The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ฉบับปรับปรุง 2560 (ใช้ปีการศึกษา 2565)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ดิเรกฤทธิ์ ยุเหล็ก, 2022-09-05 10:42:23

หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ฉบับปรับปรุง 2560 (ใช้ปีการศึกษา 2565)

หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ฉบับปรับปรุง 2560 (ใช้ปีการศึกษา 2565)

บทนำ

ความนำ

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ ตามคำสั่งกระทรวงศกึ ษาธิการท่ี สพฐ. ๑๒๓๙/๒๕๖๐ ลงวนั ท่ี ๗ สิงหาคม ๒๕๖๐ และคำส่ัง
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ ๓๐/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๑ ให้
เปลี่ยนแปลงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) โดยมคี ำสงั่ ใหโ้ รงเรยี นดำเนนิ การใช้หลักสูตรในปกี ารศึกษา ๒๕๖๑ โดย
ใหใ้ ชใ้ นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๑ และ ๔ ต้ังแตป่ กี ารศกึ ษา ๒๕๖๑ เป็นตน้ มา ให้เปน็ หลักสูตรแกนกลาง
ของประเทศ โดยกำหนดจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการ
พัฒนาคุณภาพผู้เรียนมีพัฒนาการเต็มตามศักยภาพ มีคุณภาพและมีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่
๒๑ เพ่อื ให้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน

โรงเรียนเทศบาลวัดขจรรังสรรค์ สำนักการศึกษา เทศบาลนครภูเก็ต จึงได้ทำการปรับปรุง
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐ ใน
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และเป็นกรอบในการวางแผนและพัฒนา
หลกั สตู รของสถานศึกษาและจัดการเรียนการสอน โดยมีเป้าหมายในการพฒั นาคุณภาพผู้เรียน ให้มี
กระบวนการนำหลักสตู รไปสู่การปฏิบัติ โดยมกี ารกำหนดวสิ ยั ทัศน์ จดุ หมาย สมรรถนะสำคัญของ
ผู้เรียน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชวี้ ัด โครงสร้างเวลาเรียน ตลอดจน
เกณฑ์การวัดประเมนิ ผลใหม้ ีความสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรยี นรู้ เปดิ โอกาสใหโ้ รงเรียนสามารถ
กำหนดทิศทางในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนในแต่ละระดับตามความพร้อมและจุดเน้น
โดยมีกรอบแกนกลางเปน็ แนวทางท่ีชัดเจนเพื่อตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ มีความพร้อมใน
การก้าวสู่สงั คมคุณภาพ มีความรูอ้ ยา่ งแท้จรงิ และมีทกั ษะในศตวรรษท่ี ๒๑

มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดทีก่ ำหนดไวใ้ นเอกสารนี้ ช่วยทำให้หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ใน
ทุกระดับเห็นผลคาดหวังที่ต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ชัดเจนตลอดแนว ซึ่งจะ
สามารถช่วยใหห้ น่วยงานท่ีเกี่ยวข้องในระดับทอ้ งถ่ินและสถานศึกษาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรได้อยา่ ง
มนั่ ใจ ทำใหก้ ารจดั ทำหลักสูตรในระดับสถานศกึ ษามีคุณภาพและมคี วามเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยัง
ช่วยให้เกิดความชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และช่วยแก้ปัญหาการเทียบโอน
ระหวา่ งสถานศึกษา ดงั นั้นในการพฒั นาหลักสตู รในทุกระดบั ตง้ั แต่ระดับชาติจนกระท่ังถึงสถานศึกษา
จะต้องสะท้อนคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเป็นกรอบทิศทางในการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ และครอบคลุมผู้เรยี น
ทุกกลมุ่ เป้าหมายในระดบั การศึกษาข้นั พืน้ ฐาน

การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังได้ ทุก
ฝ่าย ที่เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ โดยร่วมกันทำงาน
อย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง ในการวางแผน ดำเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ตลอดจน
ปรบั ปรุงแก้ไข เพ่อื พัฒนาเยาวชนของชาติไปสู่คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรทู้ ่กี ำหนดไว้

วิสยั ทศั นข์ องโรงเรียน (Vision)
โรงเรียนเทศบาลวัดขจรรังสรรค์ มุ่งเน้นคุณธรรมนำความรู้ สู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา

โดยใชห้ ลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เคยี งคู่การบรหิ ารแบบมสี ่วนร่วม

สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
ในการพฒั นาผู้เรยี นตามหลกั สูตรโรงเรียนเทศบาลวัดขจรรงั สรรค์ สำนกั การศกึ ษา เทศบาล

นครภูเก็ต พุทธศักราช ๒๕๕4 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มุ่งเนน้ พฒั นาผู้เรยี นให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้
ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ ดังน้ี

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
หลักสูตรโรงเรียนเทศบาลวัดขจรรังสรรค์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ

สำคญั ๕ ประการ ดังนี้
๑. ความสามารถในการส่อื สาร เปน็ ความสามารถในการรับและสง่ สาร มวี ัฒนธรรมในการ

ใช้ภาษาถา่ ยทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความร้สู ึก และทศั นะของตนเองเพ่ือแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสารและประสบการณอ์ นั จะเปน็ ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสงั คม การเลือกรับหรอื ไม่รบั
ขอ้ มลู ข่าวสารด้วยหลกั เหตุผลและความถูกตอ้ ง ตลอดจนการเลือกใชว้ ธิ ีการสอื่ สาร ท่มี ีประสิทธิภาพ
โดยคำนึงถงึ ผลกระทบทีม่ ตี อ่ ตนเองและสงั คม

๒. ความสามารถในการคิด เปน็ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคดิ สังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสูก่ ารสร้างองคค์ วามรู้
หรือสารสนเทศเพ่ือการตดั สินใจเก่ยี วกบั ตนเองและสังคมได้อยา่ งเหมาะสม

๓. ความสามารถในการแกป้ ัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่
เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสมั พันธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มา
ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปญั หา และมีกาตัดสินใจที่มปี ระสทิ ธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกดิ ขึ้น
ตอ่ ตนเอง สังคมและส่งิ แวดลอ้ ม

๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใชใ้ น
การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่
ร่วมกนั ในสังคมด้วยการสร้างเสรมิ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้ง
ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการ
รู้จักหลกี เล่ยี งพฤตกิ รรมไมพ่ งึ ประสงค์ทสี่ ง่ ผลกระทบตอ่ ตนเองและผูอ้ น่ื

๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้าน
ต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การ
สอ่ื สาร การทำงาน การแกป้ ญั หาอยา่ งสร้างสรรค์ ถกู ต้อง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม

คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
หลักสูตรโรงเรียนเทศบาลวัดขจรรังสรรค์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตามหลักสูตรแกนกลาง

การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้
สามารถอยรู่ ว่ มกับผูอ้ ืน่ ในสงั คมไดอ้ ยา่ งมีความสขุ ในฐานะพลเมอื งไทยและพลโลก ดังนี้

๑. รักษช์ าติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
๒. ซ่อื สัตย์สจุ รติ
๓. มีวนิ ยั

๔. ใฝเ่ รยี นรู้
๕. อยู่อย่างพอเพียง

๖. มุ่งมั่นในการทำงาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มีจิตเป็นสาธารณะ

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

บทนำ

ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรียนรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ.
๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ นี้ ได้กำหนดสาระการ
เรียนร้อู อกเปน็ ๔ สาระ ไดแ้ ก่ สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ สาระ
ที่ ๓ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ และสาระที่ ๔ เทคโนโลยี มีสาระเพิ่มเติม ๔ สาระ ได้แก่ สาระ
ชีววิทยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์ สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ซึ่งองค์ประกอบของหลักสูตรท้ัง
ในด้านของเน้ือหา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้นมีความสำคญั
อย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ให้มีความต่อเนื่อง
เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตรไ์ ดก้ ำหนดตัวช้วี ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ที่ผู้เรยี นจำเป็นต้องเรยี น
เป็นพื้นฐาน เพื่อให้สามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพที่ต้องใช้
วิทยาศาสตร์ได้ โดยจัดเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหาแตล่ ะสาระในแต่ละระดับชั้น ทำให้มีการ
เชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนา
ความคิดทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วย
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูล
หลากหลายและประจกั ษ์พยานท่ตี รวจสอบได้

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถึงความสำคัญของ
การจัดการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิต์ ่อผู้เรียนมากที่สุด จึงได้จัดทำตัวชี้วัดและ
สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตาม
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ขน้ึ เพ่อื ให้สถานศกึ ษา ครผู สู้ อนตลอดจน
หน่วยงานตา่ ง ๆ ไดใ้ ช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหนังสอื เรียน ค่มู ือครู สือ่ ประกอบการเรียนการสอน
ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพทุ ธศักราช
๒๕๕๑ ที่จัดทำขึ้นนี้ได้ปรับปรุง เพื่อให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้
เดียวกันและระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเชื่อมโยง
เน้อื หาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ดว้ ย นอกจากนีย้ งั ไดป้ รบั ปรงุ เพ่อื ให้มีความทันสมัยต่อ
การเปลยี่ นแปลง และความเจรญิ ก้าวหน้าของวทิ ยาการต่าง ๆ และทัดเทยี มกบั นานาชาติ กลุ่มสาระ
การเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ สรปุ เปน็ แผนภาพได้ ดังน้ี

เป้าหมายของวทิ ยาศาสตร์

ในการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์มุ่งเนน้ ให้ผ้เู รียนไดค้ น้ พบความรดู้ ้วยตนเองมากที่สุด เพื่อให้

ได้ทั้งกระบวนการและความรู้ จากวิธกี ารสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำผลทีไ่ ด้มา
จดั ระบบเป็นหลกั การ แนวคดิ และองคค์ วามรู้

การจดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรจ์ ึงมีเปา้ หมายทีส่ ำคัญ ดังนี้
๑. เพอื่ ให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎี และกฎท่เี ปน็ พ้นื ฐานในวิชาวทิ ยาศาสตร์
๒.เพอื่ ให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาตขิ องวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละข้อจำกดั ในการศกึ ษาวิชาวทิ ยาศาสตร์
๓. เพอ่ื ให้มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาคน้ คว้าและคิดค้นทางเทคโนโลยี
๔. เพื่อให้ตระหนกั ถงึ ความสัมพนั ธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และสภาพแวดล้อมใน

เชงิ ทม่ี ีอิทธพิ ลและผลกระทบซงึ่ กันและกนั
๕. เพื่อนำความรู้ ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ต่อ

สังคมและการดำรงชวี ิต

๖. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการ
จดั การ ทกั ษะในการสอ่ื สาร และความสามารถในการตดั สนิ ใจ

๗. เพอื่ ให้เป็นผู้ทีม่ จี ิตวิทยาศาสตร์ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มในการใช้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยอี ย่างสรา้ งสรรค์

เรยี นรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์

กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์มงุ่ หวงั ให้ผู้เรยี นได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ท่เี น้นการเช่ือมโยง
ความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการ
สบื เสาะหาความรู้ และแก้ปญั หาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมสี ่วนร่วมในการเรียนร้ทู ุกข้ันตอน มีการทำ
กจิ กรรมดว้ ยการลงมือปฏิบัติจรงิ อยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดับชัน้ โดยกำหนดสาระสำคญั ดงั น้ี

✧ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เก่ียวกับ ชีวิตในสิง่ แวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชวี ิต การ
ดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพและ
วิวัฒนาการของสง่ิ มชี ีวิต

✧ วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เก่ียวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การ
เคล่อื นที่ พลังงาน และคลน่ื

✧ วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ เรยี นร้เู ก่ยี วกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสมั พันธภ์ ายใน
ระบบสุรยิ ะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปล่ียนแปลง
ลมฟา้ อากาศ และผลตอ่ สง่ิ มชี วี ติ และส่งิ แวดล้อม

✧ เทคโนโลยี
● การออกแบบและเทคโนโลยี เรยี นร้เู ก่ียวกับเทคโนโลยีเพอื่ การดำรงชีวิตในสังคม

ที่มกี ารเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใชค้ วามรแู้ ละทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์
อืน่ ๆ เพอ่ื แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสรา้ งสรรคด์ ้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
เลอื กใชเ้ ทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบตอ่ ชีวิต สังคม และสิง่ แวดล้อม

● วิทยาการคำนวณ เรียนรูเ้ กีย่ วกับการคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา
เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการส่อื สาร ในการแก้ปญั หาท่พี บในชวี ติ จริงได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ

สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้

สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มชี ีวิต

กับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอด
พลังงาน การเปลีย่ นแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปญั หาและผลกระทบท่ีมีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปญั หา
ส่ิงแวดลอ้ ม รวมทง้ั นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิง่ มีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิง่ มชี ีวิต การลำเลียงสารเข้า
และออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่
ทำงานสัมพันธก์ ัน ความสมั พันธข์ องโครงสร้าง และหน้าท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์
กัน รวมท้ังนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทาง
ชวี ภาพและววิ ฒั นาการของสิง่ มีชีวิต รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหว่างสมบัติ

ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง
สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี

มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ
ลักษณะการเคล่ือนทแ่ี บบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมท้ังนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว ๒.๓ เขา้ ใจความหมายของพลงั งาน การเปลยี่ นแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธร์ ะหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลืน่ ปรากฏการณ์ที่
เกยี่ วขอ้ งกบั เสยี ง แสง และคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ

มาตรฐาน ว ๓.๑ เขา้ ใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และววิ ฒั นาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุรยิ ะ รวมทงั้ ปฏิสมั พันธ์ภายในระบบสรุ ยิ ะทสี่ ง่ ผลต่อส่ิงมีชวี ติ และการ
ประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ

มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ
เปลี่ยนแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและ
ภูมอิ ากาศโลก รวมทง้ั ผลต่อสิง่ มีชีวิตและส่ิงแวดลอ้ ม
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี

มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ
เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
เลอื กใช้เทคโนโลยีอยา่ งเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบตอ่ ชวี ติ สงั คม และสิ่งแวดล้อม

มาตรฐาน ว ๔.๒ เขา้ ใจและใช้แนวคดิ เชิงคำนวณในการแกป้ ัญหาที่พบในชีวติ จริงอย่างเป็น
ขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการ
แกป้ ญั หาได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ร้เู ท่าทนั และมีจรยิ ธรรม

คณุ ภาพผเู้ รียน

จบชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๓

❖ เข้าใจลกั ษณะทวั่ ไปของสง่ิ มีชีวติ และการดำรงชีวติ ของส่งิ มชี วี ิตรอบตัว

❖ เข้าใจลักษณะที่ปรากฏ ชนิดและสมบัติบางประการของวัสดุที่ใช้ทำวัตถุและการ
เปล่ยี นแปลงของวสั ดรุ อบตวั

❖ เขา้ ใจการดงึ การผลัก แรงแม่เหล็ก และผลของแรงทม่ี ตี ่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่
ของวตั ถุ พลังงานไฟฟา้ และการผลติ ไฟฟา้ การเกิดเสียง แสงและการมองเห็น

❖ เข้าใจการปรากฏของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาว ปรากฏการณ์ขึ้นและตกของดวง
อาทิตย์ การเกิดกลางวันกลางคืน การกำหนดทิศ ลักษณะของหิน การจำแนกชนิดดิน และการใช้
ประโยชน์ ลกั ษณะและความสำคัญของอากาศ การเกดิ ลม ประโยชน์และโทษของลม

❖ ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามทีก่ ำหนดให้หรือตามความสนใจ
สังเกต สำรวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมืออย่างง่าย รวบรวมข้อมูล บันทึก และอธิบายผลการสำรวจ

ตรวจสอบด้วยการเขียนหรือวาดภาพ และสื่อสารส่ิงที่เรียนรู้ด้วยการเล่าเรื่อง หรือด้วยการแสดง
ท่าทางเพอ่ื ใหผ้ อู้ ื่นเขา้ ใจ

❖ แก้ปัญหาอย่างงา่ ยโดยใช้ขั้นตอนการแก้ปัญหา มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสารเบื้องตน้ รกั ษาขอ้ มลู สว่ นตวั

❖ แสดงความกระตอื รือร้น สนใจที่จะเรียนรู้ มีความคิดสรา้ งสรรค์เก่ียวกับเรื่องท่ีจะศึกษา
ตามท่ีกำหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ มีสว่ นรว่ มในการแสดงความคิดเหน็ และยอมรบั ฟังความคิดเห็น
ผ้อู นื่

❖ แสดงความรับผิดชอบดว้ ยการทำงานทีไ่ ด้รับมอบหมายอยา่ งมุง่ มั่น รอบคอบ ประหยัด
ซอ่ื สัตย์ จนงานลลุ ว่ งเปน็ ผลสำเรจ็ และทำงานร่วมกับผอู้ น่ื อยา่ งมคี วามสขุ

❖ ตระหนักถึงประโยชน์ของการใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการ
ดำรงชวี ิต ศกึ ษาหาความรู้เพม่ิ เติม ทำโครงงานหรอื ชิ้นงานตามทีก่ ำหนดให้หรอื ตามความสนใจ

จบช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๖

❖ เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะและการปรับตัวของสิ่งมีชีวติ รวมทั้งความสัมพันธ์ของ
สง่ิ มีชวี ิตในแหล่งท่อี ยู่ การทำหน้าทขี่ องส่วนต่าง ๆ ของพชื และการทำงานของระบบย่อยอาหารของ
มนษุ ย์

❖ เข้าใจสมบัติและการจำแนกกลุ่มของวสั ดุ สถานะและการเปลีย่ นสถานะของสสาร การ
ละลาย การเปลี่ยนแปลงทางเคมี การเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และผันกลับไม่ได้ และการแยกสาร
อยา่ งงา่ ย

❖ เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธ์ แรงเสียดทาน แรงไฟฟ้าและผลของ
แรงต่างๆ ผลที่เกิดจากแรงกระทำต่อวัตถุ ความดัน หลักการที่มีต่อวัตถุ วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย
ปรากฏการณ์เบ้อื งต้นของเสยี ง และแสง

❖ เข้าใจปรากฏการณก์ ารขึ้นและตก รวมถึงการเปลยี่ นแปลงรูปร่างปรากฏ ของดวงจันทร์
องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาว
ฤกษ์ การขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์ การใช้แผนที่ดาว การเกิดอุปราคา พัฒนาการและประโยชน์
ของเทคโนโลยอี วกาศ

❖ เข้าใจลักษณะของแหล่งน้ำ วัฏจักรน้ำ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้ำค้าง น้ำค้างแขง็
หยาดนำ้ ฟ้า กระบวนการเกิดหิน วัฏจกั รหนิ การใชป้ ระโยชน์หนิ และแร่ การเกิดซากดึกดำบรรพ์ การ
เกิดลมบก ลมทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณีพิบัติภัย การเกิดและ
ผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก

❖ ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูลใช้
เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปญั หา ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการทำงานรว่ มกันเข้าใจ
สทิ ธแิ ละหน้าท่ีของตน เคารพสทิ ธขิ องผู้อื่น

❖ ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาเกีย่ วกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามที่กำหนดให้หรือตามความสนใจ
คาดคะเนคำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคำถามหรือปัญหาที่จะสำรวจ
ตรวจสอบ วางแผนและสำรวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่
เหมาะสม ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ

❖ วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการสำรวจ
ตรวจสอบในรูปแบบท่ีเหมาะสม เพื่อส่อื สารความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบได้อย่างมีเหตุผลและ
หลกั ฐานอ้างอิง

❖ แสดงถงึ ความสนใจ มงุ่ มั่น ในสงิ่ ที่จะเรยี นรู้ มีความคดิ สร้างสรรค์เกี่ยวกบั เรอ่ื งทจี่ ะศกึ ษา
ตามความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเหน็ ของตนเอง ยอมรบั ในขอ้ มูลท่ีมีหลักฐานอา้ งอิง และรับ
ฟงั ความคดิ เห็นผอู้ ื่น

❖ แสดงความรับผิดชอบดว้ ยการทำงานที่ได้รับมอบหมายอยา่ งมุง่ มัน่ รอบคอบ ประหยัด
ซ่อื สตั ย์ จนงานลลุ ่วงเป็นผลสำเร็จ และทำงานรว่ มกบั ผู้อื่นอย่างสรา้ งสรรค์

❖ ตระหนักในคณุ ค่าของความรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ใชค้ วามรแู้ ละกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้นและ
ศึกษาหาความรู้เพ่มิ เตมิ ทำโครงงานหรอื ชิน้ งานตามทกี่ ำหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ

❖ แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ การดูแลรักษา
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อมอย่างรู้คณุ คา่

จบชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๓

❖ เขา้ ใจลักษณะและองคป์ ระกอบท่ีสำคัญของเซลล์ส่งิ มีชีวิต ความสมั พนั ธ์ของการทำงาน
ของระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ การดำรงชีวิตของพืช การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การ
เปลี่ยนแปลงของยีนหรือโครโมโซม และตัวอย่างโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม
ประโยชนแ์ ละผลกระทบของสง่ิ มชี วี ิตดัดแปรพันธกุ รรม ความหลากหลายทางชวี ภาพ ปฏิสัมพันธ์ของ
องคป์ ระกอบของระบบนเิ วศและการถา่ ยทอดพลังงานในสง่ิ มีชวี ติ

❖ เข้าใจองค์ประกอบและสมบัติของธาตุ สารละลาย สารบริสุทธิ์ สารผสม หลักการแยก
สาร การเปลี่ยนแปลงของสารในรูปแบบของการเปลี่ยนสถานะ การเกิดสารละลาย และการ
เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี และสมบตั ทิ างกายภาพ และการใช้ประโยชน์ของวัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิกส์
และวัสดุผสม

❖ เข้าใจการเคลื่อนที่ แรงลัพธ์และผลของแรงลัพธก์ ระทำต่อวัตถุ โมเมนต์ของแรง แรงท่ี
ปรากฏในชีวติ ประจำวัน สนามของแรง ความสมั พันธ์ของงาน พลังงานจลน์ พลงั งานศกั ยโ์ นม้ ถ่วง กฎ
การอนุรกั ษ์พลังงาน การถ่ายโอนพลงั งาน สมดุลความรอ้ น ความสัมพนั ธ์ของปริมาณทางไฟฟ้า การ
ต่อวงจรไฟฟา้ ในบ้าน พลงั งานไฟฟ้า และหลักการเบอ้ื งต้นของวงจรอิเลก็ ทรอนิกส์

❖ เข้าใจสมบัติของคล่ืน และลักษณะของคลืน่ แบบต่าง ๆ แสง การสะท้อน การหักเหของ
แสงและทัศนอุปกรณ์

❖ เขา้ ใจการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ การเกิดฤดู การเคลอื่ นทป่ี รากฏของดวง
อาทิตย์ การเกิดข้างขึ้นข้างแรม การขึ้นและตกของดวงจันทร์ การเกิดน้ำขึ้นน้ำลง ประโยชน์ของ
เทคโนโลยอี วกาศ และความกา้ วหน้าของโครงการสำรวจอวกาศ

❖ เข้าใจลกั ษณะของชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบและปจั จัยทม่ี ีผลต่อลมฟ้าอากาศการเกิด
และผลกระทบของพายุฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน การพยากรณ์อากาศ สถานการณ์การ
เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก กระบวนการเกิดเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์และการใช้ประโยชน์พลังงาน
ทดแทนและการใช้ประโยชน์ ลักษณะโครงสร้างภายในโลก กระบวนการเปลีย่ นแปลงทางธรณีวิทยา

บนผิวโลก ลักษณะชั้นหน้าตัดดิน กระบวนการเกิดดิน แหล่งนำ้ ผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดิน กระบวนการ
เกิดและผลกระทบของภยั ธรรมชาติ และธรณพี บิ ัติภัย

