The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ม.ปลายวิทยาศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookchon, 2022-07-30 03:48:04

ม.ปลายวิทยาศาสตร์

ม.ปลายวิทยาศาสตร์

เอกสารสรุปเน้อื หาที่ตองรู

รายวิชาวิทยาศาสตร
ระดับ มธั ยมศึกษาตอนปลาย

รหัส พว31001

หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551

สํานกั งานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั

สํานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ
กระทรวงศกึ ษาธิการ

หามจาํ หนาย

หนังสือเรียนนจ้ี ัดพิมพด วยเงนิ งบประมาณแผนดนิ เพื่อการศกึ ษาตลอดชีวติ สาํ หรับประชาชน
ลขิ สทิ ธ์ิเปน ของ สาํ นกั งาน กศน. สาํ นกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร



สารบัญ หนา

คาํ นาํ 1
คําแนะนาํ การใชเ อกสารสรปุ เนอ้ื หาท่ีตองรู 23
บทที่ 1 ทกั ษะทางวิทยาศาสตรและกระบวนการทางวิทยาศาสตร 40
บทท่ี 2 โครงงานวิทยาศาสตร 55
บทที่ 3 เซลล 80
บทที่ 4 พนั ธุกรรมและความหลากหลายทางชวี ภาพ 90
บทท่ี 5 เทคโนโลยีชีวภาพ 121
บทที่ 6 ทรัพยากรธรรมชาติ และสงิ่ แวดลอ ม 159
บทท่ี 7 ธาตุ สมบตั ขิ องธาตุและธาตุกัมมนั ตภาพรงั สี 172
บทท่ี 8 สมการเคมีและปฏิกิรยิ าเคมี 197
บทท่ี 9 โปรตนี คารโบไฮเดรต และไขมนั 222
บทท่ี 10 ปโตรเลียมและพอลิเมอร 235
บทท่ี 11 สารเคมีกับชวี ิตและสง่ิ แวดลอม 267
บทที่ 12 แรงและการเคลือ่ นท่ี 277
บทที่ 13 เทคโนโลยีอวกาศ 295
บทที่ 14 อาชีพชา งไฟฟา 309
เฉลยกจิ กรรมทายบท
คณะผจู ดั ทํา

คําแนะนาํ การใชเอกสารสรปุ เนอ้ื หาทตี่ อ งรู

เอกสารสรุปเนื้อหาที่ตองรูรายวิชาวิทยาศาสตร ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เลมนี้
เปนการสรุปเนื้อหาจากหนังสือเรียนสาระความรูพ้ืนฐานรายวิชาวิทยาศาสตร ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2557) เพ่ือใหนักศึกษา กศน. ทําความเขาใจและเรียนรู
ในสาระสําคญั ของเนอื้ หารายวิชาสาํ คญั ๆ ไดส ะดวกและสามารถเขาถงึ แกนของเนื้อหาไดด ีข้นึ

ในการศกึ ษาหนงั สือสรุปเน้ือหารายวชิ าวทิ ยาศาสตร ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
(พว31001) เลม น้ี ผูเรียนควรปฏบิ ัติ ดงั น้ี

1. ศึกษาโครงสรางรายวชิ าวิทยาศาสตร ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย จากหนังสือเรียน
สาระความรพู ืน้ ฐาน รายวชิ าวิทยาศาสตร ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (พว31001) หลักสูตร
การศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2557)
ใหเขา ใจกอน

2. ศกึ ษารายละเอยี ดเน้อื หาของหนงั สอื สรุปเน้อื หารายวชิ าวิทยาศาสตร
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (พว31001) ใหเ ขาใจอยา งชดั เจน ทลี ะบท จนครบ 14 บท

3. หากตองการศึกษารายละเอียดเน้ือหารายวิชาวิทยาศาสตร ระดับมัธยมศึกษา
ตอนปลาย (พว31001) เพ่ิมเติม นักศึกษา กศน. สามารถศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากตํารา
หนังสอื เรียนทม่ี ีอยตู ามหอ งสมดุ รานหนงั สอื เรียน คลปิ วดิ โี อหรือจากครผู สู อน

1

บทที่ 1
ทกั ษะทางวิทยาศาสตรแ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
สาระสําคญั
วิทยาศาสตรเปนเรื่องของการเรียนรูเก่ียวกับธรรมชาติ โดยมนุษยใชทักษะตาง ๆ
สาํ รวจและตรวจสอบ ทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณทางธรรมชาติ และนําผลที่ไดมาจัดใหเปน
ระบบ และต้ังขึ้นเปนทฤษฎี ซึ่งทักษะทางวิทยาศาสตร ประกอบดวยกัน 13 ทักษะในการ
ดาํ เนนิ การหาคําตอบเร่ืองใดเรอ่ื งหนง่ึ นอกจากจะตองใชทักษะทางวิทยาศาสตรแลว ในการหา
คําตอบจะตองมกี ารกําหนดลําดบั ขนั้ ตอนอยา งเปน ระบบตงั้ แตตน จนจบเรยี กลาํ ดับขน้ั ตอน
ในการหาคาํ ตอบเหลา นวี้ า กระบวนการทางวิทยาศาสตร ซ่ึงประกอบดวย 5 ขนั้ ตอน
ผลการเรยี นรทู ีค่ าดหวัง
เร่อื งท่ี 1 อธิบายธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรและทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร
เร่อื งที่ 2 อธบิ ายขัน้ ตอนกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
เรอ่ื งท่ี 3 อธบิ ายและบอกวธิ ีการใชวสั ดุและอุปกรณทางวทิ ยาศาสตร
ขอบขายเนื้อหา
เรอื่ งที่ 1 ธรรมชาติของวิทยาศาสตรและทักษะทางวิทยาศาสตร
เรื่องท่ี 2 กระบวนการทางวิทยาศาสตร
เรื่องท่ี 3 วัสดุ และ อุปกรณทางวิทยาศาสตร

2

บทที่ 1
ทักษะทางวทิ ยาศาสตรและกระบวนการทางวิทยาศาสตร

วทิ ยาศาสตรม คี วามสําคัญอยางไร

วิทยาศาสตรเปนเรื่องของการเรียนรูเกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษยใชกระบวนการ
สังเกต สํารวจตรวจสอบ ทดลองเกยี่ วกับปรากฏการณทางธรรมชาติและนําผลมาจัดเปนระบบ
หลกั การแนวคิดและทฤษฎี

ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร ประกอบดวยทักษะในเรือ่ งใดบา ง

1. ทกั ษะการสังเกต หมายถึง การใชป ระสาทสัมผัสท้งั 5 ในการสงั เกต
2. ทักษะการวัด หมายถึง การเลือกใชเครื่องมือวัดปริมาณของส่ิงของออกมาเปน
ตวั เลขที่แนน อนไดอ ยา งเหมาะสมและถกู ตอง
3. ทักษะการจาํ แนกประเภทหรือทกั ษะการจดั ประเภทส่ิงของ หมายถึง การแบงพวก
หรอื การเรยี งลําดับวัตถุ
4. ทักษะการใชความสัมพันธระหวางสเปสกับเวลา หมายถึง การหาความสัมพันธ
ระหวา งมติ ิตา ง ๆ ทีเ่ ก่ยี วกบั สถานท่ี รูปทรง ทิศทาง ระยะทาง พ้นื ท่ี เวลา ฯลฯ
5. ทักษะการคํานวณและการใชจํานวน หมายถึง การนําเอาจํานวนที่ไดจากการวัด
การสังเกต และการทดลอง มาจัดกระทําใหเกิดคาใหม เชน การบวก ลบ คูณ หาร และนําคา
ที่ไดจ ากการคาํ นวณไปใชประโยชนใ นการแปลความหมาย และลงขอสรุป
6. ทักษะการจัดกระทําและสื่อความหมายขอมูล หมายถึง การนําเอาขอมูลซ่ึงไดมา
จากการสงั เกต การทดลอง มาจัดทาํ ในรูปแบบใหม เชน จดั ทําเปน กราฟ ตาราง แผนภมู ิ ฯลฯ
7. ทักษะการลงความเห็นจากขอมูล หมายถึง การเพ่ิมเติมความคิดเห็นใหกับขอมูล
ทีม่ ีอยู อยางมเี หตุผล โดยใชป ระสบการณเ ดมิ มาชว ย ซึ่งขอมลู อาจไดจ ากการสงั เกต การวดั
การทดลอง ซงึ่ การลงความเห็นจากขอมูลเดียวกัน อาจลงความเหน็ ไดหลายอยาง

3

8. ทักษะการพยากรณ หมายถึง การคาดคะเนหาคําตอบลวงหนากอนการทดลอง
โดยอาศัยขอมูลท่ีไดจากการสังเกต การวัด โดยศึกษาความสัมพันธระหวางตัวแปรที่ไดศึกษา
มาแลว หรือจากประสบการณท ี่เกดิ ขึน้

9. ทักษะการตั้งสมมติฐาน หมายถึง การคิดหาคาคําตอบลวงหนากอนการทดลอง
โดยอาศยั การสงั เกต ความรู ประสบการณเ ดิมเปนพืน้ ฐาน

10. ทักษะการควบคุมตัวแปร หมายถึง การควบคุมส่ิงอ่ืน ๆ นอกเหนือจากตัวแปร
อิสระท่ีจะทําใหผลการทดลองคลาดเคล่ือน ซึ่งตัวแปรแบงเปน 3 ประเภท คือ ตัวแปรอิสระ
หรอื ตวั แปรตน ตวั แปรตาม และตัวแปรท่ตี องควบคุม

11. ทักษะการตีความหมายและลงขอสรุป ขอมูลทางวิทยาศาสตรสวนใหญจะอยูใน
รูปตาราง รูปภาพ กราฟ ฯลฯ ซ่ึงการนาํ ขอ มลู ไปใชตองตีความใหสะดวกท่ีจะส่ือความหมายได
ถกู ตอง และเขา ใจตรงกนั

12. ทักษะการกําหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ หมายถึง การกําหนดความหมายและ
ขอบเขตของคาํ ตา ง ๆ ทม่ี อี ยูในสมมติฐานท่ีจะทดลองใหม ีความรดั กุม เปนที่เขาใจตรงกัน

13. ทักษะการทดลอง หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการโดยใชทักษะตาง ๆ เชน
การสังเกต การวัด ฯลฯ มาใชรวมกันเพื่อหาคําตอบ ซึ่งประกอบดวยกิจกรรม 3 ขั้นตอน คือ
การออกแบบการทดลอง การปฏิบัตกิ ารทดลอง และการบนั ทึกผลการทดลอง

กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร มลี าํ ดบั ขนั้ ตอนอยา งไรบา ง

กระบวนการทางวิทยาศาสตร เปนแนวทางการดําเนินการโดยใชทักษะวิทยาศาสตร
ไปใชใ นการจดั การ มลี าํ ดบั ขั้นตอน 5 ข้ันตอน คอื

ขั้นตอนที่ 1 การกําหนดปญหา เปนการกําหนดเร่ืองท่ีจะศึกษา หรือการแกปญหา
ซ่ึงเปน ปญหาทไี่ ดมาจากการสังเกตสิง่ ท่พี บเหน็ เชน ทําไมตน ไมท ป่ี ลูกไวใบเห่ียวเฉา

4

ขนั้ ตอนท่ี 2 การต้งั สมมตฐิ าน เปนการคาดคะเนคําตอบของปญหาอยางมีเหตผุ ล

โดยใชขอมูลจากการสังเกต การพบผูรูในเรื่องนั้น ๆ โดยมีการกําหนดตัวแปรที่เก่ียวของกับ
การทดลอง ไดแ ก ตัวแปรตน ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม

สมมติวาการทดลองตอไปนี้ตองการจะทดสอบสมมติฐานท่ีวา “เม่ือพืชไดรับแสง
มากขน้ึ พชื จะเจรญิ เตบิ โตสูงข้ึน” ถาจะทําการทดลองเพ่ือทดสอบสมมติฐานดังกลาว กําหนด
ตัวแปร ดังน้ี

ตัวแปรตน คือ ปริมาณแสง
ตวั แปรตาม คอื การเจริญเตบิ โตของพืช
ตวั แปรควบคุม คือ

1. ชนิดพืช ตองเปน พชื ชนิดเดยี วกัน
2. ขนาดของพืชท่ีนํามาทดลองตองมีขนาดเทากนั
3. ใชดินชนดิ เดยี วกันและปริมาณเทากนั ปลกู
4. รดนํ้าในเวลาเดยี วกันและปรมิ าณเทา ๆกนั
5. วางกระถางตน พืชในบริเวณเดียวกัน
ข้ันตอนที่ 3 การทดลองและรวบรวมขอมูล เปนการปฏิบัติการทดลอง คนหาความ
จริงใหสอดคลองกับสมมติฐานที่ตั้งไวในขั้นตอนการตั้งสมมติฐาน (ขั้นตอนท่ี 2) และรวบรวม
ขอมลู จากการทดลองอยา งเปน ระบบ
ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะหขอมูล เปนการนําขอมูลท่ีรวบรวมไดจากข้ันตอน
การทดลองและรวบรวมขอมลู (ขนั้ ตอนท่ี 3) มาวเิ คราะหหาความสัมพันธข องขอเท็จจริงตาง ๆ
เพ่อื นาํ มาอธิบายและตรวจสอบกบั สมมติฐานท่ตี ั้งไวในข้นั ตอนการตงั้ สมมตฐิ าน (ขนั้ ตอนท่ี 2)
ขัน้ ตอนท่ี 5 การสรปุ ผล เปนการสรุปผลการศึกษา การทดลอง โดยอาศัยขอมูลและ
การวเิ คราะหขอมูลจากข้ันตอนการวิเคราะหขอมูล (ขั้นตอนท่ี 4) เปนหลักในการสรุปผลการ
ทดลอง

5

คณุ ลักษณะของบคุ คลทมี่ เี จตคตวิ ิทยาศาสตร ควรเปนอยางไร

ลกั ษณะของเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร แบง ไดเ ปน 2 ลกั ษณะ คอื
1. เจตคติที่เกิดจากการใชความรู คือกฎเกณฑ ทฤษฎี และหลักการตาง ๆ

ทางวิทยาศาสตรและการอธิบายปรากฏการณธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร โดยถือผล
ทเ่ี กดิ จากการสงั เกต ทดลอง ตามที่เกิดจรงิ โดยอาศยั ขอ มลู องคประกอบท่เี หมาะสม

