รายงานการวิจัย เรื่อง วิเคราะห์เนื้อหาและหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร An Analysis of the Dhamma Principles Appeared in LannaLiterrature : Phraya Promwoharn’sKhroaw Si Bot โดย พระครูวิมลศิลปกิจ (เรืองฤทธิ์ ธนปญฺโญ/แก้วเปียง) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย MCU RS 610758023 580000000
รายงานการวิจัย เรื่อง วิเคราะห์เนื้อหาและหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร An Analysis of the Dhamma Principles Appeared in LannaLiterrature : Phraya Promwoharn’sKhroaw Si Bot โดย พระครูวิมลศิลปกิจ (เรืองฤทธิ์ ธนปญฺโญ/แก้วเปียง) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย MCU RS 610758023 (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)
Research Report An Analysis of the Dhamma Principles Appeared in LannaLiterrature : Phraya Promwoharn’sKhroaw Si Bot By PhraKhruwimonsinlapakit (RuangrithKaewpiang) Chiang Rai Buddhist College Mahachulalongkornrajavidayalaya University B.E. 2558 Research Project Funded by Mahachulalongkornrajavidyalaya University MCU RS 610758023 (Copyright Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
ก ชื่องานวิจัย: วิเคราะห์เนื้อหาและหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บท พระยาพรหมโวหาร ผู้วิจัย: พระครูวิมลศิลปกิจ (เรืองฤทธิ์ ธนปญฺโญ/แก้วเปียง) ส่วนงาน: วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปีงบประมาณ: ๒๕๕๘ ทุนอุดหนุนการวิจัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยเรื่องวิเคราะห์เนื้อหาและหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บท พระยาพรหมโวหารนี้ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหาในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยา พรหมโวหาร วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวพระยาพรหมโวหาร และเพื่อ ศึกษาวิเคราะห์อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวสี่บทต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิง คุณภาพ ใช้วิธีการวิจัยโดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากหนังสือ ต ารา เอกสาร ใบลาน คัมภีร์ต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร และค่าวอื่น ๆ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า เนื้อหาในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิ ปัญญาทางด้านการใช้ภาษาของกวีที่แสดงความเป็นอัจฉริยะในการสร้างรสค าและรสความ ส าหรับ การสร้าง รสค า หรืออลังการทางเสียงนั้น ท่านใช้ความเปรียบเชิงอุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์หรือ อธิพจน์ ท าให้เกิดสุนทรีภาพ และสุนทรียรส ที่งดงาม ส่วนหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนา ค่าวพระยาพรหมโวหาร มีทั้งสิ้น ๙๙ ประการ เป็นประเภทหลักธรรม ค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคม ค าเปรียบเทียบเปรียบเปรย อุปมาอุปไมย คติ สุภาษิตต่าง ๆ ส าหรับอิทธิพลของวรรณกรรมค่าวสี่บท ต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา พบว่า มีอิทธิพลใน ๓ ด้าน ได้แก่ด้านสังคม ด้านความเชื่อต่าง ๆ และ ด้านการปกครอง
ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย……………………………………………………………………………………………… ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ…………………………………………………………………………………………… ข กิตติกรรมประกาศ………………………………………………………………………………………………… ค สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………… ง บทที่ ๑ บทน า ……………………………………………………………………………………………………… ๑.๑ ความส าคัญและที่มาของปัญหาที่ท าการวิจัย ……………………………………………… ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย …………………………………………………………………… ๕ ๑.๓ ปัญหาการวิจัย ................................................................................................... ๕ ๑.๔ ขอบเขตของโครงการวิจัย .................................................................................... ๖ ๑.๕ค านิยามศัพท์เฉพาะ …………………………………………………………………………………. ๖ ๑.๖ กรอบแนวคิดการวิจัย ......................................................................................... ๗ ๑.๗ วิธีด าเนินการวิจัย ............................................................................................... ๗ ๑.๘ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ……………………………………………………………………. ๘ บทที่ ๒ เนื้อหาในวรรณกรรมค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ………………….......................... ๒.๑ประวัติพระยาพรหมโวหาร…..…………………………………………………................... ๒.๒ รูปแบบการประพันธ์วรรณกรรม......................................................................... ๑๓ ๒.๓ การแพร่หลายของค่าวพระยาพรหมโวหาร......................................................... ๑๘ บทที่ ๓วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร.. ๓.๑ วิธีด าเนินการวิจัย ................................................................................................ ๓๐ ๓.๒หลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ตามเนื้อหาบทที่ ๑ รอมถนัด........................................ ๓๑ ๓.๓หลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ตามเนื้อหาบทที่ ๒ เจตนา.............................................. ๓๘ ๓.๔หลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ตามเนื้อหาบทที่ ๓ ดวงสลิด........................................... ๔๑ ๓.๕ ตอนที่ ๔ มโนเนือง (ความหมดหวัง ความสิ้นหวัง) .............................................. ๔๗ บทที่ ๔ อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา .................................... ๔.๑ อิทธิพลของวรรณกรรมคร่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านสังคม ...................... ๕๔ ๔.๒ อิทธิพลของวรรณกรรมคร่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านความเชื่อ............... ๕๘ ๔.๓ อิทธิพลของวรรณกรรมคร่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านการปกครอง............. ๖๖ บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ……………………………………………................... ๕.๑ สรุปผลการศึกษาวิจัย .......................................................................................... ๗๐ ๕.๒ อภิปรายผล ............................................................................................... ๘๘ ๕.๒ ข้อเสนอแนะ ................................................................................................. ๙๑
จ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บรรณานุกรม ……………………………………………………………………………………………………….. ๙๓ ภาคผนวก …………………………………………………………………………………………………………… ภาคผนวก ก บทความวิจัย .......................................................................................... ๙๗ ภาคผนวก ข กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการน าผลโครงการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ............ ๑๐๙ ภาคผนวก ค ตารางเปรียบเทียบวัตถุประสงค์ กิจกรรมที่วางแผนไว้ และกิจกรรมที่ ได้ด าเนินการมาและผลที่ได้รับของโครงการ ............................................................... ๑๑๐ ภาคผนวก ง ประวัติผู้วิจัยและคณะ ........................................................................... ๑๑๓
ฉ สารบัญภาพ เรื่อง หน้า ภาพที่ ๑ กรอบแนวคิดการวิจัย ........................………………………………………………………………. ๗ ภาพที่ ๒ ผังแสดงการแต่งค่าวบทที่ ๑…………………………………………………………………………… ๑๖ ภาพที่ ๓ ผังแสดงการแต่งค่าวบทที่ ๒ .........…………………………………………………………………… ๑๗ ภาพที่ ๔ ผังแสดงการแต่งค่าวบทสุดท้าย ....…………………………………………………………………… ๑๘
ข Research Title: An Analysis of the contents and the Dhamma Principles Appeared in LannaLiterrature : Phraya Promwoharn’s Khroaw Si Bot Researchers: Phrakhruwimonsinlapakit (Ruangrith Tanapunyo/Keawpiang) Department: Chiang Rai Buddhist College Mahachulalongkornrajavidayalaya University Fiscal Year: 2015 Research Scholarship Sponsor: Mahachulalongkornrajavidayalaya University Abstract The research study of the analyzing the contents and the Dhamma principles which appeared in Phraya Promwohan’s the Lanna Literature (4 KHOAW). This research aims to study the contents and to analysis the Dhamma principles of Phraya Promwohan’s the Lanna Literature (4 KHOAW) and to analysis study the influence of the literature to Lanna people’s life. This research is qualitative Research. The primary data is gathered from books, textbooks, leaf scriptures and poetries which related to Phraya Promwohan’s Lanna Literature (4 KHOAW) and other poems. The findings of the study were as follows : The contents in the literature are demonstrating to the wisdom of using the language of Lanna poets that shows their genius to create the language’s beautiful wordings, its content beauty and its embellishment of sound. Phraya Promwohan used the comparison, the oriented metaphor, the hyperbole. These conduced to the aesthetics of literature beautifully. The Dhamma principles that appeared in the literature have 9 9 types as the types of Dhamma Principles, Teaching, Aphorism, Motto, Hyperbole, Comparison, Analogy, and Proverbs. The influences of the literature to Lanna people’s life found that there were 3 The influences : society, believe and government.
บทที่ ๓ วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนา ค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ในการศึกษาวิจัยนี้ เป็นการวิจัยแบบเอกสาร ต ารา ที่เกี่ยวกับเนื้อหาของวรรณกรรมค่าว สี่บทพระยาพรหมโวหาร แล้ววิเคราะห์เนื้อหาด้านหลักธรรมค าสอนทางพระพุทธศาสนา ค าพังเพย คติ ค าคม และอิทธิพลที่มีต่อการด ารงชีวิตของชาวล้านนา จึงได้ด าเนินการวิจัยดังนี้ ๓.๑ วิธีด าเนินการวิจัย ๓.๑.๑ รูปแบบการวิจัย ๑. รวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากหนังสือ ต ารา เอกสาร ใบลาน คัมภีร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร และค่าวอื่น ๆ เพื่อศึกษาเนื้อหาของค่าว ๒. ใช้ผู้มีความช านาญในการอ่านภาษาล้านนา แปลภาษาล้านนาเป็นภาษาไทยกลาง เพื่อ ใช้ความสะดวกในการศึกษาวิจัย อันจะน าไปสู่การวิเคราะห์หาอิทธิพลของวรรณกรรมค่าวสี่บทพระ ยาพรหมโวหารที่มีต่อชาวล้านนา ๓. ศึกษาเนื้อหาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารอย่างละเอียด เปรียบเทียบเนื้อหาของ ต้นฉบับทั้ง ๓ ฉบับ ได้แก่ ฉบับของสิงฆะ วรรณสัย ฉบับของพ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธุ์ และฉบับ ของคุณทวี สว่างปัญญากูร ๔. วิเคราะห์หาหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ ๓.๑.๒ เครื่องมือการวิจัย การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเอกสาร ต ารา เครื่องมือการวิจัยได้แก่ บทค่าวสี่บทของพระยา พรหมโวหาร ๓ ฉบับ ประกอบด้วย ๑) ฉบับตรวจช าระโดย สิงฆะ วรรณสัย ๒) ฉบับพ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ ร้านประเทืองวิทยา ๓) ฉบับลานก้อมของทวี สว่างปัญญากูร ที่มอบให้อุดม รุ่งเรืองศรี ๓.๑.๓ การวิเคราะห์ข้อมูล ๑. ผู้วิจัยศึกษาค่าวสี่บทของพระยาพรหมโวหารอย่างละเอียด ๒. ท าการวิเคราะห์ข้อมูลไปทีละบทค่าวย่อยทั้ง ๓๕๖ บท เพื่อหาหลักธรรม คติธรรม ค า คม ค าสอน ปรัชญาต่าง ๆ ที่ปรากฎในบทค่าวแต่ละบทอย่างละเอียด ๓. จัดท าข้อมูลหลักธรรมที่ปรากฎในค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารไปจัดเป็นหมวดหมู่ ได้แก่ หมวดพุทธสุภาษิต หมวด ส านวน ค าสอน คติ ค าคม ค าพังเพย โดยไม่ได้ใช้สถิติทาง คณิตศาสตร์ จากการศึกษาวิจัยพบหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ดังนี้
๓๑ ๓.๒ หลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ตามเนื้อหาบทที่ ๑ รอมถนัด (การรู้ตัวเองอยู่เสมอ) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๑ รอมถนัด (การรู้ตัวเองอยู่เสมอ) พบว่ามี หลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๔๔ ประการ ซึ่งบทที่ ๑ นี้ เรียกว่ารอมถนัด หมายถึงการรวมตัวของความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นการทรงจ าอย่างขึ้นใจไม่มีวันลืมเลือน มีบทย่อย ภายในทั้งหมด ๘๐ บทค่าว พอสรุปได้ดังนี้ ๑. ส านวนค าพังเพยล้านนา ได้แก่ ค าว่า บ่ถ้ามีเกลื๋อ หินส้มย้อมเนื้อสีหากเข้ม แดงงาม บ่ เปลื๋องมาดเจ๊กดินไฟหมากขาม สีหากตึงงาม แต่ยามอยู่เบ้า หมายถึง ของดีย่อมมีดีอยู่ในตัวของมัน เอง บทที่ ๔ –๗ เป็นการกล่าวถึงความรักที่มีต่อนางจม (ศรีชม) และได้กล่าวว่า หลังจาก นางหนี่ไปเมืองแพร่ ท าให้ท่านเป็นดั่งคนบ้า เพราะด้วยความรัก บางวันลืมกินข้าวน้ า บางครั้งเดินรู้สึก วูบวาบไหวหวั่นเหมือนเหยืยบแผ่นดินไม่ถูก บางครั้งเหมือนกับแกว่งไกวไปกับสายลมเช่นตุง (ธง) ที่ ติดตั้งไว้สูงถูกลมพัดแกว่งไกว แต่เมื่อครั้งใดคิดถึงจมได้แต่ร้องร่ าไห้ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ ดังนี้ ๒. ส านวนค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า หล้างพร่องเขา เมายาฝิ่นเหล้า พี่นี้เต่า เมาลม หมายถึง คนอื่นเขาเมาเหล้าสุรา แต่ตัวเองเมาลม กล่าวคือ ท าให้ขาดสติ สอนให้รู้ว่า “ความรักท าให้ คนลืมสติ ขาดสติ เหมือนคนที่เมาสุรายาเสพติด” บทที่ ๘ – ๑๒ เป็นการพรรณาถึงภัยจะมีแก่ตัวเองถ้าตามนางไปที่เมืองแพร่ ดังที่นางหาก ทราบแล้วนั้น แม้ว่าจะรักนางแค่ไหนก็ตาม แต่ก็รักตัวเองมากกว่า ดังนั้นจึงได้เขียนสารแห่งความรัก ความคิดถึงนี้ส่งไปถึง ขอให้นางได้ขอคนที่อ่านหนังสือได้อ่านให้ฟัง (นางจม หรือศรีชม อ่านหนังสือ ไม่ได้) และเป็นการตัดพ้อต่อว่าคนรักว่าตัดสินใจอะไรเร็วจัง พบหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๓. หลักธรรมสุภาษิตเกี่ยวกับความรัก ได้แก่ ค าว่า “ใคร่ยกย่างย้าย ไต่ตวยตามสาย หื้อ เถิงเติงนาย ที่เมืองแพร่ห้อง ก็ความกลั๋ว เป็นมัวเมฆต้อง เหมือนศรีจมฟอง หากรู้” หมายถึง จะตาม ไปหานางศรีชมที่เมืองแพร่นั้นไปไม่ได้ เพราะมีอาชญาหลวงจะลงโทษอยู่ไปเมื่อใดก็ตายเมื่อนั้น นั่นคือ “ไม่มีใครรักคนอื่น มากกว่าตัวเอง” ตรงกับพุทธสุภาษิตที่ว่า “นตฺถิอตฺต สม เปม . ความรัก (อื่น) เสมอด้วยตนไม่มี๑ บทที่ ๑๓ –๑๕ เป็นการพรรณาถึงคนรักที่หนีกลับไปเมืองแพร่ โดยไม่ยอมบอกลาหรือรอ ให้ไปเก็บเงินจากต่างบ้านกลับมา เป็นการเปรียบเทียบว่า นางศรีชม เอาความสุขใส่ตัวคนเดียวละทิ้ง พรหมมินทร์ไว้ให้ทุกข์อยู่คนเดียว ที่แรกบอกว่ารัก แต่เป็นค าลวงมดเท็จ ดั่งที่ได้พรรณนาไวในบทที่ ๑๕ ว่า “ยามเมื่อรัก น้ าส้มว่าหวาน ใจบ่เชยบาน น้ าตาลว่าส้ม” ตรงกับค าของท่านสุนทรภู่ที่กล่าวไว้ ในนิราศทวาราวดี ว่า “เมื่อยามรักน้ าผักก็ว่าหวาน ครั้นเนิ่นนานน้ าอ้อยก็กร่อยขมเหมือนค าพาล หวานนักมักเป็นลม แต่เขาชมกันว่าดีนี่กระไร .....” พบหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๑ ส . ส. (ไทย) ๑๕/๙.
๓๒ ๔. ค าคม ได้แก่ ค าว่า ยามเมื่อรัก น้ าส้มว่าหวาน ใจบ่เชยบาน น้ าตาลว่าส้ม หมายถึง ตรงกับค าของท่านสุนทรภู่ที่กล่าวไว้ในนิราศทวาราวดี ว่า “เมื่อยามรักน้ าผักก็ว่าหวาน ครั้นเนิ่นนาน น้ าอ้อยก็กร่อยขม เหมือนค าพาล หวานนักมักเป็นลม แต่เขาชมกันว่าดีนี่กระไร ๕.ค าคม ได้แก่ ค าว่า ของบ่มัก บ่จ่างขับจ๋ า กึดว่าล า จึงย าลาบส้า ลวดกลายเป็น ล าโพง เขือบ้า มาจกคอคายฮากต๊น หมายถึง อาหารที่ไม่ชอบทาน ไม่สามารถจะบังคับให้ทานได้ แต่ถ้าฝืน ทานลงไปจะท าให้เกิดอาการเหมือนกินพิษเข้าไป เช่น กินดอกล าโพง (ทางภาคเหนือเรียกว่ามะเขือ บ้า) จะท าให้ท้องปั่นป่วน ต้องหาทางท าให้อาเจียนเอาพิษออกมา ๖. ค าสอนเปรียบเทียบอุปมาอุปไมย ได้แก่ ค าว่า มาทอดตุมตัว พี่ไว้เสียจ้อย เหมือนเปิ่น ตุมคายหมากเคี้ยว หมายถึง การเปรียบเทียบของที่กินแล้วทิ้ง ไม่ใยดี เช่นกินหมากเมื่อกลืนกินน้ า หมดแล้วก็คายขี้หมากทิ้งโดยไม่ใยดีเลย ๗. คติสอนใจ ได้แก่ ค าว่า การบ่กิ๋น บ่จ่างยู้ย้นบ่ตัดฮากต้นงูนฮาน หมายถึง สิ่งใดที่เราไม่ ชอบไม่พอใจแล้ว ใคร ๆ ก็ไม่สามารถที่จะยัดเหยียดให้เราได้ บทที่ ๑๖-๑๙ เป็นการตัดพ้อต่อว่าให้นางศรีชมคนรักนั้นเป็นคนปากอย่างใจอย่าง มี จิตใจที่หวั่นไหวเหมือนกับพิณพาทย์ แกว่งไปแกว่งมาเมื่อมีคนตี หรือถูกลมพัด ฉันใด ใจของศรีชมก็ เปรียบเป็นเช่นนั้นหวั่นไหวไปกับค าของคนอื่น คงคิดว่าตัวของพรหมมินทร์นั้นเป็นง้วนพิษกินแล้วให้ โทษ จึงได้หนีจากไปโดยไม่บอกกล่าวใด ๆ เลย พบหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๘. คติค าสอนให้รู้ซึ้งถึงใจคน ได้แก่ ค าว่า ปากว่าแต๊ ใจนายบ่ต๋ามฟู่เอางาม น้ าใสซ่วย หน้า หมายถึง ปากพูดอีกอย่าง ใจคิดอีกอย่างหนึ่ง ปากกับใจไม่ตรงกัน ๙. ค าพังเพยที่ว่า ปากหวาน ก้นส้ม ตรงกับ “ปากปราศัย น้ าใจเฉือดคอ” หมายถึงการ พูดที่ปากกับใจไม่ตรงกัน คือต่อหน้าพูดจาไพเราะ พูดดี แต่ในใจหรือการปฏิบัติตรงกันข้ามกับค าพูด หรือค าพังเพยที่ว่า “หน้าซื่อใจคด” ๑๐. ค าเปรียบเทียบเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า หัวใจ๋ญิงเหมือน พิณพาทย์ฆ้อง พิพาทย์ แก้ว เภรีหมายถึง เป็นคนใจง่าย เชื่อคนง่าย ผู้หญิงนั้นหวั่นไหวง่าย เหมือนกับระนาด พิณพาทย์ เภรี เมื่อมีคนมาต่อยตี หรือถูกลมพัด บทที่ ๒๐-๒๕ เป็นการพรรณาถึงอดีตที่เคยอยู่กินกันนางศรีชมคนรัก ว่าเคยรักกันมากแค่ไหนอย่างไร แล้วเกิดความสงสัยว่าทั้ง ๆ ที่เรารักกันอย่างจริงจัง แต่ท าไมนางที่รักจึงหนีกลับเมืองแพร่ หรือมีคนมา ยุยง หลอกลวงให้หนีจากไป เขาเป็นญาติ ๆ ของเธอใช่หรือไม่ และก่อนจะไปท าไมไม่บอกสักค า ค าพูดที่นางเคยพูดไว้ว่าจะอยู่ด้วยกันจนแก่จนเฒ่า แล้วบัดนี้ค าพูดนั้นหายไปไหน หรือนายมีชู้ หนีไป กับชู้รัก พบหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๑๑. ค าสอนบุคคลอื่นทั่วไป ได้แก่ ค าว่า โทษมีสัง น้องจ๋งชิงชัง บ่หวังผ่อหน้า หมายถึง คนเราไม่มีความผิดหรือโทษใด ท าไมต้องเกลียดชังกัน เมื่อมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ควรพูดจากัน เหตุผล ไม่ใช่หลบหลี้หนีหน้าหายไป ๑๒. ค าเปรียบเทียบเปรียบเปรยใจของผู้หญิง ได้แก่ ค าว่า ค าจ๋าหอม เพียงรสดอกไม้ ยามบิดจากขวั้น มาดม ค าฟู่เก๊า เงื่อนเหง้าปฐม บ่สมสักราย สูญหายกว่าจ้อย หมายถึง พูดเพราะ หวาน แต่ไม่มีความจริงใจ
