The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวม-5-บท-ฉบับสมบูรณ์-05-08-65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รวม-5-บท-ฉบับสมบูรณ์-05-08-65

รวม-5-บท-ฉบับสมบูรณ์-05-08-65

๔๑ marshal, martial marten, martin mask, masque maw, more me, mi mean, mien meat, meet, mete medal, meddle metal, mettle meter, metre might, mite miner, minor, mynah mind, mined missed, mist moat, mote mode, mowed moor, more moose, mousse morning, mourning muscle, mussel naval, navel nay, neigh nigh, nye none, nun od, odd ode, owed oh, owe one, won packed, pact packs, pax pail, pale pain, pane pair, pare, pear palate, palette, pallet pascal, paschal paten, patten, pattern


๔๒ pause, paws, pores, pours pawn, porn pea, pee peace, piece peak, peek, peke, piqu e peal, peel pearl, purl pedal, peddle peer, pier pi, pie pica, pika place, plaice plain, plane pleas, please plum, plumb pole, poll poof, pouffe practice, practise praise, prays, preys principal, principle profit, prophet quarts, quartz quean, queen rain, reign, rein raise, rays, raze rap, wrap raw, roar read, reed read, red real, reel reek, wreak rest, wrest retch, wretch review, revue rheum, room right, rite, wright, write


๔๓ ring, wring road, rode roe, row role, roll roo, roux, rue rood, rude root, route rose, rows rota, rotor rote, wrote rough, ruff rouse, rows rung, wrung rye, wry saver, savour spade, spayed sale, sail sane, seine satire, satyr sauce, source saw, soar, sore scene, seen scull, skull sea, see seam, seem sear, seer, sere seas, sees, seize sew, so, sow shake, sheikh shear, sheer shoe, shoo sic, sick side, sighed sign, sine sink, synch slay, sleigh


๔๔ sloe, slow sole, soul some, sum son, sun sort, sought spa, spar staid, stayed stair, stare stake, steak stalk, stork stationary, stationery steal, steel stile, style storey, story straight, strait sweet, suite swat, swot tacks, tax tale, tail talk, torque tare, tear taught, taut, tort te, tea, tee team, teem tear, tier teas, tease terce, terse tern, turn there, their, they’re threw, through throes, throws throne, thrown thyme, time tic, tick tide, tied tire, tyre


๔๕ to, too, two toad, toed, towed told, tolled tole, toll ton, tun tor, tore tough, tuff troop, troupe tuba, tuber vain, vane, vein vale, veil vial, vile wail, wale, whale wain, wane waist, waste wait, weight waive, wave wall, waul war, wore ware, wear, where warn, worn wart, wort watt, what wax, whacks way, weigh, whey we, wee, whee weak, week we’d, weed weal, we’ll, wheel wean, ween weather, whether weaver, weever weir, we’re were, whirr wet, whet wheald, wheeled


๔๖ which, witch whig, wig while, wile whine, wine whirl, whorl whirled, world whit, wit white, wight who’s, whose woe, whoa wood, would yaw, yore, your, you’re yoke, yolk you’ll, yule จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นว่า ถ้าเอาหลักการเดียวกันไปจับเอาในประเด็นค าถามที่ว่า ท าไม ต้องเขียนเหมือนกันแต่อ่านต่างกัน และท าไมต้องเขียนต่างกัน แต่ต้องอ่านเหมือนกัน ต้องถาม ค าถามนี้กับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ ค าในภาษาอังกฤษที่เหมือนกันกับค าในภาษาไทย ในประเด็นของการเขียนอ่าน เหมือนกันแต่เมื่อน าไปใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน เช่น General ที่แปลว่า ทั่วไป กับที่แปลว่า นายพล คน ที่แปลว่า คน กับ คน ที่แปลว่า ท าให้ปะปนเข้าด้วยกัน การเปรียบเทียบค าทั้งสองนี้ จะเหมือนกันในประเด็นที่ว่า เมื่อมีการน าไปใช้ในบริบทที่ ต่างกัน แม้จะอ่านเหมือนกัน แต่ประเภทของค า หรือ Part of speeches จะมีความหมายที่ต่างกัน 2.3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับนิราศหนองคาย เพื่อให้เห็นความชัดเจนในการเขียนค าอ่านค าในภาษาอังกฤษเป็นค าไทย ตามที่ปรากฏใน “นิราศหนองคาย” จ าเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติบ้านเมืองไปพร้อมกัน ทั้งนี้เพื่อให้เห็นถึง คุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงบริหารจัดการบ้านเมืองในยามวิกฤติให้รอดพ้นมาได้ จนถึงปัจจุบัน โดยเน้นในส่วนที่มีความสัมพันธ์กับการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นประเด็นส าคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ใน นิราศหนองคาย ซึ่งอยู่ในช่วงรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2.3.1 ความหมายของค าว่า “นิราศ” เพื่อให้เกิดความกระชับในการน าเสนอเนื้อหาในประเด็นของความหมายของค าว่านิราศ จะ กล่าวแบบสรุปรวมรวบยอด ดังนี้


๔๗ นิราศ หมายถึง งานประพันธ์ประเภทหนึ่ง ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เท่าที่ปรากฏอยู่ใน ปัจจุบัน นิราศเรื่องแรกของไทยนั้น ได้แก่ โคลงหริภุญชัย ซึ่งแต่งในสมัยอยุธยา นิราศนั้น มักมีเนื้อหา ในเชิงพรรณนาถึงการเดินทางเป็นหลัก มักจะเล่าถึงเส้นทาง การเดินทาง และบอกเล่าถึงสิ่งที่พบเห็น ระหว่างการเดินทาง ขณะเดียวกัน มักจะสอดแทรกความคิด ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการ เดินทางนั้น โดยมักจะเชื่อมโยงสิ่งที่พบเห็นกับความรู้สึกภายใน ผู้แต่งนิราศ มักจะใช้ค าประพันธ์แบบ ร้อยกรองเป็นหลัก แต่นิราศที่แต่งด้วยร้อยแก้วก็มีอยู่บ้างเช่นกัน อนึ่ง ค าว่า นิราศ มีความหมายตาม ตัวอักษรว่า จาก พราก ไปจาก ฯลฯ แต่นิราศอาจหมายถึงงานประพันธ์ที่พรรณนาถึงเหตุการณ์ ตามล าดับ พร้อมทั้งแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์นั้นๆ โดยมิได้มีการเดินทาง หรือ การพลัดพรากก็ได้เน้นในการพรรณนาถึงสิ่งสวยงาม และความรู้สึกผูกพันที่มีต่อบุคคลที่ตนรัก และ เนื่องจากกวีส่วนใหญ่เป็นชาย เนื้อหาในนิราศจึงมักจะพรรณนาถึงหญิงที่ตนรัก กระทั่งกลายเป็นขนบ ของการแต่งนิราศมาจวบจนปัจจุบัน ที่ผู้แต่งนิราศ มักจะผูกเรื่องราวของการคร่ าครวญถึงหญิงที่รัก ขณะที่เล่าถึงสิ่งที่ได้พบเห็นระหว่างการเดินทางด้วย44 นอกจากนี้ยังมีค าอธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่า [n. vi.] to leave for a distant land,to be separated (from a loved one) = นิราศ ร้าง, to be exiled และ [n. vi.] a book of travel, usually in verse, written in the form of an epistle to a loved one , as 45 อย่างไรก็ตาม ค าว่า นิราศ ส่วนมาก มักจะไม่ค่อยเขียนค าอ่านในภาษาอังกฤษ อาจจะเป็น เพราะการเขียนค าอ่านไว้ว่า “นิ-ราด” ท าให้การเขียนทับศัพท์ภาษาไทย เป็นภาษาอังกฤษว่า Nirat บ้าง Niras บ้างซึ่งเป็นประเด็นที่น่าศึกษาค้นคว้าหาความเหมาะสมในการก าหนดให้เขียนค านี้ เป็น ภาษาอังกฤษอย่างเดียวกัน จะขอยกตัวอย่างการใช้ค าว่า นิราศ ในภาษาอังกฤษบางประเด็นดังนี้ เสถียรพงษ์ วรรณปก และ ด าเนิน การเด่น อธิบายความหมายของนิราศไว้ว่า นิราศ Travels และเขียนค าว่า “นิราศภูเขาทองของสุนทรภู่” เป็นค าในภาษาอังกฤษว่า Sunthon Poo’s “Travels to the Golden Mount”46 นอกจากนี้ ในรายงานการวิจัยที่ผู้วิจัยคือ ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต ทุนสนับสนุนการผลิตผล งานวิจัยที่ได้รับทุนจาก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปลายปี2554 จนถึงตนปี 2555 ได้น าเสนองานวิจัยเรื่อง นิราศสุพรรณ : ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของสุนทรภู่ใน การแต่งโคลงสี่สุภาพ โดยเขียนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับค าว่า นิราศ ในภาษาอังกฤษ ไว้ดังนี้ สุนทรภู่ เขียนเป็น Sunthon Phu, 44 วิกิพีเดีย. นิราศ. (พจนานุกรมออนไลน์) 2561. แหล่งที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/ 45 สอ เสถบุตร. นิราศ. (2564) พจนานุกรมออนไลน์. แหล่งที่มา: https://dictionary.sanook.com/ 46 เสถียรพงษ์ วรรณปรก และ ด าเนิน การเด่น .พจนานุกรม ไทย-อังกฤษ Thai English Dictionary 4th Edition. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิพม์ซีเอ็ด เอ็ดยูเคชั่น จ ากัด มหาชน. (2552). หน้า 291.


๔๘ นิราศสุพรรณ เขียนเป็น Nirat Suphan47 นอกจากนี้ ยังมีการใช้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษของค าว่า “นิราศ” ที่แตกต่างกันไป เช่น นิราศ ภูเขาทอง ซึ่ง เสถียรพงษ์ วรรณปก และด าเนิน การเด่น ใช้ค าว่า “Travels to Golden Mount” เสาวนีย์ นิวาศะบุตร ใช้ค าว่า “Journey to Phukaothong” 2.3.2 ประวัติความเป็นมาและความส าคัญของ “นิราศหนองคาย” นิราศหนองคายเริ่มต้นด้วยการเล่าเหตุที่เป็นที่มาของการแต่งนิราศเรื่องนี้ คือ การเดินทาง ไปราชการทัพเพราะเกิดฮ่อมาก่อศึกกับชาวลาวที่เวียงจันทน์ เจ้าเมืองต่างๆ ด้านตะวันออกจึงมี หนังสือบอกลงมายังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เชิญสมเด็จ เจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) มาปรึกษาแล้วเห็นควรให้เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธ ารงที่ ปรึกษาราชการแผ่นดินเป็นแม่ทัพยกไปทัพหนึ่ง หลวงพัฒนพงศ์ภักดีลาครอบครัวมารวมพลที่บ้าน เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธ ารง ซึ่งในนิราศเรียกว่าเจ้าคุณแม่ทัพ ขณะนั้นก าลังขนเสบียงเครื่องใช้อาวุธ เครื่องรบ รวมทั้งได้ท าแหวนเพชรเตรียมไปด้วย 11 วง เพื่อแจกเป็นบ าเหน็จความชอบแก่ผู้ท าศึก ด้วยความกล้าหาญด้วย ซึ่งในการนี้เจ้าคุณแม่ทัพได้อัญเชิญพระบรมทนต์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไป ด้วย ซึ่งเจ้าคุณแม่ทัพได้บูชาและสดัปกรณ์ถวายในโอกาสต่าง ๆ ตลอดทาง ก่อนเคลื่อนทัพมีพิธี อาบน้ าพระพุทธมนต์ และเหยียบไม้ข่มนามของศัตรู โดยที่ผู้แต่งนิราศ คือนายทิม สุขยางค์ หรือ หลวงพิพัฒน์พงภักดี ได้เล่าเรื่องราวที่เป็นวิถี ชีวิตชาวเมืองโคราชและเหตุการณ์ที่ไพร่พลคบหากับชาวเมืองเกิดคดีความต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการ รักใคร่กันมีมากเป็นพิเศษ เวลาล่วงต่อมาอีก 1 เดือน มีผู้เชิญสารตรามาพร้อมกับดอกไม้ไฟ กรวด ดินปืน สั่งให้รีบยกทัพไปรบฮ่อที่เมืองพวน เมืองสุยเชียงขวาง เมื่อได้รับค าสั่งเจ้าคุณแม่ทัพได้ส่งคน ไปส ารวจเส้นทางที่มีน้ าเพียงพอแก่ไพร่พลเสียก่อน พบว่าทางเมืองพิมายมีน้ าท่าดีกว่าจึงให้ยกทัพไป ทางนั้น เมื่อกองทัพถึงสระธรรมขันธ์ มีหนังสือจากเจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธ์ ที่สมุห นายก) ซึ่งเป็นแม่ทัพยกขึ้นไปทางเมืองอุตรดิตถ์ แจ้งข่าวศึกเรื่องการรบฮ่อที่รับผิดชอบอยู่ว่าพวกฮ่อ ขอหย่าทัพกลับไปเมืองพวน ได้ยกทัพตามไปซ้ าเติมแล้วมีชาวเมืองพวนอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ สมภารเข้าทางเมืองหนองคายจ านวนมาก ได้ควบคุมไว้ที่ด่านเห็นสมควรอย่างไรขอให้สั่งการลงไป การกลับมาตั้งทัพที่เมืองโคราชครั้งหลังเป็นการรอคอยที่ไพร่พลกระวนกระวายใจมากเพราะหากนับ เวลาจากที่ออกเดินทัพจากกรุงเทพฯ เป็นเวลาถึงหกเดือนต่อมาได้มีท้องตรามาถึงแม่ทัพอีก สั่งให้ยก ทัพกลับคืนพระนครโดยให้แบ่งก าลังส่วนหนึ่งพร้อมอาวุธและเสบียง ไปประจ าที่เมืองพวนและเมือง หนองคาย เจ้าคุณแม่ทัพได้น าก าลังส่วนที่เหลือกลับกรุงเทพฯ โดยหลีกเส้นทางดงพระยาไฟหรือดง พระยาเย็นเพราะมีไข้ปุาชุกชุม กองทัพเคลื่อนพลถึงศาลาท่าสมเด็จ ต้องตั้งทัพคอยเรือหลวงอยู่จน พ้นเทศกาลสงกรานต์จึงมีเรือมารับไพร่พลออกเดินทางต่อถึงวังจันทเกษม แล้วให้หากรมการเมืองมา 47 ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต. นิราศสุพรรณ : ความสามารถและความคดิสร้างสรรค์ของสุนทรภู่ในการแต่งโคลงส่ีสุภาพ. คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


๔๙ แจ้งเรื่องกองทัพกลับพระนครตามแบบราชการทัพโบราณ จึงออกเดินทางต่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ เวลาเย็น รวมเวลาไปราชการทัพเจ็ดเดือน รูปที่ : นิราศหนองคาย ฉบับพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปณกิจศพ นายสมพัฒน์ สุขยางค์ แหล่งที่มา: มติชนออนไลน์ ในแถลงการณ์ของการจัดพิมพ์ นิราศหนองคาย โดยกรมศิลปากร ซึ่งได้สนับสนุนให้มีการ จัดพิมพ์จ าหน่ายและเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2559 นั้นระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “นิราศหนองคาย เป็น หนังสือที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ เรื่องการปราบฮ่อ มีรายละเอียดที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ความเป็นอยู่และการเคลื่อนทัพในสมัยรัชกาลที่ 5...”(กรมศิลปากร.2559) และได้ให้รายละเอียด เกี่ยวกับนิราศหนองคายไว้อีกตอนหนึ่งว่า “เรื่องนิราศหนองคายนี้ นายทิม สุขยางค์(หลวงพัฒนพงศ์ ภักดี) แต่งขึ้นในคราวที่ติดตามเจ้าพระยามหามหินทรศักดิธ ารง(เพ็ง) ผู้เป็นแม่ทัพยกไปปราบฮ่อยัง เมืองหนองคาย เมื่อเดือน ๑๐ แรม ๕ ค่ า ปีกุน สัปตศก ๑๒๓๗ (พุทธศักราช ๒๔๑๘) ขณะนั้นนาย ทิม มีบรรดาศักดิ์ที่ “ขุนพิพิธภักดี” เสมียนเอกซึ่งเป็นต าแหน่งขุนหมื่นประทวน กรมพระสุรัสวดี ใน สังกัดเจ้าพระยามหินทรศักดิธ ารง ครั้นถึงพุทธศักราช ๒๔๒๑ มีการพิมพ์หนังสือนิราศหนองคายออก เผยแพร่จ าหน่าย เนื่องจากเนื้อหาบางส่วนในนิราศหนองคายกล่าวพาดพิงกระทบกระเทือน ท าให้ ผู้อื่นเสียหายเป็นเหตุให้นายทิมหรือขุนพิพิธภักดีได้รับพระราชอาญาเฆี่ยนและจ าคุก ตามประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันอาทิตย์ เดือน ๙ แรม ๕ ค่ า ปีกาล สัมฤทธิศก ๑๒๔๓...” (กรมศิลปากร. 2559) อย่างไรก็ดี เนื้อหาที่เป็นสาระส าคัญเกี่ยวกับนิราศหนองคาย จะอยู่ที่ประเด็นของ วรรณกรรมต้องห้าม และเป็นวรรณกรรมที่ถูกสั่งเผาให้สิ้นซากในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่เหตุไฉน นิราศ หนองคาย จึงเหลือจากการถูกสั่งเผาตามพระรางโองการดังกล่าวจนได้มีจัดตีพิมพ์เผยแพร่มาถึงยุค


๕๐ ปัจจุบัน เพราะเป็นธรรมดาว่า วรรณกรรมต้องห้าม คือ สิ่งที่คนไทยทุกคนไม่บังควรที่จะฝืนต่อพระ ราชโองการซุกซ่อนเก็บไว้ เพราะถ้ามีการจับได้ อาจจะต้องโทษต้องคดีอาญาถึงขั้นประหารเจ็ดชั่ว โคตรก็ได้ แต่บุคคลผู้มีบทบาทในการซุกซ่อนเก็บง าเอาไว้จนมีต้นฉบับให้ได้ตีพิมพ์ในปัจจุบันคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ48 ดังเนื้อความต่อไปนี้ “อย่างไรก็ตามเมื่อ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรงเรียบ เรียงประวัติหลวงพิพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) เมื่อพุทธศักราช 2459 ก่อนหน้านั้น ทรงมีรับสั่งให้ คัดลอกต้นฉบับหนังสือนิราศหนองคายมาเก็บรักษาไว้ ที่หอพระสมุดส าหรับพระนครด้วย เป็นหนังสือ สมุดไทยด า 4 เล่ม ซึ่งต่อมาอยู่ในความดูแลของหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร” (กรมศิลปากร ,2559) นอกจากนี้ในการตีพิมพ์ครั้งนี้ ยังได้ระบุไว้ด้วยว่า หนังสือนิราศหนองคายที่มีการตีพิมพ์สืบ ทอดต่อมาในตอนหลังนี้ ก็สรุปได้ว่า มาจากต้นฉบับที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารง ราชานุภาพ ทรงมีรับสั่งให้คัดลอกต้นฉบับและเก็บรักษาไว้ทั้งสิ้น นิราศหนองคายกับวรรณกรรมต้องห้ามในประวัติศาสตร์ไทย จากเนื้อหาในหนังสือ “นิราศหนองคายฉบับสมุดฝรั่ง” ถือได้ว่าเป็นฉบับเนื้อความสมบูรณ์ ซึ่งไม่ได้ถูกแก้ไขตัดทอน และมีการดัดแปลงท าให้มีเนื้อหาเพิ่มขึ้นมากกว่าฉบับพิมพ์เผยแพร่ที่มีอยู่ใน ปัจจุบันนี้ซึ่งในส่วนที่เพิ่มขึ้น นั้นมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อยู่หลายเรื่อง แบ่งได้ 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือบุคคลในประวัติศาสตร์ ได้แก่ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธ ารง (เพ็ง เพ็ญกุล) สมเด็จ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ และหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) ซึ่งเป็นผู้แต่ง โดยกล่าวถึงบุคลิก ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าว ประเด็นที่สองคือ เหตุการณ์ใน ประวัติศาสตร์ ได้แก่ สาเหตุแท้จริงกรณีเคลื่อนทัพเข้าสู่ดงพญาไฟ และเบื้องหลังคดีความเกี่ยวกับการแต่งนิราศหนองคาย ประเด็นทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ บาง ส่วน บันทึกไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์อื่นๆ แต่บางส่วนไม่ได้บันทึกในเอกสารใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนที่เป็นความรู้สึกนึกคิดของกวีและนิสัยใจคอของบุคคล ด้วยเหตุนี้นิราศหนองคายฉบับสมุดฝรั่งจึง เป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าทางวรรณคดีและประวัติศาสตร์(อรรถพร ดีที่สุด,2016) อย่างไรก็ดี ในการน าเสนอเรื่องราวที่เป็นความขัดแย้งในระบบศักดินาไทย นับตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน สามารถน าเสนอได้ดังนี้ 1. ความขัดแย้งระหว่าง พระมหากษัตริย์กับขุนนางชั้นสูง การสะท้อนเรื่องราวดังกล่าวถูกกล่าวถึงใน “นิราศหนองคาย” คือการที่กวีแต่งเรื่องราว กระทบกระเทียบ ล้อเลียนเสียดสี เช่น กวีกล่าวเสียดสี (satire) และเยาะเย้ย (Irony) มีอยู่ 2 ประเด็นหลักได้แก่ 48 พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กบัเจ้าจอมมารดาช่มุมีพระราชศกัดิ์เป็นพระเจ้าน้อง ยาเธอ(ต่างพระมารดา) ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


