The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนนี้ถูกรวบรวมและเรียบเรียงขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนในรายวิชาเคมีทางยา (0204382) ซึ่งเป็นวิชาเลือกที่เปิดให้กับนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี (วท.บ) และนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์-เคมี (กศ.บ) ของมหาวิทยาลัยทักษิณ การเรียนวิชานี้นิสิตควรต้องมีความรู้พื้นฐานทางด้านวิชาเคมีอินทรีย์ เพราะเนื้อหาโดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างสารและปฏิกิริยาเคมี เอกสารประกอบการสอนนี้มีด้วยกันทั้งหมด 13 บท โดยที่เนื้อหาครอบคลุมสิ่งที่นิสิตควรจะต้องรู้เกี่ยวกับยาเบื้องต้นทั้งหมด ตั้งแต่ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการใช้ยา การพัฒนายา ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างยากับการออกฤทธิ์ รวมทั้งตัวอย่างยาที่ใช้รักษาโรคต่างๆ นอกจากนั้นในแต่ละบทยังแจกแจงรายละเอียดถึงที่มาของยา วิธีการคิดค้นยา วิธีการสังเคราะห์ยา รวมทั้งได้แทรกเกร็ดความรู้เพิ่มเติมตรงส่วนท้ายของแต่ละบทอีกด้วย เอกสารประกอบการสอนนี้จะทำให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยามากยิ่งขึ้น และสามารถชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเคมีพื้นฐานได้อย่างชัดเจนว่ามีความสำคัญ และเกี่ยวข้องอย่างไรกับชีวิต นอกจากนี้ยังหวังว่าเอกสารประกอบการสอนนี้จะช่วยกระตุ้นทำให้นิสิตคิดแบบบูรณาการโดยนำเอาความรู้ใหม่มาผนวกเข้ากับความรู้พื้นฐานที่นิสิตได้เรียนไปแล้ว ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nawongb, 2021-07-09 23:29:40

เคมีทางยา

เอกสารประกอบการสอนนี้ถูกรวบรวมและเรียบเรียงขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนในรายวิชาเคมีทางยา (0204382) ซึ่งเป็นวิชาเลือกที่เปิดให้กับนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี (วท.บ) และนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์-เคมี (กศ.บ) ของมหาวิทยาลัยทักษิณ การเรียนวิชานี้นิสิตควรต้องมีความรู้พื้นฐานทางด้านวิชาเคมีอินทรีย์ เพราะเนื้อหาโดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างสารและปฏิกิริยาเคมี เอกสารประกอบการสอนนี้มีด้วยกันทั้งหมด 13 บท โดยที่เนื้อหาครอบคลุมสิ่งที่นิสิตควรจะต้องรู้เกี่ยวกับยาเบื้องต้นทั้งหมด ตั้งแต่ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการใช้ยา การพัฒนายา ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างยากับการออกฤทธิ์ รวมทั้งตัวอย่างยาที่ใช้รักษาโรคต่างๆ นอกจากนั้นในแต่ละบทยังแจกแจงรายละเอียดถึงที่มาของยา วิธีการคิดค้นยา วิธีการสังเคราะห์ยา รวมทั้งได้แทรกเกร็ดความรู้เพิ่มเติมตรงส่วนท้ายของแต่ละบทอีกด้วย เอกสารประกอบการสอนนี้จะทำให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยามากยิ่งขึ้น และสามารถชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเคมีพื้นฐานได้อย่างชัดเจนว่ามีความสำคัญ และเกี่ยวข้องอย่างไรกับชีวิต นอกจากนี้ยังหวังว่าเอกสารประกอบการสอนนี้จะช่วยกระตุ้นทำให้นิสิตคิดแบบบูรณาการโดยนำเอาความรู้ใหม่มาผนวกเข้ากับความรู้พื้นฐานที่นิสิตได้เรียนไปแล้ว ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม

Keywords: medicinal chemistry

เอกสารประกอบการสอน

เคมีทางยา (Medicinal Chemistry)

ดร. ณวงศ์ บนุ นาค
คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ

ศนู ยห์ นังสือมหาวิทยาลยั ทกั ษิณ

ลาดบั ท่ี 172
ISBN 974-451-210-5

เอกสารประกอบการสอน เคมีทางยา

(Medicinal Chemistry)

ดร.ณวงศ์ บุนนาค

พิมพค์ รงั้ ที่ 1 พฤษภาคม 2559 จานวน 200 เลม่
พิมพท์ ่ี
โรงพมิ พห์ า้ งหุน้ สว่ นสามญั หาดใหญ่ ดจิ ติ อล พรนิ ท์
ผอู้ อกแบบปก
14 ถ.ฉยั ยากุลอทุ ศิ ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110

โทร. 0-7423-4158

ดร.ชตุ มิ า แกว้ พบิ ลู ย์

ราคา 149 บาท

...................................................................................................................

แด่

 ครผู ใู้ หค้ วามรทู้ กุ ทา่ น 

...................................................................................................................

คำนำ

เอกสารประกอบการสอนน้ีถูกรวบรวมและเรยี บเรยี งขน้ึ เพ่อื ใชป้ ระกอบการเรยี นในรายวชิ าเคมี
ทางยา (0204382) ซง่ึ เป็นวชิ าเลอื กทเ่ี ปิดใหก้ บั นิสติ คณะวทิ ยาศาสตร์ สาขาเคมี (วท.บ) และนิสติ คณะ
ศกึ ษาศาสตร์ สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร-์ เคมี (กศ.บ) ของมหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ การเรยี นวชิ าน้ีนิสติ ควรตอ้ ง
มคี วามรพู้ น้ื ฐานทางดา้ นวชิ าเคมอี นิ ทรยี ์ เพราะเน้ือหาโดยส่วนใหญ่จะเก่ยี วขอ้ งกบั โครงสรา้ งสารและ
ปฏกิ ริ ยิ าเคมี เอกสารประกอบการสอนน้ีมดี ว้ ยกนั ทงั้ หมด 13 บท โดยทเ่ี น้ือหาครอบคลุมสงิ่ ทน่ี ิสติ ควร
จะตอ้ งรเู้ ก่ยี วกบั ยาเบ้อื งต้นทงั้ หมด ตงั้ แต่ความรทู้ วั่ ไปเก่ยี วกบั การใช้ยา การพฒั นายา ความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งโครงสรา้ งยากบั การออกฤทธิ ์ รวมทงั้ ตวั อย่างยาทใ่ี ชร้ กั ษาโรคต่างๆ นอกจากนัน้ ในแต่ละบทยงั
แจกแจงรายละเอยี ดถงึ ท่มี าของยา วิธกี ารคดิ คน้ ยา วธิ กี ารสงั เคราะหย์ า รวมทงั้ ไดแ้ ทรกเกรด็ ความรู้
เพมิ่ เตมิ ตรงส่วนทา้ ยของแต่ละบทอกี ดว้ ย เอกสารประกอบการสอนน้ีจะทาใหน้ ิสติ มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ
เก่ียวกับยามากยิ่งข้ึน และสามารถช้ีให้เห็นถึงความสาคัญของเคมีพ้ืนฐานได้อย่างชัดเจนว่ามี
ความสาคญั และเกย่ี วขอ้ งอยา่ งไรกบั ชวี ติ นอกจากน้ียงั หวงั ว่าเอกสารประกอบการสอนน้ีจะช่วยกระตุน้
ทาใหน้ ิสติ คดิ แบบบูรณาการโดยนาเอาความรใู้ หม่มาผนวกเขา้ กบั ความรพู้ น้ื ฐานทน่ี ิสติ ไดเ้ รยี นไปแล้ว
ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ต่อตวั เองและสงั คม

สดุ ทา้ ยน้ขี า้ พเจา้ ขอขอบพระคุณ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วภิ า พลนั สงั เกตุ ทไ่ี ดเ้ ออ้ื เฟ้ือขอ้ มลู
เอกสารบางสว่ นทเ่ี ป็นประโยชน์สาหรบั ขา้ พเจา้ เพอ่ื จดั ทาเอกสารประกอบการสอนครงั้ น้ี โดยเฉพาะ
อยา่ งยงิ่ ขา้ พเจา้ ใครข่ อขอบพระคณุ รองศาสตราจารยช์ นติ า พงษล์ มิ านนท์ และรองศาสตรจารย์ ดร.
สุชาดา จนั ทรพ์ รหมมา ทม่ี สี ่วนช่วยอยา่ งยงิ่ ในการปรบั ปรงุ ตน้ ฉบบั น้ีจนสาเรจ็ ลลุ ว่ งอยา่ งสมบรู ณ์ พรอ้ ม
ทงั้ ขอขอบคณุ ดร.ชุตมิ า แกว้ พบิ ลู ย์ ท่อี อกแบบปกและรปู เล่มดว้ ยน้าใจ ขา้ พเจา้ ขอขอบพระคุณทกุ ท่าน
มา ณ โอกาสน้ดี ว้ ย

ณวงศ์ บุนนาค

คณะวทิ ยาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ

สารบญั

หน้า
คานา
บทท่ี 1 ความรทู้ วั่ ไปเก่ียวกบั ยา

บทนำ ................................................................................................................................. 3
แหล่งกำเนดิ ยำ ................................................................................................................... 3
กำรตงั้ ชอ่ื ยำ ........................................................................................................................ 5
รปู แบบของยำ ..................................................................................................................... 5
ประเภทของยำ .................................................................................................................... 9
ประเภทของรำ้ นขำยยำ ..................................................................................................... 10
ฉลำกยำ ............................................................................................................................ 11
เอกสำรกำกบั ยำ ................................................................................................................ 12
เกรด็ ควำมรู้ ...................................................................................................................... 14
คำถำมทำ้ ยบท .................................................................................................................. 17

บทที่ 2 การค้นคว้ายาใหม่
บทนำ ............................................................................................................................... 20
กำรศกึ ษำในหอ้ งปฏบิ ตั กิ ำร ............................................................................................... 21
กำรศกึ ษำในระดบั พรคี ลนิ กิ ............................................................................................... 23
กำรศกึ ษำในมนุษย์ ............................................................................................................ 24
ปญั หำทำงดำ้ นจรยิ ธรรม ................................................................................................... 28
กำรเคลอ่ื นยำ้ ยกำรทำวจิ ยั ยำทำงคลนิ กิ สปู่ ระเทศกำลงั พฒั นำ ............................................. 28
เกรด็ ควำมรู้ ...................................................................................................................... 30
คำถำมทำ้ ยบท .................................................................................................................. 35

บทที่ 3 เภสชั จลนศาสตร์
บทนำ ............................................................................................................................... 38
กำรดดู ซมึ ......................................................................................................................... 39
วธิ กี ำรรบั ยำเขำ้ ร่ำงกำยในรปู แบบต่ำงๆ ............................................................................. 41
กำรกระจำยยำ .................................................................................................................. 42
กำรเปลย่ี นแปลงโครงสรำ้ งยำ ............................................................................................ 43
ปฏกิ ริ ยิ ำระยะท่ี 1 ................................................................................................. 44
ปฏกิ ริ ยิ ำออกซเิ ดชนั ................................................................................. 44
ปฏกิ ริ ยิ ำรดี กั ชนั ....................................................................................... 49
ปฏกิ ริ ยิ ำระยะท่ี 2 ................................................................................................. 51

สารบญั (ต่อ)

หน้า
บทท่ี 3 เภสชั จลนศาสตร์ (ต่อ)

Glucuronide conjugation ........................................................................ 52
Sulphate conjugation .............................................................................. 54
Glutathione conjugation ......................................................................... 55
Amino acid conjugation .......................................................................... 56
Acetylation .............................................................................................. 56
Methylation ............................................................................................. 57
กำรขบั ยำ .......................................................................................................................... 57
เกรด็ ควำมรู้ ...................................................................................................................... 58
คำถำมทำ้ ยบท .................................................................................................................. 61

บทที่ 4 เภสชั พลศาสตร์
บทนำ ............................................................................................................................... 64
พนั ธะทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั กำรออกฤทธขิ ์ องยำ ............................................................................ 65
พนั ธะโควำเลนต์ ................................................................................................... 65
พนั ธะไอออนิก ...................................................................................................... 66
แรงไดโพล ............................................................................................................ 66
แรงไอออน-ไดโพล ................................................................................................ 67
พนั ธะไฮโดรเจน ................................................................................................... 67
แรงแวนเดอรว์ ำลส์ ................................................................................................ 67
เป้ำหมำยในกำรออกฤทธขิ ์ องยำ ........................................................................................ 68
Agonist ................................................................................................................ 68
Antagonist ........................................................................................................... 68
ควำมสมั พนั ธข์ องโครงสรำ้ งกบั กำรออกฤทธิ ์...................................................................... 69
สเตอรโิ อไอโซเมอรช์ นดิ ทเ่ี ป็นค่อู แิ นนทโิ อเมอร์ ...................................................... 70
สเตอรโิ อไอโซเมอรช์ นิดแบบเรขำคณติ .................................................................. 71
สเตอรโิ อไอโซเมอรแ์ บบคอนฟอรเ์ มชนั .................................................................. 72
สำรทเ่ี ป็น Isosterism ............................................................................................ 72
เกรด็ ควำมรู้ ...................................................................................................................... 73
คำถำมทำ้ ยบท .................................................................................................................. 74

บทที่ 5 ยาต้านแบคทีเรยี
บทนำ ............................................................................................................................... 77

สารบญั (ต่อ)

หน้า
บทท่ี 5 ยาต้านแบคทีเรยี (ต่อ)

ยำปฏชิ วี นะ ....................................................................................................................... 78
ยำทย่ี บั ยงั้ กำรสงั เครำะหผ์ นังเซลลข์ องแบคทเี รยี ................................................... 78
ยำ penicillins (4-5-fused ring) ................................................................ 79
ยำ cephalosporins (4-6-fused ring) ....................................................... 82
ยำทย่ี บั ยงั้ กำรสรำ้ งโปรตนี .................................................................................... 83

ยำกลุม่ aminoglycoside .......................................................................... 84
ยำกลุ่ม macrolides .................................................................................. 85
ยำกลุ่ม tetracycline ................................................................................. 85
ยำกลุ่ม chloramphenicol ......................................................................... 87
ยำทร่ี บกวนกำรทำงำนของเมมเบรน ...................................................................... 88
ยำตำ้ นแบคทเี รยี สงั เครำะห์ ............................................................................................... 89
ยำกลมุ่ ซลั โฟนำไมด์ ............................................................................................. 90
ยำกลมุ่ dihydrofolate reductase inhibitor ............................................................ 93
ยำกลมุ่ ควโิ นโลน .................................................................................................. 93
เกรด็ ควำมรู้ ...................................................................................................................... 95
คำถำมทำ้ ยบท .................................................................................................................. 96

บทที่ 6 ยาต้านมยั โคแบคทีเรีย
บทนำ ............................................................................................................................... 99
โรคสำคญั ทเ่ี กดิ ขน้ึ จำกมยั โคแบคทเี รยี ............................................................................. 100
วณั โรค ............................................................................................................... 100
โรคเรอ้ื น ............................................................................................................. 101
โรค MAC ........................................................................................................... 102
เกรด็ ควำมรู้ .................................................................................................................... 102
คำถำมทำ้ ยบท ................................................................................................................ 103

บทท่ี 7 ยาต้านเชื้อรา
บทนำ ............................................................................................................................. 106
โรคทเ่ี กดิ จำกเชอ้ื รำ ......................................................................................................... 106
เกลอ้ื น ................................................................................................................ 106
กลำก ................................................................................................................. 106
เป้ำหมำยของยำตำ้ นเชอ้ื รำ ............................................................................................. 107

สารบญั (ต่อ)

หน้า
บทที่ 7 ยาต้านเชื้อรา (ต่อ)

กลไกกำรออกฤทธขิ ์ องยำต้ำนเชอ้ื รำ ................................................................................ 108
ยำตำ้ นเชอ้ื รำชนิดต่ำงๆ ................................................................................................... 108

ยำกลุม่ polyene antibiotic .................................................................................. 108
ยำกลุ่ม fluorinated pyrimidine ........................................................................... 109
ยำกลุม่ imidazole .............................................................................................. 109
ยำกลุ่ม benzofuran cyclohexene ..................................................................... 109
เกรด็ ควำมรู้ .................................................................................................................... 110
คำถำมทำ้ ยบท ................................................................................................................ 111

บทที่ 8 ยาต้านไวรสั
บทนำ ............................................................................................................................. 114
ชนิดของไวรสั ................................................................................................................. 114
กลไกกำรตดิ เชอ้ื และแพรก่ ระจำยของเชอ้ื ไวรสั ................................................................. 115
กำรป้องกนั และรกั ษำโรคทเ่ี กดิ จำกไวรสั .......................................................................... 116
ลกั ษณะอำกำรของโรคตดิ เชอ้ื ไวรสั .................................................................................. 116
ยำตำ้ นไวรสั ชนิดต่ำงๆ .................................................................................................... 116
ยำในกลุ่มอนุพนั ธข์ อง thymidine nucleoside ..................................................... 117
ยำในกลุ่มอนุพนั ธข์ อง purine nucleoside ........................................................... 118
ยำในกลุ่มอนุพนั ธข์ อง amantadin ...................................................................... 119
เกรด็ ควำมรู้ .................................................................................................................... 119
คำถำมทำ้ ยบท ................................................................................................................ 122

บทที่ 9 ยาต้านมะเรง็
บทนำ ............................................................................................................................. 125
มะเรง็ เกดิ ไดอ้ ยำ่ งไร ........................................................................................................ 125
ประเภทของมะเรง็ ........................................................................................................... 126
กำรตงั้ ช่อื มะเรง็ ............................................................................................................... 127
มะเรง็ ระยะต่ำงๆ ตำมลกั ษณะทำงพยำธวิ ทิ ยำของเซลลม์ ะเรง็ .......................................... 127
กำรรกั ษำและควำมรุนแรงของมะเรง็ ในแต่ระยะของโรค .................................................... 128
กำรกระจำยของเซลลม์ ะเรง็ ............................................................................................. 128
กำรแบ่งตวั ของเซลล์ ....................................................................................................... 129
สำเหตุของกำรเกดิ มะเรง็ ................................................................................................. 129

สารบญั (ต่อ)

หน้า
บทที่ 9 ยาต้านมะเรง็ (ต่อ)

ยำตำ้ นมะเรง็ ชนดิ ต่ำงๆ ................................................................................................... 130
เป้ำหมำยของยำมะเรง็ .................................................................................................... 130

DNA .................................................................................................................. 130
RNA .................................................................................................................. 132
Protein .............................................................................................................. 132
เกรด็ ควำมรู้ .................................................................................................................... 134
คำถำมทำ้ ยบท ................................................................................................................ 135

บทท่ี 10 ยาระงบั ปวด ลดไข้
บทนำ ............................................................................................................................. 138
ยำระงบั ปวดทไ่ี มเ่ สพตดิ (Non-narcotic analgesic) ......................................................... 139
ยำอนุพนั ธข์ อง salicylate .................................................................................... 139
ยำอนุพนั ธข์ อง para-aminophenol ..................................................................... 140
ยำอนุพนั ธข์ อง pyrazolone derivative .................................................................140
ยำอนุพนั ธข์ อง organic acid ............................................................................... 141
ยำระงบั ปวดทเ่ี สพตดิ ได้ (Narcotic analgesic) ................................................................. 141
Mu receptor (μ) ................................................................................................ 141
Kappa receptor (κ) ........................................................................................... 142
Delta receptor (δ) ............................................................................................. 142
Sigma-receptor (σ) ........................................................................................... 143
สำรจำกฝ่ิน ............................................................................................. 143
สำรทอ่ี อกฤทธใิ ์ กลเ้ คยี ง morphine .......................................................... 144
ยำทม่ี ฤี ทธทิ ์ งั้ agonist และ antagonist ................................................... 144
ยำทม่ี ฤี ทธิ ์antagonist ............................................................................ 144
เกรด็ ควำมรู้ .................................................................................................................... 145
คำถำมทำ้ ยบท ................................................................................................................ 146

บทที่ 11 สเตียรอยด์
บทนำ ............................................................................................................................. 149
แนวคดิ กำรพฒั นำยำสเตยี รอยด์ ...................................................................................... 150
ประโยชน์ของยำสเตยี รอยด์ ............................................................................................. 151
ผลกระทบจำกกำรใชย้ ำสเตยี รอยด์ .................................................................................. 151

สารบญั (ต่อ)

หน้า
บทท่ี 11 สเตียรอยด์ (ต่อ)

เกรด็ ควำมรู้ .................................................................................................................... 152
คำถำมทำ้ ยบท ................................................................................................................ 154

