The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสัมมนาทางการบริหารการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by บรรเจิด จิตเทพ, 2024-02-26 05:13:43

การสัมมนาทางการบริหารการศึกษา "เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารหารศึกษา"

การสัมมนาทางการบริหารการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา

43 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นางสาวชนวิษา นามสกุล พรมค า รหัสนิสิต 6691510009 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) กลยุทธ์การบริหารงานแบบญี่ปุ่น (Kaizen) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ ไคเซ็นมีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปี พ.ศ. 2485 ถึง พ.ศ. 2518 ช่วงนั้นญี่ปุ่นผู้แพ้สงครามต้องการที่จะขับเคลื่อนประเทศด้วยการเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ จึง เกิดกระแสการปรังปรุงคุณภาพการผลิตและลดความสูญเสีย ปรัชญาไคเซ็นได้ถูกคิดค้นและใช้งานในช่วง นี้ แต่แนวคิดนี้ก็ไม่ใช่มาจากประเทศญี่ปุ่นเสียทั้งหมดประเทศญี่ปุ่นได้เข้าร่วม Bretton Woods System และต้องได้รับการจัดการประเทศอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาผู้ชนะสงครามจึงส่ง “William Edwards Deming” เข้ามาเป็นผู้จัดการและสร้างประเทศให้ดียิ่งขึ้น Deming ใช้หลัก การ ผลิตที่คุณภาพสูงคู่กับการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิดของเดมิ่งนี้ได้รับการยอมรับจากบริษัท ญี่ปุ่นมากมาย ทฤษฎีไคเซ็นได้รับความนิยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตก ผู้ที่นำการเผยแพร่ครั้งนี้คือ คุณ Masaaki Imai เขาได้ก่อตั้ง Kaizen Institute ซึ่งช่วยให้บริษัทของชาวตะวันตกนำหลักไคเซ็นไป ใช้ได้อย่างถูกต้องจนมาถึงปัจจุบัน Kaizen จึงเป็นวิถีแห่งการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วย ให้บุคคลหรือองค์กรได้มองหาและปรับปรุงตัวเองให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมอยู่เสมอ ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการ ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆของแต่ละองค์กรได้อย่างคาดไม่ถึง 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


44 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา 1.ให้บุคลากรในหน่วยงานมีส่วนร่วม (GET EMPLOYEES INVOLVED) โดยร่วมมือกันทั้งการ รวบรวมและระบุปัญหา เพื่อทดสอบหาวิธีการแก้ปัญหาใหม่ ๆ 2. ค้นหาปัญหา (FIND PROBLEM) นำปัญหาที่เจอหรืออาจจะเกิดขึ้นจากการระดมความเห็นจาก บุคลากรในหน่วยงานและสร้างเป็นรายการขึ้นมา 3.ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (CREATE SOLUTION) โดยช่วยกันสร้างสรรค์วิธีการแก้ปัญหาใหม่ ๆ หรือการปรับปรุงวิธีการเดิม ๆ ซึ่งผู้บริหารควรสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว 4.ทดสอบวิธีการแก้ปัญหา (TEST SOLUTION) โดยเลือกวิธีการแก้ปัญหาจากการระดมความคิด ของบุคลากรที่ได้รับการสนับสุนุนสูงสุด สร้างโปรแกรมนำร่อง 5.วิเคราะห์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (ANALYZE THE RESULT) ขั้นตอนนี้จะช่วยให้บุคลากรมีส่วนร่วมใน การทดลองและวิเคราะห์ผลลัพธ์ร่วมกัน หากผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่พอใจ คุณและทีมอาจจะกลับไปที่ ข้อ 2 ค้นหาปัญหาเพิ่มเติม หรือ ข้อ 3 สร้างวิธีการแก้ไขปัญหาใหม่ เพื่อทำการทดลองแก้ปัญหาอีกครั้งจนกว่า จะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ 6.สร้างมาตรฐาน (STANDARDIZE) หากองค์กรและบุคลากรพอใจกับผลลัพธ์ ให้สร้างมาตรฐาน ในการทำงานขึ้นมาและตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนในทีมเข้าใจวิธีการและใช้วิธีการแก้ปัญหาใหม่ 7.ทำซ้ำ (REPEAT)ควรทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งกับปัญหาเดิมและปัญหาใหม่ที่คุณได้พบเจอ สิ่งนี้จะ เป็นการสร้างนิสัยของไคเซ็น คือการมองว่ายังสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ในทุกวัน 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา การทำไคเซ็นเป็นการสนับสนุนให้เกิด "การใช้ความคิด" ไม่ใช่ "การตรากตรำทำงาน" การทำไค เซ็นไม่ใช่ทำเพื่อเพิ่มภาระแต่มุ่งที่จะลด/เลิกภาระที่ไม่จำเป็นหรือเปลี่ยนไปสู่วิธีอื่นที่เหมาะสมกว่า ไคเซ็น ทำไปเพื่อความสะดวกสบายในการทำงานของตนเอง ถ้าไม่ทำไคเซ็นให้กับงานของตนเอง ก็ไม่มีใคร สามารถจะทำให้ได้ สิ่งที่ทำด้วยความไม่อยากทำไม่อาจเป็นไคเซ็นไปได้ ระบบไคเซ็นจะเป็นไปได้เมื่อผู้ทำ เห็นว่าการทำไคเซ็นนั้นเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และทำไปด้วยความเต็มใจ 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา อุปสรรคในการทำไคเซ็นคือมีการยึดติดกับแบบแผนเดิม ๆ การเข้าไปเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร และการนำวิธีการใหม่ ๆ เข้าไปใช้ อาจจะเกิดการต่อต้านได้ ของพนักงานทุกคนในทุกระดับ เนื่องจาก ไค เซ็น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในทันที จึงต้องการความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง ความกระตือรือร้นในช่วงแรกจึง เริ่มจางหายไปอย่างรวดเร็ว และสถานการณ์อาจจะกลับไปสู่สภาวะปกติ หากเป็นเช่นนี้กระบวนการไค เซ็นก็จบลงทันที


45 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา สามารถนำไปประยุกต์ใช้ปรับปรุงงานได้ โดยการลองพยายามคิด ในแง่ของการหยุดการทำงานที่ ไม่มีประโยชน์และไม่มีความสำคัญทั้งหลาย การลดงานที่ไม่มีประโยชน์ หรือการเปลี่ยนแปลงงานในบาง เรื่องบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้มีการพัฒนาทีละเล็กทีละน้อย ในทุก ๆ วันของการขับเคลื่อน องค์กร แล้วเมื่อเวลาผ่านไปผลลัพธ์ที่ได้ต่อสายตาคนทั่วไปจะทำให้เราสร้างความพึงพอใจอย่างก้าว กระโดดต่อผู้เกี่ยวข้องทุกคน ทั้งบุคลากร ผู้ปกครองและนักเรียนของเรานั่นเอง 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) - https://www.jorportoday.com/what-is-kaizen/ - เรื่อง ไคเซ็น เขียนโดย นายธีทัต ตรีศิริโชติ


46 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อนางสาวชนวิษา นามสกุล พรมค า รหัสนิสิต 6691510009 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) เครื่องมือสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย 5 ส (5S) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ 5ส (5S) เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียกว่า กิจกรรมการทำความสะอาดบ้าน ( House Keeping ) ซึ่งสถานที่ทำงานก็เปรียบเเสมือนบ้านหลังหนึ่ง จึงควรยึดถือและปฏิบัติอย่างเป็น ระบบและเคร่งครัด เฮนรี่ ฟอร์ด ( Henry Ford ) เป็นบุคคลที่กล่าวถึงวิธีกการลดความสูญเปล่าใน สถานที่ทำงานมาตั้งแต่ ก่อน ค.ศ.1920 โดยอาศัยหลักการ CANDO ซึ่งย่อมาจากการขจัดออก( Cleaning up ) การจัดเตรียม ( Arranging ) ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ( Neatness ) วินัย ( Discipline ) และ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ( Ongoing Improvement . 2016 ) ต่อมาประเทศญี่ปุ่นได้นำแนวคิด 5ส ไป จัดระบบขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และใช้เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความเป็นเลิศทางธุรกิจ 5ส ในประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นปรัชญาและวิถีการดำเนินชีวิตทั้งที่บ้านและสถานที่ทำงาน ในขณะที่แนวคิดแบบตะวันตก 5ส เป็น เทคนิคหรือเครื่องมือในการบริหารรงาน 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา ส1 สะสาง (Seiri หรือ Sort) เริ่มต้นแยกสิ่งที่ต้องการจัดระเบียบให้ชัดเจนระหว่าง “สิ่งจำเป็น” และ “สิ่งไม่จำเป็น” หรือแยกสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่เป็นหมวดหมู่ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานหรือไม่ ส2 สะดวก (Seiton หรือ Set in Order) คือการนำสิ่งที่สะสางมาจัดวางอย่างเป็นระเบียบ นำมา วางในพื้นที่ที่หยิบใช้งานง่ายโดยคำนึงถึงกระบวนการใช้งานและความปลอดภัย เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


47 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ส3 สะอาด (Seiso หรือ Shine) คือการทำความสะอาด สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้น่า รื่นรมย์และน่าทำงาน ส4 สุขลักษณะ (Seiketsu หรือ Standardize) เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการปฏิบัติ 3 ส. แรก เมื่อ องค์กรมีสุขลักษณะที่ดีเกิดขึ้น ประสิทธิภาพของบุคลากรก็จะดีตามไปด้วย ส5 สร้างนิสัย (Shitsuke หรือ Sustain) มุ่งไปที่การสร้างระเบียบวินัย หรือสร้างให้เกิดนิสัยขึ้นมา จริง ๆ โดยการหมั่นปฏิบัติซ้ำ ๆ เป็นประจำจนกลายเป็นเรื่องปกติ 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 5ส มักจะทำงานได้ดีจากการเน้นเรื่องที่ว่า ทุกอย่างต้องถูกเก็บไว้ที่เดิม พื้นที่จัดเก็บของลดลง คุณภาพของการซ่อมบำรุงดีขึ้น ลดต้นทุนค่าซ่อมแซม ความพึงพอใจของบุคลากรที่เกี่ยวข้องมีมากยิ่งขึ้น สภาพแวดล้อมการทำงานดีขึ้นและสถานศึกษามีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา ขั้นตอนการสะสางนับเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาและความตั้งใจเป็นอย่างมากเราต้องกล้าตัดสินใจ อย่างเด็ดขาดว่าอะไรคือสิ่งที่มีประโยชน์จริง ๆ ฉะนั้นความรู้สึกเสียดายจึงเป็นอุปสรรคใหญ่ของขั้นตอนนี้ และการสร้างจิตสำนึกต่อส่วนรวมให้กับบุคลากรภายในองค์กรก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องคอยกระตุ้นให้เกิด อย่างต่อเนื่อง 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา แนะนำให้เริ่มดำเนินการไปทีละขั้นตอน พยายามใช้หลักการ 5ส ร่วมกับการสร้างจิตสำนึกต่อ ส่วนรวมให้กับพนักงานภายในองค์กรเป็นวงกว้าง เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ได้มีส่วนร่วมในการวางแผน และ ลงมือปรับปรุงพื้นที่ ปฏิบัติงานของตนเองเพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างสูงสุด นำ 5ส มาเริ่มใช้งานโดยขจัด ความยุ่งเหยิงด้วย “สะสาง” จัดระเบียบด้วย “สะดวก” ทำความสะอาดและดูแลอุปกรณ์อย่างดีด้วย “สะอาด” กำหนดกิจกรรมของคุณด้วย “สร้างสุขลักษณะ” และกระตุ้นบุคลากรอย่างต่อเนื่องด้วย “สร้าง นิสัย”คุณลักษณะที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของ 5ส คือ รูปแบบของการใช้ภาพ เครื่องมือแต่ละชิ้นจะมีที่ เก็บชัดเจนพร้อมป้ายระบุ ทางเดินมีเส้นกำกับไว้ เส้นสีและป้ายกำกับช่วยในการจัดระเบียบ การทำงาน ให้มีความง่ายดายมากยิ่งขึ้น 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) https://teachme-biz.com/blog/5s-activity/ สถานบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติอาจารย์สุทธิ สินทอง อาจารย์เชษฐพงศ์ สินธารา และอาจารย์ กฤชชัย อนรรมมณี


48 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นางสาวธญานี เขื่อนสอน รหัสนิสิต 6691510021 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารความขัดแย้ง TKI – The Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ การบริหารความขัดแย้ง TKI – The Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument คือ เครื่องมือที่ใช้บริหารความขัดแย้งในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยแบ่งรูปแบบออกเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) การแข่งขัน (Competing) ควรใช้วิธีนี้เมื่อต้องการตัดสินใจแบบเร่งด่วน หรือเป็นประเด็น สำคัญ เมื่อลงมือทำไปแล้วอาจเป็นสิ่งที่ตนไม่ชอบหรือไม่พอใจ เมื่อเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งต่อหน่วยงาน เพื่อกันตนเองจากการถูกเอาเปรียบอย่างไร้เหตุผล 2) การปรองดอง (Accommodating) ควรใช้วิธีการนี้เมื่อ ในสถานการณ์นั้นเราเห็นว่า เป็นฝ่าย ผิดและต้องการวิธีการที่ดีกว่าหรือต้องการที่จะเรียนรู้จากผู้อื่น และต้องการให้คนอื่นเห็นว่าตนเองเป็นคน มีเหตุผล ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญมากกับบุคคลอื่นมากกว่าตนเอง หรือเพื่อต้องการให้คนอื่นพอใจ และ แสดงไมตรีจิตในการที่จะได้รับความร่วมมือจากคนอื่นๆ จะทำให้สะดวกในการแก้ปัญหาสำคัญในอนาคต เมื่อต้องการประสานสามัคคีและหลีกเลี่ยงความแตกแยก เพื่อช่วยในการพัฒนาบุคลากรเปิดโอกาสให้ลอง ทำหรือเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง 3) การหลีกเลี่ยง (Avoiding) ควรใช้วิธีการนี้เมื่อ ประเด็นขัดแย้งเป็นเรื่องไร้สาระและมีปัญหาอื่น ที่สำคัญกว่ารอการแก้ไข เมื่อรู้ว่ามีโอกาสชนะ เมื่อการเผชิญหน้าในปัญหาข้อขัดแย้งนั้นจะก่อให้เกิด ผลเสียมากกว่าผลดี เมื่อต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อเพิ่มเติมและเชื่อว่าจะได้ผลดีกว่าการรีบตัดสินใจ ทันทีทันใด เพื่อต้องการให้คนอื่นลดความโกรธลงจนอยู่ในระดับที่พอจะทำงานร่วมกันได้ เมื่อความขัดแย้ง นี้เป็นอาการของความขัดแย้งอื่นๆ เป็นวิธีการที่ได้ผลน้อยที่สุด เนื่องจากปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไข อาจกลับมาทวีความร้ายแรงได้ 4) การประนีประนอม (Compromising) ควรใช้วิธีการนี้เมื่อคู่ขัดแย้งมีอำนาจหรือมีพวกพอๆกัน และมีเป้าหมายที่ต่างกันชัดเจน เพื่อให้สามารถตกลงการได้ชั่วคราวในประเด็นขัดแย้งที่ซับซ้อน ให้ได้ วิธีการแก้ปัญหาที่พอยอมรับกันได้ภายในเวลาที่จำกัด เป็นทางสายกลางในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เมื่อใช้วิธีการแข่งขันหรือการร่วมมือไม่ได้ผล เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


