๑๙ บวฯกล฿บฯฯฅูรหารฯนับฯฯเถิงฯปีห้นฯา เจ็ดฯร้อฯยฯห้าสิบฯฯปีพํอฯดี เนิอฯครฯับฯฯ จิ่งฯขํอฯเชิญฯชาวฯ ชยฯงรายฯแท้ทักฯ ได้ร่วฯมกันฯสรฯ้างฯทาฯงฯดี ขอฯํจ฿บฯฯกลฯฯอฯรสรฯี สํารับฯฯวันฯนี้ เทั่าฯนี้สู่กันฯ ฟังฯ ก่อฯรแแลฯนาฯยฯเหิยฯ... ๒.๓ การแพร่หลายของค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ๒.๓.๑ วรรณกรรมผลงานค่าวของพระยาพรหมโวหาร ผลงานของพระยาพรหมโวหารทั้งหมดนับว่าเป็นวรรณกรรมที่ทรงคุณค่ายิ่งส าหรับคน ล้านนา เป็นผลงานที่มีลักษณะเป็นวรรณคดีค าสอน วรรณคดีนิทาน วรรณคดีพระพุทธศาสนา วรรณคดีประเภทต านาน วรรณคดีประเภทพิธีกรรม และวรรณคดีประเภทร าพันความในใจ ผลงาน ของท่านมีมากมาย ซึ่งคนเฒ่าคนเเก่มักจะเล่าให้ลูกหลานฟังทั้งประเภทสอนใจ ประเภทนิทาน แต่หา ต้นฉบับไม่ค่อยได้ จะมีเฉพาะบางบทบางตอนเท่านั้น ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาจากเอกสาร บุคคล ต ารา สื่อ ออนไลน์ แต่ก็ยังไม่สามารถจะศึกษาถึงผลงานของท่านได้ครบสมบูรณ์ จึงได้น ามาเท่าที่ได้ศึกษา ค้นคว้าพบดังนี้ ๑.ค่าวใคร่สิกข์ค่าวใคร่สิกข์ เป็นวรรณกรรมประเภทเบ็ดเตล็ด ซึ่งพระยาพรหมโวหาร เขียนขึ้นโดยมุ่งจะระบายอารมณ์ความรู้สึก และความนึกคิดส่วนตัว พระยาพรหมโวหาร หรือหนาน พรหมินทร์ เป็นผู้เขียนขึ้นมามีเรื่องเล่าว่าเมื่ออายุได้ ๒๕ - ๒๖ ปี ก็เกิดเบื่อผ้าเหลืองอยากลา สิกขาบท แต่ก่อนเมื่อจะลาท่านก็ถูกอาจารย์และศรัทธาญาติโยมอ้อนวอนให้ท่านอยู่เป็นพระต่อไป ท่านจึงได้แต่งค่าว "ใคร่สิกข์" ขึ้นเป็นเรื่องแรก บรรยายถึงความคับแค้นแน่นใจไม่อาจอยู่ในสมณเพศ ต่อไปได้ ใครๆ ได้อ่านต่างก็เห็นใจและยินยอมให้ท่านสึกออกมาเป็นหนาน (ทิด) แต่ต้นฉบับหาไม่พบ แต่มีผู้จดจ าได้ท่อนหนึ่งแล้วบอกกันต่อ ๆ มาว่า “ทุ๑พระใคร่สิกข์ เพราะหันนมสาวสวด ขะโยมใคร่ บวช เพราะหันข้าวต้มสาวทาน” ฉะนั้นค่าวเรื่องนี้จึงไม่มีข้อความที่สมบูรณ์นอกจากท่อนเดียว ดังกล่าวข้างต้น อุปนิสัยส่วนตัวของพญาพรหมนั้นว่ากันว่าเหมือนๆ กับกวีแก้วศรีปราชญ์ หรือกวีเอก สุนทรภู่ อย่างพี่น้องกันเลยทีเดียว คือมีนิสัยโอหัง ปากไวใจกล้า ชอบท าให้คนเสียหน้าต่อธารก านัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเจ้าชู้ และมีนิสัยเจ้าบทเจ้ากลอน พญาพรหมเก่งกาจสามารถถึงขนาดรับจ้าง เขียนค่าวใจ๊ คือจดหมายรักให้แก่หนุ่ม - สาวผู้ปรารถนาจะสื่อสัมพันธ์กัน แต่เรื่องที่ท าให้พญาพรหม เดือดร้อนก็คือการไปหักหน้า หรือกระท าการเหมือนไม่ให้เกียรติ เจ้านายผู้มีอ านาจในสมัยนั้น เล่าว่า ครั้งหนึ่ง พญาโลมวิสัยได้แต่งค่าว "หงส์หิน" ขึ้นมา ก่อนจะน าขึ้นถวายแด่เจ้าหลวงวรญาณรังสี เจ้า เมืองล าปาง ก็ได้ขอให้พญาพรหมช่วยขัดเกลาส านวนให้ พญาพรหมก็รับปากท่านพอผ่านๆ ไป เหมือนไม่มีอะไรบกพร่อง แต่ครั้นเข้าสู่ที่ประชุมต่อหน้าพระพักตร์เจ้าหลวงล าปาง พญาพรหมก็ใช้ ๑ ทุ หมายถึงพระภิกษุ ชาวล้านนาเรียกพระภิกษุว่า ตุ๊ (ทุ) ส่วนพระ หมายถึง สามเณร
๒๐ ความเป็นกวีผู้มีฝีมือของตนเอง เข้าแก้ไขค่าว "หงส์หิน" ของพญาโลมวิสัยผู้เป็นนายให้เสียหน้า ต่อ หน้าพระพักตร์เจ้าหลวงวรญาณรังษีและเจ้านายผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้น ซึ่งเรื่องนี้ละม้าย คล้ายคลึงกับประวัติของสุนทรภู่ที่ฉีกพระพักตร์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ต่อพระ พักตร์สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ นั่นเอง การกระท าของพญาพรหมครั้งนั้น แม้ว่าจะ ไม่ได้ให้โทษมหันต์แก่ตนเอง แต่ก็ได้ท าให้เกิดการผูกใจเจ็บ และสร้างศัตรูขึ้นมาโดยไม่จ าเป็น ๒. ค่าวช้างขึดพระยาพรหมโวหารเป็นกวีที่มีโวหารกล้าคม วรรณกรรมส่วนมาก จะมี ลักษณะ ก าจ่ม, ค่าวซอ, ค่าวฮ่ า และค่าวเกี่ยวกับลักขณาของช้าง อาจจะเปรียบได้กับต าราคชลักษณ์ ของทางภาคกลาง เรื่องค่าวจ๊างขึด (ลักษณะช้างที่ไม่ดี) นั้น มีเรื่องอยู่ว่า เจ้าหลวงวรญาณรังษีทราบ ข่าวว่าที่เวียงแพร่โกสัย มีช้างมงคลซึ่งเจ้าของจะขายเพียง ๓,๐๐๐ ท๊อก (ค่าเงินล้านนาในสมัยนั้น) แต่ก่อนถึงเวียงโกสัย พญาพรมโวหารได้ใช้เงินที่เจ้าหลวงมอบให้เป็นค่าช้าง ไปกับการพนันที่บ้านป่า แมด จึงได้คิดค่าวช้างขึด เพื่อบอกลักษณะช้างว่าไม่เป็นมงคลและไม่สมควรซื้อกลับไป แต่ต้นฉบับจริง ๆ ยังหาไม่พบ แต่มีต้นฉบับที่นายเอื้อม อุปปันโน โหรผู้มีชื่อเสียงแห่งเวียงพิง ได้เขียนจากการจดจ า ของตนแล้วมอบให้แก่ดาบต ารวจยืน ชัยน า บ้านสันป่าข่อย อ าเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มี ประมาณ ๓ บท จากนั้นดาบต ารวจยืน ชัยน า ได้ส่งต่อไปยังพ่อหนานค าคง สุระวงศ์อีกทีหนึ่ง ความ ว่า๑ ในจ๊างใจ๊ ได้ให้ไปจริ๋ง เนื้อตั๋วคิง โบราณจ๊างบ้าน นัยต๋าขาว สามหาวขี้หย้าน กลั๋วไฟฟืนตื่นล้อ ระนาดป้าดป๋น ถอยหนต๊นจ๊อ กลั๋วสว่าห้อปานเด็ง หมอควาญผ่อเลี้ยง บ่เป๋นแหนเก๋ง หางมันเอง บังซอนหย่อนป้าน ต๋ามต๋ าฮา ว่าจ๊างขี้หย้าน หมอควาญต้านจุ๊มื้อ เงี้ยวเมืองนาย มาขอไถ่ซื้อ ข้าบาทหื้อปั๋นไป บ่หันแต่ทรัพย์ บาทเบี้ยเงินใส ม่อนกึ๊ดเล็งไป ตางไกล๋เป่งกว้าง เพราะเป๋นขอบขันธ์ เสมาป้องข้าง หื้อหอมยืนนานยิ่งกู๊ เจ้านายก่หัน ไพร่ไตยก็ฮู้ บ่ใจ้เผือกแก้วใดเลย ๓.ค่าวปู่สอนหลานค่าวปู่สอนหลาน เป็นประเภทวรรณกรรมค าสอน หมายถึง วรรณคดี ที่แต่งขึ้นโดยมีจุดประสงค์ เพื่อให้เป็นคติเตือนใจสมาชิก ระดับต่างๆ ในสังคม เนื้อหาส่วนใหญ่สอน เรื่องการวางตัว วรรณคดีประเภทนี้ พบทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน มีทั้งที่แต่ง ขึ้น เพื่อสอนชนชั้นสูง สอนคนทั่วไป และสอนผู้หญิง ส่วนใหญ่แต่งเป็นร้อยกรอง เนื้อหาประกอบด้วย ค าแนะน าในด้านต่างๆ เช่น ถ้าเป็นค าสอนส าหรับชนชั้นสูง ก็จะสอนให้มีความยุติธรรม ถ้าเป็น กษัตริย์ต้องมีทศพิธราชธรรม มีความหนักแน่น ไม่ดื่มสุรา ไม่รังแกผู้ที่มีฐานะต่ ากว่า รักษาวาจาสัตย์ ๑ เอื้อม อุปปันโน ได้ให้ความเห็นยืนยันว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยของเจ้าอิทนวิชยานนท์ พระบิดาของพระราช ชายาเจ้าดารารัศมี ซึ่งครั้งนี้มีช้างเชือกหนึ่งซึ่งมีลักษณะไม่ค่อยดี เจ้าฟ้าเมืองนาย (เงี้ยว) มาขอ จึงให้ช้างไป ขณะนั้นเจ้าอุตรการ โกศล ได้น าความกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ว่า เจ้าหลวงเชียงใหม่ได้ให้ช้างเผือกแก่พวกเงี้ยวไป รัชกาลที่ ๕ ได้สั่ง สอบสวนความจริง เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงได้พระยาพรหมโวหารเขียนเป็นค่าวช้างขึด แล้วส่งไปกราบทูลรัชกาลที่ ๕ ดังนั้น ไม่ใช่ เรื่องที่เจ้าหลวงวรญาณรังษีให้พระยาพรหมโวหารไปซื้อช้างที่เมืองแพร่.
๒๑ ไม่แสดงความขึ้งเคียด ให้ปรากฏ ถ้าเป็นค าสอนคนทั่วไป ก็จะสอนให้มีวาจาสุภาพ ให้คิดก่อนพูด ไม่ดู ถูกผู้ที่อ่อนแอกว่า มีความอดทน มีความขยันหมั่นเพียร มีความจงรักภักดีต่อเจ้านาย สอนเรื่องการ เลือกคู่ หากเป็นผู้หญิง ก็สอนให้มีความอ่อนโยน พูดจาอ่อนหวานซื่อสัตย์ต่อสามี คอยปรนนิบัติสามี ให้มีความสุข ขยันหมั่นเพียรในการท างานบ้าน ไปไหนก็ให้นึกถึงบุตรและสามี ให้มีความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อญาติของสามี จะเห็นว่า ค าสอนต่างๆ ในวรรณคดีค าสอนเป็นสิ่งที่สังคมสมัยนั้น คาดหวัง เพราะหากมีการประพฤติปฏิบัติตามค าสอนดังกล่าว ก็จะท าให้สังคมมีความสงบสุข วรรณคดีค าสอนของล้านนา เช่น ค าสอนพญามังราย โคลงเจ้าวิทูรสอนโลก หรือโคลง พระลอสอนโลก ธรรมดาสอนโลก ปู่สอนหลาน หลานสอนปู่ ฯลฯ และมักเรียกค าสอนเหล่านั้นว่า “ก าบ่าเก่า”บ้าง ค าค่าวค าเครือบ้าง ซึ่งเป็นค าสอนที่เป็นค าสุภาษิตพื้นบ้านของคนล้านนา เป็นค าที่ คล้องจองกัน เป็นคติสอนใจที่ชาวบ้านในท้องถิ่นได้ยึดถือ เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติใน ชีวิตประจ าวัน ค าสุภาษิตจะมีทั้งที่มีค ากล่าวที่ดี และไม่ดี หากแต่มีประโยชน์ เป็นแนวทางสั่งสอน ตักเตือนให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบันความเจริญทางวิทยาการ ได้เข้ามามีบทบาทใน ชีวิตประจ าวันของคนล้านนา วัฒนธรรมอันดีงามบางอย่างก าลังใกล้ที่จะสูญหายไป ค่าวปู่สอนหลาน เองก็เช่นกันที่ใกล้จะสูญหายไปตามความงอกงามแห่งวัตถุ ลูกหลานชาวล้านนาทุกคน ควรที่จะระลึก ถึงคุณค่าของวัฒนธรรมอันดีงาม ที่บรรพบุรุษได้สรรค์สร้างขึ้นมา ค าค่าวค าเครือคือค าพูดคล้องจอง กันซึ่งมีหลายรูปแบบในลักษณะ ค่าว ค ากลอน กาพย์หรือฉันท์เป็นต้นดังตัวอย่างต่อไปนี้ “เมื่อยามมีฮักน้ าส้มว่าหวาน ใจ๋บ่เจยบานน้ าตาลว่าส้ม” เมื่อยามมีความรักอะไรก็ดีทุก อย่าง แต่เมื่อโกรธกันน้ าตาลก็ยังมีรสเปรี้ยว “สะลิดสะลักติดต้นบ่าเกว๋น บ่ใจ้ก๋รรมเวรมันตึงบ่ได้” คนที่ไม่ใช่เป็นเนื้อคู่กันย่อมไม่ได้อยู่ ด้วยกัน “ปากเปิ้นว่าแต้ ใจ๋ในบ่ต๋าม ฟู่จ๋าก างามน้ าใสซ่วยหน้า “ ปากกับใจไม่ตรงกัน “ขดมาเพ้เต๊อะนั่งเมอะอิงกั๋นใผหันจ้างมันของเฮาหล้างได้” ในเมื่อเราจะอยู่ด้วยกันแล้ว ไม่ต้องกลัวใครเขาจะว่า “งามแต้งามตั๊ก งามนักงามหนา เหมือนเตวดาลงมาหล่อเบ้า” คนอะไร สวยเหมือนกับ เทวดา นางฟ้า “คนเฮาใหญ่แล้วบ่ถ้าใผสอน จิ้งฮีดแมงจรใผสอนมันเต้น” คนเราโตแล้วเรียนรู้อะไรต่างๆ เอง “คนหมั่นยากไร้มีคนสงสาร คนคร้านแอวยานใผบ่ชอบหน้า” คนที่ขยันแต่ทุกข์ยากมีแต่ คนสงสาร คนที่ขี้เกียจทุกข์ยากไม่มีใครชอบ ค าสอนเหล่านี้ถูกถ่ายทอดโดยคุณย่า คุณยาย “จับใจ๋แฮ้งบ่แหน้นใจ๋ก๋า จับใจ๋ครูบาบ่จับใจ๋พระน้อย” จิตใจของมนุษย์ไม่เหมือนกัน “เปิ้งปี้เจ็บต๊อง เปิ้งน้องเจ็บใจ๋ จ๋าเปิ้งคนใดดูใผบ่เอื้อ” พึ่งใครไม่ได้แม้แต่พี่น้องของ ตนเอง “เยี้ยะหื้อเปิ้นฮักยากนักจักหวัง เยี้ยะหื้อเปิ้นจังก าเดียวก็ได้” การท าให้คนชอบคนรักท า ได้ยากมาก แต่ท าให้เกลียดท าได้ง่าย
๒๒ “มหาสมุทรสุดที่ว่าลึก ยังรู้หยั่งได้เนอนาย หัวใจ๋คนนั้นลึกข้อมือปล๋ายใผไหนจานายจัก หลอนหยั่งได้” จิตมนุษย์ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง “เฒ่าแก่ค้าวบ่าป้าวหัวสี จ่องใจ้มันมี ขูดใส่ข้าวต้ม” คนแก่เฒ่าที่มีประโยชน์ คนล้านนาภาคเหนือส่วนใหญ่มักน าค าบ่าเก่ามาสอนลูกหลานอยู่เสมอแม้แต่เวลา ท าอาหารหรือท างานบ้าน เช่น “ใหญ่เพราะกิ๋นข้าว เฒ่าเพราะเกิดเมิน” คนแก่ท าตนไม่มีค่า ไม่มี ความหมายต่อลูกหลาน “ตุ้มผ้าลายหมาเห่า ค้นก าเก่าจั่งผิดกั๋น” เรื่องไม่ดีควรยุติได้แล้วถ้าขุดคุ้ยขึ้นมาอีกอาจก่อ การทะเลาะวิวาทได้ “ว่าหื้อเปิ้นบ่ซวามง่อนตั๋ว” ต าหนิคนอื่นโดยไม่หันมามองดูตัวเองทั้งที่น่าต าหนิพอๆกัน “ฮ่อมหนูหนูไต่ ฮ่อมไหน่ไหน่เตียว” ท าอะไรตามความถนัดของใครของมันเพราะมีความรู้ ความช านาญต่างกัน อีกลักษณะหนึ่งที่คนภาคเหนือล้านนามักจะใช้เป็นค าสอนลูกหลานหรือบุคคลทั่วไป เรียกว่า ค าน่าคิด เป็นค าที่มักพูดกันเสมอในแบบทีเล่นทีจริงเป็นค าฝากไว้ให้คิด อาจได้คติสอนใจซึ่ง ถือเป็นแนวปฏิบัติในส่วนที่ดีได้เช่นกัน อาทิ สุราน้ าพิษ กิ๋นแล้วเมาหาย บ่ใช่เมาดาย สตางค์ก็เสี้ยง ฟังก าธรรมกิ๋นน้ าพริกด ากับข้าว ฟังก าขี้เหล้ากิ๋นลาบกิ๋นส้าตึงวัน ใคร่กิ๋นนักหื้อกิ๋นเท่าปล๋ายก้อย ใคร่กิ๋นน้อยหื้อกิ๋นเท่าหัวแม่มือ ใคร่เป๋นดีหื้อหมั่นก๊า ใคร่เป๋นหนี้เป๋นข้าหื้อเป๋นนายประกั๋น ตุ๊ก(ทุกข์)บ่ได้กิ๋นบ่มีใผต๋ามไฟส่องต๊อง ตุ๊กบ่ได้นุ่งได้หย้องปี้น้องเปิ้นดูถูกดูแคลน ฟังก ากิ๋นก็ฉิบหาย ฟังก าต๋ายก็ดีกิ๋น แต่ค่าวปู่สอนหลานที่แต่งโดยพระยาพรหมโวหารนั้น ยังไม่พบต้นฉบับ เป็นเพียงบางบท บางตอนที่ผู้เฒ่าผู้แก่น ามาเล่าสูกันฟังเท่านั้นดังได้ยกไว้เบื้องต้นนั้นเอง ๔.ค าจ่มค าจ่ม หมายถึง ค าที่บ่นออกมา เป็นบทร าพันถึงความทุกข์ยาก เพราะต้องโทษ ถูกขังคุกซึ่งกวีถือว่าตนถูกเจ้านายกลั่นแกล้งจึงใช้ค าต่อว่าที่รุนแรง ดังเช่น พระยาพรหมโวหาร ถูก ลงโทษจ าขังเตรียมจะประหารชีวิตที่เมืองแพร่แต่หลบหนีออกไปได้นั้น พญาพรหมแต่งค่าว ที่เรียกว่า ค าจ่ม ไว้หลายหน้า เริ่มต้นด้วยร าพึงร าพันถึงคุณงามความดีของเจ้าเมืองแพร่ที่มีเมตตาเลี้ยงดู จากนั้นกล่าวถึงการถูกเจ้านายจับขังคุกโดยไม่มีการสอบสวนสืบสวนหาข้อเท็จจริง ฟังแต่คนอื่นเข้าว่า ดังค าที่พระยาพรหมโวหารได้เขียนไว้ว่า “โทษน้อยใหญ่บ่หันจิ๋ง นับเก็บค าพาวินเดินว่า เก็บค าแม่ยิง ไปท่าน เก็บค าแม่ย่าไปสวน ว่าข้ากระท าผวนผิดแผก ก็บ่พอล้นแบกเหลือหาม เท่าแปลงค าฟ้องส่อ... และยังได้บ่น (จ่ม) ต่อไปอีกว่า ...วันนั้นพร่ าเป็นจิ๋งพ้อยบ่คะนิงใจดูถ้วนถี่ หลานจักหื้อถูกที่บังควร ค า ทังมวลน้อยใหญ่ ควรดีเอามาไล่พิจารณา เอายิงชายมาทังคู่ แล้วถามต่อหน้าหมู่กลางหลาย แล้วจัด หมายค าปาก มันจักพลั้งพลาดหลงใหล แมันจักซื่อใสรือบังลับไว้...” หมายความว่า ควรจะเรียกทั้ง หญิงและชาย คือ พระยาพรหมโวหาร และนางจันมาสอบสวนหาข้อท็จจริงก่อน แล้วบันทึกค าให้การ นั้นไปประกอบการพิจารณาโทษ จากการที่ท่านถูกคุมขังโดยไม่มีความผิดนั้น ท่านพระยาพรหมโวหาร จึงได้วิพากย์วิจารณ์การกระท าของเจ้าเมืองแพร่ไว้ในค าจ่ม การเขียนวิพากย์ “เจ้า” แม้จะเป็นเจ้า
๒๓ ระดับเจ้าเมืองขึ้น แต่เจ้าเมืองแพร่ก็เป็นเจ้าชีวิตของคนในเมืองแพร่ทั้งหมด มีสิทธิ์จะประหารชีวิตใคร ก็ได้จึงนับว่าพญาพรหมมีความกล้าบ้าบิ่นมากทีเดียวที่วิพากย์วิจารณ์เจ้านาย ดังเช่น๑ ...โทษมีสันใดเขามาท าเหลือขนาด หมายจักหื้อส้าลาบกินดิบหวังจะบิดกินด้วย ง่าย บ่ใช่น้ าเงินจ่ายเวียงสา ชาติโภซะบาก้นกิ่ว เต็มจักเดือดผิ่วก็บ่ใช่ว่ากลัว ยอ มือใส่หัวเอาเจ้าเป็นพ่อเป็นแม่ขอหื้อรู้แน่หันจริงบ่ใช่เชื้องูสิงและเหลิมอ้อ น้ า ขาดฅ้อหากินปลา บ่ ใช่เชื้อมัจฉากั้งก่อคันเป็นต่อก็ต่อแม่ด าหลวง บ่ใช่เชื้อเผิ้ง กลวงลวงกินง่าย ... หมายความว่า โทษอะไรหนักหนาท่านถึงท ากับเราอย่างนี้ จะเอาไปพร่า ย ากินทั้ง ๆ ที่ ดิบๆ อยู่ จะท าโทษโดยง่าย มิใช่ทาส หรือเป็นคนผิดพวกผิดกลุ่ม มิใช่เป็นงูสิงห์ งูเหลือมที่คอยกิน ปลาเวลาน้ าแห้งขอด หากเป็นตัวต่อ ก็เป็นต่อด าหลวง มิใช่ผึ้งกลวงที่จะหลอกกินได้ง่าย ๆ พระยา พรหมโวหารได้สรุปค าจ่มของตนเองไว้ ๕.ค่าวใช้ หรือเพลงยาวจดหมายรักของหนุ่มสาวสมัยโบราณของล้านนาโดยที่ วัฒนธรรมไทย ไม่ว่าภาคไหน ๆ ในสมัยโบราณมีความเคร่งครัดในการพบปะไปมาหาสู่ระหว่างชาย หนุ่ม หญิงสาว โอกาสจะพบกันได้ก็มักเป็นงานประเพณีบุญต่าง ๆ และจะอยู่ในสายตาผู้หลักผู้ใหญ่ เสมอ ดังนั้น หนุ่ม ๆ ก็จะถือโอกาสนี้(เรียกว่าโอกาสทอง)ส่งความในใจซึ่งเตรียมมาจากบ้าน ค่านิยม ของยุคสมัยนั้นก็คือการยกย่องคนที่เป็นผู้"รู้หนังสือ"หมายความว่าเป็นคนลายมือสวย แต่งกลอนเป็น ส านวนโวหารคมคาย โน้มน้าวใจให้ผู้อ่านเคลิบเคลิ้มได้แม้อ่านเพียงวรรคแรก การส่ง"ความในใจ"ใน รูปของเพลงยาว(จดหมาย)อาจมีมากกว่าหนึ่งช่องทาง เช่น ส่งโดยตรงด้วยตนเอง ฝากคนอื่นไปส่ง นัด แนะกันล่วงหน้าแล้วขว้างเข้าใปในบ้าน คนที่รู้หนังสือก็ได้อาศัยความรู้ของตนรับจ้างเขียนเพลงยาว ให้กับคนที่มาใช้บริการ เช่นท่านสุนทรภู่ก็เคยยึดอาชีพนี้เลี้ยงตัวอยู่พักหนึ่ง ส าหรับภาคเหนือจะเรียกการเขียนประเภทนี้ว่า “ค่าวใช้” ซึ่งหนุ่ม ๆ จะส่งไปให้สาว ๆ เป็นค่าวสื่อสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวในสมัยก่อน นั้นคือ หมายถึง บทกวีของชาวล้านนาที่ใช้แทน ค าพูด ใช้แสดงความในใจ หรือ เป็นจดหมายตอบโต้กันระหว่างหนุ่มสาว เทียบได้กับเพลงยาวของ ภาคกลางดังเช่นค่าวสี่บทของพระยาพรหมโวหาร นับว่าเป็นค่าวใช้ที่มีคุณค่าทางภาษาเป็นอย่างยิ่ง ค่าวใช้หรือจดหมายรักฉบับนี้ พระยาพรหมโวหารได้แต่งแบ่งออกเป็น ๔ ภาค หรือสี่วรรคใหญ่ๆ จึง ได้ชื่อว่า "ค่าวสี่บท" (ค่าวฮ่ านางจมก็ว่า) แรกเดิมทีนั้นท่านได้เขียนส่งให้นางสีชมเพียงฉบับเดียว แต่ นางสีจมอ่านหนังสือไม่เป็น จึงขอให้คนที่อ่านหนังสือได้อ่านให้ฟัง คนอ่านอ่านไปก็ชอบใจในส านวน ความสนุกสนานของอรรถรสและส านวนโวหารที่ท่านแต่งจึงขอคัดลอกไว้ ครั้นคนอื่นๆ ทราบจึงขอ คัดลอกไว้อ่านสืบๆ ต่อกันไปอีก นานเข้าก็เลยกลายเป็นหลายเล่มต่างส านวนโวหารกัน แต่เรื่องราว โดยส่วนใหญ่แล้วก็เหมือนกัน ค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาทางด้านการใช้ภาษา ของกวีที่แสดงความเป็นอัจฉริยะในการสร้างรสค าและรสความ ส าหรับการสร้าง รสค า หรือ อลังการ ๑ เรื่องเดียวกัน, อุดม รุ่งเรืองศรี, ค่าวสี่บท ฉบับน าสอบทานและค าจ่มพระญาพรหมโวหาร สอบ ทานปริวรรต และจัดท าค าแปล : อุดม รุ่งเรืองศรี, หน้า ๑๘๙.
๒๔ ทางเสียงนั้น ท่านใช้ความเปรียบเชิงอุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์ หรือ อธิพจน์ ท าให้เกิด “สุนทรีภาพ” และ “สุนทรียรส” ที่งดงามเช่น บทที่ ๔ ว่า๑ ...มโนเนือง จี๋เหลืองเหี่ยวม้วยเพียงดั่งกล้วยบ่มไว้ในขุมแดนแต่น้อง แม่บัวจีจุม เจ้าหัวฅ าซุม ทอดทุมละข้าละเวเหหนเพศคนเมาบ้า เพื่อตัวนายมาทิ้งละซ้ าได้ ยินเขา เล่าถ้อยวาทะไขฟู่หื้อ หลายรายอยู่มาชุมื้อ พร่ าคือตัวตายอยู่เหนือดิน ดาย สะร่างบ่หล้อนเกิดมาเป็นคน ทรงทุกข์ข้อน ก็ปางคราวครา ถ่านี้... หรือผลงานของนักประพันธ์ค่าวยุคปัจจุบันที่พยายามจะฟื้นฟูภาษาล้านนาทั้งภาษาพูด และภาษาเขียนจึงได้ท ากันทุกวิถีทางที่จะท าให้เกิดการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักคุณค่าของภาษา ล้านนาทั้งหมด ดังที่อุดม อินทร์จัลต๊ะ ได้สร้างเว็บไซต์โรงเรียนสอนค่าวออนไลน์ชื่อว่า โรงเรียนพูน อุดม โดยเปิดสอน ๓ วิชา คือ ภาษาล้านนา วรรณกรรมล้านนา และดนตรีล้านนา๒ แต่น่าเสียดายที่ผลงานส่วนใหญ่ของพระยาพรหมฑโวหารหาต้นฉบับไม่พบเช่น ค่าว ช้างขึด แต่ผลงานที่พบและแพร่หลายมากก็มี๒ เรื่อง ได้แก่ ค าจ่ม และค่าวสี่บท แต่ก็เป็นหลาย ส านวนที่เกิดจากการคัดลอกกันต่อ ๆ มานั้นเอง ค าจ่ม และค่าวสี่บทนั้นมีการพิมพ์เผยแพร่และยัง พอจะหาศึกษาได้ ผู้วิจัยได้ทราบมาว่า เรื่อง ค่าวสี่บทของท่านได้รับการถ่ายทอดด้วยอักษรโฟเนติค เป็นภาษาล้านนาเพื่อเผยแพร่แก่นักศึกษาชาวต่างประเทศ และมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษเมื่อนาน มาแล้ว (วิคโก บรุน, สัมภาษณ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓)๓ ๒.๓ วรรณกรรมค่าวผลงานประพันธ์ของบุคคลอื่น ๆ วรรณกรรมค่าวเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มาจากปัญญาส ชาดก กวีพื้นบ้านได้น าเนื้อหามาจากชาดกเรื่องนี้มาประพันธ์ด้วยฉันทลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น โคลง ค่าวธรรม ค่าวซอ เป็นต้น วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือมี ๔ ประเภทคือ วรรณกรรมโคลง วรรณกรรมค่าวธรรม วรรณกรรมค่าวซอ และวรรณกรรมเบ็ดเตล็ด แต่ละรูปแบบมีรายละเอียดที่ แตกต่างกันไป จึงท าให้มีผลงานการประพันธ์ของบุคคลอื่น ๆ ปรากฎอยู่มากมายหลายเรื่อง แต่ส่วน ใหญ่แล้วจะไม่มีชื่อผู้แต่ง จะมีแต่ชื่อผู้ที่คัดลอกมาเท่านั้น วรรณกรรมค่าวมีลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมท้องถิ่นเอง ซึ่งมีลักษณะดังนี้ ๑. เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจากมุขปาฐะ คือ เป็นการเล่าสืบต่อกัน มาจากปากต่อปากและแพร่หลายกันอยู่ในกลุ่มชนท้องถิ่น ๒. เป็นแหล่งข้อมูลที่บันทึกข้อมูลด้านขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชนท้องถิ่น อันเป็นแบบฉบับให้คนยุคต่อมาเชื่อถือและปฏิบัติตาม ๓. มักไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง เพราะเป็นเรื่องที่บอกเล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปาก ๑ เรื่องเดียวกัน, อุดม รุ่งเรืองศรี, ค่าวสี่บท ฉบับน าสอบทานและค าจ่มพระญาพรหมโวหาร สอบ ทานปริวรรต และจัดท าค าแปล : อุดม รุ่งเรืองศรี, หน้า ๑๓๘. ๒ http://poonudom.khonmuang.com/ ๓ สีหมื่น เมืองยอง,ประวัติพระยาพรหมโวหาร,(หอศิลปะมรดกกวีล้านนาข้างวัดพวกเปีย ถนนทิพย์ เนตร ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่), ม.ป.ป.
