิกษุในกรงุ เทพฯ เดนิ ทางไปเป็นครูตามโรงเรยี นหวั เมอื ง
46. ข้อใดคือนโยบายการทตู ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท
ก. ใช้การประนีประนอม ข. ใชก้ ฎหมายระหวา่ งประเทศ
ค. ใช้หลกั ศลี ธรรมนำการเมือง ง. ใชช้ าตติ ะวันตกคานอำนาจกนั เอง
47. ข้อใดคอื บทบาทสำคญั ของสมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพทางดา้ นการปกครอง
ก. เผยแพรแ่ นวคิดประชาธปิ ไตย
ข. จดั การเลือกต้ังกำนนั และผู้ใหญ่บ้าน
ค. จัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภบิ าล
ง. ออกตรวจเย่ียมประชาชนตามหัวเมอื งต่างๆ
48. ขอ้ ใดจดั เปน็ ผลงานวรรณกรรมที่มีช่อื เสยี งของหม่อมราโชทัย
ก. สิงหไกรภพ ข. นิราศลอนดอน
ค. นริ าศภเู ขาทอง ง. จดหมายเหตคุ วามทรงจำ
49. บทบาทสำคญั ของสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสรุ ยิ วงศด์ ้านการตา่ งประเทศคอื ขอ้ ใด
ก. การทำสนธสิ ัญญาเบาวร์ ิง
ข. การสง่ ราชทูตไทยไปประจำในยโุ รป
ผฉูสบอับน ค. การเจรจาแก้ไขวิกฤตการณ ์ ร.ศ. 112
ง. การเจรจาแก้ไขเรอื่ งสทิ ธิสภาพนอกอาณาเขต
50. ดร. แดน บชี บรดั เลย ์ ถอื ว่าเปน็ บคุ คลสำคัญของไทยเพราะเหตุใด
ก. เสนอใหร้ ฐั บาลไทยเลกิ ขายฝนิ่
ข. เผยแพร่วฒั นธรรมของชาตติ ะวันตกสู่สังคมไทย
ค. รบั ราชการในตำแหน่งสำคัญต้งั แตร่ ชั กาลที ่ 3-5
ง. ช่วยเหลอื ไทยในการแก้ไขสนธิสัญญากับนานาชาต ิ
44. ตอบ ข. พเกริดะคบวาาทมสรมกั เชดา็จตพิ คระวมามงสกาุฎมเกัคลคาี เแจลาะอมยจี ูหติ 1ัวส5ท8ำรนงึกสตรอ าหงคนวา าทมีพ่ รลูสเมึกือชงาทตด่ีินขีิยอมงขชึ้นาตในิ จิตใจคนไทย เพื่อให
45. ตอบ ค. การวางหลักสูตรนักธรรมเปนหลักสูตรการเรียนการสอนของพระสงฆเพ่ือทำใหพระสงฆมีการ
ศกึ ษาทเี่ ปนระบบ สวนขออืน่ ไมเ กีย่ วขอ งกบั การศึกษาของพระสงฆ
46. ตอบ ก. พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิทใชการประนีประนอมผอนปรนใหแกทูตของชาติ
ตางๆ จนเปน ทชี่ ืน่ ชมพอใจของบรรดาคณะทตู ทำใหความสัมพนั ธระหวา งประเทศเปนไปดวยดี
47. ตอบ ค. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพมบี ทบาทสำคัญในการจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล
เพือ่ สรางความมน่ั คงในการปกครองสว นภูมภิ าคของไทย
48. ตอบ ข. นิราศลอนดอนเปนผลงานวรรณกรรมท่ีมีช่ือเสียงของหมอมราโชทัย ซึ่งแตงข้ึนจากประสบการณ
การเปนลามในคณะราชทตู ไทยทไ่ี ปเจรญิ สมั พันธไมตรีกับองั กฤษเมอื่ พ.ศ. 2400
49. ตอบ ก. สมเดจ็ เจาพระยาบรมมหาศรีสรุ ยิ วงศเปนผมู ีบทบาทสำคญั ในการทำสนธสิ ัญญาเบาวร ิง
50. ตอบ ข. ดร. แดน บีช บรัดเลย ไดเ ผยแพรวัฒนธรรมของชาตติ ะวนั ตกสูส งั คมไทยผา นทางหนังสอื พมิ พ
บางกอกรคี อรเดอร
158
¢ÍŒ ÁÅÙ àÊÃÁÔ ¾ÔàÈÉÊÓËÃѺ¤ÃÙ¼ÊÙŒ ͹ àÊ1ÃÁÔ
* หลักการของหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
* มาตรฐานและตัวช้ีวัดกลุมสาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม :
ประวตั ิศาสตร
* ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรยี นรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูส งั คมศกึ ษา
ศาสนา เฉผพูสาะอฉนบับ
และวัฒนธรรม : ประวัติศาสตร ม.4 - ม.6
* การออกแบบหนวยการเรียนรู
* ภารกิจโดยสงั เขปของผสู อนดานการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู
เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
àÊ2ÃÔÁ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 *
เพอ่ื ใหการจัดการศกึ ษาสอดคลอ งกับสภาพความเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และ
ความเจรญิ กา วหนา ทางวทิ ยาการของโลก สามารถตอบสนองความตอ งการของผเู รยี น ผปู กครอง
สถานศึกษา และสังคมไทยไดอยางมีประสิทธิภาพ กระทรวงศึกษาธิการดวยความเห็นชอบของ
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน จึงไดประกาศใหใชหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศกั ราช 2551 แทนหลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐานฉบบั เดมิ เม่ือวันท่ี 11 กรกฎาคม 2551
วิสยั ทศั น
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุงพัฒนาผูเรียนทุกคน ซึ่งเปนกำลังของชาติ
ใหเ ปน มนษุ ยท ม่ี คี วามสมดลุ ทง้ั ดา นรา งกาย ความรู คณุ ธรรม มจี ติ สำนกึ ในความเปน พลเมอื งไทย
และเปนพลโลก ยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน
ประมุข มีความรูและทักษะพ้ืนฐาน รวมท้ังเจตคติท่ีจำเปนตอการศึกษาตอ การประกอบอาชีพ
และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุงเนนผูเรียนเปนสำคัญบนพ้ืนฐานความเช่ือวา ทุกคนสามารถ
เรยี นรูแ ละพัฒนาตนเองไดเตม็ ตามศกั ยภาพ
เฉผพูสาะอฉนบบั หลักการ มีหลักการที่สำคญั ดังนี้
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน
1. เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน
การเรียนรูเปนเปาหมายสำหรับพฒั นาเด็กและเยาวชนใหมีความรู ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม
เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน บนพื้นฐานของความเปนไทยควบคูกับความเปนสากล
2. เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสไดรับการศึกษาอยาง
เสมอภาคและมคี ุณภาพ
3. เปนหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ใหสังคมมีสวนรวมในการจัด
การศึกษาใหสอดคลอ งกับสภาพและความตอ งการของทองถนิ่
4. เปนหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสรางยืดหยุนทั้งดานสาระการเรียนรู เวลาและ
การจัดการเรยี นรู
5. เปน หลกั สตู รการศึกษาท่ีเนนผูเ รียนเปนสำคญั
6. เปนหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ค__ร_อ_บ_ค_ล_*มุ _ทค_ัด_ุกแ_กล_ละ_ตุม ัด_เท_ปอ_าน_หส_ามร_ะา_บย_าง_สส_วา_นม_ขาอ_รง_หถ_ลเ_ักทส_ยี ูต_บร_มโ_าอจ_นา_กผ_ลกรกะาทรรเวรงศียึกนษราแูธิกลาะร,ปรหะลักสสบูตกรแากรนณกล างการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551. (กรงุ เทพมหานคร : มปท., 2551), หนา 3-6.
