ก
ข หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ศูนย ์ การศ ึ กษานอกระบบและการศ ึ กษาตามอธัยาศัยอา เภอสัตห ี บ ส านักงานส ่ งเสร ิ มการศ ึ กษานอกระบบและการศ ึ กษาตามอธัยาศัยจังหวดัชลบุร ี ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ กรมหลวงช ุ มพร สค 2300132 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ก ค ำน ำ กกกกกกกเอกสารหลักสูตรรายวิชา สค2300132 กรมหลวงชุมพร ศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จัดท าขึ้นเพื่อให้นักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับ พระประวัติกรมหลวงชุมพร พระปรีชาสามารถและผลงาน พระราชกรณียกิจกรมหลวงชุมพร คุณค่า ความศรัทธาและการสืบสาน และเผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพร ด้วยการบอกกล่าวเล่าขาน หรือ เป็นมัคคุเทศก์อาสาควบคู่กับการท าสื่อประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนที่มากราบไหว้ขอพร ตลอดจน ศรัทธาต่อกรมหลวงชุมพร และเกิดความภาคภูมิใจในการเป็นคนอ าเภอสัตหีบ ส่งผลให้นักศึกษาเห็น คุณค่า เกิดความภาคภูมิใจ ระลึกถึงกรมหลวงชุมพร สามารถน าความรู้ และทักษะที ่ได้รับไปใช้ใน ชีวิตประจ าวัน และเกิดความรักในถิ่นฐานบ้านเกิด ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้สักการะของคนในชุมชนให้คง อยู่คู่ท้องถิ่นตลอดไป กกกกกกกเอกสารฉบับนี้ประกอบด้วย (1) ผังมโนทัศน์ (2) ค าอธิบายรายวิชา (3) รายละเอียดค าอธิบาย รายวิชา (4) โครงสร้างหลักสูตร (5) รายละเอียดของหัวเรื่องพระประวัติหัวเรื่องพระปรีชาสามารถและ ผลงาน หัวเรื่องพระราชกรณียกิจกรมหลวงชุมพร หัวเรื่องคุณค่า ความศรัทธาและการสืบสาน และหัว เรื่องเผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพร (6) บรรณานุกรม และ (7) ภาคผนวก กกกกกกกเอกสารฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยดีเนื่องจากได้รับการสนับสนุนจาก นายอนุชา พงษ์เกษม ผู้อ านวยการส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดชลบุรี นางสาว อุไรรัตน์ ชนะบ ารุง รองผู้อ านวยการส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัด ตลอดจนผู้ร่วมพัฒนาหลักสูตร ได้แก่ ข้าราชการครู บรรณารักษ์ ครูอาสาสมัครการศึกษานอก โรงเรียน ครู กศน.ต าบล ครูศูนย์การเรียนชุมชน ครูสอนผู้พิการและบรรณารักษ์อัตราจ้าง ศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ ขอขอบพระคุณและขอขอบคุณทุกท่าน มา ณ ที่นี้ด้วย (นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์ ผู้อ านวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ
ข ค ำนิยม หนังสือเรียนรายวิชากรมหลวงชุมพร สค2300132 ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นเอกสารประกอบวิชาเลือกเสรีสาระการพัฒนาสังคม ที่มีคุณค่าต่อการศึกษาเรียนรู้ของนักศึกษาเกี่ยวกับพระประวัติพระปรีชาสามารถและผลงาน พระกรณียกิจ เกียรติคุณของพระองค์ท่าน ด้วยการบอกกล่าวเล่าขาน หรือเป็นมัคคุเทศก์อาสาควบคู่ กับการท าสื่อประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนที่มาท่องเที่ยวและกราบไหว้ขอพร ตลอดจนความศรัทธา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ส่งผลให้นักศึกษาเห็นคุณค่า เกิดความภาคภูมิใจ ระลึกถึงพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์สามารถน าความรู้ ที ่ได้รับไปปรับใช้เป็น แนวทางในการด ารงชีวิตประจ าวัน และเกิดความรักในถิ่นฐานบ้านเกิด ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้สักการะ ของคนในชุมชน ขอชื่นชม นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์ ผู้อ านวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ และคณะครู ได้แก่ ข้าราชการครู ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน ครู กศน.ต าบล บรรณารักษ์ ครูศูนย์การเรียนชุมชน และครูผู้สอนคนพิการ สังกัดศูนย์การศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ ตลอดจนผู้มีส่วนร่วมในการจัดท าหนังสือเรียนรายวิชา เลือกเสรีกรมหลวงชุมพร สค2300132 ที่ร่วมมือร่วมใจจัดท าขึ้นจนส าเร็จลุล่วงและน าไปใช้ในการ จัดการศึกษาให้กับนักศึกษามา ณ ที่นี้ด้วย (นายอนุชา พงษ์เกษม) ผู้อ านวยการส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดชลบุรี
ค สำรบัญ หน้า ค าแนะน าการใช้หนังสือเรียน................................................................................................... 1 โครงสร้างรายวิชา.................................................................................................................... 2 กกกสรุปสาระส าคัญ................................................................................................................ 2 กกกผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง.......................................................................................... ........... 8 กกกขอบข่ายเนื้อหา............................................................................................................... .. 9 กกกสื่อประกอบการเรียนรู้...................................................................................................... 9 บทที่ 1 พระประวัติกรมหลวงชุมพร....................................................................................... 10 สาระส าคัญ........................................................................................................................ 10 ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง..................................................................................................... 12 ขอบข่ายเนื้อหา.................................................................................................................. 12 สื่อประกอบการเรียนรู้....................................................................................................... 12 เรื่องที่ 1 พระประวัติกรมหลวงชุมพร................................................................................ 13 กิจกรรมท้ายบท................................................................................................................ 26 บทที่ 2 พระปรีชาสามารถและผลงาน.................................................................................... 29 สาระส าคัญ........................................................................................................................ 29 ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง..................................................................................................... 30 ขอบข่ายเนื้อหา.................................................................................................................. 30 สื่อประกอบการเรียนรู้....................................................................................................... 30 เรื่องที่ 1 พระปีชาสามารถ.............................................................................................. 30 เรื่องที่ 2 ผลงาน............................................................................................................ ... 32 กิจกรรมท้ายบท.................................................................................................... ............ 43 บทที่ 3 พระราชกรณียกิจ กรมหลวงชุมพร............................................................................ 46 สาระส าคัญ........................................................................................................................ 46 ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง..................................................................................................... 47 ขอบข่ายเนื้อหา.................................................................................................................. 47 สื่อประกอบการเรียนรู้....................................................................................................... 47 เรื่องที่ 1 พระราชกรณียกิจทางด้านการทหาร.................................................................. 47 เรื่องที่ 2 พระราชกรณียกิจทางด้านการแพทย์................................................................. 50 กิจกรรมท้ายบท................................................................................................................ 59 บทที่ 4 คุณค่า ความศรัทธา............................................................................................ ....... 62 สาระส าคัญ........................................................................................................................ 62 ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง..................................................................................................... 62 ขอบข่ายเนื้อหา.................................................................................................................. 62 สื่อประกอบการเรียนรู้....................................................................................................... 62
ง สำรบัญ(ต่อ) หน้า เรื่องที่ 1 คุณค่า ความศรัทธาและความเชื่อ...................................................................... 62 กิจกรรมท้ายบท................................................................................................................ 82 บทที่ 5 การสืบสานและเผยแพร่เกียรติคุณ...................................................................... 84 สาระส าคัญ........................................................................................................................ 84 ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง..................................................................................................... 86 ขอบข่ายเนื้อหา.................................................................................................................. 86 สื่อประกอบการเรียนรู้....................................................................................................... 86 เรื่องที่ 1 การเป็นมัคคุเทศก์อาสา...................................................................................... 86 เรื่องที่ 2 จิตอาสา.......................................................................................................... .... 95 เรื่องที่ 3 วันกองทัพเรือ....................................................................................... .............. 99 เรื่องที่ 4 วันอาภากร........................................................................................................ . 105 เรื่องที่ 5 การประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อที่หลากหลาย............................................................. 107 กิจกรรมท้ายบท................................................................................................................ 116 บรรณานุกรม.................................................................................................................... ........ 119 ภาคผนวก...................................................................................................................... ........... 122 ก. เฉลยกิจกรรมท้ายบท.................................................................................................... 123 ข. ค าสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดท าหนังสือเรียน............................................................. 125 ค. ประกาศอนุญาตให้ใช้หนังสือเรียน.............................................................................. 128
1 ค ำแนะน ำกำรใช้หนังสือเรียน หนังสือเรียน สาระการพัฒนาสังคม รายวิชา สค2300132 กรมหลวงชุมพร ระดับมัธยมศึกษา ตอนต้น เป็นสื่อเอกสารเพื่อช่วยให้นักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นศูนย์การศึกษานอกระบบและ ก า รศึกษ าต ามอั ธย าศั ย อ าเภ อสั ตหี บ จังห วัด ช ลบุ รี เกิด ก า รเรียน รู้ต ามห ลั กสูต รร าย วิช า สค 2300132 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ของสถานศึกษา และผู้ที่สนใจเกี่ยวกับกรมหลวงชุมพร ได้ศึกษา เรียนรู้ โดยเฉพาะนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรรายวิชานี้จ านวน 2 หน่วยกิต จ านวน 80 ชั่วโมง ได้ ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ให้บรรลุมาตรฐานของหลักสูตรในการศึกษาหนังสือเรียนเล่มนี้ ให้นักศึกษาปฏิบัติตาม ค าแนะน าต่อไปนี้ จึงจะท าให้การเรียนรู้หนังสือเรียนมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล 1. ให้นักศึกษาศึกษาโครงสร้างรายวิชา ประกอบด้วย สรุปสาระส าคัญ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ขอบข่ายเนื้อหา และสื่อประกอบการเรียนรู้รายวิชานี้ให้เข้าใจ ก่อนที่จะศึกษาเนื้อหาในแต่ละบทในล าดับ ต่อไป 2. ให้นักศึกษา ศึกษารายละเอียดของเนื้อหารายวิชา ในแต่ละบท มีทั้งหมด 5 บท ในแต่ละบท ประกอบด้วย สาระส าคัญ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ขอบข่ายเนื้อหา สื่อประกอบการเรียนรู้และรายละเอียด ของแต่ละเรื่องในบทนั้น ๆ ต่อจากนั้นให้ท ากิจกรรมท้ายบท เพื่อสรุปความรู้ที่ได้ศึกษาเนื้อหา หลังจากนั้น สามารถตรวจสอบผลการตอบหรือท ากิจกรรมท้ายบทได้จากเฉลยกิจกรรมท้ายบท ถ้ากรณีผลการ ตรวจสอบค าตอบไม่ถูกต้อง ให้นักศึกษาทบทวนด้วยการกลับไปศึกษาเนื้อหาในบทนั้น ๆ ใหม่อีกครั้งหนึ่ง หรือจนกว่าจะตอบได้ถูกต้อง นอกจากนี้นักศึกษาสามารถน าผลการตอบกิจกรรมที่ได้ท า ไปพูดคุย แลกเปลี่ยนกับครูผู้สอนรายวิชานี้ หรือเพื่อนนักศึกษาที่ลงทะเบียนรายวิชานี้หรือนักศึกษาคนอื่น ๆ ใน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายระดับเดียวกันได้ 3. หนังสือเรียนเล่มนี้ ประกอบด้วย 5 บท บทที่ 1 เรื่องพระประวัติกรมหลวงชุมพร บทที่ 2 พระปรีชาสามารถและผลงาน บทที่ 3 พระราชกรณียกิจกรมหลวงชุมพร บทที่ 4 คุณค่า ความศรัทธา บทที่ 5 การสืบสาน และเผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพร
2 โครงสร้ำงหลักสูตร รำยวิชำ สค2300132 กรมมหลวงชุมพร จ ำนวน 2 หน่วยกิจ ระดับมัธยมศึกษำตอนต้น สรุปสำระส ำคัญ 1. บทที่ 1 พระประวัติกรมหลวงชุมพร 1.ประวัติควำมเป็นมำของกรมหลวงชุมพร นายพลเรือเอก พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์(19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 – 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466) มีพระนามเดิมคือ พระเจ้ำลูกยำเธอ พระองค์เจ้ำอำภำกร เกียรติวงศ์ทรงเป็นต้นราชสกุล "อาภากร" เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงได้รับสมัญญานามว่า "องค์บิดาของทหารเรือไทย" พระองค์ทรงเป็นผู้วางรากฐานการบริหารงานของกองทัพเรือ ทรงได้รับการเชิดชูในหมู่ ทหารเรือเรียกขานพระองค์ว่า "เสด็จเตี่ย" หรือ "หมอพร" และ "พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย" ต่อมาในปี 2536 มีประกาศกองทัพเรือขนานพระนามพระองค์ว่า "พระบิดาของกองทัพเรือไทย"และในปี 2544 แก้ไข เป็น "องค์บิดาของทหารเรือไทย ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ได้มีการจัดสร้างศาลและพระอนุสาวรีย์พล เรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รวมทั้งสิ้น 217 แห่งทั่วประเทศไทย เช่น โรงพยาบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อ าเภอเมือง จังหวัดชุมพร โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือ สัตหีบ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีหรือที่พระต าหนักที่ หาดทรายรีจังหวัดชุมพร ประวัติพระครูวรเวทมุนี (หลวงพ่ออี๋) เจ้าอาวาสวัดสัตหีบ 1.1 ชีวิตส่วนพระองค์ ทางด้านชีวิตส่วนพระองค์อภิเษกสมรสกับ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพย์ สัมพันธ์พระธิดาในสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ วงศ์วรเดช เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ กรุณาพระราชทานน้ าสังข์ในพิธีอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง แต่ใน ภายหลัง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ ทรงน้อยพระทัยพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ และปลง ชีพพระองค์เองด้วยยาพิษ