๒๕ ๔. ใช้ภาษาท้องถิ่น ลักษณะถ้อยค าเป็นค าง่ายๆ สื่อความหมายตรงไปตรงมา ๕. สนองความต้องการของกลุ่มชนในท้องถิ่น เช่น เพื่อความบันเทิง เพื่ออธิบายสิ่ง ที่คนในสมัยนั้นยังไม่เข้าใจ เพื่อสอนจริยธรรมขนบธรรมเนียม ดังนั้น วรรณกรรมค่าวจึงมีผลงานของบุคคลอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ไม่ปรากฎชื่อผู้แต่ง ดังกล่าวแล้ว จึงจะได้เสนอเพียงชื่อเรื่องเป็นส าคัญ แต่ถ้าเรื่องใดพอมีชื่อผู้แต่งก็จะน าเสนอไว้ด้วย ๒.๓.๓วรรณกรรมค่าวธรรม วรรณกรรมค่าวธรรม หรือ ธรรมค่าว คือ วรรณกรรมที่ประพันธ์ตามแนวชาดก ฉันทลักษณ์ของค่าวธรรมส่วนใหญ่ เป็นร่ายยาว แทรกคาถาภาษาบาลี ภิกษุจะน าค่าวธรรมมาเทศน์ ในอุบาสกอุบาสิกาฟังในวันอุโบสถศีล ค่าวธรรมจึงจัดเป็นวรรณกรรมศาสนา ตัวอย่างวรรณกรรมค่าว ธรรม เช่น พรหมจักร บัวรมบัวเรียว มหาวงศ์แตงอ่อน จ าปาสี่ต้น แสงเมืองหลงถ้ า สุพรหมโมขะ หงส์ ผาค า วรรณพราหมณ์ เป็นต้น ตัวอย่างค่าวธรรม ...โบราณว่าไว้ ใคร่รู้หื้อถาม กันใคร่หื้องามหื้อเสริมแต่งหย้อง บ่อใจ่เรื่องตั๋ว อย่ามัวไปข้อง ฝันเริมไปเสือกรู้ สอนเจิงหื้อเมียแป๋งเปี๋ยหื้อชู้ หื้อดักเมื่ออู้ยามนอน ตัวเมาพลาดพลั่งอย่าฟังมาสอน สนุกยามนอนเมียวอนอย่าต้าน ไฟนอกอย่าปา น ามาเข้าบ้าน ไฟในอย่าพลานพ่นพิษ ผัวตายย้อนเมีย เสือตายย้อนมิตรศิษย์ ตายเปื่อข้ามก าครู วอกอยู่ต้นไม้ตายย้อนกีมปู เซาะซอกจกฮู เสียปูหนีบหั้น ต๋ายเปื่อก ากิน เจ้าลิงขิงสั้นมนุสเรานั้นควรเจื่อไว้๑ ... ๒.๓.๔ วรรณกรรมค่าวซอ วรรณกรรมค่าวซอเป็นค าประพันธ์ภาคเหนือรูปแบบหนึ่ง นิยมน ามาอ่านในที่ ประชุมชน เรียกว่า เล่าค่าว หรือใส่ค่าวเนื้อเรื่องเป็นนิทานพื้นบ้าน เป็นที่นิยมของชาวบ้าน เพราะได้ ฟังเสียงไพเราะจากผู้อ่านและได้รับความเพลิดเพลินจากเนื้อเรื่องนิทาน การอ่านค่าวนิยมในงานขึ้น บ้านใหม่ งานแต่งงาน บวชลูกแก้ว (บวชเณร) และงานปอยเข้าสังข์ (งานท าบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ ล่วงลับ) ค่าวซอเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของคนภาคเหนือ คนซอเรียกว่า “จ้างซอ” คนซอ จะต้องเป็นคนที่มีความรู้และมีปฏิภาณไหวพริบดี โดยเนื้อหาของการซอจะมีทั้งในเรื่องของพิธีกรรม การเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว หรือเรื่องเกี่ยวข้องกับที่ได้รับเชิญให้มีความสนุกสนาน การซอก็จะมีบท ซอซึ่งนับเป็นวรรณกรรมที่ส าคัญอย่างหนึ่ง การซอของภาคเหนือมี ๒แบบ คือ ๑. ซอเดี่ยว คือคนซอเพียงคนเดียว เรียกว่า “ซอป๋อด” ๒. ซอคู่ คือการซอโต้ตอบกันระหว่างชาย หญิง ด้วยท านองซอ เรียกว่า “ซอมีคู่ถ้อ ๑ ไม่ทราบผู้แต่ง แต่เป็นการเล่าขานกันสืบ ๆ มาเป็นค่าวธรรมค าสอนการปฏิบัติตนว่าสิ่งใดควรท า สิ่ง ใดไม่ควรท า.
๒๖ ตัวอย่างวรรณกรรมค่าวซอที่ส าคัญ เช่น วรรณพราหมณ์ หงส์หิน จ าปาสี่ต้น บ าระ วงศ์หงส์อ ามาตย์ เจ้าสุวัตรนางบัวค า เป็นต้น นั้นคือน าค่าวธรรมมาปรับโดยใส่เนื้อความเกี่ยวกับชีวิต ชาวบ้าน ๆ เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนุนนั้นเอง ค่าวซอ ชาวภาคเหนือล้านนาเรียกว่า ซอพื้นเมืองเป็นเพลงพื้นบ้านที่มีพ่อเพลงแม่ เพลง ขับท านองและค าร้องประกอบเครื่องดนตรีคือปี่ ซึง ขลุ่ย และสะล้อ โดยมีปี่หรือซึงเป็นเครื่อง ดนตรีหลัก ซึ่งวงปี่มี ๓ ประเภทคือปี่ชุม ๓, ปี่ชุม ๔, และปี่ชุม ๕ส่วนท านองซอนั้นมีหลายลักษณะคือ - ขึ้นเชียงใหม่หรือตั้งเชียงใหม่ - ละม้ายจะปุ - ละม้ายเชียงแสน - เพลงอื่อ - เพลงเงี้ยว - เพลงพม่า - พระลอเดินดง - ปั่นฝ้าย ตัวอย่างซอท านองขึ้นเชียงใหม่ ....ยกมือสิบนิ้วยกก่ายเกล้ายอสาน ขอยกยอวานยอสานใส่เกล้าพระพุทธพระธรรม พระสังฆะเจ้าอันนี้เป๋นเก๊าพระศาสนาจะตั้งแต่เก๊าแต่เหง้าไขจ๋าอะหังวันตา ก่อน สาวันท์ไหว้พระรัตนตรัยของเฮาท่านไท้จะไขแต่เก้า แต่เหง้าก๋อนสาน เรื่องประวัติ ก๋านเมืองน่านแก้วเจ้า ป๋างเมื่อหนตี ตั๊ดตี้นั่นเล่า มีพญาเจ้า แคว่นแก้วครองเมือง พญาปูคา เจ้าแคว่นค าเหลืองสร้างบ้านแป๋งเมือง เมืองปัวตี้ฮั้น ล้อมเป๋นเขตขันธ์ ขึ้นมาเมื่อนั้น... ตัวอย่างซอท านองเพลงอื่อ ท านองซอเพลงอื่อ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายคือเรื่อง นิทานดาววีไก่น้อย หรือ ต านานดาวลูกไก่ ดังตัวอย่าง ...ค่อยฟังยังก่อนเต๊อะเจ้าข้าจักเล่าเค้าเล่าเหง้าค่าวนี้ออกจากในธรรมตามที่ เพื่อนเล่าไว้ข้าเจ้าได้จื่อได้จ าค้อนไก๊มาจากในธรรมมาเป็นระบ าเพลงอื่อ ค่าว นี้เป็นค่าวดาววีตามที่ข้าเจ้าเคยจ าเคยจื่อมาตกแต่งแปงหื้อเอาเป็นค่าวซอเพลง ยังมีปู่ย่าสองเถ้าชราบ่กล้าบ่เกรงหลอนเถิงเดือนดับเดือนเป็งจ าศีลกินทานบ่ขาด... ตัวอย่างซอท านองพระลอเดินดง หรือ ท านองล่องน่าน ท านองซอพระลอเดินดง เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าท านองล่องน่าน เป็นเพลงซออีก แบบหนึ่งที่มีความไพเราะน่าฟัง เพราะมีลีลาเสียงสูงต่ า อ่อนช้อย ใช้พรรณาความงามของธรรมชาติ ดังตัวอย่าง ...แลละลิ่วไปสุดเช่นตาฝ่าดอยดงเข้าพงป่าไม้สักเคียนสูงยูงยางไม้ไร่เปาดู่แงะ ขะยอมยมเถาวัลย์พันกิ่งก้านเกลียวกลมพระพายลมพัดพวงดอกไม้มาหอมหวน ชวนชื่นใจใบ้ยามเมื่อออกเดินทางหอมบุปผาเบ่งบานสร้อยสร้างสองนางชื่น ช้อยหน่า...
๒๗ ๒.๓.๕ วรรณกรรมโคลง โคลง หรือเรียกตามส าเนียงท้องถิ่นภาคเหนือว่า กะโลง เป็นฉันทลักษณ์ที่ เจริญรุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์มังรายตอนปลาย กวีสมัยอยุธยาได้น ารูปแบบโคลงของภาคเหนือมา ประพันธ์เป็น โคลงสอง โคลงสาม และโคลงสี่ ตัวอย่างวรรณกรรมโคลงของภาคเหนือที่รู้จักกัน แพร่หลาย เช่น โคลงพรหมทัต โคลงเจ้าวิทูรสอนหลาน โคลงพระลอสอนโลก โคลงปทุมสงกา เป็นต้น วรรณกรรมล้านนาที่แต่งเป็นโคลงนั้นมีน้อยกว่าวรรณกรรมที่แต่งเป็นค่าวเป็นร่าย เพราะว่าผู้ที่แต่งค่าวธรรม หรือ ธรรมค่าว ได้แก่พระสงฆ์เพื่อใช้เทศน์สั่งสอนประชาชน โดยใช้ค า ประพันธ์ชนิดร่ายซึ่งค่าวธรรมหรือธรรมค่าวนี้มีมากส่วนวรรณกรรมที่แต่งเป็นค่าวซอ ค่าวฮ่ านั้นผู้แต่ง เป็นฆราวาสใช้ค าประพันธ์ประเภทนี้ในการเล่าค่าวอ่านหรือจ๊อยคนที่ไม่มีโอกาสไปฟังค่าวธรรมที่วัดก็ อาศัยการฟังค่าวซอซึ่งเรื่องส่วนใหญ่เป็นนิทานธรรมที่สอดแทรกความบันเทิงรวมอยู่ด้วย๑ วรรณกรรม แต่งด้วยค าประพันธ์ชนิดค่าวประเภทต่างๆนี้มีหลายเรื่องส่วนวรรณกรรมที่แต่งด้วยค าประพันธ์ ประเภทโคลงนั้นผู้แต่งจะเป็นฆราวาส ส่วนใหญ่จะเป็นกวีในราชส านักผู้แต่งกลุ่มนี้มีน้อยจึงท าให้ วรรณกรรมประเภทค าโคลงของล้านนามีไม่มากนัก ตัวอย่างวรรณกรรมโคลง (ก๊ะโลง) เรื่องอมรา เรื่องนี้มีที่มาจากนิทานประกอบในติวิธัคคิกถาในคัมภีร์สารัตถสังคหะของพระนัน ทาจารย์ปราชญ์ชาวล้านนาในช่วงพ.ศ.๒๐๐๐-๒๑๐๐ที่ได้เรียบเรียงเป็นภาษาบาลีขึ้นจากอรรถกถารถ วินีติสูตรในมัชฌิมนิกายพระสุตตันตปิฎก๒ โคลงอมราเป็นวรรณกรรมนิทานค าโคลงที่มีลักษณะเด่นใน ด้านเนื้อเรื่องซึ่งสร้างอารมณ์สะเทือนใจที่เกิดจากความรักความผิดหวังและการตายเพราะความทุกข์ ระทมตัวเอกชายของเรื่องนี้เป็นพระภิกษุที่ยีดมั่นอยู่ในสมณเพศส่วนตัวเอกหญิงหลงรักตัวเอกชายซึ่ง เป็นพระภิกษุเรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นอีกประการหนึ่งก็คือจบแบบโศกนาฏกรรม โคลงอมราแต่งด้วยค าประพันธ์ชนิดโคลงสี่สุภาพผู้แต่งกล่าวไว้ในตอนท้ายเรื่องว่า แต่งจ านวน๑๗๐บทแต่ต้นฉบับขาดหายไป๔บทเหลือ๑๖๖บทสันนิษฐานว่าอาจคัดมาคลาดเคลื่อน ส่วนชนิดเอกสารนั้นเป็นใบลานจารด้วยตัวอักษรไทยนิเทศ ในโคลงบทที่สองระบุว่าผู้แต่งชื่อ “เทพไชย”หรือ“เทพ” ดังนี้ เทพไชยจักเล่าถ้อย ไขสาร เป็นต่ านองโวหาร อ่านเหล้น เป็นบทบาทเชียงคราน เสินสว่างนักแล เป็นกาพย์ค าเจี้ยไว้ อ่านเหล้นหายเหงา ๒.๓.๖ วรรณกรรมวรรณกรรมเบ็ดเตล็ด ๑ ศิวาพรวัฒนรัตน์. “วรรณกรรมนิทานค าโคลงของล้านนา :ลักษณะเด่นภูมิปัญญาและคุณค่า”, (รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยส านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, ๒๕๕๓), หน้า ๕๒-๕๓. ๒ อุดมรุ่งเรืองศรี, วรรณกรรมล้านนา. (กรุงเทพฯ : ส านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, อุปกิตศิลป สาร, พระยา. ๒๕๑๑,หลักภาษาไทย ( อักขรวิธีวจีวิภาควากยสัมพันธ์ฉันทลักษณ์),พระนคร : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๔๖), หน้า ๔๔๕.
๒๘ วรรณกรรมเบ็ดเตล็ด คือ วรรณกรรมขนาดสั้น เช่น ค าอู้บ่าวอู้สาว ค าเรียกขวัญ หรือ ค าฮ้องขวัญ จ๊อย ซอ ค าปันพรค าอู้บ่าวอู้สาว หรือค าเครือ ค าหยอกสาว เป็นค าสนทนาเกี้ยวพา ราสีของหนุ่มสาวชาวบ้านลานนาในอดีต แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง เป็นมุขปาฐะเล่าสืบต่อ ๆ กันมาเท่า นั้นเอง ค าเรียกขวัญ คือ ค าฮ้องขวัญ คือบทสวดสู่ขวัญในพิธีกรรม เช่น ท าขวัญ บ่าวสาว ท าขวัญควายจ๊อย เป็นการขับล าน าโดยไม่มีดนตรีบรรเลงประกอบ หรือบางครั้งอาจมีดนตรีคลอตาม เช่น สะล้อ พิณเปี๊ยะ เนื้อหาเป็นการคร่ าครวญถึงความรักระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวซอเป็นการขับ ร้องเพลงโต้ตอบระหว่างชายกับหญิง ผู้ขับร้องเรียกว่า ช่างซอ การขับร้องจะมีดนตรีบรรเลงประกอบ เช่น ปี่ ซึง สะล้อ นิยมฟังในงานพิธีกรรมต่างๆ และน านิทานพื้นบ้านตอนใดตอนหนึ่งมาซอ เช่น ซอ พระลอ ซอน้อยไจยาค าปันพร หรือ ค าปั๋นปอน เป็นค าให้พรของชาวบ้านล้านนา มีความไพเราะ คล้องจองให้แง่คิด รวมทั้งความเป็นสิริมงคล ตัวอย่างวรรณกรรมเบ็ดเตล็ดประเภทจ๊อย - สาวหลับเจ๊ากิ๋นขี้หมาก๋อง บ่าวเตียวกองกิ๋นจิ้นไก่ต้ม (หมายถึงผู้หญิงนอนแต่ หัวค่ ารับประทานข้าวกับขี้หมา ส่วนหนุ่มที่เดินตามถนน (ยังไม่นอน) รับประทาน ข้าวกับไก่ต้ม) -เดิกมามะม้อยน้ าย้อยต๋องเต๋ย ลุกเต๊อะสาวเฮยปี้มาแอ่วเล่น (เป็นการปลุกสาว ๆ ที่นอนแต่หัวค่ าลุกขึ้นมาคุยกันก่อน ไอ้หนุ่มก าลังมาเที่ยวหา) ตัวอย่างวรรณกรรมเบ็ดเตล็ดประเภทส านวน ค าพังเพย สุภาษิต ส านวน เป็นค ากล่าวที่คมคาย ไพเราะใช้ถ้อนค ากระทัดรัดแต่มีใจความลึกซึ้งไม่ใช่ ถ้อยค าธรรมดาทั่วๆไปตัวอย่างเช่น - จุ๊เปิ้นเมา บ่เอาเปิ้นแต๊ (หลอกเขาให้หลง แล้วไม่เอาจริง) - ตี๋หัวฟาก สนั่นหัวฝา (ท าอะไรกับคนหนึ่ง แต่ผลไปกระทบกับอีกคนหนึ่ง) - สลิดเหมือนขี้เดือนถูกเสียม (ผู้หญิงมีจริตมาก) ค าพังเพย เป็นค ากล่าวคมคาย ชวนคิด มีลักษณะค่อนไปทางสุภาษิต แต่ไม่มี ลักษณะแนะน าชักชวนอย่างชัดแจ้ง เป็นถ้อยค าชวนคิดกล่าวติชมให้ผู้ฟังตีความเอาเองตัวอย่างเช่น - ก าบ่มีแป๋งใส่ ก าบ่ใหญ่แป๋งเอา (ชอบใส่ความคนอื่นเขา) - กิ๋นหลายต๊องแตก แบกหลายหลังหัก (คนไม่รู้จักประมาณตน) - จะไปตี๋ก๋องแข่งฟ้า อย่าขี่ม้าแข่งตะวัน (คนมีปัญญาน้อย อย่าหาญสู้คนมี ก าลังปัญญาสูง) สุภาษิต เป็นค ากล่าวที่ดีงามเป็นจริงของทุกยุคทุกสมัย อาจจะเป็นค าสั่งสอน ชี้ให้เห็นสัจจะแห่งชีวิตก็ได้ตัวอย่างเช่น - คนใหญ่แล้วบ่ต้องสั่งสอน จี้หีดแมงชอน ไผสอนมันเต้น(คนเราโตแล้วไม่ ต้องสั่งสอน ดูแต่จิ้งหรีดแมงกระชอนไม่มีใครสอนมันก็เต้นได้เอง) - ใค่เป๋นเศรษฐีหื้อหมั่นก๊าใค่เป๋นขี้ข้าหื้อหมั่นเล่นไพ่หลังลาย(อยากเป็น เศรษฐีให้หมั่นค้าขาย อยากเป็นขี้ข้าให้หมั่นเล่นการพนัน)
๒๙ - ใคร่หื้อเปิ้นฮักยากนักจักหวัง ใคร่หื้อเปิ้นจังก าเดียวก็ได้(อยากให้คนอื่นรัก ยากมากที่จะหวังให้เขารักได้ อยากให้คนอื่นเกลียดชัง เดี๋ยวเดียวก็ได้การที่จะท าให้คนจ านวนมากมา รักชอบนั้นเป็นสิ่งที่ยากมากต้องอาศัยเวลาและความพยายามความอดทนอย่างสูงที่จะท าให้บุคคลอื่น เกิดความรักและไว้วางใจเรา แต่การท าให้คนจ านวนมากเกลียดนั้น เพียงแค่ท าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียง เล็กน้อยที่ขัดใจพวกเขาก็ท าให้บุคคลเหล่านั้นเกลียดได้แล้ว) ตัวอย่างวรรณกรรมเบ็ดเตล็ดประเภทค าเกี้ยวพาราสี ค าเกี้ยวพาราสีหรือค าอู้บ่าวอู้สาว ของภาคเหนือแต่โบราณนั้น บางบทบางตอน เป็นวัจนกรรมตรงและวัจนกรรมอ้อม แต่ส่วนมากจะเป็นวัจนกรรมอ้อม มีความหมายแฝง เนื่องจาก ชายหนุ่มหญิงสาวต่างก็ไม่สนิทสนมกัน จึงหยั่งเชิงลองภูมิซึ่งกันและกัน ดังนั้น ค าอู้บ่าวอู้สาวบางบท จึงใช้วัจนกรรมอ้อมเพื่อให้อีกฝ่ายใช้ปฏิภาณไหวพริบในการตีความหมาย เช่น - หญิงสาวกล่าวว่า “อ้ายลงเฮือน ข้ามน้้ากี่ท่า ข้ามหญ้ากี่กอ ปลูกดอกซอมพอ กอ ไหนกี่ต้น” (ความหมายแฝงคือ พี่ชายได้แวะคุยสาวคนอื่นมากี่บ้าน กี่คนแล้ว) - ชายหนุ่มกล่าวว่า “ขอนั่งตั๊ดนี่ อยู่สักบึดใจ ม่อนตาไหล บ่หล้างว่าถี่ ผีเจ้าที่ บ่หล้างว่าสัง สีด้าปัง บ่หล้างปึ๊ดโจ่ง”(ความหมายแฝงคือ ผีเจ้าที่ผีประจ าบ้านหรือผีอารักษ์ อาจ หมายถึงพ่อแม่รวมทั้งตัวหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของบ้านด้วย คงจะอนุญาต) - หญิงสาวก็จะตอบว่า “นั่งเต๊อะ นั่งเต๊อะ จะไปนั่งตั๊ดโต๋ง ฝากจะลง โต๋งจะ ไหลข้อน” (ความหมายแฝงคือ นั่งได้นานเท่านานตามชอบใจ บ้านนี้ไม่มีคนอื่นมาเที่ยวหรอก) นอกจากนี้วรรณกรรมล้านนายังมีอีกมากมายทั้งที่เป็นค่าวธรรม ค่าวซอ ค่าวจ๊อยค่าว โคลง (ก๊ะโลง) ค่าวเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ และปัจจุบันนี้ก็มีผู้ที่สนใจจะศึกษาค้นคว้าก็มาก รวมถึงผู้วิจัยด้วย ที่มีความสนใจเรื่องการอนุรักษ์วรรณกรรมค่าวล้านนานี้ไว้ โดยผู้วิจัยได้น าผลงานการประพันธ์ขึ้นไว้ที่ เว็บไซต์ของวิทยาลัยสงฆ์เชียงราย ที่ www.mcucr.com คอลัมน์สรุปโครงการพัฒนาบุคลากรเรื่อง การศึกษาดูงานศรีลังกา และศึกษาดูงานเขมร เป็นต้น สรุป วรรณกรรมค่าวนั้น มีประโยชน์ต่อท้องถิ่นล้านนาในหลายด้าน ได้แก่ ๑. ใช้ในการแต่งเรื่องต่าง ๆ ซึ่งผู้แต่งต้องการน าเอาเรื่องเกี่ยวกับจักร ๆ วงศ์ ๆ มาแสดง ให้ชาวบ้านได้รู้เรื่องราว เพราะในคัมภีร์เทศน์อ่านเข้าใจยาก เนื่องจากมีค าบาลีและค าเก่า ๆ มาก จึง มีการแต่งขึ้นใหม่และเปลี่ยนแปลงค าพูดให้เข้าใจง่าย ๒. ใช้ในการแต่งเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่บังเกิดขึ้นในท้องถิ่น มีประโยชน์ในด้านบันทึก ความทรงจ าให้คนรุ่นหลังได้รู้เรื่องราวในอดีต ๓. เป็นสื่อแห่งความรัก จดหมาย หรือเพลงยาวที่หนุ่มสาวใช้เป็นเครื่องบอกความในใจ แก่กัน ๔. แฝงไว้ด้วยสุภาษิตสอนใจ ค่าวเป็นวรรณกรรมล้านนาที่มีคุณค่าทางด้านภาษาถิ่น แสดงออกถึงภูมิปัญญา สะท้อน วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และคติธรรมด้านต่าง ๆ รวมทั้งยังแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ส่งเสริม และสืบทอดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไปยังรุ่นลูกรุ่น หลานต่อไป
๓๐
บทที่ ๓ วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนา ค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ในการศึกษาวิจัยนี้ เป็นการวิจัยแบบเอกสาร ต ารา ที่เกี่ยวกับเนื้อหาของวรรณกรรมค่าว สี่บทพระยาพรหมโวหาร แล้ววิเคราะห์เนื้อหาด้านหลักธรรมค าสอนทางพระพุทธศาสนา ค าพังเพย คติ ค าคม และอิทธิพลที่มีต่อการด ารงชีวิตของชาวล้านนา จึงได้ด าเนินการวิจัยดังนี้ ๓.๑ วิธีด าเนินการวิจัย ๓.๑.๑ รูปแบบการวิจัย ๑. รวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากหนังสือ ต ารา เอกสาร ใบลาน คัมภีร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร และค่าวอื่น ๆ เพื่อศึกษาเนื้อหาของค่าว ๒. ใช้ผู้มีความช านาญในการอ่านภาษาล้านนา แปลภาษาล้านนาเป็นภาษาไทยกลาง เพื่อ ใช้ความสะดวกในการศึกษาวิจัย อันจะน าไปสู่การวิเคราะห์หาอิทธิพลของวรรณกรรมค่าวสี่บทพระ ยาพรหมโวหารที่มีต่อชาวล้านนา ๓. ศึกษาเนื้อหาค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารอย่างละเอียด เปรียบเทียบเนื้อหาของ ต้นฉบับทั้ง ๓ ฉบับ ได้แก่ ฉบับของสิงฆะวรรณสัย ฉบับของพ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธุ์ และฉบับของ คุณทวี สว่างปัญญากูร ๔. วิเคราะห์หาหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ ๓.๑.๒ เครื่องมือการวิจัย การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเอกสาร ต ารา เครื่องมือการวิจัยได้แก่ บทค่าวสี่บทของพระยา พรหมโวหาร ๓ ฉบับ ประกอบด้วย ๑) ฉบับตรวจช าระโดย สิงฆะวรรณสัย ๒) ฉบับพ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ ร้านประเทืองวิทยา ๓) ฉบับลานก้อมของทวี สว่างปัญญากูร ที่มอบให้อุดม รุ่งเรืองศรี ๓.๑.๓ การวิเคราะห์ข้อมูล ๑. ผู้วิจัยศึกษาค่าวสี่บทของพระยาพรหมโวหารอย่างละเอียด ๒. ท าการวิเคราะห์ข้อมูลไปทีละบทค่าวย่อยทั้ง ๓๕๖ บท เพื่อหาหลักธรรม คติธรรม ค า คม ค าสอน ปรัชญาต่าง ๆ ที่ปรากฎในบทค่าวแต่ละบทอย่างละเอียด ๓. จัดท าข้อมูลหลักธรรมที่ปรากฎในค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารไปจัดเป็นหมวดหมู่ ได้แก่ หมวดพุทธสุภาษิต หมวด ส านวน ค าสอน คติ ค าคม ค าพังเพย โดยไม่ได้ใช้สถิติทาง คณิตศาสตร์ จากการศึกษาวิจัยพบหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหาร ดังนี้
๓๑ ๓.๒หลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ตามเนื้อหาบทที่ ๑ รอมถนัด(การรู้ตัวเองอยู่เสมอ) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๑ รอมถนัด (การรู้ตัวเองอยู่เสมอ) พบว่ามี หลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๔๔ ประการ ซึ่งบทที่ ๑ นี้ เรียกว่ารอมถนัด หมายถึงการรวมตัวของความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นการทรงจ าอย่างขึ้นใจไม่มีวันลืมเลือน มีบทย่อย ภายในทั้งหมด ๘๐ บทค่าวพอสรุปได้ดังนี้ ๑. ส านวนค าพังเพยล้านนา ได้แก่ ค าว่าบ่ถ้ามีเกลื๋อ หินส้มย้อมเนื้อสีหากเข้ม แดงงามบ่ เปลื๋องมาดเจ๊กดินไฟหมากขาม สีหากตึงงาม แต่ยามอยู่เบ้า หมายถึง ของดีย่อมมีดีอยู่ในตัวของมัน เอง บทที่ ๔ –๗ เป็นการกล่าวถึงความรักที่มีต่อนางจม (ศรีชม) และได้กล่าวว่า หลังจาก นางหนี่ไปเมืองแพร่ ท าให้ท่านเป็นดั่งคนบ้า เพราะด้วยความรัก บางวันลืมกินข้าวน้ า บางครั้งเดินรู้สึก วูบวาบไหวหวั่นเหมือนเหยืยบแผ่นดินไม่ถูก บางครั้งเหมือนกับแกว่งไกวไปกับสายลมเช่นตุง (ธง) ที่ ติดตั้งไว้สูงถูกลมพัดแกว่งไกว แต่เมื่อครั้งใดคิดถึงจมได้แต่ร้องร่ าไห้ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ ดังนี้ ๒.ส านวนค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า หล้างพร่องเขา เมายาฝิ่นเหล้า พี่นี้เต่าเมาลม หมายถึง คนอื่นเขาเมาเหล้าสุรา แต่ตัวเองเมาลม กล่าวคือ ท าให้ขาดสติ สอนให้รู้ว่า “ความรักท าให้ คนลืมสติ ขาดสติ เหมือนคนที่เมาสุรายาเสพติด” บทที่ ๘ – ๑๒ เป็นการพรรณาถึงภัยจะมีแก่ตัวเองถ้าตามนางไปที่เมืองแพร่ ดังที่นางหาก ทราบแล้วนั้น แม้ว่าจะรักนางแค่ไหนก็ตาม แต่ก็รักตัวเองมากกว่า ดังนั้นจึงได้เขียนสารแห่งความรัก ความคิดถึงนี้ส่งไปถึง ขอให้นางได้ขอคนที่อ่านหนังสือได้อ่านให้ฟัง (นางจม หรือศรีชม อ่านหนังสือ ไม่ได้) และเป็นการตัดพ้อต่อว่าคนรักว่าตัดสินใจอะไรเร็วจัง พบหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๓.หลักธรรมสุภาษิตเกี่ยวกับความรัก ได้แก่ ค าว่า “ใคร่ยกย่างย้ายไต่ตวยตามสายหื้อเถิง เติงนายที่เมืองแพร่ห้องก็ความกลั๋วเป็นมัวเมฆต้องเหมือนศรีจมฟอง หากรู้” หมายถึง จะตามไปหา นางศรีชมที่เมืองแพร่นั้นไปไม่ได้ เพราะมีอาชญาหลวงจะลงโทษอยู่ไปเมื่อใดก็ตายเมื่อนั้น นั่นคือ“ไม่มี ใครรักคนอื่น มากกว่าตัวเอง”ตรงกับพุทธสุภาษิตที่ว่า “นตฺถิอตฺตสม เปม .ความรัก (อื่น) เสมอด้วยตน ไม่มี๑ บทที่ ๑๓ –๑๕ เป็นการพรรณาถึงคนรักที่หนีกลับไปเมืองแพร่ โดยไม่ยอมบอกลาหรือรอ ให้ไปเก็บเงินจากต่างบ้านกลับมา เป็นการเปรียบเทียบว่า นางศรีชม เอาความสุขใส่ตัวคนเดียวละทิ้ง พรหมมินทร์ไว้ให้ทุกข์อยู่คนเดียว ที่แรกบอกว่ารัก แต่เป็นค าลวงมดเท็จ ดั่งที่ได้พรรณนาไวในบทที่ ๑๕ ว่า “ยามเมื่อรัก น้ าส้มว่าหวาน ใจบ่เชยบาน น้ าตาลว่าส้ม” ตรงกับค าของท่านสุนทรภู่ที่กล่าวไว้ ในนิราศทวาราวดี ว่า “เมื่อยามรักน้ าผักก็ว่าหวาน ครั้นเนิ่นนานน้ าอ้อยก็กร่อยขมเหมือนค าพาล หวานนักมักเป็นลม แต่เขาชมกันว่าดีนี่กระไร .....” พบหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๑ ส . ส. (ไทย) ๑๕/๙.
