The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ งานคดีศุลกากรปรับกรกฏาคม66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by padc2562, 2023-11-08 02:34:15

รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษกระบวนการศุลกากร

หนังสือ งานคดีศุลกากรปรับกรกฏาคม66

กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่นั้นก็เป็นไปตามข้อเท็จจริงของสินค้าที่มีปัญหาว่าจะต้องใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาซึ่งองค์การ ศุลกากรโลกย่อมพิจารณาตามหลักเกณฑ์การตีความและหมายเหตุที่ประเทศภาคีสมาชิกถือปฏิบัติร่วมกัน ดังนั้น ความเห็น ดังกล่าวของทางองค์การศุลกากรโลกถูกจัดท าขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญช านาญด้านพิกัดและเป็นกลางและมี ประสบการณ์ด้านการจ าแนกพิกัดที่ให้ค าปรึกษาแนะน าแก่ประเทศสมาชิก ที่น ามาเป็นแนวทางและความเห็นที่ได้มาโดย วิธีการอันชอบแล้ว จ าเลยที่ 1 จึงสามารถน าความเห็นของทางองค์การศุลกากรโลกมาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาได้ พยานหลักฐานที่จ าเลยทั้งสองน าสืบมาจึงมีน้ าหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังตามพยานหลักฐานของ จ าเลยทั้งสองได้ว่า โจทก์น าเข้าสินค้าโรลเลอร์แบริ่งโดยมีเจตนาเพื่อใช้กับสินค้าข้อต่อกากบาทโดยต้องน าชิ้นส่วนทั้งสอง ประกอบเข้าด้วยกันในสัดส่วน โรลเลอร์แบริ่งรูปเข็ม 4 ชิ้น ต่อข้อต่อกากบาท 1 ชิ้น และน ามาประกอบร่วมกับชิ้นส่วน ภายในประเทศ ได้แก่ ก้ามปูและแหวนล็อก เพื่อผลิตเป็นข้อต่ออ่อน (UNIVERSAL JOINT) เมื่อโรลเลอร์แบริ่งถูกน าเข้ามา พร้อมกับข้อต่อกากบาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 จึงอาศัยหลักเกณฑ์การตีความข้อ 2 (ก) โดยพิจารณาจากการใช้ งานที่สินค้าทั้งสองชนิดน าเข้ามาพร้อมกันส าหรับประกอบร่วมกับก้ามปูและแหวนล็อก เพื่อประกอบเป็นข้อต่ออ่อน โดยให้ โรลเลอร์แบริ่งที่มีปริมาณสอดคล้องกันที่สามารถประกอบเป็นของครบชุดสมบูรณ์ได้ คือ โรลเลอร์แบริ่ง 4 ชิ้น ต่อข้อต่อ กากบาท 1 ชิ้น (4 ต่อ 1) เป็นของที่ยังไม่ครบสมบูรณ์ที่น าเข้ามาโดยยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน แต่ขณะน าเข้ามีลักษณะอัน เป็นสาระส าคัญของข้อต่ออ่อนที่ครบสมบูรณ์แล้ว จัดอยู่ในประเภทที่ 87.08 ประเภทย่อยที่ 8708.99.99 ในฐานะเป็น ส่วนประกอบของข้อต่ออ่อนอันเป็นส่วนประกอบของเพลากลางของยานยนต์ ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 อื่น ๆ ตาม หลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 ส่วนโรลเลอร์แบริ่งปริมาณส่วนที่เกินตามอัตราส่วนการประกอบให้จัดเข้า ประเภทย่อยที่ 8482.40.00 ในฐานะโรลเลอร์แบริ่งรูปเข็มตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 และข้อ 6 การประเมินของเจ้า พนักงานประเมินและค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อได้วินิจฉัยว่า ไม่มีเหตุให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนอากรขาเข้า ดังนี้แล้ว ในปัญหาว่าโจทก์มีอ านาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนฐานของอากรขาเข้าหรือไม่ จึงไม่ จ าต้องวินิจฉัยเพราะอากรขาเข้าไม่มีการแก้ไขให้ลดลง ย่อมไม่ท าให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปสินค้าพิพาทที่โจทก์น าเข้าเมื่อ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ได้ยื่นหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (FORM D) ขณะน าเข้า ซึ่งเจ้าพนักงานจ าเลยที่ 1 จัด สินค้าของโจทก์เข้าประเภทพิกัด 8708.99.99 และ ประเภทพิกัด 8482.40.00 สามารถใช้สิทธิประโยชน์ตามประกาศ กระทรวงการคลัง เรื่องการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 21 มกราคม 2551 ส าหรับใบขนสินค้าพิพาทอีก 113 ฉบับนั้น ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศกรมศุลกากรที่ออกโดย อาศัยอ านาจของมาตรา 14 แห่ง พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ได้ก าหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขส าคัญประการหนึ่ง ส าหรับผู้น าของเข้าที่ประสงค์จะใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรว่าต้องแสดงหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า ซึ่งหากผู้น าของเข้า ไม่ปฏิบัติตามให้ครบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าว ผู้น าของเข้าก็ต้องช าระอากรในอัตราปกติและไม่ได้รับสิทธิพิเศษตาม มาตรา 14 เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในค าฟ้องและทางน าสืบของโจทก์ว่ามีการยื่นหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (FORM D) หรือขอสงวนสิทธิ์การขอใช้สิทธิพิเศษทางศุลกากรไว้ โดยโจทก์กล่าวอ้างในชั้นฎีกาท านองว่า โจทก์ไม่จ าเป็นต้องยื่นเอกสาร ดังกล่าว ยิ่งสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์มิได้ยื่นหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (FORM D) ขณะน าเข้าตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังกล่าว โจทก์จึงต้องช าระอากรในอัตราปกติและไม่มีสิทธิได้รับลดหรือยกเว้นอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังตามที่ โจทก์กล่าวอ้างจ าเลยที่ 1 มิได้ประเมินเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามแบบแจ้งการประเมิน 113 ฉบับแก่โจทก์ และเมื่อ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงมิได้โต้แย้งหรือมีค าขอให้เพิกถอนประเด็นเงินเพิ่มอากรขาเข้า ดังนั้น ค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงมิได้วินิจฉัยในส่วนนี้ ประกอบกับคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับการ ประเมินภาษีอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มฟ้องและมีค าขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์โดยมิได้มี ค าขอท้ายค าฟ้องให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าของแบบแจ้งการประเมิน 113 ฉบับ แต่อย่างใด อีกทั้งไม่ใช่ กรณีที่จ าเลยที่ 1 ฟ้องขอให้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้โจทก์รับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าแก่จ าเลยที่ 1 กรณีจึงไม่มี ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าให้แก่จ าเลยที่ 1 ส าหรับแบบแจ้งการประเมิน 113 ฉบับ ดังกล่าวหรือไม่ และปรากฏตามส านวนว่าหลังจากศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน ส าหรับใบขน สินค้าขาเข้าทั้ง 114 ฉบับแล้ว จ าเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ โดยบรรยายในค าฟ้องอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าโดย ส าแดงประเภทพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จโดยอัตราอากรที่ส าแดงต่ ากว่าอัตราอากรที่ตรวจพบจนเป็นเหตุให้ภาษีอากรที่ โจทก์ต้องช าระขาดไป โจทก์ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรขาเข้าตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา ในอัตรา ร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของเงินอากรขาเข้าที่ต้องช าระนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 ได้ตรวจ 384


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ปล่อยสินค้าให้โจทก์รับไปจนถึงวันที่น าเงินมาช าระ จึงเห็นได้ชัดว่า อุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 ในส่วนนี้เป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ว่า กล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญ พิเศษวินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาว่า โจทก์ต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรตาม แบบแจ้งการประเมินส าหรับใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A003-05212-03981 หรือไม่นั้น ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา และมาตรา 102 ตรี จ าเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่น ามาช าระได้ เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีเจตนายื่นใบขนสินค้าขาเข้าโดยส าแดงพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิด รายละเอียดของสินค้าที่น าเข้าโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี อันเป็นกรณีที่เป็นความผิดฐานลักลอบ หนีศุลกากรและฐานส าแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และอนุมาตรา 2 ส่วนกรณีที่มีการเก็บอากรขาดและ เจ้าหน้าที่ผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบตามอนุมาตรา 3 จ าเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้ ดังนั้น กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาด และเจ้าหน้าที่ผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบอันเป็นผลให้ผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกต้องช าระอากรเพิ่มเติม แต่ไม่ต้องเสียเงิน เพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกมิได้กระท าความผิดฐานลักลอบหนี ศุลกากรหรือฐานส าแดงเท็จ แต่ได้ส าแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้าหรือใบขนสินค้าขาออก เป็นเหตุให้จ านวนเงินอากรขาด ไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามส าเนารายงานประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มี ความเห็นว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์น าเข้ายังคงมีปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์การตีความและสภาพการน าเข้าสินค้า จึงมีมติให้หารือใน ส านักพิกัดอัตราศุลกากรโดยส่งเรื่องเข้าคณะกรรมการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดศุลกากร (กปพ.) เพื่อ ทบทวนและส่งเรื่องไปหารือองค์การศุลกากรโลก (WCO) ซึ่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัด ศุลกากร (กปพ.) มีความเห็นว่า ข้อมูลรายละเอียดสินค้ามีความสมบูรณ์ครบถ้วนแล้วและไม่มีข้อมูลใหม่เพิ่มเติม จึงมีความเห็น คงเดิมและไม่มีการพิจารณาใหม่ คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงมีมติให้ส่งเรื่องไปหารือองค์การศุลกากรโลก (WCO) เพื่อให้ได้ข้อสรุปในประเด็นเรื่องหลักเกณฑ์การตีความและประเภทพิกัดสินค้า แสดงให้เห็นว่า สินค้าพิพาทมีปัญหาเกี่ยวกับ ประเภทพิกัดอัตราศุลกากร โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 ยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการจ าแนกประเภทพิกัด ของสินค้าดังกล่าวและหลักเกณฑ์การตีความส าหรับการน าเข้าของโจทก์ พฤติการณ์ที่โจทก์ส าแดงประเภทพิกัดส าหรับสินค้า พิพาทเช่นเดิมซึ่งเคยน าเข้าสินค้าพิพาทมาก่อนโดยโจทก์เห็นว่า กองพิกัดอัตราศุลกากรเคยพิจารณาประเภทพิกัดส าหรับ สินค้าลูกปืนกากบาท จัดอยู่ในประเภทย่อยที่ 8482.50 และสินค้าข้อต่อกากบาทจัดอยู่ในประเภทย่อยที่ 8708.99 เป็น พฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าโจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าสินค้าพิพาทจัดอยู่ในประเภทย่อยที่ 8482.50 เมื่อตามทางน าสืบของจ าเลยที่ 1 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะส าแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ ว่าความรับผิดของโจทก์ในการช าระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่โจทก์ส าแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้อง แต่ต้องด้วย กรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการช าระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาด โดยเจ้าหน้าที่ผู้ส ารวจเงิน อากรตรวจพบตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 ดังนั้น โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มอากร (อากรขาเข้า) ตามแบบแจ้ง การประเมินส าหรับใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A 003-05212-03981 แต่อย่างใด เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จ าต้อง วินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจ าเลยทั้งสองว่า จ าเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าจากโจทก์เกินกว่าอากรขาเข้าที่โจทก์ ต้องช าระหรือไม่อีกต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและ ภาษีอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) (แบบ กศก. 114) ถึงโจทก์ 1 ฉบับ และแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษี สรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก. 115) ถึงโจทก์ 113 ฉบับ ค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ กอ 120/2560/ป10/2560 (3.3) ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ให้จ าเลยที่ 1 คืนต้นฉบับ หนังสือค้ าประกันธนาคารวงเงิน 298,720 บาท ที่โจทก์น าไปวางให้แก่จ าเลยที่ 1 เป็นประกันค่าอากรขาดส าหรับใบขนสินค้า ขาเข้าเลขที่ A003-05212-03981 หากจ าเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนต้นฉบับหนังสือค้ าประกันโดยธนาคารได้ ให้จ าเลยที่ 1 ชดใช้ เงินเท่ากับจ านวนเงินตามหนังสือค้ าประกันธนาคารพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าโจทก์จะได้รับช าระคืนโดย ครบถ้วน จ าเลยทั้งสองให้การและแก้ไขค าให้การขอให้ยกฟ้อง 385


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษา ให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (รวม 114 ฉบับ) เพิกถอนค าวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอ 120/2560 ป10/2560 (3.3) ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ให้จ าเลยที่ 1 คืนต้นฉบับหนังสือค้ าประกันธนาคารที่โจทก์น าไปวางให้แก่จ าเลยที่ 1 จ านวน 298,720 บาท หากจ าเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนให้ได้ ให้จ าเลยที่ 1 ชดใช้เงินจ านวน 298,720 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อ เดือน ของจ านวนเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2552 จนถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจ าเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว เว้นแต่ในส่วนของเงินเพิ่มอากร โดยให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรอีกในอัตราร้อยละหนึ่ง ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่น าของออกไปจากอารักขาของศุลกากร จนถึงวันที่น าเงิน มาช าระ เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน โดยเงินเพิ่มอากรที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ค่าฤชาธรรม เนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์และจ าเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจ าเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนประกอบของรถยนต์และส่งขายชิ้นส่วนดังกล่าวแก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาน ยนต์ทั้งในและต่างประเทศ วันที่ 24 เมษายน 2552 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 เข้าตรวจค้นสินค้าที่โจทก์น าเข้าที่ท่า บี-3 ท่าเรือ ห. วันที่ 13 พฤษภาคม 2552 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 เข้าตรวจค้นที่บริษัทโจทก์ วันที่ 23 กรกฎาคม 2552 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 เข้าตรวจค้นที่บริษัทโจทก์อีก ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 โจทก์น าเข้าโรลเลอร์ แบริ่งรูปทรงกระบอก ส าแดงประเภทย่อยที่ 8482.50.00 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 ให้โจทก์ช าระอากรตามประเภท ย่อยที่ 8708.50.90 แต่โจทก์โต้แย้งว่า สินค้าของโจทก์จัดอยู่ในประเภทย่อยที่ 8482.50.00 และมีสิทธิได้รับการลดอัตราอากร ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ 3) ลง วันที่ 21 มกราคม 2551 โจทก์วางเงินค่าประกันโดยใช้หนังสือค้ าประกันจากธนาคาร 298,720 บาท จ าเลยที่ 1 มีหนังสือ สอบถามไปยังทางองค์การศุลกากรโลกเกี่ยวกับสินค้าพิพาท ฝ่ายเลขานุการองค์การศุลกากรโลกมีความเห็นว่า สินค้าโรลเลอร์ แบริ่งรูปทรงกระบอกที่น าเข้าพร้อมข้อต่อกากบาทในอัตราส่วน 4 ต่อ 1 นั้นมีสาระส าคัญของการเป็นข้อต่ออ่อนแล้วโดยอาศัย หลักเกณฑ์การตีความ ข้อ 2 (ก) และค าแปล ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2554 จ าเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมินโจทก์ ส าหรับใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A003-05212-03981 น าเข้าเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมิน เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554 วันที่ 26 ตุลาคม 2554 โจทก์ยื่นค าอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินภาษีอากร (กศก.171) และ หนังสือชี้แจงของโจทก์ประกอบการพิจารณาอุทธรณ์ วันที่ 1, 4 และ 6 ตุลาคม 2558 จ าเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมิน สินค้าโรลเลอร์แบริ่งรูปทรงกระบอกที่โจทก์น าเข้าตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2552 รวม 223 ฉบับ โดยในจ านวนนี้เป็นสินค้าที่พิพาท ในคดีนี้ 113 ฉบับ โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมินทั้ง 113 ฉบับ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2558 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ยื่นค าอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินภาษีอากร (กศก.171) คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีการประชุมเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 โจทก์ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า แบบแจ้งการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยมาตรา 13 มาตรา 16 และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่และกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของ จ าเลยที่ 1 ซึ่งมีอ านาจพิจารณาตรวจสอบการกระท าความผิดของโจทก์เพื่อจะจัดท าค าสั่งทางปกครองมายังโจทก์โดยการ ประเมินภาษีมีสิทธิได้รับเงินรางวัลจากการพิจารณาทางปกครอง หรือคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 ซึ่งมี หน้าที่พิจารณาวินิจฉัยว่า โจทก์ส าแดงพิกัดอัตราศุลกากรเท็จหรือไม่ มีสิทธิได้รับเงินรางวัลจากการพิจารณาทางปกครองตาม มาตรา 102 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 จึงเป็นกรณีที่ผู้ท าค าสั่งทางปกครองเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในผล แห่งคดีตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หรือเป็นกรณีที่มีเหตุอื่นเกี่ยวกับ พนักงานเจ้าหน้าที่และกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 ซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจท าให้การ พิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง ตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง และโจทก์ไม่จ าต้องด าเนินการคัดค้านว่า การปฏิบัติงานของ 386


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่มีความเป็นกลางหรือมีสภาพร้ายแรงที่อาจท าให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลางก่อนน าคดีมาฟ้อง ต่อศาลตามมาตรา 16 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 102 ตรี บัญญัติว่า “ให้อธิบดีมีอ านาจสั่งจ่ายเงินสินบนและรางวัล ตามระเบียบที่อธิบดีก าหนด...” การได้เงินรางวัลของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นเรื่องที่อาจว่ากล่าวกันต่อไปตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงจากทางน าสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยทั้งสองและกรรมการใน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กระท าการใด ๆ อันมีสภาพร้ายแรงอันอาจท าให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง ประกอบกับตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีมีเหตุอื่น ใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอ านาจพิจารณาทางปกครองซึ่งมี สภาพร้ายแรงอันอาจท าให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่หรือกรรมการผู้นั้นจะท าการพิจารณาทางปกครอง ในเรื่องนั้นไม่ได้... วรรคสาม บัญญัติว่า “ให้น าบทบัญญัติมาตรา 14 วรรคสอง และมาตรา 15 วรรคสอง วรรคสาม และวรรค สี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม” มาตรา 15 วรรคสี่ บัญญัติว่า “การยื่นค าคัดค้านและการพิจารณาค าคัดค้านให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่ก าหนดในกฎกระทรวง” กฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธี ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติว่า “ข้อ 1 การคัดค้านว่าเจ้าหน้าที่ผู้ใดจะท าการพิจารณาทางปกครองในเรื่อง ใดไม่ได้ตามมาตรา 13 หรือตามมาตรา 16 ให้คู่กรณีท าค าคัดค้านเป็นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ผู้นั้นโดยระบุข้อคัดค้านพร้อมด้วย ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือคัดค้านด้วย ข้อ 2 การยื่นหนังสือคัดค้าน ต้องกระท าก่อน ได้รับแจ้งค าสั่งทางปกครอง...” จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า คู่กรณีที่จะคัดค้านว่าเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการ ที่มีอ านาจพิจารณาทางปกครองจะท าการพิจารณาทางปกครองไม่ได้เนื่องจากมีสภาพร้ายแรงอันอาจท าให้การพิจารณาทาง ปกครองไม่เป็นกลางตามมาตรา 16 จะต้องท าค าคัดค้านเป็นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ผู้นั้น โดยระบุข้อคัดค้านพร้อมด้วยข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือคัดค้าน และต้องยื่นหนังสือคัดค้านก่อนได้รับแจ้งค าสั่งทางปกครอง เมื่อข้อเท็จจริงจากทางน าสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้ท าค าคัดค้านเป็นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่หรือกรรมการใน คณะกรรมการที่มีอ านาจพิจารณาทางปกครองที่โจทก์อ้างว่า มีส่วนได้เสียในการออกแบบแจ้งการประเมินและค าวินิจฉัย อุทธรณ์ โดยระบุข้อคัดค้านพร้อมด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือคัดค้าน และได้ยื่น หนังสือคัดค้านก่อนได้รับแจ้งการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่อาจยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นในชั้นพิจารณาของศาล ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จ าเลยทั้งสองไม่ได้น าข้อเท็จจริง ค าชี้แจงหรือความเห็นของโจทก์ที่ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการส าแดงพิกัด อัตราศุลกากรของสินค้าโรลเลอร์แบริ่งพิพาท การน าไปใช้งาน ขั้นตอนต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต รวมไปถึงคุณสมบัติของ สินค้าและความเห็นตามแนวทางการตีความของหน่วยงานศุลกากรในประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ระบบฮาร์โมไนซ์มาพิจารณาก่อนการ ประเมินภาษี อันเป็นการไม่ให้โอกาสโจทก์เพียงพอในการชี้แจงข้อเท็จจริงในทางคดีเพิ่มเติมหรือให้โอกาสโจทก์ได้แสดงความ คิดเห็นก่อนที่จะพิจารณาออกแบบแจ้งการประเมินภาษี ซึ่งล้วนแต่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ตนเห็นว่า จ าเป็นแก่การพิสูจน์ ข้อเท็จจริง ในการนี้ให้รวมถึงการด าเนินการดังต่อไปนี้... (2) รับฟังพยานหลักฐาน ค าชี้แจง หรือความเห็นของคู่กรณีหรือของ พยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่คู่กรณีกล่าวอ้าง เว้นแต่เจ้าหน้าที่เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จ าเป็น ฟุ่มเฟือยหรือเพื่อ ประวิงเวลา...” เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามค าฟ้องของโจทก์ โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จ าเลยที่ 1 มีบันทึกข้อความที่ กค 0518(5) ส3/(4) 41 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2554 มีใจความว่า จ าเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เข้าไปพบพนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงแก้ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีดังกล่าว อีกทั้งในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ จ าเลยที่ 1 ยังมีหนังสือที่ กค 0518(6)/ อก 108 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2558 เรื่อง หนังสือเรียกให้ไปพบชี้แจงและยื่นหลักฐานเพิ่มเติมแก่โจทก์ โดยในหนังสือดังกล่าว ระบุให้โจทก์ไปพบและน าเอกสารหลักฐานอื่นใดที่แสดงลักษณะ คุณสมบัติ หลักการท างาน ประโยชน์ วิธีใช้ และรายละเอียด อื่น ๆ ของสินค้า นอกจากนี้ยังปรากฏในทางน าสืบของโจทก์ตามค าเบิกความของนายสุพจน์ ผู้จัดการแผนกน าเข้าและส่งออก ของโจทก์ว่า โจทก์ได้จัดส่งตัวอย่างสินค้าโรลเลอร์แบริ่งพร้อมกับข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้าดังกล่าว ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงของ โจทก์ให้แก่ส่วนมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากรเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาโดยโจทก์ชี้แจงว่าสินค้าโรลเลอร์แบริ่งเป็นตลับ ลูกปืนโรลเลอร์แบริ่งรูปทรงกระบอกมีลักษณะเป็น “Drawn cup Needle Roller Bearing” ซึ่งจะมีฝาปิดด้านท้ายด้านหนึ่ง เพื่อใช้ทาจาระบีหล่อลื่น และข้อต่อกากบาทเป็นชิ้นส่วนที่ท าจากเหล็กและมีการน าเข้าในลังบรรจุผลิตภัณฑ์ของตัวเองแยก ต่างหากจากลังบรรจุของโรลเลอร์แบริ่ง และการประกอบข้อต่อกากบาทกับโรลเลอร์แบริ่งนั้นไม่สามารถประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อน าไปใช้งานได้อย่างง่ายและหากประกอบด้วยกันในขณะน าเข้าสินค้าโดยใช้เพียงมือในการประกอบนั้น นอกจากจะไม่ 387


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ เป็นไปตามขั้นตอนการประกอบของโจทก์แล้วยังท าให้ชิ้นส่วนดังกล่าวหลวมหลุดง่ายไม่แน่นเพียงพอไม่สามารถน าไปใช้ ประกอบเข้ากับก้ามปูและชิ้นส่วนอื่น ๆ ของเพลากลางได้ อีกทั้งโจทก์ยังได้ชี้แจงว่า กองพิกัดอัตราศุลกากรเคยพิจารณาแจ้ง ผลการพิจารณาพิกัดอัตราศุลกากรของบริษัทอื่นส าหรับสินค้าลูกปืนกากบาท (Cross Bearing) ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับโรล เลอร์แบริ่งที่โจทก์น าเข้าและน าเข้าพร้อมกับข้อต่อกากบาทเช่นเดียวกับกรณีของโจทก์ให้เป็นสินค้าประเภทพิกัด 8482.50 และโจทก์ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของตลับลูกปืนหรือโรลเลอร์แบริ่งประเภทที่โจทก์น าเข้าพร้อมทั้งหน้าที่ของตลับ ลูกปืนหรือโรลเลอร์แบริ่ง กรณีจึงฟังได้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 ได้ให้โอกาสโจทก์ชี้แจงหรือแสดงความเห็นต่อ จ าเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นแล้วและการกระท าของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยทั้งสองและกรรมการใน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนการที่จ าเลยที่ 1 จะได้น าค าชี้แจงและรายละเอียดความเห็นของ โจทก์ไปพิจารณาประกอบการประเมินหรือการวินิจฉัยอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 หรือไม่นั้น เป็นขั้นตอนการปฏิบัติตามอ านาจ หน้าที่ในการพิจารณาของจ าเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษวินิจฉัยว่าจ าเลยที่ 1 ได้ให้โอกาสโจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า แบบแจ้งการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แบบแจ้งการประเมินภาษีและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นค าสั่งทางปกครองที่ไม่ ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 เนื่องจากมิได้ระบุเหตุผลและรายละเอียดที่ ชัดเจนว่าเหตุใดโรลเลอร์แบริ่งของโจทก์ที่มีปริมาณสอดคล้องกับข้อต่อกากบาทจึงถูกจ าแนกเป็นของตามพิกัด 8708.99.99 ในฐานะเป็นส่วนประกอบอื่น ๆ ของยานยนต์บรรทุก HILUX โดยจ าเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) (กศก. 114) ซึ่งไม่มีรายละเอียดและเหตุผลการ ประเมินเรียกเก็บแนบท้ายหนังสือแจ้งการประเมิน ส่วนรายละเอียดที่ระบุในหนังสือแจ้งการประเมินพิพาทอีก 113 ฉบับ โจทก์ไม่อาจเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดสินค้าโรลเลอร์แบริ่งที่โจทก์น าเข้ามาเพื่อใช้งานในฐานะที่เป็นโรลเลอร์แบริ่งรูปเข็ม จึงไม่ สามารถจ าแนกเป็นพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าประเภทแบริ่งได้เพียงเพราะน าเข้ามาพร้อมกับข้อต่อกากบาท จ าเลยที่1 มิได้แนบมติการประชุมของคณะกรรมการ กปพ. ครั้งที่ 15/4/2553 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2553 มาพร้อมกับหนังสือแจ้งการ ประเมินให้แก่โจทก์ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า แบบแจ้งการประเมินพิพาทและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นค าสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐออกโดยอาศัยอ านาจแห่งกฎหมายซึ่งมีผลอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์ ขึ้นและมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างโจทก์กับจ าเลยทั้งสอง แบบแจ้งการประเมินและค า วินิจฉัยอุทธรณ์จึงเป็นค าสั่งทางปกครองตามค านิยามของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 และต้องท าให้ถูกต้องตามรูปแบบของมาตรา 37 โดยต้องจัดให้มีเหตุผลและเหตุผลนั้นอย่างน้อยประกอบด้วยข้อเท็จจริงอัน เป็นสาระส าคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เว้นแต่เป็นกรณีเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่ แล้วโดยไม่จ าต้องระบุอีก ส าหรับแบบแจ้งการประเมินที่เจ้าพนักงานประเมินของจ าเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ส าแดงพิกัดไม่ถูกต้อง จึงประเมินภาษีอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้โจทก์ช าระภาษีอากรในส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์การประเมิน โดยโต้แย้งยืนยันว่า โจทก์ส าแดงพิกัดและเสียภาษีถูกต้องแล้วโดยบรรยายรายละเอียดในค าอุทธรณ์ไว้อย่างชัดเจน แสดงว่า โจทก์ทราบและเข้าใจเหตุผลในการประเมินดังกล่าวเป็นอย่างดี และเมื่อพิจารณาแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) ปรากฏว่า เป็นแบบแจ้งการประเมินกรณีวางประกัน ซึ่งตามค าฟ้องของโจทก์อ้างว่า โจทก์วางประกันค่าอากร โดยใช้หนังสือค้ าประกันจากธนาคารจนคุ้มจ านวนอากรในอัตรา สูงสุดที่จะต้องเสียตามประเภทย่อยที่ 8708.50.90 จ านวน 298,720 บาท เนื่องจากโจทก์ประสงค์ที่จะโต้แย้งพิกัดต่อไป แสดงให้เห็นว่าโจทก์ย่อมทราบดีว่า จ าเลยที่ 1 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า สินค้าที่โจทก์น าเข้าควรจัดอยู่ในประเภทพิกัดใด เพราะเหตุใด กรณีดังกล่าวจึงไม่ต้องจัดให้มีเหตุผลเพราะเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จ าต้องระบุอีก ตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงฟังได้ว่าแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากร ขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) ฉบับดังกล่าวเป็นค าสั่งทางปกครองที่ชอบ ด้วยกฎหมายแล้ว ส าหรับแบบแจ้งการประเมินพิพาทอีก 113 ฉบับ จ าเลยทั้งสองระบุรายละเอียดข้อเท็จจริงว่า “ใบขนสินค้า ขาเข้า ช าระค่าภาษีอากรไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วนจ านวน 1 รายการ ระบุรายการสินค้า ชนิดสินค้าที่น าเข้าที่ส าแดง BEARING SUB-ASSY, UNIVERSAL JOINT SPIDER ปริมาณ น้ าหนัก และเหตุผลในการประเมินว่า ช าระค่าอากรขาเข้าขาด เนื่องจาก ของที่น าเข้า/ส่งออกเป็น TOYOTA COMPONENT PARTS FOR HILUX P. NO. 37402K01000 PART NAME BEARING 388