3 1.2 รำชตระกูล พระรำชตระกูลในสำมรุ่นของพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระเจ้ำบรม วงศ์เธอ กรมหลวง ชุมพรเขตอุดม ศักดิ์ พระชนก: พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอัยกำฝ่ำยพระชนก: พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว พระปัยกำฝ่ำยพระชนก: พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนก: สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระอัยยิกำฝ่ำยพระ ชนก: สมเด็จพระเทพศิรินทราบ รมราชินี พระปัยกำฝ่ำยพระชนก: สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนก: หม่อมน้อย พระชนนี: เจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5 พระอัยกำฝ่ำยพระชนนี: เจ้าพระยาสุรวงษ์ ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) พระปัยกำฝ่ำยพระชนนี: สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนนี: ท่านผู้หญิงกลิ่น พระอัยยิกำฝ่ำย พระชนนี: ท่านผู้หญิงอิ่ม พระปัยกำฝ่ำยพระชนนี: ไม่มีข้อมูล พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนนี: ไม่มีข้อมูล
4 1.3 พระเกียรติยศ พระอิสริยยศ - พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ (19 ธันวาคม พ.ศ.2423–20 พฤศจิกายน พ.ศ.2447) - พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (20 พฤศจิกายน พ.ศ.2447–23 ตุลาคม พ.ศ.2453) - พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (23 ตุลาคม พ.ศ.2453 –11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2463) - พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (11 พฤศจิกายน พ.ศ.2463–10 กรกฎาคม พ.ศ.2478) - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (10 กรกฎาคม พ.ศ.2478) 1.4 กำรศึกษำ ทรงเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนพระต าหนักสวนกุหลาบ เมื่อมีพระชันษาได้ 13 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงด ารงพระอิสริยศักดิ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ในปี พ.ศ. 2436 ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรือ อังกฤษ ในปี พ.ศ. 2439 ต่อจากนั้นทรงศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียน ตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอก รวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษ 2. บทที่ 2 พระปรีชำสำมำรถและผลงำน 1.พระปรีชำสำมำรถ เสด็จเตี่ย ทรงเป็น "ชายชาติทหาร" อย่างเต็มตัว ยามใดที่พอจะมีเวลาว่างจากงานราชการจะ โปรดท างานอดิเรก ซึ่งมีทั้งด้านการกีฬา ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และงานด้านศิลปวัฒนธรรม ด้ำนกำรกีฬำ กีฬาที่ทรงโปรดมากคือการแล่นเรือใบ ยามว่างพระองค์จะทรงแล่นเรือใบ โดยทรงถือท้าย เรือด้วยพระองค์เอง และยังทรงฝึกพระชายา พระโอรสและพระธิดาหัดแล่นเรือใบเพื่อความเพลิดเพลินและ ให้คุ้นกับทะเล นอกจากนี้ยังทรงโปรดกีฬาฟุตบอลและ ฮอกกี้ ด้ำนศิลปะกำรต่อสู้ป้องกันตัว ทรงโปรดศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวหลายประเภทเช่น มวย และ กระบี่กระบอง ทรง ฝึกหัดทั้งมวย และกระบี่กระบองอย่างเชี่ยวชาญ จนยากที่จะหาใครเทียบเคียงได้ ด้ำนดนตรี ทรงมีพรสรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงเป็นนักดนตรีโดยสายเลือดจากพระ มารดา ทรงเครื่องดนตรีไทยได้แทบทุกชนิดทั้งประเภท ดีด สี ตี เป่า เช่นขลุ่ย ระนาด ซอ และไม่ว่า พระองค์จะทรงหยิบจับเครื่องดนตรีใด ก็สามารถเล่นได้ดีทั้งสิ้น ส าหรับเครื่องดนตรีฝรั่ง ทรงสามารถด้าน เปียโนและขับร้องได้อย่างดี
5 ด้ำนศิลปะกำรแสดง พระอัจฉริยภาพอีกด้านหนึ่งของเสด็จเตี่ย คือ ด้านศิลปะการแสดง และศิลปะการแสดงที่ ท่านโปรดมากคือ "โขน" ถึงกับมีการเรียนกับครู ชื่อพระยาพรหมา พระองค์ทรงหัดโขนอย่างจริงจัง และมี การเล่นโขนกันระหว่างเจ้านายหลายพระองค์ อยู่หลายครั้ง 2. ผลงำน 1. มวยไทย พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เป็นเจ้านายอีกหนึ่ง พระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยที่ทรงสนใจ-สนับสนุนมวยและนักมวย ทรงเป็นผู้มีความสามารถด้านมวย ไทย และในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นผู้ฝึกสอนให้กับนักมวยต่างจังหวัด ทั้ง นายทับ จ ำเกำะ, นายยัง หำญ ทะเล, นายตู้ ไทยประเสริฐ และนายพูน ศักดา ซึ่งเป็นนักมวยที่มีฝีมือชาวโคราช และทรงสนับสนุน ทหารเรือที่มีความสามารถในการชกมวยไทยอีกด้วย ทรงส่งนายยัง หาญทะเล เข้าชกชิงถ้วยชนะเลิศมวย ไทย ทรงชุบเลี้ยงนายทหารเรือ ที่มีความสามารถในการชกมวย และกระบี่กระบอง ไว้มากมายหลายคนด้วย ทรงเห็นความส าคัญว่าศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวมีความส าคัญและยังเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยสร้างความ แข็งแกร่ง และเป็นการติดเขี้ยวเล็บให้เหล่าทหารเรืออีกด้วย. 2. ด้ำนศิลปะ เสด็จเตี่ยทรงมีความสามารถในด้านศิลปะ เขตอุดมศักดิ์ ยังมีความสามารถในด้าน ศิลปะ โดยพระองค์ได้ทรงเขียนภาพพุทธประวัติไว้ที่ผนังโบสถ์ของวัดปากคลองมะขามเฒ่า อ าเภอวัด สิงห์จังหวัดชัยนาท อันเป็นภาพเหตุการณ์ที่พระโคตมพุทธเจ้าทรงพบปัญจวัคคีย์ผลงานวาดทางพุทธศิลป์ ของเสด็จเตี่ยนี้ยังคงปรากฏสืบมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นงานที่มีความละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง อีกทั้งภาพล้อฝีพระหัตถ์ที่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ขันของพระองค์ได้เป็นอย่างดี 3. งำนพระนิพนธ์ เสด็จเตี่ยทรงโปรดอีกอย่างคืองานด้านการประพันธ์ สังเกตว่าท่านทรงเชี่ยวชาญทั้ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ถ้าอ่านบันทึกหรือผลงานทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองที่ปรากฏในรูปค าสอน บท กวี และเนื้อเพลง จะเห็นว่าทรงใช้ภาษาสื่อความหมายได้ชัดเจน ถ้อยค าเรียบง่าย แต่มีพลัง ถ้าเป็นบทร้อย กรอง พระองค์โปรดการใช้ค าประพันธ์ประเภทกลอนเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหามักมีคติเตือนใจ ให้ข้อคิดในการ ท างานต่างๆที่สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ทุกเพศ ทุกวัย และไม่จ ากัดด้วยเวลา. 3. บทที่ 3 พระรำชกรณียิจกรมหลวงชุมพร 1.พระรำชกรณียกิจของกรมหลวงชุมพร พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงได้รับสมัญญาเป็น องค์บิดาแห่ง กองทัพเรือ ซึ่งทหารเรือยกย่องและเทิดทูนพระเกียรติคุณอย่างสูงสุด เนื่องจากพระองค์ทรงริเริ่ม วางรากฐานกิจการทหารเรือและน าความเจริญมั่นคงและรุ่งเรืองมีสมรรถภาพสู่กองทัพเรือเป็นที่ประจักษ์ ทั่วไป ท าให้ทัพเรือไทยทันสมัยมีมาตรฐาน และเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับอารยะประเทศ กองทัพเรือจึง ก าหนดให้ 19 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น วันอาภากร ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ เพื่อเป็นการเทิดทูน เผยแพร่พระเกียรติคุณ และแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน 1.1 ด้ำนกำรทหำร พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ เป็นเจ้านายพระองค์แรก ที่ส าเร็จ การศึกษา วิชาการทหารเรือ จากประเทศอังกฤษ พระองค์ทรงมีจุดประสงค์ อันแรงกล้าที่จะฝึก ให้
6 ทหารเรือไทย เดินเรือทะเลได้อย่างชาวต่างประเทศ และ สามารถท าการรบ ทางเรือได้เนื่องจากในอดีต ประเทศไทย ได้ว่าจ้างชาวต่างชาติ มาเป็นผู้บังคับการเรือ มาโดยตลอด แม้แต่ในคราวที่ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสฯ ยุโรปครั้งแรก ก็ยังได้ว่าจ้าง " กัปตันคัมมิ่ง" และคณะนายทหาร เรือ อังกฤษ เป็นผู้เดินเรือ ภายหลังจากที่พล.ร.อ. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ส าเร็จ การศึกษา และเข้ารับราชการ ทหารเรือแล้ว พระองค์ได้แก้ไข ปรับปรุงระเบียบการ ในโรงเรียนนายเรือ ทรงเป็นครูสอนนักเรียนนายเรือ และริเริ่มการใช้ ระบบการปกครองบังคับบัญชา ตามระเบียบ การปกครอง ในเรือรบ คือการแบ่งให้นักเรียนชั้นสูง บังคับบัญชารองลงมา นอกจากนี้ยังทรงจัดเพิ่ม วิชาส าคัญส าหรับ ชาวเรือขึ้นเพื่อให้ส าเร็จการศึกษา สามารถเดินเรือ ทางไกลในทะเลน้ าลึกได้คือ วิชา ดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ อุทกศาสตร์ การเดินเรือเรขาคณิต พีชคณิต ฯลฯ 1.2 ด้ำนกำรแพทย์ พระองค์ศึกษาอย่างจริงจัง ได้ทรงสั่งกล้องจุลทรรศน์มาส าหรับตรวจโรค มีห้องพิเศษเรียกว่า ห้อง เคมีวิทยาศาสตร์ พระองค์ชอบทดลอง มีการค้นคว้าแก้โรคต่าง ๆ เล่นแร่แปรธาตุ สกัดตัวยาจากสมุนไพร เครื่องสกัดตัวยานี้ท ามาจากต่างประเทศ ห้องเคมีเล็กก็จริง แต่ลงทุนมาก มีตัวยาอันตรายและส าคัญ เป็นยา ผงน้ ากรด น้ ากลั่น และตัวยาสกัดออกมาใส่ขวดปิดฉลากภาษาไทย ภาษาต่างประเทศเต็ม 4 ตู้ ลูก 4 คน (หม่อมเจ้าสมรบ าเทอง หม่อมเจ้าเริงจิตรแจรง หม่อมเจ้าด าแคงฤทธิ และหม่อมเจ้าครรชิตพล) จะรักษา กุญแจคนละตู้ ห้องนั้นลั่นกุญแจเสมอ ทรงถือกุญแจเอง ทรงงานเดี่ยวบ้าง กับแพทย์ชาวต่างประเทศบ้าง มี ลูก ๆ คอยรับใช้ ทรงแต่งองค์อย่างหมอฝรั่ง มีผ้ากันเปื้อน ลูก ๆ เป็นผู้ช่วยก็แต่งตัวเรียบร้อยอย่างเดียวกัน เครื่องกลั่น ใช้การได้ดี นอกจากสกัดสมุนไพรแล้ว ยังเคยสกัดดอกไม้มาท าน้ าหอมอีกด้วย พระองค์ทรงหมกมุ่นอยู่กับการแยกธาตุ และทดลองทั้งวัน ถึงแม้จะทรงช านิช านาญในกิจการ แพทย์ ฝ่ายแผนโบราณแล้วก็ตาม แต่จะไม่ทรงยินยอมรักษาใครเป็นอันขาด จนกว่าจะได้รับการทดลองเป็น ที่แม่นย าแล้วว่าเป็นยารักษาโรคชนิดพื้น ๆ ให้หายขาดได้อย่างแน่นอน ทรงทดลองให้สัตว์เล็ก ๆ กินก่อน เมื่อสัตว์เล็ก กินหาย ก็ทดลองสัตว์โต เมื่อสัตว์โตหายจึงทดลองกับคน แล้วจึงประกาศอย่างเปิดเผยว่า ทรง รักษาโรคนั้นโรคนี้ ให้หายขาดได้ 4. บทที่ 4 คุณค่ำ ควำมศรัทธำ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นผู้วางรากฐานการบริหารงานของ กองทัพเรือ ทรงได้รับการเชิดชูในหมูทหารเรือเรียกขานว่า “เสด็จเตี่ย” หรือ “หมอพร” และ “พระบิดา แห่งกองทัพเรือไทย” ต่อมาในปี 2536 มีประกาศกองทัพเรือขนานพระนามพระองค์ว่า “พระบิดาของ กองทัพเรือไทย” และในปี 2544 แก้ไข เป็น “องค์บิดาของทหารเรือไทย”และในเรื่องของความเชื่อความ ศรัทธาของอนุสาวรีย์,เหรียญที่ระลึก ที่ได้จัดสร้างขึ้น 5. บทที่ 5 กำรสืบสำน และเผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพร กกกกกกก1. กำรเป็นมัคคุเทศก์อำสำ มัคคุเทศก์หมายถึง ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ ท าหน้าที่อ านวยความสะดวก ให้ข้อมูล ความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์ร่วมสมัยต่าง ๆ แก่บุคคลที่อยู่ในกลุ่ม นักท่องเที่ยว ในกรณีทัศนศึกษาที่สถานที่ทางศาสนาหรือประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวที่ ได้รับความสนใจอื่น ๆ มัคคุเทศก์ส่วนใหญ่จะได้รับการรับรองจากองค์กรที่เกี่ยวข้องก่อนปฏิบัติหน้าที่ มัคคุเทศก์
7 มัคคุเทศก์อาสา หมายถึง ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ ท าหน้าที ่อ านวยความสะดวก ให้ข้อมูลความเข้าใจ ทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์ร่วมสมัยต่างๆ ในสถานที่ท่องเที่ยวแก่บุคคลที่อยู่ในกลุ่ม ท่องเที่ยว โดยสมัครใจท างานเพื่อประโยชน์แห่งประชาชนและสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงิน หรือ สิ่งอื่นใด คุณลักษณะที ่ดีของมัคคุเทศก์จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษหลาย ๆ อย่าง สามารถปรับตัวให้ เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเหมาะสม จ าเป็นต้องมีคุณสมบัติ 5 ประการ ดังนี้(1) มนุษยสัมพันธ์ดี (2) บุคลิกภาพ (3) มีความรู้ดี (4) รักงานรักหน้าที่ และ(5) มีศิลปะใน การพูด 2. จิตอำสำ จิตอาสา จิตอาสาจะมีลักษณะเดียวกันกับจิตส านึก (ความรู้สึกดีหรืออยากตอบแทนสิ่งที่เป็น ประโยชน์ต่อตนเอง สังคม โลกมวลมนุษย์) หรือภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัวสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าจาก ประสาท สัมผัสทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยกาย จิตสาธารณะ จิตส านึกสาธารณะ จิต บริการ จิตอาสา จิตส านึกทางสังคม ค าศัพท์เหล่านี้มีลักษณะมีความหมายคล้ายคลึงกันหรือปฏิบัติในแง่ เดียวกัน โดยความหมาย ของศัพท์เหล่านี้ท่านกล่าวความหมายเอาสรุปได้ 5 ประการ คือ ประการที่ 1 จิต สาธารณะ คือ จิตส านึกเพื่อส่วนรวมจิตส านึก ประการที่ 2 จิตสาธารณะ คือ จิตอาสา ที่แสดงออกมาในรูป ของพฤติกรรม ประการที่ 3 จิตสาธารณะ คือ การส านึกสาธารณะ ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลตระหนักรู้และ ค านึงถึงประโยชน์สุขของส่วนรวมและสังคม มองเห็นคุณค่าของการเอาใจใส่ดูแลรักษาสิ่งต่างๆ ที่เป็นของ ส่วนรวม ประการที่ 4 จิตสาธารณะ คือ จิตบริการที่เกี่ยวกับการคิด และการปฏิบัติในการให้ความ ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นการประพฤติปฏิบัติที่มุ่งความสุขของผู้อื่น ประการที่ 5 จิตสาธารณะ คือ จิตส านึกทาง สังคมที่ส านักงานและคณะกรรมการวิจัย แห่งชาติได้อธิบายว่าเป็นการรู้จักเอาใจใส่เป็นธุระ และเข้าร่วมใน เรื่องของส่วนร่วมที่เป็นประโยชน์ต่อ ประเทศชาติมีความส านึกและยึดมั่นในระบบคุณธรรม และจริยธรรมที่ ดีงาม ละอายต่อสิ่งผิดเน้นความเรียบร้อย ประหยัด และมีความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ 3. วันกองทัพเรือ กองทัพเรือ มีก าเนิดควบคู่มากับการสร้างอาณาจักรไทยนับตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี กองทัพ ไทย ในสมัยนั้น มีเพียง ทหารเหล่าเดียว มิได้แบ่งแยกออกเป็น กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ อย่างเช่น ในสมัยปัจจุบัน หากยาตราทัพ ไปทางบก ก็เรียกว่า "ทัพบก" หากยาตราทัพ ไปทางเรือ ก็เรียกว่า "ทัพเรือ" การจัดระเบียบ การปกครอง บังคับบัญชา กองทัพไทย ในยามปกติ สมัยนั้น ยังไม่มี แบบแผน ที่ แน่นอน ในยามศึกสงครามได้ใช้ทหาร"ทัพบก"และ"ทัพเรือ"รวมๆกันไปในการ ยาตราทัพ เพื่อท าศึกสงคราม ภายในอาณาจักร หรือ นอกอาณาจักร ก็มีความจ าเป็น ต้องใช้เรือ เป็นพาหนะในการ ล าเลียงทหาร เครื่อง ศาสตราวุธเรือ นอกจาก จะสามารถ ล าเลียง เสบียงอาหาร ได้คราวละมากๆ แล้ว ยังสามารถ ล าเลียง อาวุธหนักๆ เช่น ปืนใหญ่ ไปได้สะดวก และ รวดเร็ว กว่าทางบกด้วย จึงนิยม ยกทัพไปทางเรือจนสุดทางน้ า แล้วจึงยกทัพต่อไปบนทางบกเรือรบ ที่เป็นพาหนะ ของกองทัพไทย สมัยโบราณ มี 2 ประเภท ด้วยกันคือ เรือรบในแม่น้ า และ เรือรบในทะเล เมื่อสันนิษฐาน จากลักษณะ ที่ตั้ง ของราชธานี ซึ่งมี แม่น้ าล้อมรอบ และ มีแม่น้ าล าคลอง เป็นเส้นทาง ในการคมนาคม ตลอดจน ชีวิตความเป็นอยู่ ที่ต้องใช้น้ า ในการบริโภค และ การเกษตรกรรม แล้ว เรือรบ ในแม่น้ า คงมีมาก่อน เรือรบในทะเล เพราะสงคราม ของไทย ใน ระยะแรกๆ จะเป็น การท าสงคราม ในพื้นที่ ใกล้เคียงกับ ประเทศไทย กล่าวคือ เป็นการ ท าสงคราม กับ พม่า เป็นส่วนมาก
