๖๘ รัฐบาลกลาง ริดรอนอ านาจของเจ้าเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งในที่สุดต าแหน่งเจ้าเมืองก็สลายตัว ไป ประการที่สอง การผสมกลมกลืนชาวล้านนาให้มีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทยเช่นเดียวกับ พลเรือนส่วนใหญ่ของประเทศ คือให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในชาติ ซึ่งแต่เดิมมี ความรู้สึกแบ่งแยกเป็นคนละพวก คนทางใต้เข้าใจว่าชาวล้านนาเป็นลาว ไม่ใช่ไทย รัฐบาลกลางใช้วิธี จัดการปฏิรูปการศึกษาโดยจัดระบบโรงเรียนหนังสือไทยแทนการเรียนอักษรพื้นเมืองในวัด และ ก าหนดให้กุลบุตรกุลธิดาต้องศึกษาเล่าเรียนภาษาไทย ซึ่งประสบผลส าเร็จ ชาวเชียงใหม่และล้านนา ต่างถูกผสมกลมกลืนจนมีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทย การด าเนินการ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการ ปกครอง การศาล การภาษีอากร การคลัง การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ โดยจัดเป็นระบบ เดียวกับกรุงเทพฯ ในทุกด้าน การที่รัฐบาลกลางจากกรุงเทพฯ ได้ด าเนินการด้านการปกครองดังกล่าวข้างต้นนี้ จึงท าให้ ผู้น าในล้านนาระยะต่อมาเป็นผู้น าประเภทสัญลักษณ์ กล่าวคือ บุคคลนั้นอยู่ในต าแหน่งหรือฐานะอัน เป็นที่เคารพยกย่องของคนทั้งหลาย เรียกผู้น าที่ได้รับการยอมรับในลักษณะนี้ว่า “ผู้น าสัญลักษณ์” (Symbolic Leader)นั้นคือเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลกลางกรุงเทพฯ ๔.๓.๓ ผู้น าตามธรรมชาติ จากการศึกษาวิจัยต่อมาพบว่า พระยาพรหมโวหาร เป็นผู้น าตามธรรมชาติที่ชาวล้านนามี การยอมรับบุคคลในลักษณะที่เป็นไปตามธรรมชาติ คือ การที่สมาชิกกลุ่มยอมรับสภาพการเป็นผู้น า ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้เป็นผู้น ากลุ่มไปสู่เป้าหมายอย่างไม่เป็นทางการ และผู้น าก็ปฏิบัติไปตาม ธรรมชาติ ไม่ได้มีการตกลงกันแต่ประการใด เรียกผู้น าที่ได้รับการยอมรับในลักษณะนี้ว่า “ผู้น าตาม ธรรมชาติ” (Natural Leader)ได้แก่ พระยาพรหมโวหาร กล่าวคือ ในสมัยที่พระยาพรหมโวหารหรือ หนานพรหมินทร์ หลังจากลาสิกขาแล้ว บิดาได้น าไปฝากไว้กับเจ้าหลวงล าปาง ท่านก็ได้น าความรู้ด้าน วรรณกรรมค่าวนั้นไปใช้อยู่เสมอจนเป็นที่เคารพนับถือของคนอื่นเป็นอันมาก โดยท่านก็ท าตัวเป็นผู้ โดยไม่ได้มีการแต่งตั้งประการใด แต่ท้ายสุดท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้รับราชการในส านักเจ้าหลวง ล าปาง และต่อมา พ.ศ. ๒๔๐๔ พระยาพรหมโวหารได้ท างานในราชส านักของเจ้าชีวิตอ้าวนั้น เป็น เพราะเจ้าแม่ทิพไกรสร หรือ ทิพย์เกษร ทรงโปรดละครแบบกรุงเทพฯ และต้องการผู้ถอดเรื่องพระ อภัยมณีของสุนทรภู่ออกเป็นค่าวซอ จึงให้พระยาพรหมโวหารท าหน้าที่ดังกล่าว และพระยาพรหม โวหารก็ได้แต่งพระอภัยมณีตอนหนึ่ง คือ ตอนอภิเษกศรีสุวรรณกับนางเกษราพระยาพรหมโวหาร หรือหนานพรหมินทร์ เป็นกวีที่มีสมองไวเฉียบแหลม เป็นปฏิภาณกวี มองเห็นอะไรก็พูดออกมาเป็นค า ประพันธ์ไปหมด ดังครั้งหนึ่งเมื่อพระยาพรหมโวหารรับราชการอยู่ในส านักของเจ้าหลวงล าปาง และ ได้ติดตามพ่อเจ้าหลวงล าปางไปคุมราษฎรตีฝาย (ตอกหลักซ่อมท านบกั้นน้ า) ที่แม่น้ าวัง บังเอิญพระ ยาโลมาวิสัยซึ่งเป็นอาจารย์คุมบริวารถ่อแพล่องน้ ามา ภายในแพนั้นบรรทุกกล้วย อ้อย เป็ด ไก่ และ หมูมาหลายตัว เจ้าหลวงล าปางเห็นเข้าจึงถามพระยาพรหมโวหารว่า นั้นพระยาโลมาวิสัยใช่หรือไม่ และให้ถามเขาว่าเอาอะไรมา แล้วจะไปไหน พระยาพรหมโวหารจึงได้เอ่ยถามในลีลานักกวีเป็น กะโลง (โคลง) ๔ ห้อง และ ๓ ห้อง เป็นที่ถูกใจของเจ้านาย จึงนับว่าท่านเป็นผู้น าตามธรรมชาติก่อนที่ จะได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการ
๖๙ สรุปอิทธิพลจากภาคกลางที่เห็นชัดเจน คือ ใน พ.ศ.๒๔๔๔ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ ๕ แต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๘ เจ้าหลวงองค์ใหม่ได้ ปฏิวัติกิจการบางอย่างในคุ้มหลวง โดยจัดตั้งให้มี “เขน” หรือทหารรักษาการณ์ มีหน้าที่เล่นละคร ทรงให้มีคณะละครในคุ้มหลวงตามแบบราชส านักทางกรุงเทพฯ มีโรงละครใหญ่ตั้งอยู่ในคุ้มหลวง (บริเวณโรงเรียนยุพราชในปัจจุบัน) เปิดการแสดงให้ประชาชนดูอย่างเสรี ไม่มีการเก็บเงิน พ่อเจ้าได้ น าครูละครผู้หนึ่งชื่อ แม่ครูจาด มาท าการฝึกสอน โดยน ามาจากกรุงเทพฯ แม่ครูจาดนี้เดิมเป็นคน ของเจ้าอุปราชบุญทวงศ์ ละครที่เล่นในสมัยนั้นเป็นละครร า เช่น พระอภัยมณี, ลักษณวงศ์ และ อิเหนา ตัวละครที่มีชื่อเสียง เช่น หม่อมผาด (บุษบา) หม่อมวาด (อิเหนา) หม่อมแส (จินตหรา,มะเด วี) หม่อมพัน (ดาหา) หม่อมโหมด หม่อมทิม หม่อมค า และหม่อมแมว ซึ่งส่วนมากเป็นหม่อมของ เจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยวงศ์แต่การขับร้อง ขับร า ก็ยังใช้ค าค่าวซอ ฉันท์ ผสมกับส านวนภาคกลาง พ.ศ.๒๔๕๑-๒๔๕๒ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จกลับเมือง เชียงใหม่ครั้งที่ ๑ ๑ ได้ทรงจัดฝึกซ้อมละครเรื่อง พระลอตอนพระลอตามไก่, สาวเครือฟ้า และอิเหนา ตอนตัดดอกล าเจียกจนถึงบุษบาสี่ยงเทียน ให้คณะละครร าของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนคร เชียงใหม่องค์ที่ ๘ เพื่อแสดงในงานฉลองกู่พระญาติวงศ์ ณ วัดสวนดอก พ.ศ.๒๔๕๗ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จกลับเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ ๒ และประทับอยู่อย่างถาวร ณ คุ้มท่าเจดีย์กิ่ว ริมแม่น้ าปิง ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนคร เชียงใหม่องค์ที่ ๙ พระราชชายารัศมีได้ทรงน าละครเรื่องสุวรรณหงส์และนารายณ์ปราบนนทุก มา แสด มาแสดง โดยดัดแปลงให้เข้ากับศิลปะละครร าของภาคเหนือ โดยเนื้อหาสาระเค้าโครงของการ ขับร้องขับร ายังใช้ลักษณะของค่าวซอเป็นหลัก พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเป็นที่เคารพนับถือของชาว เชียงใหม่มาก มีความโอบอ้อมอารี เป็นที่ยอมรับ และพระราชชายาก็ปฏิบัติตนไปตามธรรมชาติ จึง นับว่าพระราชชายาฯ เป็นผู้น าทางธรรมชาติอย่างแท้จริงของชาวล้านนา นอกจากนี้ ยังพบว่า ชาวล้านนาปัจจุบันมีคนที่ให้ความสนใจในวรรณกรรมค่าว จ๊อย ซอ น้อยมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้จากในช่วงสองทศวรรษที่ ผ่านมาสังคมไทยได้ประจักษ์กับความเคลื่อนไหวความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็วฉับพลัน และมี พลังในการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงทั้งในด้านการสร้างสรรค์และการท าลายสิ่งใหม่ถูกสร้างขึ้นและถูก ผลักดันให้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วโดยผ่านเครือข่ายที่โยงใยทั่วโลกมีพลังอ านาจสูงจนดูเหมือนจะ เป็นกระแสคลื่นที่ถูกพายุโหมท าให้สิ่งที่ขวางหน้าพังราบเป็นหน้ากลองไปได้ตะวันตกเรียกคลื่นลูกนี้ว่า "คลื่นลูกที่สาม" หรือยุคข้อมูลข่าวสารที่ใช้การเชื่อมโยงติดต่อกันผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศผ่าน เครือข่ายอินเตอร์เน็ตและก าลังมี “คลื่นลูกที่สี่” และ “คลื่นลูกที่ห้า” ตามมา นั้นคือภาษาถิ่นเริ่มตาย ไปทีละน้อย ๆ โดยเฉพาะภาษาล้านนาที่อยู่ทางภาคเหนือตอนบน๒ ๑ นงเยาว์ กาญจนจารี, ดารารัศมี, (พิมพ์ครั้งที่ ๒ เชียงใหม่ : สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์), ๒๕๔๑. ๒ สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์,“กระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น”, มปป., (อัด ส าเนา).
๗๐ ส่วนด้านการจะฟื้นฟู อนุรักษ์วรรณกรรมค่าวให้กลับคืนมานั้น พบว่า ควรอาศัยองค์หลัก ๓ องค์กรเข้าไปช่วยเหลือ ได้แก่ (๑) วัด (๒) สถานศึกษา และ (๓) องค์กรภาครัฐและเอกชน สร้าง เครือข่ายซึ่งกันและกัน เพื่อด าเนินการให้เกิดการฟื้นฟูอย่างจริงจัง เช่น วัดก็จัดกิจกรรมการเรียนการ สอนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชนด้านการเรียนรู้เช่นในสมัยก่อน ด้านสถานศึกษาควรจัด กระบวนการเรียนการสอนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย น าโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยสอนเพื่อ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ส าหรับองค์กรของรัฐและเอกชน ต้องให้การสนับสนุนด้านการ ประกวดแข่งขันการอ่านค่าว เล่าค่าวในเทศกาลต่าง ๆ เป็นต้น
บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาวิจัยเรื่องวิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทของพระยา พรหมโวหารนี้ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหาในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหม โวหาร วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฎในวรรณกรรมล้านนาค่าวพระยาพรหมโวหาร และเพื่อวิเคราะห์ อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวสี่บทต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนาโดยใช้รูปแบบการวิจัยดังนี้(๑)รวบรวม ข้อมูลปฐมภูมิจากหนังสือ ต ารา เอกสาร ใบลาน คัมภีร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับค่าวสี่บทพระยาพรหม โวหาร และค่าวอื่น ๆ (๒) ใช้ผู้มีความช านาญในการอ่านภาษาล้านนา แปลภาษาล้านนาเป็น ภาษาไทยกลาง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาวิจัย (๓) ศึกษาเนื้อหาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร อย่างละเอียด เปรียบเทียบเนื้อหาของต้นฉบับทั้ง ๓ ฉบับ ส่วนเครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วยค่าว สี่บทพระยาพรหมโวหารฉบับตรวจช าระโดย สิงฆะวรรณสัย ฉบับพ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ ร้าน ประเทืองวิทยา และฉบับลานก้อมของอุดม รุ่งเรืองศรี วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ไปทีละบท ค่าวย่อยทั้ง ๓๕๖ บทอย่างละเอียด เพื่อหาหลักธรรม คติธรรม ค าคม ค าสอน ปรัชญาต่าง ๆ ที่ ปรากฏในบทค่าวแต่ละบทอย่างละเอียด แล้ว จัดท าข้อมูลหลักธรรมที่ปรากฏในค่าวสี่บทพระยา พรหมโวหาร จากนั้นน าไปจัดเป็นหมวดหมู่ ได้แก่ หมวดพุทธสุภาษิต หมวดส านวน ค าสอน คติ ค า คม ค าพังเพย โดยไม่ได้ใช้สถิติทางคณิตศาสตร์ ผลการศึกษาวิจัยสรุปได้ดังนี้ ๕.๑ สรุปผลการศึกษาวิจัย ๕.๑.๑ สรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ ๑ เพื่อศึกษาเนื้อหาในวรรณกรรม ล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร จากผลการวิจัยพบว่า ค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญา ทางด้านการใช้ภาษาของกวีที่แสดงความเป็นอัจฉริยะในการสร้างรสค าและรสความ ส าหรับการสร้าง รสค า หรือ อลังการทางเสียงนั้น ท่านใช้ความเปรียบเชิงอุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์ หรือ อธิพจน์ ท า ให้เกิด “สุนทรีภาพ” และ “สุนทรียรส” ที่งดงามมีทั้งหมด ๔ บทใหญ่ ๆ แยกเป็นบทย่อยได้ ๓๕๖ บท พระยาพรหมโวหาร หรือหนานพรหมินทร์ เป็นกวีที่มีสมองไวเฉียบแหลม เป็นปฏิภาณกวี มองเห็นอะไรก็พูดออกมาเป็นค าประพันธ์ไปหมด ดังครั้งหนึ่งเมื่อพระยาพรหมโวหารรับราชการอยู่ใน ส านักของเจ้าหลวงล าปาง และได้ติดตามพ่อเจ้าหลวงล าปางไปคุมราษฎรตีฝาย (ตอกหลักซ่อมท านบ กั้นน้ า) ที่แม่น้ าวัง บังเอิญพระยาโลมาวิสัยซึ่งเป็นอาจารย์คุมบริวารถ่อแพล่องน้ ามา ภายในแพนั้น บรรทุกกล้วย อ้อย เป็ด ไก่ และหมูมาหลายตัว เจ้าหลวงล าปางเห็นเข้าจึงถามพระยาพรหมโวหารว่า นั้นพระยาโลมาวิสัยใช่หรือไม่ และให้ถามเขาว่าเอาอะไรมา แล้วจะไปไหน พระยาพรหมโวหารจึงได้ เอ่ยถามในลีลานักกวีเป็น กะโลง (โคลง) ๔ ห้อง และ ๓ ห้อง และพระยาพรหมโวหารจะเข้าวัยชรา แล้วก็ตาม ท่านก็ยังมีอารมณ์ดีและมองโลกในแง่ดีเสมอ ในเชิงกวีก็ยังเฉียบแหลมมีปฏิภาณว่องไวอยู่
๗๒ จะเห็นว่าเมื่อครั้งแม่เจ้าทิพย์ไกรสร หรือ ทิพย์เกษร ได้ประทาน “เเอ๊บหมาก” (กล่องส าหรับใส่หมาก พลูหรือล่วมหมาก) ให้เป็นรางวัล ในสมัยนั้นขุนนางในราชส านักเวียงพิงมักจะมี “แอ๊บหมาก” เป็น เครื่องประดับเกียรติยศ เมื่อพระยาพรหมโวหารได้รับแอ๊บหมากรางวัลแล้ว แต่ยังไม่มีเด็กรับใช้คอย ถือแอ๊บหมากให้ จึงทูลเป็นค่าวก๊อม (ค่าวสั้น) ว่า “มีแอ๊บไว้ เหมือนทุ (พระสงฆ์) มีหวี เพิ่นมีตั๋วมี เอา ไปบ่ได” ซึ่งท าให้เจ้าแม่ทิพย์ไกสรต้องประทานเด็กรับใช้ให้พระยาพรหมโวหารอีกคนหนึ่ง พระยา พรหมโวหารรับราชการมาด้วยความโปรดปรานของเจ้าชีวิตอ้าว และขายาเรื่อยมาจนถึงแก่กรรมด้วย โรคชราเมื่ออายุได้ ๘๕ ปี ในวันเสาร์ ขึ้น ๑๒ ค่ า เดือน ๗ เหนือ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๐ ซึ่งเป็นวัน มหาสงกรานต์พอดี ๕.๑.๒ สรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ ๒ เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่ ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร จากการศึกษาวิจัยพบว่า มีหลักธรรม คติ ค าคม ค าพังเพย ส านวนสุภาษิต และค าสอน อื่น ๆ สรุปได้ดังนี้ หลักธรรมค าสอนที่พบปรากฏในบทที่ ๑ รอมถนัด (การรู้ตัวเองอยู่เสมอ) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๑ รอมถนัด (การรู้ตัวเองอยู่เสมอ) หมายถึง การรวมตัวของความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นการทรงจ าอย่างขึ้นใจไม่มีวันลืมเลือน มีบทย่อยภายใน ทั้งหมด ๘๐ บทค่าว พบว่ามีหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๔๔ ประการ ดังนี้ ๑. ส านวนค าพังเพยล้านนา ได้แก่ค าว่าบ่ถ้ามีเกลื๋อ หินส้มย้อมเนื้อสีหากเข้ม แดงงาม บ่เปลื๋องมาดเจ๊กดินไฟหมากขาม สีหากตึงงามแต่ยามอยู่เบ้าหมายถึงของดีย่อมมีดีอยู่ในตัวของมันเอง ๒. ส านวนค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า หล้างพร่องเขา เมายาฝิ่นเหล้า พี่นี้เต่าเมาลม หมายถึง คนอื่นเขาเมาเหล้าสุรา แต่ตัวเองเมาลม กล่าวคือ ท าให้ขาดสติ สอนให้รู้ว่า “ความรักท าให้ คนลืมสติ ขาดสติ เหมือนคนที่เมาสุรายาเสพติด” ๓. หลักธรรมสุภาษิตเกี่ยวกับความรัก ได้แก่ ค าว่า “ใคร่ยกย่างย้ายไต่ตวยตามสายหื้อเถิง เติงนายที่เมืองแพร่ห้องก็ความกลั๋วเป็นมัวเมฆต้องเหมือนศรีจมฟอง หากรู้” หมายถึง จะตามไปหา นางศรีชมที่เมืองแพร่นั้นไปไม่ได้ เพราะมีอาชญาหลวงจะลงโทษอยู่ไปเมื่อใดก็ตายเมื่อนั้น นั่นคือ“ไม่มี ใครรักคนอื่น มากกว่าตัวเอง”ตรงกับพุทธสุภาษิตที่ว่า “นตฺถิอตฺตสม เปม .ความรัก (อื่น) เสมอด้วยตน ไม่มี๑ ๔. ค าคม ได้แก่ ค าว่า ยามเมื่อรัก น้ าส้มว่าหวาน ใจบ่เชยบาน น้ าตาลว่าส้ม หมายถึง ตรงกับค าของท่านสุนทรภู่ที่กล่าวไว้ในนิราศทวาราวดี ว่า “เมื่อยามรักน้ าผักก็ว่าหวาน ครั้นเนิ่นนาน น้ าอ้อยก็กร่อยขมเหมือนค าพาลหวานนักมักเป็นลม แต่เขาชมกันว่าดีนี่กระไร ๕.ค าคม ได้แก่ ค าว่า ของบ่มัก บ่จ่างขับจ๋ ากึดว่าล า จึงย าลาบส้า ลวดกลายเป็น ล าโพง เขือบ้า มาจกคอคายฮากต๊น หมายถึง อาหารที่ไม่ชอบทาน ไม่สามารถจะบังคับให้ทานได้ แต่ถ้าฝืน ทานลงไปจะท าให้เกิดอาการเหมือนกินพิษเข้าไป เช่น กินดอกล าโพง (ทางภาคเหนือเรียกว่ามะเขือ บ้า) จะท าให้ท้องปั่นป่วน ต้องหาทางท าให้อาเจียนเอาพิษออกมา ๑ ส . ส. (ไทย) ๑๕/๙.