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ SUB-ASSY, UNIVERSAL JOINT SPIDER น าเข้ามาพร้อมกันกับสินค้ารายการที่ 1 SPIDER SUB-ASSY และจะต้องประกอบ เข้าด้วยกันในสัดส่วน 4 ต่อ 1 ก่อนน าไปใช้งานเป็น UNIVERSAL JOINT คณะกรรมการ กปพ. มีมติแล้วว่าให้สินค้าโรลเลอร์ แบริ่งที่โจทก์น าเข้าจัดเป็นของตามประเภทย่อยที่ 8708.99.99 อัตราอากรร้อยละ 30 ในฐานะเป็นส่วนประกอบอื่น ๆ ของ ยานยนต์บรรทุก HILUX หากมีส่วนที่เหลือให้แยกจัดเข้าประเภทย่อยที่ 8482.40.00 อัตราอากรร้อยละ 1 ในฐานะเป็นโรล เลอร์แบริ่งรูปเข็ม ดังนั้น สินค้าพิพาทตามรายการ จ านวนชิ้น ราคา ให้จัดเป็นของตามประเภทพิกัด 8708.99.99 อัตราอากร ร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือ จ านวนชิ้น ราคา ให้จัดเป็นของตามประเภทย่อยที่ 8482.40.00 อัตราอากรร้อยละ 1 เหตุผลการ ประเมิน ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 ตามผลการพิจารณาปัญหาพิกัดที่ กค 1518(5)ส3/(4) 41 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2554 และอื่น ๆ (ระบุ) แฟ้มคดีที่ ล.3938/18 สิงหาคม 2552 ฝปป. 3 สปป. 1 สสป. ตรวจค้นบริษัทฯ พบการส าแดงพิกัดอัตราอากรเป็นเท็จ” เห็นได้ว่า แบบแจ้งการประเมินอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มพิพาททั้ง 113 ฉบับ มีข้อความระบุเกี่ยวกับใบขนสินค้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่อ้างถึง ชื่อยานพาหนะ วันน าเข้า และ เหตุที่ท าให้ค่าภาษีอากรขาด โดยมีรายละเอียดจ านวนภาษีอากรที่ต้องช าระ ภาษีอากรที่ช าระไว้แล้ว ภาษีอากรที่ต้องช าระ เพิ่ม เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีจึงฟังได้ชัดเจนว่าแบบแจ้งการประเมินอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระส าคัญว่าโจทก์ส าแดงประเภทพิกัดผิดจนเป็นเหตุให้โจทก์เสียภาษีไม่ถูกต้องหรือช าระภาษี อากรขาดไป มีการอ้างอิงข้อกฎหมายที่ใช้ในการประเมินตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และพระราชก าหนดพิกัด อัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ทั้งยังได้แจ้งพิกัดอันเป็นข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามที่เจ้าพนักงานประเมิน เห็นว่าถูกต้องให้โจทก์ทราบแล้วด้วย ส าหรับค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ระบุเหตุผลและวินิจฉัย ว่า สินค้าส าแดงโรลเลอร์แบริ่งรูปทรงกระบอก BEARING SUB-ASSY, UNIVERSAL JOINT SPIDER มีข้อเท็จจริงของสินค้า เป็นโรลเลอร์แบริ่งรูปเข็ม BEARING SUB-ASSY และ กากบาท SPIDER SUB-ASSY มีการน าเข้ามาพร้อมกันแต่ยังไม่ได้ ประกอบเข้าด้วยกัน โดยต้องน าชิ้นส่วนทั้งสองประกอบเข้าด้วยกันในสัดส่วน โรลเลอร์แบริ่งรูปเข็ม (BEARING SUB-ASSY) 4 ชิ้น ต่อ กากบาท (SPIDER SUB-ASSY) 1 ชิ้น (4 ต่อ 1) และน ามาประกอบร่วมกับชิ้นส่วนภายในประเทศ ได้แก่ ก้ามปู (JOINT YOKE, FLANGE YOKE, SLEEVE YOKE) และ แหวนล็อก (SNAP RING) เพื่อผลิตเป็นข้อต่ออ่อน (UNIVERSAL JOINT) ส าเร็จรูป เมื่อพิจารณาจากลักษณะและปริมาณการน าเข้าของสินค้าที่ต้องน าเข้ามาประกอบกันเพื่อเป็นของส าเร็จ ดังนั้น สินค้าที่น าเข้าจึงมีสาระส าคัญอันเป็นของสมบูรณ์ คือ เป็นข้อต่ออ่อนครบสมบูรณ์หรือส าเร็จแล้ว และเห็นควรให้ใช้ หลักเกณฑ์การตีความข้อ 2 (ก) ที่ระบุว่า “ประเภทที่ระบุถึงของใด ให้หมายรวมถึงของนั้นที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่ส าเร็จ หากว่าในขณะน าเข้ามีลักษณะอันเป็นสาระส าคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือส าเร็จแล้ว และให้หมายรวมถึงของที่ครบ สมบูรณ์หรือส าเร็จแล้ว (หรือที่จ าแนกเข้าประเภทของที่ครบสมบูรณ์หรือส าเร็จตามนัยแห่งหลักเกณฑ์นี้) ที่น าเข้ามาโดยถอด แยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน” และเห็นควรให้สินค้ารายอุทธรณ์ที่มีปริมาณสอดคล้องกัน ที่สามารถ ประกอบเป็นของครบชุดสมบูรณ์ได้ จัดเข้าประเภทย่อยที่ 8708.99.99 ในฐานะเป็นส่วนประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 อื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความ ข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และ ข้อ 6 ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของฝ่ายเลขานุการ ของ WCO ที่ได้มีหนังสือที่ (WCO Ref.) 17NL0120 - TPB ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 แจ้งผลการจ าแนกประเภทพิกัดของ สินค้าส าแดงโรลเลอร์แบริ่งรูปทรงกระบอก (BEARING SUB - ASSY, UNIVERSAL JOINT SPIDER) โดยฝ่ายเลขานุการของ WCO มีความเห็นให้จัดสินค้า โรลเลอร์แบริ่งรูปเข็ม BEARING SUB - ASSY และ กากบาท SPIDER SUB - ASSY เป็นของ ตามประเภทที่87.08 (ประเภทย่อยที่ 8708.99) ในฐานะเป็นส่วนประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 อื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความ ข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และ ข้อ 6 และ BEARING SUB - ASSY ปริมาณที่เกินตามอัตราส่วนการประกอบ ให้ส่วนที่เกินจากการจัดชุดร่วมกับ SPIDER SUB - ASSY จัดเข้าตามประเภทพิกัดของนั้น โดยสินค้ามีลักษณะเป็นโรลเลอร์แบ ริ่งรูปเข็ม ตรงตามความของประเภทย่อยที่ 8482.40 พิจารณาแล้วจึงให้จัดเข้าประเภทย่อยที่ 8482.40.00 ในฐานะเป็นโรล เลอร์แบริ่งรูปเข็ม ตามหลักเกณฑ์การตีความ ข้อ 1 และ ข้อ 6 โดยเมื่อโจทก์ได้รับค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ก็สามารถฟ้องคดีนี้โดยโต้แย้งเหตุผลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไว้อย่างละเอียดตรงตามประเด็น แห่งการประเมินและเหตุผลแห่งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า สินค้าที่โจทก์น าเข้าเป็นของตาม ประเภทย่อยที่ 8482.40.00 อัตราอากรร้อยละ 1 จึงฟังได้ว่า แบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) 113 ฉบับพิพาท และค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ชอบ ด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สามว่า จ าเลยที่ 2 ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มมายังโจทก์ภายใน 389


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ระยะเวลาประเมินตามกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการยื่นใบขนสินค้าพิพาทและช าระอากรตั้งแต่วัน น าเข้าสินค้าพิพาท ในปี 2547 ถึงปี 2552 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภายในก าหนดระยะเวลา 2 ปี นับจากวัน สุดท้ายของก าหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันสุดท้ายแห่งก าหนดเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินของจ าเลยที่ 1 จึงต้องประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มมายังโจทก์ภายในก าหนด ระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้า ตามมาตรา 88/6 (1) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อจ าเลยที่ 2 ออกแบบแจ้งการประเมินมายังโจทก์ในปี 2554 จ านวน 1 ฉบับ และปี 2558 อีกจ านวน 113 ฉบับ ซึ่งเลยก าหนดระยะเวลา 2 ปี นับจากวันที่โจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวย่อมเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายท า ให้แบบแจ้งการประเมินภาษีพิพาททั้ง 114 ฉบับ ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามไปด้วยเช่นกัน นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็น ว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติให้ผู้รับการประเมินต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน สามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน เมื่อโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สี่ว่า จ าเลยที่ 1 แจ้งการประเมินเพื่อใช้สิทธิเรียกให้โจทก์ช าระ อากรขาเข้าภายในก าหนดอายุความตามกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์น าเข้าสินค้าพิพาทในคดีนี้ในช่วงปี 2547 ถึง ปี 2552 ดังนั้น เมื่อนับระยะเวลาจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลาง ใบขนสินค้าขาเข้าจ านวน 94 ฉบับ จากใบ ขนสินค้าขาเข้าทั้งหมดจ านวน 114 ฉบับ ย่อมเป็นใบขนสินค้าขาเข้าที่มีอายุเกินกว่าสิบปีแล้วและหากนับถึงระยะเวลาที่โจทก์ ฎีกาคดีนี้ต่อศาลฎีกาแล้ว ใบขนสินค้าขาเข้าทั้งหมดจ านวน 114 ฉบับ ย่อมเป็นใบขนสินค้าขาเข้าที่มีอายุเกินกว่าสิบปีทั้งสิ้น และอายุความไม่อาจสะดุดหยุดลงหลังจากที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาล เนื่องจากการยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่จะท าให้อายุความ สะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (5) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น ต้องเป็นการยื่นฟ้องคดีจากจ าเลยทั้งสองใน คดีนี้เท่านั้น เมื่อสิทธิในการเรียกเก็บภาษีอากรของจ าเลยทั้งสองมีก าหนดระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่น าเข้าสินค้าแล้ว โจทก์จึง สามารถยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นโต้แย้งสิทธิในการจัดเก็บภาษีอากรของจ าเลยทั้งสองได้ เนื่องจากขณะนี้เป็นระยะเวลา เกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่น าเข้าสินค้าแล้ว ดังนั้น สิทธิในการเรียกเก็บภาษีอากรของจ าเลยทั้งสองจึงขาดอายุความตามที่ กฎหมายก าหนดแล้ว นอกจากนี้การออกแบบแจ้งการประเมินภาษีอากรของจ าเลยที่ 1 นั้น ไม่ท าให้อายุความส าหรับการเรียก เก็บค่าอากรสะดุดหยุดลง ดังนั้น สิทธิเรียกร้องที่จะเรียกเอาเงินค่าอากรขาเข้าที่ขาดจากการน าเข้าขาดอายุความตามที่ กฎหมายก าหนด จ าเลยทั้งสองแจ้งการประเมินอากรขาเข้าเมื่อสิทธิเรียกร้องของจ าเลยทั้งสองขาดอายุความแล้วนั้น ศาลฎีกา แผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 บัญญัติว่า “เว้นแต่ในกรณีที่มีการ หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ าหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรส าหรับของใด ๆ นั้น ให้มีอายุความสิบปี แต่ในเหตุที่ได้ค านวณ จ านวนเงินอากรผิดให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้ นับจากวันที่น าของเข้าหรือส่งของออก” กรณีตามบทบัญญัติดังกล่าวก าหนด สิทธิของกรมศุลกากร กรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกอากรขาดให้มี อายุความสิบปีนับจากวันที่น าของเข้าหรือส่งของออกประการหนึ่ง และในเหตุที่ได้ค านวณจ านวนอากรผิดให้มีอายุความสองปี นับจากวันที่น าของเข้าหรือส่งของออกอีกประการหนึ่ง ส่วนกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร พระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2469 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 สิทธิ เรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรให้มีก าหนดอายุความสิบปี ส่วนการนับอายุความกรณีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีส าหรับของที่น าเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่น าของ เข้าส าเร็จ” ก็คือเริ่มนับตั้งแต่วันน าของเข้า ซึ่งกรมศุลกากรอาจใช้สิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดได้เพราะกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือ พยายามหลีกเลี่ยงอากร เห็นว่า ข้อพิพาทคดีนี้มิใช่เป็นกรณีจ าเลยที่ 1 ใช้สิทธิเรียกอากรที่ขาดไปในเหตุที่ได้ค านวณจ านวนเงิน อากรผิดซึ่งมีอายุความสองปีนับแต่วันที่น าของเข้า แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปีไม่ว่าเป็นกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายาม หลีกเลี่ยงอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น ไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร หรือไม่ ก็มีก าหนดอายุความสิบปีตั้งแต่วันน าของเข้า แตกต่างเฉพาะตัวบทกฎหมายที่อ้างอิงเท่านั้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ ว่าโจทก์น าเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0124706258 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2547 สินค้าตามใบขนสินค้าขา 390


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ เข้าเลขที่ 2801-0064800436 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0064809803 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0064812444 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 สินค้าตามใบขน สินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0074802313 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0074805525 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0074808483 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2548 สินค้า ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0074811715 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801- 0084801174 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0084805827 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0084807238 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0084810868 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0094803084 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0094809600 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 สินค้าตามใบขนสินค้า ขาเข้าเลขที่ 2801-0094812211 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0104801914 เมื่อ วันที่ 6 ตุลาคม 2548 สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0104804922 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2548 และสินค้าตามใบ ขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0104807810 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2548 รวม 18 ฉบับ ซึ่งนับแต่วันน าเข้าตามใบขนดังกล่าว จนถึงวันที่โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ใน วันที่ 20 ตุลาคม 2558 จึงเป็นการแจ้งการประเมินเกินก าหนดอายุความ 10 ปี นับจากวันที่น าของเข้าแล้ว เมื่อการแจ้งการ ประเมินเป็นหนังสือถือเป็นขั้นตอนส่วนหนึ่งของการประเมินและต้องกระท าให้เสร็จสมบูรณ์ภายในอายุความแต่เจ้าพนักงาน ประเมินของจ าเลยที่ 1 แจ้งการประเมินอากรขาเข้าเมื่อพ้นก าหนดอายุความแล้ว การประเมินอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าทั้ง สิบแปดฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่ห้าว่า สินค้าโรลเลอร์แบริ่งที่โจทก์น าเข้าตามใบขนสินค้าพิพาท จัดอยู่ในพิกัดศุลกากรประเภทที่ 84.82 บอลล์แบริ่งหรือโรลเลอร์แบริ่งประเภทย่อยที่ 8482.50.00 โรลเลอร์แบริ่งรูป ทรงกระบอกอื่น ๆ หรือ 8482.80.00 อื่น ๆ รวมถึงโรลเลอร์แบริ่งที่มีบอลล์และโรลเลอร์ประกอบอยู่ด้วยกันหรือไม่ โดยโจทก์ ฎีกาว่า สินค้าที่โจทก์น าเข้าคือโรลเลอร์แบริ่งที่จัดอยู่ในประเภทย่อยที่ 8482.50.00 หรือ 8482.80.00 ไม่อาจถูกจ าแนกให้ เป็นของตามประเภทย่อยที่ 8708.99.99 ซึ่งเป็นพิกัดที่อยู่ในหมวด 17 ของค าอธิบายพิกัดศุลกากร เนื่องจากถูกห้ามโดยหมาย เหตุของหมวด 17 และค าอธิบายพิกัดศุลกากร การที่จะพิจารณาประเด็นที่ว่าสินค้าโรลเลอร์แบริ่งที่พิพาทที่โจทก์น าเข้าในช่วง ปี 2547 ถึงปี 2552 จะต้องถูกจัดอยู่ในพิกัดศุลกากรประเภทใดนั้น จะต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตรา ศุลกากรและพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งได้บัญญัติหลักการประการส าคัญของการวินิจฉัยความรับผิดของผู้น าเข้า ไว้ในมาตรา 10 ทวิ จ าเลยที่ 1 จะต้องพิจารณาลักษณะและสภาพของสินค้าที่เป็นอยู่ ณ เวลาที่น าเข้าสินค้าเท่านั้น จึงไม่อาจ น าเอาวัตถุประสงค์ของการน าสินค้าที่น าเข้าไปใช้ภายหลังจากการน าเข้าสินค้า หรือข้อเท็จจริงอื่นใดที่จะเกิดขึ้นภายหลังจาก การน าเข้าสินค้ามาพิจารณาเพื่อจ าแนกพิกัดอัตราศุลกากรส าหรับสินค้าที่น าเข้าได้ นอกจากนี้มาตรา 15 วรรคสาม แห่งพระ ราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 บัญญัติให้ตีความตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระ ราชก าหนด ซึ่งข้อ 1 สรุปได้ว่า ในการจ าแนกพิกัดอัตราศุลกากรของของที่น าเข้านั้นจะต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความเรียง ตามล าดับข้อเริ่มจากข้อ 1 ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของการจ าแนกพิกัดอัตราศุลกากรหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กรณีจะพิจารณา ใช้หลักเกณฑ์การตีความข้อ 2 ถึงข้อ 4 ได้ ก็ต่อเมื่อปรากฏว่าไม่สามารถใช้หลักเกณฑ์ตีความข้อ 1 ได้แล้วเท่านั้น ซึ่งหากเป็น เช่นนั้นจะต้องน าหลักเกณฑ์การตีความข้อ 2 ถึงข้อ 4 มาปรับใช้โดยพิจารณาเรียงตามล าดับทีละข้อต่อไป สินค้าโรลเลอร์แบริ่ง ที่โจทก์น าเข้ามีลักษณะและคุณสมบัติตรงตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรของตอนที่ 84 จึงต้องถูกจ าแนกให้เป็นของตามประเภท ที่ 84.82 เป็นไปตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 การจ าแนกประเภทพิกัดของสินค้าโรลเลอร์แบริ่งนั้น จะต้องพิจารณาสภาพและลักษณะของในขณะที่น าเข้าซึ่งเป็นขณะที่ความรับผิดทางภาษีศุลกากรได้เกิดขึ้น เมื่อโจทก์น าเข้า สินค้าโรลเลอร์แบริ่งมาในลักษณะที่เป็นชิ้นส่วนที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง หรือที่เรียกว่าการน าเข้าในลักษณะของ (Part by part) เพื่อน ามาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเพลากลาง (Propeller Shaft) ในประเทศไทย โดยมิได้ประกอบสินค้าโรลเลอร์ แบริ่งดังกล่าวที่ปลายของข้อต่อกากบาทแต่อย่างใด อีกทั้งการน าเข้าข้อต่อกากบาทก็มีลักษณะเป็นการน าเข้าแบบเป็นชิ้นส่วน ที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง หรือที่เรียกว่าการน าเข้าในลักษณะของ (Part by part) เพื่อน ามาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต เพลากลาง (Propeller shaft) ในประเทศไทยเช่นกัน และไม่ได้มีจ านวนที่สอดคล้องกัน เนื่องจากในการสั่งซื้อสินค้าโรลเลอร์ แบริ่งและข้อต่อกากบาทนั้นเป็นการสั่งซื้อตามประมาณการผลิต และพิจารณาจากจ านวนสินค้าคงเหลือของสินค้าแต่ละชนิด โจทก์ไม่ได้น าเข้าโรลเลอร์แบริ่งพร้อมข้อต่อรูปกากบาทในอัตราส่วน 4 ต่อ 1 อันเป็นสาระส าคัญของข้อต่ออ่อน (Universal 391


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ joint) สินค้าโรลเลอร์แบริ่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นโรลเลอร์แบริ่งสมบูรณ์อยู่ในตัวเองแล้วโดยไม่จ าเป็นจะต้องน ามาประกอบกับ ข้อต่อกากบาท สินค้าโรลเลอร์แบริ่งก็สามารถท าหน้าที่เป็นโรลเลอร์แบริ่งหรือตลับลูกปืนตามค าอธิบายพิกัดอัตราศุลกากร ส าหรับประเภทที่ 84.82 ได้ ด้วยเหตุนี้แล้ว แม้โจทก์จะน าสินค้าทั้งสองชนิดเข้ามาพร้อมกันก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการน าเข้า สินค้าทั้งสองชนิดเป็นส่วนประกอบของกันและกันหรือเป็นส่วนประกอบที่เป็นสาระส าคัญของข้อต่ออ่อน (Universal Joint) ได้ เนื่องจากการที่มีเพียงสินค้าโรลเลอร์แบริ่งและข้อต่อกากบาทไม่สามารถท าหน้าที่เช่นเดียวกันกับข้อต่ออ่อนได้ ในการ พิจารณาจ าแนกพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าโรลเลอร์แบริ่งซึ่งเป็นสินค้าที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ การตีความพิกัด ข้อ 1 เสียก่อน เนื่องจากเป็นหลักเกณฑ์การตีความพิกัดที่ส าคัญที่สุด สินค้าที่โจทก์น าเข้ามีลักษณะและ คุณสมบัติตรงตามโรลเลอร์แบริ่งสมบูรณ์ในตัวเองตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรที่ 84.82 กรณีไม่อาจน าหลักเกณฑ์การตีความ พิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 2 (ก) มาใช้ได้อีก ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า โจทก์จะได้น าโรลเลอร์แบริ่งเข้ามาพร้อมกันกับข้อ ต่อรูปกากบาท แต่โรลเลอร์แบริ่งที่โจทก์น าเข้าและน าไปประกอบเป็นข้อต่ออ่อน ตลอดจนเพลากลางนั้น มีลักษณะและ สาระส าคัญเป็นแบริ่งที่สมบูรณ์ในตัวเองแล้วในฐานะแบริ่ง โดยไม่ต้องประกอบกับส่วนประกอบอื่นใด อีกทั้งยังมีคุณสมบัติและ หน้าที่เหมือนกับแบริ่งทั่วไปทุกประการ กล่าวคือ ลดแรงเสียดทานและช่วยรับแรงในการหมุนของเพลาซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ เครื่องจักรท างาน จึงไม่อาจตีความว่าโรลเลอร์แบริ่งของโจทก์นั้นเป็นชิ้นส่วนประกอบของข้อต่ออ่อนได้เพราะแบริ่งยังคง คุณสมบัติและท าหน้าที่เป็นแบริ่งครบถ้วนสมบูรณ์ในตัวเองย่อมเป็นแบริ่งชนิดหนึ่งและไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้แต่อย่าง ใด ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาจึงรับฟังได้อย่างชัดแจ้งว่า ของตามพิกัดศุลกากรประเภทที่ 84.82 ที่ถูกห้ามไม่ให้จัดเข้าเป็นของใน หมวด 17 (กล่าวคือ ตามประเภทที่ 87.08 ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทพิกัดศุลกากรในหมวด 17 ตามที่จ าเลยที่ 1 กล่าวอ้าง) นั้น ไม่จ าเป็นต้องเป็นส่วนประกอบของเครื่องยนต์ เพียงแต่เป็นของตามประเภทที่ 84.81 หรือ 84.82 ก็เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับ ยกเว้นไม่ให้จัดเข้าเป็นของในหมวด 17 แล้ว ค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษส่วนที่วินิจฉัยว่าสินค้าโรลเลอร์แบริ่ง ที่โจทก์น าเข้านั้นไม่เข้าเงื่อนไขตามหมายเหตุของหมวด 17 และต้องจัดให้เป็นของตามประเภทที่ 87.08 นั้น ขัดแย้งต่อค า พิพากษาศาลฎีกาที่ 7327/2560 จ าเลยที่ 1 เคยตีความว่าสินค้าโรลเลอร์แบริ่งที่โจทก์น าเข้านั้นเป็นของตามประเภทที่ 84.82 และต้องด้วยข้อยกเว้นตามหมายเหตุของหมวด 17 ข้อ 2 (จ) และตามบันทึกข้อความส่วนอุทธรณ์พิกัดอัตราศุลกากรที่ กค 0518 (6)/96 ฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2559 ในการส่งหนังสือไปสอบถามปัญหาพิกัดศุลกากรของสินค้าโรลเลอร์แบริ่งจาก องค์การศุลกากรโลกนั้น โจทก์ไม่เคยทราบและไม่มีโอกาสตรวจสอบว่าข้อมูลที่อยู่ในหนังสือสอบถามนั้นถูกต้องตรงกันกับ ข้อเท็จจริงของโจทก์หรือไม่และจ าเลยที่ 1 บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะการน าเข้าสินค้า หน้าที่และคุณสมบัติของ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งอาจท าให้องค์การศุลกากรโลกเข้าใจผิดเกี่ยวกับขั้นตอนการประกอบข้อต่ออ่อน (Universal Joint) และให้ ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนต่อองค์การศุลกากรโลก โดยจ าเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุประเภทพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่เป็นปัญหาใน หนังสือสอบถามอย่างชัดเจนกล่าวคือจ าเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุหรือขอให้องค์การศุลกากรโลกพิจารณาข้อยกเว้นตามหมายเหตุของ หมวด 17 ข้อ 2 (จ) ความเห็นของฝ่ายเลขานุการขององค์การศุลกากรโลก เป็นหนังสือที่ออกโดยผู้อ านวยการฝ่ายพิกัดอัตรา ศุลกากรและการค้า (Tariff and Trade Affairs Directorate) ของฝ่ายเลขานุการขององค์การศุลกากรโลกซึ่งความเห็น ดังกล่าวไม่ใช่การพิจารณาของประเทศสมาชิกเนื่องจากไม่ใช่ความเห็นที่จัดท าโดยคณะกรรมการระบบฮาร์โมไนซ์ซึ่งเป็นเพียง ความเห็นในเชิงแนะน าเกี่ยวกับการตีความจ าแนกพิกัดขององค์การศุลกากรโลกไม่มีผลผูกพันให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติ ตาม ดังนั้น ความเห็นขององค์การศุลกากรโลกเป็นเอกสารที่ได้มาโดยวิธีการอันมิชอบ ไม่สามารถรับฟังได้ ปัญหานี้พิจารณา แล้ว พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีส าหรับ ของที่น าเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่น าของเข้าส าเร็จ” และพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติเรื่องการตีความพิกัดอัตราศุลกากรว่า “การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พระราชก าหนดนี้ ประกอบกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตาม อนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร...” โดยหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 1 ระบุว่า “ชื่อของหมวด ตอน และตอนย่อย ได้ก าหนดขึ้น เพื่อให้สะดวกแก่การอ้างอิงเท่านั้น ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจ าแนกประเภทให้จ าแนกตามความของประเภทนั้น ๆ ตามหมายเหตุของหมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อก าหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ ระบุไว้เป็นอย่างอื่น” ข้อ 2 (ก) วรรคหนึ่ง ระบุว่า “ประเภทที่ระบุถึงของใด ให้หมายรวมถึงของนั้นที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยัง ไม่ส าเร็จหากว่าในขณะน าเข้ามีลักษณะอันเป็นสาระส าคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือส าเร็จแล้ว และให้หมายรวมถึงของที่ สมบูรณ์หรือส าเร็จแล้ว (หรือที่จ าแนกเข้าประเภทของที่ครบสมบูรณ์หรือส าเร็จแล้วตามนัยแห่งหลักเกณฑ์นี้) ที่น าเข้ามาโดย ถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน” และข้อ 6 ระบุว่า “ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจ าแนกประเภท 392