❖ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของ
เทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์
วิเคราะห์ เปรยี บเทยี บ และตัดสินใจเพือ่ เลอื กใช้เทคโนโลยี โดยคำนงึ ถึงผลกระทบตอ่ ชีวติ สงั คม และ
สิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และทรัพยากรเพื่อออกแบบและสร้างผลงานสำหรับการ
แก้ปัญหาในชีวติ ประจำวันหรือการประกอบอาชพี โดยใชก้ ระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม รวมทั้ง
เลอื กใช้วัสดุ อปุ กรณ์ และเคร่ืองมือได้อยา่ งถกู ต้อง เหมาะสม ปลอดภยั รวมทงั้ คำนงึ ถงึ ทรัพย์สินทาง
ปญั ญา

❖ นำข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นำเสนอข้อมูล และ
สารสนเทศได้ตามวตั ถปุ ระสงค์ ใชท้ กั ษะการคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชวี ิตจรงิ และเขียน
โปรแกรมอย่างง่ายเพื่อช่วยในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างรู้เท่าทัน
และรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม

❖ ตงั้ คำถามหรอื กำหนดปญั หาที่เช่อื มโยงกับพยานหลกั ฐาน หรือหลกั การทางวทิ ยาศาสตร์
ที่มีการกำหนดและควบคุมตัวแปร คิดคาดคะเนคำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สามารถ
นำไปสู่การสำรวจตรวจสอบ ออกแบบและลงมือสำรวจตรวจสอบโดยใช้วัสดุและเครอ่ื งมอื ท่ีเหมาะสม
เลอื กใช้เครอ่ื งมือและเทคโนโลยสี ารสนเทศทเ่ี หมาะสมในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ทั้งในเชิงปริมาณและ
คุณภาพทีไ่ ดผ้ ลเทย่ี งตรงและปลอดภัย

❖ วิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของข้อมูลที่ได้จากการสำรวจตรวจสอบจาก
พยานหลักฐาน โดยใชค้ วามรู้และหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการแปลความหมายและลงขอ้ สรุปและ
ส่อื สารความคดิ ความรู้ จากผลการสำรวจตรวจสอบหลากหลายรปู แบบ หรอื ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ
เพือ่ ใหผ้ อู้ ่ืนเข้าใจไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

❖ แสดงถึงความสนใจ มงุ่ ม่นั รบั ผิดชอบ รอบคอบ และซอ่ื สตั ย์ ในสงิ่ ทจ่ี ะเรียนรู้ มคี วามคิด
สร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผล
ถูกต้อง เชอื่ ถือได้ ศึกษาคน้ คว้าเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นของตนเอง รับฟัง
ความคิดเห็นผู้อื่น และยอมรับการเปลี่ยนแปลงความรู้ทีค่ ้นพบ เม่ือมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่
เพ่มิ ขนึ้ หรอื โต้แยง้ จากเดมิ

❖ ตระหนักในคณุ ค่าของความร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีใชใ้ นชวี ิตประจำวันใช้ความรู้
และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวติ และการประกอบอาชพี แสดงความ
ช่ืนชม ยกย่อง และเคารพสิทธใิ นผลงานของผู้คิดค้น เขา้ ใจผลกระทบท้ังดา้ นบวกและด้านลบของการ
พัฒนาทางวิทยาศาสตรต์ ่อสิ่งแวดล้อมและตอ่ บรบิ ทอื่น ๆ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทำโครงงาน
หรอื สรา้ งชิน้ งานตามความสนใจ

❖ แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการดูแลรักษาความสมดุลของระบบ
นเิ วศ และความหลากหลายทางชีวภาพ

ตัวชี้วดั และสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง

สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ

มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธร์ ะหว่างสิ่งไม่มชี ีวติ

กับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอด

พลงั งาน การเปล่ียนแปลงแทนท่ใี นระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปญั หาและผลกระทบที่มีต่อ

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปัญหา

ส่ิงแวดล้อม รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ชั้น ตัวชี้วดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

ป.๑ ๑.ระบุชื่อพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ • บริเวณต่าง ๆ ในท้องถิ่น เช่น สนามหญ้า ใต้ต้นไม้
บรเิ วณต่าง ๆ จากข้อมลู ทรี่ วบรวมได้ สวนหยอ่ มแหล่งน้ำ อาจพบพืชและสัตว์หลายชนิด อาศัย
๒.บอกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับ อยู่
การดำรงชีวิต ของสัตว์ในบริเวณที่ • บริเวณที่แตกต่างกันอาจพบพืชและสัตว์แตกต่างกัน
อาศัยอยู่
เพราะสภาพแวดล้อมของแต่ละบริเวณจะมีความ

เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ใน

แต่ละบริเวณ เช่น สระน้ำ มีน้ำเป็นที่อยู่อาศัยของหอย

ปลา สาหร่าย เป็นที่หลบภัย และมีแหล่งอาหารของหอย

และปลา บริเวณต้นมะม่วงมีต้นมะม่วงเป็นแหล่งที่อยู่

และมีอาหารสำหรบั กระรอกและมด

• ถ้าสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พืชและสัตว์อาศัยอยู่มี

การเปลี่ยนแปลง จะมีผลต่อการดำรงชวี ติ ของพืชและสัตว์

ป.๕ ๑. บรรยายโครงสร้างและลักษณะของ • สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์มีโครงสร้างและลักษณะที่
สิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต เหมาะสมในแต่ละแหล่งที่อยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากการ
ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวของ ปรบั ตวั ของส่งิ มชี ีวติ เพื่อให้ดำรงชีวิตและอยรู่ อดได้ในแต่
สิง่ มชี ีวติ ในแต่ละแหลง่ ทอี่ ยู่
ละแหล่งท่อี ยู่ เชน่ ผักตบชวามชี อ่ งอากาศในกา้ นใบ ช่วย

ใหล้ อยนำ้ ได้ ตน้ โกงกางทขี่ น้ึ อยใู่ นป่าชายเลนมีรากค้ำจุน

ทำให้ลำต้นไม่ลม้ ปลามคี รีบช่วยในการเคลื่อนท่ใี นน้ำ

๒. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง • ในแหล่งที่อยู่หนึ่ง ๆ สิ่งมีชีวิตจะมีความสัมพันธ์ซึ่ง
สง่ิ มชี วี ติ กบั สิ่งมชี วี ติ และความสัมพันธ์ กันและกันและสัมพันธ์กับสิ่งไม่มีชีวิต เพื่อประโยชน์ต่อ
ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต เพ่ือ การดำรงชีวิต เช่น ความสัมพันธ์กันด้านการกินกันเป็น
ประโยชน์ตอ่ การดำรงชวี ิต
อาหาร เป็นแหล่งท่อี ย่อู าศยั หลบภัยและเลี้ยงดลู กู อ่อน ใช้
๓. เขียนโซ่อาหารและระบุบทบาท อากาศในการหายใจ
หน้าที่ของสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ผลิตและ • สิ่งมีชีวิตมีการกินกันเป็นอาหาร โดยกินต่อกันเป็น
ผบู้ รโิ ภคในโซอ่ าหาร
ทอด ๆ ในรูปแบบของโซ่อาหาร ทำให้สามารถระบุ
๔. ตระหนักในคณุ คา่ ของส่ิงแวดล้อมท่ี บทบาทหนา้ ที่ของสง่ิ มีชีวิตเปน็ ผผู้ ลิตและผู้บริโภค
มีต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต โดยมี

สว่ นรว่ มในการดแู ลรกั ษาสิง่ แวดลอ้ ม

ม.1 - -

ม.2 - -

ชนั้ ตัวชีว้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.3 ๑. อธิบายปฏสิ ัมพันธ์ขององคป์ ระกอบ • ระบบนิเวศประกอบด้วยองค์ประกอบที่มีชีวิต เช่น พืช

ของระบบนิเวศที่ได้จากการสำรวจ สัตว์ จุลินทรีย์ และองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต เช่น แสง น้ำ

อุณหภมู ิ แรธ่ าตุ แก๊สองค์ประกอบเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กัน

เช่น พืชต้องการแสง น้ำ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซดใ์ น

การสร้างอาหาร สัตว์ต้องการอาหาร และสภาพแวดล้อม

ที่เหมาะสมในการดำรงชีวิต เช่นอุณหภูมิ ความชื้น

องค์ประกอบท้ังสองส่วนนี้จะต้องมีความสัมพันธก์ นั อย่าง

เหมาะสมระบบนเิ วศจึงจะสามารถคงอยู่ตอ่ ไปได้

๒. อธิบายรูปแบบความสัมพันธ์ • ส่งิ มชี ีวิตกับสิง่ มีชีวิตมีความสัมพนั ธ์กนั ในรูปแบบต่าง ๆ

ระหวา่ งสง่ิ มีชวี ติ กับสิ่งมชี วี ติ เช่น ภาวะพึ่งพากัน ภาวะอิงอาศัยภาวะเหยื่อกับผู้ล่า

รูปแบบตา่ ง ๆ ในแหลง่ ทอี่ ยูเ่ ดยี วกัน ภาวะปรสติ

ท่ไี ด้จากการสำรวจ • สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยู่ร่วมกันในแหล่งที่อยู่

เดยี วกนั ในช่วงเวลาเดยี วกนั เรียกวา่ ประชากร

• กลุ่มสิ่งมีชีวิตประกอบด้วยประชากรของสิ่งมีชีวิตหลาย

ๆ ชนิด อาศยั อย่รู ่วมกนั ในแหล่งท่ีอยูเ่ ดียวกัน

๓. สร้างแบบจำลองในการอธิบายการ • กลมุ่ สงิ่ มชี ีวิตในระบบนิเวศแบง่ ตามหนา้ ทไี่ ดเ้ ปน็ ๓ กล่มุ

ถ่ายทอดพลงั งานในสายใยอาหาร ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์

๔. อธิบายความสัมพันธ์ของผู้ผลิต สิ่งมีชีวิตทั้ง ๓ กลุ่มนี้ มีความสัมพันธ์กัน ผู้ผลิตเป็น
ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ สิ่งมีชีวิตทีส่ ร้างอาหารได้เอง โดยกระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสง ผู้บริโภค เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหาร
ในระบบนิเวศ
๕. อธบิ ายการสะสมสารพิษในสงิ่ มชี ีวิต ได้เอง และต้องกนิ ผู้ผลิตหรือสิง่ มชี ีวิตอ่ืนเปน็ อาหาร เมื่อ
ผู้ผลิตและผู้บริโภคตายลง จะถูกย่อยโดยผู้ย่อยสลาย
ในโซ่อาหาร
๖. ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของ สารอินทรีย์ซึ่งจะเปลี่ยนสารอินทรีย์เป็นสารอนินทรีย์
สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมในระบบ กลบั คืนสู่
สิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการหมุนเวียนสารเป็นวัฏจักร
นเิ วศ โดยไมท่ ำลายสมดุล
จำนวนผูผ้ ลิต ผบู้ ริโภค และผยู้ อ่ ยสลายสารอินทรยี จ์ ะต้อง
ของระบบนิเวศ
มคี วามเหมาะสม จงึ ทำใหก้ ลุม่ สิ่งมีชีวติ อยไู่ ดอ้ ยา่ งสมดลุ

• พลังงานถูกถ่ายทอดจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคลำดับต่าง

ๆ รวมทั้งผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ในรูปแบบสายใยอาหาร

ที่ประกอบด้วย โซ่อาหารหลายโซ่ที่สัมพันธ์กัน ในการ

ถา่ ยทอดพลงั งานในโซอ่ าหาร พลงั งานทถี่ ูกถ่ายทอดไปจะ

ลดลงเรอ่ื ย ๆ ตามลำดับของการบริโภค

• การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ อาจทำให้มีสารพษิ

สะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิตได้ จนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อ

สิ่งมีชีวิต และทำลายสมดุลในระบบนิเวศ ดังนั้นการดูแล

รกั ษาระบบนเิ วศให้เกิดความสมดุล และคงอยู่ตลอดไปจึง

เปน็ ส่ิงสำคัญ

มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิง่ มีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิง่ มชี ีวิต การลำเลียงสารเข้า

และออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่

ทำงานสัมพันธก์ ัน ความสมั พันธข์ องโครงสร้าง และหนา้ ที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์

กนั รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ชนั้ ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ป.๑ ๑.ระบุชื่อ บรรยายลักษณะและบอก • มนุษยม์ ีสว่ นตา่ ง ๆ ท่มี ีลักษณะและหน้าที่ แตกตา่ งกนั
หน้าที่ของ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้เหมาะสมในการดำรงชีวิต เช่น ตามีหน้าท่ไี ว้มองดู
มนษุ ย์สัตวแ์ ละพืช รวมทัง้ บรรยายการ โดยมีหนังตาและขนตา เพื่อป้องกันอันตรายให้กับตา หูมี
ทำหน้าที่ร่วมกันของ ส่วนต่างๆของ หน้าที่รับฟังเสียง โดยมีใบหูและรูหูเพื่อเป็นทางผ่านของ
ร่างกายมนุษย์ในการทำกิจกรรมต่างๆ เสียง ปากมีหน้าที่พูด กินอาหาร มีช่องปากและมี ริม
จากขอ้ มลู ท่ีรวบรวมได้
ฝีปากบนล่าง แขนและมือมีหน้าที่ยก หยิบ จับ มีท่อน

แขนและนิ้วมือท่ีขยับไดส้ มองมีหน้าที่ ควบคุมการทำงาน

ของสว่ นต่าง ๆ ของร่างกาย อยูใ่ นกะโหลกศรี ษะ โดยส่วน

ต่างๆของร่างกาย จะทำหน้าที่ร่วมกันในการทำกิจกรรม

ในชวี ิตประจำวัน

• สัตว์มีหลายชนิด แตล่ ะชนิดมสี ว่ นต่าง ๆ ทีม่ ี ลักษณะ

และหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสม ในการดำรงชีวติ

เช่น ปลามีครีบเป็นแผ่น ส่วนกบ เต่า แมว มีขา ๔ ขา

และมีเทา้ สำหรบั ใช้ในการเคลือ่ นท่ี

• พืชมีส่วนต่าง ๆ ที่มีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกัน

เพ่ือให้เหมาะสมในการดำรงชวี ติ โดยท่ัวไป รากมี ลักษณะ

เรียวยาว และแตกแขนงเปน็ รากเล็ก ๆ ทำหนา้ ท่ดี ูดน้ำ ลำ

ต้นมีลักษณะเป็นทรงกระบอก ตั้งตรงและมีกิ่งก้าน ทำ

หน้าที่ชูกิ่งก้าน ใบ และดอก ใบมีลักษณะเป็นแผ่นแบน

ทำหน้าท่ี สร้างอาหาร นอกจากนี้พืชหลายชนิด อาจมี

ดอก ที่มีสีรูปรา่ งตา่ ง ๆ ทำหน้าที่สืบพันธุร์ วมทั้งมีผล ที่มี

เปลอื ก มเี นอื้ ห่อห้มุ เมลด็ และมีเมล็ด ซึ่งสามารถงอกเป็น

ต้นใหม่ได้

๒.ตระหนักถงึ ความสำคัญของส่วนต่าง • มนุษย์ใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในการทำ กิจกรรม
ๆ ของ ร่างกายตนเอง โดยการดูแล ตา่ ง ๆ เพ่อื การดำรงชวี ิต มนุษยจ์ ึงควร ใชส้ ่วนต่าง ๆ ของ
ส่วนต่างๆ อย่าง ถูกต้อง ให้ปลอดภัย ร่างกายอย่างถกู ต้อง ปลอดภัยและรักษาความสะอาดอยู่
และรกั ษาความสะอาดอยเู่ สมอ
เสมอ เชน่ ใชต้ ามอง ตัวหนงั สอื ในท่ที ม่ี แี สงสว่างเพียงพอ

ดูแลตาให้ ปลอดภัยจากอันตราย และรักษาความสะอาด

ตาอยเู่ สมอ

ช้ัน ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ป.๒ ๑.ระบุว่าพืช ต้องการแสงและ น้ำเพ่ือ • พืชตอ้ งการน้ำ แสง เพื่อการเจรญิ เติบโต
การ เจริญเติบโต โดยใช้ข้อมูลจาก

หลกั ฐานเชิง ประจักษ์

๒.ตระหนักถึง ความจำเป็นท่ี พืชต้อง

ไดร้ ับนำ้ และแสงเพ่ือ การเจริญเติบโต

โดยดูแลพืชให้ ได้รับสิ่งดังกล่าว อย่าง

เหมาะสม

๓.สร้างแบบจำลอง ที่บรรยายวัฏจักร • พืชดอกเมื่อเจริญเติบโตและมีดอก ดอกจะมีการ
ชวี ิตของพืชดอก
สืบพันธุ์เปลี่ยนแปลงไปเป็นผล ภายในผลมีเมล็ด เมื่อ

เมล็ดงอก ต้นอ่อนที่อยู่ภายในเมล็ดจะเจริญ เติบโตเป็น

พืชต้นใหม่ พืชต้นใหม่จะเจริญเติบโต ออกดอกเพ่ือ

สืบพันธุ์มีผลต่อไปได้อีกหมุนเวียน ต่อเนื่องเป็นวัฏจักร

ชีวิตของพืชดอก

ป.๓ ๑. บรรยายสิ่งที่จำเป็นต่อการ • มนุษย์และสัตว์ต้องการอาหาร น้ำ และอากาศ เพ่ือ
ดำรงชีวิต และการ เจริญเติบโตของ การดำรงชวี ติ และการเจรญิ เติบโต
มนษุ ย์และสัตว์โดยใช้ขอ้ มูล ท่ีรวบรวม • อาหารชว่ ยให้ร่างกายแข็งแรงและเจริญเติบโต นำ้ ช่วย
ได้ ให้รา่ งกายทำงานได้อย่างปกตอิ ากาศใช้ ในการหายใจ
๒. ตระหนักถึงประโยชน์ของอาหาร

น้ำ และอากาศ โดยการดูแลตนเอง

และสัตว์ให้ได้รับสิ่งเหล่าน้ี อย่าง

เหมาะสม

๓. สร้างแบบจำลองที่บรรยายวัฏจักร • สัตว์เมื่อเป็นตัวเต็มวัยจะสืบพันธุ์มีลูก เมื่อลูก
ชีวิตของสัตว์ และเปรียบเทียบวัฏจักร เจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยก็สืบพันธุ์มีลูกต่อไป ได้อีก
ชีวติ ของสัตว์บางชนดิ
หมุนเวียนตอ่ เน่ืองเป็นวัฏจักรชีวิตของสตั ว์ ซึ่งสัตว์แตล่ ะ

๔. ตระหนกั ถึงคุณคา่ ของชีวิตสัตวโ์ ดย ชนิด เช่น ผีเสื้อ กบ ไก่ มนุษย์ จะมีวัฏจักรชีวิตที่เฉพาะ
ไ ม่ทำให้ ว ัฏจัก ร ชีว ิตขอ ง สัตว์ และแตกตา่ งกัน

เปลี่ยนแปลง

ป.๔ ๑.บรรยายหน้าที่ของราก ลำต้น ใบ • ส่วนต่างๆของพืชดอกทำหนา้ ทแ่ี ตกตา่ งกนั
และดอก ของพืชดอก โดยใช้ข้อมูลท่ี - รากทำหนา้ ท่ดี ูดน้ำและธาตุอาหารขน้ึ ไปยังลำต้น
รวบรวมได้
- ลำต้นทำหน้าที่ลำเลียงน้ำต่อไปยังส่วนต่าง ๆ ของ

พชื

- ใบทำหน้าที่สร้างอาหาร อาหารที่พืชสร้างขึ้น คือ

น้ำตาลซึ่งจะเปลย่ี นเป็นแปง้

- ดอกทำหน้าที่สืบพันธุ์ประกอบด้วย ส่วนประกอบ

ตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ กลบี เลย้ี ง กลบี ดอกเกสรเพศผู้และเกสรเพศ

ช้นั ตวั ชีว้ ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
เมีย ซึ่งส่วนประกอบ แต่ละส่วนของดอกทำหน้าที่
แตกต่างกัน

ป.๖ ๑. ระบุสารอาหารและบอกประโยชน์ • สารอาหารที่อยู่ในอาหารมี๖ ประเภท ได้แก่
ของสารอาหารแต่ละประเภทจาก คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลอื แร่ วิตามิน และน้ำ
อาหารทตี่ นเองรับประทาน
• อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยสารอาหารที่แตกต่าง
๒ . บ อ ก แ น ว ท า ง ใ น ก า ร เ ล ื อ ก กัน อาหารบางอย่างประกอบด้วยสารอาหารประเภท
รับประทานอาหารให้ได้สารอาหาร เดียว อาหารบางอย่างประกอบด้วยสารอาหารมากกว่า
ครบถ้วน ในสดั สว่ นทเ่ี หมาะสมกับเพศ หนงึ่ ประเภท
และวัย รวมทั้งความปลอดภัยต่อ
สุขภาพ • สารอาหารแต่ละประเภทมีประโยชน์ต่อร่างกาย
แตกต่างกัน โดยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเป็น
๓. ตระหนักถึงความสำคัญของ สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายส่วนเกลือแร่ วิตามิน
สารอาหาร โดยการเลือกรับประทาน และนำ้ เป็นสารอาหารที่ไมใ่ หพ้ ลังงานแกร่ า่ งกาย แต่ช่วย
อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนใน ให้รา่ งกายทำงานไดเ้ ป็นปกติ
ส ั ด ส ่ ว น ท ี ่ เ ห ม า ะ ส ม ก ั บ เ พ ศ แ ล ะ วั ย
รวมทั้งปลอดภัยตอ่ สุขภาพ • การรับประทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต มี
การเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามเพศและวัย และมี
๔. สร้างแบบจำลองระบบย่อยอาหาร สุขภาพดจี ำเปน็ ตอ้ งรับประทานใหไ้ ดพ้ ลังงานเพียงพอกับ
และบรรยายหน้าทข่ี องอวยั วะในระบบ ความต้องการของร่างกายและให้ได้สารอาหารครบถ้วน
ย่อยอาหาร รวมทั้งอธิบายการย่อย ในสดั ส่วนท่ีเหมาะสมกับเพศและวัย รวมท้งั ต้องคำนึงถึง
อาหารและการดดู ซึมสารอาหาร ชนิดและปริมาณของวัตถุเจือปนในอาหารเพื่อความ
ปลอดภยั ตอ่ สุขภาพ
๕. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ
ย่อยอาหารโดยการบอกแนวทางใน • ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ได้แก่
การดูแลรักษาอวัยวะในระบบย่อย ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่
อาหารใหท้ ำงานเปน็ ปกติ ทวารหนัก ตับ และตับอ่อน ซึ่งทำหน้าที่ร่วมกันในการ

