รายงานการวิจัย เรื่อง การศึกษาเชิงวิเคราะห์การเขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5 : กรณีศึกษาการ เขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย An Analytical Study of The Writing of English Terms in The Period of King Rama V : A Case Study of The Writing of English Terms in Nirat Nong Khai โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วัฒนา มุลเมืองแสน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิวัฒน์ ทองวาด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุกันต์ แสงโชติ พระธีรศักดิ์ ธมฺมวโร ดร.กัมพล นะวัน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิยาลัย วิทยาเขตหนองคาย พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย MCU RS 800765103
รายงานการวิจัย เรื่อง การศึกษาเชิงวิเคราะห์การเขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5 : กรณีศึกษาการ เขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย An Analytical Study of The Writing of English Terms in The Period of King Rama V : A Case Study of The Writing of English Terms in Nirat Nong Khai โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วัฒนา มุลเมืองแสน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิวัฒน์ ทองวาด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุกันต์ แสงโชติ พระธีรศักดิ์ ธมฺมวโร ดร.กัมพล นะวัน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิยาลัย วิทยาเขตหนองคาย พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย MCU RS 800765103 (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)
Research Report An Analytical Study of The Writing of English Terms in The Period of King Rama V : A Case Study of The Writing of English Terms in Nirat Nong Khai By ASt.Prof. Wattana Moulmuangsaen Ast.Prof. Dr.Wiwat Thongwat Ast.Prof. Dr. Sukan Saengchot Phra Theerasak Boonjong Dr. Kampol Navan Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Nong Khai Campus B.E. 2565 Research Project Funded by Mahachulalongkornrajavidyalaya University Nong Khai Campus MCU RS 800765103 (Copyright Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
ก ชื่อรายงานวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์การเขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ ๕ : กรณีศึกษาการเขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย ผู้วิจัย: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วัฒนา มุลเมืองแสน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิวัฒน์ ทอง วาด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุกันต์ แสงโชติ, พระธีรศักดิ์ ธมฺมวโร, ดร.กัมพล นะ วัน ส่วนงาน: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย ปีงบประมาณ: ๒๕๖๕ ทุนอุดหนุนการวิจัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บทคัดย่อ การศึกษาวิจัย เรื่องการศึกษาเชิงวิเคราะห์การเขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในสมัย รัชกาลที่ ๕ : กรณีศึกษาการเขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของกวี หรือผู้เขียนหรือผู้แต่งหรือผู้ประพันธ์ว่ามีมูลเหตุมาจากสิ่งใดในการน า ค าศัพท์นั้น ๆ มาใช้เพื่อเขียนในงานประพันธ์ของตน ๒) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ความเหมือนและความ ต่างในการอ่านออกกเสียงและการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายกับการเขียน และการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษในปัจจุบัน และ ๓) เพื่อศึกษาวิเคราะห์การสาเหตุที่ท าให้การ เขียนค าอ่านภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายและการเขียนค าอ่านในปัจจุบันว่ามีสาเหตุในเขียนค า อ่านของค าในภาษาอังกฤษอย่างไร ผลการศึกษาวิจัย ดังนี้ ๑. จากการศึกษาวิเคราะห์ความเหมือนและความต่างในการอ่านออกกเสียงและการเขียน ค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายกับการเขียนและการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษใน ปัจจุบัน พบว่า มีการเขียนค าอ่านที่แตกกัน และมีเพียงส่วนที่น้อยมากที่จะเขียนเหมือนกัน ๒. จากการศึกษาวิเคราะห์การสาเหตุที่ท าให้การเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษในนิราศ หนองคายและการเขียนค าอ่านในปัจจุบันว่ามีสาเหตุในเขียนค าอ่านของค าในภาษาอังกฤษอย่างไร ซึ่งสาเหตุดังกล่าวสรุปได้ดังนี้๑) สาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมทางการศึกษาภาษาอังกฤษ ซึ่งมีสาระ หรือประเด็นส าคัญอยู่ที่ความสามารถด้านการฟังการพูดการอ่านการเขียนภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องของ ความสนใจใฝ่รู้ส่วนบุคคล ปนด้วยความพิเศษที่เรียนกว่า “พรสวรรค์” ของบุคคลนั้น ๆ ด้วย กล่าวคือ ใครสนใจมาก เรียนมาก มีพรสวรรค์มาก ก็มีความสามารถในด้านการฟังการพูดการอ่านการเขียน มากไปด้วย ซึ่งนายทิม สุขยางค์ หรือ หลวงพัฒนพงษ์ภักดี เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถ ด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดีโดยที่มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงของแต่ละบุคคล ๒) สาเหตุมาจาก ความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษของตัวกวีเอง ซึ่ง กวี คือ หลวงพิพัฒนพงศ์ภักดี หรือ ทิม สุข ยาค์ ผู้แต่ง นิราศหนองคาย มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษในระดับที่สามารถ ฟัง พูด อ่าน และ เขียน ได้เป็นอย่างดีและ ๓) สาเหตุมาจากการบังคับสัมผัสวรรคตอนในการประพันธ์ร้อยกรอง ที่กวี ต้องใช้ความสามารถศักยภาพทั้งหมดทั้งมวลที่มีอยู่ในตัว น าค าศัพท์ภาษาอังกฤษมาเขียนลงในบทกวี
ข ตามความเข้าใจของตนว่า ค าศัพท์ค าไหนควรจะเขียนค าอ่านในบทกวีของตนอย่างไร ซึ่งเป็นที่ แน่นอนว่า กวีได้ตรวจสอบ สอบทาน ความถูกต้องแม่นย าในการน าค าศัพท์นั้นมาเขียน โดยใช้ความ นิยมหรือความรู้ความสามารถในการอ่านการเขียนค าศัพท์ภาษาอังกฤษมาเขียนลงในบทกวี ซึ่งเมื่อ เทียบเคียงกับการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษของกวีแล้ว ทราบได้ว่า ทุกค าศัพท์จะเขียน เหมือนกันเช่นค าว่า Commercial เขียนค าอ่านว่า “กัมมาจล” ค าว่า General เขียนค าว่าอ่านว่า “เยเนอราล” และค าว่า Danger เขียนค าอ่านว่า “เดนเย่อร์” เป็นต้น ๓. จากการศึกษาแรงจูงใจของกวีหรือผู้เขียนหรือผู้แต่งหรือผู้ประพันธ์ว่ามีมูลเหตุมาจาก สิ่งใดในการน าค าศัพท์นั้น ๆ มาใช้เพื่อเขียนในงานประพันธ์ของตน ซึ่งแรงจูงใจที่กวีน าค าศัพท์ ภาษาอังกฤษมาใช้ในการเขียนนิราศหนองคาย นี้ ได้แก่เหตุการณ์ต่าง ๆ ทางบ้านเมือง ที่ได้เห็นได้ยิน ได้ฟัง ได้ประสบพบเจอมากับตน
ค Research Title: An Analytical Study of The Writing of English Terms in The Period of King Rama V : A Case Study of The Writing of English Terms in Nirat Nong Khai. Researchers: ASt.Prof. Wattana Moulmuangsaen, Ast.Prof. Dr.Wiwat Thongwat, Ast.Prof. Dr. Sukan Saengchot, Phra Theerasak Boonjong, Dr.Kampol Navan Department: Mahachulalongkornrajavidyalaya University Nong Khai Campas Fiscal Year: 2565 / 2022 Research Scholarship Sponsor: Mahachulalongkornrajavidyalaya University ABSTRACT Research study An analytical study of the writing of reading words in English during the reign of King Rama V : a case study of writing reading words in English in Nirat Nong Khai The objectives are as follows: 1) to study the poet's motivation; or the author or the author or the author as to what causes the use of such words to write in their works; 2) to study and analyze the similarities and differences in reading aloud and Writing English reading words in Nirat Nong Khai with writing and reading English pronunciation at present; and 3) to study and analyze the reasons why writing English reading words in Nirat Nong Khai and writing reading words currently have causes. How to write the reading of words in English The research results are as follows: 1. From the study analyzing the similarities and differences in reading aloud and writing English words in Nirat Nongkhai and writing and reading English aloud at present, it was found that there were different reading words. and there are only very few parts to write the same. 2. From the study analyzing the reasons for writing English reading in Nirat Nong Khai and the current writing of reading words, how there are causes for writing English words. The aforementioned reasons can be summarized as follows: 1) The reason is the English educational environment. Which has a substance or an important issue is the ability of listening, speaking, reading and writing in English. It's a matter of personal curiosity. Mixed with the special that they learn more than the "talent" of that person as well, that is, who is very interested, learns a lot, is very gifted. It has the ability to listen, speak, read and
ง write a lot, which Mr. Tim Sukyang or Luang Pattanapongphakdi is another person who has good knowledge of English with both talents and blessings of each person Tim Sukyak, author of Nirat Nongkhai, has an English proficiency in listening, speaking, reading and writing, and 3) due to the forced contact of punctuation in poetry writing. that the poet must use all his potential Bring English words to write into the poem according to their understanding that What vocabulary should be written in one's poem? which is for sure The poet has examined, reviewed, the accuracy in writing the words. By using the popularity or knowledge of reading and writing English words to write into poems Compared to the poet's reading of English words, it can be seen that all the words are written the same, for example, Commercial is written as "Kammajol" and General is read as "Ye. Nerral" and the word Danger is written as "Dener", etc. 3. From the study of the poet's motivation or the author or the author or the author of what reason for using that term to write in his or her authorship The motivation that the poet uses English vocabulary to write Nirat Nong Khai is the various events in the country that he has seen and heard. have met with them.
จ กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยนี้ ได้รับทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และการให้ความ สนับสนุนจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปีงบประมาณ 2564 ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้เป็นอย่างสูงยิ่ง ขอกราบขอบพระคุณ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระศรีญาณวงศ์,ดร. รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,และผู้บริหารระดับสูงของวิทยาเขตทุกท่าน ซึ่งได้แก่ พระ เดชพระคุณท่านพระครูปริยัติสุวรรณวัฒน์,ดร.ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร, ท่านอาจารย์ส าราญ ย่อย ไทสง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป, พระเดชพระคุณท่านพระครูพิศาลสารบัณฑิต, รศ.ดร., ผู้อ านวยการวิทยาลัยสงฆ์หนองคาย, พระเดชพระคุณท่านพระครูภาวนาโพธิวิสุทธิ์, ผู้อ านวยการฝ่าย วิชาการ, ท่านอาจารย์ ดร.ทองค า ดวงขันเพ็ชร ผู้อ านวยการส านักงานวิทยาเขตหนองคาย ตลอดถึง ผู้บริหารและคณาจารย์ประจ าวิทยาเขตหนองคายทุกท่านที่ได้ช่วยให้ค าแนะน าและให้ข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ และให้ก าลังใจในการท างานวิจัยนี้ ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ ทรงวิทย์ แก้วศรี ผู้ที่ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในฐานะผู้มี ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ในฐานะผู้บริหารในส านักหอสมุดแห่งชาติ ขอกราบขอบพระคุณคณาจารย์ ภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุกท่าน ที่เคยประสิทธิ์ ประสาทความรู้ด้านวรรณคดีเปรียบเทียบ ซึ่งมีทั้งวรรณคดีโลก และวรรณคดีไทย สุดท้ายนี้ คณะผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานวิจัยนี้คงเป็นประโยชน์ทั้งทางด้านวิชาการ และการน าผลการวิจัยไปปรับใช้กับงานด้านวิชาการ และส่วนงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้ คณะผู้วิจัย
ฉ สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค กิตติกรรมประกาศ จ สารบัญ ฉ สารบัญภาพ ช บทที่ 1 บทน า 1.1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ๑ 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๕ 1.3 ค าถามวิจัย ๕ 1.4 ขอบเขตของการวิจัย ๕ 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๖ 1.6 กรอบแนวคิดในการวิจัย ๖ 1.7 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๗ 1.8 ผลส าเร็จและความคุ้มค่าของการวิจัย ๗ บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ๙ 2.1.1แนวคิดทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ ๙ ๑) บรรพบุรุษราชวงศ์จักรีและตระกูลบุนนาคในส่วนที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ๙ ๒) รัชกาลที่ 3 จุดเริ่มต้นของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร อย่างเป็นรูปเป็นร่าง ๑๐ ๓) ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างวังหลวง-วังหน้า กับความส าคัญของภาษาอังกฤษ ๑๔ ๔) ประวัติศสาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความส าคัญของภาษาอังกฤษ ๒๑ ๕) รวมบุคคลที่เกี่ยวกับความสามารถด้านภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่5 ๒๑ 2.1.2 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ๒๙ ๑) แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการออกเสียงสระและพยัญชนะในภาษาอังกฤษ ๒๙ ๒) แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ๓๐ ๓) ทฤษฎีการเทียบอักษรอังกฤษโรมัน หรือ Romanization ๓๐ 2.1.3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับนิราศหนองคาย ๔๖ 1) ความหมายของค าว่า “นิราศ” ๔๖ ๒) ประวัติความเป็นมาและความส าคัญของ “นิราศหนองคาย” ๔๘ ๓) นิราศหนองคายกับวรรณกรรมต้องห้ามในประวัติศาสตร์ไทย ๔๙ 2.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๕๑
ช บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย 3.1 รูปแบบการวิจัย ๕๕ 3.2 แหล่งที่มาของข้อมูล ๕๖ 3.3 เครื่องมือของการวิจัย ๕๖ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ๕๗ 3.5 การตรวจสอบข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ๕๗ 3.6 ขั้นตอนการวิจัย ๕๗ บทที่ 4 ผลการศึกษาวิจัย 4.1 ผลของการศึกษาวิเคราะห์ความเหมือนและความต่างในการอ่านออกกเสียงและการ เขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายกับการเขียนและการอ่านออกเสียง ภาษาอังกฤษในปัจจุบัน ๖๐ 1) การเขียนค าอ่านเป็นภาษาอังกฤษ ๖๔ 2) การเขียนค าอ่านเป็นภาษาไทย ๖๖ 3) การเขียนค าอ่านใน นิราศหนองคาย ๖๖ 4) สรุปประเด็นในความเหมือนกันหรือต่างกันในการเขียนค าอ่านของค านั้นๆ ๖๖ 4.2 ผลของการศึกษาวิเคราะห์การสาเหตุที่ท าให้การเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษในนิราศ หนองคายและการเขียนค าอ่านในปัจจุบันว่ามีสาเหตุในเขียนค าอ่านของค าใน ภาษาอังกฤษอย่างไร ๖๙ 1) สาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมทางการศึกษาภาษาอังกฤษ ๖๙ 2) สาเหตุมาจากความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษของตัวกวีเอง ๗๐ 3) สาเหตุมาจากการบังคับสัมผัสวรรคตอนในการประพันธ์ร้อยกรอง ๗๑ 4.3 ผลของการศึกษาเกี่ยวแรงจูงใจของกวีหรือผู้เขียนหรือผู้แต่ง หรือผู้ประพันธ์ว่ามีมูลเหตุมาจากสิ่งใดในการน าค าศัพท์นั้นๆ มาใช้เพื่อเขียน ในงานประพันธ์ของตน ๗๕ 1) แรงจูงใจมาจากสภาพของความขัดแย้งทางสังคม ๗๕ ๒) แรงจูงใจมาจากความต้องการให้บทกวีมีความงดงามสละสลวย ตามหลักและกลวิธีในการประพันธ์ฉันลักษณ์ประเภท “กลอนนิราศ” ๘๑ บทที่ 5 สรุผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลวิจัย ๙๕ 5.2 อภิปรายผล ๙๗ 5.3 ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป ๙๘ บรรณานุกรม ๙๙ ภาคผนวก ๑๐๓ นิราศหนองคาย ฉบับสมุดฝรั่ง ประวัติผู้วิจัย
