กรดโฟลคิ (folic acid) มคี วามสาคญั ในการเจรญิ เตบิ โตของแบคทเี รยี โดยจะถูกสงั เคราะห์มา
จาก p-Aminobenzoic acid (PABA) และมเี อนไซมท์ ่เี ก่ยี วขอ้ งดงั แสดงใน รปู ท่ี 5.23 ยาซลั ฟามี
โครงสร้าง และขนาดโมเลกุลคล้ายคลึงกับ PABA จึงทาให้ยาซัลฟาสามารถแย่งจบั เอนไซม์
dihydropteroate synthase ซ่งึ ทาหน้าท่สี าคญั ในการสงั เคราะห์กรดเทอโรอิก(pteroric acid) ของ
แบคทเี รยี ส่งผลทาใหแ้ บคทเี รยี ไมส่ ามารถสงั เคราะหโ์ ปรตนี DNA และ RNA ได้ การเจรญิ เตบิ โตของ
แบคทเี รยี กจ็ ะหยดุ ชะงกั ลงทนั ที ซง่ึ การออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ แบบน้จี ะเรยี กว่า “Bacteriostatic”
รปู ท่ี 5.23 แสดงการสงั เคราะหก์ รดโฟลคิ ทช่ี ่อื pteroric acid โดยผา่ นการรวมตวั กบั PABA
ความสมั พนั ธข์ องโครงสรา้ งกบั การออกฤทธ์ิของยากลุ่มซลั ฟา
พบว่าสารจะตอ้ งมโี ครงสรา้ งเป็น para-Isomer ดงั แสดงใน รปู ท่ี 5.24 ยาจงึ จะออกฤทธทิ ์ างยา
โดยท่ี หมู่แทนท่ี R1 บนโครงสรา้ งหลกั เม่อื ถูกปรบั เปล่ยี นเป็นสารกลุ่ม heterocyclic ต่างๆ เช่น
sulfacytine, sulfamerazine, sulfamethazine, sulfadiazine, sulfamethizole หรอื sulfamethizole จะ
ทาใหย้ านนั้ ๆ มพี ษิ น้อยลง
รปู ท่ี 5.24 อนุพนั ธข์ องยาซลั ฟาชนิดต่างๆ ทแ่ี สดงฤทธทิ ์ างยาทด่ี ี
~ 91 ~
หมแู่ ทนท่ี R2 จะต้องอย่ใู นตาแหน่ง papra และตอ้ งเป็นหมู่ –NH2, -N=NR, -NO2, -NHOH, -
NHCOR เท่านัน้ ยาจงึ จะออกฤทธไิ ์ ดด้ ี โดยทห่ี ม่แู ทนทด่ี งั กล่าวจะถูกเปลย่ี นรปู เป็นหม่อู ะมโิ นทต่ี บั ยา
จงึ จะแสดงฤทธิ ์ แต่ถ้าหากหมู่ R2 เปลย่ี นเป็นหมู่ –H, -OR, -R หรอื -NR2 สารนนั้ ๆ จะไมม่ ฤี ทธทิ ์ างยา
อนุพนั ธข์ องยาซลั ฟาทน่ี ยิ มใชใ้ นปจั จุบนั ทม่ี หี มแู่ ทนทเ่ี ป็นวง heterocyclic ดงั รปู
sulfamethoxazole Silver sulfadiazine Sodium sulfacetamide
การสงั เคราะหย์ าซลั ฟามอี ยดู่ ว้ ยกนั หลายวธิ ี ซง่ึ แผนผงั ทแ่ี สดงใน รปู ที่ 5.25 เป็นอกี วธิ หี น่ึงทใ่ี ช้
ในการสงั เคราะหย์ าซลั ฟาอยา่ งงา่ ย ดงั แสดง
รปู ที่ 5.25 แผนผงั แสดงการสงั เคราะหย์ าซลั ฟาอยา่ งงา่ ย
การสงั เคราะหย์ าซลั ฟาชนดิ ทม่ี หี มแู่ ทนทเ่ี ป็นแบบวง heterocyclic ดงั แสดงในแผนผงั รปู ที่
5.26 ดงั แสดง
รปู ที่ 5.26 แผนผงั แสดงการสงั เคราะหย์ าซลั ฟาชนิดท่มี หี มแู่ ทนทเ่ี ป็นแบบวง heterocyclic
~ 92 ~
ในปจั จุบนั มกี ารใชย้ ากลุ่มน้ีน้อยลง เน่ืองจากเกดิ การแพย้ า เชอ้ื ด้อื ยา และยาละลายน้าไดไ้ ม่ดี
ทาให้เป็นสาเหตุในการเกดิ น่ิวได้ และยามพี ษิ ต่อตบั ทาใหเ้ มด็ เลอื ดแตก แต่ยงั คงมกี ารใชใ้ นการรกั ษา
โรครดิ สดี วงตา โรคตดิ เชอ้ื ทางเดนิ ปสั สาวะ กามโรค โรคตดิ เช้อื ทางเดนิ อาหาร แต่ไม่ควรกนิ พรอ้ มยา
ลดกรด เพราะจะลดฤทธยิ ์ า แต่จะเพม่ิ ฤทธยิ ์ าถา้ กนิ รว่ มกบั vitamin C หรอื penicillin
2. ยากล่มุ Dihydrofolate reductase inhibitor
ยาตา้ นจุลชพี กลุ่มออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ การทางานของเอนไซมไ์ ดไฮโดรโฟเลตรดี กั เทส (DHFR) ซ่งึ
เป็นเอนไซมท์ ใ่ี ชใ้ นขบวนการสงั เคราะหส์ ารในกลุ่มโฟเลตโคเอนไซม์ ซง่ึ มคี วามสาคญั ในการสรา้ ง DNA
และ RNA โดยปกตยิ ากลุ่มน้ีถูกใชร้ กั ษาโรคตดิ เชอ้ื ต่างๆ แต่ไม่ค่อยนิยมเพราะมพี ษิ สงู ทงั้ ต่อคนและจุล
ชพี แต่อาจจะใช้รกั ษาโรคมะเรง็ เพราะยาสามารถออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ การทางานของเอนไซม์ DHFR มผี ล
โดยตรงต่อการลดการสงั เคราะห์ FAH4 (tetra-hydrofolic acid) ส่งผลทาใหล้ ดการสงั เคราะห์ DNA และ
RNA จงึ ทาใหก้ ารเจรญิ และการแบง่ ตวั ของเซลลม์ ะเรง็ ลดลงได้
ยาเทตทรอ็ กโซพรมิ (tetroxoprim) จดั เป็นยาต้านแบคทเี รยี ดที ส่ี ุดของยาในกลุ่มน้ี มกั ใช้
รว่ มกบั ยา sulfamethoxaole เพราะจะออกฤทธเิ ์ สรมิ กนั (synergistic effect) มที งั้ แบบยากนิ และยาฉีด
โดยจะผสมกนั ในอตั ราส่วน 5 (sulfa) : 1 (tet) โดยยาผสมน้ีช่อื cotrimoxazole ใชร้ กั ษาโรคตดิ เชอ้ื ใน
ทางเดนิ ปสั สาวะ
รปู ที่ 5.27 โครงสรา้ งของยาในกลุม่ เทตทรอ็ กโซพรมิ
3. ยากล่มุ ควิโนโลน (quinolone)
ยา nalidixic acid จดั เป็นยาต้านแบคทเี รยี สงั เคราะห์ตวั แรกของยากลุ่ม quinolones แต่
เน่อื งจากยากล่มุ quinolones รนุ่ แรกเมอ่ื ใชไ้ ปนานๆ จะเกดิ ปญั หาเชอ้ื ดอ้ื ยาไดง้ า่ ย
รปู ท่ี 5.28 โครงสรา้ งของยาตวั แรกในกลมุ่ ควโิ นโลน (ยา nalidixic acid)
ต่อมา นกั วจิ ยั จงึ จาเป็นตอ้ งพฒั นายากลมุ่ น้ี โดยการปรบั ปรงุ และดดั แปลงสตู รโครงสรา้ งของยา
เพ่อื ใหไ้ ดอ้ นุพนั ธใ์ หม่ๆ เช่น การเตมิ fluorine 1 อะตอมลงบนโครงสรา้ งยา เช่น ยา norfloxacin, ยา
ofoxacin, หรอื ยา ciprofloxacin เป็นตน้ หรอื เตมิ fluorine หลายอะตอม ตวั อยา่ งเช่น ยา trovafloxacin
~ 93 ~
ซ่งึ เราจะเรยี กยากลุ่มน้ีว่า fluoro-quinolones และสามารถออกฤทธติ ์ ้านเช้อื จุลชีพได้ดกี ว่า nalidixic
acid
ยา norfloxacin ยา trovafloxacin
ยากลุ่มควโิ นโลนสามารถแบ่งออกตามสูตรโครงสรา้ ง และลาดบั ในการพฒั นาของยาได้เป็น 3
รนุ่ ดงั น้ี
3.1) ร่นุ ที่ 1 quinolone มขี อบเขตการออกฤทธจิ ์ ากดั เฉพาะเชอ้ื แบคทเี รยี แกรมลบ
เช่น ยา nalidixic acid ยา oxalinic acid ยา cinoxacin ยา pipemedic acid และ ยา
rosoxacin
3.2) ร่นุ ที่ 2 single fluorinated quinolone ไดถ้ ูกพฒั นามาจาก quinolones รุน่ ท่ี 1
โดยการเตมิ fluorine 1 อะตอม ลงบนโครงสรา้ งไดเ้ ป็นอนุพนั ธ์ใหม่ คอื fluoroquinolone ทาให้
ยามขี อบเขตการออกฤทธกิ ์ ว้างขน้ึ ทงั้ ยงั ออกฤทธติ ์ ่อเชอ้ื แบคทเี รยี แกรมลบเพม่ิ มากขน้ึ ด้วย
อาทเิ ช่น ยา norfloxacin, ยา ofloxacin, ยา enoxacin, ยา ciprofloxacin และ ยา pefloxacin
ซง่ึ ยารนุ่ ท่ี 2 ทอ่ี อกฤทธดิ ์ ที ส่ี ุด คอื ยา ciprofloxacin
3.3) ร่นุ ที่ 3 multi-fluorinated quinolone อาทเิ ช่น ยา lomefloxacin และ ยา
fleroxacin ซง่ึ ยาทงั้ 2 ตวั น้ีออกฤทธดิ ์ อ้ ยกว่า ciprofloxacin แต่ยารุ่นท่ี 3 น้ีออกฤทธดิ ์ ตี ่อเชอ้ื
แบคทเี รยี แกรมลบเกอื บทงั้ หมด รวมทงั้ เชอ้ื แบคทเี รยี ในกลุ่มของ Enterobacteriaceae family
ยาทงั้ สองชนิดน้ีจงึ นิยมใช้รกั ษาโรคติดเช้อื ทางเดินอาหารท่เี กิดจากเช้อื Shigella spp.,
Salmonella spp., Yersinia enterorolitica และแกรมลบอ่นื ๆ ทเ่ี ป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วง
เช่น Aeromonas hydrophilia และ Vibrio spp.
ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างกบั การออกฤทธ์ิของยากลุ่มควิโนโลน
ยา quinolones รุ่นท่ี 2 และ 3 นัน้ ถูกดดั แปลงสูตรโครงสรา้ งโดยการเตมิ fluorine
ตรงตาแหน่งท่ี 6 ซ่ึงทาให้ออกฤทธิต์ ้านเช้ือแบคทีเรียเพิม่ ข้นึ ทัง้ แบคทีเรยี แกรมบวก เช่น
Staphylococcus aureus และแบคทเี รยี แกรมลบ เช่น P.aeruginosa
การเปลย่ี นหม่แู ทนทต่ี รงตาแหน่งท่ี 7 ซง่ึ เดมิ คอื หมู่ methyl บนโครงสรา้ งของ
nalidixic acid ไปเป็นหมู่ piperazine ring พบว่ายาออกฤทธดิ ์ ขี น้ึ มาก และการออกฤทธกิ ์ วา้ ง
มากข้นึ (broad spectrum) ทงั้ ต่อเช้ือแบคทีเรยี แกรมบวกชนิดไม่ใช้ออกซิเจน และเช้ือ
แบคทีเรยี แกรมลบชนิด P.aeruginosa เช่น ยา norfloxacin, ยา enoxacin และ ยา
ciprofloxacin
~ 94 ~
รปู ท่ี 5.29 อนุพนั ธต์ ่างๆ ของยากลุม่ ควโิ นโลน
นอกจากน้ี การเปล่ยี นหมู่ piperazine ring เป็นหมู่ N-methylpiperazine เช่น ยา
ofloxacin หรอื ยา pefloxacin พบว่ายาละลายในชนั้ ไขมนั (high lipophilic) เพม่ิ ขน้ึ ทาใหย้ าถูก
ดดู ซมึ และกระจายตวั ไดด้ ขี น้ึ ในรา่ งกาย
นอกจากนัน้ การเตมิ nitrogen ตรงตาแหน่งท่ี 8 บนโครงสรา้ งของ nalidixic acid จะ
ทาใหย้ ามี bioavailability ดยี งิ่ ขน้ึ โดยเฉพาะ multi-fluorinated quinolone (ยารนุ่ ท่ี 3) เช่น ยา
lomefloxacin หรอื ยา fleroxacin
รปู ท่ี 5.30 แผนผงั การสงั เคราะหส์ ารกลุ่มควโิ นโลนอยา่ งงา่ ย
เกรด็ ความร้เู กี่ยวกบั ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย
ยาเพนนิซิลิน (Penicillin)
(ทม่ี า: www.awesomestories.com) (ทม่ี า : www.bbvaopenmind.com)
อเลก็ ซานเดอร์ เฟลมมงิ ทดลองเชอ้ื แบคทเี รยี สเตปฟิโลคอกคสั (Staphylococcus) ทท่ี าใหเ้ กดิ
การตดิ เชอ้ื ในกระแสเลอื ด เขาไดเ้ พาะเชอ้ื แบคทเี รยี ใส่พชื ทะเลลงบนจานทดลอง และปิดฝาใหส้ นิท เกบ็
ไวท้ อ่ี ุณหภมู ิ 37 องศาเซลเซยี ส แต่แลว้ วนั หน่งึ ผชู้ ่วยของเขาไดล้ มื ปิดฝาจานทดลอง ทาใหพ้ บว่ามเี ชอ้ื
~ 95 ~
ราสเี ขยี วชนิดหน่งึ ขน้ึ ทจ่ี านเตม็ ไปหมด บรเิ วณรอบ ๆ เชอ้ื ราน้กี ลายเป็นวงใส ๆ และแบคทเี รยี สเตป
ฟิโลคอกคสั ถูกฆา่ เป็นวงกวา้ ง ซง่ึ ต่อมาพบว่าราเหล่าน้ีกค็ อื ราเพนนิซิลเลียม (Pennicillium family)
นนั่ เอง
เป็นราทพ่ี บไดท้ วั่ ไปทกุ หนทกุ แหง่
มชี ่อื เรยี กกนั วา่ green mold และ blue mold ตาม
สสี ปอรข์ องรา
เชอ้ื ราชนิดน้ีสามารถสรา้ งสารยบั ยงั้ การเจรญิ ต่อ
แบคทเี รยี ชนดิ แกรมบวกได้ (ทม่ี า: www. colnect.com)
นาราเพนนิซลิ เลยี มมาสกดั เป็น ยาเพนนิซิลิน ซง่ึ ถอื วา่ เป็นยาปฏชิ วี นะตวั แรกของโลก
คาถามท้ายบทท่ี 5
1. ยาตา้ นจลุ ชพี มคี วามหมายว่าอยา่ งไร
2. นิสติ จงยกตวั อยา่ งมาสกั 2 ขอ้ เกย่ี วกบั คุณสมบตั ทิ ไ่ี มพ่ งึ ประสงคข์ องยา
3. ยาปฏชิ วี นะมคี วามหมายว่าอย่างไร
4. ยาเพนนิซลิ นิ กบั ยาอริ โิ ทรมยั ซนิ เอ ออกฤทธแิ ์ ตกต่างกนั หรอื ไม่ จงอธบิ าย
5. ส่วนใดบนโครงสรา้ งยาเพนนิซลิ นิ มคี วามว่องไวต่อกรดสงู ทส่ี ดุ
6. ยาโฮมโี อเมอรร์ กิ เปปไทดก์ บั ยาเฮเทอโรเมอรร์ กิ เปปไทดม์ คี วามแตกต่างกนั หรอื ไม อยา่ งไร
7. Pro-drug มคี วามหมายวา่ อยา่ งไร จงอธบิ าย
8. ยาซลั ฟานิลาไมดจ์ ะเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าแขง่ ขนั กบั สารชนดิ ใด จงอธบิ าย
~ 96 ~
6
มยั โคแบคทีเรีย
Actions for Life – Toward a World Free of TB
ทม่ี า: www.blogs.wsj.com
วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา
1. สามารถอธบิ ายความหมายของยาตา้ นเชอ้ื มยั โคแบคทเี รยี ได้
2. มคี วามรคู้ วามเกย่ี วกบั โรคท่เี กดิ จากเชอ้ื มยั โคแบคทเี รยี
3. เขา้ ใจความสมั พนั ธร์ ะหว่างโครงสรา้ งของยากบั การออกฤทธติ ์ า้ นเชอ้ื มยั โคแบคทเี รยี
~ 97 ~
เนื้อหา
1. บทนาเกย่ี วกบั เชอ้ื มยั โคแบคทเี รยี
2. โรคสาคญั ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากเชอ้ื มยั โคแบคทเี รยี
3. ยาตา้ นเชอ้ื มยั โคแบคทเี รยี ชนิดต่างๆ
4. เกรด็ ความรเู้ กย่ี วกบั ยาตา้ นเชอ้ื มยั โคแบคทเี รยี
กิจกรรม
1. บรรยาย
2. อภปิ ราย
3. อ่านหนงั สอื อา้ งองิ เพม่ิ เตมิ
4. อ่านบทความทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพม่ิ เตมิ
แผนการเรียนการสอน
1. บรรยายประกอบ power point
2. ทาแบบฝึกหดั
3. ทดสอบยอ่ ยหลงั การเรยี น และ/หรอื ทารายงาน
ส่ือการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเคมที างยา
2. power point
3. เครอ่ื งฉายทบึ แสง หรอื ไวทบ์ อรด์
4. แบบฝึกหดั
การประเมินผล
1. ประเมนิ ผลจากการตอบคาถามและการมสี ว่ นรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการทดสอบยอ่ ยหลงั เรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการนาเสนอและการตอบคาถามของงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศกึ ษา
~ 98 ~
บทนา
Mycobacteria เป็นแบคทเี รยี ในวงศ์ Mycobacteriaciae มลี กั ษณะเป็นแท่ง ผอมบาง ไมม่ ี
แคปซลู มผี นงั เซลลช์ นั้ เดยี วเหมอื นกบั แบคทเี รยี แกรมบวก (gram-positive bacterial) จดั เป็นแบคทเี รยี
เตบิ โตชา้ และยอ้ มตดิ สยี าก
(ทม่ี า: www.medicalnewstoday.com) (ทม่ี า: www.nature.com)
ก) รปู รา่ งของ Mycobacteria ข) ผนงั เซลลข์ อง Mycobacteria
รปู ท่ี 6.1 ลกั ษณะพน้ื ฐานของเชอ้ื mycobacteria
แบคทเี รยี กลุ่มน้ีมสี ารกล่มุ ไขมนั ตรงผนงั เซลลใ์ นปรมิ าณสงู ซง่ึ ไขมนั ทก่ี ล่าวถงึ คอื mycolic
acid นนั่ เอง
โครงสรา้ งของ Mycolic acid (ทม่ี า: www.pl.csl.sri.com)
อนุพนั ธต์ ่างๆ ของ Mycolic acid บนผวิ ผนงั เซลล์
รปู ที่ 6.2 โครงสรา้ งพน้ื ฐานของไขมนั ของ Mycobacteria
Mycolic acid ทผ่ี นงั เซลลจ์ ะรวมตวั กบั สยี อ้ ม erylmethane คอื สี basic fuchsin ทผ่ี สม phenol
(carbolic acid) หรอื ทเ่ี รยี กว่า carbol-fuchsin โดย phenol ทาหน้าทเ่ี ป็นตวั เรง่ การซมึ ผ่านของสเี ขา้ สู่
เซลล์ (mordant) และมคี วามรอ้ นช่วยเกดิ เป็นสารประกอบสเี ชงิ ซอ้ น (fuchsin mycolic acid complex)
เมอ่ื มองภายใตก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์เชอ้ื mycobacteria จะตดิ สแี ดง เมอ่ื ยอ้ มตดิ สแี ลว้ เชอ้ื จะตดิ สยี อ้ มทน
~ 99 ~
มากและไมส่ ามารถลา้ งออกดว้ ยกรดอนิ ทรยี ไ์ ด้ บางครงั้ เชอ้ื mycobacteria จงึ อาจถูกเรยี กอกี ช่อื หน่งึ วา่
“จลุ ชพี ทนกรด (acid-fast bacilli)”
Mycobacteria บางพวกจะอาศยั อยตู่ ามธรรมชาตใิ นดนิ น้า และผวิ หนงั ของคน โดยไมท่ าใหเ้ กดิ
โรค เชอ้ื พวกน้ไี ดแ้ ก่ เชอ้ื Mycobacterium smegmatis เป็นตน้ สว่ นพวกทท่ี าใหเ้ กดิ โรคในคนและพวก
นก เชอ้ื M. marinum ก่อใหเ้ กดิ วณั โรคในปลาและทาใหเ้ กดิ แผลทผ่ี วิ หนงั ในคน ส่วนเชอ้ื M. leprae
ก่อใหเ้ กดิ โรคเรอ้ื นเฉพาะบางคน เป็นตน้
6.1 โรคสาคญั ที่เกิดขึ้นจากมยั โคแบคทีเรีย
1. วณั โรค (tuberculosis)
วณั โรคเกดิ จากเชอ้ื แบคทเี รยี ชนดิ Mycobacterium tuberculosis (MTB) ซง่ึ เป็นแบคทเี รยี ก่อ
โรคในสกุล Mycobacterium และเป็นสาเหตุของวณั โรค ถูกคน้ พบครงั้ แรกเมอ่ื พ.ศ. 2425 โดย Robert
Koch รายงานวา่ เชอ้ื M. tuberculosis มลี กั ษณะพเิ ศษ คอื มสี ่วนทเ่ี ป็นไขมนั ห่อหุม้ เซลล์ (มกั จะเป็น
mycolic acid) ทาใหย้ อ้ มสแี บบแกรมไมต่ ดิ จงึ ตอ้ งใชก้ ารยอ้ มแบบ acid-fast แทน
ก) การแพรก่ ระจายเชอ้ื ข) ลกั ษณะผปู้ ว่ ยทเ่ี ป็นวณั โรค ค) อาการไอเป็นเลอื ด
(ทม่ี า: www.top10homeremedies.com) (ทม่ี า: www.abc.net.au) (ทม่ี า: www.pantip.com)
รปู ที่ 6.3 ลกั ษณะโดยทวั่ ไปของวณั โรค
จากขอ้ มลู ของ WHO ปี ค.ศ. 2003 พบวา่ ประชากรโลก 1 ใน 3 ตดิ เชอ้ื วณั โรค และจดั เป็น
สาเหตุการตายอนั ดบั 2 ของโรคตดิ เชอ้ื ทงั้ หมด โดยทเ่ี ชอ้ื M. tuberculosis ตอ้ งการออกซเิ จนในการ
เตบิ โตในปรมิ าณสงู ส่วนใหญ่เชอ้ื วณั โรคจะตดิ ต่อทางการหายใจ เชน่ การไอ การจาม หรอื พดู ความ
รนุ แรงของโรคขน้ึ อยกู่ บั จานวนเชอ้ื ในเสมหะ และความถใ่ี นการไอ
วณั โรคแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
1) วณั โรคปอด ซง่ึ พบบอ่ ยทส่ี ุด (ประมาณรอ้ ยละ 80-85)
2) วณั โรคนอกปอด ซง่ึ มกั พบในผปู้ ว่ ยเอดส์ ประมาณรอ้ ยละ 40-75
การติดเชื้อมยั โคแบคทีเรียมีหลายระยะ
1) ระยะทเ่ี ชอ้ื มเี มแทบอลซิ มึ สงู
2) ระยะทเ่ี ชอ้ื แบง่ ตวั เรว็
~ 100 ~
3) ระยะกง่ึ หลบซ่อน (semi-dormant) ในเซลลท์ ม่ี สี ภาวะเป็นกรด
4) ระยะกง่ึ หลบซ่อนในเซลลท์ ม่ี สี ภาวะไมเ่ ป็นกรด
5) ระยะหลบซ่อนตวั (dormant)
ในปจั จบุ นั วณั โรคจดั เป็นโรคทร่ี กั ษาใหห้ ายขาดได้ โดยใชร้ ะยะเวลาการรกั ษาสนั้ ทส่ี ุด 6 เดอื น
การรกั ษาทป่ี ระสบความสาเรจ็ จะสามารถฆ่าเชอ้ื ไดใ้ นทุกระยะดงั ทก่ี ล่าวมา จาเป็นตอ้ งใชย้ ารว่ มกนั
หลายขนานในการรกั ษา และอาจใชเ้ วลานาน การปฏบิ ตั ติ วั ของผปู้ ว่ ยเองกถ็ อื เป็นเรอ่ื งสาคญั หาก
ผปู้ ว่ ยกนิ ยาไมค่ รบตามทแ่ี พทยส์ งั่ อาจทาใหเ้ กดิ ปญั หาใหม่ คอื เสย่ี งต่อวณั โรคดอ้ื ยาได้ จะทาใหใ้ ช้
เวลานานมากขน้ึ ในการรกั ษา
ยาต้านวณั โรคแบง่ ได้เป็น
1) ยาปฐมภมู ิ (first-line) ซง่ึ เป็นยาทใ่ี ชร้ กั ษาในอนั ดบั แรก
2) ยาอนั ดบั สอง (second-line) ใชใ้ นรายทเ่ี กดิ การดอ้ื ยาจากยาปฐมภมู ิ หรอื คนทไ่ี มส่ ามารถ
ทนการใชย้ าปฐมภมู ิ
ยาทก่ี ล่าวมาในขา้ งตน้ น้ีมผี ลขา้ งเคยี งทุกตวั จงึ ตอ้ งอยใู่ นการควบคุมดแู ลของแพทย์ ถา้ ซอ้ื หรอื
หามารบั ประทานเองอาจเป็นอนั ตรายถงึ ชวี ติ
2. โรคเรอื้ น (Leprosy)
โรคเรอ้ื น (leprosy) เกดิ จากเชอ้ื Mycobacterium leprae ซง่ึ โรคน้เี กดิ ขน้ึ ครงั้ แรกในปี ค.ศ.1873
ทป่ี ระเทศนอรเ์ วย์ เชอ้ื M. leprae จดั เป็นจลุ ชพี ทนกรด มรี ปู รา่ งลกั ษณะเป็นทอ่ น โคง้ เลก็ น้อย คลา้ ยกบั
เชอ้ื วณั โรค โรคเรอ้ื นจดั เป็นโรคตดิ ต่อเรอ้ื รงั เกดิ โรคไดต้ ามผวิ หนงั เยอ่ื บุเมอื กทางเดนิ หายใจสว่ นบน
และเสน้ ประสาทส่วนปลาย
ชนิดของโรคเรือ้ นจาแนกได้เป็น 4 ชนิด
1) Lepromatous leprosy เป็นโรคเรอ้ื นชนิดรา้ ยแรง สามารถตดิ ต่อได้ ตรวจพบเชอ้ื จานวน
มากทผี วิ หนงั ผวิ หนงั มลี กั ษณะนูนแดงหนาและถา้ เป็นมากมกั มอี าการทางประสาท เช่น ชา หรอื หมด
ความรสู้ กึ ต่อการสมั ผสั เป็นตน้ การทดสอบ lepromin ใหผ้ ลลบ
~ 101 ~
2) Tuberculoid leprosy เป็นโรคเรอ้ื นชนิดไมร่ า้ ยแรง ส่วนใหญ่แผลมลี กั ษณะนูนแดง มขี อบ
และตรวจไมพ่ บเชอ้ื การทดสอบ lepromin ใหผ้ ลบวก เชอ้ื ทาลายประสาทโดยเฉพาะเสน้ ประสาทส่วน
ปลายทาใหแ้ ขนขาชาหรอื หมดความรสู้ กึ
3) Indeterminate leprosy เป็นโรคเรอ้ื นชนิดไมร่ า้ ยแรง พบในระยะแรกของโรค การทดสอบ
lepromin อาจไดผ้ ลบวกหรอื ลบ อาการชามกั พบได้ โรคอาจกลายเป็นชนิด lepromatous หรอื
tuberculoid เมอ่ื ภมู ติ า้ นทานของร่างกายต่าลง
4) Borderline leprosy มอี าการของโรคไมแ่ น่ชดั มกั พบอยรู่ ะหว่างชนดิ lepromatous กบั
tuberculoid การทดสอบ lepromin โดยทวั่ ไปใหผ้ ลลบ
ปจั จบุ นั ยงั ไมท่ ราบแน่ชดั ว่าเชอ้ื โรคเรอ้ื นจากผวิ หนงั ตดิ ต่อจากคนหน่ึงไปยงั อกี คนหน่งึ ได้
อยา่ งไร สนั นษิ ฐานว่ามกี ารแพรเ่ ชอ้ื ได้ 3 วธิ ี คอื
1) การสมั ผสั โดยตรงทางผวิ หนงั
2) การแพรเ่ ชอ้ื โดยแมลง เชน่ ยงุ เรอื ด หมดั รน้ิ
3) การแพรเ่ ชอ้ื ทางลมหายใจ เป็นสมมตุ ฐิ านใหมท่ ่พี บวา่ อาจเป็นไปไดม้ าก เน่อื งจากผปู้ ว่ ย
ระยะตดิ ต่อสามารถพบเชอ้ื ไดใ้ นจมกู
การรกั ษาและการควบคมุ โรค
ยาทใ่ี ชใ้ นการรกั ษาโรคเรอ้ื น ไดแ้ ก่ ยาแดฟโซน (ดดี เี อส) เอธโิ อลาไมด์ (ethiolamide) และ
ไรแฟมพซิ นิ เป็นตน้ การรกั ษาตอ้ งใชเ้ วลาหลายเดอื นหรอื เป็นปี
3. Mycobacterium avium-intracellulare complex (MAC)
เชอ้ื Mycobacterium ทไ่ี ม่ก่อใหเ้ กดิ โรควณั โรค หมายถงึ กลมุ่ ของเชอ้ื Mycobacterium ทไ่ี ม่
ก่อใหเ้ กดิ โรคทงั้ ในคนและสตั ว์ โดยเฉพาะเชอ้ื กลมุ่ Mycobacterium avium complex หรอื กลุ่ม
Mycobacterium avium-intracellulare complex ซง่ึ ประกอบดว้ ย 2 สปีชสี ห์ ลกั คอื M. avium และ
M. intracellulare ซง่ึ จดั เป็นเชอ้ื แบคทเี รยี ฉวยโอกาสทม่ี กั ก่อใหเ้ กดิ โรคในผปู้ ว่ ยตดิ เชอ้ื HIV
การรกั ษาและการควบคมุ โรค
ยารกั ษาโรค MAC ไดแ้ ก่ ยา clarithromycin, ยา azithromycin หรอื อาจใชย้ าทงั้ สองตวั น้ี
รว่ มกบั ยา ethambutol ยา ciprofloxacin ยา rifabutin ยา amikacin หรอื ยา sparfloxacin เป็นตน้
เกรด็ ความร้เู ก่ียวกบั ยาต้านเชื้อมยั โคแบคทีเรยี
วณั โรคกบั เอดส์
วณั โรค (TB) และโรคเอดส์ (HIV) จดั เป็นแนวรว่ มมฤตยทู ส่ี ามารถเพม่ิ ผลกระทบให้ผปู้ ว่ ยโรค
เอดสม์ โี อกาสปว่ ยเป็นวณั โรคไดส้ งู กว่าผทู้ ไ่ี มไ่ ดต้ ดิ เชอ้ื เอดส์ เชน่ ปญั หาทเ่ี กดิ จากความยากในการ
วนิ ิจฉยั หรอื ความย่งุ ยากในการรกั ษา ผปู้ ว่ ยทก่ี นิ ยาไมส่ ม่าเสมอจะนาไปสู่ปญั หาเรอ่ื งการดอ้ื ยาต่อไป
ทาใหม้ อี ตั ราการตายสงู นอกจากน้ียงั พบว่าอตั ราการกลบั มาเป็นวณั โรคซา้ มมี ากขน้ึ และรวมทงั้ อาจ
เป็นตน้ เหตุในการแพรเ่ ชอ้ื วณั โรคดอ้ื ยาใหแ้ ก่ผอู้ ่นื ไดง้ า่ ย
~ 102 ~
คาถามท้ายบทท่ี 6
1. ไมโคแบคทเี รยี จดั เป็นแบคทเี รยี ชนดิ ใด
2. ไมโคแบคทเี รยี ยอ้ มตดิ สไี ดย้ ากเพราะเหตุใด จงอธบิ าย
3. ไมโคแบคทเี รยี ทนกรดไดด้ เี พราะเหตุใด
4. โรคสาคญั ทเ่ี กดิ จากเชอ้ื ไมโคแบคทเี รยี คอื โรคใด
5. วณั โรครกั ษาไดค้ ่อนขา้ งยากเพราะเหตุใด
6. จงยกตวั อยา่ งยาปฐมภมู ทิ ใ่ี ชร้ กั ษาวณั โรค มาสกั 2 ชนิด
7. เชอ้ื วณั โรคแพรเ่ ชอ้ื ดว้ ยวธิ ใี ด
8. เราสามารถซอ้ื ยาตา้ นวณั โรคมารบั ประทานเองไดห้ รอื ไม่ เพราะเหตุใด
~ 103 ~
7
ยาต้านเชื้อรา
Though there are several main root causes that come into play,
Fungus overgrowth is the #1 root cause of health problems today.
