หน า ๗๓ เล ม ๑๓๔ ตอนที่๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ มาตรา ๒๒๒ ผู ส งของออกผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๗๖ วรรคสอง มาตรา ๙๐ วรรคสอง หรือมาตรา ๙๘ วรรคสอง ต องระวางโทษปรับไม เกินหนึ่งหมื่นบาท มาตรา ๒๒๓ นายเรือผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๗๙ ต องระวางโทษปรับไม เกิน ห าแสนบาท และให ริบของที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดดังกล าว มาตรา ๒๒๔ ผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๘๑ มาตรา ๙๒ มาตรา ๑๒๐ หรือ มาตรา ๑๒๑ ต องระวางโทษปรับไม เกินห าหมื่นบาท มาตรา ๒๒๕ ผู ส งของออกผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง ต องระวางโทษปรับ ไม เกินห าหมื่นบาท มาตรา ๒๒๖ นายเรือหรือผู ส งของออกผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๘๓ ต องระวางโทษปรับ ไม เกินห าหมื่นบาท มาตรา ๒๒๗ ผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๘๖ ต องระวางโทษจําคุกตั้งแต สามเดือน ถึงสิบป หรือปรับเป นเงินสี่เท าของราคาของซึ่งได รวมค าอากรเข าด วยแล ว หรือทั้งจําทั้งปรับ และให ริบของ ที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดดังกล าว ไม ว าจะมีผู ถูกลงโทษตามคําพิพากษาหรือไม มาตรา ๒๒๘ นายเรือผู ใดจอดเทียบท าหรือขนถ ายของที่นําเข ามาในหรือส งออกไปนอก ราชอาณาจักรนอกจากเขตพื้นที่ตามลําน้ําที่เป นเขตแดนทางบกตามที่อธิบดีประกาศกําหนดตามมาตรา ๘๗ ต องระวางโทษปรับไม เกินห าหมื่นบาท มาตรา ๒๒๙ ผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๘๘ หรือมาตรา ๘๙ ต องระวางโทษปรับ ไม เกินหนึ่งแสนบาท และให อายัดของที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดนั้นจนกว าจะได ปฏิบัติให ถูกต อง มาตรา ๒๓๐ ผู ควบคุมอากาศยานผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามหลักเกณฑ วิธีการ หรือ เงื่อนไขที่กําหนดตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง ต องระวางโทษปรับไม เกินห าหมื่นบาท เจ าของหรือพนักงานประจําสนามบินผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง ต องระวางโทษปรับไม เกินห าหมื่นบาท มาตรา ๒๓๑ ผู ควบคุมอากาศยานผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๙๔ หรือมาตรา ๙๖ ต องระวางโทษปรับไม เกินหนึ่งแสนบาท และให อายัดของที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดนั้นจนกว าจะได ปฏิบัติให ถูกต อง มาตรา ๒๓๒ ผู ควบคุมอากาศยานผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๙๗ ต องระวางโทษปรับ ไม เกินห าหมื่นบาท มาตรา ๒๓๓ ผู ได รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑๒ ผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑๕ หรือมาตรา ๑๒๙ ต องระวางโทษปรับไม เกินห าหมื่นบาท ผู ได รับใบอนุญาตจัดตั้งคลังสินค าทัณฑ บน โรงพักสินค า หรือที่มั่นคงผู ใด เมื่อได แจ งการเลิก การดําเนินการตามมาตรา ๑๒๙ แล ว แต ฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๑๓๐ วรรคหนึ่ง ต องระวางโทษปรับ ไม เกินห าหมื่นบาท 334 / 398 -Daobooks 334
หน า ๗๔ เล ม ๑๓๔ ตอนที่๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ มาตรา ๒๓๔ ผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานศุลกากรผู กํากับท าเรือรับอนุญาต ตามมาตรา ๑๑๙ ต องระวางโทษปรับไม เกินห าหมื่นบาท มาตรา ๒๓๕ ผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามหลักเกณฑ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่กําหนด ตามมาตรา ๑๒๒ ต องระวางโทษปรับไม เกินหนึ่งแสนบาท และให ริบของที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด ดังกล าว มาตรา ๒๓๖ ผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๑๒๓ หรือมาตรา ๑๗๒ หรือฝ าฝ น หรือไม ปฏิบัติตามหลักเกณฑ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่กําหนดตามมาตรา ๑๕๖ ต องระวางโทษปรับไม เกิน หนึ่งหมื่นบาท มาตรา ๒๓๗ ผู ใดลักลอบเป ดคลังสินค าทัณฑ บน โรงพักสินค า หรือที่มั่นคง หรือล วงเข าไป ถึงของที่อยู ในคลังสินค าทัณฑ บน โรงพักสินค า หรือที่มั่นคงนั้น โดยไม มีเหตุอันชอบด วยกฎหมาย ต องระวางโทษจําคุกไม เกินหกเดือน หรือปรับไม เกินห าหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา ๒๓๘ ผู ได รับใบอนุญาตจัดตั้งเขตปลอดอากรผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๑ มาตรา ๑๔๒ หรือมาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง ต องระวางโทษปรับไม เกินห าหมื่นบาท มาตรา ๒๓๙ ผู ใดขัดขวางการปฏิบัติหน าที่หรือไม ปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานศุลกากร ซึ่งอธิบดีมอบหมายตามมาตรา ๑๕๗ ต องระวางโทษจําคุกไม เกินหนึ่งป หรือปรับไม เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา ๒๔๐ ผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานศุลกากรหรือขัดขวางการปฏิบัติ หน าที่ของพนักงานศุลกากรตามมาตรา ๑๖๐ ต องระวางโทษปรับไม เกินห าหมื่นบาท มาตรา ๒๔๑ นายเรือผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามคําเตือนของพนักงานศุลกากรหรือขัดขวาง การปฏิบัติหน าที่ของพนักงานศุลกากรตามมาตรา ๑๖๔ ต องระวางโทษจําคุกไม เกินหนึ่งป หรือปรับ ไม เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา ๒๔๒ ผู ใดนําเข ามาในหรือส งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได ผ านพิธีการ ศุลกากร หรือเคลื่อนย ายของออกไปจากยานพาหนะ คลังสินค าทัณฑ บน โรงพักสินค า ที่มั่นคง ท าเรือ รับอนุญาต หรือเขตปลอดอากร โดยไม ได รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร ต องระวางโทษจําคุกไม เกิน สิบป หรือปรับเป นเงินสี่เท าของราคาของซึ่งได รวมค าอากรเข าด วยแล ว หรือทั้งจําทั้งปรับ และให ริบของนั้น ไม ว าจะมีผู ถูกลงโทษตามคําพิพากษาหรือไม ผู ใดพยายามกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง ต องระวางโทษเช นเดียวกัน มาตรา ๒๔๓ ผู ใดนําของที่ผ านหรือกําลังผ านพิธีการศุลกากรเข ามาในราชอาณาจักร หรือ ส งของดังกล าวออกไปนอกราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนา จะฉ ออากรที่ต องเสียสําหรับของนั้น ๆ ต องระวางโทษจําคุกไม เกินสิบป หรือปรับเป นเงินตั้งแต ครึ่งเท า แต ไม เกินสี่เท าของค าอากรที่ต องเสียเพิ่ม หรือทั้งจําทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของนั้นก็ได ไม ว าจะมี ผู ถูกลงโทษตามคําพิพากษาหรือไม 335 / 398 -Daobooks 335
หน า ๗๕ เล ม ๑๓๔ ตอนที่๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ผู ใดพยายามกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง ต องระวางโทษเช นเดียวกัน มาตรา ๒๔๔ ผู ใดนําของที่ผ านหรือกําลังผ านพิธีการศุลกากรเข ามาในราชอาณาจักร หรือ ส งของดังกล าวออกไปนอกราชอาณาจักร หรือนําของเข าเพื่อการผ านแดนหรือการถ ายลําโดยหลีกเลี่ยง ข อจํากัดหรือข อห ามอันเกี่ยวกับของนั้น ต องระวางโทษจําคุกไม เกินสิบป หรือปรับไม เกินห าแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของนั้นก็ได ไม ว าจะมีผู ถูกลงโทษตามคําพิพากษาหรือไม ผู ใดพยายามกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง ต องระวางโทษเช นเดียวกัน มาตรา ๒๔๕ ผู ใดเป นผู ใช หรือผู สนับสนุน หรือสมคบกันในการกระทําความผิดตามมาตรา ๒๔๒ มาตรา ๒๔๓ หรือมาตรา ๒๔๔ ต องระวางโทษเช นเดียวกับตัวการในการกระทําความผิดนั้น มาตรา ๒๔๖ ผู ใดช วยซ อนเร น ช วยจําหน าย ช วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจํานําหรือรับไว โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู ว าเป นของอันเนื่องด วยความผิดตามมาตรา ๒๔๒ ต องระวางโทษจําคุก ไม เกินห าป หรือปรับเป นเงินสี่เท าของราคาของซึ่งได รวมค าอากรเข าด วยแล วหรือทั้งจําทั้งปรับ การกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง หากเป นการกระทําโดยรู ว าเป นของอันเนื่องด วยความผิด ตามมาตรา ๒๔๓ ต องระวางโทษจําคุกไม เกินห าป หรือปรับเป นเงินตั้งแต ครึ่งเท าแต ไม เกินสี่เท าของ ค าอากรที่ต องเสียเพิ่ม หรือทั้งจําทั้งปรับ การกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง หากเป นการกระทําโดยรู ว าเป นของอันเนื่องด วยความผิด ตามมาตรา ๒๔๔ ต องระวางโทษจําคุกไม เกินห าป หรือปรับไม เกินห าแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา ๒๔๗ ผู ใดนําหรือยอมให ผู อื่นนําของต องห าม ของต องกํากัด หรือของที่ยังมิได ผ าน พิธีการศุลกากร ขึ้นบรรทุกหรือออกจากยานพาหนะ ต องระวางโทษตามที่บัญญัติไว ในมาตรา ๒๔๒ หรือมาตรา ๒๔๔ แล วแต กรณี มาตรา ๒๔๘ ในกรณีที่มีการกระทําความผิดตามมาตรา ๒๔๒ เกิดขึ้นในเรือที่มีระวางบรรทุกเกิน สองร อยห าสิบตันกรอสหรืออากาศยาน หากนายเรือหรือผู ควบคุมอากาศยานนั้นไม ใช ความระมัดระวัง ในการป องกันมิให มีการกระทําความผิดนั้น ต องระวางโทษปรับไม เกินห าแสนบาท มาตรา ๒๔๙ ผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามหลักเกณฑ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่กําหนด ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสอง หรือฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๑๘๗ ต องระวางโทษปรับไม เกินหนึ่งแสนบาท มาตรา ๒๕๐ นายเรือผู ใดไม ตอบคําถามหรือไม ปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานศุลกากร ตามมาตรา ๑๘๘ ต องระวางโทษปรับไม เกินหนึ่งหมื่นบาท มาตรา ๒๕๑ ผู ใดฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามมาตรา ๑๘๙ ต องระวางโทษจําคุกไม เกินหนึ่งป หรือปรับไม เกินห าหมื่นบาท หรือปรับเป นเงินสองเท าของราคาของ แล วแต จํานวนใดจะมากกว า หรือ ทั้งจําทั้งปรับ มาตรา ๒๕๒ การกระทําความผิดตามมาตรา ๒๐๒ มาตรา ๒๔๒ หรือมาตรา ๒๔๔ ให ผู กระทําต องรับผิดแม ได กระทําโดยไม มีเจตนา 336 / 398 -Daobooks 336
หน า ๗๖ เล ม ๑๓๔ ตอนที่๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๓ ในกรณีที่ผู กระทําความผิดเป นนิติบุคคล ถ าการกระทําความผิดของนิติบุคคลนั้น เกิดจากการสั่งการหรือการกระทําของกรรมการ หรือผู จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบใน การดําเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล าวมีหน าที่ต องสั่งการหรือกระทําการและละเว น ไม สั่งการหรือไม กระทําการจนเป นเหตุให นิติบุคคลนั้นกระทําความผิด ผู นั้นต องรับโทษตามที่บัญญัติไว สําหรับความผิดนั้น ๆ ด วย มาตรา ๒๕๔ การประเมินราคาของเพื่อกําหนดค าปรับตามพระราชบัญญัตินี้ให ถือตามราคา แห งของชนิดเดียวกันซึ่งได เสียอากรครบถ วนแล วตามที่ซื้อขายในเวลาหรือใกล เวลาที่กระทําความผิดนั้น เว นแต ไม มีราคาดังกล าวให ถือตามราคาที่อธิบดีกําหนด มาตรา ๒๕๕ ให อธิบดีมีอํานาจสั่งจ ายเงินสินบนและรางวัลตามระเบียบที่อธิบดีกําหนด โดยได รับอนุมัติจากรัฐมนตรีในกรณีดังต อไปนี้ (๑) ความผิดตามมาตรา ๒๔๒ มาตรา ๒๔๔ เฉพาะกรณีความผิดฐานหลีกเลี่ยงข อห าม และมาตรา ๒๔๖ ให หักจ ายเป นเงินสินบนและรางวัลร อยละสี่สิบจากเงินค าขายของกลาง โดยให หักจ าย เป นเงินสินบนร อยละยี่สิบ และเป นเงินรางวัลร อยละยี่สิบ แต กรณีที่มิได ริบของกลางหรือของกลาง ไม อาจจําหน ายได ให หักจ ายจากเงินค าปรับ (๒) ความผิดตามมาตรา ๒๐๒ มาตรา ๒๔๓ และมาตรา ๒๔๔ เฉพาะกรณีความผิดฐาน หลีกเลี่ยงข อจํากัดให หักจ ายเป นเงินรางวัลร อยละยี่สิบจากเงินค าขายของกลาง แต กรณีที่มิได ริบของกลาง หรือของกลางไม อาจจําหน ายได ให หักจ ายจากเงินค าปรับ (๓) กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาด และเจ าหน าที่ผู สํารวจเงินอากรตรวจพบเป นผลให เรียก อากรเพิ่มเติมได ให จ ายเงินรางวัลร อยละสิบของเงินอากรที่กรมศุลกากรเรียกเก็บเพิ่มเติมได เงินสินบนและรางวัลตาม (๑) และ (๒) ให หักจ ายเป นเงินสินบนได ไม เกินคดีละห าล านบาท และหักจ ายเป นเงินรางวัลได ไม เกินคดีละห าล านบาท และตาม (๓) ให หักจ ายเป นเงินรางวัลได ไม เกิน ห าล านบาทต อการตรวจพบ มาตรา ๒๕๖ ภายใต บังคับมาตรา ๒๕๗ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ถ าบุคคลนั้น ยินยอมใช ค าปรับ หรือได ทําความตกลง หรือทําทัณฑ บน หรือให ประกันตามที่อธิบดีเห็นสมควรแล ว อธิบดีจะงดการฟ องร องเสียก็ได และให ถือว าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรจะฟ องบุคคลใดตามพระราชบัญญัตินี้ให บันทึกเหตุผลในการฟ อง ผู กระทําความผิดไว ด วย มาตรา ๒๕๗ ความผิดตามมาตรา ๒๒๗ มาตรา ๒๔๒ มาตรา ๒๔๓ มาตรา ๒๔๔ และ มาตรา ๒๔๗ ถ าราคาของกลางรวมค าอากรเข าด วยแล วเกินกว าสี่แสนบาท ให คณะกรรมการ เปรียบเทียบมีอํานาจเปรียบเทียบได 337 / 398 -Daobooks 337
หน า ๗๗ เล ม ๑๓๔ ตอนที่๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ คณะกรรมการเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งประกอบด วยผู แทนกรมศุลกากร ผู แทนกระทรวงการคลัง และผู แทนสํานักงานตํารวจแห งชาติ เมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบได ทําการเปรียบเทียบกรณีใด และผู ต องหาได ชําระเงินค าปรับ หรือได ทําความตกลง หรือทําทัณฑ บน หรือให ประกัน ตามคําเปรียบเทียบภายในระยะเวลา ที่คณะกรรมการเปรียบเทียบกําหนดแล ว ให ถือว าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๕๘ ให ก ร ร มก า ร ผู ท รงคุณ วุฒิในคณ ะ ก ร ร มก า ร วินิจ ฉัยอ าก รศุล ก าก ร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ซึ่งดํารงตําแหน งอยู ในวันก อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช บังคับ เป นกรรมการผู ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากรตามพระราชบัญญัตินี้ต อไป จนกว าจะได มีการแต งตั้งกรรมการผู ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากรตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ต องไม เกินหนึ่งร อยแปดสิบวันนับแต วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช บังคับ มาตรา ๒๕๙ เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลใช บังคับ (๑) ให คลังสินค าทัณฑ บน ที่มั่นคง และเขตปลอดอากร ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ ศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ และดําเนินการอยู ในวันก อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช บังคับ เป นคลังสินค า ทัณฑ บน ที่มั่นคง และเขตปลอดอากร ตามพระราชบัญญัตินี้ (๒) ให ทําเนียบท าเรือที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ และ ดําเนินการอยู ในวันก อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช บังคับ เป นท าเรือรับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ (๓) ให คลังสินค าและโรงพักสินค าที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ และดําเนินการอยู ในวันก อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช บังคับ เป นโรงพักสินค าตามพระราชบัญญัตินี้ ให ผู ดําเนินการจัดตั้งคลังสินค าทัณฑ บน คลังสินค า โรงพักสินค า ที่มั่นคง ทําเนียบท าเรือ และเขตปลอดอากรตามวรรคหนึ่ง รวมทั้งผู ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร ยังคงดําเนินการต อไปได แต ต องปฏิบัติตามหลักเกณฑ และเสียค าธรรมเนียมตามที่บัญญัติไว ในพระราชบัญญัตินี้แล วแต กรณี ในกรณีที่ผู ดําเนินการตามวรรคสองฝ าฝ นหรือไม ปฏิบัติตามหลักเกณฑ หรือไม เสียค าธรรมเนียม ตามที่บัญญัติไว ในพระราชบัญญัตินี้ให อธิบดีเพิกถอนการจัดตั้งกิจการดังกล าวโดยให นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๓๔ และมาตรา ๑๓๕ มาใช บังคับ มาตรา ๒๖๐ บทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการนําของออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา ๑๐๒ วรรคสอง และมาตรา ๑๐๓ จะไม นํามาใช บังคับกับกรณีที่มีความตกลงระหว าง ประเทศที่มีผลผูกพันไว แล ว มาตรา ๒๖๑ ให อธิบดีมีอํานาจพิจารณาสั่งจ ายเงินสินบนหรือรางวัลในกรณีที่ตรวจพบ การกระทําความผิดหรือตรวจพบการเก็บอากรขาดก อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช บังคับตามอัตราที่กําหนด ไว ในมาตรา ๑๐๒ ตรีแห งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ซึ่งแก ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ ได ต อไป 338 / 398 -Daobooks 338
หน า ๗๘ เล ม ๑๓๔ ตอนที่๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖๒ บรรดาพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข อบังคับ ประกาศ หรือ คําสั่ง ที่ออกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่๗) พุทธศักราช ๒๔๘๐ พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่๘) พุทธศักราช ๒๔๘๐ พระราชบัญญัติ ศุลกากร (ฉบับที่๙) พุทธศักราช ๒๔๘๒ หรือพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ แล วแต กรณีที่ใช บังคับอยู ในวันก อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช บังคับ ให ยังคงใช บังคับได ต อไปเพียงเท าที่ ไม ขัดหรือแย งกับพระราชบัญญัตินี้จนกว าจะมีพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ หรือ คําสั่ง ตามพระราชบัญญัตินี้ใช บังคับ การดําเนินการออกพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งตามวรรคหนึ่ง ให ดําเนินการให แล วเสร็จภายในหนึ่งร อยแปดสิบวันนับแต วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช บังคับ หากไม สามารถ ดําเนินการได ให รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม อาจดําเนินการได ต อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ผู รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ จันทร โอชา นายกรัฐมนตรี 339 / 398 -Daobooks 339
340 / 398 -Daobooks 340
341 / 398 -Daobooks 341
หน า ๗๙ เล ม ๑๓๔ ตอนที่๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ โดยที่พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ได ใช บังคับมาเป นเวลานานและมีบทบัญญัติบางเรื่องล าสมัยหรือไม สอดคล องกับสถานการณ ป จจุบัน อีกทั้งยังมี การตรากฎหมายแก ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล าวหลายฉบับ ทําให เกิดความไม สะดวกในการใช บังคับกฎหมาย ประกอบกับการค าและการขนส งสินค าระหว างประเทศได พัฒนาและขยายตัวมากขึ้น ทําให มีความจําเป นต อง ปรับปรุงการดําเนินพิธีการศุลกากรและการดําเนินการอื่นที่เกี่ยวข อง เพื่อให มีประสิทธิภาพและสอดคล องกับ มาตรฐานสากล อันจะเป นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข งขันของประเทศ สมควรปรับปรุงกฎหมาย ว าด วยศุลกากร จึงจําเป นต องตราพระราชบัญญัตินี้ 342 / 398 -Daobooks 342
T.0816367346-172 343 / 398 -Daobooks 343
T.0816367346-173 344 / 398 -Daobooks 344
จดัทําขึน เพื อการศกึษากฎหมายศลุกากร ผลการตรวจสอบสินคา เมื่อ วันที่19 ตุลาคม 2560 ลักษณะการกระทํา เจาหนาที่ชุดสืบสวนและปราบปรามพิเศษ สสป. ไดทําการตรวจสอบหลังการตรวจปลอยใบขน สินคา โดยผูนําเขาสําแดงชนิดสินคาเปนสายไฟ POWER CABLE ประเภทพิกัด 8544.49.39 อัตราอากร 10% น้ําหนัก 22,260 KGM ผลการตรวจสอบ ไมพบรายการสินคาตามที่บริษัทสําแดง การตรวจพบ 1. ยาจุดกันยุง จํานวน 2,000 กลอง สินคาตองชําระอากรตามประเภทพิกัด 3808.91.20 อัตรา 0% แตสินคาดังกลาวเปนวัตถุอันตรายชนิดที่3 ตองขออนุญาตนําเขาจากสํานักงาน คณะกรรมการอาหารและยากอนการนําเขา 2. กระดาษทิชชูจํานวน 70 PACKS ตองชําระอากรตามประเภทพิกัด 4818.20.00 อัตรา 10 % ลักษณะความผิด กรณีเปนการนําหรือพาของที่ยังไมชําระคาภาษีอากรหรือของตองหาม ตองกํากัด หรือของที่ยังไม ผานพิธีการศุลกากรโดยถูกตองเขามาในราชอาณาจักร เปนความผิดตามมาตรา 99,27 แหง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ประกอบมาตรา 16,17 แหง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่9) พ.ศ. 2482 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวของมูลคาของกลางประมาณ 3,000,000.- บาท ผลการตรวจสอบสินคา เมื่อ วันที่11 ตุลาคม 2560 ลักษณะการกระทํา ตรวจสอบสินคาที่นําเขา ตามใบขนสินคาขาเขา ผูนําเขาสําแดงชนิดสินคา 9 รายการ โดย สําแดงสินคารายการที่3 เปน ทอเหล็กสี่เหลี่ยม GALVANIZED SQUARE TUBE ปริมาณ 2,526 KGM น้ําหนัก 2,526 KGM ราคาของ 603,301.83 บาท ชําระอากรตามประเภทพิกัดฯ 7308.90.99 รหัสสถิติ000/KGM อัตราอากร 0% ใชสิทธิพิเศษฯ ACN และสําแดงสินคา รายการที่4 เปนทอเหล็ก GALVANIZED TUBE ปริมาณ 367 KGM น้ําหนัก 367 KGM ราคา ของ 87,653.20 บาท ชําระอากรตามประเภทพิกัดฯ 7308.90.99 รหัสสถิติ000/KGM อัตรา อากร 0% ใชสิทธิพิเศษฯ ACN ผลการตรวจสอบ รายการ ที่3 เปน ชนิดสินคาหลอดหรือทอทําดวยเหล็กกลา ชนิดเชื่อมตะเข็บ ภาคตัดขวางเปน รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดหนาตัด 32x32 มม. , 50x50มม. มีความยาว 6 เมตร และเปนรูป สี่เหลี่ยมผืนผา ขนาดหนาตัด 40x60มม. ความยาว 6 เมตร ตองชําระอากรประเภทพิกัดฯ 7306.61.90 รหัสสถิติ090/KGM รหัสยอย 01 อัตราอากร 5 % ฐานะหลอดหรือทอทําดวย เหล็กกลา ชนิดเชื่อมตะเข็บ มีภาคตัดขวางเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผา ขนาดเสน ผานศูนยกลางรอบนอกไมเกิน 406.4 มม. ปริมาณ น้ําหนักตรงตามสําแดง โดยชนิดสินคา ประเภทพิกัดฯ 7306.61.90 รหัสสถิติ090/KGM ที่มีแหลงกําเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจนี ตองชําระอากรตอบโตการทุมตลาดฯ อัตรารอยละ 66.01 ของราคา ซีไอ เอฟ ตามประกาศ คณะกรรมการพิจารณาการทุมตลาดและการอุดหนุน เรื่อง การตอบโตการทุมตลาดสินคาหลอด และทอทําดวยเหล็กหรือเหล็กกลาที่มีแหลงกําเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐ เกาหลี(ฉบับที่3) พ.ศ. 2560 ลงวันที่14 กรกฎาคม 2560 ขอ 3 (1) (ง)และรายการ ที่4 ชนิด สินคา เปน หลอดหรือทอทําดวยเหล็กกลา ชนิดเชื่อมตะเข็บ ภาคตัดขวางเปนวงกลม ขนาดมี เสนผานศูนยกลาง 125มม.และ150มม. ยาว 6 เมตร ตองชําระอากรประเภทพิกัดฯ 7306.30.99 รหัสสถิติ090/KGM รหัสยอย 00 อัตราอากร 5 % ฐานะหลอดหรือทอทําดวยเหล็กกลา ชนิด เชื่อมตะเข็บ มภีาคตัดขวางเปนวงกลม ขนาดเสนผานศูนยกลางรอบนอกไมเกิน 406.4 มม. ปริมาณน้ําหนัก ตรงตามสําแดง โดยชนิดสินคาประเภทพิกัดฯ 7306.30.99 ที่มีแหลงกําเนิดจาก สาธารณรัฐประชาชนจีน ตองชําระอากรตอบโตการทุมตลาดฯ อัตรารอยละ 66.01 ของราคา ซี ไอ เอฟ ตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาการทุมตลาดและการอุดหนุน เรื่อง การตอบโตการ ทุมตลาดสินคาหลอดและทอทําดวยเหล็กหรือเหล็กกลาที่มีแหลงกําเนิดจาก สาธารณรัฐ ประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลี(ฉบับที่3) พ.ศ. 2560 ลงวนัที่14 กรกฎาคม 2560 ขอ 3 345 / 398 -Daobooks 345
จดัทําขึน เพื อการศกึษากฎหมายศลุกากร (1) (ง)รายการที่1-2 , 5-9 ชนิดของ ปริมาณและน้ําหนักตรงตามสําแดง การตรวจพบ สําแดงพิกัดศุลกากรไมถูกตอง ลักษณะความผิด ผูนําเขาสําแดงชนิดสินคา ประเภทพิกัดฯ และอัตราอากรเปนเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงอากร เปนเหตุให อากรขาด อันเปนความผิดตามมาตรา 99, 27 แหง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 ประกอบกับ มาตรา 16, 17 แหง พ.ร.บ.ศุลกากร(ฉบับที่9) พ.ศ. 2482 และ พ.ร.บ. การตอบโตการทุมตลาด และการอุดหนุนซึ่งสินคาจากตางประเทศ พ.ศ. 2542 ราคาของรวม 690,955.03 บาท อากรขา เขาขาด 34,548 บาท ภาษีมูลคาเพิ่มขาด2,418 บาท อากรตอบโตการทุมตลาดขาด 456,099 บาท ผลการตรวจสอบสินคา เมื่อ วันที่2 ตุลาคม 2560 ลักษณะการกระทํา ใบขนฯสําแดงชนิดสินคาเปน สวนประกอบเครื่องตัดโลหะ (PRESS REPAIR KIT 100 CLUTCH UNIT) ราคาของ 344, 018.48 บาท น้ําหนัก 80 กก. ปริมาณ 8 PCS พิกัดฯ 8466.9390 อัตรา อากร 0% ผลการตรวจสอบ สวนประกอบของเครื่องจักร แตตองชําระอากรตามประเภทพิกัดฯของตัวมันเองตามขอหาม ของ หมายเหตุพิกัดฯหมวด16ขอ.1 (ก),(ข)และขอ.2(ก)คือ 1.ชุดคลัตช(CLUTCH UNIT)เปนอุปกรณสงกําลังของเครื่องจักรตัดโลหะ ปริมาณ 1 SET จัดเปนของตามพิกัดฯ 8483.6000 อัตราอากร 10% 2.สายพานสงกําลังทําดวยยาง(MAIN DRIVE BELT) ปริมาณ 1PC จัดเปนของตามพิกัดฯ 4010.3900 อัตราอากร 10% 3.แหวนเกลียวกันหลวมทําดวยเหล็ก (LOCK NUT)ปรืมาณ 4 PCS จัดเปนของตามพิกัดฯ 7318.1690 อัตราอากร 10% 4.แหวนรองแบบล็อค (TAB WASHER) ปริมาณ 2 PCS จัดเปนของตามพิกัดฯ 7318.2100 อัตราอากร 10% การตรวจพบ สําแดงพิกัดศุลกากรไมถูกตอง ลักษณะความผิด กรณีเปนความผิดฐานสําแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร เปนเหตุใหอากรขาด 34,401 บาท VAT ขาด 2,408 บาท ผลการตรวจสอบสินคา เมื่อ วันที่5 ตุลาคม 2560 ลักษณะการกระทํา สําแดงชนิดสินคา 1 รายการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ รายการที่1 สําแดงสินคา หนาจอ LED 40 นิ้ว (TV LED 40" BUILT-IN 10W*2 SPEAKERS INTERFACE) ปริมาณ 200 C62 น้ําหนัก 1,540 KGM ชําระอากรในประเภทพิกัด 8528.49.10 อัตราอากร 0% ผูนําเขาใชสิทธิACN ยกเวนอากร ผลการตรวจสอบ สินคารายการ 1 เปน เครื่องรับโทรทัศนสีแอลอีดีขนาด 42 นิ้ว (กลองระบุไวเปน LED42) ดานหลังประกอบดวย ชองตอสายอากาศ Antenna Socket ชอง HDMI Port ชอง Component Video Port ฯลฯ พรอมคูมือ LED/LCD TV และรีโมทคอนโทรลในกลอง ปริมาณตรงตามสําแดง การตรวจพบ ตองจัดเปนของตามประเภทพิกัด 8528.72.92 อัตรารอยละ 20 ในฐานะเปนเครื่องรับสําหรับ โทรทัศนสีแอลอีดีนอกจากนี้ไมสามารถใชสิทธิอาเซียน-จีน เนื่องจาก ตรวจพบเปน เครื่องรับ โทรทัศนสีขนาด 42 นิ้ว แต INVOICE ระบุเปน ขนาด 40 นิ้ว และผูขายใน INVOICE กับ FROM E ไมตรงกัน แสดงใหเห็นวา ผูนําเขามีเจตนาที่หลีกเลี่ยงคาภาษีอากร ทั้งนี้ผูนําเขาเจตนา สําแดงประเภทพิกัด มอนิเตอรชนิดหลอดแคโทดเรย(8528.49.10) ใชสิทธิอาเซียน-จีน เพื่อ ยกเวนอากร แตไมสําแดงประเภทพิกัด เครื่องรับโทรทัศนแอลอีดี(8528.72.92) เพราะการ สําแดงประเภทพิกัด เครื่องรับโทรทัศนแอลอีดีและใชสิทธิอาเซียน-จีน ก็ตองชําระอากร 20% 346 / 398 -Daobooks 346