๓๒ ๔.ค าคม ได้แก่ ค าว่า ยามเมื่อรัก น้ าส้มว่าหวาน ใจบ่เชยบาน น้ าตาลว่าส้ม หมายถึง ตรง กับค าของท่านสุนทรภู่ที่กล่าวไว้ในนิราศทวาราวดี ว่า “เมื่อยามรักน้ าผักก็ว่าหวาน ครั้นเนิ่นนาน น้ าอ้อยก็กร่อยขมเหมือนค าพาลหวานนักมักเป็นลม แต่เขาชมกันว่าดีนี่กระไร ๕.ค าคม ได้แก่ ค าว่า ของบ่มัก บ่จ่างขับจ๋ ากึดว่าล า จึงย าลาบส้า ลวดกลายเป็น ล าโพง เขือบ้า มาจกคอคายฮากต๊น หมายถึง อาหารที่ไม่ชอบทาน ไม่สามารถจะบังคับให้ทานได้ แต่ถ้าฝืน ทานลงไปจะท าให้เกิดอาการเหมือนกินพิษเข้าไป เช่น กินดอกล าโพง (ทางภาคเหนือเรียกว่ามะเขือ บ้า) จะท าให้ท้องปั่นป่วน ต้องหาทางท าให้อาเจียนเอาพิษออกมา ๖.ค าสอนเปรียบเทียบอุปมาอุปไมย ได้แก่ ค าว่า มาทอดตุมตัว พี่ไว้เสียจ้อย เหมือนเปิ่น ตุมคายหมากเคี้ยว หมายถึง การเปรียบเทียบของที่กินแล้วทิ้ง ไม่ใยดี เช่นกินหมากเมื่อกลืนกินน้ า หมดแล้วก็คายขี้หมากทิ้งโดยไม่ใยดีเลย ๗.คติสอนใจ ได้แก่ ค าว่า การบ่กิ๋น บ่จ่างยู้ย้นบ่ตัดฮากต้นงูนฮาน หมายถึง สิ่งใดที่เราไม่ ชอบไม่พอใจแล้ว ใคร ๆ ก็ไม่สามารถที่จะยัดเหยียดให้เราได้ บทที่ ๑๖-๑๙ เป็นการตัดพ้อต่อว่าให้นางศรีชมคนรักนั้นเป็นคนปากอย่างใจอย่าง มี จิตใจที่หวั่นไหวเหมือนกับพิณพาทย์ แกว่งไปแกว่งมาเมื่อมีคนตี หรือถูกลมพัด ฉันใด ใจของศรีชมก็ เปรียบเป็นเช่นนั้นหวั่นไหวไปกับค าของคนอื่น คงคิดว่าตัวของพรหมมินทร์นั้นเป็นง้วนพิษกินแล้วให้ โทษ จึงได้หนีจากไปโดยไม่บอกกล่าวใด ๆ เลย พบหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๘.คติค าสอนให้รู้ซึ้งถึงใจคน ได้แก่ ค าว่า ปากว่าแต๊ ใจนายบ่ต๋ามฟู่เอางาม น้ าใสซ่วยหน้า หมายถึง ปากพูดอีกอย่าง ใจคิดอีกอย่างหนึ่ง ปากกับใจไม่ตรงกัน ๙.ค าพังเพยที่ว่า ปากหวาน ก้นส้ม ตรงกับ “ปากปราศัย น้ าใจเฉือดคอ” หมายถึงการพูด ที่ปากกับใจไม่ตรงกัน คือต่อหน้าพูดจาไพเราะ พูดดี แต่ในใจหรือการปฏิบัติตรงกันข้ามกับค าพูด หรือ ค าพังเพยที่ว่า “หน้าซื่อใจคด” ๑๐.ค าเปรียบเทียบเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า หัวใจ๋ญิงเหมือนพิณพาทย์ฆ้อง พิพาทย์แก้ว เภรีหมายถึง เป็นคนใจง่าย เชื่อคนง่าย ผู้หญิงนั้นหวั่นไหวง่าย เหมือนกับระนาด พิณพาทย์ เภรี เมื่อมี คนมาต่อยตี หรือถูกลมพัด บทที่ ๒๐-๒๕ เป็นการพรรณาถึงอดีตที่เคยอยู่กินกันนางศรีชมคนรัก ว่าเคยรักกันมากแค่ไหนอย่างไร แล้วเกิดความสงสัยว่าทั้ง ๆ ที่เรารักกันอย่างจริงจัง แต่ท าไมนางที่รักจึงหนีกลับเมืองแพร่ หรือมีคนมา ยุยง หลอกลวงให้หนีจากไป เขาเป็นญาติ ๆ ของเธอใช่หรือไม่ และก่อนจะไปท าไมไม่บอกสักค า ค าพูดที่นางเคยพูดไว้ว่าจะอยู่ด้วยกันจนแก่จนเฒ่า แล้วบัดนี้ค าพูดนั้นหายไปไหน หรือนายมีชู้ หนีไป กับชู้รัก พบหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๑๑.ค าสอนบุคคลอื่นทั่วไป ได้แก่ ค าว่า โทษมีสังน้องจ๋งชิงชัง บ่หวังผ่อหน้า หมายถึง คนเราไม่มีความผิดหรือโทษใด ท าไมต้องเกลียดชังกัน เมื่อมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ควรพูดจากัน เหตุผล ไม่ใช่หลบหลี้หนีหน้าหายไป ๑๒.ค าเปรียบเทียบเปรียบเปรยใจของผู้หญิง ได้แก่ ค าว่า ค าจ๋าหอม เพียงรสดอกไม้ยาม บิดจากขวั้น มาดมค าฟู่เก๊าเงื่อนเหง้าปฐม บ่สมสักรายสูญหายกว่าจ้อย หมายถึง พูดเพราะ หวาน แต่ ไม่มีความจริงใจ
๓๓ ๑๓.หลักธรรมค าสอน ได้แก่ ค าว่า เหมือนหมู่ไม้เมื่อลมตีไกว มาไหวหวั่นเฟือน กระเทือนจุ๊ด้าน หมายถึง การเปรียบเทียบเปรียบเปรยใจของผู้หญิงว่า เหมือนกับต้นไม้เมื่อถูกลมตี จะกวัดแกว่งไปทั้งต้น มิใช่แกว่งไกว่แต่เฉพาะใบ ฉันใด ใจของนางก็เป็นเช่นนั้น ท าให้คนรอบข้าง หวั่นไหวไปด้วย ๑๔.ตรงกับค ากลอนสอนใจ ได้แก่ ค าว่า เมียคิ่นเทียมใจจักหาไหนได้ป๊อยไกล๋มือไปขอก ฟ้า หมายถึง คนรักไกลห่าง ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ตรงกับค ากลอนสอนใจเรื่องท้าวแสนปม ที่ว่า “ รสใดไม่ เหมือนรสรัก หวานนักหวานใดจะเปรียบได้แต่มิได้เชยชมสมใจ ชมใดไม่เทียบเปรียบปาน” บทที่ ๒๖-๓๐ เป็นการพรรณาถึงความรัก ความหลัง ความหวานซึ้งที่ทั้งสองมีให้แก่กัน และกัน ไม่มีความโกรธ ความเคลียดกันเลย บรรยายถึงความหวานซึ้งของทั้งคู่ พบหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๑๕. คติค าคม ค าสอน ได้แก่ ค าว่า สองรักกันใฝ่ฝั้นฟักเฟื้อ ตั๊ดที่ห้องหอในสองพี่น้องไถ่ ถ้องปราไสรจาเยาะใยลูบคล าเนื้อเหล้นฟู่กันหนัว หัวใจตื่นเต้น เจ้าสีบานเย็นบ่กึด จะได้คติค าสอน ที่ว่า “ความสุขโลกีย์มีได้ชั่วคราว ความสุขยืนยาวต้องเข้าหาธรรม” บทที่ ๓๑-๓๗ เป็นบทพรรณาถึงถึงคนรักที่คลายรัก เป็นการตัดพ้อต่อว่านางศรีชมคน รัก และพรรณาถึงตัวเองว่าเป็นคนจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะให้ความสุขแก่คนรักได้ เป็นลักษณะของ การน้อยเนื้อต่ าใจตัวเองนางศรีชมจึงทิ้งหนีไปอย่างไม่ใยดี ค าพูดเดิมที่เคยให้ค ามั่นสัญญาไว้ไม่มี ความหมายใด ๆ คล้ายสายลมพัดผ่านไป พัดผ่านมาเท่านั้นเอง พบหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๑๖.สุภาษิตล้านนา ได้แก่ ค าว่า บ่ใช่ว่าตั๋ว พี่แข้ง(แกล้ง)เลิกปึ๊ดค้นเล่าต้านค าเดิมบ่จ๋า เสียดท้อ แดกหย้อตวยเติ๋มกันจ๋าค าเดิม ช่างผิดช่างข้องทรงวัตถาผืนลายก่านปล้อง ฝูงสุโน เห่าทัก” หมายถึง สุภาษิตที่ใช้สอนบุคคลอื่นไม่ให้พูดในสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีตเพราะไม่มีประโยชน์ที่จะต้องรื้อ ฟื้นมาพูดกันอีก อาจเกิดการทะเลาะวิวาทกัน ๑๗.ค าสอนเปรียบเทียบ ได้แก่ค าว่า เหมือนอยู่ในใจ๋ค าใบเมืองว้อง ลวดใจ๋บ่ข้องอาลัยค า รักน้อง หลูด ๆไหล ๆ ไหวตวยลมบ่สมว่าอ้างบ่ร่ าเพิงเถิงเมื่อนอนร่วมข้างป๋างยามเดิน ก่อนเนิ้น” หมายถึง คติค าสอนที่เปรียบเทียบให้เห็นว่า ลมปากคนนั้นเชื่อถือไม่ได้ พูดแล้วไม่มีความหมาย เหมือนกับสายลมที่พัดไปพัดมา ๑๘.คติค าสอน ได้แก่ค าว่า ค ารักเราบ่แห้งขาดเฅิ้นบ่หายเหือดแห้งวันฅืนสองหากรักเพศ เพียงจักกลื๋น เหมือนจักลืนคาบเคี้ยวลงได้ยามจักหนีเสียลับแลงแคว่นใต้เป็นใดนายบ่ฅิด หมายถึง ค า สอนที่ว่า “ยามเมื่อรักน้ าผักว่าหวาน ยามเมื่อชังน้ าตาลว่าส้ม” บทที่ ๓๘-๔๒ เป็นการพรรณาถึงความรักที่พระยาพรหมมีต่อนางศรีชม โดยร าพึงร าพัน ถึงความรักของตัวเองที่มีต่อคนรัก ว่าหัวใจแทบสลายเมื่ออยู่ไกล คิดถึงคราใดน้ าตาเล็ดพังลงทุกที ต้องหาที่สงบสงัดอยู่คนเดียว ไม่อยากพูดจาปราศัยกับใคร แต่ก็ไม่สามารถที่จะท าให้หายความคิดถึง นางศรีชมได้ และร าพึงร าพันถึงคนรักว่าท าไมลักหนึจากไปโดยไม่คิดถึงความหลังบ้างเลย พบว่า มี หลักธรรมค าสอนดังนี้ ๑๙.คติธรรม ได้แก่ ค าว่า มาละพี่ไว้ อยู่นอนกับไผ ครอบครัวอันใดริบล้อนมาเสี้ยงตั้งแต่ ชาย พรากนายแก้มเกลี้ยง หัวอกพี่เพียงจะม้าง หมายถึง คติธรรม ซึ่งตรงกับที่ท่าน ว.วชิรเมธีได้กล่าว
๓๔ ไว้ว่า “ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์ ความสุขไม่เคยไปจากใจเรา มี แต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจ ๒๐.ค าสอนให้รู้ว่าของดีหรือของเทียม ได้แก่ ค าว่า เดิมทีว่าไหมเมินไปว่าฝ้ายน้องสังบ่ อาย ค ากึ๊ด” หมายถึง เป็นการเปรียบเปรยให้รู้ว่า ไหมเป็นของดีมีค่ากว่าฝ้าย ๒๑.ค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า พี่บ่มีปื๋นใส่ชืนลูกแหล้ง แสวงแอ่วเดิน ป่าเนื้อ” หมายถึง ถ้ามีลูกปืนไม่เต็มรังปืนอย่าได้เข้าป่าล่าเนื้อ จะท าให้พลาดพลั้งได้ นั้นคือ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุก ด้านก่อนไปท างานใด ๆ ตรงกับค าคมที่ว่า “ปื๋นบ่เต๋มแหล้ง อย่าไปเข้าป่า บทที่ ๔๓-๔๙ เป็นการพรรณาถึงถ้อยค ารักระหว่างทั้งคู่ที่เคยพูดคุยกัน สัญญากัน โดยเฉพาะค าที่นางศรีชมได้พูดไว้ยังจ าได้ทุกค าพูดไม่ลืมเลือน เช่น แม้จะขุดหลุมอยู่อาศัยในรูแคบ ๆ ก็จะตามไปอยู่ด้วย หรือจะสร้างบ้านใหม่ถ้าจะให้ญาติ ๆ ของนางศรีชมไปช่วยก็ยินดีขอพวกญาติ ๆ ไปช่วยอย่างเต็มความสามารถ เป็นต้น พบว่า มีหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๒๒.ค าคม ได้แก่ ค าว่าปุ่นปาย (พาย) นาย แม่แก้วแก่นเชื้อมาเหยืองเบื่อข้า กานายลาง มามาดมื้อแม่แก้วสีผายจ๋าฟู่ชายร้อยเยื่องพันข้อสองจ๋ากันเมื่อค ารักป้อ ที่หอนอนในก๋างมุ้ง หมายถึง เหตุผลของคนๆหนึ่ง อาจจะไม่ใช่เหตุผลของคนอีกคนหนึ่ง ๒๓.คติค าสอน ได้แก่ ค าว่าเต็มว่าเข้าขุมรูดินกีดจ๊อม (ช้อม)จักต๋ามถ่อมเข้า รูดินเต็มปลูก ยก หอเรือนตั้งกิ๋น อยู่แขวงแดนดินลับแลงแคว่นใต้หมายถึง คติค าสอนที่ว่า “บางสิ่งของชีวิตไม่ จ าเป็นต้องจ า ถ้ามันท าให้เจ็บแต่บางสิ่งก็ควรจะเก็บ ถ้ามันเป็นความเจ็บที่น่าจ า” ๒๔.หลักธรรม ได้แก่ ค าว่าเต็มไปเทศท้องนครสายสินธุ์เถิงแดนดินเชียงใหม่แก้วกว้างน้อง จักติดต๋าม ที่แพงแฝงข้าง ต๋างไปไชเผ่าเชื้อ หมายถึง นางศรีชมจะติดตามพระยาพรหมไปทุกแห่งจะ เคียงข้างไปตลอด แม้จะไปนครล าปาง หรือเชียงใหม่ก็จะตามไป โดยถือว่าไปเชื่อมสัมพันธ์กับญาติๆ ของพระยาพรหม ตรงกับหลักธรรมที่ว่า “วิสาสา ปรมา ญาติ. ความคุ้ยเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง” บทที่ ๕๐-๕๔ เป็นการบรรยายพรรณาถึงค าพูดของนางศรีชมที่เคยพูดไว้ถึงญาติพี่น้องที่ ชื่อพระยาเตชะว่าได้หายจากบ้านเมืองไปอยู่ไหนไม่รู้ อาจจะอยู่ที่เชียงใหม่ก็ได้ ถ้าพี่ไปก็จะถือโอกาส ตามไปด้วยเพื่อไปตามหาญาติผู้ใหญ่ท่านนั้นด้วย และได้ตัดพ้อต่อว่านางศรีชมว่าเป็นคนที่ลืมค าพูด ตนเองเปรียบเหมือนคนทอผ้าเมื่อได้ฟืมใหม่ก็เก็บฟืมเก่าไปโดยลืมประโยชน์ของฟืมทอผ้าอันเก่า พบว่า มีหลักธรรมค าสอนดังนี้ ๒๕.หลักธรรม ได้แก่ ค าว่าค าฟู่นายแม่เก้าวิดว้องพี่จ าจื่อได้นายลืมมาทุมทอดซัด ค ารัก เสียหลืมเหมือนเขาพันฟืมอันปุดเก่าเกื้อ หมายถึง หลักค าสอนตรงกับโอวาทธรรมของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง ต.แม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ที่ว่า “ก าหนดตั้งสัจจะไว้ในจิตในใจ ละความมัว เมาออกให้หมด” หมายถึง คนเราต้องมีสัจจะต่อตนเอง และละความมัวเมาทั้งหมดออกจากจิตใจ ๒๖.ค าคม ได้แก่ ค าว่า รักใจ๋บ่ติด แป๋งใจ๋บ่เอื้อ เหมือนสะทวงวางรูปช้าง หมายถึงการไม่ มีใจผูกพัน เอื้อเฟื้อต่อกัน แล้วยังทิ้งขว้างไม่ใยดีอีก เช่น รูปช้างปั้นใส่ในกระบะบัดพลี ิเสร็จพิธีแล้วก็ ทิ้ง ๒๗.ค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า เก็บผักหื้อเอาตึงเครือ เก็บบ่าเขือหื้อเอาตึงขวั๊น หมายถึง ท าอะไรให้เรียบร้อย อย่าเอาส่วนที่มีประโยชน์แล้วทิ้งส่วนอื่นไว้
๓๕ ๒๘.คติค าสอน ได้แก่ค าว่า พี่รักจ๋งแฝงนายแพงจ๋งม้าง พี่สานก่อสร้าง นายเต (เท) หมายถึง คนหนึ่งเป็นคนสร้าง คนก่อความรักขึ้นอย่างตั้งใจจริง แต่อีกคนเป็นท าลายความรักนั้น ทั้งหมด ตรงกับคติค าสอนที่ว่า “ขี้ควายไหลตวยน้ า” หมายถึง ผู้หญิงใจโลเล ไม่แน่นอน ใครพูดก็เชื่อ เขาไปเสียหมด บทค่าวที่ ๕๕-๖๐ เป็นการพรรณาถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่นางศรีชมได้เล่าให้พระยาพรหมฟัง ถึงญาติพี่น้องของนางมาว่ากล่าวให้เสีย ๆ หาย ๆ บางครั้งโต้เถียงกันเสียงสนั่นลั่นไปให้คนอื่นได้ยินท า ให้อับอายคนทั้งหลายมาก พระยาพรหมยังจ าได้เสมอ ตัวนางศรีชมเองยังได้กล่าวว่าที่กินที่นอนคับ แคบยังทนอยู่ได้ แต่นี้มีคับอกคับใจ คิดอะไรไม่ออกหัวอกจะแตกตายอยู่แล้ว ญาติเขาเหล่านั้น กล่าวหาว่านางศรีชมเป็นคนใจแคบไม่มีน้ าใจ พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๒๙.สุภาษิตค าสอน ได้แก่ค าว่า บ่ใช่อื่นไกล๋พี่ใกล้น้องชั้นจ๋าแดกหย้อทึงวันในวันนี้ก็ผิด เถียงกั๋น เสียงเนืองนันเหมือนเรือนจักปลิ้น” หมายถึงพี่น้องที่ใกล้ชิดกันนั้นแหละเกิดทะเลาะวิวาทกัน ดุด่าว่ากล่าวกันสนั่นบ้านเหมือนบ้านจักแตก แต่ไม่สามารถที่จะแยกกันได้ ตรงกับสุภาษิตค าสอนที่ว่า “พี่น้องผิดกันเหมือนพร้าฟันน้ า” หมายถึงเอามีดฟันน้ าสักกี่ครั้งก็ตามน้ าย่อมไม่ขาดกัน ฉันใด พี่น้อง กันก็ตัดกันไม่ขาดฉันนั้น หรือตรงกับสุภาษิตภาคกลางที่ว่า “ลิ้นกับฟัน” นั้นเอง ๓๐.หลักธรรม ได้แก่ค าว่าว่าข้าน้องนี้ขี้คร้านหุงแก๋ง บ่แป๋งแลงงายทั้งน้ าและข้าว บ่ใคร่ ตักต๋ าท าตั๋วดั่งเจ้าเขานินทาว่าน้อง หมายความว่า ญาติพี่น้องเขาเล่านินทาว่านางศรีชมเป็นคนเกลียด คร้าน ไม่ท าอะไรเลย แม้จะท ากับข้าวปลาอาหาร ท าตัวเหมือนเป็นพระราชา ตรงกับหลักธรรมที่ว่า “นตฺถิโลเกอนินฺทิโต. คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก บทที่ ๖๑-๖๖ เป็นการพรรณาความที่นางศรีชมได้เล่าให้ฟังต่อจากบทที่ ๖๐ ว่า นอกจาก ขี้เกลียดท าข้าวปลาอาหารแล้วยังไม่ช่วยงานอื่นอีก เช่น การย้อมผ้า ทอผ้า เดินไปทางไหนก็ไม่มีความ อ่อนน้อมถ่อมตน ท าอะไรท าตามอ าเภอใจไม่ขออนุญาต มองข้ามความเป็นญาติ จนท าให้นางศรีชม อยู่ไหนไม่เป็นสุขเลยไม่ว่าจะนั่งหรือนอนมีแต่ร้อนอกร้อนใจ แต่ที่ทนอยู่ได้เพราะมีพี่ (พระยาพรหม) คอยปกป้องให้ก าลังใจ แต่สุดท้ายความรักของเราก็มาสะบั้นลงอย่างไม่คาดคิด พี่ก็เลยคิดว่าเป็น เพราะญาติ ๆ ของนางไม่พอใจและจงเกลียดจงชังพระยาพรหม กล่าวหาว่าไปหลอกลวงนางมา และ กล่าวว่านางเป็นเพียงเมียชั่วคราวเท่านั้น พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๓๑.ธรรมสุภาษิต ได้แก่ค าว่า บ่เตื่อมก๊ า (ค้ า) ท าทอปั่นแป๋ง รักบ่ารักแรงบ่แยงบ่ใกล้จัก อดทน จ๋นพอบ่ได้ เขาจ๋าร่ าไรว่าพร้อม หมายถึง เป็นผู้หญิงที่มีความประพฤติที่ไม่ดีไม่เหมาะสม ไม่ ช่วยเหลือญาติพี่น้อง ตรงกับธรรมสุภาษิตว่า “มลิตฺถิยา ทุจฺจริต . ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของ หญิง” ๓๒.คติค าสอน ได้แก่ ค าว่า ท าตามชอบเนื้อ อ าเภอน้ าใจ๋เสมอทาสใน น้ าเงินหากข้ามจ๋า ข่มเหง คะเนงจ่มส้าม มีแต่ความเดือดร้อน หมายถึง ญาติเขาว่าให้นางศรีชมท าอะไรตามอ าเภอใจ ดุ ด่าเธอเหมือนเป็นทาสน้ าเงินของพวกเขา ตรงกับคติค าสอนที่ว่า “กินแล้วหื้อเก็บ เจ็บแล้วหื้อ จ า” หมายถึง กินอาหารแล้วให้รู้จักเก็บภาชนะ คนอื่นเขาท าให้เจ็บใจก็ให้ควรจดจ า ๓๓.ส านวนภาษิต ได้แก่ค าว่า จุสุ่ยเพี๊ยกหื้อน้องใจ๋จ๋าง ล่อลวงพราง หื้อว้างคว่างถิ้มค ารัก เรา เป็นเกลียวแท่งหลิ้มมาจ๋งตัดฟัน ปั่นม้าง หมายถึง การยุแย่ผัวเมียให้เกลียดชัง ตรงกับส านวน ภาษิตภาคกลางที่ว่า “ยุให้ร า ต าให้รั่ว” นั่นเอง
๓๖ บทค่าวที่ ๖๗-๗๐ เป็นการพรรณาถึงญาติพี่น้องของนางศรีชมที่ต้องการให้ทั้งสองได้ พรากจากกัน โดยใส่ความว่าพระยาพรหมเป็นคนอัปปรีย์ ค้นค าร้าย ๆ มาว่ามากล่าวให้เสีย ๆ หาย ๆ ญาติของนางศรีชมเป็นคนใจทมิฬโหดร้ายใจแคบ ไม่ห่วงญาติพี่น้องเลย แม้เป็นพี่น้องร่วมมารดา เดียวกันก็ตาม ค าพูดของเขาเสียดแทงใจเหน็บแนมท าให้เจ็บยิ่งกว่าเหล็กไนของตัวต่อและผึ้ง พบว่า มี หลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๓๔.ธรรมสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า เขาปรารถนา หื้อข้าเป็นร้างเจียนจากข้างสามีกลั๋วเราพี่ น้อง หย่องพากันหนี เขากลัวเสียทีของดีพร่อยบ้างคนอัปรีย์ บ่ดีจ๋าอ้างก็เก็บเอามาว่าพร้อม หมายถึง ญาติ ๆ เขาไม่พอใจที่นางศรีชมไปชอบพระยาพรหมซึ่งเป็นคนจนไม่หัวนอนปลายเท้า จึงได้กล่าววาจา ที่หยาบคายหลายประการ อะไรที่ไม่ดีเก็บมาว่าหมดเลย ตรงกับธรรมสุภาษิตที่ว่า “ทุฏฺฐสฺสผรุสวาจา. คนโกรธมีวาจาหยาบคาย” ๓๕.ค าคม ได้แก่ค าว่า ใจถะหมินกึดสั้นหมิ่นช้อมบ่กึ๊ดอ่วงอ้อม พงศ์พันธุ์พี่กับน้อง ร่วม ท้องเดียวกั๋นบ่รักแปงปันเขาหันแต่ได้บ่รู้จักไผพี่ไกล๋น้องใกล้ ใจ๋อาธรรม์ เปรตยักษ์หมายถึง คนมี ความสั้นใจคับแคบ แม้เป็นพี่น้องเดียวกันก็ไม่รักกัน เพราะเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ใจร้ายใจอาธรรม์เช่น พวกเปรต พวกยักษ์ ตรงกับค าคมที่ว่า “เศษแก้วมันบาดคม เศษคารมมันบาดใจ” ๓๖.ค าสอนล้านนา ได้แก่ ค าว่า ค าจ่มฟ้อง ปูนปวดเจ็บใจเพศเพียงไมแม่แตนต่อเผิ้ง หมายถึง คารมค าพูดของคนท าให้เกิดความเจ็บใจนัก เหมือนดังถูกเหล็กไนของตัวต่อตัวผึ้ง ตรงกับค า สอนล้านนาที่ว่า “คนอู้ได้ปากนัก อมแพะเต็มปากยังบ่ฮู้ตัว” หมายถึง ยากนักที่จะห้ามคนพูดมากให้ หยุดพล่าม บทค่าวที่ ๗๑-๗๕ เป็นการพรรณาความเกี่ยวกับญาติพี่น้องของนางศรีชมที่นินทาว่าร้าย ให้นาง จนนางทุกข์ร้อนใจอยู่ที่ใดก็มีแต่ความทุกข์ใจ นอนซมอยู่แต่ในห้องไม่กินข้าวปลาอาหาร ซึ่ง เป็นถ้อยค าที่นางศรีชมได้เล่าให้ฟังยังจ าได้เสมอไม่ลืมเลือน พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๓๗.คติค าคม ได้แก่ ค าว่า เขาหันว่าน้องตกลงลุ่มต๋า บ่หวังเพิ่งพาใช้สอยสืบส้อนหันตกจ๋น ทารนทุกข์ข้อน จ๋มดินดอนลุ่มพื้น หมายถึง เขาเห็นว่าเป็นคนทุกข์ยากไม่สามารถจะช่วยอะไรเขาได้ แล้ว ซึ่งเดิมทีเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดมา ตรงกับคติค าคมกลอนสุภาพที่ว่า เมื่อมั่งมีมากมาย มิตรหมายมอง เมื่อมัวหมอง มิตรมอง เหมือนหมู่หมา เมื่อไม่มีหมู่มิ่งมิตร ไม่มองมา เมื่อมอดม้วย หมู่ หมูหมา ไม่มามอง” ๓๘.สุภาษิตค าสอน ได้แก่ ค าว่า จาค าใด อ้างถกลากทึ้นขายเลิกหน้าหลังเรือนปูนเจ็บ แสบร้อน สะท้อนใจเฉือนใคร่หนีจากเรือน ลงดินลุ่มใต้มายินขัดใจ ขัดคอกว่าใบ้ วันนี้วันฅ่ าญิงนอน หมายถึง ค าพูดของญาติพี่น้องท าให้อับอายขายหน้า เขาเหน็บแนมตลอดเวลา ตรงกับสุภาษิตค าสอน ของสุนทรภู่ในเพลงยาวถวายโอวาทตอนหนึ่งว่า “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซากแต่ลมปากหวานหู ไม่รู้หายแม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลายเจ็บจนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ” ๓๙.ธรรมสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า ธรรมสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “ขดฅุดฅู้มูบมู้กับหมอน คาบงาย ตอน บ่ลงรอดไส้กึ๊ดจักกลื๋นลืนลงบ่ได้ ใจ๋นายอวนป่วนปุ๊” หมายถึง นอนครุ่นคิดแต่ในห้องไปออกไป ไหน แม้ข้าวปลาก็ไม่ยอมทาน กระอักกระอ่วนใจ ถ้าแข็งไปก็ไม่ดีเป็นการสร้างเวรภัย อ่อนไปก็ถูกเขา รังแกเช่นนี้ คิดไม่ตก ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “ปริภูโต มุทุ โหติ อติติกฺโข จ เวรวา : อ่อนไปก็ถูกเขาหมิ่น แข็งไปก็มีภัยเวร”
๓๗ ๔๐.คติค ากลอนสอนใจ ได้แก่ค าว่า คติค ากลอนสอนใจ ได้แก่ค าว่า “พี่จ าใส่ใจ ใส่คอพี่ไท้ บ่หลงหล่าถ้อยสักค ามีแต่น้อง ฟู่แล้วบ่จ าก๋ ายีย าฟู่ไหนลืมหั้นฟันไหนบ่ปุดหยุบไหนบ่หมั้น พ้อยตัดบั่น ฟันค ารัก”หมายถึง ค าพูดของนางศรีชม พระยาพรหมจ าได้ทุกค าพูดไม่ลืมเลือน ตรงกับคติค ากลอน สอนใจของสุนทรภู่เรื่องพระอภัยมณีตอนหนึ่งว่า “เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก แต่น้ าผักต้ม ขม ชมว่าหวาน ครั้นรักจาง ห่างเหิน ไปเนิ่นนาน แต่น้ าตาล ว่าเปรี้ยว ไม่เหลียวแล” บทค่าวที่ ๗๖-๘๐ เป็นการพรรณาถึงหัวใจผู้หญิงอย่างศรีชมว่า ท าไมเป็นคนที่ใจไม่หนัก แน่น โลเล เชื่อคนง่าย หรือนางเป็นคนลักษณะจับปลาสองมือ ท าไมนางไม่ท าตัวเหมือนเหล็กกล้าที่ พร้อมฟันทุกสิ่งที่ขว้างหน้า แต่ท าไมนางถึงมาทิ้งพี่ไว้ให้เป็นทุกข์ แต่นางกลับไปเสวยสุขอยู่คนเดียว ถ้าเจอจะจับแขนถามว่าท าไมถึงท าอย่างนี้ แต่นี้ไม่มีโอกาสจะท าอย่างนั้น จึงได้แต่งสารฝากคนอื่นไป ให้เพื่อระบายความรักที่มีต่อนางอย่างไม่เสื่อมคลาย พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๔๑. ค าอุปมาอุปไมย ได้แก่ค าว่า “มางืดหัวใจ๋ดูเบาแท้ตั๊กเหมือนฟองนุ่นแห้งลมปือสิบ เบี้ยฝายน้ า น้องใฝ่จ๋งถือ ห้าเบี้ยยังมือคว่างซัดรีบห้าวป๊อยเกาะสองมือ มาตือสองส้าว ขาวด าเอาคู่เชื้อ หมายถึง เปรียบเปรยใจของนางศรีชมนั้นเบาเหมือนปุยนุ่นลมพัดไปทางไหนก็ปลิวไปทางนั้น หรือ เปรียบเหมือนฝั่งน้ าข้างมีเงินให้สิบเบี้ย แต่ในมือนางขณะนี้มีอยู่ห้าเบี้ย นางอยากได้สิบเบี้ยจึงทิ้งห้า เบี้ยในมือวิ่งไปหยิบถือสิบเบี้ย เป็นคนที่ไม่เลือกว่าอะไรดีหรือไม่ดีเอาทั้งขาวทั้งด า ตรงกับค า อุปมาอุปไมยที่ว่า “เบาเหมือนนุ่น” หมายถึงเบามาก ๆ ๔๒. หลักธรรมพุทธสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “นายได้เถิงสุขละทุกข์ไว้ให้ จนยกยอไปบ่แพ้” หมายถึง นางศรีชมรักตัวเองห่วงตัวเอง ทิ้งพระยาพรหมให้ทุกข์ทรมานอยู่คนเดียว ตรงกับสุภาษิต ที่มาในสังยุตตนิกายสังฆราช ที่ว่า “นตฺถิอตฺตสม เปม . ความรัก (อื่น) เสมอด้วยตนไม่มี” ๑ ๔๓. คติค าสอน ได้แก่ค าว่า “ใคร่ก๋ าแขนถาม สักค าดูแท้หื้อจริงแน่แจ้ง ใจพรหมสารเรื่อง ทุกข์ส่ าเนากลอนกลม จักไขบอกชมทังอายเผิดหน้ากลัวนายติเตียนนินทาขวัญข้า ย้อนตัวนายมา ทิ้ง ละ” หมายถึง อยากจะจับแขนนางศรีชมถามความจริงสักค าว่าท าไมถึงทิ้งพรหมไป แต่ถึงอย่างไรพระ ยาพรหมก็ยังรักศรีชมไม่เสื่อมคลาย ตรงกับค ากลอนสุนทรภู่เรื่องนิราศภูเขาทองตอนหนึ่งว่า “ถึงทุกข์ ใครในโลกที่โศกเศร้าไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหาจะพลัดพรากจากกันไม่ทันลาใช้แต่ตาต่างถ้อยสุนทร วอน” ๔๔. คติ ได้แก่ค าว่า “เหตุค าสีเนห์พี่ได้ค้างเคิ้นจิ่งแปงแต่งสร้างสารเทิงทะเลเลิงจักไขหื้อ กว้าง ข่างท้างเมื่อพายลูนก่อนแหล่นายเหย” หมายถึง ความรักของพระยาพรหมที่มีต่อศรีชมยังไม่ หมดจะส่งสารมาถึงอีกในโอกาสต่อไปข้างหน้า ตรงกับค ากลอนสอนใจที่สุนทรภู่ได้แต่งไว้ในเรื่องพระ อภัยมณีตอนหนึ่งว่า “ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน แม้นเกิดในใต้หล้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา” จึงสรุปได้ว่า บทที่ ๑ รอมถนัดนี้มีหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๔๔ ประการ ๑ ส . ส.๑๕/๙.
