การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ ประกอบการจัดการเรียนรู้ นราธร เดชนรสิงห์ เสนอต่อสาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มกราคม 2567 ลิขสิทธิ์เป็นของสาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์
การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ ประกอบการจัดการเรียนรู้ นราธร เดชนรสิงห์ เสนอต่อสาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มกราคม 2567 ลิขสิทธิ์เป็นของสาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัย นายนราธร เดชนรสิงห์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร. อนุรักษ์ปภพ มีตน ปริญญา การศึกษาบัณฑิต สาขาวิชา ภาษาไทย มหาวิทยาลัย มหาสารคาม ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริม ทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่าน เรื่อง การพัฒนา ความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่าน คำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนหลังจากได้การ จัดการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ประชากร คือ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน เทศบาลสวนสนุก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 6 ห้อง จำนวน 228 คน โดยมีการจัดห้องเรียนแบบคละ ความสามารถ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/6 โรงเรียนโรงเรียนเทศบาลสวนสนุก สำนักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 38 คน ซึ่งได้มาโดยคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย แบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยเป็นนักเรียนที่จัดห้องเรียนแบบคละความสามารถ เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้3 หน่วยการเรียนรู้จำนวน 6 แผนการเรียนรู้ 9 ชั่วโมง โดยผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับเหมาะสมมาก (̅= 4.70 2) 2) ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่าน คำศัพท์วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 16 หน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ละ 20 คำ (เลือกใช้ จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้) 3) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์จำนวน 30 ข้อ 4) แบบประเมิน เจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ชนิด Scoring Rubrics 5 ระดับ 10 ข้อ จำนวน 1 ฉบับ โดยมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.42 – 0.82 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.60
ข ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ (1/2) เท่ากับ เท่ากับ 88.26/90.35 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้75/75 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้มีคะแนนทักษะการ อ่านคำศัพท์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้มีความพึงพอใจใน ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (̅ = 4.79 และ S.D. = 0.23)
ค ประกาศคุณูปการ การวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดย ใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่ง จาก อาจารย์ ดร. อนุรักษ์ปภพ มีตน อาจารย์ที่ปรึกษาการวิจัย ที่ใด้ให้ความรู้และคำปรึกษาพร้อมทั้งให้กำลังใจ อำนวยความสะดวกในการวิจัยครั้งนี้อย่างดีตลอดมา ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณ คุณครูสุณีรัตน์ วินสา , คุณครูดวงเดือน มาลาสิงห์ และ คุณครูราตรี แก้วงามศรีที่ได้ให้ ความอนุเคราะห์เป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย ตลอดจนคำแนะนำปรึกษาและข้อเสนอแนะ จน งานวิจัยสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอขอบพระคุณ โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ที่ได้กรุณาช่วยเหลือ และให้ความอนุเคราะห์ อำนวยความสะดวกในระหว่างดำเนินการวิจัยเป็นอย่างดีจึงทำให้การวิจัยครั้งนี้เป็นไป ด้วยความเรียบร้อย และสำเร็จลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณ ด.ต.สุนทร - คุณแม่นวลจันทร์ เดชนรสิงห์ บิดา มารดา และครอบครัวของผู้วิจัย รวมถึง เพื่อน ๆ ทั้งเพื่อนร่วมสาขาวิชา และเพื่อนร่วมปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาเป็นอย่างสูง ที่ให้การสนับสนุนในการ วิจัยทางการศึกษาครั้งนี้ทั้งทุนทรัพย์ กำลังใจ และอื่น ๆ โดยคุณค่า และประโยชน์ใด ๆ ในการจัดทำ ผู้วิจัยขอ อุทิศเป็นเครื่องบูชาพระคุณอันอเนกประการเหล่านี้ ขอขอบคุณ นายสิรวิชญ์ ปาณศรี คนรักของข้าพเจ้า ที่สนับสนุนกำลังใจอยู่เสมอ นอกเหนือจากผู้มีส่วน ร่วมข้างต้น แม้จะไม่ได้ใกล้ชิดกันในระหว่างทำวิจัย ด้วยภาระหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย แต่ก็ยังสนับสนุนกำลังใจอยู่ เสมอ และเป็นแรงผลักดันจนวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงได้ คุณค่าและประโยชน์จากงานวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขออุทิศเป็นเครื่องบูชาพระคุณบิดา มารดา ครูอาจารย์ และผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่ให้การศึกษาอบรมสั่งสอนส่งผลให้ผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการศึกษาและก้าวหน้าใน หน้าที่การงาน นราธร เดชนรสิงห์
ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ………………………………………………………………………………………………………………………………… ก ประกาศคุณูปการ ……………………………………………………………………………………………………………………. ค สารบัญ ………………………………………………………………………………………………………………………………….. ง บัญชีตาราง …………………………………………………………………………………………………………………………….. ช บัญชีภาพประกอบ ………………………………………………………………………………………………………………….. ฌ บทที่ 1 บทนำ ……………………………………………………………………………………………………………………….. 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา …………………………..………………………………. 1 วัตถุประสงค์...................………………………………………………………………………………… 3 สมมติฐานการวิจัย ……………………………………………………………………………………….... 4 ขอบเขตการวิจัย ……………………………………………………………………………………………. 4 นิยามศัพท์เฉพาะ ………………………………………………………………………………………….. 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ………………………………………………………………………………… 6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 วิชา ภาษาไทย สาระที่ 1 การอ่าน ……….................................…………………………… 7 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการอ่าน ………….………………………………………………………… 13 ชุดฝึกทักษะ ...................................………...................……………………………………. 20 เจตคติ......................………………………………………………………………………………….. 23 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ……………………………………………………………………………………… 26 กรอบแนวคิดการวิจัย ………………………………………………………………………………….. 29
จ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ……………………………………………………………………………………………………. 30 กลุ่มเป้าหมายการวิจัย ……………………………………………………………………………….. 30 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ………………….............…………………………….. 30 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ ...........…………………………………………………………… 31 การเก็บรวบรวมข้อมูล ….……………………………………………………………………………… 39 การวิเคราะห์ข้อมูล ……………………………………………………………………………………… 40 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ……………………………………………………………………… 40 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ......................................................................................................... 43 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล …………………………………………… 43 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ……………………………………………. 43 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ………………………………………………………………………………… 44 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………….. 51 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ....................................................................................... 51 สรุปผล ……………………………………………………………………………………………………... 51 อภิปรายผล ............................................................................................................ 52 ข้อเสนอแนะ .......................................................................................................... 54 บรรณานุกรม ……………………………………………………………………………………………………………………. 55 ภาคผนวก ………………………………………………………………………………………………………………………… 58 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือและหนังสือ ขอความอนุเคราะห์....................................................................................... 59 ภาคผนวก ข ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ ....................................................... 63 ภาคผนวก ค ตัวอย่างชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคําศัพท์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3.................................................................. 75
ฉ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ภาคผนวก ง แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์..................….. 95 ภาคผนวก จ ตัวอย่างแบบประเมินเจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ ประกอบการจัดการเรียนรู้.................................................................................. 101 ภาคผนวก ฉ คุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย .................................................. 104 ภาคผนวก ช ภาพการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ผลในการวิจัย........ 108 ประวัติย่อผู้วิจัย .......................................................................................................................... 110
ช บัญชีตาราง ตาราง หน้า 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางวิชาภาษาไทย สาระที่ 1 การอ่าน ช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 …….....................................………………………………………………. 11 2 ตารางวิเคราะห์หน่วยการเรียน เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3................. 32 3 วิเคราะห์การออกข้อสอบวัดความสามารถด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3.................. 37 4 สรุปคะแนนระหว่างเรียน จากการวัดความสามารถการอ่านคำศัพท์ และประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ ประกอบการจัดการเรียนรู้.................................................................................................... 44 5 สรุปคะแนนการวิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์ประจำบท ของนักเรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้ โดยใช้โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75.................................................................................................... 45 6 ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ ประกอบการจัดการเรียนรู้.................................................................................................... 45 7 เปรียบเทียบความสามารถการอ่านคำศัพท์หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของนักเรียน ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการ จัดการเรียนรู้......................................................................................................................... 46 8 ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ ประกอบการจัดการเรียนรู้ในด้านบรรยากาศในชั้นเรียน ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านประโยชน์ที่ได้รับ.................................................................................................... 47
