44
ศึกษาและฝกทกั ษะเกี่ยวกบั เร่ืองดังตอไปนี้
การฟง การดู
การสรปุ ความ จับประเดน็ สําคญั ของเรือ่ งท่ีฟง ดู และมีมารยาทในการฟง และดู
การพูด
การพูดนําเสนอความรู ความคิดเห็น โนมนา วใจ ปฏิเสธเจรจาตอรองและมารยาทในการพูด
การอาน
การอานออกเสียงและอา นในใจทั้งรอยแกว และรอยกรอง การแยกแยะขอเทจ็ จรงิ
ขอ คิดเหน็ และจุดมุงหมายของเร่อื งที่อา น ตลอดจนมารยาทในการอาน
การเขียน
การใชแผนภาพความคดิ จัดลําดบั ความคิดกอนการเขียน การแตงบทรอยกรองประเภทกลอนส่ี กลอน
สภุ าพ การเขียนส่ือสารเร่ืองราวตา งๆ และการเขียนรายงาน การคน ควา อางอิง ตลอดจนมารยาท ในการเขียน
หลกั การใชภ าษา
ชนิดและหนา ทข่ี องคํา พยางค วลี ประโยค การใชเ คร่ืองหมายวรรคตอน อกั ษรยอ พจนานุกรม คํา
ราชาศัพท ความแตกตา งและความหมายของสํานวน สภุ าษิต คาํ พังเพย
วรรณคดีและวรรณกรรม
ความแตกตา งและคณุ คาของวรรณคดี วรรณกรรมปจ จุบนั และวรรณกรรมทอ งถิ่น
ภาษาไทยกับการประกอบอาชพี
การใชความรูดานการพูด การเขียนภาษาไทยเปน ชอ งทางในการประกอบอาชีพ
การจดั ประสบการณการเรียนรู
จัดประสบการณห รอื สถานการณในชวี ิตประจําวนั ใหผ ูเ รียนไดศึกษา คนควา โดยการฝกปฏบิ ตั จิ รงิ เปน
รายบุคคลหรอื กระบวนการกลุมเกยี่ วกับทักษะการฟง การดู การพดู การอาน การเขียน และหลกั การใชภ าษา
การวัดและประเมินผล
การสงั เกต การฝกปฏิบตั ิ การทดสอบ (แบบทดสอบ) และการประเมินชิ้นงานในแตล ะกจิ กรรม
หลกั สตู รสถานศกึ ษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
45
รายละเอียดคําอธบิ ายรายวิชา พท 21001 ภาษาไทย จํานวน 4 หนวยกิต
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน
มาตรฐานการเรยี นรรู ะดบั
การฟง การดู
1. สามารถสรปุ ความ จับประเด็นสาํ คญั ของเรื่องที่ฟงและดู
2. วิเคราะห แยกแยะขอเทจ็ จริง ขอ คิดเหน็ และจุดประสงคข อง เรอื่ งทีฟ่ ง และดู
3. สามารถแสดงทรรศนะและ ความคดิ เห็นตอผูพ ดู อยางมีเหตผุ ล
4. มมี ารยาทในการฟง และดู
การพูด
1. สามารถพดู นําเสนอความรู แสดงความคดิ เหน็ สรา งความเขาใจ โนม นา วใจ ปฏเิ สธเจรจาตอรอง
ดว ยภาษากิรยิ าทา ทางที่สุภาพ ในโอกาสตางๆ ไดอยา งเหมาะสม
2. มีมารยาทในการพูด
การอาน
1. สามารถอานไดอ ยางมปี ระสทิ ธภิ าพ
2. จับใจความสาํ คัญ แยกขอเทจ็ จรงิ และขอคิดเหน็ จากเร่ือง ท่อี าน
3. สามารถอานหนังสือและส่ือสารสนเทศไดอยางกวา งขวางเพื่อพฒั นาตนเอง
4. มมี ารยาทในการอา นและนิสยั รักการอาน
การเขยี น
1. สามารถเลือกใชภาษาในการนาํ เสนอตามรูปแบบของงานเขียนประเภทตางๆไดอ ยางสรางสรรค
2. สามารถใชแ ผนภาพความคิด จดั ลําดับความคดิ เพื่อพัฒนางานเขียน
3. สามารถแตง บทรอยกรองตามความสนใจไดถ ูกตอ งตามหลกั ไวยากรณและลักษณะคําประพนั ธ
4. สามารถเขยี นส่ือสารเรื่องราวตา งๆ ได
5. มมี ารยาทในการเขียนและนิสัยรักการเขียน
หลกั การใชภ าษา
1. รแู ละเขา ใจชนดิ และหนาทีข่ องคาํ พยางค วลี ประโยค และสามารถอาน เขยี นไดถูกตอ งตาม
หลกั เกณฑของภาษา
2. สามารถใชเครือ่ งหมายวรรคตอน อกั ษรยอ คําราชาศัพท
3. สามารถวิเคราะหความแตกตางระหวา งภาษาพูดและภาษาเขียน
4. รูและเขาใจสํานวน สภุ าษิต คําพังเพยในการพูดและเขียน
วรรณคดี วรรณกรรม
รแู ละเขาใจความแตกตา งของวรรณคดี วรรณกรรมปจ จุบนั และวรรณกรรมทอ งถ่นิ ตลอดจน
เห็นคณุ คา
ภาษาไทยกบั การประกอบอาชพี
1.ใชความรดู า นการพูดภาษาไทยเพอ่ื การประกอบอาชีพ
2.ใชความรดู า นการเขยี นภาษาไทยเพ่ือการประกอบอาชพี
หลักสตู รสถานศกึ ษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
46
ที่ หวั เรือ่ ง ตัวชีว้ ดั เนื้อหา จาํ นวน
1. การฟง การดู (ช่ัวโมง)
1. สรุปความ จบั ประเดน็ สําคัญ 1. สรปุ ความ จบั ประเดน็
2. การพดู ของเรื่องที่ฟง และดู สําคญั ของเร่อื งท่ีฟง และ ดู 2
2. วิเคราะหความนา เชือ่ ถือจาก 2. หลักการจบั ใจความสําคัญ 2
3. การอาน การฟง และดสู ื่อโฆษณาและ ของเรื่องที่ฟงและดู 4
ขาวสารประจําวันอยางมเี หตุผล 3. การวเิ คราะหข อเท็จจรงิ 2
3. วิจารณก ารใชน ํ้าเสียง กิริยา ขอ คิดเห็นและสรปุ ความ
ทาทาง ถอยคาํ ของ ผพู ดู อยางมี 4. การมีมารยาทในการฟง 2
เหตุผล และดู 4
4. ปฏิบตั ิตนเปน ผูมีมารยาท
ในการฟง และดู 2
5
1. พูดนาํ เสนอความรู ความ 1. สรุปความ จบั ประเดน็ 5
คดิ เหน็ สรา งความเขาใจ โนม สําคัญของเรื่องท่ีพดู ได 3
นาวใจ ปฏเิ สธ เจรจาตอรอง ดวย 2. การพูดนําเสนอความรู 10
ภาษากริ ยิ าทาทาง ท่สี ุภาพ ความคิดเหน็ และ การพดู ใน 15
2. ปฏบิ ัติตนเปนผมู มี ารยาท โอกาสตางๆ เชน 2
ในการพูด - พดู แนะนาํ ตนเอง
- พดู กลาวตอ นรับ
- พูดกลาวขอบคุณ
- พูดโนมนา วใจ
- พูดปฏิเสธ
- พดู เจรจาตอรอง
- พดู แสดงความคิดเห็น
3. การมมี ารยาทในการพูด
1. อานในใจไดคลองและเร็ว 1. หลักการอานในใจจากสอ่ื
2. อานออกเสยี งและอานทาํ นอง ประเภทตางๆ
เสนาะไดอยาง ถูกตองตาม 2. หลักอา นออกเสียงทเ่ี ปน
ลักษณะคาํ ประพนั ธ ทัง้ รอยแกวรอ ยกรอง
3. เลอื กอานหนังสือและส่อื 3. หลกั การเลอื กอานหนังสือ
สารสนเทศ เพื่อพัฒนาตนเอง และส่ือสารสนเทศ
4. วเิ คราะห แยกแยะขอเท็จจริง 4. หลกั การอา นจับใจความ
ขอคิดเหน็ และจดุ มุงหมายของ สําคัญ
เรื่องที่อาน 5. หลักการวเิ คราะห วิจารณ
5. ปฏิบตั ิตนเปนผมู มี ารยาทใน 6. มารยาทในการอา นและ
การอานและมนี สิ ัยรักการอา น นิสยั รกั การอาน
หลักสตู รสถานศึกษา หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
47
ที่ หวั เร่ือง ตวั ชี้วัด เนื้อหา จาํ นวน
4. การเขยี น (ช่วั โมง)
1. เลือกใชภ าษาในการนําเสนอ 1. หลกั การเขยี น การใช
5 หลกั การใชภาษา ตามรปู แบบของงานเขียน ภาษาในการเขยี น 4
ประเภทรอยแกว และรอยกรองได 2. หลกั การเขียนแผนภาพ 14
อยา งสรา งสรรค ความคิด 18
2. ใชแ ผนภาพความคิด จัดลาํ ดับ 3. หลกั การเขยี นเพ่ือการ
ความคิดกอนการเขยี น สื่อสารประเภทตาง ๆ เชน 2
3. แตง บทรอ ยกรอง ประเภท การเขียนเรยี งความ ยอ
กลอนส่ี กลอนสุภาพ ความ เขยี นชแี้ จง เขยี นแสดง 3
4. เขียนบทรอ ยแกว ประเภท ความคดิ เห็น คาํ ขวญั คําคม 3
ประวตั ิ ตนเอง อธบิ ายความ ยอ คําโฆษณา เขยี นรายงานการ 4
ความ ขาว คนควา การกรอกแบบพิมพ 9
5. เขียนรายงานการคนควา และใบสมัครงาน
สามารถอางอิงแหลงความรู ได 4. การปฏิบตั ติ นเปนผูมี 8
ถูกตอง มารยาทในการเขยี น 4
6. กรอกแบบรายการตา งๆ และมีนสิ ัยรกั การเขียน
7. ปฏบิ ัตติ นเปน ผมู มี ารยาทใน
การเขยี นและมีการจดบันทึก
อยา งสมาํ่ เสมอ
1. อธบิ ายความแตกตางของคํา 1. ความหมายของคําพยางค
พยางค วลี ประโยค การสะกดคาํ วลี ประโยคและการสะกดคาํ
ไดถ ูกตอง 2. หลักในการสะกดคํา
2. ใชเ คร่ืองหมายวรรคตอน 3. การใชเครอ่ื งหมายวรรค
อกั ษรยอ คาํ ราชาศัพทไ ดถูกตอง ตอน อักษรยอ คาํ ราชาศัพท
3. อธบิ ายความแตกตา งระหวาง และการใชเ ลขไทย
ภาษาพดู และภาษาเขยี นได 4. การใชคําและการสรางคํา
4. อธบิ ายความแตกตาง ในภาษาไทย
ความหมายของสํานวน สภุ าษิต - การสรา งคําไทย
คาํ พังเพย และนําไปใชใ น - คําประสม
ชวี ิตประจําวนั ไดถ กู ตอง - คําซอน
5.อธิบายหลกั การและสามารถ - คาํ ซ้ํา
แตง คําประพันธป ระเภทตา งๆ - คําสมาส คาํ สนธิ
- หลักการสงั เกตคําภาษาอ่ืนๆ
ทีใ่ ชในภาษาไทย
5. ชนิดของประโยค
6. การใชร ะดบั ภาษาที่เปน
ทางการ และไมเปน ทางการ
หลักสตู รสถานศึกษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
48
ท่ี หวั เร่อื ง ตัวชว้ี ัด เนอื้ หา จาํ นวน
6. วรรณคดี วรรณกรรม อธบิ ายความแตกตาง 7. การใชสาํ นวน สุภาษติ คาํ (ชั่วโมง)
7. ภาษาไทยประกอบ พังเพย
และคุณคา ของวรรณคดี 8. หลกั การแตง คาํ ประพนั ธ 5
อาชพี กับการ วรรณกรรมปจจบุ นั และ ประเภทตา ง ๆ เชน 4
วรรณกรรมทองถิน่ - กาพยยานี 11
- กาพยฉ บงั 16 5
- กลอน 5
- ฯลฯ 5
1. หลกั การพิจารณาวรรณคดี 5
2. หลักการพินิจวรรณกรรม
3. ประวัติความเปน มา 2
ลกั ษณะและคุณคา ของเพลง 2
พืน้ บานเพลงกลอ มเดก็
4. หลกั การพนิ ิจวรรณคดี
ดา นวรรณศลิ ป และดา นสงั คม
- สามกก
- ราชาธิราช
- กลอนเสภาขนุ ชา ง ขนุ แผน
- กลอนบทละครเรื่อง
รามเกยี รติ์
1.ใชความรูก ารพูดภาษาไทยเปน 1.ภาษาไทยดานการพดู กบั
ชองทางในการประกอบอาชีพ ชอ งทางการประกอบอาชีพ
2.ใชค วามรูการเขยี นภาษาไทย 2.ภาษาไทยดานการเขียนกบั
เปนชองทางการประกอบอาชีพ ชองทางการประกอบอาชีพ
หลกั สูตรสถานศกึ ษา หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
49
วิชาภาษาองั กฤษ
หลกั สูตรสถานศึกษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
50
หลกั สูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
51
มาตรฐานการเรยี นรรู ะดับและผลการเรยี นรทู ี่คาดหวัง
มาตรฐานที่ 2.1 มคี วามรคู วามเขา ใจ และทักษะพน้ื ฐานเก่ียวกบั ภาษาและการสื่อสาร
มาตรฐานการเรยี นรู ผลการเรยี นรทู ค่ี าดหวัง
มีความรู ความเขา ใจ ทักษะและเจตคติเกยี่ วกับ 1. เขาใจเก่ยี วกับภาษา ทาทาง ฟง พดู อา น เขียน
ภาษาทาทาง การฟง พดู อาน เขยี น ดว ยประโยคทซ่ี บั ซอนในชวี ิตประจําวนั และงาน
ภาษาตา งประเทศ ดว ยประโยคที่ซบั ซอนใน อาชพี
ชวี ิตประจาํ วัน และงานอาชีพของตนได ถูกตองตาม 2. จัดระบบความสมั พนั ธข องการตดิ ตอสอื่ สาร