๓๘ ๓.๓หลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ตามเนื้อหาบทที่ ๒ เจตนา (การตั้งใจที่จะท า) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๒ เจตนา (การตั้งใจที่จะท า) พบว่ามี หลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๑๕ ประการ ซึ่งบทที่ ๒ นี้ เรียกว่า เจตนา หมายถึงการตั้งใจที่จะท า ตั้งใจที่จะให้คนอีกคนหนึ่งได้น้อมระลึกถึงอดีตที่หวานชื่น มีบทย่อยภายใน ทั้งหมด ๖๒ บทค่าวพอสรุปหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ ดังนี้ บทค่าวที่ ๑ –๓ เป็นการอารัมภบทต่อจากบทที่รอมถนัด ไม่มีสุภาษิตค าสอนใด ท่านได้ กล่าวตัดพ้อต่อว่านางศรีชมว่าเป็นคนที่มีจิตใจที่ไม่มั่นคง เพียงเขาพูดนิดเดียวก็หนีตามเขาไปเสียแล้ว ไม่เคยคิดถึงค าพูดเดิมที่เคยให้ค าสัญญากันไว้พี่จ าได้เสมอไม่ลืมเลือน เป็นการอารัมภบทจะเริ่มต้น ของสารรักตอนที่ ๒ ไม่พบว่า มีหลักธรรมค าสอนใด บทค่าวที่ ๔-๘ เป็นการพรรณาถึงเรื่องที่พระยาพรหมได้ให้สติเตือนใจนางศรีชมถึงการ อดทนต่อค าพูดของญาติ ๆ ที่เขาพูดจาดูหมิ่นดูแคลน อย่าได้โต้ตอบจะเป็นการยั่วโทสะเขาให้เกิดด่า ทอ ทะเลาะวิวาทกันเปล่า ๆ พี่น้องกันยังไง ๆ ก็ตัดกันไม่ขาด เหมือนเอามีดไปฟันน้ ามันไม่ขาดฉันใด พี่น้องกันก็ฉันนั้น อย่าได้พยาบาทกันเลย ให้ท าใจกว้าง ๆ ไว้เหมือนกับแม่น้ านทีใหญ่ทั้งหลาย อย่าได้ ไปถือว่าคนนั้นดี คนนั้นไม่ดี จักท าให้จิตใจเรามืดมัว ท าอะไรให้ท าแต่พอใจไม่ต้องท าอะไรให้เกิน พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๑. หลักธรรมสุภาษิตได้แก่ค าว่า “พี่ยังเหลียวจา ตอบค าน้องเหน้า ว่าอดทนเอาเทอะ น้อง และค าว่า เจ้าน้องรัก จุ่งอดขันตี หื้อแปงใจดี เหมือนน้ าทังห้าร้ายเสียออนช่างดีปางหล้า ก็หุมมี มา ป่าล้า” หมายถึง สอนให้รู้จักอดทนต่อค าพูดส่อเสียดของคนอื่น ต้องท ากว้างเหมือนแม่น้ านทีตรง กับหลักธรรมสุภาษิตที่ว่า “ขนฺติ หิตสุขาวหา. ความอดทนน ามาซึ่งประโยชน์สุข” ๑ ๒. คติค าสอน ได้แก่ค าว่า “เต็มว่าเขาจา หยาบกล้าจ่มฟ้อง อย่าบังตอบถ้อยเนอนายจัก เกิดโกธะ ด่าทอกันหลายเป็นที่อับอายพี่น้องชาวบ้านท่านจักจาขวัญ นินทาเล่าต้าน อย่าจาค างาน ล่วงล้ า และค าว่า อย่าทือไผดี อย่าติไผช้าช่างเป็นเมฆฝ้าพามัวค่อยอยู่ตามน้ า ค่อยท าตามตัว น้ า เพียงใดดอกบัวเพียงอั้น” หมายถึง เมื่อเขาดุด่าอย่าได้ดุด่าตอบมันจักเกิดความเดือดร้อน อายพี่น้อง ชาวบ้าน และจักเกิดการทะเลาะวิวาทกันเพราะความโกรธ ตรงกับค าสอนของพระพยอมกลฺยาโณ ที่ว่า “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ไม่โกรธดีกว่า ไม่บ้าไม่โง่” ๓. ค าคม ได้แก่ค าว่า “พี่น้องผิดกัน เหมือนพร้าฟันน้ า อย่าก าผูกหมั้นทือเวรเปอะเปิกนั้น น้ าหากพาเป็นเอาน้ าใสเย็น ซ่วยเปอะจิ่งเสี้ยงพี่น้องผิดกันเหมือนเหล็กขี้เหมี้ยงเต็มฝนแล้วหากทึงมี” ได้ค าคม ๒ ข้อ คือ (๑) พี่น้องกันตัดกันไม่ขาด อย่าถือโทษโกรธกันเลย และ (๒) พี่น้องกันเหมือนสนิม ที่เกาะกินเหล็ก แม้เราจะฝนแล้ว แต่ก็ต้องเกิดขึ้นอีกไม่มีวันหาย บทค่าวที่ ๙-๑๓ เป็นการพรรณาให้นางศรีชม ได้พิจารณาให้ถ้วนถี่ ท าจิตใจให้ดี ให้ อ่อนหวานเช่นน้ าอ้อยระคนด้วยน้ าตาลและผสมน้ าผึ้ง ร าพึงร าพรรณถึงค าสอนของตนเองที่เฝ้าสอน บอกเตือนนางศรีชมเมื่อครั้งอยู่ด้วยกัน ค าพูดที่ท าให้ผิดเถียงกันนั้นในโลกนี้ย่อมมีอย่างไม่สิ้นสุดเฉก เช่นถ้วยและช้อนซึ่งเป็นของไม่มีวิญญาณอยู่ด้วยกันยังรู้จักกระทบกระแทกกันรู้จักบิ่นไป แล้วปุถุชน ไม่มีใครหลีกพ้นได้ ไม่ใช่มีเฉพาะศรีชมคนเดียวที่ทุกข์ใจเช่นนี้ พบว่า มีหลักธรรมค าสอน ดังนี้ ๑ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรณาณวโรรส. หมวดขันติ ความอดทน. หน้า ๑๙.
๓๙ ๔. ค าสอนให้ก าลังใจ ได้แก่ค าว่า “แปงใจหวาน เพศตาลคนอ้อยสูนใส่ทวย มธุ” หมายถึง ท าจิตใจให้กว้าง ท าใจให้อ่อนหวานเช่นน้ าอ้อยระคนด้วยน้ าตาลและผสมด้วยน้ าผึ้ง ตรงกับค าสอนที่ ให้ก าลังใจว่า “ใจดีสู้เสือ” กล่าวคือ เขาร้ายมาก็อย่าร้ายตอบ ค่อย ๆ ใช้ค าพูดที่อ่อนโยน อ่อนหวาน อย่าให้ความโกรธเข้าครอบง าเพราะฟังค าพูดของเขาที่ยั่วยุ ๕. สุภาษิตโบราณล้านนา ได้แก่ค าว่า “ถ้วยและช้อน เครื่องครัวสงสาร บีมีวิญญาณ ยังรู้ ถูกต้อง ฟัดฟอกกัน เสียงดังขิ้งข้อง แหงแตกในลั่นชัด” หมายถึง ถ้วย ช้อน ซึ่งเป็นสิ่งของที่ไม่มี วิญญาณ อยู่ด้วยกันตลอดแต่ก็ยังมีการกระทบกันท าให้แตกร้าวได้ ดังนั้นอย่าถือสาคนเราอยู่ด้วยกัน ย่อมผิดเถียงกันบ้างเป็นธรรมดาของมนุษย์ ส่วนบทค่าวที่ ๑๔ – ๒๐ เป็นการพรรณนาย้อนความหลังให้ศรีชมฟังว่า พระยาพรหม เคยพูดถึงเหตุแห่งทุกข์ของนางนั้นเกิดจากสามีเก่าที่ตายไปนั้นสร้างหนี้สินเอาไว้ให้ และได้เหยาะ หยอกเกี่ยวกับสามีเก่าของนางที่ตายไปนั้นโดยให้บอกนางว่า สามีที่ดี ๆ อย่างนั้นหาที่ไหนได้ง่าย ๆ น้องจ าได้ไหมว่าน้องนั้นอายท าเป็นหัวเราะเชิดหน้าขยับกายออกจากพี่แล้วค่อนพี่ว่า ค าไม่ควรพูดก็ เก็บมาพูดมากล่าว น่าเบื่อจริงคนอะไร สิ่งเหล่านี้พี่ยังจ าได้เสมอ ดังนี้เป็นต้น พบว่ามีคติค าสอน ค าคม หลักธรรมที่แฝงเร้นอยู่ ดังนี้ ๖. สุภาษิตแฝง ค าสอนได้แก่ค าว่า “บ่ริบ่หา พามาแต่หนี้ ถมถอกเท ใส่น้อง” หมายถึง เป็นคนขี้เกียจไม่พยายามแสวงหาทรัพย์สิน มีแต่กู้หนี้ยืมสินเขามาเพิ่มมากขึ้นให้แก่นางศรีชม ตรงกับ สุภาษิตที่ว่า “ทุราวาสาฆราทุกฺขา.เหย้าเรือนที่ปกครองไม่ดีน าทุกข์มาให้.” ๑ ๗. ค าสอน ได้แก่ค าว่า “เป็นหนี้สินเพราะยาฝิ่นห้อของฅิ่นเดิมพอบ่ฅ้าง” เป็นการสอนให้ รู้ว่า การสูบยาฝิ่นสิ่งเสพติดนั้นท าให้ฉิบหายจากทรัพย์สมบัติตน และยังเป็นหนี้เป็นสินอีกด้วย ดังค า กลอนของท่านปราชญ์ที่ได้ประพันธ์ไว้ว่า เฮโรอีนฝิ่นกัญชายาเสพติด มีภัยพิษ ใครไม่รู้ ดูโง่เขลา ทั้งสุรา ยาบ้า สิ่งมึนเมา บุหรี่เหล้า เย้ายวน ชวนให้ลอง แม้นหากใครมีความคิดประจ าจิตหยุดยั้งคิด เว้นหลีกไกลไม่มีหมอง เสียทรัพย์สินสิ้นเปลืองเคืองเงินทองลองตริตรองสักนิด พิจารณา ๘. หลักปฏิบัติทางศาสนา ได้แก่ค าว่า “จุ่งกินทานทวย หยาดน้ าส่งให้” หมายถึง ให้ ปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา คือ ท าบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา (สามีเก่าของศรีชมที่ตายไป) เป็น การอโหสิกรรม อย่าได้ถือโทษ ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “อเวเรนจสมฺมนฺติ.เวรย่อมระงับด้วยการไม่จอง เวร” บทค่าวที่ ๒๑-๒๖ เป็นบทค่าวที่พระยาพรหมได้กล่าวถึงนางศรีชมบ่นว่าน้อยใจที่พระยา พรหมให้นางท าบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้สามีเก่าที่ตายไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขานั้นท าความทุกข์ให้แก่นาง โดยบ่นว่าผัวเก่านั้นเป็นคนที่ท าให้นางสิ้นเนื้อประดาตัว เป็นหนี้เป็นสินแม้สมบัติเดิมของนางก็ไม่มี เหลือ พบว่า มีคติ ค าคม ค าสอน สุภาษิตแฝงอยู่ดังนี้ ๑ พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ นักธรรมชั้นตรี, ข้อที่ ๑๕๖ (ขุ. ธ. ๒๕/๕๕.), หน้า ๒๖.
๔๐ ๙. ค าสอนใจให้ท าดี ได้แก่ค าว่า “ทุกฅืนวัน ทอดทานน้ าเข้าหวังเป็นปัจจัย ไปนิพพานเจ้า ผันบันเอาหลั่งน้ า” หมายถึง ท าบุญให้ทาน และกรวดน้ าอุทิศส่วนกุศลทุกวันนี้ หวังเพื่อไปสู่พระ นิพพานเท่านั้น ไม่ได้ท าบุญ กรวดน้ าไปหาสามีเก่า จะท าบุญอุทิศให้ก็ต่อเมื่อหลับฝันเห็นเขาเท่านั้น ตรงกับส านวนที่ว่า “ไม่เผาผี” บทค่าวที่ ๒๗-๓๑ เป็นบทค่าวที่พรรณาถึงความหลังระหว่างพระยาพรหมโวหารกับนาง ศรีชมว่า ศรีชมนั้นได้เล่าเรื่องทุกข์ที่เกิดจากสามีเก่า และคิดว่าเมื่อมาเจอคนใหม่ คือพระยาพรหมจะ เป็นที่พึ่งพาอาศัยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรได้ เป็นการยอกล้อกันอย่างมีความสุขควรจดจ าเป็นอย่างยิ่ง พบว่า มีค าคม ค าสอน หลักธรรมที่แฝงอยู่ดังนี้ ๑๐. ค าสุภาษิตล้านนา ได้แก่ค าว่า “ยามเมื่อเป็นดี หากมีเก้าป้า แฝงทวยมาบ่ช้าชาตาลง พันธุ์พงศ์พี่น้า บ่เหลียวผ่อหน้า มาไช...เพิ่งพี่เจ็บท้องเพิ่งน้องเจ็บใจ คึดสังอันใด ใจตันตีบเสี้ยง” หมายถึง เมื่อเรามีทรัพย์สมบัติมีแต่คนไปมาหาสู่อย่างไม่ขาดเลย แต่เมื่อสิ้นไร้ประดาตัว ไม่มีใครมา แวะมาหา หวังจะพึ่งพิงอาศัยใครไม่ได้เลย ตรงกับค ากลอนบทหนึ่งที่นักปราชญ์ได้แต่งไว้น่าฟังยิ่งว่า “เมื่อมั่งมี มากมาย มิตรหมายมอง เมื่อมัวหมอง มิตรมอง เหมือนหมูหมา เมื่อไม่มี มิ่งมิตร ไม่มองมา เมื่อมอดม้วย หมูหมา ไม่มามอง” ๑๑. ค าเปรียบเทียบความหวัง ได้แก่ค าว่า “นึ่งคึดนึ่งหมอง นึ่งคองนึ่งเหมี้ยงมาหันแต่ เรียม พี่ไธ้...เสมอเหมือน โพธิ์ไทรกิ่งไม้ อั้นมีร่มกว้าง หนาใบ” หมายถึง การเปรียบเทียบความหวัง ของศรีชม ซึ่งผิดหวังจากสามีเก่า ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าใจ ก็เห็นแต่พระยาพรหมเท่านั้นจักเป็นที่พึ่งได้เปรียบ เหมือนต้นโพธิ์ใหญ่ที่มีร่มใบกว้างหนา สามารถให้ความอบอุ่นได้ตลอดชีวิต บทค่าวที่ ๓๐-๓๕ เป็นบทค่าวที่พรรณาถึงความรัก ความหวาน ความหวัง ของทั้งคู่ และ การให้ค ามั่นสัญญาแก่กันและกัน พบว่า มีค าคม ค าสอน สุภาษิต แฝงอยู่ดังนี้ ๑๒. ค าคม ค าเปรียบเทียบความสุขระหว่างคนรัก ได้แก่ค าว่า “พี่พิงป้างขวา นายพิงป้าง ซ้ายเมาะม่อยหน้า เชยชมหอมกลิ่นเท้า ระเมากวนกลมพี่จูบพี่ชม ดมสองฝ่ายแก้มน้องยังยื่นปัน หมากสุบพลูแหล้ม สองยินดี โล่งทัดสองกลมเกลียว บ่ทุมทอดซัด สองโล่งด้วย ปิยา” เป็นการ เปรียบเทียบความรัก ความหวานชื่นของคนรักกัน กล่าวคือ พี่ (หมายถึงพระยาพรหมโวหาร) นั่งอิง แอบแนบชิดใกล้อยู่ทางด้านขวา ส่วนนางศรีชม นั่งอิบแอบอยู่ด้านซ้ายของพระยาพรหม เอาหน้าแอบ อิงกัน ชายจูบชมสองฝ่ายแก้ม ศรีชมยังท าสุบหมากสุบพลูให้ทานเลย ทั้งสองคนยังมีความเข้าใจกันดี จากนั้นก็ได้สั่งเสียว่า วันพรุ่งนี้จะไปติดตามหนี้สินที่บ้านท่าเสา ประมาณ ๗-๘ วัน ดั่งสุภาษิตที่ว่า นตฺถิตณฺหา สมานที. แม่น้ าเสมอด้วยตัณหาไม่มี. ๑๓. สุภาษิตธรรม ได้แก่ค าว่า “บ่ฟู่ตอแหล เซือนแซหลีกลี้บ่โกงฉ้อปลิ้น หนีค าพี่จาสั่ง น้อง แม่มอนตาข าหลายเยื่องหลายค าสั่งแหน้นทึกแหน้นจนเหลียกแหลวซ้ าฅืนเขี้ยวแข้น สองเออนอ ต่อท้า” หมายถึง ค ามั่นสัญญาที่ทั้งสองให้แก่กันและกัน โดยจะกลับมาตามสัญญาไม่หนีไปไหน ขอให้ ศรีชมเชื่อใจเถอะ ตรงกับธรรมสุภาษิตที่ว่า “ ยถาวาทีตถาการี.พูดอย่างใดพึงท าอย่างนั้น๑ ๑ กรมหลวงพระยาวชิรญาณวโรรส. พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ นักธรรมชั้นตรี, (กรุงเทพฯ : เลี่ยงเซียง, ๒๕๕๕), (ข้อที่ ๓๔๓) หน้า ๕๕.
๔๑ บทค่าวที่ ๓๖-๔๓ เป็นบทพรรณาร าพึงร าพันถึงค าพูดของตนเอง (พระยาพรหม) ว่าได้ พูดจาสั่งเสียกับนางศรีชม ก่อนที่จะออกจากบ้านไปถามทวงหนี้จากลูกหนี้ต่างบ้าน และได้สอนบอก ถึงแนวการปฏิบัติตนถ้ามีเจ้าหนี้มาถาม ไปครั้งนี้นานที่สุดไม่เกินครึ่งเดือนก็จะกลับมา ถ้ามีคนมาถาม หนี้สิน หรือมาว่ากล่าวอะไรก็ขอให้อดทนไว้ อย่าได้ตอบโต้ เป็นการย้อนอดีตให้นางศรีชมได้คิดถึง ความหลังพบว่า มีค าคม คติค าสอน หลักธรรมแฝงอยู่ดังนี้ ๑๔. ค าสอนให้ใจเย็น ได้แก่ค าว่า “แม่นเขาค้นคว้าว่าหื้อลูนหลัง เมื่อพี่บ่ยัง อย่ารนร้อน ไหม้เต็มเขาจักขาย สืบไปเหนือใต้ก็ตามดวงทัย อย่าฅ้านน้องอย่าเสียใจ หมองไหม้เหี่ยวม้าน ก็ สุดแต่ผู้นายเงินหื้อผัดผ่อนไว้ บ่ใช่นานเหิง เต็มทีเมิน ทางเดินต่องเต้าเกิ่งเดือนปลายๆบ่ดายเนอเจ้า หล้างสมค าเรา ร่ าพิจ” หมายถึง ถ้ามีญาติพี่น้องที่เป็นเจ้าหนี้เขามาทวงเงินทวงหนี้ก็อย่าร้อนใจ หาก เขาจะเอานางไปขายให้เอาเงินมาใช้หนี้ก็จงตามใจเขา อีกไม่นานเราก็จะพ้นทุกข์ได้พบสุขแน่นอน ๑๕. ค าสอนให้ก าลังใจ ได้แก่ค าว่า “ของพี่มีเหมือนของแห่งเจ้าท็อกซิสังจานายน้องเหน้า ของหยิบมือเดียวช่างเทอะพี่เสียมา ถ้านพอเทิกเทอะจนเพื่อนเล่าต้าน ลือเมืองเต็มสามเท่านี้ฅิดแทนบ่ เปลือง เจ้าแสงแพงเมือง อย่าเหยืองพี่ต้านเต็มตัวอยู่ไกล ใจยังอยู่บ้าน” หมายถึง ทรัพย์สมบัติของ สามีก็เหมือนของภรรยา หนี้สินเพียงเล็กน้อยเดี๋ยวพี่จัดการทดแทนให้ การไปคราวนี้ไปไม่นาน แม้ตัว พี่จะอยู่ไกล แต่ใจยังอยู่กับเจ้าที่บ้านอยู่เสมอ บทค่าวที่ ๔๔-๕๐ เป็นบทค่าวที่พรรณาถึง ก่อนการเดินทางไปทวงหนี้สินที่ต่างบ้านว่า ก่อนเดินทางนางศรีชมยังตามไปปรึกษาถามเรื่องที่นางเบ้าไปขอให้ไปไถ่เอาลูกสาวเขามาไว้ใช้งานที่ บ้าน ยังบอกว่าลูกสาวนางเบ้านั้นเป็นคนขยัน รูปงาม พร้อมที่จะอยู่เป็นคนรับใช้เราจนถึงเฒ่าแก่ จากนั้น พระยาพรหมยังได้ถามถึงคนชื่อจันทาที่เคยพูดกันไว้ว่าจะเอาอย่างไร นางศรีชมยังเล่าว่า จัน ทานั้นการงานก็เก่ง เสียอย่างเดียวขี้โรค เป็นการปรึกษากันสองคนพี่ยังจ าได้ทุกถ้อยค า และยังไปเชิญ น้อยกา เพื่อนสนิทมาร่วมปรึกษาหารือด้วยกัน ไม่พบหลักธรรมค าสอนที่แฝงอยู่ ส่วนบทค่าวที่ ๕๒-๖๒ ซึ่งเป็นท้ายของวรรณกรรมบทที่ ๒ นี้ก็ไม่พบหลักธรรมค าสอนใด แฝงอยู่เช่นบทค่าวที่ ๔๔-๕๐ กัน เป็นเพียงค าพรรณาถึงความหลังที่ต้องการให้นางศรีชมคิดถึงอดีตที่ เคยอยู่ร่วมกัน เมื่อครั้งก่อนที่จะไปทวงถามหนี้ และขอพักไว้ก่อนและจะเขียนมาหาอีกครั้งในโอกาส ต่อไป ๓.๔หลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ตามเนื้อหาบทที่ ๓ ดวงสลิด (ดวงจิตที่ผูกพัน) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๓ ดวงสลิด (ดวงจิตที่ผูกพัน) พบว่ามี หลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๑๗ ประการ ซึ่งบทที่ ๓ นี้เรียกว่า บทดวงสลิด หมายถึง ดวงจิตที่ผูกพันกับความรักความหลัง ด้วยความหวังที่จะให้คนรักกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ด้วยรักและความหลังอันดูดดื่ม มีบทย่อยภายในทั้งหมด ๑๐๐ บทค่าวพบหลักธรรมค าสอน คติ ค าคม ดังนี้ บทค่าวที่ ๑ –๔ เป็นการอารัมภบทเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงการไปทวงถามหนี้ว่า การไป ทวงถามนั้นทีแรกคิดว่าจะได้จากลูกหนี้ง่าย ๆ แต่ไหนได้มันไม่เป็นไปตามที่คิด มันไม่ง่ายเหมือนเราไป หาผลไม้ หรือหาก้อนกรวดก้อนดินหินทราย แต่ก็พยายามจนได้เงินมาเพื่อจะให้นางศรีชมน าไปชดใช้ หนี้สินที่ติดอยู่กับญาติพี่น้อง ซึ่งเดินทางกลับมาบ้านสันคอกควายในวันแรม ๑๒ ค่ าเดือนหกเหนือ
๔๒ (เดือน ๔ ของภาคกลาง) มาถึงเวลาบ่าย ๆ ยังไม่มีหลักธรรมค าสอนที่ปรากฎในเนื้อหา เป็นเพียงการ กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองที่มีต่อกันเท่านั้นเอง ส่วนบทค่าวที่ ๕ –๑๑ เป็นการพรรณาถึงความคิดของพระยาพรหมโวหารว่า เมื่อ กลับมาบ้านไม่เห็นหน้าศรีภรรยาก็คิดไปในทางที่ดีว่า นางคงไปช่วยการช่วยงานคนอื่น เช่น งานการ กุศลต่างๆ อาจจะไปนอนช่วยเขา หรือมิฉะนั้นก็อาจจะไปหาปูปลาค่ าลงคงกลับมาบ้าน แต่ความคิด เหล่านั้นต้องสะดุดหยุดเมื่อมีเพื่อนบ้านทั้งหลายเขาได้ตะโกนถามว่ารู้หรือยังว่านางศรีชมได้หนีกลับไป เมืองแพร่กับชายต่างหน้าแล้ว บางคนก็หยอกเหยาะว่า นางทอดทิ้งคนที่อยู่ด้วยกันอย่างรู้ใจเสีย แล้ว ไปกับคนต่างถิ่นโดยแย่แสคนเดิมเลย พบว่า มีหลักธรรมค าสอนที่แฝงอยู่เพียง ๑ ข้อ ได้แก่ ๑. ค าพังเพย ที่เปรียบเทียบเปรียบเปรยให้รู้ว่า ความชอบ ไม่ชอบ เคยไม่เคย ได้แก่ ค า ว่า “เพื่อนกินตัวแห ทุมแลตัวคุ้น เพื่อนใจบ่เอื้อ ทางอาว” หมายถึง เขาชอบคนอื่นซึ่งเป็นคนที่เขาเคย คบกันมาแล้ว แต่ต่อมาอยู่หางไกลกัน (ตัวแห) เมื่อได้มาเจอกันก็ทิ้งคนที่เคยอยู่ด้วยกัน (ตัวคุ้น) ไป ดังค าพังเพยที่ว่า “วัวเคยขา ม้าเคยขี่” นั้นเอง บทค่าวที่ ๑๒ –๑๗ เป็นการพรรณาถึงความรู้สึกตัวเองเมื่อรู้ว่าศรีภรรยาหนีกลับ มี ความรู้สึกว่าเหมือนพลัดตกลงห้วยเหวที่ลึก ๑,๐๐๐ วา และพรรณาถึงอารมณ์ของเพื่อนที่ชื่อไชย ลังกา ที่ไปทวงหนี้มาด้วยกันว่า เขาเสียมาก โกรธมากที่ศรีชมท าอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาพยายามส่งเสริม สนับสนุนให้เขาทั้ง ๒ ได้อยู่กันอย่างมีความสุข จึงเสียสละเวลาร่วมคิด ร่วมเดินทาง เพื่อช่วยเหลือ เพื่อน แต่สุดท้ายนางศรีชมท าตัวอย่างนี้ ท าให้เสียความรู้สึกมาก ๆ กาวิทาพูดไปมือก็ฉีกใบกล้วยไป จนย่อยยับกับมือ แม้แต่ป้าค าสีก็บอกในลักษณะเดียวกันกับคนอื่น ๆ พบว่า มีหลักธรรม คติค าสอน ดังนี้ ๒.พุทธสุภาษิต เปรียบเปรยเรื่องความทุกข์ ได้แก่ ค าว่า “ก็เพราะเพื่อสัง เพื่ออั้นค าทุกข์ จักดาท่าวขว้ า ทังยืนเปรียบเหมือนนก ตัวอันถูกปืน เจ็บปวดวืนเพศไฟลุกเอ้า” หมายถึง ความทุกข์ใจ ครั้งนี้ (ที่ศรีภรรยาหนีไป) เป็นความทุกข์ใจที่หนักมากเกือบจะล้มยืน ปรียบเสมือนนกถูกปืน เจ็บปวด รวดร้าวเหมือนไฟลุกท่วมตัว มีความหมายตรงกับสุภาษิตที่ว่า “นตฺถิกามาปร ทุกฺข .ทุกข์(อื่น) ยิ่งกว่า กามย่อมไม่มี๑ นอกจากนี้ เป็นค าพรรณาถึงความน้อยใจ ความโกรธของเพื่อนรักที่ชื่อกาวิทาไม่มี หลักธรรมค าสอนในแฝงอยู่ บทค่าวที่ ๑๘ –๒๐ เป็นการพรรณาถึง ค าพูดของป้าค าสี ซึ่งป้าค าสีได้บอกว่า สิ่งของใด ถ้าไม่มีเจ้าของเฝ้า เช่น ไร่แตง หนองบึง ก็ย่อมจะมีขโมยมาลักย่องเอา ฉันใด นางศรีชมอยู่คนเดียว เมื่อไม่มีสามีอยู่ย่อมจะมีคนลักชื่นชม และเอาไป พบว่ามีคติ ค าสอน หลักธรรมแฝงอยู่ดังนี้ ๓. ค าสอนใจในสิ่งที่ไม่ควรไว้วางใจ ได้แก่ ค าว่า “แมวกับหนู มาชูผูกมิตร ติดสืบเส้นสาย ยาวพระจันทร์อยู่ฟ้า ส่องแจ้งกลางหาวฝูงหมู่เดือนดาวย่อมแฝงแอบอ้อม” เป็นการเปรียบเทียบ เปรียบเปรยให้เห็นว่า แมวเมื่อจะจับหนูย่อมจะลับลี้อยู่ เจอหนูเมื่อไรเป็นจับกินเมื่อนั้น การที่จะมา เป็นมิตรกันคงยาก หรือแม้พระจันทร์ที่เปล่งแสงเจิดจ้าอยู่กลางเวหา ดวงดาวอื่น ๆ ย่อมจะอับแสงลง ๑ กรมหลวงพระยาวชิรญาณวโรรส,พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑นักธรรมชั้นตรี,(กรุงเทพฯ : เลี่ยงเซียง, ๒๕๕๕, ขุ. ชา. เอกาทสก. (ไทย) ๒๗/๓๑๕), หน้า ๓๘.