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้องและตามหลักเกณฑ์ข้างต้น โดยอนุโลม โดยพิจารณาเปรียบเทียบในระหว่างประเภทย่อยที่อยู่ในระดับเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์นี้ให้ใช้ หมายเหตุของหมวดและของตอนที่เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่จะมีข้อความระบุไว้เป็นอย่างอื่น” ซึ่งในภาค 2 บัญชีท้ายพระราช ก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าตามช่วงเวลาที่น าเข้า ที่เกี่ยวข้องคือ หมวด 16 และหมวด 17 ซึ่งตอนที่ 84 อยู่ในหมวด 16 และตอนที่ 87 อยู่ในหมวด 17 โดยส าหรับหมวด 16 เครื่องจักรและเครื่องใช้กล เครื่องอุปกรณ์ ไฟฟ้า ส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว เครื่องบันทึกเสียงและเครื่องถอดเสียง เครื่องบันทึกและเครื่องถอดภาพและเสียงทาง โทรทัศน์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องดังกล่าว ตอนที่ 84 เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ส่วนหมวด 17 ยานบก อากาศยาน ยานน้ า และเครื่องอุปกรณ์การขนส่งที่ เกี่ยวข้อง ตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว และหมายเหตุของหมวด 17 ข้อ 2 ระบุว่า “ค าว่า “ส่วนประกอบ” และ “ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบ” ไม่ให้ใช้กับ ของดังต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็นของที่บ่งชี้ได้ว่าใช้กับของในหมวดนี้หรือไม่ก็ตาม... (จ) เครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์ตามประเภทที่ 84.01 ถึง 84.79 และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ของตามประเภทที่ 84.81 หรือ 84.82 หรือของตามประเภทที่ 84.83 เฉพาะที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องยนต์หรือมอเตอร์” และตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ของหมวด 17 ประเภทที่ 87.08 ในหัวข้อบททั่วไป ย่อหน้าที่ 2 ย่อหน้าส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบ ระบุ ว่า “Parts and accessories of this heading include : (A)... (F) Other transmission parts and components (for example, propeller shafts, half-shafts; gears, gearing; plain shaft bearings; reduction gear assemblies; universal joints).” แปลว่า “ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบตามประเภทนี้รวมถึง (ฉ) ส่วนประกอบและองค์ประกอบอื่น ๆ ของระบบส่งก าลัง (เช่น เพลาก าลังขับ เพลาครึ่ง เกียร์และเครื่องเกียร์ เพลนชาฟต์แบริ่ง ชุดประกอบเฟืองทดลดรอบ ข้อต่อ อ่อนหรือข้อต่อยูนิเวอร์แซล)...” ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดต้องใช้ หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ประกอบค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งในภาค 2 ท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้า ได้ระบุสินค้าใน ประเภทที่ 84.82 ประเภทย่อยที่ 8482.40.00 ว่า “โรลเลอร์แบริ่งรูปเข็ม” ประเภทย่อยที่ 8482.50.00 ว่า “โรลเลอร์แบริ่ง รูปทรงกระบอกอื่น ๆ” ขณะน าเข้าอัตราอากรร้อยละ 1 และประเภทที่ 87.08 “ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยาน ยนต์ตามประเภท 87.01 ถึง 87.05” ประเภทย่อยที่ 8708.99 ว่า “อื่น ๆ” และประเภทย่อยที่ 8708.99.99 ว่า “อื่น ๆ” ขณะน าเข้าอัตราอากรร้อยละ 30 คดีนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์น าเข้าสินค้าที่เป็นปัญหาในคดีนี้ 2 รายการ คือ รายการที่ 1 สินค้า TOYOTA COMPONENT PARTS FOR HILUX P. NO. 374010K01000 PART NAME SPIDER SUB-ASSY, UNIVERSAL JOINT (ข้อต่อกากบาท) ลักษณะของสินค้าขณะน าเข้ามีลักษณะเป็นข้อต่อรูปกากบาทท า ด้วยเหล็ก กว้างประมาณ 7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร สูงประมาณ 3 เซนติเมตร ตรงกลางด้านบนท าเป็นเดือยสูง ประมาณ 1.4 เซนติเมตร พร้อมรูส าหรับอัดจาระบี มีแขนยื่นออกมา 4 ด้าน เป็นรูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.8 เซนติเมตร ปลายแขนทั้งสี่มีรูเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 มิลลิเมตร พร้อมรอยบาก รายการที่ 2 TOYOTA COMPONENT PARTS FOR HILUX P. NO. 374020K01000 PART NAME BEARING SUB-ASSY, UNIVERSAL JOINT SPIDER (ส่วนประกอบของ UNIVERSAL JOINT) ลักษณะของสินค้าขณะน าเข้ามีลักษณะเป็นตลับลูกปืน โรลเลอร์แบริ่งรูปทรงกระบอก ซึ่งมีลักษณะเป็น Drawn Cup Needle Roller Bearing ซึ่งจะมีฝาปิดด้านท้าย 1 ด้าน เพื่อใช้ ทาจาระบีหล่อลื่นกับตัวข้อต่อกากบาท การใช้ประโยชน์ของลูกปืนยังคงเป็นสาระส าคัญอยู่ โดยมีฝาครอบตลับลูกปืนพร้อมซิ ลยางอัดจาระบีที่ปลายฝาครอบ เหมาะที่จะใช้สวมกับปลายข้อต่อกากบาทตามสินค้ารายการที่ 1 ซึ่งข้อต่อกากบาทที่สวมฝา ครอบตลับลูกปืนจะน าไปใช้กับเพลากลางรถยนต์เพื่อให้เพลากลางรถยนต์ทั้ง 4 ด้าน ของปลายข้อต่อกากบาทขยับไปมาได้ โดยจ าเลยทั้งสองมีนางสาว อ. นักวิชาการศุลกากรช านาญการ และนางสาว ธ. นักวิชาการศุลกากรปฏิบัติการ เบิกความว่า เนื่องจากโรลเลอร์แบริ่ง (BEARING SUB-ASSY, UNIVERSAL JOINT SPIDER) ที่โจทก์น าเข้า ออกแบบมาเพื่อใช้เป็น ส่วนประกอบของข้อต่อกากบาท (SPIDER SUB-ASSY, UNIVERSAL JOINT) ที่โจทก์น าเข้ามาพร้อมกันโดยเฉพาะ มิได้ น ามาใช้เป็นแบริ่งที่ใช้ประโยชน์ได้ทั่วไป ดังนั้น จึงไม่จัดเป็นแบริ่งรูปทรงกระบอก ในประเภทย่อยที่ 8482.50.00 ตามหมาย เหตุของหมวด 17 ข้อ 2 (จ) ประกอบกับค าอธิบายใน EN/HS 2007 SECTION XVII Heading 87.08 หน้า XVII - 8708 - 2 ระบุว่า This heading covers parts and accessories of the motor vehicles of headings 87.01 to 87.05... Parts and accessories of this heading include : (A)...(F) other transmission parts and components (for example, propeller shafts, half–shafts; gears, gearing; plain shaft bearings; reduction gear assemblies; universal 393


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ joints)… จึงจัดเข้าประเภทย่อยที่ 8708.99.99 อัตราอากรร้อยละ 30 ตามประกาศกระทรวงการคลัง ณ วันน าเข้าในฐานะ เป็นส่วนประกอบของข้อต่อกากบาทใช้เป็นส่วนประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 ตามหลักเกณฑ์การ ตีความข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 จากข้อเท็จจริงสินค้าโรลเลอร์แบริ่ง (BEARING SUB – ASSY) นี้จะต้องใช้งานร่วมกับข้อต่อ กากบาท (SPIDER SUB – ASSY) ในอัตรา 4 ต่อ 1 โดยโจทก์ชี้แจงว่าจะน าชิ้นส่วนทั้ง 2 ประกอบเข้าด้วยกัน โดยมีคลิปล็อกที่ เป็นชิ้นส่วนภายในประเทศประกอบร่วมด้วยเพื่อใช้งานเป็นข้อต่ออ่อน (Universal Joints) เชื่อมต่ออยู่กับส่วนของเพลากลาง รถยนต์ สินค้าทั้งสองนี้หากขาดชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็ไม่สามารถใช้งานเป็นข้อต่ออ่อนได้ เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 2 (ก) และตาม EN/HS 2007 heading 87.08 หน้า XVII - 8708 - 2 ได้ระบุ Universal Joints ไว้ในหัวข้อ Other transmission parts ที่ไม่ใช่ส่วนประกอบของเครื่องยนต์ ส่วนที่ต้องมีกระบวนการประกอบนั้น EN หน้า GIR - 2 ข้อ (VII) ระบุว่าไม่ต้องน ามาพิจารณา จึงเห็นว่า สินค้าโรลเลอร์แบริ่ง (BEARING SUB – ASSY) และข้อต่อกากบาท (SPIDER SUB – ASSY) ในอัตรา 4 ต่อ 1 ที่น าเข้ามาพร้อมกันโดยขาดคลิปล็อก เป็นของที่มีสาระส าคัญของข้อต่ออ่อน (Universal Joints) ที่ น าเข้ามาโดยยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะประกอบเป็นของสมบูรณ์ มีลักษณะตรงตามหลักเกณฑ์การตีความ ข้อ 2 (ก) แล้ว จึงเห็นควรให้สินค้าโรลเลอร์แบริ่งที่น าเข้ามาพร้อมกับข้อต่อกากบาท ในอัตรา 4 ต่อ 1 จัดเข้าประเภทย่อยที่ 8708.99.99 อัตราอากรร้อยละ 30 ตามประกาศกระทรวงการคลัง ณ วันน าเข้าในฐานะเป็นส่วนประกอบอื่น ๆ ของยานยนต์ บรรทุก HILUX และส่วนที่เหลือตามค าอธิบาย EN ให้แยกจัดเข้าประเภทย่อยที่ 8482.40.00 ในฐานะโรลเลอร์แบริ่งรูปเข็ม อัตราอากรร้อยละ 1 ตามประกาศกระทรวงการคลัง ณ วันน าเข้า ตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 แห่ง พระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 สอดคล้องกับค าเบิกความของนายสมยศ นายด่านศุลกากรและกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ที่เบิกความว่า การพิจารณาค าวินิจฉัยอุทธรณ์ที่เคยมีมา กรณีสินค้าโรลเลอร์แบริ่ง หากกรณีที่มีลักษณะการ ใช้งานเหมือนตลับลูกปืนทั่วไป หรือการใช้งานที่มีสาระส าคัญเป็นตลับลูกปืน จะจัดเป็นของตามประเภทย่อยที่ 8482.40 ตรง ตามที่ระบุไว้ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากลักษณะและปริมาณการน าเข้าของสินค้าพิพาทที่ ต้องน าเข้ามาประกอบกันเพื่อเป็นของส าเร็จ ดังนั้น สินค้าโรลเลอร์แบริ่งรูปเข็มและข้อต่อกากบาทที่น าเข้ามาพร้อมกันแต่ยัง ไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกันในอัตราส่วน 4 ต่อ 1 จึงมีสาระส าคัญอันเป็นของสมบูรณ์ คือ เป็นข้อต่ออ่อน (UNIVERSAL JOINT) ครบสมบูรณ์หรือส าเร็จแล้ว จึงเห็นว่าสินค้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทย่อย 8708.99.99 ในฐานะเป็นส่วนประกอบอื่น ๆ ของ ยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 อื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 ซึ่งค าเบิกความ สอดคล้องกับความเห็นของทางองค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization) ที่มีหนังสือที่ (WCO Ref.) 17NL0120 – TPB ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 สอพ. รับที่ ท.829 วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 นอกจากนี้จ าเลยทั้งสองยังมี นายปรีชา นักวิชาการศุลกากรช านาญการ ผู้ตรวจค้นจับกุมตามใบขนสินค้าของโจทก์ เบิกความว่า สินค้าโรลเลอร์แบริ่ง (BEARING SUB - ASSY, UNIVERSAL JOINT SPIDER) PART NO. 374020K01000 ต้องจัดเข้าประเภทย่อยที่ 8708.99.99 อัตราอากรร้อยละ 30 ในฐานะเป็นลูกปืนกากบาทออกแบบมาเพื่อใช้กับข้อต่อกากบาท ซึ่งเป็นส่วนประกอบของยานยนต์ บรรทุก 4 ล้อส าหรับขนส่งของตามประเภทที่ 87.04 ทั้งนี้ สินค้าประเภทดังกล่าวกลุ่มมาตรฐานพิกัดศุลกากร 2 และ กพก. เคยวินิจฉัยไว้แล้วในรายบริษัทวิเชียร อินโนเวชั่น เทคโนโลยี่ จ ากัด ตามบันทึกข้อความของกลุ่มมาตรฐานพิกัดศุลกากร 3 กพก. ที่ กค 0518(4)ก3/(4) 81 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งจากค าเบิกความพยานจ าเลยทั้งสองที่สอดคล้องตรงกับ เอกสารที่จ าเลยทั้งสองน าสืบแสดงให้เห็นว่า สินค้าโรลเลอร์แบริ่ง (BEARING SUB - ASSY, UNIVERSAL JOINT SPIDER) ที่ โจทก์น าเข้ามาพร้อมกับข้อต่อกากบาท (SPIDER SUB-ASSY, UNIVERSAL JOINT) ตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 114 ฉบับ โจทก์มีเจตนาน าเข้ามาเพื่อใช้กับสินค้าข้อต่อกากบาทโดยต้องน าชิ้นส่วนทั้งสองประกอบเข้าด้วยกันในสัดส่วน โรลเลอร์แบริ่ง รูปเข็ม (BEARING SUB-ASSY) 4 ชิ้น ต่อข้อต่อกากบาท (SPIDER SUB - ASSY) 1 ชิ้น และน ามาประกอบร่วมกับชิ้นส่วน ภายในประเทศ ได้แก่ ก้ามปู และ แหวนล็อก เพื่อผลิตเป็นข้อต่ออ่อน (UNIVERSAL JOINT) โดยโจทก์ไม่ได้น าสืบให้เห็นเป็น อย่างอื่น ดังนั้น เมื่อส่วนประกอบย่อยโรลเลอร์แบริ่งถูกน าเข้ามาพร้อมกันกับข้อต่อกากบาท แม้จะไม่มีองค์ประกอบที่จ าเป็น ทั้งหมด แต่อัตราส่วนที่น าเข้ามาเพียงพอที่จะประกอบเป็นข้อต่ออ่อนหนึ่งตัวได้ จึงมีลักษณะเป็นสาระส าคัญของข้อต่ออ่อน แล้ว เมื่อข้อต่ออ่อนที่ประกอบแล้ว เป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบส่งก าลังของยานยนต์จึงจัดอยู่ในหมวด 17 ยานบก อากาศ ยาน ยานน้ า และเครื่องอุปกรณ์การขนส่งที่เกี่ยวข้อง ตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว มากกว่าที่จะจัดอยู่ในหมวด 16 เครื่องจักรและเครื่องใช้กล เครื่อง อุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว เครื่องบันทึกเสียงและเครื่องถอดเสียง เครื่องบันทึกและเครื่องถอดภาพและ เสียงทางโทรทัศน์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องดังกล่าว ตอนที่ 84 เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ประกอบกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ 394


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ (Explanatory Notes : EN) ตาม EN/HS 2007 heading 87.08 หน้า XVII - 8708 - 2 (F) ข้อ (ฉ) ตามค าแปลได้ระบุข้อต่อ อ่อน (Universal Joints) ไว้ในหัวข้อส่วนประกอบและองค์ประกอบอื่น ๆ ของระบบส่งก าลัง (Other transmission parts and components) ที่ไม่ใช่ส่วนประกอบภายในของเครื่องยนต์ ให้รวมอยู่ในหมวดนี้ (คือหมวด 17) ด้วย ดังนั้น จึงฟังได้ว่า สินค้าโรลเลอร์แบริ่งพิพาทตรงกับข้อก าหนดของหลักเกณฑ์การตีความข้อ 2 (ก) ในฐานะส่วนประกอบข้อต่ออ่อนที่ยังไม่ครบ สมบูรณ์และน าเข้ามาโดยยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกันตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 ซึ่งสอดคล้องกับ ความเห็นของฝ่ายเลขานุการขององค์การศุลกากรโลก (WCO) ที่ได้มีหนังสือ ที่ (WCO Ref.) 17NL0120 - TPB ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 มีความเห็นให้จัดสินค้า โรลเลอร์แบริ่ง (BEARING SUB - ASSY) และข้อต่อกากบาท (SPIDER SUB - ASSY) เป็นของตามประเภทที่ 87.08 (ประเภทย่อยที่ 8708.99) ในฐานะข้อต่ออ่อนที่ยังไม่ครบสมบูรณ์และน าเข้ามาโดยถอด แยกออกจากกันโดยหลักเกณฑ์การตีความ ข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และ ข้อ 6 นอกจากนี้ส่วนที่ต้องมีกระบวนการประกอบนั้น Explanatory Note : EN หน้า GIR – 2 ข้อ (VII) ระบุว่าไม่ต้องน ามาพิจารณา ส่วนที่โจทก์น าสืบโดยมีนายปัญญา ผู้รับมอบ อ านาจโจทก์ นายวิชัย พนักงานของโจทก์ และดร.น. อาจารย์ประจ าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย จ. เบิกความในท านองเดียวกันว่า โรลเลอร์แบริ่งและข้อต่อกากบาท ต่างเป็นของส าเร็จรูปที่มีลักษณะ หน้าที่ เป็นตัวของตัวเอง จึงไม่สามารถจ าแนกรวมเข้าในพิกัดเดียวกันได้ โรลเลอร์แบริ่งไม่ใช่ส่วนประกอบที่มีลักษณะเป็นสาระส าคัญ ของข้อต่ออ่อนนั้น แต่กลับได้ความตามค าเบิกความของ ดร.น. ตอบค าถามค้านของทนายจ าเลยทั้งสองว่า โรลเลอร์แบริ่งและ ข้อต่อกากบาทถือว่าเป็นสาระส าคัญของข้อต่ออ่อน อันเป็นการเบิกความที่ตรงกับจ าเลยทั้งสองน าสืบ ส่วนที่โจทก์น าสืบว่า การประกอบข้อต่ออ่อนของโจทก์จ าเป็นต้องมีเครื่องมือและเครื่องจักร ในการประกอบข้อต่ออ่อนต้องท าตามขั้นตอนอย่าง เคร่งครัด โดยมีขั้นตอนทั้งหมด 15 ขั้นตอน ไม่สามารถใช้มือประกอบได้นั้น ก็เป็นเพียงกรรมวิธีใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการ ประกอบ ยังไม่มีผลท าให้สินค้าทั้ง 2 รายการเปลี่ยนแปลงการตีความตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 2 (ก) ที่โจทก์น าสืบว่าโรล เลอร์แบริ่งเป็นของที่มีลักษณะสมบูรณ์อยู่แล้วในขณะน าเข้า โดยเป็นของที่มีหน้าที่ในการรองรับแรงกระท า ลดแรงเสียดทาน ต้านแรงผลักดัน เพื่อท าหน้าที่ในการรองรับการหมุนของเพลา ไม่จ าเป็นต้องน าไปติดตั้งกับส่วนประกอบอื่น ๆ เพื่อลดแรง เสียดทานในการผลิตเพลากลางนั้น ก็ไม่สอดคล้องกับกระบวนการประกอบข้อต่ออ่อนที่โจทก์น าสืบที่ต้องน าโรลเลอร์แบริ่งไป ประกอบรวมกับข้อต่อกากบาทโดยมีก้ามปูและแหวนล็อกร่วมกันจึงจะใช้งานเป็นโรลเลอร์แบริ่งได้อย่างสมบูรณ์ตาม วัตถุประสงค์ของสินค้าที่โจทก์น าเข้า ส่วนที่โจทก์อ้างต่อไปอีกว่าข้อต่อกากบาทและโรลเลอร์แบริ่งคิดเป็นร้อยละ 20.69 ของ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพลากลาง โรลเลอร์แบริ่งและข้อต่อกากบาทจึงมิใช่สาระส าคัญในการผลิตและประกอบข้อต่ออ่อนและ เพลากลางนั้น เมื่อพิจารณากระบวนการผลิตตามวิดีโอการประกอบข้อต่ออ่อนและเพลากลางตาม ว.จ.2 ที่โจทก์น าสืบแล้วจะ เห็นได้ว่าหากไม่มีโรลเลอร์แบริ่งและข้อต่อกากบาทมาเป็นส่วนประกอบในการผลิตข้อต่ออ่อนก็ไม่อาจประกอบชิ้นส่วนออกมา เป็นข้อต่ออ่อนที่เสร็จสมบูรณ์ได้ แสดงให้เห็นว่าโรลเลอร์แบริ่งและข้อต่อกากบาทเป็นสาระส าคัญในการผลิตและประกอบข้อ ต่ออ่อน นอกจากนี้การที่โจทก์อ้างว่าสินค้าที่โจทก์น าเข้ามีลักษณะและคุณสมบัติตรงตามโรลเลอร์แบริ่งสมบูรณ์ในตัวเองตาม ค าอธิบายพิกัดศุลกากรประเภทที่ 84.82 ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 กรณีไม่อาจน าหลักเกณฑ์การ ตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 2 (ก) มาใช้ได้อีก ก็ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การตีความที่ถูกต้อง และที่โจทก์น าสืบว่าเมื่อโรล เลอร์แบริ่งเป็นของต้องห้ามมิให้จัดอยู่ในหมวด 17 ตามหมายเหตุข้อ 2 (จ) ประกอบค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ของหมวด 17 ในหัวข้อบททั่วไป 3. หัวข้อส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบ ย่อหน้าที่ 2 จึงไม่อาจจัดโรลเลอร์แบริ่งอยู่ใน หมวด 17 ตอนที่ 87 ได้นั้น เมื่อพิจารณาหมายเหตุของหมวด 17 ยานบก อากาศยาน ยานน้ า และเครื่องอุปกรณ์การขนส่งที่ เกี่ยวข้อง ข้อ 2 ก าหนดว่า ค าว่า “ส่วนประกอบ” และ “ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบ” ไม่ให้ใช้กับของดังต่อไปนี้ ไม่ว่า จะเป็นของที่บ่งชี้ได้ว่าใช้กับของในหมวดนี้หรือไม่ก็ตาม... (จ) เครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์ตามประเภทที่ 84.01 ถึง 84.79 และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ของตามประเภทที่ 84.81 หรือ 84.82 หรือของตามประเภทที่ 84.83 เฉพาะที่เป็น ส่วนประกอบของเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ ประกอบกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ตาม EN/HS 2007 heading 87.08 หน้า XVII - 8708 - 2 (F) ของหมวด 17 ประเภทที่ 87.08 ในหัวข้อบททั่วไปย่อหน้าที่ 2 ระบุว่า Parts and accessories of this heading include : (A)... (F) Other transmission parts and components (for example, propeller shafts, half-shafts; gears, gearing; plain shaft bearings; reduction gear assemblies; universal joints). ซึ่งมีค าแปลว่า ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบตามประเภทนี้รวมถึง (ฉ) ส่วนประกอบและ องค์ประกอบอื่น ๆ ของระบบส่งก าลัง (เช่น เพลาก าลังขับ เพลาครึ่ง เกียร์และเครื่องเกียร์ เพลนชาฟต์แบริง ชุดประกอบเฟือง ทดลดรอบ ข้อต่ออ่อนหรือข้อต่อยูนิเวอร์แซล) จะเห็นได้ว่าค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ได้ระบุข้อต่ออ่อน (universal joints) ไว้ในหัวข้อส่วนประกอบและองค์ประกอบอื่น ๆ ของระบบส่งก าลัง (Other transmission parts and 395


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ components) ที่ไม่ใช่ส่วนประกอบภายในของเครื่องยนต์ ให้รวมอยู่ในหมวด 17 นี้ด้วย ดังนั้น เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า โรลเลอร์แบริ่งที่โจทก์น าเข้ามาพร้อมกับข้อต่อกากบาทนั้นเป็นส่วนประกอบของข้อต่ออ่อนของเพลากลางซึ่งเป็นระบบส่ง ก าลังของยานยนต์ จึงไม่ใช่ส่วนประกอบภายในของเครื่องยนต์และไม่อยู่ในข้อยกเว้นของค าว่า “ส่วนประกอบและอุปกรณ์ ประกอบ” ตามหมายเหตุข้อ 2 (จ) ของหมวด 17 แต่จัดเป็นส่วนประกอบของข้อต่ออ่อนตามความข้อ (ฉ) ของค าอธิบายพิกัด ศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ที่อธิบายประเภทที่ 87.08 ส่วนที่โจทก์น าสืบว่าความเห็นของฝ่ายเลขานุการขององค์การศุลกากรโลก เป็นหนังสือที่ออกโดยผู้อ านวยการฝ่ายพิกัดอัตราศุลกากรและการค้า (Tariff and Trade Affairs Directorate) ซี่งความเห็น ดังกล่าวไม่ใช่การพิจารณาของประเทศสมาชิกเนื่องจากไม่ใช่ความเห็นที่จัดท าโดยคณะกรรมการระบบฮาร์โมไนซ์ จึงเป็นเพียง ความเห็นในเชิงแนะน าเกี่ยวกับการตีความจ าแนกพิกัดขององค์การศุลกากรโลกไม่มีผลผูกพันให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติ ตามนั้น เมื่อพิจารณาบันทึกข้อความเกี่ยวกับผลการสอบถามองค์การศุลกากรโลกและหนังสือตอบกลับจากผู้อ านวยการฝ่าย พิกัดอัตราศุลกากรและการค้า และค าแปลแล้ว เห็นว่า จ าเลยที่ 1 ได้ให้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนต่อองค์การศุลกากรโลก (WCO) โดยจ าเลยที่ 1 ได้ระบุรายละเอียดของสินค้าที่เป็นปัญหา ลักษณะการน าเข้า จ านวน ประเภทพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ เป็นปัญหา และค าถามในหนังสือสอบถามอย่างชัดเจน ส่วนองค์การศุลกากรโลกจะพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์การตีความตาม หมายเหตุข้อ 2 (จ) ตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่นั้นก็เป็นไปตามข้อเท็จจริงของสินค้าที่มีปัญหาว่าจะต้องใช้หลักเกณฑ์ใดใน การพิจารณาซึ่งองค์การศุลกากรโลกย่อมพิจารณาตามหลักเกณฑ์การตีความและหมายเหตุที่ประเทศภาคีสมาชิกถือปฏิบัติ ร่วมกัน ดังนั้น ความเห็นดังกล่าวของทางองค์การศุลกากรโลกถูกจัดท าขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญช านาญด้านพิกัด และเป็นกลางและมีประสบการณ์ด้านการจ าแนกพิกัดที่ให้ค าปรึกษาแนะน าแก่ประเทศสมาชิกที่น ามาเป็นแนวทางและ ความเห็นที่ได้มาโดยวิธีการอันชอบแล้ว จ าเลยที่ 1 จึงสามารถน าความเห็นของทางองค์การศุลกากรโลกมาเป็นข้อมูล ประกอบการพิจารณาได้ ทั้งค าเบิกความของพยานโจทก์ส่วนอื่นเป็นค าเบิกความที่ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดี ภาษีอากร มีน้ าหนักน้อยไม่อาจรับฟังได้ พยานหลักฐานที่จ าเลยทั้งสองน าสืบมาจึงมีน้ าหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังตามพยานหลักฐานของจ าเลยทั้งสองได้ว่า โจทก์น าเข้าสินค้าโรลเลอร์แบริ่งโดยมีเจตนาเพื่อใช้กับสินค้าข้อต่อ กากบาทโดยต้องน าชิ้นส่วนทั้งสองประกอบเข้าด้วยกันในสัดส่วน โรลเลอร์แบริ่งรูปเข็ม 4 ชิ้น ต่อข้อต่อกากบาท 1 ชิ้น และ น ามาประกอบร่วมกับชิ้นส่วนภายในประเทศ ได้แก่ ก้ามปูและแหวนล็อก เพื่อผลิตเป็นข้อต่ออ่อน (UNIVERSAL JOINT) เมื่อ โรลเลอร์แบริ่งถูกน าเข้ามาพร้อมกับข้อต่อกากบาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 จึงอาศัยหลักเกณฑ์การตีความข้อ 2 (ก) โดยพิจารณาจากการใช้งานที่สินค้าทั้งสองชนิดน าเข้ามาพร้อมกันส าหรับประกอบร่วมกับก้ามปูและแหวนล็อกเพื่อประกอบ เป็นข้อต่ออ่อน โดยให้โรลเลอร์แบริ่งที่มีปริมาณสอดคล้องกันที่สามารถประกอบเป็นของครบชุดสมบูรณ์ได้ คือ โรลเลอร์แบริ่ง 4 ชิ้น ต่อข้อต่อกากบาท 1 ชิ้น (4 ต่อ 1) เป็นของที่ยังไม่ครบสมบูรณ์ที่น าเข้ามาโดยยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน แต่ขณะ น าเข้ามีลักษณะอันเป็นสาระส าคัญของข้อต่ออ่อนที่ครบสมบูรณ์แล้ว จัดอยู่ในประเภทที่ 87.08 ประเภทย่อยที่ 8708.99.99 ในฐานะเป็นส่วนประกอบของข้อต่ออ่อนอันเป็นส่วนประกอบของเพลากลางของยานยนต์ ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 อื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 ส่วนโรลเลอร์แบริ่งปริมาณส่วนที่เกินตามอัตราส่วนการประกอบให้ จัดเข้าประเภทย่อยที่ 8482.40.00 ในฐานะโรลเลอร์แบริ่งรูปเข็มตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 และข้อ 6 การประเมินของ เจ้าพนักงานประเมินและค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ คดีช านัญพิเศษพิพากษาในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยว่า ไม่มีเหตุให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนอากรขาเข้า ดังนี้แล้ว ในปัญหาว่าโจทก์มีอ านาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนฐานของอากรขาเข้าหรือไม่ จึงไม่ จ าต้องวินิจฉัยเพราะอากรขาเข้าไม่มีการแก้ไขให้ลดลง ย่อมไม่ท าให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่หกว่า สินค้าที่โจทก์น าเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าที่พิพาท 113 ฉบับ ได้รับการลดอัตราอากรและยกเว้นอากรตามประกาศกระทรวงการคลังหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์ น าเข้าเป็นสินค้าที่มีถิ่นก าเนิดในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นสมาชิกของความตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรีอาเซียน ดังนั้น ไม่ว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์น าเข้าจะถูกพิจารณาให้เข้าพิกัดศุลกากรใด โจทก์มีสิทธิได้รับลดหรือยกเว้นอัตราอากรตามประกาศ กระทรวงการคลังที่มีผลบังคับใช้ในแต่ละช่วงเวลาน าเข้า ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การเพิ่มพิกัดอัตราอากาขาเข้า 396


