The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ม.ปลายวิทยาศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookchon, 2022-07-30 03:48:04

ม.ปลายวิทยาศาสตร์

ม.ปลายวิทยาศาสตร์

46

และนา้ํ ออกสูภายนอกเซลล ทําใหส ามารถรกั ษาดุลยภาพของน้าํ ชว ยปองกันไมใหเซลลเตงหรือ
บวมมากจนเกินไป

สตั วรักษาดุลยภาพอุณหภูมอิ ยางไร

การรักษาดุลยภาพอุณหภูมิของสัตวแบงออกเปน 2 ประเภท ตามอุณหภูมิของ
รา งกาย ดงั นี้

1. สัตวเลอื ดเย็น คือ สตั วท ี่มีอณุ หภูมภิ ายในรา งกายไมคงท่ี เพราะจะเปลี่ยนแปลงไป
ตามอุณหภูมิของส่ิงแวดลอ มภายนอก

2. สัตวเลือดอุน คือ สัตวท่ีมีอุณหภูมิภายในรางกายคงท่ี ไมเปล่ียนแปลงไปตาม
อุณหภูมขิ องสงิ่ แวดลอม จะมกี ลไกการรักษาอุณหภมู ภิ ายในรางกาย ดงั นี้

2.1 การรักษาอุณหภูมิโดยอาศัยโครงสรางของรางกาย สัตวเลือดอุนจะมีการ
พัฒนาโครงสรางของผิวหนงั เพือ่ ปอ งกนั การสูญเสียความรอนของรางกายจากสภาวะแวดลอม
ที่มีอุณหภูมิตํ่า เชน การมีชั้นไขมันหนาอยูใตชั้นผิวหนัง การมีขนปกคลุมรางกาย หรือการมี
โครงสรางเพือ่ ลดความรอ นของรา งกาย จากสภาวะทมี่ อี ุณหภูมิสูง เชน มีตอมเหง่ือและรูขุมขน
ตามรา งกาย สําหรบั ระบายความรอน เปนตน

2.2 การรักษาอุณหภูมิโดยอาศัยการทํางานของระบบตาง ๆ ภายในรางกาย
เปนการตอบสนองตออุณหภูมิท่ีเกิดจากการทํางานรวมกันของระบบตาง ๆ ภายในรางกาย
โดยมีศนู ยก ลางการควบคมุ อุณหภมู ิอยูท ่สี มองสวนไฮโพทาลามัส ซึง่ กระบวนการทํางานภายใน
รางกาย เพื่อตอบสนองตอ อณุ หภมู ิจะมีลาํ ดบั ข้นั ตอนการทํางาน ดงั น้ี

2.2.1การรับรูความรูสึกหนาวหรือรอน จะเกิดขึ้นท่ีตัวรับรูการเปลี่ยนแปลง
ของอุณหภมู ิ ซงึ่ มี 2 ชนิด คอื ตัวรับความรูสกึ รอ น สามารถพบไดในผิวหนังทุกสวน จะพบมาก
ที่บริเวณฝามือและฝาเทา สวนตัวรับความรูสึกหนาว จะพบไดมากที่บริเวณเปลือกตาดานใน
และบรเิ วณเย่ือบใุ นชองปาก

2.2.2 การทํางานรวมกันของศูนยควบคุมในสมองสวนไฮโพทาลามัสจะรับ
สั ญ ญ า ณ ค ว า ม รู สึ ก จ า ก ตั ว รั บ รู ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ข อ ง อุ ณ ห ภู มิ ท่ั ว ร า ง ก า ย แ ล ว จั ด ก า ร
แปลขอมูล จากนั้นจึงสงกระแสประสาทไปสูอวยั วะหรอื ตวั แสดงการตอบสนองท่ีทําหนาท่ีปรับ

47

ระดับอุณหภูมใิ นรางกาย เพือ่ ใหเกดิ การเปล่ียนแปลงท่ีจะชวยปรับอุณหภูมิในรางกายใหอยูใน
ระดับทเี่ หมาะสม คือ ไมรอนและไมเย็นจนเกินไป

2.2.3 การแสดงการตอบสนอง เมื่อไดรับสัญญาณจากสมองแลว ตัวแสดง
การตอบสนองตาง ๆ ในรางกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เพ่ือชวยใหระดับอุณหภูมิในรางกาย
กลบั เขาสูสมดุล โดยลักษณะการตอบสนองเพ่ือรักษาระดับอุณหภูมิในรางกายอาจมีไดหลาย
ลกั ษณะ ดงั นี้

1.) กระบวนการเมแทบอลิซึม เปนการเผาผลาญสารอาหารใหเกิด
พลังงานความรอน โดยเมอ่ื รางกายมีอุณหภูมิลดต่ําลง สมองสวนไฮโพทาลามัสจะสงสัญญาณ
ไ ป ก ร ะ ตุ น อ วั ย ว ะ ท่ี ค ว บ คุ ม อั ต ร า เ ม แ ท บ อ ลิ ซึ ม ใ น ร า ง ก า ย เ พ่ื อ เ พ่ิ ม ก ร ะ บ ว น ก า ร
เมแทบอลิซึมใหมากข้ึน ทําใหอุณหภูมิรางกายสูงขึ้น แตหากรางกายมีอุณหภูมิสูง
สมองสวนไฮโพทาลามัสก็จะสงสัญญาณไปกระตุนอวัยวะตาง ๆ เพ่ือลดกระบวนการ
เมแทบอลซิ ึมในรา งกายใหล ดลงทําใหอ ณุ หภมู ริ า งกายลดลงดว ย

2.) เสนเลือด เมื่อรางกายมีอุณหภูมิสูง เสนเลือดจะขยายตัว
ทําใหมีการลําเลียงเลือดจากอวัยวะตาง ๆ ภายในรางกายไปยังผิวหนังดีขึ้น ความรอน
ในรางกายจึงถายเทออกสูภายนอกไดดีข้ึน ทําใหอุณหภูมิของรางกายลดลง แตถารางกาย
มีอุณหภูมิต่ํา เสนเลือดจะหดตัว ทําใหมีการลําเลียงเลือดไปยังผิวหนังนอยลง ความรอนใน
รา งกายจึงถายเทออกสูภายนอกไดน อยลง รา งกายจึงเก็บรกั ษาความรอนไวไ ด

3.) การหลั่งของเหงื่อ เปนการระบายความรอนไปพรอมกับหยดน้ํา
เหงอื่ ทาํ ใหอุณหภมู ริ า งกายลดลง

4.) การหดตัวของรูขุมขน การหดตวั ของกลามเน้ือโคนขน มีผลทําให
รขู ุมขนหดเลก็ ลง จงึ ชว ยลดการสูญเสยี ความรอนทางรูขมุ ขน ทําใหเกดิ การอาการขนลกุ

5.) การหดตัวของกลามเน้ือ ทําใหเกิดอาการส่ันจึงไดพลังงานความ
รอ นมาชดเชยความรอ นทสี่ ูญเสยี ไป

2.3 การรักษาอุณหภูมิโดยการปรับเปล่ียนพฤติกรรม ในกรณีที่เกิดการ
เปลยี่ นแปลงอุณหภูมขิ องสิ่งแวดลอมอยา งรนุ แรง การรกั ษาอุณหภูมิโดยโครงสรางของรางกาย
และการทํางานของระบบตาง ๆ ภายในรา งกายไมเพียงพอตอการรักษาอณุ หภูมิภายในรางกาย
สตั วต าง ๆ จงึ มีการปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมบางอยา ง เพือ่ ใหส ามารถใชสภาพแวดลอมเขามาชวย

48

ในการรักษาอุณหภูมิภายในรางกาย เชน การนอนแชนํ้า การอพยพไปยังพ้ืนที่ ท่ีมีอุณหภูมิ
เหมาะสมกวาการใสเส้อื กนั หนาวของมนุษย เปน ตน

การแบง เซลลของส่งิ มชี วี ติ มีกแี่ บบอะไรบา ง

การแบง เซลลของสง่ิ มชี วี ติ มี 2 แบบ ไดแ ก
1. การแบงเซลลแบบไมโทซิส (Mitosis) เปนการแบงเซลลเพื่อเพิ่มจํานวนเซลล

รางกาย (somatic cell) ในสิง่ มชี วี ติ หลายเซลล ทําใหมีการเจริญเติบโต และเปนการแบงเซลล
เพื่อการสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศในส่ิงมีชีวิตเซลลเดียวและหลายเซลล เซลลกอนการแบง
เซลลเรียก เซลลแม (mother cell) มีโครโมโซม (chromosome)เปนดิพลอยด (diploid)
หรือ 2n เม่ือเซลลแมแบงเซลลแบบไมโทซิสแลวไดเซลลลูก 2 เซลล (daughter cell)
โดยแตละเซลลมีโครโมโซม เปน 2n เทากบั เซลลแ ม

การแบง เซลลแ บบไมโทซิส มีระยะตา ง ๆ ดังน้ี

1.ระยะอินเตอรเฟส (interphase) เปนระยะท่ีเซลลมี
นวิ เคลยี สขนาดใหญ มีเมแทบอลซิ ึมสงู มีการจําลอง
โครโมโซมใหมเหมอื นเดิมทุกประการแนบชดิ ตดิ กบั
โครโมโซมเดิมเปนเสน บางๆมองเหน็ ไมชัดเจน

2. ระยะโพรเฟส (prophase) โครโมโซมหดตัวสนั้ และหนาขึ้น
ทาํ ใหเห็นชดั เจน โครโมโซมแตกออกจากกนั มีเซนโทรเมียรเ ปน
ปมเล็กๆ ยดึ ติดกนั เอาไว และโครโมโซมที่แนบชิดกนั เรยี ก โครมา
ทดิ เซนทริโอลแยกจากกนั ไปอยตู รงกันขา มหรอื ขัว้ เซลล มเี สนใย
สปนเดิล ยึดท่ี เซนโทเมียร ของโครโมโซมและขัว้ เซลล ปลาย
ระยะนเ้ี ห็นโครโมโซมแยกเปน 2 โครมาทดิ อยางชดั เจนแตท ี่
เซนโทรเมยี รยดึ ไวยงั ไมห ลดุ จากกนั เยอ่ื หุมนิวเคลียสและ
นิวคลโี อลสั คอ ยๆ สลายไป

49

3. ระยะเมทาเฟส (metaphase) ระยะนเ้ี ยอ่ื หมุ นวิ เคลียส และ
นิวคลีโอลสั สลายไปหมดแลว โครโมโซมทั้งหมดจะมาเรียงตัวกัน
อยูกลางเซลลแตละโครโมโซมมี 2 โครมาทิด ระยะน้ีเซนโทร
เมยี รเ ริม่ แยกออกแตยงั ไมหลุดออกจากกัน

4. ระยะแอนาเฟส (anaphase) เสนใยสปนเดิลหดตัว และดึง
เซนโทรเมียรใหโครมาทิดท่ีอยูเปนคูแยกออกจากกันไปยังข้ัว
เซลลตรงกันขาม

5. ระยะเทโลเฟส (telophase) มีกลุมโครมาทดิ ทแ่ี ยกออกจาก
กนั แลว อยูขั้วเซลลท้งั สองขา งเกดิ เยือ่ หุมนวิ เคลียสลอมรอบโคร
มาทิดท้ัง 2 กลุม และเกิดนิวคลีโอลัสใน 2 กลุมนั้นดวย โครมา
ทิดในระยะนี้ คือ โครโมโซม ดังนั้นในระยะนี้แตละเซลลมี 2
นิวเคลียส แตล ะนวิ เคลียสมโี ครโมโซม เปน 2n เทา เซลลเ ดมิ ถือ
วา เปน การเสรจ็ สิ้นการแบงนวิ เคลยี ส

2. การแบงเซลลแ บบไมโอซิส (Meiosis)
ไมโอซิสเปนการแบงนิวเคลียสของเซลลท่ีเจริญเปนเซลลสืบพันธุทั้งในเซลลพืชและ
เซลลสัตวมีการ เปลี่ยนแปลง 2 ครงั้ ตดิ ตอกันหลังจากแบงเซลลเสร็จแลวไดเซลลใหม 4 เซลล
แตละเซลลมีโครโมโซมเพียงคร่ึงหน่ึงของเซลลแม โครโมโซมของเซลลใหมแตละเซลลจึงเปน
แฮพลอยด (haploid) หรือ n โครโมโซม คอื มโี ครโมโซมเพยี งชดุ เดียวเทา นนั้ เปนการแบงเซลล
เพ่ือสรางเซลลสืบพันธุการแบงเซลลแบบไมโอซิสครั้งแรกและครั้งท่ีสอง ประกอบดวยระยะ
ตา งๆ ดังน้ี

50

ก. การแบงเซลลแบบไมโอซสิ คร้งั ท่ี 1 (meiosis I) มีระยะตา งๆ ดงั น้ี

1. ระยะอนิ เตอรเฟส I (interphase I)
การเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดขึน้ ในระยะนม้ี กี ารเตรียม
สารตางๆ เชน โปรตีน เอนไซม เพอื่ ใชในระยะ
ตอไป จึงมเี มแทบอลิซึมสูง มีนวิ เคลยี สใหญ มกี าร
จาํ ลองโครโมโซมใหมแนบชิดกบั โครโมโซมเดิม
และเหมอื นเดิมทกุ ประการ โครโมโซมเปน เสน บาง
ยาวๆ พันกันเปน กลมุ รา งแห

2.ระยะโพรเฟส I (prophase I) ใชเ วลานาน
และซบั ซอ นมากทสี่ ดุ มเี หตกุ ารณท ส่ี ําคญั คอื

1.) โครโมโซมหดสัน้ เปนแทงหนาขนึ้
2.) โครโมโซมคเู หมือน (homologous
chromosome) มาจบั คกู ันเปน คๆู แนบชดิ กนั
เรียกไซแนพซสิ (synapsis) คขู องโครโมโซมแตละ
คูเรียก ไบวาเลนท(bivalant) แตล ะโครโมโซมที่
เขา คูก ัน มี 2 โครมาทิด มเี ซนโทรเมียรยึดไว
ดงั นัน้ 1 ไบวาเลนทมี 4 โครมาทิด

