The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ม.ปลายวิทยาศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookchon, 2022-07-30 03:48:04

ม.ปลายวิทยาศาสตร์

ม.ปลายวิทยาศาสตร์

146

เลข สญั ลกั ษณ ชอ่ื ธาตุ ชื่อธาตุภาษาองั กฤษ ชื่อธาตุภาษา หมายเหตุ
อะตอม ละตนิ

89 Ac แอคทเิ นียม Actinium

90 Th ธอเรยี ม Thorium

91 Pa โพรแทกทิเนียม Protactinium

92 U ยเู รเนยี ม Uranium

93 Np เนปจเู นยี ม Neptunium

94 Pu พลโู ตเนยี ม Plutonium

95 Am อเมรเิ ซยี ม Americium

96 Cm คเู รียม Curium

97 Bk เบอรค ีเลยี ม Berkelium

98 Cf แคลฟิ อรเนียม Californium

99 Es ไอนสไตเนยี ม Einsteinium

100 Fm เฟอรเ มียม Fermium

101 Md เมนเดลเลเวียม Mendelevium

102 No โนเบลเลียม Nobelium

103 Lr ลอวเรนเซียม Lawrencium

104 Rf รูเทอรฟ อรเดยี ม Rutherfordium

105 Db ดุบเนยี ม Dubnium

106 Sg ซีบอรเ กียม Seaborgium

147

เลข สญั ลกั ษณ ชือ่ ธาตุ ชอ่ื ธาตภุ าษาองั กฤษ ชื่อธาตภุ าษา หมายเหตุ
อะตอม ละตนิ

107 Bh โบหเรยี ม Bohrium

108 Hs ฮัสเซียม Hassium

109 Mt ไมตเ นเรียม Meitnerium

110 Ds ดารม สตัดเทยี ม Darmstadtium

111 Rg เรนิ ตเ กเนียม Roentgenium

112 Cn โคเปอรนเิ ซยี ม Copernicium

113 Nh นิโฮเนียม Nihonium

114 Fl ฟลโี รเวียม Flerovium

115 Mc มอสโกเวียม Moscovium

116 Lv ลเิ วอรม อเรยี ม Livermorium

117 Ts เทนเนสซีน Tennessine

118 Og ออกาเนสซอน Oganesson

... ... ... ...

148

เรอื่ งที่ 3 ธาตกุ ัมมันตภาพรงั สี

ธาตกุ มั มนั ตรงั สี (Radioactive Element)

ธาตุกมั มนั ตรงั สี คอื ธาตทุ ่สี ามารถปลดปลอ ยรงั สอี อกมาไดเองจากธาตุบางชนิด อันเปน
ผลมาจากการเกิดการเปลีย่ นแปลงหรือเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าทีน่ ิวเคลียสของธาตุน้ัน ปฏิกิริยาท่ีเกิดการ
เปลี่ยนแปลงของนิวเคลียสของธาตุน้ี มีชื่อเรียกเฉพาะวา ปฏิกิริยานิวเคลียร (Nuclear
Reation) เฮนรี่ เบคเคอเรล นักฟสิกสชาวฝรั่งเศสเปนผูคนพบกัมมันตภาพรังสีโดยบังเอิญ
ในขณะทท่ี ําการวิเคราะหเก่ียวกับรังสีเอกซ กมั มันตภาพรังสีมีสมบัติแตกตางจากรังสีเอกซ คือ
มีความเขมนอ ยกวารังสเี อกซ การแผรังสขี องธาตกุ มั มนั ตรังสีเหลานี้เกิดข้ึนในไอโซโทปของธาตุ
ที่มจี าํ นวนนิวตรอนมากกวา จาํ นวนโปรตอนมาก ทําใหนิวเคลียสของธาตุไมเสถียรจึงตองมีการ
เปลี่ยนแปลงไปเปน ธาตทุ ่ีมีความเสถียรมากขึ้น โดยการสลายตัวเองเพ่ือปลอยอนุภาคภายใน
นิวเคลียสออกมาในรูปของการแผรังสี การแผรังสีของธาตุเปนปรากฏการณธรรมชาติ โดย
พบวาธาตุตา งๆ ท่ีอยูใ นธรรมชาตทิ ม่ี ีเลขอะตอมสงู กวา 82 สว นใหญจ ะสามารถแผรังสีไดท้ังสิ้น
ตัวอยางเชน ธาตุเรเดียม, ยูเรเนียม, ทอเรียม เปนตน การสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีจะ
เกิดขึ้นไดโดยอะตอมของธาตุมีการปลดปลอยองคประกอบ และพลังงานที่อยูภายในอะตอม
ออกมา ทาํ ใหโครงสรา งของอะตอมเปลี่ยนแปลงไป โดยองคประกอบและพลังงานของธาตุท่ีถูก
ปลดปลอ ยออกมานั้นจะแผอ อกมาจากธาตุในรูปของรังสีตางๆ สามารถแบงไดเปน 3 ชนิด คือ
รงั สแี อลฟา,รงั สีบีตา และรงั สีแกมมา ซ่ึงรงั สีตา งๆจะมีลักษณะและสมบตั ิทแ่ี ตกตางกัน คอื

149

อํานาจการทะลวงของรังสีตาง ๆ วิธีการควบคุมและปองกนั อันตรายจากรังสี
1. กําหนดระดบั ของรังสที ี่ปลอดภัยที่มนุษยสามารถยอมรบั ได
2. การตรวจระดบั รังสที ีร่ างกายไดรับสม่าํ เสมอ
3. ควบคมุ แหลงกําเนิดรังสี ควบคมุ ใหอ ยใู นระดบั ท่ปี ลอดภัยตอ ชมุ ชนและคนงาน
4. ควบคุมระยะเวลาในการสมั ผัสใหเหลือนอยที่สุด
5. มมี าตรการในการเคล่อื นยา ยหรอื เกบ็ ขนใหเ กิดความปลอดภัยมากทสี่ ุด
6. ควบคมุ ระยะหางระหวา งรงั สกี บั ผปู ฏบิ ัติงานใหห า งมากทส่ี ุด ถา ไมจาํ เปนไมตองอยูใกล
7. มฉี ากกาํ บังรังสที แี่ ข็งแรง และสามารถกน้ั รงั สไี ดจ ริง
8. มีการกําจดั กากรงั สอี ยา งถกู วธิ ี

การเกิดกัมมนั ตภาพรังสี
1. เกิดจากนวิ เคลยี สในสภาวะพ้นื ฐานไดรบั พลงั งาน ทําใหนิวเคลียสกระโดดไปสูระดับ

พลังงานสูงขึน้ กอนกลับสสู ภาวะพ้ืนฐาน นวิ เคลยี สจะคายพลงั งานออกมาในรูปรงั สแี กมมา
2. เกิดจากนิวเคลยี สที่อยูในสภาพเสถียร แตม ีอนภุ าคไมส มดลุ นิวเคลยี สจะปรับตัวแลว

คายอนุภาคท่ีไมส มดุลออกมาเปนอนภุ าคแอลฟาหรอื เบตา

150

คณุ สมบตั ขิ องกมั มนั ตภาพรงั สี
1. เดนิ ทางเปน เสนตรง
2. บางชนิดเกดิ การเลยี้ วเบนเมือ่ ผานสนามแมเหลก็ และสนามไฟฟา เชน a, b
3. มอี าํ นาจในการทะลสุ ารตา งๆ ไดด ี
4. เมื่อผานสารตางๆจะสูญเสียพลังงานไปโดยการทําใหสารน้ันแตกตัวเปนอิออน ซ่ึง

ออิ อนเหลา นน้ั จะกอใหเ กดิ ปรากฏการณอ น่ื ๆ เชน ปฏิกิรยิ าเคมี เกิดรอยดาํ บนฟล มถา ยรปู
5. การเปล่ียนสภาพนิวเคลียส
5.1 การแผกมั มนั ตภาพรงั สี เปน ผลมาจากการเปล่ียนแปลงนิวเคลียส เม่ือนิวเคลียส

ปลดปลอ ยรงั สอี อกมานวิ เคลยี สเองจะเปล่ียนสภาพเปนนวิ เคลียสของธาตุใหม
5.2 การแผรังสีแอลฟา a นิวเคลียสของธาตุเดิมจะเปล่ียนไปโดยท่ีมวล และ

นิวเคลยี สเดมิ ลดลงเทากบั มวลของอนุภาคแอลฟา
5.3 การแผร งั สเี บตา b ประจไุ ฟฟาของนวิ เคลยี สใหมจ ะเพ่ิมหรือลดลง 1 e หนวย
5.4 รังสีแกมมา g เกิดจากการเปล่ียนระดับพลังงานของนิวเคลียส จะไมมีการ

เปลย่ี นแปลงเลขมวลและเลขอะตอมของนวิ เคลียสท่ีแผร ังสีแกมมาออกมา

ประโยชนแ ละโทษของของกมั มนั ตภาพรงั สี
1. ดานธรณีวิทยา มีการใช C-14 คํานวณหาอายขุ องวัตถุโบราณ หรืออายุของซากดึก

ดําบรรพการหาอายุวัตถุโบราณและการศึกษาทางธรณีวิทยา ใชธาตุกัมมันตรังสีคารบอน-14
ซึ่งมีครึ่งชีวิต 5760 ป อัตราสวนของคารบอน-14 ตอคารบอน-12 ในพืชและสัตวมีคาคงตัว
ขณะท่ียังมีชีวิตอยู ภายหลังสิ่งมีชีวิตตายไป อัตราสวนน้ีจะลดลง นํามาคํานวณหาอายุวัตถุ
โบราณได

151

1.1 เคร่อื งปน ดนิ เผาของบานเชยี ง จงั หวดั อดุ รธานี คํานวณอายุได 6,060 ปทําใหเรา
ทราบวา บา นเชยี งในอดตี เคยเปน แหลง อารยธรรมเกาแกของโลก

1.2 หวั หอกทาํ ดวยสาํ ริดของบา นเชียงมอี ายุ 5,600 ป

2. ดานการแพทย ใชร กั ษาโรคมะเรง็ ในการรักษาโรคมะเร็งบางชนดิ กระทาํ ไดโดยการ
ฉายรังสีแกมมาทไี่ ดจาก โคบอลต-60 เขา ไปทาํ ลายเซลลมะเร็ง ผูปวยที่เปนมะเร็งในระยะแรก
สามารถรกั ษาใหหายขาดได แลวยังใชโซเดียม-24 ท่ีอยูในรูปของ NaCl ฉีดเขาไปในเสนเลือด
เพ่ือตรวจการไหลเวียนของโลหิต โดย โซเดียม-24 จะสลายใหรังสีบีตาซ่ึงสามารถตรวจวัดได
และสามารถบอกไดวา มกี ารตีบตันของเสนเลือดหรอื ไม

การตรวจอวัยวะตา งๆ ภายในรางกายเพื่อตรวจและพสิ จู นสมมตุ ฐิ านของโรค และความ
ผดิ ปกตขิ องอวยั วะ มักใชส ารกมั มันตรังสี ทีเ่ ปนของเหลว เชน เทคนิเชียม-99เอ็ม ใชตรวจการ
ทาํ งานของระบบอวัยวะ เชน ธัยรอยด กระดูก สมอง ปอด ตับ มาม ไขกระดูก ไต และหัวใจ
ไอโอดีน-131และ ไอโอดีน-123 ใชตรวจหาความผิดปกติของตอมธัยรอยดและใชติดตาม
ผลการรกั ษา

152

3. ดานเกษตรกรรม มีการใชธาตุกัมมันตรังสีติดตามระยะเวลาการหมุนเวียน
แรธ าตใุ นพชื โดยเรม่ิ ตนจากการดดู ซึมท่ีรากจนกระท่ังถึงการคายออกท่ีใบ หรือใชศึกษาความ
ตอ งการแรธ าตขุ องพืช

4.ดานอุตสาหกรรม ในอุตสาหกรรมการผลิตแผนโลหะจะใชประโยชนจาก
กัมมนั ตภาพรงั สใี นการควบคมุ การรีดแผน โลหะ เพอื่ ใหไดค วามหนาสมํา่ เสมอตลอดแผน โดยใช
รังสีบีตายิงผานแนวต้ังฉากกับแผนโลหะที่รีดแลว แลววัดปริมาณรังสีท่ีทะลุผานแผนโลหะ
ออกมาดวยเครื่องวัดรังสี ถาความหนาของแผนโลหะที่รีดแลวผิดไปจากความหนาท่ีต้ังไว
เครอื่ งวัดรังสจี ะสงสญั ญาณไปควบคุมความหนา โดยสั่งใหมอเตอรกดหรือผอนลูกกลิ้ง เพ่ือให
ไดค วามหนาตามตองการการใชวัสดุ

กัมมันตรังสี และเทคนิคทางรังสี ซ่ึงเรียกวา “เทคนิคนิวเคลียร” มาใชประโยชน
ในระบบวัด และควบคุมตางๆ ของโรงงานอุตสาหกรรม ปจจุบันมีการใชอยางแพรหลาย
ในประเทศไทย ซึง่ มีตวั อยา งดงั ตอ ไปนี้