๗๓ ๖. ค าสอนเปรียบเทียบอุปมาอุปไมย ได้แก่ ค าว่า มาทอดตุมตัว พี่ไว้เสียจ้อย เหมือนเปิ่น ตุมคายหมากเคี้ยว หมายถึง การเปรียบเทียบของที่กินแล้วทิ้ง ไม่ใยดี เช่นกินหมากเมื่อกลืนกินน้ า หมดแล้วก็คายขี้หมากทิ้งโดยไม่ใยดีเลย ๗. คติสอนใจ ได้แก่ ค าว่า การบ่กิ๋น บ่จ่างยู้ย้นบ่ตัดฮากต้นงูนฮาน หมายถึง สิ่งใดที่เราไม่ ชอบไม่พอใจแล้ว ใคร ๆ ก็ไม่สามารถที่จะยัดเหยียดให้เราได้ ๘.คติค าสอนให้รู้ซึ้งถึงใจคน ได้แก่ ค าว่า ปากว่าแต๊ ใจนายบ่ต๋ามฟู่เอางาม น้ าใสซ่วยหน้า หมายถึง ปากพูดอีกอย่าง ใจคิดอีกอย่างหนึ่ง ปากกับใจไม่ตรงกัน ๙. ค าพังเพยที่ว่า ปากหวาน ก้นส้ม ตรงกับ “ปากปราศัย น้ าใจเฉือดคอ” หมายถึงการ พูดที่ปากกับใจไม่ตรงกัน คือต่อหน้าพูดจาไพเราะ พูดดี แต่ในใจหรือการปฏิบัติตรงกันข้ามกับค าพูด หรือค าพังเพยที่ว่า “หน้าซื่อใจคด” ๑๐. ค าเปรียบเทียบเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า หัวใจ๋ญิงเหมือนพิณพาทย์ฆ้อง พิพาทย์แก้ว เภรีหมายถึง เป็นคนใจง่าย เชื่อคนง่าย ผู้หญิงนั้นหวั่นไหวง่าย เหมือนกับระนาด พิณพาทย์ เภรี เมื่อมี คนมาต่อยตี หรือถูกลมพัด ๑๑. ค าสอนบุคคลอื่นทั่วไป ได้แก่ ค าว่า โทษมีสังน้องจ๋งชิงชัง บ่หวังผ่อหน้า หมายถึง คนเราไม่มีความผิดหรือโทษใด ท าไมต้องเกลียดชังกัน เมื่อมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ควรพูดจากัน เหตุผล ไม่ใช่หลบหลี้หนีหน้าหายไป ๑๒. ค าเปรียบเทียบเปรียบเปรยใจของผู้หญิง ได้แก่ ค าว่า ค าจ๋าหอม เพียงรสดอกไม้ยาม บิดจากขวั้น มาดมค าฟู่เก๊าเงื่อนเหง้าปฐม บ่สมสักรายสูญหายกว่าจ้อย หมายถึง พูดเพราะ หวาน แต่ ไม่มีความจริงใจ ๑๓. หลักธรรมค าสอน ได้แก่ ค าว่า เหมือนหมู่ไม้เมื่อลมตีไกว มาไหวหวั่นเฟือน กระเทือนจุ๊ด้าน หมายถึง การเปรียบเทียบเปรียบเปรยใจของผู้หญิงว่า เหมือนกับต้นไม้เมื่อถูกลมตี จะกวัดแกว่งไปทั้งต้น มิใช่แกว่งไกว่แต่เฉพาะใบ ฉันใด ใจของนางก็เป็นเช่นนั้น ท าให้คนรอบข้าง หวั่นไหวไปด้วย ๑๔. ตรงกับค ากลอนสอนใจ ได้แก่ ค าว่า เมียคิ่นเทียมใจจักหาไหนได้ป๊อยไกล๋มือไปขอก ฟ้า หมายถึง คนรักไกลห่าง ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ตรงกับค ากลอนสอนใจเรื่องท้าวแสนปม ที่ว่า “ รสใดไม่ เหมือนรสรัก หวานนักหวานใดจะเปรียบได้แต่มิได้เชยชมสมใจ ชมใดไม่เทียบเปรียบปาน” ๑๕. คติค าคม ค าสอน ได้แก่ ค าว่า สองรักกันใฝ่ฝั้นฟักเฟื้อ ตั๊ดที่ห้องหอในสองพี่น้องไถ่ ถ้องปราไสรจาเยาะใยลูบคล าเนื้อเหล้นฟู่กันหนัว หัวใจตื่นเต้น เจ้าสีบานเย็นบ่กึด จะได้คติค าสอน ที่ว่า “ความสุขโลกีย์มีได้ชั่วคราว ความสุขยืนยาวต้องเข้าหาธรรม” ๑๖. สุภาษิตล้านนา ได้แก่ ค าว่า บ่ใช่ว่าตั๋ว พี่แข้ง(แกล้ง)เลิกปึ๊ดค้นเล่าต้านค าเดิมบ่จ๋า เสียดท้อ แดกหย้อตวยเติ๋มกันจ๋าค าเดิม ช่างผิดช่างข้องทรงวัตถาผืนลายก่านปล้อง ฝูงสุโน เห่าทัก” หมายถึง สุภาษิตที่ใช้สอนบุคคลอื่นไม่ให้พูดในสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีตเพราะไม่มีประโยชน์ที่จะต้องรื้อ ฟื้นมาพูดกันอีก อาจเกิดการทะเลาะวิวาทกัน ๑๗. ค าสอนเปรียบเทียบ ได้แก่ค าว่า เหมือนอยู่ในใจ๋ค าใบเมืองว้อง ลวดใจ๋บ่ข้องอาลัย ค ารักน้อง หลูด ๆไหล ๆ ไหวตวยลมบ่สมว่าอ้างบ่ร่ าเพิงเถิงเมื่อนอนร่วมข้างป๋างยามเดิน ก่อนเนิ้น”
๗๔ หมายถึง คติค าสอนที่เปรียบเทียบให้เห็นว่า ลมปากคนนั้นเชื่อถือไม่ได้ พูดแล้วไม่มีความหมาย เหมือนกับสายลมที่พัดไปพัดมา ๑๘. คติค าสอน ได้แก่ค าว่า ค ารักเราบ่แห้งขาดเฅิ้นบ่หายเหือดแห้งวันฅืนสองหากรักเพศ เพียงจักกลื๋น เหมือนจักลืนคาบเคี้ยวลงได้ยามจักหนีเสียลับแลงแคว่นใต้เป็นใดนายบ่ฅิด หมายถึง ค า สอนที่ว่า “ยามเมื่อรักน้ าผักว่าหวาน ยามเมื่อชังน้ าตาลว่าส้ม” ๑๙. คติธรรม ได้แก่ ค าว่า มาละพี่ไว้ อยู่นอนกับไผ ครอบครัวอันใดริบล้อนมาเสี้ยงตั้งแต่ ชาย พรากนายแก้มเกลี้ยง หัวอกพี่เพียงจะม้าง หมายถึง คติธรรม ซึ่งตรงกับที่ท่าน ว.วชิรเมธีได้กล่าว ไว้ว่า “ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์ ความสุขไม่เคยไปจากใจเรา มี แต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจ ๒๐. ค าสอนให้รู้ว่าของดีหรือของเทียม ได้แก่ ค าว่า เดิมทีว่าไหมเมินไปว่าฝ้ายน้องสังบ่ อาย ค ากึ๊ด” หมายถึง เป็นการเปรียบเปรยให้รู้ว่า ไหมเป็นของดีมีค่ากว่าฝ้าย ๒๑. ค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า พี่บ่มีปื๋นใส่ชืนลูกแหล้ง แสวงแอ่วเดิน ป่าเนื้อ” หมายถึง ถ้ามีลูกปืนไม่เต็มรังปืนอย่าได้เข้าป่าล่าเนื้อ จะท าให้พลาดพลั้งได้ นั้นคือ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุก ด้านก่อนไปท างานใด ๆ ตรงกับค าคมที่ว่า “ปื๋นบ่เต๋มแหล้ง อย่าไปเข้าป่า ๒๒. ค าคม ได้แก่ ค าว่า ปุ่นปาย (พาย) นาย แม่แก้วแก่นเชื้อมาเหยืองเบื่อข้า กานายลาง มามาดมื้อแม่แก้วสีผายจ๋าฟู่ชายร้อยเยื่องพันข้อสองจ๋ากันเมื่อค ารักป้อ ที่หอนอนในก๋างมุ้ง หมายถึง เหตุผลของคนๆหนึ่ง อาจจะไม่ใช่เหตุผลของคนอีกคนหนึ่ง ๒๓. คติค าสอน ได้แก่ ค าว่า เต็มว่าเข้าขุมรูดินกีดจ๊อม (ช้อม)จักต๋ามถ่อมเข้า รูดินเต็ม ปลูกยก หอเรือนตั้งกิ๋น อยู่แขวงแดนดินลับแลงแคว่นใต้หมายถึง คติค าสอนที่ว่า “บางสิ่งของชีวิตไม่ จ าเป็นต้องจ า ถ้ามันท าให้เจ็บแต่บางสิ่งก็ควรจะเก็บ ถ้ามันเป็นความเจ็บที่น่าจ า” ๒๔. หลักธรรม ได้แก่ ค าว่า เต็มไปเทศท้องนครสายสินธุ์เถิงแดนดินเชียงใหม่แก้วกว้าง น้องจักติดต๋าม ที่แพงแฝงข้าง ต๋างไปไชเผ่าเชื้อ หมายถึง นางศรีชมจะติดตามพระยาพรหมไปทุกแห่ง จะเคียงข้างไปตลอด แม้จะไปนครล าปาง หรือเชียงใหม่ก็จะตามไป โดยถือว่าไปเชื่อม สัมพันธ์กับ ญาติๆ ของพระยาพรหม ตรงกับหลักธรรมที่ว่า “วิสาสา ปรมา ญาติ. ความคุ้ยเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง” ๒๕. หลักธรรม ได้แก่ ค าว่า ค าฟู่นายแม่เก้าวิดว้องพี่จ าจื่อได้นายลืมมาทุมทอดซัด ค ารัก เสียหลืมเหมือนเขาพันฟืมอันปุดเก่าเกื้อ หมายถึง หลักค าสอนตรงกับโอวาทธรรมของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง ต.แม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ที่ว่า “ก าหนดตั้งสัจจะไว้ในจิตในใจ ละความมัว เมาออกให้หมด” หมายถึง คนเราต้องมีสัจจะต่อตนเอง และละความมัวเมาทั้งหมดออกจากจิตใจ ๒๖. ค าคม ได้แก่ ค าว่า รักใจ๋บ่ติด แป๋งใจ๋บ่เอื้อ เหมือนสะทวงวางรูปช้าง หมายถึงการไม่ มีใจผูกพัน เอื้อเฟื้อต่อกัน แล้วยังทิ้งขว้างไม่ใยดีอีก เช่น รูปช้างปั้นใส่ในกระบะบัดพลี ิเสร็จพิธีแล้วก็ ทิ้ง ๒๗. ค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า เก็บผักหื้อเอาตึงเครือ เก็บบ่าเขือหื้อเอาตึงขวั๊น หมายถึง ท าอะไรให้เรียบร้อย อย่าเอาส่วนที่มีประโยชน์แล้วทิ้งส่วนอื่นไว้ ๒๘. คติค าสอน ได้แก่ค าว่า พี่รักจ๋งแฝงนายแพงจ๋งม้าง พี่สานก่อสร้าง นายเต (เท) หมายถึง คนหนึ่งเป็นคนสร้าง คนก่อความรักขึ้นอย่างตั้งใจจริง แต่อีกคนเป็นท าลายความรักนั้น
๗๕ ทั้งหมด ตรงกับคติค าสอนที่ว่า “ขี้ควายไหลตวยน้ า” หมายถึง ผู้หญิงใจโลเล ไม่แน่นอน ใครพูดก็เชื่อ เขาไปเสียหมด ๒๙.สุภาษิตค าสอน ได้แก่ค าว่า บ่ใช่อื่นไกล๋พี่ใกล้น้องชั้นจ๋าแดกหย้อทึงวันในวันนี้ก็ผิด เถียงกั๋น เสียงเนืองนันเหมือนเรือนจักปลิ้น” หมายถึงพี่น้องที่ใกล้ชิดกันนั้นแหละเกิดทะเลาะวิวาทกัน ดุด่าว่ากล่าวกันสนั่นบ้านเหมือนบ้านจักแตก แต่ไม่สามารถที่จะแยกกันได้ ตรงกับสุภาษิตค าสอนที่ว่า “พี่น้องผิดกันเหมือนพร้าฟันน้ า” หมายถึงเอามีดฟันน้ าสักกี่ครั้งก็ตามน้ าย่อมไม่ขาดกัน ฉันใด พี่น้อง กันก็ตัดกันไม่ขาดฉันนั้น หรือตรงกับสุภาษิตภาคกลางที่ว่า “ลิ้นกับฟัน” นั้นเอง ๓๐. หลักธรรม ได้แก่ค าว่าว่าข้าน้องนี้ขี้คร้านหุงแก๋ง บ่แป๋งแลงงายทั้งน้ าและข้าว บ่ใคร่ ตักต๋ าท าตั๋วดั่งเจ้าเขานินทาว่าน้อง หมายความว่า ญาติพี่น้องเขาเล่านินทาว่านางศรีชมเป็นคนเกลียด คร้าน ไม่ท าอะไรเลย แม้จะท ากับข้าวปลาอาหาร ท าตัวเหมือนเป็นพระราชา ตรงกับหลักธรรมที่ว่า “นตฺถิโลเกอนินฺทิโต. คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก ๓๑. ธรรมสุภาษิต ได้แก่ค าว่า บ่เตื่อมก๊ า (ค้ า) ท าทอปั่นแป๋ง รักบ่ารักแรงบ่แยงบ่ใกล้จัก อดทน จ๋นพอบ่ได้ เขาจ๋าร่ าไรว่าพร้อม หมายถึง เป็นผู้หญิงที่มีความประพฤติที่ไม่ดีไม่เหมาะสม ไม่ ช่วยเหลือญาติพี่น้อง ตรงกับธรรมสุภาษิตว่า “มลิตฺถิยา ทุจฺจริต . ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของ หญิง” ๓๒. คติค าสอน ได้แก่ ค าว่า ท าตามชอบเนื้อ อ าเภอน้ าใจ๋เสมอทาสใน น้ าเงินหากข้ามจ๋า ข่มเหง คะเนงจ่มส้าม มีแต่ความเดือดร้อน หมายถึง ญาติเขาว่าให้นางศรีชมท าอะไรตามอ าเภอใจ ดุ ด่าเธอเหมือนเป็นทาสน้ าเงินของพวกเขา ตรงกับคติค าสอนที่ว่า “กินแล้วหื้อเก็บ เจ็บแล้วหื้อ จ า” หมายถึง กินอาหารแล้วให้รู้จักเก็บภาชนะ คนอื่นเขาท าให้เจ็บใจก็ให้ควรจดจ า ๓๓. ส านวนภาษิต ได้แก่ ค าว่า จุสุ่ยเพี๊ยกหื้อน้องใจ๋จ๋าง ล่อลวงพราง หื้อว้างคว่างถิ้มค า รักเรา เป็นเกลียวแท่งหลิ้มมาจ๋งตัดฟัน ปั่นม้าง หมายถึง การยุแย่ผัวเมียให้เกลียดชัง ตรงกับส านวน ภาษิตภาคกลางที่ว่า “ยุให้ร า ต าให้รั่ว” นั่นเอง ๓๔. ธรรมสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า เขาปรารถนา หื้อข้าเป็นร้างเจียนจากข้างสามีกลั๋วเราพี่ น้อง หย่องพากันหนี เขากลัวเสียทีของดีพร่อยบ้างคนอัปรีย์ บ่ดีจ๋าอ้างก็เก็บเอามาว่าพร้อม หมายถึง ญาติ ๆ เขาไม่พอใจที่นางศรีชมไปชอบพระยาพรหมซึ่งเป็นคนจนไม่หัวนอนปลายเท้า จึงได้กล่าววาจา ที่หยาบคายหลายประการ อะไรที่ไม่ดีเก็บมาว่าหมดเลย ตรงกับธรรมสุภาษิตที่ว่า “ทุฏฺฐสฺสผรุสวาจา. คนโกรธมีวาจาหยาบคาย” ๓๕. ค าคม ได้แก่ค าว่า ใจถะหมินกึดสั้นหมิ่นช้อมบ่กึ๊ดอ่วงอ้อม พงศ์พันธุ์พี่กับน้อง ร่วม ท้องเดียวกั๋นบ่รักแปงปันเขาหันแต่ได้บ่รู้จักไผพี่ไกล๋น้องใกล้ ใจ๋อาธรรม์ เปรตยักษ์หมายถึง คนมี ความสั้นใจคับแคบ แม้เป็นพี่น้องเดียวกันก็ไม่รักกัน เพราะเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ใจร้ายใจอาธรรม์เช่น พวกเปรต พวกยักษ์ ตรงกับค าคมที่ว่า “เศษแก้วมันบาดคม เศษคารมมันบาดใจ” ๓๖.ค าสอนล้านนา ได้แก่ ค าว่า ค าจ่มฟ้อง ปูนปวดเจ็บใจเพศเพียงไมแม่แตนต่อเผิ้ง หมายถึง คารมค าพูดของคนท าให้เกิดความเจ็บใจนัก เหมือนดังถูกเหล็กไนของตัวต่อตัวผึ้ง ตรงกับค า สอนล้านนาที่ว่า “คนอู้ได้ปากนัก อมแพะเต็มปากยังบ่ฮู้ตัว” หมายถึง ยากนักที่จะห้ามคนพูดมากให้ หยุดพล่าม
๗๖ ๓๗. คติค าคม ได้แก่ ค าว่า เขาหันว่าน้องตกลงลุ่มต๋า บ่หวังเพิ่งพาใช้สอยสืบส้อนหัน ตกจ๋นทารนทุกข์ข้อน จ๋มดินดอนลุ่มพื้น หมายถึง เขาเห็นว่าเป็นคนทุกข์ยากไม่สามารถจะช่วยอะไร เขาได้แล้ว ซึ่งเดิมทีเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดมา ตรงกับคติค าคมกลอนสุภาพที่ว่า เมื่อมั่งมี มากมาย มิตรหมายมอง เมื่อมัวหมอง มิตรมอง เหมือนหมู่หมา เมื่อไม่มีหมู่มิ่งมิตร ไม่มองมา เมื่อมอด ม้วย หมู่หมูหมา ไม่มามอง” ๓๘. สุภาษิตค าสอน ได้แก่ ค าว่า จาค าใด อ้างถกลากทึ้นขายเลิกหน้าหลังเรือนปูนเจ็บ แสบร้อน สะท้อนใจเฉือนใคร่หนีจากเรือน ลงดินลุ่มใต้มายินขัดใจ ขัดคอกว่าใบ้ วันนี้วันฅ่ าญิงนอน หมายถึง ค าพูดของญาติพี่น้องท าให้อับอายขายหน้า เขาเหน็บแนมตลอดเวลา ตรงกับสุภาษิตค าสอน ของสุนทรภู่ในเพลงยาวถวายโอวาทตอนหนึ่งว่า “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซากแต่ลมปากหวานหู ไม่รู้หายแม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลายเจ็บจนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ” ๓๙. ธรรมสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า ธรรมสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “ขดฅุดฅู้มูบมู้กับหมอน คาบงาย ตอน บ่ลงรอดไส้กึ๊ดจักกลื๋นลืนลงบ่ได้ ใจ๋นายอวนป่วนปุ๊” หมายถึง นอนครุ่นคิดแต่ในห้องไปออกไป ไหน แม้ข้าวปลาก็ไม่ยอมทาน กระอักกระอ่วนใจ ถ้าแข็งไปก็ไม่ดีเป็นการสร้างเวรภัย อ่อนไปก็ถูกเขา รังแกเช่นนี้ คิดไม่ตก ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “ปริภูโต มุทุ โหติ อติติกฺโข จ เวรวา : อ่อนไปก็ถูกเขาหมิ่น แข็งไปก็มีภัยเวร” ๔๐. คติค ากลอนสอนใจ ได้แก่ค าว่า คติค ากลอนสอนใจ ได้แก่ค าว่า “พี่จ าใส่ใจ ใส่คอพี่ไท้ บ่หลงหล่าถ้อยสักค ามีแต่น้อง ฟู่แล้วบ่จ าก๋ ายีย าฟู่ไหนลืมหั้นฟันไหนบ่ปุดหยุบไหนบ่หมั้น พ้อยตัดบั่น ฟันค ารัก”หมายถึง ค าพูดของนางศรีชม พระยาพรหมจ าได้ทุกค าพูดไม่ลืมเลือน ตรงกับคติค ากลอน สอนใจของสุนทรภู่เรื่องพระอภัยมณีตอนหนึ่งว่า “เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก แต่น้ าผักต้ม ขม ชมว่าหวาน ครั้นรักจาง ห่างเหิน ไปเนิ่นนาน แต่น้ าตาล ว่าเปรี้ยว ไม่เหลียวแล” ๔๑. ค าอุปมาอุปไมย ได้แก่ค าว่า “มางืดหัวใจ๋ดูเบาแท้ตั๊กเหมือนฟองนุ่นแห้งลมปือสิบ เบี้ยฝายน้ า น้องใฝ่จ๋งถือ ห้าเบี้ยยังมือคว่างซัดรีบห้าวป๊อยเกาะสองมือ มาตือสองส้าว ขาวด าเอาคู่เชื้อ หมายถึง เปรียบเปรยใจของนางศรีชมนั้นเบาเหมือนปุยนุ่นลมพัดไปทางไหนก็ปลิวไปทางนั้น หรือ เปรียบเหมือนฝั่งน้ าข้างมีเงินให้สิบเบี้ย แต่ในมือนางขณะนี้มีอยู่ห้าเบี้ย นางอยากได้สิบเบี้ยจึงทิ้งห้า เบี้ยในมือวิ่งไปหยิบถือสิบเบี้ย เป็นคนที่ไม่เลือกว่าอะไรดีหรือไม่ดีเอาทั้งขาวทั้งด า ตรงกับค า อุปมาอุปไมยที่ว่า “เบาเหมือนนุ่น” หมายถึงเบามาก ๆ ๔๒. หลักธรรมพุทธสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “นายได้เถิงสุขละทุกข์ไว้ให้ จนยกยอไปบ่แพ้” หมายถึง นางศรีชมรักตัวเองห่วงตัวเอง ทิ้งพระยาพรหมให้ทุกข์ทรมานอยู่คนเดียว ตรงกับสุภาษิต ที่มาในสังยุตตนิกายสังฆราช ที่ว่า “นตฺถิอตฺตสม เปม . ความรัก (อื่น) เสมอด้วยตนไม่มี” ๑ ๔๓. คติค าสอน ได้แก่ค าว่า “ใคร่ก๋ าแขนถาม สักค าดูแท้หื้อจริงแน่แจ้ง ใจพรหมสารเรื่อง ทุกข์ส่ าเนากลอนกลม จักไขบอกชมทังอายเผิดหน้ากลัวนายติเตียนนินทาขวัญข้า ย้อนตัวนายมา ทิ้ง ละ” หมายถึง อยากจะจับแขนนางศรีชมถามความจริงสักค าว่าท าไมถึงทิ้งพรหมไป แต่ถึงอย่างไรพระ ยาพรหมก็ยังรักศรีชมไม่เสื่อมคลาย ตรงกับค ากลอนสุนทรภู่เรื่องนิราศภูเขาทองตอนหนึ่งว่า “ถึงทุกข์ ๑ ส . ส.๑๕/๙.
