3. วิธีดำเนินการ 1. การวิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้ 2. การศึกษาและเลือกนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้ 3. การออกแบบนวัตกรรมแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา 4. การสร้างนวัตกรรมแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา 5. การตรวจคุณภาพของนวัตกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญ 6. การตรวจสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมโดยการทดลองใช้ 7. การรายงานผลการพัฒนานวัตกรรม 4. สรุปผล 1. ผลการเปรียบเทียบคะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าคะแนน การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนของ การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเป็น 10.60 และคะแนนของการทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเป็น 22.33 2. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ของไหล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับ 76.17/ 74.44 โดยคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของแบบฝึกทักษะรายชุดแล้วนำมาหา ค่าเฉลี่ยแล้วคิดเป็นร้อยละ 76.17 คะแนนจากการวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของนักเรียน แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย แล้วคิดเป็นร้อยละ 74.44 3. ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ของไหล โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อแล้วเรียงอันดับจากมากไปน้อยได้ 3 อันดับแรก ได้แก่ แบบฝึกทักษะช่วยให้นักเรียนมีความรู้ และทักษะในเรื่องเรียนมากขึ้น แบบฝึกทักษะมีการกำหนด วัตถุประสงค์ของการเรียนไว้อย่างชัดเจนและการออกแบบเนื้อหาของแบบฝึกทักษะเหมาะสมกับกับความ สนใจ ความถนัดและความสามารถของนักเรียน 5. ประโยชน์ที่ได้รับ 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์วิชาฟิสิกส์ที่สูงขึ้น 2. ครูได้สื่อการเรียนการสอนแบบออนไลน์ 3. เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน
6. การเผยแพร่ แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่องของไหล แบบออนไลน์ 7. อ้างอิง กรมวิชาการ. การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2545. . แนวทางการบริหารโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2538. กระทรวงศึกษาธิการ. ความคิดสร้างสรรค์หลักการทฤษฎีการเรียนการสอนการวัดผลประเมินผล. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุสภา, 2535. . คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ พุทธศักราช 2544. กรุงเทพมหานคร : องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.), 2544. . พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545. กรุงเทพมหานคร : คุรุสภา, 2546. . หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2551. กาญจนา คุณารักษ์. การออกแบบการเรียนการสอน. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2539. กีรติ สายสิงห์. การพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาฟิสิกส์เรื่อง ของไหล สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษาและการสอน (มัธยมศึกษา). อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี, 2551. ชนาธิป พรกุล. การออกแบบการสอน การบูรณาการ การอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551. ชวลิต ชูกำแพง. การวิจัยหลักสูตรและการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 2. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัย มหาสารคาม, 2553. <http://www.stv.ac.th/paper/dussadee/report.pdf> 13 มีนาคม 2559. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน). รายงานผลการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3, 2558. <http//www.niets.or.th.> 4 กันยายน 2560. . รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3. 2559. <http//www.niets.or.th.> 4 กันยายน 2560. สมนึก ภัททิยธนี. การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. มหาสารคาม: ภาควิชาวิจัยและพัฒนา การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2541. Bock, Susanne, “Developing Materials for the Study of Literature.” English Teaching Forum 31, 63 Z (July 1993) : 2 – 4.
Bloom, Benjamins. Human Characteristics and School Learning. New York : McGraw-Hill Book Company, 1976. Chukwu, Joseph. A Study of Heuristic Strategies and Their User in Solving Mathematical Problem. Dissertation Abstracts international. 47 ( Jan 1987) : 2492 – A. Clarkson, S. P.. A Study of the Relationship among Translation and Problem Solving Abilities. Dissertation Abstracts International 39 (January 1979): 4101-A. Hall, D. W.. A study of the relationship between estimation and mathematical problem solving among fifth grade students. Dissertation Abstracts International 37, 1979. Havighurst, R. J. and B. L. Neugarten. Society and Education. Boston : Allyn and Becon, Inc. 1969. Hovland, Lumsdaine and Sheffield. Cited in Goodman, R.I.,Fletcher, K.A. and Schneider, E.W. 1980. The effectiveness Index as a comparative measure in
ภาคผนวก
ชื่อเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้ปัญหาวิชาฟิสิกส์ เรื่อง ของไหล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประเภทนวัตกรรม ด้านสื่อและเทคโนโลยี ผู้จัดทำ นายเอกวัฒน์ ทาศรีภู โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ขั้นตอนการใช้นวัตกรรม
เผยแพร่ผลงานทางออนไลน์ ในรูปแบบ e-book https://pubhtml5.com/ohil/ptrr
รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาของนักเรียนชั้น ม.๕ ด้วยโครงงานวิทยาสาสตร์ ผู้จัดทำ นางสาวดวงสุดา ชูลำภู โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ประเภทนวัตกรรม □ ด้านบริหารจัดการ □ ด้านหลักสูตร □ ด้านจัดการเรียนรู้ □ ด้านสื่อและเทคโนโลยี □ ด้านวัดและประเมินผล 1. หลักการ ในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก วิทยาศาสตร์เป็นการเรียนการสอนเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีการสำรวจ ค้นหา ทดลองและสามารถ พิสูจน์ได้จริงอีกทั้งวิทยาศาสตร์ยังมีความส าคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะ เห็นได้ว่าประเทศที่มีการพัฒนาจะมีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษาและ เทคโนโลยีที่ทันสมัย การเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทำให้เกิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้น ตลอดเวลา ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการ จัดการเรียนการสอนให้ทันยุคสมัย มุ่งเน้นทักษะ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และให้นักเรียนสามารถ นำไปใช้ได้จริง ซึ่งหากการจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์มีความเจริญก้าวหน้า ก็จะส่งผลดีต่อการ พัฒนาและเจริญก้าวหน้าของประเทศให้ดียิ่งขึ้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน นั้นการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่มีครูเป็นผู้กระตุ้นเพื่อนำความ สนใจที่เกิดจากตัวนักเรียนมาใช้ในการทำกิจกรรมค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวนักเรียนเอง นำไปสู่การเพิ่ม ความรู้ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติ การฟังและการสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญ โดยนักเรียนมีการเรียนรู้ผ่าน กระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม ที่จะนำมาสู่การสรุปความรู้ใหม่ มีการเขียนกระบวนการจัดทำโครงงานและ ได้ผลการจัดกิจกรรมเป็นผลงานแบบรูปธรรม (ดุษฎี โยเหลาและคณะ, 2557: 19-20) การเรียนรู้แบบ โครงงาน เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มีผู้ให้ความสนใจมากในปัจจุบัน McDonell (2007) ได้กล่าวว่า การเรียนรู้ แบบโครงงานเป็นรูปแบบหนึ่งของ Child- centered Approach ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำงานตาม ระดับทักษะที่ตนเองมีอยู่ เป็นเรื่องที่สนใจและรู้สึกสบายใจที่จะทำ นักเรียนได้รับสิทธิในการเลือกว่าจะตั้ง คำถามอะไร และต้องการผลผลิตอะไรจากการทำงานชิ้นนี้ โดยครูทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์และจัด ประสบการณ์ให้แก่นักเรียน สนับสนุนการแก้ไขปัญหา และสร้างแรงจูงใจให้แก่นักเรียน โดยลักษณะของ การเรียนรู้แบบโครงงาน มีดังนี้ • นักเรียนกำหนดการเรียนรู้ของตนเอง • เชื่อมโยงกับชีวิตจริง สิ่งแวดล้อมจริง • มีฐานจากการวิจัย หรือ องค์ความรู้ที่เคยมี • ใช้แหล่งข้อมูล หลายแหล่ง • ฝังตรึงด้วยความรู้และทักษะบางอย่าง (embedded with knowledge and skills) • ใช้เวลามากพอในการสร้างผลงาน • มีผลผลิต แนวคิดที่ 1 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ของ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาและ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้นำเสนอขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ไว้ 4 ขั้นตอน ดังนี้
ภาพ 1 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการ 1. ขั้นนำเสนอ หมายถึง ขั้นที่ผู้สอนให้ผู้เรียนศึกษาใบความรู้ กำหนดสถานการณ์ ศึกษา สถานการณ์ เล่นเกม ดูรูปภาพ หรือผู้สอนใช้เทคนิคการตั้งคำถามเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้ที่กำหนดใน แผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผน เช่น สาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรและสาระการเรียนรู้ที่เป็นขั้นตอนของ โครงงานเพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการเรียนรู้ 2. ขั้นวางแผน หมายถึง ขั้นที่ผู้เรียนร่วมกันวางแผน โดยการระดมความคิด อภิปรายหารือ ข้อสรุปของกลุ่ม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ 3. ขั้นปฏิบัติ หมายถึง ขั้นที่ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม เขียนสรุปรายงานผลที่เกิดขึ้นจากการวางแผน ร่วมกัน 4. ขั้นประเมินผล หมายถึง ขั้นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง โดยให้บรรลุจุดประสงค์การ เรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีผู้สอน ผู้เรียนและเพื่อนร่วมกันประเมิน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยาด้วยการเรียนรู้แบบการใช้โครงงานเป็นฐาน ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ยังอยู่ในระดับที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ คือ มีระดับคะแนนต่ำ กว่าเกณฑ์ (ร้อยละ 70) เนื่องจากปัจจัยหลายประการที่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอน ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา ดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าจึงได้ทำนวัตกรรมนี้เพื่อมุ่งเน้นให้ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2563 ได้มีการพัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบโครงงานเป็นฐาน ซึ่งจะช่วยเพิ่ม ผลสัมฤทธิ์ต่อการเรียนเน้นฝึกปฏิบัติและใช้ความคิดร่วมกันด้วยกระบวนการกลุ่มเปิดโอกาสให้นักเรียนมี ส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ในด้านเนื้อหา และทักษะการปฏิบัติงาน ผู้วิจัยเห็นถึง ปัญหาและประโยชน์ ในอนาคตทางการศึกษาจึงได้ทำวิจัยเรื่องนี้เพื่อ ประโยชน์สำ หรับการศึกษาต่อไป 2. วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาวิชีววิทยาด้วยการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3. วิธีดำเนินการ 1. แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มๆละ5-6 คน และบอกข้อตกลง การเรียนการสอน 2. ให้นักเรียนคิดชื่อเรื่องโครงงาน และเขียนเค้าโครง โครงงาน 3. ดำเนินการตามปฏิทินในการดำเนินงานของนักเรียน
4. เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมนักเรียนจะต้องส่ง ผลงาน รูปเล่มรายงานโครงการ และมีการนำเสนอ ผลงานในรูปแบบต่างๆ 4. สรุปผล นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 76.67 นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย มีการร่วมมือกันในกลุ่มเพื่อช่วยกันคิด วิเคราะห์ แสดงความเห็น และ สรุปผลใน กิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างดี ซึ่งกระบวนการกลุ่มช่วยให้นักเรียนเกิดการคิด อย่างมีระบบขึ้น จากการวิจัยพบว่า การดา เนินการจัดการเรียนรู้ด้วยการเรียนรู้แบบกระบวนการกลุ่มใน ชั้นเรียน ช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้น 5. ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา แบบใช้โครงงานเป็นฐาน ของนักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนที่สูงขึ้น 2. นักเรียนในกลุ่มที่ทำการวิจัยมีปฏิสัมพันธ์เพื่อช่วยกันทางานกลุ่มในชั้นเรียนก่อให้เกิดทักษะ การร่วมคิดและสรุปผล 3. นักเรียนมีความสนใจ กระตือรือร้น มีวินัย มีความรับผิดชอบและมีความตั้งใจในการเรียนมากขึ้น 6. การเผยแพร่ (ถ้ามี) - 7. บรรณานุกรม ดุษฎี โยเหลาและคณะ, 2557: 19-20(ที่มา:https://candmbsri.wordpress.com/2015/04/08)
ภาคผนวก รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาของนักเรียนชั้น ม.๕ ด้วยโครงงานวิทยาสาสตร์ ประเภทนวัตกรรม ด้านการจัดการเรียนรู้ ผู้จัดทํา นางสาวดวงสุดา ชูลำภู โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร
รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง การจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ในรายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๒๓๑๐๒ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ผู้จัดทำ นางสาวขนิษฐา ปัญญา โรงเรียน โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ประเภทนวัตกรรม ด้านบริหารจัดการ ด้านหลักสูตร ด้านจัดการเรียนรู้ ด้านสื่อและเทคโนโลยี ด้านวัดและประเมินผล ๑. หลักการ การอ่านเป็นทักษะที่สำคัญทางภาษา เป็นกระบวนการในการค้นหาความหมายในสิ่งที่อ่านเพื่อให้ ได้ความรู้ ความคิด หรือความบันเทิง ผู้ที่อ่านมากย่อมมีความรู้และโลกทัศน์ที่กว้างขวาง แต่อย่างไรก็ ตามผู้อ่านจะต้องเลือกเอกสารที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและให้เกิดความคิดที่ดี โดยผู้อ่านต้องรู้จักคิดและอย่า เชื่อทุกเรื่องที่อ่าน และรู้จักเชื่อมโยงความรู้จากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง การอ่านยังสามารถช่วยให้รู้ ข่าวสารข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงการดำเนินชีวิตของตน ด้วยความสำคัญของการอ่านที่มีต่อทุกคน กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับทักษะ การอ่านเป็นอย่างมากและยังได้กำหนดให้มีการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย ในหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่1 การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ม.๓/1 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้องเหมาะสม กับเรื่องที่อ่าน ตัวชี้วัด ม.๓/3 ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดของข้อมูลที่สนับสนุนจากเรื่องที่ อ่าน ตัวชี้วัด ม.