– การใชรังสีแกมมา วัดระดับของไหลหรือสารเคมี ในกระบวนการผลิตเสนใย
สงั เคราะห

153

– การใชร งั สแี กมมา วัดระดับเศษไมในหมอนง่ึ เพ่ือการผลติ ไมอดั แผน เรยี บ
– การใชรังสีแกมมา วัดความหนาแนนของนํ้าปูนกับเสนใยหิน เพ่ือการผลิตกระเบ้ือง
กระดาษ
– การใชร งั สีแกมมา วัดและควบคุมความหนาแนนของเน้ือยาง ที่เคลือบบนแผนผาใบ
เพื่อผลิตยางรถยนต
– การใชร งั สแี กมมาวดั และควบคมุ ความหนาของแผน เหล็ก
– การใชรังสบี ีตา วดั และควบคมุ น้าํ หนกั ของกระดาษ ในอตุ สาหกรรมผลิตกระดาษ
– การใชรงั สเี อกซ วัดหาปริมาณตะกว่ั และกาํ มะถนั ในการกลน่ั นํา้ มันปโตรเลยี ม
– การใชรังสนี วิ ตรอน ในการสํารวจแหลง นา้ํ มนั และกาซธรรมชาตใิ ตดนิ
– การใชร งั สแี กมมา ตรวจสอบรอยเช่ือมโลหะ การหารอยร่วั รอยรา วของวสั ดุ
– การใชรงั สีแกมมา วดั หาปริมาณเถา ในถา นหนิ บนสายพานลาํ เลียง

5. ดานการถนอมอาหาร ใชรังสีแกมมาของธาตุโคบอลต-60 (Co–60) ปริมาณท่ี
พอเหมาะใชท าํ ลายแบคทเี รียในอาหาร จงึ ชวยใหเ กบ็ รกั ษาอาหารไวไดน านขนึ้

ดา นการถนอมอาหาร

154

6. ดานพลังงาน มีการใชพลังงานความรอนที่ไดจากปฏิกิริยานิวเคลียรในเตาปฏิกรณ
ปรมาณขู องยูเรเี นยี ม-238 (U-238) ตม นํา้ ใหกลายเปนไอ แลว ผานไอนาํ้ ไปหมุนกังหัน เพื่อผลิต
กระแสไฟฟา

โทษของธาตุกัมมันตรังสี
เน่ืองจากรังสีสามารถทําใหตัวกลางท่ีมันเคล่ือนที่ผาน เกิดการแตกตัวเปนไอออนได

รงั สีจึงมอี ันตรายตอมนุษย ผลของรงั สีตอ มนุษยส ามารถแยกไดเ ปน 2 ประเภทคือ
1. ผลทางพันธุกรรม จะมีผลทําใหการสรางเซลลใหมในรางกายมนุษยเกิดการกลาย

พนั ธุ โดยเฉพาะเซลลส บื พันธุ
2. ความปวยไขจากรังสี สวนผลท่ีทําใหเกิดความปวยไขจากรังสี เน่ืองจากเม่ืออวัยวะ

สว นใดสว นหนึ่งของรางกายไดรับรงั สี โมเลกลุ ของธาตุตางๆ ทป่ี ระกอบเปนเซลลจะแตกตัว ทํา
ใหเกดิ อากาปวยไขได

การเกิดอันตรายจากรงั สตี อมนุษย อาจแบง ได 2 กลุมใหญ คือ
1. การไดรับรังสีจากแหลงกําเนิดรังสีจากภายนอก (External exposure) ความรุนแรง

ของการบาดเจ็บ ขึ้นอยูกับความแรงของแหลงกําเนิดและระยะเวลาที่ไดรับรังสี
แตตัวผูที่ไดรับอันตรายไมไดรับสารกัมมันตรังสีเขาไปในรางกาย จึงไมมีการแผรังสี
ไปทําอันตรายผอู ื่น

2. การไดรับสารกัมมันตรังสีเขาสูรางกาย (Internal exposure) มักพบในกรณีมีการ
รว่ั ไหลของสารกัมมันตรังสีท่ีเปนกาซ ของเหลว หรือฝุนละอองจากแหลงเก็บสารกัมมันตรังสี
หรอื ทเ่ี กบ็ กากสารกมั มนั ตรังสีจากการระเบิดของโรงไฟฟานิวเคลยี ร

155

หลกั ในการปอ งกันอนั ตรายจากรงั สี มดี ังน้ี

1. ใชเ วลาเขาใกลบริเวณทีม่ ีกัมมนั ตภาพรังสีใหน อ ยที่สุด

2. พยายามอยใู หห า งจากกมั มันตภาพรงั สใี หมากท่สี ดุ เทาทีจ่ ะทาํ ได

3. ใชต ะกั่ว คอนกรีต นํ้า หรือพาราฟน เปนเครือ่ งกาํ บังบริเวณทีม่ กี ารแผร ังสี

กัมมนั ตภาพรงั สีในสงิ่ แวดลอ ม (Radioactivity in Environment)

เราอาศยั อยูบนโลกที่มีกมั มันตภาพรังสีในสิ่งแวดลอมอยูทั่วไป สวนใหญเปนรังสีที่มีอยู
ตามธรรมชาติ (Natural occurring radiation) และบางสวนเกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย
(Man made radiation) ตนกําเนิดของ กัมมันตภาพรังสีในส่ิงแวดลอม แบงออกไดเปน 3
ประเภท ไดแ ก

1. กมั มนั ตภาพรงั สจี ากพ้ืนโลก ซึง่ มาจากแรธาตตุ า งๆ ที่เปนองคประกอบของโลก โดย
มีมาตงั้ แต โลกถอื กาํ เนดิ ข้นึ มาแลว มีนิวไคลดกัมมันตรังสี หรือธาตุที่ใหรังสี ที่พบในธรรมชาติ
กวา 60 ชนิด เปนตน กําเนดิ ทสี่ าํ คัญของรงั สีทเ่ี ราไดร บั ในแตละวนั

2. กัมมันตภาพจากรังสีคอสมิก เกิดจากรังสีคอสมิกท่ีมาจากนอกโลก และปฏิกิริยา
ระหวางรังสีคอสมิก กับธาตทุ ี่อยูในบรรยากาศของโลก

3. กัมมันตภาพรงั สีท่ีมนษุ ยสรางขน้ึ เกิดข้ึนเน่ืองจากกิจกรรมของมนุษย ซ่ึงมีสัดสวนที่
คอนขา งต่ํา เมื่อเทยี บกบั ผลรวมของปริมาณรังสที ง้ั หมดในธรรมชาติ

ธาตุทีม่ กี มั มนั ตภาพรงั สี เราเรียกวา ไอโซโทปกมั มันตรังสี หรอื นวิ ไคลดกมั มนั ตรังสี นิว
ไคลดร ังสี หรอื อาจเรยี กเพียง นวิ ไคลด ซ่งึ มกี ารตรวจพบแลว มากกวา 1,500 นิวไคลด เรามักใช
สัญลักษณของนิวไคลด โดยแสดง สัญลักษณของธาตุและเลขมวล เชน ไอโซโทปรังสีของ
ไฮโดรเจน ไดแก ตริเตียม มีเลขมวล 3 เขียนแทนดวย H-3 หรือ 3H หรือไอโซโทปรังสี ของ
ยูเรเนียม ซ่ึงมีเลขมวล 235 เขียนแทนดวย U-235 หรือ 235Uนิวไคลดรังสี พบไดทั่วไปใน
ธรรมชาติ ในอากาศ ในนํ้า ในดิน รวมท้ังในตัวคนเราดวย เน่ืองจากรางกายของเรา
ประกอบดวยแรธาตุ ซึ่งไดรับมาจากส่ิงแวดลอม แตละวัน เรารับประทานอาหาร ด่ืมน้ํา
สูดหายใจ เอานิวไคลดรังสี ท่ีมีอยูในอาหาร ในน้ํา และในอากาศเขาไปกัมมันตภาพรังสี
ในธรรมชาติ พบไดทวั่ ไปในดนิ และหิน ซึง่ เปนสว นประกอบของเปลือกโลก ในน้ํา ในมหาสมุทร
และในวสั ดกุ อสรา งที่เรานาํ มากอสรา งอาคารบานเรือน ในโลกนจี้ งึ ไมมที ไ่ี หนทีเ่ ราจะอยูโดยไมมี
รงั สี

156

กจิ กรรมทา ยบทท่ี 7
ธาตุ สมบัติของธาตุและธาตกุ ัมมันตภาพรงั สี

คาํ ชี้แจง จงทําเคร่ืองหมาย X ลงในขอทถ่ี กู ตอง
1. ขอ ใดถูกตอ งเกี่ยวกับแบบจาํ ลองอะตอมของรทั เทอรฟอรด

ก. โปรตอนและอเิ ลก็ ตรอนรวมกันเปน นวิ เคลียสของอะตอม
ข. นิวเคลยี สมีขนาดเล็กมากและมมี วลมาก ภายในประกอบดวยอนภุ าคโปรตอน
ค. นิวเคลยี สเปน กลางทางไฟฟาเพราะประจุของโปรตอนกับของอเิ ล็กตรอนเทา กนั
ง. อะตอมของธาตุประกอบดว ยอนุภาคโปรตอนและอเิ ลก็ ตรอนกระจัดกระจายอยู

ภายในดวยจํานวนเทา กนั
2. อนุภาคขอ ใดที่มีมวลใกลเ คยี งกนั

ก. โปรตอนกับนิวตรอน
ข. โปรตอนกบั อเิ ลก็ ตรอน
ค. นวิ ตรอนกับอิเล็กตรอน
ง. โปรตอน อเิ ลก็ ตรอน และนิวตรอน
3. ธาตุคลอรีน (CI) มีเลขอะตอม 17 จะอยใู นคาบและหมูละที่เทา ไรของตารางธาตุ
ก. คาบ 3 หมู 7
ข. คาบ 7 หมู 3
ค. คาบ 2 หมู 7
ง. คาบ 3 หมู 8

157

4. สงิ่ ท่ีเหมอื นกันในระหวา งธาตตุ า ง ๆ ทีอ่ ยูใ นหมเู ดยี วกนั ในตารางธาตุ คือ
ก. มีขนาดใกลเคยี งกันมาก
ข. มีการจัดเรยี งตัวของอเิ ลก็ ตรอนเหมือนกนั
ค. มคี า พลงั งานไอออไนเซชันลําดับที่ 1 เทา กัน
ง. มีการจัดเรยี งตัวของอิเล็กตรอนของระดับพลังงานช้ันนอกสุดเหมอื นกัน

5. สมบัติทใี่ ชในการจําแนกสารขอ ใดถกู ตองท่ีสดุ
ก. อโลหะทุกชนิดไมส ามารถนําไฟฟาได
ข. โลหะเปนธาตทุ ่สี ามารถนาํ ไฟฟา ไดท กุ สถานะ
ค. ออกไซตข องโลหะเมอ่ื ละลายน้ํามีสมบตั ิเปน เบส
ง. โลหะมคี า พลงั งานออิ อไนส เพ่มิ ขนึ้ ตามเลขอะตอม

6. ขอ ใดไมถ ูกตองเกย่ี วกับสมบัตขิ องสารประกอบของธาตุในคาบที่ 2 และ 3
ก. ออกไซดของ L ไมละลายน้าํ
ข. ออกไซดข อง C มจี ดุ หลอมเหลวสูงกวา ออกไซดข อง G
ค. คลอไรดของ O ละลายน้ําได สารละลายแสดงสมบัติเปนกรด
ง. คลอไรดข อง J เกดิ ไดม ากกวา 1 ชนิด สว นคลอไรดของ E เกิดไดเ พยี งชนิดเดยี ว

7. ขอใดกลา วไดถกู ตอ งถึงประโยชนของตารางธาตุ
ก. การจัดธาตุเปน หมแู ละคาบ ทาํ ใหท ราบสมบตั ขิ องธาตุในหมูเดยี วกนั ได
ข. นาํ ไปทาํ นายสมบัติของธาตตุ าง ๆ ที่ยังไมท ราบในปจจุบันไวลว งหนา ได
ค. สามารถทจ่ี ะทราบสมบัตติ าง ๆ จากธาตใุ นหมเู ดยี วกนั จากธาตทุ ีท่ ราบสมบตั ติ า ง ๆ แลว
ง. ถูกทุกขอ

158

8. ธาตกุ ัมมนั ตรังสใี ดท่ีใชใ นการคํานวณหาอายขุ องวัตถุโบราณ คอื
ก. I-131
ข. P-32
ค. C-14
ง. Co-60