จุดหมาย àÊ3ÃÁÔ
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน มงุ พฒั นาผเู รยี นใหเ ปน คนดี มปี ญ ญา มคี วามสขุ
มีศักยภาพในการศึกษาตอและประกอบอาชีพ จึงกำหนดเปนจุดหมายเพ่ือใหเกิดกับผูเรียน
เม่อื จบการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน ดงั น้ี
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมท่ีพึงประสงค เห็นคุณคาของตนเอง มีวินัย
และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
เศรษฐกิจพอเพียง
2. มีความรู ความสามารถในการสอ่ื สาร การคิด การแกป ญหา การใชเ ทคโนโลยี และ
มที ักษะชวี ิต
3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจติ ที่ดี มีสุขนิสยั และรักการออกกำลงั กาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเปนพลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวิถีชีวิต
และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมุข
5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย การอนุรักษและพัฒนา
สงิ่ แวดลอม มจี ติ สาธารณะทมี่ ุงทำประโยชนแ ละสรางสง่ิ ที่ดงี ามในสงั คม และอยูรว มกนั ในสังคม เฉผพูสาะอฉนบับ
อยางมคี วามสขุ
สมรรถนะสำคญั ของผูเรียนและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
ในการพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงเนนพัฒนาผูเรียน
ใหมีคุณภาพตามมาตรฐานท่ีกำหนด ซึ่งจะชวยใหผูเรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะ
อันพงึ ประสงค ดังน้ี
สมรรถนะสำคญั ของผเู รียน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงใหผูเรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ
ดงั น้ี
1. ความสามารถในการส่ือสาร เปนความสามารถในการรับและสงสาร มีวัฒนธรรม
ในการใชภาษา ถายทอดความคิด ความรูความเขาใจ ความรูสึก และทัศนะของตนเอง เพ่ือ
แลกเปลี่ยนขอมูลขาวสารและประสบการณ อันจะเปนประโยชนตอการพัฒนาตนเองและสังคม
รวมท้ังการเจรจาตอรองเพื่อขจัดและลดปญหาความขัดแยงตางๆ การเลือกรับหรือไมรับขอมูล
ขาวสารดวยหลักเหตุผลและความถูกตอง ตลอดจนการเลือกใชวิธีการส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพ
โดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบท่ีมตี อตนเองและสงั คม
àÊ4ÃÔÁ 2. ความสามารถในการคิด เปนความสามารถในการคิดวิเคราะห การคิดสังเคราะห
การคิดอยางสรางสรรค การคิดอยางมีวิจารณญาณ และการคิดเปนระบบ เพื่อนำไปสูการสราง
องคค วามรูห รือสารสนเทศเพ่อื การตัดสินใจเกย่ี วกบั ตนเองและสังคมไดอ ยา งเหมาะสม
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน 3. ความสามารถในการแกปญหา เปนความสามารถในการแกปญหาและอุปสรรค
ตา งๆ ทเี่ ผชญิ ไดอ ยา งถกู ตอ งเหมาะสมบนพน้ื ฐานของหลกั เหตผุ ล คณุ ธรรมและขอ มลู สารสนเทศ
เขา ใจความสมั พนั ธแ ละการเปลย่ี นแปลงของเหตกุ ารณต า งๆ ในสงั คม แสวงหาความรู ประยกุ ต
ความรูมาใชในการปองกันและแกไขปญหา และมีการตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึง
ผลกระทบท่ีเกิดขึ้นตอ ตนเอง สงั คมและส่ิงแวดลอ ม
4. ความสามารถในการใชทักษะชีวิต เปนความสามารถในการนำกระบวนการตางๆ
ไปใชในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยางตอเนื่อง การทำงาน
และการอยรู ว มกันในสังคมดว ยการสรา งเสริมความสมั พนั ธอ ันดรี ะหวา งบุคคล การจดั การปญ หา
และความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปล่ียนแปลงของสังคมและ
สภาพแวดลอม และการรจู ักหลีกเล่ยี งพฤตกิ รรมไมพ ึงประสงคท่ีสง ผลกระทบตอตนเองและผอู น่ื
เฉผพูสาะอฉนบบั 5. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี เปน ความสามารถในการเลอื ก และใชเ ทคโนโลยี
ดานตางๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในดานการ
เรยี นรู การสอ่ื สาร การทำงาน การแกปญหาอยางสรา งสรรค ถกู ตอ ง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม
เฉพาะสำหรับ...ค ูร ูผสอน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน มงุ พฒั นาผเู รยี นใหม ีคุณลกั ษณะอันพึงประสงค
เพ่ือใหสามารถอยูรวมกับผูอ่ืนในสังคมไดอยางมีความสุข ในฐานะเปนพลเมืองไทยและพลโลก
ดงั น้ี
1. รกั ชาติ ศาสน กษตั รยิ
2. ซ่ือสตั ยส จุ รติ
3. มวี ินยั
4. ใฝเ รยี นรู
5. อยอู ยา งพอเพียง
6. มุงม่ันในการทำงาน
7. รักความเปนไทย
8. มจี ติ สาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงคเพิ่มเติมใหสอดคลอง àÊ5ÃÁÔ
ตามบรบิ ทและจดุ เนนของตนเอง
มาตรฐานการเรยี นรู
การพฒั นาผเู รยี นใหเ กดิ ความสมดลุ ตอ งคำนงึ ถงึ หลกั พฒั นาการทางสมองและพหปุ ญ ญา
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน จึงกำหนดใหผูเรียนเรียนรู 8 กลมุ สาระการเรียนรู ดงั น้ี เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
1. ภาษาไทย
2. คณติ ศาสตร
3. วทิ ยาศาสตร
4. สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5. สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา
6. ศลิ ปะ
7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
8. ภาษาตา งประเทศ
ในแตละกลุมสาระการเรียนรูไดกำหนดมาตรฐานการเรียนรูเปนเปาหมายสำคัญของเฉผพสู าะอฉนบับ
การพัฒนาคุณภาพผูเรียน มาตรฐานการเรียนรูระบุสิ่งที่ผูเรียนพึงรู ปฏิบัติได มีคุณธรรม
จรยิ ธรรม และคานยิ มท่พี ึงประสงคเ มื่อจบการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรยี นรู
ยังเปนกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาท้ังระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรูจะ เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
สะทอนใหทราบวาตองการอะไร จะสอนอยางไร และประเมินอยางไร รวมท้ังเปนเครื่องมือ
ในการตรวจสอบเพ่ือการประกันคุณภาพการศึกษา โดยใชระบบการประเมินคุณภาพภายใน
และการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก ซงึ่ รวมถงึ การทดสอบระดบั เขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษา และการทดสอบ
ระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพดังกลาว เปนส่ิงสำคัญที่ชวยสะทอนภาพ
การจัดการศึกษาวา สามารถพฒั นาผูเรียนใหม คี ณุ ภาพตามทม่ี าตรฐานการเรียนรูกำหนดเพียงใด
ตัวชีว้ ดั
ตัวช้ีวัดระบุส่ิงที่ผูเรียนพึงรูและปฏิบัติได รวมทั้งคุณลักษณะของผูเรียนในแตละ
ระดบั ชน้ั ซง่ึ สะทอ นถงึ มาตรฐานการเรยี นรู มคี วามเฉพาะเจาะจงและมคี วามเปน รปู ธรรม นำไปใช
ในการกำหนดเนือ้ หา จดั ทำหนวยการเรียนรู จดั การเรียนการสอน และเปนเกณฑสำคญั สำหรับ
การวดั ประเมนิ ผลเพือ่ ตรวจสอบคณุ ภาพผูเรียน
àÊ6ÃÔÁ 1. ตวั ชว้ี ดั ชน้ั ป เปน เปา หมายในการพฒั นาผเู รยี นแตล ะชนั้ ปใ นระดบั การศกึ ษาภาคบงั คบั
(ประถมศึกษาปท่ี 1 - มัธยมศกึ ษาปท ่ี 3)
2. ตัวช้ีวัดชวงช้ัน เปนเปาหมายในการพัฒนาผูเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
(มัธยมศึกษาปท่ี 4-6)
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน การจดั การเรียนรู
เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน การจัดการเรียนรูเปนกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสูการปฏิบัติ หลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน เปนหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู สมรรถนะสำคัญและ
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงคของผเู รียน เปนเปาหมายสำหรับพัฒนาเดก็ และเยาวชน
ในการพัฒนาผูเรียนใหมีคุณสมบัติตามเปาหมายหลักสูตร ผูสอนตองพยายามคัดสรร
กระบวนการเรียนรู จัดการเรียนรูโดยชวยใหผูเรียนเรียนรูผานสาระที่กำหนดไวในหลักสูตร
8 กลุมสาระการเรียนรู รวมท้ังปลูกฝงเสริมสรางคุณลักษณะอันพึงประสงค พัฒนาทักษะตางๆ
อันเปน สมรรถนะสำคญั ใหผ เู รยี นบรรลตุ ามเปา หมาย
เฉผพูสาะอฉนบบั หลักการการจัดการเรียนรู
การจดั การเรยี นรเู พอื่ ใหผ เู รยี นมคี วามรคู วามสามารถตามมาตรฐานการเรยี นรู สมรรถนะ
สำคัญ และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงคต ามที่กำหนดไวในหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน
โดยยดึ หลกั วา ผเู รยี นมคี วามสำคญั ทส่ี ดุ เช่ือวา ทุกคนมีความสามารถเรยี นรแู ละพัฒนาตนเองได
ยึดประโยชนที่เกิดกับผูเรียน กระบวนการจัดการเรียนรูตองสงเสริมใหผูเรียน สามารถพัฒนา
ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คำนึงถึงความแตกตางระหวางบุคคลและพัฒนาการ
ทางสมอง เนนใหค วามสำคัญทงั้ ความรแู ละคุณธรรม
กระบวนการเรียนรู
การจัดการเรียนรูท่ีเนนผูเรียนเปนสำคัญ ผูเรียนจะตองอาศัยกระบวนการเรียนรู
ที่หลากหลาย เปนเคร่ืองมือท่ีจะนำพาตนเองไปสูเปาหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู
ท่ีจำเปนสำหรับผูเรียน อาทิ กระบวนการเรียนรูแบบบูรณาการ กระบวนการสรางความรู
กระบวนการคดิ กระบวนการทางสงั คม กระบวนการเผชญิ สถานการณแ ละแกป ญ หา กระบวนการ
เรียนรูจากประสบการณจริง กระบวนการปฏิบัติลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการ
วิจัย กระบวนการเรียนรกู ารเรยี นรูของตนเอง กระบวนการพฒั นาลักษณะนิสยั
กระบวนการเหลา นเี้ ปน แนวทางในการจดั การเรยี นรทู ผ่ี เู รยี นควรไดร บั การฝก ฝน พฒั นา àÊ7ÃÁÔ
เพราะจะสามารถชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดี บรรลุเปาหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผูสอน
จึงจำเปนตองศึกษาทำความเขาใจในกระบวนการเรียนรูตางๆ เพ่ือใหสามารถเลือกใชในการจัด
กระบวนการเรียนรูไดอยา งมีประสิทธภิ าพ
การออกแบบการจัดการเรียนรู เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
ผสู อนตอ งศกึ ษาหลกั สตู รสถานศกึ ษาใหเ ขา ใจถงึ มาตรฐานการเรยี นรู ตวั ชว้ี ดั สมรรถนะ
สำคัญของผูเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค และสาระการเรียนรูท่ีเหมาะสมกับผูเรียน แลว
จึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรูโดยเลือกใชวิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหลงเรียนรู
การวดั และประเมนิ ผล เพอ่ื ใหผ เู รยี นไดพ ฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพและบรรลตุ ามเปา หมายทก่ี ำหนด
บทบาทของผสู อนและผเู รียน
การจดั การเรยี นรเู พอ่ื ใหผ เู รยี นมคี ณุ ภาพตามเปา หมายของหลกั สตู ร ทง้ั ผสู อนและผเู รยี น
ควรมบี ทบาท ดังน้ี
1. บทบาทของผูส อน แลว นำขอมูลมาใชในการวางแผนการจัดเฉผพูสาะอฉนบับ
1) ศึกษาวิเคราะหผ เู รยี นเปนรายบคุ คล
การเรียนรูทที่ า ทายความสามารถของผเู รยี น
2) กำหนดเปา หมายทตี่ อ งการใหเ กดิ ขนึ้ กบั ผเู รยี น ดา นความรแู ละทกั ษะกระบวนการ
ที่เปน ความคดิ รวบยอด หลกั การ และความสัมพันธ รวมทง้ั คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
3) ออกแบบการเรียนรูและจัดการเรียนรูที่ตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคล
และพัฒนาการทางสมอง เพอ่ื นำผูเ รยี นไปสเู ปาหมาย
4) จดั บรรยากาศทเี่ อ้อื ตอ การเรยี นรู และดแู ลชว ยเหลอื ผเู รยี นใหเ กดิ การเรียนรู
5) จัดเตรียมและเลือกใชสื่อใหเหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปญญาทองถิ่น
เทคโนโลยที ่ีเหมาะสมมาประยุกตใชในการจัดการเรียนการสอน
6) ประเมนิ ความกา วหนา ของผเู รยี นดว ยวธิ กี ารทห่ี ลากหลาย เหมาะสมกบั ธรรมชาติ
ของวิชาและระดบั พัฒนาการของผเู รียน
7) วเิ คราะหผ ลการประเมนิ มาใชใ นการซอ มเสรมิ และพฒั นาผเู รยี น รวมทงั้ ปรบั ปรงุ
การจดั การเรยี นการสอนของตนเอง
àÊ8ÃÔÁ 2. บทบาทของผูเรียน
1) กำหนดเปาหมาย วางแผน และรับผดิ ชอบการเรยี นรูของตนเอง
2) เสาะแสวงหาความรู เขาถึงแหลงการเรียนรู วิเคราะห สังเคราะหความรู
ต้งั คำถาม คดิ หาคำตอบหรอื หาแนวทางแกปญหาดวยวิธีการตา ง ๆ
3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปส่ิงท่ีไดเรียนรูดวยตนเอง และนำความรูไปประยุกตใช
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน ในสถานการณต า งๆ
4) มปี ฏสิ มั พนั ธ ทำงาน ทำกจิ กรรมรว มกบั กลุมและครู
5) ประเมนิ และพัฒนากระบวนการเรียนรูข องตนเองอยางตอเน่อื ง
เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน มาตรฐานการเรียนรูกลมุ สาระการเรียนรูสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม *
ทำไมตองเรียนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วตลอดเวลา กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ชวยใหผูเรียนมีความรู ความเขาใจ วามนุษยดำรงชีวิตอยางไร ท้ังใน
ฐานะปจเจกบุคคล และการอยูรวมกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพแวดลอม การจัดการ
เฉผพูสาะอฉนบับทรัพยากรท่ีมีอยูอยางจำกัด นอกจากน้ี ยังชวยใหผูเรียนเขาใจถึงการพัฒนา เปล่ียนแปลงตาม
ยคุ สมยั กาลเวลา ตามเหตุปจจยั ตา งๆ ทำใหเกิดความเขา ใจในตนเอง และผอู นื่ มคี วามอดทน
อดกลนั้ ยอมรับในความแตกตา ง และมีคณุ ธรรม สามารถนำความรูไปปรบั ใชในการดำเนนิ ชีวิต
เปน พลเมืองดขี องประเทศชาติ และสงั คมโลก
เรยี นรูอะไรในสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
กลมุ สาระการเรยี นรสู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม วา ดว ยการอยรู ว มกนั ในสงั คมทมี่ ี
ความเชอื่ มสมั พนั ธก นั และมคี วามแตกตา งกนั อยา งหลากหลาย เพอ่ื ชว ยใหส ามารถปรบั ตนเองกบั
บรบิ ทสภาพแวดลอ ม เปน พลเมอื งดี มคี วามรบั ผดิ ชอบ มคี วามรู ทกั ษะ คณุ ธรรม และคา นยิ มที่
เหมาะสม โดยไดก ำหนดสาระตา งๆ ไวด งั น้ี
● ศาสนา ศลี ธรรมและจรยิ ธรรม แนวคดิ พน้ื ฐานเกี่ยวกบั ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการ
พฒั นาตนเอง และการอยรู ว มกนั อยา งสนั ตสิ ขุ เปน ผกู ระทำความดี มคี า นยิ มทด่ี งี าม พฒั นาตนเอง
_อ_ย_ูเส_ม__อ_ร_*ว_ม_ส_ำทน_ัง้ ัก_บว_ิชำ_าเกพ_า_็ญรแ_ปล_ะร_มะ_าโต_ยร_ชฐ_านน_ตกาอ รสศึกังษคาม, แตัลวชะ้ีวสัดวแนละรสวารมะการเรียนรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม. (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพชมุ นุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย, 2551), หนา 43-57 .
● หนา ทพี่ ลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชวี ติ ระบบการเมอื งการปกครองในสงั คม àÊ9ÃÁÔ
ปจจุบนั การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ทรงเปนประมุข ลกั ษณะและความ
สำคญั การเปนพลเมอื งดี ความแตกตางและความหลากหลายทางวัฒนธรรม คานิยม ความเชือ่
ปลูกฝงคานิยมดานประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข สิทธิ หนาที่ เสรีภาพ
การดำเนนิ ชีวิตอยา งสนั ตสิ ุขในสังคมไทยและสงั คมโลก
● เศรษฐศาสตร การผลิต การแจกจาย และการบริโภคสินคาและบริการ การบริหาร เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
จัดการทรัพยากรที่มีอยูอยางจำกัดอยางมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอยางมีดุลยภาพ และการ
นำหลกั เศรษฐกิจพอเพียงไปใชในชีวติ ประจำวนั
● ประวตั ศิ าสตร เวลาและยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตร วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร พฒั นาการ
ของมนษุ ยชาตจิ ากอดตี ถงึ ปจ จบุ นั ความสมั พนั ธแ ละเปลยี่ นแปลงของเหตกุ ารณต า งๆ ผลกระทบ
ท่ีเกิดจากเหตุการณสำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลตอการเปลี่ยนแปลงตางๆในอดีต
ความเปน มาของชาตไิ ทย วฒั นธรรมและภูมิปญ ญาไทย แหลงอารยธรรมที่สำคญั ของโลก
● ภูมิศาสตร ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหลงทรัพยากร
และภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคตางๆ ของโลก การใชแผนท่ีและเครื่องมือทาง
ภแวูมดิศลาอสมตทราคงธวรารมมสชัมาพตันิ ธแกลันะขส่ิองทงส่ีมิ่งนตุษายงๆสราในงขรึ้นะบบกธารรรนมำชเสานตอิ ขคอวามมูลสภัมูมพิสันารธสขนอเงทมศนุษกยากรับอสนภุรักาพษเฉผพสู าะอฉนบับ
สิง่ แวดลอ มเพื่อการพัฒนาท่ียั่งยนื
คุณภาพผูเรยี นเมอื่ จบช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 6 เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
● มคี วามรเู กย่ี วกบั ความเปน ไปของโลกอยา งกวา งขวางและลกึ ซงึ้ ยง่ิ ขนึ้
● เปนพลเมอื งที่ดี มีคณุ ภาพ จริยธรรม ปฏิบตั ติ ามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนบั ถอื
มีคานิยมอันพึงประสงค สามารถอยูรวมกับผูอ่ืนและอยูในสังคมไดอยางมีความสุข รวมทั้งมี
ศกั ยภาพเพอ่ื การศึกษาตอ ในชัน้ สงู ตามความประสงคได
● มีความรูเรื่องภูมิปญญาไทย ความภูมิใจในความเปนไทย ประวัติศาสตรของชาติ
ไทย ยดึ ม่นั ในวิถีชวี ิตและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมุข
● มีนิสัยที่ดีในการบริโภค เลือกและตัดสินใจบริโภคไดอยางเหมาะสม มีจิตสำนึกและ
มีสวนรวมในการอนุรักษประเพณีวัฒนธรรมไทยและสิ่งแวดลอม มีความรักทองถิ่นและประเทศ
ชาติ มุง ทำประโยชนและสรางสิง่ ทด่ี ีงามใหกบั สังคม
● มีความรูความสามารถในการจัดการเรียนรูของตนเอง ช้ีนำตนเองได และสามารถ
แสวงหาความรจู ากแหลง การเรยี นรูต างๆ ในสงั คมไดต ลอดชีวติ
à1ÊÃ0ÁÔ สาระและมาตรฐานการเรียนรู
สาระที่ 1 ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส 1.1 รู และเขาใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือ
ศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอ่ืน มีศรัทธาที่ถูกตอง ยึดม่ัน และปฏิบัติตาม
