รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 3
รูปที่ 9.3 แสดงการออกแบบกระป๋องสี่เหลี่ยมมีหูแบบแยกชิ้น
ที่มา : dingnews.techsakon.ac.th/e-learning/product/content/2-5.swf
9.2 วัสดุอุปกรณ์เขียนแบบ
ก่อนที่เราจะเริ่มเขียนแบบจ าเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องมือตลอดจนวิธีการ
ใช้งานให้ดีเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อให้ผลงานเรียบร้อยอย่างรวดเร็วและเป็นการประหยัดเวลาในการท างานตลอดจน
การรักษาเครื่องมือให้มีสภาพดีอยู่เสมอได้นานเพราะเครื่องมือในการเขียนแบบต่าง ๆ มีราคาแพง เครื่องมือที่
จะกล่าวต่อไปนี้จะกล่าวแต่เครื่องมือที่จ าเป็นส าหรับนักเรียนเท่านั้นส าหรับช่างเขียนแบบจริงจะต้องมีมากกว่า
นี้ เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จ าเป็นมีดังต่อไปนี้
9.2.1 กระดาษเขียนแบบ
กระดาษเขียนแบบ เป็นวัสดุงานที่ใช้ส าหรับบันทึกรูปภาพงานเขียนแบบลงบนผิวกระดาษ เพื่อใช้
เป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดแบบงานระหว่างช่างผู้เขียนแบบกับช่างผู้ผลิตชิ้นงานตามแบบงาน กระดาษที่ใช้
ในงานเขียนแบบมีอยู่ 2 ชนิด คือกระดาษเขียนแบบธรรมดากับกระดาษไขซึ่งกระดาษไขใช้ส าหรับการน าไป
พิมพ์เขียวท าส าเนามาตรฐานขนาดกระดาษเขียนแบบกระดาษเขียนแบบมีอยู่หลายขนาดผู้เขียนสามารถเลือก
ใช้ขนาดกระดาษแต่ละขนาดตามความเหมาะสม ตามมาตรฐาน DIN 476 ได้ก าหนดขนาดกระดาษหลักไว้ 7
ขนาด คือ a0 A1 A2 A3 A4 A5 และA6 โดยกระดาษขนาด A0 เป็นขนาดกระดาษที่มีขนาดโตที่สุดมีพื้นที่
รวม 1 ตารางเมตร ลักษณะรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีสัดส่วนความกว้างต่อความยาวเป็น 1 ต่อ รูท 2โดยขนาด
กระดาษที่เล็กลงไปในแต่ละระดับจะมีพื้นที่เพียงครึ่งของระดับบน ดังในตารางข้างล่างนี้
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 4
ตารางที่ 9.1 แสดงพื้นที่ขนาดกระดาษเขียนแบบตามมาตรฐาน DIN 476
ขนาดมาตรฐาน ขนาดกระดาษ ขนาดพื้นที่เขียนแบบ
กว้าง x ยาว (มม.) กว้าง x ยาว (มม.)
A0 841 x 1,189 831 x 1,179
A1 594 x 841 584 x 831
A2 420 x 594 410 x 584
A3 297 x 420 287 x 410
A4 210 x 297 200 x 287
A5 148 x 210 138 x 200
A6 105 x 148 95 x 138
รูปที่ 9.4 แสดงขนาดกระดาษเขียนแบบ
ที่มา : dingnews.techsakon.ac.th/e-learning/product/content/2-5.swf
9.2.2 บรรทัดฉากสามเหลี่ยม
โดยปกติฉากสามเหลี่ยม 1 ชุด จะประกอบด้วย 2 อัน คือ
1. ฉากที่มีมุม 45, 45, 90
2. ฉากที่มีมุม 30, 60, 90
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 5
รูปที่ 9.5 แสดง ฉากที่มีมุม 45, 45, 90
ที่มา : dingnews.techsakon.ac.th/e-learning/product/content/2-5.swf
รูปที่ 9.6 แสดงฉากที่มีมุม 30, 60, 90
ที่มา : dingnews.techsakon.ac.th/e-learning/product/content/2-5.swf
รูปที่ 9.7 แสดงฉากที่ปรับองศาได้
ที่มา : dingnews.techsakon.ac.th/e-learning/product/content/2-5.swf
9.2.3 ดินสอ
ดินสอแบ่งเป็น 2 ชนิดตามลักษณะ
1. ดินสอเปลือกไม้
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 6
รูปที่ 9.8 แสดงดินสอไม้
ที่มา : dingnews.techsakon.ac.th/e-learning/product/content/2-5.swf
1. ดินสอเปลี่ยนไส้ได้
รูปที่ 9.9 แสดงดินสอเปลี่ยนไส้ได้
ที่มา : dingnews.techsakon.ac.th/e-learning/product/content/2-5.swf
9.2.4 ปากกาเขียนแบบ
เป็นเครื่องมือที่ใช้ส าหรับการขีดเขียนเส้นลงในกระดาษไขลักษณะคล้ายปากกาหมึกซึม เส้นที่
เขียนจะได้ความหนาของเส้นตามมาตรฐาน มีหลายขนาดตั้งแต่ 0.13, 0.18, 0.25, 0.35, 0.5, 0.7, 1.0, 1.4
และ 2 .0 มิลลิเมตร ส าหรับงานเขียนแบบทั่วไปจะนิยมใช้กลุ่มเส้น 0.5 ซึ่งจะใช้ปากกาเขียนแบบจ านวน 3
ด้าม คือปากกาขนาด 0.5, 0.35 และ
0.25 มิลลิเมตร
รูปที่ 9.9 แสดงปากกาเขียนแบบ
ที่มา : dingnews.techsakon.ac.th/e-learning/product/content/2-5.swf
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 7
9.3 วิธีการเขียนแบบแผ่นคลี่
9.3 1 การเขียนแบบแผ่นคลี่อย่างง่าย (Simple development)
เป็นวิธีการคลี่ที่ง่าย ขั้นแรก ควรร่างแบบส่วนฐานของผลิตภัณฑ์นั้นก่อน จากนั้นจึงคลี่ออกทาง
ด้านข้างทั้ง 4ด้าน โดยทั่วไปจะใช้คลี่ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ซับซ้อน เช่น ผลิภัณฑ์รูปกล่อง จานและถาด ซึ่งมีลักษณะ
รูปสี่เหลี่ยม เป็นต้น ดังแสดงในรูป
รูปที่ 9.10 แสดงลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการคลี่ด้วยวิธีการคลี่ (Simple Development)
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 285
9.3.2 การเขียนแบบแผ่นคลี่ด้วยเส้นขนาน (Parallel Line Development)
การคลี่แบบด้วยวิธีนี้จะใช้วิธีการลากเส้นขนาน จะใช้การคลี่ด้วยวิธีกับชิ้นงานที่มีลักษณะเป็นแท่ง
ปริซึม (Prism) ปริซึมตัดเฉียงงานทรงกระบอก (Cylinder) และทรงกระบอกตัดเฉียงดังแสดงในรูป
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 8
รูปที่ 9.11 แสดงลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ใช้วิธีการคลี่ด้วยเส้นขนาน
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 290
วิธีการคลี่ข้องอมุมฉาก 3 ชิ้น (Three-Piece Elbow)
รูปที่ 9.12 แสดงการคลี่ข้องอมุมฉาก
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 291
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 9
วิธีการคลี่ท่อชิ้นที่ 1
1. แบ่งวงกลมหรือความโตของท่อออกเป็น 12 ส่วนเท่าๆกัน
2. คลี่ท่อชิ้นที่ 1 มีความยาวเท่ากับ 12 ส่วน จากข้อ 1
3. ลากเส้นขนานจากรอยตัดเฉียงของท่อ
4. ก าหนดจุดตัด และใช้บรรทัดโค้งทาบจุดตัดนั้น ดังแสดงในรูป
รูปที่ 9.13 แสดงการคลี่ข้อต่อ
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 291
5. ท าการคลี่ท่อชิ้นที่ 2 และ 3 เช่นเดียวกับการคลี่ท่อชิ้นที่ 1 หรือใช้วิธีการถ่ายขนาด aa’, bb’ และ
cc’ จากภาพด้านหน้าได้ ดังแสดงในรูป
วิธีการคลี่ท่อทรงกระบอก
รูปที่ 9.14 แสดงการคลี่ท่อทรงกระบอก
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 292
การประกอบยึดกันด้วยตะเข็บ
การเขียนแบบแผ่นคลี่ผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งๆ นั้น เพื่อให้ได้แบบแผ่นคลี่ที่สมบูรณ์ สามารถน าไปขึ้นรูป
ประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ได้ งานโลหะแผ่นบางไม่สามารถต่อยึดกันได้ด้วยวิธีการต่อชนที่นิยมใช้ต่อยึดกัน
โดยทั่วไป นิยมต่อยึดกันด้วยตะเข็บเกย (Lap Seam) ตะเข็บล็อก (Groove Seam) และตะเข็บสองชั้น
(Double Seam) เป็นต้น ดังแสดงในรูป
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 10
รูปที่ 9.15 แสดงการเผื่อตะเข็บต่อเกย
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 292
รูปที่ 9.16 แสดงการเผื่อตะเข็บล็อก
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 292
สูตร ระยะเผื่อของตะเข็บ (Groove Seam) =2w/2 (W = ความกว้างตะเข็บ)
ต้องการตะเข็บกว้าง 5 มม.
แทนค่าสูตร = (3×5)/2 =7.5 มม.
