The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนนี้ถูกรวบรวมและเรียบเรียงขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนในรายวิชาเคมีทางยา (0204382) ซึ่งเป็นวิชาเลือกที่เปิดให้กับนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี (วท.บ) และนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์-เคมี (กศ.บ) ของมหาวิทยาลัยทักษิณ การเรียนวิชานี้นิสิตควรต้องมีความรู้พื้นฐานทางด้านวิชาเคมีอินทรีย์ เพราะเนื้อหาโดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างสารและปฏิกิริยาเคมี เอกสารประกอบการสอนนี้มีด้วยกันทั้งหมด 13 บท โดยที่เนื้อหาครอบคลุมสิ่งที่นิสิตควรจะต้องรู้เกี่ยวกับยาเบื้องต้นทั้งหมด ตั้งแต่ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการใช้ยา การพัฒนายา ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างยากับการออกฤทธิ์ รวมทั้งตัวอย่างยาที่ใช้รักษาโรคต่างๆ นอกจากนั้นในแต่ละบทยังแจกแจงรายละเอียดถึงที่มาของยา วิธีการคิดค้นยา วิธีการสังเคราะห์ยา รวมทั้งได้แทรกเกร็ดความรู้เพิ่มเติมตรงส่วนท้ายของแต่ละบทอีกด้วย เอกสารประกอบการสอนนี้จะทำให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยามากยิ่งขึ้น และสามารถชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเคมีพื้นฐานได้อย่างชัดเจนว่ามีความสำคัญ และเกี่ยวข้องอย่างไรกับชีวิต นอกจากนี้ยังหวังว่าเอกสารประกอบการสอนนี้จะช่วยกระตุ้นทำให้นิสิตคิดแบบบูรณาการโดยนำเอาความรู้ใหม่มาผนวกเข้ากับความรู้พื้นฐานที่นิสิตได้เรียนไปแล้ว ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nawongb, 2021-07-09 23:29:40

เคมีทางยา

เอกสารประกอบการสอนนี้ถูกรวบรวมและเรียบเรียงขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนในรายวิชาเคมีทางยา (0204382) ซึ่งเป็นวิชาเลือกที่เปิดให้กับนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี (วท.บ) และนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์-เคมี (กศ.บ) ของมหาวิทยาลัยทักษิณ การเรียนวิชานี้นิสิตควรต้องมีความรู้พื้นฐานทางด้านวิชาเคมีอินทรีย์ เพราะเนื้อหาโดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างสารและปฏิกิริยาเคมี เอกสารประกอบการสอนนี้มีด้วยกันทั้งหมด 13 บท โดยที่เนื้อหาครอบคลุมสิ่งที่นิสิตควรจะต้องรู้เกี่ยวกับยาเบื้องต้นทั้งหมด ตั้งแต่ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการใช้ยา การพัฒนายา ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างยากับการออกฤทธิ์ รวมทั้งตัวอย่างยาที่ใช้รักษาโรคต่างๆ นอกจากนั้นในแต่ละบทยังแจกแจงรายละเอียดถึงที่มาของยา วิธีการคิดค้นยา วิธีการสังเคราะห์ยา รวมทั้งได้แทรกเกร็ดความรู้เพิ่มเติมตรงส่วนท้ายของแต่ละบทอีกด้วย เอกสารประกอบการสอนนี้จะทำให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยามากยิ่งขึ้น และสามารถชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเคมีพื้นฐานได้อย่างชัดเจนว่ามีความสำคัญ และเกี่ยวข้องอย่างไรกับชีวิต นอกจากนี้ยังหวังว่าเอกสารประกอบการสอนนี้จะช่วยกระตุ้นทำให้นิสิตคิดแบบบูรณาการโดยนำเอาความรู้ใหม่มาผนวกเข้ากับความรู้พื้นฐานที่นิสิตได้เรียนไปแล้ว ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม

Keywords: medicinal chemistry

4) ยาอนุพนั ธ์ของ organic acid เช่น ยา indomethacin ยา ibuprofen หรอื ยา
mefenamic acid เป็นตน้ ซง่ึ ยาสองชนิดหลงั เป็นยาใหม่ทม่ี รี าคาแพง แต่ไมค่ ่อยระคายเคอื งในกระเพาะ
อาหาร

รปู ที่ 10.7 ตวั อยา่ งยาในกลุ่ม organic acid
ยา mefenamic acid ใชใ้ นการระงบั ปวดระดู เน่ืองจากออกฤทธไิ ์ ดเ้ รว็ และยงั ใชใ้ นกรณี ปวด
กลา้ มเน้อื รมู าตอยด์ ไดอ้ กี ดว้ ย
10.2 ยาระงบั ปวดที่เสพติดได้ (narcotic analgesic)
ยากลมุ่ น้มี กั ใชร้ กั ษาอาการเจบ็ ปวดระดบั ปานกลาง (moderate pain) และระดบั สงู (severe
pain) ซง่ึ เป้าหมายของยากลมุ่ น้ี คอื ระบบประสาทสว่ นกลาง โดยทย่ี าจะเขา้ ไปจบั กบั receptor ตรง
บรเิ วณระบบประสาทสว่ นกลางซง่ึ มอี ยดู่ ว้ ยกนั 4 ชนดิ ดงั น้ี
1) Mu receptor ()
ซง่ึ receptor ชนดิ น้ถี ูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดยอ่ ยๆ ไดด้ งั น้ี
1.1) 1-receptor: ทาใหไ้ มร่ สู้ กึ เจบ็ ปวด
1.2) 2-receptor: ทาใหเ้ กดิ อาการขา้ งเคยี ง เช่น กดการหายใจ เคลบิ เคลม้ิ และ ตดิ ยาได้

รปู ที่ 10.8 กลไกการออกฤทธริ ์ ะงบั ปวดของยา morphine โดยการจบั กบั 1-receptor
(ทม่ี า: www.joomlas.ru.ac.th)

เมอ่ื เขา้ ส่รู า่ งกาย morphine จะเขา้ ไปจบั กบั mu-receptor แลว้ ทาใหร้ ปู ร่างของ receptor
เปลย่ี นไป สง่ ผลให้ ion channel เปิดออก ทาใหโ้ พแทสเซยี มไอออน (K+ ion) ภายในเซลลจ์ านวนมาก
ไหลออกสนู่ อกส่งผลให้ neurotransmitter ทเ่ี กย่ี วกบั ขอ้ งกบั การนาความรสู้ กึ เจบ็ ลดลง การทางานของ

~ 141 ~

เสน้ ประสาทจงึ ถกู ยบั ยงั้ ทาใหไ้ มร่ สู้ กึ เจบ็ ปวด แต่ยา morphine มผี ลขา้ งเคยี ง คอื กดการหายใจ, ทาให้
เคลม้ิ และตดิ ยาได้

2) Kappa receptor ()
Morphine จบั กบั -receptor น้ไี ดน้ ้อยกว่า -receptor และเมอ่ื ยาจบั กบั receptor ชนิดน้ไี ดจ้ ะ
สง่ ผลใหเ้ กดิ อาการสงบระงบั (sedative) ซง่ึ เป็นอาการทต่ี อ้ งการใหเ้ กดิ ขน้ึ ในผปู้ ว่ ยทม่ี อี าการเจบ็ ปวด
ปจั จบุ นั ไดม้ กี ารพฒั นาเพอ่ื ใหไ้ ดย้ าทอ่ี อกฤทธเิ ์ฉพาะกบั -receptor เทา่ นนั้

รปู ท่ี 10.9 แสดงกลไกการออกฤทธริ ์ ะงบั ปวดของ morphine โดยการจบั กบั -receptor
(ทม่ี า: www.joomlas.ru.ac.th)

ยาในกลุ่มน้เี มอ่ื เขา้ ไปในรา่ งกาย ยาจะพงุ่ ไปจบั กบั -receptor และไปกระตุน้ ทาให้ Kappa ไป
จบั กบั Ca2+ channel ส่งผลให้ ion channel ปิดลง แคลเซยี มไอออน (Ca2+ ion) จากนอกเซลลจ์ งึ ไหล
เขา้ ส่เู ซลลไ์ มไ่ ด้ สง่ ผลใหก้ ารหลงั่ ของ neurotransmitter ลดลง เราจงึ ไมร่ สู้ กึ เจบ็ ปวดจากการกระตุน้ จาก
non-thermal stimuli

3) Delta receptor ()
เป็น receptor ชนดิ ทย่ี าแกป้ วดทไ่ี ดจ้ ากธรรมชาติ (natural pain killer) มกั จบั เชน่ ยา

enkephalin

รปู ที่ 10.10 แสดงกลไกการออกฤทธริ ์ ะงบั ปวดโดยการจบั กบั -receptor
(ทม่ี า: www.joomlas.ru.ac.th)

ยาในกลุ่มน้เี มอ่ื เขา้ ไปในรา่ งกาย ยาจะไปจบั กบั delta-receptor ท่ี cell membrane ทาให้ 2nd-
membrane bound protein ปิด ซง่ึ โปรตนี ชนดิ น้ที าหน้าทใ่ี นการเปลย่ี น ATP ไปเป็น cAMP ซง่ึ cAMP

~ 142 ~

ทาหน้าทเ่ี ป็น 2nd-messenger สง่ ผลต่อการรบั รกู้ ารเจบ็ ปวด และเมอ่ื cAMP ไมเ่ กดิ ขน้ึ รา่ งกายจะไม่
รสู้ กึ เจบ็ ปวดจากสงิ่ ทม่ี ากระตุน้

4) Sigma-receptor ()
ยาทจ่ี บั กบั receptor ชนดิ น้ี จะทาใหเ้ กดิ อาการประสาทหลอน (hallucinogenic effect) ซง่ึ เป็น