ทม่ี า: www.yxzl.baiduyy.com
วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา
1. สามารถอธบิ ายความหมายของยาตา้ นเชอ้ื ราได้
2. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั โรคทเ่ี กดิ จากเชอ้ื รา
3. เขา้ ใจความสมั พนั ธร์ ะหว่างโครงสรา้ งของยากบั การออกฤทธติ ์ า้ นเชอ้ื รา
~ 104 ~
เนื้อหา
1. บทนาเกย่ี วกบั เชอ้ื รา
2. โรคสาคญั ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากเชอ้ื รา
3. เป้าหมายของยาตา้ นเชอ้ื รา
4. กลไกการออกฤทธขิ ์ องยาตา้ นเชอ้ื ราชนิดต่างๆ
5. เกรด็ ความรเู้ กย่ี วกบั ยาต้านเชอ้ื รา
กิจกรรม
1. บรรยาย
2. อภปิ ราย
3. อ่านหนงั สอื อา้ งองิ เพมิ่ เตมิ
4. อ่านบทความทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพมิ่ เตมิ
แผนการเรียนการสอน
1. บรรยายประกอบ power point
2. ทาแบบฝึกหดั
3. ทดสอบยอ่ ยหลงั การเรยี น และ/หรอื ทารายงาน
ส่ือการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเคมที างยา
2. power point
3. เครอ่ื งฉายทบึ แสง หรอื ไวทบ์ อรด์
4. แบบฝึกหดั
การประเมินผล
1. ประเมนิ ผลจากการตอบคาถามและการมสี ่วนรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการทดสอบยอ่ ยหลงั เรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการนาเสนอและการตอบคาถามของงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศกึ ษา
~ 105 ~
บทนา
รา (fungus) จดั เป็นจุลชพี อกี ชนิดหน่ึง ซง่ึ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามรปู รา่ ง
และลกั ษณะของรา
1) ราเซลลเ์ ดยี ว หรอื ยสี ต์ (unicellular fungi หรอื yeast)
2) ราหลายเซลล์ หรอื โมลด์ (filamentous fungi หรอื mould) ซ่งึ เป็นราทพ่ี บทวั่ ไปใน
ธรรมชาติ เช่น ราทข่ี น้ึ ตามขนมปงั และอาหารต่าง ๆ
ราเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิดโดยส่วนใหญ่จะเป็นโรคเก่ยี วกบั ผวิ หนัง เช่น เกล้อื น กลาก
สงั คงั และฮอ่ งกงฟูต นอกจากน้รี าบางชนิดยงั ก่อใหเ้ กดิ โรคเม่อื ร่างกายมภี มู คิ ุม้ กนั ต่า เช่น โรคตดิ เชอ้ื ท่ี
เกดิ จากราจาพวกแคนดดิ า (Candida albicans) โรคปอดอกั เสบ และเยอ่ื หุม้ สมองอกั เสบ (เกดิ จากเชอ้ื
รา Cryptococcus neoformans) เป็นตน้ โรคผวิ หนังทเ่ี กดิ จากรามกั มอี าการเรอ้ื รงั รกั ษาใหห้ ายไดช้ ้า
และมกั เป็น ๆ หาย ๆ
(ทม่ี า: www.healthmeplease.com) (ทม่ี า: www.koybonaa.com) (ทม่ี า: www.hivwebstudy.org)
รปู ที่ 7.1 โรคต่างๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากเชอ้ื รา
7.1 โรคท่ีเกิดจากเชื้อรา
โรคท่เี กิดจากเช้อื ราท่พี บบ่อย ๆในประเทศไทย และมรี ายงานการใช้สมุนไพรบาบดั ได้แก่
เกลอ้ื น และกลากทพ่ี บตามบรเิ วณต่าง ๆ ของรา่ งกาย
1. เกลื้อน (Pityriasis versicolor หรือ Tinea versicolor)
เกล้อื นเป็นโรคท่เี กดิ จากเช้อื รา Pityrosporum orbiculare ซง่ึ เป็นราท่ชี อบไขมนั บนผวิ หนัง
(pathogenic lipophilic yeast) จงึ พบเชอ้ื พวกน้ีบนส่วนต่างๆ ของร่างกายทม่ี ไี ขมนั สงู เช่น ใบหน้า หรอื
หลัง เป็นต้น เกล้ือนมลี กั ษณะเป็นวงเล็ก ๆ สีขาว เทา หรอื สีน้าตาลอ่อน ๆ อาจเรยี กว่าเกล้ือน
ดอกหมาก หรอื เกลอ้ื นขเ้ี ถ้า เชอ้ื ราทท่ี าใหเ้ กดิ เกลอ้ื นจดั อย่ใู นประเภท superficial mycoses ทาใหเ้ กดิ
โรคกบั ผวิ หนงั บรเิ วณตน้ื ๆ คนทเ่ี ป็นเกลอ้ื นมกั ไมม่ อี าการรนุ แรง อาจคนั บา้ งเวลาเหง่อื ออก เกลอ้ื นมกั
พบในผู้ท่เี หง่อื ออกมาก ผูท้ างานหนักใส่เส้อื ผ้าอบ มเี หง่อื ออกหมกั หมมทงั้ วนั มกั พบตามลาตวั หลงั
ไหล่ คอ แขน ขา และใบหน้า
2. กลาก (tinea หรือ ringworm)
เป็นโรคผวิ หนงั ทเ่ี กดิ จากเชอ้ื ราเดอรม์ าโตไฟท์ (dermatophytes) ในกล่มุ Keratinophilic fungi
ทาใหเ้ กดิ โรคผวิ หนงั เฉพาะส่วนทม่ี เี คราตนิ (keratin) ซง่ึ ไดแ้ ก่ ผวิ หนงั ชนั้ นอกสดุ ขน ผม และเลบ็ เป็น
~ 106 ~
ตน้ ราทท่ี าใหเ้ กดิ กลากจดั อยใู่ นประเภท cutaneous mycoses พบไดต้ ามส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย และ
มชี ่อื เรยี กแตกต่างกนั ไปตามบรเิ วณทเ่ี ป็น เชน่ ถา้ เป็นทผ่ี ม หนงั ศรี ษะ หรอื ตามลาตวั เรยี กวา่ “กลาก”
ถา้ เป็นทง่ี า่ มเทา้ เรยี กว่า “ฮ่องกงฟูต” ถา้ เป็นทข่ี าหนีบ เรยี กวา่ “สงั คงั ” ถา้ เป็นทเ่ี ลบ็ มอื เลบ็ เทา้ มกั
เรยี กกนั ว่า “เชอ้ื รา” กลากทพ่ี บมากคอื กลากตามลาตวั รองลงมาคอื ทข่ี าหนีบและงา่ มเทา้ ส่วนกลากท่ี
ผม และหนงั ศรี ษะพบไดน้ ้อย
เชอ้ื ราทเ่ี ป็นสาเหตุของกลาก ประกอบดว้ ยเชอ้ื 3 สกุลดงั น้ี
ก) Trichophyton
ข) Epidermophyton
ค) Microsporum
กลากตามส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกายจะเกดิ จากเชอ้ื ราแตกต่างกนั ไป ดงั น้ี