๕๑ 1.) การล้อเลียนเจ้าพระมหินทรศักดิธ ารง(เพ็ง เพ็ญกุล) ว่าขี้กลาดตาขาว กลัวพวกฮ่อ และ หลงนางละคร ซึ่งมีข้อความบางตอนได้ระบุถึงโรงละครของ เจ้าพระยามหินทรศักดิธ ารง (เพ็ง เพ็ญกุล) ที่กวี คือ หลวงพิพัฒนพงศ์ภักดี ได้กล่าวไว้ว่า ท่านเจ้าพระยา มหินทร เคาซิลลอ ออกหน้าหอ ขนพอง สยองหัว ในจิตคิด หนาวสั่น พรั่นพรึงกลัว ด้วยว่าตัว จะต้องแน่ เป็นแม่ทัพ ให้คิดห่วง หวงนางสาว ชาวละคร นั่งสะท้อน ถอนใจ จนลมจับ เหื่อแตกเต็ม ประดา เอาผ้าซับ เคี้ยวหมาก ยับยับ แสนเสียดายฯ(กรมศิลปากร ,2559) 2.) การเยาะเย้ย สมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ว่าขี้ขลาดตาขาวในการท าศึก กับเวียดนาม(อรรถพร ดีที่สุด,2016) สมเด็จท่านฉลาดขลาดมาเก่า ชื่อท่านเน่าครั้งทัพญวนกระบวนหนี(กรมศิลปากร ,2559) แต่เหตุการร์ดังกล่าว เป็นเพียงการที่กวีกล่าวพาดพิงถึงบุคคลในนิราศดังกล่าว ส่วนประเด็น ที่เป็นความขัดแย้งภายในระบบศักดินาของไทย ในที่นี้คือความขัดแย้งระหว่าง พระมหากษัตรย์กับขุน นางชั้นสูง ตามที่ได้กล่าวแล้ว คือเมื่อพ.ศ. 2421 ได้มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งให้เผาท าลายนั้น เป็นความขัดแย้งอย่าง “ลับ ๆ” และ “ลึก ๆ” ที่ ต่างฝุายต่าง รอคอยว่าฝุายไหนจะเป็นฝุายเริ่มก่อนจะได้ก าจัดเสียทีเดียว เมื่อไม่มีฝุายใดกล้ากระท า การอันรุนแรง ท าให้ “กวี” คือ นายทิม สุขยางค์ หรือ “ขุนพิพิธภักดี” ขณะนั้น และ “หลวงพิพัฒ นพงศ์ภักดี” ในเวลาต่อมา เป็นผู้รับกรรม เพราะเรื่องราว สื่อไปในลักษณะที่ว่า เจ้าพระยามหินทร ศักดิธ ารง (เพ็ง เพ็ญกุล) ซึ่งเป็นเจ้านายของ หลวงพิพัฒนพงศ์ภักดี นั้นเป็นผู้อยู่ข้างฝุายพระเจ้า แผ่นดิน แต่เพราะเนื้อความที่แต่งนั้น จริง ๆ แล้ว มุ่งโจมตีต่อ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งเปรียบเหมือนกับ กลุ่มของพวก Whigs โจมตีพวก Tories ในประวัติของวรรณคดีอังกฤษ ( แต่ การที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ จะก าจัด หลวงพิพัฒนพงษ์ภักดีเสียทีเดียวก็ต้องกระทบต่อเจ้านายหรือ เจ้าพระยามหินทรศักดิธ ารง ซึ่งเป็นคนข้างฝุายพระเจ้าแผ่นดิน เจ้าพระยามหินทรฯคงจะได้ทูล ปรึกษากับพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้ว จึงต้องลงโทษหลวงพิพัฒน์พงศ์ แค่เพียงโบย 50 ที โดย ไม่ทรงสั่งให้ประหารตามความต้องการของ สมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) 2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในงานวิจัยเกี่ยวกับการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5 กรณีศึกษาการ เขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย ซึ่งมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีหัวข้อที่เป็นประเด็น ส าคัญดังต่อไปนี้ 2.3.1 งานวิจัยด้านประวัติศาสตร์ภาษาอังกฤษ กฤษฎา โพธิ์ชัยรักษ์ได้ศึกษาวิจัยในหัวข้อ “การพัฒนาความสามารถการเขียนสะกด ค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ เกมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษา


๕๒ (Developing English Vocabulary Spelling Ability Using Games to Improve Grade 9 Student’s spelling of Khokphochaisuksa School)” โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิง ทดลองขั้นต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการเขียนค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ระหว่างก่อนและหลังการใช้เกมโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลัง เรียนกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้องเรียน 3/3 โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2561 จ านวน 27 คนได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย รูปแบบการวิจัยเป็นแบบการวิจัยเป็น การวิจัยเชิงทดลองขั้นต้นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการสอนโดยใช้เกมค าศัพท์ ประกอบในการสอน แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดค าศัพท์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ค าศัพท์สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถการเขียนค าศัพท์ภาษาอังกฤษหลังการใช้เกมสูงกว่าก่อนการใช้เกมอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .0149 นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้น าเสนอประเด็นที่น่าสนใจคือ ภาษาอังกฤษถือว่ามีความส าคัญอย่าง มากซึ่งประเทศไทยได้จัดให้มีการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึง ระดับอุดมศึกษา คิดเป็นระยะเวลายาวนานในการเรียนรวมอย่างน้อย14 ปี หลักสูตรแกนกลางขั้น พื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อ ภาษาต่างประเทศและสามารถใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพและศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นรวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องราวและวัฒนธรรมอัน หลากหลายของประชาคมโลกและสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้ อย่างสร้างสรรค์ซึ่งประกอบด้วยสาระส าคัญดังนี้ ภาษาเพื่อการสื่อสาร, ภาษาและวัฒนธรรม, ภาษา กับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่นและ ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก ผู้วิจัยได้ หยิบยกสาระส าคัญว่าด้วยเรื่องภาษาเพื่อ การสื่อสารเนื่องจากสาระส าคัญนี้ได้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาค้นคว้าซึ่งในสาระส าคัญนี้ทางหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ได้กล่าวเกี่ยวกับภาษาเพื่อการสื่อสารไว้ว่า “การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น ตีความน าเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างเหมาะสม” โดยในปัจจุบัน พบว่าปัญหาพื้นฐานของการเรียนภาษาอังกฤษทั้งสี่ทักษะคือ ปัญหาค าศัพท์เนื่องจากความรู้ด้าน ค าศัพท์ไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุส าคัญประการหนึ่งที่ท าให้นักเรียนไม่ประสบความส าเร็จในการเรียน ภาษาอังกฤษในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นทักษะ การฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งเป็นทักษะที่ส าคัญและ จ าเป็นที่นักเรียนจะต้องมีพื้นฐานเกี่ยวกับค าศัพท์ จึงจะสามารถเรียนภาษาได้ดี จึงเป็นที่ยอมรับว่า “ค าศัพท์”เป็นหัวใจส าคัญในการศึกษาภาษาอย่างหนึ่ง50 49 กฤษฎา โพธิ์ชยัรักษ์. “การพัฒนาความสามารถการเขียนสะกดค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี3 โรงเรียนโคกโพธ์ไิชยศึกษา. บทคัดย่อบทความวิชาการออนไลน์ (2561) แหล่งที่มา : http://www.ska2.go.th/reis/data/research/25640706_103836_3682.pdf 50 อ้างแล้วเรื่องเดียวกัน.


๕๓ อาภรณ์ศิริ พลรักษา ได้ท าวิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอังกฤษศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎมาหาสารคาม ในหัวข้อ “การพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์อังกฤษ โดยใช้เกมส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนเชียงใหม่พัฒนา อ าเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 3” โดยผลการวิจัยพบว่า 1.) ประสิทธิผลในการเรียนรู้ค าศัพท์อังกฤษโดยใช้เกมของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 เท่ากับ 0.8427 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยล 84.27 2.) ความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ 0.5 3.) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความสามารถในการเรียนรู้ค าศัพท์ ภาษาอังกฤษหลังเรียนทันทีสูงกว่าหลังเรียนผ่านไป 14 วัน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .0551 อาวุธ ธีระเอก ได้ท าการศึกษาวิจัยอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต เรื่อง “การจัดการศึกษา ภาษาอังกฤษของรัฐสยาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" และได้น าเสนอ เนื้อหาสาระส าคัญบางส่วน น าเสนอในบทความทางวิชาการออนไลน์ โดยลงในเว็บไซต์ของ matichon-online ในชื่อเรื่อง “ภาษาเจ้า ภาษานาย การเมืองเบื้อง หลังการศึกษาภาษาอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้น าเสนอประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการศึกษาภาษาอังกฤษว่าในสมัยนั้นยังไม่เป็น ที่นิยม อีกทั้งยังมีความเชื่อที่ผิดอันเนื่องมาจากความรังเกียจชาวฝรั่ง ท าให้ทราบว่า สาเหตุที่คนไทย ไม่เก่งภาษาอังกฤษนั้นเป็นเพราะ ก่อนแต่สมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีหลักฐาน ปรากฏว่า คนไทยไม่นิยมรัยนภาษาต่างประเทศ โดยยกข้อความที่น่าสนใจจากหนังสือจดหมายเหตุ บางกอก รีคอร์เดอร์ (The Bangkok Recorder) พ.ศ. 2408 ที่หมอบรัดเลย์ได้ลงข้อเขียนจากผู้อ่าน แสดงความเห็นมาว่า ที่ท าแบบนั้นไม่ได้ก็เพราะ “เขารังเกียดกันอยู่ว่าทุกวันนี้พวกชาวสยาม, ได้ยินได้ ฟังการต่างประเทศหนาหูเข้าจิตรใจก็จะเปรี้ยวไปเสียหมด … ครูนั้นก็จะไม่สอนแต่หนังสือแลวิชาอย่าง เดียว, ก็คงจะสอนทางสาศนาที่ครูนับถือนั้นด้วย.” และว่ากลัวเด็กๆ โตขึ้นแล้วจะห่างไกลพุทธศาสนา ไป ซึ่งส าหรับพวกเขา ดูเหมือนว่า (หรือใช้ข้ออ้างที่ท าให้ดูเหมือนว่า) เรื่องศาสนาต้องมาก่อนความรู้ ถ้าจะได้สักอย่าง ก็ต้องเสียสักอย่างไป โดยระบุว่า แม้แต่ชนชั้นเจ้านายในสมัยนั้นก็ไม่นิยมเรียน ภาษาอังกฤษ52 ท าให้ความสามารถด้านการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษของชนชั้นเจ้าขุนมูลนายก็ไม่ แตกต่างไปจากชาวบ้านทั่วไป ต่อเมื่อมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ภาษาอังกฤษจึง ได้รับความนิยมในหมู่ของชนชนเจ้านายระดับสูง ดังข้อความที่ว่า “เมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระ พุทธยอดฟูาจุฬาโลกนั้น ถ้าใครเข้มแข็งในการทัพศึกก็เป็นคนโปรด ถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระ พุทธเลิศหล้านภาลัย ใครแต่งกาพย์กลอนก็เป็นคนโปรด ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า 51อาภรณ์ศิริ พลรักษา. การพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้คา ศัพท์อังกฤษโดยใช้เกมสา หรับนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี4 โรงเรียนชุมชนเชียงใหม่พัฒนา อา เภอโพธ์ิชัย จังหวัดร้อยเอด็สา นักงานเขตพืน้ท่กีารศึกษา ประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 3. บทคัดย่อ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอังกฤษศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎ มาหาสารคาม.ปีการศึกษา 2561. 52 The Momentum. ภาษาเจ้า ภาษานาย : ไม่ต้องรู้ภาษาอังกฤษ เพราะ “จิตรใจจะเปรี้ยวไปเสียหมด”. บทความวิชาการออนไลน์ (2561) แหล่งที่มา : https://themomentum.co/siamese-english-languageeducation/


๕๔ เจ้าอยู่หัว ใครสร้างวัดวาก็เป็นคนโปรด ครั้นมาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถ้า ใครรู้ภาษาฝรั่งก็เป็นคนโปรด” 53 2.3.2 งานวิจัยเกี่ยวกับนิราศหนองคาย อรรถพร ดีที่สุด ได้ศึกษาวิจัย นิราศหนองคายฉบับสมุดฝรั่ง: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (วรรณคดีไทย) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งมีเนื้อหา เกี่ยวกับ นิราศหนองคายฉบับสมุดฝรั่งเป็นนิราศหนองคายฉบับเนื้อความสมบูรณ์ซึ่งไม่ได้ถูกแก้ไขตัด ทอน ท าให้มีเนื้อหามากกว่าฉบับพิมพ์เผยแพร่ ส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้น มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อยู่ หลายเรื่อง แบ่งได้ 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือบุคคลในประวัติศาสตร์ ได้แก่ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ ธ ารง (เพ็ง เพ็ญกุล) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) กรมพระราชวังบวรวิไชย ชาญ และหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) ซึ่งเป็นผู้แต่ง โดยกล่าวถึงบุคลิก ลักษณะนิสัยและ พฤติกรรมของบุคคลดังกล่าว ประเด็นที่สองคือ เหตุการณ์ใน ประวัติศาสตร์ ได้แก่ สาเหตุแท้จริงกรณี เคลื่อนทัพเข้าสู่ดงพญาไฟและเบื้องหลังคดีความเกี่ยวกับการแต่งนิราศหนองคาย ประเด็นทาง ประวัติศาสตร์เหล่านี้ บางส่วนบันทึกไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์อื่นๆ แต่บางส่วนไม่ได้บันทึกใน เอกสารใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นความรู้สึกนึกคิดของกวีและนิสัยใจคอของบุคคล ด้วยเหตุนี้ นิราศหนองคายฉบับสมุดฝรั่งจึงเป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าทางวรรณคดีและประวัติศาสตร์54 นอกจากนี้ยังได้น าเสนอบทความวิจัยเรื่อง นิราศหนองคายฉบับสมุดฝรั่ง : ประเด็นวิพากษ์ บุคคลที่ไม่ปรากฏในฉบับพิมพ์. ซึ่งเป็นบทความวิจัยที่ดัดแปลงมาจากงานวิจัยในหัวข้อ “นิราศ หนองคายฉบับสมุดฝรั่ง: การศึกษาเชิงวิเคราะห์” ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหา บัณฑิต (วรรณคดีไทย) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยที่ในบทความที่น าเสนอเกี่ยวกับนิราศ หนองคายฉบับสมุดฝรั่ง ระบุว่าเป็นการแต่งด้วยกลอนแปดจ านวน 2,869 ค ากลอน เนื้อหาหลัก เหมือนกับฉบับแก้ไขตัดทอนที่พิมพ์เผยแพร่แล้ว คือบันทึกการเดินทัพไปปราบฮ่อโดยมีเจ้าพระยามหิ นทรศักดิ์ธ ารงเป็นแม่ทัพ มีการพรรณนาโวหารรักบ้างตามขนบนิราศโบราณ แต่เนื้อหาที่ปรากฏ มากกว่าคือ การยั่วล้อเสียดสีเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธ ารง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ กรม พระราชวังบวรวิไชยชาญ และขุนนางคนอื่นๆ ในกองทัพรวมทั้งเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับราชการทัพอีก ด้วย55 53 อาวุธ ธีระเอก. “การจัดการศึกษาภาษาอังกฤษของรัฐสยาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2557 54 อรรถพร ดีที่สุด.(2526). นิราศหนองคายฉบับสมุดฝรั่ง: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิทยานิพนธ์ปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (วรรณคดีไทย) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 55 อ้างแล้วเรื่องเดียวกัน.


บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย การวิจัยเรื่อง “ศึกษาวิเคราะห์การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5 : กรณีศึกษา การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1.) เพื่อศึกษา แรงจูงใจของกวี หรือผู้เขียนหรือผู้แต่งหรือผู้ประพันธ์ว่ามีมูลเหตุมาจากสิ่งใดในการน าค าศัพท์นั้น ๆ มาใช้เพื่อ เขียนในงานประพันธ์ของตน, 2.) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ความเหมือนและความต่างในการอ่านออกกเสียงและ การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายกับการเขียนและการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษใน ปัจจุบัน และ 3). เพื่อศึกษาวิเคราะห์การสาเหตุที่ท าให้การเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายและ การเขียนค าอ่านในปัจจุบันว่ามีสาเหตุในเขียนค าอ่านของค าในภาษาอังกฤษอย่างไร ซึ่งผู้วิจัยได้ด าเนินการวิจัย ดังนี้ 3.1 รูปแบบการวิจัย 3.2 แหล่งที่มาของข้อมูลส าคัญ 3.3 เครื่องมือของการวิจัย 4.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การตรวจสอบข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล 3.6 ขั้นตอนการวิจัย 3.1 รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการ วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยการเก็บข้อมูลจากเอกสารชั้นปฐมภูมิ (Primary sources) ได้แก่ เนื้อหาสาระที่ได้มาจากการสืบค้นต้นฉบับในหอสมุดแห่งชาติ และ เอกสารชั้นทุติยภูมิ (Secondary sources) ได้แก่ แหล่งข้อมูลที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือหรือวารสารต่าง ๆ รวมไปถึงข้อมูลที่ได้จาก เว็บไซต์ ที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมด 1) การศึกษาเอกสาร (Documentary study) ท าการศึกษาและรวบรวมขอมูลจาก เอกสารและ หลักฐานที่เกี่ยวของ พระราชนิพนธ์ พระราชหัตถเลขา หอสมุดแห่งชาติ หนังสือหนังสือ บทความทางวิชาการ บทความวิจัย รายงานการวิจัย ภาพถ่าย ที่แสดงความสัมพันธ์ถึงแนวคิด หลักการ ความเป็นมา รูปแบบ เนื้อหาของการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ดังนี้ (1) ศึกษา คนคว้า และรวบรวมขอมูลจากเอกสาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหนังสือ รายงานการวิจัย และเอกสารอื่นๆ เกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ แนวคิดและทฤษฎี เกี่ยวกับการอ่านและการเขียนค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ทั้งหมดที่น ามาศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีอยู่ 16 ค า ได้แก่.- 1. ค าว่า Councilor กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า เคาซิลลอ 2. ค าว่า danger กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า เดนเย่อร์ 3. ค าว่า Family กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า แฟมลี่ 4. ค าว่า Minute กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า มินิต 5. ค าว่า Private กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า ไปรเวต