หลกั ภาษาวัฒนธรรม และกาลเทศะของเจาของ ดวยประโยคทซ่ี บั ซอนในชีวติ ประจาํ วันและงาน
ภาษา อาชพี
3. มที ักษะท่ีถูกตองตามหลักภาษา วัฒนธรรม
และกาลเทศะของเจาของภาษา
หลักสตู รสถานศกึ ษา หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
52
คาํ อธิบายรายวิชา พต21001 ภาษาอังกฤษในชีวติ ประจําวนั จาํ นวน 4 หนวยกติ
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน
มาตรฐานการเรียนรรู ะดบั
มคี วามรู ความเขาใจ ทกั ษะและเจตคติเก่ียวกับภาษาทา ทาง การฟง พูด อาน เขียนภาษาตา งประเทศ
ดวยประโยคท่ีซับซอนในชีวิตประจําวัน และงานอาชีพของตนได ถูกตองตามหลักภาษาวัฒนธรรม และ
กาลเทศะของเจาของภาษา
ศึกษาและฝก ทกั ษะเก่ียวกับเรอื่ งดังตอไปน้ี
1. การใชภาษาทาทางในการสื่อความหมาย วธิ ีการรบั -ตอบโทรศัพทอ ยางงาย ๆ การแสดงความรูสึก
ดใี จ เสียใจ เขาใจ พอใจ ไมพอใจ ใหกาํ ลังใจ สนใจ และไมสนใจ วิธีการพูดแทรก พูดขอบคุณและการตอบรับ
วิธีการพูดแสดงความคิดเห็น ความตองการ และการเสนอใหความชวยเหลือผูอ่ืนพรอมกับการตอบรับ รวมท้ัง
ลักษณะของประโยคบอกเลา ประโยคคําถาม ประโยคปฏิเสธ ประโยคคําส่ังและประโยคอุทาน ซ่ึงใชใน
ชีวติ ประจําวันในสถานการณต าง ๆ
2. ลักษณะและการใชประโยคความรวม (Compound Sentence) Past Tense ในรูปตาง คํากริยา
คาํ กริยาวิเศษณ คําสนั ธาน และคําอุทานโดยสามารถนําไปใชในการเลา เรอื่ งราวเกี่ยวกับชวี ติ ประจําวันและการ
ประกอบอาชีพ การอานขาวสารขอมูลจากสื่อประเภทตางๆ การอานสลากสินคาและการตีความหมายของ
สัญลักษณต างๆ ไดอ ยางถูกตองและเหมาะสมกับสถานการณ รวมทง้ั เขา ใจการใช Internet เพ่ือสืบคนขอ มูล
การจดั ประสบการณก ารเรียนรู
1. ฝก ฟง พดู อา น เขียน ภาษาอังกฤษในสถานการณต า ง ๆ โดยใชสถานการณจาํ ลอง และ/หรือสื่อ ท่ี
เหมาะสม
2. ฝกฟง พูด อาน เขยี น จากสถานการณจ าํ ลองโดยใชส ือ่ ตาง ๆ ท่ีเหมาะสม และสอดคลองกบั
สถานการณ
การวัดและประเมินผล
1. ตรวจสอบจากการนาํ ไปใชไดถ ูกตองและเหมาะสมตามสถานการณ
2. สามารถใชภ าษาในการส่ือสารไดถกู ตอ งและเหมาะสมกับสถานการณ
หลักสตู รสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
53
รายละเอียดคาํ อธิบายรายวิชา
พต 21001 ภาษาอังกฤษในชีวิตประจาํ วนั จาํ นวน 4 หนวยกิต
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน
มาตรฐานทก่ี ารเรียนรูระดับ
มีความรู ความเขาใจ ทักษะและเจตคตเิ ก่ียวกับ ภาษาทา ทาง การฟง พดู อาน เขียน
ภาษาตางประเทศ ดวยประโยคท่ีซับซอนในชีวิตประจาํ วนั และงานอาชีพของตนได ถูกตองตามหลักภาษา
วฒั นธรรม และกาลเทศะของเจา ของภาษา
จาํ นวน
ท่ี หัวเรอ่ื ง ตวั ชีว้ ัด เนอ้ื หา (ช่ัวโมง)
1 ภาษาทาทาง เขาใจและใช 1. ภาษาตามมารยาทสังคมเพื่อสรางความสัมพนั ธ 6
ในการสอ่ื สารใน ภาษาในการ ระหวางบุคคลในสถานการณตางๆ ดังน้ี
ชีวติ ประจาํ วัน สอื่ สารใน 1.1 การทกั ทาย การกลา วลา เชน
(Language in daily life) ชวี ิตประจาํ วัน - Good morning.
- Good afternoon.
- Good evening.
- Hi / Hello.
- How are you?
- How are you today?
- I’ m fine, thank you and you?
- Nice to see you.
- Nice to see you too.
- Glad to see you.
- Glad to see you too.
- Good bye. Bye.
- See you soon.
- See you on…(Day)…
2 การแนะนําตนเองและผูอืน่ เชน
Pat : Hello, I’m Pat. 6
Suda : Hi, my name is Suda. How do you
do? หรอื
A : Bob, this is John, my friend from
New Zealand.
B : How do you do? Nice to meet
you.
John : How do you do? Nice to meet
you, too.
etc.
หลกั สูตรสถานศกึ ษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
54
ท่ี หัวเรอ่ื ง ตัวช้วี ัด เนอ้ื หา จาํ นวน
2.ภาษาทาทางท่ีใชในโอกาสตางๆ ดงั นี้ (ชั่วโมง)
2.1 ทา ทางที่ส่อื ความหมายทางภาษา เชน 2
กวักมอื =Come here. 2
โบกมือ =Bye-bye.
ชู 2 น้ิว= Victory
ผายมอื = This way, please.
etc.
2.2 ทาทางการปฏบิ ตั ติ ามวฒั นธรรมของเจา ของ
ภาษา เชน
- Hand Shaking.
- Waving good-bye
- Good-bye hug/kiss 2
- Good night hug/kiss
etc.
2.3 คําศพั ท จาํ นวน ประโยคและทา ทางที่ใชสื่อสารใน
โอกาสตาง ๆ เชน
- Merry Christmas.
- Happy New Year.
- Happy Valentine’s.
- Happy Birthday.
- Congratulations on your graduation.
- Thanks.
- Thank you very much.
- The same to you.
- Many happy returns.
etc.
หลักสูตรสถานศกึ ษา หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
55
ที่ หัวเร่อื ง ตัวช้ีวัด เนื้อหา จาํ นวน
(ชัว่ โมง)
1. คาํ ศัพท สํานวน ประโยคตางๆ ทใี่ ชใ นการสือ่ สาร
ในการรับโทรศัพทอยางงา ยรวมกนั การรับฝาก
ขอ ความทางโทรศัพท
- Is Miss/Mrs./Mr. Robert home?
- I’m speaking.
- He / She is out.
- He / She will be back soon. Would you
like to
wait?
etc. 8
2 การโตตอบ รับ-ตอบ 2. การรบั ฝากขอความทางโทรศพั ท
โทรศพั ท โทรศพั ทอยาง A : Hello, may I speak to Mrs. Wanida?
(Telephone งา ย ๆ ได B : Sorry, she’s not here now.
Conversation) Would you like to leave her a massage?
A : My name is Somsri.
Please tell her to call me to
02-281-3732.
etc.
3 การแสดงความรสู ึกตาง ใชภ าษาองั กฤษ คาํ วลี ประโยค บทสนทนาท่ีแสดงอารมณ 8
ๆ (Expression ในการแสดง ความรูสึกตางๆพอใจ/ไมพ อใจ
of feelings) ความรสู กึ ได 1.1 That’s great./ That’s bad.
(ดใี จ/เสยี ใจ/ How wonderful!
เขาใจ/พอใจ/ How awful!
ไมพอใจ/ I am so pleased to hear that.
ใหกาํ ลังใจ/ I am afraid I don’t like it.
สนใจ/ไมส นใจ) I love/like/enjoy it.
I am disappointed to see that.
etc.
1.2 สนใจ/ไมส นใจ
- I’m interested in.......................
- I’m not interested in.......................
- I don’t care (about that)....................
- I have no idea.
etc.
หลักสตู รสถานศกึ ษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
56
ท่ี หัวเรอื่ ง ตวั ช้ีวัด เน้อื หา จาํ นวน
4 การพูดแสดง 1.3 สนใจ/ไมส นใจ (ชว่ั โมง)
- I’m interested in.......................
ความคดิ รูปแบบ - I’m not interested in.......................
ตาง ๆ - I don’t care (about that)....................
(Expression of - I have no idea.
opinion, ideas etc.
/wishes / offering 1.4 ใหก าํ ลงั ใจ/เหน็ ใจ/ปลอบใจ
helps, etc.)
- Don’t worry
- Cheer up
- Take it easy
- Relaxed
- You will be fine.
- Well done.
- You did a good job
etc.
พดู แสดงความ ภาษาเพ่ือแสดงความคดิ เหน็ ความตอ งการ 20
คดิ เหน็ และ 1. การแสดงความคิดเหน็ (เห็นดวย/ไมเหน็ ดวย/
แสดงความ ยอมรับ/ ไมยอมรับ)
ตองการใน A : The weather in Bangkok is hotter
สถานการณ than
ตา งๆ Singapore.
B : I think so./I don’t think so./I agree
with you.
A : Living in Bangkok is not so
pleasant,
don’t you think that?
B : Yes, but living in rural areas is less
convenient.
etc.
หลักสตู รสถานศกึ ษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
57
ที่ หวั เร่ือง ตัวชวี้ ดั เนอื้ หา จํานวน
2. การแสดงความตอ งการและตอบรบั เชน (ชัว่ โมง)
- I’d like some more coffee.
- I want to go to........................
- I wish you should go with me.
- I need........................
- Yes, .................please do. / Sure.
etc.
3. การแสดงความชว ยเหลอื และบริการผูอน่ื รวมท้ัง
ตอบรบั เชน
- What can I do for you?
- Can I help you?
- Need some help?
- If you need anything, please tell me./
let me know.
- Certainly.
- Yes, of course.
- I’m afraid..........................
Sorry, but.............................
etc.
4. การกลาวขอบคุณและตอบรับ เชน
- Thank you for your help
- Thank you every much for your kindness.
- Thank you four invitation.
etc.
5. การพูดขออนุญาตและตอบรบั
- May I interrupt you for a moment ?
- May I come in ?
- Can I borrow your pen ?
- (It’s) my Pleasure.
- Don ’t mention it.
- Yes, you can.
etc.
6. การพูดขอโทษและตอบรบั
- I ’m very sorry to be late.
- I’m lost your box,I’m so sorry.
หลักสูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
58
ท่ี หวั เรอื่ ง ตัวชวี้ ัด เน้อื หา จํานวน
-I’m terrible sorry for................... (ชัว่ โมง)
- Sorry,it’s my fault.
- Please forgive me for being late. 18
- Forget it.
- Don’t worry
- It doesn’t matter.
etc.
7.การพดู แทรกอยางสภุ าพ เชน
- Excuse me, sir. Could you speak louder ?
- Excuse me,madam.
-Could you show me that book ?
etc.
5 ประโยคตางๆ ใน รจู ักลักษณะ 1. ประโยคคําถาม
ภาษาองั กฤษ ของประโยคใน คาํ ท่ใี ชใ นการตงั้ คําถาม ไดแก Who, When,
(Different Types of ภาษาอังกฤษ Where, Why, What, Whom, How เชน
English Sentences) (ประโยคบอก - What is your name?