๗๗ ใครในโลกที่โศกเศร้าไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหาจะพลัดพรากจากกันไม่ทันลาใช้แต่ตาต่างถ้อยสุนทร วอน” ๔๔. คติ ได้แก่ค าว่า “เหตุค าสีเนห์พี่ได้ค้างเคิ้นจิ่งแปงแต่งสร้างสารเทิงทะเลเลิงจักไขหื้อ กว้าง ข่างท้างเมื่อพายลูนก่อนแหล่นายเหย” หมายถึง ความรักของพระยาพรหมที่มีต่อศรีชมยังไม่ หมดจะส่งสารมาถึงอีกในโอกาสต่อไปข้างหน้า ตรงกับค ากลอนสอนใจที่สุนทรภู่ได้แต่งไว้ในเรื่องพระ อภัยมณีตอนหนึ่งว่า “ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน แม้นเกิดในใต้หล้าสุธาธารขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา” หลักธรรมค าสอนที่พบปรากฏในบทที่ ๒เจตนา (การตั้งใจที่จะท า) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๒ เจตนา (การตั้งใจที่จะท า) หมายถึงการ ตั้งใจที่จะท า ตั้งใจที่จะให้คนอีกคนหนึ่งได้น้อมระลึกถึงอดีตที่หวานชื่น มีบทย่อยภายในทั้งหมด ๖๒ บทค่าว พบว่ามีหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๑๕ ประการ ดังนี้ ๑. หลักธรรมสุภาษิตได้แก่ ค าว่า “พี่ยังเหลียวจา ตอบค าน้องเหน้า ว่าอดทนเอาเทอะ น้อง และค าว่า เจ้าน้องรัก จุ่งอดขันตี หื้อแปงใจดี เหมือนน้ าทังห้าร้ายเสียออนช่างดีปางหล้า ก็หุมมี มา ป่าล้า” หมายถึง สอนให้รู้จักอดทนต่อค าพูดส่อเสียดของคนอื่น ต้องท ากว้างเหมือนแม่น้ านที ตรง กับหลักธรรมสุภาษิตที่ว่า “ขนฺติ หิตสุขาวหา. ความอดทนน ามาซึ่งประโยชน์สุข” ๑ ๒. คติค าสอน ได้แก่ ค าว่า “เต็มว่าเขาจา หยาบกล้าจ่มฟ้อง อย่าบังตอบถ้อยเนอนายจัก เกิดโก๋ธะ ด่าทอกันหลายเป็นที่อับอายพี่น้องชาวบ้านท่านจักจาขวัญ นินทาเล่าต้าน อย่าจาค างาน ล่วงล้ า และค าว่า อย่าทือไผดี อย่าติไผช้าช่างเป็นเมฆฝ้าพามัวค่อยอยู่ตามน้ า ค่อยท าตามตัว น้ า เพียงใดดอกบัวเพียงอั้น” หมายถึง เมื่อเขาดุด่าอย่าได้ดุด่าตอบมันจักเกิดความเดือดร้อน อายพี่น้อง ชาวบ้าน และจักเกิดการทะเลาะวิวาทกันเพราะความโกรธ ตรงกับค าสอนของพระพยอมกลฺยาโณ ที่ว่า “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ไม่โกรธดีกว่า ไม่บ้าไม่โง่” ๓. ค าคม ได้แก่ ค าว่า “พี่น้องผิดกัน เหมือนพร้าฟันน้ า อย่าก าผูกหมั้นทือเวรเป อะเปิกนั้น น้ าหากพาเป็นเอาน้ าใสเย็น ซ่วยเปอะจิ่งเสี้ยงพี่น้องผิดกันเหมือนเหล็กขี้เหมี้ยงเต็มฝนแล้ว หากทึงมี” ได้ค าคม ๒ ข้อ คือ (๑) พี่น้องกันตัดกันไม่ขาด อย่าถือโทษโกรธกันเลย และ (๒) พี่น้องกัน เหมือนสนิมที่เกาะกินเหล็ก แม้เราจะฝนแล้ว แต่ก็ต้องเกิดขึ้นอีกไม่มีวันหาย ๔. ค าสอนให้ก าลังใจ ได้แก่ค าว่า “แปงใจหวาน เพศตาลคนอ้อยสูนใส่ทวย มธุ” หมายถึง ท าจิตใจให้กว้าง ท าใจให้อ่อนหวานเช่นน้ าอ้อยระคนด้วยน้ าตาลและผสมด้วยน้ าผึ้ง ตรงกับค าสอนที่ ให้ก าลังใจว่า “ใจดีสู้เสือ” กล่าวคือ เขาร้ายมาก็อย่าร้ายตอบ ค่อย ๆ ใช้ค าพูดที่อ่อนโยน อ่อนหวาน อย่าให้ความโกรธเข้าครอบง าเพราะฟังค าพูดของเขาที่ยั่วยุ ๕. สุภาษิตโบราณล้านนา ได้แก่ค าว่า “ถ้วยและช้อน เครื่องครัวสงสาร บีมีวิญญาณ ยังรู้ ถูกต้อง ฟัดฟอกกัน เสียงดังขิ้งข้อง แหงแตกในลั่นชัด” หมายถึง ถ้วย ช้อน ซึ่งเป็นสิ่งของที่ไม่มี ๑ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรณาณวโรรส. พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑, (กรุงเทพฯ : เลี่ยง เซียง, ๒๕๒๕,) หมวดขันติ ความอดทน. หน้า ๑๙.
๗๘ วิญญาณ อยู่ด้วยกันตลอดแต่ก็ยังมีการกระทบกันท าให้แตกร้าวได้ ดังนั้นอย่าถือสาคนเราอยู่ด้วยกัน ย่อมผิดเถียงกันบ้างเป็นธรรมดาของมนุษย์ ๖. สุภาษิตแฝง ค าสอนได้แก่ค าว่า “บ่ริบ่หา พามาแต่หนี้ ถมถอกเท ใส่น้อง” หมายถึง เป็นคนขี้เกียจไม่พยายามแสวงหาทรัพย์สิน มีแต่กู้หนี้ยืมสินเขามาเพิ่มมากขึ้นให้แก่นางศรีชม ตรงกับ สุภาษิตที่ว่า “ทุราวาสาฆราทุกฺขา.เหย้าเรือนที่ปกครองไม่ดีน าทุกข์มาให้.” ๑ ๗. ค าสอน ได้แก่ค าว่า “เป็นหนี้สินเพราะยาฝิ่นห้อของฅิ่นเดิมพอบ่ฅ้าง” เป็นการสอนให้ รู้ว่า การสูบยาฝิ่นสิ่งเสพติดนั้นท าให้ฉิบหายจากทรัพย์สมบัติตน และยังเป็นหนี้เป็นสินอีกด้วย ดังค า กลอนของท่านปราชญ์ที่ได้ประพันธ์ไว้ว่า เฮโรอีนฝิ่นกัญชายาเสพติด มีภัยพิษ ใครไม่รู้ดูโง่เขลา ทั้งสุรา ยาบ้า สิ่งมึนเมา บุหรี่เหล้า เย้ายวน ชวนให้ลอง แม้นหากใคร มีความคิดประจ าจิตหยุดยั้งคิด เว้นหลีกไกลไม่มีหมอง เสียทรัพย์สินสิ้นเปลืองเคืองเงินทองลองตริตรองสักนิด พิจารณา ๘. หลักปฏิบัติทางศาสนา ได้แก่ค าว่า “จุ่งกินทานทวย หยาดน้ าส่งให้” หมายถึง ให้ ปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา คือ ท าบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา (สามีเก่าของศรีชมที่ตายไป) เป็น การอโหสิกรรม อย่าได้ถือโทษ ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “อเวเรนจสมฺมนฺติ.เวรย่อมระงับด้วยการไม่จอง เวร” ๙. ค าสอนใจให้ท าดี ได้แก่ค าว่า “ทุกฅืนวัน ทอดทานน้ าเข้าหวังเป็นปัจจัย ไปนิพพานเจ้า ผันบันเอาหลั่งน้ า” หมายถึง ท าบุญให้ทาน และกรวดน้ าอุทิศส่วนกุศลทุกวันนี้ หวังเพื่อไปสู่พระ นิพพานเท่านั้น ไม่ได้ท าบุญ กรวดน้ าไปหาสามีเก่า จะท าบุญอุทิศให้ก็ต่อเมื่อหลับฝันเห็นเขาเท่านั้น ตรงกับส านวนที่ว่า “ไม่เผาผี” ๑๐. ค าสุภาษิตล้านนา ได้แก่ค าว่า “ยามเมื่อเป็นดี หากมีเก้าป้า แฝงทวยมาบ่ช้าชาตาลง พันธุ์พงศ์พี่น้า บ่เหลียวผ่อหน้า มาไช...เพิ่งพี่เจ็บท้องเพิ่งน้องเจ็บใจ คึดสังอันใด ใจตันตีบเสี้ยง” หมายถึง เมื่อเรามีทรัพย์สมบัติมีแต่คนไปมาหาสู่อย่างไม่ขาดเลย แต่เมื่อสิ้นไร้ประดาตัว ไม่มีใครมา แวะมาหา หวังจะพึ่งพิงอาศัยใครไม่ได้เลย ตรงกับค ากลอนบทหนึ่งที่นักปราชญ์ได้แต่งไว้น่าฟังยิ่งว่า “เมื่อมั่งมี มากมาย มิตรหมายมอง เมื่อมัวหมอง มิตรมอง เหมือนหมูหมา เมื่อไม่มี มิ่งมิตร ไม่มองมา เมื่อมอดม้วย หมูหมา ไม่มามอง” ๑๑. ค าเปรียบเทียบความหวัง ได้แก่ค าว่า “นึ่งคึดนึ่งหมอง นึ่งคองนึ่งเหมี้ยงมาหันแต่ เรียม พี่ไธ้...เสมอเหมือน โพธิ์ไทรกิ่งไม้ อั้นมีร่มกว้าง หนาใบ” หมายถึง การเปรียบเทียบความหวัง ของศรีชม ซึ่งผิดหวังจากสามีเก่า ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าใจ ก็เห็นแต่พระยาพรหมเท่านั้นจักเป็นที่พึ่งได้เปรียบ เหมือนต้นโพธิ์ใหญ่ที่มีร่มใบกว้างหนา สามารถให้ความอบอุ่นได้ตลอดชีวิต บทค่าวที่ ๓๐-๓๕ เป็นบทค่าวที่พรรณาถึงความรัก ความหวาน ความหวัง ของทั้งคู่ และ การให้ค ามั่นสัญญาแก่กันและกัน พบว่า มีค าคม ค าสอน สุภาษิต แฝงอยู่ดังนี้ ๑ พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ นักธรรมชั้นตรี, ข้อที่ ๑๕๖ (ขุ. ธ. ๒๕/๕๕.), หน้า ๒๖.
๗๙ ๑๒. ค าคม ค าเปรียบเทียบความสุขระหว่างคนรัก ได้แก่ค าว่า “พี่พิงป้างขวา นายพิงป้าง ซ้ายเมาะม่อยหน้า เชยชมหอมกลิ่นเท้า ระเมากวนกลมพี่จูบพี่ชม ดมสองฝ่ายแก้มน้องยังยื่นปัน หมากสุบพลูแหล้ม สองยินดี โล่งทัดสองกลมเกลียว บ่ทุมทอดซัด สองโล่งด้วย ปิยา” เป็นการ เปรียบเทียบความรัก ความหวานชื่นของคนรักกัน กล่าวคือ พี่ (หมายถึงพระยาพรหมโวหาร) นั่งอิง แอบแนบชิดใกล้อยู่ทางด้านขวา ส่วนนางศรีชม นั่งอิบแอบอยู่ด้านซ้ายของพระยาพรหม เอาหน้าแอบ อิงกัน ชายจูบชมสองฝ่ายแก้ม ศรีชมยังท าสุบหมากสุบพลูให้ทานเลย ทั้งสองคนยังมีความเข้าใจกันดี จากนั้นก็ได้สั่งเสียว่า วันพรุ่งนี้จะไปติดตามหนี้สินที่บ้านท่าเสา ประมาณ ๗-๘ วัน ดั่งสุภาษิตที่ว่า นตฺถิตณฺหา สมานที. แม่น้ าเสมอด้วยตัณหาไม่มี. ๑๓. สุภาษิตธรรม ได้แก่ค าว่า “บ่ฟู่ตอแหล เซือนแซหลีกลี้บ่โกงฉ้อปลิ้น หนีค าพี่จาสั่ง น้อง แม่มอนตาข าหลายเยื่องหลายค าสั่งแหน้นทึกแหน้นจนเหลียกแหลวซ้ าฅืนเขี้ยวแข้น สองเออนอ ต่อท้า” หมายถึง ค ามั่นสัญญาที่ทั้งสองให้แก่กันและกัน โดยจะกลับมาตามสัญญาไม่หนีไปไหน ขอให้ ศรีชมเชื่อใจเถอะ ตรงกับธรรมสุภาษิตที่ว่า “ ยถาวาทีตถาการี.พูดอย่างใดพึงท าอย่างนั้น๑ ๑๔. ค าสอนให้ใจเย็น ได้แก่ค าว่า “แม่นเขาค้นคว้าว่าหื้อลูนหลัง เมื่อพี่บ่ยัง อย่ารนร้อน ไหม้เต็มเขาจักขาย สืบไปเหนือใต้ก็ตามดวงทัย อย่าฅ้านน้องอย่าเสียใจ หมองไหม้เหี่ยวม้าน ก็ สุดแต่ผู้นายเงินหื้อผัดผ่อนไว้ บ่ใช่นานเหิง เต็มทีเมิน ทางเดินต่องเต้าเกิ่งเดือนปลายๆบ่ดายเนอเจ้า หล้างสมค าเรา ร่ าพิจ” หมายถึง ถ้ามีญาติพี่น้องที่เป็นเจ้าหนี้เขามาทวงเงินทวงหนี้ก็อย่าร้อนใจ หาก เขาจะเอานางไปขายให้เอาเงินมาใช้หนี้ก็จงตามใจเขา อีกไม่นานเราก็จะพ้นทุกข์ได้พบสุขแน่นอน ๑๕. ค าสอนให้ก าลังใจ ได้แก่ค าว่า “ของพี่มีเหมือนของแห่งเจ้าท็อกซิสังจานายน้องเหน้า ของหยิบมือเดียวช่างเทอะพี่เสียมา ถ้านพอเทิกเทอะจนเพื่อนเล่าต้าน ลือเมืองเต็มสามเท่านี้ฅิดแทนบ่ เปลือง เจ้าแสงแพงเมือง อย่าเหยืองพี่ต้านเต็มตัวอยู่ไกล ใจยังอยู่บ้าน” หมายถึง ทรัพย์สมบัติของ สามีก็เหมือนของภรรยา หนี้สินเพียงเล็กน้อยเดี๋ยวพี่จัดการทดแทนให้ การไปคราวนี้ไปไม่นาน แม้ตัว พี่จะอยู่ไกล แต่ใจยังอยู่กับเจ้าที่บ้านอยู่เสมอ หลักธรรมค าสอนที่พบปรากฎในบทที่ ๓ ดวงสลิด (ดวงจิตที่ผูกพัน) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๓ ดวงสลิด (ดวงจิตที่ผูกพัน) หมายถึง ดวง จิตที่ผูกพันกับความรักความหลัง ด้วยความหวังที่จะให้คนรักกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ด้วยรักและ ความหลังอันดูดดื่ม มีบทย่อยภายในทั้งหมด ๑๐๐ บทค่าว พบว่ามีหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๑๗ ประการ ดังนี้ ๑. ค าพังเพย ที่เปรียบเทียบเปรียบเปรยให้รู้ว่า ความชอบ ไม่ชอบ เคยไม่เคย ได้แก่ ค าว่า “เพื่อนกินตัวแห ทุมแลตัวคุ้น เพื่อนใจบ่เอื้อ ทางอาว” หมายถึง เขาชอบคนอื่นซึ่งเป็นคนที่เขาเคยคบ กันมาแล้ว แต่ต่อมาอยู่หางไกลกัน (ตัวแห) เมื่อได้มาเจอกันก็ทิ้งคนที่เคยอยู่ด้วยกัน (ตัวคุ้น) ไป ดัง ค าพังเพยที่ว่า “วัวเคยขา ม้าเคยขี่” นั้นเอง ๒. พุทธสุภาษิต เปรียบเปรยเรื่องความทุกข์ ได้แก่ ค าว่า “ก็เพราะเพื่อสัง เพื่ออั้นค าทุกข์ จักดาท่าวขว้ า ทังยืนเปรียบเหมือนนก ตัวอันถูกปืน เจ็บปวดวืนเพศไฟลุกเอ้า” หมายถึง ความทุกข์ใจ ๑ กรมหลวงพระยาวชิรญาณวโรรส. พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ นักธรรมชั้นตรี, (กรุงเทพฯ : เลี่ยงเซียง, ๒๕๕๕), (ข้อที่ ๓๔๓) หน้า ๕๕.
๘๐ ครั้งนี้ (ที่ศรีภรรยาหนีไป) เป็นความทุกข์ใจที่หนักมากเกือบจะล้มยืน ปรียบเสมือนนกถูกปืน เจ็บปวด รวดร้าวเหมือนไฟลุกท่วมตัว มีความหมายตรงกับสุภาษิตที่ว่า “นตฺถิกามาปร ทุกฺข .ทุกข์(อื่น) ยิ่งกว่า กามย่อมไม่มี๑ ๓. ค าสอนใจในสิ่งที่ไม่ควรไว้วางใจ ได้แก่ ค าว่า “แมวกับหนู มาชูผูกมิตร ติดสืบเส้นสาย ยาวพระจันทร์อยู่ฟ้า ส่องแจ้งกลางหาวฝูงหมู่เดือนดาวย่อมแฝงแอบอ้อม” เป็นการเปรียบเทียบ เปรียบเปรยให้เห็นว่า แมวเมื่อจะจับหนูย่อมจะลับลี้อยู่ เจอหนูเมื่อไรเป็นจับกินเมื่อนั้น การที่จะมา เป็นมิตรกันคงยาก หรือแม้พระจันทร์ที่เปล่งแสงเจิดจ้าอยู่กลางเวหา ดวงดาวอื่น ๆ ย่อมจะอับแสงลง ลับเร้นอยู่ย่อมไม่เปล่งแสงแข่งขันอยู่ใกล้ ๆ กับดวงจันทร์ฉันใด การที่คนที่จะขโมยของคนอื่นก็ย่อมจะ แอบซ่อนอยู่ เจ้าของเผลอเมื่อใดก็ย่องลักขโมยไป ดั่งค าที่ว่า “แมวขโมย” ๔. ค าพังเพยสุภาษิตล้านนา ได้แก่ ค าว่า “บุปผาเผยที่เคยทัดส้อม หอมดวงบาน ซว่าน รสภมรา ย่อมบินมาซดกวนเกลือกกลิ้ง คันธัง” หมายถึง ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมย่อมมีฝูงแมลงภู่ผึ้งมาบิน ไปดมดอมเกสร เปรียบดังหญิงงาม ย่อมจะมีคนปองเช่นนางศรีชม ๕. ค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า “อกพี่ไธ้เพศไม้หักข า เหมือนปืนยาย า ซ้ ายิงสอดเข้า” หมายถึง เมื่อได้ยินข่าวว่าศรีชมจากไป หัวอกหัวใจเปรียบเหมือนถูกไม้ปักเป็นแผลฉกรรจ์โดยไม้ยังปัก คาอยู่ที่อกขณะนั้นยังถูกยิงด้วยปีนอาบยาพิษซ้ าเข้าไปอีก ๖. ค าสอนเปรียบเปรยถึงการไม่มีน้ าหนัก ได้แก่ ค าว่า “ฟังค าฟู่ชมเหมือนมัดไข่ติ้ว” หมายถึง การพูดใด ๆ เชื่อถือไม่ได้มันเบาหาน้ าหนักไม่ได้เหมือนมัดไข่หิ้วนั้นแหละ ๗. ค าพังเพยล้านนา ได้แก่ ค าว่า“จางยิ่งกว่าจาง เพศเพียงห้อไห้ ไขค ามาเท่านั้น” หมายถึง ค าพูดที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ เป็นการสร้างเรื่องสร้างเหตุขึ้นมาเท่านั้นเอง เปรียบเหมือนพวก ฮ้อแสร้งร้องไห้ให้คนเชื่อถือ ประดุจรสชาดที่จืดชืดที่สุดจนไม่สามารถจะเปรียบเทียบกับอะไรได้แล้ว ๘. คติค าคม ได้แก่ ค าว่า “เอาเสือแรดช้าง มาหลอกหื้อหนีตีป่าดงพีหื้อสัตว์พร่านหย้าน” หมายถึง การอ้างเอาผู้มีอ านาจมาข่มขู ยกเอาเหตุร้ายทีเกิดขึ้นมาข่มให้กลัว เป็นการเปรียบเปรยให้รู้ ว่าอย่าขัดขืน มิเช่นนั้นจะถูกท าโทษ ฯ ๙. ค าคมสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “เหมือนตามไฟยามแดดร้อน” หมายถึง การรู้ทันได้ทุก อย่างกระจ่างชัดในทุกเรื่อง เหมือนกับแสงแดดอันสว่างจ้าอยู่แล้ว ยังต้องจุดโคมไฟส่องสว่างอีกทีหนึ่ง นั้นคือ สว่างแล้วสว่างอีกนั้นเอง ๑๐. พุทธสุภาษิตได้แก่ ค าว่า “อันวาจา ฟู่มาเท่านั้น ก็เขินรากแก้วหันงูน” หมายถึง ค าพูดที่พูดออกมานั้นหาความจริงไม่ได้ ฟังไป ๆ มันท าให้เห็นธาตุแท้ของนางว่าเป็นอย่างไร ดังพุทธ สุภาษิตที่ว่า “ถีน ภาโวทุราชาโน.ภาวะของหญิงรู้ได้ยาก ๒ ๑๑. ค าคมสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “เหมือนตัดหัวใจพี่ออกไปห้อยหลอแต่ฅิงคราบไว้” หมายถึง มีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัสความทุกข์ใจ ความเจ็บปวดรวดร้าวใจ ความทรมานใจ ๑ กรมหลวงพระยาวชิรญาณวโรรส,พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑นักธรรมชั้นตรี,(กรุงเทพฯ : เลี่ยงเซียง, ๒๕๕๕, ขุ. ชา. เอกาทสก. (ไทย) ๒๗/๓๑๕), หน้า ๓๘. ๒ อ้างแล้ว, กรมหลวงพระยาวชิรญาณวโรรส,พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑นักธรรมชั้นตรี,(๒๕๕๕ ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๒๑), หน้า ๒๙.
๘๑ ประหนึ่งว่าหัวใจถูกตัดออกไปไว้นอกกาย คงเหลือแต่ร่างไว้นั้นคือตรงกับค าคมสอนใจที่ว่า “ตายทั้ง เป็น” ๑๒. ค าโคลงโลกนิติ ค าสอน ได้แก่ ค าว่า “มนุษย์ลุ่มฟ้า โลกหล้าใจเหนียว เล็กข้อมือ เดียว ไผจักหยั่งได้” หมายถึง จิตใจมนุษย์นั้นมีอยู่ในตัว มีความลึกแค่ข้อมือเท่านั้น ไม่มีใครอาจหยั่ง หาความลึกมันได้ ดังนั้นจงอย่าไว้ใจมนุษย์ เพราะจิตมนุษย์นี้ไซร้ยากแท้หยั่งถึง ดังโคลงโลกนิตย์ที่ว่า พระสมุทรสุดลึกล้น คณนา สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได้ เขาสูงอาจวัดวา ก าหนด จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง ๑๓. ค าพังเพยค าสอนให้รู้จักอยู่ที่ไหนก็ไม่อดตายแน่ ได้แก่ค าว่า “ชา-ติว่าน้ าบ่หล้าง เขียมปลา ชา-ติว่านา บ่หลอนเขียมข้าว” หมายถึง ธรรมชาติของแม่น้ าย่อมมีปลาอยู่เสมอ แม่น้ าที่ไม่ มีปลายย่อมไม่มี ในนาก็เช่นกันย่อมมีข้าวเพราะนาคือสถานที่ปลูกข้าว ดังนั้นตราบใดที่ในแม่น้ ายังมี ปลา ในผืนนายังมีข้าวย่อมไม่อดตายแน่นอน ดังค าพังเพยที่ว่า “ในน้ ามีปลา ในนามีข้าว” ๑๔. ค าสอนเชิงต าหนิ ได้แก่ ค าว่า “ไผติเตียน บ่เฟือนตั้งหมั้น ติเสียช่างฅืนพลิกงว้าย” หมายถึง มีจิตมั่นคงใครติเตียนอย่างไรไม่สนใจ เสียอย่างเดียวมักหนีกลับบ้านเก่าเมืองเดิมตนเอง” (พลิกงว้าย๑ หมายถึง อยู่ไม่นาน การกลับคืนหลัง) ๑๕. ค าสอนเชิงเปรียบเทียบเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า “ติเสียช่างหน เพศเพียงดั่งกุ้ง ยาม เมื่อลอยในบวกน้ า” หมายถึง การเปรียบเทียบเปรียบเปรยว่า ท าอะไรมักจะไม่เดินหน้า เป็นลักษณะ ไป ๆ ถอย ๆ เหมือนกุ้งเมื่อลอยในน้ า ๑๖. ค าสอนเปรียบเปรยเพื่อให้รู้ว่าสิ่งไม่มีประโยชน์ ได้แก่ค าว่า “พวงดอกย้าง ดอกมัน ดอกกลอย ไผบ่ผ่อคอย บ่ธัดบ่ส้อมย้อนมันบ่หอม ระเมาเอิบอ้อม ตาคอยดอมบ่ธัด” หมายถึง พวก ดอกย้าง ดอกมันส าปะหลัง ดอกกลอย เป็นดอกที่ไม่มีกลิ่นหอม จึงไม่มีใครน าไปประดับตกแต่งตน เช่น เอาไปเหน็บ (ธัด) หู หรือใช้ร้อยเป็นพวงมาลัย มีแต่มองดูดาย ๆ เท่านั้นเอง เปรียบดังคนที่มี พฤติกรรมไม่ดีคนจึงไม่คบหา เพียงมองดูเมื่อพบปะเจอะเจอเท่านั้น ๑๗. หลักธรรมค าสอนเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ได้แก่ ค าว่า “บ่เหมือนเพื่อนอั้น ศรีชมคันหันดอกไม้ ฅุ่มหน้าบานถม บิดมาชม นิยมชื่นสู้หัวใจไหว ลวดไหลหลิ่งหลู้ หาบครัวชู ยกเช้า” หมายถึง ดอกไม้ที่ไม่มีกลิ่นหอมย่อมไม่มีคนอื่นใครเด็ดมาดมดอม มีแต่ศรีชมเท่านั้นที่เด็ดมาดม เพียงเพราะเห็นว่าเป็นดอกไม้เท่านั้นหลงคิดไปว่าเป็นดอกที่มีกลิ่นหอม โดยไม่พิจารณาก่อน กล่าวคือ เป็นการตัดพ้อต่อว่านางศรีชมนั้นเห็นชายคนใหม่คงมีทรัพย์สมบัติ มากกว่าพระยาพรหม จึงหามเข้าของเครื่องใช้ตามเขาไปโดยไม่พิจารณาถึงความเป็นจริงว่าเป็น อย่างไร เป็นใครก็ไม่รู้ ตามเขาไปโดยทิ้งคนรักเดิมไปอย่างไม่มีวันกลับ ๑ อ่านว่า พลิก-งว้ายเป็นภาษาถิ่นภาคเหนือหมายถึงการขอบหันกลับ หรือกลับหลังหันอย่างไม่คิดหน้า คิดหลัง อยู่ไม่นาน.