จดัทําขึน เพื อการศกึษากฎหมายศลุกากร ลักษณะความผิด การสําแดง ชนิด ประเภทพิกัดและอัตราอากรเปนเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงคาภาษีอากร เปนเหตุใหคา ภาษีอากรขาด อันเปนความผิดฐานสําแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงคาภาษีอากร ตามมาตรา 99 และ มาตรา 27 แหง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ประกอบมาตรา 16,17 แหง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มูลคาของ 1,183,178.28 บาท อากรขาด 236,635.65 บาท ภาษีมูลคาเพิ่มขาด 16,564.49 บาท ผลการตรวจสอบสินคา เมื่อ วันที่4 ตุลาคม 2560 ลักษณะการกระทํา ชนิดของนําเขาจัดสงเขามาทาง ไปรษณียระหวางประเทศสงออกทางอากาศ ความผิดปกติของ น้ําหนัก ผลการตรวจสอบ ตรวจพบเปน ใบ KHAT น้ําหนักประมาณ 90 กิโลกรัม (หีบหอละ 18 กิโลกรัม) จึงไดดําเนินการ ชักตัวอยางสงวิเคราะหพิสูจนสารใหกับสถาบันวิชาการและตรวจพิสูจนยาเสพติด สํานักงาน ป.ป.ส. การตรวจพบ ผลพิสูจนพบ คาทิโนน (CATHINONE) และ คาทีน CATHINE) ซึ่งของดังกลาวจัดเปนวัตถุออก ฤทธิ์ในประเภทที่1 และ ประเภทที่2 ตาม พ.ร.บ. วัตถุออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ลักษณะความผิด กรณีดังกลาวเปนการนําผานระหวางราชอาณาจักรซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ทุกประเภท โดยไมมี ใบอนุญาตจากผูอนุญาต ตามมาตรา 20 และ มาตรา 103 แหงพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ ตอจิตและประสาท พ.ศ. 2559 และเปนความผิดตามมาตรา 27 และ มาตรา 36 แหง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ประกอบกับมาตรา 16 มาตรา 17 แหงพระราชบัญญัติ ศุลกากร (ฉบับที่9) พ.ศ. 2482 และ คดีไมปรากฏตัวผูตองหา เจาหนาที่ศุลกากรฯ จึงไดรวมกัน ยึดสิ่งของตามรายการดังกลาวไวตามมาตรา 24 แหงพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ประกอบมาตรา 58/1 แหงพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่21) พ.ศ. 2557 และนําสงของกลาง ไปยังกรมศุลกากรเพื่อดําเนินคดีตามกฎหมายตอไป ผลการตรวจสอบสินคา เมื่อ วันที่2 ตุลาคม 2560 ลักษณะการกระทํา ตามใบขนสนิคาขาเขา ผูนําเขา สําแดงชนิดสินคาเปน เปน ผลิตภัณฑแผนรีดทําดวยเหล็กกลา เจือโบรอน (HOT-DIP 55% AL-ZN COATED ALLOY STEEL (BORON ADDED)) ปริมาณ 4.000 CL น้ําหนัก 14,050.000 KGM. ราคาของ 371,534.93 บาท ชําระอากรตามประเภท พิกัดฯ 7225.99.90 รหัสสถิติ090/KGM อัตราอากร 0% ใชสิทธิพิเศษฯ ATIGA ผลการตรวจสอบ พบวาชนิดสินคา ปริมาณ น้ําหนัก อัตราอากร ตรงตามสําแดง แตสินคาดังกลาว เปน ผลิตภัณฑ แผนรีดทําดวยเหล็กกลาเจืออื่นๆ มีความกวาง 914 มิลลิเมตร เปนของตามประเภทพิกัด 7225.99.90 รหัสสถิติ090/Kgm. ประเทศกําเนิดเวียดนาม การตรวจพบ พิจารณาประกอบเอกสารแสดงคุณสมบัติของสินคา (Test Certificate) ของบริษัทผูผลิต ระบุ ชั้นมาตรฐาน ที่มสีวนประกอบของธาตุตาง ๆ ไมสอดคลองกับสวนประกอบทางเคมีของชั้น มาตรฐาน เกรด SGLDD อางอิงมาตรฐาน JIS G 3321:2007 , ISO 9364:2011, ISEN10346:2009 หรือ มีความกวางมากกวา 1,325 มิลลิเมตร ที่ไดรับยกเวนอากรทุมตลาด ตามประเภทพิกัดดังกลาว ดังนั้นจึงตองชําระอากรทุมตลาด ในอัตรารอยละ 6.20 ของราคา ซี ไอ เอฟ. ตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาการทุมตลาดและการอุดหนุน เรื่อง การตอบโตการ ทุมตลาดสินคาเหล็กแผนรีดเย็นชุบหรือเคลือบดวยโลหะเจือของอะลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุม รอน ที่มีแหลงกําเนิดจากสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พ.ศ. 2560 (ขอ 3 (2)) ลักษณะความผิด กรณีเปนการตรวจพบผูนําเขาสําแดงเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงอากร เปนเหตุใหอากรขาด อันเปน ความผิดตามมาตรา 99, 27 แหง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 ประกอบกับมาตรา 16,17 แหง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่9) พ.ศ. 2482 และ พ.ร.บ. การตอบโตการทุมตลาดและการอุดหนุนซึ่ง 347 / 398 -Daobooks 347
จดัทําขึน เพื อการศกึษากฎหมายศลุกากร สินคาจากตางประเทศ พ.ศ. 2542 ราคาของ 371,534 บาท อากรตอบโตการทุมตลาดขาด 23,035 บาท ภาษีมูลคาเพิ่มขาด 1,612 บาท ผลการตรวจสอบสินคา เมื่อ วันที่3 ตุลาคม 2560 ลักษณะการกระทํา ตามใบขนสนิคาขาเขาสําแดงชนิดสินคารายการที่1-2 เปน เพลาสงกําลังใชกับปมน้ําดับเพลิง ราคาของ 380,525.02 บาท ปริมาณรวม 11 C62 น้ําหนักรวม 611 KGM. ชําระอากรตาม ประเภทพิกัดฯ 8483.10.90 อัตราอากร 0 % ผลการตรวจสอบ พบ เปน สวนประกอบของรถดับเพลิง จํานวน 11 SET ลักษณะของสินคาดังกลาว 1 SET ประกอบดวยเพลาสงกําลังทําดวยโลหะเหล็กความยาวตางขนาดกัน จํานวน 3 ทอน (Complete Shaft Assembly) ติดตั้งขอตอ (Universal Joint) กามปู(Yoke) พรอมหนา แปลน (flanges) และประกับเพลา สําหรับยึดอุปกรณอื่น เมื่อประกอบกันเปนชุดดานหนึ่งจะ ติดตั้งกับระบบสงกําลังของเครื่องยนตรถดับเพลิงกับอีกดานหนึ่งติดตั้งกับปมน้ําดับเพลิงซึ่งติดใน รถดับเพลิง (ตามเอกสารชี้แจงของบริษัท) ขอเท็จจริงเห็นไดวาของดังกลาวจัดทํามา เฉพาะเจาะจงใชกับรถดับเพลิงไมสามารถใชไดกับทั่วไป สินคาดังกลาวจึงจัดวาไมไดเปนเพลาสง กําลังของปมน้ําตามที่สําแดง แตเปนสวนประกอบของรถดับเพลิง ซึ่งเปนยานยนตตามประเภท 87.05 ดังนั้นสินคาดังกลาวจึงตองชําระตามประเภทพิกัด 8708.99.99 รหัสยอย 29 อัตราอากร 30% การตรวจพบ ประกอบกับพิจารณาการนําไปใชงานของสินคาที่นําไปใชเฉพาะสําหรับรถดับเพลิงซึ่งเปนยาน ยนตในหมวด 17 และไมไดเปนสวนประกอบในเครื่องยนตหรือมอเตอรจึงไมถูกหามจากหมาย เหตุของหมวด 17 ขอ 2 (จ)สามารถจัดเปนของในหมวด 17 ได อีกทั้งของดังกลาวไมสามารถเปนของตามประเภทพิกัด 84.83 จากหมายเหตุของหมวด 16 ที่ระบุวา ขอ 1. หมวดนี้ไมคลุมถึง (ต) ของในหมวด 17 ดังนั้นสินคาดังกลาวตองชําระอากรตามประเภทพิกัดฯ 8708.99.99 รหัสยอย 29 อัตราอากร 30% ในฐานะเปนสวนประกอบของรถดับเพลิง อาศัยหลักเกณฑการตีความ ขอ 1 และ ขอ 6 ตามหมายเหตุของหมวด 17 ขอ 2 (จ) ลักษณะความผิด ผูนําเขาสําแดงชนิดสินคา ประเภทพิกัดฯ และอัตราอากรเปนเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงอากร เปนเหตุให อากรขาดอันเปนความผิดตามมาตรา 99,27 แหง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 ประกอบกับ มาตรา 16,17 แหง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่9) พ.ศ. 2482 ราคาของรวม 380,525.02 บาท อากรขาเขาขาด 114,157 บาท ภาษีมูลคาเพิ่มขาด 7,991 บาท ผลการตรวจสอบสินคา เมื่อ วันที่2 ตุลาคม 2560 ลักษณะการกระทํา สินคา 1 รายการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ิิิเอกสารสําแดงสินคา ไมทอนกลม (ROUND TIMBER WITH NATURAL WHITE) ปริมาณ 78,150 C62 น้ําหนัก 22,960 KGM ชําระอากรในประเภท พิกัด 4404.20.90 อัตราอากร 0% ผูนําเขาใชสิทธิพิเศษเขตการคาเสรีอาเซียน – จีน (ACN) ยกเวนอากร ตามหนังสือรับรองถิ่นกําเนิดสินคา (Form E) เลขที่E174515007190008 ผลการตรวจสอบ สินคารายการ1 ตรวจพบ มีลักษณะเปนไมทอนกลม มีผิวเรียบ ขนาด 1270MM X 23MM นําเขามาใชทําดามแปรง บริษัทฯ ไดชี้แจงเบื้องตน ประกอบกับผูนําเขาเปนบริษัทฯ ผลิตแปรงถู พื้น การตรวจพบ ดังนั้นไมทอนกลมทนี่ําเขามีลกัษณะและขนาดที่มีสาระสําคัญเปนดามแปรง ตรงตามประเภท 348 / 398 -Daobooks 348
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ บทสรุปสาระส าคัญเพื่อความเข้าใจต่อวิธีการด าเนินคดีศุลกากร แนวทางการ ด าเนินคดีลักลอบตามกฎหมายศุลกากร กรณีศึกษาพร้อมเป็นแนวทางการปฏิบัติงาน ด้านพิธีการศุลกากร เกี่ยวกับการด าเนินคดีลักลอบตามกฎหมายศุลกากร กฎหมายศุลกากรเป็นกฎหมายภาษีอากรอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ โดยมี พระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ.2560 เป็นกฎหมายหลัก มีเนื้อหาสาระส าคัญเป็นการก าหนดความสัมพันธ์ระหว่าง ภาครัฐกับภาคเอกชนผู้ ประกอบกิจการการค้า ซึ่งก าหนดให้รัฐมีอ านาจควบคุมและจัดเก็บภาษีอากรส าหรับสินค้า หรือของที่น าเข้ามาในหรือ ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรมีหลาย ประการ เช่น เพื่อเป็นรายได้ของรัฐ เพื่อควบคุมและจ ากัดการบริโภคและอุปโภคสินค้าและบริการบางชนิด เป็นต้น ภาษีศุลกากรจึงมีความส าคัญต่อทาง การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในการพัฒนาประเทศในด้าน ต่างๆ และเพื่อให้การบังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายศุลกากรจึงต้องมีสภาพบังคับ เหนือเอกชน โดยการก าหนดความผิดและโทษทางอาญาไว้ ในกฎหมายศุลกากร เพื่อบังคับกับการกระท าที่ฝ่าฝืน บทบัญญัติหรือระเบียบพิธีการศุลกากรซึ่งกระทบกระเทือนต่อ รายได้จากภาษีอากรของรัฐเป็นความผิดและมีโทษ ทางอาญา ส าหรับความผิดศุลกากรมีลักษณะพิเศษโดยก าหนดให้ ผู้กระท าผิดสามารถขอท าความตกลงระงับคดี ในชั้นศุลกากรโดยเสียค่าปรับตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมศุลกากรก าหนด แต่อย่างไรก็ตาม ความผิดตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นความผิดที่เกิดจากข้อห้าม ซึ่งมีสภาพเป็น ความผิดทางเทคนิค ไม่ใช่ ความผิดที่มีลักษณะเป็นความผิดในตัวเอง ดังนั้น จึงมีลักษณะพิเศษที่ยกเว้นหลักความรับผิด อาญาทั่วไปอยู่หลาย ประการ ได้แก่ ความผิดบางฐานความผิดไม่ค านึงถึงเจตนา เช่น ความผิดฐานส าแดงเท็จ ตาม มาตรา ๒๐๒ ความผิดฐานหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจ ากัด ตามมาตรา ๒๔๔ การพยายามกระท าความผิดบางฐาน ความผิด รับโทษเท่ากับการกระท าความผิดส าเร็จ เช่น ความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากร ตามมาตรา ๒๔๓ ความผิดฐาน หลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจ ากัด ตามมาตรา ๒๔๔ บางฐานความผิดผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ได้รับโทษเท่าตัวการ เป็นต้น กฎหมายศุลกากรยังรวมถึงพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 โดยมีสาระส าคัญ ก าหนด วิธีการค านวณเงินอากร หลักเกณฑ์การตีความ พิกัดอัตราอากรขาเข้า-ขาออก การยกเว้นอากรและลดอัตราอากร เป็นต้น ผู้น าของเข้าและผู้ส่งของออกจึงต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายก าหนด จัดระเบียบการค้าการ น าเข้า-ส่งออก หาก เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจพบว่าผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องถือว่ายังปฏิบัติไม่ ครบถ้วนตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร จึงไม่อาจเรียกเก็บภาษีอากรได้ และต้องด าเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ น าเข้าหรือผู้ส่งออกและหากกฎหมายก าหนดต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กฎหมายก าหนดก่อน ผู้น าเข้าหรือผู้ ส่งออกต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายก าหนดนั้น 349
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ซึ่งในบรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ถ้าผู้กระท าความผิดยินยอมใช้ค่าปรับ หรือได้ท าความตกลง หรือท าทัณฑ์บน หรือ ให้ประกันตามที่อธิบดีเห็นสมควรแล้ว อธิบดีจะงดการฟ้องร้องเสียก็ได้ และให้ถือว่าคดีเลิก กันตามบทบัญญัติแห่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา เว้นแต่ ความผิดที่อยู่ในอ านาจเปรียบเทียบของ คณะกรรมการเปรียบเทียบ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนกรมศุลกากร ผู้แทนกระทรวงการคลัง และผู้แทนส านักงาน ต ารวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ความผิดที่อยู่ในอ านาจเปรียบเทียบ ของคณะกรรมการเปรียบเทียบ หากผู้กระท าความผิดได้ ช าระเงินค่าปรับ หรือได้ท าความตกลง หรือท าทัณฑ์บน หรือให้ ประกัน ตามค าเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการเปรียบเทียบก าหนดแล้ว ก็ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา คดีอาญาเช่นกัน การกระท าความผิดหรือฐานความผิดตามกฎหมายศุลกากรที่ส าคัญ 1. ความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร ตามมาตรา 242 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 การลักลอบหนีศุลกากร หมายถึง การ น าของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีอากรหรือของที่ควบคุมการน าเข้าหรือของที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการ ศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในหรือ ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร โดยของที่ลักลอบหนีศุลกากรอาจเป็นของที่ต้องเสีย ภาษีหรือไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ หรืออาจเป็น ของต้องห้ามหรือของต้องก ากัดหรือไม่ก็ได้ หรือจะเป็นการน าของ หรือ เคลื่อนย้ายของออกจากยานพาหนะ คลังสินค้าทัณฑ์ บน โรงพักสินค้า ที่มั่นคง ท่าเรือรับอนุญาต เขตปลอดอากร โดยไม่ได้รับอนุญาต หากไม่น ามาผ่านพิธีการศุลกากรก็มีความผิด ฐานลักลอบหนีศุลกากร ทั้งนี้ กฎหมายศุลกากรได้ก าหนดโทษผู้กระท าความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร คือ ต้องระวางโทษจ าคุก ไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าภาษีอากรแล้ว หรือทั้งจ าทั้งปรับ และให้ริบของที่ ลักลอบหนีศุลกากรไม่ว่าจะมี ผู้ถูกลงโทษตามค าพิพากษาหรือไม่ 2. ความผิดฐานหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร ตามมาตรา 243 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 การหลีกเลี่ยงภาษีอากร หมายถึง การน าของที่ต้องช าระค่าภาษีอากรเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร โดยน ามาผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง แต่ใช้ วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยมีเจตนาเพื่อมิให้ต้องช าระค่าภาษีอากร หรือช าระในจ านวนที่น้อยกว่าที่จะต้องช าระ เช่น ส าแดง ปริมาณ น้ าหนัก ราคา ชนิดสินค้า หรือพิกัดอัตรา ศุลกากรเป็นเท็จ เป็นต้น ดังนั้นผู้น าเข้าหรือส่งออกที่มีความผิดฐาน หลีกเลี่ยงภาษีอากรจึงมีความผิดฐานส าแดง เท็จอีกฐานหนึ่งด้วย ทั้งนี้ กฎหมายศุลกากรได้ก าหนดโทษผู้กระท าความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากร คือ ต้องระวางโทษจ าคุก ไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกิน 4 เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจ าทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของนั้นก็ได้ไม่ ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามค าพิพากษาหรือไม่ 3. ความผิดฐานส าแดงเท็จ ตามมาตรา 202 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 หมายถึง การส าแดงใดๆ เกี่ยวกับการน าเข้าหรือ ส่งออกสินค้าไม่ตรงกับหลักฐานเอกสารและข้อเท็จจริงในการน าเข้าและส่งออก หรือเป็น การยื่นข้อมูลหรือเอกสารใดๆแก่กรม ศุลกากรเพื่อเสียอากรหรือปฏิบัติตามกฎหมายไม่ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งอาจ ก่อให้เกิดความส าคัญผิดได้ ทั้งนี้ กฎหมายศุลกากรได้ก าหนดโทษผู้กระท าความผิดฐานส าแดงเท็จ คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท 4. ความผิดฐานหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจ ากัด ตามมาตรา 244 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 หมายถึง การไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการน าเข้าและส่งออก หรือน าของเข้าเพื่อการผ่านแดนหรือถ่ายล า โดยหลีกเลี่ยงข้อจ ากัดหรือข้อห้าม อันเกี่ยวกับของนั้น 350
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ - ของต้องห้าม หมายถึง ของที่มีกฎหมายก าหนดห้ามมิให้น าเข้ามา หรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร หรือน าผ่าน ราชอาณาจักร เช่น สารเสพติด วัตถุหรือสื่อลามก ของลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า ละเมิด ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทาง ปัญญา ธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ปลอม สัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ที่อยู่ในบัญชีควบคุมของ อนุสัญญาไซเตส เป็นต้น - ของต้องก ากัด หมายถึง ของที่มีกฎหมายก าหนดว่า หากมีการน าเข้ามาในหรือส่งออกไป นอกราชอาณาจักร หรือน าผ่าน ราชอาณาจักร จะต้องได้รับอนุญาตหรือปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่ก าหนดไว้ ในกฎหมาย เช่น ต้องได้รับอนุญาต ต้องแจ้ง รายการ ต้องมีมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง ฯลฯ ทั้งนี้ กฎหมายศุลกากรได้ก าหนดโทษผู้กระท าความผิดฐานหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจ ากัด คือ ต้องระวางโทษ จ าคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของนั้นก็ได้ไม่ว่าจะมีผู้ ถูกลงโทษตามค าพิพากษา หรือไม่ 5. ความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพิธีการศุลกากร ตามมาตรา 208 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 หมายถึง ในการ น าเข้าและส่งออกสินค้าแต่ละครั้ง ผู้น าเข้าและผู้ส่งออกจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน ตามที่ก าหนดไว้ในกฎหมายศุลกากรและ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การบริหารและการควบคุมการจัดเก็บภาษี อากรและการน าเข้า-ส่งออกเป็นไปด้วยความ เรียบร้อย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ “ของต้องห้าม” หมายความว่า ของที่มีกฎหมายก าหนดห้ามมิให้น าเข้ามาในหรือส่งออกไปนอก ราชอาณาจักร หรือ น าผ่านราชอาณาจักร “ของต้องก ากัด” หมายความว่า ของที่มีกฎหมายก าหนดว่า หากจะมีการน าเข้ามาในหรือส่งออก ไปนอกราชอาณาจักร หรือ น าผ่านราชอาณาจักร จะต้องได้รับอนุญาตหรือปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่ก าหนดไว้ใน กฎหมาย มาตรา ๒๐๒ ผู้ใดยื่น จัดให้ หรือยอมให้ผู้อื่นยื่นใบขนสินค้า เอกสาร หรือข้อมูล ซึ่งเกี่ยวกับการเสียอากร หรือการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ อันอาจก่อให้เกิดความส าคัญผิดในรายการใดๆ ที่ได้ แสดงไว้ในใบขนสินค้า เอกสาร หรือข้อมูลดังกล่าวต่อพนักงานศุลกากร ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท มาตรา 208 ผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 51 ต้องระวางโทษปรับไม่ เกินห้าหมื่นบาท มาตรา ๒๔๒ ผู้ใดน าเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือ เคลื่อนย้ายของ ออกไปจากยานพาหนะ คลังสินค้าทัณฑ์บน โรงพักสินค้า ที่มั่นคง ท่าเรือรับอนุญาต หรือเขตปลอด อากร โดยไม่ได้รับอนุญาต จากพนักงานศุลกากร ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของ ซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจ าทั้งปรับ และให้ริบของนั้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามค าพิพากษาหรือไม่ มาตรา ๒๔๓ ผู้ใดน าของที่ผ่านหรือก าลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าว ออกไปนอก ราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียส าหรับ ของนั้นๆ ต้องระวาง โทษจ าคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจ าทั้งปรับ และศาลอาจสั่ง ริบของนั้นก็ได้ ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามค าพิพากษาหรือไม่ 351
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ มาตรา ๒๔๔ ผู้ใดน าของที่ผ่านหรือก าลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าว ออกไปนอก ราชอาณาจักร หรือน าของเข้าเพื่อการผ่านแดนหรือการถ่ายล า โดยหลีกเลี่ยงข้อจ ากัดหรือข้อห้าม อันเกี่ยวกับของนั้น ต้อง ระวางโทษจ าคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบ ของนั้นก็ได้ ไม่ว่าจะมีผู้ถูก ลงโทษตามค าพิพากษาหรือไม่ มาตรา ๒๕๖ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕๗ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าบุคคลนั้น ยินยอมใช้ ค่าปรับ หรือได้ท า ความตกลง หรือท าทัณฑ์บน หรือให้ประกันตามที่อธิบดีเห็นสมควรแล้ว อธิบดีจะงดการฟ้องร้อง เสียก็ได้ และให้ถือว่าคดีเลิก กันตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรจะฟ้องบุคคลใดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้บันทึกเหตุผลในการฟ้อง ผู้กระท า ความผิดไว้ด้ว ประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2560 หมวด 7 ส่วนที่ 4 บทที่ 1 หลักการ เพื่อให้การสั่งคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งเป็นไปตามมาตรฐาน เดียวกัน อธิบดีกรม ศุลกากรอาศัยอ านาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มอบหมายและก าหนดระเบียบให้ที่ ปรึกษาฯ รองอธิบดี ผู้อ านวยการส านัก ส านักงานศุลกากร นายด่านศุลกากร หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย พิจารณาสั่งคดี หรือสั่ง คดีไปก่อน หรือด าเนินคดีส าหรับคดีความผิดตามมาตรา 256 และ มาตรา 257 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ข้อ 7 04 01 03 หลักเกณฑ์การสั่งคดี การพิจารณาสั่งคดีตามเกณฑ์ปกติของการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องที่กรมศุลกากรก าหนดให้ ผู้อ านวยการส านัก ส านักงาน ศุลกากร นายด่านศุลกากร หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายสั่งคดีได้ ดังนี้ (1) ให้ผู้อ านวยการส านักกฎหมายมีอ านาจเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตามมาตรา 256 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ส าหรับคดีที่เป็นไปตามเกณฑ์ปกติของการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้อง (2) ให้ผู้อ านวยการส านักกฎหมาย ผู้อ านวยการส านักส านักงานศุลกากร นายด่านศุลกากร หรือผู้ที่ได้รับ มอบหมาย มีอ านาจ สั่งคดีไปก่อนได้ตามที่อธิบดีกรมศุลกากรมอบอ านาจตามค าสั่งกรมศุลกากรว่าด้วยการมอบ อ านาจให้ปฏิบัติราชการแทน อธิบดีกรมศุลกากร ข้อ 7 04 01 04 การเสนอคดีเพื่องดการฟ้องร้อง (1) ให้ผู้อ านวยการส านัก ส านักงานศุลกากร มีอ านาจเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตามมาตรา 256 แห่ง พระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2560 ส าหรับคดีที่เป็นไปตามเกณฑ์ปกติของการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้อง โดย ให้ส านัก ส านักงาน หรือ ด่านศุลกากร รายงานการสั่งคดีพร้อมส่งภาพถ่ายบันทึกอนุมัติระงับคดีให้ผู้อ านวยส านัก กฎหมายหรือผู้อ านวยการส านัก ผู้อ านวยการส านักงาน ตามที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมศุลกากร อนุมัติระงับ คดีเป็นรายเดือน และให้รายงานภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป (2) การสั่งคดีไปก่อนที่เป็นไปตามเกณฑ์ปกติของการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องที่กรมศุลกากรก าหนด ส าหรับคดีความผิดที่ อยู่ในอ านาจงดการฟ้องร้องตามมาตรา 257 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ให้ส านัก ส านักงาน หรือด่านศุลกากร พร้อมส่งแฟ้มคดีให้ส านักกฎหมาย ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป เพื่อน าเสนอคณะกรรมการเปรียบเทียบพิจารณางดการ ฟ้องร้อง ข้อ 7 04 01 05 วันที่คดีระงับไปตามกฎหมาย ให้วันที่ผู้อ านวยการส านัก ส านักงานศุลกากร รองอธิบดี ที่ปรึกษาฯ หรืออธิบดี อนุมัติให้งดการฟ้องร้อง หรือวันที่ 352