ย่อยและดูดซึมสารอาหาร

- ปากมีฟันช่วยบดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง

และมีลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหารกับน้ำลายใน

นำ้ ลายมีเอนไซมย์ ่อยแปง้ ใหเ้ ป็นนำ้ ตาล

- หลอดอาหารทำหน้าท่ีลำเลียงอาหารจากปากไป

ยังกระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะอาหาร มี

การย่อยโปรตีนโดยกรดและเอนไซม์ที่สร้างจาก

กระเพาะอาหาร

- ลำไส้เล็กมีเอนไซม์ที่สร้างจากผนังลำไส้เล็กเอง

และจากตบั ออ่ นทชี่ ว่ ยย่อยโปรตนี คาร์โบไฮเดรต

และไขมัน โดยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน

ท ี ่ ผ ่ า น ก า ร ย ่ อ ย จ น เ ป ็ น ส า ร อ า ห า ร ข น า ด เ ล็ ก

ชน้ั ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

พอที่จะดูดซึมได้รวมถึงน้ำ เกลือแร่และวิตามิน

จะถกู ดูดซมึ ท่ผี นังลำไสเ้ ล็กเข้าสกู่ ระแสเลือดเพื่อ

ลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งโปรตีน

คาร์โบไฮเดรต และไขมัน จะถูกนำไปใช้เป็น

แหล่งพลังงานสำหรับใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ส่วน

นำ้ เกลือแรแ่ ละวติ ามนิ จะช่วยใหร้ า่ งกายทำงาน

ไดเ้ ป็นปกติ

- ตับสร้างน้ำดีแล้วส่งมายังลำไส้เล็กช่วยให้ไขมัน

แตกตัว

- ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ดูดน้ำและเกลือแร่ เป็น

บรเิ วณที่มอี าหารท่ยี อ่ ยไมไ่ ด้หรอื ย่อยไม่หมดเป็น

กากอาหาร ซงึ่ จะถกู กำจัดออกทางทวารหนัก

• อวัยวะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหารมีความสำคัญจึง

ควรปฏบิ ัติตน ดแู ลรักษาอวยั วะใหท้ ำงานเปน็ ปกติ

ม.1 ๑. เปรียบเทียบรูปร่าง ลักษณะ และ • เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของสง่ิ มีชีวิต สง่ิ มีชีวิตบางชนิดมี

โครงสร้างของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ เซลลเ์ พยี งเซลลเ์ ดยี ว เชน่ อะมบี า พารามีเซยี ม ยสี ต์ บาง

รวมทั้งบรรยายหน้าที่ของผนังเซลล์ ชนิดมีหลายเซลล์ เช่น พืช สตั ว์

เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม นิวเคลียส • โครงสรา้ งพืน้ ฐานท่พี บทงั้ ในเซลลพ์ ืชและเซลล์สตั ว์ และ

แวคิวโอล ไมโทคอนเดรีย และ สามารถสังเกตได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ได้แก่ เยื่อ

คลอโรพลาสต์ หมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส โครงสร้าง

๒. ใช้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงศึกษา ที่พบในเซลล์พืชแต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ ได้แก่ ผนังเซลล์
เซลล์และโครงสรา้ งตา่ ง ๆ ภายในเซลล์ และคลอโรพลาสต์
• โครงสรา้ งตา่ ง ๆ ของเซลลม์ ีหนา้ ท่แี ตกต่างกนั

- ผนงั เซลล์ ทำหน้าท่ใี หค้ วามแขง็ แรงแกเ่ ซลล์

- เยื่อหุ้มเซลล์ ทำหน้าที่ห่อหุ้มเซลล์และควบคุมการ

ลำเลยี งสารเข้าและออกจากเซลล์

- นวิ เคลียส ทำหนา้ ที่ควบคมุ การทำงานของเซลล์

- ไซโทพลาซมึ มอี อรแ์ กเนลล์ที่ทำหน้าท่ีแตกต่างกัน

- แวควิ โอล ทำหนา้ ทเ่ี กบ็ น้ำและสารต่าง ๆ

- ไมโทคอนเดรีย ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสลายสารอาหาร

เพอ่ื ให้ได้พลงั งานแก่เซลล์

- คลอโรพลาสต์ เป็นแหลง่ ที่เกิดการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง

๓. อธิบายความสมั พนั ธ์ระหว่างรปู ร่าง • เซลล์ของส่ิงมีชวี ิตมีรปู รา่ ง ลักษณะ ทหี่ ลากหลาย และมี

กบั การทำหนา้ ที่ของเซลล์ ความเหมาะสมกับหนา้ ท่ีของเซลลน์ นั้ เช่น เซลล์ประสาท

ส่วนใหญ่ มีเส้นใยประสาทเป็นแขนงยาว นำกระแส

ประสาทไปยังเซลล์อื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป เซลล์ขนราก

เปน็ เซลล์ผวิ ของรากท่ีมีผนังเซลลแ์ ละเยื่อหุ้มเซลล์ยื่นยาว

ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ออกมาลกั ษณะคลา้ ยขนเสน้ เลก็ ๆ เพื่อเพ่ิมพ้ืนทผ่ี ิวในการ
ดูดน้ำและธาตอุ าหาร

๔. อธิบายการจัดระบบของสิ่งมีชีวิต • พืชและสัตวเ์ ปน็ สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์มีการจัดระบบ โดย

โดยเริ่มจากเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ เริ่มจากเซลล์ไปเป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบอวัยวะ และ

ระบบอวัยวะ จนเปน็ สิง่ มีชวี ติ สง่ิ มชี ีวิตตามลำดบั เซลล์หลายเซลลม์ ารวมกนั เปน็ เนื้อเยื่อ

เนือ้ เยื่อหลายชนิดมา

รวมกันและทำงานร่วมกันเป็นอวัยวะ อวัยวะต่าง ๆ

ทำงานร่วมกันเป็นระบบอวัยวะ ระบบอวัยวะทุกระบบ

ทำงานร่วมกันเป็นสิ่งมชี ีวติ

๕. อธิบายกระบวนการแพร่ และ • เซลล์มีการนำสารเข้าสู่เซลล์ เพื่อใช้ในกระบวนการต่าง

ออสโมซิสจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ๆ ของเซลล์ และมีการขจัดสารบางอยา่ งทีเ่ ซลลไ์ ม่ต้องการ

และยกตัวอยา่ งการแพร่และออสโมซิส ออกนอกเซลล์ การนำสารเข้าและออกจากเซลล์มีหลาย

ในชวี ิตประจำวนั วธิ ี เชน่ การแพร่ เปน็ การเคลอ่ื นที่ของสารจากบริเวณที่มี

ความเข้มข้นของสารสูงไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นของ

สารต่ำ สว่ นออสโมซสิ เปน็ การแพรข่ องน้ำ

ผ่านเย่ือห้มุ เซลล์ จากด้านท่มี ีความเข้มข้นของสารละลาย

ต่ำไปยังดา้ นทมี่ คี วามเข้มข้นของสารละลายสงู กวา่

๖ . ร ะ บุปัจจัยที่จำเป็น ใ น ก า ร • กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสงของพืชที่เกิดข้ึนในคลอ

สังเคราะห์ด้วยแสง และผลผลิตที่ โรพลาสต์ จำเป็นต้องใช้แสง แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

เกิดขึน้ จากการสังเคราะห์ด้วยแสง คลอโรฟิลล์ และน้ำ ผลผลิตที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วย

โดยใช้หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ แสง ได้แก่ นำ้ ตาลและ แกส๊ ออกซิเจน

๗. อธิบายความสำคัญ ขอ ง ก าร • การสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นกระบวนการที่สำคัญต่อ

สังเคราะห์ด้วยแสงของพชื ต่อส่ิงมชี ีวิต สิ่งมีชีวิต เพราะเป็นกระบวนการเดียวที่สามารถนำ

และส่งิ แวดลอ้ ม พลังงานแสงมาเปลี่ยนเป็นพลังงานในรูปสารประกอบ

๘. ตระหนักในคุณค่าของพืชที่มีต่อ อินทรีย์และเก็บสะสมในรูปแบบต่าง ๆ ในโครงสร้างของ
สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยการ พืช พืชจึงเป็นแหล่งอาหารและพลังงานที่สำคัญของ
ร่วมกันปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ใน สง่ิ มชี ีวิตอืน่ นอกจากนกี้ ระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงยัง
เป็นกระบวนการหลักในการสร้างแก๊สออกซิเจนให้กับ
โรงเรยี นและชมุ ชน
บรรยากาศเพื่อให้สงิ่ มชี ีวติ อื่น ใช้ในกระบวนการหายใจ

๙. บรรยายลักษณะและหน้าที่ของไซ • พืชมีไซเล็มและโฟลเอ็ม ซึ่งเป็นเนื้อเย่ือมีลักษณะคล้าย

เลม็ และโฟลเอ็ม ท่อ เรียงตัวกันเป็นกลุ่มเฉพาะที่โดยไซเล็มทำหน้าท่ี

๑๐. เขียนแผนภาพทีบ่ รรยายทิศทาง ลำเลยี งน้ำและธาตุอาหารมีทิศทางลำเลยี งจากรากไปสู่ลำ
การลำเลยี งสารในไซเลม็ และโฟลเอม็ ต้น ใบ และส่วนต่าง ๆ ของพืช เพื่อใช้ในการสังเคราะห์
ของพืช ดว้ ยแสง รวมถึงกระบวนการอืน่ ๆ สว่ นโฟลเอ็มทำหน้าที่

ลำเลียงอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงมีทิศทาง

ช้นั ตวั ชีว้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ลำเลียงจากบรเิ วณท่มี กี ารสงั เคราะห์ดว้ ยแสงไปสู่ส่วนต่าง
ๆ ของพชื

๑๑. อธบิ ายการสืบพันธ์แุ บบอาศัยเพศ • พืชดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได้ และ

และไม่อาศยั เพศของพชื ดอก บางชนิดสามารถสืบพนั ธ์ุแบบไมอ่ าศัยเพศได

๑๒. อธิบายลักษณะโครงสร้างของ • การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นการสืบพนั ธุ์ที่มีการผสม

ดอกที่มีส่วนทำให้เกิดการถ่ายเรณู กันของสเปริ ์มกับเซลล์ไข่ การสืบพันธุ์แบบอาศยั เพศของ

รวมทั้งบรรยายการปฏิสนธิของพืช พชื ดอกเกดิ ข้ึนทด่ี อก โดยภายในอบั เรณูของสว่ นเกสรเพศ

ดอก การเกิดผลและเมลด็ การกระจาย ผู้มีเรณู ซึ่งทำหน้าที่สร้างสเปิร์ม ภายในออวุลของส่วน

เมล็ด และการงอกของเมลด็ เกสรเพศเมียมถี ุงเอม็ บรโิ อ ทำหนา้ ท่ีสรา้ งเซลลไ์ ข่

๑๓. ตระหนกั ถงึ ความสำคัญของสัตว์ที่ • การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่พืชต้น
ช่วยในการถ่ายเรณูของพืชดอก โดย ใหม่ไม่ได้เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มกับเซลล์ไข่
การไม่ทำลายชีวิตของสัตว์ที่ช่วยใน แตเ่ กดิ จากส่วน ต่าง ๆ ของพืช เชน่ ราก ลำตน้ ใบ มีการ
เจรญิ เตบิ โตและพัฒนาขน้ึ มาเปน็ ตน้ ใหม่ได้
การถ่ายเรณู
• การถ่ายเรณู คือ การเคลื่อนย้ายของเรณูจากอับเรณูไป

ยังยอดเกสรเพศเมีย ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะและ

โครงสร้างของดอก เช่น สขี องกลบี ดอก ตำแหน่งของเกสร

เพศผแู้ ละเกสรเพศเมยี โดยมีสงิ่ ที่ชว่ ยในการถา่ ยเรณู เช่น

แมลง ลม

• การถ่ายเรณูจะนำไปสู่การปฏิสนธิ ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ถุง

เอ็มบริโอภายในออวุล หลังการปฏิสนธิจะได้ไซโกต และ

เอนโดสเปิร์ม ไซโกตจะพัฒนาต่อไปเป็นเอ็มบริโอ

ออวลุ พัฒนาไปเปน็ เมลด็ และรงั ไข่พฒั นาไปเปน็ ผล

• ผลและเมล็ดมีการกระจายออกจากต้นเดิม โดยวิธีการ

ตา่ ง ๆ เม่อื เมล็ดไปตกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะเกิด

การงอกของเมล็ด โดยเอ็มบริโอภายในเมล็ดจะเจริญ

ออกมา โดยระยะแรกจะอาศยั อาหารท่สี ะสมภายในเมล็ด

จนกระทั่งใบแท้พัฒนา จนสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้

เต็มที่ และสรา้ งอาหารได้เองตามปกติ

๑๔. อธิบายความสำคัญของธาตุ • พืชต้องการธาตุอาหารที่จำเป็นหลายชนิดในการ

อ า ห า ร บ า ง ช น ิ ดท ี ่ม ี ผ ล ต่ อ ก าร เจริญเติบโตและการดำรงชวี ิต

เจริญเตบิ โตและการดำรงชีวติ ของพชื • พืชต้องการธาตุอาหารบางชนิดในปริมาณมาก ได้แก่

๑๕. เลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอ าหาร ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซยี ม แคลเซยี ม แมกนีเซียม
เหมาะสมกับพืชในสถานการณ์ที่ และกำมะถัน ซึ่งในดินอาจมีไม่เพียงพอสำหรับการ
กำหนด เจริญเติบโตของพืช จึงต้องมีการให้ธาตุอาหารในรูปของ

ปยุ๋ กบั พืชอยา่ งเหมาะสม

ชน้ั ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

๑๖. เลือกวิธีการขยายพันธุ์พืชให้ • มนุษยส์ ามารถนำความรู้เรอ่ื งการสืบพนั ธ์ุแบบอาศัยเพศ

เหมาะสมกับความต้องการของมนุษย์ และไม่อาศัยเพศ มาใช้ในการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวน

โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับการสืบพันธ์ุของ พืช เช่น การใช้เมล็ดที่ได้จากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ

พชื มาเพาะเลี้ยง วิธีการนี้จะได้พืชในปริมาณมาก แต่อาจมี

๑๗. อธบิ ายความสำคญั ของเทคโนโลยี ลักษณะที่แตกต่างไปจากพ่อแม่ ส่วนการตอนกิ่ง การปัก
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในการใช้ ชำ การต่อกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง การเพาะเลี้ยง

ประโยชนด์ ้านต่าง ๆ เนื้อเยื่อ เป็นการนำความรู้เรื่องการสืบพันธ์ุแบบไมอ่ าศยั

๑๘. ตระหนักถึงประโยชน์ของการ เพศของพืชมาใชใ้ นการขยายพันธเุ์ พ่ือให้ไดพ้ ืชท่ีมีลักษณะ
ขยายพันธุ์พืช โดยการนำความรู้ไปใช้ เหมือนต้นเดิม ซึ่งการขยายพันธุ์แต่ละวิธี มีขั้นตอน
แตกตา่ งกนั จึงควรเลือกใหเ้ หมาะสมกบั ความต้องการของ
ในชวี ิตประจำวัน
มนุษย์ โดยต้องคำนึงถึงชนิดของพืชและลักษณะการ

สืบพนั ธขุ์ องพชื

• เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยือ่ พชื เป็นการนำความรู้

เกีย่ วกบั ปจั จยั ที่จำเปน็ ต่อการเจริญเติบโตของพืชมาใช้ใน

การเพมิ่ จำนวนพชื และทำใหพ้ ืชสามารถเจริญเตบิ โตได้ใน

หลอดทดลอง ซง่ึ จะได้

พชื จำนวนมากในระยะเวลาสน้ั และสามารถนำเทคโนโลยี

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาประยุกต์เพื่อการอนุรักษ์

พันธุกรรมพืช ปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีความสำคัญทาง

เศรษฐกิจ การผลิตยาและสาระสำคัญในพชื และอ่นื ๆ

ม.2 ๑. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของ • ระบบหายใจมีอวัยวะต่าง ๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ ง ได้แก่ จมูก ท่อ

อวยั วะทเ่ี กี่ยวขอ้ งในระบบหายใจ ลม ปอด กะบงั ลม และกระดกู ซีโ่ ครง

๒. อธิบายกลไกการหายใจเข้าและ • มนุษย์หายใจเข้า เพือ่ นำแก๊สออกซเิ จนเข้าสูร่ ่างกายเพ่ือ

ออก โดยใชแ้ บบจำลอง รวมทงั้ อธิบาย นำไปใช้ในเซลล์ และหายใจออกเพื่อกำจัดแก๊ส

กระบวนการแลกเปลย่ี นแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย

๓. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ • อากาศเคลื่อนที่เข้าและออกจากปอดได้เนื่องจากการ
หายใจโดยการบอกแนวทางในการ เปลี่ยนแปลงปรมิ าตรและความดันของอากาศภายในชอ่ ง
ดูแลรักษาอวัยวะในระบบหายใจให้ อกซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของกะบังลม และกระดูก
ซโ่ี ครง
ทำงานเปน็ ปกติ
• ก า ร แ ล ก เ ป ล ี ่ ย น แ ก ๊ ส อ อ ก ซ ิ เ จ น ก ั บ แ ก๊ ส

คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย เกิดขึ้นบริเวณถุงลมใน

ปอดกับหลอดเลือดฝอยที่ถุงลม และระหว่างหลอดเลือด

ฝอยกับเน้อื เยอื่

• การสบู บุหร่ี การสดู อากาศที่มสี ารปนเป้อื น และการเปน็

โรคเกี่ยวกับระบบหายใจบางโรคอาจทำให้เกิดโรคถุงลม

โป่งพอง ซง่ึ มีผลให้ความจุอากาศของปอดลดลง ดังนั้นจึง

ควรดูแลรักษาระบบหายใจ ใหท้ ำหนา้ ทเี่ ปน็ ปกติ

ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

๔. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของ • ระบบขับถา่ ยมอี วยั วะทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง คือ ไต ท่อไตกระเพาะ

อวัยวะในระบบขับถ่ายในการกำจัด ปสั สาวะ และท่อปัสสาวะ โดยมีไตทำหน้าท่ีกำจัดของเสีย

ของเสียทางไต เช่น ยูเรีย แอมโมเนียกรดยูริก รวมทั้งสารที่ร่างกายไม่

๕. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ ต้องการออกจาก

ขบั ถา่ ยในการกำจดั ของเสียทางไต โดย เลือด และควบคุมสารที่มีมากหรือน้อยเกินไป เช่น น้ำ
การบอกแนวทางในการปฏิบัติตนท่ี โดยขับออกมาในรปู ของปสั สาวะ

ชว่ ยใหร้ ะบบขับถา่ ย • การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม เช่น

ทำหนา้ ทไ่ี ด้อย่างปกติ รับประทานอาหารที่ไม่มีรสเค็มจัด การดื่มน้ำสะอาดให้

เพียงพอ เปน็ แนวทางหน่งึ ที่ชว่ ยให้ระบบขับถ่ายทำหน้าท่ี

ไดอ้ ย่างปกติ

๖. บรรยายโครงสร้างและหน้าที่ของ • ระบบหมุนเวียนเลือดประกอบด้วย หัวใจ หลอดเลือด

หัวใจ หลอดเลอื ด และเลือด และเลอื ด

๗. อธิบายการทำงานของระบบ • หัวใจของมนษุ ย์แบ่งเป็น ๔ ห้อง ได้แก่ หัวใจห้องบน ๒
หมุนเวียนเลอื ดโดยใชแ้ บบจำลอง ห้อง และหอ้ งลา่ ง ๒ หอ้ ง ระหว่างหัวใจห้องบนและหัวใจ
หอ้ งล่างมลี ิน้ หัวใจกัน้

• หลอดเลือด แบ่งเป็น หลอดเลือดอาร์เตอรี หลอดเลือด

เวน หลอดเลอื ดฝอย ซ่งึ มโี ครงสรา้ งตา่ งกนั

• เลือด ประกอบด้วย เซลล์เม็ดเลือด เพลตเลต และ

พลาสมา

• การบีบและคลายตัวของหัวใจทำให้เลือดหมนุ เวียนและ

ลำเลียงสารอาหาร แก๊ส ของเสีย และสารอื่น ๆ ไปยัง

อวัยวะและเซลล์ ต่าง ๆ ทว่ั รา่ งกาย

• เลือดท่มี ปี ริมาณแก๊สออกซิเจนสงู จะออกจากหวั ใจไปยัง

เซ ลล์ ต่าง ๆ ทั่ว ร ่าง ก าย ขณะ เดียว ก ั น แ ก๊ ส

คาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์จะแพร่เข้าสู่เลือดและ

ลำเลียงกลบั เข้าสู่หวั ใจและถูกสง่ ไปแลกเปลีย่ นแกส๊ ทป่ี อด

๘. ออกแบบการทดลองและทดลอง • ชพี จรบอกถงึ จังหวะการเตน้ ของหวั ใจ

ในการเปรียบเทียบอัตราการเต้นของ ซึง่ อัตราการเต้นของหัวใจในขณะปกติและ

หัวใจ ขณะปกติและหลงั ทำกจิ กรรม หลังจากทำกิจกรรมต่าง ๆ จะแตกต่างกัน

๙. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ ส่วนความดันเลือด ระบบหมุนเวียนเลอื ดเกดิ จาก
หมุนเวียนเลือดโดยการบอกแนวทาง การทำงานของหัวใจและหลอดเลือด
ในการดูแลรักษาอวัยวะในระบบ • อัตราการเต้นของหวั ใจมีความแตกตา่ งกนั ใน
หมุนเวยี นเลือดให้ทำงานเปน็ ปกติ แตล่ ะบคุ คล คนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
จะส่งผลทำให้หัวใจสบู ฉีดเลือดไมเ่ ป็นปกติ

• การออกกำลังกาย การเลือกรบั ประทานอาหาร

การพักผ่อน และการรกั ษาภาวะอารมณ์ให้เป็น

ปกติ จงึ เปน็ ทางเลือกหนงึ่ ในการดูแลรกั ษาระบบ

ช้นั ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
หมุนเวียนเลือดใหเ้ ปน็ ปกติ

๑๐. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ • ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมองและไขสัน

ของอวัยวะในระบบประสาทสว่ นกลาง หลัง จะทำหน้าที่ร่วมกับเส้นประสาทซึ่งเป็นระบบ

ในการควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของ ประสาทรอบนอก ในการควบคุมการทำงานของอวัยวะ

รา่ งกาย ต่าง ๆ รวมถึงการแสดงพฤติกรรม เพื่อการตอบสนองตอ่

๑๑. ตระหนักถงึ ความสำคญั ของระบบ สงิ่ เรา้

ประสาทโดยการบอกแนวทางในการ • เม่ือมีสิ่งเรา้ มากระตนุ้ หน่วยรับความรูส้ ึก จะเกิดกระแส
ดูแลรักษา รวมถึงการป้องกันการ ประสาทส่งไปตามเซลล์ประสาทรับความรูส้ ึกไปยังระบบ

กระทบกระเทอื นและอนั ตราย ประสาทส่วนกลาง แล้วส่งกระแสประสาทมาตามเซลล์

ตอ่ สมองและไขสนั หลัง ประสาทสง่ั การ ไปยังหนว่ ยปฏิบตั งิ าน เช่น กลา้ มเนอื้

• ระบบประสาทเป็นระบบที่มีความซับซ้อนและมี

ความสัมพันธ์กบั ทกุ ระบบในร่างกาย ดังนั้นจึงควรป้องกัน

การเกิดอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนต่อสมอง หลีกเลี่ยง

การใช้สารเสพติด หลีกเล่ยี ง

ภาวะเครียด และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อ

ดแู ลรักษาระบบประสาทใหท้ ำงานเปน็ ปกติ

๑๒. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าท่ี • มนษุ ยม์ ีระบบสืบพนั ธ์ทุ ีป่ ระกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ท่ีทำ

ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเพศ หน้าที่เฉพาะ โดยรังไข่ในเพศหญิงจะทำหน้าที่ผลิตเซลล์

ชายและเพศหญงิ โดยใช้แบบจำลอง ไข่ สว่ นอณั ฑะในเพศชายจะทำหนา้ ทีส่ รา้ งเซลล์อสจุ ิ

๑๓. อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชาย • ฮอร์โมนเพศทำหนา้ ทคี่ วบคมุ การแสดงออกของลักษณะ