8 4. วันอำภำกร วันอาภากร ตรงกับวันที่ 19 พฤษภาคม ของทุกปี ตรงกับวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้า บรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์(19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466) ซึ่ง เป็นที่เคารพของทหารเรือไทย ในฐานะที่ทรงเป็นผู้วางรากฐาน และพัฒนากิจการกองทัพเรือไทย จัดตั้งฐาน ทัพเรือ โรงเรียนนายเรือ กองทัพเรือไทยได้ก าหนดให้วันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันอาภากร พร้อมกับขนานพระนาม พระองค์ท่านเป็น "พระบิดาของกองทัพเรือไทย" ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 กกกกกกก5. กำรประชำสัมพันธ์ด้วยสื่อที่หลำกหลำย ความหมายของสื่อสังคมออนไลน์ หมายถึง สื่อดิจิทัลที่เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการทาง สังคม (Social Tool) เพื่อใช้สื่อสารระหว่างกันในเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ผ่านทางเว็บไซต์ และโปรแกรมประยุกต์บนสื่อใดๆ ที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยเน้นให้ผู้ใช้ทั้งที่เป็นผู้ส่งสารและผู้รับ สารมีส่วนร่วม (Collaborative) อย่างสร้างสรรค์ ในการผลิตเนื้อหาขึ้นเอง (User-GenerateContent: UGC) ในรูปของข้อมูล ภาพ และเสียง รวมถึงการประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อแผ่นพับ แผ่นพับ หมายถึง สื่อโฆษณาที่เป็นสิ่งพิมพ์ที่ผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค มีทั้งวิธีการส่งทางไปรษณีย์ และแจกตามสถานที่ต่าง ๆ ลักษณะเด่นของแผ่นพับ คือ มีขนาดเล็ก หยิบง่าย ให้ข้อมูลรายละเอียดได้มาก พอสมควร ผู้อ่านสามารถเลือกอ่านเวลาใดก็ได้ ผู้ออกแบบมีเทคนิคการออกแบบตามอิสระ หลากหลาย ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่ ากว่าสิ่งพิมพ์ชนิดอื่น นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่เข้าถึงเป้าหมายได้อย่างแท้จริง การท าแผ่นพับที่ดี ต้องประกอบไปด้วย (1) หลักการทั่วไป การออกแบบแผ่นพับ มี 2 เรื่องที่ ส าคัญ คือ หลักการที่ 1 สิ่งที่ต้องก าหนดและวางแผนก่อนการออกแบบแผ่นพับ หลักการที่ 2 องค์ประกอบ และการจัดวางองค์ประกอบในการออกแบบแผ่นพับ (2) สิ่งที่ต้องก าหนด และวางแผนก่อนการออกแบบ แผ่นพับ มี 4 ข้อ ดังนี้ การก าหนดขนาดและรูปแบบของแผ่นพับ การก าหนดลักษณะการส่ง การก าหนด กระดาษ และการก าหนดล าดับของการอ่านตามลักษณะของแผ่นพับ และ (3) องค์ประกอบ และการจัด วางองค์ประกอบในการออกแบบแผ่นพับที่ต้องก าหนดและวางแผนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ ออกแบบ มี 4 องค์ประกอบ ดังนี้ พาดหัว ภาพประกอบข้อความ ภาพสถานที่หลัก และตราสัญลักษณ์ เป็นต้น ผลกำรเรียนที่คำดหวัง 1. บอกประวัติความเป็นมาของกรมหลวงชุมพรได้ 2. ผู้เรียนสามารถบอกพระปรีชาสามารถและผลงานด้านต่างๆของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้ 3. ผู้เรียนเห็นคุณค่าและความส าคัญของพระปรีชาสามารถและผลงานด้านต่างๆของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้ 4. บอกถึงความส าคัญของพระราชกรณียกิจ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 5. ให้คุณค่า และความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้ 6. เห็นคุณค่า และความศรัทธาต่ออนุสาวรีย์และเหรียญที่ระลึกของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ 7. สามารถบอกกล่าวเล่าขาน หรือเป็นมัคคุเทศก์อาสา แนะน าสืบสาน และเผยแพร่ เกียรติคุณ กรมหลวงชุมพรได้
9 กกกกกก8. สามารถการประชาสัมพันธ์ แนะน าสืบสาน และเผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพรด้วยสื่อที่ หลากหลายได้ ขอบข่ำยเนื้อหำ บทที่ 1 เรื่องพระประวัติ บทที่ 2 พระปรีชาสามารถและผลงาน บทที่ 3 พระราชกรณียกิจกรมหลวงชุมพร บทที่ 4 คุณค่า ความศรัทธา บทที่ 5 การสืบสาน และเผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพร สื่อประกอบกำรเรียนรู้ 1. สื่อเอกสารได้แก่ 1.1 ใบความรู้ 1.2 ใบงาน 1.3 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา สค2300132 กรมหลวงชุมพร ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1.4 พระปรีชาสามารถของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 1.5 ผลงานของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 2. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ 2.1 Website ได้แก่ 2.1.1 เรื่อง พระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ผู้เขียนมูลนิธิวิกิ มีเดีย สืบค้นจากhttps://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 2.1.2 เรื่อง พระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ผู้เขียน Seal 2 thai สืบค้นจาก http://www.seal2thai.org/etc/chumporn/ 3. สื่อแหล่งเรียนรู้ในชุมชน 3.1 ฐานทัพเรือสัตหีบ อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 3.2 ห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี" อ าเภอสัตหีบ (ห้องสมุด กศน.อ าเภอสัตหีบ 3.3 ศึกษาจากสถานที่จริง ได้แก่ ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ แหลมปู่เจ้า , สวนกรมหลวงชุมพรเขต อุดมศักดิ์ บริเวณหนองตะเคียน และอนุสาวรีย์บริเวณชายหาดบางเสร่ ม.2 ต.บางแสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
10 บทที่ 1 พระประวัติกรมหลวงชุมพร สำระส ำคัญ 1.ประวัติควำมเป็นมำของกรมหลวงชุมพร นายพลเรือเอก พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์(19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 – 19 พ ฤษ ภ าค ม พ .ศ . 2466) มีพ ร ะน าม เดิ ม คื อ พ ร ะเจ้ ำลู ก ย ำเธ อ พ ร ะอ งค์ เจ้ ำ อ ำภ ำ ก ร เกียรติวงศ์ทรงเป็นต้นราชสกุล "อาภากร" เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงได้รับสมัญญานามว่า "องค์บิดาของทหารเรือไทย" พระองค์ทรงเป็นผู้วางรากฐานการบริหารงานของกองทัพเรือ ทรงได้รับการเชิดชูในหมู่ทหารเรือ เรียกขานพระองค์ว่า "เสด็จเตี่ย" หรือ "หมอพร" และ "พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย" ต่อมาในปี 2536 มี ประกาศกองทัพเรือขนานพระนามพระองค์ว่า "พระบิดาของกองทัพเรือไทย"และในปี 2544 แก้ไขเป็น "องค์บิดาของทหารเรือไทย ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ได้มีการจัดสร้างศาลและพระอนุสาวรีย์พลเรือเอก พระ เจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รวมทั้งสิ้น 217 แห่งทั่วประเทศไทย เช่น โรงพยาบาลชุมพร เขตอุดมศักดิ์ อ าเภอเมือง จังหวัดชุมพร โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ โรงพยาบาล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีหรือที่พระต าหนักที่หาดทรายรีจังหวัดชุมพร ประวัติพระครูวรเวทมุนี (หลวงพ่ออี๋) เจ้าอาวาสวัดสัตหีบ 1.1 ชีวิตส่วนพระองค์ ทางด้านชีวิตส่วนพระองค์อภิเษกสมรสกับ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์พระธิดาใน สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ กรุณาพระราชทาน น้ าสังข์ในพิธีอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง แต่ในภายหลัง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ ทรงน้อยพระทัยพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ และปลงชีพพระองค์เอง ด้วยยาพิษ
11 1.2 รำชตระกูล พระรำชตระกูลในสำมรุ่นของพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระเจ้ำบรม วงศ์เธอ กรมหลวง ชุมพรเขตอุดม ศักดิ์ พระชนก: พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอัยกำฝ่ำยพระชนก: พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว พระปัยกำฝ่ำยพระชนก: พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนก: สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระอัยยิกำฝ่ำยพระ ชนก: สมเด็จพระเทพศิรินทราบ รมราชินี พระปัยกำฝ่ำยพระชนก: สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนก: หม่อมน้อย พระชนนี: เจ้าจอมมารดาโหมด ใน รัชกาลที่ 5 พระอัยกำฝ่ำยพระชนนี: เจ้าพระยาสุรวงษ์ ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) พระปัยกำฝ่ำยพระชนนี: สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนนี: ท่านผู้หญิงกลิ่น พระอัยยิกำฝ่ำย พระชนนี: ท่านผู้หญิงอิ่ม พระปัยกำฝ่ำยพระชนนี: ไม่มีข้อมูล พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนนี: ไม่มีข้อมูล
12 1.3 กำรศึกษำ ทรงเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนพระต าหนักสวนกุหลาบ เมื่อมีพระชันษาได้ 13 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงด ารงพระอิสริยศักดิ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ในปี พ.ศ. 2436 ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรือ อังกฤษ ในปี พ.ศ. 2439 ต่อจากนั้นทรงศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียน ตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอก รวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษ 1.4 พระเกียรติยศ พระอิสริยยศ - พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ (19 ธันวาคม พ.ศ.2423–20 พฤศจิกายน พ.ศ.2447) - พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (20 พฤศจิกายน พ.ศ.2447–23 ตุลาคม พ.ศ.2453) - พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (23 ตุลาคม พ.ศ.2453 –11 พฤศจิกายน พ.ศ.2463) - พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (11 พฤศจิกายน พ.ศ.2463–10 กรกฎาคม พ.ศ.2478) - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (10 กรกฎาคม พ.ศ.2478) ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง 1.บอกประวัติความเป็นมาของกรมหลวงชุมพรได้ ขอบข่ำยเนื้อหำ 1. พระประวัติกรมหลวงชุมพร 1.1 ชีวิตส่วนพระองค์ 1.2 ราชตระกูล 1.3 พระเกียรติยศ 1.4 การศึกษา สื่อประกอบกำรเรียนรู้ 1. สื่อเอกสารได้แก่ 1.1 ใบความรู้ 1.2 ใบงาน 1.3 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา สค2300132 กรมหลวงชุมพร ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น 2. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ 2.1 เรื่อง พระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ผู้เขียนมูลนิธิวิกิมีเดีย สืบค้นจากhttps://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
13 2.2 เรื่อง พระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ผู้เขียน Seal 2 thai สืบค้นจาก http://www.seal2thai.org/etc/chumporn/ เรื่องที่ 1 พระประวัติกรมหลวงชุมพร นายพลเรือเอก พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 – 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466) มีพระนามเดิมคือ พระเจ้ำลูกยำเธอ พระองค์เจ้ำอำภำกรเกียรติวงศ์ทรงเป็น ต้น ราชสกุล "อาภ ากร" เป็นพ ระราชโอรสพระองค์ที่ 28 ในพระบ าทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงได้รับสมัญญานามว่า "องค์บิดาของทหารเรือไทย"พระองค์ทรงเป็นผู้วางรากฐานการ บริหารงานของกองทัพเรือ ทรงได้รับการเชิดชูในหมู่ทหารเรือเรียกขานพระองค์ว่า "เสด็จเตี่ย" หรือ "หมอ พร" และ "พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย" ต่อมาในปี 2536 มีประกาศกองทัพเรือขนานพระนามพระองค์ว่า "พระบิดาของกองทัพเรือไทย"และในปี 2544 แก้ไขเป็น "องค์บิดาของทหารเรือไทย ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ได้มีการจัดสร้างศาลและพระอนุสาวรีย์พลเรือเอก พระเจ้าบรม วงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รวมทั้งสิ้น 217 แห่งทั่วประเทศไทย[3] เช่น โรงพยาบาลชุมพรเขต อุดมศักดิ์ อ าเภอเมือง จังหวัดชุมพร[4] โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ โรงพยาบาล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี[5] หรือที่พระต าหนักที่หาดทรายรีจังหวัดชุมพร 1. พระประวัติ พระบิดาแห่งทหารเรือไทย พระองค์ท่านเป็นที่เคารพรักของเหล่าทหารเรือ ชาวประมง และปราชา ชนทั่วไปโดยเฉพาะชาวชุมพรนั้นกล่าวได้ว่า แทบทุกบ้านจะมีพระรูปของพระองค์ท่านไว้บูชา ด้วยทรงเป็น ที่เคารพศรัทธายิ่งจนมีพระสมัญญาว่า "เสด็จเตี่ย" กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประสูติเมื่อ วันที่ 19 ธ.ค. 2423 พระนามเดินมว่า พระองค์เจ้าชายอาภากรเกียรติวงศ์ทรงเข้า รับการศึกษาเบื้องต้นในพระบรมมหาราชวัง และเป็นนักเรียนโรงเรียนหลวง ณ พระต าหนักสวนกุหลาบอยู่ จนถึงโสกันต์ ในปี พ.ศ.2436 เมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหา
14 วชิราวุธ และทรงศึกษาต่อในวิชาการทหารเรือ ทรงสอบผ่านหลักสูตรชั้นสูงสุดของโรงเรียนนายเรืออังกฤษ จากนั้นจึงเสด็จนิวัติสู้สยาม ในปี พ.ศ.2447 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาอิสริยยศขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระ นามตามพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์สิงหนาม ขณะที่ด ารงต าแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ทรงด าริถึงการปรับปรุงกิจการทหารเรือ โดยทหารเรือสยามควรปฏิบัติงาน แทนนายทหารเรือต่างชาติที่ราชส านักสยามจ้างไว้ได้ อันถือเป็นการวางรากฐานวิชาการทหารเรือตามแบบ ตะวันตกเป็นครั้งแรกในสยามและในปี พ.ศ. 2448 ทรงกราบทูลพระราชบิดาเพื่อขอพระราชทานที่ดินใน การจัดตั้งโรงเรียนนายเรือที่บริเวณพระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรี หลังจากนั้นได้ก่อตั้งโรงเรียนพลทหารเรือในเขต จังหวัดชายทะเล เช่น สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ จันทบุรี ระยอง และชลบุรี เมื่อครั้งที่ทรงด ารงต าแหน่งเสนาธิการทหารเรือในปี พ.ศ. 2465 ได้กราบบังคมทูลพระราชบิดาขอ พระราชทานที่ดินบริเวณ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อตั้งเป็นฐานทัพเรือ อันเป็นรากฐานส าคัญต่อการพัฒนา กองทัพเรือต่อมา พระราชกรณียกิจที่ส าคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ทรงเป็นหมอยาไทยในช่วงที่พระองค์ทรงออกจาก ประจ าการระหว่างปี พ.ศ. 2466 ทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนไทยจากพระยาพิษณุฯ หัวหน้าหมอหลวงแห่ง พระราชส านัก หัวหน้าฝ่ายยาไทยแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ทรงรักษาประชาชนทั่วไปจนรู้จักกันดีในนาม "หมอ พร" ในปี พ.ศ. 2463 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็นพลเรือเอก พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์สิงหนาม หลังจากนั้น พ.ศ. 2466 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงด ารง ต าแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ จนกระทั่งประชวรพระโรคภายใน จึงกราบบังคมทูลลาออกจาก ราชการและเสด็จไปประทับที่ชายทะเลหาดทรายรี ทางใต้ของปากน้ า จ. ชุมพร และสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2466 ขณะมีพระชนมายุเพียง 44 พรรษา 1.1 ชีวิตส่วนพระองค์ ทางด้านชีวิตส่วนพระองค์อภิเษกสมรสกับ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์พระธิดาใน สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ กรุณาพระราชทาน น้ าสังข์ในพิธีอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง แต่ในภายหลัง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ ทรงน้อยพระทัยพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ และปลงชีพพระองค์เองด้วย ยาพิษ 1.1.1 พิธีสมรสพระรำชทำน สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดช ทรง เป็น พระราชโอรส ล าดับที่ 45ในรัชกาลที่ 4 และทรงเป็น พระอนุชา ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระ เมตตา และสนิทสนมยิ่งนัก (ทรงเป็น "เสด็จตา" ของพระองค์เจ้าภาณุพพันธ์ยุคล) สมเด็จพระเจ้าน้องยา เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ทรงมีพระธิดาองค์โต หม่อมเจ้าหญิงทิพยสัมพันธ์ ครั้นพอเสด็จในกรมฯ ส าเร็จ การศึกษาจากอังกฤษ กลับมารับราชการแล้วนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ก็ได้ทรงสู่ขอพระธิดาองค์โต ของพระอนุชามาพระราชทานเสกสมรสให้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีงานมงคลพิธี ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานน้ าพระมหาสังข์ มีเลี้ยงน้ าชา ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และมี งานราตรีสโมสร ซึ่งถือว่า เป็นครั้งแรกที่พิธีเสกสมรส จัดงานราตรีสมโภชคู่บ่าวสาว ให้เชิญทั้งไทย ทั้งฝรั่ง มี การเต้นร าอย่างธรรมเนียมสากลด้วย เป็นพิเศษ และ พระราชทานวังใหม่ ให้ที่ริมคลองผดุงกรุงเกษมแต่
15 ทว่าเป็นที่สลดสะเทือนใจนัก เพราะหลังจากเสกสมรสไม่กี่ปีต่อมา ความรักของหม่อมเจ้าหญิงทิพยสัมพันธ์ กับเสด็จในกรมฯ ก็มิได้ราบรื่นงดงาม ตามพระประสงค์ของ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง หม่อมเจ้าหญิงทิพย์ สัมพันธ์ ทรงมีเหตุให้น้อยพระทัย พระสวามี ทรงดื่มยาพิษ สิ้นชีพิตักษัย สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงสลด พระทัยนัก เนื่องเพราะทรงเป็นผู้สู่ขอ ด้วยพระองค์เอง และทรงเป็นพระปิตุลาโดยตรง ของหม่อมเจ้าหญิง อีกด้วย เหตุนี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จึงทรงมีพระเมตตา ต่อพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ของหม่อมเจ้า หญิงเป็นพิเศษ ทรงโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นเป็นพระองค์เจ้า คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเป็น "หลานรัก" ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระเมตตาเอ็นดูเป็นพิเศษ ทรงฉำยร่วมกับหม่อมเจ้ำทิพยสัมพันธ์ พระชำยำ 1.1.2 พระโอรสและพระธิดำ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีพระโอรสเกิดแก่หม่อมเจ้าทิพย์ สัมพันธ์ พระชายา พระธิดาจอมพลเรือ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมวงศาภิมุข เจ้าฟ้า กรมพระยาภาณุพันธ์ วงศ์วรเดช 2 พระองค์ คือ 1. พลโท พลเรือโท พลอากาศโท พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา 2. พลอากาศโท หม่อมเจ้ารังษิยากร อาภากร พระโอรสและพระธิดา อันเกิดแก่หม่อม ดังรายพระนาม ต่อไปนี้ 1. หม่อมเจ้าหญิง จารุพัตรา อาภากร 2. หม่อมเจ้าหญิง ศิริมาบังอร (อาภากร) เหรียญสุวรรณ 3. หม่อมเจ้า สมรบ าเทอง อาภากร 4. หม่อมเจ้าหญิง เริงจิตรแจรง อาภากร 5. พันเอก หม่อมเจ้าด าแคงฤทธิ์ อาภากร 6. พลเรือเอกหม่อมเจ้าครรชิต อาภากร 7. หม่อมเจ้ารุจยากร อาภากร
