The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสัมมนาทางการบริหารการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by บรรเจิด จิตเทพ, 2024-02-26 05:13:43

การสัมมนาทางการบริหารการศึกษา "เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารหารศึกษา"

การสัมมนาทางการบริหารการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา

การสัมมนาทางการบริหารการศึกษา “เครื่องมือในการบริหารการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล” เสนอ อาจารย์ ดร.กาญจนา ภาสุรพันธ์ โดย นิสิต รหัส 66 รายวิชา EDA 5204 วิชาการบริหารองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น


ก กิตติกรรมประกาศ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่องเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา เล่มนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี เนื่องจากความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากท่าน ดร.กาญจนา ภาสุรพันธ์ที่ได้เสียสละเวลา อันมีค่ายิ่งในการให้คำปรึกษาการเลือกเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา ตลอดจนได้ตรวจสอบ และแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ในการจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (electronic book ) ตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนกระทั่งดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ผู้ศึกษาขอกราบขอบพระคุณเป็น อย่างสูงไว้ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณนิสิตทุก ๆ ท่าน ที่ได้ให้ความร่วมมือในการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเครื่องมือที่ ใช้ในการบริหารการศึกษา ทั้ง 38 เครื่องมือ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารการศึกษาและสามารถ นำไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าต่อไป คุณค่าและประโยชน์ของการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาขอมอบเป็นเครื่องบูชาบุพการีบูรพาจารย์ และผู้ที่มีอุปการะคุณทุกท่านที่มีส่วนส่งเสริมให้ผู้ศึกษาประสบความสำเร็จในการดำเนิน ชีวิตและ ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นิสิตรุ่น 66 ( M.Ed.66) สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น


ข ค าน า ท่ามกลางกระแสแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ และรูปแบบการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและการแข่งขันเพื่อสร้างข้อได้เปรียบและความ ต้องการของสังคมที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง และมีความหลากหลายนั้น ต่างก็ส่งผลกระทบต่อ วงการวิชาชีพโดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนบริบทและโครงสร้าง ของการบริหารจัดการศึกษาภายใต้สาระแห่งบทบัญญัติของกฎหมายการศึกษา ที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542” ที่ได้กำหนดเป็นแนวทางการจัดโครงสร้างการบริหาร การศึกษา ยึดหลักของการมีเอกภาพเชิงนโยบาย มีความหลากหลายในการปฏิบัติ โดยเน้นระบบการ กระจายอำนาจและการยึดหลักการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นเป็นสำคัญ ผู้บริหารสถานศึกษาไม่ว่าหน่วยงานเล็กหรือหน่วยงานใหญ่ หน่วยงานราชการหรือเอกชนก็ ตาม ย่อมมีบทบาทที่ส่งผลต่อการสำเร็จหรือประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ผู้บริหาร สถานศึกษาจะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสม มีภาวะในการเป็นผู้นำ เพราะความสำเร็จของงานทุกด้านใน สถานศึกษา ขึ้นอยู่กับผู้บริหารหรือผู้นำซึ่งจะวินิจฉัยสั่งการ หรือตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่ง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารหรือผู้นำนั้น ควรที่จะประกอบด้วยเรื่องที่สำคัญ ได้แก่ คุณลักษณะด้านความเป็นผู้นำ คุณลักษณะด้านความรู้ทางวิชาการ คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพ และ คุณลักษณะด้านความสามารถในการบริหาร มีความรู้ ความสามารถที่หลากหลายในการบริหาร จัดการ มีวิสัยทัศน์ในการบริหารการศึกษาให้ทันสมัยกับการเปลี่ยนแปลง มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเป็นที่ ยอมรับของผู้เกี่ยวข้องและมีความเป็นประชาธิปไตย เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทุกคน มีความรู้ ความสามารถ มีบุคลิกลักษณะอันพึงประสงค์และมีคุณสมบัติตามหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐานอย่างแท้จริง ในส่วนของการบริหารจัดการศึกษาไทยในปัจจุบัน คณะผู้จัดทำได้รวบรวมเครื่องมือที่ใช้ใน การบริหารการศึกษาไว้ ๓๘ เครื่องมือ ให้ผู้ที่สนใจได้นำไปศึกษาและปรับใช้สำหรับการบริหาร สถานศึกษา เพื่อให้มีประสิทธิภาพ คณะผู้จัดทําหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครื่องมือที่ใช้ในการบริหาร การศึกษาเล่มนี้คงเป็นประโยชน์ต่อในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นอย่างมาก นิสิตรุน 66 ( M.Ed.66) สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น


ค สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก ค าน า ข สารบัญ ค สารบัญรูปภาพ จ ทฤษฎีและแนวคิดที่ประยุกต์ใช้ในการบริหารการศึกษา 1 - ชุมชนนักปฏิบัติกับการจัดการความรู้(Community of Practice – CoP) - การบริหารจัดการโครงการ (Project Management) - การบริหารแบบ 7s framework (The McKinsey 7s model) - การบริหารการเปลี่ยนแปลงโดย ADKAR Model (The ADKAR Model of Change Management) - PESTEL Analysis : เครื่องมือในการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก - SMART goal : เทคนิคการตั้งเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ - การทบทวนหลังปฏิบัติการหรือการถอดบทเรียน (AAR) - ทีมข้ามสายงาน (Cross-Functional Team) - การใช้ทรัพยากรเป็นฐานทางการศึกษา (Resourse Base View: RBV) - การวิเคราะห์แรงผลักดัน 5 ด้าน (Five Force Model) - การสร้างวัตถุประสงค์และผลลัพธ์หลัก (Objectives and Key Results :OKRs) - การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ( Result Base Management: RBM) - การบริหารคุณภาพโดยรวม (Total Quality Management : TQM) - การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Manament Quality Award : PMQA) - กลยุทธ์การบริหารงานแบบญี่ปุ่น (Kaizen) - เครื่องมือสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย 5 ส. (5S) - การบริหารความขัดแย้งแบบ TKI – The Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument - เครื่องมือการทำเกณฑ์เปรียบเทียบ Benchmarking - การบริหารสถานศึกษาตามหลัก ธรรมาภิบาล ของผู้บริหารสถานศึกษา 1 5 10 13 15 19 22 25 28 31 34 36 38 41 43 46 48 52 55


ง - การบริหารสถานศึกษาโดยใช้ CIPP Model - การบริหารสถานศึกษา ตามหลักพรหมวิหาร 4 - การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอ เพียง - การนำหลักบริหารเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) ไปใช้ใน สถานศึกษา - การบริหารจัดการโรงเรียนโดยใช้ Balance Score Card (BSC) - การบริหาร Management By Objectives (MBO) - เครื่องมือ Key Performance Indicators) (KPI) - การบริหารงานโดยใช้หลัก 4ms - การบริหารงานโดยใช้หลัก Crm (Customer Relationship Management) - การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Management : (SBM) - การบริหารงานด้วยวงจรคุณภาพ (PDCA) - การจัดการเครือข่ายความร่วมมือ (Networking) - การพัฒนาสมรรถนะ (Competencies) - การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัด (SWOT Analysis) - การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management : PM) - การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management Programs) - การบริหารงานแบบ POLC - การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์(Human Resource Management: HRM) - การบริหารแบบลีน (Lean management) หน้า 59 64 70 75 78 81 86 91 96 99 102 105 108 111 116 119 122 125 128 บรรณานุกรม 131


จ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 โมเดลรูปแบบเครื่องมือชุมชนนักปฏิบัติกับการจัดการความรู้(Community of Practice – CoP) 2 ภาพที่ 2 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการบริหารจัดการโครงการ (Project Management) 6 ภาพที่3 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการบริหารแบบ 7s framework (The McKinsey 7s model) 10 ภาพที่ 4 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการบริหารการเปลี่ยนแปลงโดย ADKAR Model (The ADKAR Model of Change Management) 13 ภาพที่ 5 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการทบทวนหลังปฏิบัติการหรือการถอดบทเรียน (AAR) ภาพที่ 6 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ ทีมข้ามสายงาน (Cross-Functional Team) ภาพที่ 7 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการใช้ทรัพยากรเป็นฐานทางการศึกษา (Resourse Base View: RBV) 23 25 28 ภาพที่ 8 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการวิเคราะห์แรงผลักดัน 5 ด้าน (Five Force Model) 31 ภาพที่ 9 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการสร้างวัตถุประสงค์และผลลัพธ์หลัก (Objectives and Key Results :OKRs)7 ภาพที่ 10 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ( Result Base Management: RBM) ภาพที่ 11 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการบริหารคุณภาพโดยรวม(Total Quality Management : TQM) ภาพที่ 12 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ(Public Sector Manament Quality Award : PMQA) ภาพที่ 13 โมเดลรูปแบบเครื่องมือกลยุทธ์การบริหารงานแบบญี่ปุ่น (Kaizen) ภาพที่ 14 โมเดลรูปแบบเครื่องมือเครื่องมือสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย 5 ส. (5S) ภาพที่ 15 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการบริหารความขัดแย้งแบบ TKI – The ThomasKilmann Conflict Mode Instrument ภาพที่ 16 โมเดลรูปแบบเครื่องมือเครื่องมือการทำเกณฑ์เปรียบเทียบ Benchmarking ภาพที่ 17 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ CIPP Model ภาพที่ 18 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการบริหารสถานศึกษาตามหลัก ธรรมาภิบาล ของ ผู้บริหารสถานศึกษา ภาพที่ 19 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการบริหารสถานศึกษา ตามหลักพรหมวิหาร 4 34 36 38 41 43 46 49 52 56 60 67


ฉ ภาพที่ 20 โมเดลรูปแบบเครื่องมือการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง ภาพที่ 21 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การนำหลักบริหารเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) ไปใช้ในสถานศึกษา ภาพที่ 22 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การบริหารจัดการโรงเรียนโดยใช้ Balance Score Card (BSC) ภาพที่ 23 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การบริหาร Management By Objectives (MBO) ภาพที่ 24 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การบริหารงานโดยใช้หลัก 4ms ภาพที่ 25 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การบริหารงานโดยใช้หลัก Crm (Customer Relationship Management) ภาพที่ 26 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน(School Based Management : (SBM) ภาพที่ 27 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การบริหารงานด้วยวงจรคุณภาพ (PDCA) ภาพที่ 28 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การสร้างและการบริหารเครือข่าย (Network and partnership management) ภาพที่ 29 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การพัฒนาสมรรถนะ (Competencies) ภาพที่ 39 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัด (SWOT Analysis) ภาพที่ 31 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management : PM) ภาพที่ 32 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management Programs) ภาพที่ 33 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การบริหารงานแบบ POLC ภาพที่ 34 โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การบริหารแบบลีน (Lean management) หน้า 71 76 79 82 93 96 100 102 105 109 112 117 119 122 128


1 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นายอามัน นามสกุล อับดุลซาลาม รหัสนิสิต 6691510012 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) ชุมชนนักปฏิบัติ (Communities of Practice) “CoP” 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ ชุมขนแห่งการปฏิบัตินี้ ถูกก่อตั้งเกิดขึ้นโดย Dr. Etienne Wenger และทีมงาน เป็นหนึ่งในผู้ บุกเบิกกลุ่มแรกที่สร้างแนวคิดนี้ขึ้นมาผ่านการศึกษาการฝึกหัดงาน พวกเขาพบว่ามีความชับซ้อนในสังคม ของการฝึกงานที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพ และใด้ตั้งชื่อว่า ชุมซนนักปฏิบัติ ชุมขนนักปฏิบัติจึงกลายเป็น ศูนย์กลางของการจัดการความรู้ เพราะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนการจัดการความรู้ ประเภท Non-Technical Tools สำหรับดึงความรู้ในตัวบุคคลในรูปของ Tacit Knowledge ออกมา จัดเก็บให้กลายเป็นความรูที่ปรากฏชัดแจ้ง หรือ Explicit Knowledge เพื่อสร้างวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ สำหรับให้บุคคลอื่นสามารถนำไปทดลองและต่อยอดยกระดับความรู้นั้นขึ้น ขุมซนนักปฏิบัติมีบทบาท สำคัญในบริบทของการจัดการความรู้โดยเพาะอย่างยิ่งการแลกเปลี่ยนความรู้ภายในองค์กร และเป็น เครื่องมือในการหลายอุปสรรคที่ให้ความรู้ไหลข้ามองค์กร ชุมหนแห่งการปฏิบัติ หรือ Community of Practice : Cop นับเป็นกุญแจสำคัญในการเคลื่อนกระบวนการจัดการความรู้ ( Knowledge Management ) ที่ทรงพลังและสร้างความยั่งยืน เนื่องจากการเกิดชิ้นชองชุมชนแห่งการปฏิบัตินั้น สะท้อนให้เห็นถึงระบบความสัมพันธ์ทางสังคมในแนวรวม ที่เชื่อว่าจะสามารถเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ( Share and Learn ) มีการพัฒนาและจัดการเพื่อยกระตับองค์ความรู้ขององค์กรหรือสังคมได้ อย่างมีประสิทธิผล เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