๕๖ 6. ค าว่า garrison cap กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า กะเรนเซน (เฉพาะค า หน้า) 7. ค าว่า consul กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า กงซุล 8. ค าว่า Present กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า ปรีเซนต์ 9. ค าว่า Insurance กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า อินซุรรัน 10. ค าว่า First กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า เฟิสท์ 11. ค าว่า aide de camp กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า แอดดิกง 12. ค าว่า sergeant กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า ซายัน 13. ค าว่า Gatling gun กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า แคทะริงตัน 14. ค าว่า Volunteerกวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า วาลันเตีย 15. ค าว่า Secretary กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า ซีเกร็ตตอรี 16. ค าว่า Pistol กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า ปัศตัน (2) ท าการศึกษาวิเคราะห์สาเหตุของการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ว่ามีสาเหตุหรือมี มูลเหตุใดที่ท าให้กวีจึงได้น าค าศัพท์เหล่านี้มาใช้ในงานเขียนของตน (3) ท าการศึกษาวิเคราะห์แนวคิดทางประวัติศาสตร์ วรรณคดี รวมไปถึง ภาษาศาสตร์ใน ส่วนที่ว่าด้วย การอ่านและการออกเสียงที่มีความเชื่อมโยงหรือมีความสัมพันธ์กับแนวคิดและทฤษฎีที่ เกี่ยวของกับงานวิจัย 3.2 แหล่งที่มาของข้อมูลส าคัญ แหล่งที่มาชองข้อมูลส าคัญในการวิจัยเรื่อง “ศึกษาวิเคราะห์การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ 5 : กรณีศึกษาการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย” ดังนี้ จะเป็น การน าข้อมูลที่ได้มาจากข้อมูลจากเอกสารชั้นปฐมภูมิ (Primary sources) ได้แก่ เนื้อหาสาระที่ได้มาจากการ สืบค้นต้นฉบับในหอสมุดแห่งชาติ และ เอกสารชั้นทุติยภูมิ (Secondary sources) ได้แก่ แหล่งข้อมูลที่ได้รับ การตีพิมพ์เป็นหนังสือหรือวารสารต่าง ๆ รวมไปถึงข้อมูลที่ได้จาก เว็บไซต์ ที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมด ซึ่งผู้วิจัย ตั้งชื่อการสืบค้นด้วยเว็บไซต์ต่าง ๆ นั้นว่า “ห้องสมุดที่ปลายมือ” โดยประเด็นหลักในการของแหล่งข้อมูล ดังกล่าวได้แก่ 3.2.1 ค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่ปรากฏในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 3.2.2 ค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่ปรากฏใน จดหมายเหตุต่าง ๆ ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 3.2.3 ค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่ปรากฏในหนังสือนิราศหนองคายฉบับสมุดฝรั่ง 3.3 เครื่องมือการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบเทียบเคียงความเหมือนและความต่างและความถูกต้องในการเขียนค า อ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในงานวิจัยนี้ ได้แก่


๕๗ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการที่จะระบุถึงการเขียนค าศัพท์ ดั้งเดิมที่เชื่อถือได้ว่ามีความเป็น มาตรฐานที่ถูกต้องและแม่นย ามากที่สุด ได้แก่ Dictionary English to English ของ Oxford English Dictionary ที่มีการเขียนค าอ่านเป็นภาษาอังกฤษ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการที่จะระบุถึงการเขียนค าศัพท์ ดั้งเดิมที่เชื่อถือได้ว่ามีความเป็น มาตรฐานที่ถูกต้องและแม่นย ามากที่สุด ได้แก่ Dictionary English to Thai ของ ส านักพิมพ์ที่มีผู้รู้ที่เชื่อถือได้ในการเขียนค าอ่านเป็นภาษาอังกฤษ 3.4การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยไดศึกษาเอกสารต่าง ๆ ได้แก่ 1) ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ 2)ข้อมูลทางวรรณคดี 3) ข้อมูล เกี่ยวกับการเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษที่ถูกต้องเหมาะสม และ 4) ข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ใน 2 ประเด็นหลัก คือ 3.4.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่น าไปสู่การน าค าศัพท์นั้น ๆ ว่ามี เหตุการณ์ใดบ้างที่น่าจะเป็นมูลเหตุให้กวีเลือกเอาค าศัพท์ดังกล่าวมาสอดแทรกลงใน นิราศหนองคาย 3.4.2 การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ค าศัพท์ทั้งหมดที่กวีน ามาสอดแทรกลงใน นิราศหนองคาย 3.5 การตรวจสอบข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยไดตรวจสอบขอมูลด้วยวิธีการแบบสามเสา (Triangulation) เป็นการใช้ขอมูลจาก 3 กลุ่มมาเทียบเคียงกัน คือ 1) ด้านประวัติศาสตร์ 2) วรรณคดีประเภทนิราศ 3) การเขียนค าอ่านค าศัพท์ ภาษาอังกฤษ ด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการที่จะระบุถึงการเขียนค าศัพท์ ดั้งเดิมที่เชื่อถือได้ว่ามีความเป็นมาตรฐานที่ ถูกต้องและแม่นย ามากที่สุด ได้แก่ Dictionary English to English ของ Oxford English Dictionary ที่มี การเขียนค าอ่านเป็นภาษาอังกฤษ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการที่จะระบุถึงการเขียนค าศัพท์ ดั้งเดิมที่เชื่อถือได้ว่ามีความเป็นมาตรฐานที่ ถูกต้องและแม่นย ามากที่สุด ได้แก่ Dictionary English to Thai ของ ส านักพิมพ์ที่มีผู้รู้ที่เชื่อถือได้ในการ เขียนค าอ่านเป็นภาษาอังกฤษ 3. เปรียบเทียบความเหมือนและความต่างของการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษจากทั้งสองแหล่ง แล้วหาประเด็นที่ลงตัวว่าเป็นการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่น ามาจาก นิราศหนองคาย ฉบับสมุดฝรั่ง นั้น ศัพท์ใดถูกต้อง กับที่นิยมเขียนกันในปัจจุบัน และศัพท์ใดไม่ถูกต้อง ซึ่งศัพท์ที่เทียบเคียงกันแล้วไม่ถูกต้องนี้ ที่ถูก คือเขียนอย่างไร 3.6 ขั้นตอนการวิจัย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาเอกสาร โดยท าการศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวกับ กับพระราชหัตถเลขา จดหมายเหตุรายวัน หนังสือ รายงานการวิจัย ตลอดถึงเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการ เขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย โดยคัดเอาค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่มีใน นิราศหนองคาย ทั้งหมดออกมา ซึ่งได้น าเสนอไปแล้วว่า มีอยู่ทั้งหมด 16 ค า ได้แก่ 1. ค าว่า Councilor กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า เคาซิลลอ 2. ค าว่า danger กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า เดนเย่อร์ 3. ค าว่า Family กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า แฟมลี่


๕๘ 4. ค าว่า Minute กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า มินิต 5. ค าว่า Private กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า ไปรเวต 6. ค าว่า garrison cap กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า กะเรนเซน (เฉพาะค า หน้า) 7. ค าว่า consul กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า กงซุล 8. ค าว่า Present กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า ปรีเซนต์ 9. ค าว่า Insurance กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า อินซุรรัน 10. ค าว่า First กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า เฟิสท์ 11. ค าว่า aide de camp กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า แอดดิกง 12. ค าว่า sergeant กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า ซายัน 13. ค าว่า Gatling gun กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์ค านี้ว่า แคทะริงตัน 14. ค าว่า Volunteerกวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า วาลันเตีย 15. ค าว่า Secretary กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า ซีเกร็ตตอรี 16. ค าว่า Pistol กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า ปัศตัน ขั้นตอนที่ 2 สร้างเครื่องมือและหารหาคุณภาพเครื่องมือการวิจัย น าแนวคิด หลักการ ความเป็นมา รูปแบบ ความสัมพันธ์ของการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายโดยการคัดเอาบทกวี เฉพาะที่มีวรรคและบทที่มีค าศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยคัดเอาบทเดียว หรือสองบท หรือ สามบทตามแต่ความ เหมาะสมในแต่ละบริบทของค าศัพท์นั้น ๆ ขั้นตอนที่ 3 ก าหนดแหล่งที่มาของข้อมูลและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อน ามาศึกษาวิเคราะห์เทียบเคียง ในการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย โดยการน าเอาค าศัพท์และค าเขียนค าอ่านของ ค าศัพท์ที่มีในวรรคและบทเหล่านั้นมาวิเคราะห์เทียบเคียงกับการเขียนค าอ่านในภาษาอังกฤษใน Oxford English Dictionary โดยเรียงล าดับตั้งแต่ค าแรกจนถึงค าสุดท้าย ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการน าเอาการวิเคราะห์เทียบเคียงดังกล่าวมา วิเคราะห์อีกครั้งเพื่อหาสาเหตุและแรงจูงใจที่กวีน าค าศัพท์นั้น ๆ มาสอดแทรกลงใน นิราศหนองคายว่ามีการ สะท้อนสังคมในแง่มุมใดบ้าง 3.7 การน าเสนอผลการวิจัย ส าหรับการน าเสนอข้อมูลที่เป็นผลของการวิจัยนั้น จะอยู่ในลักษณะของ การพรรณนาความ (Descriptive presentation) ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 3.7.1 ผลของการศึกษาวิเคราะห์ความเหมือนและความต่างในการอ่านออกกเสียงและการเขียน ค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายกับการเขียนและการอ่านออกเสียง ภาษาอังกฤษในปัจจุบัน 1) การเขียนค าอ่านเป็นภาษาอังกฤษ 2) การเขียนค าอ่านเป็นภาษาไทย 3) การเขียนค าอ่านใน นิราศหนองคาย 4) สรุปประเด็นในความเหมือนกันหรือต่างกันในการเขียนค าอ่านของค านั้น ๆ


๕๙ 3.7.2 ผลของการศึกษาวิเคราะห์การสาเหตุที่ท าให้การเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษในนิราศ หนองคายและการเขียนค าอ่านในปัจจุบันว่ามีสาเหตุในเขียนค าอ่านของค าใน ภาษาอังกฤษอย่างไร 1) สาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมทางการศึกษาภาษาอังกฤษ 2) สาเหตุมาจากความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษของตัวกวีเอง 3) สาเหตุมาจากการบังคับสัมผัสวรรคตอนในการประพันธ์ร้อยกรอง 3.7.3 ผลของการศึกษาเกี่ยวแรงจูงใจของกวี หรือผู้เขียนหรือผู้แต่งหรือผู้ประพันธ์ว่ามีมูลเหตุมา จากสิ่งใดในการน าค าศัพท์นั้น ๆ มาใช้เพื่อเขียนในงานประพันธ์ของตน 1) แรงจูงใจมาจากสภาพของความขัดแย้งทางสังคม 2) แรงจูงใจมาจากความต้องการให้บทกวีมีความงดงามสละสลวยตามหลักและกลวิธีในการ ประพันธ์ฉันลักษณ์ประเภท “กลอนนิราศ”


บทที่ 4 ผลการศึกษาวิจัย การวิจัยเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์เรื่องการเขียนค าอ่านค าภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5 : กรณีศึกษาการเขียนค าอ่านค าภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย” ได้วิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ขง อาการวิจัยในประเด็นดังต่อไปนี้ 4.1 การศึกษาวิเคราะห์ความเหมือนและความต่างในการอ่านออกกเสียงและการเขียนค าอ่าน ค าศัพท์ภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายกับการเขียนและการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษในปัจจุบัน 4.1.1 การเขียนค าอ่านเป็นภาษาอังกฤษ ค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่กวี น ามาใช้ในการประพันธ์หรือแต่ง นิราศหนองคาย มีอยู่ทั้งหมด 16 ค าศัพท์ ซึ่งในเบื้องต้นจะน าเสนอการเขียนค าอ่านเพื่อให้เห็นมาตรฐานในการอ่านออกเสียงของค าศัพท์ทั้งหด โดยจะเรียงตามล าดับของค าที่ปรากฏในบทกวี ตั้งแต่ต้นไปหาตอนปลายตามล าดับดังต่อไปนี้ 1.) ค าว่า Councilor เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /kaʊnsələr/ 1 2.) ค าว่า Picnic เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /ˈpɪknɪk/ 2 3.) ค าว่า danger 3 เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /deɪndʒə(r)/ 4 4.) ค าว่า Family เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /fæm(ə)lɪ/ 5 1 Wikipedea. Councilor. (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.howtopronounce.com/councilor 2 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 3 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 4 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 5 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน


๖๑ 5.) ค าว่า Minute เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /mɪnɪt/ 6 6.) ค าว่า Doctor เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /dɒktə/ 7.) ค าว่า Private เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /praɪvɪt/ 7 8.) ค าว่า garrison เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านโดย แยกแต่ละค าอ่านแต่ละค าว่า /gærɪsn/ 8 9.) ค าว่า consul เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า / kɒnsəl/ 9 /kɔ nsəl/10 10.) ค าว่า Present เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /preznt/ 11 6 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 7 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 8 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 9 Wikipedea. Consul. (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://youglish.com/pronounce/consul/english 10 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน.


๖๒ 11.) ค าว่า Insurance เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /ɪnˈʃʊərəns/ 12 12.) ค าว่า First เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /fɜːst/ 13 13.) ค าว่า aide de camp เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านโดย แยกแต่ละค าอ่านแต่ละค าว่า /eɪd/ 14 /diː/ 15 /Kæmp/ 16 14.) ค าว่า Sergeant เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /sɑːʤənt/ 17 15.) ค าว่า Corporal เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /ˈkɔːpərəl/ 11 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 12 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 13 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 14 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 15 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 16 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 17 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน


๖๓ 16.) ค าว่า Gatling gun เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่าน โดย แยกแต่ละค าอ่านแต่ละค าว่า /Get-ling/ 18 /gʌn/ 19 (ค าอธิบายเพิ่มเติม ส าหรับความหมายของค าว่า Gatling gun มี ดังนี้ Gatling gun - The Gatling gun is one of the best-known early rapid-fire spring loaded, hand cranked weapons, and a forerunner of the modern machine gun and rotary cannon)20 17.) ค าว่า Volunteer เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /vɒlənˈtɪə/ 21 18.) ค าว่า Secretary เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /sekrətrɪ/ 22 19.) ค าว่า Pistol เขียนเป็นค าอ่านในภาษาอังกฤษ โดยใช้หลัก Phonetics โดยใช้ International Phonetic Alphabet (IPA) จะเขียนค าอ่านว่า /pɪ stl / 23 18 อ้างแอ้างแล้ว เรื่องเดียวกันล้ว เรื่องเดียวกัน 19 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 20 Wikipedea. Gatling. (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.howtopronounce.com/Gatling 21 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 22 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน 23 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน


๖๔ 4.1.1การเขียนค าอ่านเป็นภาษาไทยและความหมายของค าศัพท์ เมื่อได้มีการจ าแนกแจกแจงการออกเสียงตามหลัก สัทศาสตร์สากล ที่ได้รวบรวมมาจาก สมาคม สัทศาสตร์สากล หรือ IPA (International Phonetics Association) ของค าศัพท์ทั้ง 16 ค า ที่ได้น าเสนอแล้ว ในที่นี้ จะขอน าเสนอเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นการเขียนค าอ่านในภาษาไทย ที่ใช้กันในป๎จจุบัน โดยจะเรียง ตามล าดับของค าที่กวีน าเสนอในนิราศหนองคาย โดยใช้หนังสือ พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ฉบับทันสมัย ที่ จัดท าหรือจัดพิมพ์โดย ฝ่ายวิชาการภาษาอังกฤษ บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จ ากัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนังสือที่ถือว่า มีความเป็นมาตรฐานและเชื่อถือได้ ดังต่อไปนี้ 1. ค าว่า Councilor ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า เ ค า น์ ซ ะ เ ล อ ร์ แ ล ะ เคาน์-สเลอร์24 หมายถึง สมาชิกสภา ซึ่งในนิราศหนองคาย กรมพระยาด ารงราชานุภาพได้อธิบายไว้ว่า หมายถึง ที่ ปรึกษา, เจ้าพระยามหินทรศักดิธ ารง ได้รับต าแหน่งเคาน์ซิลลอร์ออฟสเตด (เป็นค านาม) 2. ค าว่า Picnic ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า พิค’ นิค25 หมายถึง การน าอาหารไปรับประทานร่วมกันนอกบ้าน (เป็นค านาม) 3. ค าว่า Danger ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า เดน’เจอร์26 หมายถึง อันตราย (เป็นค านาม) 4. ค าว่า Family ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า แฟม’มะลีหรือ แฟม’ ลี27 หมายถึง ครอบครัว (เป็นค านาม) 5. ค าว่า Minute ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า มิน’ นิท28 หมายถึง นาที (เป็นค านาม) 6. ค าว่า Doctor ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า ดอค’ เทอร์29 หมายถึง หมอ หรือ นายแพทย์ (เป็นค านาม) 7. ค าว่า Private ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า ไพร’ วิท30 หมายถึง เป็นการส่วนตัว (เป็นค าคุณศัพท์) 8. ค าว่า Garrison ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า แก’ ริเซิน31 24 ฝ่ายวิชาการภาษาอังกฤษ บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จ ากัด (มหาชน). พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ฉบับทันสมัย. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอ็ม. เอ.เอช. พริ ้นติ ้ง จ ากัด. 2002. หน้า 112. 25 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน. 26 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 121. 27 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 177. 28 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 320. 29 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 142. 30 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 398. 31 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 320.


๖๕ หมายถึง หมวกของทหาร มาจากค าว่า Garrison Cap หรือ มวกหมวกการิสัน (เป็นค าคุณศัพท์) 9. ค าว่า Consul ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า คอน’ เซิล32 หมายถึง กงสุล หรือ สถานกงสุล 10. ค าว่า Present ป๎จจุบันเขียนค าอ่าน เป็น 2 อย่างคือ 1.) เขียนค าอ่านว่า เพรช’เซ็นท์33 ที่แปลว่า ป๎จจุบัน และ 2.) เขียนค าอ่านว่า พริ’ เซนท์34 ที่แปลว่า น าเสนอ หรือ ให้ของขวัญ หมายถึง น าเสนอ และป๎จจุบัน แต่กวีมุ่งที่ค าแรกมากกว่า (เป็นค ากริยา) 11. ค าว่า Insurance ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า อินชัวร์’ เร็นซ์35 หมายถึง การประกันชีวิต (เป็นค านาม) 12. ค าว่า First ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า เฟิร์ซท์36 หมายถึง สิ่งแรก (เป็นค าคุณศัพท์) 13. ค าว่า Aide de camp ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า เอดดิแคมพ์37 หมายถึง ต าแหน่งนายทหารคนสนิทของแม่ทัพ (เป็นค านาม) 14. ค าว่า Sergeant ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า ซาเจินท์38 หมายถึง ต าแหน่งทหารยศนายสิบในกองทัพอังกฤษ (เป็นค านาม) 15. ค าว่า Corporal ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า คอร์’ เพอเริล/ คอเพริล หมายถึง ต าแหน่งเทียบเท่ายศทหารชั้นสิบโทในกองทัพอังกฤษ ในขณะนั้นการแบ่งยศทหารอย่าง ใหม่ใช้เป็นแบบยุโรป (เป็นค านาม) 16. ค าว่า Gatling gun ป๎จจุบันเขียนค าอ่าน โดยแยกการเขียนค าอ่าน เป็น 1.) ค าว่า Gattling เขียนว่า แกทลิง39 2.) ค าว่า Gun เขียนว่า กัน40 หมายถึง ปืนกล (เป็นค านาม) 17. ค าว่า Volunteer ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า วอลเล็นเทียร์41 32 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 106. 33 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 394. 34 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 394. 35 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 260. 36 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 186. 37 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 11. 38 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 460. 39 Wikipedea. Gatling. (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://dict.longdo.com/search/Gatling/pc 40 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 222. 41 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 577.


๖๖ หมายถึง ทหารอาสาสมัคร (เป็นค านาม) 18. ค าว่า Secretary ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า เซค’ คริเทอรี42 หมายถึง ต าแหน่งเลขานุการ (เป็นค านาม) 19. ค าว่า Pistol ป๎จจุบันเขียนค าอ่านว่า พิซ’ เทิล43 หมายถึง ปืนพก (เป็นค านาม) 4.1.2 การเขียนค าอ่านใน นิราศหนองคาย ส าหรับการเขียนค าอ่าน ค าศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยเรียงตามล าดับของค าที่กวีน ามาแต่งใน “นิราศหนองคาย” ดังนี้ 1. ค าว่า Councilor กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า เคาซิลลอ 2. ค าว่า Picnic กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า ปิกนิก 3. ค าว่า Danger กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า เดนเย่อร์ 4. ค าว่า Family กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า แฟมลี่ 5. ค าว่า Minute กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า มินิต 6. ค าว่า Doctor กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า ดอกเตอร์ 7. ค าว่า Private กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า ไปรเวต 8. ค าว่า Garrison กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า กะเรนเซน 9. ค าว่า Consul กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า กงซุล 10. ค าว่า Present กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า ปรีเซนต์ 11. ค าว่า Insurance กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า อินซูรัน 12. ค าว่า First กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า เฟิสท์ 13. ค าว่า Aide de camp กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า แอดดิกง 14. ค าว่า Sergeantกวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า ซายัน 15. ค าว่า Corporalกวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า กอโปราล 16. ค าว่า Gatling gun กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า แคทะริงตัน 17. ค าว่า Volunteer กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า วาลันเตีย 18. ค าว่า Secretary กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า ซีเกร็ตตอรี 19. ค าว่า Pistol กวีเขียนค าอ่านค าศัพท์นี้ว่า ปัศตัน 4.1.3 สรุปประเด็นในความเหมือนกันหรือต่างกันในการเขียนค าอ่านของค านั้น ๆ เพื่อเป็นการรวบรัดและประหยัดพื้นที่ในการน าเสนอเนื้อหาของประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้วิจัย ได้ น าเสนอหัวข้อของ “การสรุปประเด็นในความเหมือนและความต่าง” ของการเขียนค าอ่านค าศัพท์ ภาษาอังกฤษ ใน “นิราศหนองคาย” กับใน การเขียนค าอ่านในป๎จจุบันด้วยตาราง (Diagram) ต่อไปนี้ ค าศัพท์ การเขียนค าอ่าน ในภาษาอังกฤษ ก า รเขียนค า อ่านในปัจจุบัน ก า รเขียนค า อ่านในนิร าศ สรุปประเด็นในความเหมือน ความต่าง 42 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 457. 43 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน หน้า 381.