16 จำกซ้ำยหม่อมเจ้ำ สมรบ ำเทอง อำภำกร หม่อมเจ้ำครรชิต อำภำกร หม่อมเจ้ำหญิง เริงจิตรแจรง อำภำกรกรมหมื่นชุมพร เขตอุดมศักดิ์ หม่อมเจ้ำด ำแคงฤทธิ์ อำภำกร 1.1.3 รับรำชกำร เสด็จกลับประเทศไทย ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2443 จึงได้รับพระราชทานยศเป็น นายเรือโท (ปัจจุบันเทียบเท่า นาวาตรี) ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่ "กรมหมื่นชุมพร เขตอุดมศักดิ์" ด ารงต าแหน่ง รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ และทรงด ารงต าแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษา ทหารเรือ ใน พ.ศ. 2449 พระองค์ได้ทรงแก้ไขปรับปรุงระเบียบการในโรงเรียนนายเรือ ทรงเป็นครูสอน นักเรียนนายเรือ ทรงจัดเพิ่มเติมวิชาส าคัญส าหรับชาวเรือ เพื่อให้เมื่อส าเร็จการศึกษาแล้ว สามารถเดินเรือ ทางไกลในทะเลน้ าลึกได้ คือวิชาดาราศาสตร์ตรีโกณมิติพีชคณิต อุทกศาสตร์การเดินเรือเรขาคณิตทรง เป็นเรี่ยวแรงส าคัญที่ท าให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความส าคัญและโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชวังเดิม ให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 ท าให้ กิจการทหารเรือมีรากฐานมั่นคง และกองทัพเรือจึงยึดถือวันดังกล่าวของทุกปีเป็น "วันกองทัพเรือ" นอกจากนี้ยังทรงด ารงต าแหน่งองคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระองค์ออกจากราชการอยู่ชั่ว ระยะหนึ่ง ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ จากต าราไทย ทรงเขียนต าราสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ของ พระองค์เอง และรับรักษาโรคให้ประชาชนทั่วไปโดยไม่คิดมูลค่า ทรงคิดแต่เพียงค่าครูเท่านั้น ทรงเรียก พระองค์เองว่า "หมอพร พ.ศ. 2460 ประเทศไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และกองทัพเรือยังขาดผู้มีความรู้ ความสามารถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ
17 กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ เสด็จกลับเข้ารับราชการในต าแหน่ง จเรทหารเรือ และด ารงต าแหน่ง เสนาธิ การทหารเรือ พ.ศ. 2462 ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงพิเศษออกไปจัดหาซื้อเรือในภาคพื้นยุโรป เรือที่จะ จัดซื้อนี้ได้รับพระราชทานนามว่า "เรือรบหลวงพระร่วง" ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ น าเรือรบหลวงพระร่วง เดินเรือข้ามทวีปจากประเทศอังกฤษ เข้ามายังกรุงเทพมหานคร ด้วยพระองค์เอง พ.ศ. 2463 มีพระบรมราชโองการให้เลื่อนพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ขึ้นเป็น กรมหลวงมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สิงหนาม ทรงศักดินา 15000 ฯลฯ (ค า "เขต" ในพระนามเปลี่ยนเป็น "เขต" ด้วย) ทรงเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เล็งเห็น การไกล พระองค์ได้ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานที่ดินบริเวณอ าเภอสัตหีบ สร้างเป็นฐานทัพเรือ เมื่อ พ.ศ. 2465 เนื่องจากทรงเห็นว่า อ่าวสัตหีบเป็นอ่าวที่มีขนาดใหญ่ น้ าลึกเหมาะแก่การฝึกซ้อมยิงตอร์ปิโด มีเกาะ น้อยใหญ่รายล้อม สามารถบังคับคลื่นลมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เมื่อเรือภายนอกแล่นผ่านบริเวณนี้จะไม่ สามารถมองเห็นฐานทัพได้เลย วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2466 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เสด็จใน กรมฯ ทรงด ารงต าแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือต่อจากจอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า บริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต นับเป็นต าแหน่งทางราชการต าแหน่งสุดท้ายในพระชนม์ชีพ ของพระองค์ 1.1.4 งำนอดิเรก ถ้าจะพูดกันอย่างชาวบ้านสามัญชน ก็กล่าวได้ว่าเสด็จในกรมฯ หรือพระนามที่ชาวจีน นิยมเรียก ขานด้วยความรักเทิดทูนบูชา ในพระองค์ผู้เปรียบเหมือน "พ่อ" จึงออกพระนามว่า "เสด็จเตี่ย" นั้น พระองค์ทรงเป็น "ชายชาติทหาร" อย่างเต็มตัว ฉะนั้นการกีฬาที่ทรงโปรดเป็นงานอดิเรก ก็คือการเล่นกีฬา แล่นเรือใบ ยามใดที่พอจะมีเวลาว่าง จากราชการแล้ว พระองค์ทรงโปรด ที่จะใช้เวลากับการแล่นเรือใบ โดยทรงถือท้ายเรือด้วยพระองค์เอง และยังทรงฝึกหัดให้ชายา และพระโอรสพระธิดา ได้หัดแล่นเรือใบใน ทะเล เพื่อให้มีความกล้าหาญ นอกจากความเพลิดเพลิน แล้วจะได้คุ้นเคย และถือทะเลเป็นเสมือนบ้าน ได้ อีกความรู้สึกหนึ่งด้วย นอกจากกีฬาแล่นเรือใบแล้ว กีฬาอีกประเภทที่ทรงโปรดก็คือ "มวย" และ "กระบี่กระบอง" เสด็จเตี่ยทรงฝึกหัดทั้งมวย และกระบี่กระบองอย่างเชี่ยวชาญ จนยากที่จะหาใครเทียบเคียงได้ และพระองค์ ยังได้ ทรงสนับสนุนทหารเรือที่ช่ าชอง มีความสามารถในการชกมวยไทยอีกด้วย ทรงส่งนายยัง หาญทะเล เข้าชกชิงถ้วยชนะเลิศ ในการชกมวยไทย ซึ่งสมัยนั้นนักมวยยังใช้เชือกคาดมือชก พระองค์ทรงชุบเลี้ยง นายทหารเรือ ที่มีความสามารถในการชกมวย และกระบี่กระบอง ไว้มากมายหลายคน เนื่องเพราะทรงเห็น ความส าคัญ ของศิลปะการต่อสู้แบบไทยแท้และเป็นวิชาส าคัญในการป้องกันตัวอีกด้วย แต่ก็มิใช่แค่การ กีฬาเท่านั้น ที่เป็นงานอดิเรกหรือฮ้อบบี้ที่ทรงโปรดปราน การศิลปะหรือเชิงวิจิตรศิลป์ ก็ยังเป็นอีกงาน อดิเรกหนึ่ง ซึ่งเสด็จเตี่ย ทรงมีพระปรีชาสามารถ เป็นพิเศษ พระองค์ทรงเขียนภาพพุทธประวัติ ไว้ที่ผนัง โบสถ์วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ าเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งก็ยังคง ปรากฏอยู่มาตราบจนทุกวันนี้ ภาพ พุทธประวัตินั้น เป็นตอนพระพุทธเจ้า กับเบญจวัคคีย์ ภาพฝีพระหัตถ์อันงามวิจิตรที่ฝนังโบสถ์นั้น ก็บ่งบอก ได้เป็นอย่างดี ถึงพระปรีชาสามารถ ในเชิงศิลปะของเสด็จเตี่ย และยังแสดงถึงพระทัย ที่ละเอียดอื่นลึกซึ้ง อีกด้วย เสด็จในกรมหลวงฯ ทรงมีนิสัยในทางดนตรี โดยเฉพาะในเรื่องการแต่งเพลง ทรงพระปรีชาสามารถ เป็นเยี่ยม ทรงนิพนธ์บทเพลงไว้หลายเพลง บทเพลงเหล่านั้น มีสาระส าคัญ ในการปลุกปลอบใจให้เข้มแข็ง ในยามทุกข์ส่งเสริมก าลังใจให้รักชาติ รักเกียรติ รักวินัยในยามสงบ และให้เกิดมุมานะกล้าตาย ไม่เสียดาย
18 ชีวิตในยามศึก บทเพลงเหล่านั้น บรรดาทหารเรือทั้งหลาย ได้รับไว้เป็นพระอนุสรณ์ แห่งพระองค์ท่าน เกี่ยวกับบทเพลงพระพิพนธ์ นั้นนาวาตรีหลวงรักษาราชทรัพย์(รักษ์ เอกะวิภาค) เขียนจดหมายไว้ดังนี้ "... เรื่องเพลงทหารเรือที่เจ้าพ่อทรงแต่ง เมื่อทหารสวดมนต์ไหว้พระแล้ว ให้ทหารร้องเพลงเพื่อ ปลุกใจเวลาที่ผมประจ าอยู่กับเจ้าพ่อ เมื่อยกกองทหารไปตั้งที่บางพระ ทหารกรุงเทพฯ กับทหารหัวเมือง ร้องเพลงผิด ๆ ถูก ๆ ไม่เป็นระเบียบเจ้าพ่อจึงสั่งให้เรือเอกหลวงอาจณรงค์ เลขานุการของเจ้าพ่อเขียนตาม ค าบอกเสร็จแล้วใช้พิมพ์ดีดพิมพ์ แล้วลงพระนาม "อาภากร" ให้เอาไปปิดไว้ที่กองบัญชาการ ให้หัวหน้ากอง ทหารต่าง ๆ มาคัดเอาไปสอนทหาร ผมได้คัดมา 1 ฉบับด้วยเหมือนกัน และได้จดลงในสมุดใหญ่เก็บรักษา ไว้ที่บ้านมาจนถึงบัดนี้เท่าที่ผมได้ยินร้องกันเวลานี้มีแต่เพลง 1. ฮะเบสสมอพลัน ออกสันดอนไป ... 2. เกิดมาทั้งที มันก็มีอยู่แต่ทุกข์ภัย ... 3. เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น ... " ครั้นถึงวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2454 พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระองค์ ออก จากราชการอยู่ ชั่วระยะหนึ่ง รวมเวลาที่เสด็จในกรมฯ ทรงรับราชการครั้งแรก 11 ปี สาเหตุที่ออก ก็เพราะว่ามีพวกทหารเรือไปเที่ยว พบกับทหารมหาดเล็ก เกิดเรื่องวิวาท กัน ขึ้น เรื่องทราบไปถึง พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เข้า ทรงไม่พอพระทัย รับสั่งให้เจ้าคุณรามราฆพ ไปทูลเสด็จ ในกรมฯ ให้ส่งทหารเรือที่วิวาทกับ ทหารมหาดเล็กไปให้ ท่านไม่ยอมส่งให้ ได้ให้ทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า เป็น เรื่องของคนวิวาทกัน ซึ่งจะว่าข้างใดเป็นผู้ผิดไม่ได้ และท่านก็รักทหารเรือ ของท่านเหมือนกับลูก ท่านไม่ เคยส่งลูกไปให้ใครเขาเฆี่ยนตี ถ้าจะตีก็จะตีเสียเอง พระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วรับสั่งว่า ถ้าท่านไม่ส่งไปให้ก็ต้อง ให้ออก เพราะว่าท างานร่วมกันไม่ได้ เสด็จในกรมฯ จึงต้องออกจากราชการในคราวนั้น นอกจากนั้นในตอนฝึกเสือป่า ก็มีเรื่องไม่เป็นที่พอพระทัย คือซ้อมรบมีกันหลายฝ่าย พระ เจ้าอยู่หัวก็ทรงซ้อมรบด้วยหลายครั้ง ปรากฏว่าฝ่ายลูกน้อง เสด็จในกรมฯ ไปจับเอาพระเจ้าอยู่หัว และ องครักษ์มาโดยไม่ทราบว่าเป็น พระเจ้าอยู่หัว แล้วมาทูลเสด็จในกรมฯ ว่าตนได้จับฝ่ายตรงข้ามได้สองคน เข้าใจว่าจะเป็นคนส าคัญ เสด็จในกรมฯ ได้แอบดูก็รู้ว่าเป็น พระเจ้าอยู่หัว จึงรับสั่งให้ปล่อยไป โดยให้ ลูกน้องของพระองค์ แกล้งลืมกุญแจไว้ เพราะถ้าปล่อยโดยตรง รัชกาลที่ 6 ก็จะไม่โปรดอีก จะกริ้วเอา เปล่าๆ จะหาว่าเสด็จในกรมฯ ทรงแกล้งแพ้ในระยะนั้นมีข่าวลือว่า เสด็จในกรมฯ ทรงคิดจะขบถ หาก ส าเร็จจะยกให้ กรมพระนครสวรรค์ฯ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน และเสด็จในกรมฯ จะเป็นวังหน้า เนื่องจากเสด็จ ในกรมฯ และกรมพระนครสวรรค์ เป็นพี่น้องที่รักกันมาก เพราะถูกอัธยาศัยกัน อีกทั้งฝ่ายมารดาก็ต่างเป็น คนในตระกูลบุนนาคด้วยกัน คนเป็นจ านวนมาก จึงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง กรมพระนครสวรรค์ฯ เอง ก็ทรงเสีย พระทัยมาก คิดจะ กราบถวายบังคมลาออกจากราชการอยู่หลายครั้ง แต่มีคนทูลอ้อนวอน ไม่ให้ออกก็เลย อ่อนพระทัยระงับการลาออก
19 1.2 รำชตระกูล พระรำชตระกูลในสำมรุ่นของพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระเจ้ำบรมวงศ์ เธอกรมหลวง ชุมพรเขตอุดม ศักดิ์ พระชนก: พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พระอัยกำฝ่ำยพระชนก: พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว พระปัยกำฝ่ำยพระชนก: พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย พระอัยยิกำฝ่ำยพระ ชนก: สมเด็จพระเทพศิริน ทราบรมราชินี พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนก: สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรม ราชินี พระปัยกำฝ่ำยพระชนก: สมเด็จพระบรมราชมาตามหัย กาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนก: หม่อมน้อย กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ พระชนนี: เจ้าจอมมารดา โหมด ในรัชกาล ที่ 5 พระอัยกำฝ่ำยพระชนนี: เจ้าพระยาสุรวงษ์ ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) พระปัยกำฝ่ำยพระชนนี: สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหา ศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) พระอัยยิกำฝ่ำย พระชนนี: ท่านผู้หญิงอิ่ม พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนนี: ท่านผู้หญิงกลิ่น พระปัยกำฝ่ำยพระชนนี: ไม่มีข้อมูล พระปัยยิกำฝ่ำยพระชนนี: ไม่มีข้อมูล 1.3 พระเกียรติยศ พระอิสริยยศ - พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ (19 ธันวาคม พ.ศ.2423–20 พฤศจิกายน พ.ศ.2447) - พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (20 พฤศจิกายน พ.ศ.2447–23 ตุลาคม พ.ศ.2453) - พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (23 ตุลาคม พ.ศ.2453 –11 พฤศจิกายน พ.ศ.2463) - พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (11 พฤศจิกายน พ.ศ.2463–10 กรกฎาคม พ.ศ.2478) - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (10 กรกฎาคม พ.ศ.2478)
20 1.3.1 เครื่องรำชอิสริยำภรณ์ในประเทศ พระองค์ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ - พ.ศ. 2443 เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) Order of the Royal House of Chakri (Thailand) - พ.ศ.2463 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.) (ฝ่ายหน้า) Order of the Nine Gems (Thailand) - พ.ศ.2443 เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ (ป.จ.ว.) Order of Chula Chom Klao - Special Class (Thailand) - พ.ศ.2464 เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์ (ร.ว.) Ratana Varabhorn Order of Merit - พ.ศ.2440 เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) (ฝ่ายหน้า) Order of Chula Chom Klao - 1st Class (Thailand) - พ.ศ.2461 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น 1 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) Order of the White Elephant - 1st Class (Thailand) - พ.ศ.2448 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น 1ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) (ขณะนั้นมหาสุราภรณ์) Order of the Crown of Thailand - 1st Class (Thailand) - พ.ศ.2461 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้นที่ 2 มหาโยธิน (ม.ร.)
21 Order of Rama 2nd Class - พ.ศ. ไม่ปรากฎ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 5 ชั้นที่ 2 (จ.ป.ร.2) King Rama V Royal Cypher Medal (Thailand) - พ.ศ. ไม่ปรากฏ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1 (ว.ป.ร.1) - King Rama VI Royal Cypher Medal (Thailand) - พ.ศ.2443 เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา (ร.ด.ม.(ศ)) Dushdi Mala - Military (Thailand). - พ.ศ. ไม่ปรากฏ เหรียญจักรมาลา (ร.จ.ม.) Chakra Mala Medal (Thailand) เครื่องรำชอิสริยำภรณ์ต่ำงประเทศ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์นักบุญมอริซและลาซารัส ชั้นที่ 1, ประเทศอิตาลี - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัย ชั้นที่1 ประเทศญี่ปุ่น พระสมัญญำนำม พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย กกกกกกก1.3.2 พระยศ พระยศทหำร - นายพลเรือเอก พระยศเสือป่ำ - นายหมู่ใหญ่ - นายกองตรี - นายกองโท
22 นำยพลเรือเอก นำยกองโท พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รับใช้ กองทัพเรือสยาม กองเสือป่า ชั้นยศ พลเรือเอก นายกองโท กกกก 1.4 กำรศึกษำ การศึกษา เมื่อเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ยังทรงพระเยาว์ ทรงได้รับการศึกษาชั้นแรก ใน พระบรมมหาราชวัง มีพระยาอิศรพันธ์โสภร (พูน อิศรางกูร) เป็นพระอาจารย์ และทรงศึกษา ภาษาอังกฤษ กับ Mr.Morant ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ และได้ทรงเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนหลวง ณ พระต าหนักสวนกุหลาบ อยู่จนถึงทรงโสกันต์ ในปี พ .ศ.2436 เมื่อเสด็จในกรมหล วงชุมพ รฯ ท รงมีพ ระชนม ายุได้ 13 พ รรษ า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ เสด็จไปทรงศึกษา ต่อ ณ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ซึ่งในขณะนั้น ทรง ด ารงพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ โดยมีเจ้าพระยา พระเสด็จสุเรน ทราธิบดี เมื่อครั้งมีบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จพระมนตรีพจนกิจ เป็นพระอภิบาล ได้เสด็จออกจากกรุงเทพฯ โดย ร.ล.มกุฎราชกุมาร (ล าที่ 1) เมื่อ 20 สิงหาคม พ.ศ.2436 ไปยังสิงคโปร์ ต่อจากนั้น ได้ทรงโดยสารเรือ เมล์ ชื่อ "ออเดรเบิด" ไปถึงเมืองตูรินในอิตาลี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม แล้วเสด็จโดยทางรถไฟไปยังกรุงปารีส และลอนดอนตามล าดับ ในขั้นแรก เสด็จในกรมฯ ได้เสด็จประทับ ร่วมกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ที่ "ไบรตัน" และ "แอสคอต" เพื่อทรงศึกษาภาษา และวิชาเบื้องต้น เสด็จในกรมฯ ได้เคยตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ไปเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถ วิคตอเรียที่พระราชวังวินด์เซอร์ ตลอดจน ตามเสด็จไปทัศนศึกษาทั้งในอังกฤษและประเทศในยุโรป จนกระทั่งถึงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2438 เสด็จใน กรมฯ จึงเสด็จไป เข้าโรงเรียนส่วนบุคคล ส าหรับกวดวิชาเพื่อเตรียมเข้าศึกษาในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ ต่อไป โรงเรียนที่ทรงไปกวดวิชานี้มีชื่อว่า The Seines ตั้งอยู่แขวงกรีนิช ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุง ลอนดอน มีนาย Littlejohns เป็นครูใหญ่ ผลการศึกษานี้ พระอภิบาล ได้ทรงกราบบังคมทูลรายงานว่า "... ความรู้ภาษาอังกฤษดีขึ้นตามธรรมดา แต่วิชากระบวนทหารเรือชั้นต้น ก็วิ่งขึ้นเร็วตาม สมควร แต่การเล่นแข็งแรง เช่น ฟุตบอล เป็นต้น นับว่าเป็นชั้นยอดของโรงเรียน เกือบว่าไม่มีใครอาจเข้า เทียบเทียม..."