ดังนั้น ควรเผื่อขอบงานเพื่อท าตะเข็บล็อก ข้างละ 7.5 มม. แต่พับตะเข็บที่ระยะ 5 มม. น ามาเกี่ยวกัน
และย้ าด้วยเครื่องมือย้ าตะเข็บ (Hand Grove)
วิธีการคลี่ผลิตภัณฑ์รูปทรงกระบอกตัดเฉียง
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 11
รูปที่ 9.17 แสดงการคลี่แบบทรงกระบอกตัดเฉียงด้วยวิธีเส้นขนาน
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 293
วิธีการคลี่ผลิตภัณฑ์รูปปริซึมสี่เหลี่ยมตัดเฉียง
รูปที่ 9.18 แสดงการคลี่แบบรูปปริซึมมสี่เหลี่ยมตัดเฉียงด้วยวิธีเส้นขนาน
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 293
9.3.3 การเขียนแบบแผ่นคลี่ด้วยเส้นรัศมี
การเขียนแบบแผ่นคลี่ด้วยรัศมี ให้หาแผ่นคลี่ของงานประเภทกรวยหรือปิรามิด ซึ่งเป็นงานที่เส้นขอบ
รูปทั้งสองด้าน เมื่อต่อออกไปแล้วจะไปบรรจบหรือพบกัน เรียกว่า จุดยอด (Apex) ซึ่งจะมีจุดเดียวไม่ว่าฐานจะ
เป็นอย่างไร เราจะต้องใช้จุดยอดนี้เป็นจุดเริ่มเขียน
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 12
รูปที่ 9.19 แสดงการคลี่ผลิตภัณฑ์รูปกรวยกลมตัดเฉียงด้วยเส้นรัศมี
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 288
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 13
วิธีการคลี่พีระมิดสี่เหลี่ยมจัตุรัสตัดเฉียงด้วยเส้นรัศมี (Radial Line Development Pyramid)
รูปที่ 9.20 แสดงการคลี่ผลิตภัณฑ์พีระมิดตัดเฉียงด้วยเส้นรัศมี
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 289
9.3.4 การเขียนแบบแผ่นคลี่ด้วยวิธีการสร้างเส้นเป็นสามเหลี่ยม (Triangulation Line
Development)
เป็นการคลี่โดยการสร้างเส้นให้เป็นรูปสามเหลี่ยม เพิ่มความยาวของแผ่นคลี่ไปเรื่อยๆจนกระทั่งมี
ความยาวครบตามแบบและขนาดของผลิตภัณฑ์ ปกติจะใช้วิธีการคลี่ด้วยวิธีนี้กับการคลี่ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะ
แปลกๆ เช่น ท่อลดจากเหลี่ยมเป็นกลม (Square to Round) ท่อลดจากสี่เหลี่ยมเป็นหกเหลี่ยม(Square to
Hexagon) ท่อลดจากสี่เหลี่ยมเป็นสี่เหลี่ยมหมุนกลับด้าน (Square to Revolved Square) ท่อลดจาก
สี่เหลี่ยมเป็นแปดเหลี่ยม (Square to Octagonal) ฝาครอบดูดควัน (smoke Hood) และกรวยกลมเยื้องศูนย์
(Offset Cone) เป็นต้น ดังแสดงในรูป
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 14
รูปที่ 9.21 แสดงผลิตภัณฑ์ที่ใช้วิธีการคลี่ด้วยการสร้างเส้นสามเหลี่ยม
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 294
วิธีการคลี่ท่อลดสี่เหลี่ยมเป็นกลม (Development of a Square to Round)
รูปที่ 9.22 แสดงวิธีการคลี่ท่อลดสี่เหลี่ยมเป็นวงกลมด้วยวิธีการสร้างเส้นสามเหลี่ยม
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 295
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 15
การคลี่ท่อลดสี่เหลี่ยมเป็นสี่เหลี่ยมหมุนกลับด้าน (Development of a Square to Revolved Square)
ประกอบด้วยสามเหลี่ยมเล็ก 4 รูป และสามเหลี่ยมใหญ่ 4 รูป
รูปที่ 9.23 แสดงการคลี่ท่อลดสี่เหลี่ยมหมุนกลับด้านด้วยวิธีการสร้างเส้นสามเหลี่ยม
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 295
การคลี่ท่อลดสี่เหลี่ยมเป็นหกเหลี่ยม (Development of a Square to Hexagon)
รูปที่ 9.24 แสดงการคลี่ท่อลดสี่เหลี่ยมเป็นหกเหลี่ยมด้วยวิธีการสร้างเส้นสามเหลี่ยม
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 295
วิธีคลี่ท่อลดจากสี่เหลี่ยมเป็นแปดเหลี่ยม (Development of a Square to Octagonal)
รูปที่ 9.25 แสดงการคลี่ท่อลดสี่เหลี่ยมเป็นแปดเหลี่ยมด้วยวิธีการสร้างเส้นสามเหลี่ยม
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 296
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 16
การเผื่อขนาดของแผ่นคลี่เพื่อท าตะเข็บหรือขดลวด (Allowance Seam and Wire Edge)
การสร้างผลิตภัณฑ์โลหะแผ่น จะต้องเขียนแผ่นคลี่ (Development) ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แผ่นคลี่เมื่อ
พับขึ้นรูปและท าการประกอบยึด ขนาดจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงไปจากขนาดจริงของผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกแบบไว้
ดังนั้นเพื่อให้ได้แผ่นที่สมบูรณ์ (Completed Development) จะต้องมีการเผื่อตะเข็บหรือเผื่อการเข้าขอบ
ลวดลงบนแผ่นคลี่ก่อนการขึ้นรูป ดังแสดงในรูป
การเผื่อตะเข็บเกยท่อ (Lap Seam)
รูปที่ 9.26 แสดงการเผื่อตะเข็บเกยของท่อ
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 296
การเผื่อตะเข็บเกยกล่อง
รูปที่ 9.27 แสดงการเผื่อตะเข็บเกยกล่องเหลี่ยม
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 297
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 17
การเผื่อขอบชั้นเดียว (Single Hem) กล่องหรือถาด
รูปที่ 9.28 แสดงการพับขอบชั้นเดียวของกล่องหรือถาด
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 297
รูปที่ 9.29 แสดงการเผื่อพับขอบชั้นเดียวและการเผื่อตะเข็บเกยของแผ่นคลี่รูปกล่องหรือถาด
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 297
รูปที่ 9.30 แสดงการบากมุมในการเผื่อพับขอบสองชั้น (Double Seam)
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 297
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ สัปดาห์ที่ 17-18 แผ่นที่ 18
ใช้ส าหรับงานที่ต้องการความแข็งแรงมากกว่าการพับขอบชั้นเดียว ซึ่งจะพบเห็นกันบ่อยๆ ในการท า
ด้ามจับของกรวย กระป๋อง หรือเครื่องใช้ต่างๆ
การเผื่อแผ่นคลี่ในการเข้าขอบลวด
รูปที่ 9.31 แสดงการเผื่อเข้าขอบลวดบนแผ่นคลี่ของกล่องหรือถาด
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 298
รูปที่ 9.32 แสดงการเข้าขอบลวดในผลิตภัณฑ์ต่างๆ
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 298
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ แผ่นที่ 1
ค าสั่ง จงบอกว่ารูปภาพที่เห็นเป็นการคลี่ผลิตภัณฑ์รูปทรงใด
1. …………………………………………….
2. …………………………………………….
3. …………………………………………….
4. …………………………………………….
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ แผ่นที่ 2
ค ำชี้แจง ท าเครื่องหมาย หน้าข้อความที่ถูกต้อง และเครื่องหมาย หน้าข้อความที่ไม่ถูกต้อง
…… 1. กระดาษ A4 มีขนาด210 x 297 มม.
…… 2. บรรทัดฉากสามเหลี่ยม จะประกอบด้วย 2 อัน คือ ฉากที่มีมุม 45, 45, 90ฉากที่มีมุม 30, 60, 90
…… 3. Simple Development หมายถึง การเขียนแบบแผ่นคลี่ด้วยเส้นขนาน
…… 4. Parallel Line Development หมายถึง จุดยอด
…… 5. การประกอบยึดกันด้วยตะเข็บ ที่นิยมต่อยึดกันด้วยตะเข็บเกย ตะเข็บล็อก และตะเข็บสองชั้น
…… 6. ระยะเผื่อของตะเข็บ (Groove Seam) =2w/2 (W = ความกว้างตะเข็บ)
…… 7. Apex หมายถึง การคลี่อย่างง่าย
…… 8. Radial Line Development Pyramid หมายถึง วิธีการคลี่พีระมิดสี่เหลี่ยมจัตุรัสตัดเฉียงด้วยเส้นรัศมี
…… 9. Triangulation Line Development หมายถึง การเขียนแบบแผ่นคลี่ด้วยวิธีการสร้างเส้นเป็น
สามเหลี่ยม
…… 10. Allowance Seam and Wire Edge หมายถึง การเผื่อขนาดของแผ่นคลี่เพื่อท าตะเข็บหรือขดลวด
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
เฉลยแบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ แผ่นที่ 1
ค าสั่ง
1. ปริซึม
2. ท่อทรงกระบอก
3. พีระมิด
4. กรวย
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
เฉลยแบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง การเขียนแบบแผ่นคลี่ แผ่นที่ 2
ค ำชี้แจง ท าเครื่องหมาย หน้าข้อความที่ถูกต้อง และเครื่องหมาย หน้าข้อความที่ไม่ถูกต้อง
1. กระดาษ A4 มีขนาด210 x 297 มม.