๔๓ ลับเร้นอยู่ย่อมไม่เปล่งแสงแข่งขันอยู่ใกล้ ๆ กับดวงจันทร์ฉันใดการที่คนที่จะขโมยของคนอื่นก็ย่อมจะ แอบซ่อนอยู่ เจ้าของเผลอเมื่อใดก็ย่องลักขโมยไป ดั่งค าที่ว่า “แมวขโมย” ๔. ค าพังเพยสุภาษิตล้านนา ได้แก่ ค าว่า “บุปผาเผยที่เคยทัดส้อม หอมดวงบาน ซว่าน รสภมรา ย่อมบินมาซดกวนเกลือกกลิ้ง คันธัง” หมายถึง ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมย่อมมีฝูงแมลงภู่ผึ้งมาบิน ไปดมดอมเกสร เปรียบดังหญิงงาม ย่อมจะมีคนปองเช่นนางศรีชม บทค่าวที่ ๒๑ – ๒๖ เป็นการพรรณาถึงค าพูดของนางศรีชมที่ได้พูดไว้กับป้าค าสี และป้า ค าสีได้เล่าว่าศรีชมบอกว่า สามี (พระยาพรหมโวหาร) ได้สั่งไว้ก่อนเดินทางไปทวงหนี้ว่า ให้ทอย่ามให้ ไชยลังกาเพื่อนรักสักใบ เพราะย่ามของไชยลังกานั้นขาดวิ่นหมดแล้วขณะนี้ต้องเย็บเป็นกระจุกๆ นาง ยังบอกว่าจะทอย่ามเป็นลายริ้วด้วยด้ายสีเหลืองผสมสีฟ้าอมม่วงตีเกลียวกัน ซึ่งไม่มช่โอ้อวดว่ามีมีฝีมือ การทอ แต่สามารถท าให้เสร็จภายในสองสามวันได้ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๕. ค าคมล้านนา ได้แก่ ค าว่า “อกพี่ไธ้เพศไม้หักข า เหมือนปืนยาย า ซ้ ายิงสอดเข้า” หมายถึง เมื่อได้ยินข่าวว่าศรีชมจากไป หัวอกหัวใจเปรียบเหมือนถูกไม้ปักเป็นแผลฉกรรจ์โดยไม้ยังปัก คาอยู่ที่อกขณะนั้นยังถูกยิงด้วยปีนอาบยาพิษซ้ าเข้าไปอีก ๖. ค าสอนเปรียบเปรยถึงการไม่มีน้ าหนัก ได้แก่ ค าว่า “ฟังค าฟู่ชมเหมือนมัดไข่ติ้ว” หมายถึง การพูดใด ๆ เชื่อถือไม่ได้มันเบาหาน้ าหนักไม่ได้เหมือนมัดไข่หิ้วนั้นแหละ บทค่าวที่ ๒๗–๓๑ เป็นการพรรณาถึงความทรงจ าที่ได้รับฟังเพื่อนบ้านที่เขาเล่าให้ฟังถึง ค าพูดที่นางศรีชมได้พูดกับเขาไว้โดยแต่ละคนก็มาเล่าให้ฟังว่า ทีแรกนางก็ว่าจะไม่ไปไหนจนกว่าสามีที่ รักจะกลับมาจากการไปทวงหนี้สินที่ต่างบ้าน แต่จู่ ๆ นางก็เก็บเสื้อผ้าของใช้ใส่กระบุงไปในเพียงหนึ่ง ชั่วยาม และยังได้พูดจากับคนทั้งหลายว่า จากนี้ไปจะไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว เปรียบเหมือน ปลาที่ได้น้ าใหม่จะไม่หวนกลับมาอยู่ในน้ าเดิมอีก เมื่อได้ยินเพื่อนบ้านเล่ามาถึงการจะไม่กลับมาอีก แล้วที่ลับแล ท าให้พี่ฟังแล้วต้องร้องไห้น้ าตาอาบหน้า จนทนอยู่ฟังเขาต่อไปไม่ได้ต้องลุกหนีไปยังบ้าน เดิมของนางที่เคยอยู่ไม่พบหลักธรรม ข้อคิด ค าสอนใด ๆ แฝงอยู่ เป็นเพียงค าพรรณาถึงค าบอกเล่า ของเพื่อนบ้านซึ่งนางศรีชมได้พูดไว้อย่างนั้น อย่างนี้ เท่านั้นเอง บทค่าวที่ ๓๒ –๓๘เป็นการพรรณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางศรีชมในขณะที่พระยา พรหมโวหารไม่อยู่ที่บ้านสันคอกควาย ว่านางไปอย่างไร เมื่อใด กับใคร โดยไปถามไถ่กับญาติผู้น้อง ของศรีชมจนได้ความแน่ชัด แจ่มแจ้ง โดยน้องสาวของศรีชมเล่าให้ฟังว่า ที่พี่สาวศรีชมไปเมืองแพร่นั้น เนื่องจากญาติที่เป็นอาซึ่งด ารงต าแหน่งพญาอยู่ที่เมืองแพร่ได้มีหนังสือมาถึงโดยฝากหนังสือนั้นมากับ นักพระนักบวช ๔ รูปที่อยู่ที่วัด โดยในหนังสือนั้นระบุว่าให้พ่อบุญปัน น าตัวศรีชมไปที่เมืองแพร่ ภายในวันแรมเดือน ๖ นี้ มิเช่นนั้นจะถูกลงโทษ ไม่พบหลักธรรม ข้อคิด ค าสอนใด ๆ แฝงอยู่ เช่นเดียวกับบทค่าวที่ ๒๗ – ๓๑ เป็นเพียงค าพรรณาถึงค าบอกเล่าของค าเรือนซึ่งเป็นน้องสาวของ นางศรีชมได้แจ้งแก่พระยาพรหม แต่พระยาพรหมก็ไม่ปักใจเชื่อ พี่น้องกันอาจจะปิดบังอะไรกันไว้ จึง พูดให้เพราะ ๆ หรืออาจจะเป็นพระนางศรีชมได้สั่งน้องสาวไว้ให้พูดอย่างนั้นก็เป็นได้ บทคราวที่ ๓๙ – ๔๑ เป็นการพรรณาความถึงความคิดของตนเองเมื่อได้ฟังเรื่องราวจาก เรือนค าน้องสาวของศรีชมเล่าให้ฟัง โดยคิดว่าค าเหล่านั้นไม่เป็นความจริง ฟังดูแล้วไม่มีน้ าหนัก ถ้า เป็นอาหารก็มีรสจืดจางยิ่งกว่าจืดจางทั้งหมดในโลกนี้ และคิดว่านางคงมีคนใหม่แล้ว หรือคนรักเก่า กลับมารับกลับเมืองแพร่ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้
๔๔ ๗. ค าพังเพยล้านนา ได้แก่ ค าว่า“จางยิ่งกว่าจาง เพศเพียงห้อไห้ ไขค ามาเท่านั้น” หมายถึง ค าพูดที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ เป็นการสร้างเรื่องสร้างเหตุขึ้นมาเท่านั้นเอง เปรียบเหมือนพวก ฮ้อแสร้งร้องไห้ให้คนเชื่อถือ ประดุจรสชาดที่จืดชืดที่สุดจนไม่สามารถจะเปรียบเทียบกับอะไรได้แล้ว ๘. คติค าคม ได้แก่ ค าว่า “เอาเสือแรดช้าง มาหลอกหื้อหนีตีป่าดงพีหื้อสัตว์พร่านหย้าน” หมายถึง การอ้างเอาผู้มีอ านาจมาข่มขู ยกเอาเหตุร้ายทีเกิดขึ้นมาข่มให้กลัว เป็นการเปรียบเปรยให้รู้ ว่าอย่าขัดขืน มิเช่นนั้นจะถูกท าโทษ ฯ ๙. ค าคมสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “เหมือนตามไฟยามแดดร้อน” หมายถึง การรู้ทันได้ทุก อย่างกระจ่างชัดในทุกเรื่อง เหมือนกับแสงแดดอันสว่างจ้าอยู่แล้ว ยังต้องจุดโคมไฟส่องสว่างอีกทีหนึ่ง นั้นคือ สว่างแล้วสว่างอีกนั้นเอง บทค่าวที่ ๔๒ – ๔๙ เป็นการพรรณาถึงตัวพระยาพรหมโวหารเองว่า มีความรู้สึกอย่างไร เมื่อภรรยาสุดที่รักจากไป โดยมีค าพูดที่เสียดแทงใจฝากไว้กับเพื่อนบ้านทั้งหลาย และครอบครัว เครื่องใช้ส่วนตัวต่าง ๆ ของนางศรีชมที่เคยใช้ นางก็เก็บไปหมดไม่เหลือไว้ดูต่างหน้าเลย ขึ้นบ้านไป มองทางไหนก็ไม่เห็นสิ่งของเครื่องใช้ของนาง ท าให้ต้องนั่งร้องไห้ เคยได้ยินเสียงพูดจาพาทีมาวันนี้ไม่มี เลย เข้าไปห้องนอนพอดียังมีเสื่อสีขาวขอบแดงผืนหนึ่งที่รองนอนของนางพอชื่นใจบ้าง ถ้าไม่ได้เห็น เสื่อผืนนี้ คงตายเป็นแน่แท้ ทั้งหมดนี้คือความจริงที่อยากบอกให้ภรรยาสุดที่รักได้รับรู้ พบว่า มี หลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๐. พุทธสุภาษิตได้แก่ ค าว่า “อันวาจา ฟู่มาเท่านั้น ก็เขินรากแก้วหันงูน” หมายถึง ค าพูดที่พูดออกมานั้นหาความจริงไม่ได้ ฟังไป ๆ มันท าให้เห็นธาตุแท้ของนางว่าเป็นอย่างไร ดังพุทธ สุภาษิตที่ว่า “ถีน ภาโวทุราชาโน.ภาวะของหญิงรู้ได้ยาก๑ ๑๑. ค าคมสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “เหมือนตัดหัวใจพี่ออกไปห้อยหลอแต่ฅิงคราบไว้” หมายถึง มีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัสความทุกข์ใจ ความเจ็บปวดรวดร้าวใจ ความทรมานใจ ประหนึ่งว่าหัวใจถูกตัดออกไปไว้นอกกาย คงเหลือแต่ร่างไว้นั้นคือตรงกับค าคมสอนใจที่ว่า “ตายทั้ง เป็น” บทค่าวที่ ๕๐ –๕๖ เป็นการพรรณาถึงค าบอกเล่าของเพื่อนบ้านอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งพระยา พรหมโวหารได้ไปพบปะเที่ยวหาเขาเพื่อให้คลายเหงาความโศกเศร้า แต่เขาเหล่านั้นกลับพูดถึงแต่ เรื่องของนางศรีชมที่จากไป ซึ่งมีพี่มิ้ว พี่พ่วง เป็นต้น เขาเหล่านั้นได้บอกว่าเขาได้ห้ามศรีชมแล้วว่า อย่าเพิ่งไปให้รอสามีกลับมาก่อนห้ามถึงเก้าครั้งสิบครั้งนางก็ไม่เชื่อ เมื่อวันที่แรม ๑๑ ค่ า ยังไม่ดูละคร ที่บ่อนการพนันของจีนด้วยกัน และงานท าขวัญโกนจุกเด็กชายเล็ก ก็ยังไปด้วยกันเลย พวกเขายังบอก กับนางว่าจารีตของลับแลนั้นไม่มีที่เมียจะหย่าผัว ก าลังพบเห็นนี้แหละ มีแต่ผัวเท่านั้นที่หย่าเมีย นี้คง เป็นจารีตของเมืองแพร่กระมัง จึงได้เก็บค าบอกเล่าทั้งหมดนั้นมาบอกให้นางได้รับรู้ “ไม่พบว่า มี หลักธรรมค าสอนใด ๆ แฝงอยู่ เป็นเพียงการพรรณาค าบอกเล่าของเพื่อนบ้านทั้งหลายที่ได้ว่ากล่าว ตักเตือนนางศรีชมว่าสามีไม่อยู่ยังไม่ควรไปไหน และการที่ภรรยาทิ้งสามีนั้นในบ้านเมืองลับแลนั้นยัง ไม่เคยมี ที่มีก็เฉพาะสามีทิ้งภรรยาเท่านั้น ๑ อ้างแล้ว, กรมหลวงพระยาวชิรญาณวโรรส,พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑นักธรรมชั้นตรี,(๒๕๕๕ ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๒๑), หน้า ๒๙.
๔๕ บทคราวที่ ๕๗ –๖๓ เป็นการพรรณาถึงค าบอกเล่าของหลานที่ได้พูดคุยกับนางศรีชม ก่อนจะเดินทางไปเมืองแพร่ เป็นการเล่าให้ศรีชมฟังว่าค าพูดทั้งหลายที่นางพูดกับใครไว้นั้นเขาเล่าให้ ฟังทั้งหมด ก็ยังไม่พบหลักธรรมค าสอนใดแฝงปรากฎอยู่ เป็นเพียงพรรณาถึงค าบอกเล่าของหลานที่ได้ ถามน้าสะไภ้ (นางศรีชม) ว่าจะไปเมืองแพร่กับใคร ไปวันไหน แต่ได้เพียงค าตอบว่าวันพรุ่งนี้เท่านั้น ไปกับใครก็ไม่ตอบ ตอบเพียงว่าไปกับเขาเท่านั้น หลานยังน้อยใจอยู่ว่า ถ้านางศรีชมเกียจชังพระยา พรหม ก็ควรค านึงถึงหลานบ้าง ที่ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันอย่างสมปรารถนาก็เพราะหลานคนนี้เป็นแม่สื่อ แม่ชักให้ บทค่าวที่ ๖๔ –๖๖ เป็นการพรรณาถึงค าพูดของหลานที่กล่าวถึงน้าสะไภ้คือนางศรีชม ว่า นางกับพระยาพรหมโวหารนั้นเป็นคนที่รู้ใจกันมากที่สุด เป็นเหมือนสายเลือดเดียวกัน แต่สุดท้าย น้าสะไภ้ก็หนีจากไปโดยไม่ค านึงถึงความรักของอา (พระยาพรหมโวหาร) และได้กล่าวเปรียบเทียบ เปรียบเปรยจิตใจมนุษย์นั้นลึกแค่ข้อมือ แต่ไม่สามารถที่จะความลึกได้ แต่แม่น้ าที่ว่าเชี่ยวและลึก ยัง หยั่งความลึกได้ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๒. ค าโคลงโลกนิติ ค าสอน ได้แก่ ค าว่า “มนุษย์ลุ่มฟ้า โลกหล้าใจเหนียว เล็กข้อมือ เดียว ไผจักหยั่งได้” หมายถึง จิตใจมนุษย์นั้นมีอยู่ในตัว มีความลึกแค่ข้อมือเท่านั้น ไม่มีใครอาจหยั่ง หาความลึกมันได้ ดังนั้นจงอย่าไว้ใจมนุษย์ เพราะจิตมนุษย์นี้ไซร้ยากแท้หยั่งถึง ดังโคลงโลกนิตย์ที่ว่า พระสมุทรสุดลึกล้น คณนา สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได้ เขาสูงอาจวัดวา ก าหนด จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง บทค่าวที่ ๖๗ – ๗๓ เป็นการพรรณาถึง ค าปลอมใจของหลานที่คอยปลอบใจอาเพื่อให้ ตัดใจจากนางศรีชมผู้เป็นน้าสะไภ้ถ้าอา (หมายถึงพระยาพรหมโวหาร) ต้องการจะกินอะไรให้บอก หลาน ๆ จะเป็นคนไปเก็บไปหามาให้ ไม่ต้องโศกเศร้าเสียใจ หลานจะหาเลี้ยงอาเอง โดยได้พรรณาถึง ผลไม้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเมืองลับแลพรรณาได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งมาก ก็ไม่พบหลักธรรมค าสอนใด แฝงอยู่ เป็นเพียงการกล่าวถึงผลหมากรากไม้นานาพรรณาที่ดาษดื่นทั่วไปในเมืองลับแล เป็นการ แสดงถึงความไพเราะของเนื้อหา การเล่นค าประพันธ์ที่เพราะพริ้งเป็นอย่างยิ่ง บทค่าวบทที่ ๗๔ –๘๐ เป็นการพรรณนาถึงอารมณ์โกรธ น้อยใจของหลานที่ศรีชมหนีทิ้ง อาพรหม (พระยาพรหมโวหาร) ไป จึงบอกให้อาว่าอย่าเศร้าโศกเสียใจ แม่หม้ายผัวตาย แม่ร้างผัวหย่า ก็มีเยอะแยะคงจะหาได้สักวัน จากนั้นได้พรรณนาถึงอาหารของหวานต่าง ๆ นานา ว่าในเมืองลับแล นั้นมีเยอะแยะมากมายไม่ต้องกลัวว่าจะอดอยาก พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๓. ค าพังเพยค าสอนให้รู้จักอยู่ที่ไหนก็ไม่อดตายแน่ ได้แก่ค าว่า “ชา-ติว่าน้ าบ่หล้าง เขียมปลา ชา-ติว่านา บ่หลอนเขียมข้าว” หมายถึง ธรรมชาติของแม่น้ าย่อมมีปลาอยู่เสมอ แม่น้ าที่ไม่ มีปลายย่อมไม่มี ในนาก็เช่นกันย่อมมีข้าวเพราะนาคือสถานที่ปลูกข้าว ดังนั้นตราบใดที่ในแม่น้ ายังมี ปลา ในผืนนายังมีข้าวย่อมไม่อดตายแน่นอน ดังค าพังเพยที่ว่า “ในน้ ามีปลา ในนามีข้าว” นอกจากนี้เป็นการพรรณนาถึงประเภทขนมทั้งหลายทั้งหวาน ทั้งมัน ผสมผสานกันนานา ชนิด เช่น ขนมวง ขนมมันทอดชุมอ้อย ขนมครก สังขยา ขนมตะไล เป็นต้น และสิ่งที่หาให้ไม่ได้มีสิ่ง เดียวคือหาเมียให้ไม่ได้เท่านั้นเอง ไม่มีหลักธรรมหรือค าคม คติ ค าสอนใด ๆ
๔๖ บทค่าวที่ ๘๑ – ๘๔เป็นการพรรณาถึงที่หลานของพระยาพรหมโวหารพูด กระแหนะกระ แหนนางศรีชม เพื่อพูดประชดกับอา คือพระยาพรหมโวหารในลักษณะว่า ผู้หญิงในเมืองลับแลไม่ว่า แม่หม้าย แม่ร้าง หรือสาวเทื้อทั้งหลายคงไม่มีใครที่ใจซื่อเทียบนางศรีชมได้ ศรีชมนั้นเป็นคนพูดจริงไม่ ปิดบังอ าพราง พูดอะไรไว้ไม่มีวันลืม หนักแน่นชัดเจน (ก าไหนกิ่วหั้น) มีเสียนิดเดียวคือ ลักหนีกลับ เมืองแพร่โดยไม่บอกกล่าวบอกลาสามี พบว่า มีหลักธรรมตค าสอนที่แฝงอยู่ดังนี้ ๑๔. ค าสอนเชิงต าหนิ ได้แก่ ค าว่า “ไผติเตียน บ่เฟือนตั้งหมั้น ติเสียช่างฅืนพลิกงว้าย” หมายถึง มีจิตมั่นคงใครติเตียนอย่างไรไม่สนใจ เสียอย่างเดียวมักหนีกลับบ้านเก่าเมืองเดิมตนเอง” (พลิกงว้าย๑ หมายถึง อยู่ไม่นาน การกลับคืนหลัง) ๑๕. ค าสอนเชิงเปรียบเทียบเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า “ติเสียช่างหน เพศเพียงดั่งกุ้ง ยาม เมื่อลอยในบวกน้ า” หมายถึง การเปรียบเทียบเปรียบเปรยว่า ท าอะไรมักจะไม่เดินหน้า เป็นลักษณะ ไป ๆ ถอย ๆ เหมือนกุ้งเมื่อลอยในน้ า บทค่าวบทที่ ๘๕ – ๙๒ เป็นการพรรณาถึงค าบอกเล่าของเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งคือ เอ้ย พ่วง (เอ้ย หมายถึง พี่) โดยพรรณาถึงค าบอกเล่าของเอ้ยพ่วงอย่างออกรสออกชาติว่า ได้เห็นนางศรี ชมเมื่อตอนเช้าก่อนอาหารเช้า หาบกระบุงเดินไปพูดไปหัวเราะไป ดูท่าทางอย่างมีความสุขสนุกสนาน และนางได้ตระโกนบอกว่าขอลากลับไปบ้านที่เมืองแพร่สักระยะหนึ่งก่อน แต่ส าเนียงเสียงปากไม่ เหมือนก่อนฟังดูแล้วแปลก ๆ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่ในบทค่าวดังนี้ ๑๖. ค าสอนเปรียบเปรยเพื่อให้รู้ว่าสิ่งไม่มีประโยชน์ ได้แก่ค าว่า “พวงดอกย้าง ดอกมัน ดอกกลอย ไผบ่ผ่อคอย บ่ธัดบ่ส้อมย้อนมันบ่หอม ระเมาเอิบอ้อม ตาคอยดอมบ่ธัด” หมายถึง พวก ดอกย้าง ดอกมันส าปะหลัง ดอกกลอย เป็นดอกที่ไม่มีกลิ่นหอม จึงไม่มีใครน าไปประดับตกแต่งตน เช่น เอาไปเหน็บ (ธัด) หู หรือใช้ร้อยเป็นพวงมาลัย มีแต่มองดูดาย ๆ เท่านั้นเอง เปรียบดังคนที่มี พฤติกรรมไม่ดีคนจึงไม่คบหา เพียงมองดูเมื่อพบปะเจอะเจอเท่านั้น ๑๗. หลักธรรมค าสอนเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ได้แก่ ค าว่า “บ่เหมือนเพื่อนอั้น ศรีชมคันหันดอกไม้ ฅุ่มหน้าบานถม บิดมาชม นิยมชื่นสู้หัวใจไหว ลวดไหลหลิ่งหลู้ หาบครัวชู ยกเช้า” หมายถึง ดอกไม้ที่ไม่มีกลิ่นหอมย่อมไม่มีคนอื่นใครเด็ดมาดมดอม มีแต่ศรีชมเท่านั้นที่เด็ดมาดม เพียงเพราะเห็นว่าเป็นดอกไม้เท่านั้นหลงคิดไปว่าเป็นดอกที่มีกลิ่นหอม โดยไม่พิจารณาก่อน กล่าวคือ เป็นการตัดพ้อต่อว่านางศรีชมนั้นเห็นชายคนใหม่คงมีทรัพย์สมบัติ มากกว่าพระยาพรหม จึงหามเข้าของเครื่องใช้ตามเขาไปโดยไม่พิจารณาถึงความเป็นจริงว่าเป็น อย่างไร เป็นใครก็ไม่รู้ ตามเขาไปโดยทิ้งคนรักเดิมไปอย่างไม่มีวันกลับ บทค่าวที่ ๙๓ – ๑๐๐ เป็นการพรรณนาถึงค าพูดของเอ้ยพ่วงที่ต่อเนื่องจากบทก่อน ๆ แต่เป็นการกล่าวถึงลักษณะของคนที่นางศรีชมตามไปว่ามีลักษณะ กริยา ท่าทาง การนุ่งห่มเป็น อย่างไรตามที่เอ้ยพ่วงบอกเล่า เพื่อบอกให้ศรีชมรู้ว่าชาวบ้านเขาบอกมาอย่างนั้น ลงท้ายด้วยความคิด ถึง ความรัก ความน้อยใจ พบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่ เนื่องจากเป็นบทท้าย ๆ เป็นการ กล่าวถึงลักษณะของคนที่นางศรีชมตามไปว่า เป็นคนเผ่าใดก็ไม่รู้ มีรูปร่างผอมเสือ เดินขาโก่งโค้งเดิน ๑ อ่านว่า พลิก-งว้ายเป็นภาษาถิ่นภาคเหนือหมายถึงการขอบหันกลับ หรือกลับหลังหันอย่างไม่คิดหน้า คิดหลัง อยู่ไม่นาน.