23 เรือหลวงมกุฎราชกุมาร (ล าที่ 1) ทรงฉายในประเทศอังกฤษ ประมาณ พ.ศ.2436–2437 เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงกวดวิชาแล้ว จึงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ ในราวปี พ.ศ. 3439 การศึกษาในโรงเรียนนายเรือของอังกฤษนั้นจะต้องฝึกหัดศึกษา หลับนอน อยู่ในเรือ ประมาณ 3-4 เทอม เมื่อสอบความรู้ได้แล้วจะมีฐานะเป็นนักเรียนท าการนายเรือ (Midshipman) และไปฝึกในเรือรบ ประจ ากองเรือต่างๆ อีกประมาณ 1 - 2 ปี และก็จะท าการสอบ เพื่อเป็นนายเรือตรี ต่อจากนั้น ศึกษาต่อใน มหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียนตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอก เท่ากับนายทหาร รุ่นเดียวกัน เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงเป็นนักเรียนท าการนายเรือ ในราชนาวีอังกฤษ ทรงเล่าว่า "...เมื่อเป็น นักเรียนท าการนายเรือ ในราชนาวีอังกฤษ ได้มีโอกาสขึ้นท าการปราบจลาจล ที่เกาะครีท ที่ทะเลเมดิเตอร์ เรเนียน เป็นเวลาราว 3 เดือน ต้องนอนกลางดิน กินกลางทราย หนาวก็หนาว ในสนามรบต้องนอนกับศพที่ ตายใหม่ๆ และบางคราวซ้ ายังอดอาหาร ต้องจับหอยทากมาเสวยกับหัวหอม ศพที่ถูกยิงที่ท้องนับว่าเหม็น ร้ายกาจมาก ถึงจะเป็นศพตายใหม่ๆ ก็ตาม..." รวมเวลาที่เสด็จในกรมฯ ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษ ในขณะที่เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นนักเรียนนายเรืออยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ประจวบกับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสยุโรป เป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2440 เสด็จในกรมฯ ทรงขอ ลาทางโรงเรียนมารับเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถ โดยเข้าร่วมกระบวนเสด็จที่เกาะลังกา จึงทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับต าแหน่งนักเรียนนายเรือในเรือพระที่นั่งมหาจักรี ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ บัญชาการเรือ และได้ทรงถือท้ายเรือพระที่นั่งมหาจักรีด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงแสดงความสามารถให้
24 ปรากฏแก่พระเนตรสมเด็จพระบรมชนกนาถ นอกจากนั้นในลายพระหัตถเลขาของ พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าฯ ที่พระราชทานสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ได้กล่าวถึง เสด็จในกรมฯ ความว่า "...ในเวลาที่เขียนหนังสืออยู่นี้ อาภากร กับหลวงสุนทรมาถึง อาภากรโตขึ้นมาก และขาวขึ้น เขาแต่งตัวมิดชิพแมน (Midshipman) มาพร้อมแล้ว ฉันได้มอบให้อยู่ในบังคับกัปตันเป็นสิทธิขาด เว้นแต่ วันนี้ เขาอนุญาตให้มากินข้าวกับฉันวันหนึ่ง..." เมื่อเสด็จในกรมฯ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าฯ ในเรือพระที่นั่งมหาจักรีแล้ว สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงมีพระราชปรารภ เกี่ยวกับเสด็จในกรมฯ ว่า "... ชายอาภากรนั้น อัธยาศัยเป็นคนซื่อมาแต่เดิม เป็นผู้ที่สมควรแก่วิชาที่เรียนอยู่แล้ว ไม่เป็นคนที่มีอัธยาศัยที่ จะใช้ฝีปากได้ในกิจการพลเรือน แต่ถ้าเป็นการในหน้าที่อันเดียว ซึ่งช านาญคงจะมั่นคงในทางนั้นและ ตรงไปตรงมา การที่ได้พบคราวนี้นับว่าอัธยาศัยดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก" เมื่อพระองค์ได้ตามเสด็จสมเด็จพระ บรมชนกนาถไปในเรือพระที่นั่งจนถึงประเทศอังกฤษแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงศึกษา วิชาการทหารเรือต่อไป หลังจากทรงส าเร็จการศึกษาที่โรงเรียนนายอังกฤษแล้วก็เสด็จกลับประเทศไทยโดย ทางเรือ ดังปรากฏรายละเอียด ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 17 ร.ศ.119 ดังนี้ "...ได้เสด็จลงเรือเมล์เยอรมัน ชื่อ "เบเยน" ที่เมืองเยนัว เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม รัตนโกสินทร ศก 119 วันที่ 7 มิถุนายน รัตนโกสินทรศก 119 ถึงเมืองสิงคโปร์ หลวงภักดีบรมนารถและหลวงสุนทรโกษา ได้ออกรับเสด็จ ได้เสด็จพักอยู่ที่สิงคโปร์คืนหนึ่ง รุ่งขึ้นวันที่ 8 มิถุนายน รัตนโกสินทรศก 119 ได้เสด็จลงเรือ เมล์ชื่อ "สิงคโปร์" ออกจากสิงคโปร์ ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน รัตนโกสินทรศก 119 เวลาทุ่มเศษถึงปากน้ า โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิ ธาดา และพระยาสีหราชเดโชไชย หลวงปฏิยัตินาวายุกต์ น าเรือสุริยะมณฑลออกไปคอยรับเสด็จอยู่ ณ ที่ นั้น แล้วทรงเรือไฟมาขึ้นที่เมืองสมุทรปราการ ทางรถไฟจากที่นั่นมาถึงสเตชั่นหัวล าพองเวลายามเศษ แล้ว เสด็จทรงรถต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเสด็จพระราชด าเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งเพื่อเสด็จไป รับ พ ร ะเจ้ า ลู ก ย าเธ อ พ ร ะ องค์ เจ้ า อ าภ า ก รเกี ย ร ติ วงศ์ ที่ ส เต ชั่ น รถไฟ เส ด็ จ ถึงแ ล้ วได้ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในรถพระที่นั่งที่ถนนเจริญกรุง แล้วเสด็จกลับพระบรมมหาราชวัง ครั้นรุ่งขึ้น วันที่ 12 มิถุนายน รัตนโกสินทร์ศก 119 เวลาสองทุ่มเศษ โปรดเกล้าฯ ให้มีการเลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชทานเป็นเกียรติแก่พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้า อาภากรเกียรติวงศ์ ที่พลับพลาสวนดุสิตด้วย..." เสด็จในกรมฯ จึงนับเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์แรกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ที่ได้เสด็จไปทรงศึกษาเกี่ยวกับวิชาการทหารเรือ ยังต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะ พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าฯ ทรงมีพระราชด าริว่า "...กิจการทหารเรือไทยเท่าที่ได้เป็นอยู่ในขณะนั้นต้องอาศัยชาวต่างประเทศเป็นผู้บังคับบัญชา การเรือและป้อมอยู่เป็นอันมากจึงไม่สู้จะมีความมั่นคงเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จาก เหตุการณ์ ร.ศ.112 (พ.ศ. 2463) เป็นตัวอย่างอันดี ฉะนั้น จึงนับว่าเป็นพระราชด าริที่เหมาะสม ในการส่งพระราชโอรสไปทรงศึกษา วิชาการทหารเรือในครั้งนี้..."
25 ทรงเครื่องแบบนักเรียนท าการนายเรือ เมื่อมาเฝ้าสมเด็จพระชนกนาถ ที่เมือง เบงกอล พ.ศ.2440 เรือพระที่นั่งมหาจักรี ทรงเครื่องแบบนักเรียนนายเรือไทย ทรงฉายประมาณ ก.ย. 2440 https://sites.google.com/site/salkrmhlwngchumphr/home/dddd
26 กิจกรรมท้ำยบท 1. กิจกรรมที่ 1 แบบทดสอบ หัวเรื่องที่ 1 พระรำชประวัติกรมหลวงชุมพร 1. นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ประสูติเมื่อวันที่เท่าไร ก. 16 ม.ค. 2423 ข. 19 พ.ค. 2423 ค. 23 มิ.ย. 2423 ง. 19 ธ.ค. 2423 2. นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ทรงด ารงต าแหน่งอะไร ก่อนที่จะ ประชวรด้วยพระโรคภายใน ก. เสนาธิการทหารเรือ ข. เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ค. เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ง. รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ 3. ข้อใดไม่ใช่วิชาที่ทรงจัดเพิ่มเติมส าหรับชาวเรือ ก. พีชคณิต ข. ดาราศาสตร์ ค. อุตุนิยมวิทยา ง. การเดินเรือเรขาคณิต 4. ข้อใดไม่ใช่พระยศเสือป่า ก. นายหมู่ใหญ่ ข. นายกองตรี ค. นายกองโท ง. นายกองเอก 5. หลังจากทรงส าเร็จการศึกษาที่โรงเรียนนายอังกฤษแล้วก็เสด็จกลับประเทศไทยโดยทางเรือ ดังปรากฏ รายละเอียด ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มใด ก. เล่มที่ 17 ร.ศ.119 ข. เล่มที่ 20 ร.ศ.119 ค. เล่มที่ 25 ร.ศ.119 ง. เล่มที่ 27 ร.ศ.119 6. นายพลเรือเอก พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์พระองค์ทรงได้รับสมัญญานามว่า อย่างไร ก. องค์บิดาของทหารเรือไทย ข. องค์บิดาของทหารบกไทย ค. องค์บิดาของทหารอากาศไทย ง. องค์บิดาของทหารพรานไทย
27 7. กีฬาที่ นายพลเรือเอก พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ทรงโปรดเป็นงานอดิเรก ได้แก่กีฬาชนิดใด ก. ตะกร้อ ข. หมากรุก ค. ฟุตบอล ง. เรือใบ 8. นายพลเรือเอก พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลใด ก. รัชกาลที่ 3 ข. รัชกาลที่ 4 ค. รัชกาลที่ 5 ง. รัชกาลที่ 6 9. นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่เท่าไร ก. 16 ม.ค. 2466 ข. 19 พ.ค. 2466 ค. 23 มิ.ย. 2466 ง. 19 ธ.ค. 2466 10. ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้มี การจัดสร้างศาลและพระอนุสาวรีย์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทั่ว ประเทศไทยรวมทั้งสิ้น กี่แห่ง ก. 215 แห่ง ข. 216 แห่ง ค. 217 แห่ง ง. 218 แห่ง 2. กิจกรรมที่ 2 ค ำชี้แจง กกกกกกก1. ใบงานนี้จัดท าขึ้นเพื่อให้นักศึกษามีความรู้และประสบการณ์ในเรื่อง พระประวัติ กกกกกกก2. ให้นักศึกษาปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ กกกกกกกกกก2.1 ให้นักศึกษาค้นคว้าประเด็น เรื่องพระประวัติ จากสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่ สื่อ หนังสือที่เกี่ยวข้อง สืบค้นจากอินเทอร์เน็ต และศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน (ห้องสมุด “เฉลิมราช กุมารี”อ าเภอสัตหีบ) จากสื่อหนังสือ รวมถึงศึกษาจากใบ ความรู้เรื่อง พระประวัติกกกกกกกกกกกกกกกก 2.2 ให้นักศึกษารวมรวบข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าในข้อ 2.1 เป็นรูปเล่มรายงาน ส่งครูผู้สอนเมื่อวันที่ มาพบกลุ่มเสร็จสิ้นในวันที่......... เดือน ............................ พ.ศ. ……………. กกกกกกกกกก2.3 นักศึกษามาพบกลุ่มในวันที่ที่ได้ก าหนดไว้ในข้อ 2.2 อภิปรายข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้า ได้ แลกเปลี่ยนกับเพื่อนนักศึกษาและครูผู้สอน อภิปราย วิเคราะห์ข้อมูลที่ศึกษาแลกเปลี่ยนกับครู กกกกกกกกกก2.4 สรุปการเรียนรู้ที่ได้จากการอภิปรายและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ร่วมกัน บันทึกลงใน เอกสารการเรียนรู้ด้วยตนเอง (กรต.) กกกกกกกกกก2.5 นักศึกษาน าผลสรุปการเรียนรู้ที่ได้ไปทดลอง ปฏิบัติตอบค าถามในใบงานฉบับนี้ แล้ว บันทึกค าตอบที่ได้ลงในเอกสารการเรียนรู้ด้วยตนเอง (กรต.) ส่งครูผู้สอนหลังเสร็จสิ้นการพบกลุ่ม ใน วันที่......... เดือน ............................ พ.ศ. …………….
28 ค ำถำม กกกกกกก1. นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์มีพระนามเดิมว่าอะไร ทรง เป็นต้นราชสกุลอะไร และทรงได้รับสมัญญานามว่าอะไร 2. ใน พ.ศ. 2449 นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้ทรงแก้ไขปรับปรุง ระเบียบการในโรงเรียนนายเรืออย่างไรบ้าง ก3. พระองค์ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลต่าง ๆ อะไรบ้าง เมื่อปี พ.ศ. ใด ก4. นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จเข้าศึกษาในโรงเรียนนายเรือ อังกฤษเมื่อ ปี พ.ศ. ใด ที่ไหน และเมื่อทรงส าเร็จการศึกษาทรงได้รับยศอะไร 5. นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ นับเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ แรกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้เสด็จไปทรงศึกษาเกี่ยวกับวิชาการทหารเรือยัง ต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะเหตุใด
29 บทที่ 2 พระปรีชำสำมำรถและผลงำน สำระส ำคัญ 1.พระปรีชำสำมำรถ เสด็จเตี่ย ทรงเป็น "ชายชาติทหาร" อย่างเต็มตัว ยามใดที่พอจะมีเวลาว่างจากงานราชการจะ โปรดท างานอดิเรก ซึ่งมีทั้งด้านการกีฬา ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และงานด้านศิลปวัฒนธรรม ด้ำนกำรกีฬำ กีฬาที่ทรงโปรดมากคือการแล่นเรือใบ ยามว่างพระองค์จะทรงแล่นเรือใบ โดยทรงถือท้าย เรือด้วยพระองค์เอง และยังทรงฝึกพระชายา พระโอรสและพระธิดาหัดแล่นเรือใบเพื่อความเพลิดเพลินและ ให้คุ้นกับทะเล นอกจากนี้ยังทรงโปรดกีฬาฟุตบอลและ ฮอกกี้ ด้ำนศิลปะกำรต่อสู้ป้องกันตัว ทรงโปรดศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวหลายประเภทเช่น มวย และ กระบี่กระบอง ทรง ฝึกหัดทั้งมวย และกระบี่กระบองอย่างเชี่ยวชาญ จนยากที่จะหาใครเทียบเคียงได้ ด้ำนดนตรี ทรงมีพรสรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงเป็นนักดนตรีโดยสายเลือดจากพระ มารดา ทรงเครื่องดนตรีไทยได้แทบทุกชนิดทั้งประเภท ดีด สี ตี เป่า เช่นขลุ่ย ระนาด ซอ และไม่ว่า พระองค์จะทรงหยิบจับเครื่องดนตรีใด ก็สามารถเล่นได้ดีทั้งสิ้น ส าหรับเครื่องดนตรีฝรั่ง ทรงสามารถด้าน เปียโนและขับร้องได้อย่างดี ด้ำนศิลปะกำรแสดง พระอัจฉริยภาพอีกด้านหนึ่งของเสด็จเตี่ย คือ ด้านศิลปะการแสดง และศิลปะการแสดงที่ ท่านโปรดมากคือ "โขน" ถึงกับมีการเรียนกับครู ชื่อพระยาพรหมา พระองค์ทรงหัดโขนอย่างจริงจัง และมี การเล่นโขนกันระหว่างเจ้านายหลายพระองค์ อยู่หลายครั้ง 2. ผลงำน 1. มวยไทย พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เป็นเจ้านายอีกหนึ่ง พระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยที่ทรงสนใจ-สนับสนุนมวยและนักมวย ทรงเป็นผู้มีความสามารถด้านมวย ไทย และในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นผู้ฝึกสอนให้กับนักมวยต่างจังหวัด ทั้ง นายทับ จ ำเกำะ, นายยัง หำญ ทะเล, นายตู้ ไทยประเสริฐ และนายพูน ศักดา ซึ่งเป็นนักมวยที่มีฝีมือชาวโคราช และทรงสนับสนุน ทหารเรือที่มีความสามารถในการชกมวยไทยอีกด้วย ทรงส่งนายยัง หาญทะเล เข้าชกชิงถ้วยชนะเลิศมวย ไทย ทรงชุบเลี้ยงนายทหารเรือ ที่มีความสามารถในการชกมวย และกระบี่กระบอง ไว้มากมายหลายคนด้วย ทรงเห็นความส าคัญว่าศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวมีความส าคัญและยังเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยสร้างความ แข็งแกร่ง และเป็นการติดเขี้ยวเล็บให้เหล่าทหารเรืออีกด้วย. 2. ด้ำนศิลปะ เสด็จเตี่ยทรงมีความสามารถในด้านศิลปะ เขตอุดมศักดิ์ ยังมีความสามารถในด้าน ศิลปะ โดยพระองค์ได้ทรงเขียนภาพพุทธประวัติไว้ที่ผนังโบสถ์ของวัดปากคลองมะขามเฒ่า อ าเภอวัด สิงห์จังหวัดชัยนาท อันเป็นภาพเหตุการณ์ที่พระโคตมพุทธเจ้าทรงพบปัญจวัคคีย์ผลงานวาดทางพุทธศิลป์ ของเสด็จเตี่ยนี้ยังคงปรากฏสืบมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นงานที่มีความละเอียดอ่อน
30 ลึก ซึ้ง อี กทั้งภ าพ ล้ อ ฝีพ ระหั ต ถ์ที่แ ส ดงให้ เห็ น ถึงอ า รม ณ์ ขัน ข องพ ร ะองค์ได้ เป็ น อ ย่ างดี 3. งำนพระนิพนธ์ เสด็จเตี่ยทรงโปรดอีกอย่างคืองานด้านการประพันธ์ สังเกตว่าท่านทรงเชี่ยวชาญทั้ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ถ้าอ่านบันทึกหรือผลงานทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองที่ปรากฏในรูปค าสอน บท กวี และเนื้อเพลง จะเห็นว่าทรงใช้ภาษาสื่อความหมายได้ชัดเจน ถ้อยค าเรียบง่าย แต่มีพลัง ถ้าเป็นบทร้อย กรอง พระองค์โปรดการใช้ค าประพันธ์ประเภทกลอนเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหามักมีคติเตือนใจ ให้ข้อคิดในการ ท างานต่างๆที่สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ทุกเพศ ทุกวัย และไม่จ ากัดด้วยเวลา. ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง 1. ผู้เรียนสามารถบอกพระปรีชาสามารถและผลงานด้านต่างๆของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้ 2. ผู้เรียนเห็นคุณค่าและความส าคัญของพระปรีชาสามารถและผลงานด้านต่างๆของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้ ขอบข่ำยเนื้อหำ 1. พระปรีชาสามารถของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 2. ผลงานของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สื่อประกอบกำรเรียนรู้ 1. สื่อเอกสาร ได้แก่ 1.1 ใบความรู้ 1.2 ใบงาน 1.3 หนังสือสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา สค2300132 กรมหลวงชุมพร ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น 2. สื่ออิเล็กทรอนิคส์ 2.1 Website ได้แก่ 2.2.1 พระปรีชาสามารถของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขต อุดมศักดิ์ 2.2.2 ผลงานของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เรื่องที่ 1 พระปรีชำสำมำรถ เสด็จเตี่ย ทรงเป็น "ชายชาติทหาร" อย่างเต็มตัว ยามใดที่พอจะมีเวลาว่างจากงานราชการจะโปรด ท างานอดิเรก ซึ่งมีทั้งด้านการกีฬา ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และงานด้านศิลปวัฒนธรรม พระปรีชา สามารถของเสด็จเตี่ยไม่ว่าจะด้านใดจะเป็นที่เลื่องลือสมแล้วกับค าสอนของพระองค์ที่ว่า กริยาเจ กริยา เถนัง ทั้งพระองค์ยังมีวิธีการสอนที่ดี คือท าให้ดู 1.1 ด้ำนกำรกีฬำ กีฬาที่ทรงโปรดมากคือการแล่นเรือใบ ยามว่างพระองค์จะทรงแล่นเรือใบ โดยทรงถือท้ายเรือด้วย พระองค์เอง และยังทรงฝึกพระชายา พระโอรสและพระธิดาหัดแล่นเรือใบเพื่อความเพลิดเพลินและให้คุ้น กับทะเล นอกจากนี้ยังทรงโปรดกีฬาฟุตบอลและ ฮอกกี้
31 1.2 ด้ำนศิลปะกำรต่อสู้ป้องกันตัว ทรงโปรดศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวหลายประเภทเช่น มวย และ กระบี่กระบอง ทรงฝึกหัดทั้งมวย และกระบี่กระบองอย่างเชี่ยวชาญ จนยากที่จะหาใครเทียบเคียงได้ 1.3 ด้ำนดนตรี หม่อมเจ้าหญิงเริงจิตรแจรง อาภากร พระธิดาของเสด็จเตี่ยทรงเล่าประทานว่า เสด็จเตี่ยทรงมีพร สรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงเป็นนักดนตรีโดยสายเลือดจากพระมารดา ทรงเครื่องดนตรีไทยได้ แทบทุกชนิดทั้งประเภท ดีด สี ตี เป่า เช่นขลุ่ย ระนาด ซอ และไม่ว่าพระองค์จะทรงหยิบจับเครื่องดนตรีใด ก็สามารถเล่นได้ดีทั้งสิ้น ส าหรับเครื่องดนตรีฝรั่ง ทรงสามารถด้านเปียโนและขับร้องได้อย่างดี แม้ในพระ ประวัติจะไม่ปรากฏผลงานด้านดนตรีของเสด็จเตี่ยเด่นชัดนัก แต่ด้วยความสนพระทัยและพระปรีชา สามารถก็มีส่วนให้การดนตรีไทยและการแต่งเพลงได้พัฒนาก้าวหน้า ด้วยทรงจัดให้มีการประชันวงดนตรี ทรงอนุรักษ์ครูดนตรีไทย ทรงพัฒนาความสามารถของนักดนตรีและจากการนี้ท าให้เพลงสามชั้นและเพลง เถาเกิดขึ้นในวงการดนตรีของไทย ขณะทรงศึกษาในยุโรป สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดชเสด็จยุโรป และมีการเล่น ละครถวายที่สถานทูตกรุงปารีส ในคืนวันที่ 27 กรกฎาคม ร.ศ.115 เสด็จเตี่ยได้ทรงร้องเพลงเดี่ยวชื่อ "For me, For me" ในการแสดงครั้งนี้ด้วย และหลังเสด็จกลับประเทศไทย ยังได้ทรงน าความรู้ทางดนตรีสากล มาประยุกต์ใช้ในการนิพนธ์เพลงหลายเพลงเกี่ยวกับทหารเรือหลายเพลง ยังโปรดการท่องกลอนและบทละครได้คล่องแคล่วทั้งจากวรรณคดีเรื่องอิเหนา และรามเกียรติ์ ทรง ขับเสภาได้ไพเราะมาก ทรงเคยขับเสภาถวายพระบรมราชชนก หรือรัชกาลที่ 5ปรากฏว่าผู้ได้ฟังต่างขนลุก ทุกคน เสด็จเตี่ยยังทรงสอนพระโอรสและพระธิดาให้เล่นดนตรีอีกด้วย เมื่อประทับ ณวังนางเลิ้ง ได้ทรง จัดตั้งวงดนตรีปี่พาทย์ของพระองค์เอง ทรงอุปการะนักดนตรีไว้หลายคนเช่น ครูสิน สินธุธนาคร และเป็นที่ โปรดปรานขนาดทรงจัดให้พักอยู่ใกล้ที่ประทับ ทรงดูแลอย่างดีและยามครูป่วยไข้ ก็ทรงรักษาให้ด้วย พระองค์เอง 1.4 ด้ำนศิลปะกำรแสดง พระอัจริยภาพอีกด้านหนึ่งของเสด็จเตี่ย คือ ด้านศิลปะการแสดง และศิลปะการแสดงที่ท่านโปรด มากคือ "โขน" ถึงกับมีการเรียนกับครู ชื่อพระยาพรหมา พระองค์ทรงหัดโขนอย่างจริงจัง และมีการเล่นโขน กันระหว่างเจ้านายหลายพระองค์ อยู่หลายครั้ง เสด็จเตี่ยเคยเล่นโขนถวาย ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ด้วย และมีครั้งหนึ่งได้เล่นถวาย ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ตอน "ทศกัณฐ์ลงสวน" เสด็จเตี่ยทรงเล่นเป็นทศกัณฐ์ ทรงเกี้ยวนางสีดาด้วยท่าทางเจ้าชู้ กรุ้มกริ่ม เหมือนยิ้มออกมานอกหัวโขน คนชมเปาะว่าทรงเล่นถึงบท ขนาดคนชมเห็นหัวโขนยิ้มได้ หม่อมเจ้าหญิง เริงจิตรแจรง อาภ ากร พ ระธิด าของเสด็จเตี่ยยังได้ทรงบันทึกไว้ว่า... "...มีเรื่องข าขันนอกบท กรมหมื่นไชยาศิริสุริโยภาส (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์ พระ อนุชาของเสด็จเตี่ย) ทรงเล่นเป็นหนุมาน เสด็จพ่อ (กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) ทรงเล่นเป็นทศกัณฐ์ หนุ มานมาคลอเคลียลูบคล าแข้งทศกัณฐ์ แล้วถอนขนหน้าแข้งทศกัณฐ์ เลยโดนทศกัณฐ์ ถีบออกมา..."
32 เรื่องที่ 2 ผลงำน 1.1 มวยไทย พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เป็นเจ้านายอีกหนึ่ง พระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยที่ทรงสนใจ-สนับสนุนมวยและนักมวย ทรงเป็นผู้มีความสามารถด้านมวย ไทย และในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นผู้ฝึกสอนให้กับนักมวยต่างจังหวัด ทั้ง นายทับ จ าเกาะ, นายยัง หาญ ทะเล, นายตู้ ไทยประเสริฐ และนายพูน ศักดา ซึ่งเป็นนักมวยที่มีฝีมือชาวโคราช และทรงสนับสนุน ทหารเรือที่มีความสามารถในการชกมวยไทยอีกด้วย ทรงส่งนายยัง หาญทะเล เข้าชกชิงถ้วยชนะเลิศมวย ไทย ทรงชุบเลี้ยงนายทหารเรือ ที่มีความสามารถในการชกมวย และกระบี่กระบอง ไว้มากมายหลายคนด้วย ทรงเห็นความส าคัญว่าศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวมีความส าคัญและยังเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยสร้างความ แข็งแกร่ง และเป็นการติดเขี้ยวเล็บให้เหล่าทหารเรืออีกด้วย. เขต ศรียาภัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องมวยไทยเคยเล่าไว้ว่า เสด็จในกรมฯ ทรงรับอุปการะ นักมวยฝีมือดีจากจังหวัดต่างๆ ให้หลับนอนที่วังเปรมประชากร (ตรงข้ามท าเนียบรัฐบาล) บรรดานักมวย ที่มาอยู่ที่วังนั้นมาจากหลากหลายที่มาเป็นนักมวยฝีมือดีแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้พระยานนทิเสนสุเรนทรภักดี(แม็ก เศียรเสวี) แม่กอง เสือป่าจัดแข่งมวยที่สนามหญ้าหน้าสามัคยาจารย์สมาคม ในพื้นที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยการจัดแข่ง ครั้งเป็นไปเพื่อหารายได้สมทบเพื่อซื้อปืนให้กองเสือป่า การแข่งขันครั้งนี้เองท าให้มีนักมวยฝีมือดีจากทุก สารทิศหลั่งไหลเข้ามาในพระนคร พวกนี้เป็นนักมวยจากการเลือกโดยสมุหเทศาภิบาลและข้าหลวง (ผู้ว่า ราชการจังหวัด) เมื่อเข้ามาแล้วพวกเขาก็กระจายพักอาศัยตามบ้านผู้อาสาอุปการะและสโมสร ส่วนหนึ่งก็ สมัครใจพักที่สโมสรเสือป่า ที่เรียกกันว่าสวนดุสิต สมัยนั้นร่มรื่นมีต้นไม้หลากหลายชนิด ในพื้นที่แถบนั้นยัง ใช้เป็นจุดเปรียบคู่และใช้ถ่ายภาพโฆษณากันที่แถวสนามเสือป่า ริมลานพระบรมรูปทรงม้าเบ็ดเสร็จ ช่วงพ.ศ. 2464 มีนักมวยที่ถูกส่งมาจากเมืองมวย (นครราชสีมา) อย่างทับ จ าเกาะ และยัง หาญทะเล นายทับ จ าเกาะ นี้เองพักที่วังเปรมประชากรจากการบอกเล่าของผู้รู้เรื่องหมัดมวยโบราณอย่าง เขต ศรียาภัย ซึ่งเขต ยังเล่าต่อว่า มีเสียงลือว่า ยุคนั้นไม่ค่อยมีใครอยากจับคู่กับ “มวยในกรม” เนื่องจาก นักมวยที่พักในวังเปรมประชากรเป็นพวกที่แพ้ยาก เพราะเสด็จในกรมฯ จะรับสั่งให้โบย 30 ทีเสียงเล่าลือ นี้ถูกปฏิเสธจากปากค าผู้คลุกคลีใกล้ชิดมวยไชยา พุมเรียง และสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีโอกาสกินอยู่หลับนอนใน วังเปรมประชากร ซึ่งเขต ยืนยันว่า เขาไม่พบเห็นพฤติกรรมดังที่เล่าลือกันมาแต่อย่างใด แม้ว่าเสด็จในกรมฯ มักมีชื่อเสียงในเรื่องลักษณะ “ความเป็นนักเลง” แต่พระองค์เป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงมีน้ าพระทัย ไม่ได้เป็น ประเภท “นักเลงโต” นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเชี่ยวชาญการชกต่อยตั้งแต่ด ารงพระยศเป็นพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติ วงศ์ และยังเคยถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ด้วยแขนแก่พระโอรส ม.จ. สมรบ าเทอง แน่นอนว่า เสด็จในกรมฯ ทรงทราบเหตุผลการแพ้ชนะของนักมวยอย่างดี และยังทรงควบคุมการฝึกซ้อมด้วยพระองค์เอง โดยมีน.ท. พระชลัมพิสัยเสนี ร.น. เป็นผู้ช่วย ว่ากันว่า พระองค์มิได้ตั้งค่ายหรือคณะมวยเพื่อเหตุอย่างค่ายมวยใน สมัยใหม่ เพียงแต่ท่านมีน้ าพระทัยโปรด “ลูกผู้ชาย” ที่มีฝีมือและเป็นนักสู้ไม่ว่าจะมาจากส่วนไหนของ ประเทศ นอกจากนี้ เสด็จในกรมฯ ยังทรงเห็นการณ์ไกล ควบคุมนักชกเมื่อออกนอกวังด้วย ขอร้องให้ ต ารวจจับกุมนักมวยในอุปการะของพระองค์ที่อาจดื่มเหล้าเมามายประพฤติเสื่อมเสียส่งเข้ามาในวังเปรม ประชากรพร้อมข้อหา เพราะไม่ต้องการให้คนไม่รู้จักชีวิตในเมืองต้องเสียงกับคดีด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผู้รู้ด้านมวยยังเล่าด้วยว่า “กล่าวกันว่า เสด็จในกรมฯ ทรงมีกโลบายทรงช าระคนเมาเพียงรับสั่งให้กักตัวไว้ ภายในห้องรโหฐานส่วนพระองค์ ซึ่งมีหัว (โขน) พระพิราพประดิษฐานบูชาอยู่ รุ่งเช้านักมวยขี้เมามิได้รอกิน ข้าวพร้อมกับนักมวยคนอื่นๆ รีบออกจากวังหลบหน้าอันซีดเซียวไปตั้งแต่บัดนั้น โดยไม่บอกเล่าเก้าสิบให้