2. บรรทัดฉากสามเหลี่ยม จะประกอบด้วย 2 อัน คือ ฉากที่มีมุม 45, 45, 90ฉากที่มีมุม 30, 60, 90
3. Simple Development หมายถึง การเขียนแบบแผ่นคลี่ด้วยเส้นขนาน
4. Parallel Line Development หมายถึง จุดยอด
5. การประกอบยึดกันด้วยตะเข็บ ที่นิยมต่อยึดกันด้วยตะเข็บเกย ตะเข็บล็อก และตะเข็บสองชั้น
6. ระยะเผื่อของตะเข็บ (Groove Seam) =2w/2 (W = ความกว้างตะเข็บ)
7. Apex หมายถึง การคลี่อย่างง่าย
8. Radial Line Development Pyramid หมายถึง วิธีการคลี่พีระมิดสี่เหลี่ยมจัตุรัสตัดเฉียงด้วยเส้นรัศมี
9. Triangulation Line Development หมายถึง การเขียนแบบแผ่นคลี่ด้วยวิธีการสร้างเส้นเป็น
สามเหลี่ยม
10. Allowance Seam and Wire Edge หมายถึง การเผื่อขนาดของแผ่นคลี่เพื่อท าตะเข็บหรือขดลวด
ใบงานฝึกปฏิบัติ
ใบงานที่ 1 หน่วยที่ 7
วิชางาน เชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 4 คาบ
ชื่องาน การตัดตรงด้วยกรรไกร ผู้สอน ขันติ สุมังสะ
วัตถุประสงค์
1. เขียนแบบลงบนแผ่นงานได้อย่างถูกต้อง
2. ตัดงานตามแบบด้วยกรรไกรตัดตรงได้อย่างถูกต้อง
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน วัสดุ / อุปกรณ์
ล าดับขั้นตอนการท างาน 1. บรรทัดเหล็ก
1. จัดเตรียมเครื่องมือให้พร้อม 2. เหล็กขีด
2. ตัดแผ่นเหล็กอาบสังกะสี เบอร์ 30 ให้ได้ ขนาด 3. ฉากผสม
80 x 80 mm. ด้วยเครื่องตัด 4. กรรไกรตัดตรง
3. ร่างแบบงานตามแบบที่ได้รับมอบหมาย
4. ตรวจสอบความถูกต้อง 5. ค้อนไม้
5. วางแผนการตัดว่าควรตัดส่วนใดก่อน 6. แผ่นเหล็กอาบสังกะสี
6. ท าการตัดด้วยกรรไกรตัดตรง
7. ตบแต่งรอยตัดด้วยค้อนไม้
7. ส่งตรวจ
ข้อควรระวัง : ควรใช้เครื่องมือให้ถูกประเภท , ห้ามใช้เหล็กขีดตอกลงบนชิ้นงานโดยเด็ดขาด
แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน
ชื่อ............................................... สกุล........................................... วันที่ปฏิบัติงาน.............../............./..............
ระดับ ปวช. ....... กลุ่ม........ แผนกช่าง.................................................................รหัส………………………………….
ชื่องาน การตัดตรงด้วยกรรไกร
ระดับคะแนน
รายการตรวจ 3 4 5 คะแนนที่ได้
ปานกลาง ค่อนข้างดี ดี
1. การร่างแบบ
2. การตัดมุมฉาก
3. การตัดมุมแหลม
4. ความเรียบร้อยสวยงามโดยรวม
5. พฤติกรรมขณะปฏิบัติงาน
รวม 25
ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.......................................ผู้ตรวจ
(......................................................)
วันที่........./........./..........
ใบงานฝึกปฏิบัติ
ใบงานที่ 2 หน่วยที่ 7
วิชางาน เชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 4 คาบ
ชื่องาน การตัดโค้งด้วยกรรไกร ผู้สอน ขันติ สุมังสะ
วัตถุประสงค์
1. เขียนแบบลงบนแผ่นงานได้อย่างถูกต้อง
2. ตัดงานตามแบบด้วยกรรไกรตัดตรงได้อย่างถูกต้อง
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน วัสดุ / อุปกรณ์
ล าดับขั้นตอนการท างาน 1. บรรทัดเหล็ก
1. จัดเตรียมเครื่องมือให้พร้อม 2. เหล็กขีด
2. ตัดแผ่นเหล็กอาบสังกะสี เบอร์ 30 ให้ได้ ขนาด 3. ฉากผสม
140 x 140 mm. ด้วยเครื่องตัด 4. กรรไกรตัดตรง
3. ร่างแบบงานตามแบบที่ได้รับมอบหมาย
4. ตรวจสอบความถูกต้อง 5. ค้อนไม้
5. วางแผนการตัดว่าควรตัดส่วนใดก่อน 6. แผ่นเหล็กอาบสังกะสี
6. ท าการตัดด้วยกรรไกรตัดโค้ง 7. วงเวียน
7. เคาะตบแต่งชิ้นงานให้เรียบ
8. ส่งตรวจ
ข้อควรระวัง : ห้ามใช้วงเวียนตรอกลงบนแผ่นโลหะโดยเด็ดขาด
แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน
ชื่อ............................................... สกุล........................................... วันที่ปฏิบัติงาน.............../............./..............
ระดับ ปวช. ....... กลุ่ม........ แผนกช่าง.................................................................รหัส………………………………….
ชื่องาน การตัดโค้งด้วยกรรไกร
ระดับคะแนน
รายการตรวจ 3 4 5 คะแนนที่ได้
ปานกลาง ค่อนข้างดี ดี
1. การร่างแบบ
2. การตัดโค้ง
3. การตัดย้ายโค้ง
4. ความเรียบร้อยสวยงามโดยรวม
5. พฤติกรรมขณะปฏิบัติงาน
รวม
25
ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.......................................ผู้ตรวจ
(......................................................)
วันที่........./........./..........
ใบงานฝึกปฏิบัติ
ใบงานที่ 3 หน่วยที่ 7
วิชางาน เชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 4 คาบ
ชื่องาน การพับขอบและการเข้าตะเข็บ ผู้สอน ขันติ สุมังสะ
วัตถุประสงค์
1. จ าแนกชนิดและประเภทของโลหะแผ่นได้
2. บอกหน้าที่การท างานของเครื่องมือและเครื่องจักรขึ้นรูปงานโลหะแผ่นได้
3. ปฏิบัติงานโลหะแผ่นได้
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน วัสดุ / อุปกรณ์
ล าดับขั้นตอนการท างาน 1. 1บรรทัดเหล็ก
1. เตรียมเครื่องมอในกาพับ-ขอบและย้ าตะเข็บให้ 2. เหล็กขีด
พร้อม 3. ฉากผสม
2. ตัดแผ่นเหล็กให้ได้ขนาด 100x50จ านวน 2 แผ่น 4. กรรไกรตัดโค้ง
3. ค านวนการเผื่อตะเข็บ 5. ค้อนไม้
4. ร่างแบบส าหรับพับขอบและตะเข็บ 6. แผ่นเหล็กอาบสังกะสีเบอร์ 30
5. ตรวจความถูกต้องของแบบงาน 7. เครื่องตัดโลหะแผ่น
6. พับขอบและพับชิ้นงานเพื่อท าตะเข็บ 8. ค้อนหัวกลม
7. ใช้ค้อนไม้ตบแต่งรอยเกี่ยวของตะเข็บ 9. เครื่องย้ าตะเข็บ
8. ตรวจความเรียบร้อย ส่งตรวจ
ข้อควรระวัง : ควรใช้เครื่องมือให้ถูกประเภท , ห้ามใช้เหล็กขีดตอกลงบนชิ้นงานโดยเด็ดขาด
แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน
ชื่อ............................................... สกุล........................................... วันที่ปฏิบัติงาน.............../............./..............
ระดับ ปวช. ....... กลุ่ม........ แผนกช่าง.................................................................รหัส………………………………….
ชื่องาน การพับขอบและการเข้าตะเข็บ
ระดับคะแนน
รายการตรวจ 3 4 5
ปานกลาง ค่อนข้างดี ดี คะแนนที่ได้
1. การตรียมงาน
2. การพับขอบชั้นเดียว
3. การพับขอบสองชั้น
4. การท าตะเข็บ Groove Seam
5. ความเรียบร้อยสวยงานโดยรวม
6. พฤติกรรมขณะปฏิบัติงาน
รวม
30
ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.......................................ผู้ตรวจ
(......................................................)
วันที่........./........./..........
ใบงานฝึกปฏิบัติ
ใบงานที่ 4 หน่วยที่ 7
วิชางาน เชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 4 คาบ
ชื่องาน การพับตะเข็บสองชั้น ผู้สอน ขันติ สุมังสะ
วัตถุประสงค์
1. จ าแนกชนิดและประเภทของโลหะแผ่นได้
2. บอกหน้าที่การท างานของเครื่องมือและเครื่องจักรขึ้นรูปงานโลหะแผ่นได้
3. ปฏิบัติงานโลหะแผ่นได้
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน วัสดุ / อุปกรณ์
ล าดับขั้นตอนการท างาน 1. 1บรรทัดเหล็ก
1. เตรียมเครื่องมอในกาพับ-ขอบและย้ าตะเข็บให้ 2. เหล็กขีด
พร้อม 3. ฉากผสม
2. ตัดแผ่นเหล็กให้ได้ขนาด 100x50จ านวน 2 แผ่น 4. กรรไกรตัดโค้ง
3. ค านวนการเผื่อตะเข็บ 5. ค้อนไม้
4. ร่างแบบส าหรับพับขอบและตะเข็บ 6. แผ่นเหล็กอาบสังกะสีเบอร์ 30
5. ตรวจความถูกต้องของแบบงาน 7. เครื่องตัดโลหะแผ่น
6. พับขอบและพับชิ้นงานเพื่อท าตะเข็บ 8. ค้อนหัวกลม
7. ใช้ค้อนไม้ตบแต่งรอยเกี่ยวของตะเข็บ 9. เครื่องย้ าตะเข็บ
8. ตรวจความเรียบร้อย ส่งตรวจ
มอบหมาย………………………………………………………… ส่งงาน…………………………………………………………….
แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน
ชื่อ............................................... สกุล........................................... วันที่ปฏิบัติงาน.............../............./..............
ระดับ ปวช. ....... กลุ่ม........ แผนกช่าง.................................................................รหัส………………………………….
ชื่องาน การพับตะเข็บสองชั้น
ระดับคะแนน
รายการตรวจ 3 4 5 คะแนนที่ได้
ปานกลาง ค่อนข้างดี ดี
1. การตรียมงาน
2. การพับขอบชั้นเดียว
3. การพับขอบสองชั้น
4. การท าตะเข็บ Groove Seam
5. ความเรียบร้อยสวยงานโดยรวม
6. พฤติกรรมขณะปฏิบัติงาน
รวม
30
ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.......................................ผู้ตรวจ
(......................................................)
วันที่........./........./..........
ใบงานฝึกปฏิบัติ
ใบงานที่ 5 หน่วยที่ 7
วิชางาน เชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 4 คาบ
ชื่องาน การท ากล่องสี่เหลี่ยม ผู้สอน ขันติ สุมังสะ
วัตถุประสงค์
1. บอกวัสดุในงานขึ้นรูปโลหะได้
2. บอกการเขียนแผ่นคลี่แต่ละประเภทได้อย่างถูกต้อง
3. สามารถปฏิบัติงานโลหะแผ่นการท ากล่องสี่เหลี่ยมได้
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน วัสดุ / อุปกรณ์
ล าดับขั้นตอนการท างาน 1. 1บรรทัดเหล็ก
1.จัดเตรียมอุปกรณ์ในการท างานให้พร้อม 2. เหล็กขีด
2.ตัดแผ่นเหล็กอาบสังกะสีขนาด 50 x 215 มม. 3. วงเวียนเหล็ก
เพื่อท าล าตัวกล่อง และติดชิ้นก้นกล่อง ขนาด 70 x 4. กรรไกรตัดตรง
70 มม. 5. ค้อนไม้
3. เขียนแบบแผ่นคลี่แบบแผ่นโลหะ 6. แผ่นเหล็กอาบสังกะสีเบอร์ 30
4. ตรวจสอบความถูกต้องของแบบ 7. เครื่องพับโลหะแผ่น
5. ตัดส่วนที่ไม่ต้องการออกด้วยกรรไกร 8. คีมปากแบน
6. พับขึ้นรูปตัวกล่องและพับขอบ 9. เครื่องย้ าตะเข็บ
7. พับขึ้นรูปชิ้นงานก้นกล่อง
8. น าล าตัวกล้องและชิ้นก้นกล่องมาประกอบกัน
9. เคาะพับเพื่อท าตะเข็บสองชั้นก้นกระป๋อง จะได้รูป
กระเบื้องสี่เหลี่ยมที่ต้องการ
10. ตกแต่งชิ้นงานและดูความเรียบร้อย
11. ส่งงานให้อาจารย์ตรวจ
ข้อควรระวัง : ก่อนการใช้เครื่องพับต้องมีการตรวจสอบว่าพร้อมใช้งานและท าการล็อกทุกครั้งที่ใช้งาน
แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน
ชื่อ............................................... สกุล........................................... วันที่ปฏิบัติงาน.............../............./..............
ระดับ ปวช. ....... กลุ่ม........ แผนกช่าง.................................................................รหัส………………………………….
ชื่องาน การท ากล่องสี่เหลี่ยม
ระดับคะแนน
รายการตรวจ 3 4 5 คะแนนที่ได้
ปานกลาง ค่อนข้างดี ดี
1. การร่างแบบ
2. การพับขอบ (Hem)
3. การเคาะพับตะเข็บก้นกระป๋อง
4. การพับตะเข็บสองชั้น
5. ขนาดก้นกระป๋อง 50x50 มม.
6. ความสูง 40 มม.
7. ความเรียบร้อยสวยงานโดยรวม
8. พฤติกรรมขณะปฏิบัติงาน
รวม
40
ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.......................................ผู้ตรวจ
(......................................................)
วันที่........./........./..........
ใบงานฝึกปฏิบัติ
ใบงานที่ 6 หน่วยที่ 6
วิชางาน เชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 4 คาบ
ชื่องาน งานเชื่อมจุดหาระยะอาร์ก ผู้สอน ขันติ สุมังสะ
วัตถุประสงค์
1. เชื่อมจุกระยะอาร์กได้อย่างถูกต้อง
2. ปรับเครื่องเชื่อมปรับกระแสไฟได้อย่างถูกต้อง
3. ใช้ชุดอุปกรณ์ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน วัสดุ / อุปกรณ์
ล าดับขั้นตอนการท างาน 1. ชิ้นงานเหล็กขนาด 50x100 หนา 5 มม.
1. จัดเตรียมเครื่องมือให้พร้อม 2. ลวดเชื่อมไฟฟ้า 2.6 มม.
2. ตรวจเช็คเครื่องเชื่อม 3. เครื่องเชื่อม
3. เปิดเครื่องเชื่อมปรับกระแสไฟที่ 60 Amp 4. หน้ากาก
4. ร่างแบบตรงต าแหน่งที่จะเชื่อม
5. เชื่อมจุดหาระยะอาร์ก ที่เหมาะสม 3 แถว 5 จุด 5. ค้อนเคาะสแลค
6. เคาะสแลค 6. ถุงมือหนัง
7. ท าความสะอาดชิ้นงาน 7. ชุดหนัง
7. ส่งตรวจ 8. คีมจับงานร้อน
9. แปรงลวด
ข้อควรระวัง : อย่าหยอกล้อขณะปฏิบัติงาน, ห้ามใช้ถุงมือหนังจับงานร้อนโดยตรง
แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน
ชื่อ............................................... สกุล........................................... วันที่ปฏิบัติงาน.............../............./..............
ระดับ ปวช. ....... กลุ่ม........ แผนกช่าง.................................................................รหัส………………………………….
ชื่องาน งานเชื่อมจุดหาระยะอาร์ก
ระดับคะแนน
รายการตรวจ 3 4 5 คะแนนที่ได้
ปานกลาง ค่อนข้างดี ดี
1. การเตรียมงาน
2. ระยะของการอาร์ก
3. มุมองศาลวดเชื่อม
4. การใช้เครื่องมืออุปกรณ์
5. การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตราย
6. ความสะอาดชิ้นงาน
7. ความเรียบร้อยสวยงานโดยรวม
8. พฤติกรรมขณะปฏิบัติงาน
รวม
40
ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.......................................ผู้ตรวจ
(......................................................)
วันที่........./........./..........
ใบงานฝึกปฏิบัติ
ใบงานที่ 7 หน่วยที่ 6
วิชางาน เชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 4 คาบ
ชื่องาน การเชื่อมไฟฟ้าเริ่มต้นอาร์กและเดินแนวช่วงสั้น ๆ ผู้สอน ขันติ สุมังสะ
วัตถุประสงค์
1. อธิบายเกี่ยวกับความหมายของการเชื่อมไฟฟ้าได้อย่างถูกต้อง
2. แนะน าคุณลักษณะเครื่องมือและอุปกรณ์งานเชื่อมไฟฟ้าได้
3. สามารถปฏิบัติการเชื่อมไฟฟ้าเริ่มต้นอาร์ก และเดินแนวช่วงสั้นๆได้
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน วัสดุ / อุปกรณ์
ล าดับขั้นตอนการท างาน 1. ชิ้นงานเหล็กขนาด 50x100 หนา 5 มม.
1. จัดเตรียมเครื่องมือให้พร้อม 2. ลวดเชื่อมไฟฟ้า 2.6 มม.
2. น าชิ้นงานวางบนโต๊ะเชื่อมบีบหัวจับลวดเชื่อม 3. เครื่องเชื่อม
3. เขี่ยลวดเชื่อมบนชิ้นงานไปมาให้เกิดการอาร์กโดยไม่ให้ 4. หน้ากาก
ลวดเชื่อมติดกับชิ้นงาน
4. ขณะเขี่ยพยายามควบคุมให้ปลายลวดเชื่อมเกิดการ 5. ค้อนเคาะสแลค
อาร์กแล้วให้ยกปลายลวดขึ้นประมาณ 3 มม. แช่ไว้อยู่ที่ 6. ถุงมือหนัง
เดิมอย่าให้ดับ ถ้าดับก็เขี่ยใหม่จนกระทั่งช านาญเริ่มต้น 7. ชุดหนัง
5. โดยวิธีเคาะ จ่อลวดเชื่อมลงบนผิวหน้างาน เคาะลวด 8. คีมจับงานร้อน
เชื่อมกับชิ้นงานเบา ๆ พอเกิดการอาร์กให้ยกขึ้นประมาณ 9. แปรงลวด
3 มม. อาร์กแช่ไว้ประมาณ 1-2 วินาที ฝึกจนช านาญ
6. เคาะสแลค
7. ท าความสะอาดชิ้นงาน
8. ส่งตรวจ
ข้อควรระวัง : อย่าหยอกล้อขณะปฏิบัติงาน, ห้ามใช้ถุงมือหนังจับงานร้อนโดยตรง
แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน
ชื่อ............................................... สกุล........................................... วันที่ปฏิบัติงาน.............../............./..............
ระดับ ปวช. ....... กลุ่ม........ แผนกช่าง.................................................................รหัส………………………………….