3.) โครมาทิดทแี่ นบชิดกนั เกดิ มีการไขวก นั
เรยี ก การไขวเ ปลย่ี น (crossing over) ตาํ แหนง
ที่ไขวท ับกันเรียกไคแอสมา (chiasma)

4.) เซนทริโอแยกไปยงั ขั้วเซลลท ้ัง 2 ขา ง
5.) มเี สนใยสปน เดลิ ยดึ เซนโทรเมียรข อง

แตล ะโครโมโซม กับข้วั เซลล
6.) โครโมโซมหดตัวสนั้ และหนามากข้ึน

เย่ือหมุ นวิ เคลยี สและนิวคลโี อลสั คอยๆ สลายไป

3.ระยะเมทาเฟส I (mataphase I) แตละ

ไบวาเลนท ของโครโมโซม มาเรยี งอยูกลางเซลล
เย่อื หมุ นวิ เคลียสและ นิวคลโี อลสั สลายไป
หมดแลว

51

4.ระยะแอนาเฟส I (anaphase I) โครโมโซมคู
เหมอื น ท่ีจบั คกู นั ถกู แรงดึงจากเสนใยสปน เดลิ
ใหแ ยกตวั ออกจากกนั ไปยังขว้ั เซลลท อี่ ยตู รงขา ม
การแยกนั้นแยกไปทง้ั โครโมโซมทม่ี ี 2 โครมาทิด
และการแยกโครโมโซมน้ี มผี ลทาํ ใหก ารสลบั
ชิน้ สว นของโครมาทิดตรงบรเิ วณ ที่มกี ารไขว
เปลี่ยนชว ยทาํ ใหเ กดิ การแปรผนั (variation)
ของลักษณะตาง ๆ ของสง่ิ มีชีวติ ซึง่ มปี ระโยชน
ในแงว ิวัฒนาการจากการแยกกันของโครโมโซม
ไปยัง ขวั้ เซลลแ ตล ะขางมีโครโมโซมเหลอื เพยี ง
คร่งึ หนง่ึ ของเซลลเ ดมิ
5.ระยะเทโลเฟส I (telophase I) ในระยะนจ้ี ะมี
โครโมโซม 2 กลมุ แตล ะกลมุ จะมจี าํ นวนโครโมโซม
เพียงครง่ึ หนง่ึ ของเซลลเ ดิม แตล ะเซลลมีโครโมโซม
เปนแฮพลอยด

ข. การแบง แบบไมโอซสิ ครง้ั ที่ 2 (meiosis II) มรี ะยะตางๆ ดงั น้ี
ไมโอซิสครั้งท่ี 2 เกิดตอ เน่อื งไปเลยไมมพี กั และผานระยะอินเทอรเฟสไป ไมมีการจําลอง
โครโมโซมใหมอกี เริม่ มกี ารเปล่ยี นแปลงดังน้ี

1.ระยะโพรเฟส II (prophase II) แตล ะ
โครโมโซมในนวิ เคลยี ส แยกเปน 2 โครมาทดิ
มเี ซนโทรเมียรยึดไว เซนทรโิ อลแยกออกไป
ข้วั เซลลท ัง้ 2 ขาง มเี สนใยสปน เดลิ ยึดเซนโทร-
เมยี รก บั ขั้วเซลล เยื่อหมุ นวิ เคลยี สและนวิ คลีโอลสั
สลายไป

2.ระยะเมทาเฟส II (metaphase II) โครโมโซม
ท้ังหมดมารวมอยกู ลางเซลล

52

3.ระยะแอนาเฟส II (anaphase II) เสนใยสปน
เดิลหดตัวส้ันเขาและดึงใหโครมาทิดของแตละ
โครโมโซมแยกออกจากกนั ไปข้ัวเซลลตรงกนั ขาม

4.ระยะเทโลเฟส II (terophase II) เกิดนิวคล-ี
โอลสั เยอื่ หมุ นวิ เคลียสลอ มรอบโครมาทดิ กลมุ
ใหญ แตล ะโครมาทดิ กค็ อื โครโมโซม นัน้ เอง
เมือ่ จบการแบง เซลลในระยะเทโลเฟส 2 แลวได
เซลลใ หม 4 เซลล แตละเซลลม โี ครโมโซมเปน
แฮพลอยด( n )

การแบงเซลลแ บบไมโทซิสและไมโอซิสแตกตางกนั อยา งไร

ตารางแสดงความแตกตางระหวางการแบงเซลลแบบไมโทซิสและไมโอซิส

การแบง เซลลแ บบไมโทซิส การแบง เซลลแบบไมโอซสิ

1. โดยทั่วไป เปนการแบงเซลลข องรา งกาย เพอื่ เพมิ่ จํานวน 1. โดยท่วั ไปเปน การแบง เซลล เพอ่ื สรา งเซลลส บื พันธุ

เซลล เพอ่ื การเจรญิ เตบิ โต หรอื การสบื พนั ธใุ นส่งิ มีชวี ติ

เซลลเ ดยี ว

2. เรม่ิ จากเซลล 1 เซลล แบง คร้งั เดียวไดเซลลใหม 2 เซลล 2. เริม่ จาก 1 เซลล แบง 2 ครงั้ ไดเซลลใหม 4 เซลล

3. เซลลใ หมท่ีเกดิ ข้นึ 2 เซลล สามารถแบง ตวั แบบไมโทซสิ 3. 3.เซลลใหมท เี่ กดิ ขึน้ 4 เซลล ไมส ามารถแบง ตัวแบบไมโอซสิ

ไดอกี ไดอ ีก แตอาจแบงตวั แบบไมโทซสิ ได

4. การแบงแบบไมโทซสิ จะเร่ิมเกิดขนึ้ ต้ังแต ระยะไซโกต 4. สวนใหญจะแบง ไมโอซสิ เมอื่ อวัยวะสืบพันธเุ จริญเตม็ ทแี่ ลว

และสบื เนอื่ งกันไปตลอดชวี ิต

5. จํานวนโครโมโซม หลังการแบง จะ 5. จาํ นวนโครโมโซม จะลดลงครงึ่ หนงึ่ ของเซลลเดมิ (n)

เทาเดมิ (2n)

6. ไมมีไซแนปซสิ ไมมไี คแอสมา และไมม ี ครอสซงิ โอเวอร 6. เกดิ ไซแนปซสิ ไคแอสมา และมักเกิด ครอสซิงโอเวอร

7. ลกั ษณะของสารพนั ธุกรรม (DNA) และโครโมโซมใน 7. ลกั ษณะของสารพันธุกรรม และโครโมโซมในเซลลใหม

เซลลใหม ท้ังสองจะเหมอื นกนั ทกุ ประการ อาจเปลี่ยนแปลง และแตกตางกนั ถาเกิดครอสซิงโอเวอร

53

กจิ กรรมทายบทท่ี 3

1. โครงสรา งใดทที่ าํ หนา ท่ีสรา งพลังงานใหแกเซลล

ก. กอลจบิ อดี ข. ไรโบโซม

ค. ไมโทคอนเดรีย ง. แวควิ โอล

2. โครงสรา งใดทเ่ี ปนแหลง สะสมสารตา งๆซ่ึงในเซลลจ ะมขี นาดตามอายขุ องเซลล

ก. กอลจบิ อดี ข. ไรโบโซม

ค. ไมโทคอนเดรยี ง. แวคิวโอล

3. โครงสรางกอลจบิ อดมี หี นา ที่ทาํ อะไร

ก. เปนแหลง สะสมสารตา งๆซ่งึ ในเซลลจ ะมีขนาดตามอายุของเซลล

ข. สรา งพลังงานใหแ กเ ซลล

ค. สะสมโปรตีนเพอื่ สงออกนอกเซลล

ง. พบทั้งในเซลลพซื และสตั ว

4. โครงสรางใดทีพ่ บทง้ั ในเซลลพ ซื และสัตว

ก. กอลจิบอดี ข. ไรโบโซม

ค. ไมโทคอนเดรยี ง. แวคิวโอล

5. พซื รักษาสมดลุ ยภาพของน้ําอยา งไร

ก. การคายนํ้า ข. การดดู นํา้

ค. ถกู ทง้ั ขอ ก.และ ข. ง. ผดิ ท้ังขอ ก.และ ข.

54

6. ขอ ดีจากการคายนํ้าของพืซ
ก. ชวยใหพ ืซมอี ุณหภมู ิลดลง 2-3 องศา
ข. ชว ยใหพืซดูดน้าํ และแรธาตเุ ขา สูรากได
ค. ชว ยใหพซื ลาํ เลียงนํา้ และแรธ าตไุ ปตามสวนตา งๆของพืซได
ง. ถกู ตองขอ

7. อวยั วะใดของสัตวท่ีสําคญั ในการรักษาดลุ ยภาพของนํา้ และสารตางๆในรา งกาย

ก. หัวใจ ข. ปอด

ข. ตบั ง. ไต

8. มนุษยม ีการรักษาสมดลุ ยภาพของกรด-เบส ในรา งกายอยา งไร

ก. การเพมิ่ หรือลดอัตราการหายใจ ข. ระบบบฟั เฟอร

ค. การควบคมุ กรดและเบสไต ง. ถูกทุกขอ

9. การรกั ษาดุลยภาพอณุ หภูมขิ องสตั วแ บง ออกเปน ก่ีประเภท

ก. 2 ประเภท ข. 3 ประเภท ค. 4 ประเภท ง. 5 ประเภท

10. การแบง เซลลของส่งิ มีชีวิตมกี ่ีแบบ

ก. 2 แบบ ข. 3 แบบ ค. 4 แบบ ง. 5 แบบ

55

บทท่ี 4
พันธุกรรมและความหลากหลายทางชวี ภาพ
สาระสาํ คญั
ส่ิงมีชีวิตยอมมีลักษณะเฉพาะของแตละสปชีส ส่ิงมีชีวิตสปชีสเดียวกันยอมมีความ
แตกตางกันนอยกวาส่ิงมีชีวิตตางสปชีส ความแตกตางเหลาน้ีเปนผลจากพันธุกรรมท่ีตางกัน
สิ่งมชี วี ิตชนดิ เดียวกนั จะมลี ักษณะคลา ยกนั ซ่งึ ความแตกตางเหลาน้ี กอ ใหเ กิดความหลากหลาย
ของส่ิงมีชีวติ หรอื ความหลากหลายทางชีวภาพ

ผลการเรียนรทู คี่ าดหวัง
1. อธิบายกระบวนการถา ยทอดทางพันธกุ รรม การแปรผันทางพนั ธุกรรม การผา เหลา และการ
เกดิ ความหลากหลายทางชวี ภาพ
2. อธิบายลกั ษณะทางพนั ธุกรรมได
3. อธิบายความหลากหลายทางชีวภาพและการจดั หมวดหมสู ่ิงมีชวี ติ ได

ขอบขายเนอื้ หา
เร่ืองท่ี 1 การถา ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม
เร่อื งที่ 2 ความหลากหลายทางชวี ภาพ

56

บทท่ี 4
พันธุกรรมและความหลากหลายทางชวี ภาพ

การถายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
เรือ่ งท่ี 1 ลักษณะทางพันธุกรรม

ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม หมายถึง ลกั ษณะของส่ิงมชี ีวิตที่สามารถถายทอดไปยังรนุ ตอไป
ได โดยผานทางเซลล ลักษณะทางพันธุกรรม ไดแก ลักษณะสีนัยนตา สีผม สีผิว ความสูง
นาํ้ หนกั ตัว สติปญ ญา สขี องดอกไม ความถนดั ฯลฯ

ลกู แมวไดร ับการถา ยทอดพันธุกรรมจากพอแม ผลไมช นิดตา งๆ

ส่ิงมีชีวิตชนิดเดียวกันยังมีลักษณะที่แตกตางกัน เชน คนมีรูปรางหนาตา กิริยาทาทาง
เสียงพูดไมเหมือนกัน เราจึงบอกไดวาเปนใคร แมวาจะเปนฝาแฝดรวมไขท่ีคลายกันมาก
เม่ือพิจารณาจรงิ ๆแลว จะไมเ หมือนกันลักษณะของส่ิงมีชีวิต เชน รูปราง สีผิว สีและกลิ่นของ
ดอกไม รสชาติของผลไม ลักษณะเหลาน้ีสามารถมองเห็นและสังเกตไดงายแตลักษณะของ
ส่ิงมีชีวิตบางอยางสังเกตไดยาก ตองใชวิธีซับซอนในการสังเกต เชน หมูเลือด สติปญญา
เปนตน

การถา ยทอดทางพนั ธุกรรม

57

ความแปรผนั ของลักษณะทางพนั ธุกรรม (genetic variation)
ความแปรผันของลกั ษณะทางพนั ธุกรรม (genetic variation) หมายถงึ ลักษณะ
ที่แตกตางกัน เนื่องจากพันธุกรรมที่ไมเหมือนกัน และสามารถถายทอดไปสูรุนลูกได โดยลูก
จะไดรับการถา ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรมมาจากพอ ครึง่ หนง่ึ และไดรบั จากแมอ ีกครึง่ หนงึ่
ความแปรผนั ของลกั ษณะทางพันธกุ รรม แบงออกเปน 2 แบบ คอื
1. ลักษณะที่มคี วามแปรผนั แบบตอ เนอ่ื ง (continuous variation) เปนลักษณะทางพนั ธกุ รรม
ท่ไี มส ามารถแยกความแตกตางไดช ัดเจน เชน ความสงู นํ้าหนัก โครงรา ง สผี ิว เปน ตน
2. ลักษณะท่ีมีความแปรผันแบบไมตอเน่ือง (discontinuous variation) เปนลักษณะทาง
พันธุกรรมที่สามารถแยกความแตกตางไดชัดเจน เชน ลักษณะหมูเลือด ลักษณะเสนผม
ความถนัดของมอื จํานวนชั้นของหนงั ตา เปน ตน