๓๓ ๑๓. หลักธรรมค าสอน ได้แก่ ค าว่า เหมือนหมู่ไม้เมื่อลมตีไกว มาไหวหวั่นเฟือน กระเทือนจุ๊ด้าน หมายถึง การเปรียบเทียบเปรียบเปรยใจของผู้หญิงว่า เหมือนกับต้นไม้เมื่อถูกลมตี จะกวัดแกว่งไปทั้งต้น มิใช่แกว่งไกว่แต่เฉพาะใบ ฉันใด ใจของนางก็เป็นเช่นนั้น ท าให้คนรอบข้าง หวั่นไหวไปด้วย ๑๔. ตรงกับค ากลอนสอนใจ ได้แก่ ค าว่า เมียคิ่นเทียมใจ จักหาไหนได้ป๊อยไกล๋มือไป ขอกฟ้า หมายถึง คนรักไกลห่าง ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ตรงกับค ากลอนสอนใจเรื่องท้าวแสนปม ที่ว่า “ รส ใดไม่เหมือนรสรัก หวานนัก หวานใดจะเปรียบได้แต่มิได้เชยชมสมใจ ชมใดไม่เทียบเปรียบปาน” บทที่ ๒๖-๓๐ เป็นการพรรณาถึงความรัก ความหลัง ความหวานซึ้งที่ทั้งสองมีให้แก่กัน และกัน ไม่มีความโกรธ ความเคลียดกันเลย บรรยายถึงความหวานซึ้งของทั้งคู่ พบหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๑๕. คติค าคม ค าสอน ได้แก่ ค าว่า สองรักกัน ใฝ่ฝั้นฟักเฟื้อ ตั๊ดที่ห้อง หอใน สองพี่น้อง ไถ่ถ้องปราไสร จาเยาะใย ลูบคล าเนื้อเหล้น ฟู่กันหนัว หัวใจตื่นเต้น เจ้าสีบานเย็นบ่กึด จะได้คติค า สอนที่ว่า “ความสุขโลกีย์มีได้ชั่วคราว ความสุขยืนยาวต้องเข้าหาธรรม” บทที่ ๓๑-๓๗ เป็นบทพรรณาถึงถึงคนรักที่คลายรัก เป็นการตัดพ้อต่อว่านางศรีชมคน รัก และพรรณาถึงตัวเองว่าเป็นคนจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะให้ความสุขแก่คนรักได้ เป็นลักษณะของ การน้อยเนื้อต่ าใจตัวเองนางศรีชมจึงทิ้งหนีไปอย่างไม่ใยดี ค าพูดเดิมที่เคยให้ค ามั่นสัญญาไว้ไม่มี ความหมายใด ๆ คล้ายสายลมพัดผ่านไป พัดผ่านมาเท่านั้นเอง พบหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๑๖. สุภาษิตล้านนา ได้แก่ ค าว่า บ่ใช่ว่าตั๋ว พี่แข้ง (แกล้ง) เลิกปึ๊ดค้นเล่าต้านค าเดิม บ่จ๋า เสียดท้อ แดกหย้อตวย เติ๋ม กันจ๋าค าเดิม ช่างผิดช่างข้อง ทรงวัตถาผืนลายก่านปล้อง ฝูงสุโน เห่าทัก” หมายถึง สุภาษิตที่ใช้สอนบุคคลอื่นไม่ให้พูดในสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีตเพราะไม่มีประโยชน์ที่จะต้องรื้อ ฟื้นมาพูดกันอีก อาจเกิดการทะเลาะวิวาทกัน ๑๗. ค าสอนเปรียบเทียบ ได้แก่ค าว่า เหมือนอยู่ในใจ๋ค าใบเมืองว้อง ลวดใจ๋บ่ข้องอาลัย ค ารักน้อง หลูด ๆ ไหล ๆ ไหวตวยลมบ่สมว่าอ้าง บ่ร่ าเพิงเถิงเมื่อนอนร่วมข้าง ป๋างยามเดิน ก่อนเนิ้น” หมายถึง คติค าสอนที่เปรียบเทียบให้เห็นว่า ลมปากคนนั้นเชื่อถือไม่ได้ พูดแล้วไม่มีความหมาย เหมือนกับสายลมที่พัดไปพัดมา ๑๘. คติค าสอน ได้แก่ค าว่า ค ารักเราบ่แห้งขาดเฅิ้นบ่หายเหือดแห้งวันฅืนสองหากรักเพศ เพียงจักกลื๋น เหมือนจักลืนคาบเคี้ยวลงได้ยามจักหนีเสีย ลับแลงแคว่นใต้เป็นใดนายบ่ฅิด หมายถึง ค าสอนที่ว่า “ยามเมื่อรักน้ าผักว่าหวาน ยามเมื่อชังน้ าตาลว่าส้ม” บทที่ ๓๘-๔๒ เป็นการพรรณาถึงความรักที่พระยาพรหมมีต่อนางศรีชม โดยร าพึงร าพัน ถึงความรักของตัวเองที่มีต่อคนรัก ว่าหัวใจแทบสลายเมื่ออยู่ไกล คิดถึงคราใดน้ าตาเล็ดพังลงทุกที ต้องหาที่สงบสงัดอยู่คนเดียว ไม่อยากพูดจาปราศัยกับใคร แต่ก็ไม่สามารถที่จะท าให้หายความคิดถึง นางศรีชมได้ และร าพึงร าพันถึงคนรักว่าท าไมลักหนึจากไปโดยไม่คิดถึงความหลังบ้างเลย พบว่า มี หลักธรรมค าสอนดังนี้ ๑๙. คติธรรม ได้แก่ ค าว่า มาละพี่ไว้ อยู่นอนกับไผ ครอบครัวอันใด ริบล้อนมาเสี้ยง ตั้งแต่ชาย พรากนายแก้มเกลี้ยง หัวอกพี่เพียงจะม้าง หมายถึง คติธรรม ซึ่งตรงกับที่ท่าน ว.วชิรเมธีได้
๓๔ กล่าวไว้ว่า “ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์ ความสุขไม่เคยไปจากใจ เรา มีแต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจ ๒๐. ค าสอนให้รู้ว่าของดีหรือของเทียม ได้แก่ ค าว่า เดิมทีว่าไหม เมินไปว่าฝ้าย น้องสังบ่ อาย ค ากึ๊ด” หมายถึง เป็นการเปรียบเปรยให้รู้ว่า ไหมเป็นของดีมีค่ากว่าฝ้าย ๒๑. ค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า พี่บ่มีปื๋น ใส่ชืนลูกแหล้ง แสวงแอ่วเดิน ป่าเนื้อ” หมายถึง ถ้ามีลูกปืนไม่เต็มรังปืนอย่าได้เข้าป่าล่าเนื้อ จะท าให้พลาดพลั้งได้ นั้นคือ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุก ด้านก่อนไปท างานใด ๆ ตรงกับค าคมที่ว่า “ปื๋นบ่เต๋มแหล้ง อย่าไปเข้าป่า บทที่ ๔๓-๔๙ เป็นการพรรณาถึงถ้อยค ารักระหว่างทั้งคู่ที่เคยพูดคุยกัน สัญญากัน โดยเฉพาะค าที่นางศรีชมได้พูดไว้ยังจ าได้ทุกค าพูดไม่ลืมเลือน เช่น แม้จะขุดหลุมอยู่อาศัยในรูแคบ ๆ ก็จะตามไปอยู่ด้วย หรือจะสร้างบ้านใหม่ถ้าจะให้ญาติ ๆ ของนางศรีชมไปช่วยก็ยินดีขอพวกญาติ ๆ ไปช่วยอย่างเต็มความสามารถ เป็นต้น พบว่า มีหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๒๒. ค าคม ได้แก่ ค าว่า ปุ่นปาย (พาย) นาย แม่แก้วแก่นเชื้อมาเหยืองเบื่อข้า กานาย ลาง มามาดมื้อ แม่แก้วสีผายจ๋าฟู่ชายร้อยเยื่องพันข้อ สองจ๋ากันเมื่อค ารักป้อ ที่หอนอนในก๋างมุ้ง หมายถึง เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจจะไม่ใช่เหตุผลของคนอีกคนหนึ่ง ๒๓. คติค าสอน ได้แก่ ค าว่า เต็มว่าเข้าขุมรูดินกีดจ๊อม (ช้อม) จักต๋ามถ่อมเข้า รูดิน เต็ม ปลูกยก หอเรือนตั้งกิ๋น อยู่แขวงแดนดินลับแลงแคว่นใต้หมายถึง คติค าสอนที่ว่า “บางสิ่งของชีวิตไม่ จ าเป็นต้องจ า ถ้ามันท าให้เจ็บแต่บางสิ่งก็ควรจะเก็บ ถ้ามันเป็นความเจ็บที่น่าจ า” ๒๔. หลักธรรม ได้แก่ ค าว่า เต็มไปเทศท้องนครสายสินธุ์เถิงแดนดินเชียงใหม่แก้วกว้าง น้องจักติดต๋าม ที่แพงแฝงข้าง ต๋างไปไชเผ่าเชื้อ หมายถึง นางศรีชมจะติดตามพระยาพรหมไปทุกแห่ง จะเคียงข้างไปตลอด แม้จะไปนครล าปาง หรือเชียงใหม่ก็จะตามไป โดยถือว่าไปเชื่อมสัมพันธ์กับ ญาติๆ ของพระยาพรหม ตรงกับหลักธรรมที่ว่า “วิสาสา ปรมา ญาติ. ความคุ้ยเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง” บทที่ ๕๐-๕๔ เป็นการบรรยายพรรณาถึงค าพูดของนางศรีชมที่เคยพูดไว้ถึงญาติพี่น้องที่ ชื่อพระยาเตชะว่าได้หายจากบ้านเมืองไปอยู่ไหนไม่รู้ อาจจะอยู่ที่เชียงใหม่ก็ได้ ถ้าพี่ไปก็จะถือโอกาส ตามไปด้วยเพื่อไปตามหาญาติผู้ใหญ่ท่านนั้นด้วย และได้ตัดพ้อต่อว่านางศรีชมว่าเป็นคนที่ลืมค าพูด ตนเองเปรียบเหมือนคนทอผ้าเมื่อได้ฟืมใหม่ก็เก็บฟืมเก่าไปโดยลืมประโยชน์ของฟืมทอผ้าอันเก่า พบว่า มีหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๒๕. หลักธรรม ได้แก่ ค าว่า ค าฟู่นาย แม่เก้าวิดว้องพี่จ าจื่อได้นายลืม มาทุมทอดซัด ค า รักเสียหลืม เหมือนเขาพันฟืม อันปุดเก่าเกื้อ หมายถึง หลักค าสอนตรงกับโอวาทธรรมของหลวงปู่ แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง ต.แม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ที่ว่า “ก าหนดตั้งสัจจะไว้ในจิตในใจ ละ ความมัวเมาออกให้หมด” หมายถึง คนเราต้องมีสัจจะต่อตนเอง และละความมัวเมาทั้งหมดออกจาก จิตใจ ๒๖. ค าคม ได้แก่ ค าว่า รักใจ๋บ่ติด แป๋งใจ๋บ่เอื้อ เหมือนสะทวงวางรูปช้าง หมายถึงการไม่ มีใจผูกพัน เอื้อเฟื้อต่อกัน แล้วยังทิ้งขว้างไม่ใยดีอีก เช่น รูปช้างปั้นใส่ในกระบะบัดพลี ิเสร็จพิธีแล้วก็ ทิ้ง ๒๗. ค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า เก็บผักหื้อเอาตึงเครือ เก็บบ่าเขือหื้อเอาตึงขวั๊น หมายถึง ท าอะไรให้เรียบร้อย อย่าเอาส่วนที่มีประโยชน์แล้วทิ้งส่วนอื่นไว้
๓๕ ๒๘. คติค าสอน ได้แก่ค าว่า พี่รักจ๋งแฝงนายแพงจ๋งม้าง พี่สานก่อสร้าง นายเต (เท) หมายถึง คนหนึ่งเป็นคนสร้าง คนก่อความรักขึ้นอย่างตั้งใจจริง แต่อีกคนเป็นท าลายความรักนั้น ทั้งหมด ตรงกับคติค าสอนที่ว่า “ขี้ควายไหลตวยน้ า” หมายถึง ผู้หญิงใจโลเล ไม่แน่นอน ใครพูดก็เชื่อ เขาไปเสียหมด บทค่าวที่ ๕๕-๖๐ เป็นการพรรณาถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่นางศรีชมได้เล่าให้พระยาพรหมฟัง ถึงญาติพี่น้องของนางมาว่ากล่าวให้เสีย ๆ หาย ๆ บางครั้งโต้เถียงกันเสียงสนั่นลั่นไปให้คนอื่นได้ยินท า ให้อับอายคนทั้งหลายมาก พระยาพรหมยังจ าได้เสมอ ตัวนางศรีชมเองยังได้กล่าวว่าที่กินที่นอนคับ แคบยังทนอยู่ได้ แต่นี้มีคับอกคับใจ คิดอะไรไม่ออกหัวอกจะแตกตายอยู่แล้ว ญาติเขาเหล่านั้น กล่าวหาว่านางศรีชมเป็นคนใจแคบไม่มีน้ าใจ พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๒๙. สุภาษิตค าสอน ได้แก่ ค าว่า บ่ใช่อื่นไกล๋พี่ใกล้น้องชั้น จ๋าแดกหย้อทึงวัน ในวันนี้ก็ ผิดเถียงกั๋น เสียงเนืองนันเหมือนเรือนจักปลิ้น” หมายถึงพี่น้องที่ใกล้ชิดกันนั้นแหละเกิดทะเลาะวิวาท กัน ดุด่าว่ากล่าวกันสนั่นบ้านเหมือนบ้านจักแตก แต่ไม่สามารถที่จะแยกกันได้ ตรงกับสุภาษิตค าสอน ที่ว่า “พี่น้องผิดกันเหมือนพร้าฟันน้ า” หมายถึงเอามีดฟันน้ าสักกี่ครั้งก็ตามน้ าย่อมไม่ขาดกัน ฉันใด พี่ น้องกันก็ตัดกันไม่ขาดฉันนั้น หรือตรงกับสุภาษิตภาคกลางที่ว่า “ลิ้นกับฟัน” นั้นเอง ๓๐. หลักธรรม ได้แก่ ค าว่า ว่าข้าน้องนี้ขี้คร้านหุงแก๋ง บ่แป๋งแลงงาย ทั้งน้ าและข้าว บ่ ใคร่ตักต๋ า ท าตั๋วดั่งเจ้า เขานินทาว่าน้อง หมายความว่า ญาติพี่น้องเขาเล่านินทาว่านางศรีชมเป็นคน เกลียดคร้าน ไม่ท าอะไรเลย แม้จะท ากับข้าวปลาอาหาร ท าตัวเหมือนเป็นพระราชา ตรงกับหลักธรรม ที่ว่า“นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต. คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก บทที่ ๖๑-๖๖ เป็นการพรรณาความที่นางศรีชมได้เล่าให้ฟังต่อจากบทที่ ๖๐ ว่า นอกจาก ขี้เกลียดท าข้าวปลาอาหารแล้วยังไม่ช่วยงานอื่นอีก เช่น การย้อมผ้า ทอผ้า เดินไปทางไหนก็ไม่มีความ อ่อนน้อมถ่อมตน ท าอะไรท าตามอ าเภอใจไม่ขออนุญาต มองข้ามความเป็นญาติ จนท าให้นางศรีชม อยู่ไหนไม่เป็นสุขเลยไม่ว่าจะนั่งหรือนอนมีแต่ร้อนอกร้อนใจ แต่ที่ทนอยู่ได้เพราะมีพี่ (พระยาพรหม) คอยปกป้องให้ก าลังใจ แต่สุดท้ายความรักของเราก็มาสะบั้นลงอย่างไม่คาดคิด พี่ก็เลยคิดว่าเป็น เพราะญาติ ๆ ของนางไม่พอใจและจงเกลียดจงชังพระยาพรหม กล่าวหาว่าไปหลอกลวงนางมา และ กล่าวว่านางเป็นเพียงเมียชั่วคราวเท่านั้น พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๓๑. ธรรมสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า บ่เตื่อมก๊ า (ค้ า) ท าทอปั่นแป๋ง รักบ่ารักแรงบ่แยงบ่ใกล้ จักอดทน จ๋นพอบ่ได้ เขาจ๋าร่ าไรว่าพร้อม หมายถึง เป็นผู้หญิงที่มีความประพฤติที่ไม่ดีไม่เหมาะสม ไม่ ช่วยเหลือญาติพี่น้อง ตรงกับธรรมสุภาษิตว่า “มลิตฺถิยา ทุจฺจริต . ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของ หญิง” ๓๒. คติค าสอน ได้แก่ ค าว่า ท าตามชอบเนื้อ อ าเภอน้ าใจ๋เสมอทาสใน น้ าเงินหากข้าม จ๋าข่มเหง คะเนงจ่มส้าม มีแต่ความเดือดร้อน หมายถึง ญาติเขาว่าให้นางศรีชมท าอะไรตามอ าเภอใจ ดุด่าเธอเหมือนเป็นทาสน้ าเงินของพวกเขา ตรงกับคติค าสอนที่ว่า “กินแล้วหื้อเก็บ เจ็บแล้วหื้อ จ า” หมายถึง กินอาหารแล้วให้รู้จักเก็บภาชนะ คนอื่นเขาท าให้เจ็บใจก็ให้ควรจดจ า ๓๓. ส านวนภาษิต ได้แก่ค าว่า จุสุ่ยเพี๊ยก หื้อน้องใจ๋จ๋าง ล่อลวงพราง หื้อว้างคว่างถิ้ม ค า รักเรา เป็นเกลียวแท่ง หลิ้มมาจ๋งตัดฟัน ปั่นม้าง หมายถึง การยุแย่ผัวเมียให้เกลียดชัง ตรงกับส านวน ภาษิตภาคกลางที่ว่า “ยุให้ร า ต าให้รั่ว” นั่นเอง
๓๖ บทค่าวที่ ๖๗-๗๐ เป็นการพรรณาถึงญาติพี่น้องของนางศรีชมที่ต้องการให้ทั้งสองได้ พรากจากกัน โดยใส่ความว่าพระยาพรหมเป็นคนอัปปรีย์ ค้นค าร้าย ๆ มาว่ามากล่าวให้เสีย ๆ หาย ๆ ญาติของนางศรีชมเป็นคนใจทมิฬโหดร้ายใจแคบ ไม่ห่วงญาติพี่น้องเลย แม้เป็นพี่น้องร่วมมารดา เดียวกันก็ตาม ค าพูดของเขาเสียดแทงใจเหน็บแนมท าให้เจ็บยิ่งกว่าเหล็กไนของตัวต่อและผึ้ง พบว่า มี หลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๓๔. ธรรมสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า เขาปรารถนา หื้อข้าเป็นร้างเจียนจากข้างสามีกลั๋วเราพี่ น้อง หย่องพากันหนี เขากลัวเสียทีของดีพร่อยบ้าง คนอัปรีย์ บ่ดีจ๋าอ้างก็เก็บเอามาว่าพร้อม หมายถึง ญาติ ๆ เขาไม่พอใจที่นางศรีชมไปชอบพระยาพรหมซึ่งเป็นคนจนไม่หัวนอนปลายเท้า จึงได้กล่าววาจา ที่หยาบคายหลายประการ อะไรที่ไม่ดีเก็บมาว่าหมดเลย ตรงกับธรรมสุภาษิตที่ว่า “ทุฏฺฐสฺสผรุสวาจา. คนโกรธมีวาจาหยาบคาย” ๓๕. ค าคม ได้แก่ค าว่า ใจถะหมินกึดสั้นหมิ่นช้อมบ่กึ๊ดอ่วงอ้อม พงศ์พันธุ์พี่กับน้อง ร่วม ท้องเดียวกั๋น บ่รักแปงปันเขาหันแต่ได้บ่รู้จักไผ พี่ไกล๋น้องใกล้ ใจ๋อาธรรม์ เปรตยักษ์หมายถึง คนมี ความสั้นใจคับแคบ แม้เป็นพี่น้องเดียวกันก็ไม่รักกัน เพราะเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ใจร้ายใจอาธรรม์เช่น พวกเปรต พวกยักษ์ ตรงกับค าคมที่ว่า “เศษแก้วมันบาดคม เศษคารมมันบาดใจ” ๓๖. ค าสอนล้านนา ได้แก่ ค าว่า ค าจ่มฟ้อง ปูนปวดเจ็บใจเพศเพียงไมแม่แตนต่อเผิ้ง หมายถึง คารมค าพูดของคนท าให้เกิดความเจ็บใจนัก เหมือนดังถูกเหล็กไนของตัวต่อตัวผึ้ง ตรงกับค า สอนล้านนาที่ว่า “คนอู้ได้ปากนัก อมแพะเต็มปากยังบ่ฮู้ตัว” หมายถึง ยากนักที่จะห้ามคนพูดมากให้ หยุดพล่าม บทค่าวที่ ๗๑-๗๕ เป็นการพรรณาความเกี่ยวกับญาติพี่น้องของนางศรีชมที่นินทาว่าร้าย ให้นาง จนนางทุกข์ร้อนใจอยู่ที่ใดก็มีแต่ความทุกข์ใจ นอนซมอยู่แต่ในห้องไม่กินข้าวปลาอาหาร ซึ่ง เป็นถ้อยค าที่นางศรีชมได้เล่าให้ฟังยังจ าได้เสมอไม่ลืมเลือน พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๓๗. คติค าคม ได้แก่ ค าว่า เขาหันว่าน้องตกลงลุ่มต๋า บ่หวังเพิ่งพาใช้สอยสืบส้อน หัน ตกจ๋นทารนทุกข์ข้อน จ๋มดินดอนลุ่มพื้น หมายถึง เขาเห็นว่าเป็นคนทุกข์ยากไม่สามารถจะช่วยอะไร เขาได้แล้ว ซึ่งเดิมทีเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดมา ตรงกับคติค าคมกลอนสุภาพที่ว่า เมื่อมั่งมี มากมาย มิตรหมายมอง เมื่อมัวหมอง มิตรมอง เหมือนหมู่หมา เมื่อไม่มีหมู่มิ่งมิตร ไม่มองมา เมื่อมอด ม้วย หมู่หมูหมา ไม่มามอง” ๓๘. สุภาษิตค าสอน ได้แก่ ค าว่า จาค าใด อ้างถกลากทึ้น ขายเลิกหน้าหลังเรือน ปูนเจ็บ แสบร้อน สะท้อนใจเฉือนใคร่หนีจากเรือน ลงดินลุ่มใต้มายินขัดใจ ขัดคอกว่าใบ้ วันนี้วันฅ่ าญิงนอน หมายถึง ค าพูดของญาติพี่น้องท าให้อับอายขายหน้า เขาเหน็บแนมตลอดเวลา ตรงกับสุภาษิตค าสอน ของสุนทรภู่ในเพลงยาวถวายโอวาทตอนหนึ่งว่า “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซากแต่ลมปากหวานหู ไม่รู้หายแม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลายเจ็บจนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ” ๓๙. ธรรมสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า ธรรมสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “ขดฅุดฅู้มูบมู้กับหมอน คาบ งายตอน บ่ลงรอดไส้ กึ๊ดจักกลื๋น ลืนลงบ่ได้ ใจ๋นายอวนป่วนปุ๊” หมายถึง นอนครุ่นคิดแต่ในห้องไป ออกไปไหน แม้ข้าวปลาก็ไม่ยอมทาน กระอักกระอ่วนใจ ถ้าแข็งไปก็ไม่ดีเป็นการสร้างเวรภัย อ่อนไปก็ ถูกเขารังแกเช่นนี้ คิดไม่ตก ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “ปริภูโต มุทุ โหติ อติติกฺโข จ เวรวา : อ่อนไปก็ถูกเขา หมิ่นแข็งไปก็มีภัยเวร”
๓๗ ๔๐. คติค ากลอนสอนใจ ได้แก่ ค าว่า คติค ากลอนสอนใจ ได้แก่ค าว่า “พี่จ าใส่ใจ ใส่คอพี่ ไท้ บ่หลงหล่าถ้อยสักค า มีแต่น้อง ฟู่แล้วบ่จ า ก๋ ายีย าฟู่ไหนลืมหั้น ฟันไหนบ่ปุด หยุบไหนบ่หมั้น พ้อย ตัดบั่นฟันค ารัก” หมายถึง ค าพูดของนางศรีชม พระยาพรหมจ าได้ทุกค าพูดไม่ลืมเลือน ตรงกับคติค า กลอนสอนใจของสุนทรภู่เรื่องพระอภัยมณีตอนหนึ่งว่า “เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก แต่น้ า ผักต้มขม ชมว่าหวาน ครั้นรักจาง ห่างเหิน ไปเนิ่นนาน แต่น้ าตาล ว่าเปรี้ยว ไม่เหลียวแล” บทค่าวที่ ๗๖-๘๐ เป็นการพรรณาถึงหัวใจผู้หญิงอย่างศรีชมว่า ท าไมเป็นคนที่ใจไม่หนัก แน่น โลเล เชื่อคนง่าย หรือนางเป็นคนลักษณะจับปลาสองมือ ท าไมนางไม่ท าตัวเหมือนเหล็กกล้าที่ พร้อมฟันทุกสิ่งที่ขว้างหน้า แต่ท าไมนางถึงมาทิ้งพี่ไว้ให้เป็นทุกข์ แต่นางกลับไปเสวยสุขอยู่คนเดียว ถ้าเจอจะจับแขนถามว่าท าไมถึงท าอย่างนี้ แต่นี้ไม่มีโอกาสจะท าอย่างนั้น จึงได้แต่งสารฝากคนอื่นไป ให้เพื่อระบายความรักที่มีต่อนางอย่างไม่เสื่อมคลาย พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๔๑. ค าอุปมาอุปไมย ได้แก่ค าว่า “มางืดหัวใจ๋ดูเบาแท้ตั๊ก เหมือนฟองนุ่นแห้ง ลมปือสิบ เบี้ยฝายน้ า น้องใฝ่จ๋งถือ ห้าเบี้ยยังมือคว่างซัดรีบห้าว ป๊อยเกาะสองมือ มาตือสองส้าว ขาวด าเอาคู่ เชื้อ หมายถึง เปรียบเปรยใจของนางศรีชมนั้นเบาเหมือนปุยนุ่นลมพัดไปทางไหนก็ปลิวไปทางนั้น หรือเปรียบเหมือนฝั่งน้ าข้างมีเงินให้สิบเบี้ย แต่ในมือนางขณะนี้มีอยู่ห้าเบี้ย นางอยากได้สิบเบี้ยจึงทิ้ง ห้าเบี้ยในมือวิ่งไปหยิบถือสิบเบี้ย เป็นคนที่ไม่เลือกว่าอะไรดีหรือไม่ดีเอาทั้งขาวทั้งด า ตรงกับค า อุปมาอุปไมยที่ว่า “เบาเหมือนนุ่น” หมายถึงเบามาก ๆ ๔๒. หลักธรรมพุทธสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “นายได้เถิงสุขละทุกข์ไว้ให้ จนยกยอไป บ่แพ้” หมายถึง นางศรีชมรักตัวเองห่วงตัวเอง ทิ้งพระยาพรหมให้ทุกข์ทรมานอยู่คนเดียว ตรงกับสุภาษิต ที่มาในสังยุตตนิกายสังฆราช ที่ว่า “นตฺถิ อตฺตสม เปม . ความรัก (อื่น) เสมอด้วยตนไม่มี” ๑ ๔๓. คติค าสอน ได้แก่ค าว่า “ใคร่ก๋ าแขนถาม สักค าดูแท้หื้อจริงแน่แจ้ง ใจพรหม สาร เรื่องทุกข์ส่ าเนากลอนกลม จักไขบอกชมทังอายเผิดหน้ากลัวนายติเตียน นินทาขวัญข้า ย้อนตัวนาย มา ทิ้งละ” หมายถึง อยากจะจับแขนนางศรีชมถามความจริงสักค าว่าท าไมถึงทิ้งพรหมไป แต่ถึง อย่างไรพระยาพรหมก็ยังรักศรีชมไม่เสื่อมคลาย ตรงกับค ากลอนสุนทรภู่เรื่องนิราศภูเขาทองตอนหนึ่ง ว่า “ถึงทุกข์ใครในโลกที่โศกเศร้าไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหาจะพลัดพรากจากกันไม่ทันลาใช้แต่ตาต่าง ถ้อยสุนทรวอน” ๔๔. คติ ได้แก่ค าว่า “เหตุค าสีเนห์พี่ได้ค้างเคิ้นจิ่งแปงแต่งสร้างสารเทิงทะเลเลิง จักไข หื้อกว้าง ข่างท้างเมื่อพายลูนก่อนแหล่นายเหย” หมายถึง ความรักของพระยาพรหมที่มีต่อศรีชมยังไม่ หมดจะส่งสารมาถึงอีกในโอกาสต่อไปข้างหน้า ตรงกับค ากลอนสอนใจที่สุนทรภู่ได้แต่งไว้ในเรื่องพระ อภัยมณีตอนหนึ่งว่า “ถึงม้วยดิน สิ้นฟ้า มหาสมุทรไม่สิ้นสุด ความรัก สมัครสมาน แม้นเกิดในใต้หล้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา” จึงสรุปได้ว่า บทที่ ๑ รอมถนัดนี้มีหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๔๔ ประการ ๑ ส . ส.๑๕/๙.
๓๘ ๓.๓ หลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ตามเนื้อหาบทที่ ๒ เจตนา (การตั้งใจที่จะท า) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๒ เจตนา (การตั้งใจที่จะท า) พบว่ามี หลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๑๕ ประการ ซึ่งบทที่ ๒ นี้ เรียกว่า เจตนา หมายถึงการตั้งใจที่จะท า ตั้งใจที่จะให้คนอีกคนหนึ่งได้น้อมระลึกถึงอดีตที่หวานชื่น มีบทย่อยภายใน ทั้งหมด ๖๒ บทค่าว พอสรุปหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ ดังนี้ บทค่าวที่ ๑ –๓ เป็นการอารัมภบทต่อจากบทที่รอมถนัด ไม่มีสุภาษิตค าสอนใด ท่านได้ กล่าวตัดพ้อต่อว่านางศรีชมว่าเป็นคนที่มีจิตใจที่ไม่มั่นคง เพียงเขาพูดนิดเดียวก็หนีตามเขาไปเสียแล้ว ไม่เคยคิดถึงค าพูดเดิมที่เคยให้ค าสัญญากันไว้พี่จ าได้เสมอไม่ลืมเลือน เป็นการอารัมภบทจะเริ่มต้น ของสารรักตอนที่ ๒ ไม่พบว่า มีหลักธรรมค าสอนใด บทค่าวที่ ๔-๘ เป็นการพรรณาถึงเรื่องที่พระยาพรหมได้ให้สติเตือนใจนางศรีชมถึงการ อดทนต่อค าพูดของญาติ ๆ ที่เขาพูดจาดูหมิ่นดูแคลน อย่าได้โต้ตอบจะเป็นการยั่วโทสะเขาให้เกิดด่า ทอ ทะเลาะวิวาทกันเปล่า ๆ พี่น้องกันยังไง ๆ ก็ตัดกันไม่ขาด เหมือนเอามีดไปฟันน้ ามันไม่ขาดฉันใด พี่น้องกันก็ฉันนั้น อย่าได้พยาบาทกันเลย ให้ท าใจกว้าง ๆ ไว้เหมือนกับแม่น้ านทีใหญ่ทั้งหลาย อย่าได้ ไปถือว่าคนนั้นดี คนนั้นไม่ดี จักท าให้จิตใจเรามืดมัว ท าอะไรให้ท าแต่พอใจไม่ต้องท าอะไรให้เกิน พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๑. หลักธรรมสุภาษิตได้แก่ ค าว่า “พี่ยังเหลียวจา ตอบค าน้องเหน้า ว่าอดทนเอาเทอะ น้อง และค าว่า เจ้าน้องรัก จุ่งอดขันตี หื้อแปงใจดี เหมือนน้ าทังห้าร้ายเสียออน ช่างดีปางหล้า ก็หุมมี มา ป่าล้า” หมายถึง สอนให้รู้จักอดทนต่อค าพูดส่อเสียดของคนอื่น ต้องท ากว้างเหมือนแม่น้ านทีตรง กับหลักธรรมสุภาษิตที่ว่า “ขนฺติ หิตสุขาวหา. ความอดทนน ามาซึ่งประโยชน์สุข” ๑ ๒. คติค าสอน ได้แก่ค าว่า “เต็มว่าเขาจา หยาบกล้าจ่มฟ้อง อย่าบังตอบถ้อยเนอนายจัก เกิดโกธะ ด่าทอกันหลายเป็นที่อับอายพี่น้องชาวบ้านท่านจักจาขวัญ นินทาเล่าต้าน อย่าจาค างาน ล่วงล้ า และค าว่า อย่าทือไผดี อย่าติไผช้าช่างเป็นเมฆฝ้าพามัวค่อยอยู่ตามน้ า ค่อยท าตามตัว น้ า เพียงใดดอกบัวเพียงอั้น” หมายถึง เมื่อเขาดุด่าอย่าได้ดุด่าตอบมันจักเกิดความเดือดร้อน อายพี่น้อง ชาวบ้าน และจักเกิดการทะเลาะวิวาทกันเพราะความโกรธ ตรงกับค าสอนของพระพยอมกลฺยาโณ ที่ว่า “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ไม่โกรธดีกว่า ไม่บ้าไม่โง่” ๓. ค าคม ได้แก่ ค าว่า “พี่น้องผิดกัน เหมือนพร้าฟันน้ า อย่าก าผูกหมั้นทือเวรเป อะเปิกนั้น น้ าหากพาเป็นเอาน้ าใสเย็น ซ่วยเปอะจิ่งเสี้ยงพี่น้องผิดกันเหมือนเหล็กขี้เหมี้ยงเต็มฝนแล้ว หากทึงมี” ได้ค าคม ๒ ข้อ คือ (๑) พี่น้องกันตัดกันไม่ขาด อย่าถือโทษโกรธกันเลย และ (๒) พี่น้องกัน เหมือนสนิมที่เกาะกินเหล็ก แม้เราจะฝนแล้ว แต่ก็ต้องเกิดขึ้นอีกไม่มีวันหาย บทค่าวที่ ๙-๑๓ เป็นการพรรณาให้นางศรีชม ได้พิจารณาให้ถ้วนถี่ ท าจิตใจให้ดี ให้ อ่อนหวานเช่นน้ าอ้อยระคนด้วยน้ าตาลและผสมน้ าผึ้ง ร าพึงร าพรรณถึงค าสอนของตนเองที่เฝ้าสอน บอกเตือนนางศรีชมเมื่อครั้งอยู่ด้วยกัน ค าพูดที่ท าให้ผิดเถียงกันนั้นในโลกนี้ย่อมมีอย่างไม่สิ้นสุดเฉก เช่นถ้วยและช้อนซึ่งเป็นของไม่มีวิญญาณอยู่ด้วยกันยังรู้จักกระทบกระแทกกันรู้จักบิ่นไป แล้วปุถุชน ไม่มีใครหลีกพ้นได้ ไม่ใช่มีเฉพาะศรีชมคนเดียวที่ทุกข์ใจเช่นนี้ พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๑ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรณาณวโรรส. หมวดขันติ ความอดทน. หน้า ๑๙.