ชื่องาน การเชื่อมไฟฟ้าเริ่มต้นอาร์กและเดินแนวช่วงสั้น ๆ
ระดับคะแนน
รายการตรวจ 3 4 5 คะแนนที่ได้
ปานกลาง ค่อนข้างดี ดี
1. การเตรียมงาน
2. การเริ่มต้นอาร์ก
3. ขนาดความโตของแนวเชื่อม
4. ความเที่ยงตรงของแนวเชื่อม
5. การใช้เครื่องมืออุปกรณ์
6. ความเรียบร้อยสวยงามโดยรวม
7. .ความสะอาดชิ้นงาน
8. พฤติกรรมขณะปฏิบัติงาน
รวม
40
ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.......................................ผู้ตรวจ
(......................................................)
วันที่........./........./..........
ใบงานฝึกปฏิบัติ
ใบงานที่ 8 หน่วยที่ 6
วิชางาน เชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 4 คาบ
ชื่องาน การเชื่อมไฟฟ้าเดินแนวท่าราบ ผู้สอน ขันติ สุมังสะ
วัตถุประสงค์
1. ควบคุมบ่อหลอมเหลวระยะอาร์กและมุมลวดเชื่อมได้ถูกต้อง
2. เชื่อมเดินแนวท่าราบได้ถูกวิธี
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน วัสดุ / อุปกรณ์
ล าดับขั้นตอนการท างาน 1. ชิ้นงานเหล็กขนาด 50x100 หนา 6 มม.
1. จัดเตรียมเครื่องมือให้พร้อม 2. ลวดเชื่อมไฟฟ้า 2.6 มม.
2. ตรวจเช็คเครื่องเชื่อม 3. เครื่องเชื่อม
3. เปิดเครื่องเชื่อมปรับกระแสไฟที่ 90 Amp 4. หน้ากาก
4. ขีดเส้นบนชิ้นงานตามยาวเป็นเส้นตรงทั้ง 3 เส้น
5. เริ่มต้นเชื่อมแนวที่ 1 จากซ้ายไปขวาโดยไม่ส่าย 5. ค้อนเคาะสแลค
ลวดเชื่อมตามแนวที่ขีดเส้นไว้ และแนวที่ 2,3 จนเต็ม 6. ถุงมือหนัง
6. เคาะสแลค 7. ชุดหนัง
7. ท าความสะอาดชิ้นงาน 8. คีมจับงานร้อน
7. ส่งตรวจ 9. แปรงลวด
ข้อควรระวัง : อย่าหยอกล้อขณะปฏิบัติงาน, ห้ามใช้ถุงมือหนังจับงานร้อนโดยตรง
แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน
ชื่อ............................................... สกุล........................................... วันที่ปฏิบัติงาน.............../............./..............
ระดับ ปวช. ....... กลุ่ม........ แผนกช่าง.................................................................รหัส………………………………….
ชื่องาน การเชื่อมไฟฟ้าเดินแนวท่าราบ
ระดับคะแนน
รายการตรวจ 3 4 5 คะแนนที่ได้
ปานกลาง ค่อนข้างดี ดี
1. การเตรียมงาน
2. ขนาดความโตของแนวเชื่อม
3. มุมองศาลวดเชื่อม
4. การใช้เครื่องมืออุปกรณ์
5. ความเที่ยงตรงของแนวเชื่อม
6. ความสะอาดชิ้นงาน
7. ความเรียบร้อยสวยงานโดยรวม
8. พฤติกรรมขณะปฏิบัติงาน
รวม 40
ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.......................................ผู้ตรวจ
(......................................................)
วันที่........./........./..........
ใบงานฝึกปฏิบัติ
ใบงานที่ 9 หน่วยที่ 4
วิชางาน เชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 4 คาบ
ชื่องาน การปรับเปลวไฟ ผู้สอน ขันติ สุมังสะ
รูปที่ 1 เปลวคาร์บูไรซิ่ง รูปที่ 2 เปลวนิวทรัล
รูปที่ 3 เปลวออกซิไดซิ่ง
วัตถุประสงค์
1. อธิบายวิธีการใช้งานของเครื่องมือและอุปกรณ์ในการเชื่อมแก๊สได้อย่างถูกต้อง
2. ปรับเปลวไฟในการเชื่อมแก๊สได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
3. สามารถปฏิบัติการปรับเปลวไฟได้
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน วัสดุ / อุปกรณ์
ล าดับขั้นตอนการท างาน 1.ชุดเชื่อมแก๊ส
1. ตรวจสอบการท างานของอุปกรณ์ให้พร้อม ก่อนการใช้ 2. แว่นตาเชื่อมแก๊ส
งาน 3. อุปกรณ์จุดเปลวไฟ
2. เปิดวาล์วหัวถังและปรับความดันแก๊สตามขั้นตอน 4. คีมจับชิ้นงานร้อน
3. จุดเปลวไฟด้วยอุปกรณ์จุดเปลวไฟ 5. แปรงลวด
4. ปรับเปลวไฟคาร์บูไรซิง
5. ปรับเปลวนิวทรัล
6. ปรับเปลวออกซิไดซิง
ข้อควรระวัง : 1. ควรใส่แว่นตากรองแสงขณะท าการเชื่อมและไม่ควรใช้สายแก๊สพาดไหล่ 2. อย่าหยอก
ล้อเล่นกันขณะท าการเชื่อม 3. ก่อนการเชื่อมต้องสังเกตพื้นที่รอบข้างก่อนว่า มีถังแก๊ส ถังสี หรือกาน้ า อยู่ใน
บริเวณเชื่อมหรือไม่
แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน
ชื่อ............................................... สกุล........................................... วันที่ปฏิบัติงาน.............../............./..............
ระดับ ปวช. ....... กลุ่ม........ แผนกช่าง.................................................................รหัส………………………………….
ชื่องาน การปรับเปลวไฟ
ระดับคะแนน
รายการตรวจ 3 4 5 คะแนนที่ได้
ปานกลาง ค่อนข้างดี ดี
1. การแต่งการในการปฏิบัติงาน
เชื่อม
2. การจัดเตรียม - วางอุปกรณ์
3. การจุดเปลวไฟ
4. การปรับเปลวคาร์บูไรซิง
5. การปรับเปลวนิวทรัล
6. การปรับเปลวออกซิไดซิง
7. การดับเปลวไฟ
8. พฤติกรรมขณะปฏิบัติงาน
รวม
40
ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.......................................ผู้ตรวจ
(......................................................)
วันที่........./........./..........
ใบงานฝึกปฏิบัติ
ใบงานที่ 10 หน่วยที่ 4
วิชางาน เชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 4 คาบ
ชื่องาน งานเชื่อมแก๊สโดยไม่เติมลวดเชื่อมในต าแหน่งท่าราบ ผู้สอน ขันติ สุมังสะ
วัตถุประสงค์
1. ปฏิบัติงานเชื่อมแก๊สควบคุมบ่อหลอมละลายให้สม่ าเสมอได้
2. ปฏิบัติงานเชื่อมแก๊สโดยไม่เติมลวดเชื่อมในต าแหน่งท่าราบอย่างถูกต้องและปลอดภัย
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน วัสดุ / อุปกรณ์
ล าดับขั้นตอนการท างาน 1. ชุดเชื่อมแก๊ส
1. ท าความสะอาดชิ้นงานเชื่อม 2. แว่นตาเชื่อมแก๊ส
2. ขีดแนวด้วยเหล็กขีดหรือใช้น าศูนย์ตอกให้เป็นรอย ตามความยาว 3. อุปกรณ์จุดเปลวไฟ
ของชิ้นงานจ านวน 3 แนว 4. คีมจับชิ้นงานร้อน
3. อุ่นชิ้นงานให้ทั่วแผ่น 5. เครื่องมือท าความสะอาดหัวทิพ
4. สร้างบ่อหลอมละลายที่ขอบงานทางขวามือ ควบคุมบ่อหลอม 6. แปรงลวด
ละลายให้ซึมลึกสม่ าเสมอ จนถึงขอบงานทางซ้ายมือ 7. ชิ้นงาน
5. สร้างบ่อหลมอละลายและควบคุมให้สม่ าเสมอจนครบทั้ง 3 แถว
ข้อควรระวัง : 1. ควรใส่แว่นตากรองแสงขณะท าการเชื่อมและไม่ควรใช้สายแก๊สพาดไหล่
2. อย่าหยอกล้อเล่นกันขณะท าการเชื่อม
3. ก่อนการเชื่อมต้องสังเกตพื้นที่รอบข้างก่อนว่า มีถังแก๊ส ถังสี หรือกาน้ า อยู่ในบริเวณเชื่อมหรือไม่
แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน
ชื่อ............................................... สกุล........................................... วันที่ปฏิบัติงาน.............../............./..............
ระดับ ปวช. ....... กลุ่ม........ แผนกช่าง.................................................................รหัส………………………………….
ชื่องาน งานเชื่อมแก๊สโดยไม่เติมลวดเชื่อมในต าแหน่งท่าราบ
ระดับคะแนน
รายการตรวจ 3 4 5 คะแนนที่ได้
ปานกลาง ค่อนข้างดี ดี
1. ความสม่ าเสมอของการซึมลึก
2. ความเพียงพอของปริมาณความร้อน
3. ความสวยงามของเกล็ดที่เกิดจากการส่ายหัว
ทิพ
4. การเดินเป็นแนวตรงของบ่อหลอมละลาย
5. การควบคุมความร้อนหรือบ่อหลอมละลาย
ในช่วงใกล้สิ้นสุดแนวเชื่อม
6. พฤติกรรมขณะปฏิบัติงาน
7. ความสม่ าเสมอของการซึมลึก
8. ความเพียงพอของปริมาณความร้อน
รวม
40
ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.......................................ผู้ตรวจ
(......................................................)
วันที่........./........./..........