รูปภาพลกั ษณะการแปรผันตอ เนื่อง รูปภาพลกั ษณะการแปรผนั ไมตอเนอ่ื ง

การศึกษาการถา ยทอดลกั ษณะทางพันธศุ าสตร
เกรเกอร เมนเดล ( Gregor Mendel ) "บิดาแหงวิชาพันธุศาสตร" เปนบาทหลวงชาว

ออสเตรีย ไดศึกษาการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมลักษณะภายนอกของถ่ัวลันเตา
แตเมนเดลไดเ ลอื กศกึ ษาเพยี ง 7 ลักษณะ โดยแตล ะลักษณะนน้ั มคี วามแตกตางกันอยางชัดเจน
เชน ตนสูงกับตนเตี้ย ลักษณะเมล็ดกลมกับเมล็ดขรุขระถ่ัวท่ีเมนเดลนํามาใชเปนพอพันธุและ
แมพันธุนั้นเปนพันธแทท้ังคู โดยการนําตนถ่ัวลันเตาแตละสายพันธุมาปลูกและผสมภายใน

58

ดอกเดียวกัน เมื่อตนถั่วลันเตาออกฝก นําเมล็ดแกไปปลูกจากน้ันรอจนกระท่ัง ตนถ่ัวลันเตา
เจริญเติบโต จึงคัดเลือกตนท่ีมีลักษณะเหมือนพอแมนํามาผสมพันธุตอไปดวย วิธีการ
เชนเดียวกับครั้งแรกทําเชนน้ีตอไปอีกหลาย ๆ รุน จนไดเปนตนถ่ัวลันเตาพันธุแทมีลักษณะ
เหมือนพอ แมท ุกประการ

จากการผสมพนั ธรุ ะหวางตนถ่ัวลันเตาทม่ี ีลักษณะแตกตา งกนั 7 ลักษณะ เมนเดล

ไดผลการทดลองดงั ตาราง
ตารางแสดงผลการทดลองของเมนเดล

ลักษณะของพอแมท ีใ่ ช ผสม ลักษณะทป่ี รากฏ
เมลด็ กลม X เมล็ดขรุ ะ
ลกู รนุ ที่ 1 ลูกรนุ ท่ี 2

เมลด็ กลมทุกตน เมลด็ กลม 5,474 เมลด็
เมล็ดขรุขระ 1,850 เมลด็

เมลด็ สีเหลอื ง X เมล็ดสีเขียว เมลด็ สีเหลอื งทุกตน เมล็ดสีเหลือง 6,022 ตน
เมลด็ สีเขียว 2,001 ตน

ฝกั อวบ X ฝกั แฟบ ฝักอวบทกุ ตน ฝกั อวบ 882 ตน
ลกั ษณะของพอแมที่ใชผสม ลกู รนุ ท่ี 1 ฝักแฟบ 229 ตน
ลักษณะทป่ี รากฏ

ลกู รุน ท่ี 2

ฝักสีเขียว X ฝกั สีเหลือง ฝกั สีเขียวทกุ ตน ฝักสีเขยี ว 428 ตน
ดอกเกิดที่ลาํ ตน X ดอกเกิดท่ยี อด ดอกเกดิ ท่ลี ําตน ทุกตน ฝกั สีเหลือง 152 ตน
ดอกเกดิ ท่ีลาํ ตน 651 ตน
ดอกสีมวง X ดอกสีขาว ดอกสีมว งทกุ ตน ดอกเกิดท่ีเกดิ ยอด 207 ตน
ตน สูง X ตนเตยี้ ตนสูงทกุ ตน ดอกสีมว ง 705 ตน
ดอกสีขาว 224 ตน
ตน สูง 787 ตน
ตน เเตยี 277 ตน

X หมายถงึ การผสมพนั ธุ

เมนเดลเรียกลักษณะตาง ๆ ที่ปรากฏในลูกรุนท่ี 1 เชน เมล็ดกลมตนสูง เรียกวา
ลักษณะเดน (dominance) สวนลักษณะท่ีไมปรากฏในรุนลูกที่ 1 แตกลับปรากฏในรุนท่ี 2
เชน เมล็ดขรุขระ ลักษณะตนเตีย้ เรยี กวา ลักษณะดอย (recessive)

59

จากสัญลกั ษณต ัวอักษรภาษาองั กฤษ (TT แทนตนสงู , tt แทนตน เต้ีย) แทนยีนท่ีกําหนด
เขียนแผนภาพแสดงยีนท่ีควบคุมลักษณะ และผลของการถายทอดลักษณะในการผสมพันธุ
ระหวางถั่วลันเตาตนสูงกับถั่วลันเตาตนเต้ีย และการผสมพันธุระหวางลูกรุนท่ี 1 ได
ดงั แผนภาพ

พอ แม

เซลลส บื พนั ธเุ พศผู เซลลส บื พันธเุ พศเมีย
ลกู รนุ ที่ 1

ผลของการผสมพันธรุ ะหวา งถั่วลันเตาตน สงู กบั ถ่วั ลนั เตาตน เตีย้
ในลูกรุนที่ 1 เม่ือยีน T ที่ควบคุมลักษณะตนสูงซ่ึงเปนลักษณะเดน เขาคูกับยีน t

ที่ควบคมุ ลกั ษณะตนเตย้ี ซึง่ เปนลักษณะดอย ลกั ษณะที่ปรากฏจะเปนลักษณะท่ีควบคุมดวยยีน
เดน ดงั จะเหน็ วา ลูกในรุน ที่ 1 มลี กั ษณะตนสูงท้ังหมด

60

รุน ที่ 1

เซลลส ืบพันธเุ พศผู เซลลส บื พนั ธุเพศเมีย

ลกู รนุ ที่2

ผลการผสมระหวางลกู รุน ที่ 1

กฎการถายทอดทางพนั ธศุ าสตรข องเมนเดล

กฎขอท่ี 1 กฎแหงการแยกตัว (LAW OF SEGREGATION) “สิ่งที่ควบคุมลักษณะทาง
พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตท่ีสืบพันธุแบบอาศัยเพศมีอยูเปนคูๆ แตละคูจะแยกจากกัน
ในระหวางการสรางเซลลสืบพันธุทําใหเซลลสืบพันธุแตละเซลลมีหนวยควบคุมลักษณะนี้
เพยี ง 1 หนว ยและจะกลบั มาเขาคูอ ีกเมื่อเซลลส บื พันธผุ สมกนั ” ลักษณะที่ปรากฏออกมาจะได
ลักษณะเดนและลกั ษณะดอ ยปรากฏออกมาเปน อัตราสว นเดน : ดอ ย = 3 : 1

กฎขอท่ี 2 กฎแหงการรวมกลมุ อยางอิสระ(LAW OF INDEPENDENT
ASSORTMENT) “ในเซลลสืบพันธุจะมีการรวมกลุมของหนวยพันธุกรรม ของลักษณะตางๆ
การรวมกลุมเหลานี้เปน ไปไดอ ยา งอสิ ระ จงึ ทาํ ใหเ ราสามารถทํานายผลทเ่ี กดิ ขน้ึ ในรุน ลูกและรุน
หลาน” อตั ราสว น 1 : 1 : 1 : 1

61

ลกั ษณะทางพนั ธศุ าสตร
1.ลกั ษณะเดน (Dominance) คอื ลักษณะทป่ี รากฏออกมาในรนุ ลกู หรอื รุนตอ ๆ ไป
2.ลักษณะดอย (Recessive) คือ ลกั ษณะทีไ่ มม โี อกาสปรากฏในรุนตอไป
3.พันธุแท (Hornozygous) คือ ลักษณะเดนหรือดอยเพียงอยางเดียวมีคูยีนที่เหมือนกัน

เชน TT หรือ tt
4.พันธุทาง (Horterozygous) คือ ลักษณะเดนหรือดอยอยูดวยกันและลักษณะที่ปรากฏ

ออกมาจะเปน ลักษณะมคี ูยนี เชน Tt
5. จโี นไทป (Genotype) คือ ลกั ษณะหรอื แบบแผนของยนี ที่ควบคมุ ลักษณะ
6. ฟโนไทป (Phenotype) คือ ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏออกมา เนื่องจากยีนและ

สงิ่ แวดลอ ม
หนว ยพนั ธกุ รรม

โครโมโซมของสิง่ มชี ีวติ

โครโมโซม (chromosome) คอื สารพนั ธุกรรมในรางกายมนุษยเ ปนตัวกาํ หนด
ลักษณะตา งๆซง่ึ หนวยพนื้ ฐานท่ีสําคัญของสงิ่ มชี ีวติ คือ เซลลมีสว นประกอบทส่ี ําคัญ 3 สว น
ไดแ ก นวิ เคลียส ไซโทพลาสซมึ และเยอ่ื หมุ เซลล ภายในนวิ เคลยี สมโี ครงสรางท่ีสามารถตดิ สี
ได เรียกวา โครโมโซม และพบวา โครโมโซมมีความเกยี่ วของกับการถา ยทอดลกั ษณะทาง
พนั ธุกรรม โดยทัว่ ไปสิง่ มชี ีวติ แตละชนิดหรือสปชสี  ( species ) จะมจี าํ นวนโครโมโซมคงท่ี
ดงั แสดงในตาราง

ตารางจํานวนโครโมโซมของเซลลร า งกายและเซลลสืบพนั ธุข องสิ่งมชี ีวิตบางชนดิ

ชนดิ ของส่งิ มีชวี ติ จำนวน
ในเซลลรางกาย ( แทโคงร)โมโซมในเซลลส ืบพนั ธุ ( แทง )

แมลงหว่ี 8 4
ถ่วั ลนั เตา 14 7
ขาวโพด 20 10
24 12
ขาว 80 40
ออย
ปลากดั 42 21
คน 46 23

62

ชนิดของสิ่งมชี ีวติ จำนวน
ในเซลลรางกาย ( แทโคงร)โมโซมในเซลลสบื พนั ธุ ( แทง )
ชิมแพนซี
ไก 48 24
แมว 78 39
38 19

โครโมโซมในเซลลรา งกายของคน 46 แทง นาํ มาจดั คไู ด 23 คู ซ่ึงแบงไดเปน 2 ชนิด คือ
1. ออโตโซม ( Autosome ) คือ โครโมโซม 22 คู ( คูท่ี1 – 22 ) ท่ีเหมือนกันท้ังเพศ
หญงิ และเพศชาย
2. โครโมโซมเพศ ( Sex Chromosome ) คือ โครโมโซมอีก 1 คู ( คูที่ 23 ) ในเพศ
หญิงและเพศชายจะตางกัน เพศหญิงมีโครโมโซมเพศแบบ XX สวนเพศชายมีโครโมโซมเพศ
แบบ XY โดยโครโมโซม Y จะมขี นาดเลก็ กวา โครโมโซม X

การเกดิ เพศหญงิ เพศชาย

เซลลเ พศทถี่ ูกสรา งขึน้ มาแตละเซลลจ ะมีโครโมโซมเพศเพียงชดุ เดียวโดยทเี่ ซลลสืบพันธุ
เพศชาย (สเปรม) จะมีเซลลสืบพันธุซ่ึงมีโครโมโซม 2 ชนิด คือ 22+X หรือ 22+Y
สวนเซลลสืบพันธขุ องเพศหญงิ จะมโี ครโมโซมไดเพียงชนดิ เดียวคือ 22+X ดังน้ันโอกาสในการ
เกิดทารกเพศหญิง (โครโมโซม 44+XX) หรือทารกเพศชาย (โครโมโซม44+XY) จึงเทากัน
ขนึ้ อยูกับสเปร มทเ่ี ขาผสมกับไขจะเปน สเปรม ชนดิ ใด

การเกิดเพศหญงิ โครโมโซมเพศเปน x และ x การเกิดเพศชายโครโมโซมเพศเปน x และ y
ทีม่ า http://www.thaigoodview.com/

63

ยีนและDNA
ยนี (gene) คือ หนวยพันธุกรรมที่ควบคุมลักษณะตาง ๆ จากพอแมโดยผานทางเซลล

สืบพันธุไปยังลูกหลาน ยีนจะอยูเปนคูบนโครโมโซม โดยยีนแตละคูจะควบคุมลักษณะที่
ถายทอดทางพันธุกรรมเพียงลักษณะหน่ึงเทาน้ัน เชน ยีนควบคุมลักษณะสีผิว ยีนควบคุม
ลกั ษณะลกั ย้มิ ยีนควบคุมลักษณะจํานวนชั้นตา เปนตน

ภายในยีนพบวา มีสารเคมีท่ีสําคัญชนิดหน่ึงคือ DNA ซ่ึงยอมาจาก Deoxyribonucleic
acid ซ่ึงเปนสารพันธุกรรมพบในส่ิงมีชีวิตทุกชนิดไมวาจะเปนพืช สัตว หรือแบคทีเรียซ่ึงเปน
สิ่งมีชีวิตเซลลเดียว เปนตน DNA เกิดจากการตอกันเปนเสนโมเลกุลยอยเปนสายคลายบันได
เวียน ปกติจะอยูเปน เกลียวคู

ทม่ี า http://www.student.chula.ac.th/

ดเี อน็ เอเปนสารพันธกุ รรมที่อยภู ายในโครโมโซมของส่ิงมชี ีวติ
ในส่ิงมีชีวิตแตละชนิดจะมีปริมาณ DNA ไมเทากัน แตในส่ิงมีชีวิตเดียวกันแตละเซลล

