ทะเบียนนวัตกรรมการศึกษา โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ที่ ชื่อ - สกุล ชื่อเรื่อง ประเภทนวัตกรรม 1. นายอัษกร ตัณฑกูล รูปแบบการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อยกระดับ คุณภาพผู้เรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียน สะเดาใหญ่ ประชาสรรค์ ด้านบริหารจัดการ 2. นางจินตนา ปราบเสียง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกม ทางวิทยาศาสตร์ ด้านสื่อและเทคโนโลยี 3. นางพิมพ์ญาดา บุดดา การจัดการเรียนการสอน Active learning โดยใช้กระบวนการ บันได 5 ขั้น (QSCCS) ด้านจัดการเรียนรู้ 4. นางสุวรรณี อะโรคา ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจไวยกรณ์และคำศัพท์กับ ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ ด้านจัดการเรียนรู้ 5. นางปัณสิภัค พันธเสน ชุดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่องความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้านสื่อและเทคโนโลยี 6. นางสาวกานต์รวีบัวแก้ว แก้ปัญหานักเรียนอ่าน – เขียนไม่คล่อง และเขียนไม่สวย ด้านจัดการเรียนรู้ 7. นางสาวเปรมชิตา สุวะพัฒน์ การพัฒนาสื่อการสอนบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษ วัสดุเหลือใช้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้านสื่อและเทคโนโลยี 8. นายเอกวัฒน์ ทาศรีภู การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้ปัญหาวิชาฟิสิกส์เรื่อง ของไหล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้านสื่อและเทคโนโลยี 9. นางสาวดวงสุดา ชูลำภู การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาของนักเรียนชั้น ม.๕ ด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์ ด้านจัดการเรียนรู้ 10. นางสาวขนิษฐา ปัญญา การจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ใน รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๒๓๑๐๒ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ อำเภอขุขันธ์จังหวัดศรีสะเกษ ด้านจัดการเรียนรู้ 11. นางสาวพรสุดา บุญเฟรือง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ด้านสื่อและเทคโนโลยี 12. นายชยภร วงษ์ปลั่ง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการงานอาชีพ เรื่อง งาน ประดิษฐ์ของใช้จากเศษวัสดุของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้านจัดการเรียนรู้ 13. นายปารย์ภูมิ โชติการ การจัดการเรียนรู้แบบ Active learning โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนแบบ นิรนัย (Deductive Method) ด้านจัดการเรียนรู้
14. ว่าที่ร้อยตรีโยธิน สีลาบา การพัฒนาสื่อการสอนบัตรสไลด์เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้านสื่อและเทคโนโลยี 15. นางสาวสุภาวดีอินแมน การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่อง จานวน อิเล็กตรอนในแต่ละ ระดับพลังงานและความพึงพอใจที่มีต่อ วิชาเคมี โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหา ความรู้7E ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้านจัดการเรียนรู้ 16. ผู้บริหาร ครูและบุคลากร ทางการศึกษา การบริหารจัดการศึกษาตามแนวคิดหลักการจุดประกาย (SPARK) ของโรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ด้านบริหารจัดการ ลงชื่อ.............................................. ลงชื่อ.................................................... (นายเอกวัฒน์ ทาศรีภู) (นางสุวรรณี อะโรคา) ผู้รับผิดชอบ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารวิชาการ ลงชื่อ................................................ (นายอัษกร ตัณฑกูล) ผู้อำนวยการโรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์
รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง รูปแบบการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ผู้จัดทำ นายอัษกร ตัณฑกูล โรเงรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ปี พ.ศ. 2564 ประเภทนวัตกรรม □ ด้านบริหารจัดการ □ ด้านหลักสูตร □ ด้านการจัดการเรียนรู้ □ ด้านสื่อและเทคโนโลยี □ ด้านวัดและประเมินผล 1. หลักการ 1.1 หลักการความต้องการจำเป็น หมายถึง การพัฒนาครูของสถานศึกษาควรมีการสำรวจ ความต้องการจำเป็น ทั้งในการกำหนดกิจกรรมการพัฒนา วิธีการดำเนินการพัฒนา การประเมินผล การ นำผลการพัฒนามาปรับปรุงแก้ไขและรายงานผลการพัฒนา 1.2 หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การมีส่วนร่วมของบุคลากรในสถานศึกษา ในการเข้ามามี ส่วนร่วมในการดำเนินการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในขั้นตอนต่าง ๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจาก หลายฝ่าย จึงอาจดําเนินงานในรูปของคณะกรรมการ ตามบทบาทหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 1.3 หลักร่วมกันรับผิดชอบ หมายถึง การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้นี้ เป็นกระบวนการ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาซึ่งเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของครูผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้อง ทุกฝ่าย 1.4 หลักการบูรณาการ หมายถึง การดำเนินงานที่มีการผสมผสานวิธีการพัฒนาครูด้านการ จัดการเรียนรู้ ได้แก่ การอบรม ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ(PLC) และการนิเทศภายใน ให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบูรณาการการดำเนินงาน อย่างเป็นขั้นเป็นตอน 1.5 หลักการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หมายถึง การดำเนินการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้นี้ เป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยดำเนินการโดยใช้วงจรคุณภาพ POSDAR เป็น กระบวนการในการพัฒนาครูมีลักษณะการพัฒนาต่อเนื่องอย่างเป็นวงจร 2. วัตถุประสงค์ เพื่อให้โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์มีกระบวนการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้
2 เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและ ความต้องการ 3. วิธีดำเนินการ องค์ประกอบหลักในการดำเนินงานของรูปแบบการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อ ยกระดับคุณภาพผู้เรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐพอเพียงโรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ เป็นการ ดำเนินงานแบบบูรณาการวิธีการพัฒนาครู 3 วิธีเข้าด้วยกันโดยใช้วงจรคุณภาพ POSDAR เป็น กระบวนการในการพัฒนาครู มีการดำเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะเตรียมการ (3.1,3.2,3.3) ระยะ ปฏิบัติการ (3.4) และ ระยะการติดตามผล (3.5,3.6) โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ ระยะเตรียมการ (Preparation) เป็นระยะที่มีความสำคัญมากในการดำเนินงานทุกอย่างต้องมีการวางแผน มีการ กำหนดเป็นกรอบด้านนโยบายขององค์กรที่ชัดเจนและต้องมีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบเพื่อให้การ ดำเนินงานนำแผนและนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ดังมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 3.1 การวางแผน (Plan : P) เป็นการเตรียมการดำเนินงานที่ผู้บริหารโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ผู้เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการ ดังนี้ 3.1.1 ศึกษาความต้องการ จำเป็นในการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์ ด้านการศึกษาคุณลักษณะผู้เรียน ด้านการกำหนดเนื้อหา ด้าน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการประเมินผล และด้านการให้ข้อมูลป้อนกลับ 3.1.2 ประชุมวางแผนพัฒนา กำหนดกลยุทธ/แผนการพัฒนา/โครงการ 3.1.3 เตรียมหลักสูตรการพัฒนา 3.1.4 กำหนดรูปแบบและกิจกรรม 3.2 การจัดองค์กร (Organization: O) เป็นการกำหนดโครงสร้างการบริหารงาน เพื่อสนับสนุนการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ โดยการจัดการบริหารงานที่เกี่ยวข้องกับการ พัฒนาครู ได้แก่ งานพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการเรียนรู้ เป็นกลุ่มงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการ พัฒนาครู ให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถ ในด้านการจัดการเรียนรู้ ทั้ง 6 ด้าน 3.3 การจัดบุคลากรปฏิบัติงาน (Staff: S) เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการในการ ดำเนินงาน โดยดำเนินการดังต่อไปนี้ 3.3.1 กำหนดบทบาทหน้าที่ ผู้บริหาร หัวหน้าวิชาการ ผู้รับผิดชอบในการ ดำเนินงานฝ่ายต่าง ๆ เช่น ผู้รับผิดชอบโครงการ/กิจกรรม ผู้ประสานงานภายในโรงเรียน ระหว่าง โรงเรียน วิทยากร ศึกษานิเทศก์ อาคารสถานที่ในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติ การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องมือในการประเมิน เป็นต้น ให้มีความพร้อมเพื่อการการดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
3 3.3.2 จัดกลุ่มครู โดยจำแนกตามความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ ด้านการ จัดการเรียนรู้ เข้ารับการพัฒนา ระยะปฏิบัติการ (Implementation) 3.4 การนำแผนสู่การปฏิบัติ (Do : D) เป็นระยะในการดำเนินงานที่ผู้บริหาร โรงเรียน ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนการปฏิบัติในการพัฒนาครูด้านการจัดการ เรียนรู้ โดยมีกระบวนการพัฒนาครู ตามขั้นตอนในการดำเนินการ ดังต่อไปนี้ดังนี้ 3.4.1 การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ให้ความรู้แก่ครู 3.4.2 การจัดกิจกรรม PLC โดยใช้เทคนิคการสนทนากลุ่ม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3.4.3 การนิเทศภายในโดยใช้เทคนิค 4C (C1 : ประสานสร้างมิตร C2 : ร่วม คิดร่วมทำ C3 : เรียนรู้ไปด้วยกัน C4 : สร้างสรรค์ผลงาน) เพื่อติดตาม ให้ความรู้ ปรับปรุงพัฒนาครู อย่างต่อเนื่อง โดยมีการบูรณาวิธีการพัฒนาครูทั้ง 3 วิธี ลงสู่การปฏิบัติในการพัฒนาครูด้านการ จัดการเรียนรู้ใน 6 ด้านดังต่อไปนี้ 1) ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์ เป็นการพัฒนาครูให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถในการระบุเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุจุดหมายในด้านความรู้ ความจำ เจตคติ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ 2) ด้านการศึกษาคุณลักษณะผู้เรียน เป็นการพัฒนาครูให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถในการวิเคราะห์ลักษณะ และความพร้อมของผู้เรียนเพื่อให้ผู้สอนเลือกเนื้อหา สื่อการสอน และวิธีการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน 3) ด้านการกำหนดเนื้อหา เป็นการพัฒนาครูให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถ ในการกำหนดสาระสำคัญในเรื่องที่สอนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมหรือจัดสถานการณ์ให้ ผู้เรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์เพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 4) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นการพัฒนาครูให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถในกระบวนการหรือเทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่ผู้สอนนำมาใช้ในการพัฒนาพฤติกรรม ความรู้ ความเข้าใจเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ 5) ด้านการประเมินผล เป็นการพัฒนาครูให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถใน กระบวนการที่ช่วยให้ครูผู้สอนได้ข้อมูลในการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึง คุณภาพของครูและผู้เรียนและเป็นข้อมูลที่จะนำไปปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้ของครูและส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดการพัฒนาในด้านการเรียนรู้
4 6) ด้านการให้ข้อมูลป้อนกลับ เป็นการพัฒนาครูให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถในกระบวนการวิเคราะห์ พิจารณา ที่ได้จากการประเมินผลในการจัดการเรียนรู้ เพื่อแก้ไข ปรับปรุง จุดอ่อน และใช้เป็นข้อมูลการพัฒนาในครั้งต่อไป ระยะการติดตามผล (Follow-up) 3.5 การติดตาม ตรวจสอบ ทบทวน ปรับปรุง ประเมินผล (Assessment: A) หมายถึง กระบวนการในติดตาม ตรวจสอบ ทบทวน ปรับปรุง และประเมินผลการดำเนินงานให้เป็นด้วย ความเรียบร้อย ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีการดำเนินการ ดังนี้ 3.5.1 การจัดกิจกรรม PLC โดยใช้เทคนิค AAR 3.5.2 นำผลมาทบทวน ไตร่ตรองผลโดยมีการนำข้อมูลป้อนกลับจากการ ดำเนินการในครั้งที่ผ่านมา มาใช้ในการจัดการดำเนินการในคราวต่อไป 3.6 การรายงานผล (Report: R) หมายถึง กระบวนการในการสรุปผล รายงานงาน ผล นำผลที่ได้มาสังเคราะห์ จัดกระทำ เพื่อให้สารสนเทศในการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้คราว ต่อไป โดยมีการดำเนินการ ดังนี้ 3.6.1 วิเคราะห์สังเคราะห์ผลการประเมิน แก้ไขปรับปรุงการพัฒนาครูใน การให้ข้อมูลป้อนกลับให้มีความสมบูรณ์ 3.6.2 สรุปผลการประเมินการพัฒนาครูในการให้ข้อมูลป้อนกลับ 3.6.3 การรายงานผลการดำเนินการให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ 4. สรุปผล ผลการประเมินรูปแบบการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนตาม หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ รูปแบบ ดังต่อไปนี้ 4.1 ประเมินความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนาครูอยู่ในระดับมาก 4.2 ประเมินความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการพัฒนาครูอยู่ในระดับมาก 5. ประโยชน์ที่ได้รับ 5.1 ครูมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 5.2 สถานศึกษาอื่น สามารถนำรูปแบบไปประยุกต์ตามบริบทและความเหมาะสมได้ 6. การเผยแพร่ (ถ้ามี)
5 7. บรรณานุกรม เกษม วัฒนชัย. (2545). การปฏิรูปการศึกษาไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน. คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน. (2545). รายงานฉบับสังเคราะห์ จากวิกฤติสู่โอกาส สิ่งที่ยังท้าทายการปฏิรูปการศึกษาของไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษา แห่งชาติ. ฉลาด จันทรสมบัติ. (2551). รูปแบบการจัดการความรู้ในการประกันคุณภาพการศึกษาคณะ ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, วารสารมนุษยศาสตร์. 15(1): 25-38. เฉลิมชัย หาญกล้า. (2543). การบริหารคุณภาพในสถานศึกษา, ในเอกสารประกอบการประชุม ทางวิชาการชมรมดุษฎีบัณฑิต ภาควิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. หน้า 62-68. กรุงเทพฯ: ภาควิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ฉวีวรรณ โยคิน. (2561). รูปแบบการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. ในวารสารวิชาการ ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มีนาคม 2561 หน้า 27 - 37. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ: สกสค. ลาดพร้าว. ชินภัทร ภูมิรัตน. (2547). การจัดการความรู้ในการจัดการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา. ทิศนา แขมมณี, และคนอื่นๆ. (2547). รายงานการวิจัยและพัฒนารูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้ ทั้งโรงเรียน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์, และคณะ. (2547). การพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ. โรงเรียนเทศบาลบ้านแมด จังหวัดมหาสารคาม. รายงานการวิจัย. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สมาน อัศวภูมิ. (2551). การบริหารการศึกษาสมัยใหม่: แนวคิด ทฤษฎี และการปฏิบัติ. (พิมพ์ ครั้งที่ 4). อุบลราชธานี: อุบลกิจออฟเซ็ต. . (2537). การพัฒนารูปแบบการบริหารการประถมศึกษาระดับจังหวัด(วิทยานิพนธ์ครุ ศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. . (2550). การใช้วิจัยพัฒนารูปแบบในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก. อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. Keeves, P. J. (1988). Model and Model Building, Educational Research, Methodology and Measurement: An International Handbook. Oxford : Pergamon.