2. เจตคติท่ีเกิดจากความรูสึก คือกิจกรรมทางวิทยาศาสตรท่ีมุงกอใหเกิดความคิด
ใหมๆ เพ่ืออธิบายปรากฏการณธรรมชาติ คุณคาสําคัญจึงอยูที่การสรางทฤษฎีและการเปน
นกั วทิ ยาศาสตร หรอื การทาํ งานทตี่ อ งใชความรูทางวิทยาศาสตร เปนสิ่งที่นา สนใจและมคี ุณคา
คณุ ลักษณะของบคุ คลท่มี เี จตคติวิทยาศาสตร 6 ลักษณะ

1. เปน คนที่มีเหตผุ ล คน หาสาเหตขุ องปญหาหรือเหตกุ ารณและหาความสมั พนั ธ
ของสาเหตุกบั ผลท่เี กิดขน้ึ

2. เปน คนทมี่ คี วามอยากรอู ยากเห็น มีความพยายามท่จี ะเสาะแสวงหาความรู
ในสถานการณใหม ๆ และตองเปน บคุ คลท่ชี อบซักถาม คน หาความรโู ดยวธิ ีการตา ง ๆ อยูเสมอ

3. เปนบุคคลท่ีมีใจกวาง บุคคลที่กลายอมรับการวิพากษวิจารณจากบุคคลอ่ืนเปน
บุคคลที่เตม็ ใจทจ่ี ะเผยแพรค วามรูและความคดิ ใหแกบ ุคคลอ่ืน

4. เปน บคุ คลท่ีมีความซอื่ สตั ย และมใี จเปนกลาง สังเกตและบันทึกผลตาง ๆ อยาง
ตรงไปตรงมา ไมลําเอียง หรอื มีอคติ

5. มคี วามเพียรพยายาม ไมท อ ถอยเมือ่ ผลการทดลองลม เหลว หรอื มีอุปสรรค
6. มีความละเอียดรอบคอบ ไมย อมรับส่ิงหน่ึงสงิ่ ใดจนกวา จะมีการพสิ จู นท ี่เชอื่ ถอื ได

6

กระบวนการทางความคิดทางวทิ ยาศาสตรใ นการแกปญ หาในชวี ติ ประจาํ วนั

1. ความเคยชิน เชนคนสายตาส้ัน ใสแวนแลวเห็นชัดน้ันเกิดจากความรู
ทางวิทยาศาสตร ที่ใชเลนสนูนมารวมแสง เพื่อใหแสงมาตัดกันบนเรตินาพอดี ภาพท่ีเห็น
ก็จะชดั เจน

2. ความไมทันสังเกต เชน ถาตองการแกไขปญหากล่ินปากหลังต่ืนนอน,
จะใชวิธีแปรงฟน, อมนํ้ายาบวนปาก, ใชไหมขัดฟน ฯลฯ ทั้งหมดลวนไดมาจากวิธีการทาง
วิทยาศาสตร เชน แปรงสฟี น ทาํ ไมจึงมีรปู รา ง-จํานวนขนแปรง-ขนาดขนแปรง ทั้งหมดตองผาน
การศึกษา-คนควา เก็บขอมูล ตั้งสมมุติฐาน ทดลอง บันทึก ฯลฯ ,ยาสีฟน นํ้ายาบวนปาก,
ไหมขดั ฟน ลว นไดมาจากวิธกี ารทางวิทยาศาสตรทง้ั สิ้น

3. ความไมรู เชน “การท่ีทานเคยตัดสินใจเลือกทานอาหารที่มีประโยชนดีกวาทาน
อาหารขยะ” น่ันก็แสดงวาทานไดใชกระบวนการทางความคิดเชิงวิทยาศาสตรไปแลว โดยที่
ทานไมรูตัว เพราะทานไดค ิดถงึ คณุ คาทางโภชนาการซึ่งเปนสวนหน่ึงของวิทยาศาสตร ถาทาน
ตัดสินใจเพราะเรื่องราคา แสดงวาทานบวก-ลบ เลขเปน หมายถึงทานไดใชกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรแลว

4. และอื่นๆอีกมากมาย เชน น้ําไมไหล - เปดปมนํ้า, เก็บอาหาร - ใสตูเย็น, อากาศ
รอน - เปดแอร+พดั ลม,อยากใหต นไมงาม - ใสปุย, อยากกันแดด- กางรม+ทาครีม, อยากหาย
เหนื่อย- ดื่มนํ้าอัดลม ฯลฯ ทุกๆนวัตกรรม ทั้งเครื่องยนตกลไก, เครื่องใชไฟฟา,การถนอม
อาหาร ฯลฯ เปน วทิ ยาศาสตรท้งั หมด

7

เทคโนโลยี คอื อะไร

เทคโนโลยี หมายถงึ ความรู วชิ าการรวมกบั ความรวู ธิ ีการและความชํานาญที่สามารถ
นําไปปฏิบัติใหเกิดประโยชนสูงสุด สนองความตองการของมนุษยเปนส่ิงที่มนุษยพัฒนาข้ึน
เพื่อชวยในการทํางานหรอื แกป ญ หาตาง ๆ เชน อุปกรณ เคร่อื งมอื เครื่องจักร วสั ดุ ฯลฯ

เทคโนโลยีสามารถนาํ ไปใชดานใดไดบ าง
เทคโนโลยีในการประกอบอาชพี ที่มีสว นเก่ียวขอ งในหลายดา น เชน
1. เทคโนโลยีกบั การพฒั นาอุตสาหกรรม เปน การนาํ เทคโนโลยมี าใชในการผลิต ทําให
ประสิทธิภาพในการผลิตเพ่ิมขึ้น ประหยัดแรงงาน ลดตนทุน รักษาสภาพแวดลอม เชน
คอมพวิ เตอร พลาสตกิ แกว เปนตน
2. เทคโนโลยีกับการพัฒนาดานการเกษตร เปนการใชเทคโนโลยีในการเพ่ิมผลผลิต
ปรับปรุงพันธุ ในการนําเทคโนโลยีมาใชในการพัฒนาจะตองศึกษาปจจัยแวดลอมหลายดาน
เชน ทรพั ยากรส่งิ แวดลอ ม

เทคโนโลยีทใ่ี ชในชีวติ ประจาํ วัน

ในปจจุบันมกี ารนําเทคโนโลยมี าใชในชีวิตประจาํ วันของมนษุ ยม ีมากมาย เชน การสง
จดหมายผานทางอินเทอรเน็ต การอานหนังสือผานอินเทอรเน็ต ซ่ึงเปนเทคโนโลยี
ทมี่ ีกาวหนาอยา งรวดเร็ว เปนการประหยัดเวลาในการคน หาความรูต าง ๆ ไดรวดเรว็ ยงิ่ ขึน้

8

เทคโนโลยีทเ่ี หมาะสมคืออะไร

เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม หมายความถึง เหมาะสมตอสภาพเศรษฐกิจ สังคม และ
ความตองการของประเทศ เทคโนโลยบี างเร่ืองเหมาะสมกับบางประเทศ ทั้งนี้ข้ึนอยูกับสภาวะ
ของแตละประเทศ เชน ความจําเปนที่นําเทคโนโลยีมาใชในประเทศไทย ประชาชนสวนใหญ
เปนเกษตรกร ดังนั้นการนําเทคโนโลยีมาใชจึงเปนเร่ืองจําเปน เชน การขายเมล็ดโกโกให
ตา งประเทศแลว นาํ ไปผลิตเปน ช็อคโกแลต ซ่ึงถา ต้ังโรงงานในประเทศไทยตองใชเ ทคโนโลยี
เขา มามีบทบาทในการพฒั นาการแปรรปู เทคโนโลยที ่ีเกย่ี วขอ ง ไดแ ก

1. การตดั ตอ ยนี (genetic engineering) เทคโนโลยีดีเอ็นเอสายผสม (recombinant
DNA) และเทคโนโลยโี มเลกุลเครอ่ื งหมาย (molecular markers)

2. การเพาะเล้ียงเซลล และการเพาะเล้ียงเน้ือเย่ือ (cell and tissue culturing) พืช
และสตั ว

3. การใชประโยชนจ ุลินทรียบ างชนิดหรือใชป ระโยชนจากเอนไซมข องจุลนิ ทรีย
เทคโนโลยชี ีวภาพทางการเกษตรคืออะไร เปนการใชเทคโนโลยีการพัฒนาการเกษตร
ดา นพชื และสตั ว ดวยเทคโนโลยีชวี ภาพ ไดแ ก
1. การปรับปรุงพนั ธุพืชและการผลิตพชื พันธุใหม เชน พืชไร พชื ผกั ไมดอก
2. การผลติ พืชพันธดุ ีใหไดปรมิ าณมาก ๆ ในระยะเวลาอนั สนั้
3. การผสมพนั ธุสัตวแ ละการปรับปรุงพนั ธุสัตว
4. การควบคมุ ศัตรพู ชื โดยชวี วิธี และจลุ ินทรียท ชี่ ว ยรักษาสภาพแวดลอม
5. การปรับปรุงกระบวนการการผลิตอาหารใหมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยตอ
ผูบ ริโภค
6. การรเิ ริม่ คน ควาหาทรัพยากรธรรมชาติมาใชป ระโยชน และการสรา งทรพั ยากรใหม

9

เทคโนโลยแี ละสงั คมมีความสัมพนั ธก นั อยางไร

เทคโนโลยีมีความสัมพันธกับการดํารงชีวิตของมนุษยมาเปนเวลานาน ต้ังแตยุค
ประวัตศิ าสตร เทคโนโลยีเปนส่ิงที่มนุษยนําความรูจากธรรมชาติวิทยามาคิดคน และดัดแปลง
เพ่ือแกป ญ หาพนื้ ฐานในการกอสรา ง การชลประทาน การนําเคร่ืองมอื เครือ่ งใช ฯลฯ ในปจจุบัน
ปจจยั การเพิม่ จาํ นวนของประชากร ขอจํากัดดานทรัพยากรธรรมชาติ เปนปจจัยสําคัญในการ
นาํ และการพฒั นาเทคโนโลยีมาใชม ากขน้ึ เทคโนโลยกี อใหเ กดิ ผลกระทบตอสังคมและในพ้ืนที่ที่
มีเทคโนโลยีเขาไปเกี่ยวของในหลายรูปแบบ เทคโนโลยีชวยใหสังคมหลาย ๆ แหง เกิดการ
พฒั นาทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ผลกระทบดานเทคโนโลยีดานตา ง ๆ
1.1 ดา นเศรษฐกจิ

- มนุษยสามารถจับจายมากข้ึน เพราะมีบัตรเครดิตทําใหไมตองพกเงินสด
หากตองการซ้ืออะไรท่ีไมไดเตรียมการไวลวงหนาก็สามารถซ้ือไดทันที เพียงแตมีบัตรเครดิต
เทานั้นทาํ ใหอ ตั ราการเปน หน้สี งู ขนึ้

- การแขงขันกันทางธุรกิจสูงมากข้ึนเพราะตางก็มุงหวังผลกําไรซ่ึงก็เกิด ผลดีคือ
อตั ราการขยายตวั ทางธุรกจิ สูงขน้ึ แตผลกระทบกเ็ กิดตามมา คือ บางคร้ังก็มุงแตแ ขงขนั กนั
จนลืมความมีมนุษยธรรมหรือความมนี าํ้ ใจ

1.2 ดา นการศกึ ษา
จากการใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศมาผลิตสอื่ การเรียนการสอนที่เรียกวา CAI น้ันทํา

ใหเ กิดปญหาท่ีเหน็ ไดช ัดเจน เชน
- ครูกับนักเรียนจะขาดความสัมพันธและความใกลชิดกันเพราะนักเรียนสามารถ

ท่ีจะเรียนไดจากโปรแกรมสาํ เร็จรูปทําใหความสาํ คญั ของผเู รยี นและครลู ดนอยลง
- นักเรียนที่มีฐานะยากจนไมสามารถที่จะใชส่ือประเภทนี้ไดทําใหเกิด

ขอไดเ ปรียบเสียเปรยี บกนั ระหวางผูเรียนท่ีมีฐานะดีและผูเรียนท่ีมีฐานะยากจนทําใหเห็นวาผูท่ี
มีฐานะทางเศรษฐกิจดี กย็ อมท่จี ะมีโอกาสทางการศึกษาและทางสงั คมดีกวา

1.3 ดา นกฎหมาย ศลี ธรรม จรยิ ธรรม

10

การใชเทคโนโลยีสารสนเทศมีอิทธิพลตอการดํารงชีวิตของมนุษย การรับ
วัฒนธรรมท่ีแฝงเขามากับแหลงขาวสารขอมูลในรูปแบบตาง ๆ กอใหเกิดการเปล่ียนแปลง
ในพฤติกรรมของมนุษย โดยเฉพาะบนเครือขายสารสนเทศซึ่งเปนเครือขายที่เช่ือมโยง
กับทุกมุมโลก การเปดรับขาวสารท่ีมาจากแหลงขอมูลดังกลาวจึงขึ้นอยูกับการตัดสินใจและ
ทัศนคติสวนบุคคล การรับขอมูลขาวสารที่ไมเหมาะสมสงผลกระทบตอการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมโดยเฉพาะพฤติกรรมที่ไมพึงประสงค และมีแนวโนมทําใหเกิดอาชญากรรมปญหา
ทางศลี ธรรมและจริยธรรม

การเลอื กใชเ ทคโนโลยีไดอ ยางเหมาะสม มีความสมั พนั ธกบั การดํารงชวี ติ ของมนษุ ยอยางไร

เทคโนโลยีมีความสมั พนั ธก บั การดํารงชีวิตของมนุษยเปนเวลานาน เปนสิ่งที่มนุษยใช
แกปญหาพ้ืนฐานในการดํารงชีวิต เชน การเพาะปลูก ที่อยูอาศัย เคร่ืองนุงหม ยารักษาโรค
ในระยะแรกเทคโนโลยีที่นํามาใชเปนเทคโนโลยีพ้ืนฐานที่ไมสลับซับซอนเหมือนในปจจุบัน
การเพิ่มของประชากรและขอจํากัดดานทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาความสัมพันธกับ
ตางประเทศเปนปจจัยสําคัญในการนํา และพัฒนาเทคโนโลยีมาใชมากขึ้น ดังนั้นการเลือกใช
เทคโนโลยีจงึ ขน้ึ อยูกับความตองการและความเหมาะสมในชุมชน ไมควรเลือกใชเทคโนโลยีท่ีมี
แตค วามทนั สมัย หรือเปนของใหมแ ตเพียงอยางเดยี ว เชน ในชมุ ชนมีการเลีย้ งกระบอื หรือโค
ในทุกครัวเรือน ก็ไมจําเปนตองใชรถไถนาที่ตองใชพลังงานเช้ือเพลิง จะทําใหสามารถใช
ประโยชนจากสง่ิ ที่มใี หคุมคามากท่สี ุด และเปนการลดภาระคา ใชจ า ยอกี ดว ย