แ ล ะ เ พ ศ ห ญ ิ ง ท ี ่ ค ว บ ค ุ ม ก า ร ทางเพศที่แตกตา่ งกัน เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวจะมีการสร้าง
เปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัย เซลล์ไข่และเซลล์อสุจิ การตกไข่ การมรี อบเดอื น และถ้ามี
การปฏิสนธขิ องเซลล์ไข่
หน่มุ สาว
๑๔. ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของ และเซลล์อสจุ ิจะทำให้เกดิ การตงั้ ครรภ
ร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว โดยการ • การมปี ระจำเดือน มีความสัมพนั ธ์กบั การตกไข่ โดยเป็น
ดูแลรกั ษารา่ งกายและจติ ใจของตนเอง ผลจากการเปล่ยี นแปลงของระดับฮอรโ์ มนเพศหญิง
• เมอื่ เพศหญงิ มกี ารตกไข่และเซลล์ไข่ไดร้ ับการปฏิสนธกิ บั
ในช่วงทม่ี ีการเปล่ยี นแปลง
๑ ๕ . อ ธ ิ บ า ย ก า ร ต ก ไ ข่ ก า ร มี เซลล์อสุจิจะทำให้ได้ไซโกต ไซโกตจะเจริญเป็นเอ็มบรโิ อ
ประจำเดือน การปฏิสนธิ และการ และฟีตสั จนกระทง่ั คลอดเปน็ ทารก แต่ถา้ ไม่มกี ารปฏิสนธิ
พัฒนาของไซโกตจนคลอดเปน็ ทารก เซลล์ไข่จะสลายตัว ผนังด้านในมดลูกรวมทั้งหลอดเลือด
๑๖. เลอื กวธิ กี ารคุมกำเนิดที่เหมาะสม จะสลายตวั และหลุดลอกออก เรยี กว่า ประจำเดือน
• การคุมกำเนิดเป็นวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์โดย
กับสถานการณ์ทก่ี ำหนด
๑๗. ตระหนักถึงผลกระทบของการ ป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิหรือไม่ให้มีการฝังตัวของ
ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โดยการ เอ็มบริโอ ซึ่งมีหลายวธิ ี เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การกนิ
ยาคมุ กำเนิด
ประพฤติตนใหเ้ หมาะสม

ชน้ั ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ม.3 - -

มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง

พันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทาง

ชีวภาพและววิ ัฒนาการของสิ่งมชี วี ติ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ชน้ั ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ป.๒ ๑.เปรียบเทียบลักษณะของสิ่งมีชีวิต • ส่ิงทีอ่ ยรู่ อบตวั เรามีทง้ั ที่เปน็ สงิ่ มีชวี ิตและ ส่ิงไม่มีชีวิต
และ สิ่งไม่มีชีวิต จากข้อมูลที่รวบรวม สงิ่ มีชีวิตตอ้ งการอาหาร มกี ารหายใจ เจริญเติบโตขับถ่าย
ได้ เคลื่อนไหวตอบสนองต่อสิ่งเร้า และสืบพันธุ์ได้ลูกที่มี

ลักษณะคล้ายคลึงกับพ่อแม่ ส่วนสิ่งไม่มีชีวิตจะไม่มี

ลกั ษณะดงั กลา่ ว

ป.๔ ๑. จำแนกส่ิงมชี ีวิตโดยใช้ความเหมือน • สิ่งมีชีวิตมีหลายชนดิ สามารถจัดกลุ่มได้โดยใช้ ความ
และ ความแตกต่างของลักษณะของ เหมือนและความแตกต่างของลักษณะต่างๆ เช่น กลุ่มพืช
สิ่งมีชีวิต ออกเป็นกลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ สร้างอาหารเองได้และเคล่ือนทด่ี ้วย ตนเองไม่ได้กลุ่มสัตว์
และกลมุ่ ที่ไมใ่ ช่พชื และสัตว์
กนิ ส่งิ มีชวี ิตอน่ื เป็นอาหาร และเคลอื่ นที่ได้กลุ่มท่ีไม่ใช่พืช

๒. จำแนกพืชออกเป็นพืชดอกและพชื และสัตวเ์ ช่น เห็ด รา จุลินทรยี ์
ไม่มีดอก โดยใช้การมีดอกเป็นเกณฑ์ • การจำแนกพชื สามารถใช้การมดี อกเปน็ เกณฑ์ ในการ
โดยใชข้ ้อมูลทีร่ วบรวมได้ จำแนก ไดเ้ ปน็ พชื ดอกและพืชไมม่ ดี อก
๓. จำแนกสัตว์ออกเป็นสัตว์มีกระดูก • การจำแนกสัตว์สามารถใช้การมีกระดูกสันหลัง เป็น
สันหลังและ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เกณฑ์ในการจำแนกได้เป็นสัตว์มีกระดกู สันหลัง และสัตว์
โดยใชก้ ารมี กระดกู สันหลัง เป็นเกณฑ์ ไมม่ ีกระดูกสนั หลัง
• สตั ว์มีกระดูกสันหลงั มหี ลายกลุ่ม ไดแ้ ก่กลุ่มปลา กลุ่ม
โดยใชข้ ้อมลู ที่รวบรวมได้
๔. บรรยายลักษณะเฉพาะที่สังเกตได้ สตั ว์สะเทนิ น้ำสะเทินบกกลุ่มสัตว์เล้อื ยคลาน กลมุ่ นกและ
ของสัตว์มีกระดูกสันหลังในกลุ่มปลา กลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมซึ่งแต่ละกลุ่ม จะมีลักษณะ
กลุ่มสัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก กลุ่ม เฉพาะที่สงั เกตได้

สัตวเ์ ลือ้ ยคลาน กลมุ่ นก และ กลุม่ สตั ว์

เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และยกตัวอย่าง

สงิ่ มชี ีวิตในแตล่ ะกลุ่ม

ป.๕ ๑. อธิบายลักษณะทางพันธุกรรมที่มี • สิ่งมีชีวติ ทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ เมื่อโตเต็มท่จี ะมีการ
การถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกของพืช สืบพันธุเ์ พื่อเพ่ิมจำนวนและดำรงพันธ์ุ โดยลูกที่เกิดมาจะ
สัตว์ และมนษุ ย์
ได้รับการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ทำให้

ชน้ั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

๒. แสดงความอยากรู้อยากเห็น โดย มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เฉพาะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิต

การถามคำถามเกี่ยวกับลักษณะท่ี ชนดิ อืน่

คล้ายคลงึ กนั ของตนเองกบั พ่อแม่ • พืชมีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เช่น

ลักษณะของใบ สดี อก

• สัตว์มีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เช่น สีขน

ลกั ษณะของขน ลกั ษณะของหู

• มนุษย์มีการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม เช่น เชิง

ผมทห่ี นา้ ผาก ลักยม้ิ ลกั ษณะหนงั ตา การห่อล้นิ ลักษณะ

ของตง่ิ หู

ม.1 ๑. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง ยีน • ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตสามารถถ่ายทอด

ดีเอ็นเอ และโครโมโซม โดยใช้ จากรนุ่ หนึ่งไปยงั อีกรนุ่ หนึ่งได้ โดยมยี ีนเป็นหน่วยควบคุม

แบบจำลอง ลักษณะทางพนั ธุกรรม

• โครโมโซมประกอบด้วย ดีเอ็นเอ และโปรตีนขดอยู่ใน

นิวเคลียส ยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซมมีความสัมพันธ์กนั

โดยบางส่วนของ ดีเอ็นเอ ทำหน้าที่เป็นยีนที่กำหนด

ลกั ษณะของส่งิ มชี วี ิต

• สง่ิ มชี ีวิตท่ีมีโครโมโซม ๒ ชุด โครโมโซมทเ่ี ปน็ คกู่ นั มกี าร

เรียงลำดับของยีนบนโครโมโซมเหมือนกัน เรียกว่า

ฮอมอโลกัสโครโมโซม ยีนหนึ่งที่อยู่บนคู่ฮอมอโลกัส

โครโมโซม อาจมีรูปแบบแตกต่างกัน เรียกแต่ละรูปแบบ

ของยีนที่ต่างกันนี้ว่า แอลลีล ซึ่งการเข้าคู่กันของแอลลี

ลต่าง ๆ อาจสง่ ผลทำให้สิ่งมีชีวติ มลี กั ษณะทแ่ี ตกตา่ งกันได

• สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีจำนวนโครโมโซมคงที่ มนุษย์มี

จำนวนโครโมโซม ๒๓ คู่ เป็นออโตโซม ๒๒ คู่ และ

โครโมโซมเพศ ๑ คู่ เพศหญงิ มีโครโมโซมเพศเปน็ XX เพศ

ชายมโี ครโมโซมเพศเปน็ XY

๒. อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทาง • เมนเดลไดศ้ กึ ษาการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมของ

พันธุกรรมจากการผสมโดยพิจารณา ต้นถั่วชนิดหนึ่ง และนำมาสู่หลักการพื้นฐานของการ

ลัก ษณะ เดียว ที่แอลลีลเด่นข่ม ถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมของสิง่ มีชวี ติ

แอลลีลด้อยอย่างสมบูรณ์ • สิง่ มชี วี ิตทีม่ ีโครโมโซมเปน็ ๒ ชุด ยีนแต่ละตำแหน่งบนฮ

๓. อธิบายการเกิดจีโนไทป์และ อมอโลกัสโครโมโซมมี ๒ แอลลีล โดยแอลลีลหนึ่งมาจาก
ฟีโนไทป์ของลูกและคำนวณอตั ราสว่ น พ่อ และอีกแอลลีลมาจากแม่ ซึ่งอาจมีรูปแบบเดียวกัน
การเกิดจีโนไทป์ และฟีโนไทป์ของรุ่น หรือแตกตา่ งกันแอลลีลท่ีแตกต่างกันน้ี แอลลีลหนึ่งอาจมี
ลูก การแสดงออกขม่ อีกแอลลลี หนง่ึ ได้ เรยี กแอลลีลน้ันวา่ เปน็
แอลลีลเดน่ ส่วนแอลลลี ท่ถี ูกขม่ อย่างสมบรู ณ์ เรียกวา่ เปน็

แอลลลี ดอ้ ย

ช้นั ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

• เมอื่ มีการสร้างเซลล์สืบพนั ธ์ุ แอลลลี ท่ีเป็นคู่กันในแต่ละ
ฮอมอโลกัสโครโมโซมจะแยกจากกันไปสู่เซลล์สืบพันธุ์แต่
ละเซลล์ โดยแต่ละเซลล์สืบพันธุ์จะได้รับเพียง ๑ แอลลีล
และจะมาเข้าค่กู ับแอลลีลที่ตำแหนง่ เดยี วกนั ของอีกเซลล์
สืบพันธุ์หนึ่งเมื่อเกิดการปฏสิ นธิ จนเกิดเป็นจีโนไทป์และ
แสดงฟีโนไทปใ์ นรุ่นลูก

๔. อธิบายความแตกต่างของการแบ่ง • กระบวนการแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชวี ิตมี ๒ แบบ คือ ไมโท

เซลล์แบบไมโทซสิ และไมโอซสิ ซิส และไมโอซสิ

• ไมโทซสิ เปน็ การแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ร่างกาย

ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ ๒ เซลล์ ที่มีลักษณะและ

จำนวนโครโมโซมเหมือนเซลลต์ ัง้ ต้น

• ไมโอซิส เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ ผล

จากการแบ่งจะไดเ้ ซลลใ์ หม่ ๔ เซลล์ ทม่ี จี ำนวนโครโมโซม

เปน็ ครง่ึ หน่ึงของเซลลต์ งั้ ตน้ เมอื่ เกิดการปฏสิ นธิของเซลล์

สืบพันธ์ุ ลกู จะได้รบั การถ่ายทอดโครโมโซมชุดหน่ึงจากพ่อ

และอีกชุดหนึ่งจากแม่ จึงเป็นผลให้รุ่นลูกมีจำนวน

โครโมโซมเท่ากบั ร่นุ พ่อแมแ่ ละจะคงทใ่ี นทุก ๆ ร่นุ

๕. บอกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของยีน • การเปลีย่ นแปลงของยนี หรอื โครโมโซม ส่งผลใหเ้ กิดการ

หรือโครโมโซมอาจทำให้เกิดโรคทาง เปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เช่น

พันธุกรรม พร้อมทั้งยกตัวอย่างโรค โรคธาลัสซีเมียเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของยีน กลุ่ม

ทางพันธกุ รรม อาการดาวนเ์ กิดจากการเปลยี่ นแปลงจำนวนโครโมโซม

๖. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ • โรคทางพนั ธุกรรมสามารถถา่ ยทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้

เรื่องโรคทางพันธุกรรม โดยรู้ว่าก่อน ดงั น้ันก่อนแตง่ งานและมีบุตรจึงควรปอ้ งกนั โดยการตรวจ
แต่งงานควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจ และวนิ ิจฉัยภาวะเสี่ยงจากการถ่ายทอดโรคทางพันธกุ รรม

และวินิจฉัยภาวะเสี่ยงของลูกที่อาจ

เกิดโรคทางพันธกุ รรม

๗. อธิบายการใช้ประโยชน์จาก • มนษุ ยเ์ ปล่ยี นแปลงพนั ธุกรรมของส่ิงมีชีวิตตามธรรมชาติ

สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม และ เพอ่ื ให้ไดส้ ิ่งมชี ีวิตทมี่ ลี กั ษณะตามตอ้ งการ เรียกสงิ่ มชี ีวิตน้ี

ผลกระทบที่อาจมีต่อมนุษย์ และ ว่า ส่งิ มีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

ส่ิงแวดล้อม โดยใชข้ ้อมลู ท่ีรวบรวมได้ • ในปัจจุบันมนุษย์มีการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตดัดแปร

๘ . ต ร ะ ห น ั ก ถ ึ ง ป ร ะ โ ยช น ์ และ พันธุกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น การผลิตอาหาร การผลิต
ผลกระทบของสิ่งมีชีวิตดัดแปร ยารักษาโรค การเกษตร อย่างไรก็ดีสังคมยังมีความกังวล
พันธุกรรมที่อาจมีต่อมนุษย์และ เกี่ยวกับผลกระทบของสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมที่มีต่อ
ส่ิงแวดล้อมโดยการเผยแพร่ความรู้ท่ีได้ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังทำการติดตามศึกษา
จากการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมี ผลกระทบดงั กลา่ ว

ข้อมูลสนบั สนุน

ช้ัน ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

๙. เปรียบเทียบความหลากหลายทาง • ความหลากหลายทางชีวภาพ มี ๓ ระดับ ได้แก่ ความ

ชีวภาพในระดับชนิดสิ่งมีชีวิตในระบบ หลากหลายของระบบนิเวศ ความหลากหลายของชนิด

นิเวศตา่ ง ๆ สิ่งมีชีวิต และความหลากหลายทางพันธุกรรม ความ

๑๐. อธิบายความสำคัญของความ หลากหลายทางชวี ภาพน้ีมีความสำคญั ต่อการรกั ษาสมดุล

หลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อการ ของระบบนิเวศ ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทาง
รักษาสมดุลของระบบนิเวศและต่อ ชีวภาพสูงจะรักษาสมดุลได้ดีกว่าระบบนิเวศที่มีความ

มนษุ ย์ หลากหลายทางชีวภาพต่ำกว่า นอกจากนี้ความ

หลากหลายทางชีวภาพยังมีความสำคัญต่อมนุษย์ในด้าน

ต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นอาหารยารักษาโรค วัตถุดิบใน

อุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในการ
๑๑. แสดงความตระหนักในคุณค่าและ ดูแลรกั ษาความหลากหลายทางชวี ภาพใหค้ งอยู่
ความสำคัญของความหลากหลายทาง

ชีวภาพ โดยมีส่วนร่วมในการดูแล

รกั ษาความหลากหลายทางชีวภาพ

สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ

มาตรฐาน ว ๒.๑ เขา้ ใจสมบัตขิ องสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสมบัติ

ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง

สถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี

ช้นั ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ป.๑ ๑.อธิบายสมบัติที่สังเกตได้ของวัสดุที่ • วสั ดุทีใ่ ชท้ ำวัตถุทีเ่ ปน็ ของเล่น ของใช้มีหลายชนดิ เช่น
ใช้ทำวัตถุซึ่งทำจากวัสดุชนิดเดียวหรือ ผ้า แกว้ พลาสติก ยาง ไม้อฐิ หนิ กระดาษ โลหะ วัสดแุ ต่
หลายชนดิ ประกอบกัน โดยใช้หลกั ฐาน ละชนิดมีสมบัติที่สังเกตได้ต่าง ๆ เช่น สีนุ่ม แข็ง ขรุขระ
เชงิ ประจักษ์
เรยี บ ใส ขุน่ ยดื หดได้ บิดงอได้
๒.ระบุชนิดของวัสดุและจัดกลุ่มวัสดุ • สมบัตทิ ่สี ังเกตไดข้ องวัสดุแต่ละชนดิ อาจเหมือนกัน ซึ่ง
ตามสมบัติทีส่ งั เกตได้
สามารถนำมาใช้เปน็ เกณฑใ์ นการจัดกลมุ่ วัสดไุ ด้

• วัสดุบางอย่างสามารถนำมาประกอบกัน เพื่อทำเป็น

วตั ถุต่าง ๆ เชน่ ผา้ และกระดุม ใชท้ ำเสอ้ื ไม้และโลหะ ใช้

ทำกระทะ

ป.๒ ๑.เปรียบเทียบสมบตั ิการดูดซับน้ำของ • วัสดุแต่ละชนิดมีสมบัติการดูดซับน้ำแตกต่างกัน จึง
วัสดุโดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์และ นำไปทำวัตถุเพื่อใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกัน เช่น ใช้ผ้าที่
ระบุการนำสมบัติ การดูดซับน้ำของ ดูดซับน้ำได้มากทำผ้าเช็ดตัว ใช้พลาสติก ซึ่งไม่ดูดซับน้ำ
วัสดุไปประยุกต์ใช้ในการทำวัตถุ ใน ทำรม่
ชีวติ ประจำวัน

๒.อธิบายสมบัติที่สังเกตได้ของวัสดุท่ี • วัสดบุ างอย่างสามารถนำมาผสมกันซงึ่ ทำใหไ้ ด้ สมบัติ
เกิดจาก การนำวัสดุมาผสมกันโดยใช้ ท่เี หมาะสม เพ่ือนำไปใช้ประโยชนต์ าม ต้องการ เชน่ แปง้
หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
ผสมน้ำตาลและกะทิใช้ทำ ขนมไทย ปูนปลาสเตอร์ผสม

ชน้ั ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง

เยอื่ กระดาษใช้ทำกระปกุ ออมสิน ปูนผสมหิน ทราย และ

นำ้ ใชท้ ำคอนกรตี

๓.เปรียบเทียบสมบัติที่สังเกตได้ของ • การนำวัสดุมาทำเป็นวัตถุในการใช้งานตาม
วัสดุ เพื่อนำ มาทำเป็นวัตถุในการใช้ วัตถุประสงค์ข้ึนอยู่กบั สมบัติของวสั ดวุ สั ดุที่ใช้ แลว้ อาจนำ
งานตามวัตถุประสงค์ และอธิบายการ กลับมาใช้ใหม่ได้เช่น กระดาษใช้แล้ว อาจนำมาทำเป็น
นำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ โดยใช้ จรวดกระดาษ ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์ ถุงใส่ของ
หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์

๔.ตระหนักถึงประโยชน์ของการนำ

วัสดุที่ใช้แล้ว กลับมาใช้ใหม่ โดยการ

นำวัสดุท่ใี ช้แล้วกลบั มา ใช้ใหม่

ป.๓ ๑. อธิบายว่าวัตถุประกอบขึ้นจากช้ิน • วตั ถอุ าจทำจากชนิ้ สว่ นยอ่ ย ๆ ซ่งึ แตล่ ะช้ิน มีลักษณะ
ส่วนย่อย ๆ ซึ่งสามารถแยกออกจาก เหมอื นกันมาประกอบเขา้ ด้วยกนั เมอื่ แยกชิน้ ส่วนยอ่ ย ๆ
กันไดแ้ ละประกอบกัน เป็นวตั ถุช้ินใหม่ แต่ละช้ินของวัตถุออกจากกัน สามารถนำชน้ิ ส่วนเหล่าน้ัน
ได้โดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
มาประกอบเปน็ วัตถุ ชิน้ ใหมไ่ ด้เชน่ กำแพงบ้านมีก้อนอิฐ

หลาย ๆ กอ้ นประกอบเขา้ ดว้ ยกัน และสามารถนำก้อนอฐิ

จากกำแพงบ้านมาประกอบเปน็ พืน้ ทางเดินได้

๒. อธิบายการเปลี่ยนแปลงของวัสดุ • เมื่อให้ความร้อนหรือทำให้วัสดุร้อนขึ้น และเมื่อ ลด
เม่อื ทำให้ รอ้ นข้นึ หรอื ทำให้เยน็ ลง โดย ความร้อนหรือทำให้วัสดุเย็นลง วัสดุจะเกิด การ
ใช้หลกั ฐาน เชงิ ประจกั ษ์
เปล่ยี นแปลงไดเ้ ช่น สีเปล่ยี น รูปร่างเปลยี่ น

ป.๔ ๑.เปรยี บเทียบสมบัติทางกายภาพด้าน • วสั ดุแต่ละชนดิ มีสมบัติทางกายภาพแตกต่างกันวัสดุท่ี
ความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนำความ มีความแข็งจะทนต่อแรงขูดขีดวัสดุที่มีสภาพยืดหยุ่นจะ
ร้อน และการนำไฟฟา้ ของวัสดุโดยใช้ เปลี่ยนแปลงรูปร่างเมื่อมีแรงมากระทำและกลับสภาพ
หลักฐานเชิงประจักษ์จาก การทดลอง เดิมได้วัสดุท่ี นำความร้อนจะร้อนได้เร็วเมื่อได้รับความ
และระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็ง ร้อน และวัสดุที่นำไฟฟ้าได้จะให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้
สภาพยืดหยุ่น การนำความร้อน และ ดังนั้นจึงอาจนำสมบัติต่างๆมาพิจารณาเพื่อใช้ใน
การนำไฟฟ้า ของวัสดุไปใช้ใน กระบวนการออกแบบชิ้นงานเพื่อใช้ประโยชน์ใน
ชีวิตประจำวันผ่านกระบวนการ ชีวติ ประจำวนั
ออกแบบชิ้นงาน
• วัสดุเป็นสสารเพราะมีมวลและต้องการที่อยู่ สสารมี

สถานะเป็นของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส ของแข็ง มี
๒.แลกเปล่ียนความคิดกับผ้อู ่ืนโดยการ ปริมาตรและรูปร่างคงที่ของเหลวมี ปริมาตรคงที่แต่มี
อภิปราย เกี่ยวกับสมบัติทางกายภาพ รูปร่างเปลย่ี นไปตามภาชนะ เฉพาะส่วนทีบ่ รรจุของเหลว
ของวสั ดอุ ยา่ งมี เหตผุ ลจากการทดลอง ส่วนแก๊สมีปริมาตร และรูปร่างเปลี่ยนไปตามภาชนะที่
๓.เปรียบเทียบสมบัติของสสารทั้ง ๓ บรรจุ
สถานะ จาก ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต

มวล การต้องการที่อยู่ รูปร่างและ

ปรมิ าตรของสสาร

ชนั้ ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

๔. ใช้เครื่องมือเพื่อวัดมวล และ

ปรมิ าตร ของสสารท้ัง ๓ สถานะ

ป.๕ ๑. อธิบายการเปลี่ยนสถานะของสสาร • การเปลี่ยนสถานะของสสารเป็นการเปลี่ยนแปลงทาง
เมื่อทำให้สสารรอ้ นขึน้ หรอื เยน็ ลง โดย กายภาพ เมอ่ื เพมิ่ ความรอ้ นใหก้ ับสสารถึงระดับหนึ่งจะทำ
ใชห้ ลักฐานเชิงประจักษ์
ให้สสารที่เป็นของแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว

เรยี กวา่ การหลอมเหลวและเมือ่ เพมิ่ ความรอ้ นต่อไปจนถึง

อีกระดับหนึ่งของเหลวจะเปลี่ยนเป็นแก๊ส เรียกว่า การ

กลายเป็นไอ แต่เมื่อลดความร้อนลงถึงระดับหนึ่งแก๊สจะ

เปลย่ี นสถานะเปน็ ของเหลว เรียกว่าการควบแนน่ และถ้า

ลดความร้อนต่อไปอีกจนถึงระดับหน่ึงของเหลวจะเปลี่ยน

สถานะเป็นของแข็งเรียกว่า การแข็งตัว สสารบางชนิด

สามารถเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นแก๊สโดยไม่ผ่าน

การเป็นของเหลว เรียกว่า การระเหิด ส่วนแก๊สบางชนิด

สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง โดยไม่ผ่านการเป็น

ของเหลว เรยี กว่า การระเหดิ กลับ

๒. อธิบายการละลายของสารในน้ำ • เมื่อใส่สารลงในนำ้ แลว้ สารนัน้ รวมเปน็ เนอ้ื เดียวกันกับ
โดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์
นำ้ ทว่ั ทกุ ส่วน แสดงวา่ สารเกดิ การละลาย เรียกสารผสมท่ี

ไดว้ า่ สารละลาย

๓. วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสาร • เมื่อผสมสาร ๒ ชนิดขึ้นไปแล้วมีสารใหม่เกิดขึ้นซึ่งมี
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี โดย สมบัติต่างจากสารเดิมหรือเมื่อสารชนิดเดียวเกิดการ
ใช้หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
เปลี่ยนแปลงแล้วมีสารใหม่เกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลงน้ี

เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงทางเคมี ซึ่งสังเกตได้จากมีสี

หรือกลิ่นต่างจากสารเดิม หรือมีฟองแก๊ส หรือมีตะกอน

เกดิ ขึ้นหรือมีการเพ่ิมข้นึ หรือลดลงของอุณหภมู ิ

๔. วิเคราะห์และระบกุ ารเปลีย่ นแปลง • เมื่อสารเกิดการเปลีย่ นแปลงแล้ว สารสามารถเปล่ยี น
ที่ผันกลับได้และการเปลี่ยนแปลงท่ผี ัน กลับเป็นสารเดิมได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้
กลบั ไม่ได้
เช่น การหลอมเหลว การกลายเปน็ ไอการละลาย แต่สาร

บางอย่างเกดิ การเปลย่ี นแปลงแลว้ ไม่สามารถเปล่ียนกลับ

เป็นสารเดิมได้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับไม่ได้ เช่น

การเผาไหม้ การเกิดสนิม

ป.๖ ๑. อธิบายและเปรียบเทียบการแยก • สารผสมประกอบดว้ ยสารตง้ั แต่ ๒ ชนิดข้นึ ไปผสมกัน
สารผสมโดยการหยิบออก การร่อน เช่น น้ำมันผสมน้ำ ข้าวสารปนกรวดทราย วิธีการท่ี
การใช้แม่เหล็กดึงดูด การรินออก การ เหมาะสมในการแยกสารผสมขึ้นอยู่กับลักษณะและ
กรอง และการตกตะกอนโดยใช้ สมบัติของสารที่ผสมกัน ถ้าองค์ประกอบของสารผสม
หลักฐานเชิงประจักษ์รวมทั้งระบุวิธี เป็นของแขง็ กับของแขง็ ที่มขี นาดแตกต่างกนั อย่างชัดเจน
แกป้ ัญหาในชีวิตประจำวนั เกี่ยวกับการ อาจใช้วิธกี ารหยิบออกหรือการร่อนผ่านวัสดทุ ี่มรี ูถ้ามีสาร
แยกสาร
ใดสารหนึ่งเป็นสารแม่เหล็กอาจใช้วิธีการใช้แม่เหล็ก

ชนั้ ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ดึงดูด ถ้าองค์ประกอบเป็นของแข็งที่ไม่ละลายใน

ของเหลว อาจใช้วิธีการรินออกการกรอง หรือการ

ตกตะกอน ซึ่งวิธีการแยกสารสามารถนำไปใช้

ประโยชนใ์ นชีวิตประจำวันได้

ม.1 ๑. อธิบายสมบัติทางกายภาพบาง • ธาตุแต่ละชนิดมีสมบัติเฉพาะตัวและมีสมบัติทาง

ประการของธาตุโลหะ อโลหะ และก่ึง กายภาพบางประการเหมือนกันและบางประการต่างกัน

โลหะ โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ที่ได้ ซึ่งสามารถนำมาจัดกลุ่มธาตุเป็นโลหะ อโลหะ และกึ่ง

จากการสงั เกตและการทดสอบ และใช้ โลหะ ธาตุโลหะมีจุดเดือด จุดหลอมเหลวสูง มีผิวมันวาว

สารสนเทศที่ได้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ นำความรอ้ นนำไฟฟา้ ดงึ เปน็ เสน้ หรอื ตีเป็นแผน่ บาง ๆ ได้

รวมทั้งจัดกลุ่มธาตุเป็นโลหะ อโลหะ และมีความหนาแน่นทั้งสูงและต่ำ ธาตุอโลหะ มีจุดเดือด

และกงึ่ โลหะ จุดหลอมเหลวต่ำ มีผิวไม่มันวาวไม่นำความร้อน ไม่นำ

ไฟฟ้า เปราะ แตกหักง่ายและมีความหนาแน่นต่ำ ธาตุกง่ึ

โลหะมีสมบัติบางประการเหมือนโลหะ และสมบัติบาง

ประการ

เหมอื นอโลหะ

๒. วิเคราะห์ผลจากการใช้ธาตุโลหะ • ธาตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ที่สามารถแผ่รังสีได้

อโลหะ กึ่งโลหะ และธาตุกัมมันตรังสี จัดเป็นธาตกุ มั มนั ตรังสี

ที่มีต่อสิ่งมีชวี ิต สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ • ธาตมุ ที ้ังประโยชน์และโทษ การใชธ้ าตุโลหะ อโลหะ ก่ึง

และสงั คม จากขอ้ มลู ทร่ี วบรวมได้ โลหะ ธาตุกมั มนั ตรังสี ควรคำนงึ ถึงผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต

๓. ตระหนักถึงคุณค่าของการใช้ธาตุ สิง่ แวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม

โลหะ อโลหะ กง่ึ โลหะ ธาตุกัมมันตรงั สี

โดยเสนอแนวทางการใช้ธาตุอย่าง

ปลอดภัย คมุ้ คา่

๔. เปรยี บเทยี บจดุ เดอื ด จุดหลอมเหลว • สารบริสุทธิ์ประกอบด้วยสารเพียงชนิดเดียวส่วนสาร

ของสารบริสุทธ์ิ และสารผสม โดยการ ผสมประกอบด้วยสารต้ังแต่ ๒ ชนิดขึ้นไป สารบริสุทธ์แิ ต่

วดั อณุ หภูมเิ ขียนกราฟแปลความหมาย ละชนิดมีสมบัติบางประการที่เป็นค่าเฉพาะตัว เช่น จุด

ข้อมูลจากกราฟ หรอื สารสนเทศ เดือดและจุดหลอมเหลวคงที่ แต่สารผสมมีจุดเดือดและ

๕. อธิบายและเปรียบเทียบความ จดุ หลอมเหลวไม่คงท่ี ขนึ้ อยกู่ บั ชนดิ และสดั ส่วนของสารที่
หนาแนน่ ของสารบริสุทธ์แิ ละสารผสม ผสมอยดู่ ว้ ยกนั

๖. ใช้เครื่องมือเพื่อวัดมวลและ • สารบรสิ ุทธแ์ิ ต่ละชนิดมีความหนาแนน่ หรอื มวลต่อหน่ึง
ปรมิ าตรของสารบรสิ ุทธแ์ิ ละสารผสม หน่วยปริมาตรคงที่ เป็นค่าเฉพาะของสารนั้น ณ สถานะ
และอุณหภูมิหนึ่งแต่สารผสมมีความหนาแน่นไม่คงที่

ขน้ึ อยู่กับชนิด และสดั ส่วนของสารท่ผี สมอยู่ด้วยกัน

๗. อธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ • สารบริสุทธิ์แบ่งออกเป็นธาตุและสารประกอบธาตุ

ระหว่างอะตอมธาตุ และสารประกอบ ประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุดที่ยังแสดงสมบัติของธาตุ

โดยใชแ้ บบจำลองและสารสนเทศ นั้นเรียกว่า อะตอม ธาตุแต่ละชนิดประกอบด้วยอะตอม

เพียงชนิดเดียวและไม่สามารถแยกสลายเป็นสารอื่นได้

ช้นั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ด้วยวิธีทางเคมี ธาตุเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ธาตุ

สารประกอบเกิดจากอะตอมของธาตุตั้งแต่ ๒ ชนิดขึ้นไป

รวมตัวกันทางเคมีในอัตราส่วนคงท่ี มีสมบัติแตกต่างจาก

ธาตุที่เป็นองค์ประกอบ สามารถแยกเป็นธาตุได้ด้วยวิธี

ทางเคมี ธาตุและสารประกอบสามารถเขียนแทนได้ด้วย

สตู รเคมี

๘ . อธ ิบายโคร ง สร ้าง อ ะ ตอ มที่ • อะตอมประกอบดว้ ยโปรตอน นวิ ตรอน และอเิ ล็กตรอน

ประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน และ โปรตอนมีประจุไฟฟ้าบวก ธาตุชนิดเดียวกันมีจำนวน

อเิ ลก็ ตรอน โดยใช้แบบจำลอง โปรตอนเท่ากันและเป็นค่าเฉพาะของธาตุนั้น นิวตรอน

เป็นกลางทางไฟฟ้า ส่วนอิเล็กตรอนมปี ระจุไฟฟา้ ลบ เม่ือ

อะตอมมีจำนวนโปรตอนเท่ากับจำนวนอเิ ล็กตรอนจะเป็น

กลางทางไฟฟ้า โปรตอนและนิวตรอน รวมกันตรงกลาง

อะตอมเรียกว่า นิวเคลียส ส่วนอิเล็กตรอนเคลื่อนทีอ่ ยู่ใน

ท่วี า่ งรอบนิวเคลยี ส

๙. อธิบายและเปรยี บเทียบการจัดเรียง • สสารทกุ ชนดิ ประกอบด้วยอนภุ าค โดยสารชนดิ เดยี วกัน

อนุภาคแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค ที่มีสถานะของแข็ง ของเหลว แก๊ส จะมีการจัดเรียง

และการเคลื่อนทขี่ องอนภุ าคของสสาร อนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค การเคลื่อนที่ของ

ชนิดเดียวกันในสถานะของแข็ง อนุภาคแตกต่างกัน ซึ่งมีผลต่อรูปร่างและปริมาตรของ

ของเหลว และแก๊ส โดยใชแ้ บบจำลอง สสาร

• อนภุ าคของของแขง็ เรยี งชิดกนั มแี รงยดึ เหนีย่ ว ระหว่าง

อนุภาคมากที่สุด อนุภาคสั่นอยู่กับที่ทำให้มีรูปร่างและ

ปริมาตรคงที่

• อนภุ าคของของเหลวอยู่ใกล้กัน มแี รงยึดเหน่ียวระหว่าง

อนุภาคนอ้ ยกวา่ ของแขง็ แตม่ ากกว่าแก๊ส อนภุ าคเคลื่อนท่ี

ได้แต่ไม่เป็นอิสระเท่าแก๊ส ทำให้มีรูปร่างไม่คงที่ แต่

ปริมาตรคงท่ี

• อนุภาคของแก๊สอยู่ห่างกันมาก มีแรงยดึ เหน่ียวระหว่าง

อนภุ าคนอ้ ยที่สดุ อนภุ าคเคลอื่ นทไ่ี ด้อยา่ งอสิ ระทกุ ทิศทาง

ทำใหม้ รี ปู ร่างและปริมาตรไมค่ งที

๑๐. อธบิ ายความสัมพันธ์ระหวา่ ง • ความร้อนมีผลต่อการเปลี่ยนสถานะของสสารเมื่อให้

พลังงานความร้อนกับการเปลี่ยน ความร้อนแก่ของแข็ง อนุภาคของของแข็งจะมีพลังงาน

สถานะ และอณุ หภมู เิ พ่ิมขึ้นจนถึงระดับหน่ึงซึง่ ของแข็งจะใช้ความ

ของสสาร โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ร้อนในการเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกความรอ้ นท่ี

และ ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลวว่า

แบบจำลอง ความร้อนแฝงของการหลอมเหลว และอุณหภูมิขณะ

เปล่ียนสถานะจะคงที่ เรยี กอณุ หภูมินว้ี า่ จุดหลอมเหลว

ชนั้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

• เมอ่ื ใหค้ วามร้อนแก่ของเหลว อนภุ าคของของเหลวจะมี

พลังงานและอุณหภูมิเพ่ิมขึ้นจนถึงระดบั หนึ่งซึ่งของเหลว

จะใช้ความร้อนในการเปลี่ยนสถานะเปน็ แก๊ส เรียกความ

ร้อนที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นแก๊สว่า

ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอ และอุณหภูมิขณะ

เปล่ยี นสถานะจะคงท่ี เรียกอุณหภมู ินว้ี ่า จดุ เดอื ด

• เม่ือทำใหอ้ ุณหภูมิของแก๊สลดลงจนถงึ ระดับหน่ึงแก๊สจะ

เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกอุณหภูมินี้ว่า จุด

ควบแนน่ ซงึ่ มอี ุณหภูมเิ ดยี วกับจุดเดอื ดของของเหลวนน้ั

• เมื่อทำให้อุณหภูมิของของเหลวลดลงจนถึงระดับหนึ่ง

ของเหลวจะเปล่ยี นสถานะเปน็ ของแข็ง เรยี กอณุ หภูมิน้ีว่า

จุดเยือกแข็ง ซึ่งมีอุณหภูมิเดียวกับจุดหลอมเหลวของ

ของแข็งน้นั

ม.2 ๑. อธิบายการแยกสารผสมโดยการ • การแยกสารผสมให้เป็นสารบริสุทธ์ทิ ำได้หลายวิธีข้ึนอยู่

ระเหยแห้งการตกผลึก การกลั่นอย่าง กับสมบตั ขิ องสารนนั้ ๆ การระเหยแห้งใช้แยกสารละลาย

ง่าย โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การ ซ่ึงประกอบดว้ ยตัวละลายท่เี ป็นของแข็งในตัวทำละลายท่ี

สกัดด้วยตัวทำละลาย โดยใช้หลักฐาน เป็นของเหลว โดยใช้ความร้อนระเหยตวั ทำละลายออกไป

เชิงประจักษ์ จนหมดเหลือแต่ตัวละลาย การตกผลึกใช้แยกสารละลาย

ที่ประกอบด้วยตัวละลายที่เป็นของแข็งในตัวทำละลายท่ี

๒. แยกสารโดยการระเหยแห้ง การตก เป็นของเหลว โดยทำให้สารละลายอิม่ ตวั แล้วปลอ่ ยให้ตัว
ผลึก การกลนั่ อย่างง่าย โครมาโทกราฟี ทำละลายระเหยออกไปบางส่วนตวั ละลายจะตกผลึกแยก
แบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวทำ ออกมา การกลั่นอย่างง่ายใช้แยกสารละลายท่ี
ละลาย ประกอบดว้ ยตัวละลายและตวั ทำละลายท่ีเปน็ ของเหลวท่ี

มจี ุดเดือดต่างกันมาก วธิ ีนี้จะแยกของเหลวบรสิ ทุ ธ์ิ

ออกจากสารละลายโดยให้ความร้อนกับสารละลาย

ของเหลวจะเดือดและกลายเป็นไอแยกจากสารละลาย

แล้วควบแน่นกลับเป็นของเหลวอีกครั้ง ขณะที่ของเหลว

เดือด อุณหภูมิของไอจะคงท่ี โครมาโทกราฟีแบบ

กระดาษเป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีปริมาณน้อยโดยใช้

แยกสารที่มีสมบัติการละลายในตัวทำละลายและการถูก

ดูดซับด้วยตัวดูดซับแตกต่างกัน ทำให้สารแต่ละชนิด

เคลื่อนที่ไปบนตัวดดู ซับไดต้ ่างกนั สารจงึ แยกออกจากกัน

ได้ อัตราส่วนระหว่างระยะทางที่สารองค์ประกอบแต่ละ

ชนิดเคลื่อนที่ได้บนตัวดูดซับกับระยะทางที่ตัวทำละลาย

เคลื่อนที่ได้ เป็นค่าเฉพาะตัวของสารแต่ละชนิดในตัวทำ

ละลายและตวั ดูดซบั หน่งึ ๆ การสกดั ด้วยตัวทำละลายเป็น

วธิ ีการแยกสารผสมท่ีมีสมบตั ิการละลายในตัวทำละลายท่ี

ช้นั ตวั ช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ตา่ งกนั โดยชนิดของตวั ทำละลายมีผลต่อชนดิ และปริมาณ

ของสารที่สกัดได้การสกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ ใช้แยก

สารที่ระเหยง่าย ไม่ละลายน้ำ และไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำ

ออกจากสารที่ระเหยยาก โดยใช้ไอน้ำเปน็ ตัวพา

๓. นำวิธีการแยกสารไปใช้แก้ปัญหาใน • ความรู้ด้านวิทยาศาสตรเ์ กีย่ วกับการแยกสารบูรณาการ

ช ี ว ิ ต ป ร ะ จ ำ ว ั น โ ด ย บ ู ร ณ า ก า ร กับคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี โดยใช้กระบวนการทาง

วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม สามารถนำไปใชแ้ ก้ปญั หาในชวี ติ ประจำวันหรือ

และวิศวกรรมศาสตร์ ปัญหาที่พบในชุมชนหรือสร้างนวัตกรรม โดยมีขั้นตอน

ดงั น้ี

- ระบุปัญหาในชีวิตประจำวันที่เกี่ยวกับการแยกสารโดย

ใช้สมบัติทางกายภาพ หรือนวัตกรรมที่ต้องการพัฒนา

โดยใชห้ ลกั การดงั กลา่ ว

- รวบรวมข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับการแยกสารโดยใช้

สมบัติทางกายภาพที่สอดคล้องกับปัญหาที่ระบุ หรือ

นำไปส่กู ารพฒั นานวัตกรรมนัน้

- ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา หรือพัฒนานวัตกรรมท่ี

เกี่ยวกับการแยกสารในสารผสม โดยใช้สมบัติทาง

กายภาพ โดยเชื่อมโยงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์

คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการทางวิศวกรรม

รวมทั้งกำหนดและควบคุมตัวแปรอย่างเหมาะสม

ครอบคลมุ

- วางแผนและดำเนินการแกป้ ัญหา หรือพัฒนานวัตกรรม

รวบรวมข้อมูล จัดกระทำข้อมูลและเลือกวิธีการส่ือ

ความหมายทีเ่ หมาะสมในการนำเสนอผล

- ทดสอบ ประเมินผล ปรับปรุงวิธีการแก้ปัญหาหรือ

นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่

รวบรวมได้

- นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา หรือผลของนวัตกรรมท่ี

พัฒนาขึ้น และผลที่ได้ โดยใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม

และน่าสนใจ

๔. ออกแบบการทดลองและทดลองใน • สารละลายอาจมีสถานะเป็นของแขง็ ของเหลวและแก๊ส

การอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ชนิด สารละลายประกอบด้วยตวั ทำละลาย และตวั ละลาย กรณี

ตัวทำละลาย อุณหภูมิที่มีต่อสภาพ สารละลายเกดิ จากสารทีม่ ีสถานะเดยี วกัน สารทม่ี ปี รมิ าณ

ละลายได้ของสาร รวมทั้งอธิบายผล มากทีส่ ุดจัดเป็นตวั ทำละลาย กรณสี ารละลายเกิดจากสาร

ของความดันที่มีต่อสภาพละลายได้ ที่มีสถานะต่างกัน สารที่มีสถานะเดียวกันกับสารละลาย

ของสาร โดยใช้สารสนเทศ จัดเปน็ ตวั ทำละลาย

ช้นั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง

• สารละลายทตี่ ัวละลายไมส่ ามารถละลายในตัวทำละลาย

ได้อีกทอี่ ุณหภูมิหนึ่ง ๆ เรียกว่าสารละลายอิ่มตวั

• สภาพละลายได้ของสารในตัวทำละลาย เป็นค่าที่บอก

ปริมาณของสารทีล่ ะลายไดใ้ นตวั ทำละลาย ๑๐๐ กรัม จน

ได้สารละลายอิ่มตัว ณ อุณหภูมิและความดันหนึ่ง ๆ

สภาพละลายได้ของสารบ่งบอกความสามารถในการ

ละลายได้ของตัวละลายในตัวทำละลาย ซึ่งความสามารถ

ในการละลายของสารขนึ้ อย่กู ับชนิดของตวั ทำละลายและ

ตัวละลาย อณุ หภูมิ และความดัน

• สารชนิดหนึ่ง ๆ มีสภาพละลายได้แตกต่างกันในตัวทำ

ละลายที่แตกต่างกัน และสารต่างชนิดกันมีสภาพละลาย

ได้ในตัวทำละลายหน่งึ ๆ ไม่เทา่ กนั

• เม่อื อุณหภมู สิ ูงข้ึน สารสว่ นมาก สภาพละลายได้ของสาร

จะเพ่มิ ขนึ้ ยกเวน้ แกส๊ เมื่ออุณหภูมสิ ูงข้นึ สภาพการละลาย

ได้จะลดลง ส่วนความดันมีผลต่อแก๊ส โดยเมื่อความดัน

เพมิ่ ขึ้น สภาพละลายได้

จะสูงขนึ้

• ความรูเ้ กีย่ วกับสภาพละลายได้ของสาร เม่ือเปลย่ี นแปลง

ชนิดตัวละลาย ตัวทำละลาย และอุณหภูมิ สามารถ

นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น การทำน้ำเชื่อม

เข้มข้น การสกัดสารออกจากสมุนไพรให้ได้ปริมาณมาก

ทีส่ ดุ

๕. ระบปุ ริมาณตัวละลายในสารละลาย • ความเข้มข้นของสารละลาย เป็นการระบุปริมาณตัว

ในหน่วยความเข้มข้นเป็นร้อยละ ละลายในสารละลาย หน่วยความเข้มข้นมีหลายหน่วย ท่ี

ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล และ นิยมระบุเป็นหน่วยเป็นร้อยละปริมาตรต่อปริมาตร มวล

มวลตอ่ ปริมาตร ต่อมวล และมวลตอ่ ปริมาตร

• ร้อยละโดยปริมาตรตอ่ ปรมิ าตร เป็นการระบปุ รมิ าตรตัว

๖. ตระหนักถึงความสำคัญของการนำ ละลายในสารละลาย ๑๐๐ หน่วย ปริมาตรเดียวกัน นิยม
ความรู้เรื่องความเข้มข้นของสารไปใช้ ใช้กบั สารละลายท่เี ปน็ ของเหลวหรือแก๊ส

โดยยกตัวอย่างการใช้สารละลายใน • ร้อยละโดยมวลต่อมวล เป็นการระบุมวลตัวละลายใน
ชีวิตประจำวันอย่างถูกต้องและ สารละลาย ๑๐๐ หนว่ ยมวลเดยี วกันนิยมใชก้ บั สารละลาย
ท่มี สี ถานะเปน็ ของแข็ง
ปลอดภัย
• ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร เป็นการระบุมวลตัวละลาย