2 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดงรูปแบบการท างานของชุมชนนักปฏิบัติ 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา 1. ขั้นก่อนการรวมกลุ่ม (ขั้นปลูกจิตสำนึก/ขั้นเตรียมการสร้างกลุ่ม) ขั้นตอนนี้เป็นการกระตุ้นให้สมาชิกตระหนักและรับรู้ปัญหา เกิดความสนใจในการเข้าร่วมกลุ่ม มีเทคนิค วิธีการที่จำเป็นคือ การสร้างศรัทธาและความไว้วางใจของสมาชิกในการเข้าร่วมกลุ่ม 2. ขั้นสร้างกลุ่ม (การดำเนินงานกลุ่ม/ขั้นการทำกิจกรรม) เป็นขั้นตอนที่กระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่ม อาจเริ่มจากการรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากนั้นจึงพัฒนา สู่กลุ่มที่มีการดำเนินกิจกรรมเพื่อดำเนินงานตามเป้าหมายที่กลุ่มกำหนดไว้ ขั้นนี้ผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) อาจทำหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูล กระตุ้นให้เกิดการคิดค้นแนวทางแก้ปัญหา สนับสนุนให้ กลุ่มดำเนินกิจกรรมตามแนวทางที่วางไว้รวมถึงการสนับสนุนด้านความรู้ เทคโนโลยีที่จำเป็นต่อกลุ่ม 3. ขั้นการเจริญเติบโตของกลุ่ม (การบำรุงรักษากลุ่ม/ชั้นการขยายกลุ่ม) ประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการในขั้นนี้คือ การกระตุ้นให้สมาชิกเห็นความสำคัญจำเป็นในการสร้าง เครือข่าย และการพัฒนาความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันเป็นเครือข่าย เช่นการสร้างแม่ข่าย สร้างแกนนำ ในการประสานงานและการพัฒนาระบบการติดต่อสื่อสารซึ่งการนำแนวคิดชุมชนแห่งการปฏิบัติเข้ามา


3 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา พัฒนาวิชาชีพ จะพบว่าชุมชนมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา อาจมีกิจกรรมสนับสนุนใน ช่วงเวลาต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการที่เกิดจากความใกล้ชิด ความพอใจ และพื้นฐาน ที่ใกล้เคียงกัน ในลักษณะที่ไม่เป็นทางการจะเอื้อต่อการเรียนรู้ และการสร้างความรู้ใหม่ๆ มากกว่า โครงสร้างที่เป็นทางการ คำว่าปฏิบัติ หรือ practice ใน CoP ชี้จุดเน้นที่การเรียนรู้ซึ่งได้รับจากการทำงานเป็นหลัก เป็น แง่มุมเชิงปฏิบัติ การแก้ปัญหาประจำวัน เทคนิคเครื่องมือใหม่ๆ การพัฒนาในเรื่องงาน วิธีการทำงานที่ ได้ผลและไม่ได้ผล การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทำให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก สร้าง ความรู้ และความเข้าใจได้มากกว่าการเรียนรู้จากหนังสือ หรือการฝึกอบรมตามปกติ เครือข่ายที่ไม่เป็น ทางการซึ่งมีสมาชิกจากต่างหน่วยงาน สามารถช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ดีกว่าการสื่อสารตาม โครงสร้างที่เป็นทางการ 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา หลักในการทำ COP คือ เป็นกิจกรรมรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์การทำงาน ซึ่งกันและกัน เป็นการสื่อสารสองทาง เป็นการบอกเล่าแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จ ประสบการณ์ วิธีการ ทำงานของผู้ปฏิบัติงานซึ่งกันและกัน ดังนั้น ผู้ดำเนินกิจกรรม COP หรือ คุณอำนวย (Knowledge Facilitator) ต้องมีบทบาทเป็นผู้เอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ ช่วยเหลือด้านเทคนิคเกี่ยวกับความรู้ ประสานงานกับส่วนต่าง ๆ ประเมินผล และสื่อสารความสำเร็จของ COP โดยมีเลขานุการ หรือ คุณลิขิต (Note Taker, Community historian, Knowledge banker, Secretary) ช่วยบันทึกสรุปย่อเรื่องเล่า ทุกเรื่องที่ คุณกิจ (Knowledge Practitioners) หรือสมาชิก (Member) ทุกคนในกลุ่มเล่า และจัดทำเป็น ฐานข้อมูลความรู้ที่ได้จากกลุ่ม อย่างไรก็ตามการจัดการความรู้ในองค์กรจะเดินไม่ได้หากปราศจากการ สนับสนุนทรัพยากร ให้ทิศทาง แนวคิด สร้างแรงจูงใจ สร้างการยอมรับ สื่อสารจากคุณเอื้อ (Sponsor หรือ Leader) การทำ COP ควรเป็น COP ที่ยั่งยืนและให้ผลถาวร ควรทำให้เป็นวิถีชีวิตการทำงานตามปกติ อย่างหนึ่ง หรือกลายเป็นวัฒนธรรมการทำงานในองค์กรที่ทุกคนได้ถือปฏิบัติ เพื่อให้องค์กรนั้นเข้าถึงแก่น แท้หรือจิตวิญญาณที่แท้จริงของการจัดการความรู้


4 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา ชุมชนนักปฏิบัติ Cop จะมีความแตกต่างจากการรวมกลุ่มรูปแบบอื่น ๆ ตรงที่ ชุมชนนักปฏิบัติ Cop เป็นการรวมตัวกันอย่างสมัครใจ เป็นการเชื่อมโยงสมาชิกเข้าด้วยกัน โดยกิจกรรมทางสังคม ไม่ได้มี การมอบหมายสั่งการเป็นการเฉพาะและจะเลือกทำในหัวข้อหรือเรื่องที่สนใจร่วมกันเท่านั้น ความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนในกลุ่ม CoP จะพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการ พัฒนาการทำงานของบุคคลและสถานศึกษาต่อไป และจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มอย่างไม่เป็น ทางการในท่ามกลางบรรยากาศแบบสบาย ๆ ประกอบกับการใช้เทคนิคที่เรียกว่าสุนทรียสนทนา (Dialogue) ซึ่งเป็นการสนทนาที่เคารพความคิดเห็นของผู้พูดให้เกียรติกัน ให้โอกาสกัน และไม่พยายาม ขัดขวางความคิดใคร กับรับฟังผู้อื่นพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ (Deep Listening) 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) ศิริรัตน์ หวังสะแล่ะฮ์. (2560) ชุมชนแห่งการปฏิบัติ (Communities of Practice : CoP). (พิมพ์ครั้งที่ 1). สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. https://issuu.com/chiratrachoo/docs/cop


5 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นายอามัน นามสกุล อับดุลซาลาม รหัสนิสิต 6691510012 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารโครงการ (Project Management) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ แนวคิดในการบริหารโครงการนั้นเป็นการประยุกต์ใช้ความรู้ในหน้าที่ของผู้บริหาร ได้แก่ การ วางแผน การจัดโครงสร้างองค์การ การจัดคนเข้าทำงาน การอำนวยการและการควบคุม รวมทั้งทักษะ เครื่องมือและเทคนิคในการทำกิจกรรมของโครงการให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดภายใต้ข้อจำกัดในด้าน เวลา งบประมาณและลักษณะเฉพาะของผลงาน และมีเป้าหมายในการบริหารโครงการ การบริหาร โครงการมีความแตกต่างกันอยู่ 3 ประการ คือ 1. ขอบเขต เป็นสิ่งที่โครงการต้องการที่จะประสบผลสำเร็จ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการที่ มีลักษณะเฉพาะ 2. เวลา เป็นเวลาที่เกี่ยวข้องกับตารางการปฏิบัติงาน 3. ค่าใช้จ่าย เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ ทั้งหมดนี้ต้องให้ความสำคัญ และต้องมองในทั้ง 3 เรื่องนี้ให้เข้าใจ แจ่มแจ้ง ซึ่งเรียกว่า ข้อบังคับ 3 ประการของการบริหารโครงการ วิวัฒนาการของการบริหารโครงการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1. การบริหารโครงการแบบเฉพาะกิจ (ad hoc project management) เป็นการตั้ง คณะทำงานขึ้นมาเฉพาะกิจให้ทำโครงการใดโครงการหนึ่ง อาจเป็นโครงการที่ต้องการผลงาน หรือ ต้องการควบคุมการทำงานให้สำเร็จ ซึ่งผู้ที่ทำงานนั้นอาจต้องทำงานในฝ่ายและโครงการ และจะต้อง บริหารจัดการการทำงานให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น 2. การบริหารโครงการอย่างมีแบบแผน (formal project management) เป็นระยะที่ต้องให้ ความสนใจ ต้องฝึกอบรมให้รู้แนวคิดวิธีการปฏิบัติงาน และในการทำโครงการ ผู้บริหารยังไม่มีบทบาทใน การบริหารจัดการมากนัก โครงการต่างๆจึงไม่สอดคล้องกัน เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


6 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 3. การบริหารโครงการอย่างเต็มรูปแบบ (project – driven organization) เป็นระยะการ บริหารโครงการขององค์การที่ขับเคลื่อนด้วยโครงการ ผู้บริหารระดับสูงขององค์การจะต้องมีบทบาท สำคัญในการกำหนดกลยุทธ์ขององค์การ จัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์มีระบบติดตาม ประเมินผล ตรวจสอบผลงานโครงการ ให้ความสำคัญและตระหนักในคุณค่าของผู้บริหารโครงการมากขึ้น มีระบบเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริหารโครงการและผู้ร่วมทีมงานทุ่มเทความพยายามให้กับโครงการอย่างเต็มที่ 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดง แนวคิดในการด าเนินงานการบริหารจัดการโครงการ


7 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา กระบวนการบริหารโครงการ มี 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การวางแผนโครงการ เป็นการกำหนดแผนการปฏิบัติงานลักษณะงานที่ต้องการ กำหนดปริมาณและคุณภาพของงาน กำหนดทรัพยากรที่ต้องใช้ เมื่อโครงการผ่านการพิจารณาจะมีการวางแผน ตั้งทีมงาน ทำแผนโครงการ มี การกำหนดกิจกรรมย่อย กำหนดเป้าหมายของกิจกรรมย่อย รวมทั้งค่าใช้จ่ายและทรัพยากรอื่น ๆ และมี การนำเทคนิคต่าง ๆ ที่ช่วยในการวางแผนบริหารโครงการมาใช้วิเคราะห์โครงการ และศึกษาความเป็นไป ได้ในรายละเอียดด้านต่าง ๆ ของโครงการว่าเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการน าไปใช้มาน้อยเพียงใด ซึ่งจะทำให้มองเห็นเป้าหมายและผลที่ได้รับ ถ้าผลการวิเคราะห์มีความเป็นไปได้ จะทำให้มีการตัดสินใจ ดำเนินโครงการมีข้อผิดพลาดน้อย 2. การด าเนินการโครงการ (การน าแผนไปสู่การปฏิบัติ) เป็นการดำเนินการตามแผนการปฏิบัติงานโดยผู้จัดการโครงการจะเป็นผู้รับผิดชอบสายงานหลัก และควบคุมกำกับดูแลให้การดำเนินการโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ผลผลิต ผลลัพธ์ที่ กำหนด ซึ่งระหว่างดำเนินการจะต้องมีการบริหารความเสี่ยง เพื่อหาว่าอะไรคือความเสี่ยงสำคัญที่จะทำ ให้โครงการไม่ประสบผลสำเร็จ และอะไรคือแนวทางในการหลีกเลี่ยง ควบคุม หรือถ่ายโอนความเสี่ยง ดังกล่าว หรืออาจจะต้องยอมรับ เพื่อให้การดำเนินงานโครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายและระยะเวลาตามที่ก าหนด หรือยอมให้เกิดความเสียหายให้น้อยที่สุด อุปสรรคที่มักตรวจพบ ในการบริหารโครงการ - ความสลับซับซ้อนของโครงการ ท าให้เกิดความยุ่งยากในการสื่อสาร ประสานงาน - ความต้องการเฉพาะด้านสำหรับลูกค้า - การปรับโครงสร้างขององค์กร ทำให้ขาดอำนาจในการสั่งงานฝ่ายอื่น - ความเสี่ยงจากโครงการ - การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่ใช้ในการบริหารโครงการ - มีการวางแผนและการตั้งเวลาผิดพลาดท าให้ไม่สามารถปฏิบัติตามแผนได้ 3. การติดตามและควบคุมโครงการ การกำกับดูแลโครงการ (ติดตาม ควบคุม ปรับปรุง) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ เมื่อมีการ ติดตามดูผลการทำงานแล้ว ก็ต้องมีการควบคุมหรือปรับปรุงแก้ไขการทำงานให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อให้โครงการบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และสามารถป้องกันหรือแก้ไขปัญหา