อุปกรณทางวทิ ยาศาสตรค ืออะไร

อุปกรณทางวิทยาศาสตร คือ เคร่ืองมือที่ใชท้ังภายในและภายนอกหองปฏิบัติการ
เพือ่ ใชทดลองและหาคําตอบตาง ๆ ทางวทิ ยาศาสตร

11

เคร่อื งมือทางวทิ ยาศาสตรม กี ป่ี ระเภทอะไรบา ง

เครื่องมือทางวิทยาศาสตร มี 3 ประเภท คือ
1.ประเภทท่ัวไป เชน บีกเกอร หลอดทดสอบ ปเปตต บิวเรตต แทงแกวคนสาร
กลอ งจุลทรรศน ตะเกยี งแอลกอฮอล เปน ตน
2. ประเภทเครื่องมือชาง เปนอุปกรณที่ใชไดทั้งภายในหองปฏิบัติการ และภายนอก
หองปฏิบัตกิ าร เชน แปรง คีม เคร่อื งชงั่ เปนตน
3. ประเภทสิ้นเปลืองและสารเคมี เปนอุปกรณทางวิทยาศาสตรที่ใชแลวหมดไป
ไมสามารถนํากลับมาใชไ ดอ ีก เชน กระดาษลิตมสั กระดาษกรอง สารเคมี เปน ตน

อุปกรณทางวทิ ยาศาสตรใ ชงานอยางไรบาง

1. การใชง านอุปกรณวทิ ยาศาสตร ประเภทท่ัวไป
1. บกี เกอร (BEAKER) เปนอปุ กรณวิทยาศาสตรท่ใี ชเพ่อื ใหผูใชส ามารถทราบ
ปริมาตรของเหลวท่ีบรรจุอยูไดอยางคราว ๆการเลือกขนาดของบีกเกอรเพ่ือใสของเหลวนั้น
ข้นึ อยูกบั ปรมิ าณของเหลวท่ีจะใส โดยปกตใิ หร ะดบั ของเหลวอยตู ํา่ กวาปากบีกเกอร ประมาณ
1 - 1 ½ นว้ิ
2. หลอดทดสอบ (TEST TUBE) เปนอุปกรณทใี่ ชใ สสารในการทดลอง มที ัง้ ชนดิ
ธรรมดาใชใสสารเพื่อทดลองปฏิกิริยาเคมีระหวางสารท่ีเปนสารละลาย ท่ีมีปริมาตร
นอ ย ๆ และชนิดทนไฟ ใชสําหรบั ใสสาร เพอ่ื เผาดว ยเปลวไฟ
3. ปเ ปตต (PIPETTE) เปนอุปกรณที่ใชในการวัดปริมาตรของเหลวท่ีมีจํานวนนอยได
อยา งใกลเคียงความจริง มีความถูกตองสูง มี 2 ชนิดดวยกัน คือ measuring pipette จะไมมี
แกวปอ งตรงกลาง และ แบบ volumetric pipette จะมีแกวปองบริเวณตรงกลางและมีความ
ถูกตองมากกวา measuring pipette และตองใชรวมกับลูกยาง (rubber bulb) เพื่อดูด

12

สารละลายเขาไปในปเปตต ใหมากกวาขีดบอกปริมาตร จากน้ันนําลูกยางออก แลวใชนิ้วชี้
ปดที่ปลายปเปตต จากน้นั คอยๆ ปลอ ยสารละลายออกมาจนถึงขีดบอกปริมาตร และคอยถาย
สารละลายในปเ ปตตล งในภาชนะทต่ี อ งการ

4. บิวเรตต (BURETTE) เปน อปุ กรณวัดปริมาตรทม่ี ขี ดี บอกปริมาตรตา ง ๆ และมี
ก็อกสําหรับเปด – ปด เพ่ือบังคับการไหลของของเหลว บิวเรตตเปนอุปกรณที่ใชในการ
วเิ คราะห มขี นาดตัง้ แต 10 มิลลิลติ ร จนถงึ 100 มลิ ลลิ ิตร บิวเรตตสามารถวัดปริมาตรไดอยาง
ใกลเ คยี งความจริงมากทส่ี ดุ

5. เคร่ืองชง่ั (BALANCE) มี 2 แบบ
แบบ triple – beam balance เปน เครอื่ งมอื ชา งทมี่ ีราคาถูกและใชง า ยโดยตัง้
เครื่องช่ังใหอยูในแนวระนาบ แลวปรับใหแขนของเครื่องช่ังอยูในแนวระนาบโดยหมุนสกรูให
เข็มช้ีตรงขีด 0
แบบ equal – arm balance เปน เครอ่ื งชง่ั ท่ีมแี ขน 2 ขางยาวเทา กันเมอ่ื
วดั ระยะจากจุดหมนุ ซึ่งเปนสันมีดขณะที่แขนของเคร่ืองชั่งอยูในสมดุล เม่ือตองการหาน้ําหนัก
ของสารหรอื วัตถุ ใหวางสารน้ันบนจานดา นหน่งึ ของเครื่องชั่ง ตอนน้ีแขนของเครื่องช่ังจะไมอยู
ในภาวะที่สมดุลจงึ ตองใสต ุม นํา้ หนักเพอื่ ปรับใหแ ขนเครือ่ งช่ังอยูในสมดลุ
2. การใชง านอปุ กรณวทิ ยาศาสตรป ระเภทเคร่ืองมอื ชา ง
เวอรเ นยี (VERNIER)
เปน เครอ่ื งมือทีใ่ ชวดั ความยาวของวตั ถทุ ้งั ภายในและภายนอกของช้นิ งาน

13

คีม (TONG)

14

รปู ภาพจาก https://sites.google.com

15

3.การใชง านอปุ กรณวิทยาศาสตรป ระเภทสิ้นเปลอื งและสารเคมี
กระดาษกรอง (FILTER PAPER) เปนกระดาษท่ีกรองสารท่อี นุภาคใหญ

ออกจากของเหลว ซ่งึ มีขนาดของอนุภาคทเ่ี ล็กกวา
กระดาษลิตมัส (LITMUS) เปนกระดาษท่ีใชทดสอบสมบัติความเปนกรด – เบสของ

ของเหลว
สารเคมี หมายถึงอะไร

สารเคมี หมายถึง สารทปี่ ระกอบดวยธาตเุ ดยี วกันหรือสารประกอบจากธาตุ
ตาง ๆ รวมกันดวยพันธะเคมี ซึ่งในหองปฏิบัติการจะมีสารเคมีมากมาย อุบัติเหตุจากสารเคมี
ตอ งรีบกําจดั สารเคมปี นเปอน ดังนี้

(1) สารทเี่ ปน ของแขง็ ควรใชแ ปรงกวาดสารมารวมกัน ตกั สารใสใ นกระดาษ
แข็งแลวนําไปทําลาย

(2) สารละลายกรด ควรใชน าํ้ ลางบรเิ วณท่ีมีสารละลายกรดหกเพ่ือทาํ ใหก รด
เจือจางลง และใชสารละลายโซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนตเจือจางลางเพื่อทําลายสภาพกรด
แลว ลางดวยน้าํ อีกคร้งั

(3) สารละลายเบส ควรใชน ้ําลางบริเวณทีม่ สี ารละลายเบสหกและซับนํา้ ใหแหง
เนื่องจากสารละลายเบสท่ีหกบนพ้ืนจะทําใหพื้น บริเวณน้ันล่ืน ตองทําความสะอาดลักษณะ
ดงั กลาวหลายๆ ครงั้ และถายงั ไมหายล่นื อาจตอ งใชทรายโรยแลว เก็บกวาดทรายออกไป

(4) สารท่ีเปน นา้ํ มนั ควรใชผ งซักฟอกลางสารท่เี ปน นํา้ มันและไขมนั จนหมด
คราบนา้ํ มนั และพนื้ ไมลื่นหรอื ทําความสะอาดโดยใชทรายโรยเพื่อซบั นํา้ มันใหห มดไป

(5) สารที่ระเหยงาย ควรใชผ า เชด็ บริเวณทีส่ ารหยดหลายคร้ังจนแหง และ
ในขณะเช็ดถจู ะตองมกี ารปองกันไมใ หสมั ผสั ผิว หนงั หรอื สดู ไอของสารเขา รา งกาย

(6) สารปรอท กวาดสารปรอทกองรวมกันแลว ใชเครอ่ื งดูดเกบ็ รวบรวมไวใ น
กรณีท่ีพื้นท่ีสารปรอทหกมีรอยแตกหรือรอยราวจะมีสารปรอทแทรกเขาไปอยูขางในตองปด
รอยแตกหรอื รอยรา วนน้ั ดว ยการทาขี้ผงึ้ ทับรอยดงั กลา ว เพ่ือกันการระเหยของปรอท หรืออาจ
ใชผงกาํ มะถนั โรยบนปรอทเพ่ือใหเกิดเปน สารประกอบซลั ไฟด แลว เกบ็ กวาดอีกคร้ัง

16

การใชว ัสดุอปุ กรณทางวิทยาศาสตรและสารเคมี ควรมขี อ ปฏบิ ตั ิอยางไร
การใชวัสดุอุปกรณทางวิทยาศาสตรและสารเคมี ตองคํานึงถึงความเหมาะสม
ความจาํ เปนในการใชง าน และตองคาํ นงึ ถึงความปลอดภัย มขี อปฏบิ ัติ ดงั น้ี
1. ปฏบิ ตั ติ ามคําแนะนาํ ของผดู ูแลปฏิบัตกิ ารอยา งเครง ครัด ไมปฏบิ ัติการคนเดยี ว

และตองมผี ดู แู ลอยูดวยทกุ ครั้ง
2. สวมเสื้อกาวน และแวน กนั สะเกด็ ทกุ ครั้ง
3. อา นฉลากสารเคมกี อนทุกครง้ั และใชเ ทา ท่ีจาํ เปน
4. หา มชมิ สารเคมี หรือสมั ผัสดว ยมอื เปลา
5. อุปกรณท ่ีใชก ับความรอ นตองระวงั เปนพเิ ศษ
6. อุปกรณไ ฟฟา ตองตรวจสอบความพรอมกอนใชง านทุกครง้ั
7. เลือกใชอ ุปกรณว ทิ ยาศาสตรใ หเหมาะสมกับการใชงาน
8. อานคมู ือการใชอ ุปกรณทดลองทกุ ชนิดกอ นใชง าน
9. ดูแลความสะอาดอปุ กรณท ดลอง โตะ ปฎบิ ัติการใหเ ปนระเบียบเรยี บรอย

ตวั อยา งการเลือกใชว สั ดอุ ุปกรณท างวทิ ยาศาสตรแ ละสารเคมีอยา งถกู ตอ งและเหมาะสม
1. ถาตองการใชข องเหลวหรอื สารละลายปริมาณนอ ย ๆ เชน 5 มิลลลิ ิตร

ควรเลือกใชกระบอกตวงขนาดเล็กในการวัดปริมาตรของของเหลว และในการอานปริมาตร
ใหยกกระบอกตวงตั้งตรง และใหทองนํ้าอยูในระดับสายตา แลวอานคาปริมาตร ณ จุดตํ่าสุด
ของทอ งน้าํ

2. การคนสารละลายใหเขากนั ควรใชแ ทง แกว คนสารละลายและตอ งระวงั ไมใ ห
แทงแกว กระทบดานขางและกน ของภาชนะ

3. การใชกระดาษลติ มัส ตอ งใชท ลี ะแผน โดยตัดขนาดพอเหมาะกบั ท่จี ะใชง าน
มือที่หยิบจะตองสะอาดและแหง ถาจะทดสอบกับของเหลว ตองวางกระดาษลิตมัสบนถวย
กระเบ้อื ง แผน กระจกหรอื กระดาษที่สะอาด แลวใชแ ทงแกวสะอาด จุมของเหลวมาแตะ

17

4. การใชอ ปุ กรณว ดั ความยาวและความสูงไดถูกวธิ ี และอา นมาตราสวนได
ถกู ตอง ทําไดโ ดยใหตาอยูตัง้ ฉากกับขดี บอกความยาวหรือความสงู น้นั

5. เทอรม อมเิ ตอร การใชวัดอณุ หภูมคิ วรเลอื กทีม่ ีชวงอุณหภูมสิ งู สุด – ต่ําสดุ
ใหเ หมาะสมกับสง่ิ ทจ่ี ะวดั เพราะถา นําไปวัดอณุ หภูมสิ งู เกนิ ไป จะทําใหห ลอดแกวแตก การอาน
อุณหภูมิตอ งใหส ายตาอยใู นระดบั เดียวกบั ของเหลวในเทอรม อมเิ ตอร

6. การใชสารละลายทเ่ี ปน กรด เม่อื ทาํ สารละลายหก ควรรบี ทาํ ใหเ จอื จางดว ยนาํ้
กอน แลวโรยโซดาแอช หรือโซเดียมไบคารบอเนต หรือเทสารละลายดาง เพ่ือทําใหกรดเปน
กลาง ตอจากน้นั จงึ ลา งดว ยน้าํ ใหส ะอาด