วิจัยในชั้นเรียน
เรื่อง
การแก้ไขปัญหาการเขียนภาพแผ่นคลี่ไม่ถูกต้อง ของนักศึกษาแผนกช่างเชื่อมโลหะ
ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ ๒/๑ วิทยาลัยเทคนิคระยอง
โดยใช้สื่อโมเดลชิ้นงานช่วยสอน
ขันติ สุมังสะ
แผนกวิชาช่างเชื่อมโลหะและเทคนิดโลหะ
ภาคการศึกษาที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒
วิทยาลัยเทคนิคระยอง ส านักงานคณะกรรการการอาชีวศึกษา
การแก้ไขปัญหาการเขียนภาพแผ่นคลี่ไม่ถูกต้อง ของนักศึกษาแผนกช่างเชื่อมโลหะ
ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ ๒/๑ วิทยาลัยเทคนิคระยอง
โดยใช้สื่อโมเดลชิ้นงานช่วยสอน
ขันติ สุมังสะ
แผนกวิชาช่างเชื่อมโลหะและเทคนิดโลหะ
ภาคการศึกษาที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒
วิทยาลัยเทคนิคระยอง ส านักงานคณะกรรการการอาชีวศึกษา
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการเขียนภาพแผ่นคลี่ไม่ถูกต้อง และเพื่อหาผลสัมฤทธิ์
ของผู้เรียน โดยใช้สื่อโมเดลชิ้นงานช่วยสอน ของนักศึกษาแผนกช่างเชื่อมโลหะ ป ว ช. ๒/๑
วิทยาลัยเทคนิคระยอง จ านวน ๒๐ คน ผู้จัดท าได้จัดท าแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อศึกษา
พัฒนาการการอ่านแบบแผ่นคลี่โดยใช้สื่อโมเดลชิ้นงานช่วยสอน และน าผลการทดสอบหาค่าร้อยละ แล้วน า
ข้อมูลมาวิเคราะห์และหาข้อสรุป
ผลการวิเคราะห์ปรากฏว่า จากการศึกษาและวิเคราะห์แบบทดสอบเพื่อแก้ไขปัญหาการเขียนแบบ
แผ่นคลี่ไม่ออก และเพื่อหาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยใช้สื่อโมเดลชิ้นงานช่วยสอน ของนักศึกษาแผนกช่าง
เชื่อมโลหะ ระดับ ปวช. ๒/๑ วิทยาลัยเทคนิคระยอง พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนสอบ
ก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
1
บทที่ 1
ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา
ปัจจุบันในงานอุตสาหกรรมทั่วโลกได้น างานเขียนแบบเข้ามาใช้งาน เพื่อดูแบบของงานก่อนที่จะผลิตเป็น
ชิ้นงานออกมาว่าจะมีขนาดเท่าใด ใช้วัสดุชนิดใดในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรม
เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา (ISO-A) และประเทศยุโรป (ISO-E) ได้
ก าหนดมาตรฐานในการเขียนแบบและนิยมใช้กันมากที่สุดเป็นมาตรฐานสากลท าให้นานาประเทศหันมานิยมใช้ ๒
มาตรฐานนี้
ประเทศไทยก็นิยมใช้ ๒ มาตรฐานนี้เช่นเดียวกัน จึงได้เปิดหลักสูตรงานเขียนแบบขึ้นมาเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษา
เกี่ยวกับแบบงานในรูปแบบต่างๆ เช่น ภาพ Isometric ภาพช่วย และภาพฉาย เพื่อรองรับเข้าสู่การท างานในโรงงาน
อุตสาหกรรม
ส าหรับในการเรียนการสอนนั้น ไม่มีสื่อสามมิติที่ท าให้ผู้เรียนสามารถรู้ได้ถึงมุมมองในรูปแบบต่างๆ และไม่
สามารถเขียนแบบภาพออกมาได้ ทางผู้สอนได้มองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และได้ท าโมเดลชิ้นงานจริงขึ้นมา เพื่อช่วยใน
การอธิบายถึงมุมมองในรูปแบบต่างๆ โดยหวังว่าโมเดลชิ้นงานนี้จะท าให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจในการอ่านภาพฉายได้
อย่างถูกต้อง
ค าถามวิจัย การสอนโดยใช้โมเดลชิ้นงาน ท าให้ผู้เรียนสามารถเขียนแบบแผ่นคลี่ได้หรือไม่
วัตถุประสงค์การวิจัย
๒ .เพื่อหาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ที่เรียนโดยใช้โมเดลชิ้นงานช่วยสอน
สมมุติฐาน
คะแนนสอบหลังเรียนด้วยโมเดลชิ้นงานสูงกว่าคะแนนสอบก่อนเรียน
ขอบเขตของการวิจัย
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง นักศึกษา ระดับ ปวช. ๒/๑ แผนกเทคนิคการผลิต วิทยาลัยเทคนิคระยอง จ านวน
๒๐ คน
ตัวแปรในงานวิจัย
ตัวแปรต้น การสอนโดยใช้โมเดลชิ้นงาน
ตัวแปรตาม นักเรียนสามารถอ่านภาพฉายเขียนแบบแผ่นคลี่ได้ถูกต้อง
นิยามศัพท์เฉพาะ
- การเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Bloom
๑. ความรู้ที่เกิดจากความจ า (knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด
๒. ความเข้าใจ (Comprehension)
๓. การประยุกต์ (Application)
๔. การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้
2
๑. การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถน าส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูป
เดิม เน้นโครงสร้างใหม่
๒. การประเมินค่า ( Evaluation) วัดได้ และตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบนพื้นฐาน
ของเหตุผลและเกณฑ์ที่แน่ชัด
- Isometric หมายถึง เป็นภาพที่มองเห็นสัดส่วนใกล้และไกลออกไปมีขนาดเท่ากัน ลักษณะภาพเป็นภาพจริง
สามารถวัดขนาดต่างๆของด้านความยาว ความกว้าง และความสูงได้
- ภาพฉาย หมายถึงการแสดงรูปร่างลักษณะตลอดจนรายละเอียดต่างๆ ของชิ้นงานหรือวัตถุลงในกระดาษ เพื่อ
ใช้ในการส่งงานหรือน าไปใช้ประกอบการท างานตามแบบ ภาพฉายช่วยให้งานเขียนแบบในบางส่วนมีความ
ชัดเจนยิ่งขึ้น ปกติการเขียนภาพฉายนิยมเขียน ๒ – ๓ ด้าน คือ ภาพด้านหน้า (Front View) ภาพด้านข้าง
(Side View) และภาพด้านบน (Top View) การมองภาพฉายนั้นมีการมองด้วยกัน ๒ แบบ คือ ๑. การมอง
ภาพฉายมุมที่ ๑ (First – Angle Projection) 2. การมองภาพฉายมุมที่ ๒ (Third – Angle Projection)
- หลักการอ่านภาพฉาย ภาพที่เขียนขึ้นตามหลักวิชาการเขียนแบบ จะมีลักษณะแตกต่างจากภาพเขียนและ
ภาพถ่ายโดยทั่วไป ภาพเขียนหรือภาพถ่ายโดยทั่วไป ภาพเขียนหรือภาพถ่ายโดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นภาพเหมือน
อย่างที่สายตามองเห็นคือทั้งจะเห็นทั้งส่วนกว้าง ส่วนสูง และ ส่วนลึก และส่วนประกอบอื่นพร้อมกันไป มองดู
สวยงามและรู้สึกว่าสิ่งนั้นสูงใหญ่หรือยาว หรือพร้อมหลายด้านในภาพเดียวกัน แต่จะไม่ทราบขนาดที่แน่นอนได้ว่า
ภาพนั้นมีขนาดกว้าง ยาวและสูง เท่าใด แบบภาพฉายนั้น จะต้องเขียนขึ้นตามหลักเกณฑ์ของวิชาเขียนแบบคือ
จะต้องเขียนเสียงแสดงให้เห็นรูปด้านของสิ่งนั้นๆ ทีละด้าน ให้เห็นครบทุกด้านตามลักษณะที่เป็นจริง มิใช่ตาม
ลักษณะที่มองเห็น และจะต้องมองให้เห็นว่ามีขนาดกว้างและยาว หรือ กว้างและสูงเท่านั้น จะได้แสดงส่วนลึก
ในภาพเดียวกัน
หลักการเขียนภาพฉายโดยปกตินั้นจะมีการฉายภาพไปยังระนาบหรือผนังเพื่อที่ให้เกิดภาพฉายขึ้นในระนาบแต่
ละด้านเกิดเป็นภาพด้านหนา ภาพด้านบนและภาพด้านข้างสาหรับระบบในการเขียนภาพฉายที่นิยมใช้กันทั่วไปมี
ด้วยกัน ๒ ระบบ คือ
๑. ระบบ E (ISO-Method E)
๒. ระบบ A (ISO-Method A)
- โมเดล หมายถึงหุ่นจ าลอง ๓ มิติของสิ่งตางๆ เชน รถยนต์ เครื่องบิน อาคาร พืช คน สัตว์ สิ่งของ ยอสวน
ลงตามมาตราสวน
3
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
๑. เพื่อแก้ปัญหานักศึกษาเขียนแบบแผ่นคลี่ไม่ถูกต้อง โดยใช้โมเดลชิ้นงานช่วยสอน
๒. ท าให้ได้สื่อการเรียนการสอนขึ้นใหม่ คือ สื่อโมเดลชิ้นงานช่วยสอนวิชา งานผลิตภัณฑ์และโลหะแผ่น ๒
รหัสวิชา ๒๑๐๓ – ๒๑๐๓
๓. ได้สื่อการสอนที่สามารถท าให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาได้ชัดเจนขึ้น
๔. ช่วยให้ผู้เรียนได้รับรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่
๕. ท าให้ได้ระบบการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนส าคัญที่สุด
๖. ท าให้ผู้เรียนได้มีความรู้พื้นฐานเพื่อน าไปปรับใช้กับวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น วิชางานเขียนแบบเบื้องต้น เป็นต้น
4
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ทฤษฏีภาพฉาย
หลักการอ่านและการฉายภาพ
ภาพฉาย เป็นภาพที่แสดงรูปร่างลักษณะของงานแต่ละด้านเพื่อให้เห็นขนาดที่แท้จริง ปกติการเขียนภาพฉาย