๘๒ หลักธรรมค าสอนที่พบปรากฏในบทที่ ๔ มะโนเนือง (ความหมดหวัง ความสิ้นหวัง) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๔ มะโนเนือง (ความหมดหวัง ความสิ้นหวัง) หมายถึง หัวใจห่อเหี่ยว เหลืองคล้ายตองกล้วยที่ใกล้จะตาย ความหมดหวัง ความสิ้นหวังที่จะได้อยู่กับ ศรีชมคนรัก มีบทค่าวย่อยภายในทั้งหมด ๑๑๔ บทค่าว พบว่ามีหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค า คมต่าง ๆ จ านวน ๒๓ ประการ ดังนี้ ๑. ค าคมเปรียบเทียบความรัก ได้แก่ค าว่า “พี่รักบ่แล้วเพศเข้าติดหืม พี่แพงบ่ลืมเพศฟืม รักฝ้าย” หมายถึง ความรักของพี่เป็นเหมือนข้าวเหนียวที่ติดอยู่กับตะแกรงปิดก้นไหนึ่งเสมอ พี่รักน้อง ไม่มีวันลืมเลือน เหมือนฟืมรักเส้นด้าย เป็นค าคมที่การเปรียบเทียบความรักได้อย่างชัดเจน ๒. ค าสุภาษิตล้านนา ได้แก่ ค าว่า “ภิกขุเถร โยมเณรพระน้อยยังรู้เชื่อด้วยดินไฟ” หมายถึง ภิกษุ สามเณร และเด็กวัด ยังรู้จักคุณภาพของดินประสิว ดินระเบิด ว่ามีคุณภาพแค่ไหน อย่างไร เปรียบกับนางศรีชมท าไมไม่รู้จักนิสัยใจคอของพระยาพรหมว่ามีความจริงใจแค่ไหนอย่างไร เหมือนดั่งค าสอนพุทธองค์ที่ให้เชื่อในการกระท าของตนเอง สุภาษิตที่ว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก. สัตว์ โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ๓. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า “บ่ตายเป็นผี บ่หนีค าเดิม จักเติมไถ่เจ้าบ่ลาละตัวหื้อมัว มืดเส้า จักตามทวยเอา ไถ่คด” หมายถึง ถ้ายังไม่ตายนางเป็นทาสอยู่ที่ไหนจะไปตามไถ่ถอนอย่าง แน่นอน เป็นการเปรียบเทียบความรักที่มีต่อนางศรีชม เป็นความสัจจริง ดั่งสุภาษิตที่ว่า “สจฺจ เวอมต วาจา. การพูดความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” ๔. ค าสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “รู้วิสัยเหมือนลารู้ห้อ ผดในคอรู้พื้น” หมายถึง เป็นการสอน ให้รู้ว่า เขามีนิสัยใจคออย่างไรนั้นรู้หมดแล้ว ไม่ต้องพูดมาก ดังสุภาษิตที่ว่า “อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่” ๕. ค าสอนส านวนเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า “หนทางหลวง บ่เต้ายกย้าย พ้อยบุบุ่นผ้าย ดอยดง” หมายถึง ทางที่ถูกต้องดีงามไม่ปฏิบัติตาม กลับไปปฏิบัติในทางที่ผิดจารีตประเพณี หรือไม่รู้ คุณค่าของมีค่า ดังส านวนไทยที่ว่า “ลิงได้แก้ว” หรือ “ไก่ได้พลอย” คือ ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งของที่ ได้มา ๖. ค าส านวนเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า “ปางพายลูนเป็นแก้วขี้ย้า เปรียบตัวม่อนข้าสัน เดียว” หมายถึง ตัดสัมพันธไมตรีอย่างไม่มีเยื่อใย เห็นเป็นของไร้ค่าไร้ราคา ไม่มีใครเอาดังส านวนไทย ที่ว่า “เด็ดบัวอย่าเหลือใย” หรืออีกส านวนหนึ่งว่า “เด็ดปลีไม่มีใย” ปลี หมายถึงดอกของกล้วยหรือ หัวปลีนั้นเอง ๗. ค าส านวนสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “เหมือนด้วงตัวน้อยอยู่ขิงกินขิง พี่บ่รู้ฅิงติงตัวสักหน้อย” หมายถึง อยู่กินด้วยกันอย่างไว้วางใจ ไม่รู้เลยว่าเขาคิดนอกใจ ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจ” ๘. ค าส านวนล้านนา ได้แก่ ค าว่า “เอี้ยงผ่อเลี้ยง บินเบี่ยงทวยจรมีแต่ควายพอน บ่รอนรัก เอี้ยง” หมายถึง นกเอี้ยงคอยจับแมลงต่าง ๆ ที่ไต่ตอมควาย คอยรักษาความปลอดภัยให้ควาย นกเอี้ยงรักควายมาก แต่ควายนั่นแหละไม่เคยรักนกเอี้ยงเลย ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “รักเขาข้าง เดียว” ๙. ส านวนล้านนา ได้แก่ ค าว่า “เต็มกินอิ่มท้องคัดยึ่งเพียงตาย เหมือนอยู่บ่ดายบ่กิน สักหน้อย” หมายถึง รับประทานจนอิ่มแปล้ แต่เหมือนไม่ได้กินอะไรเลย ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “อด อยากปากแห้ง”
๘๓ ๑๐. ส านวนความเชื่อเรื่องกรรม ได้แก่ ค าว่า “อยู่ไปตามกัมม์พ่ าเพ็งธรรมจ าศีลแปดห้า” หมายถึง ย่อมรับกรรมที่ตัวเองเคยท าไว้ แต่เพื่อคลายกรรมจากร้ายให้เป็นดีจึงได้ตั้งใจบ าเพ็ญธรรม ปฏิบัติธรรมด้วยการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ อันการสร้างกรรมดีซึ่งจะน าให้ไปพบกับนางคนรักได้ในอนาคต ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ๑๑. ส านวนล้านนาเรื่องความรัก ได้แก่ค าว่า “เต็มเถ้าแก่ฅ้าว เดินทางบ่ไหว จักค่อย คลานไปจนเถิงรอดเจ้าเต็มนายมีผัวเทียมแยงแฝงเฝ้า จักตามทวยเอาลู่ม้าง” หมายถึง มีความรักที่ ยั่งยืน มั่นคง ไม่ยอมให้ใครแย่งชิงเอาไปโดยง่าย เป็นความรักที่อยู่จนตายจากกัน ดั่งส านวนที่ว่า “ถือ ไม้เท้ายอดทองตะบองยอดเพชร” นั่นเอง ๑๒. ส านวนค าคมล้านนา เกี่ยวกับความรัก ความหวง ได้แก่ ค าว่า “จาลวงสุดอยู่กรวง งาช้าง จักตีสิ่วต้อง ชีเอา” หมายถึง แม้คนรักจะไปอยู่ระหว่างงาช้างทั้งคู่ที่ดุร้ายก็จะไปต่อสู้แย่งชิงเอา มาให้ได้ จะไม่ยอมให้ใครเอาไปง่าย ๆ เป็นการต่อสู่แบบตัวต่อตัวสู้ยิบตา เพื่อให้ได้มาซึ่งคนรัก เป็น การเปิดเผยให้คนอื่น ๆ รู้ได้หมดอกเลยว่ารักยิ่งชีวิต ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “แบไต๋”คือ เปิดเผยให้ คนอื่นได้รับรู้ ๑๓. ส านวนเปรียบเทียบความกลัว ได้แก่ค าว่า “กลัวเหมือนไข่มดตกย่านวังปลา จักตาม ทวยมา ก็มาบ่ได้” หมายถึง หมดทางต่อสู้กับศัตรู เปรียบเหมือนไข่ของมดที่ตกลงแม่น้ าแล้วย่อมเป็น อาหารปลาอย่างแน่นอนไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้ เพราะปลามีมากในแม่น้ าย่อมรุมกินอย่างหมดทาง สู้ ปัจจุบันกลายเป็นครอบครัวที่ไม่มีความอยูสุข ดั่งส านวนไทยที่ว่า “บ้านแตกสาเเหรกขาด” ๑๔. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “สองดวงตา เหมือนทาด้วยพริก เพื่อทุกข์โศกเศร้า เมา วอน” หมายถึง ความทุกข์รุมเร้า ทรมานมากด้วยความห่วงหาอาวรณ์คนรักที่จากไป ร้องไห้จนสองตา แดงช้ า เหมือนเอาพริกเข้าทา เพราะภริยาคือเพื่อนคนสนิทเมื่อห่างไกลท าให้ห่วงหาอาวรณ์ ตรงกับ สุภาษิตที่ว่า “ภริยาปรมาสขา. ภริยาเป็นเพื่อนสนิท” ๑๕. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า “อดเอาเทอะ พอฟังค ากัน เต็มค าร าพัน ก็บันบ่ได้” หมายถึง ให้รู้จักอดทน อดกลั้น ฟังค าผู้อื่นที่เขาตักเตือนบอกกล่าว ตรงกับส านวนสุภาษิตที่ว่า “ขนฺติ หิตสุขาวหา.ความอดทนน ามาซึ่งประโยชน์สุข ๑๖. ส านวนสอนเปรียบเทียบกับสิ่งที่ได้ยากล าบาก ได้แก่ ค าว่า “ไกลชอยวอย เหมือน ดอยกับฟ้า เหงยเหงี่ยงหน้า ดูเดือน” หมายถึง อยู่ห่างไกลลิบลิ่ว เหมือนภูเขาที่ไกลห่างจากท้องฟ้า ไกลเหมือนดวงจันทร์ที่ห่างจากผู้มองซึ่งสุดจะเอื้อมถึง ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “ไกลสุดเอื้อม” ๑๗. ส านวนค าพังเพยล้านนา ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ได้แก่ ค าว่า “หลอนตีนช้างสารควบ ตีนนกไส้เที่ยงจมดินไปบ่ฅ้าง” หมายถึง มันหนักเกินไปที่จะแก้ไขได้ คือจ่มดิ่งลงไปแบบไม่มีวัน กลับคืนมาได้อีก ๑๘. ส านวนไทย ได้ใหม่ลืมเก่า ได้แก่ ค าว่า “น้องมาทอดซัด เข้าท่งนาปี ไปกุมยินดี นาดอน้ าห้วยก าพองเป็นกองวงงองอกด้วยพ้อยแผ่นดินพอนขาดน้ า” หมายถึง ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งดี ๆ หนีไปเอาสิ่งที่คุณภาพต่ ากว่า ได้ของใหม่แล้วลืมของเก่า ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “ได้แกง เท น้ าพริก” ๑๙. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า “เข้าตกดิน บ่ห่อนเป็นหญ้า” หมายถึง พืชผลสิ่งใด ๆ ก็ตามเมื่อปลูกแล้วย่อมได้ผลตามพืชพนธุ์นั้นไม่กลายพันธุ์เป็นพืชอื่นแน่นอน ดังสุภาษิตที่ว่า
๘๔ “ยาทิส วปเตพีช ตาทิส ลภเตผล กลฺยาณการีกลฺยาณ ปาปการีจปาปก .บุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผล เช่นนั้นผู้ท ากรรมดีย่อมได้ผลดีผู้ท ากรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว ๒๐. ส านวนค าคมสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “ปากว่ารือ ใจก็อืออั้นช่างจุลมพราง ล่ายคด” หมายถึง พูดอย่างใจอย่าง ปากกับใจไม่ตรงกัน ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “ปากปราศรัย น้ าใจเฉือดคอ” ๒๑. ส านวนค าสอน ลักษณะถูกประชดประชัน ได้แก่ ค าว่า “คันเมืองสวรรค์ ลงกินแกลบ กล้องจักกลับมาไช พี่น้องคันช้างพลายสาร พามานมีท้องจักพลิกพอกห้องมาไช” และค าว่า “คันหนู กินไถ กระทู้กินกล้า จักกลับลงมา เฟื้อฟั้น” หมายถึง เมื่อใดคนที่อยู่บนสวรรค์ลงมากินแกลบ หรือ ช้างพลายตั้งครรภ์ หรือมิฉะนั้น ถ้าหนูกัดกินไถเหล็ก ไม้กระทู้กินกล้าเมื่อใด จะกลับมาเมืองลับแล เป็นค าประชดประชันที่มันไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้เลยในภพนี้ กล่าวคือ ไม่เหลือเยื่อใยไว้เลย ตรงกับ ส านวนไทยที่ว่า “ตัดบัวไม่ไว้ใย” คือ การตัดความสัมพันธ์กันแบบเด็ดขาด จากที่เคยรู้จักหรือสนิทกัน ก็จะสัมพันธ์ชนิดที่ว่าไม่ต้องมาคืนดีกันอีก ๒๒. หลักธรรมค าสุภาษิต ได้แก่ ค่ าว่า “เท่ามีวิสัย ยาวพอฅืบเหยี้ยมก่อยอดท าเพียร ร่ า พิจ” หมายถึง เป็นคนมีปัญญาน้อย แต่พยายามพากเพียรในการคิดการท า ตรงกับส านวนสุภาษิตที่ว่า “ความพยายามมีที่ไหน ความส าเร็จมีที่นั้น” ๒๓. คติสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “แม่วังทุ่นตื้น กับแม่พิงไชยเชี่ยวพื้นผ่าสูนกันมอกดังคะครื้น เสียงคลื่นต้อง ฟองเฟือน” หมายถึง สายน้ าสองแม่น้ าไหลไปบรรจบกันย่อมท าให้เกิดคลื่น เกิดเสียง ดัง ฉันใด เพลงยาวค่าวรักของพระยาพรหมที่มีต่อศรีชมอันนี้ก็จะลือลั่นสนั่นก้องไปทั่วแผ่นดินให้คนรู้ ว่า ความรักมันยิ่งใหญ่ท าให้คนดีกลายเป็นคนที่เสียคนไปได้ในพริบตา จากบทค่าวสี่บททั้ง ๔ บท ดังได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่ามีหลักธรรมค าสอนในหลาย ๆ ลักษณะ หลาย ๆ ประเภท ทั้งคติธรรม ค าคม ค าพังเพย สุภาษิต ส านวนไทย ส านวนล้านนา ที่แฝง อยู่ในแต่ละบท รวมตั้งแต่บทที่ ๑ ถึงบทที่ ๔ มีความยาว ๓๕๖ บทค่าว มีหลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ ๙๙ ประการ ๕.๑.๓ สรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ ๓ เพื่อศึกษาวิเคราะห์อิทธิพลของ วรรณกรรมค่าวสี่บทที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา ผลการศึกษาวิจัยเพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวสี่บทที่มีต่อวิถีชีวิตของชาว ล้านนาพบว่ามีอิทธิพลใน ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้าน สังคม(๒) อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านพระพุทธศาสนาและ (๓) อิทธิพล ของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านการปกครองแยกเป็นรายด้านได้ดังนี้ ๑. อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านสังคมแยกเป็นประเด็น ย่อยได้ ๒ ประเด็น คือ ด้านความสัมพันธ์ของคนในสังคม และด้านฉันทนาการ ๑.๑ ด้านความสัมพันธ์ของคนในสังคม พบว่า ในอดีตค่าวประเภทวาจามีอิทธิพลต่อ สังคมสูงมากต่อชาวล้านนา โดยเฉพาะหนุ่มสาวจะใช้ในเกี่ยวพาราสีกัน เรียกว่า “จ๊อย” เป็นการขับ ล าน าอย่างหนึ่งของภาคเหนือ เป็นถ้อยค าที่กล่าวออกมาโดยมีสัมผัสคล้องจองกันเป็นภาษาพื้นเมือง ออกเสียงสูง ๆ ต่ า ๆ เป็นท านองเสนาะ ฟังแล้วจะเกิดความไพเราะ สนุกสนานไปตามท่วงท านองจ๊อย จัดอยู่ในวรรณกรรมประเภท “ค่าว” และ ”ซอ” โดยทั่วไป “จ๊อย” จะเป็นการขับล าน าที่หนุ่มชาว
๘๕ ล้านนาในอดีตขับร้องเพื่อจะได้มีเสียงร้อง เป็นเพื่อนขณะเดินทางไปแอ่วสาวในเวลากลางคืน การจ๊อย ไม่จ าเป็นต้องมีเครื่องดนตรีประกอบเหมือนอย่างซอ แต่บางครั้งบ่าวอาจจะดีดซึง ดีดเปี๊ยะหรือสีสะ ล้อคลอไปด้วยก็ได้ ในอดีตการที่หนุ่มสาวจะตกลงปลงใจยินยอมมาใช้ชีวิตร่วมกันฉันท์สามีภรรยานั้น จะต้องเริ่มต้นมาจากการได้พบประพูดจา ดูอุปนิสัยซึ่งกันและกันนานพอสมควร เมื่อเห็นว่ามีอุปนิสัย ที่คล้ายคลึงกัน หรือมีความพอใจซึ่งกันและกัน ก็จะมีการหมั้นหมายแต่งงานกันค่าวประเภทวาจาเป็น การใช้ปฏิภาณไหวพริบในการพูดคุยกัน ชาวล้านนาเรียกว่า “ค าอู้สาว” ของชายหนุ่มล้านนาใน สมัยก่อน ซึ่ง อ านวย กล าพัด ได้อธิบายถึงการ ”อู้สาว” ๑ ไว้ว่า “การอู้สาว” จะเริ่ม เมื่อตะวันตกดินไป แล้ว เมื่อทุกคนเสร็จภารกิจงานต่าง ๆ บ้านของฝ่ายสาวอาจจะ “ต๋ามผางมันโกม” (ตะเกียงไฟ) เอาไว้ ตรงกลาง ๆ “เติ๋น” (ห้องโถงของบ้าน)แสงสว่างจะไม่สว่างนัก ส่วนสาวก็จะนั่งบังเสา เพื่อไม่ให้พวก บ่าวที่มาแอ่วหา ได้เห็นหน้าถนัด ส่วนพวกบ่าวที่มาแอ่วหาก็จะพยายามยลโฉมใบหน้าสาวให้เห็นชัด ๆ ก็จะมีการลุกจากที่นั่งไปดื่มน้ าจากหิ้ง เมื่อกับมานั่งก็จะย้ายที่นั่งใหม่ให้ใกล้สาวมากขึ้น ฝ่ายสาวก็ จะขยับตัวเข้าไปในเงามืดอีก ซึ่งเป็นการหยอกล้อกันของหนุ่มสาวในสมัยอดีต ในการที่ชายหนุ่มมา เที่ยวบ้านของหญิงสาว เมื่อมาถึงบ้านก็จะ “อู้ก าค่าว ก าเครือ” เป็นท านองขอขึ้นไปนั่งบนบ้าน ดั่ง ตัวอย่างเช่น“สาวเหยสาว อ้ายคนบ่เหมาะ ขอเปาะสักเกิ่ง อ้ายคนบ่เปิง เปาะนี่สักผาก นั่งต๋ามหัวต๋ง หัวแป้น หัวฟาก ก็หล้างบ่เป๋นหยังก้าหา” หมายถึง น้องสาวจ๊ะ พี่คนต่ าต้อยขอขึ้นไปนั่งบนบ้านสัก นิดจะได้ไหม จะขอนั่งตรงหัวบันไดนี่แหละ เจ้าของบ้านคงจะไม่ว่าอะไรฝ่ายหญิงสาวก็จะเชื้อเชิญด้วย “ก าค่าว ก าเครือ” เช่นกัน ๑.๒ ด้านฉันทนาการ พบว่า วรรณกรรมค่าวนั้นมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา ด้านความบันเทิง สนุกสนาน เพื่อการฉันทนาการต่าง ๆ ได้แก่ งานท าบุญขึ้นบ้านใหม่ งานท าบุญ บรรพชาอุปสมบท งานท าบุญอุทิศแก่ผู้ตาย ฯลฯ เพื่อให้ผู้ที่ไปร่วมงานได้ความสนุกสนานบันเทิง รื่น เริงใจ และได้ความรู้จากการจัดความบันเทิงนั้นด้วย นั้นคือ ซอ มีทั้งซอเรื่องในทางธรรมะ เรื่องในทาง โลก ซอประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคล ฯลฯ ตามแต่งานนั้น ๆ หรือ ความต้องการของเจ้าภาพ ของผู้ฟัง ๒. อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านพระพุทธศาสนา จากการ ศึกษ าวิจัยพบว่า แยกเป็นป ระเด็นย่อยได้ ๕ ประเด็นได้แก่ อิท ธิพลด้านความเชื่อท าง พระพุทธศาสนาความเชื่อทางด้านการปฏิบัติตนของผู้หญิง อิทธิพลด้านการปฏิบัติตนตามหลักธรรม อิทธิพลด้านความเชื่อทางพิธีกรรมการเรียกขวัญและพิธีกรรมขึ้นท้าวทั้งสี่แยกเป็นรายด้านได้ดังนี้ ๒.๑ อิทธิพลด้านความเชื่อทางพระพุทธศาสนา พบว่า ชาวล้านนามีพระพุทธศาสนา เป็นพื้นฐานของการด าเนินชีวิต ดังนั้นชาวล้านนาจึงมึความเชื่อด้านพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น ผสมกับการเชื่อวัฒนธรรมเดิมคือการนับถือผี และทวยเทพ ดังจะเห็นได้ว่า มีวรรณกรรมค่าวธรรม มากหลายที่เกิดจากความเชื่อทางพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นการประพันธ์ตามแนวชาดก กล่าวคือ ๑. ปรารภชาดก เพื่อบอกสาเหตุว่า เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงเล่าเรื่อง อดีตชาติให้สาวกฟัง และเพื่อจะบอกว่าเป็นเรื่องจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ๒. เนื้อเรื่อง คือ เรื่องนิทานที่จะเล่า แต่ก็ปรากฎว่ามีคาถาภาษาบาลีสอดแทรก อยู่ด้วยทั่วไป เพื่อให้เห็นว่ามีอยู่ในพระบาลี ๑ อ านวย กล าพัด,ค าคมแห่งล้านนา, (เชียงใหม่: ประเทืองวิทยา, ๒๕๓๑).