อาการขา้ งเคยี งทไ่ี มต่ อ้ งการ
ดงั นนั้ คุณลกั ษณะของยาทต่ี อ้ งการจงึ ควรตอ้ งออกฤทธทิ ์ ร่ี ะบบประสาทส่วนกลาง เป็นยาชนดิ

antagonist ท่ี -receptor, agonist ท่ี -receptor และไมม่ ผี ลต่อ -receptor

ยาส่วนใหญ่จะเป็นสารทไ่ี ด้จากดอกฝิ่น (opioid analgesics) ซง่ึ จะออกฤทธติ ์ ่อระบบประสาท
กลาง ลดการรบั รคู้ วามเจบ็ ปวด แต่จะมผี ลขา้ งเคยี งคอื ทาให้เสพตดิ ไดง้ ่ายทงั้ กายและจติ ใจ อาจได้ยา
มาจากหลายแหล่ง เช่น จากฝิ่น (opium alkaloids) สารก่งึ สงั เคราะห์ สารสงั เคราะห์ โครงสรา้ งคลา้ ย
มอรฟ์ ีน และสารสงั เคราะหฤ์ ทธติ ์ า้ นมอรฟ์ ีน

10.3 สารจากฝิ่ น (opium alkaloids)
Opiate ยาทส่ี กดั ไดจ้ ากฝ่ิน ซง่ึ จะแตกต่างกบั opioid ซง่ึ เป็นยาอนุพนั ธก์ ่งึ สงั เคราะห์ ซง่ึ ยากลุ่ม

น้ที ส่ี าคญั ไดแ้ ก่ ยา morphine ซง่ึ ออกฤทธใิ ์ กลเ้ คยี งจากฝ่ิน โดยออกฤทธริ ์ ะงบั ปวด แต่มผี ลขา้ งเคยี งคอื
กดการหายใจ

รปู ท่ี 10.11 โครงสรา้ งของยา morphine
Morphine ถกู ใชเ้ ป็นโครงสรา้ งตน้ แบบของยาระงบั ปวด โดยมอี นุพนั ธท์ เ่ี กดิ ขน้ึ ดงั แสดงใน รปู ท่ี
10.12

ยา codeine ยา ethylmorphine ยา 3-acetylmorphine

รปู ท่ี 10.12 โครงสรา้ งของยาอนุพนั ธ์ morphine

~ 143 ~

อนุพนั ธข์ องยา morphine เช่น ยา codeine มกั ใชใ้ นการแกไ้ อ แต่ระงบั ปวดไดน้ ้อยกว่ามอรฟ์ ีน
7 เท่า ส่วน heroine (di-acetyl morphine) ซง่ึ เป็นอนุพนั ธอ์ กี ตวั หน่ึงของยา morphine ออกฤทธเิ ์ ขา้ สู่
สมองไดเ้ รว็ ขน้ึ จงึ ทาใหเ้ สพตดิ แรงกวา่

10.4 สารท่ีออกฤทธ์ิใกล้เคียง morphine

ยา meperidine ข) ยา methadone ค) ยา fentanyl

รปู ที่ 10.13 โครงสรา้ งของยาทอ่ี อกฤทธใิ ์ กลเ้ คยี ง morphine

1) Meperidine ออกฤทธริ ์ ะงบั ปวดไดน้ ้อยกว่ามอรฟ์ ีน 8-10 เท่า แต่ถอนยาไดเ้ รว็
2) Methadone ออกฤทธริ ์ ะงบั ปวดได้ใกล้เคยี งกับ morphine แต่ถอนยาได้เร็ว และใช้

ทดแทนเฮโรฮนี ไดเ้ พราะรกั ษาอาการเสพตดิ ไดง้ า่ ยกว่า
3) Fentanyl ออกฤทธริ ์ ะงบั ปวดแรงกวา่ มอรฟ์ ีน 80 เทา่

10.5 ยาท่ีมีฤทธ์ิทงั้ agonist และ antagonist เช่น ยา pentazocine ออกฤทธริ ์ ะงบั ปวด ระงบั อาการ
ไอแทนยาโคเดอนี

รปู ที่ 10.14 โครงสรา้ งของยา pentazocine

10.6 ยาท่ีมีฤทธ์ิ antagonist เช่น ยา nalorphine ซง่ึ ถ้ารา่ งกายไดร้ บั ยา nalorphine น้ีมาก่อน จะ
ระงบั ฤทธิ ์และหกั ลา้ งฤทธขิ ์ องยากลุ่ม opioid ได้

รปู ท่ี 10.15 โครงสรา้ งของยา nalorphine
~ 144 ~

เกรด็ ความร้เู ก่ียวกบั ยาแก้ปวด

เฮโรอนี เป็นสารอนุพนั ธท์ ถ่ี ูกสงั เคราะหม์ าจาก morphine โดยเกดิ ผา่ นปฏกิ ริ ยิ า acetylation ได้
เป็น 2-acetylated product ทาใหส้ ภาพขวั้ ของเฮโรอนี ลดลงเมอ่ื เทยี บกบั morphine จงึ ทาใหเ้ ฮโรอนี
ละลายในชนั้ ไขมนั (lipophilicity)ไดด้ มี ากขน้ึ สารจงึ ซมึ ผา่ นเขา้ ส่สู มองไดด้ ขี น้ึ นอกจากน้ยี งั พบว่าสารเม
ทาบอไลตข์ องเฮโรอนี คอื 6-acetylmorphine เป็นสารสารเมทาบอไลตท์ ส่ี ามารถออกฤทธไิ ์ ดม้ ากขน้ึ
(4 เทา่ )

~ 145 ~

คาถามท้ายบทที่ 10
1. ทาไมรา่ งกายจงึ ตอ้ งมตี วั รบั ความรสู้ กึ เจบ็ ปวด
2. นสิ ติ จงเขยี นลาดบั การตอบสนองของรา่ งกายต่อแรงภายนอก
3. ยาแกป้ วดแบ่งออกเป็นกป่ี ระเภทใหญ่ๆ อะไรบา้ ง และแตกต่างกนั อยา่ งไร
4. จงแสดงวธิ กี ารสงั เคราะหย์ าแอสไพรนิ จากฟีนอล
5. ยา ibuprofen จดั เป็นยา racemate หรอื ยา enantiomer pure จงอธบิ าย
6. คณุ สมบตั ทิ ด่ี ขี องยาระงบั ปวดแบบรนุ แรงมอี ะไรบา้ ง จงอธบิ าย
7. Opiate กบั opioid แตกต่างกนั อยา่ งไร
8. เพราะเหตุใด acetic anhydride ถกู จดั เป็นยาเสพตดิ ใหโ้ ทษในประเภทท่ี 4 จงอธบิ าย

~ 146 ~

11

สเตียรอยด์

The most abused drug!!!

ทม่ี า: www.bodybuilding.com
วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา

1. สามารถอธบิ ายความหมายของยาสเตยี รอยดไ์ ด้
2. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั แนวคดิ ในการการพฒั นายาสเตยี รอยด์

จากยาสเตยี รอยดฮ์ อรโ์ มนกลุ่มคอรต์ โิ คสเตยี รอยด์
3. สามารถอธบิ ายประโยชน์ของการใชย้ าสเตยี รอยดท์ างการแพทยไ์ ด้
4. เขา้ ใจผลกระทบทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการใชย้ าสเตยี รอยด์
5. เขา้ ใจความสมั พนั ธร์ ะหว่างโครงสรา้ งของยากบั การออกฤทธิ ์

~ 147 ~

เนื้อหา
1. บทนาเกย่ี วกบั สเตยี รอยด์
2. แนวคดิ ในการพฒั นายาสเตยี รอยด์
3. ความสมั พนั ธข์ องยาสเตยี รอยดช์ นดิ ต่างๆ กบั การออกฤทธิ ์
4. ประโยชน์ของการใชย้ าสเตยี รอยดท์ างการแพทย์
5. ผลกระทบจากการใชย้ า
6. เกรด็ ความรเู้ กย่ี วกบั ยาสเตยี รอยด์

กิจกรรม
1. บรรยาย
2. อภปิ ราย
3. อ่านหนงั สอื อา้ งองิ เพมิ่ เตมิ
4. อ่านบทความทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพม่ิ เตมิ

แผนการเรียนการสอน
1. บรรยายประกอบ power point
2. ทาแบบฝึกหดั
3. ทดสอบยอ่ ยหลงั การเรยี น และ/หรอื ทารายงาน

สื่อการเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเคมที างยา
2. power point
3. เครอ่ื งฉายทบึ แสง หรอื ไวทบ์ อรด์
4. แบบฝึกหดั

การประเมินผล
1. ประเมนิ ผลจากการตอบคาถามและการมสี ว่ นรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการทดสอบยอ่ ยหลงั เรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการนาเสนอและการตอบคาถามของงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศกึ ษา

~ 148 ~

บทนา
สเตียรอยด์ (steroid) เป็นสารทม่ี โี ครงสรา้ งเป็นวงแหวนต่อกนั 4 วง โดยเช่อื มต่อกนั ด้วย

คารบ์ อนอะตอมทงั้ หมด 17 อะตอม ดงั แสดง

รปู ที่ 11.1 โครงสรา้ งหลกั ของสารกลุ่มสเตยี รอยด์
พชื (plant) และสตั ว์ (animal) ต่างกส็ ามารถผลติ สารกลุ่มน้ีขน้ึ มาเพ่อื ทาหน้าทเ่ี ฉพาะ จงึ พบ
สารกลุ่มน้ีทงั้ ในพชื และสตั ว์ เช่น สาร -sitosterol และ stigmasterol ซ่งึ พบได้ทวั่ ไปในพชื หรอื สาร
cholesterol ทพ่ี บในสตั ว์ และจดั เป็นไขมนั ทส่ี ตั วส์ รา้ งขน้ึ มาเพ่อื ทาหน้าทเ่ี ฉพาะ เป็นตน้