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ในภาค 2 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขต การค้าเสรีอาเซียน (เอเอชทีเอน) ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตรา อากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและ ลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 21 มกราคม 2551 โดยโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องยื่น หนังสือรับรองแหล่งก าเนิดสินค้า (FORM D) ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 การไม่ปฏิบัติตามพิธีการศุลกากรตาม ประกาศกรมศุลกากร ส าหรับการใช้สิทธิลดหย่อนอากรขาเข้าตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การเพิ่มพิกัดอัตราอากรขา เข้าในภาค 2 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขต การค้าเสรีอาเซียน (เอเอชทีเอน) ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 ก็ดี ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลด อัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าอาเซียน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ก็ดี เป็นเพียงการผิดพิธีการในทางศุลกากรเท่านั้น ไม่ตัดสิทธิโจทก์ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางน า สืบโดยคู่ความมิได้โต้แย้งมีว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์น าเข้าเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A003- 05212-03981 โจทก์ได้ยื่นหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (FORM D) ขณะน าเข้า ซึ่งเจ้าพนักงานจ าเลยที่ 1 จัดสินค้าของ โจทก์เข้าประเภทพิกัด 8708.99.99 และ ประเภทพิกัด 8482.40.00 สามารถใช้สิทธิประโยชน์ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 21 มกราคม 2551 ส าหรับ ใบขนสินค้าพิพาทอีก 113 ฉบับ นั้น ตามพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอ านาจประกาศยกเว้น ลด หรือเพิ่มอากรจากอัตราที่ ก าหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศเรียกเก็บอากรตามอัตราที่ก าหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศก าหนด อัตราอากรตามราคาหรือตามสภาพ ส าหรับของที่มีถิ่นก าเนิดจากประเทศที่ร่วมลงนามหรือลักษณะตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือ ความตกลงดังกล่าว ทั้งนี้ จะก าหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้” ปรากฏว่าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท 113 ฉบับน าเข้าตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2547 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2552 มีประกาศกระทรวงการคลังที่หากจะเกี่ยวข้องกับคดีนี้ใช้ บังคับ 3 ฉบับ คือ ประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง การเพิ่มพิกัดอัตราอากรขาเข้าในภาค 2 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตรา ศุลกากร พ.ศ. 2530 และการยกเว้นอากรและการลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (เอเอชทีเอน) ประกาศ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไป ก าหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขไว้ด้วยว่า ของที่ได้รับการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรตามประกาศนี้ต้องมีใบรับรองแหล่งก าเนิดสินค้า (Form D) ที่ออกตามกฎว่า ด้วยแหล่งก าเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการก าหนดอัตราอากรร่วมเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนและ ข้อก าหนดเพิ่มเติมที่ออกตามความในกฎดังกล่าว และผู้น าเข้าต้องแสดงใบรับรองแหล่งก าเนิดสินค้าดังกล่าวด้วย ประกาศ กระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและการลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน ประกาศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 เป็นต้นไป ก็ก าหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขไว้ด้วยว่า ผู้น าของเข้าต้อง แสดงหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากร ศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ 3) ประกาศ ณ วันที่ 21 มกราคม 2551 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ก็ยังคงก าหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวไว้ด้วยเช่นกัน โดยข้อ 2 ก าหนดว่า “ให้ยกเว้นอากรและลดอัตราอากร ส าหรับของในภาค 2 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชก าหนดพิกัดอัตรา ศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ที่มีถิ่นก าเนิดจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามบัญชี ท้ายประกาศนี้” ข้อ 4 ก าหนดว่า “การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรตามข้อ 2 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) ผู้น าของเข้าต้องแสดงหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) ที่ออกตามกฎว่าด้วยถิ่นก าเนิดสินค้าภายใต้ ความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการก าหนดอัตราอากรร่วมเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนและข้อก าหนดเพิ่มเติมที่ออกตาม ความในกฎดังกล่าว เว้นแต่ของที่มีราคา เอฟ.โอ.บี. ไม่เกินสองร้อยดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ให้ผู้น าของเข้าแสดงเอกสารรับรอง จากผู้ส่งของออก ว่าของดังกล่าวมีถิ่นก าเนิดจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามกฎว่าด้วย ถิ่นก าเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการก าหนดอัตราอากรร่วมเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนและ ข้อก าหนดเพิ่มเติมที่ออกตามความในกฎดังกล่าว (2)... (3) ผู้น าของเข้าต้องปฏิบัติตามระเบียบพิธีการที่กรมศุลกากรก าหนด” ซึ่งกรมศุลกากรได้ออกค าสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ที่ 16/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและการลดอัตรา อากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน สั่ง ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2551 ก็ก าหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขว่า ผู้น าของเข้า ต้องแสดงหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) ดังกล่าว โดยยื่นหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าต้นฉบับ (Original) ใน 397


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ รูปแบบเอกสาร และมีรายละเอียดอย่างอื่นอีก ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศกรม ศุลกากรที่ออกโดยอาศัยอ านาจของมาตรา 14 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ได้ก าหนดหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขส าคัญประการหนึ่งส าหรับผู้น าของเข้าที่ประสงค์จะใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรว่าต้องแสดงหนังสือรับรองถิ่นก าเนิด สินค้า ซึ่งหากผู้น าของเข้าไม่ปฏิบัติตามให้ครบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าว ผู้น าของเข้าก็ต้องช าระอากรในอัตราปกติและ ไม่ได้รับสิทธิพิเศษตามมาตรา 14 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในค าฟ้องและ ทางน าสืบของโจทก์ว่า มีการยื่นหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (FORM D) หรือขอสงวนสิทธิ์การขอใช้สิทธิพิเศษทางศุลกากร ไว้ โดยโจทก์กล่าวอ้างในชั้นฎีกาท านองว่า โจทก์ไม่จ าเป็นต้องยื่นเอกสารดังกล่าว ยิ่งสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์มิได้ยื่นหนังสือ รับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (FORM D) ขณะน าเข้า ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าว โจทก์จึงต้องช าระอากรในอัตราปกติและ ไม่มีสิทธิได้รับลดหรือยกเว้นอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่เจ็ดว่า จ าเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรจากโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จ าเลยที่ 1 ประเมินเงินเพิ่มอากรส าหรับอากรขาเข้าในแบบแจ้งการประเมินพิพาทเพียง 1 ฉบับ คือ ส าหรับ ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A003-05212-03981 ที่น าเข้าเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 เท่านั้น ส่วนแบบแจ้งการประเมินที่ เหลืออีก 113 ฉบับ จ าเลยที่ 1 ไม่ได้ประเมินให้โจทก์ต้องช าระเงินเพิ่มอากรและไม่ปรากฏว่าจ าเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการ ประเมินเพิ่มเติมในส่วนเงินเพิ่มอากรมายังโจทก์อีก นอกจากนี้ภายหลังโจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมิน โจทก์อุทธรณ์โต้แย้ง คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกค าอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่มี ประเด็นให้ต้องพิจารณาว่าจ าเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรจากโจทก์หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวจึงยุติไปตั้งแต่ชั้นประเมิน ของจ าเลยที่ 1 แล้ว ค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษที่วินิจฉัยและให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรจึงเป็นค าพิพากษาที่ไม่ตรง กับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและเป็นการพิพากษาเกินค าขอ และโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องช าระอากรขาดและเงินเพิ่มอากรให้แก่ จ าเลยที่ 1 หากโจทก์ต้องช าระเงินเพิ่มอากร จ าเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเกินอากรที่โจทก์ต้องเสียเพิ่ม ตาม มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหาว่าโจทก์ต้องรับผิดช าระเงินเพิ่ม อากรส าหรับแบบแจ้งการประเมิน 113 ฉบับ หรือไม่ได้ความจากค าเบิกความของนางสาวอุไรวรรณ นักวิชาการศุลกากร ช านาญการ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 ผู้ประเมินภาษีอากรตามแบบแจ้งการประเมิน จ านวน 113 ฉบับ เบิกความว่า ในการออกแบบแจ้งการประเมิน พยานไม่ได้ประเมินเงินเพิ่มอากรขาเข้าแก่โจทก์เนื่องจากในการประเมินจะมีนิติกรของจ าเลย ที่ 1 แจ้งว่าจะต้องประเมินเรียกเก็บรายการใดพร้อมค านวณมาให้และเนื่องจากคดีนี้มีการจับกุมและเป็นแฟ้มคดีที่มีการจับกุม และมีค่าปรับอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อได้ตรวจดูแบบแจ้งการประเมินทั้ง 113 ฉบับ มีแต่ประเมินเรียกเก็บเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ได้ ประเมินเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าแต่อย่างใด รับกับค าเบิกความของนางสาวอุไรวรรณจึงฟังได้ว่าจ าเลยที่ 1 มิได้ประเมิน เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าแก่โจทก์ และเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงมิได้โต้แย้งหรือมีค า ขอให้เพิกถอนประเด็นเงินเพิ่มอากรขาเข้า ดังนั้น ค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงมิได้วินิจฉัยในส่วนนี้ ประกอบกับคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับการประเมินภาษีอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มฟ้องและมีค าขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการ ประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์โดยมิได้มีค าขอท้ายค าฟ้องให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าของแบบแจ้งการ ประเมิน 113 ฉบับ แต่อย่างใด อีกทั้งไม่ใช่กรณีที่จ าเลยที่ 1 ฟ้องขอให้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้โจทก์รับผิดช าระเงิน เพิ่มอากรขาเข้าแก่จ าเลยที่ 1 กรณีจึงไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าให้แก่จ าเลยที่ 1 ส าหรับแบบแจ้งการประเมิน 113 ฉบับดังกล่าวหรือไม่ และปรากฏตามส านวนว่า หลังจากศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน ส าหรับใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 114 ฉบับ แล้ว จ าเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์โดยบรรยายในค าฟ้อง อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าโดยส าแดงประเภทพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จโดยอัตราอากรที่ส าแดงต่ ากว่า อัตราอากรที่ตรวจพบจนเป็นเหตุให้ภาษีอากรที่โจทก์ต้องช าระขาดไป โจทก์ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรขาเข้าตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา ในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรขาเข้าที่ ต้องช าระนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 ได้ตรวจปล่อยสินค้าให้โจทก์รับไปจนถึงวันที่น าเงินมาช าระ จึงเห็นได้ ชัดว่าอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 ในส่วนนี้เป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยว ด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษวินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็น พ้องด้วย ส่วนปัญหาว่าโจทก์ต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรตามแบบแจ้งการประเมินส าหรับใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A003- 05212-03981 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 บัญญัติว่า “เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ ส่งของออกน าเงินมาช าระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่น ามา 398


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ช าระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่น าเงินมาช าระ แต่มิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวในกรณีที่ มีการช าระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3” และตามมาตรา 102 ตรี บัญญัติว่า “ให้อธิบดีมีอ านาจสั่งจ่ายเงิน สินบนและรางวัลตามระเบียบที่อธิบดีก าหนด โดยได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีในกรณีต่อไปนี้ 1. ความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร หรือของต้องห้ามก ากัดในการน าเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ให้หักจ่ายเป็นเงินสินบนและรางวัลร้อยละ 55 จากเงินค่าขายของกลาง แต่กรณีที่มิได้ริบของกลาง หรือของกลางไม่อาจจ าหน่ายได้ ให้หักจ่ายจากเงินค่าปรับ ส่วนรายที่ไม่มี ผู้แจ้งความน าจับให้หักจ่ายเป็นเงินรางวัลร้อยละ 30 2. ความผิดฐานส าแดงเท็จ ให้หักจ่ายเป็นเงินสินบนและรางวัลร้อยละ 55 จากเงินค่าปรับ แต่ในรายที่ไม่มีผู้แจ้งความน าจับ ให้หักจ่ายเป็นเงินรางวัลร้อยละ 30 3. กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาด และ เจ้าหน้าที่ผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบ เป็นผลให้เรียกอากรเพิ่มเติมได้ ให้จ่ายเงินรางวัลร้อยละ 10 ของเงินอากรที่กรมศุลกากร เรียกเก็บเพิ่มเติมได้” จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นนั้น จ าเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่า อากรที่น ามาช าระได้เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีเจตนายื่นใบขนสินค้าขาเข้าโดยส าแดงพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิดรายละเอียดของสินค้าที่น าเข้าโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอันเป็นกรณีที่เป็น ความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานส าแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และอนุมาตรา 2 ส่วนกรณีที่มีการเก็บ อากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบตามอนุมาตรา 3 จ าเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้ ดังนั้น กรณีที่มีการตรวจ เก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบอันเป็นผลให้ผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกต้องช าระอากรเพิ่มเติม แต่ไม่ ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 นั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้น าของเข้า หรือผู้ส่งของออกมิได้กระท าความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรหรือฐานส าแดงเท็จ แต่ได้ส าแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้า หรือใบขนสินค้าขาออก เป็นเหตุให้จ านวนเงินอากรขาดไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มี ความเห็นว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์น าเข้ายังคงมีปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์การตีความและสภาพการน าเข้าสินค้า จึงมีมติให้หารือใน ส านักพิกัดอัตราศุลกากร โดยส่งเรื่องเข้าคณะกรรมการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดศุลกากร (กปพ.) เพื่อ ทบทวนและส่งเรื่องไปหารือองค์การศุลกากรโลก (WCO) ซึ่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัด ศุลกากร (กปพ.) มีความเห็นว่าข้อมูลรายละเอียดสินค้ามีความสมบูรณ์ครบถ้วนแล้วและไม่มีข้อมูลใหม่เพิ่มเติม จึงมีความเห็น คงเดิมและไม่มีการพิจารณาใหม่ คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงมีมติให้ส่งเรื่องไปหารือองค์การศุลกากรโลก (WCO) เพื่อให้ได้ข้อสรุปในประเด็นเรื่องหลักเกณฑ์การตีความและประเภทพิกัดสินค้า แสดงให้เห็นว่า สินค้าพิพาทมีปัญหาเกี่ยวกับ ประเภทพิกัดอัตราศุลกากร โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 ยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการจ าแนกประเภทพิกัด ของสินค้าดังกล่าวและหลักเกณฑ์การตีความส าหรับการน าเข้าของโจทก์ พฤติการณ์ที่โจทก์ส าแดงประเภทพิกัดส าหรับสินค้า พิพาทเช่นเดิมซึ่งเคยน าเข้าสินค้าพิพาทมาก่อน โดยโจทก์เห็นว่ากองพิกัดอัตราศุลกากรเคยพิจารณาประเภทพิกัดส าหรับ สินค้าลูกปืนกากบาทจัดอยู่ในประเภทย่อยที่ 8482.50 และสินค้าข้อต่อกากบาทจัดอยู่ในประเภทย่อยที่ 8708.99 เป็น พฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าโจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าสินค้าพิพาทจัดอยู่ในประเภทย่อยที่ 8482.50 เมื่อตามทางน าสืบของจ าเลยที่ 1 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะส าแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ ว่า ความรับผิดของโจทก์ในการช าระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่โจทก์ส าแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้อง แต่ต้องด้วย กรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการช าระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าหน้าที่ผู้ส ารวจเงิน อากรตรวจพบตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 ดังนั้น โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มอากร (อากรขาเข้า) ตามแบบแจ้ง การประเมินส าหรับใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A003-05212-03981 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษาให้เรียก เก็บเงินเพิ่มอากรอีกในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ส าหรับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก. 115) จ านวน 113 ฉบับ และที่จ าเลยที่ 1 แจ้งการประเมินเงินเพิ่มตาม แบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) (แบบ กศก. 114) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จ าต้อง วินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจ าเลยทั้งสองว่า จ าเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าจากโจทก์เกินกว่าอากรขาเข้าที่โจทก์ ต้องช าระหรือไม่อีกต่อไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้า 18 ฉบับ คือตามใบขนสินค้าขาเข้า เลขที่ 2801-0124706258 เลขที่ 2801-0064800436 เลขที่ 2801-0064809803 เลขที่ 2801-0064812444 เลขที่ 2801- 0074802313 เลขที่ 2801-0074805525 เลขที่ 2801-0074808483 เลขที่ 2801-0074811715 เลขที่ 2801-0084801174 399


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ เลขที่ 2801-0084805827 เลขที่ 2801-0084807238 เลขที่ 2801-0084810868 เลขที่ 2801-0094803084 เลขที่ 2801- 0094809600 เลขที่ 2801-0094812211 เลขที่ 2801-0104801914 เลขที่ 2801-0104804922 และเลขที่ 2801- 0104807810 แต่ไม่เพิกถอนการประเมินในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินในการประเมินตามใบขนสินค้าขา เข้าทั้ง 18 ฉบับดังกล่าว คือ หนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16557 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16578 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16580 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16577 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16584 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16583 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16582 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16581 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3- 16588 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16587 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16586 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16585 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16590 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16591 และเลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16589 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2558 และเลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16595 เลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16593 และเลขที่ กค 0509(3.1)/3-3-16594 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2558 ให้แก้ไขแบบแจ้งการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A003-05212-03981 โดยให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดเงิน เพิ่มอากรขาเข้า และให้ยกค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษในส่วนที่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้า นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2565 ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรค สาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 24, 25, 27, 40, 99 พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 17 ___________________________ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ก่อนที่จะน าของใด ๆ ไปจากอารักขาของศุลกากร ผู้น าของเข้าต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร กับต้องยื่นใบขน สินค้าโดยถูกต้อง และเสียภาษีอากรจนครบถ้วนหรือวางเงินไว้เป็นประกัน การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดี ก าหนด คดีนี้เหตุที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยกักและยึดรถยนต์โดยสารที่พิพาทไว้ก็เพื่อตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของสินค้า โดยมีการสืบสวนทราบว่ารถยนต์โดยสารที่พิพาททั้งหมดมีต้นทางส่งออกมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศ มาเลเซีย และทางราชการของประเทศมาเลเซียได้ออกหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) ส าหรับรถยนต์โดยสารที่ พิพาทให้กับบริษัท อ. หลังจากนั้น รถยนต์โดยสารที่พิพาทถูกจัดส่งมายังประเทศไทย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยเห็นว่า กรณีเป็นการส าแดงประเทศก าเนิดของสินค้าเป็นเท็จ (Form D) และใช้สิทธิลดอัตราอากรของที่มีถิ่นก าเนิดจากประเทศ อาเซียนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 99 และมาตรา 27 ซึ่งตามค าสั่ง ทั่วไปกรมศุลกากรที่ 16/2558 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับของที่มีถิ่น ก าเนิดจากอาเซียน ข้อ 4 วิธีปฏิบัติส าหรับเจ้าหน้าที่ศุลกากร (2.8) ก าหนดว่า กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยในถิ่นก าเนิดสินค้าว่า สินค้าที่น าเข้าไม่อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากร...หากสินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าต้องห้ามหรือต้องก ากัดในการ น าเข้าและไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลให้ท่าหรือที่หรือด่านศุลกากรหรือส านักงานศุลกากรสั่งการปล่อยสินค้าไปก่อน โดย ให้วางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากร ส่วนหลักเกณฑ์ประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2556 ข้อ 2 01 09 09 การปฏิบัติ เกี่ยวกับข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าที่ตรวจพบความผิดหรือที่มีการจับกุมและของยังไม่ได้ตรวจปล่อยจากอารักขาศุลกากร ข้อ (1) ก าหนดว่า เมื่อมีการตรวจพบความผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และของยังไม่ได้ตรวจปล่อยพ้นไป จากอารักขาศุลกากร ให้หน่วยงานที่ตรวจพบความผิดดังกล่าวส่งเรื่องที่ตรวจพบความผิดไปให้หน่วยบริการศุลกากรท าการ ประเมินราคาและอากรของที่ตรวจพบความผิด เพื่อเรียกเก็บค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ ให้ครบถ้วนก่อนตรวจปล่อยของ ต่อไป หากผู้น าของเข้าไม่ยินยอมช าระค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ (หากมี) ให้แจ้งหน่วยงานด้านคดีส่งเรื่องให้พนักงาน สอบสวนด าเนินคดีต่อไป ในกรณีที่ผู้น าของเข้ามีความประสงค์จะขอให้ตรวจปล่อยของออกไปก่อนแล้วพิจารณาความผิด ภายหลัง เมื่อได้ท าการประเมินอากรของที่ตรวจพบความผิด และได้ค่าภาษีอากรที่ขาดแล้วให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก าหนด ยอดเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรที่ขาดและก าหนดเงินค่าเปรียบเทียบปรับค่าภาษีอากร ตามหลักเกณฑ์ที่ก าหนดไว้โดยเร็ว ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ข้อ 1 03 03 01 (10) ก าหนดให้ความผิดฐานส าแดง 400


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ เท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร หรือความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรให้ปรับสองเท่าของอากรที่ขาด และให้ช าระค่าภาษีอากรที่ขาดให้ ครบถ้วน พร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทยที่ขาด (ถ้ามี) ดังนั้น เมื่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ของจ าเลยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลในการน าเข้ารถยนต์โดยสารที่พิพาท หากโจทก์ต้องการน ารถยนต์โดยสารที่ พิพาทออกไปจากอารักขาของจ าเลย โจทก์จึงต้องวางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับสองเท่าของอากรที่ขาดให้ครบถ้วน ก่อนที่จะน าสินค้าพิพาทออกไปจากอารักขาของจ าเลยได้ หาใช่แต่เพียงวางเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรอย่างเดียวไม่ โดย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยแจ้งให้โจทก์วางประกันค่าภาษีและค่าปรับดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ไม่วางประกันค่าภาษีอากรและ ค่าปรับดังกล่าว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยด าเนินคดีอาญาแก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดี พิเศษ ดังนั้น การที่พนักงานศุลกากรของจ าเลยกักยึดสินค้าพิพาทที่โจทก์น าเข้าไว้เพื่อด าเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดฐาน ส าแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรจึงเป็นการกักยึดสินค้าไว้โดยมีเหตุอันควรสงสัยที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 24 และ 25 ให้อ านาจไว้ และสินค้าพิพาทที่ถูกกักยึดนี้ก็เป็นของใด ๆ อันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 27 อันอาจถูกศาลริบได้ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 17 ซึ่งพนักงานศุลกากรของจ าเลยมีอ านาจกักยึดไว้ได้จนกว่าคดีอาญาถึงที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคสาม ที่โจทก์อ้างว่าจ าเลยไม่เคยกล่าวหาว่าโจทก์ฉ้อฉลนั้น ปรากฏว่าจ าเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว ว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์น าเข้าเป็นการส าแดงประเทศก าเนิดของสินค้าที่ตัวสินค้าเป็นเท็จเป็นเหตุให้ค่าภาษีอากรขาดอันเป็น ความผิดฐานส าแดงเท็จ แต่ ช. ผู้รับมอบอ านาจโจทก์อ่านบันทึกแล้วไม่ประสงค์จะลงนาม การกักยึดสินค้าพิพาทจึงเป็นไปโดย ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอ านาจขอให้ตรวจปล่อยสินค้าพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจ าเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขค าฟ้องขอให้จ าเลยตรวจปล่อยสินค้ารถยนต์ปรับอากาศ จ านวน 99 คัน โดยให้โจทก์เสียภาษีใน อัตราร้อยละ 0 ให้จ าเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินจ านวน 36,533,846 บาท ค่าเช่าสถานที่จอดรถวัน ละ 1,000,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจ าเลยจะตรวจปล่อยรถยนต์ทั้ง 99 คัน ให้แก่โจทก์ จ าเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจ าเลยเป็นเงินจ านวน 50,000 บาท ค่าฤชา ธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2559 โจทก์น าเข้ารถยนต์โดยสารปรับ อากาศประเภทใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวี 5 ครั้ง จ านวน 489 คัน โดยสั่งซื้อจากบริษัท อ. ซึ่งอยู่ในประเทศมาเลเซียอันเป็นประเทศ สมาชิกอาเซียน การน าเข้ารถยนต์โดยสารที่พิพาทเป็นการน าเข้าครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 จ านวน 99 คัน โดย โจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม และแสดงหนังสือรับรองถิ่นก าเนิด สินค้า (Form D) เพื่อรับรองว่ารถยนต์โดยสารที่โจทก์น าเข้ามีถิ่นก าเนิดของในประเทศมาเลเซีย เพื่อใช้สิทธิลดอัตราภาษีตาม ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement หรือ ATIGA) และตามประกาศ กระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับของที่มีถิ่นก าเนิดจากอาเซียน โจทก์ด าเนินพิธีการ ศุลกากรขอรับรถยนต์โดยสารที่น าเข้าแล้ว แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยไม่ยอมตรวจปล่อยให้แก่โจทก์ โดยเห็นว่ารถยนต์ โดยสารที่น าเข้ามีถิ่นก าเนิดในสาธารณรัฐประชาชนจีน และด าเนินคดีโจทก์ในความผิดฐานส าแดงประเทศก าเนิดสินค้าเป็น เท็จ และใช้สิทธิลดอัตราอากรของที่มีถิ่นก าเนิดจากประเทศอาเซียนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 99 และ 27 หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลางแล้ว ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จ าเลยมี หนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรส าหรับรถยนต์โดยสาร 99 คันที่พิพาทในคดีนี้ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้วเมื่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมิน 401


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จ าเลยไม่ยอมตรวจปล่อยรถยนต์โดยสารพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจ าเลยต้องช าระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า รถยนต์โดยสารที่พิพาทไม่ใช่สินค้าต้องห้ามหรือ ต้องก ากัด โจทก์น าเข้าโดยแสดงหลักฐานครบถ้วนว่ารถยนต์โดยสารพิพาทมีถิ่นก าเนิดของในประเทศมาเลเซีย จ าเลยไม่มี หลักฐานใดแสดงว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร จ าเลยจึงต้องยอมให้โจทก์วางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรตามอัตราปกติ โดยไม่ต้องวางประกันค่าประกันค่าปรับและปล่อยรถยนต์โดยสารพิพาทให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ก่อนที่จะน าของใด ๆ ไปจากอารักขาของศุลกากร ผู้น า ของเข้าต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร กับต้องยื่นใบขนสินค้า โดยถูกต้อง และเสียภาษีอากรจนครบถ้วนหรือวางเงินไว้เป็นประกัน การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดี ก าหนด” คดีนี้เหตุที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยกักและยึดรถยนต์โดยสารที่พิพาทไว้ก็เพื่อตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของสินค้า โดยมีการสืบสวนทราบว่ารถยนต์โดยสารที่พิพาททั้งหมดมีต้นทางส่งออกมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศ มาเลเซีย และทางราชการของประเทศมาเลเซียได้ออกหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) ส าหรับรถยนต์โดยสารที่ พิพาทให้กับบริษัท อ. หลังจากนั้น รถยนต์โดยสารที่พิพาทถูกจัดส่งมายังประเทศไทย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยเห็นว่า กรณีเป็นการส าแดงประเทศก าเนิดของสินค้าเป็นเท็จ (Form D) และใช้สิทธิลดอัตราอากรของที่มีถิ่นก าเนิดจากประเทศ อาเซียนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 99 และมาตรา 27 ซึ่ง ตามค าสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 16/2558 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับของที่ มีถิ่นก าเนิดจากอาเซียน ข้อ 4 วิธีปฏิบัติส าหรับเจ้าหน้าที่ศุลกากร (2.8) ก าหนดว่า กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยในถิ่นก าเนิด สินค้าว่า สินค้าที่น าเข้าไม่อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากร...หากสินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าต้องห้ามหรือต้องก ากัด ในการน าเข้าและไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลให้ท่าหรือที่หรือด่านศุลกากรหรือส านักงานศุลกากรสั่งการปล่อยสินค้าไป ก่อน โดยให้วางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากร ส่วนหลักเกณฑ์ประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2556 ข้อ 2 01 09 09 การ ปฏิบัติเกี่ยวกับข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าที่ตรวจพบความผิดหรือที่มีการจับกุมและของยังไม่ได้ตรวจปล่อยจากอารักขาศุลกากร ก าหนดว่า เมื่อมีการตรวจพบความผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และของยังไม่ได้ตรวจปล่อยพ้นไป จากอารักขาศุลกากร ให้หน่วยงานที่ตรวจพบความผิดดังกล่าวส่งเรื่องที่ตรวจพบความผิดไปให้หน่วยบริการศุลกากรท าการ ประเมินราคาและอากรของที่ตรวจพบความผิด เพื่อเรียกเก็บค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ ให้ครบถ้วนก่อนตรวจปล่อยของ ต่อไป หากผู้น าของเข้าไม่ยินยอมช าระค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ (หากมี) ให้แจ้งหน่วยงานด้านคดีส่งเรื่องให้พนักงาน สอบสวนด าเนินคดีต่อไป ในกรณีที่ผู้น าของเข้ามีความประสงค์จะขอให้ตรวจปล่อยของออกไปก่อนแล้วพิจารณาความผิด ภายหลัง เมื่อได้ท าการประเมินอากรของที่ตรวจพบความผิดและได้ค่าภาษีอากรที่ขาดแล้วให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก าหนด ยอดเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรที่ขาด และก าหนดเงินค่าเปรียบเทียบปรับค่าภาษีอากร ตามหลักเกณฑ์ที่ก าหนดไว้โดยเร็ว ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตามพระราชบัญญัติศุลกากร ก าหนดให้ความผิดฐานส าแดงเท็จเพื่อ หลีกเลี่ยงอากร หรือความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรให้ปรับสองเท่าของอากรที่ขาด และให้ช าระค่าภาษีอากรที่ขาดให้ครบถ้วน พร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทยที่ขาด (ถ้ามี) ดังนั้น เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของ จ าเลยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลในการน าเข้ารถยนต์โดยสารที่พิพาท หากโจทก์ต้องการน ารถยนต์โดยสารที่พิพาทออกไป จากอารักขาของจ าเลย โจทก์จึงต้องวางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับสองเท่าของอากรที่ขาดให้ครบถ้วนก่อนที่จะน าสินค้า พิพาทออกไปจากอารักขาของจ าเลยได้ หาใช่แต่เพียงวางเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรอย่างเดียวไม่ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ ของจ าเลยแจ้งให้โจทก์วางประกันค่าภาษีและค่าปรับดังกล่าวแล้ว ตามหนังสือที่ กค 0599/1977 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 แต่โจทก์ไม่วางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับดังกล่าว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยด าเนินคดีอาญาแก่โจทก์ คดีอยู่ ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น การที่พนักงานศุลกากรของจ าเลยกักยึดสินค้าพิพาทที่โจทก์น าเข้าไว้ เพื่อด าเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดฐานส าแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรจึงเป็นการกักยึดสินค้าไว้โดยมีเหตุอันควรสงสัยที่ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 24 และ 25 ให้อ านาจไว้ และสินค้าพิพาทที่ถูกกักยึดนี้ก็เป็นของใด ๆ อันเนื่อง ด้วยความผิดตามมาตรา 27 อันอาจถูกศาลริบได้ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 17 ซึ่งพนักงาน ศุลกากรของจ าเลยมีอ านาจกักยึดไว้ได้จนกว่าคดีอาญาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรค สาม ที่โจทก์อ้างว่าจ าเลยไม่เคยกล่าวหาว่าโจทก์ฉ้อฉลนั้น ปรากฏว่าจ าเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์น าเข้า เป็นการส าแดงประเทศก าเนิดของสินค้าที่ตัวสินค้าเป็นเท็จเป็นเหตุให้ค่าภาษีอากรขาดอันเป็นความผิดฐานส าแดงเท็จ ตาม บันทึกการตรวจสอบ-จับกุมตามใบขนสินค้าขาเข้า แต่นายชนิด ผู้รับมอบอ านาจโจทก์อ่านบันทึกแล้วไม่ประสงค์จะลงนาม การกักยึดสินค้าพิพาทจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอ านาจขอให้ตรวจปล่อยสินค้าพิพาทและเรียกค่าเสียหายจาก 402