นิยมเขียน ๒ – ๓ ด้าน คือ ภาพด้านหน้า (Front View) ภาพด้านข้าง (Side View) และภาพด้านบน (Top View)
การมองภาพฉายนั้นมีการมองด้วยกัน ๒ แบบ
๑. การมองภาพฉายมุมที่ 1 (First Angle Projection)
๒. การมองภาพฉายมุมที่ 3 (Third Angle Projection)
การฉายภาพมุมที่ ๒
นิยมใช้กันมากในแถบทวีปยุโรปและแถบทวีปเอเชีย ปัจจุบันคือระบบ ISO ภาพที่ได้จากการฉายจะอยู่มุมที่ ๑
ภาพด้านบนจะปรากฏในระนาบนอน ภาพด้านหน้าจะปรากฏในระนาบดิ่ง และภาพด้านข้างซ้ายปรากฏในระนาบข้าง
การฉายภาพมุมที่ ๓
นิยมใช้ในการเขียนแบบกันมากในประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา โดยวัตถุจะวางอยู่ในมุมที่ ๓ จะ
สังเกตเห็นว่า ภาพด้านบนจะปรากฏในระนาบนอน ภาพด้านหน้าจะปรากฏอยู่บนระนาบข้าง และภาพด้านข้างขวาจะ
ปรากฏอยู่บนระนาบดิ่ง
ความหมายของรูปแบบ (Model)
ค าว่า รูปแบบ (Model) มีความหมายหลายประการ ดังนี้
ทิศนา แขมมณี (๒๕๔๕ : ๑-๔) ได้อธิบายถึงความหมายของค าว่ารูปแบบไว้ว่า รูปแบบ (MODEL) เป็น
รูปธรรมของความคิดที่เป็นนามธรรม ซึ่งบุคคลแสดงออกมาในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น เป็นค าอธิบาย เป็นแผนผัง
ไดอะแกรมหรือแผนภาพ เพื่อช่วยให้ตนเองหรือบุคคลอื่นสามารถเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น
รัตนา สิงหกูล (๒๕๔๗) อธิบายความหมายของค าว่า รูปแบบ (Model) หมายถึง ชุดของความสัมพันธ์จะเป็น
เชิงปริมาณหรือคุณภาพก็ได้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นความหมายเกี่ยวพันของลักษณะที่แท้จริงของสิ่งที่เราเกี่ยวข้องค าว่า
รูปแบบ โดยมโนทัศน์ของค าจะมีความหมายอย่างน้อย ๓ อย่าง
๑. ในทางสถาปัตย์หรือทางศิลปะ จะ หมายถึง หุ่นจ าลอง
๒. ในทางคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ จะหมายถึง สมการ
๓. ในทางศึกษาศาสตร์ จะหมายถึง ความสัมพันธ์ของตัวแปร กรอบของความคิด หรือ การแทนความคิด
ออกเป็นรูปธรรม บุญชม ศรีสะอาด กล่าวว่า รูปแบบ (Model) มีความหมายหลายประการ ในที่นี้หมายถึง
โครงสร้างที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ หรือตัวแปรต่าง ๆ ผู้วิจัยสามารถใช้รูปแบบอธิบาย
ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ หรือตัวแปรต่าง ๆ ที่มีในปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือในระบบต่าง ๆ อธิบาย
ล าดับขั้นตอนขององค์ประกอบหรือกิจกรรมในระบบ การเสนอรูปแบบกระท าได้หลายลักษณะ เช่นในรูปของ
สมการ ในรูปของ Flow chart (ดังที่นิยมใช้ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์) ในรูปแบบของแผนภูมิธรรมดา
คีฟส์ (Keeves J., 1997: 386-387) กล่าวว่า รูปแบบโดยทั่วไปจะต้องมีองค์ประกอบที่ส าคัญ ดังนี้
๑. รูปแบบจะต้องน าไปสู่การท านาย (Prediction) ผลที่ตามมา ซึ่งสามารถพิสูจน์ ทดสอบได้ กล่าวคือ
สามารถน าไปสร้างเครื่องมือเพื่อไปพิสูจน์ทดสอบได้
5
๒. โครงสร้างของรูปแบบจะต้องประกอบด้วยความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (Causal Relationship) ซึ่ง
สามารถใช้อธิบายปรากฎการณ์/เรื่องนั้นได้
๓. รูปแบบจะต้องสามารถช่วยสร้างจินตนาการ (Imagination) ความคิดรวบยอด (Concept) และ
ความสัมพันธ์ (Interrelations) รวมทั้งช่วยขยายขอบเขตของการสืบเสาะความรู้
๔. รูปแบบควรจะประกอบด้วยความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง (Structural Relationships) มากกว่า
ความสัมพันธ์เชิงเชื่อมโยง (Associative Relationship)
รูปแบบที่ใช้กันโดยทั่วไป มี 4 แบบ หรือ 4 ลักษณะ คือ (Kaplan, 1994 อ้างอิงใน Keeves, 1997: 386-
387)
๑. รูปแบบเชิงเปรียบเทียบ (Analogue Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงออกในลักษณะการ
เปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ อย่างน้อย 2 สิ่งขึ้นไป รูปแบบลักษณะนี้ใช้กันมากทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ สังคมศาสตร์
และพฤติกรรมศาสตร์
๒. รูปแบบเชิงภาษา (Semantic Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงออกผ่านทางการใช้ภาษา (พูดและ
เขียน) รูปแบบลักษณะนี้ใช้กันมากทางด้านศึกษาศาสตร์
๓. รูปแบบเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงผ่านทางสูตรคณิตศาสตร์
ซึ่งส่วนมากจะเกิดขึ้นหลังจากได้รูปแบบเชิงภาษาแล้ว
๔. รูปแบบเชิงแผนผัง (Schematic Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงออกผ่านทางแผนผัง แผนภาพ
ไดอะแกรม กราฟ เป็นต้น
๕. รูปแบบเชิงสาเหตุ (Causal Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ของสภาพการณ์/ปัญหาใดๆ รูปแบบด้านศึกษาศาสตร์ มักจะเป็นแบบนี้เป็นส่วนใหญ่
จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่า รูปแบบทางด้านศึกษาศาสตร์มักจะเป็นรูปแบบเชิงสาเหตุ (Causal Model)
รูปแบบเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้นักทฤษฎีมองเห็นเหตุการณ์และแสดงความสัมพันธ์ตลอดจนการควบคุม อ้างอิง หรือ
แปลความหมาย การสร้างรูปแบบจึงเป็นที่นิยมของนักทฤษฎีโดยทั่วไป รูปแบบเป็นการแสดงองค์ประกอบและ
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบเท่านั้น ไม่ใช่ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์จริง ตัวอย่าง เช่น เราเขียนแผนผังบริเวณ
โรงเรียนแผนผังนั้น จึงเป็นเพียงข้อมูลที่แสดงความสัมพันธ์ของอาคารต่าง ๆ ไม่ใช่บริเวณโรงเรียนจริง ๆ สรุปได้ว่า
รูปแบบ แผนภูมิ หรือ แผนผัง ช่วยให้มองเห็นทฤษฎีได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ใช่ตัวทฤษฎีโดยตรง
ความหมายของรูปแบบการเรียนการสอน (Teaching and Learning Model)
รูปแบบการเรียนการสอนเป็นยุทธศาสตร์การสอนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการเรียนการสอนอย่าง
กว้างขวางในช่วงของศตวรรษที่ ๒๐ นี้ เนื่องจากได้มีการทดลองใช้ และมีการทดสอบพบว่ามีประสิทธิภาพ ช่วยให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น และช่วยอ านวยความสะดวกให้แก่ครูในการเรียนการสอน
ในทางศึกษาศาสตร์ มีค าที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบ คือ รูปแบบการสอน Model of Teaching หรือ Teaching
Model และรูปแบบการเรียนการสอนหรือรูปแบบ การจัดการเรียนการสอน Instructional Model หรือ Teaching-
Learning Model ค าว่า รูปแบบการสอน มีผู้อธิบายไว้ดังนี้ (รัตนา สิงหกูล, ๒๕๔๗)
๑. รูปแบบการสอน หมายถึง แบบหรือแผนของการสอน รูปแบบการสอนแบบหนึ่งจะมีจุดเน้นที่
เฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง รูปแบบการสอนแต่ละรูปแบบจึงอาจมีจุดหมายที่แตกต่างกัน
๒. รูปแบบการสอน หมายถึง แผนหรือแบบซึ่งสามารถใช้การสอนในห้องเรียน หรือสอนพิเศษเป็นกลุ่มย่อย
หรือ เพื่อจัดสื่อการสอน ซึ่งรวมถึง หนังสือ ภาพยนตร์ เทปบันทึกเสียง โปรแกรมคอมพิวเตอร์และหลักสูตรรายวิชา
6
รูปแบบ การสอนแต่ละรูปแบบจะเป็นแนวในการออกแบบการสอนที่ช่วยให้นักเรียนบรรลุ วัตถุประสงค์ตามที่รูปแบบ
นั้น ๆ ก าหนด
๓. รูปแบบการสอน หมายถึง แผนแสดงการเรียนการสอน ส าหรับน าไปใช้สอนในห้องเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายที่ก าหนดไว้ให้มากที่สุด แผนดังกล่าวจะแสดงถึงล าดับความสอดคล้องกัน ภายใต้หลักการ
ของแนวคิดพื้นฐานเดียวกัน องค์ประกอบทั้งหลายได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมาย เนื้อหา และทักษะที่ต้องการสอน
ยุทธศาสตร์การสอน วิธีการสอน กระบวนการสอน ขั้นตอนและกิจกรรมการสอน และการวัดและประเมินผล