18

กจิ กรรมทา ยบทที่ 1
เรอ่ื งทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
คําชี้แจง จงเลอื กคาํ ตอบทถี่ ูกทส่ี ุด
เรือ่ งเลาของภรรยาคนหน่งึ
ชว งหนึง่ สามีของเธอกลบั บานดกึ ทกุ วนั และวนั หนึ่งเธอพบวามีรอยลิปสติกเปอนอยูที่
เสอื้ ของเขาในเชา วนั ตอมาเธอจึงไดตอวาสามีของเธออยางรุนแรงเก่ียวกับเร่ืองการมีผูหญิงอื่น
ของเขา ใชขอมูลดังกลาวตอบคําถามขอ ที่ 1 และ 2
1. จากขอ ความท่ีขีดเสนใตเกิดจากทกั ษะทางวิทยาศาสตรขอใดของภรรยา
ก. ทักษะการจับผดิ
ข. ทักษะการสงั เกต
ค. ทกั ษะการตงั้ สมมติฐาน
ง. ขอ ข. และ ค. ถูก
2. จากเรือ่ งเลา ท้งั หมดของภรรยา ภรรยาขาดทกั ษะทางวิทยาศาสตรขอ ใด
ก. ทักษะการสังเกต
ข. ทกั ษะการตัง้ สมมตฐิ าน
ค. ทักษะการรวบรวมขอมลู
ง. ขาดทง้ั 3 ทกั ษะท่ีกลา วมา
3. ขอใดไมใ ชท กั ษะพื้นฐานของทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร
ก. ทกั ษะการพยากรณ
ข. ทักษะการควบคมุ ตวั แปร
ค. ทกั ษะการจดั ประเภทสิ่งของ
ง. ทักษะการลงความเห็นจากขอ มลู

19

4.บุคคลใดตอ ไปนี้ท่ีมีลักษณะนสิ ยั ของนกั วิทยาศาสตรม ากทส่ี ดุ
ก. นางสาวสมจติ ดูดวงดว ยไพย ปิ ซที กุ อาทิตย
ข. นางสมใจชว ยผูอื่นบันทึกผลการทดลองอยางเที่ยงตรงทกุ ครง้ั
ค. นายสมชายทาํ Web Page เกย่ี วกับเร่ืองซึนามิทต่ี นสนใจและศึกษามา
ง. นายสมปองไดเ ขา ศึกษาตอท่คี ณะวทิ ยาศาสตร ภาควิชาดาราศาสตร อนั เน่อื งมาจาก
ตอ งการตอบคําถามท่มี มี าต้งั แตวยั เดก็ เกี่ยวกับการกาํ เนดิ ดวงจนั ทร

5.ขอใดตอ ไปนไี้ มจดั เปนเทคโนโลยี
ก. บา น
ข. แรเ งิน
ค. ยาพาราเซตตามอล
ง. ระบบการแลกเปล่ียนเงนิ ตรา

6. เทคโนโลยีใดตอ ไปน้ีไมเหมาะสมสําหรับประเทศไทย
ก. ระบบการจาํ นําขาว
ข. ฮีตเตอร (เครือ่ งทําความรอ น)
ค. การเพาะเลยี้ งเซลลพืชและสัตว
ง. กระบวนการประกอบอะไหลร ถยนต

7. ขอ ใดกลา วถกู เกี่ยวกับเทคโนโลยี ในชีวติ ประจาํ วนั
ก. การทําขา วแชจ ดั เปนเทคโนโลยีอยา งหน่งึ
ข. เทคโนโลยีกอใหเ กิดประโยชนต อมนุษยในทุกดา น
ค. การสาํ รวจอวกาศจัดเปนเทคโนโลยีที่ใชใ นชีวิตประจําวัน
ง. สนิ คา การเกษตรของประเทศไทยสวนใหญส ง ขายในรูปสินคา แปรรูป

20

8. “กลาเลี้ยงสุนัข 2 ตัว ตัวหน่ึง กินอาหารเม็ดกับนม อีกตัวหน่ึงกินอาหารเม็ดเพียงอยาง
เดียว 1 เดือนตอมาปรากฎวาสุนัขมีน้ําหนักเพ่ิมข้ึนเทากัน” ปญหาของกลากอนทําการ
ทดลองคือขอใด
ก. สุนัขชอบกินอาหารเมด็ หรอื นม
ข. อาหารเมด็ ย้ีหอไหนทสี่ ุนขั ชอบกิน
ค. ชนิดของอาหารมผี ลตอ การเจรญิ เตบิ โตหรอื ไม
ง. อาหารเมด็ ทําใหสนุ ขั ท้งั สองตัวน้าํ หนกั เพม่ิ ขน้ึ เทา กนั

9. “ผักกระเฉดจะมีจํานวนเพิ่มข้ึน ถามีการผสมผงซักฟอกลงในนํ้าเพิ่มข้ึน” จากขอความ
ขางตน ขอ ใดกลาวถงึ ตัวแปรไดถกู ตอ ง
ก. ตัวแปรอสิ ระ คือ ปริมาณผงซักฟอก
ข. ตัวแปรอิสระ คอื จํานวนผกั กระเฉดที่เพิม่ ขนึ้
ค. ตัวแปรควบคมุ คอื จาํ นวนผักกระเฉดทเ่ี พิม่ ขึ้น
ง. ถกู ทกุ ขอ ท่ีกลาวมา

10. จากปญหา“สีของแสงไฟจะมผี ลตอการเจริญเตบิ โตของพชื หรือไม” ควรจะตงั้ สมมติฐาน
วา อยางไร

ก. สีของแสงไฟมีผลตอการเจริญของพืชหรือไม
ข. ถาพืชสามารถดดู กลืนแสงสใี ดไดจ ะเจริญเตบิ โตไดด ี
ค. ถาพืชทไี่ ดรับแสงสนี า้ํ เงนิ จะโตดีกวา พืชทีร่ บั แสงสีเขียว
ง. พชื ทไี่ ดรบั แสงไฟสนี าํ้ เงนิ และแสงไฟสเี ขียวจะเตบิ โตเทา กนั
11. ทฤษฎีทางวิทยาศาสตรมที ่มี าจากขอใด
ก. เกิดจากการยอมรบั ของคนท่ัวไป
ข. อธบิ ายไดอ ยา งกวา งขวางและชัดเจน
ค. เกดิ จากการมเี ครื่องมอื ท่ีสามารถพิสจู นได
ง. ทดสอบสมมตฐิ านทางวิทยาศาสตรแลว เปน จริงทกุ ครงั้

21

12. “จากการทดลอง สรุปไดวา แผนใยขัดมีผลตอการไหลของน้ําทําใหน้ําไหลไดชาลง
รวมท้ังชวยใหก่ิงไมจําลองยึดติดกับทรายในกระบะได ตางจากกระบะท่ีไมมีแผนใยขัด
ท่ีน้ําไหลอยางรวดเร็วและพัดเอาก่ิงไมและทรายลงไปดวย”จากขอความดังกลาว
ขอใดตอไปนเี้ ปน สมมติฐานของสรปุ ผลการทดลองน้ี
ก. แผนใยขดั ชวยลดอัตราการไหลของนา้ํ
ข. แผนใยขดั สามารถเกาะกบั กระบะทรายไดดี
ค. อตั ราการไหลของนา้ํ ขึน้ อยูกบั สง่ิ ทชี่ วยดดู ซับ
ง. แผน ใยขดั ชวยใหก ่ิงไมจาํ ลองยดึ ตดิ กบั ทรายในกระบะไดด ี

13.เครือ่ งมอื วทิ ยาศาสตรสําคัญอยา งไร
ก. ชวยนักวิทยาศาสตรท ํางานทุกๆ ดาน
ข. ชว ยใหน ักวทิ ยาศาสตรท าํ งานไดด ขี น้ึ
ค. เมื่อมเี ครื่องมอื ใครก็เปนนักวิทยาศาสตรไ ด
ง. ชว ยอํานวยความสะดวกแกน ักวิทยาศาสตรแ ละทาํ ใหผ ลการทดลองเทย่ี งตรง
14. วันหนึ่งปาแจวพนักงานทําความสะอาดไดทําเทอรโมมิเตอรชนิดปรอทตกแตก เธอควร
ทาํ ความสะอาดบรเิ วณดงั กลาวอยางไร
ก. ใชผงซกั ฟอกลางสารปรอทออก
ข. ใชผงกาํ มะถันโรยลงไปแลว เก็บกวาด
ค. ใชนาํ้ ลา งบริเวณดงั กลาวและซับนํา้ ใหแ หง
ง. ใชสารละลายกรดเทลงไปเพือ่ ใหเกิดปฏิกริ ิยาแลว เช็ดใหแ หง
15. ขอ ใดกลา วผิดเก่ยี วกบั หองปฏิบัตกิ ารทางวิทยาศาสตร
ก. หองปฏบิ ตั ิการไมควรมเี สาอยภู ายในหอง
ข. หอ งปฏบิ ตั กิ ารควรปราศจากสิ่งรบกวนจากภายนอก
ค. หองปฏบิ ตั ิการควรใชพ นื้ กระเบ้อื งสขี าวเพ่อื ใหส ามารถทาํ ความสะอาดไดงา ย
ง. หองปฏิบตั ิการทีเ่ ปน สเี่ หล่ียมพื้นผา ควรมสี ัดสวนดา นกวางตอดา นยาวไมเ กิน 1: 1.2

22

16. ตะเกยี งแอลกอฮอลจัดเปนเคร่อื งมือวทิ ยาศาสตรป ระเภทใด

ก. ประเภทท่ัวไป

ข. ประเภทเคร่อื งมือชา ง

ค. ประเภทสิ้นเปลืองสารเคมี

ง. ไมมีขอใดถูก

17. นักเรยี นคนใดตอ ไปน้ใี ช Beaker ผิดวธิ มี ากท่ีสุด

ก. นายเอตมนํา้ กล่นั ทีม่ ีปริมาณมากโดยใช Beaker

ข. นายดีระเหยกรดท่มี ีฤทธไิ์ มร ุนแรงโดยใช Beaker

ค. นางสาวบเี ลือก Beaker 500 ml. เพือ่ เตรยี มสารละลาย 20 ml.

ง. นางสาวซที าํ ปฏกิ ิรยิ าตกตะกอนของแคลเซียมคารบอเนตโดยใช Beaker

18.จากรปู คอื อุปกรณชนิดใด

ก. คีม

ข. ไมท ี

ค. เวอรเนยี

ง. ไมบ รรทัดเหล็ก
19.อปุ กรณใดที่ชวยบอกคาอุณหภมู ิแกน ักวิทยาศาสตร

ก. คีม
ข. เครอื่ งช่งั
ค. เทอรโ มมิเตอร
ง. เคร่อื งยงิ เลเซอร
20.ใครใชเครอ่ื งมือวทิ ยาศาสตรกบั งานตอ ไปนไ้ี ดเ หมาะสม
ก. อาทติ ยใชก ระดาษลติ มสั กรองสาร
ข. จิรภัทรใ ชโ วลมเิ ตอรวดั ความเรว็ ลม
ค. ธิติใชเ ทอรโมมิเตอรวดั อณุ หภมู ขิ องน้าํ
ง. พงศกรใชเ คร่ืองชั่งรับน้ําหนักได 1 กโิ ลกรมั ไปช่งั กอนดนิ หนัก 3 กิโลกรมั

23

บทท่ี 2
โครงงานวทิ ยาศาสตร
สาระสาํ คญั
โครงงานวิทยาศาสตรเปนกิจกรรมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร ซ่ึงเปนกิจกรรมท่ีตองใช
กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร ในการศึกษาคนควา โดยท่ีผูเรียนจะเปนผูดําเนินการ
ดวยตนเองทั้งหมด ต้ังแตเริ่มวางแผน ในการศึกษาคนควา การเก็บรวบรวมขอมูลจนถึงการ
แปลผล สรปุ ผล และการเสนอผลการศกึ ษา โดยมผี ูชาํ นาญการเปน ผใู หค าํ ปรึกษา

ผลการเรียนรูทีค่ าดหวัง
1. อธิบายประเภท เลอื กหัวขอ วางแผน วธิ นี าํ เสนอและประโยชนข องโครงงานได
2. วางแผนและทาํ โครงงานวทิ ยาศาสตรได
3. อธิบายและบอกแนวทางในการนําผลจากโครงงานไปใชได

ขอบขา ยเน้อื
เรอ่ื งท่ี 1 ประเภทโครงงานวทิ ยาศาสตร
เรอ่ื งท่ี 2 ข้ันตอนการทาํ โครงงานวิทยาศาสตร
เรอ่ื งท่ี 3 การนําเสนอโครงงานวิทยาศาสตร

24

บทท่ี 2
โครงงานวทิ ยาศาสตร

โครงงานวิทยาศาสตร หมายถึงอะไร และแบงออกไดเปน กปี่ ระเภท

โครงงานวิทยาศาสตร หมายถึง การศึกษาเรื่องราวเก่ียวกับวิทยาศาสตรอยางเปน
กระบวนการ เพ่ือตอบปญหาท่สี งสัยโดยปญหาน้ันเกิดจากความสนใจของผูทําโครงงาน ดังน้ัน
ผูที่จะศึกษาและทําโครงงานจะตองมีความละเอียดรอบคอบ มีการสังเกต จดบันทึกและ
วางแผนรปู แบบขนั้ ตอนในการทําโครงงานอยางเปนระบบ

ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร แบง ออกไดเ ปน 4 ประเภท คอื
1. โครงงานประเภทสํารวจรวบรวม ลักษณะเดนของโครงงานประเภทนี้ ไมจํากัด

หรือกําหนดตัวแปรตางๆ ที่ตองการศึกษา โครงงานประเภทสํารวจรวบรวมขอมูลน้ี ผูทํา
โครงงานเพยี งตองการสํารวจและรวบรวมขอมูล แลวนําขอมูลนั้นมาจําแนกเปนหมวดหมูและ
นาํ เสนอในรูปแบบตา งๆ เพ่ือใหเ หน็ ลักษณะหรือความสัมพันธในเร่ืองที่ตองการศึกษาไดชัดเจน
ย่ิงข้ึน การสํารวจและรวบรวมขอมูลน้ีอาจทําไดในหลายรูปแบบ เชน การออกไปเก็บขอมูล
ในภาคสนาม ซึ่งในบางครั้ง บางเรื่องก็สามารถเก็บรวบรวมขอมูลตางๆ ท่ีตองการในทองถิ่น
หรอื ในสถานท่ีตา งๆ ที่ตองการศึกษาคนควาในขณะที่ออกไปปฏิบัติการน้ัน โดยไมตองนําวัตถุ
ตวั อยางกลับมาวเิ คราะหในหอ งปฏิบตั กิ ารอกี ตวั อยา งโครงการประเภทน้ี ไดแ ก

- การสาํ รวจประชากรและชนิดของสิง่ ตา งๆ เชน สัตว พืช หิน แร ฯลฯ ในทองถ่ิน
หรือในบริบทท่ตี อ งการศกึ ษา