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ คณะกรรมการเปรียบเทียบมีมติให้งดการฟ้องร้อง เป็นวันที่คดีระงับไปตามมาตรา 256 และมาตรา 257 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ข้อ 7 04 01 07 การเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องและการด าเนินคดี ในกรณีที่ผู้ต้องหายินยอมให้เปรียบเทียบงดการฟ้องร้อง ให้ผู้ต้องหาเขียนค าร้องและลงนามตาม แบบ แนบท้ายประมวลฯ บท นี้ หรือหนังสือที่มีข้อความท านองเดียวกัน และให้สั่งคดีไปตามหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบ งดการฟ้องร้องที่กรมศุลกากร ก าหนด ในกรณีที่มีการสั่งคดีเพื่อเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องแล้วแต่ผู้ต้องหาไม่ประสงค์จะขอให้เปรียบเทียบงด การฟ้องร้อง หรือไม่มีเงินช าระค่าปรับและหรือชดใช้มูลค่าของกลางแทนการยกของกลางให้เป็นของแผ่นดินหรือไม่ ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ก าหนดหรือคดีที่ไม่อาจเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องได้ให้ด าเนินการร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อ พนักงานสอบสวนต่อไป หมวด 7 ส่วนที่ 4 บทที่ 2 ข้อ ๗ ๐๔ ๐๒ ๐๔ การเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องกรณีการกระท ากรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท กรณีเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติศุลกากร และเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นด้วยซึ่งเป็นการกระท า กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และอัตราโทษตามกฎหมายศุลกากรสูงกว่าอัตราโทษตามกฎหมายอื่น ให้งดการฟ้องร้องตามหลักเกณฑ์ข้างต้น แต่ถ้าอัตรา โทษตามกฎหมายศุลกากรสูงกว่าอัตราโทษตามกฎหมายอื่น ให้งดการฟ้องร้องตามหลักเกณฑ์ข้างต้น แต่ถ้าอัตราโทษตาม กฎหมายอื่นสูงกว่าอัตราโทษตามกฎหมายศุลกากร เช่น พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้ ส่งเรื่องให้พนักงาน สอบสวนด าเนินคดี เว้นแต่ในกฎหมายอื่นนั้นจะก าหนดให้น าบทบัญญัติว่าด้วยศุลกากรเกี่ยวกับการ เปรียบเทียบงด การฟ้องร้องมาใช้บังคับ เช่น พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการน าเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการน าเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗ ๐๔ ๐๒ ๐๕ การเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการ น าเข้ามาใน ราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. ๒๕๒๒ กรณีน าของต้องห้าม ของต้องก ากัด ตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการน าเข้ามาใน ราชอาณาจักรซึ่ง สินค้า พ.ศ. ๒๕๒๒ เข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตามมาตรา ๒๐ ประกอบมาตรา ๗ แห่ง พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการน าเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. ๒๕๒๒ และเป็นการกระท าความผิดกรรม เดียวกับความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ หากความผิดตาม พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการ น าเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นบทหนักให้ เปรียบเทียบตามมาตรา ๒๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติการ ส่งออกไปนอกและการน าเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอก และการน าเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยให้ใช้เกณฑ์การเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตาม ประมวลฯ ข้อ ๗ ๐๔ ๐๒ ๐๑ (๔๑) และ (๔๓) แล้วแต่กรณี ข้อ ๗ ๐๔ ๐๒ ๐6 การเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องที่แตกต่างไปจากหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบงด การฟ้องร้อง ในกรณีที่มีข้อเท็จจริงหรือเหตุผลสมควรที่จะพิจารณาเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องแตกต่างไปจาก หลักเกณฑ์ตามประมวลฯ ข้อ ๗ q๔ q๒ q1 หรือควรผ่อนผันการปรับ นอกจากเกณฑ์ที่ก าหนดไว้หรือควรปรับ หนักขึ้นหรือเบาลง เช่น ใช้วิธีการอัน แยบยล ในการกระท าผิดเพื่อวัตถุประสงค์ในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือ ระเบียบข้อบังคับของทางราชการ หรือในกรณีที่จะ ด าเนินคดีต่อไปเห็นได้ว่า รูปคดีหรือผลคดีอาจเสี่ยงต่อความ เสียหายแก่รัฐ หรือเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัฐ หรือความ เหมาะสมในทางการเมืองการปกครอง การศาสนา หรือสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ให้เสนออธิบดีหรือผู้ได้รับมอบหมายเพื่อ พิจารณาสั่งการเป็นรายๆ ไป ข้อ ๗ ๐๔ ๐๒ ๐7 การเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายอื่น ผู้น าของเข้า หรือผู้ส่งของออก จะมีความผิดหรือไม่มีความผิดตามกฎหมายศุลกากรก็ตาม หากยื่นแบบ แสดงรายการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีสรรพสามิต หรือภาษีเพื่อมหาดไทย หรือภาษีอื่นๆ ไว้ไม่ถูกต้องหรือมี ข้อผิดพลาด ท าให้จ านวนค่า ภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป ให้พิจารณาตามค าสั่งกรมสรรพากร ค าสั่งกรม สรรพสามิต หรือค าสั่งที่เกี่ยวข้อง ข้อ ๗ ๐๔ ๐๒ ๐๘ การใช้เกณฑ์การเปรียบเทียบงดการฟ้องร้อง ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 การเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องหรือการสั่งคดีไปก่อน แล้วแต่กรณีที่เป็นไปตามเกณฑ์ปกติของการ เปรียบเทียบงดการ 353
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ฟ้องร้อง ให้สั่งคดีโดยน าเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตามพระราชบัญญัติ ศุลกากร ตามค าสั่งกรมศุลกากร ในปัจจุบันมาใช้บังคับ ไม่ว่าความผิดจะเกิดขึ้น ณ เวลาปัจจุบันหรือ ณ เวลา ที่ ค าสั่งอื่นใช้บังคับอยู่ก็ตาม การด าเนินการเกี่ยวกับคดีลักลอบตามกฎหมายศุลกากร คดีลักลอบตามกฎหมายศุลกากร เป็นการกระท าความผิดตามมาตรา 242 แห่งพ.ร.บ. ศุลกากร 2560 “ผู้ใดน าเข้ามาในหรือ ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการ ศุลกากร หรือเคลื่อนย้ายของออกไป จากยานพาหนะ คลังสินค้าทัณฑ์ บน โรงพักสินค้า ที่มั่นคง ท่าเรือ รับอนุญาต หรือเขตปลอดอากร โดยไม่ได้รับ อนุญาตจากพนักงานศุลกากร ต้องระวางโทษ จ าคุกไม่เกิน สิบปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่า อากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจ าทั้งปรับ และให้ริบของนั้น ไม่ ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามค าพิพากษาหรือไม่ ผู้ใดพยายาม กระท าความผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน” นั่นคือมี ลักษณะการกระท าความผิดที่ผู้น าของเข้ามา ในหรือออกนอกราชอาณาจักร โดยไม่เสียภาษีศุลกากรหรือไม่ได้ผ่านศุลกากร โดยถูกต้อง และ/หรือ รู้อยู่แล้วว่า เป็นของที่น าเข้ามาในหรือออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษีศุลกากรหรือไม่ได้ผ่าน ศุลกากรโดยถูกต้อง โดยแนวทางการด าเนินคดีลักลอบตามกฎหมายศุลกากร กรณีศึกษา ส่วนใหญ่จะเป็น คดีลักลอบที่พนักงานศุลกากรเป็นผู้ จับกุม ดังนั้นจึงแยกขั้นตอนการพิจารณาคดีออกเป็น คดี เจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นผู้พบความผิดและกรณีเจ้าพนักงานตาม กฎหมายอื่น เช่น พนักงานฝ่ายปกครองหรือต ารวจ เป็นผู้พบความผิด โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ กรณีเจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นผู้พบความผิด กรณีคดีมีผู้ต้องหา เมื่อมีการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหา ให้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปยังด่าน ศุลกากร เจ้าหน้าที่งาน คดีหรือนิติกรประจ าด่านศุลกากร จะด าเนินการรับเรื่องและท าการพิจารณาคดี ด าเนินการ สอบปากค าในรายละเอียดแห่ง ความผิด ยานพาหนะที่ใช้ในการกระท าความผิด ผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระท าความผิด รวมถึงความประสงค์ของผู้ต้องหาที่จะขอ ท าความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร โดยด าเนินการ ดังนี้ 1. ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และประเด็นรายละเอียดแห่งความผิด หากมี ข้อตกลงหรือยานพาหนะที่ใช้ในการกระท าความผิด ให้ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวกับยานพาหนะนั้น รวมถึง ตรวจสอบว่ามีค า ร้องขอคืนของกลางและได้ขอคืนในเวลาที่ก าหนดไว้หรือไม่ 2. ให้ตรวจสอบเอกสารส่วนตัวของผู้ต้องหาแต่ละคน เช่น บัตรประจ าตัวประชาชน หนังสือเดินทาง หรือ หลักฐาน อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และให้ถ่ายส าเนาไว้ประกอบส านวน หากมีผู้ต้องหาหลายคนให้แยกการควบคุมผู้ต้องหา ในลักษณะที่ไม่อาจ ปรึกษากันได้ 3. ด าเนินการสอบปากค าผู้ต้องหา โดยก่อนสอบปากค า เจ้าหน้าที่ผู้สอบปากค าควรขอทราบความ ประสงค์ของ ผู้ต้องหาว่าจะขอท าความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากรหรือไม่ และอธิบายชี้แจงเกณฑ์การระงับคดีให้ ผู้ต้องหาทราบ พร้อม แจ้งสิทธิตามกฎหมายขณะควบคุมตัวผู้ต้องหา 4. หากผู้ต้องหาให้การรับสารภาพและมีความประสงค์ขอท าความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร ให้ ผู้ต้องหา ด าเนินการกรอกข้อความและลงนามในค าร้องขอให้เปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตามพระราชบัญญัติศุลกากรแต่หากผู้ต้องหา ไม่ประสงค์ที่จะระงับคดีในชั้นศุลกากร ให้เจ้าหน้าที่งานคดีท าหนังสือส่งตัวผู้ต้องหาไปยัง พนักงานสอบสวนเพื่อด าเนิน คดีอาญาต่อไป 354
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ 5. กรณีเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร และเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นด้วยซึ่งเป็นการ กระท ากรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และอัตราโทษตามกฎหมายศุลกากรสูงกว่าอัตราโทษตาม กฎหมายอื่น ให้งดการฟ้องร้อง ตามหลักเกณฑ์กฎหมายศุลกากร แต่ถ้าอัตราโทษตามกฎหมายอื่นสูงกว่าอัตรา โทษตามกฎหมายศุลกากร ให้ส่งเรื่องให้ พนักงานสอบสวนด าเนินคดี เว้นแต่ในกฎหมายอื่นนั้นจะก าหนดให้น า บทบัญญัติว่าด้วยศุลกากรเกี่ยวกับการเปรียบเทียบงด การฟ้องร้องมาใช้บังคับ 6. เมื่อทราบความผิดของผู้ต้องหาว่าเป็นความผิดกฎหมายใด ฐานใดแล้วจึงดูเกณฑ์ระงับคดีเสนอเพื่อ พิจารณาสั่งคดี ไปก่อน เพื่องดการฟ้องร้องตาม มาตรา 256 หรือ 257 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 กรณีคดีไม่มีผู้ต้องหา 1. ด าเนินการตรวจสอบตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2560 ให้พนักงานศุลกากร มีอ านาจยึดหรืออายัดสิ่ง ใดๆ อันจะพึงต้องริบ หากภายใน 30 วัน ส าหรับของกลางทั่วไป และภายในก าหนด 60 วัน ส าหรับยานพาหนะที่ ใช้ในการกระท าความผิด โดย เจ้าของหรือผู้มีสิทธิ์ไม่ยื่นค าร้องขอคืน เจ้าหน้าที่งานคดีหรือนิติกรท าเรื่องเสนอ ความเห็นให้ของกลางตกเป็นของแผ่นดินตาม มาตรา 167 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2460 2. เมื่อของกลางตกเป็นของแผ่นดินแล้ว เจ้าหน้าที่งานคดีหรือนิติกรจะท าเรื่องแจ้งเจ้าหน้าที่ของกลาง เพื่อจ าหน่ายของกลาง ตามระเบียบต่อไป กรณีเจ้าพนักงานตามกฎหมายอื่น เช่น พนักงานฝ่ายปกครองหรือต ารวจเป็นผู้พบความผิด กรณีคดีมีผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ต ารวจจะเป็นผู้ควบคุมด าเนินการสอบปากค าผู้ต้องหาและแจ้งสิทธิผู้ต้องหา รวมถึงความ ประสงค์ของผู้ต้องหาที่จะขอท าความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. หากผู้ต้องหาประสงค์ขอท าความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร ให้พนักงานสอบสวนด าเนินการส่งตัว ผู้ต้องหามายัง ด่านศุลกากร เพื่อให้เจ้าหน้าที่งานคดีหรือนิติกรพิจารณาด าเนินการต่อไป โดยมีขั้นตอนการพิจารณา คดีเช่นเดียวกับกรณี เจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นผู้พบความผิด 2. หากผู้ต้องหาไม่ประสงค์จะขอท าความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร หรือประสงค์จะขอต่อสู้คดี ให้ พนักงาน สอบสวนด าเนินคดีอาญาต่อไป 3. ในส่วนของกลางเจ้าหน้าที่ต ารวจจะต้องส่งของกลางมาให้ด่านศุลกากรเก็บรักษาและประเมินอากร ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ งานคดีหรือนิติกรประจ าด่านศุลกากรผู้รับผิดชอบคดี จะต้องประสานงานกับพนักงานสอบสวน เจ้าของคดีเป็นระยะๆ เพื่อขอ ทราบความคืบหน้าของคดี กรณีคดีไม่มีผู้ต้องหา 1. ด าเนินการตรวจสอบตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2560 ให้พนักงานศุลกากร พนักงานฝ่ายปกครอง หรือต ารวจมี อ านาจยึดหรืออายัดสิ่งใด ๆ อันจะพึงต้องริบหรือเป็นที่สงสัยว่าจะพึงต้องริบตามพระราชบัญญัตินี้ไว้ ได้ เมื่อครบก าหนด 30 วัน นับแต่วันยึดหรือจับกุม ส าหรับของกลางทั่วไป และเมื่อครบก าหนด 60 วันนับแต่วัน ยึดหรือจับกุม ส าหรับยานพาหนะที่ ใช้ในการกระท าความผิด นิติกรต้องท าหนังสือถึงผู้จับกุมเพื่อขอทราบว่า มีผู้ ได้มาร้องขอคืนของกลางหรือไม่ 2. เมื่อทราบว่าไม่มีผู้ใดมาร้องขอคืนของกลาง นิติกรจะน าเรื่องเสนอเสนอความเห็นให้ของกลางตกเป็น ของแผ่นดิน ตาม มาตรา 167 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2460 3. เมื่อของกลางตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ให้แจ้งผลคดีให้พนักงานสอบสวนและผู้จับกุมทราบและแจ้งผล การจ าหน่าย ของกลาง พร้อมแจ้งความประสงค์ขอเบิกเงินสินบนรางวัล ท าเรื่องอนุมัติค่าเบิกจ่ายเงินสินบน รางวัล แล้วแจ้งให้เจ้าหน้าที่ ต ารวจทราบ 355
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ การติดตามผลการด าเนินการ งานคดีเมื่อมีการท าแฟ้มคดีและเสนอต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว นิติกรจะมีการติดตามความคืบหน้าของคดี นั้นๆเป็น ระยะ เนื่องจากบางคดีไม่ได้จบเพียงแค่ชั้นศุลกากรเพียงอย่างเดียว เช่น กรณีที่มีการส่งเรื่องให้พนักงาน สอบสวนเป็น ผู้ด าเนินการ ทางนิติกรต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความคืบหน้าของคดี ทั้งใน ขั้นของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาลตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อจะได้ด าเนินการในส่วนงานคดี ศุลกากรต่อไป งานของกลาง นิติกรจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลของกลางเพื่อตรวจสอบว่าของกลางในคดี ใดสามารถ จ าหน่ายไปก่อนเพื่อถือเงินไว้แทนของ เนื่องจากบางคดี คดีที่ยังไม่มีผลถึงที่สุด หรือยังไม่ตกเป็นของ แผ่นดินตามกฎหมาย หากเข้าเงื่อนไข ของกลางที่เป็นของสดของเสียได้ หากปล่อยไว้จะเสื่อมสภาพหรือเสียหาย ของกลางซึ่งถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็น การเสี่ยงความเสียหายต่อประโยชน์ของทางราชการ หรือของซึ่งค่าใช้จ่ายในการ เก็บรักษาจะมากเกินสมควร ก็สามารถ พิจารณาให้ด าเนินการจ าหน่ายไปก่อนเพื่อถือเงินแทนของได้ การด าเนินการจ่ายสินบนรางวัล เมื่อคดีถึงที่สุดและด าเนินการจ าหน่ายของกลางเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่เงินสินบน รางวัล ด าเนินการตามระเบียบเบิกจ่ายเงินสินบนรางวัล และประสานงานเจ้าหน้าทีผู้จับกุม หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการจับกุมมา ติดต่อเพื่อให้มารับเงินสินบนรางวัลภายในเวลาที่ก าหนด หรือหากไม่มีผู้มารับ สินบน รางวัลภายในเวลาที่ก าหนด เจ้าหน้าที่จะ ด าเนินการผลักเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป การปิดแฟ้มคดีของกลางที่จ าหน่ายหมดแล้วไม่ว่าจะจ าหน่ายโดยวิธีใดก็ตามหรือถ้ากรณีได้มีการเบิก จ่ายเงินสินบน รางวัลเสร็จสิ้นแล้ว ให้หน่วยงานของกลางรวบรวมหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วท าบันทึก แจ้งผลการจ าหน่ายไป หน่วยงานคดี เพื่อให้นิติกรท าเรื่องขออนุมัติปิดแฟ้มคดีเสนอผู้บังคับบัญชาตามล าดับชั้นขึ้น ไป การหลีกเลี่ยงอากรศุลกากร หรือ “การกระท าหลีกเลี่ยงการเสียอากร” หมายถึง การน าของที่ต้องช าระค่าภาษีอากรผ่านพิธี การศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรหรือส่งของออกไปนอกราชอาณาจักร แต่ใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งหลบหลีก การเสียภาษี และมีเจตนาไม่ช าระภาษีอากรหรือช าระในจ านวนที่น้อยกว่าที่พึงต้องช าระ ตัวอย่าง จัดท าใบขนส่งสินค้าและผ่านการตรวจหรือผ่านพิธีการศุลกากรตามระเบียบแต่“ไม่แสดงของนั้นโดยเปิดเผย” ลักษณะการกระท า แยกได้ 2 กรณี น าของที่ผ่านหรือก าลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร โดยการขนส่งทางเรือ ทางรถไฟ ทางรถยนต์คนเดินเข้า มา ทางเครื่องบิน ทางไปรษณีย์ ทางท่อขนส่งทางบก ทางสายส่งไฟฟ้าเป็นต้น ส่งของออกไปนอกราชอาณาจักร หรือย้าย โดยทางเรือ ทางรถไฟ ทางรถยนต์ คนเดินออกไป ทางเครื่องบิน ทางไปรษณีย์ 356
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ทางท่อขนส่งทางบกทางสายส่งไฟฟ้า เป็นต้น รูปแบบการกระท าความผิด 1. หลีกเลี่ยงอากรโดยแสดงประเภท พิกัด และอัตราอากรไม่ถูกต้อง ท าให้ช าระอากรน้อยกว่าความเป็นจริง 2. แก้ไข เพิ่มเติม ตัดทอน ปลอมดวงตรา ลายมือชื่อของพนักงานศุลกากร ท าให้รัฐได้อากรน้อยกว่าความเป็นจริง 3. น าของซุกซ่อนมากับของที่แสดงโดยวิธีการอันแยบยล ท าให้เจ้าหน้าที่ไม่เห็นของที่ซุกซ่อนไว้ 4. หลีกเลี่ยงอากรโดยแสดงชนิด ชื่อ ยี่ห้อ และรุ่นโดยมีลักษณะบิดเบือนสินค้าและราคา ท าให้เสียอากรในจ านวนน้อยลง โทษตามกฎหมาย ผู้กระท าผิดฐานหลีกเลี่ยงอากร ต้องระวางโทษ “จ าคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่า แต่ไม่เกิน 4 เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจ าทั้งปรับ” (พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243) ผู้ที่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจ าหน่าย ช่วยพาไปซื้อ รับจ าน า หรือรับไว้ของซึ่งรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดฐาน หลีกเลี่ยงอากรตามมาตรา 243 ต้องระวางโทษ“จ าคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่า แต่ไม่เกิน 4 เท่าของค่าอากรที่ต้อง เสียเพิ่ม หรือทั้งจ าทั้งปรับ”(พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246) ความผิดทางอาญา ตามกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอากรเป็นความผิดที่เปรียบเทียบระงับคดีได้หมายความว่า “หากผู้ถูกกล่าวหายินยอมด้วยกับการเปรียบเทียบระงับคดีเมื่อได้ปฏิบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายแล้วแม้คดีจะมี โทษทั้งจ าและปรับ ก็ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา” เกณฑ์การเปรียบเทียบ • หากอากรขาดไม่เกิน 50,000 บาท ให้ปรับครึ่งเท่า ของอากรที่ขาดและให้ช าระค่าภาษีอากรที่ขาดให้ครบถ้วน พร้อมเบี้ย ปรับเงินเพิ่ม • หากอากรขาดเกินกว่า 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ให้ปรับ 1 เท่า ของอากรที่ขาดและให้ช าระค่าภาษีอากรที่ ขาดให้ครบถ้วนพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม • หากอากรขาดเกินกว่า 100,000 บาท ให้ปรับ 2 เท่า ของอากรที่ขาดและให้ช าระค่าภาษีอากรที่ขาดให้ครบถ้วน พร้อมเบี้ย ปรับเงินเพิ่ม • แก้ไข เพิ่มเติม ตัดทอน ปลอมดวงตรา ลายมือชื่อ ของพนักงานศุลกากร ให้ปรับ 4 เท่า ของอากรที่ขาดและให้ช าระค่าภาษี อากรที่ขาดให้ครบถ้วน พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม • น าของซุกซ่อนมากับของที่แสดงโดยวิธีการอันแยบยล ให้ปรับ 4 เท่า ของอากรที่ขาด และให้ยกของกลางที่ซุกซ่อนให้เป็น ของแผ่นดิน 357
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกขององค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization : WCO) มีการใช้พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ซึ่งเป็นระบบที่องค์การศุลกากรโลกพัฒนาและปรับปรุงขึ้นเพื่อ ใช้ในการจ าแนก ประเภทสินค้าด้วยการจัดสินค้าออกเป็นหมวดหมู่ด้วยรหัสตัวเลข โดยพิกัดอัตราศุลกากรถือเป็นหัวใจส าคัญ ในการผ่านพิธีการศุลกากร ทั้งการน าของเข้าและการส่งของออกจากราชอาณาจักร ท าหน้าที่เปรียบเสมือน ภาษาของการค้า ระหว่างประเทศ (Language of International Trade) เพื่อสื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจตรงกันว่า “ของ” ที่ได้น าเข้าหรือส่งออก ไปนั้นคืออะไร ป้องกันอุปสรรคทางด้านภาษาและการใช้ค าเรียกที่แตกต่างกัน ของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ ยังท าให้ผู้น าของ เข้าและส่งของออกทราบถึงอัตราอากรที่ต้องช าระ ข้อห้ามหรือ ข้อจ ากัดในการน าของเข้าหรือการส่งออกของนั้น และ หลักเกณฑ์ในการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร อีกทั้งยัง ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บสถิติการน าเข้าและส่งออกของสินค้า ประเภทต่าง ๆ ซึ่งจะถูกน ามาใช้ในการ พิจารณาด าเนินนโยบายทางการคลัง การค้า และการลงทุน เช่น การเจรจาทางการค้า ระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ทางการค้า เป็นต้น แม้ว่าประเทศไทยได้น าระบบฮาร์โมไนซ์มาใช้ใน การจ าแนกประเภทพิกัดศุลกากร มายาวนานกว่า 34 ปี ตั้งแต่ปี 2531 แต่ยังคงประสบปัญหาความเห็นที่ไม่ ตรงกันในการจ าแนกประเภทพิกัดศุลกากรมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากการขาดความเข้าใจใน กระบวนการจ าแนกพิกัดศุลกากร และขาดความรู้ในการใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดศุลกากร (The General Rule for the Interpretation : GIRs) ซึ่งการจ าแนกประเภทพิกัดศุลกากรของสินค้าให้ถูกต้องนั้น นอกจากผู้ พิจารณาจ าแนกพิกัดศุลกากรจะต้อง ทราบข้อเท็จจริงหรือข้อมูลทางเทคนิคของสินค้าแล้ว ยังต้องศึกษาข้อมูล ทางวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะน าข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดพิจารณาจ าแนกประเภทพิกัดของของตาม หลักเกณฑ์การตีความพิกัดศุลกากร ประกอบ ค าอธิบายพิกัดศุลกากร (Explanatory Note) ดังนั้น จะเห็นได้ ว่ากระบวนการพิจารณาจ าแนกพิกัดศุลกากร มีความละเอียดซับซ้อน จึงมักจะก่อให้เกิดการโต้แย้งระหว่าง ผู้น าของเข้า ผู้ส่งของออก ตัวแทนออกของ และ เจ้าหน้าที่ศุลกากร โดยจะเห็นได้จากกรณีใบขนสินค้าวาง ประกันปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร ของส านักงานศุลกากร ที่รอการพิจารณาอยู่จ านวนมาก กรมศุลกากรให้ความส าคัญในการแก้ไขปัญหาใบขนสินค้าวางประกันปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร เนื่องจาก พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ก าหนดให้การประเมินอากรศุลกากรด าเนินการภายในก าหนด 3 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นใบ ขนสินค้า ด้วยการแต่งตั้งคณะท างานพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรประจ าส านักงาน ภายใต้การด าเนินโครงการน าร่องใน 358
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ การพิจารณาจ าแนกพิกัดอัตราศุลกากร ณ ส านักงานศุลกากรกรณีที่มีการ โต้แย้งปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร เพื่อเป็นการ พิจารณาจ าแนกพิกัดอัตราศุลกากร ณ ส านักงานศุลกากร กรณีที่มี การโต้แย้งปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร ณ ส านักงาน ศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ส านักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ส านักงานศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบัง และส านักงานศุลกากร ตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยยกระดับการท างานของคณะท างานให้ค าปรึกษาด้านพิกัดอัตราศุลกากรประจ าพื้นที่ ที่มีอยู่เดิม ให้สามารถ ด าเนินการพิจารณาจ าแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากรในการโต้แย้งปัญหาประเภทพิกัดอัตราศุลกากร ได้เบ็ดเสร็จ คณะท างานพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรประจ าส านักงาน มีอ านาจหน้าที่รับผิดชอบ การพิจารณาจ าแนก ประเภทพิกัดอัตราศุลกากร กรณีที่มีการโต้แย้งปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรเกิดขึ้น ในรูปแบบ การประชุม โดยมีผู้แทนส านักพิกัด อัตราศุลกากรเข้าร่วมประชุมกับคณะท างานฯ จากส านักงานศุลกากรนั้น ๆ มีขั้นตอนการด าเนินงาน ดังนี้ 1) ฝ่ายเลขานุการคณะท างานฯ รวบรวมใบขนสินค้าวางประกันปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร เพื่อจัดท า ระเบียบวาระ การประชุมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และท าเรื่องเชิญประชุมถึงส านักพิกัดอัตราศุลกากร (คณะท างาน) และคณะท างานฯ อื่น ๆ 2) ผู้แทนส านักพิกัดอัตราศุลกากรพิจารณาเรื่องที่มีปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรทั้งหมด เพื่อตรวจสอบ ว่าเป็นไปตาม หลักเกณฑ์การตีความหรือหลักเกณฑ์ค าอธิบายการจ าแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากร และเป็นไปตาม แนววินิจฉัยเดิมที่เคยมี อยู่หรือไม่ ก่อนเข้าร่วมการประชุมกับคณะท างานฯ 3) ฝ่ายเลขานุการคณะท างานฯ แจ้งเวียนรายงานการประชุมให้คณะท างานฯ 4) บันทึกผลค าวินิจฉัยลงในระบบงานพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรเพื่อเป็นการเผยแพร่ อย่างไรก็ตามการพิจารณาจ าแนกประเภทพิกัดศุลกากรให้ถูกต้องนั้น จ าเป็นต้องทราบข้อเท็จจริง ของสินค้าที่ชัดเจน ไม่ว่าจะ เป็นรายละเอียดของสินค้า ลักษณะสินค้าขณะน าเข้า โครงสร้างและวัสดุที่จัดท า สินค้า วิธีการใช้งานและการใช้ประโยชน์ของ สินค้า เป็นต้น ดังนั้น คณะท างานฯ (คพก.) จึงมักประสบปัญหา รายละเอียดข้อมูลของสินค้าไม่เพียงพอต่อการพิจารณา ท า ให้ไม่สามารถพิจารณาจ าแนกประเภทพิกัดศุลกากร ของสินค้าได้ ท าให้เสียเวลาและงบประมาณในการด าเนินการจัดประชุม และยังเกิดความล่าช้าในการท างาน ปัจจุบันกรมศุลกากรแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญพิกัดอัตราศุลกากรประจ าส านักงาน และคณะท างาน พิจารณาปัญหา พิกัดอัตราศุลกากรประจ าส านักงาน (คพก.) เพื่อให้การพิจารณาใบขนสินค้าวางประกันปัญหา พิกัดอัตราศุลกากร รอบคอบ รัดกุม และเป็นที่ยอมรับของผู้น าของเข้าและผู้ส่งของออก อันจะลดปัญหา ธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับการโต้แย้ง พิกัดของสินค้า และช่วยลดปริมาณเรื่องที่จะเข้าสู่ การพิจารณาอุทธรณ์ของคณะพิจารณาอุทธรณ์ โดยการแต่งตั้งคณะบุคคล 2 คณะ ดังนี้ 1) คณะผู้เชี่ยวชาญพิกัดอัตราศุลกากรประจ าส านักงาน (คณะผู้เชี่ยวชาญฯ) ท าหน้าที่ให้ค าปรึกษา ค าแนะน าเกี่ยวกับ การจ าแนกพิกัดอัตราศุลกากร กรณีที่พนักงานศุลกากรผู้ตรวจปล่อยมีเหตุสงสัยและ/หรือ ผู้น าของเข้าโต้แย้งเกี่ยวกับพิกัด อัตราศุลกากรส าหรับใบขนสินค้าที่ก าลังผ่านพิธีการศุลกากรก่อนการตรวจปล่อย สินค้าหรือก่อนการจับกุมทุกครั้ง เว้นแต่ กรณีที่ส่วนควบคุมทางศุลกากรเข้าร่วมตรวจสอบและผู้น าของเข้า ยอมรับผลการตรวจสอบจับกุมโดยไม่ประสงค์โต้แย้งพิกัด อัตราศุลกากร หรือกรณีที่กองสืบสวนและปราบปราม เข้าร่วมตรวจสอบ 2) คณะท างานพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรประจ าส านักงาน (คพก.) ซึ่งมีอ านาจหน้าที่ พิจารณาจ าแนกพิกัด อัตราศุลกากร กรณีที่ผู้น าของเข้าได้มีการวางประกันเพื่อโต้แย้งพิกัดอัตราศุลกากรไว้เนื่องจากคณะผู้เชี่ยวชาญฯ ไม่สามารถ หาข้อยุติได้ ซึ่งมีผู้แทนจากกองพิกัดอัตราศุลกากรเป็นหนึ่งในคณะท างานฯ โดยการพิจารณาของคณะท างานฯ (คพก.) จะให้ เลขาคณะท างานฯ (คพก.) เสนอเรื่องพร้อมก าหนดวันประชุม เพื่อให้คณะท างานฯ (คพก.) พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันท าการนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง โดยการจัดส่งระเบียบ วาระการประชุมและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้คณะท างานทราบล่วงหน้าไม่ น้อยกว่า 5 วันท าการก่อนการประชุม 359