๘๖ ๓. ประชุมชาดก คือ มีตอนที่กล่าวถึงตัวละครในเรื่องนิทานกลับชาติมาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า และพระญาติของพระพุทธเจ้า ฉันทลักษณ์ของค่าวธรรมส่วนใหญ่พบว่าประพันธ์เป็นร่ายยาว หรือ กลอนเทศน์ แทรก ด้วยคาถาภาษาบาลีบ้าง ค่าวธรรมเหล่านี้พระภิกษุนิยมน ามาเทศน์ให้อุบาสกอุบาสิกาฟังในวันอุโบสถ ศีล ถ้าพิจารณาทางด้นเนื้อเรื่องแล้วพบว่า ค่าวธรรมส่วนใหญ่จะได้เนื้อเรื่องมาจากวรรณกรรม พื้นบ้านนั้นเอง เพียงแต่ประพันธ์เป็นอีกส านวนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเหมาะที่จะใช้เทศนาตามท านองแหล่ ของภาคเหนือ ๒.๒ ความเชื่อทางด้านการปฏิบัติตนของผู้หญิง คือ ข้อห้ามส าหรับผู้หญิง พบว่า พบว่า ในล้านนาไทยจะมีความเชื่อเกี่ยวกับผู้หญิงอยู่หลายประการ เพื่อให้เกิดความเคารพนับถือ เช่น ๑. ห้ามเข้าไปเหยียบในบริเวณลานพระธาตุเจดีย์พระธาตุเจดีย์ ที่ห้ามเข้าไปใน บริเวณลานเจดีย์ คือ ผู้หญิง ถือว่าถ้าผู้หญิงเข้าไปจะท าให้เสียความศักดิ์สิทธิ์แต่คนโบราณก็ไม่ได้ กล่าวว่าเพศหญิงเป็นเพศต่ า จะพบเห็นป้ายห้ามผู้หญิงเข้าไปภายในบริเวณลานพระธาตุทุกแห่ง เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดล าพูน พระธาตุล าปางหลวง และทุก วัดในเขตล้านนา ๒. ห้ามเข้าพระอุโบสถหรือในเขตก าแพงแก้วพระอุโบสถ พระอุโบสถ คืออาคาร ที่ท าสังฆกรรมของพระสงฆ์ ในล้านนาจะเป็นอาคารหลังไม่ใหญ่และจะห้ามผู้หญิงเข้า แม้กระทั่งใน เขตของ ก าแพงแก้วก็ห้ามเหยียบเข้าไปถ้าผู้หญิงเข้าจะท าให้เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์แต่ก็ยังมีข้อแม้ว่า ถ้า ผู้หญิงใดก าเนิดลูกผู้ชาย จ านวน ๗ คนและได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุทั้ง ๗ คน จึงจะเข้าอุโบสถได้ ๓. ห้ามเข้าใกล้บริเวณบ่อน้ าศักดิ์สิทธิ์บ่อน้ าศักดิ์สิทธิ์ เป็นบ่อน้ าที่คนล้านนาให้ ความเคารพ มีทั้งบ่อที่มีมาช้านานตั้งแต่โบราณและบ่อที่พบใหม่ ส่วนมากจะเป็น บ่อน้ าที่รักษาโรคได้ สารพัดโรคดังนั้นบริเวณรอบบ่อจะสร้างรั้วราชวัตรกั้นไว้ บุคคลที่จะเข้าไปในเขตรั้วเพื่อตักน้ าในบ่อ ถ้าสวมหมวกจะต้องถอดออก ถ้าสวมรองเท้าจะต้องถอดรองเท้า ก่อนที่จะตักน้ าจะมีการกราบไหว้ บูชา แล้วตั้งค าอธิษฐานขอให้หายจาก โรคอะไร บ่อน้ าศักดิ์สิทธิ์ทุกบ่อห้ามผู้หญิงเข้าไปในบริเวณรั้ว ราชวัตร ถ้าต้องการน้ าศักดิ์สิทธิ์ ก็ขอให้ผู้ชายเป็นคนตักให้ถ้าผู้ผู้หญิง เข้าใกล้บ่อน้ าศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกัน ว่าน้ าในบ่อจะหมดความศักดิ์สิทธิ์และยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงที่มีประจ าเดือนเข้าใกล้บ่อน้ าศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่า จะท าให้น้ าในบ่อเน่าเสีย ๔. ห้ามนั่งปากบ่อน้ าบ่อน้ า เป็นสิ่งนับถือของคนโบราณ ถือว่าน้ าเป็นสิ่งที่มีคุณ ทั้งน้ ากินน้ าใช้ได้จากบ่อเมื่อถึงวันเพ็ญเดือนยี่เหนือ และวัน สงกรานต์ ชาวบ้านจะน าประทีปไปจุด บูชาที่บ่อน้ าเพื่อเป็นการบูชาคุณน้ า และเป็นการขอขมาน้ าด้วย เมื่อบ่อน้ าถือเป็นสถานที่มีคุณ คนโบราณจึงห้ามนั่งบนปากบ่อ ถ้าผู้เฒ่าผู้แก่เห็นผู้ชายนั่ง จะดุด่า ตักเตือนไม่ให้นั่งอีกโดยบอกว่าเป็น สิ่งที่ไม่ดี เป็นการลบหลู่คุณของน้ า แต่ถ้ามีผู้หญิงใด นั่งปากบ่อน้ าถ้าผู้เฒ่าผู้แก่เห็นจะโกรธและดุด่า อย่างรุนแรง เพราะ เชื่อว่า ถ้าผู้หญิงนั่งปากบ่อน้ าจะท าให้น้ าในบ่อนั้นเน่าเสีย และจะต้องเอาน้ า ส้มป่อยไปประพรมขอขมาลาโทษบ่อน้ านั้น ๕. ห้ามเก็บพืชผักในระหว่างที่มีประจ าเดือนบริเวณสวนหลังบ้านของคนแต่ก่อน จะเป็นที่ปลูกพืชผักส าหรับปรุงอาหารผักที่ใช้ประกอบการปรุงอาหาร เช่น ผักไผ่ สะระแหน่ ผักคาว
๘๗ ทอง ต้นหอม ผักชีผักส าหรับจิ้มลาบ เป็นต้น ผู้หญิงใดที่อยู่ในระหว่างมีประจ าเดือน ท่านห้ามเก็บผัก เหล่านี้ถ้าผู้หญิงที่มีประจ าเดือนเก็บผักดังกล่าว เชื่อว่า ผักจะแห้ง เฉาตายลงผู้ใหญ่ก็จะรู้ว่ามีผู้หญิงที่ อยู่ในระหว่างมีประจ าเดือนฝ่าฝืน ข้อห้ามและต้องมีการดุด่าว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้ท าอีก ๒.๓ อิทธิพลด้านความเชื่อต่อการปฏิบัติตนตามหลักธรรมจากการศึกษาวิจัยพบว่า ในสมัยก่อนคนหนุ่มสาว หรือคนทั่วไปได้มีโอกาสฟังพระธรรมค าสอนทางพระพุทธศาสนาบ้างจึงได้ ปรับปรุงจากค่าวธรรมมาเป็นค่าวซอ หรือค่าวทั่วไปโดยให้มีแทรกบุคลาธิษฐานเข้าไปให้มากกว่าค่าว ธรรม เพื่อให้คนทั่วไปได้น าไปอ่านสู่กันฟังในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานท าบุญมงคล งานอวมงคล หรือ การละเล่นต่าง ๆ ในที่ประชุม ที่ชุมชน ตลอดจนในครอบครัวเมื่อท าภารกิจร่วมกัน เช่น เก็บใบยา ต้มหน่อ๑ ก็จะเล่า (อ่านเป็นท านอง) ค่าวให้กันฟังจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจนั้น เป็นต้น ๒.๔ อิทธิพลด้านความเชื่อต่อพิธีกรรมการเรียกขวัญ พบว่า พิธีกรรมต่าง ๆ ใน ล้านนาจะต้องมีการกล่าวค าโอกาส ยอคุณก่อนเสมอ กล่าวคือ เป็นการสรรเสริญคุณพรัตนตรัย คุณ ทวยเทพเจ้าทั้งหลาย โดยค าที่ใช้จะเป็นลักษณ์ของค าที่คล้องจองกัน อันสืบเนื่องมาจากวรรณกรรม ค่าวเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมด้านงานมงคล เช่น ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน บรรพชาอุปสมบท การสืบชาตา การถวายทานต่าง ๆ หรือแม้แต่งานอวมงคลก็เช่นกัน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ฝั่งแน่นอยู่ใน วัฒนธรรมประเพณีแล้วน าไปสู่การประกอบพิธีกรรม เพราะเชื่อว่าพิธีกรรมจะท าให้บรรลุ วัตถุประสงค์ได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังพบว่า พิธีกรรมการเรียกขวัญเป็นที่นิยมของคนล้านนาที่ ขาดไม่ได้ในงานแต่งงาน งานบรรพชาอุปสมบท งานท าบุญอายุ ก็คือพิธีกรรมการเรียกขวัญชาว ล้านนามีความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมี“ขวัญ” ประจ าตัวอยู่ ๓๒ ขวัญ และขวัญจะหนีออกจากร่างกาย ได้เมื่อมีเหตุให้ตกใจ เช่น เจ็บป่วย หกล้ม หรือได้รับอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งที่เรามักจะเห็นกัน บ่อยๆว่า เมื่อเห็นเด็กเล็กหกล้ม ผู้เฒ่าผู้แก่มักจะพูดว่า “ขวัญเอ๋ย ขวัญมา” หรือต้องพลัดพรากจาก บ้านไปไกล เรียกว่า “ขวัญหาย” หรือ “เสียขวัญ” เป็นต้น จึงได้มีการท าพิธีเรียกขวัญให้มาอยู่กับเนื้อ กับตัว นอกจากนั้นก็มีพิธีเรียกขวัญในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชีวิต เช่น การขึ้นบ้านใหม่ บวช แต่งงาน หรือเมื่อได้รับต าแหน่งที่ส าคัญๆ ๒.๕ อิทธิพลด้านความเชื่อต่อพิธีกรรมขึ้นท้าวทั้งสี่จากการศึกษาวิจัยพบว่า คน ล้านนามีความเชื่อด้านพิธีกรรมการขึ้นท้าวทั้ง ๔ คือ ท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้ง ๔ ๒ ท้าวจตุ โลกบาลมีหน้าที่เกี่ยวกับโลกมนุษย์และโลกทิพย์ไปพร้อมกัน เสนาและราชบุตรของพระองค์ย่อมรับ สนองเทวโองการในการรักษาความเรียบร้อยในโลกมนุษย์และเทวโลก เพื่อผดุงเหล่าธรรมมิกชน ทั้งหลาย ในวันขึ้นหรือแรมแปดค่ า เหล่าเสนาบดีของท้าวมหาราชก็จะส ารวจดูพิธีกรรมและประเพณี ผู้ด าเนินศีลาจารวัตร เช่น คนเคารพพ่อแม่ สมณพราหมณ์ ผู้เฒ่า ผู้รักษาศีล และกระท ากรณียกิจอื่น ๆ เป็นต้นคนมาบวงสรวง เซ่นสรวง อัญเชิญคุ้มครองป้องกันเคหสถานบ้านใหม่ในขวบปีหนึ่งเช่น บวงสรวงวันปากปีคือวันที่ ๑๖ เมษายนของทุกปีในวันแรมขึ้น ๑๕ ค่ า จตุราธิบดีจะเสด็จมาเองทั้งนี้ ๑ เก็บใบยา หมายถึง การเก็บใบยาสูบมาเสียบร่วมกันเป็นก่อนน าไปขาย ส่วนการต้มหน่อ หมายถึง การที่กลางวันไปหาหน่อไม้มากลางคืนก็ต้มเพื่อน าไปขายในเช้าวันใหม่ ๒ ท้าวทั้ง ๔ คือ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ ท้าวเวสสุวรรณเป็นเทพในกามาวจรภูมิเป็นสวรรค์ ชั้นแรกใน ๖ ชั้น คือ จตุมหาราชิกา.
๘๘ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ยังคงถวายการอารักขาพระพุทธองค์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาและยังถวาย ความช่วยเหลือพระพุทธองค์ พุทธสาวก และค้ าจุนพุทธศาสนา ในครั้งที่นายพาณิชย์ชื่อตปุสสะ และภัลลลิกะ ถวายข้าวสัตตุผง สัตตุก้อน และรวงผึ้งนั้น พระพุทธองค์ทรงปริวิตกว่าจะรับด้วยพระ หัตถ์ก็เป็นการไม่เหมาะสมเมื่อท้าวจตุโลกบาลทรงทราบความในพระทัยก็ทูลเกล้าถวายบาตรแก้ว มรกต ซึ่งโดยพุทธานุภาพทรงอธิษฐานให้บาตรแก้วรวมกันเป็นแก้วใบเดียวแล้วทรงรับบิณฑบาต ดังกล่าวที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนามหาราชทั้งสี่เสด็จมายังสถานที่นั้นให้สว่างด้วยเทวรังสี และน้อมเกล้าพระธรรมเทศนาด้วยดุษฎีภาพ ๓. อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านการปกครองจาก การศึกษาพบว่า แยกเป็นประเด็นได้ ๓ ประเด็นย่อย ได้แก่ อิทธิพลต่อการเป็นผู้น าแบบตกทอดหรือ ผู้น าโดยอ านาจบารมี ผู้น าประเภทสัญลักษณ์ และ ผู้น าตามธรรมชาติ เมื่อเป็นรายประเด็นมีดังนี้ ๓.๑ ผู้น าแบบตกทอดหรือผู้น าโดยอ านาจบารมี พบว่า พระเจ้ากาวิละ หรือพระยากา วิละ ซึ่งท่านได้รับต าแหน่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หรือผู้ที่เป็นที่เคารพนับถือของกลุ่มหรือสังคมนั้น มาก่อน เรียกผู้น าที่ได้รับการยอมรับในลักษณะนี้ว่า “ผู้น าตกทอด” และท่านเป็นที่เชื่อถือของคน ทั้งหลายเพราะเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติพิเศษที่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มคนชาวล้านนา เรียกผู้น าที่ได้รับ การยอมรับในลักษณะนี้ว่า “ผู้น าลักษณะพิเศษ” หรือ “ผู้น าโดยอ านาจบารมี” อีกด้วย ๓.๒ ผู้น าประเภทสัญลักษณ์ พบว่า พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เป็นผู้น าทาง สัญลักษณ์ของชาวล้านนา กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงในรูปที่รัฐบาลต้องเข้าไปควบคุมกิจการภายใน หัวเมืองประเทศราชล้านนามากขึ้นตามล าดับ จนกระทั่งในที่สุดก็ผนวกเอาล้านนาเข้าเป็นดินแดน ส่วนหนึ่งของไทย เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นยุคแห่งการปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตก ด้านการปกครองหัวเมือง มีการยกเลิกระบบการปกครอง เมืองประเทศราช ซึ่งเคยปฏิบัติกันมาช้า นาน โดยจัดตั้งการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นแทน มีข้าหลวงเทศาภิบาลซึ่งรัฐบาลกรุงเทพฯ ส่งไปปกครองและขึ้นสังกัดกระทรวงมหาดไทย ระบบมณฑลเทศาภิบาลที่จัดตั้งขึ้นจึงเป็นการสร้าง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติรัฐซึ่งมีอ านาจรวมศูนย์ที่องค์พระมหากษัตริย์การรวมหัวเมือง ประเทศราชล้านนาเข้ากับส่วนกลาง รัฐบาลกลางวางเป้าหมายของการปฏิรูปการปกครองเพื่อสร้าง เอกภาพแห่งชาติ ซึ่งมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมอ านาจเพียงแห่งเดียว การด าเนินการต้อง กระท า ๒ ประการ คือ ประการแรก ยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราชที่เป็นมาแต่เดิม โดยจัดการปกครองแบบ มณฑลเทศาภิบาล ส่งข้าหลวงมาปกครอง ขณะเดียวกันก็พยายามยกเลิกต าแหน่งเจ้าเมืองเสีย โดย รัฐบาลกลาง ริดรอนอ านาจของเจ้าเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งในที่สุดต าแหน่งเจ้าเมืองก็สลายตัว ไป ประการที่สอง การผสมกลมกลืนชาวล้านนาให้มีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทยเช่นเดียวกับ พลเรือนส่วนใหญ่ของประเทศ คือให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในชาติ ซึ่งแต่เดิมมี ความรู้สึกแบ่งแยกเป็นคนละพวก คนทางใต้เข้าใจว่าชาวล้านนาเป็นลาว ไม่ใช่ไทย รัฐบาลกลางใช้วิธี จัดการปฏิรูปการศึกษาโดยจัดระบบโรงเรียนหนังสือไทยแทนการเรียนอักษรพื้นเมืองในวัด และ ก าหนดให้กุลบุตรกุลธิดาต้องศึกษาเล่าเรียนภาษาไทย ซึ่งประสบผลส าเร็จ ชาวเชียงใหม่และล้านนา ต่างถูกผสมกลมกลืนจนมีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทย การด าเนินการ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการ
๘๙ ปกครอง การศาล การภาษีอากร การคลัง การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ โดยจัดเป็นระบบ เดียวกับกรุงเทพฯ ในทุกด้าน ๓.๓ ผู้น าตามธรรมชาติ พบว่า พระยาพรหมโวหารเป็นผู้น าตามธรรมชาติ กล่าวคือ การที่สมาชิกกลุ่มยอมรับสภาพการเป็นผู้น าของบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้เป็นผู้น ากลุ่มไปสู่เป้าหมาย อย่างไม่เป็นทางการ และผู้น าก็ปฏิบัติไปตามธรรมชาติ ไม่ได้มีการตกลงกันแต่ประการใด เรียกผู้น าที่ ได้รับการยอมรับในลักษณะนี้ว่า “ผู้น าตามธรรมชาติ” ๕.๒ การอภิปรายผล จากผลการศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ได้พบประเด็นที่ควรอภิปรายในหลาย ๆ ประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรก ด้านหลักธรรมค าสอนที่ปรากฎในวรรณกรรมค่าวสี่บทนั้น พบว่า ส่วนใหญ่จะ เป็นหลักการเปรียบเทียบ เปรียบเปรยจนเป็นที่มาของค าคมล้านนา ค าพังเพยล้านนา สุภาษิตล้านนา เยอะแยะมากมาย ซึ่งคนที่ได้อ่านหรือได้ฟังเนื้อหาของค่าวแล้วก็เก็บเอาประโยคเปรียบเทียบเหล่านั้น ไปเป็นคติเตือนใจ สอนใจ เช่น - หัวใจ๋ญิงเหมือน พิณพาทย์ฆ้อง พิพาทย์แก้วเภรี(หัวใจผู้หญิงไม่แน่ไม่นอน) - ค ารักน้อง หลูดๆไหล ๆ ไหวตวยลมบ่สมว่าอ้าง (ค าพูดหญิงเชื่อไม่ได้) - ตุ้มผ้าลายหมาจ้างเห่า ค้นก าเก่าจ้างผิดหัวกั๋น (การขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆที่เคย บาดหมางกันมาพูด มักเป็นต้นเหตุให้ทะเลาะกัน) - เต็มว่าเข้าขุมรูดินกีดช้อม จักตามถ่อมเข้า รูดิน (ยากแค่ไหนก็จะตามไปแย่งชิงเอา มา) - เปอะเปิกนั้นน้ าหากพาเป็น เอาน้ าใสเย็น ซ่วยเปอะจิ่งเสี้ยง (ใจเย็น ๆ แล้วทุก อย่างจะดีเอง) - จุ่งอดขันตี หื้อแปงใจดี เหมือนน้ าทังห้า (จงอดทน ท าใจเย็น ๆ เหมือนแม่น้ า) - อย่าทือไผดี อย่าติไผช้าช่างเป็นเมฆฝ้าพามัว (อย่าใสโทษคนอื่น) - ถ้วยและช้อน เครื่องครัวสงสาร บ่มีวิญญาณยังรู้ถูกต้อง (อยู่ด้วยกันย่อมทะเลาะ กันบ้างเป็นธรรมดา) - ยามเมื่อเป็นดีหากมีเก้าป้าแฝงทวยมาบ่ช้า (เมื่อมีเงินทองมีแต่ญาติพี่น้อง) - ชาตาลง พันธุ์พงศ์พี่น้า บ่เหลียวผ่อหน้า มาไช (เมื่อไม่เงินทองไม่มีญาติสักคน) - เพิ่งพี่เจ็บท้องเพิ่งน้องเจ็บใจคึดสังอันใด ใจตันตีบเสี้ยง (พึ่งพาอาศัยใครไม่ได้) ฯลฯ จากตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น จะพบว่า เป็นลักษณะของค าเปรียบเทียบเปรียบเปรยเป็น ส่วนใหญ่ แต่เป็นค าสอนใจที่ดีมากจึงมีคนคัดลอกเอามาเป็นค าพูดกันในที่สาธารณชนต่าง ๆ จึงนับว่า ในอดีตค่าวมีอิทธิพลต่อสังคมของชาวล้านนาไม่น้อย เมื่อพูดกันมากขึ้น ๆ ก็ท าให้ค าเหล่านั้น กลายเป็นค าคม คติค าสอน และเป็นหลักปฏิบัติในการด ารงชีวิตของชาวล้านนา ไม่ว่าคนระดับในสมัย นั้นจะนิยมพูดกันเป็นค่าวเป็นเครือ กล่าวคือ พูดอะไรจะเป็นค่าวไปหมด ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นว่า ค่าวมี
๙๐ อิทธิพลต่อสังคม ศาสนา และการปกครองของล้านนาในอดีต ซึ่งสอดคล้องกับอุดม รุ่งเรืองศรี๑ ได้ กล่าวไว้ว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพระยาพรหมโวหารได้เดินทางไปกับพ่อค้าวัวต่าง เวลากลางวันอากาศร้อนจัด บังเอิญเดินผ่านสวนแตงแห่งหนึ่ง พ่อค้าทั้งหลายก็เข้าไปขอกินแตงแก้กระหาย แต่เจ้าของสวนเป็น นักเลงค่าว พวกพ่อค้าพูดไม่ถูกใจ เจ้าของสวนก็ไม่ให้ไล่ตะเพิดจากสวน พระยาพรหมจึงเข้าไปขอบ้าง โดยกล่าวเป็นลีลาค่าวก้อม (กลอนสั้น) ว่า “อกพุทโธ แตงโมแม่ป้า หยังเป็นเครือดีหน่วยนัก เป็น เครือหวันกั๋นหวันขึ้นจ่องจั๊ก เป็นหน่วยก้านถมดิน พอปั๋นข้าไธ้ ซากก๋าเหลือกิ๋น เป็นหน่วยถมดิน หล่อนเหลาะเบาะขวั้น” เจ้าของสวนก็ตอบว่า “หน่วยแท้บ่นัก ต๋าหลานหันไกล๋มันมีก่าใบ ก่าจี๋ก่า จ้อน” พระยาพรหมก็ต่อเป็นค่าวก้อมไปอีกว่า “หมากแตงซากนก ซากหนูกิ๋นเหลือ หมากน้ าปล๋าย เครือ บ่เหลือกาป้า” เจ้าของสวนชอบใจจึงตอบไปว่า “หมากแตงอยู่ต่ า หมากน้ าอยู่สูง กันเปิงใจลุง กินเต๊อะของป้า” พระยาพรหมจึงต่อค่าวว่า “ตะเติงเหยิงหยังมาเปิงใจข้า ใคร่กินตึงหมากนอยหมาก น้ า” เจ้าของสวนก็ตอบกลับทันทีว่า “กิ๋นลุงกิ๋น ไปกลัวเสี้ยงซ้ า ของม่อนข้าถมไป” พระยาพรหมจึงได้ เรียกพ่อค้าทั้งหลายเข้าไปกินโดยกล่าวเป็นค่าวว่า “มาเต๊อะพี่น้อง เลือกกิ๋นต๋ามใจ๋เปิ้นหื้อบ่ดาย เอา นักบ่ได้” ซึ่งสอดคล้องกับสุนทรภู่๒ กวีเอกแห่งสยามที่กล่าวไว้ว่า “เป็นมนุษย์สุดนิยมที่ลมปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ” ประเด็นที่สอง ได้แก่ อิทธิพลค่าวที่มีต่อศาสนา เป็นที่สังเกตว่า ชาวล้านนาจะนิยมการฟัง เทศน์ฟังธรรมตามคัมภีร์ใบลาน ไม่นิยมฟังเทศน์แบบบรรยาย จากการศึกษาวิจัยพบว่า คนล้านนาเชื่อ ว่าใบลานคือพระคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา ซึ่งบันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนาอันเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ และยังเชื่อว่า พระธรรมเทศนาที่พระสงฆ์น าไปเทศน์นั้นเป็นค าสอนที่มาจากพระโอษฐ์ ความศักดิ์สิทธิ์ จะมีอยู่ในตัว ท าให้ประสบความส าเร็จตามปรารถนาได้ เช่น พระธรรมเทศนาเรื่องมหาวิบาก จะนิยม น าไปเทศน์ให้แก่คนป่วยหนักรักษาอย่างไรก็ไม่หาย เป็นเพราะกรรมวิบากมาตอบสนอง จะหายก็ไม่ หาย จะตายก็ไม่ตาย จึงนิมนต์พระเทศน์ธรรมมหาวิบากให้ฟังท าให้คนป่วยที่ได้ฟังนั้นได้พ้น กรรมวิบากถ้าถึงที่ตายก็จะได้ตายอย่างไรทรมาน ถ้ากรรมยังไม่หมดก็จะหายจากการเจ็บป่วย จะได้ อยู่ใช้กรรมต่อไป จากผลการปฏิับัติดังกล่าวท าให้คนที่หมดอายุไขก็จะตายในทันทีก็มี ตายภายใน ๓ วันก็มี บางคนก็หายจากการเจ็บป่วยเลยก็มี นั้นคือความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นของคนล้านนา จนสืบทอด มาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทยังมีความเชื่อเรื่องเหล่านี้อยู่ จะพบเห็นได้จากงานศพใน หมู่บ้านชนบท ถ้างานศพใดมีแต่การเทศน์บรรยายไม่น าคัมภีร์ธรรมเรื่องมหาวิบาก มาลัยโผดโลก นิพพานสูตร มหามูลนิพพานสูตร มาเทศน์จะท าให้เจ้าภาพไม่ค่อยสบายใจเท่าใด ต้องมีเทศน์ธรรม กลุ่มนี้คืนใดคืนหนึ่ง หรือต้องเทศน์ตลอดงานเลยก็มี จากความเชื่อดังกล่าวท าให้คนหนุ่มคนสาวที่ ๑ อุดม รุ่งเรืองศรี, ค่าวสี่บทฉบับน าสอบทาน และคต าจ่มของพระยาพรหมโวหาร สอบทาน ปริวรรตและจัดท าค าแปล : อุดม รุ่งเรืองศรี, (ส านักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชียงใหม่, ม.ป.ป.), หน้า ๒๑๓-๒๑๔. ๒ สุนทรภู่ ได้รจนาไว้ในสุภาษิตสอนหญิง.