49 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 5) การร่วมมือ (Collaborating) ควรใช้วิธีการนี้เมื่อต้องการหาวิธีการที่ดีกว่าในการแก้ปัญหา ความขัดแย้ง เมื่อแนวคิดทั้งสองฝ่ายมีความสำคัญมากเกินกว่าที่จะประนีประนอมกันได้ เมื่อต้องการที่จะ เรียนรู้ เพื่อต้องการผสมผสานความคิดเห็นที่ดีของทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน โดยผนึกความต้องการของคน ทั้งหลายให้เป็นมติเอกฉันท์ 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ 4. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา การบริหารความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องขจัดให้ความขัดแย้งหมดไป ผู้บริหารจะต้องเข้าใจ วิเคราะห์ ตัดสินใจ และดำเนินการอย่างใดอย่างหน ึ่งในการบริหารความขัดแย้ง จาก 3 ประการ ดังต่อไปนี้ 1. กระตุ้นให้เกิดความสร้างสรรค์และมีประโยชน์ให้เกิดขึ้นในหน่วยงานหรือองค์การ เมื่อความ ขัดแย้งมีระดับค่อนข้างต่ำ 2. ลดระดับความขัดแย้ง หรือระงับความขัดแย้งเมื่อความขัดแย้งมีระดับที่สูง เกินไปจนกระทั่งเป็นผลเสียต่อหน่วยงานหรือองค์การ 3. การแก้ปัญหาความขัดแย้ง ขั้นที่ 1 การวินิจฉัยความขัดแย้ง เป็นการพิจารณาสาเหตุ ของความขัดแย้ง


50 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ขั้นที่ 2 ลดระดับความขัดแย้งเป็นการพิจารณาว่าธรรมชาติของความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือ ระหว่างกลุ่ม ขั้นตอนที่ 3 การพิจารณาผลที่จะตามมาของความขัดแย้ง เป็นการพิจารณาว่าผลของความ ขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นมานั้น เป็นในทางที่ดีหรือไม่ดี คนที่จะเกิดขึ้นในขณะนี้เป็นอย่างไร และผลที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตเป็นอย่างไร ขั้นที่ 4 ยุทธศาสตร์ในการบริหารความขัดแย้ง เป็นการพิจารณาว่าจะใช้เทคนิควิธีการใดในการ บริหารความขัดแย้งที่เหมาะสมกับปัญหา 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา ผู้บริหารสามารถนำไปปรับใช้ในการบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหากไม่จัดการหรือลดความ ขัดแย้ง จะทำให้เกิดความเสียหายแก่องค์การหรือสถานศึกษาได้หากบริหารจัดการความขัดแย้งอย่าง เหมาะสม เป็นแนวทางกระตุ้นให้เกิดความสร้างสรรค์ได้ หากมีวิธีการเลือกใช้อย่างเหมาะสม และไม่ว่าจะ บริหารความขัดแย้งแบบใด หัวใจสำคัญคือ การรับฟังและการเข้าใจความคิดเห็นของกันและกัน องค์การ จะมีการพัฒนาดีกว่า การหมกเม็ดปัญหาไว้ไม่แก้ไข รอการปะทุแตกแยกแล้วเกิดผลเสียต่อองค์การ 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา บางครั้งปัญหาความขัดแย้งมาจากเรื่องเพียงเล็กน้อย แต่ถูกละเลยในการจัดการ ควรมีการลด ความขัดแย้งเพื่อให้ลดความแตกแยกที่รอการแตกหัก จะนำไปสุ่ความเสียหายแก่องค์กรในภายหลัง จึงไม่ ควรปล่อยความขัดแย้งไว้เป็นระยะเวลานาน 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา ความขัดแย้งระหว่างบุคคลเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย หรือความไม่พึงพอใจระหว่าง บุคคลอย่าง น้อยสองฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยต่างเข้าใจว่าทรัพยากรที่ต้องการมีอยู่อย่างจำกัด หรือ ฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าถูก ขัดขวางจากอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของตนเอง ความขัดแย้ง ระหว่างบุคคลอาจไม่ใช่เรื่องที่ให้ผล เชิงลบเสมอไป หากมีการจัดการความขัดแย้งระหว่างบุคคลได้อย่างมี ประสิทธิภาพ จะก่อให้เกิดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันเชิงบวก เพราะ ช่วยให้คู่ขัดแย้งเรียนรู้ซึ่งกันและกันและใช้โอกาสจาก ความขัดแย้งนั้นเพื่อทบทวนสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ขึ้นอีกครั้ง การจัดการกับความขัดแย้งระหว่างบุคคลเพื่อให้เกิดผล ลัพธ์เชิงบวก ต้องใช้ความเข้าใจ การ ประนีประนอม และการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเพื่อรักษาสัมพันธภาพให้คงไว้


51 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) Sahatorn Petvirojchai.2564. https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/conflictmanagement210709/?fbclid=IwAR0kG2MBkOnsk6ducbdxDV1lZ3ZVKmBhICtEa6f35UBASFYkaJispp0qtVQ บุษบา สุธีธร.ความขัดแย้งและการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างบุคคล Conflict and Interpersonal Conflict Resolution . ลำจวน ชื่นธงชัย.2551.การจัดการความขัดแย้งในโรงเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู.


52 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นางสาวธญานี เขื่อนสอน รหัสนิสิต 6691510021 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) เครื่องมือการทำเกณฑ์เปรียบเทียบ Benchmarking 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ เครื่องมือการทำเกณฑ์เปรียบเทียบ Benchmarking กระบวนการ ที่ได้จากการเรียนรู้จากผู้อื่น โดยการเปรียบเทียบ เริ่มเกิดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2523 เป็นกระบวนการที่ได้จากการเรียนรู้ จากผู้อื่น โดยการเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นในส่วนต่างๆได้ โดยเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ที่ใช้ ระยะเวลาดำเนินการระยะยาว อย่างมีระเบียบแบบแผน โดยมีตัววัดความก้าวหน้าในแต่ระยะเวลาได้ Benchmarking process เป็นกลวิธีที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงองค์กรทุกประเภท 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ ที่มา : https://image.slideserve.com/1274221/slide28-n.jpg 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา ขั้นที่ 1 การกำหนดหัวข้อที่จะทำการเปรียบเทียบ Determine What to Benchmark การ วางแผนและพิจารณากำหนดหัวข้อที่จะทำการเปรียบเทียบ โดยเปรียบเทียบกระบวนการในองค์กร ภายใน กับการเปรียบเทียบที่ต้องการเปรียบเทียบ เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


53 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ขั้นที่ 2 การสร้างทีมงาน ควรเลือกมาจากหลายๆ ส่วนในองค์กร โดยมีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน ที่จะเสริมให้ข้อมูล และสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้มาจากหลายองค์ความรู้ รวมเป็นทีมเดียวกัน มี การฝึกอบรมและการวางแผนทำการเปรียบเทียบร่วมกัน ขั้นที่ 3 ระบุผู้ร่วมทำการเปรียบเทียบ โดยเริ่มจากการค้นหาหน่วยงานนอกองค์การที่สามารถ เป็นตัวอย่างที่ดีหรือประสบผลสำเร็จในด้านที่จะทำการเปรียบเทียบด้วย และพยายามหาเครือข่ายกับ หน่วยงานอื่นๆ ที่มีแรงจูงใจเดียวกัน โดยเปรียบเทียบกระบวนการในองค์การของเรากับการเปรียบเทียบ หน่วยงานอื่นหรือแม้แต่ในหน่วยงานเดียวกันเอง ขั้นที่ 4 การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องวิเคราะห์และจดบันทึกกระบวนการภายใน ของเราเอง ก่อนที่จะเลือกทำการเปรียบเทียบกับผู้อื่น การเก็บข้อมูลต่างๆ อาจไม่อยู่ในรูปแบบเดียวกับ องค์กรของตนเองไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันทีอาจต้องปรับให้มีฐานอย่างเดียวกันก่อนจึงเปรียบเทียบภาพ ได้ถูกต้องแล้วจึงวิเคราะห์หาวิธีการใหม่ที่จะทำให้กระบวนการใหม่ของเราดีกว่าการเปรียบเทียบเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ ขั้นที่ 5 การปฏิบัติการ ทำการลงมือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามแผนใหม่ที่วางไว้ โดยนำเสนอ ข้อมูลที่ค้นพบและหาแนวทางดำเนินการ เพื่อปรับปรุงกลวิธีดำเนินการ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และ อาจต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแผน ให้เข้ากับสถานการณ์ และให้เดินทางเข้าหาเกณฑ์เปรียบเทียบ ใหม่ที่เรากำหนดไว้ 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา การทำ Benchmarking จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเทคนิคในการบริหารให้มีประสิทธิภาพ สูงขึ้น เนื่องจาก Benchmarking เป็นการเปรียบเทียบ และเมื่อเกิดการเปรียบเทียบขึ้นมาก็จะกลายเป็น สิ่งกระตุ้นให้การดำเนินงานของแต่ละบุคคลหรือทั้งองค์กรดีขึ้น ทำให้ทั้งผู้บริหารและบุคลากรทราบว่าตัว องค์กรหรือการดำเนินงานต่างๆ ขององค์กรเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับผู้นำความเป็นเลิศทางการศึกษา การเปรียบเทียบการดำเนินงานของตนเองเทียบกับผู้อื่นทำให้คนในองค์กรเกิดความคิดสร้างสรรค์และ วิธีการใหม่ในการดำเนินงาน


54 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา การทำ Benchmarking พยายามมุ่งเน้นหรือจำเพาะเจาะจงที่จะวัดหรือเปรียบเทียบในปัจจัย ต่างๆ ให้น้อยที่สุดแต่สามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพของกิจกรรมหรือ กระบวนการได้ หากพิจารณาทั้งหมดงบประมาณที่ใช้จะสูงและเกิดปัญหาข้อมูลที่มากเกินความจำเป็น 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การเปรียบเทียบเป็นการทำให้หน่วยงานเปรียบเทียบทั้งในสถานศึกษาและหน่วยงานภายนอก สถานศึกษา ทำให้เกิดการพัฒนาสถานศึกษามุ่งสู่ความเป็นเลิศ การนำข้อมูลมาใช้ควรระมัดระวัง ด้าน กฎหมาย รวบรวมข้อมูลจากผู้ที่ได้รับอนุญาต ใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้ที่ ติดต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต ควรนำองค์กรภายนอกมาใช้ในการเปรียบเทียบด้วย หากพิจารณาแต่ภายใน องค์กรของตนเองจะเป็นการจำกัดวิสัยทัศน์ การเปรียบเทียบ จะเป็นการวัดความก้าวหน้าของการ ดำเนินงาน ซึ่งในการบริหารสถานศึกษาได้นำมาใช้เพื่อให้การดำเนินงานและการศึกษา บรรลุตาม วัตถุประสงค์ และเกิดคุณภาพแก่ผู้เรียน เช่น การนำมาใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษา การจัดทำ รายงานการประเมินตนเอง (SAR) 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) http://dspace.spu.ac.th/bitstream/123456789/4372/5/Chapter2 https://image.slideserve.com/1274221/slide28-n.jpg สุธี ปิงสุทธิวงศ์ .สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ. https://www.ftpi.or.th/2015/2114 รองศาสตราจารย์วันเพ็ญ วรรณโกมล. การพัฒนาการศึกษาด้วย Benchmarking.


