The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ งานคดีศุลกากรปรับกรกฏาคม66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by padc2562, 2023-11-08 02:34:15

รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษกระบวนการศุลกากร

หนังสือ งานคดีศุลกากรปรับกรกฏาคม66

กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีการตรวจปล่อยสินค้าที่จ าเลยน าเข้ามาแล้ว ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 เข้าตรวจค้นส านักงานของจ าเลยและยึดเอกสารซึ่งเกี่ยวข้องกับการน าเข้าสินค้าของจ าเลยทั้ง 38 ครั้ง ดังกล่าวพบว่า จ าเลย น าเข้าโดยส าแดงปริมาณและหรือราคาต่ ากว่าความเป็นจริงเป็นการส าแดงราคาเป็นเท็จโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร จึง ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษด าเนินคดีอาญาแก่จ าเลยในความผิดฐานส าแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร ตามมาตรา 27 และ 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ต่อมาพนักงานอัยการมีค าสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจ าเลย ในส่วนของคดีแพ่งพนักงาน เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ประเมินราคาและค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทตามราคาแท้จริงที่ตรวจพบ รวม 38 ฉบับ จ าเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินแล้วเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2557 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ที่ 1 ส่งใบแนบแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวให้แก่จ าเลยอีกครั้งเพื่อระบุรายละเอียดและเหตุผลในการประเมินเพิ่มเติม จ าเลย ไม่ช าระค่าภาษีอากรและมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจ าเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอ านาจฟ้องเรียกค่าภาษีอากรในส่วนที่ ขาดหรือไม่ เห็นว่า การที่พนักงานอัยการมีค าสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจ าเลยในข้อหาส าแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรเป็นเรื่องที่ พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งส านวนไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในส านวนการสอบสวน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 147 บัญญัติห้ามเฉพาะมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้ พยานหลักฐานใหม่อันส าคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะท าให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ อันเป็นขั้นตอนในชั้นสอบสวนคดีอาญาหาได้มีผล ผูกพันกับคดีแพ่งไม่ จึงจะน ามารับฟังเป็นที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลในคดีแพ่งไม่ได้ว่าจ าเลยไม่ได้ส าแดงราคาต่ ากว่าความ เป็นจริง ทั้งยังได้ความจากนายชัยณรงค์ พนักงานอัยการผู้มีค าสั่งไม่ฟ้องจ าเลยในคดีอาญา เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสอง ถามค้านว่า เอกสารหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลังการตรวจปล่อยสินค้า พยานไม่ได้น ามาพิจารณาประกอบ พยานพิจารณาใน ขณะนั้นว่าราคาสินค้าที่โอนไปสาธารณรัฐประชาชนจีนกับราคาที่ส าแดงในใบขนสินค้าขาเข้าถูกต้องตรงกัน ซึ่งเอกสารที่โจทก์ ทั้งสองตรวจพบว่า ใบขนสินค้าขาเข้าและใบบัญชีราคาสินค้าทุกฉบับที่จ าเลยยื่นส าแดงต่อโจทก์ที่ 1 มีอากรขาเข้า และ ภาษีมูลค่าเพิ่มต่ ากว่าใบขนสินค้าขาเข้าและใบบัญชีราคาสินค้าที่เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ตรวจยึดจากส านักงานของจ าเลย ล้วนเป็นเอกสารที่เกิดขึ้นหลังจากปล่อยสินค้าทั้งสิ้นไม่ได้เป็นพยานหลักฐานที่พนักงานอัยการน ามาใช้พิจารณาท าความเห็นสั่ง ฟ้องจ าเลยแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีอ านาจฟ้องเรียกค่าภาษีอากรในส่วนที่ขาด ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาล ฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจ าเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ___________________________ ส่วนที่จ าเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า การแจ้งการประเมินเป็นค าสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้จ าเลยจะ ให้การว่า หนังสือแจ้งการประเมินเป็นค าสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นวันนัดชี้สองสถาน ศาลภาษีอากรกลางไม่ได้ก าหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ และไม่ปรากฏว่าจ าเลย คัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทที่ศาลภาษีอากรกลางก าหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง โดยแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้นหรือยื่นค าร้อง ต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลสั่งก าหนดประเด็นข้อพิพาท ตามข้อก าหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 21 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 จึงถือว่าจ าเลยสละประเด็น ดังกล่าว ทั้งศาลภาษีอากรกลางก็ไม่ได้วินิจฉัย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้าม อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและ วิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย ___________________________ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจ าเลยประการต่อไปว่า การประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ทั้งสอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และจ าเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 และ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้รับการประเมินต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายก าหนด คือ ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน หากไม่อุทธรณ์ภายในเวลา ดังกล่าวย่อมมีผลให้การประเมินนั้นถือเป็นอันยุติ และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 บัญญัติให้การฟ้องคดีในศาลภาษีอากรส าหรับคดีอุทธรณ์ค าสั่งหรือค าวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือ 434