เลา /ประโยค - Where do you teach?
คําถาม/ - When did he leave school?
ประโยค
ปฏเิ สธ/ - How do you like it?
ประโยคคําสงั่ / etc.
ประโยคอุทาน) 2. ประโยคปฏิเสธ
และสามารถ รปู แบบประโยคปฏิเสธและคํากริยาทใ่ี ช เชน
นําไปใชใน - They are not farmer.
ชวี ติ ประจาํ วนั - He doesn’t like Bobby.
- I don’t want to go with him.
ได 3. ประโยคคาํ ส่ัง
รูปแบบประโยคคําสง่ั /กลุม คําท่ีใชและตวั อยาง
ประโยค เชน
- Come here.
- Let’s go now.
- Open the door, please.
- Please sit down.
- Come hear right now.
etc.
หลกั สูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
59
ที่ หวั เรื่อง ตัวชวี้ ดั เนอ้ื หา จาํ นวน
6 ประโยคความรวม รูจักลักษณะ 4. ประโยคอุทาน (ช่วั โมง)
ของ รูปแบบประโยคอุทานและตวั อยางประโยค เชน
(Compound Compound - Oh! My god.
Sentence) Sentence - Oh, my god! 40
และสามารถ - How marvelous!
นาํ ไปใชในชีวติ What a wonderful party! etc.
ประจําวันได 1. สว นประกอบของ Compound Sentence
(Independent Clause)
2. ประโยค 2 ประโยคมารวมกันดว ยคาํ เชือ่ มทเ่ี หมาะสม
คอื and, but, or เชน
- We tried our best but we lost the game.
- Both they and we tried hard.
I’ll go to the cinema or visit my parent.
3. การเช่ือมประโยคใหเ ปน Compound Sentence
โดยใชเคร่อื งหมาย/คําเชื่อม ตอไปน้ี
3.1 , (Comma) + คําสันธาน เชน
- They tried their best, yet they didn’t
succeed.
3.2 ; (Semicolon) ใชใ นกรณีท่มี ีเคร่อื งหมายอน่ื ๆ
อยดู วยหลายแหง เชน
- I also bought her a new car ; I have not yet,
nowhere, given it to her.
Correlative Conjunction ไดแ กค าํ ตอ ไปนี้
both……..and………
either…….or……….
neither…..nor………
not only...........but also.........
เชน
- Neither did he listen, nor did he improve.
- Not only the English teacher get him
a bad grade, but also the social teacher
did so.
หลกั สตู รสถานศึกษา หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
60
ท่ี หัวเรื่อง ตัวชว้ี ดั เน้อื หา จํานวน
(ชว่ั โมง)
7 Past Tense ใช Past Tense Past Tense ในรปู แบบตา งๆ
ในรปู แบบ 1. Past Simple Tense 38
ตา ง ๆ ได
Subject + V2
Subject + was +V3
wrre
1.1 เหตุการณท ีเ่ กดิ ข้นึ ในอดีต และจบลงไป
แลว กอนพูดประโยคน้นั เชน
- He spoke.
- She came here yesterday.
1.2 แสดงการกระทาํ ท่ีกระทาํ เปนประจาํ ในอดีต
โดยมีคาํ ทแ่ี สดงความบอย ความเปนประจํา
อยดู ว ย เชน
- He always got up late when he was young.
2. Past continuous tense
Subject + was + V ing + conj. + Subject +
V2
were
กลาวถงึ เหตกุ ารณ 2 อยาง ในอดตี โดยขณะท่ี
เหตุการณห นง่ึ ดาํ เนินอยูมีอีกเหตกุ ารณแ ทรกเขามา
- เหตุการณท ี่ดาํ เนนิ อยู ใช Past continuous
tense
- เหตุการณท ีเ่ กดิ ใหมแ ทรกเขามาใช
Past simple tense
- คาํ ทเี่ ชอ่ื มเหตุการณที่สองเขาดว ยกัน คือ
when หรอื while เชน
- I was reading a book when she came
in.
While I was reading a book, she came in.
8 ภาษาองั กฤษสาํ หรบั ใชภ าษาองั กฤษ -การพดู ภาษาอังกฤษตามมารยาทสงั คมและ 5
อาชพี พนกั งานขบั รถ ตามมารยาท เหมาะสมกบั สถานการณ
รับจา ง สังคมและ - การพูดแสดงความรูสกึ และแสดงความคิดเหน็
เหมาะสมกับ - การพดู แสดงความชว ยเหลือ
สถานการณ -การขออนุญาต
พูดแสดง -การพูดแทรกอยา งสภุ าพ
หลกั สตู รสถานศึกษา หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
61
ที่ หัวเร่อื ง ตวั ชว้ี ัด เนอื้ หา จาํ นวน
(ชั่วโมง)
ความรูสกึ
แสดงความ
คิดเห็น แสดง
ความชว ยเหลือ
ขออนญุ าตพูด
แทรกอยาง
สุภาพในอาชีพ
พนกั งานขบั รถ
รับจาง
9 ภาษาองั กฤษสําหรบั 1. ใชประโยค -การกลา วตอ นรบั ทักทายลูกคาของพนักงานบริการ 5
พนกั งาน ตอ นรบั ลกู คาใน - ประโยคการใหบรกิ ารความชวยเหลือและบรกิ าร
บริการในสถานที่ตา งๆ สถานบริการ ในสถานบริการตา งๆเชนทท่ี าํ การไปรษณีย สถานี
ตางๆ รถไฟ โรงแรม เปน ตน เชน What can I do for
2.ใชป ระโยค/ you ? May I help you ? etc.
สํานวนเสนอ
ความชวยเหลอื
/ใหขอมลู แก
ลูกคา ในสถาน
บริการตา งๆ
หลกั สตู รสถานศึกษา หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
62
วิชาคณิตศาสตร
หลกั สูตรสถานศึกษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
63
หลกั สูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
64
มาตรฐานการเรยี นรูร ะดบั และผลการเรยี นรทู คี่ าดหวัง
มาตรฐานท่ี 2.2 มีความรคู วามเขา ใจ และทกั ษะพ้นื ฐานเกี่ยวกบั คณิตศาสตร วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
มาตรฐานการเรียนรู ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน ผลการเรยี นรทู ี่คาดหวงั
มคี วามรู ความเขา ใจเก่ียวกบั จาํ นวนและการ 1. ระบุ หรือยกตวั อยา งเกี่ยวกับจํานวนและการ
ดําเนนิ การ เศษสว นและทศนิยม เลขยกกาํ ลัง ดาํ เนนิ การ เศษสว น และทศนิยม เลขยกกาํ ลัง
อตั ราสว นสดั สว น และรอ ยละ การวัด ปริมาตรและ อตั ราสว น สัดสว น และรอยละ การวัด การหา
พนื้ ที่ผิว คูอนั ดับและกราฟ ความสมั พันธระหวาง ปรมิ าตรและพ้ืนทีผ่ ิว คูอ ันดบั และกราฟความสมั พนั ธ
รูปเรขาคณติ สองมิติและเรขาคณติ สามมิติ สถติ ิ ระหวา งรปู เรขาคณิตสองมิติและเรขาคณิตสามมิติ
และความนาจะเปน เชือ่ มโยงกับงานอาชพี ในสงั คม สถติ ิและ ความนาจะเปน
ได 2. สามารถคิดคาํ นวณและแกโจทยป ญหาทใ่ี ชใน
ชีวติ ประจาํ วัน
3.มีความสามารถในการเช่ือมโยงความรูตา งๆทาง
คณติ ศาสตรกับงานอาชีพในสงั คมท่ีใชท ักษะทาง
คณิตศาสตรได
หลกั สูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
65
คาํ อธิบายรายวชิ า พค 21001
คณิตศาสตร จาํ นวน 4 หนว ยกิต
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน
มาตรฐานการเรยี นรรู ะดับ
มีความรู ความเขาใจเกย่ี วกบั จํานวนและการดาํ เนินการ เศษสว นและทศนิยม เลขยกกาํ ลงั อตั ราสว น
สัดสวน และรอยละ การวัด ปรมิ าตรและพ้ืนท่ผี วิ คูอันดับและกราฟ ความสมั พนั ธระหวา งรปู เรขาคณติ สองมิติ
และเรขาคณติ สามมติ ิ สถติ แิ ละความนา จะเปน
ศกึ ษาและฝกทักษะเก่ยี วกับเรือ่ งดงั ตอไปนี้
จาํ นวนและการดาํ เนินการ จาํ นวนเตม็ บวก จํานวนเต็มลบ และศูนย การเปรียบเทียบจํานวนเตม็
การบวก ลบ คณู และหารจาํ นวนเตม็ สมบตั ิของจํานวนเตม็ และการนําไปใช
เศษสวนและทศนิยม ความหมายของเศษสว นและทศนิยม การเขยี นเศษสว นและทศนยิ ม และเขยี น
ทศนยิ มซํา้ เปนเศษสวน การเปรียบเทยี บเศษสว นและทศนิยม การบวก ลบ คณู หาร เศษสวนและทศนยิ ม
โจทยปญหาหรือสถานการณเ กีย่ วกับเศษสวนและทศนิยม
เลขยกกาํ ลงั ความหมายของเลขยกกําลงั การเขยี นแสดงจํานวนในรูปสัญกรณว ทิ ยาศาสตร การคูณ
และการหารเลขยกกําลังทีม่ ฐี านเดยี วกัน และเลขชีก้ ําลงั เปนจาํ นวนเต็ม
อตั ราสวน สัดสวน และรอยละ การแกโจทยปญ หาเกย่ี วกับอัตราสวน สัดสวนและรอ ยละ
การวดั หนว ยความยาว พน้ื ที่การหาพนื้ ที่ของรูปเรขาคณติ การแกป ญหา หรอื สถานการณใน
ชวี ติ ประจาํ วนั โดยใชค วามรเู กย่ี วกบั พื้นที่และการคาดคะเน
ปริมาตรและพนื้ ทีผ่ ิว การหาพ้ืนทผ่ี ิวและปริมาตรของปรซิ ึมทรงกระบอก การหาปริมาตรของพรี ะมดิ
กรวย และทรงกลม การเปรียบเทียบหนว ยปรมิ าตร การแกโจทยป ญ หาเก่ยี วกับพื้นท่ผี วิ และปริมาตร
คอู นั ดับและกราฟ คอู นั ดับและกราฟ การนําไปใช
ความสมั พันธของรูปเรขาคณิตสองมติ แิ ละสามมติ ิ ภาพของรูปเรขาคณติ สองมติ ิทเ่ี กดิ จากการคล่ีรปู
เรขาคณติ สามมิติ ภาพทไี่ ดจ ากการมองทางดา นหนา ดา นขางหรอื ดา นบนของรูปเรขาคณติ สามมติ ิ การวาด
หรือประดิษฐรปู เรขาคณติ ทีป่ ระกอบข้ึนจากลกู บาศก
สถิติ การเก็บรวบรวมขอมลู การนาํ เสนอขอ มลู การหาคากลางของขอมูล การเลือกใชค ากลางของ
ขอ มลู การอาน การแปลความหมายและการวิเคราะหข อมูล การใชข อ มูลสารสนเทศ
ความนาจะเปน การทดลองสุม และเหตุการณ การหาความนา จะเปนของเหตกุ ารณและการนาํ ไปใช
การใชทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรในงานอาชีพ การนําทกั ษะทางคณติ ศาสตรไปประยุกตใช
ในการประกอบอาชีพในสังคม
หลักสตู รสถานศึกษา หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
66
การจัดประสบการณการเรียนรู
จัดประสบการณห รือสถานการณในชีวิตประจําวันใหผูเรียนไดศึกษาคนควา โดยการปฏบิ ัตจิ ริง
ทดลอง สรปุ รายงาน เพ่ือพัฒนาทกั ษะ/กระบวนการในการคดิ คาํ นวณ การแกปญหา การใหเหตผุ ล การสอ่ื
ความหมายทางคณิตศาสตรและนําประสบการณดานความรู ความคดิ ทักษะกระบวนการทไี่ ดไปใชใ นการ
เรยี นรูสิ่งตาง ๆ และใช ในชีวติ ประจาํ วนั อยางสรา งสรรค รวมท้ังเหน็ คุณคาและมีเจตคติท่ดี ตี อ คณติ ศาสตร
สามารถทํางานอยางเปนระบบระเบยี บ มคี วามรอบคอบ มีความรบั ผดิ ชอบ มีวิจารณญาณและมีความเชอ่ื มัน่
ในตนเอง
การวัดและประเมนิ ผล
ใชวิธีการท่ีหลากหลายตามสภาพความเปนจริงใหสอดคลอ งกับเนื้อหาและทักษะท่ีตองการวดั
หลกั สตู รสถานศึกษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
67