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ด้วยสภาพปัญหารายละเอียดข้อมูลของสินค้าไม่เพียงพอต่อ การพิจารณาการเพิ่ม ประสิทธิภาพการพิจารณาใบขนสินค้าวาง ประกันปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร จึงจ าเป็นที่จะต้องน าเทคโนโลยีมาช่วย ในการ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเจ้าของใบขนสินค้า เลขานุการคณะท างานฯ และคณะท างานฯ ซึ่งควรจัดให้มี การปรับปรุง และต่อยอด ระบบงานพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร ที่มีอยู่แล้ว ให้สามารถรองรับการท างานของคณะท างานฯ เพื่อให้ การท างานเป็นไปด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว สามารถตรวจสอบ ข้อเท็จจริงและรายละเอียดของสินค้าให้สอดคล้อง เป็นไปในทิศทาง เดียวกัน และน าระบบอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยจัดการวาระการประชุม โดยมีแนวทางในการพัฒนาระบบฯ เช่น รองรับการรับส่ง และการเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดของสินค้า รองรับการบันทึก รายละเอียด การพิจารณาสินค้า รองรับการสร้างวาระการประชุม และรองรับการบันทึกผลการพิจารณาพิกัด อัตราศุลกากรของแต่ละวาระ การประชุม ลดปัญหาการบันทึกผลการพิจารณาลงในระบบพิจารณาปัญหาพิกัด อัตราศุลกากรล่าช้า การพิจารณาจ าแนกประเภทพิกัดศุลกากรให้ถูกต้องนั้น จ าเป็นต้องทราบข้อเท็จจริงของ สินค้าที่ ชัดเจน เพื่อให้สามารถพิจารณาจ าแนกประเภทพิกัดศุลกากรของสินค้าได้ ไม่เสียเวลาและงบประมาณในการ ด าเนินการจัดประชุม และการเพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาใบขนสินค้าวางประกันปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร เป็นการ ปรับปรุงและต่อยอดระบบงานพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรที่มีอยู่แล้ว จะเป็นเครื่องมือที่สามารถรองรับ การท างาน ของคณะท างานฯ อย่างเป็นระบบ โดยเป็นการน าเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยลด ระยะเวลาและค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังเป็นการปรับปรุงกระบวนการท างานให้มีประสิทธิภาพ มีการจัดการ ข้อมูลที่ดี สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ตัวอย่างเช่น มีการจัดวาระการประชุมอย่างเป็นระบบ ลดการขอข้อมูล ระหว่างหน่วยงานจัดการข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและ รายละเอียดของสินค้าที่เคยพิจารณามาก่อน เป็นต้น อีกทั้ง การปรับปรุงกระบวนการท างานให้เป็นกระบวนการที่ไร้กระดาษ (Paperless) ยังส่งเสริมภาพลักษณ์ การท างาน ตามยุทธศาสตร์ของกรมศุลกากร ในการพัฒนากระบวนงาน และระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร เพื่ออ านวยความสะดวกทางการค้า 360
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ค าพิพากษาคดีศุลกากร ที่น่าสนใจ คัดเฉพาะคดีภาษีอากร กรมศุลกากร เป็นคู่ความ (ความผิดตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469-2560) หนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า ในประเด็นที่ว่า โจทก์ได้รับสิทธิยกเว้นอากรโดยอาศัยหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) ฉบับที่สอง ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ หรือไม่ เห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ของจ าเลยตรวจสอบแล้วพบว่า หนังสือรับรองถิ่นก าเนิด สินค้า (Form D) เลขที่ KL - ๔๓๕๘๓๒T - ๒๓๑๒๑๕ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ตามเอกสารหมาย ล.๔ แผ่นที่ ๒๑ ที่ระบุเลขที่บัญชีราคาสินค้า (Invoice) เป็นหมายเลข ๕๐๐๑๔๕๗๕ ซึ่งไม่ตรงกับเลขที่บัญชีราคาสินค้า (Invoice) ที่ระบุ ไว้ในใบขนสินค้าขาเข้า ตามเอกสารหมาย ล.๒ แผ่นที่ ๒๖๘ ต่อมาโจทก์ยื่นหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) ฉบับ ใหม่ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เจ้าหน้าที่ของจ าเลยจึงมีหนังสือสอบถามไปยังหน่วยงานที่มีอ านาจในการออกหนังสือ รับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) ของสหพันธรัฐมาเลเซียเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖ และวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๖ ซึ่งหน่วยงานที่มีอ านาจในการออกหนังสือรับรอง ถิ่นก าเนิดสินค้าของสหพันธรัฐมาเลเซียมีหนังสือตอบกลับมา ๒ ฉบับ คือ ฉบับแรกลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ แจ้งว่า บริษัทผู้ส่งออกสินค้าได้แก้ไขข้อมูลโดยมิได้ด าเนินการโดยหน่วยงานผู้มีอ านาจออกหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าของสหพันธรัฐ มาเลเซีย และฉบับที่สองลงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๗ แจ้งว่าหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) ที่โจทก์ยื่นเป็น เอกสารแท้จริง และออกโดยกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมของสหพันธรัฐมาเลเซีย แต่มีความผิดพลาดในการ ระบุเลขที่บัญชีราคาสินค้า (Invoice) จึงออกหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ (ที่ถูก ๒๕๕๔) ใช้แทนหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ (ที่ถูก ๒๕๕๔) แสดง ให้เห็นว่า หน่วยงานผู้มีอ านาจออกหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าของสหพันธรัฐมาเลเซียยืนยันว่าหนังสือรับรองถิ่นก าเนิด สินค้า (Form D) เลขที่ KL - ๔๓๕๘๓๒T - ๒๓๑๒๑๕ ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เป็นเอกสารที่ถูกต้องและ สามารถใช้แทนที่หนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) เลขที่ KL - ๔๓๕๘๓๒T - ๒๓๑๒๑๕ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ได้ ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่ของจ าเลยพิจารณาแล้วยังมีความสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องแท้จริงหรือความถูกต้องของข้อมูล ในเอกสารก็สามารถที่จะมีหนังสือสอบถามไปยังหน่วยงานผู้มีอ านาจออกหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าของสหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ตอบกลับหนังสือสอบถามของจ าเลยดังเช่นที่จ าเลยเคยปฏิบัติตามกฎข้อ ๑๘ แต่จ าเลยหาได้กระท าการเพื่อให้ได้ความ กระจ่างในความสงสัยดังกล่าวไม่ นอกจากนี้ กฎข้อ ๑๘ ดังกล่าว ไม่ได้ระบุว่าหากหน่วยงานผู้มีอ านาจออกหนังสือรับรองถิ่น ก าเนิดสินค้าของประเทศสมาชิกผู้ส่งออกไม่ปฏิบัติตามระยะเวลาในการตรวจสอบและแจ้งผลตามที่ก าหนดไว้ หรือท าการ ตรวจสอบย้อนหลังเกินกว่าระยะเวลา ๖ เดือน นับแต่วันที่ของการส่งออกที่ได้ระบุไว้จะมีผลเป็นการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีของผู้ น าเข้าภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน และหากระเบียบปฏิบัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะตัดสิทธิพิเศษทางภาษีดังกล่าว ย่อมจะต้องระบุไว้ให้ชัดเจนเพื่อเป็นมาตรฐานที่ถือปฏิบัติของประเทศสมาชิกโดยทั่วกัน มิใช่จะมีผลตามดุลพินิจของประเทศสมาชิก แต่ละประเทศตามที่จ าเลยอ้าง ดังนั้น ล าพังเพียงแต่หน่วยงานผู้มีอ านาจออกหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าของประเทศผู้ 361
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ส่งออกไม่ปฏิบัติตามระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในกฎข้อ ๑๘ หามีผลท าให้หนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าที่ถูกต้องเป็นหนังสือ รับรองถิ่นก าเนิดสินค้าที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ตามกฎข้อ ๑๓ วรรคสาม ของภาคผนวก ๘ ท้ายประกาศกรมศุลกากร ที่ ๙๙/๒๕๕๓ เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับของที่มีถิ่นก าเนิดจากอาเซียน ลง วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ตามเอกสารหมาย ล.๔ แผ่นที่ ๑๑๘ และ ๑๑๙ ระบุว่า “ในกรณีที่หนังสือรับรองถิ่นก าเนิด สินค้า (ฟอร์ม ดี) ไม่ได้รับการยอมรับตามที่กล่าวข้างต้น ประเทศสมาชิกผู้น าเข้าควรยอมรับและพิจารณาค าอธิบายจาก หน่วยงานผู้มีอ านาจออกหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า และพิจารณาอีกครั้งว่า ฟอร์ม ดี ดังกล่าวสามารถใช้เพื่อรับสิทธิพิเศษ ได้หรือไม่ ค าอธิบายนั้นควรมีรายละเอียดครบถ้วนซึ่งเกี่ยวข้องกับสาเหตุของการปฏิเสธการให้สิทธิพิเศษโดยประเทศสมาชิกผู้ น าเข้า” ซึ่งกฎข้อ ๑๓ วรรคสาม มีวัตถุประสงค์เพื่อที่ให้หน่วยงานผู้มีอ านาจออกหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าอธิบายข้อ สงสัยที่ประเทศสมาชิกผู้น าเข้าถือเป็นสาเหตุของการปฏิเสธการให้สิทธิพิเศษ ดังนั้น เมื่อหนังสือตอบกลับฉบับที่สอง ลงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๗ ตามเอกสารหมาย ล.๒ แผ่นที่ ๒๑๗ พร้อมค าแปลเอกสารหมาย ล.๔ แผ่นที่ ๑๖๖ ยืนยันว่าหนังสือ รับรองถิ่นก าเนิดสินค้าตามที่โจทก์น ามาแสดงแก่เจ้าหน้าที่ของจ าเลยเป็นเอกสารแท้จริงและออกโดยกระทรวงการค้าระหว่าง ประเทศและอุตสาหกรรมของสหพันธรัฐมาเลเซียให้แก่ผู้ขายสินค้าให้โจทก์ และหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าฉบับที่สองได้ แทนที่หนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าฉบับแรก จึงเชื่อได้ว่าหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าฉบับที่สองเป็นเอกสารที่แท้จริงและ ลงนามโดยผู้มีอ านาจลงนาม และหน่วยงานผู้มีอ านาจออกหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าได้ท าการตรวจสอบหนังสือรับรองถิ่น ก าเนิดสินค้าย้อนหลังตามกฎข้อ ๑๘ ของภาคผนวก ๘ ท้ายประกาศกรมศุลกากรฉบับดังกล่าวโดยยืนยันถึงความแท้จริงของ หนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าดังกล่าวแล้ว ส่วนที่จ าเลยอ้างข้อสรุปการประชุมคณะท างานกฎว่าด้วยถิ่นก าเนิดสินค้า ครั้งที่ ๒๘ ตามเอกสารหมาย ล.๔ แผ่นที่ ๗๕ ที่ระบุเป็นข้อแนะน าว่าควรออกหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าฉบับใหม่ด้วยหมายเลข อ้างอิงใหม่ นั้น เห็นว่า ข้อแนะน าดังกล่าวหาใช่เป็นบทบังคับว่าหากไม่ปฏิบัติตามจะท าให้หนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าไม่ สมบูรณ์ ทั้งตามกฎข้อ ๗ วรรคสาม และกฎข้อ ๙ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อก าหนดรูปแบบของหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (ฟอร์ม ดี) และวิธีปฏิบัติเนื่องจากการส าแดงผิดพลาดในหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า ก็มิได้ก าหนดว่าเมื่อมีการออกหนังสือ รับรองถิ่นก าเนิดสินค้าฉบับใหม่แทนฉบับเดิมที่มีข้อผิดพลาดจะต้องใช้เลขที่อ้างอิงใหม่ ดังนั้น เมื่อหน่วยงานผู้มีอ านาจออก หนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าของสหพันธรัฐมาเลเซียยืนยันว่าหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าที่โจทก์น ามายื่นประกอบการ ขอรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรศุลกากรส าหรับสินค้าที่โจทก์น าเข้าดังกล่าวเป็นหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าที่แท้จริง แม้ หนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าทั้ง ๒ ฉบับ จะมีเลขที่อ้างอิงเดียวกันก็มิได้ท าให้หนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าดังกล่าวไม่ สมบูรณ์ และไม่มีผลท าให้โจทก์เสียสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรศุลกากรส าหรับสินค้าที่โจทก์น าเข้าแต่อย่างใด การประเมินอากร ขาเข้าและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของจ าเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จ าต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจ าเลยเพราะไม่ท าให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจ าเลยจึงไม่เป็นกรณีที่ค าพิพากษา หรือค าสั่งของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษได้วินิจฉัยข้อกฎหมายส าคัญที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพัน กับประเทศไทย ทั้งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระส าคัญในค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีช านัญพิเศษ อันไม่เป็นปัญหาส าคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรค สอง (๖) และข้อก าหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๑๓ (๒) ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๖ พิกัดอัตราศุลกากร การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค ๑ ท้าย พระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ ประกอบกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ตามพระราชก าหนด พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๕ วรรคสาม ซึ่งบัญชีท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่ใช้บังคับขณะโจทก์น าเข้าสินค้าก าหนดประเภทพิกัด ๓๙.๐๓ คือ โพลิเมอร์ของสไตรีนในลักษณะขั้นปฐมประเภทย่อย ในระดับ ๖ หลัก คือ ๓๙๐๓.๙๐ อื่น ๆ ซึ่งแยกเป็นประเภทย่อยในระดับ ๘ หลัก ได้แก่ ๓๙๐๓.๙๐.๙๑ โพลิสไตรีนชนิด ไฮอิมแพค (เอชไอพีเอส) และ ๓๙๐๓.๙๐.๙๙ อื่น ๆ ซึ่งตามหมายเหตุประเภทย่อย บัญชีท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตรา 362
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ศุลกากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๕ ภาค ๒ พิกัดอัตราอากรขาเข้า หมวดที่ ๗ ตอนที่ ๓๙ พลาสติกและของที่ท าด้วย พลาสติก หมายเหตุประเภทย่อย ๑ ระบุว่า ภายในประเภทใดประเภทหนึ่งของตอนนี้โพลิเมอร์ (รวมถึงโคโพลิเมอร์) และโพลิ เมอร์ที่ดัดแปลงโครงสร้างทางเคมีให้จ าแนกตามข้อก าหนดต่อไปนี้ (ก) ในกรณีที่มีประเภทย่อยในล าดับเดียวกันระบุว่า “อื่น ๆ” (๑) การระบุถึงโพลิเมอร์ในประเภทย่อยใดโดยใช้ “โพลิ” น าหน้า (เช่น โพลิเอทิลีน และโพลิอะไมด์ – ๖,๖) หมายถึง หน่วยโมโนเมอร์หน่วยหนึ่งหรือหลายหน่วยที่เป็นองค์ประกอบของโพลิเมอร์ที่ระบุถึงนั้น... ประกอบตามค าอธิบายเพิ่มเติมพิกัด ศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียน บันทึกค าอธิบายเพิ่มเติม ฉบับปี ๒๕๕๕ ให้ค าอธิบายพิกัดของโพลิสไตรีนชนิดไฮอิมแพค (เอชไอพี เอส) ว่าประกอบด้วย โพลิสไตรีนที่มีเนื้อยางหรือบิวทาไดอีนโคโพลิเมอร์ ดังนั้น โพลิสไตรีนชนิดไฮอิมแพค (เอชไอพีเอส) ตามพิกัด ๓๙๐๓.๙๐.๙๑ จึงประกอบด้วย Styrene-butadiene copolymer ซึ่งเป็นโคโพลิเมอร์ของสไตรีนที่มีบิวทาไดอีนเป็น ส่วนประกอบ เพราะโพลิเมอร์ของสไตรีน ตามความในพิกัด ๓๙๐๓ รวมถึงเป็นโคโพลิเมอร์ของสไตรีนตั้งแต่แรก แม้ค าอธิบาย เพิ่มเติมพิกัดอัตราศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียนดังกล่าวจะไม่ใช่ค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือ ทางศุลกากร โดยพิกัดอัตราศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียนใช้เลขรหัส ๖ หลัก ส่วนบัญชีท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๕ ใช้เลขรหัส ๘ หลัก ซึ่งเป็นเลขรหัสที่ใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียนโดยเป็นการเพิ่มเติมเลขรหัสหลักที่ ๗ และ ๘ และรายการสินค้าเพื่อก าหนดอัตราอากร โดยประเทศสมาชิกอาเซียนจัดท าค าอธิบายพิกัดศุลกากรฮาร์โมไนซ์ อาเซียนในท านองเดียวกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร โดยถือเป็นส่วนเสริม หรือเพิ่มเติมประกอบค าอธิบายในระบบฮาร์โมไนซ์ในส่วนของพิกัดศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียน ค าอธิบายเพิ่มเติมพิกัดศุลกากร ฮาร์โมไนซ์อาเซียนจึงน ามาใช้ประกอบในการตีความพิกัดอัตราศุลกากรได้ เมื่อสินค้าที่โจทก์น าเข้าระหว่างวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ถึงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ ซึ่งมีถิ่นก าเนิดสาธารณรัฐเกาหลี คือ High Impact Polystyrene Resin (HIPS RESIN) ที่มี Styrene-butadiene copolymer ซึ่งเป็นโคโพลิเมอร์ของสไตรีนที่มีบิวทาไดอีนเป็นส่วนประกอบ โดย โจทก์ส าแดงในใบขนสินค้าขาเข้าและในค าอุทธรณ์ว่าเป็น HIPS RESIN ประกอบกับข้อมูลตามเอกสารแสดงคุณสมบัติสินค้า ของบริษัทผู้ผลิตและจ าหน่ายกับข้อมูลทางเทคนิคของสินค้าที่โจทก์น าเข้าระบุว่า เป็นสินค้า HIPS (High Impact Polystyrene) ซึ่งหมายถึง โพลิสไตรีนชนิดไฮอิมแพค (เอชไอพีเอส) สินค้าที่โจทก์น าเข้าจึงเป็นสินค้าประเภทพิกัด ๓๙๐๓.๙๐.๙๑ อันเป็นประเภทย่อยที่ระบุถึงลักษณะของของไว้โดยเฉพาะ ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ ๑ ข้อ ๓ (ก) และข้อ ๖ มิใช่พิกัด ๓๙๐๓.๙๐.๙๙ จึงไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้น อากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน - สาธารณรัฐเกาหลี (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๗ การประเมินของจ าเลยชอบแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญ พิเศษ ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาส าคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๖ เงินเพิ่มอากรขาเข้า ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจส านวนประชุมปรึกษาแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในประเด็นที่ว่า จ าเลย ต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มตามค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษหรือไม่ เห็นว่า จ าเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จ าเลยน าเข้าสินค้า ในเดือน มิถุนายน ๒๕๕๓ และเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสองฉบับดังกล่าว เกิดขึ้น ในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา ๑๑๒ จัตวา บัญญัติว่า “เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกน าเงินมาช าระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มใน อัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่น ามาช าระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่น าเงินมา ช าระ...” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อ จ าเลยช าระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ ๑ จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้า ที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แต่ต่อมาวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ได้มีพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 363
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ๒๕๖๐ มาตรา ๒๒ บัญญัติว่า “...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม...” เป็นผลให้โจทก์ที่ ๑ ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ดังนั้น โจทก์ที่ ๑ ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ส่วนนับแต่วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ ๑ คงมีสิทธิค านวณ เรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๒๒ ดังกล่าว แต่เมื่อตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษี อื่น ๆ ทั้งสองฉบับ ปรากฏว่า เมื่อค านวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าถึงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นวันก่อนหน้าวันที่ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับ ยังไม่เกินกว่าจ านวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์ที่ ๑ คงมีสิทธิค านวณ เรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมินเท่านั้น ปัญหาว่า จ าเลยจะต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินกว่าอากรขาเข้าหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่จ าเลยขาดนัดยื่นค าให้การ ศาลจะมีค าพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายชนะคดีโดยจ าเลยขาดนัดยื่น ค าให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าค าฟ้องของโจทก์ทั้งสามมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลจึงมีอ านาจยกประเด็นปัญหานี้ขึ้น พิจารณาได้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสามไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษได้ จึงไม่เป็นปัญหาส าคัญ ที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร และวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๖ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจส านวนประชุมปรึกษาแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามที่ว่า จ าเลยต้องรับผิด ช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มตามค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษหรือไม่ เห็นว่า จ าเลยน าเข้าสินค้าระหว่างวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ความรับผิดอากรขาเข้าดังกล่าวจึง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา ๑๑๒ จัตวา บัญญัติว่า “เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของออกน าเงินมาช าระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บ เงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่น ามาช าระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึง วันที่น าเงินมาช าระ...” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจ าเลยช าระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ ๑ จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้องไม่เกิน อากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แต่ต่อมาวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ได้มี พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ โดยพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๒ บัญญัติว่า “...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม...” เป็น ผลให้โจทก์ที่ ๑ ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตามแต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖9 ดังนั้น โจทก์ที่ ๑ ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ส่วนนับแต่วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ ๑ คงมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่ บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒ ดังกล่าว เมื่อได้ความจากแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ทั้งสองฉบับว่า เมื่อค านวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าถึงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นวันก่อนหน้าวันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ยังไม่เกินกว่าจ านวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์ ที่ ๑ คงมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่าจ านวนอากรขาเข้าตามการ 364