55 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นายเกริกฤทธิ์ นามสกุล จันรุน รหัสนิสิต 6691510010 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารสถานศึกษาโดยใช้ CIPP Model Educational institution administration using the CIPP Model 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ กระทรวงศึกษาธิการปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ได้ตระหนักถึงความสำคัญยุทธศาสตร์ชาติด้าน การพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้าง ศักยภาพมนุษย์ การพัฒนาเด็กตั้งแต่ช่วงการตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย การพัฒนาช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น การ พัฒนาและยกระดับศักยภาพวัยแรงงาน รวมถึงการส่งเสริมศักยภาพวัยผู้สูงอายุ ประเด็นการพัฒนาการ เรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่21 ระบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมุ่งให้ ครอบคลุมถึงการจัดการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลง ในศตวรรษที่ 21 การศึกษาที่เข้าใจ และตอบโจทย์ โดยให้ทุกหน่วยงานพิจารณาวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน อย่างรอบด้าน ครบถ้วน ร่วมกันพิจารณาหาแนวทาง ขั้นตอน และวิธีการดำเนินการร่วมกันแบบบูรณา การการทำงานทุกภาคส่วน การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ICT (Information and Communication Technologies) (กระทรวงศึกษาธิการ, 2565) การบริหารองค์กรทางการศึกษานั้นมีหลายแนวคิดที่จะนำพาให้โรงเรียนพร้อมรับมือกับการเป็น โรงเรียนในศตวรรษที่ 21 แต่มีแนวคิดหนึ่งที่มีจุดเริ่มต้นจากการสร้างวิสัยทัศน์และปรัชญาพื้นฐานก่อนนั่น คือ แนวคิด “โรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้” หรือ School as a Learning Community : SLC (ซาโต มานาบุ, 2559) กล่าวว่า ลักษณะเด่น 4 ประการที่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ “โรงเรียนในรูปแบบ ของศตวรรษที่ 21” ประสบความสำเร็จ ได้แก่ 1. การรับมือกับสังคมที่มีรากฐานความรู้ 2. การรับมือกับ สังคมของการอยู่ร่วมกันที่มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรม 3. การรับมือกับสังคมที่มีความเสี่ยงเรื่อง ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และ 4. การรับมือกับสังคมเมืองที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โรงเรียนที่ เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้นั้นจะมีความสัมพันธ์กับกลุ่มบุคคล 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ นักเรียน ครู ผู้ปกครอง หรือชุมชน โดยมีมุมมองตามแนวคิดดังนี้ สำหรับเด็กหรือนักเรียน คือ โรงเรียนที่ช่วยอบรมให้ความรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


56 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา สำหรับครู คือ สถานที่ที่ให้การอบรมและการเรียนรู้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางการการศึกษา สำหรับ ผู้ปกครองและชุมชน คือ โรงเรียนเป็นที่ที่ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมหรือให้ความร่วมมือในการปฏิรูป โรงเรียน ทั้งนี้การเตรียมความพร้อมสังคมสำหรับระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นภารกิจส่วนรวมของ โรงเรียนจะสามารถเกิดขึ้นจริงได้ด้วยวิสัยทัศน์และปรัชญาที่มีร่วมกัน การปฏิรูปโรงเรียนเพื่อให้เป็นชุมชน แห่งการเรียนรู้นั้นประกอบด้วยโครงสร้างระบบกิจกรรมทั้งหมดสามส่วน ได้แก่ การเรียนรู้แบบร่วมมือ รวมพลังในห้องเรียน (Collaborative learning), การสร้างความเป็นเพื่อนร่วมงาน (Collegiality) และ ชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (Professional Learning Community) สุดท้ายคือ การเข้าร่วมเรียนรู้ เพื่อการปฏิรูปของผู้ปกครองและคนในชุมชนท้องถิ่น 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดงการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ CIPP Model


57 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา การนำไปใช้รูปแบบการประเมิน CIPP การบริหารสถานศึกษาโดยใช้ CIPP Model 4 ด้านมา ประกอบกันได้แก่ การประเมินบริบท (Context) ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) และ ผลผลิต (Product) 1. การประเมินบริบท : Context Evaluation หมายถึง การประเมินเกี่ยวกับความต้องการ จำเป็น (Need) ปัญหา (Problem) คุณสมบัติที่มีค่า (Assets) และโอกาส (Opportunities) ที่จะเกิดขึ้น ภายใต้เงื่อนไขแวดล้อมหนึ่งที่กำหนด การประเมินบริบท 4 ส่วนนี้มีความสำคัญที่จะนำไปสู่การออกแบบ โครงการ แผนงาน และการให้บริการที่มีความเหมาะสมเป็นไปได้ ทั้งนี้การประเมินบริบทมีวัตถุประสงค์ 2. การประเมินปัจจัยนำเข้า : Input Evaluation จุดมุ่งเน้นหลักของการประเมินปัจจัยนำเข้าก็ เพื่อช่วยจัดลำดับโครงการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความต้องการจำเป็น โดยการศึกษาและ ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับแนวทางต่าง ๆ ที่มีศักยภาพหรือมีความเป็นไปได้มากที่สุด ในอันที่จะ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การประเมินปัจจัยนำเข้าจะเป็นตัวบ่งบอกล่วงหน้าถึงความสำเร็จหรือ ความล้มเหลวหรือประสิทธิผลของความพยายามเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่โครงการหรือสิ่งแทรกแซงนั้น ๆ ต้องการให้เกิด จุดมุ่งเน้นประการที่สองของการประเมินปัจจัยนำเข้า ก็เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน เกี่ยวกับแนวทางที่เป็นทางเลือกต่าง ๆ 3. การประเมินกระบวนการ : Process Evaluation เป็นการตรวจสอบการนำแผนงานหรือ โครงการไปใช้หรือตรวจสอบการดำเนินงานการใช้แผนงาน โครงการ วัตถุประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่ง ของการประเมินกระบวนการก็คือ การให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้หัวหน้าโครงการและผู้ปฏิบัติงานในโครงการ นั้น ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการว่าเป็นไปตามตารางเวลาที่กำหนดหรือไม่ การใช้ งบประมาณและประสิทธิภาพเป็นอย่างไร สำหรับวัตถุประสงค์อีกประการหนึ่งก็เพื่อชี้แนะแนวทางให้แก่ ผู้ปฏิบัติงานในการปรับปรุงการใช้งบประมาณและแนวทางการดำเนินงานของโครงการให้มีความ เหมาะสมยิ่งขึ้น 4. การประเมินผลผลิต : Product Evaluation วัตถุประสงค์หลักของการประเมินผลผลิตก็เพื่อ สอบวัด ตีความ และตัดสินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ แผนงานหรือปัญหาและอุปสรรคในการทำงานว่า ตอบสนองบรรลุความต้องการจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ นอกจากนั้นการประเมินผลผลิตก็ยังต้อง ประเมินผลลัพธ์ (Outcomes) ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งที่เป็นไปในทางบวกและทางลบอีกด้วย


58 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. การประเมินโครงการส่งเสริมโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (School as Learning Community) 2. แนวทางพัฒนาโครงการส่งเสริมโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (School as Learning Community) 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. การสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านคุณธรรม ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการขับเคลื่อนโครงการ 2. การจัดทําแบบฟอร์มการประเมินตนเองในการดําเนินงานโรงเรียน 3. สร้างแรงกระตุ้นกลุ่มงานอื่น ๆ เห็นถึงความสำคัญในกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มากขึ้น 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การบริหารโรงเรียนเป็นเครื่องมือรูปแบบหนึ่งในการดําเนินงานโครงการโรงเรียนให้ประสบ ความสําเร็จ เพื่อให้โรงเรียนในการนําหลักการกระบวนการ 4 องค์ประกอบคือ ด้านการวางแผนและการ มีส่วนร่วม ด้านการจัดการเรียนการสอนด้านการส่งเสริมสนับสนุนและด้านการวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ไปปรับประยุกต์ใช้ในการวางแผนพัฒนาตามบริบทของโรงเรียนโดยติดตามและประเมินผล และนํา ผลการประเมินมาปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานคุณธรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาพฤติกรรมและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ยังยืนต่อไป 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) กระทรวงศึกษาธิการ,สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2565). ข่าวประชาสัมพันธ์นโยบายและจุดเน้น ของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2565. มานาบุ ซาโต. (2559). “Enhancing Quality Of Learning Through Collaboration : Challenges Of School As Learning Community”. Retrieve from https://www.educathai.com/events/conference/28


59 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นายเกริกฤทธิ์ นามสกุล จันรุน รหัสนิสิต 6691510010 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารสถานศึกษาตามหลัก ธรรมาภิบาล ของผู้บริหารสถานศึกษา Educational institution administration according to the principles of good governance by educational institution administrators. 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ ธรรมาภิบาล (Good Governance) เป็นแนวคิดสำคัญในการบริหารงานและการปกครอง หลัก ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญและเริ่มมีการนำไปปฏิบัติกันมากขึ้นโดยได้นำแนวคิด หลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการศึกษา และการปฏิรูประบบราชการ โดย วางรากฐานแนวคิดนี้ไว้ไนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หลายประเด็น ในเรื่องนี้ เช่น ความโปร่งใส การตรวจสอบ ความมีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และการกระจาย อำนาจ เพื่อให้กระบวนการสร้างหลักธรรมาภิบาลเกิดผลอย่างจริงจัง รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญในการ ปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้สามารถบริหารงานคล่องคัว มีความชัดเจนในการดำเนินบทบาท เพิ่ม ประสิทธิภาพในการบริหารงาน และการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ การบริหารงาน เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้เป็นธรรมาภิบาล โดยอาศัย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ แผ่นดิน (ฉบับที่ 5) ที่ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบ ราชการ (ก.พ.ร.) เป็น คณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่กำหนดแนวทางการบริหารราชการและการปฏิบัติ หน้าที่ของทุก ๆ ส่วนราชการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ บริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล ประกอบด้วย 10 ด้าน หลัก ประสิทธิผล หลักประสิทธิภาพ หลักการตอบสนอง หลักภาระรับผิดชอบ หลักความโปร่งใสหลักการมี ส่วนร่วม หลักนิติธรรม หลักการกระจายอำนาจ หลักความเสมอภาค หลักมุ่งเน้นฉันทามติ (สำนัก นายกรัฐมนตรี, 2546) สถานศึกษาเป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้ มีผู้บริหารควบคุม กำกับ ดูแลให้การ ดำเนินงานของบุคลากรมีการจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ให้การปฏิบัติงานของบุคลากรทุกคนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


60 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทุกคนเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการพัฒนาการศึกษาในการบริหาร สถานศึกษาผู้บริหาร และบุคลากรจะต้องนำหลักการต่างๆ มาบูรณาการร่วมกันเพื่อปรับใช้ในการบริหาร และการดำเนินงาน แต่หลักการที่ขาดไม่ได้เลยคือการใช้หลักคุณธรรม ซึ่งครอบคลุมจุดหมายของหลักธรร มาภิบาลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม มีความโปร่งใส การทำงานเกิดประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด อันจะส่งผลให้สถานศึกษามีคุณภาพ หากการศึกษามีคุณภาพย่อมเป็นที่แน่นอนว่าเยาวชนต้องมีคุณภาพ ตามไปด้วย เพราะมาตรฐานการศึกษาเป็นวัฒนธรรมที่มนุษยชาติประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้เป็นกรอบในการ พัฒนาศักยภาพของพลเมือง ให้มีคุณลักษณะตามที่สังคมพึงประสงค์ ซึ่งสังคมจำเป็นต้องมีการจัด การศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อเป็นกลไกในการรักษาคุณภาพของพลเมือง (ชรินทร์ มั่งคั่ง, 2559) 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดงการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา ใน 10 ด้าน ดังนี้ 1. หลักประสิทธิผล 2. หลักประสิทธิภาพ 3. หลักการตอบสนอง 4. หลักภาระรับผิดชอบ 5. หลักความโปร่งใส 6. หลักการมีส่วนร่วม 7. หลักนิติธรรม 8. หลักการกระจายอำนาจ 9. หลักความเสมอภาค 10. หลักมุ่งเน้นฉันทามติ


61 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา การใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งจำแนกหลักธรรมาภิบาลไว้ 10 หลักการ คือ 1. หลักประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง ผู้บริหารควรมีการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด เกิด ผลผลิตที่คุ้มค่าต่อการลงทุน และบังเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม ทั้งนี้ ต้องมีการลดขั้นตอนและ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายตลอดจนยกเลิกภารกิจที่ ล้าสมัยและไม่มีความจำเป็น 2. หลักประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์เชิง ยุทธศาสตร์ เพื่อ ตอบสนองความต้องการของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจให้บรรลุ วัตถุประสงค์ขององค์การมีการวางเป้าหมายการปฏิบัติงานที่ชัดเจน และอยู่ในระดับที่ตอบสนองต่อความ คาดหวังของประชาชน สร้างกระบวนการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน มีการจัดการความ เสี่ยงและมุ่งเน้นผลการปฏิบัติงานเป็นเลิศ รวมถึงมีการติดตาม ประเมินผลและพัฒนาปรับปรุงการ ปฏิบัติงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3. หลักการตอบสนอง (Responsiveness) หมายถึง ผู้บริหารควรให้บริการได้อย่างมีคุณภาพ สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด สร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจรวมถึงตอบสนองตาม ความคาดหวัง ความต้องการของประชาชนผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความหลากหลาย และมี ความแตกต่างกันได้อย่างเหมาะสม 4. หลักภาระรับผิดชอบและสามารถตรวจสอบได้ (Accountability) หมายถึง ผู้บริหารต้อง สามารถตอบคำถามและชี้แจงได้เมื่อมีข้อสงสัย รวมทั้งควรมีการจัดวางระบบการรายงาน ความก้าวหน้า และผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ต่อสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ และการให้คุณให้ โทษ ตลอดจนมีการจัดเตรียมระบบการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาและผลกระทบใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น 5. หลักความเปิดเผยและโปร่งใส (Transparency) หมายถึง ผู้บริหารต้องปฏิบัติงาน ด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา รวมทั้งต้องมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นและเชื่อถือได้ให้ประชาชน ได้รับทราบอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนวางระบบให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นไปโดยง่าย 6. หลักนิติธรรม (Rule Of Law) หมายถึง ผู้บริหารต้องใช้อำนาจของกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด ด้วยความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฝ่ายต่างๆ 7. หลักความเสมอภาค (Equity) หมายถึง ผู้บริหารควรให้บริการอย่างเท่าเทียมกันไม่มีการ แบ่งแยกด้านชายหญิง ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล


62 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม และอื่นๆ อีก ทั้งยังต้องคำนึงถึง โอกาสความเท่าเทียมกันของการเข้าถึงบริการสาธารณะของกลุ่มบุคคลผู้ด้อยโอกาสในสังคมด้วย 8. หลักการมีส่วนร่วมและการมุ่งเน้นฉันทามติ (Participation/Consensus Oriented) หมายถึง ผู้บริหารควรรับฟังความคิดเห็นของประชาชนรวมทั้งเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ เรียนรู้ ทำ ความเข้าใจ ร่วมแสดงทัศนะ ร่วมเสนอปัญหา/ประเด็นที่สำคัญที่เกี่ยวข้องร่วมคิดแก้ไขปัญหา ร่วมใน กระบวนการตัดสินใจและการดำเนินงานและร่วมตรวจสอบผลการปฏิบัติงานทั้งนี้ต้องมีความพยายามใน การแสวงหาฉันทามติหรือข้อตกลงร่วมกันระหว่างกลุ่ม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มที่ ได้รับผลกระทบโดยตรงจะต้องไม่มีข้อคัดค้านที่หาข้อยุติไม่ได้ในประเด็นที่สำคัญ 9. หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) หมายถึง ผู้บริหารควรมีการมอบอำนาจและ กระจายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ และการดำเนินการให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในระดับต่างๆ ได้อย่าง เหมาะสม 10. หลักคุณธรรมและจริยธรรม (Morality/Ethics) ผู้บริหารต้องมีจิตสำนึกความรับผิดชอบใน การปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปอย่างมีศีลธรรม คุณธรรม และตรงตามความคาดหวังของสังคม รวมทั้งยึดมั่นใน ค่านิยมหลักของมาตรฐานจริยธรรม 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. ทำให้ระบบบริหารมีความโปร่งใส ยุติธรรม ก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม 2. ทำให้มีความเข้มแข็ง เกิดเป็นสังคมที่มีเสถียรภาพ ช่วยลด บรรเทา หรือแก้ปัญหาความรุนแรง ในสังคม 3. ทำให้สามารถลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ส่งผลทำให้ช่วยลดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. บุคลากรในสถานศึกษาขาดความรู้ความเข้าใจและการใช้หลักธรรมาภิบาลอย่างถูกต้อง 2. ผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญและนำหลักคุณธรรมและจริยธรรมมาใช้ในปฏิบัติงาน