6 Lovett, S. (2002). Teacher Learning and Development in Primary Schools : A View Gained Ghrough the National Education Monitoring Project(Doctor’s Thesis), Canterbury: University of Canterbur. 8. ภาคผนวก แผนภาพแสดงองค์ประกอบหลักของรูปแบบการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ ระยะเตรียมการ (Preparation) ระยะปฏิบัติการ (Implementation) ระยะการติดตามผล (Follow-up) 1. การวางแผน (Plan : P) - ศึกษาความต้องการ จำเป็นในการพัฒนาครู ด้านการจัดการเรียนรู้ - ประชุมวางแผน กำหนด แผนการพัฒนา/โครงการ - เตรียมหลักสูตร - กำหนดรูปแบบการพัฒนา และกิจกรรม 2. การจัดองค์กร (Organization : O) - งานพัฒนาบุคลากรด้าน การจัดการเรียนรู้ 3. การจัดบุคลากร ปฏิบัติงาน (Staff : S) - แต่งตั้งคณะกรรมการ - การกำหนดบทบาทหน้าที่ ผู้บริหาร หัวหน้าวิชาการ ผู้รับผิดชอบ และวิทยากร 4. การนำแผนสู่การปฏิบัติ (Do : D) 5. การติดตาม/ตรวจสอบ ทบทวน/ปรับปรุง/ประเมินผล (Assessment : A) - การดำเนินการ ติดตาม ตรวจสอบ ทบทวน ปรับปรุง และประเมินผล โดยใช้กิจกรรม PLC เทคนิค AAR (After Action Review) - การนิเทศภายใน 6. การรายงานผล (Report : R) - วิเคราะห์ผลการประเมิน แก้ไขปรับปรุงการพัฒนา ครูด้านการจัดการเรียนรู้ ให้มีความสมบูรณ์ต่อไป - สรุปผลการประเมินการ พัฒนาครูด้านการจัดการ เรียนรู้ - การรายงานผลและนำผล การดำเนินการมาใช้ใน คราวต่อไป กำหนดจุดประสงค์ ศึกษาคุณลักษณะผู้เรียน การกำหนดเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมินผล การให้ข้อมูลป้อนกลับ
7 รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ได้ศึกษาออกแบบตามสภาพปัญหาและความต้องการของโรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์มีกระบวนการในการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องเป็นวงจร POSDAR โดยสรุปเป็น แผนภาพได้ดังนี้ แผนภาพสรุปองค์ประกอบหลักรูปแบบการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้
รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมทางวิทยาศาสตร์ ผูจัดทํา นางจินตนา ปราบเสียง โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ป พ.ศ. 2564 ประเภทนวัตกรรม □ ด้านบริหารจัดการ □ ด้านหลักสูตร □ ด้านจัดการเรียนรู้ □ ด้านสื่อและเทคโนโลยี □ ด้านวัดและประเมินผล 1. หลักการ ในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์มีความส าคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก วิทยาศาสตร์เป็นการเรียนการสอนเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีการส ารวจ ค้นหา ทดลองและสามารถ พิสูจน์ได้จริงอีกทั้งวิทยาศาสตร์ยังมีความส าคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศที่มีการพัฒนาจะมีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษาและ เทคโนโลยีที่ทันสมัย การเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ท าให้เกิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้น ตลอดเวลา ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการ จัดการเรียนการสอนให้ทันยุคสมัย มุ่งเน้นทักษะ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และให้นักเรียนสามารถ น าไปใช้ได้จริง ซึ่งหากการจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์มีความเจริญก้าวหน้า ก็จะส่งผลดีต่อการ พัฒนาและเจริญก้าวหน้าของประเทศให้ดียิ่งขึ้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการใช้เกม วิทยาศาสตร์เป็นอีกวิชาหนึ่งที่ช่วยให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น และสนใจในการเรียนมากขึ้นเพราะเข้ม วิทยาศาสตร์จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ และฝึกฝนทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ของนักเรียนท าให้ นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข ทองชุมนุม (2552) ได้กล่าวถึงการใช้เกมเพื่อประกอบการสอนวิทยาศาสตร์ ไว้ว่า นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาเป็นวัยที่ก าลัง สนุกสนานกับการเล่นชอบแข่งขัน ทั้งในส่วนบุคคลและ หมู่คณะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นให้นักเรียนได้ใช้ความสามารถที่มีอยู่แสดงออกกึ่งเล่นกึ่ง เรียน จะก่อให้เกิดประโยชน์กับการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม ท าให้บรรยากาศการเรียน การสอนเป็นไปด้วยความสนุกสนานไม่เคร่งเครียดเกมจึงจัดเป็นสื่อประเภทหนึ่งที่สามารถใช้ประกอบการ เรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับ กุณฑรี(2552) กล่าวถึง วิธีสอนโดยการใช้เกมเป็น กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้สอนใช้เกณฑ์เป็นเครื่องมือในการ ประกอบการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนมีความ สนุกสนาน น่าเรียนน่าสนใจเป็นการส่งเสริมให้เกิดความรู้พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พัฒนา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เรียนรู้ร่วมกันกับผู้อื่นโดยมีการ ก าหนดเนื้อหาของเล่นพื้นฐานการเล่นวิธีเล่นและผลการเล่นเกมมาใช้ในการอภิปรายเพื่อหาข้อสรุป
การเรียนรู้จากความส าคัญของเกมดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจที่จะน าเกมทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการเรียน การสอน ของนักศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจ าวัน ให้เกิดการ เรียนรู้มีความสนใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างมีความสุขและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ทาง วิทยาศาสตร์โดยใช้เกมวิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้นต่อไป 2. วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องการ ใช้พลังงาน ไฟฟ้าในชีวิตประจ าวัน ร่วมกับการใช้เกมทางวิทยาศาสตร์ 3. วิธีดําเนินการ 1. จัดนักเรียนให้นั่งเป็นกลุ่ม และบอกกติกาของการเรียนการสอนก่อนที่จะจัดกิจกรรม การเรียน การสอน 2. ให้นักเรียนท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pretest) จ านวน 10 ข้อ เพื่อวัดความรู้พื้นฐาน เรื่อง การใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจ าวัน จากนั้นบันทึกคะแนนของนักเรียน ส าหรับใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป 3. ด าเนินการทดลองตามแผนการจัดการเรียนรู้ใช้วิธีการสอนโดยเสริมเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจ าวัน ตามองค์ประกอบที่ก าหนดไว้ 4. เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมให้นักเรียนท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แบบทดสอบ หลังเรียน (Posttest) ซึ่งเป็นชุดเดียวกันกับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pretest) จ านวน 10 ข้อ จากนั้นบันทึกคะแนนของนักเรียนส าหรับใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป 4. สรุปผล ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เกมทางวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีค่าเฉลี่ยด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ก่อนเรียน เท่ากับ 5.55 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.81 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หลังเรียนเท่ากับ 7.73 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.44 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 5. ประโยชน์ที่ได้รับ ด้านนักเรียน 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์สูงขึ้น ด้านครูผู้สอน 1. สามารถน ามาเป็นข้อมูลในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแสดงวิชาการเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาและ พัฒนานักศึกษา ที่ครูแต่ละคนด าเนินการว่ามีความเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร ครูผู้สอนแต่ละคนจะ
ประยุกต์น าไปเพื่อพัฒนานักเรียนของตนได้อย่างไรเป็นการสร้างสังคมทางการศึกษาและกระตุ้นให้มีการ พัฒนาผลงานทางวิชาการที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์อันมีคุณค่าของครูอย่างไม่หยุดยั้ง ท าให้วิชาชีพครูมี ภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับมากขึ้น 2. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบรรยากาศที่เอื้อต่อการจัดเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 3. ผู้สอนสามารถน าวิธีการสอนโดยใช้เกมไปประยุกต์ใช้ได้กับรายวิชาอื่นๆ 6. การเผยแพร่ - 7. บรรณานุกรม จันทิมา จันตาบุตร. 2557. งานวิจัยวิธีการสอนโดยใช้เกม.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://online.lannapoly.ac.th/Research/FileUpload/20150204_142949.pdf. สืบค้นเมื่อ วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 ทิศนา แขมมณี. 2552. ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 10.กรุงเทพ : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ดวงชีวัน กิติอาษา.2557. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเอกภพ.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :https://www.vcharkarn.com/vcafe/214699 .สืบค้นเมื่อวันที่ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563 รุ่งอรุณ กันเหตุ เปรมจิตร บุญสายและอุษาคงทอง. 2553.การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการ สอนโดยใช้. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://grad.vru.ac.th/pdf-journal/JourTs42/14- Rungarun.pdf. สืบค้นเมื่อวันที่วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563 บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2543. รวมบทความการวิจัย การวัดผลและประเมินผล. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ศรีอนันต์. บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2543. การวิจัยการวัดและประเมินผล. กรุงเทพฯ : ศรีอนันต์
ภาคผนวก
รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมทางวิทยาศาสตร์ ประเภทนวัตกรรม ด้านสื่อและเทคโนโลยี ผูจัดทํา นางจินตนา ปราบเสียง โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร การเลือกและวางแผนสร้างนวัตกรรม ศึกษา ศึกษาเทคนิค/ วางโครงเรื่อง หลักสูตร ขั้นตอนการสร้างนวัตกรรม แบ่งเนื้อหา ปรับปรุง เผยแพร่นวัตกรรม ใช้ไม่ได้ ใช้ได้ ผล หาคุณภาพ ของนวัตกรรม
รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง การจัดการเรียนการสอน Active learning โดยใช้กระบวนการบันได 5 ขั้น (QSCCS) ผู้จัดทำ นางพิมพ์ญาดา บุดดา โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ปี พ.ศ. 2564 ประเภทของนวัตกรรม ด้านจัดการเรียนรู้ ------------------------------------------------------------------------------------ 1. หลักการ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้ ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยเน้น ด้านความรู้ คุณธรรม และกระบวนการเรียนรู้ ในเรื่องสาระความรู้ให้บูรณาการความรู้และทักษะด้านต่าง ๆ ให้ เหมาะสมในแต่ละระดับการศึกษาเพื่อพัฒนาด้านความรู้เกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ สังคม (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 3), 2553) วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับทุกคน ทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือเครื่องใช้และผลผลิตต่างๆ ที่มนุษย์ได้ ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงาน เหล่านี้ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับ ความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิด สร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ ใช้ความรู้และทักษะเพื่อแก้ปัญหาหรือ พัฒนางานด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมทั้ง สามารถค้นหาข้อมูลหรือสารสนเทศ ประเมินสารสนเทศ ประยุกต์ใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณและความรู้ด้าน วิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริงอย่างสร้างสรรค์ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของ โลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (knowledge-based society) ดังนั้นทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการ พัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สามารถ นำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม ดังนั้นครูผู้สอนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชื่อมโยง ความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิดเป็น เหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะ ในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่าง เป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ (สำนักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา, 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ จึงมุ่งส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนา ความรู้แบบบูรณาการ เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ สามารถนำองค์ความรู้มาเชื่อมโยงกันในแต่ละสาระการเรียนรู้นำไปสู่การประยุกต์ใช้ได้จริง นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถสังเคราะห์องค์ความรู้ออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงมีแนวคิดในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำและการเรียนรู้ เชิงรุก (Active Learning) โดยการออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้บันได 5 ขั้น (QSCCS) ซึ่งรูปแบบการสอนดังกล่าวมีแนวทางเพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะและศักยภาพความเป็นสากลซึ่งจะ ช่วยเพิ่มพูนทักษะการศึกษา ค้นคว้า เลือกใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สามารถพัฒนาความริเริ่ม สร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) การสื่อสารและการร่วมมือ (Collaboration, Teamwork and Leadership) ทักษะด้านสารสนเทศ รู้เท่าทันสื่อ และเทคโนโลยี (Communications, Information, and Media Literacy) ซึ่งทักษะเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 ที่ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต และสามารถทำงานท่ามกลางความขาดแคลน เป็นการท้าทายความสามารถของตนเอง ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมา ก่อน นอกจากนี้นักเรียนได้นำองค์ความรู้ที่เกิดจากการศึกษา ค้นคว้าและลงพื้นที่ด้วยตนเองนั้น นำไปเผยแพร่ทั้ง ภายในและภายนอกสถานศึกษา 2. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการดำเนินงาน 2.1 จุดประสงค์ 2.1.1 เพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยใช้กระบวนการบันได 5 ขั้น (QSCCS) 2.1.2 เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการ ค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถ ตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ 2.1.3 เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล อย่างครบถ้วน และเป็นระบบ นำองค์ความรู้ที่ ได้มาสังเคราะห์เป็นนวัตกรรม 2.1.4 เพื่อให้ผู้เรียนมีความเป็นเลิศทางวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่าง สร้างสรรค์และร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก 2.1.5 เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้าเผยแพร่ในวงกว้าง ทั้งภายในสถานศึกษาและ ชุมชนภายนอก 2.2 เป้าหมาย เชิงปริมาณ 2.2.1 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 21 คน ได้ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ผ่านการลงมือ ทำและการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้กระบวนการเรียนรู้บันได 5 ขั้น (QSCCS) 2.2.2 นักเรียนได้นวัตกรรมที่ผ่านกระบวนการศึกษา ค้นคว้าของนักเรียนจำนวน 1 เรื่อง เชิงคุณภาพ 2.2.3 นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและ
สร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ 3. ขั้นตอนการดำเนินงาน 3.1 การออกแบบนวัตกรรม จากเจตนารมณ์ของโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลที่มีความมุ่งหวังและความคาดหมาย หลัก ๆ คือ ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ อันหมายถึง เป็นคนดี เป็นคนเก่ง เป็นคนที่สามารถดำรงชีวิต ได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข บนพื้นฐานของความเป็นไทย ภายใต้บริบท สังคมโลกใหม่ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพ และความสามารถในระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ การสื่อสาร เพื่อการพึ่งตนเองและเพื่อสมรรถนะ ในการแข่งขัน และโรงเรียนยกระดับคุณภาพสูงขึ้น ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพ แห่งสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (OBECQA) เป็น โรงเรียนยุคใหม่ที่จัดการศึกษาแบบองค์รวม และบูรณาการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา และการเมือง เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดย มีภาคีเครือข่ายการจัดการเรียนรู้และร่วมพัฒนากับสถานศึกษาระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับ ชาติและ นานาชาติรวมทั้งเครือข่ายสนับสนุน จากสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นศูนย์และ ร่วมเป็นเครือข่ายพัฒนา ความรู้ให้กับประชาชนในชุมชนและบุคคลทั่วไป ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงดำเนินการพัฒนาและแก้ไขปัญหาผู้เรียนโดยใช้นวัตกรรมทางการเรียนการสอน (Instructional innovation) โดยมีเป้าหมายตามหลักการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ ซึ่งต้องดำเนินการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้มีความรอบรู้ ก้าวทันโลกและการเปลี่ยนแปลง มีคุณธรรมและ จริยธรรมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับปรัชญา การศึกษา ด้านประสบการณ์นิยม(Progressivism) และทฤษฎีการเรียนรู้ ด้านการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) โดยสังเคราะห์เป็นนวัตกรรม การจัดการเรียนการสอน Active learning โดยใช้กระบวนการ บันได 5 ขั้น (QSCCS) โดยกระบวนการพัฒนานวัตกรรม/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ใช้วิธี System Approach ประกอบด้วย Input Process Output Feedback และทุกขั้นตอนจะควบคุม โดยวงจรคุณภาพ PDCA ดังแสดง ในแผนภาพดังนี้
จากกระบวนการพัฒนานวัตกรรม/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ใช้วิธี System Approach ประกอบด้วย Input Process Output Feedback และทุกขั้นตอนจะควบคุม โดยวงจรคุณภาพ PDCA ดังแสดงในภาพนั้นมี ดำเนินการ ดังนี้ 1.1) ศึกษาหลักสูตรของโรงเรียน ศึกษาเอกสารประกอบหลักสูตรและวิเคราะห์หลักสูตร 1.2) ออกแบบหน่วยการเรียนรู้และจัดทำแผนการเรียนรู้อย่างชัดเจน ซึ่งในแผนการ จัดการเรียนรู้นอกจากจะกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดแล้ว จะกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัยและด้านทักษะพิสัย 1.3) ระบุเทคนิควิธีการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ระบุใช้สื่อ/นวัตกรรมที่ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ เหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหาสาระและผู้เรียน 1.4) กำหนดวิธีการวัดและประเมินผลพร้อมเครื่องมือการวัดและประเมินผลไว้อย่างชัดเจน 1.5) จากนั้นนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ใช้สื่อ/นวัตกรรมอย่างหลากหลายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมทั้งออกแบบและสร้างเครื่องมือวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ให้ครอบคลุมตามตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรู้ ทั้งนี้ ข้าพเจ้ามีการวัดและประเมินผลในรายวิชาวิทยาศาสตร์ คือ การประเมินการปฏิบัติ (Authentic Assessment) และการประเมินสภาพจริง (Performance Assessment) โดยผ่านการปฏิบัติของผู้เรียน โดยการ วัดและประเมินผลด้วยวิธีการดังกล่าวต้องวัดและประเมินได้ครอบคลุม ครบถ้วนพฤติกรรมของผู้เรียนทั้ง 3 ด้าน ดังนี้ ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) การประเมินความรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นการให้ผู้เรียน ได้รับความรู้ ความเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ ทั้งเนื้อหาด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งความรู้ในเนื้อหาสาระนี้ สามารถประเมินโดยการใช้แบบทดสอบ ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นการประเมินการแสดงออกของผู้เรียนทั้งหมด ตลอดจน การ ทำงานร่วมกันและคุณลักษณะต่างๆ ซึ่งสามารถประเมินด้วยวิธีการสังเกตได้อย่างชัดเจน ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) การประเมินทักษะในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ตามทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะที่สำคัญของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 3.2 การดำเนินงานตามกิจกรรม ขั้นเตรียมการ (Plan) 1) ผู้สอนศึกษาเป้าหมายของการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ศึกษาหลักสูตรของโรงเรียน ศึกษา เอกสารประกอบหลักสูตรและวิเคราะห์หลักสูตร ศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะใน ศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็น ระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างหน่วยการเรียนรู้ให้
สอดคล้องกับตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ภายใต้หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2) ผู้สอนจัดทำหน่วยการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ 3) ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันสำรวจแนวคิดหลักในการจัดทำผลงงานและนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การ กำหนดหัวข้อองค์ความรู้ใหม่ที่ผู้เรียนมีความสนใจร่วมกัน ขั้นดำเนินการ (Do) การพัฒนาผลงานและนวัตกรรมของนักเรียนจากการจัดการเรียนการสอน Active learning โดยใช้ กระบวนการบันได 5 ขั้น (QSCCS) ดังนี้ ครูผู้สอนได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนบันได 5 ขั้น ซึ่งเริ่มต้นจากการตั้งคำถาม 1. การตั้งคำถาม/สมมติฐาน (Learning to Question: Q))ซึ่งในกระบวนการนี้นักเรียนฝึกการคิด วิเคราะห์ในการตั้งคำถามโดยใช้เทคนิค 5W1H มาเป็นพื้นฐานในการกำหนดปัญหาหรือความสนใจขั้นพื้นฐาน หลังจากที่กำหนดปัญหาหรือตั้งคำถามที่สนใจในการค้นคว้าหาคำตอบของความรู้แล้วนั้น เข้าสู่กระบวนการ ระดมแนวคิดร่วมกันผ่านกระบวนการทำงานเป็นกลุ่มเพื่อวางแผนเพื่อสืบค้นผ่านแหล่งเรียนรู้ หรือแหล่ง สารสนเทศต่างๆ