บทท่ี 12 ยากระต้นุ ระบบประสาทส่วนกลาง
บทนำ ............................................................................................................................. 157
ยำกระตุน้ สมองสว่ นซรี บี รมั ............................................................................................. 157
ยำแอมเฟตำมนี .................................................................................................. 157
ยำแซนทนี .......................................................................................................... 158
ยำกระตุน้ ก้ำนสมอง ........................................................................................................ 159
ยำกระตุน้ ไขสนั หลงั ........................................................................................................ 159
เกรด็ ควำมรู้ .................................................................................................................... 159
คำถำมทำ้ ยบท ................................................................................................................ 161

บทท่ี 13 ยานอนหลบั
บทนำ ............................................................................................................................. 164
ช่วง non-REM sleep ...................................................................................................... 165
ช่วง REM sleep ............................................................................................................. 165
ระยะของกำรนอนหลบั .................................................................................................... 166
วงจรของกำรนอนหลบั .................................................................................................... 167
อำกำรนอนหลบั .............................................................................................................. 169
ปญั หำกำรนอนหลบั ในผสู้ งู อำยุ ........................................................................................ 169
กำรนอนหลบั ทผ่ี ดิ ปกติ .................................................................................................... 171
ยำนอนหลบั ชนดิ ต่ำงๆ .................................................................................................... 171
Benzodiazepines .............................................................................................. 171
Barbiturates ...................................................................................................... 172
Alcohols-type hypnotics .................................................................................... 173
เกรด็ ควำมรู้ .................................................................................................................... 173
คำถำมทำ้ ยบท ................................................................................................................ 174

บรรณำนุกรม ............................................................................................................................... 175

1

ความรทู้ วั่ ไปเกี่ยวกบั ยา

… No drug user grows old because they die young.
That why you have to use in the right way! …

ทม่ี า: www.pinterest.com
วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา

1. สามารถอธบิ ายความหมายของยาได้
2. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั แหล่งทม่ี าของยา
3. สามารถอธบิ ายความแตกต่างระหว่างช่อื สามญั และชอ่ื ทางการคา้ ของยา
4. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ยารปู แบบต่างๆ
5. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ในหลกั การใชย้ าทถ่ี กู วธิ ี

~1~

เนื้อหา
1. บทนาเกย่ี วกบั ความรทู้ วั่ ไปของยา
2. แหล่งกาเนดิ ยา
3. การตงั้ ช่อื ยา
4. รปู แบบของยา
5. ประเภทของยา
6. ประเภทของรา้ นขายยา
7. ฉลากยา
8. เอกสารกากบั ยา
9. เกรด็ ความรเู้ กย่ี วกบั การใชย้ า

กิจกรรม
1. บรรยาย
2. อภปิ ราย
3. อ่านหนงั สอื อา้ งองิ เพม่ิ เตมิ
4. อ่านบทความทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพม่ิ เตมิ

แผนการเรียนการสอน
1. บรรยายประกอบ power point
2. ทาแบบฝึกหดั
3. ทดสอบยอ่ ยหลงั การเรยี น และ/หรอื ทารายงาน

สื่อการเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเคมที างยา
2. power point
3. เครอ่ื งฉายทบึ แสง หรอื ไวทบ์ อรด์
4. แบบฝึกหดั

การประเมินผล
1. ประเมนิ ผลจากการตอบคาถามและการมสี ่วนรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการทดสอบยอ่ ยหลงั เรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการนาเสนอและการตอบคาถามของงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศกึ ษา

~2~

บทนา
ยา หรอื ยารกั ษาโรค (pharmaceutical drug, drug, medicines, medication, หรอื

medicament) หมายถงึ วตั ถุ และ/หรอื สารเคมที ่ีไดจ้ ากธรรมชาติ หรอื จากการสงั เคราะห์ใชใ้ นการ
รกั ษาโรคภยั ไขเ้ จบ็ ของมนุษย์ และสตั ว์ โดยตอ้ งใชค้ วามรทู้ งั้ ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละศลิ ปะมาผนวกในการ
ผสม ปรงุ แต่ง และแปรสภาพสารสาคญั และสว่ นประกอบอ่นื ตามสตู รตารบั ซง่ึ ยาอาจจะแบ่งไดด้ งั น้ี

1) Pharmacodynamic agent หมายถงึ สารประกอบทม่ี ผี ลต่อระบบ หรอื กระบวนการทางาน
ส่วนต่างๆ ในรา่ งกาย และอาศยั ผลดงั กลา่ วในการบรรเทาความเจบ็ ปว่ ย

2) Chemotherapeutic agent ไดแ้ ก่ สารทค่ี วบคุมสง่ิ มชี วี ติ อ่นื ทเ่ี ป็นสาเหตุของโรค หรอื เป็นสาร
ทส่ี ามารถยบั ยงั้ การเจรญิ อยา่ งผดิ ปกตขิ องเซลลไ์ ด้

3) Diagnostic agent ไดแ้ ก่ สารทช่ี ่วยตรวจสอบสภาวะการเป็นโรค หรอื การทางานของระบบ
อวยั วะในรา่ งกาย
1.1 แหล่งกาเนิดของยา

ยารกั ษาโรคทใ่ี ชใ้ นการรกั ษาสว่ นใหญ่ไดม้ าจาก 3 แหลง่ ดว้ ยกนั
1. จากแหล่งธรรมชาติ (natural sources) คอื ยา หรอื สารเคมที ไ่ี ดจ้ ากแหล่งธรรมชาติ อาทิ
เชน่ จลุ ชพี พชื สตั ว์ หรอื แรธ่ าตุ ซง่ึ แบ่งออกไดด้ งั น้ี

1.1) จากพชื (drug from plants) ไดแ้ ก่ ยาทไ่ี ดจ้ ากการนาส่วนต่างๆ ของพชื เช่น
ดอก ใบ ผล เปลอื ก เมลด็ ลาตน้ แก่น หรอื ราก สามารถแบ่งไดเ้ ป็น 2 ชนดิ ดงั น้ี

รปู ท่ี 1.1 พชื สมนุ ไพรทน่ี ามาใชเ้ ป็นยา
(ทม่ี า: www.oxfordlearnersdictionaries.com)
ก) ยาสมนุ ไพร (crude drugs) คอื ยาทไ่ี ดม้ าจากการนาพชื มาทายาโดยไมไ่ ด้
เปลย่ี นแปลงสภาพ เชน่ ใบชุมเหด็ เทศใชเ้ ป็นยาระบาย เมลด็ พรกิ ไทยใชเ้ ป็นยาขบั ลม
หรอื ใบฟ้าทะลายโจรใชเ้ ป็นยาลดไข้ เป็นตน้

~3~

ข) สารสกดั บรสิ ทุ ธิ ์ (purified drugs) คอื ยาทไ่ี ดม้ าจากการนาพชื มาทาการ
สกดั เอาสารออกฤทธทิ ์ ม่ี ใี นพชื นนั้ ๆ ออกมาและทาใหบ้ รสิ ุทธิ ์ เช่น คาเฟอนี (caffeine)
สกดั ไดจ้ ากใบชาหรอื เมลด็ กาแฟซง่ึ ถกู นาไปใชเ้ ป็นยากระตุน้ ประสาทสว่ น กลาง รเี ซอร์
ฟีน (reserpine) ทส่ี กดั ไดจ้ ากรากของตน้ ระยอ่ ม (rauwolfia) ใชเ้ ป็นยาลดความดนั
เลอื ด มอรฟ์ ีน (morphine) หรอื โคเดอนี (codeine) สกดั ไดจ้ ากยางของดอกฝ่ิน ใชเ้ ป็น
ยาระงบั ปวด ควนิ นิ (quinine) ไดจ้ ากเปลอื กตน้ ซงิ โคนา (cinchoma) ใชเ้ ป็นยาแก้
ไขม้ าเลเรยี และ แอนทราควโิ นน (anthraquinone) ไดจ้ ากโกศน้าเตา้ ใชเ้ ป็นยาระบาย
เป็นตน้

รปู ท่ี 1.2 เชอ้ื จลุ ชพี บางชนิดทใ่ี ชใ้ นการผลติ ยารกั ษาโรค
(ทม่ี า: www.kaiserscience.files.wordpress.com)

1.2) ยาจากจลุ ชพี (drug from micro-organism) คอื ยาทไ่ี ดจ้ ากสงิ่ มชี วี ติ ขนาดเลก็
เชน่ เพนนิซลิ นิ (penicillin) ซง่ึ แยกไดจ้ ากเชอ้ื ราชนดิ เพนนิซเิ ลยี ม (penicilium) ใชเ้ ป็นยาตา้ น
แบคทเี รยี เพราะมผี ลยบั ยงั้ การเจรญิ เตบิ โตของเชอ้ื แบคทเี รยี

1.3) ยาจากสตั ว์ (drug from animals) คอื ยาทไ่ี ดจ้ ากอวยั วะหรอื ส่วนต่างๆ ของสตั ว์
เช่น ตบั ดวี วั กระดกู เขา อุง้ เทา้ เป็นตน้

1.4) ยาจากแรธ่ าตุ (drug from minerals) คอื ยาทไ่ี ดจ้ ากแรธ่ าตุทเ่ี กดิ ขน้ึ ตาม
ธรรมชาติ เช่น ดนิ ขาว (Kaolin) ใชเ้ ป็นสว่ นประกอบของยาในการรกั ษาโรคกระเพาะอาหารและ
ลาไส้ เป็นตน้
2. ยาสงั เคราะห์ (synthesis drug) คอื ยาทไ่ี ดจ้ ากการสงั เคราะหท์ างเคมี หรอื การสงั เคราะห์
เลยี นแบบจากสารทไ่ี ดจ้ ากธรรมชาติ (natural product synthesis) เชน่ ยาคลอแรมเฟนคิ อล
(chloramphenicol) ซง่ึ เป็นอนุพนั ธข์ องสารทไ่ี ดจ้ ากธรรมชาติ ใชเ้ ป็นยาตา้ นเชอ้ื แบคทเี รยี ยาเพรดนโิ ซ
โลน (prednisolone) เป็นยาทไ่ี ดจ้ ากการสงั เคราะหเ์ ลยี นแบบสารคอรต์ ซิ อล (cortisol) ซง่ึ เป็นฮอรโ์ มนท่ี
ผลติ ไดจ้ ากต่อมไรท้ อ่ หมวกไต (adrenal gland) มฤี ทธแิ ์ กร้ มู าตซิ มึ (anti-rheumatic activity) มากกวา่
สารตน้ แบบถงึ 30 เท่า หรอื ยาอะลมู เิ นยี มไฮดรอกไซด์ (Al(OH)3) ซง่ึ ใชเ้ ป็นยาลดกรดในกระเพาะ

~4~

อาหาร โดยทส่ี ารสงั เคราะห์ หรอื กง่ึ สงั เคราะห์ (partial synthesis) อาจมคี ณุ สมบตั ทิ างเภสชั วทิ ยา
ใกลเ้ คยี ง หรอื แตกต่างจากสารทไ่ี ดจ้ ากธรรมชาติ ยารกั ษาโรคแผนปจั จบุ นั สว่ นใหญ่เป็นยาสงั เคราะห์

1.2 การตงั้ ช่ือยา
สารเคมที เ่ี ป็นตวั ยาสาคญั ทม่ี าจากแหล่งธรรมชาติ มกั จะมชี อ่ื เฉพาะและเขา้ ใจงา่ ย เช่น morphine

(มอรฟ์ ีน) มาจากคาวา่ morpheus (เทพแห่งความฝนั ) และเมอ่ื เทคโนโลยมี คี วามก้าวหน้า ทาใหเ้ กดิ ยาตวั
ใหมๆ่ ทม่ี าจากการสงั เคราะหเ์ พมิ่ ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ และสารเคมเี หล่าน้ีมกั มโี ครงสรา้ งซบั ซอ้ น หากเรยี กช่อื
ตามระบบเรยี กชอ่ื ทางเคมี กจ็ ะยากแก่การจดจา จงึ จาเป็นจะตอ้ งมชี ่อื ทส่ี นั้ และเขา้ ใจงา่ ย ไมซ่ บั ซอ้ น โดย
ช่อื ยาประกอบดว้ ย 2 ชอ่ื ดงั น้ี

รปู ที่ 1.3 ชอ่ื สามญั และช่อื ทางการคา้ ของตวั อยา่ งยาทใ่ี ชใ้ นปจั จบุ นั
(ทม่ี า: www.consumermedsafety.org)

1. ชื่อสามญั ของยา (generic name) คอื ช่อื กลาง (ชอ่ื ทางวทิ ยาศาสตรข์ องตวั ยาหลกั ในยา
ชนดิ นนั้ ๆ) ทไ่ี มไ่ ดเ้ ป็นสทิ ธขิ ์ าดของผหู้ น่งึ ผใู้ ด โดยทช่ี ่อื กลางของยานนั้ ๆ ถูกตงั้ ขน้ึ และรบั รองโดย
องคก์ รของรฐั หรอื องคก์ รอนามยั โลก เช่น ยา paracetamol

2. ช่ือทางการค้า (brand name) คอื ชอ่ื ยาทถ่ี ูกตงั้ ขน้ึ ดว้ ยเหตุผลทางธุรกจิ และการคา้ โดยท่ี
ยาสามญั ตวั เดยี วกนั ถกู ผลติ จากบรษิ ทั ยาต่างกนั อาจมชี อ่ื ทางการคา้ ต่างกนั เพอ่ื แสดงใหเ้ หน็ ความ
แตกต่างในดา้ นต่างๆ เช่น ดา้ นรปู ลกั ษณ์ ราคาซอ้ื ขาย และงา่ ยต่อการจดจา แต่สรรพคณุ ในการรกั ษา
เป็นเช่นเดยี วกนั เพราะมยี าสามญั ชนิดเดยี วกนั เป็นสว่ นผสม เช่น ยา paracetamol มชี อ่ื ทางการคา้
หลากหลาย เช่น SaRa หรอื Tylinol เป็นตน้

1.3 รปู แบบของยา
ยารกั ษาโรคถูกปรงุ แต่งขน้ึ มาในรปู แบบต่างๆ เพ่อื ใหม้ คี วามเหมาะสมต่อปจั จยั ต่างๆ เช่น

ความสะดวกต่อการใช้ มคี วามปลอดภยั มากขน้ึ หรอื การเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการกั ษาของยานนั้ ๆ ซง่ึ
รปู แบบต่างๆ ของเภสชั ภณั ฑท์ ใ่ี ชเ้ ป็นยาภายในและภายนอก สามารถแบง่ ออกเป็น 3 รปู แบบตาม
ลกั ษณะ ดงั ต่อไปน้ี

1. รปู แบบของเหลว (liquid dosage form) คอื รปู แบบของยาชนดิ น้ีจาเป็นตอ้ งมภี าชนะ
บรรจทุ เ่ี หมาะสม การกนิ ยาจะตอ้ งใชเ้ ครอ่ื งมอื ในการตวงทม่ี ขี ดี บอกปรมิ าตร (เช่น ถว้ ยตวง ชอ้ นตวง)

~5~

ลกั ษณะของเหลวจะแตกต่างกนั ไป บางชนิดเป็นน้าใส เวลาใชไ้ มจ่ าเป็นตอ้ งเขยา่ เหมอื นชนดิ ยาน้าผสม
หรอื ชนดิ ยาน้าแขวนตะกอน รปู แบบยาทเ่ี ป็นของเหลวมดี งั น้ี

รปู ที่ 1.4 ยารปู แบบของเหลว
(ทม่ี า: www.pharmacytimes.com)
1.1) ยาน้าใส (solution) คอื ยาในรปู แบบของเหลวทป่ี ระกอบดว้ ยสารสองชนดิ ผสม
เขา้ เป็นเน้อื เดยี วกนั โดยมลี กั ษณะเป็นยาน้าใสเป็นไดท้ งั้ ยาภายใน และยาภายนอก หรอื หยอด
เขา้ ไปในชอ่ งต่างๆ ของรา่ งกาย เช่น น้าเกลอื เด๊กโทรส (dextrose solution) ยาหยอดตา ยาลา้ ง
ตา (eye douch) ยาน้าสวนทวาร (enemas) หรอื ยาอมบว้ นปาก (mouth wash) เชน่ ลสิ เตอรนี
เป็นตน้
1.2) ยาน้าเชอ่ื ม (syrup) คอื ยาน้าทม่ี นี ้าตาลเป็นสว่ นผสม เพ่อื ใหม้ รี สหวาน และอาจ
แต่งกลน่ิ หรอื สี เพอ่ื ใหส้ ะดวก และกนิ งา่ ยยง่ิ ขน้ึ เหมาะสาหรบั ยาเดก็ เช่น ยาน้าแกไ้ อ ยาลด
น้ามกู ยาแกแ้ พ้ เป็นตน้
1.3) อลิ กิ เซอร์ (elixir) คอื ยาน้าทใ่ี ชก้ นิ มรี สหวาน และมแี อลกอฮอลผ์ สมอยู่ 4-40%
เชน่ ไดมเี ทนอลิ กิ เซอร์ หรอื เบนาดรลิ อลิ กิ เซอร์
1.4) สปิรติ (spirits) คอื ยาน้าทม่ี แี อลกอฮอลป์ ระมาณ 60-90% ผสมกบั น้ามนั หอม
ระเหย เช่น น้ามนั ผวิ เปลอื กสม้ น้ามนั ผวิ เปลอื กมะนาว น้ามนั กานพลู หรอื น้ามนั มนิ ต์ เป็นตน้
เช่น เหลา้ สระแหน่ (peppermint spirit) หรอื เหลา้ หอมแอมโมเนีย (ammonia spirit)
1.5) ทงิ เจอร์ (tincture) คอื ยาทม่ี แี อลกอฮอลเ์ ป็นสว่ นผสมอยู่.ในปรมิ าณมาก โดย
สว่ นมากจะใชเ้ ป็นยาแก้ทอ้ งเสยี เช่น ทงิ เจอรฝ์ ิ่นการบรู หรอื ใชเ้ ป็นยาทาภายนอก เช่น ทงิ เจอร์
ไอโอดนี หรอื ทงิ เจอรไ์ ธเมอราโซล เป็นตน้
1.6) ยาน้าแขวนตะกอน หรอื แขวนละออง (suspensions) คอื ยาน้าทจ่ี ะตอ้ งเขย่า
ขวดก่อนรนิ ยาเสมอ เพอ่ื ใหต้ วั ยาสาคญั กระจายตวั อยา่ งสม่าเสมอ และรนิ ยาโดยใชช้ อ้ นตวงยา
ซง่ึ 1 ชอ้ นชาจะเท่ากบั 5 ซซี ี และ 1 ชอ้ นโต๊ะจะเท่ากบั 3 ชอ้ นชา หรอื 15 ซซี ี หากเขยา่ ยาน้า
แขวนตะกอนแลว้ แต่ตะกอนยงั จบั แน่นอยทู่ ก่ี ้นขวด หรอื เขยา่ ยาน้าแขวนละอองแลว้ แต่ยงั พบ
การแยกชนั้ ของน้ากบั น้ามนั แสดงวา่ ยาเสอ่ื มคุณภาพ หา้ มใชย้ านนั้ ยาประเภทน้ีมหี ลาย
รปู แบบดงั น้ี
ก) เจล (gels) คอื ตวั ยาสาคญั มขี นาดเลก็ และไมค่ อ่ ยละลายในน้า อาทเิ ช่น
อะลมั มลิ ค์

~6~

ข) โลชนั (lotion) คอื ยาน้าแขวนตะกอนชนิดใชภ้ ายนอก อาทเิ ชน่ คาลาไมน์
โลชนั (calamine lotion)

ค) แมกมา หรอื มลิ ค์ (magmas and milks) คอื ยาน้าแขวนตะกอนทค่ี ลา้ ยเจล
แต่มตี วั ยาสาคญั ทล่ี อยอยู่ขนาดใหญ่กวา่ เจล ยาชนิดน้ีจงึ มลี กั ษณะทห่ี นดื กว่า เช่น ยา
ระบายแมกนเี ซยี (milk of magnesia)