- การสาํ รวจพฤติกรรมดานตา งๆ ของสตั วใ นธรรมชาติ
- การสํารวจทิศทางและอัตราเรว็ ลมในทอ งถ่นิ
- การสํารวจการผกุ รอนของสง่ิ กอสรา งที่ทาํ ดว ยหนิ ออ นในแหลง ตา งๆ
ในบางครงั้ การออกภาคสนามก็เพ่ือไปเก็บวัสดุตัวอยางมาวิเคราะหในหองปฏิบัติการ
เพราะไมสามารถที่จะวิเคราะหและรวบรวมขอมูลไดทันที ในขณะออกไปปฏิบัติการภาคสนาม
ตัวอยางโครงงานประเภทนี้ ไดแก
- การสํารวจคุณภาพนํ้า เชน ความขุน ความเปนกรด – เบส คา BOD COD ฯลฯ
แหลงนา้ํ ตา งๆ ทต่ี องการศกึ ษา เชน โรงงานนํา้ อัดลม โรงงานผลติ สรุ า ฯลฯ

25

- การศึกษาสมบัติ เชน จุดเดือด จุดหลอมเหลว ความหนาแนนของสารตาง ๆ
ที่สกดั ไดจากวสั ดุหรอื พืชชนิดใดชนิดหนง่ึ ท่ตี องการศึกษา

- การสํารวจคุณภาพของดิน เชน ความช้ืน ปริมาณสารอินทรีย ความเปนกรด –
เบส จากแหลงตาง ๆ ท่ีตองการศกึ ษา

- การศึกษาสาํ รวจมลพิษของอากาศในแหลง ตา งๆ
ในการสาํ รวจรวบรวมขอมูลบางอยางแทนท่ีจะออกไปสํารวจตามธรรมชาติบางครั้งก็
อาจจําลองธรรมชาติข้ึนในหองปฏบัติการแลวสังเกตุ และศึกษารวบรวมขอมูลตางๆ
ในธรรมชาตจิ าํ ลองนน้ั ๆ เชน

- การศึกษาวงจรชวี ติ ไหมท่เี ลีย้ งในหองปฏิบตั ิการ
- การศึกษาพฤติกรรมของมดท่เี ล้ียงในหองปฏบิ ตั ิการ
2. โครงงานประเภททดลอง ลักษณะเดน ของโครงงานประเภทน้ี คอื เปน โครงงาน
ท่ีมีการออกแบบการทดลองเพ่ือศึกษาตัวแปรหนึ่งที่มีตอแปรอีกตัวหนึ่งที่ตองการศึกษา
โดยควบคุมตัวแปรอ่ืน ๆ ที่อาจมีผลตอตัวแปรที่ตองการศึกษาเอาไว หรือกลาวอีกนัยหน่ึง
โครงงานทีจ่ ะจดั เปน โครงงานประเภทการทดลองได จะตองเปนโครงงานที่มีการจัดกระทํากับ
ตัวแปรตน หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา ตัวแปรอิสระ มีการวัดตัวแปรตาม (ผลที่ตองการ) และ
ควบคมุ ตวั แปรอ่นื ๆ ทีไ่ มตอ งการศึกษา โดยทั่วไป ข้ันตอนการดาํ เนินงานของโครงงานประเภท
น้ีจะประกอบดวย การกําหนดปญหา การตั้งจุดมุงหมาย สมมติฐาน การกําหนดตัวแปรตาง
การออกแบบการทดลอง การรวบรวมขอมลู การดาํ เนินการทดลอง การแปรผลและการสรุปผล
3. โครงงานประเภทการพัฒนาหรือประดิษฐ ลักษณะเดนของโครงงานประเภทน้ี
เปนโครงงานท่ีเกี่ยวกบั การประยกุ ตท ฤษฎหี รอื หลกั การทางวทิ ยาศาสตรมาประดิษฐ เคร่ืองมือ
เคร่อื งใช หรืออปุ กรณ เพ่อื ประโยชนใชสอยตางๆ ซึ่งอาจเปนการคิดประดิษฐส่ิงของใหม หรือ
ปรับปรุงเปล่ยี นแปลงของเดมิ ทม่ี ีอยแู ลวใหมปี ระสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได โครงงานประเภทนี้รวมไป
ถึง การสรา งแบบจาํ ลองเพื่ออธบิ ายแนวความคดิ ตาง ๆ โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรไป
แกปญ หาตา ง ๆ
4. โครงงานประเภทการสรางทฤษฎีหรืออธิบายลักษณะเดนของโครงการประเภทน้ี
คอื เปนโครงงานเกีย่ วกับการนําเสนอ ทฤษฎี หลกั การ หรือแนวความคดิ ใหมๆ ซ่ึงอาจอยูในรูป
ของสูตร สมการ หรือคําอธิบายโดยผูเสนอไดตั้งกติกาหรือขอตกลงเอง แลวเสนอทฤษฎี
หลักการ แนวความคิด หรือจินตนาการของตนเองตามกติกา ขอตกลงน้ัน หรืออาจใชกติกา

26

ขอ ตกลงอันเดมิ มาอธิบายสง่ิ หรือปรากฏการณต า ง ๆ ในแนวใหม ทฤษฎี หลักการแนวความคิด
หรอื จนิ ตนาการทเี่ สนอนอี้ าจจะใหมไ มม ใี ครคดิ มากอน หรืออาจขัดแยงกับทฤษฎีเดิม หรือเปน
การขยายทฤษฎีหรือแนวความคิดเดิมกไ็ ด การทําโครงงานประเภทนี้ จุดสําคัญอยูที่ผูเสนอตอง
มีพื้นฐานความรูในเรื่องนั้นๆ เปนอยางดี จึงจะสามารถเสนอโครงงานประเภทนี้ไดอยางมี
เหตุผล และนาเชื่อถือ หรืออาจทําไดโดยสรางเคร่ืองมือข้ึนประกอบการอธิบาย โดยท่ัวไป
โครงงานประเภทน้ีจัดเปนวทิ ยาศาสตรบ ริสทุ ธห์ิ รือโครงงานทางคณิตศาสตร

ขนั้ ตอนของการทาํ โครงงานวิทยาศาสตร มอี ะไรบาง

การทําโครงงานวิทยาศาสตร
ขั้นตอนที่ 1 การคิดและเลือกหัวเรื่อง เปนการหาหัวขอในการทดลอง ในเร่ืองท่ี

ผูเ สนออยากรูอยากเห็น
ข้ันตอนท่ี 2 การศึกษาเอกสารท่ีเกี่ยวของรวมไปถึงการขอคําปรึกษา หรือขอมูล

ตางๆจากผทู รงคุณวฒุ ิที่เกี่ยวของ
ขั้นตอนท่ี 3 การเขียนเคาโครงของโครงงานโดยทั่วไปเคาโครงของโครงงานจะมี

หวั ขอ ดังตอไปน้ี

27

หัวขอ/รายการ รายละเอียดทต่ี อ งระบุ
1.ช่อื โครงงาน 1. ทําอะไร กับใคร เพื่ออะไร
2.ชือ่ ผูทําโครงงาน 2. ผูรับผดิ ชอบโครงงานน้ี
3.ช่ือท่ีปรกึ ษาโครงงาน 3. ผูทรงคณุ วฒุ ิตา งๆ
4.ระยะเวลาดําเนินการ 4. ระยะเวลาดําเนนิ งานโครงงานตั้งแตต นจนจบ
5.หลกั การและเหตผุ ล 5. เหตผุ ลและความคาดหวงั
6.จดุ หมาย/วัตถปุ ระสงค 6. สง่ิ ทต่ี องการใหเกดิ เม่ือสน้ิ สดุ การทาํ โครงงาน
7.สมมติฐานของการศึกษาโครงงาน 7. ส่ิงทีค่ าดวา จะเกิดเม่อื ส้ินสุดการทําโครงงาน
8.ขน้ั ตอนการดําเนินงาน 8. ขน้ั ตอนการทํางาน เครือ่ งมอื วสั ดอุ ุปกรณ
สถานที่
9.ปฏิบัตโิ ครงงาน 9. วนั เวลา และกจิ กรรมดาํ เนินงานตางๆตง้ั แต
ตนจนเสร็จ
10. ผลท่คี าดวาจะไดร ับ 10. สภาพของผลทต่ี อ งการใหเกดิ ทงั้ ทเี่ ปน
ผลผลติ กระบวนการ และผลกระทบ
11. บรรณานุกรม 11. ชอ่ื เอกสารขอ มลู ทไี่ ดจ ากแหลง ตาง ๆ

ขั้นตอนที่ 4 การปฏิบัติโครงงาน เปนการดําเนินงานตามแผน ที่ไดกําหนดไวในเคา
โครงของโครงงาน และตอ งมกี ารจดบนั ทกึ ขอ มลู ตางๆไดอ ยา งละเอียด และตองจัดทําอยางเปน
ระบบ ระเบยี บ เพื่อท่ีจะไดใชเปน ขอมูลตอ ไป

ข้ันตอนท่ี 5 การเขียนรายงาน ควรใชภาษาที่เขาใจงาย กระชับ ชัดเจน และ
ครอบคลมุ ประเดน็ สาํ คญั ของโครงงาน สามารถเขียนในรปู แบบตางๆ เชน การสรุป รายงานผล
ซึง่ ประกอบไปดวยหวั ขอตา งๆ เชน บทคดั ยอ บทนํา เอกสารทเ่ี ก่ยี วของ เปนตน

ขน้ั ตอนท่ี 6 การแสดงผล การแสดงผลงาน เปนการนําเสนอผลงาน สามารถจัดได
หลายรูปแบบ เชน การจัดนิทรรศการ หรือทําเปนสิ่งตีพิมพ การสอนแบบเพ่ือน
สอนเพือ่ นตามแตค วามเหมาะสมของโครงงาน

28

การวางแผนการทาํ โครงงานวทิ ยาศาสตร

การวางแผนการทาํ โครงงาน มขี ้นั ตอนดงั น้ี
1. การกําหนดปญหาหรอื ท่มี า และความสําคญั ของโครงงาน
2. กําหนดวัตถุประสงคและสมมติฐานของการศึกษา เชน ศึกษาปฏิกิริยาตอบสนอง

ของปลา แสงสีตางๆ หรอื เพือ่ ศึกษาอวัยวะภายในของหนทู มี่ ีผลมาจากใบกัญชา
3. กําหนดขอบเขตของการศกึ ษา โดยยดึ หลักไมเกนิ ระดับความรขู องผูเ รยี นมากนัก
4. การวางแผนวิธีการดําเนินงาน ไดแก แนวทางในการศึกษา คนควา วัสดุอุปกรณ

ที่จาํ เปน ออกแบบการทดลองควบคมุ ตัวแปร วิธีการสาํ รวจ และรวบรวมขอมลู วิธีการประดิษฐ
การวิเคราะหขอมูล และการกําหนดระยะเวลาในการทํางาน ในการวางแผนการทําโครงงาน
ควรเขยี นโครงราง หรือเคาโครงราง หรือเคาโครงงานนําเสนออาจารยท่ีปรึกษา เพ่ือขอความ
คดิ เหน็ และคําปรึกษาวาจะดําเนินการอยางไร โดยที่เปนขั้นตอนและไมสับสน การเขียนและ
การจดั ลาํ ดับหวั ขอเคา โครงของโครงงาน มดี ังน้ี

1. ชอ่ื โครงงาน
2. ผจู ดั ทาํ โครงงาน
3. ชื่ออาจารยที่ปรกึ ษาโครงงาน
4. ท่มี าและความสาํ คญั ของโครงงาน
5. วตั ถุประสงคของการศึกษา คน ควา
6. สมมติฐานของการศึกษา คนควา (ในกรณีการต้ังสมมติฐานมักใชกับโครงงาน
ประเภททดลองเทานั้น)
7. วธิ กี ารดําเนินการ
8. ประโยชนห รือผลที่คาดวา จะไดร ับ
9. เอกสารอางองิ

29

การเลอื กหวั ขอ การทําโครงงานวิทยาศาสตร

หัวขอ โครงงาน คือ สงิ่ ทแ่ี สดงลักษณะของภาระงาน ชิน้ งาน หรือกิจกรรมอิสระทีผ่ ูทํา
โครงงานตอ งทาํ การคัดเลือกหัวขอ โครงงานใหป ระสบผลสําเร็จ ผูทําโครงงานจะตองพิจารณา
แรงจูงใจของตนเอง เพื่อใหสามารถตอบคําถามสําคัญ 2 ประการ คือ ตองการศึกษาการ
แกปญหาสิ่งใดและเหตุใดจึงตองการศึกษาส่ิงนั้น โดยหัวขอโครงงานจะตองเปนเรื่องท่ี
เฉพาะเจาะจง ชัดเจน โดยมุงเนนทําโครงงานท่ีอยูใกลตัว ซ่ึงอาจเกิดจากปญหาของผูทํา
โครงงาน หรอื ผทู าํ โครงงานมคี วามคุน เคยกับสงิ่ น้นั ดังนน้ั ผทู าํ โครงงานจงึ ควรสาํ รวจตัวเองและ
พิจารณาสง่ิ ตา งๆ ดังน้ี

1. ความรู ความสามารถ และประสบการณของตนเอง โดยพิจารณาจากคะแนน
วดั ผลความรูหรอื ผลงานทเี่ คยปฏบิ ัติ

2. ความถนดั และความสนใจของผทู ําโครงงาน เปนการพิจารณาความชอบของผูทํา
โครงงาน ซึ่งถาเปนโครงงานที่ผูที่ไมมีความรู ความสามารถ และประสบการณมากอน ผูทํา
ก็จะตองคน ควา หาความรูเกย่ี วกับโครงงานนัน้ มากเปน พเิ ศษ

3. ประโยชนทีไ่ ดรบั โครงงานทท่ี ําควรเปนโครงงานท่ีมีประโยชนทั้งตอผูทําโครงงาน
สงั คม และประเทศชาติ โดยโครงงานน้ันควรจะสามารถนําไปพฒั นาและใชไ ดจริง
ในชวี ติ ประจําวนั

4. ความคิดสรางสรรค โครงงานที่ทาํ ควรมีความแปลกใหม ทันสมัย ใชไดจริงและไม
มีผอู น่ื ทําไวห รอื เปน การพฒั นาโครงงานของผอู ื่นใหมีประสิทธภิ าพมากยงิ่ ข้ึน

5. ระยะเวลาในการทําโครงงาน เปน ปจ จยั ทผ่ี ูทาํ โครงงานจะตอ งวางแผนกอ นการทํา
โครงงานจริง เพอื่ กาํ หนดขอบเขตและเปา หมายในการทาํ โครงงาน