8 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา อุปสรรคต่างๆ ได้ทันท่วงที ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ช่วยกระตุ้นจูงใจ และช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องได้เข้าใจ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ หรือมาตรฐานของงานได้ชัดเจนขึ้น 4. การประเมินและการจบโครงการ เป็นการประเมินโครงการว่าบรรลุผลสำเร็จตามที่ตั้งไว้หรือไม่ ต้องมีการจัดทำรายงานการ ตรวจสอบเสนอผู้บริหารโครงการ โดยตรวจสอบระหว่างการด าเนินโครงการและหลังปิดโครงการ เพื่อ ประเมินว่าผลงานของโครงการเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสีย หรือมีการปฏิบัติการใดผิดพลาด ควรมีการ ระบุการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปปรับปรุงโครงการอื่น ๆ ต่อไป การปิดโครงการ เมื่อโครงการดำเนินมาถึงขั้นสุดท้ายก็ต้องมีการปิดโครงการ ซึ่งหมายถึง การ สิ้นสุด หรือยุติโครงการ ซึ่งการยุติโครงการอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น โครงการแล้วเสร็จก่อนกำหนด ความล้มเหลวโครงการ การผิดสัญญา เป็นต้น 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การบริหารนำไปสู่การปฏิบัติและได้รับการพัฒนา ตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของสถานศึกษา 2. ช่วยให้ผู้บริหารสามารถควบคุมเรื่องทรัพยากร เวลา งบประมาณ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 3. ช่วยให้ผู้บริหารประสานงานเป็นไปด้วยความราบรื่น และแก้ปัญหาได้ 4. ช่วยให้ครูและบุคลากรมีขวัญกำลังใจในการทำงาน 5. ช่วยให้คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาสูงขึ้น 6. ช่วยให้การพัฒนาสถานศึกษาและชุมชนเป็นไปในทางบวก และคุณภาพของประชาชน เจริญก้าวหน้า 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. ความต้องการที่แท้จริงของโครงการนั้น ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและชัดเจน เพียงพอว่าโครงการนั้นๆ ถูกสร้างมาเพื่อประโยชน์อะไรกับสถานศึกษา 2. ความต้องการมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เมื่อความต้องการปรับเปลี่ยน แนวทาง ดำเนินการต่างๆย่อมเปลี่ยนตาม ซึ่งหากปรับเปลี่ยนบ่อย ก็จะทำให้โครงการไม่แล้วเสร็จได้ 3. ผู้บริหารไม่มีการสนับสนุนโครงการนั้นๆ อย่างเต็มที่ ซึ่งการดำเนินงานของผู้ที่รับผิดชอบ ทั้งหมดในโครงการ ย่อมจะต้องเผชิญกับการบริหารจัดการทรัพยากร และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งที่


9 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา คาดการณ์ได้และคาดการณ์ได้ยาก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความสนับสนุนจากทางผู้บริหารอย่าง เต็มที่เพื่อให้ภารกิจลุล่วงไปได้ 4. ขาดงบประมาณและทรัพยากรที่สำคัญๆ ในการทำโครงการ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในความสำเร็จ ของโครงการ หากโครงการดังกล่าวผู้รับผิดชอบในโครงการไม่ได้ดำเนินการวางแผน เพื่อให้ได้มาซึ่ง ทรัพยากรนั้นหรือไม่มีแผนสำรองในการหาทางปรับเปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่สามารถทดแทนกันได้ก็จะ ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการได้ 5. ผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการที่ผ่านมายังไม่ตอบสนองผู้เรียนอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ของโครงการที่ดี ต้องสามารถส่งเสริมด้านการศึกษา และสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ชี้ชัดได้ว่าโครงการนั้นจะประสบความสำเร็จมาก น้อยเพียงใด 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การบริหารโครงการเริ่มต้นตั้งแต่สมัยโบราณ และพัฒนามาจนถึงปัจจุบันโดยการพัฒนานั้นก็ได้มี การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยทำให้โครงการประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะโครงการระดับประเทศ การ บริหารมีความสำคัญและอยู่ภายใต้ข้อจำกัด และมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของงาน โครงการนั้นมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มีข้อบังคับเอาไว้ 3 ประการคือ ขอบข่าย เวลา และค่าใช้จ่าย ส่วนระยะเวลาในการพัฒนาโครงการนั้นก็มีอยู่ 3 ระยะ คือ ระยะการบริหารโครงการแบบเฉพาะกิจ, การบริหารโครงการอย่างมีแบบแผน,และการบริหารโครงการอย่างเต็มรูปแบบ การบริหารโครงการที่ดี มีความพร้อม มีการบริหารจัดการที่ดี จะทำให้โครงการนั้นประสบ ผลสำเร็จ 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) ภูษณทัศ ผลทับทิมธนา. (2563) การบริหารโครงการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (ปริญญานิพนธ์ มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ). http://ir-ithesis.swu.ac.th/dspace/bitstream/123456789/1331/1/gs621110133.pdf


10 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นางสาวกันตา นามสกุล พันธ์กนกพงศ์ รหัสนิสิต 6691510007 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารแบบ 7s framework / The McKinsey 7s model 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ กรอบแนวคิด McKinsey 7S Framework เป็นกระบวนการสร้างความมั่นใจว่าทุกส่วนของ องค์กรทำงานด้วยความสามัคคี มีการพัฒนาในด้านทศวรรษ 1980 โดย Thomas J. Peters และ Robert H. Waterman เป็นสองที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำงาน เป็นที่ปรึกษาของ McKinsey & Company ได้นำเสนอแนวคิดการจัดแนวทางศึกษาไว้ 7 ขั้นตอน 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ 4. วิธีการและการนำไปใช้ ขั้นตอนการดำเนินงานทางการศึกษา 7s McKinsey Framework สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ Hard S ได้แก่ Strategy Structure และ System และ Soft S ได้แก่ Style Staff Skill และ Shared Value สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการ วิเคราะห์ภายในองค์การ (Internal analysis) ได้ ดังนี้ 1. Strategy : กลยุทธ์ผู้บริหารบริหารงานเชิงกลยุทธ์จะช่วยให้องค์กรกำหนดเป้าหมายและ พันธกิจขององค์กร และเป็นแนวทางที่บุคคลภายในองค์กรรู้ว่าจะใช้ความพยายามไปในทิศทางใดจึงจะ ประสบความสำเร็จ 2. Structure : โครงสร้าง ผู้บริหารจัดระบบโครงสร้างองค์การ เพราะการจัดองค์กรที่ดีจะมี ส่วนช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ช่วยให้บุคลากรได้ทราบขอบเขตงานความรับผิดชอบ เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


11 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 3. System : ระบบการท างาน ผู้บริหารจัดทำระบบในการปฏิบัติงานตามกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุ เป้าประสงค์ตามที่กำหนดไว้ อาทิ ระบบบัญชี/การเงิน ระบบพัสดุ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบการ ติดตาม/ประเมินผล ฯลฯ 4. Style of Management : รูปแบบการบริหาร ผู้บริหารมีความเป็นผู้นำ เพราะพฤติกรรม ของผู้บริหารในการทำงาน มีผลต่อการรับรู้และความเชื่อถือของบุคลากร และมีผลต่อขวัญกำลังใจและ ความสำเร็จขององค์กร 5. Staff : บุคลากร ผู้บริหารให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกฝ่าย เพราะบุคลากรทุกระดับเป็นตัว ขับเคลื่อนให้องค์กรให้ประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายองค์กร การสนับสนุนบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ ย่อมทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 6. Skill : ทักษะ ผู้บริหารส่งเสริมให้บุคลากรพัฒนาตนเสมอ เพราะทักษะในการปฏิบัติงานจะ ทำให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพส่งผลดีต่ององค์ กร เช่น หากบุคลกรขาดทักษะด้านการเงิน ก็ให้ส่งเสริมให้อบรมเพิ่มเติม เพื่อให้บุคลากรมีทักษะความ เชี่ยวชาญด้านนี้ เป็นต้น 7. Shared and Value : ค่านิยมร่วม ผู้บริหารสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง เพราะ วัฒนธรรมองค์กร หรือความเชื่อจะสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกภาพและเป้าหมายของผู้บริหาร เมื่อค่านิยม และความเชื่อได้ถูกยอมรับทั่วทั้งองค์กรและบุคลากรก็จะยอมกระทำตามด้วยความสามัคคี 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 7s framework เป็นเครื่องมือที่นิยมนำมาใช้ในการวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์กรและเป็นกรอบที่ ช่วยในการวิเคราะห์ SWOT Analysis ในส่วนของปัจจัยภายใน (Internal Factors) ทั้งจุดแข็ง (Strength) และจุดอ่อน (Weakness) โดยพิจารณาทั้ง 7S ว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่และสถานการณ์ ปัจจุบันเป็นอย่างไร เพื่อนำผลที่ได้ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ ประเมินความสามารถ ตลอดจนการปรับปรุง แก้ไขภายในองค์กร 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา การขาดความเข้าใจ คือ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรในสถานศึกษาอาจไม่เข้าใจแนวคิด 7S อย่าง ถ่องแท้ ส่งผลให้การนำไปใช้ไม่เกิดประสิทธิภาพ และการขาดทรัพยากรเช่น งบประมาณและเวลา 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา องค์ประกอบของ 7s McKinsey Framework ทั้ง 7 ปัจจัยถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ในการวิเคราะห์และปรับปรุงองค์กร สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานศึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการ จัดการและสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การประเมินสมรรถนะของฝ่ายงานบริหารทั่วไปเพื่อหาจุด


12 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา แข็ง จุดอ่อนของการบริหารงานฝ่ายการบริหารทั่วไปของสถานศึกษา ซึ่งจำเป็นในการสร้างความยั่งยืนใน การพัฒนา เนื่องจากจะทำให้เราได้รู้สภาพความเป็นจริงว่าแต่ละฝ่ายงานบริหารของโรงเรียนมีสมรรถนะ อย่างไร เป็นการประเมินผล เพื่อปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อพร้อมที่จะดำรงอยู่อย่าง มั่นคงและสามารถไปสู่เป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้เพื่อให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) ฤทธิชัย บุญธรรม และวิไลลักษณ์ เรืองสม. (2562). รูปแบบการบริหารงานแบบ 7s framework กับ องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น. การประชุมวิชาการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติของนักศึกษา ด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ครั้งที่21162126.https://hs.ssru.ac.th/useruploads /files/20190306/49f76e7549fcb0a47f42d580d39e63abeacb096c.pdf.


13 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นางสาวกันตา นามสกุล พันธ์กนกพงศ์ รหัสนิสิต 6691510007 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารการเปลี่ยนแปลงโดย ADKAR Model (The ADKAR Model of Change Management) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ การเปลี่ยนแปลงมีความจำเป็นและสำคัญ เพื่อให้องค์กรเกิดการพัฒนาไม่หยุดนิ่งตามสังคมที่ เปลี่ยนแปลง แต่ในขณะที่องค์กรและผู้บริหารตระหนักถึงความจำเป็นในการจัดการการเปลี่ยนแปลงนั้น บุคลากรในองค์กรบางส่วนอาจจะมีการต่อต้านเนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงยุ่งยากและไม่สบายใจต่อการ เปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ดี ก็มีวิธีที่ลองแล้วได้ผลจริง เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้และมีการ ต่อต้านน้อยลง วิธีนี้สร้างขึ้นโดย Jeff Hiatt เรียกว่า การบริหารการเปลี่ยนแปลงโดย ADKAR Model ซึ่ง ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 โดยอิงจากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงขององค์กรที่ประสบ ความสำเร็จ และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้บุคคลเข้าใจและยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้องค์กร ต่าง ๆ สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้สำเร็จและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา ADKAR model มีองค์ประกอบดังนี้ 1. A: Awareness (สร้างการรับรู้) คือ ผู้บริหารต้องพูดคุยทำความเข้าใจร่วมกันกับบุคลากร ภายในองค์กร เกี่ยวกับความสำคัญและประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างข้อดีและประโยชน์ 2. D: Desire (สร้างแรงจูงใจ) คือ ผู้บริหารเป็นผู้ให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการ เปลี่ยนแปลงทุกขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