ก) -sitosterol ข) cholesterol

รปู ท่ี 11.2 ตวั อยา่ งสารกลุ่มสเตยี รอยดท์ พ่ี บในพชื และสตั ว์

นอกจากน้ีร่างกายเรายงั สามารถผลติ ฮอรโ์ มนในกลุ่มสเตยี รอยด์ (steroid hormone) จากต่อม
หมวกไต (adrenal gland) ไดท้ งั้ หมดอกี 3 กลมุ่ ดงั น้ี
1) กล่มุ aldosterone

ฮอรโ์ มนกลุ่มน้ีทาหน้าท่ใี นการควบคุมระดบั เกลอื แร่ในร่างกาย เช่น โพแทสเซยี ม (K+) และ
โซเดยี ม (Na+) ไอออนใหอ้ ยใู่ นภาวะสมดุล
2) กล่มุ sex hormone ซง่ึ แบง่ ออกเป็น 2 กลุม่ ยอ่ ย คอื

2.1) กล่มุ ฮอรโ์ มนเพศชาย (male sex hormone) ไดแ้ ก่ แอนโดรเจน (androgen)
2.2) กลมุ่ ฮอรโ์ มนเพศหญงิ (female sex hormone) ไดแ้ ก่ เอสโตรเจน (estrogen) และ

โพรเจสเตอโรน (progesterone)
3) กล่มุ corticosteroids

ฮอรโ์ มนกลุ่มน้ที าหน้าทใ่ี นการเปลย่ี นคารโ์ บไฮเดรตใหเ้ ป็นไกลโคเจน ซง่ึ เป็นแหล่งพลงั งานของ
รา่ งกาย และถกู นาไปเกบ็ สะสมไวใ้ นตบั ตวั อยา่ งเชน่ ฮอรโ์ มน cortisol หรอื ฮอรโ์ มน cortisone เป็นตน้

~ 149 ~

ก) ฮอรโ์ มน cortisol ข) ฮอรโ์ มน cortisone

รปู ที่ 11.3 ตวั อยา่ งฮอรโ์ มนกลุ่มคอรต์ โิ คสเตยี รอยด์ (corticosteroids)

11.1 แนวคิดในการพฒั นายาสเตียรอยด์

ฮอรโ์ มนกลุ่มคอรต์ โิ คสเตยี รอยด์ (corticosteroids) ทาหน้าทใ่ี นร่างกายไดอ้ ย่างหลากหลาย ทงั้
ยงั มสี รรพคุณทางยาทน่ี ่าสนใจหลายประการ นักวทิ ยาศาสตรจ์ งึ ใชค้ อรต์ โิ คสเตยี รอยดเ์ ป็นสารต้นแบบ
เพ่อื สงั เคราะห์เลยี นแบบและนาไปสู่อนุพนั ธ์ต่างๆ ของคอรต์ ิโคสเตยี รอยด์ โดยอนุพนั ธ์ดงั กล่าวมุ่ง
เพอ่ื ใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงสมบตั ใิ นการแสดงฤทธิ ์ 2 ประการ ดงั น้ี

1) เพม่ิ ฤทธขิ ์ อง glucocorticoid
2) ลดฤทธขิ ์ อง mineralocorticoid

Cortisone 0.8 : 0.8 Prednisone 4 : 0.8 Prednisolone 4 : 0.8

Cortisol 1 : 1 Corticosterone 0.35 : 15 Methylprednisolone 5 : 0.5

Dexamethasone 25 : 0 Paramethasone 10 : 0

รปู ท่ี 11.4 อนุพนั ธต์ ่างๆ ของยาสเตยี รอยด์

~ 150 ~

ตวั อย่างเช่น corticosterone มฤี ทธติ ์ ่อ glucocorticoid : mineralocorticoid ในอตั ราส่วน
0.35 : 15 แสดงว่า corticosterone มผี ลต่อการควบคุมเกลอื แร่ (mineralocorticoid) มากเกนิ ไป จงึ เป็น
ยาทไ่ี ม่ดี เป็นต้น พบว่าอนุพนั ธต์ ่างๆ ของยาสเตยี รอยด์มฤี ทธใิ ์ นการรกั ษาไดด้ กี ว่าสารตงั้ ตน้ เดมิ คอื
cortisol และ cortisone จงึ ทาใหย้ า prednisone และยา dexamethasone ถูกใช้อย่างแพร่หลายใน
ปจั จบุ นั

11.2 ประโยชน์ของยาสเตียรอยด์

1) ใชเ้ ป็นฮอรโ์ มนทดแทน (hormone replacement therapy) เช่น ในกรณีทเ่ี กดิ ความผดิ ปกติ
ของต่อมหมวกไตส่งผลทาใหร้ ่างกายมรี ะดบั ฮอรโ์ มนน้อยกว่าปกติ จงึ จาเป็นต้องใชย้ า cortisone หรอื
ยา prednisone ทดแทน

2) ใชเ้ ป็นยาต้านการอกั เสบ (anti-inflammatory drug) หรอื แมก้ ระทงั่ ใช้ลดอาการบวมแดง
ของสมองจากเน้อื งอก หรอื ฝี (ไมด่ ใี นกรณอี ุบตั เิ หตุ) มกั จะใชย้ า dexamethasone ในการรกั ษา

3) ใชล้ ดอาการอกั เสบรนุ แรงทเ่ี กดิ ขน้ึ จากโรคขอ้ อกั เสบรมู าตอยด์
4) ใชล้ ดอาการแพ้ และอกั เสบทเ่ี กดิ ขน้ึ จากโรคผวิ หนงั แต่ไมไ่ ดร้ กั ษาตรงตน้ เหตุ
5) ใช้เป็นยาแก้โรคภูมแิ พ้ หวดั เร้อื รงั ชนิดแพ้อากาศ ผ่นื ตามผวิ หนัง แต่ไม่ควรใช้เป็นยา
ตวั แรก
6) ใชเ้ ป็นยาป้องกนั การแตกของเมด็ เลอื ดแดงทเ่ี กดิ ขน้ึ จากโรคผดิ ปกตขิ องระบบเลอื ด
7) ใชก้ บั โรคผดิ ปกตขิ องเน้ือเยอ่ื คอลลาเจน ลดอาการทเ่ี กดิ ขน้ึ จากโรคลูปสั (SLE) หรอื โรค
พุ่มพวง อาจมกี ารใชย้ า prednisone แต่ตอ้ งอยใู่ นการควบคมุ ดแู ลของแพทย์
8) ใชใ้ นการลดแผลเป็นนูน หรอื เน้อื งอกแผลเป็น (keloid) ใหม้ ขี นาดเลก็ ลง

10.3 ผลกระทบจากการใช้ยาสเตียรอยด์

ถงึ แมว้ ่ายาสเตยี รอยด์จะมฤี ทธใิ ์ นการ
รกั ษาดี แต่ยาสเตียรอยด์ก็มีความเป็นพิษสูง
(high toxicity) ดว้ ยเช่นกนั เพราะฉะนนั้ จงึ ต้อง
ใช้ยาสเตยี รอยด์ให้ถูกวธิ ี และต้องอยู่ในความ
ดแู ลของแพทยอ์ ยา่ งใกลช้ ดิ ผลเสยี ทเ่ี กดิ ขน้ึ จาก
การใชย้ า สเตยี รอยดม์ ดี งั น้ี

1) มีผลต่อการเมตาบอลิซึมของ
โปรตีน (protein) ไขมัน (lipid) และ
คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) ซ่ึงเรียก
ผลกระทบน้ีว่า glucocorticoid effect

2) ทาใหเ้ กดิ ภาวะกระดกู ผุ และอาจ

(ทม่ี า: www.steroidsocial.org) สง่ ผลใหก้ ารเจรญิ เตบิ โตของรา่ งกายถูกยบั ยงั้

รปู ท่ี 11.5 ผลเสยี ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการใชย้ าสเตยี รอยด์

~ 151 ~

3) มผี ลทาใหก้ ารควบคมุ สมดุลของน้า และเกลอื แร่ (mineral) ในรา่ งกายผดิ ปกตไิ ป เน่ืองจาก
ยาเข้าไปรบกวนการทางานของฮอร์โมน aldosterone ซ่ึงทาหน้าท่ีควบคุมความสมดุลดังกล่าว
ผลกระทบน้ีเรยี กวา่ mineralocorticoid effect ทาใหม้ นี ้า และโซเดยี มคงั่ อยใู่ นรา่ งกาย ส่งผลใหค้ วามดนั
โลหติ ลดต่าลง เพราะน้าซมึ ผ่านออกจากเสน้ เลอื ดฝอย