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ จ าเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2565 ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1), 8 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ, 112 อัฏฐารส ___________________________ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ และมาตรา 112 อัฏฐารส หากผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกไม่พอใจการ ประเมิน กฎหมายก าหนดให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจค าสั่ง ของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายประการใด โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอ านาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข ค าสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร และหากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์สามารถอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีนี้ในส่วนอากรขาเข้า จ าเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ภายในเวลาที่กฎหมายก าหนดตามมาตรา 112 ฉ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีค าวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว โจทก์ทั้งสองน าคดีมาฟ้องให้จ าเลยช าระค่าภาษีอากรโดยไม่รอให้ พ้นก าหนดเวลา 30 วัน ที่จ าเลยสามารถจะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 112 อัฏฐารส การที่จ าเลยจะต้องเสียภาษีตาม ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่จึงยังไม่เด็ดขาด เพราะยังอยู่ในเวลาที่จ าเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์ค าวินิจฉัย อุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้และต่อมาจ าเลยได้ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขอให้เพิกถอนการประเมินและค าวินิจฉัยของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งรวมถึงใบขนสินค้าพิพาททั้ง 4 ฉบับในคดีนี้เป็นคดีหมายเลขด าที่ ภ.216/6560 ของศาล ภาษีอากรกลาง ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายก าหนดแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงยังไม่มีอ านาจฟ้อง ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 79/2 เมื่อการค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนหนึ่งต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขา เข้าเพื่อใช้เป็นฐานภาษี เมื่อจ าเลยใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรขาเข้าซึ่งมีผลต่อฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินจึงยังไม่เด็ดขาด โจทก์ที่ 2 จึงยังไม่มี อ านาจฟ้องเช่นเดียวกัน ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จ าเลยช าระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มเป็นเงิน 5,583,356 บาท แก่โจทก์ทั้งสองและให้จ าเลยช าระเงิน เพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าที่ช าระขาดตามใบขนสินค้าขา เข้าแต่ละฉบับรวมสี่ฉบับเป็นเงิน 2,098,970 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะช าระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จ าเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ___________________________ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ___________________________ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2550 ถึงวันที่ 22 มกราคม 403


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ 2551 จ าเลยน าสินค้ารถยนต์โดยสารขนาด 38 ที่นั่ง ยี่ห้อ “G.” ซึ่งเป็นสินค้าที่มีก าเนิดในสาธารณรัฐประชาชนจีนจาก สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทยรวม 4 ครั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ให้จ าเลยวางเงินประกันราคา ค่าอากรไว้เพื่อรอผลการตรวจสอบตามใบขนสินค้าเลขที่ 2801-01250-81344, 2801-01250-81345,2801-00251-80547 และ 2801-00251-80548 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่ารถยนต์โดยสารที่จ าเลยน าเข้าตามใบขน สินค้าขาเข้าพิพาทส าแดงราคาต่ ากว่ามูลค่าปกติทั่วไปของสินค้าในกลุ่มรถยนต์โดยสารรุ่นเดียวกันที่น ามาผ่านพิธีการศุลกากร และจ าเลยไม่สามารถชี้แจงเกี่ยวกับราคาที่ส าแดงได้จึงก าหนดราคาศุลกากรโดยเทียบเคียงกับราคาที่ส านักสืบสวนและ ปราบปรามตรวจพบเป็นการก าหนดราคาศุลกากรตามวิธีที่ 3 ราคาซื้อขายของที่คล้ายกันตามหลักเกณฑ์การก าหนดราคา ศุลกากรตามระบบราคาแกตต์และประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม จากจ าเลยส าหรับใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินพร้อมใบแนบใบแจ้งการ ประเมินให้จ าเลยทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 จ าเลยยื่นอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินต่อ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 แต่ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 มีมติให้ยกอุทธรณ์ของจ าเลย จ าเลยได้รับหนังสือแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 โจทก์ทั้งสองฟ้องจ าเลยเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 เป็นคดีหมายเลขด าที่ ภ.200/2560 ของศาลภาษีอากรกลาง และต่อมาจ าเลยก็ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขอให้เพิกถอนการประเมินและค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งรวมถึงกรณี ตามใบขนสินค้าพิพาททั้ง 4 ฉบับในคดีนี้ เป็นคดีหมายเลขด าที่ ภ.216/2560 ของศาลภาษีอากรกลาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอ านาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมิน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และมาตรา 112 อัฏฐารส บัญญัติให้ผู้ อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ค าวินิจฉัยอุทธรณ์ ดังนั้นหากผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกไม่พอใจการประเมิน กฎหมายก าหนดให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจค าสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายประการใด โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอ านาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข ค าสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร และหากผู้ อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สามารถอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 30 วันนับแต่ วันที่ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีนี้ในส่วนอากรขาเข้าจ าเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของ โจทก์ที่ 1 ภายในเวลาที่กฎหมายก าหนดตามมาตรา 112 ฉ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีค าวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว โจทก์ทั้งสองน าคดีมาฟ้องให้จ าเลยช าระค่าภาษีอากรโดยไม่รอให้พ้นก าหนดเวลา 30 วัน ที่จ าเลยสามารถจะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อ ศาลตามมาตรา 112 อัฏฐารส การที่จ าเลยจะต้องเสียภาษีตามค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่จึงยังไม่ เด็ดขาด เพราะยังอยู่ในเวลาที่จ าเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์ค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้และต่อมาจ าเลย ได้ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขอให้เพิกถอนการประเมินและค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งรวมถึงใบขนสินค้าพิพาททั้ง 4 ฉบับในคดีนี้เป็นคดีหมายเลขด าที่ ภ.216/2560 ของศาลภาษีอากรกลาง ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายก าหนดแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงยังไม่มีอ านาจฟ้อง ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า “ฐานภาษีส าหรับการ น าเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีส าหรับการน าเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้าน าเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่ก าหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียม พิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้ก าหนดโดยพระราชกฤษฎีกา...” เมื่อการค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนหนึ่งต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าเพื่อใช้เป็นฐานภาษี เมื่อจ าเลยใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรขาเข้า ซึ่งมีผลต่อฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินจึงยังไม่เด็ดขาด โจทก์ที่ 2 จึงยังไม่มีอ านาจฟ้องเช่นเดียวกัน ที่ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ ขึ้น ___________________________ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ 404


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 681/2565 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ, 102 ตรี (1), (2), (3), 112 จัตวา พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 4 วรรค หนึ่ง, 15 วรรค สาม ___________________________ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาตรา 15 วรรคสาม บัญชีท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 1 หลักเกณฑ์การตีความพิกัด อัตราศุลกากร ข้อ 1 และข้อ 6 การจะจัดสินค้าที่โจทก์น าเข้าว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตรา ศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 และใช้บังคับในขณะที่โจทก์น าเข้าสินค้าพิพาท ได้ระบุสินค้าที่อยู่ ในประเภทพิกัด ตอนที่ 84 ว่า เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่อง ดังกล่าว ประเภท 84.79 เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การท างานเป็นเอกเทศ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นในตอนนี้ และตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภท 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 และได้มีการก าหนดประเภท ย่อยขึ้นใหม่ ประเภทย่อย 8708.95 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว ประเภทย่อย 8708.95.10 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม และประเภทย่อย 8708.95.90 ส่วนประกอบ เมื่อพิจารณาประเภทพิกัดดังกล่าว ข้างต้น การพิเคราะห์ว่าสินค้า “Coolant” ที่โจทก์น าเข้ามาตามใบขนสินค้าทั้ง 11 ฉบับ จัดอยู่ในพิกัดใดนั้น ต้องพิจารณาถึง สาระส าคัญของสินค้าดังกล่าวเป็นหลัก ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์น าเข้าเป็นส่วนประกอบของ อุปกรณ์ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) ที่โจทก์ผลิตและจ าหน่าย ประกอบด้วย “Bridge Wire, Initiator, Enhancer, สารก าเนิดก๊าซ Gas Generant และ Coolant” ซึ่งเมื่อรถยนต์ถูกชนด้วยความเร็วที่มากกว่าค่าที่ตั้งไว้ เซนเซอร์ ไฟฟ้าจะท างาน โดยกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเข้าสู่ “Bridge Wire” ซึ่งอยู่ใน “Initiator แล้วเกิดประกายไฟใน “Initiator” ผ่านเข้าสู่ “Enhancer” ท าให้เกิดความร้อนไปเผาไหม้ “Gas Generant” จนเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นก๊าซอย่างรวดเร็ว ก๊าซจะไหลผ่านทาง “Coolant” และปล่อยเข้าสู่ถุงลมนิรภัยจนพองตัว ส่วนสินค้าอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยใน รถยนต์ (Coolant) นั้น มีลักษณะเป็นเส้นลวดม้วนทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลางรอบนอก 6 เซนติเมตร โดยน าเข้าลวดขนาด 0.5 มิลลิเมตร พันเป็นม้วน 300 ถึง 5,000 รอบ แล้วน าไปยึดติดกันด้วยความร้อนในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งสินค้า “Coolant” จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ท าหน้าที่เป็นตัว กันความร้อน ดักฝุ่นควัน และลดแรงกระแทกของแรงดันก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ของสารเคมีในอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซของถุงลม นิรภัย (Airbag Inflator) เท่านั้น ไม่สามารถน าไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ แม้เดิมเมื่อปี2543 คณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไข ข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) มีค าวินิจฉัยว่า ของดังกล่าวจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่ท างานเป็นเอกเทศ ตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการเร่งรัดและ แก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) ครั้งที่ 87/5/2543 แต่ต่อมามี พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 ประกอบกับบัญชีท้าย พ.ร.ก.ดังกล่าวภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ได้ก าหนดให้ถุงลมนิรภัยพร้อม ระบบพองลมส าหรับรถยนต์ รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว จัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.95 โดยมีผลใช้ บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สอดคล้องกับที่องค์การศุลกากรโลกมีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจากเดิม เอชเอส 2002 ก าหนดให้สินค้า “Coolant” อยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8479.89.40 เป็นระบบพิกัด เอชเอส 2007 ก าหนดให้สินค้าดังกล่าวอยู่ ในประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 เมื่อปรากฏว่า สินค้า “Coolant” ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมในรถยนต์ สินค้า 405


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ “Coolant” จึงเป็นของที่มีประเภทพิกัดระบุถึงไว้โดยเฉพาะ ในฐานะส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตาม ประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 และเมื่อเป็นการน าเข้ามาในช่วงระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2552 อันเป็นเวลาภายหลังจาก พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 ประกอบกับบัญชีท้ายพระราชก าหนดดังกล่าวภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้น เมื่อสินค้าที่โจทก์น าเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพอง ลมตรงตามความของประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 เป็นการเฉพาะแล้ว สินค้าที่โจทก์น าเข้าจึงไม่ใช่ เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การท างานที่เป็นเอกเทศ ตามประเภทพิกัด 84.79 ประเภทย่อย 8479.90.40 อีก ตาม หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ข้อ 1 และข้อ 6 โดยโจทก์ไม่ อาจอ้างถึงค าวินิจฉัยของคณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัด (กรป.) การประชุมครั้งที่ 87/5/2543 ในปี 2543 ที่วินิจฉัยให้สินค้าที่โจทก์น าเข้าจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักร และเครื่องใช้กล ที่ท างานเป็นเอกเทศ มาใช้บังคับได้อีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จ าเลยได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ให้จัดสินค้า “Coolant” เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราอากรร้อยละ 10 นั้น เห็นได้ว่าเมื่อสินค้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8708.95.90 ตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 มาก่อนที่จ าเลยจะออกประกาศกรม ศุลกากร ที่ 42/2553 กรณีหาใช่เป็นการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์ น าเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตรงตามความในประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยในส่วนอากร ขาเข้าจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อได้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และค าวินิจฉัยของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนอากรขาเข้าดังนี้แล้ว ในประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มีอ านาจฟ้องขอให้เพิกถอนการ ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนฐานของอากรขาเข้าหรือไม่ จึงไม่จ าต้องวินิจฉัยเพราะอากรขาเข้าไม่มีการแก้ไขให้ลดลง ย่อมไม่ ท าให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา ให้จ าเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่น ามาช าระได้เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีเจตนายื่นใบขนสินค้าขาเข้า โดยส าแดงพิกัดและอัตรา อากรอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิดรายละเอียดของสินค้าที่น าเข้า โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีตาม มาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และอนุมาตรา 2 ส่วนกรณีที่มีการเก็บอากรขาดและเจ้าพนักงานผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบตาม อนุมาตรา 3 จ าเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยว่า โจทก์มิได้มีเจตนา หลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในข้อนี้ จึงยังไม่ยุติ ข้อเท็จจริงได้ ความจากค าเบิกความของ ม. ผู้รับมอบอ านาจบริษัทโจทก์ว่า ตั้งแต่ปี2547 สินค้าที่โจทก์น าเข้า โจทก์เคยน าเข้ามาใน ราชอาณาจักรแล้วและส าแดงประเภทพิกัดของสินค้า “Coolant” เป็นพิกัด 8479.90 ตามค าวินิจฉัยของส านักมาตรฐานพิกัด อัตราศุลกากรบันทึกที่ กค 0518(2)ฝ.2/(4)5305 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจาก เอชเอส 2002 เป็น เอชเอส 2007 จ าเลยจึงได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 ให้จัดสินค้า “Coolant” เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราร้อยละ 10 นับแต่ปี 2553 เป็นต้นมาโจทก์ก็ได้ปฏิบัติตาม โดยส าแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 ส าหรับการน าเข้าสินค้า “Coolant” ส่วนจ าเลย ไม่ได้น าสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนมกราคม 2552 โจทก์น าเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าจ านวน 5 ฉบับ ดังกล่าว โดยส าแดงประเภทพิกัดของสินค้า “Coolant” เป็น พิกัด8479.90.40 ตามที่จ าเลยเคยวินิจฉัยมาโดยตลอดจนกระทั่งเมื่อประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตรา ศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 โจทก์ก็ได้น าเข้าสินค้า “Coolant” โดยส าแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 ที่ถูกต้อง พฤติการณ์ที่โจทก์ส าแดงประเภทพิกัดส าหรับสินค้า “Coolant” ในการน าเข้าดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ ที่เห็นได้ว่าโจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าสินค้า “Coolant” ตามใบขนสินค้าขาเข้าจ านวน 5 ฉบับ ดังกล่าว ซึ่งมีการน าเข้าก่อนมี ประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) จัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.90.40 เมื่อตาม ทางน าสืบของจ าเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะส าแดงประเภทพิกัดของสินค้า “Coolant” เป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของโจทก์ในการช าระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่โจทก์ส าแดงเท็จในใบขนสินค้าขา เข้าจ านวน 5 ฉบับ ดังกล่าว แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการช าระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจ เก็บอากรขาดโดยเจ้าพนักงานผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบ จ าเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ช าระเงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง เมื่อได้วินิจฉัยว่าจ าเลยไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ช าระเงินเพิ่มแล้ว กรณีจึงไม่จ าต้อง วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่ากรณีมีเหตุสมควรลดหรืองดเงินเพิ่มอากรขาเข้าให้โจทก์หรือไม่ และโจทก์ต้องรับผิดช าระเงินเพิ่ม 406


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ อากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ตามฎีกาของจ าเลยอีกต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) รวมจ านวน 11 ฉบับ และเพิกถอนหนังสือแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ ที่ กค 0518(6)/928 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2560 และค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ กอ 180/2560/ป16/2560 (3.5) ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จ าเลยให้การและแก้ไขค าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า เงินเพิ่มอากรขาเข้าให้โจทก์รับผิดไม่เกินค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามค าพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจ าเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2552 โจทก์น าเข้า ส่วนประกอบอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ (Coolant) จากประเทศญี่ปุ่น รวมจ านวน 11 ฉบับ โดยส าแดง ในใบขนสินค้าประเภทพิกัด 8479.90.40 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 0 (ยกเว้นอากร ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การ ลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 6 กันยายน 2550) ภายหลังตรวจปล่อย จ าเลยได้ตรวจทบทวนหลังการตรวจปล่อยพบว่า สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าจ านวน 6 ฉบับ ช าระอากรไว้ตามประเภทพิกัดอัตราอากรไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องสินค้า “Coolant” มีลักษณะเป็นลวดม้วนทรงกระบอก ใช้ติดตั้งในอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซของถุงลมนิรภัยในรถยนต์ จัดเป็นของตามประเภทพิกัด 8708.95.90 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 10 (ลดอัตราอากร ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระ ราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549) ในฐานะเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบ พองลม เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554 จ าเลยจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมจ านวน 4 ฉบับ รวมเป็นเงินอากรขาเข้าเพิ่มจ านวน 334,921 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจ านวน 23,443 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจ านวน 13,096.18 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 371,460.18 บาท และเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 จ าเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินอากร ขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มอีกจ านวน 2 ฉบับ รวมเป็นเงินอากรขาเข้าเพิ่มจ านวน 160,879 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจ านวน 11,263 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มจ านวน 2,873.88 บาท รวมเป็นเงิน 175,033.88 บาท และเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2557 จ าเลยมี หนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มอีกจ านวน 5 ฉบับ รวมเป็นเงินค่าภาษีอากรขาเข้าเพิ่มจ านวน 590,929 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจ านวน 41,367 บาท เงินเพิ่มอากรจ านวน 407,208 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจ านวน 40,900 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,080,404 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมิน จึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีค าวินิจฉัยชี้ขาดให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้ง 11 ฉบับ โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงฟ้องขอให้ เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลย ส าหรับ ประเด็นปัญหาว่า แบบแจ้งการประเมินของจ าเลยชอบด้วยพระราชบัญญัติปฏิบัติราชการศาลปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษวินิจฉัยว่า แบบแจ้งการประเมินทั้ง 11 ฉบับ เป็นค าสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรค สาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โจทก์ยื่นค าร้องของอนุญาตฎีกาในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าฎีกาในข้อนี้ของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่น าไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายไม่มีผล เปลี่ยนแปลงค าวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษและไม่เป็นปัญหาส าคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย จึงมีค าสั่งไม่อนุญาตให้ ฎีกาและไม่รับฎีกาในประเด็นดังกล่าว ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติตามค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สินค้า “Coolant” ตามค าฟ้องจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.90.40 หรือจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8708.95.90 โดยโจทก์ฎีกาว่า สินค้าชิ้นส่วนส่วนประกอบอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยใน 407


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ รถยนต์ของโจทก์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงสภาพ น าเข้ามาตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2552 จ าเลยเคยจัดให้สินค้าดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ ก าเนิดก๊าซที่เป็นเครื่องจักร เครื่องใช้กลที่ท างานเป็นเอกเทศตามประเภทพิกัด 8479.90.40 แม้ต่อมาจะมีพระราชก าหนด พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ก าหนดประเภทพิกัดย่อย 8709.95 ขึ้นใหม่ส าหรับถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบดังกล่าวก็ตาม ก็ไม่อาจจัดสินค้าที่โจทก์น าเข้าให้เข้าประเภทพิกัดดังกล่าวได้ และจ าเลยได้ออกประกาศ กรมศุลกากรที่ 42/2553 จัดให้ตัวก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยส าหรับรถยนต์เป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบ พองลม แต่ก็มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากโจทก์น าเข้าสินค้าดังกล่าว พิเคราะห์แล้วโจทก์มี นางพรณรัตน์ และนางมัลลิกา มาเบิกความเป็นพยานว่า แม้จะมีการประกาศพระราช-ก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ประกอบกับภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า หมวด 17 ตอนที่ 87 ประเภท 87.08 ได้ก าหนดพิกัดประเภทย่อย 8708.95 โดยจัดให้ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมส าหรับรถยนต์ รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าวอยู่ในพิกัดศุลกากร ประเภทที่ 8708.95 แต่สินค้า “Coolant” มิใช่ส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม แต่เป็นส่วนประกอบของตัว ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยอีกทีหนึ่ง ซึ่งในช่วงเวลาระหว่างปี 2550 ถึงปี 2552 บัญชีท้ายพระราชก าหนดดังกล่าวยังมิได้จ าแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากรของอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลม นิรภัยไว้โดยชัดแจ้ง และแม้องค์การศุลกากรโลกจะมีการเปลี่ยนพิกัดระบบเป็น เอชเอส 2007 แล้วก็ตาม แต่ไม่มีการระบุพิกัด อัตราศุลกากรส าหรับอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยไว้เป็นการเฉพาะเช่นเดียวกับ เอชเอส 2002 เพียงแต่ก าหนด ประเภทย่อยขึ้นใหม่ส าหรับถุงลมนิรภัยและระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว เป็นประเภทพิกัด 8708.95 ส่วนจ าเลยมีนางสาวอังคณา นักวิชาการศุลกากรปฏิบัติการ ส่วนอุทธรณ์พิกัดอัตราศุลกากร มาเบิกความเป็นพยานว่า เนื่องจากพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 มาตรา 3 บัญญัติ ว่า “ให้ยกเลิกความในภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 และให้ใช้ความตามบัญชีท้ายพระราชก าหนดนี้แทน” โดยในบัญชี ท้ายพระราชก าหนดดังกล่าว ตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ ประกอบของยานดังกล่าว ประเภท 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 ได้มีการก าหนดประเภทย่อยขึ้นใหม่ ส าหรับสินค้าถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมรวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว ดังนี้ 8708.95 - ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว 8708.95.10 - ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพอง ลม 8708.95.90 - ส่วนประกอบ เมื่อสินค้าที่โจทก์น าเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยในรถยนต์ และเป็นการน าเข้ามาใน ราชอาณาจักร ในช่วงปี 2550 ถึงปี 2552 จึงเป็นของที่มีประเภทพิกัดระบุถึงไว้เฉพาะในประเภทย่อย 8708.95 แล้ว กรณีจึง ไม่อาจจัดให้ของที่โจทก์น าเข้าอยู่ใน ตอนที่ 84 เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบ ของเครื่องดังกล่าว ประเภทพิกัด 84.79 เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การท างานเป็นเอกเทศ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ใน ที่อื่นในตอนนี้ และจัดเข้าประเภทย่อย 8479.89 หรือ 8479.90.40 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็น ว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีส าหรับ ของที่น าเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่น าของเข้าส าเร็จ” วรรคสอง บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การค านวณค่า ภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น...” และพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ของที่น าเข้าหรือพาเข้ามาในหรือส่งหรือ พาออกไปนอกราชอาณาจักรนั้นให้เรียกเก็บและเสียอากรตามที่ก าหนดไว้ในพิกัดอัตราอากรท้ายพระราชก าหนดนี้..." และ มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชก าหนด นี้ ประกอบกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่า ด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร..." ซึ่งบัญชีท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 ระบุว่า "ชื่อของหมวด ตอน และตอนย่อย ได้ก าหนดขึ้นเพื่อให้สะดวกแก่การ อ้างอิงเท่านั้น ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจ าแนกประเภทให้จ าแนกตามความของประเภทนั้น ๆ ตามหมายเหตุของ หมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อก าหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น" หลักเกณฑ์ข้อ 6 ระบุว่า "ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจ าแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใด ประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้องและตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม โดยพิจารณาเปรียบเทียบ ในระหว่างประเภทย่อยที่อยู่ในระดับเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์นี้ให้ใช้หมายเหตุของหมวดและของตอนที่ เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่จะมีข้อความระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ดังนั้น การจะจัดสินค้าที่โจทก์น าเข้าว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้ หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบ 408


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งตามพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้า ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 และใช้บังคับในขณะที่โจทก์น าเข้าสินค้าพิพาท ได้ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด ตอนที่ 84 ระบุว่า เครื่องปฏิกรณ์-นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ประเภท 84.79 เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่ การท างานเป็นเอกเทศ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นในตอนนี้ และตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือราง รถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภท 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 และได้มีการก าหนดประเภทย่อยขึ้นใหม่ ประเภทย่อย 8708.95 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบ พองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว ประเภทย่อย 8708.95.10 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม และประเภทย่อย 8708.95.90 ส่วนประกอบ เมื่อพิจารณาประเภทพิกัดดังกล่าวข้างต้น การพิเคราะห์ว่าสินค้า “Coolant” ที่โจทก์น าเข้ามา ตามใบขนสินค้าทั้ง 11 ฉบับ จัดอยู่ในพิกัดใดนั้น ต้องพิจารณาถึงสาระส าคัญของสินค้าดังกล่าวเป็นหลัก ข้อเท็จจริงที่คู่ความ ไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์น าเข้าเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) ที่ โจทก์ผลิตและจ าหน่าย ประกอบด้วย “Bridge Wire, Initiator, Enhancer, สารก าเนิดก๊าซ Gas Generant และ Coolant” ซึ่งเมื่อรถยนต์ถูกชนด้วยความเร็วที่มากกว่าค่าที่ตั้งไว้ เซนเซอร์ไฟฟ้าจะท างาน โดยกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเข้าสู่ “Bridge Wire” ซึ่งอยู่ใน “Initiator” แล้วเกิดประกายไฟใน “Initiator” ผ่านเข้าสู่“Enhancer” ท าให้เกิดความร้อนไปเผาไหม้ “Gas Generant” จนเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นก๊าซอย่างรวดเร็ว ก๊าซจะไหลผ่านทาง “Coolant” และปล่อยเข้าสู่ถุงลมนิรภัย จนพองตัว ส่วนสินค้าอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ (Coolant) นั้น มีลักษณะเป็นเส้นลวดม้วนทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลางรอบนอก 6 เซนติเมตร โดยน าเข้าลวดขนาด 0.5 มิลลิเมตร พันเป็นม้วน 300 ถึง 5,000 รอบ แล้วน าไปยึด ติดกันด้วยความร้อนในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งสินค้า “Coolant” จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ก าเนิด ก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ท าหน้าที่เป็นตัวกันความร้อน ดักฝุ่นควัน และลดแรงกระแทกของแรงดันก๊าซที่ เกิดจากการเผาไหม้ของสารเคมีในอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซของถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) เท่านั้น ไม่สามารถน าไปใช้ประโยชน์ อย่างอื่นได้ แม้เดิมเมื่อปี 2543 คณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) มีค า วินิจฉัยว่า ของดังกล่าวจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่ท างานเป็น เอกเทศ ตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) ครั้งที่ 87/5/2543 แต่ต่อมามีพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ประกอบกับบัญชีท้ายพระราช ก าหนดดังกล่าวภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ได้ก าหนดให้ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมส าหรับรถยนต์ รวมทั้ง ส่วนประกอบของของดังกล่าว จัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.95 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สอดคล้องกับที่องค์การศุลกากรโลกมีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจากเดิม เอชเอส 2002 ก าหนดให้สินค้า “Coolant” อยู่ใน ประเภทพิกัดย่อย 8479.89.40 เป็นระบบพิกัด เอชเอส 2007 ก าหนดให้สินค้าดังกล่าวอยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 เมื่อปรากฏว่า สินค้า “Coolant” ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมในรถยนต์ สินค้า “Coolant” จึงเป็นของที่มี ประเภทพิกัดระบุถึงไว้โดยเฉพาะ ในฐานะส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตามประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 และเมื่อเป็นการน าเข้ามาในช่วงระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2552 อันเป็นเวลาภายหลัง จากพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ประกอบกับบัญชีท้ายพระราชก าหนดดังกล่าวภาค 2 พิกัด อัตราอากรขาเข้า มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้น เมื่อสินค้าที่โจทก์น าเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตรง ตามความของประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 เป็นการเฉพาะแล้ว สินค้าที่โจทก์น าเข้าจึงไม่ใช่เครื่องจักร และเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การท างานที่เป็นเอกเทศ ตามประเภทพิกัด 84.79 ประเภทย่อย 8479.90.40 อีก ตามหลักเกณฑ์ การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 1 และข้อ 6 โดยโจทก์ไม่อาจ อ้างถึงค าวินิจฉัยของคณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัด (กรป.) การประชุมครั้งที่ 87/5/2543 ในปี 2543 ที่วินิจฉัยให้สินค้าที่โจทก์น าเข้าจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักร และเครื่องใช้กลที่ท างานเป็นเอกเทศ มาใช้บังคับได้อีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จ าเลยได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ให้จัดสินค้า “Coolant” เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราอากรร้อยละ 10 นั้น เห็นได้ว่าเมื่อสินค้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8708.95.90 ตาม พระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 มาก่อนที่จ าเลยจะออก ประกาศกรมศุลกากร ที่ 42/2553 กรณีหาใช่เป็นการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า 409