6. คาใชจ า ยในการทําโครงงาน โครงงานบางประเภทจาํ เปนตอ งใชต น ทุนจาํ นวนมาก
ผทู าํ โครงงานจึงควรประเมินคา ใชจ ายและเลือกทําโครงงานท่ีตนเองมีทรัพยากรอยูแลวเพื่อลด
คาใชจ า ยในการทําโครงงาน

7. ความปลอดภยั เปน ปจจยั สําคญั ในการทาํ โครงงาน กลา วคอื โครงงานน้ันจะตองมี
ความปลอดภยั ไมม ีอนั ตรายทง้ั ตอผทู าํ โครงงาน สังคม และประเทศชาติ

30

8. คานิยมของสังคม เปนปจจัยภายนอกท่ีเก่ียวกับผูทําโครงงานโดยโครงงานท่ีทํา
จะตอ งไมขัดตอคานยิ ม วฒั นธรรมและความเชอ่ื ของสังคม

9. ความเปน ไปได ผูท ําโครงงานควรนาํ ปจ จัยขางตนมาพจิ ารณาวา โครงงานดังกลาว
สามารถทาํ ไดจริงตามปจจัยตาง ๆ ท่มี ีอยหู รือไมแลวจึงตัดสนิ ใจเลือกทําโครงงานในหัวขอ นั้น

การนาํ เสนอโครงงานวทิ ยาศาสตร

การนําเสนอผลงานโครงงานวิทยาศาสตร อาจทาํ ไดในแบบตา ง ๆ กนั เชน
การแสดงในรูปนิทรรศการ ซ่ึงมีทั้งการจัดแสดงและการอธิบายดวยคําพูด หรือใน

รูปแบบของการรายงานปากเปลาไมวาการนําเสนอผลงานจะอยูในรูปแบบใด ควรครอบคลุม
ประเดน็ สาํ คัญคอื มีความชดั เจน เขา ใจงา ยและมคี วามถูกตอ งในเนื้อหา
การแสดงผลงานจดั ไดว า เปน ข้นั ตอนสําคญั อกี ประการหน่ึงของการทาํ โครงงาน
เ รี ย ก ไ ด ว า เ ป น ง า น ขั้ น สุ ด ท า ย ข อ ง ก า ร ทํ า โ ค ร ง ง า น วิ ท ย า ศ า ส ต ร เ ป น ก า ร แ ส ด ง ผ ลิ ต ผ ล
ของงาน ความคดิ และความพยายามทง้ั หมดทผี่ ทู ําโครงงานไดทุม เทลงไป และเปน วธิ ีการ
ทจ่ี ะทาํ ใหผูอ่นื ไดรับรูและเขาใจถึงผลงานนั้นๆ มีผูกลาววาการวางแผนออกแบบเพ่ือจัดแสดง
ผลงานน้ันมีความสําคัญเทาๆ กับการทําโครงงานนั่นเอง ผลงานท่ีทําขึ้นจะดียอดเย่ียม
เพียงใด แตถาการจัดแสดงผลงานทําไดไมดีก็เทากับไมไดแสดงความดียอดเย่ียมของผลงาน
น่ันเอง
ประเดน็ สาํ คัญทค่ี วรจดั ใหครอบคลุม
การแสดงผลงานนน้ั อาจทาํ ไดห ลายรปู แบบ เชน การแสดงในรปู นทิ รรศการ ซง่ึ มีทั้งการ
จัดแสดงและการอธบิ ายดวยคาํ พูด หรอื ในรปู แบบของการจดั แสดงโดยไมมกี ารอธิบายประกอบ
หรือในรูปแบบของการรายงานปากเปลา ไมว า การแสดงผลงานจะอยใู นรูปแบบใด ควรจดั ทําให
ครอบคลุมประเด็นสําคญั ดงั ตอไปน้ี

31

1. ช่อื โครงงาน
2. ชือ่ ผทู าํ โครงงาน
3. ชือ่ อาจารยทป่ี รึกษาโครงงาน
4. ความเปน มาและความสาํ คญั ของโครงงาน
5. วิธีดําเนนิ การ
6. การสาธติ หรอื แสดงผลที่ไดจากการทดลอง
7. ผลการสงั เกตและขอมูลเดน ๆ ทไ่ี ดจ ากการทาํ โครงงาน
ขอคํานึงถึงในการจัดนิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร ควรคํานึงถึงสิ่งตาง ๆ
ตอไปนี้
1. ความปลอดภยั ของการจดั แสดง
2. ความเหมาะสมกบั เนอ้ื ทท่ี จี่ ดั แสดง
3. คาํ อธบิ ายทเ่ี ขียนแสดงควรเนนเฉพาะประเด็นสําคัญและสิ่งที่นาสนใจเทานั้น โดย
ใชขอ ความกะทดั รัด ชดั เจน และเขา ใจงาย
4. ดงึ ดูดความสนใจของผูเขาชม โดยใชรูปแบบการแสดงท่ีนาสนใจ ใชสีท่ีสดใสเนน
จุดสาํ คญั หรือใชว สั ดุตา ง ๆ ในการจดั แสดง
5. ใชตาราง และรปู ภาพประกอบ โดยจดั วางอยา งเหมาะสม
6. สิง่ ที่แสดงทกุ อยา งและการเขียนขอความตองถกู ตอ ง ไมม กี ารสะกดผิด หรืออธิบาย
หลกั การท่ผี ิด
7. ในกรณีท่ีเปน สงิ่ ประดษิ ฐ สง่ิ นั้นควรอยใู นสภาพทีท่ ํางานไดอ ยางสมบูรณ
ขอ คํานงึ ถงึ ในการอธิบายหรอื รายงานปากเปลา ควรคํานึงถึงสงิ่ ตา งๆ ตอ ไปน้ี
1. ตองทาํ ความเขา ใจกบั เรือ่ งทีจ่ ะอธบิ ายเปนอยา งดี
2. คํานึงถึงความเหมาะสมของภาษาที่ใชกับระดับผูฟง ควรใหชัดเจนและ
เขาใจงาย
3. ควรรายงานอยา งตรงไปตรงมา ไมอ อ มคอม

32

4. พยายามหลีกเล่ียงการอานรายงาน แตอาจจดหัวขอสําคัญๆ ไวเพื่อชวยใหการ
รายงานเปนไปตามขัน้ ตอน

5. อยาทองจํารายงาน เพราะทําใหด ไู มเ ปน ธรรมชาติ
6. ขณะทร่ี ายงาน ควรมองตรงไปยังผูฟง
7. เตรียมตวั ตอบคาํ ถามทเ่ี ก่ียวกบั เร่ืองนั้นๆ
8. ตอบคาํ ถามอยางตรงไปตรงมา ไมจําเปนตองกลาวถึงสิง่ ท่ไี มไดถ าม
9. หากตดิ ขัดในการอธิบาย ควรยอมรับโดยดี อยากลบเกล่อื นหรอื หาทางเลีย่ ง
10. ควรรายงานใหเ สร็จภายในระยะเวลาทีก่ ําหนด
11. ควรใชสื่อประเภทโสตทัศนูปกรณประกอบการรายงานดวย เชน แผนใส หรือ
สไลด เปนตน

แนวทางการนาํ ผลจากโครงงานวทิ ยาศาสตรไปใช

การนําผลจากโครงงานไปใช คือ การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร เปนการ
เ ส น อ ผ ล ง า น ก า ร ดํ า เ นิ น ก า ร เ ป น เ อ ก ส า ร จั ด ว า เ ป น ข้ั น ต อ น สํ า คั ญ อี ก ป ร ะ ก า ร ห น่ึ ง ข อ ง
โครงงาน เมอ่ื ดาํ เนินการทาํ โครงงานจนครบขน้ั ตอนไดขอมูล ทําการวิเคราะหขอมูล พรอมท้ัง
แปรผล และสรปุ ผล แลวงานข้นั ตอไปท่ตี อ งทาํ คือการเขยี นรายงาน

การเขียนรายงานโครงการวิทยาศาสตร มีดังน้ี
1. ชื่อโครงงาน เปนส่ิงสาํ คัญประการแรก เพราะชื่อโครงการจะชวยโยงความคิดไป
ถงึ วตั ถุประสงคข องการทาํ โครงงานวิทยาศาสตร และควรกําหนดช่ือโครงการใหสอดคลองกับ
วัตถปุ ระสงคห ลักดว ย

33

การต้ังชอื่ โครงงานของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นิยมต้ังช่ือใหมี
ความกะทัดรัดและดึงดูดความสนใจจากผูอาน ผูฟง แตสิ่งที่ควรคํานึงถึง คือ ผูทําโครงงาน
วิทยาศาสตร ตองเขาใจปญหาที่สนใจศึกษาอยางแทจริง อันจะนําไปสูการเขาใจวัตถุประสงค
ของการศึกษาอยางแทจริงดวย เชน โครงงานวิทยาศาสตร ช่ือ “ถุงพลาสติกพิชิตแมลงวัน
ตัวนอย” ซึ่งปญหาเรื่องที่สนใจศึกษาคือถุงนํ้าพลาสติกสามารถไลแมลงวันท่ีมาตอมอาหารได
จริงหรือ จากเรื่องดังกลาวผูทําโครงงานวิทยาศาสตร บางคนหรือบางคณะอาจสนใจตั้งชื่อ
โครงงานวิทยาศาสตรวา “การศกึ ษาการไลแ มลงวันดว ยถงุ นาํ้ พลาสติก” หรือ “ผลการใชถุงนํ้า
พลาสตกิ ตอ การไลแ มลงวัน” ก็เปนได

อยางไรก็ตามจะตั้งช่ือโครงการในแบบใด ๆ นั้น ตองคํานึงถึงความสามารถที่จะส่ือ
ความหมายถงึ วัตถุประสงคท ีต่ องการศึกษาไดช ัดเจน

2. ชอ่ื ผูจดั ทาํ โครงงาน
การเขียนชื่อผรู บั ผดิ ชอบโครงงานวิทยาศาสตร เปนสง่ิ ดเี พื่อจะไดทราบวาโครงงาน

น้นั อยูในความรบั ผดิ ชอบของใครและสามารถตดิ ตามไดที่ใด

3. ชอื่ อาจารยทป่ี รกึ ษาโครงงาน
การเขยี นชื่อผูใหค ําปรกึ ษาควรใหเกยี รตยิ กยองและเผยแพร รวมท้ังขอบคุณท่ีไดให

คาํ แนะนาํ การทําโครงงานวิทยาศาสตรจ นบรรลุเปาหมาย
4. บทคัดยอ
อธิบายถึงท่ีมาและความสําคัญของโครงงาน วัตถุประสงค วิธีดําเนินการ และผลท่ีได

ตลอดจนขอสรุปตางๆ อยางยอประมาณ 300-350 คํา (ถาใชโปรแกรม Microsoft Word ในการพิมพ
สามารถตรวจสอบจํานวนคาํ จากเมนูเครือ่ งมือ เลือกคาํ ส่งั นับจํานวนคํา)

34

5. กิตตกิ รรมประกาศ (คาํ ขอบคณุ )
สวนใหญโครงงานวิทยาศาสตรมักจะเปนกิจกรรมที่ไดรับความรวมมือจากหลาย

ฝายดงั นั้นเพือ่ เปนการเสริมสรางบรรยากาศของความรวมมือจึงควรไดกลาวขอบคุณบุคลากร
หรือหนว ยงานตา ง ๆ ทม่ี สี ว นชว ยใหโ ครงงานนส้ี าํ เร็จดวย

6. ที่มาและความสําคัญของโครงงาน
ในการเขียนท่ีมาและความสําคัญของโครงงานวิทยาศาสตร ผูทําโครงงาน

จาํ เปนตอ งศึกษา หลักการทฤษฎีเก่ียวกับเร่ืองท่ีสนใจจะศึกษา หรือพูดเขาใจงาย ๆ วาเร่ืองท่ี
สนใจจะศึกษานั้นตองมีทฤษฎีแนวคิดสนับสนุน เพราะความรูเหลาน้ีจะเปนแนวทางสําคัญใน
เรือ่ งตอ ไปนี้

- แนวทางตัง้ สมมตฐิ านของเรื่องท่ีศึกษา
- แนวทางในการออกแบบการทดลองหรือการรวบรวมขอมลู

- ใชประกอบการอภิปรายผลการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะเพ่ือนําความรูและ
สิง่ ประดษิ ฐใหมท คี่ น พบไปใชประโยชนตอไป

การเขียนทมี่ าและความสาํ คัญของโครงงาน คือ การอธิบายใหกระจางชัดวาทําไม
ตองทํา ทําแลวไดอะไร หากไมทําจะเกิดผลเสียอยางไร ซ่ึงมีหลักการเขียนคลายการเขียน
เรยี งความ ทว่ั ๆ ไป คอื มีคํานาํ เนอ้ื เรือ่ ง และสรุป

สว นที่ 1 คาํ นํา :
เปน การบรรยายถึงนโยบาย เกณฑ สภาพทั่ว ๆ ไป หรือปญหาท่ีมีสวน

สนบั สนนุ ใหร ิเร่ิมทาํ โครงงานวทิ ยาศาสตร
สวนที่ 2 เนื้อเรอื่ ง :
อธิบายถึงรายละเอียดเช่ือมโยงใหเห็นประโยชนของการทําโครงงาน

วทิ ยาศาสตร โดยมี หลกั การ ทฤษฎสี นับสนนุ เร่ืองทีศ่ กึ ษา หรอื การบรรยายผลกระทบ ถา ไมทํา
โครงงานเรอ่ื งนี้

สว นท่ี 3 สรุป :
สรุปถึงความจําเปน ที่ตอ งดาํ เนินการตามสวนท่ี 2 เพ่ือแกไขปญหา หรือ

การคนควาหาความรูใ หมๆ คน ควา สิง่ ประดิษฐใหมใ หเปน ไปตามเหตุผลสว นที่ 1

35

7. วัตถุประสงคข องการทาํ โครงงาน

เปนการกําหนดจุดมุงหมายปลายทางที่ตองการใหเกิดจากการทําโครงงาน
วิทยาศาสตร ในการเขียนวัตถุประสงค ตองเขียนใหชัดเจน อานเขาใจงายสอดคลองกับช่ือ
โครงงาน หากมีวัตถุประสงคหลายประเด็น ใหระบุเปนขอๆ การเขียนวัตถุประสงคมี
ความสาํ คญั ตอแนวทาง การศกึ ษา ตลอดจนขอ ความรทู ่ีคน พบหรือส่ิงประดิษฐที่คนพบนั้นจะมี
ความสมบรู ณค รบถวน คือ ตองสอดคลองกบั วตั ถปุ ระสงคท กุ ๆ ขอ