4) ทาใหจ้ านวนเมด็ เลอื ดสงู ขน้ึ จงึ สง่ ผลต่อระบบโลหติ ปกติ
5) ผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เชน่ การนอนหลบั หรอื การทางานของคลน่ื สมอง
6) ส่งผลต่ออารมณ์ เชน่ ทาใหร้ สู้ กึ ซมึ เศรา้ หงดุ หงดิ หวนั่ ไหวงา่ ย หากมฮี อรโ์ มนในระดบั ต่า
7) ส่งผลต่อระบบกลา้ มเน้ือ เช่น เกดิ อาการอ่อนเปลย้ี ของกล้ามเน้ือลาย หากมฮี อรโ์ มนใน
ระดบั ต่า
8) ลดการอกั เสบ ต่อตา้ นสงิ่ กระตุน้ ทร่ี า้ ยแรง
9) ทาให้ตดิ เชอ้ื แบคทเี รยี ไวรสั และราไดง้ ่ายขน้ึ เพราะยาสเตยี รอยด์เขา้ ไปกดภูมติ ้านทาน
ของรา่ งกายเอาไว้
10) ทาใหเ้ กดิ แผลในกระเพาะอาหาร อาจทาใหก้ ระเพาะทะลไุ ด้
11) สง่ ผลทาใหป้ รมิ าณโปแตสเซยี มไอออน (K+) ในเลอื ดลดลง
12) ทาใหผ้ วิ หนงั แตก เกดิ ผน่ื แดง และสวิ
13) ทาใหค้ วามดนั ลกู ตาสงู ขน้ึ

เกรด็ ความรเู้ กี่ยวกบั ยาสเตียรอยด์

Anabolic steroids

โดยปกตหิ ากเราตอ้ งการเพม่ิ กลา้ มเน้อื ใหม้ ขี นาดใหญ่ขน้ึ ทาไดโ้ ดยการกนิ อาหารและออกกาลงั
กายใหเ้ หมาะสม กลา้ มเน้อื กจ็ ะถกู สรา้ งเพม่ิ ขน้ึ อยา่ งชา้ ๆ

ก) โครงสรา้ งของ testosterone ข) ยา dianabol ทส่ี งั เคราะหเ์ ลยี นแบบ testosterone

รปู ท่ี 11.6 โครงสรา้ งยาสรา้ งกลา้ มเน้อื กลุ่มสเตยี รอยด์

นอกจากนนั้ ยงั พบวา่ ยาในกลุ่ม steroid ทม่ี โี ครงสรา้ งคลา้ ยกบั testosterone มฤี ทธชิ ์ ่วยเพมิ่ การ
สงั เคราะหโ์ ปรตนี ของเซลลท์ ท่ี าหน้าทใ่ี นการเพมิ่ เน้อื เย่อื cellular tissue (anabolism) โดยเฉพาะอยา่ ง
ยงิ่ เซลลก์ ลา้ มเน้อื และสามารถเพมิ่ ความเป็นชายไดด้ ว้ ย จงึ มกี ารลกั ลอบใชย้ ากลุ่มน้ใี นทางทผ่ี ดิ ของ
นกั กฬี าเพาะกายบางกลุ่ม เพราะฉะนนั้ เราจงึ เรยี กยา steroid กลมุ่ น้วี า่ anabolic steroids ซง่ึ anabolic
แปลว่า การสรา้ ง หรอื การสงั เคราะห์ นนั่ เอง

~ 152 ~

(ทม่ี า: www.sott.net) (ทม่ี า: www.crazybulksupplements.com)

ตวั อย่างคาโฆษณาผลิตภณั ฑ์ รปู ท่ี 11.7 ตวั อยา่ งผลติ ภณั ฑท์ ม่ี กี ารผสม anabolic steroid

Dianabol เป็นหน่ึงในสเตยี รอยดท์ ถ่ี ูกพฒั นา และถูกใชใ้ นหม่นู กั เพาะกาย เน่ืองจากเป็นยาทใ่ี ช้
ง่าย มคี วามมนั่ คง และให้ผลท่ยี งั่ ยนื นาน ผลติ ภัณฑ์น้ีจงึ ถูกใช้อย่างแพร่หลายในนักเพาะกายและ
นกั กฬี าทวั่ โลก โดยท่ี dianabol ออกฤทธดิ ์ กี ว่าตวั อ่นื ๆ ทาให้เกดิ การปรบั ปรุงมวลกลา้ มเน้ือ และปรบั
สภาพไดด้ มี าก

~ 153 ~

คาถามท้ายบทท่ี 11
1. จงเขยี นโครงสรา้ งพน้ื ฐานของสารกลุ่มสเตยี รอยด์
2. สาร -sitosterol จดั เป็นสารกลุ่มสเตยี รอยดห์ รอื ไม่ และไดจ้ ากแหลง่ ใด
3. เพราะเหตุใดร่างกายจงึ ตอ้ งผลติ สารกลมุ่ สเตยี รอยด์
4. ยา paramethasone กบั ยา methylprednisolone ยาชนิดใด จดั เป็นยาตา้ นการอกั เสบทด่ี ี
จงอธบิ าย
5. ทาไมยากลุ่มสเตยี รอยดจ์ งึ ไดช้ อ่ื ว่ายารกั ษาสารพดั โรค
6. ผลเสยี ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการใชย้ ากลุ่มสเตยี รอยดม์ อี ะไรบา้ ง จงอธบิ าย
7. ทาไมมกั มกี ารตรวจพบการใชย้ ากลุ่มสเตยี รอยดใ์ นหมนู่ กั กฬี าเพาะกายอยบู่ ่อยๆ
8. Dianabol คอื อะไร

~ 154 ~

12

ยากระต้นุ ระบบประสาทส่วนกลาง

Perhaps of all the most basic element of music, rhythm most directly affects our
central nervous system

(ทม่ี า: www.12keysrehab.com)

วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา
1. สามารถอธบิ ายความหมายของยากระตุน้ ระบบประสาทสว่ นกลางได้
2. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ยากระตุน้ ระบบประสาทส่วนกลางชนิดต่างๆ
3. เขา้ ใจกลไกการกระตุน้ ระบบประสาทสว่ นกลาง
4. เขา้ ใจขอ้ จากดั ของยากระตุน้ ระบบประสาทส่วนกลางชนิดต่างๆ

~ 155 ~

เนื้อหา
1. บทนาเกย่ี วกบั ยากระตุน้ ระบบประสาทส่วนกลาง
2. ตาแหน่งต่างๆ ของสมองทถ่ี กู กระตุน้
3. ยากระตุน้ สมองส่วนซรี บี รมั
4. ยากระตุน้ ก้านสมอง
5. ยากระตุน้ ไขสนั หลงั
6. เกรด็ ความรเู้ กย่ี วกบั ยากระตุน้ ระบบประสาทส่วนกลาง

กิจกรรม
1. บรรยาย
2. อภปิ ราย
3. อ่านหนงั สอื อา้ งองิ เพม่ิ เตมิ
4. อ่านบทความทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพมิ่ เตมิ

แผนการเรยี นการสอน
1. บรรยายประกอบ power point
2. ทาแบบฝึกหดั
3. ทดสอบยอ่ ยหลงั การเรยี น และ/หรอื ทารายงาน

สื่อการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเคมที างยา
2. power point
3. เครอ่ื งฉายทบึ แสง หรอื ไวทบ์ อรด์
4. แบบฝึกหดั

การประเมินผล
1. ประเมนิ ผลจากการตอบคาถามและการมสี ว่ นรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการทดสอบยอ่ ยหลงั เรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการนาเสนอและการตอบคาถามของงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศกึ ษา

~ 156 ~

บทนา
ยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางเป็นยาท่อี อกฤทธเิ ์ พม่ิ ความต่นื ตวั ให้กบั สมอง ตงั้ แต่ระดบั

ปกติ ไปถึงขนั้ ชกั หมดสติ หรอื ตายได้ ข้นึ อยู่กับการออกฤทธแิ ์ ละขนาดของยาท่ไี ด้รบั ซ่ึงยาพวกน้ี
สามารถกระตุน้ การหายใจ การไหลเวยี นโลหติ และต้านฤทธขิ ์ องยาระงบั ประสาท หรอื ยานอนหลบั ได้
เช่น ยาบารบ์ ทิ ูเรต (barbiturates) ซ่งึ ยากระตุ้นระบบประสาทชนิดต่างๆ จะกระตุ้นสมองท่ตี าแหน่ง
ต่างๆ กนั ดงั น้ี
12.1 ยากระต้นุ สมองส่วนซีรบี รมั (cerebrum)

ยากระตุ้นสมองประเภทน้ีมีฤทธิก์ ระตุ้นสมองโดยทาให้รู้สึกเคลิบเคล้ิม มีอารมณ์เป็นสุข
(euphoria) ไมง่ ว่ งนอน รสู้ กึ มกี าลงั วงั ชา ถา้ ใชต้ ดิ ต่อกนั นานๆ และมขี นาดสูง อาจทาใหเ้ กดิ อาการคลุม้
คลงั่ ประสาทหลอนได้

1) ยาแอมเฟตามีน (amphetamines) คอื ยาท่ไี ดจ้ ากการสงั เคราะห์ โดยออกฤทธกิ ์ ระตุ้น
ร่างกายให้รู้สกึ ต่นื ตวั (wakefulness) ยากลุ่มน้ีจงึ มกั ถูกเรยี กว่า ยาขยนั (ยามา้ หรอื ยาบ้า) นัน่ เอง
นอกจากน้ี ยงั มกั ตรวจพบมกี ารลกั ลอบปลอมปนยาเดก็ โทรแอมเฟตามนี (dextroamphetamines) ในยา
หรอื ผลติ ภณั ฑล์ ดความอ้วน เพราะยากลุ่มน้ีมผี ลขา้ งเคยี งทท่ี าใหผ้ เู้ สพรสู้ กึ เบ่อื อาหาร นอนไมห่ ลบั จงึ
ทาให้น้าหนักลดลงอย่างรวดเรว็ ซ่งึ ยาเด็กโทรแอมเฟตามนี ถูกแยกด้วยวธิ ี selective chemical
separation มาจากยาขยนั

(ทม่ี า: www.ceida.net.au)

ก) ยาขยนั (amphetamine) ข) ยา dextroamphetamine

ค) ยา methamphetamine และ fenfluramine ทาใหเ้ บ่อื อาหารและเสพตดิ
รปู ที่ 12.1 โครงสรา้ งของยากลมุ่ แอมเฟตามนี
~ 157 ~