มปี ริมาณ DNA เทา กัน ไมวาจะเปนเซลลก ลามเน้ือ หวั ใจ ตบั เปน ตน

64

ตารางแสดงจาํ นวนโครโมโซมของเซลลร า งกายของสิ่งมีชวี ติ บางชนดิ

ความผดิ ปกตขิ องโครโมโซมและยนี

ส่ิงมีชีวิตแตละชนิดมีลักษณะแตกตางกัน อันเปนผลจากการถายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรม แตในบางกรณีพบบุคคลที่มีลักษณะบางประการผิดไปจากปกติเนื่องจากความผิด
ปกตขิ องโครโมโซมและยนี

ความผิดปกติทางพันธุกรรมท่ีเกิดในระดับโครโมโซมเชน ผูปวยกลุมอาการดาวน
มีจํานวนโครโมโซมคูที่ 21 เกินกวาปกติ คือมี 3 แทง สงผลใหมีความผิดปกติทางรางกาย เชน

65

ตาช้ีข้ึน ล้ินจุกปาก ด้ังจมูกแบน น้ิวมือสั้นปอม และมีการพัฒนาทางสมองชา กลุมอาการ
คริดูชาต เกดิ จากแขนโครโมโซมคูท่ี 5 หายไป 1 โครโมโซม ลักษณะท่ีพบ คือ มีศีรษะเล็กกวา
ปกติ หนากลม ใบหูตํ่ากวา ปกติ ตาหาง มีอาการปญญาออน ลักษณะที่เดนชัดในกลุมอาการน้ี
คือ มเี สียงรอ งแหลมเล็กคลายเสยี งแมวรอ ง

ก. กลมุ ผูปวยอาการดาวน ข. เดก็ ท่ีมอี าการคริดูซาต
ทมี่ า trisomy21. On–line. 2008 ทมี่ า wttp://www.childrenhospital.go.th

ค. ผูปวยทเ่ี ปนโรคธาลสั ซเี มีย ง. ภาวะผวิ เผือก
ทม่ี า ธาลสั ซีเมยี . ออน-ไลน. 2551) ท่มี า th.wikipedia.org/wiki/

66

ความผิดปกติทางพันธุกรรมท่ีเกิดในระดับยีน เชน โรคธาลัสซีเมีย เกิดจากความ
ผิดปกติของยีนที่ควบคุมการสรางฮีโมโกลบิน ผูปวยมีอาการซีด ตาเหลือง ผิวหนังคลํ้าแดง
รางกายเจริญเตบิ โตชา และตดิ เชอ้ื งา ย

ตาบอดสี เปนความผิดปกติทางพันธุกรรมในระดับยีน ผูที่ตาบอดสีจะมองเห็นสีบาง
ชนิด เชน สีเขียว สีแดง หรือสีน้ําเงินผิดไปจากความเปนจริงคนท่ีตาบอดสีสวนใหญ
มักไดรับการถายทอดทางพันธุกรรมจากพอแมหรือบรรพบุรุษ แตคนปกติสามารถเกิด
ตาบอดสีไดถา เซลลเกี่ยวกับการรับสีภายในตาไดร ับความกระทบกระเทือนอยางรุนแรง ดังน้ัน
คนที่ตาบอดสีจึงไมเหมาะแกการประกอบอาชีพบางอาชีพ เชน ทหาร แพทย พนักงานขับรถ
เปน ตน

การกลายพนั ธหุ รอื การผา เหลา (mutation)
เปนการเปลีย่ นแปลงที่เกิดขน้ึ กบั สงิ่ มีชวี ติ ทําใหม ลี กั ษณะแตกตางไปจากเดิมบางกรณีมี

ผลตอ การถา ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม ทําใหส่ิงมีชีวิตรุนตอๆ ไป มีลักษณะเปลี่ยนไป และ
อาจทาํ ใหเกดิ ชนิดพันธุใหมข น้ึ ได
ชนิดของการกลายพันธุ จําแนกเปน 2 แบบ คอื

1. การกลายพนั ธขุ องเซลลร างกาย (Somatic Mutation) เม่ือเกดิ การกลายพันธุข้ึนกับ
เซลลร างกายจะไมสามารถถายทอดไปยังลูกหลานได

2. การกลายพนั ธขุ องเซลลส บื พนั ธุ (Gemetic Mutation) เม่อื เกดิ การกลายพันธุข ้ึนกับ
เซลลสืบพนั ธุ ลกั ษณะทีก่ ลายพันธสุ ามารถถา ยทอดไปยงั ลูกหลานได
สาเหตทุ ่ที ําใหเ กดิ การกลายพนั ธุ อาจเกดิ ข้นึ ไดจ าก 3 สาเหตุใหญๆ คอื

1. การกลายพันธุท่ีเกิดขึ้นไดเองตามธรรมชาติ การกลายพันธุแบบนี้พบไดท้ังคน สัตว
พืช มักจะเกิดในอัตราท่ีตํ่ามาก และมีการเปลี่ยนแปลงอยางชาๆ คอยเปนคอยไปซ่ึงการ
เปล่ยี นแปลงนท้ี าํ ใหเกดิ วิวัฒนาการของสง่ิ มีชวี ิตทําใหเ กดิ สิ่งมีชวี ติ ใหมๆ เกิดขน้ึ ตามวันเวลา

67

2. การกลายพนั ธุท เ่ี กิดจากการกระตุนจากรังสี แสงแดดและสารเคมี รังสีจะทําใหเสน
สายโครโมโซมเกิดหักขาดทําใหยีนเปล่ียน สารเคมี เชน สารโคลซิซิน (colchicine)
ทาํ ใหช ดุ โครโมโซมเพ่ิมขนึ้ เพ่อื ใหพ ชื มผี ลผลติ ในเวลาไมน าน

3. การจัดเรยี งเบสในกระบวนการสังเคราะหด เี อ็นเอ (DNA replication) ผิดพลาดมีผล
ทาํ ใหเ กิดการเพ่ิมหรอื ลดจาํ นวนเบสในคูส าย และทาํ ใหเกดิ การเล่อื นของสาย DNA

การกลายพนั ธเุ ปน ปรากฏการณท ่ีเกดิ ขึน้ ในสงิ่ มชี วี ติ 2 ระดับ
1. การกลายพันธุในระดับยีน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเบส (A, T, C, G) หรือ

เปลี่ยนตําแหนงลําดับการเรียงตัวของเบสในโมเลกุลของ DNA ซึ่งจะสงผลสะทอนไปถึง
ตาํ แหนงการเรยี งตัวของกรดอะมิโนในสายพอลเิ พปไทลท าํ ใหม ีการสรางโปรตีนขึ้นมานัน้ เปล่ียน
สมบตั ิทางเคมไี ปจากเดิมหรอื หมดสภาพการทํางานไป

2. การเปล่ียนแปลงรูปรางของโครโมโซม ในแตละโครโมโซมเปนผลทําใหเกิดการ
สับเปลี่ยนตําแหนงของยีนที่อยู ในรูปของโครโมโซมนั้นๆ การเปล่ียนแปลงน้ีอาจจะเกิดจาก
หลายสาเหตุดังนี้ การขาดหายไปของโครโมโซม การเพิ่มข้ึนมาของโครโมโซม การเปล่ียน
ตําแหนง ทศิ ทางของโครโมโซม การยายสลับที่ของโครโมโซม

ปจจุบันนักวิทยาศาสตรใชประโยชนจากรังสีเพ่ือเรงอัตราการเกิดการกลายพันธุ
โดยการนาํ สวนตางๆ ของพชื มาฉายรงั สี เชน การฉายรังสีแกมมากับเนอ้ื เย่ือจากหนอหรือเหงา
ของพุทธรักษาทําใหไดพทุ ธรักษาสายพันธใุ หมห ลายสายพันธุ พืชกลายพันธอุ ่ืนๆ ท่ีเกิดจากการ
ฉายรงั สแี กมมา ไดแก เบญจมาศและปทุมมาที่มีกลีบของดอกเปล่ียนแปลงไป ขิงแดงมีใบลาย
และตน เตย้ี เปน ตน การเปล่ยี นแปลงทางพนั ธุกรรมทีเ่ กดิ จากการกลายพันธุกอใหเกิดลักษณะ
ใหมๆ ซงึ่ ตา งไปจากลักษณะเดิมที่มีอยูและลักษณะดังกลาวสามารถถายทอดไปยังรุนตอไปได
กอใหเกิดสิง่ มชี ีวิตรุนลูกที่มีพนั ธุกรรมหลากหลายแตกตางกัน

68

เร่ืองที่ 2 ความหลากหลายทางชวี ภาพ
ความหลากหลายทางชวี ภาพ คอื การทีม่ ีสง่ิ มีชีวิตมากมายหลากหลายสายพันธุและ

ชนดิ อยูในบรเิ วณใดบริเวณหนง่ึ
ความหลากหลายทางชีวภาพของโลกมีมากมายมหาศาลตลอดเวลา ความหลากหลาย

ทางชีวภาพไดเ กอ้ื หนุนใหผูคนดาํ รงชีวติ อยโู ดยมอี ากาศและนํา้ ทส่ี ะอาด มยี ารักษาโรค มีอาหาร
เคร่ืองนุงหม เครื่องใชไมสอยตางๆการสูญเสียชนิดพันธุ การสูญเสียระบบนิเวศ การสูญเสีย
พันธกุ รรมไมไดเพียงแตท ําใหโ ลกลดความรํา่ รวยทางชวี ภาพลง แตไ ดทําใหประชากรโลกสญู เสีย
โอกาสที่ไดอาศยั ในสภาพแวดลอมทสี่ วยงามและสะอาด สญู เสยี โอกาสทจี่ ะไดมียารักษาโรคท่ีดี
และสูญเสยี โอกาสทจี่ ะมอี าหารหลอเลี้ยงอยา งพอเพียง

ประเภทของความหลากหลายทางชีวภาพ
ความหลากหลายทางชีวภาพแบง ออกเปน 3 ประเภท ดังน้ี

1. ความหลากหลายของชนิด (Species diversity) เปนจุดเร่ิมตนของการศึกษา
เก่ยี วกับความหลากหลายทางชีวภาพ เน่ืองจากนักนิเวศวิทยาไดศึกษาเก่ียวกับกลุมส่ิงมีชีวิต
ในพ้ืนท่ีตางๆ รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกลุมของสิ่งมีชีวิตในเขตพ้ืนที่น้ันเมื่อ
เวลาเปล่ยี นแปลงไป

2. ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic diversity) เปนสวนที่มีความเก่ียว
เน่ืองมาจากความหลากหลายของชนิดและมีความสําคัญอยางย่ิงตอกลไกวิวัฒนาการของ
สิ่งมีชีวิต การปรากฏลักษณะของส่ิงมีชีวิตทุกชนิดจะถูกควบคุมโดยหนวยพันธุกรรมหรือยีน
แ ล ะ ก า ร ป ร า ก ฏ ข อ ง ยี น จ ะ เ กี่ ย ว ข อ ง กั บ ก า ร ป รั บ ตั ว ข อ ง ส่ิ ง มี ชี วิ ต ที่ ทํ า ใ ห ส่ิ ง มี ชี วิ ต น้ั น
ดํารงชีวิตอยูได และมีโอกาสถายทอดยีนนั้นตอไปยังรุนหลัง และลักษณะหนึ่งลักษณะ
ของส่ิงมีชีวิตคือจะมีหนวยพันธุกรรมมากกวาหนึ่งแบบ จึงทําใหส่ิงมีชีวิตชนิดเดียวกัน
มลี กั ษณะบางอยางตา งกัน

69

3. ความหลากหลายของระบบนเิ วศ(Ecological diversity)หรอื ความหลากหลายของ
ภูมิประเทศ (Landscape diversity) ในถ่ินกําเนิดตามธรรมชาติมีลักษณะสภาพทางภูมิ
ประเทศแตกตา งกันหลายแบบ

การจัดหมวดหมูข องส่งิ มชี ีวิต
อนกุ รมวธิ าน (Taxonomy) วิชาที่เก่ยี วกับการจดั หมวดหมูข องสิ่งมีชวี ติ

ประโยชนของอนุกรมวิธาน
เน่ืองจากสงิ่ มชี ีวิตมีจํานวนมาก แตละชนิดก็มีลักษณะแตกตางกันออกไป จึงทําใหเกิด

ความไมสะดวกตอการศึกษา จึงจําเปนตองจัดแบงส่ิงมีชีวิตออกเปนหมวดหมูซึ่งจะทําใหเกิด
ประโยชนใ นดานตา ง ๆ คือ
1. เพ่อื ความสะดวกทจี่ ะนาํ มาศึกษา
2. เพอื่ สะดวกในการนํามาใชป ระโยชน
3. เพอื่ เปน การฝกทกั ษะในการจดั จาํ แนกสิ่งตา ง ๆ ออกเปน หมวดหมู
หลกั เกณฑในการจําแนกส่งิ มีชีวติ ออกเปนหมวดหมู มีดงั น้ี

1. พิจารณาเปรียบเทียบทั้งภายในและภายนอกของสิ่งมีชีวิตวามีความเหมือนหรือ
คลายกันเพียงใด ถาโครงสรางที่มีตนกําเนิดเดียวกัน แมจะทําหนาท่ีตางกันก็จัดไวเปนพวก
เดียวกัน เชน กระดูกแขนของมนุษย กระดูกครีบของปลาวาฬ ปกนก ขาคูหนาของสัตวส่ีเทา
ถา เปนโครงสรางท่ีมีตนกําเนิดตางกัน แมจะทําหนาที่เหมือนกันก็จัดไวคนละพวก เชน ปกนก
และปกแมลง

2. พิจารณาจากแบบแผนการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต ต้ังแตแรกโดยอาศัยหลักท่ีวา
สิ่งมชี ีวิตทีม่ ีความสมั พันธกนั มากเพยี งใดยอ มมวี ธิ กี ารเจรญิ คลา ยกนั มากเพียงน้ัน