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน หลกั ธรรม เพอื่ อยรู วมกนั อยางสนั ติสขุ
มาตรฐาน ส 1.2 เขาใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเปนศาสนิกชนท่ีดี และธำรงรักษาพระพุทธ
ศาสนาหรอื ศาสนาทตี่ นนบั ถอื
สาระท่ี 2 หนา ที่พลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชีวติ ในสงั คม
มาตรฐาน ส 2.1 เขาใจและปฏิบัติตนตามหนาท่ีของการเปนพลเมืองดี มีคานิยมท่ีดีงาม และ
ธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยูรวมกันในสังคมไทยและ
สงั คมโลกอยางสันตสิ ุข
มาตรฐาน ส 2.2 เขาใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปจจุบัน ยึดม่ัน ศรัทธา และธำรง
รักษาไวซ่ึงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน
เฉผพสู าะอฉนบบั ประมุข
สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร
มาตรฐาน ส 3.1 เขาใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภคการใช
เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน ทรพั ยากรทมี่ อี ยจู ำกดั ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพและคมุ คา รวมทง้ั เขา ใจหลกั การ
ของเศรษฐกจิ พอเพียง เพอ่ื การดำรงชวี ติ อยา งมดี ุลยภาพ
มาตรฐาน ส 3.2 เขาใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกจิ ตางๆ ความสมั พนั ธทางเศรษฐกิจ และ
ความจำเปนของการรว มมือกนั ทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
สาระที่ 4 ประวัติศาสตร
มาตรฐาน ส 4.1 เขา ใจความหมาย ความสำคญั ของเวลาและยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตร สามารถ
ใชวธิ ีการทางประวัติศาสตรม าวเิ คราะหเ หตุการณตา งๆ อยา งเปนระบบ
มาตรฐาน ส 4.2 เขาใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปจจุบัน ในดานความสัมพันธ
และการเปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณอยา งตอเนือ่ ง ตระหนกั ถงึ ความสำคัญและ
สามารถวิเคราะหผ ลกระทบทเ่ี กดิ ขึ้น
มาตรฐาน ส 4.3 เขาใจความเปน มาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมปิ ญ ญาไทย มคี วามรัก ความ
ภมู ิใจและธำรงความเปนไทย
สาระที่ 5 ภูมศิ าสตร à1ÊÃ1ÁÔ
มาตรฐาน ส 5.1 เขาใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธของสรรพส่ิงซ่ึงมีผล
ตอกันและกันในระบบของธรรมชาติ ใชแผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร
ในการคน หาวิเคราะห สรุป และใชข อ มลู ภูมิสารสนเทศอยางมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ส 5.2 เขาใจปฏิสัมพันธระหวางมนุษยกับสภาพแวดลอมทางกายภาพที่กอใหเกิดการ
สรา งสรรควฒั นธรรม มีจิตสำนกึ และมีสว นรวมในการอนุรกั ษ ทรพั ยากรและ
ส่งิ แวดลอม เพือ่ การพัฒนาทย่ี ่งั ยืน เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรยี นรูแกนกลาง (คดั เอามาเฉพาะสาระที่ 4 ท่ีใชกบั ช้ัน ม.4 - ม.6)*
สาระที่ 4 ประวตั ิศาสตร
มาตรฐาน ส 4.1 เขาใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร สามารถใชวิธีการทาง
ประวตั ศิ าสตรม าวเิ คราะหเ หตกุ ารณต า งๆ อยา งเปน ระบบ
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรแู กนกลาง
ม.4 - ม.6 1. ตระหนักถึงความสำคญั ของเวลาและ เวลาและยุคสมัยทางประวตั ิศาสตรทีป่ รากฏในหลกั ฐาน เฉผพูสาะอฉนบับ
ยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตรท ่แี สดงถงึ ทางประวตั ิศาสตรไทยและประวตั ศิ าสตรส ากล
การเปลี่ยนแปลงของมนษุ ยชาติ
ตัวอยา งเวลาและยุคสมัยทางประวตั ศิ าสตรของ
สังคมมนุษยท ่ีมปี รากฏในหลักฐานทางประวตั ิศาสตร
(เชื่อมโยงกบั มฐ. ส 4.3)
ความสำคญั ของเวลาและยุคสมัยทางประวัตศิ าสตร
2. สรางองคค วามรูใหมทางประวัตศิ าสตร ขั้นตอนของวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร โดยนำเสนอ
โดยใชวธิ ีการทางประวัติศาสตรอ ยา ง ตวั อยางทลี ะข้ันตอนอยา งชดั เจน
เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
เปน ระบบ คณุ คาและประโยชนของวิธีการทางประวตั ิศาสตรท ีม่ ตี อ
การศึกษาทางประวัติศาสตร
ผลการศกึ ษาหรือโครงงานทางประวัตศิ าสตร
มาตรฐาน ส 4.2 เขาใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปจจุบันในดานความสัมพันธและการเปล่ียนแปลง
ของเหตกุ ารณอยา งตอเนือ่ ง ตระหนักถงึ ความสำคญั และสามารถวเิ คราะหผลกระทบทเี่ กิดข้นึ
ชัน้ ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู กนกลาง
ม.4 - ม.6 1. วเิ คราะหอ ทิ ธพิ ลของอารยธรรมโบราณ อารยธรรมของโลกยคุ โบราณ ไดแ ก อารยธรรมลมุ แมน ำ้
และการตดิ ตอ ระหวา งโลกตะวนั ออกกบั ไทกรสิ -ยเู ฟรทสี ไนล ฮวงโห สนิ ธุ และอารยธรรมกรกี โรมนั
โลกตะวนั ตกทมี่ ผี ลตอ พฒั นาการและ การตดิ ตอ ระหวา งโลกตะวนั ออกกบั โลกตะวนั ตกและ
การเปลย่ี นแปลงของโลก อทิ ธพิ ลทางวฒั นธรรมทม่ี ตี อ กนั และกนั
*_________________________________
สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา, ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรียนรูแ กนกลาง กลุมสาระการเรยี นรูสังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม. (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พช ุมนมุ สหกรณก ารเกษตรแหงประเทศไทย, 2551), หนา 92-118.
ชน้ั ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู กนกลาง
12àÊÃÔÁ ม.4 - ม.6 2. วเิ คราะหเหตุการณส ำคัญตางๆ ทสี่ งผล เหตกุ ารณส ำคญั ตา งๆ ทสี่ ง ผลตอ การเปลย่ี นแปลงของโลก
ตอ การเปล่ียนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ ในปจ จบุ นั เชน ระบอบศกั ดนิ าสวามภิ กั ดิ์ สงครามครเู สด
และการเมอื งเขา สูโลกสมยั ปจจบุ ัน การฟน ฟศู ลิ ปวทิ ยาการ การปฏวิ ตั ทิ างวทิ ยาศาสตร
การสำรวจทางทะเล การปฏริ ปู ศาสนา การปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรม
แนวคดิ เสรนี ยิ ม แนวคดิ จกั รวรรดนิ ยิ ม แนวคดิ ชาตนิ ยิ ม
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน 3. วิเคราะหผลกระทบของการขยาย การขยาย การลา อาณานคิ ม และผลกระทบ
อิทธพิ ลของประเทศในยโุ รปไปยงั ความรว มมอื และความขดั แยง ของมนษุ ยชาตใิ นโลก
ทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย
ในครสิ ตศ ตวรรษที่ 20
4. วิเคราะหสถานการณของโลก สถานการณส ำคญั ของโลกในครสิ ตศ ตวรรษท่ี 21 เชน
ในครสิ ตศตวรรษท่ี 21 เหตกุ ารณก ารระเบดิ ตกึ World Trade Center (เวลิ ดเ ทรด
เซน็ เตอร) 11 กนั ยายน 2001 การขาดแคลนทรพั ยากร
การกอ การรา ย และการตอ ตา นการกอ การรา ย ความขดั แยง
ทางศาสนา
เฉผพสู าะอฉนบบั มาตรฐาน ส 4.3 เขาใจความเปนมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปญญาไทย มีความรัก ความภูมิใจและธำรง
ความเปนไทย
ชัน้ ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรูแกนกลาง
เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน ม.4 - ม.6 1. วเิ คราะหป ระเด็นสำคญั ของ ประเดน็ สำคญั ของประวตั ศิ าสตรไ ทย เชน แนวคดิ เกยี่ วกบั
ประวตั ศิ าสตรไทย ความเปน มาของชาตไิ ทย อาณาจกั รโบราณในดนิ แดนไทย
และอทิ ธพิ ลทม่ี ตี อ สงั คมไทย ปจ จยั ทมี่ ผี ลตอ การสถาปนา
อาณาจกั รไทยในชว งเวลาตา งๆ สาเหตแุ ละผลของการปฏริ ปู
การปกครองบา นเมอื ง การเลกิ ทาส เลกิ ไพร การเสดจ็
ประพาสยโุ รปและหวั เมอื งสมยั รชั กาลที่ 5 การเปลย่ี นแปลง
การปกครอง พ.ศ. 2475 บทบาทของสตรไี ทย
2. วเิ คราะหความสำคัญของสถาบัน บทบาทของสถาบนั พระมหากษตั รยิ ใ นการพฒั นาชาตไิ ทย
พระมหากษัตริยตอ ชาติไทย ในดา นตา งๆ เชน การปอ งกนั และรกั ษาเอกราชของชาติ
การสรา งสรรคว ฒั นธรรมไทย
3. วิเคราะหป จ จยั ทส่ี งเสริมการสรา งสรรค อทิ ธพิ ลของวฒั นธรรมตะวนั ตกและตะวนั ออกทม่ี ตี อ
ภูมปิ ญญาไทย และวฒั นธรรมไทย สงั คมไทย
ซงึ่ มผี ลตอ สังคมไทยในยคุ ปจจบุ นั
ชนั้ ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรูแกนกลาง à1Ê3ÃÁÔ เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
ม.4 - ม.6 4. วิเคราะหผลงานของบคุ คลสำคัญ
ผลงานของบคุ คลสำคญั ทงั้ ชาวไทยและตา งประเทศทมี่ ี เฉผพูสาะอฉนบับ
ท้งั ชาวไทยและชาวตางประเทศทม่ี ี สว นสรา งสรรคว ฒั นธรรมไทย และประวตั ศิ าสตรไ ทย เชน
สว นสรา งสรรควฒั นธรรมไทยและ - พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา นภาลยั เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
ประวตั ศิ าสตรไทย - พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา เจา อยหู วั
- พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั
5. วางแผนกำหนดแนวทางและการมี - สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