บทที่ 1 บทน า 1.1 ความเป็นมา และความส าคัญของปัญหา หลังจากที่หนังสือที่เป็นวรรณกรรมประเภท “นิราศ” ในชื่อ “นิราศหนองคาย” เขียน โดย หลวงพิพัฒน์พงภักดี(ทิม สุขยางค์) ได้กลายมาเป็น 1 ในหนังสือดี 100 เล่มที่ควรอ่าน ทั้ง ๆ ที่ วรรณกรรมชิ้นนี้ เป็นงานเขียนที่ถูกสั่งเผาในรัชกาลที่ 5 และ ผู้ประพันธ์ได้รับโทษโดยการโบยด้วย หวาย 50 ที และผู้คนให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากในวงกว้าง ท าให้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอยู่ หลายชิ้นงาน โดยศึกษาเนื้อหาต่าง ๆ ในบทกวีดังกล่าวนี้ในหลายแง่มุม เช่น ในประเด็นทาง ประวัติศาสตร์ด้านการเมืองการปกครอง, ในแง่ของของชนชั้นศักดินา ในแง่ของความเป็นวรรณคดีที่ คุณค่าควรแก่การศึกษาและอื่นๆ โดยประการนี้ นอกเหนือจากประเด็นที่แง่มุมที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีอีกประเด็นหนึ่งคือ “การใช้ภาษาอังกฤษ” ซึ่งมีการสอดแทรกลงในวรรณกรรมชิ้นนี้อยู่หลายส่วน ท าให้ผู้วิจัยมีความ สนใจในเรื่องของแรงจูงใจในการน าค าศัพท์อังกฤษเหล่านั้นมาสอดแทรกลงในบทกวีด้วย “กวี” หรือ ผู้เขียนหรือผู้ประพันธ์นั้นคืออะไร และรูปแบบของ “การเขียนค าอ่านค าศัพท์ในภาษาอังกฤษ” ที่กวี น ามาสอดแทรกในงานเขียนของตนนั้น มีลักษณะอย่างไรในการเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตาม เมื่อสืบสาวราวเรื่องว่า ภาษาอังกฤษมาจากไหน? ภาษาอังกฤษมีความ เป็นมาอย่างไร? ภาษาอังกฤษส าคัญส าหรับคนมากน้อยแค่ไหน?ในประเด็นใด? ฯลฯ ท าให้เกิดข้อการ ตั้งข้อสังเกตว่า ทุกค าถามที่กล่าวมานี้ทั้งหมด มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบัน มีคนไทย เป็นจ านวนมากให้ความส าคัญต่อการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้าน การเมืองการปกครองในเรื่องของค าศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ในบางครั้งบางที คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ให้ความส าคัญต่อการใช้ภาษาอังกฤษหรือการเขียนค าศัพท์ภาษาอังกฤษเพราะ ในเบื้องต้นมักจะมองไม่เห็นว่าจะใช้ภาษาอังกฤษเพื่ออะไร แต่เมื่อความจ าเป็นบังคับ คนส่วนหนึ่งจึง ให้ความส าคัญต่อการเขียนค าศัพท์ภาษาอังกฤษในบริบทของการเมืองการปกครอง จะยกตัวอย่างใน เบื้องต้นด้วยค าค าเดียวก่อน คือค าว่า “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” โดยภาษาอังกฤษใช้ค าว่า “Provincial Administrative Organization” ในโลกของการสื่อสารที่ไร้พรหมแดน การเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตลอดจนความร่วมมือกับชาวต่างชาติในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนภูมิภาคเดียวกัน คือ เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) หรือที่เรียก(พูด)กันติดปากว่า “อาเซียน” (ASEAN) ที่เป็นค าย่อ ของค าว่า Association of Southeast Asian Nations แล้วชยายวงกว้างออกไปในเอเชียทั้งหมดไม่ ว่าจะเป็น เอเชียเหนือ เอเชียใต้หรือเอเชียตะวันออกกลาง เลยไปจนถึงประเทศในแถบยุโรป แอฟริกา อเมริกาจนถึงทั่วโลก สามารถเชื่อมโยงเข้าหากันได้ด้วยการสื่อสารโดยมีภาษาอังกฤษเป็นสื่อหลัก มากกว่าภาษาอื่น ท าให้เกิดการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันได้ทุกพื้นที่ทั่วโลก จังหวัดที่ห่างไกลจาก เมืองหลวงบางจังหวัด อาจจะได้โอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หรือหน่วยงานของ ชาวต่างชาติที่จะมาสร้างความสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ ก็อาจจะเป็นเรืองที่เป็นไปได้ทุกเวลา ย้อนกลับไปที่ประเด็นของการใช้ค าภาษาอังกฤษในการปกครองด้วยการยกตัวอย่างค า ว่า “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” ที่ใช้ค าในภาษาอังกฤษว่า “Provincial Administrative
๒ Organization” ค าถามแรกที่จะประสบพบเจอคือค าถามที่ว่า “แล้วค าๆนี้เขาอ่านว่าอย่างไร?” คน ที่ตอบที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษก็ย่อมตอบตามน้ าเสียงและส าเนียงด้านภาษาอังกฤษ ของตนในลักษณะที่อาจจะไม่เหมือนกันในกการออกเสียง เช่นบางท่านอาจจะออกเสียงว่า “พับวิน เชียล แอดมินิสเทรทีพ ออกาไนเซชั่น” บางท่านอาจจะออกเสียงว่า “โปรวินเชียล แอ็ดมินิสเทรทีฟ ออกาไนเซชั่น” หรือบางท่านอาจจะออกเสียงว่า “พรับวินเชี่ยล แอดมินิสเทรทีฟ ออกาไนเซชั่น” หรืออออกเสียงอื่น ๆ ที่คล้ายๆกันนี้ โดยที่เมื่อเอามาเขียนค าอ่านจริง ๆ อาจจะมีการเขียนค าอ่านได้ เป็นหลายร้อยแบบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ค า หรือที่ใช้ในภาษาอังกฤษว่า “Term” นั้น โดยที่ค า หรือ Term นี้ มีส่วนประกอบเป็น 3 ค า (Words) คือค าว่า Provincial ค าหนึ่ง, ค าว่า Administrative อีกค า หนึ่ง และค าว่า Organization อีกค าหนึ่ง ถ้าจะตีกรอบเข้ามาแค่ค าค าเดียว คือค าว่า Provincial ซึ่ง ถ้าจะอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง จะต้องออกกเสียงว่า [พระวิน เชิ่ล๑ ] ในความหมายว่า “เกี่ยวกับ มณฑล จังหวัด รัฐ แคว้น การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีมูลเหตุในการอ่านการเขียน ค านั้นไม่ว่าจะเป็นเขียนตามหลักภาษา หรือเขียนตามความนิยม ซึ่งในตัวอย่างของค าที่ยกมานี้ จะ เห็นได้ว่า มีทั้งสองอย่างตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น นั้นคืออ่าน พูด และเขียน ตามหลักภาษา และอ่าน พูดหรือเขียนตามความนิยม การพูดและเขียนตามความนิยมไม่ว่าจะเป็นการเขียนค าอ่านค าศัพท์ในภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทย ในค าว่า “Provincial” ก็เป็นปัญหาในการออกเสียงภาษาอังกฤษของคนไทย เช่น จะ ออกเสียงค าว่า ‘prov’ เป็น โพ หรือ โป หรือ โพร หรือ โปร หรือ พรับ หรือ ปรับ เป็นต้น และใน ท านองเดียวกัน ค าไทยที่เอาไปเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็เป็นปัญหาเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ชื่อของนัก เทนนิสของไทย ชื่อ “ภราดร ศรีชาพันธ์” โดยทั่วไปเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Paradorn Srichaphan๒ ” ซึ่งค าดังกล่าวจะถือว่าเป็นปัญหาตั้งแต่การเขียนชื่อในภาษาอังกฤษแล้ว เพราะคนที่ ชื่อ “ภราดร” อาจจะเขียนชื่อของตนเองในภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันไปเช่น อาจจะเขียนว่า “Pharadon” หรือ .Paradon” หรือ .”Pharadorn” เป็นต้น ซึ่งเป็นการเขียนได้โดยถือว่า “ไม่ ผิด”” แต่อย่างใด กล่าวคืออยู่ในวิสัยที่ “พอรับได้” ซึ่งในประเด็นนี้เป็นที่พอยอมรับกันได้โดยทั่วไป แต่การน าค าว่า “ศรี” ในค าว่า “ศรีชาพันธุ์” ไปเขียนในภาษาอังกฤษว่า “Sri” นั้น มีผู้สันทัดทาง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษยังไม่ยอมรับหรือยังรับไม่ได้อย่างเต็มใจแบบสมบูรณ์แต่ก็ไม่ได้ต าหนิติติง ต่อว่าหรือต่อต้านคัดค้านการเขียนค าอ่านนี้แต่อย่างใด ซึ่งตัวอย่างที่ที่ยกมานี้ก็เพื่อให้เห็นถึงประเด็น ปัญหาในการเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย และการเขียนค าอ่านค าภาษาไทยเป็น ภาษาอังกฤษ ในงานวิจัยนี้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ความส าคัญของภาษาอังกฤษ โดยนับตามประวัติศาสตร์ของชาติไทย ควบคู่ไปกับประวัติการศึกษาของไทย จะเห็นได้ว่า ช่วงที่ภาษาอังกฤษมีบทบาทที่เด่นชัดขึ้นมาใน ๑ ฝ่ายวิชาการภาษาอังกฤษ บริษัท ซีเอ็ดดยูเคชั่น จ ากกัด (มหาชน). พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ไทย-อังกฤษ ฉบับ ทันสมัย. (2545) หน้า 404. ๒ Thai2Eng.com.ภราดร ศรีชาพันธุ์ Translation. (2521), (ดิกชันแนรีออนไลน์) แหล่งที่มา : https://www.thai2english.com/dictionary/1381280.html
๓ สังคมไทยมากที่สุดคือในสมัยรัชกาลที่ ๕ คือในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์สถาปนา มหาวิททยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุไว้ ว่า ประเทศไทยมีการติดต่อกับชาวต่างชาติที่ไม่นับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นชาติเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้หรือ “อาเซียน” แล้ว ชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับบรรพบุรุษของไทย คือ “อินเดีย” ซึ่งก็ คือการรับเอาพระพุทธศาสนามาเข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย ในช่วงรัชสมัยของพ่อขุนรามค าแหง๓ อนึ่ง ชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับบรรพบุรุษของไทย คือชาวโปรตุเกส ซึ่ง เป็นชาวยุโรปที่รักการผจญภัย ท าให้ชาวโปรตุเกสได้เข้ามาติดต่อกับประเทศอินเดียก่อน ต่อจากนั้น ค าว่า “ฝรั่ง” จึงเป็นค าแรกที่ใช้เรียกชาวยุโรปที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย โดยมี บรรพบุรุษไทย ตั้งแต่สมัยอดีตกาลได้มีปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติต่างภาษามาเป็นเวลาช้านานแล้ว ซึ่งการเรียงล าดับ ของชาวยุโรปที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับชาติไทย คือโปรตุเกส-ฮอลันดา-อังกฤษและฝรั่งเศส๔ โดยขยาย ความเพิ่มเติมพอสังเขปดังนี้ 1. ฝรั่งหรือชาวยุโรปชาติแรกคือโปรตุเกส โดยเข้ามาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พระเชษฐาธิราช) เมื่อปี พ.ศ. 2054 2. ฝรั่งหรือชาวยุโรปชาติที่สอง คือ ฮอลันดา หรือ ฮอลแลนด์โดยเข้ามาในสมัยสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช เมื่อ ปี พ.ศ. 2147 3. ฝรั่งหรือชาวยุโรป ชาติทีสาม คือ อังกฤษ โดยเข้ามาในสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พระ อินทรราชา) เมื่อ ปี พ.ศ. 2155 4. ฝรั่งหรือชาวยุโรป ชาติทีสาม คือ ฝรั่งเศส โดยเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช เมื่อ ปี พ.ศ. 2216 จากข้อความข้างต้น ท าให้เราได้ข้อมูลมาว่า เมื่อบรรพบุรุษของไทยในสมัยโบราณกาล ได้รับเอาพระพุทธศาสนาจากชาวอินเดีย และโดยที่ชาวอินเดีย เรียกชาว โปรตุเกส ว่า “ฟรังคีส” ท า ให้เราสามารถสืบหาต้นเค้าที่มาที่ของการเรียกฝรั่งทุกชาติว่า “ฝรั่ง” เพราะเราเรียกชาวยุโรปทุกชาติ ตามแบบของอินเดีย โดยสรุปง่าย ๆ พอเข้าใจได้ดังนี้ ดงนั้น ค าว่า “ฝรั่ง” จึงเป็นค าที่เพี้ยนมาจากการที่ชาวอินเดีย เรียกประเทศโปรตุเกส ที่ เขียนเป็นค าศัพท์ในปัจจุบันว่า โปรตุกอล หรือ Portugal และเรียกชาว โปรตุเกสว่า โปรตุกีส หรือ “Portuguese” ในภาษาอังกฤษ แต่เนื่องจาก การออกเสียงของชาวอินเดียในสมัยนั้น ไม่ได้ออกเสียง เป็น “โปรตุกีส” ตามแบบปัจจุบัน เพราะชาวอินเดีย ออกเสียงค าว่า “Portuguese” ว่า “ฟรังคีส” และคนไทยในสมัยที่เริ่มเรียนรู้การอ่านออกเสียงตามแบบของชาวอินเดีย จึงมีการออกเสียงที่แตกต่าง ออกไปเล็กน้อย กล่าวคือ แทนที่จะอ่านออกเสียงว่า “ฟรังคีส” ตามแบบอินเดียตรง ๆ จึงท าให้คน ๓ เสถียร โพธินันทะ. พระพุทธศาสานาในราชอาณาจักรไทย.(2021). บทความออนไลน์, แหล่งที่มา https://veera147.wordpress.com/ ๔ ศิริพร สุเมธารัตน์, รศ. ประวัตศิาสตร์ไทยสมัยสมบูรณาญาสทิธริาชย์. (2553) กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ โอ.เอส. พริ ้นติ ้ง เฮาส์. หน้า 202.
๔ ไทยอ่านออกเสียงเป็น “ฝรั่ง” ทั้งนี้ เมื่อ อินเดีย เรียกชาวยุโรปทุกชาติตามแบบที่เรียกชาวโปรตุเกส ว่า “ฟรังคีส” ท าให้คนไทยก็เรียกขาวยุโรปทุกชาติว่า “ฝรั่ง” ตามแบบอย่างของอินเดีย ดังจะเห็นได้ ว่า ในปัจจุบัน คนไทยจะเรียก ชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย ออสเตรเลีย และอื่น ๆ ทั้งหมดที่มีรูปร่าง หน้าตาผิวพรรณตามแบบของชาวโปรตุเกส ว่า“ฝรั่ง” ซึ่งเป็นชาวยุโรป ชาติแรกที่เข้ามาสู่ประเทศไทย ทั้งนี้ การออกเสียงว่า “ฟรังคีส” ของไทย คือการออกเสียงว่า “ฝรั่ง” นั่นเอง สาเหตุของการออกเสีย สงดังนี้ จะได้กล่าวอย่างละเอียดอีกทีในตอนทีว่าด้วยทฤษฎีเกี่ยวกับ สรีสัทศาสตร์ จากการเรียกขานชาวยุโรปว่า “ฝรั่ง” แทนที่จะเรียกขานตามแบบที่ปรากฏใน พจนานุกรมภาษาอังกฤษในปัจจุบันว่า “โปรตุเกส” ท าให้เรามองเห็นความละม้ายคล้ายคลึงกันใน การอ่านออกเสียงและการเขียนภาษาอังกฤษในสมัยอดีตกับปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบกับค าอื่น ๆ พอ เป็นตัวอย่างดังนี้ English การเขียนค าอ่านในปัจจุบัน “อิง-กลิฌ” คนไทยอ่านและเขียนเป็น อังกฤษ Korea “ “โคเรีย” “ เกาหลี Viet Nam “ “เวียต นาม” “ เวียดนาม จากการเปรียบเทียบนี้ ท าให้มองเห็นการออกเสียงในความหลากหลายรูปแบบ เช่นการ อ่านออกเสียง English ว่า อังกฤษ ยังมีความใกล้เคียงกับค าต้นเค้าเดิม, ค าว่า “Korea” เป็น “เกาหลี” มองเห็นความแปลกต่างแต่เพียงการไม่ออกเสียงค าว่า “rea” เป็น “เรีย” แต่ออกเสียง เป็น “หลี” แทน ในขณะที่การออกเสียงค าว่า “เวียต” เป็น “เวียด” ซึ่งดูจะเป็นการจงใจเขียน ตัวสะกดเป็นตัว “ด.” ซึ่งเป็นตัว “d” ในภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ตัว “ต” ซึ่งตัว “t” ในภาษาอังกฤษ ทั้งนี้มีการให้ค าอธิบายต่าง ๆ ในเรื่องนี้ว่า เป็นการเขียนการอ่านและการออกเสียง ตามหลักเกณฑ์ ทางภาษาศาสตร์และการออกเสียงตามความนิยม ทั้งนี้ ในบางกรณีของการเขียนค าที่มาจาก ภาษาอังกฤษ แม้ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน ก็ยังมีการเขียนตาม “ความนิยมบัญญัติ” โดยปราชญ์หรือ ผู้รู้ด้านภาษาของสถาบันการศึกษาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สถาบันราชบัณฑิตยสถาน” โดย ส่วนมากก็เป็นที่ยอมรับได้โดยราบรื่นแก่ใจ แต่ก็มีบางค าที่อาจจะเป็นปัญหาในการที่จะให้ยอมรับได้ อย่างสนิทใจ แต่ในเมื่อยังไม่สามรถสรุปถึงข้อตกลงที่แน่นอนชัดเจนได้ ก็ให้เป็นที่รู้กันโดยปริยายว่า “ให้ยอมรับกันไปก่อนว่าเราเขียนแบบนี้ ต่างชาติต่างภาษาจะมาอ่านอย่างไรนั้น ก็ให้แล้วแต่พวกเขา จะอ่านเถิด” โดยที่ ค าภาษาอังกฤษ ที่มีการเขียนค าอ่านเป็นภาษาไทย ในนิราศหนองคาย นั้น เป็น ผลที่มาจากการที่ประเทศไทยได้รับเอาการสื่อสารภาษาอังกฤษทั้งที่เป็นการพูดการอ่านการเขียน และการเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายนั้น มาจาก “รุ่นสู่รุ่น” เริ่มแต่สมัยอยุธยา เรื่อยมาจนถึงถึงสมัยเสียกรุงครั้งที่สอง มาสู่ยุคธนบุรีและเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งก็เป็นที่ ทราบกันดีว่า สภาพบ้านเมืองนับตั้งแต่การเสียกรุงนั้นล าบากยากยิ่งแสนล าเค็ญส าหรับผู้น าประเทศ อันหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในแต่ละยุคสมัย ซึ่งประเด็นนี้จะกล่าวถึงอย่างละเอียดอีก ครั้งในตอนที่ว่าด้วยทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
๕ การเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษใน “นิราศหนองคาย” ซึ่งในฉบับ “หอสมุดวชิรญาณ” หรือที่เรียกว่า ฉบับ “สมุดฝรั่ง” ซึ่งเป็นต้นฉบับที่ยังไม่มีการปรับแต่งเนื้อหาบางส่วนออกไป ยังมีการ เขียนค าอ่านภาษาอังกฤษเป็นค าในภาษาไทย นั่นคือค าว่า Councilor ในบทแรกของนิราศที่ว่า ท่านเจ้าพระยมหินทร์เคาซิลลอ ออกหน้าหอขนพองสยองหัว ในจิตคิดหนาวสั่นพรั่นพรึงกลัว ด้วยว่าตัวจะต้องแน่เป็นแม่ทัพฯ ประเด็นที่ยกมาพอเป็นตัวอย่างตรงนี้ คือการเขียนค าอ่านของค าว่า “Councilor” ใน ภาษาอังกฤษว่า “เคาซิลลอ” นั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่ได้เขียนค าอ่านเป็น “เคาซิลลอร์” เพราะมี ตัว ‘r’ ต่อท้าย เมื่อเทียบกับการเขียนในปัจจุบันนี้ จะเป็น ‘เคาน์ ซะเลอร์ม-สเลอร์’ ๕ ดังนั้น จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยมีความคิดเห็นว่า มีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องท าการวิจัยเรื่อง “การศึกษาเชิงวิเคราะห์การเขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาล ที่ 5 : กรณีศึกษาการเขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย” เพื่อให้ได้ทราบถึงที่ สาเหตุในการน าค าศัพท์ต่างๆ มาเขียนรวมถึงรูปแบบของการเขียนค าดังกล่าวนั้นด้วย 1.2. วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย 1. เพื่อศึกษาแรงจูงใจของกวี หรือผู้เขียนหรือผู้แต่งหรือผู้ประพันธ์ว่ามีมูลเหตุมาจากสิ่งใดใน การน าค าศัพท์นั้น ๆ มาใช้เพื่อเขียนในงานประพันธ์ของตน 2. เพื่อศึกษาวิเคราะห์ความเหมือนและความต่างในการอ่านออกกเสียงและการเขียนค าอ่าน ค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายกับการเขียนและการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษในปัจจุบัน 2. เพื่อศึกษาวิเคราะห์การสาเหตุที่ท าให้การเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย และการเขียนค าอ่านในปัจจุบันว่ามีสาเหตุในเขียนค าอ่านของค าในภาษาอังกฤษอย่างไร 1.3 ค าถามวิจัย 1.3.1 กวีหรือผู้เขียนหรือผู้แต่งหรือผู้ประพันธ์มีแรงจูงใจอย่างไรในการน าค าศัพท์นั้น ๆมา เขียนลงในวรรณกรรมของตน 1.3.2 การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยในนิราศหนองคายที่มีทั้งเหมือน และต่างกับการเขียนค าอ่านในปัจจุบัน มีสาเหตุมาจากอะไร? 1.3.2 ลักษณะของการให้ความส าคัญในการอ่านออกเสียงเพื่อน าเอามาเขียนเป็นค าอ่าน ค าศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร 1.4 ขอบเขตของโครงการวิจัย 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา -เนื้อหาเกี่ยวกับการอ่านออกสียงภาษาอังกฤษ -เนื้อหาเกี่ยวกับการเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ๕ ฝ่ายวิชาการภาษาอังกฤษ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จ ากกัด (มหาชน). พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ไทย-อังกฤษ ฉบับทันสมัย. (2545) หน้า 112.