63 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา แนวทางบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาไว้ 3 ด้าน ประกอบด้วย 10 หลักการ ได้แก่ 1) หลักประสิทธิภาพ (Efficiency) 2) หลักประสิทธิผล (Effectiveness) 3) หลักการ ตอบสนอง (Responsiveness) 4) หลักภาระรับผิดชอบและสามารถตรวจสอบได้ (Accountability) 5) หลักความเปิดเผยและโปร่งใส (Transparency) 6) หลักนิติธรรม (Rule Of Law) 7) หลักความเสมอภาค (Equity) 8) หลักการมีส่วนร่วมและการมุ่งเน้นฉันทามติ (Participation/Consensus Oriented) 9) หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) 10) หลักคุณธรรมและจริยธรรม (Morality/Ethics) การ บริหารการศึกษาจำเป็นต้องดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล เป็นการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับ แนวโน้มสภาพปัญหา และความต้องการในยุคโลกาภิวัฒน์นำไปสู่การเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ขององค์กร เนื่องจากโรงเรียนเป็นสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล ส่งผลให้โรงเรียนมีหน้าที่ รับผิดชอบที่สูงขึ้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารทุกโรงเรียนต้องนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการ บริหารงาน ทั้งนี้การใช้หลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษานั้นจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับการความรู้ ความเข้าใจและการใช้หลักธรรมาภิบาลอย่างถูกต้องของผู้บริหารและครูในสถานศึกษา 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) ชรินทร์ มั่งคั่ง, ภาวะผู้น าคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานการเรียนรู้สังคมศึกษา (เชียงใหม่: โรงพิมพ์ ไดมอนด์ กราฟิก กรุ๊ป, 2559) สำนักนายกรัฐมนตริ. (2546). ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ การบริหาร บ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546. กรุงเทพฯ: สำนักงานฯ.


64 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อนางสาววรวรรณ นามสกุล เสาร์เพ็ง รหัสนิสิต 6691510011 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารสถานศึกษา ตามหลักพรหมวิหาร 4 Educational institution administration According to the principles of Brahma Vihara 4 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เพื่อให้ผู้บริหารแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นออกมา โดยไม่ต้องฝึกฝนนักบริหารต้องมีพรหมวิหารซึ่งจะทำให้ผู้ดำรงธรรมนี้ยอมช่วยเหลือมนุษย์และสัตว์ ทั้งหลาย ด้วยความเมตตา กรุณา และยอมรักษาธรรมไว้ด้วยอุเบกขา ดังนั้น เมื่อมีความกรุณาที่จะ ช่วยเหลือปวงสัตว์ก็ต้องมี อุเบกขาด้วย เพื่อจะมิให้เสียธรรมที่มาของคําว่าพรหมวิหารนี้มาจากคําว่า “พรหม” ซึ่งแปลว่า ชื่อพระเจ้าผู้สร้างโลกตามศาสนาพราหมณ์เทพในพรหมโลก และมาจากคําว่า “วิหาร” ซึ่งแปลว่า วัด ที่อยู่ของสงฆ์ที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปรวมความแล้ว “พรหมวิหาร” จึง แปลว่า ธรรมของพรหมหรือธรรมของท่านผู้เป็นใหญ่มี 1 ประการ ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (พจนานุกรมศัพท์ทางศาสนาสากล ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, 2548 : 120 -121) สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร (2552 : 58 - 59) ได้กําหนดให้ผู้บริหารที่ดีควรจะมีหลักธรรม ที่เรียกว่าพรหมวิหาร 4 ซึ่งเป็นธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจผู้อื่น หรือธรรมเพื่อให้คนเป็นที่รัก ของ คนทั่วไป ดังนี้ 1. เมตตา แปลว่าความรัก หมายถึง รักที่จะมุ่งเพื่อปรารถนาดี โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ 2. กรุณา แปลว่าความสงสาร หมายถึง ความปรานี ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ สงเคราะห์ สรรพ สัตว์ที่มีความทุกข์ ให้หมดทุกข์ตามกําลังกาย กําลังปัญญา กําลังทรัพย์ 3. มุทิตา แปลว่ามีจิตใจอ่อนโยน หมายถึง จิตที่ไม่มีความอิจฉาริษยาเจือปน มีอารมณ์ สดชื่น แจ่มใสตลอดเวลา 4. อุเบกขา แปลว่าความวางเฉย นั่นคือ มีการวางเฉยต่ออารมณ์ที่มากระทบ และทรงความ ยุติธรรม ไม่ลำเอียงต่อผู้ใดผู้หนึ่ง เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


65 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) (2559 : 124) ได้กล่าวถึง พฤติกรรมการบริหารตามหลัก พรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งคุณลักษณะของนักบริหารที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ 1. เมตตา ลักษณะของเมตตา คือ ความเป็นไปด้วยอาการเกื้อกูล หมายความว่าเมตตามีสภาพ ต้องการที่จะบําเพ็ญประโยชน์แก่บุคคลอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ เมื่อบิดามารดามีจิตผูกพัน ในบุตร ธิดา ญาติพี่น้องมีจิตผูกพันในญาติของตน หรือ มิตรสหายมีจิตผูกพันในเพื่อน ต่างคิดว่าเป็น ลูกหลาน ญาติพี่น้อง หรือ มิตรสหายของเราแล้วจึงช่วยเหลือเกื้อกูล ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่เมตตา ในพรหมวิหาร แต่ เป็นความผูกพันซึ่งจัดว่าเป็นกิเลสอย่างหนึ่งในกรณีตรงกันข้าม เมตตาที่แท้จริงจะต้อง มีความปรารถนาดี โดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่เลือกบุคคลว่าเป็นคนที่รู้จักหรือไม่รู้จัก รักหรือชัง เมตตา นี้เป็นธรรมที่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเจริญอยู่เป็นนิตย์ พระองค์มีพระเมตตาเปี่ยมล้นในเหล่าสัตว์ถ้วนหน้า เสมอ เหมือนกัน ทรงมีพระเมตตาในพระเทวทัตผู้คิดร้ายพระองค์เหมือนในราหุลกุมารราชโอรส ความ เมตตา ของพระพุทธเจ้านั้นเสมอภาคกันหมดไม่จํากัดบุคคล ก. เมตตาทางกาย คือ การช่วยเหลือผู้อื่นทางกายเมื่อเห็นว่าบุคคลอื่นจําเป็นจะต้อง ได้รับความ ช่วยเหลือจากเราแม้เขาจะไม่เอ่ยปากขอร้องเราก็พยายามช่วยเหลือทางกาย ซึ่งอาจจะเป็น การขวนขวาย ทางร่างกาย โดยยอมเสียสละเวลาส่วนตัวของตนหรือบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้น เมตตาเช่นนี้ จัดว่าเป็นเมตตาทางกาย ข. เมตตาทางวาจา คือ การพูดคําไพเราะอ่อนหวานสละสลวยน่าฟัง ทำให้บุคคลอื่นเมื่อได้ยิน แล้วจะรําลึกถึงคํานั้นตลอดกาลอันยาวนาน การพูดคําไพเราะอ่อนหวานเช่นนี้ จัดว่าเป็นเมตตาทางวาจา ค. เมตตาทางใจ คือ การแผ่ความปรารถนาดีของตนไปยังบุคคลอื่นการแผ่เมตตา เช่นนี้ มี จุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างบุญบารมีของตนหรือเป็นการแผ่เมตตา เพื่อเจริญฌานอันเป็นเหตุ ให้ไปเกิดใน พรหมโลก ก็จัดว่าเป็นเมตตาทางใจ ผู้มีเมตตาทางกาย วาจา ใจ จะมีความสุขเสมอเพราะ เขาไม่มีศัตรู ไม่ มีความขุ่นข้องหมองใจ เมื่อเขามีความสุขใจด้วยอำนาจของเมตตา คนรอบข้างที่อยู่ใกล้ชิด กับเขาก็พลอย มีความสุขใจไปด้วย ผู้มีเมตตาย่อมจะไม่กล่าวคําเสียดสีให้ร้ายคนอื่น ไม่กระทำกรรม อย่างใดอย่างหนึ่งที่ เบียดเบียนผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนั้นความบาดหมางกันในสังคมก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะต่างก็มีเมตตามีไมตรีจิต ต่อกันและกัน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดว่าเรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใดคนอื่น ก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น หากมวลมนุษย์เอาใจเขามาใส่ใจเราเช่นนี้ สังคมก็จะมีแต่ความสงบสุข 2. กรุณา ลักษณะของกรุณา คือ ความเป็นไปด้วยอาการขจัดความทุกข์นั่นคือความสงสาร อนุเคราะห์ผู้ที่ประสบความเดือดร้อน กรุณา หมายความว่ากรุณาเป็นสภาวะที่ทำให้สัตบุรุษเกิดใจ หวั่นไหว คือ เกิดความสงสาร ไม่อาจจะนิ่งนอนใจ อยากจะอนุเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นทุกข์ เมื่อเราพบ เห็นคน อ่อนแอ ถูกเบียดเบียนอยู่ หรือพบเห็นสัตว์เดียรัจฉานเบียดเบียนกัน หรือว่าพบเห็นคน เบียดเบียนสัตว์


66 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา เดียรัจฉาน ที่ไร้กําลังต่อสู้เรามักเกิดความสงสารที่จะช่วยเหลือผู้ประสบทุกข์ ความรู้สึกเช่นนี้เรียกว่า กรุณา กรุณานี้เป็นธรรมสำคัญมากถ้ามวลมนุษย์ขาดความกรุณาสงสารกัน สังคมมนุษย์ ก็จะปราศจาก ความสุข มนุษย์จะขาดคุณธรรม มีแต่ความเห็นแก่ตัวส่วนสังคมที่รู้จักสงสารกันโอบอ้อม อารีช่วยเหลือกัน และ กันก็จะอยู่เป็นสุข บุคคลที่รู้จักสงสารช่วยเหลือผู้อื่นในยามยากนั้น ย่อมจะได้รับ ผลทันตาในปัจจุบัน คือ ไม่ว่าเขาจะไปที่ใดหรืออยู่ที่ไหน เมื่อต้องการความช่วยเหลือก็มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาช่วยเหลือ ให้พ้น จากอุปสรรคขัดข้องนั้น ๆ การเจริญกรุณานั้นเหมือนกับการเจริญเมตตา คือ เจริญทางกาย ทางวาจา และทางใจ ทางกายก็เป็นการอนุเคราะห์บุคคลอื่นด้วยวัตถุสิ่งของหรือ ขวนขวาย จัดแจง ทางวาจาก็เป็น การแนะนําปลอบโยนทางใจ ก็เป็นความสงสารเห็นใจ 3. มุทิตา ลักษณะของมุทิตา คือ ความชื่นชม หมายความว่าพลอยยินดีในความสุขหรือ ความสำเร็จของคนอื่น มุทิตาเป็นธรรมที่พึงเจริญ ในเมื่อเราเห็นคนอื่นดีกว่าตน ต่างจากกรุณาที่เจริญเมื่อ เห็นคนอื่น มีทุกข์ตกต่ำกว่าตนในเชิงปฏิบัติจริง ๆ มุทิตานี้ทำได้ยากกว่ากรุณา บางคนมีเมตตา ปรารถนา ดีมีความ กรุณาสงสารแต่เจริญมุทิตาไม่ได้ เพราะเราทุกคนมีอนุสัยกิเลส คือ ความริษยา นองเนื่องอยู่ใน กระแสจิต น้อยคนนักที่จะกําจัดความริษยานั้นได้ จะต้องฝึกฝนไปเรื่อย ๆ จึงจะบรรเทาลงได้ การฝึกฝน นั้นก็ต้อง ประกอบด้วย โยนิโสมนสิการ คือ ความเข้าใจด้วยเหตุผลว่าความริษยาไม่ก่อให้เกิดคุณใด ๆ ผู้มี ความ ริษยาจะได้รับผล คือ ขาดบริวารไม่มีคนติดสอยห้อยตามแต่ผู้ที่เจริญมุทิตา โดยกําจัดความริษยาได้ ย่อมจะได้รับอานิสงส์ คือ มีบริวารมีมิตรสหายห้อมล้อมความริษยานั้นเป็นธรรมก่อให้เกิดโทษในปัจจุบัน และภพต่อไปไม่ว่าเกิดกับผู้ใดก็ทําให้ผู้นั้นตกต่ำไปตลอด การเจริญมุทิตานั้นเหมือนกับการเจริญเมตตา และกรุณา คือ เจริญทางกาย ทางวาจา และทางใจ ทางกายก็เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นที่ประสบความสําเร็จ แล้วให้ได้รับความสําเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทางวาจาก็เป็นการแนะนําบุคคลนั้นในหนทางที่ดีทางใจก็เป็นความ พลอยยินดีกับความสําเร็จของผู้นั้น 4. อุเบกขา ลักษณะของอุเบกขา คือ ความเป็นไปโดยอาการวางเฉยในเหล่าสัตว์ กล่าวคือ เมื่อ เราไม่อาจช่วยเหลือผู้อื่นได้ก็พึงวางใจเป็นกลางยอมรับความจริงว่าเป็นกรรมเก่าของเขา ไม่มีใครบังคับ บุคคล เหล่านั้นให้เป็นไปในอํานาจของตน เพราะเหล่าสัตว์มีกรรมเป็นสมบัติของตน จึงต้องเป็นไปตาม กรรม ทําไว้แม้พระพุทธเจ้าก็สักแต่แนะนําข้อปฏิบัติเพื่อเพิ่มพูนกรรมดีแต่พระองค์ไม่อาจจะลบล้างกรรม เก่าของเราได้กรรมเก่าที่เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วนั้นติดตามทุกคนอยู่เสมอเหมือนเงาตามตัว เราไม่อาจรู้ ว่าบาปกรรมในอดีตจะส่งผลเมื่อใด เพื่อให้บาปกรรมนั้นมีกําลังอ่อนส่งผลในปัจจุบันไม่ได้ เราจึงต้องทํา กรรมดีให้มีอยู่เสมอ กรรมดีที่ทําในปัจจุบันชาตินี้จะช่วยอุปถัมภ์ค้ำจุนกรรมฝ่ายดีในอดีตให้ส่งผล และ ขัดขวางบาปกรรมในอดีต