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ สินค้าที่โจทก์น าเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตรงตามความในประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยในส่วนอากร ขาเข้าจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษี อากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและค า วินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนอากรขาเข้าดังนี้แล้ว ในประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มีอ านาจฟ้องขอให้เพิก ถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนฐานของอากรขาเข้าหรือไม่ จึงไม่จ าต้องวินิจฉัยเพราะอากรขาเข้าไม่มีการแก้ไขให้ลดลง ย่อมไม่ท าให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ___________________________ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจ าเลยประการต่อไปว่า จ าเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้า กรณี มีเหตุสมควรลดหรืองดเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ เอ021-0510100460 เอ001-0511100396 เอ005- 0520103629 เอ013-0511001426 และเอ018-0511002234 รวมจ านวน 5 ฉบับ และโจทก์ต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขา เข้าไม่เกินกว่าอากรขาเข้าหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าจ านวน 5 ฉบับ ดังกล่าว เจ้าพนักงานส ารวจอากรเป็นผู้ตรวจพบและเรียกเก็บอากรเพิ่มกรณีตรวจเก็บอากรขาด ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 102 ตรี (3) ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการส าแดงเท็จตามมาตรา 99 จ าเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร แต่หาก จ าเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร โจทก์ก็ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงอากรและให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานกรมจ าเลยเป็นอย่างดี กรณีจึงมีเหตุลดหรืองดเงินเพิ่มอากรให้แก่โจทก์ ส่วนจ าเลยฎีกาว่า การน าเข้าสินค้าชิ้นส่วนส่วนประกอบอุปกรณ์ก าเนิดก๊าซที่ ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ของโจทก์เกิดขึ้นในขณะที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มีผลใช้บังคับ มูลหนี้ภาษีอากร พร้อมเงินเพิ่มจึงเป็นมูลหนี้ทางแพ่งที่ต้องใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา ในการคิดเงินเพิ่มมาใช้ บังคับคือให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของค่าอากรโดยไม่คิดทบต้นจนถึงวันที่น าเงินมาช าระ และไม่ใช่กรณี ที่น ากฎหมายมีผลบังคับย้อนหลังมาใช้ไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา ให้จ าเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของค่าอากรที่น ามาช าระได้เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่ง ของออกมีเจตนายื่นใบขนสินค้าขาเข้าโดยส าแดงพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิดรายละเอียดของสินค้าที่ น าเข้าโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และอนุมาตรา 2 ส่วนกรณีที่มี การเก็บอากรขาดและเจ้าพนักงานผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบตามอนุมาตรา 3 จ าเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยว่า โจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี แต่คณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในข้อนี้ จึงยังไม่ยุติ ข้อเท็จจริงได้ความจากค าเบิกความของนางมัลลิกา ผู้รับมอบอ านาจบริษัท โจทก์ว่า ตั้งแต่ปี 2547 สินค้าที่โจทก์น าเข้า โจทก์เคยน าเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วและส าแดงประเภทพิกัดของสินค้า “Coolant” เป็นพิกัด 8479.90 ตามค าวินิจฉัยของส านักมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากรบันทึกที่ กค 0518(2)ฝ.2/(4)5305 ลง วันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจาก เอชเอส 2002 เป็น เอชเอส 2007 กรมจ าเลยจึงได้ออก ประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 ให้จัด สินค้า “Coolant” เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราร้อยละ 10 นับแต่ปี 2553 เป็นต้นมาโจทก์ก็ได้ปฏิบัติตาม โดย ส าแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 ส าหรับการน าเข้าสินค้า “Coolant” ส่วนจ าเลยไม่ได้น าสืบพยานหลักฐานหักล้าง ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนมกราคม 2552 โจทก์น าเข้าสินค้าตามใบ ขนสินค้าขาเข้าจ านวน 5 ฉบับ ดังกล่าว โดยส าแดงประเภทพิกัดของสินค้า “Coolant” เป็นพิกัด 8479.90.40 ตามที่กรม จ าเลยเคยวินิจฉัยมาโดยตลอดจนกระทั่งเมื่อประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 โจทก์ก็ได้น าเข้าสินค้า “Coolant” โดยส าแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 ที่ถูกต้อง พฤติการณ์ที่โจทก์ส าแดงประเภทพิกัดส าหรับสินค้า “Coolant” ในการน าเข้าดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าโจทก์เข้าใจ โดยสุจริตว่าสินค้า“Coolant” ตามใบขนสินค้าขาเข้าจ านวน 5 ฉบับ ดังกล่าว ซึ่งมีการน าเข้าก่อนมีประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) จัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.90.40 เมื่อตามทางน าสืบของจ าเลยไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะส าแดงประเภทพิกัดของสินค้า “Coolant” เป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจ ถือได้ว่าความรับผิดของโจทก์ในการช าระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่โจทก์ส าแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าจ านวน 5 ฉบับ ดังกล่าว แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการช าระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดย เจ้าพนักงานผู้ส ารวจเงินอากรตรวจพบ จ าเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ช าระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 410


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยว่าจ าเลยไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ช าระเงินเพิ่มแล้ว กรณีจึงไม่ จ าต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่ากรณีมีเหตุสมควรลดหรืองดเงินเพิ่มอากรขาเข้าให้โจทก์หรือไม่ และโจทก์ต้องรับผิดช าระ เงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ตามฎีกาของจ าเลยอีกต่อไป ___________________________ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขแบบแจ้งการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ เอ021-0510100460 เอ001- 0511100396 เอ005-0520103629 เอ013-0511001426 และเอ018-0511002234 รวมจ านวน 5 ฉบับ และค าวินิจฉัย อุทธรณ์ ที่ กอ 180/2560/ป 16/2560 (3.5) ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 โดยให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มอากรขาเข้า นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ ค่าฤชา-ธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 654/2565 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา ___________________________ จ าเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จ าเลยน าเข้าสินค้าระหว่าง วันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ถึงวันที่ 14 กันยายน 2554 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้นในช่วงเวลา ที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า “เมื่อ ผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกน าเงินมาช าระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือน ของค่าอากรที่น ามาช าระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่น าเงินมาช าระ...” ซึ่งบทบัญญัติ ดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า เงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจ าเลยช าระอากรขาเข้าไม่ ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และ ให้ยกเลิกพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า “...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่ เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม...” เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกิน อากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้น แล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคง มีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่ บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจ าเลยช าระเงินค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 12,414,527 บาท แก่ โจทก์ทั้งสาม กับเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้า 1,727,589 บาท นับแต่วัน ถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะช าระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จ าเลยขาดนัดยื่นค าให้การ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จ าเลยช าระภาษีอากร พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 10,602,747 บาท แก่โจทก์ทั้ง สาม กับให้จ าเลยช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น จ านวน 824,044 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไป จ านวน 447,124 บาท นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป และ จ านวน 456,421 บาท นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2554 เป็นต้นไป จนถึงวันที่จ าเลยน าเงินมาช าระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 เศษของ เดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่มแต่ละจ านวนดังกล่าว กับให้จ าเลยช าระค่า 411


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยก าหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค าขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ถึงวันที่ 14 กันยายน 2554 จ าเลยน า รถยนต์นั่งใหม่พร้อมอุปกรณ์ เกียร์อัตโนมัติและรถยนต์นั่งส าเร็จรูปจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและสหรัฐอเมริกาเข้ามาใน ราชอาณาจักรไทย โดยส าแดงปริมาณ ราคา และค่าภาษีอากรประเภทต่าง ๆ ที่ต้องช าระตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบ แสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม 3 ฉบับ ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่า จ าเลย ส าแดงราคาต่ าเพื่อหลีกเลี่ยงอากรเป็นเหตุให้จ าเลยช าระภาษีอากรขาด พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงแจ้งการประเมิน ภาษีอากรไปยังจ าเลยให้ช าระอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ให้จ าเลย ทราบโดยชอบแล้วทางไปรษณีย์ตอบรับเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 จ าเลยไม่อุทธรณ์การประเมินและไม่ช าระหนี้ภายใน ก าหนด การประเมินภาษีอากรเป็นอันยุติ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จ าเลยต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าตาม ค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จ าเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตาม กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จ าเลยน าเข้าสินค้าระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ถึงวันที่ 14 กันยายน 2554 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ยังมีผลใช้บังคับ อยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า “เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกน าเงินมาช าระค่า อากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่น ามาช าระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่ วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่น าเงินมาช าระ...” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า เงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่ เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจ าเลยช าระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขา เข้าได้โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า “...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสีย เพิ่ม...” เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคง มีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่ บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ าเลยรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่ค านวณจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่จ าเลยไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่ค านวณนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เว้นแต่เมื่อค านวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แล้ว เงินเพิ่มอากรขาเข้ายังไม่เท่าจ านวนอากร ขาเข้าตามการประเมินก็ให้ค านวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไปจนกว่าจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมิน นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ 412


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 576/2565 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ป.รัษฎากร มาตรา 30, 88/5 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ, 112 จัตวา, 112 อัฏฐารส พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1), 8, 26 ___________________________ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ฉ มาตรา 112 อัฏฐารส และ ป.รัษฎากร มาตรา 30 มาตรา 88/5 เป็น หลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่ก าหนดไว้ส าหรับผู้อุทธรณ์การประเมินที่จะน าคดีมาฟ้องศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีค าวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์แล้วตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (1) และ มาตรา 8 แต่ในส่วนของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากร หากโจทก์ทั้งสองเห็นว่าโจทก์ทั้ง สองได้แจ้งการประเมินภาษีอากรแก่จ าเลยโดยชอบแล้ว จ าเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวภายในก าหนดตามกฎหมาย จึงเป็นหนี้ภาษีอากรเด็ดขาด โจทก์ทั้งสองย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรให้จ าเลยช าระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวได้ คดีนี้แม้ จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าจ าเลยได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนค าวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าจ าเลยอุทธรณ์ การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้เกินก าหนดตามกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจ าเลยได้อุทธรณ์การ ประเมินภาษีอากรภายในก าหนดตามกฎหมายหรือไม่ หากรับฟังได้ว่าจ าเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในก าหนด ตามกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง ศาลย่อมพิพากษาให้จ าเลยช าระหนี้ภาษีอากรค้างได้ แต่หากรับฟังได้ว่าจ าเลยได้ อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในก าหนดตามกฎหมายแล้ว ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของ จ าเลยโดยอ้างเหตุไม่อุทธรณ์ภายในก าหนดตามกฎหมายนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลย่อมต้องพิพากษายกฟ้องเพื่อให้ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจ าเลยตามกระบวนการที่กฎหมายก าหนดเสียก่อน การที่ศาลอุทธรณ์คดี ช านัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจ าเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้ภายในก าหนดตามกฎหมายหรือไม่ แต่ กลับวินิจฉัยไปเลยว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอ านาจฟ้องจึงไม่ชอบ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดี ช านัญพิเศษในคดีที่จ าเลยในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ว่า จ าเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรเกินก าหนดตาม กฎหมาย และจ าเลยไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่าการประเมินเกินระยะเวลาตามที่กฎหมายก าหนดและการประเมินรวมทั้งค าวินิจฉัย อุทธรณ์ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ขึ้นต่อสู้ได้ จ าเลยจึงต้องรับผิดตามการประเมินจ าเลย น าเข้าสินค้าระหว่างเดือนธันวาคม 2550 ถึง เดือนตุลาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้น ในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมาตรา 112 จัตวา มิได้ บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจ าเลยช าระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขา เข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า “...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกิน อากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม...” ก็คงเป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่ เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปเท่านั้น แต่มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่ม อากรขาเข้าที่เกิดความรับผิดขึ้นแล้ว ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเก็บเงินเพิ่ม อากรขาเข้าส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิค านวณเรียกเก็บดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องคือ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 ค านวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับเกินอากรขาเข้าที่ต้อง 413


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ เสียเพิ่มแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิค านวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้ต่อไปจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่ กฎหมายเดิมมีผลใช้บังคับเท่านั้น ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบ เรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอ านาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจ าเลยช าระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มภาษีอากร 48,161,782.98 บาท และช าระเงินเพิ่ม อากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ช าระขาดแต่ละใบขนสินค้าขาเข้ารวม 9,921,918 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะช าระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จ าเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จ าเลยช าระภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มภาษีอากร 48,161,782.98 บาท แก่โจทก์ทั้ง สอง ให้จ าเลยช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ช าระขาดแต่ละฉบับ รวม 9,921,918 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะช าระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้ จ าเลยช าระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูกคือ โจทก์ทั้งสอง) โดยก าหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จ าเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจ าเลย โดยก าหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2551 จ าเลยน าสินค้าส่วนประกอบเครื่องจักร ชุดเครื่องล าเลียงพร้อมอะไหล่ เครื่องบดผสมตะกั่ว เครื่องทดสอบ แบตเตอรี่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่และอื่น ๆ เข้ามาในราชอาณาจักรรวม 12 ครั้ง จ าเลยช าระภาษีอากรตามที่ส าแดง ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 และได้รับการตรวจปล่อยสินค้าไป ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 พนักงานเจ้าหน้าที่ของ โจทก์ที่ 1 เข้าตรวจค้นที่ท าการของจ าเลยยึดเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการน าเข้าสินค้าของจ าเลยตามที่ยื่นใบขน สินค้าขาเข้า ฯ ในช่วงเวลาปี 2550 ถึง 2553 รวม 135 ฉบับไปตรวจสอบ ซึ่งมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการน าเข้าสินค้าตามใบ ขนสินค้าขาเข้า ฯ พิพาท 12 ฉบับในคดีนี้ และแจ้งผลการตรวจสอบว่า จ าเลยส าแดงราคาสินค้าต่ ากว่าราคาซื้อขายจริงเป็น เหตุให้อากรขาด จ าเลยอ้างว่า เป็นการกระท าของนิติบุคคลที่จ าเลยมอบหมายให้เป็นผู้ด าเนินพิธีการทางศุลกากร พนักงาน เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินให้จ าเลยช าระอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มอากรขาเข้า และเงินเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 40,615,762.93 บาท จ าเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งการ ประเมินครั้งที่ 2 เรียกเก็บเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจากจ าเลย จ าเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีของโจทก์ทั้งสองจึงอุทธรณ์ การประเมินทั้งสองครั้ง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 มีค าวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของจ าเลยเป็นเรื่องเบี้ย ปรับภาษีมูลค่าเพิ่มไม่อยู่ในอ านาจพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 เป็นอ านาจของคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ในการพิจารณา และการประเมินครั้งแรกจ าเลยไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมาย ก าหนด คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่รับวินิจฉัย จึงมีมติให้จ าหน่ายอุทธรณ์ของจ าเลย โดยจ าเลยได้รับค า วินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ส่วนคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 เห็นว่า การประเมินครั้งแรก ยุติแล้วเพราะจ าเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมิน คงพิจารณาแต่เฉพาะการประเมินครั้งที่ 2 และมีมติให้ปลดเบี้ยปรับ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินครั้งที่ 2 จ าเลยได้รับค าวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอ านาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้ง สองฟ้องให้จ าเลยช าระหนี้ภาษีอากรตามการประเมิน เมื่อจ าเลยไม่ช าระหนี้ภายในก าหนดเวลาถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของ โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้ทันทีเนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้อง ของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (2) 414


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ โจทก์ทั้งสองจึงมีอ านาจฟ้อง การที่จ าเลยไม่อุทธรณ์การประเมินจึงเป็นหนี้ที่แน่นอนและเป็นยุตินับแต่พ้นก าหนดเวลาอุทธรณ์ ของจ าเลยตามกฎหมาย หาใช่เป็นหนี้ที่ไม่แน่นอนดังที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษวินิจฉัยไม่ การฟ้องคดีของจ าเลยที่ขอให้ศาล ภาษีอากรกลางเพิกถอนการประเมินภาษีเดียวกันนี้ไม่มีกฎหมายก าหนดให้เป็นเหตุท าให้อายุความสะดุดหยุดลง หากต้องรอ ผลการพิจารณาคดีที่จ าเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองตามค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษแล้ว คดีของโจทก์ทั้งสองจะขาด อายุความ การที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอ านาจฟ้องเป็นการพิพากษานอกประเด็น โจทก์ทั้ง สองยื่นฟ้องจ าเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขด าที่ ภ.234/2560 ก่อนที่จ าเลยจะฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดี หมายเลขด าที่ ภ.2/2561 ไม่มีเหตุสมควรที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษจะยกปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของ ประชาชนขึ้นอ้างเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษจึงไม่ชอบ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์ การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และมาตรา 112 อัฏฐารส บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่ วันที่ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ ส่วนประมวลรัษฎากร มาตรา 88/5 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมิน ตามบทบัญญัติในส่วน 2 ของหมวด 2 ลักษณะ 2 คือ อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวล รัษฎากร มาตรา 30 (1) เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีค าวินิจฉัยแล้วมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) เว้นแต่จะเป็นกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ ดังนั้น หากผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งออกไม่พอใจการประเมิน กฎหมาย ก าหนดให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจค าสั่งของเจ้าพนักงาน ประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายประการใด โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอ านาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข ค าสั่งของเจ้า พนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร และหากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สามารถ อุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการและ ระยะเวลาที่ก าหนดไว้ส าหรับผู้อุทธรณ์ที่จะน าคดีมาฟ้องศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีค าวินิจฉัย ชี้ขาดอุทธรณ์แล้ว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แต่ในส่วนของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากร หากโจทก์ทั้งสองเห็นว่า โจทก์ทั้งสองได้แจ้งการประเมินภาษีอากรแก่ จ าเลยโดยชอบแล้ว จ าเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวภายในก าหนดตามกฎหมายจึงเป็นหนี้ภาษีอากรเด็ดขาด โจทก์ทั้ง สองย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรให้จ าเลยช าระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวได้ คดีนี้แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าจ าเลยได้ใช้ สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนค าวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าจ าเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่พิพาทใน คดีนี้เกินก าหนดตามกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจ าเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในก าหนดตาม กฎหมายหรือไม่ หากรับฟังได้ว่าจ าเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในก าหนดตามกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าว อ้าง ศาลย่อมพิพากษาให้จ าเลยช าระหนี้ภาษีอากรค้างได้ แต่หากรับฟังได้ว่าจ าเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายใน ก าหนดตามกฎหมายแล้ว ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจ าเลยโดยอ้างเหตุไม่อุทธรณ์ภายใน ก าหนดตามกฎหมายนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลย่อมต้องพิพากษายกฟ้องเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ ของจ าเลยตามกระบวนการที่กฎหมายก าหนดเสียก่อน การที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจ าเลยได้อุทธรณ์ การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้ภายในก าหนดตามกฎหมายหรือไม่ แต่กลับวินิจฉัยไปเลยว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอ านาจฟ้อง จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจ าเลยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนส านวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษวินิจฉัยก่อน คดีมีปัญหา ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจ าเลยว่า จ าเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรเกินก าหนดตามกฎหมายหรือไม่ และจ าเลยต้องรับ ผิดช าระค่าภาษีอากรต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จ าเลยในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ ทั้งสองในคดีนี้เป็นจ าเลยในคดีหมายเลขด าที่ ภ.2/2561 หมายเลขแดงที่ ภ.192/2561 ของศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอน การประเมินอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มตามใบขนสินค้าขาเข้า 135 ฉบับ ซึ่งมีใบขนสินค้าขาเข้า 12 ฉบับในคดีนี้ รวมอยู่ด้วย กับค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจ าเลยโดยอ้างเหตุยื่นเกิน ก าหนดตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลางให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า จ าเลยอุทธรณ์ การประเมินภาษีอากรเกินก าหนดตามกฎหมาย จ าเลยในคดีนี้ยื่นค าร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาแผนกคดี ภาษีอากรมีค าสั่งที่ ครพ.ภษ.11897/2563 ไม่รับค าร้องและไม่รับฎีกาของจ าเลย คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามค าพิพากษาศาล อุทธรณ์คดีช านัญพิเศษและผูกพันโจทก์ทั้งสองและจ าเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่ง มาตรา 145 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ดังนั้น จึง 415


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ต้องรับฟังเป็นยุติตามค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษว่าจ าเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรเกินก าหนดตาม กฎหมาย และจ าเลยไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่า การประเมินเกินระยะเวลาตามที่กฎหมายก าหนดและการประเมินรวมทั้งค าวินิจฉัย อุทธรณ์ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ. 2539 ขึ้นต่อสู้ได้ จ าเลยจึงต้องรับผิดตามการ ประเมิน อุทธรณ์ของจ าเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จ าเลยช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ช าระขาดแต่ละฉบับจนกว่าจะช าระเสร็จนั้น เห็นว่า จ าเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงิน เพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ต้องรับผิดนั้น เมื่อคดีนี้จ าเลยน าเข้าสินค้าระหว่างเดือนธันวาคม 2550 ถึงเดือน ตุลาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า “เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกน า เงินมาช าระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่น ามาช าระโดยไม่คิด ทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่น าเงินมาช าระ...” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขา เข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจ าเลยช าระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงิน เพิ่มอากรขาเข้าได้ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2469 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า “...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกิน อากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม...” ก็คงเป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่ เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปเท่านั้น แต่มิได้เป็นการลบล้างเงิน เพิ่มอากรขาเข้าที่เกิดความรับผิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิค านวณเรียก เก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เกินอากรขาเข้า นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิค านวณเรียกเก็บดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ซึ่งตาม รายละเอียดการค านวณค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มเอกสารท้ายค าฟ้องหมายเลข 20 ปรากฏว่า นับถึงวันฟ้องคือ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 ค านวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับเกินอากรขาเข้าที่ต้องเสีย เพิ่มแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิค านวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้ต่อไปจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่ กฎหมายเดิมมีผลใช้บังคับเท่านั้น ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบ เรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอ านาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ที่ศาลภาษี อากรกลางพิพากษาให้จ าเลยช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ช าระ ขาดแต่ละฉบับจนกว่าจะช าระเสร็จมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีตามค าพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ยกเว้นในส่วนเงินเพิ่มอากรขาเข้าให้จ าเลยรับ ผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าแก่โจทก์ที่ 1 จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ 416


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6129/2564 จ าเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จ าเลยน าเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขา เข้าเลขที่ 2801 - 00351 - 80702 ในเดือนมกราคม 2551 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าหรือจ าเลยน าของ ออกไปจากอารักขาของศุลกากร ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า “เมื่อผู้น าของ เข้าหรือผู้ส่งของออกน าเงินมาช าระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่า อากรที่น ามาช าระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่น าเงินมาช าระ...” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าว มิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจ าเลยช าระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบท กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า “...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่ เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม...” เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกิน อากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้น แล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมี สิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่ บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 4124/2564 จ าเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จ าเลยน าเข้าสินค้าระหว่างเดือน พฤษภาคม 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ แต่ละฉบับเกิดขึ้นใน ช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติ ว่า “เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกน าเงินมาช าระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อ เดือนของค่าอากรที่น ามาช าระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่น าเงินมาช าระ...” ซึ่ง บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจ าเลยช าระ อากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสีย หรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า “...โดยเงินเพิ่มที่ เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม...” เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้า เฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบ ล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขา เข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการ ประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่าจ านวนอากรขาเข้า ตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าวโจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นที่ว่าจ าเลยต้องรับผิดช าระ เงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องถือตามเงินเพิ่มอากรขาเข้าส่วนที่เกินค่า อากรขาเข้าที่จ าเลยต้องเสียค านวณถึงวันฟ้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์ทั้งสาม ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขค าฟ้องขอให้บังคับจ าเลยช าระเงินค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงินจ านวน 417


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ 33,119,593.30 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินค่าอากร ขาเข้าจ านวน 4,297,772 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะช าระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จ าเลยขาดนัดยื่นค าให้การ ___________________________ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จ าเลยช าระหนี้ค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงินจ านวน 33,119,593.30 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินค่า อากรขาเข้าจ านวน 4,297,772 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะช าระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 แต่ทั้งนี้เงินเพิ่มมิให้ เกินกว่าค่าอากรขาเข้าดังกล่าว กับให้จ าเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยก าหนดค่าทนายความเป็นเงินจ านวน 10,000 บาท ___________________________ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ าเลยช าระเงินค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจ านวน 32,383,396 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม ค าขอในส่วนเงินเพิ่มที่เกินกว่าเงินอากรขาเข้าให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็น พับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามค าพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ______________________________ โจทก์ทั้งสามฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2551 จ าเลยน าเข้าสินค้ารถยนต์นั่งใหม่ส าเร็จรูปหลายรุ่นหลายยี่ห้อซึ่งผลิตในประเทศญี่ปุ่น และจ าเลยยื่นใบขน สินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มจ านวน 10 ฉบับ ต่อพนักงานของโจทก์ที่ 1 โดย ส าแดงปริมาณ ราคา และค่าภาษีอากรประเภทต่าง ๆ ที่ต้องช าระ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ให้จ าเลยช าระภาษีตามที่ ส าแดงแล้วจึงตรวจปล่อยสินค้า ภายหลังตรวจพบว่าข้อมูลที่จ าเลยส าแดงราคาซื้อขายไว้ไม่ถูกต้อง โจทก์ที่ 1 จึงแต่งตั้ง คณะกรรมการประเมินราคาศุลกากรและค่าภาษีอากรรถยนต์ท าการตรวจสอบ และมีหนังสือแจ้งให้จ าเลยชี้แจงพร้อมจัดส่ง เอกสารเพื่อท าการตรวจสอบประกอบค าชี้แจง แต่จ าเลยไม่ไปพบและไม่ส่งเอกสารหลักฐานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน ก าหนด พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงประเมินราคาเรียกเก็บภาษีอากรจากจ าเลย รวมหนี้ภาษีอากรค้างตามการ ประเมินคิดเป็นอากรขาเข้ารวมจ านวน 4,297,772 บาท เงินเพิ่มอากร (ค านวณถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 9 ธันวาคม 2560) จ านวน 4,790,202 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจ านวน 1,151,356 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจ านวน 1,151,356 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจ านวน 1,151,356 บาท ภาษีสรรพสามิตจ านวน 6,161,752 บาท เบี้ยปรับภาษีสรรพสามิต จ านวน 6,161,752 บาท เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตจ านวน 6,161,752 บาท ภาษีเพื่อมหาดไทยจ านวน 616,176 บาท เบี้ยปรับ ภาษีเพื่อมหาดไทยจ านวน 616,176 บาท เงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทยจ านวน 616,176 บาท รวมจ านวนภาษีตามการประเมิน ทั้งสิ้น 32,875,826 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งการประเมินภาษีอากรดังกล่าวให้จ าเลยทราบโดยชอบแล้ว เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 จ าเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีอากรปรากฏปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของ โจทก์ทั้งสามมีว่า จ าเลยต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ เห็นว่า จ าเลยมีหน้าที่ต้องรับผิด ในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จ าเลยน าเข้าสินค้าระหว่างเดือนพฤษภาคม 2551 ถึงเดือน ธันวาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ แต่ละฉบับเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า “เมื่อผู้น าของ เข้าหรือผู้ส่งของออกน าเงินมาช าระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่า อากรที่น ามาช าระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่น าเงินมาช าระ...” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าว มิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจ าเลยช าระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบท กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ 418


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า “...โดยเงิน เพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม...”เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขา เข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้ เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่ม ส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากร ขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่า จ านวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาล ฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นที่ว่าจ าเลยต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้า หรือไม่ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องถือตามเงินเพิ่มอากรขาเข้าส่วนที่เกินค่าอากรขาเข้าที่จ าเลยต้องเสียค านวณถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 736,197.30 ต้องเสียค่าขึ้นศาล 14,723.95 บาท แต่โจทก์ทั้งสาม เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 19,881 บาท เกินมา 5,157.05 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์ทั้งสาม ___________________________ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ าเลยรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้า ในส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่ค านวณจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่จ าเลยไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่ค านวณนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เว้นแต่ เมื่อค านวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แล้ว เงินเพิ่มอากรขาเข้ายังไม่เท่าจ านวนอากรขาเข้าตาม การประเมินก็ให้ค านวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไปจนกว่าจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมิน คืนค่าขึ้นศาล 5,157.05 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็น พับ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 3755/2564 จ าเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้า ขาเข้าทั้ง 10 ฉบับแต่ละฉบับเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน 2551 ถึงเดือนกรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า “เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของ ออกน าเงินมาช าระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่น ามาช าระโดย ไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่น าเงินมาช าระ..” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากร ขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจ าเลยช าระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียก เงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลา นั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า “…โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ...” เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มอากร ขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 22 ดังกล่าว ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจ าเลยช าระเงินค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามฟ้อง รวม 139,127,286.59 บาท แก่ 419