2.1) กลากที่หนังศีรษะ (tinea capitis) เกดิ จากเชอ้ื รา Trichophyton spp. (ยกเวน้
T. concentricum) และ Microsporum spp.
2.2) ชนั นะตุ (tinea favosa หรอื favus) เป็นกลากทเ่ี กดิ ทร่ี ากผมซง่ึ เกดิ จากเชอ้ื รา
ชนดิ T. schoenleinii
2.3) กลากตามตวั (tinea cruris) เกดิ จากเชอ้ื ราชนิด Epidermophyton floccosum
T. rubrum และ T. mentagrophytes
2.4) สงั คงั (tinea cruris) มกั พบตามรอยพบั ต่าง ๆ ซง่ึ เป็นทอ่ี บั ชน้ื เช่น โคนขาหนีบ
รกั แร้ ใตร้ าวนม เกดิ จากเชอ้ื ราชนิด T. rubrum และ E. floccosum
2.5) กลากที่เลบ็ (tinea unguium) มกั พบทด่ี า้ นขา้ งและดา้ นปลายเลบ็ มจี ุดขาวหรอื
เหลอื งในเน้อื เลบ็ เป็นแห่ง ๆ ทาใหเ้ ลบ็ หนาขน้ึ ปลายเลบ็ กรอ่ นเกดิ จากเชอ้ื ราชนดิ T. rubrum
2.6) กลากท่ีเท้า (tinea pedis) มกั เรยี กกนั ว่า ฮ่องกงฟูต เพราะพบมากในคนจนี
ฮอ่ งกง ภาษาองั กฤษเรยี กวา่ athlete’s foot หมายถงึ เทา้ นกั กฬี า คงเป็นเพราะนกั กฬี าใส่ถุงเทา้
เลน่ กฬี า ทาใหม้ เี หงอ่ื ออกมากเกดิ ความอบั ชน้ื จงึ เป็นกลากกนั มาก บางครงั้ อาจเรยี กกลากชนิด
น้ีว่าโรคกลวั น้ากดั เทา้ เพราะโรคน้ีมกั มากบั น้า มกั พบในผู้ชายมากกว่าผูห้ ญงิ เพราะผูช้ ายใส่
ถุงเทา้ และรองเทา้ ทาใหอ้ บั ชน้ื คนท่มี เี หง่อื อกทเ่ี ท้ามาก หรอื เทา้ เปียกน้าเสมอ ๆ หรอื น้ิวเท้า
ชดิ กนั มาก มกั จะเป็นโรคน้ี มอี าการคนั ตามงา่ มเทา้ มกี ลนิ่ เหมน็ กลากทเ่ี ท้ามกั เกดิ จากเช้อื รา
ชนดิ T. rubrum, T. mentagrophytes และ E. floccosum
7.2 เป้ าหมายของยาต้านเชื้อรา
เช้อื ราเป็นสง่ิ มชี วี ติ กลุ่มยูคารโิ อต เช่นเดยี วกบั พชื และสตั ว์ ทาให้เช้อื รามกี ระบวนการทาง
ชวี เคมคี ลา้ ยคลงึ กนั กบั เซลลส์ ตั ว์ แต่เชอ้ื รามผี นังเซลล์แตกต่างกบั สตั วเ์ ลย้ี งลูกดว้ ยนมเลก็ น้อย ตรงท่ี
เช้อื ราจะมี ergosterol เป็นองค์ประกอบสาคญั ของเย่อื หุ้มเซลล์ ส่วนสตั ว์เล้ยี งลูกด้วยนม จะมี
cholesterol เป็นองคป์ ระกอบหลกั ของเยอ่ื หมุ้ เซลล์
~ 107 ~
ergosterol cholesterol
รปู ท่ี 7.2 โครงสรา้ งของ sterol ชนดิ ต่างๆ
7.3 กลไกการออกฤทธ์ิของยาต้านเชื้อรา
ยาตา้ นเชอ้ื ราจะออกฤทธริ ์ บกวนการสรา้ ง และการทางานของเยอ่ื หุม้ เซลล์ของเชอ้ื รา หรอื ออก
ฤทธยิ ์ บั ยงั้ การสรา้ งผนงั เซลล์ รวมทงั้ ออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ การทางานของกระบวนการทางชวี เคมภี ายในเซลล์
ของเชอ้ื รา เช่น การสงั เคราะหก์ รดนิวคลอี กิ การสงั เคราะหโ์ ปรตนี เป็นตน้
7.4 ยาต้านเชื้อราชนิดต่างๆ
1. ยากลมุ่ Polyene antibiotic
รปู ที่ 7.3 โครงสรา้ งของยา amphotericin B
ยากลมุ่ น้อี อกฤทธโิ ์ ดยการเขา้ จบั กบั ergosterol ในเยอ่ื หมุ้ เซลลข์ องเชอ้ื ราเป้าหมาย โดยเขา้
ไปควบคุมการยอมใหส้ ารซมึ เขา้ -ออกเซลล์ เชน่ K+, H+ หรอื NH4+ กรดอะมโิ น และ น้าตาล เป็นตน้
รปู ท่ี 7.4 โครงสรา้ งของยา nystatin A
ยา nystatin A เป็นยาทส่ี กดั มาจากเชอ้ื แบคทเี รยี Sterptomyces noursei ซง่ึ ถูกใชใ้ นการ
รกั ษาโรคทเ่ี กดิ จากเชอ้ื ราชนิด Candida albicans ออกฤทธติ ์ า้ นเชอ้ื ราโดยไปทาลายเยอ่ื หมุ้ เซลล์
~ 108 ~
2. ยากลมุ่ Fluorinated pyrimidine
รปู ท่ี 7.5 โครงสรา้ งของยา Flucytosine
(ทม่ี า: www.webmd.com)
ยากล่มุ น้จี ดั เป็นสารอนุพนั ธข์ อง fluorinated pyridine และเป็นยาตา้ นเชอ้ื ราสงั เคราะห์ ยา
สามารถละลายน้าไดด้ ี โดยสว่ นใหญ่ใชร้ ว่ มกบั Ampotericin B นยิ มใชร้ กั ษาการตดิ เชอ้ื รา Candida และ
Crytococcus โดยยากลมุ่ น้ีจะออกฤทธริ ์ บกวนการสงั เคราะห์ DNA ของเชอ้ื รานนั้ ๆ
3. ยากลุ่ม Imidazole
รปู ที่ 7.6 โครงสรา้ งของ imidazole
จดั เป็นยาสงั เคราะห์ มกั ใชใ้ นการรกั ษาโรคเชอ้ื ราทางผวิ หนงั เช่น กลาก เกลอ้ื น หรอื เชอ้ื รา
ในชอ่ งคลอด ซง่ึ ยาชนิดน้จี ะมตี วั ยาสาคญั เช่น ยา clotrimazole ยา miconazole และ ยา ketoconazole
ยา clotrimazole ยา miconazole
รปู ที่ 7.7 โครงสรา้ งของยากลุ่ม imidazole
ยายบั ยงั้ เชอ้ื ราในกลุ่มน้ีจะออกฤทธริ ์ บกวนการยอมใหส้ ารซมึ ผ่าน และยบั ยงั้ เอนไซม์ P-450
ทาใหเ้ ชอ้ื ราไมส่ ามารถสรา้ ง ergosterol ซง่ึ เป็นองคป์ ระกอบสาคญั ของเยอ่ื หมุ้ เซลล์
4. ยากลุ่ม Benzofuran cyclohexene
ยาทถ่ี กู ผลติ มาจากเชอ้ื ราชนิด Penicillium griseofulvum ซง่ึ จะออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ เฉพาะเชอ้ื ใน
กลุม่ dermatophytes ทต่ี ดิ เชอ้ื ทางผวิ หนงั เท่านนั้ แต่ไมอ่ อกฤทธกิ ์ บั เชอ้ื ราชนิด Candida spp. และเชอ้ื
ราชนดิ อ่นื ๆ โดยออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ เฉพาะเชอ้ื ราทก่ี าลงั แบ่งตวั เท่านนั้ เช่น ยา griseofulvin
~ 109 ~
รปู ที่ 7.8 โครงสรา้ งของยา griseofulvin
(ทม่ี า: www.life-worldwide.org)
เกรด็ ความร้เู กี่ยวกบั ยาต้านเชื้อรา
ยา Tryptanthrin
รปู ที่ 7.9 โครงสรา้ งของยา tryptanthrin
ยา tryptanthrin เป็นสารแอลคาลอยดใ์ นกลุ่มของ quinazoline ซ่งึ ถูกสกดั แยกมาได้จากต้น
Strobilanthes cusia (ต้นฮ่อม) ซ่งึ เป็นพชื พ้นื เมอื งของประเทศไต้หวนั จดั อย่ใู นวงศ์ Acanthaceae
พบว่าสารดงั กล่าวออกฤทธติ ์ ้านเชอ้ื ราท่เี ป็นสาเหตุของโรคผวิ หนังหลายชนิดไดด้ กี ว่ายา nystatin A
และอยรู่ ะหว่างศกึ ษาหาอนุพนั ธท์ อ่ี าจนามาใชเ้ ป็นยาไดต้ ่อไป
(ทม่ี า: www.buixuanphuong09blogspot.blogspot.com)
รปู ที่ 7.10 วธิ กี ารสงั เคราะหส์ ารกลุม่ quinazolinone
นอกจากน้ียงั มรี ายงานว่าสาร cryptopleurine และ julandine ซ่งึ เป็นแอลคาลอยด์ในกลุ่ม
phenanthroquinolizidine ทไ่ี ดจ้ ากตน้ Boehmeria cylindrical วงศ์ Urticaceae ซง่ึ เป็นไมพ้ น้ื เมอื งของ
ประเทศออสเตรเลยี สามารถออกฤทธติ ์ า้ นเชอ้ื ราไดด้ มี าก
~ 110 ~
ยา julandine ยา cryptopleurine
รปู ที่ 7.11 โครงสรา้ งของยากลมุ่ phenanthroquinolizidine
(ทม่ี า: www.discoverlife.org)
คาถามท้ายบทท่ี 7
1. ราก่อโรคแบ่งออกเป็นกก่ี ลุ่ม อะไรบา้ ง
2. ราชนิดใดก่อใหเ้ กดิ โรคบนผวิ หนงั
3. สว่ นใดคอื เป้าหมายของยาตา้ นเชอ้ื รา
4. เพราะเหตุใดเรามกั ตดิ เชอ้ื ราไดง้ า่ ยเมอ่ื ร่างก่ายมภี ูมคิ ุม้ กนั ต่า
5. เป้าหมายของยากลุม่ โพลอี นี คอื อะไร
6. ผปู้ ว่ ยโรคเอดสม์ กั ไดร้ บั ยาไนสเตตนิ เอ บ่อยๆ เพราะเหตุใด
7. ยาตา้ นเชอ้ื ราชนดิ ใดออกฤทธริ ์ บกวนการสงั เคราะหด์ เี อน็ เอ
8. จงยกตวั อยา่ งยากลุ่มอมิ ดิ าโซลมาสกั 2 ชนดิ
~ 111 ~
8
ยาต้านไวรสั
All for one, and one for all
ทม่ี า: www.benthamscience.com
วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา
1. สามารถอธบิ ายความหมายของยาตา้ นไวรสั ได้
2. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั โรคทเ่ี กดิ จากเชอ้ื ไวรสั ชนดิ ต่างๆ ได้
3. สามารถอธบิ ายกลไกการตดิ เชอ้ื และแพรก่ ระจายของเชอ้ื ไวรสั ได้
4. เขา้ ใจความสมั พนั ธร์ ะหว่างโครงสรา้ งของยากบั การออกฤทธติ ์ า้ นเชอ้ื ไวรสั ได้
~ 112 ~
เนื้อหา
1. บทนาเกย่ี วกบั ไวรสั
2. ไวรสั ชนิดต่างๆ
3. กลไกการตดิ เชอ้ื และแพร่กระจายของเชอ้ื ไวรสั
4. การป้องกนั และรกั ษาโรคทเ่ี กดิ จากไวรสั
5. ลกั ษณะอาการของโรคตดิ เชอ้ื ไวรสั
6. ยาตา้ นไวรสั ชนิดต่างๆ
7. เกรด็ ความรเู้ กย่ี วกบั ยาต้านไวรสั
กิจกรรม
1. บรรยาย
2. อภปิ ราย
3. อ่านหนงั สอื อา้ งองิ เพม่ิ เตมิ
4. อ่านบทความทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพมิ่ เตมิ
แผนการเรยี นการสอน
1. บรรยายประกอบ power point
2. ทาแบบฝึกหดั
3. ทดสอบยอ่ ยหลงั การเรยี น และ/หรอื ทารายงาน
ส่ือการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเคมที างยา
2. power point
3. เครอ่ื งฉายทบึ แสง หรอื ไวทบ์ อรด์
4. แบบฝึกหดั
การประเมินผล
1. ประเมนิ ผลจากการตอบคาถามและการมสี ว่ นรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการทดสอบยอ่ ยหลงั เรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการนาเสนอและการตอบคาถามของงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศกึ ษา
~ 113 ~
บทนา
ไวรสั (virus) มาจากภาษาละตนิ แปลว่า พษิ ไวรสั จดั เป็นอนุภาค (virion) ไม่จดั เป็นเซลล์ มี
ขนาดเลก็ มาก โครงสรา้ งไมซ่ บั ซอ้ น ส่วนประกอบหลกั ของไวรสั มดี งั น้ี
1) สารพนั ธุกรรม ซง่ึ มกี รดนวิ คลอี กิ ชนิด DNA หรอื RNA แบบสายเดย่ี ว หรอื สายคู่
2) แคปซดิ (capsid) คอื โปรตนี ทห่ี ่อหุม้ สารพนั ธุกรรมเอาไว้
รปู ท่ี 8.1 โครงสรา้ งของไวรสั
(ทม่ี า: www.slideplayer.com)
ทงั้ สองส่วนน้ีเรยี กว่า “นิวคลโี อแคปซดิ (nucleocapsid)” ไวรสั บางชนิดจะมเี ปลอื กชนั้ นอกหุม้
อกี ชนั้ หน่งึ เรยี กวา่ “envelope” นอกจากนนั้ ไวรสั ยงั มไี กลโคโปรตนี ซง่ึ ตดิ อยทู่ เ่ี ปลอื กชนั้ นอกของไวรสั
โดยทาหน้าทใ่ี นการยดึ เกาะกบั ผวิ นอกของเซลลเ์ จา้ บา้ น (host cell)
8.1 ไวรสั แบง่ ออกเป็น 2 ชนิด
1) ไวรสั ชนิดดเี อน็ เอ (DNA virus) คอื ไวรสั ท่มี สี ารพนั ธุกรรมเป็น DNA เช่น poxvirus
herpes, หรอื hepatitis B virus (ไวรสั ตบั อกั เสบบ)ี
2) ไวรสั ชนิดอารเ์ อน็ เอ (RNA virus) คอื ไวรสั ทม่ี สี ารพนั ธุกรรมเป็น RNA เช่น enterovirus
(polio) หรอื rhinovirus (ebola)
ไวรสั บางชนิดมถี ุงไขมนั หุม้ (capsid) ไวรสั เป็นสง่ิ มชี วี ติ ท่สี รา้ งพลงั งานเองไมไ่ ด้ จงึ ขาดแคลน