67 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดงภาวะผู้น าตามหลักพรหมวิหาร 4 4. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา การบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 มีรายละเอียดดังนี้ 1. ด้านเมตตา ผู้บริหารมีความปรารถนาให้ครูทุกคนมีความสามัคคีกันในที่ทำงาน โดยการให้ทำ กิจกรรมร่วมกันมอบหมายงานตามความรู้ความสามารถให้ตรงกับบุคคล รับฟังความคิดเห็นของครู สนับสนุนครูให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป และการวางตัวให้เหมาะสมเป็นแบบอย่างที่ดีทำให้เกิด ความรู้สึกที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา 2. ด้านกรุณาผู้บริหารมีการจัดระเบียบและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับงานโดยเห็นแก่ประโยชน์ ส่วนรวมเป็นหลัก เป็นที่ปรึกษาที่ดีและให้คำแนะนำแก่ครูเมื่อมีปัญหา ให้โอกาสผู้ที่ทำงานผิดพลาดได้ ปรับปรุงตนเอง และเข้าร่วมงานต่อ ชี้แนะสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นโทษให้กับบุคลากรอย่างจริงใจ ร่วมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความใส่ใจ เปิดโอกาสให้ครูแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ สร้างสัมพันธภาพ อันดีงามแก่ครูทุกคน 3. ด้านมุทิตา ผู้บริหารจัดโครงการพัฒนาบุคลากรอยู่เสมอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดย ส่งเสริมให้บุคลากรเข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงาน การจัดกิจกรรมพัฒนาบุคลากรทุกภาค เรียน ตามงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้แสดงความยินดีกับบุคลากรทุกคนที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับ สม่ำเสมอ ชื่นชมผลการปฏิบัติงานของครูด้วยความจริงใจ จัดระเบียบหรือเกณฑ์การให้รางวัลผู้ที่ประสบ ความสำเร็จในการทำงานอย่างเหมาะสม สร้างขวัญและกำลังใจให้เกิดกับครูอย่างสม่ำเสมอ มีส่วนช่วย ภาวะผู้นําตามหลักพรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย 4 ด้าน 1. ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาด้านเมตตา 2. ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาด้านกรุณา 3. ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาด้านมุทิตา 4. ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาด้านอุเบกขา ผู้บริหารสถานศึกษา


68 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่ผลงานและความสำเร็จของครู เปิดโอกาสให้ครูแสดงความคิดเห็นอย่าง เต็มที่ สร้างสัมพันธภาพอันดีงามแก่บุคลากรทุกคน 4. ด้านอุเบกขา ผู้บริหารพิจารณาความดีความชอบอย่างยุติธรรม คือ ประเมินผลการปฏิบัติงาน ตามหน้าที่การรับผิดชอบงานตามความรู้ความสามารถของบุคลากร มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ ยึด กฎระเบียบและความถูกต้องตามกฎระเบียบ 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. ได้แนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหาร สถานศึกษา เพื่อสามารถนําไปเป็นข้อมูลพิจารณาปรับปรุงการบริหารงานทางการศึกษาของผู้บริหาร สถานศึกษาให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. การนําหลักธรรมพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในชีวิตประจําวันของผู้บริหารสถานศึกษา 3. ประสิทธิผลของการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษ 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. ผู้บริหารบ้างคนไม่เข้าใจหลักธรรมและการนำไปใช้ในการบริหาร 2. การอยู่ร่วมกันในสังคมปัจจุบันมีการเอารัดเอาเปรียบและไม่มีจิตใจโอบอ้อมอารี 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การบริหารสถานศึกษาหรือองค์กรสําคัญมากที่สุดอยู่ที่คนเราต้องการให้คนที่เราฝึกฝนจนมี ความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ และชํานาญงานอยู่กับเรานาน ๆ นั้น จะทําองค์กรของเรามั่นคง ก้าวหน้า มีหลักการบริหาร มีหัวหน้าดี มีคุณธรรม ผู้นําที่ดีจึงต้องมีภาวะผู้นําคือมีความสามารถในการ ชัก จูงผู้อื่นให้ความร่วมมือ ร่วมใจ และสามารถดําเนินการต่าง ๆ ไปสู่จุดมุ่งหมายที่ต้องการได้ ผู้นําจึงต้อง มี ความรอบรู้เก่งทั้งเรื่องคน ทั้งเรื่องงาน ที่เรียกว่า “ต้องเก่งคิด เก่งคน เก่งงาน” นอกจากนั้น ผู้นําต้อง มี คุณธรรมเป็นแนวปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นตัวอย่างของผู้ใต้บังคับบัญชา สร้างขวัญและกําลังใจในการ ทํางาน ผู้นําที่มีอํานาจมากมายในการให้คุณให้โทษแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หากผู้นําขาดซึ่งคุณธรรมแล้ว ย่อมจะสั่งการลงโทษ หรือให้คุณประโยชน์ต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นพิเศษไม่ควรทําเพราะเป็นสิ่งที่ ทําลายขวัญ และกําลังใจลูกน้องที่ทุ่มเททํางาน


69 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2559). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม (พิมพ์ครั้งที่ 34). กรุงเทพฯ : มูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). ราชบัณฑิตยสถาน. (2548). พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ –ไทย ฉบับราชบัณฑิตสถาน (พิมพ์ ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. สํานักการศึกษา กรุงเทพมหานคร. (2552). พระไตรปิฏก เวอร์ชั่น 2 (ฉบับเรียนพระไตรปิฏก). โครงการสนับสนุนการสอนในศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์.


70 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อนางสาววรวรรณ นามสกุล เสาร์เพ็ง รหัสนิสิต 6691510011 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง Educational institution administration according to the Sufficiency Economy Philosophy 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดํารัสเกี่ยวกับปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2517 เพื่อใช้เป็น แนวทางการดำรงชีวิตโดยยึดหลักความพอเหมาะพอดี ความมีเหตุผล และความไม่ประมาท ซึ่งทรงถือ ปฏิบัติด้วยพระองค์เองมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่มีการตระหนักอย่างจริงจังถึงความสำคัญของหลัก เศรษฐกิจพอเพียงขึ้นภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงย้ำให้เห็น ความสำคัญที่มีเศรษฐกิจแบบ “พอมีพอกิน” พัฒนาคนให้สามารถ “อุ้มชูตัวเองได้” ปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงนับเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปในทางสายกลางที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีความ เป็นอยู่อันเรียบง่ายของคนไทย ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประชาชนทุกระดับ ทั้งระดับ บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร และระดับประเทศได้ (สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, 2560) กระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงความสำคัญของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไว้ว่าการนำหลัก นี้มาใช้ในการดำเนินชีวิตโดยรู้จักความพอประมาณนั้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้ มีส่วน ช่วยในการพัฒนาศักยภาพของชุมชนและสังคม เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ ย้ำเตือนให้องค์กร หรือบริษัทต่างๆตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ช่วยสร้างมาตรฐานของหลักธรรมาภิบาล นอกจากนี้ ยังมีส่วนในการกำหนดนโยบายและวางแผนยุทธศาสตร์ของชาติให้พัฒนาไปอย่างยั่งยืน และ พัฒนาคนด้วยการปลูกฝังจิตสำนึกความพอเพียง กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์และ แนวทางในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไว้ 5 กลยุทธ์ดังนี้ กลยุทธ์ที่1 การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา คือการศึกษา วิเคราะห์วิจัยแนวทางการนำแนว ปรัชญานี้ไปจัดการศึกษา ส่งเสริมศักยภาพความเข้มแข็งของวิทยากร แกนนำ ถอดองค์ความรู้การบริหาร จัดการสถานศึกษา และจัดทำเครื่องมือ/คู่มือ การบริหารจัดการสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


71 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา กลยุทธ์ที่ 2 การพัฒนาองค์กรและบุคลากร คือ การอบรมพัฒนาองค์ความรู้แก่ ครูอาจารย์ผู้สอน ในสถานศึกษา ฝึกอบรมหลักสูตรวิทยากรขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา และเสริมศักยภาพ ความเข้มแข็งของผู้ประเมินสถานศึกษาพอเพียง และศูนย์การเรียนรู้ กลยุทธ์ที่ 3 การขยายผลและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย คือ การประเมินสถานศึกษา พอเพียงเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ส่งเสริมการขยายผล การขับเคลื่อน ส่งเสริมการประเมินรักษาเกณฑ์คุณภาพส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการ ของศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าว ให้มีความเข้มแข็งในการขยายผลเครือข่าย กลยุทธ์ที่ 4 การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้คือ การเผยแพร่การ ประยุกต์ใช้หลักปรัชญา โดยจัดทำและผลิตสื่อรูปแบบต่าง ๆ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความก้าวหน้า เชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูล และจัดมหกรรมภาคการศึกษา กลยุทธ์ที่ 5 การบริหารจัดการและการติดตามประเมินผล คือ การติดตามผลการดำเนินงาน พัฒนารูปแบบ แนวทาง เครื่องมือและคู่มือในการติดตามและประเมินผล การสุ่มตรวจผลการประเมิน สถานศึกษาพอเพียง และการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2559) 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดงการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคการศึกษา


72 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิีธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา แนวทางดำเนินการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีแนวดำเนินการ 2 ส่วน คือ 1. การบริหารสถานศึกษาผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมา ประยุกต์ใช้ได้ดังนี้ 1.1 การบริหารงานด้านวิชาการ ด้านงบประมาณด้านการบริหารงานบุคคลและด้านการ บริหารทั่วไป 1.2 การนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ เน้นการมีส่วนร่วมการช่วยเหลือเกื้อกูลรู้จักสามัคคีบนฐาน ของความมีเหตุมีผล พอประมาณกับศักยภาพและสถานภาพและไม่ประมาท 2. การจัดการเรียนรู้ ครูผู้สอนสามารถน าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ได้ ดังนี้ 2.1 สอดแทรกหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงในหลักสูตรและสาระการเรียนรู้โดยจัดทำหน่วยการ เรียนรู้แผนการเรียนรู้หรือสื่อการเรียนรู้ที่มีการบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับสาระการ เรียนรู้ของกลุ่มสาระต่าง ๆ 2.2 ประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การดำเนินการตามแนวทางการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปจัดการศึกษาใน สถานศึกษา มีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้ 1. กำหนดนโยบายการจัดการศึกษาตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นนโยบายสำคัญ ของสถานศึกษา 2. พัฒนาความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรทั้งผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษา และ ส่งเสริมให้ปฏิบัติตนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3. ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ 4. ทบทวนหรือปรับปรุงโครงสร้างและพัฒนาการบริหารจัดการตามแนวปรัชญา ของเศรษฐกิจ พอเพียง 5. จัดทำ ปรับปรุง หรือเพิ่มเติมโครงการ กิจกรรม และปรับแผน กลยุทธ์ และแผนปฏิบัติ การ ของสถานศึกษา 6. ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา 7. จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของสถานศึกษา 8. เสริมสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้


73 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 9. จัดระบบนิเทศ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินการ 10. ให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในขั้นตอนสำคัญทุกขั้นตอน การดำเนินการ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553) 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการบริหารจัดการของสถานศึกษาอย่าง ต่อเหนื่อง และครบทุกด้าน เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้นพร้อมทั้งนำผล การติดตามมาปรับปรุงพัฒนาการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 2. การสอนที่มีการบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไขอย่างชัดเจน เพื่อสร้างมาตรฐาน และความสะดวกแก่ครูผู้สอนในการวัดผลประเมินผล 3. การพัฒนาระบบการบริหารสถานศึกษาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ สามารถบ่มเพาะนักเรียนให้มีจิตสำนึกตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างเป็นรูปธรรม 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. การให้ความร่วมมือของบุคคลากรในโรงเรียน 2. บุคลากรไม่เข้าใจถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการบริหารการศึกษาโดยเริ่มที่ตัวของผู้บริหาร ในการทำความเข้าใจต่อทฤษฎีอย่างถ่องแท้ มีความพร้อมในการดำเนินการตามระบบการบริหารจัดการที่ เปลี่ยนแปลง และการจัดการศึกษาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งดำเนินชีวิตตามแนวปรัญาของ เศรษฐกิจพอเพียง แล้วทำการวางแผนงานที่จะดำเนินการในด้านต่างๆของการบริหารจัดการโรงเรียน ด้านบริหารจัดการสถานศึกษา ทำการจัดระบบการบริหารจัดการภายในสถานศึกษาตามแนว ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เอื้อต่อการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษา ตามแนวทางเศรษฐกิจ พอเพียง โดยมีแนวทางคร่าวๆคือ ทบทวน ปรับปรุง พัฒนา โครงสร้างและกระบวนการบริหารจัดการให้ สอดคล้องหรือรองรับการจัดการศึกษาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มีความพอประมาณ มีเหตุผล และ มีภูมิคุ้มกันที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง แล้วเริ่มทำการกำหนดนโยบาย แผนงาน โครงการ และกิจกรรม และการปรับปรุงเพิ่มเติมหรือจัดทำแผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติงานของสถานศึกษาให้ครอบคลุมการ พัฒนาการศึกษาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษา มีการดำเนินการตามแผนอย่างเป็นระบบ


74 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา และมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษาให้เป็น แหล่งเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ ปลูกฝัง เช่น จัดอาคารสถานที่ และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่เน้นความ ร่มรื่น ประโยชน์ใช้สอย เป็นแหล่งเรียนรู้ และอนุรักษ์สืบสานทรัพยากรธรรมชาติ และรณรงค์ให้จัด โครงการและกิจกรรมส่งเสริมการปฏิบัติตนและการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโดยโรงเรียนให้ ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในขั้นตอนสำคัญทุก ขั้นตอน ตั้งแต่วางแผน ให้คำเสนอแนะ ร่วมจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการจัดสภาพและ บรรยากาศภายในโรงเรียนและส่งเสริมการเรียนรู้และการปฏิบัติตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ บ้านอีกด้วย 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) กระทรวงศึกษาธิการ, แนวทางการบริหารสถานศึกษาพอเพียง (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ดี, 2553), 24. กระทรวงศึกษาธิการ, คู่มือแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาค การศึกษา, (กรุงเทพฯ : ม.ป.ท., 2559), 22. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, คู่มือการขับเคลื่อนการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ การปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิต (กรุงเทพมหานคร: ม.ป.ท., 2650), 2-3.