๔๗ เซไปข้างหน้า (เอาหัวไปก่อน) หูยาน หน้าผากสั้น หูกาง นุ่งกางเกงขาสั้น ดูท่าทางเป็นเหมือนคนมี เวทย์มนต์ที่เก่งกล้า จากนั้นได้บอกถึงตัวเองว่า ได้ยินค าบอกเล่าแล้วรู้สึกคิดถึงนางมากจนน้ าตาไหล เอ่อลูกตาทั้งสอง ขอหยุดการเล่าเรื่องทุกข์ไว้เพียงเท่านี้ก่อน เพราะทนคิดถึงนางไม่ไหว ในโอกาสหน้า ถ้าพอจิตใจดีขึ้นบ้างจะเขียนมาใหม่ ๓.๕ หลักธรรมที่วิเคราะห์ได้ตามเนื้อหาบทที่ ๔ มะโนเนือง (ความหมดหวัง ความสิ้น หวัง) จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเนื้อหาตามบทที่ ๔ มะโนเนือง (ความหมดหวัง ความสิ้น หวัง) พบว่ามีหลักธรรมค าสอน ค าพังเพย คติ ค าคมต่าง ๆ จ านวน ๒๓ ประการ ซึ่งบทที่ ๔ นี้ เรียกว่ามะโนเนือง หมายถึง หัวใจห่อเหี่ยว เหลืองคล้ายตองกล้วยที่ใกล้จะตาย ความหมดหวัง ความ สิ้นหวังที่จะได้อยู่กับศรีชมคนรัก มีบทค่าวย่อยภายในทั้งหมด ๑๑๔ บทค่าวดังนี้ บทค่าวที่ ๑ –๖เป็นการพรรณนาถึงความในใจตนเอง เมื่อได้ยินค าบอกเล่าจากเพื่อนบ้าน ทั้งหลายต่าง ๆ นานา จนทุกวันนี้มีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มีชีวิต คือ มีร่างที่ไม่เน่าเปื่อยเท่านั้นที่ตั้งอยู่ และตัดพ้อต่อว่านางศรีชมที่มาละทิ้งไป พร้อมทั้งร าพึงร าพันถึงความสงสัยในตัวนางศรีชมว่าท าไมถึง เร่งรีบไปเมืองแพร่ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑.ค าคมเปรียบเทียบความรัก ได้แก่ค าว่า “พี่รักบ่แล้วเพศเข้าติดหืม พี่แพงบ่ลืมเพศฟืม รักฝ้าย” หมายถึง ความรักของพี่เป็นเหมือนข้าวเหนียวที่ติดอยู่กับตะแกรงปิดก้นไหนึ่งเสมอ พี่รักน้อง ไม่มีวันลืมเลือน เหมือนฟืมรักเส้นด้าย เป็นค าคมที่การเปรียบเทียบความรักได้อย่างชัดเจน บทค่าวที่ ๗ –๑๒ เป็นการพรรณนาถึง ความสงสัยในตัวนางศรีชมว่าท าไมต้องรียชบเร่ง รีบร้อน ถ้าญาติพี่น้องเร่งรัดหนี้สิน ท าไมไม่บอกเขาว่าสามีก าลังไปถามทวงหนี้อีกสักวันสองวันก็จะ กลับมาแล้ว ขอรอสักนิด ขอผ่อนผันเขาไว้ หรือไปยืมเพื่อนบ้านที่เขามีเงินทองที่รู้จักมักคุ้นก็มีมาก หลาย ท าไมไม่ท า เป็นการตัดพ้อต่อว่านางศรีชม แม้สุดท้ายถ้าเขาไม่ให้ยืมก็เอาตัวเองเข้าไปเป็นตัว ประกันท างานทดแทนรอสามีกลับมาแล้วจะได้เอาเงินไปไถ่ถอนนางจากการเป็นข้าทาสของเจ้าของ เงิน พบว่า มีหลักธรรมค าสอน คติ ค าคม ดังนี้ ๒. ค าสุภาษิตล้านนา ได้แก่ ค าว่า “ภิกขุเถร โยมเณรพระน้อยยังรู้เชื่อด้วยดินไฟ” หมายถึง ภิกษุ สามเณร และเด็กวัด ยังรู้จักคุณภาพของดินประสิว ดินระเบิด ว่ามีคุณภาพแค่ไหน อย่างไร เปรียบกับนางศรีชมท าไมไม่รู้จักนิสัยใจคอของพระยาพรหมว่ามีความจริงใจแค่ไหนอย่างไร เหมือนดั่งค าสอนพุทธองค์ที่ให้เชื่อในการกระท าของตนเอง สุภาษิตที่ว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก. สัตว์ โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ๓. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า “บ่ตายเป็นผี บ่หนีค าเดิม จักเติมไถ่เจ้าบ่ลาละตัวหื้อมัว มืดเส้า จักตามทวยเอา ไถ่คด” หมายถึง ถ้ายังไม่ตายนางเป็นทาสอยู่ที่ไหนจะไปตามไถ่ถอนอย่าง แน่นอน เป็นการเปรียบเทียบความรักที่มีต่อนางศรีชม เป็นความสัจจริง ดั่งสุภาษิตที่ว่า “สจฺจ เวอมต วาจา. การพูดความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” บทค่าวที่ ๑๕ –๒๐ เป็นการพรรณาถึงการตัดพ้อต่อว่านางศรีชมว่า นางนั้นเป็นคนใจเบา ไม่หนักแน่น ใครที่ไหนมาพูดยุยงอะไรก็เชื่อเขาไปหมดไม่พินิจพิจารณาเลย หรือนางเห็นเขามี
๔๘ ทรัพย์สินเงินทองจึงหนีไปกับเขาละทิ้งคนจนไร้สินทรัพย์ ค าพูดที่เคยพูดไว้เป็นค าพูดที่ไม่ใช่ออกจาก ใจ เป็นเพียงค าหวานเท่านั้น พบว่า มีหลักธรรมค าสอน คติค าคมดังนี้ ๔. ค าสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “รู้วิสัยเหมือนลารู้ห้อ ผดในคอรู้พื้น” หมายถึง เป็นการสอน ให้รู้ว่า เขามีนิสัยใจคออย่างไรนั้นรู้หมดแล้ว ไม่ต้องพูดมาก ดังสุภาษิตที่ว่า “อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่” ๕. ค าสอนส านวนเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า “หนทางหลวง บ่เต้ายกย้าย พ้อยบุบุ่นผ้าย ดอยดง” หมายถึง ทางที่ถูกต้องดีงามไม่ปฏิบัติตาม กลับไปปฏิบัติในทางที่ผิดจารีตประเพณีหรือไม่รู้ คุณค่าของมีค่า ดังส านวนไทยที่ว่า “ลิงได้แก้ว” หรือ “ไก่ได้พลอย” คือ ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งของที่ ได้มา บทค่าวที่ ๒๑-๒๓ เป็นการพรรณาถึงความรัก ความอาลัย ความคิดถึงนางศรีชม และ กล่าวว่านางศรีชมนั้นเห็นของที่ไม่ค่าเป็นของมีค่า คือ เห็นผิดเป็นถูก พบว่า มีหลักธรรมค าสอนในบท ค่าวดังนี้ ๖. ค าส านวนเปรียบเปรย ได้แก่ ค าว่า “ปางพายลูนเป็นแก้วขี้ย้า เปรียบตัวม่อนข้าสัน เดียว” หมายถึง ตัดสัมพันธไมตรีอย่างไม่มีเยื่อใย เห็นเป็นของไร้ค่าไร้ราคา ไม่มีใครเอาดังส านวนไทย ที่ว่า “เด็ดบัวอย่าเหลือใย” หรืออีกส านวนหนึ่งว่า “เด็ดปลีไม่มีใย”ปลี หมายถึงดอกของกล้วยหรือ หัวปลีนั้นเอง ๗. ค าส านวนสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “เหมือนด้วงตัวน้อยอยู่ขิงกินขิง พี่บ่รู้ฅิงติงตัว สักหน้อย” หมายถึง อยู่กินด้วยกันอย่างไว้วางใจ ไม่รู้เลยว่าเขาคิดนอกใจ ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “รู้ หน้าไม่รู้ใจ” บทค่าวที่ ๒๔-๓๐ เป็นการพรรณาถึงสิ่งของเครื่องใช้ที่นางศรีชมเคยใช้ ที่เคยทอให้ใช้ ร าลึกถึงกลิ่นหอมกาย กลิ่นเนื้อตัวของคนรัก ร าไรร าพันถึงความรัก ความอาลัย อาวรณ์ อย่างไม่รู้ลืม คิดถึงคราวใดก็เอาสิ่งของเสื้อผ้าที่นางเคยทอให้มาดูต่างหน้า ไม่กล้าเอานุ่งใส่เกรงว่ากลิ่นของนางจะ จางหาย เป็นการพรรณาถึงความรักความอาลัยอย่างไพเราะ พบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่ เป็นเพียงค าพรรณาถึง ความรัก ความอาลัย ความคิดถึง พรรณาถึงอารมณ์ของตนเองคราวคิดถึงคน รักก็เก็บของสิ่งใดเครื่องใช้ใดที่มีอยู่มาดูต่างหน้า แล้วเก็บไว้อย่างดีไม่ยอมน ามาใช้เกรงว่ากลิ่นของนาง จะจางหายแม้จะซักก็ไม่ซัก เป็นการพรรณาถึงอารมณ์ความรัก ความคิดถึงที่ได้ใจความกินใจเป็น อย่างยิ่ง บทค่าวที่ ๓๑-๓๖ เป็นการพรรณาถึงอารมณ์ความห่วงหาอาวรณ์ เช่นบทที่ ๒๔-๓๐ เช่นกัน แต่เป็นการเน้นถึงการกระท าของตนเองที่เด่นชัดที่เคยท าไว้กับนางศรีชมคนรักอย่างเสมอต้น เสมอปลายไม่ขาดตกบกพร่อง แม้มีเงินแสนหรือทองสุกปลั่งกองเท่าหัวก็ยังไม่มีความสุขเท่ากับอยู่ เคียงข้างกับนาง และได้เน้นถึงความรักความอาลัยว่าบางครั้งเพื่อคลายความทุกข์ความทรมานที่คิดถึง นางคนรักต้องไปที่วัดเพื่อท าใจให้สงบและต้องขอกินข้าวเหลือจากภัตตาหารเพลของพระภิกษุสงฆ์ พบว่า มีหลักธรรมค าสอนที่แฝงอยู่ดังนี้ ๘. ค าส านวนล้านนา ได้แก่ ค าว่า “เอี้ยงผ่อเลี้ยง บินเบี่ยงทวยจรมีแต่ควายพอน บ่รอน รักเอี้ยง” หมายถึง นกเอี้ยงคอยจับแมลงต่าง ๆ ที่ไต่ตอมควาย คอยรักษาความปลอดภัยให้ควาย นกเอี้ยงรักควายมาก แต่ควายนั่นแหละไม่เคยรักนกเอี้ยงเลย ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “รักเขาข้าง เดียว”
๔๙ บทค่าวที่ ๓๗-๔๐ เป็นการพรรณากล่าวถึงคุณความดีของนางศรีชมที่คอยดูแลเอาใจใส่ คราวเมื่ออยู่ด้วย ทั้งข้าวปลาอาหารจัดหาไว้ให้ ยามเจ็บป่วยคอยนั่งเฝ้าเยียวยาไม่ห่างหาย ท าให้สุขใจ มาก แต่บัดนี้ไม่มีนางอยู่เคียงข้างทุกข์ทรมานใจที่สุด และพบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดที่แฝงอยู่ เป็นเพียงการพรรณาถึงคุณงามความดีของนางศรีชมเมื่อครั้งอยู่ด้วยกันว่า เมื่อนางยังอยู่เมื่อเจ็บป่วยก็ จะคอยดูแล อยู่เฝ้า เจ็บหลัง ปวดเอว ลมภายในขึ้นก็คอยบีบนวดเยียวยาเอาใจใส่ทุกค่ าเช้า แม้ข้าวน้ า อาหารทุกอย่างเตรียมไว้ให้ไม่ได้ทุกข์ร้อน ตั้งแต่นางหนึไปเมืองแพร่นี้แหละต้องจัดหาเอง เตรียมเองมิ เช่นนั้นจะไม่ได้กินได้ทาน บทค่าวที่ ๔๒-๕๐ ยังเป็นการพรรณาถึงความรัก ความผูกพันที่มีต่อนางศรีชม โดยได้ กล่าวถึงวิธีการที่จะท าให้ลดความคิดถึง คลายความทุกข์ใจ ก็ได้เดินเที่ยวไปในระแวกบ้านทางเหนือ บ้าง ทางใต้บ้าง เขามีงานบวช งานโกนจุก งานการกุศล งานรื่นเริงต่าง ๆ ก็ไปร่วมกับเขาเพื่อให้ลืม ความคิดถึงนางศรีชม แต่กลับเป็นเหมือนไปย้ ารอยความคิดถึงเพิ่มขึ้นเมื่อไปเห็นเครื่องนุ่งห่มที่แม่ร้าง นางสาวเขาใส่ที่มันเหมือนจะเห็นนางสนุกสนานร่าเริงกับพวกที่ตรงนั้น ท าให้จิตชื่นขึ้นมาบ้างโดย จินตนาการว่านางอยู่ที่นั้น พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๙. ส านวนล้านนา ได้แก่ ค าว่า “เต็มกินอิ่มท้องคัดยึ่งเพียงตาย เหมือนอยู่บ่ดายบ่กิน สักหน้อย” หมายถึง รับประทานจนอิ่มแปล้ แต่เหมือนไม่ได้กินอะไรเลย ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “อด อยากปากแห้ง” นอกจากนั้นเป็นเพียงค าพรรณาถึงความทุกข์ใจ ความรักอาลัยในคนรัก จนเร่รอนไปในที่ ต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะอยู่กับที่ได้ บทค่าวที่ ๕๑-๕๕ก็ยังเป็นการพรรณาถึงอารมณ์แห่งความทุกข์ใจของตนเอง ที่ต้อง ระเวเหหนออกจากบ้านสันคอกควายไปตามบ้านต่าง ๆ ทางทิศเหนือบ้าง ทิศใต้บ้าง ไม่กล้ากลับไป บ้านสันคอกควายที่เคยอยู่อาศัยของนางศรีชมอีกเลย เพราะเข้าไปแล้วเพื่อนบ้านทั้งหลายเห็นหน้าก็ จะนินทาว่า เมียละผัวหนีไปแล้ว แต่ผัวยังระเวเหหนอาลัยอยู่หน้าไม่อาย เป็นการพรรณาถึงอารมณ์ แห่งความทุกข์ของตนเองได้ไพเราะน่าอ่านยิ่ง พบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอน คติค าคมใด ๆ ปรากฎอยู่ เป็นเพียงการพรรณาถึงสาเหตุที่ไม่เข้าไปในหมู่บ้านสันคอกควาย อันเป็นสถานที่เคยอยู่อีก เพราะถ้า อยู่ก็จะคิดถึงนางศรีชมจนทนไม่ได้ จึงหนีออกจากบ้านสันคอกควายไปตามบ้านเหนือบ้านใต้อีกอย่าง หนึ่ง ถ้าไปก็กลัวเพื่อนบ้านเขาติฉินนินทาว่า เมียหนีไปแล้วยังมาเป็นบ้ารักอยู่ได้ ซึ่งเป็นบท วรรณกรรมที่ไพเราะกินใจของคนอ่านยิ่ง บทค่าวที่ ๕๖-๖๐ เป็นการพรรณาถึงการละทิ้งการค้าการขายทั้งหมด เพราะไม่มีจิตใจที่ จะไปท าตรงนั้น ตั้งใจปฏิบัติธรรมรักษาศีล ๕ ศีล ๘ เพื่อตั้งจิตอธิษฐานให้ส่นกุศลได้ดลบันดาลให้นาง ศรีชมคนรักกลับมาหา แต่ถ้านางไปอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่เมืองแพร่ จะตามไปเอาคืนมาให้ได้ไม่ว่าจะอยู่พม่า สิบสองพันนา อโยธยา หรือเมืองไหน ๆ ก็ตาม จะตามไปชิงเอานางกลับจนกว่าจะหมดลมหายใจ หาก แม้ว่าอายุมากเฒ่าแก่แล้วเดินไปไหวก็จะค่อย ๆ คลานไปเพื่อชิงเอานางกลับมา พบว่า มีหลักธรรมค า สอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๐.ส านวนความเชื่อเรื่องกรรม ได้แก่ ค าว่า “อยู่ไปตามกัมม์พ่ าเพ็งธรรมจ าศีลแปดห้า” หมายถึง ย่อมรับกรรมที่ตัวเองเคยท าไว้ แต่เพื่อคลายกรรมจากร้ายให้เป็นดีจึงได้ตั้งใจบ าเพ็ญธรรม
๕๐ ปฏิบัติธรรมด้วยการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ อันการสร้างกรรมดีซึ่งจะน าให้ไปพบกับนางคนรักได้ในอนาคต ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ๑๑. ส านวนล้านนาเรื่องความรัก ได้แก่ค าว่า “เต็มเถ้าแก่ฅ้าว เดินทางบ่ไหว จักค่อย คลานไปจนเถิงรอดเจ้าเต็มนายมีผัวเทียมแยงแฝงเฝ้า จักตามทวยเอาลู่ม้าง” หมายถึง มีความรักที่ ยั่งยืน มั่นคง ไม่ยอมให้ใครแย่งชิงเอาไปโดยง่าย เป็นความรักที่อยู่จนตายจากกัน ดั่งส านวนที่ว่า “ถือ ไม้เท้ายอดทองตะบองยอดเพชร” นั่นเอง บทค่าวที่ ๖๑-๖๖ เป็นบทวรรณกรรมที่พรรณาถึงความรักที่มั่นคง ยั่งยืนต่อจากบทที่ ๖๐ ว่า แม้นางจะไปอยู่ที่ไหน ๆ ก็ตาม พร้อมที่จะตามไปแย่งชิงกลับมาให้ได้ ไม่กลัวเพื่อให้ได้นางกลับมา อยู่กินด้วยกันเช่นเดิม แต่นี้นางไปอยู่เมืองแพร่ ซึ่งเมืองนี้เป็นที่เป็นพิษภัย เป็นโทษไปคราวใดก็ตาย คราวนั้นไม่มีโอกาสต่อสู้ ไปแล้วไม่ได้เห็นหน้ากัน ไม่ได้กลับมาอยู่ด้วยกันแน่นอน จึงหมดปัญญาที่จะ ตามไปแย่งชิงนางกลับคืนมาได้ แต่ถ้าหากว่ามีอิทธิฤทธิ์มีของวิเศษคือหงส์ยนต์วิเศษดั่งเช่นพระ โพธิสัตว์วัณณะพราหมณ์ จะไม่ยอมเลยจะเหาะไปรับนางกลับเชียงใหม่บ้านเกิดอย่างเร็วพลัน เป็น บทวรรณกรรมที่ไพเราะน่าอ่านอีกบทหนึ่ง พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๒. ส านวนค าคมล้านนา เกี่ยวกับความรัก ความหวง ได้แก่ ค าว่า “จาลวงสุดอยู่กรวง งาช้าง จักตีสิ่วต้อง ชีเอา” หมายถึง แม้คนรักจะไปอยู่ระหว่างงาช้างทั้งคู่ที่ดุร้ายก็จะไปต่อสู้แย่งชิงเอา มาให้ได้ จะไม่ยอมให้ใครเอาไปง่าย ๆ เป็นการต่อสู่แบบตัวต่อตัวสู้ยิบตา เพื่อให้ได้มาซึ่งคนรัก เป็น การเปิดเผยให้คนอื่น ๆ รู้ได้หมดอกเลยว่ารักยิ่งชีวิต ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “แบไต๋”คือ เปิดเผยให้ คนอื่นได้รับรู้ ๑๓. ส านวนเปรียบเทียบความกลัว ได้แก่ค าว่า “กลัวเหมือนไข่มดตกย่านวังปลา จักตาม ทวยมา ก็มาบ่ได้” หมายถึง หมดทางต่อสู้กับศัตรู เปรียบเหมือนไข่ของมดที่ตกลงแม่น้ าแล้วย่อมเป็น อาหารปลาอย่างแน่นอนไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้เพราะปลามีมากในแม่น้ าย่อมรุมกินอย่างหมดทาง สู้ ปัจจุบันกลายเป็นครอบครัวที่ไม่มีความอยูสุข ดั่งส านวนไทยที่ว่า “บ้านแตกสาเเหรกขาด” ๑๔. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ค าว่า “สองดวงตา เหมือนทาด้วยพริก เพื่อทุกข์โศกเศร้า เมา วอน” หมายถึง ความทุกข์รุมเร้า ทรมานมากด้วยความห่วงหาอาวรณ์คนรักที่จากไป ร้องไห้จนสองตา แดงช้ า เหมือนเอาพริกเข้าทา เพราะภริยาคือเพื่อนคนสนิทเมื่อห่างไกลท าให้ห่วงหาอาวรณ์ ตรงกับ สุภาษิตที่ว่า “ภริยาปรมาสขา. ภริยาเป็นเพื่อนสนิท” บทคราวที่ ๖๗-๗๒ เป็นการพรรณาร าไรถึงนางศรีชมว่า ขณะนี้นางก าลังท าอะไรอยู่หนอ โดยค านึงหาว่า นางก าลังหลับนอน หรือว่านางก าลังปั่นฝ้ายทอหูกอยู่ หรือว่ามีสุขสบายกับสามีคน ใหม่ คิดถึงพี่บ้างไหม เหมือนดั่งที่พี่คิดถึงนางตลอดเวลา เป็นการพรรณาถึงอารมณ์แห่งความคิดถึงได้ อย่างจับใจ พบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่ เป็นเพียงค าพรรณาความคิดถึง ร าพึงร าพรรณถึง คนรัก เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้นางศรีชมได้ทราบว่าบางครั้งเหมือนได้ไปกล่อมเจ้านอน บางครั้งเหมือนเห็นนางกลับมาหา มาอยู่ต่อหน้าต่อตารีบลุกขึ้นไปดูเป็นว่าภาพที่เห็นเป็นเงาของเสา บ้าน เป็นการพรรณนาที่ให้ผู้อ่านได้เห็นภาพจริง ๆ บทค่าวที่ ๗๓ – ๗๗ เป็นบทค่าวที่พรรณนาถึงความดีของเพื่อนที่ชื่อกาวิไชย หรือน้อย กา ที่คอยหุงหาอาหาร คอยปลอมประโลมใจให้คลายทุกข์ เป็นห่วงเป็นใยให้ค าปรึกษาทุกเช้าค่ า และ
๕๑ พรรณนาต่อท้ายว่าถ้านางไม่เชื่อถ้ามีคนมาที่ลับแลง ก็ให้เขาถามคนทั้งหลายได้เลยว่าจริงหรือไม่ มี หลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๕. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า “อดเอาเทอะ พอฟังค ากัน เต็มค าร าพัน ก็บันบ่ได้” หมายถึง ให้รู้จักอดทน อดกลั้น ฟังค าผู้อื่นที่เขาตักเตือนบอกกล่าว ตรงกับส านวนสุภาษิตที่ว่า “ขนฺติ หิตสุขาวหา.ความอดทนน ามาซึ่งประโยชน์สุข นอกจากนี้ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่เป็นเพียงการพรรณนาร าพันร าไรถึงความรัก ความอาลัยของพระยาพรหมโวหารที่มีต่อนางศรีชมคนรัก บทค่าวที่ ๗๘ – ๘๓ เป็นการพรรณนาถึงปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่ท าให้พระยาพรหมไป หานางศรีชมไม่ได้ทั้งภูเขาใหญ่เขาพรึง โทษอาญาเจ้าเมืองแพร่ แต่จิตใจนึกถึงคิดถึงนางศรีชมอยู่เสมอ ไม่เคยขาดเลย เป็นการพรรณาถึงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองว่าทุกข์ยากมากแค่ไหนเมื่ออยู่ห่างไกล คนรัก พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๖. ส านวนสอนเปรียบเทียบกับสิ่งที่ได้ยากล าบาก ได้แก่ ค าว่า “ไกลชอยวอย เหมือน ดอยกับฟ้า เหงยเหงี่ยงหน้า ดูเดือน” หมายถึง อยู่ห่างไกลลิบลิ่ว เหมือนภูเขาที่ไกลห่างจากท้องฟ้า ไกลเหมือนดวงจันทร์ที่ห่างจากผู้มองซึ่งสุดจะเอื้อมถึง ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “ไกลสุดเอื้อม” ๑๗. ส านวนค าพังเพยล้านนา ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ได้แก่ ค าว่า “หลอนตีนช้างสารควบ ตีนนกไส้เที่ยงจมดินไปบ่ฅ้าง” หมายถึง มันหนักเกินไปที่จะแก้ไขได้ คือจ่มดิ่งลงไปแบบไม่มีวัน กลับคืนมาได้อีก บทค่าวที่ ๘๔ –๘๙ เป็นการพรรณนาด้วยการตัดพ้อต่อว่านางศรีชม ว่าเป็นคนที่ไม่รู้จัก ของดีของมีค่า เปรียบเหมือนคนท านาทิ้งทุ่งนาลุ่มที่ให้ผลิตได้เต็มที่ แล้วหนีไปท านาในพื้นที่ดอนซึ่งไม่ มีน้ าหล่อเลี้ยงต้นข้าว จิตใจของนางศรีชมไม่แน่ไม่นอน บ้างครั้งดี บ้างครั้งก็ร้าย ท าให้ผู้อยู่รอบข้าง เป็นทุกข์กังวล เขาว่ามะเขือพวงและสะเดาว่าขมแล้ว แต่ใจนางศรีชมขมกว่านั้นพบว่า มีหลักธรรมค า สอนแฝงอยู่ดังนี้ ๑๘. ส านวนไทย ได้ใหม่ลืมเก่า ได้แก่ ค าว่า “น้องมาทอดซัด เข้าท่งนาปี ไปกุมยินดี นาดอน้ าห้วยก าพองเป็นกองวงงองอกด้วยพ้อยแผ่นดินพอนขาดน้ า” หมายถึง ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งดี ๆ หนีไปเอาสิ่งที่คุณภาพต่ ากว่า ได้ของใหม่แล้วลืมของเก่า ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “ได้แกง เท น้ าพริก” ๑๙. ส านวนสุภาษิต ได้แก่ ค าว่า “เข้าตกดิน บ่ห่อนเป็นหญ้า” หมายถึง พืชผลสิ่งใด ๆ ก็ตามเมื่อปลูกแล้วย่อมได้ผลตามพืชพนธุ์นั้นไม่กลายพันธุ์เป็นพืชอื่นแน่นอน ดังสุภาษิตที่ว่า “ยาทิส วปเตพีช ตาทิส ลภเตผล กลฺยาณการีกลฺยาณ ปาปการีจปาปก .บุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผล เช่นนั้นผู้ท ากรรมดีย่อมได้ผลดีผู้ท ากรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว ๒๐. ส านวนค าคมสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “ปากว่ารือ ใจก็อืออั้นช่างจุลมพราง ล่ายคด” หมายถึง พูดอย่างใจอย่าง ปากกับใจไม่ตรงกัน ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “ปากปราศรัย น้ าใจเฉือดคอ” บทค่าวที่ ๙๐ – ๙๕ เป็นการพรรณาถึงค าพูดของนางศรีชมที่พูดกับเพื่อนบ้านไว้ก่อนหนี ไปเมืองแพร่ เป็นค าพูดที่นางพูดประชดประชันในลักษณะเหมือนพี่ไม่รักนาง พูดในเชิงท้าทายให้ไปตา มหานางที่เมืองแพร่ ทั้ง ๆ ที่นางก็รู้ว่าพี่นั้นไปเมืองแพร่ไม่ได้ เพราะโทษถึงตายรออยู่ เป็นการพรรณา ได้ไพเราะอีกบทหนึ่ง พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้
๕๒ ๒๑. ส านวนค าสอน ลักษณะถูกประชดประชัน ได้แก่ ค าว่า “คันเมืองสวรรค์ ลงกิน แกลบกล้องจักกลับมาไช พี่น้องคันช้างพลายสาร พามานมีท้องจักพลิกพอกห้องมาไช” และค าว่า “คันหนูกินไถ กระทู้กินกล้า จักกลับลงมา เฟื้อฟั้น” หมายถึง เมื่อใดคนที่อยู่บนสวรรค์ลงมากินแกลบ หรือช้างพลายตั้งครรภ์ หรือมิฉะนั้น ถ้าหนูกัดกินไถเหล็ก ไม้กระทู้กินกล้าเมื่อใด จะกลับมาเมืองลับ แล เป็นค าประชดประชันที่มันไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้เลยในภพนี้ กล่าวคือ ไม่เหลือเยื่อใยไว้เลย ตรงกับส านวนไทยที่ว่า “ตัดบัวไม่ไว้ใย” คือ การตัดความสัมพันธ์กันแบบเด็ดขาด จากที่เคยรู้จักหรือ สนิทกัน ก็จะสัมพันธ์ชนิดที่ว่าไม่ต้องมาคืนดีกันอีก บทค่าวที่ ๙๖ – ๑๐๐ เป็นการพรรณนาถึงเวรกรรมของตนเองที่ได้ท าไว้แต่ปางก่อน ซึ่ง ได้กลับมาตอบสนองในชาตินี้ จึงท าให้ต้องพลัดพรากจากคนที่รัก เป็นบทค่าวอีกชุดหนึ่งที่เขียนได้จับ ใจ พบว่า ไม่มีหลักธรรมค าสอนใดแฝงอยู่ เป็นเพียงการพรรณาถึงการพลัดพรากจากคนรัก คงเกิด จากผลแห่งกรรมในชาติก่อนที่ท าไว้ อาจได้เอาลูกนกพลัดพรากจากแม่หรืออาจได้ท าให้ลูกวัวพลัด พรากจากแม่เมื่อน้อย ๆ และได้กล่าวถึงความรักอันเด็ดเดี่ยวของตนเองที่มีต่อนางศรีชม แม้ในที่สุด ไม่ได้เป็นสามีภรรยากันก็ขอเป็นพี่น้องกันก็ยังดี บทค่าวที่ ๑๐๑ – ๑๐๘ เป็นการพรรณนาถึงความยากไร้ของตนเองตั้งแต่นางศรีชมหนี ไป ไม่ได้หาทรัพย์สิ่งของใดเข้าบ้านเลย เพราะไม่มีจิตใจที่จะท ามาหากิน แต่ก่อนนั้นอย่างน้อยวัน เฟื้องละเสี้ยว แต่ปัจจุบันแต่ละวันไม่ได้เลย จึงไม่มีอะไรฝากมาถึงมีแต่หนังสือแห่งระบายความรักนี้ เท่านั้น อีกอย่างถ้าฝากอะไรมาก็กลัวนางจะโกรธ และสามีใหม่ของนางจะเข้าใจผิดว่าดุด่านางให้เจ็บ ช้ าน้ าใจ และพรรณนาสรุปถึงคุณความดีของนางศรีชมที่ได้ท าไว้ เป็นการสรุปได้อย่างไพเราะเพราะ พริ้ง ก็ยังไม่พบว่า มีหลักธรรมค าสอนหรือคติค าคมใดแฝงอยู่ เป็นเพียงการพรรณาถึงความยากไร้ของ ตนเองที่ไม่มีเวลาไปหาทรัพย์สินเงินทอง เพราะมัวแต่ร้องร่ าไห้หานางคนรัก และพรรณาถึงคุณงาม ความดีของนางศรีชมที่มีอย่างมากมาย แต่ขณะนี้นางหนีไปแล้วไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณนางอย่างไร เพราะนางไม่รักไม่ใยดีในตัวเองแล้ว เป็นการพรรณาที่ไพเราะเพราะพริ้งน่าอ่านยิ่ง บทค่าวที่ ๑๐๙ – ๑๑๔ เป็นบทพรรณาขอโทษขออภัยในการที่ได้เขียนความในใจมาหา แต่ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริงในชีวิตหลังจากนางศรีชมหนีไปเมืองแพร่ เขียนไปเพื่อระบายความ ในใจให้รู้ว่ายังรัก อาลัย ห่วงหา อาวรณ์นางอยู่มิรู้คลาย ไม่ได้แสร้งแต่งความเท็จ แต่ถ้านางศรีชมไม่ พอใจก็ต้องขอโทษด้วย พบว่า มีหลักธรรมค าสอนแฝงอยู่ดังนี้ ๒๒. หลักธรรมค าสุภาษิต ได้แก่ ค่ าว่า “เท่ามีวิสัย ยาวพอฅืบเหยี้ยมก่อยอดท าเพียร ร่ า พิจ” หมายถึง เป็นคนมีปัญญาน้อย แต่พยายามพากเพียรในการคิดการท า ตรงกับส านวนสุภาษิตที่ว่า “ความพยายามมีที่ไหน ความส าเร็จมีที่นั้น” ๒๓. คติสอนใจ ได้แก่ ค าว่า “แม่วังทุ่นตื้น กับแม่พิงไชยเชี่ยวพื้นผ่าสูนกันมอกดังคะครื้น เสียงคลื่นต้อง ฟองเฟือน” หมายถึง สายน้ าสองแม่น้ าไหลไปบรรจบกันย่อมท าให้เกิดคลื่น เกิดเสียง ดัง ฉันใด เพลงยาวค่าวรักของพระยาพรหมที่มีต่อศรีชมอันนี้ก็จะลือลั่นสนั่นก้องไปทั่วแผ่นดินให้คนรู้ ว่า ความรักมันยิ่งใหญ่ท าให้คนดีกลายเป็นคนที่เสียคนไปได้ในพริบตา จากบทค่าวสี่บททั้ง ๔ บท ดังได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่ามีหลักธรรมค าสอนในหลาย ๆ ลักษณะ หลาย ๆ ประเภท ทั้งคติธรรม ค าคม ค าพังเพย สุภาษิต ส านวนไทย ส านวนล้านนา ที่แฝง อยู่ในแต่ละบท รวมตั้งแต่บที่ ๑ ถึงบทที่ ๔ มีความยาว ๓๕๖ บทค่าวผลงานวรรณกรรมเรื่องค่าวสี่บท
๕๓ ของพระยาพรหมโวหารนี้เป็นประเภทค่าวใช้ หรือค่าวยาว ค่าวเพลงรักของชายคนหนึ่งที่มีต่อหญิงคน รัก เขียนได้ไพเราะเพราะพริ้ง จนคนที่นางศรีชมขอให้ไปอ่านให้ฟัง เกิดความติดใจในรสถ้อยค าแล้ว ขอคัดลอกไปอ่านและเอาไปเป็นตัวอย่างมากมาย จนเป็นที่แพร่หลายในโอกาสต่อมา อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมใด ๆ ถ้าไม่มีการอนุรักษ์ สืบสาน และฟื้นฟูก็ย่อมจะสูญหายไป ผู้วิจัยจึงเห็นว่าค่าวสี่บทพระยาพรหมโวหารเป็นมรดกอันล้ าค่าของชาติ จึงได้ร่วมอนุรักษ์ สืบสาน และฟื้นฟูด้วยการศึกษากระบวนการแต่งค่าว แล้วน าไปสอนบุคคลที่สนใจทั่วไปเป็นการเผยแพร่อีก ทางหนึ่ง และได้วิเคราะห์หลักธรรมค าสอนออกมาเผยแพร่แก่สาธารณชนอีกส่วนหนึ่งด้วย เพื่อรักษา มรดกล้านนา ให้คนเห็นคุณค่าของวรรณกรรมอันจะท าให้เกิดการสืบต่อไปยังอนุชนรุ่นหลังต่อไป