9. รงั สที แี่ ผอ อกมาจากธาตกุ มั มันตรังสี มีกช่ี นดิ อะไรบาง ?
ก. 3 ชนิด คอื รังสีแอลฟา รงั สีเบตา รงั สแี กมมา
ข. 3 ชนิด คือ รังสแี อลฟา รังสเี บตา รงั สอี นิ ฟาเรด
ค. 4 ชนดิ คอื รงั สแี อลฟา รงั สีเบตา รงั สีอินฟาเรด รังสเี อกซ
ง. 4 ชนดิ คือ รงั สีแอลฟา รงั สีเบตา รงั สีแกมมา รังสีอินฟาเรด

10. การใชไอโซโทปของธาตุกัมมันตภาพรังสีตรวจหา รอยรั่ว รอยตําหนิ ของโลหะเปนการใช
ประโยชนทางดา นใด

ก. ธรณวี ทิ ยา
ข. การขนสง
ค. การแพทย
ง. อตุ สาหกรรม

159

บทท่ี 8
สมการเคมแี ละปฏกิ ริ ิยาเคมี

สาระสาํ คัญ
การเกิดสมการเคมีและปฏกิ ิรยิ าเคมี ปจ จัยท่ีมผี ลตอปฏิกิริยาเคมี ตลอดจนผลท่เี กดิ จาก

ปฏิกิริยาเคมตี อ ส่ิงแวดลอ ม

ผลการเรียนรทู คี่ าดหวงั
1. อธบิ ายการเกดิ สมการเคมแี ละปฏกิ ิริยาเคมีและดลุ สมการเคมีได
2. อธบิ ายปจ จยั ทม่ี ผี ลตอ ปฏิกิรยิ าเคมไี ด
3. อธิบายผลท่เี กิดจากปฏกิ ริ ยิ าเคมีตอ ชีวติ และส่งิ แวดลอมได

ขอบขายเนื้อหา
เรื่องที่ 1 สมการเคมี
เรือ่ งที่ 2 หลกั การเขยี นสมการเคมี
เรือ่ งท่ี 3 ปฏิกริ ยิ าเคมที ี่พบในชวี ิตประจําวนั

160

บทท่ี 8
สมการเคมีและปฏกิ ิริยาเคมี

เรอ่ื งท่ี 1 สมการเคมี (Chemical equation)

ความรพู ื้นฐานของสมการเคมี

สมการเคมี คือ กลุมสัญลักษณท่ีเขียนแทนปฏิกิริยาเคมี ใหทราบถึงการเปล่ียนแปลง
ทางเคมีท่ีเกิดขึ้นในระบบ สมการเคมีประกอบดวยสัญลักษณ แสดงสารต้ังตน และ
ผลิตภัณฑ เง่ือนไขแสดงปฏกิ ิรยิ าเคมีท่ีเกิดขึน้ พรอมดว ยลูกศรทศิ ทางแสดงของปฏกิ ริ ิยา

สารต้ังตน ผลิตภัณฑ

Zn(s) + 2HCl(aq) ZnCl2(aq) + H2(g)

สารทเ่ี ขียนทางซา ยมือของลูกศร เรียกวา สารตัง้ ตน

สารทเ่ี ขยี นทางขวามือของลูกศร เรียกวา สารผลติ ภณั ฑ

เครอ่ื งหมาย + หมายถงึ ทําปฏกิ ริ ิยากนั

เคร่อื งหมาย แสดงการเปลย่ี นแปลงของสารต้งั ตน ไปเปนสารผลิตภณั ฑ

สญั ลกั ษณในวงเล็บแสดงสถานะไดแก

G (gas) แทน แกส

l (liquid) แทน ของเหลว

s (solid) แทน ของแข็งหรือตะกอน

aq (aqueous)แทน สารทล่ี ะลายนํ้า

161

ประเภทของสมการเคมี

สมการเคมีมี 2 ประเภท คอื

1. สมการโมเลกุล (Molecule equation) เปนสมการเคมีของปฏิกิริยาท่ีสารตั้งตน
และผลิตภณั ฑเปนรปู อะตอม หรอื โมเลกุล เชน

2NaHCO3(s) Na2CO3(s) + H2O(l) + CO2(g)

2. สมการไอออนิก (Ionic equation) เปนสมการเคมีของปฏิกิริยาท่ีสารต้ังตนและ
ผลติ ภัณฑ อยางนอย 1 ชนดิ เปน ไอออน เชน

H+(aq) + OH-(aq) H2O(l)

สมการเคมีที่สมบูรณ จะตองมีจํานวนอะตอมของแตละธาตุ ทางซายและขวา

เทากนั เรียกวา สมดุลเคมี

การดุลสมการเคมี

วธิ ีการดุลสมการเคมีทวั่ ไป

1. ระบวุ า สารใดเปน สารตั้งตน และสารใดเปน สารผลิตภณั ฑ

2. เขียนสูตรเคมีที่ถูกตองของสารตั้งตนและสารผลิตภัณฑ ซึ่งสูตรเคมีนี้จะไมมีการ
เปลย่ี นแปลง

3. ดุลสมการโดยหาตัวเลขสัมประสิทธิ์มาเติมขางหนาสูตรเคมี เพื่อทําใหอะตอมชนิด
เดยี วกนั ท้งั ซา ยและขวาของสมการมีจาํ นวนเทากนั

4. ใหคิดไอออนที่เปนกลุมอะตอมเปรียบเสมือนหน่ึงหนวย ถาไอออนนั้นไมแตกกลุม
ออกมาในปฏกิ ริ ยิ า ตรวจสอบอกี ครั้งวาถูกตองโดยมีจํานวนอะตอมชนิดเดียวกันเทากันทั้งสอง
ขาง

162

ตัวอยาง อะลูมิเนียมซ่ึงเปนโลหะท่ีวองไวตอปฏิกิริยากับกรด เม่ืออะลูมิเนียมทํา
ปฏิกิรยิ ากับกรดซัลฟวริกจะเกิดแกส ไฮโดรเจนและอะลมู เิ นียมซลั เฟต

จงเขียนและดุลสมการของปฏิกริ ยิ าน้ี

วธิ ที ํา (1) เขียนสตู รสารตั้งตน และสารผลติ ภณั ฑ Al + H2SO4 —-> H2(g) + Al2(SO4)3

(2) ดลุ จํานวนอะตอม Al 2Al + H2SO4 —-> H2(g) + Al2(SO4)3

(3) ดลุ จํานวนกลุมไอออน SO42- 2Al + 3H2SO4 —-> H2(g) + Al2(SO4)3

(4) ดุลจาํ นวนอะตอม H 2Al + 3H2SO4 —-> 3H2(g) + Al2(SO4)3

เร่ืองที่ 2 หลกั การเขียนสมการเคมี

1. ตองเขยี นสูตรเคมีของสารต้งั ตน แตล ะชนิดได

2. ตอ งทราบวาในปฏิกิรยิ าเคมีหนง่ึ เกิดสารผลิตภัณฑใดขึ้นบาง และเขียนสูตรเคมีของ
สารผลิตภัณฑได

3. เมือ่ เขียนสมการแสดงปฏกิ ริ ิยาเคมไี ดแ ลว ใหทําสมการเคมีใหสมดุลดวยเสมอ คือทํา
ใหจาํ นวนอะตอมของธาตุทุกชนิดทางซายเทากับทางขวา โดยการเติมตัวเลขขางหนาสูตรเคมี
ของสารน้นั ๆ เชน

N2 + H2 —-> NH3 ไมถ กู ตอง เพราะสมการน้ีไมดลุ

N2 + 3H2 —-> 2NH3 ถกู ตอง เพราะสมการนด้ี ุลแลว

ขอ ควรจํา ในสมการเคมีทด่ี ลุ แลวนจ้ี ะมี จาํ นวนอะตอม โมลอะตอม และมวลสารต้ังตน
เทา กับของสารผลิตภัณฑเสมอ สวนจํานวนโมเลกุลหรือจํานวนโมลโมเลกุล หรือปริมาตรของ
สารต้ังตนอาจเทากันหรือ ไมเทากับสารผลิตภัณฑกไ็ ด(สว นใหญไมเ ทากัน)

ในการเขยี นสมการเคมี ถาใหสมบูรณยิ่งข้ึน ควรบอกสถานะของสารแตละชนิดดวยคือ
ถาเปนของแข็ง (solid) ใชตัวอักษรยอวา “s” ถาเปนของเหลว (liquid) ใชอักษรยอวา

163

“l” เปนกาซ (gas) ใชอักษรยอ วา “g” และถา เปน สารละลายในนํ้า (aqueous) ใชอักษรยอวา
“aq” เชน CaC2(s) + 2H2O(g) —-> Ca(OH)2(aq) + C2H2(g)

4. การเขยี นสมการบางครัง้ จะแสดงพลังงานขอปฏกิ ิรยิ าเคมีดว ยเชน
2NH3(g) + 93(g) —-> N2(g) + 3H2(g) ปฏิกริ ยิ าดดู พลงั งาน = 93 kJ
CH4(g) + 2O2 —-> CO2(g) + 2H2O(l) + 889.5 kJ ปฏิกิริยาคายพลงั งาน = 889.5

ประเภทของปฎิกิรยิ าเคมี
พิจารณาลักษณะของอะตอมของธาตุในสารต้ังตนหรือในธาตุของผลิตภัณฑแลว

วิเคราะหลักษณะของการเปล่ียนแปลง สูตรของสารต้ังตนมาเปนสูตรของผลิตภัณฑ
อาจจําแนกประเภทของปฎกิ ิริยาเคมีไดเ ปน 3 ประเภท ดังนี้

1. ปฏิกิริยาการรวมตัว (combination) เปนปฏิกิริยาท่ีเกิดจากการรวมตัวของสาร
โมเลกุลเล็กรวมกันเปน สารโมเลกุลใหญ หรือเกิดจากการรวมตัวของธาตุซ่ึงจะไดสารประกอบ
เชน 2H2(g) + O2(g)  2H2O(l)

2. ปฏกิ ริ ยิ าการแยกสลาย (decomposition) เปน ปฏกิ ิริยาท่เี กดิ การแยกสลายของสาร
โมเลกุลใหญใ หไ ดส ารโมเลกุลเล็กลง เชน 2H2O(l)  2H2(g) + O2(g)

3. ปฏิกิริยาการแทนท่ี (replacement) เปนปฏิกิริยาการแทนที่ของสารหนึ่ง
เขาไป แทนทอี่ กี สารหน่ึง เชน MgSO4(aq) + H2(g)Mg(s) + H2SO4(aq)

นอกจากนี้ ยังมีปฏิกิริยาแบบอื่น ๆ เชน การจัดเรียงตัวใหม (Rearrangement) ซึ่งยัง
ไมก ลา วถงึ ในที่นี้

164

ปจ จัยทีม่ ีผลตออัตราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
ปจจัยที่มีผลตอการเกิดอัตราปฏิกิริยาเคมี หมายถึงส่ิงที่จะมีผลทําใหปฏิกิริยาเคมี

เกิดขน้ึ เรว็ ขึน้ หรอื ชา ลง ไดแก
1. ความเขม ขนของสารตั้งตน สารละลายท่ีมีความเขมขนมากกวาจะเกิดปฏิกิริยาได

เรว็ กวา สารละลายทเี่ จอื จาง
2. พื้นทผ่ี ิว ของแขง็ ท่ีมีพ้นื ทผี่ ิวมากกวาจะเกิดปฏิกริ ยิ าไดเรว็ กวา
3. อณุ หภูมิ ปฏิกริ ิยาเคมี โดยทว่ั ไปแลว จะเกดิ ปฏิกริ ยิ าไดเ รว็ ข้ึนเม่อื อณุ หภมู ิสงู ขึน้
4. การใชตัวเรงปฏิกิริยา (catalyst) เปนสารท่ีเติมลงไปในปฏิกิริยาแลวทําให

ปฏิกิริยา เกิดเร็วขึ้น /ตัวหนวงปฏิกิริยา (Inhibitor) เปนสารท่ีเติมลงไปในปฏิกิริยาแลวทําให
ปฏิกิริยาเกดิ ชาลง

การเปล่ียนแปลงปจจัยแตละปจ จยั ดงั กลา ว มผี ลตอ อัตราการเกิดปฏิกริ ยิ า ดังน้ี
1. การเพิ่มความเขมขนของสารตั้งตน เปนการเพ่ิมโอกาสใหโมเลกุลของสาร
ต้งั ตน ชนกนั มากขึ้น ปฏกิ ิริยาจึงเกดิ ไดเ ร็วขึ้น
2. การเพิม่ พื้นทผี่ ิว ในกรณีของของแขง็ กเ็ ปนการเพมิ่ โอกาสใหโมเลกุลของสาร
ต้ังตนชนกันมากขึน้ ทําใหม โี อกาสในการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ ามากขนึ้
3. การเพ่ิมอุณหภูมิ เปนการทําใหโมเลกุลของสารต้ังตนมีพลังงานจลนสูงข้ึน จึงมี
โอกาส เปลี่ยนแปลงเปน ผลิตภณั ฑไ ดงา ยข้นึ ปฏกิ ริ ยิ าจึงเกิดเรว็ ข้นึ
4. การใชตวั เรงหรือตัวหนวงปฏิกิริยาเปนการทําใหกลไกของปฏิกิริยาเปล่ียนแปลงไป
จงึ ทําใหป ฏิกริ ิยาเกิดไดเรว็ ข้นึ (เมอื่ ใชตัวเรง ) หรอื เกิดขน้ึ ไดช าลง (เม่ือใชตัวหนว ง)