รายละเอียดคําอธบิ ายรายวิชา พค 21001
คณิตศาสตร จาํ นวน 4 หนว ยกิต
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน
มาตรฐานการเรยี นรูระดับ
มคี วามรู ความเขาใจเกี่ยวกบั จาํ นวนและการดําเนินการ เศษสวนและทศนยิ ม เลขยกกําลัง อัตราสวน
สัดสวน และรอยละ การวัด ปริมาตรและพ้นื ทผี่ วิ คูอ ันดบั และกราฟ ความสัมพนั ธระหวา งรปู เรขาคณิตสองมติ ิ
และเรขาคณติ สามมติ ิ สถติ แิ ละความนาจะเปน
จาํ นวน
ที่ หัวเรอ่ื ง ตัวช้ีวดั เน้อื หา (ชั่วโมง)
1 จํานวนและ 1. ระบุหรอื ยกตัวอยางจาํ นวนเต็มบวก 1. จาํ นวนเต็มบวก จาํ นวน 3
การ จํานวนเต็มลบ และศูนยได เตม็ ลบ และศนู ย
ดําเนนิ การ 2. เปรียบเทยี บจาํ นวนเตม็ ได 2. การเปรยี บเทียบจาํ นวนเตม็ 3
3. บวก ลบ คณู หาร จํานวนเต็ม และ 3. การบวก ลบ คูณ และหาร 13
อธบิ ายผลทเี่ กิดขนึ้ จํานวนเต็ม
4. บอกสมบตั ิของจํานวนเต็มและ นํา 4. สมบตั ขิ องจํานวนเต็มและ 6
ความรเู กย่ี วกับสมบัตขิ องจํานวนเตม็ ไปใช การนาํ ไปใช
2 เศษสว นและ 1. บอกความหมายของเศษสวน และทศนิยม 1. ความหมายของเศษสว น 1
ทศนยิ ม 2. เขยี นเศษสวนในรปู ทศนยิ มและเขียน และทศนยิ ม 2
ทศนิยมซํา้ ในรปู เศษสวน 2. การเขยี นเศษสวนดวย
ทศนยิ ม และการเขียน 2
3. เปรียบเทียบเศษสวนและทศนิยมได ทศนิยมซ้าํ เปน เศษสว น 6
4. บวก ลบ คูณ หาร เศษสวนและทศนยิ มได 3. การเปรียบเทยี บเศษสวน 6
และอธบิ ายผลทเ่ี กิดขน้ึ และทศนยิ ม
5. นําความรูเก่ียวกบั เศษสวนและทศนิยมไป 4. การบวก ลบ คูณ หาร 2
ใชแกโจทยปญหา รวมท้งั สถานการณ เศษสวนและทศนยิ ม
เก่ยี วกบั ความนาจะเปน 5. โจทยป ญหาหรือ 4
สถานการณเ กย่ี วกับ
เศษสวนและทศนิยม 7
3 เลขยกกาํ ลัง 1. บอกความหมายและเขยี นเลขยกกําลงั ท่ีมี 1. ความหมายและการเขียน 5
เลขช้กี าํ ลงั เปนจาํ นวนเตม็ แทนจํานวนที่ เลขยกกําลงั 3
กาํ หนดให 2. การเขียนแสดงจํานวนใน
2. บอกและนําเลขยกกาํ ลังมาใช ในการเขยี น รูปสญั กรณวทิ ยาศาสตร
แสดงจํานวนใน รูปสญั กรณว ิทยาศาสตร 3. การคณู และการหารเลขยก
3. คูณและหารของเลขยกกาํ ลงั ที่มฐี านเดียว กาํ ลังท่ีมฐี านเดยี วกนั และ
กนั และเลขช้ีกําลังเปน จาํ นวนเต็ม เลขช้กี าํ ลังเปนจํานวนเต็ม
4 อตั ราสว น 1. กําหนดอตั ราสว น 1. อตั ราสว น
และ รอ ยละ 2. คํานวณสัดสว น 2. สดั สว น
หลกั สูตรสถานศึกษา หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
68
ที่ หัวเรอ่ื ง ตวั ช้วี ดั เน้ือหา จาํ นวน
(ชัว่ โมง)
3. หาคา ของรอยละ 3. รอยละ 5
4. แกโจทยปญหาในสถานการณต า งๆ 4. การแกโ จทยป ญ หาเกย่ี วกับ 7
เก่ียวกับอตั ราสวน สัดสวน และ อัตราสวน สดั สวน และ
รอยละ รอ ยละ
5 การวดั 1. เปรียบเทียบหนวยความยาวพนื้ ท่ี 1. การเปรียบเทยี บหนว ย 1
ในระบบเดยี วกันและตา งระบบ ความยาวพน้ื ท่ี
2. เลอื กใชห นวยการวัดเกยี่ วกบั ความยาว 2. การเลือกใชห นว ยการวัด 1
และพ้ืนที่ไดอยา งเหมาะสม เกีย่ วกับความยาวและพน้ื ท่ี
3. หาพ้นื ทขี่ องรปู เรขาคณิต 3. การหาพน้ื ท่ีของรปู 2
เรขาคณติ
4. แกโจทยปญหาเก่ยี วกับพืน้ ทสี่ ถานการณ 4. การแกโจทยป ญ หาเก่ียวกับ 4
ตางๆในชีวิตประจําวัน พ้ืนที่ในสถานการณตา งๆ
5. อธิบายวิธกี ารคาดคะเนและนําวิธีการไป 5. การคาดคะเนเวลา
ใชใ นการคาดคะเนเวลา ระยะทาง ขนาด ระยะทาง ขนาด นา้ํ หนัก 2
นํ้าหนัก
6 ปรมิ าตรและ 1. อธบิ ายลักษณะและสมบัติของปรซิ ึม 1. ลักษณะสมบตั ิและการหา 3
พืน้ ท่ผี วิ พีระมิด ทรงกระบอก กรวย ทรงกลม หา พืน้ ที่ผิวและปรมิ าตรของ
ปริมาตรและพน้ื ที่ผวิ ของปริซึม ปริซมึ
2. หาปริมาตรและพ้ืนทผี่ ิวของทรงกระบอก
3. หาปริมาตรของพรี ะมิด กรวย และทรง 2. การหาปรมิ าตรและพนื้ ที่ 2
กลม ผิวของทรงกระบอก
4. เปรยี บเทียบหนวย ความจุ หรือหนว ย 3. การหาปรมิ าตรของพีระมิด 5
ปรมิ าตรในระบบเดียวกนั หรือตา งระบบ กรวยและทรงกลม
และเลอื กใชห นวยการวัดเกี่ยวกับความจุ 4. การเปรยี บเทยี บหนว ย 2
หรือปรมิ าตรไดอ ยางเหมาะสม ปริมาตร
5. ใชความรูเกี่ยวกบั ปรมิ าตรและพน้ื ทผี่ วิ
แกปญ หาในสถานการณตางๆ
6. ใชก ารคาดคะเนเกี่ยวกบั ปรมิ าตรและพ้นื ที่ 5. การแกโจทยปญหาเกี่ยวกับ 2
ผวิ ในสถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม ปริมาตรและพืน้ ทผี่ ิว
6. การคาดคะเนปรมิ าตรและ 2
พื้นทผ่ี ิว
7 คอู นั ดับและ 1. อา นและอธิบายความหมายคูอันดับ 1. คูอันดบั 2
กราฟ 2. อา นและแปลความหมายกราฟบนระนาบ 2. กราฟ 3
พิกัดฉากที่กําหนดให
3. เขียนกราฟแสดงความเกยี่ วของ 3. การนาํ คอู ันดับและกราฟ 3
ของปริมาณสองชดุ ทก่ี าํ หนดให ไปใช
หลกั สตู รสถานศึกษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
69
ที่ หวั เร่อื ง ตัวชี้วดั เนอ้ื หา จํานวน
(ชั่วโมง)
8 ความสัมพัน 1. อธบิ ายลักษณะของรูปเรขาคณติ สามมิติ 1. ภาพของรปู เรขาคณติ สอง 4
ธระหวา งรูป จากภาพสองมติ ทิ ่ีกําหนดให มติ ิท่ีเกิดจากการคลีร่ ูป
เรขาคณติ 2. ระบุภาพสองมิติท่ีไดจากการมองดา นหนา เรขาคณติ สามมติ ิ
สองมิตแิ ละ ดา นขา ง ดา นบน ของรปู เรขาคณติ สามมติ ิ 2. ภาพของมติ ทิ ่ีไดจ ากการ 4
สามมิติ ท่กี าํ หนดให มองดานหนา ดานขาง หรือ
3. วาดหรอื ประดษิ ฐรปู เรขาคณิตที่ประกอบ ดา นบนของรปู เรขาคณิต
ข้นึ จากลูกบาศก เม่อื กาํ หนดภาพสองมิติที่ สามมติ ิ
ไดจ ากการมองทางดานหนา ดานขาง 3. การวาดหรือประดิษฐร ูป 2
หรอื ดานบน เรขาคณติ ทปี่ ระกอบขึ้น
จากลกู บาศก
9 สถิติ 1. เก็บรวบรวมขอ มูลทเี่ หมาะสม 1. การรวบรวมขอ มลู 2
2. นําเสนอขอ มูลในรปู แบบท่ีเหมาะสม 2. การนาํ เสนอขอมลู 5
3. การหาคากลางของขอมลู ที่ไมแ จกแจง 3. การหาคากลางของขอมูล 5
ความถี่
4. เลือกและใชคา กลางของขอมูลที่กาํ หนดให 4. การเลอื กใชค ากลาง ของ 2
ไดอยา งเหมาะสม ขอมลู
5. อา น แปลความหมาย และวเิ คราะหขอมูล 5. การอา น การแปล 2
จากการนาํ เสนอขอมลู ท่ีกาํ หนดให ความหมายและการ
6. อภปิ รายและใหข อคิดเห็นเกยี่ วกบั ขอมลู วเิ คราะหขอมลู
ขาวสารทางสถติ ิทีส่ มเหตสุ มผล 6. การใชขอ มูลสารสนเทศ 2
10 ความนาจะ 1. อธบิ ายเก่ียวกับการทดลองสุมและ 1. การทดลองสุม และ 3
เปน เหตกุ ารณได เหตกุ ารณ 5
5
2. หาความนาจะเปนของเหตุการณไ ด 2. การหาความนาจะเปน ของ 2
3. ใชความรเู ก่ยี วกับความนาจะเปน ในการ เหตกุ ารณ
2
คาดการณไดอยา งสมเหตสุ มผล 3. การนาํ ความนา จะเปน ของ
เหตกุ ารณตา งๆ ไปใช
11 การใชทักษะ 1.สามารถวเิ คราะหงานอาชีพในสงั คมท่ีใช
กระบวนการ ทกั ษะทางคณิตศาสตร 1.ลกั ษณะประเภทของงาน
ทาง 2.มีความสาสมารถในการเชือ่ มโยงความรู อาชพี ท่ีใชทกั ษะทาง
คณติ ศาสตร ตางๆทางคณิตศาสตรกับงานอาชพี ได คณติ ศาสตร
ในงานอาชีพ
2.การนาํ ความรูท าง
คณิตศาสตรไปเชื่อมโยงกบั
งานอาชีพในสงั คม
หลกั สตู รสถานศกึ ษา หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
70
วชิ าวทิ ยาศาสตร
หลกั สูตรสถานศึกษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
71
หลกั สูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
72
มาตรฐานการเรียนรูร ะดบั และผลการเรยี นรทู ีค่ าดหวัง
มาตรฐานที่ 2.2 มีความรูค วามเขาใจและทักษะพื้นฐานเกย่ี วกับคณิตศาสตร วทิ ยาศาสตร และเทคโนโลยี
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน
มาตรฐานการเรยี นรู ผลการเรียนรูท่ีคาดหวงั
มีความรู ความเขาใจ ทักษะ และเหน็ คุณคา เกีย่ วกับ 1. ใชความรแู ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร วธิ ีการทาง
กระบวนการทางวิทยาศาสตร เทคโนโลยี ส่ิงมชี ีวิต วทิ ยาศาสตรทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร
ระบบนิเวศทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ใน เจตคติทางวิทยาศาสตร ทักษะกระบวนการทาง
ทอ งถิ่นและประเทศ สาร แรง พลงั งาน กระบวนการ วิทยาศาสตร เจตคตทิ างวิทยาศาสตรและทาํ โครงงาน
เปลี่ยนแปลงของโลก และดาราศาสตร มีจิต วทิ ยาศาสตรได
วทิ ยาศาสตรแ ละนาํ ความรูไปใชป ระโยชนในการ 2. อธิบายเกี่ยวกบั เซลล กระบวนการดาํ รงชวี ติ ของพชื
ดําเนนิ ชวี ติ และระบบตางๆ ของสัตว
3.อธิบายเกยี่ วกบั ความสัมพันธระหวางสง่ิ มีชีวิตกบั
ส่งิ แวดลอม ในระบบนเิ วศ การถายทอดพลงั งาน การ
แกป ญหา การดแู ลรักษา และการอนุรักษทรัพยากร
ธรรมชาติและสง่ิ แวดลอมของทอ งถิน่ และประเทศ
4.อธบิ ายเกยี่ วกับโลก และบรรยากาศปรากฏการณทาง
ธรรมชาติ การกระทาํ ของมนุษยท มี่ ีผลตอการ
เปล่ียนแปลงของโลกในปจ จบุ ัน การปองกันภัยที่เกดิ จาก
ปรากฏการณทางธรรมชาติ
5.อธิบายเก่ยี วกบั สมบตั ิทางกายภาพและทางเคมีของสาร
การจําแนกสาร กรด เบส ธาตุ สารประกอบ สารละลาย และ
ของผสม และใชส ารและผลติ ภัณฑใ นชวี ิตประจําวันได
อยา งถูกตองและปลอดภยั ตอ ชีวิต
6.อธบิ ายเกีย่ วกับแรง และการใชป ระโยชน ของแรง
7.เกย่ี วกบั พลังงานไฟ ฟา การตอวงจรไฟฟา
เครือ่ งใชไฟฟา ในชีวิตประจาํ วัน แสงและสมบตั ิของแสง
เลนส ประโยชนแ ละโทษจากแสง การเปลี่ยนรูปพลังงาน
พลงั งานความรอนและแหลง กาํ เนดิ การนําพลังงานไปใช
ประโยชนในชีวิตประจาํ วนั และการอนรุ ักษพลงั งานได
8. อธบิ ายเกี่ยวกับดวงดาว และการใชประโยชน
9. อธบิ าย ออกแบบวางแผน ทดลอง ทดสอบ ปฏิบตั ิการ