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ประเมินเท่านั้น ปัญหาว่าจ าเลยจะต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินกว่าอากรขาเข้าหรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อยของประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่จ าเลยขาดนัดยื่นค าให้การ ศาลจะมีค าพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายชนะคดี โดยจ าเลยขาดนัดยื่นค าให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าค าฟ้องของโจทก์ทั้งสามมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลจึงมีอ านาจยก ประเด็นปัญหานี้ขึ้นพิจารณาได้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสามไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ จึงไม่ เป็นปัญหาส าคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ประกอบพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๖ การหลีกเลี่ยงอากรที่พึงเก็บแก่สิ่งที่สมบูรณ์แล้ว โครงรถยนต์เก่าใช้แล้วและเครื่องยนต์เก่าใช้แล้วส าหรับรถยนต์พิพาททั้งสามคันมีหมายเลขเครื่องยนต์และ หมายเลขโครงรถยนต์ตามรายการจดทะเบียนตรงกับหมายเลขรายการโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ในต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าเป็น ของที่เคยประกอบเป็นสิ่งสมบูรณ์คือ “รถยนต์” ในต่างประเทศมาก่อน หากโจทก์น าเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นส่วน ๆ ต่างหากจากกันและต่างวาระกันโดยช าระอากรในพิกัดอัตราศุลกากรส าหรับของนั้น ๆ อันเป็นการหลีกเลี่ยงอากรที่พึงเก็บแก่ สิ่งที่สมบูรณ์แล้ว ตามพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 6 จ าเลยจึงชอบที่ประเมินให้เรียกเก็บอากร โครงรถยนต์เก่าใช้แล้วและเครื่องยนต์เก่าใช้แล้วอันเป็นสินค้าพิพาทในพิกัดอัตราศุลกากรในฐานะสิ่งที่ได้ประกอบมาสมบูรณ์ ส าหรับรถยนต์ ซึ่งเมื่อคิดค านวณอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว อากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ช าระยังขาดอยู่ จ าเลย จึงชอบเรียกเก็บส่วนที่ขาดจนครบ การประเมินของจ าเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาส าคัญที่ศาลฎีกา ควรวินิจฉัย ตามประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร และวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ราคาศุลกากร ตามปกติผู้ซื้อสินค้าจะต้องตรวจสอบลักษณะสินค้าและราคาจนที่เป็นที่พอใจก่อนท าสัญญาซื้อขายสินค้ากับ ผู้ขาย การแสดงราคาสินค้าไว้แล้วมาตกลงกันใหม่ตามข้ออ้างของโจทก์ไม่สมเหตุสมผล และตามสัญญาซื้อขายฉบับแก้ไข (REVISED SALES CONTRACT) เลขที่ 201613 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นสัญญาซื้อขายที่แท้จริง มี ข้อตกลงให้โจทก์ช าระเงินมัดจ าล่วงหน้าร้อยละ 20 ของมูลค่าสัญญาภายในสามวันท าการหลังจากลงนามในสัญญา แต่โจทก์ไม่ สามารถน าสืบว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว กลับปรากฏว่าโจทก์เพิ่งโอนเงินช าระค่าสินค้าให้ผู้ขายในคราวเดียวเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นวันหลังจากวันท าสัญญาถึงสิบเดือนเศษและยังเป็นวันหลังจากวันที่เจ้าพนักงานส่งหนังสือแจ้งการ ประเมินให้โจทก์ มีข้อพิรุธ นอกจากนี้ สัญญาซื้อขาย (SALES CONTRACT) เลขที่ 201613 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 และบัญชีราคาสินค้า (COMMERCIAL INVOICE) ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบและใช้ราคา ในสัญญาดังกล่าวเป็นราคาสินค้าของโจทก์ มีลายมือชื่อผู้มีอ านาจลงนามของบริษัท ย. ผู้ขาย แต่สัญญาซื้อขายฉบับแก้ไข (REVISED SALES CONTRACT) เลขที่ 201613 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 และบัญชีราคาสินค้า (COMMERCIAL INVOICE) เลขที่ 201613 - 1 และเลขที่ 201613 - 2 ลงวันที่ 6 และวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 ที่โจทก์ใช้อ้าง ประกอบการยื่นใบขนสินค้าขาเข้า กลับไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้มีอ านาจลงนามของบริษัท ย. ผู้ขายสินค้าแต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาซื้อขายฉบับแก้ไข (REVISED SALES CONTRACT) เลขที่ 201613 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ที่ระบุราคา เหล็กเส้น 180 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 เมตริกตัน จึงไม่น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานที่โจทก์น าสืบมาฟังไม่ได้ว่าราคาสินค้า เหล็กเส้นเป็นเงิน 180 ดอลลาร์สหรัฐต่อ ๑ เมตริกตัน ตามที่โจทก์ส าแดงในใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสองฉบับตามฟ้องเป็นราคา ซื้อขายที่แท้จริง ดังที่โจทก์อ้าง ส่วนราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยมาใช้ค านวณเป็นราคาซื้อขายสินค้าหรือของที่น าเข้า โจทก์รับว่าเป็นราคาซื้อขายที่โจทก์ตกลงกับผู้ขายไว้เดิม จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า การประเมินภาษีอากรและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบ ด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสาระส าคัญในค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ จึงไม่เป็นปัญหา ส าคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษี 365
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ อากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 การได้สิทธิลดอัตราอากร ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศกรมศุลกากรที่ออกโดยอาศัยอ านาจของมาตรา 14 แห่งพระราชก าหนด พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ได้ก าหนดเงื่อนไขส าคัญส าหรับผู้น าของเข้าที่ประสงค์จะใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร 1) ให้ ผู้น าของเข้าแสดงหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า บัญชีราคาสินค้าที่มีข้อความรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าหรือเอกสารทางการค้าอื่น ที่มีข้อความรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยพิจารณาเอกสารว่าเป็นไปตามข้อผูกพันตามความตกลง การค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) และข้อผูกพันตามพิธีสารว่าด้วยการน าพิกัด ศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียนหรือไม่ หรือ 2) หากผู้น าของเข้าไม่สามารถแสดงหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าก่อนน าของออก จากอารักขาศุลกากรได้ ผู้น าของเข้าต้องแจ้งความจ านงเพื่อการขอใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรโดยบันทึกข้อมูลการสงวนสิทธิ การขอคืนอากรก่อนการน าของออกจากอารักขาของศุลกากร ซึ่งหากผู้น าของเข้าไม่ปฏิบัติตามให้ครบหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังกล่าว ผู้น าของเข้าก็ต้องช าระอากรในอัตราปกติและไม่ได้รับสิทธิพิเศษตามมาตรา 14 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งปรากฏว่าโจทก์ช าระอากรขาเข้าและได้รับมอบของไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว และโจทก์มิได้แสดงหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form D) ก่อนการน าของออกจากอารักขาศุลกากร หรือแจ้งความจ านง เพื่อการขอใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรโดยบันทึกข้อมูลการสงวนสิทธิการขอคืนอากรซึ่งเป็นเงื่อนไขส าคัญในการใช้สิทธิพิเศษ ทางภาษีก่อนน าของออกจากอารักขาของศุลกากร และอย่างไรก็ตาม โจทก์ก็ไม่ได้น าสืบว่าบัญชีราคาสินค้าหรือเอกสารทาง การค้าอื่นจัดท าโดยผู้ส่งออกรับอนุญาตและมีข้อความรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิก อาเซียนที่เข้าร่วมในโครงการน าร่องส าหรับการด าเนินการระบบการรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าด้วยตนเองของภูมิภาค ตามที่ ก าหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรส าหรับของที่มีถิ่นก าเนิดจากอาเซียน ลงวันที่ 6 มกราคม 2555 แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินอากรพร้อมดอกเบี้ยคืนจากการน าเข้าสินค้าพิพาท ด้วย เหตุผลดังกล่าว แม้โจทก์จะมีอ านาจฟ้อง แต่เมื่อฎีกาของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลค าพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาส าคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) (3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร พ.ร.ก. พิกัดอัตราศุลกากรฯ มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติเรื่องการตีความพิกัดศุลกากรว่า “การตีความให้ ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชก าหนดนี้ ประกอบกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์ โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะร่วมมือทางศุลกากร ...” ดังนั้น การ จะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ประกอบค าอธิบายพิกัด ศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว คดีนี้คู่ความน าสืบรับกันว่าสินค้าพิพาท คือ โลหะทองแดง ทรงกลมบริสุทธิ์ร้อยละ 99.99 มีวัตถุประสงค์การใช้งาน คือ เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมชุบฉาบผิวโลหะ จึงเข้าพิกัดตอน ที่ 74 ประเภทพิกัด 74.19 ของอื่น ๆ ท าด้วยทองแดง ส่วนจะเข้าประเภทพิกัดย่อยใดนั้น ตามพระราชก าหนดพิกัดอัตรา ศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 ได้ระบุสินค้าพิกัด 7419.91.00 ว่า ของอื่น ๆ ท าด้วยทองแดงที่ได้จากการหล่อ หล่อแบบ ตอกพิมพ์ หรือตี แต่ไม่ได้ท ามากไปกว่านี้ และพิกัด 7419.99.10 ระบุว่า แอโนดส าหรับการชุบด้วยไฟฟ้า โจทก์น าสืบว่า สินค้าพิพาทจะถูกใส่ลงในตะกร้าไทเทเนียมซึ่งอยู่ในถุงผ้า แล้วน าไปแขวนไว้ในถังน้ ายาซึ่งมีสารละลายที่บรรจุอยู่ภายในถัง จากนั้น เมื่อจิ๊กแขวนชิ้นงานพลาสติกอาทิ โลโก้รถยนต์ กระจังหน้ารถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ กระจกมองข้าง ฯลฯ ถูกแขวน ลงไปในถังน้ ายาจะท าให้กระแสไฟฟ้าครบวงจร เมื่อมีการเชื่อมต่อตะกร้าไทเทเนียมซึ่งใส่สินค้าที่น าเข้ากับขั้วกระแสไฟฟ้าที่เป็น ขั้วบวกและเชื่อมต่อชิ้นงานบนจิ๊กแขวนกับขั้วกระแสไฟฟ้าที่เป็นลบซึ่งท าให้กระแสไฟฟ้าครบวงจรโดยมีสารละลายหรือน้ ายาเคมีที่ อยู่ในถังจะแปรสภาพเป็นตัวน าไฟฟ้า เมื่อพิจารณาค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ระบุว่า ประเภทพิกัด 7419.99.10 366
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ...(6) แอโนดส าหรับการชุบฉาบผิวโลหะด้วยไฟฟ้า ท าด้วยทองแดง ... (ดูข้อ ก. ของค าอธิบายพิกัดอัตราศุลกากรตาม ประเภทที่ 75.08) ซึ่งในค าอธิบายข้อ ก. ระบุว่า กลุ่มนี้คลุมถึงแอโนดนิกเกิลบริสุทธิ์ (2)... หรือเป็นลูกกลม ... สินค้า พิพาทที่โจทก์น าเข้าจึงเป็นแอโนดทองแดงที่ใช้ส าหรับการชุบด้วยไฟฟ้า ซึ่งตรงกับรายการในประเภทพิกัด 7419.99.10 ตาม หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในบัญชีท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 ที่ระบุว่า “การ จ าแนกประเภทของของในพิกัดอัตราศุลกากรนี้ให้ถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ...” หลักเกณฑ์ข้อ 6 “ตามวัตถุประสงค์ของ กฎหมาย การจ าแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้อง และตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม” ซึ่งหลักเกณฑ์การตีความพิกัดศุลกากรนั้นจะใช้การตีความเรียงล าดับตามข้อไป โดยจะใช้ หลักเกณฑ์ข้อ 1 ถึง 5 เพื่อหาพิกัดประเภทหลัก (Heading) ส่วนหลักเกณฑ์การตีความข้อ 6 จะใช้ตีความพิกัดประเภทย่อย (Subheading) อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ข้อ 6 ระบุว่า หากใช้ความประเภทย่อย หมายเหตุของหมวดตอน เปรียบเทียบ ประเภทย่อยในระดับเดียวกันแล้วยังไม่สามารถจ าแนกประเภทย่อยได้ ก็อนุโลมกลับไปให้ใช้หลักเกณฑ์ในข้อ 1 ถึง 5 ดังนั้น หลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ถึง 5 จึงสามารถใช้ตีความพิกัดประเภทย่อย (Subheading) 6 หลัก และ 8 หลักได้ เมื่อตาม หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้จ าแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสาร มากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปให้ใช้ตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุว่า ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและ ประเภทอื่นๆระบุไว้อย่างกว้างๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะ สินค้าพิพาทของโจทก์จึงเข้าประเภทพิกัด 7419.99.10 ซึ่งระบุว่า แอโนดส าหรับการชุบด้วยไฟฟ้า อันเป็นกรณีที่พิกัดศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้วตาม ข้อ 3 (ก) ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาส าคัญที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่เป็น การวินิจฉัยข้อกฎหมายที่ส าคัญซึ่งยังไม่มีแนวค าพิพากษาหรือค าสั่งของศาลฎีกามาก่อน ไม่เป็นการพัฒนาตีความกฎหมายและไม่ เป็นปัญหาส าคัญอื่นตามข้อก าหนดของประธานศาลฎีกา การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ประกอบค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งในภาค 2 ท้ายพระราช ก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าตามช่วงเวลาที่น าเข้า ได้ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 21.01 ประเภทย่อย 2101.200ว่า “สิ่งสกัด หัวเชื้อและสิ่งเข้มข้นของชาหรือชามาเต้ และของปรุงแต่งที่มีสิ่งสกัด หัวเชื้อ หรือสิ่งเข้มข้นเหล่านี้เป็นหลักหรือที่มีชาหรือชามาเต้เป็นหลัก” ประเภทย่อย 2101.20.90 ว่า – อื่น ๆ ขณะน าเข้าอัตรา อากรร้อยละ 30 และประเภทพิกัด 21.06 ว่า “อาหารปรุงแต่งที่ไม่ได้ระบุไว้หรือรวมไว้ในที่อื่น” ประเภทย่อย 2106.900 และ 2106.90.70 ในฐานะเป็นอาหารเสริม ขณะน าเข้าอัตราอากรร้อยละ 5 และตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โม ไนซ์ประเภทพิกัด 21.01 ระบุว่า “(3) ของปรุงแต่งที่มีสิ่งสกัด หัวเชื้อหรือสิ่งเข้มข้นของกาแฟ ชาหรือชามาเต้ เป็นหลัก ... ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีสิ่งสกัด หัวเชื้อหรือสิ่งเข้มข้นของกาแฟชาหรือชามาเต้ เป็นหลัก (และไม่ใช่ตัวกาแฟ ชาหรือชามาเต้เอง) และรวมถึงสิ่งสกัด ฯลฯ ที่เติมสตาร์ชหรือสารคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ” โดยค าอธิบายดังกล่าวมิได้จ ากัดกระบวนการในการ สกัดว่าจ าเป็นต้องต้มหรือกลั่นเท่านั้นนอกจากนี้ สินค้าตามประเภทพิกัด 21.01 ยังคลุมถึงของปรุงแต่งที่มีชา สิ่งสกัด หัว เชื้อและสิ่งเข้มข้นของชาเป็นหลัก และไม่ได้จ ากัดว่าต้องอยู่ในรูปสิ่งเข้มข้นอย่างเดียว คดีนี้ คู่ความน าสืบรับกันว่าสินค้า พิพาทมีลักษณะเป็นแคปซูล บรรจุในขวดส าหรับการขายปลีก ขวดละ 60 แคปซูล ใช้บริโภคเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอล มีส่วนประกอบคือ กรดไขมันจากน้ ามันถั่วเหลือง (Soybean Oil) สารพฤกษเคมีหรือธีฟลาวินส์ (Theaflavins) เลซิทิน (Lecithin) เจลาติน (Gelatin) วิตามินอี (Vitamin E) และสารอื่น ๆ โดยโจทก์น าสืบว่า สารธีฟลาวินส์ (Theaflavins) เป็นส่วนประกอบส าคัญของสินค้าพิพาท ที่สังเคราะห์มาจากสารในกลุ่มโพลีฟีนอล มีกระบวนการผลิตเริ่มจากการน าใบชา เขียวไปหมัก และน าไปผ่านกระบวนการอีก 3 ขั้นตอน คือ การสกัด (Extraction) การสังเคราะห์ (Synthesis) และการ 367
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ท าให้บริสุทธิ์ (Purification) ทั้งนี้ในผักและผลไม้พบเอนไซม์โพลีฟีนอล ซึ่งสามารถเปลี่ยนสารคาเทชินและสารเอพิคาเทชิน เป็นสารธีฟลาวินส์ (Theaflavins) แต่ผัก ผลไม้ และพืชอื่น ๆ อาจไม่ให้สารคาเทชินและสารเอพิคาเทชินในปริมาณที่สูง เท่ากับชาเขียว จึงนิยมน าชาเขียวมาสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่าสินค้าพิพาทเป็นสิ่งสกัดของชาเป็นหลักตรงตามค าอธิบาย ศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ตอนที่ 21.01 ส่วนขั้นตอนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นขั้นตอนของการสกัดอย่างหนึ่ง ซึ่ง ตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ไม่ได้ระบุว่า สิ่งสกัดของชาจะต้องถูกสกัดโดยวิธีการต้มหรือกลั่นเท่านั้น และแม้ จะได้ความว่าสารที่สังเคราะห์มาจากชาได้ถูกเปลี่ยนเป็นสารชนิดใหม่ หมดความเป็นเอกลักษณ์ของสารตั้งต้นเดิมและไม่ สามารถย้อนกลับให้ได้สารตั้งต้นชนิดเดิมอีก ก็ไม่ได้เปลี่ยนสาระส าคัญที่ว่าสารดังกล่าวถูกสกัดจากชาเป็นหลักเพื่อน าไปใช้ ลดคอเลสเตอรอลอันเป็นสาระส าคัญ เมื่อสินค้าพิพาทเป็นของผสมหรือของรวมที่มีวัตถุหรือสารนั้นรวมอยู่กับวัตถุหรือสารอื่น ๆ ลักษณะเป็นแคปซูลบรรจุในขวดใช้เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอล มีสารประกอบหลายอย่าง โดยมีสารธีฟลาวินส์ (Theaflavins) เป็นส่วนประกอบส าคัญ ซึ่งมีกระบวนการผลิตมาจากการสกัดชาเขียวเป็นหลัก จึงเป็นของปรุงแต่งที่มีสิ่ง สกัดของชาเป็นหลักตามประเภทพิกัด 21.01 ประเภทย่อย 2101.200 และ 2101.20.90 และเป็นกรณีที่พิกัดศุลกากรได้ระบุ ลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้ว ดังนั้น เมื่อสินค้าพิพาทเป็นของปรุงแต่งที่มีสิ่งสกัดของชาเป็นส่วนผสมหลัก ตรงตามความ ของประเภทพิกัด 21.01 ประเภทย่อย 2101.200 และ 2101.20.90 เป็นการเฉพาะแล้ว สินค้าพิพาทจึงไม่ใช่อาหารปรุงแต่ง อื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่น ตามประเภทพิกัด 21.06 ประเภทย่อย 2106.900 และ 2106.90.70 ในฐานะเป็น อาหารเสริมอีกตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ในภาค 1 ท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 1 และข้อ 6 ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาส าคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2555 และ 2559 ได้ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 84.24 ว่า เครื่องใช้กล (จะใช้แรงคนหรือไม่ก็ตาม) ส าหรับฉีด พ่นของเหลวหรือผงให้พุ่งเป็นล า เป็นฝอย หรือเป็นละออง เครื่องดับเพลิงจะบรรจุสิ่งดับเพลิง (ชาร์จ) หรือไม่ก็ตาม หัวฉีด (สเปรย์กัน) และเครื่องใช้ที่คล้ายกัน รวมทั้งเครื่องพ่นไอน้ าหรือพ่นทรายและเครื่องจักรที่คล้ายกันส าหรับฉีดพุ่งให้เป็นล า ประเภทพิกัดย่อย 8424.10 ว่า เครื่องดับเพลิงจะบรรจุสิ่งดับเพลิง (ชาร์จ) หรือไม่ก็ตาม และสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 73.11 ว่า ภาชนะส าหรับบรรจุก๊าซอัดหรือก๊าซเหลวท าด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า ถังทรงกระบอกไร้ตะเข็บท าด้วยเหล็กกล้า ประเภทพิกัดย่อย 7311.00.22 (กรณีน าเข้าปี 2559) ว่า ที่มีความจุตั้งแต่ 30 ลิตร ขึ้นไปแต่น้อยกว่า 110 ลิตร ประเภท พิกัดย่อย 7311.00.27 (กรณีน าเข้าปี 2560) ว่า อื่น ๆ ที่มีความจุ 30 ลิตร หรือมากกว่าแต่น้อยกว่า 110 ลิตร ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์น าเข้ามีลักษณะเป็นถังบรรจุน้ ายาดับเพลิง น าเข้ามาในลักษณะของถัง ทรงกระบอกท าด้วยเหล็กกล้าไร้ตะเข็บบรรจุน้ ายาดับเพลิง ตามใบขนสินค้าแต่ละฉบับ สินค้ามีขนาดความจุของถังอยู่ในช่วง 66.84 – 104 ลิตร มี Fill Port และฝาครอบส่วนคอขวด เพื่อประโยชน์ในการขนส่งแต่ไม่มีส่วนที่เป็นอุปกรณ์ควบคุมการ ฉีดให้เป็นฝอย ลักษณะการใช้งานใช้เชื่อมต่อเข้ากับท่อจ่ายก๊าซที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (Fire Suppression Systems) สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบได้ทั้งแบบถังเดียว หรือแบบหลายถัง ไม่สามารถเปิด - ปิดได้เองเนื่องจากตัวถังไม่ได้ ติดตั้งหัวจ่าย ส าหรับฉีดก๊าซภายในถังแต่อย่างใดเมื่อพิเคราะห์ตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์พิกัด 73.11 ที่ระบุว่า ประเภทนี้คลุมถึงภาชนะที่มีความจุเท่าใดก็ตามใช้ส าหรับการขนส่งหรือการเก็บก๊าซอัดหรือก๊าซเหลว (เช่นฮีเลียม ออกซิเจน ไฮโดรเจน อะเซทิลีน คาร์บอนไดออกไซด์ หรือบิวเทน) ตรงกับลักษณะของสินค้าตามที่โจทก์น าสืบว่า สินค้าพิพาทเป็น ภาชนะใช้ส าหรับขนส่งหรือเก็บก๊าซอัดหรือก๊าซเหลว โดยวาล์วที่ปิดด้านบนซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สะดวกปลอดภัยแก่การขนส่ง และใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ส าหรับใช้ในระบบดับเพลิงอัตโนมัติภายในอาคารซึ่งตัวถังยังสามารถน ากลับมาบรรจุใช้ซ้ าได้อีก ประกอบกับเมื่อพิจารณาบัญชีท้ายพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตรา ศุลกากร ข้อ 5 (ข) ที่ก าหนดว่า “ภายใต้บังคับของหลักเกณฑ์ ข้อ 5 (ก) วัตถุและภาชนะส าหรับใช้ในการบรรจุที่บรรจุ ของเข้ามา ให้จ าแนกเข้าประเภทเดียวกันกับของนั้นถ้าวัตถุและภาชนะนั้นเป็นชนิดที่ตามปกติใช้ส าหรับบรรจุของดังกล่าว อย่างไร 368
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ก็ตาม ไม่ให้ใช้ข้อก าหนดนี้เมื่อเห็นได้ชัดว่า วัตถุและภาชนะส าหรับใช้ในการบรรจุนั้นเหมาะส าหรับใช้ซ้ าได้อีก” ท าให้ไม่สามารถ จัดประเภทพิกัดตัวถังส าหรับบรรจุเข้าประเภทพิกัดเดียวกันกับของที่บรรจุอยู่ภายในถังได้ ต้องจ าแนกการพิจารณาตัวถังและก๊าซ ที่อยู่ภายในถังออกจากกัน ดังนั้น สินค้าพิพาทไม่อาจจัดเข้าประเภทพิกัด 8424.10.90 ในฐานะเป็นเครื่องดับเพลิง จะบรรจุ สิ่งดับเพลิง (ชาร์จ) หรือไม่ก็ตาม ที่โจทก์ขอสงวนสิทธิ์ได้ ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าขณะน าเข้าสินค้าพิพาท มีสาระส าคัญเป็น ถังดับเพลิงแล้วซึ่งหลังจากน าเข้าจะน าไปติดตั้งกับระบบดับเพลิงภายในอาคารของลูกค้าพร้อมกับอุปกรณ์อื่น ๆ เป็นเครื่อง ดับเพลิงส าหรับอุตสาหกรรมตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (EN 2012 และ EN 2017) ประเภทพิกัดย่อย 8424.10.90 ตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ข้อ 5 (ข) และข้อ 6 มีวัตถุประสงค์ในการใช้งานเพื่อการดับเพลิงโดยสามารถ ใช้งานได้ทันทีโดยการเชื่อมต่อเข้ากับท่อจ่ายก๊าซที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (Fire Suppression Systems) นั้น ตามค าเบิกความของนาย ร. พยานโจทก์ว่า สินค้าพิพาทต้องน าไปใช้ร่วมกับอุปกรณ์เฉพาะของเครื่องดับเพลิงจึงจะสามารถ ท างานได้ ได้แก่ อุปกรณ์ท่อจ่ายก๊าซภายในตัวอาคารซึ่งเป็นระบบการท างานที่ออกแบบติดตั้งในตัวอาคารเท่านั้นและเบิกความ ตอบทนายจ าเลยถามค้านอีกว่า อุปกรณ์ดังกล่าวหากไม่มีระบบการท างานทั้งหมดก็ไม่อาจท างานได้ อีกทั้ง ลักษณะการท างาน ของระบบดับเพลิงทั้งหมดตามค าอธิบายในเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 189 สินค้าพิพาทต้องใช้ประกอบกับอุปกรณ์ที่เรียกว่า โช ลินอย์วาล์ว ซึ่งท าหน้าที่สั่งเปิดปิดหัวถังขณะฉีดดับเพลิงด้วย จะเห็นได้ว่า หากสินค้าพิพาทไม่ถูกน าไปติดตั้งกับระบบดับเพลิง ภายในอาคารพร้อมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ก็ไม่อาจใช้งานในลักษณะของอุปกรณ์ดับเพลิงได้โดยตรง ดังนั้น สินค้าพิพาทจึงไม่มี ลักษณะเป็นเครื่องดับเพลิงตามความหมายของสินค้าในประเภทพิกัดย่อย 8424.10.90 ตามที่โจทก์ขอสงวนสิทธิ์คืนอากร ค า วินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับ ประโยชน์สาธารณะ อันไม่เป็นปัญหาส าคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรค สอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 อายุความ เหตุที่จ านวนเงินค่าอากรขาเข้าที่จ าเลยต้องช าระเพิ่มตามฟ้องคดีนี้เกิดจากสินค้าที่จ าเลยน าเข้าไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากร จึงมิใช่ กรณีค านวณจ านวนอากรผิด สิทธิเรียกร้องเงินอากรขาเข้าของโจทก์ที่ 1 มีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่น าของเข้านั้นชอบ แล้ว ฎีกาจ าเลยจึงไม่เป็นปัญหาส าคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจ าเลยน าเข้าสินค้าโดยเจตนาหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 ไม่มี บทบัญญัติก าหนดอายุความไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 จึงต้องใช้อายุความสิบปี ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 และการนับอายุความต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ซึ่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง ก าหนดว่า ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีส าหรับของที่น าเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่น าของเข้าส าเร็จ ดังนี้ สิทธิเรียกร้องใน หนี้ค่าภาษีอากรขาเข้าจึงบังคับได้นับแต่วันที่จ าเลยน าเข้าสินค้า ไม่อาจเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ตรวจพบการ กระท าความผิด เมื่อจ าเลยน าเข้าสินค้ารีเลย์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการจุดระเบิดรถยนต์ เรือนไมล์บอกระยะทาง ใช้กับรถยนต์และคอนเดนเซอร์เครื่องปรับอากาศตามค าฟ้อง ระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 โดยจ าเลยได้รับวันที่ 11 มีนาคม 2558 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 จึงเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีนับแต่วันน าเข้าสินค้า จึงเป็นการใช้สิทธิ เรียกร้องในหนี้ค่าอากรที่ขาดอายุความแล้ว ส่วนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 2 ส าหรับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาดนั้น เมื่อประมวล 369