สารเคมที จ่ี ะดารงชวี ติ ไวรสั จงึ ต้องดารงชวี ติ แบบปรสติ เท่านัน้ จาเป็นต้องอาศยั อย่กู บั เซลลเ์ จา้ บ้าน
(host cell) และอาศยั พลงั งานจากเซลลเ์ จา้ บา้ นในการดารงชวี ติ ไวรสั มอี ย่ดู ว้ ยกนั หลายชนิด (รปู ที่ 8.2)
และไวรสั แต่ละชนดิ ก่อใหเ้ กดิ โรคต่างๆ ทไ่ี มเ่ หมอื นกนั (ตารางท่ี 8.1)
ก) HIV virus ข) influenza virus ค) ebola virus
(ทม่ี า: www.hivaidscd4.com) (ทม่ี า: www.chm.bris.ac.uk) (ทม่ี า: www. viralzone.expasy.org)
รปู ท่ี 8.2 แสดงลกั ษณะของเชอ้ื ไวรสั ก่อโรคชนดิ ต่างๆ
~ 114 ~
ตารางท่ี 8.1 แสดงโรคต่างๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการตดิ เชอ้ื ไวรสั
ชนิ ดของไวรสั ตระกลู ก่อโรค
1) ไวรสั ชนิด DNA
Poxvirus ไขท้ รพษิ ฝีดาษ
Viriola Papovirus หดู
Papillomavirus Herps เรมิ
Herps simplex (HSV) Varicella งสู วดั อสี ุกอใี ส
Varicella zoster (VZV)
2) ไวรสั ชนิด RNA Orthomyxovirus ไขห้ วดั ใหญ่
Retrovirus ภมู คิ ุม้ กนั บกพรอ่ ง (AIDs)
Influenza Rhinovirus หวดั ปอดบวม
HIV
HIV
8.2 กลไกการติดเชื้อและแพรก่ ระจายของเชื้อไวรสั
ขนั้ ตอนท่ี 1: ไวรสั เข้าสู่ร่างกายของสงิ่ มชี วี ติ และเกาะติดบนผนังเซลล์ของเซลล์เจา้ บ้าน
(attachment)
ขนั้ ตอนท่ี 2: การผ่านเขา้ ส่เู ซล (penetration)
ขนั้ ตอนที่ 3: การปลดปลอ่ ยจโี นม (uncoation)
ขนั้ ตอนท่ี 4: การสรา้ ง RNA (transcription)
รปู ที่ 8.3 แสดงการปลอ่ ยจโี นมของไวรสั เขา้ ส่เู ซลลเ์ จา้ บา้ น
(ทม่ี า: www.altered-states.net)
ขนั้ ตอนท่ี 5: การสรา้ งโปรตนี ทไ่ี วรสั ต้องการ (protein synthesis) โดยอาศยั กระบวนการทาง
ชวี เคมขี องเซลลเ์ จา้ บา้ น
ขนั้ ตอนท่ี 6: การเพมิ่ จานวนจโี นม (replication)
ขนั้ ตอนที่ 7: การประกอบตวั เป็นไวรสั ตวั ใหม่ (assembly and envelopment)
~ 115 ~
ขนั้ ตอนที่ 8: การปลดปล่อยเชอ้ื ไวรสั ทเ่ี กดิ ขน้ึ ใหม่ออกจากเซลล์ (release) โดยการแตกหน่อ
หลดุ จากผนงั เซลล์ หรอื ทาลายเซลลเ์ จา้ บา้ นใหแ้ ตก แลว้ ออกไปส่เู ซลลอ์ ่นื ของเซลลเ์ จา้ บา้ นต่อไปเรอ่ื ยๆ
ไวรสั อาศยั เวลาในการฟกั ตวั แตกต่างกนั โดยจะอยใู่ นช่วงตงั้ แต่ 1–21 วนั และแสดงอาการป่วย
5-10 วนั เมอ่ื หายแลว้ อาจก่อใหเ้ กดิ ความพกิ ารทางกายภาพ และสตปิ ญั ญาได้
8.3 การป้ องกนั และรกั ษาโรคท่ีเกิดจากไวรสั
1) ฉดี วคั ซนี ป้องกนั
2) ป้องกนั โดยยบั ยงั้ การลอกแบบของ Interferon (IFN) ของไวรสั ซง่ึ IFN เป็นไกลโคโปรตนี
ชนิดหน่ึง เซลล์สรา้ งขน้ึ เมอ่ื ไดร้ บั การกระตุ้นยบั ยงั้ การเพมิ่ จานวนของไวรสั เซลลเ์ น้ืองอก แต่ต้องเป็น
IFN ทผ่ี ลติ จากคนเทา่ นนั้ และใชม้ าก
3) รกั ษาตามอาการ เชน่ ใชย้ าลดการคดั จมกู ลดน้ามกู ลดไข้
4) ใชย้ าตา้ นไวรสั
8.4 ลกั ษณะอาการของโรคติดเชื้อไวรสั แบง่ ออกได้ 3 แบบ ดงั น้ี
1) อาการเฉียบพลนั
เป็นไวรสั ทม่ี รี ะยะฟกั ตวั เป็นวนั หรอื เป็นสปั ดาห์ และแสดงอาการของโรคนานประมาณ 7 วนั
ถงึ 14 วนั เมอ่ื หายแลว้ มภี มู คิ ุม้ กนั เกดิ ขน้ึ เชอ้ื ถูกกาจดั หมดไปจากรา่ งกาย
ตดิ เชอ้ื แพรก่ ระจายในรา่ งกาย เช่น ไขท้ รพษิ หดั หดั เยอรมนั โปลโิ อ
ตดิ เชอ้ื ตรงส่วนเยอ่ื เมอื ก เชน่ หวดั ตาอกั เสบ
2) อาการเป็นๆ หายๆ
เช้อื ไวรสั ชนิดท่ถี ูกกาจดั ออกจากร่างกายได้ไม่หมด หลงั จากติดเช้อื ไปครงั้ แรก โดยเช้อื ท่ี
เหลอื อย่มู กั ซ่อนตวั อย่ใู นเซลลป์ ระสาท หรอื เซลลเ์ ย่อื เมอื ก และเม่อื ร่างกายอ่อนแอลง เชอ้ื ทซ่ี ่อนตวั จะ
เพมิ่ จานวนแสดงอาการโรคใหป้ รากฏ ดงั ตวั อยา่ งเช่น เรมิ งสู วดั
3) อาการเรอื้ รงั
เชอ้ื ไวรสั ชนิดทถ่ี ูกกาจดั ออกจากรา่ งกายไมห่ มดหลงั การตดิ เชอ้ื ครงั้ แรก และยงั เพม่ิ จานวนมาก
ข้ึน ทาให้เกิดโรคท่ีรุนแรงมากข้ึนเร่ือย ๆ เช่น โรคไวรสั ระบบประสาทท่ีเกิดจากเช้ือกลุ่ม slow
progressive viral diseases โรคพษิ สุนขั บา้ โรคเอดส์ โรคไวรสั ตบั อกั เสบบี โรคไวรสั ตบั อกั เสบซี และ
โรคไวรสั ตบั อกั เสบบแี ละดี
8.5 ยาต้านไวรสั ชนิดต่างๆ
นวิ คลโี อไทด์ (nucleotide) คอื หน่วยยอ่ ยของ DNA และ RNA ซง่ึ ประกอบไปดว้ ย
1) นิวคลโี อไซด์ (nucleoside) คอื สารประกอบระหว่างเบส (base) และน้าตาลเพนโทส
(pentose) เช่อื มกนั ดว้ ยพนั ธะ ß-N-glycosidic
~ 116 ~
2) หมฟู่ อสเฟต (phosphate group)
รปู ท่ี 8.4 แสดงโครงสรา้ งพน้ื ฐานของนิวคลโี อไทด์ (nucleotide)
(ทม่ี า: www.thaibiotech.info)
ยารกั ษาการตดิ เชอ้ื ไวรสั โดยส่วนใหญ่จะเป็นสารในกลุ่มของ nucleoside analogs ซง่ึ ออกฤทธิ ์
เขา้ ไปขดั ขวางการสงั เคราะหส์ ารจาเป็นต่อการเจรญิ เตบิ โต เช่น ออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ การสรา้ ง DNA และ
RNA เป็นตน้ ซง่ึ ยาตา้ นไวรสั แบ่งตามลกั ษณะโครงสรา้ งของยาได้ 3 กลุ่มใหญ่ ดงั น้ี
1) ยาในกล่มุ อนุพนั ธข์ อง Thymidine nucleoside
Thymidine เป็น metabolite สาคญั ในการสรา้ ง DNA ของเชอ้ื ไวรสั จงึ ไดม้ กี ารสงั เคราะหย์ า
เลยี นแบบโครงสรา้ งของนิวคลโี อไทดข์ องไวรสั เพอ่ื มงุ่ หวงั ใหย้ าเขา้ ไปขดั ขวางการสรา้ ง DNA
โครงสรา้ งของยา azidovudine (AZT)
รปู ท่ี 8.5 โครงสรา้ งของนิวคลโี อไซด์ (nucleoside) ของทงั้ DNA และ RNA
และโครงสรา้ งของยาเลยี นแบบ
ยา Zidovudine หรอื ยา Azidothymidine (AZT) จะมคี วามแตกต่างกบั Thymidine ทห่ี มู่ –OH
และ –N3 ซง่ึ ยา AZT จะเขา้ ไปรบกวนทาให้ DNA ไมส่ ามารถต่อกนั ไดต้ ามปกติ โดยการเขา้ ไปยบั ยงั้
RNA-dependent DNA polymerase ของไวรสั ทาใหก้ ารเช่อื มต่อโซข่ อง DNA หยดุ ลง แต่ยาจะไม่จบั
กบั DNA ของคน โดยปกตยิ า AZT ใชใ้ นการรกั ษาผปู้ ่วยเอดสท์ ม่ี อี าการปอดบวม และใชช้ ะลอการเกดิ
~ 117 ~
อาการในผปู้ ว่ ยตดิ เชอ้ื แต่มอี าการขา้ งเคยี งเกดิ ขน้ึ จากการใชย้ า คอื โรคโลหติ จาง ปวดศรี ษะ คล่นื ไส้
นอนไมห่ ลบั
ก) ยา idoxuridine รบกวนการ ข) ยา trifluridine ยบั ยงั้ การ ค) ยา vidarabine ยบั ยงั้ การทางาน
สงั เคราะหโ์ ปรตนี ทาใหไ้ วรสั ลอกแบบผดิ สงั เคราะห์ DNA ของไวรสั ของเอนไซม์ DNA polymerase ของไวรสั
เมด็ เลอื ดขาว
รปู ท่ี 8.6 ยาเลยี นแบบนิวคลโี อไซดท์ ใ่ี ชต้ า้ นเชอ้ื ไวรสั
2) ยาในกล่มุ อนุพนั ธข์ อง Purine nucleoside
รปู ท่ี 8.7 โครงสรา้ งของสารประกอบชนิดต่างๆ ทเ่ี ป็นอนุพนั ธข์ อง purine
ยา Acyclovir ในรปู ของ triphosphate จะไปยบั ยงั้ การทางานของเอนไซม์ DNA polymerase
ของไวรสั และยบั ยงั้ การลอกแบบของ DNA รกั ษาการตดิ เชอ้ื ไวรสั หรอื /และเรมิ
ก) โครงสรา้ งของ purine (ทม่ี า: www.en.wikipedia.org) (ทม่ี า: www. nursingcrib.com)
ข) ยา acyclovir ทส่ี งั เคราะห์ ค) ยา acyclovir
เลยี นแบบ guanosine
รปู ท่ี 8.8 ยารกั ษาโรคไวรสั
~ 118 ~
3) ยาในกล่มุ อนุพนั ธข์ อง Amantadine
ยา amantadine ยา rimantadine
รปู ท่ี 8.9 ยากลุ่ม amantadine ทใ่ี ชร้ กั ษาโรคไวรสั
ยากลุ่มน้ี เช่น ยา amantadiene และยา rimantadine ซง่ึ ออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ การรวมตวั กนั ของส่วน
ต่างๆ ของไวรสั ใชใ้ นการป้องกนั การตดิ เชอ้ื ไวรสั influenza และอ่นื ๆ
เกรด็ ความร้เู ก่ียวกบั ยาต้านไวรสั
โรคเอดส์ (AIDs)
โรคเอดส์จดั เป็นโรคท่มี กี ารแพร่กระจายได้อย่างรวดเรว็ จงึ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกจิ
สงั คม และชวี ติ ความเป็นอยู่ของคนในสงั คม จากสถานการณ์ปจั จุบนั พบว่าจานวนผู้ป่วยเดก็ มอี ตั ราการ
ตดิ เชอ้ื เพม่ิ ขน้ึ อย่างรวดเรว็ ทงั้ ยงั พบปญั หาใหม่ๆ เพมิ่ ขน้ึ ตามมาอกี มากมาย อาทเิ ช่น เชอ้ื ไวรสั HIV
มกี ารกลายพนั ธุ์ (mutant) และดอ้ื ยา (drug resistant) รวมทงั้ ปจั จบุ นั ยงั ไมม่ ยี าทส่ี ามารถใชร้ กั ษาโรคน้ี
ใหห้ ายขาดได้ จงึ ทาใหม้ คี วามจาเป็นอยา่ งมากในการพฒั นาหายาใหม่ๆ ทงั้ ทไ่ี ดจ้ ากการสงั เคราะห์ และ
สารจากธรรมชาตริ วมทงั้ พชื จลุ นิ ทรยี ์ และสตั วท์ ะเลเพ่อื มาใชใ้ นการรกั ษา
(ทม่ี า: www.dw.com)
รปู ที่ 8.10 วฎั จกั รการตดิ เชอ้ื HIV
(ทม่ี า: www.nigeriahivinfo.com)
โรคเอดส์ หรอื โรคภมู คิ ุม้ กนั บกพรอ่ ง (acquired Immune deficiency syndrome: AIDs) คน้ พบ
ครงั้ แรกเม่อื ปี ค.ศ.1981 และ ในปี ค.ศ.1983 ไดม้ กี ารคน้ พบว่าไวรสั เป็นสาเหตุของโรคน้ี โดยตงั้ ช่อื
~ 119 ~
ไวรสั น้ีว่า human immune deficiency virus หรอื HIV นนั่ เอง จดั เป็นไวรสั ชนิดอารเ์ อน็ เอ (RNA virus)
เม่อื เข้าสู่ร่างกายของคน เช้อื ไวรสั น้ีจะจบั กับเซลล์ท่มี แี อนติเจนชนิด CD4 ได้แก่ T–helper cell,
monocyte และ macrophage ซง่ึ เป็นเซลทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ระบบภมู คิ ุม้ กนั ของร่างกาย โดยไวรสั น้ีจะเขา้ ไป
ทาลายระบบภูมคิ ุ้มกนั บางส่วนของร่างกาย และทาให้ร่างกายเกิดโรคแทรกซ้อนจากเช้อื จุลชพี ฉวย
โอกาสได้ง่าย เช่น ติดเช้ือจากจุลชีพฉวยโอกาสซ่ึงเป็นสาเหตุของโรคปอดบวม ติดเช้ือรา
และไมโคแบคทเี รยี หรอื แมก้ ระทงั่ การเป็นมะเรง็ ชนิด Kaposi’s sarcoma เพราะฉะนนั้ แนวทางในการ
รกั ษาโรคเอดส์ จงึ ทาได้ 3 แนวทางดว้ ยกนั ดงั น้ี
1) ยาตา้ นไวรสั HIV คอื ยาทห่ี ยดุ หรอื ชะลอการเพม่ิ จานวนของไวรสั (antiviral therapy) เช่น
ยา AZT เป็นตน้ ยาตา้ นไวรสั เอดสท์ ย่ี บั ยงั้ การเพม่ิ จานวนและการแพรก่ ระจายของไวรสั แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
ดงั น้ี
ยบั ยงั้ การเกาะ และการเขา้ เซลลข์ องไวรสั
ยบั ยงั้ เอนไซม์ HIV-RT