75 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นางสุปรีดา นามสกุล เหล็กหล่ม รหัสนิสิต 6691510013 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ การบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) คือการบริหารเชิงรุกที่สร้างความพร้อมให้กับ องค์กร โดยสมาชิกเข้าใจตัวตนขององค์กร จึงกำหนดทิศทางการดำเนินงาน สร้างความสอดคล้องของการ ปฏิบัติงานให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง มีการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม สามารถพัฒนา ศักยภาพขีดความสามารถและเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน นำไปสู่การเพิ่มโอกาสความสำเร็จบรรลุ วัตถุประสงค์ขององค์กร การบริหารเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) หมายถึงกระบวนการซึ่งรวมกิจกรรมที่ เกี่ยวข้องกัน 3 ประการ คือ 1) การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ (Strategic analysis) เป็นงานที่จะต้องทำไว้ล่วงหน้าและต้องมี การพัฒนา จึงจะเป็นการพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสม 2) การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy formulation) เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ต้องทำไว้ ล่วงหน้าให้เป็นแผน ซึ่งได้ผลลัพธ์ คือ กลยุทธ์ที่กำหนด 3) การปฏิบัติตามกลยุทธ์และการควบคุม (Strategy implementation and control) เป็น กระบวนการกำหนดแผนการปฏิบัติ การมองเห็นความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ให้ เป็นจริง เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


76 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดง การบริหารเชิงกลยุทธ์ 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา 4.1 วิเคราะห์ สำรวจสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา ผู้บริหารจะต้องศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยใน ด้านต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของสถานศึกษา ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สภาพแวดล้อมภายใน สภาพแวดล้อมภายนอก โดยการทำ SWOT ว่ามีปัจจัยใดมีส่วนเอื้ออำนวยหรือ ขัดขวางการดำเนินงานของสถานศคึกษาอย่างไรบ้าง 4.2 การกำหนดทิศทางของสถานศึกษา ผู้บริหารจะนำข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับจากการวิเคราะห์ มา ทำการประมวลผล เพื่อใช้กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ของสถานศึกษา โดยที่การกำหนดทิศทางของ สถานศึกษา สามารถกระทำได้ในลักษณะของการกำหนดภารกิจและการตั้งเป้าหมายของสถานศึกษา 4.3 การกำหนดกลยุทธ์ หมายถึง การนำทิศทางของสถานศึกษา ที่กำหนดไว้อย่างกว้างๆ มา พัฒนาเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานในอนาคตของสถานศึกษา โดยมักจะกำหนดกลยุทธ์ตามระดับขั้น ภายในสถานศึกษา 4.4 การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ หมายถึง การนำกลยุทธ์ที่ถูกกำหนดขึ้นไปประยุกต์ในการดำเนินงาน อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดโครงสร้าง บุคลากร และการประสานงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ 4.5 การควบคุมและการประเมินกลยุทธ์ หมายถึง การติดตามและตรวจสอบ วิเคราะห์ปัญหา กำหนดแนวทาง ปรับปรุง และพัฒนาให้กลยุทธ์ที่กำลังดำเนินอยู่เกิดความสอดคล้องกับสถานการณ์จริง การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) การติดตามและประเมินผล (Evaluation & control) การนำแผนไปสู่การปฏิบัติ (Implementation)


77 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา เพื่อสถานศึกษา จะได้คุณค่าสูงสุดจากการดำเนินงานตลอดจนทำการประเมินผลจากกการดำเนินกลยุทธ์ ว่าประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่เพียงใด เพื่อไปพิจารณในการพัฒนากลยุทธ์ต่อไป 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 5.1 สถานศึกษามีทิศทางและแนวทางในการปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม 5.2 บุคลากรมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 5.3 สถานศึกษามีความพร้อมในการดำเนินงานต่างๆ 5.4 สถานศึกษามีประสิทธิภาพในการแข่งขัน 6. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา ในการบริหารสถานศึกษา หากผู้บริหารนำหลักการบริหารเชิงกลยุทธ์ไปประยุกต์ใช้ในการจัดทำ แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา จะช่วยให้ทิศทางการจัดการศึกษา เป้าหมายของ สถานศึกษา การระดมทรัพยากร และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่ายประสบความสำเร็จ ได้มากยิ่งขึ้น 7. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) พระมหาโกสินทร์ ทินนฺญาโณ./2564./กระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสถานศึกษา./วารสารการ บริหารการศึกษา มมร.วิทยาเขตร้อยเอ็ด,/ปีที่ 1 ฉบับที่ 1,


78 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นางสุปรีดา นามสกุล เหล็กหล่ม รหัสนิสิต 6691510013 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารแบบดุลยภาพ (Balanced Scorecard Management) 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ แนวคิด Balanced Scorecard หรือ BSC มาจาก ศาสตราจารย์โรเบิร์ด แคบแลน (Professor Robert Kaplan) และดร.เดวิด นอร์ตัน (Dr. David Norton) ได้เริ่มคิดและพัฒนาตั้งแต่ปี1990 โดยทั้ง สองได้ศึกษาและสำรวจถึงสาเหตุของการที่ตลาดหุ้นของอเมริกาประสบปัญหา และพบว่าในองค์กรส่วน ใหญ่นิยมใช้แต่ตัวชี้วัดด้านการเงินเป็นหลัก ทั้งสองจึงได้เสนอแนวคิดในเรื่องของการประเมินผลองค์กร โดยพิจารณาตัวชี้วัด ใน 4 มุมมอง ประกอบด้วย - มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective) - มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective) - มุมมองด้านกระบวนการภายใน (Interal Precess Perspective) - มุมมองด้านการเรียนรู้และการพัฒนา (Learning and Growth Perspective) โดยมุมมองทั้ง 4 ด้าน จะมีวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ขององค์กรเป็นศูนย์กลาง ในแต่ละด้าน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1)วัตถุประสงค์ (Objective) คือสิ่งที่องค์กรมุ่งหวังหรือต้องการที่จะ บรรลุในแต่ละด้าน 2)ตัวชี้วัด (Measures หรือ Key Performance Indicators) คือตัวชี้วัดของ วัตถุประสงค์ในแต่ละด้าน และตัวชี้วัดเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดว่าองค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ใน แต่ละด้านหรือไม่ 3) เป้าหมาย (Targer) คือเป้าหมายหรือตัวเลขที่องค์กรต้องการจะบรรลุในตัวชี้วัดแต่ ละประการ 4) แผนงาน โครงการหรือกิจกรรม (Intiatives) ที่องค์กรจะจัดทำเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ กำหนดขึ้น โดยในขั้นนี้ยังไม่ใช่แผนปฏิบัติการที่จะทำแต่เป็นเพียงแผนงานโครงการหรือกิจกรรมเบื้องต้น ที่ต้องทำเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ นอกจากนี้ในทางปฏิบัติยังมีอีก 1 องค์ประกอบคือ ข้อมูลใน ปัจจุบัน ของตัวชี้วัดแต่ละตัว การหาข้อมูลในปัจจุบันจะเป็นตัวช่วยในการกำหนดเป้าหมายของตัวชี้วัดแต่ ละตัวให้มีความชัดเจนมากขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


79 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดง มุมมองทั้ง 4 ด้านของ Balanced Scorecard 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา ขั้นที่ 1 ขั้นศึกษารายละเอียดของงานที่ตนเองรับผิดชอบ โดยการจัดทำ SWOT ขององค์กร เพื่อให้ทราบข้อมูลที่เป็นจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส จุดวิกฤติและสถานะขั้นพื้นฐานขององค์กร ขั้นที่ 2 กำหนดและพัฒนาวิสัยทัศน์ พร้อมทั้งเป้าหมายของการทำงาน ขั้นที่ 3 กำหนดกลยุทธ์ (มุมมองด้านต่างๆ ที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ) ขั้นที่ 4 วางแผนการจัดกิจกรรมตามกลยุทธ์นั้นๆ ขั้นที่ 5 ลงมือปฏิบัติกิจกรรม ขั้นที่ 6 ตรวจสอบข้อมูล ปรับปรุงแก้ไข ขั้นที่ 7 ประเมินผลและวัดผล สรุป รายงาน 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 5.1 ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ส่วนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจในการจัดการศึกษา ของสถานศึกษา 5.2 สถานศึกษามีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ มีสื่อและแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยี มีหลักสูตรที่ หลากหลายตรงตามความต้องการของผู้รับบริการ 5.3 ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการ เรียนการสอน 5.4 เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านการเงินและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ด้านการศึกษา


80 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา ไม่ควรยึดมุมมองทั้ง 4 มุมมองเสมอไปอาจเปลี่ยนได้ตามบริบทและความเหมาะสมของ สถานศึกษา ไม่ควรให้ความสำคัญการด้านการเงินมากเกินไป ควรให้ความสำคัญด้านผู้รับบริการ ซึ่งได้แก่ ผู้เรียน ชุมชน เป็นหลัก 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) - ธาริณี สุโคตร./2562./การบริหารโดย Balanced Scorecard./วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหาร การศึกษาแห่งประเทศไทย,/ปีที่ 1 ฉบับที่ 3,/47-55. สืบค้นจาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/250847 - กาญจนา เดชสม,รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ./2564./การพัฒนากลยุทธิ์การบริหารสถานศึกษาแบบดุลยภาพ เพื่อพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัล./วารสารครุศาสตร์,ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน 2564,/69-85. สืบค้นจาก https://edujournal.bsru.ac.th/publishes/18/articles/336


81 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ. นางสาวนฤภร .นามสกุล ผ่องแผ้ว รหัสนิสิต 6691510004 . 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารโดยวัตถุประสงค์ (Management by Objectives) หรือ MBO 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์(MBO)นั้น เป็นเทคนิคการบริหารงานแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม แพร่หลายมาก ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยนักวิชาการคนหนึ่งชื่อ Peter F. Drucker ซึ่ง ได้เสนอแนวความคิด เรื่องนี้เป็นคนแรกที่อเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1954 ในหนังสือของเขาชื่อ The Practice of Management Drucker ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทุกองค์การต้องมีเป้าหมาย เพื่อนำทางบุคคลที่บริหารงานองค์การ ประสาน เป้าหมายของพวกเขาเข้ากับเป้าหมายขององค์การและส่งเสริมการทำงานเป็นทีม ชี้ให้เห็นความจำเป็น ของการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อนำองค์การไปสู่ต้องการ การบริหารแบบนี้มีเรียกกันหลายชื่อ เช่น Management by Results (MBR) หรือ Management by Objectives and Results (MOR) ในส่วนภาษาไทยที่เรียกชื่อการบริหารใน ลักษณะนี้ที่คล้าย ๆ กัน เช่น การบริหารงานโดยมีวัตถุประสงค์ การบริหารงานโดยกำหนดวัตถุประสงค์ หรือ การบริหารงานตามวัตถุประสงค์ ในการบริหารงานอีกแบบหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับ MBO เหมือน ฟ้ากับดิน คือ Management by Activities and Results (MAR) ซึ่งมุ่งที่ผลที่จะเกิดขึ้นหรือจะได้รับเท่านั้น โดยไม่มีการกำหนด วัตถุประสงค์เลย เช่น ต้องการขายสินค้าให้ได้มากที่สุด โดยไม่มีการกำหนดเป้าหมายและวางแผนที่ แน่นอนว่าจะขายให้ได้เท่าไร โดยวิธีใด แล้วก็ทำการโหมโฆษณา หรือตีปีป อย่างเต็มที่เพื่อให้ขายให้ได้ มากที่สุดก็แล้วกัน ซึ่งเป็นการบริหารแบบโบราณที่ผิดหลักวิชา ในปัจจุบันก็มีนักบริหารใช้วิธีการนี้เช่นกัน เช่น เชิญสื่อมวลชน มาทำข่าวให้ดัง โดยไม่คำนึงว่า จะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ มีเพียงวัตถุประสงค์ที่ แน่นอนคือให้ดังก็พอแล้ว ดรักเกอร์ให้ความหมายของ MBO ไว้ว่าหมายถึง “เป็นการจัดการซึ่งผู้บังคับบัญชาและ ผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมกันกำหนดวัตถุประสงค์มาตรฐาน และเลือกปฏิบัติงาน โดยผู้ใต้บังคับบัญชามี ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบต่อวัตถุประสงค์โดยมีผู้บังคับบัญชาสนับสนุน และกระตุ้นเพื่อให้เกิด เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


82 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา การควบคุมตนเอง ฉะนั้น ความสำคัญของการวางแผน และการควบคุมจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการ บริหารข้อมูลโดยการสร้างความสัมพันธ์ของระบบข้อมูลกับการวางแผน และการควบคุมสนับสนุนการ ตัดสินใจร่วมกัน” การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์หรือเรียกย่อ ๆ ว่า MBO เป็นกระบวนการร่วมกันกำหนด วัตถุประสงค์และการควบคุมระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นการเชื่อมหน้าที่ทางการ บริหารระหว่างการวางแผน และการควบคุมเข้าด้วยกันซึ่งมีแนวคิดสำคัญ 4 อย่าง คือ 1. ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาตกลงร่วมกันกำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการ ทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนว่าจะทำงานให้ได้ผลตามเป้าหมายเท่าไรภายในระยะเวลาที่กำหนด 2. ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาตกลงร่วมกันวางแผนงานโดยผู้ใต้บังคับบัญชาจะทำงานให้ สำเร็จได้ด้วยวิธีการของแต่ละคน 3. ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาตกลงร่วมกันในการกำหนดมาตรฐานที่ใช้วัดผลการ ปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา 4. ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาตกลงร่วมกันในการวัดผลงานที่เกิดขึ้นจริงทบทวนแก้ไขผล การปฏิบัติงานและกระบวนการการบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์ (MBO) ใหม่ 3. โมเดลรูปแบบเครื่องมือ รูปภาพที่ 1 แสดง การบริหารโดยวัตถุประสงค์ (Management by Objectives) หรือ MBO