๙๑ ไม่ได้เข้าวัดฟังธรรม ได้ฟังท านองการเทศน์แบบล้านนาแล้วบอกว่าฟังไม่เข้าใจ ท าไม่เทศน์บรรยายฟัง ง่ายกว่า รู้ความหมายด้วย รวมถึงคนต่างถิ่นด้วยเมื่อเข้าไปร่วมงานศพในพื้นที่ชนบทล้านนาก็มักจะ ต าหนิพระภิกษุที่เทศน์ว่า เทศน์แบบบรรยายไม่เป็นบ้าง ไม่มีความรู้แบบสากลบ้าง โดยไม่เข้าใจถึง วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของท้องถิ่น ในขณะเดียวกันคนหนุ่มสาวที่เข้าไปศึกษาศูนย์พระพุทธศาสนา วันอาทิตย์จะมีความรู้ ความเข้าใจในท านองเทศน์แบบล้านนาได้ เพราะได้ฟังบ่อย ๆ และได้ซึบซาบ เอาวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นเข้าไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมาเยาวชนไม่น้อยที่สามารถซอ ได้ และได้รับการว่าจ้างจากเจ้าภาพงานต่าง ๆ เช่น งานปอยหลวง งานปอยข้าวสังข์ งานบวช เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องที่ผู้วิจัยได้ยินได้ฟังพระครูโสภณบุญญาภรณ์หรือ หลวงปู่บุญทอง วัดโสภณาราม เจ้าคณะอ าเภอแม่ริม ซึ่งเป็นนักเทศน์ดังแห่งเมืองเชียงใหม่ ท่านเล่าเจี้ยคือนิทานสั้นๆ แฝงคติธรรมไว้ ว่าครั้งหนึ่ง ผัวป่วยเรื้อรัง เมียประคบประหงมมานานก็ยังไม่เห็นหาย จึงคิดหาอุบายให้ผัวหาย ทราบ ว่าถ้าได้ฟังธรรมมหาวิบากแล้ว ถ้าไม่ตายก็จะหาย จึงไปนิมนต์พระมาเทศน์ใบลานเรื่อง"มหา วิบาก" โดยน าธรรมใบลานผูกนั้นกลับบ้านไปก่อนพระตัวผัวเห็นเมียถือใบลานขึ้นเรือนมาก็ถามว่า "มึง เอาอะไรมา" เมียก็บอกว่า "ไปบูชาธรรมมาให้แกฟังนั่นแหละ จะได้หายเสียที" ผัวก็ถามอีกว่า "ธรรม อะไร" เมียก็ตอบว่า"ธรรมมหาวิบาก" ผัวได้ฟังดังนั้นก็ตกใจตะคอกใส่หน้าเมียว่า "อ้อ นี่มึงอยากให้กู ตายละสิ นึกว่ากูไม่รู้หรือ วันก่อนไอ้ลูนก็ตายเพราะฟังธรรมผูกนี้แหละ" ผลก็คือการเทศน์วันนั้นต้อง ระงับไป ส่วนผู้เป็นผัวนั้นจะหายหรือตายท่านไม่ได้เล่าต่อ แต่ทั้งหมดนี้ก็คือเข้าข่ายหลักแห่งกรรม นั้นเอง ซึ่งสอดคล้องกับพุทธภาษิตที่ว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หรือดัง ท่านสุนทรภู่ได้กล่าวไว้ในนิราศวัดเจ้าฟ้าว่า “กุศลบุญหนุนบุญส่งประจงช่วย ท าอย่างไรก็ไม่ม้วยอย่ามั่นหมาย ไม่ถึงกรรมท าอย่างไรก็ไม่ตาย ถ้าถึงกรรมท าลายต้องวายปราณ” ดังนั้น อิทธิพลของวรรณกรรมล้านนาไม่ว่าจะเป็นค่าวธรรม ค่าวซอ ค่าวก้อม มีอิทธิพล ต่อสังคมล้านนาในอดีตอย่างมาก แม้ปัจจุบันค่าวธรรม เช่น หงส์หิน จ าปาสี่ต้น อุทธรา แสงเมืองหลง ถ้ า ฯลฯ ยังเป็นที่นิยมเทศน์ นิยมฟังของชาวล้านนาในชนบททั้งเชียงใหม่ เชียงราย ล าพูน ล าปาง แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ พะเยา โดยจะนิยมเทศน์ในเทศกาลเข้าพรรษาในทุกปี อันเป็นการสืบสาน อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของล้านนาไว้อีกประการหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเห็นว่า การจะสืบสานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมล้านนาประเภท ต่าง ๆ ไว้ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงาน องค์กร ในท้องถิ่น เช่น วัด สถานศึกษา เทศบาล ต าบล (ทต.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต าบล (อบต.) โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมสนับสนุนให้กลุ่มที่มีภูมิ ปัญญาท้องถิ่นประเภทต่าง ๆ นั้นได้แสดงออก ได้เสนอผลงานต่อสาธารณชนบ่อย ๆ อันจะเป็นการ กระตุ้นให้เกิดความตระหนักในคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมล้านนา แล้วจะได้เป็นมรดกวัฒนธรรมที่ ยั่งยืนต่อไปอย่างไม่มีวันสูญหาย
๙๒ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๕.๕.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากการศึกษาวิจัยเรื่องการวิเคราะห์เนื้อหาและหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมค่าว สี่บทของพระยาพรหมโวหาร นั้น ควรน าผลการวิจัยไปเป็นนโยบายส่งเสริมสนับสนุนดังนี้ ๑. หน่วยงานต้นสังกัดของนักวิจัยควรน าเสนอต่อกระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมน าไปเป็นข้อมูลในการอนุรักษ์ สืบสานมรดกของชาติ ๒. หน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ควรน าไปจัดท า ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ในการส่งเสริม อนุรักษ์ ๕.๕.๒ ข้อเสนอแนะการน าไปใช้ประโยชน์ นอกจากหน่วยงาน องค์กร น าไปจัดท าเป็นยุทธศาสตร์เชิงนโยบายแล้ว ควรน าไปใช้ ประโยชน์ดังนี้ ๑. วัด สถานที่ศึกษา สถานที่ท่องเที่ยว น าหลักธรรมค าสอนที่ปรากฎไปเขียนติดต้นไม้ มุมพักผ่อน เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็น ๒. สถานีวิทยุชุมชน ท้องถิ่น น าหลักธรรมค าสอนที่พบไปอ่าน ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ ผู้ฟังให้น าไปปฏิบัติตามในชีวิตประจ าวัน ๓. ผู้วิจัย หน่วยงาน น าไปเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต เฟซบุ๊คไลน์ และสื่ออื่น ๆ เพื่อเชิญชวน ผู้ที่พบเห็นน าไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจ าวัน ๕.๕.๓ ข้อเสนอแนะการท าวิจัยครั้งต่อไป ส าหรับในการท าวิจัยในครั้งต่อไป ควรท าในเรื่องต่อไปนี้ ๑. เรื่อง ปราชญ์ล้านนาด้านต่าง ๆ ๒. เรื่อง วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมค่าวธรรมต่าง ๆ
ภาคผนวก ก บทความวิจัย เรื่อง วิเคราะห์เนื้อหาและหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร An Analysis of the Dhamma Principles Appeared in Lanna Literrature : Phraya Promwoharn’s Khroaw Si Bot โดย พระครูวิมลศิลปกิจ (เรืองฤทธิ์ ธนปญฺโญ/แก้วเปียง) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย สัญญาเลขที่ ว.๐๓๔/๒๕๕๗ พุทธศักราช ๒๕๕๗
๙๙ บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยเรื่องวิเคราะห์เนื้อหาและหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บท พระยาพรหมโวหารนี้ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหาในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยา พรหมโวหาร วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวพระยาพรหมโวหาร และเพื่อ ศึกษาวิเคราะห์อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวสี่บทต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิง คุณภาพ ใช้วิธีการวิจัยโดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากหนังสือ ต ารา เอกสาร ใบลาน คัมภีร์ต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร และค่าวอื่น ๆ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ๑.เนื้อหาในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึง ภูมิปัญญาทางด้านการใช้ภาษาของกวีที่แสดงความเป็นอัจฉริยะในการสร้างรสค าและรสความ ส าหรับการสร้าง รสค า หรือ อลังการทางเสียงนั้น ท่านใช้ความเปรียบเชิงอุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์ หรือ อธิพจน์ ท าให้เกิด “สุนทรีภาพ” และ “สุนทรียรส” ที่งดงามมีทั้งหมด ๔ บทใหญ่ ๆ แยกเป็น บทย่อยได้ ๓๕๖ บท ๒. หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวพระยาพรหมโวหาร ได้แก่ หลักธรรม ค า สอน ค าพังเพย คติ ค าคม ค าเปรียบเทียบเปรียบเปรย อุปมาอุปไมย คติ สุภาษิตต่าง ๆ ใบบทที่ ๑ จ านวน ๔๔ ประการ บทที่ ๒ จ านวน ๑๕ ประการ บทที่ ๓ จ านวน ๑๗ ประการ และบทที่ ๔ จ านวน ๒๓ ประการ รวมหลักธรรมค าสอนทั้งสิ้น ๙๙ ประการ ๓. อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวสี่บทต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา พบว่า มีอิทธิพลใน ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) อิทธิพลด้านสังคมคือ ด้านความสัมพันธ์ของคนในสังคม และด้านฉันทนาการ (๒) อิทธิพล ด้านพระพุทธศาสนา คืออิทธิพลด้านความเชื่อทางพระพุทธศาสนา อิทธิพลความเชื่อทางด้านการ ปฏิบัติตนของผู้หญิง อิทธิพลด้านการปฏิบัติตนตามหลักธรรมอิทธิพลด้านความเชื่อทางพิธีกรรมการ เรียกขวัญและพิธีกรรมขึ้นท้าวทั้งสี่และด้านการปกครอง ค าส าคัญ : วรรณกรรมค่าว, ค่าวล้านนา, พระยาพรหมโวหาร,
๑๐๐ Abstract The research study of An Analysis of the Dhamma Principles Appeared in Lanna Literrature : Phraya Promwoharn’s Khroaw Si Bot. This research aims to study the contents and to analysis the Dhamma principles of Phraya Promwohan’s the Lanna Literature (4 KHOAW) and to analysis study the influence of the literature to Lanna people’s life. This research is qualitative Research. The primary data is gathered from books, textbooks, leaf scriptures and poetries which related to Phraya Promwoharn’s Khroaw Si Bot and other poems. The findings of the study were as follows : The contents in the literature are demonstrating to the wisdom of using the language of Lanna poets that shows their genius to create the language’s beautiful wordings, its content beauty and its embellishment of sound. Phraya Promwohan used the comparison, the oriented metaphor, the hyperbole. These conduced to the aesthetics of literature beautifully. The Dhamma principles that appeared in the literature have 9 9 types as the types of Dhamma Principles, Teaching, Aphorism, Motto, Hyperbole, Comparison, Analogy, and Proverbs. The influences of the literature to Lanna people’s life found that there were 3 The influences : society, believe and government. Keyword : Khoaw Lanna Literrature, Lanna Khoaw, Phraya Promwoharn’s
๑๐๑ บทน า ความส าคัญและที่มาของปัญหาที่ท าการวิจัย วรรณกรรม มีคุณค่าต่อการด ารงชีวิตของคนในสังคมไทยในหลาย ๆ ด้าน เช่น ให้คุณค่า ด้านความบันเทิง เพลงพื้นบ้านแสดงความสามารถปฏิภาณไหวพริบของบุคคลในท้องถิ่น นิทาน พื้นบ้านให้ความส าเริงอารมณ์ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากการท างาน ให้คุณค่าด้านคุณธรรม จริยธรรม วรรณกรรมเป็นเครื่องมือสอนจริยธรรมทั้งทางตรงและทางอ้อม สอนให้คนท าความดี เลื่อมใสศรัทธาในศาสนามีความเมตตา ให้คุณค่าในด้านการประพันธ์เพลงพื้นบ้านปลูกฝังให้เป็นคน เจ้าบทเจ้ากลอนใช้ไหวพริบในการโต้ตอบกันระหว่างชาย หญิง โลกภาษิต มีค าอุปมาอุปมัย เปรียบเทียบให้เข้าใจชัดเจน ใช้ภาษาสละสลวยแสดงโลกทัศน์ของผู้เขียนนิทาน คติธรรม ให้คุณค่า ด้านมรดกวัฒนธรรม ต านาน ช่วยสะท้อนความเป็นอยู่ของท้องถิ่นศาสนาประเพณี อาหารการกิน ตลอดจนการละเล่น วรรณกรรมยังให้ประโยชน์แก่กลุ่มชนในหลากหลายด้านเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วรรณกรรมของไทยเรา นั้นคือให้ความรู้เรื่องสังคม ภาษา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ต่างๆ ที่สั่งสมและสืบทอดมาท าให้เกิดผลดีแก่ชาวไทย เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมพัฒนาท าประโยชน์ จากวรรณกรรมท้องถิ่นมาสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและสังคม ซึ่งปัจจุบันที่เห็นเด่นชัดคือ อ าเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางภูมิปัญญา มีศิลปวัฒนธรรมและการน าเสนอข้อมูล ทางวรรณกรรมท้องถิ่น มีคุณค่าควรศึกษาอย่างยิ่ง ให้คติธรรม ความมีเมตตากรุณา คุณธรรมและ จริยธรรมเป็นการชี้แนวทางชีวิตมีบทเรียนสั่ง สอน ดังในนิทาน นินาย และสุภาษิต โลกภาษิตไทยท า ให้คนไทยเป็นผู้มีจิตใจงดงาม มีความประพฤติดีอยู่ในกรอบของศีลธรรม ให้เชื่อมโยงความสามัคคีให้ หมู่คณะมีการพึ่งพาอาศัยกัน ท าให้ขจัดความเห็นแก่ตัว รู้จักเสียสละ ซึ่งสภาพสังคมยุคปัจจุบันได้ เปลี่ยนแปลงไป แสดงภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะวรรณกรรมท้องถิ่นไทยได้แสดงความคิด ค่านิยม ในทางศิลปะการแสดง ศิลปหัตถกรรม วรรณกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเริ่มจากท้องถิ่นต่าง ๆ ก่อน เช่น ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาค กลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วรวมกันเป็นวรรณกรรมระดับชาติ จึงกล่าวได้ว่า วรรณกรรม ท้องถิ่นคือที่มาของวรรณกรรมระดับชาติ วรรณกรรมท้องถิ่น หมายถึง ผลผลิตทางภูมิปัญญาของ นักปราชญ์ ผู้รู้พื้นบ้าน สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม บันเทิง สาระความรู้ คติ สอนใจ มีทั้งวรรณกรรมมุขปาฐะ เช่น นิทานพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน ปริศนาค าทาย ถ่ายทอดผ่านรุ่น หนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง เมื่อมีการจดบันทึก จึงกลายเป็นวรรณกรรมลายลักษณ์คือการน ามุขปาฐะมาจดบันทึก เช่น ต านาน นิทาน ค าสอนต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นบทในการ ขับ อ่าน แสดง แพร่กระจายไปเรื่อย ๆ เรื่อง ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม ภูมิศาสตร์วัฒนธรรมประเพณีของแต่ละภูมิภาค จนเป็น มรดกทางวัฒนธรรม วรรณกรรมท้องถิ่นย่อมสัมพันธ์กับฉันทลักษณ์และชีวิตความเป็นอยู่ของคนใน สังคมของท้องถิ่นนั้น ๆ และส่งอิทธิพลให้กับสังคมต่อไป
๑๐๒ ค่าว๑ หรือค่าวของพระยาพรหมโวหาร ก็เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นอาณาจักรล้านนาอีกชิ้น หนึ่งที่ถ่ายทอดจินตนาการและแสดงออกซึ่งศิลปะอันประณีตงดงาม มีสอดแทรกหลักธรรมค าสอนไว้ ทุกวรรคตอน เป็นวรรณกรรมที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีอิทธิพลต่อคนในท้องถิ่นจนคนร่วมสมัย น าไปใช้ในชีวิตประจ าวัน เช่น การขับร้องเกี้ยวสาวที่เรียกว่า “บทอู้สาว” การขับล าน าจ๊อย และมี การหลักธรรมค าสอนสอดแทรกอยู่ในเนื้อหาสาระของวรรณกรรมเรื่องนี้อย่างมากมาย แม้แต่ในสังคม วรรณกรรมเรื่องนี้ก็ให้คุณค่าทางสังคมอย่างมากมายเช่นกัน เช่น การน าฉันลักษณ์ไปแต่งเป็นค่าว ธรรมส าหรับสอนประชาชน แต่งเป็นค่าวก้อม (สั้น) สอนลูกหลาน เช่น ปู่สอนหลาน ทั้งประเภทวาจา คือวรรณกรรมที่ใช้วิธีการถ่ายทอด หรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษาพูด โดยการบอกเล่าสู่กันฟัง การ สนทนาซักถาม การอบรมสั่งสอน รวมถึงการขับร้องเป็นท่วงท่าท านองต่าง ๆ ได้แก่นิทาน บทเพลง เช่น ฮ่ าจ๊อยและซอ ภาษา ส านวน ค าพังเพย หรือค าคมต่าง ๆ ปริศนาค าทาย ค าเกี้ยวพาราสีของ หนุ่มสาว หรือก าอู้บ่าวสาว หรือ ก าค่าวก าเครือ เป็นต้น และประเภทลายลักษณ์อักษร คือ วรรณกรรมที่ใช้ถ่ายทอดหรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษาเขียน โดยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือในอดีตมักจะบันทึกด้วย อักษรธรรม และตัวอักษรฝักขาม มีเนื้อหาและ รูปแบบของค าประพันธ์ที่หลากหลาย เช่นวรรณกรรมร้อยแก้วและวรรณกรรมร้อยกรอง คือ โคลง ร่าย และค่าว หรือค่าวซอเป็นต้น ดังนั้น ผู้วิจัยเป็นผู้หนึ่งที่ชอบวรรณกรรมประเภทค่าว จึงมีความสนใจที่จะศึกษาวิเคราะห์ เนื้อหาของค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารว่า ท่านได้สอดแทรกหลักธรรมค าสอน สุภาษิตใดไว้ในบทกวี วรรณกรรมนั้นบ้าง วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย ๑. เพื่อศึกษาเนื้อหาในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ๒. เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฎในวรรณกรรมล้านนาค่าวพระยาพรหมโวหาร ๓. เพื่อศึกษาวิเคราะห์อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวสี่บทที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา เครื่องมือและวิธีการศึกษาวิจัย รูปแบบการวิจัย ๑. รวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากหนังสือ ต ารา เอกสาร ใบลาน คัมภีร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร และค่าวอื่น ๆ ๒. จ้างผู้มีความช านาญในการอ่านภาษาล้านนา แปลภาษาล้านนาเป็นภาษาไทยกลาง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาวิจัย ๓. ศึกษาเนื้อหาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารอย่างละเอียด เปรียบเทียบเนื้อหาของ ต้นฉบับทั้ง ๓ ฉบับ ๑ ค าว่าค่าว ภาษาล้านนาเขียนเป็นอักษรธรรมว่า ครฯ่าวฯเมื่อเทียบกับอักษรภาษาไทยกลางจะตรงกับ ค าว่า “ค่าว” แต่ไม่เป็นที่นิยมของคนในล้านนา เนื่องจากค าว่าค่าวในภาษาไทยกลางหมายถึงลาง ๆ ไม่ชัดเจน คน ล้านนานิยมอ่านว่า ค่าว ในงานวิจัยชิ้นนี้จึงจะใช้ค าว่า ค่าว เพื่อตรงกับส าเนียงของคนล้านนา