3. ซากดึกดําบรรพ การศึกษาซากดึกดําบรรพของสิ่งมีชีวิตทําใหทราบบรรพบุรุษของ
สิง่ มชี ีวิตในปจ จุบันได และส่ิงมีชีวิตท่ีมีบรรพบุรุษรวมกันก็จัดอยูพวกเดียวกัน เชน การจัดเอา
นกและสัตวเ ลอ้ื ยคลานไวในพวกเดียวกัน เพราะจากการศึกษาดึกดําบรรพ ของเทอราโนดอน
(Pteranodon) ซ่ึงเปนสัตวเล้ือยคลานท่ีบินได และซากของอารเคออพเทอริกส (Archaeopteryx)

70

ซึง่ เปน นกโบราณชนิดหนึง่ มีขากรรไกรยาว มีฟน มีปก มีน้ิว ซง่ึ เปนลกั ษณะของสัตวเล้ือยคลาน
จากการศึกษาซากดึกดําบรรพดังกลาวชี้ใหเห็นวานกมีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษท่ีเปน
สัตวเลือ้ ยคลาน

4. พิจารณาถึงกระบวนการเคมีและสรีระวิทยาของสิ่งมีชีวิตท่ีวามีความเกี่ยวของหรือ
คลายคลึงกันอยางไรรวมถึงศึกษาถึงการถายทอดกรรมพันธุ ไดแก พลาสติกและ
สารโปรตีนทีเ่ ซลลส รางข้ึน

ลําดับการจัดลาํ ดบั หมวดหมูข องสิง่ มชี วี ติ

 อาณาจักร ( Kingdom )
 หมวด ( Division ) ในพืช หรือ ( Phylum ) ในสัตว
 ชน้ั ( Class )
 อันดบั ( Order )
วงศ ( Family )
 สกลุ ( Genus )
 ชนดิ (Species)

ชื่อของส่ิงมีชวี ติ
ช่ือของสิ่งมชี ีวิตมีการตัง้ ขึน้ เพ่อื ใชเ รยี ก หรอื ระบสุ ่งิ มีชีวิต การตงั้ ชอื่ สง่ิ มีชีวติ มี 2 แบบ คือ
1. ช่อื สามัญ ( Common name )

เปนชื่อของสิ่งมีชีวิตต้ังข้ึนเพื่อใชเรียกส่ิงมีชีวิตแตกตางกันในแตละทองที่ เชน ฝร่ัง
ภาคเหนือ ลําปาง เรียก บามั่น ลําพูนเรียก บากวย ภาคกลางเรียกฝรั่ง ภาคใตเรียกชมพู
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก บักสีดา ฉะน้ันการเรียกช่ือสามัญอาจทําใหเกิดความสับสน

71

ไดงาย การตงั้ ช่อื สามญั มักมหี ลกั เกณฑในการตง้ั ช่อื ไดแ ก ตง้ั ตามลกั ษณะรูปรา ง เชน สาหราย
หางกระรอก วานหางจระเข ตง้ั ตามถ่นิ กาํ เนิด เชน ผกั ตบชวา ยางอินเดีย กกยิปต ตั้งตามท่ีอยู
เชน ดาวทะเล ทากบก ตงั้ ตามประโยชนท ่ไี ดร บั เชน หอยมุก
2. ช่อื วทิ ยาศาสตร ( Scientific name )

เปนช่ือเพ่ือใชเรียกส่ิงมีชีวิตท่ีกําเนิดขึ้นตามหลักสากล ซ่ึงนักวิทยาศาสตรท่ัวโลกรูจัก
คาโรลัส ลินเนียส นักธรรมชาติวิทยา ชาวสวีเดน เปนผูริเร่ิมในการต้ังช่ือวิทยาศาสตรใหกับ
สิ่งมีชีวิต โดยกําหนดใหส่ิงมีชีวิตประกอบดวยชื่อ 2 ชื่อ ชื่อแรกเปนช่ือ“จีนัส”
ช่ือหลังเปนคําระบุชนิดของสิ่งมีชีวิต คือช่ือ “สปชีส”การเรียกช่ือซ่ึงประกอบดวยช่ือ 2 ช่ือ
เรียกวา “การตงั้ ชอื่ แบบทวนิ าม”
หลักการตง้ั ชอื่

1. เปนภาษาละตนิ (ภาษาละตนิ เปน ภาษาท่ตี ายแลว ไมสามารถเปลย่ี นแปลงได)
2. การเขียน หรือพิมพช่ือวิทยาศาสตร เขียนดวยอักษรภาษาอังกฤษ ช่ือแรก
ใหข้ึนตนดวยตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพใหญ ช่ือหลังใหขึ้นตนดวยภาษาอังกฤษ
ตัวพิมพเล็ก เขียนได 2 แบบ ถาเขียน หรือพิมพดวยตัวเอนไมตองขีดเสนใต เชน ชื่อ
วิทยาศาสตรของคน Homo sapiens ถาเขียน หรือพิมพดวยไมใชตัวเอนตองขีดเสนใตชื่อ 2
ชือ่ โดยเสน ท่ขี ดี เสนใตท ้งั สองไมต ิดตอ กัน Homo sapiens
3. อาจมีชอ่ื ยอของผตู ง้ั ช่ือหรอื ผคู น พบตามหลังดว ยก็ได เชน Passer montanus Linn.
4. ชอ่ื วิทยาศาสตรอาจเปลีย่ นแปลงได ถา มกี ารคนพบรายละเอียดเก่ียวกับสิ่งมีชีวิตน้ัน
เพ่ิมเตมิ ภายหลงั
การต้ังชื่อวทิ ยาศาสตร อาจตัง้ โดยการพจิ ารณาจากสง่ิ ตาง ๆ ท่ีเก่ยี วกับส่งิ มชี วี ิต
1. สภาพทอี่ ยูอ าศัย ผักบุง มชี อ่ื วิทยาศาสตรว า Ipomoca aquatica ช่ือ aquatica มาจาก
คาํ วา aquatic ซึง่ หมายถึง นํา้
2. ถิ่นที่อยูหรือถิ่นกําเนิด มะมวง มีชื่อวิทยาศาสตรวา Mangfera indica ชื่อ indica
มาจากคาํ วา India ซึง่ เปน ตนไมท มี่ ตี นกําเนดิ อยใู นประเทศอินเดีย
3. ลักษณะเดนบางอยาง กุหลาบสีแดง มีช่ือวิทยาศาสตรวา Rosa rubra ช่ือ rubra
หมายถึง สแี ดง

72

4. ช่ือบุคคลที่คนพบ หรือชื่อผูท่ีเก่ียวของ เชน ตนเสี้ยวเครือ มีช่ือวิทยาศาสตรวา
Bauhinia sanitwongsei ชื่อ sanitwongsei เปนช่ือท่ีต้ังใหเปนเกียรติแกผูเก่ียวของซึ่งเปน
นามสกลุ ของ ม.ร.ว. ใหญ สนทิ วงค

ความหลากหลายของส่งิ มชี วี ติ
ส่ิงมีชีวิตไดวิวัฒนาการแยกออกเปนชนิดตางๆ หลายชนิด โดยแตละชนิดมีลักษณะ

การดํารงชีวิตตางๆ เชน บางชนิดมีลักษณะงายๆ เหมือนชีวิตแรกเกิด บางชนิดมีลักษณะ
ซับซอน บางชนิดดํารงชีวิตอยูในน้ํา บางชนิดดํารงชีวิตอยูบนบก เปนตน ความหลากหลาย
ของสิ่งมีชีวิตในปจจุบัน ตามแนวความคิดของ อาร เอช วิทเทเคอร (R.H. whittaker) จําแนก
ส่งิ มชี วี ิตออกเปน 5 อาณาจักร คือ

การจาํ แนกสงิ่ มชี ีวติ ออกเปน 5 อาณาจกั ร

5. อาณาจกั รสัตว 1. อาณาจักร 2. อาณาจักร
มอเนอรา
เชน สตั วม ีกระดกู เชน แบคทเี รยี โปรตสิ ตา
สันหลัง และสัตว สาหรายสเี ขยี วแกม
ไมมกี ระดูกสัน นาํ้ เงิน เชน สาหรา ยสี
แดง อะมบี า
หลัง อาณาจกั ร พารามีเซียม
สิง่ มชี วี ติ

4. อาณาจักรพืช 3. อาณาจกั รเหด็ รา
(ฟง ใจ)
เชน มอส ตนี ตกุ แก
พชื มดี อก เฟรน เชน เหด็ ยีสต

73

1. อาณาจักรมอเนอรา ( Kingdom Monera )
สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรมอเนอราเปนสิ่งมีชีวิตช้ันตํ่า ในกลุมโพรคาริโอต ไมมีเย่ือหุม
นวิ เคลียส มีโครงสรา งไมซ ับซอน เปนสง่ิ มีชีวติ เซลลเ ดยี ว สงิ่ มชี ีวติ ในอาณาจกั รน้ีไดแก สาหราย
สเี ขียวแกมนํา้ เงิน และแบคทเี รยี ซ่ึงมรี ูปรางตางกันออกไป เชน เปนแทง เกลียว กลม หรือตอ
กันเปนสายยาว แบคทีเรียบางชนิดทําใหเกิดโรค เชน โรคบิด บาดทะยัก เร้ือน อหิวาตกโรค
คอตีบ ไอกรน บางชนิดพบในปมรากถั่วท่ีเรียกวา ไรโซเบียม ( Rhizobium sp. ) สามารถนํา
ไนโตรเจนจากอากาศไปสรา งไนเตรด ซึ่งเปนธาตุอาหารสําคัญของพืช สวนสาหรายสีเขียวแกม
นา้ํ เงนิ ทร่ี ูจกั คือ สไปรรู นิ า ( Sprirurina sp. ) ซงึ่ มโี ปรตนี สูง ใชทาํ อาหารเสรมิ

2. อาณาจักรโพรทิสตา ( Kingdom Protista )
ส่ิงมีชีวิตในอาณาจักรโพรทิสตา เปนส่ิงมีชีวิตกลุม ยูคาริโอต มีเย่ือหุมนิวเคลียส
สวนใหญเปนส่ิงมีชีวิตเซลลเดียว สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรน้ีมีท้ังประเภทชั้นตํ่า เซลลเดียวหรือ
หลายเซลล มีคลอโรพลาสตที่ใชในการสงั เคราะหแ สง ไดแก สาหรา ย ซงึ่ พบในน้ําจืดและน้ําเค็ม
บางชนิดไมสามารถมองดวยตาเปลาตองสองดวยกลองจุลทรรศน เชน อมีบา พารามีเซียม
ยกู ลีนา นอกจากนนั้ ยงั พบสง่ิ มชี วี ติ ทีเ่ รียกวา ราเมือก ซง่ึ พบตามที่ช้ืนแฉะ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักร
โพรทิสตาบางชนิดทําใหเกิดโรค เชน พลาสโมเดียม ( Plasmodium sp. ) ทําใหเกิดโรคไขมาลาเรีย
สาหรา ยบางชนดิ ทําอาหารสตั ว บางชนดิ ทําวุน เชน สาหราย สแี ดง

74

3. อาณาจักรฟงไจ ( Kingdom Fungi )
สิ่งมชี วี ิตในอาณาจกั รฟง ไจสวนใหญเปนสง่ิ มชี ีวติ ทีป่ ระกอบดวยเซลลหลายเซลล อาจมี
เซลลเดียว เชน ยีสตท่ีทําขนมปง หรือใชในการหมักสุรา ไวน เบียร เปนตน บางชนิดมีหลาย
เซลล เชน เห็ด มีการรวมตัวเปนกลุมของเสนใยหรืออัดแนนเปนกระจุก มีผนังเซลลคลายพืช
แตไมมีคลอโรฟลล สืบพันธุโดยการสรางสปอร และดํารงชีวิตโดยการยอยสลายสารอินทรีย
โดยหล่ังนํ้ายอยออกมายอยอาหาร แลวจึงดูดเอาโมเลกุลท่ีถูกยอยเขาสูเซลล ทําหนาท่ีเปน
ผยู อยสลายในระบบนิเวศ

4. อาณาจกั รพชื (Plantae)
สง่ิ มีชวี ิตในอาณาจักรพชื เปน สิ่งมีชีวิตหลายเซลลที่ประกอบกันเปนเน้ือเยื่อ และเซลล
มีการเปลี่ยนแปลงไปทําหนาที่เฉพาะอยาง เชน ราก ลําตน ใบ มีคลอโรพลาสตซึ่งเปนรงคค
วตั ถทุ ่ีใชในการสังเคราะหดวยแสง โดยอาศยั พลังงานแสงจากดวงอาทิตย จึงมีหนาท่ีเปนผูผลิต
ในระบบนเิ วศ พบทั้งบนบกและในนํ้า โดยพืชช้ันตาํ่ จะไมม ีทอลําเลยี ง ไดแ ก มอส พืชช้ันสูงจะมี
ทอลําเลียง หวายทะนอย หญาถอดปลอง ตีนตุกแก เฟรน สน ปรง พืชใบเลี้ยงคู และพืชใบ
เล้ยี งเดี่ยว

5. อาณาจักรสัตว ( Kingdom Animalia )
สง่ิ มชี ีวิตในอาณาจักรสัตว เปน สงิ่ มีชีวิตทีม่ เี นอื้ เยื่อซ่ึงประกอบดวยเซลลหลายเซลล ไม
มีผนังเซลล ภายในเซลลไมมีคลอโรพลาสต ตองอาศัยอาหารจากการกินสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืน ๆ
ดํารงชีวติ เปนผูบริโภคในระบบนิเวศ ส่ิงมีชีวิตในอาณาจักรนี้มีความสามารถในการตอบสนอง
ตอสิง่ เรา บางชนดิ เคล่อื นที่ไมได เชน ฟองนํ้า ปะการัง กลั ปงหา เปนตน

75

สิ่งมชี ีวิตในอาณาจักรสตั วแ บง ออกเปน 2 กลุม คอื
สัตวไ มม กี ระดกู สนั หลงั ไดแ ก ฟองนาํ้ กลั ปงหา แมงกะพรนุ พยาธิตาง ๆ ไสเดือน หอย