ง) มกิ ซเ์ จอร์ (mixtures) คอื ยาทอ่ี าจจะผสม หรอื ไมผ่ สมสารช่วยแขวน
ตะกอน เชน่ คาโอลนิ มกิ เจอร์ (kaolin mixture) ใชส้ าหรบั แกท้ อ้ งเสยี หรอื บราวน์ มกิ
เจอร์ (brown mixture) ใชส้ าหรบั แกไ้ อ
1.7) อมิ ลั ชนั (emulsion) คอื ยาน้าทม่ี นี ้ามนั เป็นสว่ นผสมกระจายอยกู่ บั น้า มลี กั ษณะ
ขนุ่ คลา้ ยน้านม เชน่ ยาระบายพาราฟิน (liquid paraffin emulsion)
1.8) ยาถูนวด (liniment) คอื ยาทม่ี ลี กั ษณะคลา้ ยอมิ ลั ชนั แต่ใชภ้ ายนอก เชน่ น้ามนั
มวย ทใ่ี ชถ้ ูนวดบรรเทาอาการปวดเมอ่ื ยกลา้ มเน้อื
1.9) ยาฉีด (injection drug) คอื ยาน้าทป่ี ราศจากเชอ้ื ซง่ึ ใชฉ้ ดี เขา้ ใตผ้ วิ หนงั โดยก่อน
ฉดี ตอ้ งเชด็ ทาความสะอาดผวิ หนงั ดว้ ยสาลชี บุ แอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่มกั ฉดี โดยแพทยห์ รอื
พยาบาล เช่น ยาฉีดอนิ ซลู นิ ชนดิ ปากกา

2. รปู แบบของแขง็ (solid dosage form) คอื รปู แบบของยาทเ่ี ป็นของแขง็ ซง่ึ แบ่งตาม
ลกั ษณะของรปู แบบยาดงั ต่อไปน้ี

รปู ท่ี 1.5 ยารปู แบบของแขง็
(ทม่ี า: www.magazine.emerck)

2.1) ยาแคปซลู (capsule) คอื ยาทม่ี ปี ลอกหุม้ เป็นพวกเจลลาตนิ ลกั ษณะอาจจะเป็น
แบบแขง็ หรอื อ่อนนิ่ม ปลอกหุม้ น้ีจะช่วยกลบรสชาตขิ องยาทไ่ี มพ่ งึ ประสงคไ์ ด้ เช่น ยาคลอแรมฟิ
นคิ อล หรอื ยาแคปซลู ฟ้าทะลายโจร ซง่ึ เป็นยาทม่ี รี สขมมาก

2.2) ยาเมด็ (tablets) คอื ยาทม่ี ลี กั ษณะเป็นผงแหง้ แลว้ ถกู บบี อดั ใหเ้ ป็นเมด็ ใน
ลกั ษณะต่างๆ ซง่ึ ยาเมด็ มขี อ้ ดตี รงทง่ี า่ ยต่อการละลาย โดยยาเมด็ จาแนกได้ 2 แบบ คอื

ก) ยาเมด็ แบบไมเ่ คลอื บ เชน่ แอสไพรนิ
ข) ยาเมด็ แบบเคลอื บ (coated tablets) ซง่ึ ถูกเตรยี มขน้ึ มาเพอ่ื มงุ่ เน้นใหม้ ี
การออกฤทธไิ ์ ดต้ รงจดุ มากยง่ิ ขน้ึ เช่น ยาเมด็ ทเ่ี คลอื บเพอ่ื ใหส้ ารออกฤทธทิ ์ ล่ี าไส้
(enteric coat capsule) ซง่ึ เมอ่ื เคลอื บแลว้ ยาน้จี ะไมแ่ ตกตวั ในกระเพาะอาหาร แต่ยาจะ

~7~

ไปแตกตวั ทอ่ี วยั วะเป้าหมาย คอื ทล่ี าไส้ ยาน้ีจงึ ไมส่ ง่ ผลต่อการระคายเคอื งต่อกระเพาะ
มากนกั เชน่ ยาเมด็ โพแทสเซยี มคลอไรด์ (potassium chloride)

2.3) ยาอมใตล้ น้ิ (sublingual) หรอื ในกระพงุ้ แกม้ (buccal) คอื ยาเมด็ ทถ่ี ูกดดู ซมึ ไดด้ ี
ในเน้อื เยอ่ื บุช่องปาก (mucosa) ทาใหส้ ามารถออกฤทธไิ ์ ดเ้ รว็ ขน้ึ แต่ยาชนิดน้มี กั มตี วั ยาสาคญั
ทง่ี า่ ยต่อการถกู ทาลายในกระเพาะอาหาร เช่น ยาเมด็ เออรโ์ กตามนี (ergotamine tablet) หรอื
ยาเมด็ ไนโตรกลเี ซอรนี (nitroglycerine tablet)

2.4) ยาเมด็ สาหรบั เคย้ี ว (chewable tablets) คอื ยาเมด็ ทถ่ี กู เตรยี มขน้ึ โดยมสี ารทท่ี า
ใหเ้ หนียวเป็นส่วนผสม และมรี สหวาน เมอ่ื ตอ้ งการรกั ษาจงึ ตอ้ งเคย้ี วก่อน จงึ จะทาใหย้ าชนิด
นนั้ ๆ ออกฤทธไิ ์ ดด้ ขี น้ึ เช่น ยาเมด็ รกั ษาโรคกระเพาะ

2.5) ยาอม (lozenge) คอื ยาเมด็ ทถ่ี กู เตรยี มพเิ ศษเพ่อื ใชใ้ นการฆา่ เชอ้ื และทาลาย
เชอ้ื โดยมกั มกี ารผสมน้าตาล หรอื สารทใ่ี หร้ สหวานช่วยใหก้ นิ ไดง้ า่ ยขน้ึ เชน่ ยาอมฟิสเชอรแ์ มน
เฟรนด์ ทใ่ี ชแ้ กเ้ จบ็ คอ

2.6) ยาผงเดอื ดฟู่ (effervescent powder) คอื ยาทถ่ี ูกเตรยี มขน้ึ มาในแบบผงเพ่อื ให้
เหมาะกบั การละลายน้า โดยสว่ นใหญ่มกั มกี ารผสมโซเดยี ม ไบคารบ์ อเนต หรอื กรดซติ รกิ ลงไป
ในยาชนิดนนั้ ๆ เพ่อื ทาใหเ้ กดิ ฟองฟู่ เชน่ อโี น (ENO) ซง่ึ ใชเ้ ป็นยาลดกรดในกระเพาะอาหาร

2.7) ยาผง (powder) คอื ยาทผ่ี สมเป็นผง และมตี วั ยามากกว่า 1 ชนิดขน้ึ ไป เพ่อื ใหย้ า
เกบ็ ไดน้ านขน้ึ หรอื ทาใหร้ สชาติ หรอื กลน่ิ ดขี น้ึ เชน่ ยาผงแกท้ อ้ งอดื (flatulence powder) ซง่ึ
ใชเ้ ป็นยาแกท้ อ้ งรว่ ง และทอ้ งอดื

2.8) ยาเมด็ กลม หรอื ยาลกู กลอน คอื ยาผงทม่ี กี ารผสมกบั สารอ่นื ทช่ี ว่ ยยดึ เช่น
น้าผง้ึ หรอื น้าเช่อื ม แลว้ นวดใหเ้ ขา้ กนั ปนั้ เป็นเมด็ กลม

3. รปู แบบอื่น คอื ยาทม่ี รี ปู แบบในชนิดทแ่ี ตกต่างออกไปจากทไ่ี ดก้ ล่าวไปแลว้ อาจจะตอ้ งใช้
ภาชนะชนิดพเิ ศษในการบรรจุ หรอื อาจมลี กั ษณะพเิ ศษในการใช้ โดยมรี ปู แบบต่างๆ ดงั น้ี

3.1) ขผ้ี ง้ึ (ointment) คอื ยาทเ่ี ตรยี มขน้ึ มาใชส้ าหรบั ทาป้องกนั ผวิ หนงั หรอื เยอ่ื เมอื ก
อ่อนชนิดต่างๆ ขผ้ี ง้ึ โดยมากมกั ผสมสารทท่ี าใหม้ กี ารกระจายตวั ของยาและดดู ซมึ ไดด้ ขี น้ึ อาทิ
เช่น ขผ้ี ง้ึ ฟูราซนิ

3.2) ผา้ ปิดแผล (plaster) คอื ยาทท่ี าใหม้ เี น้อื เหนียว แลว้ นาไปทาบนพน้ื วตั ถุทใ่ี ชร้ อง
เชน่ ผา้ หรอื ยางบางชนิด เพ่อื ใชส้ าหรบั ปิดแผลกนั ไมใ่ หส้ กปรก เช่น เทนโซพลาส (tensoplast)

3.3) ครมี (cream) คอื ยาทม่ี ตี วั ยาสาคญั ผสมอยตู่ งั้ แต่หน่งึ หรอื สองชนดิ ขน้ึ ไป และมี
การผสม ขผ้ี ง้ึ หรอื พวกสารทเ่ี หนียว เช่น เจลลาตนิ กลเี ซอรนี พาราฟิน คาโอลนิ แป้ง หรอื
เดก็ ซต์ รนิ (dextrin) เช่น ครมี ซลั ฟานลิ าไมด์ 380 ซง่ึ ใชแ้ กแ้ ผลสด หรอื แกเ้ ชอ้ื หนอง

3.4) ยาเหน็บ (suppositories) คอื ยาทใ่ี ชส้ อดเขา้ ไปในชอ่ งเปิดของร่างกาย เชน่ ช่อง
คลอด ทวารหนกั โดยส่วนใหญ่ยาชนิดน้ีมไี ขมนั พชื เป็นสว่ นผสมและเมอ่ื เหน็บเขา้ ไปในรา่ งกาย
จะเกดิ การละลายโดยอาศยั อุณหภมู ขิ องรา่ งกาย และทาใหต้ วั ยาสาคญั ออกฤทธไิ ์ ดง้ า่ ยขน้ึ เช่น

~8~

ยาเซอรพิ รอ็ ก (scheriproct) ซง่ึ ใชเ้ ป็นยาเหน็บแก้รดิ สดี วงทวาร หรอื ยาเหน็บช่องคลอด
ทรโิ คมยั ซนิ (trichomycin vagina suppository)

3.5) ยาป้าย (pigmanta paints) คอื ยาน้าทใ่ี ชท้ าผวิ หนงั หรอื ป้ายคอ หรอื เยอ่ื อ่อน
เพ่อื ใชย้ บั ยงั้ การเตบิ โตของเชอ้ื โรค

3.6) ยาพ่น (spray) คอื ยาทถ่ี ูกเตรยี มขน้ึ มาโดยมเี ครอ่ื งพน่ อยดู่ ว้ ย เพอ่ื ใหย้ าทเ่ี ตรยี ม
ไดส้ ามารถกระจายเป็นอนุภาคเลก็ ๆ และออกฤทธติ ์ ่อผวิ หนงั หรอื เยอ่ื บชุ ่องจมกู และหลอดลม
โดยตรง เช่น ยาพ่นนีโอซเิ นฟรนี (neosynephrine spray)

3.7) ยาดม (inhalant) คอื ยาทม่ี กี ลน่ิ หอม ระเหยงา่ ย สามารถสดู ดมได้ มกั ใชแ้ ก้
วงิ เวยี นศรี ษะ เชน่ ยาดมสม้ โอมอื , ยาดมโป้ยเซยี น

1.4 ประเภทของยา
ปจั จบุ นั วทิ ยาการทางการแพทยไ์ ดพ้ ฒั นาไปอยา่ งมาก มกี ารคดิ คน้ และพฒั นายาชนิดใหมม่ าใช้

ในการรกั ษาโรค รวมทงั้ ยาทใ่ี ชใ้ นการป้องกนั บารงุ และช่วยฟ้ืนฟูรา่ งกายใหแ้ ขง็ แรงอกี ดว้ ย ตาม
พระราชบญั ญตั ยิ า พ.ศ. 2510 และฉบบั แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ กล่าวไวว้ ่า “ยาแต่ละกลุ่มถกู จดั ขน้ึ ตามประกาศ
ของกระทรวงสาธารณสุขซง่ึ จะประกาศในราชกจิ จานุเบกษาตามเหตุผลและความจาเป็นของยานนั้ ๆ
โดยทย่ี าแต่ละกลมุ่ จะตอ้ งกระจายถงึ มอื ผบู้ รโิ ภคไดต้ ่างกนั ” ยาแผนปจั จุบนั ถูกจาแนกออกเป็น 3 กลุ่ม
ดงั น้ี

1. ยาสามญั ประจาบ้าน (household remedies) คอื ยาทใ่ี ช้รกั ษาอาการของโรคทไ่ี ม่ค่อย
รา้ ยแรง หรอื ซบั ซอ้ นมากนกั และสามารถซอ้ื ไดง้ า่ ย มจี าหน่ายตามรา้ นขายยาทวั่ ไป เช่น ยาเมด็ ลดกรด
อะลูมนิ า-แมกนีเซยี ทงิ เจอร์มหาหงิ คุ์ ยาแก้ท้องเสีย ผงน้าตาลเกลอื แร่ ยาธาตุน้าแดง ยาระบาย
กลเี ซอรนี ชนิดเหน็บทวารสาหรบั เดก็ หรอื ยาถ่ายพยาธติ วั กลมมเี บนดาโซล เป็นตน้

รปู ท่ี 1.6 ตวั อยา่ งยาสามญั ประจาบา้ น
(ทม่ี า: www.thaikasetsart.com)

2. ยาอนั ตราย (dangerous drug) คอื ยาแผนปจั จบุ นั ทม่ี อี นั ตรายสูงกว่ายาสามญั ประจาบา้ น
ซง่ึ ยาในกล่มุ น้จี ะมคี าว่า “ยาอนั ตราย” ระบไุ วบ้ นฉลากขา้ งภาชนะบรรจุอย่างชดั เจน เช่น ยาลดความดนั

~9~

โลหติ หรอื ยาขบั ปสั สาวะ เป็นตน้ ซง่ึ ยาอนั ตรายเหล่าน้ีจะจาหน่ายเฉพาะในรา้ นขายยาแผนปจั จบุ นั ท่ี
ไดร้ บั อนุญาตเทา่ นนั้ โดยตอ้ งอยภู่ ายใตก้ ารควบคมุ ของเภสชั กร

ก) ตวั อยา่ งยาอนั ตราย ข) ตวั อยา่ งยาควบคุมพเิ ศษ
(ทม่ี า: www.sahaoffice.co.th) (ทม่ี า: www.makomew.wordpress.com)

รปู ท่ี 1.7 ตวั อยา่ งยาประเภทต่างๆ

3. ยาควบคมุ พิเศษ (special controlled drug) คอื ยาทต่ี อ้ งสงั่ จ่ายโดยแพทยเ์ ท่านนั้ เน่ือง

ยาประเภทน้ีตอ้ งใช้รกั ษาโรคอยา่ งเจาะจง และตอ้ งมกี ารกาหนดระยะเวลาของการใชย้ าอย่างเหมาะสม
เพราะการใชย้ าผดิ พลาดอาจส่งผลเสยี ต่อผู้ใช้อย่างรา้ ยแรงได้ เช่น ยาเพรดนิโซโลน (prednisolone)
หรอื ยาเดกซาเมทาโซน (dexamethasone) เป็นตน้

1.5 ประเภทของร้านขายยา
รา้ นขายยาแผนปจั จบุ นั ถกู แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท ตามพระราชบญั ญตั ยิ า พ.ศ. 2510
1. รา้ นขายยาแผนปัจจบุ นั ประเภท 1 (ข.ย.1) คอื รา้ นทส่ี ามารถจาหน่ายยาอนั ตราย หรอื

ยาควบคมุ พเิ ศษบางประเภททอ่ี นุญาตใหเ้ ภสชั กร หรอื รา้ นขายยาจาหน่ายได้ โดยทย่ี าควบคุมพเิ ศษ
จาเป็นตอ้ งมใี บสงั่ แพทยม์ าดว้ ยทุกครงั้ ทต่ี อ้ งการสงั่ ซอ้ื เชน่ ยาไวอากรา้ (viagra) เป็นตน้ แต่ยาควบคุม
พเิ ศษบางประเภทกห็ า้ มจาหน่ายในรา้ นขายยาประเภทน้ี อาทเิ ช่น ยาสเตยี รอยดบ์ างประเภท หรอื ยา
นอนหลบั โดยทร่ี า้ นขายยาประเภทน้ีจาเป็นจะตอ้ งมเี ภสชั กรควบคุมรา้ นตลอดเวลาทาการ

รปู ที่ 1.8 ป้ายแสดงรา้ นขายยาประเภท 1 (ข.ย.1)
(ทม่ี า: www.slideshare.net)

~ 10 ~

2. รา้ นขายยาแผนปัจจบุ นั ประเภท 2 (ข.ย.2) คอื รา้ นขายยาแผนปจั จบุ นั เฉพาะยาบรรจเุ สรจ็
ทไ่ี มใ่ ช่ยาอนั ตราย และยาควบคุมพเิ ศษ โดยทร่ี า้ นขายยาประเภทน้ีไม่จาเป็นจะตอ้ งมเี ภสชั กรควบคุม
รา้ น

รปู ที่ 1.9 ป้ายแสดงรา้ นขายยาประเภท 2 (ข.ย.2)
(ทม่ี า: www.i730.photobucket.com)

3. รา้ นขายยาแผนปัจจบุ นั ประเภท 3 (ข.ย.3) คอื รา้ นขายยาแผนปจั จบุ นั เฉพาะยาบรรจเุ สรจ็
สาหรบั สตั ว์ และตอ้ งควบคมุ การจาหน่ายโดยเภสชั กร หรอื ผปู้ ระกอบการบาบดั โรคสตั วช์ นั้ 1 หรอื ชนั้ 2
ประจาอยตู่ ลอดเวลาทาการ การซอ้ื ยาไมต่ อ้ งใชใ้ บสงั่ ยาของสตั วแพทย์

รปู ที่ 1.10 ป้ายแสดงรา้ นขายยาประเภท 3 (ข.ย.3)
(ทม่ี า: www.pvlo-naw.dld.go.th)

1.6 ฉลากยา
ฉลากยาเป็นแหล่งขอ้ มลู สาคญั ของยาแต่ละตารบั โดยทวั่ ไปขอ้ มลู บนฉลากยาจะประกอบดว้ ย

ขอ้ มลู ดงั ต่อไปน้ี

รปู ที่ 1.11 ตวั อยา่ งฉลากยาเบตา้ ดอน-เอม็ ชนดิ ครมี
(ทม่ี า: www.drug.fda.moph.go.th)
~ 11 ~

1. ชื่อยา ทงั้ ช่ือการค้า และช่ือยาสามญั ประโยชน์ทไ่ี ด้ คอื ทราบถงึ ช่อื ตวั ยาสาคญั ทจ่ี ะใชใ้ น
การรกั ษา

2. สรรพคณุ ท่ีใช้รกั ษาโรค ประโยชน์ทไ่ี ด้ คอื ใชย้ าถูกกบั โรคทเ่ี ป็น
3. ขนาด วิธีใช้ และขนาดรบั ประทานของเดก็ ผใู้ หญ่ ประโยชน์ทไ่ี ด้ คอื ใชย้ าไดถ้ ูกวธิ ี เชน่
ใชก้ นิ ใชท้ า และใชถ้ กู ปรมิ าณ
4. บริษทั ผผู้ ลิต พร้อมที่อยู่ ประโยชน์ทไ่ี ด้ คอื เมอ่ื เกดิ ปญั หาในการใชย้ าเรากส็ ามารถ
รอ้ งเรยี นใหเ้ จา้ ของรบั ผดิ ชอบได้
5. ประเภทของยา มกี ารระบุอยา่ งชดั เจนวา่ ยานนั้ ๆ จดั เป็นยาประเภทใด เชน่ ยาอนั ตราย ยา
ควบคุมพเิ ศษ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ วตั ถุออกฤทธติ ์ ่อจติ ประสาทประเภท 1, 2, 3 หรอื 4 หรอื ยาสามญั
ประจาบา้ น
6. เลขที่ผลิต วนั ที่ผลิต วนั หมดอายุ ประโยชน์ทไ่ี ด้ คอื รถู้ งึ วนั เดอื นปีทผ่ี ลติ ยาวา่ ผลติ มา
นานแลว้ หรอื ยงั ถา้ ผลติ มานานเกนิ 5 ปี ไมค่ วรนายานนั้ มารบั ประทาน หรอื ในกรณยี าปฏชิ วี นะกจ็ ะทา
ใหเ้ ราทราบว่ายานนั้ หมดอายหุ รอื ยงั เพราะจะมกี ารแสดงวนั หมดอายไุ วด้ ว้ ย
7. เลขท่ีทะเบียนยาท่ีกระทรวงสาธารณสขุ รบั รองอนุญาต ประโยชน์ทไ่ี ด้ คอื ความ
ปลอดภยั ของยาทใ่ี ช้ และความมมี าตรฐานของยานนั้ ๆ

1.7 เอกสารกากบั ยา (patient information leaflet)
คอื เอกสารระบุรายละเอยี ดต่างๆ ของยา โดยจะมขี อ้ มลู เกย่ี วกบั ยาในเชงิ ลกึ มากกวา่ ขอ้ มลู ท่ี