ซ บัญชีตาราง (ต่อ) ตาราง หน้า 9 ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจ ด้านบรรยากาศในชั้นเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้โดยใช้ชุดฝึก เสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้...................................................... 48 10 ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้โดยใช้ชุดฝึก เสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้...................................................... 49 11 ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้โดยใช้ชุดฝึก เสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้...................................................... 50 12 ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ ประกอบการจัดการเรียนรู้............................................................................................. 105 13 ผลการวิเคราะห์ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ () ของแบบประเมินเจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้.................................... 107
ฌ บัญชีภาพประกอบ ภาพประกอบ หน้า 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ……………………………………………………………………………………………. 29
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาไทยในปัจจุบันมีการจัดการศึกษาตามบริบทของการจัดการศึกษาอันเป็นไปตามแผนการ ศึกษาของชาติคือ พัฒนาคน พัฒนาครูอาจารย์ พัฒนาสังคม ในหลากหลายรูปแบบที่เน้นการมีส่วนร่วม ขององค์กรภาครัฐและเอกชน เนื่องด้วย สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบกับแวดวงการศึกษา ไทยและทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักเรียนในปัจจุบันต้องปรับตัวกับรูปแบบการเรียนใหม่ ๆ และ บางส่วนที่ปรับตัวไม่ทันก็อาจหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือเกิดปัญหาความรู้ถดถอย (Learning loss) ไป กระทรวงศึกษาธิการมองเห็นความสำคัญของปัญหานี้ จึงได้มีมาตรการต่างๆเพื่อการฟื้นฟูความรู้ ถดถอย และการใส่ใจสุขภาพจิตใจของนักเรียนหลังสถานการณ์โรคระบาด (ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค, 2565) กระทรวงศึกษาธิการบริหารและจัดการระบบการศึกษาไทย ทั้งนี้ได้กำหนดให้พลเมืองไทยสำเร็จ การศึกษาภาคบังคับในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเข้ารับการศึกษาอย่างช้าที่สุด เมื่ออายุ 7 ปี โดยใช้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อกำหนดจุดหมาย มาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมาย และ กรอบทิศทางพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดีในปัจจุบันใช้หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่พัฒนาจากการศึกษาวิจัยและติดตามผลการใช้หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ประกอบกับข้อมูลจากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาคนในสังคมไทย และจุดเน้นของ กระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ภาษาต่างประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 37)กำหนดให้ภาษาไทย มี 5 สาระ ดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษา และสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม การเขียน ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการสื่อสาร เนื่องจากการเขียน คือ การสื่อสารด้วยวิธีการเรียบเรียงคำให้กลายเป็นข้อความ เพื่อสื่อความหมายไปยัง ผู้อ่านหรือผู้รับสาร การเขียนมีความซับซ้อนมากกว่าทักษะกระบวนการอื่น เนื่องจากกระบวนการเขียนมี
2 เจตนารมณ์ในการถ่ายทอดอย่างหลากหลาย เช่น การเขียนเชิงวรรณศิลป์ การเขียนบทความทางวิชาการ การเขียนแสดงความรู้สึก และจุดประสงค์หลักของผู้แต่งหรือผู้เขียน นั่นคือ ความต้องการให้ผู้รับสาร เข้าใจวัตถุประสงค์ของแก่นสารข้อความ สอดคล้องกับแนวคิดของ วรรณี โสมประยูร (2553 : 146) ได้ให้ ความหมายของการเขียนว่า การเขียน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของบุคคล ออกมาเป็นสัญลักษณ์หรือตัวอักษร เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ เพราะการเขียนเป็นทักษะ การ ส่งออกตามหลักของภาษาศิลป์ นอกจากนี้ วิไลลักษณ์ แก้วกระจ่าง (2557 : 6) การเขียนมีความสำคัญ เป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างมาก การเขียนเป็นกระบวนการ สื่อสารที่สามารถแสดงเป็นหลักฐาน บันทึกลายลักษณ์อักษรได้ ซึ่งทำให้เรื่องราว ความรู้ ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ ตลอดจนประสบการณ์ยังคงอยู่ ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 3) ได้ กำหนดวัตถุประสงค์รายวิชาภาษาไทยไว้ว่า เมื่อนักเรียนสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นักเรียน ต้องมีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียนจดหมายลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการ และมีมารยาทในการเขียน การอ่านเป็นทักษะทางภาษาที่ใช้ในการรับรู้ที่มีความสำคัญเพราะการอ่านเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ สิ่งต่างๆ ช่วยเพิ่มพูนความรู้จากงานเขียนของแต่ละสาขาวิชาอีกทั้งยังเป็นรากฐานในการเรียนวิชาอื่นๆ นักเรียนที่มีทักษะการอ่านสามารถเรียนวิชาอื่นๆ ได้ดีตามไปด้วยดังนั้นการอ่านจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการ แสวงหาความรู้การรู้และใช้วิธีอ่านที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้อ่านการรู้จักฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะ ช่วยให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ่านที่ดีทั้งจะช่วยให้เกิดความชําานาญและมีความรู้กว้างขวางด้วย (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2545) นอกจากนั้น ฟองจันทร์สุขยิ่ง (2553: 8) กล่าวว่าการอ่านเป็นทักษะสำคัญในการ แสวงหาความรู้ต่างๆเพื่อทำให้ผู้อ่านฉลาดรอบรู้ทันเหตุการณ์สามารถนําความรู้ที่ถูกต้องไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อการสื่อสารกับผู้อื่นและใช้ในการดำรงชีวิตดังนั้นถ้ามีทักษะการอ่านที่ดีแล้วจะสามารถใช้ ประโยชน์ในการแสวงหาความรู้ในการพัฒนาตนเองได้ดีตามไปด้วย การอ่านมีผลต่อการเขียนอย่างมาก หากนักเรียนอ่านไม่ออกและไม่คล่อง และขาดความเข้าใจ เรื่อง พยัญชนะและสระ จะส่งผลต่อการเขียน ซึ่งการเขียนเป็นกระบวนการที่ต่อยอดจากการอ่าน ดังที่ Office of the Non-formal and Informal Education (2017 : 1) ได้กล่าวถึงสภาพปัญหาการอ่านไม่ ออกเขียนว่า สถาบันสถิติแห่งสหประชาชาติ (ยูไอเอส) ร่วมกับองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ได้สำรวจการอ่านออกเขียนได้ของประชากรโลกในปี ค.ศ. 2014 พบว่าทั่วโลกประชากรที่มีอายุ มากกว่า 15 ปีขึ้นไปยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้สูงถึง 781 ล้านคน ขณะที่
3 เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีกว่า 126 ล้านคน อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แม้แต่ประโยคสั้นๆ ทั้งที่เกินครึ่งหนึ่งของ เด็กเหล่านี้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ (Adulyanon, 2015) หรือจากการสำรวจประชากรปี พ.ศ. 2557 จำนวนถึง 6.9 ล้านคน หรือ ร้อยละ 18 จาก ประชากรทั้งหมด 37.7 ล้านคน พบว่าในจำนวนนี้มีผู้ไม่รู้ หนังสือประมาณ 2.7 ล้านคน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมาก สภาพปัญหาของความสามารถด้านการอ่านเกิดจากความเข้าใจ ความสามารถด้านการอ่าน ออกเสียง การคิดวิเคราะห์ ความพร้อมของผู้เรียน และครูผู้สอนก็มีบทบาทสำคัญต่อความสามารถด้าน การอ่านของนักเรียน ดังที่ รุ่งอรุณ โรจน์รัตนาดำรง ไชยศรี (2561 : 113) ได้กล่าวถึงสภาพปัญหาของ ความสามารถในการอ่านไว้ว่า นักเรียนมีการสับสนเสียงอักษรสูง-อักษรต่ำ การสับสนพยัญชนะเสียง เดียวกันแต่ต่างรูปกัน การสับสนพยัญชนะที่มีรูปคล้ายกัน พบการสับสนระหว่างเสียงสั้น-เสียงยาวของ สระ ความสับสนที่มีรูปสระคล้ายกัน และสระที่เป็นปัญหาในการเขียนซึ่งส่งผลต่อการอ่าน คือ สระประสม เนื่องจากรูปสระประสมของรูปสระหลายส่วน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะพัฒนาผู้เรียนให้สามารถอ่านคำศัพท์ และพัฒนาไปสู่การเขียนคำศัพท์พื้นฐาน ได้นั้น ต้องมีรูปแบบการเรียนรู้ที่สร้างแรงจูงใจในการอ่าน และมีการใช้เครื่องมือและนวัตกรรมที่เหมาะสม กับวัยและตัวผู้เรียน ดังนั้น สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุด คือการจัดทำชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ เพื่อให้ ผู้เรียนสามารถอ่านคำศัพท์ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และพัฒนาไปสู่การเขียนได้ นอกจากนี้ ผู้ปกครองยัง สามารถมีส่วนร่วมใจการดูแลนักเรียน และช่วยเหลือเพื่อให้เด็กอ่านคำศัพท์ได้อย่างถูกต้อง จากเหตุผลข้างต้น ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านคำศัพท์พื้นฐาน เนื่องจากทักษะด้าน การอ่านเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการสำเร็จระดับชันประถมศึกษาปีที่ 3 และความรู้ทางด้านภาษา จะช่วยให้การสื่อสาร การเรียนรู้รายวิชาอื่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาสภาพปัญหาด้านการอ่านคำศัพท์พื้นฐาน และวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะได้พัฒนา กระบวนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การพัฒนา ความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการ อ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้
4 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่าน เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์ พื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการ จัดการเรียนรู้ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนหลังจากได้การจัดการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้าน อ่านคำศัพท์พื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ ประกอบการจัดการเรียนรู้ สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่าน คำศัพท์พื้นฐาน โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้มีพัฒนาการด้านอ่าน และเขียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 มีทักษะการอ่านคำศัพท์พื้นฐาน ก่อนเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 มีเจตคติอยู่ในระดับดี หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ ขอบเขตการวิจัย กลุ่มเป้าหมายการวิจัย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/6 โรงเรียโรงเรียนเทศบาลสวนสนุก สำนักการศึกษา เทศบาล นครขอนแก่น จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 38 คน ซึ่งได้มาโดยคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยเป็นนักเรียนที่จัดห้องเรียนแบบคละความสามารถ ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรต้น : ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตัวแปรตาม : ความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่าน คำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ เนื้อหา สาระหลักของเรื่องที่ศึกษา เนื้อหาและคำศัพท์ประจำหน่วยการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ดังนี้ 1. หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 คิดไป รู้ไป