ปู แมลง หมกึ ดาวทะเล
สัตวมีกระดูกสันหลัง ไดแก ปลา สัตวคร่ึงบกคร่ึงนํ้า สัตวเล้ือยคลาน สัตวปก

สตั วเลยี้ งลกู ดวยนม

คุณคาของความหลากหลายทางชวี ภาพ
ความหลากหลายทางชีวภาพมคี ุณคา และความสําคญั ตอ การดํารงชีวิตของมนษุ ย ดงั นี้
1. เปนแหลง ปจ จยั ส่ี

ปา ไมซ ง่ึ เปน แหลงรวมของความหลากหลายทางชวี ภาพ เปนแหลงอาหารของมนุษยมา
ตั้งแตสมัยดึกดําบรรพ มนุษยไดอาศัยอาหารที่ไดจากปา เชน นําพืช สัตว เห็ด
มาเปนอาหาร หรือทํายารักษาโรค มนษุ ยสรา งท่ีอยูอาศัยจากตนไมในปา พืชบางชนิด เชน ตน
ฝาย นนุ และไหม ใชทําเปน เครอื่ งนงุ หม เก็บฟนมาทําเช้ือเพลิงเพื่อหุงหาอาหาร และใหความ
อบอุน เม่ือจํานวนประชากรเพ่ิมขึ้นและมีเทคโนโลยีสูงขึ้น ทําใหความหลากหลายทางชีวภาพ
ของปาไมถูกทําลายลง มนุษยตองการท่ีอยูมากขึ้น มีการตัดไมทําลายปาเพิ่มข้ึน เพ่ือใหมี
ผลผลิตเพยี งพอกับความตองการของมนุษย ทําใหการเกษตรและการเลี้ยงสัตวเพียงหนึ่งหรือ
สองชนดิ ไดเขาไปแทนที่ความหลากหลายทางชีวภาพของปาไม
2. เปน แหลง ความรู

ปาเปนแหลงรวมความหลากหลายทางชีวภาพเปนแหลงรวมพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต
จึงเปรยี บเสมือนหองเรยี นธรรมชาติ โดยเฉพาะความรดู านชวี วิทยา นอกจากนน้ั ยังเปนแหลงให
การศกึ ษาวิจยั เก่ยี วกับสงิ่ มชี ีวติ ท้ังหลายท่อี ยใู นปา ถา หากปาหรือธรรมชาติถูกทําลายไป ความ
หลากหลายทางชีวภาพก็ถูกทําลายไปดวย จะทําใหม นุษยขาดแหลง เรยี นรทู ี่สําคญั ไปดว ย
3. เปน แหลง พกั ผอ นหยอนใจ

ความหลากหลายทางชีวภาพกอใหเกิดทัศนียภาพท่ีงดงาม แตกตางกันไปตามสภาวะ
ของภมู อิ ากาศ ในบริเวณท่ีภมู ิอากาศเหมาะสมแกการอยอู าศัยก็จะมีพรรณไมนานาชนิด มีสัตว

76

ปา แมลง ผีเส้ือ ชวยใหรูสึกสดช่ืน สบายตา ผอนคลายความตึงเครียด และนอกจากน้ียัง
ปรับปรุงใหเปนแหลง ทอ งเท่ียวเชิงอนุรกั ษ

ความหลากหลายทางชวี ภาพของประเทศไทยและทองถน่ิ
สิ่งมีชีวิตในโลกนี้มีหลากหลายชนิด ในจํานวนน้ีมีอยูในประเทศไทย ประมาณ

รอยละ7ประเทศไทยมีประชากรเพียงรอยละหนึ่ง ของประชากรโลก ดังนั้น เม่ือเทียบสัดสวน
กบั จาํ นวนประชากร ประเทศไทยจึงนับวามีความหลากหลายของส่ิงมีชีวิตอยางมาก ส่ิงมีชีวิต
ในประเทศไทยมหี ลากหลาย เนอ่ื งจากมสี ภาพทางภมู ศิ าสตรท ีห่ ลากหลายและแตละแหลงลวน
มปี จ จัยท่เี อ้อื ตอการเจริญเติบโตของส่ิงมีชีวิต นับตั้งแตภูมิประเทศแถบชายฝงทะเล ท่ีราบลุม
แมน ํ้า ทร่ี าบลอนคลื่น และภเู ขาทม่ี ีความสูงหลากหลายต้ังแตเนินเขาจนถึงภูเขาที่สูง ประเทศ
ไทยจึงเปน แหลง ของปา ไมนานาชนิด ไดแก ปาชายเลน ปาพรุ ปาเบญจพรรณ ปา ดบิ และปาสนเขา

ในระยะเวลาทีผ่ านมาประเทศไทยสูญเสียพ้ืนที่ปาเปนจํานวนมหาศาล เนื่องจากหลาย
สาเหตุ เชน การเพ่ิมของประชากรทําใหม ีการบกุ เบิกปาเพิม่ ข้ึน การใหสมั ปทานปาไมท่ีขาดการ
ควบคุมอยางเพียงพอ การตัดถนนเขาพื้นที่ปา การเกษตรเชิงอุตสาหกรรม การแพรของ
เทคโนโลยที ี่ใชทาํ ลายปา ไมไดอยา งรวดเร็วสง ผลใหพชื และสัตวสูญพันธุ รวมท้ังนก สัตวคร่ึงบก
ครึ่งน้ํา สัตวเลื้อยคลาน แมลง และสัตวน้ําอีกเปนจํานวนมากการทําลายปาไมกอใหเกิด
วิกฤตการณทางธรรมชาติเพิ่มข้ึนเร่ือยๆ แหลงนํ้าท่ีเคยอุดมสมบูรณ เร่ิมลดนอยลง
เกิดปรากฎการณน าํ้ ทว มฉับพลนั ยังผลใหเกิดความเสียหายแกเศรษฐกิจ บานเรือน และความ
ปลอดภยั ของชวี ติ คนและสตั วเ ปน อนั มาก

การอนุรกั ษค วามหลากหลายทางชีวภาพของทองถนิ่
การอนุรกั ษค วามหลากหลายทางชวี ภาพของทอ งถ่ิน ทาํ ไดหลายวิธี ดงั น้ี

1. จัดระบบนิเวศใหใกลเคียงตามธรรมชาติ โดยฟนฟูหรือพัฒนาพื้นที่เส่ือมโทรมให
ความหลากหลายทางชวี ภาพไวม ากท่ีสดุ

77

2. จัดใหมีศูนยอนุรักษหรือพิทักษส่ิงมีชีวิตนอกถิ่นกําเนิด เพ่ือเปนท่ีพักพิงชั่วคราวที่
ปลอดภัย กอ นนํากลบั ไปสธู รรมชาติ เชน สวนพฤกษศาสตร ศูนยเพาะเล้ยี งสตั วน ้ําเค็ม

3. สงเสริมการเกษตรแบบไรนาสวนผสม และใชตนไมลอมร้ัวบานหรือแปลงเกษตร
เพอ่ื ใหมีพืชและสัตวหลากหลายชนิดมาอาศัยอยูรวมกัน ซึ่งเปนการอนุรักษความหลากหลาย
ทางชวี ภาพได

กิจกรรมทา ยบทท่ี 4

คําช้ีแจง : ใหน กั ศกึ ษาเลอื กคาํ ตอบท่ถี กู ตอ งเพยี งคําตอบเดียวโดยทําเครือ่ งหมาย × ลงใน
ชองวา งทีต่ รงกับตัวอกั ษรทเ่ี ลือกลงในกระดาษคาํ ตอบ
1. ลกั ษณะในขอ ใดทเี่ กิดจากการถา ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม

ก. เสือนพเปนโจรเหมอื นพอ
ข. พรมลี ักย้ิมเหมอื นแม
ค. กมลชอบทานไกทอดเหมือนพอ
ง. แดงและแมปว ยเปน โรคกระเพาะ
2. พันธกุ รรม (Heredity) หมายถึงขอ ใด
ก. ส่ิงที่ไดร บั การถา ยทอดจากคนทีร่ จู กั
ข. ส่งิ ที่ไดรบี การถา ยทอดจากบรรพบุรษุ หรือจากรนุ สูรุน
ค. ส่งิ ท่ไี ดร บั การถา ยทอดจากบรรพบรุ ษุ เพยี งรุนเดยี ว
ง. ความผดิ ปกติของรา งกาย
3. ลักษณะทางพันธกุ รรมของคนลักษณะใดตอไปนีเ้ ปนลกั ษณะทางพนั ธุกรรมทแี่ ปรผัน
แบบตอ เนอ่ื ง

1. สีผม 2. เสน ผม 3. ความสงู 4. หนา ตา 5. สติปญญา 6. ตงิ่ หู
ก. 2 , 4 , 6
ข. 1 , 2 , 3 , 4
ค. 1 , 3 , 5
ง. 3 , 4 , 5 , 6

78

4. ขอใดกลา วถงึ คุณสมบัตขิ องถัว่ ลันเตาทที่ าํ ใหเ มนเดลเลือกใชในการศึกษาทางดาน

พนั ธศุ าสตร
1. เปน พืชทป่ี ลกู งา ย และยงั ใหเมลด็ ในปรมิ าณท่ีมากดวย
2. เปนพืชทีม่ ลี ักษณะทางพนั ธกุ รรมแตกตางกันชัดเจนหลายลกั ษณะ
3. เปนพืชที่เกิด self- fertilized สามารถสรางพันธุแท หรือเกิด cross-fertilized
เพอื่ สรา งลกู ผสมไดง า ย

5. เปนพืชท่เี กิดไดเ ฉพาะ cross – fertilizationซึ่งชว ยใหส ามารถควบคมุ การทดลองใหเ ปนไป
ตามแผนได

ก. ขอ 1 , 2 , 3

ข. ขอ 1 , 2 , 4

ค. ขอ 2 , 3 , 4

ง. ขอ 1 , 2 , 3 , 4

6. ถา พอ มีหมเู ลือด A มจี โี นไทป i แมมีหมูเลือด B มจี ีโนไทป i ลกู มหี มเู ลอื ดใดไดบ าง
ก. เลือดหมู A , B และ O
ข. เลอื ดหมู AB , B และ O

ค. เลอื ดหมู AB , A และ O

ง. เลอื ดหมู AB , A, B และ O

7. กาํ หนดให A คมุ ลกั ษณะเดน a คุมลักษณะดอย

ถา ผสม Aa x Aa

AA : Aa : aa = 1 : 2 : 1

ผลลพั ธจากการผสมนีแ้ สดงวา

ก. ถา มลี ูกจากการผสม 4 ตัว จะไดลกู แสดง ลกั ษณะเดน 3 ตัว และแสดงลกั ษณะดอย 1 ตัว

ข. จะมีโอกาสทลี่ กู แสดงลักษณะเดน 3/4 และลักษณะดอ ย 1/4

ค. จะไดลกู ชนิดจโี นไทปเ หมือนพอแม 3/4

ง. จะไดล กู ชนดิ ท่มี ฟี โ นไทปเ หมือนพอ แม 1/2

79

8. ลกั ษณะของสัตวใ นขอใดเปนที่จัดอยูใ นอาณาจักรเดยี วกนั
ก. จระเข ปลาชอน เตา
ข. ปลามา ปลาตีน มา น้ํา
ค. แมเ พรียง ปลงิ ทะเล ดอกไมทะเล
ง. ลิง คา งคาว มาลาย

9. ลกั ษณะในขอใดเปนลักษณะเฉพาะตวั ของสัตวสะเทนิ น้าํ สะเทินบก
ก. รปู รา งเรยี วยาว ใชเ หงือกในการหายใจ ผวิ หนังเปนเกลด็ ออกลูกเปนไข
ข. เปน สัตวเลือดอุน ใชปอดในการหายใจ ปฏสิ นธิภายนอก วางไขในน้าํ และเล้ยี งลกู ดว ยนม
ค. หายใจโดยใชเ หงือก ปอด หรอื ผิวหนัง ผวิ หนังมีลักษณะเปย กชื้น วางไขใ นนาํ้
ง. รูปรางเรียวใชเ หงอื กในการหายใจ ตัวออ นเจริญเติบโตอยภู ายในตัวแม

10. ขอ ใดเปนลักษณะเฉพาะตวั ของสิ่งมชี วี ติ ทอ ยูในอาณาจักรพืช
ก. สืบพันธโุ ดยการสรา งสปอร
ข. เซลลม เี ยอื่ หมุ เซลล
ค. มคี ลอโรฟลล
ง. สบื พนั ธดุ วยเมล็ด

80

บทท่ี 5
เทคโนโลยชี วี ภาพ
สาระสาํ คญั
เทคโนโลยีชีวภาพ เปนเทคโนโลยีท่ีนําเอาความรูทางชีววิทยามาใชประโยชน
ในชีวิตประจําวันแกมนุษยตั้งแตอดีต เชน การผลิตขนมปง น้ําสมสายชู นํ้าปลา ซีอ้ิว และ
โยเกิรต เปน ตน ซงึ่ เปนภมู ิปญญาทองถนิ่ เกี่ยวกบั เทคโนโลยีชีวภาพทัง้ สน้ิ รวมถงึ การผลิต
ยาปฏิชีวนะ ตลอดจนการปรับปรงุ พนั ธุพืช และพนั ธสุ ตั วชนิดตา ง ๆ ในปจ จบุ ัน

ผลการเรยี นรทู ่ีคาดหวัง
1. อธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ และประโยชนไ ด
2. อธิบายผลของเทคโนโลยีชวี ภาพตอ ชีวติ และส่งิ แวดลอ มได
3. อธิบายบทบาทของภมู ปิ ญญาทองถิ่นเกย่ี วกบั เทคโนโลยีชวี ภาพได