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ รัษฎากรมิได้มีบทบัญญัติก าหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็น ต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 และมาตรา 193/12 เช่นกัน และตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/2 (1) ก าหนดว่า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการน าเข้าเกิดขึ้นเมื่อช าระอากรขาเข้า วาง หลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ าประกันอากรขาเข้า จึงเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่ความ รับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นตามมาตราดังกล่าว ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจ าเลยช าระอากรขาเข้าในการน าเข้าสินค้าตามค า ฟ้องแต่ละครั้งระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2546 แต่โจทก์ที่ 1 ซึ่งใช้อ านาจหน้าที่แทนโจทก์ ที่ 2 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 โดยจ าเลยได้รับวันที่ 11 มีนาคม 2558 และ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่ 2 ที่ขาดอายุ ความ 10 ปีนับแต่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งปัญหาเรื่องอายุความท านองเดียวกับคดีนี้เคยมีค าพิพากษาศาล ฎีกาที่ 11002/2554 และค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 5652/2560 วินิจฉัยไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นปัญหาส าคัญที่ศาล ฎีกาควรวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 4728/2565 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ, 112 จัตวา พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 ___________________________ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง และ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ว่าด้วยของที่ ได้รับยกเว้นอากร ประเภทที่ 13 ยุทธภัณฑ์ที่จะได้รับการยกเว้นอากรตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 13 ต้องเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการเป็นส าคัญ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าสินค้าที่โจทก์น าเข้าตามใบขนสินค้า พิพาทเป็นยุทธภัณฑ์ที่ได้รับการยกเว้นอากรตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 13 หรือไม่ นั้น จะต้องพิจารณาในเวลาที่น าของเข้าส าเร็จว่าโจทก์น าเข้าสินค้าในลักษณะที่เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการหรือไม่ เมื่อสินค้า พิพาทเป็นส่วนประกอบที่จะต้องน าไปผลิตอาวุธ (กระสุนปืน) เสียก่อนแล้วจึงน ามาขายหรือจ าหน่ายให้กับส่วนราชการเพื่อ น าไปใช้อีกทอดหนึ่ง โดยในขณะเกิดความรับผิดทางภาษี (Tax Point) หรือขณะยื่นใบขนสินค้าต่อเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 นั้น ของที่น าเข้ายังไม่เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการซึ่งส่วนราชการเป็นผู้มีสิทธิใช้ยุทธภัณฑ์นั้นแต่อย่างใด ดังนั้น สินค้า พิพาทจึงไม่ได้รับยกเว้นอากรตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 13เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้า พิพาทมีการเติมสาร Diphenylamine ที่เป็น Stabilizer และ Diethyl Ether ซึ่งท าให้เกิดการระเบิดได้ ท าให้มีคุณสมบัติของ ดินขับในประเภทพิกัด 36.01 ซึ่งเป็นประเภทพิกัดที่เฉพาะเจาะจงกว่า สินค้าพิพาทจึงไม่ใช่ไนโตรเซลลูโลสกึ่งส าเร็จรูปที่มีน้ า เป็นองค์ประกอบตามประเภทพิกัด 39.12 ประเภทย่อย 3912.20.11 ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 1 และข้อ 6โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้โจทก์น าเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 และโจทก์น าของออกไปจากอารักขาของศุลกากร ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสอง ฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มีผลใช้บังคับอยู่ จ าเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่ม ส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากร ขาเข้าตามการประเมิน จ าเลยที่ 1 คงมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่า จ านวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 คดีนี้ ปรากฏว่าเงินเพิ่มที่ โจทก์ต้องช าระนับถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ยังไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์จึงต้องรับผิดช าระจนกว่าจะเท่าจ านวน อากรที่ต้องเสียเพิ่ม ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขค าฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่ กค.3300366/28-07-2558 ลง 370
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ วันที่ 28 กรกฎาคม 2558 และ ที่ กค.3300367/28-07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 เพิกถอนค าวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอพ.47/2562/ป2/2562 (3.12) ลงวันที่ 30 เมษายน 2562 และหากโจทก์ต้องรับผิดช าระอากรที่ขาด ขอให้โจทก์รับผิดใน เงินเพิ่มไม่เกินจ านวนอากรที่ขาด ___________________________ จ าเลยทั้งสองให้การและแก้ไขค าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า (กศก.115) ที่ กค.3300366/28- 07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 และที่ กค.3300367/28-07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 กับให้เพิกถอนค า วินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอพ.47/2562/ป2/2562 (3.12) ลงวันที่ 30 เมษายน 2562 ค าขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ให้จ าเลย ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยก าหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ___________________________ จ าเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ส าหรับจ าเลยที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามค า พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจ าเลยที่ 2 ในชั้นศาลภาษีอากรกลางและค่าฤชาธรรมเนียมใน ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ___________________________ จ าเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์น าเข้าสินค้าดินส่งกระสุนปืนเล็ก (ไนโตร เซลลูโลส) (SMOKELESS POWDER (NITROCELLULOSE)) LOVEX S 011-01, LOVEX S 011-02, LOVEX D 032-03, LOVEX D 037-01, LOVEX D 073-01 และ LOVEX S 015-01 โดยส าแดงประเภทพิกัด 3912.20.11 อัตราอากรร้อยละ 5 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชก าหนดพิกัด อัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และลงวันที่ 6 มกราคม 2555 ในฐานะเป็นไนโตรเซลลูโลสกึ่งส าเร็จรูป ที่มีน้ าเป็นองค์ประกอบ ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A007-05306-08965 น าเข้าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 และใบขนสินค้า ขาเข้าเลขที่ A016-05511-03312 น าเข้าเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 เจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 ตรวจพบว่าสินค้าดังกล่าว จัดเป็นของในตอนที่ 36 ของพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ว่าด้วยวัตถุระเบิด ผลิตภัณฑ์จ าพวกดอกไม้เพลิง ไม้ขีดไฟ ฯ มีระบุไว้ชัดเจนในประเภทพิกัด 3601.00.00 อัตราอากรร้อยละ 20 และเห็นว่าโจทก์ช าระภาษีอากรไว้ไม่ครบถ้วน อันเป็นความผิดฐานส าแดงเท็จ ตามมาตรา 27 และมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 จึงแจ้งการประเมิน ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่ กค.3300366/28-07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 และที่ กค.3300367/28- 07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ต้องเสียค่าอากรเพิ่มเป็นเงิน 2,502,875 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 175,201 บาท โจทก์ เห็นว่าสินค้าพิพาทเป็นสินค้าที่พระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ก าหนดไว้ชัดแจ้งว่าเป็นของตามประเภทพิกัดที่ 3912.20.11 อัตราอากรร้อยละ 5 ซึ่งตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์(Explanatory Notes : EN) ก าหนดไว้ว่า สินค้าในตอนที่ 36 ไม่รวมถึงไนโตรเซลลูโลส ตามประเภทพิกัด 39.12 ดังนั้น จึงไม่อาจจัดของตามประเภทพิกัดที่ 3912.20.11 เข้าเป็นของในประเภทพิกัดที่ 36.01 ได้ โจทก์ด าเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายแล้ว และยื่นอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นพิกัดอัตราศุลกากรและอ้างว่ามีสิทธิได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของที่ได้รับยกเว้นอากร ประเภทที่ 13 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 เนื่องจากสินค้าพิพาทเป็น ยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในราชการ โดยอ้างเอกสารประกอบการพิจารณาเป็นหนังสืออนุญาตให้สั่งหรือน าเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งวัตถุ หรืออาวุธเพื่อใช้ในการผลิตอาวุธ หรือเป็นตัวอย่าง หรือเพื่อวิจัยเกี่ยวกับการผลิตอาวุธ ส าหรับหน่วยงานตามมาตรา 7 แห่ง พระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธเอกชน พ.ศ. 2550 ตามหนังสืออนุญาตที่ 1/2553 และที่ 6/2555 ซึ่งใช้ส าหรับใบขนสินค้า ขาเข้าพิพาททั้ง 2 ฉบับ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีค าวินิจฉัยให้ยกค าอุทธรณ์ของโจทก์ และในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็น การเป็นยุทธภัณฑ์ เห็นว่า สินค้าพิพาทจะได้รับยกเว้นอากรก็ต่อเมื่อเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ โดยส่วนราชการเป็นผู้ใช้ ยุทธภัณฑ์ แต่เอกสารที่โจทก์เสนอประกอบการพิจารณาเป็นใบขออนุญาตน าเข้าที่ไม่ปรากฏว่าเป็นการน าเข้าแทนส่วน ราชการ จึงไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรได้ตามกฎหมาย 371
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ___________________________ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจ าเลยที่ 1 ประเด็นแรกว่า ดินส่งกระสุนปืนเล็ก (ไนโตรเซลลูโลส) (SMOKELESS POWDER (NITROCELLULOSE)) LOVEX S 011-01, LOVEX S 011-02, LOVEX D 032-03, LOVEX D 037-01, LOVEX D 073-01 และ LOVEX S 015-01 เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ ซึ่งเป็นของที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ตามภาค 4 ประเภทที่ 13 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 หรือไม่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีส าหรับของที่น าเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่น าของ เข้าส าเร็จ” และพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากร ประเภทที่ 13 ก าหนด ว่า “ยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ” แสดงว่ายุทธภัณฑ์ที่จะได้รับการยกเว้นอากรตามพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 13 ต้องเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการเป็นส าคัญ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าสินค้าที่โจทก์น าเข้า ตามใบขนสินค้าพิพาทเป็นยุทธภัณฑ์ที่ได้รับการยกเว้นอากรตามพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 13 หรือไม่ นั้น จะต้องพิจารณาในเวลาที่น าของเข้าส าเร็จว่าโจทก์น าเข้าสินค้าในลักษณะที่เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทาง ราชการหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางน าสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงงานผลิตอาวุธ ตาม พระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ก าหนดใน กฎกระทรวง ภายใต้การควบคุมดูแลและก ากับการผลิตของกระทรวงกลาโหม โดยมีหน้าที่ต้องส ารองวัตถุหรืออาวุธที่ใช้ในการ ผลิตอาวุธตามชนิดและปริมาณที่ก าหนด ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 กับมี หน้าที่ต้องขออนุญาตสั่งหรือน าเข้ามาในราชอาณาจักร ตามมาตรา 25 และโจทก์ต้องน าวัตถุหรืออาวุธที่น าเข้าเก็บไว้ภายใน โรงงานหรือสถานที่เก็บที่ก าหนดในใบอนุญาต ตามมาตรา 28 โดยโจทก์มีแบบขออนุญาตและหนังสืออนุญาตในการสั่งและ น าเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นไปตามแบบ อ.4 และ อ.8 และโจทก์ได้รับอนุญาตให้น าเข้าสินค้าพิพาทจาก กระทรวงกลาโหม เมื่อพิจารณาหนังสืออนุญาต แบบ อ.8 แล้วเห็นได้ว่ากระทรวงกลาโหมมีหนังสืออนุญาตให้โจทก์สั่งหรือ น าเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งวัตถุหรืออาวุธเพื่อใช้ในการผลิตอาวุธ หรือเป็นตัวอย่าง หรือเพื่อวิจัยเกี่ยวกับการผลิตอาวุธ ส าหรับหน่วยงานตามมาตรา 7 โดยหนังสืออนุญาตทั้งสองฉบับดังกล่าว มีรายละเอียดแสดงชื่อวัตถุหรืออาวุธ ชนิด ประเภท ขนาด จ านวน รวมทั้งวิธีการน าเข้าของสินค้าพิพาทตรงกับในใบขนสินค้าพิพาททั้งสองฉบับ ซึ่งแม้สินค้าที่โจทก์น าเข้าดังกล่าว จะไม่มีจ านวนแตกต่างไปจากหนังสืออนุญาตที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้สั่งหรือน าเข้าก็ตาม แต่ลักษณะและสภาพของสินค้า พิพาทที่โจทก์น าเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นสินค้าที่ไม่สามารถน ามาใช้ในราชการได้ทันทีซึ่งโดยสภาพของสินค้านั้นจะต้อง น าไปใช้โดยผ่านขั้นตอนการผลิตอีกขั้นหนึ่งก่อนเพื่อผลิตออกมาเป็นอาวุธประเภทกระสุนปืนที่หน่วยงานราชการจะสามารถ น าไปใช้ในราชการได้ อีกทั้ง ไม่ปรากฏตามทางน าสืบของโจทก์ว่าโจทก์น าเข้าในฐานะตัวแทนของหน่วยงานราชการ ประกอบ กับโจทก์ไม่เคยน าเข้าในลักษณะเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ โดยส่วนราชการเป็นผู้ใช้ยุทธภัณฑ์ นอกจากนี้ ตามหนังสือ กรมอุตสาหกรรมทหาร ข้อ 1 ระบุว่า “กระทรวงกลาโหมอนุญาตให้ บริษัท ท. ตั้งโรงงานท าอาวุธส าหรับราชการทหารและ ต ารวจ ตามพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 เพื่อผลิตกระสุนปืนขนาดต่าง ๆ ตามอ้างถึง 2 และ อนุญาตให้สั่งหรือน าเข้าดินส่งกระสุนปืนเล็ก ตามอ้างถึง 3 และ 4 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้ในการผลิตอาวุธ (กระสุนปืน) ส าหรับขายหรือจ าหน่ายให้กับส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมและส านักงานต ารวจแห่งชาติหรือส่วนราชการอื่นหรือ รัฐวิสาหกิจตามที่ก าหนดไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1 รวมทั้งบุคคลอื่นตามที่ก าหนดในกฎกระทรวงก าหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตขายหรือจ าหน่ายอาวุธ ให้แก่บุคคลอื่นนอกจากหน่วยงานตามมาตรา 7...” เมื่อสินค้าพิพาทเป็นส่วนประกอบที่จะต้องน าไปผลิตอาวุธ (กระสุนปืน) เสียก่อนแล้วจึงน ามาขายหรือจ าหน่ายให้กับส่วนราชการเพื่อน าไปใช้อีกทอดหนึ่ง โดยในขณะเกิดความรับผิดทางภาษี (Tax Point) หรือขณะยื่นใบขนสินค้าต่อเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 นั้น ของที่น าเข้ายังไม่เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ ซึ่งส่วน ราชการเป็นผู้มีสิทธิใช้ยุทธภัณฑ์นั้นแต่อย่างใด ดังนั้น สินค้าพิพาทจึงไม่ได้รับยกเว้นอากรตามพระราชก าหนดพิกัดอัตรา ศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 13 ฎีกาจ าเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น ___________________________ เนื่องจากคดีมีการสืบพยานกันมาเสร็จแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นควรวินิจฉัยในประเด็นอื่นต่อไปโดยไม่ย้อน ส านวนให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก่อน ประเด็นต่อมามีว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์น าเข้าต้องจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรตามการ ประเมินของจ าเลยที่ 1 และค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้า 372
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ พิพาทคือ ไนโตรเซลลูโลสมีปริมาณสูงสุดร้อยละ 98 เป็นหลัก และประกอบด้วย Diphenylamine ปริมาณร้อยละ 0 – 2.0 และ Diethyl Ether ปริมาณร้อยละ 0 – 2.0 ซึ่งตามค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes) หน้า 504 ไม่ได้ระบุว่า ดินขับกระสุนปืนเล็ก (ไนโตรเซลลูโลส) ที่มีส่วนผสมของ Diphenylamine และ Diethyl Ether จะไม่ รวมอยู่ในพิกัด 36.01 ด้วย ประกอบกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ EN/HS ของตอนที่ 39 หน้า VII-39-11 ซึ่งมี สาระส าคัญว่า ถ้ามีการเติมสารบางชนิดลงไปในผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์แล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีลักษณะตามที่ระบุในประเภทพิกัดอื่น ที่เฉพาะเจาะจงกว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะไม่รวมอยู่ในตอนที่ 39 และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้าพิพาทมีการเติมสาร Diphenylamine ที่เป็น Stabilizer และ Diethyl Ether ซึ่งท าให้เกิดการระเบิดได้ ท าให้มีคุณสมบัติของดินขับในประเภท พิกัด 36.01 ซึ่งเป็นประเภทพิกัดที่เฉพาะเจาะจงกว่า สินค้าพิพาทจึงไม่ใช่ไนโตรเซลลูโลสกึ่งส าเร็จรูปที่มีน้ าเป็นองค์ประกอบ ตามประเภทพิกัด 39.12 ประเภทย่อย 3912.20.11 ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราช ก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 1 และข้อ 6 ___________________________ ส่วนปัญหาว่า โจทก์ต้องรับผิดช าระเงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินกว่าค่าอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่ ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้โจทก์น าเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้งสอง ฉบับเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 และโจทก์น าของออกไปจากอารักขาของศุลกากร ความรับ ผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสองฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ยังคงมี ผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เมื่อผู้น าของเข้าหรือผู้ส่งของ ออกน าเงินมาช าระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่น ามาช าระ โดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่น าเงินมาช าระ...” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่ม อากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อโจทก์ช าระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน จ าเลยที่ 1 จึงมีสิทธิ เรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจ ากัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ใน เวลานั้น แต่เมื่อต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิก พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีที่ผู้น า ของเข้าหรือผู้ส่งของออกไม่เสียอากรหรือเสียอากรไม่ครบถ้วน ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของอากรที่ ต้องเสียหรือเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่น าของออกไปจากอารักขาของศุลกากรหรือส่งของออกไปนอกราชอาณาจักร จนถึงวันที่น าเงินมาช าระเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม” เป็นผลให้จ าเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไป ดังนั้น จ าเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกิน อากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตาม การประเมิน จ าเลยที่ 1 คงมีสิทธิค านวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจ านวนเงินเพิ่มจะเท่าจ านวนอากรขา เข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว คดีนี้ ปรากฏว่าเงินเพิ่มที่โจทก์ต้องช าระนับถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ยังไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์จึงต้องรับผิดช าระจนกว่าจะเท่าจ านวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม ที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญ พิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ___________________________ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ช าระเงินเพิ่มไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่ม ค าขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 4726/2565 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10, 10 ทวิ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 ___________________________ การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตรา 373
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) และบัญชีท้าย พ.ร.ก. พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า อันเป็นอ านาจหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 ที่จะต้องตรวจสอบและ ตีความพิกัดอัตราศุลกากรส าหรับสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใด และสามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษีได้หรือไม่ เมื่อ เจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 โต้แย้งพิกัดอัตราศุลกากรส าหรับสินค้าพิพาทที่ส าแดงตามหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form E) ว่าไม่ถูกต้อง และจ าเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าสินค้าพิพาทไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์การยกเว้นอากรและลดอัตราอากร ศุลกากรส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน ตามส าแดงได้ จึงเป็นการด าเนินการตามอ านาจหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 โดยจ าเลยที่ 1 ไม่ได้มีความผูกพันตามบทกฎหมายที่จะต้องถือพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า หรือจะต้องถือเอาพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าตามประเทศอื่นแต่อย่างใด และตามกฎข้อ 5 ของระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับ หนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้าส าหรับกฎว่าด้วยถิ่นก าเนิดสินค้าของความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน เอกสารแนบ ก ท้ายประกาศกรมศุลกากรที่ 3/2555 ได้ก าหนดวิธีการขอหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form E) เพื่อให้มีการตรวจสอบถิ่น ก าเนิดของสินค้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form E) คือ หนังสือที่หน่วยงานที่มีอ านาจในการออกได้ รับรองว่าสินค้านั้นมีสถานที่ผลิตและส่งออกจากประเทศสมาชิกในเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน โดยผ่านเกณฑ์ถิ่นก าเนิดและได้ ถิ่นก าเนิดภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน ส่วนพิกัดอัตราศุลกากรที่ระบุในหนังสือรับรองถิ่นก าเนิดสินค้า (Form E) มิได้มีกฎข้อใดให้ต้องรับฟังยุติตามนั้น จึงเป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาของจ าเลยที่ 1 เท่านั้น ส าหรับการ โต้แย้งเกี่ยวกับการจ าแนกประเภทพิกัดของสินค้าตามกฎข้อ 25 ของระเบียบปฏิบัติดังกล่าว ต้องเป็นการโต้แย้งระหว่างหน่วย ราชการที่เกี่ยวข้องของประเทศภาคีผู้น าเข้าและส่งออก มิใช่การโต้แย้งระหว่างเอกชนผู้น าเข้าและหน่วยราชการของประเทศ ภาคีผู้น าเข้าดังเช่นกรณีของโจทก์ จ าเลยที่ 1 จึงมีอ านาจพิจารณาและก าหนดประเภทพิกัดสินค้าของโจทก์ได้ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2565 ป.วิ.พ. มาตรา 23 ป.รัษฎากร มาตรา 30, 79/2, 83/10 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 อัฏฐารส พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 14 ___________________________ ระยะเวลา 30 วัน ที่ให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 อัฏฐารส เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธี พิจารณาความแพ่ง อันก าหนดไว้ใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากร และวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ที่ศาลอาจขยายให้ได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นค าร้องขอขยายระยะเวลายื่น ค าฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับค าวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอ านาจที่จะอาศัย บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องออกไปได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่ศาล ขยายให้แล้ว โจทก์จึงมีอ านาจฟ้องตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพัน ตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงอาศัยอ านาจตามความในมาตรา 14 ดังกล่าว ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร เมื่อพิจารณาข้อ 2.1 ในประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวประกอบกับความ ตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียนแล้วเห็นได้ว่า ของที่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรตาม ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว คือ ผลิตภัณฑ์ที่น าเข้า ซึ่งค าขอสมัครเข้าร่วมโครงการ AICO ของโจทก์ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่ โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ (Transmission) ซึ่งมี รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) H9 หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0510 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 55 H, HP, HPY รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) 8F หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0540 รุ่นรถปิกอัพใน ประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFS 55 HPY, GY รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HU หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0460 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, 374