5 2. หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 นอกเมือง ในกรุง 3. หน่วยการเรียนรู้ที่ 11 ส่งข่าว... เล่าเรื่อง ระยะเวลาศึกษา ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2566 นิยามศัพท์เฉพาะ ความสามารถด้านการอ่าน หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน ด้วยการแปลความหมายจากตัวอักษร ให้กลายเป็นข้อความ ประโยค เรื่องราว และเกิดการรับรู้ ความเข้าใจ โดยอาศัยความรู้พื้นฐานจากประสบการณ์เดิม และความรู้ด้านภาษา ชุดฝึกเสริมทักษะ หมายถึง เครื่องมือที่ช่วยพัฒนาทักษะในเรื่องที่เรียนรู้ให้มากขึ้น โดยอาศัยการ ฝึกฝนหรือปฏิบัติด้วยตนเองของผู้เรียน ลักษณะปัญหาในแบบฝึกทักษะจะเป็นปัญหาที่เสริมทักษะพื้นฐาน โดยกำหนดขึ้นให้ผู้เรียนตอบเรียงลำดับจากง่ายไปยาก ปริมาณของปัญหาต้องเพียงพอที่สามารถ ตรวจสอบและพัฒนาทักษะ กระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่เรียนไปแล้ว เพื่อนำไปใช้ใน การแก้ปัญหา รวมทั้งในแบบฝึกทักษะจะทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจบทเรียนด้วยตนเองได้ เพื่อให้เกิดทักษะ เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญในเนื้อหาที่ผู้เรียนได้เรียนไปในเรื่องนั้น ๆ อย่างมี ประสิทธิภาพ แผนการจัดการเรียนรู้หมายถึง การออกแบบการจัดการเรียนรู้ สื่อหรืออุปกรณ์ การวัดและการ ประเมินผลอย่างเป็นแบบแผนและเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งใช้สำหรับการจัดการเรียนรู้ในภายภาคหน้า ในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้นั้นต้องคำนึงถึงความสอดคล้องของเนื้อหาที่ใช้สอน ความสามารถ ครูผู้สอน ธรรมชาติของนักเรียน สภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน ผู้วิจัยได้จัดทำแผนการเรียนรู้การอ่าน และเขียนคำ เรื่อง มาตราตัวสะกดตรงตามมาตรา โดยการจัดการเรียนรู้แบบ PWIM ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลขอนแก่น จำนวน 3 หน่วย 5 แผน 7 ชั่วโมง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถ และทักษะ ทางด้านวิชาการ รวมทั้งสมรรถภาพทางสมอง และมวลประสบการณ์ทั้งปวง ที่เด็กได้รับการจัดเรียนการสอน ทําให้เกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ด้วยคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เจตคติหมายถึงเป็นสภาวะของ ความพร้อมทางจิตใจซึ่งเกิดจากประสบการณ์ สภาวะความพร้อม นี้เป็นแรงที่ก าหนดทิศทางของ ปฏิกิริยาระหว่างบุคคลที่มีต่อบุคคล สิ่งของและ สถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้า เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.3 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง 2. การอ่าน 2.1 ความหมายของการอ่าน 2.2 ความสำคัญของการอ่าน 2.3 จุดมุ่งหมายของการอ่าน 3. แบบฝึกทักษะ 3.1 ความหมายของชุดฝึกทักษะ 3.2 หลักในการสร้างชุดฝึกทักษะ 3.3 ประโยชน์ของชุดฝึกทักษะ 4. เจตคติ 4.1 ความหมายของเจตคติ 4.2 องค์ประกอบของเจตคติ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ 6. กรอบแนวคิดในการวิจัย
7 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 37) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ว่า มุ่งพัฒนาผู้เรียน ทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกใน ความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและ การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้เต็มตามศักยภาพ ในปัจจุบันใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่พัฒนาจากการศึกษาวิจัยและติดตามผลการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ประกอบกับข้อมูลจากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เกี่ยวกับแนวทางการ พัฒนาคนในสังคมไทย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ภาษาต่างประเทศ ภาษาไทย มี 5 สาระ ดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษา และสาระที่ 5 วรรณคดีและ วรรณกรรม
9 1.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 37) ได้กล่าวถึงความสำคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ไว้ว่า ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความ เข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทำให้สามารถประกอบกิจธุรการงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์วิจารณ์และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนา อาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณีและสุนทรียภาพเป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การ เรียนรู้อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทย ตลอดไป นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 37 - 38) ได้อธิบายสาระการเรียนรู้ภาษาไทยไว้ ว่า ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง 1.1.1 การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิด ต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่านเพื่อนำไป ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 1.1.2 การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและ รูปแบบต่าง ๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตาม จินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ 1.1.3 การฟัง การดู และการพูด การฟัง และดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดง ความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็น ทางการและไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ 1.1.4 หลักการใช้ภาษา ศึกษาธรรมชาติ และกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ ภาษาไทย ให้ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของ ภาษาต่างประเทศ 1.1.5 วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้ และทำความเข้าใจ บทเห่ บทร้อง เล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม
10 ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซึ้ง และภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ และรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรม อย่างเห็น คุณค่าและนำไปใช้ในชีวิตจริง
11 1.3 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางวิชาภาษาไทย สาระที่ 1 การอ่าน ช่วงชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 สาระ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การอ่าน ป.3/1 อ่านออกเสียงคำ ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ ถูกต้อง คล่องแคล่ว ป.3/2 อธิบายความหมายของคำ และข้อความที่อ่าน การอ่านออกเสียงและการบอกความหมายของ คำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อยกรอง ง่ายๆ ที่ประกอบด้วยคำพื้นฐานเพิ่มจาก ป.2 ไม่น้อยกว่า 1,200คำ รวมทั้งคำที่เรียนรู้ในกลุ่ม สาระการเรียนรู้อื่น ประกอบด้วย - คำที่มีตัวการันต์ - คำที่มี รร - คำที่มีพยัญชนะและสระไม่ออกเสียง - คำพ้อง - คำพิเศษอื่น ๆ เช่น คำที่ใช้ ฑ ฤ ฤๅ
12 จากตารางข้างต้น สรุปได้ว่าการพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ผู้วิจัย ได้วิเคราะห์เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ สาระ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การอ่าน ป.3/3 ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิง เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ป.3/4 ลำดับเหตุการณ์และ คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านโดย ระบุเหตุผลประกอบ ป.3/5 สรุปความรู้และข้อคิดจาก เ ร ื ่ อ ง ท ี ่ อ ่ า น เ พ ื ่ อ น ำ ไ ป ใช ้ ใ น ชีวิตประจำวัน การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - นิทานหรือเรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่น - เรื่องเล่าสั้นๆ - บทเพลงและบทร้อยกรอง - บทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น - ข่าวและเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันในท้องถิ่น และชุมชน ป.3/6 อ่านหนังสือตามความสนใจ อย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน ป.3/7 อ่านข้อเขียนเชิงอธิบายและ ปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ การอ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตาม คำสั่งหรือข้อแนะนำ - คำแนะนำต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน - ประกาศ ป้ายโฆษณา และคำขวัญ ป.3/8 อธิบายความหมายของข้อมูล จากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ การอ่านข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ ป.3/9 มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน เช่น - ไม่อ่านเสียงดังรบกวนผู้อื่น - ไม่เล่นกันขณะที่อ่าน - ไม่ทำลายหนังสือ - ไม่ควรแย่งอ่านหรือชะโงกหน้าไปอ่านขณะที่ ผู้อื่นกำลังอ่าน
13 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ป.1/1 อ่านออกเสียงคำ ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว ป.1/2 อธิบายความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ป.1/8 มีมารยาทในการอ่าน 2. การอ่าน 2.1 ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นกระบวนการสื่อสารที่ต้องใช้อวัยวะในร่างกายประกอบ ตาทำหน้าที่ดูข้อความ ปากทำหน้าที่อ่านออกเสียงคำ สมองทำหน้าที่วิเคราะห์สารที่ได้รับ จึงจะสามารถรับข้อมูลได้อย่างมี วิจารณญาณและเข้าใจข้อความ ซึ่งมีนักศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ ดังนี้ จรัสกร เล็กตระกูล (2553 : 22) กล่าวถึงความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน คือ กระบวนการทางความคิด การทำความเข้าใจภาษาเขียน เพื่อสื่อสารกันระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร ผู้อ่าน จะใช้การสังเกตการจำรูปคำและประสบการณ์เดิมที่สำคัญ จะต้องเข้าใจความหมายของคำเพื่อถ่ายทอด เรื่องราวต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่าน ผู้อ่านต้องมีความสามารถในการจัดระบบข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เพื่อช่วยใน การตีความเรื่องที่อ่าน ซึ่งทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้ เจตคติและทักษะ ทั้งนี้แล้วแต่จุดประสงค์ของการอ่าน แต่ละคน กระทรวงศึกษาธิการ (2559 : 8) กล่าวถึงความหมายของการอ่านไว้ว่า กระบวนการที่ ซับซ้อน เด็กจะต้องรู้จักสัญลักษณ์ที่เป็นตัวอักษรไทย คือ พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ เพื่อนำมา ประสมแล้วสามารถเปล่งเสียงคำ ๆ นั้นได้ และเข้าใจความหมายของคำ การอ่านจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ครูต้อง สอนให้แก่เด็ก การสอน ไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องใช้วิธีสอนที่หลากหลายวิธีผสมผสานกันตามความสามารถของ เด็กแต่ละวัย และพิจารณาถึงความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม อมรรัตน์ ชำนาญรักษา (2559) กล่าวถึงความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน หมายถึง การแปลความหมายของตัวอักษร ที่อ่านออกมาเป็นความรู้ความคิด และเกิดความเข้าใจเรื่องราวที่อ่าน ตรงกับเรื่องราวที่ผู้เขียนเขียน ผู้อ่านสามารถนำความรู้ ความคิด หรือสาระจากเรื่องราวที่อ่านไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ได้