ในสารละลาย ๑๐๐ หน่วยปริมาตรนิยมใช้กับสารละลาย

ที่มตี ัวละลายเปน็ ของแขง็ ในตัวทำละลายทเี่ ป็นของเหลว

ชนั้ ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

• การใช้สารละลาย ในชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาจาก

ความเขม้ ข้นของสารละลาย ขึน้ อยู่กับจุดประสงคข์ องการ

ใช้งาน และผลกระทบต่อสิ่งชีวติ และส่งิ แวดลอ้ ม

ม.3 ๑. ระบุสมบัติทางกายภาพและการใช้ • พอลิเมอร์ เซรามิกส์ และวัสดุผสม เป็นวัสดุที่ใช้มากใน

ประโยชน์วัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรา ชีวิตประจำวัน

มิกส์ และวัสดุผสมโดยใช้หลักฐานเชิง • พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่เกิดจาก

ประจกั ษ์ และสารสนเทศ โมเลกุลจำนวนมากรวมตัวกันทางเคมี เช่น พลาสติก ยาง

เส้นใย ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่มีสมบัติแตกต่างกัน โดย

๒. ตระหนักถึงคุณค่าของการใช้วัสดุ พลาสติกเป็นพอลิเมอรท์ ี่ขึ้นรูปเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ ยาง

ประเภทพอลิเมอร์ เซรามิกส์ และวัสดุ ยืดหยุ่นได้ ส่วนเส้นใยเป็นพอลิเมอร์ที่สามารถดงึ เป็นเสน้
ผสม โดยเสนอแนะแนวทางการใช้วัสดุ ยาวได้พอลเิ มอรจ์ งึ ใช้ประโยชน์ได้แตกตา่ งกนั
• เซรามิกส์เปน็ วสั ดุที่ผลิตจาก ดิน หิน ทราย และแร่ธาตุ
อย่างประหยดั และค้มุ คา่
ต่าง ๆ จากธรรมชาติ และส่วนมากจะผ่านการเผาที่

อุณหภูมิสูง เพื่อให้ได้เน้ือสารท่ีแขง็ แรงเซรามิกสส์ ามารถ

ทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ สมบตั ิ

ทว่ั ไปของเซรามิกส์จะแขง็ ทนต่อการสึกกร่อนและเปราะ

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ภาชนะที่เป็น

เคร่อื งป้ันดินเผา ชนิ้ ส่วนอเิ ล็กทรอนิกส์

• วัสดุผสมเป็นวัสดุที่เกิดจากวัสดุตั้งแต่ ๒ ประเภทที่มี

สมบัติแตกต่างกันมารวมตัวกัน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้

มากขึ้น เช่น เสื้อกันฝนบางชนิดเป็นวัสดุผสมระหว่างผ้า

กบั ยาง คอนกรีตเสริมเหล็ก

เปน็ วสั ดุผสมระหว่างคอนกรตี กบั เหล็ก

• วัสดุบางชนิดสลายตัวยาก เช่น พลาสติก การใช้วัสดุ

อ ย ่ า ง ฟ ุ ่ ม เ ฟ ื อ ย แ ล ะ ไ ม ่ ร ะ ม ั ด ร ะ ว ั ง อ า จ ก ่ อ ป ั ญ ห า ต่ อ

สิง่ แวดล้อม

๓. อธิบายการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี รวมถึง • การเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของ

การจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมเมื่อ สาร เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสารใหม่ โดยสารที่

เกิดปฏิกิรยิ าเคมโี ดยใช้แบบจำลองและ เข้าทำปฏิกิริยา เรียกว่า สารตั้งต้น สารใหม่ที่เกิดขึ้นจาก

สมการข้อความ ปฏกิ ริ ยิ า เรียกว่า ผลติ ภณั ฑ์การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีสามารถ

เขยี นแทนไดด้ ว้ ยสมการข้อความ

• การเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมของสารตั้งต้นจะมีการ

จัดเรียงตัวใหม่ ได้เป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีสมบัติแตกต่างจาก

สารตั้งต้น โดยอะตอมแต่ละชนิดก่อนและหลัง

เกิดปฏกิ ิริยาเคมมี ีจำนวนเทา่ กนั

๔. อธิบายกฎทรงมวล โดยใช้หลักฐาน • เมื่อเกดิ ปฏิกิริยาเคมี มวลรวมของสารต้ังต้นเทา่ กับมวล

เชิงประจักษ์ รวมของผลิตภณั ฑ์ ซงึ่ เป็นไปตามกฎทรงมวล

ช้นั ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

๕. วิเคราะห์ปฏิกิริยาดูดความร้อน • เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี มีการถ่ายโอนความร้อนควบคู่ไป

และปฏิกิริยาคายความร้อน จากการ กบั การจัดเรยี งตวั ใหม่ของอะตอมของสารปฏกิ ิรยิ าท่ีมีการ

เปลี่ยนแปลงพลังงานความร้อนของ ถา่ ยโอนความร้อนจากสิง่ แวดล้อมเขา้ ส่รู ะบบเปน็ ปฏกิ ิริยา

ปฏกิ ิรยิ า ดูดความร้อน ปฏิกิริยาที่มีการถ่ายโอนความร้อนจาก

ระบบออกส่สู ง่ิ แวดล้อมเปน็ ปฏิกิริยาคายความรอ้ น โดยใช้

เครื่องมือที่เหมาะสมในการวัดอุณหภูมิ เช่น เทอร์มอ

มิเตอร์ หัววัดที่สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของ

อณุ หภมู ไิ ด้อยา่ งต่อเนอื่ ง

๖. อธิบายปฏิกิริยาการเกิดสนิมของ • ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำวันมีหลายชนิด เช่น

เหล็ก ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดสนิมของเหล็กปฏกิ ิริยาของ

ปฏกิ ริ ิยาของกรดกับเบส และปฏิกิริยา กรดกับโลหะ ปฏิกิริยาของกรดกับเบส ปฏิกิริยาของเบส

ของเบสกับโลหะ โดยใช้หลักฐานเชิง กบั โลหะ การเกดิ ฝนกรด การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ปฏิกริ ิยา

ประจักษ์ และอธิบายปฏิกิริยาการเผา เคมสี ามารถเขียนแทนได้ด้วยสมการข้อความ ซ่งึ แสดงช่ือ

ไหม้ การเกิดฝนกรด การสังเคราะห์ ของสารต้ังตน้ และผลติ ภัณฑ์ เช่น

ด้วยแสง โดยใช้สารสนเทศ รวมทั้ง เชื้อเพลิง + ออกซิเจน → คาร์บอนไดออกไซด์ + น้ำ
เขียนสมการข้อความแสดงปฏิกิริยา ปฏิกิริยาการเผาไหม้เป็นปฏิกิริยาระหว่างสารกับ
ดังกล่าว
ออกซิเจน สารที่เกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ส่วนใหญ่เป็น

สารประกอบท่ีมีคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ

ซึ่งถ้าเกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ จะได้ผลิตภัณฑ์เป็น

คารบ์ อนไดออกไซด์และน้ำ

• การเกิดสนิมของเหล็ก เกิดจากปฏิกิริยาเคมี ระหว่าง

เหล็ก น้ำ และออกซเิ จน ไดผ้ ลิตภณั ฑ์เป็นสนิมของเหล็ก

• ปฏิกิริยาการเผาไหม้และการเกิดสนิมของเหล็ก เป็น

ปฏิกิรยิ าระหว่างสารตา่ ง ๆ กบั ออกซเิ จน

• ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ กรดทำปฏิกิริยากับโลหะได้

หลายชนิด ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือของโลหะและแก๊ส

ไฮโดรเจน

• ปฏิกิริยาของกรดกับสารประกอบคาร์บอเนตได้

ผลิตภัณฑ์เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกลือของโลหะ

และน้ำ

• ปฏิกิริยาของกรดกับเบส ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือของ

โลหะและนำ้ หรืออาจไดเ้ พยี งเกลอื ของโลหะ

• ปฏิกิริยาของเบสกับโลหะบางชนิด ได้ผลิตภัณฑ์เป็น

เกลือของเบสและแก๊สไฮโดรเจน

• การเกิดฝนกรด เป็นผลจากปฏิกิริยาระหว่างน้ำฝนกับ

ออกไซด์ของไนโตรเจน หรือออกไซด์ของซัลเฟอร์ ทำให้

นำ้ ฝนมสี มบตั เิ ป็นกรด

ช้ัน ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

• การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช เป็นปฏิกิริยาระหว่าง

แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ โดยมีแสงช่วยในการ

เกิดปฏิกิริยา ได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำตาลกลูโคสและ

ออกซิเจน

๗. ระบุประโยชนแ์ ละโทษของปฏกิ ริ ิยา • ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำวันมีทั้งประโยชน์และ

เคมีที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม โทษตอ่ สง่ิ มชี ีวิตและสิ่งแวดล้อม จึงต้องระมดั ระวงั ผลจาก

และยกตัวอย่างวิธีการป้องกันและ ปฏิกิริยาเคมี ตลอดจนรู้จักวิธีป้องกันและแกป้ ัญหาที่เกิด

แก้ปัญหาที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่พบ จากปฏิกิริยาเคมที ่พี บในชีวติ ประจำวัน

ในชีวติ ประจำวัน จากการสบื คน้ ข้อมูล • ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี สามารถนำไปใช้ประโยชน์

๘ . อ อ ก แ บ บ ว ิ ธ ี แ ก ้ ป ั ญ ห า ใ น ในชีวิตประจำวัน และสามารถบูรณาการกับคณิตศาสตร์
ชีวิตประจำวัน โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์
ป ฏ ิ ก ิ ร ิ ย า เ ค มี โ ด ย บ ู ร ณ า ก า ร เพื่อใช้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพตามต้องการหรือ
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์เทคโนโลยี อาจสร้างนวัตกรรมเพื่อปอ้ งกนั และแกป้ ัญหาทเ่ี กิดข้ึนจาก
ปฏิกิริยาเคมี โดยใชค้ วามรูเ้ กยี่ วกบั ปฏิกิรยิ าเคมี เช่น การ
และวิศวกรรมศาสตร์
เปลี่ยนแปลงพลังงานความร้อนอันเนื่องมาจากปฏิกิริยา

เคมีการเพ่ิมปริมาณผลผลติ

มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ

ลักษณะการเคลื่อนท่แี บบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทง้ั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ช้ัน ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ป.๓ ๑ . ร ะ บุผลของ แร ง ที่มีต่ อ ก า ร • การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงกระทำต่อ วัตถุ
เปล่ยี นแปลง การเคลื่อนทข่ี องวตั ถุจาก แรงมีผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุแรงอาจ ทำให้วัตถุเกิด
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์
การเคลื่อนที่โดยเปลี่ยนตำแหน่ง จากที่หนึ่งไปยังอีกท่ี

หนง่ึ

• การเปลย่ี นแปลงการเคลอ่ื นท่ีของวัตถุได้แก่ วัตถุท่ีอยู่

นิ่งเปลี่ยนเปน็ เคลื่อนที่ วัตถุที่กำลัง เคลื่อนที่เปลี่ยนเป็น

เคลื่อนที่เร็วขึ้นหรือช้าลง หรือหยุดนิ่ง หรือเปลี่ยนทิศ

ทางการเคลอ่ื นที

๒. เปรียบเทียบและยกตัวอย่างแรง • การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงที่เกิดจาก วัตถุ
สัมผัสและ แรงไม่สัมผัสที่มีผลต่อการ หนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสอง อาจสัมผัส
เคลื่อนที่ของวัตถุ โดยใช้หลักฐานเชิง หรือไม่ต้องสัมผัสกัน เช่น การออกแรง โดยใช้มือดึงหรอื
ประจักษ์
การผลักโตะ๊ ใหเ้ คลอื่ นท่ีเป็นการ ออกแรงท่ีวัตถุต้องสัมผัส

กัน แรงนี้จึงเป็น แรงสัมผัสส่วนการทีแ่ ม่เหล็กดึงดดู หรอื

ผลักระหว่าง แม่เหล็กเป็นแรงที่เกิดขึ้นโดยแม่เหล็กไม่

จำเป็น ต้องสมั ผัสกัน แรงแมเ่ หล็กนจ้ี งึ เปน็ แรงไมส่ ัมผัส

ช้ัน ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

๓. จำแนกวัตถุโดยใช้การดึงดูดกับ • แมเ่ หล็กสามารถดึงดดู สารแมเ่ หล็กได้
แม่เหล็ก เป็นเกณฑ์จากหลักฐานเชิง • แรงแม่เหล็กเปน็ แรงท่ีเกิดขนึ้ ระหว่างแม่เหลก็ กบั สาร
ประจกั ษ์
แม่เหล็ก หรือแม่เหล็กกับแม่เหล็ก แม่เหล็ก มี๒ ขั้ว คือ
๔. ระบุขั้วแม่เหล็กและพยากรณ์ผลท่ี ขั้วเหนือและขั้วใต้ ขั้วแม่เหล็กชนิดเดียวกันจะผลักกัน
เกิดขึ้น ระหว่างขั้วแม่เหล็กเมื่อนำมา ต่างชนดิ กัน จะดงึ ดูดกัน
เขา้ ใกล้กันจาก หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์

ป.๔ ๑. ระบุผลของแรงโน้มถ่วงที่มีต่อวัตถุ • แรงโน้มถ่วงของโลกเป็นแรงดึงดูดที่โลกกระทำต่อ
จากหลักฐาน เชิงประจักษ์
วัตถุมีทิศทางเข้าสู่ศูนย์กลางโลก และเป็นแรงไม่สัมผัส

๒. ใช้เครื่องชั่งสปริงในการวัดน้ำหนัก แรงดงึ ดดู ทโี่ ลกกระทำกบั วัตถุหน่งึ ๆ ทำใหว้ ัตถตุ กลงส่พู ้ืน
ของวัตถุ โลกและทำให้วัตถุมีน้ำหนัก วัดน้ำหนักของวัตถุได้จาก
เครื่องชั่งสปริง น้ำหนัก ของวัตถุขึ้นกบั มวลของวัตถุโดย

วัตถุที่มีมวลมาก จะมีน้ำหนักมากวัตถุที่มีมวลน้อยจะมี

๓. บรรยายมวลของวัตถุที่มีผลต่อการ นำ้ หนกั นอ้ ย
เปลี่ยนแปลง การเคลอ่ื นท่ีของวตั ถจุ าก
หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ • มวล คือ ปริมาณเนื้อของสสารทั้งหมดที่ประกอบ กัน
เปน็ วัตถซุ ึ่งมีผลต่อความยากงา่ ยในการ เปลย่ี นแปลงการ
เคลื่อนที่ของวัตถุวัตถุที่มี มวลมากจะเปลี่ยนแปลงการ

เคลื่อนที่ได้ยากกวา่ วัตถทุ ี่มีมวลน้อย ดังนั้นมวลของวัตถุ

นอกจาก จะหมายถึงเนื้อทั้งหมดของวัตถุนั้นแล้วยัง

หมายถึงการต้านการเปลีย่ นแปลง การเคลื่อนทีข่ องวัตถุ

น้นั ด้วย

ป.๕ ๑. อธิบายวิธีการหาแรงลัพธ์ของแรง • แรงลัพธ์เป็นผลรวมของแรงที่กระทำต่อวัตถุ โดยแรง
หลายแรงในแนวเดียวกันที่กระทำต่อ ลัพธ์ของแรง ๒ แรงที่กระทำต่อวัตถุเดียวกันจะมีขนาด
วัตถุในกรณีที่วัตถุอยู่นิ่งจากหลักฐาน เท่ากับผลรวมของแรงทั้งสองเมื่อแรงทั้งสองอยู่ในแนว
เชงิ ประจกั ษ์
เดียวกันและมที ศิ ทางเดียวกันแต่จะมีขนาดเทา่ กับผลต่าง
๒. เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระทำ ของแรงทั้งสองเมื่อแรงทั้งสองอยู่ในแนวเดียวกันแต่มีทิศ
ต่อวัตถุที่อยู่ในแนวเดียวกันและแรง ทางตรงข้ามกัน สำหรับวัตถุที่อยู่นิ่งแรงลัพธ์ที่กระทำต่อ
ลพั ธ์ท่กี ระทำต่อวตั ถุ
วัตถมุ ีคา่ เปน็ ศูนย์
๓. ใช้เครื่องชั่งสปริงในการวัดแรงที่ • การเขียนแผนภาพของแรงที่กระทำต่อวัตถุสามารถ
กระทำตอ่ วัตถุ
เขียนได้โดยใช้ลูกศร โดยหัวลูกศรแสดงทิศทางของแรง

และความยาวของลูกศรแสดงขนาดของแรงที่กระทำต่อ

วัตถุ

๔. ระบผุ ลของแรงเสยี ดทานทม่ี ีต่อการ • แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของ
เปลย่ี นแปลงการเคลือ่ นท่ีของวัตถุจาก วัตถุ เพื่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้น โดยถ้าออกแรง
หลักฐานเชิงประจกั ษ์
กระทำตอ่ วัตถทุ ีอ่ ย่นู ่งิ บนพื้นผวิ หน่ึงให้เคลื่อนท่ี แรงเสียด

ชัน้ ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

๕. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทาน ทานจากพื้นผิวนั้นก็จะต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ แต่ถ้า

และแรงที่อยู่ในแนวเดียวกันที่กระทำ วัตถุกำลังเคลื่อนที่แรงเสียดทานก็จะทำให้วัตถุน้ัน

ตอ่ วัตถุ เคลื่อนทีช่ า้ ลงหรือหยดุ นง่ิ

ป.๖ ๑. อธิบายการเกิดและผลของแรง • วัตถุ ๒ ชนิดทผ่ี ่านการขัดถูแลว้ เมื่อนำเขา้ ใกล้กันอาจ
ไฟฟ้าซึ่งเกิดจากวัตถุที่ผ่านการขัดถู ดึงดูดหรือผลักกัน แรงที่เกิดขึ้นนี้เป็นแรงไฟฟ้า ซึ่งเป็น
โดยใชห้ ลักฐานเชิงประจักษ์
แรงไม่สมั ผัส เกดิ ขึน้ ระหว่างวัตถุทม่ี ปี ระจุไฟฟ้า ซง่ึ ประจุ

ไฟฟ้ามี ๒ ชนิด คือประจุไฟฟ้าบวกและประจุไฟฟ้าลบ

วตั ถทุ มี่ ปี ระจไุ ฟฟา้ ชนดิ เดียวกนั ผลักกัน ชนดิ ตรงข้ามกัน

ดึงดดู กัน

ม.1 ๑ . ส ร ้ า ง แ บ บ จ ำ ล อง ท ี ่อ ธ ิ บาย • เมื่อวัตถอุ ยูใ่ นอากาศจะมีแรงที่อากาศกระทำต่อวตั ถุใน

ความสัมพันธ์ระหว่างความดันอากาศ ทุกทิศทาง แรงที่อากาศกระทำต่อวัตถุขึ้นอยู่กับขนาด

กบั ความสงู จากพ้นื โลก พนื้ ทีข่ องวัตถนุ ้นั แรงท่ีอากาศกระทำตง้ั ฉากกบั ผิววัตถุต่อ

หนึ่งหน่วยพ้ืนท่เี รยี กวา่ ความดนั อากาศ

• ความดันอากาศมีความสัมพันธ์กับความสูงจากพื้นโลก

โดยบริเวณท่ีสูงจากพื้นโลกขึ้นไปอากาศเบาบางลง มวล

อากาศน้อยลง ความดนั อากาศกจ็ ะลดลง

ม.2 ๑. พยากรณ์การเคลื่อนที่ของวัตถุท่ี แรงเป็นปรมิ าณเวกเตอร์ เมื่อมแี รงหลาย ๆ แรงกระทำตอ่

เป็นผลของแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรง วัตถุ แลว้ แรงลัพธ์ที่กระทำตอ่ วัตถมุ ีคา่ เปน็ ศนู ย์ วัตถุจะไม่

หลายแรงที่กระทำต่อวัตถุในแนว เปลย่ี นแปลงการเคล่อื นที่แต่ถา้ แรงลพั ธ์ท่ีกระทำต่อวัตถุมี

เดียวกนั จากหลักฐานเชงิ ประจักษ์ ค่าไมเ่ ป็นศนู ยว์ ตั ถจุ ะเปลยี่ นแปลงการเคล่ือนที

๒. เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรง

ลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระทำ

ตอ่ วัตถใุ นแนวเดียวกัน

๓. ออกแบบการทดลองและทดลอง • เมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงที่ของเหลวกระทำต่อ

ด้วยวิธีท่ีเหมาะสมในการอธิบายปัจจัย วัตถใุ นทกุ ทิศทาง โดยแรงทข่ี องเหลวกระทำต้ังฉากกับผิว

ทมี่ ีผลต่อความดันของของเหลว วตั ถุต่อหนึง่ หนว่ ยพืน้ ที่ เรียกว่าความดนั ของของเหลว

• ความดันของของเหลวมีความสัมพันธ์กับความลึกจาก

ระดับผิวหน้าของของเหลว โดยบริเวณที่ลึกลงไปจาก

ระดับผิวหน้าของของเหลวมากขึ้นความดันของของเหลว

จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากของเหลวที่อยู่ลึกกว่า จะมีน้ำหนัก

ของของเหลวด้านบนกระทำมากกว่า

๔. วิเคราะห์แรงพยุงและการจม การ • เมื่อวัตถุอยใู่ นของเหลว จะมแี รงพยุงเนื่องจากของเหลว

ลอยของวัตถุในของเหลวจากหลักฐาน กระทำต่อวตั ถุ โดยมีทิศขึ้นในแนวดิง่ การจมหรือการลอย

เชงิ ประจักษ์ ของวัตถุขึ้นกับน้ำหนักของวัตถุและแรงพยุง ถ้าน้ำหนัก

๕. เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระทำ ของวัตถุและแรงพยุงของของเหลวมีค่าเท่ากัน วัตถุจะ
ลอยน่งิ อย่ใู นของเหลว แต่ถ้านำ้ หนักของวตั ถมุ ีคา่ มากกว่า
ตอ่ วัตถุในของเหลว
แรงพยุงของของเหลววตั ถจุ ะจม

ช้นั ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง

๖. อธิบายแรงเสียดทานสถิตและแรง • แรงเสยี ดทานเป็นแรงที่เกิดขนึ้ ระหว่างผิวสมั ผัสของวัตถุ

เสียดทานจลน์จากหลัก ฐาน เ ชิง เพื่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้นโดยถ้าออกแรงกระทำ

ประจกั ษ์ ต่อวัตถุที่อยู่นิ่งบนพื้นผิวให้เคลื่อนที่ แรงเสียดทานก็จะ

ต้านการเคลอ่ื นท่ขี องวตั ถุ แรงเสยี ดทานท่ีเกดิ ขนึ้ ในขณะที่

วัตถุยังไม่เคลื่อนที่เรียก แรงเสียดทานสถิต แต่ถ้าวัตถุ

กำลังเคลอื่ นท่ี แรงเสียดทานก็จะทำใหว้ ัตถนุ ัน้ เคลื่อนที่ช้า

ลงหรือหยดุ นิ่ง เรียก แรงเสยี ดทานจลน์

๗. ออกแบบการทดลองและทดลอง • ขนาดของแรงเสียดทานระหว่างผวิ สัมผัสของวัตถุข้ึนกับ

ด้วยวิธีท่ีเหมาะสมในการอธิบายปัจจยั ลักษณะผิวสัมผัสและขนาดของแรงปฏิกิริยาตั้งฉาก

ที่มีผลต่อขนาดของแรงเสียดทาน ระหว่างผิวสมั ผสั

วิธีการลดหรือเพิม่ แรงเสียดทานที่เป็น • กจิ กรรมในชีวติ ประจำวันบางกิจกรรมต้องการแรงเสียด