ยบั ยงั้ เอนไซมอ์ นิ ทรเิ กรซ
ยบั ยงั้ เอนไซมโ์ พรทเิ อส
2) ยาทเ่ี สรมิ ภูมติ ้านทานทพ่ี ร่องไป เช่น ยากระตุ้นภูมคิ ุม้ กนั (immunostimulators), วคั ซนี ,
การปลกู ถ่ายไขกระดกุ และ lymphocyte transfusion เป็นตน้
3) รกั ษาโรคแทรกซอ้ นทเ่ี กดิ จากเชอ้ื ฉวยโอกาสและโรคมะเรง็ ดว้ ยยาทม่ี คี วามจาเพาะสาหรบั
โรคนนั้ ๆ
สาหรบั ยาท่ใี ช้ในการรกั ษาโรคแทรกซ้อนและมะเรง็ นัน้ เป็นยาท่มี ใี ช้อยู่แล้ว ดงั นัน้ ยาท่กี าลงั
ไดร้ บั ความสนใจในการพฒั นาเพอ่ื ใชก้ บั ผูป้ ว่ ยโรคเอดส์ กค็ อื ยาตา้ นไวรสั HIV และยาเสรมิ ภมู คิ ุม้ กนั
ยาต้านไวรสั ท่ีมกี ารศึกษามากท่สี ุด คือ ยาท่ีออกฤทธใิ ์ นการยบั ยงั้ การทางานของเอนไซม์
reverse transcriptase หรอื RNA dependent DNA polymerase ซง่ึ ทาหน้าท่ใี นการเพม่ิ จานวนของ
retrovirus ซง่ึ มสี ารพนั ธุกรรมเป็น RNA และเป็นเอนไซมท์ พ่ี บเฉพาะใน retrovirus เท่านนั้ เช่น ยา
foscarnet, ยาsuramin, ยา ansamycin , ยา azidothymidine และยา 2’,3’–dideoxynucleoside หรอื
azidothymidine (AZT) ซง่ึ เป็นยาต้านไวรสั เอดส์ชนิดแรกท่ีได้รบั การรบั รองตงั้ แต่ปี ค.ศ.1985 จาก
องคก์ ารอาหารและยาของสหรฐั อเมรกิ า (U.S.FDA)
ยา AZT
~ 120 ~
AZT เป็น prodrug ทไ่ี ม่มฤี ทธิ ์ แต่เมอ่ื เขา้ ส่รู ่างกายจะถูกเปลย่ี นเป็นอนุพนั ธ์ 5’-triphosphate
โดยเอนไซม์ cellular kinase และจะเขา้ ไปแทนท่เี บส thymidine ใน provirus DNA chain ทาให้
กระบวนการสรา้ ง DNA หยดุ ลง
ขอ้ ดขี องยา AZT: ผู้ป่วยทไ่ี ด้รบั ยา AZT มอี ตั ราการตาย และการตดิ เช้อื ฉวยโอกาสลดลง
นอกจากน้อี าการทวั่ ไปของผปู้ ว่ ยดขี น้ึ เช่น น้าหนกั ตวั เพม่ิ ขน้ึ และอาการทางสมองดขี น้ึ
ขอ้ เสยี ของยา AZT: ยามคี วามเป็นพษิ สงู และมรี าคาแพง
จงึ ไดม้ กี ารคดิ คน้ ยาใหมอ่ อกมา 2 ชนิด ทม่ี คี วามเป็นพษิ ต่า และมรี าคาถกู กว่า AZT
1) Dideoxycytidine (ddC) หรอื zulcitabine, Hivid®
2) Dideoxyinosine (ddI) หรอื idanosine, Videx®
ในปี พ.ศ. 2553 ยาผสมระหวา่ ง AZT และ ddC (combination therapy) ไดถ้ ูกรบั รองการใชโ้ ดย
U.S. FDA สาหรบั ผปู้ ว่ ยโรคเอดสท์ ม่ี ี T–4 เซลลใ์ นเลอื ดต่า 300 ลกู บาศก์มลิ ลลิ ติ ร และรบั รองการใช้ยา
ddI ในเดก็ และผใู้ หญ่ทต่ี ดิ เชอ้ื HIV ซง่ึ ยาชนิดน้ีออกฤทธไิ ์ ดน้ านกว่า มคี วามเป็นพษิ ต่ากว่า รวมทงั้ มี
ราคาถูกกว่า AZT
ยาผสมตารบั GPO-Vir
เป็นยาขององคก์ ารเภสชั กรรม ประกอบดว้ ยตวั ยา 3 ชนิด คอื
ยา nevirapine ยา d4T (stavudine) ยา 3TC (Lamivudine)
สมนุ ไพรกบั การยบั ยงั้ เชอ้ื ไวรสั เอดส์
ผลจากการทดลองใชส้ มนุ ไพรจานวน 27 ชนดิ ในการยบั ยงั้ โรคตดิ เชอ้ื ไวรสั เอดสพ์ บว่ามี
สมนุ ไพรมากถงึ 11 ชนิด ทม่ี ฤี ทธติ ์ า้ นเชอ้ื HIV ในหลอดทดลอง (in vitro) เชน่ สายน้าผง้ึ (Lonicera
japonica), ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) และ ผกั เป็ดน้า (Alternanthera philoxeroides)
เป็นตน้
~ 121 ~
คาถามท้ายบทท่ี 8
1. ไวรสั จดั เป็นสง่ิ มชี วี ติ หรอื ไม่ เพราะเหตุใด
2. ไวรสั แบ่งออกไดก้ ช่ี นิด อะไรบา้ ง
3. ไวรสั ชนดิ ใดทก่ี ่อโรครา้ ยแรง
4. จงอธบิ ายกลไกการตดิ เชอ้ื และการเพม่ิ จานวนของเชอ้ื ไวรสั
5. Interferon คอื อะไร
6. ยาตา้ นไวรสั เอไซโคลเวยี รส์ งั เคราะหเ์ ลยี นแบบจากสารชนดิ ใด จงอธบิ าย
7. จงอธบิ ายการออกฤทธขิ ์ องยาตา้ นไวรสั
8. จงเขยี นโครงสรา้ งยา AZT ทอ่ี อกฤทธยิ ์ บั ยงั้ ไวรสั
~ 122 ~
9
ยาต้านมะเรง็
Early Detection Saves Lives
ทม่ี า: www.geneticliteracyproject.org
วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา
1. สามารถอธบิ ายความหมายของมะเรง็ ได้
2. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั การเกดิ มะเรง็
3. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั มะเรง็ ประเภทต่างๆ รวมทงั้ สามารถจาแนกประเภทได้
4. เขา้ ใจความสมั พนั ธร์ ะหว่างโครงสรา้ งของยากบั การออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ มะเรง็
~ 123 ~
เนื้อหา
1. บทนาเกย่ี วกบั มะเรง็
2. ประเภทของมะเรง็
3. การตงั้ ช่อื มะเรง็ ชนิดต่างๆ
4. มะเรง็ ระยะต่างๆ ตามลกั ษณะทางพยาธวิ ทิ ยาของเซลลม์ ะเรง็
5. การรกั ษาและความรุนแรงของมะเรง็ ในแต่ระยะของโรค
6. การกระจายของเซลลม์ ะเรง็
7. สาเหตุของการเกดิ มะเรง็
8. เป้าหมายของยามะเรง็
9. ยาตา้ นมะเรง็ ชนดิ ต่างๆ
10. เกรด็ ความรเู้ กย่ี วกบั ยาตา้ นมะเรง็
กิจกรรม
1. บรรยาย
2. อภปิ ราย
3. อ่านหนงั สอื อา้ งองิ เพมิ่ เตมิ
4. อ่านบทความทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพม่ิ เตมิ
แผนการเรียนการสอน
1. บรรยายประกอบ power point
2. ทาแบบฝึกหดั
3. ทดสอบยอ่ ยหลงั การเรยี น และ/หรอื ทารายงาน
สื่อการเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเคมที างยา
2. power point
3. เครอ่ื งฉายทบึ แสง หรอื ไวทบ์ อรด์
4. แบบฝึกหดั
การประเมินผล
1. ประเมนิ ผลจากการตอบคาถามและการมสี ว่ นรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการทดสอบยอ่ ยหลงั เรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการนาเสนอและการตอบคาถามของงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศกึ ษา
~ 124 ~
บทนา
มะเรง็ (cancer) หมายถงึ กระบวนการไรร้ ะเบยี บ ไม่มอี ะไรมาขดั ขวางการใชอ้ านาจ ซง่ึ มรี าก
ศพั ท์มาจากคาว่า “karkinos หรอื carcinus” (ภาษากรกี ) แปลว่า ปู ซ่งึ ก้อนมะเรง็ จะมลี กั ษณะการ
เจรญิ เตบิ โตโดยการยน่ื สว่ นต่างๆ ของเซลลม์ ะเรง็ เขา้ ไปในเน้อื เยอ่ื ปกตโิ ดยรอบเหมอื นขาปู
ก) ปู (crab) ข) รปู รา่ งของเซลลป์ กติ ค) รปู รา่ งของเซลลม์ ะเรง็
(ทม่ี า: www.slideshare.net) (ทม่ี า: www.members.shaw.ca) (ทม่ี า: www.playbuzz.com)
รปู ท่ี 9.1 รปู รา่ งของเซลลม์ ะเรง็
มะเรง็ เป็นโรคชนิดหน่ึงเกดิ ขน้ึ จากเซลล์มกี ารเจรญิ และแบ่งตวั มากกว่าปกติ จนควบคุมไม่ได้
นอกจากนนั้ เซลลเ์ หล่าน้ยี งั ลกุ ลามเขา้ ไปในเน้ือเย่อื อ่นื ๆ โดยวธิ กี ารใดวธิ กี ารหน่ึง เช่น การเจรญิ เตบิ โต
เขา้ ไปท่เี น้ือเย่อื ขา้ งเคยี ง (invasion) หรอื อกี วธิ หี น่ึงคอื การอพยพเคล่อื นยา้ ยเซลลไ์ ปยงั ตาแหน่งท่ี
ไกลๆ (metastasis)
9.1 มะเรง็ เกิดได้อย่างไร
รปู ท่ี 9.2 การเปลย่ี นแปลงของเซลลป์ กตไิ ปเป็น tumor cell และ cancer cell
(ทม่ี า: www.locallyhealthy.co.uk)
โดยปกตอิ วยั วะและเน้อื เยอ่ื ต่างๆ ในรา่ งกาย จะประกอบดว้ ยส่วนทม่ี ลี กั ษณะเป็นสเ่ี หลย่ี มเลก็ ๆ
เรยี กว่า “เซลล์” และเซลลต์ ่างๆ ของร่างกายจะมลี กั ษณะ และหน้าทก่ี ารทางานทแ่ี ตกต่างกนั ออกไป
ร่างกายมกี ารทาลายเซลลแ์ ก่ และสรา้ งเซลลใ์ หม่อย่ตู ลอดเวลา โดยทก่ี ารแบ่งตวั และการเจรญิ เตบิ โต
ของเซลล์นัน้ ๆ มกี ารควบคุมโดยร่างกายให้เป็นไปตามลาดบั ขนั้ ตอน แต่ถ้าหากร่างกายไม่สามารถ
ควบคุมขนั้ ตอนนนั้ ๆ ได้ (ไมว่ ่าดว้ ยเหตุผลอะไร) เซลล์นนั้ ๆ กจ็ ะเกดิ การแบ่งตวั ไปไม่หยุด จนพฒั นาขน้ึ
มาเป็นกอ้ นทเ่ี รยี กว่าเน้อื งอก (tumor) ซง่ึ การเจรญิ เตบิ โตทม่ี ากผดิ ปกตเิ หล่าน้อี าจมสี าเหตุมาจาก
~ 125 ~
1) กรรมพนั ธุ์
2) การกลายพนั ธุข์ อง DNA ภายในเซลล์
9.2 ประเภทของมะเรง็
มะเรง็ มมี ากมายกว่า 200 ชนดิ สามารถแบ่งออกเป็นกลมุ่ ใหญ่ๆได้ 5 กลุ่ม ดงั น้ี
1) มะเรง็ คาซิโนมา (carcinoma) คอื มะเรง็ ทม่ี จี ดุ กาเนิดมาจากเซลลเ์ ย่อื บุผวิ ของอวยั วะทงั้
ภายใน และภายนอกรา่ งกาย ผปู้ ว่ ยมะเรง็ ประมาณ 85 เปอรเ์ ซน็ ต์ จะเป็นมะเรง็ ในประเภทน้ี
เซลลเ์ ยอ่ื บุผวิ ของรา่ งกายมี 4 ชนิดใหญ่ ไดแ้ ก่
1) Glandular คอื กล่มุ ของเซลลเ์ ยอ่ื บุผวิ ทส่ี รา้ งสารคดั หลงั่
2) Squamous คอื กลมุ่ ของเซลลเ์ ยอ่ื บุผวิ ทม่ี ลี กั ษณะแบนบางหลายเหลย่ี ม
3) Transitional คอื เซลลเ์ ยอ่ื บผุ วิ ทเ่ี ปลย่ี นแปลงรปู รา่ งไดต้ ามการขยาย และหดตวั ของอวยั วะ
นนั้ ๆ จะพบในอวยั วะ เช่น ท่อทางเดนิ ปสั สาวะ
4) Pseudostratified คอื เซลลเ์ ย่อื บุผวิ ท่เี รยี งตวั หลายชนั้ เทยี ม จะพบในอวยั วะ เช่น ปอด
มะเรง็ สามารถเกดิ ขน้ึ ไดจ้ ากเซลลเ์ ยอ่ื บอุ วยั วะชนิดต่างๆ เหล่าน้ี
(ทม่ี า: www.nature.com) (ทม่ี า: www.newhealthguide.org)
ก) ลกั ษณะของมะเรง็ คาซโิ นมา ข) มะเรง็ เต้านม (breast carcinoma) ท่เี กดิ
จากความผดิ ปกตขิ องเซลลเ์ ยอ่ื บุต่อมน้านม
รปู ท่ี 9.3 มะเรง็ คาซโิ นมา (carcinoma)
2) มะเรง็ ซาโคมา (sarcoma) คอื มะเรง็ ท่เี กดิ จากเน้ือเย่อื อ่อน (soft tissue) ของร่างกาย
หรอื เน้ือเย่อื เสรมิ (supportive tissue) ซง่ึ ไดแ้ ก่ ไขมนั กลา้ มเน้ือ เส้นประสาท และเน้ือเย่อื เก่ยี วพนั
นอกจากน้ี ยงั รวมถงึ กระดกู และกระดกู อ่อนดว้ ย
3) มะเรง็ ลิวคีเมีย (leukemia) คอื มะเรง็ ท่มี จี ุดกาเนิดมาจากเซลลต์ น้ กาเนิดเมด็ เลอื ดในไข
กระดกู ทาใหเ้ กดิ ความผดิ ปกตขิ องเมด็ เลอื ด
4) มะเรง็ ระบบสมอง และไขสนั หลงั (central nervous system cancers)
~ 126 ~
5) มะเรง็ ลิมโฟมา และไมอีโลมา (lymphoma and myeloma) คอื มะเรง็ ทม่ี จี ดุ กาเนิดมา
จากเซลลข์ องระบบภูมคิ ุม้ กนั โดยทม่ี ะเรง็ ลมิ โฟมา (lymphoma) คอื มะเรง็ ของระบบโลหติ ท่เี กดิ จาก
ความผดิ ปกติของเซลล์ต้นกาเนิดเมด็ เลอื ดท่อี ยู่ในไขกระดูก (bone marrow) ส่วนมะเรง็ ไมอีโลมา
(myeloma) เกดิ จากเซลล์ผลติ เมด็ สี (melanocytes) ซ่งึ จะพบตามผวิ หนัง ไฝ (mole) เป็นการ