รปู ท่ี 12.2 แผนผงั แสดงการสงั เคราะหย์ าแอมเฟตามนี

รปู ที่ 12.3 แผนผงั แสดงการสงั เคราะหย์ าเดก็ โทรแอมเฟตามนี

2) ยาแซนทีน (xanthine) เช่น caffeine, theophilline หรอื aminophylline ทใ่ี ชเ้ ป็นยาออก
ฤทธติ ์ ่อระบบต่างๆ ในรา่ งกาย แต่ความแรงในการออกฤทธจิ ์ ะแตกต่างกนั

ก) caffeine ข) theophylline ค) aminophylline

กระตุน้ การเตน้ ของหวั ใจ ออกฤทธกิ์ ระตุน้ การหายใจ แกโ้ รคหอบหดื

รปู ที่ 12.4 โครงสรา้ งของยากลุ่มแซนทนี

~ 158 ~

12.2 ยากระต้นุ ก้านสมอง (brain stem)
ยากลุ่มน้ีจะกระตุ้นกา้ นสมองโดยเฉพาะศูนยค์ วบคุมการหายใจ และการไหลเวยี นโลหติ จงึ อาจ

ใช้ในการแก้พษิ ของยากดสมองอ่นื ๆ เช่น ยานอนหลบั หรอื ยาสลบ เป็นต้น เช่น ยา picrotoxin ยา
pentylenetetrazole หรอื ยา nikethamide เป็นตน้

12.3 ยากระต้นุ ไขสนั หลงั (spinal cord)

รปู ที่ 12.5 โครงสรา้ งของยา strychnine
ยากระตุ้นไขสนั หลงั ไดแ้ ก่ ยา strychnine ซง่ึ สกดั แยกมาไดจ้ ากพชื Strychnos nuxvomica
เป็นพชื ของอนิ เดยี ตะวนั ออก มรี สขม โดยมากจะใชแ้ ก้พษิ ยานอนหลบั แต่เลกิ ใชไ้ ปแล้วเน่ืองจากมพี ษิ
สงู ในบางทอ้ งทใ่ี ชใ้ นการเบอ่ื สุนขั หรอื เบ่อื หนู

เกรด็ ความร้เู กี่ยวกบั ยากระต้นุ ระบบประสาทส่วนกลาง
โคเคน (Cocaine)

ก) โครงสรา้ งของโคเคน (ทม่ี า: addictionresource.com) (ทม่ี า: www.jamaicaobserver.com)

ข) ผงโคเคน ค) ตน้ Coca

รปู ท่ี 12.6 โคเคน

โคเคน (cocaine) จดั เป็นยาเสพตดิ ทส่ี กดั มาจากใบของตน้ Coca โดยท่ี cocaine ออกฤทธทิ ์ า
ใหร้ สู้ กึ สบาย เคลบิ เคลม้ิ เป็นสุข และอาจทาใหเ้ กดิ การสนั่ และชกั ได้ โคเคนแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท
ใหญ่ๆ คอื โคเคนเบส (cocaine base) และ เกลอื โคเคน เช่น cocaine hydrochloride และ cocaine
sulfate ซ่งึ ต้นโคคา (Coca plant) เป็นพชื ท่ปี ลูกกนั มากตามแถบเทอื กเขาแอนดสิ และแถบภาค
ตะวนั ตกของกลมุ่ ประเทศในทวปี อเมรกิ าใต้ ไดแ้ ก่ เปรู โบลเิ วยี โคลมั เบยี เป็นต้น ชาวอนิ เดยี นของทาง
แถบเทอื กเขาแอนดสิ ไดเ้ สพโคเคนมานานเป็นเวลาหลายศตวรรษ โดยการเคย้ี วใบโคคาเพ่อื เป็นยาช่วย
ระงบั ความเหน็ดเหน่ือย และความหวิ โหย ทาให้รสู้ กึ ทนทานต่อชวี ติ ทต่ี ้องตรากตรา หรอื ต้องต่อสู้กบั
ธรรมชาตไิ ด้ นอกจากน้ีโคเคนยงั มมี ากในแถบแอฟรกิ าใต้อกี ดว้ ย สารโคเคนถูกสกดั ได้ครงั้ แรกเม่อื ปี
ค.ศ.1844 และในวงการแพทยไ์ ดน้ ามาใชเ้ ป็นยาชาเฉพาะท่ี แต่ปจั จบุ นั เลกิ ใชแ้ ลว้

~ 159 ~

ยาชาเฉพาะที่ (local anesthetics)

รปู ที่ 12.7 ยาตน้ แบบในการสงั เคราะหย์ าชา
นอกจากน้ี cocaine ยงั ถูกใช้เป็นยาต้นแบบในการสงั เคราะห์ยาชาท่ีใช้ในปจั จุบนั โดยท่ี
โครงสรา้ งของอนุพนั ธด์ งั กล่าว จะมที งั้ ส่วนทช่ี อบน้า (hydrophilic) และส่วนทช่ี อบไขมนั (lipophilic) จงึ
ทาใหย้ ามคี ณุ สมบตั ทิ างเภสชั วทิ ยาทด่ี ี

ก) ยา procaine ข) ยา dicaine

ค) ยา lidocaine ง) ยา tetracaine

รปู ท่ี 12.8 โครงสรา้ งของยาชาชนดิ ต่างๆ ทเ่ี ป็นอนุพนั ธข์ อง cocaine

รปู ท่ี 12.9 การสงั เคราะหย์ า procaine และยา novocaine
~ 160 ~

คาถามท้ายบทที่ 12
1. จงใหค้ าจากดั ความของ “ยากระตุน้ ระบบประสาทส่วนกลาง”
2. ยาขยนั หรอื ยาบา้ ออกฤทธอิ ์ ยา่ งไรต่อระบบประสาท
3. เพราะเหตุใดจงึ มกี ารลกั ลอบปลอมปนยากระตุน้ ระบบประสาทส่วนกลางลงในยาลดความอว้ น
4. จงแสดงวธิ กี ารแยกสาร dextroamphetamine จากสารผสม amphetamine
5. กาแฟจดั เป็นยากระตุน้ ระบบประสาทส่วนกลางหรอื ไม่ จงอธบิ าย
6. ยาสลบกบั ยากระตุน้ ระบบประสาทออกฤทธแิ ์ ตกต่างกนั อยา่ งไร จงอธบิ าย
7. Cocaine คอื อะไร และชาวอนิ เดยี นแดงใชเ้ ป็นสมนุ ไพรเพอ่ื เหตุใด
8. จงแสดงวธิ กี ารสงั เคราะหย์ าชา novocaine จากสาร para-amino benzoic acid

~ 161 ~

13

ยานอนหลบั

The quite of the night was more soothing than a sleeping pill

(ทม่ี า: www.veryfunnypics.eu)

วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา
1. สามารถอธบิ ายความหมายของการนอนหลบั ได้
2. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั การนอนหลบั ประเภทต่างๆ
3. สามารถอธบิ ายเขา้ ใจวงจรการนอนหลบั ได้
4. สามารถอธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งอายแุ ละประสทิ ธภิ าพในการนอนหลบั ได้
5. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ยานอนหลบั ชนิดต่างๆ
~ 162 ~

เนื้อหา
1. บทนาเกย่ี วกบั การนอนหลบั
2. การนอนหลบั ประเภทต่างๆ
3. ระยะเวลาของการนอนหลบั
4. วงจรของการนอนหลบั
5. ปญั หาการนอนหลบั ในผสู้ งู อายุ
6. การนอนหลบั ทผ่ี ดิ ปกตชิ นิดต่างๆ
7. ยานอนหลบั ชนิดต่างๆ
8. เกรด็ ความรู้

กิจกรรม
1. บรรยาย
2. อภปิ ราย
3. อ่านหนงั สอื อา้ งองิ เพม่ิ เตมิ
4. อ่านบทความทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพมิ่ เตมิ

แผนการเรียนการสอน
1. บรรยายประกอบ power point
2. ทาแบบฝึกหดั
3. ทดสอบยอ่ ยหลงั การเรยี น และ/หรอื ทารายงาน

สื่อการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเคมที างยา
2. power point
3. เครอ่ื งฉายทบึ แสง หรอื ไวทบ์ อรด์
4. แบบฝึกหดั

การประเมินผล
1. ประเมนิ ผลจากการตอบคาถามและการมสี ว่ นรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการทดสอบยอ่ ยหลงั เรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการนาเสนอและการตอบคาถามของงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศกึ ษา

~ 163 ~

บทนา

การนอนหลบั (sleeping) หมายถงึ สภาวะทไ่ี มร่ บั รตู้ ่อการเปลย่ี นแปลงของสง่ิ แวดลอ้ ม ซง่ึ โดย
ปกตจิ ะไมเ่ คล่อื นท่ี ยกเวน้ สตั วบ์ างชนิด เช่น โลมา และสตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนมในทะเล (marine
mammals) ซง่ึ จะนอนหลบั ไปพรอ้ มๆ กบั การว่ายน้า นกบางชนิดกส็ ามารถนอนหลบั ในระหว่างการ
เดนิ ทางอพยพขา้ มถน่ิ ทใ่ี ชเ้ วลานานๆ ซง่ึ การศกึ ษาเรอ่ื งการนอนหลบั เรมิ่ ขน้ึ ในปี ค.ศ.1953 โดย
Nathaniel Kleitman พยายามจะพสิ จู น์วา่ การนอนหลบั ไมไ่ ดเ้ ป็นไปตามแนวคดิ เดมิ ทว่ี ่า “การนอนหลบั
เกดิ จากการหยดุ การทางานของสมองเป็นส่วนใหญ่” การนอนหลบั ยงั ถกู ควบคมุ ดว้ ยสมองสว่ นต่างๆ
หลายสว่ น รวมถงึ การหลงั่ ของ neurotransmitter ทม่ี คี วามสาคญั ต่อการนอนหลบั ดงั แสดง