ปรากฏอยบู่ นฉลากยา โดยขอ้ มลู สว่ นใหญ่จะเป็นขอ้ มลู เชงิ วชิ าการ ซง่ึ เอกสารกากบั ยาโดยทวั่ ไปจะ
ประกอบดว้ ยรายละเอยี ดดงั ต่อไปน้ี

1. ช่ือยาที่เป็นชื่อการค้า โดยใชเ้ พอ่ื วตั ถุประสงคท์ างธรุ กจิ
2. สตู รยา ทแ่ี จกแจงรายละเอยี ดของช่อื สามญั (ชอ่ื จรงิ ของยา) ของตวั ยาสาคญั โดยระบนุ ้า
หนกั ต่อหน่วย เชน่ 500 มลิ ลกิ รมั /เมด็ 125 มลิ ลกิ รมั /ชอ้ นชา
3. รปู แบบยา โดยบ่งบอกเป็นยาน้า ยาเมด็ ยาแคปซลู ยาฉีด ยาผง ยาครมี ยาขผ้ี ง้ึ ฯลฯ และ
บ่งบอกสี กลน่ิ รส เคลอื บฟิลม์ เคลอื บน้าตาล ซง่ึ เป็นลกั ษณะประจาตวั ของยานนั้ ๆ
4. คณุ สมบตั ิในการรกั ษาโรค โดยระบุรายละเอยี ด และกลไกของยาทอ่ี อกฤทธใิ ์ นการรกั ษา
โรค มกั ใชค้ าศพั ทว์ ชิ าการมาบรรยายเน้อื หา จงึ เป็นการยากทจ่ี ะทาความเขา้ ใจ
5. ขนาดวิธีใช้ วิธีรบั ประทาน ตามน้าหนกั อายุ ลกั ษณะความเจบ็ ปว่ ย โดยจะมรี ะยะเวลา
ของการใชย้ ากากบั มาดว้ ย
6. ข้อห้ามใช้ เป็นการระบกุ ารหา้ มใชย้ ากบั ผทู้ แ่ี พย้ าหรอื ผปู้ ว่ ยดว้ ยโรคเรอ้ื รงั บางอย่าง ซง่ึ เมอ่ื
ใชย้ านนั้ ๆ อาจทาใหเ้ กดิ อนั ตรายได้
7. คาเตือนและข้อควรระวงั เป็นการระบแุ ละเฝ้าระวงั ก่อนใชย้ า โดยมกั ระบถุ งึ ความน่าจะ
เป็น หรอื อาจเกดิ โทษต่อระบบต่างๆของรา่ งกาย เช่น ต่อระบบทางเดนิ อาหาร, ระบบหวั ใจ และหลอด

~ 12 ~

เลอื ด ต่อทารกในครรภ์ ต่อเดก็ ทต่ี อ้ งด่มื นมแม่ ฯลฯ หากผบู้ รโิ ภคทาความเขา้ ใจขอ้ มลู ยาในสว่ นน้ี กจ็ ะ
เป็นอกี ช่องทางหน่งึ ทช่ี ว่ ยใหม้ กี ารใชย้ าอยา่ งปลอดภยั มากขน้ึ

8. ผลข้างเคียงของการใช้ยา ซง่ึ อาจเกดิ ขน้ึ หลงั การใชย้ านนั้ ๆ โดยแสดงอาการทไ่ี มพ่ งึ
ประสงคต์ ่างๆต่อรา่ งกาย ผลขา้ งเคยี งของยาอาจจะเกดิ หรอื ไมเ่ กดิ กบั ใครคนใดคนหน่งึ ทงั้ น้ขี น้ึ อยกู่ บั
การตอบสนองของรา่ งกายของแต่ละคนไป อกี ทงั้ ยงั ขน้ึ กบั ระดบั หรอื ปรมิ าณยาทไ่ี ดร้ บั เขา้ ไปดว้ ย

รปู ที่ 1.12 ตวั อยา่ งเอกสารกากบั ยาคาเนสเทน ชนดิ ครมี
(ทม่ี า: www.rparun.blogspot.com)

9. ปฏิกิริยากบั ยาอื่นๆ (ปฏกิ ริ ยิ าระหวา่ งยา) ในขณะทผ่ี ปู้ ว่ ยไดร้ บั ยามากกว่า 1 ชนดิ ขน้ึ ไป
ยาแต่ละชนดิ อาจทาปฏกิ ริ ยิ ากนั จนสง่ ผลเสยี ต่อรา่ งกาย หรอื หมดคุณสมบตั ขิ องการรกั ษาโรคของยา
นนั้ ๆ ในขอ้ น้เี อกสารกากบั ยาจะระบชุ อ่ื ยาทม่ี ปี ฏกิ ริ ยิ าซง่ึ กนั และกนั และกล่าวถงึ ผลทจ่ี ะตามมา

10. การใช้ยาในสตรีมีครรภ์ หรือสตรที ่ีอยู่ในสภาวะให้นมบุตร โดยจะกล่าวถงึ ขอ้ หา้ มใช้
การกระจายตวั ของยาจากแมส่ ทู่ ารก ดงั นนั้ จงึ เป็นขอ้ ตระหนกั ของประชาชนโดยทวั่ ไปวา่ ไมส่ มควรซอ้ื
ยารบั ประทานเองในขณะทต่ี งั้ ครรภ์ หรอื อยใู่ นภาวะใหน้ มบุตร ดว้ ยยาหลายชนิดมอี นั ตรายต่อเดก็ และ
ต่อมารดาทต่ี งั้ ครรภ์

~ 13 ~

11. คณุ สมบตั ิทางเภสชั วิทยา โดยระบกุ ลไกหรอื วธิ กี ารทย่ี าออกฤทธติ ์ ่อรา่ งกาย รวมไปถงึ
การดดู ซมึ และการกระจายตวั ของยาไปยงั อวยั วะส่วนต่างๆ จนกระทงั่ การขบั ยาออกจากรา่ งกาย

12. วิธีเกบ็ รกั ษา เพอ่ื เหตุผลในการคงคุณภาพของยา และรกั ษาอายขุ องยาไดต้ ามกาหนด
โดยระบุถงึ เงอ่ื นไขทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ ยา เช่น เกบ็ ใหพ้ น้ แสงแดด เกบ็ ใหพ้ น้ มอื เดก็ เกบ็ ในทอ่ี ุณหภูมไิ มเ่ กนิ
กอ่ี งศา เกบ็ ในทแ่ี หง้ อยใู่ นภาชนะทป่ี ิดสนิทมดิ ชดิ ไมส่ มั ผสั กบั อากาศภายนอก

13. ขนาดบรรจุ จะระบุปรมิ าณบรรจยุ าต่อภาชนะทใ่ี ชบ้ รรจุ เชน่ บรรจุ 1,000 เมด็ /ขวด บรรจุ
180 ซซี /ี ขวด

14. บริษทั ผผู้ ลิตพร้อมท่ีอยู่ รายละเอยี ดของเอกสารกากบั ยาของแต่ละบรษิ ทั อาจมขี อ้ มลู
มากกวา่ หรอื น้อยกว่าหวั ขอ้ ขา้ งตน้ หากผบู้ รโิ ภคสามารถอ่าน และศกึ ษาทาความเขา้ ใจกจ็ ะเป็น
ประโยชน์ต่อการนาไปใชไ้ ดด้ ยี งิ่ ขน้ึ และเมอ่ื มขี อ้ สงสยั ในเรอ่ื งของยา ควรปรกึ ษาแพทย์ พยาบาล และ/
หรอื เภสชั กร เพม่ิ เตมิ เสมอ

เกรด็ ความร้เู กี่ยวกบั การใช้ยา

ทาไมยาบางชนิดต้องกินก่อนอาหาร และบางชนิดต้องกินหลงั อาหาร ?
คาตอบ คอื เพอ่ื การกนิ ยาใหไ้ ดป้ ระสทิ ธผิ ลในการรกั ษามากทส่ี ุด
1. ยากนิ ก่อนอาหาร จาเป็นตอ้ งกนิ ยาก่อนอาหาร ½ - 1 ชวั่ โมง เพราะธรรมชาตขิ องยาชนดิ

นนั้ ๆ อาจจะถกู รบกวนการดดู ซมึ หากมอี าหารรว่ มอยดู่ ว้ ย หรอื ยาบางกลุ่มอาจจะถูกทาลายดว้ ยน้ายอ่ ย
หรอื กรด หากกนิ พรอ้ มอาหาร

2. ยากนิ หลงั อาหาร จาเป็นตอ้ งทานยาพรอ้ มอาหาร หรอื หลงั อาหารไมเ่ กนิ 15 นาที เพราะยา
หลายชนดิ หากกนิ ในขณะทท่ี อ้ งว่าง อาจเกดิ อาการระคายเคอื งในกระเพาะอาหารหรอื ลาไส้ เพราะยา
ชนดิ นนั้ ๆ มฤี ทธใิ ์ นการกระตุน้ การหลงั่ ของกรดและน้ายอ่ ยออกมาในกระเพาะอาหาร หรอื อกี เหตุผล
หน่งึ ยาบางชนิดตอ้ งละลายตวั เองกบั ไขมนั ในอาหารก่อนจงึ จะสามารถดดู ซมึ ได้ เช่น ยากลมุ่ วติ ามนิ เอ
ดี อี เค เป็นตน้

ทาไมจึงไม่ควรซื้อยากินเอง ?
คาตอบ คอื ยาหลายชนดิ จดั เป็นยาอนั ตราย หากไดร้ บั ในปรมิ าณมากเกนิ ไปอาจส่งผลเสยี ต่อ

รา่ งกาย หรอื ก่อใหเ้ กดิ พษิ กบั อวยั วะต่างๆ ได้ หรอื ในทางกลบั กนั หากไดร้ บั ยาน้อยเกนิ ไป หรอื ไดร้ บั ยา
ชนดิ ทไ่ี มต่ รงกบั โรค ยานนั้ ๆ กไ็ มม่ ปี ระสทิ ธภิ าพในการรกั ษาโรค กล่าวคอื อาการของโรคไมด่ ขี น้ึ แต่
กลบั ลกุ ลามการรกั ษายงุ่ ยากกวา่ เดมิ นอกจากน้ีการซอ้ื ยากนิ เองอาจไดร้ บั ผลเสยี และมขี อ้ จากดั มากมาย
ทต่ี อ้ งใหค้ วามสาคญั ดงั น้ี

1. ผลขา้ งเคยี งของการใชย้ า (side effect) หรอื ผลอนั ไมพ่ งึ ประสงค์ (Adverse reaction หรอื
AR) คอื อาการของรา่ งกายทต่ี อบสนองต่อยาซง่ึ ไมใ่ ช่ผลในการรกั ษา แต่สง่ ผลใหร้ า่ งกายเกดิ การเสยี
สมดุล และรสู้ กึ ไมป่ กติ เช่น มอี าการคลน่ื ไส้ อาเจยี น เวยี นศรี ษะ แสบกระเพาะอาหาร ทอ้ งผกู ทอ้ งเสยี

~ 14 ~

หลงั จากการใชย้ า เป็นตน้ เพราะฉะนัน้ ยาจงึ ตอ้ งมขี อ้ ควรระวงั เป็นพเิ ศษทเ่ี ตอื นก่อนการใชย้ า (Special
precaution หรอื SP) ระบใุ นเอกสารกากบั ยาอยา่ งชดั เจน เช่น ระวงั การใชย้ ากบั ผปู้ ว่ ยทเ่ี ป็นโรคตบั -
โรคไต เพราะอาจเกดิ การแพแ้ ละก่อใหเ้ กดิ ภาวะหอบหดื ได้ หรอื การใชย้ ากบั ผทู้ ม่ี แี ผลในกระเพาะ
อาหาร เพราะอาจเกดิ การแพแ้ ละก่อใหเ้ กดิ ภาวะตกเลอื ดได้

2. ปฏกิ ริ ยิ าระหวา่ งยา (Drug interaction หรอื DI) คอื ปฏกิ ริ ยิ าระหว่างยา 2 ชนดิ ขน้ึ ไปเมอ่ื ใช้
รว่ มกนั อาจส่งผลดหี รอื ผลเสยี ต่อผทู้ ไ่ี ดร้ บั ยานนั้ ๆ จดั เป็นขอ้ พงึ ระวงั ของการใชย้ า จงึ ควรตอ้ งมกี าร
สอบประวตั กิ ารใชย้ าอยา่ งละเอยี ดก่อนใชย้ าเพ่อื ลดความคลาดเคลอ่ื นของการรกั ษาในการใชย้ านนั้ ๆ

3. การดอ้ื ยา (Drug Resistant) คอื สภาวะทร่ี ่างกายไมต่ อบสนองต่อการใชย้ า หรอื หมายถงึ
การใชย้ าในครงั้ ต่อไป แลว้ ไมเ่ กดิ ผลในการรกั ษา โดยอาจมสี าเหตุมาจากหลายปจั จยั เช่น การกนิ ยาไม่
ครบตามปรมิ าณทก่ี าหนดไว้ ทาใหเ้ ชอ้ื โรคสามารถตา้ นทานฤทธขิ ์ องยานนั้ ๆ และก่อใหเ้ กดิ เชอ้ื ใหมท่ ด่ี อ้ื
ยานนั้ ๆ ขน้ึ

4. ขอ้ หา้ มใช้ (Contraindication หรอื CI) คอื ยานนั้ ๆ มขี อ้ จากดั ในการใชย้ ากบั ผปู้ ว่ ยบางกลุ่ม
เพราะอาจก่อใหเ้ กดิ ผลเสยี ต่อรา่ งกายอยา่ งมาก ตวั อยา่ งขอ้ ความทพ่ี บเหน็ ไดบ้ ่อย เช่น หา้ มใชย้ ากบั ผทู้ ่ี
แพย้ าน้ี หา้ มใชย้ าในหญงิ มคี รรภ์

ยาชนิดใดบ้างที่เราสามารถซื้อกินเอง หรือซื้อใช้เองได้ ?
คาตอบ คอื ยาสามญั ประจาบา้ น ซง่ึ เป็นยาทใ่ี ชร้ กั ษาโรค ทม่ี อี าการไมร่ นุ แรงมากนกั เชน่ แก้

ทอ้ งอดื เฟ้อ แกท้ อ้ งเสยี ชนดิ ไมร่ ุนแรง หรอื แกส้ ภาวะทอ้ งผกู ฯลฯ โดยยาทถ่ี กู ขน้ึ ทะเบยี นเป็นชนิดยา
สามญั ประจาบา้ น ถอื เป็นยาทม่ี คี วามปลอดภยั สงู แต่การใชย้ าแบบผดิ ๆ ยอ่ มไมส่ ง่ ผลดตี ่อการรกั ษา
และอาจเกดิ โทษตามมาได้ เชน่ การกนิ ผดิ ปรมิ าณ ผดิ เวลา หรอื ผดิ สรรพคุณ เป็นตน้ ดงั นนั้ หาก
จาเป็นตอ้ งมกี ารซอ้ื ยากนิ เองจงึ จาเป็นตอ้ งศกึ ษารายละเอยี ดของยานนั้ ๆ จากฉลากและเอกสารกากบั ยา
ใหเ้ ขา้ ใจอยา่ งถ่องแท้ หรอื ปรกึ ษาแพทย์ พยาบาล และ/หรอื เภสชั กร เพ่อื ให้ใชย้ าอยา่ งถูกตอ้ งมากทส่ี ุด

รไู้ ด้อย่างไรว่าแพ้ยา และเมือ่ แพ้ยาควรทาอย่างไร ?
คาตอบ คอื การแพย้ า (drug hypersensitivity) คอื การตอบสนองทผ่ี ดิ ปกตขิ องระบบภมู คิ ุม้ กนั

ของรา่ งกายเมอ่ื ไดร้ บั ยาชนิดใดชนดิ หน่งึ ไมว่ ่าไดร้ บั ยาดว้ ยวธิ กี ารแบบใดกต็ าม เช่น การกนิ การฉีด
หรอื การทา เป็นตน้

ระดบั ความรุนแรงของอาการแพย้ า
1. กรณแี พย้ าแบบน้อยๆ ไมร่ นุ แรงมาก อาการจะหายไปเองภายใน 1–2 วนั
2. กรณแี พย้ ารนุ แรง ควรตอ้ งส่งคนไขเ้ ขา้ รบั การรกั ษาในโรงพยาบาลอยา่ งฉุกเฉิน

อาการแพย้ าทพ่ี บบอ่ ย
1. อาการทางผวิ หนงั เชน่ มผี น่ื คนั หรอื ลมพษิ ขน้ึ ทวั่ ตวั หรอื เฉพาะตาแหน่ง ขน้ึ เป็นป้ืน หรอื

~ 15 ~

เป็นจ้า ซง่ึ จดั เป็นการแพย้ าแบบปานกลาง สามารถรกั ษาโดยการปรกึ ษาเภสชั กรรา้ นขายยา หรอื ซอ้ื ยา
กนิ เอง หรอื ถา้ มอี าการมาก หรอื กงั วลในอาการ ควรรบี พบแพทย์ /ไปโรงพยาบาล

2. อาการทางระบบหายใจ เช่น ไอ เจบ็ แน่นหน้าอก หายใจลาบาก และ/หรอื หอบหดื ซง่ึ จดั เป็น
การแพย้ าแบบรนุ แรง

3. อาการทางสมอง เช่น มไี ขส้ งู ซง่ึ จดั เป็นการแพย้ าแบบรนุ แรง
4. อาการทางระบบภมู คิ ุม้ กนั ตา้ นทานโรค โดยทย่ี าจะไปกระตุน้ ระบบภมู คิ ุม้ กนั ของรา่ งกายให้
ทางานผดิ ปกติ และก่อใหเ้ กดิ อาการผ่นื คนั และขยายลุกลามเป็นจา้ ลมพษิ หลอดลมตบี จนทาใหห้ ายใจ
ลาบาก และอาจมลี กั ษณะบวมบรเิ วณรมิ ฝีปาก ลน้ิ ลาคอ เป็นตะครวิ ทช่ี ่องทอ้ ง ความดนั โลหติ ต่า หมด
สตแิ ละเสยี ชวี ติ ถา้ ไมไ่ ดร้ บั การรกั ษาอยา่ งทนั ท่วงที ซง่ึ จดั เป็นการแพย้ าแบบรนุ แรง

หลกั ในการใช้ยาให้ปลอดภยั เป็นอย่างไร ?
คาตอบ คอื การใชย้ ามที งั้ ประโยชน์และโทษ ดงั นนั้ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั มากทส่ี ดุ สงิ่ ทต่ี อ้ ง

คานึงถงึ ในการใชย้ ามขี อ้ ควรปฏบิ ตั ิ 5 ขอ้
1. ถกู ยา (Right drug) คอื การใชย้ าทถ่ี กู ตอ้ งตามชนดิ และประเภท โดยทช่ี ่อื ยาทใ่ี ชเ้ รยี กใน

ปจั จบุ นั เรยี กไดด้ งั ต่อไปน้ี
Chemical name ช่อื ทางเคมี
Generic name ช่อื ตวั ยาออกฤทธิ ์
Trade name ชอ่ื ทางการคา้

2. ถูกขนาด (Right dose) คอื การรบั ยาทถ่ี ูกขนาดตามทฉ่ี ลากกาหนดไว้
3. ถกู วธิ ี (Right method) คอื การรบั ยาถกู วธิ ี หรอื ตามเทคนิควธิ ที ถ่ี ูกตอ้ งในการรบั ยา และตอ้ ง
ปราศจากเชอ้ื
4. ถกู คน (Right patient) คอื การรบั ยาถูกตอ้ งตรงกบั ผปู้ ว่ ยคนนัน้ ๆ เพราะการรบั ยาไมต่ รงจะ
ก่อใหเ้ กดิ การแพย้ าได้
5. ถูกเวลา (Right time) คอื การรบั ยาไดถ้ ูกเวลา เพราะจะทาใหร้ ะดบั ยาในกระแสเลอื ดอยใู่ น
ระดบั ทค่ี งท่ี ซง่ึ เหมาะสมในการออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ หรอื ทาลายเชอ้ื ไดอ้ ย่างสมบรณู ์

นอกจากนนั้ หลงั จากทใ่ี ชย้ าตามขอ้ ปฏบิ ตั ดิ งั กลา่ วแลว้ ยงั ตอ้ งหมนั่ สงั เกตในประเดน็ ดงั ต่อไปน้ี
ดว้ ย เพราะจะทาใหม้ คี วามปลอดภยั ในการใชย้ ามากยงิ่ ขน้ึ