14 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 3. K: Knowledge (ให้ความรู้) คือ ผู้บริหารจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารการ เปลี่ยนแปลงภายในองค์กรแก่บุคลากร เพื่อให้บุคลากรเข้าใจถึงขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลง 4. A: Ability (ความสามารถ) คือ ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรนำความรู้ที่ได้รับแล้วลงมือ ปฏิบัติจริง เป็นการฝึกฝน พัฒนาทักษะความรู้ความสามารถ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ นำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงได้ 5. R: Reinforcement (เสริมการสนับสนุน) คือ ผู้บริหารประเมิน ติดตามวัดผลจากการลงมือ ปฏิบัติของบุคลากร องค์กรต้องมีมาตรฐานในการทำงานและให้ Feedback กับบุคลากร เพื่อให้เขารู้สึก อยากจะทำซ้ำ หรือปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ถ้าบุคลากรไม่ทำอย่างต่อเนื่อง และองค์กรไม่มีการวัดผล สิ่งที่ทำ มาทั้งหมดจะเป็นเพียงแค่การปรับปรุง สุดท้ายจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา บุคลากรพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงพร้อมปรับตัวให้ทันกับยุค Digital Transformation เมื่อบุคลากรปรับเปลี่ยนแนวคิด มีทัศนคติที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของบุคลากรก็จะ เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่องค์กรคาดหวัง การทำงานในระบบหลังการเปลี่ยนแปลง ทำให้เนื้องานมี ประสิทธิภาพ 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา ผู้บริหาร ครู อาจารย์ และบุคลากรในสถานศึกษาการขาดความเข้าใจแนวคิด ADKAR ส่งผลให้ไม่ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผล 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา ADKAR Model เป็นเครื่องมือที่ช่วยตั้งเป้าหมายการปรับตัวของแต่ละบุคคลภายในองค์กร เพื่อ นำไปสู่การได้รับความร่วมมือจากบุคลากร มนุษย์ทุกคนมีระยะเวลาการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป ดังนั้น องค์กรคือศูนย์กลางในการฝึกทักษะให้กับบุคลากร โดยหลังจากการลงมือปฏิบัติตาม 5 ขั้นตอน องค์กร ต้องมีการวัดผลในการทำงานและให้ข้อมูลย้อนกลับทุกครั้ง เพื่อให้บุคลากรรู้สึกอยากจะทำซ้ำและกล้าที่ จะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงบุคลากรในองค์กรต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลงและผลักดันองค์กรไปสู่เป้าหมาย ได้ 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) ฐานิตา ภูวนาถนรานุบาล. (2564). เปลี่ยนคน แปลงองค์กร อย่างยั่งยืน ผ่านโมเดล ADKAR. เว็บไซต์ Brightside. https://www.brightsidepeople.com.


15 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ...อรรคเดช...........นามสกุล....ทับปิง..................รหัสนิสิต.......6691510001................ 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) PESTEL Analysis : เครื่องมือในการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ ในปี 1967 Francis J. Aguilar ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนกลยุทธ์ของ มหาวิทยาลัย Harvard ต้องการเครื่องมือที่เป็นกรอบวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อองค์กร จึง ได้คิดค้นเครื่องมือที่เป็นกรอบการวิเคราะห์ PEST ขึ้นมา ซึ่งในที่สุดก็พัฒนากลายมาเป็นเครื่องมือ PESTEL ที่แพร่หลายในปัจจุบัน PESTEL Analysis คือ เครื่องมือวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก โดยคำภาษาอังกฤษ PESTEL นั้นนำมา จากอักษรตัวแรกของคำ 6 คำ ได้แก่ Political, Economic, Social, Technology, Environment และ Legal (การเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, เทคโนโลยี, สภาพแวดล้อม, กฎหมาย) “PESTEL” เน้นไปที่สภาวะแวดล้อมระดับมหภาค (Macro Environment) โดยเน้นการวิเคราะห์ ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ประกอบไปด้วยปัจจัย 6 ด้าน ดังที่กล่าวมา ซึ่งหากต้องการ ประสิทธิภาพมากขึ้นก็จะใช้ PESTEL ควบคู่กับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น Six Forces Framework สำหรับการ วิเคราะห์ Micro- Environment เป็นต้น P : Political Factor (ปัจจัยทางการเมือง) เป็นการพิจารณาถึงความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อองค์กรใด ๆ และ อุตสาหกรรม ทั้งการบริหารงาน นโยบาย งบประมาณการลงทุน ตั้งแต่นโยบายทางการคลัง การเก็บภาษี นโยบายการค้าระหว่างประเทศ นโยบายด้านแรงงาน ฯลฯ จะเห็นได้ว่าปัจจัยทางการเมืองนั้นส่งผล กระทบครอบคลุมเป็นวงกว้าง เพราะฉะนั้น ทีมผู้วิเคราะห์จึงต้องเข้าใจถึงวิถีของการเมืองการปกครองใน พื้นที่นั้น ๆ ที่ประกอบกิจการอยู่ เพื่อการประเมินและคาดการณ์สถานการณ์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น E : Economic Factor (ปัจจัยทางเศรษฐกิจ) คือ ปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของเศรษฐกิจประชาชาติ ซึ่งสามารถส่งผล กระทบโดยตรงต่อองค์กรต่าง ๆ เช่นกัน เช่น อัตราการจ้างงาน-อัตราการว่างงาน, ภาวะการเติบโตทาง เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


16 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา เศรษฐกิจ, รายได้ประชาชาติ, การกระจายตัวของรายได้, สภาพคล่องของรายได้ประชากรในแต่ละพื้นที่, ค่าครองชีพ, ค่าใช้จ่ายบุคคลและครัวเรือน เป็นต้น S : Sociological Factor (ปัจจัยทางสังคม) หมายถึงปัจจัยใด ๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อค่านิยม บรรทัดฐาน รวมไปถึงสภาพแวดล้อมในสังคม ปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์สามารถเป็นได้ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรศาสตร์ (Demographic change), การเติบโตของประชากร (Population Growth), การย้ายถิ่นฐาน (Geographical Migration of the Population), ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค (Regional Disparities), แนวโน้ม ของกระแสในสังคม (Trend), ทัศนคติ (Attitude), ความเชื่อ (Believe), ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี (Cultural), ศีลธรรม (Moral), คุณค่าที่เป็นที่ยอมรับในสังคม, ความยุติธรรม, ความสมานฉันท์, การแบ่งแยกในสังคม, ความขัดแย้งต่างๆซึ่งตัวอย่างที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่ส่งผลต่อการบริหารองค์กรทั้งสิ้น T : Technological Factor ปัจจัยด้านเทคโนโลยีเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตและกระบวนการจัดการ การใช้ เทคโนโลยียังหมายถึงความสามารถในการแข่งขันขององค์กรอื่น ๆ อีกด้วย ดังนั้นการพิจารณาถึง ประสิทธิภาพ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่จะมีผลต่อองค์กรจึงสำคัญมาก ตั้งแต่เรื่องค่าใช้จ่าย อายุของเทคโนโลยีอัตราการเกิดนวัตกรรม นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมด้าน กระบวนการ เวลาในการพัฒนา ค่าใช้จ่ายในงานวิจัยและพัฒนา ภัยคุกคามจากดิจิทัล ไวรัสคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) ฯลฯ E : Environmental Factor ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม คือ การพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อธรรมชาติทั้งหมด ตั้งแต่การ เปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การเพิ่มขึ้นของมลพิษ น้ำเน่าเสีย การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติที่ ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ภัยธรรมชาติต่าง ๆ อย่างภัยแล้ง น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด รวมไปถึงโรคระบาด ต่าง ๆ ดังนั้นองค์กรจึงต้องคำถึงการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) การ บริหารทรัพยากร เพื่อมุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนทั้งในเชิงธุรกิจและสิ่งแวดล้อม L : Legal Factor ปัจจัยด้านกฎหมาย เป็นการพิจารณาถึงระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น สิทธิ พลเมือง (Civil Rights), กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law), กฎหมายภาษี (Tax Law), ข้อตกลงระหว่างพรมแดน (Border Agreement), สิทธิบัตร (Patent Rights) , การรับผิดชอบต่อสินค้า (Product Liability), กฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection), การคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection) รวมไปถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy) และกฎหมาย PDPA…


17 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 3. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา เนื่องจากการจัดการศึกษานั้นเกี่ยวข้องกับสภาพภายนอก และ ยังได้รับผลกระทบจากสภาพ ภายนอกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น PESTEL จึงช่วยให้ผู้บริหารสถานศึกษามีกรอบวิเคราะห์ที่ใช้มองปัจจัย ภายนอกได้ละเอียดขึ้น ตัวอย่างเช่น เรื่องการเมืองและกฎหมาย ที่การเมืองจะกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของการศึกษาระดับชาติ ซึ่งหากมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อย ๆ ระบบการจัดการต่าง ๆ อาจ เปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมของยุค นอกจากนั้นการเมืองยังส่งผลต่อการสนับสนุนปัจจัยทาง การศึกษา บทบาทของกลุ่มทางการเมืองซึ่งเป็นตัวกระตุ้นของความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ การที่สถานศึกษา ต้องศึกษากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาให้ครบถ้วน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผล โดยตรงต่อการจัดการศึกษาทั้งสิ้น ส่วน ด้านเศรษฐกิจ ก็ส่งผลต่อการดำเนินการทางการเงินของ สถานศึกษาโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อการเงินของผู้ปกครอง การ ขยายตัวของเศรษฐกิจ เขตเศรษฐกิจ สภาพคล่องของเงินในชุมชนและที่ใช้ในองค์กร งบประมาณที่จะมา สนับสนุน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจจำกัดหรือเป็นโอกาสของการจัดการศึกษาได้ อีกด้านหนึ่งที่จะต้องถูกนำมา เป็นกรอบของการวางแผนการจัดการศึกษาก็คือ ด้านสังคมและสถาพแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ ความรู้สึกนึกคิดของผู้คน ต่อผู้ปกครองและส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมของผู้เรียน นอกจากนั้น โรงเรียนยังต้องมองเรื่องของจำนวนประชากรในพื้นที่ สภาพของชุมชน ความเป็นไปของสถาพแวดล้อม คุณภาพชีวิตของผู้เข้ารับการศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อค่านิยมที่เป็นพื้นฐานของชุมชน รอบโรงเรียน ทั้งนี้เพื่อการจัดการศึกษาจะได้เหมาะสมและตอบโจทย์ของผู้เรียนอย่างแท้จริง และเป็นการ วางรากฐานทางสังคมอีกด้วย นอกจากนั้นการสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นการสร้างความ ยั่งยืนสำหรับส่วนรวม ส่วน ด้านเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ผู้จัดการศึกษาควรพัฒนา เพราะเป็นทั้งเครื่องมือใน การจัดการศึกษาและเป็นทักษะพื้นฐานของศตวรรษที่ 21 ด้วย การที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และจัดการระบบ เทคโนโลยีที่เหมาะสมคุ้มค่าการลงทุน ก็จะส่งผลให้การศึกษามีคุณภาพ เปิดโลกทัศน์ให้กับผู้เรียน นอกจากนั้นเทคโนโลยียังรวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่จะเข้ามาช่วยจัดการเรียนรู้อีกด้วย 4. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา เนื่องจาก PESTEL เป็นเพียงกรอบการวิเคราะห์ ดังนั้นอาจจะไม่ได้ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ โดยตรงในห้องเรียน แต่กรอบวิเคราะห์นี้จะเป็นข้อมูลสำคัญของการวางแผนพัฒนา หรือการพัฒนาระบบ การบริหารจัดการ ทำให้องค์กรมีความเสี่ยงในการดำเนินการน้อยลง และตอบความต้องการผู้รับบริการ มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้การวิเคราะห์ 6 ปัจจัยนี้ในเชิงลึกควบคู่กับเครื่องมืออื่น ๆ ที่เหมาะสม


18 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 5. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา เนื่องจากปัจจัยภายนอก มีรายละเอียดจำนวนมากและเป็นข้อมูลที่กว้างแยกย่อยเป็นหลายแขนง และส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาในรายละเอียดหลายมิติ ดังนั้นการวิเคราะห์ 6 ปัจจัยที่ PESTEL นำเสนอจึงอาจไม่ครอบคลุม และอาจไม่ครบถ้วนตามที่กระบวนการการวางแผนจัดการศึกษาต้องการ นอกจากนั้นปัจจัยภายนอกยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย ทำให้ต้องมีการทบทวนการวิเคราะห์ให้มี ความเที่ยงตรงต่อสถานการณ์ปัจจุบัน 6. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การนำ PESTEL เข้าปรับใช้การจัดการศึกษา ควรเลือกใช้เฉพาะในแผนกที่รับผลกระทบต่อปัจจัย ภายนอกโดยตรง เช่นส่วนของการให้บริการ ด้านการสัมพันธ์ชุมชน หรือ ด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น เนื่องจาก ต้องศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากและมีรายละเอียด การให้องค์กรใช้เวลาไปกับการวิเคราะห์เช่นนี้อาจ ไม่ส่งผลดีต่อมิติของการจัดการเรียนการสอน ซึ่บงมิติอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน ควร เลือกใช้เครื่องมืออื่น ๆ ที่มีความเหมาะสมเข้ามาประกอบ หรือ นำกรอบวิเคราะห์นี้ไปใช้ร่วมกับเครื่องมือ หลักอื่น ๆ เพื่อเสริมประสิทธิภาพ 7. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) PENFILL.CO.,LTD. PESTELเครื่องมือวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก. Penfill. https://www.penfill.co/strategy/pestel-analysis/