ตารางที่ 1 ชนดิ ของ neurotransmitter ทม่ี ผี ลต่อการนอนหลบั

Neurotransmitter สมองส่วนต่างๆ การควบคมุ
acetylcholine dorsal tegmentum of pons and midbrain wakefulness
basal forebrain REM sleep
monoamine
norepinephrine locus ceruleus wakefulness and attention
serotonin raphe nuclei non-REM sleep
histamine hypothalamus wakefulness

ซง่ึ Nathaniel Kleitman พบว่า “การนอนหลบั นนั้ จะถูกกาหนดโดยชว่ ง rapid eye movement
หรอื ทเี่ รยี กกนั ว่า REM ซงึ่ สามารถพบไดใ้ นสตั วท์ กุ ชนิด” ซง่ึ REM จะเกดิ เป็นชว่ งๆ สลบั กนั ไปมากบั
non-REM ซง่ึ เป็นการหลบั แบบสนิท (quiet sleep)

รปู ท่ี 13.1 แสดงการนอนหลบั แบบ non-REM และ REM ของการหลบั ตลอดคนื
(ทม่ี า: www.science.howstuffworks.com)

~ 164 ~

เมอ่ื วทิ ยาศาสตรม์ คี วามเจรญิ กา้ วหน้าไปมาก นกั วทิ ยาศาสตรจ์ งึ ทาการวจิ ยั เรอ่ื งการนอนหลบั
อกี ครงั้ โดยศกึ ษาการทางานของเซลลป์ ระสาทในสมองระหว่างการนอนหลบั โดยใชเ้ สน้ ใยระดบั เลก็ จวิ๋
(ขนาดเลก็ ประมาณ 32 ไมครอน) ซง่ึ เทยี บเท่ากบั เสน้ ผมทเ่ี ลก็ ทส่ี ดุ ของมนุษยเ์ ทา่ นนั้ ใส่เขา้ ไปในสว่ น
ต่างๆ ของสมองทงั้ ในมนุษย์ และสตั วท์ ดลองในหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร และพบว่าในช่วงการนอนหลบั นนั้
การทางานของเซลลป์ ระสาทของสมองจะไมค่ งท่ี โดยสมองแบ่งการทางานออกเป็น 2 ช่วง ดงั น้ี

13.1 ช่วง non-REM sleep
การนอนหลบั ในชว่ งน้มี คี วามสาคญั มาก เพราะทาใหร้ า่ งกายมภี มู คิ ุม้ กนั ทแ่ี ขง็ แรง ระบบการ

ยอ่ ยอาหาร และมกี ารหลงั่ ของฮอรโ์ มนทเ่ี รง่ การเจญิ เตบิ โต growth hormone นอกจากน้ียงั พบว่าการ
นอนหลบั ในช่วงน้ีร่างกายมกี ารทางานของหลายๆ ส่วนลดลง เช่น การทางานของประสาทอตั โนมตั ิ
เป็นตน้

 เซลลป์ ระสาทบรเิ วณกา้ นสมองสว่ นใหญ่มกี ารทางานลดลง
 เซลลส์ มองส่วน cerebral cortex ทอ่ี ยใู่ นสมองส่วนหน้ามกี ารทางานลดลง
 อตั ราการหายใจ และอตั ราการเตน้ ของหวั ใจอยใู่ นระดบั ปกติ
 มกี ารคลายตวั ของกลา้ มเน้อื
 การเคลอ่ื นไหวของกลา้ มเน้ือลกู ตาลดลง

เรามกั จะไมฝ่ นั ในชว่ งน้ี แต่รา่ งกายจะเกดิ การซ่อมแซมส่วนทส่ี กึ หรอภายในรา่ งกายในการนอน
หลบั ช่วง non-REM

13.2 ช่วง REM sleep
การทางานของสมองในช่วงการนอนหลบั แบบ REM จะมคี วามแตกต่างกบั การนอนหลบั แบบ

non-REM อยา่ งสน้ิ เชงิ กลา่ วคอื
 สมองมกี ารทางานเกอื บเท่ากบั สภาวะทเ่ี ราต่นื
 เซลลป์ ระสาทในสมองสว่ นหน้า และโคนสมอง ยงั คงส่งกระแสประสาทในอตั ราสงู เกอื บ

เท่ากบั สภาวะทเ่ี ราต่นื
 มกี ารเคล่อื นไหวของกลา้ มเน้อื ลกู ตาอยา่ งรวดเรว็ (REM)
 ความฝนั สว่ นใหญ่เกดิ ในช่วงการนอนหลบั ชว่ งน้ี

การนอนหลบั แบบ REM อาจจะมผี ลกระทบต่อระบบสมองซง่ึ ควบคุมอวยั วะภายในของรา่ งกาย
ใหท้ างานไดอ้ ย่างไม่ปกตใิ นช่วงน้ี เชน่ ส่งผลต่ออตั ราการเตน้ ของหวั ใจ อตั ราการหายใจ และการ
ควบคมุ อุณหภมู ขิ องรา่ งกาย เป็นตน้ การนอนหลบั แบบ REM อาจยงั ส่งผลทาใหม้ กี ารแขง็ ตวั ของ
อวยั วะเพศชาย ส่วนเพศหญงิ มกี ารขยายตวั ของคลสิ ตอรสิ ในชว่ งน้ดี ว้ ยถงึ แมว้ า่ ไมไ่ ดฝ้ นั เกย่ี วกบั เรอ่ื ง
เพศกต็ าม

~ 165 ~

13.3 ระยะของการนอนหลบั (sleep stage) ลงไปอกี ตามลกั ษณะของ
จากการศกึ ษาพบว่า การนอนหลบั สามารถแบ่งเป็นระยะยอ่ ยๆ

คล่นื ไฟฟ้าสมอง (EEG) ในชว่ งเวลาต่างๆ ไดด้ งั น้ี

รปู ที่ 13.2 ลกั ษณะของคลน่ื ไฟฟ้าสมองในชว่ งเวลาต่างๆ
(ทม่ี า: www.dromfjl.top)

 สภาวะต่นื ตวั (awake stage) เป็นสภาวะทส่ี มองต่นื ตวั และสมองมกี ารปลอ่ ยคลน่ื ไฟฟ้า
สมองชนิด beta ออกมา ซง่ึ beta-wave น้จี ะมลี กั ษณะเป็นคล่นื ทม่ี คี วามถส่ี งู ความต่างศกั ยต์ ่า

 ชว่ งก่อนเขา้ ส่ขู นั้ ท่ี 1 (drowsy stage) เป็นสภาวะทร่ี ่างกายเรมิ่ เหน่อื ยลา้ ทาใหส้ มองปล่อย
คล่นื ไฟฟ้าสมองชนดิ alpha ออกมาอยา่ งชดั เจน ซง่ึ การนอนหลบั ในชว่ งน้ีจะใชเ้ วลาประมาณ 1-5 นาที
และคดิ เป็นเวลา 2-5 เปอรเ์ ซน็ ตข์ องการนอนหลบั ทงั้ หมด หรอื เรยี กอกี อยา่ งว่าเป็นช่วงรอยต่อระหวา่ ง
การต่นื และการนอนหลบั นนั่ เอง

 ขนั้ ท่ี 1 (light sleep) สมองจะปลดปลอ่ ยคล่นื ไฟฟ้าสมองชนิด Theta wave

 ขนั้ ท่ี 2 (medium sleep) เป็นขอบเขตล่าง (baseline) ของการนอนหลบั จะใชเ้ วลาประมาณ
45-60 เปอรเ์ ซน็ ตข์ องการนอนหลบั ทงั้ หมด โดยมคี ลน่ื ไฟฟ้าสมองแบบ spindle ผสมกบั K-complex ซง่ึ
ในผสู้ งู อายทุ เ่ี จอปญั หานอนไมห่ ลบั พบว่าจะมกี ารนอนในช่วงน้ีนานขน้ึ

 ขนั้ ท่ี 3 (deep sleep) การนอนหลบั ในช่วงน้ี จดั เป็นช่วงหลบั ลกึ มากของรา่ งกาย โดยทส่ี มอง
จะปลดปลอ่ ยคล่นื ไฟฟ้าสมองชนดิ delta ออกมาอยา่ งชดั เจน ซง่ึ delta wave มลี กั ษณะเป็นแบบคล่นื ชา้
และมยี อดสงู (high amplitude)

 ขนั้ ท่ี 4 (very deep sleep) มลี กั ษณะของคลน่ื ไฟฟ้าสมองคลา้ ยกบั ขนั้ ท่ี 3 แต่มยี อดสงู กวา่
(higher amplitude)

~ 166 ~

รปู ท่ี 13.3 ภาพลกั ษณะคลน่ื ไฟฟ้าสมอง (EEG) ในแต่ละขนั้ ของการนอนหลบั
(ทม่ี า: www.s3.amazonaws.com)

13.4 วงจรของการนอนหลบั (sleep hypnogram)