83 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา การบริหารตามวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ในองค์การนั้น อาจทำได้ 2 ลักษณะคือ ทำเป็นโครงการ กึ่งเต็มรูป โดยนำ การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์(MBO) มาใช้เฉพาะการบริหารส่วนใดส่วนหนึ่งของ องค์การก่อน และโครงการเต็มรูป เป็นการนำการบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์(MBO) มาใช้ปรับปรุง องค์การในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นระยะเวลา 3 – 5 ปี จึงจะสมบูรณ์แบบ กระบวนการหรือ ขั้นตอนในการบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์(MBO) งานมี 4 ขั้นตอนที่สำคัญดังนี้ 1. การกำหนดวัตถุประสงค์และและการวางแผน เป็นหลักการที่สำคัญอันดับแรก คือการกำหนด วัตถุประสงค์ขององค์การ โดยผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชากำหนดวัตถุประสงค์ร่วมกัน นักวิชาการ บริหารบางท่านวิจัยแล้วพบว่า การบริหารที่มีประสิทธิภาพนั้น การกำหนดวัตถุประสงค์จะต้องไม่กำหนด จากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง หรือจากเบื้องล่างขึ้นไปสู่เบื้องบน แต่จะต้องร่วมกันกำหนดวัตถุประสงค์แล้วจึง วางแผนการปฏิบัติงานร่วมกัน โดยจัดลำดับความสำคัญของงานที่จะทำ กำหนดระยะเวลา ดำเนินการ กำหนดงบประมาณ ตลอดจนกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน 2. การมอบหมายงานและหน้าที่รับผิดชอบแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา งานขั้นนี้เป็นการแจ้งให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับรู้ถึงขอบเขตของอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่และสามารถกำหนดวัตถุประสงค์ในการทำงาน ด้วยตัวเอง โดยมอบความไว้วางใจและความเป็นอิสระในการทำงานให้ ทั้งนี้จะต้องชี้แจงให้ ผู้ใต้บังคับบัญชา ทราบถึงงานหลักและมาตรฐานงานที่ต้องการ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้ เป็นไปตามเป้าหมายรวมขององค์การ โดยผู้บังคับบัญชาพร้อมที่จะให้คำปรึกษาหารือเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องการ 3. ตรวจสอบและแก้ไขปรับปรุงการปฏิบัติงานอย่างมีระบบ งานในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบว่า การดำเนินงานที่ได้กำหนดไว้ก้าวหน้าไปมากน้อยเพียงใด และมีสิ่งใดที่ควรปรับปรุงแก้ไขให้บรรลุ วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4. การประเมินผลงาน เป็นการประเมินผลงานที่เน้นวัตถุประสงค์และผลงาน เป็นสำคัญ โดยมี หลักและวิธีการประเมินผลงานที่สำคัญดังนี้ คือ 4.1 ผู้ประเมินและผู้ได้รับการประเมินผลงาน จะต้องตั้งวัตถุประสงค์และปัจจัยในการประเมินผล งานร่วมกันตั้งแต่ตอนต้นหรือการกำหนดแผนการดำเนินงาน 4.2 การประเมินผลงานตามหลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาบุคคลและเพิ่ม ประสิทธิภาพงานมากกว่าที่จะใช้การประเมินผลเพื่อพิจารณาความดีความชอบหรือการลงโทษ


84 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา 4.3 เน้นการวัดผลการปฏิบัติงานที่ผลงานขั้นสุดท้าย นอกจากนั้นยังเน้นความสำเร็จของผลงาน และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าความประพฤติของผู้ปฏิบัติงาน 4.4 ใช้วัตถุประสงค์และผลงาน เป็นตัวประเมินมากกว่าการให้คะแนน หรือเครื่องหมาย 4.5 การประเมินผลงานกระทำเมื่อผลงานขั้นสุดท้ายเสร็จสิ้นลง โดยผู้ประเมินและผู้ได้รับการ ประเมินได้มีโอกาสปรึกษาหารือร่วมกัน ทั้งในระยะกำหนดวัตถุระสงค์และระยะประเมินผลงาน 5. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. ช่วยให้มีการกำหนดวิธีการวัดที่แน่นอนว่า บุคลากรในองค์การได้สร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับ องค์การได้มากน้อยเพียงใด 2. ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน เนื่องจากมีการกำหนดเป้าหมายและมาตรการในการวัดผลงาน ร่วมกัน 3. เป็นเครื่องมือช่วยแก้ไขปัญหาสำคัญในหน่วยงาน เกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตความ รับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มและองค์การ 6. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. การเน้นเฉพาะการวัดผล ทำให้ผู้บริหารเน้นการวัดผลเป็นตัวสำคัญมากเกินไป ทำให้ละเลย เรื่องการพัฒนาทักษะและความสามารถของบุคลากร 2. การกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดความผิดหวังและเสียเวลาใน การดำเนินงาน 3. อาจทำให้องค์กรขาดความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานตามสถานการณ์ที่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ 7. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา การบริหารโดยวัตถุประสงค์ หมายถึง วิธีการบริหารโดยการกำหนดวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมาย ร่วมกันระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาในเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดวัตถุประสงค์ แผนงาน มาตรฐานที่ใช้วัดผลงานและการประเมินผลการบริหารโดยวัตถุประสงค์ มีขั้นตอนในการปฏิบัติได้แก่ การทบทวนวัตถุประสงค์ขององค์การเพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์หลักขององค์การ การกำหนด วัตถุประสงค์ในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักการติดตามความก้าวหน้า การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการกำหนดรางวัลตอบแทนสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จตาม วัตถุประสงค์ที่กำหนด


85 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์ (MBO) ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ 1. การให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอวัตถุประสงค์ที่เป็นเป้าหมายของผลงานขึ้นมา 2. การพิจารณากำหนดวัตถุประสงค์ร่วมกันระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา 3. การติดตามและทบทวนเป้าหมายเป็นครั้งคราว 4.การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา การบริหารตามวัตถุประสงค์จะต้องมีการกำหนดเป้าหมายของงานไว้ล่วงหน้า โดยความร่วมมือ ของผู้บริหารทุกระดับในองค์การ มีการมอบหมายงานให้บุคลากรปฏิบัติ มุ่งเน้นที่วัตถุประสงค์และผลงาน ที่จะทำให้สำเร็จซึ่งมีกลไกควบคุมการตรวจสอบการปฏิบัติงานให้ เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้น การบริหาร แบบนี้จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญแก่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ ให้ทุกคนร่วมมือกันทำงานด้วยความเต็มใจทั้ง จะได้ผลผลิตออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเห็นสอดคล้อง กับ Peter F. Drucker กล่าวว่า การบริหาร โดยยึดวัตถุประสงค์(MBO) คือ หลักของการบริหารที่จะจัด ให้แต่ละบุคคลได้ทำงานและมีความ รับผิดชอบอย่างเต็มที่ มีทิศทางในการทำงานร่วมกันที่ชัดเจนและแน่นอน นั่นก็หมายความว่าทุกคนมี หน้าที่รับผิดชอบตามสายงานของตนเองและต้องประสานการทำงานร่วมกันในลักษณะการทำงานเป็นทีม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลต่อไป 8. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) คอลิด บาสอ. (2564). เครื่องมือการบริหารจัดการสถานศึกษาสมัยใหม่. สืบค้นจาก https://anyflip.com https://anyflip.com/ivnop/hmau/basic พลเดช รามวงศ์. (2555). การบริหารโดยวัตถุประสงค์. สืบค้นจาก https://www.gotoknow.org/posts/340024 ยาเบ็น เรืองจรูณศรี. (2552). การบริหารโดยวัตถุประสงค์ (MBO). สืบค้นจาก https://www.kroobannok.com/blog/


86 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ. นางสาวนฤภร .นามสกุล ผ่องแผ้ว รหัสนิสิต 6691510004 . 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) KPI คือ Key Performance Indicator 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ KPI คือ Key Performance Indicator ดัชนีชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จของงาน โดยเทียบผล การปฏิบัติงานกับมาตรฐานหรือเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ นอกจากจะเป็นวิธีการประเมินผลงานของ พนักงานแล้ว ยังเป็นวิธีที่องค์กรสามารถใช้ในการวัดและประเมินผลความก้าวหน้าของการบรรลุวิสัยทัศน์ ขององค์กร เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานขององค์กร Key: จุดหลัก หัวข้อหลัก หรือ เป้าหมายหลัก Performance: ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล หรือ ผลของการกระทำ Indicator: ตัวชี้วัดหรือดัชนีชี้วัด ในอดีตการประเมินผลงานจะพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการประเมินผลในยุค ปัจจุบัน จะวัดและประเมินผลด้วย KPI ซึ่ง KPI เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของผลการปฏิบัติงานที่สำคัญที่อยู่ ในเครื่องมือ BSC (Balanced Scorecard) ตัวชี้วัดผลสำเร็จแบบสมดุล ซึ่งเป็นความสมดุลระหว่าง องค์ประกอบด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กร แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกำรสร้างตัวชี้วัด การกำหนดการสร้างตัวชี้วัดที่มีเป้าหมายคุณภาพมีลักษณะ ดังนี้ 1. ต้องสามารถวัดได้ (Measurable) 2. ใช้บอกประสิทธิผล (Effectiveness) ขององค์กรได้ 3. ใช้บอกประสิทธิภาพ (Efficiency) ขององค์กรได้ 4. สื่อสารให้ทราบทั่วกันทั้งองค์กร 5. กำหนดผู้รับผิดชอบในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6. ทบทวน (แก้ไข ปรับปรุง) เป็นระยะ ๆอย่างมีระบบ (PDCA) 7. สอดคล้องกับนโยบาย เป้าหมาย วิสัยทัศน์ ปรัชญาขององค์การ การสร้าง KPI เครื่องมือที่ช่วย ในการวัดประเมิน เพื่อทราบผลลัพธ์การดำเนินการทั้งผลดี ผลร้าย ความล้มเหลว ความสำเร็จ และการใช้ ทรัพยากรอย่างคุ้มค่านั้นการวัดและประเมินผลด้วย KPI ซึ่งเป็นการวัดผลจาก กิจกรรมเพื่อสนองกลยุทธ์ (Strategic operation) มากกว่ากิจกรรมเพื่องานประจำ (Normal operation) หรือ เป็นเครื่องมือที่ เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


87 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ผนวกเข้ากับกลไกการวางแผนกลยุทธ์(Strategic Planning) เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (Policy Deployment) ดังนั้นการมีระบบการวัดและประเมินด้วย KPI จึงมีความสำคัญต่อความสำเร็จ ของ องค์การ มีขั้นตอนการสร้าง KPI ดังนี้ 1. กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์การต้องการ (What to measure) 2. กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จหรือปัจจัยวิกฤต (Key Success Factor or Critical Success Factor) ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ หรือผลลัพธ์องค์กรต้องการ เช่น ปัจจัยด้านคุณภาพ ปริมาณ ต้นทุน การส่งมอบ ความพึงพอใจ ความปลอดภัย และการเพิ่มผลผลิต 3. กำหนดตัวดัชนีชี้วัด ที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จประสิทธิภาพประสิทธิผลจากการด าเนินการ ตามวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ (How to measure) ซึ่งสามารถแสดงเป็น ข้อมูลในเชิง ปริมาณและกำหนดสูตรในการคำนวณรวมทั้งหน่วยของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว 4. กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก โดยจัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของ ดัชนีชี้วัดแต่ละตัว 5. กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลักการ SMART นั้นเป็นแนวคิดที่นิยมสำหรับการนำมาตั้งเป้าหมายตลอดจนวัตถุประสงค์ใน “ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI)” รวมถึงเป็นตัวตรวจสอบที่ดีในคราวเดียวกันด้วย ซึ่งหลักการ SMART นั้น ประกอบไปด้วย • S : Specific – เฉพาะเจาะจง • M : Measurable – สามารถวัดได้ • A : Achievable – บรรลุผลได้ • R : Realistic – สมเหตุสมผล สอดคล้องสถานการณ์ความเป็นจริง • T : Timely – กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน S : Specific – เฉพาะเจาะจง การวัดผล KPI ที่ดีนั้นควรมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการวัด ที่ชัดเจนและมีความเฉพาะเจาะจง บอกชัดเจนว่าต้องทำอะไร ต้องการอะไร อย่ามีขอบข่ายที่กว้าง จนเกินไป เพราะจะทำให้การวัดผลไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร และเป็นข้อมูลที่อาจไม่มีประโยชน์ได้ M : Measurable – สามารถวัดได้การวัดผล KPI ควรจะสามารถวัดได้ในทางสถิติ (มีการ วัดผลเป็นตัวเลข) ได้ ซึ่งจะนำเอาข้อมูลนั้นมาเป็นเกณฑ์การตัดสินได้ชัดเจนกว่า A : Achievable – บรรลุผลได้เป้าหมายที่ตั้งจะต้องสามารถบรรลุผลได้จริง ไม่ตั้งจนเกินพอดี ไม่สมเหตุสมผล หรือไม่มีทางเป็นไปได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ตั้งจนง่ายเกินไป อาจทำให้การวัดผลนั้นไร้ ประโยชน์