๖๗ หนองคาย Councilor /kaʊnsələr/ เคาน์ ซะเลอร์/ เคาน์-สเลอร์ เคาซิลลอ ไม่เหมือนกัน คือ การเขียนค า อ่านในป๎จจุบัน ค าแรกเขียนเป็น “เคาน์” ในขณะที่ กวีเขียนเป็น “เคา” (ไม่มีการันต์) /ค าที่สอง ป๎จจุบัน เขียนเป็น “ซะ” ส่วนกวี เขียนเป็น “ซิล”/ ปัจจุบันเขียน เลอร์ เป็นเสียงสระ เ-อ (สระ เออ) ในขณะที่กวีเขียนค าอ่าน เป็น ลอ เป็นเสียงสระ –อ (สระ ออ) Picnic /ˈpɪknɪk/ ปิค’ นิค ปิกนิก เขียนคล้าย ๆ กัน แต่ต่างกันตรง ตัวสะกด ค. กับ ก. Danger /deɪndʒə(r)/ เดน’เจอร์ เดนเย่อร์ ต่างกันตรงค าที่สอง ที่ป๎จจุบัน เขียนด้วย จ. ในขณะที่กวี เขียน ด้วย ย. Family /fæm(ə)lɪ/ แฟม’มะลี/ แฟม’ ลี แฟมลี่ ต่ าง กั น ต รง ที่ ก วี เ ขี ย น ด้ ว ย วรรณยุกต์ เอก (ไม้เอก หรือ ‘) Minute /mɪnɪt/ มิน’ นิท มินิต ต่างกันตรงค าแรก ป๎จจุบันมี น. เป็นตัวสะกด ส่วนกวีไม่มีตัวสะกด และค าที่สอง ป๎จจุบันใช้ ท.เป็น ตัวสะกด ส่ วนก วี ใช้ ต .เป็น ตัวสะกด Doctor /dɒktə/ ดอค’ เทอร์ ดอกเตอร์ ต่างกันตรงตัวสะกด ด-ก/ ในค าที่ สอง เขียนด้วย ท-ต ใช้ ร.การันต์ เหมือนกัน Private /praɪvɪt ไพร’ วิท ไปรเวต ต่างกันตรงในค าแรกป๎จจุบัน ใช้ พ. ในขณะที่กวีใช้ ป./ ในค าที่ สอง ป๎จจุบันเขียนด้วยสระ อิ ส่วนกวีเขียนด้วยสระ เอ Garrison /gærɪsn/ แก’ ริเซิน กะเรนเซน ต่างกันแบบเขียนเช่น แก-กะ/ ริ- เรน/ ซิน-เซน Consul / kɒnsəl/ คอน’ เซิล กงซุล ต่างกันที่ คอน-กง/เซิล-ซุล Present /preznt/ เพรช’เซ็นท์/ พริ’ เซนท์ ปรีเซนต์ ต่างกันตรงป๎จจุบันเขียนด้วย พร และใช้สระเอ กวีเขียนด้วย ปร. และใช้สระอี/ ป๎จจุบันใช้ ท เป็น ตัวการันต์ ขณะที่กวี ใช้ต.เป็นตัว การันต์


๖๘ Insurance /ɪnˈʃʊərəns/ อินชัวร์’ เร็นซ์ อินซูรัน ต่างกันตรง ชัวร์-ชู/ เร็นซ์-รัน(ไม่ มีตัวการันต์) First /fɜːst/ เฟิร์ซท์ เฟิสท์ ต่างกันตรงรูปแบบของการเขียน ที่ป๎จจุบันมี ร .เป็นตัวก า รันต์ ในขณะที่กวีไม่มีตัวการันต์คั่นใน ระหว่าง แต่มีท.เป็นตัวการันต์ เหมือนกัน Ade de camp /eɪd/ /diː/ /Kæmp/ เอดดิแคมพ์ แอดดิกง ต่างกันตรงที่ค าหน้าเขียนด้วยสระ เอ แต่กวีใช้สระแอ และค าท้ายใน ป๎จจุบันเขียนเป็น แคมพ์ (ค. เป็น ตัวตั้งและ พ. เป็นตัวการันต์) ในขณะที่กวี เขียนด้วย ก.และมี ง. เป็นตัวสะกด Sergeant /sɑːʤənt/ ซาเจินท์ ซายัน มีการเขียนค าหน้าเหมือนกัน ต่ าง กัน ต รง ค าห ลัง คื อ ค า ว่ า “เจินท์” กับค าว่า “ยัน” Corporal /ˈkɔːpərəl/ คอร์’ เพอเริล/ คอเพริล กอโปราล มีการเขียนต่างกัน คือ คอร์หรือ คอ-กอ/เพอริล หรือ เพริล-โปราล Gatling gun /Get-ling/ /gʌn/ แกทลิง กัน แคทะริงตัน เขียนต่างกัน โดยแยกล าดับดังนี้ แกท-แคทะ/ลิง-ริง/ก Volunteer /vɒlənˈtɪə/ วอลเล็นเทียร์ วาลันเตีย ต่างกันโดยแยกล าดับดังนี้ วอล-วา/เล็น-ลัน/เทียร์-เตีย Secretary /sekrətrɪ/ เซค’ คริเทอรี ซีเกร็ตตอรี ต่างกันโดยแยกล าดับดังนี้ เซค-ซี/คริ-เกร็ต/เทอรี-ตอรี Pistol /pɪ stl/ พิซ’ เทิล ป๎ศตัน ต่างกันโดยแยกล าดับดังนี้ พิซ-ปัศ/เทิล-ตัน ต่อไปนี้ จะได้ท าการจ าแนกแจกแจงและวิเคราะห์ความเหมือนแต่ความต่าง ระหว่างการเขียนค า อ่านของค าศัพท์ภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยยกเอาเฉพาะค าศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่กวีน าเสนอใน “นิราศหนองคาย” มาวิเคราะห์และจ าแนกแจกแจงทีละค าศัพท์ ดังต่อไปนี้ ค าศัพท์ สรุปประเด็นในความเหมือนความต่าง Councilor ไม่เหมือนกัน คือ การเขียนค าอ่านในป๎จจุบัน ค าแรกเขียนเป็น “เคาน์” ในขณะที่ กวีเขียนเป็น “เคา” (ไม่มีการันต์) /ค าที่สองป๎จจุบัน เขียนเป็น “ซะ” ส่วนกวีเขียนเป็น “ซิล”/ ปัจจุบันเขียน เลอร์เป็นเสียงสระ เ-อ (สระ เออ) ในขณะที่กวีเขียนค าอ่านเป็น ลอ เป็นเสียงสระ –อ (สระ ออ) Picnic เขียนคล้าย ๆ กัน แต่ต่างกันตรงตัวสะกด ค. กับ ก. Danger ต่างกันตรงค าที่สอง ที่ป๎จจุบันเขียนด้วย จ. ในขณะที่กวี เขียนด้วย ย.


๖๙ Family ต่างกันตรงที่ กวีเขียนด้วยวรรณยุกต์ เอก (ไม้เอก หรือ ‘) Minute ต่างกันตรงค าแรก ป๎จจุบันมี น.เป็นตัวสะกด ส่วนกวีไม่มีตัวสะกด และ ค าที่สอง ป๎จจุบันใช้ ท.เป็นตัวสะกด ส่วนกวี ใช้ ต.เป็นตัวสะกด Doctor ต่างกันตรงตัวสะกด ด-ก/ ในค าที่สอง เขียนด้วย ท-ต ใช้ ร.การันต์ เหมือนกัน Private ต่างกันตรงในค าแรกป๎จจุบัน ใช้ พ. ในขณะที่กวีใช้ ป./ ในค าที่สอง ป๎จจุบันเขียนด้วยสระ อิส่วนกวีเขียนด้วยสระ เอ Garrison ต่างกันแบบเขียนเช่น แก-กะ/ ริ-เรน/ ซิน-เซน ต่างกันที่ คอน-กง/เซิล-ซุล Private ต่างกันตรงป๎จจุบันเขียนด้วย พร และใช้สระเอ กวีเขียนด้วย ปร.และใช้ สระอี/ ป๎จจุบันใช้ ท เป็นตัวการันต์ ขณะที่กวี ใช้ต.เป็นตัวการันต์ Insurance ต่างกันตรง ชัวร์-ชู/ เร็นซ์-รัน(ไม่มีตัวการันต์) First ต่างกันตรงรูปแบบของการเขียน ที่ป๎จจุบันมี ร.เป็นตัวการันต์ ในขณะที่ กวีไม่มีตัวการันต์คั่นในระหว่าง แต่มีท.เป็นตัวการันต์เหมือนกัน Aide de Camp ต่างกันตรงที่ค าหน้าเขียนด้วยสระ เอ แต่กวีใช้สระแอ และค าท้ายใน ป๎จจุบันเขียนเป็น แคมพ์ (ค. เป็นตัวตั้งและ พ. เป็นตัวการันต์) ในขณะที่ กวี เขียนด้วย ก.และมี ง. เป็นตัวสะกด Sergeant มีการเขียนค าหน้าเหมือนกัน ต่างกันตรงค าหลังคือค าว่า “เจินท์” กับค า ว่า “ยัน” Gatling Gun เขียนต่างกัน โดยแยกล าดับดังนี้ แกท-แคทะ/ลิง-ริง/ก Volunteer ต่างกันโดยแยกล าดับดังนี้ วอล-วา/เล็น-ลัน/เทียร์-เตีย Sacretary ต่างกันโดยแยกล าดับดังนี้ เซค-ซี/คริ-เกร็ต/เทอรี-ตอรี Pistol ต่างกันโดยแยกล าดับดังนี้ พิซ-ปัศ/เทิล-ตัน 4.2 การศึกษาวิเคราะห์การสาเหตุที่ท าให้การเขียนค าอ่านภาษาอังกฤษในนิราศหนองคายและ การเขียนค าอ่านในปัจจุบันว่ามีสาเหตุในเขียนค าอ่านของค าในภาษาอังกฤษอย่างไร ส าหรับประเด็นที่ว่า การน าค าศัพท์ภาษาอังกฤษต่าง ๆ มาเขียนเป็นค าอ่านในภาษาไทย ในนิราศ หนองคาย นั้น มีสาเหตุมาจากอะไร ผู้วิจัยได้สรุปเป็น 3 ประเด็นดังนี้ 4.2.1สาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมทางการศึกษาภาษาอังกฤษ การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่กวีน าเสนอหรือเขียนในบทประพันธ์ของตน ย่อม สะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมทางการศึกษาของไทยในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาพแวดล้อมทางการ ศึกษาภาษาอังกฤษ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ สามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า นับตั้งแต่การตื่นตัวเรื่องการเรียน ภาษาอังกฤษที่เริ่มเป็นรูปร่างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ตามที่ได้น าเสนอไปแล้วในบทก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมทางการศึกษาภาษาอังกฤษ มีส่วนพัวพันกับสภาพแวดล้อมทางการศึกษาทั่วไปในสมัยนั้น ซึ่งถ้า


๗๐ นับช่วงเวลาหลังจากการเสียกรุงครั้งที่ 2 และการผลัดแผ่นดินจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแล้ว ก็เห็นได้ว่า เป็นเวลาที่ไม่นานนัก จึงท าให้การศึกษาภาษาอังกฤษ มีอยู่ในแวดลงที่จ ากัด กล่าวคือ จ ากัดอยู่ใน แวดวงของคนในชั้นสูง ตามรายละเอียดเกี่ยวบุคคลผู้สนใจภาษาอังกฤษและมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษใน ยุคสมัยนี้ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ได้ตรัสไว้ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น พวกมิชชันนารีอเมริกันเข้ามาตั้งใน กรุงเทพฯ เป็นที่แรก ท าให้คนไทยได้เรียนภาษาอังกฤษ โดยที่พวกมิชชันนารีเหล่านี้ วางตัวเป็นมิตรในเบื้องต้น ใช้วิธีการช่วยเหลือด้านยารักษาโรคและการสอนภาษาอังกฤษโดยมีจุดหมายเพื่อการเผยแพร่คริสต์ศาสนา44 นอกจากนี้ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรงให้ข้อมูลว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาส าคัญ ทางประเทศตะวันออกมีเจ้านายบางคนปรารถนาจะศึกษาวิชาการและขนบธรรมเนียมของฝรั่งเศสและจะเล่า เรียนให้รู้ภาษาอังกฤษจึงได้พยายามเล่าเรียนศึกษากับพวกมิชชันนารีอเมริกันตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ส าคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลานั้นยังทรงผนวชเป็นพระราชาคณะอยู่พระองค์ 1 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลานั้นยังเป็นเจ้าฟูากรมขุนอิศเรศรังสรรค์พระองค์ 1 สมเด็จ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เวลานั้นยังเป็นหลวงสิทธินายเวรมหาดเล็ก แล้วได้เลื่อนเป็นจมื่นไวยวรนาถอีก องค์ 1 แต่สมเด็จเจ้าพระยาทางภาษาอังกฤษทรงรู้แต่พอพูดอังกฤษได้บ้าง45 ซึ่งเนื้อความทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับพระอัจริยภาพด้านภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีดังนี้ “นอกจากนี้พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะรับสั่งเรื่องราชการแผ่นดิน แต่จะทรง สมาทานเบญจศีลเสียก่อน ครั้นทรงสมาทานศีลแล้ว ตรัสภาษาอังกฤษอีกหลายองค์แล้วตรัสว่า ที่พูด ภาษาอังกฤษนี้ ก็เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายเห็นว่าสติสัมปชัญญะยังปกติ ถึงภาษาอื่นจะไม่ใช่ภาษาของตน แต่ยัง ทรงจ าได้ด้วยสติยังดีอยู่ ท่านทั้งปวงจะได้ส าคัญในรับสั่งที่จะสั่งว่า ไม่ได้สั่งโดยฟ๎่นเฟือน” 46 จากประเด็นที่กล่าวมา ท าให้สรุปประเด็นที่เป็นสาระส าคัญในหัวข้อเกี่ยวกับการศึกษา ภาษาอังกฤษของคนในสมัยนั้นคือ ความสามารถด้านการฟ๎งการพูดการอ่านการเขียนภาษาอังกฤษ เป็นเรื่อง ของความสนใจใฝุรู้ส่วนบุคคล ปนด้วยความพิเศษที่เรียนกว่า “พรสวรรค์” ของบุคคลนั้น ๆ ด้วย กล่าวคือใคร สนใจมาก เรียนมาก มีพรสวรรค์มาก ก็มีความสามารถในด้านการฟ๎งการพูดการอ่านการเขียนมากไปด้วย ซึ่ง นายทิม สุขยางค์ หรือ หลวงพัฒนพงษ์ภักดี เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษเป็น อย่างดีโดยที่มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง 4.2.2 สาเหตุมาจากความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษของตัวกวีเอง จากประเด็นที่ได้น าเสนอแล้ว ในหัวข้อที่ผ่านมาข้างต้น ท าให้สามารถอนุมานได้ว่า กวี คือ หลวงพิพัฒ นพงศ์ภักดี หรือ ทิม สุขยาค์ ผู้แต่ง นิราศหนองคาย มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษในระดับที่สามารถ ฟ๎ง พูด อ่าน และเขียน ได้เป็นอย่างดี จากประวัติของนายทิม สุขยางค์ หรือ หลวงพิพัฒนพงศ์ภักดี รวบรวมโดย กรมพระยาด ารงราชานุ ภาพ ที่ได้ทรงน าเสนอไว้ในหนังสือ นิราศหนองคาย ฉบับหอสมุดวชิรญาณ มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวประวัติของกวี ท่านนี้ โดยที่ท่านเป็นผู้มีความรู้ทางพระพุทธศาสนา ภาษาบาลีเป็นอย่างดี โดยได้บวชเรียนในส านักเรียนวัด 44 กรมพระยาด ารงราชานุภาพ.คนไทยเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ (หนังสือรวบรวมและจัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร). (2547). กรุงเทพมหานคร : : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ (1984). จ ากัด. หน้า 14. 45 อ้างแล้วเรื่องเดียวกัน. 46 Kana Lab. “รัชกาลที่4 ตรัสถึงสิ่งใด.. ก่อนสวรรคต”. (2564) ออนไลน์ แหล่งที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=3EPcepRiC6I


๗๑ อีกทั้งมีผลงานที่เป็นวรรณกรรมชั้นเลิศอยู่หลายเรื่อง เช่น พระอภัยมณีราชาธิราช ลักษณวงศ์ ทินวงศ์ยักษี ยักษา สามก๊ก และอื่น ๆ เช่นกลอนอ่าน คือ มณีนพรัตน์กายนคร ฉัตรสามชั้น (สุภาษิตค ากลอน) พระศร สุริยัน รวมทั้ง นิราศหนองคาย อันเป็นที่มาของงานวิจัยชิ้นนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีกลอนและโคลงเบ็ดเตล็ดอีกหลายเรื่อง สังเกตดูตามส านวนหนังสือที่หลวงพัฒนพงศ์ฯ แต่ง ดูถือความกตัญํูเป็นธรรมวิถีส าคัญกว่าอย่างอื่น เมื่อมาพิเคราะห์ดูตามเรื่องราวในประวัติก็เห็นประพฤติ ธรรมะข้อนั้นมั่นคงต่อเจ้าพระยามหินทรฯ ฝุายเจ้าพระยามหินทรฯ ก็ได้สนองคุณตอบแทน แม้ที่สุดเมื่อปุวย อาการมาก จวนจะถึงอสัญกรรม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปเยี่ยม ก็ได้กราบบังคมทูล ฝาก ขอพระบารมีปกเกล้าฯ เป็นที่พึ่งแก่หลวงพัฒนพงศ์ฯ โดยเฉพาะ47 ส าหรับความสามารถด้านภาษาอังกฤษของตัวกวีเองนั้น สามารถอนุมานได้ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่ง หมายถึงความสามารถที่มาจากพรสวรรค์และพรแสวงของตัวกวีเอง ดังจะเห็นได้ว่า ค าศัพท์ต่าง ๆ มีทั้ง ค าศัพท์ที่เป็นต าแหน่งด้านการปกครอง เช่น ค าว่า Councilor หรือ “เคาซิลลอ” หมายถึง ต าแหน่งทางการ ปกครองขั้นสูงสุดของบ้านเมืองในสมัยนั้น มาจากค าว่า Councilor of State ซึ่งเป็นค าศัพท์ด้านการเมืองการ ปกครอง ค าว่า Picnic หรือ “ปิกนิก” ที่หมายถึงการน าอาหารไปรับประทานร่วมกันนอกบ้าน ซึ่งเป็นค าศัพท์ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตโดยทั่วไปของผู้คนในสังคม หรือค าว่า Insurance หรือ “อินชูรัน” ที่หมายถึงการประกัน ชีวิต ซึ่งเป็นค าศัพท์เกี่ยวกับอาชีพการงาน เป็นต้น กล่าวโดยรวมคือ ค าศัพท์ที่กวียกมาทั้งหมดสะท้อนให้เห็น ว่า กวีมีความรู้อย่างกว้างขวางในทุก ๆ ด้าน จนสามารถน ามาแต่งเป็นกลอนใน “นิราศหนองคาย” ได้อย่าง ลงตัว 4.2.3 สาเหตุมาจากการบังคับสัมผัสวรรคตอนในการประพันธ์ร้อยกรอง ความส าคัญประการหนึ่งของการแต่งกลอนหรือ การสร้างสรรค์งานประเภทร้อยกรองนั้น ไม่ว่าจะเป็น โคลง ฉันท์ กาพย์ หรือ กลอน ได้แก่ “สัมผัสวรรคตอน” ที่จะสร้างงานประพันธ์ให้มีคุณค่าน่าอ่าน และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้อ่านได้ ไม่ว่าจะเป็น “สัมผัสนอก” หรือ “สัมผัสใน” ซึ่งประเด็นนี้ย่อมเป็นที่ ทราบกันดีในหมู่นักกวีทั้งหลาย ซึ่งไม่ใช่เพียงนักกวีด้วยกันเท่านั้นที่นิยมชื่นชมในความสละสวยสวยงามของ สัมผัสนอกและสัมผัสในของบทกวี เพราะแม้แต่นักอ่านหรือผู้ที่ชื่นชอบชื่นชมในการอ่านบทกลอนกวีกานท์นั้น ก็ยกย่องชื่นชมในการที่กวีสร้างสัมผัสนอกสัมผัสในนี้ด้วยเช่นกัน โดยที่กฎของการก าหนดให้แต่ละค าสัมผัสกัน ตามลักษณะของฉันลักษณ์ของกลอนสุภาพในวรรคต่าง ๆ มีดังนี้ 1 วรรค มี 8 ค า (บางครั้งอาจจะมี 7-9 ค าก็ได้) 2 วรรค เรียกเป็น 1 ค ากลอน 2 ค ากลอน เรียกเป็น 1 บท สัมผัสนอก คือ ค าคล้องจองที่อยู่นอกวรรค (โดยส่วนมากมักเป็นสัมผัสสระ อาจจะมีแต่ มีน้อยมากที่กวีบางท่านจะใช้สัมผัสนอกด้วย “สัมผัสอักษร”) เป็นสัมผัสบังคับ สัมผัสใน คือ ค าคล้องจองที่อยู่ในวรรค (สัมผัสสระ หรือสัมผัสพยัญชนะ) ที่ไม่ใช่สัมผัส บังคับ แต่เป็นความคิดสร้างสรรค์ของกวีเองที่จะสร้าง “สัมผัสใน” ด้วยความสามารถด้านกวีหรือด้านการ ประพันธ์ของตน หรือสามารถเทียบได้กับ ภาพโครงสร้างของการสัมผัสนอก คราว ๆ ดังภาพต่อไปนี้ 47 วัชรญาณ. ประวัติหลวงพัฒนพงศ์ภักดี. (2564) ออนไลน์ แหล่งที่มา: https://vajirayana.org/