เร่อื งไฟฟา ไดอยา งถกู ตองและปลอดภัย คดิ วิเคราะห
เปรยี บเทียบขอดี ขอเสียของการตอ วงจรไฟฟาแบบ
อนุกรม แบบขนาน แบบผสม ประยกุ ตใชค วามรูและ
ทักษะอาชพี ชางไฟฟาใหเ หมาะสมกบั ดานบรหิ ารจัดการ
และการบริการเพ่ือนําไปสกู ารจดั ทาํ โครงงานวิทยาศาสตร
หลกั สตู รสถานศกึ ษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
73
คําอธิบายรายวิชา พว 21001
วทิ ยาศาสตร จาํ นวน 4 หนวยกิต
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน
มาตรฐานการเรยี นรรู ะดบั
มีความรู ความเขาใจ ทักษะ และเห็นคุณคาเกี่ยวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร เทคโนโลยี ส่ิงมีชีวิต
ระบบนเิ วศ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม ในทองถิ่นและประเทศ สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก
และดาราศาสตร มจี ิตวิทยาศาสตรแ ละนาํ ความรูไปใชประโยชนในการดําเนนิ ชวี ติ
ศกึ ษาและฝกทักษะเก่ยี วกับเรอื่ งตอ ไปน้ี
1. กระบวนการทางวิทยาศาสตร และเทคโนโลยี
ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตรก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร วิธีการทางวทิ ยาศาสตรท ักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร เจตคตทิ างวิทยาศาสตรเ ทคโนโลยี และโครงงานวทิ ยาศาสตร
2. สิ่งมชี ีวติ และส่งิ แวดลอ ม
เซลลกระบวนการดํารงชวี ติ ของพืชและสตั ว ระบบนิเวศโลก บรรยากาศ ปรากฏการณทาง
ธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอม
3. สารเพอ่ื ชีวติ
การจําแนกสาร ธาตแุ ละสารประกอบ สารละลาย กรด-เบส สารและผลิตภณั ฑในชวี ติ
4. แรงและพลังงานเพ่ือชีวติ
แรงและการใชประโยชนของแรง งานและพลงั งาน
5. ดาราศาสตรเพอื่ ชีวติ
ดวงดาวกบั ชวี ติ
6. อาชีพชา งไฟฟา
ความรเู ก่ียวกับชา งไฟฟา การบรหิ ารจดั การและการบริการ โครงงานวิทยาศาสตรสูอาชพี
คําศัพทท างไฟฟา
เพ่ือใหผูเรียนเกิดความรู ความเขาใจ ความคิด และทักษะ มีความสามารถในการตัดสินใจ นําความรู
ไปใชใ นชีวติ ประจําวนั มจี ิตวิทยาศาสตร คุณธรรม จรยิ ธรรม และคานิยมทเี่ หมาะสม
การจดั ประสบการณก ารเรยี นรู
ใหผูเรียน ศึกษา คนควา สํารวจ ตรวจสอบ ทดลอง จําแนก อธิบาย อภิปราย นําเสนอดวยการ
จดั กระบวนการเรียนรูด วยการพบกลุม การสอนเสริม การเรียนรูดวยตนเอง การรายงาน การศึกษาจากแหลง
เรียนรู ประสบการณต รงโดยใชส ถานการณจรงิ ปรากฏการณธรรมชาติ และประสบการณจากผเู รยี น
การวดั และประเมนิ ผล
ประเมินจากการสังเกต การอภิปราย การสัมภาษณ ทักษะปฏิบัติ รายงานการทดลอง การมีสวนรวม
ในกจิ กรรมการเรียนรู ผลงาน การทดสอบ การประเมนิ การนําไปใชป ระโยชนใ นชวี ิตประจาํ วัน
หลักสตู รสถานศกึ ษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
74
รายละเอยี ดคาํ อธิบายรายวิชา พว 21001
วทิ ยาศาสตร จํานวน 4 หนวยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน
มาตรฐานท่กี ารเรยี นรูร ะดับ
มีความรู ความเขาใจ ทักษะ และเห็นคุณคาเก่ียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร เทคโนโลยี สิ่งมีชีวิต ระบบ
นิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ในทองถิ่นและประเทศ สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก และ
ดาราศาสตร มีจิตวิทยาศาสตรและนําความรูไปใชป ระโยชนใ นการดําเนนิ ชีวติ
ท่ี หวั เรอื่ ง ตวั ช้วี ดั เนือ้ หา จํานวน
(ชั่วโมง)
1 กระบวนการทาง 1. อธิบายธรรมชาตแิ ละ 1. กระบวนการทางวิทยาศาสตร 5
วิทยาศาสตร และ ความสาํ คัญของวทิ ยาศาสตรและ 1.1 ความหมายและความสาํ คัญ
เทคโนโลยี เทคโนโลยี ของวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
1.1 กระบวนการ 2.อธิบายกระบวนการทาง 1.2 กระบวนการทางวิทยาศาสตร
ทางวทิ ยาศาสตร วทิ ยาศาสตร วิธีการทาง 1.2.1วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร 5
และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร ทักษะกระบวนการ ขัน้
ทางวิทยาศาสตรและเจตคตทิ าง 1.2.2 ทกั ษะกระบวน
วทิ ยาศาสตร การทางวทิ ยาศาสตร 13 ทักษะ
3. นําความรู และกระบวนการทาง 1.2.3 เจตคตทิ างวิทยาศาสตร 6
วิทยาศาสตรไปใชแกปญหาตางๆ ลกั ษณะ
4.เกดิ เจตคติทางวทิ ยาศาสตร 1.2.4 จิตวทิ ยาศาสตร
5.มจี ติ วทิ ยาศาสตร 2. เทคโนโลยี
6. อธบิ ายความหมาย ความสําคญั 2.1 ความหมาย และความสัมพันธ
และความสมั พนั ธของเทคโนโลยีตอ ของวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชวี ิต และสงั คม ตอชวี ิตและสงั คม
7. นําความรู และเลอื กใช 2.2 ความกาวหนา ของเทคโนโลยี
เทคโนโลยไี ดอยา งเหมาะสม ในปจ จุบนั
8. เลือกใชวสั ดุ และอปุ กรณทาง 2.3 เทคโนโลยีกบั การประกอบ
วทิ ยาศาสตรไ ดอยา งถูกตองและ อาชพี และการนาํ เทคโนโลยีไปใช
เหมาะสม ในชวี ิต
3. วสั ดุ และอปุ กรณทาง
วทิ ยาศาสตร
3.1 ประเภทของวัสดแุ ละอุปกรณ
3.2 วธิ ีใชว ัสดุ และอุปกรณ
1.2 โครงงาน 1. อธบิ ายประเภท เลอื กหวั ขอ 1. โครงงานวิทยาศาสตร 5
วทิ ยาศาสตร วางแผน วธิ ีทํา นาํ เสนอและ 2. การเลือกหวั ขอโครงงาน
ประโยชนข องโครงงาน 3. การวางแผนการกระทํา
2. วางแผนการทาํ โครงงาน โครงงาน
หลักสูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
75
ที่ หัวเรือ่ ง ตัวช้ีวัด เน้อื หา จาํ นวน
(ชั่วโมง)
3. ทาํ โครงงานวิทยาศาสตร 4. การนาํ เสนอโครงงาน
4. อธบิ ายและบอกแนวไดใ นการนํา 5. ประโยชนข องโครงงานเพ่ือการ
ผลจากโครงงานไปใชไ ด พฒั นาคณุ ภาพชีวติ
5. นาํ ความรเู กยี่ วกบั วทิ ยาศาสตร
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรและ
โครงงานไปใช
2 สิง่ มีชีวติ และ 1. อธิบายลกั ษณะ โครงสรา ง 1. ลักษณะ รูปรางของเซลลพืช 10
สิ่งแวดลอ ม องคประกอบ และหนาทข่ี องเซลล และสตั ว
2.1 เซลล 1.1 ส่งิ มีชวี ติ เซลลเ ดียว
1.2 สงิ่ มีชีวติ หลายเซลล
2. เปรยี บเทียบความแตกตา ง 2. องคประกอบโครงสราง และ
ระหวางเซลลพ ืชและเซลลส ัตว หนา ทีข่ องเซลลพ ืชและ
เซลลส ัตว
3. กระบวนการทีส่ ารผานเซลล
3.1 การแพร
3.2 การออสโมซสิ
2.2 กระบวนการ 1. อธิบายกระบวนการแพรและ 1. การดํารงชีวติ ของพืช 20
ดาํ รงชีวิตของพืช ออสโมซิสได 1.1 ระบบการลําเลยี งน้าํ อาหาร
และสัตว 2. อธิบายโครงสรา งและการทาํ งาน และแรธ าตขุ องพชื
ของระบบลาํ เลียงในพืช 1.2 โครงสรา งและการทาํ งานของ
3. อธิบายความสําคญั และปจจยั ท่ี ระบบลาํ เลยี งนํ้าในพืช
จาํ เปน สําหรับกระบวนการ 1.3 โครงสรา งและการทํางานของ
สังเคราะหดวยแสงได ระบบลาํ เลียงอาหารในพชื
4. อธิบายโครงสรางและการทาํ งาน 1.4 กระบวนการสงั เคราะหดวย
ของระบบสบื พนั ธุใ นพชื ในทองถ่ิน แสง
1.4.1 ความสาํ คญั ของ
กระบวนการสงั เคราะหดว ยแสง
1.4.2 ปจ จยั ท่ีจาํ เปนสาํ หรบั
กระบวนการสังเคราะหดว ยแสง
1.5 ระบบสืบพนั ธุในพืช
1.5.1 โครงสรางและการทาํ งาน
ของระบบสืบพนั ธุของพืชไรดอก
1.5.2 โครงสรางและการทาํ งาน
ของระบบสบื พันธุของพืชมีดอก
5. อธบิ ายการทาํ งานของระบบ 2. การดํารงชีวติ ของสัตว
ตางๆ ในสัตว
หลักสูตรสถานศกึ ษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
76
ท่ี หัวเรอ่ื ง ตวั ชีว้ ัด เนอ้ื หา จาํ นวน
2.3 ระบบนิเวศ (ชั่วโมง)
2.1 โครงสรา งและการทํางานของ
ระบบตา งๆ ของสัตว 10
2.1.1 ระบบหายใจ
2.1.2 ระบบยอ ยอาหาร
2.1.3 ระบบขับถาย
2.1.4 ระบบสืบพนั ธ ฯลฯ
1. อธบิ ายเกีย่ วกับความสัมพันธ 1. ความสมั พันธข องสิง่ มชี ีวิตตา งๆ
ของสงิ่ มชี ีวิตตา งๆ ในระบบนิเวศใน ในระบบนิเวศ
ทอ งถิ่น และการถา ยทอดพลังงาน 2. การถายทอดพลงั งาน
2. อธิบายและเขยี นแผนภูมิ แสดง 3. สายใยอาหาร
สายใยอาหารของระบบนิเวศตา งๆ
ในทองถ่ิน
3. อธิบายวัฏจักรของนํ้าและ 4. วฏั จักรของน้ํา
คารบอน 5. วฏั จักรคารบอน
2.4 โลก 1. บอกสวนประกอบและวิธีการ 1.โลก 20
บรรยากาศ แบงช้นั ของโลก 1.1โลก สวนประกอบและการแบง
ปรากฏการณทาง 2. อธิบายการเปล่ียนแปลงของ ชน้ั ของโลก
ธรรมชาติ สงิ่ แวด เปลือกโลกโดยกระบวนการตางๆ 1.2 ทรัพยากรธรณีในทองถ่ิน และ
ลอ ม และ ประเทศ
ทรัพยากร 1.3 การเปล่ยี นแปลงของเปลือก
ธรรมชาติ โลก
1.3.1 กระบวนการยกตวั และการ
3. บอกองคป ระกอบและการแบง ยบุ ตวั
ชนั้ บรรยากาศได 1.3.2 การผพุ งั อยกู ับที่
1.3.3 การกรอ น
1.3.4 การพัดพา
1.3.5 การทับถม
1.3.6 กรณีศกึ ษาภัยจากการ
เปล่ียนแปลงของเปลอื กโลก เชน
แผนดนิ ไหว การเกิด
ปรากฏการณสึนามิ
2.บรรยากาศ
2.1 ชัน้ บรรยากาศ องคป ระกอบ
และการแบงชน้ั บรรยากาศ
หลักสูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
77
ท่ี หัวเรื่อง ตวั ชว้ี ัด เนื้อหา จํานวน
(ชว่ั โมง)
4. บอกความหมายและความสาํ คญั 2.2 อุณหภมู ิ ความชน้ื และความ
ของอุณหภูมิ กดอากาศในทองถนิ่
ความช้นื และความกดอากาศได 2.3 ความสัมพนั ธของอณุ หภูมิ
5. อธบิ ายความสมั พนั ธของ ความช้นื และความกดอากาศ ทม่ี ี
อณุ หภมู ิ ความชนื้ และความกด ผลกระทบตอชีวิตความเปน อยู
อากาศตอ ชีวติ ความเปน อยู 3. ปรากฏการณทางธรรมชาติ
6. บอกชนิดของลมได 3.1 ชนิดของลม
3.1.1 ลมมรสุม
3.1.2 ลมพายุหมุน
เขตรอน ฯลฯ
3.1.3 กรณีศึกษาการ
เกิดพายุนากีส พายงุ วงชา ง
พายุนาคเลน นาํ้ ฯลฯ