๖ 2. ขอบเขตด้านพื้นที่ ศึกษาเฉพาะค าในภาษาอังกฤษที่ปรากฏในนิราศหนองคายในฉบับที่มีการใช้ค าศัพท์ ภาษาอังกฤษมาใช้ในการเขียนนิราศเท่านั้น 3. ขอบเขตด้านเวลา ศึกษาเฉพาะการเขียนค าศัพท์ที่มีการสืบทราบได้ว่าเป็นค าที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เท่านั้น 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย การเขียน หมายถึง การเขียนค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ได้แก่การเขียนค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ทั้งหมดที่ผู้เขียนน ามาใช้ในการแต่งเป็นบทประพันธ์ในงานเขียนหรือผลงานทางวรรณกรรมที่มีชื่ออว่า “นิราศหนองคาย” การอ่าน หมายถึง การอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ได้แก่การอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ทั้งหมดที่ผู้เขียนน ามาใช้ในการแต่งเป็นบทประพันธ์ในงานเขียนหรือผลงานทางวรรณกรรมที่มีชื่ออว่า “นิราศหนองคาย” การเขียนค าอ่าน หมายถึง การน าอาค าที่ได้มาจากการอ่านออกเสียงค าในภาษาอังกฤษ ที่ถอดเสียงหรือถ่ายทอดเสียงมาเป็นภาษาไทย ที่ผู้เขียนน ามาใช้ในการแต่งเป็นบทประพันธ์ในงาน เขียนหรือผลงานทางวรรณกรรมที่มีชื่ออว่า “นิราศหนองคาย” ยกตัวอย่างอย่างเช่น การเขียนค า อ่านค าศัพท์ในภาษาอังกฤษค าว่า “Councilor” เขียนเป็นค าอ่านในภาษาไทยว่า “เคาซิลลอ” หรือ “เคา-ซิล-ลอ” เป็นต้น นิราศหนองคาย หมายถึง งานวรรณกรรมที่เขียน หรือ “แต่งประพันธ์” โดย หลวง พิพัฒน์พงภักดี(ทิม สุขยางค์) ที่ถูกสั่งเผาทิ้งในสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่มีต้นฉบับที่รอดพ้นจากการสั่งเผา ท าลายจนมีการน ามาตีพิมพ์หลายครั้งเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 1.6 กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การศึกษาเชิงวิเคราะห์การเขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5 : กรณีศึกษาการเขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย” ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร เกี่ยวกับ การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษใน นิราศหนองคาย ซึ่งเป็นนิราศที่แต่งขึ้นในสมัย รัชกาลที่ 5 สามารถสรุปเป็นกรอบแนวคิดดังนี้ กรอบแนวคิดที่ 1 : สภาพทางสังคมที่เป็นพลวัตรก่อให้เกิดความสนใจในการเรียน ภาษาอังกฤษ โดยมีประเด็นที่เป็นตัวแปรของความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารดังนี้ 1. ความจ าเป็นในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อประโยชน์ทางการค้าขาย 2. ความจ าเป็นการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเจรจาเพื่อปกป้องบ้านเมือง 3. ความจ าเป็นในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทั่วไป กรอบแนวคิดที่ 2. การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง ได้แก่ 1. การเขียนค าอ่านค าศัพท์ให้ถูกต้องตามเสียงที่เปล่งออกมาจริงๆ
๗ 2. การเขียนค าอ่านค าศัพท์ในนิราศหนองคาย 3. การเขียนค าอ่านค าศัพท์ให้ถูกต้องตามหลักสัทศาสตร์หรือ Phonetics กรอบแนวคิดที่ 3 การเขียนค าศัพท์ค าไทยเป็นภาษาอังกฤษในปัจจุบัน โดยแยกประเด็นดังนี้ 1. การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย 2. การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ 3. ปัญหาของความไม่ลงตัวในการเขียนค าศัพท์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษเพราะไม่ สามารถเขียนให้ตรงตามการออกเสียงที่แท้จริง 1.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ทราบถึงสาเหตุที่ผู้แต่งได้น าเอาค าศัพท์ (terms) ในภาษาอังกฤษมาประกอบใน การแต่งนิราศหนองคายา 2. ได้ทราบเกี่ยวกับรูปแบบและเนื้อหาเกี่ยวกับการอ่านออกเสียงและการเขียนค าใน ภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ ๕ 3. สามารถน าผลของกการศึกษาในครั้งนี้ไปพัฒนาการเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ประโยชน์ในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องและเหมาะสม 1.8 ผลส าเร็จและความคุ้มค่าของการวิจัย 1. ได้ทราบถึงสาเหตุที่ผู้แต่งได้น าเอาค าศัพท์ (terms) ในภาษาอังกฤษมาประกอบใน การแต่งนิราศหนองคาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริบทของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง ความ ขัดแย้งของชนชั้นปกครองในชั้นสูงรวมถึงประวัติความเป็นมาของการศึกษาภาษาอังกฤษของไทย 2. ได้ทราบเกี่ยวกับรูปแบบและเนื้อหาเกี่ยวกับการอ่านออกเสียงและการเขียนค าใน ภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งท าให้ทราบถึงความสนใจในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตลอด ถึงการเขียนค าอ่านในภาษาอังกฤษว่าสะท้อนถึงความสนใจและการเห็นคุณค่าและความส าคัญของ ภาษาอังกฤษในสมัยนั้นซึ่งส่งผลต่อการศึกษา การฟังการพูดการอ่านการเขียนโดยเฉพาะการเขียนค า อ่านค าในภาษาอังกฤษในปัจจุบัน 3. สามารถน าผลของกการศึกษาในครั้งนี้ไปพัฒนาการเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ประโยชน์ในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องและเหมาะสม อันจะน าไปสู่การเขียนค าอ่านที่ ถูกต้องเหมาะสมที่จะเป็นการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษอย่างเป็นระบบระเบียบและแบบแผน ในแบบเดียวกัน
บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในสมัยรัชกกาลที่ 3 มีการตั้งโรงพิมพ์โดยชาวอังกฤษที่ชื่อว่า หมอบลัดเลย์และมีการ ตีพิมพ์ “หนังสือพิมพ์” ฉบับแรกของไทย มีชื่อว่า “หนังสือ จดหมายเหตุ บางกอกรีคอเดอ” 1 ท าให้ห ทราบได้ว่า บทบาทของภาษาอังกฤษ มีล าดับตามหลังจากภาษาโปรตุเกส โดยที่ ส.ศิวรักษ์ กล่าวใน การให้สัมภาษณ์ในรายการ เสมเสวนา หรือ SEM Talk ไว้ว่า ในสมัยแรกเริ่มที่คนไทยมีปฏิสัมพันธ์ กับชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นที่มาของการเริ่มใช้ภาษาอังกฤษทั้งการพูดการเขียนนั้น จะมีล่ามโดยตระกุล “บุนนาค” ผู้ด าเนินการ โดยอาศัย “ล่าม” ซึ่งล่ามนี้ตรงกับศัพท์ว่า “Interpreter” ในความหมายว่า “ผู้แปลความจากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง” เริ่มจากการแปลจากภาษาอังกฤษ โดยแบ่งล าดับ ของการแปลจากภาษาอังกฤษ เป็นภาษาโปรตุเกส แปลจากภาษาโปรตุเกสเป็นภาษามลายู แล้วแปล จากภาษามลายูเป็นภาษาไทย 2 ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวที่ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้เขียนไว้ในหนังสือ “พุทธศาสตรบัณฑิต รุ่นกึ่งศตวรรษ คณะพุทธศาสตร์ ความว่า.- “...ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระยาศรีพิพัมน์ (ทัต) เป็นอธิบดีกรมท่า คล้ายกับกรมศุลกากรและ ส านักงานตรวจคนเข้าเมืองสมัยนี้ จึงมีหน้าทีรับแขกบ้านเขแกเมืองในสมัยรัชกาลที่ 3 ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกาส่งทูตคนหนึ่งชื่อ นายโจเซฟ บัลเลซเตีย เข้ามาสร้างสัมพันธไมตรี รัชกาลที่ 3 ทรงตั้ง พระยาศรีพิพัฒน์ไปรับจนถึงท่า ท่านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ต้องอาศัยล่าม ฝุายล่ามไทยไม่รู้ ภาษาอังกฤษแต่พูดภาษาพม่าได้ มีคนพม่าซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้แปลต่อเป็นภาษาอังกฤษให้ทูต อเมริกันฟัง เรียกได้ว่า ถามไปค าหนึ่งกว่าจะได้ค าตอบกลับมา จิบน้ าชาหมดไปหนึ่งถ้วย...เรื่องนี้จบลง ที่ทูตอเมริกันลงเรือกลับไปโดยไม่ได้ถวายพระราชสาส์น” 3 สรุปความตรงนี้ได้ว่า ปัญหาความไม่รู้ ภาษาอังกฤษน าไปสู่ความสูญเสียในระดับประเทศก็ว่าได้ จากเนื้อความที่กล่าวมา ท าให้ทราบได้ว่า การสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 3 ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ยังไม่ค่อยจะมีคนที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ จนสามารถที่น ามา เป็นล่ามเพื่อโต้ตอบเจรจากับทูตอเมริกัน ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และในอีกมุมมองหนึ่งจะ เห็นว่า “ภาษาอังกฤษ” มีบทบาทที่ส าคัญเป็นอย่างยิ่งส าหรับคนไทยในสมัยนั้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ น าไปสู่ความตื่นตัวเรื่องภาษาอังกฤษที่เห็นประจักษ์อย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ที่มี การน าชาวต่างชาติมาเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ซึ่งจะได้กล่าวในตอนต่อไป 1 สุจิตต์ วงษ์เทศ. โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ปากคลองบางกอกใหญ่ กับโอสถศาลาหมอบรัดเลย์ ปากคลองวัดประยุร วงศ์. [ออนไลน์] 2561. แหล่งที่มา : https://www.matichon.co.th/columnists/news_238566 2 ส.ศิวรักษ์. จักรีปริทัศน์ รัชกาลที่ 3 ตอนที่ 1 พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาองค์สุดท้าย. [ออนไลน์] 2561. แหล่งที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=JzhgFOFg0Co 3 พระพรหหมบัณฑิต(ประยูร ธมฺจิตฺโต ในสมยัด ารงสมณศกัดิ์เป็น พระเทพโสภณ) เม่ือตระกูล “บุนนาค” เปลี่ยนมานับถือ พระพุทธศาสนา.บทความทางวิชาการ ตีพิมพ์ในหนังสือ พุทธศาสตรบัณฑิตรุ่นกึ่งศตวรรษ (รุ่นที่ ๕๐) คณะพุทธศาสาตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิททยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ THAI PAPER. หน้า 34.
๙ ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง ส าหรับแนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จะเน้นประเด็นที่น าไปสู่การเรียนการสอน ภาษาอังกฤษ การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ตลอดถึงบทบาทของบุคคลส าคัญที่มีความสามารถ ในการสนทนาภาษาอังกฤษ โดยจะแยกเป็น แนวคิดทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับ การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ และแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับนิราศหนองคาย ตามล าดับดังนี้ 2.1.1 แนวคิดทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ 1.) บรรพบุรุษราชวงศ์จักรีและกูลบุนนาคกับภาษาอังกฤษ ขอประทานอนุญาตในเบื้องต้นว่า ผู้วิจัย จะน าเสนอด้วยค าราชาศัพท์ในส่วนที่จ าเป็นต้อง เน้นให้ความส าคัญต่อเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่องานวิจัยนี้แต่หากจะมีการเจือปนด้วยค าสามัญใน ส่วนที่จ าเป็นต้องอธิบายเพื่อให้เข้าใจในเนื้อหาของงานวิจัยนี้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า บรรพบุรุษของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬา โลก หรือรัชกาลที่ 1 คือเจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน) คนไทยทั่วไปมักเรียกรวมๆ กันทั่วไปว่า “เจ้าพระยาโกษาปาน” ได้รับการแต่งตั้งจากพระนารายณ์มหาราช ให้เป็นราชทูตฝุายไปไปเจริญ สัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 4 ซึ่งในสมัยนั้น ในราชส านักของพระ นารายณ์มหาราชมีขุนนางที่เป็นชาวต่างชาติมากมาย มีทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส กรีก ฮอลันดา หรือ ฮอลแลนด์ และอื่น ๆ อีกหลายชาติ ส าหรับต้นตระกูลของ “บุนนาค” คือ เฉก อาหมัด กุมมี (Sheikh Ahmad Gomi)5 มีเชื้อ สายมาจากเปอร์เซีย นับถือศาสนาอิสลา เป็นผู้มีบทบาทในการสถาปนาพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 3-4-5 ซึ่งในงานวิจัยนี้ จะกล่าวแต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาอังกฤษในส่วนที่เป็น การเรียนการสอนกการฟังการพูดการอ่านและการค าศัพท์อังกฤษหลัก อาจจะมีประเด็นทีน่าสนใจ ด้านอื่นบ้าง แต่ก็จะน ามากล่าวในส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับภาษาอังกฤษตามที่ได้กล่าว แล้ว ซึ่งตระกูลบุนนาคได้เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาในสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทั้งนี้เพื่อ ตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไปฉลลองสมโภชพระพุทธบาทที่สระบุรี6 เพราะมีกฎอยู่ว่า ข้าราช บริพารที่จะตามเสด็จได้ จะต้องเป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาเท่านั้น เป็นที่เข้าใจได้ว่า ท่าน เฉก อาหมัด จะมีความเชียวชาญช านาญในการฟังการพูด ภาษาอังกฤษ จนได้รับราชการภายการปกครองของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยา ตามระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งต้องมีการไต่เต้าตั้งแต่ชั้นต่ าขึ้นชั้นสูงตามความสามารถตามผลงานอันเป็น ความดีความชอบนั่นเอง และในสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนี้ 4 ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์. ชูวทิย์ย้อนประวัตศิาตร์สมัยพระนารายณ์เปิดปรปะวัตขิุนนางฝร่ังคนสา คัญ ‘คอนสแตนติน ฟอลคอน’. (2561) คลิปวีดีโอออนไลน์. แหหล่งที่มา : https://www.youtube.com/ 5 พระพรหหมบณัฑิต(ประยรูธมฺจิตฺโต ในสมยัด ารงสมณศกัดิ์เป็น พระเทพโสภณ) เม่ือตระกูล “บุนนาค” เปลี่ยนมานับถือ พระพุทศาสนา.บทความทางวิชาการ ตีพิมพ์ในหนังสสือ พุทธศาสตรบัณฑิตรุ่นกึ่งศตวรรษ (รุ่นที่ ๕๐) คณะพุทธศาสาตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิททยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ THAI PAPER. หน้า ๒๖-๒๗. 6 อ้างแล้วเรื่องเดียวกัน หน้า ๒๘.