บทที่ ๔ อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา การศึกษาวิจัยเรื่องวิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนาค่าวสี่บทของพระยา พรหมโวหารนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการศึกษาอิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาว่าเป็น อย่างไร เพื่อจะเป็นแนวทางการน าหลักธรรมที่พบไปเผยแพร่แก่สาธารณชนยุคปัจจุบัน และเลือก น าไปปฏิบัติในชีวิตประจ าวันผลการศึกษาพบว่า มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาในด้านต่อไปนี้ ๑. อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านสังคม ๒. อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านความเชื่อ ๓. อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านการปกครอง ๔.๑ อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านสังคม ๔.๑.๑ อิทธิพลด้านความสัมพันธ์ของคนในสังคม จากการศึกษาวิจัย พบว่า ค่าวนั้นมีมานานแล้ว แต่ไม่ปรากฏชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยใด นอกจากค่าวแล้วก็จะมีจ๊อย ซอ ซึ่งเป็นลักษณ์ร้อยกรองเช่นเดียวกัน ซึ่งเกิดจากการคิดค้น ความคิด สติปัญญาของผู้คนในอดีตที่อาศัยอยู่ตามชนบทสิ่งเหล่านี้ในปัจจุบันนิยมเรียกกันว่า ภูมิปัญญา ชาวบ้าน หรือในภาษาถิ่นตรงกับค าว่า “ภูมิผญา” ภูมิปัญญาเป็นเรื่องที่สั่งสมมาแต่อดีต เป็นเรื่องของ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยผ่าน กระบวนการทางจารีตประเพณี วิถีชีวิต การท ามาหากินและพิธีกรรมต่าง ๆ ภูมิผญ๋า หรือ ผะหยา เป็นความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดออกมาเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ มักแสดงออกเป็นค าพูดโต้ตอบกันเช่น การแอ่วสาว การถ้องซอ(การโต้ตอบกันระหว่างช่างซอชาย หญิง) ค่าวจ๊อย หรือเป็นค าสอนที่ปฏิบัติ ตามกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ค่าว จ๊อย ซอ จัดเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านล้านนา เป็นที่นิยมแพร่หลายในเขตจังหวัด ภาคเหนือของประเทศไทยที่ใช้ภาษาล้านนาเป็นภาษาประจ าถิ่น วรรณกรรมพื้นบ้านแบ่งประเภทตาม ลักษณะการถ่ายทอดหรือการสื่อสารต่อกัน ได้เป็น ๒ ประเภท ได้แก่ ๑. ประเภทวาจาคือวรรณกรรมที่ใช้วิธีการถ่ายทอด หรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษาพูด โดย การบอกเล่าสู่กันฟัง การสนทนาซักถาม การอบรมสั่งสอน รวมถึงการขับร้องเป็นท่วงท่าท านองต่าง ๆ ได้แก่นิทาน บทเพลง เช่น ฮ่ าจ๊อยและซอ ภาษา ส านวน ค าพังเพย หรือค าคมต่าง ๆ ปริศนาค าทาย ค าเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว หรือก าอู้บ่าวสาว หรือ ก าค่าวก าเครือ เป็นต้น ๒. ประเภทลายลักษณ์อักษร คือวรรณกรรมที่ใช้ถ่ายทอดหรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษา เขียน โดยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือในอดีตมักจะบันทึกด้วย อักษรธรรม และตัวอักษรฝักขาม มีเนื้อหาและรูปแบบของค าประพันธ์ที่หลากหลาย เช่นวรรณกรรม ร้อยแก้วและวรรณกรรมร้อยกรอง คือ โคลง ร่าย และค่าว หรือค่าวซอเป็นต้น
๕๕ จากทั้ง ๒ ประเภทดังกล่าว พบว่า ในอดีตค่าวประเภทวาจามีอิทธิพลต่อสังคมสูงมากต่อ ชาวล้านนา โดยเฉพาะหนุ่มสาวจะใช้ในเกี่ยวพาราสีกัน เรียกว่า “จ๊อย” เป็นการขับล าน าอย่างหนึ่ง ของภาคเหนือ เป็นถ้อยค าที่กล่าวออกมาโดยมีสัมผัสคล้องจองกันเป็นภาษาพื้นเมือง ออกเสียงสูง ๆ ต่ า ๆ เป็นท านองเสนาะ ฟังแล้วจะเกิดความไพเราะ สนุกสนานไปตามท่วงท านองจ๊อย จัดอยู่ใน วรรณกรรมประเภท “ค่าว” และ ”ซอ” โดยทั่วไป “จ๊อย” จะเป็นการขับล าน าที่หนุ่มชาวล้านนาใน อดีตขับร้องเพื่อจะได้มีเสียงร้อง เป็นเพื่อนขณะเดินทางไปแอ่วสาวในเวลากลางคืน การจ๊อยไม่ จ าเป็นต้องมีเครื่องดนตรีประกอบเหมือนอย่างซอ แต่บางครั้งบ่าวอาจจะดีดซึง ดีดเปี๊ยะหรือสีสะล้อ คลอไปด้วยก็ได้ ในอดีตการที่หนุ่มสาวจะตกลงปลงใจยินยอมมาใช้ชีวิตร่วมกันฉันท์สามีภรรยานั้น จะต้องเริ่มต้นมาจากการได้พบประพูดจา ดูอุปนิสัยซึ่งกันและกันนานพอสมควร เมื่อเห็นว่ามีอุปนิสัย ที่คล้ายคลึงกัน หรือมีความพอใจซึ่งกันและกัน ก็จะมีการหมั้นหมายแต่งงานกัน อีกส านวนหนึ่งที่เป็นประเภทวาจา เป็นการใช้ปฏิภาณไหวพริบในการพูดคุยกัน ชาว ล้านนาเรียกว่า “ค าอู้สาว” ของชายหนุ่มล้านนาในสมัยก่อน ซึ่ง อ านวย กล าพัด ได้อธิบายถึงการ ”อู้ สาว” ๑ ไว้ว่า “การอู้สาว” จะเริ่ม เมื่อตะวันตกดินไปแล้ว เมื่อทุกคนเสร็จภารกิจงานต่าง ๆ บ้านของ ฝ่ายสาวอาจจะ “ต๋ามผางมันโกม” (ตะเกียงไฟ) เอาไว้ตรงกลาง ๆ “เติ๋น” (ห้องโถงของบ้าน)แสง สว่างจะไม่สว่างนัก ส่วนสาวก็จะนั่งบังเสา เพื่อไม่ให้พวกบ่าวที่มาแอ่วหา ได้เห็นหน้าถนัด ส่วนพวก บ่าวที่มาแอ่วหาก็จะพยายามยลโฉมใบหน้าสาวให้เห็นชัด ๆ ก็จะมีการลุกจากที่นั่งไปดื่มน้ าจากหิ้ง เมื่อกับมานั่งก็จะย้ายที่นั่งใหม่ให้ใกล้สาวมากขึ้น ฝ่ายสาวก็จะขยับตัวเข้าไปในเงามืดอีก ซึ่งเป็นการ หยอกล้อกันของหนุ่มสาวในสมัยอดีต ในการที่ชายหนุ่มมาเที่ยวบ้านของหญิงสาว เมื่อมาถึงบ้านก็จะ “อู้ก าค่าว ก าเครือ” เป็นท านองขอขึ้นไปนั่งบนบ้าน ดั่งตัวอย่างเช่น “สาวเหยสาว อ้ายคนบ่เหมาะ ขอเปาะสักเกิ่ง อ้ายคนบ่เปิง เปาะนี่สักผาก นั่งต๋ามหัวต๋งหัวแป้น หัวฟาก ก็หล้างบ่เป๋นหยังก้าหา” หมายถึง น้องสาวจ๊ะ พี่คนต่ าต้อยขอขึ้นไปนั่งบนบ้านสักนิดจะได้ไหม จะขอนั่งตรงหัว บันไดนี่แหละ เจ้าของบ้านคงจะไม่ว่าอะไรฝ่ายหญิงสาวก็จะเชื้อเชิญด้วย “ก าค่าว ก าเครือ” เช่นกัน ตัวอย่างเช่น “นั่งเต๊อ ๆ จะไปนั่งตั๊ดต๋ง ฟากจะไหลลง ต๋งจะไหลถี่ คนงามคนดี นั่งไหนก็ได้เจ้า” หมายถึง นั่งเถอะจ๊ะ แต่อย่านั่งตรงหัวบันไดเลย คนดี ๆ คนหล่อ ๆ จะขึ้นมานั่งตรงไหน ก็ได้จ๊ะเมื่อหนุ่ม ๆ พากันขึ้นมานั่งบนบ้านเรียบร้อยแล้ว ก็จะเริ่มเกี๊ยวพาราสีกันด้วย “ก าค่าว ก า เครือ” ซึ่งพวกหนุ่ม ๆ ที่ไปด้วยกันก็จะสนับสนุนค าพูดของพวกเดียวกัน บางทีสาวก็อับจนต่อถ้อยค า จะหา “ก าค่าว”มาแก้ก็คิดไม่ออก พวกหนุ่ม ๆ ก็จะหาค าค่าวที่ตลกมาแก้ เพื่อไม่ให้สาวต้องอับอายที่ จนต่อถ้อยค า นั้นเอง บางทีการไป “อู้สาว” นั้น อาจจะเจอค าปริศนา เพื่อลองภูมิกับพวกหนุ่ม ๆ เช่น ฝ่ายสาวถามว่า “ อ้ายมาแอ่วนี่ ข้ามน้ ามาแก่แม่ ต๋ามแค่มากี่ก้าน ประตู๋บ้านหับกาวาไข ประตู๋ คันใดไขกาว่าเปิ้ง” ๑ อ านวย กล าพัด,ค าคมแห่งล้านนา,เชียงใหม่: ประเทืองวิทยา.๒๕๓๑
๕๖ หมายถึง พี่มาเที่ยวที่บ้านของน้อง พี่ข้ามแม่น้ ามากี่สาย จุดแคร่ (คบไฟหรือไต้) มากี่อัน ประตูบ้านของพี่ปิดหรือเปิดทิ้งไว้ ประตูบันไดใส่กลอนหรือไม่ หรือเปิดทิ้งเอาไว้ ซึ่งความหมายของ ปริศนานี้คือ เป็นการถามว่าไปแอ่ว(เที่ยว)หาผู้หญิงอื่นมากี่คน แวะไปกี่บ้านถึงจะมาที่บ้านของเธอ และที่บ้านของฝ่ายชายมีคนรออยู่หรือไม่ (อาจจะหมายถึงมีภรรยารออยู่ที่บ้านหรือไม่) และฝ่ายชาย ตอบว่า “อ้ายมาแอ่วนี่ ข้ามน้ ามาสามแม่ ต๋ามแค่มาสามก้าน มาดับบ้านอี่นาย เนี่ยก่า” หมายถึง กว่าจะมาถึงที่นี่ก็ได้แวะบ้านผู้หญิงมาสามคน และแวะมาสามบ้าน ตั้งใจจะมา เที่ยวบ้านของผู้หญิง คนนี้ เป็นบ้านสุดท้าย ในบางครั้ง ฝ่ายชายอยากจะรู้จัดชื่อเสียงเรียงนามของฝ่ายหญิงสาว ครั้นหญิงสาวจะบอก ชื่อก็มีความอายตามวิสัยของผู้หญิง ก็จะหาปริศนาบอกให้ฝ่ายชายรู้ ตัวอย่าง ฝ่ายชาย “น้องสาวจื้ออะหยัง” หมายถึง น้องสาวชื่ออะไร ฝ่ายหญิง “ข้าเจ้าจื้อเคียวบ่หล่อนเจ้า” ค าว่า “เคียวบ่หล่อน” หมายถึง เคียวเกี่ยวข้าวที่ ติดแน่นกับกั่น เคียวที่ติดแน่นนั้น เรียกกันว่า “เคียวข า” เมื่อรู้ความหมายของค าแล้ว ก็จะผวนค านั้น ฝ่ายชายก็จะรู้ว่าหญิงสาวชื่อ “ค าเขียว” เมื่อฝ่ายหญิงต้องการรู้ชื่อฝ่ายชายก็จะถาม ชายหนุ่มว่าชื่ออะไร ฝ่ายชายก็จะตอบฝ่าย หญิง เช่น“อ้ายจื้อยุ่งหยะยุ่งหยาม” หมายถึง ชื่อของตนนั้นยุ่งเหยิงมากฝ่ายหญิงสาวก็จะคิดถึงชื่อ นั้นๆ ว่ามีค าไหนมีความหมายเกี่ยวข้องกับค าว่า “ยุ่งเหยิง”บ้าง สิ่งที่ยุ่งเหยิงนั้นต้องเป็นสิ่งที่พันกันไม่ เป็นระเบียบ ซึ่งภาษาเหนือ หรือค าเมืองใช้ค าว่า “หวัน” ดังนั้นชายหนุ่มต้องชื่อว่า “อินหวัน” หรือ “ถวัลย์” อย่างนี้เป็นต้น ประเภทวาจานั้น นอกจากจ๊อย และค าค่าวค าเครือแล้ว ยังมีอีกส านวนหนึ่งที่นิยมกันใน สมัยก่อนคือ “ซอ” เป็นศิลปะการขับขานของล้านนาที่มีมานานเป็นสื่อพื้นบ้านแขนงหนึ่ง เนื้อหา สาระที่ช่างซอน ามาสื่อนั้นมีหลากหลายทั้งเรื่องราวในท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต เหตุการณ์ส าคัญ ในช่วงเวลา ต่าง ๆ รวมถึงบทซอซึ่งแต่งขึ้นใช้เฉพาะงานประเพณี ต่าง ๆ เช่นงานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ งานปอยข้าวสังข์ งานปอยหลวงเป็นต้น ในอดีตไม่มีสิ่งอ านวย ความสะดวก ไม่มีสถานบันเทิงมากดังเช่นปัจจุบัน นอกจากการแสดงลิเก และซอเท่านั้น ดังนั้น ทางเลือกของคนสมัยก่อนโดยเฉพาะคนล้านนา จึงชอบที่จะฟังซอ และดูการแสดงซอเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นภาษาท้องถิ่น ๔.๑.๒ อิทธิพลด้านความฉันทนาการ จากการศึกษาวิจัย พบว่า วรรณกรรมค่าวนั้นมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนาด้าน ความบันเทิง สนุกสนาน เพื่อการฉันทนาการต่าง ๆ ได้แก่ งานท าบุญขึ้นบ้านใหม่ งานท าบุญบรรพชา อุปสมบท งานท าบุญอุทิศแก่ผู้ตาย ฯลฯ เพื่อให้ผู้ที่ไปร่วมงานได้ความสนุกสนานบันเทิง รื่นเริงใจ และได้ความรู้จากการจัดความบันเทิงนั้นด้วย นั้นคือ ซอ มีทั้งซอเรื่องในทางธรรมะ เรื่องในทางโลก ซอประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคล ฯลฯ ตามแต่งานนั้น ๆ หรือ ความต้องการของเจ้าภาพ ของผู้ฟัง ซอ คือ ศิลปะการแสดงประเภทหนึ่งของล้านนา มีลักษณะของการขับล าน าหรือการขับ ร้องด้วยถ้อยท านองต่าง ๆ อันไพเราะเป็นศิลปะการแสดงด้านการขับขานพื้นบ้านล้านนาที่มีอยู่ใน
๕๗ ภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ล าพูน ล าปาง แพร่ น่าน พะเยา ซอเป็นสื่อพื้นบ้านที่ให้ ความบันเทิงและเนื้อหาสาระที่น ามาเป็นบทขับร้องเป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อครู แม่ครู และการน าเหตุการณ์บ้านเมืองมาร้อยเรียงเป็นบทขับขาน เนื้อหาจะแผงคติธรรม และคติโลก คือมีทั้งสาระและบันเทิงอยู่ในบทซอ การขับซอเป็นการขับขาน หรือการร้องร้อยกรองที่มีฉันทลักษณ์เฉพาะ และมีเครื่องดนตรี ประกอบโดยมีท่วงท านองต่าง ๆ แตกต่างกันไป โดยมีทั้งหมดประมาณ ๑๐ ท านอง ผู้ที่ขับร้องซอ เรียกว่า ช่างซอ หรือ “จั้งซอ” และมีนักดนตรี เรียกว่า ช่างซึง หรือ“จั้งซอ” ช่างปี่ หรือ”จั้งปี่” คือ ผู้ท าหน้าที่บรรเลงดนตรีประกอบการขับซอ ค าว่า “จั้ง” มีความหมายตรงกับค าว่า ช่าง หรือหมายถึง ค าว่า“นัก” นั้นเอง ดังนั้น จั้งซอ คือผู้ที่มีความสามารถ ขับขานซอได้ มีปฏิภาณไหวพริบ การขับซอ ถ้ามีการร้องโต้ตอบกับเป็นคู่ ระหว่าช่างซอชายและช่างซอหญิง จะเรียกว่า “คู่ถ้อง” คือ ช่างซอชาย หญิงที่เป็นคู่ซอร้องโต้ตอบกัน การขับซอจะมีการแสดงบนเวที หรือทางภาคเหนือเรียกว่า “ผามซอ” ตัวอย่าง ซอล่องน่าน “สิบนิ้วนบกราบก้มยอสา ยกมือหัตถาขึ้นมาขาบไหว้จะล่องน้ าน่านส าราญหัวใจ๋ ไปอยู่เมืองใหม่ตี้ดอยภูเพียงบทบาทนี้ก็จะเอื้อนน้ าเสียง หื้อเป๋นส าเนียงล่องน่านน้อเจ้า บอกว่าหมู่เฮายินดีมากแล้ว....ฯลฯ ตัวอย่างซอเชียงใหม่-เชียงราย เพลงขึ้นเชียงใหม่๑ “เถิงตาวันลงแลง พี่จะชวนเมียฮัก ฮอมแพง เข้าสู่ป่าไม้ดงหนา ... น้อยเฮย ... เถิงเมื่อตาวันลงแลง พี่จะชวนเมียแพงเข้าสู่ป่าไม่ดงด า ... ไปผ่อสัตว์สรรพในป่าไม้ดงด า ... มาเต๊อะแม่มอนตาข า เฮาจะเข้าดงก าดงด าป่าไม้ฯลฯ ตัวอย่างซอยอยศพระลอ ตอนพระลอเดินดง “แลละลิ้วไปสุดเจ้นต๋าฝ่าดอยดงเข้าพงป่าไม้ สักเคียนสูงยูงยางไม้ไร่เปาดู่แงะขยอมยม เถาวัลย์พันกิ่งก้านเกลียวกลม พระพรายลมพัดพวงดอกไม้ มาหอมหวนชวนชื่นใจไบ้ ยามเมื่อออกเดินทาง หอมบุปผาเบ่งบานสร้อยสร้าง สองทางชื่นช้อยหน่า ฯลฯ ส่วนประเภทที่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็มีอิทธิพลต่อสังคมชาวล้านนาในอดีตเช่นกัน แต่จะ น้อยกว่าประเภทวาจา เนื่องจากประเภทที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นจะลักษณะของค่าวธรรม ค าสอน ทางพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เคยบวชเรียน และสูงวัยที่อ่านอักษรธรรมล้านนาได้เท่านั้น ๑ มณี พยอมยงค์, วัฒนธรรมลานนาไทย,(ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ), ม.ป.ป. อธิบายศัพท์ เถิง = ถึง, ตาวัน = ตะวัน ลงแลง = ยามเย็น, ฮัก = รัก ฮอม=ร่วม, แพง = เป็นที่รัก ผ่อ=ดู, เฮา=เรา มอนตาข า =ค าเรียกหญิ่งที่เป็นที่รัก อธิบายศัพท์ ละลิ้ว=ละลิ่ว, เจ้น=ระยะ เคียน=ไม้ตะเคียน, สัก=ไม้สัก, ดู่=ไม้ประดู่, แง=ไม้เต็ง ขยอม=พะยอม, ยม=มะยม ไบ้=มากหรืออย่างยิ่ง หน่า=ค าลงท้าย เช่น นา หนา.
๕๘ ส่วนคนหนุ่มสาวก็มีการฟังจากที่ผู้ใหญ่อ่านให้ฟัง ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มสาว ๆ เพราะผู้ใหญ่ต้องการ สอนให้เป็นกุลสตรี เป็นแม่บ้านที่ดีเมื่อออกเรือนไป จะเป็นค่าวซอที่ดัดแปลงมาจากค่าวธรรมบ้าง จากนิทานพื้นบ้านบ้าง ค าสอนต่าง ๆ บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเน้นที่นิทานพื้นบ้าน ให้ความสนุกสนาน รื่น เริง บันเทิงใจ ให้คติธรรม ให้แนวคิด เป็นคติสอนใจ เมื่อได้ยินได้ฟัง เช่น ค่าวปู่สอนหลาน ดังนี้ “หลานเหยหลาน ฟังสารค่าวจ๊อยหื้อจ๋ าถี่ถ้อย ลุงจักไขจ๋าเจื้อก าคนนักมันเสีย มักเสียน้ าต๋า อย่างเจื้อวาจ๋า รสเหมือนต๋าลอ้อยหลานยังหนุ่มสาว เปิงบ่าวใจ๋ห้อย อยู่ต๋ามแป๋ดอย สอดเซาะยิ่งแตกเนื้อสาว รุ่นราวเอ๊าะเอ๊าะ บ่าวเหยาะหยอกเล่น เป๋นเมาจะไปเจื้อนัก ก าพู่จายเขา ป้อแม่ของเฮา หนาวหนาวไข้ไข้หากไปตกหลุม จะมานั่งไห้ เจ็บใจ๋แตงใน เสียบกั๊ดความปรารถนา เขาสารพัด คัดมาจนเสี้ยง ค าคม ฯลฯ ๔.๒ อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านความเชื่อ ชาวล้านนามีพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานในการด าเนินชีวิตอยู่แล้ว ดังนั้นชาวล้านนาจึงได้ น าค าสอนทางพระพุทธศาสนามาเขียนเป็นวรรณกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีพระสงฆ์เป็นผู้แต่งขึ้นเพื่อใช้เทศน์ สั่งสอนประชาชน เรียกว่า “ค่าวธรรม” กล่าวคือ ค่าวธรรม หรือ ธรรมค่าว คือ วรรณกรรมที่ ประพันธ์ตามแนวชาดก ฉันทลักษณ์ของค่าวธรรมส่วนใหญ่ เป็นร่ายยาว แทรกคาถาภาษาบาลี ภิกษุ จะน าค่าวธรรมมาเทศน์ในอุบาสกอุบาสิกาฟังในวันอุโบสถศีล ค่าวธรรมจึงจัดเป็นวรรณกรรมศาสนา ตัวอย่างวรรณกรรมค่าวธรรม เช่น พรหมจักร บัวรมบัวเรียว มหาวงศ์แตงอ่อน จ าปาสี่ต้น แสงเมือง หลงถ้ า สุพรหมโมขะ หงส์ผาค า วัณณพราหมณ์ เป็นต้น ๔.๒.๑ อิทธิพลด้านความเชื่อ: ทางพระพุทธศาสนา จากการศึกษาวิจัย พบว่า ชาวล้านนามีพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานของการด าเนินชีวิต ดังนั้นชาวล้านนาจึงมึความเชื่อด้านพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้นผสมกับการเชื่อวัฒนธรรมเดิมคือ การนับถือผี และทวยเทพ ดังจะเห็นได้ว่า มีวรรณกรรมค่าวธรรมมากหลายที่เกิดจากความเชื่อทาง พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นการประพันธ์ตามแนวชาดก กล่าวคือ ๑. ปรารภชาดก เพื่อบอกสาเหตุว่า เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงเล่าเรื่องอดีตชาติให้สาวก ฟัง และเพื่อจะบอกว่าเป็นเรื่องจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ๒. เนื้อเรื่อง คือ เรื่องนิทานที่จะเล่า แต่ก็ปรากฎว่ามีคาถาภาษาบาลีสอดแทรกอยู่ด้วย ทั่วไป เพื่อให้เห็นว่ามีอยู่ในพระบาลี ๓. ประชุมชาดก คือ มีตอนที่กล่าวถึงตัวละครในเรื่องนิทานกลับชาติมาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า และพระญาติของพระพุทธเจ้า ฉันทลักษณ์ของค่าวธรรมส่วนใหญ่พบว่าประพันธ์เป็นร่ายยาว หรือ กลอนเทศน์ แทรก ด้วยคาถาภาษาบาลีบ้าง ค่าวธรรมเหล่านี้พระภิกษุนิยมน ามาเทศน์ให้อุบาสกอุบาสิกาฟังในวันอุโบสถ ศีล ถ้าพิจารณาทางด้นเนื้อเรื่องแล้วพบว่า ค่าวธรรมส่วนใหญ่จะได้เนื้อเรื่องมาจากวรรณกรรม พื้นบ้านนั้นเอง เพียงแต่ประพันธ์เป็นอีกส านวนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเหมาะที่จะใช้เทศนาตามท านองแหล่ ของภาคเหนือ
๕๙ วรรณกรรมประเภทค่าวธรรมนี้ ถ้าพิจารณาทางด้านรูปแบบการประพันธ์ จะจัดอยู่ใน วรรณกรรมพระพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นนิทานพื้นบ้านเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม ค่าวธรรมมี มากมาย พอยกตัวอย่างได้ดังนี้ ๑) ปัญญาสชาดก (มี ๕๐ เรื่อง) ๒) มหาชาติฉบับพายัพ (พระเวสสันดรชาดก) มี ๑๓ ผูก ๓) พรหมจักร (มี ๙ ผูก) ๔) สังข์สินธนูชัย (มี ๑๐ ผูก) ๕) บัวรมบัวเรียว (มี ๕ ผูก) ๖) เฉลียวฉลาด (มี ๑๐ ผูก) ๗) สุริยวงศ์ไกสร (มี ๕ ผูก) ๘) แสงเมืองหลงถ้ า (มี ๕ ผูก) ๙) สุวรรณะเมฆะมหาขนค า (มี ๕ ผูก) ๑๐) วัณณะพราหมณ์ (มี ๕ ผูก) ๑๑) อุทธรา เต่าน้อยอองค า (มี ๕ ผูก) ๑๒) มหาวงศ์แตงออน (มี ๑๐ ผูก) ๑๓) จ าปาสี่ต้น (มี ๓๒ ผูก) ๑๔) บัวระวงศ์หงศ์อามาตย์ (มี ๑๑ ผูก) ๑๕) ชิวหาลิ้นค า (มี ๑๔ ผูก) ๑๖) เจ้าสุวัตรนางบัวค า (มี ๕ ผูก) จึงเห็นได้ว่า วรรณกรรมค่าวนั้นมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนาด้านพระพุทธศาสนา อย่างมาก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งขัดเกลานิสัยใจคอคนล้านนาให้อ่อนน้อม อ่อนโยน ๔.๒.๒ อิทธิพลด้านความเชื่อ:การปฏิบัติตนของผู้หญิง (ข้อห้ามส าหรับผู้หญิง) จากการศึกษาวิจัย พบว่า ในล้านนาไทยจะมีความเชื่อเกี่ยวกับผู้หญิงอยู่หลายประการ เพื่อให้เกิดความเคารพนับถือ เช่น ๑. ห้ามเข้าไปเหยียบในบริเวณลานพระธาตุเจดีย์พระธาตุเจดีย์ เชื่อกันว่าเป็นที่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นของที่ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นบริเวณรอบ องคพระธาตุจึงนิยมท าก าแพงแก้วกั้นไว้เป็นบริเวณลาน(ข่วง) พระธาตุ บุคคลใดประสงค์จะเข้าไปที่ ลานในก าแพงแก้ว เพื่อกราบไหว้บูชาหรือเข้าไปท าความสะอาด ถ้าสวมหมวกจะต้องถอดออก ถ้า สวมรองเท้าต้องถอดรองเท้าและที่ห้ามเข้าไปในบริเวณลานเจดีย์ คือ ผู้หญิง ถือว่าถ้าผู้หญิงเข้าไปจะ ท าให้เสียความศักดิ์สิทธิ์แต่คนโบราณก็ไม่ได้กล่าวว่าเพศหญิงเป็นเพศต่ าป้ายห้ามผู้หญิงเข้าไปภายใน บริเวณลาน พระธาตุวัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่พระธาตุหริภุญชัย ล าพูน พระธาตุล าปางหลวง และทุกวัดในเขตล้านนา ๒. ห้ามเข้าพระอุโบสถหรือในเขตก าแพงแก้วพระอุโบสถ พระอุโบสถ คืออาคารที่ ท าสังฆกรรมของพระสงฆ์ ในล้านนาจะเป็นอาคารหลังไม่ใหญ่และจะห้ามผู้หญิงเข้า แม้กระทั่งในเขต ของ ก าแพงแก้วก็ห้ามเหยียบเข้าไปถ้าผู้หญิงเข้าจะท าให้เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์แต่ก็ยังมีข้อแม้ว่า ถ้า ผู้หญิงใดก าเนิดลูกผู้ชาย จ านวน ๗ คนและได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุทั้ง ๗ คน จึงจะเข้าอุโบสถได้
๖๐ ๓. ห้ามเข้าใกล้บริเวณบ่อน้ าศักดิ์สิทธิ์บ่อน้ าศักดิ์สิทธิ์ เป็นบ่อน้ าที่คนล้านนาให้ ความเคารพ มีทั้งบ่อที่มีมาช้านานตั้งแต่โบราณและบ่อที่พบใหม่ ส่วนมากจะเป็น บ่อน้ าที่รักษาโรคได้ สารพัดโรคดังนั้นบริเวณรอบบ่อจะสร้างรั้วราชวัตรกั้นไว้ บุคคลที่จะเข้าไปในเขตรั้วเพื่อตักน้ าในบ่อ ถ้าสวมหมวกจะต้องถอดออก ถ้าสวมรองเท้าจะต้องถอดรองเท้า ก่อนที่จะตักน้ าจะมีการกราบไหว้ บูชา แล้วตั้งค าอธิษฐานขอให้หายจาก โรคอะไร บ่อน้ าศักดิ์สิทธิ์ทุกบ่อห้ามผู้หญิงเข้าไปในบริเวณรั้ว ราชวัตร ถ้าต้องการน้ าศักดิ์สิทธิ์ ก็ขอให้ผู้ชายเป็นคนตักให้ถ้าผู้ผู้หญิง เข้าใกล้บ่อน้ าศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกัน ว่าน้ าในบ่อจะหมดความศักดิ์สิทธิ์และยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงที่มีประจ าเดือนเข้าใกล้บ่อน้ าศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่า จะท าให้น้ าในบ่อเน่าเสีย ๔. ห้ามนั่งปากบ่อน้ าบ่อน้ า เป็นสิ่งนับถือของคนโบราณ ถือว่าน้ าเป็นสิ่งที่มีคุณ ทั้งน้ ากินน้ าใช้ได้จากบ่อเมื่อถึงวันเพ็ญเดือนยี่เหนือ และวัน สงกรานต์ ชาวบ้านจะน าประทีปไปจุด บูชาที่บ่อน้ าเพื่อเป็นการบูชาคุณน้ า และเป็นการขอขมาน้ าด้วย เมื่อบ่อน้ าถือเป็นสถานที่มีคุณ คนโบราณจึงห้ามนั่งบนปากบ่อ ถ้าผู้เฒ่าผู้แก่เห็นผู้ชายนั่ง จะดุด่า ตักเตือนไม่ให้นั่งอีกโดยบอกว่าเป็น สิ่งที่ไม่ดี เป็นการลบหลู่คุณของน้ า แต่ถ้ามีผู้หญิงใด นั่งปากบ่อน้ าถ้าผู้เฒ่าผู้แก่เห็นจะโกรธและดุด่า อย่างรุนแรง เพราะ เชื่อว่า ถ้าผู้หญิงนั่งปากบ่อน้ าจะท าให้น้ าในบ่อนั้นเน่าเสีย และจะต้องเอาน้ า ส้มป่อยไปประพรมขอขมาลาโทษบ่อน้ านั้น ๕. ห้ามเก็บพืชผักในระหว่างที่มีประจ าเดือนบริเวณสวนหลังบ้านของคนแต่ก่อน จะเป็นที่ปลูกพืชผักส าหรับปรุงอาหารผักที่ใช้ประกอบการปรุงอาหาร เช่น ผักไผ่ สะระแหน่ ผักคาว ทอง ต้นหอม ผักชีผักส าหรับจิ้มลาบ เป็นต้น ผู้หญิงใดที่อยู่ในระหว่างมีประจ าเดือน ท่านห้ามเก็บผัก เหล่านี้ถ้าผู้หญิงที่มีประจ าเดือนเก็บผักดังกล่าว เชื่อว่า ผักจะแห้ง เฉาตายลงผู้ใหญ่ก็จะรู้ว่ามีผู้หญิงที่ อยู่ในระหว่างมีประจ าเดือนฝ่าฝืน ข้อห้ามและต้องมีการดุด่าว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้ท าอีก ฯลฯ ๔.๒.๓ อิทธิพลด้านความเชื่อ : การปฏิบัติตนตามหลักธรรม จากการศึกษาวิจัยพบว่า ในสมัยก่อนคนหนุ่มสาว หรือคนทั่วไปได้มีโอกาสฟังพระธรรมค า สอนทางพระพุทธศาสนาบ้างจึงได้ปรับปรุงจากค่าวธรรมมาเป็นค่าวซอ หรือค่าวทั่วไปโดยให้มีแทรก บุคลาธิษฐานเข้าไปให้มากกว่าค่าวธรรม เพื่อให้คนทั่วไปได้น าไปอ่านสู่กันฟังในโอกาสต่าง ๆ เช่น งาน ท าบุญมงคล งานอวมงคล หรือการละเล่นต่าง ๆ ในที่ประชุม ที่ชุมชน ตลอดจนในครอบครัวเมื่อท า ภารกิจร่วมกัน เช่น เก็บใบยา ต้มหน่อ๑ ก็จะเล่า (อ่านเป็นท านอง) ค่าวให้กันฟังจนกว่าจะเสร็จสิ้น ภารกิจนั้น เป็นต้น ค่าวซอ เป็นวรรณกรรมที่รุ่งเรืองมากในราว พ.ศ. ๒๓๐๐ –๒๔๐๗ หลังจากไม่ได้เป็น เมืองขึ้นของพม่าแล้ว ค่าวซอมีความหมายเป็น ๒ นัย คือ ๑) หมายถึง ฉันทลักษณ์ค่าวซอ และ ๒) หมายถึง วรรณกรรม ๑ เก็บใบยา หมายถึง การเก็บใบยาสูบมาเสียบร่วมกันเป็นก่อนน าไปขาย ส่วนการต้มหน่อ หมายถึง การที่กลางวันไปหาหน่อไม้มากลางคืนก็ต้มเพื่อน าไปขายในเช้าวันใหม่
๖๑ ดังกล่าวแล้วว่า ประเภทค่าวซอเหมาะที่จะน ามาขับร้องขับล าหรืออ่านท านองเสนาะในที่ ประชุมของชุมชน ซึ่งฉันทลักษณ์จะเน้นการสัมผัสสระ และเนื้อหาเนื้อเรื่องเป็นนิทานพื้นบ้านใน ลักษณ์จักร์ ๆ วงศ์ ๆ ซึ่งการขับร้องขับล านั้น เป็นที่นิยมของชาวบ้านมากในสมัยอดีด เพราะได้รับ ความบันเทิง ทั้งเสียงไพเราะ และเพลิดเพลินจากเรื่องราวเหล่านั้น ชาวล้านนาในอดีตนิยมเล่าค่าวกันทั้งที่เป็นพิธีการ และไม่เป็นพิธีการ ที่เป็นพิธีการนั้น เจ้าภาพจะต้องจ้างคนมาอ่านหนังสือวรรณกรรมในที่ประชุมหรือในงานที่จัด เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานบวชลูกแก้ว (บวชเณร) และงานปอยข้างสังฆ์ (ท าบุญอุทิศให้คนตาย) เป็นต้น เรียกว่าจ้างมา “ใส่ค่าว” จึงท าให้เกิดเป็นประเพณีการเล่าค่าว การเล่าค่าวก็คือมหรสพประเภทหนึ่ง ของพื้นบ้านล้านนา นั้นเอง วรรณกรรมค่าวซอที่นิยมเอาไปอ่าน หรือเล่าในงานต่าง ๆ นั้น จะมีประมาณ ๓๐ เรื่อง๑ ได้แก่ ๑) ก่ ากาด า ๒) จ าปาสี่ต้น ๓) นกกระจาบ ๔) สุวรรณเมฆะหมาขนค า ๕) วัณณะพราหมณ์ ๖) อุทรา ๗) จันทประโชติ ๘) บัวระวงศ์หงส์อ ามาตย์ ๙) ปลาตะเพียนทอง ๑๐) โบราบ่าวน้อย ๑๑) วงศ์สวรรค์ ๑๒) จันต๊ะฆาปู่จี่ ๑๓) สุทธนู ๑๔) แสงเมืองหลงถ้ า ๑๕) สังข์ทอง ๑๖) สุวรรณหงส์ ๑๗) ก าพร้าบัวทอง ๑๘) เตโชยาโม ๑๙) เจ้าสุธน ๒๐) ช้างโพงนางผมหอม ๒๑) บัวระวงศ์แตงอ่อน ๒๒) จุจะวรรณะ ๑ อุดม รุ่งเรืองศรี, วรรณกรรมล้านนา, (โครงการต ารามหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๒๘,) หน้า ๓๖๘- ๓๖๙.