๓๙ ๔. ค าสอนให้ก าลังใจ ได้แก่ค าว่า “แปงใจหวาน เพศตาลคนอ้อยสูนใส่ทวย มธุ” หมายถึง ท าจิตใจให้กว้าง ท าใจให้อ่อนหวานเช่นน้ าอ้อยระคนด้วยน้ าตาลและผสมด้วยน้ าผึ้ง ตรงกับค าสอนที่ ให้ก าลังใจว่า “ใจดีสู้เสือ” กล่าวคือ เขาร้ายมาก็อย่าร้ายตอบ ค่อย ๆ ใช้ค าพูดที่อ่อนโยน อ่อนหวาน อย่าให้ความโกรธเข้าครอบง าเพราะฟังค าพูดของเขาที่ยั่วยุ ๕. สุภาษิตโบราณล้านนา ได้แก่ค าว่า “ถ้วยและช้อน เครื่องครัวสงสาร บีมีวิญญาณ ยังรู้ ถูกต้อง ฟัดฟอกกัน เสียงดังขิ้งข้อง แหงแตกในลั่นชัด” หมายถึง ถ้วย ช้อน ซึ่งเป็นสิ่งของที่ไม่มี วิญญาณ อยู่ด้วยกันตลอดแต่ก็ยังมีการกระทบกันท าให้แตกร้าวได้ ดังนั้นอย่าถือสาคนเราอยู่ด้วยกัน ย่อมผิดเถียงกันบ้างเป็นธรรมดาของมนุษย์ ส่วนบทค่าวที่ ๑๔ – ๒๐ เป็นการพรรณนาย้อนความหลังให้ศรีชมฟังว่า พระยาพรหม เคยพูดถึงเหตุแห่งทุกข์ของนางนั้นเกิดจากสามีเก่าที่ตายไปนั้นสร้างหนี้สินเอาไว้ให้ และได้เหยาะ หยอกเกี่ยวกับสามีเก่าของนางที่ตายไปนั้นโดยให้บอกนางว่า สามีที่ดี ๆ อย่างนั้นหาที่ไหนได้ง่าย ๆ น้องจ าได้ไหมว่าน้องนั้นอายท าเป็นหัวเราะเชิดหน้าขยับกายออกจากพี่แล้วค่อนพี่ว่า ค าไม่ควรพูดก็ เก็บมาพูดมากล่าว น่าเบื่อจริงคนอะไร สิ่งเหล่านี้พี่ยังจ าได้เสมอ ดังนี้เป็นต้น พบว่ามีคติค าสอน ค าคม หลักธรรมที่แฝงเร้นอยู่ ดังนี้ ๖. สุภาษิตแฝง ค าสอนได้แก่ค าว่า “บ่ริบ่หา พามาแต่หนี้ ถมถอกเท ใส่น้อง” หมายถึง เป็นคนขี้เกียจไม่พยายามแสวงหาทรัพย์สิน มีแต่กู้หนี้ยืมสินเขามาเพิ่มมากขึ้นให้แก่นางศรีชม ตรงกับ สุภาษิตที่ว่า “ทุราวาสาฆราทุกฺขา.เหย้าเรือนที่ปกครองไม่ดีน าทุกข์มาให้.” ๑ ๗. ค าสอน ได้แก่ค าว่า “เป็นหนี้สินเพราะยาฝิ่นห้อของฅิ่นเดิมพอบ่ฅ้าง” เป็นการสอนให้ รู้ว่า การสูบยาฝิ่นสิ่งเสพติดนั้นท าให้ฉิบหายจากทรัพย์สมบัติตน และยังเป็นหนี้เป็นสินอีกด้วย ดังค า กลอนของท่านปราชญ์ที่ได้ประพันธ์ไว้ว่า เฮโรอีนฝิ่นกัญชายาเสพติด มีภัยพิษ ใครไม่รู้ ดูโง่เขลา ทั้งสุรา ยาบ้า สิ่งมึนเมา บุหรี่เหล้า เย้ายวน ชวนให้ลอง แม้นหากใครมีความคิดประจ าจิต หยุดยั้งคิด เว้นหลีกไกลไม่มีหมอง เสียทรัพย์สินสิ้นเปลืองเคืองเงินทอง ลองตริตรองสักนิด พิจารณา ๘. หลักปฏิบัติทางศาสนา ได้แก่ค าว่า “จุ่งกินทานทวย หยาดน้ าส่งให้” หมายถึง ให้ ปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา คือ ท าบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา (สามีเก่าของศรีชมที่ตายไป) เป็น การอโหสิกรรม อย่าได้ถือโทษ ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “อเวเรน จ สมฺมนฺติ. เวรย่อมระงับด้วยการไม่จอง เวร” บทค่าวที่ ๒๑-๒๖ เป็นบทค่าวที่พระยาพรหมได้กล่าวถึงนางศรีชมบ่นว่าน้อยใจที่พระยา พรหมให้นางท าบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้สามีเก่าที่ตายไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขานั้นท าความทุกข์ให้แก่นาง โดยบ่นว่าผัวเก่านั้นเป็นคนที่ท าให้นางสิ้นเนื้อประดาตัว เป็นหนี้เป็นสินแม้สมบัติเดิมของนางก็ไม่มี เหลือ พบว่า มีคติ ค าคม ค าสอน สุภาษิตแฝงอยู่ดังนี้ ๑ พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ นักธรรมชั้นตรี, ข้อที่ ๑๕๖ (ขุ. ธ. ๒๕/๕๕.), หน้า ๒๖.
๔๐ ๙. ค าสอนใจให้ท าดี ได้แก่ค าว่า “ทุกฅืนวัน ทอดทานน้ าเข้าหวังเป็นปัจจัย ไปนิพพานเจ้า ผันบันเอาหลั่งน้ า” หมายถึง ท าบุญให้ทาน และกรวดน้ าอุทิศส่วนกุศลทุกวันนี้ หวังเพื่อไปสู่พระ นิพพานเท่านั้น ไม่ได้ท าบุญ กรวดน้ าไปหาสามีเก่า จะท าบุญอุทิศให้ก็ต่อเมื่อหลับฝันเห็นเขาเท่านั้น ตรงกับส านวนที่ว่า “ไม่เผาผี” บทค่าวที่ ๒๗-๓๑ เป็นบทค่าวที่พรรณาถึงความหลังระหว่างพระยาพรหมโวหารกับนาง ศรีชมว่า ศรีชมนั้นได้เล่าเรื่องทุกข์ที่เกิดจากสามีเก่า และคิดว่าเมื่อมาเจอคนใหม่ คือพระยาพรหมจะ เป็นที่พึ่งพาอาศัยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรได้ เป็นการยอกล้อกันอย่างมีความสุขควรจดจ าเป็นอย่างยิ่ง พบว่า มีค าคม ค าสอน หลักธรรมที่แฝงอยู่ดังนี้ ๑๐. ค าสุภาษิตล้านนา ได้แก่ค าว่า “ยามเมื่อเป็นดี หากมีเก้าป้า แฝงทวยมาบ่ช้าชาตาลง พันธุ์พงศ์พี่น้า บ่เหลียวผ่อหน้า มาไช...เพิ่งพี่เจ็บท้องเพิ่งน้องเจ็บใจ คึดสังอันใด ใจตันตีบเสี้ยง” หมายถึง เมื่อเรามีทรัพย์สมบัติมีแต่คนไปมาหาสู่อย่างไม่ขาดเลย แต่เมื่อสิ้นไร้ประดาตัว ไม่มีใครมา แวะมาหา หวังจะพึ่งพิงอาศัยใครไม่ได้เลย ตรงกับค ากลอนบทหนึ่งที่นักปราชญ์ได้แต่งไว้น่าฟังยิ่งว่า “เมื่อมั่งมี มากมาย มิตรหมายมอง เมื่อมัวหมอง มิตรมอง เหมือนหมูหมา เมื่อไม่มี มิ่งมิตร ไม่มองมา เมื่อมอดม้วย หมูหมา ไม่มามอง” ๑๑. ค าเปรียบเทียบความหวัง ได้แก่ค าว่า “นึ่งคึดนึ่งหมอง นึ่งคองนึ่งเหมี้ยงมาหันแต่ เรียม พี่ไธ้...เสมอเหมือน โพธิ์ไทรกิ่งไม้ อั้นมีร่มกว้าง หนาใบ” หมายถึง การเปรียบเทียบความหวัง ของศรีชม ซึ่งผิดหวังจากสามีเก่า ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าใจ ก็เห็นแต่พระยาพรหมเท่านั้นจักเป็นที่พึ่งได้เปรียบ เหมือนต้นโพธิ์ใหญ่ที่มีร่มใบกว้างหนา สามารถให้ความอบอุ่นได้ตลอดชีวิต บทค่าวที่ ๓๐-๓๕ เป็นบทค่าวที่พรรณาถึงความรัก ความหวาน ความหวัง ของทั้งคู่ และ การให้ค ามั่นสัญญาแก่กันและกัน พบว่า มีค าคม ค าสอน สุภาษิต แฝงอยู่ดังนี้ ๑๒. ค าคม ค าเปรียบเทียบความสุขระหว่างคนรัก ได้แก่ค าว่า “พี่พิงป้างขวา นายพิงป้าง ซ้ายเมาะม่อยหน้า เชยชมหอมกลิ่นเท้า ระเมากวนกลมพี่จูบพี่ชม ดมสองฝ่ายแก้มน้องยังยื่นปัน หมากสุบพลูแหล้ม สองยินดี โล่งทัดสองกลมเกลียว บ่ทุมทอดซัด สองโล่งด้วย ปิยา” เป็นการ เปรียบเทียบความรัก ความหวานชื่นของคนรักกัน กล่าวคือ พี่ (หมายถึงพระยาพรหมโวหาร) นั่งอิง แอบแนบชิดใกล้อยู่ทางด้านขวา ส่วนนางศรีชม นั่งอิบแอบอยู่ด้านซ้ายของพระยาพรหม เอาหน้าแอบ อิงกัน ชายจูบชมสองฝ่ายแก้ม ศรีชมยังท าสุบหมากสุบพลูให้ทานเลย ทั้งสองคนยังมีความเข้าใจกันดี จากนั้นก็ได้สั่งเสียว่า วันพรุ่งนี้จะไปติดตามหนี้สินที่บ้านท่าเสา ประมาณ ๗-๘ วัน ดั่งสุภาษิตที่ว่า นตฺถิตณฺหา สมานที. แม่น้ าเสมอด้วยตัณหาไม่มี. ๑๓. สุภาษิตธรรม ได้แก่ค าว่า “บ่ฟู่ตอแหล เซือนแซหลีกลี้บ่โกงฉ้อปลิ้น หนีค าพี่จาสั่ง น้อง แม่มอนตาข าหลายเยื่องหลายค าสั่งแหน้นทึกแหน้นจนเหลียกแหลวซ้ าฅืนเขี้ยวแข้น สองเออนอ ต่อท้า” หมายถึง ค ามั่นสัญญาที่ทั้งสองให้แก่กันและกัน โดยจะกลับมาตามสัญญาไม่หนีไปไหน ขอให้ ศรีชมเชื่อใจเถอะ ตรงกับธรรมสุภาษิตที่ว่า “ ยถาวาที ตถาการี. พูดอย่างใดพึงท าอย่างนั้น๑ ๑ กรมหลวงพระยาวชิรญาณวโรรส. พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ นักธรรมชั้นตรี, (กรุงเทพฯ : เลี่ยงเซียง, ๒๕๕๕), (ข้อที่ ๓๔๓) หน้า ๕๕.
๔๑ บทค่าวที่ ๓๖-๔๓ เป็นบทพรรณาร าพึงร าพันถึงค าพูดของตนเอง (พระยาพรหม) ว่าได้ พูดจาสั่งเสียกับนางศรีชม ก่อนที่จะออกจากบ้านไปถามทวงหนี้จากลูกหนี้ต่างบ้าน และได้สอนบอก ถึงแนวการปฏิบัติตนถ้ามีเจ้าหนี้มาถาม ไปครั้งนี้นานที่สุดไม่เกินครึ่งเดือนก็จะกลับมา ถ้ามีคนมาถาม หนี้สิน หรือมาว่ากล่าวอะไรก็ขอให้อดทนไว้ อย่าได้ตอบโต้ เป็นการย้อนอดีตให้นางศรีชมได้คิดถึง ความหลัง พบว่า มีค าคม คติค าสอน หลักธรรมแฝงอยู่ดังนี้ ๑๔. ค าสอนให้ใจเย็น ได้แก่ค าว่า “แม่นเขาค้นคว้าว่าหื้อลูนหลัง เมื่อพี่บ่ยัง อย่ารนร้อน ไหม้เต็มเขาจักขาย สืบไปเหนือใต้ก็ตามดวงทัย อย่าฅ้านน้องอย่าเสียใจ หมองไหม้เหี่ยวม้าน ก็ สุดแต่ผู้นายเงินหื้อผัดผ่อนไว้ บ่ใช่นานเหิง เต็มทีเมิน ทางเดินต่องเต้าเกิ่งเดือนปลายๆบ่ดายเนอเจ้า หล้างสมค าเรา ร่ าพิจ” หมายถึง ถ้ามีญาติพี่น้องที่เป็นเจ้าหนี้เขามาทวงเงินทวงหนี้ก็อย่าร้อนใจ หาก เขาจะเอานางไปขายให้เอาเงินมาใช้หนี้ก็จงตามใจเขา อีกไม่นานเราก็จะพ้นทุกข์ได้พบสุขแน่นอน ๑๕. ค าสอนให้ก าลังใจ ได้แก่ค าว่า “ของพี่มีเหมือนของแห่งเจ้า ท็อกซิสังจา นายน้อง เหน้า ของหยิบมือเดียวช่างเทอะ พี่เสียมา ถ้านพอเทิกเทอะ จนเพื่อนเล่าต้าน ลือเมืองเต็มสามเท่านี้ ฅิดแทนบ่เปลือง เจ้าแสงแพงเมือง อย่าเหยืองพี่ต้านเต็มตัวอยู่ไกล ใจยังอยู่บ้าน” หมายถึง ทรัพย์ สมบัติของสามีก็เหมือนของภรรยา หนี้สินเพียงเล็กน้อยเดี๋ยวพี่จัดการทดแทนให้ การไปคราวนี้ไปไม่ นาน แม้ตัวพี่จะอยู่ไกล แต่ใจยังอยู่กับเจ้าที่บ้านอยู่เสมอ บทค่าวที่ ๔๔-๕๐ เป็นบทค่าวที่พรรณาถึง ก่อนการเดินทางไปทวงหนี้สินที่ต่างบ้านว่า ก่อนเดินทางนางศรีชมยังตามไปปรึกษาถามเรื่องที่นางเบ้าไปขอให้ไปไถ่เอาลูกสาวเขามาไว้ใช้งานที่ บ้าน ยังบอกว่าลูกสาวนางเบ้านั้นเป็นคนขยัน รูปงาม พร้อมที่จะอยู่เป็นคนรับใช้เราจนถึงเฒ่าแก่ จากนั้น พระยาพรหมยังได้ถามถึงคนชื่อจันทาที่เคยพูดกันไว้ว่าจะเอาอย่างไร นางศรีชมยังเล่าว่า จัน ทานั้นการงานก็เก่ง เสียอย่างเดียวขี้โรค เป็นการปรึกษากันสองคนพี่ยังจ าได้ทุกถ้อยค า และยังไปเชิญ น้อยกา เพื่อนสนิทมาร่วมปรึกษาหารือด้วยกัน ไม่พบหลักธรรมค าสอนที่แฝงอยู่ ส่วนบทค่าวที่ ๕๒-๖๒ ซึ่งเป็นท้ายของวรรณกรรมบทที่ ๒ นี้ก็ไม่พบหลักธรรมค าสอนใด แฝงอยู่เช่นบทค่าวที่ ๔๔-๕๐ กัน เป็นเพียงค าพรรณาถึงความหลังที่ต้องการให้นางศรีชมคิดถึงอดีตที่ เคยอยู่ร่วมกัน เมื่อครั้งก่อนที่จะไปทวงถามหนี้ และขอพักไว้ก่อนและจะเขียนมาหาอีกครั้งในโอกาส ต่อไป ๓.๔ หลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ตามเนื้อหาบทที่ ๓ ดวงสลิด (ดวงจิตที่ผูกพัน) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๓ ดวงสลิด (ดวงจิตที่ผูกพัน) พบว่ามี หลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๑๗ ประการ ซึ่งบทที่ ๓ นี้เรียกว่า บทดวงสลิด หมายถึง ดวงจิตที่ผูกพันกับความรักความหลัง ด้วยความหวังที่จะให้คนรักกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ด้วยรักและความหลังอันดูดดื่ม มีบทย่อยภายในทั้งหมด ๑๐๐ บทค่าว พบหลักธรรมค าสอน คติ ค าคม ดังนี้ บทค่าวที่ ๑ –๔ เป็นการอารัมภบทเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงการไปทวงถามหนี้ว่า การไป ทวงถามนั้นทีแรกคิดว่าจะได้จากลูกหนี้ง่าย ๆ แต่ไหนได้มันไม่เป็นไปตามที่คิด มันไม่ง่ายเหมือนเราไป หาผลไม้ หรือหาก้อนกรวดก้อนดินหินทราย แต่ก็พยายามจนได้เงินมาเพื่อจะให้นางศรีชมน าไปชดใช้ หนี้สินที่ติดอยู่กับญาติพี่น้อง ซึ่งเดินทางกลับมาบ้านสันคอกควายในวันแรม ๑๒ ค่ าเดือนหกเหนือ
๔๒ (เดือน ๔ ของภาคกลาง) มาถึงเวลาบ่าย ๆ ยังไม่มีหลักธรรมค าสอนที่ปรากฎในเนื้อหา เป็นเพียงการ กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองที่มีต่อกันเท่านั้นเอง ส่วนบทค่าวที่ ๕ –๑๑ เป็นการพรรณาถึงความคิดของพระยาพรหมโวหารว่า เมื่อ กลับมาบ้านไม่เห็นหน้าศรีภรรยาก็คิดไปในทางที่ดีว่า นางคงไปช่วยการช่วยงานคนอื่น เช่น งานการ กุศลต่างๆ อาจจะไปนอนช่วยเขา หรือมิฉะนั้นก็อาจจะไปหาปูปลาค่ าลงคงกลับมาบ้าน แต่ความคิด เหล่านั้นต้องสะดุดหยุดเมื่อมีเพื่อนบ้านทั้งหลายเขาได้ตะโกนถามว่ารู้หรือยังว่านางศรีชมได้หนีกลับไป เมืองแพร่กับชายต่างหน้าแล้ว บางคนก็หยอกเหยาะว่า นางทอดทิ้งคนที่อยู่ด้วยกันอย่างรู้ใจเสีย แล้ว ไปกับคนต่างถิ่นโดยแย่แสคนเดิมเลย พบว่า มีหลักธรรมค าสอนที่แฝงอยู่เพียง ๑ ข้อ ได้แก่ ๑. ค าพังเพย ที่เปรียบเทียบเปรียบเปรยให้รู้ว่า ความชอบ ไม่ชอบ เคยไม่เคย ได้แก่ ค า ว่า “เพื่อนกินตัวแห ทุมแลตัวคุ้น เพื่อนใจบ่เอื้อ ทางอาว” หมายถึง เขาชอบคนอื่นซึ่งเป็นคนที่เขาเคย คบกันมาแล้ว แต่ต่อมาอยู่หางไกลกัน (ตัวแห) เมื่อได้มาเจอกันก็ทิ้งคนที่เคยอยู่ด้วยกัน (ตัวคุ้น) ไป ดังค าพังเพยที่ว่า “วัวเคยขา ม้าเคยขี่” นั้นเอง บทค่าวที่ ๑๒ –๑๗ เป็นการพรรณาถึงความรู้สึกตัวเองเมื่อรู้ว่าศรีภรรยาหนีกลับ มี ความรู้สึกว่าเหมือนพลัดตกลงห้วยเหวที่ลึก ๑,๐๐๐ วา และพรรณาถึงอารมณ์ของเพื่อนที่ชื่อไชย ลังกา ที่ไปทวงหนี้มาด้วยกันว่า เขาเสียมาก โกรธมากที่ศรีชมท าอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาพยายามส่งเสริม สนับสนุนให้เขาทั้ง ๒ ได้อยู่กันอย่างมีความสุข จึงเสียสละเวลาร่วมคิด ร่วมเดินทาง เพื่อช่วยเหลือ เพื่อน แต่สุดท้ายนางศรีชมท าตัวอย่างนี้ ท าให้เสียความรู้สึกมาก ๆ กาวิทาพูดไปมือก็ฉีกใบกล้วยไป จนย่อยยับกับมือ แม้แต่ป้าค าสีก็บอกในลักษณะเดียวกันกับคนอื่น ๆ พบว่า มีหลักธรรม คติค าสอน ดังนี้ ๒. พุทธสุภาษิต เปรียบเปรยเรื่องความทุกข์ ได้แก่ ค าว่า “ก็เพราะเพื่อสัง เพื่ออั้นค าทุกข์ จักดาท่าวขว้ า ทังยืนเปรียบเหมือนนก ตัวอันถูกปืน เจ็บปวดวืนเพศไฟลุกเอ้า” หมายถึง ความทุกข์ใจ ครั้งนี้ (ที่ศรีภรรยาหนีไป) เป็นความทุกข์ใจที่หนักมากเกือบจะล้มยืน ปรียบเสมือนนกถูกปืน เจ็บปวด รวดร้าวเหมือนไฟลุกท่วมตัว มีความหมายตรงกับสุภาษิตที่ว่า “นตฺถิ กามา ปร ทุกฺข .ทุกข์(อื่น) ยิ่ง กว่ากามย่อมไม่มี๑ นอกจากนี้ เป็นค าพรรณาถึงความน้อยใจ ความโกรธของเพื่อนรักที่ชื่อกาวิทาไม่มี หลักธรรมค าสอนในแฝงอยู่ บทค่าวที่ ๑๘ –๒๐ เป็นการพรรณาถึง ค าพูดของป้าค าสี ซึ่งป้าค าสีได้บอกว่า สิ่งของใด ถ้าไม่มีเจ้าของเฝ้า เช่น ไร่แตง หนองบึง ก็ย่อมจะมีขโมยมาลักย่องเอา ฉันใด นางศรีชมอยู่คนเดียว เมื่อไม่มีสามีอยู่ย่อมจะมีคนลักชื่นชม และเอาไป พบว่ามีคติ ค าสอน หลักธรรมแฝงอยู่ดังนี้ ๓. ค าสอนใจในสิ่งที่ไม่ควรไว้วางใจ ได้แก่ ค าว่า “แมวกับหนู มาชูผูกมิตร ติดสืบเส้นสาย ยาวพระจันทร์อยู่ฟ้า ส่องแจ้งกลางหาวฝูงหมู่เดือนดาวย่อมแฝงแอบอ้อม” เป็นการเปรียบเทียบ เปรียบเปรยให้เห็นว่า แมวเมื่อจะจับหนูย่อมจะลับลี้อยู่ เจอหนูเมื่อไรเป็นจับกินเมื่อนั้น การที่จะมา เป็นมิตรกันคงยาก หรือแม้พระจันทร์ที่เปล่งแสงเจิดจ้าอยู่กลางเวหา ดวงดาวอื่น ๆ ย่อมจะอับแสงลง ๑ กรมหลวงพระยาวชิรญาณวโรรส, พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ นักธรรมชั้นตรี, (กรุงเทพฯ : เลี่ยงเซียง, ๒๕๕๕, ขุ. ชา. เอกาทสก. (ไทย) ๒๗/๓๑๕), หน้า ๓๘.