8. สมมตฐิ านของการศกึ ษา

เปน ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรที่ผูทําโครงงานตองใหความสําคัญ เพราะ
จ ะ ทํ า ใ ห เ ป น ก า ร กํ า ห น ด แ น ว ท า ง ใ น ก า ร อ อ ก แ บ บ ก า ร ท ด ล อ ง ไ ด ชั ด เ จ น แ ล ะ ร อ บ ค อ บ
ซงึ่ สมมตฐิ านกค็ อื การคาดคะเนคําตอบของปญ หาอยางมีหลักและเหตุผลตามหลักการ ทฤษฎี
รวมทัง้ ผลการศกึ ษาของโครงงานทไี่ ดทาํ มาแลว

9. ขอบเขตของการทําโครงงาน

ผูทําโครงงานวิทยาศาสตร ตองใหความสําคัญตอการกําหนดขอบเขตการทํา
โครงงาน เพ่ือใหไดผลการศึกษาท่ีนาเชื่อถือ ซึ่งไดแก การกําหนดประชากร กลุมตัวอยาง
ตลอดจนตัวแปรท่ศี ึกษา

1. การกาํ หนดประชากร และกลุมตัวอยางที่ศึกษา คือ การกําหนดประชากรที่ศึกษา
อาจเปนคนหรือสัตวหรือพืช ชื่อใด กลุมใด ประเภทใด อยูท่ีไหน เม่ือเวลาใด รวมทั้งกําหนด
กลมุ ตัวอยา งท่ีมีขนาดเหมาะสมเปน ตัวแทนของประชากรท่ีสนใจศกึ ษา

2. ตัวแปรท่ีศึกษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร สวนมากมักเปนการศึกษา
ความสมั พนั ธเชิงเหตแุ ละผล หรือความสัมพันธระหวางตวั แปรตง้ั แต 2 ตัวแปรข้ึนไป การบอก
ชนดิ ของตวั แปรอยางถกู ตอ งและชัดเจน รวมท้ังการควบคุมตัวแปรที่ไมสนใจศึกษา เปนทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรท ีผ่ ทู าํ โครงงานตองเขาใจ ตวั แปรใดทศ่ี ึกษาเปนตัวแปรตนตัวแปร
ใดที่ศึกษาเปนตัวแปรตาม และตัวแปรใดบางเปนตัวแปรท่ีตองควบคุมเพ่ือเปนแนวทางการ
ออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลตอการเขียนรายงานการทําโครงงานวิทยาศาสตรที่ถูกตอง
สอ่ื ความหมายใหผฟู งและผูอ า นใหเ ขาใจตรงกนั

36

10. วิธดี ําเนนิ การ
เปนวิธีการท่ีชวยใหงานบรรลุตามวัตถุประสงคของการทําโครงงาน ต้ังแตเริ่ม

เสนอโครงการกระทัง่ สิน้ สุดโครงการ ซึ่งประกอบดวย
1. การกาํ หนดประชากร กลุมตัวอยา งท่ีศึกษา
2. การสรางเครือ่ งมอื เก็บรวบรวมขอมูล
3. การเก็บรวบรวมขอ มลู
4. การวเิ คราะหขอ มลู
ในการเขียนวิธีดําเนินการใหระบุกิจกรรมท่ีตองทําใหชัดเจนวาจะทําอะไรบาง

เรยี งลําดบั กิจกรรมกอ นและหลงั ใหช ดั เจน เพือ่ สามารถนาํ โครงการไปปฏิบัติอยางตอเน่ืองและ
ถกู ตอง

11. ผลการศึกษาคนควา
นาํ เสนอขอมูลหรือผลการทดลองตาง ๆ ท่ีสังเกตรวบรวมได รวมท้ังเสนอผลการ

วเิ คราะหข อมูลทว่ี ิเคราะหไ ดดวย
12. สรปุ ผลและขอ เสนอแนะ
อธิบายผลสรุปท่ีไดจากการทําโครงงาน ถามีการต้ังสมมติฐาน ควรระบุดวยวา

ขอมูลที่ไดสนับสนุนหรือคัดคานสมติฐานท่ีต้ังไว หรือยังสรุปไมได นอกจากน้ียังควรกลาวถึง
การนําผลการทดลองไปใชประโยชน อุปสรรคของการทําโครงงานหรือขอสังเกตท่ีสําคัญหรือ
ขอผดิ พลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทําโครงงานน้ี รวมท้ังขอเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง
แกไข หากมผี ูศกึ ษาคนควา ในเรอ่ื งท่ที ํานองน้ตี อไปในอนาคตดว ย

13. เอกสารอา งอิง
เอกสารอางอิง คือ รายชื่อเอกสารที่นํามาอางอิงเพื่อประกอบการทํา

โครงงานวิทยาศาสตร ตลอดจนการเขียนรายงานการทําโครงงานวิทยาศาสตร ควรเขียนตาม
หลกั การที่นยิ มกนั

37

ประโยชนท ี่ไดร บั จากการทาํ โครงงานวทิ ยาศาสตร

ธีระชัย ปูรณโชติ (2531 : 3-4) ไดกลาวถึงความสําคัญและประโยชนของโครงงาน
วิทยาศาสตร ไวดังตอ ไปน้ี

1. ชวยสงเสริมจุดมุงหมายของหลักสูตรและการเรียนวิทยาศาสตรใหสัมฤทธ์ิผล
สมบูรณย งิ่ ขน้ั

2. ชวยใหผเู รียนมีโอกาสเรียนรูจากประสบการณตรงในกระบวนการแสวงหาความรู
ดว ยตนเองโดยอาศัยวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร

3. ชวยพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรไดครบถวนสมบูรณยิ่งข้ึนกวาการ
เรียนในกิจกรรมการเรียนการสอนตามปกติ ผูเรียนมีโอกาสไดฝกทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรบ างทักษะซ่งึ ไมใครมีโอกาสในกจิ กรรมการเรยี นการสอนตามปกติ เชน ทักษะการ
ตั้งสมมตฐิ าน ทักษะการออกแบบการทดลอง และควบคมุ ตัวแปร เปนตน

4. ชวยพัฒนาเจตคติทางวิทยาศาสตร เจตคติท่ีดีตอวิทยาศาสตร และความสนใจใน
วชิ าวทิ ยาศาสตร

5. ชวยใหผูเรียนเขาใจลักษณะและธรรมชาติของวิทยาศาสตรดีย่ิงขึ้น เชน เขาใจวา
วิทยาศาสตรไมไดหมายถึงแตตัวความรูในเน้ือหาสาระที่เกี่ยวกับธรรมชาติเทาน้ันแตยัง
หมายถึงกระบวนการแสวงหาความรูเหลานนั้ และมีเจตคตหิ รอื คา นยิ มทางวิทยาศาสตรอีกดวย
การไดม าซ่ึงความรูเ กยี่ วกบั ธรรมชาตจิ ะตองใชก ระบวนการแสวงหาความรทู ี่ไดจ ากการรวบรวม
ขอมูลอยางมีระบบโดยอาศัยการสังเกตเปนพื้นฐานแตประสาทสัมผัสของมนุษย ซึ่งใชในการ
สงั เกตมีขดี ความสามารถจํากัดในการรับรู ดงั น้ัน วิทยาศาสตรจ ึงมีขอบเขตจํากดั ดว ย

6. ชว ยพัฒนาความคิดริเร่มิ สรา งสรรค และความเปน ผมู วี ิจารณญาณ
7. ชวยพฒั นาผเู รยี นใหเ กิดความเชือ่ ม่นั ในตนเอง
8. ชวยพัฒนาผูเรียนใหเ ปนคนที่คิดเปน ทาํ เปน และมคี วามสามารถในการแกปญ หา
9. ชว ยพัฒนาความรบั ผิดชอบ และสรางวนิ ยั ในตนเองใหเกิดข้ึนกัผูเ รียน
10. ชวยใหผเู รยี นไดใชเวลาวางใหเปน ประโยชนและมีคุณคา

38

สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (2531 : 56) ไดกลาวถึง
คุณประโยชนของโครงงานวิทยาศาสตรไวด ังนี้

1. สรางจติ สํานกึ และความรับผิดชอบในการศกึ ษาคน ควาหาความรูตา งๆ ดวยตนเอง
2. เปด โอกาสใหผเู รยี นไดพฒั นาและแสวงหาความสามารถตามศักยภาพของตนเอง
3. เปดโอกาสใหผูเรียนไดศึกษา คนควาและเรียนรูในเร่ืองท่ีตนเองสนใจไดลึกซ้ึงไป
กวา การเรียนในหลักสูตรปกติ
4. ทําใหผ ูเ รยี นมีความสามารถพิเศษโดยมโี อกาสแสดงความสามารถของตน
5. ชวยกระตุนใหผูเรียนมีความสนใจในการเรียนวิทยาศาสตรและมีความสนใจที่จะ
ประกอบอาชีพทางวทิ ยาศาสตร
6. ชวยใหผ ูเ รยี นไดใชเวลาวา งใหเ ปน ประโยชนใ นการสรา งสรรค
7. ชวยสรา งความสัมพันธระหวางครูกับผูเรียนและระหวางผูเรียนดวยกันใหมีโอกาส
ทํางานใกลช ิดกันมากขน้ึ
8. ชว ยสรางความสัมพันธระหวางชมุ ชนกบั สถานศึกษาใหด ขี นึ้ สถานศกึ ษาไดมีโอกาส
เผยแพรความรูทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแกชุมชนซ่ึงจะชวยกระตุนใหชุมชนไดสนใจ
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีมากขึ้น
สรุปไดวา โครงงานวิทยาศาสตรมีความสําคัญและกอประโยชนโดยตรงแกผูเรียน
โดยตรงเปนการฝกใหผูเรียนรูจักศึกษาคนควาดวยตนเอง สรางความสัมพันธอันดีกับครูกับ
เพ่อื นรว มงาน รจู กั ทํางานอยา งเปนระบบใชวธิ กี ารทางวิทยาศาสตรในการแกป ญ หาและใชเวลา
วางใหเ ปนประโยชน

39

กจิ กรรมทายบทท่ี 2

คําช้แี จง ใหผูเ รียนตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
1. โครงงานวิทยาศาสตรม กี ่ปี ระเภท จงอธิบาย
..............................................................................................................................................
2. ขนั้ ตอนการทําโครงงานวทิ ยาศาตรมอี ะไรบาง จงอธบิ าย
..............................................................................................................................................
3. การเขียนรายงานโครงการวทิ ยาศาสตร มีขั้นตอนอยา งไร จงอธบิ าย
..............................................................................................................................................
4. จงอธบิ ายวิธกี ารนาํ เสนอโครงงานวทิ ยาศาสตร
..............................................................................................................................................
5. จงอธิบายถึงประโยชนท ไี่ ดร ับจากการทําโครงงานวิทยาศาสตร
..............................................................................................................................................

40

บทที่ 3
เซลล

สาระสําคญั
รางกายมนุษย พืชและสัตว ตา งประกอบดวยเซลล จงึ ตองเรียนรูเก่ียวกับเซลลพืชและ

เซลลสัตว กลไกและการรักษาดุลยภาพของพืช สัตวและมนุษย ปองกันดูแลรักษา ภูมิคุมกัน
รา งกาย กระบวนการแบงเซลล 

ผลการเรยี นรทู คี่ าดหวงั
1. อธบิ ายรปู รา ง สว นประกอบ ความแตกตาง ระบบการทํางาน การรักษาดุลยภาพ

ของเซลลพ ืชและเซลลสัตวไ ด
2. อธิบายการรกั ษาดุลยภาพของพชื และสตั ว แ ละมนษุ ยแ ละการนําความรูไปใชไ ด
3. ศึกษา สืบคนขอมูลและอธิบายกระบวนการแบงเซลลแบบไมโทซสิ และโมโอซสิ ได

ขอบขา ยเนอ้ื หา
เร่ืองที่ 1 เซลล 
เร่ืองท่ี 2 กระบวนการแบงเซลล แบบไมโทซีส และไมโอซิส

41

บทท่ี 3
เซลล

เซลล (Cell) หมายถงึ หนวยท่ีเล็กท่ีสุดของส่ิงมีชีวิต โดยเซลล (cell) มาจากคําวา
cella ในภาษาละติน ซ่ึงมีความหมายวา หองเลก็ ๆ

เซลล (cell) สามารถเพ่ิมจํานวน เจริญเติบโต และตอบสนองตอสิ่งเราได เซลลบาง
ชนิดเคลือ่ นท่ไี ดด ว ยตนเอง

สวนประกอบของเซลลป ระกอบดว ยอะไรบา ง

เซลลโดยทั่วไปไมวาจะมีรูปรางและขนาดแตกตางกันอยางไรก็ตาม แตจะมีลักษณะ
โครงสรา งพื้นฐานสวนใหญคลายคลึงกัน เซลลของส่ิงมีชีวิตจะมีสวนประกอบท่ีเปนโครงสราง
พ้ืนฐานอยู 3 สวนใหญๆ คอื

1. สว นหอหมุ เซลล ประกอบดว ย
1.1 เย่ือหุมเซลล (Cell membrane) มีลักษณะเปนเย่ือบางๆ ทําหนาที่หอหุมสวน
ตา งๆทอี่ ยูภ ายในเซลล ประกอบดวยโปรตีนและไขมัน มีหนาท่ี ควบคุม ปริมาณ และชนิดของ
สารท่ีผานเขาออกจากเซลล
1.2 ผนังเซลล (Cell wall) เปนสวนที่อยูนอกสุด ทําหนาท่ีเพิ่มความแข็งแรง และ
ปองกันอันตรายใหแกเซลลพืช ประกอบดวย สารเซลลูโลสเปนสวนใหญ นอกจากนี้มีคิวทิน
ซูเบอริน เพกทนิ ลิกนนิ ผนงั เซลลพบในเซลลพ ชื แบคทีเรีย และสาหรา ย
1.3 สารเคลอื บเซลล (cell coat) เปนสารที่เซลลสรางขึ้นเพื่อหอหุมเซลลอีกช้ันหน่ึง
เปน สารที่มคี วามแข็งแรง ไมละลายน้ํา ทําใหเ ซลลค งรปู รางไดแ ละชวยลดการสญู เสียน้าํ
2. นิวเคลียส (nucleus) เปนสวนประกอบที่สําคัญท่ีสุดของเซลล มีรูปรางคอนขาง
กลม นิวเคลียสทําหนาท่ี ควบคุมเมแทบอลิซึมของเซลล ควบคุมการสังเคราะหโปรตีนและ
เอนไซม ควบคุมการถายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมจากพอแมไปสูรุนลูกหลาน ควบคุม
กิจกรรมตางๆ ภายในเซลล ควบคุมการเจริญเติบโต และควบคุมลักษณะตางๆ ของส่ิงมีชีวิต
ประกอบดวย