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ โจทก์ทั้งสาม ให้จ าเลยช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าที่ช าระ ขาดตามใบขนสินค้าขาเข้า 10 ฉบับ จ านวน 1,220,661 บาท 1,220,661 บาท 1,219,568 บาท 1,104,763 บาท 1,388,818 บาท 1,388,818 บาท 1,388,818 บาท 1,280,078 บาท 1,265,109 บาท และ 1,280,078 บาท ตามล าดับ นับแต่วันถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะช าระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จ าเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ______________________________ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จ าเลยช าระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมจ านวน 125,022,250 บาท ให้จ าเลย ช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของอากรที่ต้องเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น จ านวน 1,220,661 บาท นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2551 เป็นต้นไป จ านวน 1,220,661 บาท นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2551 เป็นต้นไป จ านวน 1,219,568 บาท นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2551 เป็นต้นไป จ านวน 1,104,763 บาท นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2551 เป็นต้น ไป จ านวน 1,388,818 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป จ านวน 1,388,818 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป จ านวน 1,388,818 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป จ านวน 1,280,078 บาท นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป จ านวน 1,265,109 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป จ านวน 1,280,078 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป จนถึงวันที่จ าเลยน าเงินมาช าระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 เศษของเดือนให้นับเป็น หนึ่งเดือน โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่มแต่ละจ านวนดังกล่าว และให้จ าเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทน โจทก์ทั้งสาม โดยก าหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 จ าเลยน าเข้ารถยนต์นั่งใหม่โดยทางเรือ และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 10 ฉบับ ภายหลังจากตรวจปล่อยแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจพบว่า จ าเลยส าแดงราคารถยนต์ดังกล่าว ต่ ากว่าราคาที่บริษัท อ. เคยน าเข้ารถยนต์คันดังกล่าวและส่งกลับออกไปต่างประเทศ เป็นเหตุให้จ าเลยช าระค่าภาษีอากรขาด ไป คิดเป็นเงินค่าอากรขาเข้า 12,757,372 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,465,081 บาท ค่าภาษีสรรพสามิต 31,893,431 บาท และค่าภาษีเพื่อมหาดไทย 3,189,342 บาท รวมเป็นเงิน 52,305,226 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมิน ภาษีอากรแก่จ าเลยตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) จ าเลยได้รับแจ้งการประเมินโดยชอบแล้ว แต่มิได้อุทธรณ์การประเมินและไม่ได้ช าระเงินตามการประเมินดังกล่าว ___________________________ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสามว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษวินิจฉัยให้จ าเลยต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากร ขาเข้านับแต่วันที่ส่งมอบรถยนต์ถึงวันที่จ าเลยน าเงินมาช าระโดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มนั้น ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จ าเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ แต่ละฉบับเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน 2551 ถึงเดือน กรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับ ดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า “เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกน าเงินมาช าระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้ เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่น ามาช าระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่น าเงินมาช าระ..” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือ เสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจ าเลยช าระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้อง 420


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า “...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม...” เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่ มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มี ผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้า ดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ที่ศาล อุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน ___________________________ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ าเลยรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่ค านวณจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แต่จ าเลยไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่ค านวณนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เว้นแต่ เมื่อค านวณเงิน เพิ่มอากรขาเข้าจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แล้ว เงินเพิ่มอากรขาเข้า ยังไม่เท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมินก็ให้ ค านวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไป จนกว่าจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามค าพิพากษา ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 8567/2563 พยานหลักฐานที่โจทก์น าสืบเกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้าและการใช้ประโยชน์มีน้ าหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจ าเลยที่ 1 และฟังได้ว่าสินค้าพิพาทเป็นของผสมหรือของรวมที่มีวัตถุหรือสารนั้นรวมอยู่กับวัตถุหรือสารอื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความ พิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้จ าแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไป ให้จ าแนกตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุว่า ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและประเภทอื่น ระบุ ไว้อย่างกว้าง ๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะ สินค้าพิพาทเป็นท่อพลาสติกที่มีเส้นลวดเหล็กพันรอบ และมี พลาสติกอยู่ชั้นนอกสุดจึงถือเป็นหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ท าด้วยโลหะสามัญ ตามประเภทพิกัด 83.07 โดยเข้าประเภทพิกัด ย่อย 8307.10 ท าด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และเป็นกรณีที่ประเภทพิกัดอัตราศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้ว ตามข้อ 3 (ก) สินค้าพิพาทจึงต้องจัดเข้าพิกัด 8307.10 ส่วนที่จ าเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่ามีความเห็นแย้งของผู้พิพากษาในค า พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษว่า สินค้าพิพาทจัดเข้าประเภทพิกัด 7326.209 นั้น เห็นว่า ความเห็นแย้งดังกล่าวไม่ต้อง ด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษี อากรได้วินิจฉัยให้โจทก์เสียอากรขาเข้าลดลง ย่อมส่งผลให้ฐานในการค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 เมื่อการค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีตามราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดี นี้ว่าเป็นจ านวนเงินค่าอากรเท่าใด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอ านาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 4 ประกาศ แต่งตั้งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สังกัดจ าเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 16 และจ าเลยที่ 1 ใช้อ านาจตาม ป.รัษฎากรเป็นผลกระทบต่อสถานภาพ สิทธิ และหน้าที่ของโจทก์ และใน ป.รัษฎากร มาตรา 83/10 ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีค าพิพากษาวินิจฉัยในเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรอันมีผลให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจ าเลยที่ 1 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ใช้สิทธิ อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับพิกัดอัตราอากรศุลกากรซึ่งเป็นผลให้ กระทบจ านวนเงินที่ต้องน ามารวมกับมูลค่าของเพื่อเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมิน ภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร ก็ต้องปรับจ านวนฐานภาษีมูลค่าเพิ่มส าหรับการน าเข้าตาม ราคาสินค้าบวกค่าอากรขาเข้าที่ถูกต้องตามผลคดีที่โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าเพื่อให้จ านวนภาษีมูลค่าเพิ่ม 421


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ เป็นไปตามกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอ านาจพิพากษาไปถึงจ านวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ส าหรับการน าเข้าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ปัญหานี้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอัน เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้การเรียกเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 26 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินอากรขาเข้าและเงินเพิ่มของจ าเลยที่ 1 การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ ภาษีมูลค่าเพิ่มของจ าเลยที่ 2 และค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม อากรขาเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม ___________________________ จ าเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากรขาเข้าของจ าเลยที่ 1 และเพิกถอนค า วินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 1111 - 0104800276 ใบขน สินค้าขาเข้าเลขที่ 1111 - 0104800275 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0094803607 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0102 - 0104800693 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0104800904 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0104801692 ใบขนสินค้าขา เข้าเลขที่ 0104 - 0104802510 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0104803452 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0102 - 0104805142 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0114800744 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0114802890 ใบขนสินค้าขา เข้าเลขที่ 0104 - 0114803803 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0124800324 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0102 - 0124800309 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0124801428 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0124802391 ใบขนสินค้าขา เข้าเลขที่ 0104 - 0124803488 ยกฟ้องจ าเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ______________________________ จ าเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ได้ ___________________________ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษายืน ให้จ าเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยก าหนดค่าทนายความ 3,000 บาท และให้ยกอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างจ าเลยที่ 2 กับโจทก์ให้เป็นพับ จ าเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ___________________________ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2548 โจทก์น าเข้าสินค้า Outer และ Outer casing โดยส าแดงเป็นประเภทพิกัด 8307.10 และประเภทพิกัด 7326.90 ซึ่งสินค้า พิพาทมีลักษณะภายนอกเป็นหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้มีหน้าตัดเป็นรูกลวงขนาดแตกต่างกันซึ่งน าเข้าเป็นม้วน สินค้าดังกล่าว แบ่งเป็นหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ที่มี 3 ชั้น และ 4 ชั้น ซึ่งสินค้าที่มี 3 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นในมีลักษณะคล้ายหลอดพลาสติก ท าด้วยโพลิเอทิลีนซึ่งใช้ในการสอดสายสลิงและมีส่วนช่วยในการลดแรงเสียดทานในการใช้งานระหว่างลวดสลิงกับผนังท่อ เหล็ก ชั้นกลางเป็นผนังท่อเหล็กซึ่งเป็นเส้นลวดเหล็กหลายเส้นพันเกลียวแน่นรอบหลอดพลาสติกชั้นใน ซึ่งมีคุณสมบัติหลักใน เรื่องความแข็งแรงของเหล็กที่ท าหน้าที่ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับลวดสลิงและคงสภาพท่อไว้ไม่ให้เกิดการยุบตัวใน ช่วงเวลาการประกอบเข้ากับตัวรถยนต์ อีกทั้งยังช่วยในการบิดตัวไปซ้ายและขวาของสายได้ ชั้นนอกเป็นผนังพลาสติกสีด าใช้ ป้องกันน้ าจากภายนอกเพื่อไม่ให้เกิดสนิมกับผนังลวดเหล็กและป้องกันบริเวณผิวภายนอกไม่ให้เกิดการผุกร่อนและให้ความ 422


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ยืดหยุ่นในการประกอบเข้ากับชิ้นส่วนตัวรถยนต์ ส่วนชนิด 4 ชั้น ใช้วัสดุเหมือนกับสินค้าที่มี 3 ชั้น แต่เพิ่มชั้นลวดเหล็กทับ แบนพันเกลียวรอบลวดเหล็กพันเกลียวชั้นกลางเพื่อให้มีความแน่นมากขึ้น โดยโจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้ารวม 17 ฉบับ ต่อมา พนักงานเจ้าหน้าที่จ าเลยที่ 1 เห็นว่าสินค้าที่โจทก์น าเข้ามานั้นเป็นสินค้าในประเภทพิกัดย่อยที่ 7326.209 อัตราอากรร้อยละ 20 จึงแจ้งการประเมินอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 3,191,164.67 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินเฉพาะส่วนอากรขาเข้า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีค าวินิจฉัยให้ยก อุทธรณ์ ______________________________ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจ าเลยที่ 1 มีว่า สินค้าพิพาทจัดอยู่ในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทใด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษี อากรพิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บรรดาค่าภาษีนั้น ให้เก็บตาม บทบัญญัตินี้และตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร การเสียค่าภาษีให้เสียแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในเวลาที่ออกใบขนสินค้า ให้” มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีส าหรับของที่น าเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่น าของเข้า ส าเร็จ” วรรคสอง บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การค านวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของและ พิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น...” และพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติเรื่องการตีความพิกัดศุลกากรว่า “การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัด อัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชก าหนดนี้ ประกอบกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความ ร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ซึ่งท าเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2493 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515” ดังนั้น การจะจัดสินค้า พิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชก าหนดพิกัด อัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งพระราช ก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 2 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าได้ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 83.07 ว่า หลอด หรือท่อที่อ่อนงอได้ ท าด้วยโลหะสามัญ มีหรือไม่มีอุปกรณ์ติดตั้ง (ฟิตติ้ง) และประเภทย่อย 8307.10.00 ระบุว่า ท าด้วยเหล็ก หรือเหล็กกล้า ส่วนสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 73.26 ระบุว่า ของอื่น ๆ ท าด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และประเภทย่อย 7326.20.90 ระบุว่า อื่น ๆ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า สินค้าพิพาทมี 2 ชนิด คือแบบ 3 ชั้น และแบบ 4 ชั้น ชั้นในสุดเป็นท่อ พลาสติก (Liner) มีรูตรงกลางส าหรับใส่ลวดสลิง สายเคเบิลหรือวัตถุอย่างอื่น ชั้นที่ 2 เป็นเหล็ก (Shield) โดยมีเส้นลวดเหล็ก ทรงกลมหลายเส้นพันรอบท่อพลาสติก ชั้นนอกสุดเป็นพลาสติกหรือยางใช้ป้องกันน้ าจากภายนอก (Coating) ส่วนแบบ 4 ชั้น จะเพิ่มแถบเหล็กหรือแถบโลหะ (Casing) รัดรอบลวดเหล็กในชั้นกลาง เมื่อพิเคราะห์ตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โม ไนซ์ ประเภทพิกัดที่ 83.07 พร้อมค าแปล ซึ่งระบุว่า หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ท าด้วยโลหะสามัญ มีหรือไม่มีอุปกรณ์ติดตั้ง (ฟิตตั้ง)... หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ท าด้วยโลหะ มีสองชนิดที่ส าคัญซึ่งแตกต่างกันตามกรรมวิธีการผลิต ดังนี้ (1) หลอดหรือ ท่อที่อ่อนงอได้ ประกอบด้วยแถบที่ท าเป็นรูปทรงม้วนวนเป็นเกลียว... (2) หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ที่ท าเป็นลูกฟูก...” และ ระบุในย่อหน้าที่สามว่า “ประเภทนี้ยังคลุมถึงหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ที่ประกอบด้วยลวดที่ขดเป็นเกลียวแน่น เช่น เพื่อใช้ เป็นปลอกส าหรับเคเบิล “โบเดน” หรือส าหรับสายเบรกจักรยาน)... โดยค าอธิบายดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าลวดที่ขดเป็นเกลียวนั้น จ าต้องยึดติดกัน เมื่อพิจารณาสินค้าพิพาท แล้ว เห็นว่า สินค้าพิพาทประกอบด้วยเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันเป็น เกลียวแน่นรอบท่อพลาสติก มีชั้นพลาสติกคลุมด้านนอก และมีท่อพลาสติกด้านใน จึงตรงตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบ ฮาร์โมไนซ์ตอนที่ 83.07 ดังกล่าว ทั้งจ าเลยที่ 1 เคยมีค าวินิจฉัยให้สินค้าที่โจทก์น าเข้าประเภทท่อชิ้นนอก (ลวดเหล็กม้วนวน เป็นเกลียว) หรือ Outer Spring ที่น ามาผลิตเป็นสายคลัตซ์รถยนต์ จัดเข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 ซึ่งโจทก์น าสืบโดยจ าเลย ที่ 1 ไม่ได้น าสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า สินค้าดังกล่าวมีโครงสร้างคล้ายกับสินค้าพิพาท แต่ชั้นที่ 2 ชั้นกลางจะเป็นลวด เหล็กทับแบนม้วนวนเป็นเกลียว การน าไปใช้งานจะมีลักษณะคล้ายกันแต่ Outer Spring จะทนแรงดึงและดันได้น้อยกว่า สินค้าพิพาทที่มีเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันรอบหลอดที่เป็นพลาสติก ดังนั้น ลักษณะของสินค้าพิพาทจึงตรงกับ ลักษณะลวดที่ขดเป็นเกลียวแน่นและมีลักษณะการใช้งานไม่ต่างกับสินค้าที่จ าเลยที่ 1 เคยวินิจฉัยว่าจัดเข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 การที่ต้องน าเส้นลวดเหล็กมาพันเป็นเกลียวก็เพื่อวัตถุประสงค์ให้เกิดความยืดหยุ่นในตัวโครงสร้างโดยกระจาย แรงไปยังลวดทุกเส้น ส่วนการที่มีผนังชั้นในเป็นท่อพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ก็ไม่ได้เปลี่ยนสาระส าคัญว่าไม่เข้าประเภทพิกัดนี้ และ แม้องค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization : WCO) จะไม่เคยมีค าวินิจฉัยประเภทพิกัดส าหรับสินค้าพิพาทนี้ แต่องค์การศุลกากรโลกเคยมีค าวินิจฉัยว่า สายเปิดกระโปรงหน้ารถและสายเปิดช่องเติมน้ ามันเชื้อเพลิง ซึ่งประกอบไปด้วยท่อ 423


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ท าด้วยลวดเหล็กพันเกลียวหุ้มด้วยพลาสติกชนิดที่อ่อนงอได้ (flexible outer casing) และมีสายเคเบิลชั้นในที่เคลื่อนที่ได้ จัด เข้าประเภทพิกัด 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ของยานยนต์ โดยไม่จ าเป็นว่าหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ต้องท าด้วยเหล็ก หรือลวดเหล็กพันเกลียวหรือจ าต้องยึดติดกันเช่นกัน เมื่อพิเคราะห์ลักษณะการใช้งานสินค้าพิพาทที่โจทก์น าสืบว่า โจทก์น า สินค้าพิพาทเข้ามาเป็นม้วนเพื่อน ามาผลิตเป็นส่วนประกอบและอุปกรณ์ของยานยนต์ต่าง ๆ รวมถึงสายเบรก สายคลัตซ์ สาย เปิดฝากระโปรงรถยนต์และสายเปิดช่องเติมน้ ามันเชื้อเพลิงด้วย โดยพยานจ าเลยที่ 1 ปากนายสมยศซึ่งเป็นผู้พิจารณาปัญหา พิกัดสินค้าพิพาทนี้ตอบค าถามค้านทนายโจทก์เพียงว่า สินค้าที่องค์การศุลกากรโลกวินิจฉัยเป็นการท ามากกว่าสินค้าพิพาท โดยมีลักษณะเป็นสายเบรกและสายคลัตซ์รถยนต์แล้ว แต่หากสินค้าพิพาทจะน าไปท าเป็นสายเปิดฝากระโปรงรถยนต์หรือสาย เบรกได้หรือไม่ พยานไม่ทราบ ประกอบกับศุลกากรของประเทศอื่นซึ่งใช้กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ เช่นเดียวกับประเทศไทย ได้แก่ สาธารณรัฐอินโดนีเซียและสหราชอาณาจักรเคยวินิจฉัยสินค้าชนิดเดียวกับสินค้าพิพาทว่าเป็น ประเภทพิกัด 83.07.10.00 พยานหลักฐานที่โจทก์น าสืบเกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้าและการใช้ประโยชน์มีน้ าหนักดีกว่า พยานหลักฐานของจ าเลยที่ 1 และฟังได้ว่าสินค้าพิพาทเป็นของผสมหรือของรวมที่มีวัตถุหรือสารนั้นรวมอยู่กับวัตถุหรือสารอื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้จ าแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือ สารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปให้จ าแนกตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุว่า ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้ โดยเฉพาะและประเภทอื่น ระบุไว้อย่างกว้าง ๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะ สินค้าพิพาทเป็นท่อพลาสติกที่มี เส้นลวดเหล็กพันรอบ และมีพลาสติกอยู่ชั้นนอกสุดจึงถือเป็นหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ท าด้วยโลหะสามัญ ตามประเภทพิกัด 83.07 โดยเข้าประเภทพิกัดย่อย 8307.10 ท าด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และเป็นกรณีที่ประเภทพิกัดอัตราศุลกากรได้ระบุ ลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้วตามข้อ 3 (ก) สินค้าพิพาทจึงต้องจัดเข้าพิกัด 8307.10 ส่วนที่จ าเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่า มี ความเห็นแย้งของผู้พิพากษาในค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษว่า สินค้าพิพาทจัดเข้าประเภทพิกัด 7326.209 นั้น เห็นว่า ความเห็นแย้งดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ที่ศาลล่างทั้ง สองวินิจฉัยมานั้นจึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจ าเลยที่ 1 ฟัง ไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยให้โจทก์เสียอากรขาเข้าลดลง ย่อมส่งผลให้ฐานในการ ค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า “ฐานภาษีส าหรับการน าเข้าสินค้าให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีส าหรับการน าเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าสินค้าของสินค้าน าเข้าโดยให้ใช้ ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ตามที่ก าหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้ก าหนดโดยพระราชกฤษฎีกา...” เมื่อการ ค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีตามราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นจ านวนเงิน ค่าอากรเท่าใด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอ านาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ประกาศแต่งตั้งให้ ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สังกัดจ าเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 16 และจ าเลยที่ 1 ใช้อ านาจตามประมวลรัษฎากรเป็นผลกระทบต่อสถานภาพ สิทธิ และหน้าที่ของโจทก์ และในประมวล รัษฎากร มาตรา 83/10 บัญญัติว่า “ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) ส าหรับสินค้าที่น าเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อ กรมสรรพากร...” ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีค าพิพากษาวินิจฉัยในเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรอันมีผลให้อากรขาเข้า ลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจ าเลยที่ 1 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ใช้ สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับพิกัดอัตราอากรศุลกากรซึ่งเป็นผล ให้กระทบจ านวนเงินที่ต้องน ามารวมกับมูลค่าของเพื่อเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมิน ภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร ก็ต้องปรับจ านวนฐานภาษีมูลค่าเพิ่มส าหรับการน าเข้า ตามราคาสินค้าบวกค่าอากรขาเข้าที่ถูกต้องตามผลคดีที่โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าเพื่อให้จ านวนภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นไปตามกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอ านาจพิพากษาไปถึงจ านวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ส าหรับการน าเข้าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ปัญหานี้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอัน เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้การเรียกเก็บ 424


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 26 ___________________________ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของจ าเลยที่ 1 ในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะส่วนที่คิดจากฐานอากรขาเข้าด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ป.รัษฎากร ม. 4, ม. 16, ม. 30, ม. 79/2, ม. 83/10 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 26 พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 15 วรรคสาม ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2563 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บรรดาค่าภาษีนั้น ให้เก็บตามบทพระราชบัญญัตินี้และตาม กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร การเสียค่าภาษีให้เสียแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในเวลาที่ออกใบขนสินค้าให้” มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีส าหรับของที่น าเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่น าของเข้าส าเร็จ” วรรคสอง บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การค านวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของและพิกัดอัตราศุลกากร ที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น...” และ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรค สาม บัญญัติเรื่องการตีความพิกัดศุลกากรว่า “การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พระราชก าหนดนี้ ประกอบกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตาม อนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ซึ่งท าเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2493 และประเทศไทยได้เข้า เป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2515” เห็นว่า สินค้าพิพาทประกอบด้วยเส้นลวดกลมพันเป็น เกลียว มีชั้นพลาสติกคลุมด้านนอก และมีท่อพลาสติกด้านในตรงตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ตอนที่ 83.07 ดังกล่าว ทั้งจ าเลยที่ 1 เคยพิจารณาว่าท่อชิ้นนอก (ลวดเหล็กม้วนวนเป็นเกลียว) หรือ Outer Spring น ามาผลิตเป็นสายคลัตซ์ รถยนต์ จัดเข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 ซึ่งโจทก์น าสืบโดยจ าเลยที่ 1 ไม่ได้ถามค้านหรือน าสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า Outer Spring มีโครงสร้างคล้ายกับ Outer Shield หรือสินค้าพิพาท แต่ชั้นที่ 2 ชั้นกลางจะเป็นลวดเหล็กทับแบนม้วนวนเป็นเกลียว และ Outer Spring จะท าแรงดึงและดันได้น้อยกว่า Outer Shield หรือสินค้าพิพาทที่มีเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพัน รอบหลอดที่เป็นพลาสติก ดังนั้น ลักษณะของสินค้าที่พิพาทกันเรื่องอากรขาเข้าคดีนี้ จึงตรงกับลักษณะลวดที่ขดเป็นเกลียว แน่น และมีลักษณะการใช้งานไม่ต่างกับสินค้าที่จ าเลยที่ 1 เคยวินิจฉัยว่าจัดเข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 นอกจากนี้ศุลกากร ของประเทศอื่นซึ่งใช้กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์เช่นเดียวกับประเทศไทย ได้แก่ สาธารณรัฐ อินโดนีเซียและสหราชอาณาจักรเคยวินิจฉัยสินค้าชนิดเดียวกับสินค้าพิพาทว่าเป็นประเภทพิกัด 8307.10.00 ประกอบกับเมื่อ สินค้าพิพาทเป็นของผสมหรือของรวมที่มีวัตถุหรือสารนั้นรวมอยู่กับวัตถุหรือสารอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตรา ศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้จ าแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปให้จ าแนก ตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุว่า “ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและประเภทอื่นระบุไว้อย่าง กว้างๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะ...” เห็นว่า สินค้าพิพาทเป็นท่อพลาสติกที่มีเส้นลวดเหล็กพันรอบ และมี พลาสติกอยู่ชั้นนอกสุดจึงถือเป็นหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ท าด้วยโลหะสามัญ ตามประเภทพิกัด 83.07 โดยเข้าประเภทพิกัด ย่อย 8307.10 ท าด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และเป็นกรณีที่ประเภทพิกัดศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้วตาม 425


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ข้อ 3 (ก) อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยให้โจทก์เสียอากรขาเข้าลดลง ย่อมส่งผลให้ฐาน ในการค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า “ฐานภาษีส าหรับการน าเข้าสินค้าให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีส าหรับการน าเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าสินค้าของสินค้าน าเข้าโดยให้ใช้ ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ตามที่ก าหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้ก าหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ...” เมื่อการ ค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีคือราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นอากรเท่าใด เพื่อใช้เป็นฐานภาษี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอ านาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 4 ประกาศแต่งตั้งให้ข้าราชการ พลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สังกัดจ าเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินตาม ป. รัษฎากร มาตรา 16 และจ าเลยที่ 1 ใช้ อ านาจตาม ป.รัษฎากร เป็นผลกระทบต่อสถานภาพ สิทธิ และหน้าที่ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว และ ป.รัษฎากร มาตรา 83/10 บัญญัติว่า “ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) ส าหรับสินค้าที่น าเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อ กรมสรรพากร ...” ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีค าพิพากษาวินิจฉัยในเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรอันมีผลให้อากรขา เข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจ าเลยที่ 1 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับพิกัดอัตราอากรศุลกากรซึ่งเป็นผล ให้กระทบจ านวนเงินที่ต้องน ามารวมกับมูลค่าของเพื่อเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว กรณีนี้จึงไม่จ าต้องอุทธรณ์การประเมิน ภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มส าหรับการน าเข้าตามการ ประเมินได้รวมอากรขาเข้าที่ไม่ถูกต้องและโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าแล้วศาลฎีกาจึงมีอ านาจพิพากษาไปถึงฐาน ภาษีมูลค่าเพิ่มส าหรับการน าเข้าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อ กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอ านาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 26 ______________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าและเงินเพิ่มของจ าเลยที่ 1 เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่มเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของจ าเลยที่ 2 และเพิกถอนค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามใบ ขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01046-01135 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01046-02207 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104- 01146-00781 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01146-02265 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01246-01445 ใบขนสินค้าขา เข้าเลขที่ 0104-00147-00945 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00147-02536 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00247-01233 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00247-02497 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00347-03235 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104- 00447-01163 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00447-02413 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00547-00679 ใบขนสินค้าขา เข้าเลขที่ 0104-00547-01947 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00547-02750 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-00486 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-01377 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-02201 และใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-02677 ขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มของอากรขาเข้าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามใบขนสินค้าขาเข้า ทั้ง 19 ฉบับ จ าเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ______________________________ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากรขาเข้าของจ าเลยที่ 1 และเพิกถอนค า วินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01046-01135 ใบขน สินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01046-02207 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01146-00781 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01146- 02265 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01246-01445 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00147-00945 ใบขนสินค้าเขาเข้าเลขที่ 0104-00147-02536 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00247-01233 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00247-02497 ใบขน สินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00347-03235 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00447-01163 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00447- 02413 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00547-00679 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00547-01947 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 426


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ 0104-00547-02750 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-00486 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-01377 ใบขน สินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-02201 และใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-02677 ยกฟ้องจ าเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรม เนียมให้เป็นพับ จ าเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ได้ ______________________________ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษายืน ให้จ าเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยก าหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกอุทธรณ์จ าเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจ าเลยที่ 2 ให้เป็นพับ จ าเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลในประเด็นว่า สินค้าพิพาทจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8307.10 หรือ ประเภทพิกัด 7326.209 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 11 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2547 โจทก์น าเข้าสินค้า Outer เข้ามาในราชอาณาจักร 19 ครั้ง โดยส าแดงเป็นประเภทพิกัด 8307.10 โดย Outer นั้น ชั้นในสุดมีลักษณะเป็นท่อพลาสติก (Liner) ผลิตจากพลาสติกโพลิเอทิลีน มีรูตรงกลางส าหรับใส่สายเคเบิล (Inner) มีหลาย ชนิด ชั้นที่ 2 ชั้นกลาง มีลักษณะเป็นผนังท่อเหล็ก (Shield) โดยมีเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันเป็นเกลียวแน่นรอบท่อ พลาสติกประมาณ 7 ถึง 22 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับแบบและขนาด ชั้นที่ 3 ชั้นนอกสุด เป็นพลาสติกสีด า (Coating) ผลิตจาก พลาสติกเช่นเดียวกับชั้นที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างลวดเหล็กเกิดสนิมหรือผุกร่อน ป้องกันความร้อนที่เกิดจากอุณหภูมิ ของเครื่องยนต์และท่อไอเสีย มีความหนาตั้งแต่ 0.45 ถึง 1.11 มิลลิเมตร โจทก์เรียกว่า Outer Spring มีโครงสร้างคล้ายสินค้า ดังกล่าว แต่ต่างกันที่ชั้น 2 ชั้นกลางเป็นลวดเหล็กทับแบบม้วนวนเป็นเกลียวน าไปใช้งานคล้ายกัน แต่ทนแรงดันได้น้อยกว่า ส่วนแบบที่มี 4 ชั้น จะเพิ่มลวดเหล็กทับแบน (Casing) พันเกลียวรอบลวดเหล็กในชั้นที่ 2 (Shield) เพื่อท าหน้าที่พันชั้นที่ 2 ให้แน่นมากขึ้น โจทก์ส าแดงสินค้า Outer เป็นประเภทพิกัด 8307.10 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 5 พนักงานเจ้าหน้าที่ของ จ าเลยที่ 1 เห็นว่า สินค้าพิพาทจัดอยู่ในประเภทของอื่นที่ท าด้วยเหล็กประเภทพิกัดที่ 7326.209 อัตราอากรร้อยละ 20 วันที่ 28 มกราคม 2557 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 จึงออกแบบแจ้งการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าเพิ่ม เงินเพิ่มอากรขา เข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มส าหรับสินค้าที่โจทก์น าเข้า โจทก์อุทธรณ์การประเมิน เฉพาะในส่วนของอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การ ประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ______________________________ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจ าเลยที่ 1 ว่า สินค้าพิพาทจัดอยู่ประเภทพิกัด 8307.10 หรือประเภทพิกัด 7326.209 พิเคราะห์ แล้ว ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บรรดาค่าภาษีนั้น ให้เก็บตามบท พระราชบัญญัตินี้และตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร การเสียค่าภาษีให้เสียแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในเวลาที่ออกใบขน สินค้าให้” มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีส าหรับของที่น าเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่น า ของเข้าส าเร็จ” วรรคสอง บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การค านวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคา ของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น...” และพระราชก าหนดพิกัดอัตรา ศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติเรื่องการตีความพิกัดศุลกากรว่า “การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การ ตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชก าหนดนี้ ประกอบกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะ มนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ซึ่งท าเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2493 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2515” ดังนั้น การ จะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราช ก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว 427