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ คณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามมาตรา 7 (1) หากกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรือ อุทธรณ์ค าสั่งหรือค าวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ก าหนดไว้ จะฟ้องคดีใน ศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลา เช่นว่านั้น และได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดค าคัดค้าน หรือค าอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว แสดงให้เห็นว่า กฎหมายถือว่าการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาดังกล่าวเป็น เรื่องส าคัญ จึงก าหนดเป็นเงื่อนไขในการที่จะใช้สิทธิทางศาลต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้การด าเนินการเป็นไปตามขั้นตอนต่าง ๆ โดย ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนการน าคดีมาสู่ศาล เพื่อให้เจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเช่นว่า นั้นได้พิจารณาอุทธรณ์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหรือรายละเอียดต่าง ๆ เสียชั้นหนึ่งก่อน โดยให้องค์กรผู้มีอ านาจพิจารณา อุทธรณ์ได้พิจารณาแก้ไขหรือทบทวนการประเมินอันเป็นค าสั่งทางปกครองให้ถูกต้องก่อนที่จะน าคดีขึ้นวินิจฉัยโดยศาลที่มี อ านาจพิจารณาคดีต่อไป เมื่อปรากฏว่าจ าเลยได้รับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) พร้อมใบแนบแบบแจ้งการประเมินที่ระบุรายละเอียดและเหตุผลในการประเมิน เพิ่มเติม เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 และวันที่ 8 ตุลาคม 2557 แล้ว หากจ าเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินโดยเห็นว่าการ ประเมินดังกล่าวไม่ชอบไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ จ าเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานต่อคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน แต่จ าเลยหาได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามหลักเกณฑ์ ดังกล่าวไม่ แสดงว่าจ าเลยไม่ติดใจโต้แย้งการประเมินนั้นอันมีผลให้การประเมินของเจ้าพนักงานเป็นอันยุติ จ าเลยย่อมไม่มี สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินดังกล่าวและย่อมไม่มีสิทธิต่อสู้คดีว่าการประเมินไม่ชอบด้วย กฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จ าเลยส าแดงราคาและช าระค่าภาษีต่ ากว่าราคาซื้อขายที่แท้จริง การประเมินเรียกเก็บอากรขา เข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมาย จ าเลยจึงต้องรับผิดช าระอากรขาเข้าและเงินเพิ่มอากรขาเข้า ตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา ในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่น ามาช าระโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนถึงวันที่น าเงินมาช าระ และต้องรับผิดช าระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องช าระนับแต่วันพ้นก าหนดเวลา ยื่นแบบแสดงรายการจนถึงวันช าระเสร็จ แต่ต้องไม่เกินจ านวนเงินภาษีที่ต้องช าระ และเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มหนึ่งเท่าของเงิน ภาษีที่ต้องช าระตามมาตรา 89 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจ าเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสี่ส านวนให้เป็นพับ ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา ป.รัษฎากร ม. 30 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8, ม. 20, ม. 29 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ข้อก าหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 21, ท้าย ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2561 โจทก์ฟ้องและน าสืบว่า จ าเลยน าเข้าสินค้าพิพาทโดยส าแดงอัตราพิกัดศุลกากรไม่ถูกต้อง จึงได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่ จ าเลยต้องช าระเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม ไม่ใช่กรณีค านวณอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปี นับจากวันที่น าของเข้า แต่เป็นกรณีอายุ ความสิบปี ไม่ว่าเป็นกรณีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยง ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายาม หลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีก าหนดอายุความสิบปีนับตั้งแต่วันน าของเข้า และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจ าเลยน าเข้าสินค้าพิพาท โดยมีใบขนสินค้าหลายฉบับ นับจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีจะเกินสิบปี แต่เมื่อเจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมิน อากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จ าเลย ส่งให้จ าเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับและจ าเลยได้รับแล้ว เมื่อนับถึงวัน ฟ้องยังไม่พ้นก าหนดสิบปี แม้การประเมินดังกล่าวจะเป็นการประเมินอากรขาเข้าอยู่ด้วย แต่การประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อ านาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากร และหากผู้ถูกประเมินไม่ 435


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในเวลาที่ก าหนด หนี้ภาษีอากรเป็นอันยุติและจะมีการบังคับหนี้ ภาษีอากรไปตามนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระท าการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุ ความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ___________________________ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีค าวินิจฉัยอุทธรณ์และจ าเลยได้รับแล้วมิได้อุทธรณ์ค าวินิจฉัยดังกล่าวโดยฟ้องคดีต่อศาล ภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 112 อัฏฐารส แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 จึงเป็นผลให้จ าเลยหมดสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จ านวนภาษี จึงยุติตามการประเมินและตามค าวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว และต้องฟังว่า สินค้าพิพาทจัดเป็นของตามประเภทพิกัด 9403.20 และ พิกัดประเภทที่ 9403.20.00 ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ท าด้วยโลหะตามการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ ___________________________ ตามมาตรา 112 จัตวา แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โจทก์เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่น