1. เมอ่ื กนิ ยาหรอื ใชย้ า ควรตอ้ งสงั เกตตนเองเสมอ
2. ควรปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ปฏบิ ตั พิ น้ื ฐานในการใชย้ าทุกชนิด
3. หากมอี าการผดิ ปกตติ ่างๆ ควรหยดุ กนิ ยาแลว้ รบี ปรกึ ษาแพทย์ พยาบาล หรอื เภสชั กร
4. ตอ้ งจาใหไ้ ดว้ า่ แพย้ าอะไร และตอ้ งแจง้ แพทย์ พยาบาล เภสชั กร ถงึ การแพย้ าเสมอ และ
ตอ้ งไมก่ นิ ยาหรอื ใชย้ าชนดิ นนั้ ๆ อกี

~ 16 ~

คำถำมท้ำยบทท่ี 1
1. ยารกั ษาโรคมคี วามหมายวา่ อยา่ งไร
2. ยาสกดั บรสิ ทุ ธกิ ์ บั ยาสมนุ ไพรแตกต่างกนั อยา่ งไร จงอธบิ าย
3. Tylinol กบั Paracetamol แตกต่างกนั หรอื ไม่ อย่างไร จงอธบิ าย
4. รปู แบบยาทเ่ี หมาะสมของยาแกโ้ รคหอบหดื ควรอยใู่ นรปู ใด จงอธบิ าย
5. ป้ายของรา้ นขายยาประเภทท่ี 1 ควรประกอบดว้ ยรายละเอยี ดใดบา้ ง
6. ขอ้ มลู drug-drug interaction ของยาแต่ละชนิด นสิ ติ สามารถสบื คน้ ไดจ้ ากทใ่ี ด และมสี าคญั
อยา่ งไรต่อตวั ผใู้ ชย้ า จงอธบิ าย
7. เพราะเหตุใดเราจงึ ไมค่ วรซอ้ื ยารบั ประทานดว้ ยตวั เอง
8. การใชย้ าอยา่ งปลอดภยั ตามหลกั 5R มอี ะไรบา้ ง จงอธบิ าย

~ 17 ~

2

การค้นคว้ายาใหม่

Affordable healthcare for all

ทม่ี า: www.ccts.uic.edu

วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา
1. สามารถอธบิ ายความหมายของการคน้ ควา้ ยาใหม่
2. สามารถอธบิ ายขนั้ ตอนการคน้ ควา้ ยาใหม่อย่างเป็นระบบได้
3. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจการศกึ ษาแต่ละขนั้ ตอนของการคน้ ควา้ ยาใหม่
4. เขา้ ใจภาพรวมทงั้ หมดของการคน้ ควา้ ยาใหม่
~ 18 ~

เนื้อหา
1. บทนาเกย่ี วกบั การคน้ ควา้ ยาใหม่
2. การศกึ ษาในหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร
3. การศกึ ษาในระดบั พรคี ลนิ กิ
4. การศกึ ษาในมนุษย์
5. ปญั หาทางจรยิ ธรรม
6. การเคล่อื นยา้ ยการทาวจิ ยั ยาทางคลนิ ิกส่ปู ระเทศกาลงั พฒั นา
7. เกรด็ ความรเู้ กย่ี วกบั การคน้ ควา้ ยาใหม่

กิจกรรม
1. บรรยาย
2. อภปิ ราย
3. อ่านหนงั สอื อา้ งองิ เพมิ่ เตมิ
4. อ่านบทความทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพมิ่ เตมิ

แผนการเรยี นการสอน
1. บรรยายประกอบ power point
2. ทาแบบฝึกหดั
3. ทดสอบยอ่ ยหลงั การเรยี น และ/หรอื ทารายงาน

ส่ือการเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเคมที างยา
2. power point
3. เครอ่ื งฉายทบึ แสง หรอื ไวทบ์ อรด์
4. แบบฝึกหดั

การประเมินผล
1. ประเมนิ ผลจากการตอบคาถามและการมสี ่วนรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการทดสอบยอ่ ยหลงั เรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการนาเสนอและการตอบคาถามของงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศกึ ษา

~ 19 ~

บทนา
ในช่วงเวลา 50 ปีทผ่ี ่านมา โลกมกี ารพฒั นาทางดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยเี ป็นอย่างมาก

และมนุษยไ์ ดท้ มุ่ เทคน้ ควา้ หาวทิ ยาการใหมๆ่ เพอ่ื หายาใหมๆ่ ทใ่ี ชป้ ้องกนั บรรเทา หรอื รกั ษาโรคท่ี
คกุ คามชวี ติ มนุษย์ ดงั นนั้ การเขา้ ใจตน้ เหตุและการดาเนินของโรคนนั้ ๆ จงึ เป็นสงิ่ จาเป็นในกระบวนการ
คน้ ควา้ พฒั นายาทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพดใี นการรกั ษา นอกจากน้ีการคน้ ควา้ หาสารตน้ แบบ (lead compound)
ยงั ตอ้ งใชร้ ะยะเวลา และเงนิ ทนุ อยา่ งมหาศาล การพฒั นายาจาเป็นตอ้ งคานึงถงึ ปจั จยั ดงั ต่อไปน้ี

1. ยาจะมคี วามปลอดภยั ในการใชก้ บั คนไขห้ รอื ไม่
2. ยาทท่ี าการวจิ ยั มผี ลการรกั ษาทเ่ี ราตอ้ งการหรอื ไม่
3. วธิ กี ารใชย้ าหรอื วคั ซนี ไหนทด่ี ที ส่ี ดุ
4. ยาใหมจ่ ะตอ้ งมกี ารปรบั ปรงุ คุณภาพการรกั ษาใหด้ ขี น้ึ กวา่ ยาทม่ี อี ยใู่ นปจั จบุ นั
การคน้ ควา้ และพฒั นายาใหมต่ อ้ งอาศยั กระบวนการศกึ ษาทดลองของหลายสาขาวชิ า มคี วาม
ซบั ซอ้ น ใชเ้ วลา และมคี ่าใชจ้ า่ ยสงู และอาจประสบความลม้ เหลวไดส้ งู เช่นกนั จากสถติ พิ บวา่ จากสาร
ตน้ แบบ (lead compound) 5,000 ตวั ทน่ี ามาทดสอบ มเี พยี งตวั เดยี วเท่านนั้ ทม่ี คี ุณค่าในการรกั ษาโรค
และสามารถพฒั นาต่อจนเป็นยาได้ โดยใชเ้ วลาประมาณ 15 ปี และมคี ่าใชจ้ า่ ยโดยประมาณ 30,000
ลา้ นบาท ต่อการพฒั นายาใหมเ่ พยี ง 1 ตวั ในทางมหภาคมลู ค่าการใชจ้ า่ ยเพอ่ื การวจิ ยั พฒั นายาใหมต่ ก
ประมาณปีละ 960,000 ลา้ นบาท ซง่ึ คดิ เป็นประมาณ 15% ของยอดขาย ส่วนการใชจ้ า่ ยเพอ่ื การวจิ ยั
ทางคลนิ ิกมมี ลู ค่าปีละประมาณ 256,000 บาท ซง่ึ กระบวนการคน้ ควา้ จะมขี นั้ ตอนทส่ี าคญั ๆ ดงั น้ี

รปู ที่ 2.1 แผนผงั การคน้ ควา้ ยาใหม่ (drug discovery process)
1. การศกึ ษาในหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร (laboratory study)
2. การศกึ ษาในระดบั พรคี ลนิ กิ (pre-clinical investigation)
3. การศกึ ษาในคน (clinical study) ซง่ึ ในหวั ขอ้ ต่อไปจะกลา่ วรายละเอยี ดในการศกึ ษาในแต่ละ
ขนั้ ตอน

~ 20 ~

2.1 การศึกษาในห้องปฏิบตั ิการ (Laboratory Study)

คอื การคน้ หาสารทม่ี ศี กั ยภาพเพยี งพอต่อการพฒั นาเป็นยาชนดิ ใหม่ (discovery of active
substance) มอี ยดู่ ว้ ยกนั หลายวธิ ี อาทเิ ช่น การสกดั แยก การทาใหบ้ รสิ ุทธจิ ์ ากผลติ ภณั ฑธ์ รรมชาติ หรอื
สมนุ ไพร, การสงั เคราะหท์ างเคมี หรอื การสงั เคราะหเ์ ลยี นแบบสารทเ่ี กดิ ขน้ึ ในธรรมชาติ

ก) การสกดั แยก ข) การแยกสารใหบ้ รสิ ุทธิ ์ ค) การสงั เคราะห์

(ทม่ี า:www.sciencesphysiques2010.esy) (ทม่ี า: www.bio-rad.com) (ทม่ี า: www.phys.org)

รปู ท่ี 2.2 การศกึ ษาระยะต่างๆ ของในขนั้ ตอนทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร

1. การสกดั แยก (extraction)

การสกดั ในความหมายทางเภสชั หมายถงึ การแยกเอาสารส่วนทอ่ี อกฤทธิ ์ (active portion)
ออกจากส่วนทไ่ี มอ่ อกฤทธิ ์ (inert components) จากเน้อื เยอ่ื ของพชื หรอื สตั วโ์ ดยการใชต้ วั ทาละลายท่ี
จาเพาะในกระบวนการสกดั แบบมาตรฐาน โดยสารทถ่ี ูกสกดั ออกมาจากพชื หรอื สตั วอ์ าจจะอยใู่ นรปู ของ
ของเหลว (liquid), กง่ึ ของแขง็ (semi-solid) หรอื ผง (powder) เป็นตน้

วธิ กี ารสกดั แบบต่างๆ (methods of extraction)
1.1) Maceration คอื การแชพ่ ชื สมนุ ไพรทบ่ี ดไดข้ นาดตามตอ้ งการ ในตวั ทาละลายทเ่ี หมาะสม

อาจใชเ้ วลา 3-7 วนั หรอื ตามความเหมาะสม และตอ้ งเขยา่ เป็นครงั้ คราว
1.2) Infusion คอื การสกดั สารทล่ี ะลายน้าไดจ้ ากสมุนไพรทบ่ี ดละเอยี ดแลว้ โดยการแช่

สมนุ ไพรในน้าเยน็ หรอื น้ารอ้ นชวั่ ระยะเวลาสนั้ ๆ

1.3) Digestion คอื การสกดั สารจากสมนุ ไพรโดยมกี ารเพม่ิ อุณหภมู ิ (ประมาณ 40-60 C)
1.4) Decoction คอื การสกดั สารทล่ี ะลายน้าไดจ้ ากสมนุ ไพรโดยการต้ม โดยการเตมิ น้าเยน็

ผสมกบั พชื สมนุ ไพรในภาชนะทเ่ี หมาะสม แลว้ ตม้ เป็นเวลาประมาณ 15 นาที ทง้ิ ใหเ้ ยน็ การสกดั โดยวธิ ี
น้ที าไดเ้ ฉพาะพชื สมนุ ไพรทม่ี ตี วั ยาทล่ี ะลายน้าได้ และทนต่อความรอ้ น การสกดั วธิ นี ้มี กั ไดน้ ้าตาล
โปรตนี ปนมากบั ตวั ยาทต่ี อ้ งการ

1.5) Percolation คอื การสกดั โดยวธิ ใี หต้ วั ทาละลายคอ่ ย ๆ ไหลผ่าน column ชนิดพเิ ศษ ท่ี

บรรจพุ ชื สมนุ ไพรสาหรบั สกดั ดว้ ยวธิ นี ้โี ดยเฉพาะ
1.6) Soxhlet extraction คอื การสกดั แบบต่อเน่อื งโดยใชต้ วั ทาละลายทม่ี จี ดุ เดอื ดต่า การสกดั

ทาไดโ้ ดยใหค้ วามรอ้ นจนตวั ทาละลายระเหยขน้ึ ไปแลว้ กลนั่ ตวั ลงมาใน thimble ซง่ึ บรรจตุ วั อยา่ งไว้ เมอ่ื

~ 21 ~

สารทส่ี กดั ไดส้ งู ถงึ ระดบั กาลกั น้า สารสกดั จะไหลกลบั ลงมาใน flask วนเวยี นเช่นน้จี นกระบวนการสกดั
สมบรู ณ์ โดยสามารถสงั เกตจากสขี องตวั ทาละลาย ใน thimble ทใ่ี สขน้ึ การสกดั ดว้ ยวธิ นี ้ใี ชค้ วามรอ้ น
ไมเ่ หมาะสมกบั การสกดั สารสาคญั บางชนดิ ทส่ี ลายตวั ไดเ้ มอ่ื โดนความรอ้ น

1.7) Supercritical fluid extraction คอื เทคนคิ การสกดั สารดว้ ยของไหลวกิ ฤตยิ งิ่ ยวด
(supercritical fluid) เชน่ CO2 ซง่ึ นิยมใชเ้ ป็นตวั ทาละลายทใ่ี ชส้ กดั เพราะเม่อื สกดั เสรจ็ แลว้ สามารถ
กาจดั ไดง้ ่าย เพยี งแค่ลดความดนั CO2 (liq) กจ็ ะกลบั ไปอยใู่ นเฟสของแก๊ส และสามารถปล่อยทง้ิ สู่
บรรยากาศไดเ้ ลย

2. การทาให้สารบริสทุ ธ์ิด้วยวิธีทางโครมาโทกราฟี (purification with chromatography)

การแยกของผสม หรอื การทาสารใหบ้ รสิ ทุ ธิ ์ ทาไดด้ ว้ ยวธิ กี ารต่างๆ เชน่ การตกผลกึ (re-
crystallization) การกลนั่ (distillation) การสกดั (extraction) ดงั ทก่ี ลา่ วขา้ งต้น ซง่ึ การทาสารใหบ้ รสิ ทุ ธิ ์
ยงั มอี กี วธิ หี น่งึ ท่นี ยิ มใชก้ นั อยา่ งแพรห่ ลาย คอื วธิ โี ครมาโทกราฟี (chromatographic method)

โครมาโทกราฟี (chromatography) คอื เทคนคิ ทใ่ี ชใ้ นการแยกสารผสมใหบ้ รสิ ุทธโิ ์ ดยอาศยั
หลกั การกระจายตวั (distribution) ของสารผสมในเฟสคงท่ี (stationary phase หรอื ตวั ดดู ซบั
(adsorbent)) และ เฟสเคลอ่ื นท่ี (mobile phase หรอื ตวั ชะ (eluent)) โดยพบวา่ สารแต่ละชนิดจะเดนิ
ทางผ่านวฏั ภาคนิ่ง และออกมากบั วฎั ภาคเคล่อื นทไ่ี ดไ้ มพ่ รอ้ มกนั จงึ ทาใหเ้ กดิ การแยกขน้ึ ปจั จบุ นั มี
เทคนคิ ทางโครมาโทกราฟีอยหู่ ลายประเภทดว้ ยกนั ทน่ี าประยกุ ตใ์ ชท้ างเคมอี นิ ทรยี อ์ ยา่ งแพรห่ ลาย

ตารางท่ี 2.1 โครมาโทกราฟีประเภทต่างๆ

โครมาโทกราฟี วฎั ภาคนิ่ง วฎั ภาคเคล่ือนที่ หลกั การทางาน

Column chromatography Solid Liquid Adsorption
Thin Layer chromatography Solid Liquid Adsorption
Gas-Solid chromatography Solid Gas Adsorption
Gas-Liquid chromatography Liquid Gas Partition
Paper chromatography Solid Liquid Partition

3. การสงั เคราะห์ (synthesis)
คอื กระบวนการสาคญั ในการประยกุ ตใ์ ชว้ ธิ กี ารทางเคมมี าใชใ้ นการดดั แปลงโครงสรา้ งทางเคมี
ของยาทม่ี อี ยเู่ ดมิ (prototype drug) เพ่อื ใหเ้ กดิ ยาใหม่ โดยอาจจะเป็นการสงั เคราะหเ์ ลยี นแบบสาร
ตน้ แบบ หรอื การสงั เคราะหส์ ารกลุ่มใหมท่ ไ่ี มเ่ หมอื นกบั สารตน้ แบบ ทงั้ น้ีการสงั เคราะหจ์ ะมกี ารมงุ่ เน้นท่ี
ประเดน็ ต่างๆ ดงั น้ี
3.1) เพอ่ื ปรบั ปรงุ การออกฤทธทิ ์ ด่ี ขี น้ึ
3.2) เพ่อื ปรบั ปรงุ ความจาเพาะเจาะจงในการออกฤทธิ ์
3.3) เพอ่ื ลดตน้ ทนุ การผลติ

~ 22 ~

3.4) เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการเป็นยา หรอื ความสามารถเชงิ ชวี ภาพ เชน่ การสดั ส่วนการ
ละลายน้าและละลายในไขมนั เพอ่ื ใหม้ กี ารดดู ซมึ และกระจายตวั ของยาทด่ี ขี น้ึ , เพม่ิ เสถยี รภาพของยาให้
ดขี น้ึ , เพม่ิ ระยะเวลาในการออกฤทธิ ์หรอื ลดผลขา้ งเคยี งทไ่ี มพ่ งึ ประสงค์ เป็นตน้

2.2 การศึกษาในระดบั พรีคลินิก (pre-clinical Investigation)
คอื การศกึ ษาการแสดงฤทธทิ ์ างชวี ภาพ (biological activity) ทางดา้ นเภสชั วทิ ยา (pharma-

cological activity) และพษิ วทิ ยา (toxicological property) ของยาทไ่ี ดจ้ ากการสกดั แยกจากธรรมชาติ
หรอื การสงั เคราะหท์ งั้ ในระดบั หลอดทดลอง (in-vitro) และสตั วท์ ดลอง (in-vivo) เช่น การศกึ ษาพษิ ของ
ยาทก่ี ระทาต่อยนี การดดู ซมึ ของยา หรอื การเปลย่ี นแปลงของยาในสง่ิ มชี วี ติ เป็นตน้ ซง่ึ ผลการทดลอง
ทงั้ หมดจะใชใ้ นเป็นขอ้ มลู สนบั สนุนวา่ ยานนั้ ๆ มคี วามปลอดภยั เพยี งพอทจ่ี ะทาการ ศกึ ษาในมนุษย์
ต่อไปหรอื ไม่ ซง่ึ การศกึ ษาในระดบั พรคี ลนิ กิ นนั้ มกั มกี ารศกึ ษาในปจั จยั ดงั ต่อไปน้ี

รปู ที่ 2.3 แสดงการศกึ ษาในระดบั พรคี ลนิ กิ ใน In vivo
(ทม่ี า: www.nature.com)

1. เภสชั จลนศาสตรข์ องยา (pharmacokinetics) ไดแ้ ก่ การดดู ซมึ ของยา (absorption)
การกระจายของยา (distribution) การเปลย่ี นสภาพของยา (metabolism) และการกาจดั ออก
ของยา (excretion)

2. พษิ เรอ้ื รงั (chronic toxicity) โดยการใหย้ าซ้า ๆ ในสตั วท์ ดลองอยา่ งน้อย 2 ชนิด
เพอ่ื ศกึ ษาความเป็นพษิ เฉยี บพลนั และความเป็นพษิ ต่อเน่อื งทงั้ ระยะสนั้ และระยะยาว

3. การศกึ ษาพษิ ของยาต่อระบบสบื พนั ธุ์ (reproduction toxicological study)
4. เพ่อื ดวู า่ ยาทาใหย้ นี เกดิ การเปลย่ี นแปลงหรอื ไม่ (mutagenicity test)
5. รปู แบบการใหย้ าทเ่ี หมาะสม (development of final dosage form) คอื ศกึ ษาการ
เตรยี มรปู แบบยาทางเภสชั กรรมทเ่ี หมาะสมทจ่ี ะใช้ทางคลนิ ิก เช่น ยาเมด็ ยาแคปซลู ยาเมด็

~ 23 ~

เคลอื บฟิลม์ ยาฉดี ยาน้า ฯลฯ มกี ารพฒั นารปู แบบยาใหม้ คี วามคงสภาพและไดผ้ ลในการรกั ษา
และสามารถผลติ ในขนั้ อุตสาหกรรมได้

6. ประเมนิ ความคงตวั ของรปู แบบยาว่ามกี ารเปลย่ี นแปลงจากเดมิ ภายในระยะเวลาท่ี
กาหนด (analytical evaluation of final dosage form)

7. ศกึ ษาความคงตวั ของยาทงั้ ระยะสนั้ และระยะยาว (stability of final dosage form)
8. ผลติ ตวั อยา่ งยาเพอ่ื นาไปศกึ ษาต่อในมนุษย์ (production of clinical samples)