สวนรว มการอนรุ กั ษภูมิปญ ญาไทย - พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมหลวงวงษาธริ าชสนทิ
และวัฒนธรรมไทย - สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ พระองคเ จา ดศิ วรกมุ าร
กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ
- สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ เจา ฟา จติ รเจรญิ
กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ
- หมอ มราโชทยั หรอื หมอ มราชวงศก ระตา ย อศิ รางกรู
- สมเดจ็ เจา พระยาบรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ (ชว ง บนุ นาค)
- บาทหลวงปาลเลอกวั ซ
- พระยากลั ยาณไมตรี (Dr. Francis B. Sayre
ดร. ฟรานซสิ บ.ี แซร)
- ศาสตราจารยศ ลิ ป พรี ะศรี
- พระยารษั ฎานปุ ระดษิ ฐมหศิ รภกั ดี (คอซมิ บ้ี ณ ระนอง)
ปจ จยั และบคุ คลทสี่ ง เสรมิ ความสรา งสรรคภ มู ปิ ญ ญาไทย
และวฒั นธรรมไทย ซงึ่ มผี ลตอ สงั คมไทยในปจ จบุ นั เชน
- พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช
- สมเดจ็ พระนางเจา สริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชนิ นี าถ
- สมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี
- สมเดจ็ พระเจา พน่ี างเธอ เจา ฟา กลั ยาณวิ ฒั นา
กรมหลวงนราธวิ าสราชนครนิ ทร
สภาพแวดลอ มทมี่ ผี ลตอ การสรา งสรรคภ มู ปิ ญ ญาและ
วฒั นธรรมไทย
วถิ ชี วี ติ ของคนไทยในสมยั ตา งๆ
การสบื ทอดและเปลยี่ นแปลงของวฒั นธรรมไทย
แนวทางการอนรุ กั ษภ มู ปิ ญ ญาและวฒั นธรรมไทยและ
การมสี ว นรว มในการอนรุ กั ษ
วธิ กี ารมสี ว นรว มอนรุ กั ษภ มู ปิ ญ ญาและวฒั นธรรมไทย
à1ÊÃ4ÁÔ การออกแบบหนว ยการเรียนรู
ในการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม : ประวัติศาสตร
(ไทย) เปนอีกหนึ่งในกลุมสาระที่ตองมุงพัฒนาผูเรียนใหมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรูและ
ตัวชี้วัดตามท่ีกำหนด ท้ังนี้เพราะมาตรฐานการเรียนรูเปนตัวระบุใหทราบวา ผูเรียนจำเปนตอง
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน เรียนรอู ะไร และทำอะไรไดบาง
ซ่ึงการจะพัฒนาผูเรียนใหมีสมรรถภาพตามมาตรฐานที่หลักสูตรกำหนด ขึ้นอยูกับ
กิจกรรมการเรียนรู อันเปนกิจกรรมทั้งหมดท่ีจัดใหกับผูเรียน ตั้งแตกิจกรรมนำสูการเรียน
กจิ กรรมพัฒนาการเรียนรู และกิจกรรมรวบยอด ตองนำผูเ รยี นไปสคู วามรู ความเขาใจ รวมทงั้
ความสามารถในการสรางสรรคชิ้นงาน/ภาระงาน ซ่ึงสะทอนคุณภาพตามมาตรฐานและตัวชี้วัด
ตามท่ีกำหนดไว ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรูนั้นจะตองสอดคลองกับหนวยการเรียนรู ดังน้ัน
การออกแบบหนว ยการเรยี นรทู ี่มคี ณุ ภาพ จงึ เปนสง่ิ ที่ผูสอนจะตองใหค วามสนใจเปนอยางย่ิง
เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน แนวการออกแบบหนวยการเรยี นรู
เฉผพสู าะอฉนบบั 1. กำหนดชอื่ หนว ยการเรยี นรู สะทอ นใหเ หน็ ถงึ สาระสำคญั ของการเรยี นรใู นแตล ะหนว ย
2. กำหนดตัวชี้วัด (นำมาจากหลักสูตร) ที่เปนเปาหมายการเรียนรูและเกณฑในการ
พฒั นาคณุ ภาพผเู รยี นของหนว ยนัน้ ๆ
3. กำหนดสาระสำคัญของหนวยการเรียนรู ครอบคลุมทั้งสาระแกนกลางและทักษะ
กระบวนการทบ่ี ง บอกวา ผเู รยี นตองรอู ะไร และสามารถปฏบิ ตั ิอะไรไดบ างในหนวยนนั้ ๆ
4. ออกแบบขั้นตอนกิจกรรมและกระบวนการเรียนรูท่ีชวยใหผูเรียนมีความรูและทักษะ
ตามมาตรฐานการเรยี นรแู ละตวั ชว้ี ดั ชนั้ ปท ร่ี ะบไุ วในหนว ย รวมทงั้ การปลกู ฝง คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
และคุณลักษณะอันพึงประสงค ซึ่งอาจประยกุ ตใชตัวอยา งขน้ั ตอนการจดั กิจกรรม ดงั น้ี
1) กิจกรรมนำเขาสูก ารเรียน เพอื่ กระตนุ ความสนใจของผูเรียนในตอนตน
2) กิจกรรมท่ีชวยพัฒนาผูเรียน เพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีความรูและทักษะท่ีเพียงพอ
ตอการทำกจิ กรรมรวบยอด
3) กิจกรรมรวบยอด เพ่ือแสดงวาผูเรียนไดเรียนรูและพัฒนาถึงตัวชี้วัดที่กำหนดไว
ในหนวยการเรียนรู
5. ออกแบบชิ้นงานหรือภาระงาน เพื่อสะทอนพัฒนาการการเรียนรูของผูเรียนวามี
ความรู และทกั ษะตามตัวช้วี ดั ช้ันปอยูในระดบั ใดบา ง
6. กำหนดวิธีการประเมินผล และเกณฑการประเมินที่ครูและผูเรียนชวยกันกำหนด à1Ê5ÃÁÔ
รวมทั้งออกแบบเครือ่ งมือวัดผลทส่ี อดคลอ งกบั วิธกี ารประเมนิ ตามสภาพจรงิ ของผเู รียน
7. กำหนดเวลาเรยี นโดยระบุจำนวนช่วั โมงท่ีใชต ามจรงิ ของแตละหนวย
8. กำหนดเกณฑการประเมินคุณภาพผูเรียนโดยใชรูปแบบการกำหนดมิติคุณภาพ
(Rubrics Assessment) เพอ่ื จำแนกระดบั คณุ ภาพและความสำเรจ็ ในการเรยี นของผเู รยี นแตล ะคน
ใหช ดั เจน เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
คณุ ลักษณะของการออกแบบหนวยการเรยี นรูท่ีดี
1. มีการกำหนดตัวชี้วัด (นำมาจากหลักสูตร) ของผูเรียนท่ีเนนการคิดวิเคราะห
และการประยกุ ตใชค วามรูไดเหมาะสมกับกลมุ สาระการเรียนรู
2. มีการกำหนดตัวชี้วัด (นำมาจากหลักสูตร) ของผูเรียนเนนความแตกตางและ
ธรรมชาตขิ องผูเรียนแตละคน
3. มีการกำหนดกิจกรรมการเรียนรูท่ีผูเรียนไดสะทอนความรูความสามารถของตนเอง
ตามขอ กำหนดในตวั ชี้วัด (นำมาจากหลักสตู ร)
4. มีการออกแบบการประเมินผลการเรียนรูอยางตอเนื่อง สอดคลองกับตัวชี้วัดเฉผพสู าะอฉนบับ
(นำมาจากหลกั สตู ร) ท่ีระบุไว
5. มีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรูอยางหลากหลาย แสดงกระบวนการเรียนรูที่
ใชสอนอยา งชดั เจน
6. มีกิจกรรมการเรียนรูท่ีสงผลใหผูเรียนไดรับการพัฒนาพฤติกรรมดานตางๆ ตามท่ี เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
บงชี้ไวในตวั ชี้วัดชนั้ ป
7. กจิ กรรมการเรยี นรสู ง เสรมิ ใหผ เู รยี นมคี วามสามารถในการคดิ วเิ คราะห คดิ สงั เคราะห
คิดประยกุ ต และคิดรเิ ร่มิ สรา งสรรคไดเ หมาะสมกับวัยและศกั ยภาพของผูเรียน
8. กิจกรรมการเรียนรูสอดคลองกับความตองการของทองถิ่น ชุมชน และจิตวิทยา
การเรยี นรูข องผูเ รียน
9. ผูเรียนมีสวนรวมในการกำหนดกิจกรรมการเรียนรูและเกณฑการประเมินผล
การจดั การเรียนรู
10. มีการนำหนวยการเรียนรูไปใชจริง และมีการปรับแผนการจัดการเรียนรูจนเกิดผล
กบั ผเู รยี นตามท่คี าดหวงั จริง
11. มีการประเมินผลการออกแบบการเรียนรูอยางเปนระบบ มีการแนะนำใหเพื่อนครู
ไดท ดลองใชน วตั กรรมการจดั การเรียนรขู องตนไดจริง
à1ÊÃ6ÁÔ ภารกจิ โดยสงั เขปของผูสอนดา นการวัดและประเมินผลการเรยี นรู *
1. ศึกษา วิเคราะหหลักสูตร มาตรฐานและตัวชี้วัดจากหลักสูตรสถานศึกษา สัดสวน
คะแนนระหวางเรียนกับคะแนนปลายป/ปลายภาค เกณฑตางๆ ท่ีสถานศึกษากำหนด ตลอดจน
ตองคำนึงถึงคุณลักษณะอันพึงประสงค การอาน คิดวิเคราะหและเขียน รวมท้ังสมรรถนะตางๆ
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน ที่ตองการใหเกิดข้ึนในตัวผูเรียน เพ่ือนำไปบูรณาการ สอดแทรกในระหวางการจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอน ทั้งน้ีโดยคำนึงถงึ ธรรมชาตริ ายวชิ า รวมถงึ จุดเนน ของสถานศึกษา
2. กำหนดหนวยการเรยี นรูและแผนการประเมิน
2.1 วิเคราะหตัวชี้วัดในแตละมาตรฐานการเรียนรูแลวจัดกลุมตัวชี้วัด ซ่ึงอาจใชการ
วเิ คราะห 5 ดา นตามแนวทางของ Sitggins หรอื อาจจดั เปน 3 ดา น ไดแ ก ดา นการรบั รขู อ เทจ็ จรงิ
(Knowledge) ดานทักษะกระบวนการ (Process) และดานความรูสึกนึกคิด (Attitude)
ดังตวั อยางน้ี
ตัวอยา งการวิเคราะหม าตรฐานการเรยี นรูกลุมสาระการเรยี นรู
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
เฉผพสู าะอฉนบบั ตัวช้ีวัด คว(Kาม) รู ท(กั Pษ)ะ คณุ ล(Aัก)ษณะ
✓✓✓
ส 4.1 (ม.4-6/2)
สรา งองคค วามรูใหมท างประวัติศาสตร โดยใชว ธิ ีการทาง
ประวตั ศิ าสตรอ ยา งเปน ระบบ
เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน ส 4.3 (ม.4-6/1) ✓✓✓
วิเคราะหป ระเดน็ สำคญั ของประวตั ิศาสตรไทย
ขอ พงึ คำนงึ คอื ในความเปน จรงิ แลว เปา หมายการเรยี นรมู คี วามเหลอ่ื มซอ นกนั เปา หมาย
ที่เปนความรูจะเปนพื้นฐานท่ีตองมีมากอนอยูในทุกตัวช้ีวัด โดยที่ตัวชี้วัดเปนการช้ีวัดความ
กาวหนาในการเรียนรู เปนการใหขอมูลยอนกลับแกครูผูสอน และชวยใหผูเรียนสามารถติดตาม
ผลการเรียนรูของตนเอง (Self-monitor) เปนการประเมินการปฏิบัติ เพ่ือนำไปสูการพัฒนา
ปรับปรุงการเรียนตอไป (Michael Fullan, Peter Hill and Cornel Crevola, 2006) การวเิ คราะห
ตัวช้ีวัดจึงชวยผูสอนในการกำหนดกิจกรรมการเรียนรูและการประเมิน ใหพัฒนาไปไดถึงลักษณะ
_ข_อ_ง_ต_ัว_ช_ว้ี _ดั*_ท_สกี่ ำ_นำ_ักห_วนิช_า_ดก_าร_แ_ล_ะม_า_ต_รฐ_า_น_การศึกษา, แนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู. (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
ชมุ นมุ สหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย, 2551), หนา 66-73 .