๓/4 อ่านเรื่องต่างๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความและรายงาน โดยกำหนดคุณภาพของผู้เรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ว่าต้องมีความสามารถอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย จับ ใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และ เขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้ วิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมี เหตุผล ลำดับความอย่างมีขั้นตอนและความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมินความถูกต้องของ ข้อมูลที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ทำให้เห็นว่า การอ่านเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ เป็นยุคของการสื่อสารแบบเครือข่ายสังคมออนไลน์(Social Network) ที่ผู้เรียนส่วนใหญ่จะรับรู้ข่าวสาร ต่าง ๆ จากสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงได้ง่าย โดยที่ข้อมูลบางส่วนยังไม่ได้รับการตรวจสอบว่าจริงหรือ เท็จ ผู้เรียนต้องพิจารณาข้อมูลที่ได้รับอย่างมีวิจารณญาณ ดังนั้นครูผู้สอนจึงคิดการจัดการเรียนการสอน ด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ในรายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๒๓๑๐๒ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๓ โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์อำเภอขุขันธ์จังหวัดศรีสะเกษ ขึ้น เพื่อพัฒนาการอ่านของผู้เรียน มีประสิทธิภาพมากขึ้น
๒. วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ในรายวิชา ภาษาไทย รหัสวิชา ท ๓๒๑๐๒ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ๒. เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ๓. เพื่อให้นักเรียนยกผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ๓. วิธีดำเนินการ ในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ในรายวิชา ภาษาไทย รหัสวิชา ท ๓๒๑๐๒ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ ๑. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๑.๑ ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา 25๖๓ จำนวน ๕ ห้องเรียน รวม ๒๗ คน ๑.๒ กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา 25๖๓ ซึ่ง ได้จากการเลือกแบบการสุ่ม จำนวน ๑๕ คน ๒. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ใน รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๒๓๑๐๒ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์อำเภอขุขันธ์จังหวัดศรีสะเกษ มีดังนี้ ๒.๑ หลักสูตรโรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ พุทธศักราช ๒๕๖๑ ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๒.๒ แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๒๓๑๐๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ๒.๓ หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานภาษาไทย วิวิธภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ กระทรวงศึกษาธิการ ๒.๔ แบบทดสอบหลังเรียนรายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๒๓๑๐๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ๓. วิธีดำเนินการทดลอง ในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ใน รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๓๒๑๐๒ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ดำเนินการทดลองตามขั้นตอนดังนี้ ๓.๑ วิเคราะห์หลักสูตรโรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ พุทธศักราช ๒๕๖๑ ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชา ภาษาไทย รหัสวิชา ท ๓๒๑๐๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
๓.๒ ออกแบบการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๓๒๑๐๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ จากหลักสูตรโรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ พุทธศักราช ๒๕๖๑ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ๓.๓ จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๓๒๑๐๒ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๓ โดยเน้นให้นักเรียนได้อ่านออกเสียง ตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน และสรุปเรื่องที่อ่านเป็นแผนผัง ความคิดได้ ๓.๔ สอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดและทำแบบทดสอบ หลังเรียน ๔. ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา 25๖๓ ๔. สรุปผล จากการจัดการเรียนการสอนโดยใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ในรายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๓๒๑๐๒ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสะเดาใหญ่- ประชาสรรค์อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ผลปรากฏว่า เมื่อนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ครูผู้สอนนวัตกรรม การจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. มาใช้ นักเรียนมีพัฒนาการทักษะด้านการอ่าน และผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทยที่ดีขึ้น โดยดูจากคะแนนการทำแบบทดสอบหลังเรียนที่เพิ่ม มากขึ้น และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทยที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน อีกทั้งนักเรียนยัง สามารถนำทักษะการอ่านไปประยุกต์ใช้กับการเรียนในรายวิชาอื่น ๆ ได้ ๕. ประโยชน์ที่ได้รับ ๑. ได้นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ในรายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๓๒๑๐๒ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ๒. สามารถพัฒนาทักษะด้านการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ให้ดีขึ้นได้ ๓. สามารถยกผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ให้ดีขึ้น ได้ ๖. การเผยแพร่ (ถ้ามี) - ๗. บรรณานุกรม จุไรลักษณ์ ลักษณศิริ. (2543 ). ภาษากับการสื่อสาร . นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากรณ์. ฉวีลักษณ์ บุณยะกาญจน. ( 2547). จิตวิทยาการอ่าน.กรุงเทพฯ : ธารอักษร. ฉวีวรรณ คูหาภินันท์. (2542). การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน. กรุงเทพฯ : โสภณการพิมพ์. ประภาศรีสีหอำไพ. (2543) Edward Lee Thorndike. วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยม. กรุงเทพมหานคร : วัฒนาพานิช. สุชาติ พงษ์พานิช. (2546). อ่านได้อ่านดี. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์เพิ่มทรัพย์การพิมพ์. วิเชียร เกษประทุม. (2551 ). การพัฒนาทักษะทางภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เพิ่มทรัพย์การ พิมพ์.
- Model ของนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ใน รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๓๒๑๐๒ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสะเดาใหญ่ ประชาสรรค์อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ - ภาพกิจกรรม - ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้