ขอบขา ยเนื้อหา
เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายและความสาํ คญั ของเทคโนโลยชี วี ภาพ
เรื่องที่ 2 ปจจยั ท่ีมีผลตอ เทคโนโลยีชวี ภาพ
เรอ่ื งที่ 3 เทคโนโลยชี ีวภาพในชีวติ ประจําวัน
เรอ่ื งท่ี 4 ภมู ิปญ ญาทอ งถน่ิ เกยี่ วกับเทคโนโลยีชวี ภาพ
เรื่องท่ี 5 ประโยชนและผลกระทบของเทคโนโลยชี ีวภาพ

81

บทท่ี 5
เทคโนโลยชี ีวภาพ
เรอื่ งที่ 1 ความหมายและความสําคัญของเทคโนโลยีชีวภาพ

เทคโนโลยชี วี ภาพ (Biotechnology)
หมายถึง

การใชค วามรเู กีย่ วกบั ส่งิ มชี ีวติ และผลิตผลของส่ิงมีชีวิตใหเปนประโยชนกบั มนุษย หรือ
การใชเทคโนโลยีในการนาํ สิง่ มชี ีวติ หรอื ช้นิ สว นของสิ่งมชี ีวติ มาพฒั นาหรอื ปรบั ปรุงพืช

สัตว และผลิตภัณฑอื่นๆ เพ่ือประโยชนเ ฉพาะตามทีเ่ ราตองการ

ความสาํ คัญของเทคโนโลยีชีวภาพ
ปจจุบนั มีการนาํ เทคโนโลยีชีวภาพมาใชป ระโยชนเพอ่ื หาทางแกป ญหาสาํ คญั ทีโ่ ลกกาํ ลัง

เผชิญอยทู ง้ั ดา นการเกษตรกรรม อาหาร การแพทย และเภสัชกรรม ซ่งึ มีความสาํ คญั ดงั น้ี
ความสาํ คญั ของเทคโนโลยีชีวภาพ

1. การลดปรมิ าณ 2.เพือ่ เพม่ิ 3. การเพ่ิม 4. การผลติ 5. การคน
การใชส ารเคมีใน พื้นที ผลผลติ ทาง อาหารท่ใี ห คิดยา
เกษตรกรรม เพาะปลูกของ การเกษตร คุณคา ทาง ปอ งกัน
โลกดวยการ ของโลกดว ย โภชนาการ และรักษา
เพอ่ื ลดตน เหตุ ปรับปรงุ พันธุ การปรบั ปรุง สงู ข้นึ โรคติดตอ
พชื ท่ที นทาน พนั ธุท ี่ หรือโรค
ของปญ หาดาน ตอ อณุ หภูมิ ทนทานตอ รา ยแรง
สิ่งแวดลอม ดว ย ตางๆ โรค ตางๆ
การคิดคนพันธพุ ืช
ใหมท่ตี านทานโรค
และศัตรพู ืช

82

เรอื่ งท่ี 2 ปจ จยั ท่ีมีผลตอเทคโนโลยชี วี ภาพ
ในการผลติ ผลติ ภัณฑทางเทคโนโลยีชวี ภาพ จะตอ งคํานึงถงึ ปจ จัยหลัก 2 ประการ ดังน้ี

ปจจยั ที่มีผลตอ เทคโนโลยีชวี ภาพ

1.ตอ งมตี วั เรงทางชีวภาพ 2.ตองมีการออกแบบถงั หมัก
(Biological Catalyst) ท่ดี ีทีส่ ุด ซึง่ มี (Reacter) และเครื่องมอื ทใ่ี ชใ นการ
ความจาํ เพาะตอการผลติ ผลิตภณั ฑท ี่ ควบคุมสภาพทางกายภาพใน
ตองการ และกระบวนการท่ีใชในการ ระหวางการผลติ เชน อุณหภมู ิ
ผลิต ไดแ ก เช้ือจลุ ินทรียต างๆ พืช คาความเปนกรด – เบส การให
หรือ สตั ว ซึ่งคดั เลือกขึ้นมา และ อากาศ เปน ตน ใหเหมาะสมตอการ
ปรับปรงุ พนั ธใุ หด ีขนึ้ สําหรับใชใน ทาํ งานของตวั เรงทางชีวภาพทีใ่ ช
การผลติ ผลติ ภัณฑจ าํ เพาะนั้น

เรอื่ งท่ี 3 เทคโนโลยชี ีวภาพในชีวติ ประจําวัน
การนําเทคโนโลยชี ีวภาพมาใชในชวี ิตประจาํ วนั เปน การนาํ ความรูเกี่ยวกับส่ิงมีชีวิตและ

ผลผลติ ของสงิ่ มชี วี ติ มาใชใหเปนประโยชนกับมนุษย ในการดํารงชีวิตตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน
ซ่ึงมีดงั นี้

83

1.การผลิตอาหาร 2. การผลติ ผงซักฟอก 3. การทําปุยจากวัสดุ
เชน น้าํ ปลา ปลารา ชนดิ ใหมทีม่ ีเอนไซม เหลือท้ิง เชน เศษผัก
ปลาสม ผกั ดอง อาหาร ฟางขาว

4. การแกไขปญหา เทคโนโลยีชีวภาพท่ีใชใ น 8. การรักษาโรค
ส่ิงแวดลอม เชน ชวี ิตประจําวนั และบาํ รุงสขุ ภาพ
การใชจุลินทรียใน เชน สมนุ ไพร
การกําจดั ขยะ 6 . ก า ร เ พิ่ ม คุ ณ ค า
ผลผลิตของอาหารเชน 7. การทาํ ผลติ ภณั ฑ
5. การแกไขปญหา การปรับปรุงคุณภาพ จากไขมัน เชน นม
พลังงาน เชน การผลิต นา้ํ มันในพชื คาโนลา เนย น้ํามัน
แ ก ซ โ ซ ฮ อ ล เ ช้ื อ เ พ ลิ ง
รถยนต

84

เทคโนโลยชี ีวภาพท่นี าํ มาใชป ระโยชนใ นประเทศไทย
ประเทศไทยไดมีการคนควาทางดานเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อทําประโยชน

ตอประเทศ ซ่งึ สว นใหญจ ะเปน เทคโนโลยที ี่มีประโยชนใ นดานตางๆ ดงั ตอไปนี้

เทคโนโลยชี วี ภาพที่นาํ มาใชประโยชนในประเทศไทย

1. ดา นการเกษตร 2. ดานการแพทย
- การเพาะเล้ียงเนอื้ เย่ือ ไดแก การขยายและ - การพฒั นาเทคโนโลยลี ายพมิ พ
ปรับปรุงพันธุกลวย กลวยไม ไผ ไมดอก ดีเอน็ เอ
ไมประดับ หญา แฝก - การตรวจวินจิ ฉยั โรค เชน
- การปรับปรุงพันธุพืช เชน การปรับพันธุพืช โรคไขเ ลอื ดออก
(GMO) มะเขือเทศ พริก ถั่วฝกยาวทนตอ - การพฒั นาวธิ กี ารตรวจหาสาร
ศตั รูพชื ทนแลง ตอ ตา นมาลาเรยี วณั โรค
- การพัฒนาและปรับปรุงพันธุสัตว เชน - การพัฒนาการเล้ยี งเซลลมนษุ ย
การขยายพันธุโคนมใหมีน้ํานมสูงและการลด และสัตว
การแพรระบาดของโรคสัตว การโคลนนิ่ง
การผสมเทียม
- การผลติ ปุยชีวภาพ เชน ปยุ คอก ปุยหมัก
- การควบคุมโรคและแมลงโดยชีวินทรีย
เชน การใชจุลินทรียควบคุมโรคในแปลงปลูก
มะเขือเทศ ขิง สตรอเบอรร ่ี

85

เร่อื งที่ 4 ภูมิปญญาทองถน่ิ เกี่ยวกบั เทคโนโลยชี วี ภาพ
ภมู ิปญญาทองถนิ่ เกย่ี วกบั เทคโนโลยีชีวภาพ

เทคโนโลยีการหมัก (Fermentation Technology) โดยนําแบคทีเรียที่มีอยูตาม
ธรรมชาติมาใชใ นกระบวนการถนอมอาหาร และแปรรูปอาหาร เชน การทําน้ําปลา
ปลารา แหนม นํ้าบูดู เตาเจี้ยว ซีอ๊ิว เตาหูยี้ ผักและผลไมดอง น้ําสมสายชู เหลา
เบียร ขนมปง นมเปรี้ยว เปนตน ซึ่งผลติ ภณั ฑทไ่ี ดจากการหมักในลักษณะน้ี อาจจะ
มีคุณภาพไมแ นน อน ยากตอการปรับปรุงประสิทธิภาพในการหมัก หรือขยายกําลัง
ผลติ ใหสงู ขนึ้ และยงั เสย่ี งตอ การปนเปอ นของเชือ้ โรค หรอื จุลินทรียทีส่ รา งสารพษิ

เรือ่ งที่ 5 ประโยชนแ ละผลกระทบของเทคโนโลยชี วี ภาพ

ประโยชนข องเทคโนโลยีชีวภาพ

1.ดา นการเกษตร
- การผสมพนั ธสุ ตั วและการปรบั ปรงุ พันธุส ตั ว
- การปรบั ปรงุ พนั ธพุ ืชและการผลติ พชื พันธใุ หม
- การควบคุมศตั รูพืชโดยชวี วิธี

2. ดานอตุ สาหกรรม
- การถายฝากตัวออน
- การผสมเทียมสตั วบกและสตั วน ํา้
- พันธุวิศวกรรมโดยนําผลผลติ ของยนี มาใชป ระโยชนและผลติ เปนอุตสาหกรรม
- ผลิตฮอรโ มนเรง การเจริญเติบโตของสตั ว
- ผลิตสตั วแ ปลงพนั ธุใหมีลักษณะโตเรว็ เพมิ่ ผลผลติ

86

3.ดา นการแพทย
- การใชยีนบําบัดโรค
- การตรวจวินิจฉยั หรือตรวจพาหะจากยีน เพอ่ื ตรวจสอบโรคธาลสั ซีเมยี
- การใชป ระโยชนจากการตรวจลายพมิ พจ ากยนี ของส่งิ มชี ีวิต

4.ดานอาหาร
- เพิ่มปรมิ าณเนอื้ สตั วท ้งั สัตวบกและสตั วน ํา้
- เพม่ิ ผลผลิตจากสัตว
- เพ่ิมผลิตภัณฑท แ่ี ปรรูปจากผลผลิตของสัตว

5.ดานสิง่ แวดลอม
- การใชจุลินทรยี ช วยรักษาสภาพแวดลอ ม
- การคนหาทรัพยากรธรรมชาตมิ าใชป ระโยชนแ ละการสรางทรพั ยากรใหม

6.ดานการผลิตพลังงาน
- แหลง พลงั งานท่ีไดจ ากชวี มวล คอื แอลกอฮอลช นิดตา งๆ
- แกสชวี ภาพ

ผลของเทคโนโลยีชวี ภาพดา นการตดั ตอ พนั ธกุ รรม (GMO)
การนําเทคโนโลยีการตัดตอพันธุกรรมมาใช เพื่อใหจุลินทรียสามารถผลิตสารหรือ

ผลิตภัณฑบางชนิด หรือ ผลิตพืชท่ีตานทานตอแมลงศัตรูพืช โรคพืช และยาปราบวัชพืชและ
ปรับปรุงพันธุใหมีผลผลิตท่ีมีคุณภาพดีข้ึน ซึ่งส่ิงมีชีวิตท่ีไดจากการตัดตอพันธุกรรมน้ี เรียกวา
จีเอ็มโอ (GMO) เปนชื่อยอมาจากคําวา Genetically Modified Organism พืช จีเอ็มโอ
สวนใหญ ไดแก ขาวโพด และฝายท่ีตานทานแมลง ถ่ัวเหลืองตานทานยาปราบศัตรูพืช
มะละกอ และ มันฝรั่งตานทานโรค แมวาเทคโนโลยีชีวภาพนั้น มีประโยชนในการพัฒนา
พันธุพืช พันธุสัตว ใหมีผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง และมีตนทุนการผลิตตํ่า ก็ตาม

87

แตก ็ยงั ไมมีหลักฐานที่แนนอนยืนยันไดวาพืชท่ีตัดตอยีน จะไมสงผลกระทบตอสภาพแวดลอม
และความหลากหลายทางชีวภาพ

การตดั ตอ พนั ธุกรรม (GMO)
(Genetically Modified Organism)

หมายถึง

ส่ิงมีชวี ิตที่ไดจากการตัดตอ

พชื จีเอ็มโอ สว นใหญป ระกอบดว ย ฝายตา นแมลง
ขา วโพดตา นแมลง

มะละกอตา นโรค พืช (GMO) มันฝรงั่ ตา นโรค
ถั่วเหลอื งตานยาปราบศตั รพู ชื

แมวาเทคโนโลยีชวี ภาพนนั้ มปี ระโยชนในการพัฒนา พันธุพืช พันธุสัตว ใหมีผลผลิตที่
มีปริมาณและคณุ ภาพสงู และมีตน ทนุ การผลิตตา่ํ ก็ตาม แตก็ยงั ไมม หี ลักฐานท่ีแนนอนยืนยันได
วา พชื ท่ตี ัดตอ ยนี จะไมสงผลกระทบตอสภาพแวดลอม และความหลากหลายทางชีวภาพ ท้ังน้ี
การทดสอบการปลูกพชื จีเอ็มโอ(GMO) มีดงั นี้

การปลูกพืช (GMO)

1.ทนทานตอสารเคมี 2.ทนทานตอยาฆา แมลง 3.ทนทานตอ ไวรสั
กําจดั วัชพชื

88

ผลกระทบของการใชเ ทคโนโลยชี ีวภาพ
การพฒั นาเทคโนโลยีชีวภาพ ทาํ ใหเกดิ ผลกระทบได ดงั น้ี