165

เร่อื งท่ี 3 ปฏิกริ ิยาเคมีทพ่ี บในชวี ิตประจาํ วนั
การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี

การเกิดปฏิกิริยาเคมี คือกระบวนการของสารอยางนอย 2 ชนิดทําปฏิกิริยากัน สาร
กอนการเปลี่ยนแปลง เรียกสารนี้วา สารต้ังตน แลวเกิดการเปล่ียนแปลงทําใหเกิดสารใหม
เรยี กวา ผลิตภัณฑ โดยสารทีเ่ กดิ ใหมน ั้นจะตองมสี มบัติแตกตางไปจากเดิม
· ไมเกิดสารใหม = ไมเ กดิ ปฏิกิรยิ าเคมี

การเปลีย่ นแปลงของสารในการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
ในขณะเกิดปฏิกิริยาเคมีน้ันสารต้ังตนจะลดลง ผลิตภัณฑจะเพ่ิมขึ้น เชน

การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาของน้ํา มีสารตั้งตน เปน ออกซเิ จน และไฮโดรเจน เม่ือเกิดปฏิกิริยาโมเลกุลของ
สารตงั้ ตน ทัง้ จะคอ ยๆแตกสลายไป แลวรวมตัวใหมเ ปน โมเลกุลของนา้ํ

166

การเปล่ียนแปลงปฏกิ ิรยิ าเคมีในพลังงาน
1. ปฏกิ ิรยิ าคายความรอ น ปฏิกริ ิยาใชพลงั งานในการยึดเหนยี่ วระหวา งอะตอมนอยกวา

พลังงานทถี่ กู ปลอยออกมา ทําใหพลงั งานภายในสารลดลงขณะท่ีภายนอกเพิ่มขึ้น ผลท่ีไดจะได
พลังงานถายทอดออกมา สวนใหญจะอยูในรูปของพลังงานความรอน สามารถรูสึกไดถึง
อณุ หภมู ิรอบขา งที่จะรอ นขึ้น ตัวอยา งปฏิกริ ิยาการคายความรอน เชน การเผาผลาญเช้ือเพลิง
การหายใจ

2. ปฏกิ ิรยิ าดูดความรอ น ใชพลงั งานในการสลายแรงยึดเหนี่ยวระหวางอะตอมมากกวา
พลังงานท่ีปลอ ยออกมา ดูดความรอนเขาไปมากกวาที่คายออกมา สามารถรูสึกไดโดยอุณหภูมิ
รอบขา งจะเยน็ ขึ้น ตวั อยางปฏิกิริยาการดดู ความรอ น เชน การละลายของนาํ้ แข็ง

สราง -----------> คาย
สลาย -----------> ดดู

ปฏกิ ิริยาเคมใี นชีวิตประจําวันและผลกระทบตอ สง่ิ แวดลอม
ปฏกิ ริ ยิ าการสังเคราะหด ว ยแสง

167

ปฏกิ ริ ิยาการสลายตัวของไฮโดรเจนเปอรออกไซด

ในภาวะปกติไฮโดรเจนเปอรออกไซดสลายตวั เองอยา งชา ๆใหแกสออกซิเจนและนํ้า แต
ถาไดรับแสงสวา งและความรอน จะชว ยใหเกิดการสลายตัวไดเ รว็ ขึ้น

ปฏกิ ริ ยิ าการสลายตวั ของโซเดยี มไฮโดรเจนคารบอเนตหรือผงฟู

168

ผงฟูใชในการดับไฟปา แตไมนิยมดับไฟเมือง เพราะการสลายตัวของผงฟูนั้นจะเกิด
คารบอนไดออกไซดม าก

ปฏกิ ิริยาการเผาไหมเชือ้ เพลิง
การเผาไหมตอ งมี
1.เช้อื เพลงิ
2.ความรอน
3.ออกซิเจน

ผลิตภัณฑการเผาไหมท่ีสมบูรณจะเกิดคารบอนไดออกไซดสะสมในปริมาณมากใน
บรรยากาศทําใหเกิดภาวะโลกรอน แตถาการเผาไหมน้ันไมสมบูรณจะเกิดเขมาแกสคารบอน
มอนนอกไซดและไอน้ํา นอกจากนั้นเชื้อเพลิงท่ีไดจากซากดึกดําบรรพ เม่ือเกิดการเผา
ไหม กํามะถันในเช้ือเพลิงจะทําปฏิกิริยากับออกซิเจนเกิดแกสซัลเฟอรไดออกไซด ซึ่งทํา
ปฏิกิรยิ ากับออกซนิ เจนจนเกิดเปนแกสซัลเฟอรไตรออกไซด ดังสมการ

2SO2(g)+O2 2SO2(g)

169

ปฏกิ ิรยิ าฝนกรด

เม่ือเกดิ ฝนตกลงมา นา้ํ (H2O) จะละลายแกสตา งๆ ทอี่ ยูใ นอากาศตามธรรมชาติ เชน

แกสคารบอนไดออกไซด(CO2) แกส ซัลเฟอรไ ดออกไซด(SO2) แกสไนโตรเจนไดออกไซด(NO2)

เม่ือนาํ้ ละลายแกส คารบ อนไดออกไซดในอากาศจะทาํ ใหฝนมีสภาพเปนกรดคารบอนิก(H2CO3)

ดังสมการ H2O(l) + CO2(g) H2CO3(aq)

ผลกระทบของฝนกรด

1. ทําใหดินเปนกรดเพ่ิมขึ้นมีผลตอการเพาะปลูก เชน ผลผลิตของพืชนอยกวา
ปกติ

2. ฝนกรดทําใหด นิ เปรยี้ วจุลนิ ทรียหลายชนิดในดินท่ีมีประโยชนตอ การเจริญเติบโตของ
พืชถูกทาํ ลาย ซึ่งจะมีผลกระทบในแงการยอ ยสลายในดินและการเจรญิ เติบโตของพืช

3. ฝนกรดสามารถทําปฏิกิริยากับธาตุอาหารที่สําคัญของพืช เชน แคลเซียม,
ไนเตรต,แมกนีเซยี ม และโพแทสเซยี ม ทําใหพืชไมส ามารถนาํ ธาตุอาหารเหลาน้ีไปใชไ ด

4. แกสซัลเฟอรไดออกไซดในบรรยากาศทําใหปากใบปดซ่ึงจะมีผลกระทบตอการ
หายใจของพืช

5. ความเปน กรดทเ่ี พ่ิมขึ้นของนํ้ายังมีผลกระทบดานระบบนิเวศ ท่ีอยูอาศัยรวมถึงการ
ดาํ รงชวี ิตอีกดว ย

6. ฝนกรดสามารถละลาย calcium carbonate ในหินทาํ ใหเกิดการสึกกรอน เชน พิรา
มิดในประเทศอียิปตและ ทัชมาฮาลในประเทศอินเดียเปนตน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กัดกรอน
ทาํ ลาย พวกโลหะทาํ ใหเ กดิ สนมิ เร็วขนึ้ อีกดวย

7. ฝนกรดทําลายวัสดุส่ิงกอสรางและอุปกรณบางชนิด คือ จะกัดกรอนทําลายพวกโลหะ เชน
เหล็กเปนสนมิ เร็วขึน้ สังกะสีมงุ หลงั คา ทใี่ กลๆ โรงงานจะผุกรอนเร็ว สังเกตไดงาย นอกจากนี้ยังทําให
แอร ตูเย็น หรือวสั ดอุ ื่นๆ เชน ปูนซเี มนตหมดอายุเร็วขึน้ ผุกรอ นเร็วข้ึน เปน ตน

8. ฝนกรดจะทําลายทรัพยากรธรรมชาติ เชน ปู หอย กุง มีจํานวนลดลงหรือ
สูญพันธุไปไดเพราะฝนกรดท่ีเกิดจากแกสซัลเฟอรไดออกไซด และเกิดจากแกสไนโตรเจน
ออกไซด จะทําใหน ้าํ ในแมน ํา้ ทะเลสาบ มคี วามเปนกรดเพ่ิมข้นึ ถาเกดิ อยา งรนุ แรงจะทําใหสัตว
นํ้าดังกลาวตาย

170

กิจกรรมทายบทท่ี 8
สมการเคมแี ละปฏกิ ริ ยิ าเคมี

คําช้แี จง จงทาํ เคร่ืองหมาย X ลงในขอท่ถี กู ตอง

1. ขอใดเปนสารตั้งตน ในปฏิกริ ิยาการสงั เคราะหด วยแสง

ก. แกส CO2 และ C6H12O6

ข. แกส CO2 และ CO2 และ H2O
ค. แกส O2 และ C6H12O6

ง. แกส O2 และ H2O

2. ปฏิกริ ยิ าการสลายตัวของไฮโดรเจนเปอรออกไซด จะไดส ารใดเปน ผลติ ภัณฑ

ก. H2O2 ข. H2O ค. O2 ง. H2O และ O2

3. ขอใดไมใชเกณฑใ นการตดั สินใจวามีปฏิกริ ยิ าเคมเี กดิ ขน้ึ

ก. เกดิ ฟองแกส ข. เกดิ ตะกอน

ค. สีของสารละลายเปลี่ยนแปลง ง. เกิดการละลาย

4. ขอ ใดแสดงวา มีปฏิกริ ิยาเคมีเกิดขน้ึ

ก. การตมน้ํา ข. การละลายของนํา้ แข็ง

ค. การจุดธูป ง. การระเหดิ ของลกู เหมน็

5. สารเมื่อเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี จะมลี ักษณะในขอใด

ก. สผี ิดไปจากเดิม ข. มีสมบตั ิตา งไปจากสารตง้ั ตน

ค. สถานะเปล่ยี นไป ง. ไมมกี ารเปล่ยี นแปลง

171

6. ใครมีเหตผุ ลในการเลอื กใชส ารเคมไี ดอยางเหมาะสมทส่ี ุด

ก. แปงใชผงซกั ฟอกทําความสะอาดจาน

ข. แปว ใชผงซกั ฟอกทาํ ความสะอาดหองนาํ้

ค. ปานใชผงซกั ฟอกทําความสะอาดรถยนต

ง. ปว ใชผ งซักฟอกทําความสะอาดเส้ือผา ทส่ี กปรก

7. จงดลุ สมการเคมตี อไปนี้ N2 + 3H2

ก. N2 + H2 —-> NH3 ข. N2 + 3H2 —-> 2NH3
ค. N2 + 2H2 —-> NH3 ง. N2 + H2 —-> 3NH3

8. สารเคมชี นิดใดสามารถดบั ไฟปาได

ก. ผงฟู ข. สยี อมผม

ค. ยานาํ้ เดือด ง. แกส บวิ เทน

9. ขอ ใดไมใ ชผ ลกระทบทเี่ กดิ ขน้ึ จากฝนกรด

ก. ทาํ ใหน ํ้าเคม็ ขึน้

ข. ทาํ ใหดินสึกกรอน

ค. กัดกรอ นทาํ ลายโลหะ

ง. ทาํ ใหด นิ เปน กรดเพมิ่ ข้นึ

10. ขอ ใดไมใ ชป จจัยท่มี ผี ลตอ อตั ราการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี

ก. อุณหภูมิ ข. พ้ืนที่ผิว

ค. ความยดื หยนุ ง. ความเขมขน ของสารต้งั ตน

172

บทที่ 9
โปรตนี คารโบไฮเดรต และไขมัน

สาระสําคัญ
สิ่งมีชีวิตประกอบดวย ธาตุและสารประกอบ ธาตุเปนหนวยเล็กที่สุดของส่ิงมีชีวิต

โดยพบวาธาตุที่เปนองคประกอบของส่ิงมีชีวิตในปริมาณมาก คือ คารบอน ไฮโดรเจน และ
ออกซเิ จนซงึ่ รวมตัวกันเปน สารประกอบจาํ นวนมากในเซลล สารในเซลลข องสิง่ มชี ีวติ ท่ีมี
ธาตุคารบอนและไฮโดรเจนเปนองคประกอบ เรียกวา สารอินทรีย (Organic substance)
สวนสารประกอบในเซลลท่ีไมมีธาตุคารบอนเปนองคประกอบ เรียกวา สารอนินทรีย
(Inorganic substance)