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ซึ่งตามพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 2 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 83.07 ว่า หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ท าด้วยโลหะสามัญ มีหรือไม่มีอุปกรณ์ติดตั้ง (ฟิตติ้ง) (Flexible tubing of base metal, with or without fittings) ประเภทย่อย 8307.10.00 ระบุว่า ท าด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า (Of iron or steel) และสินค้าที่อยู่ใน ประเภทพิกัด 73.26 ว่า ของอื่น ๆ ท าด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า (Other articles of iron or steel) และประเภทย่อย 7326.20.90 ระบุว่า อื่นๆ (Other) จากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติว่าสินค้าที่พิพาท มี 2 ชนิด คือแบบ 3 ชั้น และแบบ 4 ชั้น ชั้นใน สุดเป็นท่อพลาสติก (Liner) มีรูตรงกลางส าหรับใส่ลวดสลิง สายเคเบิลหรือวัตถุอย่างอื่น ชั้นที่ 2 เป็นเหล็ก (Shield) โดยมีเส้น ลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันรอบท่อพลาสติก ชั้นนอกสุดเป็นพลาสติกหรือยางใช้ป้องกันน้ าจากภายนอก (Coating) ส่วน แบบ 4 ชั้น จะเพิ่มแถบเหล็กหรือแถบโลหะ (Casing) รัดรอบลวดเหล็กในชั้นกลาง เมื่อพิเคราะห์ค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบ ฮาร์โมไนซ์โดยองค์การศุลกากรโลก ประเภทพิกัดที่ 83.07 ระบุว่า “หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ท าด้วยโลหะสามัญ มีหรือไม่มี อุปกรณ์ติดตั้ง (ฟิตติ้ง) ... หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ท าด้วยโลหะ มีสองชนิดที่ส าคัญซึ่งแตกต่างกันตามกรรมวิธีการผลิต ดังนี้ (1) หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ประกอบด้วยแถบที่ท าเป็นรูปทรงม้วนวนเป็นเกลียว ... (2) หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ที่ท าเป็น ลูกฟูก ...” และระบุในย่อหน้าสามว่า “ประเภทนี้ยังคลุมถึงหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ที่ประกอบด้วยลวดที่ขดเป็นเกลียวแน่น (The heading also covers flexible tubing composed of tightly spiralled wire) เช่น เพื่อใช้เป็นปลอกส าหรับเคเบิล “โบเดน” หรือส าหรับสายเบรกจักรยาน (e.g., as used as sheathing for “Bowden” cables or cycle brake cables)...” โดยค าอธิบายดังกล่าวไม่ได้ระบุด้วยว่าลวดที่ขดเป็นเกลียวต้องยึดติดกัน เมื่อพิจารณาสินค้าพิพาทแล้ว เห็นว่า สินค้าพิพาทประกอบด้วยเส้นลวดกลมพันเป็นเกลียว มีชั้นพลาสติกคลุมด้านนอก และมีท่อพลาสติกด้านในตรงตามค าอธิบาย พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ตอนที่ 83.07 ดังกล่าว ทั้งจ าเลยที่ 1 เคยพิจารณาว่าท่อชิ้นนอก (ลวดเหล็กม้วนวนเป็นเกลียว) หรือ Outer Spring น ามาผลิตเป็นสายคลัตซ์รถยนต์ จัดเข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 ซึ่งโจทก์น าสืบโดยจ าเลยที่ 1 ไม่ได้ ถามค้านหรือน าสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า Outer Spring มีโครงสร้างคล้ายกับ Outer Shield หรือสินค้าพิพาท แต่ชั้นที่ 2 ชั้น กลางจะเป็นลวดเหล็กทับแบนม้วนวนเป็นเกลียวและ Outer Spring จะท าแรงดึงและดันได้น้อยกว่า Outer Shield หรือ สินค้าพิพาทที่มีเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันรอบหลอดที่เป็นพลาสติก ดังนั้น ลักษณะของสินค้าที่พิพาทกันเรื่องอากร ขาเข้าคดีนี้ จึงตรงกับลักษณะลวดที่ขดเป็นเกลียวแน่น และมีลักษณะการใช้งานไม่ต่างกับสินค้าที่จ าเลยที่ 1 เคยวินิจฉัยว่าจัด เข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 การที่ต้องน าลวดเหล็กมาพันเป็นเกลียวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในตัวโครงสร้าง โดยกระจายแรงไปยังลวดทุกเส้น ส่วนการที่มีผนังชั้นในเป็นท่อพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ก็ไม่ได้เปลี่ยนสาระส าคัญว่าไม่เข้าประเภท พิกัดนี้ และแม้องค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization : WCO) จะไม่เคยมีค าวินิจฉัยประเภทพิกัดอัตรา ศุลกากรส าหรับของพิพาทนี้ แต่องค์การศุลกากรโลกเคยมีค าวินิจฉัยประเภทพิกัด 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ของยาน ยนต์ตามค าวินิจฉัยในการจ าแนกพิกัดพร้อมค าแปลว่า ประเภทพิกัด 8708.29 คือ สายเปิดกระโปรงหน้ารถและสายเปิดช่อง เติมน้ ามันเชื้อเพลิง ซึ่งประกอบไปด้วยท่อท าด้วยลวดเหล็กพันเกลียวหุ้มด้วยพลาสติกที่อ่อนงอได้ (flexible outer casing) และมีสายเคเบิลชั้นในที่เคลื่อนที่ได้ ... โดยไม่จ าเป็นว่าหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ต้องท าด้วยเหล็กหรือลวดเหล็กพันเกลียวที่ ต้องยึดติดกัน เมื่อพิเคราะห์ลักษณะการใช้งานที่โจทก์น าสืบว่า โจทก์น าสินค้าพิพาทเข้ามาเป็นม้วน เพื่อน ามาผลิตเป็นสาย เบรก สายเกียร์ สายคลัตซ์ โดยจ าเลยไม่ได้น าสืบส่วนนี้เป็นอย่างอื่น หากมีนายสมยศ อดีตพนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 ตอบค าถามค้านทนายโจทก์เพียงว่า สินค้าที่องค์การศุลกากรโลกวินิจฉัยเป็นการท ามากกว่าสินค้าของโจทก์โดยมีลักษณะเป็น สายเบรกและสายคลัตซ์รถยนต์แล้ว แต่หากสินค้าพิพาทน าไปท าเป็นสายเบรกจะเข้าพิกัดดังกล่าวหรือไม่ พยานไม่ทราบ ค า เบิกความของพยานจ าเลยที่ 1 จึงเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ นอกจากนี้ศุลกากรของประเทศอื่นซึ่งใช้กฎหมายว่าด้วย พิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์เช่นเดียวกับประเทศไทย ได้แก่ สาธารณรัฐอินโดนีเซียและสหราชอาณาจักรเคยวินิจฉัย สินค้าชนิดเดียวกับสินค้าพิพาทว่าเป็นประเภทพิกัด 8307.10.00 ประกอบกับเมื่อสินค้าพิพาทเป็นของผสมหรือของรวมที่มี วัตถุหรือสารนั้นรวมอยู่กับวัตถุหรือสารอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้ จ าแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปให้จ าแนกตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุ ว่า “ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและประเภทอื่นระบุไว้อย่างกว้าง ๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้ โดยเฉพาะ...” เห็นว่า สินค้าพิพาทเป็นท่อพลาสติกที่มีเส้นลวดเหล็กพันรอบ และมีพลาสติกอยู่ชั้นนอกสุดจึงถือเป็นหลอดหรือ ท่อที่อ่อนงอได้ ท าด้วยโลหะสามัญ ตามประเภทพิกัด 83.07 โดยเข้าประเภทพิกัดย่อย 8307.10 ท าด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และเป็นกรณีที่ประเภทพิกัดศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้วตามข้อ 3 (ก) พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ าหนัก ดีกว่าพยานหลักฐานของจ าเลยที่ 1 ส่วนที่จ าเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่ามีความเห็นแย้งในค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ นั้น เห็นว่า เป็นเพียงความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษว่า น่าจะมีเหตุผลแห่งค าวินิจฉัยตาม 428


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ความเห็นแย้งอันเป็นเสียงข้างน้อย ความเห็นแย้งดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรดังได้วินิจฉัย มาแล้วข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทั้งหมดแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็น พ้องด้วย ฎีกาของจ าเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนประเด็นอื่นไม่จ าต้องวินิจฉัยเพราะไม่ท าให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ______________________________ อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยให้โจทก์เสียอากรขาเข้าลดลง ย่อมส่งผลให้ฐานในการ ค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า “ฐานภาษีส าหรับการน าเข้าสินค้าให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีส าหรับการน าเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าสินค้าของสินค้าน าเข้าโดยให้ใช้ ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ตามที่ก าหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้ก าหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ...” เมื่อการ ค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีคือราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นอากรเท่าใด เพื่อใช้เป็นฐานภาษี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอ านาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ประกาศแต่งตั้งให้ ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สังกัดจ าเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 16 และจ าเลยที่ 1 ใช้อ านาจตามประมวลรัษฎากรเป็นผลกระทบต่อสถานภาพ สิทธิ และหน้าที่ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการ ประเมินดังกล่าว และประมวลรัษฎากร มาตรา 83/10 บัญญัติว่า “ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) ส าหรับสินค้าที่น าเข้า ให้กรม ศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร ...” ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีค าพิพากษาวินิจฉัยในเรื่องพิกัดอัตรา ศุลกากรอันมีผลให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจ าเลยที่ 1 ก็ต้องลดลงไปโดยผล ของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับพิกัด อัตราอากรศุลกากรซึ่งเป็นผลให้กระทบจ านวนเงินที่ต้องน ามารวมกับมูลค่าของเพื่อเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว กรณีนี้จึงไม่ จ าต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ส าหรับการน าเข้าตามการประเมินได้รวมอากรขาเข้าที่ไม่ถูกต้องและโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าแล้วศาลฎีกาจึงมี อ านาจพิพากษาไปถึงฐานภาษีมูลค่าเพิ่มส าหรับการน าเข้าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความ ฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอ านาจ ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร และวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 26 ______________________________ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของจ าเลยที่ 1 ในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะส่วนที่คิดจากฐานอากรขาเข้าด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามค าพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ป.รัษฎากร ม. 4, ม. 16, ม. 30, ม. 77/1 (19), ม. 79/2, ม. 83/10 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 26 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2496 ม. 10 วรรคหนึ่ง, ม. 10 ทวิ วรรคหนึ่ง พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 15 วรรคสาม 429


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 2047/2563 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 63 บัญญัติว่า “เงินที่ได้จากการขายตามมาตรา 61 นั้น ให้หักใช้ค่าภาษี ค่าเก็บรักษา ค่า ย้ายขน หรือค่าภาระติดพันอย่างอื่นอันค้างช าระแก่กรมศุลกากรเสียก่อน เหลือเท่าใดให้ใช้ค่าภาระติดพันต่าง ๆ อันสมควรจะ ได้และค้างช าระแก่ตัวแทนของเรือที่น าของเข้ามา เมื่อได้หักเช่นนี้แล้ว ยังมีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใด ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เว้น แต่เจ้าของจะได้เรียกร้องเอาภายในหกเดือนนับแต่วันขายทอดตลาด” ตามบทบัญญัติดังกล่าวเจตนาให้จัดสรรเงินที่เหลือจาก การขายทอดตลาดของตกค้างเพื่อช าระหนี้ที่เป็นประโยชน์อันเกี่ยวข้องกับของตกค้างไว้ 4 รายการ รายการที่หนึ่งค่าภาษี รายการที่สองค่าเก็บรักษา รายการที่สามค่าย้ายขน หรือรายการที่สี่ค่าภาระติดพันอย่างอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับของตกค้าง เสียก่อน เหลือเท่าใดจึงให้คืนแก่เจ้าของที่ได้เรียกร้องเอาภายในหกเดือนนับแต่วันขายทอดตลาด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตาม ค าพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องบริษัทผู้น าเข้าของตกค้าง โดยคดีถึงที่สุดไปแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 20027/2556 ของศาล อุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้า และค่าขนย้าย 13,814,377.20 บาท ซึ่งผู้ร้องและจ าเลยมิได้ คัดค้านเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ค่าเก็บรักษาและค่าย้ายขนตามจ านวนดังกล่าวที่มีสิทธิได้รับจัดสรรเงินที่เหลือ จากการขายทอดตลาดของตกค้างก่อนเจ้าของตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 63 เมื่อเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ของตกค้างหลังจากได้หักใช้ค่าภาษีอันค้างช าระแก่จ าเลยแล้ว คงเหลือ 8,834,899 บาท จึงต้องจัดสรรให้แก่โจทก์ท าให้ไม่มี เงินเหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างที่จะตกได้แก่ผู้ร้องที่อ้างว่าเป็นเจ้าของอีกกรณีนี้ เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้ จ าเลยส่งมอบเงิน การที่จ าเลยปฏิเสธไม่ช าระเงินให้แก่โจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องรับผิดช าระดอกเบี้ยใน ต้นเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ไม่มีเหตุผลหรือบทบัญญัติตามกฎหมายข้อใดที่ก าหนดให้จ ากัดความรับผิดของจ าเลยไว้เพียง ต้นเงินที่อยู่ในความครอบครองของจ าเลยตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา แต่จะถือว่าจ าเลยผิดนัดในวันขายทอดตลาดของตกค้าง ดังกล่าวไม่ได้เพราะโจทก์เพิ่งมีหนังสือทวงถามให้จ าเลยส่งมอบเงิน ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ระบุให้จ าเลยส่งมอบเงิน ให้แก่โจทก์ภายในก าหนด 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ ซึ่งจ าเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 แล้วเพิกเฉย ถือ ว่าจ าเลยผิดนัดไม่ช าระเงินให้แก่โจทก์นับแต่วันพ้นก าหนด 7 วันดังกล่าว ให้จ าเลยรับผิดช าระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับถัดจากวันที่ 9 กรกฎาคม 2556 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจ าเลยช าระเงิน 10,104,915.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,834,899 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะช าระเสร็จแก่โจทก์ ______________________________ จ าเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นค าร้องขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์และให้จ าเลยช าระเงิน 8,834,899 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นค าร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะช าระเสร็จแก่ผู้ร้อง ___________________________ โจทก์ยื่นค าคัดค้านขอให้ยกค าร้องสอดของผู้ร้อง จ าเลยยื่นค าคัดค้านขอให้ยกค าร้องสอดของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จ าเลยช าระเงิน 8,834,899 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัด จากวันที่ศาลมีค าพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะช าระเสร็จแก่ผู้ร้อง ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความทุกฝ่ายให้เป็น พับ ___________________________ โจทก์อุทธรณ์ 430


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จ าเลยช าระเงิน 8,834,899 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันขายทอดตลาด คือวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะช าระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จ าเลยไม่ต้องรับผิดเกินกว่าจ านวนเงินคงเหลือ จากการขายทอดตลาดสินค้าตกค้างที่ยังเหลืออยู่ในความครอบครองของจ าเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลส าหรับคู่ความ ทุกฝ่ายให้เป็นพับ ___________________________ โจทก์ จ าเลย และผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบการท่าเทียบเรือรับจ้างขนถ่ายและเก็บรักษาสินค้าในคลังสินค้าที่ท่า เทียบเรือสินค้ากอง เอ 4 ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งอยู่ในเขตอารักขาของจ าเลยโดยท าสัญญาเช่ากับการท่าเรือแห่งประเทศไทย โจทก์มีสิทธิคิดค่าบริการการใช้ท่าเรือตามประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งออกโดยอาศัยอ านาจตาม พระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 29 (5) ประมาณเดือนธันวาคม 2553 บริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จ ากัด ผู้น าเข้ารถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก 23 คัน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยผู้ขายมอบหมายให้ เรือกรีนไพน์ขนส่งทางทะเลจอดที่ท่าเรือของโจทก์เพื่อให้โจทก์ขนถ่ายสินค้าจากเรือไปเก็บไว้ในคลังสินค้าที่ท่าเรือของโจทก์ เพื่อเสียภาษีศุลกากรและขออนุญาตน าเข้าสินค้า ตกลงช าระค่าภาระสินค้าตามที่โจทก์ก าหนด แต่บริษัทไม่สามารถด าเนินพิธี การศุลกากรและน าสินค้าออกจากท่าเรือของโจทก์ได้ โจทก์ฟ้องบริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จ ากัด กับพวก ข้อเท็จจริงยุติตามค าพิพากษาศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 5170/2555 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยคดีถึงที่สุดไปแล้ว ตามคดีหมายเลขแดงที่ 20027/2556 ของศาลอุทธรณ์ ให้บริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จ ากัด ช าระหนี้แก่ โจทก์ในหนี้ค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้าตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2554 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 ธันวาคม 2554) เป็น เงิน 8,491,477.20 บาท (รวมค่าขนถ่ายสินค้า 64,520 บาท ค่ายกสินค้า 56,455 บาท) นับถัดจากวันฟ้อง โจทก์คงเก็บรักษา สินค้าถึงวันที่ 27 มกราคม 2555 (วันที่กรมศุลกากรยึดสินค้าขายทอดตลาด) เป็นเวลา 220 วัน จึงให้ช าระค่าการใช้ท่าเรือเก็บ รักษาสินค้าอีกวันละ 24,195 บาท เป็นเงิน 5,322,900 บาท รวมโจทก์เป็นเจ้าหนี้ค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้าและค่า ขนย้าย 13,814,377.20 บาท ซึ่งการน าเข้าสินค้าดังกล่าวบริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จ ากัด ท าสัญญาเลต เตอร์ออฟเครดิตกับผู้ร้อง และผู้ร้องได้ช าระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วแต่บริษัทผิดนัดไม่ช าระหนี้ ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่ส่งมอบเอกสารการรับมอบสินค้าแก่บริษัทท าให้บริษัทไม่สามารถน าสินค้าออกจากท่าเรือของโจทก์ได้ กลายเป็นของตกค้าง จ าเลยอาศัยอ านาจตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 61 ขายทอดตลาดของตกค้าง ดังกล่าวเมื่อหักค่าภาษีใช้ให้แก่จ าเลยแล้วยังเหลือเงินอยู่ที่จ าเลย 8,834,899 บาท หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นค าร้องขอรับเงินที่ เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างต่อจ าเลย ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในคดี หมายเลขแดงที่ กค.54/2556 พิพากษาให้บริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จ ากัด กับพวก ร่วมกันช าระหนี้ตาม สัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซิท และค้ าประกัน 21,276,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอีกจ านวนหนึ่งแก่ผู้ร้อง ส่วนโจทก์ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้าง แต่จ าเลยปฏิเสธ โจทก์จึงยื่นค าร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้มีค าสั่งให้จ าเลยปฏิบัติตามค าสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลแพ่งมีค าสั่งยกค าร้องของโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องและจ าเลยว่า เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์บรรทุกที่ หักค่าภาษีแล้วยังมีเงินเหลืออยู่ที่จ าเลย 8,834,899 บาท จะตกได้แก่โจทก์หรือผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 63 บัญญัติว่า “เงินที่ได้จากการขายตามมาตรา 61 นั้น ให้หักใช้ค่าภาษี ค่าเก็บรักษา ค่าย้ายขน หรือค่า ภาระติดพันอย่างอื่นอันค้างช าระแก่กรมศุลกากรเสียก่อน เหลือเท่าใดให้ใช้ค่าภาระติดพันต่าง ๆ อันสมควรจะได้และค้างช าระ แก่ตัวแทนของเรือที่น าของเข้ามา เมื่อได้หักเช่นนี้แล้ว ยังมีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใด ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เว้นแต่เจ้าของจะได้ เรียกร้องเอาภายในหกเดือนนับแต่วันขายทอดตลาด” ตามบทบัญญัติดังกล่าวเจตนาให้จัดสรรเงินที่เหลือจากการขาย ทอดตลาดของตกค้างเพื่อช าระหนี้ที่เป็นประโยชน์อันเกี่ยวข้องกับของตกค้างไว้ 4 รายการ รายการที่หนึ่งค่าภาษี รายการที่ สองค่าเก็บรักษา รายการที่สามค่าย้ายขน หรือรายการที่สี่ค่าภาระติดพันอย่างอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับของตกค้างเสียก่อน 431


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ เหลือเท่าใดจึงให้คืนแก่เจ้าของที่ได้เรียกร้องเอาภายในหกเดือนนับแต่วันขายทอดตลาด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามค า พิพากษาศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 5170/2555 ที่โจทก์ฟ้องบริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จ ากัด ผู้น าเข้า รถยนต์บรรทุกและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยคดีถึงที่สุดไปแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 20027/2556 ของศาลอุทธรณ์ ให้ บริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จ ากัด ช าระหนี้แก่โจทก์ในหนี้ค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้าตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2554 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 ธันวาคม 2554) เป็นเงิน 8,491,477.20 บาท (รวมค่าขนถ่ายสินค้า 64,520 บาท ค่าย กสินค้า 56,455 บาท) นับถัดจากวันฟ้องโจทก์คงเก็บรักษาสินค้าถึงวันที่ 27 มกราคม 2555 (วันที่กรมศุลกากรยึดสินค้าขาย ทอดตลาด) เป็นเวลา 220 วัน จึงให้ช าระค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้าอีกวันละ 24,195 บาท เป็นเงิน 5,322,900 บาท รวมโจทก์เป็นเจ้าหนี้ค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้าและค่าขนย้าย 13,814,377.20 บาท ซึ่งผู้ร้องและจ าเลยมิได้ คัดค้านเป็นอย่างอื่น จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ค่าเก็บรักษาและค่าย้ายขนตามจ านวนดังกล่าวที่มีสิทธิได้รับจัดสรรเงินที่ เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างก่อนเจ้าของตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 63 เมื่อเงินที่ได้จากการ ขายทอดตลาดรถยนต์บรรทุกเมื่อได้หักใช้ค่าภาษีอันค้างช าระแก่จ าเลยแล้ว คงเหลือ 8,834,899 บาท จึงต้องจัดสรรให้แก่ โจทก์ท าให้ไม่มีเงินเหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างที่จะตกได้แก่ผู้ร้องที่อ้างว่าเป็นเจ้าของอีก การที่ศาลอุทธรณ์ให้ จ าเลยช าระเงินค่าเก็บรักษาและค่าขนย้ายให้แก่โจทก์ 8,834,899 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องและจ าเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเพียงใด เห็นว่า โจทก์ได้มีหนังสือทวงถาม ให้จ าเลยส่งมอบเงินจ านวน 8,834,899 บาท แล้ว และถือเป็นหนี้เงิน ประกอบกับการที่จ าเลยปฏิเสธไม่ช าระเงินให้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องรับผิดช าระดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ไม่มีเหตุผลหรือบทบัญญัติ ตามกฎหมายข้อใดที่ก าหนดให้จ ากัดความรับผิดของจ าเลยไว้เพียงต้นเงินที่อยู่ในความครอบครองของจ าเลยตามที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษา ค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในข้อดังกล่าวจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อตามค า ฟ้องของโจทก์ โจทก์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินดังกล่าวมานับแต่วันขายทอดตลาดของตกค้าง (วันที่ 19 กรกฎาคม 2555) แต่เห็นว่าจะถือว่าจ าเลยผิดนัดในวันขายทอดตลาดของตกค้างดังกล่าวไม่ได้เพราะโจทก์เพิ่งมีหนังสือทวง ถามให้จ าเลยส่งมอบเงิน ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ระบุให้จ าเลยส่งมอบเงินจ านวน 8,834,899 บาท ให้แก่โจทก์ภายใน ก าหนด 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ ซึ่งจ าเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 แล้วเพิกเฉย จึงต้องถือว่าจ าเลย ผิดนัดไม่ช าระเงินให้แก่โจทก์นับแต่วันพ้นก าหนด 7 วันดังกล่าว จึงเห็นควรให้จ าเลยรับผิดช าระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับถัดจาก วันที่ 9 กรกฎาคม 2556 ___________________________ ส่วนที่โจทก์ฎีกาข้อต่อไปเกี่ยวกับความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เห็นว่า ที่ศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์ได้มีค าพิพากษาในคดี ที่โจทก์ฟ้องบริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จ ากัด ซึ่งถึงที่สุดไปแล้วให้โจทก์มีสิทธิได้รับช าระ และโจทก์ได้มี หนังสือทวงถามไปยังจ าเลยแล้ว แต่จ าเลยปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามจนโจทก์ต้องฟ้องจ าเลยเป็นคดีนี้ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความ เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมเป็นว่า ให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสอง ศาลส าหรับคู่ความทุกฝ่ายให้เป็นพับ นั้น จึงไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในคดีของโจทก์จ าเลย ศาลฎีกาเห็นควรก าหนดให้ เหมาะสม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ___________________________ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ าเลยช าระเงิน 8,834,899 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 9 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะช าระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จ าเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล โดยก าหนดค่าทนายความ 100,000 บาท แทนโจทก์ด้วย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามศาลให้เป็นพับ ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 61, ม. 63 432


กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6035 - 6038/2561 การที่พนักงานอัยการมีค าสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจ าเลยในข้อหาส าแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรเป็นเรื่องที่พนักงานอัยการมี ความเห็นสั่งส านวนไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในส านวนการสอบสวน อันเป็นขั้นตอนในชั้นสอบสวนคดีอาญา หาได้มี ผลผูกพันกับคดีแพ่งไม่ จึงจะน ามารับฟังเป็นที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลในคดีแพ่งไม่ได้ว่าจ าเลยไม่ได้ส าแดงราคาต่ ากว่าความ เป็นจริง โจทก์ทั้งสองจึงมีอ านาจฟ้องเรียกค่าภาษีอากรที่ขาด ___________________________ แม้จ าเลยให้การว่า หนังสือแจ้งการประเมินเป็นค าสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลภาษี อากรกลางไม่ได้ก าหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้และไม่ปรากฏว่าจ าเลยคัดค้าน จึงถือว่าจ าเลยสละประเด็นดังกล่าว ทั้งศาล ภาษีอากรกลางไม่ได้วินิจฉัย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ___________________________ จ าเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) หากจ าเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมิน จ าเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน แต่จ าเลยหาได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินไม่ แสดงว่าจ าเลยไม่ติดใจโต้แย้งการ ประเมิน อันมีผลให้การประเมินเป็นอันยุติ จ าเลยย่อมไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้เพิกถอนการประเมิน ดังกล่าวและย่อมไม่มีสิทธิต่อสู้คดีว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ คดีทั้งสี่ส านวนนี้ ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 ทั้งสี่ส านวนว่า โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ทั้งสี่ส านวนว่า โจทก์ที่ 2 และให้เรียกจ าเลยทั้งสี่ส านวนว่า จ าเลย โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจ าเลยช าระค่าภาษีอากรพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามฟ้อง 232,332,861.47 บาท แก่โจทก์ทั้ง สอง และให้จ าเลยช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ช าระขาด 11,053,455 บาท 27,464,750 บาท 15,130,086 บาท 31,655,616 บาท ตามล าดับนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะช าระ เสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ___________________________ จ าเลยให้การและแก้ไขค าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จ าเลยช าระค่าภาษีอากรพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 232,332,861.47 บาท และให้จ าเลย ช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าช าระขาดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะช าระ เสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจ านวน 11,053,455 บาท (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2558) จ านวน 27,464,750 บาท (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2558) จ านวน 15,130,086 บาท (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2558) และจ านวน 31,655,616 บาท (ฟ้องวันที่ 13 สิงหาคม 2558) กับให้จ าเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ทั้งสองโดยก าหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท จ าเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จ าเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจ ากัด เดิมใช้ ชื่อว่า "บริษัทเดฟฟารี เทคโนโลยี แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ไทยแลนด์) จ ากัด" มีวัตถุประสงค์น ารถยนต์โดยสารและอุปกรณ์ที่ เกี่ยวข้องเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจ าหน่าย เมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2549 ถึงเดือนกันยายน 2550 จ าเลยน าเข้ารถยนต์ โดยสารรุ่นต่าง ๆ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีเมืองก าเนิดในสาธารณรัฐประชาชนจีน จากสาธารณรัฐประชาชน จีนเข้ามาในราชอาณาจักร 38 ครั้ง ตามค าฟ้อง โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและ 433


Click to View FlipBook Version