หลงั จากการศกึ ษาทางดา้ นเภสชั วทิ ยาและพษิ วทิ ยาในสตั วท์ ดลองเรยี บรอ้ ยแลว้ จะมกี ารรวบ
รวมขอ้ มลู จดั เป็นรายงานการศกึ ษาเพอ่ื ยน่ื คารอ้ งต่อสานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการ
ขอทาการศกึ ษาในขนั้ ตอนต่อไปซง่ึ กค็ อื การศกึ ษาทางดา้ นคลนิ ิก (clinical study) ซง่ึ ในรายงานนัน้
จะตอ้ งมกี ารแจกแจงรายละเอยี ดแผนการศกึ ษาทางดา้ นคลนิ ิก รวมทงั้ ผยู้ น่ื ขอทาการทดลองจะตอ้ งมี
หนงั สอื อนุมตั จิ ากคณะกรรมการพจิ ารณาการศกึ ษาวจิ ยั ในคนใหท้ าการศกึ ษาทางคลนิ ิกได้

2.3 การศึกษาในมนุษย์ (clinical trial)
คอื การทดลองทางคลนิ กิ เพ่อื ศกึ ษาการป้องกนั หรอื การรกั ษาโรคโดยการใหย้ า การผ่าตดั หรอื

การทากายภาพบาบดั ในมนุษย์ โดยตอ้ งมผี ลการวจิ ยั ระดบั ดใี นสตั วท์ ดลองก่อนจงึ จะสามารถทาการวจิ ยั
ในมนุษยไ์ ด้ ซง่ึ การทดลองในขนั้ น้จี ะมงุ่ เน้นการใชย้ า หรอื สารเคมกี บั มนุษยเ์ ป็นหลกั ปจั จบุ นั มกี ารลด
ขนั้ ตอนของการศกึ ษา clinical trial จากเดมิ 5 ขนั้ ตอนเป็น 4 ขนั้ ตอน โดยมกี ารเปลย่ี นแปลง
วตั ถุประสงคแ์ ละวธิ กี ารคดั เลอื กอาสาสมคั รเลก็ น้อยในแต่ละขนั้ ตอน โดยรวมแลว้ การศกึ ษาวจิ ยั ใน
มนุษยม์ ที งั้ หมด 4 ขนั้ ตอน ดงั น้ี

รปู ที่ 2.4 แสดงขนั้ ตอนการศกึ ษาวจิ ยั ในมนุษย์ 4 ขนั้ ตอน
(ทม่ี า: www.neurosciences.ucsd.edu)

1. การศึกษาระยะที่ 1 (human pharmacology studies: phase 1) คอื การทดลองยาหรอื
สารเคมชี นดิ ใหมท่ ย่ี งั ไมเ่ คยมกี ารใชใ้ นมนุษยม์ าก่อน เพอ่ื ศกึ ษาดา้ นความปลอดภยั ของยา, ความเป็น
พษิ ของยา และปรมิ าณของยาทเ่ี หมาะสมสาหรบั การรกั ษา โดยการทดลองจะเรมิ่ จากการใหย้ าใน

~ 24 ~

ปรมิ าณทน่ี ้อยก่อน คอื 1/50 – 1/100 ของปรมิ าณยาทใ่ี ชไ้ ดผ้ ลในสตั วท์ ดลอง และจะคอ่ ยๆ เพม่ิ ปรมิ าณ
ของยาไปจนถงึ ปรมิ าณยาสงู สุดทไ่ี มเ่ ป็นพษิ และทนต่อผลขา้ งเคยี งไดโ้ ดยทดลองกบั อาสาสมคั รสุขภาพ
ดจี านวนประมาณ 20-80 คน

รปู ที่ 2.5 การศกึ ษาระยะท่ี 1 จะทาการศกึ ษาในอาสาสมคั รสุขภาพดี เพอ่ื คานวณหาปรมิ าณยา
ทป่ี ลอดภยั และศกึ ษาผลขา้ งเคยี งทไ่ี มพ่ งึ ประสงค์
(ทม่ี า: www.shutterstock.com)

ในขนั้ ตอนน้มี กั ทาการทดลองในโรงพยาบาลเพอ่ื ทจ่ี ะได้สงั เกตอาการของกลุ่มอาสาสมคั ร
หลงั จากทไ่ี ดร้ บั ยาในแต่ละปรมิ าณไดต้ ลอดเวลา เพ่อื จะไดใ้ ชผ้ ลการทดลองน้ใี นการประเมนิ ความ
ปลอดภยั และผลขา้ งเคยี งของยาทางดา้ นเภสชั จลนศาสตร์ (pharmacokinetics) และเภสชั พลศาสตร์
(pharmacodynamics) ในขนั้ ตอนน้ีอาสาสมคั รส่วนใหญ่เป็นคนสุขภาพดี ยกเวน้ การทดลองบางกรณี
อาจมกี ารใชอ้ าสาสมคั รทเ่ี ป็นผปู้ ว่ ย เช่น การทดลองยาตา้ นมะเรง็ หรอื ยารกั ษาโรค HIV เน่อื งจากยาใน
กลุ่มน้ีมกั มพี ษิ สงู ไมเ่ หมาะทจ่ี ะทดลองกบั คนปกติ การทดลองขนั้ ตอนน้มี ี 2 รปู แบบ ดงั น้ี

1.1) การทดลองแบบ single ascending dose คอื การทดลองกบั อาสาสมคั รกลุ่ม
เลก็ ๆ โดยใหย้ าปรมิ าณเดยี ว ครงั้ เดยี ว แลว้ สงั เกตอาการเป็นระยะเวลาหน่ึง ซง่ึ ถา้ ไมพ่ บ
ผลขา้ งเคยี งทไ่ี มพ่ งึ ประสงค์ หรอื ไดข้ อ้ มลู ทางดา้ นเภสชั จลนศาสตรใ์ นระดบั ทป่ี ลอดภยั กจ็ ะทา
การทดลองต่อโดยใชอ้ าสาสมคั รกลุ่มใหมแ่ ละให้ยาในปรมิ าณเพม่ิ ขน้ึ เพอ่ื หาปรมิ าณยาสงู สดุ ทม่ี ี
ระดบั ความปลอดภยั ทางดา้ นเภสชั จลนศาสตรส์ งู สุด และปรมิ าณยาสงู สุดทอ่ี าสาสมคั รเรมิ่ จะทน
ต่อผลขา้ งเคยี งไมได้

1.2) การทดลองแบบ multiple ascending dose คอื การศกึ ษาเพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจถงึ เภสชั
จลนศาสตรแ์ ละเภสชั พลศาสตร์ ของยาทใ่ี หห้ ลายๆ ครงั้ ไดด้ ขี น้ึ โดยทก่ี ลุ่มอาสาสมคั รจะไดร้ บั
ยาขนาดต่าหลายครงั้ และมกี ารเกบ็ เลอื ด สารคดั หลงั่ ต่างๆ ณ เวลาต่างๆ แลว้ นาผลทไ่ี ดม้ า
วเิ คราะห์ หากไมพ่ บผลขา้ งเคยี ง และยามสี มบตั ทิ างเภสชั จลนศาสตรอ์ ยใู่ นระดบั ทป่ี ลอดภยั ยา
ชนิดนนั้ ๆ กจ็ ะสามารถนาไปทดลองต่อไปกบั อาสาสมคั รกลุ่มใหมใ่ นขนั้ ตอนต่อไปได้

2. การศึกษาระยะที่ 2 (therapeutic exploratory studies: phase 2) คอื การนาผลทไ่ี ดจ้ าก
การทดลองขนั้ ตอนท่ี 1 ทย่ี นื ยนั ความปลอดภยั ของยา และทราบปรมิ าณของยาทเ่ี หมาะสมทจ่ี ะใชใ้ นการ
ทดลองในขนั้ ตอนท่ี 2 โดยจะทาการทดลองในกลุ่มอาสาสมคั รทเ่ี ป็นผปู้ ว่ ย หรอื อาสาสมคั รสขุ ภาพดี
จานวนมากขน้ึ โดยทวั่ ไปประมาณ 100-300 ราย

~ 25 ~

รปู ที่ 2.6 การศกึ ษาระยะท่ี 2 จะทาการศกึ ษาในผปู้ ว่ ยจานวนน้อยๆ เพ่อื ทจ่ี ะใชใ้ นการประเมนิ
ประสทิ ธภิ าพ และความปลอดภยั ของยา
(ทม่ี า: www.stocktoons.com)

การศกึ ษาในขนั้ ตอนน้เี พอ่ื ทจ่ี ะใชใ้ นการประเมนิ ประสทิ ธภิ าพ และความปลอดภยั ของยานนั้ ๆ
ในอาสาสมคั รจานวนมาก ในขนั้ ตอนน้หี ากพบว่ายาไม่มปี ระสทิ ธภิ าพในการรกั ษา หรอื มพี ษิ มากเกนิ ไป
ยาชนดิ นัน้ จะไมไ่ ดร้ บั การพฒั นาต่อไป โดยขนั้ ตอนน้ยี งั แบง่ ออกเป็น 2 ขนั้ ตอนยอ่ ยได้ ดงั น้ี

1.1) ขนั้ ตอนท่ี 1 เป็นการทดลองเพอ่ื ศกึ ษาปรมิ าณของยาทเ่ี หมาะสมทไ่ี มเ่ ป็นพษิ ต่อ
การทดลองในขนั้ ตอนท่ี 1 เมอ่ื อาสาสมคั รมจี านวนมากขน้ึ เพราะผลการทดลองในขนั้ ตอนท่ี 1
ปรมิ าณของยาทเ่ี หมาะสมอาจยงั ไมแ่ น่นอน

1.2) ขนั้ ตอนท่ี 2 เป็นการศกึ ษาต่อจากขนั้ ตอนท่ี 1 ว่าปรมิ าณของยาทไ่ี ดน้ นั้ มี
ประสทิ ธภิ าพและความปลอดภยั หรอื ไม่ ซง่ึ มกี ารศกึ ษา 2 แบบ ดงั น้ี

ก) case series คอื การศกึ ษารายละเอยี ดในสง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในกล่มุ ทดลองโดยมี
การรวบรวมรายละเอยี ดจากกล่มุ ทดลองทงั้ หมด แต่ไมม่ กี ลุ่มควบคุม

ข) randomized clinical trial คอื การศกึ ษารายละเอยี ดโดยมกี ารเปรยี บเทยี บ
ผลระหวา่ งกลุ่มควบคุม ซง่ึ คอื กลมุ่ ผปู้ ว่ ยทไ่ี มไ่ ดร้ บั ยา กบั กลุม่ ทดลอง ซง่ึ คอื กลุ่มท่ี
ไดร้ บั ยาโดยผปู้ ว่ ยและผวู้ จิ ยั ไมท่ ราบวา่ ผปู้ ว่ ยจะไดร้ บั ยาอะไร (double blind) ซง่ึ ผล
การศกึ ษาทไ่ี ดจ้ ะนาไปทดลองต่อในขนั้ ตอนท่ี 3 ทม่ี จี านวนของผปู้ ว่ ยมากขน้ึ

การศกึ ษาในขนั้ ตอนน้ีเพ่อื ศกึ ษาประสทิ ธภิ าพเบอ้ื งตน้ ของยา ขนาดยาทเ่ี หมาะสม และความ
ปลอดภยั ในการใชย้ าระยะสนั้ รวมทงั้ ผลขา้ งเคยี งและโอกาสเสย่ี งต่ออนั ตรายต่างๆ ทอ่ี าจเกดิ จากยาใน
กลมุ่ ทดลองทข่ี นาดใหญ่ขน้ึ

3. การศึกษาระยะที่ 3 (therapeutic confirmation studies: phase 3) คอื ขนั้ ตอนการ
ทดลองเพอ่ื ยนื ยนั ประสทิ ธภิ าพยา และตดิ ตามผลขา้ งเคยี งของยาจากขนั้ ตอนท่ี 2 ในกล่มุ ทดลองใน
ขนาดใหญ่มากขน้ึ กว่าขนั้ ตอนท่ี 2 ซง่ึ อาจมจี านวนผปู้ ว่ ยมากถงึ ประมาณ 1000-3000 ราย

~ 26 ~

รปู ที่ 2.7 การศกึ ษาระยะท่ี 3 จะทาการศกึ ษาในผปู้ ว่ ยจานวนมาก เพ่อื ทจ่ี ะใชใ้ นการประเมนิ
ประสทิ ธภิ าพ และความปลอดภยั ของยาในผปู้ ว่ ยจานวนมากขน้ึ
(ทม่ี า: www.stocktoons.com)

การศกึ ษาในขนั้ ตอนน้มี วี ธิ กี ารวจิ ยั คลา้ ยคลงึ กบั randomized clinical trial แต่แตกต่างตรงทใ่ี น
ขนั้ ตอนน้ีมศี นู ย์ คลนิ ิก หรอื โรงพยาบาลทเ่ี ขา้ รว่ มโครงการวจิ ยั มากกวา่ หน่งึ (randomized controlled
multicenter trial) จงึ จาเป็นตอ้ งมคี ณะกรรมการทจ่ี ะควบคุม กากบั ดแู ล และบรหิ ารจดั การใหศ้ ูนย์ คลนิ กิ
หรอื โรงพยาบาลทเ่ี ขา้ รว่ มโครงการปฏบิ ตั ติ ามแผนการวจิ ยั เดยี วกนั

4. การขึ้นทะเบียนตารบั ยาใหม่ (regulatory review: new drug application) หลงั สน้ิ สุด
การศกึ ษาระยะท่ี 3 บรษิ ทั ยาสามารถยน่ื คาขอขน้ึ ทะเบยี นยาใหมต่ ่อสานกั งานคณะกรรมการอาหารและ
ยา (อย.) โดยท่ี อย. จะใชเ้ วลาระยะหน่ึงเพอ่ื พจิ ารณาและตรวจสอบเอกสารทงั้ หมดว่าจะอนุมตั ใิ หข้ น้ึ
ทะเบยี นตารบั ยาใหมไ่ ดห้ รอื ไม่

รปู ท่ี 2.8 การปลอ่ ยยาออกสตู่ ลาดในขนั้ ตอนท่ี 4
(ทม่ี า: www.pra2012.com)

5. การศึกษาระยะที่ 4 (post-marketing clinical trials: phase 4) คอื การตดิ ตามความ
ปลอดภยั ของยา หลงั จากทย่ี าถกู ปล่อยออกส่ตู ลาดเพ่อื ใหม้ กี ารใชอ้ ยา่ งกวา้ งขวางโดยบรษิ ทั ยา และเพอ่ื
เป็นการเฝ้าระวงั ภาวะแทรกซอ้ นทพ่ี บไดน้ ้อย หรอื ผลขา้ งเคยี งทไ่ี มพ่ งึ ประสงคท์ อ่ี าจเกดิ ขน้ึ ได้ในระยะ
ยาว หรอื อาจเป็นผลขา้ งเคยี งทเ่ี กดิ ขน้ึ จากปฏสิ มั พนั ธร์ ะหว่างยานนั้ ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากยาอ่นื ๆ (drug-drug

~ 27 ~

interactions) จาเป็นตอ้ งรายงานการตดิ ตามความปลอดภยั และอาการไมพ่ งึ ประสงคต์ ่างๆ ต่อ อย. เป็น
ระยะๆ

2.4 ปัญหาทางจริยธรรม (ethical considerations)

การศกึ ษาในมนุษย์ (clinical trial) จากทก่ี ล่าวมา
นอกจากจะศกึ ษาประสทิ ธภิ าพในการรกั ษา และความปลอดภยั
ของยาแลว้ อกี สงิ่ หน่งึ ทน่ี กั วจิ ยั จาเป็นตอ้ งคานงึ ถงึ คอื ปญั หา
ทางดา้ นจรยิ ธรรม เม่อื จาเป็นตอ้ งทาการทดลองศกึ ษาใน
สง่ิ มชี วี ติ ประเดน็ ทจ่ี ะตอ้ งคานึงถงึ อาจมดี ว้ ยกนั 2 ลกั ษณะ
ดงั ต่อไปน้ี

(ทม่ี า: www.psychologytoday.com)

1. สมดลุ ระหว่างความเส่ียงกบั ประโยชน์ที่จะได้รบั จากยา ก่อนเรมิ่ ทาการวจิ ยั ทมี นกั วจิ ยั
ตอ้ งมกี ารคน้ ควา้ ทบทวนวรรณกรรมอยา่ งถถ่ี ว้ น และตอ้ งสรปุ ใหไ้ ดว้ ่าการใหย้ า การรกั ษา หรอื การ
ป้องกนั วธิ ใี หมน่ นั้ จะใหผ้ ลดตี ่อผปู้ ว่ ยมากกวา่ ผลเสยี หรอื ไม่ โดยปญั หาการผดิ จรยิ ธรรมแบง่ ออกเป็น 2
ประเดน็ ดงั ต่อไปน้ี

1.1) ยาใหผ้ ลดใี นการรกั ษา แต่กลบั ไมไ่ ดน้ ามาใชเ้ พยี งเพราะผวู้ จิ ยั ไมท่ ราบ กถ็ อื ว่า
เป็นการผดิ จรยิ ธรรมในการรกั ษา

1.2) ยาไมไ่ ดใ้ หผ้ ลดใี นการรกั ษา แต่กลบั นามาใชใ้ นการรกั ษากถ็ อื วา่ เป็นการผดิ
จรยิ ธรรม และยงั เป็นการสน้ิ เปลอื งค่าใชจ้ ่ายโดยไม่จาเป็นอกี ดว้ ย ทงั้ ยงั อาจมผี ลเสยี อยา่ งอ่นื ต่อ
ผปู้ ว่ ยอนั เกดิ มาจากภาวะแทรกซอ้ นของยา

เพราะฉะนนั้ หากมกี ารทบทวนขอ้ มลู ทม่ี กี ารเผยแพรแ่ ลว้ อยา่ งเขม้ ขน้ กจ็ ะสามารถพบแนว
ทางการรกั ษาทค่ี าดวา่ น่าจะไดผ้ ลดใี นการรกั ษามากกวา่ ผลเสยี

2. การปกป้ องผปู้ ่ วย คอื สทิ ธพิ ์ น้ื ฐานทผ่ี ปู้ ว่ ยตอ้ งไดร้ บั เช่น ผวู้ จิ ยั จะตอ้ งอธบิ ายถงึ ขอ้ ดี
ขอ้ เสยี อยา่ งละเอยี ด และตรงไปตรงมาเกย่ี วกบั การไดร้ บั ยา หรอื การไดร้ บั การรกั ษาในแนวทางใหม่
ใหก้ บั ผปู้ ว่ ยหรอื ผเู้ ขา้ รว่ มโครงการ ผปู้ ว่ ยมสี ทิ ธใิ ์ นการเลอื กทจ่ี ะใหค้ วามยนิ ยอมทจ่ี ะเขา้ ร่วมโครงการ
หรอื สทิ ธทิ ์ จ่ี ะตดั สนิ ใจถอนตวั ออกจากโครงการไดต้ ลอดเวลา

2.5 การเคลื่อนย้ายการทาวิจยั ยาทางคลินิกส่ปู ระเทศกาลงั พฒั นา (migration of cliical trials)
ช่วง 10 ปีทผ่ี า่ นมา บรษิ ทั ยาในประเทศพฒั นาแลว้ ในยโุ รปและอเมรกิ า และประเทศญป่ี นุ่ ให้

ความสนใจในการเคล่อื นยา้ ยฐานการวจิ ยั ในมนุษยไ์ ปส่ปู ระเทศกาลงั พฒั นา และประเทศดอ้ ยพฒั นา
ดว้ ยเหตุผลเพราะบรษิ ทั ยาขา้ มชาตนิ นั้ ๆ ตอ้ งการทจ่ี ะพฒั นายาใหมใ่ หเ้ รว็ ขน้ึ และลดค่าใชจ้ า่ ยใหน้ ้อยลง

~ 28 ~

โดยการเคล่อื นยา้ ย ‘ฐานการผลติ ’ มายงั ประเทศกาลงั พฒั นา เชน่ ลาตนิ อเมรกิ า หรอื เอเซยี การกระทา
แบบน้ีมขี อ้ ดตี รงท่ี มนี กั วจิ ยั ทม่ี คี ณุ ภาพทส่ี นใจในการรว่ มทาการวจิ ยั เพ่อื ความกา้ วหน้าทางวชิ าการ
และมคี า่ ใชจ้ า่ ยต่าเมอ่ื เทยี บกบั การทาวจิ ยั ในประเทศทพ่ี ฒั นาแลว้ และทส่ี าคญั คอื มผี ปู้ ว่ ยจานวนมากท่ี
จะเขา้ รว่ มโครงการ โดยประเทศในเอเซยี ทด่ี งึ ดดู บรษิ ทั ยาใหม้ าทาวจิ ยั ทางคลนิ กิ ไดม้ าก คอื เกาหลี
ไตห้ วนั อนิ เดยี สงิ คโปร์