การนอนหลบั จะเรม่ิ ดว้ ยการนอนหลบั แบบ non-REM sleep ซง่ึ จะประกอบดว้ ย 4 ระยะ ดงั ท่ี
กล่าวมาแลว้ และตามดว้ ยการนอนหลบั แบบ REM sleep สลบั กนั ไป โดยทวั่ ไปการนอนหลบั ในช่วง
non-REM sleep จะเกดิ ขน้ึ ใน 90 นาที หลงั เราเรม่ิ ตน้ นอนหลบั (sleep onset) และสลบั เขา้ ชว่ งการ
นอนหลบั แบบ REM sleep ประมาณ 10 นาที สลบั กนั ไปมา และเมอ่ื เวลาผ่านไป แต่ละชว่ งของการ
นอนหลบั ในระยะ REM sleep จะเพมิ่ เวลามากขน้ึ จนทา้ ยทส่ี ดุ จะกนิ เวลาประมาณ 1 ชวั่ โมง ส่วนช่วง
ของการนอนหลบั แบบ non-REM sleep จะลดสนั้ ลง ผลทไ่ี ดจ้ าก polysomnograms พบคล่นื ของสมอง
ในชว่ งของการนอนหลบั แบบ REM มลี กั ษณะเหมอื นคล่นื ของสมองในขณะต่นื ทกุ ประการ

~ 167 ~

รปู ท่ี 13.4 แสดงวงจรของการนอนหลบั (sleep hypnogram)
(ทม่ี า: www.thebrain.mcgill.ca)

ในคนปกตจิ ะพบว่าอตั ราการเต้นของหวั ใจและการหายใจจะเพมิ่ ข้นึ ในขณะท่ีเรานอนหลบั อยู่
ในช่วง REM sleep และจะมกี ารเคล่อื นไหวอยา่ งรวดเรว็ ในทศิ ทางต่างๆ ซง่ึ ในระยะน้ีเรามกั มกี ารฝนั
(dreaming) เกดิ ขน้ึ ซง่ึ เป็นผลมาจากกจิ กรรมของสมองทม่ี เี พม่ิ ขน้ึ นนั่ เอง ส่วนการอ่อนแรง (paralysis)
ของกลา้ มเน้ือกลุ่มต่างๆ ในขณะหลบั เกดิ จากผลรวมระหว่างภาวะของสมองทม่ี กี ารต่นื ตวั (excitement
stage) กบั ภาวะทก่ี ลา้ มเน้ือไมม่ กี ารไหวตวั (muscular immobility) จงึ เรยี กการนอนหลบั แบบน้ีว่าเป็น
paradoxical sleep

รปู ที่ 13.5 แสดงลาดบั การแสดงคลน่ื สมองในแต่ละระยะในแต่ละรอบของการหลบั
(ทม่ี า: www.sleepinformer.blogspot.com)

ชว่ งของการนอนหลบั ชนิด REM เมอ่ื คดิ เป็นเปอรเ์ ซน็ ต์ จะพบว่า การนอนของเดก็ จะใชเ้ วลาใน
การนอนหลับช่วงดงั กล่าว 50 เปอร์เซ็นต์ ของเวลานอนทงั้ หมด ส่วนของผู้ใหญ่จะลดเหลือ
20 เปอรเ์ ซน็ ต์

~ 168 ~

รปู ที่ 13.6 ปรมิ าณของจานวน REM ของวงจรของการนอนหลบั
(ทม่ี า: www.end-your-sleep-deprivation.com)

การนอนหลบั จะเป็นวงจรตามธรรมชาติ ซง่ึ จะเรมิ่ ตน้ ดว้ ยการนอนหลบั แบบสงบเงยี บ (quiet:
non-REM) และตามดว้ ยการหลบั แบบไมส่ งบ (active: REM sleep) ในแต่ละวงจรของการนอนหลบั ท่ี
ผา่ นไป พบวา่ ชว่ งของการนอนหลบั แบบสงบเงยี บ (non-REM) จะสนั้ ลงเรอ่ื ยๆ สว่ นการนอนหลบั แบบ
ไมส่ งบ (REM sleep) จะยาวขน้ึ เรอ่ื ยๆ

13.5 อาการนอนหลบั พบว่ามี 2 แบบ
1) นอนหลบั แบบไมฝ่ นั (non-REM sleep) ซง่ึ มลี าดบั การนอนหลบั ดงั น้ี
1. ต่นื ตวั
2. รสู้ กึ งว่ งนอน
3. เคลม้ิ หลบั ปลกุ งา่ ย
4. หลบั คอ่ นขา้ งลกึ
5. หลบั ลกึ สบาย หลบั สนทิ ปลุกยาก

2) ส่วนการนอนหลบั แบบฝนั (REM sleep) มลี าดบั การนอนหลบั ดงั น้ี
1. รสู้ กึ งว่ งนอน
2. เคลม้ิ หลบั ปลุกงา่ ย
3. หลบั คอ่ นขา้ งลกึ
4. หลบั ลกึ สบาย หลบั สนทิ ปลกุ ยาก
5. ฝนั หลงั่ น้ากาม ระบบประสาทอตั โนมตั ทิ างานมาก

13.6 ปัญหาการนอนหลบั ในผสู้ งู อายุ
ผสู้ งู อายปุ ระมาณ 40 เปอรเ์ ซน็ ต์ มกั พบปญั หาการนอนไมห่ ลบั โดยมากจะเป็นปญั หาเกย่ี วกบั

การนอนลาบาก นอนไมเ่ ตม็ อมิ่ นอนหลบั ๆ ต่นื ๆ หรอื นอนต่นื เชา้ มาก เป็นตน้ จากผลงานวจิ ยั พบว่า

~ 169 ~

เมอ่ื อายเุ พม่ิ มากขน้ึ ประสทิ ธภิ าพการนอนจะลดลงโดยสงั เกตจากคลน่ื สมองของผสู้ งู อายจุ ะมกี ารนอน
หลบั แบบ non-REM sleep ซง่ึ เป็นการหลบั แบบมปี ระสทิ ธภิ าพลดลง

รปู ท่ี 13.7 ปญั หาการนอนหลบั ในผสู้ งู อายุ
(ทม่ี า: www.scripps.org)

การนอนหลบั non-REM sleep ใน stage 1 จะเพม่ิ มากขน้ึ และยาวนานขน้ึ ในผสู้ งู อายุ ซง่ึ หาก
รา่ งกายมกี ารนอนในลกั ษณะน้มี ากขน้ึ จะสง่ ผลทาใหน้ อนไมเ่ ตม็ อม่ิ และต่นื งา่ ย เพราะการนอนหลบั
ในช่วง REM มกั ถูกแทรกดว้ ย non-REM sleep ใน stage 2 มากขน้ึ จงึ ทาใหก้ ารนอนหลบั ในชว่ ง REM
ต่ากว่าปกติ คณุ ภาพของการนอนหลบั กจ็ ะลดลงตามไปดว้ ย

(ทม่ี า: www.sleepsources.org)

ก) วงจรของการนอนหลบั ของแต่ละช่วงวยั (ทม่ี า: www.sleepsources.org)

ข) Sleep pattern ในช่วงอายตุ ่างๆ

รปู ที่ 13.8 ผลของอายทุ ม่ี ผี ล sleep hypnogram

~ 170 ~

13.7 การนอนหลบั ท่ีผิดปกติ ทต่ี อ้ งมกี ารกนิ ยา แบ่งเป็น 4 กล่มุ คอื

1) นอนไม่หลบั (insomnia) อาจเกดิ จาก

เสยี งดัง ร้อน หนาว แมลงกัด อายุมาก วติ กกังวล
ป่วย เจ็บ โรคซึมเศร้า คลุ้มคลัง่ โรคจิตเภท โรค

ประสาท และจากฤทธยิ ์ ากระตุน้ ประสาท

2) นอนหลบั มาก (hypersomnia)
3) ครง่ึ หลบั ครง่ึ ต่นื (parasomnia) ปสั สาวะ

รดทน่ี อน นอนผวา

(ทม่ี า: viewsfromthehorizon.wordpress.com) 4) นอนหลบั ทม่ี ขี นั้ ตอนผดิ ปกติ

รปู ที่ 13.9 ปญั หาการนอนไมห่ ลบั

13.8 ยานอนหลบั ชนิดต่างๆ

1) Benzodiazepines
ยากลุ่มน้ีเป็นยานอนหลับท่ีใช้มากท่ีสุดในปจั จุบนั ใช้คลายกังวล ระงบั ประสาท หากใช้ใน

ปรมิ าณมากจะทาใหง้ ่วงซมึ หลบั ลกึ แต่ไม่ทาใหส้ ลบ ลดเวลาหลบั ในช่วงฝนั เม่อื หยดุ ยาจะฝนั นานและ
ฝนั รา้ ย เช่น ยา diazepam เป็นต้น และเมอ่ื มกี ารปรบั เปลย่ี นหม่แู ทนทบ่ี นโครงสรา้ งของยา diazepam
โดยมหี ม่ดู งึ อเิ ลก็ ตรอน (electron withdrawing group) บนวงเบนซนี จะส่งผลทาใหอ้ นุพนั ธน์ นั้ ๆ มฤี ทธิ ์
มากขน้ึ แต่หากมหี มใู่ หอ้ เิ ลก็ ตรอน (electron donating group) ขนาดใหญ่ จะสง่ ผลทาใหย้ ามฤี ทธลิ ์ ดลง

diazepam nitrazepam flurazepam oxazepam

รปู ที่ 13.10 โครงสรา้ งของยากลมุ่ benzodiazepine

ยานอนหลบั กลุ่ม zolam เป็นอนุพนั ธข์ องยากลุ่ม benzodiazepine และเป็นยานอนหลบั กลุ่มท่ี
ใชก้ นั อยา่ งแพรห่ ลายในปจั จบุ นั

triazolam midazolam alprazolam

รปู ที่ 13.11 โครงสรา้ งของยากลมุ่ zolam ซง่ึ เป็นอนุพนั ธข์ องยากลุ่ม benzodiazepine