ามา ช าระได้เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีเจตนายื่นใบสินค้าขาเข้าโดยส าแดงพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิด รายละเอียดของสินค้าที่น าเข้าโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และ อนุมาตรา 2 ส่วนกรณีที่มีการเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบตามอนุมาตรา 3 โจทก์เรียกเก็บเงินเพิ่ม ไม่ได้ เมื่อจ าเลยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยว่า จ าเลยมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยง ภาษี แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในข้อนี้ จึงยังไม่ยุติ เมื่อตามทางน าสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใด ที่แสดงให้เห็นว่า จ าเลยมีเจตนาที่จะส าแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของ จ าเลยในการช าระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จ าเลยส าแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้อง แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บ เงินเพิ่มเมื่อมีการช าระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าหน้าที่ผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบ โจทก์ จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จ าเลยช าระเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจ าเลยช าระค่าอากรขาเข้าพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้า จ านวน 9,735,818.69 บาท และ ช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ช าระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้า 13 ฉบับ รวมจ านวน 4,446,198 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะช าระเสร็จแก่โจทก์ จ าเลยให้การขอให้ยกฟ้อง แต่หากศาลเห็นว่าจ าเลยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามฟ้องของโจทก์แล้ว จ าเลยขอให้ศาลงดหรือลดเงิน เพิ่มจากฟ้องของโจทก์ด้วย ___________________________ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จ าเลยช าระค่าภาษีอากรจ านวน 1,906,007 บาท แก่โจทก์กับให้จ าเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม แทนโจทก์ โดยก าหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จ าเลยรับผิดตามจ านวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีค า ขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นกรมสังกัดกระทรวง คลังและเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอ านาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรส าหรับสินค้าที่น าเข้ามาในหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร จ าเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจ ากัด ประกอบกิจการค้าประเภทน าเข้า จ าหน่ายและติดตั้งเครื่องเก็บเอกสารและอุปกรณ์ ที่ควบคุมการท างานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 จ าเลยน าเข้า สินค้าเครื่องจัดเก็บอุปกรณ์เลื่อนได้อัตโนมัติควบคุมการท างานด้วยคอมพิวเตอร์ จากราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เข้ามาใน ราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 11 ฉบับ เพื่อผ่านพิธีการทางศุลกากรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยส าแดงพิกัด 8479.890 อัตราอากรร้อยละ 1 ของราคา สินค้าที่น าเข้า และน าเข้าสินค้าชั้นวางของอัตโนมัติ จากประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดย 436


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ทางเรือ และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 2 ฉบับ เพื่อผ่านพิธีการ ทางศุลกากรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์โดยส าแดงพิกัด 7308.90.90 อัตราอากรร้อยละ 10 ของราคาสินค้าที่น าเข้า และ จ าเลยได้ช าระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตรวจปล่อยสินค้าให้จ าเลยรับไป ต่อมา วันที่ 6 กันยายน 2553 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เข้าตรวจสอบหลังตรวจปล่อย ณ ส านักงานของจ าเลย และยึด แค็ตตาล็อกแสดงรายละเอียดสินค้าเครื่องจัดเก็บอุปกรณ์เลื่อนได้อัตโนมัติควบคุมการท างานด้วยคอมพิวเตอร์ รุ่น SHUTTLE XP และรุ่น VERTICAL CAROUSEL ที่จ าเลยได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าไว้ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 รวม 14 ฉบับ ซึ่งใบขนสินค้าขาเข้าจ านวน 13 ฉบับ ดังกล่าวข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของใบขนสินค้าขาเข้า ดังกล่าว จากการตรวจสอบเอกสารที่ตรวจยึดมา พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เห็นว่า สินค้าที่จ าเลยน าเข้าดังกล่าว ส าแดง ประเภทพิกัดและอัตราอากรไม่ถูกต้อง เนื่องจากสินค้าดังกล่าวมีสาระส าคัญเป็นตู้ส าหรับเก็บสิ่งของ ต้องจัดเป็นของตาม ประเภทพิกัด 9403.20 หรือ 9403.20.00 อัตราอากรร้อยละ 20 ตามช่วงเวลาที่น าสินค้าเข้ามา ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ที่ท าด้วยโลหะ เป็นเหตุให้จ าเลยช าระอากรขาเข้าขาดไปจ านวน 4,446,198 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไปจ านวน 311,235 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงประเมินและแจ้งการประเมินให้จ าเลยช าระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่ขาด รวมทั้งให้จ าเลยรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรที่ต้องช าระนับแต่วันที่ ได้รับมอบสินค้า และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของภาษีที่ต้องช าระนับแต่วันพ้น ก าหนดเวลายื่น แบบแสดงรายการจนถึงวันช าระเสร็จแต่ไม่เกินจ านวนภาษีที่ต้องช าระ จ าเลยอุทธรณ์การประเมินในส่วน อากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และยื่นอุทธรณ์การประเมินในส่วน ภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติ ศุลกากรพ.