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ HP, HPY และ รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HY หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0480 รุ่นรถ ปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมอนุมัติค าขอเข้า ร่วมโครงการของโจทก์ เมื่อผลิตภัณฑ์ซึ่งหมายถึงสินค้าของโจทก์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามโครงการ AICO ตาม ใบรับรองผลิตภัณฑ์ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ ดังนั้น ชื่อ หมายเลข ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของ ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่จะได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) จึงหมายถึง ชื่อของชุด เกียร์ หมายเลขของชุดเกียร์ ยี่ห้อของชุดเกียร์ และรุ่นของชุดเกียร์ หาใช่รุ่นของรถยนต์ที่จะน าชุดเกียร์ไปประกอบไม่ ซึ่งรุ่น ของชุดเกียร์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ AICO คือ MUA และ MSG ส่วนค าว่า Pick up Model in THAILAND TFR 54 TFR 55 และ TFS 55 ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์เป็นเพียงรหัสรุ่นของรถยนต์ที่จะน าชุดเกียร์ไปประกอบเท่านั้น ซึ่งแม้จะระบุ ไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ก็หาใช่เป็นเงื่อนไขในการน ามาพิจารณาการได้สิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ไม่ ซึ่งข้อวินิจฉัยนี้สอดคล้องกับที่ส านักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหนังสือตอบข้อหารือของจ าเลยที่ 1 กรณีที่โจทก์น าชุดเกียร์ไปประกอบกับรถยนต์ไม่ตรงรุ่นตามที่แจ้งในใบรับรองผลิตภัณฑ์ว่า ในการพิจารณาค าขอของ คณะกรรมการมิได้น าเรื่องรุ่น (Model) ซึ่งหมายถึงรุ่นของรถยนต์ที่น าชุดเกียร์ไปประกอบมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา นอกจากนี้ยังได้ความจากผู้รับมอบอ านาจโจทก์ว่า รหัส TFR 55 มีก าลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น D. หรือ ด. เมื่อถูก เปลี่ยนเป็นรหัส TFR 77 เพราะมีการเปลี่ยนก าลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น D. เช่นเดียวกันกับรหัส TFR 55 เดิม ส่วนรหัส TFS 55 มีก าลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น R. หรือ ร.เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFS 77 เพราะมี การเปลี่ยนก าลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น R. เช่นเดียวกันกับรหัส TFS 55 เดิม ทั้งเมื่อเปรียบเทียบ ในโครงการเดียวกันนี้กับใบรับรองผลิตภัณฑ์เลขที่ Honda/2000/12 ของบริษัทฮอนด้า ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) จ ากัด ที่ ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า CIVIC กับใบรับรองผลิตภัณฑ์เลขที่ Toyota/2000/11 ของบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศ ไทย จ ากัด ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า Corolla โดยไม่ได้ระบุเป็นรหัสของรุ่นรถยนต์ดังเช่นใบรับรองผลิตภัณฑ์ของ โจทก์ก็ยังได้รับสิทธิตามโครงการนี้ ดังนั้น รุ่นของรถยนต์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่สาระส าคัญในการได้รับสิทธิลด อัตราอากรของโจทก์ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อชุดเกียร์รถยนต์ที่โจทก์น าเข้าตามใบขน สินค้าขาเข้าพิพาทตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์แต่ละฉบับซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิลด อัตราอากรภายใต้โครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1)คดีนี้เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ ประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินจึงต้องเป็นไปตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ท าการประเมินไว้ตั้งแต่ต้น และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ท าการวินิจฉัย จ าเลยทั้งสองจะเพิ่มเติมประเด็นอื่นขึ้นใหม่ในชั้นศาลนอกเหนือจากที่ เจ้าพนักงานประเมินได้มีการประเมินไว้เพื่อให้โจทก์ต้องรับผิดหาได้ไม่ มิฉะนั้นจะเท่ากับเป็นการขยายระยะเวลาการประเมิน และประเด็นในการประเมินโดยไม่มีที่สิ้นสุดและไม่แน่นอน ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ต้องเสียภาษีอากรและไม่ชอบด้วยหลักการใน การประเมินและการอุทธรณ์การประเมิน เมื่อข้อที่จ าเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จ าเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นใหม่เพื่อ อ้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากร ซึ่งมีอยู่หลายกรณีอันเป็นการตั้งประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมิน นอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ต้องรับผิดมาแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ จึงเป็นการมิชอบ แม้ศาลล่างทั้งสองจะรับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ไม่รับวินิจฉัย แม้ป.รัษฎากร มาตรา 30 จะ บัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า “ฐานภาษีส าหรับการน าเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีส าหรับการน าเข้า สินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้าน าเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ตามที่ก าหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษี และค่าธรรมเนียม อื่นตามที่จะได้ก าหนดโดยพระราชกฤษฎีกา...” โดยมาตรา 83/10 บัญญัติว่า “ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) ส าหรับสินค้าที่ น าเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร...” ดังนั้น เมื่อการค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นอากรเท่าใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 หากคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 วินิจฉัยให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจ าเลยที่ 1 ที่ท าแทนจ าเลยที่ 2 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรศุลกากรแล้ว จึงไม่จ าต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการ 375
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ พิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก โจทก์จึงมีอ านาจฟ้องในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดในอากร ขาเข้าแล้ว โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 (1)โจทก์ซึ่งยื่นค าฟ้องต่อศาลไม่ว่าศาลชั้นใดจะเสียค่าขึ้นศาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องของโจทก์และ ศาลเท่านั้น ประกอบกับศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ตามฟ้องของ โจทก์ และศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์มิได้เรียกร้องเงินหรือ ขอให้ปลดเปลื้องความรับผิดในการช าระเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับแล้วตามค าพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีค าขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจค านวณเป็นราคาเงินได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/247/3-3-03670 ถึง /3-3-03673 กค. 0514(2)/247/3-3-03675 ถึง /3-3-03685 กค. 0514(2)/247/3-3-03687 กค. 0514(2)/247/3-3-03689 กค. 0514(2)/247/3-3-03768 กค. 0514(2)/247/3-3-03770 ถึง /3-3-036772 (ที่ถูก แบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณี อื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/274/3–3–03670 ถึง /3–3–03673 กค. 0514(2)/274/3–3–03675 ถึง /3-3- 03685 กค. 0514(2)/274/3–3–03687 กค. 0514(2)/274/3-3-03689 กค. 0514(2)/274/3-3-03768 กค. 0514(2)/274/3–3–03770 ถึง /3–3–03772) จ านวน 21 ฉบับ และเพิกถอนค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ ที่ กอ 111/2557/ป6/2557 (3.3) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอากร ภายใต้โครงการ AICO ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 ส าหรับการน าเข้า ชุดเกียร์รถยนต์ตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งยี่สิบเอ็ดฉบับ งดหรือลดเงินเพิ่มศุลกากร เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่ม ___________________________ จ าเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ___________________________ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/247/3-3-03670 ถึง /3-3-03673 กค. 0514(2)/247/3-3-03675 ถึง /3-3- 03685 กค. 0514(2)/247/3-3-03687 กค. 0514(2)/247/3-3-03689 กค. 0514(2)/247/3-3-03768 กค. 0514(2)/247/3- 3-03770 ถึง /3-3-036772 (ที่ถูก แบบแจ้งการประเมิน / เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/274/3–3–03670 ถึง /3–3–03673 กค. 0514(2)/274/3–3– 03675 ถึง /3–3–03685 กค. 0514(2)/274/3–3–03687 กค. 0514(2)/274/3–3–03689 กค. 0514(2)/274/3–3–03768 กค. 0514(2)/274/3-3-03770 ถึง /3-3-03772) จ านวน 21 ฉบับ และเพิกถอนค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ ที่ กอ 111/2557/ป6/2557 (3.3) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 (ที่ถูก เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้รับสิทธิลด อากรภายใต้โครงการ AICO ตามใบขนสินค้า 21 ฉบับ) ให้จ าเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยก าหนดค่า ทนายความ 10,000 บาท ___________________________ โจทก์และจ าเลยทั้งสองอุทธรณ์ ___________________________ ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษพิพากษายืน ให้จ าเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยก าหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการด าเนินคดี 5,000 บาท ___________________________ 376
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ โจทก์และจ าเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ___________________________ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2539 รัฐบาลของประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 7 ประเทศ ประกอบด้วยรัฐบาลแห่งเนการาบรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงค์โปร์ ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้ลงนามในความ ตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN Industrial Cooperation Scheme : AICO) มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยบริษัทผู้เข้าร่วมโครงการของประเทศสมาชิก จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีน าเข้าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติในอัตราพิเศษร้อยละ 0 ถึง 5 และผลิตภัณฑ์จะได้รับการยอมรับ เสมือนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศคู่สัญญา โดยแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานรับผิดชอบเพื่อด าเนินงานตามโครงการ ดังกล่าว ซึ่งในส่วนของราชอาณาจักรไทย คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาค าขอโครงการความ ร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) โดยก าหนดให้ส านักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหน้าที่ในการด าเนินการเกี่ยวกับ การรับค าขอและการอนุมัติค าขอรับสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงดังกล่าว โดยส านักเลขาธิการอาเซียนเป็นหน่วยงานผู้ ออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility : COE) ส าหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อใช้ยื่นต่อหน่วยงาน ด้านศุลกากรของประเทศผู้น าเข้า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาศัยอ านาจตาม มาตรา 14 แห่งพระราชก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร ให้ของน าเข้าที่มีถิ่นก าเนิดจากประเทศภาคีอาเซียนและน าเข้าตามโครงการความร่วมมือทาง อุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ได้รับการลดอัตราอากร โจทก์และบริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทใน ราชอาณาจักรไทย กับบริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) และบริษัท อ. ออโต้พาร์ทส ซึ่งเป็นบริษัทในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ได้รับอนุมัติให้ เข้าร่วมโครงการ AICO เพื่อแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ โดยโจทก์จะน าเข้าชุดเกียร์รถยนต์จากบริษัท อ. ออโต้พาร์ทส (สาธารณรัฐ ฟิลิปปินส์) เพื่อน าไปผลิตหรือประกอบกับรถยนต์กระบะในราชอาณาจักรไทย 347,049 ชิ้น และในขณะเดียวกันบริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) จะส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลจากราชอาณาจักรไทยไปยังบริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) เพื่อน าไปผลิตหรือ ประกอบเป็นรถยนต์นั่งเอนกประสงค์ในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 99,600 ชุด ในระหว่างปี 2541 ถึงปี 2546 ส านักเลขาธิการ อาเซียนออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ให้แก่โจทก์ ครั้งแรกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 และต่อมาออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ ตามที่โจทก์ยื่นค าร้องขอแก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนอีก 3 ครั้ง มีรายละเอียด ดังนี้ ___________________________ ฉบับที่ 2 เลขที่ ISUZU/1999/1 ลงวันที่ 18 กันยายน 2542 แก้ไขในส่วนของหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงท่อ ภายในเล็กน้อยและเพิ่มคุณสมบัติการปลดลักษณะการขับเคลื่อน ยังคงรหัสรถยนต์เช่นเดิม ฉบับที่ 3 เลขที่ ISUZU/1999/1 (A) ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 แก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของ เครื่องยนต์ที่น าชุดเกียร์ไปใช้จากเดิม 2,800 ซีซี เป็น 3,000 ซีซี ฉบับที่ 4 เลขที่ ISUZU/1999/1 (A1) ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 แก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแผนการผลิต โดยระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2543 โจทก์น าชุดเกียร์รถยนต์จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์เข้ามา ในราชอาณาจักรไทยตามใบขนสินค้าขาเข้า 21 ฉบับ โดยแสดงใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) และใบรับรองเมืองก าเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 เพื่อขอใช้สิทธิลดอัตราอากรตามโครงการความร่วมมือทาง อุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 เจ้าหน้าที่เฉพาะกิจตรวจสอบภาษีและสิทธิประโยชน์ทาง ศุลกากรของจ าเลยที่ 1 เข้าตรวจค้นส านักงานของโจทก์ วันที่ 11 กรกฎาคม 2552 โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บ อากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ระบุว่า โจทก์น าเข้าชุดเกียร์รถยนต์จาก สาธารณรัฐฟิลิปปินส์เกินจ านวนตามที่ก าหนดไว้ในหนังสืออนุมัติของส านักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) รวมทั้งน าชุดเกียร์รถยนต์ดังกล่าวไปประกอบกับชิ้นส่วน CKD ที่น าเข้าโดยบริษัท ต. ผลิตเป็นรถบรรทุกเล็ก Model TFR 77 และ TFS 77 ทั้งที่ใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ระบุว่าให้น าไปประกอบเป็นรถบรรทุกเล็ก Model TFR 55 และ TFS 55 เป็นเหตุให้ชุดเกียร์รถยนต์ที่โจทก์น าเข้าไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามโครงการ AICO เหลือร้อยละ 5 ตามประกาศ กระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) และประกาศกรมศุลกากร ที่ 115/2541 โจทก์จึงต้องช าระอากรในฐานะเป็น 377
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ชิ้นส่วน CKD ที่น าเข้าจากต่างประเทศตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 19/2542 และประกาศกรมศุลกากรที่ 121/2542 ในอัตราร้อยละ 33 และเรียกเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้า เงินเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 พิจารณาแล้วมีค าวินิจฉัยว่า กรณีน าเข้าเกินกว่าปริมาณที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) และหนังสือรับรองจากส านักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมนั้น โจทก์ยังคงได้รับสิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการ AICO เหลือ อัตราร้อยละ 5 ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 เนื่องจากประกาศ กระทรวงการคลังไม่ได้ก าหนดเงื่อนไขของปริมาณไว้ว่าต้องน าเข้ามาในแต่ละปีในปริมาณเท่าใด โจทก์น าเข้าชุดเกียร์ 155,134 ชิ้น ในขณะที่ได้รับอนุมัติให้น าเข้าทั้งโครงการ 6 ปี จ านวน 347,049 ชิ้น การพิจารณาปริมาณที่ได้รับสิทธิจึงต้องพิจารณาจาก จ านวนรวมทั้งโครงการ 6 ปี มิใช่พิจารณาเฉลี่ยเป็นรายปี แต่กรณีน าชุดเกียร์รถยนต์ไปใช้ไม่ตรงรุ่น (Model) ตามที่ระบุไว้ใน ใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) 50,174 ชิ้น นั้น ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ข้อ 2.1 ก าหนดให้ของ ที่ได้รับการลดอัตราอากรต้องตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือ รายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่ได้ระบุอยู่ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility) แต่ละฉบับ ซึ่ง ออกโดยเลขาธิการอาเซียน เมื่อในใบรับรองผลิตภัณฑ์มีการระบุรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับรุ่น (Model) ที่จะน าไปใช้ในการ ผลิตไว้อย่างชัดเจน คือ รถบรรทุกเล็ก TFR 55 และ TFS 55 แต่โจทก์น าชุดเกียร์รถยนต์ที่น าเข้าไปประกอบรถบรรทุกเล็ก TFR 77 และ TFS 77 ซึ่งไม่ตรงกับใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงน่าจะถือได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เป็นสาระส าคัญ จึงไม่ เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับสิทธิตามที่ก าหนดในประกาศกระทรวงดังกล่าว โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามประกาศ กระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ส่วนการใช้สิทธิอัตราอากร AFTA-CEPT ต้องมีใบรับรองเมืองก าเนิดจากประเทศ ภาคีของอาเซียนที่ออกตามกฎว่าด้วยแหล่งก าเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการก าหนดอัตราอากรร่วมเพื่อ จัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (Form D) และต้องส าแดงรหัสอ้างอิง CEPT ไว้ในต้นฉบับและส าเนาใบขนสินค้าทุกฉบับ แต่ โจทก์ไม่ส าแดงรหัสอ้างอิง CEPT (8708.40.090) จึงไม่สามารถใช้สิทธิอัตราอากร AFTA-CEPT ได้ ส่วนการใช้สิทธิลดอัตรา อากรชิ้นส่วน CKD มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการขออนุมัติว่าต้องยื่นค าร้องและได้รับอนุมัติให้เป็นผู้น าเข้าชิ้นส่วนมา ประกอบรถยนต์ โจทก์ไม่ได้ยื่นค าร้องและได้รับอนุมัติแต่รับจ้างบริษัท ต. ประกอบรถบรรทุกเล็กโดยน าชุดเกียร์ที่ขอใช้สิทธิลด อัตราอากรภายใต้โครงการ AICO มาใช้ร่วมกับชิ้นส่วน CKD ที่บริษัท ต. น าเข้ามาประกอบเป็นรถบรรทุกเล็กซึ่งไม่เป็นไปตาม เงื่อนไขของการใช้สิทธิอัตรา CKD โจทก์จึงต้องช าระอากรในอัตราทั่วไป ประเภทพิกัด 8708.40 อัตราอากรร้อยละ 42 ท าให้ จ านวนใบขนสินค้าขาเข้าจากเดิม 102 ฉบับ คงมีใบขนสินค้าขาเข้าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่ามีการช าระอากรไม่ ครบถ้วน 90 ฉบับ ส านักตรวจสอบอากรของจ าเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ช าระอากรขาเข้า 624,061,738 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้าค านวณถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 จ านวน 1,042,319,795.43 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท และเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท รวมเป็นเงิน 1,797,434,493.43 บาท เดิมโจทก์ฟ้องและขอแก้ไขค าฟ้องให้เพิกถอนการประเมิน 90 ฉบับ แต่ต่อมาโจทก์ได้แยกฟ้องออกเป็นสี่ส านวน โดย ส านวนคดีนี้ขอให้เพิกถอนการประเมินรวม 21 ฉบับ ___________________________ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจ าเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอ านาจฟ้อง หรือไม่ โดยจ าเลยทั้งสองฎีกาว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 ส่งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับค าวินิจฉัยอุทธรณ์ ค าสั่งของศาล ภาษีอากรกลางที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฟ้องให้โจทก์ไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอ านาจฟ้อง นั้น เห็นว่า ระยะเวลา 30 วัน ที่ให้ยื่น ฟ้องคดีต่อศาลตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 อัฏฐารส เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันก าหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ที่ศาลอาจขยายให้ได้ เมื่อปรากฏว่า โจทก์ยื่นค าร้องขอขยายระยะเวลายื่นค าฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับค าวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ศาล ภาษีอากรกลางย่อมมีอ านาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องออกไปได้ เมื่อ โจทก์ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่ศาลขยายให้แล้ว โจทก์จึงมีอ านาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจ าเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ___________________________ 378
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจ าเลยทั้งสองประการต่อมาว่า ชุดเกียร์ที่โจทก์น าเข้าได้รับสิทธิลดอัตราอากรภายใต้ความตกลง พื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) หรือไม่ โดยจ าเลยทั้งสองฎีกาว่า รายละเอียดที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) เป็นสาระส าคัญที่จะพิจารณาว่าผู้ น าเข้าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) โดยถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่จึงจะมีสิทธิได้รับการลดอัตราอากร ตามประกาศกระทรวงการคลังที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อโจทก์ปฏิบัติผิดข้อตกลงตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ด้วยการน าชุดเกียร์ไปใช้ไม่ตรงกับรุ่น (Model) ของรถยนต์ที่ระบุไว้ใน ใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ที่โจทก์ได้รับอนุมัติ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิลดอัตราอากร ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราช ก าหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามสัญญาหรือความตกลง ระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี มีอ านาจประกาศยกเว้น ลด หรือเพิ่มอากรจากอัตราที่ก าหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศเรียกเก็บ อากรตามอัตราที่ก าหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศก าหนดอัตราอากรตามราคาหรือตามสภาพ ส าหรับของที่มีถิ่น ก าเนิดจากประเทศที่ร่วมลงนามหรือลักษณะตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือความตกลงดังกล่าว ทั้งนี้ จะก าหนดหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้” เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของ อาเซียน (AICO) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงอาศัยอ านาจตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชก าหนดดังกล่าว ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร โดยข้อ 2 ของประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวก าหนดว่า “การลดอัตราอากรตามประกาศนี้ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ 2.1 ของที่ได้รับการลดอัตราอากรต้องตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่ได้ระบุอยู่ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility) แต่ละฉบับ ซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียนภายใต้ความตกลงดังกล่าว” ซึ่งตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน ข้อ 1 ได้ให้ค าจ ากัดความไว้ว่า “ผลิตภัณฑ์ AICO ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้... ซึ่งจะระบุในใบรับรองผลิตภัณฑ์ที่ออกให้แก่บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ” ข้อ 7 ก าหนดขั้นตอนการยื่นค าขอไว้ว่า “บริษัทผู้สนใจเข้าร่วมในกลุ่มความร่วมมือ AICO จะต้องยื่นค าขอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบในการอนุมัติ... ส านักเลขาธิการ อาเซียนจะต้องออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ภายใน 14 วัน หลังจากที่ได้รับแจ้งการอนุมัติกลุ่มความร่วมมือ AICO จากหน่วยงานที่ รับผิดชอบของประเทศผู้เข้าร่วมโครงการ...” เมื่อพิจารณาข้อ 2.1 ในประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวประกอบกับความตก ลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียนแล้วเห็นได้ว่า ของที่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรตาม ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว คือ ผลิตภัณฑ์ที่น าเข้า ซึ่งค าขอสมัครเข้าร่วมโครงการ AICO ของโจทก์ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่ โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ (Transmission) ซึ่งมี รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) H9 หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0510 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 55 H, HP, HPY รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) 8F หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0540 รุ่นรถปิกอัพใน ประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFS 55 HPY, GY รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HU หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0460 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY และ รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HY หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0480 รุ่นรถ ปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมอนุมัติค าขอเข้า ร่วมโครงการของโจทก์ เมื่อผลิตภัณฑ์ซึ่งหมายถึงสินค้าของโจทก์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามโครงการ AICO ตาม ใบรับรองผลิตภัณฑ์ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ ดังนั้น ชื่อ หมายเลข ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของ ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่จะได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) จึงหมายถึง ชื่อของชุด เกียร์ หมายเลขของชุดเกียร์ ยี่ห้อของชุดเกียร์ และรุ่นของชุดเกียร์ หาใช่รุ่นของรถยนต์ที่จะน าชุดเกียร์ไปประกอบไม่ ซึ่งรุ่น ของชุดเกียร์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ AICO คือ MUA และ MSG ส่วนค าว่า Pick up Model in THAILAND TFR 54 TFR 55 และ TFS 55 ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์เป็นเพียงรหัสรุ่นของรถยนต์ที่จะน าชุดเกียร์ไปประกอบเท่านั้น ซึ่งแม้จะระบุ ไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ก็หาใช่เป็นเงื่อนไขในการน ามาพิจารณาการได้สิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ไม่ ซึ่งข้อวินิจฉัยนี้สอดคล้องกับที่ส านักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหนังสือตอบข้อหารือของจ าเลยที่ 1 กรณีที่โจทก์น าชุดเกียร์ไปประกอบกับรถยนต์ไม่ตรงรุ่นตามที่แจ้งในใบรับรองผลิตภัณฑ์ว่า ในการพิจารณาค าขอของ คณะกรรมการมิได้น าเรื่องรุ่น (Model) ซึ่งหมายถึงรุ่นของรถยนต์ที่น าชุดเกียร์ไปประกอบมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา ตาม หนังสือของส านักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ อก 0802/524 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2557 นอกจากนี้ยังได้ความจากนาย 379