Model ชื่อเรื่อง การจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ในรายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๒๓๑๐๒ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ประเภทนวัตกรรม ด้านจัดการเรียนรู้ ผู้จัดทำ นางสาวขนิษฐา ปัญญา โรงเรียน โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 การจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. R.K.M. เป็นการจัดการเรียนการสอน ๓ ขั้นตอนดังนี้ โดยมีแนวคิดมาจากทฤษฎีการสอนแบบ ๓R๘C ซึ่งเป็นกระบวนการสอนอย่างหนึ่งที่ให้ผู้เรียน เรียนรู้ได้๓R ได้แก่ ๑. Reading คือ อ่านออก ๒. Writing คือ เขียนได้ และ ๓. Arithmatic คือ มี ทักษะในการคำนวณ ๘C ได้แก่ ๑. Critical Thinking and Problem Solving คือ มีทักษะในการคิด วิเคราะห์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแก้ไขปัญหาได้๒. Creativity and Innovation คือ คิดอย่าง สร้างสรรค์คิดเชิงนวัตกรรม ๓. Collaboration Teamwork and Leadership คือ ความร่วมมือ การ ทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ ๔. Communication Information and Media Literacy คือ ทักษะ ในการสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ ๕. Cross-cultural Understanding คือ ความเข้าใจความแตกต่าง ทางวัฒนธรรม ๖. Computing and ICT Literacy คือทักษะการสื่อสาร และการรู้เท่าทันเทคโนโลยี๗. Career and Learning Skills คือ ทักษะทางอาชีพ และการเรียนรู้๘.Compassion คือ มีคุณธรรม มี เมตตา กรุณา มีระเบียบวินัย นำมาประยุกต์กับการเขียนสรุปเป็นแผนผังความคิด ซึ่งการจัดการเรียนการ สอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. มี ๓ ขั้นตอน ได้แก่ ๑. Reading คือ อ่านออก ครูสุ่มให้นักเรียนได้ ฝึกการอ่านทั้งอ่านออกเสียง เพื่อให้ทราบว่านักเรียนคนใดอ่านไม่ได้ อ่านไม่คล่อง อ่านคล่อง ๒. Know
คือ รู้เรื่อง ในณะที่นักเรียนที่ครูสุ่มให้อ่านออกเสียงกำลังอ่านอยู่นั้น นักเรียนคนอื่นได้ฟังหรือไม่ ฟังแล้ว เข้าใจเนื้อเรื่องที่ฟังหรือไม่ โดยการสุ่มถามนักเรียนที่ฟังเป็นระยะ ๆ เมื่ออ่านจบเนื้อหาแล้วครูจะสุ่มถาม นักเรียนตามลำดับเนื้อหา เพื่อให้ทราบว่านักเรียนเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดหรือไม่ แล้วให้นักเรียนเขียนสรุป เนื้อหาสั้นๆ และกระชับลงไปในสมุด เพื่อย้ำความเข้าใจของนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง ๓. Mind Mapping คือ เขียนสรุปเป็นแผนผังความคิดได้ เป็นการย้ำความเข้าใจเนื้อหาของนักเรียนอีกครั้งโดยให้นักเรียนเขียน เป็นแผนผังความคิด เพื่อให้ทราบว่า นักเรียนจะสามารถนำเนื้อหาที่ได้จากการเขียนสรุปเรื่องนั้น มาแยก เนื้อหาเป็นส่วน ๆ แล้วเขียนแผนผังความคิดได้หรือไม่ การจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. จะมีประสิทธิภาพ ครูผู้สอนต้องใช้ทฤษฎีของธอร์นไดค์ (Edward L. Thorndike) กฎแห่งการ กระทำซ้ำ (The Law of Exercise) ว่า การกระทำซ้ำหรือการฝึกหัดนี้หากได้ทำบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ จะ ทำให้การกระทำนั้น ๆ ถูกต้องสมบูรณ์และมั่นคง โดยครูผู้สอนได้ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบเดิม แต่เปลี่ยน เนื้อหาไปเรื่อย ๆ เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ แล้วให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่อไป
ภาพกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ R.K.M. ในรายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท ๒๓๑๐๒ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
แผนการจัดการเรียนรู้๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ ที่เรียกว่าก้าวหน้า เวลา ๕ ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่องการอ่าน เวลา ๑ ชั่วโมง สอนวันที่..........เดือน................................. พ.ศ................ เวลา................................ภาคเรียนที่ ๑ ผู้สอน นางสาวขนิษฐา ปัญญา ๑. เป้าหมายการเรียนรู้ เรื่อง “ที่เรียกว่าก้าวหน้า” ๒. สาระสำคัญ การอ่านออกเสียง คือ การเปล่งเสียงตามตัวอักษร ถ้อยคำ และเครื่องหมายต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ให้ ถูกต้อง ชัดเจน แก่ผู้ฟัง ๓. มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด : สิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ ม.๓/๑ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้องและเหมาะสมกับเรื่องที่อ่าน ๔. สาระการเรียนรู้ การอ่านออกเสียงเรื่อง “ที่เรียกว่าก้าวหน้า” ๕. จุดประสงค์การเรียนรู้ K (Knowledge) ความรู้ ความเข้าใจ P (Practice) การฝึกปฏิบัติ A (Attitude) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๑. มีความรู้เรื่องการอ่านออก เสียง ๒. สามารถอ่านออกเสียงได้ ๓. มีมารยาทในการพูด ๑. มีความรู้เรื่องการอ่านออก เสียง ๒. สามารถอ่านออกเสียงได้ ๓. มีมารยาทในการพูด ๑. ซื่อสัตย์ ๒. ใฝ่เรียนรู้ ๓. มุ่งมั่นในการทำงาน ๖. การวัดและประเมินผล ๑. เครื่องมือวัดและประเมินผล ๑. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ ๒. แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
๒. วิธีวัดผล ๑. ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ ๒. สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ ๓. เกณฑ์การวัดและประเมินผล ๑. การประเมินจากแบบตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ ต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน เรื่องความรู้ความเข้าใจการนำไปใช้ทักษะ และจิตพิสัย ทุกช่องเกินร้อยละ ๕๐ ๒. การประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน คือ เกินร้อยละ ๕๐ ๗. หลักฐาน/ผลงาน ๑. ผลการทำแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง “ที่เรียกว่าก้าวหน้า” ๘. กิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง “ที่เรียกว่าก้าวหน้า” แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ๑. สนทนากับนักเรียนว่า นักเรียนมีคิดว่า ในอนาคตจะประกอบอาชีพอะไร เพราะอะไร โดยสุ่ม ถามนักเรียนประมาณ ๕ คน ขั้นสอน ๒. ครูทบทวนความรู้ เรื่อง การอ่าน ๓. ครูให้นักเรียนลุกขึ้นอ่านออกเสียง (R : Reading) เรื่อง “ที่เรียกว่าก้าวหน้า” จากหนังสือ เรียน วิวิธภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ให้เพื่อน ๆ ฟัง โดยที่ครูกำหนดให้อ่านตามเลขที่ เลขที่ละ ๑ ย่อหน้า และ ครูจะสุ่มถามนักเรียนที่ไม่ได้อ่านออกเสียง ดังนี้ - พรรณลักษมี คือใคร - ตัวละครมีใครบ้าง - คำว่า “ก้าวหน้า” ของลักษมีคืออะไร - คำว่า “ก้าวหน้า” ของวีณาคืออะไร - คำว่า “ก้าวหน้า” ของข้าพเจ้าคืออะไร ๔. เมื่อนักเรียนอ่านเรื่อง “ที่เรียกว่าก้าวหน้า” จบแล้ว ครูเล่าเรื่องที่เรียกว่าก้าวหน้าด้วยการถาม คำถามซ้ำ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจและเก็บรายละเอียดจากเรื่องทั้งหมด (K : Know) โดยใช้คำถามดังนี้ - เรื่อง “ที่เรียกว่าก้าวหน้า” ใครเป็นคนแต่ง - พรรณลักษมี คือใคร - ตัวละครมีใครบ้าง - คำว่า “ก้าวหน้า” ของลักษมีคืออะไร - ลักษมีเมื่อจบการศึกษาประกอบอาชีพอะไร - อาชีพปัจจุบันของลักษมีคืออะไร - คำว่า “ก้าวหน้า” ของวีณาคืออะไร - วีณาเมื่อจบการศึกษาประกอบอาชีพอะไร
- อาชีพปัจจุบันของวีณาคืออะไร - คำว่า “ก้าวหน้า” ของข้าพเจ้าคืออะไร - ข้าพเจ้าเมื่อจบการศึกษาประกอบอาชีพอะไร - อาชีพปัจจุบันของข้าพเจ้าคืออะไร - ความก้าวหน้าที่สมบูรณ์ที่สุดมีอะไรบ้าง ๕. ครูให้นักเรียนเขียนสรุป เรื่อง “ที่เรียกว่าก้าวหน้า” ลงในสมุด ส่งในคาบเรียนต่อไป ตามหัวข้อ ต่อไปนี้ - ผู้แต่ง - จุดประสงค์ในการแต่ง - ลักษณะคำประพันธ์ที่ใช้ในการแต่ง - เนื้อเรื่องย่อ - ข้อคำที่ได้จ้ากเรื่อง ขั้นสรุป ๖. นักเรียนช่วยกันซักถามเรื่องราวทั้งหมด เพื่อเป็นการสรุปบทเรียน ๙. สื่อ/แหล่งเรียนรู้ ๑. หนังสือเรียน วิวิธภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ๒. สมุด ๓. แบบทดสอบก่อน - หลังเรียน ๔. แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ ๑๐. การบูรณาการ บูรณาการค่านิยมหลัก ๑๒ ประการ - ข้อที่ ๒ นักเรียนซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม - ข้อที่ ๔ นักเรียนใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม - ข้อที่ ๖ นักเรียนมีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน
บันทึกหลังการสอน ๑. ผลการสอน ………………………………………………………………........................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................................... ๒. ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………........................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................................... ๓. ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………........................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ...............................................ครูผู้สอน (นางสาวขนิษฐา ปัญญา) วันที่.......เดือน..........................พ.ศ. ............ ๔. ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………................................................................................................................................................................................... (ลงชื่อ)……………………………………... (นางสาวกานต์รวี บัวแก้ว) ตำแหน่ง หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ๕. ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………................................................................................................................................................................................... (ลงชื่อ)…………………………………... (นางสุวรรณี อะโรคา) ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ๖. ความเห็นของผู้บริหาร …………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………… ……………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………… …………................................................................................................................................................................................... (ลงชื่อ)……………………………………… (นายอัษกร ตัณฑกูล) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน
แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ คำชี้แจง : ให้ ครูผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลงในช่อง ที่ ชื่อ - สกุล เป้าหมายการเรียนรู้ สมรรถนะ ที่สำคัญ คุณลักษณะ อัน พึงประสงค์ ปรัชญา เศรษฐกิจ พอเพียง แบบทดสอบ (๑๐ คะแนน) สรุป พฤติกรรม รายบุคคล พฤติกรรม การทำงานกลุ่ม ก่อน หลัง ผ มผ ผ มผ ผ มผ ผ. มผ. ผ. มผ. ผ. มผ. 1 เด็กชายกิตตินันท์ยาวะโนภาส 2 เด็กชายชิติพัทธ์ ไชยนะรา 3 เด็กชายนัตธวุฒ นันทะสิงห์ 4 เด็กชายปภังกร ศาลางาม 5 เด็กชายพัชระ สีตบุตร 6 เด็กชายวีรศักดิ์ พิมูลชาติ 7 เด็กชายสมชาย ปรางมาศ 8 เด็กชายสันติราช พิมพ์งาม 9 เด็กชายอดิศักดิ์นันทะสิงห์ 10 เด็กชายอภิชาติเรือนรส 11 เด็กชายอัชรัณย์มวลปาก 12 เด็กหญิงกชกร ทองอินทร์ 13 เด็กหญิงกานดา สาเทียน 14 เด็กหญิงจันทร์จินา แปลงตัว 15 เด็กหญิงจิราพร พิมูลชาติ 16 เด็กหญิงญานิกา ยินสัย 17 เด็กหญิงพรไพลิน พันธ์แก่น 18 เด็กหญิงพิจิตรา จันทร์เพ็ง 19 เด็กหญิงยุธิดา สุวรรณ์ 2๐ เด็กหญิงศิริประภา แก้วประเสริฐ ๒๑ เด็กหญิงสุกัญญา ทองเกิด ๒๒ เด็กหญิงสุพรรณิกา พุทธรักษ์ ๒๓ เด็กหญิงสุดารัตน์ คำขาว ๒๔ เด็กหญิงเกศรินทร์วงศ์ราชา ๒๕ เด็กชายขวัญชัย ฉิมมาลา ๒๖ นายอนวัช ตองอบ ๒๗ นายอวิรุทธ์ ตองอบ รวม
รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ผู้จัดทำ นางสาวพรสุดา บุญเฟรือง โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ปี พ.ศ. 2564 ประเภทนวัตกรรม □ ด้านบริหารจัดการ □ ด้านหลักสูตร □ ด้านจัดการเรียนรู้ □ ด้านสื่อและเทคโนโลยี □ ด้านวัดและประเมินผล 1. หลักการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถนำไป ประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพของชีวิตและพัฒนาคุณธรรมของสังคมไทยให้ดีนั้น จะต้องจัดให้สอดคล้อง ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ได้กำหนดสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่จำเป็น สำหรับผู้เรียน 6 สาระดังนี้ สาระที่ 1 จำนวนและการดำเนินการ สาระที่ 2 การวัด สาระที่ 3 เรขาคณิต สาระที่ 4 พีชคณิต สาระที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น และสาระที่ 6 ทักษะหรือ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ จะเห็นว่าทั้ง 5 สาระแรกยังคงเหมือนหลักสูตรเดิมอยู่ แต่เพิ่มทักษะหรือ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ขึ้นมา ซึ่งถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญมากในการพัฒนาความคิดของ มนุษย์ จะต้องสอดแทรกอยู่ในกระบวนการเรียนการสอนโดยเพิ่มเป็นสาระที่ 6 ซึ่งถือว่า สาระที่ 6 นี้มี ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์ประกอบด้วย 1. มีความสามารถในการแก้ปัญหา 2. มีความสามารถ ในการให้เหตุผล 3. มีความสามารถในการสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ 4. มีความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์กับศาสตร์ อื่น ๆ ได้ และ 5. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งการมีทักษะความสามารถในการแก้ปัญหา จึงเป็น กระบวนการสำคัญ ที่จะนำมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาความคิดของกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยนักการศึกษาคณิตศาสตร์ต่างยอมรับว่า การแก้ปัญหาเป็นหัวใจของคณิตศาสตร์ นักเรียนต้องอาศัย ความคิดรวบยอด ทักษะการคิดคำนวณ หลักการ กฎ และสูตรต่าง ๆ นำไปใช้แก้ปัญหาโดยเฉพาะปัญหา คณิตศาสตร์และโจทย์ปัญหาสามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ จากอดีตจนถึงปัจจุบันปัญหาและอุปสรรคของการ เรียนการสอนคณิตศาสตร์ คือผู้เรียนขาดทักษะหรือขาดกระบวนการในการแก้ปัญหาโดยเฉพาะปัญหาทาง คณิตศาสตร์และโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน อาจมีสาเหตุหลายประการ เช่น การมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ไม่เห็นคุณค่าของวิชาคณิตศาสตร์ ไม่สามารถที่แก้ปัญหาที่ยากได้ ทำให้เบื่อหน่ายท้อแท้ เป็นต้น โดยเฉพาะหลักสูตรคณิตศาสตร์จะต้องเน้นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่นักเรียนไม่ เคยพบมาก่อน และบทบาทครูต้องเปลี่ยนไปจากเดิม นักเรียนต้องมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ปัญหาและแก้ปัญหาได้ ครูต้องพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนตลอดเวลา จากปัญหาดังกล่าวข้างต้นสภาพจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นนั้น ก็เป็นสาเหตุ หนึ่งที่มีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์และพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน จึงควรได้รับการแก้ไขเนื่องจากการ จัดการเรียนการสอนของครูไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคนที่อยู่ร่วมกันในชั้นเรียน ซึ่งมี ความแตกต่างกันหลายด้าน เช่น ระดับสติปัญญา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร่างกาย ทัศนคติ และอื่น ๆ
ผู้ศึกษาจึงได้ศึกษาเนื้อหาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ที่มีโจทย์ปัญหาซับซ้อนทำให้ผู้เรียนแก้โจทย์ปัญหาหาปริมาตรและพื้นที่ผิวไม่ได้ เหตุนี้ครูจึงใช้วิธีสอนโดย การอธิบายและการยกตัวอย่างในการหาพื้นที่ผิวและปริมาตร พร้อมทั้งมีการซักถามผู้เรียน ซึ่งลักษณะคำ ถามที่ครูใช้ส่วนใหญ่ จะเป็นคำถามทั่ว ๆ ไป ไม่ได้ซักถามอย่างเป็นระบบ จึงทำให้ผู้เรียนขาดกระบวนการ คิดในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน แต่จะแก้ปัญหาโดยการเลียนแบบ จากครู ดังนั้นเมื่อผู้เรียนพบโจทย์ปัญหาที่แตกต่างจากตัวอย่างที่ครูอธิบายผู้เรียนก็ไม่สามารถแก้โจทย์ ปัญหานั้นได้ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์อยู่ในระดับต่ำ 2. วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ ค23102 เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ก่อนเรียนและหลังเรียนที่ได้เรียน 3. วิธีดำเนินการ ในการศึกษาเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและ ปริมาตร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการศึกษาตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ตำบลสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ อำเภอขุขันธ์ หวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ปีการศึกษา 2563 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 27 คน เป็นกลุ่มนักเรียนที่มี ความสามารถระดับปานกลาง และอ่อน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด 1. แผนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องปริมาตรและพื้นที่ผิว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 แผน 2. แบบฝึกทักษะเรื่อง ปริมาตรและพื้นที่ผิว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ชุด 3. แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน – หลังเรียน เรื่อง ปริมาตรและพื้นที่ผิว เป็นแบบทดสอบ แบบปรนัยชนิดเลือกคำตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ
การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. นำแบบทดสอบก่อนเรียน ( PRE-TEST) ให้นักเรียนทดสอบใช้เวลาในการทดสอบ 50 นาทีแล้ว ตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ดำเนินการทดลองสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ปริมาตรและพื้นที่ผิว วิชาคณิตศาสตร์ ค23102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 3. ทำการทดลองสอบหลังเรียน ( Post-TEST) หลังการทดลองสิ้นสุดลงโดยใช้แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร วิชาคณิตศาสตร์ ค 23102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลสมมุติฐาน 1. ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยหลังเรียนและก่อนเรียนในการใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง พื้นที่ผิว และปริมาตร วิชาคณิตศาสตร์ ค 23102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิจัยครั้งนี้ 1. ค่าเฉลี่ย ( Mean ) 2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( Standard Deviation ) 3. ทดสอบค่าที ( t - test) 4. สรุปผล ผลการศึกษาปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนก่อนเรียน แสดงว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียน เรื่อง ปริมาตรและพื้นที่ผิว สูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5. ประโยชน์ที่ได้รับ มีนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพไว้สอนนักเรียน ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่า เกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด 6. การเผยแพร่ (ถ้ามี) ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์นำไปใช้ในการจัดการ เรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์
7. บรรณานุกรม ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สถาบัน. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานคณิตสาสตร์ เล่ม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว, 2563. _______.คู่มือการใช้หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร, 2560. ชลนาท สุภนนัทชาติ และคณะ. แบบฝึกสาระการเรียนรู้พื้นฐาน คณิตศาสตร์พื้นฐานช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2. กรุงเทพมหานคร : บริษัท สำนักพิมพ์แม็ค จ ากัด, 2548. พีรพัฒน์ บุญหล้า. (2557). รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. นางสาวศรัญญา ฉิมปลอด และคณะ. (2559). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นฐาน
ภาคผนวก
ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ประเภทนวัตกรรม ด้านสื่อและเทคโนโลยี ผู้จัดทำ นางสาวพรสุดา บุญเฟรือง โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์อำเภอขุขันธ์จังหวัดศรีสะเกษ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร การเลือกและการวางแผนสร้างนวัตกรรม กำหนดจุดประสงค์ กำนดกรอบแนวคิด สร้างต้นแบบ ของกระบวนการ นวัตกรรม ปรับปรุง เผยแพร่นวัตกรรม ใช่ไม่ได้ ใช้ได้ ผล ทดลองใช้นวัตกรรม
การจัดการเรียนการสอน
ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการงานอาชีพ เรื่อง งานประดิษฐ์ของใช้จากเศษวัสดุ ของชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้จัดท า นายชยภร วงษ์ปลั่ง โรงเรียน สะเดาใหญ่ประชาสรรค์ ประเภทนวัตกรรม ด้านการจัดการเรียนรู้ 1.หลักการ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะนําไปสู่ความสําเร็จนั้น จําเป็นต้องปรับวิธีการและเทคนิคการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ให้เหมาะสมและหลากหลาย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการฝึกทักษะจึงเป็นทางเลือก หนึ่งที่มีความสําคัญและจําเป็นที่จะช่วยให้การปฏิรูปสู่ความสําเร็จ เพราะกิจกรรมการฝึกทักษะเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุขและเต็มศักยภาพ เน้นการจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง เรียนรู้ด้วยตัวเอง การ เรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากธรรมชาติ การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การเรียนรู้บูรณาการและเรียนรู้คู่ คุณธรรม การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานประดิษฐ์ของใช้จาก เศษวัสดุ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มุ่งหวังเพื่อแก้ปัญหาให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถทั้งด้านวิชาการ วิชา งาน และวิชาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเป็นสาระการเรียนที่มุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้มีทักษะในการทํางาน ทํางานเป็น รักการทํางาน ทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ และมีความสามารถในการ จัดการ อันจะนําไปสู่การช่วยเหลือตัวเองและพึ่งตัวเองได้ 2.วัตถุประสงค์ 1.เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทักษะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการเรียนดวยโครงงานการ ประดิษฐของใชจากเศษวัสดุและวัสดุท้องถิ่นเทียบกับเกณฑการผาน 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนตอโครงงานการประดิษฐของใชจากเศษวัสดุและวัสดุท้องถิ่น 3.วิธีด าเนินการ 1. กลุมเปาหมายในการวิจัย 2. รูปแบบในการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 4. การสรางเครื่องมือที่ใชในการวิจัย 5. การดําเนินการทดลองและเก็บรวบรวมขอมูล 6. การวิเคราะหขอมูล 4.สรูปผล การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานประดิษฐ์ ของใช้จากเศษวัสดุ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้จัดการเรียนรู้การทําโครงงานประดิษฐ์ของ ใช้จากเศษวัสดุ ผู้วิจัย สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลของการวิจัย และให้ข้อเสนอแนะอันเกิดจากการวิจัย ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. ขอบเขตของการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. วิธีดําเนินการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สรุปผล 7. อภิปรายผล