๔๓ ลับเร้นอยู่ย่อมไม่เปล่งแสงแข่งขันอยู่ใกล้ ๆ กับดวงจันทร์ฉันใดการที่คนที่จะขโมยของคนอื่นก็ย่อมจะ แอบซ่อนอยู่ เจ้าของเผลอเมื่อใดก็ย่องลักขโมยไป ดั่งค าที่ว่า “แมวขโมย” ๔. ค าพังเพยสุภาษิตล้านนา ได้แก่ ค าว่า “บุปผาเผยที่เคยทัดส้อม หอมดวงบาน ซว่าน รสภมรา ย่อมบินมาซดกวนเกลือกกลิ้ง คันธัง” หมายถึง ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมย่อมมีฝูงแมลงภู่ผึ้งมาบิน ไปดมดอมเกสร เปรียบดังหญิงงาม ย่อมจะมีคนปองเช่นนางศรีชม บทค่าวที่ ๒๑ – ๒๖ เป็นการพรรณาถึงค าพูดของนางศรีชมที่ได้พูดไว้กับป้าค าสี และป้า ค าสีได้เล่าว่าศรีชมบอกว่า สามี (พระยาพรหมโวหาร) ได้สั่งไว้ก่อนเดินทางไปทวงหนี้ว่า ให้ทอย่ามให้ ไชยลังกาเพื่อนรักสักใบ เพราะย่ามของไชยลังกานั้นขาดวิ่นหมดแล้วขณะนี้ต้องเย็บเป็นกระจุกๆ นาง ยังบอกว่าจะทอย่ามเป็นลายริ้วด้วยด้ายสีเหลืองผสมสีฟ้าอมม่วงตีเกลียวกัน ซึ่งไม่มช่โอ้อวดว่ามีมีฝีมือ การทอ แต่สามารถท าให้เสร็จภายในสองสามวันได้ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๕. ค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า “อกพี่ไธ้เพศไม้หักข า เหมือนปืนยาย า ซ้ ายิงสอดเข้า” หมายถึง เมื่อได้ยินข่าวว่าศรีชมจากไป หัวอกหัวใจเปรียบเหมือนถูกไม้ปักเป็นแผลฉกรรจ์โดยไม้ยังปัก คาอยู่ที่อกขณะนั้นยังถูกยิงด้วยปีนอาบยาพิษซ้ าเข้าไปอีก ๖. ค าสอนเปรียบเปรยถึงการไม่มีน้ าหนัก ได้แก่ ค าว่า “ฟังค าฟู่ชมเหมือนมัดไข่ติ้ว” หมายถึง การพูดใด ๆ เชื่อถือไม่ได้มันเบาหาน้ าหนักไม่ได้เหมือนมัดไข่หิ้วนั้นแหละ บทค่าวที่ ๒๗–๓๑ เป็นการพรรณาถึงความทรงจ าที่ได้รับฟังเพื่อนบ้านที่เขาเล่าให้ฟังถึง ค าพูดที่นางศรีชมได้พูดกับเขาไว้โดยแต่ละคนก็มาเล่าให้ฟังว่า ทีแรกนางก็ว่าจะไม่ไปไหนจนกว่าสามีที่ รักจะกลับมาจากการไปทวงหนี้สินที่ต่างบ้าน แต่จู่ ๆ นางก็เก็บเสื้อผ้าของใช้ใส่กระบุงไปในเพียงหนึ่ง ชั่วยาม และยังได้พูดจากับคนทั้งหลายว่า จากนี้ไปจะไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว เปรียบเหมือน ปลาที่ได้น้ าใหม่จะไม่หวนกลับมาอยู่ในน้ าเดิมอีก เมื่อได้ยินเพื่อนบ้านเล่ามาถึงการจะไม่กลับมาอีก แล้วที่ลับแล ท าให้พี่ฟังแล้วต้องร้องไห้น้ าตาอาบหน้า จนทนอยู่ฟังเขาต่อไปไม่ได้ต้องลุกหนีไปยังบ้าน เดิมของนางที่เคยอยู่ ไม่พบหลักธรรม ข้อคิด ค าสอนใด ๆ แฝงอยู่ เป็นเพียงค าพรรณาถึงค าบอกเล่า ของเพื่อนบ้านซึ่งนางศรีชมได้พูดไว้อย่างนั้น อย่างนี้ เท่านั้นเอง บทค่าวที่ ๓๒ –๓๘ เป็นการพรรณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางศรีชมในขณะที่พระยา พรหมโวหารไม่อยู่ที่บ้านสันคอกควาย ว่านางไปอย่างไร เมื่อใด กับใคร โดยไปถามไถ่กับญาติผู้น้อง ของศรีชมจนได้ความแน่ชัด แจ่มแจ้ง โดยน้องสาวของศรีชมเล่าให้ฟังว่า ที่พี่สาวศรีชมไปเมืองแพร่นั้น เนื่องจากญาติที่เป็นอาซึ่งด ารงต าแหน่งพญาอยู่ที่เมืองแพร่ได้มีหนังสือมาถึงโดยฝากหนังสือนั้นมากับ นักพระนักบวช ๔ รูปที่อยู่ที่วัด โดยในหนังสือนั้นระบุว่าให้พ่อบุญปัน น าตัวศรีชมไปที่เมืองแพร่ ภายในวันแรมเดือน ๖ นี้ มิเช่นนั้นจะถูกลงโทษ ไม่พบหลักธรรม ข้อคิด ค าสอนใด ๆ แฝงอยู่ เช่นเดียวกับบทค่าวที่ ๒๗ – ๓๑ เป็นเพียงค าพรรณาถึงค าบอกเล่าของค าเรือนซึ่งเป็นน้องสาวของ นางศรีชมได้แจ้งแก่พระยาพรหม แต่พระยาพรหมก็ไม่ปักใจเชื่อ พี่น้องกันอาจจะปิดบังอะไรกันไว้ จึง พูดให้เพราะ ๆ หรืออาจจะเป็นพระนางศรีชมได้สั่งน้องสาวไว้ให้พูดอย่างนั้นก็เป็นได้ บทคราวที่ ๓๙ – ๔๑ เป็นการพรรณาความถึงความคิดของตนเองเมื่อได้ฟังเรื่องราวจาก เรือนค าน้องสาวของศรีชมเล่าให้ฟัง โดยคิดว่าค าเหล่านั้นไม่เป็นความจริง ฟังดูแล้วไม่มีน้ าหนัก ถ้า เป็นอาหารก็มีรสจืดจางยิ่งกว่าจืดจางทั้งหมดในโลกนี้ และคิดว่านางคงมีคนใหม่แล้ว หรือคนรักเก่า กลับมารับกลับเมืองแพร่ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้
๔๔ ๗. ค าพังเพยล้านนา ได้แก่ ค าว่า“จางยิ่งกว่าจาง เพศเพียงห้อไห้ ไขค ามาเท่านั้น” หมายถึง ค าพูดที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ เป็นการสร้างเรื่องสร้างเหตุขึ้นมาเท่านั้นเอง เปรียบเหมือนพวก ฮ้อแสร้งร้องไห้ให้คนเชื่อถือ ประดุจรสชาดที่จืดชืดที่สุดจนไม่สามารถจะเปรียบเทียบกับอะไรได้แล้ว ๘. คติค าคม ได้แก่ ค าว่า “เอาเสือแรดช้าง มาหลอกหื้อหนีตีป่าดงพีหื้อสัตว์พร่านหย้าน” หมายถึง การอ้างเอาผู้มีอ านาจมาข่มขู ยกเอาเหตุร้ายทีเกิดขึ้นมาข่มให้กลัว เป็นการเปรียบเปรยให้รู้ ว่าอย่าขัดขืน มิเช่นนั้นจะถูกท าโทษ ฯ ๙. ค าคมสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “เหมือนตามไฟยามแดดร้อน” หมายถึง การรู้ทันได้ทุก อย่างกระจ่างชัดในทุกเรื่อง เหมือนกับแสงแดดอันสว่างจ้าอยู่แล้ว ยังต้องจุดโคมไฟส่องสว่างอีกทีหนึ่ง นั้นคือ สว่างแล้วสว่างอีกนั้นเอง บทค่าวที่ ๔๒ – ๔๙ เป็นการพรรณาถึงตัวพระยาพรหมโวหารเองว่า มีความรู้สึกอย่างไร เมื่อภรรยาสุดที่รักจากไป โดยมีค าพูดที่เสียดแทงใจฝากไว้กับเพื่อนบ้านทั้งหลาย และครอบครัว เครื่องใช้ส่วนตัวต่าง ๆ ของนางศรีชมที่เคยใช้ นางก็เก็บไปหมดไม่เหลือไว้ดูต่างหน้าเลย ขึ้นบ้านไป มองทางไหนก็ไม่เห็นสิ่งของเครื่องใช้ของนาง ท าให้ต้องนั่งร้องไห้ เคยได้ยินเสียงพูดจาพาทีมาวันนี้ไม่มี เลย เข้าไปห้องนอนพอดียังมีเสื่อสีขาวขอบแดงผืนหนึ่งที่รองนอนของนางพอชื่นใจบ้าง ถ้าไม่ได้เห็น เสื่อผืนนี้ คงตายเป็นแน่แท้ ทั้งหมดนี้คือความจริงที่อยากบอกให้ภรรยาสุดที่รักได้รับรู้ พบว่า มี หลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๐. พุทธสุภาษิตได้แก่ ค าว่า “อันวาจา ฟู่มาเท่านั้น ก็เขินรากแก้วหันงูน” หมายถึง ค าพูดที่พูดออกมานั้นหาความจริงไม่ได้ ฟังไป ๆ มันท าให้เห็นธาตุแท้ของนางว่าเป็นอย่างไร ดังพุทธ สุภาษิตที่ว่า “ถีน ภาโว ทุราชาโน.ภาวะของหญิงรู้ได้ยาก๑ ๑๑. ค าคมสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “เหมือนตัดหัวใจพี่ออกไปห้อยหลอแต่ฅิงคราบไว้” หมายถึง มีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัสความทุกข์ใจ ความเจ็บปวดรวดร้าวใจ ความทรมานใจ ประหนึ่งว่าหัวใจถูกตัดออกไปไว้นอกกาย คงเหลือแต่ร่างไว้นั้นคือตรงกับค าคมสอนใจที่ว่า “ตายทั้ง เป็น” บทค่าวที่ ๕๐ –๕๖ เป็นการพรรณาถึงค าบอกเล่าของเพื่อนบ้านอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งพระยา พรหมโวหารได้ไปพบปะเที่ยวหาเขาเพื่อให้คลายเหงาความโศกเศร้า แต่เขาเหล่านั้นกลับพูดถึงแต่ เรื่องของนางศรีชมที่จากไป ซึ่งมีพี่มิ้ว พี่พ่วง เป็นต้น เขาเหล่านั้นได้บอกว่าเขาได้ห้ามศรีชมแล้วว่า อย่าเพิ่งไปให้รอสามีกลับมาก่อนห้ามถึงเก้าครั้งสิบครั้งนางก็ไม่เชื่อ เมื่อวันที่แรม ๑๑ ค่ า ยังไม่ดูละคร ที่บ่อนการพนันของจีนด้วยกัน และงานท าขวัญโกนจุกเด็กชายเล็ก ก็ยังไปด้วยกันเลย พวกเขายังบอก กับนางว่าจารีตของลับแลนั้นไม่มีที่เมียจะหย่าผัว ก าลังพบเห็นนี้แหละ มีแต่ผัวเท่านั้นที่หย่าเมีย นี้คง เป็นจารีตของเมืองแพร่กระมัง จึงได้เก็บค าบอกเล่าทั้งหมดนั้นมาบอกให้นางได้รับรู้ “ไม่พบว่า มี หลักธรรมค าสอนใด ๆ แฝงอยู่ เป็นเพียงการพรรณาค าบอกเล่าของเพื่อนบ้านทั้งหลายที่ได้ว่ากล่าว ตักเตือนนางศรีชมว่าสามีไม่อยู่ยังไม่ควรไปไหน และการที่ภรรยาทิ้งสามีนั้นในบ้านเมืองลับแลนั้นยัง ไม่เคยมี ที่มีก็เฉพาะสามีทิ้งภรรยาเท่านั้น ๑ อ้างแล้ว, กรมหลวงพระยาวชิรญาณวโรรส, พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ นักธรรมชั้นตรี, (๒๕๕๕ ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๒๑), หน้า ๒๙.
๔๕ บทคราวที่ ๕๗ –๖๓ เป็นการพรรณาถึงค าบอกเล่าของหลานที่ได้พูดคุยกับนางศรีชม ก่อนจะเดินทางไปเมืองแพร่ เป็นการเล่าให้ศรีชมฟังว่าค าพูดทั้งหลายที่นางพูดกับใครไว้นั้นเขาเล่าให้ ฟังทั้งหมด ก็ยังไม่พบหลักธรรมค าสอนใดแฝงปรากฎอยู่ เป็นเพียงพรรณาถึงค าบอกเล่าของหลานที่ได้ ถามน้าสะไภ้ (นางศรีชม) ว่าจะไปเมืองแพร่กับใคร ไปวันไหน แต่ได้เพียงค าตอบว่าวันพรุ่งนี้เท่านั้น ไปกับใครก็ไม่ตอบ ตอบเพียงว่าไปกับเขาเท่านั้น หลานยังน้อยใจอยู่ว่า ถ้านางศรีชมเกียจชังพระยา พรหม ก็ควรค านึงถึงหลานบ้าง ที่ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันอย่างสมปรารถนาก็เพราะหลานคนนี้เป็นแม่สื่อ แม่ชักให้ บทค่าวที่ ๖๔ –๖๖ เป็นการพรรณาถึงค าพูดของหลานที่กล่าวถึงน้าสะไภ้คือนางศรีชม ว่า นางกับพระยาพรหมโวหารนั้นเป็นคนที่รู้ใจกันมากที่สุด เป็นเหมือนสายเลือดเดียวกัน แต่สุดท้าย น้าสะไภ้ก็หนีจากไปโดยไม่ค านึงถึงความรักของอา (พระยาพรหมโวหาร) และได้กล่าวเปรียบเทียบ เปรียบเปรยจิตใจมนุษย์นั้นลึกแค่ข้อมือ แต่ไม่สามารถที่จะความลึกได้ แต่แม่น้ าที่ว่าเชี่ยวและลึก ยัง หยั่งความลึกได้ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๒. ค าโคลงโลกนิติ ค าสอน ได้แก่ ค าว่า “มนุษย์ลุ่มฟ้า โลกหล้าใจเหนียว เล็กข้อมือ เดียว ไผจักหยั่งได้” หมายถึง จิตใจมนุษย์นั้นมีอยู่ในตัว มีความลึกแค่ข้อมือเท่านั้น ไม่มีใครอาจหยั่ง หาความลึกมันได้ ดังนั้นจงอย่าไว้ใจมนุษย์ เพราะจิตมนุษย์นี้ไซร้ยากแท้หยั่งถึง ดังโคลงโลกนิตย์ที่ว่า พระสมุทรสุดลึกล้น คณนา สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได้ เขาสูงอาจวัดวา ก าหนด จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง บทค่าวที่ ๖๗ – ๗๓ เป็นการพรรณาถึง ค าปลอมใจของหลานที่คอยปลอบใจอาเพื่อให้ ตัดใจจากนางศรีชมผู้เป็นน้าสะไภ้ถ้าอา (หมายถึงพระยาพรหมโวหาร) ต้องการจะกินอะไรให้บอก หลาน ๆ จะเป็นคนไปเก็บไปหามาให้ ไม่ต้องโศกเศร้าเสียใจ หลานจะหาเลี้ยงอาเอง โดยได้พรรณาถึง ผลไม้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเมืองลับแลพรรณาได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งมาก ก็ไม่พบหลักธรรมค าสอนใด แฝงอยู่ เป็นเพียงการกล่าวถึงผลหมากรากไม้นานาพรรณาที่ดาษดื่นทั่วไปในเมืองลับแล เป็นการ แสดงถึงความไพเราะของเนื้อหา การเล่นค าประพันธ์ที่เพราะพริ้งเป็นอย่างยิ่ง บทค่าวบทที่ ๗๔ –๘๐ เป็นการพรรณนาถึงอารมณ์โกรธ น้อยใจของหลานที่ศรีชมหนีทิ้ง อาพรหม (พระยาพรหมโวหาร) ไป จึงบอกให้อาว่าอย่าเศร้าโศกเสียใจ แม่หม้ายผัวตาย แม่ร้างผัวหย่า ก็มีเยอะแยะคงจะหาได้สักวัน จากนั้นได้พรรณนาถึงอาหารของหวานต่าง ๆ นานา ว่าในเมืองลับแล นั้นมีเยอะแยะมากมายไม่ต้องกลัวว่าจะอดอยาก พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๓. ค าพังเพยค าสอนให้รู้จักอยู่ที่ไหนก็ไม่อดตายแน่ ได้แก่ค าว่า “ชา-ติว่าน้ าบ่หล้าง เขียมปลา ชา-ติว่านา บ่หลอนเขียมข้าว” หมายถึง ธรรมชาติของแม่น้ าย่อมมีปลาอยู่เสมอ แม่น้ าที่ไม่ มีปลายย่อมไม่มี ในนาก็เช่นกันย่อมมีข้าวเพราะนาคือสถานที่ปลูกข้าว ดังนั้นตราบใดที่ในแม่น้ ายังมี ปลา ในผืนนายังมีข้าวย่อมไม่อดตายแน่นอน ดังค าพังเพยที่ว่า “ในน้ ามีปลา ในนามีข้าว” นอกจากนี้เป็นการพรรณนาถึงประเภทขนมทั้งหลายทั้งหวาน ทั้งมัน ผสมผสานกันนานา ชนิด เช่น ขนมวง ขนมมันทอดชุมอ้อย ขนมครก สังขยา ขนมตะไล เป็นต้น และสิ่งที่หาให้ไม่ได้มีสิ่ง เดียวคือหาเมียให้ไม่ได้เท่านั้นเอง ไม่มีหลักธรรมหรือค าคม คติ ค าสอนใด ๆ
๔๖ บทค่าวที่ ๘๑ – ๘๔ เป็นการพรรณาถึงที่หลานของพระยาพรหมโวหารพูด กระแหนะ กระแหนนางศรีชม เพื่อพูดประชดกับอา คือพระยาพรหมโวหารในลักษณะว่า ผู้หญิงในเมืองลับแลไม่ ว่าแม่หม้าย แม่ร้าง หรือสาวเทื้อทั้งหลายคงไม่มีใครที่ใจซื่อเทียบนางศรีชมได้ ศรีชมนั้นเป็นคนพูดจริง ไม่ปิดบังอ าพราง พูดอะไรไว้ไม่มีวันลืม หนักแน่นชัดเจน (ก าไหนกิ่วหั้น) มีเสียนิดเดียวคือ ลักหนีกลับ เมืองแพร่โดยไม่บอกกล่าวบอกลาสามี พบว่า มีหลักธรรมตค าสอนที่แฝงอยู่ดังนี้ ๑๔. ค าสอนเชิงต าหนิ ได้แก่ ค าว่า “ไผติเตียน บ่เฟือนตั้งหมั้น ติเสียช่างฅืนพลิกงว้าย” หมายถึง มีจิตมั่นคงใครติเตียนอย่างไรไม่สนใจ เสียอย่างเดียวมักหนีกลับบ้านเก่าเมืองเดิมตนเอง” (พลิกงว้าย๑ หมายถึง อยู่ไม่นาน การกลับคืนหลัง) ๑๕. ค าสอนเชิงเปรียบเทียบเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า “ติเสียช่างหน เพศเพียงดั่งกุ้ง ยาม เมื่อลอยในบวกน้ า” หมายถึง การเปรียบเทียบเปรียบเปรยว่า ท าอะไรมักจะไม่เดินหน้า เป็นลักษณะ ไป ๆ ถอย ๆ เหมือนกุ้งเมื่อลอยในน้ า บทค่าวบทที่ ๘๕ – ๙๒ เป็นการพรรณาถึงค าบอกเล่าของเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งคือ เอ้ย พ่วง (เอ้ย หมายถึง พี่) โดยพรรณาถึงค าบอกเล่าของเอ้ยพ่วงอย่างออกรสออกชาติว่า ได้เห็นนางศรี ชมเมื่อตอนเช้าก่อนอาหารเช้า หาบกระบุงเดินไปพูดไปหัวเราะไป ดูท่าทางอย่างมีความสุขสนุกสนาน และนางได้ตระโกนบอกว่าขอลากลับไปบ้านที่เมืองแพร่สักระยะหนึ่งก่อน แต่ส าเนียงเสียงปากไม่ เหมือนก่อนฟังดูแล้วแปลก ๆ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่ในบทค่าวดังนี้ ๑๖. ค าสอนเปรียบเปรยเพื่อให้รู้ว่าสิ่งไม่มีประโยชน์ ได้แก่ค าว่า “พวงดอกย้าง ดอกมัน ดอกกลอย ไผบ่ผ่อคอย บ่ธัดบ่ส้อมย้อนมันบ่หอม ระเมาเอิบอ้อม ตาคอยดอมบ่ธัด” หมายถึง พวก ดอกย้าง ดอกมันส าปะหลัง ดอกกลอย เป็นดอกที่ไม่มีกลิ่นหอม จึงไม่มีใครน าไปประดับตกแต่งตน เช่น เอาไปเหน็บ (ธัด) หู หรือใช้ร้อยเป็นพวงมาลัย มีแต่มองดูดาย ๆ เท่านั้นเอง เปรียบดังคนที่มี พฤติกรรมไม่ดีคนจึงไม่คบหา เพียงมองดูเมื่อพบปะเจอะเจอเท่านั้น ๑๗. หลักธรรมค าสอนเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ได้แก่ ค าว่า “บ่เหมือนเพื่อนอั้น ศรีชมคันหันดอกไม้ ฅุ่มหน้าบานถม บิดมาชม นิยมชื่นสู้หัวใจไหว ลวดไหลหลิ่งหลู้ หาบครัวชู ยกเช้า” หมายถึง ดอกไม้ที่ไม่มีกลิ่นหอมย่อมไม่มีคนอื่นใครเด็ดมาดมดอม มีแต่ศรีชมเท่านั้นที่เด็ดมาดม เพียงเพราะเห็นว่าเป็นดอกไม้เท่านั้นหลงคิดไปว่าเป็นดอกที่มีกลิ่นหอม โดยไม่พิจารณาก่อน กล่าวคือ เป็นการตัดพ้อต่อว่านางศรีชมนั้นเห็นชายคนใหม่คงมีทรัพย์สมบัติ มากกว่าพระยาพรหม จึงหามเข้าของเครื่องใช้ตามเขาไปโดยไม่พิจารณาถึงความเป็นจริงว่าเป็น อย่างไร เป็นใครก็ไม่รู้ ตามเขาไปโดยทิ้งคนรักเดิมไปอย่างไม่มีวันกลับ บทค่าวที่ ๙๓ – ๑๐๐ เป็นการพรรณนาถึงค าพูดของเอ้ยพ่วงที่ต่อเนื่องจากบทก่อน ๆ แต่เป็นการกล่าวถึงลักษณะของคนที่นางศรีชมตามไปว่ามีลักษณะ กริยา ท่าทาง การนุ่งห่มเป็น อย่างไรตามที่เอ้ยพ่วงบอกเล่า เพื่อบอกให้ศรีชมรู้ว่าชาวบ้านเขาบอกมาอย่างนั้น ลงท้ายด้วยความคิด ถึง ความรัก ความน้อยใจ พบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่ เนื่องจากเป็นบทท้าย ๆ เป็นการ กล่าวถึงลักษณะของคนที่นางศรีชมตามไปว่า เป็นคนเผ่าใดก็ไม่รู้ มีรูปร่างผอมเสือ เดินขาโก่งโค้งเดิน ๑ อ่านว่า พลิก-งว้ายเป็นภาษาถิ่นภาคเหนือหมายถึงการขอบหันกลับ หรือกลับหลังหันอย่างไม่คิดหน้า คิดหลัง อยู่ไม่นาน.