14 เสาวรัตน์ ไชยสุนันท์ (2561 : 15) กล่าวถึงความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นการ แปลสัญลักษณ์ต่าง ๆ ออกมาเป็นคำพูดได้อย่างเข้าใจ หากผู้อ่านมีประสบการณ์เดิมที่สัมพันธ์กับเรื่องที่ อ่านมาบ้างจะช่วย ทำให้เข้าใจเนื้อหาของการอ่านดียิ่งขึ้น สอดคล้องกับ พเยาว์ สิ่งวี (2551, น.26) ที่ กล่าวว่า การอ่านเป็นการแปลความหมายของสัญลักษณ์ ข้อความ เรื่องราว เพื่อให้ผู้อ่านทำความเข้าใจ โดยมีประสบการณ์เดิมเข้ามาเกี่ยวข้อง ก่อนที่จะประมวลเป็นความรู้ใหม่ กนกพร จันทะกล (2564 : 20) กล่าวถึงความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน คือ การรู้ หลักภาษาที่เกิดจากการทักษะการฝึกฝนและ การเรียนรู้ การอ่านเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ส่งสารด้วยการ เขียนกับผู้อ่าน โดยอาศัยตัวหนังสือ เป็นสื่อ ผู้อ่านจึงเกิดความรู้ ความคิดและประสบการณ์ สามารถนำ ความรู้ ความคิดและประสบการณ์เหล่านั้นไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่ผลจากการอ่านที่ผู้อ่านได้รับนั้น ย่อมได้รับผลแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการมีความรู้เกี่ยวกับการอ่านสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ ตนเองและผู้อื่นได้ สรุปได้ว่า การอ่าน เป็นกระบวนการแปลความหมายของคำ ประโยค ข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ สามารถรับรู้และเข้าใจแก่นสำคัญของผู้เขียน ทั้งนี้ผู้อ่านจะต้องมีความรู้ด้านหลักภาษา การประสมคำ ระหว่างพยัญชนะ สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ และตัวการันต์ จึงจะสามารถเข้าใจความหมายของคำ และ เรียบเรียงจนเกิดการตีความ วิเคราะห์ข้อความในประโยค ข้อความ บทความ 2.2 ความสำคัญของการอ่าน กระบวนการอ่านเป็นกระบวนการสำคัญอย่างมากที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคล องค์กร ประเทศชาติ และการอ่านทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้หลากหลายด้าน ซึ่งมีนักการศึกษาได้ให้ ความสำคัญของการอ่านไว้ ดังนี้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2550 : 6) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอานมีความสำคัญ ตอการพัฒนาชาติ ประเทศที่จะพัฒนาได้ตองอาศัยประชาชนในชาติที่มี ความสามารถในการอ่าน เลือกนําความรูและความคิดมาพัฒนาชาติใหรุ่งเรือง นอกจากนั้นการอ่าน ยังมี ความสำคัญ ตอการพัฒนาตนเอง โดยอาศัยความรูและความคิดจากการอ่านเป็นกรอบในการดำเนินชีวิต เลือกแนวทางในการประกอบอาชีพที่เหมาะสมได้ด้วย วรรณี โสมประยูร (2553 : 128-129) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า โดยทั่วไปการ อ่านหนังสือมีผลต่อการอ่าน 2 ประการ คือ ประการแรก อ่านได้ “อรรถ” ประการที่ สองอ่านได้ “รส”
15 หากผู้อ่านสำนึกอยู่ตลอดเวลาถึงผลสำคัญของสองประการนี้ ย่อมได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ จากหนังสือ ตามเจตนารมณ์ของผู้เขียน การอ่านมีความสำคัญต่อทุกเพศ ทุกวัย และทุกสาขาอาชีพ พอสรุปได้ดังนี้ 1. การอ่านเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับผู้เรียนจำเป็นต้อง อาศัยทักษะการอ่าน ทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระของวิชาต่างๆ เพื่อให้ตนเองได้รับความรู้และ ประสบการณ์เดิมที่ต้องการ 2. ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป คนเราอาศัยการอ่านติดต่อสื่อสาร เพื่อทำความเข้าใจ กับบุคคลอื่นร่วมไปกับทักษะการฟัง การพูด การเขียนทั้งทางภารกิจส่วนตัว และการประกอบอาชีพ การงานต่างๆในสังคม 3. การอ่านสามารถช่วยให้บุคคลสามารถนำความรู้และประสบการณ์จากสิ่งที่อ่าน ปรับปรุงและพัฒนาอาชีพหรือธุรกิจส่วนตัวที่ตนกระทำอยู่ ให้เจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ ในที่สุด 4. การอ่านสามารถสนองความต้องการพื้นฐานของบุคคลในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ช่วยให้ความมั่นคงปลอดภัย ช่วยให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ช่วยให้เป็นที่ยอมรับของสังคมช่วยให้มี เกียรติยศและชื่อเสียง ฯลฯ 5. การอ่านทั้งหลายจะส่งเสริมช่วยให้บุคคลได้ขยายความรู้ประสบการณ์เพิ่มขึ้น อย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง ทำให้เป็นผู้รอบรู้เกิดความมั่นใจในการพูด ปราศรัย การบรรยายหรือ อภิปรายปัญหาต่างๆ นับว่าเป็นการเพิ่มบุคลิกภาพและความเชื่อถือให้ตนเอง 6. การอ่านหนังสือหรือสิ่งพิมพ์หลายชนิดนับว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการที่น่าสนใจ มาก เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร นวนิยาย อ่านการ์ตูน เป็นการช่วยให้บุคคลรู้จักใช้ เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และเกิดความเพลิดเพลินสนุกสนานได้เป็นอย่างดี 7. การอ่านเรื่องราวต่างๆ ในอดีต เช่น ศิลาจารึก ประวัติศาสตร์ เอกสารสำคัญ วรรณคดี จะช่วยให้อนุชนรุ่นหลังรู้รักอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยเอาไว้และสามารถพัฒนา ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป สถาบันภาษาไทย (2557: 6-7) ได้สรุปการบรรยายของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยาม บรมราชกุมารีถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือว่า 1. การอ่านหนังสือทำให้ได้เนื้อหาสาระความรู้มากกว่าการศึกษาหาความรู้ด้วยวิธีอื่น 2. ผู้อ่านสามารถอ่านหนังสือได้โดยไม่มีการจำกัดเวลาและสถานที่ สามารถพกพาได้ 3. หนังสือเก็บได้นานกว่าสื่ออย่างอื่น ซึ่งมักมีอายุการใช้งานโดยจำกัด
16 4. ผู้อ่านสามารถฝึกการคิด และสร้างจินตนาการได้เองในขณะอ่าน 5. การอ่านส่งเสริมให้มีสมองดี มีสมาธินานกว่า และมากกว่าสื่ออย่างอื่น ทั้งนี้เพราะ ขณะอ่านจิตใจจะต้องมุ่งมั่นอยู่กับข้อความ พินิจพิเคราะห์ข้อความ 6. ผู้อ่านเป็นผู้กำหนดการอ่านได้ด้วยตนเอง จะอ่านคร่าว ๆ อ่านละเอียด อ่านข้าม หรือทุกตัวอักษร เป็นไปตามใจของผู้อ่าน หรือจะเลือกว่านเล่มไหนก็ได้ เพราะหนังสือมีมากสามารถเลือก อ่านเองได้ 7. หนังสือมีหลากหลายรูปแบบ และราคาถูกกว่าสื่ออย่างอื่น จึงทำให้สมองผู้อ่านเปิด กว้างสร้างแนวคิดและทัศนคติได้มากกว่า ทำให้ผู้อ่านไม่ติดอยู่กับแนวคิดใด ๆ โดยเฉพาะ 8. ผู้อ่านเกิดความคิดเห็นได้ด้วยตนเอง วินิจฉัยเนื้อหาสาระได้ด้วยตนเอง รวมทั้ง หนังสือบางเล่มสามารถนำไปปฏิบัติแล้วเกิดผลดีการฟังได้ สุนทรี อรรถาวี (2557 : 16 ) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่า การอ่านเป็นสิ่งสำคัญใน การเรียนชวยเสริมสร้างและพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสาะแสวงหาความรู และประกอบอาชีพใหความเพลิดเพลินสนุกสนาน ทันตอเหตุการณทำใหทราบความรูสึกนึกคิดของคน ทั้ง ในอดีตและ ปจจุบัน ทำใหมนุษย์เขาใจตนเอง เขาใจผู้อื่นและเขาใจสิ่งแวดลอมได้อย่างถูกตอง เป็นพื้นฐาน ในการเรียนรูของนักเรียน นักเรียนที่มีทักษะการอ่านที่ดีจะสงผลใหการเรียนวิชาอื่น ๆ ประสบผลสำเร็จ อย่างรวดเร็ว อมรรัตน์ ชำนาญรักษา (2559) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่า 1. การอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยศึกษา เล่าเรียนจำเป็นต้องอ่านหนังสือเพื่อการศึกษาหาความรู้ด้านต่าง ๆ 2. การอ่านเป็นเครื่องมือช่วยให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เพราะ สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปพัฒนางานของตนได้ 3. การอ่านเป็นเครื่องมือสืบทอดทางวัฒนธรรมของคนรุ่นต่อ ๆ ไป 4. การอ่านเป็นวิธีการส่งเสริมให้คนมีความคิดความอ่านและฉลาดรอบรู้เพราะ ประสบการณ์ที่ได้จากการอ่าน เมื่อเก็บสะสมเพิ่มพูนนานวันเข้าก็จะทำให้เกิดความคิด เกิดสติปัญญาเป็น คนฉลาดรอบรู้ได้ 5. การอ่านเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ เป็นวิธีหนึ่งในการ แสวงหาความสุขให้กับตนเองที่ง่ายที่สุด และได้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด
17 6. การอ่านเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้านจิตใจและ บุคลิกภาพ เพราะเมื่ออ่านมากย่อมรู้มาก สามารถนำความรู้ไปใช่ในการดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข 7. การอ่านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบการเมือง การปกครอง ศาสนา ประวัติศาสตร์ และสังคม 8. การอ่านเป็นวิธีการหนึ่งในการพัฒนาระบบการสื่อสารและการใช้เครื่องมือ ทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ สรุปได้ว่า การอ่าน เป็นกระบวนการที่สำคัญในชีวิตประจำวัน เนื่องจากการอ่านเกี่ยวข้องกับ การสื่อสาร การอ่านเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาสติปัญญา จิตใจ ให้แก่ผู้อ่าน โดยผู้อ่านสามารถเลือกอ่าน หนังสือได้หลากหลายประเภท ยึดตามความประสงค์ของผู้อ่าน ผลประโยชน์ของการอ่านจะสร้างกำไร มหาศาลให้กู้แสวงหา 2.3 จุดมุ่งหมายของการอ่าน การรู้จุดมุ่งหมายของการอ่าน เปรียบเหมือนการกำหนดปลายทางของการเดินทาง ทำให้ เกิดการเตรียมความพร้อมทั้งกาย ใจ จึงจะทำให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ผู้อ่านที่ดีควรมีการกำหนด จุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ เพื่อเป็นการจัดเตรียมหนังสือ และวิธีการอ่านได้สอดคล้องกับความต้องการ มีนักการศึกษาหลายท่านได้ระบุจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ ดังนี้ สมพร มันตะสูตร แพงพิพัฒน์ (2534: 57) ได้แบ่งจุดมุ่งหมายในการอ่านออกเป็น 4 ประเภท คือ 1. การอ่านเพื่อความรู้ การอ่านเพื่อให้ได้ความรู้นั้นอาจจะแบ่งวัตถุประสงค์ย่อย ออกเป็น 5 ประเด็น คือ 1.1 เพื่อหาคำตอบในสิ่งที่ต้องการ ได้แก่ การอ่านคำแนะนำ การอ่านเพื่อตอบ ปัญหาที่ยังข้องใจอยู่ 1.2 การอ่านเพื่อศึกษาหาความรู้ต่าง ๆ ทั้งโดยละเอียด และโดยย่อย 1.3 การอ่านเพื่อรับรู้ข่าวสาร ข้อเท็จจริง 1.4 การอ่านเพื่อศึกษาค้นคว้าเป็นพิเศษ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เรื่องใดเรื่อง หนึ่ง หรือเพื่อเขียนตำราวิชาการ 1.5 อ่านเพื่อรวบรวมข้อมูล เณ์มาทำรายงาน หรือทำวิจัยเผยแพร่ในหมู่ นักวิชาการ ผู้สนใจทั่วไปอันเป็นประโยชน์แก่สวนรวม
18 2. การอ่านเพื่อความบันเทิง เป็นการอ่านหนังสือเพื่อพักผ่อน ผ่อนคลายอารมณ์หลัง งานประจำ ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภท เรื่องสั้น นิทาน นิยาย นวนิยาย บทละครทั้งระดับที่เป็น วรรณกรรมหรือวรรณคดี โดยมีจุดมุ่งหมายในการอ่านเพื่อความรื่นรมย์เป็นสำคัญ 3. การอ่านเพื่อหาความคิดแปลกใหม่ ในกระบวนการอ่านที่สำคัญนั้น ความรู้ก็เป็น องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง แต่ความคิดยิ่งสำคัญกว่า โดยเฉพาะความคิดแปลกใหม่ซึ่งจะเป็นชนวนให้ เกิดความคิดสร้างสรรค์ในตัวผู้อ่านด้วย เช่น การอ่านผลการทดลอง การค้นคว้าวิจัยและการเสนอ ความคิดใหม่ในหนังสือต่าง ๆ ซึ่งอาจหาได้ทั้งจากหนังสือ สารคดี และบันเทิงคดี 4. การอ่านเพื่อปรับปรุงบุคลิกภาพ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การอ่านเป็นการ พัฒนาความรู้ ความคิด และทัศนคติได้ดียิ่ง ผู้รักการอ่านจึงเป็นคนทันสมัย น่าคบ สามารถที่จะเข้าร่วม สนทนาได้กับทุกคนทุกชั้นเพราะรับรู้ข่าวสารและที่จะแลกเปลี่ยนด้วยกันได้ และการอ่านมากรู้มากย่อม ทำให้บุคคลเป็นที่ยอมรับในสังคม เนื้อหาข่าวสารบางประการในหนังสือจะทำให้ผู้อ่าน นำมาปรับปรุง บุคลิกภาพของตนได้เป็นอย่างดี การอ่านจึงสามารถช่วยพัฒนาบุคลิกภาพได้เป็นอย่างดี เสาวลักษณ์ รัตนวิชน์(2534 : 85) ได้แบ่งจุดมุ่งหมายหลักในการอ่านมีอยู่ 3 ประการ คือ 1. อ่านเพื่อความบันเทิง เช่น นิทาน นิยาย 2. อ่านเพื่อรู้วิชาการ เช่น ตำราอาหาร ฉลากยา คู่มือต่าง ๆ เป็นต้น 3. อ่านเพื่อค้นคว้า เช่น เรื่องราว สารคดีโดยทั่ว ๆไป ซูลี อินมั่น (2533 : 32) ได้แบ่งจุดมุ่งหมายในการอ่านไว้ 4 ประการ คือ 1. อ่านเพื่อความรู้ การอ่านจะเน้นถึง ความรู้ในวิทยาการแขนงต่าง ๆ 2. อ่านเพื่อให้เกิดความคิดการอ่านในลักษณะนี้ เป็นการอ่านเพื่อความเข้าใจแนวคิดที่ สำคัญการจัดลำดับขั้น แนวความคิดของผู้เขียนพร้อมทั้งพิจารณาหาเหตุผล และแรงจูงใจในการเขียนเรื่อง นั้นขึ้นมา 3. อ่านเพื่อความบันเทิง เป็นการอ่านที่ช่วยให้เกิดความบันเทิง ควบคู่ไปกับความคิด หนังสือที่อ่านเป็นประเภท นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณคดี ซึ่งอ่านแล้วช่วยให้เกิดความสนุกสนานช่วยผ่อน คลายความตึงเครียด 4. อ่านเพื่อสนองความต้องการอื่น ๆ เช่น ความต้องการความมั่นคงในชีวิตต้องการ เป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน ฯลฯ โดยผู้อ่านใช้หนังสือในการแก้ปัญหาของตนเอง เพื่อขยายขอบเขตของ ความสนใจในสิ่งใหม่ๆ วรรณี โสมประยูร (2544 : 127-128) ได้แบ่งจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ดังนี้