42

2.1 เยื่อหุมนิวเคลียส (nuclear membrane) เปนเยื่อบาง ๆ 2 ชั้น แตละช้ัน
ประกอบดวยลิพิดเรียงตัว 2 ช้ัน มีโปรตีนแทรกเปนระยะๆ มีชองเล็กๆ ทะลุผานเยื่อหุม
นิวเคลียส

2.2 นิวคลโี อลสั (Nucleolus) ประกอบดว ยสาร DNA และ RNA ทําหนาท่ีเกี่ยวของ
กับการสงั เคราะหโปรตีน และสรางไรโบโซม

2.3 โครมาทิน (Chromatin) ซ่งึ เสน ใยเล็ก ๆ ยาว ๆ หดไปมาเปนรางแห เม่ือหดตัว
ส้นั และหนาขน้ึ เรียกวา โครโมโซม (chromosome) ประกอบดวย ยีน และโปรตีนหลายชนิด
บนยนี จะมีรหัสพนั ธุกรรมซงึ่ ทําหนา ทีค่ วบคุมการสรางโปรตีน

3. ไซโทพลาสซึม (Cytoplasm) เปนสวนท่ีอยูรอบ ๆ นิวเคลียส มีลักษณะเปน
ของเหลวโดยมีสารอาหารและสารอ่ืนๆละลายอยู นอกจากนี้ในไซโทพลาสซึมยังมี
ออรแกเนลลท ี่สําคญั ไดแ ก

3.1 ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) ทาํ หนา ที่สรางพลังงานใหแ กเ ซลล
3.2 ไรโบโซม (Ribosome) พบท้ังในเซลล พืช และสัตว มีหนาท่ีเกี่ยวของกับการ
สังเคราะหโ ปรตีน
3.3 ไลโซโซม (Lysosome) ทําหนาท่ียอยสารและส่ิงแปลกปลอมที่เซลล
ไมต อ งการ
3.4 กอลจบิ อดี (Golgi body) ทําหนา ทส่ี ะสมโปรตีนเพื่อสง ออกนอกเซลล
3.5 เอนโดพลาสมิก เรติคูลัม (Endoplasmic reticulum) มี 2 แบบ คือ
ชนดิ เรียบทาํ หนา ทส่ี รางสารพวกไขมัน และชนิดขรุขระทําหนาท่ีขนสงโปรตีน
3.6 แวคิวโอล (Vacuole) เปนแหลงสะสมสารตาง ๆ ซึ่งในเซลลพืชจะมีขนาดตาม
อายุของเซลล

ส่ิงมชี ีวิตมีการรกั ษาดลุ ยภาพยางไร

สงิ่ มชี ีวติ ทุกชนิดมีการรกั ษาดลุ ยภาพสภาวะและสารตา งๆ ภายในรางกาย ดังน้ี
1. การรักษาสมดุลของอุณหภูมิ
2. การรกั ษาสมดลุ ของน้าํ
3. การรกั ษาสมดุลของกรด-เบส
4. การรกั ษาสมดลุ ของแรธาตุ

43

สาเหตทุ ่ีส่ิงมชี ีวิตตองมกี ลไกการรักษาดุลยภาพของรางกาย เพราะวาสภาวะและสาร
ตา งๆ ภายในรางกายมผี ลตอ การทาํ งานของเอนไซม ซ่ึงทาํ หนา ท่ีเรงปฏิกริ ยิ าชีวเคมีตา ง ๆ
ทเ่ี กดิ ข้ึนภายในเซลลแ ละรา งกาย

พชื รกั ษาดุลยภาพของนํ้าอยางไร

การคายน้ําถือเปนกระบวนการสําคัญในการรักษาดุลยภาพของนํ้าในพืชซ่ึงเปน
กระบวนการท่ีพืชกําจัดน้ําออกมาในรูปของไอน้ําหรือหยดนํ้า โดยไอน้ําจะออกมาทางปากใบ
(Stoma) ผิวใบหรอื รอยแตกบริเวณลาํ ตน แตหยดนา้ํ จะออกมาทางชองเปดบริเวณขอบใบหรือ
ปลายใบ

ปจจัยที่มีผลตอการคายน้ําของพืช ไดแก ลม ความกดดันอากาศ อุณหภูมิ
ความเขมของแสงสวาง ความชน้ื ในอากาศ ปริมาณนํา้ ในดนิ

ขอดจี ากการคายนํา้ ของพืช
1. ชว ยใหพชื มีอุณหภมู ิลดลง 2-3°C
2. ชว ยใหพ ืชดดู น้ําและแรธาตใุ นดนิ เขาสรู ากได
3. ชวยใหพชื ลําเลียงนํา้ และแรธาตไุ ปตามสว นตางๆ ของพืชได
ขอเสียจากการคายน้ําของพืซ คือ พืชคายนํ้าออกไปมากกวาที่จะนําไปใชในการ
เจริญเตบิ โตและสรางผลผลติ

สัตวร ักษาดุลยภาพของน้าํ และสารตา ง ๆ ในรางกายอยา งไร

อวยั วะสําคญั ในการรักษาดุลยภาพของน้าํ และสารตางๆ ในรางกาย คือ ไต (Kidneys)
พบในสัตวมีกระดกู สันหลงั ไตคนมีลักษณะคลายเม็ดถวั่ แดง 2 เม็ดอยูด านหลังของลาํ ตวั
เมื่อผาไตจะสังเกตเห็นเนื้อไตชั้นนอกและชั้นใน ซึ่งในเนื้อไตแตละขางประกอบดวยหนวยไต
(Nephron) 1 ลา นหนวย ทําหนา ทกี่ ําจัดของเสียในรูปของปส สาวะ

44

มนษุ ยม กี ารรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในรา งกายอยา งไร

การเปลี่ยนแปลงความเปนกรด-เบสมากๆ จะทําใหเอนไซม (Enzyme) ภายในเซลล
หรือรางกายไมส ามารถทาํ งานได ดงั นั้นรา งกายจงึ มีกลไกการรกั ษาดุลยภาพความเปนกรด-เบส
ภายในใหคงท่ี ซ่งึ มี 3 วธิ ี คือ

1. การเพ่ิมหรือลดอัตราการหายใจ ถาคารบอนไดออกไซด(CO2) ในเลือด
มีปริมาณมากจะสงผลใหศูนยควบคุมการหายใจ คือสมองสวนเมดัลลาออบลองกาตา
(Medulla Oblongata) สง กระแสประสาทไปสัง่ ใหก ลา มเน้อื กะบงั ลม และกลามเนือ้ ยดึ กระดูก
ซ่ีโครงทํางานมากข้ึน เพื่อจะไดหายใจออกถ่ีข้ึน ทําใหปริมาณ CO2 ในเลือดลดลงถา CO2
ในเลอื ดมปี รมิ าณนอ ย จะไปยับยั้งสมองสวนเมดัลลาออบลองกาตา ซึ่งจะทําใหกลามเนื้อกะบัง
ลมและกลามเนอื้ ยึดกระดูกซี่โครงทาํ งานนอ ยลง

2. ระบบบัฟเฟอร (Buffer) คอื ระบบทีส่ ามารถรักษาระดับคา pH ใหเกือบคงท่ีไวได
เมื่อมีการเพิม่ ของสารท่มี ีฤทธ์ิเปนกรดหรือเบสเล็กนอยน้ําเลือด เลือดท่ีแยกสวนของเม็ดเลือด
และเกล็ดเลอื ดออกแลว) ทาํ หนาทีเ่ ปน ระบบบฟั เฟอรใหกับรางกายมนษุ ย

3. การควบคุมกรดและเบสของไต ไตสามารถปรับสมดุลกรด-เบสของเลือดไดมาก
โดยผา นกระบวนการผลิตปส สาวะ ระบบนจ้ี งึ มีการทํางานมาก สามารถปรบั คา pH ของเลือดที่
เปล่ยี นแปลงไปมากใหเขาสูภาวะปกตหิ รือภาวะสมดุลไดแ ตจะใชเวลานาน

สิ่งมีชีวิตอ่นื ๆ มกี ารรกั ษาดลุ ยภาพของนาํ้ และแรธาตุอยา งไร

การรักษาดุลภาพของสัตวแตละชนิด เพ่ือใหรางกายอยูในสภาวะสมดุล เหมาะสมตอ
การดํารงชวี ิต เนื่องจากนํา้ ในรางกายจะมีความสมั พนั ธกบั ความเขม ขนของแรธาตุ และสารตาง
ๆท่ีละลายอยใู นนา้ํ ดงั นั้นการรักษาดุลยภาพของนา้ํ ในรางกาย จึงมีความเกย่ี วของกับการรักษา
ดลุ ยภาพของแรธ าตุ และสารตาง ๆ ดวยเชน กนั การรกั ษาดุลภาพของนาํ้ และแรธาตุในรางกาย
ของสตั วมดี งั น้ี

สัตวบก สัตวบกจะไดรับน้ําจากการด่ืมนํ้า และจากน้ําที่เปนสวนประกอบในอาหาร
เชน ในพืชผัก ผลไม ตลอดจนนํ้าท่ีอยใู นเนอื้ สตั วต าง ๆ นอกจากนี้ยังไดรับน้ําจากกระบวนการ
ยอ ยสลายสารอาหาร ตลอดจนการเผาผลาญสารอาหาร หากรางกายไดรับปริมาณมากเกินไป

45

รา งกายจะกําจดั น้าํ สว นเกนิ ออกในรปู ของเหงื่อ ไอนํ้าในลมหายใจ ปส สาวะ และอุจจาระ โดยมี
ไตเปน อวัยวะหลักท่ีทําหนาท่ีควบคมุ สมดุลของนํ้า และแรธ าตใุ นรา งกาย

สัตวปก นกหลายชนิดจะมีขนปกคลุม เพ่ือปองกันการสูญเสียน้ําเนื่องจากความรอน
และยงั มรี ะบบการรกั ษาดุลยภาพของนํ้าดวยการขับออกในรูปปสสาวะนอกจากนี้ยังพบวานก
ทะเลทกี่ นิ พืชหรือสัตวทะเลเปนอาหาร จะมีอวัยวะท่ีทําหนาที่กําจัดแรธาตุหรือเกลือสวนเกิน
ออกไปจากรางกาย เรียกวา ตอมนาสิก (Nasal Gland) หรือตอมเกลือ (Salt Gland) ซ่ึงอยู
บรเิ วณหวั และจมกู โดยแรธ าตุและเกลือจะถูกกําจัดออกในรูปของนํ้าเกลือ วิธีการรักษาสมดุล
เชนน้ี จงึ ทาํ ใหนกทะเลตา ง ๆ สามารถดํารงชวี ิตอยไู ด แมจะบริโภคอาหารท่ีมีแรธาตุและเกลือ
สูงเปน ประจาํ

สตั วน ํ้าเค็ม จะมีวธิ ีการควบคุมสมดลุ นํ้าและแรธ าตุในรา งกายทแี่ ตกตางไปจากสัตวบก
เน่ืองจากสัตวน้ําเค็มจะตองมีการปรับความเขมขนของเกลือแรในรางกายใหใกลเคียงกับ
สภาพแวดลอม เรียกระดับความเขมขนเกลือแรภายในรางกายใหใกลเคียงกับสภาพแวดลอม
วา ไอโซทอนกิ (isotonic) ซง่ึ จะชวยทําใหรางกายกับสภาพแวดลอมมีความสมดุลกันจึงไมมี
การสูญเสยี นาํ้ หรือรบั นา้ํ เขา สรู า งกาย โดยสัตวน้าํ เคม็ แตล ะชนิดจะมีกลไกในการรกั ษาดุลยภาพ
ท่ีแตกตางกัน ดังน้ี ในปลากระดูกออน เชน ปลาฉลาม จะมีระบบการรักษาสมดุลโดยการ
พัฒนาใหม ียเู รยี สะสมในกระแสเลือดในปรมิ าณสูง จนมีความเขมขน ใกลเคยี งกบั นา้ํ ทะเลจึงไมมี
การรบั นาํ้ เพิม่ หรือสญู เสียน้าํ ไปโดยไมจ าํ เปน

สว นในปลากระดูกแข็งจะมเี กล็ดตามลําตัว เพื่อใชป องกนั การสูญเสียนํ้าภายในรางกาย
ออกสูสภาพแวดลอ มเนือ่ งจากสภาพแวดลอมมคี วามเขมขนของสารละลายมากกวาในรางกาย
และมีการขับเกลือแรออกทางทวารหนกั และในลกั ษณะปสสาวะที่มีความเขมขนสูงและมีกลุม
เซลลทเ่ี หงอื กทําหนาท่ีลาํ เลยี งแรธาตุออกนอกรางกายดว ยวิธกี ารลาํ เลียงแบบใชพลงั งาน

สัตวน้ําจืด มีความเขมขนของของเหลวในรางกายมากกวานํ้าจืด ด้ังน้ัน มีกลไกล
การรักษาสมดลุ เชน ปลานํ้าจดื มผี ิวหนังและเกล็ดปอ งกนั การซมึ เขา ของน้ํา มีการขับปสสาวะ
บอยและเจอื จาง และมอี วัยวะพิเศษทเ่ี หงือกคอยดดู เกลอื แรท จี่ ําเปนคนื สรู างกาย

โพรทิสต(Protist) เชน โพรโทซัวท่ีอาศัยในนํ้าจืด จะใชวิธีการปรับสมดุลของนํ้า
และของเสียท่ีเกิดข้ึนในเซลล โดยการแพรผานเยื่อหุมเซลลออกไปสูสิ่งแวดลอมโดยตรง
นอกจากน้ียังใช คอนแทรกไทล แวควิ โอล (contractile vacuole) กาํ จัดสารละลายของเสีย


Click to View FlipBook Version