๗๒ อย่างไรก็ตาม ในการน าเสนอด้วยการเขียนค าอ่านของค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่ยกมาทั้งหมด ไม่ใช่ว่าจะเป็นการสร้างงานประพันธ์ประเภทร้อยกรอง ที่เป็นสัมผัสนอกและสัมผัสในทั้งหมด เพราะค าศัพท์ บางค า หากเป็นการยาก กวีก็จะยกมากล่าวในบทกวี โดยเป็นแค่ค าประกอบในวรรคหรือบทนั้นก็ได้ ทั้งนี้ ผู้วิจัย จะน าเสนอไปตามล าดับดังนี้ 1. Councilor มาจากบทกวี เจ้าพระยา มหินทร์ เคาซิลลอ ออกหน้าหอ ขนพอง สยองหัว ในจิตคิด หนาวสั่น พรั่นพรึงกลัว ด้วยว่าตัว จะต้องแน่ เป็นแม่ทัพฯ เป็นสัมผัสนอกระหว่างวรรค “สดับ” ที่ลงท้ายด้วยเสียง สระ ออ วรรค “รับ” ก็ย่อมรับด้วย สระ ออ เช่นกัน ท าให้ได้การสัมผัสนอกระหว่างค าว่า Councilor หรือ “เคาซิลลอ” ซึ่งเป็นค าภาษาอังกฤษ กับค่ าว่า “ออกหน้าหอ” 2. Picnic มาจากบทกวี เหล่าขุนนาง แวดล้อม อยู่พร้อมพรั่ง ลงที่นั่ง ปิกนิก กั้นบดเก๋ง ทอดพระเนตร เรือแพ ทรงแลเล็ง เสียงแซ่เซ็ง แตรฝรั่ง ก้องกังวานฯ ค าว่า Picnic หรือ ปิกนิก เป็นค าที่กวี ยกมาไว้ในวรรค “รับ” ของบทนี้ และเป็นสัมผัสอักษรในวรรค “รับ” คืออักษร น. ในค าว่า “นั่ง” กับค าว่า “นิก” 3. Danger มาจากบทกวี พระสงฆ์องค์สมมุติวงศ์พุทโธ ชยันโต ส าเนียง เสียงประสาน ฟ๎งเป็นสวด มหาชัย อาลัยลาญ นึกกันดาร เดนเย่อร์เออเต็มทีฯ เป็นการสร้างสัมผัสใน ในลักษณะของการเป็น “สัมผัสอักษร” คือ อักษร ด. ในค าว่า “กันดาร” กับ อักษร ด. ในค าว่า “เดนเย่อร์” 4. Family มาจากบทกวี ฤๅเราไป จะไม่ได้ มาสู่เหย้า ได้คลึงเคล้า คลอแคล แฟมลี่ ความรักนิด ไหนจะติด อย่างกอปี สิ้นชีวี แล้วคงปุน ไม่ทนนานฯ เป็นการสร้างสัมผัสใน ที่เป็นการสัมผัส “สระ” ในวรรครับ ที่กวีแต่งด้วย สระ “แอ” คือค าว่า “แคล” กับค าว่า “แฟ” 5. Minute


๗๓ มาจากบทกวี ครั้นสองโมง เช้าครึ่ง กึ่งมินิต ส าเร็จกิจ เสร็จสม อารมณ์หวัง ฝีพายเตรียม นาวา ประดาประดัง จอดคอยฟ๎ง ลั่นฆ้อง ตามองเมียงฯ เป็นสัมผัสนอก ระหว่างวรรค “สดับ” กับวรรค “รับ” คือ ค าสุดท้ายของวรรค “สดับ” ที่ลงท้ายด้วย ตัวสะกดใน “แม่กด” คือค าว่า “มินิต” ต้องสัมผัสค าที่ 3 ของวรรค “รับ” คือค าว่า “กิจ” 6. Doctor มาจากบทกวี แล้วสั่งการขุนช านาญภักดีพุก เที่ยวตรวจทุกเวลาอย่าได้เผลอ ใครเป็นโรคร้อนหนาวฤๅหาวเรอ ให้ดอกเตอร์ พุกปรุง บ ารุงยา เป็นการสร้างสัมผัสนอก คือค าว่า “เรอ” ซึ่งเป็นเสียงสระ “เออ” ที่สัมผัสกันกับค าว่า ดอกเตอร์ 7. Private มาจากบทกวี จึงแต่งบอก กราบทูล ตามมูลเหตุ เป็นไปรเวท เรียงความ ตามนุสนธิ์ ขอรอรั้ง ตั้งพัก ส านักพล แต่พอฝน ฟูาแล้ง ทางแห้งดีฯ เป็นทั้งสัมผัสนอก ที่เป็น “สัมผัสสระ” คือสระ “เอ” ที่มีตัวสะกดใน “แม่กด” คือค าว่า “เหตุ” ใน วรรคสดับ กับค าว่า “เวท” ในวรรค “รับ” นอกจากนี้ กวียังได้สร้าง “สัมผัสอักษร” ของวรรค รับ คือ อักษร ป. ระหว่างค าว่า “เป็น” กับค าว่า “ไปร” ในค าภาษาอังกฤษว่า “ไปรเวท” หรือ Private 8. Garrison มาจากบทกวี เห็นฝรั่ง นั่งร่า มาหน้าเรือ ประหลาดเหลือ มาไย ผิดใจฉัน พอเห็นหมวก กะเรนเซน เป็นส าคัญ ชาวอเม- ริกัน เขาขึ้นมาฯ เป็นค าที่กวีน าค าศัพท์ในภาษาอังกฤษ คือค าว่า Garrison หรือ กะเรนเซน มาใส่ไว้ใน “วรรครอง” ที่ไม่มีสัมผัสในกับค าใดในวรรคนี้ 9. Consul มาจากบทกวี ฝรั่งพร้อม กันเสีย เงินเรี่ยไร ทั้งคนใหญ่คนน้อย พลอยอุดหนุน ทั้งนายห้าง กัปตัน ท่านกงซุล เขาท าบุญ สู้เสีย เงินเรี่ยไรฯ เป็นการสร้าง “สัมผัสนอก” คือ ค าว่า “กงซุล” ใน “วรรครอง” ซึ่งเป็นค าที่สะกดใน “แม่กน” และ ค าว่า “บุญ” ใน ”วรรคส่ง” ให้มีความสัมผัสคล้องจองกันตามกฎระเบียบของกลอนแปด 10. Present มาจากบทกวี เรือเจ้าคุณ จอดประทับ กับตะพาน พอทหาร ยืนเรียง เคียงไสว พอเจ้าคุณ ย่างยก ขึ้นบกไป กัปตันใหญ่ บอกเป็น ปรีเซนต์น าฯ เป็นการสร้างสัมผัสใน และเป็นสัมผัสอักษร คือ อักษร ป. ใน “วรรคส่ง” คือค าว่า” เป็น” กับค าว่า “ปรี” 11. Insurance มาจากบทกวี ไม่รู้ตัว ว่าจะตาย ท าลายแท้ เว้นเสียแต่ ผู้วิเศษ แจ้งเหตุผล


๗๔ ถึงจะมี อินชุรัน ประกันตน ก็ไม่พ้น ความขลาด ที่หวาดกลัว ฯ เป็นการน าค าศัพท์ภาษาอังกฤษ คือค าว่า “Insurance” หรือ “อินชูรัน” เข้ามาใส่ไว้ใน “วรรครอง” ของบทนี้ 12. First มาจากบทกวี กระบวนบิด กระบวนเมา เอาทุกด้าน เรื่องปาบ้าน แลเป็นเฟิสท์ เลิศอย่างใหญ่ การเล่นหวย โปถั่ว ไม่กลัวใคร เสียไม่ให้ ได้จะเอา ดูเข้าทีฯ เป็นการน าค าศัพท์ภาษาอังกฤษ คือค าว่า First หรือ “เฟิสท์” เข้ามาใส่ไว้ใน “วรรครับ” ของบทนี้ 13. Ade de camp มาจากบทกวี ครั้นเวลา ประมาณยาม สักสามทุ่ม เสียงปืนตูม ติดติด พิศวง ขุนสกล สารบาญ ชาญณรงค์ มาปลุกแอด ดิกง ทั้งสองคุณ แอดดิกง องค์หนึ่ง ลุกขึ้นได้ พูดถามไต่ เอ้อี้ ทีเกิดวุ่น อีกองค์หนึ่ง พูดไทย ไม่มีทุน ลุกขึ้นวุ่น พูดอังกฤษ ติดคลิกคลักฯ ค าศัพท์ภาษาอังกฤษ Ade de camp หนทอ “แอดดิกง” นี้ กวีได้น ามาใช้ในการแต่งกลอน ในสอง 2 บท นับเป็นครั้งแรกที่มีการน าค าศัพท์ภาษาอังกฤษมาใช้ใน 2 ครั้งติดกัน โดยค าแรก อยู่ใน “วรรคส่ง” ของ บทแรก และสัสผัสกับค าสุดท้ายของวรรครองที่ลงท้ายด้วยค าว่า “รงค์” จึงเป็นการ “สัมผัสนอก” ของค าว่า “ณรงค์” ซึ่งเป็นเสียงสะกดใน “แม่กง” กับค าว่า “แอดดิกง” ในวรรคส่ง ของบทแรก ส่วนค าว่า “แอดดิกง” ค าที่ 2 เป็น “สัมผัสใน” และเป็น “สัมผัสสระ” คือสระ โอะ (ลดรูป) และ ตัวสะกดใน “แม่กง” คือค าว่า “กง” กับค าว่า “องค์” 14. Sergeant มาจากบทกวี แล้วถึงกอง ขุนสิทธิ์ ติดกระชั้น มีซายัน ควงกระบอง คล่องหนักหนา ทหารแถว สองข้าง หนทางมา ล้วนถืออา- วุธสิ้น ดูภิญโญฯ ค าศัพท์ภาษาอังกฤษ Sergeant หรือ “ซายัน” นี้ กวีน ามาใส่ไว้ใน “วรรครับ” เพื่อให้สัมผัสหรือรับ กันกับค าสุดท้ายของ “วรรคสดับ” คือค าว่า “ชั้น” ซึ่งเป็นค าที่เป็นตัวสะกดใน “แม่กน” โดยให้สัมผัสกับค าว่า “ยัน” ซึ่งเป็น “สัมผัสนอก” 15. Corporal และ 16. Catling Gun มาจากบทกวี แล้วถึงกอ โปราลถม ดูคมข า ขี่ม้าน า ทหาร ประมาณโหล คุมปืนแค ทะริงกัน สนั่นโต้ มีเดโช ยิ่งกว่าปืน อื่นทั้งปวงฯ ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่กวี น าค าศัพท์ภาษาอังกฤษ 2 ค า มาใส่ไว้ในบทเดียวกัน ดังนั้นจึงได้แยก วิจารณ์ทีละค าศัพท์ดังนี้ 1. ค าว่า Corporal หรือ “กอโปราล” เป็นค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่กวีน ามาใส่ไว้ใน “วรรคสดับ” โดย ไม่มีการแต่งให้สัมผัสกับค าใดในวรรคเดียวกันจึงถือว่าไม่มีทั้งสัมผัสนอกและสัมผัสใน


๗๕ 2. ค าว่า Catling Gun หรือ “แคทะริงกัน” เป็นค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่กวีน ามาใส่ไว้ใน “วรรครอง” โดยแต่งให้ค าสุดท้ายของค าศัพท์ภาษาอังกฤษนี้ คือค าว่า “กัน” ให้มีเสียงสัมผัสกันกับค าว่า “สนั่น” ซึ่งเป็นค าที่มีตัวสะกดใน “แม่กน” 17. Volunteer มาจากบทกวี แล้วถึงกอง ยกกระบัตร ช่างจัดสรร ทหารอย่าง วาลัน เตียซ้ายขวา ล้วนถือเครื่อง อาวุธ ยุทธนา ทั้งปืนผา ครบเครื่อง กระบวนพล ฯ ค าว่า Volunteer หรือ “วาลันเตีย” เป็นค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่กวีน ามาใส่ไว้ใน “วรรครับ” โดยไม่ มีสัมผัสกับค าใดในวรรคเดียวกันจึงถือว่าเป็นค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่กวีน ามาใส่ไว้โดยไม่มีทั้งสัมผัสในและสัมผัส นอก 18. Secretary มาจากบทกวี ถึงกองซี เกร็ตตอรี ที่เสมียน ส าหรับเขียน หนังสือ มือขยัน ใส่เสื้อริ้ว ทองสวย หมดด้วยกัน ดูเฉิดฉัน แลพิศ สนิทเนียน ฯ ค าว่า Secretary หรือ “ซีเกร็ตตอรี” เป็นค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่กวีน ามาใส่ไว้ใน “วรรคสดับ” โดย แต่งให้สัมผัสกันระหว่างค าว่า “รี” กับค าว่า “ที่” คือสัมผัสกันในเสียงสระ “อี” จึงเป็นการสร้างสัมผัสในของ กวี 19. Pistol มาจากบทกวี กับดอกไม้ ไฟส าหรับ รบทัพเจ๊ก แลกรวดเล็ก เรี่ยวแรง ฤทธิ์แข็งขัน อีกดินปืน ที่ยัด ปัศตัน หลายร้อยพัน ส าหรับ กองทัพมาฯ ค าว่า Pistol หรือ “ปัศตัน” เป็นค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่กวีน ามาใส่ไว้ใน “วรรครอง” โดยให้สัมผัส กับค าที่สามของวรรคส่ง คือค าท้ายของค าว่า ป๎ศตัน คือค าว่า “ตัน” ให้สัมผัสกับค าที่ 3 ของวรรคส่ง คือค าว่า “พัน” ซึ่งเป็นตัวสะกดใน “แม่กน” ของสระ อะ ที่เป็นไม้หันอากาศ ซึ่งเป็นการที่กวีสร้างสัมผัสนอกที่อ่านแล้ว มีทั้งสาระเกี่ยวกับปืนที่เป็นอาวุธส าหรับประหัตประหารกันรวมถึงการใช้ท าศึกในการปราบฮ่อในนิราศ หนองคายนี้ 4.3 การศึกษาเกี่ยวแรงจูงใจของกวี หรือผู้เขียนหรือผู้แต่งหรือผู้ประพันธ์ว่ามีมูลเหตุมาจากสิ่งใด ในการน าค าศัพท์นั้น ๆ มาใช้เพื่อเขียนในงานประพันธ์ของตน เมื่อได้ศึกษาวิจัยค้นคว้าอย่างละเอียด ในการการน าค าศัพท์ภาษาอังกฤษมาใช้ในการประพันธ์งาน วรรณกรรมประเภทร้อยกรองที่เรียกว่า “นิราศ”ซึ่งหมายถึง “นิราศหนองคาย” นี้ท าให้ผู้วิจัยสามารถ จ าแนกออกมาซึ่งแรงจูงใจของกวีในการน าค าศัพท์ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น มาสอดแทรกลงในบทกวีของตน โดย ที่ว่า หากพิจารณาให้ละเอียดกว่านี้ อาจจะมองเห็นแรงจูงใจของกวีได้มากกว่านี้ แต่ในชั้นนี้ จะน าเสนอประ เด็กหลัก 2 ประเด็นดังต่อไปนี้ 4.3.1 แรงจูงใจมาจากสภาพทางสังคม


๗๖ จะเห็นได้ว่า ในช่วงรอยต่อระหว่างรัชกาลต่าง ๆ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเรื่อยมาจนถึงสมัยที่กวีมี ชีวิตอยู่นั้น เมื่อเอาช่วงชีวิตของกวี ไปเปรียบเทียบกับช่วงชีวิตของบุคคลต่าง ๆ ตามตารางที่จะยกมากล่าวอีก ครั้ง โดยน ามาเฉพาะประเด็นของความขัดแย้งทางสังคมดังนี้ 1. Councilor มาจากบทกวี เจ้าพระยา มหินทร์ เคาซิลลอ ออกหน้าหอ ขนพอง สยองหัว ในจิตคิด หนาวสั่น พรั่นพรึงกลัว ด้วยว่าตัว จะต้องแน่ เป็นแม่ทัพฯ จากการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ท าให้ทราบว่า นับตั้งแต่รัชกาลที่ 3 ที่มีการให้ความส าคัญต่อ การศึกษาภาษาอังกฤษอย่างเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ระบบการจัดการบริหารบ้านเมืองก็เริ่มปรับเปลี่ยนไปตาม กระแสโลก เริ่มจากการที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ศึกษาเล่าเรียนจนทั้งสองพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านภาษาอังกฤษถึงขั้นสามารถตรัสภาษาอังกฤษ และเขียนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดีท าให้ได้รับรูปแบบการปกครองมาจากประเทศอังกฤษ ที่มีการตั้ง “สภา” ขึ้นมา 2 สภา คือ สภาที่ปรึกษา ที่ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Council of State” และ “สภา องคมนตรี” หรือ Privy Council ซึ่งน ามาจากการปกครองของประเทศอังกฤษ และมีค าอธิบายเพิ่มเติมว่า สภาองคมนตรี หรือ Privy Council หรือ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงใช้ค า ว่า “สภาปรีวี” นั้น มีดังนี้ สภาองคมนตรีอังกฤษ ภาษาอังกฤษคือ Privy Council of England หรือ His/her Majesty's Most Honourable Privy Council หมายถึงสภาที่มีหน้าที่ให้ค าปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักร อังกฤษ ซึ่งมีที่มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ โดยสมาชิกส่วนใหญ่มักจะเป็นสมาชิกอาวุโสในสภาขุน นาง สภาสามัญชน ผู้พิพากษา นักการทูต ผู้น าเหล่าทัพ หรือสมาชิกอาวุโสแห่งคริสตจักรอังกฤษ สภา องคมนตรีอังกฤษนั้นถูกยุบแทนที่ด้วย "สภาองคมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร" ในปี ค.ศ. 1707 สภาองคมนตรี อังกฤษนั้นถือเป็นองค์กรที่มีอ านาจมาก รวมถึงอ านาจในการให้ค าปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ในการใช้พระราช อ านาจต่าง ๆ ซึ่งมีอ านาจตามกฎหมาย48 ดังนั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้ในปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงได้ จัดตั้ง “สภา” หรือภาษาอังกฤษว่า “Council” สภาที่ปรึกษาดังกล่าว หรือที่รู้จักกันในนาม "เคาน์ซิล ออฟ สเตต" หรือ Council of State ที่เกิดขึ้นหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 นี้ เป็นองค์กรที่ ประกอบไปด้วยขุนนางยศระดับพระยา ซึ่งมีชั้นต่ ากว่าเสนาบดีจ านวน 12 คน ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็น ข้าราชการผู้มีความจงรักภักดี และท างานอยู่ใกล้ชิดพระยุคลบาทในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาทั้งสิ้น เป็นต้นว่า พระยาราชสุภาวดี (เพ็ง เพ็ญกุล) พระยากษาปน์กิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) พระยา เจริญราชไมตรี (ตาด อมาตยกุล) พระยาราไชยสวริยาธิบดี (จ าเริญ บุรณศิริ) พระยาพิพิธโภคัยสวรรย์ (ทองค า สุวรรณทัต) พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (แพ บุนนาค) พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) พระ ยาอภัยรณฤทธิ์ (แย้ม บุณยรัตพันธุ์) พระยาราชวรานุกูลวิบูลภักดีพิริยภาพ (รอด กัลยาณมิตร) พระยาม หาอ ามาตยาธิบดี (ชื่น กัลยาณมิตร) พระยากลาโหมราชเสนา (กรับ บุณยรัตพันธุ์) และพระยาราชโยธา (ทองอยู่ ภูมิรัตน)49 ซึ่งในเนื้อความตรงนี้ ท าให้ทราบว่า ขณะที่มีการตั้ง “สภาที่ปรึกษา” พระยามหินทรศักดิ์ 48 วิกิพีเดีย. Privy Council. (2564). ออนไลน์ แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/ 49 พิมลพรรณ ปีตธวัชชัย. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ.(2547). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ กรุงเทพฯ 1984). จ ากัด. หน้า 28.