สารอินทรีย (Organic substance) ท่ีพบในธรรมชาติทั้งหลายมีแหลงกําเนิดจาก
สิ่งมีชีวิตแทบท้ังสิ้น โมเลกุลของสารอินทรียเหลานี้มีตางๆกัน ตั้งแตขนาดเล็กโครงสรางแบบ
งายๆ จนถึงขนาดใหญมีโครงสารางเปนสายยาวๆ หรือขดตัวเปนรูปรางตางๆ โมเลกุลของ
สารอินทรียท่ีพบในส่ิงมีชีวิตท่ีจัดเปนสารชีวโมเลกุล (Biological molecule) และมี
ความสําคัญในกระบวนการทุกชนิดในสิ่งมีชีวิต ไดแก โปรตีน(Protein) คารโบไฮเดรต
(Carbohydrate) และไขมัน(Lipid)

ผลการเรียนรูท่ีคาดหวงั
1. อธบิ ายสมบตั ิ ชนดิ ประเภทการเกิด และประโยชนของโปรตนี ได
2. อธบิ ายสมบัติ ชนดิ ประเภทการเกิด และประโยชนของคารโบไฮเดรตได
3. อธบิ ายสมบตั ิ ชนดิ ประเภทการเกิด และประโยชนของไขมันได

ขอบขา ยเนื้อหา
เรื่องท่ี 1 โปรตีน
เรอื่ งที่ 2 คารโ บไฮเดรต
เรือ่ งท่ี 3 ไขมัน

173

บทที่ 9
โปรตีน คารโ บไฮเดรต และไขมัน

เรือ่ งท่ี 1 โปรตนี
โปรตีน (Protein) เปนสารประกอบท่ีมีคารบอน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O) และ

ไนโตรเจน (N) เปนสวนประกอบสําคัญ และนอกจากน้ีโปรตีนบางชนิดอาจประกอบดวยอะตอม
ของธาตุอ่ืนๆ อีกเชน กํามะถัน (S) เหล็ก (Fe) และฟอสฟอรัส (P) เปนตน โดยท่ัวไปในเซลลพืช
และเซลลส ตั ว มีโปรตีนอยไู มตํา่ กวารอ ยละ 50 ของน้าํ หนักแหง

โปรตนี สรางขน้ึ จากกรดอะมโิ นหลายๆ โมเลกุลมาเชื่อมตอกันเปนพอลิเมอรดวยพันธะ
เพปไทด (Peptide bond) โมเลกลุ ของโปรตนี อาจประกอบขึ้นดว ยพอลิเพปไทดเพียงสายเดียว
หรอื หลายสายเช่อื มโยงตอ กนั ก็ได

สมบตั ิของโปรตนี
1. การละลายนา้ํ ไมล ะลายนา้ํ บางชนดิ ละลายนาํ้ ไดเล็กนอย
2. ขนาดโมเลกุล และมวลโมเลกลุ ขนาดใหญมมี วลโมเลกุลมาก
3. สถานะ ของแข็ง
4. การเผาไหม เผาไหมม กี ล่ินไหม
5. ไฮโดรลิซสิ

6. การทําลายธรรมชาติ โปรตีนบางชนิดเม่ือไดรับความรอน หรือเปลี่ยนคา pH หรือ
เตมิ ตัวทาํ ลายอินทรียบ างชนดิ จะทาํ ใหเปล่ยี นโครงสรางจับเปน กอนตกตะกอน

174

ลักษณะโครงสรางของโปรตนี
โปรตีนประกอบดวยกรดอะมิโนมารวมกัน โดยใชพันธะเพปไทด (Peptide bond)

เปนตัวยดึ กรดอะมโิ น มสี ตู รทัว่ ไปคือ
H

R - C - COOH
NH2

- NH2 คอื หมูอะมโิ น (Amino group)
- COOH คือ หมูคารบ อกซิล (Carboxyl group)
- R คือ ไฮโดรคารบอน (Hydrocarbon) หรือหมูอ่ืนๆกรดอะมิโนตา งชนดิ กันจะแตกตางกัน
พันธะเพปไทด คอื พันธะโคเวเลนททีเ่ กิดขน้ึ ระหวาง C อะตอมในหมคู ารบอกซิล
ของกรดอะมิโน โมเลกุลหน่ึงยึดกับ N อะตอม ในหมูอะมิโน (-NH2) ของกรดอะมิโนอีกโมเลกุล
หนึ่ง

แผนภาพแสดงการยึดเกาะของโมเลกุลของกรดอะมโิ น
ทม่ี า (โครงสรางของกรดอะมิน. ออน-ไลน. 2552)

- สารทีป่ ระกอบดว ยกรดอะมิโน 2 โมเลกลุ เรยี กวา ไดเพปไทด
- สารทีป่ ระกอบดวยกรดอะมิโน 3 โมเลกุล เรียกวา ไตรเพปไทด
- สารที่ประกอบดวยกรดอะมิโนต้ังแต 100 โมเลกุลขึ้นไป เรียกวา พอลิเพปไทด น้ีวา
โปรตนี
ดังนั้นโปรตีนชนิดตางๆ จึงข้ึนอยูกับจํานวนและการเรียงตัวของกรดอะมิโน
กรดอะมิโนจะมีเพียง 20 ชนิด แตจํานวนและการเรยี งตัวทตี่ างกนั ของกรดอะมโิ น ทําใหจํานวน

175

โปรตีนในรางกายคน มีจํานวนมากถึง 1 แสนกวาชนิด โปรตีนแตละชนิดอาจประกอบไปดวย
สายพอลเิ พปไทด 1 สาย หรือหลายสายกไ็ ด แลวแตชนดิ ของโปรตีน เชนโมเลกลุ ของอินซูลินวัว
ประกอบดว ยสายพอลเิ พปไทด 2 สาย โมเลกุลของฮีโมโกลบิน ประกอบดวยสายพอลิเพปไทด
4 สาย

โครงสรางโมเลกุลของอนิ ซูลนิ โครงสรางโมเลกลุ ของฮโี มโกลบนิ

ท่มี า (โครงสรางโมเลกุลของอินซูลิน.ออน-ไลน. 2252) ทม่ี า (โครงสรางโมเลกุลของฮีโมโกลบนิ . ออน-ไลน. 2252)

การท่กี รดอะมิโนทั้ง 20 ชนิดตอกันอยางอิสระ ทําใหโปรตีนแตละชนิดมีลําดับจํานวน
ของกรดอะมโิ นแตกตางกนั และมีคณุ สมบัติแตกตางกันดวย

ชนดิ ของโปรตีน
โปรตนี สามารถแบงตามโครงสรา งและรปู รางของโมเลกุลได 3 กลมุ
1. โปรตนี อยางงาย (simple proteins)
2. โปรตีนเชงิ ซอ น (conjugated proteins)
3. อนุพนั ธโปรตีน (derived proteins)

176

ชนิดของโปรตนี : โปรตนี อยา งงาย (simple proteins)
- โปรตีนท่ีในโมเลกุลประกอบดวยกรดอะมิโนชนิดตางๆ มาเรียงตอกันดวยพันธะ

เพปไทด จํานวนหลายรอย หลายพันโมเลกลุ
- ภายหลงั การไฮโดรไลซดวยกรด ดา ง หรอื เอนไซมจะไดเปนกรดอะมโิ นชนิดตางๆ เทานน้ั
- แบงออกไดเปน 7 กลุมยอย ไดแก แอลบูมิน (albumins) โกลบูลิน (globulins)

กลูเตลิน(glutelins) โพรลามิน(prolamins) สเคิลโรโปรตีน(scleroproteins) ฮิสโตน
(histones) และ โปรตามิน (protamines)

ชนิดของโปรตนี : โปรตีนเชงิ ซอน (conjugated proteins)
 โปรตีนที่เกิดจากการที่โปรตีนอยางงาย รวมตัวกับสารประกอบอ่ืนที่ไมใชโปรตีน เชน
รวมกบั ลิพิด กรดนิวคลิอกิ และคารโ บไฮเดรต
 ตัวอยางของโปรตีนเชิงซอน เชน ฟอสโฟโปรตีน (phosphoproteins) ไลโพโปรตีน
(lipoproteins) นวิ คลโี อโปรตนี (nucleoproteins) ไกลโคโปรตนี (glycoproteins)
โครโมโปรตนี (chromoproteins) เมทอลโลโปรตีน (metalloproteins)

ชนดิ ของโปรตีน : อนุพนั ธโปรตีน (derived proteins)
 เปน โปรตีนที่ไดจากการยอยสลายโปรตีน 2 กลุม แรก ดวยเอนไซม หรือปฏิกิริยาทาง
เคมี เชน เจลาตนิ เปนอนุพันธข องโปรตีนทไ่ี ดจากคอลลาเจน
 Rennet-coagulated casein ไดจ ากการตกตะกอนโปรตนี ในน้ํานมดวยเอนไซมเรนเนต
 โปรตนี ทโี่ ครงสรา งเปล่ยี นแปลงจากจตุรภมู ิหรอื ตติยภมู ิเปนทุตยิ ภมู ิหรอื ปฐมภูมิ

ประเภทของโปรตนี
การแบง ประเภทของโปรตีนมเี กณฑในการแบง แตกตา งกนั ดงั นี้
1. เกณฑการแบง ตามหลักชวี เคมี แบง ได 3 ประเภท คอื

177

1.1 โปรตีนเชิงเด่ียว (Simple protein) เปนโปรตีนชนิดที่ไมซับซอนประกอบดวย
กรดอะมโิ นเพียงอยางเดียว ไมม ีสารอน่ื เจือปนอยู เชน

- serum albumin เปน โปรตนี ในน้าํ เลอื ด
- legumin เปน โปรตนี ในเมลด็ ถ่ัว
- myosin เปน โปรตีนในกลามเนือ้
- lactoglobulin เปนโปรตีนในขาวสาลี
1.2 โปรตีนเชิงประกอบ (Compound protein) เปนโปรตีนชนิดท่ีซับซอน
ประกอบดว ย กรดอะมิโน และมีสารอื่นปนอยูดวย เชน
-phosphoprotein เปนโปรตนี ทีม่ ีฟอสเฟตอยูดวย
- lipoprotein เปนโปรตนี ทมี่ ไี ขมนั รวมอยดู วยเชน ไขแดง เยอื่ หุมเซลล น้ํานม
-glucoprotein เปนโปรตนี ท่ีประกอบดว ยคารโ บไฮเดรต พบใน นา้ํ ลาย
1.3 อนุพันธของโปรตีน ( Derived Protein) เปนโปรตีนชนิดท่ีไดจากการสลายตัว
ของ โปรตีนเชิงเดี่ยวและโปรตีนเชิงประกอบ เชน myosan ไดจาก myosin
ซึ่งเปน โปรตนี เชิงเดยี่ วในกลา มเนอ้ื
2. เกณฑก ารแบง ตามหนาทีข่ องโปรตีน แบง ได 8 ประเภท คอื
2.1 โปรตีนท่ีทาํ หนาท่ีเปนโครงสราง (Struture protein) คือโปรตีนที่ทําหนาท่ีเปน
องคประกอบของโครงสรางของรางกาย เชน เย่ือหุมเซลลประกอบดวยโปรตีนฝงอยูในพื้นที่
ท่ีเปน ไขมัน ไรโบโซม เปนแหลง ทีม่ ีการสงั เคราะหโ ปรตนี ประกอบดวยโปรตีน 50% และ RNA
50% collagen ในกระดูกและเน้อื เยื่อเกย่ี วพนั
2.2 โปรตนี ทท่ี าํ หนาที่ขนสง (Transport protein) คือโปรตีนทําหนาที่ลําเลียงแกส
ออกซิเจน และคารบอนไดออกไซด เชน hemoglobin ในเม็ดเลือด ทําหนาท่ีนําออกซิเจนจาก
ปอดไปสง ทั่วรา งกาย transferrin ในซีรัม ทําหนา ที่ขนสง ธาตเุ หล็ก
2.3 โปรตีนท่ีทําหนาที่เปนเอนไซม (Enzyme protein) คือ โปรตีนท่ีทําหนาท่ี
เก่ียวกับการเรงปฏิกิริยาเคมีตางๆ ในรางกาย เชน catalase เปนเอนไซมที่เรงปฏิกิริยาการ
สลายตัวของ H2O2 lipase เปน เอนไซมข องปฏกิ ริ ิยาการสลายไขมัน

178

2.4 โปรตีนท่ีทําหนาที่เก่ียวกับเคลื่อนไหว (Contractile protein) คือ โปรตีนท่ีอยู
ในเซลลของกลามเน้อื คอื แอกทิน และไมโอซิน

2.5 โปรตีนที่ทําหนาที่เก็บสะสม ( Storage protein) คือ โปรตีนท่ีทําหนาที่สะสม
อาหาร เชน ovalbumin ในไขข าว casein และ lactoglobulin ในนา้ํ นม

2.6 โปรตีนทีท่ ําหนาที่สารพษิ (Toxin) คอื โปรตนี ที่ทําหนา ที่เปนสารมีพิษ พบทั้งใน
เช้อื โรค สตั ว และพืช เชน พษิ งู ซ่งึ ประกอบดวยเอนไซมท ่ยี อ ยพวกไขมนั