7. อธิบายอทิ ธิพลของลมตอ 3.2 อิทธิพลของลมตอ
มนุษยและสงิ่ แวดลอมได มนุษยและส่งิ แวดลอม
8. บอกวิธกี ารปองกันภยั ที่เกิดจาก 3.3 การปอ งกนั ภยั ที่เกิดจาก
ปรากฏการณทางธรรมชาตไิ ด ปรากฏการณทางธรรมชาติ
9. บอกประโยชนของการพยากรณ 3.4 ความสําคญั และประโยชนของ
อากาศ การพยากรณอากาศ
10. อธิบาย เกีย่ วกับสภาพ ปญหา 4. ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ
การใชและการแกไขสงิ่ แวดลอ ม สง่ิ แวดลอ ม
และทรัพยากรธรรมชาติในทองถิน่ 4.1 การใชแ ละปญ หาเก่ยี วกับ
และประเทศ ทรพั ยากรธรรมชาติของทองถิ่น
11.อธิบาย สรปุ แนวคดิ ในการ และประเทศ
รกั ษาสมดุลของระบบนิเวศ การ 4.2 การดแู ลรกั ษา
อนุรักษสง่ิ แวดลอ มและการใช ทรัพยากรธรรมชาติในทอ งถนิ่
ทรพั ยากรธรรมชาติอยา งย่งั ยืน 4.2.1 ขยะ
4.2.2 น้ําเสยี
4.2.3 ดนิ ถลม
4.2.4 การกดั เซาะชายฝง ฯลฯ
4.3 สภาพสงิ่ แวดลอ มใน
ทองถน่ิ และประเทศ
4.4 ปญ หาและการแกไข
สิง่ แวดลอ มในทองถน่ิ และประเทศ
4.5 การอนรุ ักษส ิ่งแวด
ลอมและการใชท รัพยากร
หลักสตู รสถานศึกษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
78
ท่ี หวั เรื่อง ตัวชี้วดั เนอื้ หา จํานวน
(ชัว่ โมง)
ธรรมชาตอิ ยา งย่ังยืน
4.6 สภาวะโลกรอ น สาเหตแุ ละ 10
ผลกระทบการปอ งกันและแกไข
ปญ หาโลกรอ น
3 สารเพอื่ ชีวติ 1. อธิบายสมบัตทิ างกายภาพและ 1.สมบัติของสาร
3.1 สารและการ สมบตั ิทางเคมไี ด 1.1สมบตั ิทางกายภาพของสาร
จาํ แนกสาร 1.2สมบตั ทิ างเคมขี องสาร
2. อธิบายความแตกตา ง และ 2. เกณฑในการจาํ แนกสาร
จาํ แนกธาตุ สารประกอบ 2.1 ใชส ถานะ
สารละลาย และสารผสมได 2.2 ใชเนอื้ สาร
3. จําแนกสารโดยใชเน้ือสารและ 3. สมบัติของธาตุ สารประกอบ
สถานะเปนเกณฑ สารละลาย สารผสม
3.2 ธาตแุ ละ 1. อธิบายและจําแนกธาตุ 1. ความหมายและสมบัติของธาตุ 10
สารประกอบ สารประกอบ โลหะ อโลหะ และ กัมมนั ตรังสี 10
3.3 สารละลาย โลหะก่ึงอโลหะ 2. สมบตั ขิ องโลหะ อโลหะ และ
2. บอกผลกระทบทเี่ กิดจากธาตุ โลหะกง่ึ อโลหะ
กัมมนั ตรงั สีได 3. ธาตกุ มั มันตรังสี
3. อธิบายการเกิดสารประกอบ 4. สารประกอบ
4. บอกธาตแุ ละสารประกอบทใ่ี ช 4.1 ความหมาย
ในชีวิตประจาํ วนั 4.2 การเกดิ สารประกอบ
1. อธิบายสมบตั ิและองคประกอบ 4.3 ธาตแุ ละสารในชวี ิตประจําวนั
ของสารละลาย 1. สารละลาย
1.1 สมบตั ิของสารละลาย และ
2. อธิบายปจ จัยทม่ี ีผลตอ การ องคประกอบของสารละลาย
ละลายของสาร 1.2 ความสามารถในการละลาย
3. หาความเขมขนของสารละลาย ของสาร
4. อธบิ ายและเตรียมสารละลาย 1.3 ปจ จยั ทม่ี ผี ลตอ การละลาย
บางชนดิ ได ของสาร
1.4 ความเขมขนของสารละลาย
1.5 การเตรียมสารละลาย
2. กรด-เบส
หลักสตู รสถานศกึ ษา หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
79
ที่ หวั เรือ่ ง ตัวช้วี ดั เน้ือหา จาํ นวน
(ชั่วโมง)
5. อธบิ ายและจาํ แนกกรด เบส 2.1 ความหมายและสมบตั ิของ
และเกลือ กรด-เบส และเกลือได
6. อธบิ ายและตรวจสอบความเปน 2.2 ความเปนกรด-เบสของสาร
กรด-เบส ของสารได 2.3 กรด – เบส ของสารใน
7. อธิบายการใชกรด-เบส บางชนดิ ชีวติ ประจาํ วนั
ในชีวิต 2.4 กรณศี ึกษากรด-เบสที่มีผลตอ
คุณสมบัติของดิน
3.4 สารและ 1. อธิบายสาระและสารสังเคราะห 1. สาร 10
ผลิตภณั ฑในชีวติ 1.1 สารอาหาร
1.2 สารปรงุ แตง
1.3 สารปนเปอ น
1.4 สารเจอื ปน
1.5 สารพษิ
2. สารสงั เคราะห
2.1 ประเภท และการเกิด
2.2 สมบัตแิ ละประโยชน
2. อธิบายการใชส ารและผลิตภณั ฑ 3. สารและผลิตภัณฑท ี่ใชใ นชีวิต
ของสารบางชนดิ ในชวี ิตประจําวนั 4. การเลือกใชส ารในชีวิต
และเลือกใช 5. ผลกระทบทีเ่ กิดจากการใชสาร
3. อธิบายผลกระทบท่ีเกิดจากการ ตอชวี ติ และสิง่ แวดลอม
ใชส าร และผลติ ภัณฑท ่มี ตี อชีวติ
และส่ิงแวดลอม
4 แรงและพลงั งาน 1. ระบปุ ระเภทและความหมาย 1. แรง 20
เพื่อชีวติ ของแรงประเภทตางๆ ได 1.1 ความหมายและหนว ยของแรง
4.1 แรงและการ 2. อธิบายการกระทําของแรงและ 1.2 ผลการกระทําของแรง
ใชป ระโยชน โมเมนตของแรง 2.โมเมนต
3. บอกระบปุ ระโยชนข องแรงใน 1.2 ความหมายและ ชนดิ ของ
ชีวติ ประจําวัน โมเมนต
4. การหาคา ผลจากการกระทบของ 2.2 การหาคาโมเมนต
แรง และโมเมนต 2.3 การใชโมเมนตใน
5. ใหความรูในเรอ่ื งโมเมนตใน ชีวติ ประจาํ วันได
ชวี ิตประจําวัน
4.2 งานและ 1. อธบิ ายความหมายของงานและ 1. ความหมายของงานและ 20
พลงั งาน พลงั งานในรปู แบบตางๆ ได พลังงาน
2. การตอวงจรไฟฟา 2. รูปของพลังงาน
อยา งงาย ได 3. ไฟฟา
หลักสตู รสถานศึกษา หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
80
ที่ หวั เร่ือง ตัวชีว้ ดั เนอื้ หา จาํ นวน
(ชั่วโมง)
3. ใชกฎของโอหม ในการคํานวณได 3.1 พลงั งานไฟฟา
4. บอกวธิ กี ารอนุรักษแ ละประหยดั 3.2 กฎของโอหม 10
พลงั งานได 3.3 การตอความตา นทานแบบ 10
ตางๆ
5. อธบิ ายสมบัตขิ องแสง พลงั 3.4 การหาคา ความตานทาน
งานความรอ น และนําประโยชน 3.5 ไฟฟาในชีวิตประจาํ วนั
ไปใชใ นชีวิตประจําวันได 3.6 การอนรุ กั ษพลังงานไฟฟา
6.อธบิ ายพลังงานทดแทน และ 4. แสง
เลอื กใชไ ด 4.1 แสง และสมบัติของแสง
4.2 เลนส
4.3 ประโยชน และโทษ
ของแสง
5.พลังงานความรอน และ
แหลง กาํ เนิด
5.1 พลังงานความรอน และ
แหลงกําเนดิ
5.2 อณุ หภูมิ และการวัด
การขยายตัวของวตั ถุ
5.3 การนําไปใชป ระโยชน
5.4 พลงั งานทดแทนและ
การใชป ระโยชนเ ชนเอททานอล
ไบโอดเี ซลพลังงานนวิ เคลียรฯลฯ
5 ดาราศาสตรเพื่อ 1. ระบชุ อ่ื ของกลุม จักราศี 1. กลมุ ดาวจักราศี
ชีวติ 2. อธิบายวธิ กี ารหาดาวเหนอื 2. การสงั เกตตําแหนงของดาว
ดวงดาวกับชีวิต 3. อธิบายการใชแ ผนทด่ี าว ฤกษ
4. อธิบายประโยชนจากกลุมดาว 3. วธิ ีการหาดาวเหนอื
ฤกษตอการดาํ รงชีวิตประจําวัน 4. แผนที่ดาว
5. การใชประโยชนจ ากกลุมดาว
ฤกษ
6 อาชีพชางไฟฟา อธบิ าย การออกแบบ วางแผน 1. ประเภทของไฟฟา
(หมายเหตุ : ทดลอง ทดสอบ ปฏบิ ัติการเรื่อง 2. วัสดอุ ปุ กรณเ ครื่องมือชา ง
บรู ณาการใชเวลา ไฟฟา ไดอยางถกู ตองและ ไฟฟา
การเรยี นการสอน ปลอดภัย คดิ วเิ คราะห 3. วัสดอุ ุปกรณที่ใชใ น
ในมาตรฐานการ เปรียบเทยี บขอดี ขอ เสีย ของการ วงจรไฟฟา
เรยี นรูเ รื่อง แรง ตอวงจรไฟฟา แบบอนุกรม แบบ การตอ วงจรไฟฟา อยา งงา ย
และพลงั งานเพ่ือ ขนาน แบบผสม ประยุกตแ ละ 4. กฎของโอหม
หลักสตู รสถานศึกษา หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
81
ท่ี หัวเร่อื ง ตวั ชว้ี ัด เนื้อหา จํานวน
5. การเดินสายไฟฟาอยา งงาย (ชวั่ โมง)
ชีวิตในหวั ขอ เลือกใชค วามรู และทักษะอาชพี 6. การใชเครอื่ งใชไ ฟฟาอยาง
พลังงานไฟฟา 10 ชา งไฟฟา ใหเ หมาะสมกับดาน งาย
ชัง่ โมง) บรหิ ารจัดการและการบรกิ าร 7. ความปลอดภยั และอบุ ัติเหตุ
จากอาชีพชางไฟฟา
8. การบรหิ ารจดั การและการ
บรกิ าร
9. โครงงานวทิ ยาศาสตรสอู าชีพ
10. คําศัพททางไฟฟา
หลกั สูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
82
รายวชิ าเลือกบังคบั
หลักสูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
83
มาตรฐานการเรยี นรู
มาตรฐานที่ 2.2 มีความรู ความเขาใจ และทักษะพื้นฐานเกย่ี วกบั คณิตศาสตร วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
มาตรฐานการเรียนรรู ะดบั ผลการเรยี นรูทีค่ าดหวัง
มีความรคู วามเขา ใจ และเหน็ คุณคาเกีย่ วกบั 1. มีความรูค วามเขาใจเก่ยี วกับวสั ดศุ าสตรรอบตวั
กระบวนการทางวิทยาศาสตร เทคโนโลยี สิ่งมชี วี ติ การใชป ระโยชนและ ผลกระทบจากการใชว สั ดุการ
ระบบนเิ วศ ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอมใน จดั การวสั ดุอันตราย การคดั แยกและการรีไซเคิลวัสดุ
ทอ งถ่ินและประเทศ สาร แรง พลงั งาน กระบวนการ และการ จดั การวสั ดุทใ่ี ชแ ลว
เปลย่ี นแปลงของโลกและดาราศาสตร มีจติ วทิ ยาศาสตร 2. ทดลองและเปรยี บเทียบสมบัตขิ องวสั ดุชนดิ
และนาํ ความรไู ปใชประโยชนในการดาํ เนินชีวิต ตาง ๆ ได
3. ตระหนักถงึ ผลกระทบทเ่ี กิดจากการใชว สั ดุใน
ชวี ติ ประจําวัน
หลกั สตู รสถานศึกษา หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
84
คําอธบิ ายรายวิชา พว22003 วสั ดศุ าสตร2
สาระความรูพน้ื ฐาน จาํ นวน 3 หนวยกติ (120 ช่ัวโมง)
ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน
มาตรฐานการเรยี นรรู ะดบั
มีความรูความเขาใจ ทักษะและเห็นคุณคาเกี่ยวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร เทคโนโลยีส่ิงมีชีวิต
ระบบนิเวศ ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ มในทองถ่ิน สาร แรงพลงั งาน กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
และดาราศาสตรมีจติ วิทยาศาสตรแ ละนาํ ความรู ไปใชประโยชนใ นการดาํ เนนิ ชีวติ
ศกึ ษาและฝกทักษะ
ศึกษาและฝกทักษะเกี่ยวกับเร่ืองตอไปน้ีวัสดุรอบตัว การใชประโยชนและผลกระทบจากการใชวัสดุ
การจัดการวสั ดุที่ใชแลว การคัดแยกและการรีไซเคลิ วัสดุ การจัดการวสั ดุอันตราย
การจดั ประสบการณก ารเรียนรู
การจัดกจิ กรรมการเรียนรูโดยการบรรยาย ศึกษาคนควา ดวยตนเองจากสอื่ ทเี่ ก่ียวขอ ง แหลง เรียนรูใน
ชุมชน พบกลุม อภปิ ราย แลกเปล่ียนเรียนรูล งมอื ปฏิบัติจริงดวยการทดลอง วเิ คราะห และสรปุ การเรียนรูที่ได
ลงในเอกสารการเรียนรดู วยตนเอง (กรต.)
