หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หน่วยของส่ิงมชี ีวติ
เซลล์ของสิ่งมชี ีวติ
ส่ิงมชี ีวติ ประกอบด้วยหน่วยย่อยเลก็ ๆ เรียกว่า เซลล์ สิ่งมี
ชีวติ บางชนิดประกอบด้วยเซลล์เพยี งเซลล์เดยี ว เรียกว่า สิ่งมชี ีวติ
เซลล์เดยี ว เช่น อะมบี า พารามีเซียม ยสี ต์ ส่ิงมชี ีวติ บางชนิดประกอบ
ด้วยเซลล์จานวนมาก เรียกว่า ส่ิงมชี ีวติ หลายเซลล์ เช่น คน สัตว์ พืช
โครงสร้างเซลล์ทศี่ ึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์
เซลล์ส่วนใหญ่มขี นาดเลก็ จนไม่สามารถสังเกตเห็นด้วยตา
เปล่า การศึกษาเกย่ี วกบั เซลล์จงึ ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์
วธิ ีการใช้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง
การดูแลรักษากล้องจลุ ทรรศน์แบบใช้แสง
1. ใช้ผ้าทสี่ ะอาดและแห้งเช็ดทาความสะอาดส่วนทเี่ ป็ นโลหะ
2. ใช้กระดาษเช็ดเลนส์ทาความสะอาดส่วนทเี่ ป็ นเลนส์และกระจก
3. เล่ือนทหี่ นีบสไลด์ให้ต้งั ฉากกบั ตวั กล้อง
4. หมนุ เลนส์ใกล้วตั ถุทมี่ กี าลงั ขยายตา่ สุดให้อยู่ในแนวลากล้อง
แล้วเล่ือนให้อยู่ระดบั ตา่ สุด
5. ปรับกระจกเงาให้อยู่ในแนวต้งั ฉากกบั พืน้
6. เมื่อเลกิ ใช้งานให้ใช้ผ้าคลมุ กล้องจลุ ทรรศน์
7. ไม่เกบ็ กล้องจุลทรรศน์ไว้ในทช่ี ื้นเพราะจะทาให้เลนส์ขนึ้ รา
หัวหอม
เซลล์เยื่อหอม
7
สาหร่ายหางกระรอก
เซลล์สาหร่ายหางกระรอก
เซลลส์ าหรา่ ยหางกระรอก
Cell wall Cell membrane
Chloroplast
ว่านกาบหอย
เซลล์ว่านกาบหอย
เซลล์เย่ือบุข้างแก้ม
แวคิวโอล ผนงั เซลล์
แวคิวโอล
เย่อื หมุ้ เซลล์ เย่อื หมุ้ เซลล์
นิวเคลยี ส นวิ เคลยี ส
ไซโทพลาซึม ไซโทพลาซึม
เซลลส์ ตั ว์ คลอโรพลาสต์
เซลลพ์ ืช
เซลล์พืชและเซลล์สัตว์มสี ่วนประกอบทเ่ี หมือนกนั
ได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาสซึมและนิวเคลยี ส
1. เย่ือหุ้มเซลล์ ทาหน้าทหี่ ่อหุ้มส่วนต่างๆ ทอี่ ยู่ภายในเซลล์
ควบคุมปริมาณและชนิดของสารทเี่ ข้าและออกจากเซลล์ เซลล์
พืชมผี นังเซลล์ห่อหุ้มเยื่อหุ้มเซลล์ไว้อกี ช้ันหน่ึง ผนังเซลล์ทาให้
เซลล์พืชและส่วนต่างๆ ของพืชคงรูปร่างอยู่ได้
2. ไซโทพลาซึม เป็ นส่วนทอี่ ยู่ภายในเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบ
ด้วยนา้ เป็ นส่วนใหญ่มสี ารละลายและแขวนลอยอยู่ ภายใน
ไซโทพลาซึมมสี ่วนประกอบเลก็ ๆ เรียกว่า ออร์แกเนลล์ กระจาย
อยู่ทวั่ ไป ออร์แกเนลล์มหี ลายชนิด และทาหน้าทแี่ ตกต่างกัน เช่น
- คลอโรพลาสต์ เป็ นออร์แกเนลล์ทีพ่ บในเซลล์พืช
มลี กั ษณะเป็ นเมด็ เลก็ ๆ ภายในมสี ารคลอโรฟิ ลล์ซ่ึงมสี ีเขยี ว
ทาหน้าทส่ี ร้างอาหารโดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
- แวควิ โอล เป็ นออร์แกเนลล์ทพี่ บท้งั ในเซลล์พืชและเซลล์
สัตว์ มลี กั ษณะเป็ นถุงแวควิ โอลทาหน้าทเ่ี กบ็ สะสมนา้ และสารต่างๆ
3. นิวเคลยี ส มรี ูปร่างลกั ษณะค่อนข้างกลม ทาหน้าทคี่ วบคุมการ