๖๒ ๒๓) เจ้าสุวัตรนางบัวค า ๒๔) หงส์หิน ๒๕) ช้างสะตัน (ฉัททันต์) ๒๖) อ้ายร้อยขอด ๒๗) มูลละกิตติ ๒๘) ชิวหาลิ้นค า ๒๙) ช้างงาเดียว ๓๐) พระยาพรหม สิ่งที่น่าสังเกต คือ วรรณกรรมประเภทค่าวซอนี้ มีเนื้อเรื่องเหมือนกับวรรณกรรมค่าว ธรรมเป็นจ านวนมาก เพราะเหตุว่า เนื้อเรื่องเหล่านั้นเป็นนิทานพื้นบ้านที่น ามาแต่งเป็นค่าวธรรม ส าหรับเทศน์ส านวนหนึ่ง และน ามาแต่งเป็นค่าวซออีกส านนวนหนึ่ง และวรรณกรรมบางเรื่องก็มีการ แต่งเป็นฉันทลักษณ์หลาย ๆ ฉันทลักษณ์ เช่น ค่าวหงส์หิน หรือ หงส์ผาค า มีทั้งฉบับที่เป็นโคลง ค่าว ธรรม ค่าวซอ เป็นต้น จากอิทธิพลของวรรณกรรมค่าวธรรม ซึ่งเป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาได้ แพร่กระจายในล้านนาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสมัยของพระเมืองแก้ว กษัตริย์แห่งล้านนาพระองค์มี ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ตลอดรัชสมัยของพระองค์มีแต่เรื่องบวชพระ สร้างวัด เป็นราชกิจประจ าทุกปี ในยุคนี้เป็นที่วรรณคดีบาลีทางพระพุทธศาสนาเจริญที่สุด มีภิกษุชาวล้านนา แตกฉานในการแต่งปกรณ์บาลีมากมาย เช่น พระสิริมังคลาจารย์ แต่งมงคลทีปนี จักรวาสทีปนี และ เวสสันตรทีปนี พระญาณกิตติ แต่งเรื่องโยชนาอภิธรรม ๗ คัมภีร์ พระรัตนปัญญาเถระ แต่งเรื่องชิน กาลมาลีปกรณ์ และปัญญาสชาดก เป็นต้น โดยเป็นการน าเอานิทานพื้นบ้านรวบรวมเอามาแต่งเป็น ส านวนต่าง ๆ ซึ่งไม่แด้ปกรณ์บาลีของชาวลังกา ๔.๒.๔ อิทธิพลด้านความเชื่อ : พิธีกรรมการเรียกขวัญ จากการศึกษาวิจัยพบว่า พิธีกรรมต่าง ๆ ในล้านนาจะต้องมีการกล่าวค าโอกาสก่อน กล่าวคือ เป็นการยอคุณพรัตนตรัย เทพเจ้าทั้งหลาย โดยค าที่ใช้จะเป็นลักษณ์ของค าที่คล้องจองกัน อันสืบเนื่องมาจากวรรณกรรมค่าวเป็นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมด้านงานมงคล เช่น ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน บรรพชาอุปสมบท การสืบชาตา การถวายทานต่าง ๆ หรือแม้แต่งานอวมงคลก็เช่นกัน ไม่ว่า งานตั้งศพบ าเพ็ญกุศล งานท าบุญอุทิศ งานท าบุญ ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน ฯลฯ ก็จะนิยมเวนทานซึ่งเป็น ความเชื่อที่ฝั่งแน่นอยู่ในวัฒนธรรมประเพณีแล้วน าไปสู่การประกอบพิธีกรรม เพราะเชื่อว่าพิธีกรรม จะท าให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังพบว่า พิธีกรรมการเรียกขวัญที่เป็นที่นิยมของคนล้านนาที่ขาดไม่ได้ในงาน แต่งงาน งานบรรพชาอุปสมบท งานท าบุญอายุ ก็คือพิธีกรรมการเรียกขวัญชาวล้านนามีความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมี“ขวัญ” ประจ าตัวอยู่ ๓๒ ขวัญ และขวัญจะหนีออกจากร่างกายได้เมื่อมีเหตุให้ตกใจ เช่น เจ็บป่วย หกล้ม หรือได้รับอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งที่เรามักจะเห็นกันบ่อยๆว่า เมื่อเห็นเด็กเล็ก หกล้ม ผู้เฒ่าผู้แก่มักจะพูดว่า “ขวัญเอ๋ย ขวัญมา” หรือต้องพลัดพรากจากบ้านไปไกล เรียกว่า “ขวัญ หาย” หรือ “เสียขวัญ” เป็นต้น จึงได้มีการท าพิธีเรียกขวัญให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว นอกจากนั้นก็มีพิธี
๖๓ เรียกขวัญในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชีวิต เช่น การขึ้นบ้านใหม่ บวช แต่งงาน หรือเมื่อได้รับต าแหน่งที่ส าคัญๆ การเรียกขวัญ ของชาวเหนือ จะท าบายศรีสู่ขวัญ ใส่ขันเงิน มีพานรองรับ ในขันมีข้าว เหนียวสุกปั้นเป็นก้อน ไข่ต้มสุกปอกเปลือก กล้วย ดอกไม้ ธูปเทียนประดับอย่างสวยงาม ถ้าเป็นใน กรณีผู้ป่วยจะมีไก่ต้มทั้งตัวใส่ภาชนะวางร่วมด้วย เมื่อเสร็จพิธีก็จะให้ผู้ป่วยหรือผู้ถูกเรียกขวัญกินเป็น การท าขวัญ ด้ายดิบสีขาวส าหรับผูกข้อมือ ผู้ที่จะท าหน้าที่ฮ้องขวัญ หรือ“หมอขวัญ” คือ พ่ออาจารย์ วัด หรือมรรคนายก นั่นเอง ซึ่งผู้ที่มีฝีปากในการฮ้องขวัญได้ไพเราะจับใจจะมีผู้มาหาให้ไปท าพิธีอยู่ เสมอ ขันตั้งส าหรับบูชาครูกมีผ้าขาว ผ้าแดง ข้าวเปลือก ข้าวสาร ใส่กระทงใบตองพอประมาณ หมาก แห้งร้อยเป็นพวง เรียกว่า“หมากหัว” ใบพลูสด ใส่ในสรวยใบตอง สรวยดอกไม้ ธูปเทียน เงินบูชาครู จ านวนหนึ่งประมาณ ๑๕-๓๐ บาท หรือแล้วแต่พ่ออาจารย์จะระบุมา ซึ่งแต่ละคนก็จะไม่เท่ากัน เมื่อจัดเตรียมสิ่งของทุกอย่างพร้อมแล้ว ผู้ท าพิธีจะนั่งบริกรรมคาถาบูชาครู แล้วให้ผู้ที่มา ให้เรียกขวัญนั่งพนมมือ มีพานบายศรีวางอยู่ตรงหน้า แล้วเริ่มท าพิธีฮ้องขวัญด้วยท่วงท านองเสนาะ ชวนฟัง ท าให้ผู้ที่อยู่ในพิธีจะเกิดความปีติสดชื่นขึ้น ในค าเรียกขวัญนั้นจะกล่าวถึงขวัญทั้ง ๓๒ ขวัญ จะตกไปอยู่ที่ไหนก็ขอให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว และเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธ์ในค าเรียกขวัญนั้นจึงมี การอ้างถึงเทพเจ้าทั้งหลายในศาสนาพราหมณ์ อ้างถึงพระพุทธคุณ และมีการสอดแทรกภาษาบาลีไว้ ในบทเรียกขวัญด้วย ในขณะที่ผู้ท าพิธีกล่าวถึงตอนที่เรียกขวัญทั้ง ๓๒ ขวัญแล้ว ก็จะผูกข้อมือ ให้ทั้ง ๒ ข้าง โดยผูกข้อมือซ้ายก่อน เรียกว่า “ไหมมือ” หรือ “ฝ้ายไหมมือ” เพื่อความเป็นสิริมงคลกับ ตนเอง จะช่วยคุ้มครองเด็กจากภูตผี สิ่งไม่ดีต่างๆ ในประเพณีการฮ้องขวัญ เราอาจสรุปได้ว่า ขวัญ ก็คือก าลังใจของคนเรานั่นเอง อย่างการ เรียกขวัญของคู่บ่าวสาว ในการแต่งงานนอกจากจะมุ่งให้ก าลังใจแล้วยังเป็นการสั่งสอนให้มีการครอง รักครองเรือนแก่คู่สมรสอีกด้วย และเช่นการฮ้องขวัญนาค ในงานบวช ก็เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกรักและกตัญญู ต่อบุพการี ประพฤติตนอยู่ในกรอบพุทธวินัยอย่างเคร่งครัดนั่นเอง ค าเรียกขวัญนั้นเป็นค าที่ประพันธ์ขึ้นมาตามฉันทลักษณ์ของค่าว กะโลง (โคลง) แบบ ล้านนา ตัวอย่าง ...อัชชะในวันนี้ก็เป็นวันดี ศรีสุภชยมังคลาอันประเสริฐ ส่วนวันเม็งก็หมดใส วันไทก็หมดปลอด ก็มาเป็นยอดพญาวัน... ข้าจักเรียกขวัญเจ้าว่ามาๆ อยู่เป็นมงคล ขวัญเจ้าอย่าไปหลงอยู่ยังอกันนิถา(อกนิษฐาพรหม)ฟากฟ้า ทุกแหล่งหล้าเมือง สวรรค์ ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ยังชั้นฟ้า ขวัญเจ้าอย่าไปสังเวช(สลด รันทด) อยู่ในดง ... นอกจากเรียกขวัญ (ล้านนาเรียกว่าฮ้องขวัญ) แล้วบางทีก็จะมีอีกพิธีกรรมหนึ่งคือการปัด เคราะห์ปัดภัยให้หายจากโรคภัยทั้งหลาย ตัวอย่าง ...สุนักขัตตัง สุมังคะลังเลิศแล้ว วันนี้เป็นวันผ่องแผ้ว มหุตฤกษ์ลาภา เป็นวันอุตตะ มาพิเศษเหตุจักได้สู่ขวัญและบายศรีข้าขอวันทีอภิวาท อาราธนาเอาพระรัตนตรัย พิมะภาสามพระแก้วเจ้ามาปกห่มเกล้าเกศา อัญเชิญพระสยามเทวาธิราชไท้เทพเจ้า ยิ่งใหญ่ทุกองค์องค์ มาบ ารงสถิตอยู่ใกล้มาขับไล่หมู่ภัยยา เคราะห์ร้ายนานาหลาย...
๖๔ ๔.๒.๕ อิทธิพลด้านความเชื่อ : พิธีกรรมขึ้นท้าวทั้งสี่ จากการศึกษาวิจัยพบว่า คนล้านนามีความเชื่อด้านพิธีกรรมการขึ้นท้าวทั้ง ๔ คือ๑ ท้าว จตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้ง ๔ ตามต านานทางศาสนา ท้าวจตุโลกบาลเป็นเทพในกามาวจรภูมิเป็น สวรรค์ชั้นแรกใน ๖ ชั้น คือ จตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตนิมานรดีปรนิมมิตวสวัตตีตามแนว ความเชื่อทางพระพุทธศาสนา สวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา ตั้งอยู่บนเขายุคันธรสูงจากพื้นผิวโลก ๔๖,๐๐๐ โยชน์สวรรค์ชั้นนี้นับเป็นสถานที่พิเศษกว่ามนุษยโลกในด้านความเป็นอยู่และความสุข กามาวจรเทพชั้นนี้เรียกรวมกันว่า “จตุมหาราชิกเทวดา” ในสวรรค์ชั้นนี้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ซึ่งมี มหาราชทั้ง ๔ องค์ครองอยู่แบ่งเป็นส่วน ๆ ไปคือ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ ท้าวเวสสุวรรณ ท้าวเวสสุวรรณเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าท้าวกุเวรหรือในไตรภูมิพระร่วงเรียกท้าวไพศรพณ์ ในสวรรค์ชั้นนี้มี พระอินทร์เป็นราชาธิบดี คือเป็นผู้ปกครองท้าวจตุมหาราชิกาด้วย ๑. ท้าวธตรฐ หรือท้าวธตรฐ เป็นองค์หนี่งในมหาราชทั้ง ๔ พระองค์ที่ครองชั้นจตุมหาราชิ กาเป็นหัวหน้า คือราชาแห่งคนธรรพ์ มีหน้าที่บูชาทิศบูรพา (ตะวันออก) ของเขาพระสุเมรุ กล่าวว่า ท้าวธตรฐมีโอรสหลายองค์ โดยมีนามเรียกกันว่า “ศิริ” ในวิมานที่อยู่ของมหาราชองค์นี้ล้วนแล้วไป ด้วยสิ่งต่าง ๆ กันเป็นที่น่ารื่นรมย์เป็นเสียงดนตรีและร่ายร า เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ชื่นชมแก่พระองค์และ พระโอรสทั้งหลาย ๒. ท้าววิรุฬหกมหาราชองค์นี้เป็นใหญ่ในกุมภัณฑ์ ซึ่งให้การอารักขาด้านทิศทักษิณ (ใต้) แห่งเขาพระสุเมรุเทวดาโอรสของพระองค์มี๙๐ องค์ด้วยกัน แต่ละองค์ล้วนมีแต่ฤทธิ์อานุภาพแกล้ว กล้า ปรีชาชาญงามสง่า และเป็นที่ยกย่องเกรงขามทั่วไป ท้าวจตุโลกบาลองค์นี้มีสิ่งประดับบารมี มากมาย เสวยสุขอยู่ในหมู่ราชโอรส ตลอดพระชนมายุ๕๐ ปีทิพย์หรือปีมนุษย์นับได้๑๖,๐๐๐ ปีเป็น ประมาณ ๓. ท้าววิรูปักษ์ หรือวิรูปักข์นี้ เป็นเทวราชองค์ที่สาม มีนาคเป็นบริวาร มีหน้าที่ดูแลทิศ ปัจฉิม (ตะวันตก)ของภูเขาสินเนรุราช ในสุธรรมาเทวสภา ท้าวมหาราชองค์นี้จะผินพักตร์ไปทางทิศ ตะวันออก มีพระโอรสทั้งหมด๙๐ องค์ ล้วนแต่ทรงพลัง กล้าหาญ งามสง่า และทรงปรีชาในกรณียกิจ ทั้งหลาย พระโอรสทั้งหมดล้วนแต่มีพระนามว่า “อินทร์” ในเทพนครด้านปัจฉิมนี้มีทิพย์สมบัติต่าง ๆ อันงดงามและดีเยี่ยม เท่าเทียมกับเทพนครอื่น ๆในกลุ่มเดียวกันนี้ ท้าววิรูปักษ์ทรงครอบครองราช สมบัตินานเท่าเทียมกับเทวราชองค์อื่น ๆ ๔. ท้าวเวสวัณ ท้าวเวสสุวรรณ ท้าวกุเวร หรือท้าวไพศรพณ์องค์นี้ เป็นพระราชาธิบดีของ ยักษ์ทั้งหลายในการพิทักษ์อาณาเขตด้านทิศอุดร (เหนือ) ของสุเมรุบรรพตมหาราชองค์นี้มีอาณาจักร ครอบคลุมภาคเหนือทั้งหมดมีนครหลวงชื่ออิสนคร พระองค์มีโอรสจ านวน ๙๐ องค์ล้วนแต่สง่างาม มี ศักดานุภาพเป็นอันมาก ราชโอรสเหล่านี้มีพระนามว่า “อินทร์” ในเทพนครนี้เป็นทิพยวิมานทิพย สมบัติที่ท้าวเวสสุวรรณครองอยู่ท่ามกลางราชโอรสเป็นเวลาถึง ๕๐๐ ปีทิพย์จึงสิ้นวาระแห่งเทพจตุ โลกบาล ๑ ทวี เขื่อนแก้ว, ประเพณีเดิม, (ล าปาง, ล าปางสังฆภัณฑ์, ๒๕๔๒), หน้า ๗๕.
๖๕ ท้าวจตุโลกบาลมีหน้าที่เกี่ยวกับโลกมนุษย์และโลกทิพย์ไปพร้อมกัน เสนาและราชบุตร ของพระองค์ย่อมรับสนองเทวโองการในการรักษาความเรียบร้อยในโลกมนุษย์และเทวโลก เพื่อผดุง เหล่าธรรมมิกชนทั้งหลาย ในวันขึ้นหรือแรมแปดค่ า เหล่าเสนาบดีของท้าวมหาราชก็จะส ารวจดู พิธีกรรมและประเพณีผู้ด าเนินศีลาจารวัตร เช่น คนเคารพพ่อแม่ สมณพราหมณ์ ผู้เฒ่า ผู้รักษาศีล และกระท ากรณียกิจอื่น ๆ เป็นต้นคนมาบวงสรวง เซ่นสรวง อัญเชิญคุ้มครองป้องกันเคหสถานบ้าน ใหม่ในขวบปีหนึ่งเช่น บวงสรวงวันปากปีคือวันที่ ๑๖ เมษายนของทุกปีในวันแรมขึ้น ๑๕ ค่ า จตุราธิบ ดีจะเสด็จมาเองทั้งนี้ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ยังคงถวายการอารักขาพระพุทธองค์อยู่ในพระครรภ์ของพระ มารดาและยังถวายความช่วยเหลือพระพุทธองค์ พุทธสาวก และค้ าจุนพุทธศาสนา ในครั้งที่นาย พาณิชย์ชื่อตปุสสะและภัลลลิกะ ถวายข้าวสัตตุผง สัตตุก้อน และรวงผึ้งนั้น พระพุทธองค์ทรงปริวิตก ว่าจะรับด้วยพระหัตถ์ก็เป็นการไม่เหมาะสมเมื่อท้าวจตุโลกบาลทรงทราบความในพระทัยก็ทูลเกล้า ถวายบาตรแก้วมรกต ซึ่งโดยพุทธานุภาพทรงอธิษฐานให้บาตรแก้วรวมกันเป็นแก้วใบเดียวแล้วทรงรับ บิณฑบาตดังกล่าวที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนามหาราชทั้งสี่เสด็จมายังสถานที่นั้นให้สว่าง ด้วยเทวรังสีและน้อมเกล้าพระธรรมเทศนาด้วยดุษฎีภาพ การท าสถานที่ ท าเครื่องเซ่น ท าด้วยกาบกล้วย เรียกว่า “สะตวง” คือกระทง จ านวน ๖ อันส าหรับใส่เครื่องเซ่น อาหาร และผลไม้เป็นเครื่องสี่ ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้ กระทงที่ ๑ข้าว ๔ ค ากระทงที่ ๒อาหาร ๔ ชิ้น จะเป็นเนื้อหรือปลาก็ได้ กระทงที่ ๓ข้าวเหนียวหรือข้าว ๔ ถุง หรือ ๔ ค ากระทงที่ ๔แกงส้ม ๔ ชุด กระทงที่ ๕แกงหวาน ๔ ชุด กระทงที่ ๖หมากพลูบุหรี่ เมี่ยง ๔ ชุดเครื่องประกอบดอกไม้ธูปเทียน ๔ ชุดเครื่อง ประกอบเหลือง แดง ขาว เขียว ๔ ชุด พิธีกรรมและประเพณีการท าสะตวงนั้น นิยมเอากาบกล้วยมาหักพับ เสียบด้วยไม้ไผ่ ซึ่ง จักตอกให้คงรูปเป็นสี่เหลี่ยมแล้วเอากระดาษรองเข้าในสะตวง เพื่อใช้เป็นที่วางเครื่องเซ่น การเตรียม เครื่องเซ่นไว้๖ ชุด ก็เพราะคนโบราณต้องการสังเวยเทพ ๖ องค์ประกอบด้วย ๑.พระอินทร์ซึ่งเป็นใหญ่กว่าท้าวจตุโลกบาล ๒.ท้าวธตรฐรักษาทิศตะวันออก ๓.ท้าววิรุฬหกรักษาทิศใต้ ๔.ท้าววิรูปักข์รักษาทิศตะวันตก ๕.ท้าวเวสสุวรรณรักษาทิศเหนือ ๖.นางธรณีเทวธิดา ผู้รักษาแผ่นดิน การสังเวยจึงต้องมีสะตวง ๖ อัน ของพระอินทร์ตั้งตรงกลาง อยู่สูงกว่าสะตวงอื่น ๆ ของ นางเทพธิดาธรณีวางไว้ล่างใกล้กับแผ่นดิน ส่วนท้าวจตุโลกบาลตั้งตามทิศของท้าวจตุโลกบาลแต่ละ องค์เวลาท าการสังเวย หากจะมีงานในตอนเช้า นิยมสังเวยตอนเย็นก่อนวันหนึ่ง หากจะท าพิธีตอน กลางวันนิยมสังเวยในตอนเช้า ความมุ่งหมายก็คือต้องการให้เทพทั้ง ๖ มาท าการรักษางานพิธีผู้ที่เป็น เจ้าของงานจะท าการจุดเทียนจุดธูปบนสะตวงแล้ววางไว้ปู่อาจารย์จะกล่าวค าสังเวยต่อไป ตัวอย่าง ...สุณันตุโภนโต เทวะสังฆาโย คูรา พระยา เทวดาเจ้าชุตน คือว่า พระยาธะตะระฐะ
๖๖ ตนอยู่รักษาหนวันออกก็ดีพระยาวิรุฬหะ ตนอยู่รักษาหนใต้ก็ดีพระยาวิรูปักขะ ตนอยู่รักษาหนวันตกก็ดีพระยากุเวระ ตนรักษาอยู่หนเหนือก็ดีพระยาอินทรา เจ้าฟ้า ตนเป็นเจ้าเป็นใหญ่แก่เทวดาในสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า มีท้าวทั้งสี่ เป็นต้น... จะเห็นได้ว่า ค ากล่าวทั้งมวลเป็นลักษณะของการประพันธ์แบบฉันทลักษณ์ค่าว โคลงของ ล้านนาทั้งสิ้น ดังนั้น วรรณกรรมค่าวจึงมีอิทธิพลต่อการด ารงชีวิตของชาวล้านนาด้านพิธีกรรมต่างๆ อย่างมากมาย ๔.๓ อิทธิพลของวรรณกรรมค่าวที่มีต่อวิถีชีวิตชาวล้านนาด้านการปกครอง จากการศึกษาวิจัยพบว่า หลังจากเสร็จสงครามขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ พ.ศ.๒๓๑๗ แล้ว พระเจ้าตากสิน ทรงตอบแทนความดีความชอบ โดยโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระญาจ่าบ้าน(บุญมา) เป็นพระยาวิเชียรปราการครองเมืองเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิละครองเมืองล าปาง และทรงมอบอาญา สิทธิ์แก่เจ้าเมืองทั้งสองให้ปกครองบ้านเมืองตามธรรมเนียมเดิมของล้านนา ในช่วงปลายสมัยธนบุรี พม่ายังคงพยายามกลับมายึดเชียงใหม่อีกหลายครั้ง ซึ่งพระญาจ่าบ้าน ป้องกันเมืองเชียงใหม่อย่าง เข้มแข็ง แต่ด้วยผู้คนมีอยู่น้อยและก าลังอดอยาก จึงต้องถอยไปตั้งมั่นที่ท่าวังพร้าวและล าปาง จากนั้น จึงกลับไปที่เชียงใหม่เมื่อพม่ายกทัพกลับ การณ์เป็นไปในเช่นนี้ระยะเวลาหนึ่ง เมื่อพระญาจ่าบ้าน เสียชีวิตลง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระเจ้ากาวิ ละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่แทน พระเจ้ากาวิละเริ่มตั้งมั่นที่เวียงป่าซางในพ.ศ. ๒๓๒๕ ก่อน จากนั้นจึง เข้าตั้งเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๒๓๓๙ ซึ่งเป็นปีที่เชียงใหม่มีอายุครบ ๕๐๐ปี อิทธิพลของพม่าใน ล้านนาถือว่าได้สิ้นสุดลงในสงครามขับไล่พม่า พ.ศ. ๒๓๔๗ โดยกองทัพชาวล้านนาร่วมกับกองทัพไทย ยกไปตีเมืองเชียงแสนที่มั่นของพม่าได้ส าเร็จ และพบว่า วรรณกรรมค่าวมีอิทธิต่อการปกครองในด้าน การเป็นผู้น าในเวลาต่อมา ดังนี้ ๔.๓.๑ อิทธิพลต่อการเป็นผู้น าแบบตกทอดหรือผู้น าโดยอ านาจบารมี จากการศึกษาวิจัย พบว่า พระยากาวิละ หรือพระเจ้ากาวิละ เป็นผู้น าแบบตกทอดหรือ ผู้น าโดยอ านาจบารมี กล่าวคือเมื่อพระเจ้ากาวิละได้ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่โดยรวบรวมพลเมืองเข้ามาตั้ง ถิ่นฐานในเมืองเชียงใหม่ โดยใช้วิธีการกวาดต้อนชาวเมืองที่หลบหนีเข้าป่า และกวาดต้อนผู้คนจากสิบ สองพันนาและรัฐฉานมาที่เชียงใหม่ เชียงใหม่จึงพ้นจากสภาพเมืองร้างและยังได้ขยายอาณาเขต ออกไปอย่างกว้างขวาง จากนั้นพระเจ้ากาวิละ ได้ฟื้นฟูเชียงใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้กลุ่มของ นักปราชญ์ราชครูที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแต่งค่าว กะโลง (โคลง) ต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูราชพิธี ราช ประเพณีต่าง ๆ เช่น ราชประเพณี โดยกระท าพิธีราชาภิเษกสถาปนาราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนในลักษณะ เดียวกับราชวงศ์มังราย การสร้างก าแพงเมืองขึ้นใหม่ การสร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก และการท านุบ ารุง พุทธศาสนา เป็นต้น และนักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้นก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้น าในงาน แขนงต่าง ๆ ไปด้วย เชียงใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละจึงมีความเจริญมั่นคงเป็นปึกแผ่น และเป็น ศูนย์กลางของล้านนาที่เข้มแข็ง หลังจากสมัยพระเจ้ากาวิละแล้วก็มีเจ้าเมืองปกครองต่อมา รวมทั้งสิ้น ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน มี ๙ องค์ นโยบายและวิธีการปกครองดินแดนหัวเมืองประเทศราชล้านนา ประกอบด้วย เชียงใหม่ ล าพูน ล าปาง แพร่ และน่านมีลักษณะระมัดระวัง ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ ล้านนาเคยอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ถึงสองร้อยกว่าปีย่อมมีความใกล้ชิดกับพม่ามาก รัฐบาล
๖๗ กลางที่กรุงเทพฯ เกรงว่าล้านนาจะหันกลับไปหาพม่า และในขณะเดียวกันพม่าก็พยายามแย่งชิง ล้านนากลับคืนไปอีก รัฐบาลกลางจึงปกครองล้านนา โดยไม่เข้าไปกดขี่อย่างที่พม่าเคยท ากับล้านนา แต่กลับใช้วิธีการปกครองแบบผูกใจเจ้านายเมืองเหนือ โดยยอมผ่อนผันให้เจ้าเมืองมีอิสระในการ ปกครองภายใน เศรษฐกิจ การศาล การต่างประเทศ และขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนยกย่อง ให้เกียรติแก่เจ้าเมืองในโอกาสอันควร พระยากาวิละ หรือเรียกอีกนามหนึ่งว่า พระเจ้ากาวิละ ท่านเป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๑ สมภพเมื่อ พ.ศ. ๒๒๘๕เป็นบุตรคนแรกในจ านวน ๑๐ คน ของเจ้าฟ้าชายแก้วเจ้าเมืองล าปาง เชื้อ สายราชวงศ์เชื้อเจ็ดตนอันสืบสายมาจากพระยาสุรวฦาไชย (ทิพจักรหรือ ทิพย์ช้าง) กับนางจันทาเทวี ท่านได้ร่วมมือน้องชาย และพระยา จ่าบ้านสนับสนุนกองทัพไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และ ขับพม่า ออกจากเชียงใหม่ ได้เมื่อวันอาทิตย์ขึ้นสิบห้าค่ า เดือนห้าเหนือ พ.ศ.๒๓๑๗และท่านก็ได้เป็นเจ้าเมือง เชียงใหม่ต่อมา นั้นคือท่านได้เป็นผู้น าแบบตกทอด (Hereditary Leader) เป็นผู้น าอย่างเป็นทางการ (Legal Leader)หรือเป็นผู้น าโดยอ านาจบารมี เพราะท่านมีลักษณะผู้น าดังนี้๑ ๑. ท่านเป็นเชื่อสายมาจากทิพย์ช้างผู้ครองนครล าปางมาก่อน นั้นคือการได้รับต าแหน่ง ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หรือผู้ที่เป็นที่เคารพนับถือของกลุ่มหรือสังคมนั้นมาก่อน เรียกผู้น าที่ได้รับ การยอมรับในลักษณะนี้ว่า “ผู้น าตกทอด” (Hereditary Leader)และ ๒. ท่านได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีคุณสมบัติ เหมาะสมที่จะเป็นผู้น า เรียกผู้น าที่ได้รับการยอมรับในลักษณะนี้ว่า “ผู้น าอย่างเป็นทางการ” (Legal Leader) ๓. เนื่องจากพระเจ้ากาวิละเป็นที่เคารพ เชื่อถือของคนทั้งหลายเพราะเป็นบุคคลที่มี คุณสมบัติพิเศษที่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มคนชาวล้านนา เรียกผู้น าที่ได้รับการยอมรับในลักษณะนี้ว่า “ผู้น าลักษณะพิเศษ” หรือ “ผู้น าโดยอ านาจบารมี” (Charismatic Leader) ๔.๓.๒ ผู้น าสัญลักษณ์ จากการศึกษาวิจัยต่อมา พบว่า พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เป็นผู้น าทางสัญลักษณ์ของ ชาวล้านนา กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงในรูปที่รัฐบาลต้องเข้าไปควบคุมกิจการภายในหัวเมืองประเทศ ราชล้านนามากขึ้นตามล าดับ จนกระทั่งในที่สุดก็ผนวกเอาล้านนาเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของไทย เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นยุคแห่งการปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตก ด้านการปกครองหัว เมือง มีการยกเลิกระบบการปกครอง เมืองประเทศราช ซึ่งเคยปฏิบัติกันมาช้านาน โดยจัดตั้งการ ปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นแทน มีข้าหลวงเทศาภิบาลซึ่งรัฐบาลกรุงเทพฯส่งไปปกครองและ ขึ้นสังกัดกระทรวงมหาดไทย ระบบมณฑลเทศาภิบาลที่จัดตั้งขึ้นจึงเป็นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันของชาติรัฐซึ่งมีอ านาจรวมศูนย์ที่องค์พระมหากษัตริย์การรวมหัวเมืองประเทศราชล้านนา เข้ากับส่วนกลาง รัฐบาลกลางวางเป้าหมายของการปฏิรูปการปกครองเพื่อสร้างเอกภาพแห่งชาติ ซึ่งมี องค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมอ านาจเพียงแห่งเดียว การด าเนินการต้องกระท า ๒ ประการ คือ ประการแรก ยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราชที่เป็นมาแต่เดิม โดยจัดการปกครองแบบ มณฑลเทศาภิบาล ส่งข้าหลวงมาปกครอง ขณะเดียวกันก็พยายามยกเลิกต าแหน่งเจ้าเมืองเสีย โดย ๑ http://www.br.ac.th/E-learning/index.html สืบค้นเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๘.