๗๗ ธ ารง (เพ็ง เพ็ญกุล) ผู้ที่ให้หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) ด ารงต าแหน่งที่ “พระยาราชสุภาวดี” นั่นเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่า บุคคลผู้ด ารงต าแหน่งเป็นที่ปรึกษาทั้ง 12 คน มียศศักดิ์ตามระบบศักดินาชั้น “พระยา” ด้วยกันทั้งหมด อย่างไรก็ดี การตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินขึ้นเพื่อช่วยกราบบังคมทูลความเห็นในกิจการ บ้านเมืองทั่วไปส าหรับตั้งเป็นกฎหมายใช้บังคับในภายหน้านั้น เป็นเพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงต้องการวางรากฐานอ านาจการปกครองด้านต่าง ๆ ของพระองค์ให้สมบูรณ์ขึ้น ก่อนก้าวไปสู่การ ปฏิรูปราชการแผ่นดินในทุก ๆ ด้าน จึงไม่มีที่สงสัยว่าบรรดาขุนนางแห่ง เคาน์ซิล หรือ Council เหล่านี้ ย่อม มีความคิดเห็นต่อการปฏิรูปบ้านเมืองด้านต่าง ๆ ที่สอดคล้องต้องกันต่อพระราชด าริของพระเจ้าอยู่หัว และ เมื่อพิจารณาดูตามกฎข้อบังคับของสภานี้แล้วก็จะเห็นแจ้งชัดว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น มีพระราชอ านาจอยู่อย่างเต็มที่ต่อสภาที่ปรึกษาแผ่นดินนี้ เช่น พระองค์ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะตั้งผู้ที่จะมาเป็นที่ ปรึกษาราชการแผ่นดินหรือจะให้ผู้ใดออกจากต าแหน่งก็ได้ รวมทั้งเรื่องราวที่จะน ามาปรึกษาหารือในที่ประชุม ก็ต้องกราบบังคมทูลให้พระองค์ทรงทราบเสียก่อนและเมื่อที่ประชุมมีมติอย่างไร พระองค์ก็มีพระราชอ านาจ เต็มที่ที่จะรับหรือปฏิเสธมตินั้น ดังนั้น ในทันทีที่ได้มีการประชุม “เคาน์ซิลออฟสเตต” หรือ Council of State ขึ้นเป็นครั้งแรกตามจดหมายเหตุการประชุมที่ได้บันทึกเอาไว้นั้นจะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชด ารัสถึงเรื่องการจัดเก็บภาษีอากรแบบใหม่ให้เสนาบดีและเคาน์ซิลที่ ประชุมกันอยู่ได้น าไปพิจารณาเป็นล าดับแรกเลย โดยได้พระราชทานทั้งประกาศตั้ง เคาน์ชิล หรือ Council และแทรกใบประกาศกฎหมายหอรัษฎากรพิพัฒน์ให้กับที่ประชุมทั้งหมด น าไปไตร่ตรองและพิจารณาดูพร้อม กันด้วย50 2. Picnic มาจากบทกวี เหล่าขุนนาง แวดล้อม อยู่พร้อมพรั่ง ลงที่นั่ง ปิกนิก กั้นบดเก๋ง ทอดพระเนตร เรือแพ ทรงแลเล็ง เสียงแซ่เซ็ง แตรฝรั่ง ก้องกังวานฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีลักษณะของการ “กินดีอยู่ดี” โดยเฉพาะในชนชั้นกษัตริย์และขุนนางชั้นสูง 3. Danger มาจากบทกวี พระสงฆ์องค์ สมมุติ วงศ์พุทโธ ชยันโต ส าเนียง เสียงประสาน ฟ๎งเป็นสวด มหาชัย อาลัยลาญ นึกกันดาร เดนเย่อร์ เออเต็มทีฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีลักษณะที่คนในสังคมยังเชื่อมั่นและศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีความเชื่อว่า การสวดมนต์หรือการท า พิธีกรรมต่าง ๆ ในทางพระพุทธศาสนานั้นสามารถคุ้น “ภยันตราย” หรือ “เดนเยอร์” (Danger) ทั้งหลายทั้ง ปวงได้ 4. Family มาจากบทกวี ฤๅเราไป จะไม่ได้ มาสู่เหย้า ได้คลึงเคล้า คลอแคล แฟมลี่ ความรักนิด ไหนจะติด อย่างกอปี สิ้นชีวี แล้วคงปุน ไม่ทนนานฯ 50 อ้างแล้ว เรื่องเดียวกัน.


๗๘ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 สถาบันครอบครัวมีความอบอุ่นผูกพันใกล้ชิด เพราะในบทนี้ กวีใช้ค าว่า “กอปี” ซึ่งน่าจะหมายถึง “กอ ปลี” หรือ “ปลีกล้วย” ที่มีความใกล้ชิดสนิทกันแนบแน่น 5. Minute มาจากบทกวี ครั้นสองโมง เช้าครึ่ง กึ่งมินิต ส าเร็จกิจ เสร็จสม อารมณ์หวัง ฝีพายเตรียม นาวา ประดาประดัง จอดคอยฟ๎ง ลั่นฆ้อง ตามองเมียงฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีการใช้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษมาเปรียบกับค าในภาษาไทย ในส่วนของการบ่งบอกเวลา คนในสังคมทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ จะพูดจากันด้วยภาษาอังกฤษว่า มินิต หรือ Minute แทน ค าว่า “นาที” นั่นเอง 6. Doctor มาจากบทกวี แล้วสั่งการ ขุนช านาญ ภักดีพุก เที่ยวตรวจทุก เวลา อย่าได้เผลอ ใครเป็นโรค ร้อนหนาว ฤๅหาวเรอ ให้ดอกเตอร์ พุกปรุง บ ารุงยาฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีลักษณะของการให้หมอรักษาคนไข้ โดยที่ “ขุนช านาญภักดี” เป็นบุคคลในชนชั้นศักดินาระดับ “ท่าน ขุน” ซึ่งในกวีบทนี้ ท่านผู้นี้มีชื่อเดิมว่า “พุก” และคนในสังคมจะให้เกียรติแก่ “หมอ” เพราะหมอเป็นผู้มี ความสามารถรักษาให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ ดังจะเห็นได้ว่า กวี จึงใช้ค าว่า “หมอพุก” หรือ “คุณหมอพุก” หรือ “คุณหมอขุนช านาญภักดี” อาจจะเรียกในลักษณะของการให้เกียรติ์กันเป็นภาษา “อังกฤษปนไทย” ว่า “ท่านดอกเตอร์พุก” หรือ “ท่านดอกเตอร์ขุนช านาญภักดี” ก็ได้ 7. Private มาจากบทกวี จึงแต่งบอก กราบทูล ตามมูลเหตุ เป็นไปรเวท เรียงความ ตามนุสนธิ์ ขอรอรั้ง ตั้งพัก ส านักพล แต่พอฝน ฟูาแล้ง ทางแห้งดีฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีความเข้าใจเรื่อง “ความเป็นส่วนตัว” ของแต่ละบุคคลนั่นเอง 8. Garrison มาจากบทกวี เห็นฝรั่ง นั่งร่า มาหน้าเรือ ประหลาดเหลือ มาไย ผิดใจฉัน พอเห็นหมวก กะเรนเซน เป็นส าคัญ ชาวอเม- ริกัน เขาขึ้นมาฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีน าหมวก “กะเรนเซน” มาใช้ในการแต่งกายของทหาร ซึ่งในบทกวีจะเห็นว่า ผู้ที่ใส่หมวกกระเรนเซน เป็นพวกฝรั่ง และการที่กวีได้เห็นพวกทหารฝรั่งที่แต่งกายด้วยหมวกดังกล่าวนี้ก็เกิดความรู้สึกที่ไม่ค่อยพอใจ ซึ่งความไม่พอใจนี้ อาจจะตีความได้หลากหลาย เช่นการที่ฝรั่งเข้ามาในลักษณะของการแทรกแซงกิจการ บ้านเมือง หรือพฤติกรรมธรรมเนียมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากพฤติกรรมธรรมเนียมของคนไทยนั่นเอง


๗๙ นอกจากนี้ กวีบทนี้ ยังท าให้ทราบว่า สังคมไทยตอนนี้ นอกจากจะมีฝรั่งต่างชาติที่มาอยู่ก่อนหน้านี้ แล้ว ได้แก่ โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศสแล้ว ยังมีพวก “อเมริกัน” เข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั่นเอง 9. Consul มาจากบทกวี ฝรั่งพร้อม กันเสีย เงินเรี่ยไร ทั้งคนใหญ่คนน้อย พลอยอุดหนุน ทั้งนายห้าง กัปตัน ท่านกงซุล เขาท าบุญ สู้เสีย เงินเรี่ยไรฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีต าแหน่งที่เรียกว่า “กงซุล” หรือ Consul ของประเทศต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เป็นการสร้าง “สัมผัสนอก” คือ ค าว่า “กงซุล” ใน “วรรคสดับ” ซึ่งเป็นค าที่สะกดใน “แม่กน” และ ค าว่า “บุญ” ใน ”วรรครับ” ตาม 10. Present มาจากบทกวี เรือเจ้าคุณ จอดประทับ กับตะพาน พอทหาร ยืนเรียง เคียงไสว พอเจ้าคุณ ย่างยก ขึ้นบกไป กัปตันใหญ่ บอกเป็น ปรีเซนต์น าฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีการ ”น าเสนอ” ของทหารชั้นผู้น้อยให้แก่นายทหารชั้นผู้ใหญ่หรือชั้นเจ้านายผู้ปกครองตน ซึ่งประเด็น ตรงการใช้ค าศัพท์นี้ของกวี น่าจะหมายถึงการท า “วันทยหัตถ์” ของบุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทหารต ารวจ หรือลูกเสือ ที่ต้องกล่าวรายงาน หรือ “น าเสนอ” หรือ ปรีเซนต์ (Present) ต่อผู้บังคับบัญชา 11. Insurance มาจากบทกวี ไม่รู้ตัว ว่าจะตาย ท าลายแท้ เว้นเสียแต่ ผู้วิเศษ แจ้งเหตุผล ถึงจะมี อินชุรัน ประกันตน ก็ไม่พ้น ความขลาด ที่หวาดกลัว ฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีการซื้อขาย “ประกัน” เกิดขึ้นในสังคมไทยนั่นเอง ธุรกิจประกันภัย หรือ ประกันชีวิต เริ่มมีบทบาทใน สังคมไทย โดยเฉพาะคนชั้นสูงผู้มีทรัพย์สินเงินทองมากมายนั้น ต่างก็พากัน “ซื้อประกัน” ตัวกวีเองก็คงได้ซื้อ ประกันด้วยเช่นกัน 12. First มาจากบทกวี กระบวนบิด กระบวนเมา เอาทุกด้าน เรื่องปาบ้าน แลเป็นเฟิสท์ เลิศอย่างใหญ่ การเล่นหวยโปถั่วไม่กลัวใคร เสียไม่ให้ ได้จะเอา ดูเข้าทีฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัย รัชกาลที่ 5 มีการเล่นการพนัน และการพนันนั้น คนในสังคมเห็นเป็นเรื่องส าคัญอันดับแรกหรืออันดับต้น ๆ บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายเพราะคนระดับขุนนางก็มีการจ้างนักเลงไปปาก้อนหินใส่บ้านคนอื่น เวลาเล่นเสียก็ ไม่ยอมจ่าย แต่พอเล่นได้ก็ต้องได้ คือ ฝุายผู้แพ้ต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายก็ให้คนไปปาหินใส่บ้านคู่กรณี 13. Ade de camp มาจากบทกวี ครั้นเวลา ประมาณยาม สักสามทุ่ม เสียงปืนตูม ติดติด พิศวง ขุนสกล สารบาญ ชาญณรงค์ มาปลุกแอด ดิกง ทั้งสองคุณ


๘๐ แอดดิกง องค์หนึ่ง ลุกขึ้นได้ พูดถามไต่ เอ้อี้ ทีเกิดวุ่น อีกองค์หนึ่ง พูดไทย ไม่มีทุน ลุกขึ้นวุ่น พูดอังกฤษ ติดคลิกคลักฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีทหารฝรั่งในต าแหน่งที่เรียกว่า “แอดดิกง” และ ท่านแอดดิกง ทั้งสองท่านในกวีบทนี้ พูดภาษาไทยยัง ไม่คล่อง แต่พอพูดภาษาอังกฤษก็สื่อสารกันไม่ได้เพราะเกิดการติดขัดในการสื่อสารระหว่างกัน 14. Sergeant มาจากบทกวี แล้วถึงกอง ขุนสิทธิ์ ติดกระชั้น มีซายัน ควงกระบอง คล่องหนักหนา ทหารแถว สองข้าง หนทางมา ล้วนถืออา- วุธสิ้น ดูภิญโญฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีทหารยศนายสิบที่เป็นการจัดตั้งระดับชั้นยศตามแบบของฝรั่ง 15. Corporal และ 16. Catling Gun มาจากบทกวี แล้วถึงกอ โปราลถม ดูคมข า ขี่ม้าน า ทหาร ประมาณโหล คุมปืนแค- ทะริงกัน สนั่นโต้ มีเดโช ยิ่งกว่าปืน อื่นทั้งปวงฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีต าแหน่งนายทหารระดับ “กอโปราล” ที่ขี่ม้าน าข้างหน้าพลประมาณสิบกว่าคน และพลทหารเหล่านี้ก็ มีปืน แคทะริงกัน หรือ ปืนกล เป็นอาวุธ 17. Volunteer มาจากบทกวี แล้วถึงกอง ยกกระบัตร ช่างจัดสรร ทหารอย่าง วาลัน เตียซ้ายขวา ล้วนถือเครื่อง อาวุธ ยุทธนา ทั้งปืนผา ครบเครื่อง กระบวนพล ฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีจัดตั้งกองทหารที่เรียกว่า “กองทหารอาสาสมัคร” นั่นเอง 18. Secretary มาจากบทกวี ถึงกองซี เกร็ตตอรี ที่เสมียน ส าหรับเขียน หนังสือ มือขยัน ใส่เสื้อริ้ว ทองสวย หมดด้วยกัน ดูเฉิดฉัน แลพิศ สนิทเนียน ฯ จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาล ที่ 5 มีต าแหน่งงานที่เรียกว่า “ต าแหน่งเลขานุการ” มีอยู่หน่วยงานต่าง ๆ และนิสัยใจคอของคนที่เป็น เลขานุการก็จะมีความเป็นคนเจ้าระเบียบรักสวยรักงามนั่นเอง 19. Pistol มาจากบทกวี กับดอกไม้ ไฟส าหรับ รบทัพเจ๊ก แลกรวดเล็ก เรี่ยวแรง ฤทธิ์แข็งขัน อีกดินปืน ที่ยัด ป๎ศตัน หลายร้อยพัน ส าหรับ กองทัพมา จากเนื้อหาในบทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัย รัชกาลที่ 5 มีใช้ปีนพก หรือปืน ปัศตัน หรือ Pistol เป็นอาวุธประจ ากายไว้ปูองกันตัว


๘๑ 4.3.2 แรงจูงใจมาจากความต้องการให้บทกวีมีความงดงามสละสลวยตามหลัก และกลวิธีในการประพันธ์ฉันลักษณ์ประเภท “กลอนนิราศ” ส าหรับแรงจูงใจมาจากความต้องการให้บทกวีมีความงดงามสละสลวยตามหลักและกลวิธีในการ ประพันธ์ฉันลักษณ์ประเภท “กลอนนิราศ” สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.) ส่วนที่มาจากแรงจูงใจในฐานะกวี ส าหรับส่วนที่มาจากแรงจูงใจในฐานะกวี กล่าวคือ โดยความเป็นกวี หรือผู้ประพันธ์ จ าเป็น จะต้องมีแรงบันดาลใจ หรือแรงจูงใจในการสร้างงานหรือรังสรรค์งานของตนให้สละสลวยสวยงามทั้ง รูปแบบและเนื้อหา เมื่อวิเคราะห์จากเนื้อหาของบทกวีแล้ว สามารถแยกประเด็นที่สะแดงให้เห็นถึง แรงจูงใจในการแต่ง “นิราศหนองคาย” ของกวี ดังนี้ ๏ ฉันผู้แต่งหนังสือชื่อนายทิม ถูกเฆี่ยนริมหลังขาดด้วยอาจหาญ เพราะในจิตคิดฟุูงมุ่งเอาการ หมายจะนุ่งรับประทานให้พอแรงฯ 2.) ส่วนที่มาจากแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ภาษาอังกฤษมาสอดแทรกในบทกวี 1. Councilor มาจากบทกวี เจ้าพระยา มหินทร์ เคาซิลลอ ออกหน้าหอ ขนพอง สยองหัว ในจิตคิด หนาวสั่น พรั่นพรึงกลัว ด้วยว่าตัว จะต้องแน่ เป็นแม่ทัพฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Council มาน าเสนอใน เนื้อความตอนนี้ตัวกวีเองมีความเคารพศรัทธาและชื่นชมในตัวของเจ้านายของตนซึ่งหมายถึง พระ ยามหินทรศักดิ์ธ ารง (เพ็ง เพ็ญกุล” ซึ่งได้น าเสนอไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ในครั้งที่พระบาทสมเด็จุ พระจุลจอมเกล้า ร.5 ทรงแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาหรือ Council of State นั้น ท่านผู้นี้ ด ารงต าแหน่งที่ “พระยาราชสุภาวดี” โดยที่ว่าถ้าเป็นการนับตามช่วงเวลาแล้วก็เท่ากับว่า เหตุการณ์ที่กวีหรือ หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) ติดตามพระยามหินทรศักดิ์ธ ารงไปปราบฮ่อที่เมืองหนองคายโดย ได้รับต าแหน่งเป็น “เสมียนหน้าหอ” นั้น เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2418 แสดงว่า เพ็ง เพ็ญกุล ได้รับการ เลื่อนต าแหน่งหลังจากนั้นนับได้ 2 ปี ซึ่งตรงกับปีที่มีความขัดแย้งกันระหว่าง “วังหลวง” กับ “วัง หน้า” ตามที่ได้เสนอแล้วในบทก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ กวียังได้เติม “Suffix” คือ –or ต่อเข้ากับค าว่า Council ในค าว่า Council of State ท าให้ค านี้ กลายเป็นค าว่า Councilor of State โดยที่ค าว่า Councilor หมายถึง พระยาม หินทรศักดิ์ธ ารง (เพ็ง เพ็ญกุล) นั่นเอง ซึ่งเท่ากับว่า ค าว่า Council of State เป็นค านามที่หมายถึง “ต าแหน่งสภาที่ปรึกษา” ส่วนค าว่า Councilor of State หมายถึง “บุคคลผู้ด ารงต าแหน่งสภาที่ ปรึกษา” ซึ่งก็หมายถึงขุนนางหรือเจ้านายทั้ง 12 ท่านที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง 2. Picnic มาจากบทกวี เหล่าขุนนาง แวดล้อม อยู่พร้อมพรั่ง ลงที่นั่ง ปิกนิก กั้นบดเก๋ง ทอดพระเนตร เรือแพ ทรงแลเล็ง เสียงแซ่เซ็ง แตรฝรั่ง ก้องกังวานฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Picnic มาน าเสนอใน เนื้อความตอนนี้ กวีมองเห็นภาพของการเข้าเฝูาของเหล่าขุนนางที่นั่งแวดล้อมองค์พระมหากษัตริย์