ทางานหรือกจิ กรรมต่างๆ ของเซลล์ ซึ่งมผี ลต่อการดารงชีวติ ของ
สิ่งมชี ีวติ ภายในนิวเคลยี สมสี ารทค่ี วบคุมลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
ของสิ่งมชี ีวติ
เซลล์ที่เปลย่ี นไปเพื่อทาหน้าท่ี
ต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์
ทาหน้าท่หี ่อหุ้มร่างกาย
และป้องกนั อนั ตราย
ให้แก่อวยั วะภายใน
20
ทาหน้าท่ี
นาข่าว
สารไปท่ัว
ร่างกาย
22
ทาหน้าทีล่ าเลยี งก๊าซ
ออกซิเจนและสาร
อาหารไปทว่ั ร่างกาย
ทาหน้าทก่ี าจดั
เชื้อโรคท่เี ข้า
สู่ร่างกาย
25
ทาหน้าทส่ี ร้างกระดูก
เพื่อเป็ นโครงสร้าง
ของร่างกาย
27
ทาหน้าทนี่ า
ข้อมูลทาง
พนั ธุกรรม
ไปถ่ายทอด
ให้แก่รุ่นลกู
30
สามารถหดและ
คลายตวั เพ่ือช่วย
ในการเคล่ือนไหว
32
เซลล์ชนิดเดยี วกนั รวมกนั
เป็ นกลุ่มเซลล์เพ่ือทาหน้า
ท่ีเฉพาะอย่างเรียกเนื้อเยื่อ(tissue)
ปลายยอดสาหร่ายหางกระรอก เนื้อเย่ือบริเวณเหนือข้อของต้นหญ้า
33
เซลล์ชนิดเดยี วกนั รวมกนั
เป็ นกลุ่มเซลล์เพ่ือทาหน้า
ท่ีเฉพาะอย่างเรียกเนื้อเยื่อ(tissue)
ปลายยอดสาหร่ายหางกระรอก เนื้อเย่ือบริเวณเหนือข้อของต้นหญ้า
34
กลุ่มเนือ้ เยอื่ หลายๆ
ชนิดมารวมกนั เพอื่
ทาหน้าทอี่ ยา่ งใด
อยา่ งหน่ึงเรียก
อวัยวะ(Organ)
35
อวยั วะหลายๆ
ชนิดมารวมกัน
เพอ่ื ทาหน้าทสี่ าคัญ
เรียกระบบอวัยวะ
(System)
36
ระบบอวยั วะ
รวมกนั เป็ น
ร่างกาย(body)
37
38
ทดสอบความรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั
โครงสรา้ งพ้ืนฐานของผนงั เซลล์
จงเติมคา ขอ้ ความ หรอื วาดภาพลงใน
ช่องว่างใหถ้ กู ตอ้ ง
1. สว่ นท่ีห่อหมุ้ เซลลท์ ่ีพบทง้ั ในเซลลพ์ ืชและเซลลส์ ตั ว์
คือ เยอ่ื หุม้ เซลล์ ซึ่งประกอบดว้ ยสารประเภท
โปรตนี และไขมัน
2. “รว้ั บา้ น” เปรยี บเสมอื นสว่ นใดในเซลลพ์ ืช ผนังเซลล์
และการเปรยี บเช่นน้ี เป็ นเพราะ มีความแข็งแรงและป้ องกนั
อนั ตรายใหก้ บั เซลลพ์ ืช
3. สารอาหาร เช่น น้าตาล โปรตีน ไขมนั และของเสีย
เชน่ ยเู รยี จะพบไดใ้ นสว่ นประกอบใดของเซลล์
ไซโทพลาซึม และในสว่ นน้ียงั สามารถพบ
โครงสรา้ งที่สรา้ งพลงั งานใหแ้ กเ่ ซลล์ คือ
ไมโทคอนเดรยี
4. การที่นกั เรยี นมีผวิ ขาวเหมือนคณุ แม่ จมกู เหมือนคณุ พอ่
เพราะ ไดร้ บั การถ่ายทอดลกั ษณะพนั ธกุ รรมจากพอ่ แม่
โดยลกั ษณะพนั ธกุ รรมเหลา่ น้ีพบใน โครโมโซม ท่ีอยใู่ น
สว่ นประกอบของเซลล์ คือ นิวเคลียส
5. การที่เซลลพ์ ืชสรา้ งอาหารเองได้ เพราะภายในไซโทพลา
ซึมมี เม็ดคลอโรพลาสต์ ซึ่งภายในมีสารสเี ขียวท่ีเรยี กว่า
คลอโรฟิ ลล์ และสารน้ีทาหนา้ ท่ี รบั พลงั งานแสงเพ่ือใชใ้ น
กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
6. ผทู้ ่ีทาหนา้ ท่ีเป็ น ร.ป.ภ. หรอื ยามประจาหมบู่ า้ น
เปรยี บเสมือนโครงสรา้ งใดของเซลล์ เยือ่ หมุ้ เซลล์ เพราะ
ควบคมุ ปรมิ าณและชนิดของสารท่ีผา่ นเขา้ -ออกจากเซลล์