8. ข้อเสนอแนะ 5.ประโยชน์ที่ได้รับ 1.ได้แนวทางในการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบโครงงานการประดิษฐ์ของใช้จากเศษ วัสดุ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ที่เป็นการพัฒนาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชางานประดิษฐ์ของนักเรียนให้สูงขึ้น 2.เป็นแนวทางให้ผู้สนใจ ตลอดจนนักวิชาการทางการศึกษาได้พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ตามแนวทางแบบโครงงานในแขนงวิชาอื่นๆ หรือตามทฤษฎีอื่นๆ ต่อไป 3.ครูผู้สอนได้แนวทางในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในการทํางาน เป็นทีม ตระหนักรู้และเข้าใจความรู้สึก อารมณ์ทั้งของตนเองและผู้อื่น ควบคุมอารมณ์ได้เมื่อเผชิญกับอุปสรรค และปัญหาต่าง ๆ สามารถดําเนินกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์และมีความสุขในรายวิชาอื่น ๆ 4.นักเรียนสามารถนําสิ่งที่ได้เรียนรู้ ทั้งการมีทักษะทางสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในเชิงสร้างสรรค์ ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวันได้ 6.การเผยแพร่ - 7.บรรณานุกรม - กรมวิชาการ. คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, 2545. - กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : คุรุ สภาลาดพร้าว, 2551. - การเขียนเค้าโครงของโครงงาน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.slideshare.net/chaipalat/5-. สืบค้น 24 ธันวาคม 2556
ภาคผนวก
แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(ง 12101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานประดิษฐ์ เวลา 10 ชั่วโมง เรื่อง งานประดิษฐ์กล่องกระดาษทิชชูจากกระป๋อง เวลา 4 ชั่วโมง ครูผู้สอน……………………………………………………..…สอนวันที่…………………ครั้งที่………………………….. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการท างาน มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะกระบวนการท างาน ทักษะการ จัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการท างานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และลักษณะนิสัยในการท างาน มีจิตส านึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อการด ารงชีวิต และครอบครัว ตัวชี้วัด ม.3/1 อภิปรายแนวทางในการท างานและปรับปรุงการท างานแต่ละขั้นตอน ม.3/2 ใช้ทักษะการจัดการในการท างานและมีทักษะการท างานร่วมกัน สาระส าคัญ ในปัจจุบันมีการใช้กระป๋องเป็นสิ่งที่น ามาใช้เป็นบรรจุอาหารและเครื่องดื่มมีเป็นจ านวนมาก เนื่องจากสะดวกในการใช้งานหาง่ายและมีราคาถูก ผลิตภัณฑ์เหลานี้จะท าให้เกิดขยะมูลฝอย ซึ่งเป็นสาเหตุ อย่างหนึ่งที่ท าให้ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมและมีผลต่อสุขภาพอนามัย ขยะมีปริมาณเพิ่มขึ้นไปทุกปี เนื่องจากมี ประชากรเพิ่มขึ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ชุมชนก็จะก าจัดขยะโดยส่วนมากจะน าไปเผาซึ่ง เป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งท าให้เกิดมลพิษเกิดแก๊ส ภาวะเรืองกระจก หรือที่เรียกว่าภาวะโลกร้อน การก าจัดอีกอย่าง หนึ่งคือการน าเอาขยะไปฝัง แต่ต้องเป็นขยะที่ย่อยสะลายง่ายและใช้เวลาพอสมควร จากการส ารวจ บริเวณบ้านและร้านค้าทั่วไปพบว่ามีกระป๋องเป็นจ านวนมาก ดังนั้นคณะผู้จัดท าจึงคิด ท าโครงงานเรื่องกล่องทิชชูจากกระป๋องเพื่อช่วยลดปัญหาเรื่องขยะ ภาวะโลกร้อน และเป็นการน าเอาของที่ เหลือใช้มาท าให้มีค่ามาก ให้เกิดประโยชน์และท าให้ขยะคืนสู่แวดล้อมที่ดีด้วย จุดประสงค์การเรียนรู้ เมื่อนักเรียนเรียนเรื่องงานประดิษฐ์กล่องกระดาษทิชชูจากกระป๋องแล้วนักเรียนจะสามารถ 1.สามารถสร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์ได้ 2.บอกประโยชน์ของงานประดิษฐ์ได้ 3.สามารถประดิษฐ์กล่องทิชชูจากกระป๋องได้ 4.ปฏิบัติงานร่วมกันกับเพื่อนในชั้นเรียนได้อย่างมีความสุข
สาระการเรียนรู้ 1.การสร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์ 2.ประโยชน์ของงานประดิษฐ์ 3.ประดิษฐ์กล่องทิชชูจากกระป๋อง 4. กล่อง สมรรถนะส าคัญ 1.ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการแก้ปัญหา 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. อยู่อย่างพอเพียง 3. มุ่งมั่นในการท างาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมครู กิจกรรมนักเรียน สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1.ครูให้นักเรียนท าแบบทดสอบ ก่อนเรียนหน่วยที่ 1 เรื่องประดิษฐ์ กล่องทิชชูจากกระป๋อง 2.ครูอธิบายและชี้แจงจุดประสงค์ การเรียนรู้ในแผนกรจัดการเรียนรู้ ที่ 1 เรื่องประดิษฐ์กล่องทิชชูจาก กระป๋องให้นักเรียนรับทราบ 1.นักเรียนท าแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่ 1 เรื่องประดิษฐ์กล่องทิชชู จากกระป๋อง 2.นักเรียนฟังครูอธิบายและชี้แจง จุดประสงค์การเรียนรู้ในแผนกร จัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องประดิษฐ์ กล่องทิชชูจากกระป๋อง -แบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยการ เรียนที่ 1 เรื่องประดิษฐ์กล่องทิช ชูจากกระป๋อง - ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 3.ครูให้นักเรียนดูภาพและวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในงาน ประดิษฐ์เรื่องประดิษฐ์กล่องทิชชู จากกระป๋องและถามนักเรียนว่า รู้จักงานช่างอะไรบ้า ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 3.นักเรียนดูภาพวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในงานประดิษฐ์เรื่อง ประดิษฐ์กล่องทิชชูจากกระป๋อง แล้วนักเรียนตอบค าถามของครู ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน -ภาพงานประดิษฐ์ และวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในงาน ประดิษฐ์ กิจกรรมครู กิจกรรมนักเรียน สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ ขั้นสอน 4.ครูอธิบายเรื่องการสร้างสรรค์ ผลงานประดิษฐ์ 5.ครูให้นักเรียนบอกความหมาย ขั้นสอน 4.นักเรียนฟังครูอธิบายเรื่องการ สร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์ 5.นักเรียนบอกความหมายของการ ขั้นสอน -หนังสือเรียน วิชาการงานอาชีพ และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3
ของการสร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์ 6.ครูอธิบายเรื่องประโยชน์ของงาน ประดิษฐ์ 7.ครูให้นักเรียนบอกประโยชน์ของ งานประดิษฐ์ 8.ครูให้วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ ในงานประดิษฐ์ และปฏิบัติงาน ประดิษฐ์ สร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์ 6.นักเรียนฟังครูอธิบายเรื่อง ประโยชน์ของงานประดิษฐ์ 7.นักเรียนบอกบอกประโยชน์ของ งานประดิษฐ์ 8.นักเรียนรับวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในงานประดิษฐ์ และ ปฏิบัติงานประดิษฐ์ - -หนังสือเรียน วิชาการงานอาชีพ และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ใน งานประดิษฐ์ ขั้นสรุป 9.ครูสรุปเรื่องงานประดิษฐ์กล่อง กระดาษทิชชูจากกระป๋อง และ ส่งผลงานประดิษฐ์ 10.ครูให้นักเรียนท าแบบทดสอบ หลังเรียนหน่วยที่ 1 เรื่องประดิษฐ์ กล่องทิชชูจากกระป๋อง ขั้นสรุป 9.นักเรียนฟังครูสรุปเรื่องงาน ประดิษฐ์กล่องกระดาษทิชชูจาก กระป๋อง และส่งผลงานประดิษฐ์ 10.นักเรียนท าแบบทดสอบหลัง เรียนหน่วยที่ 1 เรื่องประดิษฐ์กล่อง ทิชชูจากกระป๋อง ขั้นสรุป - ท าแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 1 เรื่องประดิษฐ์กล่องทิชชูจาก กระป๋อง สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1.วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในงานประดิษฐ์ 2.หนังสือเรียน วิชาการงานอาชีพ และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3.ใบความรู้ที่ 1 เรื่องงานประดิษฐ์กล่องกระดาษทิชชูจากกระป๋อง 4.แบบฝึกหัดที่ 1 เรื่องงานประดิษฐ์กล่องกระดาษทิชชูจากกระป๋อง