19 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ....อรรคเดช.....................นามสกุล......ทับปิง....................รหัสนิสิต....6691510001..... 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) SMART goal : เทคนิคการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ SMART goal คือ framework หรือกรอบอ้างอิงที่ใช้เพื่อตั้งเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ในการตั้งเป้าหมายด้วย SMART goal ไม่ใช่การตั้งเป้าหมายอย่างลอย ๆ แต่จะต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ ด้วย ได้แก่ S - Specific : เป้าหมายต้อง เป็นสิ่งที่ชี้เฉพาะ และ มีขอบเขตที่แน่ชัด การมีเป้าหมายที่มี“ความชี้เฉพาะ” และ “ชัดเจน” มีความสำคัญ กล่าวคือ อะไรคือเป้าหมายที่ ต้องทำให้สำเร็จ ใครเกี่ยวข้องกับเป้าหมายนี้บ้าง จะทำที่ไหน และ ทำไมจึงต้องทำ การมีเป้าหมายชัดเจน ย่อมแสดงถึงจุดที่เราสามารถอ้างอิงประกาศให้เป็นความสำเร็จหรือล้มเหลว M - Measurable หมายถึง สามารถวัดได้ มีหลักฐาน หรือการอ้างอิงได้ เป้าหมายที่มีคุณภาพต้อง “สามารถวัดได้” อย่างน้อยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การวัดนั้นอาจไม่ จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ควรสามารถวัดได้อย่างเฉพาะเจาะจงด้วยเครื่องมือต่าง ๆ โดยเฉพาะที่สามารถจับต้องได้ คำถามที่เราควรใช้ตรวจสอบก็คือ เราเข้าใกล้เป้าหมายขนาดไหนแล้ว ? อะไรคือตัวชี้วัดความคืบหน้า ? เราสามารถพบรูปร่าง ขนาด หรือ ปริมาณของเป้าหมายที่สำเร็จไปบางส่วน แล้วหรือไม่ หรือสามารถวัดความก้าวหน้าได้จากอะไรบ้าง ? A - Achievable หมายถึง เป็นไปได้ สมเหตุสมผล ภายใต้ระยะเวลาและทรัพยากร เราต้องเป้าหมายที่ “สามารถเป็นจริงได้” ไม่เกินความสามารถ ไม่เกินทรัพยากร ดังนั้นต้อง พิจารณาดูว่า เราสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อพิชิตเป้าหมายได้แน่นอนหรือไม่ ท้าทายความสามารถของ เรามากเกินไปหรือน้อยเกินไป คำถามที่เราจะนำมาตรวจสอบความสมเหตุสมผลของการตั้งเป้าหมายก็คือ เรามีทรัพยากร หรือความสามารถเพียงพอที่จะไปถึงเป้าหมายโดยตรงได้หรือไม่ ? และถ้าหากไม่มีเราจะ สามารถเติมเต็มมันได้โดยทางอ้อมอย่างไร ? เราเคยทำสิ่งเหล่านี้ หรือในทำนองเดียวกันนี้สำเร็จมาก่อน หรือไม่ เป้าหมายของเราสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงหรือไม่ ? เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


20 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา R - Relevant หมายถึง สอดคล้องกับเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ต้องการในระยะยาว และเพื่อให้เกิดความมุ่งมั่นในระยะยาว การมองถึงคุณค่าในเป้าหมาย นับเป็นแรงผลักดันที่ดี เพราะการตั้งเป้าหมายแบบฉาบฉวยอาจดูดีและกระตือรือร้นเพียงแค่ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่การ ตั้งเป้าหมายที่มีความสัมพันธ์กับ Value หรือเป้าหมายในระยะยาว จะช่วยทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้มี คุณภาพมากกว่า และสร้างแรงบันดาลใจมากกว่าเป้าหมายแบบสั้น ๆ ที่ไม่มีความหมายอีกด้วย คำถามที่ จะช่วยเราก็คือ เป้าหมายเราต้องการ ดีต่อตนเอง ต่อสังคม และต่อโลกในระยะยาวหรือไม่ ? และ เป้าหมายนั้นตรงกับคุณค่าบางอย่างที่เรามีหรือ ที่องค์กรของเรามีหรือไม่ ? นอกจากนั้น เป้าหมายนั้นมี ความสัมพันธ์อย่างไรกับเป้าหมายชีวิตในระยะยาวของเราหรือองค์กรของเรา ? T - Time-based หมายถึง มีระยะเวลาที่จ ากัด การกำหนดเวลา หรือ เราเลือกทำเป้าหมายที่ถูกจำกัดด้วยเวลา จะช่วยประเมินผลเบื้องต้นได้ว่า เป้าหมายนี้สำเร็จได้หรือไม่ ดังนั้นการตั้งเวลาที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญในการตั้งเป้าหมาย และช่วยขจัดความยืดหยุ่นที่ไม่จำเป็นของเราออกไป ซึ่งเราอาจตอบคำถามเหล่านี้ว่า เป้าหมายที่เรา กำหนดนี้มีระยะเวลาที่จำกัดหรือไม่ ? หรือ เราต้องการให้เป้าหมายนี้สำเร็จเมื่อใด ? และด้วยการกำหนดกรอบเป้าหมายด้วย SMART goal จึงช่วยให้เราสามารถตั้งเป้าหมายได้อย่าง มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถวัดความสำเร็จ และคาดการณ์ความสำเร็จได้อีกด้วย โดยกรอบการ วางแผนนี้สามารถประยุกต์ใช้ในการตั้งเป้าหมายในการทำงาน หรือสามารถนำไปใช้ร่วมกับวิธีการ ตั้งเป้าหมายในชีวิตของตัวเองก็ได้ด้วยเช่นกัน 3. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา SMART goal ช่วยในเรื่องการวางแผนระยะสั้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการใช้เป็นกรอบในการ เขียนโครงการต่าง ๆ ซึ่งจะสามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างเฉพาะเจาะจงอีกด้วย นอกจากนั้นหากเกิด ปัญหาระหว่างการดำเนินการ ก็สามารถตรวจสอบหรือกระตุ้นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ เนื่องจากมีการกำหนดตัว แปรที่จะนำมาใช้ล่วงหน้าแล้ว 4. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา SMART goal สามารถช่วยในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ของการวางแผน เพราะต้องใช้การระดมทรัพยากร 4Ms เข้าด้วยกัน ดังนั้นในแง่ของการนำมาใช้ในการจัดกระบวนการ เรียนรู้ ในมิตินี้จึงเป็นการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น SMART goal ยังช่วยใน เรื่องของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และการทำโครงงาน ซึ่งจะทำให้ระบบการจัดการมีความ รอบคอบและมีแนวโน้มความสำเร็จสูง เนื่องจากวางอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง มีตัวชี้วัดและกรอบ เวลาที่ชัดเจนอีกด้วย


21 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 5. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา แม้ SMART goal จะมีประโยชน์แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรตระหนักด้วย กล่าวคือ SMART goal อาจจะมีขั้นตอนการดำเนินการที่เข้มงวด จึงอาจขาดความยืดหยุ่นหรือความคิดสร้างสรรค์ขณะดำเนินการ เนื่องจากมีการกำหนดสิ่งต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นระบบแล้ว นอกจากนั้น เพื่อให้ได้ความสำเร็จที่แคบลงใน ระยะเวลาจำกัด บางคนจึงเลือกเป้าหมายที่สำคัญน้อยกว่าแต่ง่ายเข้าไว้ แทนที่จะเลือกทำสิ่งที่ยากแต่มี สำคัญมากกว่า นอกจากนั้น SMART goal ส่วนใหญ่ยังเน้นงานหรือเน้นความสำเร็จมากกว่าเน้นคน ทำให้ มิติของความสัมพันธ์ในองค์กรหรือของกลุ่มอาจถูกมองข้ามไปเพราะมัวมุ่งแต่ความสำเร็จ และประการ สุดท้าย การที่มองความสำเร็จที่แคบลง อาจทำให้ลืมมองเครือข่ายซึ่งอาจจะส่งผลทำให้การตั้งเป้าหมาย ความสำเร็จของเราใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในการจัดการศึกษานั้น การใช้เครือข่ายเพื่อการเรียนรู้มีคุณค่า ต่อกระบวนการเรียนรู้มากกว่าจะเน้นที่ความสำเร็จของเป้าหมายเพียงอย่างเดียว 6. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา SMART goal เป็นเทคนิคในการตั้งเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายระยะสั้น หรือระยะยาวให้มี ประสิทธิภาพ และเอื้ออำนวยต่อการวัดผล ลักษณะของ SMART goal คือเป้าหมายที่มีความชี้เฉพาะ สามารถวัดความคืบหน้าได้ สมเหตุสมผล ส่งผลดีและสอดคล้องกับภาพรวมหรือระยะยาว และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน 7. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) Urbinner. (5 พ.ย. 2563). SMART goal เทคนิคการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุได้อย่างมีประสิทธิภาพ. Urbinner. https://www.urbinner.com/post/smart-goal-technique


22 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นายณัฐพงศ์ นามสกุล กุญชร รหัสนิสิต 6691510027 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การทบทวนหลังปฏิบัติการหรือการถอดบทเรียน (AAR) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ การทบทวนหลังปฏิบัติการหรือการถอดบทเรียน (AAR) เป็นการทบทวนหรือเป็นกระบวนการ เพื่อวิเคราะห์ว่าเกิดเหตุอะไร สาเหตุของการเกิด และจะสามารถดำเนินการให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร โดย เอาบทเรียนจากความสำเร็จและความล้มเหลวของการทำงานที่ผ่านมา เพื่อนำมาซึ่งการพัฒนาหรือการ ปรับปรุงการทำงาน การทำ AAR เป็นรูปแบบของกลุ่มทำงานที่สะท้อน ความมีส่วนร่วมในการทบทวนสิ่ง ที่เกิดขึ้น อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง สาเหตุของการเกิดและสิ่งที่ได้เรียนรู้คืออะไร ขั้นตอนการใช้เทคนิคการทบทวนผลการปฏิบัติงาน (How to use it) 1. รวบรวมพล/ผู้เข้าร่วม AAR : ควรทำ AAR ทันที หลังจากจบงานนั้นๆ หรือเร็วที่สุดที่จัดหา เวลาได้ เพราะยังจำได้ดี การเรียนรู้จะได้ถูกนำมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม 2. แนะนำกฎกติกามารยาท : สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองในการทำ AAR ต้องมีการเปิดใจและ ยอมรับที่จะเรียนรู้ ไม่มีการกล่าวโทษ ซ้ำเติม ตอกย้ำซึ่งกันและกัน ทุกคนควรมีส่วนร่วมในบรรยากาศที่ อิสระไม่มีความเป็นเจ้านาย หรือลูกน้อง AAR เป็นการเรียนรู้จากเหตุการณ์มากกว่าการวิจารณ์ โดยมีมี “คุณอำนวย” (Facilitator) เป็นผู้คอยกระตุ้น ตั้งคำถามให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ 3. ทบทวนเหตุการณ์การกระทำที่เกิดขึ้นและควรเกิดขึ้น : โดยมีคำถามดังนี้ 1) เมื่อทำ นั้นทำอะไร ทำอย่างไร 2) คุณรู้สึกอย่างไร 3) ด้วยเหตุผลใด จึงทำเช่นนี้ 4) มีปัจจัย หรือองค์ประกอบใด ที่มีผลต่อการทำ 5) อะไรคือเป้าประสงค์ที่ตั้งใจ 6) อะไรคือผลลัพธ์ที่เกิดจริง 7) ทฤษฎีบท กล่าวว่าอย่างไร 8) มีทางเลือกอะไรบ้าง 9) ครั้งหน้าจะทำให้แตกต่างอย่างไร 10) ทักษะและความรู้ที่ ต้องมีก่อนการทำครั้งหน้า 11) คุณคิดว่าเรียนรู้อะไร เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