๔๗ เซไปข้างหน้า (เอาหัวไปก่อน) หูยาน หน้าผากสั้น หูกาง นุ่งกางเกงขาสั้น ดูท่าทางเป็นเหมือนคนมี เวทย์มนต์ที่เก่งกล้า จากนั้นได้บอกถึงตัวเองว่า ได้ยินค าบอกเล่าแล้วรู้สึกคิดถึงนางมากจนน้ าตาไหล เอ่อลูกตาทั้งสอง ขอหยุดการเล่าเรื่องทุกข์ไว้เพียงเท่านี้ก่อน เพราะทนคิดถึงนางไม่ไหว ในโอกาสหน้า ถ้าพอจิตใจดีขึ้นบ้างจะเขียนมาใหม่ ๓.๕ หลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ตามเนื้อหาบทที่ ๔ มะโนเนือง (ความหมดหวัง ความสิ้น หวัง) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๔ มะโนเนือง (ความหมดหวัง ความสิ้น หวัง) พบว่ามีหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๒๓ ประการ ซึ่งบทที่ ๔ นี้ เรียกว่ามะโนเนือง หมายถึง หัวใจห่อเหี่ยว เหลืองคล้ายตองกล้วยที่ใกล้จะตาย ความหมดหวัง ความ สิ้นหวังที่จะได้อยู่กับศรีชมคนรัก มีบทค่าวย่อยภายในทั้งหมด ๑๑๔ บทค่าว ดังนี้ บทค่าวที่ ๑ –๖ เป็นการพรรณนาถึงความในใจตนเอง เมื่อได้ยินค าบอกเล่าจากเพื่อน บ้านทั้งหลายต่าง ๆ นานา จนทุกวันนี้มีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มีชีวิต คือ มีร่างที่ไม่เน่าเปื่อยเท่านั้นที่ตั้งอยู่ และตัดพ้อต่อว่านางศรีชมที่มาละทิ้งไป พร้อมทั้งร าพึงร าพันถึงความสงสัยในตัวนางศรีชมว่าท าไมถึง เร่งรีบไปเมืองแพร่ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑. ค าคมเปรียบเทียบความรัก ได้แก่ค าว่า “พี่รักบ่แล้วเพศเข้าติดหืม พี่แพงบ่ลืมเพศฟืม รักฝ้าย” หมายถึง ความรักของพี่เป็นเหมือนข้าวเหนียวที่ติดอยู่กับตะแกรงปิดก้นไหนึ่งเสมอ พี่รักน้อง ไม่มีวันลืมเลือน เหมือนฟืมรักเส้นด้าย เป็นค าคมที่การเปรียบเทียบความรักได้อย่างชัดเจน บทค่าวที่ ๗ –๑๒ เป็นการพรรณนาถึง ความสงสัยในตัวนางศรีชมว่าท าไมต้องรียชบเร่ง รีบร้อน ถ้าญาติพี่น้องเร่งรัดหนี้สิน ท าไมไม่บอกเขาว่าสามีก าลังไปถามทวงหนี้อีกสักวันสองวันก็จะ กลับมาแล้ว ขอรอสักนิด ขอผ่อนผันเขาไว้ หรือไปยืมเพื่อนบ้านที่เขามีเงินทองที่รู้จักมักคุ้นก็มีมาก หลาย ท าไมไม่ท า เป็นการตัดพ้อต่อว่านางศรีชม แม้สุดท้ายถ้าเขาไม่ให้ยืมก็เอาตัวเองเข้าไปเป็นตัว ประกันท างานทดแทนรอสามีกลับมาแล้วจะได้เอาเงินไปไถ่ถอนนางจากการเป็นข้าทาสของเจ้าของ เงิน พบว่า มีหลักธรรมค าสอน คติ ค าคม ดังนี้ ๒. ค าสุภาษิตล้านนา ได้แก่ ค าว่า “ภิกขุเถร โยมเณรพระน้อยยังรู้เชื่อด้วยดินไฟ” หมายถึง ภิกษุ สามเณร และเด็กวัด ยังรู้จักคุณภาพของดินประสิว ดินระเบิด ว่ามีคุณภาพแค่ไหน อย่างไร เปรียบกับนางศรีชมท าไมไม่รู้จักนิสัยใจคอของพระยาพรหมว่ามีความจริงใจแค่ไหนอย่างไร เหมือนดั่งค าสอนพุทธองค์ที่ให้เชื่อในการกระท าของตนเอง สุภาษิตที่ว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก. สัตว์ โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ๓. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า “บ่ตายเป็นผี บ่หนีค าเดิม จักเติมไถ่เจ้าบ่ลาละตัวหื้อมัว มืดเส้า จักตามทวยเอา ไถ่คด” หมายถึง ถ้ายังไม่ตายนางเป็นทาสอยู่ที่ไหนจะไปตามไถ่ถอนอย่าง แน่นอน เป็นการเปรียบเทียบความรักที่มีต่อนางศรีชม เป็นความสัจจริง ดั่งสุภาษิตที่ว่า “สจฺจ เว อมตวาจา. การพูดความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” บทค่าวที่ ๑๕ –๒๐ เป็นการพรรณาถึงการตัดพ้อต่อว่านางศรีชมว่า นางนั้นเป็นคนใจเบา ไม่หนักแน่น ใครที่ไหนมาพูดยุยงอะไรก็เชื่อเขาไปหมดไม่พินิจพิจารณาเลย หรือนางเห็นเขามี
๔๘ ทรัพย์สินเงินทองจึงหนีไปกับเขาละทิ้งคนจนไร้สินทรัพย์ ค าพูดที่เคยพูดไว้เป็นค าพูดที่ไม่ใช่ออกจาก ใจ เป็นเพียงค าหวานเท่านั้น พบว่า มีหลักธรรมค าสอน คติค าคมดังนี้ ๔. ค าสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “รู้วิสัยเหมือนลารู้ห้อ ผดในคอรู้พื้น” หมายถึง เป็นการสอน ให้รู้ว่า เขามีนิสัยใจคออย่างไรนั้นรู้หมดแล้ว ไม่ต้องพูดมาก ดังสุภาษิตที่ว่า “อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่” ๕. ค าสอนส านวนเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า “หนทางหลวง บ่เต้ายกย้าย พ้อยบุบุ่นผ้าย ดอยดง” หมายถึง ทางที่ถูกต้องดีงามไม่ปฏิบัติตาม กลับไปปฏิบัติในทางที่ผิดจารีตประเพณีหรือไม่รู้ คุณค่าของมีค่า ดังส านวนไทยที่ว่า “ลิงได้แก้ว” หรือ “ไก่ได้พลอย” คือ ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งของที่ ได้มา บทค่าวที่ ๒๑-๒๓ เป็นการพรรณาถึงความรัก ความอาลัย ความคิดถึงนางศรีชม และ กล่าวว่านางศรีชมนั้นเห็นของที่ไม่ค่าเป็นของมีค่า คือ เห็นผิดเป็นถูก พบว่า มีหลักธรรมค าสอนในบท ค่าวดังนี้ ๖. ค าส านวนเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า “ปางพายลูนเป็นแก้วขี้ย้า เปรียบตัวม่อนข้าสัน เดียว” หมายถึง ตัดสัมพันธไมตรีอย่างไม่มีเยื่อใย เห็นเป็นของไร้ค่าไร้ราคา ไม่มีใครเอาดังส านวนไทย ที่ว่า “เด็ดบัวอย่าเหลือใย” หรืออีกส านวนหนึ่งว่า “เด็ดปลีไม่มีใย” ปลี หมายถึงดอกของกล้วยหรือ หัวปลีนั้นเอง ๗. ค าส านวนสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “เหมือนด้วงตัวน้อยอยู่ขิงกินขิง พี่บ่รู้ฅิงติงตัว สักหน้อย” หมายถึง อยู่กินด้วยกันอย่างไว้วางใจ ไม่รู้เลยว่าเขาคิดนอกใจ ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “รู้ หน้าไม่รู้ใจ” บทค่าวที่ ๒๔-๓๐ เป็นการพรรณาถึงสิ่งของเครื่องใช้ที่นางศรีชมเคยใช้ ที่เคยทอให้ใช้ ร าลึกถึงกลิ่นหอมกาย กลิ่นเนื้อตัวของคนรัก ร าไรร าพันถึงความรัก ความอาลัย อาวรณ์ อย่างไม่รู้ลืม คิดถึงคราวใดก็เอาสิ่งของเสื้อผ้าที่นางเคยทอให้มาดูต่างหน้า ไม่กล้าเอานุ่งใส่เกรงว่ากลิ่นของนางจะ จางหาย เป็นการพรรณาถึงความรักความอาลัยอย่างไพเราะ พบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่ เป็นเพียงค าพรรณาถึง ความรัก ความอาลัย ความคิดถึง พรรณาถึงอารมณ์ของตนเองคราวคิดถึงคน รักก็เก็บของสิ่งใดเครื่องใช้ใดที่มีอยู่มาดูต่างหน้า แล้วเก็บไว้อย่างดีไม่ยอมน ามาใช้เกรงว่ากลิ่นของนาง จะจางหายแม้จะซักก็ไม่ซัก เป็นการพรรณาถึงอารมณ์ความรัก ความคิดถึงที่ได้ใจความกินใจเป็น อย่างยิ่ง บทค่าวที่ ๓๑-๓๖ เป็นการพรรณาถึงอารมณ์ความห่วงหาอาวรณ์ เช่นบทที่ ๒๔-๓๐ เช่นกัน แต่เป็นการเน้นถึงการกระท าของตนเองที่เด่นชัดที่เคยท าไว้กับนางศรีชมคนรักอย่างเสมอต้น เสมอปลายไม่ขาดตกบกพร่อง แม้มีเงินแสนหรือทองสุกปลั่งกองเท่าหัวก็ยังไม่มีความสุขเท่ากับอยู่ เคียงข้างกับนาง และได้เน้นถึงความรักความอาลัยว่าบางครั้งเพื่อคลายความทุกข์ความทรมานที่คิดถึง นางคนรักต้องไปที่วัดเพื่อท าใจให้สงบและต้องขอกินข้าวเหลือจากภัตตาหารเพลของพระภิกษุสงฆ์ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนที่แฝงอยู่ดังนี้ ๘. ค าส านวนล้านนา ได้แก่ ค าว่า “เอี้ยงผ่อเลี้ยง บินเบี่ยงทวยจรมีแต่ควายพอน บ่รอน รักเอี้ยง” หมายถึง นกเอี้ยงคอยจับแมลงต่าง ๆ ที่ไต่ตอมควาย คอยรักษาความปลอดภัยให้ควาย นกเอี้ยงรักควายมาก แต่ควายนั่นแหละไม่เคยรักนกเอี้ยงเลย ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “รักเขาข้าง เดียว”
๔๙ บทค่าวที่ ๓๗-๔๐ เป็นการพรรณากล่าวถึงคุณความดีของนางศรีชมที่คอยดูแลเอาใจใส่ คราวเมื่ออยู่ด้วย ทั้งข้าวปลาอาหารจัดหาไว้ให้ ยามเจ็บป่วยคอยนั่งเฝ้าเยียวยาไม่ห่างหาย ท าให้สุขใจ มาก แต่บัดนี้ไม่มีนางอยู่เคียงข้างทุกข์ทรมานใจที่สุด และพบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดที่แฝงอยู่ เป็นเพียงการพรรณาถึงคุณงามความดีของนางศรีชมเมื่อครั้งอยู่ด้วยกันว่า เมื่อนางยังอยู่เมื่อเจ็บป่วยก็ จะคอยดูแล อยู่เฝ้า เจ็บหลัง ปวดเอว ลมภายในขึ้นก็คอยบีบนวดเยียวยาเอาใจใส่ทุกค่ าเช้า แม้ข้าวน้ า อาหารทุกอย่างเตรียมไว้ให้ไม่ได้ทุกข์ร้อน ตั้งแต่นางหนึไปเมืองแพร่นี้แหละต้องจัดหาเอง เตรียมเองมิ เช่นนั้นจะไม่ได้กินได้ทาน บทค่าวที่ ๔๒-๕๐ ยังเป็นการพรรณาถึงความรัก ความผูกพันที่มีต่อนางศรีชม โดยได้ กล่าวถึงวิธีการที่จะท าให้ลดความคิดถึง คลายความทุกข์ใจ ก็ได้เดินเที่ยวไปในระแวกบ้านทางเหนือ บ้าง ทางใต้บ้าง เขามีงานบวช งานโกนจุก งานการกุศล งานรื่นเริงต่าง ๆ ก็ไปร่วมกับเขาเพื่อให้ลืม ความคิดถึงนางศรีชม แต่กลับเป็นเหมือนไปย้ ารอยความคิดถึงเพิ่มขึ้นเมื่อไปเห็นเครื่องนุ่งห่มที่แม่ร้าง นางสาวเขาใส่ที่มันเหมือนจะเห็นนางสนุกสนานร่าเริงกับพวกที่ตรงนั้น ท าให้จิตชื่นขึ้นมาบ้างโดย จินตนาการว่านางอยู่ที่นั้น พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๙. ส านวนล้านนา ได้แก่ ค าว่า “เต็มกินอิ่มท้องคัดยึ่งเพียงตาย เหมือนอยู่บ่ดายบ่กิน สักหน้อย” หมายถึง รับประทานจนอิ่มแปล้ แต่เหมือนไม่ได้กินอะไรเลย ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “อด อยากปากแห้ง” นอกจากนั้นเป็นเพียงค าพรรณาถึงความทุกข์ใจ ความรักอาลัยในคนรัก จนเร่รอนไปในที่ ต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะอยู่กับที่ได้ บทค่าวที่ ๕๑-๕๕ ก็ยังเป็นการพรรณาถึงอารมณ์แห่งความทุกข์ใจของตนเอง ที่ต้อง ระเวเหหนออกจากบ้านสันคอกควายไปตามบ้านต่าง ๆ ทางทิศเหนือบ้าง ทิศใต้บ้าง ไม่กล้ากลับไป บ้านสันคอกควายที่เคยอยู่อาศัยของนางศรีชมอีกเลย เพราะเข้าไปแล้วเพื่อนบ้านทั้งหลายเห็นหน้าก็ จะนินทาว่า เมียละผัวหนีไปแล้ว แต่ผัวยังระเวเหหนอาลัยอยู่หน้าไม่อาย เป็นการพรรณาถึงอารมณ์ แห่งความทุกข์ของตนเองได้ไพเราะน่าอ่านยิ่ง พบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอน คติค าคมใด ๆ ปรากฎอยู่ เป็นเพียงการพรรณาถึงสาเหตุที่ไม่เข้าไปในหมู่บ้านสันคอกควาย อันเป็นสถานที่เคยอยู่อีก เพราะถ้า อยู่ก็จะคิดถึงนางศรีชมจนทนไม่ได้ จึงหนีออกจากบ้านสันคอกควายไปตามบ้านเหนือบ้านใต้ อีกอย่าง หนึ่ง ถ้าไปก็กลัวเพื่อนบ้านเขาติฉินนินทาว่า เมียหนีไปแล้วยังมาเป็นบ้ารักอยู่ได้ ซึ่งเป็นบท วรรณกรรมที่ไพเราะกินใจของคนอ่านยิ่ง บทค่าวที่ ๕๖-๖๐ เป็นการพรรณาถึงการละทิ้งการค้าการขายทั้งหมด เพราะไม่มีจิตใจที่ จะไปท าตรงนั้น ตั้งใจปฏิบัติธรรมรักษาศีล ๕ ศีล ๘ เพื่อตั้งจิตอธิษฐานให้ส่นกุศลได้ดลบันดาลให้นาง ศรีชมคนรักกลับมาหา แต่ถ้านางไปอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่เมืองแพร่ จะตามไปเอาคืนมาให้ได้ไม่ว่าจะอยู่พม่า สิบสองพันนา อโยธยา หรือเมืองไหน ๆ ก็ตาม จะตามไปชิงเอานางกลับจนกว่าจะหมดลมหายใจ หาก แม้ว่าอายุมากเฒ่าแก่แล้วเดินไปไหวก็จะค่อย ๆ คลานไปเพื่อชิงเอานางกลับมา พบว่า มีหลักธรรม ค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๐. ส านวนความเชื่อเรื่องกรรม ได้แก่ ค าว่า “อยู่ไปตามกัมม์ พ่ าเพ็งธรรม จ าศีลแปด ห้า” หมายถึง ย่อมรับกรรมที่ตัวเองเคยท าไว้ แต่เพื่อคลายกรรมจากร้ายให้เป็นดีจึงได้ตั้งใจบ าเพ็ญ
๕๐ ธรรม ปฏิบัติธรรมด้วยการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ อันการสร้างกรรมดีซึ่งจะน าให้ไปพบกับนางคนรักได้ใน อนาคต ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ๑๑. ส านวนล้านนาเรื่องความรัก ได้แก่ค าว่า “เต็มเถ้าแก่ฅ้าว เดินทางบ่ไหว จักค่อย คลานไปจนเถิงรอดเจ้าเต็มนายมีผัวเทียมแยงแฝงเฝ้า จักตามทวยเอาลู่ม้าง” หมายถึง มีความรักที่ ยั่งยืน มั่นคง ไม่ยอมให้ใครแย่งชิงเอาไปโดยง่าย เป็นความรักที่อยู่จนตายจากกัน ดั่งส านวนที่ว่า “ถือ ไม้เท้ายอดทองตะบองยอดเพชร” นั่นเอง บทค่าวที่ ๖๑-๖๖ เป็นบทวรรณกรรมที่พรรณาถึงความรักที่มั่นคง ยั่งยืนต่อจากบทที่ ๖๐ ว่า แม้นางจะไปอยู่ที่ไหน ๆ ก็ตาม พร้อมที่จะตามไปแย่งชิงกลับมาให้ได้ ไม่กลัวเพื่อให้ได้นางกลับมา อยู่กินด้วยกันเช่นเดิม แต่นี้นางไปอยู่เมืองแพร่ ซึ่งเมืองนี้เป็นที่เป็นพิษภัย เป็นโทษไปคราวใดก็ตาย คราวนั้นไม่มีโอกาสต่อสู้ ไปแล้วไม่ได้เห็นหน้ากัน ไม่ได้กลับมาอยู่ด้วยกันแน่นอน จึงหมดปัญญาที่จะ ตามไปแย่งชิงนางกลับคืนมาได้ แต่ถ้าหากว่ามีอิทธิฤทธิ์มีของวิเศษคือหงส์ยนต์วิเศษดั่งเช่นพระ โพธิสัตว์วัณณะพราหมณ์ จะไม่ยอมเลยจะเหาะไปรับนางกลับเชียงใหม่บ้านเกิดอย่างเร็วพลัน เป็น บทวรรณกรรมที่ไพเราะน่าอ่านอีกบทหนึ่ง พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๒. ส านวนค าคมล้านนา เกี่ยวกับความรัก ความหวง ได้แก่ ค าว่า “จาลวงสุดอยู่กรวง งาช้าง จักตีสิ่วต้อง ชีเอา” หมายถึง แม้คนรักจะไปอยู่ระหว่างงาช้างทั้งคู่ที่ดุร้ายก็จะไปต่อสู้แย่งชิงเอา มาให้ได้ จะไม่ยอมให้ใครเอาไปง่าย ๆ เป็นการต่อสู่แบบตัวต่อตัวสู้ยิบตา เพื่อให้ได้มาซึ่งคนรัก เป็น การเปิดเผยให้คนอื่น ๆ รู้ได้หมดอกเลยว่ารักยิ่งชีวิต ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “แบไต๋”คือ เปิดเผยให้ คนอื่นได้รับรู้ ๑๓. ส านวนเปรียบเทียบความกลัว ได้แก่ค าว่า “กลัวเหมือนไข่มดตกย่านวังปลา จักตาม ทวยมา ก็มาบ่ได้” หมายถึง หมดทางต่อสู้กับศัตรู เปรียบเหมือนไข่ของมดที่ตกลงแม่น้ าแล้วย่อมเป็น อาหารปลาอย่างแน่นอนไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้เพราะปลามีมากในแม่น้ าย่อมรุมกินอย่างหมดทาง สู้ ปัจจุบันกลายเป็นครอบครัวที่ไม่มีความอยูสุข ดั่งส านวนไทยที่ว่า “บ้านแตกสาเเหรกขาด” ๑๔. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “สองดวงตา เหมือนทาด้วยพริก เพื่อทุกข์โศกเศร้า เมา วอน” หมายถึง ความทุกข์รุมเร้า ทรมานมากด้วยความห่วงหาอาวรณ์คนรักที่จากไป ร้องไห้จนสองตา แดงช้ า เหมือนเอาพริกเข้าทา เพราะภริยาคือเพื่อนคนสนิทเมื่อห่างไกลท าให้ห่วงหาอาวรณ์ ตรงกับ สุภาษิตที่ว่า “ภริยา ปรมา สขา. ภริยาเป็นเพื่อนสนิท” บทคราวที่ ๖๗-๗๒ เป็นการพรรณาร าไรถึงนางศรีชมว่า ขณะนี้นางก าลังท าอะไรอยู่หนอ โดยค านึงหาว่า นางก าลังหลับนอน หรือว่านางก าลังปั่นฝ้ายทอหูกอยู่ หรือว่ามีสุขสบายกับสามีคน ใหม่ คิดถึงพี่บ้างไหม เหมือนดั่งที่พี่คิดถึงนางตลอดเวลา เป็นการพรรณาถึงอารมณ์แห่งความคิดถึงได้ อย่างจับใจ พบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่ เป็นเพียงค าพรรณาความคิดถึง ร าพึงร าพรรณถึง คนรัก เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้นางศรีชมได้ทราบว่าบางครั้งเหมือนได้ไปกล่อมเจ้านอน บางครั้งเหมือนเห็นนางกลับมาหา มาอยู่ต่อหน้าต่อตารีบลุกขึ้นไปดูเป็นว่าภาพที่เห็นเป็นเงาของเสา บ้าน เป็นการพรรณนาที่ให้ผู้อ่านได้เห็นภาพจริง ๆ บทค่าวที่ ๗๓ – ๗๗ เป็นบทค่าวที่พรรณนาถึงความดีของเพื่อนที่ชื่อกาวิไชย หรือน้อย กา ที่คอยหุงหาอาหาร คอยปลอมประโลมใจให้คลายทุกข์ เป็นห่วงเป็นใยให้ค าปรึกษาทุกเช้าค่ า และ
๕๑ พรรณนาต่อท้ายว่าถ้านางไม่เชื่อถ้ามีคนมาที่ลับแลง ก็ให้เขาถามคนทั้งหลายได้เลยว่าจริงหรือไม่ มี หลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๕. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า “อดเอาเทอะ พอฟังค ากัน เต็มค าร าพัน ก็บันบ่ได้” หมายถึง ให้รู้จักอดทน อดกลั้น ฟังค าผู้อื่นที่เขาตักเตือนบอกกล่าว ตรงกับส านวนสุภาษิตที่ว่า “ขนฺติ หิตสุขาวหา.ความอดทนน ามาซึ่งประโยชน์สุข นอกจากนี้ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่เป็นเพียงการพรรณนาร าพันร าไรถึงความรัก ความอาลัยของพระยาพรหมโวหารที่มีต่อนางศรีชมคนรัก บทค่าวที่ ๗๘ – ๘๓ เป็นการพรรณนาถึงปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่ท าให้พระยาพรหมไป หานางศรีชมไม่ได้ทั้งภูเขาใหญ่เขาพรึง โทษอาญาเจ้าเมืองแพร่ แต่จิตใจนึกถึงคิดถึงนางศรีชมอยู่เสมอ ไม่เคยขาดเลย เป็นการพรรณาถึงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองว่าทุกข์ยากมากแค่ไหนเมื่ออยู่ห่างไกล คนรัก พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๖. ส านวนสอนเปรียบเทียบกับสิ่งที่ได้ยากล าบาก ได้แก่ ค าว่า “ไกลชอยวอย เหมือน ดอยกับฟ้า เหงยเหงี่ยงหน้า ดูเดือน” หมายถึง อยู่ห่างไกลลิบลิ่ว เหมือนภูเขาที่ไกลห่างจากท้องฟ้า ไกลเหมือนดวงจันทร์ที่ห่างจากผู้มองซึ่งสุดจะเอื้อมถึง ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “ไกลสุดเอื้อม” ๑๗. ส านวนค าพังเพยล้านนา ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ได้แก่ ค าว่า “หลอนตีนช้างสารควบ ตีนนกไส้เที่ยงจมดินไปบ่ฅ้าง” หมายถึง มันหนักเกินไปที่จะแก้ไขได้ คือจ่มดิ่งลงไปแบบไม่มีวัน กลับคืนมาได้อีก บทค่าวที่ ๘๔ –๘๙ เป็นการพรรณนาด้วยการตัดพ้อต่อว่านางศรีชม ว่าเป็นคนที่ไม่รู้จัก ของดีของมีค่า เปรียบเหมือนคนท านาทิ้งทุ่งนาลุ่มที่ให้ผลิตได้เต็มที่ แล้วหนีไปท านาในพื้นที่ดอนซึ่งไม่ มีน้ าหล่อเลี้ยงต้นข้าว จิตใจของนางศรีชมไม่แน่ไม่นอน บ้างครั้งดี บ้างครั้งก็ร้าย ท าให้ผู้อยู่รอบข้าง เป็นทุกข์กังวลเขาว่ามะเขือพวงและสะเดาว่าขมแล้ว แต่ใจนางศรีชมขมกว่านั้น พบว่า มีหลักธรรมค า สอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๘. ส านวนไทย ได้ใหม่ลืมเก่า ได้แก่ ค าว่า “น้องมาทอดซัด เข้าท่งนาปี ไปกุมยินดี นาดอน้ าห้วยก าพองเป็นกองวงงองอกด้วยพ้อยแผ่นดินพอนขาดน้ า” หมายถึง ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งดี ๆ หนีไปเอาสิ่งที่คุณภาพต่ ากว่า ได้ของใหม่แล้วลืมของเก่า ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “ได้แกง เท น้ าพริก” ๑๙. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า “เข้าตกดิน บ่ห่อนเป็นหญ้า” หมายถึง พืชผลสิ่งใด ๆ ก็ตามเมื่อปลูกแล้วย่อมได้ผลตามพืชพนธุ์นั้นไม่กลายพันธุ์เป็นพืชอื่นแน่นอน ดังสุภาษิตที่ว่า “ยาทิส วปเตพีช ตาทิส ลภเตผล กลฺยาณการีกลฺยาณ ปาปการีจปาปก .บุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ท ากรรมดีย่อมได้ผลดีผู้ท ากรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว ๒๐. ส านวนค าคมสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “ปากว่ารือ ใจก็อืออั้นช่างจุลมพราง ล่ายคด” หมายถึง พูดอย่างใจอย่าง ปากกับใจไม่ตรงกัน ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “ปากปราศรัย น้ าใจเฉือดคอ” บทค่าวที่ ๙๐ – ๙๕ เป็นการพรรณาถึงค าพูดของนางศรีชมที่พูดกับเพื่อนบ้านไว้ก่อนหนี ไปเมืองแพร่ เป็นค าพูดที่นางพูดประชดประชันในลักษณะเหมือนพี่ไม่รักนาง พูดในเชิงท้าทายให้ไปตา มหานางที่เมืองแพร่ ทั้ง ๆ ที่นางก็รู้ว่าพี่นั้นไปเมืองแพร่ไม่ได้ เพราะโทษถึงตายรออยู่ เป็นการพรรณา ได้ไพเราะอีกบทหนึ่ง พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้
๕๒ ๒๑. ส านวนค าสอน ลักษณะถูกประชดประชัน ได้แก่ ค าว่า “คันเมืองสวรรค์ ลงกิน แกลบกล้องจักกลับมาไช พี่น้องคันช้างพลายสาร พามานมีท้องจักพลิกพอกห้องมาไช” และค าว่า “คันหนูกินไถ กระทู้กินกล้า จักกลับลงมา เฟื้อฟั้น” หมายถึง เมื่อใดคนที่อยู่บนสวรรค์ลงมากินแกลบ หรือช้างพลายตั้งครรภ์ หรือมิฉะนั้น ถ้าหนูกัดกินไถเหล็ก ไม้กระทู้กินกล้าเมื่อใด จะกลับมาเมืองลับ แล เป็นค าประชดประชันที่มันไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้เลยในภพนี้ กล่าวคือ ไม่เหลือเยื่อใยไว้เลย ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “ตัดบัวไม่ไว้ใย” คือ การตัดความสัมพันธ์กันแบบเด็ดขาด จากที่เคยรู้จักหรือ สนิทกัน ก็จะสัมพันธ์ชนิดที่ว่าไม่ต้องมาคืนดีกันอีก บทค่าวที่ ๙๖ – ๑๐๐ เป็นการพรรณนาถึงเวรกรรมของตนเองที่ได้ท าไว้แต่ปางก่อน ซึ่ง ได้กลับมาตอบสนองในชาตินี้ จึงท าให้ต้องพลัดพรากจากคนที่รัก เป็นบทค่าวอีกชุดหนึ่งที่เขียนได้จับ ใจ พบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่ เป็นเพียงการพรรณาถึงการพลัดพรากจากคนรัก คงเกิด จากผลแห่งกรรมในชาติก่อนที่ท าไว้ อาจได้เอาลูกนกพลัดพรากจากแม่หรืออาจได้ท าให้ลูกวัวพลัด พรากจากแม่เมื่อน้อย ๆ และได้กล่าวถึงความรักอันเด็ดเดี่ยวของตนเองที่มีต่อนางศรีชม แม้ในที่สุด ไม่ได้เป็นสามีภรรยากันก็ขอเป็นพี่น้องกันก็ยังดี บทค่าวที่ ๑๐๑ – ๑๐๘ เป็นการพรรณนาถึงความยากไร้ของตนเองตั้งแต่นางศรีชมหนี ไป ไม่ได้หาทรัพย์สิ่งของใดเข้าบ้านเลย เพราะไม่มีจิตใจที่จะท ามาหากิน แต่ก่อนนั้นอย่างน้อยวัน เฟื้องละเสี้ยว แต่ปัจจุบันแต่ละวันไม่ได้เลย จึงไม่มีอะไรฝากมาถึงมีแต่หนังสือแห่งระบายความรักนี้ เท่านั้น อีกอย่างถ้าฝากอะไรมาก็กลัวนางจะโกรธ และสามีใหม่ของนางจะเข้าใจผิดว่าดุด่านางให้เจ็บ ช้ าน้ าใจ และพรรณนาสรุปถึงคุณความดีของนางศรีชมที่ได้ท าไว้ เป็นการสรุปได้อย่างไพเราะเพราะ พริ้ง ก็ยังไม่พบว่า มีหลักธรรมค าสอนหรือคติค าคมใดแฝงอยู่ เป็นเพียงการพรรณาถึงความยากไร้ของ ตนเองที่ไม่มีเวลาไปหาทรัพย์สินเงินทอง เพราะมัวแต่ร้องร่ าไห้หานางคนรัก และพรรณาถึงคุณงาม ความดีของนางศรีชมที่มีอย่างมากมาย แต่ขณะนี้นางหนีไปแล้วไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณนางอย่างไร เพราะนางไม่รักไม่ใยดีในตัวเองแล้ว เป็นการพรรณาที่ไพเราะเพราะพริ้งน่าอ่านยิ่ง บทค่าวที่ ๑๐๙ – ๑๑๔ เป็นบทพรรณาขอโทษขออภัยในการที่ได้เขียนความในใจมาหา แต่ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริงในชีวิตหลังจากนางศรีชมหนีไปเมืองแพร่ เขียนไปเพื่อระบายความ ในใจให้รู้ว่ายังรัก อาลัย ห่วงหา อาวรณ์นางอยู่มิรู้คลาย ไม่ได้แสร้งแต่งความเท็จ แต่ถ้านางศรีชมไม่ พอใจก็ต้องขอโทษด้วย พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๒๒. หลักธรรมค าสุภาษิต ได้แก่ ค่ าว่า “เท่ามีวิสัย ยาวพอฅืบเหยี้ยม ก่อยอดท าเพียร ร่ า พิจ” หมายถึง เป็นคนมีปัญญาน้อย แต่พยายามพากเพียรในการคิดการท า ตรงกับส านวนสุภาษิตที่ว่า “ความพยายามมีที่ไหน ความส าเร็จมีที่นั้น” ๒๓. คติสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “แม่วังทุ่นตื้น กับแม่พิงไชยเชี่ยวพื้น ผ่าสูนกัน มอกดังคะ ครื้น เสียงคลื่นต้อง ฟองเฟือน” หมายถึง สายน้ าสองแม่น้ าไหลไปบรรจบกันย่อมท าให้เกิดคลื่น เกิด เสียงดัง ฉันใด เพลงยาวค่าวรักของพระยาพรหมที่มีต่อศรีชมอันนี้ก็จะลือลั่นสนั่นก้องไปทั่วแผ่นดินให้ คนรู้ว่า ความรักมันยิ่งใหญ่ท าให้คนดีกลายเป็นคนที่เสียคนไปได้ในพริบตา จากบทค่าวสี่บททั้ง ๔ บท ดังได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่ามีหลักธรรมค าสอนในหลาย ๆ ลักษณะ หลาย ๆ ประเภท ทั้งคติธรรม ค าคม ค าพังเพย สุภาษิต ส านวนไทย ส านวนล้านนา ที่แฝง อยู่ในแต่ละบท รวมตั้งแต่บที่ ๑ ถึงบทที่ ๔ มีความยาว ๓๕๖ บทค่าว ผลงานวรรณกรรมเรื่องค่าว
๕๓ สี่บทของพระยาพรหมโวหารนี้เป็นประเภทค่าวใช้ หรือค่าวยาว ค่าวเพลงรัก ของชายคนหนึ่งที่มีต่อ หญิงคนรัก เขียนได้ไพเราะเพราะพริ้ง จนคนที่นางศรีชมขอให้ไปอ่านให้ฟัง เกิดความติดใจในรส ถ้อยค าแล้วขอคัดลอกไปอ่านและเอาไปเป็นตัวอย่างมากมาย จนเป็นที่แพร่หลายในโอกาสต่อมา อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมใด ๆ ถ้าไม่มีการอนุรักษ์ สืบสาน และฟื้นฟูก็ย่อมจะสูญหายไป ผู้วิจัยจึงเห็นว่าค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารเป็นมรดกอันล้ าค่าของชาติ จึงได้ร่วมอนุรักษ์ สืบสาน และฟื้นฟูด้วยการศึกษากระบวนการแต่งค่าว แล้วน าไปสอนบุคคลที่สนใจทั่วไปเป็นการเผยแพร่อีก ทางหนึ่ง และได้วิเคราะห์หลักธรรมค าสอนออกมาเผยแพร่แก่สาธารณชนอีกส่วนหนึ่งด้วย เพื่อรักษา มรดกล้านนา ให้คนเห็นคุณค่าของวรรณกรรมอันจะท าให้เกิดการสืบต่อไปยังอนุชนรุ่นหลังต่อไป
บทที่ ๑ บทน ำ ๑.๑ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ วรรณกรรมเป็นค ำรวมของงำนเขียนประเภทต่ำง ๆ ได้แก่ นิยำย นิยำยอิงประวัติศำสตร์ นวนิยำย งำนประพันธ์ นิทำน บทประพันธ์ นิยำยปรัมปรำ ต ำนำน เรื่องเล่ำ พงศำวดำร เทพนิยำย เรื่องรำวมหำกำพย์เทพปกรณัม ชำดก เรื่องแต่ง หนังสือ งำนเขียนงำนนิพนธ์ ซึ่งงำนเขียนเหล่ำนี้ ยังมี รำยละเอียดปลีกย่อยออกไปอีกนับไม่ถ้วน แต่ละชำติแต่ละภำษำจะมีลักษณะที่แตกต่ำงกัน สิ่งเหล่ำนี้ ได้ผ่ำนกำรเรียนรู้ของทุกคนมำแล้ว ไม่ว่ำจะเป็นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ละผลงำนเขียนมีสำระและ ให้คุณค่ำที่ไม่เหมือนกัน ควำมชอบในเนื้อหำของแต่ละลักษณะ เป็นดังรสชำติของอำหำรที่แต่ละคน ชอบรับประทำน งำนวรรณกรรมจึงขึ้นอยู่กับควำมต้องกำรของแต่ละคนที่จะเลือกสรร วรรณกรรม มีคุณค่ำต่อกำรด ำรงชีวิตของคนในสังคมไทยในหลำย ๆ ด้ำน เช่น ให้คุณค่ำ ด้ำนควำมบันเทิง เพลงพื้นบ้ำนแสดงควำมสำมำรถปฏิภำณไหวพริบของบุคคลในท้องถิ่น นิทำน พื้นบ้ำนให้ควำมส ำเริงอำรมณ์ ช่วยผ่อนคลำยควำมตึงเครียดจำกกำรท ำงำน ให้คุณค่ำด้ำนคุณธรรม จริยธรรม วรรณกรรมเป็นเครื่องมือสอนจริยธรรมทั้งทำงตรงและทำงอ้อม สอนให้คนท ำควำมดี เลื่อมใสศรัทธำในศำสนำมีควำมเมตตำ ให้คุณค่ำในด้ำนกำรประพันธ์เพลงพื้นบ้ำนปลูกฝังให้เป็นคน เจ้ำบทเจ้ำกลอนใช้ไหวพริบในกำรโต้ตอบกันระหว่ำงชำยหญิงโลกภำษิต มีค ำอุปมำอุปมัยเปรียบเทียบ ให้เข้ำใจชัดเจน ใช้ภำษำสละสลวยแสดงโลกทัศน์ของผู้เขียนนิทำนคติธรรม ให้คุณค่ำด้ำนมรดก วัฒนธรรม ต ำนำนช่วยสะท้อนควำมเป็นอยู่ของท้องถิ่นศำสนำประเพณี อำหำรกำรกิน ตลอดจน กำรละเล่น วรรณกรรมมิใช่เป็นแต่เพียงสื่ออย่ำงเดียวหำกเป็นสิ่งที่แฝงลึกลงไปในช่องไฟระหว่ำง ตัวอักษรยังสะท้อนให้เห็นถึงควำมตื้นลึกหนำบำงทำงภูมิปัญญำของผู้เขียนและลึกลงไปในภูมิปัญญำ นั้นก็คือควำมจริงใจที่ผู้เขียนสะท้อนต่อตัวเองและต่อผู้อ่ำน๑ วรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ชำติที่เจริญแล้วทุกชำติจะต้องมีวรรณกรรมเป็นของตัวเอง และวรรณกรรมจะมีมำกหรือน้อยดีหรือ เลว ก็แล้วแต่ควำมเจริญงอกงำมแห่งจิตใจของชนในชำตินั้น ๆวรรณกรรมเป็นเครื่องชี้ให้รู้ว่ำชำติใดมี ควำมเจริญทำงวัฒนธรรมสูงแค่ไหนและยุคใดมีควำมเจริญสูงสุดยุคใดมีควำมเสื่อมทรำมลง เพรำะฉะนั้นวรรณกรรมแต่ละชำติ จึงเป็นเครื่องชี้วัดได้ว่ำยุคใดจิตใจของประชำชนในชำติ มีควำม เจริญหรือเสื่อมอย่ำงไร ด้วยเหตุนี้วรรณกรรมจึงเป็นเครื่องมือสื่อสำรควำมรู้สึกนึกคิดถ่ำยทอดจินตนำกำรและ แสดงออกซึ่งศิลปะอันประณีตงดงำมกำรศึกษำหรืออ่ำนวรรณกรรมแต่ละเรื่องท ำให้ผู้อ่ำนมองเห็น ๑ พิทยำ ว่องกุล.พลำนุภำพแห่งวรรณกรรม. (กรุงเทพมหำนคร : ส ำนักพิมพ์ดอกหญ้ำ, ๒๕๔๐), หน้ำ ๑.