19 1. เพื่อค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเดิม เช่น อ่านตำรา บทความ สารคดี 2. เพื่อความบันเทิง เช่น อ่านนวนิยาย การ์ตูน วรรณคดี 3. เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 4. เพื่อหารายละเอียดของเรื่อง เช่น อ่านสารคดี ประวัติศาสตร์ 5. เพื่อวิเคราะห์ วิจารณ์ จากข้อมูลที่ได้ เช่น อ่านข่าว 6. เพื่อหาประเด็นว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จส่วนใดเป็นจริง เช่น การอ่านคำโฆษณา 7. เพื่อจับใจความสำคัญของเรื่อง เช่น อ่านบทความในวารสาร 8. เพื่อปฏิบัติตาม เช่น อ่านคำสั่ง คำแนะนำคู่มือการใช้ 9. เพื่อออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน มีน้ำเสียงเหมาะสมกับเนื้อเรื่องและเหมือนกับ คำพูด เช่น อ่านบทละคร คณาจารย์มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (2551: 145) ได้แบ่งจุดมุ่งหมายของการ อ่านว่า จุดมุ่งหมายของการอ่านมี 3 ประการ 1. การอ่านเพื่อความรู้การอ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทตำรา สารคดี วารสาร หนังสือพิมพ์ และข้อความด่างๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือเหตุการณ์ บ้านเมือง 2. การอ่านเพื่อความคิด ได้แก่ การอ่าน หนังสือโคยมีจุดประสงค์เพื่อให้ทราบ แนวความคิดทางปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความคิดเห็นทั่วไป ซึ่งมักจะแทรกอยู่ในหนังสือ แทบทุกประเภท 3. การอ่านเพื่อความบันเทิง เป็นการอ่านเพื่อฆ่าเวลา หรืออ่านหนังสือประเภท บันเทิงคดีในเวลาว่าง บางคนมีนิสัยรักการ อ่าน หากรู้สึกเครียดจากการอ่านหนังสือเพื่อความรู้อาจอ่าน หนังสือประเภทเบาสมองเพื่อการพักผ่อน สรุปได้ว่า การอ่านมีจุดมุ่งหมายที่หลากหลาย ทั้งนี้มีผู้อ่านแต่ละคนมีวัตถุประสงค์ของการ อ่านแตกต่างกัน โดยการอ่านส่วนมากเป็นการอ่านเพื่อศึกษาศาสตร์วิชาการ ซึ่งเกี่ยวกับความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ เช่น หนังสือเรียน หนังสือวิชาการ วิทยานิพนธ์ หนังสือการบริหารเงิน การอ่าน เพื่อความบันเทิง เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ ความแปลกใหม่ การผ่อนคลาย เช่น หนังสือนวนิยาย หนังสือนิตยสาร หนังสือนิทาน และการอ่านเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพตนเอง เกี่ยวกับการพัฒนาตนเองทั้ง ด้านความคิด การใช้ชีวิต เช่น หนังสือพัฒนาบุคลิกภาพ หนังสือปรับเปลี่ยนความคิด ทั้งนี้การอ่านจึง ขึ้นกับผู้อ่านว่าต้องการอ่านเพื่ออะไร จึงต้องกำหนดตนเองและหนังสือให้เหมาะสมต่อความต้องการ
20 3. ชุดฝึกทักษะ 3.1 ความหมายของชุดฝึกทักษะ ชุดฝึกทักษะในภาษาไทย ได้มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปหลายอย่างเช่น ชุดการฝึก ชุดแบบฝึก แบบฝึกทักษะ และแบบฝึกหัด เป็นต้น ซึ่งได้มีผู้ให้ความหมายเกี่ยวกับชุดฝึกทักษะ หรือ แบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ สุกิจ ศรีพรหม (2546 : 68) กล่าวว่า ชุดฝึกทักษะ หมายถึง การนำสื่อประกอบที่สอดคลองกับ เนื้อหา และจุดประสงค์ของวิชามาใช้ในการเปลี่ยนแปลงพฤตกรรมของผู้เรียน เพื่อให้เกิด การเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ ถวัลย์ มาศจรัส (2546 : 18) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ คือ กิจกรรมพัฒนา ทักษะเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม มีความหลากหลาย และประมาณเพียงพอที่สามารถตรวจสอบ และ พัฒนาทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ สามารถนา ผู้เรียนไปสู่การสรุปความคิดรวบยอด และ หลักการสำคัญของสาระการเรียนรู้ รวมทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจในบทเรียนด้วย ตนเองได้ จิรเดช เหมือนสมาน (2551 : 8) กล่าวว่า เป็นงานหรือกิจกรรมที่ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียนทำ เพื่อฝึกทักษะการคิด-กระบวนการเรียนรู้ และทบทวนความรู้ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความชำนาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปแก้ปัญหาได้โดยอัตโนมัติ อนงพันธุ์ใบสุขันธ์ (2551 : 33) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึงสื่อการเรียนการสอนที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ฝึกทักษะผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจจนเกิดทักษะสูงสุด โดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ วราภรณ์ ระบาเลิศ (2552 : 34) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ครูจัด ให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการปฏิบัติบ่อย ๆ จนเกิดความชำนาญมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาที่เรียน และสามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ สลาย ปลั่งกลาง (2552 : 31 - 32) กล่าวว่า แบบฝึกหัดหรือแบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียน การสอนที่ใช้สำหรับให้ผู้เรียนฝึกความชำนาญในทักษะต่าง ๆ จนเกิดความคิดรวบยอด ในเรื่องที่ฝึก และสามารถนำทักษะไปใช้ในการแก้ปัญหาได้
21 สมศรี อภัย (2552 : 21) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการสอนที่ครูสร้างขึ้น เพื่อให้นักเรียน ได้ฝึกปฏิบัติให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ มากขึ้น นักเรียนมีทักษะเพิ่มขึ้น สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง สมพงษ์ ศรีพยาต (2553 : 41) กล่าวว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อฝึกฝนและ ทักษะต่าง ๆ ให้แก่นักเรียนจนเกิดความเข้าใจ โดยมีจุดหมายที่ชัดเจนเหมาะสมกับระดับความรู้ ความสามารถของนักเรียน เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะการเขียนเพิ่มมากขึ้น และเป็นการ แก้ปัญหาการเรียนการสอน ศุภรณ์ ภูวัด (2553 : 21) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ เป็นสื่อประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่ง ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง ได้ฝึกทักษะเพิ่มเติมจากเนื้อหาจนปฏิบัติได้ อย่าง ชำนาญและให้ผู้เรียนสามารถไปใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยมีครูเป็นผู้แนะนำ ณัฐชา อักษรเดช (2554 : 19) กล่าวว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นอย่างมีจุดหมายที่ แน่นอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการกระทำจริง เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเห็น คุณค่าของสิ่งที่เรียน สามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งที่เรียนได้ดีและนำการเรียนรู้และความรู้ที่ได้ไปใช้ใน สถานการณ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันได้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2554 : 687) กล่าวว่า แบบฝึก แบบอย่างปัญหา หรือคำสั่ง ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกตอบ สรุปได้ว่า ชุดฝึกทักษะ หรือ แบบฝึกทักษะ หมายถึง สิ่งที่ครูสร้างขึ้นให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่ เรียนรู้มาแล้ว เพื่อสร้างความเข้าใจ และช่วยเพิ่มทักษะความชำนาญการ และฝึกกระบวนการคิดให้มาก ขึ้น ทำให้ทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่น และสามารถประเมินผล ของตนเองได้ ทั้งยังมีประโยชน์ช่วยลดภาระการสอนของครู และยังช่วยพัฒนาตามความแตกต่าง 3.2 หลักในการสร้างชุดฝึกทักษะ หลักในการสร้างแบบฝึกทักษะได้มีผู้รู้ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ ฉันทนา การสะอาด (2547 : 103) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1. ต้องมีการฝึกนักเรียนมากพอสมควรในเรื่องหนึ่ง ๆ ก่อนที่จะมีการฝึกเรื่องอื่น ๆ ต่อไป เนื่องจาก ทำขึ้นเพื่อการสอน มิใช่ทำขึ้นเพื่อการสอบ 2. แต่ละแบบฝึกทักษะควรใช้ประโยคเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้น
22 3. ฝึกโครงสร้างใหม่ ๆ กับสิ่งที่เรียนรู้มาแล้ว 4. ประโยคที่ใช้ฝึกควรเป็นประโยคสั้น ๆ 5. คำศัพท์และประโยคต้องสั้น ๆ 6. เป็นแบบฝึกที่ให้นักเรียนได้ใช้ความคิด 7. ควรมีแบบฝึกหลาย ๆ แบบเพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย 8. ควรฝึกให้นักเรียนสามารถนาสิ่งที่เรียนไปแล้วใช้ในชีวิตประจำวันได้ และ จิรเดช เหมือนสมาน (2551: 11) ได้สรุปหลักในการสร้างแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1. ควรสร้างให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการฝึกตามความเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก 2. สนองความสนใจของเด็ก 3. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 4. จัดทำให้จบเป็นเรื่อง ๆ 5. การประเมินผลความก้าวหน้าในการฝึกควรให้นักเรียนทราบผลทันทีทุกครั้ง ดังนั้นสรุปได้ว่าหลักการสร้างแบบฝึกนั้น ครูผู้สอนต้องเข้าใจจุดประสงค์ของการสร้างแบบฝึกและ ต้องสร้างให้เหมาะสมกับผู้เรียน คำนึงถึงความแตกต่างของระหว่างบุคคล ความยากง่ายของเนื้อหาแบบ ฝึก 3.3 ประโยชน์ของชุดฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะมีประโยชน์เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะทางภาษา และสามารถที่ จะทบทวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังที่ บุญชม ศรีสะอาด (2542 : 180) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดแบบ ฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1. ทำให้เข้าใจบทเรียนดียิ่งขึ้น 2. ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนอันเป็นแนวทางในการปรับปรุงการเรียน การสอนต่อไป ตลอดจนสามารถช่วยให้นักเรียนได้ดีที่สุดตามความสามารถของเขาด้วย 3. ฝึกให้นักเรียนมีความเชื่อมั่น และสามารถประเมินผลงานของเขาได้ 4. ช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน 5. เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากเรียนบทเรียนแล้ว 6. ช่วยให้เด็กสามารถทบทวนได้ด้วยตนเอง
23 7. ช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนได้ชัดเจน 8. ช่วยให้นักเรียนฝึกฝนได้เต็มที่ นอกเหนือจากที่เรียนในบทเรียน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการใช้แบบฝึกในการช่วยเสริมให้นักเรียนจะทา ให้นักเรียนมีความเข้าใจในเรื่องที่ เรียนได้มากขึ้น และนักเรียนให้ความสนใจและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดีขึ้น 4. เจตคติ 4.1 ความหมายของเจตคติ เจตคติเป็นความโน้มเอียง บ้างก็เรียกว่า “ทัศนคติ” ถือว่าเป็นการกล่าวถึงในสิ่งเดียวกัน มีนักการศึกษาได้ให้ความหมาย หรือให้คำจำกัดความ ดังนี้ เคนเลอร์ (Kendler อ้างถึงใน อุษณีย์ วรรณจิยี, 2536,หน้า 74) ได้อธิบายความหมายของ เจตคติไว้ว่า เจตคติ คือ ความพร้อมของบุคคลที่จะแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้าในสังคมแวดล้อม หรือเป็นความโน้มเอียงที่จะแสดงพฤติกรรมที่จะสนับสนุน หรือคัดค้านประสบการณ์ บางอย่าง บุคคล สถาบัน ตลอดจนแนวความคิดบางอย่าง การแสดงออกของเจตคติโดยอาศัยพฤติกรรม แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ แสดงออกในลักษณะที่เห็นด้วย พึงพอใจหรือชอบกับไม่เห็นด้วย ไม่พึงพอใจ ไม่ชอบ บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์(2540 : 239) ได้อธิบายความหมายของเจตคติวา เจตคติ หมายถึง กิริยาทาทีรวม ๆ ของบุคคลที่เกิดจากความโนมเอียงของจิตใจ และแสดงออกตอสิ่งๆ นั้น โดยแสดงออกในทางสนับสนุน มีความรูสึกเห็นดีเห็นชอบตอสิ่งเรานั้น ๆ หรือแสดงออกในทางตอตาน ซึ่งเปนความรูสึกที่ไมเห็นชอบตอสิ่งนั้น สอดคล้องกับ เทอร์สโตน (Thurstone อ้างถึงใน สมปอง ม้าย อุเทศ,2542 ,หน้า11) ได้กล่าวว่า เจตคติเป็นระดับความมากน้อยของความรู้สึกในด้านบวกและลบที่มีต่อ สิ่ง หนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นอะไรก็ได้เช่น สิ่งของ บทความ บุคคล องค์การ ความคิด ฯลฯ ความรู้สึกเหล่านี้ผู้ รู้สึกสามารถบอกความแตกต่างได้ว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย วนิดา แกวกุลบุตร (2547 : 24) ได้อธิบายความหมายของเจตคติไว้ว่า เจตคติ หมายถึง ทาที และความรูสึก ของบุคคลที่เกิดจากความคิด ประสบการณที่จะตอบสนองตอสิ่งเราที่เปนบุคคล วัตถุ สิ่งของ และ สถานการณอาจมีทิศทางในทางบวก หรือทางลบ ศศิกาญจน์ชีถนอม (2553 : 58) ได้อธิบายควาหมายของเจตคติไว้ว่า เจตคติเป็นความรู้สึก นึกคิด ความคิดเห็น ความเชื่อและแนวโน้มพฤติกรรม หรือลักษณะท่าทางที่จะตอบสนองต่อ ประสบการณ์หรือ ต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งในแง่ดีและในแง่ไม่ดีในแง่ดีได้แก่ การเห็นคุณค่า และประโยชน์