23 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. บันทึกประเด็นสำคัญ : การบันทึกประเด็นสำคัญหลังจากที่ได้มีการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนในการ ทำ AAR แล้ว ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเปรียบเทียบกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เป็นการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ผ่าน ประสบการณ์ภายในทีมงานด้วยกันและเพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ที่กว้างมากขึ้นกว่าเดิมในองค์กร 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดง โมเดลการท างานแบบAfter Action Review (AAR) 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา เมื่อสถานศึกษาได้จัดทำงานทั้งด้านงานสอน หรือภาระนอกเหนืองานสอน เมื่อการปฏิบัติงานใน แต่ละครั้งสำเร็จลุล่วงไปแล้ว ให้นำผลการปฏิบัติงานมา ทบทวนหลังปฏิบัติงาน เพื่อระดมความคิด หาว่า สิ่งที่ทำตรงกับเป้าหมายหรือไม่ หาสิ่งที่เป็นจุดแข็งหรือจุดที่ควรพัฒนา เพื่อให้การทำงานในครั้งต่อไปดี ยิ่งขึ้น 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา การทบทวนหลังปฏิบัติงาน ช่วยให้การทำงานในแต่ละงาน ได้มีการระดมความคิดเพื่อพัฒนาการ ทำงานในครั้งต่อไป เมื่อมีการทบทวนหลังปฏิบัติงานแล้ว ในการทำงานในแต่ละครั้งก็จะมีการพัฒนาขึ้น และทำให้สถานศึกษามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมอื่นๆ 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา การทบทวนหลังปฏิบัติงาน ต้องทำหลังจากที่ดำเนินงานเสร็จเพราะถ้าหากทิ้งระยะเวลาให้ ล่วงเลยไปเป็นเวลานาน จะทำให้บุคคลที่ร่วมกันทำงานลืมประเด็นบางประเด็น จะทำให้ไม่สามารถนำ ปัญหาที่พบในการดำเนินงานนั้นๆ มาพัฒนาในครั้งต่อได้เต็มประสิทธิภาพ


24 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การทบทวนหลังปฏิบัติการหรือการถอดบทเรียน (AAR) เป็นการทบทวนหรือเป็นกระบวนการ เพื่อวิเคราะห์ว่าเกิดเหตุอะไร สาเหตุของการเกิด และจะสามารถดำเนินการให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร โดย เอาบทเรียนจากความสำเร็จและความล้มเหลวของการทำงานที่ผ่านมา เพื่อนำมาซึ่งการพัฒนาหรือการ ปรับปรุงการทำงาน การทำ AAR เป็นรูปแบบของกลุ่มทำงานที่สะท้อน ความมีส่วนร่วมในการทบทวนสิ่ง ที่เกิดขึ้น อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง สาเหตุของการเกิดและสิ่งที่ได้เรียนรู้คืออะไร การทบทวนหลังปฏิบัติงานนั้นควรทำตั้งแต่งานสำเร็จไม่ควรปล่อยระยะเวลาให้ผ่านไปนาน ควร รีบสรุปปัญหา จุดที่ควรพัฒนา เพื่อจะได้พัฒนางานในครั้งต่อไปได้อย่างคลอบคลุมและมีประสิทธิภาพ 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) 1. After Action Review (AAR) กระบวนการเพื่อสร้างการเรียนรู้ด้วยตัวเอง. (2564). สืบค้นจาก https://www.urbinner.com/post/after-action-review-aar#viewer-4fph8 2. สวทช. (2557). การทบทวนหลังทำงาน หรือหลังปฏิบัติ หรือหลังกิจกรรม (After Action ReviewAAR). สืบค้นจาก https://www.nstda.or.th/home/knowledge_post/after-action-review/ 3.กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค ๑. (2564). เทคนิคการทบทวนผลการปฏิบัติงาน (After Action Review : AAR). สืบค้นจาก https://www.facebook.com/fanpagebpp1/photos/a.897331877025330/375623197780195 8/?type=3 4. ฤทธิไกร ไชยงาม. (2560). กิจกรรม After Action Review (AAR). สืบค้นจาก https://km.ieat.go.th/th/aar


25 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นายณัฐพงศ์ นามสกุล กุญชร รหัสนิสิต 6691510027 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การทำงานข้ามสายงาน (Cross-functional team) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ การทำงานข้ามสายงานคือการที่บุคลากรที่มีบทบาทหน้าที่ ที่มีทักษะที่แตกต่างกันที่มาทำงาน ร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน และมีส่วนร่วมในการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ มีการร่วมมือ กันตั้งแต่ขั้นตอน วางแผน, กระบวนการทำงาน, แก้ไข และพัฒนา ร่วมกัน เพื่อบรรลุเป้าที่มีข้อตกลง ร่วมกัน เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการท างานข้ามสายงาน เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


26 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา ในการดำเนินงานในสถานศึกษานั้นมีงานที่หลากหลายทั้งภาระงานสอนและงานนอกเหนือจาก งานสอน การบรรลุเป้าหมายของโรงเรียนในการทำงานต่างๆ ย่อมต้องร่วมด้วยช่วยกันทำงาน ทั้งผู้บริหาร คณะครูและบุคลากรทางการศึกษารวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งแต่ละบุคคลย่อมมีความถน ัด เชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆที่แตกต่างกัน การทำงานข้ามสายงาน(Cross-functional team) จะทำให้งาน ต่างๆในสถานศึกษนั้นบรรลุเป้าหมายตามจุดประสงค์ที่ร่วมกันวางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา การทำงานข้ามสายงานคือการนำบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในงานที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทำงานร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ผลงานที่ออกมานั้นประสบความสำเร็จ ใน สถานศึกษาเมื่อมีภาระงานย่อมต้องร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งการที่ผู้บริหารได้จัดทำทีมข้ามสายงานขึ้นมา ช่วยกันดำเนินงานต่างๆ ครูและบุคลากรทางการศึกษาและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แบ่งงานในส่วนที่ตนเอง ถนัดก็จะทำให้งานชิ้นนั้นบรรลุตามวัตุประสงค์ได้อย่างเป็นที่พึงพอใจ 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา การทำงานข้ามสายงานเป็นงานที่ต้องทำงานกันเป็นทีมซึ่งครูบางคนอาจจะขาดความเชื่อมั่นใน การทำงานเป็นทีม และในโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีบุคลากรจำนวนน้อยทำให้ขาดบุคลากรที่มีความถนัดบาง ด้าน และจะทำให้ครูแต่ละคนได้รับภาระงานมาก 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การทำงานข้ามสายงานคือการที่บุคลากรที่มีบทบาทหน้าที่ ที่มีทักษะที่แตกต่างกันที่มาทำงาน ร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน และมีส่วนร่วมในการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ มีการร่วมมือ กันตั้งแต่ขั้นตอน วางแผน, กระบวนการทำงาน, แก้ไข และพัฒนา ร่วมกัน เพื่อบรรลุเป้าที่มีข้อตกลง ร่วมกัน ซึ่งการทำงานข้ามสายนั้นเป็นการทำงานที่จะต้องช่วยกันเป็นทีมผู้บริหารควรต้องมีการจัดการทีม ที่ดี มีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน มีการสื่อสารกันที่ชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานเป็นทีม เพื่อให้การทำงานข้ามสายงานเกิดประโยชน์สูงสุด 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) 1. Nirun. (2559). Cross Function Team. สืบค้นจาก https://nirunkeaw2558.wordpress.com/2015/09/16/cross-functional-team- %E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD- %E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/


27 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 2. แอสทริด ทราน. (2567). Cross Functional Team Examples. สืบค้นจาก https://ahaslides.com/th/blog/cross-functional-teams-examples/ 3.มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา. (2559). เครื่องมือการจัดการความรู้ (KM TOOLS). สืบค้นจาก https://arit.rmutl.ac.th/page/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B 9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0 %B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2% E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B 9%E0%B9%89-km-tools 4.ธีระพงษ์. Cross Function Team. สืบค้นจาก http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?bookID=1156&pageid=2&read=tru e&count=true 5. การทำงานข้ามสายงาน. สืบค้นจาก https://experience.dropbox.com/th-th/resources/crossfunctional-teams


28 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ......นายทวิทย์..........นามสกุล.......บัวทอง...........รหัสนิสิต......6691510014............... 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การใช้ทรัพยากรเป็นฐานในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Resource-Based View: RBV) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ Barney (1991) ได้นำเสนอการใช้ทรัพยากรเป็นฐาน (Resource Base View: RBV) ในงาน ตีพิมพ์ Journal of Management ในปี 1991 ซึ่งเป็นการบูรณาการฐานทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรให้ตรง กับความสามารถขององค์กร (Firm Resources) เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งส่งผลต่อการ ทำงานที่ยั่งยืนขององค์กรนั้น ๆ โดยทรัพยากร (Resource) มีส่วนประกอบ 4 ด้านได้แก่ 1) มีคุณค่า (Valuable) 2) หาได้ยาก (Rarity) 3) การทดแทนไม่ได้ (Non-substitute) และ 4) ลอกเลียนแบบได้ยาก (Imitability) โดยการบริหารจัดการทรัพยากรขององค์กรนั้นยังต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรที่จับต้อง ได้ (Tangible) และ/หรือทรัพยากรที่จับต้องไม่ได้ (Intangible) อีกทั้งยังต้องมีการพิจารณาถึง ความสามารถ (Capabilities) ขององค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากร อันจะนำมาซึ่งความได้เปรียบ ทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนอีกด้วย 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดง เครื่องมือการใช้ทรัพยากรเป็นฐาน (Barney, 1991) เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


29 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา ทรัพยากรเป็นฐานขององค์กรวเป็นสินทรัพย์ทั้งหมดรวมถึงความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควร เป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถโอนย้ายได้และฝังอยู่ในองค์กร วัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการ ทำงานร่วมกับทรัพยากรอื่น ๆ ที่องค์กรครอบครองอยู่ รวมไปถึงกระบวนการทำงานขององค์กร คุณลักษณะของบริษัท ข้อมูล ความรู้ ฯลฯ และถูกควบคุมโดยองค์กรที่ช่วยให้สามารถคิดและใช้เป็นกล ยุทธ์ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลในแนวปฏิบัติขององค์กร 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา องค์กรที่ครอบครองทรัพยากรที่มีคุณสมบัติของ RBV สามารถมีข้อได้เปรียบที่จะช่วยให้องค์การ สามารถผลิตผลผลิตที่มีมูลค่าสูงกว่า หรือสามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังนั้นความได้เปรียบเชิง เปรียบเทียบในทรัพยากร สามารถนำไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ตามมุมมองตามทรัพยากร สามารถเลือกกลยุทธ์หรือวิธีการแข่งขันที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและความสามารถภายในได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับโอกาสภายนอก เนื่องจากทรัพยากรเป็นตัวแทนของเครือข่ายที่ซับซ้อนของสินทรัพย์และ ความสามารถที่เกี่ยวข้องกัน องค์กรจึงสามารถแข่งขันได้หลายงานทั่วทั้งองค์กรได้ 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา การใช้ทรัพยากรเป็นฐาน (RBV) เป็นการพูดที่จับต้องไม่ได้ กล่าวคือ การกำหนดค่าทรัพยากรที่ แตกต่างกันสามารถสร้างมูลค่าที่เหมือนกันให้กับบริษัทได้ ดังนั้นจึงไม่มีทรัพยากรที่มีความได้เปรียบใน การแข่งขันที่ชัดเจน และความผิดพลาดคือการพิจารณาปัจจัยทรัพยากร นั่นคือ การมีอยู่ของทรัพยากร มากกว่าที่จะเป็นการตรวจสอบว่ามีความสำคัญ และทรัพยากรหรือความสามารถที่ได้รับมาหรือพัฒนา อย่างไร ใช้ประโยชน์ได้อย่างไร รวมไปถึงการค้นหาทรัพยากรที่ตรงตามเกณฑ์อาจเป็นเรื่องยาก องค์กร สามารถมีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง ตราบเท่าที่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ได้เปรียบนั้น ไม่ได้เป็นความจริงเสมอไปหรือไม่ ทั้งนี้เกิดจากการศึกษาเพียงปัจจัยภายใน โดยไม่สนใจปัจจัยภายนอกที่ เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยภาพรวม ดังนั้นควรพิจารณาการวิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมของ Porter (1979) ประกอบด้วย 7. สรุปข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การใช้ทรัพยากรเป็นฐาน (RBV) เป็นเครื่องมือที่ให้ความสำคัญหรือมุ่งเน้นที่ทรัพยากร (resources)แ ละความสามารถ (capabilities) ภายในองค์การ ที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้องค์กรมี ประสิทธิภาพในการสร้างความได้เปรียบของการแข่งขันในยุคปัจจุบัน ซึ่งมาจากความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีและข้อมูลสารสนเทศ องค์การจึงต้องเรียนรู้ความสัมพันธ์ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพและ


30 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา รวดเร็วกว่าคู่แข่ง โดยการพิจารณาทรัพยากรภายในองค์กรที่ถือเป็นจุดอ่อนหรือจุดแข็ง และใช้ทรัพยากร ความสามารถที่เป็นจุดแข็ง ซึ่งตอบสนองการเปลี่ยนแปลงและความต้องการตามสภาพแวดล้อมภายนอก องค์การ ที่ถือเป็นโอกาสหรืออุปสรรค และแก้ไขหรือปรับปรุงทรัพยากรที่เป็นจุดอ่อนขององค์การต่อไป 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) Barney, JB, (1991), ทรัพยากรของบริษัทและความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน, วารสารการจัดการฉบับที่. 17 ฉบับที่ 1, 1991, หน้า 99–120


31 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ......นายทวิทย์..........นามสกุล.......บัวทอง............รหัสนิสิต......6691510014............... 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การวิเคราะห์แรงผลักดันทั้ง 5 ด้าน (Five Force Model) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ การวิเคราะห์แรงผลักดัน 5 ด้าน (Five Forces Model) เป็นการวิเคราะห์ที่ส่งผลต่อการแข่งขัน ขององค์กร โดย Michael E. Porter ในวารสาร Harvard Business Review ในปี 1979 และถูกปรับปรุง เรื่อยมาถึงปัจจุบัน โดยเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อสภาพการแข่งขันขององค์กร จุดประสงค์ของ การวิเคราะห์เพื่อหาว่าองค์กรได้รับผลกระทบจากแต่ละปัจจัยที่ส่งผลต่อสภาพ การแข่งขันมากน้อย อย่างไรไหน เพื่อวางกลยุทธ์และใช้ทรัพยากรในการแข่งขันขององค์กรอย่างเหมาะสมต่อไป 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดงเครื่องมือการวิเคราะห์แรงผลักดันทั้ง 5 ด้าน (Porter, 1979) 4. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา การวิเคราะห์ Five Force Model คือ การวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่องค์กรได้รับผลกระทบ โดยที่ องค์กรควรได้รับแรงกดดันจากปัจจัยดังกล่าว ให้น้อยที่สุดหรือไม่ควรได้รับผลเลย ซึ่งการวิเคราะห์ ประกอบด้วยการวิเคราะห์แรงกดดันที่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในการแข่งขันขององค์กร ได้แก่ 1. ภัยคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่ 2. ภัยคุกคามจากการทดแทน 3. อำนาจต่อรองของลูกค้า 4. อำนาจ เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


32 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ต่อรองของผู้จัดหาวัตถุดิบ 5. การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน ผลจากการวิเคราะห์ที่ได้คือระดับ แรงกดดันที่องค์กรได้รับจากปัจจัยภายนอกแต่ละปัจจัยว่าองค์กรได้รับผลจากแต่ละปัจจัยภายนอก มาก น้อยแค่ไหนและ เพราะอะไร โดยผู้วิเคราะห์อาจแบ่งผลออกเป็น ส่งผลมาก ส่งผลปานกลาง ส่งผล ต่ำ ตามผลกระทบที่องค์กรที่ได้รับ พร้อมทั้งต้องวิเคราะห์ต่อถึงระดับการตอบสนอง หลีกเลี่ยง เผชิญหน้า ยอมรับ หรือการพยายามลด เพื่อให้องค์กรได้รับกระทบน้อยที่สุด เพื่อความอยู่รอดขององค์กรต่อไป 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. ภัยคุกคามจากผู้แข่งขันรายใหม่ เป็นการวิเคราะห์ถึงองค์กรที่มีลักษณะเดียวกัน ในการเข้ามา ในอุตสาหกรรมได้ยากง่ายเพียงใด คู่แข่งยิ่งที่มีจำนวนมากย่อมเป็นภัยคุกคามต่อองค์กรได้สูง 2. อำนาจต่อรองของผู้รับบริการ การมีอำนาจที่จะต่อรองกับองค์กรมากขึ้น ย่อมทำให้องค์กรมี งบประมาณลดลง การทำให้คุณภาพดีขึ้นในทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงเป็นเรื่องที่ยากในการ ปฏิบัติงาน 3. อำนาจต่อรองของผู้ขายปัจจัยวัตถุดิบ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตขององค์กร ยิ่งมี อำนาจต่อรองสูง ราคาวัตถุดิบยิ่งสูงตามส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ดังนั้นเครือข่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญ 4. ภัยคุกคามจากสินค้า/บริการทดแทน หรือสิ่งที่ตอบสนองความต้องการได้คล้ายกันกับบริการที่ ได้รับจากองค์กร โดยอาจจะเป็นบริการเดียวกันหรือสินค้าที่ให้ผลคล้ายกันได้ทำให้เกิดการแย่งชิงมากขึ้น 5. ภัยคุกคามจากแข่งขันภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน คือการวิเคราะห์คู่แข่ง กลยุทธ์ในการ แข่งขันและความรุนแรงในการแข่งขัน ซึ่งทำโดยวิเคราะห์จากองค์กรที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรม 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา อุปสรรคทางด้านเวลา เมื่อเวลาผ่านไปองค์กรควรกลับมาวิเคราะห์แรงผลักดัน Five Forces Model อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่เป็นสภาพแวดล้อมในการแข่งขันอาจเปลี่ยนแปลงไป ตามสภาพสังคม เทคโนโลยีการวิเคราะห์ใหม่ในแต่ละช่วงเวลาจะช่วยทำให้องค์กรเข้าใจสภาพแวดล้อม ขององค์กรได้ตามความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้ทรัพยากรที่ทำการตอบสนองได้อย่างเหมาะสม 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การวิเคราะห์ Five Forces Model เป็นการวิเคราะห์ว่าในแต่ละแรงผลักดันแต่ละด้านว่าองค์กร ได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน องค์กรได้รับผลกระทบแต่ละด้านในระดับใด โดยผลการวิเคราะห์อาจจะ ระบุเป็นระดับ อย่างเช่น ส่งผลมาก ส่งผลปานกลาง ส่งผลต่ำ แต่ประเด็นสำคัญต้องระบุได้ว่า เป็นเพราะ อะไร และควรมีข้อมูลอ้างอิงที่เป็นตัวเลขหรือสถิติที่ชัดเจน โดยผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คือการที่องค์กรได้รับ ผลกระทบในระดับต่ำจากแต่ละด้าน เมื่อดำเนินการจนครบทุกปัจจัยแล้ว ในขั้นต่อไปคือการนำผลที่ได้ใช้


33 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา เปรียบเทียบกับองค์กรอื่น และวิเคราะห์ว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการแข่งขัน เพื่อการใช้ทรัพยากรที่ เหมาะสมเพื่อทำให้แรงผลักดันให้ลดลง และนำไปสู่การอยู่รอดและความยั่งยืนขององค์กรต่อไป 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) Porter, M.E. (1979) "How competitive forces shape strategy", Harvard business Review, March/April 1979.


34 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นายบรรเจิด นามสกุล จิตเทพ รหัสนิสิต 6691510017 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management : RBM) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา รัฐบาลของประเทศที่พัฒนาทั้งในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย ได้เร่งปฏิรูประบบราชการทั้งนี้เนื่องจากประเทศเหล่านั้นประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจทั้ง ในเรื่องการแข่งขันการค้าระหว่างประเทศ การใช้จ่ายของรัฐที่มีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับรายจ่ายรวมทั้ง ประเทศ ปัญหาการขาดดุลของงบประมาณภาครัฐและปัญหาเรื่องความล่าช้าในการบริการประชาชน รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นจึงต้องการที่จะปรับปรุงระบบการบริหารงานราชการให้มีความทันสมัย ขจัด ความไม่คล่องตัวทางการบริหารตลอดจนได้เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การบริหารแบบเดิมที่มุ่งเน้นให้ ความสำคัญต่อปัจจัยนำเข้าและกฎระเบียบมาใช้วิธีการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management : RBM) เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารรัฐกิจให้มีลักษณะเป็นอย่างภาคธุรกิจเอกชน (ทศพร ศิริสัมพันธ์, 2543 : 145) โดยมุ่งเน้นถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารงานกำหนด ยุทธศาสตร์ วัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร พร้อมทั้งต้องสร้างตัวชี้วัดความสำเร็จของการ ดำเนินงานที่ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้ปัจจัยหลักพื้นฐานที่ทำให้การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ประสบ ความสำเร็จคือ การมีระบบข้อมูลที่เที่ยงตรงเชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบข้อมูลตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทราบความคืบหน้าของการปฏิบัติงาน การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้บริหารทุกระดับ ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management : RBM) จึง เป็นการบริหารเพื่อการจัดหาให้ได้ทรัพยากรการบริหารมาอย่างประหยัด (Economy) เน้นใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และการได้ผลงานที่บรรลุเป้าหมายขององค์การ (Effectiveness) 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์Results Based Management - RBM เครื่องมือการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management : RBM)


35 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์จะประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ ๆ 4 ขั้นตอน ซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้1. การวางแผนกลยุทธ์ขององค์การ ทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน องค์การ (SWOT Analysis) และให้ได้มาซึ่งเป้าประสงค์สุดท้ายที่ต้องการขององค์การหรือวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์เป้าหมายและกลยุทธ์การดำเนินงาน 2. การกำหนดรายละเอียดของตัวบ่งชี้วัดผล การดำเนินงาน ดำเนินการสำรวจเพื่อหาข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับสภาพในปัจจุบัน เพื่อนำมาช่วยในการ กำหนดความชัดเจนของตัวบ่งชี้ดังกล่าว ทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ เวลา และสถานที่ อันเป็นเป้าหมายที่ ต้องการของแต่ละตัวบ่งชี้3. การวัดและการตรวจสอบผลการดำเนินงาน เพื่อแสดงความก้าวหน้าและ สัมฤทธิ์ผลของการดำเนินงานว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ 4. การให้รางวัลตอบแทน ผู้บริหารจะต้อง มีการให้รางวัลตอบแทนตามระดับของผลงานที่ได้ตกลงกันไว้ นอกจากนี้อาจจะมีการให้ข้อเสนอแนะหรือ กำหนดมาตรการบางประการเพื่อให้มีการปรับปรุงผลงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา การนำหลักการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ มาใช้ใน ระบบคุณภาพในสถานศึกษาจะเป็นกลไกช่วย ให้สามารถ ควบคุมให้การทำงานเป็นไปตามแผนเชิงกลยุทธ์ที่วางไว้เพื่อ บรรลุตามวัตถุประสงค์และพันธ กิจของสถานศึกษา โดยมีดัชนี วัดผลสำเร็จของการดำเนินงานที่วัดผลในแง่มุมต่าง ๆ ที่จะช่วย ให้ สถานศึกษาบริหารงาน และมีการดำเนินงานอย่างมั่นใจ ได้ว่าจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ ที่ตั้งไว้ 6. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ เป็นวิธีการทำงานแบบทีม และใช้วิธีการมีส่วนร่วมโดยมุ่งให้เป็น ความพยายามขององค์การหรือเป็นโครงการอันเกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหวัง และยังหมายถึงว่าเป็น วิธีการในการปรับปรุงการบริหารให้เกิดประสิทธิผล (Effectiveness) และโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ (Accountability) โดยที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย ประเมินความเสี่ยง กำกับติดตามกระบวนการดำเนินงานเพื่อการบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 7. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง. (2566). ทฤษฎีการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result Based Management) กับการ บริหารงานที่มีประสิทธิผล. จากhttps://www.gotoknow.org/posts/628661 เลิศชาย ปานมุข. (2564). การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management : RBM). จาก http://www.lertchaimaster.com/forum/index.php?topic=1036.0


36 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นายบรรเจิด นามสกุล จิตเทพ รหัสนิสิต 6691510017 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การสร้างวัตถุประสงค์และผลลัพธ์หลัก (Objectives and Key Results :OKRs) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ ในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว การบริหารองค์กรแบบเดิม อาจจะไม่ สามารถทำให้องค์กรอยู่รอดได้ในระยะยาวตามที่มีตัวอย่างให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่ สำคัญองค์กรหนึ่งจะต้องทำการปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งทำให้ผู้บริหาร สถานศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงเครื่องมือการบริหารใหม่ๆ ที่จะนำพาสถานศึกษาไปสู่ความสำเร็จ เครื่องมือการบริหารองค์กรสถานศึกษาไปสู่ความสำเร็จ เครื่องมือการบริหารองค์กรในปัจจุบันที่กำลัง ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ได้แก่ แนวคิดที่เรียกว่า Objective and Key Results หรือเรียกย่อ ๆ ว่า OKRs เป็นแนวคิดที่นับว่าสนใจและเป็นประโยชน์ในการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างยิ่ง แนวคิดนี้เกิดขึ้นที่ บริษัท Intel และถูกนำมาใช้กับบริษัท Google และมีส่วนช่วยให้ Google กลายเป็นบริษัทที่ประสบ ความสำเร็จในระดับโลกในปัจจุบัน(Office of the Education Council Secretariat, 2019) ซึ่งการ ประเมินคุณภาพการศึกษา ยังไม่สะท้อนผลการจัดการศึกษาอย่างแท้จริง เป็นการประเมินที่เน้นเอกสาร และรายงาน ทำให้เป็นการเพิ่มภาระให้กับสถานศึกษาและครู ควรให้ความสำคัญกับการประเมินเพื่อ พัฒนา การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ การประเมินการทำงานจากสภาพจริง เน้นที่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็น สำคัญ และมีกลไกการปฏิบัติที่เอื้อต่อการดำเนินการตามมาตรฐานการศึกษาของแต่ละระดับ และเกิด ประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ หลักการส าคัญการสร้างวัตถุประสงค์และผลลัพธ์หลัก (Objectives and Key Results :OKRs) เครื่องมือการสร้างวัตถุประสงค์และผลลัพธ์หลัก (Objectives and Key Results :OKRs)