การวัดและการประเมินผล สิ่งที่ต้องการวัด เครื่องมือ วิธีการ เกณฑ์การประเมิน 1.การสร้างสรรค์ผลงาน ประดิษฐ์ 1.แบบฝึกหัดที่ 1 1.ตรวจแบบฝึกหัด 1 ท าแบบฝึกหัด 1ได้ คะแนนไม่น้อยกว่า 80% 2.ประโยชน์ของงาน ประดิษฐ์ 1.แบบฝึกหัดที่ 1 1.ตรวจแบบฝึกหัด 1 ท าแบบฝึกหัด 1 ได้ คะแนนไม่น้อยกว่า80% 3.ประดิษฐ์กล่องทิชชู จากกระป๋อง 1.วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในงาน ประดิษฐ์ 1.ประดิษฐ์ผลงาน ประดิษฐ์ ความถูกต้องของงาน ประดิษฐ์ 4.ปฏิบัติงานร่วมกันกับ เพื่อนในชั้นเรียนได้ อย่างมีความสุข 1.แบบสังเกตพฤติกรรม การท างานกลุ่ม 1.สังเกตพฤติกรรมการ ท างานกลุ่ม คะแนนไม่น้อยกว่าระดับ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ บันทึกผลหลังการสอน ผลการจัดการเรียนรู้ เมื่อด าเนินการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แล้วพบว่าผ่านเกณฑ์ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ดังนี้ 1.นักเรียนผ่านเกณฑ์ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ข้อที่ 1 จ านวน.........คน คิดเป็นร้อยละ.......... 2.นักเรียนผ่านเกณฑ์ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ข้อที่ 2 จ านวน.........คน คิดเป็นร้อยละ.......... 3.นักเรียนผ่านเกณฑ์ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ข้อที่ 3 จ านวน.........คน คิดเป็นร้อยละ.......... 4.นักเรียนผ่านเกณฑ์ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ข้อที่ 4 จ านวน.........คน คิดเป็นร้อยละ.......... ปัญหาและอุปสรรค ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................................................................................. แนวทางแก้ไข ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................. ................. ลงชื่อ .................................................... ผู้สอน (……………………………………………………….) วัน........เดือน....................... พ.ศ. .............. ข้อเสนอแนะผู้อ านวยการโรงเรียน ............................................................................................................................................ .................................. .................................................................................................................................................. ลงชื่อ ………......................................... ผู้อ านวยการโรงเรียน ( …………………………………………… ) วัน........เดือน....................... พ.ศ. .............. แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม
ค าชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงใน ช่องว่างที่ตรงกับระดับคะแนน เลขที่ ชื่อ – ชื่อ สกุล รายการประเมิน รวม ระดับ คุณภาพ การแบ่ง หน้าที่กัน อย่าง เหมาะสม ความ ร่วมมือกัน ท างาน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง ความ คิดเห็น ความมี น้ าใจ ช่วยเหลือ กัน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 12 - 15 ดี 8 - 11 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง
ใบความรู้ที่ 1 เรื่อง การประดิษฐ์กล่องกระดาษทิชชูจากกระป๋อง ภาพที่ 1 รูปกล่องกระดาษทิชชูจากกระป๋อง การประดิษฐ์ ความหมายของงานประดิษฐ์ งานประดิษฐ์ หมายถึง สิ่งที่จัดท าขึ้น โดยใช้ความคิด สร้างสรรค์ให้เกิด ความประณีต สวยงาม น่าสนใจ เพื่อประโยชน์ที่พึงประสงค์ เช่น งานประดิษฐ์ดอกไม้ ผ้ารองจาน กระเป๋า ตุ๊กตา ที่คั่นหนังสือ กระทงใบตอง บายศรี พานดอกไม้ มาลัยแบบอื่นๆ ความส าคัญและประโยชน์ของงานประดิษฐ์ 2.1 ประหยัดค่าใช้จ่าย 2.2 ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 2.3 ความเพลิดเพลิน 2.4 เพิ่มคุณค่าของวัสดุ 2.5 สร้างความแปลกใหม่ที่มีอยู่เดิม 2.6 ชิ้นตรงตามความต้องการ 2.7 เป็นของก านัลแก่ผู้อื่น 2.8 อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย 2.9 เพิ่มรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว 2.10 เกิดความภูมิใจในตนเอง ประโยชน์ 1. เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 2. มีความภูมิใจในผลงานของตน 3. มีรายได้จากผลงาน 4. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ 5. เป็นการฝึกให้รู้จักสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว และน ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลักษณะของงานประดิษฐ์ 1. งานประดิษฐ์ทั่วไป เป็นงานที่บุคคลสร้างขึ้นมาจากความคิดของตนเองโดยอาศัยการเรียนรู้จากสิ่ง รอบๆ ตัว น ามาดัดแปลง หรือเรียนรู้จากต ารา เช่น การประดิษฐ์ของใช้จากเศษวัสดุ การประดิษฐ์ดอกไม้
2. งานประดิษฐ์ที่เป็นเอกลักษณ์ไทย เป็นงานที่ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษในครอบครัวหรือ ในท้องถิ่น หรือท าขึ้นเพื่อใช้งานหรือเทศกาลเฉพาะอย่าง เช่น มาลัย บายศรี งานแกะสลัก ประเภทของงานประดิษฐ์ งานประดิษฐ์ต่างๆ สามารถเลือกท าได้ตามความต้องการและประโยชน์ใช้สอย ซึ่งอาจแบ่งประเภทของ งานประดิษฐ์ตามโอกาสใช้สอยดังนี้ 1. ประเภทใช้เป็นของเล่น เป็นของเล่นที่ผู้ใหญ่ในครอบครัวท าให้ลูกหลานเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน เช่น งานปั้นดินเป็นสัตว์ สิ่งของ งานจักสานใบลานเป็นโมบาย งานพับกระดาษ 2. ประเภทของใช้ ท าขึ้นเพื่อเป็นของใช้ในชีวิตประจ าวัน เช่น การสานกระบุง ตะกร้า การท า เครื่องใช้จากดินเผา จากผ้าและเศษวัสดุ 3. ประเภทงานตกแต่ง ใช้ตกแต่งสถานที่ บ้านเรือนให้สวยงาม เช่น งานแกะสลักไม้ การท ากรอบรูป ดอกไม้ประดิษฐ์ 4. ประเภทเครื่องใช้ในงานพิธี ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ในงานเทศกาลหรือประเพณีต่างๆ เช่น การท า กระทงลอย ท าพานพุ่ม มาลัย บายศรี วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานประดิษฐ์ การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในการประดิษฐ์ชิ้นงานต้องเลือกให้เหมาะสมจึงจะได้งานออกมามีคุณภาพ สวยงาม รวมทั้งต้องดูแลรักษาอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตลอดเวลา และสามารถแบ่ง ออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ ภาพที่ 2 งานประของเล่น 1. ประเภทของเล่น - วัสดุที่ใช้ เช่น กระดาษ ใบลาน ผ้า เชือก พลาสติก กระป๋อง - อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น กรรไกร เข็ม ด้าย กาว มีด ตะปู ค้อน แปรงทาสี ภาพที่ 3 งานประของใช้
2. ประเภทของใช้ - วัสดุที่ใช้ เช่น กระดาษ ไม้ โลหะ ดิน ผ้า - อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น เลื่อย สี จักรเย็บผ้า กรรไกร เครื่องขัด เจาะ ภาพที่ 4 งานประของตกแต่ง 3. ประเภทของตกแต่ง - วัสดุที่ใช้ เช่น เปลือกหอย ผ้า กระจก กระดาษ ดินเผา - อุปกรณ์ เช่น เลื่อย ค้อน มีด กรรไกร สี แปรงทาสี เครื่องตอก ภาพที่ 5 งานประเภทเครื่องใช้ในงานพิธี 4. ประเภทเครื่องใช้ในงานพิธี - วัสดุที่ใช้ เช่น ใบตอง ดอกไม้สด ใบเตย ผ้า ริบบิ้น - อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น เข็มเย็บผ้า เข็มร้อยมาลัย คีม ค้น เข็มหมุด การเลือกใช้และบ ารุงรักษาอุปกรณ์ มีหลักการดังนี้ 1. ควรเลือกใช้ให้ถูกประเภทของวัสดุและอุปกรณ์ 2. ควรศึกษาวิธีการใช้ก่อนลงมือใช้ 3. เมื่อใช้แล้วเก็บไว้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย 4. ซ่อมแซมเครื่องมือที่ช ารุดให้พร้อมใช้เสมอ
ภาพที่ 6 กระป๋อง กระป๋อง กระป๋อง คือบรรจุภัณฑ์ชนิดหนึ่ง สร้างจากแผ่นโลหะม้วนเข้าหากันเป็นทรงกระบอก ปิดผนึกด้วยแผ่น โลหะวงกลมทั้งสองด้านโดยไม่ให้สัมผัสอากาศ สิ่งที่ใช้บรรจุภายในมักเป็นอาหาร เพื่อวัตถุประสงค์หลักของ การถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้ได้นาน และจ าเป็นต้องใช้การตัดหรือการฉีกฝากระป๋องให้เปิดออกด้วยที่ เปิดกระป๋อง ปัจจุบันสามารถผลิตกระป๋องซึ่งเปิดได้ง่ายด้วยมือโดยไม่ต้องใช้ที่เปิดแต่อย่างใด วิธีการด าเนินงาน 1.รวมกลุ่มและก าหนดชื่อโครงงาน 2.ค้นคว้าเอกสารต ารา 3.ออกแบบผลิตภัณฑ์จากกระป๋องชิดต่างๆจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการด าเนินงาน 4.ลงมือปฏิบัติตามโครงงานโดยน ากระป๋องที่ไม่ใช้และมาท าความสะอาดและตัดให้เป็นแผ่น ไว้จน แห่ง จึงน ามาท าเป็นรูปทรงที่เราต้องการ 5.เขียนรายงานพร้อมสรุปผลและอภิปราย
รูปแบบของโครงงาน