2. การสืบค้นความรู้และสารสนเทศ (Learning to Search :S)) ตามความถนัดของแต่ละบุคคลและ นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มและในชั้นเรียนโดยครูคอยติดตามและอำนวยความสะดวกและแนะแนวทาง ให้นักเรียนเกิดแนวคิดเพิ่มเติมด้วยตัวของนักเรียนเองในการค้นคว้าหาความรู้ และสรุปองค์ความรู้ที่ได้ด้วย ตนเอง 3.การสร้างองค์ความรู้(Learning to Construct :C))ตามแนวทางที่ตนเองสนใจ จากนั้นนำมานำเสนอ ด้วยรูปแบบและวิธีการต่างด้วยเทคโนโลยี 4. การสื่อสารและนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Learning to Communicate: C)) เช่น PowerPoint แผ่นพับสรุปความรู้ mind mapping ตัดต่อVDO ซึ่งต้องเน้นให้ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมและสามารถสื่อสาร ขยายความได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่อ่านเอกสารหน้าชั้นเรียนและไม่เน้นการทำรายงานทำรูปเล่มซึ่งเน้นเชิงปริมาณแต่ ขาดคุณภาพทางวิชาการ มีการอ้างอิงแหล่งที่มาได้ถูกต้อง โดยหลังจากที่นักเรียนแต่ละกลุ่มได้นำเสนอเสร็จสิ้น ในชั้นเรียนแล้ว ครูผู้สอนจะทำหน้าที่คอย Coaching & Mentoring ซึ่งในการ Coaching & Mentoring ครูผู้สอนจะทำในทุกขั้นตอนของกระบวนการบันได 5 ขั้น เพื่อฝึกการคิดให้กับนักเรียน ซึ่งในขั้นนี้ครูจะสะท้อน ผลการเรียนรู้ทันทีหลังจากที่นำเสนอให้เห็นจุดเด่นจุดด้อย และเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันเพื่อนำไปปรับปรุง และพัฒนางานของตนเองต่อไปให้ดีขึ้น ซึ่งจะเห็นลำดับพัฒนาการการเรียนรู้ของนักเรียนในการคิดแก้ปัญหาและ พัฒนางานของตนเองอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ดำเนินการนำเสนองานใหม่ เมื่อครูผู้สอนเห็นว่านักเรียนมีความพร้อม และชิ้นงานที่ได้ศึกษามาความสมบูรณ์เหมาะสมแล้วจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้นำความรู้ของตนเองไปเสนอต่อ สาธารณะ 5. การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Learning to Serve :S))หรือในเวทีต่างๆ ต่อไป เช่น กิจกรรม หน้าเสาธง ช่วงพักกลางวัน เสียงตามสาย การเผยแพร่ในเว็บไซต์ หรือลง social media งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ การจัดค่ายอัจฉริยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ขั้นตรวจสอบและประเมินผลการพัฒนางาน (Check) 1) ผู้เรียนมีความตื่นตัวในการเข้าร่วมกิจกรรม มีการค้นคว้าข้อมูลจากหลายแหล่งเรียนรู้ และมีการ ปรับปรุงเป็นระยะ โดยมีผู้สอนทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงและพัฒนางาน 2) เมื่อผู้เรียนจัดทำนวัตกรรม แล้ว ผู้สอนทำหน้าที่ตรวจสอบ และเสนอแนะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับ ผู้เรียน ขั้นสรุปและรายงาน (Action) 1) Reflection หรือถอดบทเรียน เป็นขั้นตอนการนำเสนอผลงานของนักเขียนในแต่ละกลุ่มเพื่อให้เกิด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างกลุ่ม นอกจากนี้มีกระบวนการการถอดบทเรียนจากการทำผลงานหรือ นวัตกรรมของตนเองว่านักเรียนเรียนรู้อะไร ได้อะไรจากการทำผลงานหรือนวัตกรรมในครั้งนี้ เพื่อเป็นการ ทบทวนกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมาตลอดทั้งหน่วยการเรียนรู้ที่ผ่านมา หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น กระบวนการตกผลึกทางความคิด เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่ได้รับกับการนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยมี ผู้สอนทำหน้าที่ให้คำชี้แนะอย่างใกล้ชิด
2) ผู้สอนนำเสนอนวัตกรรมที่ผู้เรียนร่วมกันสร้างองค์ความรู้ครั้งนี้เผยแพร่ทั้งภายใสถานศึกษา และภายนอกสถานศึกษา ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ 3.3 ประสิทธิภาพของการดำเนินงาน ขั้นตอนในการพัฒนาผลงานหรือนวัตกรรมของนักเรียนโดยใช้กระบวนการบันได 5 ขั้น (QSCCS) พบว่า นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลาย และประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ สามารถนำวิธีการเรียนรู้ ที่ใช้กระบวนการบันได 5 ขั้น (QSCCS) ในการ ดำเนินงานไปใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษา และใช้เป็นแนวทางการพัฒนา หรือ เป็นฐานข้อมูลสำหรับ การศึกษาเพิ่มเติมที่จะนำไปสู่การพัฒนา การต่อยอด การแสวงหาองค์ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง 3.4 การใช้ทรัพยากร การพัฒนาผลงานและนวัตกรรมของนักเรียนผ่านการดำเนินการตามกระบวนการบันได 5 ขั้น (QSCCS) ได้เน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วย กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและ ประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ ซึ่งต้องอาศัยจากแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายและเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่อยู่ใน ท้องถิ่น เพื่อให้การสืบค้นข้อมูลและนำข้อมูลมาใช้สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ นั้นมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ จึงมีการ ใช้ทรัพยากรในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้ 3.4.1 ผู้เรียนและผู้สอนระดมความคิด เพื่อระบุแหล่งเรียนรู้ที่สามารถสืบค้นหาข้อมูลมาจัดทำผลงาน และนวัตกรรมของตนเองได้อย่างถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ เช่น ห้องสมุดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ห้องสมุดโรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และข้อมูลในระบบอินเตอร์เน็ต 3.4.2 กระบวนการสืบค้นข้อมูลและเขียนบทความ มีการใช้ทรัพยากร เช่น กระดาษ A4 กระดาษฟลิบ ชาร์จ ปากกาเคมี เพื่อใช้ในการจดบันทึกข้อมูล แล้วนำไปจัดพิมพ์โดยคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูลเป็นสารสนเทศ 3.4.3 การลงพื้นที่สืบค้นข้อมูล ได้รับการอำนวยความสะดวกจากผู้ปกครองของนักเรียนซึ่งเป็นคนใน ท้องถิ่น ทำให้นักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้ 3.4.4 การจัดตีพิมพ์ผลงานและนวัตกรรมที่ได้ดำเนินการศึกษา ผ่านโรงพิมพ์โดยใช้ป้ายไวนิล หรือ กระดาษอาร์ตมัน ในรูปแบบโปสเตอร์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับงานนำเสนอ 3.4.5 การเผยแพร่ผลงานและนวัตกรรมที่ได้ดำเนินการศึกษา ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตาม ศักยภาพและความสนใจของนักเรียนเอง 4. ผลการดำเนินงาน/ประโยชน์ที่ได้รับ/สรุปผล 4.1 ผลที่เกิดตามจุดประสงค์ 4.1.1 นักเรียนมีคุณภาพเทียบเคียงมาตรฐานสากล โดยใช้กระบวนการบันได 5 ขั้น (QSCCS) 4.1.2 นักเรียนได้พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้า และสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ
โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ 4.1.3 นักเรียนสามารถ รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล อย่างครบถ้วน และเป็นระบบ นำองค์ความรู้ที่ได้มา สังเคราะห์เป็นนวัตกรรม 4.1.4 นักเรียนเรียนมีความเป็นเลิศทางวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่าง สร้างสรรค์และร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก 4.1.5 นักเรียนสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้าเผยแพร่ในวงกว้าง ทั้งภายใน สถานศึกษาและชุมชนภายนอก 4.2 ผลสัมฤทธิ์ของงาน ผลการดำเนินงานการจัดการเรียนการสอน Active learning โดยใช้กระบวนการบันได 5 ขั้น (QSCCS) พบว่าผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิด แก้ปัญหา ค้นคว้าและคัดเลือกข้อมูลหรือองค์ความรู้เป็นทักษะการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 สามารถค้นคว้าและ สร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ ซึ่งทักษะเหล่านี้จะติดตัวผู้เรียนไปตลอด และผู้เรียนสามารถ จัดทำผลงานซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญซึ่งเป็นผลสรุปของการออกแบบการจัดการเรียนรู้ และสามารถนำนวัตกรรม มาศึกษาหาความรู้ และนำสู่การเผยแพร่ให้กว้างขวางมากขึ้น 4.3 ประโยชน์ที่ได้รับ 4.3.1 นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและ สร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ การคิดแก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ 4.3.2 ผู้เรียนมีความตระหนักในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้การพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง เกิด ความรักชุมชนบ้านเกิดและรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนของตนเอง (Sense of Belonging) ได้เรียนรู้ร่วมกันในเรื่องที่ เกี่ยวกับท้องถิ่น และรู้จักจังหวัดชัยภูมิซึ่งเป็นชุมชนของนักเรียนในหลากหลายแง่มุมมากยิ่งขึ้นในการคิด แก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบแทนสังคมที่ตนเองดำรงชีวิตอยู่ 4.3.3 ผู้เรียนสามารถเปลี่ยนจากผู้รับองค์ความรู้มาเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ และเผยแพร่องค์ความรู้ ที่เกิด จากการศึกษา ค้นคว้าให้เกิดประโยชน์กับชุมชนท้องถิ่นของตนเอง 5. ประโยชน์ที่ได้รับ 5.1 การระบุข้อมูลที่ได้รับจากการผลิตและการนำผลงานไปใช้ 1) นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและ สร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ การคิดแก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ 2) ผู้เรียนทราบวิธีการค้นคว้าและคัดเลือกข้อมูลหรือองค์ความรู้ได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ 3) ผู้เรียนมีความภาคภูมิใจในผลงานหรือนวัตกรรมของตนเอง
4) ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันในเรื่องที่เกี่ยวกับการนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ไปพัฒนาท้องถิ่น และ รู้จักจังหวัดชัยภูมิซึ่งเป็นชุมชนของนักเรียนในหลากหลายแง่มุมมากยิ่งขึ้น สนองตอบหลักสูตรสถานศึกษา และ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 5.2 ข้อเสนอแนะ ข้อควรระวัง 1) ผู้เรียนขาดประสบการณ์และทักษะในการค้นคว้า เลือกใช้และรวบรวมข้อมูล การจัดทำผลงานหรือ นวัตกรรมครั้งนี้ ผู้สอนจำเป็นต้องดูแล ให้คำแนะนำในลักษณะของผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และ ผู้ให้คำแนะนำ (Coach) อย่างใกล้ชิด พร้อมช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการ ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น 2) ผู้สอนต้องวางแผนการจัดทำผลงานหรือนวัตกรรมของนักเรียนให้มีความชัดเจน รัดกุม เพื่อให้การ ดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ 5.3 แนวทางในการพัฒนานวัตกรรมเพิ่มเติม 1) การพัฒนาผลงานหรือนวัตกรรมของนักเรียนด้วยการจัดการเรียนการสอน Active learning โดยใช้ กระบวนการบันได 5 ขั้น (QSCCS)ควรจัดทำในรูปแบบของสื่อออนไลน์ เช่น E-book เพื่อให้สามารถมีผู้เข้าถึง องค์ความรู้ที่นักเรียนได้ศึกษา ค้นคว้าและเรียบเรียงอย่างเป็นระบบได้จำนวนมากและวงกว้างยิ่งขึ้น หรือเข้าถึง โดยการสแกน QR code 2) การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้กับผลงานหรือนวัตกรรมของนักเรียนมากขึ้น เช่น การ ใช้ AR Augmented Reality เป็นเทคโนโลยีที่นำภาพเสมือน ที่เป็นรูปแบบ 3 มิติ จำลองเข้าสู่ โลกจริง ผ่านกล้อง จะทำให้ผลงานหรือนวัตกรรมของนักเรียนมีความน่าสนใจและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านได้มากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการพัฒนาการศึกษาในยุคไทยแลนด์ 4.0 3) การกำหนดประเด็นที่จะศึกษา ค้นคว้า ให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาองค์ ความรู้อย่างละเอียดและลึกซึ้ง เช่น การศึกษาประวัติของผ้าไหมชัยภูมิ การศึกษาการทำหม่ำของดีเมืองชัยภูมิ เป็นต้น 6. การเผยแพร่ - 7. บรรณานุกรรม กรมวิชาการ. กระทรวงศึกษาธิการ. การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์ตามหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,2538. กระทรวงศึกษาธิการ. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม . (ฉบับที่2) โกวิทประวาลพฤกษ์(2546). การเรียนรู้มาตรฐานคุณภาพและการประเมินแท้. กรุงเทพมหานคร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ
คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน. คู่มือครูแนวการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. แบบฝึกการเขียนรายงานพัฒนานวัตกรรม.กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนากลยุทธ์ แดนสวรรค์ สุดทน. ความรู้และทักษะสำหรับครู-อาจารย์ที่จัดการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง. ในแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง กรุงเทพมหานคร : หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 10, 2539. ทิศนา แขมมณี.(2543).การจัดการเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นสำคัญ โมเดล ซิปปา.พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ชนารักษ์. ทิศนาแขมมณี. (2551). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เทอดชัย บัวผาย. การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ธนบุรี: โรงพิมพ์บรรหาร,2524 บุญเกื้อ ควรหาเวช (2542). นวัตกรรมการศึกษานนทบุรีกรุงเทพมหานครภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา. คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ล้วนสายยศและอังคนาสายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยเพื่อการศึกษา.พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น.และวิธีคิดแบบฉลาด,2550. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2546).การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
Flowchart /Model ชื่อเรื่อง การจัดการเรียนการสอน Active learning โดยใช้กระบวนการบันได 5 ขั้น (QSCCS) ประเภทนวัตกรรม ด้าน การจัดการเรียนรู้ ผู้จัดทำ นางพิมพ์ญาดา บุดดา โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร
tar5a{ r,tca?l,t ,u I:.:rEsu U Y'|.fi. qd u?9rfl::3.tf't'r5flnu't n : r r #lr vl''u ii : v u'i x n': rtr rEir"L q h u r n : cri u n y rir fr 'lq d riu n r r u a .rlr r : n 6',) I tunl:01un]ul0inq19 utar::fi ovl:nr au"Lra4jrJ:vma::ri ,Z503 rj:srnuuinn::u n 6'rur..r3yr:6'flnr: n siruu#nagi: 9l v.isrd fl fl luaotravryrFr Lu Lna f-'7{ w u IYJ arue0fl1iL:u1r: U n frrur-pruavr]:vffiuzun 1. ua-nnr: ti'lrGuunl:a0un1B'lri1rt.J:vtvn"Lut]:vrv]fllvu"Lur3onriu i{iurru'lnr:aourfiont: J a^oar: (Communicative Approach) fitqruiufll:fiil{rtavnr:lt'zuurf'argv 4 riru fiulun-': ri'uEuu !s {itt6'urri fi'nryvnr:flr fln d'rulrnvrfiruu rfiol:v1u%flunr:fioar: fir"Lunr:uiuunl:fiou t, vA - dd v u 6v u Z u -i a t u rlunrtrfr3osfr'v,ryifinmua'ufiuor1rfrnrsvrr 4 6ru nr:fiqv,.Euufnrurdlnqr*16'6riu rinriuufr irirfr'vrvlrL'rnuavqirl6'rlriu arur:nrirtdh?lriodrrnnfr'ortiorLiSuuteifi uonsrndr{',r-*r4',;ufi !t nrrrur{rfrcyuavn'lrld'rfr'u$rilar{orffunr:rXr r'}'t:y;{fluaynr:ifielu6'rer"Lufrrunr:rl.iuaufl''i:tro $r rit7nriuukiuir"Lontiuvll"lufl0.iri'lfiv{d fiov,il.ri:-iiuior q''ulsnrtrhilei tdrirfionrtl.rynurir"[ri' Js, nt:floar:Lrtl:varzuadt*t eiru"Lu6'runr:rf,auriu rTflGuusvrfiuuauflFlrirtrianfr'ol urayrfrau s triidlsnrrilciniqu nrimfiofr,tiniSuuhifinnrluiludr viohifinrrlrYrfiurrYrrirniyrdud'ninGau d o *vaY u ovtEuunrur"lrfkififrtnr:fit n1:v,ro n1:€i1u Lrnvn'rrrfiuuldarn frrrinGaunulefifi'Brurnr: ! vxnrrgrErirfr'susjrdn 60f,fr'r,w{rrn norvrrvfli{tLrorsru fitt'}:fldlrirfr'nrililleiadrsnnfror u < Z' u E) a J -i y A d ullL:tJuFluuuautt''rLafi'l'rl.rr]filr0.1fil.J0u tLnvSi{Lt?fra0:]aua1}]'r:flfi0f]?1}.J14tnu usottaa.iFt?'t:.J v q yyA flo{nr:to{elut1,1zuoutd{e16'rirtu U! n1:aourila"?\fifinrrusr'rr{Ju:rrn"Lunr:uEuuinr:sr rfl:ry rirfr'r rdqvr{luoqtEilfr'u"tunr:fi'elu'rvr-nuunrryis nr:{1{ n1:d'luLraynlTrfiuu yrvrdr{Juru:rv t! d d, ' -i c s y A a, X < .jya o y alqvIvltlju14ulu14u{[uta:{a:1.:?0{flt:srvrtrjuvru6lul]0{fl'riLiuualrsr vtri15uuovrj'l}.nfi5'l{ r{lu':6 rator.l:vIontufl1:ilaut0rfiau uasnr:fl.lraiociru#u r{rfr'nvlosr{Judrurl:vfloulro.1 v ioi ?on?''r:.rilaofi1T z. israrl:sarri - J ,d d d ,a v d v y4 r < u 4 1. Lv!0tU:u1rtvuun1:t:uu;r]'1flr\vrrl'ru10{nquflorzu15uu nourSrjurLasua{Filuatn 6ty 6 | n1: t$tnil Ft1Fl 1,1y]!: y n 0! n 1 :a0u
z. ufiofinrgrnml6nufiutotrinuiuurfiuliYrnrr"t{rnril:ynarnr:aounr:rtuuYrird'uli'r,r#r ! n1:a0u ^6do J.l5FnLUUfll: hu o - - X ti'l a u a r tuu n'l : fi]'t x.l fl : y 1.] ? u n 1 :'t a u ft.i lJ U 3.1 rcLrrarosnr:i{'u ^^.-4--3.. j ' :. z rn5 o r il a ua u il 1 i a 5'r,1 uni o.: fl o fl d"Lu n 1 :i i'rr 3.3 nr:rfi l:?l-J:?:l{otin! 3.4 n r : {'nn:ylir lra y nr :i rn:ry:,iriola 4. a:rjzun rrnnr:finurfrunirnr:1{rnrLr{rfr'ln4nruro'rnqurJ:vnor.lnr:fi0u fi-u.Jr:aa:tJsr{d zunnr:lrJiuutfiuunr:tEuufrirfr'udarwrdrnqr*ro.r{riuuriouliou,Yuru-oGour.,n n r :1{r n r.r rir fr'lr dr..l : y n o u n r : a o uil T1 n fl r.i a 6'.r fi 4.t fniiuufizunnr:lSauirirfr'u,,i'nrrgro-rnqu:,ra-rnr:rtuuarn'irriouriuuodxfl u o u -^.j fu;ir ri'rgvr r'la fr fr fr : y n1r.; o.os no"Y.'l r" .j .+.2 untSuuiln?'ltttoutn-u'liYrtnr1pru:r:riu:vd'l:rrn loufin'lrlrlouLntttpiayLnt fi n:drr.:rtririTUn t-9 o! n r:fi ou"lu:yd'ur:r nfi llrrnfi an < riu v5. U:uLuluyttFt:11 nr:d'prfren::ilnt:L;Bun1:aaurirffur,{Iriul{rnlr.i:yfl0L.rnr:Liuunr:aou r"nurrirLi'rinriuu 4 r _ 3,4,S rl , .i 4 o il d t 6) I q { d L:uuCIul{auriaulu n:sifil0:0:uLiltu014u'lunofir:t5uu r{rrtnya':uLurgoroulutfrollruvrriuurtny -9- 9/ + iav j- < . J dr il r q'fl fr q n : : il fr fr d'n uru u yl u n t: u u fir 0 ( rn a a ut14 ? rra y o o n dr d,i fl r utl 6'.: u 6. l::rurun:u u< nlraimu udra':::ru. (zsarl. irtivrurnr:finul. fildrri.rfi 2. n?{r?ly,{-t , I:rfrudni:r"ilr. fiu u r q'l :: cu rrfi .:. (2540). i milr s rvr-rltj. fl ?.r tvl il.1 : tir 1 I ar du. It nfruor ru!'lt. (zs+s). nrr&ra-ilr(u6:vra'irqnrrllinrrr:rurir"lohurn:airuavr{rfr'vn{ritr U Pl?'rilfiru1Tn"Lunr: - u d Y - ^-.4--.-3r.e 3 a t d o'lut11E1o{nqul0nuflt:uutu}]6uxiflnu1lJvr 3. iyaruyluo n.il. flt.tt1llr't :sfi"]fl{arifU uu'rilrur#s. riruuanar: trrg'ffu n51aarrryt:. (zs+rtfr'nrcvttaulvnfrFrnl:flau. nr{lvlvrr :1:.ifiildfrfr'nddnrc:. nia tr:rlntrj *av ri:-rud ririqt . (zsqz).inivrurri':lr-t. rivrriorfi : anrriu:rrdg. fftUryt !ilt'lL'1ff LtavnturalTtilurivrara'urouuriu. (zs+r;. iEriuarrdar6'u. rjou[riu : a1o i sli vr €J ri il Ei r n r : n ru y fr n ur n r a n i :i r,r ri yi r r #r.u a u uri u
afi n : n m n r z . (zsqi. n r : udu tn:oirl#rin it uufi d':ui: :J"Lu fr q n::ufi q-ndu. n r.i t?r?r -1 : 9Ca da {Hra{ fiT[u].r141'lyru1afl . fl r uLofl alT - iso flnur qvrBIuE. (zsaol. LnililiunaunlTaou€jru{trrl:vnilfinur. n!{ryrv{-i : 1:rfrrr,{rr:anr" 19 r.l:rTrLvrd !ry\eri.(zsarl. urJBur.lrfialr.ra#uqrBuur.r.tu.ruu"Lunr:,,{rn1ra:innri"'t nr19'')dnfiquaCI{ 9t rinriaurYurj:vnrfinrgrtJfi o:vuixnr:aouulrul{rnluayuuutlnfr"Lul:r1:rriau l:va:"rfrnt+r #tfinairrln.rrunr:finurt-tr.riprurr:rtio::rr'r11. riBrururfir,tud nrr.l. $aut : rirrrfrn ivrur'fru ruriuurdanBun3uvi:i1:er ul.l!!fiu. riraronar:. I tJ:vuolt qiar6. (zs:s;. frtn::utunvf;onr:aouitrnrurdrnrps:ufr'u,J:yntfinur. nr{Lyry,{'1 : afild{nrfiiiluriilur#s. d'lu arssrt *asd.inrur a"ruufl. (zs:et. iynfrnrnr:i{'uur.:nr:finur. frldn:ifi s. fli.11?11,,r-r. afrn: ncurn:. tzsqt).nr:nJieruufiuuzua#lquduxnr:rtauLraun'niln.i?1ulunr:rEeruiro.: unt:uulJull:vnrrtnurtlfi r frriuunefrnnragri Tnanr:aauuulrciur]urEuuflunr:aourjnfr.rlieucur AddU U14lU6 fl fl .:.J. tA! : : UfUd/lfl'lyl U'lA Uilfi 'l?14U 1A UU :y,t']. Dale, Edgar and others. (1999). Techniques ofTeaching Vocabulary. Rotlrerham: Field Educationat Publlcation lncorporated. Dickerson, Dolorces Powley. (19/6, ApriL). "A Comparison of the Use of the Active Games Learning Medium with Pasive Games and iraditionai Activities as a illeans of Reinforcing Recognition of Setected Sight Vocabulary Words with N'lid-Year Fish Grade Children with Limited Sight Vocabutary," Dissertation Abstracts lnternational. 36 (10) : 6456-4 7. nlnr{u]fl - },1finr:a:ilt{Ju Flowchart vio llodel fl0.1u']-fln::il qiruru t ra#'r (s]r:.iirulylairi*airr{Ju) - fl']l,{nan:5}] -0u'l
ruuuvioiu Flovychart / Iilodel ddiv, sar;o.r e?1udildud:yu'irlnrT ur{r"Lat':srn:niuasr{rfrv{dfi'un:1ild't}J't:o '[unr:cjrun1u16'{nqu r.J:vrRvruimn::u dru{'qnr:rEuuff q, rid'flrir uxa':::fi osT:n'r gt 1:{l3uu avror"lraqirJ:crra::ri vvouX a'.r rifl 6i'l{n.: r u rs fl fr ufi nr :Fin s'uYo'uil fi n uT flEas rnu uTao : od f,1r:o
รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง ชุดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่องความน่าจะเป็น ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้จัดท า นางปัณสิภัค พันธเสน ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูช านาญการพิเศษ โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ปี พ.ศ. 2564 ประเภทนวัตกรรม ด้านบริหารจัดการ ด้านหลักสูตร ด้านจัดการเรียนรู / ด้านสื่อและเทคโนโลยี ด้านวัดและประเมินผล 1. หลักการ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กล่าวถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับ ความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน โดยค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นฝึกฝนทักษะส าคัญ คือ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา การ จัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ โดยจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ท าได้ คิดเป็นท าเป็น ใฝ่เรียนใฝ่รู้อย่างต่อเนื่องสม่ าเสมอ จึงเป็นภาระงานที่ส าคัญยิ่ง และมี คุณค่าต่อความเป็นครูมืออาชีพในยุคของการปฏิรูปการเรียนรู้ การสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดเป็น จุดมุ่งหมายส าคัญของการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะความคิดอย่างมีจุดมุ่งหมาย ช่วยให้ผู้เรียนตัดสินใจหรือแก้ปัญหาได้ อย่างมีคุณภาพ และเป็นเครื่องมือส าหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะในยุคที่โลกก าลังเจริญก้าวหน้า สภาพสังคมและเศรษฐกิจเปลี่ยนไป เป็นสังคมแห่งการพัฒนา ข่าวสารข้อมูล ความสามารถในการคิด ส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝน ในสถานการณ์ที่ เหมาะสม โดยเริ่มจากความสามารถพื้นฐานในการคิดที่เรียกว่า ทักษะการคิด แล้วเพิ่มความซับซ้อนขึ้นโดย การฝึกลักษณะการคิดและกระบวนการคิดตามล าดับ เทคนิคการเรียนรู้แบบKWDL การเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL เป็นเทคนิคการเรียนรู้ที่พัฒนามาจาก KWLของโอเกิล(Ogle 1986) ที่ต้องอาศัยทักษะการอ่านเป็นฐาน นั่นคือนักเรียนมีความสามารถในการอ่านก่อนที่จะสามารถพัฒนาทักษะ การอ่านมากขึ้น การสอนด้วยเทคนิค KWDL มีขั้นตอนด าเนินการเช่นเดียวกับ เทคนิคการสอนแบบ KWL แต่ จะเพิ่ม Dในขั้นตอนที่ 3 จากเดิม 3 ขั้นตอนมาเป็น 4 ขั้นตอน เพื่อให้เหมาะสมในการใช้แก้ปัญหาโจทย์ คณิตศาสตร์ เทคนิค KWDL แบ่งเป็น 4ขั้นตอน ดังนี้ K: เรารู้อะไร (what we know) โจทย์บอกอะไรเราบ้าง W: เราต้องการรู้ / ต้องการทนราบอะไร (what we want to know) โจทย์ให้ / บอกอะไรบ้าง D: เราท าอะไร/อย่างไร (what we do) เรามีวิธีการหาค าตอบอย่างไร L: เราเรียนรู้อะไรจากขั้นตอนที่ 3 (what we learned) วิธีการศึกษาค าตอบและการคิดค านวณ ประโยชน์ ในการเรียนรู้ด้วยเทคนิคKWDL ช่วยให้นักเรียนคิดแก้โจทย์ปัญหาระคนอย่างมีแบบแผน และ เป็นฝึก กระบวนการคิดวิเคราะห์โจทย์เป็นขั้นตอนเพื่อน าไปสู่การคิดในการหาค าตอบให้กับโจทย์ที่เปรียบเสมือนการ ขึ้นบันไดที่ต้องเริ่มจากขั้นที่ 1 ก่อน ขึ้นไปสู่บันไดขั้นต่อไป ซึ่งจะข้ามขั้นใดขั้นหนึ่งไปไม่ได้ และเมื่อเรียนเสร็จ
แล้ว ผลที่เกิดขึ้นคือ ก่อให้เกิดความเข้าใจคงทนเกี่ยวกับการแก้โจทย์ปัญหาระคนที่ติดตัวนักเรียนไปตลอด ชีวิต คณิตศาสตร์มีบทบาทส าคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ ท าให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิด อย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ช่วยให้ คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหาและน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ คณิตศาสตร์จึงมี ประโยชน์ต่อการด าเนินชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ : ๑) ด้วยภารกิจหลักที่ผู้รายงานรับผิดชอบคือการจัดกระบวนการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน4 (ค32102) ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือคุณภาพนักเรียน ที่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่มีลักษณะเก่ง ดี มีสุข ดังนั้นผู้รายงาน จึงมีแนวคิดที่จะหาวิธีพัฒนาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาความเก่งหรือสติปัญญาหรือด้านทักษะ กระบวนการคิดที่ยังมีปัญหาอยู่มากมาย ดังนั้นผู้รายงานจึงคิดค้นนวัตกรรมคือ ชุดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค K-WD-L เรื่องความน่าจะเป็น ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าและฝึก ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ คือ ๑) ทักษะการสื่อสาร ๒) ทักษะขั้นพื้นฐานทั่วไป ๓) ทักษะการแก้ปัญหา ๔) ทักษะการคิดขั้นสูง ไว้ใช้สอนนักเรียนในรายวิชาดังกล่าว เพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และ สามารถคิดงานได้อย่างสร้างสรรค์ 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างชุดการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน4 (ค32102) 2. เพื่อพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียน 3. เพื่อให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ผ่านเกณฑ์ที่สถานศึกษาก าหนด 3. วิธีด าเนินการ ในการพัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่องความน่าจะเป็น ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์มีวิธีด าเนินการสรางเครื่องมือเพื่อใชในการรวบรวมขอมูล ตามขั้นตอนดังนี้ 1. การสรางชุดการเรียนรู้ ไดด าเนินการสรางและหาคุณภาพตามขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรและเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการจัดการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 1.2 วิเคราะหหลักสูตร และศึกษาแนวการสอนวิชาคณิตศาสตรเพื่อสรางเปนชุดการเรียนรู้ 1.3 ศึกษาเทคนิค ขั้นตอนวิธีการสรางชุดการเรียนรู้ขั้นตอนการหาประสิทธิภาพของ นวัตกรรม จากเอกสาร และผูเชี่ยวชาญ 1.4 วางโครงเรื่องที่เขียนโดยยึดเนื้อหาในหลักสูตรเปนหลัก แบงเนื้อหาออกเปนเรื่องยอยๆ จ านวน 2 เรื่อง ไดแก ชุดการเรียนรู้ชุดที่ 1 เรื่อง การทดลองสุ่มและเหตุการณ์ ชุดการเรียนรู้ชุดที่ 2 เรื่อง ความน่าจะเป็น 1.5 ก าหนดจุดประสงคการเรียนรูของชุดการเรียนรู้แตละเรื่อง
1.6 สรางชุดการเรียนรู้จ านวน 2 เรื่อง ใหครอบคลุมเนื้อหา และจุดประสงคการเรียนรู โดยเรียงล าดับจากงายไปหายาก 1.7 น าชุดการเรียนรู้ที่สรางขึ้นไปใหผูเชี่ยวชาญไดตรวจสอบความถูกตองดานการใชภาษา เวลา รูปแบบ และความสอดคลองของเนื้อหากับจุดประสงคการเรียนรูความเหมาะสมกับสภาพของผูเรียน และความเหมาะสมอื่น ๆ เพื่อน ามาปรับปรุงแกไข ในการประเมินความเหมาะสมของชุดการเรียนรู้ผูรายงานใชแบบประเมินแบบมาตราสวน ประมาณคา (Rating Scale) ตามวิธีของ Liker แบงเปน 5 ระดับ ก าหนดเกณฑในการใหน้ าหนักคะแนน ดังนี้ มีความเหมาะสมอยูในระดับมากที่สุด มีคาคะแนนเทากับ 5 มีความเหมาะสมอยูในระดับมาก มีคาคะแนนเทากับ 4 มีความเหมาะสมอยูในระดับปานกลาง มีคาคะแนนเทากับ 3 มีความเหมาะสมอยูในระดับนอย มีคาคะแนนเทากับ 2 มีความเหมาะสมอยูในระดับนอยที่สุด มีคาคะแนนเทากับ 1 จากนั้นน าผลการตอบแตละขอความมารวมกันเปนคะแนนรวม แลวค านวณคาเฉลี่ยคะแนนซึ่งจะได คะแนนระหวาง 1.00 – 5.00 แลวแปลความหมาย ดังนี้ คาเฉลี่ย ความหมาย 4.51 - 5.00 มีความเหมาะสมอยูในระดับมากที่สุด 3.51 - 4.50 มีความเหมาะสมอยูในระดับมาก 2.51 - 3.50 มีความเหมาะสมอยูในระดับปานกลาง 1.51 - 2.50 มีความเหมาะสมอยูในระดับนอย 1.00 - 1.50 มีความเหมาะสมในระดับนอยที่สุด โดยตั้งเกณฑคาเฉลี่ยที่ถือวาผานเกณฑไวตั้งแตคาเฉลี่ย 3.51ขึ้นไป ผลการประเมิน ความเหมาะสม ของชุดการเรียนรู้โดยภาพรวมอยูในระดับมาก ( ̅ ) ซึ่งผานเกณฑการประเมินที่ตั้งไว 1.8 น าชุดการเรียนรู้มาปรับปรุงแกไขตามขอเสนอแนะของผูเชี่ยวชาญ 1.9 น าชุดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแกไขแลว ไปทดลองใชกับนักเรียนแบบหนึ่งตอหนึ่ง (1:1) กับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ซึ่งได้เรียนผ่านมาแล้วในปีการศึกษา 2562 ที่ไมใชกลุมตัวอยาง จ านวน 3 คน โดยการสุมอยางงายเปนนักเรียนที่เรียนออน ปานกลาง และเกง อยางละ 1 คน และท าการทดลองครั้งละ 1 คน โดยเรียงจากนักเรียนที่เรียนออน ปานกลาง และเกงแลวน าผลมาวิเคราะหหาประสิทธิภาพ 1.10 น าชุดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแกไขแลวไปทดลองใชกับนักเรียนกลุมเล็ก แบบหนึ่งตอสิบ (1 : 10) ที่ไมใชกลุมตัวอยาง จ านวน 10 คน แลวน าผลมาวิเคราะหหาประสิทธิภาพ 1.11 น าชุดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแกไขแลวไปใชกับนักเรียนกลุมตัวอยาง แลวน าผลมา วิเคราะหหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ตอไป 4. สรุปผล 1. ไดชุดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่องความน่าจะเป็น ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์จ านวน 2 ชุด ดังนี้ ชุดการเรียนรู้ชุดที่ 1 เรื่อง การทดลองสุ่มและเหตุการณ์ ชุดการเรียนรู้ชุดที่ 2 เรื่อง ความน่าจะเป็น
2. ชุดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่องความน่าจะเป็น ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์มีประสิทธิภาพเทากับ 82.34 /83.05 ซึ่งสูงกวาเกณฑที่ก าหนด80/80 5. ประโยชนที่ไดรับ จากการพัฒนานวัตกรรมท าใหได้ชุดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่องความน่าจะเป็น ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์จ านวน 2 ชุด ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ 80/80 และน าไปใชประโยชนไดดังนี้ 1. ประโยชนตอครูผูสอนและผูสนใจ 1.1 ชวยใหครูมีความพรอม และสรางความเชื่อมั่นในการจัดการเรียนรูมากยิ่งขึ้น 1.2 ครูที่จัดการเรียนรูในรายวิชาเดียวกัน สามารถน าไปใชประกอบการจัดการเรียนรูได 1.3 ส าหรับครูและผูสนใจ น าไปใชเปนแนวทางในการสรางชุดการเรียนรู้ในเนื้อหาเรื่องอื่นๆ ได 2. ประโยชนตอนักเรียน 2.1 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น 2.2 นักเรียนมีเจตคติที่ดีตอวิชาคณิตศาสตร์ 2.3 นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางการคิด การแกปญหา สามารถคิดเปน ท าเปน แกปญหาเปน 6. การเผยแพร ครูในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร์โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์
บรรณานุกรม https://instructional27.blogspot.com/2019/04/kwdl.html เลิศ สิทธิโกศล. Math Review คณิตศาสตร ม. 5 เลมที่2 (รายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม). กรุงเทพฯ : ไฮเอ็ดพับลิชชิ่ง, 2554. วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, ส านัก. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรู คณิตศาสตร พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพชุมนมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย, 2551. __________. แนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรูตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : โรงพิมพชุมนมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย, 2553. สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, สถาบัน. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน คณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่4. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2562. __________.หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม คณิตศาสตรชั้นมัธยมศึกษาปที่5 เลม 2. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2562. __________. คูมือการใชหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร, 2560. __________. คูมือการวัดผลประเมินผลคณิตศาสตร. กรุงเทพฯ : สถาบันเสริมการสอนวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี, 2546. สุคนธ สินธพานนท และคณะ. พัฒนาทักษะการคิด...พิชิตการสอน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพเลี่ยงเชียง 2551.
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่องความน่าจะเป็น ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ประเภทนวัตกรรม ดานสื่อและเทคโนโลยี ผู้จัดท า นางปัณสิภัค พันธเสน ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูช านาญการพิเศษ โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ปี พ.ศ. 2564 การเลือกและวางแผนสร้างนวัตกรรม ศึกษา ศึกษาเทคนิค/ วางโครงเรื่อง/ หลักสูตร ขั้นตอนการสร้างนวัตกรรม แบ่งเนื้อหา ปรับปรุง เผยแพร่นวัตกรรม ใช้ไม่ได้ ใช้ได้ ผล หาคุณภาพ ของนวัตกรรม
รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง แก้ปัญหานักเรียนอ่าน – เขียนไม่คล่อง และเขียนไม่สวย ผู้จัดท า นางสาวกานต์รวี บัวแก้ว โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ปี พ.ศ. 2564 ประเภทนวัตกรรม ด้านบริหารจัดการ ด้านหลักสูตร ด้านจัดการเรียนรู้ ด้านสื่อและเทคโนโลยี ด้านวัดและประเมินผล 1. หลักการ จากการติดตามผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ปีการศึกษา 2562 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และการวัดผลประเมินผล มีข้อสังเกตว่า นักเรียนมีปัญหาเรื่องการอ่านไม่คล่อง เขียนไม่คล่อง และเขียนไม่สวย นักเรียนหลายคนเขียนค าภาษาไทยผิด การเรียงรูปประโยคไม่ถูกต้อง ท าให้ ข้อความที่เขียนไม่สามารถสื่อความหมายได้การจะพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ ทั้ง ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ ฯลฯ นั้น ต้องการพัฒนาผู้เรียนให้เริ่มจากสอน ให้อ่าน เขียน คิดได้เป็นอันดับแรก จึงจะสามารถเรียนรู้ในรายวิชาอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจากผล การวิเคราะห์เด็กที่เรียนอ่อนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีปัญหาอยู่ที่การอ่านโจทย์ไม่เข้าใจ ดังนั้น การอ่านออกเขียนได้จึงเป็นตัวแปรส าคัญที่จะส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ที่ไม่อาจมองข้ามได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์จึงได้จัดกิจกรรมแก้ปัญหานักเรียนอ่าน-เขียน ไม่คล่องนี้ขึ้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหานักเรียนที่อ่าน เขียนไม่คล่อง และเขียนไม่สวย ให้สามารถอ่านและเขียนได้ อย่างมีประสิทธิภาพ รู้จักแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ได้ จนสามารถน าความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาการ เรียนในรายวิชาอื่นๆ และน าไปใช้ในการศึกษาต่อในชั้นที่สูงขึ้นได้ และได้ประเมินการผลกิจกรรมแก้ปัญหา นักเรียนอ่าน เขียนไม่คล่องเพื่อน าผลมาใช้ในการปรับปรุง แก้ไข และพัฒนางานด้านการเรียนการสอนอย่าง ต่อเนื่อง อันจะส่งผลให้ต่อคุณภาพของนักเรียนอย่างยั่งยืนต่อไป 2. วัตถุประสงค์ 2.1 เพื่อจัดกิจกรรมสอนเสริมให้แก่นักเรียนที่มีปัญหาการอ่าน-เขียนไม่คล่องและเขียนไม่สวย 2.2 เพื่อแก้ปัญหานักเรียนอ่าน-เขียนไม่คล่องสามารถอ่านและเขียนได้คล่องขึ้น 2.3 เพื่อส่งเสริมให้ครูผู้สอนจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมและพัฒนาการแก้ปัญหาด้านการอ่าน และการเขียน
3. วิธีด าเนินการ 1. PLC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. บันทึกข้อความขออนุญาตด าเนินกิจกรรม 3. ด าเนินการคัดกรองการอ่าน การเขียน และเขียนไม่สวยของนักเรียนทุกระดับชั้น 4. แบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอ่อน กลุ่มปานกลาง และกลุ่มเก่ง 5. ออกแบบการเรียนการสอนตามระดับความสามารถของนักเรียน เช่น นักเรียนกลุ่มอ่อนครู ด าเนินการสอนและดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักเรียนพัฒนาไปสู่กลุ่มปานกลางและเก่ง ต่อไปนักเรียนกลุ่มปานกลางครูได้จัดท าสมุดแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการอ่านการเขียนและเขียนสวย ให้นักเรียนได้ฝึกท า และจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง แบบเพื่อนช่วยเพื่อน และ มีครูคอยแนะน าและให้ค าปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักเรียนพัฒนาไปสู่กลุ่มเก่งต่อไป ในส่วน ของนักเรียนกลุ่มเก่งครูจัดการเรียนการสอนในรูปแบบของแบบฝึกหัด และเกมประเภทต่างๆ มาเสริมให้นักเรียนได้ฝึกการใช้สมองในการคิดวิเคราะห์ และประเมินค่าได้ เพื่อให้นักเรียนมี พัฒนาการในระดับที่สูงขึ้นต่อไป 6. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจัดสอนในคาบที่มีการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาไทย และคาบกิจกรรมชุมนุมในวันพฤหัสบดีมีการเขียนตามค าบอกด้วยตัวบรรจงครึ่งบรรทัด อย่างน้อยวันละ 10 ค า เพื่อคัดกรองนักเรียนที่มีลายมือไม่สวย 7. สรุป และประเมินผลการจัดกิจกรรมต่อผู้อ านวยการในแต่ละภาคเรียน 4. สรุปผล 4.1 เชิงปริมาณ 4.1.1 ร้อยละ 95 นักเรียนได้พัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.2 เชิงคุณภาพ 4.2.1 นักเรียนที่มีปัญหาการอ่านและการเขียน สามารถอ่านและเขียนได้ดีขึ้นทุกคน สรุปภาพรวมของการด าเนินจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ ศักยภาพและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของผู้เรียน ความคิดเห็นของครู บุคลากร ผู้ปกครองและนักเรียนต่อกิจกรรมแก้ปัญหานักเรียนอ่าน - เขียนไม่คล่อง ประจ าปีการศึกษา 2563 ของโรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับ ดีมาก 5. ประโยชน์ที่ได้รับ 5.1 นักเรียนที่อ่าน-เขียนไม่คล่อง สามารถอ่านคล่อง เขียนคล่องได้คล่องขึ้น 5.2 นักเรียนทุกคนมีนิสัยรักการอ่าน รู้จักศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม
5.3 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยโดยรวมทุกวิชาเพิ่มขึ้นทุกคน 6. การเผยแพร่ (ถ้ามี) - 7. บรรณานุกรม 7.1 สมุดแบบฝึกหัด 7.2 เกม
ภาคผนวก - ให้มีการสรุปเป็น Flowchart หรือ Model ของนวัตกรรม จ านวน 1 หน้า (ตามแบบฟอร์ม*จ าเป็น) - ภาพกิจกรรม - อื่น ๆ จัดท าเอกสาร รวมภาคผนวก ไม่เกิน 10 หน้า และจัดท าในรูปแบบ PDF File
ภาพประกอบกิจกรรมแก้ปัญหานักเรียนอ่าน-เขียนไม่คล่อง และเขียนไม่สวย
ภาพประกอบกิจกรรมแก้ปัญหานักเรียนอ่าน-เขียนไม่คล่อง และเขียนไม่สวย
ภาพประกอบกิจกรรมแก้ปัญหานักเรียนอ่าน-เขียนไม่คล่อง และเขียนไม่สวย
แบบฟอร์ม Flowchart / Model ชื่อเรื่อง แก้ปัญหานักเรียนอ่าน - เขียนไม่คล่อง และเขียนไม่สวย ประเภทนวัตกรรม ด้านจัดการเรียนรู้ ผู้จัดท า นางสาวกานต์รวี บัวแก้ว โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศรีสะเกษ ยโสธร น าผลมาคุย ปัญหา สาเหตุ PLC หาแนวทาง แก้ไข คัดกรอง แบ่งกลุ่มผู้เรียน ออกแบบสื่อ/ เครื่องมือที่ใช้ น าไปใช้/ เก็บรวบรวมข้อมูล สรุปผล ปรับและน าผลมาคุย ส าเร็จ นวัตกรรม/เผยแพร่
รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง การพัฒนาสื่อการสอนบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้จัดทำ นางสาวเปรมชิตา สุวะพัฒน์ โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ปีการศึกษา 2563 ประเภทนวัตกรรม ด้านบริหารจัดการ ด้านหลักสูตร ด้านจัดการเรียนรู้ ด้านสื่อและเทคโนโลยี ด้านวัดและประเมินผล 1. หลักการ สื่อการเรียนการสอนนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากประการหนึ่งในกระบวนการเรียนการสอนที่ นอกเหนือจากตัวผู้สอน ผู้เรียน และเทคนิควิธีการต่างๆ บทบาทของสอการเรียนการสอน ก็คือ เป็นตัวกลาง หรือเครื่องมือ หรือช่องทางที่ใช้นำเรื่องราว ข้อมูล ความรู้ หรือสิ่งบอกกล่าว (Information) ของผู้ส่งสารหรือ ผู้สอนไปยังผู้รับสารหรือผู้เรียน เพื่อทำให้การเรียนรู้หรือการเรียนการสอนบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายที่วางไว้ได้เป็นอย่างดีและรวดเร็ว โดยสื่อการสอนจะช่วยเร้าความสนใจและดึงดูดความสนใจ ของผู้เรียน เพื่อเป็นการกระตุ้นและเกิดแรงจูงใจให้ผู้เรียนมีความต้องการที่จะเรียน เพื่อให้เกิดพฤติกรรมและ เป้าหมายตามที่ต้องการ และเป็นการเสนอเนื้อหาที่สั้นได้ใจความ ทำให้ผู้เรียนเกิดข้อสรุปหรือความรู้รวบยอด ในทิศทางเดียวในเวลาที่จำกัด นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถทบทวนเนื้อหาได้ด้วยตนเองอีกด้วย ในการพัฒนาสื่อบัตรสไลด์เรื่องอุปกรณ์วาดภาพนี้เป็นการพัฒนาสื่อประเภททัศนวัสดุที่เสนอความรู้ จากตัวของมันเองทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้จากสื่อบัตรสไลด์เรื่องอุปกรณ์วาดภาพ ซึ่ง สอดคล้องกับวิธีการที่เรียกว่า “เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” บัตรสไลด์เรื่องอุปกรณ์วาดภาพถูกออกแบบให้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ มีรูปภาพประกอบและสีสันสวยงาม เพื่อกระตุ้นความสนใจจาก ผู้เรียน ใช้งานได้สะดวก ไม่ยุ่งยาก และมีการผนึกภาพด้วยการปริ้นลงกระดาษที่มีคุณภาพดีและเคลือบด้วย แผ่นใสทำให้สื่อมีความคงทน ป้องกันน้ำ สีไม่ซีด ใช้ได้นาน และใช้งบประมาณน้อย 2. วัตถุประสงค์ 2.1 ผลิตสื่อการเรียนการสอน เพื่อใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือ ใช้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.2 เพื่อใช้สื่อการเรียนการสอน เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับผู้เรียนเรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ 2.3 เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ 2.4 เพื่อเป็นการจัดการเรียนการสอน ที่เป็นไปตามแนวทางของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
2.5 เพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เต็มตาม ศักยภาพ และมีความสนใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น 3. วิธีการดำเนินการ 3.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ มาตรฐาน การเรียนรู้ ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ ปละความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน 3.2 ศึกษาหลักการออกแบบสื่อการเรียนการสอน ประเภทของสื่อ การเลือกใช้สื่อ และลักษณะสื่อ การสอนที่ดี 3.3 กำหนดจุดประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ และกำหนดวัตถุประสงค์ในการผลิตสื่อการสอน 3.4 วางแผน และออกแบบสื่อการสอน บัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ 3.5 จัดหาอุปกรณ์ในการผลิตสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ 3.6 จัดทำสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ 3.7 จัดทำแบบประเมินความสอดคล้อง IOC แล้วนำสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ เหลือใช้ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ประเมินโดยการใช้ IOC แล้วแก้ไขปรับปรุง และนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินอีกครั้งจนผ่าน 3.8 จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจในการใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ ในการจัดการเรียนรู้ 3.9 นำสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้มาใช้ในการจัดการเรียนรู้เรื่อง การ ประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3.9 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทำแบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ เหลือใช้เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ในการจัดการเรียนรู้ 3.10 สรุปผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ ในการจัดการเรียนรู้ บันทึกผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อนำข้อมูลมาใช้ได้การปรับปรุงและการผลิตสื่อในครั้งต่อไป 4. สรุปผล จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนทุก คนบรรลุตามจุดประสงค์การจัดการเรียนรู้ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทุกข้อ โดยมีผลการ ประเมินการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ในระดับดีร้อยละ 70 และระดับพอใช้ร้อย ละ 30
และจากผลการประเมินความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์ จากเศษวัสดุเหลือใช้พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจระดับคุณภาพ พึงพอใจมากร้อยละ 40 พึงพอใจร้อยละ 60 และไม่มีผู้ไม่พึงพอใจ 5. ประโยชน์ที่ได้รับ 5.1 มีสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน 5.2 ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ มีความรู้ ความเข้าใจและได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ 5.3 พัฒนาสื่อและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามแนวทางของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 5.4 ผู้เรียนมีความพึงพอใจในการเรียน และมีความสนใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น 5.5 ครูผู้สอนมีความพึงพอใจในคุณภาพของสื่อการเรียนการสอน และสามารถนำสื่อการเรียนการ สอนไปใช้ ประกอบการจัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลการสร้างเครือข่ายของการพัฒนา นวัตกรรมและสื่อการเรียนการสอนของครู มีการเผยแพร่และนำไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อวงการศึกษาต่อไป 6. การเผยแพร่ ผู้จัดทำได้นำเสนอสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ในทางสื่อเทคโนโลยีต่างๆ 7. บรรณานุกรรม การออกแบบสื่อการเรียนการสอน นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://sites.google.com/site/xxkbaebsuxkarreiynkarsxn/home/our-memebers. (วันที่ค้น ข้อมูล : 10 พฤษภาคม 2563). หลักการออกแบบสื่อการเรียนการสอนการศึกษา. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://sites. google.com /site/xxkbaebsuxkarreiynkarsxn/home/our-memebers. (วันที่ค้นข้อมูล : 10 พฤษภาคม 2563). หลักการออกแบบสื่อเพื่อการเรียนรู้. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://sites.google.com/site/ techno5040407/bth-thi-3/hlak-kar-xxkbaeb-sux-pheux-kar-reiyn-ru. (วันที่ค้นข้อมูล : 10 พฤษภาคม 2563). กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://drive.google.com/file/d/0B9t56k6dmUe5dnpJVmlyaHUyeXM/view (วันที่ค้นข้อมูล : 5 พฤษภาคม 2563) 8. ภาคผนวก
Flowchart / Model ชื่อเรื่อง การพัฒนาสื่อการสอนบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ประเภทนวัตกรรม ด้านสื่อและเทคโนโลยี ผู้จัดทำ นางสาวเปรมชิตา สุวะพัฒน์ โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศรีสะเกษ-ยโสธร เริ่มต้น ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ศึกษาหลักการออกแบบสื่อการเรียนการสอน กำหนดจุดประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ และกำหนดวัตถุประสงค์ในการผลิตสื่อการสอน วางแผน และออกแบบสื่อการสอน บัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ จัดหาอุปกรณ์ จัดทำสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ จัดทำแบบประเมินความสอดคล้อง IOC จัดทำแบบประเมินความสอดคล้อง IOC
จัดทำแบบประมินความพึงพอใจ นำสื่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินโดยการใช้ IOC ไม่ใช่ ปรับปรุง คะแนน >= 0.5 ใช่ นำสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทำแบบสอบถามความพึงพอใจ สรุปผลการประเมินความพึงพอใจ บันทึกผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ สิ้นสุดการทำงาน
ชื่อเรื่อง : การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้ปัญหาวิชาฟิสิกส์ เรื่อง ของไหล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้จัดทำ : นายเอกวัฒน์ ทาศรีภู โรงเรียน : สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ปีการศึกษา : 2564 ประเภทนวัตกรรม □ ด้านบริหารจัดการ □ ด้านหลักสูตร □ ด้านจัดการเรียนรู้ □ ด้านสื่อและเทคโนโลยี □ ด้านวัดและประเมินผล 1. หลักการ ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กล่าวไว้ว่าการจัดการเรียนรู้ต้องให้ ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตาม ที่กา หนดไว้ โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด ทั้งนี้บทบาทผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ต้องวิเคราะห์ผู้เรียนเป็น รายบุคคล กระบวนการจัดการเรียนรู้ได้นาทฤษฎีการสอน หลักการสอน และเทคนิคมาใช้ในการวางแผนการ จัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนด้านความรู้และทักษะกระบวนการรวมทั้งคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สร้างการ เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อย่างยั่งยืน เพื่อตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมองสร้าง บรรยากาศที่เอื้อต่างการเรียนรู้ เลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างให้บุคคลมีคุณภาพ แห่งการเรียนรู้และเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ได้บรรจุวิชาฟิสิกส์ไว้เป็นวิชาหนึ่ง ที่มุ่งให้ผู้เรียนเข้าใจใน ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หลักการ กฎ และทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานของวิชาฟิสิกส์ สามารถนาไปใช้แก้ปัญหาและ ประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ (อัศวรัฐ นามะกันคา, 2550) นอกจากนี้วิชาฟิสิกส์ยังสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใน แขนงวิชาต่าง ๆได้อีก เช่น แพทย์ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอีกมากมาย (ประนอม หมอกกระโทก, 2545, หน้า 1) ปัจจุบันสภาพการเรียนการสอนรายวิชาฟิสิกส์ ในโรงเรียนส่วนใหญ่ยังคงสอนในรูปแบบการสอนตาม ตาราที่เน้นการท่องจาผู้สอนไม่สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ปฏิบัติการ ทางความคิดขั้นสูงและผู้สอนยังเป็นศูนย์กลางในการจัดการเรียนการสอนจึงทาให้ผู้เรียนขาดความเข้าใจในมโน ทัศน์ที่สาคัญทางฟิสิกส์ (อัศวรัฐนามะกันคา, 2550, หน้า 1) ซึ่งการสอนดังกล่าว เน้นการบอกความรู้ การใช้ สมการทางคณิตศาสตร์เพื่อมุ่งเน้นให้จดจาสมการและนาไปใช้จึงทาให้ผู้เรียนขาดความรู้ ความเข้าใจในมโน ทัศน์ทางฟิสิกส์ (สุวิทย์ มูลคา และ อรทัย มูลคา, 2545, หน้า 123) ไม่สามารถทาให้ผู้เรียนเข้าใจทฤษฎีปรากฏการณ์ต่าง ๆ และไม่สามารถแก้โจทย์ปัญหาแบบประยุกต์ได้ นอกจากนี้ในการเรียนวิชาฟิสิกส์ผู้เรียนจะต้องอาศัย กระบวนการคิดที่เป็นขั้นตอนจึงจะสามารถแก้โจทย์ปัญหาเพื่อหาคาตอบที่ถูกต้องได้ เชื่อมโยงสถานการณ์ที่ แสดงปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ การนิยามหลักการ กฎและทฤษฎีมาใช้ ทั้งนี้พบว่านักเรียนไม่สามารถเริ่มต้นแก้ โจทย์ปัญหาด้วยตนเอง และไม่มีขั้นตอนของการแก้โจทย์ปัญหาที่ถูกต้องเพียงพอ (สมศักดิ์ โสภณพินิจ, 2543, หน้า 41) ซึ่งสอดคล้องกับ รีดีช (Redish, 2003, หน้า 135) ที่ได้กล่าวถึงว่า ฟิสิกส์เป็นวิชาที่ต้องมีการอาศัยความสามารถในการแปล ความโจทย์ปัญหาไปเป็นประโยคสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ กราฟเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของตัวแปร พีชคณิต
สมการต่าง ๆ ทางฟิสิกส์และทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องโดยนักเรียนที่ขาดปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้นักเรียนมี ความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์วิชาฟิสิกส์ต่าลง จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนมีปัญหาเกี่ยวกับการแก้โจทย์ปัญหา ส่งผลถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชา ฟิสิกส์อีกด้วยเห็นได้จากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปี การศึกษา 2560 มีคะแนนเฉลี่ยวิชาวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 26.02 ซึ่งคะแนนเฉลี่ยต่ากว่าร้อยละ 50 (สถาบัน ทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ, 2560) จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาของการจัดการเรียน การสอนวิชาฟิสิกส์ในด้านรูปแบบและวิธีการสอนโดยครูผู้สอนยังเป็นศูนย์กลาง เน้นการถ่ายทอดความรู้และ เนื้อหาโดยใช้การบรรยายเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนักเรียนยังขาดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาแล้ว ยังพบว่าผู้เรียนในชั้นเรียนมีความแตกต่างกันทั้ง ทางด้านความรู้ ความสนใจและความถนัดทาให้ผู้เรียนมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ประกอบด้วยสภาพสังคมที่มี การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนไม่ตอบสนองต่อความสนใจและ ความถนัดของผู้เรียนทาให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน ขาดความสนใจใฝ่เรียนรู้ ไม่มีความ กระตือรือร้นในการเรียน และมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาฟิสิกส์ จากการศึกษาข้อมูล วิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา และเจตคติที่มีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการศึกษาการ จัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการแก้ โจทย์ปัญหาในวิชาฟิสิกส์ ซึ่งมีแนวคิดสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ อันมุ่งเน้นให้ผู้เรียนคิด เป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็นโดยทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเนื้อหาเรื่อง ของไหล ซึ่งนักเรียน จะได้ศึกษาเกี่ยวกับความหนาแน่น ความหนาแน่นสัมพัทธ์ ความดันในของเหลว กฎพาสคัล แรงลอยตัวและ หลักอาร์คิมีดีส ความตึงผิว ความหนืด พลศาสตร์ของของไหล ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา และเจตคติที่มีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ โดยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบ ร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เนื้อหาของไหล ในการจัดการเรียนรู้ให้กับ นักเรียน 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ของไหล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ก่อนเรียนกับหลังเรียน 2. เพื่อศึกษาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ของไหล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ก่อนเรียนกับหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาเจตคติที่มีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ก่อน เรียนกับหลังเรียน