๑๐ ยังมีประเด็นทางประวัติศาสตร์ตรงนี้คือวัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมปูอม เพชร อ าเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระอัยกาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด ฟูาจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ให้ชื่อว่าวัดทอง เป็นวัดของฝุายวัง หน้า ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราช ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ก็โปรดเกล้าให้บูรณะวัดนี้ทั้งหมด จึงถือว่า วัดนี้เป็นวัดประจ าราชวงศ์จักรี7 ซึ่ง บทบาทการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มีข้อมูลปรากฏในทางประวัติศาสตร์ คือมี “วัด” โดยมี”พระ ที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษอาจจะมีความสนใจส่วนตัวเมื่อมี “ฝรั่ง” เข้ามาในประเทศ ไทยและมีความสนใจในด้านภาษาต่าง ๆ ของตนจึงศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองจนสามารถสอนผู้คนได้8 และ “วัง” เป็นผู้สอน ซึ่งจะได้กล่าวในตอนต่อไป แต่ขอสรุปประเด็นโดยย่อตรงนี้ ไว้ว่า ต้นตระกูล ของราชวงศ์จักรี คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) หรือที่คนทั่วไปมักจะเรียกติดปากว่า “โกษาปาน” นั้น ซึ่งจะพออธิบายได้ว่าท่านโกษาปานต้องมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษอย่างแน่นอน ซึ่งใน ลักษณะเดียวกันนี้ ท่าน “เฉก อาหมัด” บรรพบุรุษของตระกูล “บุนนาค” พ่อค้าผู้มั่งคั่งร่ ารวย มหาศาลมาจากเปอร์เซียนั้น ก็ต้องมีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน 2.) รัชกาลที่ 3 จุดเริ่มต้นของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอย่างเป็นรูปเป็นร่าง ส าหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “ภาษาอังกฤษนั้น” เป็นเพราะ ภาษาอังกฤษ มีบทบาทมา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3ในประเด็นที่เกิดปัญหาในการสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประธานาธิบดีแห่ง สหรัฐอเมริกา กับ พระมหากษัตริย์ของไทย ตามที่ได้น าเสนอไปแล้วนั้น ซึ่งประเด็นส าคัญ คือ ภาษาอังกฤษเริ่มมีบทบาทต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ท าให้คนในบ้านเมืองเกิดความสนใจ ภาษาอังกฤษมากขึ้น โดยมีประเด็นของ “สนธิสัญญาบราวนี” ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และ “สนธิสัญญาเบอริ่ง” ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งสามารถสรุปประเด็นส าคัญได้ดังนี้ 1.มีหลักฐานชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงเห็น ความส าคัญของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อรักษาบ้านเมือง ในท านองของการการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อ เจรจาเพื่อการค้าและการยับยังสงคราม โดยที่พระองค์ได้รับการยกย่องในพระอัจฉริยภาพหลาย ๆ ประการเช่น พระองค์ทรงเป็นนักรบที่ ปรีชาสามารถ, พระองค์มีพระปรีชาสามารถในการบริหาร บ้านเมืองอย่างมีคุณภาพดีเยี่ยม พระองค์มีพระปรีชาสามารถในการบริหารขุนนางจนเป็นที่รักใคร่ย า เกรงของขุนนางส่วนใหญ่ จนได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ครองบัลลังก์ การบริหารการค้าการขายจน ได้มาซึ่งเงิน “ถุงแดง” 9 หรือ “เหรียญกษาปณ์” หรือ “เงินพระคลังข้างที่” ที่มีบทบาทในการช่วย รักษาบ้านเมืองให้รอดพ้นจากการยึดครองประเทศตะวันตก คือประเทศฝรั่งเศสที่เขาเรือรบจะมายึด ครองประเทศไทยให้ตกเป็นอาณานิคมของตนเหมือนกับพระเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลาย ๆ ประเทศ ซึ่งเนื้อหาส่วนนี้จะได้กล่าวให้ละเอียดอีกทีในตอนที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ด้านภาษาอังกฤษใน เหตุการณ์วิกฤติ รศ.112 7 Wikipedea. วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร.(2563). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/ 8 สงบ สุริยินทร์. เทียนวรรณ.(2543). กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์รวมสาส์น. หน้า 59. 9 หอสมุดรัฐสภา. เงินถุงแดงกับอิสรภาพของชาติจากวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112. (2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://library.parliament.go.th/th/radioscript/rr2563-nov2
๑๑ ส าหรับการด าหริเกี่ยวกับความส าคัญของภาษาอังกฤษนั้น จะอ้างอิงด้วยพระด ารัสของ พระองค์ที่ตรัสว่า “การศึกสงครามข้างญวนและพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวก “ฝรั่ง” ให้ระวังไว้ให้ดีอย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนร่ าเอาไว้ก็เอาอย่างเขาแต่ อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว...ห่วงแต่วัดที่สร้างไว้ไม่เสร็จหลายแห่ง” 10 พระด ารัสนี้แสดงให้เห็นได้ อย่างชัดเจนว่า พระองค์สนับสนุนและส่งเสริมให้ข้าราชการทุกคนได้เรียนภาษาอังกฤษ ดังที่ได้กล่าว แล้วว่า ในสมัยรัชการที่ 3 มีการท าสนธิสัญญากับประเทศอังกฤษ ซึ่งสนธิสัญญาเบอร์นี (อังกฤษ: Burney Treaty) คือ สนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ฉบับแรกที่กรุงรัตนโกสินทร์ (ต่อมาคือประเทศไทย) ท ากับประเทศตะวันตกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยที่ ในสมัยรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้นมีเฮนรี เบอร์นีได้เป็นทูตอังกฤษเดินทางเข้ามายังกรุง รัตนโกสินทร์ใน พ.ศ. 2368 เพื่อเจรจาปัญหาทางการเมืองและการค้า หรือในด้านการค้าขาย ระหว่างกัน โดยรัฐบาลของอังกฤษมีความประสงค์ขอเปิดสัมพันธไมตรีทางการค้ากับรัตนโกสินทร์ และขอความสะดวกในการค้าได้โดยเสรี การเจรจาได้เป็นผลส าเร็จเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2369 และมีการลงนามในสนธิสัญญากัน11 สนธิสัญญาเบอร์นีประกอบด้วยสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีรวม 14 ข้อ และมีสนธิสัญญา ทางพาณิชย์แยกออกมาอีกฉบับหนึ่งรวม 6 ข้อ ที่เกี่ยวกับการค้า ได้แก่ ข้อ 5 ให้สิทธิพ่อค้าทั้งสอง ฝุายค้าขายตามเมืองต่าง ๆ ของอีกฝุายหนึ่งได้อย่างเสรีตามกฎหมาย ข้อ 6 ให้พ่อค้าทั้งสองฝุายเสีย ค่าธรรมเนียมของอีกฝุาย และข้อ 7 ให้สิทธิแก่พ่อค้าจะขอตั้งห้าง เรือนและเช่าที่โรงเรือนเก็บสินค้า ในประเทศอีกฝุายหนึ่งได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกรมการเมือง12 10 วิสุทธิจิตรา วานิชสมบัติ. เฉลิมพระเกียรติจอมกษัตราพระมหาเจษฎาราชเจ้า. (2564). บทความออนไลน์. แหล่งที่มา : http://lib.edu.chula.ac.th/IWEBTEMP/25650102/621566891634737.PDF 11 ไทยรัฐออนไลน์. เจ้าสัวเรือส าเภา โกยรายได้เข้าชาติ "รัชกาลที่ 3" รักษาเอกราช ด้วยเงินถุงแดง. (2564). บทความออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1624836 12 ชัย เรืองศิลป์ . ประวัติศาสตร์ไทย สมัย พ.ศ. 2352-2453 : ด้านเศรษฐกิจ.กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการต ารา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2527,พิมพ์ครั ้งที่ 2. หน้าที่ 13.
๑๒ รูปที่ สนธิสัญญาเบอร์นี แหล่งที่มา ออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีมีข้อความที่ระบุไว้เป็นภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ดังนี้ King Rama III: The Father of Thai Trade Born on March 31, 1788. Prince Chesda Bordindra was the eldest son of King Rama II by a royal concubine. In his youth, he was given responsibility for overseeing foreign trade and relations. On his father’s death in 1824, Prince Chesda Bordindra was much oldest and more experienced than his younger brother Mongkut- who was born of a queen and had a stronger claim on the throne. So the accession council
๑๓ chose Prince Chesda Bordindra to succeed to the throne as King Rama III or Phra Nangklao. King Rama III was really well versed in government affairs and a genius in law and trade. King Rama III was fully aware of the problems of international and domestic trade and knew all about the trading seasons. He was conscious about the trade imbalance with foreign countries. He had managed to earn such a large amount of foreign exchange that his father King Rama II called him “Chow Sua” a Chinese term meaning trading boss.13 จากข้อความที่ผ่านมานี้ ระบุให้เห็นถึงคุณูประการหลาย ๆ อย่างที่พระบาทสมเด็จพระนั่ง เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีต่อแผ่นดินไทย ที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ การท านุบ ารุงวัดวาศาสนา ซึ่งนอกจากพระองค์จะทรงสร้างวัดไว้หลายแห่งแล้ว ข้าราชการขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เจ้าขุนมูลนาย พ่อค้า คหบดีในรัชสมัยของพระองค์ ต่างก็พากันสร้างวัด หนึ่งในนั้นคือ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ที่สร้าง โดย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิส บุนนาค) สร้างถวายแก่รัชกาลที่ 314 ซึ่งข้อความ ภาษาอังกฤษที่ยกมา สามารถสรุปประเด็นคร่าว ๆ เกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านการค้าของพระองค์ จนได้รับการสถาปนาให้เป็น “บิดาแห่งการค้าไทย” และ พระบิดาของพระองค์คือ พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่เห็นว่าพระองค์ทรงค้าขายเก่งจึงเรียกพระองค์ว่า “เจ้าสัว” 2.มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่รัชกาลที่ 4 ทรงมีความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน การตรัสเจรจากับแหม่มแอนนา หรือ Anna Leonowens ได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากนี้ หลักฐาน ที่ปรากฏใน google มีเนื้อความว่า “...ในขณะที่ผนวชอยู่นั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัยเสด็จสวรรคต พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ พระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะ ด ารงสมณเพศต่อไป ในระหว่างที่ผนวชอยู่นั้นได้เสด็จออกธุดงค์ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ท าให้ทรงคุ้นเคย กับสภาพความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฏร์อย่างแท้จริง พระองค์ทรงพระราชอุตสาหะวิริยะเรียน ภาษาอังกฤษจนทรงเขียนได้ ตรัสได้ ทรงเป็นนักปราชญ์รอบรู้ ท าให้พระองค์ทรงมีความรอบรู้เท่าทัน ต่อเหตุการณ์ของโลกตะวันตกเป็นอย่างดีพระองค์ทรงผนวชตั้งแต่ปี พ.ศ. 2367 จนถึงลาผนวชเพื่อ รับการขึ้นครองราชย์ เป็นเวลารวมที่บวชเป็นภิกษุทั้งสิ้น 27 พรรษา (ขณะนั้นพระชนมายุ 48 พรรษา) หมายเหตุ; เวลาที่ผนวชเป็นสามเณร 7 เดือน” 15 3. มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุชัดแจนว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 4 องค์ที่สอง ที่ชาวอังกฤษเรียกว่า ‘Second King of Siam” ที่ชัดเจน 13 วิสุทธิจิตรา วานิชสมบัติ. เฉลิมพระเกียรติจอมกษัตราพระมหาเจษฎาราชเจ้า. (2564). บทความออนไลน์. แหล่งที่มา : http://lib.edu.chula.ac.th/IWEBTEMP/25650102/621566891634737.PDF 14 Wikipedea. วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร. (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/ 15 Wikipedia.พระบาทสมเดจ็พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั. (2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/
๑๔ ที่สุดคือ การที่พระองค์ทรงเขียนจดหมายภาษาอังกฤษถึง พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระปรีชาสามารถมาก ทรงรอบรู้งานใน ด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น งานด้านกองทัพบก กองทัพเรือ ด้านต่างประเทศ วิชาช่างจักรกล และวิชาการปืนใหญ่ ทรงรอบรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี จนสามารถที่จะทรงเขียนโต้ตอบจดหมายเป็นภาษาอังกฤษกับ เซอร์จอห์น เบาริง ราชทูตอังกฤษ ที่ เดินทางมาเจริญพระราชไมตรีกับประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2398 (ค.ศ. 1855) ซึ่งข้อความใน สนธิสัญญานั้น ถ้าเอ่ยถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีค าก ากับว่า The First King ส่วนพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีค าก ากับว่า The Second King ส าหรับในภาษาไทย นั้น ตามสนธิสัญญา ทางไมตรีกับประเทศอังกฤษ ในบทภาค ภาษาไทยจะแปลค าว่า The First King ว่า พระเจ้ากรุงสยามพระองค์เอก ส่วนค าว่า The Second King นั้นจะแปลว่า พระเจ้ากรุงสยาม พระองค์ที่ 2 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามปรากฏอยู่ในประกาศในอารัมภบทให้ ด าเนินการเจรจาท าสนธิสัญญาฉบับนี้ด้วย ในฐานะพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 คู่กับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์มีสายพระเนตรที่กว้างไกล ในด้านการ ต่างประเทศ ทรงรอบรู้ข่าวสารในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอย่างดี ทรงทราบพระราชหฤทัยดีว่า ถ้า หากทรง ด าเนินนโยบายที่แข็งกร้าวแล้วไซร้ ไทยเราจะเสียประโยชน์ ส่วนบรรดาฝรั่งที่รู้จักมักคุ้นกับ วังหน้ามักจะยกย่องชมเชยว่า ทรงเป็นสุภาพบุรุษเพราะพระองค์มีพระนิสัยสุภาพ โดยเฉพาะกับพระ ราชชนนี กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ด้วยแล้ว ทรงแสดงความเคารพเกรงกลัวเป็นอันมาก 16 ในประแด็นนี้ นอกจากจะมีหลักฐานปรากกฎในเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้ว ยังมีการน าต้นฉบับของจดหมาย นี้ด้วย 4.มีหลักฐานททางประวัติศาสตร์ที่ระบุชัดแจนว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระปรีชาสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างดดียิ่ง ที่ไม่ต้อง ถามก็สามารถรุ้ได้ในปรประเด็นนี้ คือการเสด็จพระพาสยุโรปถึง 2 ครั้ง 3.) ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างวังหลวงวังหน้ากับความส าคัญของ ภาษาอังกฤษ ในประเด็นตรงนี้จะจับประเด็นเป็นคู่ ๆ ของวังหน้าและวังหลวงดังนี้ 1. ความขัดแย้งระหว่าง หม่อมไกรสรฯ กับรัชกาลที่ 3 ส าหรับความขัดแย้งตรงนี้ อาจจะมองไม่เห็นความชัดเจนในประเด็นของ ความส าคัญของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร แต่มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความส าคัญของ ภาษาอังกฤษในประเด็นที่ว่า ใครมี “ลูกน้อง” ที่เก่งภาษาอังกฤษ ก็จะได้เรียบในการขึ้นครองบัลลังก์ นั่นเอง ซึ่งประเด็นของความขัดแย้งนี้หม่อมไกรสร ไม่ได้มีความขัดยังกับ รัชกาลที่ 3 อย่างเดียว เพราะยังรวมไปถึงรัชกาลที่ 4 ด้วย ซึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อสืบสาวราวเรื่องไป ในประเด็นของการแย่งชิงอ านาจในการปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งของบุคคลในชนชั้นศักดินาชั้นสูง แล้ว จะเป็นถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะ Google ในปัจจุบัน ซึ่งบางท่าน บางคนเรียกว่า “ห้องสมุดที่ปลายมือ” ตามที่ได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ 16 https://th.wikipedia.org/wiki/