การวดั และประเมนิ ผล
ประเมินความกาวหนาผูเรียนดวยวิธีการสังเกต ซักถาม ตอบคําถาม ตรวจเอกสารการเรียนรูดวย
ตนเอง (กรต.) และประเมนิ ผลรวมผเู รียนดวยการตอบคาํ ถามกิจกรรมทายหนวยและใชแบบทดสอบวดั ความรู
หลกั สตู รสถานศึกษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
85
รายละเอียดคาํ อธิบายรายวิชา พว22003 วัสดุศาสตร2 จาํ นวน 3 หนว ยกติ
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน
มาตรฐานการเรียนรูร ะดับ
มีความรูความเขาใจ และเห็นคุณคาเก่ียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร เทคโนโลยี ส่ิงมีชีวิต
ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม ในทองถิ่น ประเทศ สาร แรง พลังงาน กระบวนการ
เปล่ยี นแปลงของโลก และดาราศาสตร มีจติ วทิ ยาศาสตรแ ละนําความรูไปใชประโยชนในการ ดาํ เนินชีวติ
ท่ี หวั เรอ่ื ง ตวั ช้วี ัด เน้ือหา จํานวน
(ชัว่ โมง)
1 วัสดุศาสตร รอบตัว 1. บอกความหมายของวัสดุ 1. วสั ดศุ าสตรรอบตวั 30
ศาสตรได 1.1 ความหมายของวัสดุศาสตร
2. จําแนกประเภทของวสั ดุ 1.2 ประเภทของวสั ดุ
ศาสตรได 3. เปรียบเทยี บสมบัติ 1.3 สมบตั ขิ องวสั ดุ
ของ วสั ดไุ ด
2 การใชป ระโยชน และ 1. อธบิ ายประโยชน ของวัสดุ 2. การใชประโยชนแ ละผลกระทบ 20
ผลกระทบ จากการ ศาสตร ในชีวติ ประจาํ วันได จากการใชว ัสดุ
ใชว ัสดุ 2. บอกผลกระทบ ตอ 2.1 การนําวสั ดุศาสตรไปใชใ น
สิง่ แวดลอ มจากการใช วัสดุใน ชีวติ ประจําวัน
ชีวติ ประจาํ วันได 2.2 ผลกระทบจากการใชว ัสดุe
3. เลอื กใชผ ลติ ภัณฑ ทเ่ี ปน มิตร 2.3 เลือกใชผลติ ภัณฑท่ีเปน มติ ร
กับสิง่ แวดลอ มได กับสิ่งแวดลอม
3 การจัดการ เศษซาก 1. อธิบายหลักสาํ คญั ในการ 3. การจัดการเศษซากวสั ดุ 15
วสั ดุ จดั การเศษซากวสั ดุ 3.1 การจดั การเศษซากวสั ดุ
2. บอกอตั ราเร็วในการยอย 3.2 อตั รายอ ยสลายของเศษ ซาก
สลายเศษซากวัสดุ วัสดุ
3. อธิบายหลกั 3R ในการ จัดการ 3.3 หลัก 3R ในการจัดการเศษ
เศษซากวสั ดุ ซากวสั ดุ
4. ระบปุ ระเภทของภาชนะ 3.4 ภาชนะรองรับเศษซากวัสดุ
รองรบั เศษซากวสั ดุ
5. อธบิ ายเทคโนโลยีการ กําจัด 3.5 เทคโนโลยีการกําจดั เศษซาก
เศษซากวัสดุ วสั ดุ
หลักสูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
86
ท่ี หัวเร่ือง ตวั ชวี้ ดั เนอ้ื หา จาํ นวน
(ชั่วโมง)
4 การคดั แยกและ การ 1. อธิบายวธิ กี ารคัดแยก วสั ดุแต 4. การคัดแยกและการรไี ซเคิลวสั ดุ 30
รไี ซเคลิ วัสดุ ละประเภทได 4.1 การคัดแยกวัสดุ
2. อธบิ ายการรไี ซเคิลวสั ดุ แตล ะ 4.2 การรีไซเคิลวัสดุ
ประเภทได
3. อธิบายความหมาย สญั ลักษณ
รไี ซเคิลวสั ดแุ ตละ ประเภทได
5 การจัดการ วัสดุ 1. บอกความหมายของวัสดุ 5. การจัดการวัสดอุ นั ตราย 25
อันตราย อนั ตรายได 5.1 วัสดอุ ันตราย
2. จําแนกประเภทของวัสดุ 5.2 การจัดการขยะอนั ตราย
อันตรายได 5.3 การลดปญหาวสั ดทุ ีเ่ ปน พษิ
3. อธิบายลักษณะของวสั ดุ ตอส่ิงแวดลอ ม
อนั ตรายได
4. อธิบายวธิ ีการจัดการขยะ
อนั ตรายได
5. อธบิ ายวิธกี ารลดปญหา วัสดุที่
เปน พษิ ตอสงิ่ แวดลอ ม ได
หลกั สูตรสถานศกึ ษา หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
87
คําอธิบายรายวิชาเลือกบังคบั
สาระการเรียนรู สาระความรูพืน้ ฐาน
พว 22002 การใชพ ลงั งานไฟฟา ในชวี ติ ประจาํ วนั 2
ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน
มาตรฐานการเรียนรู
มาตรฐานท่ี 2.2 มคี วามรู ความเขาใจ และทักษะพ้ืนฐานเกย่ี วกับคณิตศาสตร วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
มาตรฐานการเรยี นรรู ะดับ ผลการเรียนรูท่ีคาดหวงั
มคี วามรู ความเขาใจ ทักษะ และเหน็ คุณคาเกย่ี วกบั 1. อธิบายเกยี่ วกบั ความสัมพันธร ะหวางสิง่ มีชีวติ กับ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร เทคโนโลยี สง่ิ มีชีวิต ส่ิงแวดลอมในระบบนิเวศ การถายทอดพลงั งาน การ
ระบบนิเวศ ทรพั ยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอ ม ใน แกปญหา การดูแลรกั ษาและการอนุรักษ
ทองถ่นิ และประเทศ สาร แรง พลังงาน กระบวนการ ทรพั ยากรธรรมชาติและ สิง่ แวดลอ มของทองถนิ่ และ
เปลยี่ นแปลงของโลกและดารา ศาสตรมจี ติ ประเทศ
วิทยาศาสตร และนาํ ความรูไปใชป ระโยชนในการ 2. อธบิ ายเก่ียวกบั พลงั งานไฟฟา การตอ วงจรไฟฟา
ดาํ รงชีวติ เครอ่ื งใชไฟฟา ในชีวิตประจาํ วัน แสง และสมบตั ิของ
แสง เลนส ประโยชนและโทษจากแสง การเปล่ียน
รปู พลงั งาน พลงั งานความรอน และแหลงกาํ เนิด
การนําพลงั งานไปใชประโยชนใ นชวี ิตประจําวนั และ
การอนุรักษพลงั งานได
3. อธบิ าย ออกแบบ วางแผน ทดลอง ทดสอบ
ปฏบิ ตั กิ ารเร่อื งไฟฟาไดอ ยางถกู ตองและ ปลอดภัย
คิด วิเคราะห เปรียบเทียบขอดี ขอ เสยี ของการตอ
วงจรไฟฟาแบบอนุกรม แบบขนาน แบบผสม
ประยกุ ตแ ละเลอื กใชความรู และทกั ษะอาชีพชาง
ไฟฟา ใหเหมาะสมกบั ดานบริหาร จดั การและการ
บรกิ ารเพ่ือนาํ ไปสูการจดั ทําโครงงานวทิ ยาศาสตร
หลักสตู รสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
88
รายละเอยี ดคาํ อธบิ าย
รายวิชา พว22002การใชพลังงานไฟฟาในชวี ิตประจาํ วัน 2 จาํ นวน 3 หนวยกิต
ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน
มาตรฐานการเรียนรรู ะดับ
มคี วามรู ความเขาใจ ทกั ษะ และเหน็ คุณคา เก่ยี วกับกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยี
สงิ่ มีชวี ติ ระบบนเิ วศ ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอมในทองถน่ิ และประเทศ สาร แรง พลงั งาน
กระบวนการเปล่ยี นแปลงของโลก และดาราศาสตร มีจิตวิทยาศาสตร และนาํ ความรไู ปใชป ระโยชนใ นการ
ดาํ เนนิ ชีวิต
ที่ หัวเรื่อง ตัวชวี้ ดั เน้อื หา จํานวน
(ชวั่ โมง)
1 การกําเนดิ ของไฟฟา บอกการกําเนิดของไฟฟา การกาํ เนิดของไฟฟา 2
1. ไฟฟาทีเ่ กิดจากการเสียดสี
ของวัตถุ
2. ไฟฟา ท่เี กิดจากการทํา
ปฏิกิริยาทางเคมี
3. ไฟฟา ท่เี กิดจากความรอน
4. ไฟฟาทีเ่ กิดจากพลังงาน
แสงอาทิตย
5. ไฟฟาที่เกิดจากพลังงาน
แมเ หลก็ ไฟฟา
2 สถานการณพลงั งาน 1. บอกสดั สวนเช้อื เพลงิ ทีใ่ ช 1. สถานการณพลังงานไฟฟา 10
ไฟฟาของประเทศ ใน การผลติ ไฟฟา ของ ของ ประเทศไทย
ไทย และประเทศใน ประเทศไทย 2. ตระหนกั ถึง 1.1 สัดสวนการผลติ ไฟฟา
อาเซยี น สถานการณของ เชอ้ื เพลงิ ที่ จากเชือ้ เพลงิ ประเภทตางๆ
ใชใ นการผลิตไฟฟา ของ ของประเทศไทย
ประเทศไทย 1.2 ความตอ งการใชไฟฟา
3. วิเคราะหสถานการณ แตชว งเวลาในหน่งึ วันของ
พลังงาน ไฟฟาของประเทศ ประเทศไทย
ไทย 4. เปรยี บเทยี บสถาน 1.3 สภาพปจ จบุ นั และ
การณ พลงั งานไฟฟาของไทย แนวโนม การใชพลงั งานไฟฟา
และ ประเทศในอาเซียน 2. สถานการณพลังงานไฟฟา
ของ ประเทศในอาเซยี น
หลกั สูตรสถานศกึ ษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
89
ท่ี หวั เรือ่ ง ตัวช้วี ดั เนือ้ หา จาํ นวน
(ชั่วโมง)
3 หนวยงานทเี่ กีย่ วของ 1. ระบชุ อื่ และสงั กดั ของ หนวยงานท่ีเก่ียวของดานพลังงาน 3
ดา นพลงั งานไฟฟา หนว ยงานทีเ่ ก่ียวของดาน ไฟฟาในประเทศไทย 1.