๒ ภำพสังคม วัฒนธรรม กำรเมืองและเศรษฐกิจ ของยุคสมัยที่ผู้ประพันธ์ได้สะท้อนผ่ำนมุมมองของตน ออกมำรวมทั้งท ำให้ผู้อ่ำนเข้ำใจควำมรู้สึกนึกคิดของผู้คนที่มีต่อสภำพกำรณ์เหล่ำนั้นด้วย ดังนั้นวรรณกรรมจึงมีควำมส ำคัญต่อมนุษย์แทบทุกด้ำนอำจกล่ำวได้ว่ำสังคมมนุษย์ที่เจริญมีอำรย ธรรม และเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐำนของวรรณกรรมทั้งสิ้น วรรณกรรมต่ำงมี บทบำท ควำมส ำคัญและอิทธิพลไม่มำกก็น้อย วรรณกรรมยังให้ประโยชน์แก่กลุ่มชนในหลำกหลำยด้ำนเช่นกัน โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง วรรณกรรมของไทยเรำ นั้นคือให้ควำมรู้เรื่องสังคม ภำษำ ประวัติศำสตร์ ภูมิศำสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ต่ำงๆ ที่สั่งสมและสืบทอดมำท ำให้เกิดผลดีแก่ชำวไทย เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมพัฒนำท ำประโยชน์ จำกวรรณกรรมท้องถิ่นมำสร้ำงรำยได้ให้แก่ครอบครัวและสังคม ซึ่งปัจจุบันที่เห็นเด่นชัดคือ อ ำเภอ ปำกเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวทำงภูมิปัญญำ มีศิลปวัฒนธรรมและกำรน ำเสนอข้อมูล ทำงวรรณกรรมท้องถิ่น มีคุณค่ำควรศึกษำอย่ำงยิ่ง ให้คติธรรม ควำมมีเมตตำกรุณำ คุณธรรมและ จริยธรรมเป็นกำรชี้แนวทำงชีวิตมีบทเรียนสั่ง สอน ดังในนิทำน นินำย และสุภำษิต โลกภำษิตไทยท ำ ให้คนไทยเป็นผู้มีจิตใจงดงำม มีควำมประพฤติดีอยู่ในกรอบของศีลธรรม ให้เชื่อมโยงควำมสำมัคคีให้ หมู่คณะมีกำรพึ่งพำอำศัยกัน ท ำให้ขจัดควำมเห็นแก่ตัว รู้จักเสียสละ ซึ่งสภำพสังคมยุคปัจจุบันได้ เปลี่ยนแปลงไป แสดงภูมิปัญญำท้องถิ่น เพรำะวรรณกรรมท้องถิ่นไทยได้แสดงควำมคิด ค่ำนิยม ในทำงศิลปะกำรแสดง ศิลปหัตถกรรม นอกจำกนี้วรรณกรรมยังมีอิทธิพลต่อมนุษย์อีกมำกมำยพอสรุปได้ดังนี้ ๑. จำกตัวละครที่ปรำกฏในวรรณกรรม ได้เปิดเผยให้ผู้อ่ำนเห็นควำมคิดจิตใจของมนุษย์ ด้วยกัน ทั้งที่เหมือนกับคนทั่ว ๆ ไป และทั้งที่แตกต่ำงและมีปฏิกิริยำต่อคนอื่น ๒. จำกกำรสร้ำงพฤติกำรณ์และสถำนกำรณ์ในวรรณกรรม ท ำให้ผู้อ่ำนได้เรียนรู้ว่ำ พฤติกรรมของคน ๆ หนึ่งย่อมเกี่ยวโยงไปถึงคนอื่น ๆ ด้วย บำงครั้งพฤติกรรมของคนเพียงคนเดียว ก็ มีพลังอ ำนำจผลักดันให้เกิดเหตุกำรณ์ที่เหลือวิสัยที่จะควบคุมได้มีผลต่อตนเองและคนอื่น ๆ อีกหลำย คน ซึ่งใคร ๆ ก็ควบคุมสถำนกำรณ์ไม่ได้นอกจำกนี้ยังท ำให้ผู้อ่ำนแลเห็นพฤติกรรมต่ำง ๆ ที่ต่อต้ำน และขัดแย้งตำมมำด้วย ๓. จำกกำรสร้ำงฉำกในวรรณกรรม โดยเฉพำะเมื่อผู้เขียนวำดภำพควำมเป็นไปในโลกซึ่งมี แต่ควำมกดดัน จะท ำให้ผู้อ่ำนได้แลเห็นรำยละเอียดต่ำง ๆ ของชีวิต ผู้เขียนจะเลือกคัดจัดประเภท ของประสบกำรณ์มำแยกแยะพิจำรณำในวรรณกรรมของเขำเพื่อให้ผู้อ่ำนมีโอกำสน ำประสบกำรณ์ ของตนเองมำเทียบเคียงรวมพิจำรณำด้วย ๔. จำกรูปแบบและโครงสร้ำงของวรรณกรรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในสำกลว่ำเป็นศิลปะ นั้น ผู้อ่ำนไม่ว่ำจะอ่ำนวรรณกรรมในรูปนวนิยำย บทละคร หรือบทประพันธ์อื่น ๆ ก็จะพบลักษณะ ของวรรณกรรมนั้น ๆ ลักษณะเฉพำะเหล่ำนั้น จะปรุงแต่งควำมคิดของผู้อ่ำนและกระตุ้นเตือนให้เกิด ควำมรู้สึกนึกคิดอย่ำงลึกซึ่ง เป็นควำมรู้สึกนึกคิดของผู้อ่ำนจำกวรรณกรรมที่ผู้แต่งสร้ำงขึ้นในรูปแบบ ต่ำง ๆ และโครงสร้ำงต่ำง ๆ กัน ๕. จำกภำษำ สัญลักษณ์และมโนภำพ ของวรรณกรรมได้สร้ำงควำมงำมและควำมน่ำ เกลียดให้เกิดขึ้นเพื่อเทียบเคียงกัน วรรณกรรมจะกระตุ้นจินตนำกำรของผู้อ่ำนให้หวั่นไหวและมีกำร ตอบสนองนักเขียนที่ใช้ภำษำได้กระจ่ำงชัดจะถ่ำยทอดควำมรู้สึกนึกคิดในส่วนลึกของจิตใจมำยังผู้อ่ำน
๓ ได้อย่ำงยอดเยี่ยม ควำมงดงำมของภำษำของกวีหรือนักเขียน จะเขย่ำอำรมณ์และควำมคิดของผู้อ่ำน ให้ไหวสะเทือน ควำมหมำยที่ลึกซึ้งของกวีควำมผสมกลมกลืนของกำรใช้สัญลักษณ์และกำรวำดมโน ภำพล้วนแต่มีส่วนช่วยจรรโลงใจผู้อ่ำนได้เป็นอย่ำงดี ๖. จำกท่วงท ำนองเขียนในวรรณกรรม ซึ่งท ำให้ผู้อ่ำนรู้จักลักษณะเฉพำะของกวีหรือ นักเขียน แต่ละคนนั้นจะท ำให้ผู้อ่ำนเกิดควำมสนุกตื่นเต้นไปกับบุคลิกลักษณะของกวีหรือนักเขียนซึ่ง ไม่ซ้ ำแบบกัน ๗. จำกควำมคิดในวรรณกรรม ผู้อ่ำนจะได้พบกระจกเงำใบมหึมำสะท้อนภำพ ประสบกำรณ์ควำมฉลำดหลักแหลม และย่อโลกอันกว้ำงขวำงมำวำงไว้ตรงหน้ำ จะชูให้ผู้อ่ำนเห็น สำเหตุของปัญหำต่ำง ๆ และกำรพยำยำมค้นหำวิธีที่ดีที่สุดมำแก้ปัญหำเหล่ำนั้น วรรณกรรมต่ำง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเริ่มจำกท้องถิ่นต่ำง ๆ ก่อน เช่น ภำคเหนือ ภำคใต้ ภำค กลำง ภำคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วรวมกันเป็นวรรณกรรมระดับชำติ จึงกล่ำวได้ว่ำ วรรณกรรม ท้องถิ่นคือที่มำของวรรณกรรมระดับชำติ วรรณกรรมท้องถิ่นหมำยถึง ผลผลิตทำงภูมิปัญญำของ นักปรำชญ์ ผู้รู้พื้นบ้ำน สร้ำงขึ้นเพื่อตอบสนองควำมต้องกำรของสังคม บันเทิง สำระควำมรู้ คติ สอนใจ มีทั้งวรรณกรรมมุขปำฐะ เช่น นิทำนพื้นบ้ำน เพลงพื้นบ้ำน ปริศนำค ำทำย ถ่ำยทอดผ่ำนรุ่น หนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง เมื่อมีกำรจดบันทึก จึงกลำยเป็นวรรณกรรมลำยลักษณ์คือกำรน ำมุขปำฐะมำจดบันทึก เช่น ต ำนำน นิทำน ค ำสอนต่ำง ๆ เพื่อใช้เป็นบทในกำร ขับ อ่ำน แสดง แพร่กระจำยไปเรื่อย ๆ เรื่อง ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตำมสภำพสังคม ภูมิศำสตร์วัฒนธรรมประเพณีของแต่ละภูมิภำค จนเป็น มรดกทำงวัฒนธรรม วรรณกรรมท้องถิ่นย่อมสัมพันธ์กับฉันทลักษณ์และชีวิตควำมเป็นอยู่ของคนใน สังคมของท้องถิ่นนั้น ๆ และส่งอิทธิพลให้กับสังคมต่อไป สำมำรถจ ำแนกประโยชน์ของวรรณกรรม ท้องถิ่นได้ดังนี้๑ ๑. ให้ควำมบันเทิง กล่ำวคือ กำรละเล่น กำรแสดงพื้นบ้ำนต่ำง ๆ ย่อมสัมพันธ์กับ วรรณกรรมท้องถิ่น โดยมุ่งให้ควำมบันเทิงใจ ศิลปิน พ่อเพลง แม่เพลง นักขับล ำน ำแม้จะด้นกลอนสด ได้เองแต่ก็ต้องน ำบำงส่วนของวรรณกรรมท้องถิ่นมำใช้สอดแทรกในกำรแสดงเช่น อิทธิพลต่อกำร แสดงของภำคอีสำน เช่น เรื่องสินไซ กำรแสดงของภำคเหนือ กำรซอ เล่ำค่ำว เช่น เรื่องหงส์หิน กำร แสดงของภำคกลำง เช่น กลอนสด บทละคร เพลงเกี่ยวข้ำว เช่น เรื่องสังข์ศิลป์ชัย กำรแสดงของ ภำคใต้ เพลงบอก โนรำ เช่น พระสุธนมโนรำ สุทธิกรรมชำดก เป็นต้น ๒.อธิบำยควำมเป็นมำของชุมชนและเผ่ำพันธุ์อธิบำยควำมเป็นมำของกลุ่มชน ควำมเป็น พวกเดียวกัน มีบรรพบุรุษร่วมกัน มีสัญลักษณ์ร่วมกัน เป็นประวัติศำสตร์ท้องถิ่นเช่นเรื่องท้ำวแสน ปม อธิบำยควำมเป็นมำของภำคกลำงเรื่องขุนบรม อธิบำยควำมเป็นมำของภำคอีสำนเรื่องต ำนำนจำม เทวีวงศ์อธิบำยควำมเป็นมำของภำคเหนือ ๓. เป็นสื่อกลำงระหว่ำงบ้ำนกับวัดวัดเป็นแหล่งควำมรู้และเป็นศูนย์กลำงของชุมชนมำ โบรำณ ชำวไทยนิยมไปวัดเพื่อกำรเรียนรู้วรรณกรรมท้องถิ่น โดยกำรอ่ำน ฟัง ชำวบ้ำนเชื่อว่ำกำรได้ ฟังธรรมนิยำย นิทำนคติธรรมจะได้รับอำนิสงค์สูง ดังเช่นนิทำนเรื่องศุภนิมิตรกลอนสวดได้กล่ำวไว้ ๑ วำทิน ศำนติ์ สันติ, “วรรณกรรม : หน้ำที่ประโยชน์ของวรรณกรรมท้องถิ่น”, ๒ เมษำยน ๒๕๕๕ , < https://www.gotoknow.org/posts/486865>
๔ ว่ำ “ได้ฟังนิยำย พ้นทุกข์ทุกคนบ้ำงได้ถึงมรรค บ้ำงได้ถึงผล พ้นทุกข์ทุกคน บ้ำงได้นิพพำน” ๔. อิทธิพลต่อวิถีชีวิตชำวบ้ำนวรรณกรรมท้องถิ่นจะสอดแทรกบทบัญญัติสังคม หลักธรรม จริยธรรมจึงมีอิทธิพลต่อชีวิตเช่นให้กำรศึกษำ พระท ำหน้ำที่สอนหนังสือ ใช้วรรณกรรม ท้องถิ่นเป็นแบบเรียน รักษำพฤติกรรมของหมู่คณะให้เป็นไปตำมแบบแผนที่ได้ปฏิบัติมำ สร้ำงควำม สำมัคคีในชุมชนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้ส ำนึกผิดชอบชั่วดี เกรงกลัวต่อบำป ปลูกฝัง จริยธรรม สะท้อนค่ำนิยมของสังคมในช่วงเวลำนั้น ๆ ที่ร่วมสมัยกับกำรแต่งนิทำนให้คุณค่ำทำง อำรมณ์ สุข ทุกข์ เศร้ำแก่ชำวบ้ำน สร้ำงเอกลักษณ์ร่วมกันในสังคม ๕. อิทธิพลต่อศิลปกรรมวรรณกรรมท้องถิ่นมีอิทธิพลต่อศิลปกรรมและหัตถกรรมพื้นบ้ำน โดยเฉพำะเรื่องรำวที่เกี่ยวกับพุทธศำสนำ จึงออกมำในรูปแบบของจิตกรรมตำมอุโบสถ วิหำร สิมใน ภำคอีสำน ซึ่งนิยมเรื่องชำดก วรรณกรรมพื้นบ้ำนที่นิยมท ำให้เป็นชำดก พุทธประวัติเช่นเรื่องหอย สังข์(สังข์ทอง) จิตกรรมฝำผนังที่วิหำรลำยค ำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่เรื่องสินไซ จิตกรรมฝำ ผนังวัดฝังแดง จังห วัดนครพนมเรื่องทศชำติชำดก จิตกรรมฝ ำผนังวัดบ รมธำตุ จังหวัด นครศรีธรรมรำช เป็นต้น ๖. อิทธิพลต่อ ควำมเชื่อ แนวทำกำรปฏิบัติตนวรรณกรรมประเภทค ำสอน มักมีเนื้อหำ อิงอยู่กับหลักธรรมและควำมเชื่อพื้นบ้ำน มีอิทธิพลต่อกำรด ำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม จะชี้น ำในเรื่อง ประเพณี ควำมเชื่อ คือ ฮีตบ้ำนคลองเมือง ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ หำกไม่ปฏิบัติตำมจะถือว่ำเป็น อัปมงคลต่อชีวิต เช่นเรื่องพระมำลัยโผดโลกของภำคเหนือ เรื่องอินทิญำนสอนลูกของภำคกลำงเรื่อง ลุงสอนหลำนค ำกำพย์ของภำคใต้ฯลฯ ๗. อิทธิพลต่อประเพณี เช่น ต ำนำนเรื่องเสำอินทขิล เกิดประเพณีบูชำเสำอินทขิล (บูชำ เสำหลักเมือง) จังหวัดเชียงใหม่นิทำนเรื่องผำแดงนำงไอ่ เกิดประเพณีบุญบั่งไฟ ภำคอีสำน ฯลฯ สรุป วรรณกรรมท้องถิ่นถือก ำเนิดขึ้นมำเพื่อตอบสนองต่อควำมต้องกำรของสังคมนั้น ๆ สร้ำงควำมรู้ ควำมเข้ำใจต่อวิถีชีวิตของสังคมในแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่ำงดี ล้ำนนำมีควำมเจริญรุ่งเรืองในด้ำนวัฒนธรรมมำแต่โบรำณ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งทำงด้ำน ภำษำและวรรณกรรมในด้ำนภำษำนั้น ล้ำนนำมีภำษำเขียนโดยใช้อักษรที่เรียกว่ำ “ตัวเมือง” “อักษร ธรรม” หรือ “อักษรไทยยวน” ซึ่งล้ำนนำใช้ตัวอักษรนี้จำรึกคัมภีร์ต่ำงๆ ทำงพุทธศำสนำในใบลำน และได้แพร่หลำยไปสู่เชียงตุง เชียงรุ่ง ยูนนำนและล้ำนช้ำง นอกจำกนี้ยังมี “อักษรฝักขำม” ซึ่งพัฒนำ มำจำกอักษรสุโขทัย และมี“อักษรขอมเมือง” หรือ “อักษรไทยนิเทศ”อีกด้วย อย่ำงไรก็ตำมตัวอักษร ที่นิยมใช้จำรึกในวรรณกรรมมำกที่สุดก็คือ “ตัวเมือง” หรือ “อักษรธรรม” หรือ “อักษรไทยยวน” นั่นเอง๑ ๑ ศิวำพร วัฒนรัตน์, วรรณกรรมนิทำนค ำโคลงของล้ำนนำ : ลักษณะเด่น ภูมิปัญญำและคุณค่ำ, รำยงำนวิจัยโครงกำรวิจัย,ส ำนักงำนกองทุนสนับสนุนกำรวิจัย (สกว.), ๒๕๕๓, หน้ำ ๑.