4. การที่นกั เรยี นมีผวิ ขาวเหมือนคณุ แม่ จมกู เหมือนคณุ พอ่
เพราะ ไดร้ บั การถา่ ยทอดลกั ษณะพนั ธกุ รรมจากพอ่ แม่
โดยลกั ษณะพนั ธกุ รรมเหลา่ น้ีพบใน โครโมโซม ท่ีอย่ใู น
สว่ นประกอบของเซลล์ คือ นิวเคลียส
55.. การท่ีเซลลพ์ ืชสรา้ งอาหารเองได้ เพราะภายในไซโทพลา
ซึมเมมี ็ดคลอโรพลาสต์ ซ่ึงภายในมีสารสเี ขียวท่ีเรยี กวา่
คลอโรฟิ ลล์ และสารน้ีทาหนา้ ท่ี รบั พลงั งานแสงเพ่ือใชใ้ น
กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
6. ผทู้ ี่ทาหนา้ ที่เป็ น ร.ป.ภ. หรอื ยามประจาหมบู่ า้ น
เปรยี บเสมือนโครงสรา้ งใดของเซลล์ เยอื่ หมุ้ เซลล์ เพราะ
ควบคมุ ปรมิ าณและชนิดของสารท่ีผา่ นเขา้ และออกจากเซลล์
7. จงยกตวั อยา่ งเซลลพ์ ืชท่ีสามารถสรา้ งอาหาร
เองไดม้ า 3 ชนิด.....................................
............................................................
8. ปากใบของพืชอยตู่ รงกลางระหว่างเซลลใ์ ด
..............................
และพืชที่ข้ึนอยบู่ รเิ วณใดจะไมพ่ บปากใบ..........
..............................
9. ใหใ้ ชข้ อ้ มลู ต่อไปน้ีประกอบการทาโจทยข์ อ้ 9.1-9.2
ผนงั เซลล์ เยอ่ื หมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซึม
นิวเคลยี ส คลอโรพลาสต์
9.1 จงเติมช่ือสว่ นประกอบ เยอ่ื หมุ้ เซลล์
ของเซลลส์ ตั วล์ งในภาพ นิวเคลียส
ต่อไปน้ีใหถ้ กู ตอ้ ง ไซโทพลาซึม
9.2 จงวาดรปู เซลลพ์ ืชและช้ีแสดงว่าสว่ นประกอบ
ของเซลลพ์ ืชใหค้ รบถว้ นและถกู ตอ้ ง
ผนงั เซลล์
เย่อื หมุ้ เซลล์
นิวเคลียส
คลอโรพลาสต์
ไซโทพลาซึม
10. จงเติมขอ้ ความลงในตารางเปรยี บเทียบเซลล์
สตั วแ์ ละเซลลพ์ ืชต่อไปน้ีใหถ้ กู ตอ้ ง
สิ่งเปรยี บเทียบ เซลลส์ ตั ว์ เซลลพ์ ืช
1. รปู รา่ งของ กลม , รี รปู เหล่ียม
เซลล์
2. ผนงั เซลล์ ไม่มี มี
3. เยอ่ื หมุ้ เซลล์ มี มี
4. ไซโทพลาส มี มี
ซึม มี มี
5. นิวเคลียส
6. คลอโร ไม่มี มี
พลาสต์ อ่อนน่มุ
แข็งแรงอาจทนอยไู่ ดน้ านแมจ้ ะ
7. ความ เป็ นเซลลท์ ่ีตายแลว้
แข็งแรง
การลาเลยี งสารเข้าและออกจากเซลล์
การแพร่ เป็ นการเคลื่อนทขี่ องอนุภาคสารจากบริเวณทม่ี คี วาม
เข้มข้นของอนุภาคสารมากไปสู่บริเวณทมี่ คี วามเข้มข้นของ
อนุภาคสาร สารหลายชนิดสามารถแพร่ผ่านเย่ือหุ้มเซลล์ได้ เช่น
นา้ แก๊สออกซิเจน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ตวั อย่างการแพร่ : การฟุ้งกระจายของนา้ หอม
: การใส่ชา กาแฟลงในนา้ ร้อน
: การแพร่ของสารสีออกจากถุงชาเม่ือแช่ถุงชา
ในนา้ ร้อน
: การแพร่ของสารในควนั บุหรี่ในอากาศ
หลกั การแพร่ของสาร
การแพร่ของสาร (diffusion) หมายถึง การเคลื่อนที่
หรือการกระจายของโมเลกลุ ของสารจากบริเวณท่ีมีความ
เข้มขน้ มาก ไปยงั บริเวณท่ีมคี วามเข้มขน้ น้อย
สารที่แพร่ได้อาจอยู่ในสภาวะก๊าซ ของเหลวหรือ
ของแขง็ โดยโมเลกลุ กระจายออกไปทุกทิศทุกทาง จนทาให้
ทกุ บริเวณมีความเข้มข้นของสารเท่ากนั