ในประเทศไทย พลังงานไฟฟา ในประเทศ คณะกรรมการกาํ กับ กิจการ
ไทย พลงั งาน (กกพ.)
2. บอกบทบาทหนาที่ของ 2. การไฟฟา ฝา ยผลติ แหง
หนว ยงานทเี่ กยี่ วของดาน ประเทศไทย (กฟผ.)
พลังงานไฟฟา 3. การไฟฟาสวนภูมิภาค (กฟภ.)
4. การไฟฟานครหลวง (กฟน.)
4 เช้ือเพลงิ และพลังงาน 1. บอกประเภทเช้ือเพลงิ 1. เช้ือเพลงิ ฟอสซิล 10
ที่ใชใ นการผลิตไฟฟา และ พลังงานท่ใี ชในการ 1.1 ถานหนิ
ผลผลิตไฟฟา 1.2 น้าํ มัน
2. เปรยี บเทยี บขอดี 1.3 กา ซธรรมชาติ
ขอจํากัด ของเช้อื เพลงิ และ 2. พลังงานทดแทน
พลงั งานที่ใชใ นการผลิต 2.1 ความสําคญั ของพลงั งาน 25
ไฟฟา ทดแทน
3. ยกตัวอยา งพลงั งาน 2.2 ประเภทของพลังงาน
ทดแทนท่ี มีในชุมชนของ ทดแทน
ตนเอง 2.3 หลกั การทํางานของ พลังงาน
ทดแทน
2.3.1 พลงั งานลม
2.3.2 พลังงานน้ํา
2.3.3 พลังงานแสงอาทิตย
2.3.4 พลังงาน ชีวมวล
2.3.5 พลงั งานความรอนใตพิภพ
2.3.6 พลังงานนิวเคลียร
2.4 ขอดี ขอจาํ กัดของพลังงาน
ทดแทน
5 โรงไฟฟาการจดั การ 1. บอกผลกระทบดา น 1. ผลกระทบและการจดั การ 10
ดานสง่ิ แวดลอม ส่งิ แวดลอ มทีเ่ กิดจาก สงิ่ แวดลอ มดา นอากาศ
โรงไฟฟา 2. ผลกระทบและการจัดการ
2. บอกการจัดการดาน สิง่ แวดลอ มดา นน้าํ
ส่งิ แวดลอ มของโรงไฟฟา 3. ผลกระทบและการจดั การ
3. มเี จตคติท่ดี ตี อไฟฟา แต ส่งิ แวดลอมดา นเสยี ง
ละประเภท
หลักสูตรสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
90
ที่ หัวเรอ่ื ง ตวั ชีว้ ัด เน้อื หา จาํ นวน
6 อุปกรณไฟฟา และ (ชว่ั โมง)
1. ตอ วงจรไฟฟา แบบตา ง 1. อุปกรณไฟฟา 30
วงจรไฟฟา ๆ 1.1 สายไฟ
2. เลือกใชอ ปุ กรณไฟฟา ได 1.2 ฟวส
7 การใชและการ ถูกตอง 1.3 อปุ กรณตัดตอนหรือเบรกเก
ประหยดั อร
พลังงานไฟฟา 1.4 สวิตซ
1.5 เคร่ืองตัดไฟฟา รั่ว
1.6 เตา รบั เตาเสียบ
2. วงจรไฟฟา
2.1 แบบอนุกรม
2.2 แบบขนาน
2.3 แบบผสม
3. สายดนิ และหลกั ดนิ
3.1 สายดิน
3.2 หลักดิน
1. อธิบายกลยทุ ธการ 1. กลยุทธการประหยัดพลังงาน 30
ประหยดั ไฟฟา 3 อ.
พลงั งานไฟฟา 1.1 กลยทุ ธ อ. 1 อปุ กรณ
2. จําแนกฉลากเบอร 5 ประหยดั ไฟฟา
ของแท 1.2 กลยุทธ อ. 2 อาคาร
กบั ของลอกเลียนแบบ ประหยัดไฟฟา
3. เลอื กใชเคร่ืองใชไ ฟฟาได 1.3 กลยทุ ธ อ. 3 อุปนิสัย
เหมาะสมกบั สถานการณท ่ี ประหยัดไฟฟา
กาํ หนดให 2. การเลอื กซื้อ เลือกใช และ
4. ปฏบิ ตั ติ นเปนผูป ระหยัด ดูแลรกั ษาเครื่องไฟฟาในครัวเรอื น
พลังงานไฟฟาในครัวเรือน 2.1 เคร่อื งทําน้ําอุนไฟฟา
5. อธบิ ายวธิ กี ารดแู ลรกั ษา 2.2 กระติกน้าํ รอนไฟฟา
เครื่องใชไฟฟาในครวั เรือน 2.3 พัดลม
6. บอกองคประกอบ 2.4 โทรทัศน
ของคาไฟฟา 2.5 เตารีดไฟฟา
7. คํานวณคาไฟฟาใน 2.6 ตเู ย็น
ครวั เรอื น 3. การคํานวณคาไฟฟา
ใน ครวั เรอื น
3.1 องคประกอบของคา ไฟ 3.2
อัตราคา ไฟฟา
3.3 การคาํ นวณการใชไฟฟา
หลักสตู รสถานศกึ ษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
91
คําอธิบายรายวิชาเลือก
สาระการเรียนรู สาระความรูพนื้ ฐาน
คําอธิบายรายวิชา พค22011 คณติ ศาสตรเ สรมิ จาํ นวน 1 หนวยกิต
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน
มาตรฐานการเรียนรรู ะดับ
มีความรูความเขาใจเกี่ยวกับจํานวนและการดําเนินการ เศษสวนและทศนิยม เลขยกกําลัง
อัตราสวน สัดสวน และรอยละ การวัด ปริมาตรและพ้ืนท่ีผิว คูอันดับและกราฟ ความสัมพันธระหวางรูป
เรขาคณติ สองมติ ิและเรขาคณิต สามมิติ สถติ แิ ละความนาจะเปน
ศกึ ษาและฝกทกั ษะเกีย่ วกบั เรอื่ งตอไปน้ี
การคิดคํานวณ และฝกการแกโจทยปญหา การใหเหตุผลเกี่ยวกับประโยคสัญลักษณและสมการ การ
เขียนสมการเชิงเสนตัวแปรเดียว จากสถานการณหรือปญหาอยางงาย การแกสมการและอสมการเชิงเสนตัวแปร
เดียว การอาน การเขยี น และการแปลความหมายของกราฟของสมการเชิงเสน รวมทง้ั ระบบสมการเชงิ เสนสองตัว
แปร เพื่อใหเกดิ ความรูความเขาใจ มที ักษะในการคิดคํานวณ และสามารถนําไปใช จํานวนจริง ท่เี ปนจํานวนตรรกยะ
อตรรกยะ และสามารถเขียนเศษสวนใหอยูในรูปทศนิยมซ้ํา และเขียนทศนิยมซ้ําใหอยูในรูปเศษสวน พรอมทั้ง
สามารถหาคา รากที่สอง รากท่สี ามของจํานวนเต็ม โดยการแยกตวั ประกอบ และ นาํ ไปใชแ กโจทยป ญหา
การจดั ประสบการณการเรียนรู
จัดประสบการณในชีวิตประจําวันใหผูเรียนไดศึกษาคนควา โดยการปฏิบัติจริง ทดลอง สรุปรายงาน
เพื่อพัฒนาทักษะ/กระบวนการในการคิดคํานวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อความหมายทาง
คณิตศาสตรและนําประสบการณด านความรู ความคิด ทกั ษะกระบวนการทีไ่ ดไปใชในการเรยี นรูส่งิ ตางๆ และ
ใชในชีวิตประจําวันอยางสรางสรรค รวมท้ังเห็นคุณคาและมีเจตคติที่ดีตอคณิตศาสตร พรอมท้ังตระหนักถึง
ความสมเหตุสมผลของคําตอบท่ีได สามารถทํางานอยางเปนระบบมีระเบียบ มีความรอบคอบ มีความ
รบั ผดิ ชอบ มีวิจารณญาณและมคี วามเชื่อมั่น
การวัดและประเมินผล
ใชวธิ ีการทหี่ ลากหลายตามสภาพความเปนจริงมคี วามสอดคลอ งกับเน้ือหาและทักษะที่ตองการวัดและ
ประเมินผล เชน การอภิปรายกลุม การมีสวนรวมในการทํากิจกรรมการเรียนรูของผูเรียน ใบงาน การทดสอบ
ยอ ย และการนาํ เสนอผลงาน
หลกั สตู รสถานศึกษา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
92
รายละเอียดคาํ อธิบายรายวิชา พค22011 คณิตศาสตรเสริม จํานวน 1 หนว ยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน
มาตรฐานการเรยี นรูระดบั
มีความรูค วามเขา ใจเกย่ี วกับจํานวนและการดําเนินการ เศษสว นและทศนยิ ม เลขยกกาํ ลัง อตั ราสว น
สดั สว น และรอยละ การวดั ปรมิ าตรและพน้ื ท่ผี ิว คอู ันดับและกราฟ ความสัมพันธระหวา งรูปเรขาคณิตสอง
มิติและเรขาคณิตสามมิติ สถิตแิ ละความนา จะเปน
ท่ี หวั เร่ือง ตัวชีว้ ัด เน้อื หา จํานวน
1 สมการ อสมการและ (ชว่ั โมง)
1. เขียนประโยคสัญลกั ษณ 1. ประโยคสัญลักษณและ 10
ระบบสมการเชิงเสน ของสมการ และอสมการ สมการ อสมการ
2. แกส มการเชิงเสน 2. สมการเชิงเสน ตวั แปรเดียว
ตวั แปรเดยี วอยางงาย
3. เขยี นสมการเชงิ เสน 3. การเขยี นสมการเชงิ เสน
ตวั แปรเดยี วจาก ตวั แปรเดียวจาก
สถานการณหรือ สถานการณหรือปญหา
ปญ หาอยางงาย
4. แกโจทยป ญหาเกีย่ วกบั 4. โจทยป ญ หาเกี่ยวกับสมการ
สมการเชิงเสน ตัวแปร เชิงเสน ตัวแปรเดยี ว
เดียวอยางงาย
5. แกอ สมการเชิงเสน 5. อสมการเชงิ เสนตวั แปรเดียว
ตัวแปรเดียว และการนําไปใช
6. เขียนกราฟแสดงความ 6. กราฟแสดงความเกย่ี วของ
เก่ยี วของระหวา งปริมาณ ระหวา งปริมาณ 2 ชุด ที่มี
2 ชุด ทมี่ ีความสัมพันธ ความสมั พันธเชงิ เสน
เชิงเสน
7. เขยี นกราฟของสมการ 7. กราฟสมการเชงิ เสน
เชงิ เสนสองตวั แปร สองตวั แปร
8. แกระบบสมการเชิงเสน 8. ระบบสมการเชิงเสนสองตัว
สองตวั แปร และนําไป แปรและการนําไปใช
ใชแ ก ปญ หาอยาง
สมเหตสุ มผล
หลกั สูตรสถานศกึ ษา หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
93
ที่ หวั เรอ่ื ง ตัวช้วี ัด เน้อื หา จํานวน
2 ความสัมพนั ธของ 1. เขียนเศษสวนใหอยูใ นรูป ความรูเกยี่ วกบั จํานวนจรงิ (ชั่วโมง)
จํานวนจริง กบั ทศนิยมซ้าํ และเขยี น จาํ นวนตรรกยะ และจาํ นวน 15
จาํ นวนตรรกยะและ ทศนยิ มซาํ้ ใหอยูในรูป อตรรกยะ 15
จํานวน อตรรกยะ เศษสวน
2. บอกจํานวนจริงท่เี ปน
ตรรกยะ และจํานวน
อตรรกยะ
3 การหาคา รากท่สี อง หาคารากท่สี อง และรากท่ี 1. การหาคา รากที่สอง
และรากทส่ี ามของ สามของจํานวนเต็ม โดยการ 2. การหาคารากทสี่ าม
จํานวนเต็ม แยกตวั ประกอบ และนําไปใช
แกโจทยป ญหา
หลกั สตู รสถานศกึ ษา หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551