๕ คร่ำว๑ หรือค่ำวของพระยำพรหมโวหำรก็เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นอำณำจักรล้ำนนำอีกชิ้น หนึ่งที่ถ่ำยทอดจินตนำกำรและแสดงออกซึ่งศิลปะอันประณีตงดงำม มีสอดแทรกหลักธรรมค ำสอนไว้ ทุกวรรคตอน เป็นวรรณกรรมที่รู้จักกันอย่ำงแพร่หลำย มีอิทธิพลต่อคนในท้องถิ่นจนคนร่วมสมัย น ำไปใช้ในชีวิตประจ ำวัน เช่น กำรขับร้องเกี้ยวสำวที่เรียกว่ำ “บทอู้สำว” กำรขับล ำน ำจ๊อย และมี กำรหลักธรรมค ำสอนสอดแทรกอยู่ในเนื้อหำสำระของวรรณกรรมเรื่องนี้อย่ำงมำกมำย แม้แต่ในสังคม วรรณกรรมเรื่องนี้ก็ให้คุณค่ำทำงสังคมอย่ำงมำกมำยเช่นกัน เช่น กำรน ำฉันลักษณ์ไปแต่งเป็นค่ำว ธรรมส ำหรับสอนประชำชน แต่งเป็นค่ำวก้อม (สั้น) สอนลูกหลำน เช่น ปู่สอนหลำน ทั้งประเภทวำจำ คือวรรณกรรมที่ใช้วิธีกำรถ่ำยทอด หรือสื่อสำรต่อกันด้วยภำษำพูด โดยกำรบอกเล่ำสู่กันฟัง กำร สนทนำซักถำม กำรอบรมสั่งสอน รวมถึงกำรขับร้องเป็นท่วงท่ำท ำนองต่ำง ๆ ได้แก่นิทำน บทเพลง เช่น ฮ่ ำจ๊อยและซอ ภำษำ ส ำนวน ค ำพังเพย หรือค ำคมต่ำง ๆ ปริศนำค ำทำย ค ำเกี้ยวพำรำสีของ หนุ่มสำว หรือก ำอู้บ่ำวสำว หรือ ก ำค่ำวก ำเครือ เป็นต้น และประเภทลำยลักษณ์อักษร คือ วรรณกรรมที่ใช้ถ่ำยทอดหรือสื่อสำรต่อกันด้วยภำษำเขียน โดยมีกำรบันทึกไว้เป็นลำยลักษณ์อักษร วรรณกรรมพื้นบ้ำนภำคเหนือในอดีตมักจะบันทึกด้วย อักษรธรรม และตัวอักษรฝักขำม มีเนื้อหำและ รูปแบบของค ำประพันธ์ที่หลำกหลำย เช่นวรรณกรรมร้อยแก้วและวรรณกรรมร้อยกรอง คือ โคลง ร่ำย และค่ำว หรือค่ำวซอเป็นต้น ดังนั้น ผู้วิจัยเป็นผู้หนึ่งที่ชอบวรรณกรรมประเภทค่ำว จึงมีควำมสนใจที่จะศึกษำวิเครำะห์ เนื้อหำของค่ำวสี่บทพระยำพรหมโวหำรว่ำ ท่ำนได้สอดแทรกหลักธรรมค ำสอน สุภำษิตใดไว้ในบทกวี วรรณกรรมนั้นบ้ำง ๑.๒ วัตถุประสงค์ของโครงกำรวิจัย ๑.๒.๑ เพื่อศึกษำเนื้อหำในวรรณกรรมล้ำนนำค่ำวสี่บทพระยำพรหมโวหำร ๑.๒.๒ เพื่อศึกษำวิเครำะห์หลักธรรมที่ปรำกฎในวรรณกรรมล้ำนนำค่ำวพระยำพรหม โวหำร ๑.๒.๓ เพื่อศึกษำวิเครำะห์อิทธิพลของวรรณกรรมค่ำวสี่บทที่มีต่อวิถีชีวิตของชำวล้ำนนำ ๑.๓ ปัญหำกำรวิจัย ๑. วรรณกรรมค่ำวสี่บทพระยำพรหมโวหำรมีหลักธรรมค ำสอน หรือค ำพังเพย คติ ค ำ คมใดบ้ำง ๒. วรรณกรรมค่ำวสี่บทพระยำพรหมโวหำรมีอิทธิพลต่อกำรด ำเนินชีวิตของชำวล้ำนนำ ด้ำนใดบ้ำง ๑ ค ำว่ำคร่ำว ภำษำล้ำนนำเขียนเป็นอักษรธรรมว่ำ ครฯ่าวฯเมื่อเทียบกับอักษรภำษำไทยกลำงจะตรง กับค ำว่ำ “คร่ำว” แต่ไม่เป็นที่นิยมของคนในล้ำนนำ เนื่องจำกค ำว่ำคร่ำวในภำษำไทยกลำงหมำยถึงลำง ๆ ไม่ชัดเจน คนล้ำนนำนิยมอ่ำนว่ำ ค่ำว ในงำนวิจัยชิ้นนี้จึงจะใช้ค ำว่ำ ค่ำว เพื่อตรงกับส ำเนียงของคนล้ำนนำ
๖ ๑.๔ ขอบเขตกำรวิจัย ๑.ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ ได้แก่ ค่ำวสี่บทพระยำพรหมโวหำร และค่ำวจ๊อย ค่ำวธรรมต่ำง ๆ ของล้ำนนำ ๒.ขอบเขตด้ำนแหล่งข้อมูล ขอบเขตด้ำนแหล่งข้อมูล ได้แก่ เอกสำร ต ำรำ หนังสือเกี่ยวกับค่ำว ซอ จ๊อย ค่ำวก้อม ตลอดถึงงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับค่ำวล้ำนนำ ๓.ขอบเขตพื้นที่ กำรวิจัยนี้เป็นกำรวิจัยเชิงคัมภีร์ เชิงเอกสำรจึงไม่มีขอบเขตด้ำนพื้นที่ ๔.ขอบเขตระยะเวลำ ขอบเขตระยะเวลำ ตั้งแต่เดือนตุลำคม ๒๕๕๗ – กันยำยน ๒๕๕๘ ๑.๕ ค ำนิยำมศัพท์เฉพำะ ค่ำว หรือ ค่ำว เป็นชื่อของลักษณะกำรเรียบเรียงถ้อยค ำที่ให้เป็นระเบียบเหมือนห่วงโซ่ คือ มีสัมผัสคล้องจองกันไป ทำงภำคเหนือเรียกเชือกเส้นโต ๆ ว่ำค่ำว หรือเชือกค่ำว เพรำะลักษณะ เป็นค่ำวเป็นเครือต่อเนื่องกันลักษณะคล้ำยกลอนแปดของภำคกลำง ทั้งในด้ำนสัมผัสและลีลำกลอน พระยำพรหมโวหำร หมำยถึง นักปรำชญ์ของภำคเหนือล้ำนนำที่อยู่ร่วมสมัยกับพระยำ สุนทรโวหำร (สุนทรภู่) จ๊อย หมำยถึงกำรขับล ำน ำตอนไปแอ่วสำวของหนุ่ม ๆ ภำคเหนือล้ำนนำสมัยก่อน ค่ำวธรรม หมำยถึง เรื่องที่ปรำกฏในเทศนำธรรม ค่ำวใช้ หมำยถึง วรรณกรรมที่แต่งเป็นจดหมำยรัก ถ้ำน ำไปอ่ำนเป็นท ำนองเสนำะเรียกว่ำ “ค่ำวซอ” หรือ “เล่ำค่ำว” ค่ำวสี่บทพระยำพรหมโวหำรหมำยถึง วรรณกรรมที่พระยำพรหมโวหำรแต่งขึ้นโดย พรรณำถึงศรีจมคนรักที่หนีจำกไปโดยไม่ได้บอกกล่ำวสั่งเสียใด ๆ หลักธรรม หมำยถึง คติ ค ำคม ค ำสอน ค ำพังเพย ส ำนวนสุภำษิต ค ำเปรียบเทียบ เปรียบ เปรยที่เตือนสติ ที่สอนให้ประกอบควำมดี ละทิ้งควำมชั่ว อิทธิพลวรรณกรรม หมำยถึง ข้อเขียนที่เป็นสิ่งที่ท ำให้เกิดควำมนิยมชมชอบของคนแล้ว น ำไปใช้ในชีวิตประจ ำวัน อักษรธรรม หมำยถึง อักษรที่ใช้เขียนค ำสอนทำงพระพุทธศำสนำของคนชำวล้ำนนำ ค ำจ่ม หมำยถึง ค ำบ่น หรือกำรร ำพันของคนที่บ่นไปโดยไม่ได้เจำะจงจะให้ใครฟังหรือไม่ กะโลง หมำยถึง ฉันทลักษณ์กำรแต่งค ำประพันธ์เช่นเดียวกับโคลงของภำคกลำง ค่ำวก้อม หมำยถึง ค ำประพันธ์ที่คล้องจองกัน แต่เป็นประโยคสั้น ๆ ไม่ยำว ต๋ำมผำงมันโกม หมำยถึง จุดตะเกียงไฟ เติ๋น หมำยถึง ห้องโถงของบ้ำนที่ส ำหรับนั่งพูดคุยกัน
๗ ๑.๖กรอบแนวควำมคิดกำรวิจัย ก รอบแน วคิดใน ก ำ รศึกษ ำ วิจัย เรื่องนี้ มีกรอบแน วคิดที ่ส ำคัญในลักษณ ะ ของกระบวนกำรและวิธีศึกษ ำวิจัย รวมทั้งผลลัพธ์จ ำกกำรศึกษำ ดังนี้ ภำพที่ ๑ ผังกรอบแนวคิดกำรวิจัย ๑.๗วิธีด ำเนินกำรวิจัย ในกำรศึกษำวิจัยนี้ เป็นกำรวิจัยแบบเอกสำร ต ำรำ ที่เกี่ยวกับเนื้อหำของวรรณกรรมค่ำว สี่บทพระยำพรหมโวหำร แล้ววิเครำะห์เนื้อหำด้ำนหลักธรรมค ำสอนทำงพระพุทธศำสนำ ค ำพังเพย คติ ค ำคม และอิทธิพลที่มีต่อกำรด ำรงชีวิตของชำวล้ำนนำ จึงได้ก ำหนดวิธีกำรวิจัยดังนี้ รูปแบบกำรวิจัย ๑. รวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจำกหนังสือ ต ำรำ เอกสำร ใบลำน คัมภีร์ต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ค่ำวสี่บทพระยำพรหมโวหำร และค่ำวอื่น ๆ เพื่อศึกษำเนื้อหำของค่ำว ๒. ใช้ผู้มีควำมช ำนำญในกำรอ่ำนภำษำล้ำนนำ แปลภำษำล้ำนนำเป็นภำษำไทยกลำง เพื่อ ใช้ควำมสะดวกในกำรศึกษำวิจัย อันจะน ำไปสู่กำรวิเครำะห์หำอิทธิพลของวรรณกรรมค่ำวสี่บทพระ ยำพรหมโวหำรที่มีต่อชำวล้ำนนำ ๓. ศึกษำเนื้อหำค่ำวสี่บทพระยำพรหมโวหำรอย่ำงละเอียด เปรียบเทียบเนื้อหำของ ต้นฉบับทั้ง ๓ ฉบับ ได้แก่ ฉบับของสิงฆะวรรณสัย ฉบับของพ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธุ์ และฉบับของ คุณทวี สว่ำงปัญญำกูร ๔. วิเครำะห์หำหลักธรรมค ำสอน ค ำพังเพย คติ ค ำคมต่ำง ๆ เครื่องมือกำรวิจัย กำรวิจัยนี้ เป็นกำรวิจัยเอกสำร ต ำรำ เครื่องมือกำรวิจัยได้แก่ บทค่ำวสี่บทของพระยำ พรหมโวหำร ๓ ฉบับ ประกอบด้วย ๑) ฉบับตรวจช ำระโดย สิงฆะวรรณสัย ๒) ฉบับพ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ ร้ำนประเทืองวิทยำ ๓) ฉบับลำนก้อมของทวี สว่ำงปัญญำกูร ที่มอบให้อุดม รุ่งเรืองศรี อิทธิพลต่อชำวล้ำนนำ ด้ำนสังคม เผยแพร่สู่สำธำรณชน อิทธิพลต่อชำวล้ำนนำ ด้ำนกำรปกครอง อิทธิพลต่อชำวล้ำนนำ ด้ำนศำสนำ/พิธีกรรม หลักธรรมที่ปรำกฏในวรรณกรรม ค่ำวสี่บทพระยำพรหมโวหำร
๘ กำรวิเครำะห์ข้อมูล ๑. ศึกษำค่ำวสี่บทของพระยำพรหมโวหำรอย่ำงละเอียด ๒. ท ำกำรวิเครำะห์ข้อมูลไปทีละบทค่ำวย่อยทั้ง ๓๕๖ บท เพื่อหำหลักธรรม คติธรรม ค ำ คม ค ำสอน ปรัชญำต่ำง ๆ ที่ปรำกฎในบทค่ำวแต่ละบทอย่ำงละเอียด ๓. จัดท ำข้อมูลหลักธรรมที่ปรำกฎในค่ำวสี่บทพระยำพรหมโวหำรไปจัดเป็นหมวดหมู่ ได้แก่ หมวดพุทธสุภำษิต หมวด ส ำนวน ค ำสอน คติ ค ำคม ค ำพังเพย โดยไม่ได้ใช้สถิติทำง คณิตศำสตร์ ๑.๘ ประโยชน์ที่ได้รับจำกกำรวิจัย ๑.๘.๑ ได้หลักธรรมค ำสอน สุภำษิตสอนใจอันจะน ำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ ำวัน ๑.๘.๒ ได้อนุรักษ์และสืบสำนงำนวรรณกรรมท้องถิ่นให้ยั่งยืนสืบไป ๑.๘.๓ ได้ประโยชน์ทำงด้ำนวิชำกำรด้ำนกำรวิจัย
บทที่ ๒ เนื้อหาในวรรณกรรมค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร การศึกษาวิจัยเรื่องวิเคราะห์เนื้อหาและหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บท ของพระยาพรหมโวหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหาและวิเคราะห์หลักธรรมค าสอนสุภาษิตที่ ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร และเพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของวรรณกรรม ค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนา ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบเขตการศึกษาวิจัยในบทนี้ ดังนี้ ๑. ประวัติพระยาพรหมโวหาร ๒. รูปแบบการประพันธ์วรรณกรรม ๓. การแพร่หลายของวรรณกรรมค่าวสี่บท ๓.๑ ผลงานของพระยาพรหมโวหาร ๓.๒ ผลงานของบุคคลอื่น ๆ ๒.๑ ประวัติพระยาพรหมโวหาร พญาพรหมหรือ พญาพรหมโวหารท่านมีเชื้อสายทางตระกูล "เจ้าเจ็ดตน" ซึ่งเป็นลูกหลาน ของทิพย์ช้างวีรบุรุษแห่งเขลางค์นครบิดาของพญาพรหมชื่อ แสนเมืองมา เป็นผู้รักษากุญแจคลังหลวง ของเจ้าล าปางหลวงมารดาชื่อเพ็ง หรือ เป็งเดิมพญาพรหมชื่อ พรหมมินทร์ เกิดที่ล าปางพ.ศ. ๒๓๔๕ ปีจอ จัตวาศก (จ.ศ.) ๑๑๖๔ที่บ้านในตรอกตรงข้ามวัดใต้ด ารงธรรมพรหมมินทร์ได้ศึกษาอักขรภาษาที่ วัดสิงห์ชัยและต่อมาเมื่ออายุ ๑๗ ปี ก็บรรพชาที่วัดนั้นเอง มีอาจารย์ชื่อพระอุปนันโทเถระซึ่งท่านรัก ใคร่เอ็นดูลูกศิษย์มาก เนื่องจากความที่เป็นเด็กฉลาดเฉลียวหลังจากอุปสมบทเป็นภิกษุได้สามพรรษา พระอาจารย์อุปนันโทเถระจึงได้น าไปฝากไว้ในส านักของพระอาจารย์ปินตาวัดสุขมิ้น หรือวัดสุกขะ หมิ้น เมืองเชียงใหม่ (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณวัดเจดีย์หลวง) หลังจากอยู่เชียงใหม่ได้ประมาณสามปีจึงลา พระอาจารย์กลับไปนครล าปางและต่อมาก็ลาสิกขาบท เมื่ออายุประมาณ ๒๕-๒๖ ปี๑ โดยก่อนลาก็ได้ แต่งค่าว "ใคร่สิก"(อยากจะสึกจากสมณเพศ) ขึ้นเพื่อลาอาจารย์และอุบาสกอุบาสิกา ในยุคนั้นมีกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดังคือพระยาโลมาวิสัย ซึ่งเป็นอาลักษณ์ในราชส านักนคร ล าปาง พระยาโลมาวิสัยนั้นเป็นเพื่อนสนิทของแสนเมืองมาบิดาของพรหมินทร์ เมื่อแสนเมืองมาผู้บิดา เห็นว่าพรหมินทร์บุตรชายที่สึกจากพระมาแล้วมีลักษณะเป็นกวี จึงน า “หนานพรหมินทร์” บุตรชาย ไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กของเจ้าหลวงวรญาณรังษีฯ ผู้ครองนครล าปาง เจ้าหลวงนครล าปางจึงได้ให้ พรหมินทร์ไปฝึกงานแผนกอาลักษณ์กับพระยาโลมาวิสัย ครั้งนั้นพระยาโลมวิสัยแต่งคร่างหงส์ผาค า ๑ อุดม รุ่งเรืองศรี, ค่าวสี่บทฉบับน าสอบทาน และค าจ่มพระญาพรหมโวหาร สอบทาน ปริวรรต และจัดท าค า แปล:อุดม รุ่งเรืองศรี, (เชียงใหม่, ส านักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ม.ป.ป.), หน้า ๒๐๗.
๑๐ ขึ้น และได้น าขึ้นถวายเจ้าหลวงล าปาง เจ้าหลวงล าปางโปรดให้ตรวจช าระอีกครั้ง และได้โปรดให้ พรหมินทร์เข้าร่วมตรวจช าระด้วย ในระยะนี้พรหมินทร์ได้เริ่มแสดงความเป็นปฏิภาณกวีของตน ออกมา โดยกราบทูลและกล่าวโต้ตอบหน้าพระที่นั่งด้วย “กะโลง” (โคลง) และค่าวก้อม (ค่าวสั้น) ซึ่ง เจ้าหลวงวรญาณรังษีฯ ทรงโปรดมาก จึงแต่งตั้งให้พรหมินทร์เป็น “พระยาพรหมโวหาร” กวีประจ า ราชส านักของเจ้าหลวงวรญาณรังษีฯ เจ้าผู้ครองนครล าปาง พระยาพรหมโวหารจึงเริ่มเป็นที่รู้จักกัน ทั่วไปตั้งแต่บัดนั้น พระยาพรหมโวหารสมรสกับเจ้าสุณา ณ ล าปาง เป็นภรรยาคนเเรก กล่าวกันว่าพระยา พรหมโวหารมีภรรยารวมกันทั้งหมด ๔๒ คน ภรรยาคนสุดท้ายชื่อเจ้าบัวจันทร์ ณ เชียงใหม่ มีธิดา ด้วยกันคหนึ่งชื่อขี้หมู ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นตามเคล็ดเพื่อให้เลี้ยงง่าย โดยมีชื่อจริงว่า อินทร์ตุ้ม และพระ ยาพรหมโวหารไม่มีลูกกับภรรยาคนอื่นใดอีกเลย พระยาพรหมโวหารนอกจากที่มีความรู้ความสามารถทางกวีแล้ว ท่านยังมีความรู้ใน ศาสตร์อื่น ซึ่งเป็นที่นิยมในยุคนั้นอีกด้วย เช่น ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และคชศาสตร์หรือวิชาว่าด้วย การดูช้าง ครั้นต่อมามีคนมาทูลเจ้าหลวงล าปางว่า มีช้างงามอยู่เชือกหนึ่งที่เมืองแพร่ เจ้าของจะขาย ในราคาถูก เจ้าหลวงวรญาณรังษีฯ ก็ประสงค์จะได้ไว้ใช้ จึงมอบเงินจ านวน ๓,๐๐๐ ธ็อก (บางแห่งว่า ๓,๐๐๐ รูปี) ให้พระยาพรหมโวหารไปซื้อช้างเชือกนั้น โดยเดินทางไปกับนายเปี้ยและนายผัด พอ เดินทางถึงหมู่บ้านป่าแมดในเขตเมืองแพร่ซึ่งเป็นแหล่งการพนัน พระยาพรหมโวหารก็ไปเล่นการพนัน กับเขาบ้าง เมื่อเงินส่วนตัวหมดก็เอาเงินที่จะไปซื้อช้างไปเล่นอีกโดยหวังจะแก้คืน แต่ก็ถูกพนันกินจน หมดสิ้นไม่มีเหลือ เมื่อส านึกผิดได้ พระยาพรหมโวหารก็หนีไปอาศัยอยู่กับเจ้าหลวงเมืองแพร่ และได้ เขียนค่าวช้างขึด (ช้างอาถรรพ์) ส่งไปถวายเจ้าหลวงล าปางแทน ซึ่งเจ้าวรญาณรังษีฯ เจ้านครล าปาง ได้ประกาศว่า ถ้าไอ่พรหมเข้านครล าปางวันใด หัวไอ่พรหมปุด (หลุด) วันนั้น เมื่อกลับล าปางไม่ได้แล้ว พระยาพรหมโวหารก็ได้ไปอาศัยอยู่บ้านนางจันทร์หรือบัวจันทร์ ซึ่งเป็นนางสนมของเจ้าหลวงเมืองแพร่ และต่อมาได้ฝากตัวเป็นคนรับใช้เจ้าหลวงเมืองแพร่ ในสมัยนั้น เจ้าหลวงเมืองแพร่คือ เจ้าหลวงวิชัยราช หรือวิชัยราชา ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “เจ้าหลวงขาซื่อ” (ขางอไม่ได้) ในระยะนั้นเมืองแพร่มีช้างงายาวที่ลักษณะโดดเด่นอยู่เชือกหนึ่ง เจ้าราชวงสาจึงได้จัด ประกวด “ค่าวร่ าช้างงายาว” (ค่าวพรรณาถึงช้างงายาว) ขึ้น ซึ่งพระยาพรหมโวหารก็เป็นผู้ชนะเลิศใน การประกวดกวีนิพนธ์ครั้งนั้น ระหว่างที่พระยาพรหมโวหารอยู่ที่บ้านป่าแมดนั้น พระยาพรหมโวหารได้พบกับหญิงคน หนึ่งชื่อ สรีชม (ภาษาล้านนาอ่านว่า สะหลีจม) หรือ ชม (ภาษาล้านนาอ่านว่า จม) สรีชมเป็นหญิงที่มี สามีชื่อว่า หมื่นด้วง หรือ ส่างจิ่นขี้ยา ซึ่งเป็นนักพนันคนหนึ่ง เมื่อเล่นการพนันและสูบฝิ่นจนหมดตัว แล้วก็ให้ภรรยาคือสรีชมไปขัดดอกเบี้ยกับพระยาอินทร์ที่เมืองแพร่ พระยาอินทร์ให้สรีชมไปเป็นคนรับ ใช้ในโรงครัวของพ่อเจ้าวิชัยราชา หรือ เจ้าหลวงขาชื่อ เจ้าหลวงเมืองแพร่ ท าให้พระยาพรหมโวหาร ได้ใกล้ชิดกับสรีชมอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาเมื่อเจ้าหลวงเมืองแพร่ทราบว่า พระยาพรหมโวหารอาศัยอยู่ที่บ้านของนางจันทร์ หรือหม่อมจันทร์ซึ่งเป็นนางสนมของท่านเช่นนั้น เจ้าหลวงขาซื่อท่านก็ทรงกริ้วมากและให้จับพระยา พรหมโวหารใส่เครื่องจองจ า แล้วน าไปขังไว้ในคุกเมื่อเดือน ๕ เหนือ (เดือนยี่) แรม ๗ ค่ า เพื่อจะให้ ประหารในวันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ า เดือน ๖ เหนือ (เดือน ๔)
๑๑ ก่อนจะถึงวันประหารชีวิตนั้น เจ้าราชวงสาซึ่งด ารงต าแหน่งเจ้าหอหน้า หรือวังหน้าของ เมืองแพร่ ได้ช่วยเหลือโดยขอเลื่อนวันประหารออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่า เป็นช่วงสงกรานต์ เพราะ เกรงว่า ขึด หรือ อาถรรพ์ เพราะการฆ่าคนในช่วงปีใหม่ หรือสงกรานต์ และอีกอย่างหนึ่งคือต้องการ ให้พระยาพรหมโวหารแต่งค าอวยพรในงานปีใหม่ (สงกรานต์) เพื่อฮ่ าด าหัว คือ แสดงคารวะธรรมต่อ เจ้าหลวงเมืองแพร่ในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเจ้าหลวงขาซื่อก็อนุญาตตามค าขอ ในระหว่างที่พระยาพรหมโวหารถูกขังอยู่นั้น สรีชมก็ไปเยี่ยมอยู่เสมอ ๆ และเมื่อพระยา พรหมโวหารหนีออกจากคุกไปนั้น สรีชมก็ติดตามไปอยู่ด้วยที่เมืองลับแลง (อ าเภอลับแล จังหวัด อุตรดิตถ์) การที่พระยาพรหมโวหารหนีออกจากคุกได้ครั้งนั้น ได้มีการกล่าวไว้หลายกระแส๑ ในครั้งนั้น พระยาพรหมโวหารได้เขียนค าจ่ม คือค าร าพันว่าตนไม่มีความผิด แต่ถูกจับขังไว้เพราะความเข้าใจผิด พร้อมทั้งกล่าวถึงสภาพที่น่ารังเกียจของคุกไว้ด้วย ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเขียนค าจ่มไว้ในสมุดด า ที่เจ้า ราชวงสาจัดให้เพื่อเขียนค าอวยพรในงาน “ด าหัว” เจ้าหลวงเมืองแพร่ เมื่อพระยาพรหมโวหารหนีออกจากคุกได้แล้ว ก็จากเมืองแพร่ไปอยู่ที่บ้านสันคอกควายใน เมืองลับแลง หรืออ าเภอลับแล จังหวัดอุตตรดิตถ์ โดยยึดอาชีพเป็นพ่อค้าขายเร่ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ โดยขายเชื่อบ้าง สดบ้างตามสถานการณ์ ส่วนสรีชมอยู่กับบ้านและทอผ้า วันหนึ่งพระยาพรหมโวหาร ไปทวงถามหนี้ที่คั่งค้างอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ และกะไว้ว่าจะไปไม่นาน คือจะใช้เวลาประมาณครึ่ง เดือนกว่า ๆ ก็จะกลับบ้าน เนื่องจากจะต้องน าเงินไปใช้หนี้ญาติของสรีชม เพราะสรีชมได้กู้ยืมเงินของ ญาติมา เขาตามมาถวงถามอยู่เสมอ ๆ จนเป็นเรื่องอื้อฉาวทั้งหมู่บ้าน พระยาพรหมโวหารเดินทางไปทวงหนี้ประมาณ ๑๑ วันก็กลับบ้านสันคอกควาย แต่ ปรากฎว่าสรีชมได้กลับไปเมืองแพร่แล้ว และญาติของสรีชมแจ้งว่าอาซึ่งเป็นญาติที่อยู่เมืองแพร่มี จดหมายให้น าตัวสรีชมกลับเมืองแพร่โดยด่วน มิฉะนั้นจะมีโทษ ครั้งนั้นพระยาพรหมโวหารเสียใจมาก ครั้นจะตามไปที่เมืองแพร่ก็หวาดกลัวในราชภัยจึงไม่อาจจะเดินทางไปตามหาสรีชมได้ พระยาพรหม โวหารจึงได้ใช้ความเป็นกวีของตนเองที่เคยแต่งค่าวใช้มาก่อน จึงแต่งค่าวใช้ให้ตัวเองจ านวน ๔ ฉบับ หรือ ๔ ตอนพรรณาถึงความรักความหลัง เรียกว่า “ค่าวสี่บท” หรือ “ค่าวสรีชม” หรือ “ค่าวร่ า นางชม” เพื่อชักชวนให้สรีชมกลับไปเมืองลับแลง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้ผลประการใด เพียงแต่ว่า นาง สรีชมไม่รู้หนังสือ เมื่อได้รับค่าวจากพระยาพรหมโวหารก็น าไปไปให้ผู้รู้ช่วยอ่านให้ฟัง และเมื่อผู้รู้นั้น อ่านแล้วเห็นว่าไพเราะจึงได้ขอคัดลอกไว้ และได้มีการคัดลอกต่อ ๆ กันไปอีกหลายทอด ท าให้ ข้อความในฉบับต่าง ๆ ที่คัดลอกสืบกันมานั้นผิดเพี้ยนกันไปบ้าง ดังที่เป็นเช่นปัจจุบัน พระยาพรหมโวหารออกจากบ้านสันคอกควาย เมืองลับแลง อุตตรดิตถ์ ขึ้นไปอยู่เมือง เชียงใหม่และเข้ารับราชการอยู่กับเจ้าชีวิตอ้าว หรือพระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ฯ เมื่อปีเล้า จ.ศ. ๑๒๒๓ ร.ศ. ๗๙ ปีระกา ตรีศก พ.ศ. ๒๔๐๔ การที่พระยาพรหมโวหารได้ท างานในราชส านักของเจ้าชีวิตอ้าว นั้น เป็นเพราะเจ้าแม่ทิพไกรสร หรือ ทิพย์เกษร ทรงโปรดละครแบบกรุงเทพฯ และต้องการผู้ถอด ๑ บางกระแสก็ว่า ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อสนิทที่ชื่อน้อยไชยลังกาคนของเจ้าน้อยพัสดุเรือนจ า บาง กระแสก็ว่า น้องชายที่ชื่อบุญยง ซึ่งบวชเป็นพระอยู่ได้น าคาถาสะเดาะโซ่ตรวนไปให้พี่ชายสะเดาะโซ่ตรวนออกมา บางกระแสก็ว่า บุญยง น้องชายปลอมตัวเป็นหมอเข้าไปช่วยโดยซ่อนเหล็กตะไบไว้ในข้าวห่อให้พระยาพรหมโวหาร ใช้ตัดโซ่ตรวนเหล็กแล้วหนีไป.