24 ความรู้สึกพอใจความต้องการความตั้งใจที่จะกระทำต่อสิ่งนั้นหรือต่อประสบการณ์นั้น ในลักษณะที่ไม่ดี ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดที่ไม่พึงพอใจ ไม่ต้องการประสงค์จะถอยหนีหรือหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น ๆ สรุปได้ว่า เจตคติ เป็นการแสดงความรู้สึกนึกคิดของบุคคล ผ่านพฤติกรรม การแสดงออก ซึ่งสามารถแสดงออกในแง่ที่ดี และแง่ที่ไม่ดีได้ 4.2 องค์ประกอบของเจตคติ เจตคติเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ โดยมีแหล่งที่มาของการเกิดที่แตกต่างกัน ทั้งนี้นักวิชาการหลาย ท่าน ได้แบ่งองค์ประกอบของเจตคติไว้ ดังนี้ นักจิตวิทยาได้เสนอองค์ประกอบของเจตคติไว้ 3 ด้าน (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ ,2540 : 240) ได้แบ่งองค์ประกอบของเจตคติ ไว้ดังนี้ 1. องคประกอบดานความรู(Cognitive Component) ไดแก ความรู ความเชื่อ ความคิด และความคิดเห็นของบุคคลที่มีตอที่หมายของเจตคติ (attitude object) เชน เจตคติตอการสูบ บุหรี่ การที่จะแสดงความรูสึกตอการสูบบุหรี่ไปในทางชอบหรือไมชอบ เห็นดวยหรือไมเห็นดวยนั้น จะตองมีความเขาใจกอนวา “บุหรี่” คืออะไร การสูบบุหรี่มีคุณและมีโทษ อยางไร 2. องคประกอบดานทาทีความรูสึก (Affective Component) ไดแก ความรูสึก ชอบ ไมชอบ หรือทาทีที่ดีหรือไมดี ตอที่หมายของเจตคติ เปนภาวะความรูสึกที่สนองตอบต่อสิ่งเราหรือตอ ที่หมายไปในทางที่ดีหรือไมดี หรือในทางบวก (positive) หรือในทางลบ (negative) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจา กองคประกอบดานความรู 3. องคประกอบดานการปฏิบัติ (Behavioral Component) ไดแก แนวโนม หรือ ความพรอมของบุคคลที่จะปฏิบัติตอที่หมายของเจตคติ หากมีสิ่งเราหรือที่หมายของเจตคติที่เหมาะสมจะ เกิดการปฏิบัติ หรือมีปฏิกิริยาอยางใดอยางหนึ่ง ไทรแอนดีส (ผมพัชรี สุภางค์ยุทธลิขิต, 2544 : 15 อ้างอิงจาก Triandis, 1971 : 2 –3) ได้แบ่งองค์ประกอบพื้นฐานของเจตคติไว้ 3 ส่วน ดังนี้ 1. องค์ประกอบด้านความรู้(Cognitive Component) ไดแก่ ความรู้และความคิดที่ บุคคลมีต่อสิ่งเร้า ซึ่งอาจเป็นบุคคลกลุ่มหรือสภาวะใด ๆ ความรู้และความคิดดังกล่าวจะเป็นส่วนกำหนด ลักษณะและทิศทางของเจตคติของบุคคล กล่าวคือ ถ้าบุคคลมีความรู้ต่อสิ่งเร้าได้ครบถ้วนแล้ว บุคคลจะมี เจตคติต่อสิ่งเร้าไปในทางบวกหรือลบ ชัดเจนขึ้น
25 2. องค์ประกอบด้านความรู้สึก (Affective Component) ได้แก่ อารมณ์หรือความรู้สึก ของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้า อารมณ์หรือความรู้สึกดังกล่าว จะเป็นสิ่งกำหนดลกัษณะและ ทิศทางของเจตคติ ของบุคคลกล่าวคือ ถ้าบุคคลมีอารมณ ์หรือความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งใด บุคคลก็จะมีเจตคติทางบวกต่อสิ่งนั้น แต่ถ้าบุคคลมีอารมณ์หรือความรู้สึกไม่ดีต่อสิ่งใด บุคคลก็จะมีเจตคติในทางลบ 3. องค์ประกอบด้านพฤติกรรม (Behavior Component) คือ พฤติกรรมของบุคคล ที่แสดงออกต่อสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง พฤติกรรมดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่บอกลักษณะและทิศทางของเจตคติ ของบุคคลกล่าวคือ ถ้าพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกต่อสิ่งเร้านั้น ชัดเจนแน่นอนเจตคติก็ย่อมมี ลักษณะเป็นบวกหรือเป็นลบชัดเจนแน่นอน สง่า คูคำ (2560 : 4) ได้แบ่งองค์ประกอบของเจตคติไว้ ดังนี้ องค์ประกอบของเจตคติโดยทั่วไปเจตคติประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1. องค์ประกอบด้านความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Component) เป็นองค์ประกอบ ด้าน ความรู้ความเข้าใจของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้านั้น ๆ เพื่อเป็นเหตุผลที่จะสรุปความ และรวมเป็นความเชื่อ หรือช่วยในการประเมินค่าสิ่งเร้านั้นๆ 2. องค์ประกอบด้านความรู้สึกและอารมณ์(Affective Component) เป็น องค์ประกอบด้าน ความรู้สึก หรืออารมณ์ของบุคคล ที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งเร้า ต่างเป็นผลต่อเนื่องมาจาก ที่บุคคล ประเมินค่าสิ่งเร้านั้น แล้วพบว่าพอใจหรือไม่พอใจ ต้องการหรือไม่ต้องการ ดีหรือเลว องค์ประกอบทั้ง สองอย่างมีความสัมพันธ์กันเจคติบางอย่างจะประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจมากแต่ ประกอบด้วย องค์ประกอบด้านความรู้สึกและอารมณ์น้อย เช่น เจตคติที่มีต่องานที่ทำ ส่วนเจตคติที่มีต่อ แฟชั่น เสื้อผ้าจะมีองค์ประกอบด้านความรู้สึกและอารมณ์สูงแต่มีองค์ประกอบด้านความรู้ความเข้าใจ 3. องค์ประกอบด้านพฤติกรรม (Behavioral Component) เป็นองค์ประกอบ ทางด้านความ พร้อม หรือความโน้มเอียงที่บุคคลประพฤติปฏิบัติหรือตอบสนองต่อสิ่งเร้าในทิศทางที่จะ สนับสนุน หรือคัดค้าน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อ หรือความรู้สึกของบุคคลที่ได้รับจากการประเมินค่าให้ สอดคล้อง กับความรู้สึก ที่มีอยู่ เจตคติที่บุคคลมีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ต้อง ประกอบด้วยทั้ง สามองค์ประกอบเสมอ แต่จะมีปริมาณมากน้อยแตกต่างกันไป โดยปรกติบุคคลมักแสดง พฤติกรรมใน ทิศทางที่สอดคล้องกับเจตคติที่มีอยู่แต่ก็ไม่เสมอไปทุกกรณีในบางครั้งเรามีเจตคติอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แสดงพฤติกรรมตามเจตคติที่มีอยู่ก็มี สรุปได้ว่า องค์ประกอบของเจตคติมี 3 ประการ แบ่งออกได้ดังนี้ ด้านความรู้ความเข้าใจ ด้าน ความรู้สึกและอารมณ์ ด้านพฤติกรรม ทั้งนี้แนวโน้มด้านเจตคติมีทั้งทางบวกและทางลบ
26 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ ประเทศไทยมีนักวิชาการได้นำแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถ โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ ปรับประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับธรรมชาติผู้เรียน เนื้อหาประกอบการเรียนรู้ ความสามารถของผู้สอน และ สภาพแวดล้อมในห้องเรียน ทั้งนี้มีตัวอย่างงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและบรรลุตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย ดังนี้ นิพาพร วงษ์ศิลา (2545) ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการสะกดคำยากวิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการสะกดคำยากวิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 มี ประสิทธิภาพ 89.17/83.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการสะกดคำยากวิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.68 ซึ่งหมายความว่า แบบฝึกทักษะการสะกดคำยากวิชาภาษาไทยชุดนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะทา ให้ผลการเรียนของนักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สูงขึ้น ร้อยละ 68 สุพรรณี ไชยเทพ (2543) ศึกษาการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการ อ่านและการเขียนคำในวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึก เสริมทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนคำในวิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพที่ 90.49/83.46 ส่วนแบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนา ความสามารถด้านการอ่านและการเขียนคำในวิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ สร้างขึ้น เมื่อนำมาไปใช้ในการเรียนการสอนแล้วสามารถช่วยให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่านและ การเขียนคำในวิชาภาษาไทยได้ถูกต้องสูงขึ้น และผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียนคำในวิชาภาษาไทย ของนักเรียน หลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำสูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วิวัฒน์ ประสานสุข (2541) ศึกษาการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 ผลการศึกษาพบว่า 1. จากการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้แบบฝึกจำนวน 5 เรื่อง และแผนการสอน 5 แผน
27 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังการฝึกสูงกว่าก่อนได้รับการฝึกแตกต่างอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ .01 อุทัยวรรณ อรรคเสลา (2557 : 97) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคํา มาตราตัวสะกดโดยใช้แบบฝึกของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะ การ อ่านและการเขียนสะกดคํา มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จํานวน 3 แบบฝึกมีประสิทธิภาพ 82.5/75 หมายถึง นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยจากการทําแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคํามาตรา ตัวสะกดทั้ง 3 แบบฝึก คิดเป็นร้อยละ 75.30 และได้คะแนนเฉลี่ยจากการทําแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้านการอ่านและการเขียน คิดเป็นร้อยละ 82.5 แสดงว่าการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการ อ่านและการเขียนคํามาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่ตั้งไว้ คะแนนแบบทดสอบหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 82.5 คะแนนทดสอบก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 75.00 แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนสะกดคํามาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ทําให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้าน การอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดพัฒนาขึ้น ร้อยละ7.5 งานวิจัยในประเทศที่นำการพัฒนาความสามารถ โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะไปปรับใช้ในการจัด กิจกรรมการสอนที่พัฒนาความสามารถด้านการอ่านและเขียนคำ นวัตกรรมดังกล่าวมักพบใช้ในการ จัดการเรียนการสอนรายวิชาที่เกี่ยวกับภาษาไทย และผลการวิจัยบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ผู้วิจัยได้กำหนด ไว้ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ นักวิชาการในต่างประเทศได้ค้นพบนวัตกรรมการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถ โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ ซึ่งสามารถปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้กับนักเรียนทุกวัย และนวัตกรรมดังกล่าว ยังส่งเสริมด้านการใช้ภาษาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้มีนักวิชาการหลายคนในแต่ละประเทศได้นำนวัตกรรมนี้ ไป ปรับใช้ในการเรียนการสอนเกี่ยวกับรายวิชาด้านภาษา จึงยกตัวอย่างงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและบรรลุตาม วัตถุประสงค์ของงานวิจัย ดังนี้ แม็คพีค (McPeake. 2001 : 1799 - A) ได้ทําการวิจัยในเรื่องผลการเรียนจากแบบฝึก อย่าง เป็นระบบ เพศของนักเรียนส่งผลต่อความสามารถในการอ่านและสะกดคํา ผลการวิจัยพบว่าการใช้แบบ