ศ.2469 พิจารณาแล้วมีค าวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของจ าเลย และให้สินค้าที่น าเข้าเครื่องจัดเก็บอุปกรณ์เลื่อน ได้อัตโนมัติควบคุมการท างานโดยคอมพิวเตอร์ จัดเข้าประเภทพิกัด 9403.20 และประเภทพิกัด 9403.20.00 อัตราอากรร้อย ละ 20 ตามแต่ละช่วงเวลาที่น าเข้าตามล าดับ ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ท าด้วยโลหะ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ส่งค า วินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวให้จ าเลยทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 จ าเลยมิได้อุทธรณ์ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ ดังกล่าว ส่วนการอุทธรณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่มีค าวินิจฉัยอุทธรณ์ ___________________________ มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์และจ าเลยว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "เว้นแต่กรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิ ของกรมศุลกากรที่จะเรียกอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ าหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือ เกี่ยวกับอัตราอากรส าหรับของใดๆ นั้น ให้มีอายุความสิบปี แต่ในเหตุที่ได้ค านวณจ านวนเงินอากรผิด ให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้นับจากวันที่น าของเข้าหรือส่งของออก" เห็นได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าว กรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง อากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกร้องเก็บเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ าหนักหรือราคา แห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรใดๆ ให้มีอายุความสิบปี นับจากวันที่น าเข้าประการหนึ่ง ส่วนกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือ พยายามหลีกเลี่ยงอากรไม่ต้องด้วยมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ต้องบังคับตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มีก าหนดอายุความ 10 ปี..." การนับอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ซึ่งมาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสีย ค่าภาษีส าหรับของที่น าเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่น าของเข้าส าเร็จ" ดังนี้สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีอากรขาเข้ากรณีมีการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีก็มิใช่เริ่มนับตั้งแต่เจ้าพนักงานตรวจพบการกระท าความผิดตามที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์ฟ้องและน า สืบว่า ตรวจพบว่าจ าเลยน าเข้าโดยส าแดงอัตราพิกัดศุลกากรไม่ถูกต้อง จึงได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่จ าเลยต้องช าระเพิ่ม พร้อมเงินเพิ่มอากรเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ไม่ใช่ในกรณีค านวณอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปี นับจาก วันที่น าของเข้าดังที่จ าเลยอุทธรณ์ แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปี ไม่ว่าเป็นกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง แต่โจทก์ฟ้องเรียก อากรที่ขาดไปเพราะเหตุเกี่ยวกับราคาแห่งของใดๆ นั้น ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้นไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีก าหนดอายุความสิบปีตั้งแต่วันน าของเข้า แตกต่างเฉพาะตัว 437


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ บทกฎหมายที่อ้างอิงเท่านั้น ___________________________ ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า กรณีเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์แจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มให้จ าเลยทราบ เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 บัญญัติว่า "อายุความ ย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้... (5) เจ้าหนี้ได้กระท าการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี" เมื่อปรากฏ ข้อเท็จจริงว่าจ าเลยน าเข้าสินค้าพิพาทโดยมีใบขนสินค้าหลายฉบับ นับจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2558 จะ เกินสิบปีแล้ว แต่เมื่อเจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาทแก่จ าเลยรวม 13 ฉบับ ส่งให้จ าเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จ าเลยได้รับเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่ พ้นก าหนดสิบปี แม้การประเมินดังกล่าวจะเป็นการประเมินอากรขาเข้าอยู่ด้วย แต่การประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ ของรัฐใช้อ านาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากรและหากผู้ถูกประเมินไม่อุทธรณ์การ ประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในเวลาที่ก าหนด หนี้ภาษีอากรเป็นอันยุติและจะมีการบังคับหนี้ภาษีอากรไป ตามนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระท าการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุด หยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาว่าการแจ้งการประเมินอากรขาเข้าของโจทก์ไม่ท าให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็น พ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจ าเลยฟังไม่ขึ้น ___________________________ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจ าเลยว่า กรณีจ าเลยไม่อุทธรณ์ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษี อากรกลางภายในก าหนด 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น จ านวนภาษีตามการประเมินยุติหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 112 อัฏฐารส แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ทวาทศ" เห็นได้ว่าการใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงาน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา 112 ฉ และการใช้สิทธิอุทธรณ์ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อศาลตามมาตรา 112 อัฏฐารส เป็นสิทธิของผู้เสียภาษี เมื่อผู้เสียภาษีไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ดังกล่าวถือว่าพอใจในการประเมิน ของเจ้าพนักงานหรือพอใจในค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว แล้วแต่กรณี ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีค าวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว เจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์แก่จ าเลย โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จ าเลยได้รับเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 จ าเลยมิได้อุทธรณ์ค าวินิจฉัยดังกล่าวโดยฟ้อง คดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 112 อัฏฐารส แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ.2469 เป็นผลให้จ าเลยหมดสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว แล้ว จ านวนภาษีจึงยุติตามการประเมินและตามค าวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว จึงต้องฟังว่า สินค้าพิพาทจัดเป็นของตามประเภทพิกัด 9403.20 อัตราอากรร้อยละ 20 ตามประกาศกระทรวงคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 และพิกัดประเภทที่ 9403.20.00 อัตราอากร ร้อยละ 20 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราช ก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ตามวันที่น าเข้า ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ท าด้วยโลหะ ตามการประเมินของเจ้าพนักงานและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจ าเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จ าเลยต้องช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าที่ช าระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้งสิบสามฉบับแก่โจทก์ตามฟ้อง หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสินค้าพิพาทมีลักษณะมีปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ยังมีความเห็นแตกต่าง กันเกี่ยวกับการจ าแนกประเภทพิกัดของสินค้าดังกล่าวส าหรับการน าเข้าของจ าเลยแต่ละคราวและของผู้น าเข้ารายอื่น 438


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ พฤติการณ์ที่จ าเลยส าแดงประเภทพิกัดส าหรับสินค้าพิพาทในการน าเข้าเกือบทุกครั้งเหมือนกับที่ผู้น าเข้ารายอื่นซึ่งเคยน าเข้า สินค้ารายการเดียวกับสินค้าพิพาทได้ส าแดงมาก่อน เว้นแต่การน าเข้าสินค้าพิพาทในสองครั้งหลังที่ส าแดงประเภทพิกัดตามที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เคยแจ้งแก่จ าเลยในการด าเนินคดีอาญาก่อนหน้านี้ เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าจ าเลยเข้าใจโดย สุจริตว่าสินค้าพิพาทตามใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้อง ซึ่งมีการน าเข้าก่อนที่จ าเลยจะถูกด าเนินคดีจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.890 และสินค้าพิพาทที่น าเข้าภายหลังจ าเลยถูกด าเนินคดีดังกล่าวต้องส าแดงประเภทพิกัด 7308.90.90 เมื่อตามทาง น าสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า จ าเลยมีเจตนาที่จะส าแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จ กรณี จึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของจ าเลยในการช าระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จ าเลยส าแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้อง แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการช าระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าหน้าที่ ผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบ ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จ าเลยช าระเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟัง ไม่ขึ้น ___________________________ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ าเลยช าระอากรขาเข้าขาดตามการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ตามใบขนสินค้าขาเข้ารายพิพาททั้ง สิบสามฉบับ ทั้งนี้รวมถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจ านวน 4,446,198 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามค าพิพากษา ศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา ป.พ.พ. ม. 193/12, ม. 193/14 (5), ม. 193/31 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10, ม. 10 ทวิ, ม. 102 ตรี, ม. 112 จัตวา, ม. 112 อัฏฐารส ค าพิพากษาศาลฎีกาที่2136/2561 การค านวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มส าหรับการน าเข้าต้องอาศัยมูลค่าของสินค้าหรือราคาที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ท าการประเมิน เพื่อเป็นราคาสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า เมื่อการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีนี้สืบเนื่องจากข้อพิพาทในเรื่องอากรขาเข้าอัน เป็นส่วนหนึ่งของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79/2 (1) โดยตรง ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายของโจทก์ จึงขึ้นอยู่กับการประเมินอากรขาเข้าซึ่งโจทก์ยื่นค าอุทธรณ์ไว้ต่อจ าเลยแล้ว โจทก์ย่อมมีอ านาจฟ้องในประเด็นเกี่ยวกับ ภาษีมูลค่าเพิ่มนี้ได้โดยไม่จ าต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์น าเข้าสินค้าพิพาทในปี 2552 ถึงปี 2553 นั้น ยังมิได้ระบุถึงการให้สิทธิพิเศษใน กรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม อันสอดคล้องกับประกาศกรมศุลกากร ที่ 122/2549 ก าหนดวิธีปฏิบัติส าหรับของที่น าเข้า โดยส่งผ่านเขตของประเทศอื่นนอกเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ไว้เท่านั้น แต่ไม่มีข้อความที่ระบุให้การซื้อขายผ่านประเทศที่ สาม (Third Party Invoicing) ได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดอัตราอากรแต่อย่างใด ดังนั้น แม้บริษัท ท. สาธารณรัฐประชาชนจีนจะ เป็นผู้ส่งออกสินค้าพิพาทตามหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form E) แต่เมื่อโจทก์ท าสัญญาซื้อขายและเปิดเล็ตเตอร์ออฟ เครดิตช าระเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัท ย. สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งเป็นคนละนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน กรณีจึงเป็นการซื้อ ขายผ่านประเทศที่สาม มิใช่เป็นการน าเข้าสินค้าพิพาทจากสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยตรง โจทก์ย่อมไม่ได้รับสิทธิพิเศษใน การยกเว้นอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศกรมศุลกากรทั้งสองฉบับที่ใช้บังคับในเวลานั้น แม้ต่อมา อธิบดีกรมศุลกากรได้ออกประกาศกรมศุลกากร ที่ 106/2553 ระบุถึงกรณีซื้อขายผ่านประเทศที่สามไว้ แต่ประกาศกรม ศุลกากรฉบับนี้ก็มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป จึงเป็นกฎเกณฑ์ที่ออกมาใช้ภายหลังจากที่โจทก์น าเข้า สินค้าพิพาท ไม่อาจน ามาใช้ขยายความประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับ เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เพื่อยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรศุลกากรแก่โจทก์ได้ 439