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ปัญญา ผู้รับมอบอ านาจโจทก์ว่า รหัส TFR 55 มีก าลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น Dragon เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFR 77 เพราะมีการเปลี่ยนก าลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น Dragon เช่นเดียวกันกับรหัส TFR 55 เดิม ส่วนรหัส TFS 55 มีก าลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น Rodeo หรือ เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFS 77 เพราะมีการเปลี่ยน ก าลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น Rodeo เช่นเดียวกันกับรหัส TFS 55 เดิม ทั้งเมื่อเปรียบเทียบใน โครงการเดียวกันนี้กับใบรับรองผลิตภัณฑ์ ของบริษัท ฮ. (ประเทศไทย) ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า CIVIC กับใบรับรอง ผลิตภัณฑ์ ของบริษัท ต. (ประเทศไทย) ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า Corolla โดยไม่ได้ระบุเป็นรหัสของรุ่นรถยนต์ ดังเช่นใบรับรองผลิตภัณฑ์ของโจทก์ก็ยังได้รับสิทธิตามโครงการนี้ ดังนั้น รุ่นของรถยนต์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่ สาระส าคัญในการได้รับสิทธิลดอัตราอากรของโจทก์ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อชุดเกียร์ รถยนต์ที่โจทก์น าเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์แต่ละฉบับซึ่งออกโดยเลขาธิการ อาเซียนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศ กระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 ฎีกาข้อนี้ของจ าเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จ าเลยทั้ง สองฎีกาว่า โจทก์น าเข้าชุดเกียร์น้อยกว่าจ านวนที่ได้รับอนุมัติ บริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) ไม่ส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลไปยัง บริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) ตามข้อตกลงที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ AICO โจทก์กับบริษัทในกลุ่มอาเซียนขาดคุณสมบัติใน การเข้าร่วมโครงการ AICO เพราะโจทก์ไม่ใช่บริษัทผู้แลกเปลี่ยนสินค้าส าเร็จรูป แต่โจทก์เป็นผู้ด าเนินการทางการค้าโดยน าชุด เกียร์ตามโครงการ AICO ไปจ าหน่ายให้บริษัท ต. และในช่วงที่ปฏิบัติตามโครงการ AICO ในช่วงปี 2539 ถึง 2546 โจทก์กับ บริษัทอื่นในกลุ่มอาเซียนมีสัดส่วนการถือหุ้นของคนชาตินั้นน้อยกว่าร้อยละ 30 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีนี้ เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินจึงต้องเป็นไปตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ท าการประเมินไว้ตั้งแต่ต้นและคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ได้ท าการวินิจฉัย จ าเลยทั้งสองจะเพิ่มเติมประเด็นอื่นขึ้นใหม่ในชั้นศาลนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมิน ได้มีการประเมินไว้เพื่อให้โจทก์ต้องรับผิดหาได้ไม่ มิฉะนั้นจะเท่ากับเป็นการขยายระยะเวลาการประเมินและประเด็นในการ ประเมินโดยไม่มีที่สิ้นสุดและไม่แน่นอน ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ต้องเสียภาษีอากรและไม่ชอบด้วยหลักการในการประเมินและการ อุทธรณ์การประเมิน เมื่อข้อที่จ าเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จ าเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นใหม่เพื่ออ้างเป็นเหตุให้โจทก์ ไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากร ซึ่งมีอยู่หลายกรณีอันเป็นการตั้งประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงาน ประเมินได้ประเมินให้โจทก์ต้องรับผิดมาแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ จึงเป็นการมิชอบ แม้ศาลล่าง ทั้งสองจะรับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ไม่รับวินิจฉัย ดังนี้ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดช าระอากรขาเข้ากับเงินเพิ่ม อากรขาเข้าตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 ส่วนประเด็นที่ว่า โจทก์มีอ านาจฟ้องในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โดยจ าเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการ ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 2 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 หนี้ภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจึงถึงที่สุด เมื่อโจทก์ไม่มีอ านาจฟ้องให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ศาลภาษีอากรกลางจึง ไม่มีอ านาจขยายระยะเวลายื่นค าฟ้องให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ความรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ไม่ได้ขึ้นอยู่ กับค าอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นไว้ต่อจ าเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้ว่าศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษไม่ได้ วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจ าเลยทั้งสองว่าโจทก์มีอ านาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อคดี ขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนส านวนไปให้ศาล อุทธรณ์คดีช านัญพิเศษวินิจฉัยก่อน แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการ อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า “ฐานภาษีส าหรับการ น าเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีส าหรับการน าเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้าน าเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่ก าหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียม พิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษี และค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้ก าหนดโดยพระราชกฤษฎีกา...” โดยมาตรา 83/10 บัญญัติว่า “ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) ส าหรับสินค้าที่น าเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร ...” ดังนั้น เมื่อการค านวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ ว่าเป็นอากรเท่าใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 วินิจฉัยให้อากรขาเข้า ลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจ าเลยที่ 1 ที่ท าแทนจ าเลยที่ 2 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของ 380
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ กฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจ าเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรศุลกากร แล้ว จึงไม่จ าต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก โจทก์จึงมี อ านาจฟ้องในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดในอากรขาเข้าแล้ว โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 79/2 (1) ฎีกาข้อนี้ของจ าเลยทั้งสองฟังไม่ ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์และจ าเลยทั้งสองข้ออื่นไม่จ าต้องวินิจฉัยเพราะไม่ท าให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญ พิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ___________________________ ที่จ าเลยทั้งสองฎีกาและแก้ฎีกาว่า อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นคดีที่มีค าขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจค านวณเป็นราคาเงิน ได้ แต่โจทก์ไม่เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ที่พิพาท อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษจะรับ ไว้พิจารณาและโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจ านวนทุนทรัพย์ที่พิพาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ซึ่ง ยื่นค าฟ้องต่อศาลไม่ว่าศาลชั้นใดจะเสียค่าขึ้นศาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องของโจทก์และศาลเท่านั้น ประกอบกับ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ตามฟ้องของโจทก์ และศาลอุทธรณ์คดี ช านัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์มิได้เรียกร้องเงินหรือขอให้ปลดเปลื้องความรับผิด ในการช าระเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับแล้วตามค าพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีค าขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจค านวณเป็นราคาเงินได้ ___________________________ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 2155/2565 ป.พ.พ. มาตรา 193/12, 193/14 (5), 193/31 ป.รัษฎากร มาตรา 30, 88/6 (1)(ก) พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5, 13, 15, 16, 29, 37 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10, 10 ทวิ, 102 ตรี, 112 ตรี พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 14, 15 วรรค สาม ___________________________ การได้เงินรางวัลของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องที่อาจว่ากล่าวกันต่อไปตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 102 ตรีเมื่อข้อเท็จจริงจากทางน าสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยทั้งสองและกรรมการใน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กระท าการใด ๆ อันมีสภาพร้ายแรงอันอาจท าให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง ประกอบกับตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง วรรคสาม มาตรา 15 วรรคสี่ กฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2542) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อ 1 และข้อ 2 คู่กรณี ที่จะคัดค้านว่าเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอ านาจพิจารณาทางปกครองจะท าการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ เนื่องจากมีสภาพร้ายแรงอันอาจท าให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลางตามมาตรา 16 จะต้องท าค าคัดค้านเป็นหนังสือถึง เจ้าหน้าที่ผู้นั้น โดยระบุข้อคัดค้านพร้อมด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือคัดค้าน และ ต้องยื่นหนังสือคัดค้านก่อนได้รับแจ้งค าสั่งทางปกครอง เมื่อข้อเท็จจริงจากทางน าสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้ท าค า คัดค้านเป็นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอ านาจพิจารณาทางปกครองที่โจทก์อ้างว่า มีส่วนได้เสียใน การออกแบบแจ้งการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยระบุข้อคัดค้านพร้อมด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นเหตุแห่ง การคัดค้านไว้ในหนังสือคัดค้าน และได้ยื่นหนังสือคัดค้านก่อนได้รับแจ้งการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่อาจยก ข้ออ้างดังกล่าวขึ้นในชั้นพิจารณาของศาลได้และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยที่ 1 ได้ให้โอกาสโจทก์ ชี้แจงหรือแสดงความเห็นต่อจ าเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 29 วรรคหนึ่งแล้ว การ กระท าของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจ าเลยทั้งสองและกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วน การที่จ าเลยที่ 1 จะได้น าค าชี้แจงและรายละเอียดความเห็นของโจทก์ไปพิจารณาประกอบการประเมินหรือการวินิจฉัยอุทธรณ์ 381
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ ของจ าเลยที่ 1 หรือไม่นั้น เป็นขั้นตอนการปฏิบัติตามอ านาจหน้าที่ในการพิจารณาของจ าเลยที่ 1แบบแจ้งการประเมินพิพาท และค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นค าสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐออกโดยอาศัยอ านาจแห่งกฎหมายซึ่ง มีผลอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์ขึ้น และมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างโจทก์กับจ าเลยทั้งสอง แบบ แจ้งการประเมินและค าวินิจฉัยอุทธรณ์จึงเป็นค าสั่งทางปกครองตามค านิยามของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 และต้องท าให้ถูกต้องตามรูปแบบของมาตรา 37 โดยต้องจัดให้มีเหตุผลและเหตุผลนั้นอย่างน้อยประกอบด้วย ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระส าคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เว้นแต่เป็นกรณีเหตุผลนั้น เป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จ าต้องระบุอีก ส าหรับแบบแจ้งการประเมินที่เจ้าพนักงานประเมินของจ าเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ส าแดง พิกัดไม่ถูกต้อง จึงประเมินภาษีอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้โจทก์ช าระภาษีอากรในส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม โจทก์ อุทธรณ์การประเมินโดยโต้แย้งยืนยันว่าโจทก์ส าแดงพิกัดและเสียภาษีถูกต้องแล้วโดยบรรยายรายละเอียดในค าอุทธรณ์ไว้ อย่างชัดเจน แสดงว่าโจทก์ทราบและเข้าใจเหตุผลในการประเมินดังกล่าวเป็นอย่างดี และเมื่อพิจารณาแบบแจ้งการประเมิน/ เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) ปรากฏว่าเป็นแบบแจ้งการ ประเมินกรณีวางประกันซึ่งตามค าฟ้องของโจทก์อ้างว่า โจทก์วางประกันค่าอากร โดยใช้หนังสือค้ าประกันจากธนาคารจนคุ้ม จ านวนอากรในอัตราสูงสุดที่จะต้องเสียตามประเภทย่อยที่ 8708.50.90 จ านวน 298,720 บาท เนื่องจากโจทก์ประสงค์ที่จะ โต้แย้งพิกัดต่อไป แสดงให้เห็นว่าโจทก์ย่อมทราบดีว่า จ าเลยที่ 1 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าสินค้าที่โจทก์น าเข้าควรจัดอยู่ใน ประเภทพิกัดใด เพราะเหตุใด กรณีดังกล่าวจึงไม่ต้องจัดให้มีเหตุผลเพราะเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จ าต้องระบุอีก ตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงฟังได้ว่า แบบแจ้งการประเมิน/เรียก เก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) ฉบับดังกล่าวเป็นค าสั่งทางปกครอง ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส าหรับแบบแจ้งการประเมินพิพาทอีก 113 ฉบับ มีข้อความระบุเกี่ยวกับใบขนสินค้าพร้อมแบบแสดง รายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่อ้างถึง ชื่อยานพาหนะ วันน าเข้า และเหตุที่ท าให้ค่าภาษีอากรขาด โดยมีรายละเอียดจ านวนภาษี อากรที่ต้องช าระ ภาษีอากรที่ช าระไว้แล้ว ภาษีอากรที่ต้องช าระเพิ่ม เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีจึงฟัง ได้ชัดเจนว่า แบบแจ้งการประเมินอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระส าคัญว่าโจทก์ส าแดงประเภท พิกัดผิดจนเป็นเหตุให้โจทก์เสียภาษีไม่ถูกต้องหรือช าระภาษีอากรขาดไป มีการอ้างอิงข้อกฎหมายที่ใช้ในการประเมินตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ทั้งยังได้แจ้งพิกัดอันเป็นข้อพิจารณาและข้อสนับสนุน ในการใช้ดุลพินิจตามที่เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าถูกต้องให้โจทก์ทราบแล้วด้วย ส าหรับค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ได้ระบุเหตุผลและค าวินิจฉัยไว้ โดยเมื่อโจทก์ได้รับค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ก็สามารถฟ้องคดีนี้โดยโต้แย้งเหตุผลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไว้อย่างละเอียดตรงตามประเด็นแห่งการประเมินและ เหตุผลแห่งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าสินค้าที่โจทก์น าเข้าเป็นของตามประเภทย่อยที่ 8482.40.00 อัตราอากรร้อยละ 1 จึงฟังได้ว่าแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) 113 ฉบับพิพาท และค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ชอบ ด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้วส าหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จ าเลยที่ 2 ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มมายังโจทก์ภายในระยะเวลาประเมินตามกฎหมายหรือไม่ นั้น ป.รัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติให้ผู้รับการประเมินต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการ ประเมิน เมื่อโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรา 10 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 ก าหนดสิทธิของกรมศุลกากร กรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร สิทธิของกรม ศุลกากรที่จะเรียกอากรขาดให้มีอายุความสิบปีนับจากวันที่น าของเข้าหรือส่งของออกประการหนึ่ง และในเหตุที่ได้ค านวณ จ านวนอากรผิดให้มีอายุความสองปีนับจากวันที่น าของเข้าหรือส่งของออกอีกประการหนึ่ง ส่วนกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือ พยายามหลีกเลี่ยงอากร พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 สิทธิ เรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรให้มีก าหนดอายุความสิบปี ส่วนการนับอายุความกรณีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 อายุ ความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ ความรับผิด ในอันจะต้องเสียค่าภาษีส าหรับของที่น าเข้า เริ่มนับตั้งแต่วันน าของเข้า ซึ่งกรมศุลกากรอาจใช้สิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดได้ เพราะกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร ข้อพิพาทคดีนี้มิใช่เป็นกรณีจ าเลยที่ 1 ใช้สิทธิเรียกอากรที่ขาดไปใน เหตุที่ได้ค านวณจ านวนเงินอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปีนับแต่วันที่น าของเข้า แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปีไม่ว่าเป็นกรณีมีการ หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/ 31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงตาม 382
กรณุาตรวจสอบความถกูตอ้งจากแหลง่ขอ้มลูทเี่ชอื่ถอื ไดอ้กีครัง้หนงึ่กอ่นจะน าขอ้มลูไปใชป้ระโยชน์ มาตรา 10 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น ไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มี ก าหนดอายุความสิบปีตั้งแต่วันน าของเข้า แตกต่างเฉพาะตัวบทกฎหมายที่อ้างอิงเท่านั้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ น าเข้าสินค้าตามใบขนสินค้า รวม 18 ฉบับ ซึ่งนับแต่วันน าเข้าตามใบขนดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมิน/ เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ในวันที่ 20 ตุลาคม 2558 จึงเป็น การแจ้งการประเมินเกินก าหนดอายุความ 10 ปี นับจากวันที่น าของเข้าแล้ว เมื่อการแจ้งการประเมินเป็นหนังสือถือเป็น ขั้นตอนส่วนหนึ่งของการประเมินและต้องกระท าให้เสร็จสมบูรณ์ภายในอายุความแต่เจ้าพนักงานประเมินของจ าเลยที่ 1 แจ้ง การประเมินอากรขาเข้าเมื่อพ้นก าหนดอายุความแล้ว การประเมินอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าทั้งสิบแปดฉบับดังกล่าวจึงไม่ ชอบด้วยกฎหมายการจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์(Explanatory Notes : EN) ซึ่ง ในภาค 2 ท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้า ได้ระบุสินค้าในประเภทที่ 84.82 ประเภทย่อย ที่ 8482.40.00 ว่า “โรลเลอร์แบริ่งรูปเข็ม” ประเภทย่อยที่ 8482.50.00 ว่า “โรลเลอร์แบริ่งรูปทรงกระบอกอื่น ๆ” ขณะ น าเข้าอัตราอากรร้อยละ 1 และประเภทที่ 87.08 ว่า “ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภท 87.01 ถึง 87.05” ประเภทย่อยที่ 8708.99 ว่า “อื่น ๆ” และประเภทย่อยที่ 8708.99.99 ว่า “อื่น ๆ” ขณะน าเข้าอัตราอากรร้อยละ 30 คดีนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์น าเข้าสินค้าที่เป็นปัญหาในคดีนี้ 2 รายการ ซึ่งจากค าเบิกความ พยานจ าเลยทั้งสองที่สอดคล้องตรงกับเอกสารที่จ าเลยทั้งสองน าสืบแสดงให้เห็นว่าสินค้าโรลเลอร์แบริ่ง (BEARING SUB - ASSY, UNIVERSAL JOINT SPIDER) ที่โจทก์น าเข้ามาพร้อมกับข้อต่อกากบาท (SPIDER SUB-ASSY, UNIVERSAL JOINT) ตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 114 ฉบับ โจทก์มีเจตนาน าเข้ามาเพื่อใช้กับสินค้าข้อต่อกากบาทโดยต้องน าชิ้นส่วนทั้งสองประกอบ เข้าด้วยกันในสัดส่วน โรลเลอร์แบริ่งรูปเข็ม (BEARING SUB-ASSY) 4 ชิ้น ต่อข้อต่อกากบาท (SPIDER SUB - ASSY) 1 ชิ้น และน ามาประกอบร่วมกับชิ้นส่วนภายในประเทศ ได้แก่ ก้ามปู และแหวนล็อกเพื่อผลิตเป็นข้อต่ออ่อน (UNIVERSAL JOINT) โดยโจทก์ไม่ได้น าสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อส่วนประกอบย่อยโรลเลอร์แบริ่งถูกน าเข้ามาพร้อมกันกับข้อต่อกากบาท แม้จะไม่มีองค์ประกอบที่จ าเป็นทั้งหมด แต่อัตราส่วนที่น าเข้ามาเพียงพอที่จะประกอบเป็นข้อต่ออ่อนหนึ่งตัวได้ จึงมีลักษณะ เป็นสาระส าคัญของข้อต่ออ่อนแล้ว เมื่อข้อต่ออ่อนที่ประกอบแล้ว เป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบส่งก าลังของยานยนต์จึงจัด อยู่ในหมวด 17 ยานบก อากาศยาน ยานน้ า และเครื่องอุปกรณ์การขนส่งที่เกี่ยวข้อง ตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบน รางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว มากกว่าที่จะจัดอยู่ในหมวด 16 เครื่องจักรและ เครื่องใช้กล เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว เครื่องบันทึกเสียงและเครื่องถอดเสียง เครื่องบันทึกและ เครื่องถอดภาพและเสียงทางโทรทัศน์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องดังกล่าว ตอนที่ 84 เครื่องปฏิกรณ์ นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ประกอบกับค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบ ฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ตาม EN/HS 2007 heading 87.08 หน้า XVII - 8708 - 2 (F) ได้ระบุข้อต่ออ่อน (Universal Joints) ไว้ในหัวข้อส่วนประกอบและองค์ประกอบอื่น ๆ ของระบบส่งก าลัง (Other transmission parts and components) ที่ไม่ใช่ส่วนประกอบภายในของเครื่องยนต์ ให้รวมอยู่ในหมวดนี้ (คือหมวด 17) ด้วย ดังนั้น จึงฟังได้ว่าสินค้า โรลเลอร์แบริ่งพิพาทตรงกับข้อก าหนดของหลักเกณฑ์การตีความข้อ 2 (ก) ในฐานะส่วนประกอบข้อต่ออ่อนที่ยังไม่ครบ สมบูรณ์และน าเข้ามาโดยยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกันตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 ซึ่งสอดคล้องกับ ความเห็นของฝ่ายเลขานุการขององค์การศุลกากรโลก (WCO) ที่ได้มีหนังสือลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 มีความเห็นให้จัด สินค้าโรลเลอร์แบริ่ง (BEARING SUB - ASSY) และข้อต่อกากบาท (SPIDER SUB - ASSY) เป็นของตามประเภทที่ 87.08 (ประเภทย่อยที่ 8708.99) ในฐานะข้อต่ออ่อนที่ยังไม่ครบสมบูรณ์ และน าเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันโดยหลักเกณฑ์การ ตีความ ข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และ ข้อ 6 นอกจากนี้ส่วนที่ต้องมีกระบวนการประกอบนั้น Explanatory Notes : EN หน้า GIR - 2 ข้อ (VII) ระบุว่าไม่ต้องน ามาพิจารณา เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า โรลเลอร์แบริ่งที่โจทก์น าเข้ามาพร้อมกับข้อต่อกากบาทนั้น เป็นส่วนประกอบของข้อต่ออ่อนของเพลากลางซึ่งเป็นระบบส่งก าลังของยานยนต์ จึงไม่ใช่ส่วนประกอบภายในของเครื่องยนต์ และไม่อยู่ในข้อยกเว้นของค าว่า “ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบ” ตามหมายเหตุข้อ 2 (จ) ของหมวด 17 แต่จัดเป็น ส่วนประกอบของข้อต่ออ่อนตามความข้อ (ฉ) ของค าอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ที่อธิบายประเภทที่ 87.08 และเมื่อ พิจารณาบันทึกข้อความเกี่ยวกับผลการสอบถามองค์การศุลกากรโลกและหนังสือตอบกลับจากผู้อ านวยการฝ่ายพิกัดอัตรา ศุลกากรและการค้าแล้ว เห็นว่า จ าเลยที่ 1 ได้ให้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนต่อองค์การศุลกากรโลก (WCO) โดยจ าเลยที่ 1 ได้ระบุ รายละเอียดของสินค้าที่เป็นปัญหา ลักษณะการน าเข้า จ านวน ประเภทพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่เป็นปัญหา และค าถามใน หนังสือสอบถามอย่างชัดเจน ส่วนองค์การศุลกากรโลกจะพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์การตีความตามหมายเหตุข้อ 2 (จ) ตามที่ 383