ประโยชน์ต่อการทำกิจกรรมใน ทาน เช่น การเปิดฝาเกลียวขวดน้ำ การใช้แผ่นกันลื่นใน

ชีวิตประจำวนั ห้องน้ำ บางกิจกรรมไม่ต้องการแรงเสียดทาน เช่น การ

๘. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทาน ลากวัตถบุ นพ้ืนการใชน้ ้ำมันหล่อลื่นในเคร่ืองยนต์
• ความรู้เรื่องแรงเสียดทานสามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน
และแรงอน่ื ๆ ที่กระทำต่อวตั ถุ
๙. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ ชีวติ ประจำวันได้

เ ร ื ่ อ ง แ ร ง เ ส ี ย ด ท า น โ ด ย ว ิ เ ค ร า ะ ห์

สถานการณป์ ญั หาและเสนอแนะ

๑๐. ออกแบบการทดลองและทดลอง • เมื่อมีแรงที่กระทำต่อวตั ถุโดยไม่ผ่านศนู ย์กลางมวลของ

ด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบาย วตั ถุ จะเกิดโมเมนต์ของแรง ทำให้วตั ถหุ มนุ รอบศูนยก์ ลาง

โมเมนต์ของแรง เมื่อวัตถุอยู่ในสภาพ มวลของวตั ถนุ ั้น

สมดุลต่อการหมุน และคำนวณโดยใช้ • โมเมนต์ของแรงเป็นผลคูณของแรงที่กระทำต่อวัตถุกับ

สมการ M = Fl ระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแนวแรง เมื่อผลรวม

ของโมเมนต์ของแรงมีค่าเป็นศูนย์วัตถุจะอยู่ในสภาพ

สมดุลต่อการหมุน โดยโมเมนต์ของแรงในทิศทวนเข็ม

นาฬิกาจะมีขนาดเท่ากับโมเมนต์ของแรงในทิศตามเข็ม

นาฬกิ า

• ของเล่นหลายชนิดประกอบด้วยอุปกรณ์หลายส่วนที่ใช้

หลักการโมเมนต์ของแรง ความรู้เรื่องโมเมนต์ของแรง

สามารถนำไปใช้ออกแบบและประดิษฐข์ องเล่นได

1๑ . เ ป ร ี ย บ เ ท ี ย บ แ ห ล ่ ง ข อ ง • วตั ถทุ มี่ ีมวลจะมีสนามโนม้ ถ่วงอยู่โดยรอบแรงโน้มถ่วงที่

สนามแม่เหล็กสนามไฟฟ้า และสนาม กระทำต่อวัตถทุ ่ีอยู่ในสนามโนม้ ถ่วงจะมีทิศพุ่งเข้าหาวัตถุ

โน้มถ่วง และทิศทางของแรงที่กระทำ ทเ่ี ปน็ แหลง่ ของสนามโนม้ ถ่วง

ตอ่ วัตถุที่อยู่ในแต่ละสนามจากข้อมูลที่

รวบรวมได้

ชนั้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

๑๒. เขียนแผนภาพแสดงแรงแม่เหล็ก • วตั ถทุ ่ีมีประจไุ ฟฟา้ จะมสี นามไฟฟา้ อยโู่ ดยรอบแรงไฟฟ้า

แรงไฟฟ้าและแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อ ที่กระทำต่อวัตถุที่มีประจุจะมีทิศพุ่งเข้าหาหรือออกจาก

วัตถุ วตั ถทุ ่ีมปี ระจทุ ีเ่ ป็นแหล่งของสนามไฟฟา้

• วัตถุที่เป็นแม่เหล็กจะมีสนามแม่เหล็กอยู่โดยรอบแรง

แม่เหล็กทกี่ ระทำตอ่ ขวั้ แมเ่ หล็กจะมที ิศพ่งุ เขา้ หาหรือออก

จากขัว้ แมเ่ หลก็ ท่เี ปน็ แหล่งของสนามแมเ่ หลก็

๑๓. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง • ขนาดของแรงโน้มถ่วง แรงไฟฟ้า และแรงแม่เหล็กที่

ขนาดของแรงแม่เหล็ก แรงไฟฟา้ และ กระทำต่อวัตถุที่อยู่ในสนามนั้น ๆ จะมีค่าลดลงเมื่อวัตถุ

แรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อวัตถุที่อยู่ใน อยหู่ ่างจากแหล่งของสนามนนั้ ๆ มากข้นึ

สนามนั้น ๆ กับระยะห่างจากแหล่ง

ของสนามถึงวัตถุจากข้อมูลที่รวบรวม

ได้

๑๔. อธิบายและคำนวณอัตราเร็วและ • การเคลื่อนที่ของวัตถุเป็นการเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุ

ความเร็วของการเคลื่อนที่ของวัตถุ เทียบกับตำแหน่งอ้างอิง โดยมีปริมาณที่เกี่ยวข้องกับการ

โดยใช้สมการ เคลื่อนที่ซึ่งมีทัง้ ปริมาณสเกลาร์และปริมาณเวกเตอร์ เช่น

จากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ ระยะทาง อัตราเร็ว การกระจดั ความเรว็ ปริมาณสเกลาร์

เป็นปริมาณที่มีขนาด เช่น ระยะทาง อัตราเร็วปริมาณ
๑๕. เขียนแผนภาพแสดงการกระจัด เวกเตอร์เป็นปริมาณที่มีทั้งขนาด และทิศทาง เช่น การ
และความเรว็
กระจดั ความเร็ว

• เขียนแผนภาพแทนปริมาณเวกเตอร์ได้ด้วยลูกศรโดย

ความยาวของลูกศรแสดงขนาดและหัวลูกศรแสดงทิศทาง

ของเวกเตอร์น้ัน ๆ

• ระยะทางเป็นปริมาณสเกลาร์ โดยระยะทางเป็นความ

ยาวของเสน้ ทางท่ีเคล่ือนท่ไี ด้

• การกระจัดเป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยการกระจัดมีทิศช้ี

จากตำแหน่งเริ่มต้นไปยังตำแหน่งสุดท้ายและมีขนาด

เทา่ กับระยะท่ีส้นั ท่สี ุดระหวา่ งสองตำแหน่งนนั้

• อตั ราเร็วเปน็ ปรมิ าณสเกลาร์ โดยอตั ราเร็วเป็นอัตราส่วน

ของระยะทางตอ่ เวลา

• ความเร็วปริมาณเวกเตอร์มีทิศเดียวกับทิศของการ

กระจัด โดยความเร็วเป็นอัตราส่วนของการกระจัดต่อ

เวลา

มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ี
เก่ยี วขอ้ งกบั เสยี ง แสง และคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ช้นั ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง

ป.๑ ๑.บรรยายการเกิดเสียงและทิศ • เสียงเกิดจากการสนั่ ของวัตถุวัตถุท่ีทำให้เกดิ เสียง เป็น
ทางการเคล่อื นทขี่ องเสยี งจากหลักฐาน แหล่งกำเนิดเสียง ซึ่งมีทั้งแหล่งกำเนิดเสียง ตาม
เชิงประจกั ษ์
ธรรมชาติและแหล่งกำเนิดเสียงที่มนุษย์ สร้างขึ้น เสียง

เคลอ่ื นทีอ่ อกจากแหลง่ กำเนิดเสยี ง ทุกทศิ ทาง

ป.๒ ๑.บรรยายแนวการเคลื่อนที่ของแสง • แสงเคลอ่ื นทจี่ ากแหล่งกำเนดิ แสงทกุ ทิศทาง เป็นแนว
จาก แหล่งกำเนิดแสง และอธิบายการ ตรง เม่ือมีแสงจากวัตถมุ าเข้าตาจะทำให้ มองเห็นวัตถุน้ัน
มองเหน็ วัตถุ จากหลักฐานเชงิ ประจักษ์ การมองเห็นวัตถุที่เป็น แหล่งกำเนิดแสงแสงจากวัตถุน้นั
๒.ตระหนักในคุณค่าของความรู้ของ จะเข้าสู่ตาโดยตรง ส่วนการมองเห็นวัตถุที่ไม่ใช่
การมองเห็น โดยเสนอแนะแนว แหล่งกำเนิดแสง ต้องมี แสงจากแหล่งกำเนิดแสงไป
ทางการป้องกันอันตราย จากการมอง กระทบวัตถุแล้ว สะท้อนเข้าตา ถ้ามีแสงที่สว่างมาก ๆ
วัตถุที่อยู่ในบริเวณที่มีแสงสว่าง ไม่ เข้าสู่ตา อาจเกิดอันตรายต่อตาได้จึงต้องหลีกเลี่ยง การ
เหมาะสม
มองหรือใช้แผ่นกรองแสงที่มีคุณภาพ เมื่อจำเป็น และ

ต้องจัดความสวา่ งให้เหมาะสม กับการทำกิจกรรมต่าง ๆ

เช่น การอ่านหนังสือ การดูจอโทรทัศน์การใช้

โทรศพั ท์เคลอ่ื นท่ี และแท็บเลต็

ป.๓ ๑. ยกตวั อย่างการเปลีย่ นพลังงานหน่ึง • พลังงานเป็นปริมาณที่แสดงถึงความสามารถ ในการ
ไปเป็นอีก พลังงานหนึ่งจากหลักฐาน ทำงาน พลังงานมีหลายแบบ เช่น พลังงานกล พลังงาน
เชิงประจกั ษ์
ไฟฟ้า พลงั งานแสง พลงั งานเสียง และพลังงานความร้อน

โดย พลังงานสามารถเปลี่ยนจากพลังงานหนึง่ ไปเป็น อีก

พลังงานหนึ่งได้เชน่ การถูมือจนรู้สกึ ร้อน เป็นการเปลี่ยน

พลงั งานกลเปน็ พลังงานความร้อน แผงเซลล์สรุ ยิ ะเปล่ียน

พลังงานแสงเป็น พลังงานไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า

เปลยี่ นพลงั งานไฟฟา้ เปน็ พลงั งานอนื่

๒. บรรยายการทำงานของเครื่อง • ไฟฟ้าผลิตจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งใช้พลังงาน จาก
กำเนิดไฟฟา้ และ ระบแุ หลง่ พลงั งานใน แหล่งพลงั งานธรรมชาติหลายแหล่ง เช่น พลังงานจากลม
การผลติ ไฟฟา้ จากข้อมลู ท่ีรวบรวมได้ พลงั งานจากนำ้ พลังงานจาก แกส๊ ธรรมชาติ

๓. ตระหนักในประโยชน์และโทษของ • พลังงานไฟฟ้ามีความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน การใช้
ไฟฟ้า โดย นำเสนอวิธีการใช้ไฟฟ้า ไฟฟ้านอกจากต้องใชอ้ ยา่ งถูกวธิ ีประหยัด และคุ้มค่าแล้ว
อย่างประหยัด และ ปลอดภัย
ยงั ตอ้ งคำนงึ ถึงความปลอดภยั ด้วย

ป.๔ ๑.จำแนกวัตถุเป็นตัวกลางโปร่งใส • เมื่อมองสิ่งต่างๆโดยมีวัตถุต่างชนิดกันมากั้นแสง จะ
ตัวกลางโปร่งแสง และวัตถุทึบแสง ทำให้ลักษณะการมองเห็นสิ่งนั้นๆ ชัดเจน ต่างกัน จึง
จากลักษณะการมองเห็นสง่ิ ตา่ ง ๆ ผา่ น จำแนกวัตถุที่มากั้นออกเป็น ตัวกลางโปร่งใสซึ่งทำให้
วัตถุนั้นเป็นเกณฑ์ โดยใช้หลักฐานเชิง มองเหน็ สงิ่ ต่างๆได้ชัดเจน ตัวกลางโปรง่ แสงทำให้มองเห็น
ประจกั ษ์
สิ่งต่าง ๆ ได้ไม่ชัดเจน และวัตถุทึบแสงทำให้มองไม่เห็น

สง่ิ ตา่ ง ๆ นัน้

ชนั้ ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ป.๕ ๑. อธิบายการได้ยินเสียงผ่านตัวกลาง • การได้ยินเสียงต้องอาศัยตัวกลาง โดยอาจเป็น
จากหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์
ของแข็ง ของเหลว หรืออากาศ เสียงจะส่งผ่านตัวกลาง

มายงั หู

๒. ระบุตัวแปร ทดลอง และอธิบาย • เสียงที่ได้ยินมีระดับสูงต่ำของเสียงต่างกันขึ้นกับ
ลกั ษณะและการเกิดเสยี งสงู เสยี งตำ่ ความถี่ของการสั่นของแหล่งกำเนิดเสียง โดยเม่ือ
๓. ออกแบบการทดลองและอธิบาย แหล่งกำเนิดเสียงสั่นด้วยความถี่ต่ำจะเกิดเสียงต่ำแต่ถ้า
ลักษณะและการเกิดเสียงดัง เสียงคอ่ ย สน่ั ด้วยความถ่ีสูงจะเกิดเสียงสงู สว่ นเสียงดังค่อยที่ได้ยิน
๔. วัดระดับเสียงโดยใช้เครื่องมือวัด ขึ้นกับพลังงานการสั่นของแหล่งกำเนิดเสียง โดยเมื่อ
ระดับเสยี ง
แหล่งกำเนิดเสียงสั่นดว้ ยพลังงานมากจะเกดิ เสียงดงั แต่

๕. ตระหนักในคุณค่าของความรู้เรื่อง ถ้าแหลง่ กำเนดิ เสยี งสน่ั ดว้ ยพลงั งานน้อยจะเกดิ เสียงคอ่ ย
ระดับเสียงโดยเสนอแนะแนวทางใน • เสียงดังมาก ๆ เป็นอันตรายต่อการได้ยินและเสียงท่ี
การหลกี เลย่ี งและลดมลพษิ ทางเสยี ง ก่อให้เกิดความรำคาญเป็นมลพิษทางเสียง เดซิเบลเป็น

หนว่ ยทบ่ี อกถงึ ความดงั ของเสยี ง

ป.๖ ๑.ระบุส่วนประกอบและบรรยาย • วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้า
หน้าที่ของแต่ละส่วนประกอบของ สายไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า
วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายจากหลักฐานเชิง แหล่งกำเนิดไฟฟ้า เช่น ถ่านไฟฉาย หรือแบตเตอรี่ ทำ
ประจกั ษ์
หนา้ ทใ่ี ห้พลงั งานไฟฟา้ สายไฟฟ้าเป็นตวั นำไฟฟา้ ทำ
๒. เขียนแผนภาพและต่อวงจรไฟฟ้า หน้าที่เชื่อมต่อระหว่างแหล่งกำเนิดไฟฟ้าและ
อยา่ งง่าย
เครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าด้วยกันเครื่องใช้ไฟฟ้ามีหน้าที่เปลี่ยน

พลงั งานไฟฟา้ เปน็ พลงั งานอ่ืน

๓. ออกแบบการทดลองและทดลอง • เมื่อนำเซลล์ไฟฟ้าหลายเซลล์มาต่อเรียงกันโดยให้
ดว้ ยวธิ ีทเ่ี หมาะสมในการอธบิ ายวิธีการ ขวั้ บวกของเซลล์ไฟฟ้าเซลลห์ นงึ่ ตอ่ กับข้วั ลบของอีกเซลล์
และผลของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบ หนึ่งเป็นการต่อแบบอนุกรม ทำให้มีพลังงานไฟฟ้า
อนกุ รม เหมาะสมกับเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบ
๔. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ อนุกรมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น
ของการตอ่ เซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมโดย การต่อเซลล์ไฟฟ้าในไฟฉาย
บอกประโยชน์และการประยุกต์ใช้ใน

ชีวติ ประจำวนั

๕. ออกแบบการทดลองและทดลอง • การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมเมื่อถอดหลอดไฟฟ้า
ด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายการ ดวงใดดวงหนึ่งออกทำให้หลอดไฟฟ้าที่เหลือดับทั้งหมด
ต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบ ส่วนการต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน เมื่อถอดหลอดไฟฟ้า
ขนาน ดวงใดดวงหนึ่งออก หลอดไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสว่างได้การ
๖. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ ต่อหลอดไฟฟ้าแต่ละแบบสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
ของการต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม เช่น การต่อหลอดไฟฟา้ หลายดวงในบ้านจึงต้องตอ่ หลอด
และแบบขนาน โดยบอกประโยชน์ ไฟฟ้าแบบขนาน เพื่อเลือกใช้หลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหน่ึง
ข้อจำกัด และการประยุกต์ใช้ใน ได้ตามตอ้ งการ
ชวี ิตประจำวัน

ชนั้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

๗. อธิบายการเกิดเงามืดเงามัวจาก • เมอื่ นำวตั ถทุ ึบแสงมาก้ันแสงจะเกิดเงาบนฉากรับแสงท่ี
หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์
อยู่ด้านหลังวัตถุโดยเงามรี ูปร่างคล้ายวัตถุที่ทำให้เกดิ เงา

๘. เขียนแผนภาพรังสีของแสงแสดง เงามวั เปน็ บรเิ วณท่มี แี สง
การเกิดเงามดื เงามัว บางส่วนตกลงบนฉาก ส่วนเงามืดเป็นบริเวณที่ไม่มีแสง
ตกลงบนฉากเลย

ม.1 ๑. วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล • เมื่อสสารได้รับหรือสูญเสียความร้อนอาจทำให้สสาร

และคำนวณปริมาณความร้อนที่ทำให้ เปล่ยี นอุณหภูมิ เปลย่ี นสถานะ หรือเปลีย่ นรปู ร่าง

สสารเปลี่ยนอุณหภูมิและเปลี่ยน • ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิขึ้นกับ

ส ถ า น ะ โ ด ย ใ ช ้ ส ม ก า ร มวล ความรอ้ นจำเพาะ และอุณหภมู ิท่เี ปลี่ยนไป

• ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะขึ้นกับ

๒. ใช้เทอร์มอมเิ ตอร์ในการวัดอุณหภูมิ มวลและความร้อนแฝงจำเพาะ โดยขณะที่สสารเปลี่ยน
สถานะ อุณหภูมิจะไมเ่ ปล่ียนแปลง
ของสสาร

๓. สร้างแบบจำลองที่อธิบายการ • ความร้อนทำใหส้ สารขยายตัวหรอื หดตวั ไดเ้ น่อื งจากเม่ือ

ขยายตัวหรือหดตัวของสสารเนื่องจาก สสารได้รับความร้อนจะทำให้อนุภาคเคลื่อนที่เร็วขึ้น ทำ

ไดร้ บั หรอื สูญเสยี ความรอ้ น ให้เกิดการขยายตัวแต่เมื่อสสารคายความร้อนจะทำให้

๔. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ อนภุ าคเคลอ่ื นท่ชี ้าลง ทำใหเ้ กิดการหดตัว

ของการหดและขยายตัวของสสาร • ความรูเ้ รอื่ งการหดและขยายตวั ของสสารเน่ืองจากความ
เนื่องจากความร้อนโดยวิเคราะห์ ร้อนนำไปใช้ประโยชน์ได้ด้านต่าง ๆ เช่น การสร้างถนน
สถานการณ์ปัญหา และเสนอแนะ การสร้างรางรถไฟการทำเทอร์มอมเิ ตอร์

วิธีการนำความรู้มาแก้ปัญหาใน

ชวี ิตประจำวนั

๕. วิเคราะห์สถานการณ์การถ่ายโอน • ความร้อนถ่ายโอนจากสสารที่มีอุณหภูมิสูงกว่าไปยัง

ความร้อนและคำนวณปริมาณความ สสารที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจนกระทั่งอุณหภูมิของสสารทั้ง

ร้อนที่ถ่ายโอนระหว่างสสารจนเกิด สองเทา่ กนั สภาพทส่ี สารทั้งสองมอี ุณหภมู ิเท่ากัน เรียกว่า

สมดลุ ความร้อนโดยใช้สมการ Q สมดลุ ความร้อน

สูญเสีย = Qได้รับ • เมอื่ มีการถ่ายโอนความรอ้ นจากสสารที่มอี ุณหภูมิตา่ งกัน

จนเกิดสมดุลความร้อนความร้อนที่เพิ่มขึ้นของสสารหนึง่

จะเท่ากับความร้อนที่ลดลงของอีกสสารหนึ่ง ซึ่งเป็นไป

ตามกฎการอนรุ กั ษ์พลงั งาน

๖. สร้างแบบจำลองที่อธิบายการถ่าย • การถ่ายโอนความร้อนมี ๓ แบบ คือการนำความร้อน

โอนความร้อนโดยการนำความร้อน การพาความร้อน และการแผ่รังสีความร้อน การนำความ

การพาความรอ้ นการแผร่ ังสคี วามรอ้ น ร้อนเป็นการถ่ายโอนความร้อนที่อาศัยตัวกลาง โดยท่ี

๗. ออกแบบ เลือกใช้ และสร้าง ตัวกลางไม่เคลื่อนท่ี การพาความร้อนเป็นการถ่ายโอน
อ ุ ป ก ร ณ์ เ พ ื ่ อ แ ก ้ ป ั ญ ห า ใ น ความร้อนที่อาศัยตัวกลาง โดยที่ตัวกลางเคลื่อนที่ไปด้วย
ชีวิตประจำวันโดยใช้ความรู้เกี่ยวกับ ส่วนการแผ่รังสีความรอ้ นเป็นการถ่ายโอนความร้อนที่ไม่

การถ่ายโอนความรอ้ น ตอ้ งอาศัยตวั กลาง

ชน้ั ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

• ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายโอนความร้อนสามารถนำไปใช้

ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ เช่น การเลือกใช้วัสดุเพื่อ

นำมาทำภาชนะบรรจุอาหารเพื่อเก็บความร้อน หรือการ

ออกแบบระบบระบายความร้อนในอาคาร

ม.2 ๑. วิเคราะห์สถานการณ์และคำนวณ • เม่ือออกแรงกระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถเุ คลื่อนท่ี โดย

เกี่ยวกับงานและกำลังที่เกิดจากแรงที่ แรงอยูใ่ นแนวเดียวกับการเคล่ือนท่ีจะเกิดงาน งานจะมีค่า

กระทำต่อวัตถุโดยใช้สมการ W = Fs มากหรือน้อยขึ้นกับขนาดของแรงและระยะทางในแนว

และ P = w/t จากขอ้ มูลที่รวบรวมได้ เดยี วกบั แรง

• งานที่ทำในหนึ่งหน่วยเวลาเรียกว่า กำลัง หลักการของ

๒. วิเคราะห์หลักการทำงานของ งานนำไปอธิบายการทำงานของเครื่องกลอย่างงา่ ย ได้แก่
เครือ่ งกลอยา่ งงา่ ยจากข้อมลู ทรี่ วบรวม คาน พ้ืนเอยี ง รอกเดยี่ ว ลิ่ม สกรู ลอ้ และเพลา ซงี่ นำไปใช้
ได้ ประโยชน์ด้านตา่ ง ๆ ในชวี ติ ประจำวนั

๓. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้

ของเครื่องกลอย่างง่าย โดยบอก

ประโยชน์และการประยุกต์ใช้ใน

ชวี ิตประจำวัน

๔. ออกแบบและทดลองด้วยวิธีท่ี • พลังงานจลน์เป็นพลังงานของวัตถุที่เคลื่อนที่พลังงาน

เหมาะสมในการอธบิ ายปจั จัยท่ีมีผลต่อ จลน์จะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นกับมวลและอัตราเร็ว ส่วน

พลังงานจลน์ และพลังงานศักย์โน้ม พลังงานศักย์โน้มถ่วงเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของวัตถุ จะมี

ถ่วง คา่ มากหรือนอ้ ยข้ึนกบั มวลและตำแหน่งของวัตถุ เมื่อวัตถุ

อยู่ในสนามโน้มถ่วง วัตถุจะมีพลังงานศักย์โน้มถ่วง

พลังงานจลนแ์ ละพลังงานศักย์โนม้ ถว่ งเป็นพลังงานกล

๕. แปลความหมายข้อมูลและอธิบาย • ผลรวมของพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์เป็น