2.2 กำหนดหนวยการเรียนรูโดยเลือกมาตรฐาน/ตัวช้ีวัดที่สอดคลองสัมพันธกันหรือ à1ÊÃ7ÁÔ
ประเดน็ ปญหาท่ีอยูในความสนใจของผเู รยี น ซง่ึ อาจจัดเปน หนว ยเฉพาะวิชา (Subject unit) หรอื
หนวยบูรณาการ (Integrated unit) ท้ังน้ีตองคำนึงคุณลักษณะอันพึงประสงค และสมรรถนะ
สำคัญของผูเรียนในหนวยการเรียนรูดวย ในขณะเดียวกันผูสอนสามารถวางแผนการประเมินที่
สอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรู/ตัวช้ีวัด ซึ่งการประเมินน้ันควรใชวิธีการประเมินท่ีหลากหลาย
เพอื่ สามารถประเมินผเู รยี นไดอ ยางครอบคลุมและไมลำเอียง เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
2.3 กำหนดสัดสวนเวลาเรียนในแตละหนวยการเรียนรูตามโครงสรางหลักสูตร โดย
คำนึงถงึ ความสำคญั ของมาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรียนรูในหนวยการเรียนรู
2.4 กำหนดภาระงาน ชิ้นงานหรือกิจกรรมที่เปนหลักฐานแสดงวาผูเรียนมีความรู
ความสามารถสะทอนตามตัวช้วี ัด
2.5 กำหนดเกณฑสำหรับประเมินภาระงาน/ช้ินงาน/กิจกรรม โดยใชเกณฑการ
ประเมิน (Rubric) หรือกำหนดเปน รอ ยละ หรอื ตามท่ีสถานศกึ ษากำหนด
3. ชีแ้ จงรายละเอียดของการวัดและประเมินผลใหผเู รยี นเขาใจ โดยปกติ ผเู รยี นมกั จะมี
ความวิตกกังวลวาในรายวิชาท่ีตนเรียนจะตัดสินผลการเรียนอยางไร การอธิบายใหผูเรียนทราบ
วา ตนถกู คาดหวังใหเ รยี นรอู ะไรบาง ทำอะไรบา ง เชน ตอ งทำชิ้นงานอะไร จำนวนกี่ชนิ้ การใหเฉผพสู าะอฉนบับ
คะแนนเปนอยางไร มีการสอบเมื่อใดบาง จะทำใหผูเรียนมีการเตรียมตัวดียิ่งข้ึน และหากเปด
โอกาสใหผูเรียนไดรวมอภิปรายเกี่ยวกับการเก็บคะแนน เกณฑการใหคะแนน จะเปนการสราง
แรงจูงใจและความรับผดิ ชอบตอการเรยี นรยู ิง่ ข้ึนดวย เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
การเก็บหลกั ฐานการประเมนิ
ปจจุบันผสู อนจะไดร บั การฝกใหอ อกแบบหนวยการเรียนรู โดยคดิ ถึงเปาหมายการเรยี นรู
กอนวา จะใหผูเรียนรูอะไร ทำอะไรเปน มีคุณลักษณะอันพึงประสงคอยางไร ท้ังน้ีโดยมี
มาตรฐาน/ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญของผูเรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงคของหลักสูตรเปน
พ้ืนฐานในการกำหนด จากน้ันจึงคิดวาหลักฐานเชนใดที่จะแสดงวาผูเรียนบรรลุเปาหมายการ
เรียนรู แลวจึงเลือกวิธีการและเครื่องมือประเมินท่ีจะใชเก็บรวบรวมผลการเรียนรูของแตละคน
เพอ่ื ใหเ ขาใจผูเรยี นไดด ีขนึ้ ผลการเรียนรทู ่ีเก็บในช้ันเรียนแตล ะครัง้ ไมใชส งิ่ ทต่ี องนำมาตดั สนิ ผล
ใหค ะแนนทุกคร้ัง บางคร้งั เปนการตรวจสอบความกา วหนา บางครัง้ เปน การฝก ฝน บางครงั้ เปน
การหาวา มปี ญ หาอะไร เปน ตน ฉะนนั้ การเกบ็ หลกั ฐานการประเมนิ จงึ ขน้ึ อยกู บั วตั ถปุ ระสงคด ว ย
การจัดประเภทของการประเมนิ ตามวัตถปุ ระสงคก ลาวโดยสรุปดงั ตอไปน้ี
à1ÊÃ8ÁÔ ประเภทของการประเมนิ ในชนั้ เรยี น โดยทัว่ ไปจะมีการใชก ารประเมนิ 3 ประเภทตอไปน้ี
➣ การประเมินเพือ่ วนิ จิ ฉยั (Diagnostic Assessment) เปน การเกบ็ ขอ มูลเพื่อคน หาวา
ผูเรียนรูอะไรมาบางเกี่ยวกับส่ิงท่ีจะเรียน สิ่งที่รูมากอนนี้ถูกตองหรือไม จึงเปนการใชในลักษณะ
ประเมนิ กอ นเรียน นอกจากนย้ี งั ใชเ พ่ือหาสาเหตุของปญหาหรอื อปุ สรรคตอการเรยี นรขู องผเู รยี น
เปน รายบคุ คลทมี่ กั จะเปนเฉพาะเรือ่ ง เชน ปญหาการออกเสียงไมช ดั แลว หาวิธปี รบั ปรงุ เพอ่ื ให
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน ผูเรียนสามารถพัฒนาและเรียนรูข้ันตอไป วิธีการประเมินใชไดทั้งการสังเกต การสอบ พูดคุย
สอบถาม หรือการใชแบบทดสอบก็ได
➣ การประเมินความกาวหนา (Formative Assessment) เปนการประเมินเพื่อพัฒนา
การเรียนรู (assessment for learning) ที่ดำเนินการอยางตอเน่ืองตลอดการเรียนการสอนโดย
มิใชใชแตการทดสอบระหวางเรียนเปนระยะๆ อยางเดียว แตเปนการที่ครูเก็บขอมูลการเรียนรู
ของผูเรียนอยางไมเปนทางการดวย ขณะที่ใหผูเรียนทำภาระงานตามท่ีกำหนด ครูสังเกต
ซักถาม จดบันทึก แลววิเคราะหขอมูลวาผูเรียนเกิดการเรียนรูหรือไม จะตองใหผูเรียนปรับปรุง
อะไร หรือผูสอนปรับปรุงอะไรเพื่อใหเกิดความกาวหนาในการเรียนรูตามมาตรฐาน/ตัวช้ีวัด
การประเมินระหวางเรียนดำเนินการไดหลายรูปแบบ เชน ใหขอแนะนำ ขอสังเกตในการนำ
เฉผพสู าะอฉนบับ เสนอผลงาน การพูดคุยระหวา งผูสอนกบั ผูเรียนเปน กลมุ หรือรายบคุ คล การสมั ภาษณ ตลอดจน
การวิเคราะหผลการสอบ เปน ตน
➣ การประเมินสรุปผลการเรียนรู (Summative Assessment) มักเกิดข้ึนเม่ือจบ
หนวยการเรียนรูเพ่ือตรวจสอบผลการเรียนรูของผูเรียนตามตัวชี้วัด และยังใชเปนขอมูลในการ
เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน เปรียบเทียบกับการประเมินกอนเรียนทำใหทราบพัฒนาการของผูเรียน การประเมินสรุปผล
การเรียนรูย ังเปน การตรวจสอบผลสัมฤทธิข์ องผูเรยี นตอนปลายป/ ปลายภาคอกี ดว ย การประเมนิ
สรุปผลการเรียนรูใชวิธีการและเครื่องมือประเมินไดอยางหลากหลาย โดยปกติมักดำเนินการ
อยา งเปนทางการมากกวาการประเมนิ ระหวา งเรียน
วิธีการประเมิน
ในการประเมินผลการเรียนรูของผูเรียน ผูสอนควรใชวิธีการวัดและประเมินผลอยาง
หลากหลาย เหมาะสม สอดคลองกับตัวช้ีวัด/มาตรฐานการเรียนรู เพ่ือใหไดขอมูลที่สะทอน
ความรูความสามารถและศักยภาพของผูเรียน โดยผูสอนสามารถเลือกวิธีการประเมินจาก
วิธตี า งๆ ตอไปนี้
1. การสังเกตพฤติกรรม เปนการเก็บขอมูลจากการดูการปฏิบัติกิจกรรมของผูเรียน
โดยไมข ดั จงั หวะการทำงานหรอื การคดิ ของผเู รยี น การสงั เกตพฤตกิ รรมเปน สงิ่ ทท่ี ำไดต ลอดเวลา
แตควรมีกระบวนการที่ชัดเจน และมีจุดประสงคท่ีชัดเจนวาตองการประเมินอะไร โดยอาจใช à1Ê9ÃÁÔ
เครือ่ งมือ เชน แบบประเมินคา แบบตรวจสอบรายการ สมุดจดบันทึก เพอื่ ประเมนิ ผเู รียนตาม
ตัวชวี้ ดั และควรทำการสังเกตบอยครัง้ เพอ่ื ขจัดความลำเอียง
2. การสอบปากเปลา เปนการใหผูเรียนไดแสดงออกดวยการพูด ตอบประเด็นเกี่ยวกับ
การเรียนรูตามมาตรฐาน ผูสอนเก็บขอมูล จดบันทึก รูปแบบการประเมินนี้ผูสอนและผูเรียนมี
ปฏิสัมพันธกัน สามารถมีการอภิปราย โตแยง ขยายความ ปรับแกไขความคิดกันได มีขอท่ี
พงึ ระวังคอื อยา เพ่งิ ขดั ความคิดขณะทผี่ ูเรยี นกำลังพูด เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
3. การพดู คยุ เปน การสอ่ื สาร 2 ทางอีกประเภทหนง่ึ ระหวางผสู อนกบั ผเู รยี น สามารถ
ดำเนินการเปนกลุมหรือรายบุคคลก็ได โดยท่ัวไปมักใชอยางไมเปนทางการเพ่ือติดตามตรวจ
สอบวาผูเรียนเกิดการเรียนรูเพียงใด เปนขอมูลสำหรับพัฒนา วิธีการน้ีอาจใชเวลา แตมี