๑๕ เพื่อให้เห็นความชัดเจนในประเด็นตรงนี้ ซึ่งความขัดแย้งนี้ อาจจะไม่น ามารวมในงานวิจัยนี้ ก็ได้ แต่เนื่องจากมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจจึงต้องน ามาเสนอให้ผู้อ่านได้รับรู้ในแง่ของประวัติศาสตร์ของ ไทย จึงต้องน าเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติโดยสรุปของ “หม่อมไกรสร” ดังนี้ หม่อมไกรสร มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าไกรสร ต่อมามีพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าบรม วงศ์เธอ กรมหลวงรักษ์รณเรศ (26 ธันวาคม พ.ศ. 2334 – 13 ธันวาคม พ.ศ. 2391) เป็นพระ ราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราชและเจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว ทรงเป็นต้น ราชสกุล พึ่งบุญ และสกุล อนิรุทธเทวา17 ในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการแย่งชิงอ านาจทางการปกครอง นับตั้งแต่การสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่สอง ขณะนั้น ผู้ที่มีสิทธิ์ตามกฎมณเฑียรบาล คือ เจ้าฟูาวชิรญาณ เพราะเป็นผู้ประสูติจากอัครมเหสี หรือมเหสีเอกของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ หล้านภาลัย รัชกาลที่สอง แต่เนื่องจากพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟูากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือ “เจ้าชาย ทับ” เป็นผู้มีความสามารถในการบริหารจัดการบ้านเมือง อีกทั้งยังเป็นผู้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ให้การ สนับสนุนจึงได้ขึ้นครองราชย์ เป็น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่สาม ในประวัติศาสตร์หน้านี้ที่มีการน าเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจ มีทั้งสนุกสนานตื่นเต้น น่ากลัว น่า ขนพองสยองหัวก็มีมากมาย ยกตัวอย่างพอสังเขปดังนี้ จะอนุมานในเบื้องต้นว่า การแย่งชิงอ านาจระหว่าง รัชกลางที่ 3 และ 4 นั้น มีมาก่อนหน้าที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สองได้ประชวรหนักแล้ว และอ านาจบริหารทุกอย่างตก อยู่ในมือของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ การแย่งชิงบัลลังก์ หากน าไปสร้างเป็นภาพยนตร์เหมือนกับ ภาพยนตร์จีนเรื่อง “ศึกสายเลือด” แล้ว คงจะสนุกตื่นเต้นไม่แพ้กัน มีเรื่องราวเกี่ยวกับการลอบปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ สองว่า พระองค์ทรงถูกลอบวางยาพิษ โดยพระมเหสีของพระองค์เอง ซึ่งก็คือ เจ้าจอมมาเรียม หรือ สมเด็จพระศรีสุราลัย ซึ่งมีสถานะเป็นพระสนม ท าให้สมเด็จพระสั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ซึ่ง ขณะนั้นพระจอมเกล้ารัชกาลที่ 4 ไปทรงผนวชเมื่อมีพระชนม์มายุได้ 20 พระชันษา ท าให้เกิดการ แย่งชิงบัลลังก์ระหว่างรัชกาลที่ 3 กับรัชกาลที่ 4 แต่ขุนนางส่วนมากโดยเฉพาะสมเด็จเจ้าพระยามหา สุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้มีอ านาจในขณะนั้น18 เล่ากันว่า ในการแต่งตั้งพระมหากษัตริย์ พระนั่งเกล่าฯ ซึ่งขณะนั้นเป็นกรมหมื่นเจษฎา บดินทร์ ได้ทูลให้รัชกาลที่ 4 ซึ่งขณะนั้นผนวชอยู่ที่วัดมหาธาตุ เมื่อเข้าเฝูาแล้ว หม่อมไกรสรฯก็เข้ามา คล าดูจีวร โดยเล่ากันว่า เกรงว่ารัชกาลที่ 4 หรือขณะนั้นยังทรงผนวชเป็น “วชิรญาณภิกขุ” จะแอบ ซ่อนอาวุธเข้ามาท าร้ายกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และยังเล่ากันว่าขณะนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงร้องขอชีวิต 17 Wikipedea. หม่มไกรสร.(2563). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/ 18 ส.ศิวรักษ์. จักรีปริทัศน์ รัชกาลที่ 3 ตอนที่ 1 พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาองค์สุดท้าย.(2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา : www.youtube.com
๑๖ จนพระบังคลไหลสบงเปียกชุ่มไปหมด ท าให้พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสว่าให้พระองค์คลายพระทัยว่า “ไม่มีใครท าร้ายเธอดอก พี่น้องกันทั้งนั้น” 19 เรื่องราวตอนนี้ ในคลิปวีดิโอของเว็บไซต์ Youtube.com ได้น าเสนอเผยแพร่ให้ศึกษาค้นคว้า อย่างมากมาย ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ของ “โบราณนานมา” ได้เล่าประวัติศาสตร์หน้านี้ไว้เกี่ยวกับ หม่อมไกรสรฯ ที่มีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือ “เจ้าชายทับ” ให้ขึ้น ครองบัลลังก์ ตามที่กล่าวมาแต่ภายหลังก็มามีปัญหาขัดแย้งกันในหลาย ๆ เรื่อง เช่นการซ่องสุมก าลัง พลและอาวุธเพื่อชิงบัลลังก์ และการช่อราษฎร์บังหลวง เป็นต้น เนื้อความมีดังนี้ ...เล่าสืบต่อกันมาว่า หม่อมไกรสรท่านคนดุ ใจนักเลง ใจเด็ดยิ่งนัก เมื่อท่านถูกน าใส่ถุงแดง ให้เพชรฆาตทุบ เนื่องด้วยท่านก ากับดูแลเรื่องการประหารมาก่อน คนที่ท าหน้าที่เป็นเพชฌฆาตที่เคย เป็นลูกน้องของท่าน คงเกิดอาการเกร็ง ที่ต้องมาทุบคนที่เคยเป็นเจ้านายของตนมาก่อน จึงทุบไม่ถูก จุดตายตรงคอข้อต่อ จึงถูกร้องด่ามาจากถุงผ้าว่า “ไอ้พวกนี้ กูสอนไม่จ า” 20 และในวันประหาร หม่อมไกรสรนั้น รัชกาลที่ 3 กับรัชกาลที่ 4 มาขอขมา แต่ท่านไม่ให้อภัย โดยก าเม็ดทรายแล้วกล่าว ว่าจะขอจองเวรเท่าเม็ดกรวดเม็ดทราย21 2.ความขัดแย้งระหว่าง พระจอมเกล้ารัชกาลที่ 4 กับ พระปิ่นเกล้า รัชกาลที่ 4 องค์ ที่ 2 อันที่จริงแล้ว ต าแหน่ง “วังหน้า” ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยานั้น พอตกมาในสมัย รัตนโกสินทร์ จะมีเรื่องราวที่น่าสนใจคือ ในสมัยรัชกาลที่ 1(พระนามเดิม ด้วง หรือ ทองด้วง) ได้ทรง แต่งตั้งพระอนุชาคือกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (นามเดิม บุญญมา) เป็นวังหน้า แต่ต่อมาก็ เกิดความขัดแย้งกันในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องราวของพระเจ้าตากสินมหาราช จนต้องปลดจากต าแหน่งวัง หน้า22 ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ไม่มีการตั้งใครเป็นวังหน้า ซึ่ง ส.ศิวรักษ์ กล่าวว่า ทรงไม่ตั้งเฉย ๆ อาจจะเป็นเพราะท่านเป็นเพลบอย ไม่สนพระทัยในการบริหารราชการแผ่นดินสักเท่าไร23 และต่อมา รัชกาลได้ตั้งหม่อมไกรสร (ตามที่ได้น าเสนอแล้วก่อนหน้านี้) เป็นวังหน้า เพราะมีบทบาทส าคัญในการ สนับสนุนให้พระองค์ได้ขึ้นครองบัลลังก์แต่ต่อมาก็ขัดแย้งกันจนต้องสั่งประหาร และต าแหน่งวังหน้าก็ ว่างลง จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือไม่มีต าแหน่งวังหน้า เพราะรัชกาลที่ 4 เมื่อ เจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้มาทูลเชิญให้ลาสิกขาไปรับต าแหน่งพระมหากษัตริย์นั้น 19 Kana Lab.หม่อมไกรสรผู้เป็นอริมาผจญ พระราชประวัติ รัชกาลที่ 4 ตอนที่ 3.(2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=nt81xUIhwII 20 โบราณนานมา.ประหารหม่อมไกรสร ผู้มีพฤติกรรมชายรักชาย มักใหญ่ใฝ่สูง อยากเป็นพระเจ้าแผ่นดิน.(2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=NNZNti8MKg8 21 อ้างแล้วเรื่องเดียวกัน 22 ปรามินทร์ เครือทอง. วังหน้า “พระยาเสือ” เมื่อต้องโค่นพระเจ้าตาก ขุนศึกที่พระเจ้าตากโปรดปรานท า อะไรบ้าง?. (2564)ออนไลน์. แหล่งที่มา : www.youtube.com 23 ส.ศิวรักษ์. จักรีปริทัศน์ รัชกาลที่ 3 ตอนที่ 1 พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาองค์สุดท้าย.(2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา : www.youtube.com
๑๗ พระองค์ทรงขอแต่งตั้งพระอนุชาที่มีบารมีเสมอด้วยพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 ถ้า ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ยอมลาสิกขา24 จากประวัติศาสตร์หน้านี้ ดูเหมือนว่าเรื่องราวในรั้วในวังจะราบรื่นดี แต่เมื่อได้ไปศึกษาใน “ห้องสมุดที่ปลายมือ” อีกครั้งจะพบมีปมปัญหาต่าง ๆ มากมาย ซึ่งตามที่ได้กล่าวแล้วว่า งานวิจัยนี้ จะน าเสนอในบทบาทความส าคัญของภาษาอังกฤษเป็นหลัก เมื่อได้ศึกษาแล้วจะพบปมปัญหาความขัดแย้งของพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว มีดังนี้คือ เป็นที่ทราบกันดีว่า ในรัชสมัยของพระสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 นั้น พระองค์ได้ทรงสถาปนาสมพระอนุชาธิราช เจ้าฟูากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสมือนเป็นพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งของสยามประเทศ ซึ่งกล่าวกันว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของเหตุผลทาง ”การเมือง” เพื่อคานอ านาจกับพวกขุนนาง ตามที่ได้น าเสนอ แล้วในประเด็นที่ว่าด้วยการแต่งตั้งกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือ “เจ้าชายทับ” ขึ้นเป็นรัชกาลที่ 3 ซึ่ง ขุนนางกลุ่มที่ทรงอิทธิพลในสมัยนั้นคือ “บุนนาค” ตระกูลของขุนนางเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา ที่ได้ ถวายงานรับใช้พระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์มาหลายยุคสมัย ได้ก้าวขึ้นสู่ “จุดสูงสุด” ของ อ านาจในสมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงต้นรัชกาลที่ 5 โดยมี “เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งใน “พระราชพงศวดารรัชกาลที่ 5” พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรง บันทึกไว้ว่า “เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มีอ านาจยิ่งกว่าใคร ๆ ในแผ่นดิน เว้นแต่พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียว” จึงก่อให้เกิดแรงสั่นคลอนต่อพระราชบัลลังก์ว่า เจ้าพระยาบรมมหาศรี สุรยิวงศ์จะไม่ซื่อตรงต่อพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟูาจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ หากมีการผลัด แผ่นดิน พระปิ่นเกล้าฯ ก็เป็นอีกพระองค์หนึ่งที่หวั่นเกรงต่ออ านาจของเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ อยู่ไม่น้อย ซึ่งประเด็นตรงนี้ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ซึ่งเป็นพระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เล่าไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล่าให้ ฟังด้วยพระองค์เองว่าดังนี้ ...ในขณะที่พระปิ่นเกล้าประชวรหนักอยู่นั้น รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เสด็จฯไปพระที่ นั่งอิศเรศร์ราชานุสรที่วังหน้า เพื่อเยี่ยมอาการพระประชวน เมื่อนั้น พระปิ่นเกล้ามีพระราชด ารัสว่า “ใคร่จะกราบทูลความลับสักเรื่องหนึ่ง” แล้วทรงขับข้าราชบริพารออกไป เหลือแต่เพียง รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และเจ้าจอมมารดากลีบ พระมเหสีผู้พยาบาทและเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระปิ่น เกล้า แล้วจากนั้นทรงกราบบังคมทูลว่าจะทรงด ารงพระชนม์อยู่ไปได้อีกไม่กี่วัน จึงขอถวายปฏิญาณว่า การที่ได้สะสมก าลังทหารและอาวุธไว้มากมายนั้น มิได้คิดร้ายต่อรัชกาลที่ 4 เลยแม้แต่น้อย แต่เพราะ ไม่ใจเจ้าพระยาบรมหาศรีสุริยวงศ์ เพราะเกรงว่าหากรัชกาลที่ 4 สวรรคต เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริ ยวงศ์จะคิดก าเริบ จึงได้เตรียมก าลังไว้ปูองกันพระองค์ และทรงกล่าวย้ าเตือนว่า หากพระองค์ สวรรคตไปแล้ว “ขอให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงระวังต่อไปให้จงดี...” 25 24 อ้างแล้วเรื่องเดียวกัน 25 ศิลปวัฒนธรรม. ก่อนพระป่ินเก้าฯ สวรรคต ทรงกราบทลู“ความลับ” เรื่องใดถวายรัชกาลที่ 4?. (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.youtube.com/
๑๘ ซึ่งต่อมา รัชกาลที่ 4 จึงได้ทรงพระราชปฏิภาณว่า มิเคยสงสัยระแวงพระปิ่นเกล้าฯ ว่าจะ ทรงคิดร้ายต่อพระองค์ อย่างไรก็ดี สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรงบันทึกไว้ว่า รัชกาลที่ 4 มิได้มีพระด ารัสตอบถึงเรื่องของเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์แต่อย่างใด นอกจากนี้ รัชกาลที่ 5 ยังเล่าให้ทราบอีกว่า ข้าราชการในราชส านักบางกลุ่มก็ไม่ไว้ใจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ถึงกับ คิดเข้าเป็นพรรคพวกกัน นัยว่าเพื่อปูองกันรัชกาลที่ 5 ซึ่งถึงแม้ว่าท่านเจ้าพระยาฯจะเป็นที่หวั่นเกรง ต่อหลายคน่าจะเป็นภัยต่อพระราชบัลลังก์ แต่รัชกาลที่ 4 ก็ทรงเล็งเห็นว่าเจ้าพระยาผู้นี้เป็นคนเดียว ที่มีความสามารถเป็นผู้ส าเร็จราชกาลแผ่นดินได้หากพระองค์สวรรคตก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะมีพระ ชันษาสมบูรณ์พร้อมที่จะปกครองบ้านเมือง และได้ทรงปรึกษาเรื่องนี้กับเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริ ยวงศ์ตามตรง และเมื่อมีการผลัดแผ่นดินแล้ว รัชกาลที่ 5 ก็ทรงเคารพย าเกรงเจ้าพระยาผู้นี้เสมอ ทรง เล็งเห็นว่า เป็นผู้มีคุณูปการต่อบ้านเมือง จึงทรงสถาปนาบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น “สมเด็จเจ้าพระยาบรม มหาศรีสุริยวงศ์” ซึ่งเป็นผู้ด ารงต าแหน่ง “สมเด็จเจ้าพระยา” คนสุดท้ายแห่งกรุงรัตนโกสินทร์26 เพราะไม่มีการสถาปนาบุคคลในต าแหน่งนี้อีกต่อไป 3.ความขัดแย้งระหว่าง พระจุลจอมเกล้ารัชกาลที่ 5 กับ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ มีหลักฐานที่เกี่ยวโยงไปถึงเหตุการณ์ในการหลังจากที่มีเหตุการณ์ของการแต่งตั้ง”วังหน้า” ที่ ระบุถึงอ านาจบารมีที่ยิ่งใหญ่ของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) มีดังนี้ ...มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่เสนอว่าว่าสมควรเชิญเสด็จพระโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ คือ พระองค์เจ้าชายยอดยิ่งยศ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ ขึ้นเป็นมหาอุปราช หรือ วังหน้า แม้ทุก พระองค์และทุกคนจะเห็นด้วย แต่มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนวรจักร์ฯ ทรงไม่เห็นด้วย และให้ เหตุผลซึ่งสรุปได้ว่า 1. เมื่อก่อนพระเจ้าแผ่นดินจะทรงเลือกวังหน้าและแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง 2. ที่ ผ่านมาต าแหน่งวังหน้าในพระราชวงศ์จักรีได้แก่พระอนุชาธิราชร่วมพระมารดาทั้งสิ้น จะยกเว้นก็แต่ รัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงแต่งตั้งพระราชปิตุลา (อา) และ 3. ไม่มีรัชกาลใดในราชวงศ์จักรีให้โอรสวังหน้าได้ สืบต าแหน่งวังหน้าแทน กรมขุนวรจักร์ฯ จึงเสนอว่าควรจะคอยจนพระเจ้าอยู่หัวทรงเติบโตและแต่งตั้งวังหน้าด้วย พระองค์เอง ปรากฏว่าเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์โกรธมากและกล่าวกรมขุนวรจักร์ฯ ต่าง ๆ นานา สุดท้าย ทูลถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ที่ไม่ยอมนั้นอยากเป็นเองหรือ” กรมขุนวรจักร์ฯ จึงตรัสตอบกลับไปว่า “จะให้ยอมก็ต้องยอม” การประชุมจึงเป็นอันตกลงกัน27 ตามที่ได้กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่าง พระจอมเกล้า กับ พระปิ่นเกล้าแล้ว ยังมีคู่ ขัดแย้งระหว่าง พระโอรสของกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ซึ่งมีหลาย ๆ กรณีที่เกี่ยวโยงไปถึงประเด็นของ ความส าคัญของภาษาอังกฤษคือ นอกจากพระบิดาของทั้งสองพระองค์จะทรงมีความรู้ความสามารถ ด้านภาษาอังกฤษไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันแล้ว พระโอรสของทั้งสองพระองค์ก็มีความสามารถด้าน ภาษาอังกฤษไม่แพ้กัน ดังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมี ความสามารถด้านภาษาอังกฤษจนสามารถเสด็จประพาสยุโรปถึง 2 ครั้ง 26 อ้างแล้วเรื่องเดียวกัน 27 ศิลปวัฒนธรรม. ย้อนดูการเลือก ร.5 เป็ นกษัตริย์ แม้แต่พระราชโอรส ร.2 ยังต้องยอมอ านาจเจ้าพระยาศรีสุริ ยวงศ์. (2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/