ค าว่ารูปแบบการเรียนการสอน หรือรูปแบบการจัดการเรียนการสอน มีผู้อธิบายไว้ดังนี้ (รัตนา สิงหกูล,
2547)
๑. รูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง โครงสร้างที่แสดงความสัมพันธ์และส่งเสริมซึ่งกันและกันระหว่าง
องค์ประกอบต่างๆ ในการเรียนการสอน ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา ขั้นตอนการสอน การประเมินผล รวมทั้ง
กิจกรรมสนับสนุนอื่น ๆ โดยผ่านขั้นตอนตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
๒. รูปแบบการเรียนการสอน เป็นโครงสร้างที่ใช้เป็นแนวในการสร้างกิจกรรมการเรียนการสอน และจัด
สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอน ทิศนา แขมมณี (2545 : 1-4) ให้ค านิยามได้ว่า รูปแบบการเรียนการสอน คือ
สภาพหรือลักษณะของการเรียนการสอนที่จัดขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิด
หรือความเชื่อต่าง ๆ โดยมีการจัดกระบวนการหรือขั้นตอนในการเรียนการสอน โดยอาศัยวิธีสอนและเทคนิคการสอน
ต่าง ๆ เข้าไปช่วยท าให้สภาพการเรียนการสอนนั้นเป็นไปตามหลักการที่ยึดถือ และได้รับการพิสูจน์และทดสอบแล้วว่า
มีประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นแบบแผนในการเรียนการสอนให้บรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะของรูปแบบนั้น ๆ ได้
รูปแบบการเรียนการสอนจะต้องสามารถท านายผลที่จะเกิดตามมาได้และมีศักยภาพในการสร้างความคิดรวบยอดและ
ความสัมพันธ์ใหม่ๆ ได้
ละเอียด รักษ์เผ่า (2528: 8) ให้ความหมายของรูปแบบการเรียนการสอนว่า รูปแบบการเรียนการสอนคือ
โครงสร้างที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ที่จะใช้จัดกระท าเพื่อให้เกิดผลที่ตั้งเป้าหมายให้แก่ผู้เรียน
บุญชม ศรีสะอาด (2537 : 140) อธิบายไว้ว่า รูปแบบการสอนมีความหมาย 2 แนว ใหญ่ ๆ แนวแรกมอง
รูปแบบการสอนเป็นกิจกรรมหรือวิธีสอน ตัวอย่างเช่น แนวความคิดของจอยซ์และเวลล์ และแนวความคิดของเซย์
เลอร์และคณะ ส่วนแนวที่สอง มองรูปแบบการสอนกว้างกว่า โดยมองว่าเป็นโครงสร้างที่แสดงถึงองค์ประกอบต่างๆ
ในการสอนที่จะน ามาใช้ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น รูปแบบการสอนของบลูม รูปแบบการเรียนการสอนของบุญชม ศรี
สะอาดและนิภา ศรีไพโรจน์ เป็นต้น
จอยซ์ และเวลล์ (Joyce and Weil, 1996: 2) อธิบายว่า รูปแบบการสอน คือ รูปแบบการเรียนนั่นเอง
รูปแบบการเรียนการสอนเป็นแผนการออกแบบการเรียนการสอนในห้องเรียนหรือการสอนเสริม และยังเป็นแผนการ
ใช้สื่อการเรียน ได้แก่ หลักสูตร หนังสือ วีดิทัศน์ ฯลฯ รูปแบบการเรียนการสอนแต่ละแบบ จะแสดงถึงการออกแบบ
การสอนของครูที่มุ่งให้นักเรียนได้บรรลุจุดมุ่งหมายในการเรียนตามที่วางไว้
โคล (Cole, 1987:2) ให้ค าจ ากัดความว่า รูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง ภาพในจินตนาการ หรือ
แผนการท างานที่อธิบายกระบวนการเรียนการสอน เป็นการรวบรวมและจัดองค์ประกอบของกระบวนการเรียนการ
สอนอย่างมีระบบ
ดุค (Duke, 1990:96) กล่าวว่า รูปแบบการเรียนการสอนเป็นแนวคิดด้านการสอน ซึ่งมักได้มาจากทฤษฎี
การศึกษา และมีการก าหนดข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เรียนควรเรียน และวิธีการเรียน รูปแบบการเรียนการ
สอนควรจะมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพของรูปแบบเพิ่มขึ้น รูปแบบการเรียนการสอนจะเน้น
7
ภาระการสอนและการฝึกอบรมครูให้สามารถใช้ได้ อนึ่งรูปแบบการเรียนการสอน แต่ละแบบจะมีจุดอ่อน และจุดแข็ง
แตกต่างกัน และไม่มีรูปแบบการเรียนการสอนใดที่ดีที่สุด
จากค าจ ากัดความดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า รูปแบบการเรียนการสอนเป็นแผนการจัดองค์ประกอบต่าง ๆ
ของการเรียนการสอน ที่มีทฤษฎี หรือแนวคิดรองรับ มีการก าหนดวิธีการสอน เทคนิคการสอน และสื่อ ในลักษณะที่มี
ความสัมพันธ์กัน สามารถช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์
ลักษณะของรูปแบบการเรียนการสอน
อรุณี สถิตภาคีกุล (2534 : 18-20) ได้ศึกษาลักษณะส าคัญของรูปแบบการเรียนการสอนแบบต่าง ๆ และ
สรุปว่า รูปแบบการสอนที่ดี ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
๑. มีแนวคิดหรือทฤษฎีรองรับ แนวคิดของรูปแบบการเรียนการสอนอาจมาจากแนวคิดด้านการศึกษา เช่น
การให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติ ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ เช่น พัฒนาการด้านสติปัญญา การยึดผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลางในการจัดการเรียนการสอน รูปแบบการเรียนการสอนหนึ่ง ๆ อาจมีแนวคิด หรือทฤษฎีเดียว เช่น รูปแบบ
การเรียนการสอนของ จอยซ์ และเวลล์ (Joyce and Weil, 1996) หรือมีมากกว่าหนึ่ง เช่น รูปแบบของสเติร์น
(Stern, 1984 :41) ที่เสนอแนะว่า แนวคิดของรูปแบบการเรียนการสอนควรเป็นรูปแบบที่มีลักษณะเป็นสหวิทยาการ
(Multidisciplinary) แนวคิดหรือทฤษฎีพื้นฐานนี้ จะเป็นหลักหรือแนวทางในการเลือกก าหนด และจัดระเบียบ
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ สเติร์นยังเห็นว่ารูปแบบการเรียนการสอนควรให้
ความส าคัญขององค์ประกอบเป็นองค์รวม
๒. มีองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กัน ผู้พัฒนาออกแบบรูปแบบการเรียนการสอน จะต้องจัดองค์ประกอบ
ให้มีความสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผล สอดคล้องกับแนวคิดพื้นฐาน และเหมาะสมกับสาขาวิชา ส่งผลโดยตรงต่อการ
เรียนรู้ของผู้เรียน เช่น รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการกลุ่ม มาจากแนวคิดพื้นฐานให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก
ประสบการณ์ของตนเอง ดังนั้นผู้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอน อาจก าหนดองค์ประกอบกระบวนการเรียนให้
ผู้เรียนท ากิจกรรม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง และก าหนดองค์ประกอบ วิธีสอนให้เป็นวิธีสอนแบบอุปมาน
(Inductive) คือให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ สรุปหลักการจากตัวอย่าง หรือกิจกรรมที่ได้ลงมือปฏิบัติ เพื่อให้สอดคล้องกับ
แนวคิดพื้นฐานของรูปแบบการสอน (ทิศนา แขมมณี, ม.ป.ป.)
๓. มีกระบวนการออกแบบ หรือพัฒนาอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลและองค์ประกอบ
ในการเรียนการสอน ก าหนดองค์ประกอบที่ส าคัญ จัดองค์ประกอบให้สัมพันธ์กัน น าไปทดลองใช้ในห้องเรียน เพื่อ
ตรวจสอบประสิทธิภาพในการใช้และประเมินผลว่าสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่ต้องการได้จริง
๔. มีผลต่อการพัฒนาการของผู้เรียน ตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการของวิชาที่สอนและด้านอื่น ๆ ซึ่ง จอยซ์
และเวลล์ กล่าวว่า รูปแบบการเรียนการสอนแต่ละรูปแบบจะส่งผลต่อผู้เรียนแตกต่างกันออกไป
ทิศนา แขมมณี (2547: 221-222) ได้เสนอว่า รูปแบบการเรียนการสอนจ าเป็นต้องมีองค์ประกอบส าคัญดังนี้
๑. ปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อที่เป็นพื้นฐานหรือหลักของรูปแบบการสอนนั้น ๆ
๒. การบรรยายและอธิบายสภาพหรือลักษณะของการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับหลักการที่
ยึดถือ
๓. การจัดระบบ คือ มีการจัดองค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของระบบให้สามารถ
น าผู้เรียนไปสู่เป้าหมายของระบบหรือกระบวนการนั้นๆ
๔. การอธิบายหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีสอน และเทคนิคการสอนต่างๆ อันจะช่วยให้กระบวนการเรียน
การสอนนั้นๆ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด