The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทะเบียนนวัตกรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เอกวัฒน์ ทาศรีภู, 2024-05-07 02:50:42

นวัตกรรม

ทะเบียนนวัตกรรม

นวัตกรรมการศึกษา เรื่องการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนแบบ นิรนัย (Deductive Method) ผู้จัดทำ นายปารย์ภูมิ โชติการ โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ตำบลสะเดาใหญ่ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ปีพ.ศ. ๒๕๖๔ ประเภทนวัตกรรม □ ด้านบริหารจัดการ □ ด้านหลักสูตร □ ด้านจัดการเรียนรู้ □ ด้านสื่อและเทคโนโลยี □ ด้านวัดและประเมินผล ******************************************************************************* 1. หลักการ/ความสำคัญ การจัดการศึกษาต้องยึดว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมี ความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็ม ศักยภาพ ( พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๖๒ ) คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่ง ต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากคณิตศาสตร์ ช่วยให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างเป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาสถานการณ์ได้อ ยางถี่ถ้วน รอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนําไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อยาง ถูกต้องเหมาะสม และสามารถนําไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็น เครื่องมือในการศึกษา ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นๆ อันเป็นรากฐาน ในการพัฒนาทรัพยากร บุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียม กับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ (กระทรวงศึกษาธิการ ่ , 2560, หน้า 1) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จึงมุ่งส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาความรู้แบบบูรณาการ เน้น การ เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สามารถนำ องค์ความรู้มาเชื่อมโยงกันในแต่ละสาระการเรียนรู้นำไปสู่การประยุกต์ใช้ได้จริง นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด และสามารถสังเคราะห์องค์ความรู้ออกมาในรู้แบบต่างๆได้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีแนวคิดในการ พัฒนาศักยภาพของผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำและการเรียนรู้เชิงรุก(Active learning) โดยออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการ การเรียนการสอนแบบ นิรนัย (Deductive Method) ซึ่งรูปแบบการสอนดังกล่าวมีแนวทางเพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะและศักยภาพความ เป็นสากล เป็นกระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด โดยการ ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎี หลักการ กฎ หรือข้อสรุปในเรื่องที่เรียน แล้วจึงใช้ ตัวอย่าง การใช้ทฤษฎี/หลักการ/กฎ หรือข้อสรุปนั้นหลาย ๆ ตัวอย่าง เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจใน ทฤษฎี/หลักการ/กฎ หรือข้อสรุปนั้น ๆ อย่างลึกซึ้งขึ้น


2. วัตถุประสงค์ 1.เพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด โดยการช่วยให้ผู้เรียนมี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีหลักการ กฎ หรือข้อสรุปในเรื่องที่เรียน 2.เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ให้มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างเป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาสถานการณ์ได้อยางถี่ถ้วน รอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนําไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อยางถูกต้องเหมาะสม 3. วิธีดำเนินการ 1.ขั้นอธิบายปัญหาเป็นขั้นของการกำหนดปัญหาและกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจที่จะหา คำตอบในการแก้ปัญหา 2. ขั้นอธิบายกฎหรือหลักการเพื่อการแก้ปัญหา เป็นการนำเอาข้อสรุป กฎเกณฑ์หลักการมาอธิบาย ให้นักเรียนได้เลือกใช้ในการแก้ปัญหา และสร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วม 3. ขั้นตัดสินใจ เป็นขั้นที่นักเรียนจะเลือกกฎ หรือหลักการ หรือข้อสรุปมาใช้ในการแก้ปัญหา 4. ขั้นพิสูจน์หรือตรวจสอบ เป็นขั้นการนำหลักฐานหรือเหตุผลมาพิสูจน์ตรวจสอบข้อเท็จจริงตาม หลักการนั้นๆ


4. สรุปผล 1.ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) การประเมินความรู้ในรายวิชา คณิตศาสตร์ เป็นการให้ผู้เรียน ได้รับความรู้ ความเข้าใจ และสามารถประยุกต์ใช้ ทั้งเนื้อหาด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งความรู้ในเนื้อหาสาระนี้ สามารถประเมินโดยการใช้แบบทดสอบ 2.ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นการประเมินการแสดงออกของผู้เรียนทั้งหมดตลอดจนการ ทำงานร่วมกันและคุณลักษณะต่าง ๆ ซึ่งสามารถประเมินด้วยวิธีการสังเกตได้อย่างชัดเจน 3.ด้านทักษะพิสัย (psychomotor Domain) การประเมินทักษะในรายวิชาคณิตศาสตร์ตามทักษะที่ สำคัญนักเรียนในศตวรรษที่ 21 5. ประโยชน์ที่ได้รับ ผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างเป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ ปัญหาสถานการณ์ได้อยางถี่ถ้วน รอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนําไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้อยางถูกต้องเหมาะสม และสามารถนําไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ 7. บรรณานุกรม นาย ฤทธิไกร ไชยงาม “อ.ต๋อย”//เขียน 09 Apr 2016 @ 19:49 //การสอนแบบอุปนัย และการสอนแบบนิร นัย//สืบค้นวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2564 จาก https://www.gotoknow.org/posts/604746 นางสาวกานดา หงส์เวียงจันทร์//เขียน 16 ส.ค. 2559 เวลา 20:25 น// แบบรายงานนวัตกรรมที่เป็นเลิศ (BEST PRACTICE) โรงเรียนในฝัน ปี2559//สืบค้นวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2564 จาก http://kroobannok.com/board_view.php?b_id=136697&bcat_id=16 นายธัชวุฒิกงประโคน//เขียน 8 ม.ค. 2562 14:21//แบบรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ปี การศึกษา 2561 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1//สืบค้นวันที่ 22 มีนาคม 2564 จาก Best Practice - Science (google.com)


8. ภาคผนวก


แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค32202 หน่วยการเรียนรู้ที่1 เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน จำนวน 19 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การสร้างจำนวนเชิงซ้อน จำนวน 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ 1. ผลการเรียนรู้ 1) มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับจำนวนเชิงซ้อน 2. สาระสำคัญ บทนิยาม จำนวนเชิงซ้อน คือคู่อันดับ (a, b) เมื่อ a, bR ถ้าให้(a, b) และ (c, d) เป็นจำนวนเชิงซ้อน ใด ๆ แล้ว (a, b)= (c, d)ก็ต่อเมื่อ a = cและb = dจำนวนเชิงซ้อน คือ จำนวนที่มีสัญลักษณ์คือ z และอยู่ใน รูปของ a + bi ส่วน a เรียกวา่ ส่วนจริง ส่วน bi เรียกวา่ ส่วนจินตภาพ จำนวนเชิงซ้อนน z= a +bi จะถูก แบ่งเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ 1)ถ้า a = 0 และ b≠0 จะได้z = bi ซึ่งเป็นจำนวนจินตภาพ และเราเรียกจำนวนเชิงซ้อนใน ลกัษณะเช่นนี้วา่ จำนวนจินตภาพแท้ 2)ถ้า a≠ 0 แต่ b = 0 จะได้z = a ซึ่งเป็นจำนวนจริง นั่นคือจำนวนจริงทุกจำนวนต่างก็เป็น จำนวนเชิงซ้อนที่ไม่มีส่วนจินตภาพ 3) ถ้า a≠0 และ b≠0 จะได้z= a + bi ซึ่งเป็นจำนวนเชิงซ้อนที่มีทั้งส่วนจริงและจินตภาพ ถ้านิยาม 2 = -1 จะได้ว่า สำหรับ เมื่อ n + ∪ {0} 1 ถ้า n หารด้วย 4 ลงตัว ถ้า n หารด้วย 4 แล้วเหลือเศษ 1 - -1 ถ้า n หารด้วย 4 แล้วเหลือเศษ 2 − ถ้า n หารด้วย 4 แล้วเหลือเศษ 3 3.จุดประสงค์การเรียนรู้หลงัจากเรียนเรื่องนี้แล้วนักเรียนสามารถ 3.1 ด้านความรู้นักเรียนสามารถ 3.1.1 บอกได้ว่าคู่อันดับ (a, b) เป็นจำนวนเชิงซ้อน 3.1.2 เขียนจำนวนเชิงซ้อน (a, b) ในรูป a + bi และเขียนจำนวนเชิงซ้อน a + bi ในรูป (a, b) ได้ 3.1.3 ระบุส่วนจริงและส่วนจินตภาพของจำนวนเชิงซ้อนที่กำหนดให้ใด้ 3.1.4 คำนวณจำนวนเชิงซ้อนที่อยู่ในรูปของ เมื่อ n เป็นจำนวนเต็มบวกได้ 3.2 ด้านทักษะกระบวนการ นักเรียนสามารถ 3.2.1 แก้ปัญหา ค่าของ =


3.2.2 ให้เหตุผล 3.2.3 สื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ 3.2.4 เชื่อมโยงความรู้ 3.2.5 มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 3.3 ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์นักเรียน 3.3.1 มีความรับผิดชอบเพียรพยายาม 3.3.2 มีความซื่อสัตย์ 3.3.3 ร่วมแสดง/รับฟังความคิดเห็น 3.3.4 มีระเบียบวินัย รอบคอบ 3.3.5 มีความเชื่อมนั่นในตนเอง 4. สาระการเรียนรู้ ความหมายของจำนวนเชิงซ้อนในระบบจำนวนจริงสมการพหุนามบางสมการเช่น 2 + 1 = 0 ไม่มี ค่า ตอบเนื่องจากกำลังสองของจำนวนใด ๆ จะมากกว่าหรือเท่ากับ ศูนย์ เสมอจึงไม่มีจำนวนจริงใดเป็น คำตอบของสมการ แต่นักคณิตศาสตร์ต้องการสร้างระบบจำนวนซึ่งขยายออกไป เพื่อให้หาคำตอบของสมการ พหุนามได้เสมอและเรียกจำนวนในระบบที่สร้างขึ้นใหม่นี้ว่า “จำนวนเชิงซ้อน” (Complex number) ซึ่งเซต ของจำนวนในระบบใหม่นี้ตองเป็นเซตที่มีเซตของจำนวนจริงเป็นสับเซต บทนิยาม จำนวนเชิงซ้อน คือคู่อันดับ (a, b) เมื่อ a และ b เป็นจำนวนจริงและกำหนดการเท่ากัน การบวกและการคูณของจำนวนเชิงซ้อนดังนี้ สำหรับจำนวนเชิงซ้อน (a, b) และ(c, d) 1) การเท่ากัน (a, b) = (c, d) ก็ต่อเมื่อ a = c และ b = d 2) การบวก (a, b) + (c, d) = (a + c , b + d) 3) การคูณ (a, b) ∙ (c, d) = (ac - bd , ad + bc) อาจแทน (a, b) ∙ (c, d) ด้วย (a, b)(c, d) ก็ได้เซตของจำนวนเชิงซ้อนเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์∁ บทนิยาม สำาหรับจำนวนเชิงซ้อน z = (a, b) เมื่อa และb เป็นจำนวนจริงเรียก a ว่า ส่วนจริง ( real part ) ของ Z และแทนด้วย Re(z) เรียก b ว่า ส่วนจินตภาพ ( imaginary part ) ของ Z และ แทนด้วย Im(z) จากบทนิยามนี้อาจกล่าวได้ว่า จำนวนจริงก็คือจำนวนเชิงซ้อนที่มีส่วนจินตภาพเป็นศูนย์จำนวน เชิงซ้อนที่มีส่วนจริงเป็นศูนย์แต่ส่วนจินตภาพไม่ใช่ศูนย์เรียกว่า จำนวนจินตภาพแท้(purely imaginary number) 5. กิจกรรมการเรียนรู้ 5.1 ขั้นกระตุ้น 5.1.1 ให้นักเรียนบอกเซตของจำนวนที่นักเรียนทราบ (แนวตอบ R, I, Q, N)


5.1.2ครูให้นักเรียนพิจารณาสมการกำลังสอง 2 + 1 = 0 จะได้ 2 = −1 ครูถามนักเรียนว่ามีจำนวนจริงใดที่ยกกำลังสองแล้วได้–1 หรือไม่นักเรียนควรตอบได้ว่า ไม่มีเนื่องจากไม่มีจำนวนจริงใดที่ยกกำลังสองแล้วน้อยกว่า ศูนย์นักคณิตศาสตร์จึงได้สร้างระบบจำนวนชนิด ใหม่ เรียกวา่ จำนวนเชิงซ้อน เพื่อให้หาค่าของ จากสมการ 2 + 1 = 0 ได้โดยได้เสนอความคิดเห็นให้I แทนจำนวนเหล่านี้ซึ่ง 2 + 1 = 0 2 = −1 สามารถเขียนในรูป = √−1 และเรียก ว่ารากที่สองของ –1 5.1.3 ครูและนักเรียนสนทนาเกี่ยวกับจำนวนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความจำเป็นของมนุษย์ใน การที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆจำนวนใหม่ๆที่เกิดขึ้นนอกจากจะทำให้แก้ปัญหาตามต้องการได้แล้วยังก่อให้เกิด ความรู้และทฤษฎีใหม่ๆซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึง “จำนวนเชิงซ้อน”ครูทำความคุ้นเคยในการเริ่มเรียจากนั้น ทบทวนความรู้การแก้สมการโดยให้นักัเรียนแต่ละคนยกตัวอย่างสมการกำลังสองในระบบจำนวนจริงแล้ว ร่วมกันอภิปรายว่า คำตอบของสมการกำลังสองในระบบจำนวนจริงเป็นอย่างงไรในทางคณิตศาสตร์ 5.1.4 ทำแบบทดสอบก่อนเรียนทำกิจกรรมฝึกทักษะโดยใช้สื่อ Kahoot! เรื่องจำนวนเชิงซ้อน จำนวน 5 ข้อ (แบบฝึกทักษะ 1) 5.1.5 ครูเสนอปัญหาตัวอย่าง 5.2 ขั้นสำรวจ 5.2.1 ให้นักเรียนแบบฝึกทักษะเรื่องจำนวนเชิงซ้อน จำนวน 10 ข้อ (แบบฝึกทักษะ 1) 5.3 ขั้นอภิปราย 5.3.1 นักเรียนร่วมกันอภิปรายการได้มาซึ่งคำตอบ 5.4 ขั้นสรุป 5.4.1อธิบายนกัเรียนว่า จำนวนที่ประกอบด้วย -1 หรือ คือจำนวนที่เป็นสมาชิกของเซต จำนวนชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับคำตอบของสมการพหุนามบางสมการที่มีคา ตอบเป็น -a ซึ่งเรียกว่า จำนวนเชิงซ้อน 5.5 ขั้นนำไปใช้ 5.5.1 ให้นักเรียนทำ ใบกิจกรรมฝึกทักษะที่1 6. สื่อการเรียนรู้ 6.1. หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม คณิตศาสตร์ม.5เล่ม 2หน่วยการเรียนรู้ที่1 จำนวนเชิงซ้อน 6.1. แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ม.5เล่ม 2 หน่วยการเรียนรู้ที่1 จำนวนเชิงซ้อน 6.1. กิจกรรมฝึกทักษะโดยใช้สื่อ Kahoot!


7. การวัดผลประเมินผล รายการวัด วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 7.1 การประเมินผลด้าน ความรู้แลความสามารถ ของนักเรียน ตรวจผลงาน ใบกิจกรรม และแบบฝึกทักษะ แบบประเมินผลด้าน ความรู้แลความสามารถ ของนักเรียน คะแนนเฉลี่ยรวมใน ระดับดีขึ้นไป 7.2 การประเมินผล ก่อนเรียน ตรวจแบบทดสอบ ก่อน เรียน แบบทดสอบ ก่อนเรียน คะแนนมากกว่า ร้อยละ 20 7.3 การประเมินผล หลัง เรียน ตรวจแบบทดสอบ หลัง เรียน แบบทดสอบ หลังเรียน คะแนนมากกว่า ร้อยละ 60 7.4 การประเมินด้าน ทักษะกระบวนการทาง คณิตศาสตร์ สังเกตและตรวจจาก ใบ กิจกรรมและแบบ ฝึก ทักษะ แบบประเมินด้าน ทักษะ กระบวนการ ทาง คณิตศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยรวมใน ระดับดีขึ้นไป 7.5 การประเมิน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ รายบุคคลขณะร่วมทำ กิจกรรม สังเกตจากการทำ กิจกรรม แบบประเมิน คุณลักษณะที่พึง ประสงค์รายบุคคล ขณะ ร่วมทำ กิจกรรม คะแนนเฉลี่ยรวมใน ระดับ ดีขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนตามระดับต่างๆ ดังนี้ - ดีมาก 10 คะแนน - ดี 8 คะแนน - ปานกลาง 6 คะแนน - พอใช้ 4 คะแนน - ปรับปรุง 2 คะแนน


ภาคผนวก แบบทดสอบก่อนเรียน


สอบเก็บคะแนน ครั้งที่1 นกัเรียนช้นัมธัยมศึกษาช้นั ปีที่5 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ เรื่องระบบจ ำนวนเชิงซ้อน รำยวิชำคณิตเพิ่มเติม รหัสวิชำ ค32202 ครูผู้สอน นายปารย์ภูมิโชติการ ค าชี้แจงชี้แจง : ขอ้สอบฉบบัน้ีมีจา นวน 2 ตอน ตอนที่ 1 ข้อสอบแบบปรนัยจ านวน 8 ข้อ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดยเลือกค าตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว ตอนที่ 2 ข้อสอบแบบอัตนัยจ านวน 2 ข้อ โดยเขียนค าตอบลงในข้อสอบ จงหาค่าของ 1) + + +......+ ก. 0 ข. 1 ค.-1 ง. 42 2) ก. 0 ข. 1 ค.-1 ง. หาค่าไม่ได้ 3) ข้อใดคือส่วนจริง real part Re(z) ของจา นวนเชิงซอ้นต่อไปน้ี-47 + 108i -12i – 40 ก.-47 ข. 108i ค. -7 ง. -87 4) ข้อใดคือส่วนจิตภาพ imaginary part lm(z) ของจา นวนเชิงซอ้นต่อไปน้ี-47 + 108i -12i -40 ก.-47 ข. 108i ค. 96i ง. -87 5) ( 2-4i ) + ( -5+5i ) ก.10+ 9i ข. 7+i ค. 3-i ง. -3+i 6) ( 5 + 4i ) + 3( 2i -7 ) ก. 10i -16 ข. -2+6i ค. 6i-2 ง. -16+10i 7) (√+√)(√ + √) ก. 1+ 4√3 ข. 4 + 4√3 ค. √16 +√9 ง. 2+3i 8) ( 13 - 14i ) ก. 13 5 − 14 6 ข. −14 + 13 1 ค. 14 + 13 1 ง. −13 5 + 14 6 9) ก าหนดให้ aและb เป็ นจ านวนจริง จงหาค่าของ 5 + = 285 ……………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………... 10) ก าหนดให้ aและb เป็ นจ านวนจริง จงหาค่าของ (1 − ) 2 ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง การพัฒนาสื่อการสอนบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้จัดทำ ว่าที่ร้อยตรีโยธิน สีลาบา โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ปี พ.ศ. 2563 ประเภทนวัตกรรม ด้านบริหารจัดการ ด้านหลักสูตร ด้านจัดการเรียนรู้ ด้านสื่อและเทคโนโลยี ด้านวัดและประเมินผล 1. หลักการ สื่อการเรียนการสอนนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากประการหนึ่งในกระบวนการเรียนการสอนที่ นอกเหนือจากตัวผู้สอน ผู้เรียน และเทคนิควิธีการต่างๆ บทบาทของสอการเรียนการสอน ก็คือ เป็นตัวกลาง หรือเครื่องมือ หรือช่องทางที่ใช้นำเรื่องราว ข้อมูล ความรู้ หรือสิ่งบอกกล่าว (Information) ของผู้ส่งสารหรือ ผู้สอนไปยังผู้รับสารหรือผู้เรียน เพื่อทำให้การเรียนรู้หรือการเรียนการสอนบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายที่วางไว้ได้เป็นอย่างดีและรวดเร็ว โดยสื่อการสอนจะช่วยเร้าความสนใจและดึงดูดความสนใจ ของผู้เรียน เพื่อเป็นการกระตุ้นและเกิดแรงจูงใจให้ผู้เรียนมีความต้องการที่จะเรียน เพื่อให้เกิดพฤติกรรมและ เป้าหมายตามที่ต้องการ และเป็นการเสนอเนื้อหาที่สั้นได้ใจความ ทำให้ผู้เรียนเกิดข้อสรุปหรือความรู้รวบยอด ในทิศทางเดียวในเวลาที่จำกัด นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถทบทวนเนื้อหาได้ด้วยตนเองอีกด้วย ในการพัฒนาสื่อบัตรสไลด์เรื่องอุปกรณ์วาดภาพนี้เป็นการพัฒนาสื่อประเภททัศนวัสดุที่เสนอความรู้ จากตัวของมันเองทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้จากสื่อบัตรสไลด์เรื่องอุปกรณ์วาดภาพ ซึ่ง สอดคล้องกับวิธีการที่เรียกว่า “เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” บัตรสไลด์เรื่องอุปกรณ์วาดภาพถูกออกแบบให้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ มีรูปภาพประกอบและสีสันสวยงาม เพื่อกระตุ้นความสนใจจาก ผู้เรียน ใช้งานได้สะดวก ไม่ยุ่งยาก และมีการผนึกภาพด้วยการปริ้นลงกระดาษที่มีคุณภาพดีและเคลือบด้วย แผ่นใสทำให้สื่อมีความคงทน ป้องกันน้ำ สีไม่ซีด ใช้ได้นาน และใช้งบประมาณน้อย 2. วัตถุประสงค์ 2.1 ผลิตสื่อการเรียนการสอน เพื่อใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.2 เพื่อใช้สื่อการเรียนการสอน เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับผู้เรียนเรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ 2.3 เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียน เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ 2.4 เพื่อเป็นการจัดการเรียนการสอน ที่เป็นไปตามแนวทางของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ


2.5 เพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เต็มตาม ศักยภาพ และมีความสนใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น 3. วิธีการดำเนินการ 3.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ มาตรฐาน การเรียนรู้ ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ ปละความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน 3.2 ศึกษาหลักการออกแบบสื่อการเรียนการสอน ประเภทของสื่อ การเลือกใช้สื่อ และลักษณะสื่อ การสอนที่ดี 3.3 กำหนดจุดประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ และกำหนดวัตถุประสงค์ในการผลิตสื่อการสอน 3.4 วางแผน และออกแบบสื่อการสอน บัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ 3.5 จัดหาอุปกรณ์ในการผลิตสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ 3.6 จัดทำสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ 3.7 จัดทำแบบประเมินความสอดคล้อง IOC แล้วนำสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ ให้ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ประเมินโดยการใช้ IOC แล้วแก้ไขปรับปรุง และนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินอีกครั้ง จนผ่าน 3.8 จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจในการใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ ในการจัดการ เรียนรู้ 3.9 นำสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้เรื่องอุปกรณ์วาดภาพ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3.9 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทำแบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์ วาดภาพ ในการจัดการเรียนรู้ 3.10 สรุปผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ ในการจัดการ เรียนรู้ บันทึกผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อนำ ข้อมูลมาใช้ได้การปรับปรุงและการผลิตสื่อในครั้งต่อไป 4. สรุปผล จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนทุก คนบรรลุตามจุดประสงค์การจัดการเรียนรู้ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ ทุกข้อ โดยมีผลการประเมินการจัดการ เรียนรู้ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ ในระดับดีร้อยละ 70 และระดับพอใช้ร้อยละ 30


และจากผลการประเมินความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจระดับคุณภาพ พึงพอใจมากร้อยละ 40 พึงพอใจร้อยละ 60 และไม่มีผู้ไม่พึง พอใจ 5. ประโยชน์ที่ได้รับ 5.1 มีสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน 5.2 ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ มีความรู้ ความเข้าใจและได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ 5.3 พัฒนาสื่อและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามแนวทางของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 5.4 ผู้เรียนมีความพึงพอใจในการเรียน และมีความสนใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น 5.5 ครูผู้สอนมีความพึงพอใจในคุณภาพของสื่อการเรียนการสอน และสามารถนำสื่อการเรียนการ สอนไปใช้ ประกอบการจัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลการสร้างเครือข่ายของการพัฒนา นวัตกรรมและสื่อการเรียนการสอนของครู มีการเผยแพร่และนำไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อวงการศึกษาต่อไป 6. การเผยแพร่ ผู้จัดทำได้นำเสนอสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ ในโครงการปฐมนิเทศนักศึกษาก่อนการปฏิบัติการสอน ในสถานศึกษา และนิทรรศการการปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขา วิชาชีพครู รุ่นที่ 5 ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารอเนกคุณาคาร มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 7. บรรณานุกรรม การออกแบบสื่อการเรียนการสอน นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://sites.google.com/site/xxkbaebsuxkarreiynkarsxn/home/our-memebers. (วันที่ค้น ข้อมูล : 10 พฤษภาคม 2563). หลักการออกแบบสื่อการเรียนการสอนการศึกษา. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://sites. google.com /site/xxkbaebsuxkarreiynkarsxn/home/our-memebers. (วันที่ค้นข้อมูล : 10 พฤษภาคม 2563). หลักการออกแบบสื่อเพื่อการเรียนรู้. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://sites.google.com/site/ techno5040407/bth-thi-3/hlak-kar-xxkbaeb-sux-pheux-kar-reiyn-ru. (วันที่ค้นข้อมูล : 10 พฤษภาคม 2563). กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://drive.google.com/file/d/0B9t56k6dmUe5dnpJVmlyaHUyeXM/view (วันที่ค้นข้อมูล : 5 พฤษภาคม 2563).


8. ภาคผนวก การใช้สื่อในการจัดการเรียนรู้


สื่อการสอน “บัตรสไลด์เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ”


การนำเสนอสื่อการสอน “บัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ”


Flowchart / Model ชื่อเรื่อง การพัฒนาสื่อการสอนบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประเภทนวัตกรรม ด้านสื่อและเทคโนโลยี ผู้จัดทำ ว่าที่ร้อยตรีโยธิน สีลาบา โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 เริ่มต้น ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ศึกษาหลักการออกแบบสื่อการเรียนการสอน กำหนดจุดประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ และกำหนดวัตถุประสงค์ในการผลิตสื่อการสอน วางแผน และออกแบบสื่อการสอน บัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ จัดหาอุปกรณ์ จัดทำสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ จัดทำแบบประเมินความสอดคล้อง IOC


จัดทำแบบประเมินความสอดคล้อง IOC จัดทำแบบประมินความพึงพอใจ นำสื่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินโดยการใช้ IOC ไม่ใช่ ปรับปรุง คะแนน >= 0.5 ใช่ นำสื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทำแบบสอบถามความพึงพอใจ สรุปผลการประเมินความพึงพอใจ บันทึกผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อบัตรสไลด์ เรื่อง อุปกรณ์วาดภาพ สิ้นสุดการทำงาน


รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง : การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่อง จ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละ ระดับพลังงานและความพึงพอใจที่มีต่อวิชาเคมีโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 7E ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้จัดท า : นางสาวสุภาวดี อินแมน โรงเรียน : สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ปี พ.ศ. : 2563 ประเภทนวัตกรรม ด้านบริหารจัดการ ด้านหลักสูตร ด้านจัดการเรียนรู้ ด้านด้านสื่อและเทคโนโลยี ด้านวัดและประเมินผล 1. หลักการ จากการส ารวจปัญหาของโรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ อ าเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ จากการที่ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ท าแบบทดสอบก่อนเรียนของรายวิชาเคมีเรื่องจ านวน อิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน พบว่า คะแนนก่อนสอบวิชาเคมี เรื่องจ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละ ระดับพลังงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องอะตอมและสมบัติของธาตุ มีผลสัมฤทธิ์อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ า คิดเป็นร้อยละ 35.5 ซึ่งในเนื้อหาการเรียนจะมีการค านวณ การจัดเรียง อิเล็กตรอนที่มีอยู่หลายรูแบบ ท าให้นักเรียนเกิดการสับสนในการจัดเรียงอิเล็กตรอนในแต่ละวิธี ในช่วงของการเรียนการสอนนักเรียนบางคนจะให้ความร่วมมือ ส่วนบางคนจะน าขนมมากินในห้อง หรือแอบเล่นโทรศัพท์ ไม่สนใจในสิ่งที่ครูบอก ครูจึงใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยการน าเอาสื่อที่เป็นเกมส์ เพื่อให้นักเรียนสนใจประกอบกับการบวกคะแนนเพิ่มหากใครตอบได้และใช้ค าถามกระตุ้นการเรียนรู้ ของเด็กแต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็ยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยได้ทบทวนเอกสารงานวิจัยในการแก้ปัญหา พบว่า มีการใช้รูปแบบ การบูรณาการการเรียนการสอนแบบโดยใช้วิธีการสืบเสาะแบบ 3E 5E 7E การใช้แบบฝึกทักษะ และ การทดลอง จากการวิเคราะห์วิธีการแก้ปัญหาพบว่า การใช้วิธีการสืบเสาะแบบ 5E ท าให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดีขึ้น (สรวรรณ บัวจันทร์. 2554) และเด็กยังให้ความร่วมมือในการท ากิจกรรมต่างๆ ภายในห้องเรียนมากขึ้น จึงมีความสนใจที่จะน าการใช้วิธีการสืบเสาะแบบ 7E มาใช้ในการจัดการ เรียนการสอนตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาเคมี


2 เรื่องจ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน ของหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องอะตอมและสมบัติของ ธาตุ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน หลังการ เรียนตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7E เทียบกับเกณฑ์ที่ก าหนดร้อยละ 70 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน ก่อนและ หลังการเรียนตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7E 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 7E 3. วิธีการด าเนินการ การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ในการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เนินการ ตามขั้นตอนดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง จ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละ ระดับพลังงาน ตามขั้นตอน ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ปรับปรุง พุทธศักราช 2560 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยพิจารณาหลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง ความคิดรวบยอด แนวการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ในการวิจัย ศึกษาวิธีเขียนแผนการจัดการ เรียนรู้เพื่อให้ไดแนวทางในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ก าหนดรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ 1.2 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้จ านวน 1 แผนการจัดการเรียนรู้ดังนี้ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง จ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน (เวลา 100 นาที) 1.3 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่เขียนเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เพื่อพิจารณา ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา จุดประสงค์กิจกรรมและการประเมิน แล้วน ามาปรับปรุงแก้ไข ตามข้อเสนอแนะ 1.4 ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอของอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย ให้เหมาะสม และน าไปใช้ในการวิจัย


3 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องจ านวนอิแล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก ผู้วิจัยมีขั้นตอนการสร้างและ พัฒนา ดังนี้ 2.1 วิเคราะห์จุดประสงค์ของเนื้อหาเรื่อง จ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อสร้างแบบทดสอบให้มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาและจุดประสงค์ 2.2 ศึกษาหลักการ ทฤษฎีในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3 วิเคราะห์เนื้อหาสาระและตัวชี้วัด/มาตรฐานการเรียนรู้เรื่องจ านวนอิเล็กตรอนในแต่ ละระดับพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระและตัวชี้วัด และมุ่งวัดพฤติกรรมตามล าดับขั้นการเรียนรู้ที่สูงกว่าการจ า ไดแกความรู้(Knowledge) ความเข้าใจ (Comprehension) การน าความรู้ไปประยุกต์ (Application) การวิเคราะห์ (Analysis) การ สังเคราะห (Synthesis) การประเมินค่า (Evaluation) เรื่องจ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประกอบด้วยแบบทดสอบที่ใช้ส าหรับทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จ านวน 10 ข้อ แล้วสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบ 2.5 ตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านเนื้อหา ความถูกต้อง การใช้ภาษา โดยอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย 2.6 แก้ไข ปรับปรุงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตามข้อเสนอแนะและ ค าแนะน าของอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย น าขอสอบที่ผานการหาคุณภาพความยากงาย คาอ านาจจ าแนก แลวไปหาคาความเชื่อมั่น โดยวิธี KR-20 ของคูเดอร-ริชารดสัน (Kuder-Richardson ซึ่งไดคาความ เชื่อมั่นเทากับ 0.50 2.7 น าแบบทดสอบไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จ านวน 27 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์อ าเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ 3. แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เรียนรู ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างและพัฒนาแบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสาร ต ารา งานวิจัยที่เกี่ยวกับการสร้างแบบประเมิน แล้วรวบรวมตาม แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินเกี่ยวกับการเรียนการสอนโดยใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ 3.2 ศึกษาการสร้างประเมินประเภทต่างๆ จากหนังสือการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้การ สร้างแบบสอบถามและการใช้(เกื้อ กระแสโสม. 2559 : 91 - 98) 3.3 ศึกษารวบรวมความรู้และข้อคิดเห็นจากข้อ 1-2 ก าหนดรูปแบบใบประเมิน


4 3.4 สร้างแบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนรู้หรือดัดแปลง ซึ่งเป็นแบบมาตราสวน ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ ความพึงพอใจมากที่สุด ความพึงพอใจมาก ความพึงพอใจ ปานกลาง ความพึงพอใจน้อย และความพึงพอใจน้อยที่สุด 3.5 ผู้วิจัยน าแบบประเมินที่สร้างขึ้นให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย พิจารณาความถูกต้อง ส านวนภาษาที่ใช้ของแต่ละข้อความ 3.6 แก้ไข ปรับปรุงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตามข้อเสนอแนะและ ค าแนะน าของอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย 3.7 น าแบบประเมินที่ปรับปรุงแล้วไปใช้กับนักเรียน จ านวน 27 คนแล้วน ามาวิเคราะห์หา ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมิน โดยใช้วิธีหาค่าสัมประสิทธ์แอลฟา (Alpha Coeffcient) ตามวิธี ของครอนบาค (Crombach) ซึ่งไดคาความเชื่อมั่นเทากับ 0.86 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่องจ านวนอิเล็กตรอนในระดับพลังงาน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จ านวน 10 ขอ ใช้เวลา 15 นาทีซึ่งท าการสอบในเวลาเรียน เพื่อศึกษาความรูพื้นฐานของนักเรียนแล้วท าการเก็บข้อมูลที่ได้จาก การท าแบบทดสอบไว้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป 2. ด าเนินการทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องจ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละระดับ พลังงาน โดยใช้สื่อการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ทดลองสอนกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์จากนั้น ด าเนินการท าใบงานท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ - หลังจากเรียนบทเรียนครบแล้ว ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยใช้แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดียวกับการทดสอบก่อน เรียน - ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างตอบแบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ในการจัดการ เรียนรูแบบสืบเสาะหาความรู้7E เรื่องจ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังจากเรียนครบ จ านวน 10 ข้อ 3. น าคะแนนที่ได้จากแบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน และน าคะแนนที่ได้จากแบบ วัดความพึงพอใจต่อการเรียนรู้มาหาค่าทางสถิติต่อไป


5 4. สรุปผล การด าเนินการวิจัยในครั้งนี้ ได้ข้อสรุปผลการวิจัย ต่อไปนี้ 1. ความสามารถในการเรียนรู้หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7E มีนักเรียนที่ได้คะแนนต่ าสุด เท่ากับ 4 คะแนน และคะแนนสูงสุด เท่ากับ 10คะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับร้อยละ 72.22 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์ที่ก าหนดร้อยละ 70 2. ความสามารถในการเรียนรู้หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7E มีนักเรียนที่ได้คะแนนต่ าสุด เท่ากับ 5 คะแนน และคะแนนสูงสุด เท่ากับ 10คะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับร้อยละ 72.22 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์ที่ก าหนดร้อยละ 70 และพบว่าค่าสถิติ t มีค่าเท่ากับ 11.53 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% แสดงว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง จ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน หลังการเรียนตาม แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7E สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. หลังเรียนจากการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้ 7E วิชาเคมี เรื่องจ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นักเรียนเกือบ ทั้งหมดมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7E วิชาเคมีเรื่อง แรงและพลังงาน อยู่ในระดับมาก (X̅ = 4.34) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.70 นอกจากนี้มี ข้อมูลสรุปได้ว่า ทุกคนมีความรู้สึกในทางบวกต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ 7E โดยได้ความรู้ใหม่จากการศึกษาค้นคว้าและการเรียนรู้ วิธีการคิดวิเคราะห์ที่ดี เรียนแล้วสนุก ช่วยพัฒนาความร่วมมือในการท างานกลุ่ม มีสมาธิในการเรียน กล้าแสดงออก โดยเฉพาะสิ่งที่ได้จากการเรียนสามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวัน 5. ประโยชน์ที่ได้รับ 1. นักเรียนได้ฝึกความคิดและฝึกการกระท า ท าให้ได้เรียนรู้วิธีจัดระบบความคิดและวิธี สืบเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ท าให้ความรู้คงทนและถ่ายโอนความรู้ได้ พร้อมทั้งมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดีขึ้น 2. ผู้สอนได้พัฒนารูปแบบการสอนเพื่อให้นักเรียนมีความสนใจและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้น 3. โรงเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการประเมินระดับชาติตามเกณฑ์มาตรฐาน


6 6. บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : องค์ การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. ( 2536). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. คะนึงนิจ อุทิศ. (2552). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียน โดยใช้แบบฝึก ทักษะ เรื่องสารและสมบัติของสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. (ออนไลน์). เข้าถึง ได้จาก: https://goo.gl/JGMzWu. สืบค้น 19 กันยายน 2563. จรรยา โห๊ะนาบุตร. (2556). การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (7E's) ที่มีต่อความสามารถ ในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดทรงธรรม จังหวัดสมุทรปราการ. (ออนไลน์). เข้ าถึงได้จ าก : http://cms.dru.ac.th/jspui/handle/123456789/760. สืบค้น 1 9 กันยายน 2563. ทัศนา แขมมญี. (2545). กระบวนการเรียนรู้: ความหมายทางการพัฒนา และปัญหาข้อข้องใจ. กรุงเทพฯ: พัฒนาคุณภาพวิชาการ ทูนตะวัน ภาษีธรรม. (2555). การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7E. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : https://www.gotoknow.org/posts/211413. สืบค้น 21 ตุลาคม 2563. นัสรินทร์ บือซา. (2558). ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM Education) ที่มี ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา ความสามารถในการแก้ปัญหาและความพึงพอใจต่อ การจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://kb.psu.ac.th/psukb/handle/2016/10625. สืบค้น 21 ตุลาคม 2563


Flowchart ชื่อเรื่อง : การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่อง จ านวนอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงานและความ พึงพอใจที่มีต่อวิชาเคมีโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7E ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทนวัตรการรม : ด้านการจัดการเรียนรู้ ผู้จัดท า : นางสาวสุภาวดี อินแมน โรงเรียน : สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 1. การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ 2. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ศึกษาหลักสูตร แกนกลางการศึกษา เขียนแผนการจัดการ เรียนรู้ น าแผนการจัดการเรียนรู้เสนอ ต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย ปรับปรุงแผนการ จัดการเรียนรู้ตาม ข้อเสนอแนะ น าแผนการจัดการเรียนรู้ ไปใช้สอนนักเรียนเพื่อท า การวิจัย วิเคราะห์จุดประสงค์ ของเนื้อหา ศึกษาหลักการ ทฤษฎีการสร้าง แบบทดสอบ วิเคราะห์เนื้อหาสาระ ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ สร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ตรวจสอบคุณภาพ แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน แก้ไข ปรับปรุง แบบทดสอบ น าแบบทดสอบไปใช้ กับนักเรียน


8 3. การสร้างแบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เรียนรู 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ศึกษางานวิจัยที่ เกี่ยวกับการสร้าง แบบประเมิน ศึกษาการสร้างแบบ ประเมินต่างๆ ก าหนดรูปแบบใบประเมิน สร้างแบบประเมิน น าแบบประเมินให้ อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย พิจารณาความถูกต้อง แก้ไข้ ปรับปรุงแบบ ประเมินตาม ข้อเสนอแนะ น าแบบประเมินไปใช้ กับนักเรียน ให้นักเรียนทดสอบ ก่อนเรียน ด าเนินการทดลองใช้ แผนการจัดการ เรียนรู้ ทดสอบหลังเรียน ให้นักเรียนท าการ ประเมินความพึง พอใจ รวบรวมคะแนนสอบก่อน เรียน หลังเรียน และคะแนน แบบประเมินความพึงพอใจไป หาค่าสถิติต่อไป


9 ภาพกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน


10 ภาพกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน


รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง การบริหารจัดการศึกษาตามแนวคิดหลักการจุดประกาย(SPARK)ของโรงเรียนสะเดาใหญ่ ประชาสรรค์ ผู้จัดทำ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา โรเงรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ปี พ.ศ. 2564 ประเภทนวัตกรรม □ ด้านบริหารจัดการ □ ด้านหลักสูตร □ ด้านการจัดการเรียนรู้ □ ด้านสื่อและเทคโนโลยี □ ด้านวัดและประเมินผล 1. หลักการ 1.1 ความยั่งยืน (Sustainability : S) หมายถึง การจัดกระบวนการทำงานที่ก่อให้เกิด วัฒนธรรมคุณภาพ ซึ่งหมายถึงองค์กรมีระบบการทำงานที่เข้มแข็ง ระบบเป็นตัวสร้างประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล 1.2 การมีส่วนร่วม (Participation : P) หมายถึง การให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบตามกรอบที่ได้ร่วมกันกำหนด 1.3 ความสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบ (Accountability : A) หมายถึง การสร้างและประสาน ใจให้ครูและบุคลากรทุกคนเกิดอุดมคติที่ว่าผลผลิตของเราคือคุณภาพผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของ องค์กร 1.4 ความเคารพและให้เกียรติต่อตนเองและผู้อื่น (Respect : R) หมายถึง ความเชื่อที่ว่าครู และบุคลากร มีศักยภาพพัฒนางานในหน้าที่ มีภาวะผู้นำ สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จได้ ผู้บริหารจึงให้เกียรติและส่งเสริมสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทุกคนใช้ศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ปฏิบัติ หน้าที่อย่างเต็มตามศักยภาพ 1.5 การส่งเสริมและยกระดับความรู้ ( Knowledge : K ) หมายถึง การสร้างความเชื่อมั่น ในการปฏิบัติงานให้ครูและบุคลากร โดยการส่งเสริมสนับสนุนให้เข้า รับการพัฒนาตนเองจากสถาบัน ต่าง ๆ และที่สำคัญโรงเรียนจัดโครงการพัฒนายกระดับความรู้ทั้งความรู้ด้านเทคนิคการจัดการเรียนการ สอน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและศาสตร์แขนงใหม่ เพื่อให้เป็นผู้นำทางความรู้


2 2. วัตถุประสงค์ เพื่อให้โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์มีหลักในการบริหารจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพ ปัญหาและความต้องการ 3. วิธีดำเนินการ องค์ประกอบหลักในการดำเนินงาน การบริหารจัดการศึกษาโดยยึดหลัก SPARK ในการ บริหารงานเพื่อช่วยสะท้อนความรับผิดชอบขององค์การที่มีต่อประชาชน สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง เป็นตัวขับเคลื่อนในการดำเนินการตามพันธกิจให้บรรลุวิสัยทัศน์อันพึงประสงค์ของโรงเรียนสะเดาใหญ่ ประชาสรรค์ เป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการ โดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA เป็นกระบวนการในการ พัฒนาครู มีการดำเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะเตรียมการ ระยะปฏิบัติการ และระยะการติดตามผล โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ ระยะเตรียมการ (Preparation) เป็นระยะที่มีความสำคัญมากในการดำเนินงานทุกอย่างต้องมีการวางแผน มีการ กำหนดเป็นกรอบด้านนโยบายขององค์กรที่ชัดเจนและต้องมีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบเพื่อให้การ ดำเนินงานนำแผนและนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ดังมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. การวางแผน (Plan : P) เป็นการเตรียมการดำเนินงานที่ผู้บริหารโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ผู้เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการ ดังนี้ 1.1 ศึกษาความต้องการ จำเป็น (SWOT) 1.2 ประชุมวางแผนพัฒนา กำหนดกลยุทธ/แผนการพัฒนา/โครงการ 1.3 เตรียมหลักสูตรการพัฒนา 1.4 กำหนดรูปแบบและกิจกรรม ระยะปฏิบัติการ (Implementation) 2. การนำแผนสู่การปฏิบัติ (Do : D) เป็นระยะในการดำเนินงานที่ผู้บริหาร โรงเรียน ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนการปฏิบัติในการดำเนินการบริหารจัดการรู้ โดยมีกระบวนการพัฒนาครู ตามขั้นตอนในการดำเนินการ โดยมีการบูรณาวิธีการอย่างหลากหลายสู่ การปฏิบัติ ระยะการติดตามผล (Follow-up) 3. การติดตาม ตรวจสอบ ทบทวน ปรับปรุง ประเมินผล (Check : C) หมายถึง กระบวนการในติดตาม ตรวจสอบ ทบทวน ปรับปรุง และประเมินผลการดำเนินงานให้เป็นด้วยความ เรียบร้อย ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีการดำเนินการ ดังนี้ 3.1 การจัดกิจกรรม PLC ก่อนการดำเนินงาน


3 3.2 นำผลมาทบทวน ไตร่ตรองผลโดยมีการนำข้อมูลป้อนกลับจากการ ดำเนินการในครั้งที่ผ่านมา มาใช้ในการจัดการดำเนินการในคราวต่อไป 3.3 การสะท้อนผล (Action : A) หมายถึง กระบวนการในการสรุปผล รายงานงานผล นำผลที่ได้มาสังเคราะห์ จัดกระทำ เพื่อให้สารสนเทศในการพัฒนาครูด้านการจัดการ เรียนรู้คราวต่อไป โดยมีการดำเนินการ ดังนี้ 1) วิเคราะห์สังเคราะห์ผลการประเมิน แก้ไขปรับปรุงการบริหารจัดการ ในการให้ข้อมูลป้อนกลับให้มีความสมบูรณ์ 3.6.2 สรุปผลการประเมินการให้ข้อมูลป้อนกลับ 3.6.3 การรายงานผลการดำเนินการให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ 4. สรุปผล ผลการประเมินการบริหารจัดการโรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ที่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 4.1 ประเมินความพึงพอใจต่อกระบวนการบริหารจัดการศึกษา อยู่ในระดับมาก 4.2 ประเมินความพึงพอใจต่อการใช้หลักการบริหารจัดการศึกษาโดยยึดหลัก SPARK อยู่ ในระดับมาก 5. ประโยชน์ที่ได้รับ 5.1 โรงเรียนมีหลักการบริหารจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ 5.2 สถานศึกษาอื่น สามารถนำไปประยุกต์ตามบริบทและความเหมาะสมได้ 6. การเผยแพร่ (ถ้ามี) 7. บรรณานุกรม เกษม วัฒนชัย. (2545). การปฏิรูปการศึกษาไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน. คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน. (2545). รายงานฉบับสังเคราะห์ จากวิกฤติสู่โอกาส สิ่งที่ยังท้าทายการปฏิรูปการศึกษาของไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษา แห่งชาติ. ฉลาด จันทรสมบัติ. (2551). รูปแบบการจัดการความรู้ในการประกันคุณภาพการศึกษาคณะ ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, วารสารมนุษยศาสตร์. 15(1): 25-38.


4 เฉลิมชัย หาญกล้า. (2543). การบริหารคุณภาพในสถานศึกษา, ในเอกสารประกอบการประชุม ทางวิชาการชมรมดุษฎีบัณฑิต ภาควิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. หน้า 62-68. กรุงเทพฯ: ภาควิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ฉวีวรรณ โยคิน. (2561). รูปแบบการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. ในวารสารวิชาการ ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มีนาคม 2561 หน้า 27 - 37. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ: สกสค. ลาดพร้าว. ชินภัทร ภูมิรัตน. (2547). การจัดการความรู้ในการจัดการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา. ทิศนา แขมมณี, และคนอื่นๆ. (2547). รายงานการวิจัยและพัฒนารูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้ ทั้งโรงเรียน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์, และคณะ. (2547). การพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ. โรงเรียนเทศบาลบ้านแมด จังหวัดมหาสารคาม. รายงานการวิจัย. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สมาน อัศวภูมิ. (2551). การบริหารการศึกษาสมัยใหม่: แนวคิด ทฤษฎี และการปฏิบัติ. (พิมพ์ ครั้งที่ 4). อุบลราชธานี: อุบลกิจออฟเซ็ต. . (2537). การพัฒนารูปแบบการบริหารการประถมศึกษาระดับจังหวัด(วิทยานิพนธ์ครุ ศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. . (2550). การใช้วิจัยพัฒนารูปแบบในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก. อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. Keeves, P. J. (1988). Model and Model Building, Educational Research, Methodology and Measurement: An International Handbook. Oxford : Pergamon. Lovett, S. (2002). Teacher Learning and Development in Primary Schools : A View Gained Ghrough the National Education Monitoring Project(Doctor’s Thesis), Canterbury: University of Canterbur.


5 8. ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version