88 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา R : Realistic – สมเหตุสมผล สอดคล้องสถานการณ์ความเป็นจริง การตั้งเกณฑ์ในการวัด KPI นั้นจำเป็นจะต้องดูตามสานการณ์ ตั้งให้สมเหตุสมผล และสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง คำนึงถึง สถานการณ์จริงให้มากที่สุด T : Timely – ก าหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน สิ่งสำคัญอย่างยิ่งของการวัดผลก็คือการกำหนดกรอบ เวลาที่ชัดเจน มีระยะเวลาในการทำงานในกระบวนการต่าง ๆ เพื่อนำมาวัดผล หากไร้กรอบเวลาที่ชัดเจน การวางแผนก็จะล้มเหลวได้ และไม่มีแรงกระตุ้นที่ดีในการทำงานด้วย 3. วิธีการและการน าไปใช้ ขั้นตอนการด าเนินงานทางการศึกษา การที่ KPI จะมีประสิทธิภาพที่ดีหรือไม่นั้นส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการกำหนดตัวชี้วัดหลักที่มีส่วน สำคัญต่อการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างยิ่ง เพราะตัวชี้วัดนั้นจะเป็นเกณฑ์ตลอดจนมาตรฐานของการ ประเมินผลนั่นเอง การกำหนดตัวชี้วัดนั้นต้องพิจารณาให้เหมาะสมและรอบคอบ ในขณะเดียวกันต้องมอง ถึงความเป็นไปได้ในการบรรลุความสำเร็จที่เหมาะสมกับนโยบายองค์กร ตลอดจนขนาดขององค์กรด้วย 1. กำหนดตัวชี้วัดหลักระดับองค์กร (Organization indicators) การกำหนดเป้าหมายขององค์กรตลอดจนนโยบายหลักเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่สุดที่แต่ละ องค์กรจะต้องทำ เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกฝ่ายและทุกคนในองค์กรปฏิบัติ ตัวชี้วัดระดับองค์กรจะเป็นสิ่งที่ บอกได้ว่าองค์กรนั้นประสบความสำเร็จแค่ไหน 2. กำหนดตัวชี้วัดหลักในระดับหน่วยงาน (Department indicators) หลังจากมีตัวชี้วัดหลักขององค์กรแล้ว ก็ต้องลงมากำหนดตัวชี้วัดในระดับหน่วยงานย่อยลงมา และต้องให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดหลัก หรือนโบยายขององค์กร ในระดับหน่วยงานนี้แต่ละหน่วยงานอาจจะ มีตัวชี้วัดหลักที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายงานและเป้าหมายของหน่วยงานนั้น ๆ ด้วย และตัวชี้วัดใน ระดับหน่วยงานนี้ควรจะต้องมีส่วนช่วยผลักดันให้องค์กรสำเร็จ และต้องเป็นตัวชี้วัดที่เป็นหลักเกณฑ์ ให้กับตัวชี้วัดในระดับหน่วยงานย่อย แผนก กลุ่ม หรือรายบุคคลต่อไปด้วย 3. กำหนดตัวชี้วัดในระดับรายบุคคล (Department indicators) ตัวชี้วัดระดับรายบุคคลนั้นถึงแม้จะเป็นหน่วยย่อยที่สุดแต่ก็มีความสำคัญที่สุด เพราะบุคคลนี่เอง คือฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนองค์กรโดยรวม นอกจากจะวัดประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละคนแล้ว ประสิทธิภาพที่ดียังส่งผลให้ KPI ระดับองค์กรดีขึ้นได้ด้วย แล้วในขณะเดียวกันตัวชี้วัดระดับบุคคลนี้ก็ยัง นำไปใช้ประโยชน์ในการพิจารณาอัตราเงินเดือน 4. กำหนดตัวชี้วัดรอง (Secondary indicators) นอกจากตัวชี้วัดหลักซึ่งเป็นการวัดประสิทธิภาพของการทำงานโดยตรงแล้ว เราควรมีตัวชี้วัดรอง เพื่อรองรับด้วย ตัวชี้วัดรองนี้อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง แต่เป็นตัวชี้วัดอีกด้านที่


89 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา อาจเป็นส่วนเสริมในการพิจารณาประกอบกัน สำหรับหน่วยงานที่มีตัวชี้วัดหลักชัดเจน มีการประเมินค่า ออกมาเป็นตัวเลขเพื่อวัดผลได้ อาทิ สรุปยอด สรุปบัญชีเป็นต้น ตัวชี้วัดรองอาจไม่มีความจำเป็นนัก หรือ เป็นปัจจัยในการพิจารณาเพิ่มที่ละเอียดขึ้น แต่สำหรับหน่วยงานที่ไม่อาจมีตัวชี้วัดที่ประเมินค่าเป็นตัวเลข ได้ชัดเจน ตัวชี้วัดรองอาจมีส่วนสำคัญ อาทิ หน่วยงานด้านบริการ หน่วยงานสนับสนุน หน่วยงานธุรการ เป็นต้น ซึ่งตัวชี้วัดรองอาจกำหนดในเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพื่อเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมกับเนื้องาน เช่น การประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ผู้ปกครอง ที่มีส่วนต่องานบริการ เป็นต้น 4. ประโยชน์ในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. บุคคล ทีม หน่วยงานจะทำงานอย่างเต็มที่เพราะรู้ด้วยว่าจะถูกวัดด้วยผลงานใด ตัวชี้วัด ใด และเป้าหมายมาตรฐานใด 2. สามารถตรวจสอบผลงานได้ตลอดเวลา 3. สามารถนำผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงแก้ไขการทำงานได้ทันที 4. มีหลักเกณฑ์ในการวัดที่ชัดเจนในแต่ละตัวชี้วัด สามารถจัดระดับความสำเร็จได้ทุก ตัวชี้วัด ทุกผลงานและในภาพรวมได้เป็นอย่างดี 5. ปัญหาและอุปสรรคในการน าไปใช้ทางการศึกษา 1. การสร้างความเครียดและการแข่งขัน บุคลากรที่รับผิดชอบในการประเมินและการวัดผล เมื่อ มีการแข่งขันระหว่างพนักงานอาจทำให้มีการกระจายความสำเร็จและเกิดความขัดแย้งในองค์กร 2. การให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของ KPI เป็นสิ่งที่ดีแต่การมองข้ามกระบวนการหรือการดูถึง กระบวนการที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าวอาจทำให้มีปัญหาในระยะยาว 6. สรุป ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ในการศึกษา เครื่องมือ KPI (Key Performance Indicator) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมิน ประสิทธิภาพของกิจกรรมหรือกระบวนการต่าง ๆ ในองค์กร โดยมุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดหรือตัวบ่งชี้ที่สำคัญ สำหรับการบริหารจัดการและการตัดสินใจ การใช้เครื่องมือ KPI ช่วยให้องค์กรสามารถทราบถึง ประสิทธิภาพของกิจกรรมและกระบวนการต่าง ๆ และปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามเป้าหมาย ขององค์กร Key: จุดหลัก หัวข้อหลัก หรือ เป้าหมายหลัก Performance: ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล หรือ ผลของการกระทำ และ Indicator: ตัวชี้วัดหรือดัชนีชี้วัด โดยมีขั้นตอนการสร้าง KPI ดังนี้ 1. กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์การต้องการ 2. กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จหรือปัจจัยวิกฤต ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ หรือผลลัพธ์องค์กร ต้องการ เช่น ปัจจัยด้านคุณภาพ ปริมาณ การส่งมอบ ความพึงพอใจ ความปลอดภัย และการเพิ่มผลผลิต 3. กำหนดตัวดัชนีชี้วัด ที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จประสิทธิภาพประสิทธิผลจากการดำเนินการ


90 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ตามวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ ซึ่งสามารถแสดงเป็น ข้อมูลในเชิงปริมาณและกำหนดสูตร ในการคำนวณรวมทั้งหน่วยของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว 4. กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก โดยจัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของ ดัชนีชี้วัดแต่ละตัว 5. กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะร่วมกับหลักการ SMART นั้นเป็นแนวคิดที่นิยมสำหรับการนำมาตั้งเป้าหมายตลอดจน วัตถุประสงค์ใน “ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI)” รวมถึงเป็นตัวตรวจสอบที่ดีในคราวเดียวกันด้วย ซึ่ง หลักการ SMART นั้นประกอบไปด้วย S : Specific – มีความชัดเจนสอดคล้องวัตถุประสงค์ เฉพาะเจาะจง M : Measurable – สามารถวัดได้จริง A : Achievable – ไม่ยากเกินไปไม่ง่ายเกินไปให้ บรรลุผลได้R : Realistic – มีความสมจริง สมเหตุสมผล สอดคล้องสถานการณ์ความเป็นจริง และ T : Timely – กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน 7. ที่มา บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง (แบบ APA) คอลิด บาสอ. (2564). เครื่องมือการบริหารจัดการสถานศึกษาสมัยใหม่. สืบค้นจาก https://anyflip.com https://anyflip.com/ivnop/hmau/basic รัตนา สารีบุตร. (2555). ความสัมพันธ์ระหว่างตัวชี้วัดความส าเร็จKPI กับประสิทธิผลการปฏิบัติงาน กรณีศึกษา ส านักงานเขตบางกอกน้อย. (วารสารโครงการทวิปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์ และบริหารธุรกิจ). สืบค้นจาก http://www.mpamba.ru.ac.th/images/Project/treatise_bangkok14_09092021/6217950061.pdf


91 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา ชื่อ นางสาวนภัสสร นามสกุล ค าลือ รหัสนิสิต 6691510002 1. ชื่อเครื่องมือ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) การบริหารงานโดยใช้หลัก 4ms ของ “Peter F.Drucke” 2. เนื้อหาและที่มาของเครื่องมือ หลักบริหารของ 4M คือหลักการ 4M เป็นกลุ่มปัจจัย (Factors) เพื่อนำไปสู่การแยกแยะปัญหา สาเหตุต่างๆ เพื่อนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี 4M ประกอบด้วย 1. กำลังคน (Man) เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนางานในสถานศึกษา สำหรับการเลือกบุคลากรที่ จะมาพัฒนาสถานศึกษาจะต้องมีวิธีการในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานซึ่งบุคลากรที่มี ประสิทธิภาพในยุคใหม่ต้องมีความรู้ในด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับยุค Thailand 4.0 โดยมีเทคโนโลยีเข้า มามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในกระบวนการทำงานทั้งในด้านเอกสารดิจิทัล การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ ใช้สื่อเทคโนโลยี เช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สื่อวิดีโอออนไลน์ เป็นต้น การใช้รูปแบบการสอน แนวนี้จะทำให้นักเรียนเกิดการเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้ และเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายมากกว่าการท่องจำ ในหนังสือ ซึ่งนักเรียนสามารถศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ตนเองสนใจก่อเกิดเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และจะทำ ให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานจากการเรียนรู้ นอกจากนี้การใช้วัสดุอุปกรณ์อาจจะลดความ จำเป็นลงเนื่องจากใช้สื่อออนไลน์ได้ในการสร้างองค์ความรู้ รวมไปถึงเอกสารที่สามารถทำออนไลน์ได้ หรือ คอมพิวเตอร์โดยไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองกระดาษในการทำงาน ทั้งนี้บุคลากรต้องมีความพร้อมที่จะเป็นคน ไทยในยุค Thailand 4.0 เพื่อที่จะเป็นแบบอย่างในการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้อย่างมีคุณภาพ การศึกษาต้องปรับปรุงหลักสูตรเพื่อพัฒนาให้ก้าวไกลในยุคของดิจิทัล พัฒนาคนให้สามารถวางแผน ตรวจสอบ และปรับปรุงงานในกระบวนการทำงานทั้งการสอนและงานที่รับผิดชอบได้ 2. งบประมาณ (Money) เป็นหัวใจของการบริหารงานทุกระบบ งบประมาณที่มาแหล่งต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นงบประมาณสนับสนุน การระดมทรัพยากร การบริจาค จะต้องมีการนำมาใช้ผ่านกิจกรรมโครงการ ที่เกิดจากการวางแผนร่วมกันของบุคลากรในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษาอย่างคุ้มค่า ทั้งนี้กิจกรรมที่ เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา


92 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารการศึกษา รายวิชา EDA 5204 การบริการองค์การและทรัพยากรทางการศึกษา มีความสำคัญที่เน้นงานวิชาการต้องได้รับการจัดสรร และมีการลงทุนในการจัดการวัสดุอุปกรณ์ ที่ส่งเสริม การเรียนรู้ในรูปแบบที่ทันสมัย มีเครื่องมือส่งเสริมในการเรียนรู้ ส่งเสริมคุณภาพของผู้เรียนทั้งความรู้ คุณธรรม และคุณลักษณะที่ดีตามหลักสูตรต้องการ เป็นผลสำเร็จที่สังคมต้องการเป็นบุคคลทางการ แสวงหาความรู้ สร้างสรรค์มีคุณลักษณะที่ดีในการทำงาน มีกระบวนการคิด มีวัสดุอุปกรณ์ที่ดี กิจกรรม สร้างสรรค์ และครูผู้สอนที่มีคุณภาพการใช้งบประมาณจึงมีความสำคัญในการเตรียมการพัฒนาการจัด การศึกษาได้ 3. วัสดุ (Materials) มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุค Thailand 4.0 เนื่องจากเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท มาก ทำให้ผู้เรียนต้องใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ ดังนั้นสถานศึกษาจึงต้องเตรียมพร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ที่ เหมาะสมกับการเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละช่วงวัยเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทุกสถานศึกษา จึงต้องพัฒนาเครื่องมือการสอนให้มีคุณภาพเพื่อจะสร้างกำลังคนที่เป็นผู้นำการใช้เทคโนโลยี มีกระบวนการคิดสร้างสรรค์จากกิจกรรมที่ได้เรียนรู้ที่หลักสูตรสถานศึกษาจัดเตรียมไว้ ตั้งแต่ระดับ รากฐานไม่เพียงแต่ในระดับอุดมศึกษา หากเริ่มแต่ผู้เรียนเข้าสถานศึกษาจะต้องมีพัฒนาการเรียนรู้ผ่านสื่อ การสอนที่ทันสมัย เห็นคุณค่าการใช้สื่ออย่างมีประโยชน์ จากกิจกรรมปลูกฝังคุณลักษณะที่ดี และเป็นผู้ คิดค้นสร้างสรรค์งาน และกิจกรรมต่อยอดได้ สื่อจึงมีความสำคัญอย่างมากจำเป็นต้องช่วยกันระดม ทรัพยากร และพัฒนาสื่ออุปกรณ์ให้ทันสมัยขึ้นในการจัดการศึกษาที่รากฐาน เพราะวัสดุอุปกรณ์นั้นจะ กระจายอยู่กับประชากรจำนวนมากในสังคมที่จะออกไปประกอบกิจการของตนเองอย่างผู้มีความรู้บน พื้นฐานโลกยุค Thailand 4.0 4. การจัดการ (Management) เป็นกระบวนการในสถานศึกษา และปัจจัยหลักที่สำคัญในการ พัฒนา เนื่องจากระบบงานราชการในหลายประเด็นไม่ส่งเสริมการบริการทรัพยากร ซึ่งติดขัดระเบียบที่ ซับซ้อนทั้งกฎกติกาทำให้การซื้อของในภาครัฐมีราคาสูง การจัดทำเอกสารมีกฎระเบียบไม่คล่องตัว สถานศึกษาซื้อของราคาแพงเพราะการจัดทำเอกสารการเงินที่ล่าช้า ต่างจากเอกชนกระบวนการในการ จัดซื้อจัดจ้างไม่ซับซ้อนทำให้สามารถบริการจัดการได้รวดเร็ว มีคุณภาพ คุ้มค่า และคุ้มราคากับ งบประมาณที่เสียไปในการบริการงบประมาณของสถานศึกษาซึ่งต้องการปรับเปลี่ยนให้เกิดความคล่องตัว ในการใช้เงิน ลดขั้นตอนความซับซ้อนลงโดยเน้นจุดหมายที่คุ้มค่ามากกว่าการใช้ระเบียบที่รัดกุมจน ดำเนินการทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ในขณะที่การบริหารงบประมาณของเอกชนสามารถดำเนินการ


Click to View FlipBook Version