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ที่ กค.0514(2)/694.1/3300076 ถึง 3300081 /26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 และค า วินิจฉัยอุทธรณ์ที่ กอ 103/2557/ป5/2557(3.9) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 ___________________________ จ าเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมิน ที่ กค.0514(2)/694.1/3300076/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 ที่ กค.0514(2)/694.1/3300077/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 ที่ กค. 0514(2)/694.1/3300078/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 ที่ กค.0514(2)/694.1/3300079/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 ที่ กค.0514(2)/694.1/3300080/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 ที่ กค. 0514(2)/694.1/3300081/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 และให้เพิกถอนค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของจ าเลย ที่ กอ 103/2557/ป5/2557(3.9) ฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ___________________________ จ าเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์น าเข้าสินค้าเพปเพอร์มินต์ ออยล์ (Peppermint Oil) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 วันที่ 22 พฤษภาคม 2553 วันที่ 31 กรกฎาคม 2553 วันที่ 16 กันยายน 2553 และน าเข้าสินค้าเมนทอล (Menthol Crystal) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 วันที่ 21 ธันวาคม 2553 โดย โจทก์ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ตามกฎว่าด้วยถิ่นก าเนิดสินค้า (Rules of Origin) ยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรเหลือร้อยละ 0 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากร ศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ประกาศกรมศุลกากร ที่ 122/2549 เรื่อง หลักเกณฑ์ และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และ ประกาศกรมศุลกากร ที่ 21/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการส าหรับการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขต การค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 10 มีนาคม 2553 พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าให้โจทก์รับไปแล้ว ต่อมาพนักงาน เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า โจทก์น าเข้าสินค้าโดยใช้หนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form E) ที่ออกโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่สินค้าดังกล่าวโจทก์ท าสัญญาซื้อขาย (Sale Contract) และท าการเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิต (L/C) ช าระเงินให้แก่บริษัท เทียน หยวน เคมีคอล จ ากัด (Tien Yuan Chemical (Pte) Ltd.) สาธารณรัฐสิงคโปร์ จึงเป็นการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม คือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ มิใช่เป็นการซื้อขายโดยตรงกับประเทศผู้ผลิตสินค้า กรณีไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นหรือลดอัตราอากร ส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนได้ ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2555 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยออกแบบแจ้งการประเมิน/ เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) จ านวน 6 ฉบับ แจ้งการประเมิน โจทก์ว่า สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 6 ฉบับที่พิพาท ต้องเสียภาษีอากรในอัตราปกติ โดยสินค้าประเภทพิกัด 3302.90.00 อัตราอากรร้อยละ 5 และประเภทพิกัด 2906.11.00 อัตราอากรร้อยละ 5 เป็นเหตุให้โจทก์ต้องช าระอากรขาเข้าและภาษี อากรต่าง ๆ ในส่วนที่ขาดตามการประเมิน รวมเป็นเงิน 2,053,271 บาท วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ยื่นอุทธรณ์การ ประเมินอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 (เดิม) ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีค าวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกค าอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมิน ภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจ าเลยประการแรกว่า โจทก์มีอ านาจฟ้องในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่ จ าเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม มาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์เพียงแต่อุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตาม 440


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ มาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 (เดิม) หนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินจึงเป็นอันยุติเด็ดขาด แล้ว ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีอ านาจฟ้องตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณา คดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ประกอบกับมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ น าเข้าสินค้ามีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มยื่นใบขนสินค้าตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรก าหนดต่อพนักงานศุลกากรตามกฎหมาย ว่าด้วยศุลกากร และช าระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากรพร้อมกับการช าระอากรขาเข้าตามมาตรา 83/8 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งตามมาตรา 79/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ฐานภาษีส าหรับการน าเข้าสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีส าหรับการน าเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่มูลค่าของสินค้าน าเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่ก าหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม การลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้ก าหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" และวรรคสามบัญญัติว่า "ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ได้แก่ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและค่าขนส่งถึงด่านศุลกากรที่น าสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักร เว้นแต่... (ข) ในกรณีที่ เจ้าพนักงานศุลกากรได้ท าการประเมินราคาเพื่อเสียอากรขาเข้าใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคา สินค้าในการค านวณราคา ซี.