๑๙ ประเด็นความขัดแย้งดังกล่าว สามารถสรุปสาระได้ว่า ทั้งสองพระองค์ มีความขัดแย้งกันมา ตั้งแต่ครั้งที่ สมเด็จเจ้าพระบาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) แต่งตั้งโอรสของพระปิ่นเป็น “วัง หน้า” แล้ว ความขั้ดแย้งดังกล่าว แพร่กระจายไปถึงข้าราชบริพารของ “วังหลวง” และ “วังหน้า” อีกด้วย เหตุการณ์บานปลายจนกลายเป็นชนวนจะให้ถึงขั้นเสียบ้านเสียเมือง มีอยู่ 2 ประเด็นส าคัญ คือ 1. การทรงต าหนิกรณีการเก็บภาษีที่มีการทุจริตโดยวังหน้า 2.เหตุการณ์ไฟไหม้วังหลวง ที่กล่าว กันว่า น่าจะเป็นการก่อกบฏเพื่อยึดบัลลังก์ของฝุาย “วังหน้า” 28 โดยเหตุการณ์ต่าง ๆ นี้ สามารถ เปิดดูได้ใน youtube.com ซึ่งมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่หลาย ค าเช่นค าว่า ‘General’ ที่เขียนค าอ่านในภาษาไทยว่า “เยเนอราล” และค าว่า ‘Privy Coucil’ โดย สมัยปัจจุบัน เรียกว่าว่า “สภาองคมนตรี” ที่เขียนค าแปลว่า “สภาไปรวี่” เป็นต้น เพื่อให้เห็นความขัดแย้งดังกล่าว ตลอดถึงเพื่อให้เห็นเหตุการณ์ส าคัญของบ้านเมืองรวมทั้ง บทบาทความส าคัญของภาษาอังกฤษ จึงขอถอดเทปบันทึกเสียงจากคลิปดังกล่าว แต่จะตัดทอดเอา เฉพาะบางส่วนที่ส าคัญและเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษเป็น ภาษาไทย เป็นหลักดังต่อไปนี้ “...วังหน้า ตามพระราชประเพณี คือผู้ที่พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งขึ้นในฐานะรัชทายาท เพื่อสืบราชสมบัติต่อไป ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งพระราชอนุชาหรือพระราชโอรส แต่ทว่า “วังหน้า” อันได้แก่ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญนั้น มิได้ทรงสถาปนาขึ้น โดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เลือกสรรด้วยพระองค์เอง แต่ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นจากที่ประชุมบรมวงศานุวงศ์ และ ข้าราชการขุนนางผู้มีอ านาจ ในปี พ.ศ. 2411 ทั้งโดยการส่งเสริมสนับสนุนและชี้แนะโดยสมเด็จ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้ส าเร็จราชการแผ่นนั้นสมัยนั้นเป็นส าคัญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่องประเพณี การตั้งพระมหาอุปราช ประชดประชันเรื่องดังกล่าวไว้ดังนี้ “ท่านเสนาบดีปรึกษาว่า พระองค์เจ้า ยอร์ช วอชิงตัน29 กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่น เกล้าเจ้าอยู่หัว มีวิชาเป็นช่างเชาว์เกลาเกลี้ยง ให้เป็นกรมพระราชวัง รับพระราชบัณฑูรเป็นองค์ที่ 16 จะได้ควบคุมข้าไทยของวังหน้า ซึ่งมิใช่โอรสพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหญ่ และพระเจ้าแผ่นดินมิใช้ทรง เลือกเองเป็นที่หนึ่ง ตั้งแต่กรุงทวารวดีจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ บัดนี้... จะขอพัก การถอดเทปบันทึกเสียงไว้ตรงนี้ สักพักแล้วจะน าเสนอต่อ เพราะมีประเด็น เกี่ยวกับค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในขณะนั้น มาแทรกไว้ตรงนี้ก่อน ดังนี้.- 28 โบราณนานมา. วิกฤตการณ์วังหน้า ความขัดแย้งของลูกพระจอม-ลูกพระป่ิน จนเกือบจะเกดิสงครามกลางเมือง ( 2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=uCjQA9Xeegc 29 หมายถึงการกระทบกระเทียบเปรียบเปรยโดยเรียกชื่อโดยใช้ชื่อของ Gorge Washington ประธานาธิบดีคนแรกของ สหรัฐอเมริกา มาเป็นชื่อของพระองค์เจ้า “ยอดยิ่งยศ” พระโอรสของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระปิ่นเกล้าฯ ทรงตั ้งฝรั่งนี ้ให้แก่พระโอรสของพระองค์ ด้วยพระองค์เอง ด้วยว่า ทั ้งพระจอมเกล้าฯ (ร.4 องค์ที่ 1) และพระปิ่นเกล้าฯ (ร.4 องค์ที่ 2) ต่างก็เป็นผู้สนใจอ่านประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ของโลกที่เขียนด้วยภาษาอังกฤษนั่นเอง
๒๐ เป็นที่น่าสังเกตว่า ต าแหน่ง ผู้ส าเร็จราชการแผ่นดิน ใช้ค าว่า Regent30 ซึ่งในการน าค าศัพท์ นี้มาใช้กับต าแหน่งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสใจเป็นอย่างยิ่งว่า มีที่มาอย่างไร? ส าหรับรายละเอียดในเรื่องนี้ มีดังนี้ ประธานาธิบดีกร้านท์ (President Ulysees S. Grant) ประธานาธิบดีคนที่ 18 ของ สหรัฐอเมริกา เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2422 (ค.ศ. 1879) และใช้เวลา 6 วันอยู่ที่นี่ ระหว่างวันที่ 11-16 เมษายน ได้เข้าเฝูาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้สร้าง ภาพพจน์แห่งมิตรภาพและความน่าเชื่อถือไว้จนพัฒนาเป็นบรรทัดฐานของความสัมพันธ์ระยะยาวใน สมัยต่อๆ มา31 (ถอดเทปต่อ) นอกจากนี้ วังหน้า ยังมีก าลังทหาร ก าลังคน รวมทั้งเงินภาษีอากรที่ขึ้นอยู่กับกรม เทียง เท่ากับสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีนั้น ท าให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ไม่ทรงพอพระราชหฤทัย โดยทรงเห็นว่า เป็นการไม่สมควร เพราะกรมพระราชวังบวรวิไชย ชาญทรงอยู่ในฐานะวังหน้า ซึ่งมีพระอิศริยยศต่ ากว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระ ราชบิดา ที่มีพระอิศริยยศเทียบเท่ากับพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง... ครั้นถึงปีพุทธศักราช 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุ 20 พรรษา ทรงผนวชและทรงสิกขาแล้ว เวลานั้น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ มีอายุได้ 64 ปีเศษ พ้น ต าแหน่งผู้ส าเร็จราชการ หลังจากพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 คราวนี้ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณที่ท่าน ผู้ส าเร็จราชการ มิอาจปฏิเสธได้ โดยโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เลื่อนขั้นขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าพระยา บรมมหาศรีสุริยวงศ์ เพื่อตอบแทนความดีที่ท่านได้รักษาบ้านเมืองไว้ เพื่อถวายต่อพระองค์โดยสันตติ วิสัย โดยพระองค์ยังทรงให้เกียรติ เรียกพระองค์ว่า ท่านผู้ส าเร็จราชการอยู่ดังเดิม... วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระเจ้าอยู่หัว ทรงตราพระราชบัญญัติ ”ปรีวีเคาซิล” (Privy Council) หรือสภาที่ปรึกษาในพระองค์ขึ้นอีก แล้วมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งพระบรม วงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จ านวน 49 ท่าน เป็นสมาชิก โดยเรียกทับศัพท์ว่า ปรีวีเคาซิล โดยสมัยปัจจุบันเรียกว่าคณะองคมนตรี... ขอสรุปประเด็นความขัดแย้งระหว่าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า กับ กรมพระราชวัง บวรวิไชยชาญไว้ตรงนี้ ดังนี้ หลังจากที่มีการกระทบกระทั่งกันจนมีการจะยกกองก าลังเข้าห้ าหั่นกันแล้ว สมเด็จ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ผู้แต่งตั้ง กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เป็นวังหน้าด้วยตัวท่านเองแล้ว ต่อมาท่านก็ได้มาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งด้วยตัวของท่านเองเช่นกัน ซึ่งประเด็นตรงนี้ ตาม ประวัติศาสตร์ระบุว่า ท่านเจ้าพระยาฯ ได้เปิดใจกับรัชกาลที่ 5 ถึงสาเหตุที่ต้องตั้งกรมพระราชวังบวร 30 ค าว่า “Regent” LongDo Dict หรือ ดิกชั่นแนรี ออนไลน์ อธิบายความหมายไว้ดังนี้ (รี'เจินทฺ) n. ผู้สา เร็จ ราชการแผ่นดิน,อุปราช,ผู้ว่าการ,สมาชิกสภามหาวิทยาลัย,ข้าหลวง adj. เก่ียวกับผู้สา เร็จราชการแผ่นดนิ,ปกครอง , See also: regental adj. regentship n. 31 ไกรฤกษ์ นานา. ประธานาธบิดีสหรัฐฯ เข้าเย่ียมคา นับท่านรีเย้นท์(ช่วง บุนนาค) ผู้มากบารมีสมัยรัชกาลท่ี5. (2563). บทความออนไลน์ น าเสนอใน Silpa-Mag.com. แหล่งที่มา : https://www.silpamag.com/history/article_61856
๒๑ ฯ ให้เป็นวังหน้า เพราะมีเหตุผลที่ส าคัญคือ ถ้าไม่ตั้งก็จะเป็นปัญหา เพราะกองก าลังของวังหน้ายังมี อยู่มาก อีกทั้งขณะนั้น พระจุลจอมเกล้าฯ ก็ยังทรงพระเยาว์อยู่มาก อย่างไรก็ตาม การไกล่เกลี่ยของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ไม่เป็นผล เพราะกรมพระราชวังบวรวิ ไชยชาญ คงจะทราบว่า สมเด็จเจ้าพระยาฯคงไม่เข้าด้วย แต่จะเข้าข้างพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบกับท่านแน่พระทัยว่าจะต้องโดนคดี กบฏ ซึ่งสมัยสมบูรณาฯ จะไม่มี ใครรอดตายไปได้ จึงตัดสินใจลี้ภัยแบบสากลไปอยู่ที่สถานทูตอังกฤษ และกรณีดังกล่าวนี้เป็นเหตุให้ กงสุลอังกฤษกับกงสุลฝรั่งเศส อ้างเหตุของการรักษาความปลอดภัยให้แก่คนของตนด้วยการขอยก กองก าลังเรือรบเข้ามาในพระนคร ท าให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงหาวิธีระงับยับยั้งและ เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็จบลงแบบไม่จบ กล่าวคือ ไม่มีการสู้รบระหว่างฝุายของพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับฝุายของกรมพระราชวังบวรฯ ที่มีกองก าลังอังกฤษและฝรั่งเศสเป็น กองหนุน 32 แต่ความขัดแย้งระหว่าง “วังหลวง” และ “วังหน้า” ยังเป็นเหมือนน้ านิ่งที่ไหลลึกอยู่ ภายใต้อย่างเชี่ยวกราก แต่มองเห็นแค่ผิวน้ าที่ดูเหมือนไม่มีอะไรทั้งที่จริง ๆ แต่ในพระทัยของทั้งสอง ท่านคงไม่สามารถปรองดองกันได้ ภายหลังการเสด็จทิวงคตของกรมพระราชวังบวรวิเศษไชยชาญเมื่อ พุทธศักราช 2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดขึ้นด ารงต าแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีก ต่อมาจึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกต าแหน่งกรมพระราชวังบวรสถาน มงคล และทรงสถาปนาต าแหน่ง “สยามมกุฎราชกุมาร” เพื่อเป็นองค์รัชทายาทแทน33 ในปัจจุบันมี พระนามเต็มว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร” 4.) ประวัติศสาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวข้อองกับความส าคัญขอองภาษาอังกฤษ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเรียนการสอนหรือการศึกษาภาษาอังกฤษ สืบค้นจาก “ห้องสมุดในปลายมือ” หรือที่เรียกว่า Google ระบุไว้ในเรื่องราวของประวัติการศึกษาของ กรมพระ ยาด ารงราชานุภาพ ว่า “พระองค์ทรงเริ่มเรียนหนังสือไทยชั้นต้นจากส านักคุณแสงแลคุณปาน ราชนิ กุล ในพระบรมหาราชวัง ทรงศึกษา ภาษาอังกฤษ ในโรงเรียนหลวง ซึ่งมีมิสเตอร์ ฟราสซิส ยอร์ช แพตเตอร์สัน เป็นพระอาจารย์” 5.)รวมบุคคลที่เกี่ยวกับความสามารถด้านภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากงานวิจัยนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ นิราศหนองคาย ซึ่งเป็นวรรณคดีประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “นิราศ” ซึ่งเป็นจัดอยู่ในประเภท “กลอนแปด” อย่างหนึ่ง ซึ่งจัดอยู่ในวรรณกรรมหรือวรรณคดี ประเภท “ร้อยกรอง” ซึ่งธรรมดาว่า งานวรรณกรรมหรือวรรณคดีประเภทร้อยกรองนั้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง งานเขียนประเภท “นิราศ” นั้น เป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก การพรากจาก “นางผู้เป็นที่ รัก” เป็นส าคัญ นอกจากนี้ ยังมีการยกทัพจับศึก และการลงโทษลงทัณฑ์ต่าง ๆ ของบุคคลในระบบ ศักดินา โดยส่วนมากก็เป็นบุคคลชั้นสูง 32 โบราณนานมา. วกิฤตการณ์วังหน้า ความขัดแย้งของลูกพระจอม-ลูกพระป่ิน จนเกือบจะเกดิสงครามกลางเมือง ( 2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=uCjQA9Xeegc 33 ส านักหอสมุดแห่งชาติ (National Archives of Thailand). สยามมกุฎราชกุมาร: สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้า ฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร. ( 2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา: https://www.nat.go.th/
๒๒ ดังนั้น เนื้อหาส่วนนี้จึงขอรวบรวมเขาเหตุการณ์ต่าง ๆ ของบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ปรากฏ ในแหล่งต่าง ๆ เท่าที่จะรวบรวมมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แหล่งที่เรียกว่า “สื่อออนไลน์” ตามที่ได้ตั้ง ชื่อไว้แล้วในเบื้องต้นว่า “ห้องสมุดที่ปลายมือ” ซึ่งมีเนื้อหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิราศหนองคาย ซึ่งมี ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งบางท่านบางคน อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของนิราศหนองคาย แต่ก็เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับความสามารถด้านการฟัง การพูดหรือการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ดังนี้ ประเด็นหนึ่งที่นับเป็นเรื่องที่นับได้ว่าน่าสนใจในประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องในด้านการสื่อสาร ภาษาอังกฤษ ที่โดยส่วนมากมักจะมีชีวิตที่รันทด ซึ่งในประเด็นนี้จะยกตัวอย่างมา 13 กรณีคือ 1. เจ้าฟ้าหญิงใหญ่ พระองค์เจ้าหญิง ยิ่งเยาวลักษณ์พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 ที่ทรงมี พระปรีชาสามารถในการสนทนาภาษาอังกฤษโดยความที่เป็นลูกศิษย์คนเก่งพระองค์หนึ่ง ของแหม่ม แอนนา ลีโอโนเวน (Anna Leonowens) ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรง จ้างให้มาสอนภาษาอังกฤษแก่พระราชโอรสและพระราชธิดาในพระราชวัง เจ้าหญิงพระองค์นี้ทรงถูก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5ทรงรับสั่งให้ลงโทษในฐานะที่สร้างความเสื่อม เสียแก่พระเกียรติยศแห่งราชส านักเพราะพระองค์ทรงไปมีสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับ “อ้ายโต” อดีต พระภิกษุวัดราชาธิราช จนได้เกิดคดีความขึ้นในพระราชวัง สุดท้าย “อ้ายโต” และ “อีเผือก” นาง ก านัลที่มีส่วนรู้เห็นให้อ้ายโตกับเจ้าหญิงได้มีสัมพันธ์กันดังกล่าวถูกประหารชีวิต ส่วนตัวของเจ้าหญิง เองก็ทรงได้รับโทษประหารชีวิต แต่ก็ได้รับพระกรุณาลดโทษให้จ าคุกตลอดชีวิต34 ทั้งนี้ มีเรื่องราว ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า ครั้งหนึ่ง ก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ได้ทรงตรัสไว้กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ไว้ว่า “… ถ้าเจ้าได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ในกระบวนพี่น้องทั้งหมด จะ มีพระองค์หญิงหนึ่งองค์ และพระองค์ ชายอีกหนึ่งองค์ ทรงกระท า ความผิดเป็นมหันตโทษ ขอให้ไว้ชีวิตพระองค์เจ้าพี่น้องทั้งสององค์ ด้วย…”35 ซึ่งเป็นที่มาของการ “เว้นโทษตาย” ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้แก่องค์หญิง ยิ่งเยาวลักษณ์ พระธิดาพระองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระเชษฐภคินี(พี่สาว) ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระธิดาพระองค์นี้ มีพระปรีชาสามารถในการสนทนาภาษาอังกฤษ โดยแหม่มแอนนาเป็นพระ อาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษ เป็นพระธิดาหนึ่งในสาม ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง โปรดปรานมากที่สุด จนได้พระราชทานนามว่า “อัครราชกุมารี” โดยพระองค์สามารถสนทนาโต้ตอบ ภาษาอังกฤษกับเจ้าเมืองสิงคโปร์ที่เสด็จมาเป็นแขกของราชส านักสยามในเวลานั้น และในคราวที่ เสด็จตามไปต าบลหว้ากอในการชมปรากฎการณ์สุริยุปราคา ที่พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงท านายไว้ และพระธิดาพระองค์นี้ก็ได้แสดงความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษกับชาวฝรั่งต่างชาติที่ได้รับ เชิญให้ร่วมเสด็จไปในคราวครั้งนี้ 34 โบราณนานมา. หม่อมย่งิเยาวลักษณ์พระองค์หญิงผู้อาภัพ กับรักต้องห้ามของเจ้านายฝ่ายใน. (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=6JBBX1BOY0U 35 อ้างแล้วเรื่องเดียวกัน.