เจรญิ เตบิ โต ของเซลลเ์ มด็ สปี ระเภทไมเ่ ป็นอนั ตราย
9.3 การตงั้ ชื่อมะเรง็
การเรยี กช่อื ของมะเรง็ ให้เรยี กช่อื มะเรง็ นัน้ ๆ จากจุดท่เี รม่ิ ต้นในการเป็น เช่น มะเรง็ เต้านม ท่ี
แพรก่ ระจายไปยงั ตบั ยงั คงเรยี กวา่ มะเรง็ เต้านม ไม่ใช่มะเรง็ ตบั นกั วทิ ยาศาสตรจ์ ะใชช้ ่อื ทางเทคนิคใน
การแยกมะเร็งแต่ละประเภทออกจากกัน เช่น carcinomas, sarcomas, lymphomas และ leukemias
โดยทวั่ ไปช่อื ต่างๆ เหล่าน้ีจะใช้คานาหน้าตามช่อื ของชนิดของเซลลท์ เ่ี กย่ี วขอ้ ง เช่น นาหน้าดว้ ยคาว่า
"osteo" (กระดูก) จะหมายถงึ มะเรง็ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ทก่ี ระดกู ซง่ึ จะเรยี กว่า osteosarcoma หรอื นาหน้าคา
ดว้ ย "adeno" (ต่อม) จะหมายถึง มะเรง็ ของเซลล์ต่อมจงึ เรยี กว่า adeno carcinoma เช่น breast
adenocarcinoma
รปู ที่ 9.4 แสดงการตงั้ ชอ่ื มะเรง็ ชนิดต่างๆ
(ทม่ี า: www.web-books.com)
9.4 มะเรง็ ระยะต่างๆ ตามลกั ษณะทางพยาธิวิทยาของเซลลม์ ะเรง็
ระยะต่างๆ ของมะเรง็ ถูกแบ่งออกตามลกั ษณะความรุนแรงทางพยาธวิ ทิ ยาของเซลลม์ ะเรง็ ซ่งึ
ลกั ษณะของเซลลม์ ะเรง็ (differentiation) แต่ละระยะเมอ่ื ส่องดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์จะมลี กั ษณะทแ่ี ตกต่าง
กนั ตงั้ แต่ระยะทเ่ี หน็ ลกั ษณะเซลลช์ ดั เจน (well differentiation) ซ่งึ จดั เป็นระยะทม่ี คี วามรุนแรงน้อย
จนกระทงั่ ถึงระยะท่มี ีความรุนแรงมากซ่งึ ลกั ษณะของเซลล์ในระยะน้ีเราไม่สามารถจาแนกลกั ษณะ
(undifferentiation) ไดเ้ ลย
~ 127 ~
9.5 การรกั ษาและความรนุ แรงของมะเรง็ ในแต่ระยะของโรค
ในด้านการรกั ษาโรคมะเรง็ ระยะต่างๆ จะถูกแบ่งออกตามความรุนแรงของโรค โดยอาศยั การ
ลกุ ลามของโรคออกไปเป็นระยะๆ ดงั น้ี
ระยะท่ี 1: มะเรง็ ยงั จากดั อยเู่ ฉพาะส่วนทเ่ี รมิ่ เป็น
ระยะที่ 2: มะเรง็ ลุกลามถงึ เน้อื เยอ่ื ขา้ งเคยี ง หรอื ลุกลามทะลผุ า่ นอวยั วะทเ่ี ป็นโพรง
ระยะที่ 3: มะเรง็ ลุกลามถงึ ต่อมน้าเหลอื งใกลเ้ คยี ง
ระยะที่ 4: มะเรง็ แพรก่ ระจายไปยงั อวยั วะอ่นื ๆ
9.6 การกระจายของเซลลม์ ะเรง็
1) กระจายทางระบบน้าเหลือง
เซลลม์ ะเรง็ หลุดเขา้ หลอดน้าเหลอื งแลว้ ไปเจรญิ เตบิ โตในต่อมน้าเหลอื งบรเิ วณใกลเ้ คยี ง ทาให้
ต่อมน้าเหลอื งมขี นาดโตขน้ึ มาก จากต่อมน้าเหลอื งน้ีเอง เซลลม์ ะเรง็ อาจจะแพร่กระจาย เขา้ สู่หลอด
เลอื ดอกี ทอดหน่งึ ได้
2) กระจายทางกระแสเลือด
รปู ที่ 9.5 แสดงการกระจายของเซลลม์ ะเรง็ ไปทางกระแสเลอื ด
(ทม่ี า: www.vcharkarn.com)
เซลล์มะเรง็ จะหลุดเขา้ กระแสเลอื ด แล้วไปเจรญิ เตบิ โตในอวยั วะต่างๆ เช่น ปอด ตบั กระดูก
สมอง เป็นตน้
3) การฝงั ตวั ของเซลลม์ ะเรง็ (implantation)
โดยเซลลม์ ะเรง็ หลุดจากตาแหน่งเดมิ ไปเจรญิ ทส่ี ่วนอ่นื อาจจะเป็นการหลุดโดยธรรมชาติ หรอื
โดยมกี ารกระตุน้ เชน่ จากการผ่าตดั เป็นตน้
~ 128 ~
4) การจบั หรือรวมตวั ตามพืน้ ผิวของผนังเย่ือบุ (Transcoelomic)
โดยเซลลม์ ะเรง็ หลุดจากกอ้ นมะเรง็ ไปงอกตามพน้ื ผวิ ของเยอ่ื บตุ ่างๆ เหมอื นกบั ตน้ กาฝากทแ่ี พร่
จากกง่ิ ไมก้ งิ่ หน่งึ ไปยงั กงิ่ ตดิ ๆ กนั เช่น ตามพน้ื ผวิ ของเยอ่ื บุชอ่ งทอ้ ง ชอ่ งปอด เป็นตน้
9.7 การแบ่งตวั ของเซลล์
กระบวนการแบง่ ตวั ของเซลลต์ ่างๆ ในรา่ งกายจะถูกควบคุมดว้ ยยนี 2 กลมุ่ คอื
1) ยีนยบั ยงั้ การแบ่งเซลล์ (tumor suppressor gene: TSG) เม่อื ยนี TSG ทางาน
กระบวนการแบ่งเซลล์จะหยุดลง และเม่อื ยนี TSG หยดุ ทางาน เซลลจ์ ะเกดิ การแบ่งเซลล์อกี ครงั้ และ
เมอ่ื ยนี เกดิ การกลายพนั ธุจ์ ะสง่ ผลทาใหย้ นี TSG สญู เสยี หน้าทไ่ี ป ทาใหก้ ระบวนการยบั ยงั้ การแบ่งเซลล์
ไมเ่ กดิ ขน้ึ จงึ ทาใหเ้ ซลลเ์ กดิ การแบ่งตวั แบบไมม่ ที ส่ี น้ิ สดุ
2) ยีนกระต้นุ การแบ่งเซลล์ (proto oncogene: PO) เม่อื ยนี PO ทางาน กระบวนการแบ่ง
เซลลจ์ ะเกดิ ขน้ึ เม่อื ยนี PO หยุดทางานเซลลจ์ ะหยุดการแบ่งตวั และเม่อื ยนี PO มกี ารกลายพนั ธ์ จะ
ส่งผลทาใหย้ นี PO สูญเสยี หน้าท่ไี ป อาจส่งผลทาใหย้ นี PO กระตุน้ การแบ่งเซลลม์ ากเกนิ ไป จงึ ทาให้
เซลลเ์ กดิ การแบง่ ตวั แบบไมม่ ที ส่ี น้ิ สุด
9.8 สาเหตขุ องการเกิดมะเรง็ ที่สาคญั แบ่งไดด้ งั น้ี
1) ปัจจยั ภายนอกร่างกาย จดั เป็นปจั จยั เสย่ี งทท่ี าใหเ้ กดิ โรคมะเรง็ ไดม้ าก ตวั อยา่ งเช่น
สารก่อมะเรง็ ทป่ี นเป้ือนในอาหาร และเคร่อื งด่มื (carcinogen) เช่น การไดร้ บั สารอลั ฟา-
ทอกซนิ (alfatoxin) ซง่ึ เป็นสารพษิ จากเช้อื ราทม่ี อี ย่ใู นอาหาร หรอื การไดร้ บั สารกลุ่มไฮโดรคารบ์ อน
(hydrocarbon) จากอาหารป้ิงและย่าง รวมทงั้ การไดร้ บั สารกลุ่มไนโตรซามนี (nitosamine) ทใ่ี ชใ้ นการ
ถนอมอาหาร หรอื แมก้ ระทงั่ การไดร้ บั สารเคมจี ากสผี สมอาหารทไ่ี มไ่ ดม้ าตรฐาน
รงั สตี ่างๆ (radiation) เชน่ การไดร้ บั รงั สเี อก็ ซ์ หรอื รงั สอี ลั ตราไวโอเลตจากแสงแดด
เชอ้ื ไวรสั (virus) เชน่ ไวรสั ตบั อกั เสบบี และ ไวรสั ฮวิ แมนแพบพลิ โลมา เป็นตน้
การตดิ เชอ้ื พยาธใิ บไมใ้ นตบั (fluke worm)
พฤตกิ รรมบางอยา่ ง (bad habit) เชน่ การสบู บุหร่ี และด่มื สรุ า เป็นตน้
2. เกิดจากความผิดปกติภายในรา่ งกาย (ความเสย่ี งต่า)
การมภี มู คิ ุม้ กนั ทบ่ี กพรอ่ ง
ภาวะทพุ โภชนาการ เชน่ การขาดไวตามนิ บางชนดิ
จะเหน็ ว่ามะเรง็ ส่วนใหญ่มสี าเหตุมาจากสง่ิ แวดลอ้ ม และมะเรง็ จดั เป็นโรคทส่ี ามารถป้องกนั ได้
เช่นเดยี วกบั โรคตดิ เชอ้ื อ่นื ๆ หากเรามคี วามรเู้ กย่ี วกบั สารก่อมะเรง็ และสารช่วยหรอื ใหเ้ กดิ จะทาใหเ้ รา
เลย่ี งปจั จยั เสย่ี งได้ เช่น งดสบู บหุ ร่ี หรอื หลกี เลย่ี งจากบรเิ วณทม่ี คี วนั บหุ ร่ี เป็นตน้
~ 129 ~
สาหรบั ปจั จยั เสย่ี งภายในรา่ งกายเราอาจป้องกนั ไม่ไดก้ จ็ รงิ แต่ทาใหเ้ ราทราบว่าตนเองจดั อย่ใู น
กลุ่มท่มี อี ตั ราเสย่ี งต่อการเป็นมะเรง็ สูง หรอื มากกว่ากลุ่มอ่นื ๆ หรอื ไม่ เราจงึ ควรไปพบแพทยเ์ พ่อื ขอ
คาแนะนา และตรวจหามะเรง็ หากตรวจพบไดต้ งั้ แต่ระยะแรก จะทาให้การรกั ษามปี ระสทิ ธภิ าพดี และ
สามารถรกั ษาใหห้ ายขาดได้
9.9 ยาต้านมะเรง็ ชนิดต่างๆ แบง่ ออกเป็น 3 กล่มุ ดว้ ยกนั คอื
1) ยาเคมบี าบดั (chemotherapy)
2) ยาฮอรโ์ มนบาบดั (hormonal therapy)
3) ยาภมู คิ ุม้ กนั บาบดั (immunotherapy)
9.10 เป้ าหมายของยามะเรง็ แบง่ ออกเป็น 3 กลุม่ เป้าหมาย ดงั น้ี
1) DNA คอื กลุ่มของยาหลากหลายชนิดทม่ี กี ลไกการออกฤทธติ ์ ่อ DNA เช่น ยา aziridine
ยา camptothecin ยา aromatic nitrogen mustard ยา cisplatin และ ยา mitomycin C เป็นตน้
(ทม่ี า: www.davesgarden.com) ยา camptothecin
พชื สกุลใกลเ้ คยี งกบั ตน้ กระท่มุ น้า
(Camptotheca acuminate)
รปู ท่ี 9.6 โครงสรา้ งของยา camptothecin
ความก้าวหน้าของพืชสมุนไพรต่อการต้านมะเรง็
ผลจากการวจิ ยั ทาให้พบโครงสรา้ งของสารจานวนมากท่ีมฤี ทธติ ์ ้านเซลล์มะเรง็ แต่มสี ารไม่ก่ี
ชนิดทม่ี สี มบตั ทิ างเภสชั วทิ ยาท่ีน่าพงึ พอใจ และสามารถนาไปพฒั นาและศกึ ษาต่อในขนั้ คลนิ ิกได้ อาทิ
เชน่ สารประกอบกลุ่มแอลคาลอยด์ (alkaloid) และสารกลุม่ ไดเทอรป์ ีน (diterpene) ซง่ึ ตอนน้ีมบี างสารท่ี
ผ่านถงึ ขนั้ การทดลองทางคลนิ กิ phase II แลว้
จีนมีการใช้ยาสมุนไพรหลายชนิดในการรกั ษามะเร็งชนิดต่างๆ มาตัง้ แต่สมยั โบราณ ต้น
Camptotheca acuminate เป็นสมุนไพรจนี ชนิดหน่ึง เป็นพชื ในวงศ์ Nyssaceae (ซ่งึ เป็นพชื วงศ์
เดยี วกนั กบั ต้นกระทุ่ม ซ่งึ พบได้ในประเทศไทย) พบสารกลุ่มแอลคาลอยด์จากสมุนไพรชนิดน้ี ช่อื
camptothecin ซง่ึ ออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ เซลลม์ ะเรง็ ได้ ปจั จบุ นั ไดม้ กี ารผลติ camptothecin จากการเพาะเลย้ี ง
เน้อื เยอ่ื ของพชื ชนิดน้ี นอกจากน้พี บว่าการเพาะเลย้ี งเน้อื เยอ่ื ของพชื อกี ชนิด คอื ตน้ Mappia foetida ยงั
สามารถผลติ สาร camptothecin ไดใ้ นปรมิ าณมากกว่าตน้ C. acuminate อกี ดว้ ย
~ 130 ~
จากผลการทดลองขนั้ คลนิ ิกของสหรฐั อเมรกิ าของยา camptothecin กบั มะเรง็ กระเพาะอาหาร
และ malignant อ่นื ๆ ใหผ้ ลการรกั ษาพอสมควร แต่จาเป็นต้องศกึ ษา bioavailability ของ camptothecin
ทแ่ี น่นอนเพมิ่ เตมิ นอกจากน้ียงั พบอาการขา้ งเคยี งทไ่ี ม่พงึ ประสงค์จากการใชย้ าอกี ดว้ ย นักวจิ ยั ของจนี
จงึ เตรยี มยา camptothecin ในรปู ของยาแขวนตะกอน (monoammonium glycyrrhizinate) เพ่อื ใชฉ้ ีด
เขา้ หลอดเลอื ดดาเพอ่ื ลดอาการขา้ งเคยี ง ผลการทดลองพบว่ายามคี วามเป็นพษิ ลดลง
รปู ที่ 9.7 โครงสรา้ งยายบั ยงั้ มะเรง็ ในกลมุ่ แอลคาลอยดช์ นดิ ต่างๆ
สารแอลคาลอยด์อกี 2 ชนิด คอื Ellipticine และ 9-methoxyellipticine แยกได้จากพืช
หลากหลายชนิด เช่น Ochrosia elliptica, O. moorei และ Bleekeria coccinea พชื ทก่ี ล่าวมาจดั อยใู่ น
วงศ์ Apocynaceae ซง่ึ ยา ellipticine ถูกเมตาบอไลซใ์ นร่างกายได้เป็น 9-hydroxyellipticine ซง่ึ มฤี ทธิ ์
แรงกว่า ellipticine และเช่อื ว่าเป็นสารท่ีแสดงฤทธิข์ องสารแอลคาลอยด์กลุ่มน้ี ยาน้ีมโี ครงสร้างใน
ลกั ษณะแบน (planar) จงึ สามารถแทรกตวั เขา้ ไปในระหว่าง base pair ใน DNA เป็นการ intercalation
จากผลการทดลองขนั้ คลนิ ิกของสาร 9–methoxyellipticin ใหผ้ ลบ้างใน myeloblastic ชนิดเฉียบพลนั
แต่ไมไ่ ดผ้ ลกบั Hodgkin’s disease และยงั ใหผ้ ลดใี นการรกั ษามะเรง็ ทไ่ี ตอกี ดว้ ย นอกจากน้ียงั พบว่ายา