การเปลี่ยนพลังงานระหว่างพลังงาน พลังงานกล พลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์ของ

ศกั ย์โนม้ ถ่วงและพลงั งานจลน์ของวัตถุ วัตถุหนึ่ง ๆ สามารถเปลี่ยนกลับไปมาได้ โดยผลรวมของ

โดยพลังงานกลของวัตถุมีค่าคงตัวจาก พลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์มีค่าคงตัว นั่นคือ

ขอ้ มูลทรี่ วบรวมได้ พลังงานกลของวัตถมุ ีค่าคงตวั

๖. วิเคราะห์สถานการณ์และอธิบาย • พลังงานรวมของระบบมีค่าคงตัวซึ่งอาจเปลี่ยนจาก

การเปลี่ยนและการถ่ายโอนพลังงาน พลังงานหนึ่งเป็นอีกพลังงานหนึ่ง เช่น พลังงานกล

โดยใช้กฎการอนรุ ักษพ์ ลังงาน เปลี่ยนเปน็ พลงั งานไฟฟ้า

พลังงานจลนเ์ ปลีย่ นเป็นพลังงานความร้อน พลงั งานเสียง

พลังงานแสง เนื่องมาจากแรงเสียดทาน พลังงานเคมีใน

อาหารเปล่ียนเป็น

พลังงานที่ไปใชใ้ นการทำงานของส่ิงมชี ีวติ

• นอกจากนี้พลังงานยังสามารถถ่ายโอนไปยังอีกระบบ

หนึ่งหรอื ได้รับพลังงานจากระบบอื่นได้ เช่น การถ่ายโอน

ความร้อนระหว่างสสารการถ่ายโอนพลังงานของการสั่น

ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ของแหล่งกำเนิดเสียงไปยังผู้ฟัง ทั้งการเปลี่ยนพลังงาน

และการถ่ายโอนพลงั งาน พลังงานรวมท้งั หมดมีค่าเท่าเดิม

ตามกฎการอนรุ กั ษพ์ ลังงาน

ม.3 ๑. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง • เมื่อต่อวงจรไฟฟ้าครบวงจรจะมีกระแสไฟฟ้าออกจาก

ความต่างศักย์กระแสไฟฟ้า และความ ขั้วบวกผ่านวงจรไฟฟ้าไปยังขั้วลบของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า

ต้านทาน และคำนวณปริมาณท่ี ซึ่งวดั ค่าไดจ้ ากแอมมิเตอร์

เกี่ยวข้องโดยใช้สมการ V = IR จาก • ค่าที่บอกความแตกต่างของพลังงานไฟฟ้าต่อหน่วย
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์
ประจุระหวา่ งจุด ๒ จุด เรยี กวา่ ความตา่ งศกั ย์ซึ่งวัดค่าได้
๒. เขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง จากโวลต์มเิ ตอร์
กระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ไฟฟ้า • ขนาดของกระแสไฟฟ้ามีค่าแปรผันตรงกับความต่าง
๓. ใช้โวลต์มิเตอร์ แอมมิเตอร์ในการ ศักย์ระหวา่ งปลายทงั้ สองของตวั นำโดยอัตราส่วนระหว่าง
วัดปรมิ าณทางไฟฟ้า
ความตา่ งศกั ย์และกระแสไฟฟ้ามีคา่ คงท่ี เรียกค่าคงที่นี้ว่า

ความต้านทาน

๔. วิเคราะห์ความต่างศักย์ไฟฟ้าและ • ในวงจรไฟฟ้าประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟา้ สายไฟฟ้า

กระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าเมื่อต่อตัว และอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชิ้นมีความ

ต้านทานหลายตัวแบบอนุกรมและ ต้านทาน ในการต่อตัวต้านทานหลายตัว มีทั้งต่อแบบ

แบบขนานจากหลักฐานเชิงประจกั ษ์ อนุกรมและแบบขนาน

๕. เขยี นแผนภาพวงจรไฟฟ้าแสดงการ • การต่อตัวต้านทานหลายตัวแบบอนุกรมในวงจรไฟฟ้า
ต่อตัวต้านทานแบบอนกุ รมและขนาน ความต่างศักย์ที่คร่อมตัวต้านทานแต่ละตัวมีค่าเท่ากับ
ผลรวมของความต่างศักย์ที่คร่อมตัวต้านทานแต่ละตัว

โดยกระแสไฟฟา้ ทผ่ี ่านตวั ต้านทานแต่ละตวั มคี า่ เท่ากัน

๖. บรรยายการทำงานของชิ้นส่วน • การต่อตัวต้านทานหลายตัวแบบขนานในวงจรไฟฟ้า

อิเล็กทรอนิกส์อย่างง่ายในวงจรจาก กระแสไฟฟ้าที่ผ่านวงจรมีค่าเท่ากับผลรวมของ

ข้อมูลที่รวบรวมได้ กระแสไฟฟา้ ทีผ่ ่านตวั ตา้ นทานแต่ละตัวโดยความต่างศักย์

๗. เขียนแผนภาพและต่อชิ้นส่วน ที่คร่อมตวั ต้านทานแต่ละตวั
อิเล็กทรอนกิ สอ์ ย่างง่ายในวงจรไฟฟา้ มีค่าเทา่ กัน
• ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น ตัวต้านทาน

ไดโอด ทรานซสิ เตอร์ ตัวเก็บประจุ โดยชนิ้ สว่ นแตล่ ะชนิด

ทำหนา้ ทีแ่ ตกต่างกันเพ่ือให้วงจรทำงานไดต้ ามตอ้ งการ

• ตัวต้านทานทำหน้าที่ควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าใน

วงจรไฟฟา้ ไดโอดทำหน้าที่ให้กระแสไฟฟ้าผ่านทางเดียว

ทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ปิดหรือเปิดวงจรไฟฟ้า

และควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้า ตัวเก็บประจุทำหน้าท่ี

เกบ็ และคายประจุไฟฟา้

• เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วยชิ้นส่วน

อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิดที่ทำงานร่วมกันการต่อวงจร

อิเล็กทรอนิกส์โดยเลือกใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ท่ี

ช้นั ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
เหมาะสมตามหน้าที่ของชิ้นส่วนนั้น ๆ จะสามารถทำให้
วงจรไฟฟ้าทำงานไดต้ ามต้องการ

๘. อธิบายและคำนวณพลังงานไฟฟ้า • เครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีค่ากำลังไฟฟ้าและความต่างศักย์

โดยใช้สมการ W = Pt รวมทั้งคำนวณ กำกับไว้ กำลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวัตต์ ความต่างศักย์มี

ค่าไฟฟา้ ของเคร่อื งใช้ไฟฟา้ ในบ้าน หน่วยเป็นโวลต์ คา่ ไฟฟ้าสว่ นใหญค่ ิดจากพลงั งานไฟฟ้าที่

๙. ตระหนักในคุณค่าของการเลือกใช้ ใช้ทั้งหมด ซึ่งหาได้จากผลคูณของกำลังไฟฟ้า ในหน่วย

เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยนำเสนอวิธีการใช้ กิโลวตั ต์ กบั เวลาใน

เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและ หน่วยชั่วโมง พลังงานไฟฟ้ามีหน่วยเป็นกิโลวัตต์ ชั่วโมง

ปลอดภยั หรอื หนว่ ย

• วงจรไฟฟ้าในบ้านมีการต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบขนาน

เพื่อให้ความต่างศักย์เท่ากัน การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าใน

ชวี ติ ประจำวันตอ้ งเลอื กใชเ้ ครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ทมี่ คี วามตา่ งศักย์

และกำลังไฟฟ้าให้เหมาะกับการใช้งาน และการใช้

เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าต้องใช้อย่างถูกต้อง

ปลอดภัย และประหยดั

๑๐. สร้างแบบจำลองทอ่ี ธิบายการเกิด • คลื่นเกิดจากการส่งผ่านพลังงานโดยอาศัยตัวกลางและ

คลื่นและบรรยายส่วนประกอบของ ไม่อาศัยตัวกลาง ในคลื่นกล พลังงานจะถูกถ่ายโอนผ่าน

คลื่น ตัวกลางโดยอนุภาคของตัวกลางไม่เคลื่อนที่ไปกับคลื่น

คล่ืนท่แี ผ่ออกมาจากแหล่งกำเนิดคล่นื อย่างต่อเน่ืองและมี

รูปแบบที่ซ้ำกัน บรรยายได้ด้วยความยาวคลื่น ความถ่ี

แอมพลิจูด

๑๑. อธิบายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและ • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่ไม่อาศัยตัวกลางในการ

สเปกตรัมคลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้าจากข้อมูล เคลื่อนท่ี มีความถี่ต่อเนื่องเป็นช่วงกว้างมากเคลื่อนที่ใน

ท่รี วบรวมได้ สุญญากาศด้วยอัตราเร็วเท่ากัน แต่จะเคลื่อนที่ด้วย

๑๒. ตระหนักถึงประโยชน์และ อัตราเรว็ ตา่ งกันในตวั กลางอ่นื

อันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดย คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ แบ่งออกเปน็ ช่วงความถ่ีต่าง ๆ เรียกว่า

นำเสนอการใช้ประโยชน์ในด้านตา่ ง ๆ สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ละช่วงความถี่มีชื่อ

และอันตรายจากคลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้าใน เรยี กต่างกนั ได้แก่ คลนื่ วทิ ยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสงที่

ชวี ติ ประจำวนั มองเห็น อัลตราไวโอเลตรังสีเอกซ์และรังสีแกมมา ซ่ึง

สามารถนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้

• เลเซอร์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นเดียว

เป็นลำแสงขนานและมีความเข้มสูง นำไปใช้ประโยชน์ใน

ดา้ นตา่ ง ๆ เช่น ด้านการสือ่ สารมีการใช้เลเซอร์สำหรับส่ง

สารสนเทศผ่านเส้นใยนำแสง โดยอาศัยหลักการการ

สะทอ้ นกลับหมดของแสง ด้านการแพทยใ์ ช้ในการผา่ ตัด

• คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านอกจากจะสามารถนำไปใช้

ประโยชนแ์ ล้ว ยังมีโทษต่อมนษุ ย์ด้วย เช่น ถ้ามนุษย์ได้รับ

ช้นั ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

รังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดมะเร็ง

ผิวหนัง หรอื ถา้ ได้รงั สีแกมมาซ่ึงเปน็ คลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้าท่ีมี

พลังงานสูงและสามารถทะลุผ่านเซลล์และอวัยวะได้อาจ

ทำลายเนื้อเยื่อหรืออาจทำให้เสียชีวิตได้เมื่อได้รับรังสี

แกมมาในปริมาณสูง

๑ ๓ . อ อ ก แ บ บ ก า ร ท ด ล อ ง แ ล ะ • เมื่อแสงตกกระทบวัตถุจะเกิดการสะทอ้ นซึ่งเป็นไปตาม

ดำเนินการทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสม กฎการสะท้อนของแสง โดยรังสีตกกระทบเส้นแนวฉาก

ในการอธิบายกฎการสะทอ้ นของแสง รงั สสี ะทอ้ นอยูใ่ นระนาบเดยี วกันและมุมตกกระทบเท่ากับ

๑๔. เขียนแผนภาพการเคลื่อนที่ของ มุมสะทอ้ น ภาพจาก

แสง แสดงการเกดิ ภาพจากกระจกเงา กระจกเงาเกิดจากรังสีสะท้อนตัดกันหรือต่อแนวรังสี
สะท้อนให้ตัดกัน โดยถา้ รังสีสะทอ้ นตัดกนั จรงิ จะเกิดภาพ

จริง แต่ถ้าต่อแนวรังสีสะท้อนให้ไปตัดกัน จะเกิด

ภาพเสมอื น

๑๕. อธบิ ายการหักเหของแสงเม่ือผ่าน • เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางโปร่งใสที่แตกต่างกัน เช่น

ตัวกลางโปร่งใสที่แตกต่างกัน และ อากาศและนำ้ อากาศและแกว้ จะเกดิ การหักเห หรืออาจ

อธิบายการกระจายแสงของแสงขาว เกดิ การสะทอ้ นกลับหมดในตัวกลางที่แสงตกกระทบ การ

เมื่อผ่านปริซึมจากหลักฐานเชิง หักเหของแสงผ่านเลนส์ทำให้เกิดภาพที่มีชนิดและขนาด

ประจักษ์ ตา่ ง ๆ

๑๖. เขียนแผนภาพการเคลื่อนที่ของ • แสงขาวประกอบด้วยแสงสีต่าง ๆ เมื่อแสงขาวผ่าน
แสงแสดงการเกดิ ภาพจากเลนส์บาง ปริซึมจะเกิดการกระจายแสงเป็นแสงสีต่าง ๆ เรียกว่า
สเปกตรัมของแสงขาว เมื่อเคลื่อนที่ในตัวกลางใด ๆ ท่ี

ไม่ใช่อากาศ จะมอี ตั ราเรว็ ต่างกัน

จึงมีการหักเหตา่ งกนั

๑๗. อธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับ • การสะท้อนและการหักเหของแสงนำไปใช้อธิบาย

แสง และการทำงานของทัศนอุปกรณ์ ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับแสง เช่น รุ้ง มิราจ และอธิบาย

จากขอ้ มูลทรี่ วบรวมได้ การทำงานของทัศนอุปกรณ์ เช่น แว่นขยาย กระจกโค้ง

จราจร กล้องโทรทรรศน์

๑๘.เขียนแผนภาพการเคลื่อนที่ของ กลอ้ งจลุ ทรรศน์ และแว่นสายตา
แสง แสดงการเกิดภาพของทัศน • ในการมองวตั ถุ เลนส์ตาจะถกู ปรบั โฟกัส เพื่อให้เกดิ ภาพ

อปุ กรณ์และเลนส์ตา ชัดทีจ่ อตา ความบกพรอ่ งทางสายตา เช่น สายตาสั้น และ

สายตายาว เป็นเพราะตำแหน่งทีเ่ กดิ ภาพไม่ได้อยู่ท่ีจอตา

พอดี จึงต้องใช้เลนส์ในการแก้ไขเพื่อช่วยให้มองเห็น

เหมือนคนสายตาปกติ โดยคนสายตาสั้นใช้เลนส์เว้า ส่วน

คนสายตายาวใชเ้ ลนสน์ ูน

๑๙. อธิบายผลของความสว่างที่มีต่อ • ความสว่างของแสงมีผลต่อดวงตามนุษย์ การใช้สายตา

ดวงตาจากข้อมลู ที่ได้จากการสบื ค้น ในสภาพแวดล้อมที่มีความสว่างไม่เหมาะสมจะเป็น

ชั้น ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

๒๐. วัดความสว่างของแสงโดยใช้ อันตรายต่อดวงตา เช่น การดูวัตถุในที่มีความสว่างมาก

อปุ กรณว์ ดั ความสว่างของแสง หรือน้อยเกินไป การจ้องดูหน้าจอภาพเป็นเวลานาน

๒๑. ตระหนักในคณุ คา่ ของความรู้เร่ือง ความสว่างบนพื้นที่รับแสงมีหน่วยเป็นลักซ์ ความรู้

ความสว่างของแสงที่มีต่อดวงตา โดย เกี่ยวกับความสว่างสามารถนำมาใช้จัดความสว่างให้

วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและ เหมาะสมกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ เชน่ การจดั ความสวา่ ง
เสนอแนะการจัดความสว่ าง ใ ห้ ทเี่ หมาะสมสำหรบั การอา่ นหนงั สือ

เหมาะสมในการทำกจิ กรรมตา่ ง ๆ

สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ

มาตรฐาน ว ๓.๑ เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ัฒนาการของเอกภพ

กาแลก็ ซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏสิ มั พนั ธ์ภายในระบบสรุ ยิ ะท่สี ่งผลตอ่ สงิ่ มีชวี ิต และการ

ประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ

ชั้น ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ป.๑ ๑. ระบุดาวท่ีปรากฏบนท้องฟา้ ในเวลา • บนท้องฟ้ามดี วงอาทติ ย์ดวงจันทรแ์ ละดาว ซึ่งในเวลา
กลางวัน และกลางคืนจากข้อมูลท่ี กลางวันจะมองเห็นดวงอาทิตย์ และอาจมองเห็นดวง
รวบรวมได้
จนั ทรบ์ างเวลาในบางวนั แตไ่ ม่สามารถมองเหน็ ดาว
๒.อธิบายสาเหตุที่มองไม่เห็นดาวส่วน • ในเวลากลางวันมองไม่เห็นดาวส่วนใหญ่ เนื่องจาก
ใหญ่ ในเวลากลางวันจากหลักฐานเชิง แสงอาทิตย์สว่างกว่าจึงกลบแสงของดาว ส่วนในเวลา
ประจักษ์
กลางคืนจะมองเห็นดาวและมองเห็น ดวงจันทร์เกือบทกุ

คืน

ป.๓ ๑. อธิบายแบบรูปเส้นทางการขึ้นและ • คนบนโลกมองเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้น ทางด้าน
ตก ของ ดวงอาทติ ยโ์ ดยใช้หลกั ฐานเชิง หนึ่งและตกทางอกี ด้านหน่งึ ทุกวัน หมนุ เวียนเป็นแบบรูป
ประจกั ษ์
ซำ้ ๆ

• โลกกลมและหมุนรอบตัวเองขณะโคจรรอบดวง
๒. อธิบายสาเหตุการเกดิ ปรากฏการณ์ อาทิตย์ทำให้บริเวณของโลกได้รับแสงอาทิตย์ ไม่พร้อม
การขนึ้ และตกของดวงอาทติ ย์การเกิด กัน โลกด้านที่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ จะเป็นกลางวัน
กลางวันกลางคืน และการกำหนดทิศ ส่วนด้านตรงข้ามที่ไม่ได้รับแสง จะเป็นกลางคืน
โดยใชแ้ บบจำลอง
นอกจากนี้คนบนโลกจะมองเห็น ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้น
๓. ตระหนักถึงความสำคัญของดวง ทางด้านหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ เป็นทิศตะวันออก และ
อาทติ ย์โดย บรรยายประโยชนข์ องดวง มองเหน็ ดวงอาทติ ย์ ตกทางอีกดา้ นหนึ่ง ซึ่งกำหนดใหเ้ ป็น
อาทติ ย์ตอ่ สิง่ มีชวี ิต
ทิศตะวันตก และเมื่อให้ด้านขวามืออยู่ทางทิศตะวนั ออก

ด้านซ้ายมอื อยูท่ างทศิ ตะวันตก ดา้ นหน้าจะเป็น ทศิ เหนือ

และดา้ นหลังจะเปน็ ทิศใต้

• ในเวลากลางวนั โลกจะไดร้ ับพลังงานแสงและ พลังงาน

ความรอ้ นจากดวงอาทติ ยท์ ำใหส้ ง่ิ มชี ีวิต ดำรงชีวติ อย่ไู ด้

ช้ัน ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง

ป.๔ ๑. อธิบายแบบรูปเส้นทางการขึ้นและ • ดวงจนั ทรเ์ ป็นบรวิ ารของโลก โดยดวงจันทร์ หมุนรอบ
ตก ของดวงจันทร์โดยใช้หลักฐานเชิง ตัวเองขณะโคจรรอบโลก ขณะที่โลกก็ หมุนรอบตัวเอง
ประจักษ์
ดว้ ยเชน่ กนั การหมนุ รอบตวั เอง ของโลกจากทิศตะวันตก

๒. สร้างแบบจำลองที่อธิบายแบบรูป ไปทศิ ตะวนั ออกในทิศทางทวนเขม็ นาฬิกาเม่ือมองจากข้ัว
การเปล่ยี นแปลงรปู รา่ งปรากฏของดวง โลกเหนอื ทำให้มองเหน็ ดวงจนั ทรป์ รากฏขน้ึ ทางด้าน ทิศ
จันทร์ และพยากรณร์ ปู รา่ งปรากฏของ ตะวันออกและตกทางด้านทิศตะวันตก หมุนเวียนเป็น
แบบรูปซำ้ ๆ
ดวงจนั ทร์

๓. สรา้ งแบบจำลองแสดงองค์ประกอบ • จันทร์เป็นวัตถุที่เป็นทรงกลม แต่รูปร่างของ ดวง

ของระบบ สุริยะ และอธิบาย จันทร์ที่มองเห็นหรือรูปร่างปรากฏของ ดวงจันทร์บน

เปรียบเทียบคาบการโคจร ของดาว ท้องฟ้าแตกต่างกันไปในแต่ละวัน โดยในแต่ละวันดวง
จันทร์จะมีรูปร่างปรากฏเป็นเสี้ยวที่มีขนาดเพิ่มขึ้นอย่าง
เคราะหต์ า่ ง ๆ จากแบบจำลอง ต่อเนื่องจนเต็มดวง จากนั้นรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์

จะแหว่ง และมีขนาดลดลงอย่างต่อเนื่องจนมองไม่เห็น

ดวงจันทร์จากนั้นรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์ จะเป็น

เสี้ยวใหญ่ขึ้นจนเต็มดวงอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

เปน็ แบบรปู ซ้ำกันทกุ เดือน

• ระบบสุริยะเป็นระบบที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง

และมีบริวารประกอบด้วย ดาวเคราะห์แปดดวง และ

บริวาร ซึ่งดาวเคราะห์แต่ละดวงมีขนาด และระยะห่าง

จากดวงอาทิตย์แตกต่างกัน และยังประกอบด้วย ดาว

เคราะห์แคระ ดาวเคราะห์ น้อย ดาวหาง และวัตถุขนาด

เล็กอื่น ๆ โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์วัตถุขนาดเล็กอื่น ๆ

เมือ่ เข้ามา ในชั้นบรรยากาศเนอื่ งจากแรงโนม้ ถ่วงของโลก

ทำให้เกดิ เป็นดาวตกหรือผพี งุ่ ไตแ้ ละอกุ กาบาต

ป.๕ ๑. เปรียบเทียบความแตกต่างของดาว • ดาวทีม่ องเห็นบนท้องฟ้าอยู่ในอวกาศซ่งึ เป็นบริเวณท่ี
เคราะหแ์ ละดาวฤกษ์จากแบบจำลอง อยนู่ อกบรรยากาศของโลก มีท้งั ดาวฤกษแ์ ละดาวเคราะห์

ดาวฤกษ์เป็นแหลง่ กำเนิดแสง จงึ สามารถมองเห็นได้ส่วน

ดาวเคราะห์ไมใ่ ช่แหลง่ กำเนิดแสง แตส่ ามารถมองเห็นได้

เนื่องจากแสงจากดวงอาทติ ย์ตกกระทบดาวเคราะห์แลว้

สะท้อนเขา้ สู่ตา

๒. ใช้แผนที่ดาวระบุตำแหน่งและ • การมองเห็นกลุ่มดาวฤกษ์มีรูปร่างต่าง ๆ เกิดจาก
เส้นทางการขึ้นและตกของกลุ่มดาว จนิ ตนาการของ ผู้สงั เกต กลมุ่ ดาวฤกษต์ า่ ง ๆ ทีป่ รากฏ
ฤกษ์บนท้องฟ้า และอธิบายแบบรูป ในท้องฟ้าแต่ละกลุ่มมีดาวฤกษ์แต่ละดวงเรียงกันที่
เส้นทางการขึ้นและตกของกลุ่มดาว ตำแหน่งคงที่และมีเส้นทางการขึ้นและตกตามเส้นทาง
ฤกษ์บนทอ้ งฟ้าในรอบปี
เดมิ ทกุ คืน ซ่ึงจะปรากฏตำแหนง่ เดิม การสังเกตตำแหน่ง

และการขึ้นและตกของดาวฤกษ์และกลุ่มดาวฤกษ์

สามารถทำได้โดยใชแ้ ผนท่ดี าว ซงึ่ ระบมุ ุมทศิ และมุมเงยท่ี


Click to View FlipBook Version