๒๓ 2. พระนางเรือล่ม พระราชินีผู้เป็นที่รักยิ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยมีความทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนและได้น าเสนอก่อนหน้านี้แล้ว ในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรีชาสามารถในการสนทนาภาษาอังกฤษได้ อย่างดีเยี่ยม ถึงกับสามารถเจรจาว่าความเมืองแทนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 5 ในคราวที่เสด็จประภาพยุโรปเพื่อน าความเจริญในประเทศตะวันตกมาพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานต่าง เกี่ยวกับค าศัพท์ในภาษาอังกฤษดังนี้.- การสิ้นพระชนม์ของพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์นั้น ท าให้เกิดปัญหาในการออกพระนาม ในประกาศทางราชการ เนื่องจากยังไม่มีการสถาปนาฐานันดรศักดิ์แห่งพระมเหสีอย่างเป็นทางการแต่ ประการใด ดังนั้น จึงมีการออกพระนามเป็นล าดับ ดังนี้ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2423 นั้น กรมหมื่นนเรศรเข้าไปเฝูากราบบังคมทูลด้วยพระนาม พระองค์เจ้าสุนันทา ว่า สมเด็จกรมพระฯ (สมเด็จเจ้าฟูาฯ กรมพระบ าราบปรปักษ์) จะทรงออกตรา เกณฑ์ไม้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ “สมเด็จพระนางเจ้า อย่างสมเด็จพระนางโสมนัส” ดังนั้น จึงออกพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2423 มีรับสั่งให้กรมหมื่นนเรศรไปทูลสมเด็จกรม พระว่า พระนามนั้นให้ใช้แต่ “สมเด็จพระนางเธอ” เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้านั้นไว้ใช้ส าหรับการ แปลเป็นค าอังกฤษว่า ควีน ดังนั้น จึงออกพระนามว่า สมเด็จพระนางเธอสุนันทากุมารีรัตน์ และใช้ ภาษาอังกฤษว่า Princess ส่วนสมเด็จพระนางเจ้านั้นให้ใช้กับค าว่า Queen ในภาษาอังกฤษ โดยให้ ใช้เป็นสมเด็จพระนางเจ้าตามด้วยชื่อ และต่อท้ายด้วยพระราชเทวี ต่อมาในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2423 ให้เปลี่ยนพระนามเป็นจาก “สมเด็จพระนางเธอ” เป็น "สมเด็จพระนางเจ้า" (Queen) สุนันทากุมารีรัตน์ หลังจากนั้น พระองค์ได้รับการเฉลิมพระ นามาภิไธยเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้า สว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี จากเอกสารต่างประเทศได้บันทึกไว้ว่าพระองค์ตรัสภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วฉะฉาน และทรงกล้าเข้าสังคมซึ่งแตกต่างจากบุคลิกลักษณะของฝุายในโดยมาก ในสมัยก่อน ท าให้ทรง สามารถแบ่งเบาพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการต้อนรับขับสู้ ชาวต่างประเทศเมื่อทรงออกมหาสมาคม ขณะด ารงต าแหน่ง พระนางเธอ หรือ Queen อย่างสมพระ เกียรติดังจะเห็นได้จากบันทึกของ นายพลยูลิสซีส เอส. แกรนต์อดีตประธานาธิบดีของ สหรัฐอเมริกา ที่ได้เดินทางเข้ามาในปี พ.ศ. 2422 มีความว่า "เมื่อข้าพเจ้าได้เข้าเฝูาพระเจ้าอยู่หัวนั้น ภรรยาของข้าพเจ้าก็ได้รับการต้อนรับและสนทนาวิสาสะอย่างอบอุ่นเป็นกันเองจากพระราชินี" 36 3.พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีสถานะเป็นวังหน้าแต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่วังหน้าเพราะ พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงให้แต่งตั้งเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่สอง (Second King) ของรัช 36 Wikipedea. สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี. (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/
๒๔ อาณาจักรไทย37 โดยมีการเปรียบเทียบพระราชอ านาจของพระองค์โดยเทียบกับพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ “วังหลวง” ว่า มีค่าอยู่ที่ 2 แล้ว ค่าของพระปิ่นเกล้า “วังหน้า” จะ เป็น 1 แต่สถานะหรือพระราชอ านาจที่พระองค์มีนั้น จะเป็น 1 ตามตัวเลขสถานะ ของ “วัง หน้า” แต่จะเป็น 1.5 ซึ่งห่างกันแค่ 0.5 คือห่างกันแค่นิดเดียว นอกจากนี้ จากเนื้อหาทาง ประวัติศาสตร์ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชอัธยาศัยต่างจากพระเชษฐา มาก เพราะฝุายแรกชอบสนุกเฮฮา ไม่มีพิธีรีตองอะไร ส่วนฝุายหลังค่อนข้างเงียบขรึม ฉะนั้นจึงมัก โปรดในสิ่งที่ไม่ค่อยจะตรงกันนัก แต่ถ้าเป็นความสนิทสนมส่วนพระองค์แล้วพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงท าอะไรก็มักนึกถึงพระราชอนุชาอยู่เสมอ เช่น คราวหนึ่งเสด็จขึ้นไปปิดทอง พระพุทธรูปใหญ่วัดพนัญเชิง ก็ทรงปิดเฉพาะพระพักตร์ เว้นพระศอไว้พระราชทาน พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าฯ ทรงปิดต่อ นอกจากนี้ทั้ง 2 พระองค์ ก็ทรงล้อเลียนกันอย่างไม่ถือพระองค์ และ ส่วนมากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ จะเป็นฝุายเย้าแหย่มากกว่า โดยที่ พระบาทสมเด็จพระปิ่น เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระปรีชาสามารถมาก ทรงรอบรู้งานใน ด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น งานด้าน กองทัพบก กองทัพเรือ ด้านต่างประเทศ วิชาช่างจักรกล และวิชาการปืนใหญ่ ทรงรอบรู้ภาษาอังกฤษ เป็นอย่างดีจนสามารถที่จะทรงเขียนโต้ตอบจดหมายเป็นภาษาอังกฤษกับ เซอร์จอห์น เบาริง ราชทูต อังกฤษ ที่เดินทางมาเจริญพระราชไมตรีกับประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2398 (ค.ศ. 1855) ซึ่งข้อความ ในสนธิสัญญานั้น ถ้าเอ่ยถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีค าก ากับว่า The First King ส่วนพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีค าก ากับว่า The Second King ส าหรับในภาษาไทย นั้น ตามสนธิสัญญา ทางไมตรีกับประเทศอังกฤษ ในบทภาค ภาษาไทยจะแปลค าว่า The First King ว่า พระเจ้ากรุงสยามพระองค์เอก ส่วนค าว่า The Second King นั้นจะแปลว่า พระเจ้ากรุงสยาม พระองค์ที่ 2 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระนามปรากฏอยู่ในประกาศในอารัมภบทให้ ด าเนินการเจรจาท าสนธิสัญญาฉบับนี้ด้วย ในฐานะพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 คู่กับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์มีสายพระเนตรที่กว้างไกล ในด้านการ ต่างประเทศ ทรงรอบรู้ข่าวสารในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอย่างดี ทรงทราบพระราชหฤทัยดีว่า ถ้า หากทรง ด าเนินนโยบายที่แข็งกร้าวแล้วไซร้ ไทยเราจะเสียประโยชน์ ส่วนบรรดาฝรั่งที่รู้จักมักคุ้นกับ วังหน้ามักจะยกย่องชมเชยว่า ทรงเป็นสุภาพบุรุษเพราะพระองค์มีพระนิสัยสุภาพ โดยเฉพาะกับพระ ราชชนนี กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ด้วยแล้ว ทรงแสดงความเคารพเกรงกลัวเป็นอันมาก38 4. กรณีของพระปรีชากลการกับ เฟนนี น๊อกซ์ บุตรีของ ราชทูตอังกฤษ โทมัส น๊อกซ์ พระ ปรีชากลการ นามเดิมว่า “ส าอาง อมาตยกุล” เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2384 เป็นบุตรคน ที่สองของ พระยากระสาปน์กิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) กับ คุณหญิงพลอย บุตรีพระยาโชฎึกราช เศรษฐี (ทองจีน ไกรฤกษ์) บิดาได้น าขึ้นถวายตัวเป็นมหาดเล็กในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2401-2404 ท่านจบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมเมื่ออายุเพียง 20 ปี จากสกอตแลนด์ ประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 37 ปรามินทร์ เครือทอง. พระปิ่ นเกล้าฯ “The Second King” พระเจ้าแผ่นดินสยามเบอร์ 1.5 ?. (2564). บทความ ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.facebook.com/SilpaWattanatham/ 38 Wikipedea. พระบาทสมเดจ็พระป่ินเกล้าเจ้าอยู่หวั. (2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา: https://www.google.co.th/
๒๕ ให้พระยากระสาปน์กิจโกศลตั้งโรงกษาปณ์ผลิตเงินเหรียญขึ้นแทนเงินพดด้วง ซึ่งมาแต่เดิม และได้มี พระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระปรีชากลการไปช่วยงานบิดาที่กรมกระษาปน์สิทธิการ นอกจากนี้ พระปรีชากลการ ยังเป็นผู้มีหัวคิดทันสมัย ชอบประดิษฐ์ ค้นคว้า ชอบคบหาสมาคมกับชาว ต่างประเทศคล้ายบิดา จึงเป็นที่โปรดปรานในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้เป็นเจ้ากรมกระษาปณ์สิทธิการแทนบิดาตาม คาดหมาย พระปรีชากลการมีผลงานอย่างเช่น ประดิษฐ์ซุ้มจุดด้วยไฟแก๊สถวายในงานเฉลิมพระ ชนมพรรษา และเป็นนายงานสร้างตึกแถวบนถนนบ ารุงเมือง กล่าวกันว่า ความบาดหมางระหว่าง 2 ตระกูลขุนนางใหญ่ เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยบิดา คือ พระ ยากระสาปณกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) ได้ทักท้วงการซ่อมหลังคาพระอุโบสถวัดพระเชตุพนฯ ซึ่ง อ านวยการซ่อมแซมโดย พระยาศรีพิพัฒน์ (ทัต บุนนาค)39 เป็นการซ่อมแซมที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็ยัง ด าเนินการซ่อมต่อไป ต่อมาหลังคาพระอุโบสถดังกล่าวก็พังลง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงยกย่องพระยากระสาปน์กิจโกศล ซึ่งเป็นผู้มีหัวคิดก้าวหน้า เป็นคนหัว สมัยใหม่ กล้าคิดกล้าท ากล้าตัดสินใจ ว่า “เป็นผู้มีความสามารถมากกว่าขุนนางผู้ใหญ่บางคนเสียอีก” ท าให้ พระยาศรีพิพัฒน์ เสียหน้าเป็นอย่างมาก ความแตกแยกของ 2 ตระกูลใหญ่ก็เริ่มมาตั้งแต่บัด นั้น40 โดยในเหตุการณ์เดียวกันนี้ ในปี พ.ศ. 2414 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงโปรด เกล้าฯ แต่งตั้งเป็น สุปรินเทนเด็นอินยีเนีย (Superintendent Engineer - หัวหน้าช่าง เครื่อง)41 ควบคุมเรือพระที่นั่งบางกอก เสด็จประพาสต่างประเทศตั้งแต่ต้นรัชกาลน าเรือไป สิงคโปร์ ปีนัง มะละกา มะละแหม่ง ย่างกุ้ง กัลกัตตา อัครา มันดาริด และบอมเบย์ในอินเดีย จนเป็นข้าราช บริพารที่โปรดปรานในรัชกาลที่ 5 ถึง พ.ศ. 2416 ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย โปรดเกล้าฯ ให้ ท าบ่อทองที่เมืองกบินทร์บุรี จนได้เป็นเจ้าเมืองปราจีนบุรี ในปี พ.ศ. 2419 ในส่วนของคดีความของพระปรีชากลการนั้น ถือว่ามีความสลับซับซ้อนเพราะแรงผลักดันใน การด าเนินคดีส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง ด้วยแรกทีเดียว พระปรีชากลการ ถือเป็น ข้าราชการคนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงโปรด แต่ภายหลัง พระปรีชากลการไปหลง รัก แฟนนี่ น็อกซ์บุตรสาวของ ท่านโทมัส ยอร์ช น็อกซ์ (Thomas Gorge Knox) กงสุลอังกฤษ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับวังหน้า (กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ) และเคยเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ติ เตียนวังหลวง ยกย่องวังหน้าอยู่เนืองๆ ทั้งนี้ ประเด็นตรงนี้ ได้น าเสนอไปแล้วในส่วนของเนื้อหาที่ 39 ทัต บุนนาค เป็นน้องของ ดิส บุนนาค ทั ้งสองเป็นบุตรของ นายบุนนาค หรือ เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา ขุนนางชั ้น ผู้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 1 และดิส บุนนาค หรือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมหาประยุรวงศ์สมุหพระกลาโหมในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นบิดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้มีบารมีสูงส่งและยิ่งใหญ่มาตั ้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ถึง รัชกาลที่ 5 โดยได้เป็นผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 40 Kana Lab. เหตุพิพาท2ตระกูลใหญ่อมาตยกุล-บุนนาค พระปรีชากลการ ตอนที่1. (2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=MyShvDWuo3o 41ประวัติศาสตร์ชาติไทยและข่าวสาร. พระปรีชากลการ. (2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา: https://m.facebook.com/188583217968299/posts/789427261217222/
๒๖ กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างวังหลวงกับวังหน้า ในประเด็นของความขัดแย้งระหว่าง “ลูกพระจอมกับ ลูกพระปิ่น” จนเป็นเหตุให้ที่ได้กล่าวไว้แล้วก่อนหน้านี้ ส าหรับเงื่อนไขที่น าไปสู่การด าเนินคดีกับ พระปรีชากลการ นั้นประกอบด้วยเรื่องหลักๆ คือ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายบ้านเมือง จากกรณีการพาแฟนนี่นั่งเรือยอชต์ส่วนตัว ไปดูงาน ฉลองพระราชวังบางปะอินและค้างแรมบนเรือล าเดียวกัน แม้จะมิได้ค้างห้องเดียวกัน และการสมรส กับแฟนนี่ ก็เป็นการกระท าโดยมิได้ขอพระบรมราชานุญาต ประการที่สองคือ บกพร่องในหน้าที่ราชการเรื่องการควบคุมบ่อทอง ที่พระปรีชากลการเบิก เงินล่วงหน้า 15,500 ชั่ง แต่กลับผลิตทองได้เพียง 111 ชั่งเศษๆ และข้อกล่าวหาการทุจริตยักยอก ทองมาให้พระยากษาปณกิจโกศล ผู้เป็นบิดา นอกจากนี้ก็จะเป็นเรื่องการใช้อ านาจข่มเหงประชาชน เช่นการทรมานนายเกิดซึ่งเป็นเสมียน ของตนเองจนถึงแก่ความตาย เนื่องจากนายเกิดต้องการร้องเรียนทางการว่าพระปรีชาฯ ทุจริต การ ยึดที่ดินจากชาวบ้านไปมอบให้คนใกล้ตัว และการปล่อยโจรผู้ร้ายไปปล้นเมืองอื่น ในหนังสือ ประวัติการจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ยังกล่าวว่า พระปรีชาฯ ใช้ แรงงานคนอย่างทารุณ เช่นการขุดตอในแม่น้ าซึ่งขวางการเดินเรือได้ใช้วิธีเอาง่ามถ่อค้ าคอคนที่ด าน้ า ลงไปจนบางคนถึงแก่ความตาย หรือการทรมานนักโทษด้วยการกักตัวไว้ในคอกเหมือนเล้าหมูใต้ถุน ครัวไฟ ให้ต้องทนทุกข์อยู่ในน้ าคร าตลอดเวลา แต่จากการสืบค้นข้อมูลในคดีดังกล่าวของ สืบแสง พรหมบุญ หลักฐานที่พอจะเอาผิดกับพระ ปรีชาฯ ได้คือคดีเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานทางบัญชี ซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่ ควรต้องโทษถึงขั้นประหารหากเทียบเคียงกับกรณีข้าราชการอีกหลายคนที่เคยพัวพันกันการทุจริตมา ก่อน ขณะที่ข้อหาพัวพันกับการฆ่าคนนั้นพยานหลักฐานส่วนใหญ่ยังไม่มีน้ าหนักเพียงพอ ส่วนปัจจัยที่น่าจะมีส่วนส าคัญท าให้ พระปรีชาฯ ต้องโทษหนักถึงขั้นประหารนั้น มีชาว ต่างประเทศที่อยู่ในเมืองไทยสมัยนั้นเคยวิเคราะห์ไว้ว่า สิ่งส าคัญอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมของไทยใน ขณะนั้นไม่เป็นธรรม เพราะยังเป็นระบบไต่สวนที่จ าเลยไม่มีสิทธิประกันตัวเพื่อเตรียมพยานหลักฐาน ในการสู้คดี อ านาจการตัดสินคดีก็ขึ้นอยู่กับฝุายบริหารมิได้ท างานอย่างเป็นอิสระ การที่ขุนนางคนส าคัญอย่างสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เข้ามามีบทบาทส าคัญใน การด าเนินคดีแต่ต้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง โดยสมเด็จเจ้าพระยาฯ คือผู้ที่กราบทูลกับรัชกาลที่ 5 ให้เอา ผิดกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับพระปรีชาฯ เป็นส าคัญ ยิ่งกว่าเรื่องของการทุจริต ซึ่งเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 5 ก็ทรงเห็นด้วย โดยเมื่อครั้งที่มีการจับตัวพระปรีชาฯ พระองค์ก็ทรงมีพระ ราชหัตถเลขาสั่งพระพิเรนทรเทพย์เจ้ากรมต ารวจด้วยพระองค์เอง ให้จ าตรวนและลงอาญาโบยเสีย 30 ที เพราะเห็นว่าพระปรีชาฯ ท าการดูหมิ่นอาญาแผ่นดินมาก “การก าเริบหมิ่นประมาทและไม่มี ความย าเกรงผู้ใหญ่” 42 42ผิน ทุ่งคา. “กตู้องตายเพราะอยากมีเมียแหม่ม” คดีความและวาทะของพระปรีชากลการ ผู้รับโทษ ประหาร. (บทความออนไลน์) 2561. แหล่งที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/
๒๗ ส าหรับ วาทะกรรมที่ว่า “กูต้องตายเพราะอยากมีเมียแหม่ม” ค ากล่าวข้างต้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อ้างว่าเป็นของ พระปรีชากลการ (ส าอาง อมาตยกุล) เจ้าเมืองปราจีนบุรี และผู้ดูแลบ่อทอง ของรัฐบาลที่กบินทร์บุรี ที่กล่าวไว้ก่อนถูกเพชฌฆาตลงดาบประหาร (24 พฤศจิกายน 2422) ซึ่งใช้ ข้อความที่ต่างกันออกไปแต่สื่อความในท านองเดียวกันกับค าบรรยายเหตุการณ์ดังกล่าวในหนังสือ “ประวัติการและความทรงจ าของรองอ ามาตย์โท หลวงบ ารุงรัฐนิการ (บุศย์ อเนกบุณย์)” ที่ระบุค า กล่าวของพระปรีชากลการก่อนตายไว้ว่า “โบสถ์สร้างขึ้นยังไม่ทันแล้ว เพราะได้เมียฝรั่งตัวจึงตายแดด ร้อนอย่างนี้ ท าไมจะได้สติเมื่อตายแล้ว เราจะไปอยู่ที่หลังคาแดงโน้น” 43 ซึ่งจะต่างกันเพียงเนื้อความ แต่สาระส าคัญ จะหมายถึงการที่ท่านได้ระบุถึงความน้อยใจที่ได้ภรรยาเป็นฝรั่ง จึงต้องถูกประหาร และผู้ที่สั่งลงโทษประหารก็คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งมีส่วน คล้ายคลึงกับการสั่งโทษโบย 50 ทีแก่ นายทิม สุขยางค์ หรือ พลวงพิพัฒน์พงภักดี ผู้แต่ง “นิราศ หนองคาย” เพื่อให้เห็นความชัดเจนของบุคคลต่าง ๆ ในงานวิจัยนี้ และเพื่อจะน าไปสู่ความเข้าใจให้ ชัดเจนยิ่งขึ้นในประเด็นที่มีสัมพันธ์กับการเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในชน ชั้นการปกครองระดับสูงได้ จึงท าเป็นตารางเปรียบเทียบ โดยมีพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เป็นองค์ในระดับปฐม คือเป็นพระองค์แรก ด้วยเหตุผลที่ได้น าเสนอไปก่อนหน้านี้แล้วว่า คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลในระดับขุนนางชั้นสูงได้เริ่มให้ความสนใจในภาษาอังกฤษอย่างเป็น รูปเป็นร่าง โดยเริ่มต้นขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ดังนี้ ที่ พระนาม(หรือชื่อ) ประสูติ(หรือ เกิด) ส ว ร ร ค ต (เสียชีวิต) หมายเหตุ 1. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 2331 2394 2. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 2347 2411 3. พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 องค์ที่ 2 หรือ (Second King of Siam) 2351 2408 5. พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ 5 2396 2453 6. พระนางเรือล่ม(หรือ สมเด็จ พระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์) 2403 2423 7. สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุ ริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) 2351 2426 8. เจ้าฟูามหาวชิรุณหิศ 2421 2438 พ ร ะ โ อ ร ส 43 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน.