28 ฝึกมีส่วนช่วยส่งเสริมความสามารถด้านการอ่าน การสะกดคําของนักเรียนทุกกลุ่ม นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ใน การสะกดคําสูงขึ้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหญิงสูงกว่านักเรียนชาย นอกจากนี้ยังพบว่าการ อ่านยังมีความสัมพันธ์ต่อความสามารถในการสะกดคําของ นักเรียน แรงจูงใจในการอ่าน ฟอร์เตส (Forteses. 2001 : 883 - A) ได้ศึกษาถึงยุทธศาสตร์การอ่านเพื่อความเข้าใจของ ผู้อ่าน ชาวลาตินที่เรียนสองภาษาในระดับเกรด 5 เป้าหมายการศึกษาครั้งนี้เพื่อที่จะสํารวจและ เปรียบเทียบ ยุทธวิธีการอ่านที่ถูกใช้โดยนักเรียนที่เรียนภาษาและที่เรียนด้วยเนื้อหาทั้งสาม ประเภท เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษาครั้งนี้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ การคิดแบบมีเสียง และการจดจําข้อเขียน จากการวิเคราะห์พบว่า ผู้อ่านที่ประสบความสําเร็จในการอ่านภาษาที่สองโดยใช้ยุทธวิธี โดยการเรียนภาษาที่สอง เช่น การแปล และจดจําสิ่งที่เป็นประเภทเดียวกันและทักษะที่เข้มแข็ง ในภาษาแรกมีอิทธิพลต่อความเข้าใจในการอ่าน ภาษาที่สอง ดีลาเน (Delaney. 2002 : 111 - A) ได้ศึกษา ผลของยุทธวิธีในการฝึกอ่านเพื่อความเข้าใจ กับ นักเรียนระดับ 4 และระดับ 5 โดยแบ่งกาทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ฝึกให้นักเรียนจับใจ ความสําคัญของ กลุ่มที่ฝึกให้นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องและขีดเส้นใต้ในประเด็นสําคัญเอาไว้แล้ว ทําการจด บันทึกสิ่งสําคัญเหล่านั้นเท่าที่จําได้และกลุ่มที่เป็นกลุ่มควบคุมใช้วิธีเดิมผลการทดลอง พบว่า คะแนนความ เข้าใจโดยเฉลี่ยของกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่มสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยขอกลุ่มควบคุม งานวิจัยต่างประเทศที่นำการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาความสามารถ โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ ไปปรับใช้ในการจัดกิจกรรมการสอนที่พัฒนาความสามารถด้านการอ่านและเขียนคำ ด้านภาษา นวัตกรรมดังกล่าวมักพบใช้ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาที่เกี่ยวกับภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ และ ผลการวิจัยบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ผู้วิจัยได้กำหนดไว้
29 6. กรอบแนวคิดในการวิจัย การศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้มีกรอบแนวคิด ดังนี้ ตัวแปรต้น ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตัวแปรตาม 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านคำ พื้นฐาน หลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ที่มีต่อการใช้ชุดเสริมทักษะการอ่าน คำศัพท์วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
30 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดย ใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัย โดยมีลำดับขั้นตอนในการ ดำเนินการตามขั้นตอนการศึกษา ดังนี้ 1. กลุ่มเป้าหมายการวิจัย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การจัดกระทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. กลุ่มเป้าหมายการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาการวิจัยจากกลุ่มนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/6 อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 38 คน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้มีทั้งหมด 3 ชนิด ดังนี้ 1.แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้3 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 6 แผนการเรียนรู้ 9 ชั่วโมง 2. ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 16 หน่วยการ เรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ละ 20 คำ (เลือกใช้จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้) 3. แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์ จำนวน 30 ข้อ 4. แบบประเมินเจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์ พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 ข้อ
31 เนื้อหา สาระหลักของเรื่องที่ศึกษา เนื้อหาและคำศัพท์ประจำหน่วยการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ดังนี้ 1. หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 คิดไป รู้ไป 2. หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 นอกเมือง ในกรุง 3. หน่วยการเรียนรู้ที่ 11 ส่งข่าว... เล่าเรื่อง ระยะเวลาศึกษา ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2566 3. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับกลุ่มตัวอย่าง เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้ 6 แผนการจัดการเรียนรู้ 9 ชั่วโมง ซึ่งได้ดำเนินการสร้างตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 3.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 1 สาระที่ 1 การอ่าน รวมถึงศึกษาเอกสารประกอบการใช้หลักสูตร เพื่อให้ทราบมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นไปตาม หลักการจุดมุ่งหมายของสาระและมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกระทรวงศึกษาธิการ 3.1.2 ศึกษาและคัดเลือกเนื้อเรื่องที่จะนำมาใช้ในการทดลองให้ตรงความสนใจและตามความสามารถ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3.1.3 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเป้าหมายโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ ประกอบการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ ใช้เวลาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 9 ชั่วโมง ดังนี้ 3.1.3.1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 คิดไป รู้ไป - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้จำนวน 2 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ทดสอบการอ่าน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.1.3.2. หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 นอกเมือง ในกรุง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้จำนวน 2 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ทดสอบการอ่าน จำนวน 1 ชั่วโมง
32 3.1.3.3. หน่วยการเรียนรู้ที่ 11 ส่งข่าว... เล่าเรื่อง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้จำนวน 2 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง ทดสอบการอ่าน จำนวน 1 ชั่วโมง ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 2 ตารางวิเคราะห์หน่วยการเรียน เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วย การเรียนรู้ แผนการจัดการ เรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) หน่วยการ เรียนรู้ที่ 9 คิดไป รู้ไป 1. เรียนรู้คำ นำไปใช้ ท 1.1 ป.3/1 อ่านออกเสียง คำ ข้อความ เรื่องสั้นๆ และ บทร้อยกรอง ง่ายๆ ได้ ถูกต้อง คล่องแคล่ว 1.นักเรียนสามารถเข้าใจการ อ่านคำศัพท์พื้นฐานประจำ บท 2.นักเรียนอ่านออกเสียง คำศัพท์พื้นฐานประจำบทได้ ถูกต้อง 3. นักเรียนมีมารยาทใน การอ่าน การอ่าน การเขียนและเรียนรู้ คำ คำยาก และเข้าใจ ความหมายของคำ และ ประโยคได้จะช่วยให้อ่าน เรื่องราว เข้าใจเนื้อหาใน บทเรียนได้ดีถือเป็นการ พัฒนาทักษะทางภาษาที่ ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน ดังนั้นการอ่านและเขียนคำ คำยากและใช้คำให้ถูกต้อง จะทำให้ใช้ภาษาได้อย่าง ถูกต้อง 2 2. ทดสอบการ อ่าน ท 1.1 ป.3/1 อ่านออกเสียง คำ ข้อความ เรื่องสั้นๆ และ บทร้อยกรอง ง่ายๆ ได้ ถูกต้อง คล่องแคล่ว 1.นักเรียนสามารถเข้าใจการ อ่านคำศัพท์พื้นฐานประจำ บท 2.นักเรียนอ่านออกเสียง คำศัพท์พื้นฐานประจำบทได้ ถูกต้อง 3. นักเรียนมีมารยาทใน การอ่าน การอ่าน การเขียนและเรียนรู้ คำ คำยาก และเข้าใจ ความหมายของคำ และ ประโยคได้จะช่วยให้อ่าน เรื่องราว เข้าใจเนื้อหาใน บทเรียนได้ดีถือเป็นการ พัฒนาทักษะทางภาษาที่ ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน ดังนั้นการอ่านและเขียนคำ คำยากและใช้คำให้ถูกต้อง จะทำให้ใช้ภาษาได้อย่าง ถูกต้อง 1
33 หน่วย การเรียนรู้ แผนการจัดการ เรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) หน่วยการ เรียนรู้ที่ 10 นอกเมือง ในกรุง 3. เรียนรู้คำ นำไปใช้ ท 1.1 ป.3/1 อ่านออกเสียง คำ ข้อความ เรื่องสั้นๆ และ บทร้อยกรอง ง่ายๆ ได้ ถูกต้อง คล่องแคล่ว 1.นักเรียนสามารถเข้าใจการ อ่านคำศัพท์พื้นฐานประจำ บท 2.นักเรียนอ่านออกเสียง คำศัพท์พื้นฐานประจำบทได้ ถูกต้อง 3. นักเรียนมีมารยาทใน การอ่าน การอ่าน การเขียนและเรียนรู้ คำ คำยาก และเข้าใจ ความหมายของคำ และ ประโยคได้จะช่วยให้อ่าน เรื่องราว เข้าใจเนื้อหาใน บทเรียนได้ดีถือเป็นการ พัฒนาทักษะทางภาษาที่ ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน ดังนั้นการอ่านและเขียนคำ คำยากและใช้คำให้ถูกต้อง จะทำให้ใช้ภาษาได้อย่าง ถูกต้อง 2 4. ทดสอบการ อ่าน ท 1.1 ป.3/1 อ่านออกเสียง คำ ข้อความ เรื่องสั้นๆ และ บทร้อยกรอง ง่ายๆ ได้ ถูกต้อง คล่องแคล่ว 1.นักเรียนสามารถเข้าใจการ อ่านคำศัพท์พื้นฐานประจำ บท 2.นักเรียนอ่านออกเสียง คำศัพท์พื้นฐานประจำบทได้ ถูกต้อง 3. นักเรียนมีมารยาทใน การอ่าน การอ่าน การเขียนและเรียนรู้ คำ คำยาก และเข้าใจ ความหมายของคำ และ ประโยคได้จะช่วยให้อ่าน เรื่องราว เข้าใจเนื้อหาใน บทเรียนได้ดีถือเป็นการ พัฒนาทักษะทางภาษาที่ ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน ดังนั้นการอ่านและเขียนคำ คำยากและใช้คำให้ถูกต้อง จะทำให้ใช้ภาษาได้อย่าง ถูกต้อง 1 หน่วยการ เรียนรู้ที่ 11 ส่งข่าว... เล่าเรื่อง 5. เรียนรู้คำ นำไปใช้ ท 1.1 ป.3/1 อ่านออกเสียง คำ ข้อความ เรื่องสั้นๆ และ บทร้อยกรอง ง่ายๆ ได้ 1.นักเรียนสามารถเข้าใจการ อ่านคำศัพท์พื้นฐานประจำ บท 2.นักเรียนอ่านออกเสียง คำศัพท์พื้นฐานประจำบทได้ ถูกต้อง การอ่าน การเขียนและเรียนรู้ คำ คำยาก และเข้าใจ ความหมายของคำ และ ประโยคได้จะช่วยให้อ่าน เรื่องราว เข้าใจเนื้อหาใน บทเรียนได้ดีถือเป็นการ พัฒนาทักษะทางภาษาที่ ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน 2
34 หน่วย การเรียนรู้ แผนการจัดการ เรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) ถูกต้อง คล่องแคล่ว 3. นักเรียนมีมารยาทใน การอ่าน ดังนั้นการอ่านและเขียนคำ คำยากและใช้คำให้ถูกต้อง จะทำให้ใช้ภาษาได้อย่าง ถูกต้อง 6. ทดสอบการ อ่าน ท 1.1 ป.3/1 อ่านออกเสียง คำ ข้อความ เรื่องสั้นๆ และ บทร้อยกรอง ง่ายๆ ได้ ถูกต้อง คล่องแคล่ว 1.นักเรียนสามารถเข้าใจการ อ่านคำศัพท์พื้นฐานประจำ บท 2.นักเรียนอ่านออกเสียง คำศัพท์พื้นฐานประจำบทได้ ถูกต้อง 3. นักเรียนมีมารยาทใน การอ่าน การอ่าน การเขียนและเรียนรู้ คำ คำยาก และเข้าใจ ความหมายของคำ และ ประโยคได้จะช่วยให้อ่าน เรื่องราว เข้าใจเนื้อหาใน บทเรียนได้ดีถือเป็นการ พัฒนาทักษะทางภาษาที่ ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน ดังนั้นการอ่านและเขียนคำ คำยากและใช้คำให้ถูกต้อง จะทำให้ใช้ภาษาได้อย่าง ถูกต้อง 1 รวม 6 แผนการจัดการเรียนรู้ 9 3.1.4 สร้างแบบประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตาม วิธีของลิเคิร์ท (Likert Scale) โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 67-71) มีความเหมาะสมมากที่สุด ให้5 คะแนน มีความเหมาะสมมาก ให้4 คะแนน มีความเหมาะสมปานกลาง ให้3 คะแนน มีความเหมาะสมน้อย ให้2 คะแนน มีความเหมาะสมน้อยที่สุด ให้1 คะแนน เกณฑ์การแปลความหมาย เมื่อจัดระดับคะแนนเฉลี่ย ในช่วงคะแนน ดังต่อนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มีคุณภาพมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีคุณภาพมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง มีคุณภาพปานกลาง