ผลกระทบของการใชเทคโนโลยชี ีวภาพ

1. สามารถนาํ ไปใชผลิตเชื้อโรคชนดิ 2. สามารถนาํ สารพนั ธุกรรมของพชื
รายแรงเพอ่ื ใชในสงครามเชือ้ โรค จากประเทศกาํ ลังพัฒนาเพือ่ หวงั ผล
เชน อาวุธเช้อื โรค กาํ ไร

ผลกระทบของสิง่ มชี วี ิต จเี อ็มโอ(GMO)
สงิ่ มีชวี ติ จีเอ็มโอ สงผลกระทบ ตอชวี ิตและส่ิงแวดลอ มและทางชีวภาพ ไดดังนี้

ผลกระทบของส่งิ มีชวี ติ จเี อ็มโอ (GMO)

1. ผลกระทบตอความหลากหลายทาง 2. ผลกระทบตอ ชีวติ และสิ่งแวดลอม
ชีวภาพ พบวา พืชท่ีตัดแตงพันธุกรรมสง
ผลกระทบตอ แมลงทชี่ วยผสมเกสร และ ผลกระทบของส่ิงมีชีวิต จีเอ็มโอ ตอ ชีวิตของ
พบวาแมลงเตา ทองที่เลี้ยงดวยเพล้ียออน ผูบริโภค นั้น เคยเกิดขึ้นบางแลว โดยบริษัท
ที่เล้ียงในมันฝรั่งตัดตอยีน วางไขนอยลง ผลติ อาหารเสริมประเภทวิตามิน บี 2 โดยใช
1 ใน 3และมีอายุสั้นกวาปกติครึ่งหน่ึง เทคนิคพันธุวิศวกรรม และนํามาขายใน
เม่ือเปรียบเทียบกับแมลงเตาทองท่ีเล้ียง สหรัฐอเมริกา หลังจากน้ัน พบวามีผูบริโภค
ดว ยเพลยี้ ออนที่เล้ยี งดวยมันฝร่งั ท่วั ๆ ไป ปว ยดวยอาการกลามเนื้อผิดปกติ เกือบ 5000
คน โดยมีอาการเจ็บปวด และมีอาการทาง
ระบบประสาทรวมดวย ทําใหมีผูเสียชีวิต 37
คน และพิการอยางถาวรเกือบ 1,500 คน

89

กิจกรรมทายบทท่ี 5
เทคโนโลยีชวี ภาพ

1. จงบอกประโยชนของเทคโนโลยชี วี ภาพ
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................

2. จงบอกผลกระทบของเทคโนโลยีชวี ภาพ
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................

3. จงบอกการนาํ เทคโนโลยชี ีวภาพไปใชประโยชนในชีวิตประจาํ วัน
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................

90

บทท่ี 6
ทรัพยากรธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ ม

สาระการเรยี นรู
ทรัพยากรธรรมชาติเปนสิ่งท่ีมีความสัมพันธกับชีวิตเราอยางมากมาย ฉะน้ัน

เราจําเปนตองศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากการใชทรัพยากรธรรมชาติตอส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดลอม
ในทกุ ระดบั และแนวทางในการแกไ ขปญหาทรพั ยากรธรรมชาติ และการพัฒนาทรพั ยากรธรรมชาติ

ผลการเรียนรทู ่คี าดหวงั
1. อธบิ ายกระบวนการเปลย่ี นแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตได
2. อธบิ ายการใชทรพั ยากรธรรมชาติ สภาพปญหาสิ่งแวดลอมในระดับทองถ่ิน ระดับประเทศ
และระดบั โลกได
3. อธิบายสาเหตุของปญ หา วางแผน และลงมือปฏบิ ตั ไิ ด
4. อธบิ ายการปอ งกนั แกไข เฝาระวงั อนรุ กั ษแ ละพฒั นาทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมได
5. อธบิ ายปรากฎการณของธรณีวิทยาท่ีมีผลกระทบตอ ชวี ติ และสง่ิ แวดลอม
6. อธิบาย ปรากฎการณ สภาวะโลกรอ น สาเหตุและผลกระทบตอชวี ิตมนุษย

ขอบขายเนื้อหา
เรื่องที่ 1 การเปลย่ี นแปลงแทนท่ีของส่งิ มชี ีวิต
เรอ่ื งท่ี 2 ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resources)
เร่ืองที่ 3 ผลกระทบตอ ระบบนิเวศและสิง่ แวดลอ มทเ่ี กดิ จากการใชทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ
แนวทางปองกันแกไข
เร่อื งที่ 4 การอนุรักษแ ละพัฒนาทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ ม
เร่อื งท่ี 5 ปรากฏการณท างธรณีวิทยาทม่ี ผี ลกระทบตอ ชวี ติ และสงิ่ แวดลอม
เรือ่ งที่ 6 ปรากฎการณภ าวะโลกรอนและผลกระทบจากตอ ชีวิตและส่งิ แวดลอม

91

บทท่ี 6
ทรพั ยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอ ม
เร่อื งท่ี 1 การเปล่ยี นแปลงแทนที่ของสิง่ มชี ีวิต
การเปลีย่ นแปลงแทนท่ีของส่ิงมีชีวิต หมายถึง การเปล่ียนแปลงของชนิดหรือชุมชนใน
ระบบนิเวศตามกาลเวลา โดยเริ่มจากจุดที่ไมมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูเลย จนกระท่ังเร่ิมมีสิ่งมีชีวิต
กลุมแรกเกิดข้ึน ซ่ึงส่ิงมีชีวิตกลุมแรกจะเปนกลุมที่มีความทนทานสูง จากนั้นวิวัฒนาการไป
จนถึงสง่ิ มีชวี ิตกลุมสดุ ทา ยท่ีเรยี กวา ชมุ ชนสมบรู ณ (Climax stage)
การแทนท่ีของสงิ่ มชี วี ิต แบงไดเ ปน 2 ประเภท ดงั นี้
ประเภทท่ี 1 การเกิดแทนที่ขน้ั บกุ เบิก (Primary succession)

ทีม่ า https://puengsawitree.files.wordpress.com/2013/05/15.jpg

การเกดิ แทนทขี่ น้ั บุกเบิก จะเรม่ิ ขนึ้ ในพื้นทีท่ ่ีไมเ คยมสี ิง่ มชี ีวติ อาศยั อยูมากอ นเลย
ซง่ึ แบงออกได 2 แบบ ไดแก
แบบที่ 1 การเกิดแทนที่บนพนื้ ที่วา งเปลา บนบก มี 2 ลกั ษณะดว ยกันคอื
ลักษณะที่ 1 การเกดิ แทนทบี่ นกอ นหนิ ที่วางเปลา

ข้ันแรก เกิดส่ิงมีชีวิตเซลลเดียว เชน สาหรายสีเขียว หรือไลเคน
บนกอนหิน หลังจากหินสึกกรอน และเจือปนดวยสารอินทรียของซากส่ิงมีชีวิตสะสมเพ่ิมข้ึน
จากนั้นกจ็ ะเกดิ พชื จําพวกมอส

ข้ันท่สี อง พืชท่ีเกดิ ตอมาเปนพวกหญา และพชื ลม ลกุ มอสจะหายไป

92

ขัน้ ทีส่ าม เกดิ ไมพมุ และตน ไมเขามาแทนที่ ซงึ่ จะเปน ไมโ ตเร็ว ชอบแดด
ข้ันสุดทาย เปนขั้นที่สมบูรณ (climax stage) ตนไมไดวิวัฒนาการ
ไปเปนไมใ หญ และมสี ภาพเปนปาท่อี ดุ มสมบรู ณ

ลกั ษณะท่ี 2 การเกิดแทนทีบ่ นพนื้ ทรายที่วา งเปลา
ขั้นแรก เปนประเภทไม-เลื้อย ทห่ี ยัง่ รากลงในบริเวณทช่ี น้ื
ขั้นทีส่ อง เกิดเปน ลําตน ใตดนิ ท่ียาวและแตกก่งิ กา นสาขาไดไกล
ขน้ั ทส่ี าม เกิดไมพ ุมและตนไมเ ขามาแทนท่ี
ข้ันสดุ ทา ย เปน ขน้ั ทส่ี มบูรณ (climax stage) ตนไมไดวิวัฒนาการไป

เปนไมใ หญ และมีสภาพเปน ปาทอ่ี ดุ มสมบูรณ

93

แบบที่ 2 การเกิดแทนทใี่ นแหลง นา้ํ เชน ในบอน้ํา ทะเลทราย หนอง บงึ
ภาพการเปล่ยี นแปลงแทนที่ในสระนํ้าจนกลายเปนพ้ืนดิน

ที่ ม า http://image.slidesharecdn.com/4-100718023306-phpapp02/95/4-31-
728.jpg?cb=1279420455

ข้ันแรก บริเวณพ้ืนกนสระหรือหนองนํ้านั้นมีแตพื้นทราย สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นคือ
สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เชน เเพลงกตอน สาหรา ยเซลลเ ดียว ตวั ออนของแมลงบางชนดิ

ขัน้ ทส่ี อง เกดิ การสะสมอนิ ทรยี สารข้นึ บริเวณพ้ืนกนสระ จากน้ันก็จะเร่ิมเกิดพืชใตนํ้า
ประเภท สาหราย และสัตวเ ลก็ ๆ

ข้ันที่สาม มีอินทรียสารทับถมเพ่ิมมากขึ้น เกิดพืชมีใบโผลพนนํ้าเกิดข้ึน เชน กก ออ
จากนั้นเกิดมีสตั วจาํ พวก หอยโขง กบ กุง หนอน ไสเ ดอื น

ขน้ั ที่ส่ี อินทรยี สารทส่ี ะสมอยทู ่ีบริเวณกน สระเพิม่ มากขึ้น ทําใหส ระเกิดการตื้นเขินข้ึน
ในหนา แลง กจ็ ะเกดิ ตนหญาข้ึน สตั วทอ่ี าศยั อยูใ นสระจะเปน สตั วป ระเภทสะเทินนา้ํ สะเทนิ บก

ขั้นสุดทาย เปนขั้นสมบูรณ (climax stage) สระน้ําน้ันจะตื้นเขินจนกลายสภาพเปน
พื้นดนิ ทาํ ใหเ กดิ การแทนทพี่ ืชบกและสตั วบ กและวิวฒั นาการจนกลายเปนปาไดใ นที่สดุ

94

ประเภทท่ี 2 การแทนทีส่ ิ่งมชี ีวติ ในข้ันทดแทน (Secondary succession)
เปนการเกิดการแทนที่ของสิ่งมีชีวิตอ่ืนๆ ในพ้ืนท่ีเดิมที่ถูกเปล่ียนแปลงไป ซึ่งมีท้ังที่

เกิดขน้ึ เองโดยธรรมชาตแิ ละเกดิ จากมนุษย เชน บรเิ วณพื้นท่ีปาไมท่ีถูกโคนถาง ปรับเปนพื้นที่
เพาะปลูกหรือพ้นื ทปี่ าไมทีเ่ กิดไฟปา

ท่ีมา http://images.slideplayer.com/26/8762837/slides/slide_10.jpg

ลักษณะของ  สง่ิ แวดลอ มเดมิ เปลี่ยนแปลงไป (condition
change)
การเปลี่ยนแปลง
แทนที่  ส่ิงมีชีวิตที่เขามาอาศัยอยูนั้นมีการปรับตัวให
เหมาะสม (adaptation)

 การคัดเลือกชนิดท่ีเหมาะสมเปนการคัดเลือก
โดยธรรมชาติ (natural selection)

95

รปู แบบของการเปลย่ี นแปลงแทนที่มี 2 รปู แบบ
รูปแบบท่ี 1 degradtive succession เปนการแทนท่ีโดยอินทรียวัตถุซากส่ิงมีชีวิต

ตาง ๆ ถกู ยอ ยใชไปโดยสัตวกินซาก และจุลินทรีย
รูปแบบที่ 2 autotrophic succession เปนการแทนที่ของส่ิงมีชีวิตท่ีสรางอาหาร

ขน้ึ เอง และพัฒนาเปนสงั คมใหม
ปจ จัยที่ทําใหเ กดิ กระบวนการเปลี่ยนแปลงแทนที่มี 3 ปจจัยดังนี้

ปจจัยท่ี 1 Facilitation คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพทําใหเหมาะสมกับ
ส่งิ มีชีวิตชนิดใหมท ่ีจะเขา มาอยไู ด จึงเกดิ การแทนทีข่ ้ึน

ปจจัยท่ี 2 Inhibition เปน การแทนท่ีหลังจากการรบกวนทางธรรมชาติ หรือการตาย
ของสปชสี เ ดมิ เทา น้นั

ปจจัยท่ี 3 Tolerance เปนการแทนท่ีเน่ืองจากสปชีสที่บุกรุกเขามาใหมสามารถทน
ตอระดบั ทรัพยากรทีเ่ หลอื นอยแลว น้นั ได และสามารถเอาชนะสปช ีสกอ นนไ้ี ด

เรือ่ งท่ี 2 ทรพั ยากรธรรมชาติ (Natural resources)
ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resources) หมายถึง สิ่งที่ปรากฏอยูตามธรรมชาติหรือ

สิ่งท่ีขึ้นเอง อํานวยประโยชนแกมนุษยและธรรมชาติดวยกัน ถาสิ่งนั้นยังไมใหประโยชนตอ
มนุษยกไ็ มถอื วา เปนทรพั ยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรธรรมชาติ แบง ไดเปน 4 ประเภท

1. ทรพั ยากรธรรมชาติทใ่ี ชแลว ไมห มดสนิ้ (Inexhaustible natural resources)
มี 2 ประเภท
1) ประเภทที่คงสภาพเดิมไมเปลี่ยนแปลง (Immutable) ไดแก พลังงานจาก
ดวงอาทติ ย ลม อากาศ ฝนุ


Click to View FlipBook Version