ประโยชนตอการคน หา วินจิ ฉยั ขอปญ หา ตลอดจนเร่อื งอ่ืนๆ ทีอ่ าจเปน ปญหา อปุ สรรคตอการ
เรยี นรู เชน วธิ กี ารเรียนรูที่แตกตางกัน เปน ตน
4. การใชคำถาม การใชคำถามเปนเร่ืองปกติมากในการจัดการเรียนรู แตขอมูลงาน
วิจัยบงชี้วาคำถามที่ครูใชเปนดานความจำ และเปนเชิงการจัดการทั่วๆ ไปเปนสวนใหญ เพราะ
ถามงาย แตไมทาทายใหผูเรียนตองทำความเขาใจและเรียนรูใหลึกซ้ึง การพัฒนาการใชคำถาม
ใหมีประสิทธิภาพแมจะเปนเร่ืองท่ียาก แตสามารถทำใหไดผลรวดเร็วข้ึน หากผูสอนมีการเฉผพูสาะอฉนบับ
เปล่ยี นแปลงวธิ กี ารประเมินในช้ันเรยี น โดยทำการประเมนิ เพื่อพัฒนาใหแ ข็งขนั (Clarke, 2005)
Clarke ยังไดนำเสนอวิธกี ารฝกถามใหม ีประสทิ ธิภาพ 5 วธิ ดี งั น้ี
วิธีท่ี 1 ใหคำตอบท่ีเปนไปไดหลากหลาย เปนวิธีท่ีงายที่สุดในการเร่ิมตนเปลี่ยน
การถามแบบความจำใหเปนคำถามที่ตองใชการคิดบางเพราะมีคำตอบที่เปนไปไดหลายคำตอบ
(แตพึงระวังวาการใชคำถามหมายความวาผูเรียนตองผานการเรียนรู มีความเขาใจพื้นฐานตาม เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
ตวั ช้ีวดั ท่กี ำหนดใหเ รียนรูมาแลว) คำถามแบบนที้ ำใหผ ูเ รยี นตอ งใชการตัดสินใจวา คำตอบใดถกู
หรือใกลเคียงที่สุดเพราะเหตุใด และที่ไมถูกเพราะเหตุใด นอกจากนี้ การใชคำถามแบบนี้จะ
ทำใหผูเ รียนเรยี นรูยง่ิ ขึ้นอกี หากมกี ิจกรรมใหผเู รียนทำเพอื่ พิสจู นค ำตอบ
วิธีที่ 2 เปลี่ยนคำถามประเภทความจำใหเปนคำถามประเภทท่ีผูเรียนตองแสดง
ความคิดเห็นพรอมเหตุผล การใชวิธีนี้จะตองใหผูเรียนไดอภิปรายกัน ผูเรียนตองใชการคิดที่
สูงข้ึนกวาวิธีแรก เพราะผูเรียนจะตองยกตัวอยางสนับสนุนความเห็นของตน ผูเรียนจะตอง
ปกปองหรืออธิบายทัศนะของตน การฝกดวยวิธีการน้ีบอยๆ จะเปนการพัฒนาผูเรียนใหเปน
ผฟู ง ทดี่ ี มจี ติ ใจเปด กวา งพรอ มรบั ฟง และเปลย่ี นแปลงความคดิ เหน็ โดยผา นกระบวนการอภปิ ราย
ครูใชวิธีการน้ีกดดันใหเกิดการอภิปรายอยางมีคุณภาพสูงระหวางเด็กตอเด็ก และใหขอมูล
เพือ่ การพฒั นาแกท ุกคนในช้ันเรยี น
à2ÊÃ0ÁÔ วธิ ที ่ี 3 หาส่ิงตรงกันขา ม หรือส่ิงที่ใช/ ถกู สง่ิ ที่ไมใช/ผดิ และถามเหตผุ ล วิธกี ารนี้
ใชไดดีกับเน้ือหาที่เปนขอเท็จจริง เชน จำนวนในวิชาคณิตศาสตร การสะกดคำ โครงสราง
ไวยากรณในวิชาภาษา เปน ตน เมือ่ ไดร ับคำถามวา ทำไมทำเชนนถี้ กู แตทำเชน น้ีผิด หรอื ทำไม
ผลบวกน้ถี ูก แตผ ลบวกนีผ้ ดิ หรือทำไมประโยคนถี้ กู ไวยากรณแตประโยคน้ีผดิ ไวยากรณ เปน ตน
จะเปนโอกาสใหผูเรียนคิดและอภิปรายมากกวาเพียงการถามวาทำไมโดยไมมีการเปรียบเทียบ
กนั และวิธกี ารนจี้ ะใชก ับการทำงานคูมากกวา ถามท้งั หอง แลว ใหย กมือตอบ
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน วธิ ีท่ี 4 ใหค ำตอบประเดน็ สรปุ แลว ตามดวยคำถามใหค ดิ เปน การถามใหผูเรยี นตอ ง
อธบิ ายเพม่ิ เติม
วิธีท่ี 5 ต้ังคำถามจากจุดยืนที่เห็นตาง เปนวิธีที่ตองใชความสามารถมากทั้งผูสอน
และผูเรียน เพราะมีประเด็นที่ตองอภิปรายโตแยงเชิงลึก เหมาะที่จะใชอภิปรายในประเด็นท่ี
เกย่ี วกับสภาพเศรษฐกจิ สังคม ปญหาสขุ ภาพ ปญหาเชิงจรยิ ธรรม เปนตน
นอกจากนี้ การใช Bloom’s Taxonomy เปน กรอบแนวคิดในการต้ังคำถามกเ็ ปนวธิ กี าร
ทดี่ ีในการเกบ็ ขอ มูลการเรียนรจู ากผเู รียน
5. การเขียนสะทอนการเรียนรู (Journals) เปนรูปแบบการบันทึกการเขียนอีก
รูปแบบหน่ึงที่ใหผูเรียนเขียนตอบกระทู หรือคำถามของครู ซ่ึงจะตองสอดคลองกับความรู
เฉผพสู าะอฉนบับทักษะที่กำหนดในตัวชี้วัด การเขียนสะทอนการเรียนรูน้ีนอกจากทำใหผูสอนทราบความกาวหนา
ใน ผลการเรียนรแู ลว ยงั ใชเ ปน เครอื่ งมอื ประเมนิ พฒั นาการดา นทักษะการเขยี นไดอกี ดว ย
6. การประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment) เปนวิธีการประเมินผลงาน
หรือกิจกรรมที่ผูสอนมอบหมายใหผูเรียนปฏิบัติงานเพ่ือใหทราบถึงผลการพัฒนาของผูเรียน
การประเมินลักษณะนี้ ผูสอนตองเตรียมส่ิงสำคัญ 2 ประการ คือ ภาระงาน (Tasks) หรือ
เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน กจิ กรรมทจี่ ะใหผ ูเ รียนปฏบิ ตั ิ เชน การทำโครงการ/โครงงาน การสำรวจ การนำเสนอ การสรา ง
แบบจำลอง การทองปากเปลา การทดลองวิทยาศาสตร การจัดนิทรรศการ การแสดงละคร
การสาธติ เปนตน และเกณฑก ารใหคะแนน (Scoring Rubrics) การประเมนิ การปฏิบตั ิ อาจจะ
ปรับเปลย่ี นไปตามลกั ษณะงานหรือประเภทกจิ กรรมดงั นี้
● ภาระงานหรือกิจกรรมท่ีเนนข้ันตอนการปฏิบัติและผลงาน เชน การทดลอง
วิทยาศาสตร การจัดนิทรรศการ การแสดงละคร แสดงเคลื่อนไหว การประกอบอาหาร
การประดิษฐ การสำรวจ การนำเสนอ การจัดทำแบบจำลอง เปนตน ผูสอนจะตองสังเกต
และประเมนิ วธิ กี ารทำงานทเ่ี ปนข้นั ตอนและผลงานของผเู รยี น
● ภาระงานหรือกิจกรรมท่ีมุงเนนการสรางลักษณะนิสัย เชน การรักษาความ
สะอาด การรักษาสาธารณสมบัต/ิ ส่งิ แวดลอ ม กจิ กรรมหนา เสาธง เปน ตน จะประเมินดวยวิธกี าร
สังเกต จดบันทึกเหตุการณเกีย่ วกบั ผูเ รยี น
● ภาระงานที่มีลักษณะเปนโครงการ/โครงงาน เปนกิจกรรมท่ีเนนขั้นตอนการปฏิบัติ à2ÊÃ1ÁÔ
และผลงานทต่ี องใชเ วลาในการดำเนินการ จึงควรมีการประเมนิ เปน ระยะๆ เชน ระยะกอ นดำเนนิ
โครงการ/โครงงาน โดยประเมินความพรอมการเตรียมการและความเปนไปไดในการปฏิบัติงาน
ระยะระหวางดำเนินโครงการ/โครงงาน จะประเมินการปฏิบัติจริงตามแผน วิธีการและข้ันตอนที่
กำหนดไว และการปรับปรุงระหวางการปฏิบัติ สำหรับระยะสิ้นสุดการดำเนินโครงการ/โครงงาน
โดยการประเมนิ ผลงาน ผลกระทบและวธิ ีการนำเสนอผลการดำเนินโครงการ/โครงงาน เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
● ภาระงานที่เนนผลผลิตมากกวากระบวนการข้ันตอนการทำงาน เชน การจัดทำ
แผนผัง แผนท่ี แผนภูมิ กราฟ ตาราง ภาพ แผนผังความคิด เปนตน อาจประเมินเฉพาะ
คณุ ภาพของผลงานก็ได
ในการประเมินการปฏบิ ตั ิงาน ผสู อนตอ งสรางเครือ่ งมอื เพื่อใชป ระกอบการประเมนิ เชน
แบบมาตรประมาณคา แบบบันทึกพฤติกรรม แบบตรวจสอบรายงาน แบบบันทึกผลการปฏิบัติ
เปน ตน
7. การประเมินดวยแฟมสะสมงาน (Portfolio assessment) แฟมสะสมงานเปนการ เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
เก็บรวบรวมชิ้นงานของผูเรียนเพ่ือสะทอนความกาวหนาและความสำเร็จของผูเรียน เชน แฟม
สะสมงานท่ีแสดงความกาวหนาของผูเรียน ตองมีผลงานในชวงเวลาตางๆ ท่ีแสดงถึงความเฉผพสู าะอฉนบับ
กาวหนาของผูเรียน หากเปนแฟมสะสมงานดีเดนตองแสดงผลงานท่ีสะทอนความสามารถของ
ผูเรียน โดยผูเรียนตองแสดงความคิดเห็นหรือเหตุผลที่เลือกผลงานน้ันเก็บไวตามวัตถุประสงค