~ 171 ~

2) Barbiturates

ยาในกลุ่ม barbiturates เช่น ยา thiopental ยา pentobarbital และยา phenobarbital เป็น
อนุพนั ธข์ องสารกลุ่ม barbituric acid โดยทย่ี าดงั กลา่ วจะมโี ครงสรา้ งทแ่ี ตกต่างกนั ส่งผลทาให้ความแรง
ในการออกฤทธแิ ์ ตกต่างกนั ยากล่มุ น้ีไม่ควรรบั ประทานพรอ้ มกบั แอลกอฮอลเ์ พราะยาจะถูก metabolite
ทต่ี บั ไดช้ า้ และทาใหถ้ ูกกาจดั ออกจากรา่ งกายไดช้ า้ จงึ อาจเป็นอนั ตรายต่อผปู้ ว่ ยได้ จงึ ควรหลกี เลย่ี ง

barbituric acid thiopental pentobarbital phenobarbital
Sedative effect ไมม่ ผี ล สนั้ กลาง นาน

รปู ท่ี 13.12 โครงสรา้ งของกลุ่ม barbiturates และ sedative effect

รปู ท่ี 13.13 แผนภาพแสดงการสงั เคราะหย์ า thiopental

เม่อื ใชย้ า Barbiturates ติดต่อกนั เป็นเวลานาน ร่างกายจะทนต่อยา ติดยา และออกฤทธกิ ์ ด
ประสาทส่วนกลางมากกว่ายากลุ่ม benzodiazepines ยาในกลุ่มน้ีถูกใช้น้อยในการใช้เป็นยาระงบั
ประสาท หรอื ยานอนหลบั แต่ยาในกล่มุ น้มี กั นิยมใชเ้ ป็นยากนั ชกั เช่น ยา phenobabital หรอื อาจใชเ้ ป็น
ยาสลบ เช่น ยา thiopental

3) Alcohols-type hypnotics

ยา chloral hydrate tri-chloroethanol

รปู ท่ี 13.14 แผนภาพแสดงการสงั เคราะหย์ า Thiopental

เช่น ยา chloral hydrate จดั เป็นยานอนหลบั ทอ่ี อกฤทธริ ์ ะยะสนั้ และปลอดภยั แต่ยาจะมกี ลนิ่
และรสไม่ดี และอาจทาใหก้ ระเพาะเกดิ การระคายเคอื งได้ ซง่ึ ยา chloral hydrate จะถูกเปลย่ี นสภาพให้

~ 172 ~

เป็น active metabolite คอื tri-chloroethanol ซง่ึ จะมผี ลต่อ slow wave sleep แต่มผี ลต่อการนอนหลบั
แบบ REM น้อย

เกรด็ ความรู้
ยาสลบ

ยาสลบ (general anesthetics) คอื ยาทก่ี ดการทางานของระบบประสาทส่วนกลาง ทาให้ไม่
รสู้ กึ ตวั หมดสตโิ ดยส้นิ เชงิ ปลุกไม่ต่นื ไม่รสู้ กึ เจบ็ ปวด กลา้ มเน้ือมกี ารคลายตวั รเี ฟลก็ ซ์ต่างๆ ลดลง
เม่อื หมดฤทธยิ ์ าแล้วผู้ป่วยจะฟ้ืนคนื สติได้อีก และไม่อาจจาเหตุการณ์ต่างๆ ในขณะทไ่ี ด้รบั ยาได้ ซ่งึ
แตกต่างกบั ยาชา (local anesthetics) ท่ที าใหห้ มดความรูส้ กึ เจบ็ ปวดเฉพาะบรเิ วณทไ่ี ดร้ บั ยาเท่านัน้
ออกฤทธโิ ์ ดยการทย่ี าจะไปจบั กบั lipid matrix และโปรตนี ของเย่อื หุม้ เซลล์ (cell membrane) ทาให้
ขดั ขวางการไหลของโซเดยี มไอออน (Na+) เขา้ ส่เู ซลลเ์ พมิ่ threshold ของการสง่ สญั ญาณประสาท

ยาสลบมี 2 ชนิด
1) แบบสดู ดม (inhalation)

ยาชนิดน้จี ะมสี ถานะเป็นแก๊ส (gas) หรอื เป็นของเหลวระเหยงา่ ย (volatile liquid) เช่น nitrous
oxide, halothane, CF3-CHCIBr, diethyl ether, chloroform เป็นตน้ ในปจั จบุ นั ยงั มยี ากลุ่มน้ีอกี หลาย
ชนิด เช่น ยา cyclopropane ยา isoflurane และยา ethoxyflurane

ยา isoflurane ยา methoxyflurane
2) แบบฉีด (intravenous)

ยา thiopental ยา diazepam

~ 173 ~

คาถามท้ายบทที่ 13
1. การนอนหลบั หมายถงึ อะไร จงอธบิ าย
2. Neurotransmitter ชนดิ ใดเกย่ี วขอ้ งกบั การนอนหลบั
3. REM คอื อะไร จงอธบิ าย
4. จงอธบิ ายความแตกต่างระหวา่ งการนอนหลบั แบบ REM และ non-REM
5. จงอธบิ ายวงจรการนอนหลบั
6. “เมอ่ื อายเุ พม่ิ ขน้ึ เราจะนอนหลบั แบบมปี ระสทิ ธภิ าพไดน้ ้อยลง” ขอ้ ความน้เี ป็นจรงิ หรอื ไม่
จงอธบิ าย
7. เพราะเหตุใด วยั รุ่นมกั ใชย้ ากล่มุ zolam อยา่ งผดิ วตั ถุประสงค์
8. ยาสลบหมายถงึ อะไร และถูกแบ่งออกเป็นกช่ี นิด อะไรบา้ ง

~ 174 ~

บรรณานุกรม

เกษร นนั ทจติ . ยาท่ีเก่ียวข้องกบั การรกั ษามะเรง็ . คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่, 2546

นงลกั ษณ์ สขุ วาณชิ ยศ์ ลิ ป์. ความก้าวหน้าทางเภสชั วิทยาของยาและอาหารเสริมสาหรบั ผสู้ งู อายุ.
พมิ พค์ รงั้ ท่ี 3. ภาควชิ าเภสชั วทิ ยา คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, 2540

นลนิ ภศั ร์ ศกั ดติ ์ ยิ สุนทร, ออ้ มบุญ วลั ลสิ ตุ , ธดิ ารตั น์ บุญรอด, อศั วชยั ช่วยพรหม, นงนุช มณฉี าย,
ปิยวรรณ บชู า, บญุ ญานี ศุภผล, ณรวงคช์ ยั พว่ งปาน และ ธดิ ารตั น์ อนิ ถาวร. การวิเคราะห์
คณุ ภาพสมนุ ไพรด้วยวิธีทีแอลซี. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1. กรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ กระทรวง
สาธารณสุข, 2554

พจนีย์ สุรยิ ะวงศ์. ความก้าวหน้าของยาและสมนุ ไพรต้านจลุ ชีพ. คณะเภสชั ศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล. กรงุ เทพ ฯ: ท.ี พ.ี พรน้ิ ท.์ 2537

โพยม วงศภ์ วู รกั ษ์ และ พยงค์ เทพอกั ษร. เภสชั วิทยาเล่ม 2 (Pharmacology). พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1.
โครงการสวสั ดกิ ารวชิ าการ สถาบนั พระบรมราชชนก, 2544

รตั นา อนิ ทรานุปกรณ์. การตรวจสอบและการสกดั แยกสารสาคญั จากสมุนไพร. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2.
สานกั พมิ พจ์ ฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2550

ระววี รรณ สทิ ธโิ อสถ. เคมที างยา (Medical Chemistry). พมิ พค์ รงั้ ท่ี 3. สานกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั
รามคาแหง, 2554

วภิ า พลนั สงั เกตุ. เคมที างยา (Medical Chemistry). ภาควชิ าเคมี คณะวทิ ยาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ

วณี า จริ จั ฉรนิ ากลู . ยาและผลิตภณั ฑจ์ ากธรรมชาติ. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1. ภาควชิ าเภสชั วนิ จิ ฉยั
คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, 2534

สรุ เกยี รติ อาชานุภาพ, กาพล ศรวี ฒั นกุล และ ลอื ธวฒุ ิ บานเยน็ . ค่มู อื การใช้ยา 1 การใช้ยาทวั่ ไป.
พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1. ศูนยบ์ รกิ ารหนงั สอื -ขา่ วสารทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุข, 2524

โอภา วชั ระคุปต.์ เคมีของยา ฉบบั 1. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1. กรงุ เทพ ฯ: พ.ี เอส. พรน้ิ ท.์ 2551

Alex Gringauz. Introduction to Medicinal Chemistry: How Drugs Act and Why, Wiley- VCH,
1997

Donald J. Abraham. Buger's Medicinal Chemistry Drug Discovery. Sixth Edition, A John
Wiley and Sons, Inc., Publication
~ 175 ~

Graham L. Patrick. An Introduction to Medical Chemistry. Forth Edition, Oxford University
Press Inc., New York, 2009

Karel Macek. Pharmaceutical applications of thin-layer and paper chromatography, Elsevier
Publishing Company, 1972

Marc W. Harrold and Robin M. Zavod. Basic Concepts in Medicinal Chemistry. American
Society of Health-System Pharmacists Publisher, 2014

Paul M. Dewick. Medicinal Natural Products: A Biosynthetic Approach, 3rd-Edition, Wiley,
2009

Stephen Hanessian, Raimund Mannhold, Hugo Kubinyi and Gerd Flokers. Natural Products in
Medicinal Chemistry, Wiley-VCH, 2014

~ 176 ~


Click to View FlipBook Version