๘๒ จิตใจก็ประหวัดไปถึงการ “กินอาหารนอกบ้าน” หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “ปิกนิก” หรือ Picnic นั่นเอง 3. Danger มาจากบทกวี พระสงฆ์องค์ สมมุติ วงศ์พุทโธ ชยันโต ส าเนียง เสียงประสาน ฟ๎งเป็นสวด มหาชัย อาลัยลาญ นึกกันดาร เดนเย่อร์ เออเต็มทีฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Danger มาน าเสนอใน เนื้อความตอนนี้ กวีมีความเชื่อมันศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะในประวัติของกวี ที่กรมพระยา ด ารงราชานุภาพได้ทรงรวบรวมไว้ในการตีจัดพิมพ์ นิราศหนองคายฉบับหอสมุดวชิรญาณ มีเนื้อหาที่ ระบุว่า กวีเป็นผู้มีความรู้ทางพระพุทธศาสนา พุทธประวัติและภาษาบาลีเป็นอย่างดี จากส านักเรียน วัดราษฎร์บูรณะ51 ในที่นี้กวีคงได้เรียนหรือศึกษาภาษาอังกฤษไปด้วยอย่างแน่นอน 4. Family มาจากบทกวี ฤๅเราไป จะไม่ได้ มาสู่เหย้า ได้คลึงเคล้า คลอแคล แฟมลี่ ความรักนิด ไหนจะติด อย่างกอปี สิ้นชีวี แล้วคงปุน ไม่ทนนานฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Family มาลงในเนื้อหา ในตอนนี้ ก็เท่ากับว่ากวีมีแรงจูงใจมาจากสถาบันครอบครัวมีความอบอุ่นผูกพันใกล้ชิด เพราะในบทนี้ กวีใช้ค าว่า “กอปี” ซึ่งน่าจะหมายถึง “กอปลี” หรือ “ปลีกล้วย” ที่มีความใกล้ชิดสนิทกันแนบแน่น 5. Minute มาจากบทกวี ครั้นสองโมง เช้าครึ่ง กึ่งมินิต ส าเร็จกิจ เสร็จสม อารมณ์หวัง ฝีพายเตรียม นาวา ประดาประดัง จอดคอยฟ๎ง ลั่นฆ้อง ตามองเมียงฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Minute มาลงในเนื้อหา ในตอนนี้ ก็เท่ากับว่ากวีมีแรงจูงใจมาจากการที่กวีมีความเข้าใจในคุณค่าของกาลเวลา เป็นบุคคลที่ยึด ปฏิบัติตามหลักทางพระพุทธศาสนา โดยมีการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อยู่เนือง ๆ ตามหลักของ อภิณหป๎จเวกขณะ นั่นเอง 6. Doctor มาจากบทกวี แล้วสั่งการขุนช านาญภักดีพุก เที่ยวตรวจทุกเวลาอย่าได้เผลอ ใครเป็นโรคร้อนหนาวฤๅหาวเรอ ให้ดอกเตอร์ พุกปรุง บ ารุงยา จากการที่ได้วิเคราะห์ถึงประเด็นที่ว่าสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 มีลักษณะ ของการให้หมอรักษาคนไข้ โดยที่ “ขุนช านาญภักดี” เป็นบุคคลในชนชั้นศักดินาระดับ “ท่านขุน” ซึ่งในกวีบทนี้ ท่านผู้นี้มีชื่อเดิมว่า “พุก” และคนในสังคมจะให้เกียรติแก่ “หมอ” เพราะหมอเป็นผู้มี ความสามารถรักษาให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้กวีคงได้รับการรักษาพยาบาลจากคุณหมอท่านนี้ด้วย จึงเกิดแรงจูงใจให้นึกถึงค าศัพท์ค านี้ จึงได้น าค านี้มาใส่ลงในบทกวีของตน 7. Private 51 หอสมุดวชิรญาณ. นิราศหนองคาย หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์). (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://vajirayana.org/


๘๓ มาจากบทกวี จึงแต่งบอก กราบทูล ตามมูลเหตุ เป็นไปรเวท เรียงความ ตามนุสนธิ์ ขอรอรั้ง ตั้งพัก ส านักพล แต่พอฝน ฟูาแล้ง ทางแห้งดีฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Private จากเนื้อหาในบท กวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงความที่กวี มีความเป็นส่วนตัวในกิจการต่าง ๆ ของตน 8. Garrison มาจากบทกวี เห็นฝรั่ง นั่งร่า มาหน้าเรือ ประหลาดเหลือ มาไย ผิดใจฉัน พอเห็นหมวก กะเรนเซน เป็นส าคัญ ชาวอเม- ริกัน เขาขึ้นมาฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Garrison มาลงในเนื้อหา ของบทกวีตรงนี้ เพราะกวีมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ร่วมกับบุคคลที่สวมใส่หมวกดังกล่าวนี้ เมื่อได้ค าศัพท์นี้ ผุดขึ้นมาในความจ าแล้ว กวีก็ร่ายยาวถึงความรู้สึกที่ว่า “หมั่นไส้” ต่อตัวบุคคลผู้สวมใส่หมวกดังกล่าว นี้ด้วยเช่นกัน 9. Consul มาจากบทกวี ทั้งนายห้าง กัปตัน ท่านกงซุล เขาท าบุญ สู้เสีย เงินเรี่ยไร ได้จัดซื้อ ผ้าห่ม ขนมป๎ง กับอีกทั้ง หยูกยา รักษาไข้ฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Consul มาลงในบทกวีตรง นี้ เพราะกวีมีความทรงจ าเกี่ยวกับต าแหน่งหรือบุคคลในต าแหน่งดังกล่าวนี้ในหลาย ๆ ประเด็น 10. Present มาจากบทกวี เรือเจ้าคุณ จอดประทับ กับตะพาน พอทหาร ยืนเรียง เคียงไสว พอเจ้าคุณ ย่างยก ขึ้นบกไป กัปตันใหญ่ บอกเป็น ปรีเซนต์น าฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Present มาลงในบทกวีตรง นี้ เพราะกวีมีความรู้สึกหรือมีความประทับใจส่วนตัวเกี่ยวกับค าศัพท์นี้ โดยส่วนมากแล้วก็จะเป็น ความรู้สึกในเชิง “บวก” ต่อค าศัพท์นี้ เพราะกวีมีความตั้งใจที่จะน าเสนอแต่สิ่งดี ๆ แก่เจ้านายของตน ซึ่งก็หมายถึงการแต่งนิราศหนองคายนี้ แต่งให้แก่ พระยามหินทรศักดิ์ธ ารง (เพ็ง เพ็ญกุล) ผู้เป็น นายของตน รวมทั้งน าเสนอสิ่งดี ๆ แต่บุคคลผู้เป็นเพื่อนมนุษย์ทั่วไปด้วย 11. Insurance มาจากบทกวี ไม่รู้ตัว ว่าจะตาย ท าลายแท้ เว้นเสียแต่ ผู้วิเศษ แจ้งเหตุผล ถึงจะมี อินชุรัน ประกันตน ก็ไม่พ้น ความขลาด ที่หวาดกลัว ฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Insurance มาลงใน เนื้อความตรงนี้ เพราะกวีมีความรู้สึกนึกคิด ความคิดเห็นต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับการซื้อขาย “ประกัน” เกิดขึ้นในสังคมไทยนั่นเอง ธุรกิจประกันภัย หรือ ประกันชีวิต เริ่มมีบทบาทในสังคมไทย โดยเฉพาะคนชั้นสูงผู้มีทรัพย์สินเงินทองมากมายนั้น ต่างก็พากัน “ซื้อประกัน” ตัวกวีเองก็คงได้ซื้อ


๘๔ ประกันด้วยเช่นกัน จึงถือได้ว่า การประกันชีวิต ในการเดินทางไปท าศึกปราบฮ่อครั้งนี้ มีความเสี่ยงที่ กวีต้องซื้อประกันเพื่อตนเอง หรือถึงจะไม่ซื้อ แต่ก็มีประเด็นของการประกันภัยอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ของตน 12. First มาจากบทกวี กระบวนบิด กระบวนเมา เอาทุกด้าน เรื่องปาบ้าน แลเป็นเฟิสท์ เลิศ อย่างใหญ่ การเล่นหวยโปถั่วไม่กลัวใคร เสียไม่ให้ ได้จะเอา ดูเข้าทีฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า First หรือ เฟิสท์จากเนื้อหาใน บทกวีนี้ สามารถบ่งบอกถึงแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ค านี้มาใส่ลงในเนื้อหาของบทกวีบทนี้ นอกจากนี้ เรื่องราวเกี่ยวหรือเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่นความขัดแย้งระหว่างคนที่เล่นได้หรือเล่นเสีย ในการ พนันแล้วเกิดทะเลาะวิวาทกัน ย่อมเข้าใจได้ว่า กวีมีความฝ๎งใจในเรื่องราว จึงถือเป็นแรงจูงใจในการน าค านี้มา ลงในบทกวีด้วยเช่นกัน เพราะค าว่า First ถือเป็นค าอังกฤษค าหนึ่งที่นักเรียนหรือคนที่เรียนภาษาอังกฤษจะมี ความฝ๎งใจจ าและน าไปใช้ได้ง่ายมากกว่าค าอื่น ๆ 13. Ade de camp มาจากบทกวี ครั้นเวลา ประมาณยาม สักสามทุ่ม เสียงปืนตูม ติดติด พิศวง ขุนสกล สารบาญ ชาญณรงค์ มาปลุกแอด ดิกง ทั้งสองคุณ แอดดิกง องค์หนึ่ง ลุกขึ้นได้ พูดถามไต่ เอ้อี้ ทีเกิดวุ่น อีกองค์หนึ่ง พูดไทย ไม่มีทุน ลุกขึ้นวุ่น พูดอังกฤษ ติดคลิกคลักฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า First หรือ เฟิสท์จากเนื้อหาใน บทกวีนี้ เป็นการสื่อให้เห็นถึงสภาพทางสังคมหรือสภาพบ้านเมืองของไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 มีทหารฝรั่งใน ต าแหน่งที่เรียกว่า “แอดดิกง” และ ท่านแอดดิกง ทั้งสองท่านในกวีบทนี้ พูดภาษาไทยยังไม่คล่อง แต่พอพูด ภาษาอังกฤษก็สื่อสารกันไม่ได้เพราะเกิดการติดขัดในการสื่อสารระหว่างกัน 14. Sergeant มาจากบทกวี แล้วถึงกอง ขุนสิทธิ์ ติดกระชั้น มีซายัน ควงกระบอง คล่องหนัก หนา ทหารแถว สองข้าง หนทางมา ล้วนถืออา- วุธสิ้น ดูภิญโญฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Sergeant หรือ ซายัน เพราะกวีมีความประทับใจกับค าศัพท์ค านี้ รวมทั้งบุคคลในต าแหน่งดังกล่าวนี้ด้วย 15. Corporal และ 16. Catling Gun มาจากบทกวี แล้วถึงกอ โปราลถม ดูคมข า ขี่ม้าน า ทหาร ประมาณโหล คุมปืนแค ทะริงกัน สนั่นโต้ มีเดโช ยิ่งกว่าปืน อื่นทั้งปวงฯ


๘๕ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ทั้ง 2 ค า คือ Corporal กับ Catling Gun เนื่องจากตัวกวีเอง มีความทรงจ าเกี่ยวกับบุคคลและอาวุธดังกล่าวนั่นเอง 17. Volunteer มาจากบทกวี แล้วถึงกอง ยกกระบัตร ช่างจัดสรร ทหารอย่าง วาลัน เตียซ้ายขวา ล้วนถือเครื่อง อาวุธ ยุทธนา ทั้งปืนผา ครบเครื่อง กระบวนพล ฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Volunteer หรือ วา ลันเตีย เพราะกวีมีความประทับใจกับค าศัพท์ค านี้ รวมทั้งบุคคลที่เป็นทหารอาสาที่มีอยู่ในสมัยนั้น 18. Secretary มาจากบทกวี ถึงกองซี- เกร็ตตอรี ที่เสมียน ส าหรับเขียน หนังสือ มือขยัน ใส่เสื้อริ้ว ทองสวย หมดด้วยกัน ดูเฉิดฉัน แลพิศ สนิทเนียน ฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Secretary หรือ ซี เกร็ตตอรี เพราะกวีมีความประทับใจกับค าศัพท์ค านี้ รวมทั้งบุคคลในต าแหน่งดังกล่าวนี้ด้วย เพราะ จะได้ว่า กวี ใช้ค าว่า “กอง” มาใส่ไว้ตรงหน้าของค าว่า ซีเกร็ตตอรีแสดงว่ากวี มีความประทับใจหรือ มีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่รวมถึงลักษณะงานของบุคคลในต าแหน่งดังกล่าวนี้ เพราะค าว่า “กอง เลขา” เป็นค าพูดที่ติดปากมาจนถึงป๎จจุบัน แม้แต่ต าแหน่งของกวีเอง ในการน าทัพไปปราบฮ่อที่ หนองคาย ก็เปรียบได้กับต าแหน่ง “เลขานุการ” ของ พระ-ยามหินทรศักดิ์ธ ารง นั่นเอง 19. Pistol มาจากบทกวี กับดอกไม้ ไฟส าหรับ รบทัพเจ๊ก แลกรวดเล็ก เรี่ยวแรง ฤทธิ์แข็งขัน อีกดินปืน ที่ยัด ปัศตัน หลายร้อยพัน ส าหรับ กองทัพมาฯ เนื้อหาของกลอนบทนี้ แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการน าค าศัพท์ว่า Pistol หรือ “ป๎ศตัน” เป็น ค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่มีสาระเกี่ยวกับปืนที่เป็นอาวุธส าหรับประหัตประหารกันรวมถึงการใช้ท าศึกในการ ปราบฮ่อใน นิราศ-หนองคายนี้ซึ่งสันนิษฐานได้ว่า กวีมีความรู้สึกนึกคิด หรือมีประเด็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ อาวุธนี้ด้วย ท าให้เกิดค าศัพท์นี้ขึ้นในความทรงจ า จึงได้น าค าศัพท์นี้มาลงในบทกวีตอนหรือบทนี้ 4.4 องค์ความรู้จากการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์เรื่องการเขียนค าอ่านค าภาษาอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5 : กรณีศึกษาการเขียนค าอ่านค าภาษาอังกฤษในนิราศหนองคาย” สามารถจัดเป็นองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ดังนี้ 4.4.1 องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ส าหรับองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ผู้วิจัยมองเห็นประเด็นที่เป็นสาระส าคัญด้าน ประวัติศาสตร์ในงานวิจัยนี้คือจะจับประเด็นเฉพาะที่เป็นประวัติศาสตร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทบาทและ ความส าคัญของภาษาอังกฤษที่มีต่อคนไทยและประเทศไทยเป็นประเด็น ส่วนประเด็นที่เป็นองค์ความด้าน ประวัติศาสตร์ในด้านอื่น จะเน้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนิราศหนองคาย ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสงครามปราบฮ่อ เป็นหลัก เพราะมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันในหลายหลาย


๘๖ จากประเด็นที่ว่า การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่ปรากฏในนิราศหนองคายทั้งหมดที่คัดมา ได้19 ค าศัพท์นี้ มีประเด็นทางประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะขอแยกประเด็น ต่าง ๆ ดังนี้ 1.)เพราะต่างชาติโดยเฉพาะประเทศมหาอ านาจทางยุโรปตะวันตกแสวงหาอาณานิคม ท าให้ เกิดมีเหตุการณ์หลายอย่างรวมทั้งเป็นสาเหตุให้มีการแต่งนิราศหนองคายแบบกลาย ๆ บุคคลในประวัติศาสตร์ ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่มีส่วนต่อการที่ไทยต้องส่งทหารไปรบกับฮ่อ หรือไปปราบฮ่อ จนก่อให้เกิดงานประพันธ์หรือวรรณคดีประเภทร้อยกรอง เรื่อง “นิราศหนองคาย” โดย หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) คือ นายโอกุสต์ ปาวี มีชื่อเต็มว่า ฌ็อง มารี โอกุสต์ ปาวี ที่มีชื่อเป็นภาษา ฝรั่งเศสว่า Jean Marie August Pavie โดยที่นายปาวีเป็นคนที่ยื่นค าขาดต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ในกรณีวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ให้สยามยกดินแดนฝ๎่งขวาของแม่น้ าโขงที่ก าลังมีเรื่องพิพาทให้ ฝรั่งเศสทั้งหมด แต่เมื่อสยามให้ค าตอบไม่เป็นที่พอใจ ปาวีจึงเดินทางออกจากราชอาณาจักรสยามทันที ถือเป็น การตัดความสัมพันธ์ทางการทูต จากนั้นกองทัพเรือฝรั่งเศสได้ยกเรือรบ ประกอบด้วยเรือแอ็งกงสต็อง เรือกอ แม็ต และเรือฌ็อง บาติสต์ แซ เข้ามาปิดอ่าวไทย ท าให้สยามยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องและยกดินแดนลาว ทั้งหมดให้แก่ฝรั่งเศส เป็นพื้นที่ประมาณ 143,800 ตารางกิโลเมตร52 ต่อมาได้ด ารงต าแหน่งข้าหลวงใหญ่ของดินแดนใหม่ จากความดีความชอบที่ประกอบ กระท าต่อสยามประเทศหรือประเทศไทยของบุคคลผู้นี้ ท าให้ทางฝรั่งเศสได้สร้างอนุสาวรีย์ของปาวีก าลังได้รับ การกราบไหว้จากชาย-หญิงลาว เพราะทางลาวเข้าใจว่าเป็นบุคคลที่มาปลดลาวออกจากความเป็นประเทศราช ของไทย ซึ่งอนุสาวรีย์ดังกล่าวตั้งอยู่ในกรุงเวียงจันทน์ แต่หลังจากที่ประเทศลาวได้รับเอกราช แล้วอนุสาวรีย์ ของปาวีได้ถูกแยกชิ้นส่วนน าไปทิ้งแม่น้ าโขง53 คือแยกเอารูปเด็กชายหญิงลาวออกจากอนุสาวรีย์ดังกล่าว ทั้งนี้ เพราะลาวเห็นธาตุแท้ของบุคคลผู้นี้แล้วว่า แท้ที่จริงไม่ได้มีคุณูปการอะไรต่อลาวเลย อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา สถานทูตฝรั่งเศสประจ ากรุงเวียงจันทน์ได้กู้น าไปเก็บรักษาไว้ที่สถานทูต ส่วนรูปหล่อชาย-หญิงลาว น าไปเก็บ รักษาที่สนามหน้าหอพระแก้ว ในกรุงเวียงจันทน์ ผู้วิจัยเคยได้น าคณะจากวิทยาเขตต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้หลายครั้ง โดยที่ การล่าอาณานิคมที่มีส่วนต่อการแต่งนิราศหนองคาย อย่างไรนั้น แม้จะสรุปให้ย่อสั้นอย่างไร แต่ก็จะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างจะยาว เพราะเรื่องราวมีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก จึงขอสรุปเป็นประเด็นที่สั้น ที่สุดเท่าที่จะสั้นได้ดังต่อไปนี้ การเดินทางจากตะวันตกมาตะวันออก หรือมาเอเชียของชาติมหาอ านาจตะวันตก ซึ่งในที่นี้ผู้วิจัยจะ ตัดประเด็นของฝรั่งชาติอื่นๆ ออกไป เช่น โปรตุเกส กรีกหรือ ฮอลแลนด์ (ฮอลันดา) เป็นต้น ออกไป จะกล่าว เพียง อังกฤษและฝรั่งเศสเป็นหลัก โดยมีสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทในตอนท้าย เป็นที่ทราบกันดีว่า อังกฤษมายึดอินเดียจนเป็นที่มาของการประท้วงแบบอหิงสาของมหาตะมะ คาน ที อันเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ต่อมา อังกฤษก็ยึดพม่าได้ ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายท่านกล่าวว่า อังกฤษพยายาม จะยึดประเทศไทยด้วย แต่เพราะเหตุผลหลาย ๆ อย่างเช่น ถ้ายึดไทยกับพม่าพร้อมกันอาจจะท าให้ล าบาก จึง ยึดพม่าเพียงอย่างเดียว 52 วิกิพีเดีย. โอกุสต์ ปาวี. (2564). ออนไลน์ แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/ 53 ไกรฤกษ์ นานา. สยามยามวิกฤติ ร.ศ.112 ปี ที่ไทยใกล้เสียเอกราช Part1/2. (2564). ออนไลน์ แหล่งที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=BJhr_YhN-Ng