๑๒ เรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ออกเป็นค่าวซอ จึงให้พระยาพรหมโวหารท าหน้าที่ดังกล่าว และพระยา พรหมโวหารก็ได้แต่งพระอภัยมณีตอนหนึ่ง คือ ตอนอภิเษกศรีสุวรรณกับนางเกษรา พระยาพรหมโวหาร หรือหนานพรหมินทร์ เป็นกวีที่มีสมองไวเฉียบแหลม เป็นปฏิภาณกวี มองเห็นอะไรก็พูดออกมาเป็นค าประพันธ์ไปหมด ดังครั้งหนึ่งเมื่อพระยาพรหมโวหารรับราชการอยู่ใน ส านักของเจ้าหลวงล าปาง และได้ติดตามพ่อเจ้าหลวงล าปางไปคุมราษฎรตีฝาย (ตอกหลักซ่อมท านบ กั้นน้ า) ที่แม่น้ าวัง บังเอิญพระยาโลมาวิสัยซึ่งเป็นอาจารย์คุมบริวารถ่อแพล่องน้ ามา ภายในแพนั้น บรรทุกกล้วย อ้อย เป็ด ไก่ และหมูมาหลายตัว เจ้าหลวงล าปางเห็นเข้าจึงถามพระยาพรหมโวหารว่า นั้นพระยาโลมาวิสัยใช่หรือไม่ และให้ถามเขาว่าเอาอะไรมา แล้วจะไปไหน พระยาพรหมโวหารจึงได้ เอ่ยถามในลีลานักกวีเป็น กะโลง (โคลง) ๔ ห้อง และ ๓ ห้อง ดังนี้๑ กะโลง ๔ ห้อง ว่า “สุกรนาฯมฯชื่ไดสัตฯตังฯ (สุกรนามชื่อใด สัตตัง) อูาลุกแขวฯงเมือฯงวังฯ ล่องใต้ (เอาลุกแขวงเมืองวัง ล่องใต้) โลมะพี่อูาไปสังฯอูาไพเกื๋อฯออ่อฯยฯ ทอฯมชา (โลมะพี่เอาไปสัง เอาไปเกื๋ออ่อย ทอง ชา) ลืว่าฯอูาไพขายฯจ่ายฯซื้แข่ห้อฯํจีฯนฯเมงฯ” (รือว่าเอาไปขาย จ่ายซื้อแข่ห้อ จีนเมง) กระโลง ๓ ห้อง ว่า “กัมมฯ์บาบฯฯนั้นฯเจั้าสังฯบ่เกงฯ บ่ร่ําเพิงฯเลงฯสังฯขารฯไพหนฯ้า บุญเจั้าหนฯากวฯ่าดินฯยิ่งฯกวฯ่าฟ้า อูฯาสุกรไพค้าฯ ช่างฯมันฯจักฯส฿มฯเพิงฯจา” “กัมม์บาปนั้นเจ้าสังบ่เกง บ่ ร่ าเพิงเลงสังขารไปหน้า บุญเจ้าหนากว่าดินยิ่งกว่าฟ้า เอาสุกรไปค้า” ซึ่งพระยาโลมาวิสัยก็ตอบไปด้วยเชิงกวีเช่นกันด้วยกะโลง (โคลง) ๔ ห้อง และกะโลง ๒ ห้อง ดังนี้ กะโลง ๔ ห้อง ว่า “สุกรเลิยฯหาแลกฯซื้ อูฯามา (สุกรเลยหาแลกซื้อ เอามา) มีทังฯกุกกฯุฯฎดา ไก่น้อฯยฯ (มีทังกุกกุฏฏา ไก่น้อย) จักฯอูฯาไพล้ยฯงเทพา ที่มันฯจ฿งฯฅ่ํา งําหนฯั่ร (จักเอาไปเลี้ยงเทพา ที่มันจงค่ า ง า หนั่น) บ่ไช่อูาไพขายฯจ่ายฯซื้ แข่หํอฯ้จีนฯเมงฯ”(บ่ใช่เอาไปขายจ่ายซื้อ แข่ห้อจีนเมง) ๑ อุดม รุ่งเรืองศรี, ค่าวสี่บทฉบับน าสอบทาน และค าจ่มพระญาพรหมโวหาร สอบทาน ปริวรรต และจัดท าค า แปล:อุดม รุ่งเรืองศรี,ม.ป.ป., หน้า ๒๑๑.
๑๓ กะโลง ๒ ห้อง ว่า “กัมมฯ์บาบฯฯนั้นฯบํ่หลฯฯ้างฯเป็นฯสังฯ ข้าพวฯกทังฯชยฯงรายฯสวฯรดอฯก เขัาอูฯาไพขายฯป่าเลิอฯ้ป่าล้า ผิว่าฯบํ่มีบาบฯฯ” “กัมม์บาปนั้นบ่หล้างเป็นสัง ข้าพวกทังเชียงรายสวนดอก เขาเอาไปขายป่าเล้อป่าล้า ผิว่าบ่มีบาปฯ” และแม้ว่าพระยาพรหมโวหารจะเข้าวัยชราแล้วก็ตาม ท่านก็ยังมีอารมณ์ดีและมองโลกใน แง่ดีเสมอ ในเชิงกวีก็ยังเฉียบแหลมมีปฏิภาณว่องไวอยู่ จะเห็นว่าเมื่อครั้งแม่เจ้าทิพย์ไกรสร หรือ ทิพย์ เกษร ได้ประทาน “เเอ๊บหมาก” (กล่องส าหรับใส่หมากพลูหรือล่วมหมาก) ให้เป็นรางวัล ในสมัยนั้น ขุนนางในราชส านักเวียงพิงมักจะมี “แอ๊บหมาก” เป็นเครื่องประดับเกียรติยศ เมื่อพระยาพรหม โวหารได้รับแอ๊บหมากรางวัลแล้ว แต่ยังไม่มีเด็กรับใช้คอยถือแอ๊บหมากให้ จึงทูลเป็นค่าวก๊อม (ค่าว สั้น) ว่า “มีแอ๊บไว้ เหมือนทุ (พระสงฆ์) มีหวี เพิ่นมีตั๋วมี เอาไปบ่ได” ซึ่งท าให้เจ้าแม่ทิพย์ไกสรต้อง ประทานเด็กรับใช้ให้พระยาพรหมโวหารอีกคนหนึ่ง พระยาพรหมโวหารรับราชการมาด้วยความโปรดปรานของเจ้าชีวิตอ้าว และขายาเรื่อยมา จนถึงแก่กรรมด้วยโรคชราเมื่ออายุได้ ๘๕ ปี ในวันเสาร์ขึ้น ๑๒ ค่ า เดือน ๗ เหนือ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๐ ซึ่งเป็นวันมหาสงกรานต์พอดี ๒.๒ รูปแบบการประพันธ์วรรณกรรม (ฉันทลักษณ์การแต่งค่าวล้านนา) ๒.๒.๑ ลักษณะของค่าว “ค่าว๑ ”หมายถึง ค าประพันธ์ที่มีลักษณะร้อยสัมผัสสอดเกี่ยวกันไป(แบบร่าย) และจบลง ด้วยโคลงสองหรือโคลงสามสุภาพ มีหลายชนิด คือเรื่องที่ปรากฏในเทศนาธรรมเรียกว่า “ค่าวธรรม” ถ้าแต่งเป็นจดหมายรักเรียกว่า”ค่าวใช้” ถ้าน าไปอ่านเป็นท านองเสนาะเรียกว่า “ค่าวซอ” หรือ “เล่า ค่าว” และหากเป็นการขับล าน าตอนไปแอ่วสาว เรียกว่า “จ๊อย” ศิริพงศ์ วงศ์ไชย ได้กล่าวถึง ค่าว หรือ ค่าวฮ่ า ไว้ว่า ค่าวเป็นร้อยกรองชนิดหนึ่งของล้านนาไทย ถือเป็นวรรณกรรมของชาวล้านนาใน สมัยโบราณ ชาวล้านนาสมัยโบราณโดยเฉพาะหนุ่ม สาว นิยมพูดจาหยอกล้อ กระเซ้าเย้าแหย่กัน พูดจาโต้ตอบหรือจีบกัน ด้วย ค่าวฮ่ า หรือก าค่าว ก าเครือ ถ้าเป็นหนุ่มก็จะเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ เพราะถือว่าเก่ง มีความรู้ ความสามารถเชิงกวี ผู้ที่มีชื่อเสียงในการแต่งค่าวในสมัยนั้นได้แก่พระยา พรหมโวหาร ซึ่งมีผลงานเป็นที่รู้จัก คือ ค่าวพระยาพรหม ๑ ค่าว ภาษาล้านนาเขียนเป็นอักษรธรรมว่า ครฯ่าวฯเมื่อเทียบกับอักษรภาษาไทยกลางจะตรงกับค าว่า “คร่าว” แต่ไม่เป็นที่นิยมของคนในล้านนา เนื่องจากค าว่าคร่าวในภาษาไทยกลางหมายถึงลาง ๆ ไม่ชัดเจน เช่น คร่าว ๆ เป็นต้น
๑๔ ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร๑ ได้อธิบายถึง “ค่าว” ไว้ดังนี้คือ “ค่าว” มีความหมายเป็นสองนัย นัยแรกได้แก่ “หลักเป็นที่อาศัยเกาะของถ้อยค า” ค่าว ค านี้คือ “ค่าว” นั้นเอง เพราะเสียงพูดของคน ล้านนามักจะท าให้ตัว ร หดหายไป จึงนิยามได้ว่า ค่าวรั้วเป็นที่อาศัยของซี่รั้วให้เป็นระเบียบฉันใด หลักเกณฑ์อันเป็นที่อาศัยเกาะของถ้อยค า ท าให้ถ้อยค าเป็นระเบียบนั้น เราเรียกหลักเกณฑ์นั้นว่า ค่าว หรือค่าว นัยที่สอง คือใจความอันยืดยาวต่อเนื่องกันเป็นเรื่องราว เรียกใจความนั้นว่า ค่าว เช่นกัน ไพรถ เลิศนพิริยกมล๒ ได้กล่าวถึง ค่าว ไว้ว่า ค่าว เป็นร้อยกรองที่กวีทางภาคเหนือนิยมแต่ง กัน ลักษณะของค าประพันธ์เป็นเภท ค่าวจะคล้ายกับกลอนแปด มีลักษณะสัมผัส และมีกฎการแต่ง ค่าวของกวีสมัยก่อนมีไว้ว่า“สามตัวเหลียว เจ็ดตัวเทียว บาทหลังบาทหน้า” คือ กลอนตัวต้นมี ๓ ตัว วรรคถัดไปมี ๔ ตัว รวมเป็น ๗ ตัวและเหลียวมาสัมผัสตัวหน้าในวรรคต่อไปสิงฆะวรรณสัย๓ กล่าวไว้ ในหนังสือปริทัศน์วรรณคดีล้านนาไทยว่า ค่าว(ค่าว) คือเรื่องราวที่แต่งขึ้นเพื่อพรรณนาเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้อ่าน ผู้ฟังได้รับความเพลิดเพลินใจ แบ่งออกเป็น ๔ ประเภทคือ ค่าวธรรม หรือธรรมค่าว ได้แก่ คัมภีร์ชาดก เช่น ปัญญาชาดก ซึ่งพระสงฆ์นิยมใช้เทศนาให้อุบาสกอุบาสิกาฟังในเทศกาลเข้าพรรษา เพราะประชาชนนิยมเข้าวัดฟังธรรมในวันธรรมสวนะตลอดพรรษา ค่าวซอ เกิดจากการน าเอาค่าว ธรรมหรือชาดมาแต่งเป็นกลอนค่าวเพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของชาวบ้านเข้าไปเพื่อให้คนหนุมสาว ในล้านนาได้อ่าน ฟังกัน ท าให้เกิดวรรณกรรมส าคัญหลายเรื่องเช่น ค่าวหงส์หิน ค่าวสุวัตร เป็นต้น ค่าวใช้ หมายถึง จดหมายรักหรือเพลงยาวที่แต่งเป็นฉันทลักษณ์ค่าว ซึ่งชายหนุ่มส่งให้หญิงสาว แล้ว หญิงสาวตอบจดหมายเรียกว่า ค่าวใช้ คือชดใช้ที่หนุ่มเขียนจดหมายถึงตน โดยมากจะไปขอให้พวกกวี เขียนให้ จึงมีส านวนไพเราะและกินใจ ค่าวร่ า หรือ ค่าวฮ่ า ได้แก่วรรณกรรมที่แต่งด้วยฉันทลักษณ์ ค่าวพรรณาเหตุการณ์ทั้งหลายที่กวีได้พบเห็น แล้วน ามาแต่งเป็นการร าพัน หรือร่ าพรรณนา จึง เรียกว่า ค่าวร่ า “จ๊อย” เป็นการขับล าน าอย่างหนึ่งของภาคเหนือ เป็นถ้อยค าที่กล่าวออกมาโดยมีสัมผัส คล้องจองกันเป็นภาษาพื้นเมือง ออกเสียงสูง ๆ ต่ า ๆ เป็นท านองเสนาะ ฟังแล้วจะเกิดความไพเราะ สนุกสนานไปตามท่วงท านองจ๊อย จัดอยู่ในวรรณกรรมประเภท “ค่าว” และ ”ซอ” โดยทั่วไป “จ๊อย” จะเป็นการขับล าน าที่หนุ่มชาวเหนือขับร้องเพื่อ จะได้มีเสียงร้อง เป็นเพื่อนขณะเดินทางไปแอ่วสาวใน เวลากลางคืน การจ๊อยไม่จ าเป็นต้องมีเครื่องดนตรีประกอบเหมือนอย่างซอ แต่บางครั้งบ่าวอาจจะดีด ซึง ดีดเปี๊ยะหรือสีสะล้อคลอไปด้วยก็ได้ ในอดีตการที่หนุ่มสาวจะตกลงปลงใจยินยอมมาใช้ชีวิตร่วมกัน ฉันท์สามีภรรยานั้น จะต้องเริ่มต้นมาจากการได้พบประพูดจา ดูอุปนิสัยซึ่งกันและกันนานพอสมควร เมื่อเห็นว่ามีอุปนิสัยที่คล้ายคลึงกัน หรือมีความพอใจซึ่งกันและกัน ก็จะมีการหมั้นหมายแต่งงานกัน “ซอ” เป็นศิลปะการขับขานของล้านนาที่มีมานานเป็นสื่อพื้นบ้านแขนงหนึ่ง เนื้อหาสาระ ที่ช่างซอน ามาสื่อนั้นมีหลาหลายทั้งเรื่องราวในท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถี ๑ ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร, กวีเอกล้านนา : พระยาพรหมโวหาร, (เชียงใหม่ : คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ม.ป.ป.), หน้า ๖-๗. ๒ ไพรถ เลิศพิริยกมล. คติชาวบ้าน. (กรุงเทพฯ: มิตรนราการพิมพ์, ๒๕๑๖).หน้า ๒. ๓ สิงฆะวรรณสัย, ปริทัศน์วรรณคดีล้านนาไทย, (เชียงใหม่ : โครงการต าราคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๒๓), หน้า ๑
๑๕ ชีวิต เหตุการณ์ส าคัญ ในช่วงเวลา ต่าง ๆ รวมถึงบทซอซึ่งแต่งขึ้นใช้เฉพาะงานประเพณีต่าง ๆ เช่น งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ งานปอยข้าวสังข์ งานปอยหลวงเป็นต้น ในอดีตไม่มีสิ่งอ านวยความสะดวก ไม่มีสถานบันเทิงมากดังเช่นปัจจุบัน นอกจากการแสดงลิเก และซอเท่านั้น ดังนั้นทางเลือกของคน สมัยก่อนโดยเฉพาะคนล้านนา จึงชอบที่จะฟังซอ และดูการแสดงซอเป็นส่วนใหญ่เพราะเป็นภาษา ท้องถิ่น ซอ คือ ศิลปะการแสดงประเภทหนึ่งของล้านนา มีลักษณะของการขับล าน าหรือการขับ ร้องด้วยถ้อยท านองต่าง ๆ อันไพเราะเป็ศิลปะการแสดงด้านการขับขานพื้นบ้านล้านนาที่พบทาง ภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ล าพูน ล าปาง แพร่ น่าน พะเยา ซอเป็นสื่อพื้นบ้านที่ให้ ความบันเทิงและเนื้อหาสาระที่น ามาเป็นบทขับร้องเป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อครู แม่ครู และการน าเหตุการณ์บ้านเมืองมาร้อยเรียงเป็นบทขับขาน เนื้อหาจะแผงคติธรรม และคติโลก คือมีทั้งสาระและบันเทิงอยู่ในบทซอ การซอ มีการสันนิษฐานว่าน่าจะมีมาตั้งแต่การก่อตั้งอาณาจักรล้านนาในพุทธศตวรราที่ ๑๘ และที่มาของซอเชียงใหม่มีการสันนิษฐานว่า พ่อขุนเม็งรายอาจน าช่างซอมาจากเชียงแสนติดตาม มาด้วยระหว่างการอพยพผู้คนมาตั้งเมืองใหม่ ดังนั้นการซอระยะแรกจะแพร่หลายเฉพาะกลุ่มเจ้านาย เชื้อพระวงศ์ หรือมีแสดงในคุ้มในวัง หลักบานหนึ่งที่บ่งบอกว่าซอเชียงใหม่มาจาเชียงแสน สังเกตได้ จาก ในการซอเชียงใหม่มักจะมีการน าท านองเชียงแสน หรือการจ๊อยเชียงแสนมาขับร้องเสมอโดย เรียกว่าท านองเชียงแสนกลายส่วนท านองอื่น ๆ คาดว่าน่าจะน ามาจากเมืองต่าง ๆ เห็นได้จากชื่อเรียก ของท านองซอ แต่ละท านอง เช่น ท านองพม่า ท านองเงี้ยว เป็นต้น การขับซอเป็นการขับขาน หรือการร้องร้อยกรองที่มีฉันทลักษณ์เฉพาะ และมีเครื่อง ดนตรีประกอบโดยมีท่วงท านองต่าง ๆ แตกต่างกันไป โดยมีทั้งหมดประมาณ ๑๐ ท านอง ผู้ที่ขับร้อง ซอเรียกว่า ช่างซอ หรือ “จั้งซอ” และมีนักดนตรี เรียกว่า ช่างซึง หรือ“จั้งซอ” ช่างปี่ หรือ”จั้งปี่” คือ ผู้ท าหน้าที่บรรเลงดนตรีประกอบการขับซอ ค าว่า “จั้ง” มีความหมายตรงกับค าว่า ช่าง หรือหมายถึง ค าว่า“นัก” นั้นเอง ดังนั้น จั้งซอ คือผู้ที่มีความสามารถ ขับขานซอได้ มีปฏิภาณไหวพริบ การขับซอ ถ้ามีการร้องโต้ตอบกับเป็นคู่ ระหว่าช่างซอชายและช่างซอหญิง จะเรียกว่า “คู่ถ้อง” คือ ช่างซอชาย หญิงที่เป็นคู่ซอร้องโต้ตอบกัน การขับซอจะมีการแสดงบนเวที หรือทางภาคเหนือเรียกว่า “ผามซอ” คุณสมบัติของนักแต่งค่าวมีดังนี้ ๑) มีใจรักในการแต่งค่าวและเป็นคนอารมณ์สุนทรีย์ ๒) ถ้าแต่งกลอนเป็นจะท าให้แต่งค่าวได้ง่ายขึ้น ๓) รู้ฉันทลักษณ์ค่าว ได้แก่ สัมผัสและเสียงวรรณยุกต์ ๔)แยกเสียงโทและเสียงตรีออกจะท าให้แต่งค่าวได้ไพเราะยิ่งขึ้น ๒.๒.๒รูปแบบการแต่งวรรณกรรมค่าว (ฉันทลักษณ์ของการแต่งค่าว) ฉันทลักษณ์ของการแต่งค่าว หรือลักษณะของการประพันธ์มีดังนี้ ๑)ค่าว๑บท มี ๓บาท ( ๓บรรทัด ) บาทละ ๔วรรค ๒)สามวรรคแรกมี ๔ค า ส่วนวรรคที่สี่ มี ๒–๔ค า ๓)บังคับเสียงวรรณยุกต์สามัญ, โท, ตรีและจัตวา
๑๖ ๔) การส่งสัมผัสประกอบด้วยสัมผัสระหว่างวรรคและสัมผัสระหว่างบาทสัมผัส ระหว่างวรรคส่งจากวรรคท้ายวรรคที่สองไปยังค าท้ายวรรคที่สามของทุกบาท ๕)บังคับเสียงวรรณยุกต์สามัญ, โท, ตรี และจัตวา ตามต าแหน่งที่ก าหนด ๖) ผังการแต่งค่าว มีดังนี้ ภาพที่ ๒ ผังแสดงการแต่งค่าวบทที่ ๑ การสัมผัสของบทที่ ๑ “พนมก๋ร ยกยอนแต่เจ๊าไห้วสาท่านเจ้า ครูบาอาจารย์ ตั๋วข้าหม่อนน้อย จักขอไขขาน ประวัติเมินนาน เชียงรายแห่งห้อง ที่ตั๋วพ่อขุน มังรายเกริกก้องได้สร้างหื้อเราอยู่นี้” จะเห็นได้ว่ามีการสัมผัสมีดังนี้ ๑) เจ๊า ในบรรทัดที่หนึ่งวรรคที่สอง สัมผัสกับ เจ้า ในบรรทัดที่หนึ่ง วรรคที่สาม จารย์ในบรรทัดที่หนึ่ง วรรคที่สี่ สัมผัสกับ ขาน ในบรรทัดที่สอง วรรคที่สอง ๒) ขาน บรรทัดที่สอง วรรคที่สอง สัมผัสกับ นาน ในบรรทัดที่สอง วรรคที่สาม ๓) ห้อง บรรทัดที่สอง วรรคที่สี่ สัมผัสกับ ก้อง ในบรรทัดที่สามวรรคที่สอง การบังคับวรรณยุกต์- ดังตัวอย่างต่อไปนี้ “พนมก๋ร ยกยอนแต่เจ๊า ไห้วสาท่านเจ้า ครูบาอาจารย์ ตั๋วข้าหม่อนน้อยจักขอไขขาน ประวัติเมินนาน เชียงรายแห่งห้อง ที่ตั๋วพ่อขุน มังรายเกริกก้อง ได้สร้างหื้อเราอยู่นี้” ๑)พนมก๋รวรรคหนึ่ง - ไม่บังคับ - ยกยอนแต่เจ๊า วรรคสอง เสียงตรี เจ๊า ไหว้สาท่านเจ้า วรรคสาม เสียงโท เจ้า ครูบาอาจ๋ารย์ วรรคสี่ เสียงจัตวาจ๋ารย์ ๒) ตั๋วข้าหม่อนน้อย วรรคหนึ่ง – บังคับเสียงตรี น้อย จักขอไขขาน วรรคสองบังคับเสียงจัตวา ขาน ประวัติเมินนาน วรรคสามบังคับเสียงสามัญ นาน เชียงรายแห่งห้อง วรรคสี่บังคับเสียงโท ห้อง ๓) ที่ตั๋วพ่อขุนฯ วรรคหนึ่ง - ไม่บังคับ -
๑๗ มังรายเกริกก้อง วรรคสองบังคับเสียงโท ก้อง ได้สร้างหื้อเรา วรรคสามบังคับเสียงสามัญ เรา อยู่นี้วรรคสี่ บังคับเสียงตรีนี้ และเสียงพยางค์วรรคสุดท้ายต้องไปสัมผัสกับบทที่ ๒ ของบาทที่ ๒ พยางค์ที่ ๔ ดังภาพที่ ๒ ภาพที่ ๓ ผังการแต่งค่าวบทที่ ๒ ส าหรับบทที่ ๒ เป็นบทด าเนินเรื่อง บทด าเนินเรื่องนั้นจะใช้กี่บทก็ได้ โดยมีการบังคับการ สัมผัส และบังคับวรรณยุกต์ดังนี้ การสัมผัสของบทที่ ๒ (บทด าเนินเรื่อง)ตัวอย่าง “ ล าพูนล าปาง เมืองแพร่แท้ทัก พะเยาร่วมเข้ามาไจ มาแต่งค่าวจ๊อย ม่วนงันหัวใจ๋ เชิญมาทางในหมั่นแวะหมั่นเข้า ค่าวซอของเฮา ตึงดีแท้เจ้า มาเต๊อะเชิญมา ช่วยค้ า ” การสัมผัสของบทที่ ๒ ๑. (ไจ) บรรทัดที่หนึ่ง สัมผัสกับ ( ใจ๋ ) ในบรรทัดที่สอง ๒.ใจ๋ ) บรรทัดที่สองสัมผัสกับ ( ใน ) ในบรรทัดที่สอง ๓. (เข้า ) บรรทัดที่สอง สัมผัสกับ ( เจ้า )ในบรรทัดที่สาม การบังคับวรรณยุกต์บทที่ ๒ตัวอย่าง “ ล าพูนล าปาง เมืองแพร่แท้ทัก พะเยาร่วมเข้ามาไจ มาแต่งค่าวจ๊อย ม่วนงันหัวใจ๋ เชิญมาทางในหมั่นแวะหมั่นเข้า ค่าวซอของเฮา ตึงดีแท้เจ้า มาเต๊อะเชิญมาช่วยค้ า ” ๑. ล าพูนล าปาง วรรคหนึ่ง - ไม่บังคับ - เมืองแพร่แท้ทัก วรรคสองบังคับเสียงตรี ทัก พะเยาร่วมเข้า วรรคสามบังคับเสียงโท เข้า มาไจ วรรคสี่ บังคับเสียงสามัญ ไจ ๒. มาแต่งค่าวจ๊อย วรรคหนึ่ง – บังคับเสียงตรี จ๊อย ม่วนงันหัวใจ๋ วรรคสองบังคับเสียงจัตวา ใจ๋ เชิญมาทางใน วรรคสามบังคับเสียงสามัญ ใน
๑๘ หมั่นแวะหมั่นเข้า วรรคสี่บังคับเสียงโท เข้า ๓. ค่าวซอของเฮา วรรคหนึ่ง - ไม่บังคับ - ตึงดีแท้เจ้า วรรคสองบังคับเสียงโท เจ้า มาเต๊อะเชิญมา วรรคสามบังคับเสียงสามัญ มา ช่วยค้ า วรรคสี่ บังคับเสียงตรี ค้้า ค่าวบทสุดท้าย ส่วนบทสุดท้าย เป็นบทจบจะไม่มีฉันทลักษณ์บังคับตายตัว ในตอนท้ายมักจะจบด้วยค า ว่า " ก่อนแล " หรือ" ก่อนแลนายเหย "ดังภาพที่ ๓ ภาพที่ ๔ ผังการแต่งค่าวบทท้าย ตัวอย่างการแต่งค่าวสั้น เรื่อง ๗๕๐ ปี เมืองเชียงราย๑ ปรฯน฿มฯกอฯร ย฿กฯยอฯรแต่เชั็า ไห้วฯสาท่าฯนฯเจั้า ค ร ฯู บ า อาจารฯยฯ์ ต฿วฯข้าห่มฯอฯรน้อฯยฯ จักฯขอฯํไขขานฯ ปรฯวัตฯเมินฯนาฯนฯ ชยฯงรายฯแห่งฯห้อฯง ที่ต฿วฯพํ่อฯขุร มังฯรายฯเกรฯ฿กฯก้อฯง ได้ส รฯ้างฯหื้ อ ฯเรัา อยฯู่นี้ ตามฯบันฯธึกฯการฯ ตํานาฯนฯกลฯฯ่าวฯชี้ ฯพํ่อฯขุรท่าฯนฯสรฯ้าง ฯ นั้นฯนาฯ วันฯที่ซาวฯห฿กฯ มกราฅ฿มฯฯหนฯา ภํอฯสํอฯนั้นฯคาฯ หึ่นฯงฯฯแปดฯศูรห้า ๑ เป็นค่าวฉลองเมืองเชียงรายครบ ๗๕๐ ปี ในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๕ ซึ่งพระครูวิมลศิลปกิจ อาจารย์สอนวิชาวัฒนธรรมไทย วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย ได้แต่งขึ้นเพื่อให้นิสิตที่ลงทะเบียนเรียนภาษาล้านนาได้ศึกษา เป็นค่าวก้อม (ค่าวสั้น) แต่งปีการศึกษา ๒๕๕๔.