รปู ที่ 2.9 การปล่อยยาออกสตู่ ลาดในขนั้ ตอนท่ี 4
(ทม่ี า: www.livemint.com)

สาหรบั การวจิ ยั ยาทางคลนิ ิกในประเทศไทย ไดม้ หี น่วยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ งเขา้ มาใหค้ วามสนใจ เช่น
ตวั แทนบรษิ ทั ยาขา้ มชาตใิ นประเทศไทย บรษิ ทั ยาในประเทศไทย บรษิ ทั ประสานงานการวจิ ยั (clinical
research organization: CRO) สถาบนั การศกึ ษา และสานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา เขา้ มา
ทางานรว่ มกนั ในการกาหนดกลยทุ ธ์ และแนวทางเพอ่ื พฒั นางานวจิ ยั ทางคลนิ ิกในประเทศไทยโดย
ในช่วงทผ่ี า่ นมาองคก์ รเหลา่ น้มี กี ารรายงานความคบื หน้าทเ่ี กดิ ขน้ึ เพอ่ื ใหน้ กั วจิ ยั เขา้ ใจการทาวจิ ยั ทาง
คลนิ ิกมากขน้ึ รวมทงั้ เพมิ่ งานวจิ ยั จากบรษิ ทั ยาขา้ มชาตทิ จ่ี ะมาทาการศกึ ษาในประเทศไทยใหม้ ากขน้ึ
นอกจากน้ี รฐั บาลยงั มนี โยบายในการกระตุน้ ใหเ้ กดิ การศกึ ษาทางคลนิ ิกเพม่ิ มากขน้ึ คอื การกาหนดใหม้ ี
การประกนั คณุ ภาพของยาสามญั (generic drug) ทผ่ี ลติ โดยบรษิ ทั ยาในประเทศ เพ่อื ทดแทนการนาเขา้
ยาดว้ ยการศกึ ษาพสิ จู น์ความเท่าเทยี ม (bioequivalence) กบั ยาทผ่ี ลติ โดยบรษิ ทั ยาขา้ มชาติ ซง่ึ ยาท่ี
นาเขา้ มกั มรี าคาแตกต่างกนั ประมาณ 10 เทา่ มาตรการดงั กล่าวจะไปกระตุน้ ใหบ้ รษิ ทั ยาทผ่ี ลติ ยา
ภายในประเทศไทยตอ้ งเรง่ ศกึ ษาพสิ จู น์ความเท่าเทยี มของยาทุกตวั ทผ่ี ลติ ขน้ึ ก่อนขน้ึ ทะเบยี น

~ 29 ~

เกรด็ ความร้ทู ่ีเก่ียวกบั การค้นคว้ายาใหม่และแนวทางใหม่ใรการรกั ษาโรค

1. สเตม็ เซลล์ หรือ “เซลลต์ ้นกาเนิด

คอื เซลลช์ นดิ หน่งึ ในรา่ งกายมนุษยท์ ส่ี ามารถ

เปลย่ี นแปลงไปเป็นเซลลอ์ ่นื ไดแ้ ทบทุกชนดิ เช่น

เซลลเ์ มด็ เลอื ดขาว เซลลก์ ระดกู เซลลก์ ลา้ มเน้อื หวั ใจ

หรอื เซลลส์ มอง ซง่ึ สเตม็ เซลลส์ ามารถนามาใช้

ประโยชน์ไดห้ ลากหลายโดยเฉพาะโรคทเ่ี กดิ จาก

ความเส่อื มของเซลลท์ ไ่ี มส่ ามารถรกั ษาใหห้ ายขาดได้

เช่น โรคหวั ใจ เบาหวาน อลั ไซเมอร์ กระดกู พรนุ

รวมทงั้ โรคทต่ี อ้ งมกี ารปลกู ถ่ายอวยั วะ ซง่ึ จะไมท่ าให้

(ทม่ี า: www.puntipclinic.com) เกดิ การต่อตา้ นเน้อื เยอ่ื ทป่ี ลูกถ่ายเขา้ ไปใหมด่ ว้ ยการ
ใชส้ เตม็ เซลลข์ องตวั ผปู้ ว่ ยเอง มาเพาะเลย้ี งใหเ้ พมิ่

จานวนภายนอกแลว้ นากลบั เขา้ ไปในรา่ งกาย ในประเทศไทยไดม้ กี ารสนบั สนุนการวจิ ยั สเตม็ เซลลม์ า

6-7 ปีแลว้ และประสบความสาเรจ็ ในการเพาะเลย้ี งสเตม็ เซลลไ์ ดห้ ลายชนดิ รวมทงั้ เรมิ่ มกี ารนามาใช้

รกั ษาจรงิ เชน่ ในกรณเี ปลย่ี นกระจกตา โรคธาลสั ซเี มยี และโรคหวั ใจ

2. ความก้าวหน้าในการรกั ษาโรค Multiple sclerosis (MS)

MS คอื โรคทม่ี กี ารอกั เสบของแผน่ ไขมนั ทห่ี ุม้ เสน้ ประสาทในสมองและไขสนั หลงั โดยเกดิ จาก
ระบบภมู คิ ุม้ กนั ของรา่ งกายเขา้ ใจผดิ ว่าเน้อื เยอ่ื เหลา่ นนั้ เป็นสงิ่ แปลกปลอม และทาใหเ้ กดิ อาการต่างๆ
ต่อไปน้ี เช่น กลา้ มเน้อื อ่อนแรงคลา้ ยอมั พาต หรอื กลา้ มเน้อื เกรง็ เป็นตน้ ซง่ึ โรค MS เป็นโรคทร่ี กั ษา
ไมห่ าย เป็นเวลานานมาแลว้ ทแ่ี พทยไ์ มส่ ามารถทาอะไรไดม้ ากนกั กบั โรคน้ี จนกระทงั่ มกี ารคน้ พบ ยา
avonex, ยา rebif หรอื ยา cinnovex ซง่ึ มตี วั ยาสาคญั คอื interferon beta ซง่ึ เป็นสารทพ่ี บไดใ้ น
รา่ งกายเราเองและมฤี ทธยิ ์ บั ยงั้ การโจมตปี ลอกหมุ้ เสน้ ประสาทของระบบภมู คิ ุม้ กนั ทาใหบ้ รรเทาอาการ
ของโรคไดอ้ ยา่ งมาก การคน้ พบยาน้สี ง่ ผลใหผ้ ทู้ เ่ี ป็นโรค MS จานวนมากมคี ุณภาพชวี ติ ทด่ี ขี น้ึ และ
สามารถกลบั ไปใชช้ วี ติ ประจาวนั ไดเ้ หมอื นคนปกติ

3. ฮอรโ์ มนทดแทน คอื การนาเอาฮอรโ์ มนมาใชท้ ดแทนใน
(ทม่ี า: www.bloggang.com) ผปู้ ว่ ยฮอรโ์ มนบกพรอ่ ง เชน่ อาการของสตรวี ยั
หมดประจาเดอื นทเ่ี กดิ จากการขาดฮอรโ์ มนเพศ
หญงิ เชน่ อาการรอ้ นวบู วาบ ชอ่ งคลอดแหง้ และ
ป้องกนั กระดกู พรนุ แต่ผลการวจิ ยั ขององคก์ าร
อนามยั โลก (WHO) พบวา่ การใชฮ้ อรโ์ มนเพศ
ทดแทนอาจทาใหเ้ กดิ ความเสย่ี งมากกว่า
ประโยชน์ทจ่ี ะไดร้ บั เช่น

~ 30 ~

เสย่ี งต่อการเกดิ มะเรง็ เตา้ นม โรคหลอดเลอื ดหวั ใจ และหลอดเลอื ดดาอุดตนั เพม่ิ ขน้ึ ดงั นนั้ การใช้
ฮอรโ์ มนทดแทนควรอย่ภู ายใตก้ ารควบคมุ ดแู ลของแพทย์ เพ่อื กาหนดหารปู แบบในการใหแ้ ละระยะเวลา
การใชฮ้ อรโ์ มนทดแทนทเ่ี หมาะสมต่อไป

4. วคั ซีนอลั ไซเมอร์
อลั ไซเมอรเ์ ป็นโรคทางสมองทพ่ี บบ่อย

ชนิดหน่งึ และพบไดม้ ากขน้ึ เรอ่ื ยๆ โดยผปู้ ว่ ยโรค
น้มี อี าการหลงๆ ลมื ๆ มปี ญั หาดา้ นการพดู เป็น
ตน้ เชอ่ื วา่ โรคน้เี กดิ จากการสะสมของโปรตนี ท่ี
ชอ่ื วา่ เบตาอะมลี อยด์ (beta-amyloid) ในเน้อื
สมอง ทาใหเ้ ซลลป์ ระสาทไดร้ บั ความเสยี หาย
และนาไปส่อู าการของโรคอลั ไซเมอร์
(ทม่ี า: www.inquisitr.com)
ในปี ค.ศ. 2000 นกั วทิ ยาศาสตรจ์ ากประเทศแคนาดาไดพ้ ฒั นาวคั ซนี ทม่ี ฤี ทธใิ ์ นการป้องกนั และ
รกั ษาการสญู เสยี ความทรงจาโดยใชห้ ลกั การเดยี วกนั กบั วคั ซนี ป้องกนั โรคอ่นื ๆ คอื กระตุน้ ใหร้ า่ งกาย
สรา้ งภมู คิ ุม้ กนั มาต่อตา้ นสารก่อโรค โดยใชว้ คั ซนี เบตาอะมลี อยดน์ ้ฉี ีดเขา้ ไปในรา่ งกายเพ่อื กระตุ้นระบบ
ภมู คิ ุม้ กนั ใหส้ รา้ งแอนตบิ อดซี ง่ึ ทาหน้าทค่ี ลา้ ยทหารในร่างกายขน้ึ มาโจมตเี บตาอะมลี อยด์ โดยผลการ
ทดลองทางคลนิ กิ พบว่าผปู้ ว่ ยเป็นอลั ไซเมอรบ์ างสว่ นมกี ารตอบสนองต่อวคั ซนี และมกี ารสรา้ งภมู คิ ุม้ กนั
ขน้ึ ทาใหป้ รมิ าณเบตาอะมลี อยดส์ ะสมในสมองลดลง สง่ ผลทาใหผ้ ปู้ ว่ ยมภี าวะความจาทด่ี ขี น้ึ อยา่ งไรก็
ตามวคั ซนี น้ยี งั คงอยใู่ นระหวา่ งการทดลองเพอ่ื ศกึ ษาถงึ ประสทิ ธภิ าพ ผลขา้ ง เคยี ง และความปลอดภยั

5. ถอดรหสั พนั ธกุ รรมมนุษย์

(ทม่ี า: www.twistedphysics.typepad.com) (ทม่ี า: www.twistedphysics.typepad.com)

โครงการฮวิ แมนจโี นม (human genome project) เป็นโครงการวจิ ยั ทเ่ี กดิ จากความรว่ มมอื ของ

นานาชาตเิ ป็นเวลานานกว่า 10 ปีตงั้ แต่ปี ค.ศ. 1990-2003 เป็นความพยายามของมนุษยเ์ พ่อื ล่วงรถู้ งึ

ความลบั อนั ยงิ่ ใหญ่ของรหสั พนั ธกุ รรมของตวั เอง นบั เป็นการปฏวิ ตั ทิ างวงการแพทยค์ รงั้ สาคญั ทส่ี ุดซง่ึ
ส่งผลกระทบต่อวงการวจิ ยั พฒั นายา การวนิ จิ ฉัยโรค และเป็นความหวงั ในการป้องกนั หรอื การรกั ษาโรค

~ 31 ~

ทใ่ี นปจั จุบนั ไมม่ ที างรกั ษาใหห้ ายขาดได้ เช่น โรคมะเรง็ โดยการใชป้ ระโยชน์จากความรเู้ รอ่ื งรหสั
พนั ธุกรรมมาเป็นตวั วเิ คราะหว์ นิ จิ ฉยั สาเหตุของยนี ทท่ี าใหเ้ กดิ โรค ซง่ึ จะทาใหแ้ นวทางการรกั ษาโรค
ต่างๆ เปลย่ี นไป โดยมงุ่ เน้นการรกั ษาตรงไปยงั ยนี ทม่ี คี วามผดิ ปกตหิ รอื บกพร่องนัน้ ๆ โดยเฉพาะ
นอกจากนนั้ รหสั พนั ธุกรรมยงั จะทาใหก้ ารวนิ จิ ฉยั โรคทาไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ และแมน่ ยามากขน้ึ ส่วนการวจิ ยั
ยา กจ็ ะเป็นยาทผ่ี ลติ มาใหเ้ หมาะกบั พนั ธกุ รรมของแต่ละคนโดยเฉพาะ หรอื อาจจะกา้ วกระโดดไปถงึ การ
คน้ หาวธิ กี ารชะลอความชราของมนุษยด์ ว้ ยกเ็ ป็นได้ แต่อยา่ งไรกต็ ามเทคโนโลยแี ละขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ าก
โครงการฮวิ แมนจโี นม ยงั คงตอ้ งใชเ้ วลาอกี หลายปีในการวเิ คราะหแ์ ละนามาพฒั นาใหเ้ กดิ ประโยชน์
ใชไ้ ดจ้ รงิ และยงั จะตอ้ งคานงึ ถงึ ปญั หาทางจรยิ ธรรม และกฎหมายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ จากการคน้ ควา้ ทดลอง
ในอนาคต

6. ยาเพิ่ม High density lipoprotein (HDL)

HDL คอื โคเลสเตอรอลชนิดดที ช่ี ่วยลด

ความเสย่ี งต่อโรคหลอดเลอื ดและหวั ใจได้ ในผทู้ ม่ี ี

ระดบั โคเลสเตอรอลสงู จะพบวา่ มโี คเลสเตอรอล

ชนดิ เลว low density lipoprotein (LDL) สงู กว่า

ปกติ และมกั มรี ะดบั HDL ต่าอกี ดว้ ย จงึ ยง่ิ เพมิ่

(ทม่ี า: www.pinterest.com) ความเสย่ี งต่อการเกดิ หลอดเลอื ดแดงแขง็

เมอ่ื ตน้ ปี ค.ศ. 2004 คณะนกั วจิ ยั จากมหาวทิ ยาลยั เพนซลิ เวเนยี และมหาวทิ ยาลยั ทฟั ทสไ์ ด้
คน้ พบยาใหม่ทเ่ี ป็นความหวงั สาหรบั ผูป้ ว่ ยเหล่าน้ี ยาน้ีคอื torcetrapib ทส่ี ามารถกระตุน้ ใหร้ ะดบั เอชดี

แอลเพมิ่ ขน้ึ ไดถ้ งึ สองเทา่ และยงั ชว่ ยลดระดบั แอลดแี อลไดด้ ว้ ย การคน้ พบยาน้ีทาใหก้ ารรกั ษาผทู้ ม่ี ี

ระดบั โคเลสเตอรอลสงู มงุ่ เน้นไปทก่ี ารเพม่ิ ระดบั เอชดแี อลใหม้ ากขน้ึ รว่ มกบั การลดแอลดแี อลโดยใชย้ า

torcetrapib รว่ มกบั ยากลุ่ม statins ซง่ึ ขณะน้ียาผสมระหว่าง torcetrapib และ atorvastatin อยใู่ น

ระหว่างการทดลองทางคลนิ ิก ในอกี ไมเ่ กนิ 3-4 ปีขา้ งหน้าเราคงจะไดเ้ หน็ ยาน้อี อกสตู่ ลาด

7. ยาต้านมะเรง็ อจั ฉริยะ คอื ยามะเรง็ ตระกูลใหมท่ ่มี งุ่ เน้นการออก
ฤทธอิ ์ ยา่ งจาเพาะเจาะจงเปรยี บสเหมอื นกบั จรวด
Gleevec: How it work นาวถิ ที ล่ี อ็ คเป้าหมายใหท้ าลายเฉพาะเซลลม์ ะเรง็
(ทม่ี า: www.l9a.dromghp.top) เทา่ นัน้ โดยเมอ่ื เปรยี บเทยี บยารกั ษามะเรง็ แบบ
เดมิ ยาน้ีจะเขา้ ไปจดั การกบั เซลลท์ ก่ี าลงั แบ่งตวั
ทกุ ชนิดโดยไมจ่ าเพาะเจาะจง ทงั้ ทเ่ี ป็นเซลลม์ ะเรง็
และเซลลป์ กตขิ องรา่ งกาย ทาใหเ้ กดิ ผลขา้ งเคยี ง
สงู มากต่อร่างกาย เช่น ผมรว่ ง หรอื เมด็ เลอื ดขาว
ต่า เป็นตน้

~ 32 ~

การพบยาตา้ นมะเรง็ ตระกูลใหม่ ทอ่ี อกฤทธอิ ์ ยา่ งจาเพาะเจาะจงต่อเซลลม์ ะเรง็ เท่านนั้ ทาใหล้ ด
ผลขา้ งเคยี งไดอ้ ยา่ งมาก เช่น ยา Imatinib เป็นยาสาหรบั มะเรง็ เมด็ เลอื ดขาวชนิด CML (chronic
myeloid leukemia) หรอื ยา gefitinib ใชร้ กั ษามะเรง็ ปอด ซง่ึ ยาทงั้ สองชนดิ น้อี าจจะใชไ้ ดก้ บั มะเรง็ ชนดิ
อ่นื ๆ ดว้ ย ซง่ึ กาลงั อย่ใู นระหว่างการทดลองทางคลนิ ิก ขอ้ เสยี ของยาตระกลู น้ี คอื ราคาแพง และอาจใช้
ไมไ่ ดผ้ ลกบั ผทู้ เ่ี ป็นมะเรง็ ทุกราย ในอนาคตวทิ ยาการของยาตา้ นมะเรง็ ชนดิ ออกฤทธเิ ์ฉพาะเจาะจงต่อ
เซลลม์ ะเรง็ ต่างๆ (novel and targeted therapies) คงจะมมี ากชนิดขน้ึ เรอ่ื ยๆ พรอ้ มไปกบั
ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยที างการแพทย์ และในทส่ี ดุ นกั วทิ ยาศาสตรอ์ าจคน้ พบยารกั ษามะเรง็ ให้
หายขาดกเ็ ป็นได้

8. หวั ใจเทียมเสมือนจริง

(ทม่ี า: www.joelertola.com) (ทม่ี า: www.joelertola.com)

มคี วามพยายามทางวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทยท์ จ่ี ะช่วย
ผปู้ ว่ ยนบั แสนรายทก่ี าลงั รอคอยผบู้ รจิ าคหวั ใจทเ่ี ขา้ กนั ได้ แต่มี
คนจานวนเพยี งน้อยนิดเท่านนั้ ทจ่ี ะโชคดี

ในปี ค.ศ. 2004 เป็นครงั้ แรกทอ่ี งคก์ ารอาหารและยาของสหรฐั อเมรกิ าไดอ้ นุมตั ใิ หม้ กี ารทา
การตลาดหวั ใจเทยี มชนิดสมบรู ณ์สาหรบั เปลย่ี นแทนหวั ใจเดมิ ได้ หวั ใจเทยี มน้ี คอื AbioCor โดยบรษิ ทั
Abiomed ออกแบบและวจิ ยั พฒั นามากว่า 30 ปี AbioCor เป็นหวั ใจเทยี มทผ่ี ลติ จากไททาเนียมและ
พลาสตกิ ชนิดพเิ ศษ ไดร้ บั การออกแบบใหท้ าหน้าทส่ี บู ฉีดเลอื ดไปยงั ปอดและสว่ นอ่นื ๆ ของรา่ งกายได้
เหมอื นกบั หวั ใจจรงิ เลยี นแบบจงั หวะการเต้นของหวั ใจ และเป็นหวั ใจเทยี มชนิดแรกทส่ี ามารถผ่าตดั ใส่
ในรา่ งกายไดส้ มบรู ณ์ ไมต่ อ้ งเจาะผวิ หนังเพ่อื ต่อท่อและปมั๊ เหมอื นกบั หวั ใจเทยี มแบบเดมิ จงึ ลดความ
เสย่ี งต่อการตดิ เชอ้ื ลงได้ นอกจากน้ียงั มอี ุปกรณ์ตรวจวดั สญั ญาณชพี และเตอื นไดเ้ มอ่ื ผปู้ ว่ ยมอี าการ
ผดิ ปกติ โดยท่ี AbioCor ใชพ้ ลงั งานจากแบตเตอรข่ี นาดเลก็ ไรส้ ายทอ่ี ยภู่ ายนอกรา่ งกาย และมแี บตเตอร่ี
ภายในซง่ึ อยไู่ ดน้ านกวา่ 60 นาที ทาใหผ้ ปู้ ว่ ยทากจิ กรรมต่างๆ ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งใชแ้ บตเตอรภ่ี ายนอก เช่น
อาบน้า วา่ ยน้า ปจั จบุ นั น้ีมคี นเป็นโรคหวั ใจลม้ เหลวทไ่ี ดร้ บั การผา่ ตดั ใสห่ วั ใจเทยี ม AbioCor แลว้ 14
ราย สามารถยดื อายไุ ดเ้ ฉลย่ี นาน 5.3 เดอื น โดย 6 รายสามารถมชี วี ติ อยจู่ นฉลองวนั เกดิ ในปีต่อไปได้
ขณะน้กี าลงั พฒั นา AbioCor II ซง่ึ มขี นาดเลก็ ลงและพอดกี บั สรรี ะไดม้ ากกวา่ รนุ่ แรก