๘๗ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่รับเอาพระด ารัสของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ที่ว่า “ต่อไปในภายหน้า การศึกข้างญวนข้างพม่าเห็นจะไม่มี...” ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทก่อนหน้านี้ ท าขุนนาง เหล่านี้ได้ศึกษาภาษาอังกฤษรวมทั้งศาสตร์ต่าง ๆ ของชาวตะวันตก เช่นการต่อเรือ การหล่อเหรียญกษาปณ์ เป็นต้น ท าให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์สามารถใช้ภาษาอังกฤษ ติดต่อสื่อสารกับต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศมหาอ านาจต่าง ๆ ในยุโรป ท าให้ยังไม่มีการเกิดสงคราม ระหว่างไทยกับชาติยุโรป แต่เค้าลางของการล่าอาณานิคมเกิดขึ้นแล้ว ฝรั่งเศสและอังกฤษสามารถยึดประเทศ ต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ยกเว้นประเทศไทย จากการที่อังกฤษกับจีนมีความขัดแย้งกันในเรื่องของการ “ค้าฝิ่น” ท าให้เกิดการรบกัน อังกฤษ ได้รับชัยชนะ จึงยอมเจรจากับอังกฤษ ซึ่งเหมือน ๆ กับเวียดนามหรือ ญวน ที่รบแพ้ฝรั่งเศสจึงขอเจรจากับ ฝรั่งเศส ท าให้ฝรั่งเศสใช้ทหารเวียดนามมาบุกโจมตีไทยในสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ระบุว่า การศึกษาครั้งนั้น ฝุายไทยมี สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นแม่ทัพ แต่รับแพ้ จนเป็นที่มาของเนื้อความที่กวีได้แต่งกลอนเยาะเย้ยเสียดเสียการพ่ายแพ้ของท่านตรงนี้ไว้ว่า ๏ สมเด็จท่านชาญฉลาดขลาดมาเก่า ชื่อท่านเน่าครั้งทัพญวนกระบวนหนี54 ในขณะเดียวกัน ทางการจีนที่มีราชวงศ์ชิง เป็นเจ้าครองแผผผ่นดินจีน ได้ส่งก าลังไปปราบปราม คน จีนกลุ่มหนึ่งที่มีความประสงค์จะล้มล้างราชวงศ์ชิง แล้วฟื้นฟูราชวงศ์หมิง แต่ฝุายผู้ก่อการล้มล้างนั้นพ่ายแพ้ ให้แก่ทางการจีน ซึ่งเหตุการณ์นี้เรียกว่า “กบฏไท่ผิง” กบฏไท่ผิงนี้เอง ที่เป็นกลุ่มที่เรียกว่าพวก “ฮ่อ” ที่หนีจากการกวาดล้างของราชวงศ์ชิงแล้วหนีมา ปล้นสะดมภ์ประเทศราชของไทยในแถบสิบสองป๎นนาและสิบสองจุไทย ทางการไทยจึงส่งกองทหารไปปราบ ซึ่งการ “ปราบฮ่อ” มีทั้งหมด 4 ครั้ง55 ดังจะสรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้ ครั้งที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2418 ซึ่งตรงกับการที่พระยามหินทรศักดิ์ธ ารง (เพ็ง เพ็ญกุล) เป็นแม่ทัพ ไปปราบฮ่อที่เวียงจันทน์ และมีนายทิม สุขยางค์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ขุนพิพิธภักดี ได้แต่งนิราศที่เป็นที่มาของ งานวิจัยดังกล่าวนี้นี้ โดยที่ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้พระยามหาอ ามาตย์ (ชื่น), เจ้าพระยาพิชัย, เจ้าพระยา ภูธราภัย เป็นแม่ทัพ ยกเข้าตีพวกฮ่อจนแตกหนีไป ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2425 โปรดเกล้าฯให้พระศรีธรรมาธิราช (ขณะนั้นเป็นพระยาวัชรานุกูล) เป็นแม่ทัพ การปราบปรามมีมาจนถึงปี พ.ศ. 2428 ก็ปราบไม่ส าเร็จจึงถอนทัพยกลับเนื่องจากขาดเสบียง ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2429 โปรดเกล้าฯ ให้ทหารที่ได้รับการฝึกตามแบบยุโรปขึ้นไปปราบ โดยจัดเป็น 2 กองทัพ โดยทัพฝุายใต้นั้น โปรดเกล้าฯให้ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม (ขณะนั้นเป็นกรมหมื่น) กับพระอมรวิไสยสรเดช (โต บุนนาค) เป็นแม่ทัพไปตีจีนฮ่อแตกหนีไปส่วนทัพฝุายเหนือโปรดเกล้าฯให้พระยา สุรศักดิ์มนตรี (ขณะนั้นเป็นจหมื่นไวยวรนารถ) เป็นแม่ทัพ ตีพวกฮ่อแตกพ่ายแพ้ไป ครั้งที่ 4 เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2430 พวกฮ่อเผาเมืองหลวงพระบาง โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์ มนตรี ยกกองทัพไปปราบพวกฮ่อจนราบคาบแตกหนีไป 54 หอสมุดวชิรญาณ. นิราศหนองคาย หลวงพิพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์). (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://vajirayana.org/ 55 ก.เมฆสวัสดิ์.เมื่อถึงกาลผลัดแผ่นดินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์. (2560). กรุงเทพมหานคร : บริษัท ไอดี ออล ดิจิตอล พริ้นต์ จ ากัด. หน้า 134.


๘๘ อย่างที่ได้ทราบแล้วว่า หลังจากที่ญวนตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ท าให้การยึดครองดินดินต่าง ใน ลาว ในฐานะประเทศราชของไทย ถูกฝรั่งเศสอ้างว่า ลาวนั้นเป็นเมืองขึ้นของญวน เมื่อญวนเป็นเมืองขึ้นของ ฝรั่งเศส ก็เท่ากับว่าดินแดนของลาว เป็นของฝรั่งเศส แต่ฝุายไทยไม่ยอม ท าให้เกิดการสู้รบจนฝุายไทยต้องยอม เสียสละดินดินต่าง ๆ ให้แก่ฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมหยุดแค่ได้ดินแดนในลาว แต่ก็พยายามรุกล้ าเข้ามาจะ ยึดเอาไทยทั้งหมด จนเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “วิกฤติ ร.ศ.112” ที่ไทยต้องยอมเสียค่าชดเชยให้แก่ฝรั่งเศส เป็นจ านวนเงินถึง 3 ล้าน ฟรังส์56 2.)เพราะความขัดแย้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับขุนนางชั้นสูงเป็นเหตุให้กวีน า เรื่องราวต่าง ๆ ไปแต่งเป็นนิราศหนองคาย เมื่อคนไทยหลาย ๆ คนโดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงได้ศึกษาเล่าเรียนภาษาอังกฤษแล้ว การ ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อกิจการต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาอังกฤษในระดับชาติและระดับ องค์กรส่วนงานและส่วนบุคคล เพื่อกระชับเนื้อหาให้รวบรวดรัดแต่ชัดเจนในประเด็น ของความขัดแย้งระหว่างสถาบัน พระมหากษัตริย์กับขุนนางชั้นสูงเป็นเหตุให้กวีน าเรื่องราวต่าง ๆ ไปแต่งเป็นนิราศหนองคาย จะขอสรุปเป็น ประเด็นคร่าว ๆ ดังนี้ 1.ความขัดแย้งระหว่าง พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มาคลี่คลายในตอนเสด็จ สวรรคตของ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่ที่ ที่ทูลบอกพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทราบถึงการที่ซ้องสุมก าลังพลและ อาวุธยุทโธปกรณ์นั้น ไม่ได้หมายกบฏชิงบัลลัง แต่เป็นการเตรียมการณ์เพื่อปูองกันการชิงบัลลังก์ของ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) 2.ความขัดแย้งระหว่างวังหลวงและวังหน้า คือระหว่างโรสของพระจอมเกล้าฯกับพระโอรสของพระ ปิ่นเกล้าฯ คือพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ) จน กลายเป็น “กบฏวังหน้า” โดยที่พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ เสด็จหนีไปอยู่ที่สถานกงซุลอังกฤษ โดยอาศัยอ านาจ และบารมีของ เซอร์โทมัส ยอร์ช น็อกซ์ ท าให้ท่านโทมัส ยอร์ช น็อกซ์ ขุ่มขู่ว่าจะเอาเรือรบอังกฤษมาล้อม พระราชวัง ซึ่งเท่ากับเป็นการ “เข้าทาง” ให้อังกฤษยยึดไทย เพราะมีข้อมูลว่าทั้งสองชาติมหาอ านาจได้ดตกลง กันัแล้วว่า แผ่นดินทางฝ๎่งซ้ายของแม่น้ าเจ้าพระยา จะเป็นของอังกฤษ และฝ๎่งงขวาจะเป็นของฝรั่งเศส ซึ่ง ความขัดแย้งตรงนี้ กวีได้น าเสนอเป็นเชิงประชดประชันแก่ “วังหน้า” ไว้ดังนี้ ๏ ท่านเจ้าคุณแม่ทัพค านับน้อม ปางพระปลอมมาเป็นไทยในสยาม พระกายไทยใจฝรั่งช่างแสนงาม พระพักตร์สามสี่หน่วยดูรวยครัน แยกพระพักตร์ทรงพยักยิ้มเหี่ยเหี่ย พระพักตร์เรี่ยเต็มประดาดูน่าขัน เก้อเปล่าเปล่าไม่เข้าเรื่องเปลืองไม่บัน ยิงพระฟ๎นเขียวเขียวปรางเบี้ยวงามฯ 57 เหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นนในปีเดียวกันกับการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงส่งกอง ทหารไปปราบฮ่อ ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น และในประเด็นตรงนี้ ส.ศิวรักษ์ ได้กลาวถึงความนิยมฝรั่งของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 ว่ามีความเชียวชาญด้านภาษาอังกฤษเป็น 56 Wikipedea.วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 . (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/ 57 หอสมุดวชิรญาณ. นิราศหนองคาย หลวงพิพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์). (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://vajirayana.org/


๘๙ อย่างมาก สามารถอ่านและแปลนวนิยายภาษาอังกฤษได้มากมายหลายเรื่อง แม้แต่พระโอรสที่ประสูติมาก็ทรง ตั้งชื่อเป็นฝรั่งว่า “ยอร์ช วอชิงตัน” 58 และ 3. ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับตระกูล บุนนาค น าโดย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) ซึ่งมีเนื้อหากล่าวโดยละเอียดแล้วในบท ก่อนหน้านี้ ดังนี้ในที่นี้จึงน าเสนอประเด็นที่กวีได้น าเอาเรื่องราวการรบแพ้ญวนของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ไป น าเสนอในบทกวี เป็นเหตุให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้อ้างเหตุที่ในสมัยก่อนถ้าใครกระท าการอย่าง หลวงพัฒ นพงศ์ภักดี ท าการดูหมิ่นเสียดสี เจ้านายชั้นสูง รวมทั้งพระมหากษัตริย์จะต้องถูกประหารชีวิตทั้งสิ้น แต่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงสั่งประหารหลวงพัฒนพงศ์ภักดี เพียงแต่เฆี่ยน 50 ที และ จ าคุก 8 ปี โดยมีพระยามหินทรศักดิ์ธ ารง (เพ็ง เพ็ญกุล) ผู้เป็นนายได้ท าการโต้แย้งแก้ต่างให้จนได้ลดโทษ เรื่องราวทั้งหมดได้กล่าวแล้วโดยละเอียดก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้น ในที่นี้จึงขอยกเอากลอนที่ กล่าวถึงเนื้อหาตอนนี้ ในนิราศหนองคายไว้ว่า ดังนี้ ๏ ฉันผู้แต่งหนังสือชื่อนายทิม ถูกเฆี่ยนริมหลังขาดด้วยอาจหาญ เพราะในจิตคิดฟุูงมุ่งเอาการ หมายจะนุ่งรับประทานให้พอแรง ประจบนายหมายจะให้ท่านเมตตาด้วยมีท่าขู่มนุษย์ได้สุดแขง ถึงเรานุ่งสักเท่าไรใครฟูองแย้ง ท่านเถียงแข่งรับเอาเป็นเจ้าการ59 โดยประการนี้ จะเห็นได้ว่า การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงสั่งประหารนาย ทิม ก็ตาม การที่พระยามหินทรศักดิ์ธ ารง “เถียงแทน” นายทิม ก็ตาม เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้ง ระหว่างทั้งสองฝุาย และสะท้อนให้เห็นอ านาจบารมีของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เริ่มลดลง ดังที่ได้กล่าวแล้วนั้น อนึ่ง ในประเด็นนี้ ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวไว้ ว่า ในขณะที่ขึ้นครองราชย์นั้น พระราชอ านาจยิ่งลดน้อยถดถอยมากกว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าฯ นอกจากพระองค์ไม่ทรงมีฐานอ านาจสนับสนุนและยังมิได้เป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์เนื่องจาก ทรงพระเยาว์ ผลประโยชน์ส่วนพระองค์และผลประโยชน์แผ่นดินถูกเบียดบังเป็นอันมาก ก่อให้เกิดความคับ แค้นพระทัย ยิ่งกว่านั้นยังถูกแย่งพระราชอ านาจในการแต่งตั้งวังหน้า โดยพระองค์ได้ทรงกล่าวประชดประชัน กรมหมื่นบวรวิชัยชาญที่สมเด็จเจ้าพระยาฯแต่งตั้งขึ้นมาเป็นวังหน้าว่าขึ้นมาด ารงต าแหน่งโดยพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ได้ทรงเลือก ทั้งที่อ านาจดังกล่าวเป็นของพระเจ้าแผ่นดินมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์60 ดังความตอนหนึ่งว่า “…ท่านเสนาบดีปฤกษาว่า พระองค์เจ้ายอร์ชวอชิงตัน กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ (พระองค์เจ้ายอร์ชวอชิงตันเป็นพระนามเดิมของกรมหมื่นบวรฯ ที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงตั้งให้/ ผู้เขียน) ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีวิชาเป็นช่างเชาว์เกลา เกลี้ยง ให้เป็นกรมพระราชวังรับพระบัณฑูรเป็นที่ 16 จะได้คุมข้าไทยของวังหน้าต่อไป เป็นวังหน้า ซึ่งมิได้เป็น 58 ส.ศิวรักษ์. จักรีปริทัศน์ รัชกาลที่ 4 ตอนท่ีพระป่ินเกล้าและตระกูลอมาตยกุล.(2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา : www.youtube.com 59 หอสมุดวชิรญาณ. นิราศหนองคาย หลวงพิพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์). (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://vajirayana.org/ 60 ไชยันต์ ชัยพร, รศ.ดร .ก่อนเกิดการท าแผนที่สยาม (ตอนที่23):สมการการเมืองในช่วงต้นรัชกาลที่5. (2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.posttoday.com/politic/columnist/661576


๙๐ พระราชโอรสพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ และพระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงเลือกเองเป็นที่ ตั้งแต่กรุงทราวดีจนถึงกรุง รัตนโกสินทร์บัดนี้...” 61 ดังนั้น แม้ว่าคณะบุคคลกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคจะครองอ านาจน าเหนือพระมหากษัตริย์และ รวมทั้งวังหน้า แต่ฝุายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวย่อมต้องการช่วงชิงอ านาจน าให้มาเป็นของ ตน 62 ซึ่งภายหลังต่อมานั้นน ท่านเจ้าพระยาบรมมมหาศรีสุริยวงศ์ ได้ใหห้เหตุผผลในการแต่งตั้งวังหน้า ด้วย เหตุผผลที่สมแหตสมผล เช่น ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ทรงประชวรหนักมาก อาการเป็นตาย เท่ากัน และขณะนั้น คนของวังหน้ามีมาก หากไม่ตั้งเจ้าชายยอร์ช วอชิงตันหรือ พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศขึ้นเป็น วังหน้า จะท าให้เกิดความระส่ าระสาย เป็นต้น 4.4.2 องค์ความรู้ด้านการศึกษาภาษาอังกฤษ การเรียนภาษาอังกฤษมีประวัติความเป็นมา ตามที่ได้น าเสนอมาแล้วในบทก่อนหน้านี้ ในที่นี้จึงจะขอ สรุปเนื้อหาเพียงคร่าว ๆ ว่า เริ่มเป็นรูปร่างในสมัยรัชกาลที่ 3 ต่อจากนั้นก็มาชัดเจนในรัชกาลที่ 4 ตามที่ได้ กล่าวกันว่า สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ภาษาอังกฤษจึงได้รับความนิยมในหมู่ ของชนชนเจ้านายระดับสูง ดังข้อความที่ว่า “เมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกนั้น ถ้าใคร เข้มแข็งในการทัพศึกก็เป็นคนโปรด ถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใครแต่งกาพย์กลอนก็ เป็นคนโปรด ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใครสร้างวัดวาก็เป็นคนโปรด ครั้นมาถึงแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถ้าใครรู้ภาษาฝรั่งก็เป็นคนโปรด” 63 จึงค านี้ แท้จริงแล้ว เป็นค าที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้ทรงผูกเป็นค าสร้อยให้พูดกันติดปากในสมัยนั้น64 ซึ่งเมื่อมีการมองเห็นความส าคัญของภาษาอังกฤษแล้ว บุคคลชั้นผู้น าที่มองเห็นการณ์ไกลในความส าคัญของ ภาษาอังกฤษต่างก็ส่งลูกหลานของตนไปเรียนภาษาอังกฤษ แม้แต่หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) ผู้แต่ง นิราศหนองคายนี้ ก็ส่งบุตรชายสองคนไปเรียนที่ ประเทศอังกฤษและกลับมารับราชการในสมัยรัชกาลที่ 6 ทั้ง สองคน 65 4.4.3 องค์ความรู้ด้านการเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษ การเขียนค าอ่านค าศัพท์ภาษาอังกฤษมีความเป็นป๎ญหาอยู่หลายประการเช่น การเขียน ค าว่า “นายปาวี” ที่มาจากค าศัพท์อังกฤษหรือค าในภาษาฝรั่งเศสที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า M.Pavie จะเห็น ได้ว่า หนังสือหลายเล่มพิมพ์ชื่อหรือเขียนชื่อของบุคคลท่านนี้ ในภาษาไทย แตกต่างกันออกไป บ้างก็ใช้ค าว่า “มอ. ปาวี บ้างก็ก็ใช้ค าว่า เอ็ม. ปาวีซึ่งจะขอวิพากษ์ว่า การเขียนโดยใช้ค าว่า ม.ปาวี เป็นการน าเอาเสียงแทน พยัญชนะ M ในภาษาอังกฤษ ที่แทนหรือ “เทียบเท่า” กับตัว ม. ในภาษาไทย เป็นการยึดเอาตัวพยัญชนะมา 61กรมศิลปากร. จดดหมายาเหตุพระราชนิพนธ์ในกรมพรระยาด ารงราชานุภาพ..(2554). กรุงเทพมหานคร : กรุงเทพการพิมพ์ (11984) จ ากัด.. หน้า 124. 62ไชยันต์ ชัยพร, รศ.ดร .ก่อนเกิดการท าแผนที่สยาม (ตอนที่23):สมการการเมืองในช่วงต้นรัชกาลที่5. (2564) ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://www.posttoday.com/politic/columnist/661576 63 อาวุธ ธีระเอก. “การจัดการศึกษาภาษาอังกฤษของรัฐสยาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”. วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2557 64 กรมพระยาด ารงราชานุภาพ.คนไทยเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ (หนังสือรวบรวมและจัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร). (2547). กรุงเทพมหานคร : : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ (1984). จ ากัด. หน้า 9. 65 หอสมุดวชิรญาณ. นิราศหนองคาย หลวงพิพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์). (2564). ออนไลน์. แหล่งที่มา : https://vajirayana.org/


Click to View FlipBook Version