2.7 โปรตีนท่ีทําหนาท่ีปองกัน (Protective protein) คือ โปรตีนท่ีทําหนาท่ีเปน
ภูมิคุมกันโรคใหกับรางกาย เชน immunoglobulin เปนไกลโคโปรตีน ซ่ึงทําหนาที่กําจัดสาร
หรือเชอ้ื โรคที่ผา นเขาสรู า งกาย

2.8 โปรตีนที่ทําหนาท่ีควบคุม (Control protein) คือโปรตีนที่ทําหนาท่ีควบคุม
การทาํ งานของเซลลใ นรางกาย ไดแก พวกฮอรโมนตา งๆ เชน insulin เปนฮอรโมนที่ควบคุมเม
ตาบอลิซึมของกลูโคส parathormone เปนฮอรโมนที่ควบคุมระดับสมดุลของแคลเซียมและ
ฟอสฟอรัสในรางกาย growth hormone เปนฮอรโมนท่ีควบคุมและกระตุนการเจริญเติบโต
ของเนอ้ื เยอ่ื ตางๆในรางกาย

3. เกณฑการแบงตามหลักโภชนาการ สามารถแบง ได 2 ประเภท คือ

3.1 โปรตีนประเภทสมบูรณ (complete protein) คือโปรตีนที่มีกรดอะมิโน
ท่ีจําเปนตอรางกายครบทุกตัว สามารถนํามาสรางและซอมแซมสวนท่ีสึกหรอไดดี ไดแก
เน้ือสัตว ไข นม เปนตน

3.2 โปรตีนประเภทไมสมบูรณ (incomplete protein) คือโปรตีนที่มีกรด
อะมิโนชนิดจําเปนตอรางกายไมครบทุกตัว ซ่ึงรางกายนํามาสรางและซอมแซมสวนที่
สึกหรอไดไมดี สว นใหญเ ปน โปรตีนจากพืช

4. เกณฑก ารแบง ตามลักษณะโครงรูปทงั้ โมเลกลุ สามารถแบงได 2 ประเภท คอื

4.1 โปรตีนลักษณะแบบเสนใย (fibrous protein) เปนโปรตีนท่ีโมเลกุล
มีลักษณะเปนเสนยาว สายพอลิเมอรจะเรียงตัวเปนระเบียบมีความแข็งแรง เหนียว ยืดหยุน
ไดมาก และมักจะไมละลายนํ้า เชนโปรตีนในเสนผม โปรตีนในเสนขน โปรตีนในเสนเอ็น
โปรตีนในเขาสัตว โปรตีนในเสน ใหม เปน ตน

179

4.2 โปรตีนลักษณะเปนกอน (globular protein) เปนโปรตีนท่ีมีสายพอลิเพปไทด
พันไปมา และอัดกั นแนน ทํา ใหมีลักษ ณะเปนกอ น บางส วนของสา ยเพปไท ด
อาจทบกันอยางเปนระเบียบ หรือมีลักษณะเปนเกลียว หรือเปนแผน เชน โปรตีน
พวกเอนไซม โปรตีนพวกฮีโมโกลบิน โปรตีนพวกฮอรโมน โปรตีนท่ีอยูใกลกลามเน้ือ
เปนตน
การเกดิ โปรตนี (Protein)

- โปรตนี เกดิ จาก polypeptide ของ amino acid ที่ตอกันเปนลําดับเฉพาะตัวสําหรับ
โปรตีนแตล ะชนิด

- โปรตีนสามารถทํางานได ตอ งมรี ปู รา ง (conformation) ที่เปน ลักษณะเฉพาะตวั
- มนษุ ยม โี ปรตีนมากกวา 10,000 ชนดิ แตล ะชนดิ มโี ครงสรางและหนาท่แี ตกตา งกัน
Amino acid เปนสารอนิ ทรียที่มีหมู carboxylic และหมู amino ตอกับอะตอมคารบอนที่เปน
ศูนยกลาง อะตอมท่ีเปนศูนยกลางยังตอกับอะตอม hydrogen และหมู R group 1 หมูท่ี
แตกตา งกนั

- Amino acid แบงออกเปน กลมุ ตามคุณสมบตั ขิ อง R group
- R group ท่ีแตกตางกันนี้ ทําใหเกิด amino acid แตกตางกัน 20 ชนิด แตละชนิดมี
คุณสมบตั ทิ างเคมีและชวี วทิ ยาแตกตา งกัน

180

ความสาํ คัญและประโยชนของสารอาหารประเภทโปรตีนตอส่ิงมีชวี ติ
1. เปนสารอาหารที่ใหพลังงานแกรางกาย โดยโปรตีน 1 กรัม จะใหพลังงานประมาณ

4.1 กโิ ลแคลอรี ซ่ึงเทากับสารอาหารประเภทคารโ บไฮเดรต
2. เปนสวนประกอบของเซลล โดยเปนองคประกอบของเย่ือหุมเซลลและ

โพรโทพลาสซึมของเซลล
3. เปนโครงสรา งของผิวหนัง เสนผม และขน
4. ชวยในการเจริญเติบโต และซอมแซมสวนท่ีสึกหรอในรางกาย โดยรางกายจะนํา

โปรตนี ไปใชใ นการสรางเน้อื เยื่อใหม
5. ชวยในการหดตวั ของกลามเนื้อ ทาํ ใหส ่งิ มีชวี ติ สามารถเคลอ่ื นไหวได
6. เปนสารที่ทําหนาท่ีสําคัญตางๆ ในรางกาย เชน ทําหนาที่ในการลําเลียงออกซิเจน

และคารบอนไดออกไซด สรา งภมู ติ า นทานใหแ กรา งกาย ชวยกระตุนการเกิดปฏิกิริยาเคมีตางๆ
ในรา งกาย

7. สามารถเปล่ียนเปนคารโบไฮเดรต และไขมันได โดยพบวากรดอะมิโนชนิดหน่ึงอาจ
เปล่ียนแปลงไปเปนกรดอะมโิ นอ่ืนๆ ได

เร่อื งที่ 2 คารโบไฮเดรต
คารโบไฮเดรต (Cabohydrate) เปนสารประกอบอินทรียที่เปนแหลงใหพลังงานและ

คารบ อนทสี่ าํ คัญของสง่ิ มชี วี ติ เพ่อื นาํ ไปใชใ นการดํารงชวี ติ และสรางสารอื่นๆตอไป โมเลกุลของ
คารโบไฮเดรตประกอบดวยอะตอมของธาตุ คารบอน (C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O)
โดยมีอัตราสวนของอะตอมไฮโดรเจนตอออกซิเจน เทากับ 2:1 (H:O = 2:1) จํานวนและ
การเรียงตัวของอะตอมทั้งสามธาตุน้ีแตกตางกัน จึงทําใหคารโบไฮเดรตมีหลายชนิด เชน
นํา้ ตาลกลโู คส (C6H12O6) นาํ้ ตาลซูโครส(C12H22O11) แปง(C6H10O5)n

181

พืชสีเขียวสามารถสรางอาหารข้ึนได โดยกระบวนการสังเคราะหดวยแสง โดยใช
คารบอนไดออกไซดและนาํ้ เปนวตั ถดุ ิบในการผลติ กลโู คส นํ้าตาลอื่นๆ แปง เซลลูโลส และสาร
อื่นๆ คารโบไฮเดรตท่ีพบในพืช มักอยูในรูปของพอลิแซ็กคารไรด (Polysaccharides)
คารโ บไฮเดรตที่เรารูจักกนั ดี คือ นํา้ ตาลชนิดตา งๆ และแปง

นา้ํ ตาล มีรสหวานบางคร้ังเรยี กวา แซ็กคารไ รด (Saccharides) มีอยูทั่วไปทั้งในเนื้อเย่ือ
ของพืชและสัตว มนุษยและสัตวมีกลูโคสเปนน้ําตาลในเลือด มีไกลโคเจนสะสมเปนกลูโคส
สํารองไวใชในเน้ือเย่ือของตับและกลามเน้ือ คารโบไฮเดรตทั้งสองชนิดนี้ เปนสารท่ีเซลลจะ
นําไปสลายใหไ ดพ ลังงานที่จาํ เปนสาํ หรับการดํารงชวี ิต

สมบัตขิ องคารโบไฮเดรต
1. มสี ตู รท่ัวไปของคารโบไฮเดรต คือ (CH2O)n
ขอยกเวน คารโบไฮเดรต บางชนิด ไมมีสัดสวนเหมือนกันได เชน ดีออกซีไรโบส

(C5H10O4) สารบางอยางมสี ูตรท่วั ไปเปน (CH2O)n คลายคารโบไฮเดรต แตไมใชคารโบไฮเดรต
เชน กรดนา้ํ สม C2H4O2 กรดแลคติก C3H6O3

2. จัดเปนพวกโพลีไฮดรอกซีล
3. คารโ บไอเดรตสวนใหญประกอบไปดวยแปง และนํ้าตาล นํ้าตาลเปนคารโบไฮเดรต
โมเลกุลเล็ก มักเรียกลงทายชื่อดวย โอส (-ose) เชน กลูโคส (glucose) มอสโทส (motose)
แปง เปนคารโบไฮเดรตโมเลกุลใหญ ไดแ ก ไกลโคเจน (glycogen) เซลลูโลส (cellulose)
4. คารโบไฮเดรตในคน และสัตว สามารถสะสมในรางกายในรูปของไกลโคเจน สวน
ใหญเ กบ็ สะสมไวท่ตี ับ และกลา มเน้ือ
5. แปงสามารถเปล่ยี นเปน น้าํ ตาลได โดยใชเ อนไซมทีม่ ีอยูในน้ําลาย

182

ประเภทของคารโบไฮเดรต

คารโ บไฮเดรตแบง ออกเปน 3 พวกใหญๆ คือ

1. น้ําตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharides) เปนคารโบไฮเดรตที่มีขนาดเล็กที่สุด
เปนโมเลกุลสายเด่ียว ตอกันเปนลูกโซยาวไมแตกก่ิงหรือแขนง ประกอบดวยอะตอมของ
คารบอนตั้งแต 3 ถึง 7 อะตอม มีสูตรโครงสรางทั่วไป คือ (CH2O)n โดย n แสดงจํานวน
คารบอนอะตอมที่รูจักกันท่ัวๆไปเปนคารโบไฮเดรตท่ีมีคารบอน 6 อะตอม เชน กลูโคส
กาแลคโทส และฟรกั โตส โครงสราง ดังภาพ

กลูโคส กาแลคโทส ฟรักโตส

แสดงโครงสรางของน้ําตาลโมเลกุลเดยี่ ว
ทีม่ า (โครงสรางของนาํ้ ตาลโมเลกุลเดย่ี ว. ออน-ไลน. 2552)

น้ําตาลโมเลกุลเดี่ยวทค่ี วรรจู กั ไดแก
กลูโคส (glucose , C6H12O6) พบในผักและผลไมท่ัวไป จัดวาเปนน้ําตาลที่สําคัญ

เพราะน้ําตาลชนิดนี้เปนสารที่ละลายอยูในเสนเลือดและสามารถลําเลียงไปสูสวนตางๆของ
รางกายทนั ที เพื่อสรา งพลงั งานใหแกการทํางานของระบบตางๆของรา งกาย

ฟรักโตส (fructose , C6H12O6) พบในผลไม นํ้าผ้ึง สายรก น้ําอสุจิ(semen)
เปนนาํ้ ตาลทีม่ คี วามหวานมากกวา น้าํ ตาลชนิดอ่นื ๆ ในธรรมชาติ ละลายนาํ้ ไดดี

กาแลคโทส (galactose , C6H12O6) เปนน้ําตาลท่ีไมพบในธรรมชาติแตไดจากการ
สลายตัวของน้ําตาลแลคโทส (lactose) เมื่อน้ําตาลแลกโทสซึ่งเปนนาตาลในนมถูกยอยจะได

183

นํ้าตาลกาแลกโทส และกลูโคส เปนสวนประกอบสําคัญในไกลโคลิพิดของเนื้อเยื่อประสาท
น้าํ ตาลชนิดนีม้ ีความหวานนอยกวากลูโคส

ไรโบส (ribose , C5H10O5) เปนนํ้าตาลท่ีเปนสวนประกอบโครงสรางของกรดไรโบ
นิวคลิอิก หรือ RNA ซึ่งมีความสําคัญในกระบวนการสังเคราะหโปรตีน เปนสวนประกอบของ
สารพลงั งานสูง คอื ATP (adenosine triphosphate)

ดอี อกซไี รโบส (deoxyribose, C5H10O4 ) เปนนาํ้ ตาลที่เปนสวนประกอบโครงสรางของ
กรดดีออกซไี รโบนวิ คลีอิก (deoxyribonucleic acid หรือ DNA) ซึ่งเปนสวนประกอบท่ีสําคัญ
ในโครโมโซม โดยทําหนาท่ีควบคุมกิจกรรมตางๆของเซลล เชน การถายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรม

ไรบูโลส (ribulose, C5H10O5) เปนนํา้ ตาลทม่ี ีความสาํ คัญในกระบวนการสังเคราะหดวย
แสงของพชื โดยทาํ หนาทร่ี บั CO2 ในชวงปฏิกริ ยิ าทีไ่ มใชแ สง

2. โอลิโกแซ็กคาไรด (Oligosaccharides) เกิดจากนํ้าตาลโมเลกุลเดี่ยวตั้งแต 2-10
โมเลกุลมารวมกันดวยพันธะไกลโคซิดิก (glycosidic) มีสูตรทางเคมี คือ C12H22O11
โอลิโกแซ็กคาไรดท่ีพบมากที่สุดในธรรมชาติ คือ พวกไดแซ็กคาไรด (Disaccharides) หรือ
น้าํ ตาลโมเลกุลคู

น้ําตาลโมเลกุลคู เปนนํ้าตาลที่ประกอบดวยนํ้าตาลโมเลกุลเด่ียว 2 โมเลกุลมารวมกัน
ดวยพันธะโควาเลนท กลายเปนไดแซ็กคาไรด(นํ้าตาลโมเลกุลคู) 1 โมเลกุล โดยที่น้ําตาล
โมเลกุลเดีย่ วทีม่ ารวมกนั จะเปนโมเลกุลชนดิ เดียวกนั หรอื ตางชนดิ กไ็ ด

น้ําตาลโมเลกุลคูทพ่ี บมากทสี่ ดุ ในธรรมชาติ ไดแ ก

ซูโครส (sucose , C12H22O11) แตละโมเลกุลประกอบดวยกลูโคสและฟรักโตส
อยา งละ 1 โมเลกุล ซโู ครสมลี กั ษณะเปน ผลึกสขี าว ละลายนํ้าไดดี และมีรสหวาน พบในนาํ้ ออ ย
มะพราว ตาล ผลไมสุก หัวบีท โดยเฉพาะพบมากท่ีสุดในออย จึงอาจเรียกอีกอยางหน่ึงวา
น้าํ ตาลออย ซูโครสที่รูจักกันดีคือ นํ้าตาลหรือนาํ้ ตาลกรวด

184

แสดงโครงสรางของน้ําตาลซูโครส
ทีม่ า (โครงสรา งโมเลกลุ น้ําตาลซูโครส. ออน-ไลน. 2552)
แลคโตส (lactose,C12H22O11) เปนนํ้าตาลโมเลกุลคูซ่ึงแตละโมเลกุลประกอบดวย
กลโู คสและกาแลคโทสอยา งละ1โมเลกุล พบในนํ้านมของคนและสัตว หรืออาจพบในปสสาวะ
ของหญิงมคี รรภแ ตไม พบในพชื ดงั น้นั อาจเรยี กอีกอยางวา น้ําตาลนม (milk suger) ละลายน้ํา
ไดน อ ยกวา ซูโครส และมีความหวานนอ ยกวา

แสดงโครงสรางของนํ้าตาลแลกโทส
ทมี่ า (โครงสรา งโมเลกลุ แลกโทส ออน-ไลน. 2552)
มอสโทส (maltose,C12H22O11) เปนนํ้าตาลโมเลกุลคูซ่ึงแตละโมเลกุลประกอบดวย
กลูโคส 2 โมเลกุลมารวมตัวกัน เปนนํ้าตาลท่ีละลายน้ําไดดี แตความหวานไมมากนัก (มีความ
หวานเพยี ง 20% ของนํ้าตาลซูโครส) เปนนํ้าตาลท่ีพบในธัญพืช ไดแก ขาวมอลล แตไมพบใน
รปู อสิ ระในธรรมชาติ ไดจ ากการยอ ยสลายแปงและไกลโคเจน

185

แสดงโครงสรางของนา้ํ ตาลมอสโทส
ท่ีมา (โครงสรางนาํ้ ตาลมอสโทส ออน-ไลน. 2552)
เซลโลไบโอส (cellobiose,C12H22O11) เปนนํ้าตาลโมเลกุลท่ีไมมีรูปอิสระในธรรมชาติ
และไมเ ปนประโยชนตอคน ไดจากกการยอยสลายเซลลูโลส

แสดงโครงสรา งของเซลโลไบโอส
ทมี่ า (โครงสรางของเซลโลไบโอส ออน-ไลน. 2552)
3. พอลิแซ็กคารไรด หรือน้ําตาลโมเลกุลใหญ เกิดจากน้ําตาลโมเลกุลเดี่ยวหลาย ๆ
โมเลกุลมารวมกันตั้งแต 11 จนถึง 1,000 โมเลกุล ตอกันเปนสายยาวๆ บางชนิดเปนสายโซยาว
ตรง บางชนิดมีกิ่งกานแยกออกไป พอลิแซ็กคารไรด แตกตางกันที่ชนิด และจํานวนของน้ําตาล
โมเลกลุ เดย่ี วท่ีเปน องคป ระกอบพอลแิ ซ็กคารไ รดทพ่ี บมากท่สี ดุ ไดแ ก

186

แปง (starch) เปน พอลิแซ็กคาไรดท พี่ ชื สามารถสงั เคราะหได และสะสมในสวนตาง ๆ
ของพืชช้ันสูง เชน เมล็ด ราก ผล เปนตน โมเลกุลของแปงแตละโมเลกุลประกอบข้ึนดวย
โมเลกุลของกลูโคสตอกนั เปนสายยาว บางสวนแตกก่ิงกานสาขา

แสดงโครงสรา งโมเลกลุ ของแปง
ทม่ี า (โครงสรา งโมเลกุลของแปง ออน-ไลน. 2552)
ไกลโคเจน (glycogen) เปนพอลิแซกคารไรดที่สะสมในเซลลของกลามเนื้อลาย และ
เซลลตับ เพอ่ื ใชในเวลาทร่ี างกายขาดแคลนกลูโคส มีบทบาทที่สําคัญในการรักษาระดับน้ําตาล
ในเลอื ด โมเลกลุ ของ ไกลโคเจนประกอบดวย หนวยยอยที่เปนกลูโคสเรียงตัวเปนสายยาว ใน
รางกายหากมกี ลูโคสเหลือใช ในรางกายถาหากมีกลูโคสเหลือใช รางกายจะเปล่ียนไปเปนไกล
โคเจน แลว เกบ็ สะสมไวทตี่ บั กบั กลามเน้ือ
เซลลูโลส (cellulose) เปนพอลิแซกคารไรดท่ีเปนองคประกอบที่สําคัญของผนังเซลล
พืช โดยเปนสว นท่สี รา งความแขง็ แรงใหแ กเ ซลลพชื โมเลกุลของเซลลูโคสประกอบดวยโมเลกุล
ของกลูโคสจํานวนมากมาย ประมาณ 1,200-12,500 โมเลกุล แตมีการเรียงตัวของโมเลกุล
กลูโคสแตกตางจากโมเลกุลของแปง และเปนสารที่ไมละลายนํ้าเพราะโมเลกุลใหญมาก คน
สัตวเคี้ยวเอ้อื ง เชน วัว ควาย สามารถผลิตเอนไซมเซลลูเลสยอยเซลลูโคสเปนกลูโคสได
ไคทนิ (chitin) เปน พอลแิ ซกคารไ รดทีพ่ บในสตั วไมมีกระดูกสนั หลัง ไคทินจะเปนสวนที่
เปน เปลือกแข็งหมุ ตวั สัตว เชน กระดองปู เปลือกกุง เปนตน ไคทินไมละลายนํ้าและไมสามารถ
ยอยสลายดว ยน้ํายอ ยของรา งกาย
เฮปาริน (heparin) เปนพอลิแซกคารไรดท่ีพบในปอด ตับ มาม ผนังเสนเลือด
เฮปารนิ เปนสารทท่ี าํ ใหเ ลอื ดไมแขง็ ตวั

187

ลิกนิน (lignin) เปน พอลแิ ซกคารไรดที่พบในเน้ือเย่ือพืชมีความแข็งแรง โดยจะสะสม
ตามผนังเซลลพ ืช

เพกทนิ (pectin) เปนพอลิแซกคารไรดท่ีพบในผลไมมีลักษณะคลายวุน ประกอบดวย
โมเลกุลของกาแลคโทสหลายๆโมเลกุลมารวมกัน พบในผนังเซลลพืช เปลือกผลไมตางๆ เชน
สม มะนาว และยงั พบในสว นของรากและใบทเี่ ปนสีเขยี วของพืชดว ย

ความสาํ คญั และประโยชนของสารอาหารประเภทคารโ บไฮเดรตตอ สงิ่ มีชีวิต
1. เปนสารอาหารท่ีใหพลังงานแกเซลล เพ่ือทํากิจกรรมตางๆ และใหความอบอุนแก

รางกาย โดยคารโ บไฮเดรต 1 กรมั จะใหพลงั งานประมาณ 4.1 กิโลแคลอรี
2. สามารถนาํ ไปสังเคราะหเ ปน สารในรปู ไกลโคเจนเกบ็ สะสมไวท ่ีตบั และกลา มเน้ือ เพ่ือ

ใชในยามขาดแคลน การเก็บสะสมไวใ นรปู ไกลโคเจนมีปรมิ าณจาํ กัด จงึ มีการสะสมไวในรูปของ
ไขมนั ไวต ามสว นตา งๆของรางกายเกบ็ ไวใชยามขาดแคลน

3. โอลิโกแซกคารไรด และพอลิแซกคาไรด เปนสวนประกอบของเซลลและเปน
โครงสรา งของเซลล

4. ควบคุมเมตาบอลซิ ึมของไขมันและโปรตีนใหเปนปกติ โดยรางกายจะใชคารโบไฮเดรต
สําหรับนาํ ไปสรางพลงั งานกอน ถาไมพอจึงจะใชจากไขมัน และมีการปองกันไมใหมีการสลายตัว
ของไขมันในตับมาก เพราะหากไขมันในตับไมสามารถสลายตัวไดสมบูรณทําใหเกิดสารคีโตน
(ketone body) ซึ่งเปนพิษตอรา งกาย และถาหากขาดแคลนมากๆจึงมีการใชโปรตีน หากโปรตีน
ถกู นํามาสรางพลังงานจะมผี ลเสียตอ รา งกาย เนื่องจากบทบาทโปรตีนมีบทบาทสําคัญ เชน สราง
เอนไซม สรา งซอ มแซมสว นที่ สกึ หรอ สรางภูมิตานทานเช้อื โรค

5. เปน สาระสําคัญในการสรางสารบางชนิดในรางกาย เชน การสังเคราะห DNA RNA
และ ATP จะตอ งใชน า้ํ ตาล

6. ชวยกระตุนการทํางานของลําไสเล็ก ปองกันไมใหทองผูก เชน เซลลูโคสจะทําให
รา งกายมกี ากอาหาร

188

เรอื่ งท่ี 3 ไขมัน
ไขมนั ( Fats หรือ Lipid) เปนสารอินทรยี ท ไี่ มละลายน้ํา แตละลายไดดีในตัวทําละลาย

อนิ ทรีย เชน อีเทอร เบนซีน คลอโรฟอรม คารบอนเตตราคลอไรด อะซิโตน และแอลกอฮอล
ประกอบดวย คารบอน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O) แตอัตราสวนของธาตุเหลานี้ไม
เหมือนกับคารโบไฮเดรต (คารโบไฮเดรตอัตราสวนระหวาง H : O = 2 : 1) จํานวนออกซิเจน
จะมนี อ ย สว นจาํ นวนคารบอน และไฮโดรเจนน้ันมีตางๆกนั ตามชนิดของไขมนั นั้นๆ

ไขมันที่พบในธรรมชาติมักจะไมอยูในสภาพอิสระ แตจะปรากฏอยูกับสาร
ชีวโมเลกุลอื่นๆ ถาไขมัน (gyucolipid) ประกอบอยูกับโปรตีน เรียกวา ไลโปโปรตีน
(lipoprotein)
สมบัตขิ องไขมัน

1. ไขมนั และน้าํ มนั ไมละลายนา้ํ ละลายไดด ีในตวั ทาํ ลายทไ่ี มมีขัว้ เชน เฮกเซน
2. ไขมนั มคี วามหนาแนน ต่าํ กวา น้าํ แตมคี วามหนาแนนสงู กวา เอทานอล
3. ไขมนั และนํ้ามันเกิดกล่ินหืดได โดยนํ้ามันจะเกิดไดงายกวา เพราะเกิดปฏิกิริยากับ
O2 ไดง า ยกวา
4. ในกรณีท่ีมีคารบอนอะตอมเทากันการเผาไหมนํ้ามันจะมีเขมามากกวาการเผาไหม
ไขมัน
5. ไขมันมีลกั ษณะเปนของแข็งท่ีออ น แตน ้าํ มนั เปนของเหลว

ลกั ษณะโครงสรา งของไขมนั acid)แ ล ะ

ไขมันทุกชนิดมีสวนประกอบสําคัญ 2 สวน คือ กรดไขมัน(fatty
กลีเซอรอล (glycerol)