~ 33 ~

9. เปล่ียนความคิดเป็นการกระทา

(ทม่ี า: www.boston.com) (ทม่ี า: www.boston.com)

คอื ความพยายามทจ่ี ะช่วยใหผ้ ปู้ ว่ ยอมั พาตแขนขาทงั้ สองขา้ งไมส่ ามารถขยบั ได้ สามารถ
ทาสงิ่ ต่างๆ ไดด้ ว้ ยความคดิ ของเขาเอง โดยเมอ่ื เดอื นมถิ ุนายน ปี ค.ศ. 2004 นกั วทิ ยาศาสตร์
ประสบความสาเรจ็ ในการฝงั ชปิ ทผ่ี วิ สมองของชายทเ่ี ป็นอมั พาตแขนขาทงั้ สองขา้ ง อุปกรณ์น้เี รยี กวา่
BrainGateTM พฒั นาขน้ึ โดยบรษิ ทั Cyberkinetics เพ่อื ใชเ้ ป็นตวั เชอ่ื มต่อระหวา่ งสมองกบั คอมพวิ เตอร์
ชปิ มขี นาด 4 ตารางมลิ ลเิ มตร ต่อกบั อเิ ลก็ โทรดเสน้ เลก็ บางกว่าเสน้ ผมจานวนมากทท่ี าหน้าทร่ี บั
สญั ญาณประสาทจากสมอง และสง่ ต่อไปยงั เครอ่ื งคอมพวิ เตอรเ์ พอ่ื แปลผล ถงึ แมว้ า่ แขนขาจะไม่
สามารถขยบั ไดแ้ ต่สมองกย็ งั มกี ารส่งสญั ญาณประสาทออกมา เมอ่ื ผา่ น BrainGateTM จะแปลผลจาก
ความคดิ ใหก้ ลายเป็นการกระทาใหล้ กู ศรบนจอคอมพวิ เตอรข์ ยบั ไดด้ งั ใจ สง่ ผลใหผ้ เู้ ป็นอมั พาตสามารถ
ทากจิ กรรมต่างๆ ไดโ้ ดยผ่านคอมพวิ เตอร์ ปจั จบุ นั เทคโนโลยนี ้ีอยใู่ นระหวา่ งการทดลองทางคลนิ กิ และ
มกี ารต่อยอดแนวความคดิ น้ีออกไปอกี มาก เชน่ รถเขน็ ผปู้ ว่ ยทค่ี วบคุมดว้ ยความคดิ ในอนาคตหวงั วา่
เทคโนโลยนี ้จี ะสามารถทาใหผ้ ทู้ เ่ี ป็นอมั พาตรุนแรงสามารถขยบั แขนขาไดอ้ กี ครงั้

10. ยาต้านมะเรง็ ร่นุ ใหม่

เมอ่ื ปี ค.ศ. 2004 ไดม้ กี ารปล่อยยารกั ษามะเรง็ ลาไส้ bevacizumab ซง่ึ ไดร้ บั การอนุมตั จิ าก
องคก์ ารอาหารและยาของสหรฐั อเมรกิ า (FDA) ใหใ้ ชร้ กั ษามะเรง็ ลาไสใ้ หญ่ ทาไมยาน้ีจงึ จดั เป็นสดุ ยอด
การคน้ พบทางการแพทย์ ตอ้ งมาดทู ก่ี ลไกการออกฤทธอิ ์ นั เป็นเอกลกั ษณ์ของ bevacizumab ออกฤทธิ ์
โดยการปิดกนั้ ไมใ่ หม้ กี ารสรา้ งหลอดเลอื ดมาเลย้ี งกอ้ นมะเรง็
(ทม่ี า: www.bowelcanceraustralia.org)

หลายทศวรรษมาแลว้ ทแ่ี พทยท์ ราบว่าเซลลม์ ะเรง็ ตอ้ ง
สรา้ งระบบหลอดเลอื ดขน้ึ มาใหมเ่ พ่อื ใชใ้ นการเจรญิ เตบิ โตและ
แพรก่ ระจายไปยงั สว่ นอ่นื ๆ โดยมโี ปรตนี ทเ่ี ป็นเหมอื นพลงั งานใน
กระบวนการสรา้ งหลอดเลอื ดคอื VEFG (vascular endothelial
growth factor) ดงั นนั้ โปรตนี ตวั น้เี องทเ่ี ป็นเป้าหมายของยา
bevacizumab เน่อื งจากหลอดเลอื ดเป็นสง่ิ จาเป็นเพอ่ื นาอาหาร
ออกซเิ จน และสารจาเป็นอ่นื ๆ มายงั เซลลม์ ะเรง็ การยบั ยงั้ VEGF จงึ ทาใหก้ อ้ นมะเรง็ มขี นาดเลก็ ลงและ
แพรก่ ระจายไดช้ า้ ลง และยาน้ยี งั ช่วยเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพใหก้ บั การรกั ษาดว้ ยเคมบี าบดั อกี ดว้ ย

~ 34 ~

คาถามท้ายบทที่ 2
1. กระบวนการคน้ ควา้ ยาใหม่ประกอบดว้ ยกข่ี นั้ ตอน อะไรบา้ ง
2. การสกดั ในเชงิ เภสชั หมายถงึ อะไร จงอธบิ าย
3. การสกดั มกี ว่ี ธิ ี อะไรบา้ ง จงอธบิ าย
4. โครมาโทกราฟีกบั การคน้ ควา้ ยาใหมเ่ กย่ี วขอ้ งอยา่ งไร จงอธบิ าย
5. จงเสนอแนวทางทเ่ี หมาะสมในการผลติ ยาในปรมิ าณมาก
6. In vitro หมายถงึ อะไร และเกย่ี วขอ้ งอยา่ งไรกบั การคน้ ควา้ ยาใหม่
7. Clinical trial phase I คอื อะไร และทาการศกึ ษาเกย่ี วกบั เรอ่ื งใด
8. จงยกตวั อยา่ งประเดน็ ปญั หาดา้ นจรยิ ธรรมทค่ี วรคานึงในการคน้ ควา้ ยาใหม่

~ 35 ~

3

เภสชั จลนศาสตร์

Pharmacokinetics is the study of what the body does to a drug.

ทม่ี า: www.waynefleming-illustrator.com
วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา

1. สามารถอธบิ ายความหมายของเภสชั จลนศาสตรไ์ ด้
2. เขา้ ใจลาดบั ขนั้ ตอนต่างๆ ในการศกึ ษาเภสชั จลนศาสตร์
3. เขา้ ใจสง่ิ ทร่ี ่างกายกระทาต่อยาหลงั จากเขา้ ส่รู า่ งกายได้
4. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ปฏกิ ริ ยิ าการเปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งยาในรา่ งกาย
5. สามารถอธบิ ายภาพรวมของเภสชั จลนศาสตรไ์ ด้

~ 36 ~

เนื้อหา
1. บทนาเกย่ี วกบั เภสชั จลนศาสตร์
2. การดดู ซมึ ยา
3. วธิ กี ารรบั ยาเขา้ รา่ งกายในรปู แบบต่างๆ
4. การกระจายยา
5. การเปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งยา
6. การขบั ยา
7. เกรด็ ความรเู้ กย่ี วกบั เภสชั จลนศาสตร์

กิจกรรม
1. บรรยาย
2. อภปิ ราย
3. อ่านหนงั สอื อา้ งองิ เพมิ่ เตมิ
4. อ่านบทความทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพมิ่ เตมิ

แผนการเรียนการสอน
1. บรรยายประกอบ power point
2. ทาแบบฝึกหดั
3. ทดสอบยอ่ ยหลงั การเรยี น และ/หรอื ทารายงาน

สื่อการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเคมที างยา
2. power point
3. เครอ่ื งฉายทบึ แสง หรอื ไวทบ์ อรด์
4. แบบฝึกหดั

การประเมินผล
1. ประเมนิ ผลจากการตอบคาถามและการมสี ว่ นรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการทดสอบยอ่ ยหลงั เรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการนาเสนอและการตอบคาถามของงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศกึ ษา

~ 37 ~

บทนา
จากบทท่ี 2 เราไดท้ ราบถงึ กระบวนการคน้ ควา้ และพฒั นายาใหมๆ่ เพ่อื นาไปใชใ้ นการรกั ษาโรค

ไปแลว้ ในบทน้ีจะกลา่ วถงึ การนายามาใชเ้ พอ่ื ใหไ้ ดฤ้ ทธทิ ์ างเภสชั วทิ ยาทต่ี อ้ งการ ซง่ึ นนั่ กค็ อื การรกั ษา
อาการเจบ็ ปว่ ยนนั่ เอง จงึ จาเป็นตอ้ งมกี ารศกึ ษาผลระหวา่ งยากบั ร่างกาย (drug-body interactions) เพอ่ื
ใชใ้ นการกาหนดรปู แบบการใหย้ า ขนาดยา และ การบรหิ ารยาทเ่ี หมาะสม ซง่ึ ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษาน้ี
จะใชใ้ นการตดั สนิ ใจในการใหย้ าทถ่ี กู ตอ้ ง โดยเฉพาะเมอ่ื มเี หตุทต่ี อ้ งตดั สนิ ใจในการจดั การใหย้ ากบั
ผปู้ ว่ ย เพราะในการรกั ษาผปู้ ว่ ยจรงิ ๆ ตามโรงพยาบาลบอ่ ยครงั้ ทต่ี อ้ งมกี ารตดั สนิ ใจว่าควรจะใหย้ าอะไร
ก่อน หลงั หรอื ชะลอการใหย้ าได้ ซง่ึ การศกึ ษาในบทน้ีจะรวมทงั้ ศกึ ษาตาแหน่งการออกฤทธขิ ์ องยา การ
เปลย่ี นสภาพของยา และการถูกขบั ออกของยาจากร่างกาย โดยเรม่ิ พจิ ารณาตงั้ แต่เมอ่ื ยาเขา้ สรู่ า่ งกาย,
การดาเนินไปของยาในรา่ งกาย การออกฤทธใิ ์ นการรกั ษาโรค จนกระทงั่ อาการไมพ่ งึ ประสงคห์ รอื พษิ ท่ี
เกดิ ขน้ึ จากการใชย้ า เป็นตน้ เราจงึ จาเป็นตอ้ งมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ยานนั้ ๆ ซง่ึ กระบวนการ
ดงั กล่าวถอื ไดว้ ่าเป็นกระบวนการทซ่ี บั ซอ้ น และสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเดน็ หลกั ๆ ดงั น้ี

1. เภสชั จลนศาสตร์ (pharmacokinetics) คอื การศกึ ษาอทิ ธพิ ลของรา่ งกายทม่ี ผี ลต่อยาหรอื
สารต่าง ๆ เมอ่ื เขา้ ส่รู า่ งกาย ซง่ึ ขนั้ ตอนการศกึ ษามี 4 ขนั้ ตอนยอ่ ยๆ เรยี งตามลาดบั ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในร่างกาย
ดงั น้ี

1.1) How the drug get into the body? : เป็นคาถามแรกทเ่ี กดิ ขน้ึ หลงั จากรา่ งกาย
ไดร้ บั ยา ว่ายานนั้ ๆ จะเขา้ ส่รู า่ งกายไดอ้ ย่างไร นนั่ กค็ อื การดดู ซมึ ยา (absorption) นนั่ เอง

1.2) Where do they go? : เป็นคาถามถดั มาหลงั จากถูกดดู ซมึ เขา้ รา่ งกาย ว่ายานนั้ ๆ
จะแพรไ่ ปตรงสว่ นไหนของร่างกายไดบ้ า้ ง นนั่ กค็ อื การแพรก่ ระจาย (distribution) นนั่ เอง

1.3) What does the body do to the drug? : หลงั จากยาไดแ้ พรก่ ระจายไปสว่ นต่างๆ
ของรา่ งกายแลว้ รา่ งกายจะเมตาบอลซิ มึ ยานนั้ ๆ แบบไหน ซง่ึ กค็ อื การเปลย่ี นแปลงทางเมตา
บอลซิ มึ (metabolism หรอื biotransformation)

1.4) How does the body get rid of the drug? ในขนั้ ตอนสุดทา้ ย คอื ยาจะถกู ขบั
ออกจากร่างกายไดอ้ ยา่ งไร ซง่ึ กค็ อื การขบั ยาออกนอกรา่ งกาย (excretion)

2. เภสชั พลศาสตร์ (pharmacodynamics) คอื การศกึ ษาถงึ ขบวนการตอบสนองของสง่ิ มชี วี ติ ท่ี
มตี ่อยา เป็นการศกึ ษากลไกการออกฤทธิ ์ ประสทิ ธภิ าพของขนาดยา ความเขม้ ขน้ ของยาทใ่ี หร้ ะยะเวลา
หรอื การตอบสนองจากตวั รบั ของรา่ งกายทม่ี ตี ่อยา

เภสชั จลนศาสตร์ (pharmacokinetics)
Pharmacokinetics มาจากรากศพั ทส์ องคา คอื pharmakon กบั kinetics โดยท่ี pharmakon

แปลว่า ยา และ ยาพษิ (drug and poison) และอกี คาคอื kinetics ซง่ึ หมายถงึ ความรแู้ ขนงหน่งึ ท่ี
เกย่ี วกบั การเปลย่ี นไปของตวั แปรกบั ระยะเวลา (branch of knowledge involving the change of one
or more variables as a function of times) รวมแลว้ จงึ หมายถงึ การศกึ ษาถงึ ความสมั พนั ธข์ องยาหรอื

~ 38 ~

เมตาบอไลท์ (metabolite) ของยากบั เวลาทผ่ี ่านไปโดยมงุ่ เน้นไปทก่ี ารกระทาของรา่ งกายทม่ี ผี ลต่อยา
โดยมที งั้ หมด 4 กระบวนการ และจดั เป็นกระบวนการทเ่ี กดิ ขน้ึ อยา่ งต่อเน่อื ง โดยเรม่ิ ตน้ จากการดดู ซมึ
(absorption) ของยาจากบรเิ วณทใ่ี หย้ าเขา้ ส่กู ระแสเลอื ด จากนนั้ จะมกี ารกระจายตวั (distribution) ของ
ยาจากกระแสเลอื ดไปยงั ตาแหน่งออกฤทธแิ ์ ละ/หรอื ตาแหน่งอ่นื ๆ ภายในรา่ งกาย ก่อนถกู กาจดั ออกจาก
รา่ งกายดว้ ยการเปลย่ี นแปลงยา (metabolism) และการขบั ออก (excretion) ผ่านอวยั วะกาจดั ยาต่างๆ
เชน่ ตบั และไต เป็นตน้ ซง่ึ ขอ้ มลู เหลา่ น้จี ะถูกใชใ้ นการกาหนดรปู แบบยา และปรมิ าณยาทเ่ี หมาะสม
เพอ่ื ใหม้ รี ะดบั ยาในเลอื ดทเ่ี หมาะสมแก่การรกั ษาโรค แต่ก่อใหเ้ กดิ พษิ ต่อรา่ งกายน้อยทส่ี ดุ ซง่ึ
กระบวนการทางเภสชั จลนศาสตร์ (pharmacokinetic processes) แบ่งออกไดด้ งั น้ี

3.1 การดดู ซึม (absorption)
การเคลอ่ื นผ่านของตวั ยาสาคญั จากตาแหน่งทย่ี าเขา้ สรู่ า่ งกายไปยงั ระบบหมนุ เวยี นเลอื ด ยาจะ

ถูกดดู ซมึ ไดม้ ากหรอื น้อยจะขน้ึ อยกู่ บั ความสามารถในการซมึ ผ่าน (permeability) ของยาเขา้ สเู่ มมเบรน
หรอื เยอ่ื หุม้ เซลล์ (phospholipid glycolipid และ glycolipid) ของอวยั วะนนั้ ๆ ลาไสเ้ ลก็ เป็นอวยั วะทพ่ี บ
การดดู ซมึ ของยาสงู มาก เพราะมพี น้ื ทผ่ี วิ สงู นนั่ เอง การดดู ซมึ นบั ว่าเป็นกระบวนการแรกทเ่ี กดิ ขน้ึ เมอ่ื
รา่ งกายไดร้ บั ยา โดยการดดู ซมึ จะเกดิ ขน้ึ ไดต้ ่อเมอ่ื ใหย้ าโดยไมผ่ า่ นหลอดเลอื ดเท่านนั้ (extravascular
administration) สาหรบั ยาฉดี จะไมม่ กี ระบวนการดดู ซมึ เพราะตวั ยาถูกสง่ เขา้ สกู่ ระแสเลอื ดโดยตรง การ
ดดู ซมึ ประกอบดว้ ย 3 กระบวนการ ดงั น้ี

1. การแพรแ่ บบธรรมดา (simple หรอื passive diffusion)
คอื การเคล่อื นทข่ี องยาจากดา้ นทม่ี คี วามเขม้ ขน้ สงู กวา่ ไปดา้ นทม่ี คี วามเขม้ ขน้ ต่ากวา่
โดยทไ่ี มใ่ ชพ้ ลงั งาน โดยยาทเ่ี ป็นโมเลกุลไมม่ ขี วั้ (มคี วามสามารถในการละลายในไขมนั สงู )
และมโี มเลกุลขนาดเลก็ จะซมึ ผ่านไดด้ ี ยาส่วนใหญ่ถูกดดู ซมึ โดยอาศยั กระบวนการน้ี และความ
หนาของเน้อื เยอ่ื มผี ลต่อการซมึ ผ่าน

รปู ที่ 3.1 ยาเขา้ เซลลโ์ ดยอาศยั การแพรแ่ บบธรรมดา
(ทม่ี า: www.slideshare.net)

~ 39 ~

2. การแพรแ่ บบมตี วั พา (facilitated diffusion)

รปู ที่ 3.2 ยาเขา้ เซลลโ์ ดยอาศยั การแพรแ่ บบมตี วั พา
(ทม่ี า: www.vcharkan.com)

คอื กระบวนการแพรผ่ ่านของยาจากดา้ นทม่ี คี วามเขม้ ขน้ สงู ไปสดู่ า้ นทม่ี คี วามเขม้ ขน้ ต่า
โดยอาศยั ตวั พา (carrier) แต่ไมใ่ ชพ้ ลงั งานในการซมึ ผ่าน สารหรอื ยาทไ่ี มส่ ามารถแพรผ่ ่านชนั้
ไขมนั ไดจ้ ะใชว้ ธิ กี ารน้ีในการดดู ซมึ เช่น น้าตาล กรดอะมโิ น และไอออนบางชนิด

3. การเขา้ แบบกระบวนการแอกทฟี (active process)
คอื การลาเลยี งสารผ่านเน้ือเยอ่ื โดยอาศยั พลงั งานทไ่ี ดจ้ ากเซลล์ในการขนสง่ ซง่ึ การ
ขนส่งแบบน้แี บ่งออกเป็น 3 ลกั ษณะดงั น้ี

Nutrient Absorption

รปู ที่ 3.3 ยาเขา้ เซลลโ์ ดยอาศยั การแพรแ่ บบแอคทฟี
(ทม่ี า: www.web.ics.purdue.edu)

3.1) Active transport คอื การเขา้ ของสารโดยอาศยั ตวั พา โดยทไ่ี มข่ น้ึ อยกู่ บั
ความแตกต่างระหว่างความเขม้ ขน้ ของทงั้ สองดา้ นของเน้อื เยอ่ื และมลี กั ษณะการเขา้
ดงั ต่อไปน้ี

1) อาศยั พลงั งานจากเซลลใ์ นการเขา้ เซลล์
2) กลไกการทางานคลา้ ยกบั การแพรแ่ บบมตี วั พา

~ 40 ~


Click to View FlipBook Version