ไอ.เอฟ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวมาแสดงว่า การค านวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มส าหรับการน าเข้า ต้องอาศัยมูลค่าของสินค้าหรือราคาที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ท าการประเมินเพื่อเป็นราคาสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า เมื่อการ ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีนี้สืบเนื่องจากข้อพิพาทในเรื่องอากรขาเข้าอันเป็นส่วนหนึ่งของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79/2 (1) โดยตรง ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับการประเมินอากรขาเข้าซึ่งโจทก์ยื่น ค าอุทธรณ์ไว้ต่อจ าเลยแล้ว โจทก์ย่อมมีอ านาจฟ้องในประเด็นนี้ได้โดยไม่จ าต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ข้อนี้ของจ าเลยฟังไม่ขึ้น ___________________________ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจ าเลยและค าแก้อุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า แบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากร ขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ฉบับพิพาท ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธี ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ ซึ่งในข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้วินิจฉัย แต่ได้ด าเนินกระบวนพิจารณา สืบพยานโจทก์และจ าเลยจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ แล้วในส านวนไปเสียทีเดียว โดยไม่จ าต้องย้อนส านวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยเสียก่อน ข้อเท็จจริงได้ความว่า จ าเลย ออกแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ที่พิพาทแต่ละฉบับพร้อม แจ้งเหตุผลการประเมิน โดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่โจทก์น าเข้า พิกัดที่ส าแดง อัตราอากรร้อยละ 0 ปริมาณ น้ าหนัก และราคาของสินค้า โดยใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน แต่จากการตรวจสอบพบว่าสินค้า ดังกล่าวไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นอากร และลดอัตราอากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ได้ เนื่องจากเป็นการซื้อขายผ่าน ประเทศที่สาม คือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ จึงเป็นความผิดฐานส าแดงเท็จ ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 เมื่อพิจารณาประกอบค าอุทธรณ์ของโจทก์ก็ปรากฏว่า โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินโดยยื่นเอกสารแนบท้าย ค าอุทธรณ์โต้แย้งประเด็นการซื้อขายผ่านประเทศที่สามโดยละเอียด อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทราบและเข้าใจเหตุผลในการ ประเมินดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้รับค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ก็สามารถฟ้องคดีนี้โดยโต้แย้ง เหตุผลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไว้อย่างละเอียดตรงตามประเด็นแห่งการประเมิน จึงฟังได้ว่าแบบแจ้งการประเมิน/เรียก เก็บอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ฉบับพิพาท ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ค าแก้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ___________________________ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจ าเลยประการสุดท้ายว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยและค าวินิจฉัย อุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ชอบหรือไม่ จ าเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการลดอัตราอากร ตาม ประกาศกรมศุลกากร ที่ 122/2549 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้า เสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และประกาศกรมศุลกากร ที่ 21/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการส าหรับการ ยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 10 มีนาคม 2553 โจทก์จึงต้องช าระอากร ส าหรับสินค้าเพปเพอร์มินต์ออยล์ (Peppermint Oil) พิกัด 3302.90.00 และสินค้าเมนทอล (Menthol Crystal) พิกัด 2906.11.00 ในอัตราอากรร้อยละ 5 ตามพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง 441


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานและค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยจึงชอบ แล้ว นั้น ในปัญหานี้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตรา อากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ที่ออกโดยอาศัยอ านาจตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออก ประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ "ข้อ 3 การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรตามข้อ 2 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) ผู้น าของเข้าต้องแสดงหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form E) ที่ออกตามกฎว่าด้วยถิ่นก าเนิดสินค้าส าหรับเขตการค้าเสรี อาเซียน-จีน (Rules of Origin for the ASEAN-China Free Trade Area) และข้อก าหนดเพิ่มเติมที่ออกตามความในกฎ ดังกล่าว ในกรณีของที่มีราคา เอฟ.โอ.