1. กรดไขมนั (fatty acid) มสี ูตรโมเลกลุ มสี ูตรท่ัวไป ดังน้ี

189

R คือ หมูไฮโดรคารบอนท่ีประกอบดวย C กับ H ซ่ึงมีจํานวนแตกตางกันไปตามชนิด
ของกรดไขมัน ดังนน้ั กรดไขมนั มอี ยูมากมายหลายชนิด แตล ะชนิดมจี าํ นวนอะตอมของคารบอน
และไฮโดรเจนใน R แตกตางกัน เชน

R ของกรดปาลม ติ ิก มี C 15 อะตอม และ H 31 อะตอม
R ของกรดไลโนเลอกิ มี C 17 อะตอม และ H 31 อะตอม

แสดงสตู รโครงสรางของกรดอะมิโนบางชนิด
ที่มา (palmitic acid structure. On-line 2009)

ถาพิจารณาจากความตองการของรางกาย สามารถแบงกรดไขมันออกเปน 2
ประเภท คือ

1. กรดไขมันท่ีจําเปนตอรางกาย (essential fatty acid) เปนกรดไขมันท่ีมีประโยชน
ตอรางกาย แตรางกายไมสามารถสังเคราะหไ ดเ อง จงึ จําเปนตองไดรับจากอาหารโดยตรง กรด
ไขมันน้ีมีมากในนํ้านมถ่ัวเหลือง นํ้ามันขาวโพด นํ้ามันดอกคําฝอย นํ้ามันรา ยกเวนนํ้ามัน
มะพรา วและนาํ้ มนั ปาลม

2. กรดไขมันท่ีไมจําเปนตอรางกาย (nonessential fatty acid) เปนกรดไขมันท่ี
รา งกายสามารถสังเคราะหข น้ึ ไดเ อง มีอยูในอาหารประเภทลิพิดท่วั ไป

ถา พิจารณาตามระดบั ความอม่ิ ตวั สามารถแบง เปน 2 ประเภทคือ
1. กรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid) เปนกรดไขมันที่อะตอมของคารบอนใน
โมเลกุลมีแตพันธะเด่ียว และไมสามารถรับอะตอมของไฮโดรเจนเขาไปในโมเลกุลไดอีก มีจุด
หลอมเหลวสูงกวากรดไขมันไมอ่ิมตัว พบมากในไขมันสัตว เนย น้ํามันจากสัตวและนํ้ามันพืช
บางชนิด เชน นํ้ามันมะพราว จากการศึกษาทางการแพทยพบวา หากรับประทานอาหารท่ี

190

ประกอบดว ยน้ํามันหรอื ไขมันที่กรดไขมันอิ่มตัวมากเกินไป อาจจะมีผลทําใหเกิดโรคหัวใจขาด
เลอื ดและไขมันอดุ ตนั ในเสนเลือดได

ภาพแสดงสูตรโครงสรางของกรดไขมนั อม่ิ ตัว
ท่มี า (saturated fatty acid. On-line 2009)
2. กรดไขมนั ไมอิม่ ตวั (unsaturated fatty acid) เปนกรดไขมันที่อะตอมของคารบอน
บางตวั มีพนั ธะคู (double bond) และสามารถรบั อะตอมของไฮโดรเจนไดอีก มีจุดหลอมเหลว
ต่ํา ละลายไดงาย กรดไขมันอ่ิมตัวท่ีมีมากที่สุดคือ กรดโอเลอิก (oleic acid) มีมากในน้ํามัน
มะกอก และน้าํ มันพืชทว่ั ไป เชน นํ้ามันถ่ัวเหลอื ง น้ํามันขา วโพด เปน ตน

ภาพแสดงสตู รโครงสรางของกรดไขมนั ไมอิ่มตัว
ท่ีมา (unsaturated fatty acid. On-line 2009)
2. กลีเซอรอล (glycerol) เปน แอลกอฮอรร ปู หนึ่ง มสี ูตรโครงสรา ง ดังนี้

191

ในการรวมกนั ของโมเลกลุ ของกลีเซอรอลกับแตละโมเลกุลของกรดไขมันน้ันจะไดนํ้า 1 โมเลกุล
และเรียกปฏิกิริยาน้ีวา ดีไฮเดชัน (dehydration) เชน เมื่อกลีเซอรอล 1 โมเลกุลรวมกับกรด
ไขมนั 3 โมเลกลุ จะเกดิ นา้ํ 3 โมเลกุล

กลเี ซอรอล 1 โมเลกลุ กรดไขมัน 3 โมเลกลุ ไขมัน 1 โมเลกลุ นํา้ 3 โมเลกลุ

ประเภทของไขมนั
ไขมันแบงออกตามลกั ษณะทางเคมีได 3 ประเภท คอื
1. ไขมนั ธรรมดา (simple lipid) เปนลิพิดทปี่ ระกอบข้ึนดวยกรดไขมันกับแอลกอฮอล

เกิดจากการรวมตัวระหวางกลีเซอรอล 1 โมเลกุลกับกรดไขมัน 1-3 โมเลกุล แลวแตชนิดของ
ไขมันแบง ออกเปน

1.1 ไขมัน (fat) อาจเรียกอีกอยางวา กลีเซอไรด (glyceride) ประกอบดวย
กลีเซอรอลกับกรดไขมันชนิดอ่ิมตัว (saturated fatty acid) เปนสวนใหญ (กรดไขมัน 3
โมเลกุล กับกลีเซอรอล 1 โมเลกลุ )

1.2 น้ํามนั (oil) ประกอบดวยกลีเซอรอลกับกรดไขมันชนิดไมอ่ิมตัว(unsaturated
fatty acid) เปนสว นใหญ (กรดไขมัน 3 โมเลกุล กับกลเี ซอรอล 1 โมเลกุล)

1.3 ไขหรือขผ้ี ้ึง (wax) ประกอบดวยกรดไขมนั กบั แอลกอฮอลท ่มี ีโมเลกุลใหญก วา
กลีเซอรอล และมีนํ้าหนักโมเลกลุ สงู กวา ดว ย

192

2. ไขมันเชงิ ประกอบ (compound lipid) ประกอบดวยไขมนั รวมกบั สารอนื่ ๆ เชน
2.1 ฟอสโฟลิพิด(phospholipid)หรือฟอสโฟกลีเซอไรด(phosphoglyceride)

เปนไขมันธรรมดาที่มีหมูฟอสเฟตเปนองคประกอบโดยเกิดจากการรวมตัวของกรดไขมัน
กลเี ซอรอล และหมูฟอสเฟต มโี ครงสรางคลายกบั ไขมนั และน้าํ มนั ตางกนั ทีม่ ีหมฟู อสเฟต
ไปแทนกรดไขมันอยูหนง่ึ โมเลกุล

ภาพแสดงสูตรโครงสรางของฟอสโฟลพิ ิด
ทม่ี า (phospholipid. On-line 2009)

ฟอสโฟลิพิดเปนสวนประกอบหลักของเยื่อหุมเซลล เน้ือเย่ือประสาท น้ําเลือด
ไขแ ดง โดยเฉพาะสวนของเยอื่ หุมเซลลจะมีการเรยี งตวั กนั เปน แผนบางๆ 2 ชั้นซอนกัน สวนหัว
ท่มี ีหมฟู อสเฟตอยูจะเปนบริเวณท่มี ปี ระจเุ มอ่ื อยูใ นตัวกลางทีเ่ ปน น้ํา สวนน้ีจะดึงดูดกับโมเลกุล
ของน้าํ เรยี กวา สว นท่ชี อบนาํ้ (hydrophibic part) สวนหางท่ีไมมีประจุจะแยกตัวออกจากน้ํา
เรยี กวา สว นทไ่ี มช อบน้ํา(hydrophobic part)

2.2 ไกลโคลิพิด (glycolipid) เปนลิพิดที่มีคารโบไฮเดรตเปนองคประกอบอยูดวย
เชน กาแลคโทลิพิด (galactolipid) มีน้ําตาลกาแลกโทสเปนองคประกอบ พบท่ีเยื่อหุมสมอง
เสน ประสาท และพบตามอวัยวะตางๆ เชน ตบั ไต มาม เปน ตน

2.3 ลิโปโปรตีน (lipoprotein) เปนลิพิดธรรมดาท่ีมีโปรตีนหรือกรดอะมิโนเปน
องคประกอบอยูดวย ลิโปโปรตีนเปนสวนประกอบสําคัญของเยื่อหุมเซลลและ
ในนาํ้ เลอื ด ทําหนา ทีล่ าํ เลียงลพิ ดิ ไปยังเซลลตางๆ ทัว่ รางกาย

193

ความสําคญั และประโยชนของสารอาหารประเภทไขมันตอสง่ิ มีชีวติ
1. เปน แหลงพลังงานท่สี าํ คญั ของรา งกาย โดยไขมัน 1 กรัม จะใหพลงั งานประมาณ 9.1

กโิ ลแคลอรี มากกวาสารอาหารประเภทคารโบไฮเดรตและโปรตนี (รา งกายตอ งการประมาณ
วันละ 40 กรัม)

2. ใหก รดไขมันทีจ่ ําเปน ตอรางกาย คอื กรดไลโนเลอิก (linoleic)
3. ไขมันในอาหารจะเปนตัวทําละลาย และชวยในการดูดซึมวิตามิน A,D,E,K เขาสู
รา งกาย
4. ไขมนั ทสี่ ะสมภายในรางกาย ชวยยึดอวยั วะภายในและปองกันการกระทบกระแทก
5. เปนฉนวนปองกันความรอน ไมใหสูญเสียออกจากรางกายโดยสะสมไวบริเวณใต
ผิวหนัง
6. เปนองคประกอบที่สําคัญของเย่ือหุมเซลล และเก่ียวของกับการควบคุมการ
เปล่ียนแปลงอณุ หภมู ิของเซลล
7. ควบคุมเมแทบอลิซึมของเซลล เปาหมายที่ถูกคุมโดยพวกสเตรอยดฮอรโมน เชน
เอสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน ซง่ึ เปน ฮอรโมนในเพศหญิง จะควบคุมเมตาบอลิซึมของเซลล
ภายในรงั ไขและมดลกู เปน ตน

194

กิจกรรมทายบทที่ 9
โปรตนี คารโ บไฮเดรต และไขมนั

คําชแ้ี จง จงทําเครอื่ งหมาย X ลงในขอทถ่ี กู ตอง
1. หนวยยอยทีโ่ มเลกลุ เล็กทส่ี ดุ ของโปรตีน คอื

ก. กรดคารบ อกซิลิก
ข. กรดอะมิโน
ค. อะมีน
ง. เปปไทด
2. สารอาหารในขอ ใด ท่ีใหพ ลงั งานแกร า งกายมากทีส่ ดุ
ก. โปรตีน
ข. ไขมนั
ค. เกลอื แร
ง. คารโบไฮเดรต
3. ในโปรตนี 1 กรมั จะใหพ ลังงานแกรางกายของเรา ประมาณก่ีกิโลแคลอรี
ก. 1 กโิ ลแคลอรี
ข. 2 กิโลแคลอรี
ค. 3 กิโลแคลอรี
ง. 4 กโิ ลแคลอรี
4. ขอใดกลา วถึงสารพวกคารโบไฮเดรตไดถ ูกตอง
ก. มรี สหวาน และละลายไดในน้ํา
ข. มสี ูตรโมเลกุลเปน (CHO)n
ค. เมื่อเผาผลาญจะใหพ ลังงานมากกวา ไขมนั ประมาณ 2 เทา
ง. เปนสารประกอบอัลดไี อดหรือคีโตนที่มหี มูไฮดรอกซลิ ตงั้ แต 2 หมขู ึ้นไป

195

5. ขอใดเปน คารโบไฮเดรตที่ไมล ะลายนํ้า และไมมีรสหวาน
ก. คีโตน (Ketose)
ข. มอโนแซก็ คาไรด (Monosaccharide)
ค. โอลโิ กแซก็ คาไรด (Oligosaccharide)
ง. พอลิแซ็กคาไรด (Polysaccharide)

6. สารอาหารประเภทไขมันประกอบดวยธาตุหลกั ดงั ขอใด
ก. C H N
ข. C H O
ค. C H O N
ง. C H O P

7. อาหารประเภทโปรตนี เมอื่ กนิ เขาไปแลว จะเกดิ การยอยจนถึงท่สี ุด จะไดสารใด
ก. กรดไขมัน
ข. กรดอะมิโน
ค. กลูโคส
ง. กลเี ซอรอล

8. เม่อื บรโิ ภคไขมนั เขา ไป รา งกายจะยอยสลายใหเ ปน ไปตามขอ ใด
ก. กรดไขมนั เพียงอยา งเดียว
ข. กรดไขมนั และกลเี ซอรอล
ค. กรดไขมนั และกรดอะมโิ น
ง. กรดไขมนั กรดอะมิโน และกลเี ซอรอล


Click to View FlipBook Version