๑๐๓ เครื่องมือการวิจัย การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเอกสาร ต ารา เครื่องมือการวิจัยได้แก่ บทค่าวสี่บทของพระยา พรหมโวหาร ๓ ฉบับ ประกอบด้วย ๑) ฉบับตรวจช าระโดย สิงฆะวรรณสัย ๒) ฉบับพ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ ร้านประเทืองวิทยา ๓) ฉบับลานก้อมของอุดม รุ่งเรืองศรี การวิเคราะห์ข้อมูล ๑. ผู้วิจัยศึกษาค่าวสี่บทของพระยาพรหมโวหารอย่างละเอียด ๒. ท าการวิเคราะห์ข้อมูลไปทีละบทค่าวย่อยทั้ง ๓๕๖ บท เพื่อหาหลักธรรม คติธรรม ค า คม ค าสอน ปรัชญาต่าง ๆ ที่ปรากฏในบทค่าวแต่ละบทอย่างละเอียด ๓. จัดท าข้อมูลหลักธรรมที่ปรากฏในค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารไปจัดเป็นหมวดหมู่ ได้แก่ หมวดพุทธสุภาษิต หมวด ส านวน ค าสอน คติ ค าคม ค าพังเพย โดยไม่ได้ใช้สถิติทาง คณิตศาสตร์ ผลการวิจัย ๑.วัตถุประสงค์ข้อที่ ๑ จากการศึกษาวิจัยพบว่า ค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิ ปัญญาทางด้านการใช้ภาษาของกวีที่แสดงความเป็นอัจฉริยะในการสร้างรสค าและรสความ ส าหรับ การสร้าง รสค า หรือ อลังการทางเสียงนั้น ท่านใช้ความเปรียบเชิงอุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์ หรือ อธิ พจน์ ท าให้เกิด “สุนทรีภาพ” และ “สุนทรียรส” ที่งดงามมีทั้งหมด ๔ บทใหญ่ ๆ แยกเป็นบทย่อยได้ ๓๕๖ บท พระยาพรหมโวหาร หรือหนานพรหมินทร์ เป็นกวีที่มีสมองไวเฉียบแหลม เป็นปฏิภาณกวี มองเห็นอะไรก็พูดออกมาเป็นค าประพันธ์ไปหมด ดังครั้งหนึ่งเมื่อพระยาพรหมโวหารรับราชการอยู่ใน ส านักของเจ้าหลวงล าปาง และได้ติดตามพ่อเจ้าหลวงล าปางไปคุมราษฎรตีฝาย (ตอกหลักซ่อมท านบ กั้นน้ า) ที่แม่น้ าวัง บังเอิญพระยาโลมาวิสัยซึ่งเป็นอาจารย์คุมบริวารถ่อแพล่องน้ ามา ภายในแพนั้น บรรทุกกล้วย อ้อย เป็ด ไก่ และหมูมาหลายตัว เจ้าหลวงล าปางเห็นเข้าจึงถามพระยาพรหมโวหารว่า นั้นพระยาโลมาวิสัยใช่หรือไม่ และให้ถามเขาว่าเอาอะไรมา แล้วจะไปไหน พระยาพรหมโวหารจึงได้ เอ่ยถามในลีลานักกวีเป็น กะโลง (โคลง) ๔ ห้อง และ ๓ ห้อง และพระยาพรหมโวหารจะเข้าวัยชรา แล้วก็ตาม ท่านก็ยังมีอารมณ์ดีและมองโลกในแง่ดีเสมอ ในเชิงกวีก็ยังเฉียบแหลมมีปฏิภาณว่องไวอยู่ จะเห็นว่าเมื่อครั้งแม่เจ้าทิพย์ไกรสร หรือ ทิพย์เกษร ได้ประทาน “เเอ๊บหมาก” (กล่องส าหรับใส่หมาก พลูหรือล่วมหมาก) ให้เป็นรางวัล ในสมัยนั้นขุนนางในราชส านักเวียงพิงมักจะมี “แอ๊บหมาก” เป็น เครื่องประดับเกียรติยศ เมื่อพระยาพรหมโวหารได้รับแอ๊บหมากรางวัลแล้ว แต่ยังไม่มีเด็กรับใช้คอย ถือแอ๊บหมากให้ จึงทูลเป็นค่าวก๊อม (ค่าวสั้น) ว่า “มีแอ๊บไว้ เหมือนทุ (พระสงฆ์) มีหวี เพิ่นมีตั๋วมี เอา ไปบ่ได” ซึ่งท าให้เจ้าแม่ทิพย์ไกสรต้องประทานเด็กรับใช้ให้พระยาพรหมโวหารอีกคนหนึ่ง พระยา พรหมโวหารรับราชการมาด้วยความโปรดปรานของเจ้าชีวิตอ้าว และขายาเรื่อยมาจนถึงแก่กรรมด้วย โรคชราเมื่ออายุได้ ๘๕ ปี ในวันเสาร์ ขึ้น ๑๒ ค่ า เดือน ๗ เหนือ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๐ ซึ่งเป็นวัน มหาสงกรานต์พอดี
๑๐๔ ๒. วัตถุประสงค์ข้อที่ ๒ จากการศึกษาวิจัย พบว่า(๑) หลักธรรมค าสอนที่พบปรากฏในบทที่ ๑ รอมถนัด (การรู้ตัว เองอยู่เสมอ)มีหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๔๔ ประการ(๒)หลักธรรมค าสอน ที่พบปรากฏในบทที่ ๒ เจตนา (การตั้งใจที่จะท า) มีหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่างๆ จ านวน ๑๕ ประการ(๓) หลักธรรมค าสอนที่พบปรากฏในบทที่ ๓ ดวงสลิด (ดวงจิตที่ผูกพัน) มี หลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๑๗ ประการและ (๔) หลักธรรมค าสอนที่พบ ปรากฏในบทที่ ๔ มะโนเนือง (ความหมดหวัง ความสิ้นหวัง) มีหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค า คมต่าง ๆ จ านวน ๒๓ ประการจากบทค่าวสี่บททั้ง ๔ บท ดังได้กล่าวมา มีหลักธรรมค าสอนในหลาย ๆ ลักษณะ หลาย ๆ ประเภท ทั้งคติธรรม ค าคม ค าพังเพย สุภาษิต ส านวนไทย ส านวนล้านนา ที่แฝง อยู่ในแต่ละบท รวมตั้งแต่บทที่ ๑ ถึงบทที่ ๔ มีความยาว ๓๕๖ บทค่าว มีหลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ ๙๙ ประการ ๓. วัตถุประสงค์ข้อที่ ๓ จากการศึกษาวิจัยพบว่าวรรณกรรมค่าวมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาใน ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) อิทธิพลด้านสังคมคือ ด้านความสัมพันธ์ของคนในสังคม และด้านฉันทนาการ (๒) อิทธิพลด้าน พระพุทธศาสนา คืออิทธิพลด้านความเชื่อทางพระพุทธศาสนา อิทธิพลความเชื่อทางด้านการปฏิบัติ ตนของผู้หญิง อิทธิพลด้านการปฏิบัติตนตามหลักธรรมอิทธิพลด้านความเชื่อทางพิธีกรรมการเรียก ขวัญและพิธีกรรมขึ้นท้าวทั้งสี่และด้านการปกครองคือ อิทธิพลต่อการเป็นผู้น าแบบต่างๆ ได้แก่ ประเภทตกทอดหรือผู้น าโดยอ านาจบารมี ผู้น าประเภทสัญลักษณ์ และ ผู้น าตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังพบว่า ชาวล้านนาปัจจุบันมีคนที่ให้ความสนใจในวรรณกรรมค่าว จ๊อย ซอ น้อยมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้จากในช่วงสองทศวรรษที่ ผ่านมาสังคมไทยได้ประจักษ์กับความเคลื่อนไหวความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็วฉับพลัน และมี พลังในการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงทั้งในด้านการสร้างสรรค์และการท าลายสิ่งใหม่ถูกสร้างขึ้นและถูก ผลักดันให้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วโดยผ่านเครือข่ายที่โยงใยทั่วโลกมีพลังอ านาจสูงจนดูเหมือนจะ เป็นกระแสคลื่นที่ถูกพายุโหมท าให้สิ่งที่ขวางหน้าพังราบเป็นหน้ากลองไปได้ตะวันตกเรียกคลื่นลูกนี้ว่า "คลื่นลูกที่สาม" หรือยุคข้อมูลข่าวสารที่ใช้การเชื่อมโยงติดต่อกันผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศผ่าน เครือข่ายอินเตอร์เน็ตและก าลังมี “คลื่นลูกที่สี่” และ “คลื่นลูกที่ห้า” ตามมา นั้นคือภาษาถิ่นเริ่มตาย ไปทีละน้อย ๆ โดยเฉพาะภาษาล้านนาที่อยู่ทางภาคเหนือตอนบน๑ จากการศึกษาวิจัยด้านการจะฟื้นฟู อนุรักษ์วรรณกรรมค่าวให้กลับคืนมานั้น ยังพบว่า ควรอาศัยองค์หลัก ๓ องค์กรเข้าไปช่วยเหลือ ได้แก่ (๑) วัด (๒) สถานศึกษา และ (๓) องค์กร ภาครัฐและเอกชน สร้างเครือข่ายซึ่งกันและกัน เพื่อด าเนินการให้เกิดการฟื้นฟูอย่างจริงจัง เช่น วัดก็ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชนด้านการเรียนรู้เช่นในสมัยก่อน ด้านสถานศึกษาควรจัดกระบวนการเรียนการสอนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย น าโปรแกรม ๑ สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์,“กระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น”, มปป., (อัดส าเนา).
๑๐๕ คอมพิวเตอร์มาช่วยสอนเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ส าหรับองค์กรของรัฐและเอกชน ต้อง ให้การสนับสนุนด้านการประกวดแข่งขันการอ่านค่าว เล่าค่าวในเทศกาลต่าง ๆ เป็นต้น อภิปรายผล จากผลการศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ได้พบประเด็นที่ควรอภิปรายในหลาย ๆ ประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรก ด้านหลักธรรมค าสอนที่ปรากฎในวรรณกรรมค่าวสี่บทนั้น พบว่า ส่วนใหญ่ จะเป็นหลักการเปรียบเทียบ เปรียบเปรยจนเป็นที่มาของค าคมล้านนา ค าพังเพยล้านนา สุภาษิต ล้านนาเยอะแยะมากมาย ซึ่งคนที่ได้อ่านหรือได้ฟังเนื้อหาของค่าวแล้วก็เก็บเอาประโยคเปรียบเทียบ เหล่านั้นไปเป็นคติเตือนใจ สอนใจ เช่น - หัวใจ๋ญิงเหมือน พิณพาทย์ฆ้อง พิพาทย์แก้วเภรี (หัวใจผู้หญิงไม่แน่ไม่นอน) - ค ารักน้อง หลูดๆไหล ๆ ไหวตวยลมบ่สมว่าอ้าง (ค าพูดหญิงเชื่อไม่ได้) - ตุ้มผ้าลายหมาจ้างเห่า ค้นก าเก่าจ้างผิดหัวกั๋น (การขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆที่เคย บาดหมางกันมาพูด มักเป็นต้นเหตุให้ทะเลาะกัน) - เต็มว่าเข้าขุมรูดินกีดช้อม จักตามถ่อมเข้า รูดิน (ยากแค่ไหนก็จะตามไปแย่งชิงเอา มา) - เปอะเปิกนั้นน้ าหากพาเป็น เอาน้ าใสเย็น ซ่วยเปอะจิ่งเสี้ยง (ใจเย็น ๆ แล้วทุก อย่างจะดีเอง) - จุ่งอดขันตี หื้อแปงใจดี เหมือนน้ าทังห้า (จงอดทน ท าใจเย็น ๆ เหมือนแม่น้ า) - อย่าทือไผดี อย่าติไผช้าช่างเป็นเมฆฝ้าพามัว (อย่าใสโทษคนอื่น) - ถ้วยและช้อน เครื่องครัวสงสาร บ่มีวิญญาณยังรู้ถูกต้อง (อยู่ด้วยกันย่อมทะเลาะ กันบ้างเป็นธรรมดา) - ยามเมื่อเป็นดีหากมีเก้าป้าแฝงทวยมาบ่ช้า (เมื่อมีเงินทองมีแต่ญาติพี่น้อง) - ชาตาลง พันธุ์พงศ์พี่น้า บ่เหลียวผ่อหน้า มาไช (เมื่อไม่เงินทองไม่มีญาติสักคน) - เพิ่งพี่เจ็บท้องเพิ่งน้องเจ็บใจคึดสังอันใด ใจตันตีบเสี้ยง (พึ่งพาอาศัยใครไม่ได้) ฯลฯ จากตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น จะพบว่า เป็นลักษณะของค าเปรียบเทียบเปรียบเปรยเป็น ส่วนใหญ่ แต่เป็นค าสอนใจที่ดีมากจึงมีคนคัดลอกเอามาเป็นค าพูดกันในที่สาธารณชนต่าง ๆ จึงนับว่า ในอดีตค่าวมีอิทธิพลต่อสังคมของชาวล้านนาไม่น้อย เมื่อพูดกันมากขึ้น ๆ ก็ท าให้ค าเหล่านั้น กลายเป็นค าคม คติค าสอน และเป็นหลักปฏิบัติในการด ารงชีวิตของชาวล้านนา ไม่ว่าคนระดับในสมัย นั้นจะนิยมพูดกันเป็นค่าวเป็นเครือ กล่าวคือ พูดอะไรจะเป็นค่าวไปหมด ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นว่า ค่าวมี อิทธิพลต่อสังคม ศาสนา และการปกครองของล้านนาในอดีต ซึ่งสอดคล้องกับอุดม รุ่งเรืองศรี๑ ได้ ๑ อุดม รุ่งเรืองศรี, ค่าวสี่บทฉบับน าสอบทาน และค าจ่มของพระยาพรหมโวหาร สอบทาน ปริวรรตและจัดท าค าแปล : อุดม รุ่งเรืองศรี, (ส านักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชียงใหม่, ม.ป.ป.), หน้า ๒๑๓-๒๑๔.
๑๐๖ กล่าวไว้ว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพระยาพรหมโวหารได้เดินทางไปกับพ่อค้าวัวต่าง เวลากลางวันอากาศร้อนจัด บังเอิญเดินผ่านสวนแตงแห่งหนึ่ง พ่อค้าทั้งหลายก็เข้าไปขอกินแตงแก้กระหาย แต่เจ้าของสวนเป็น นักเลงค่าว พวกพ่อค้าพูดไม่ถูกใจ เจ้าของสวนก็ไม่ให้ไล่ตะเพิดจากสวน พระยาพรหมจึงเข้าไปขอบ้าง โดยกล่าวเป็นลีลาค่าวก้อม (กลอนสั้น) ว่า “อกพุทโธ แตงโมแม่ป้า หยังเป็นเครือดีหน่วยนัก เป็น เครือหวันกั๋นหวันขึ้นจ่องจั๊ก เป็นหน่วยก้านถมดิน พอปั๋นข้าไธ้ ซากก๋าเหลือกิ๋น เป็นหน่วยถมดิน หล่อนเหลาะเบาะขวั้น” เจ้าของสวนก็ตอบว่า “หน่วยแท้บ่นัก ต๋าหลานหันไกล๋ มันมีก่าใบ ก่าจี๋ก่า จ้อน” พระยาพรหมก็ต่อเป็นค่าวก้อมไปอีกว่า “หมากแตงซากนก ซากหนูกิ๋นเหลือ หมากน้ าปล๋าย เครือ บ่เหลือกาป้า” เจ้าของสวนชอบใจจึงตอบไปว่า “หมากแตงอยู่ต่ า หมากน้ าอยู่สูง กันเปิงใจลุง กินเต๊อะของป้า” พระยาพรหมจึงต่อค่าวว่า “ตะเติงเหยิงหยังมาเปิงใจข้า ใคร่กินตึงหมากนอยหมาก น้ า” เจ้าของสวนก็ตอบกลับทันทีว่า “กิ๋นลุงกิ๋น ไปกลัวเสี้ยงซ้ า ของม่อนข้าถมไป” พระยาพรหมจึงได้ เรียกพ่อค้าทั้งหลายเข้าไปกินโดยกล่าวเป็นค่าวว่า “มาเต๊อะพี่น้อง เลือกกิ๋นต๋ามใจ๋เปิ้นหื้อบ่ดาย เอา นักบ่ได้” ซึ่งสอดคล้องกับสุนทรภู่๑ กวีเอกแห่งสยามที่กล่าวไว้ว่า “เป็นมนุษย์สุดนิยมที่ลมปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ” ประเด็นที่สอง ได้แก่ อิทธิพลค่าวที่มีต่อศาสนา เป็นที่สังเกตว่า ชาวล้านนาจะนิยมการฟัง เทศน์ฟังธรรมตามคัมภีร์ใบลาน ไม่นิยมฟังเทศน์แบบบรรยาย จากการศึกษาวิจัยพบว่า คนล้านนาเชื่อ ว่าใบลานคือพระคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา ซึ่งบันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนาอันเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ และยังเชื่อว่า พระธรรมเทศนาที่พระสงฆ์น าไปเทศน์นั้นเป็นค าสอนที่มาจากพระโอษฐ์ ความศักดิ์สิทธิ์ จะมีอยู่ในตัว ท าให้ประสบความส าเร็จตามปรารถนาได้ เช่น พระธรรมเทศนาเรื่องมหาวิบาก จะนิยม น าไปเทศน์ให้แก่คนป่วยหนักรักษาอย่างไรก็ไม่หาย เป็นเพราะกรรมวิบากมาตอบสนอง จะหายก็ไม่ หาย จะตายก็ไม่ตาย จึงนิมนต์พระเทศน์ธรรมมหาวิบากให้ฟังท าให้คนป่วยที่ได้ฟังนั้นได้พ้น กรรมวิบากถ้าถึงที่ตายก็จะได้ตายอย่างไรทรมาน ถ้ากรรมยังไม่หมดก็จะหายจากการเจ็บป่วย จะได้ อยู่ใช้กรรมต่อไป จากผลการปฏิับัติดังกล่าวท าให้คนที่หมดอายุไขก็จะตายในทันทีก็มี ตายภายใน ๓ วันก็มี บางคนก็หายจากการเจ็บป่วยเลยก็มี นั้นคือความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นของคนล้านนา จนสืบทอด มาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทยังมีความเชื่อเรื่องเหล่านี้อยู่ จะพบเห็นได้จากงานศพใน หมู่บ้านชนบท ถ้างานศพใดมีแต่การเทศน์บรรยายไม่น าคัมภีร์ธรรมเรื่องมหาวิบาก มาลัยโผดโลก นิพพานสูตร มหามูลนิพพานสูตร มาเทศน์จะท าให้เจ้าภาพไม่ค่อยสบายใจเท่าใด ต้องมีเทศน์ธรรม กลุ่มนี้คืนใดคืนหนึ่ง หรือต้องเทศน์ตลอดงานเลยก็มี จากความเชื่อดังกล่าวท าให้คนหนุ่มคนสาวที่ ไม่ได้เข้าวัดฟังธรรม ได้ฟังท านองการเทศน์แบบล้านนาแล้วบอกว่าฟังไม่เข้าใจ ท าไม่เทศน์บรรยายฟัง ง่ายกว่า รู้ความหมายด้วย รวมถึงคนต่างถิ่นด้วยเมื่อเข้าไปร่วมงานศพในพื้นที่ชนบทล้านนาก็มักจะ ต าหนิพระภิกษุที่เทศน์ว่า เทศน์แบบบรรยายไม่เป็นบ้าง ไม่มีความรู้แบบสากลบ้าง โดยไม่เข้าใจถึง วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของท้องถิ่น ในขณะเดียวกันคนหนุ่มสาวที่เข้าไปศึกษาศูนย์พระพุทธศาสนา ๑ สุนทรภู่ ได้รจนาไว้ในสุภาษิตสอนหญิง.