๒๘ ของ รัชกาลที่ 5 ที่ ไ ด้ รั บ การสถาปนา ใ ห้ เ ป็ น “สมเด็จพระ บรมโอรสาธิ ร า ช ฯ” แ ต่ สิ้นพระขนม์ เสียก่อน ท า ให้เจ้าฟูามหา วชิราวุธได้รับ การแต่งตั้งให้ ด า ร ง ต า แ ห น่ง นี้ แทน 9. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 2424 2468 10. กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (โอรสของพระบาทสมเด็จพระ ปี่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) 2381 2428 11. พ ร ะองค์เ จ้ า ยิ่งเ ย า ลั กษณ์ (หม่อมยิ่ง) 2395 2429 12.. พระปรีชากลการ (ส าอาง อมาตยกุล) 2384 2422 13. เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธ ารง (เพ็ง เพ็ญกุล) 2364 2437 14. หลวงพิพัฒนพงศ์ภักดี (นายทิม สุขยางค์) 2390 2458 สงครามปราบฮ่อ เริ่มเมื่อ 2417 ที่ วิกฤตวังหน้า 2418 วิกฤติ ร.ศ.112 2429 กบฏ ร.ศ.130 2455 ปฏิวัติสยาม 2475
๒๙ ตารางล าดับเหตุการณ์ส าคัญหลังจากการตื่นตัวด้านการใช้ภาษาอังกฤษ ที่ แหม่มแอนนา พลเอก แมคคาร์ธี ตารางชาวต่างชาติที่รับราชการในราชส านักไทย 2.2 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ในงานวิจัยจะขอน าเสนอค าในภาษาอังกฤษบางค า ที่มีการเขียนเหมือนกันแต่อ่านต่างกันและ เขียนต่างกันแต่อ่านเหมือนกัน เป็นต้นดังนี้ 1. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการออกเสียงสระและพยัญชนะในภาษาอังกฤษ ถึงแม้ว่า งานวิจัยนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นส าคัญ แต่ด้วยเหตุผล ที่ว่า การเขียนค าอ่านดังกล่าวนี้ ต้องมีที่มาจากการ “ออกเสียง” ก่อนแล้วจึงเอาไปเขียนว่าค า ๆ นั้น อ่านออกเสียงว่าอย่างไร เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาอย่างหนึ่งคือ การเขียนค าอ่านค าศัพท์จาก ภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะค าอ่านค าศัพท์ในภาษาอังกฤษนั้น มีทั้งที่ออกเสียงง่าย ซึ่งก็สามารถ น าไปเขียนเป็นค าอ่านในภาษาไทยได้ง่าย แต่ค าบางค าก็ออกเสียงยาก เช่นการออกเสียงตัว Th- ที่ครู อาจารย์ที่สอนการออกเสียงภาษาอังกฤษ มักจะสอนให้ออกเสียงด้วยการ “ใช้ลิ้นไปแตะที่ฟันบนแล้ว ออกเสียงว่า เธอะ” นั้น เป็นการเขียนเป็นค าอ่านในภาษาไทยได้ยากอย่างยิ่ง ซึ่งลักษณะการออกสียงตัว Th ซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์ / ð/ สามารถเข้าใจได้ด้วยรูปภาพ ดังต่อไปนี้ รูปที่ ลักษณะของปากลิ้นและฟันในการออกเสียงพยัญชนะตัว Th ที่มา ออนไลน์ðð ดังนั้น เพื่อให้มีความเข้าใจในการออกเสียงภาษาอังกฤษ ทั้งที่เป็นเสียงพยัญชนะ และเสียง สระ แสดงให้เห็นด้วยรูปภาพต่อไปนี้
๓๐ รูปที่ สัญลักษณ์แทนเสียงพยัญชนะและสระในภาษาอังกฤษ 2. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการเขียนค าศัพท์
๓๑ หัวข้อที่ 1 ค าที่เขียนเหมือนกันแต่อ่านต่างกัน (ค าศัพท์ที่มีมากกว่าค าเดียว จะหมายเอาค าที่ ขีดเส้นใต้และเป็นตัวหนา) Arkansas อ่านว่า อา คัน ซอส์ Kansas City อ่านว่า แคน ซัส ซิ ตี้ Disaster อ่านว่า ดิ แซส เตอร์ หัวข้อที่ 2. ค าที่เขียนต่างกัน แต่อ่านเหมือนกัน หรือ Homophones ตามที่ได้พยายาม สืบค้นมาเพื่อประกอบกับการท างานวิจัยนี้ จัดเป็นคู่ค าศัพท์ที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่ความหมาย แตกต่างกัน โดยน าเสนอเป็น คู่ๆ โดยมีแต่ละมี มีการขั้นด้วยสัญลักษณ์ / เขียนค าอ่านว่า วัน ค าศัพท์อังกฤษ One แปลว่า 1 เขียนค าอ่านว่า วัน ค าศัพท์อังกฤษ Won แปลว่า “ชนะ” (เป็นกริยาในช่องที่ 2 และ 3)/ เขียนค าอ่านว่า แอร์ ค าศัพท์อังกฤษ air แปลว่า อากาศ เขียนค าอ่านว่า แอร์ ค าศัพท์อังกฤษ heir แปลว่า ทายาท/ เขียนค าอ่านว่า แบร์ ค าศัพท์อังกฤษ bare แปลว่า เปลือย เขียนค าอ่านว่า แบร์ ค าศัพท์อังกฤษ bear แปลว่า หมี/ เขียนค าอ่านว่า บี ค าศัพท์อังกฤษ be แปลว่า เป็น อยู่ คือ (Verb to be) เขียนค าอ่านว่า บี ค าศัพท์อังกฤษ bee แปลว่า ผึ้ง/ เขียนค าอ่านว่า บัท ค าศัพท์อังกฤษ but แปลว่า แต่ เขียนค าอ่านว่า บัท ค าศัพท์อังกฤษ butt แปลว่า ก้น/ เขียนค าอ่านว่า เบรก ค าศัพท์อังกฤษ brake แปลว่า หยุด เขียนค าอ่านว่า เบรก ค าศัพท์อังกฤษ break แปลว่า ช่วงพัก/ เขียนค าอ่านว่า ไบย์ ค าศัพท์อังกฤษ buy แปลว่า ซื้อ เขียนค าอ่านว่า ไบย์ ค าศัพท์อังกฤษ by แปลว่า โดย/ เขียนค าอ่านว่า แซล ค าศัพท์อังกฤษ cell แปลว่า หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต เขียนค าอ่านว่า แซล ค าศัพท์อังกฤษ sell แปลว่า ขาย/ เขียนค าอ่านว่า ดาม ค าศัพท์อังกฤษ dam แปลว่า เขื่อน เขียนค าอ่านว่า ดาม ค าศัพท์อังกฤษ damn แปลว่า บ้าเอ๋ย(ค าสบถ)/ 9. ไดย = die ตาย dye สีย้อม 10. ไอ = eye ตา I ฉัน เฟลา เวอร์ = flour แปูง flower ดอกไม้ 12. ฟอร์ = for ส าหรับ four เลขสี่ 13. เฮียร์ = hear ได้ยิน
๓๒ here ที่นี่ 14. ไฮ = hi สวัสดี high สูง 15. โฮวล = hole รู whole ทั้งหมด 16. เอา เวอร์ = hour ชั่วโมง our ของพวกเรา 17. ไนท = knight อัศวิน night ตอนค่ า 18. น็อด = knot ขมวด not ไม่ 19. น็อว = know รู้ no ไม่ 20. เมด = made ท า maid แม่บ้าน 21. เมล = mail เมล์ male เพศผู้ชาย 22. มีท = meat เนื้อสัตว์ meet เจอ มอร์นิง = morning ตอนเช้า mourning คร่ าครวญ นัน = none ไม่มี nun แม่ชี 25. ออร์= oar ไม้พายเรือ or หรือ พีซ = peace ความสันติสุข piece ชิ้น พี = pea ถั่วแขก pee ฉี่ เพลน = plain เปล่าๆ / ธรรมดา plane เครื่องบิน พอร์ = poor ยากจน pour เท เพร = pray สวด / อธิษฐาน prey พรินซ เบิล = principal ครูใหญ่
๓๓ principle หลักการ เขียนค าอ่านว่า พรอฟิท ค าศัพท์อังกฤษ profit แปลว่า ก าไร prophet ผู้พยากรณ์ ไรท = right ขวา/ใช่ write เขียน โรล = roll กลิ้ง role บทบาดท รูท = root ราก route เส้นทาง เซ เอ็อล = sail ใบเรือ / แล่น sale ช่วงลดราคา ซี = sea ทะเล see เห็น ซ็อว = sew เย็บ จัง/มาก/งั้น/จึง/ก็เลย ฌอ = shore ริมทะเล sure ชัวร์/แน่นอน ซัน = son ลูกชาย sun ดวงอาทิตย์ สแท = stair บันได stare จ้องมอง 42. เท เอ็อล = tail หาง tale นิยาย แฟ = their ของพวกเขา there ที่นั่น ทึว = to ถึง too เกินไป/ด้วย เวสท = waist เอว waste ขยะ west ตะวันตก เวท = wait รอ weight น้ าหนัก เว = way ทาง weigh ชั่งน้ าหนัก วีก = weak อ่อนเพลีย week สัปดาห์
๓๔ แว = wear ใส่สวม where ที่ไหน เขียนค าอ่านว่า “วึด” ค าศัพท์อังกฤษ would แปลว่า “จะ” เขียนค าอ่านว่า วึด ค าศัพท์อังกฤษ wood แปลว่า “ไม้” นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการออกเสียงค าศัพท์ในภาษาอังกฤษดังนี้ accessary, accessory ค าหน้า อ่านออกเสียงเป็นเสียงสระ แอะ ad, add อ่านออกเสียงเป็นเสียงสระ แอะ ail, ale air, heir aisle, I’ll, isle all, awl allowed, aloud alms, arms altar, alter arc, ark aren’t, aunt ate, eight auger, augur auk, orc aural, oral away, aweigh awe, oar, or, ore axel, axle aye, eye, I bail, bale bait, bate baize, bays bald, bawled ball, bawl band, banned bard, barred bare, bear bark, barque baron, barren base, bass bay, bey
๓๕ bazaar, bizarre be, bee beach, beech bean, been beat, beet beau, bow beer, bier bel, bell, belle berry, bury berth, birth bight, bite, byte billed, build bitten, bittern blew, blue bloc, block boar, bore board, bored boarder, border bold, bowled boos, booze born, borne bough, bow boy, buoy brae, bray braid, brayed braise, brays, braze brake, break bread, bred brews, bruise bridal, bridle broach, brooch bur, burr but, butt buy, by, bye buyer, byre calendar, calender
๓๖ call, caul canvas, canvass cast, caste caster, castor caught, court caw, core, corps cede, seed ceiling, sealing cell, sell censer, censor, sensor cent, scent, sent cereal, serial cheap, cheep check, cheque choir, quire chord, cord cite, sight, site clack, claque clew, clue climb, clime close, cloze coal, kohl coarse, course coign, coin colonel, kernel complacent, complaisant complement, compliment coo, coup cops, copse council, counsel cousin, cozen creak, creek crews, cruise cue, kyu, queue curb, kerb currant, current
๓๗ cymbol, symbol dam, damn days, daze dear, deer descent, dissent desert, dessert deviser, divisor dew, due die, dye discreet, discrete doe, doh, dough done, dun douse, dowse draft, draught dual, duel earn, urn eery, eyrie ewe, yew, you faint, feint fah, far fair, fare farther, father fate, fête faun, fawn fay, fey faze, phase feat, feet ferrule, ferule few, phew fie, phi file, phial find, fined fir, fur fizz, phiz flair, flare flaw, floor
๓๘ flea, flee flex, flecks flew, flu, flue floe, flow flour, flower foaled, fold for, fore, four foreword, forward fort, fought forth, fourth foul, fowl franc, frank freeze, frieze friar, fryer furs, furze gait, gate galipot, gallipot gallop, galop gamble, gambol gays, gaze genes, jeans gild, guild gilt, guilt giro, gyro gnaw, nor gneiss, nice gorilla, guerilla grate, great greave, grieve greys, graze grisly, grizzly groan, grown guessed, guest hail, hale hair, hare hall, haul
๓๙ hangar, hanger hart, heart haw, hoar, whore hay, hey heal, heel, he’ll hear, here heard, herd he’d, heed heroin, heroine hew, hue hi, high higher, hire him, hymn ho, hoe hoard, horde hoarse, horse holey, holy, wholly hour, our idle, idol in, inn indict, indite it’s, its jewel, joule key, quay knave, nave knead, need knew, new knight, night knit, nit knob, nob knock, nock knot, not know, no knows, nose laager, lager lac, lack
๔๐ lade, laid lain, lane lam, lamb laps, lapse larva, lava lase, laze law, lore lay, ley lea, lee leach, leech lead, led leak, leek lean, lien lessen, lesson levee, levy liar, lyre licence, license licker, liquor lie, lye lieu, loo links, lynx lo, low load, lode loan, lone locks, lox loop, loupe loot, lute made, maid mail, male main, mane maize, maze mall, maul manna, manner mantel, mantle mare, mayor mark, marque