33 ผู้ใดทราบเหตุผล ต่อมาปรากฏว่าพวกนักมวยในความอุปการะของเสด็จในกรมฯ ต่างพากันหวาดเกรงถูก กักตัวในห้อง ‘หัวโขน’ จนไม่มีใครกล้าประพฤติเกเร และความก็แดงออกมาภายหลังว่า นักมวยขี้เมานั้นที่ แท้เป็นคนแปลกหน้า ซึ่งแอบอ้างเพื่ออาศัยบารมีเสด็จในกรมฯ ตบตาต ารวจจนถูก ‘ทับ’ อยู่ในห้องหัวโขน จนพูดไม่ออก…เนื่องจากผู้เขียนเรื่องราวด้านมวยในไทยเล่าว่ามีโอกาสอาศัยอยู่ในวังเปรมประชากรถึง 2 ปี จึงได้ทราบกิตติศัพท์ทางกฤตยาคมของเสด็จในกรมฯ และประสบการณ์อัศจรรย์อีกหลายประการ เขต อธิบายเสริมด้วยว่า เมื่อฝึกซ้อม พระองค์ยังให้นักมวยคาดเชือกแทนนวม และมีปี่กลองให้สมจริงและ เพื่อให้คึกคะนองจริงจังขึ้น เมื่อทรงประทับก็มักทรงร้องเตือนให้นักมวยคอยระวัง “ช่องว่าง” และยังโปรด ให้รวมกลุ่มเจรจาหารือติชมการฝึกซ้อมเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องกัน แล้วจึงโปรดให้ลงว่ายน้ าในสระภายใน บริเวณวัง (ภายหลังถมพื้นที่ไปแล้ว) ขณะที่อาหารการกินก็ให้ถึงขนาด เป็นอาหารจากน้ ามือของหม่อมสอง พี่น้อง ซึ่งโปรดให้ดูแลนักมวยเป็นพิเศษ ข้อความตอนหนึ่งซึ่งเขต เขียนลงในฟ้าเมืองไทย ปีที่ 5 ฉบับที่ 217 วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 มีว่า“…บรรดานักมวยที่กินอยู่หลับนอนในวังเปรมประชากรไม่ต้องถูกหัก เบี้ยเลี้ยงใดๆ จะไปไหนมาไหนก็แสนสะดวก เพราะมีรถยนต์ฟอร์ดสองแถวสีตะกั่วให้ใช้ ภายใต้การควบคุม ของ ‘คุณพ่อชลัมฯ’ นอกจากการฝึกซ้อมจริงจังของนักมวยฝีมือดี ซึ่งเสด็จในกรมฯ ทรงอุปการะให้อยู่ดีกิน ดีแล้ว นักมวยในความอุปการะของเสด็จในกรมฯ ยังได้รับความคุ้มครองโดยปริยาย พ้นจากอิทธิพลของผู้มี อ านาจ (บางคน) ซึ่งสามารถบงการให้นักมวยคนใดแพ้หรือชนะอีกด้วย เพราะบารมีเสด็จในกรมฯ ปกป้อง ขัดขวางผู้ประกอบมิจฉาชีพดังกล่าว จึงเกิดเสียงเล่าลือท านองให้ร้ายเสด็จในกรมฯ ในครั้งนั้นแต่เมื่อนานๆ เข้าเสด็จในกรมฯ ไม่อาจทนฟังกระแสลมร้าย ซึ่งไม่เคยพัดให้ใครดีได้ จึงวันหนึ่งและต่อหน้า ‘แฟนมวย’ ที่ พลุกพล่านเฉลียงสโมสรเสือป่า เพราะวันนั้นเป็นวันนัดเปรียบมวย เสด็จในกรมฯ ถึงกับทรงยืนขึ้นจากพระ เก้าอี้ ใช้ด้ามกล้องยาสูบจากพระโอษฐ์ชี้หน้ากาบุรุษผู้นิยมใช้อ านาจมืด ท่ามกลางกรรมการเปรียบมวย พร้อมกับรับสั่งอย่างเฉียบขาดว่า ‘…ฉันรู้ดี ต่อไปให้ปิดปำกเสียบ้ำง มิฉะนั้นฉันจะต้องเป็นคนปิดเอง’ เสียงอกุศลซึ่งนับว่ากระทบท าลายเกียรติเสด็จในกรมฯ จึงยุติลงตั้งแต่บัดนั้น” 1.2 ทับ จ ำเกำะ มาพูดถึงฝีไม้ลายมือของนักมวยนามทับ จ าเกาะ กันบ้าง เขต เล่าว่า เขาเป็นนักมวยเตะและต่อยวง กว้างแบบ “เหวี่ยงควาย” พันหมัดด้วยด้ายดิบรอบๆ แขนจดข้อศอกตามความนิยมจากท้องถิ่น คู่มือของ นายทับ จ าเกาะ เชื่อกันว่าเป็นมวยดีจากมหาสารคาม แต่วันนั้นเป็นนายทับ ที่เตะเล่นงานคู่ต่อแข่งจนนักสู้ จากมหาสารคามลุกขึ้นได้เพียงหัวและตัว แล้วก็ล้มพลิกเอาข้างลงกับพื้นเวทีอีกหน สั่นหัว และยอมแพ้ใน เวลาอันรวดเร็ว คนมวยในพระนครฯ จ าต้องหานักมวยมาเปรียบสู้กับนักมวยจากโคราช ได้ชื่อนาย ประสิทธิ์ บุณยารมณ์ ครูพลศึกษา (สมัยนั้นเรียกมวยนักเรียน) ถูกส่งเข้าเปรียบและกลายเป็นคู่มวยวัน อาทิตย์ไปเขต เล่าเพิ่มเติมเรื่องการฝึกซ้อมเตรียมตัวก่อนชกว่า “…ทางฝ่ายนายทับ จ าเกาะ เมื่อฉุกคิดว่าได้ คู่กับมวยนักเรียนจึงท าให้เกิดความรู้สึกเงียบเหงาเศร้าสร้อยชอบกล และไม่มีอารมณ์จนขาดซ้อมหลายวัน เสด็จในกรมฯ ถึงกับรับสั่งให้ตามตัว มหาดเล็กไปพบนายทับ จ าเกาะ นอนมือก่ายหน้าผากลืมตาในห้องพัก เมื่อได้แจ้งว่าเสด็จในกรมฯ รับสั่งให้หาและน าตัวนายทับ จ าเกาะ มาเฝ้า แล้วเสด็จในกรมฯ ทรงซักไซ้ถึง เหตุผลของการขาดซ้อม นายทับ จ าเกาะ ได้กราบทูลถึงความกังวลใจในการได้คู่กับมวยนักเรียน และ ‘ฝีมือ อย่างไรไม่กลัว’ กลัวแต่ถูกบังคับให้แพ้ จึงป่วยการซ้อม เสด็จในกรมฯ รับสั่งปลอบใจว่า ไม่ต้องกลัวใคร เพราะไม่ได้นุ่งซิ่นและได้มีรับสั่งให้พระชลัมพิสัยเสนี น าเรือกลไฟเล็กของกองเรือกลไปเผดียง หลวงพ่อศุข (พระครูวิมลคุณากร) วัดมะขามเฒ่า เมืองชัยนาท เพื่อประกอบพิธี ‘แต่งตัว’ ให้นายทับ จ าเกาะ เมื่อได้ตัว หลวงพ่อศุขมาแล้ว ปรากฏว่านายทับ จ าเกาะ ค่อยสบายอารมณ์ขึ้นอย่างแปลกตา กินเป็ดย่างซึ่งหม่อมสอง พี่น้องซื้อจากตลาดนางเลิ้งปรนปรืออย่างไม่อั้น และเต็มใจซ้อมทุกวัน จนปรากฏผลเป็นที่พอพระทัยเสด็จ ในกรมฯ” ว่ากันว่า วันอาทิตย์ที่ก าหนดแข่งนั้น ก่อนขึ้นชก เขต เล่าถึงการดูแลนายทับ โดยให้นายทับ จ า
34 เกาะ อาบน้ าช าระกายตามแบบประเพณีโบราณ แล้วอาบน้ ามนต์กลางหาวของหลวงพ่อศุข ซึ่งท าพิธีตลอด หลายวันแล้ว เมื่อเสร็จสิ้นด้านพิธีการแล้วนักมวยก็ขึ้นรถออกจากวังเปรมประชากร มุ่งหน้าไปที่สนามมวย สวนกุหลาบ เขต บรรยายสภาพการชกไฟต์นั้นว่า เมื่อถึงจุดไคลแม็กซ์ นายทับ เป็นฝ่ายต่อยเตะพ่อเจ้าคุณ ประสิทธิ์ แม้จะเห็นกันว่าคงทนไม่ได้นาน แต่มนุษย์ใจสิงห์ คุณประสิทธิ์ กัดฟันสู้จนสิ้นยก แต่ก็อวสานเสีย เมื่อถึงครั้งนี้ก็ยิ่งท าให้เกิดเสียงถกเถียงกันว่า ใครควรจะขึ้นสู้กับนายทับ จ าเกาะระหว่างที่มีเสียงถกเถียงกัน มีข่าวแพร่ออกมาพอดีว่า มีมวยจีนมาจากฮ่องกงในความอุปการะของสโมสรสามัคคีจีนสยาม และอีก กระแสหนึ่งมีว่า มวยดีมาจากที่ราบสูง แต่เคราะห์ร้ายที่คู่มวยครั้งนี้ป่วยเป็นตากุ้งยิงก่อนขึ้นชก แพทย์จึงไม่ อนุญาตให้ชก 1.3 ยัง หำญทะเล หลังจากนายทับ จ าเกาะ กลับภูมิล าเนาเดิมแล้ว จึงเกิดเสียงเรียกร้องให้คู่หูของนายทับ คือ “ยัง หาญทะเล” เป็นตัวยืน ให้สนามหาคู่ที่เหมาะเข้าเปรียบ พระยานนทิสุเรนทรภักดี จึงเข้าปรึกษาหารือ ข้าราชการผู้ใหญ่และเพื่อนที่เป็นพ่อค้า ไม่นานก็มีข่าวลือแพร่ว่า มีมวยจีนฝีมือเยี่ยมมาจากฮ่องกง บางเสียง ก็ว่าเป็นจีนกวางตุ้งในไทย เป็นอาจารย์ใหญ่มวยจีนในส าเพ็ง มีข่าวหลุดมาว่า มวยจากฮ่องกงนามว่า จี๊ (โฮ้วจงกุน)ฉ่าง ว่องไวเยี่ยงลิง หมัดสองข้างหงิกงอส่ายไปมาคล้ายหัวงูเห่า การชกในมวยสนามสวนกุหลาบ ครั้งนั้นได้รับความสนใจจากชาวไทยและชาวจีน ข้าราชการต้องกวดขันตรวจอาวุธอย่างเข้มข้น มวยสนาม สวนกุหลาบมีก าหนดชก 11 ยก (ตามระเบียบมวยสนามสวนกุหลาบ พ.ศ. 2464) เมื่อล่ามแปลภาษาแจ้ง กติกากันเรียบร้อย แยกย้ายเข้ามุม การชกก็เริ่มต้น จากการบอกเล่าของเขต การชกเป็นไปอย่างดุเดือด ช่วงต้นอาจยังเป็นการดูเชิงกัน ฝั่งนายยัง สู้ ด้วยเชิงมวย แกล้งช าเลืองย่างเพื่อล่อให้อีกฝ่ายเข้าท่ากล แกว่งแขนทั้งสองข้างส่ายสลับเหมือนตะเกียบปลา กัดฉากฉะ (หลีกและตีตอบ) ก าปั้นหัวนกอินทรีของจี๊ฉ่าง เมื่ออีกฝ่ายจับทางไม่ถูกก็อัดเข่าตรงเข้าหน้าอกจี๊ ฉ่างจนหงายหลังก้นกระแทก แต่โชคดีส าหรับจี๊ฉ่างที่กลองสัญญาณหมดยกดังขึ้นก่อน …นายยัง หาญทะเล ก าชัยเหนือจี๊ฉ่างในการต่อสู้อันนับเป็นประวัติการณ์เพราะเคารพและเชื่อฟังครูผู้สอน ให้“หนีเอาชัย” (Run a Victory) ก็ใครเล่าที่ทรงภูมิปัญญาสอนได้ดังกล่าว ถ้ามิใช่เสด็จในกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้คอยชักใยนายยัง หาญทะเล ด้วยสายพระเนตรอันแหลมคม เมื่อปี พ.ศ. 2464 หรือเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ แห่งกาลปัจจุบัน!” หลังจากความพ่ายแพ้ของจี๊ฉ่างแล้ว เกิดเสียงเล่าลืออีกว่า จี๊ฉ่างไม่ได้เป็นนักมวยฮ่องกง แต่เป็น ชาวจีนที่เร่ขายยาแถวส าเพ็ง แต่ก็มีเสียงโต้เถียงว่าเป็นมวยฮ่องกงจริง และควรให้มีการแก้มือให้เห็นผลอีก ครั้ง เขต เล่าว่า ภายหลังจี๊ฉ่างขอกลับฮ่องกงโดยด่วน กลับกลายเป็นคนไทยกับคนจีนที่โต้เถียงไม่เป็นอันยุติ เกิดมวยให้ต ารวจเป็นกรรมการตัดสินกันหลายคู่ 1.4 งำนศิลปะ เสด็จเตี่ยทรงมีความสามารถในด้านศิลปะ เขตอุดมศักดิ์ ยังมีความสามารถในด้านศิลปะ โดย พระองค์ได้ทรงเขียนภาพพุทธประวัติไว้ที่ผนังโบสถ์ของวัดปากคลองมะขามเฒ่า อ าเภอวัดสิงห์จังหวัด ชัยนาท อันเป็นภาพเหตุการณ์ที่พระโคตมพุทธเจ้าทรงพบปัญจวัคคีย์ผลงานวาดทางพุทธศิลป์ของเสด็จเตี่ย นี้ยังคงปรากฏสืบมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นงานที่มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ภายในอุโบสถของวัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ส าคัญอย่าง มาก เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่5 ราวปี พ.ศ.2464 โดยประมาณ ตั้งอยู่ในส่วนของผนังหุ้มกลองด้านหน้าพระ ประธาน คือภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” พระองค์ทรงเขียนเรื่องราว เกี่ยวกับพุทธประวัติ ตอนมารผจญ ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เองร่วมกับข้าราชบริพาร ส่วนผนังด้านล่าง
35 ระหว่างช่องประตูเขียนภาพจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติ ตอนนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส โดยมี หม่อม เจ้าจารุภัตรา อาภากร พระธิดาองค์โต ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีส่วนร่วมในการเขียนภาพ จิตรกรรมนี้ด้วย ทั้งสองพระองค์ได้ทรงเขียนภาพโดยใช้เทคนิคจิตรกรรมไทยแบบประเพณี ผสมผสานกับ การเขียนภาพจิตรกรรมเทคนิคแบบตะวันตกจะเห็นได้จากมีการใช้แสงเงาเข้ามาเขียนภาพ การจัด องค์ประกอบภาพท าได้อย่างลงตัว มีการเขียนสอดแทรกภาพเหมือนข้าราชบริพารที่ตามเสด็จด้วย เช่น นายทหารแม่ครัว เป็นต้น ส่วนส าคัญอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนจิตรกรรมฝาผนังที่อื่นๆ คือในส่วนลายชายริ้ว ด้านซ้าย และขวาของภาพจิตรกรรม มีการจารึกอักษรขอมตัวบรรจง กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ทรงมีความรู้ความสามารถในด้านคาถาเป็นอย่างมาก โดยมีพระครู วิมลคุณากร หรือที่รู้จักกันคือ หลวงปู่ศุข เกสโร เป็นพระอาจารย์ที่กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ให้ความ เคารพนับถือเป็นอย่างมาก คาถาที่เขียนไว้คือ คาถา “ชัยมังคะละอัฏฐะกะคาถา”หรือเรียกกันสั้นๆว่า คาถาพาหุง ซึ่งเป็นคาถาที่แปลว่า “การชนะมารทั้ง 8 ประการ อันเป็นมงคลสูงสุดของพระพุทธเจ้า” จารึกอักษรขอมเป็นคาถาที่สอดคล้องกับจิตรกรรม และเรื่องราวของภาพมารผจญเป็นอย่างมาก และมี จารึกต่อท้ายด้วยตัวอักษรไทยความว่า พระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ นายเทียบ นายรังสี นายแฉล้ม นายผ่อน ได้เขียนไว้ ลงท้ายความว่าเพื่อศุขประโยชน์ภายหน้า นิพพาน ปัจโย โหตุ
36 1.5 งำนพระนิพนธ์ เสด็จเตี่ยทรงโปรดอีกอย่างคืองานด้านการประพันธ์ สังเกตว่าท่านทรงเชี่ยวชาญทั้งภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษ ถ้าอ่านบันทึกหรือผลงานทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองที่ปรากฏในรูปค าสอน บทกวี และเนื้อ เพลง จะเห็นว่าทรงใช้ภาษาสื่อความหมายได้ชัดเจน ถ้อยค าเรียบง่าย แต่มีพลัง ถ้าเป็นบทร้อยกรอง พระองค์โปรดการใช้ค าประพันธ์ประเภทกลอนเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหามักมีคติเตือนใจ ให้ข้อคิดในการท างาน ต่างๆที่สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ทุกเพศ ทุกวัย และไม่จ ากัดด้วยเวลา. เพลงดอกประดู่ (เพลงสัญลักษณ์ของกองทัพเรือไทย) ฮะเบสมอพลันออกสันดอนไป ลัดไปเกาะสีชังจนกระทั่งกระโจมไฟ เหลียวหาข้าศึกมิได้นึกจะกลับมาใน ถึงตายตายไปตายให้แก่ชาติของเรา พวกเราดูรู้เจ็บแล้วต้องจ า ลับดาบไว้พลางข้างบนยอดก๊าฟจะน า สยามเป็นชาติของเราธงทุกเสาชักขึ้นทุกล า ถึงเรือจะจมในน้ าธงไม่ต่ าลงมา เกิดมาเป็นไทยใจร่วมกันแหละดี รักเหมือนพี่เหมือนน้องช่วยกันป้องปฐพี สยามเป็นชาติของเราอย่าให้เขามาย่ ามายี ถึงตายตายให้ดีตายในหน้าที่ของเรา ภาพนี้อยู่บนผนังด้านในระหว่างประตูทางเข้า เป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ภาพแสดง ให้เห็นถึงอารมณ์ขันของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะกล่าวกันว่าทรงล้อเลียนหญิงคนครัวโดยการ เขียนภาพลงไปด้วย แล้วยังมีภาพของชายผิวขาวคนหนึ่งถือขวดเหล้านอนลอยในน้ า ซึ่งชาวบ้านบอก ว่าเป็นภาพของตาบุญชาวบ้านละแวกนั้นที่ทรงเขียนล้อเพราะตาบุญติดเหล้า
37 เพลง ดอกประดู่ หรือที่นิยมเรียกกันอีกอย่างว่าเพลง หะเบสสมอพลัน เป็นบทเพลงพระนิพนธ์ใน พลเรือเอก พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ำอำภำกรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เดิม เรียกชื่อว่า "Comin Thro' the Rye" ตามชื่อท านองเพลงเดิมในภาษาอังกฤษ (เพลงนี้เป็นเพลงสก็อต เข้าใจกันว่าดัดแปลงท านองมาจากเพลง Auld Lang Syne อีกทีหนึ่ง) แรงบันดาลใจส าคัญในการทรง นิพนธ์เพลงนี้คือเหตุการณ์วิกฤตการณ์ปากน้ า ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ซึ่งเป็นที่จดจ ากันได้ดีทุกคนส าหรับ คนไทยในยุคนั้น สันนิษฐานว่าทรงนิพนธ์เพลงดอกประดู่เมื่อ พ.ศ. 2448 เพลงนี้ถือเป็นเพลงสัญลักษณ์ของกองทัพเรือไทยที่คนไทยรู้จักกันดี และเป็นที่มาของการ เปรียบเทียบตนเองของทหารเรือไทยว่า เป็น "ลูกประดู่" มาจนถึงทุกวันนี้ ประดู่ หมายถึง ความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และความเป็นน้ าหนึ่งใจเดียวกัน จะก่อให้เกิด พลังอันยิ่งใหญ่ของความร่วมมือร่วมใจกัน คนโบราณจึงนิยมปลูกต้นประดู่ เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนใน บ้าน มีความรักใคร่สามัคคี ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน บ้านทั้งหลัง จึงมีแต่ความสงบสุข ทุกคนจะร่วมมือร่วม แรงใจกันเสมอราวกับดอกของต้นประดู่ ดอกประดู่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เวลาบานจะพร้อมใจกันผลิบานเหลืองอร่ามไปทั้งต้น พอวันเดียวก็ปลิด ดอกร่วงพรูพร้อมกัน ท าให้นึกถึง เพลง ดอกประดู่ที่แสดงถึงส านึกความรักชาติของทหารเรือ ราชนาวีไทย (Royal Thai Navy)และอยากให้ส านึกนี้จงหยั่งรากฝังลึกในหัวใจคนไทยทุกคน จงพร้อมเพรียงกัน รักสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันรักษาชาติบ้านเมือง อย่างมีพลังเข้มแข็ง ให้ เหมือน"ต้นประดู่" เพลงศีลแปดส ำหรับทหำร เพลงศีลแปดส าหรับทหาร เป็นบทพระนิพนธ์ทั้งค าร้องและท านองโดย พลเรือเอก พระเจ้าบรม วงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เนื้อหาเป็นกลอนสุภาพ ใช้ภาษา ชัดเจน เข้าใจง่าย จุดประสงค์ในการนิพนธ์คือสั่งสอนให้ทหารเรือเป็นคนดี มีศีลธรรม น่าเสียดายที่หาฟัง เพ ลงนี้ ได้ ย า ก ถึงอ ย่ างไรเพ ลงนี้ มี เนื้ อ ร้ องน่ า ส น ใจ ม า ก จึง ข อ อั ญ เชิ ญ ลงไว้ ณ ที นี้ ... เกิดเป็นชายฝ่ายชลพลรบ ต้องรู้จบในหัวใจฝ่ายทหาร มีแปดบทจดจ าให้ช านาญ จะเป็นการรู้สึกได้ฝึกตน อันข้อความตามที่มีในบท โดยก าหนดบทสอนสุนทรผล
38 ข้อหนึ่งจะต้องกล้าหาญจิตทานทน สู้ศึกจนชีวาตม์ขาดท าลาย แต่ไม่ควรหาญกล้าในท่าผิด กระท าผิดกิจจริงสิ่งทั้งหลาย ไม่ควรการหาญคนไปจนตาย เป็นน่าอายอดสูดูไม่ควร สองข้อห้ามตามที่มีในบท มิได้ปดปกปิดท าผิดผวน ถึงท าผิดไซร้สิ่งไม่ควร รับโดยด่วนเสียดีกว่าอย่าดื้อดึง ข้อสามอย่าคิดจิตโลภละโมบมาก ถึงจนยากอย่าพึงคิดพินิจถึง เราเป็นทหารหาญชาญศึกนึกคะนึง หาแค่ซึ่งน้ านวลให้ควรการ ข้อสี่ผู้มีคุณการุณรัก จงรู้จักคุณท่านหมั่นสมาน กตัญญูต่อนายจนวายปราณ คิดหักหาญแค่ไพรีที่บีฑา อีกบ้านเกิดเมืองนอนบิดรนั้น ข้อส าคัญควรจะรักให้หนักหนา ต้องรู้จักรักชาติอาตมา คิดตั้งหน้าพรักพร้อมสามัคคี ข้อห้าสาหดให้อดทน ถึงอับจนอย่าเป็นทุกข์ให้สุขี ทั้งล าบากยากแค้นแสนทวี ถึงราคีป่วยไข้ไม่สบาย เราเป็นทหารชาญศึกนึกประจญ มิได้บ่นออกปากว่ายากหลาย กระท าหน้าที่ให้ตลอดจนวอดวาย คงเป็นชายขึ้นชื่อให้ลือนาม ข้อหกบ าบัดระมัดจิต ประพฤติกิจสุภาพไม่หยาบหยาม ทั้งกิริยาดีพร้อมละม่อมงาม ไม่ลวนลามประมาทชาติบุคคล ข้อเจ็ดห้ามขาดอย่าอาจหาญ ประพฤติการผิดเช่นไม่เป็นผล อันทรัพย์สินเงินทองใช่ของตน ของบุคคลหวงห้ามอย่าน ามา อย่าลักลอบของท่านเป็นการผิด
39 ประพฤติกิจโจรกรรมท ามิจฉา อีกลูกเขาเมียเขาอย่าลอบรักอย่าลักพา เสพกามาผิดเล่ห์ประเพณี ข้อที่แปดชี้แจงแสดงอรรถ มนุษย์สัตว์ได้ทุกข์ไม่สุขี ให้มีจิตเมตตาคิดปรานี ไม่เลือกที่รักชังทั้งประมวญ รวมแปดข้อเท่านี้มีก าหนด ตามแบบบทที่คิดไม่ผิดผวน ควรทหารทุกคนต้องบ่นจ า ทุกเช้าค่ าให้ระลึกนึกถึงเอย เพลง "เดินหน้ำ ลูกเตี่ย เดินหน้า..! แม้ทุกข์สุขอย่างไรในชีวิต ลูกตั้งจิตอธิษฐานผ่านถึงพ่อ ขอพลัง เดินหน้า ไม่ทดท้อ บารมีเสด็จพ่อป้องผองภัย "เกิดมาทั้งที มันก็มีอยู่แต่ทุกข์ภัย วันนี้เคราะห์ดี รุ่งขึ้นพรุ่งนี้ จะเป็นอย่างไร ดีเคยพบ ชั่วเคยเห็น จนเคยเป็น มีเคยได้ อนาคตเราไม่รู้ ถึงไม่รู้ ก็ต้องเดินไป…" ข้างต้นนี้คือส่วนหนึ่งของเพลง "เดินหน้า"เพลงพระนิพนธ์ที่ไพเราะเพลงหนึ่งของเสด็จเตี่ย มีท านอง จากของเก่าคือเพลง "คุณลุง คุณป้า" เสด็จเตี่ยทรงมีความมุ่งมั่นที่จะอบรมทหารเรือและนักเรียนนายเรือให้มีความรักชาติและกล้าหาญ แม้ในยามว่าง นอกจากทรงให้ทหารร้องเพลงร่วมกันเพื่อสร้างความรัก สามัคคี และเกิดความบันเทิงแล้ว พระองค์ยังทรงนิพนธ์เพลงที่มีเนื้อหาปลุกใจให้ฮึกเหิม และพร้อมจะสละชีพเป็นชาติพลีอีกด้วย เพลง "เดินหน้า" ที่พวกเราทราบกันดีว่ามีเนื้อหาปลุกใจ แต่หากจะมองให้ลึกลงไปแล้ว ยัง สอดแทรกแนวคิด และชีวิตที่พระองค์ทรงประสบ โดยมีเนื้อหาบางตอนที่มีลักษณะตัดพ้อ ดังปรากฏใน ความว่า "เกิดมาทั้งทีมันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น อีกสามร้อยปีก็ไม่มี ใครจะเห็น ใครเขาจะนึก ใครเขาจะฝัน เขาก็ ลืมกัน เหมือนตัวเล็น" บางตอน ยังได้สะท้อนถึงชีวิตของเสด็จเตี่ย ว่าทรงมุ่งมั่นพัฒนาให้งานเจริญก้าวหน้า แต่ก็ไม่สามารถหลีกพ้นค าต าหนิ ค านินทาได้ ดังข้อความ "วันนี้ยอ พรุ่งนี้ด่า" และถึงอย่างไรพระองค์ก็ทรง หยิ่งในศักดิ์ศรี เพราะ "ไม่ใช่ขี้ข้า ปากของใคร" และพระองค์ก็มิได้ใส่ใจ ยังคงมุ่งในการทรงงานต่อไปอย่าง จริงจัง เพลงนี้ยังแสดงถึงสัจธรรมของชีวิต อันบ่งบอกถึงภูมิธรรมของเสด็จเตี่ยในด้านพุทธศาสนาอีกด้วย ที่ว่า..."เกิดมาทั้งที มันก็มีอยู่แต่ทุกข์ภัย วันนี้เคราะห์ดี รุ่งขึ้นพรุ่งนี้ จะเป็นอย่างไร" พระองค์มิได้หวั่นไหวใน ความไม่จีรังของชีวิต ทรงเข้าใจในโลกธรรม 8 อย่างถ่องแท้ ดังแสดงไว้ในข้อความ " ดีเคยพบ ชั่วเคยเห็น จนเคยเป็น มีเคยได้" และยังทรงแทรกค าสอนไว้ว่า " อนาคตเราไม่รู้ ถึงไม่รู้ ก็ต้องเดินไป …"
40 พวกเราในฐานะเป็นลูกเสด็จเตี่ย ฟังเพลงนี้แล้ว คงได้ข้อคิดและพลังใจในการก้าวต่อ..หากจะต้อง ก้าวถอยหลังบ้าง ก็ต้องยอม เพื่อจะก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างยาวไกล. เพลงดำบของชำติ "ดาบของชาติ.. เพลงนี้มีต านาน" ดาบดีต้องคมกล้า ฆ่าศัตรูด้วยคมเดียว ดาบ-ใจ รวมหนึ่งเกลียว ไม่มีพ่ายแก่นิวรณ์ ดาบกล้าอันเรืองฤทธิ์ สูริยทิตย์สถาพร คือองค์ อาภากร ดาบศักดิ์สิทธิ์สถิตไทย. เสด็จเตี่ย มิได้ทรงพระปรีชาสามารถด้านการนิพนธ์เพลงมาร์ชเช่นเพลง ดอกประดู่ เพลง เดินหน้า เท่านั้น แต่ยังทรงนิพนธ์เพลงคลาสสิก ที่คนฟังฟังแล้วขนลุกซู่ นั่นคือเพลง "ดาบของชาติ" ดังมีเนื้อ ร้องต่อไปนี้ ดาบของชาติเล่มนี้ คือชีวิตเรา ถึงจะคมอยู่ดี ลับไว้ ส าหรับสู้ไพรี ให้ชาติ เรานา ให้มิตรให้เมียให้ ลูกแล้ชาติไทย นาวาเอกหลวงส ารวจวิถีสมุทร (ฟุ้ง พร้อมสัมพันธ์) ซึ่งเป็นนักเรียนนายเรือสมัยเสด็จเตี่ย เล่าถึง ประวัติเพลงนี้ว่า ครั้งหนึ่งโรงเรียนนายเรือจัดให้มีงานเนื่องในวันที่พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชด าเนินมา เปิดโรงเรียนเวียนมาถึง คือวันที่ 20 พฤศจิกายน ซึ่งนายทหารเรือถือว่าเป็นวันกองทัพเรือ โดยทูลเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (รัชกาล6) เสด็จมาในงานด้วย ระหว่างงานเลี้ยงพระกระยาหาร นักเรียนนาย เรือผู้หนึ่ง ชื่อสนั่น ซึ่งเป็นมหาดเล็กของเสด็จเตี่ยด้วย ได้ลุกขึ้นและถอดมีดเหน็บออกจากฝัก ออกไปร าและ ร้องเพลงหน้าพระที่นั่ง เพลงที่นักเรียนนายเรือสนั่นร้องนั้นคือเพลงพระนิพนธ์ “ ดาบของชาติ " เหตุนี้อาจจะเป็นสาเหตุ อีกประการหนึ่ง ที่ท าให้เสด็จเตี่ยถูกพักจากราชการทหารเรือ ความจริงแล้วเพลงนี้หายสาบสูญไปนาน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2515 กองทัพเรือได้ท าแผ่นเสียงขนาด 12 นิ้วเป็นครั้งแรกขึ้น พอเพลงนี้มีการบันทึกเสียง ออกมา ปรากฏว่าคนฟังต่างน้ าตาคลอด้วยท่วงท านองเพลงที่มีการเรียบเรียงอย่างไพเราะ อ้อยอิ่ง หนัก แน่น มีกลิ่นอายของความถวิลหาและความเสียสละอยู่ในที ที่ส าคัญเนื้อร้องได้สะท้อนจิตวิญญาณของ เสด็จเตี่ยไว้ว่า ในพระทัยของพระองค์มีเพียงชาติและความผาสุกของคนในชาติเท่านั้น
41 พระนิพนธ์ พลเรือเอก พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ำอำภำกรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กยิรำเจ กยิรำเถน "จะท ำสิ่งไร ควรท ำให้จริง" " ท างานท าจริงเจ้า จงท า Work While you Work ระหว่างเล่นควรจ า เล่นแท้ Play While you Play หนทางเช่นนี้น า เป็นสุข That is the Way ก่อให้เกิดรื่นเริงแม้ นับถือทวีคูณ To be cheerful and gay ทุกสิ่งท าเช่นนั้น ควรตรอง All that you do โดยแน่สุดท านอง ที่รู้ Do With your might สิ่งใดท าเป็นลอง ครึ่งครึ่ง Things done by half สิ่งนั้นไม่ควรกู้ ก่อให้เป็นจริง " Are never done right
42 พระนิพนธ์ พลเรือเอก พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ำอำภำกรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ “...ตอกตะปู ลงตรง นะเจ้าเด็ก เสียงเป๊ก ตีตรง ลงที่หัว เมื่อเจ้าตีเหล็ก นะเจ้าเด็ก เจ้าอย่ากลัว ตีเมื่อตัว เหล็กยังแดง เป็นแสงไฟ เมื่องานมี ที่ต้องท า นะเจ้าเด็ก เป็นข้อเอก ท าจริง ไม่ทิ้งไถล ที่เขาขึ้น ยอดได้ สะบายใจ ก็เพราะได้ ปีนเดิน ขึ้นเนินมา ถ้าเด็กใด ยืนแช อยู่แต่ล่าง แหงนคว้าง มองแล สู่เวหา จะขึ้นได้ อย่างไร นะลูกยา ท าแต่ท่า แต่ไม่ลอง ท านองปีน ถึงหกล้ม หกลุก นะลูกแก้ว อย่างท าแซ่ว เสียใจ ไม่ถวิล ลองเถิดลอง อีกนะ อย่าราคิน ที่สุดสิ้น เจ้าคงสม อารมณ์เอย...” บทกวีข้างต้นคือผลงานพระนิพนธ์ของเสด็จเตี่ย ซึ่งมีเนื้อหาสอนเกี่ยวกับการท างาน จะท าการใด ให้ตั้งใจ ให้รีบท า เปรียบเหมือนตีเหล็ก ต้องตีเมื่อเหล็กร้อน ต้องมานะอดทน และพยายาม แม้ล้มก็ต้องลุก และท างานต้องเป็นท างาน เมื่อเล่นก็เป็นเล่น
43 กิจกรรมท้ำยบท 1. กิจกรรมที่ 1 แบบทดสอบ เรื่อง พระปรีชำสำมำรถและผลงำน ค ำชี้แจง 1. แบบทดสอบมีทั้งหมด 10 ข้อ คะแนน 10 คะแนน ใช้เวลา 10 นาที 2. ให้นักเรียนเลือกค าตอบที่ถูกที่สุด แล้วท าเครื่องหมาย x ลงในช่อง ให้ตรง กับข้อที่นักเรียน เลือกตอบ 1.พระปรีชาสามารถของเสด็จเตี่ย ด้านใดที่ไม่ปรากฏผลงานเด่นชัด ในพระประวัติ ก. ด้านกีฬา ข. ด้านดนตรีไทย ค. ด้านจิตรกรรม ง. ด้านศิลปะการแสดง 2. เสด็จเตี่ยทรงส่งใคร เข้าชกชิงถ้วยชนะเลิศมวยไทย ก. นายพูน ศักดา ข. นายทับ จ าเกาะ ค. นายยัง หาญทะเล ง. นายตู้ ไทยประเสริฐ 3. เสด็จในกรมฯ ทรงมีกโลบายทรงช าระคนเมารับสั่งให้กักตัวไว้ภายในห้องรโหฐานส่วนพระองค์ ซึ่งมีหัว (โขน) ใดประดิษฐานบูชาอยู่ ก. พิเภก ข. พระราม ค. พระอินทร์ ง. พระพิราพ 4. ภาพฝีพระหัตถ์ที่พระองค์ทรงเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ ตอนมารผจญ ได้มีการจารึกอักษรขอม เป็นคาถาบทใดไว้ ก. คาถาชินบัญชร ข. ชัยมังคะละอัฏฐะกะคาถา ค. พระคาถารัตนมาลา(อิติปิโส) ง. พระคาถามงคลจักรวาลทั้งแปดทิศ 5.ทรงเขียนภาพพุทธประวัติไว้ที่ผนังโบสถ์วัดใด ก. วัดโพธิ์ ข. วัดมหาธาตุ ค. วัดปากคลองมะขามเฒ่า ง. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 6. พระปรีชาสามารถด้านดนตรีของเสด็จเตี่ยมีส่วนให้เพลงใดเกิดขึ้นวงการดนตรีไทย ก. เพลงตับ ข. เพลงเถา ค. เพลงเกล็ด ง. เพลงหน้าพาทย์
44 7.เพลงใดเป็นเพลงพระนิพนธ์ของกรมหลวงชุมพรที่เป็นเพลงสัญลักษณ์ของกองทัพเรือไทย ก.เพลงศีลแปด ข.เพลงดอกประดู่ ค.เพลงเดินหน้า ง.เพลงดาบของชาติ 8.เพลง เดินหน้า ของกรมหลวงชุมพร ได้ท านองมาจากเพลงใด ก.เพลงดาวดวงเดือน ข.เพลงดอกประดู่ ค.เพลงคุณลุง คุณป้า ง.เพลงดาบของชาติ 9.แรงบันดาลใจส าคัญในการทรงนิพนธ์เพลงดอกประดู่ คือเหตุการณ์ใด ก.เหตุการณ์วิกฤตการณ์ปากน้ า ร.ศ. 112 ข.เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ค.เหตุการณ์16 ตุลา ง.สงครามโลกครั้งที่ 2 10.ทหารเรือไทยเปรียบเทียบตนเองตามข้อใด ก.เต่าทะเล ข.ชายชาติทหาร ค.กระดูกของชาติ ง.ลูกประดู่ 2. กิจกรรมที่ 2 ใบงำน เรื่อง พระปรีชำสำมำรถและผลงำน ค าชี้แจง 1. ใบงานนี้จัดท าขึ้นเพื่อให้นักศึกษามีความรู้และประสบการณ์ในหัวเรื่องที่ พระปรีชาสามารถและผลงาน ด้านต่างๆของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กกกกกก2. ให้นักศึกษาปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ กกกก2.1 ให้นักศึกษาค้นคว้าประเด็น ด้านต่างๆของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขต อุดมศักดิ์ จากสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่ สื่อหนังสือที่เกี่ยวข้อง (2 เล่ม) สืบค้นจากอินเตอร์เน็ต (2 เว็บไซด์) และศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน (ห้องสมุดประชาชนเฉลิราชกุมารีอ าเภอสัตหีบ) กกกกกกกกกก2.2 ให้นักศึกษารวมรวบข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าในข้อ 2. 1 ลงในเอกสารการเรียนรู้ ด้วยตนเอง (กรต.) ส่งครูผู้สอนเมื่อวันที่มาพบกลุ่มเสร็จสิ้นในวันที่........ เดือน .............. พ.ศ. ....................... กกกกกกกกกก2.3 นักศึกษามาพบกลุ่มในวันที่ที่ได้ก าหนดไว้ในข้อ 2.2 อภิปรายข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ แลกเปลี่ยนกับเพื่อนนักศึกษาและครูผู้สอน อภิปราย วิเคราะห์ข้อมูลที่ศึกษาแลกเปลี่ยนกับครู กกกกกกกกกก2.4 สรุปการเรียนรู้ที่ได้จากการอภิปรายและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ร่วมกัน บันทึกลงใน เอกสารการเรียนรู้ด้วยตนเอง (กรต.) กกกกกกกกกก2.5 นักศึกษาน าผลสรุปการเรียนรู้ที่ได้ไปทดลอง ปฏิบัติตอบค าถามในใบงานฉบับนี้ แล้ว บันทึกค าตอบที่ได้ลงในเอกสารการเรียนรู้ด้วยตนเอง (กรต.) ส่งครูผู้สอนหลังเสร็จสิ้นการพบกลุ่มในวันที่ ....... เดือน ................. พ.ศ. ...........