๑๐๗ วันอาทิตย์จะมีความรู้ ความเข้าใจในท านองเทศน์แบบล้านนาได้ เพราะได้ฟังบ่อย ๆ และได้ซึบซาบ เอาวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นเข้าไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมาเยาวชนไม่น้อยที่สามารถซอ ได้ และได้รับการว่าจ้างจากเจ้าภาพงานต่าง ๆ เช่น งานปอยหลวง งานปอยข้าวสังข์ งานบวช เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องที่ผู้วิจัยได้ยินได้ฟังพระครูโสภณบุญญาภรณ์หรือ หลวงปู่บุญทอง วัดโสภณาราม เจ้าคณะอ าเภอแม่ริม ซึ่งเป็นนักเทศน์ดังแห่งเมืองเชียงใหม่ ท่านเล่าเจี้ยคือนิทานสั้นๆ แฝงคติธรรมไว้ ว่าครั้งหนึ่ง ผัวป่วยเรื้อรัง เมียประคบประหงมมานานก็ยังไม่เห็นหาย จึงคิดหาอุบายให้ผัวหาย ทราบ ว่าถ้าได้ฟังธรรมมหาวิบากแล้ว ถ้าไม่ตายก็จะหาย จึงไปนิมนต์พระมาเทศน์ใบลานเรื่อง"มหา วิบาก" โดยน าธรรมใบลานผูกนั้นกลับบ้านไปก่อนพระ ตัวผัวเห็นเมียถือใบลานขึ้นเรือนมาก็ถาม ว่า "มึงเอาอะไรมา" เมียก็บอกว่า "ไปบูชาธรรมมาให้แกฟังนั่นแหละ จะได้หายเสียที" ผัวก็ถามอีก ว่า "ธรรมอะไร" เมียก็ตอบว่า"ธรรมมหาวิบาก" ผัวได้ฟังดังนั้นก็ตกใจตะคอกใส่หน้าเมียว่า "อ้อ นี่มึง อยากให้กูตายละสิ นึกว่ากูไม่รู้หรือ วันก่อนไอ้ลูนก็ตายเพราะฟังธรรมผูกนี้แหละ" ผลก็คือการเทศน์ วันนั้นต้องระงับไป ส่วนผู้เป็นผัวนั้นจะหายหรือตายท่านไม่ได้เล่าต่อ แต่ทั้งหมดนี้ก็คือเข้าข่ายหลัก แห่งกรรมนั้นเอง ซึ่งสอดคล้องกับพุทธภาษิตที่ว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตาม กรรม หรือดังท่านสุนทรภู่ได้กล่าวไว้ในนิราศวัดเจ้าฟ้าว่า “กุศลบุญหนุนบุญส่งประจงช่วย ท าอย่างไรก็ไม่ม้วยอย่ามั่นหมาย ไม่ถึงกรรมท าอย่างไรก็ไม่ตาย ถ้าถึงกรรมท าลายต้องวายปราณ” ดังนั้น อิทธิพลของวรรณกรรมล้านนาไม่ว่าจะเป็นค่าวธรรม ค่าวซอ ค่าวก้อม มีอิทธิพล ต่อสังคมล้านนาในอดีตอย่างมาก แม้ปัจจุบันค่าวธรรม เช่น หงส์หิน จ าปาสี่ต้น อุทธรา แสงเมืองหลง ถ้ า ฯลฯ ยังเป็นที่นิยมเทศน์ นิยมฟังของชาวล้านนาในชนบททั้งเชียงใหม่ เชียงราย ล าพูน ล าปาง แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ พะเยา โดยจะนิยมเทศน์ในเทศกาลเข้าพรรษาในทุกปี อันเป็นการสืบสาน อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของล้านนาไว้อีกประการหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเห็นว่า การจะสืบสานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมล้านนาประเภท ต่าง ๆ ไว้ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงาน องค์กร ในท้องถิ่น เช่น วัด สถานศึกษา เทศบาล ต าบล (ทต.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต าบล (อบต.) โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมสนับสนุนให้กลุ่มที่มีภูมิ ปัญญาท้องถิ่นประเภทต่าง ๆ นั้นได้แสดงออก ได้เสนอผลงานต่อสาธารณชนบ่อย ๆ อันจะเป็นการ กระตุ้นให้เกิดความตระหนักในคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมล้านนา แล้วจะได้เป็นมรดกวัฒนธรรมที่ ยั่งยืนต่อไปอย่างไม่มีวันสูญหาย ข้อเสนอแนะ ๑. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากการศึกษาวิจัยเรื่องการวิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมค่าวสี่บทของพระ ยาพรหมโวหาร นั้น ควรน าผลการวิจัยไปเป็นนโยบายส่งเสริมสนับสนุนดังนี้ ๑. หน่วยงานต้นสังกัดของนักวิจัยควรน าเสนอต่อกระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมน าไปเป็นข้อมูลในการอนุรักษ์ สืบสานมรดกของชาติ
๑๐๘ ๒. หน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ควรน าไปจัดท า ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ในการส่งเสริม อนุรักษ์ ๒. ข้อเสนอแนะเพื่อน าผลการศึกษาไปใช้ นอกจากหน่วยงาน องค์กร น าไปจัดท าเป็นยุทธศาสตร์เชิงนโยบายแล้ว ควรน าไปใช้ ประโยชน์ดังนี้ ๑. วัด สถานที่ศึกษา สถานที่ท่องเที่ยว น าหลักธรรมค าสอนที่ปรากฎไปเขียนติดต้นไม้ มุมพักผ่อน เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็น ๒. สถานีวิทยุชุมชน ท้องถิ่น น าหลักธรรมค าสอนที่พบไปอ่าน ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ ผู้ฟังให้น าไปปฏิบัติตามในชีวิตประจ าวัน ๓. ผู้วิจัย หน่วยงาน น าไปเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต เฟซบุ๊คไลน์ และสื่ออื่น ๆ เพื่อเชิญชวน ผู้ที่พบเห็นน าไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจ าวัน ๓. ข้อเสนอแนะการท าวิจัยครั้งต่อไป ส าหรับในการท าวิจัยในครั้งต่อไป ควรท าในเรื่องต่อไปนี้ ๑. เรื่อง ปราชญ์ล้านนาด้านต่าง ๆ ๒. เรื่อง วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมค่าวธรรมต่าง ๆ กิตติกรรมประกาศ การศึกษาวิจัยเรื่อง วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยา พรหมโวหาร นั้นเกิดขึ้นได้เนื่องจากผู้วิจัยมีความสนใจในวรรณกรรมประเภทนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และถือว่าค่าวเป็นมรดกอันล้ าค่าของชาวล้านนา เพื่อเป็นการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและส่งเสริมให้มรดกอันล้ า ค่าดังกล่าวยังคงอยู่สืบไป ดังนั้น งานวิจัยเรื่องนี้จึงเป็นการศึกษาวิจัยเพื่อน าหลักธรรมค าสอน คติ ค าคม ที่แฝงอยู่ใน วรรณกรรมค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารออกไปเผยแพร่ให้ประชาชนยุคปัจจุบันได้ทราบเพื่อน าไปเป็น แนวปฏิบัติในชีวิตประจ าวัน งานวิจัยนี้ส าเร็จลงด้วยดี ผู้วิจัยจึงขอขอบคุณอาจารย์ก าพล สุกันโท ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประกอบ อยู่ชมบุญ ที่ได้ช่วยอนุเคราะห์ตรวจทานอักษรที่เกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษ จึงขอขอบคุณ อนุโมทนาไว้ ณ โอกาสเป็นอย่างยิ่ง
๑๐๙ บรรณานุกรม นงเยาว์กาญจนจารี. ดารารัศมี. พิมพ์ครั้งที่ ๒ เชียงใหม่ : สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์, ๒๕๔๑. ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร.กวีเอกล้านนา : พระยาพรหมโวหาร. เชียงใหม่ : คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.ม.ป.ป. ไพรถ เลิศพิริยกมล. คติชาวบ้าน. กรุงเทพฯ: มิตรนราการพิมพ์. ๒๕๑๖. มณี พยอมยงค์. ประวัติและวรรณคดีลานนาไทย. กรุงเทพฯ: อางค์การค้าคุรุสภา.๒๕๒๕. __________.วัฒนธรรมลานนาไทย,(ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ), ม.ป.ป. สีหมื่น เมืองยอง.ประวัติพระยาพรหมโวหาร.หอศิลปะมรดกกวีล้านนาข้างวัดพวกเปีย ถนนทิพย์เนตร ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่.ม.ป.ป. อุดม รุ่งเรืองศรี.ค่าวสี่บทฉบับน าสอบทาน และค าจ่มพระญาพรหมโวหาร สอบทาน ปริวรรต และจัดท าค าแปล :อุดม รุ่งเรืองศรี. เชียงใหม่:ส านักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.ม.ป.ป. __________.โวหารล้านนา. เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง.๒๕๔๙. __________.วรรณกรรมล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ : ส านักงานกองทุนสนับสนุน การวิจัย. ๒๕๔๖. อ านวย กล าพัด. ค าคมแห่งล้านนา. เชียงใหม่: ประเทืองวิทยา.๒๕๓๑.
ภาคผนวก ข โครงการวิจัยเรื่อง วิเคราะห์เนื้อหาและหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาคร่าวสี่บท พระยาพรหมโวหาร กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการน าผลจากโครงการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ๑. กิจกรรมด้านการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา - สามารถน ากระบวนการศึกษาวิจัยไปประยุกต์ในการเรียนการสอนในรายวิชาเช่นรายวิชา วัฒนธรรมไทย รายวิชาเทศกาลและพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย - สามารถน าผลการศึกษาไปสะท้อนข้อมูลให้กับหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ อนุรักษ์วัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมจังหวัด พุทธสมาคม เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนว ทางการฟื้นฟู สืบสาน และ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืน - สามารถน าผลการศึกษาไปวิเคราะห์ร่วมกับนักวิชาการทางด้านวัฒนธรรมและศาสนาการ พัฒนาจิตใจและปัญญาการจัดกิจกรรมฟื้นฟู สืบสาน และการจัดการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมโดย ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยมห าจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ๒. กิจกรรมด้านการท านุบ ารุงพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม - จัดท าแผ่นพับ สื่อประชาสัมพันธ์หลักธรรมค าสอนที่ปรากฏในวรรณกรรมค่าวสี่บทพระยา พรหมโวหารออกเผยแพร่แก่วัด หน่วยงาน องค์กร โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาจังหวัด เชียงรายไปเป็นสื่อในการท านุบ ารุงพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม - น าหลักธรรมค าสอนที่ปรากฏในวรรณกรรมคร่าวพระยาพรหมโวหาร ไปจัดท าป้ายติดตาม ต้นไม้ “โครงการต้นไม้พูดได้” เป็นสื่อให้ประชาชนได้ศึกษา ได้น าไปสู่การปฏิบัติในชีวิตประจ าวัน ๓. กิจกรรมด้านวิชาการ -มีการสัมมนาตามโครงการ๑ครั้งได้แก่ สัมมนาเรื่องแนวทางการฟื้นฟูและอนุรักษ์วรรณกรรม ค่าวเพื่อการจัดท าหลักสูตรท้องถิ่น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยสามารถได้แนวทางการฟื้นฟูและ อนุรักษ์วรรณกรรมล้านนา ไปเป็นหลักสูตรท้องถิ่นมัธยมศึกษาตอนต้น ของกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติ ธรรม แผนกสามัญศึกษาจังหวัดเชียงราย -มีการพัฒนาชุดความรู้วรรณกรรมล้านนา เช่น การแต่งค่าว เผยแพร่ในสื่ออินเทอร์เน็ต และ สื่อต่าง ๆ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถานศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้มีการน าไปใช้เป็นหลักสูตรท้องถิ่น ในระดับต่าง ๆ
ภาคผนวก ค Gantt chart เปรียบเทียบวัตถุประสงค์/กิจกรรมที่เสนอในข้อเสนอโครงการและกิจกรรมที่ท าจริง โครงการวิจัยเรื่องวิเคราะห์เนื้อหาและหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนา ค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ------------------------- ๑. วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย ๑. เพื่อศึกษาเนื้อหาในวรรณกรรมล้านนาคร่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ๒. เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฎในวรรณกรรมล้านนาคร่าวพระยาพรหมโวหาร ๓. เพื่อศึกษาแนวทางการน าหลักธรรมที่พบไปเผยแพร่แก่สาธารณชนยุคปัจจุบัน และ เลือกน าปฏิบัติในชีวิตประจ าวัน สรุปผลการด าเนินการตามแผนงาน/กิจกรรมตาม Proposal ในรอบ ๑๒ เดือน ตามแผนงาน ปฏิบัติจริง สนับสนุน วัตถุประสงค์ ร้อยละความพึง พอใจต่อ ผลส าเร็จ กิจกรรม ผลที่คาดว่าจะได้รับ ผลที่ได้จริง ๑ . ศ ึกษ าป ร ะ วัติ พระยาพรหมโวหาร ได้ประวัติความเป็นมา ของพระยาพรหมโวหาร ได้ประวัติความเป็นมาพระ ยาพรหมโวหาร ข้อที่ ๑, ๓ ๑๐๐ % ๒ . ว ิเ ค ร า ะ ห์ หลักธรรม สุภาษิต ที ่ป ร า ก ฏ ใ น ว ร ร ณ ก ร ร ม ค ่า ว สี ่บทพระยาพรหม โวหาร ได้หลักธรรม ค าสอนที่ ปร ากฏในวรรณ กรรม ค ่า ว สี ่บ ท พ ร ะ พ ร ห ม โวหาร ได้สุภาษิต คติ ค าคม ค า พังเพยค าสอนอื่น ๆ รวม ๙๙ ข้อ ข้อที่ ๒, ๓ ๑๐๐ % ๓. ศึกษาถึงอิทธิพล ของค ่าวในยุคพระ ย าพ ร ะ ย าพ รห ม โวหาร และอื่น ๆ ๑. ทราบอิทธิพลการใช้ ค่าวในการสื่อสาร ได้ทราบอิทธิพลของค่าวที่ มีต่อสังคม, ความเชื่อและ การปกครอง ข้อที่ ๑, ๒, ๓ ๑๐๐ % ๔. กิจกรรมอื่นและ แนวทางการพัฒนาการ ได้แนวทางการเผยแพร่ ข้อที่ ๓ ๑๐๐ %
๑๑๒ ตามแผนงาน ปฏิบัติจริง สนับสนุน วัตถุประสงค์ ร้อยละความพึง พอใจต่อ ผลส าเร็จ กิจกรรม ผลที่คาดว่าจะได้รับ ผลที่ได้จริง การรายงาน ความก้าวหน้า เรียนรู้ด้านการฟื้นฟู อนุรักษ์และส่งเสริมอันเป็น ข้อมูลที่จ าเป็นต่อการวิจัย ผลงานวิจัย ๒ แนวทาง ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ ต่อ มจร. -เมื่อนักวิจัย ส่งงานตามสัญญาการรับทุนอุดหนุนฯ สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ก็ควรให้ งบอุดหนุนแต่ละงวดให้ตรงกับสัญญาด้วยจะดีมาก ยกเว้นนักวิจัยไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาการรับทุนฯ ลงนาม..................................................... ( พระครูวิมลศิลปกิจ ) หัวหน้าโครงการวิจัยผู้รับทุน วันที่ ๓๐ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๘
๑๑๓ ตาราง Output โครงการวิจัยเรื่อง วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฎในวรรณกรรมล้านนาคร่าวสี่บท พระยาพรหมโวหาร Output ในกรณีล่าช้า (ผลส าเร็จไม่ ถึง ๑๐๐%) ให้ระบุสาเหตุ และการแก้ไข วัตถุประสงค์/กิจกรรมในข้อเสนอโครงการวิจัย ผลส าเร็จ% วัตถุประสงค์การวิจัย ๑. เพื่อศึกษาเนื้อหาในวรรณกรรมล้านนาคร่าวสี่บทพระยา พรหมโวหาร ๒. เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรม ล้านนาคร่าวพระยาพรหมโวหาร ๓. เพื่อศึกษาอิทธิพลของค่าวสี่บทที่มีต่อวิถีชีวิตของชาว ล้านนา ๑๐๐ % ๑๐๐ % ๑๐๐ % ๑.ศึกษาประวัติพระยาพรหมโวหาร ๑๐๐ % ๒. วิเคราะห์หลักธรรม สุภาษิตที ่ปรากฏในวรรณกรรม ค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ๑๐๐ % ๓. ศึกษาถึงอิทธิพลของค่าวในยุคพระยาพระยาพรหม โวหาร และอื่น ๆ ๑๐๐ % ๔. กิจกรรมอื่นและการรายงานความก้าวหน้า ๑๐๐ % ๕. รายงานฉบับสมบูรณ์ ๑๐๐ % ๖. บทความการวิจัย ๑๐๐ % ลงนาม...................................................หัวหน้าโครงการวิจัยผู้รับทุน ( พระครูวิมลศิลปกิจ ) วันที่ ๓๐ เดือน กันยายน ๒๕๕๘
ภาคผนวก ง ประวัติผู้วิจัย ๑. ประวัติหัวหน้าโครงการวิจัย ๑.๑ ชื่อ-สุกล พระครูวิมลศิลปกิจ (เรืองฤทธิ์ ธนปญฺโญ/แก้วเปียง) Phrakhruwimonsinlapakit (RuangrithThanapan/Kaewpiang) ๑.๒ เลขบัตรประจ าตัวประชาชน ๓-๕๗๐๒-๐๐๖๕๔-๗๔-๘ ๑.๓ ต าแหน่งปัจจุบัน อาจารย์ประจ ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย ๑.๔ หน่วยงานและสถานที่อยู่ที่ติดต่อได้สะดวก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย ดอยจ าปี ถนนฤทธิประศาสน์ ต าบลเวียง อ าเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์ ๕๗๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๕๓-๗๑๕๘๗๖ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ๐๘๑-๙๖๑๓๓๔๕ โทรสาร ๐๕๓-๗๑๕๘๗๖ E-mail. [email protected] ๑.๕ ประวัติการศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต (ค.ม.=การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ.๒๕๔๘ พุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.=สังคมศึกษา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑.๖ สาขาวิชาการที่มีความช านาญพิเศษ (แตกต่างจากวุฒิการศึกษา) - ช านาญการด้านการอ่าน เขียนภาษาล้านนาได้เป็นอย่างดี ๑.๗ ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยระบุสถานภาพในการท าการวิจัยว่าเป็นผู้อ านวยการแผนงานวิจัย หัวหน้าโครงการวิจัย หรือผู้ ร่วมวิจัยในแต่ละข้อเสนอการวิจัย หัวหน้าโครงการวิจัย: ๑) การศึกษารูปแบบและสภาพแหล่งเรียนรู้ของวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัด เชียงราย ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ๒) การศึกษาบริบทและสภาพการเปลี่ยนแปลงของภาษาล้านนาในกลุ่ม ๕ เชียง ปีงบประมาณ ๒๕๕๗
๑๑๕ ๓) วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ปีงบประมาณ ๒๕๕๘ ผู้ร่วมโครงการวิจัย: ๑) ศึกษาสภาพปัญหาในการท าวัตร-สวดมนต์ของชุมชน วัดพระแก้ว อ าเภอเมือง เชียงราย จังหวัดเชียงราย ปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ๒) พฤติกรรมเชิงจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาของสามเณรชาวไทยภูเขา ที่ศึกษา ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาจังหวัดเชียงรายปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ๓) การเสริมสร้างพลังชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์ในภารกิจการพัฒนา เทศบาลต าบลเวียงเหนือ อ าเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ปีงบประมาณ ๒๕๕๗ งานวิจัยที่ท าเสร็จแล้ว: ๑) ศึกษาสภาพปัญหาในการท าวัตร-สวดมนต์ของชุมชนวัดพระแก้ว อ าเภอเมือง เชียงราย จังหวัดเชียงราย ปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ๒) การศึกษารูปแบบและสภาพแหล่งเรียนรู้ของวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัด เชียงราย ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ๓) พฤติกรรมเชิงจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาของสามเณรชาวไทยภูเขา ที่ศึกษา ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาจังหวัดเชียงรายปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ๔) การศึกษาบริบทและสภาพการเปลี่ยนแปลงของภาษาล้านนาในกลุ่ม ๕ เชียง ปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ๕) การเสริมสร้างพลังชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์ในภารกิจการพัฒนา เทศบาลต าบลเวียงเหนือ อ าเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ๒. ประวัติผู้ร่วมวิจัย -ไม่มี
บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ๑.๑ หนังสือ กรมหลวงพระยาวชิรญาณวโรรส. พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ นักธรรมชั้นตรี. เลี่ยงเซียง. ๒๕๕๕. เจ้าสุริยะวงษ์. ค่าวซอเรื่องธรรมหงส์หิน. เชียงใหม่ : ประเทืองวิทยา. ม.ป.ป. ทวี เขื่อนแก้ว. ประเพณีเดิม. ล าปาง: โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง. ๒๕๔๑. โท๊ะ ชุมมงคล และอ้วน ขันทวงศ์. คร่าวหงส์หิน. โรงเรียนพญาลอวิทยาคม อ าเภอจุน จังหวัดพะเยา. ม.ป.ป. นงเยาว์กาญจนจารี. ดารารัศมี. พิมพ์ครั้งที่ ๒ เชียงใหม่ : สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์, ๒๕๔๑. ประคอง นิมมานเหมินท์ และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล. ลานนาไทยคดี. เชียงใหม่: ศูนย์หนังสือเชียงใหม่. ๒๕๒๑. พระโพธิรังษี.จามเทวีวงศ์. เชียงใหม่. ๒๕๕๔ ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร. กวีเอกล้านนา : พระยาพรหมโวหาร. เชียงใหม่ : คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ม.ป.ป. ไพรถ เลิศพิริยกมล. คติชาวบ้าน. กรุงเทพฯ: มิตรนราการพิมพ์. ๒๕๑๖. มณี พยอมยงค์. ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๕ ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม. เชียงใหม่: ส.ทรัพย์การพิมพ์. ๒๕๔๗. __________. ประวัติและวรรณคดีลานนาไทย. กรุงเทพฯ: มิตนราการพิมพ์. ๒๕๑๓. __________. ประวัติและวรรณคดีลานนาไทย. กรุงเทพฯ: อางค์การค้าคุรุสภา. ๒๕๒๕. __________. วัฒนธรรมลานนาไทย, (ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ), ม.ป.ป. เรื่องเล่าล้านนา. กรุงเทพฯ: บ้านหนังสือ ๑๙. ๒๕๔๘. ศรีเลา เกษพรหม. ประเพณีชีวิตคนเมือง. เชียงใหม่: นพบุรี. ๒๕๔๔. สิงฆะ วรรณสัย. ปริทัศน์วรรณคดีล้านนาไทย. เชียงใหม่ : โครงการต าราคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ๒๕๒๓. สีหมื่น เมืองยอง. ประวัติพระยาพรหมโวหาร. หอศิลปะมรดกกวีล้านนา ข้างวัดพวกเปีย ถนนทิพย์เนตร ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่. ม.ป.ป. อุดม รุ่งเรืองศรี. คร่าวสี่บทฉบับน าสอบทาน และค าจ่มพระญาพรหมโวหาร สอบทาน ปริวรรต และจัดท าค าแปล : อุดม รุ่งเรืองศรี. เชียงใหม่ : ส านักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ม.ป.ป. __________. โวหารล้านนา. เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง. ๒๕๔๙. __________. วรรณกรรมล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ : ส านักงานกองทุนสนับสนุน การวิจัย. ๒๕๔๖. __________. วรรณกรรมล้านนา. โครงการต ารามหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ๒๕๒๘.
๙๕ อุดม รุ่งเรืองศรี. เวสสันตรชาดก ฉบับ ไม้ไผ่แจ้เรียวแดง. ๒๕๔๕ อ านวย กล าพัด. ค าคมแห่งล้านนา. เชียงใหม่: ประเทืองวิทยา. ๒๕๓๑. ๑.๒ รายงานการวิจัย ตุลาภรณ์แสนปรน. รายงานการวิจัยการปริวรรตเอกสารโบราณล้านนาเพื่อการศึกษาเรียนรู้ รายวิชาวรรณกรรมไทยท้องถิ่น. รายงานการวิจัย. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ๒๕๕๓. ศิวาพร วัฒนรัตน์. วรรณกรรมนิทานค าโคลงของล้านนา : ลักษณะเด่น ภูมิปัญญาและคุณค่า, รายงานวิจัยโครงการวิจัย. ส านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). ๒๕๕๓. หน้า ๑. ถาวร อะทะวงษา. ล าน าค าคร่าว สาคร พรมไชยา. พิมพ์ครั้งที่ ๔. เชียงราย : สถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท. เชียงราย. ๒๕๔๗. ๑.๓ วารสาร/ จุลสาร ยิ่งยง เทาประเสริฐ และ ธารา อ่อนชมจันทร์. บรรณาธิการ. รายงานสรุปการสัมมนาเชียงรายใน ทศวรรษหน้า. (๒๑-๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๔), ๓-๒๓. ๑.๔ เอกสารประกอบ/ประชาสัมพันธ์ ส านักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. รายงานการสัมมนาแนวทางการเขียนศัพท์ วิชาการด้วยอักษรธรรมล้านนา ณ ห้องสารสนเทศ ส านักงานอธิการบดี วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๖. ๑.๕ เอกสารอัดส าเนา สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์. กระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น. มปป. (อัดส าเนา). อุดม รุ่งเรืองศรี. วรรณกรรมล้านนา (ปรับปรุงจากงานเดิม) (อัดส าเนาใช้เป็นการภายในส านัก ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), ๒๕๔๔. (อัดส าเนา) ๑.๖ สัมภาษณ์ ชรินทร์ แจ่มจิตต์. สัมภาษณ์. วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗. ๑.๗ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ วาทิน ศานติ์สันติ, “วรรณกรรม : หน้าที่ประโยชน์ของวรรณกรรมท้องถิ่น”, ๒ เมษายน ๒๕๕๕, < https://www.gotoknow.org/posts/486865> http://poonudom.khonmuang.com/ Axel Olrik. “Epic Laws of Folk Narrative,” in The Study of Folklore. ed., Alan Dundes. Englewood Ciffe, N.J.: Prentice-Hall,1965.
๙๖ Lord Raglan, “The Hero of Tradition”, edited by Alan Dundes, The Study of Folklore. Prentico-Hall. 1968. Thomas Ford Hault. Dictonary of Modern Sociogy (New Jersey : Littlefied Adam and Co., 1969.
บรรณานุกรม
ภาคผนวก