37 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา วิธีการนำ OKRs ไปใช้ให้มีประสิทธิภาพมีขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ขั้นตอนที่ 1 อธิบายทำความเข้าใจ เกี่ยวกับแนวคิด OKRs ให้ผู้บริหารและพนักงานในองค์กรมีความเข้าใจร่วมกันในแนวคิดของ OKRs ขั้นตอนที่ 2 ให้เริ่มออกแบบ OKRs ให้ถูกต้องทั้งการตั้งวัตถุประสงค์และผลลัพธ์หลักที่สำคัญจะต้องมี ความสอดคล้องเชื่อมโยงกันขั้นตอนที่ 3 ให้มีการสื่อสารกับทุกคนที่ใช้OKRs ให้มีความเข้าใจตรงกันถึง วิธีการใช้OKRs และสามารถ Update ความคืบหน้าได้อย่างถูกต้อง ขั้นตอนที่ 4 ให้เริ่มใช้ OKRs ในทาง ปฏิบัติเพราะเมื่อทุกคนเริ่มใช้OKRs ก็จะทราบถึงปัญหาและสามารถปรับแก้ไขให้ถูกต้องได้ 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา สถานศึกษาสามารถนําเอาแนวคิดการออกแบบและการนํา OKRs ไปใชในสถานศึกษาของตนเอง โดยเริ่มจากการสราง OKRs ในระดับของสถานศึกษากอน และไปถึงระดับฝายไปจนถึงในระดับของครู และอาจารยแตละคนหากสถานศึกษาสามารถนําไปใชในทางปฏิบัติได โดยมีการปรับใหเขากับบริบทของ แตละสถานศึกษา ก็เชื่อวาOKRs จะกลายเปนระบบที่มีสวนสําคัญในการประกันและพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของสถานศึกษาในแตละระดับไดในที่สุด 6. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การใช้ OKRs สำหรับสถานศึกษาจึงเสนอให้แยกการใช้ OKRs ออกจากระบบการประเมินผล การแยก OKRs ออกจากระบบการประเมินผลเพื่อเลื่อนขั้นหรือขึ้นเงินเดือน จะมีข้อดีอยู่ 2 ประการ คือ ทุกคนจะกล้าที่จะตั้ง OKRs ที่มีความท้าทาย เนื่องจากถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็จะไม่ได้ส่งผลใด ๆ ต่อเงินเดือนหรือการเลื่อนขั้น อีกประการหนึ่งคือ การที่ OKRs ไม่ได้ถูกนำมาใช้ใน การประเมินผล จะทำให้ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น อาจจะเลือกทำอะไรที่ตามปกติอาจจะไม่กล้า ทำ เพราะกลัวว่าจะได้คะแนนประเมินที่ดี และความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมเหล่านี้ อาจจะมีส่วน ช่วยทำให้การศึกษามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็เป็นไปได้ แม้ไม่ถูกนำมาใช้ในการประเมินผล การทำงานของครูและอาจารย์หรือผู้บริหารโดยตรง แต่ก็เปรียบเสมือนผลงานของครูและอาจารย์รวมทั้ง ผู้บริหาร และยังเป็นผลงานที่จับต้องได้วัดผลได้ OKRs ก็ยังถือว่ามีความสำคัญในการทำงานอยู่เช่นกัน 7. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) บุญเลี้ยง ทุมทอง. (2564). แนวคิดการสร้างวัตถุประสงค์และผลลัพธ์หลักต่อการพัฒนาคุณภาพ สถานศึกษา. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์. สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). รายงานผลการศึกษาแนวทางการจัดทําระบบการประกัน คุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานการศึกษาของชาติโดยใชแนวคิด ระบบการวัดผลแบบ OKRs : Objective and Keys Results. บริษัท21เซ็นจูรี่ จํากัด: กรุงเทพฯ.


38 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ....นางพัทธนันท์.....นามสกุล..........อร่ามเรือง...............รหัสนิสิต......6691510015.... 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารคุณภาพโดยรวม(Total Quality Management : TQM) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ เป็นหลักการบริหาร ที่มีความหมายบูรณาการเข้ากับทุกส่วนขององค์การ เพื่อแก้ปัญหา สร้างคุณค่าเพิ่ม การควบคุมต้นทุน การปรับโครงสร้าง TQM เป็นทางเลือก และแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อช่วยให้ธุรกิจได้เปรียบในการแข่งขัน การบริหารเชิงคุณภาพโดยรวม เป็นการจัดระบบ และวินัยในการ ทำงานเพื่อป้องกันความผิดพลาดเสียหาย และมุ่งสร้างคุณค่าในกระบวนการทำงานทุก ๆ ขั้นตอน โดยที่ ทุกคนในองค์การต้องมีส่วนร่วม ซึ่งจะทำให้เป็นปัจจัยสำคัญ ในการก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ ทั้งในด้านการ บริหารองค์การ การบริหารการผลิต การบริหารการตลาด การบริหารลูกค้า การบริหารบุคคล และการ บริหารการเงิน ถูกคิดค้น โดย W.Edwards Deming เพื่อปรับปรุงคุณภาพการผลิตสินค้าและบริการ การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร หมายถึง แนวทางการบริหารขององค์กรที่มุ่งเน้นให้องค์กรมีคุณภาพ โดยสมาชิกขององค์กรต้องมีส่วนร่วมและสร้างผลกำไรในระยะยาวให้กับองค์กรด้วยการสร้างความพึง พอใจให้กับ ลูกค้า ทั้งยังสร้างผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่สมาชิก ในองค์กร มีหลักการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 1. มุ่งเน้นคุณภาพ 2. ปรับปรุงกระบวนการ 3. ทุกคนในองค์กรต้องมีส่วนร่วม 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


39 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา 1. คัดเลือกและแต่งตั้งผู้รับผิดชอบในการพัฒนาคุณภาพองค์กรหรือการแต่งตั้งหัวหน้าฝ่ายแต่ ละฝ่ายให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ 2. วางแผนปฏิบัติการ ซึ่งผู้บริหารและทีมงานคุณภาพร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ นโยบายและกล ยุทธ์ด้าน คุณภาพ เพื่อใช้เป็นกรอบระยะเวลา (Time Frame) และผลงานที่ต้องการอย่างเป็นรูปธรรม 3. ดำเนินการโดยนำแผนพัฒนาศักยภาพขององค์กรมาปฏิบัติให้เป็นระบบ โดยดำเนินงาน เกี่ยวเนื่องและสอดคล้องตามแผนแม่บท 4. ติดตามและตรวจสอบ ประเมินและแก้ไขให้เป็นไปตามเป้าหมาย และเกณฑ์ที่กำหนด โดยนำ หลักการ ของ Deming มาใช้ 5. เสริมแรงและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา หากระบบราชการสามารถนำระบบการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กรมาใช้ได้อย่างแท้จริงจะ ก่อให้เกิดการ พัฒนาคุณภาพขององค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงแนวคิดการบริหารจัดการทั่ว ทั้งองค์กรและวัดผลการ ปฏิบัติงานด้วย BSC เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ และ กลยุทธ์ แล้วนำไปสู่การปฏิบัติให้ สอดคล้องกับเครื่องมือการบริหารจัดการภาครัฐ จะสร้างสรรค์ ประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา - บุคลากรขาดความรู้ด้านการบริหารคุณภาพ - การตั้งเป้าหมายไม่ชัดเจนทำให้ผลสัมฤทธิ์ที่ได้อาจไม่ตรงเป้าหมาย 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา - การให้ความรู้ด้านการบริหารคุณภาพอย่างทั่วถึง - การตั้งเป้าหมายชัดเจน - การเสริมทักษะใหม่ ๆ - การวางแผนที่ดี - การเผยแพร่ และให้การศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมคุณภาพ - การทบทวนแผนการปฏิบัติงาน 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) - HermesDigital MarketingThailand 17 ส.ค. 2565 - การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management) นางสาวมินตรา จันทร์เสถียร1 นางสาวเพียงฟ้า ยวงแก้ว1 รศ.ดร.สุพรรณี อึ้งปัญสัตวงศ์ 2 (1 สาขาสถิติ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น) (2 รศ.ดร.ภาควิชาสถิติ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น) chrome-


40 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/https://sc2.kku.ac.th/stat/statweb/images /Eventpic/60/Seminar/01_14_.pdf


41 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ....นางพัทธนันท์.....นามสกุล..........อร่ามเรือง...............รหัสนิสิต......6691510015.... 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ(Public Sector Manament Quality Award : PMQA) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ PMQA คือการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality Award : PMQA)เป็นเกณฑ์ที่ประยุกต์มาจากเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติของประเทศ สหรัฐอเมริกา เป็นกรอบการบริหารจัดการองค์การที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ส่วนราชการนำไปใช้ในการประเมินองค์การด้วยตนเองที่ครอบคลุมภาพรวมในทุก มิติ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหาร จัดการให้เทียบเท่า มาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นให้หน่วยงานราชการ ปรับปรุงองค์การอย่างรอบด้านและ อย่างต่อเนื่องครอบคลุมทั้ง 7 ด้าน คือ (1) การนำองค์การ (2)การ วางแผนเชิงยุทธศาสตร์(3) การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (4) การวัดการ วิเคราะห์ และการจัดการความรู้ (5) การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล(6) การจัดการกระบวนการ (7) ผลลัพธ์ การดำเนินการ 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


42 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา ขั้นที่ 1 ใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น SWOT Analysis, Value Chain, หรือ BCG Matrix วิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ขั้นที่ 2 นำผลที่ได้จากการวิเคราะห์มากำหนดเป็นทิศทางขององค์การ (วิสัยทัศน์ และพันธกิจ) ขั้นที่ 3 กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ที่องค์การจะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญ ขั้นที่ 4 นำเป้าประสงค์ของแต่ละประเด็นยุทธศาสตร์มาจัดทำเป็นแผนที่ยุทธศาสตร์ ขั้นที่ 5 กำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators) พร้อมทั้งกำหนดค่า เป้าหมาย (Target) สำหรับตัวชี้วัดแต่ละตัว ขั้นที่ 6 พิจารณาปัจจัยเสี่ยง (Risk Factors) ที่จะทำให้ไม่บรรลุเป้าประสงค์ที่ต้องการ 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา ผู้บริหารสามารถนำไปปรับใช้ในการบริหาร เช่นการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี หรือ การ วิเคราะห์มาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนโดยนำหลักการวิธีการของเครื่องมือตามขั้นตอนมาปรับใช้ให้ เหมาะตามบริบทของโรงเรียน 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา การนำเครื่องมือมาใช้หากขาดความรู้ความเข้าใจหรือศึกษาไม่ละเอียดถ่องแท้ อาจทำให้การ บริหารจัดการไม่ลุล่วงตามเป้าประสงค์ ดังนั้นจะต้องเริ่มต้นจากรู้และเข้าใจวัตถุประสงค์ไม่ใช่นำเครื่องมือ ทางการบริหารมาใช้โดยขาดความรู้ ความเข้าใจถึงสาเหตุความจำเป็นและผลลัพธ์ที่จะได้ 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา เพื่อให้การดำเนินการพัฒนาองค์การในเรื่องต่างๆ เป็นไปอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ ส่วนราชการมีระดับการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานเทียบเท่าสากลการใช้เครื่องมือการพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการภาครัฐจะต้องดำเนินการให้เกิดความชัดเจนในสิ่งที่จะทำเพื่อให้สามารถบรรลุค่า เป้าหมายของตัวชี้วัด ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าภายหลังจากที่ได้มีการดำเนินงานแล้ว ก็จะมีการประเมินผล การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ โดยถ้าผลการดำเนินงานออกมาดีก็แสดงว่าใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ส่วน ถ้าผลการดำเนินงานออกมาไม่ดีก็ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ https://www.opdc.go.th/content/Nzc


Click to View FlipBook Version