35 คะแนนเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง มีคุณภาพน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง มีคุณภาพน้อยที่สุด 3.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เรื่อง เรียนรู้คำ นำไปใช้จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้ 6 แผนการ จัดการเรียนรู้ 9 ชั่วโมง ให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้อง 3.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อ ตรวจสอบและประเมินความเหมาะสม ความถูกต้อง ความเที่ยงตรง ตามจุดประสงค์และเนื้อหา ตลอดจนความ สอดคล้องของกิจกรรมการเรียนเรียนการสอน สื่อ การวัดและการประเมินผลของแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 3.1.6.1 นางสาวสุณีรัตน์ วินสา ข้าราชการครู วิทยาฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัด และประเมินผล 3.1.6.2 นางดวงเดือน มาลาสิงห์ ข้าราชการครู วิทยาฐานะ ครูเชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร การสอน 3.1.6.3 นางราตรี แก้วงามศรี ข้าราชการครู วิทยาฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้าน เนื้อหาและการใช้ภาษา 3.1.7 นำคะแนนประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินแล้ว มาวิเคราะห์เพื่อพิจารณา ตรวจสอบความถูกต้องด้านรูปแบบการจัดการเรียนการสอน วิธีการวัดและประเมินผล ตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหาโดยใช้แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ มีลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) (บุญชม ศรีสะอาด, 2552 : 93) โดยมีค่าน้ำหนักคะแนน ดังนี้ ความเหมาะสมมากที่สุด ให้คะแนน 5 คะแนน ความเหมาะสมมาก ให้คะแนน 4 คะแนน ความเหมาะสมปานกลาง ให้คะแนน 3 คะแนน ความเหมาะสมน้อย ให้คะแนน 2 คะแนน ความเหมาะสมน้อยที่สุด ให้คะแนน 1 คะแนน เกณฑ์ประเมินความเหมาะสมของการจัดการเรียนรู้พิจารณาให้คะแนนตามเกณฑ์ของ บุญชม ศรี สะอาด (2552 : 93) ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความเหมาะสมมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย
36 ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยที่สุด โดยกำหนดค่าเฉลี่ยระดับคุณภาพและความเหมาะสม ตั้งแต่ 3.51 – 5.00 จึงถือว่าเป็นแผนการจัดการ เรียนรู่ที่ใช้ได้พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นในภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (X̅ = 4.7) 3.1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการทดลองและนำมาปรับปรุงให้มีคุณภาพแล้วจัดพิมพ์เป็นฉบับ สมบูรณ์และนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัยเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมายต่อไป 3.2 ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 16 หน่วยการเรียนรู้ หน่วย การเรียนรู้ละ 20 คำ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 3.2.1 ศึกษาขอบข่าย เนื้อหาสาระและตัวชี้วัดการเรียนรู้จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คู่มือครู หนังสือเรียน และเอกสารทางวิชาการ 3.2.2 ศึกษาวิธีการสร้างชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ 3.2.3 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา และ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.2.4 วิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รวมถึงคำศัพท์ ประจำบท และคำศัพท์พื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อคัดเลือกคำที่ใช้สำหรับฝึกอ่าน 3.2.5 สร้างชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 16 หน่วย การเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ละ 20 คำ 3.2.6 จัดพิมพ์ชุดฝึกเสริมทักษะฉบับที่สมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.3 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์ แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์ จำนวน 30 ข้อ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 3.2.1 ศึกษาขอบข่าย เนื้อหาสาระและตัวชี้วัดการเรียนรู้จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คู่มือครู หนังสือเรียน เอกสารทางวิชาการ และชุดฝึกทักษะ 3.2.2 ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่าน 3.2.3 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ และจำนวนข้อสอบ 3.2.4 วิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อสร้าง แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่าน ในตาราง IOC (Index of item objective congruence) จำนวน 45 ข้อ เพื่อคัดเลือกสำหรับใช้จริง 30 ข้อ ตามตารางที่ 5
37 ตารางที่ 3 วิเคราะห์การออกข้อสอบวัดความสามารถด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เนื้อหา จำนวนข้อสอบ ที่สร้าง ที่ใช้ 1. คำศัพท์จากหน่วยการเรียนรู้ที่ 9 คิดไป รู้ไป 15 10 2. คำศัพท์จากหน่วยการเรียนรู้ที่ 10 นอกเมือง ในกรุง 15 10 3. คำศัพท์จากหน่วยการเรียนรู้ที่ 11 ส่งข่าว... เล่าเรื่อง 15 10 รวม 45 30 3.2.5 นำแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบ ความถูกต้อง ความสอดคล้อง ความครอบคลุมเนื้อหาจุดประสงค์การเรียนรู้และตัวชี้วัดตามแผนการจัดการเรียนรู้ ทั้ง 6 แผน แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ 3.2.6 นำแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์ ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ ชุดเดิม จำนวน 3 ท่าน เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อคำถาม กับจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) ซึ่งมีเกณฑ์ การประเมินความสอดคล้องดังนี้ (ไพศาล วรคำ, 2555 : 269) + 1 เมื่อแน่ใจว่ามีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ 0 เมื่อไม่แน่ใจว่ามีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ - 1 เมื่อแน่ใจว่าไม่มีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ 3.2.7 นำผลการประเมินความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน มาหาค่าเฉลี่ยของ ความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์โดยใช้สูตร IOC โดยเลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 – 1.00 ถือว่าเป็น ข้อสอบที่อยู่ในเกณฑ์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาหรือตรงตามจุดประสงค์ที่ใช้ได้ 3.2.8 นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (P) และค่าอำนาจจำแนก (B) เป็นรายข้อ แบบอิง เกณฑ์ตามวิธีการของ Brennan (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2555) โดยคัดเลือกข้อสอบที่มีค่า ความยากง่าย (P) ระหว่าง 0.20 - 0.80 และค่าอำนาจจำแนก (B) ระหว่าง 0.20 - 1.00 ไว้ใช้จริง จำนวน 10 ข้อ
38 3.2.9 จัดทำแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์ฉบับสมบูรณ์แล้วนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ต่อไป 3.4 แบบประเมินเจตคติ 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเจตคติและการสร้างแบบประเมินเจตคติจากเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามที่ใช้ในแบบประเมินเจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ การอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ 2. สร้างแบบประเมินเจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์ พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ต้องการใช้จริง 5 ข้อ 3. นำแบบประเมินเจตคติ เสนอต่ออาจารย์และนำมาปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา นำแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญชุดเดิม เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยมีหลักเกณฑ์ในการให้คะแนน ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาดและคณะ 2553 : 104) +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 4. นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ค่าดัชนีความสอดคล้องตามเกณฑ์ คือ 0.42 – 0.86 สรุปผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.42 – 0.86 5. นำแบบประเมินเจตคติที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัด ขอนแก่น จำนวน 37 คน 6. นำผลการทดลองใช้ (Try Out) ของแบบประเมินเจตคติมาหาค่าอำนาจจำแนกและค่าความ เชื่อมั่น รวมถึงนำไปปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ถึงจุดเด่นและจุดที่ต้องปรับปรุง รวมถึง วิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการทดลองใช้ (try out) ซึ่งใช้โดยใช้สูตรของ Lovett (บุญชม ศรีสะอาด และ
39 คณะ 2553 : 97) และ โปรแกรม SPSS (Statistics Package for Sciences) ในการหาค่าอำนาจจำแนกและค่า ความเชื่อมั่น ซึ่งผลการวิเคราะห์ค่าอำนาจจจำแนกอยู่ในระดับ ... และค่าความเชื่อมั่นมีค่าเท่ากับ ... 7. เลือกแบบทดสอบที่ตรงตามเกณฑ์ ก่อนนำแบบประเมินความพึงพอใจไปจัดพิมพ์ฉบับสมบูรณ์ แล้ว นำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล คณะผู้วิจัยดำเนินตามขั้นตอน ดังนี้ 4.1 ออกแบบการทดลองโดยคณะผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัย เชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Design) ซึ่งได้ดำเนินการทดลองตามแบบกลุ่มเดียว, วัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One group, pre test – post test Design) โดยมีแบบแผนการทดลองดังนี้ (ประวิต เอราวรรณ์, 2554 : 30-31) Ex T1 X T2 โดย Ex แทน การทดลอง X แทน การจัดกระทำตามการทดลอง (Treatment) T1 แทน การวัดผลก่อนการทดลอง (Pre test) T2 แทน การวัดผลหลังการทดลอง (Post test) 4.2 ปฐมนิเทศนักเรียนให้มีความรู้ความเข้าใจการจัดการเรียนรู้ 4.3 ทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่าน 4.4 ดำเนินการทดลองตามการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการ เรียนรู้จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ ใช้เวลาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 9 ชั่วโมง 4.5 หลังจากที่ทำการสอนครบทุกแผนแล้วให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านหลัง เรียน จากนั้นนำคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์และแปลผลต่อไป
40 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาค้นคว้าจะวิเคราะห์ผลการวิจัยด้วยตนเองและดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. นำแบบประเมินเจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านอ่านคำศัพท์ พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านคำศัพท์ประกอบการจัดการเรียนรู้ มากรอกคะแนน แล้ววิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย เพื่อนำไปเทียบกับเกณฑ์มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ 2. รวบรวมคะแนนแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์ จำนวน 30 ข้อชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อคำนวณหาประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนที่ได้จากการปฏิบัติกิจกรรม 3. นำคะแนนแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์ มาวิเคราะห์โดยใช้การทดสอบ สมมติฐานแบบ T–Test (Dependent Samples) 6. สถิติที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 6.1 สถิติที่ใช้วิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 6.1.1 สถิติพื้นฐาน มีดังนี้ 6.1.1.1 ร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตรคำนวณ ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 122) P = × 100 เมื่อ แทน ร้อยละ แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงเป็นร้อยละ แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 6.1.1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) โดยใช้สูตรคำนวณ ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 124) ̅ = ∑ เมื่อ ̅แทน ค่าเฉลี่ย