บี. ไม่เกินสองร้อยดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ให้ผู้น าของเข้าแสดงเอกสารรับรองจากผู้ส่ง ของออกว่าของดังกล่าวมีถิ่นก าเนิดจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือสาธารณรัฐ ประชาชนจีนตามกฎว่าด้วยถิ่นก าเนิดสินค้าส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (Rules of Origin for the ASEAN-China Free Trade Area) และข้อก าหนดเพิ่มเติมที่ออกตามความในกฎดังกล่าว... (3) ผู้น าของเข้าต้องปฏิบัติตามระเบียบพิธีการที่ กรมศุลกากรก าหนด" ซึ่งเจตนารมณ์ในการออกประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวนั้นเป็นไปเพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตาม กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐ ประชาชนจีน แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสารแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน และความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการให้สิทธิพิเศษ ทางอากรศุลกากรระหว่างกัน โดยสิทธิพิเศษในแต่ละเรื่องจะต้องมีการเจรจาและก าหนดเงื่อนไขกันก่อนระหว่างประเทศ สมาชิก ประเทศสมาชิกจึงน าเงื่อนไขตามที่เจรจาตกลงกันไปก าหนดเป็นระเบียบให้ถือปฏิบัติตามความตกลงร่วมกันระหว่าง ประเทศสมาชิก ซึ่งตามประกาศกระทรวงการคลังฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์น าเข้าสินค้าพิพาทในปี 2552 ถึงปี 2553 นั้น ยังมิได้ระบุถึงการให้สิทธิพิเศษในกรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม อันสอดคล้องกับประกาศกรมศุลกากร ที่ 122/2549 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ข้อ 3 วิธีปฏิบัติ ส าหรับผู้น าของเข้า (5) และประกาศกรมศุลกากร ที่ 21/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการส าหรับการยกเว้นอากรและลด อัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 10 มีนาคม 2553 ข้อ 3 วิธีปฏิบัติส าหรับผู้น าของเข้า (9) ที่ ก าหนดวิธีปฏิบัติส าหรับของที่น าเข้าโดยส่งผ่านเขตของประเทศอื่นนอกเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ไว้เท่านั้น แต่ไม่มีข้อความที่ ระบุให้การซื้อขายผ่านประเทศที่สาม (Third Party Invoicing) ได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดอัตราอากรแต่อย่างใด ส่วนที่บันทึก ข้อความส านักพิกัดอัตราศุลกากรที่ กค 0518 (ส)/ว 2 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2552 และที่ กค 0518 (ส)/ว 3 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2552 รองรับการด าเนินธุรกรรมทางการเงินซึ่งเกี่ยวพันกับธนาคารซึ่งตั้งอยู่ในประเทศที่สามได้ นั้น ก็เป็นเรื่องขั้นตอน การช าระราคาผ่านธนาคารในประเทศที่สามเท่านั้น แต่ผู้ขายมิได้อยู่ในประเทศที่สามดังเช่นในคดีนี้ พยานหลักฐานจ าเลยฟัง ได้ว่า ขณะที่โจทก์น าสินค้าพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักร ประเทศสมาชิกยังไม่มีความตกลงร่วมกันให้การซื้อขายผ่านประเทศ ที่สามได้รับสิทธิยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรศุลกากร ดังนั้น แม้บริษัทเทียน หยวน อโรเมติกส์ จ ากัด สาธารณรัฐประชาชน จีน จะเป็นผู้ส่งออกสินค้าพิพาทตามหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form E) แต่เมื่อโจทก์ท าสัญญาซื้อขายและเปิดเล็ตเตอร์ ออฟเครดิตช าระเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัทเทียน หยวน เคมีคอล จ ากัด สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งเป็นคนละนิติบุคคลแยกต่างหาก จากกัน กรณีจึงเป็นการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม มิใช่เป็นการน าเข้าสินค้าพิพาทจากสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยตรง โจทก์ ย่อมไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการยกเว้นอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศกรมศุลกากรทั้งสองฉบับที่ใช้บังคับ ในเวลานั้น ส่วนที่ต่อมาอธิบดีกรมศุลกากรได้ออกประกาศกรมศุลกากร ที่ 106/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการส าหรับการ ยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ซึ่งให้ยกเลิกประกาศ กรมศุลกากรทั้งสองฉบับดังกล่าว และตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 106/2553 ข้อ 3 วิธีปฏิบัติส าหรับผู้น าของเข้า (7) ระบุถึง กรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สามไว้ แต่ประกาศกรมศุลกากรฉบับนี้ก็มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป จึงเป็นกฎเกณฑ์ที่ออกมาใช้ภายหลังจากที่โจทก์น าเข้าสินค้าพิพาท โดยเฉพาะประกาศกรมศุลกากรฉบับนี้ ข้อ 5 ยังระบุอีกว่า กรณีผู้น าของเข้ายื่นหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form E) ตามแบบฟอร์มที่ปรากฏแนบท้ายประกาศกรมศุลกากรที่ 21/2553 ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรปฏิบัติตามประกาศกรมศุลกากรฉบับดังกล่าวต่อไป โดยให้มีผลใช้บังคับจนถึงการน าเข้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 กรณีของโจทก์ย่อมต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของประกาศกรมศุลกากรทั้งสองฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ โจทก์น าเข้าสินค้าพิพาท จึงไม่อาจน าประกาศกรมศุลกากร ที่ 106/2553 ที่ออกภายหลังมาใช้ขยายความประกาศ 442


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ กระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เพื่อยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรศุลกากรแก่โจทก์ได้ นอกจากนี้ สินค้าพิพาทมิได้ผลิตและส่งออกจากสาธารณรัฐ สิงคโปร์ จึงไม่อาจใช้สิทธิยกเว้นหรือลดอัตราอากรตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนส าหรับกรณีที่สินค้ามีถิ่นก าเนิดจาก สาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจ าเลยข้อนี้ ฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ 443


ส าหรับการด าเนินคดีศุลกากรนั้น หากว่าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระท า ความผิดยินยอมและใช้ค่าปรับในชั้นศุลกากร กฎหมายศุลกากรก็ให้อ านาจฝ่าย บริหาร คือ อธิบดีกรมศุลกากร หรือคณะกรรมการเปรียบเทียบ ท าการ เปรียบเทียบและงดการฟ้องร้องได้ อันเป็นผลให้คดีระงับไปในชั้นศุลกากร อย่างไรก็ตามหากผู้ถูกกล่าวหาว่าว่ากระท าความผิดมิได้ยินยอม และไม่ใช้ค่าปรับ หรือมิได้ท าความตกลง หรือท าทัณฑ์บน หรือให้ประกัน อย่างใดๆไว้ ก็แสดงว่าผู้นั้นไม่ประสงค์ให้มีการเปรียบเทียบเพื่อให้คดีระงับไปใน ชั้นศุลกากร กรมศุลกากรก็จะมีการน าคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามปกติ ขอ้ความใดใดทรี่ะบุไวภ้ายในเล่มน้ีเป็นความเห็นสว่นตวัเทา่น้นั การอา้งอิงใดใดกรุณาตรวจสอบจากแหล่งขอ้มูลที่เชื่อถือไดอ้ีกคร้งั


Click to View FlipBook Version