ของแฟมสะสมงาน แนวทางในการจัดทำแฟม สะสมงานมีดงั น้ี
● กำหนดวัตถุประสงคของแฟมสะสมงานวาตองการสะทอนเก่ียวกับความกาวหนา
และความสำเรจ็ ของผเู รยี นในเรอ่ื งใดดา นใด ทั้งนอ้ี าจพิจารณาจากตวั ช้ีวัด/มาตรฐานการเรียนรู
● วางแผนการจัดทำแฟมสะสมงานท่ีเนนการจัดทำชิ้นงาน กำหนดเวลาของการจัดทำ
แฟมสะสมงาน และเกณฑการประเมิน
● จัดทำแผนแฟม สะสมงานและดำเนินการตามแผนทีก่ ำหนด
● ใหผเู รียนเก็บรวบรวมชิน้ งาน
● ใหม ีการประเมนิ ช้ินงานเพ่ือพัฒนาช้ินงาน ควรประเมินแบบมีสวนรว มโดยผปู ระเมนิ
ไดแก ตนเอง เพื่อน ผสู อน ผปู กครอง บคุ คลทเ่ี ก่ียวขอ ง
● ใหผูเรียนคัดเลือกช้ินงาน ประเมินชิ้นงาน ตามเงื่อนไขท่ีผูสอนและผูเรียนรวมกัน
กำหนด เชน ชนิ้ งานท่ยี ากทส่ี ุด ชิ้นงานทีช่ อบทส่ี ดุ เปนตน โดยดำเนินการเปนระยะ อาจจะเปน
เดอื นละครั้งหรือบทเรยี นละครัง้ ก็ได
à2ÊÃ2ÁÔ ● ใหผูเรียนนำช้ินงานท่ีคัดเลือกแลวจัดทำเปนแฟมที่สมบูรณ ซึ่งควรประกอบดวย
หนา ปก คำนำ สารบญั ชน้ิ งาน แบบประเมินแฟม สะสมงาน และอ่นื ๆ ตามความเหมาะสม
● ผเู รียนตอ งสะทอ นความรูสึกและความคดิ เห็นตอ ชนิ้ งานหรือแฟมสะสมงาน
● สถานศึกษาควรจัดใหผูเรียนแสดงแฟมสะสมงานและชิ้นงานเม่ือสิ้นภาคเรียน/
ปก ารศกึ ษาตามความเหมาะสม
เฉพาะสำหรับ...ค ูรผูสอน 8. การวัดและประเมินดวยแบบทดสอบ เปนการประเมินตัวช้ีวัด ดานองคความรู
(Knowledge) เชน ขอมูล ความรู ขั้นตอน วธิ ีการ กระบวนการตางๆ เปนตน ผสู อนควรเลือก
ใชแบบทดสอบใหต รงตามวัตถปุ ระสงคข องการวดั และประเมินนนั้ ๆ เชน แบบทดสอบเลือกตอบ
แบบทดสอบถกู -ผดิ แบบทดสอบจบั คู แบบทดสอบเติมคำ แบบทดสอบความเรยี ง เปน ตน ท้งั นี้
แบบทดสอบท่ีจะใชตองเปนแบบทดสอบที่มีคุณภาพ มีความเที่ยงตรง (Validity) และเช่ือม่ันได
(Reliability)
9. การประเมินดานจิตพิสัย (Affective Domain) เปนการประเมินคุณธรรม จริยธรรม
คุณลักษณะและเจตคติ ท่ีควรปลูกฝงในการจัดการเรียนรู ซ่ึงวัดและประเมินเปนลำดับข้ันจาก
ต่ำสดุ ไปสูงสดุ ดงั นี้
เฉผพสู าะอฉนบบั ● ขนั้ รบั รู เปน การประเมนิ พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกวา รจู กั เตม็ ใจ สนใจ
● ขน้ั ตอบสนอง เปนการประเมนิ พฤติกรรมท่ีแสดงวาเช่ือฟง ทำตาม อาสาทำ พอใจ
ทจ่ี ะทำ
เฉพาะสำห ัรบ...ค ูร ูผสอน ● ข้ันเห็นคุณคา (คานิยม) เปนการประเมินพฤติกรรมที่แสดงความเช่ือ ซึ่งแสดงออก
โดยการกระทำหรือปฏิบัติอยางสม่ำเสมอ ยกยองชมเชย สนับสนุน ชวยเหลือหรือทำกิจกรรม
ทต่ี รงกบั ความเชอื่ ของตน ทำดว ยความเชอ่ื มนั่ ศรทั ธา และปฏเิ สธทจี่ ะกระทำในสง่ิ ทข่ี ดั แยง กบั
ความเชอ่ื ของตน
● ขั้นจัดระบบคุณคา เปนการประเมินพฤติกรรมการเขารวมกิจกรรม อภิปราย
เปรียบเทียบ จนเกดิ อดุ มการณในความคิดของตนเอง
● ขั้นสรางคุณลักษณะ เปนการประเมินพฤติกรรมท่ีมีแนวโนมวาจะประพฤติปฏิบัติ
เชน นน้ั อยเู สมอในสถานการณเ ดียวกัน หรอื เกิดเปนอุปนิสัย
การวัดและประเมินผลดานจิตพิสัย ควรใชการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติเปนหลัก
และสงั เกตอยา งตอ เนอื่ ง โดยมกี ารบนั ทกึ ผลการสงั เกต ทง้ั นอ้ี าจใชเ ครอ่ื งมอื การวดั และประเมนิ ผล
เชน แบบประเมนิ คา แบบตรวจสอบรายการ แบบบนั ทกึ พฤตกิ รรม แบบรายงานพฤตกิ รรมตนเอง
เปน ตน
นอกจากนี้อาจใชแบบวัดความรูและความรูสึก เพื่อรวบรวมขอมูลเพิ่มเติม เชน à2ÊÃ3ÁÔ
แบบวัดความรูโดยสรางสถานการณเชิงจริยธรรม แบบวัดเจตคติ แบบวัดเหตุผลเชิงจริยธรรม
แบบวดั พฤตกิ รรมเชงิ จรยิ ธรรม เปน ตน
10. การประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Authentic assessment) เปน การประเมนิ ดว ยวธิ กี าร
ทห่ี ลากหลายดงั ทก่ี ลา วมาแลว ขา งตน เพอ่ื ใหไดผ ลการประเมนิ ทส่ี ะทอ นความสามารถทแี่ ทจ รงิ ของ
ผูเรียน จึงควรใชการประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment) รวมกับการประเมินดวย
วธิ กี ารอนื่ ภาระงาน (Tasks) ควรสะทอ นสภาพความเปน จรงิ หรอื ใกลเ คยี งกบั ชวี ติ จรงิ มากกวา เฉพาะสำหรับ...ครผู ูสอน
เปน การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมทว่ั ๆ ไป ดงั นน้ั การประเมนิ สภาพจรงิ จะตอ งออกแบบการจดั การเรยี นรแู ละ
การประเมินผลไปดวยกัน และกำหนดเกณฑการประเมิน (Rubrics) ใหสอดคลองหรือใกลเคียง
กบั ชวี ติ จรงิ
11. การประเมนิ ตนเองของผเู รยี น (Student self-assessment) การประเมนิ ตนเองนบั
เปนทั้งเคร่ืองมือประเมินและเคร่ืองมือพัฒนาการเรียนรู เพราะทำใหผูเรียนไดคิดใครครวญวาได
เรยี นรอู ะไร เรยี นรอู ยา งไร และผลงานทท่ี ำนนั้ ดแี ลว หรอื ยงั การประเมนิ ตนเองจงึ ใชเ ปน วธิ หี นง่ึ ท่ี
จะชวยพัฒนาผูเรียนใหเปนผูที่สามารถเรียนรูดวยตนเอง การใชการประเมินตนเองของผูเรียนให
ประสบความสำเร็จไดดีจะตองมีเปาหมายการเรียนรูท่ีชัดเจน มีเกณฑท่ีบงบอกความสำเร็จของ
ชนิ้ งาน/ภาระงาน และมาตรการการปรบั ปรงุ แกไ ขตนเอง เฉผพูสาะอฉนบับ
เปาหมายการเรียนรูท่ีกำหนดชัดเจนและผูเรียนไดรับทราบหรือรวมกำหนดดวยน้ัน
จะทำใหผ เู รยี นทราบวา ตนถกู คาดหวงั ใหร อู ะไร ทำอะไร มหี ลกั ฐานใดทแี่ สดงการเรยี นรตู ามความ
คาดหวังนั้น หลักฐานที่มีคุณภาพควรมีเกณฑเชนไรเพ่ือเปนแนวทางใหผูเรียนพิจารณาประเมิน
ซง่ึ หากเกดิ จากการทำงานรว มกนั ระหวา งผเู รยี นกบั ผสู อนดว ยจะเปน การเพมิ่ แรงจงู ใจในการเรยี นรู
เพมิ่ มากขนึ้ การทผี่ เู รยี นไดใ ชก ารประเมนิ ตนเองบอ ยๆ โดยมกี รอบแนวทางการประเมนิ ทชี่ ดั เจนน้ี เฉพาะสำหรับ...ครูผสู อน
จะชว ยสง เสรมิ ใหผ เู รยี นประเมนิ ไดค อ นขา งจรงิ และซอื่ สตั ย คำวจิ ารณ คำแนะนำของผเู รยี นมกั จะ
จรงิ จงั มากกวา ของครู การประเมนิ ตนเองจะเกดิ ประโยชนย ง่ิ ขน้ึ หากผเู รยี นทราบสง่ิ ทตี่ อ งปรบั ปรงุ
แกไขได ตง้ั เปา หมายการปรบั ปรงุ แกไขของตน แลว ฝก ฝน พฒั นาโดยการดแู ลสนบั สนนุ จากผสู อน
และความรว มมอื ของครอบครวั
เครอื่ งมอื ทีใ่ ชในการประเมนิ ตนเองมหี ลายรปู แบบ เชน การอภปิ ราย การเขยี นสะทอ น
ผลงาน การใชแ บบสำรวจ การพดู คยุ กบั ผสู อน เปน ตน
12. การประเมนิ โดยเพอ่ื น (Peer assessment) เปน เทคนคิ การประเมนิ รปู แบบหนงึ่
ที่นาจะนำมาใชเพ่ือพัฒนาผูเรียนใหเขาถึงคุณลักษณะของงานที่มีคุณภาพ เพราะการท่ีผูเรียนจะ
บอกไดว า ชนิ้ งานนน้ั เปน เชน ไร ผเู รยี นตอ งมคี วามเขา ใจอยา งชดั เจนกอ นวา เขากำลงั ตรวจสอบอะไร
ในงานของเพอ่ื น ฉะนน้ั ผสู อนตอ งอธบิ ายผลทค่ี าดหวงั ใหผ เู รยี นทราบกอ นทจ่ี ะลงมอื ประเมนิ