อนุพนั ธใ์ นรปู ทล่ี ะลายน้าไดด้ ี เช่น ไกลโคไซด์ ไมม่ ฤี ทธกิ ์ ดไขกระดกู จงึ ทาใหย้ า กลุ่มน้ีมคี วามน่าสนใจ
มากขน้ึ ในการใชร้ ่วมกบั ยาอ่นื ทม่ี ฤี ทธิ ์ myelotoxic ได้ และอาจนาไปสู่ยากลุ่มแอลคาลอยด์ทอ่ี อกฤทธิ ์
ยบั ยงั้ เซลลม์ ะเรง็ ไดด้ ที ส่ี ุดได้
ยากล่มุ aromatic nitrogen mustard ยา aziridine
ยากลุม่ สารประกอบเชงิ ซอ้ น เชน่ cisplatin ยา mitomycin C
รปู ที่ 9.8 โครงสรา้ งยายบั ยงั้ มะเรง็ ในกลมุ่ แอลคาลอยดช์ นดิ ต่างๆ
~ 131 ~
รปู ท่ี 9.9 กลไกการออกฤทธขิ ์ องยา cisplatin ทม่ี ผี ลต่อ DNA
(ทม่ี า: www.sciencegeist.net)
2) RNA คอื กลุ่มของยาหลากหลายชนิดทม่ี กี ลไกการออกฤทธติ ์ ่อ RNA เช่น ยา leucovorin
และยา pemetrexed เป็นตน้
ยา leucovorin (ทม่ี า: www.webmd.com)
ยา pemetrexed
รปู ที่ 9.10 โครงสรา้ งยายบั ยงั้ มะเรง็ ชนดิ ต่างๆ ทม่ี ผี ลต่อ RNA
3) Protein คอื กลุ่มของยาทม่ี กี ลไกการออกฤทธติ ์ ่อโปรตนี membrane receptor หรอื
cytoplasm เป็นตน้ เช่น ยา paclitaxel จดั เป็นสารกลุ่ม taxane ซง่ึ แยกไดจ้ ากต้น pacific yew tree หรอื
ยา vincristine จดั เป็นสารกล่มุ vinca alkaloids ซง่ึ แยกไดจ้ ากตน้ แพงพวย (periwinkle)
~ 132 ~
(ทม่ี า: www.bmcchembiol.biomedcentral.com)
ตน้ pacific yew tree
(ทม่ี า: www.xfrog.com)
รปู ท่ี 9.11 โครงสรา้ งยา taxol หรอื paclitaxel ทอ่ี อกฤทธติ ์ ่อโปรตนี ของเซลลม์ ะเรง็
รปู ท่ี 9.12 แผนภาพแสดงความสมั พนั ธร์ ะหว่างโครงสรา้ งของอนุพนั ธ์ paclitaxol
กบั การแสดงฤทธยิ ์ บั ยงั้ เซลลม์ ะเรง็
(ทม่ี า: www.ch.ic.ac.uk)
~ 133 ~
ตน้ แพงพวย (periwinkle) ยา vincristine ซง่ึ เป็นสารในกลมุ่ vinca alkaloids
(ทม่ี า: www.www.gardeningknowhow.com) (ทม่ี า: www.en.wikipedia.org)
รปู ที่ 9.13 โครงสรา้ งยา vincristine ซง่ึ ผลติ ไดจ้ ากตน้ แพงพวย
เกร็ดความรู้เก่ียวกับยาต้านมะเร็ง
ยา Vincristine
เม่อื เกอื บ 60 ปีทแ่ี ลว้ นกั วทิ ยาศาสตรไ์ ดท้ าการศกึ ษาคน้ ควา้ หาสารออกฤทธลิ ์ ดระดบั น้าตาล
จากต้นแพงพวยฝรงั่ Catharanthus roseus หรอื Vinca roseus ซง่ึ เป็นสมุนไพรพน้ื บา้ นของชาวเกาะ
มาดากาสการ์ จากผลการทดลองพบว่าพืชชนิดน้ีไม่มีฤทธิด์ ังกล่าวตามท่ีชาวบ้านเช่ือกัน แต่
นักวทิ ยาศาสตรก์ ลบั พบสารกลุ่มแอลคาลอยดท์ ่สี าคญั คอื วนิ ครสิ ตนิ (vincristine–VCR) ซ่งึ ออกฤทธิ ์
ยบั ยงั้ จานวนเมด็ เลอื ดขาวในหนูทดลอง (In vivo) ใหล้ ดลงได้ ซง่ึ ใชเ้ ป็นยารกั ษาโรคมะเรง็ เมด็ เลอื ดขาว
(leukemia) ต่อมาบรษิ ทั ยายกั ษ์ใหญ่ Eli Lily ซง่ึ ผลติ เภสชั ภณั ฑไ์ ดท้ าการศกึ ษาโดยละเอยี ดต่อไป พบ
สารสาคญั ประเภทอ่นื ๆ ท่มี บี ทบาทต้านเซลลม์ ะเรง็ อย่างไดผ้ ล การศกึ ษาทางพษิ วทิ ยา และทางคลนิ ิก
จะทาใหส้ ามารถเลอื กสารทเ่ี หมาะสมทจ่ี ะนามาใชร้ กั ษาต่อไป
~ 134 ~
คาถามท้ายบทท่ี 9
1. จงใหค้ าจากดั ความของ “มะเรง็ ”
2. เซลลป์ กตพิ ฒั นาเป็นเซลลม์ ะเรง็ ไดอ้ ย่างไร จงอธบิ าย
3. เน้อื งอกจดั เป็นเซลลม์ ะเรง็ หรอื ไม่ จงอธบิ าย
4. มะเรง็ แต่ละประเภทถกู แบ่งออกจากกนั โดยในเกณฑอ์ ะไร
5. จงอธบิ ายกระบวนการลกุ ลามของเซลลม์ ะเรง็
6. เป้าหมายของยามะเรง็ มอี ะไรบา้ ง
7. ยนี ชนดิ ใดทท่ี างานผดิ ปกตใิ นเซลลม์ ะเรง็
8. ยา palitaxel จดั เป็นสารกลุ่มเทอรพ์ นี ชนิดใด จงอธบิ าย
~ 135 ~
10
ยาระงบั ปวด ลดไข้
Tylenol. The pain reliever hospital use most
ทม่ี า: www.compoundchem.com
วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา
1. สามารถอธบิ ายความหมายและกลไกการปวดได้
2. สามารถอธบิ ายความหมายของยาระงบั ปวดได้
3. เขา้ ใจความสมั พนั ธร์ ะหว่างโครงสรา้ งของยากบั การออกฤทธริ ์ ะงบั ปวดได้
4. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ยาระงบั ปวดแต่ละชนิดได้
~ 136 ~
เนื้อหา
1. บทนาเกย่ี วกบั การปวด
2. ยาระงบั ปวดชนดิ ทไ่ี มเ่ สพตดิ
3. ยา salicylate
4. ยา para-aminophenol
5. ยา pyrazolone derivative
6. ยา organic acid
7. ยาระงบั ปวดชนดิ ทเ่ี สพตดิ ได้
8. สารจากฝิ่น
9. สารทอ่ี อกฤทธใิ ์ กลเ้ คยี ง morphine
10. ยาทม่ี ฤี ทธทิ ์ งั้ แบบ agonist และ antagonist
11. เกรด็ ความรเู้ กย่ี วกบั ยาระงบั ปวด
กิจกรรม
1. บรรยาย
2. อภปิ ราย
3. อ่านหนงั สอื อา้ งองิ เพม่ิ เตมิ
4. อ่านบทความทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพมิ่ เตมิ
แผนการเรยี นการสอน
1. บรรยายประกอบ power point
2. ทาแบบฝึกหดั
3. ทดสอบยอ่ ยหลงั การเรยี น และ/หรอื ทารายงาน
ส่ือการเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเคมที างยา
2. power point
3. เครอ่ื งฉายทบึ แสง หรอื ไวทบ์ อรด์
4. แบบฝึกหดั
การประเมินผล
1. ประเมนิ ผลจากการตอบคาถามและการมสี ว่ นรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการทดสอบยอ่ ยหลงั เรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการนาเสนอและการตอบคาถามของงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศกึ ษา
~ 137 ~
บทนา
Pain receptor คอื ตวั รบั ความรสู้ กึ เจบ็ ปวด ซง่ึ อยตู่ รงบรเิ วณส่วนปลายสุดของเสน้ ประสาทและ
แตกแขนงแผ่กระจายเป็นตาข่ายคลุมทวั่ รา่ งกาย และลกึ ลงในเน้ือเย่อื ซง่ึ pain receptor จะตอบสนอง
ต่อความผดิ ปกตติ รงสว่ นต่างๆ ของรา่ งกาย เช่น การตอบสนองต่อแรงกด กระแสไฟฟ้า ความรอ้ น หรอื
สารเคมที ่หี ลงั่ จากเน้ือเย่อื ท่ถี ูกทาลาย ความผดิ ปกตดิ งั กล่าวจะไปกระตุ้น pain receptor ซง่ึ จะส่ง
สญั ญาณความรสู้ กึ เจบ็ ปวดในรปู ของ noxious impulse ผ่าน nerve fiber ไปยงั ไขสนั หลงั และส่งต่อไป
ยงั สมองหลายส่วน ทาใหเ้ กดิ การรบั รูค้ วามรสู้ กึ เจบ็ ปวด เช่น การรบั รตู้ ่อสง่ิ ทม่ี ากระตุ้นแบบปวดจด๊ี ๆ
หรอื ปวดแบบต้อื ๆ หากมกี ารยบั ยงั้ การส่ง impulse หรอื ขนั้ ตอนการส่งสญั ญาณ หรอื ลดสารกระตุ้น
pain receptor เรากจ็ ะไมร่ สู้ กึ เจบ็ ปวดความรสู้ กึ เจบ็ ปวด (pain) มอี ยู่ 2 รปู แบบ ดงั น้ี
1) ความเจบ็ ปวดเฉียบพลนั (acute pain)
อาจเกดิ จากการถูกทารา้ ย มบี าดแผล ถูกแรงกด ถูกกระแสไฟฟ้า ความรอ้ น
2) ความเจบ็ ปวดเรอ้ื รงั (chronic pain)
เกดิ จากความเจบ็ ปวดแบบต่อเน่อื งและยาวนานรว่ มกบั มคี วามวติ กกงั วล จงึ ทาใหเ้ กดิ ความทุกข์
ทรมานและไมเ่ ป็นสขุ
เราจงึ จาเป็นตอ้ งมกี ารคดิ คน้ ยาในหลายๆ รปู แบบเพ่อื ตอบสนองใหต้ รงกบั สง่ิ นนั้ ๆ ยาระงบั ปวด
จงึ เป็นยาทจ่ี าเป็นมากต่อชวี ติ มนุษย์ อาการปวดถูกแบ่งออกเป็นหลายระดบั เพราะฉะนนั้ การใช้ยาใน
การบรรเทาปวดจะตอ้ งสอดคลอ้ งกบั ระดบั อาการปวด
รปู ท่ี 10.1 ระดบั ต่างๆ ของอาการปวด (pain ladder) ในมนุษย์
(ทม่ี า: www.drhelmspickett.com)
ความเจบ็ ปวด จดั เป็นอาการของโรค ไม่ใช่โรค เช่น อาการปวดหวั ปวดประจาเดอื น ปวด
หลงั จากการถอนฟนั รวมทงั้ การมไี ข้ กจ็ ดั เป็นอาการของโรคเช่นเดยี วกนั เพราะฉะนนั้ การใชย้ าระงบั
ปวด ลดไขจ้ งึ เป็นการรกั ษาท่ปี ลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุ การรกั ษาทถ่ี ูกจงึ ควรรกั ษาท่ตี น้ เหตุจงึ จะเหมาะ
ทส่ี ดุ ยาระงบั ปวด แบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ดงั น้ี
~ 138 ~
10.1 ยาระงบั ปวดที่ไมเ่ สพติด (non-narcotic analgesic)
ยาประเภทน้ีนอกจากออกฤทธบิ ์ รรเทาอาการปวดแลว้ ยงั มฤี ทธใิ ์ นการลดไข้ (antipyretic) อกี
ดว้ ย ในบางครงั้ จงึ เรยี กยากลุ่มน้ีว่า “ยาแก้ปวด-ลดไข้” และยาบางตวั อาจมฤี ทธลิ ์ ดการอกั เสบ (anti-
inflammatory) ไดด้ อี กี ดว้ ย
1) ยาอนุพนั ธ์ของ salicylate เช่น ยาแอสไพรนิ (aspyrin) หรอื โซเดยี มซาลไิ ซเลต
(sodium salicylated) เป็นตน้ “ยาแอสไพรนิ ” ใชใ้ นการบรรเทาปวด ลดไขไ้ ดด้ ี แต่ก่อใหเ้ กดิ เลอื ดออกใน
ชอ่ งทอ้ ง และหา้ มใชก้ บั ผปู้ ว่ ยทเ่ี ป็นไขเ้ ลอื ดออก หอบหดื เพราะจะทาใหเ้ ลอื ดเป็นกรด และกดั กระเพาะ
ในระยะหลงั เลยไม่มกี ารใช้ยาแอสไพรนิ ในการแก้ปวด ลดไข้ ยาแอสไพรนิ ออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ การหลงั่
prostaglandin ซง่ึ เป็นสารเคมที ท่ี าหน้าทก่ี ระตุน้ pain receptor กระตุน้ ปลายประสาทสมั ผสั ต่อ kinin
รปู ที่ 10.2 ตวั อยา่ งยาในกลุ่มซาลไิ ซเลต (salicylates)
ก) การสงั เคราะหย์ า aspirin และmethyl salicaylate ข) ผลติ ภณั ฑน์ ้ามนั มวย
รปู ท่ี 10.3 ตวั อยา่ งการสงั เคราะหย์ าอนุพนั ธข์ อง salicaylate
(www.thisiscat.com)
~ 139 ~
รปู ที่ 10.4 การสงั เคราะห์ salicylic acid จากสาร salicin ทแ่ี ยกไดจ้ ากตน้ Willow
2) ยาอนุพนั ธข์ อง para-aminophenol เช่น ยา phenacetin หรอื ยา paracetamol เป็น
ตน้ ซง่ึ ยา paracetamol จดั เป็นยาทอ่ี อกฤทธไิ ์ ดด้ เี ทยี บเทา่ ยาแอสไพรนิ แต่ไม่ก่อใหเ้ กดิ อาการขา้ งเคยี ง
จงึ นยิ มใชบ้ รรเทาปวดกนั อยา่ งกวา้ งขวาง โดยยาจะออกฤทธยิ ์ บั ยงั้ การสงั เคราะห์ prostaglandin ซง่ึ เป็น
สารเคมที ท่ี าหน้าท่กี ระตุ้น pain receptor ให้ไวต่อสารเคมที ห่ี ลงั่ ออกมาจากเน้ือเย่อื ท่ถี ูกทาลาย เช่น
bradykinin, histamine หรอื 5-hydroxytryptamin
ก) โครงสรา้ งยาพาราเซตามอล ข) วธิ กี ารสงั เคราะหย์ า paracetamol อยา่ งงา่ ย
รปู ท่ี 10.5 ยาแกป้ วดชนดิ 4-acetaminophenol
3) ยาอนุพนั ธ์ของ pyrazolone derivative เช่น ยา amino pyrine ยา dipyrone หรอื ยา
phenyl-butazone เป็นตน้
รปู ท่ี 10.6 ตวั อยา่ งยาในกลมุ่ pyrazolone derivative
~ 140 ~